377
4. ห้อยแขวนอยู่กับปัจจุบัน (persencing) การใช้สติและปัญญาอยู่กับปัจจุบัน
พิจารณา ปรับอารมณ์ ความรู้สึก หรืออคติต่างๆ ท่ีมีต่อข้อมูล ซึ่งเกิดขึ้นในจิตใจให้กลับสู่สภาวะปกติ
เป็นกลาง ไม่มีอคติ
5. ตกผลกึ (crystallizing) หมายถงึ การใช้เหตุผลหรอื ปญั ญาพจิ ารณาข้อมูล โดยไม่ใช้
อารมณ์ ความรูส้ กึ หรืออคตใิ ดๆ
6. ออกแบบ (prototyping) หมายถึง การออกแบบการตอบสนองต่อข้อมูลท่ีได้รับ
เข้ามาอย่างมสี ตปิ ญั ญา
7. แสดงออก (performing) หมายถึง การตอบสนองต่อข้อมูลท่ีได้รับอย่างสร้างสรรค์
และเปน็ ประโยชน์
หลกั การของทฤษฎียูและขั้นตอนทงั้ 7 ขั้นตอน ดังทก่ี ลา่ วมา แสดงเป็นแผนภาพตอ่ ไปน้ี
378
ฟงั และเปิดรบั จติ ท่ตี ่นื รู้ แสดงออก
เฝาู สังเกต
รบั รู้ ใจทเ่ี ปิดกว้าง ออกแบบ
เจตจานงที่ม่งุ มั่น
ตกผลึก
หอ้ ยแขวนอยู่กับปจั จบุ นั
แผนภาพ 51 สาระสาคัญของทฤษฎยี ู
ท่มี า Scharmer, C. Otto. (2007). Theory – U Leading from the Future as it Emerges.
San Francisco: Berrett – Koehler Publishers.
379
จากการวิเคราะห์ขั้นตอนของทฤษฎียู สามารถนามาประยุกต์ใช้ในการประเมินหลักสูตร
โดยการยดึ หลกั การ 3 ประการ ตลอดการประเมนิ หลกั สูตร ได้แก่
1. จติ ที่ตืน่ รู้ในคณุ คา่ ของการประเมนิ หลักสตู รท่ีจะทาใหไ้ ด้ขอ้ มลู สารสนเทศไปปรับปรุง
และพัฒนาซึง่ ถือว่าเปน็ กระบวนการที่สาคัญมาก
2. ใจที่เปิดกวา้ งรบั ฟังความคดิ เห็นที่แตกต่าง รบั ฟังอย่างไม่มีอคติและให้ความยุติธรรม
ในการประเมิน
3. เจตจานงทมี่ ุ่งมน่ั ประเมินหลกั สูตรใหเ้ กดิ ประโยชน์สูงสุดตอ่ ทุกฝาุ ยที่เกี่ยวข้อง
นอกจากน้ีในการเก็บรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล การวิเคราะห์
ข้อมูล และการส่ือสารผลการประเมินหลักสูตร ใช้ขั้นตอนของทฤษฎียู ท้ัง 7 ขั้นตอน เป็นเครื่องมือ
สาหรับการควบคุมความคิดและพฤติกรรม ไม่ด่วนสรุป ไม่ด่วนตัดสิน ไม่ด่วนสวนกลับ สาหรับทุกๆ
กิจกรรมของการประเมินหลักสูตร เพื่อให้การประเมินหลักสูตรคร้ังนี้ ปราศจากอคติต่างๆ ที่อาจเกิดได้
ขนึ้ ทกุ เวลาในขณะที่ทาการประเมนิ ซง่ึ ขนั้ ตอนทั้ง 7 ขัน้ ตอน มดี ังน้ี
1) ฟังและเปิดรับ หมายถึง การเปิดใจกว้างรับรู้ข้อมูลด้วยใจเป็นกลาง ไม่มีอคติ
(ฉันทาคติ (ลาเอียงเพราะรัก) โทสาคติ (ลาเอียงเพราะชัง) ภยาคติ (ลาเอียงเพราะกลัว) โมหาคติ
(ลาเอยี งเพราะไม่ร)ู้ ) ไมด่ ่วนตดั สินขอ้ มลู ท่ีใช้ในการประเมินหลักสูตร
380
2) เฝ้าสังเกต หมายถึง การพิจารณาอารมณ์ ความรู้สึก หรืออคติต่างๆ ท่ีมีต่อข้อมูล
ท่ีใช้ในการประเมินหลักสูตร โดยการต้ังคาถามกับตนเอง (ผู้ประเมินหลักสูตร) ว่ามีอารมณ์ ความรู้สึก
หรอื อคติ หรือไม่อยา่ งไร
3) รับรู้ หมายถึง การลงสรุปว่าตนเอง (ผู้ประเมินหลักสูตร) มีอารมณ์ ความรู้สึก หรือ
อคติตา่ งๆ ทม่ี ีตอ่ ข้อมูลทใ่ี ชใ้ นการประเมินหลักสูตร ว่าเปน็ อยา่ งไร
4) ห้อยแขวนอยู่กับปัจจุบัน หมายถึง การใช้สติและปัญญาอยู่กับปัจจุบันพิจารณา
ปรับอารมณ์ ความรู้สึก หรืออคติต่างๆ ที่มีต่อข้อมูลท่ีใช้ในการประเมินหลักสูตร ซ่ึงเกิดขึ้นในจิตใจ
ใหก้ ลับสูส่ ภาวะปกติ เป็นกลาง ไมม่ ีอคติใดๆ
5) ตกผลึก หมายถึง การใช้เหตุผลหรือปัญญาพิจารณาข้อมูลที่ใช้ในการประเมิน
หลักสูตร และลงสรุปผลการประเมินในแต่ละประเด็นบนพ้ืนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยไม่ใช้อารมณ์
ความรสู้ กึ หรืออคตใิ ดๆ เพ่อื ประโยชน์สงู สุดของผู้ท่ีเก่ียวข้องกับหลักสูตร ในการท่ีจะได้รับทราบผลการ
ประเมินทีถ่ ูกตอ้ ง ไมว่ ่าผลการประเมินนนั้ จะเปน็ ไปในทางบวกหรือทางลบ
6) ออกแบบ หมายถึง การเขียนรายงานการประเมินหลักสูตรในแต่ละช่วงเวลา
ตามผลการประเมนิ ทีไ่ ด้และมีความสรา้ งสรรค์
7) แสดงออก หมายถึง การสื่อสารผลการประเมินจากผู้ประเมินหลักสูตรไปยังอาจารย์
ประจาหลักสูตรและอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร โดยใช้สุนทรียสนทนา และการฟังอย่างลึกซึ้งซ่ึงเป็น
การฟังความคิดความรู้สึกท่ีผ่านการถ่ายทอดเป็นเสียง ฟังแล้วรับรู้ถึงความคิด ความรู้สึก ไม่ด่วน
สวนกลบั ฟงั อยา่ งมสี ติ
381
การประเมนิ หลกั สตู รฐานทฤษฎยี ู ทั้ง 7 ขั้นตอน สรุปเปน็ แผนภาพดังตอ่ ไปนี้
เปิดใจกวา้ ง เป็นกลาง ไม่ด่วนตัดสิน จติ ทีต่ นื่ รู้ สื่อสารผลการประเมนิ โดยใช้สุนทรยี สนทนา
ในการประเมนิ และการฟงั อย่างลกึ ซ้งึ
พิจารณาอารมณ์ ความร้สู ึก
หรอื อคติท่ีเกดิ ขึน้ ภายในจติ ใจ ใจทีเ่ ปดิ กว้าง เขยี นรายงานผลการประเมิน
เพอื่ ความยตุ ธิ รรม อยา่ งสรา้ งสรรค์
รตู้ วั เองว่ามีอารมณ์ ความร้สู ึก ปเกริดะพเปเจฒัมรตินะนจโหำยำลคนชักณุนงสมส์ ภตู งุู่งำรมสใพุดนั่ห”้ การใชเ้ หตผุ ลหรือปญั ญาพจิ ารณา
หรอื อคตหิ รือไม่ ข้อมูลที่ใชใ้ นการประเมนิ หลกั สูตร
และลงสรปุ ผลการประเมนิ
ใชส้ ตแิ ละปัญญาหยุดย้ังอารมณ์ ความรสู้ กึ
หรืออคติทมี่ ผี ลตอ่ การประเมนิ
แผนภาพ 52 การประเมินหลักสตู รฐานทฤษฎียู
382
สนุ ทรยี สนทนา (dialogue)
สุนทรียสนทนา (dialogue) เน้นการฟังอย่างสงบ ฟังอย่างลึกซึ้ง (deep listening)
เม่ือสงบและลึกแล้วจะสามารถสัมผัสความจริงได้ ทาให้เกิดปัญญา จะคิด จะพูด จะทา สิ่งใดย่อม
ผ่านสภาวะทางปญั ญามาแล้ว จึงตรงตอ่ ความจรงิ เกดิ ประโยชน์ มากกว่าการคิด การพูด การกระทา
อยา่ งตน้ื ๆ การไมด่ ว่ นสรปุ ผลการประเมินโดยใช้มุมมองของผู้ประเมินเพียงฝุายเดียว การสื่อสารผลการ
ประเมินท่ีเป็นช่วงเวลาอย่างสร้างสรรค์และด้วยพลังแห่งปัจจุบัน (The power of now) ทาให้เห็น
จุดออ่ นและจดุ แขง็ ของหลักสูตรตามความเปน็ จรงิ ทจ่ี ะนาไปสู่การปรบั ปรุงและพัฒนาหลกั สตู รต่อไป
การประเมินหลักสูตรบนฐานทฤษฎี: กรณีศึกษาการใช้ทฤษฎียูและสุนทรียสนทนา
ร่วมกับการประเมินปัจจัยกาหนด การประเมินนาเข้า การประเมินกระบวนการ และการประเมิน
ผลผลติ
เป็นการดาเนินกิจกรรมการประเมินหลักสูตรด้วยการมีจิตท่ีต่ืนรู้ ใจท่ีเปิดกว้าง และ
เจตจานงทีม่ งุ่ มน่ั ผ่านกระบวนการท่อี ยู่ภายในทั้ง 7 ขนั้ ตอนของทฤษฎยี ู การไมด่ ่วนสรุปผลการประเมิน
โดยใช้มุมมองของผู้ประเมินเพียงฝุายเดียวและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการประเมินร่วมกันโดยการใช้
สุนทรียสนทนาท่ีเน้นการฟังอย่างลึกซึ้ง ส่งผลทาให้เห็นจุดอ่อนและจุดแข็งของหลักสูตรตามความ
เปน็ จริงนาไปสู่การปรบั ปรงุ และพฒั นาหลกั สูตร
การประยุกต์ใช้ทฤษฎียูกับการประเมินหลักสูตรทาได้หลายรูปแบบ ซึ่งจากการวิจัย
ที่ผ่านมา ได้ถูกนาไปใช้ร่วมกับการประเมินปัจจัยกาหนด การประเมินนาเข้า การประเมินกระบวนการ
และการประเมินผลผลิตของหลักสูตรควบคู่กับการใช้ทฤษฎียู สามารถดาเนินการได้โดยการแบ่งช่วง
ระยะเวลาการประเมินหลกั สตู รเป็น 5 ระยะ ดังน้ี
383
ระยะที่ 1 ทาการประเมนิ หลกั สูตรด้านปัจจยั กาหนด จากน้ันเขียนรายงานผลการ
ประเมิน เมื่อเขียนรายงานผลการประเมินเสร็จแล้ว ดาเนินการส่ือสารผลการประเมินต่อผู้มีส่วนได้
สว่ นเสีย โดยการใช้สนุ ทรียสนทนา เม่ือส่ือสารผลการประเมนิ แล้วจงึ ดาเนินการประเมนิ ระยะท่ี 2
ระยะท่ี 2 ทาการประเมินหลักสูตรด้านปัจจัยนาเข้า จากนั้นเขียนรายงานผลการ
ประเมิน เมื่อเขียนรายงานผลการประเมินเสร็จแล้ว ดาเนินการสื่อสารผลการประเมินต่อผู้มีส่วนได้
ส่วนเสีย โดยการใชส้ นุ ทรียสนทนา เมอ่ื ส่อื สารผลการประเมินแลว้ จงึ ดาเนินการประเมินระยะที่ 3
ระยะที่ 3 ทาการประเมินหลักสูตรด้านกระบวนการ จากน้ันเขียนรายงานผลการ
ประเมิน เมื่อเขียนรายงานผลการประเมินเสร็จแล้ว ดาเนินการส่ือสารผลการประเมินต่อผู้มีส่วนได้
สว่ นเสยี โดยการใช้สุนทรยี สนทนา เมอ่ื ส่อื สารผลการประเมินแลว้ จึงดาเนินการประเมนิ ระยะที่ 4
ระยะที่ 4 ทาการประเมินหลักสูตรด้านผลผลิต จากน้ันเขียนรายงานผลการ
ประเมิน เม่ือเขียนรายงานผลการประเมนิ เสร็จแล้ว ดาเนนิ การส่ือสารผลการประเมินต่อผู้มีส่วนได้ ส่วน
เสยี โดยการใชส้ ุนทรียสนทนา เมือ่ สื่อสารผลการประเมนิ แลว้ จงึ ดาเนนิ การระยะที่ 5
ระยะที่ 5 ทาการสรุปผลการประเมิน จากนั้นเขียนรายงานสรุปผลการประเมิน
เมื่อเขียนรายงานสรปุ ผลการประเมินเสร็จแล้ว ดาเนินการส่ือสารผลการประเมินต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
โดยการใชส้ ุนทรยี สนทนา ดังแผนภาพต่อไปน้ี
384 การประเมนิ ปจั จยั กาหนด การส่อื สารผลการประเมนิ
ระยะท่ี 1
ระยะท่ี 2 การประเมินปจั จยั นาเขา้ การสือ่ สารผลการประเมนิ
ระยะที่ 3 การประเมินกระบวนการ การส่อื สารผลการประเมิน
ระยะท่ี 4 การประเมินผลผลติ การส่ือสารผลการประเมนิ
ระยะที่ 5 การสรุปผลการประเมิน การสื่อสารผลการประเมนิ
แผนภาพ 53 การประเมนิ ปจั จยั กาหนด การประเมินนาเขา้ การประเมนิ กระบวนการ
และการประเมนิ ผลผลิตของหลักสตู รบนฐานทฤษฎี
385
ระยะที่ 1 การประเมนิ ปัจจยั กาหนด
การใช้ ระยะที่ 2 การประเมนิ ปจั จยั นาเขา้ การสือ่ สาร
ทฤษฎียู ระยะที่ 3 การประเมนิ กระบวนการ ผลการประเมนิ
(เนน้ ท่ีการมีสติ เปน็ ช่วงเวลา
ตดั สนิ ใจ ระยะท่ี 4 การประเมินผลผลติ
บนพน้ื ฐานขอ้ มูล) โดยการใช้
สนุ ทรยี สนทนา
ระยะที่ 5 การรายงานสรปุ ผลการประเมิน
แผนภาพ 54 การประเมินหลักสตู รบนฐานทฤษฎี: กรณีศึกษาการใช้ทฤษฎยี ูและสุนทรยี สนทนา
รว่ มกับการประเมินปัจจยั กาหนด การประเมินนาเขา้ การประเมินกระบวนการ
และการประเมินผลผลิตของหลักสูตร
386
โดยในแต่ละระยะ มีการดาเนินการประเมินโดยใช้กระบวนการภายในของทฤษฎียู ไม่ด่วน
สรุปหรือตัดสินผลการประเมินทันที มีการรายงานผลการประเมินต่อผู้ท่ีเก่ียวข้องกับหลักสูตรให้ทราบ
ผลการประเมินในแต่ละช่วงเวลาท่ีเหมาะสม ด้วยวิธีการท่ีเป็นทางการและไม่เป็นทางการและผู้ท่ี
เกี่ยวข้องกับหลักสูตรมีโอกาสให้ข้อมูลหรือแสดงหลักฐานที่เป็นประโยชน์ต่อการประเมินหลักสูตร
เพิ่มเตมิ ทาให้คณะกรรมการประเมินหลักสูตรทบทวนผลการประเมินซ้าอีกครั้ง เพื่อให้ผลการประเมิน
มีความถูกต้องมากท่ีสุด และเป็นที่ยอมรับร่วมกันทั้งคณะกรรมการประเมินหลักสูตรและผู้มีส่วน
เก่ยี วขอ้ งกับหลักสูตรทุกฝาุ ย สง่ ผลทาให้เกดิ การปรับปรุงและเปลย่ี นแปลงหลกั สตู รตอ่ ไป
จากการท่ีผู้เขียนได้วิจัยทดลองใช้ทฤษฎียูและสุนทรียสนทนาสาหรับการประเมินหลักสูตร
พุทธศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส มหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พบว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับหลักสูตร ได้แก่ คณะกรรมการบริหาร
หลักสูตร อาจารย์ประจาหลักสูตร ผู้เรียนปัจจุบัน ผู้สาเร็จการศึกษา ต่างให้การยอมรับผลการประเมิน
ทุกช่วงระยะเวลาการประเมินทั้ง 5 ระยะ ได้แก่ 1) การประเมินปัจจัยกาหนด 2) การประเมินปัจจัย
นาเขา้ 3) การประเมินกระบวนการ 4) การประเมนิ ผลผลติ 5) การรายงานสรุปผลการประเมิน ไม่ว่าจะ
เป็นผลการประเมนิ ท่ีผา่ นเกณฑ์หรอื ไม่ผ่านเกณฑท์ ี่กาหนด
นอกจากนี้เม่อื เสร็จสิ้นการประเมินในแต่ละช่วงระยะเวลาท้ัง 5 ระยะ ไม่ปรากฏว่ามีความ
ขัดแย้งทางวิชาการท่ีเกี่ยวข้องกับผลการประเมินระหว่างผู้ประเมินและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับหลักสูตร
รวมทั้งผลจากการให้การยอมรับผลการประเมินจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทาให้มีการนาผลการประเมิน
ไปปรับปรุงและพัฒนาหลกั สูตรในประเด็นต่างๆ เช่น การปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน การพัฒนา
บุคลากรด้านการวิจัยควบคู่กับการปฏิบัติงานประจา สรุปนวัตกรรมการประเมินการประเมินหลักสูตร
บนฐานทฤษฎี: กรณีศึกษาการใช้ทฤษฎียูและสุนทรียสนทนาร่วมกับการประเมินปัจจัยกาหนด
การประเมนิ นาเข้า การประเมนิ กระบวนการ และการประเมินผลผลิตของหลักสูตร ดังแผนภาพต่อไปนี้
(มารุต พัฒผล. 2554ก)
387
การใช้
สนุ ทรียสนทนา
การใชท้ ฤษฎยี ู ผลการประเมนิ การยอมรบั การนาผล
สาหรบั การประเมิน มคี วามถูกตอ้ ง ผลการประเมนิ การประเมิน
ตรงตามสภาพ ไปปรับปรุง
หลกั สตู ร ความเป็นจรงิ ไมม่ ี และพัฒนาหลกั สูตร
ความขัดแย้ง
ทางวชิ าการ
ในผลการประเมิน
การใช้
สนุ ทรยี สนทนา
แผนภาพ 55 โมเดลสมมตฐิ านของการใช้ทฤษฎียูและสุนทรียสนทนาสาหรบั การประเมินหลกั สตู ร
388
จากประสบการณข์ องผู้เขียนท่ีได้ทาการประเมินหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา
วิปัสสนาภาวนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยใช้แนวคิดการประเมินฐานทฤษฎี
การใช้ทฤษฎยี ู ตามโมเดลสมมตฐิ านของการใช้ทฤษฎียูและสุนทรียสนทนาสาหรับการประเมินหลักสูตร
ดังทก่ี ลา่ วมาน้นั ผลการวจิ ยั พบว่า
1. ผูม้ สี ่วนได้ส่วนเสียใหก้ ารยอมรับผลการประเมิน ไม่ว่าจะเป็นผลการประเมินท่ีผ่าน
เกณฑห์ รือไม่ผ่านเกณฑท์ ่กี าหนด
2. ไมม่ คี วามขดั แยง้ ทางวิชาการทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกบั ผลการประเมนิ
3. มีการนาผลการประเมินไปปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตร เช่น การจัดทาสมุด
บันทึกการปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพื่อให้การดาเนินการให้คาปรึกษาวิทยานิพนธ์มีประสิทธิภาพมากข้ึน
การปรับปรุงห้องเรียนให้มีความพรอ้ มดา้ นสื่อและเทคโนโลยใี นการจัดการเรยี นการสอน เปน็ ต้น
389
สรุป
จากท่ีได้กล่าวมาในบทที่ 10 เร่ือง การประเมินหลักสูตรบนฐานทฤษฎี สรุปสาระสาคัญ
ได้ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. คุณค่าของการประเมินหลักสูตรนอกจากความถูกต้องในผลการประเมินแล้ว
การให้การยอมรับผลการประเมิน การไม่มีความขัดแย้งทางวิชาการในประเด็นท่ีเกี่ยวข้องกับผลการ
ประเมิน และการนาผลการประเมินไปใช้ปรับปรุงหลักสูตร คือคุณค่าแท้ของการประเมินหลักสูตร
ทสี่ าคญั ยิ่ง
2. การประเมินหลักสูตรบนฐานทฤษฎี เป็นวิธีการประเมินหลักสูตรที่เชื่อมโยงการ
ประเมินปจั จัยนาเขา้ กระบวนการ และผลลัพธ์ของหลักสูตร โดยอาศัยองค์ความรู้เชิงทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้อง
มาใชใ้ นการออกแบบการประเมนิ
3. การลงสรุปผลการประเมินของคณะกรรมการประเมินหลักสูตร ที่อาศัยข้อมูลเชิง
ประจักษ์ต่างๆ ตามกรอบการประเมิน หากการลงสรุปผลการประเมินมีความถูกต้องตามความเป็นจริง
และมีการส่ือสารผลการประเมินด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์ ย่อมส่งผลทาให้มีการนาผลการประเมินไปใช้
ปรับปรงุ หลกั สตู รให้มคี ุณภาพสูงขึ้น
4. ทฤษฎียู เป็นทฤษฎีที่อธิบายว่าการได้รับข้อมูลใดๆ จะไม่ด่วนตัดสิน ไม่ด่วนสรุป
ไม่ด่วนสวนกลับ แต่ให้ใช้สติและปัญญาพิจารณาข้อมูลนั้นบนพื้นฐานข้อมูล ข้อเท็จจริงเสียก่อน
แล้วจึงตอบสนองต่อข้อมูลที่รับเข้ามาน้ัน ซ่ึงจะทาให้การคิดและการตัดสินใจต่างๆ เป็นไปอย่างมี
ประสทิ ธิภาพ
390
5. สนุ ทรยี สนทนา (dialogue) เน้นการฟังอยา่ งสงบ ฟังอย่างลึกซ้ึง (deep listening)
เมอ่ื สงบและลึกแล้วจะสามารถสัมผัสความจริงได้ ทาให้เกิดปัญญา จะคิด จะพูด จะทา สิ่งใด ย่อมผ่าน
สภาวะทางปัญญามาแลว้ จึงตรงต่อความจรงิ เกดิ ประโยชน์
6. การประเมินหลักสูตรบนฐานทฤษฎียูและสุนทรียสนทนา เป็นนวัตกรรม
การประเมนิ หลักสตู รในลักษณะของกระบวนการทมี่ งุ่ เนน้ การไมด่ ว่ นสรุปและการสื่อสารผลการประเมิน
เชงิ สรา้ งสรรค์
391
บรรณานุกรม
ราชบัณฑิตยสถาน. (2555). พจนานกุ รมศัพท์ศึกษาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรงุ เทพฯ:
อรุณการพมิ พ์.
มารุต พฒั ผล. (2554ก). รายงานการวิจยั ฉบบั สมบูรณ์ เร่ือง ผลการใชท้ ฤษฎียู (Theory - U)
ในการประเมนิ หลักสตู รระดับบณั ฑติ ศึกษา. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวทิ ยาลัย
มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ.
Cojocaru, Stefan. (2009). Clarifying the Theory – Based Evaluation. Retrieved February
24, 2012, from http://www.rcis.ro/images/documente/rcis26_05.pdf
Knapp, Peter Van Der. (2004). “Theory – based Evaluation and Learning: Possibilities
and Challenges”. Evaluation. London: Sage Publications Vol. 10(1): 16 – 34.
President of the Treasury Board. (2012). Theory – Based Approaches to Evaluation:
Concepts and Practices. Canada: Her Majesty the Queen in Right of Canada.
Scharmer, C. Otto. (2007). Theory – U Leading from the Future as it Emerges.
San Francisco: Berrett – Koehler Publishers.
Sharpe, Glynn. (2011). “A Review of Program Theory and Theory – Based Evaluations”.
American International Journal of Contemporary Research. Vol. 1 No. 3;
November. pp. 72 – 75.
Stame, Nicoletta. (2004). “Theory – based Evaluation and Types of Complexity”.
Evaluation. London: Sage Publications Vol. 10(1): 58 – 76.
Stufflebeam, Daniel L. and Shinkfield, Anthony J. (2007). Evaluation Theory, Models,
& Applications. San Francisco: Jossey – Bass.
392
Sullivan, Paul. (2012). Qualitative Data Analysis Using a Dialogue Approach. London;
Thousand Oaks, California: Sage Publications.
White, Howard. (2009). Theory – Based Impact Evaluation: Principles and Practice.
New Delhi; India: International Initiative for Impact Evaluation.
393
ตอนท่ี 2
การเรียนรู้และพัฒนา
จากผลการประเมนิ หลักสตู ร
394
395
บทที่ 11
การเรยี นรู้ผลการประเมนิ หลักสูตร
ทีน่ าไปสกู่ ารปรับปรุงและเปลย่ี นแปลง
396
11.1 กระบวนการทางความคิดใหม่ (new mindset)
ในการปรบั ปรุงและเปลยี่ นแปลงหลกั สตู ร
11. การเรยี นรู้ 11.2 วธิ ีการปรับเปลยี่ นกระบวนการทางความคดิ
ผลการประเมินหลักสตู ร 11.3 การถอดบทเรยี น
ที่นาไปสู่การปรับปรุง 11.4 การสังเคราะห์ความร้ทู ไ่ี ดจ้ ากการถอดบทเรยี น
และเปลี่ยนแปลง
11.5 การนาผลการประเมนิ หลักสตู รไปสูก่ ารปรบั ปรุงและพฒั นา
397
สาระสาคัญ
สาหรับในบทที่ 11 เรื่อง การเรียนรู้ผลการประเมินหลักสูตรท่ีนาไปสู่การปรับปรุงและ
เปล่ียนแปลง มีสาระสาคญั ดงั ต่อไปน้ี
1. การปรับเปล่ียนความคิดและมุมมองที่มีต่อหลักสูตรและการเรียนรู้ จากการท่ีมี
กระบวนการทางความคิดแบบเดิมไปสู่แบบใหม่ที่ดีกว่า ส่งผลทาให้การปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง
หลกั สูตรดาเนนิ ไปอย่างมปี ระสทิ ธิภาพและประสบความสาเร็จตามเปูาหมายที่กาหนดไว้ และสอดคล้อง
กับผลการประเมนิ หลักสตู ร
2. กระบวนการทางความคิดแบบใหม่ มีลักษณะเป็นแบบเปิด มองไปข้างหน้า ไม่ยึด
ติดกับวิธีการเดิมๆ พร้อมที่จะเปล่ียนแปลงไปสู่ส่ิงท่ีดีกว่า กระบวนการทางความคิด แบบใหม่
ใหค้ วามสาคญั กับกระบวนการเรยี นรู้ ใช้วธิ ีการโคช้ และการประเมนิ ผลการเรียนร้เู พ่อื การพฒั นา
3. วิธีการปรบั เปลย่ี นกระบวนการทางความคิด หรอื mindset ของบุคลากรทาได้ตาม
ข้ันตอนดังน้ี 1) กระตุ้นความตระหนัก 2) ให้ข้อมูลคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา 3) ลงมือ
ปฏิบตั ริ ่วมกนั 4) การชืน่ ชมความสาเรจ็ ของการเปลยี่ นแปลงรว่ มกนั
4. การถอดบทเรียนเป็นกระบวนการสร้างองค์ความรู้จากประสบการณ์ของ
ผู้ปฏิบัติงาน บนพ้ืนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ ประสบการณ์ตรง นาไปสู่การปรับปรุงและพัฒนา คาว่า
“บทเรยี น” นนั้ คอื ความรทู้ ี่ไดร้ ับจากการลงมือปฏิบตั ิงานจริงจนเกดิ ประสบการณ์ส่วนบุคคลนนั่ เอง
398
5. สนุ ทรยี สนทนาเป็นการสนทนาทน่ี าไปสูก่ ารเรียนรู้ใหม่ๆ การคิดวิเคราะห์ถึงสาเหตุ
ปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อปริสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน อีกทั้งยังทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายใน
โดยการพูดคุยแลกเปล่ียนความรู้ ประสบการณ์ ความคิดของตนเองให้กับเพ่ือนร่วมงานด้วยความ
รับผดิ ชอบและซ่ือสตั ยต์ ่อสิ่งท่ีได้นามาแลกเปล่ยี นกบั เพื่อนร่วมงาน
6. การทบทวนหลังการปฏิบัติเป็นการตรวจสอบประเด็นสาคัญต่างๆ ท่ีเก่ียวข้องกับ
การปฏิบัติงานทั้งก่อน ระหว่างและหลังการปฏิบัติ เพื่อทาให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพและ
ประสิทธผิ ลมากขึน้
7. การสังเคราะห์ความรู้จากการถอดบทเรียน อาศัยกระบวนการสร้างข้อสรุป
แบบอปุ นัยเป็นสาคญั โดยมสี ารสนเทศจากการถอดบทเรียนทเ่ี ปน็ ความรตู้ า่ งๆ อยา่ งเพียงพอ
8. ภายหลังดาเนินการจัดทาข้อสรุปความรู้จากการถอดบทเรียนเกี่ยวกับผลการ
ประเมินหลักสูตรแล้ว ผู้ท่ีเกี่ยวข้องทุกฝุายจึงร่วมกันวางแผนและดาเนินการพัฒนา ปรับปรุง หรือ
เปลย่ี นแปลงหลกั สูตรในประเดน็ ตา่ งๆ ให้มคี ุณภาพมากขึ้น
9. คาอธิบายเชิงคุณภาพในประเด็นท่ีเกี่ยวข้องกับหลักสูตรและการเรียนรู้ สามารถ
นาไปใชเ้ ป็นแนวทางในการกาหนดเปาู หมายความสาเรจ็ ของการปรบั ปรุงและเปลยี่ นแปลงหลักสูตรได้
399
11.1 กระบวนการทางความคิดใหม่ (new mindset) ในการปรบั ปรงุ
และเปลย่ี นแปลงหลักสูตร
การปรับเปลยี่ นความคดิ และมมุ มองที่มตี อ่ หลกั สูตรและการเรียนรู้ จากการท่ีมีกระบวนการ
ทางความคิดแบบเดิมไปสู่แบบใหม่ที่ดีกว่า ส่งผลทาให้การปรับปรุงและเปล่ียนแปลงหลักสูตรดาเนิน
ไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสาเร็จตามเปูาหมายที่กาหนดไว้ และสอดคล้องกับผลการ
ประเมินหลกั สตู ร แสดงไดด้ ังแผนภาพตอ่ ไปนี้
เนื้อหาสาระ กระบวนการเรียนรู้
จากเดมิ ไปสู่
การยึดตดิ การไมย่ ึดตดิ
ไมเ่ ปล่ียนแปลง เปล่ยี นแปลงใหด้ ขี ึน้
การสอน ประเมินเพือ่ ตดั สนิ การโค้ช ประเมินเพือ่ พฒั นา
แผนภาพ 56 กระบวนการทางความคดิ ใหม่ของการปรับปรงุ และเปลย่ี นแปลงหลกั สตู ร
400
กระบวนการทางความคิดแบบเดิม
กระบวนการทางความคิดแบบเดิมดังที่จะกล่าวต่อไปน้ี มักเป็นอุปสรรคต่อการปรับปรุง
และเปล่ียนแปลงหลักสูตร ทาให้การขับเคล่ือนหลักสูตรเป็นไปได้ช้าและยาก หลักสูตรท่ีปรับปรุงใหม่
มักจะไม่สอดคล้องกับสภาพของชุมชนและสังคมในปัจจุบัน เนื่องจากผู้ท่ีเก่ียวข้องกับหลักสูตร เช่น
ผู้บริหาร ผู้สอน ผู้ปกครอง ชุมชน เป็นต้น ยังมีกระบวนการทางความคิดแบบเดิมอยู่ กล่าวคือ
มมี ุมมองว่า
- หลักสตู รไมค่ วรปรบั เปลย่ี นบ่อย
- สิง่ ท่ที าอยูใ่ นปจั จบุ ันน้ีดอี ยแู่ ลว้
- การเปลย่ี นแปลงเปน็ การเพิ่มภาระงานและยงุ่ ยาก
- ตอ้ งให้ความสาคัญกบั เนือ้ หาสาระที่ผเู้ รียนจะต้องเรียนรู้
- ผู้สอนจะตอ้ งถ่ายทอดความรู้ใหก้ ับผ้เู รียนให้ครบตามเนอื้ หาสาระทกี่ าหนดไว้
- การประเมนิ ผลการเรียนร้จู ะตอ้ งใชก้ ารทดสอบเทา่ น้ัน
เหตุผลท่ีทาให้การมีกระบวนการทางความคิดแบบเดิมเป็นอุปสรรคต่อการปรับปรุง
และเปล่ยี นแปลงหลักสูตร มดี ังนี้
401
เหตุผลด้านเนอ้ื หาสาระในหลกั สูตร
ความรู้ต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันน้ีมีความรู้และนวัตกรรมเกิดข้ึนใหม่
อย่างต่อเนื่อง และความรู้นั้นมีอยู่จานวนมากมายมหาศาล ไม่สามารถจะนามาเขียนบรรจุไว้ในหนังสือ
ตารา ได้อย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ความรู้ในหนังสือตารายังมีข้อจากัดในการปรับปรุงให้ทันสมัยและเป็นปัจจุบันอยู่
ตลอดเวลาแบบ real time เน่ืองจากต้องใช้เวลาในการดาเนินการมาก แตกต่างกับการแสวงหาความรู้
จากแหล่งต่างๆ ดว้ ยวิธีการทห่ี ลากหลาย และวิเคราะห์สังเคราะหค์ วามรู้เหล่าน้ันมาใช้ในการเรียนรู้และ
การดาเนนิ ชีวติ สามารถทาได้ตลอดเวลาโดยไมม่ ขี อ้ จากัดเร่ืองเวลาและสถานที่ ซึ่งจากที่กล่าวถึงเหตุผล
ทางด้านเน้ือหาสาระ สรุปสาระสาคัญของกระบวนการทางความคิดแบบเดิมด้านเน้ือหาสาระ ได้ดัง
แผนภาพต่อไปน้ี
เน้อื หาสาระในหนงั สอื ความรู้และนวตั กรรม การเรยี นรู้ที่เน้น
แบบเรยี น ตารา เกดิ ขนึ้ ใหมต่ ลอดเวลา เน้ือหาสาระในหนงั สือ
และมอี ยจู่ านวนมาก
มขี อ้ จากดั ในด้านปรมิ าณ แบบเรียน ตารา
และการปรับปรุง ไม่เพียงพอ ไมเ่ ป็นปัจจบุ ัน
แผนภาพ 57 กระบวนการทางความคดิ แบบเดมิ ดา้ นเนื้อหาสาระ
402
เหตุผลด้านการสอน
สาหรับการสอน (teaching) น้ัน มีลักษณะเป็นการถ่ายทอดความรู้จากผู้สอนไปยังผู้เรียน
ในรูปของการบอกเล่าส่ิงท่ีผู้สอนมีความรู้ให้ผู้เรียนเกิดความรู้ตาม หรือบางคร้ังอาจมีการออกคาสั่ง
ให้ผเู้ รียนปฏบิ ัติกจิ กรรมต่างๆ ตามที่ผสู้ อนคิดว่าเป็นสง่ิ ทดี่ ที ี่สุดสาหรบั ผเู้ รียน
ด้วยเหตนุ ้ี ผ้เู รียนจึงมีบทบาทในการเรียนร้เู ปน็ ผ้รู บั ความรู้ จดจาให้ได้มากที่สุด ทาตามให้ได้
ดที ี่สดุ เป็นส่วนใหญ่ ซ่ึงการสอนในลักษณะดังกล่าวทาให้ผู้เรียนไม่ค่อยได้ใช้ศักยภาพของตนเองในด้าน
ตา่ งๆ เช่น การวเิ คราะห์ การสังเคราะห์ การใช้วิจารณญาณ การสร้างสรรค์นวัตกรรม การมีปฏิสัมพันธ์
กบั บคุ คลรอบข้าง เป็นต้น
นอกจากน้ีการท่ีผู้เรียนมีบทบาทเป็นผู้ต้ังรับในการเรียนรู้ (passive learning) ยังทาให้การ
เรียนรู้มีประสิทธิผลน้อยกว่าการที่ผู้เรียนมีบทบาทเชิงรุกในการเรียนรู้ (active learning) โดยมีผู้สอน
คอยให้คาช้ีแนะ ช่วยเหลือ สนับสนุน จากที่กล่าวถึงเหตุผลทางด้านการสอน สรุปสาระสาคัญได้ดัง
แผนภาพต่อไปนี้
สอนใหร้ ูต้ าม ผู้เรยี นร้ตู าม การคิดตา่ งๆ มนี อ้ ย
สอนให้ทาตาม ผูเ้ รยี นทาตาม ส่งผลให้
ขาดการสร้างสรรค์
แผนภาพ 58 กระบวนการทางความคิดแบบเดิมด้านการสอน
403
เหตผุ ลด้านการประเมนิ ผล
สาหรับการประเมินผลการเรียนรู้นั้น ถ้าหากมุ่งเน้นการประเมินเพื่อตัดสินระดับผลการ
เรียน จะทาให้ผู้เรียนขาดโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น จากสารสนเทศที่ได้จากการ
ประเมิน
สารสนเทศจากการประเมินเพ่ือตัดสิน มักจะมีอยู่น้อยไม่เพียงพอสาหรับการนาไปเป็นฐาน
ของการพฒั นาผเู้ รียน เช่น การทดสอบปลายภาคเรียน จะมุ่งเน้นนาคะแนนไปตัดสินระดับผลการเรียน
มากกว่าการนาคาตอบของผู้เรียนมาวิเคราะห์วินิจฉัยความผิดพลาดหรือจุดอ่อนของผู้เรียน แล้วให้ผล
ย้อนกลับไปสู่ผู้เรียน จึงทาให้ผู้เรียนทราบเพียงคะแนนที่ตนเองทาได้ แต่ไม่ทราบว่าตนเองมีจุดแข็ง
และจุดท่ีตอ้ งพัฒนาอยา่ งไร มีแนวทางและวธิ กี ารพฒั นาอย่างไร
ประเดน็ นี้คือข้อจากัดของการประเมินเพ่ือการตัดสิน ซึ่งจากที่กล่าวถึงเหตุผลทางด้านการ
ประเมนิ เพอ่ื ตดั สนิ สรุปสาระสาคัญได้ดังแผนภาพตอ่ ไปนี้
การประเมนิ ตัดสินระดบั ผเู้ รยี นทราบ
เพอื่ ตดั สนิ ผลการเรยี น ผลการประเมนิ
แต่ไมท่ ราบจุดแข็ง
จดุ อ่อนและแนวทาง
การพัฒนาตนเอง
แผนภาพ 59 กระบวนการทางความคิดแบบเดิมดา้ นการประเมนิ ผล
404
กระบวนการทางความคิดแบบใหม่
กระบวนการทางความคิดแบบใหม่ มีลักษณะเป็นแบบเปิด มองไปข้างหน้า ไม่ยึดติดกับ
วิธกี ารเดมิ ๆ พรอ้ มที่จะเปลย่ี นแปลงไปสู่ส่งิ ที่ดกี วา่ กระบวนการทางความคิดแบบใหม่ให้ความสาคัญกับ
กระบวนการเรียนรู้ ใช้วิธีการโค้ช และการประเมินผลการเรียนรู้เพื่อการพัฒนา ซึ่งเอ้ือต่อการปรับปรุง
และเปลี่ยนแปลงหลักสูตร ในด้านกระบวนการเรียนรู้เป็นเคร่ืองมือท่ีสาคัญของการเรียนรู้ส่ิงต่างๆ
มีความสาคัญมากกว่าการจดจาความรู้ ผู้เรียนที่มีกระบวนการเรียนรู้ที่ดีจะมีศักยภาพที่จะเรียนรู้สิ่ง
ต่างๆ ได้ด้วยตนเองมากกว่าผู้เรียนท่ีไม่มีกระบวนการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้มีหลายประเภท เช่น
กระบวนการสร้างความรู้ความเข้าใจ กระบวนการวิเคราะห์ กระบวนการสังเคราะห์ กระบวนการคิด
กระบวนการสืบเสาะแสวงหาความรู้ กระบวนการให้เหตุผล กระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรม เป็นต้น
เมื่อผเู้ รยี นไดฝ้ ึกฝนใชก้ ระบวนการเรียนรู้ต่างๆ อย่างสม่าเสมอและต่อเน่ืองแล้ว จะทาให้สามารถเรียนรู้
สิ่งต่างๆ ที่ตนเองต้องการได้ อีกทั้งยังสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเน่ืองอีกด้วย ซึ่งจากท่ีกล่าวถึง
เหตผุ ลทางดา้ นกระบวนการเรยี นรู้ สรปุ สาระสาคัญไดด้ งั แผนภาพตอ่ ไปน้ี
มุ่งเนน้ ผ้เู รยี น ผ้เู รยี น
กระบวนการเรยี นรู้ ใชก้ ระบวนการเรยี นรู้ มกี ระบวนการเรยี นรู้
สามารถเรียนรไู้ ด้
ด้วยตนเอง
แผนภาพ 60 กระบวนการทางความคิดแบบใหม่ด้านกระบวนการเรียนรู้
405
สาหรบั การโคช้ เปน็ วธิ กี ารพฒั นาศกั ยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยการให้คาชี้แนะ การต้ัง
คาถามกระตุ้นการคิด การสรา้ งแรงบนั ดาลใจ การกระตุ้นความเชอ่ื ม่นั ในตนเอง วินัยในตนเอง การสร้าง
แรงจงู ใจภายใน ตลอดจนการประเมินและใหข้ ้อมลู ย้อนกลบั อยา่ งสร้างสรรค์ต่อผู้เรียน ซึ่งผู้เรียนที่ได้รับ
การโค้ชที่ดีจะสามารถพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการรู้คิด ทักษะกระบวนการ
และคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ เช่น ทักษะการคิดขั้นพ้ืนฐาน ทักษะการคิดข้ันสูง การสร้างสรรค์
นวัตกรรม การสืบเสาะแสวงหาความรู้ การทางานร่วมกับบุคคลอ่ืน ความรับผิดชอบ จิ ตอาสา
ความมวี นิ ัยในตนเอง เป็นตน้
การโค้ชแตกต่างจากการสอนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปิดพ้ืนที่ให้ผู้เรียนได้ใช้ศักยภาพ
ของตนเองในการเรียนรู้ โดยท่ีการสอนพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นของผู้สอนในการถ่ายทอดความรู้
การอธิบายขั้นตอน การแสดงตัวอย่าง การมอบหมายภารงาน ส่วนการโค้ชพื้นที่ของการเรียนรู้ส่วนใหญ่
จะเปน็ ของผเู้ รียน โดยผ้เู รยี นไดต้ ง้ั โจทยข์ องการเรียนรูด้ ้วยตนเองว่าต้องการเรียนรู้ในเร่ืองใด มีส่วนร่วม
ในการกาหนดกิจกรรมและภารงาน รวมท้ังการประเมินผลการเรียนรู้ ผู้สอนท่ีทาหน้าที่โค้ชจะเป็นผู้ที่
คอยให้คาช้ีแนะต่างๆ การต้ังคาถามเพื่อให้ผู้เรียนใช้กระบวนการคิด การส่งเสริมและสนับสนุน
การให้ขอ้ มูลยอ้ นกลับตา่ งๆ เพ่ือให้ผู้เรียนบรรลุเปูาหมายของการเรียนรู้ได้มากท่ีสุด ซ่ึงผู้เรียนจะต้องใช้
กระบวนการเรียนรู้อย่างหลากหลายเพื่อให้ตนเองประสบความสาเร็จ ซึ่งจากท่ีกล่าวถึงเหตุผลทางด้าน
การโคช้ สรปุ สาระสาคัญได้ดังแผนภาพต่อไปนี้
ผสู้ อนใช้วธิ ีการโค้ช ผู้เรยี น ผูเ้ รยี น
ใช้ศักยภาพของตนเอง เกดิ การพัฒนาตนเอง
ได้เตม็ ตามศกั ยภาพ
ในการเรียนรู้
แผนภาพ 61 กระบวนการทางความคิดแบบใหมด่ า้ นการโค้ช
406
สาหรับการประเมินเพ่ือพัฒนา ให้ความสาคัญกับสารสนเทศท่ีมีคุณค่าสาหรับนาไปพัฒนา
ผู้เรียนรายบุคคล โดยผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาอย่างสอดคล้องกับผลการประเมินที่มีความถูกต้อง
โดยใช้วธิ ีการประเมินอยา่ งหลากหลาย เช่น การสังเกตพฤติกรรมระหว่างการจัดการเรียนรู้และการโค้ช
การตรวจสอบจากผลงาน การพูดคุยซกั ถาม เปน็ ต้น
นอกจากนี้ยังมีการใช้ผู้ประเมินหลายฝุาย เช่น ผู้สอนประเมินผู้เรียน ผู้เรียนประเมินตนเอง
เพ่ือนประเมินผู้เรียน เป็นต้น ซ่ึงจะทาให้ได้ผลการประเมินที่มีความถูกต้องและเช่ือถือได้และเป็น
สารสนเทศที่มีประโยชน์ อีกท้ังยังมีการประเมินหลายช่วงเวลาของการเรียนรู้ เช่น การประเมินก่อน
เรียน การประเมินระหว่างเรียน การประเมินหลังเรียน การประเมินติดตามผล เป็นต้น และมีการ
สะทอ้ นผลการประเมนิ ไปสู่การพฒั นาผู้เรยี นอย่างต่อเนอ่ื ง
การประเมินเพ่ือพัฒนามีประโยชน์ทาให้ผู้เรียนทราบผลการประเมินอย่างต่อเน่ือง รวมทั้ง
จุดแข็งท่ีต้องรักษาไว้ และจุดท่ีต้องปรับปรุงแก้ไข นอกจากนี้ยังได้รับแนวทางและวิธีการสาหรับการ
พัฒนาตนเองใหด้ ขี นึ้ อยา่ งเปน็ รูปธรรม จากการสะท้อนผลการประเมินของผสู้ อน ดว้ ยเหตุน้ีการประเมิน
เพ่ือพัฒนาจึงเป็นเคร่ืองมือสาคัญของการพัฒนาผู้เรียน ซ่ึงจากท่ีกล่าวถึงเหตุผลทางด้านการประเมิน
เพอ่ื พัฒนา สรปุ สาระสาคัญไดด้ ังแผนภาพตอ่ ไปน้ี
ผู้สอนใช้วธิ ีการ สารสนเทศเกี่ยวกบั ผเู้ รยี น
การประเมินเพื่อพฒั นา การเรยี นรขู้ องผเู้ รียน พฒั นาตนเอง
ทนี่ าไปสะท้อนผล อยา่ งตอ่ เน่อื ง
แผนภาพ 62 กระบวนการทางความคิดแบบใหมด่ า้ นการประเมนิ เพอ่ื พฒั นา
407
11.2 วธิ ีการปรบั เปลยี่ นกระบวนการทางความคิด
วิธีการปรับเปลี่ยนกระบวนการทางความคิด หรือ mindset ของบุคลากรทาได้หลาย
วิธกี ารโดยจากประสบการณ์ของผูเ้ ขยี นได้ดาเนนิ การตามช้ันตอนดงั นี้
1. กระตุ้นความตระหนัก ในเรื่องคุณภาพของผู้เรียนของผู้สอน โดยการให้ข้อมูล
สารสนเทศท่ีเป็นขอ้ เทจ็ จริงตา่ งๆ ท่ีสะทอ้ นถงึ คุณภาพของผู้เรียน อาจยกเหตุการณ์สาคัญท่ีเป็นปัจจุบัน
ท้ังในและต่างประเทศ ที่ช้ีให้เห็นว่าคุณภาพของผู้เรียนเป็นสิ่งท่ีสาคัญมากท่ีทุกฝุายจะต้องร่วมมือกัน
พัฒนาให้ดีย่ิงข้ึนอย่างต่อเนื่อง เพื่ออนาคตท่ีดีของเด็กและยังเป็นการสร้างอนาคตที่ดีร่วมกันของชุมชน
สังคม และประเทศชาติ
2. ให้ข้อมูลคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ว่ามีจุดแข็งและจุดอ่อน
อย่างไร โดยใช้กระบวนการสุนทรียสนทนา ไม่ใช้วิธีการเชิงตาหนิติเตียน ไม่ใช้วิธีการวิพากษ์วิจารณ์
และการข่มขู่คุกคาม ก้าวร้าว ท้ังนี้เพราะจากประสบการณ์พบว่าการใช้กระบวนการสุนทรียสนทนา
ทาใหเ้ กดิ ความร่วมมือร่วมใจ สมคั รใจ และเกิดการเปลีย่ นแปลงท่ีดขี ้นึ ได้อยา่ งยัง่ ยนื
3. ลงมือปฏิบัติร่วมกัน ในสิ่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลง ตามบทบาทหน้าท่ีของแต่ละคน
ซึ่งจาเป็นต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กันท้ังสถานศึกษา เพราะทาให้เกิดพลังในการที่จะปฏิบัติในส่ิงท่ีดี
กว่าเดิม หากต่างคนต่างทาจะไม่เกิดพลัง ทาได้สักพักก็จะเลิกราและกลับไปเป็นเหมือนเดิม นอกจากนี้
การลงมือปฏิบัติร่วมกันยังทาให้เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพท่ีมีเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เกิดการ
ปรบั ปรุงและเปลย่ี นแปลงอยา่ งยั่งยนื
4. การชนื่ ชมความสาเรจ็ ของการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน เพราะกาลังใจเป็นส่ิงท่ีสาคัญ
ในการพัฒนางาน ซ่ึงไม่จาเป็นต้องเป็นสิ่งของรางวัล แต่เป็นคาชื่นชมท่ีทรงคุณค่า เพ่ิมพลังในการ
408
ปรับปรุงและเปล่ียนแปลงการปฏิบัติงานให้มากข้ึน อีกท้ังเป็นการเน้นย้าว่าส่ิงท่ีเปลี่ยนแปลงนั้นได้เดิน
มาถูกทางแล้ว เกิดเป็นความมั่นใจ ความภาคภูมิใจ และเปลี่ยนกระบวนการทางความคิด หรือ
mindset ในท่ีสดุ
11.3 การถอดบทเรยี น
การถอดบทเรียน (Lesson Learned) เป็นกระบวนการสร้างองค์ความรู้ของผู้ปฏิบัติงาน
บนพื้นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ ประสบการณ์ตรง นาไปสู่การปรับปรุงและพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพ
และประสิทธิผลมากข้ึน คาว่า “บทเรียน” หมายถึง ความรู้ท่ีได้รับจากการลงมือปฏิบัติงานจริงจนเกิด
ประสบการณส์ ่วนบุคคล
การถอดบทเรียนมีกระบวนการสาคญั 3 ข้นั ตอน ดังน้ี
1. เลือกประเด็นการถอดบทเรยี น ซึง่ เปน็ ประเดน็ ทเี่ กี่ยวข้องกับการปฏบิ ัติงานท่ีกาลัง
ดาเนินการอยหู่ รอื เสรจ็ สิ้นการดาเนนิ การแล้ว
2. แสวงหาข้อมูลเชิงประจักษ์ท่ีเก่ียวข้องกับประเด็นการถอดบทเรียน โดยใช้วิธีการ
ตา่ งๆ เชน่ สนุ ทรียสนทนา การทบทวนหลังการปฏบิ ัติ เป็นตน้
3. วิเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์และสรุปบทเรียนหรือความรู้ท่ีนาไปสู่การกาหนด
ขอ้ เสนอแนะหรือแนวทางการปรับปรุงและพัฒนางาน ซ่ึงบทเรียนหรือความรู้ที่ได้จากการถอดบทเรียน
จะนาไปสู่การปรับปรุงและพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตลอดจนสอดคล้องกับบริบท
และวฒั นธรรมองค์กรตอ่ ไป
409
การถอดบทเรียนมหี ลายวธิ กี ารซ่งึ แตล่ ะองคก์ รสามารถนาไปประยุกต์ใช้ในการถอดบทเรียน
ไดอ้ ยา่ งหลากหลาย โดยท่ีวธิ กี ารถอดบทเรียนที่นิยมใช้มดี งั ต่อไปนี้
การใชส้ นุ ทรียสนทนา (Dialogue)
สุนทรียสนทนาเป็นการสนทนาท่ีนาไปสู่การเรียนรู้ใหม่ๆ การคิดวิเคราะห์ถึงสาเหตุ
ปัจจัยต่างๆ ท่ีส่งผลต่อปริสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน อีกทั้งยังทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงจากภายใน
(transformative learning) โดยการพูดคุยแลกเปล่ียนความรู้ ประสบการณ์ ความคิดของตนเอง
ใหก้ บั เพ่ือนรว่ มงานด้วยความรบั ผดิ ชอบและซอื่ สตั ย์ตอ่ สงิ่ ท่ีไดน้ ามาแลกเปลยี่ นกับเพื่อนร่วมงาน
สุนทรียสนทนาให้ความสาคัญกับการพูดความจริง พูดตรงกับความคิด
และความรู้สึกของตนเอง ซ่ึงการพูดตรงกับข้อเท็จจริง รวมท้ังอารมณ์ความรู้สึกจะทาให้กลุ่มเกิดการ
เรยี นรู้ไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
สาหรับผู้ฟังจะต้องใช้การฟังอย่างลึกซ้ึง (deep listening) หรือการฟังอย่างตั้งใจ
ฟังให้ได้ยิน ฟังด้วยใจอย่างใคร่ครวญ โดยไม่ด่วนสวนกลับ ไม่ด่วนสรุป และห้อยแขวนการตัดสินใจ
ช่วยทาใหไ้ ดเ้ รียนรู้จากเพ่ือนไดม้ ากขึ้น
การใชส้ ุนทรียสนทนามีหลกั การโดยทัว่ ไปดงั น้ี
1. กาหนดประเด็นการสนทนาโดยไม่ต้องกาหนดผลลัพธ์ของการสนทนา
ไวล้ ว่ งหน้าและไมก่ าหนดเวลาการสนทนาอย่างเข้มงวด
2. สร้างบรรยากาศท่ีผ่อนคลาย เป็นกัลยาณมิตร มีความปลอดภัย ทุกคนที่เข้า
รว่ มการสนทนามีเสรภี าพในการพูดหรอื ไม่พูดก็ได้
410
3. ซื่อสัตย์ต่อความคิด ความรู้สึก และประสบการณ์ของตนเอง ในระหว่างการ
สนทนา หมายความว่าจะตอ้ งพดู ใหต้ รงกับความคดิ ความร้สู กึ และประสบการณ์จริงของตนเอง
4. ใช้การรับฟังอย่างต้ังใจ ฟังด้วยใจที่ไม่มีอคติ ฟังให้ได้ยิน เอาใจเขามาใส่ใจเรา
และห้อยแขวนการตดั สินใจ
5. เคารพศกั ดิศ์ รีความเปน็ มนษุ ย์ของผูร้ ว่ มการสนทนาทกุ คนอยา่ งเท่าเทียมกนั
การทบทวนการปฏบิ ัติ (Action Review: AR)
การทบทวนหลังการปฏิบัติเป็นการตรวจสอบประเด็นสาคัญต่างๆ ท่ีเก่ียวข้องกับการ
ปฏบิ ตั งิ าน ทงั้ กอ่ น ระหวา่ งและหลังการปฏบิ ัติ เพ่อื ทาให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
มากขึ้น
การทบทวนก่อนการปฏิบัติ (Before Action Review: BAR) ช่วยให้การ
ปฏิบัติงานเป็นไปตามแผนท่ีกาหนดไว้ ปูองกันปัญหาท่ีอาจจะเกิดขึ้น อีกทั้งยังช่วยบูรณาการงานต่างๆ
ได้อีกด้วย
การทบทวนระหว่างการปฏิบัติ (During Action Review: DAR) ช่วยทาให้การ
ปฏิบัติงานเป็นไปตามแผนและมีคณุ ภาพอย่างต่อเนื่อง
การทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Review: AAR) ช่วยทาให้ทราบ
ระดบั ความสาเรจ็ ของการปฏบิ ตั งิ าน รวมทงั้ เหตุปัจจัยสนบั สนุน ปัจจัยที่เปน็ ข้อจากดั ต่างๆ
411
11.4 การสังเคราะหค์ วามรทู้ ี่ได้จากการถอดบทเรียน
โดยปกติแลว้ การถอดบทเรยี นจะทาใหไ้ ด้ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน มีลักษณะเป็น
ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์การปฏิบัติ อาจมีความกระจัดกระจาย ยังไม่เป็นระบบ ดังนั้นการจะใช้
ความรู้จากการถอดบทเรียนจาเป็นต้องดาเนินการสังเคราะห์และจัดระบบความรู้เหล่านั้นให้มีความ
แข็งแกร่ง (strengthen) มากย่ิงขึ้น นอกจากนี้การสังเคราะห์ความรู้จากการถอดบทเรียนจนกระท่ัง
ไดแ้ กน่ ของความรู้ (concept) ทาใหส้ ามารถนาไปประยุกตใ์ ชพ้ ฒั นางานได้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
การสังเคราะห์ความรู้จากการถอดบทเรียน อาศัยกระบวนการสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย
(induction) เป็นสาคัญ โดยมีสารสนเทศจากการถอดบทเรียนท่ีเป็นความรู้ต่างๆ อย่างเพียงพอ
เช่น ปัจจัยที่ทาให้การทางานประสบความสาเร็จ แนวทางการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในการปฏิบัติงาน
วิธีการดารงรักษาคุณภาพของการทางาน วิธีการประเมินผลการปฏิบัติงาน เป็นต้น ซ่ึงการกาหนด
ประเด็นของการสังเคราะห์ และการดาเนินการสังเคราะห์ความรู้น้ีจะเป็นตัวชี้วัดว่าจะได้ความรู้ตามที่
ตอ้ งการหรอื ไม่ ดังนน้ั จึงเปน็ สิ่งทีส่ าคัญมากท่สี มาชกิ ทุกคนควรมีส่วนร่วมในการดาเนนิ การ
ข้ันตอนการสงั เคราะห์ความรจู้ ากการถอดบทเรียน มีดังตอ่ ไปน้ี
1. การรวบรวมความร้ยู ่อยต่างๆ จากการถอดบทเรียน
2. การกาหนดประเดน็ การสงั เคราะห์ความรู้ย่อยต่างๆ
3. การจดั กลุ่มความรยู้ ่อยตา่ งๆ เป็นหมวดหม่ตู ามประเดน็ การสงั เคราะห์
4. การสร้างขอ้ สรปุ ความรู้ในแตล่ ะประเด็นของการสังเคราะห์
5. การเช่อื มโยงขอ้ สรุปความรตู้ ่างๆ ในแต่ละประเดน็ ของการสงั เคราะหเ์ ข้าด้วยกนั
6. การตรวจสอบความถกู ตอ้ งข้อสรปุ ความรทู้ ั้งหมด
412
ข้อสรปุ ความรู้
จากการถอดบทเรยี น
ขอ้ สรุปความรู้ ขอ้ สรุปความรู้
จากการถอดบทเรียน 1 จากการถอดบทเรียน …
ความรู้ยอ่ ย ความรู้ยอ่ ย ความรู้ยอ่ ย ความรู้ย่อย
จากการถอดบทเรยี น 1 จากการถอดบทเรียน 2 จากการถอดบทเรียน 3 จากการถอดบทเรยี น …
ผลการประเมินหลักสตู รประเด็นตา่ งๆ
แผนภาพ 63 แนวคดิ การสงั เคราะห์ความรทู้ ีไ่ ด้จากการถอดบทเรียนผลการประเมินหลักสตู ร
413
11.5 การนาผลการประเมนิ หลักสตู รไปสกู่ ารปรับปรงุ และพัฒนา
ภายหลังดาเนินการจัดทาข้อสรุปความรู้จากการถอดบทเรียนเก่ียวกับผลการประเมิน
หลักสูตรแลว้ ผูท้ ่ีเกย่ี วข้องทุกฝุาย เช่น ผู้บริหาร ผู้สอน ผู้ปกครอง ชุมชน และผู้เรียน ร่วมกันวางแผน
และดาเนินการพัฒนา ปรับปรุง หรือเปล่ียนแปลงหลักสูตรในประเด็นต่างๆ ให้มีคุณภาพมากข้ึน
ซง่ึ มีกระบวนการนาผลการประเมนิ ไปสู่การปรบั ปรงุ และพฒั นา ดงั แผนภาพต่อไปนี้
รบั ร้ผู ลการประเมิน ปรบั ปรงุ และพฒั นา
เรยี นรผู้ ลการประเมนิ เรียนรผู้ ลการประเมิน
โดยการถอดบทเรยี น
ผลการประเมนิ
สังเคราะหผ์ ลการถอดบทเรยี น
แผนภาพ 64 กระบวนการนาผลการประเมินหลกั สตู รไปสู่การปรบั ปรงุ และพฒั นา
414
ประเด็นท่ีเกี่ยวข้องกับหลักสูตรและการเรียนรู้ ผู้เขียนได้คัดเลือกในบางประเด็นท่ีสาคัญ
โดยได้นาเสนอคาอธิบายเชิงคุณภาพ ซ่ึงสามารถใช้เป็นเป้าหมายของการปรับปรุงเปล่ียนแปลง
หลักสูตรให้มีคุณภาพมากข้ึนได้ ดังตารางตอ่ ไปนี้
ตาราง 11 คาอธิบายเชงิ คุณภาพในประเดน็ ที่เกย่ี วข้องกบั หลักสูตรและการเรยี นรู้
ประเดน็ ทเ่ี กีย่ วขอ้ งกบั คาอธบิ ายเชงิ คณุ ภาพ
หลกั สตู รและการเรียนรู้
สาระสาคญั ของหลกั สูตร ความมุง่ หมาย เน้อื หาสาระ การจดั การเรียนรู้ การวดั และประเมนิ ผล
(curriculum substance) - ความมุ่งหมายที่ดี ควรมีความครอบคลุมคุณภาพของผู้เรียนท้ังทางด้าน
การรู้คิด ทักษะ และคุณลักษณะที่สาคัญและจาเป็นสาหรับการดารงชีวิตและ
การประกอบอาชีพในอนาคต
- สาระสาคัญของหลักสูตรท่ีดีประกอบด้วยความสอดคล้องกันระหว่าง
ความมุ่งหมาย เน้ือหาสาระ การจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล
นอกจากน้ีเนื้อหาสาระควรมีความถูกต้อง เป็นระบบ ต่อเนื่อง เชื่อมโยง
สอดคล้องกับระดับความสามารถของผู้เรียน ทันสมัย รองรับกับการ
เปล่ียนแปลงที่จะเกิดขึน้ ในอนาคต
- การจัดการเรียนรู้ทมี่ ีประสิทธภิ าพ ควรเป็นการจดั การเรียนรทู้ ี่เน้นผเู้ รียน
เป็นสาคัญ ผู้เรียนได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ ได้เรียนรู้ตามความสนใจ
และความถนัด โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ต่างๆอย่างหลากหลาย ใช้การถอด
บทเรียน และแลกเปล่ยี นเรยี นรู้
- การวัดและประเมินผลที่ดี มุ่งเน้นการประเมินตามสภาพจริง โดยให้
ความสาคัญกับการพัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง ท่ีใช้ผู้ประเมินหลายฝุาย
ใช้วิธีการประเมินหลายวิธี ประเมินหลายช่วงเวลา และสะท้อนผลการประเมิน
สู่การพัฒนาผ้เู รียน
415
ตาราง 11 คาอธิบายเชงิ คุณภาพในประเด็นทเี่ กี่ยวขอ้ งกับหลกั สูตรและการเรียนรู้ (ต่อ)
ประเด็นทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั คาอธิบายเชงิ คณุ ภาพ
หลกั สตู รและการเรยี นรู้
คู่มอื การใช้หลกั สตู ร เอกสารต่างๆ ท่ีอธิบายแนวทางหรือวิธีการใช้หลักสูตรต่อผู้เก่ียวข้อง ได้แก่
(curriculum guide) ผู้บริหาร ผู้สอน ผู้เรียน ผู้ปกครอง ชุมชน ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
หลักสูตรท่ีถูกต้องตรงกัน คู่มือการใช้หลักสูตรควรมีลักษณะการเขียนนาเสนอ
สาระสาคัญต่างๆ อย่างกระชับชัดเจน ใช้ภาษท่ีง่ายต่อการทาความเข้าใจ
และสามารถนาไปปฏบิ ัตไิ ด้จริง
การเรียนร้ทู ีผ่ ้เู รยี นเปน็ สาคัญ กระบวนการจัดการเรียนรทู้ ต่ี อบสนองความตอ้ งการ ความสนใจความถนดั และ
(child – centered ความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน โดยใช้วิธีการที่หลากหลาย สอดคล้อง
learning) กับวิถีชีวิตของผู้เรียน โดยการดาเนินการตามแนวทางต่อไปน้ี 1) สร้างโอกาส
อานวยความสะดวก การโคช้ และการจัดการ 2) เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม
ในกิจกรรมการเรยี นรู้ โดยใชก้ ระบวนการเรยี นรู้และการแลกเปล่ียนเรยี นร้อู ย่าง
ต่อเน่ือง 3) จัดกระบวนการเรียนรู้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัด และ
ความต้องการของผู้เรียน 4) จัดกระบวนการเรียนรู้ท่ีส่งเสริมให้ผู้เรียน
มีการศึกษาค้นคว้าความรู้ และลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง 5) ใช้วิธีการจัดการ
เรยี นร้อู ยา่ งหลากหลาย เช่น การปฏิบัติจริง การเรียนรู้จากส่ือ การแลกเปล่ียน
เรียนรู้ 6) ใช้แหล่งการเรียนรู้ต่างๆ มาสนับสนุน กระบวนการเรียนรู้ 7) พัฒนา
ความรู้ กระบวนการคิด ทักษะปฏิบัติ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ควบคู่กัน
8) กระตุ้นให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา 9) ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลงมือ
ปฏิบัตจิ รงิ 10) ส่งเสรมิ ให้ผู้เรียนมีการแลกเปล่ียนเรียนรู้ 11) ส่งเสริมให้ผู้เรียน
พฒั นาตนเองอย่างตอ่ เนือ่ ง 12) ประเมนิ การเรยี นรตู้ ามสภาพจริง
416
ตาราง 11 คาอธบิ ายเชิงคุณภาพในประเด็นทเ่ี กีย่ วข้องกับหลักสูตรและการเรยี นรู้ (ตอ่ )
ประเดน็ ท่ีเก่ียวขอ้ งกับ คาอธิบายเชิงคุณภาพ
หลกั สตู รและการเรยี นรู้
การเรียนรู้โดยใชว้ ิจยั เปน็ ฐาน การจัดการเรียนรู้โดยใช้ผลการวิจัยหรือกระบวนการวิจัยมาสนับสนุน
(research–based กระบวนการเรยี นรู้ของผเู้ รียน สามารถดาเนนิ การได้ 4 ลักษณะ ได้แก่ 1) ผู้สอน
learning) นาผลการวิจัยมาออกแบบการจัดการเรียนรู้ 2) ผู้สอนนาผลการวิจัยมา
แลกเปลยี่ นเรียนรู้กับผู้เรยี น 3) ผู้สอนบูรณาการกระบวนการวิจัยในการจัดการ
เรียนรู้ และ 4) ผู้เรียนใช้กระบวนการวิจัยในการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้
ซึ่งผู้สอนควรมีบทบาทที่สาคัญ คือ 1) สร้างบรรยากาศของการแสวงหาความรู้
ร่วมกัน 2) ส่งเสริมทักษะท่ีจาเป็นต่อการวิจัย เช่น การสังเกต การจดบันทึก
3) สง่ เสรมิ สนบั สนนุ ให้ผู้เรียนได้ปฏบิ ตั ิกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยกระบวนการวจิ ยั
อย่างต่อเนื่องครบถ้วนทุกข้ันตอน 4) ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ทาการวิจัยในสิ่งที่
ผู้เรียนสนใจ 5) วางแผนการเรียนรู้ท่ีเน้นการวิจัยร่วมกับผู้เรียน 6) จัดกิจกรรม
การเรียนรู้ที่ส่งเสริมการใช้กระบวนการวิจัยให้กับผู้เรียน 7) จัดทรัพยากรและ
แหล่งการเรียนรู้ท่ีสอดคล้องกับการวิจัยของผู้เรียน 8) ส่งเสริมให้ผู้เรียน
ประเมนิ ผลการเรียนรู้ของตนเองอยา่ งต่อเน่อื ง
417
ตาราง 11 คาอธิบายเชงิ คุณภาพในประเด็นท่ีเก่ยี วข้องกบั หลักสูตรและการเรยี นรู้ (ต่อ)
ประเดน็ ทีเ่ กย่ี วข้องกบั คาอธิบายเชิงคณุ ภาพ
หลักสตู รและการเรยี นรู้
การจัดกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้ท่ีให้ความสาคัญกับความรู้สึก
การจัดการเรยี นรู้ ทางบวกที่มีต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน มีแนวทางดังต่อไปนี้ 1) จัดประสบการณ์
ทเี่ สรมิ สรา้ ง หรือกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยแสดงถึงความเป็นมิตร ยิ้มแย้ม
ใหก้ าลังใจ และใหค้ าแนะนา เมือ่ ผู้เรยี นต้องการความช่วยเหลอื 2) ช้แี นะ กากับ
ความสุขในการเรียนรู้ ฝึกฝน และอานวยความสะดวก ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามขั้นตอนเพื่อการบรรลุ
วัตถุประสงค์ 3) ให้ความสาคัญกับพฤติกรรมต่างๆ ท่ีผู้เรียนแสดงออกถึงความ
ไม่เข้าใจ ให้การเสริมแรง และให้กาลังใจผู้เรียน 4) จัดสถานการณ์การเรียน
บรรยากาศ ให้เอื้อต่อการเรียนรู้และแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนท่ีมีความ
หลากหลาย 5) ใช้คาถามกระตุ้นให้ผู้เรียนคิด วิเคราะห์ และเพิ่มแรงบันดาลใจ
ในการเรียนรู้เพ่ือพัฒนาตนเองให้มีความสุขในการเรียนรู้ 6) จัดการเรียนรู้ท่ีมี
ความหลากหลาย สอดคล้องกับความต้องการและความสนใจของผู้เรียน
และปรับกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะกับระดับความสามารถของผู้เรียน
7) ประเมินผลการเรียนรู้ด้วยวิธีการท่ีหลากหลาย ใช้ผู้ประเมินหลายฝุาย และ
ประเมนิ หลายชว่ งเวลา นาผลการประเมนิ มาปรับปรงุ และพัฒนาผเู้ รียน
418
ตาราง 11 คาอธบิ ายเชงิ คณุ ภาพในประเดน็ ทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับหลักสูตรและการเรียนรู้ (ต่อ)
ประเด็นท่เี ก่ียวขอ้ งกบั คาอธิบายเชงิ คุณภาพ
หลกั สตู รและการเรียนรู้
การพฒั นาทักษะการรู้คดิ กระบวนการจัดกิจกรรมเพ่ือพัฒนากระบวนการเรียนรู้และการคิดของผู้เรียน
(cognitive development) โดยผู้เรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้ 1) การจัดการเรียนรู้
ตอบสนองความต้องการและความสนใจและธรรมชาติของผู้เรียน 2) ให้ผู้เรียนมี
ประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลาย เชื่อมโยงกับประสบก ารณ์เดิม
สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้เรียนท่ีสามารถนาไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน
อย่างมีความหมาย 3) เร่ิมต้นการเรียนรู้จากภาพรวมไปสู่ส่วนย่อยโดยใช้
กระบวนการคิดอย่างหลากหลาย เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์
การคิดแกป้ ญั หาอยา่ งสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การคิดสร้างสรรค์
4) ผเู้ รยี นมีปฏสิ ัมพนั ธ์กับส่งิ แวดลอ้ มรอบตวั ตลอดจนการจัดบรรยากาศท่เี อื้อตอ่
การเรยี นรทู้ ้งั บรรยากาศทางกายภาพ บรรยากาศทางสังคม และบรรยากาศทาง
จิตวิทยา 5) ผู้เรียน มีเปูาหมายในการเรียนรู้และเรียนรู้บนพ้ืนฐานของความ
เข้าใจ ตอบสนองความต้องการและความสนใจของผู้เรียน 6) ผู้เรียนได้เรียนรู้
จากส่ิงท่ีเป็นรูปธรรมไปสู่นามธรรม ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะ
แสวงหาความรู้ การเรียนรู้ด้วยตนเอง ได้ลงมือปฏิบัติจริงสอดคล้องกับ
พฒั นาการทางสตปิ ัญญาของผเู้ รยี นและมกี ารแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นาไปส่กู ารสรุป
อา้ งอิงเป็นองค์ความรู้ 7) ปรบั เปล่ียนวิธีการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับระดับ
ศักยภาพของผ้เู รียนแตล่ ะคนออกมาดว้ ยวิธีการท่หี ลากหลาย 8) ประเมินผลการ
เรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ และนาผลการประเมินมาปรับปรุงและพัฒนา
ผเู้ รียนอยา่ งต่อเน่อื ง
419
ตาราง 11 คาอธิบายเชิงคณุ ภาพในประเด็นที่เกยี่ วข้องกบั หลักสตู รและการเรยี นรู้ (ต่อ)
ประเด็นท่เี ก่ียวขอ้ งกบั คาอธิบายเชงิ คุณภาพ
หลกั สตู รและการเรียนรู้
ทักษะการเรียนรดู้ ว้ ยตนเอง ความรู้ ความสามารถของผู้เรียนในการกาหนดเปูาหมายและวิธีการแสวงหา
(self – learning skills) ความรู้ในเร่ืองใดเรื่องหนึ่งอย่างเป็นระบบ เป็นทักษะท่ีสาคัญในการดารงชีวิต
และการประกอบอาชีพของผู้เรียน โดยผู้เรียนท่ีมีทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง
กระบวนการเรยี นรู้ ควรมีคุณลักษณะท่ีสาคัญ คือ 1) กาหนดเปูาหมายการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
(learning process) 2) กาหนดปัญหาหรือสิ่งท่ีต้องการรู้ได้ด้วยตนเอง 3) กาหนดวิธีการศึกษา
ค้นควา้ เพ่ือใหไ้ ดค้ าตอบได้ดว้ ยตนเอง 4) ดาเนินการศึกษาค้นคว้าความรู้ได้ด้วย
ตนเอง 5) ประเมินความน่าเชื่อถือของความรู้ที่ศึกษา 6) ค้นคว้าโดยใช้วิธีการ
ที่เหมาะสม 7) วิเคราะห์และสรุปคาตอบของส่ิงท่ีต้องการรู้ 8) แลกเปล่ียน
เรียนรู้ความรู้ของตนเองกับบุคคลอ่ืน 9) เคารพในความแตกต่างทางความคิด
10) ใช้หลักฐานข้อมูลประกอบการตัดสินใจ 11) ค้นคว้าหาความรู้ที่ต้องการ
อย่างเป็นระบบ
ลาดับขั้นตอนที่ผู้เรียนใช้ในการเรียนรู้ส่ิงต่างๆ อย่างเป็นระบบ กระบวนการ
เรียนรูท้ ่มี ปี ระสิทธิภาพคอื ผเู้ รียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ จากส่ิงที่ง่าย
ไปสู่สิ่งท่ีซับซ้อน (complexity) หรือจากสิ่งท่ีเป็นรูปธรรมไปสู่นามธรรม
นอกจากน้ีกระบวนการเรียนรู้ท่ีดียังควรให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติการเรียนรู้ด้วย
ตนเอง มีการถอดบทเรียน และการแลกเปล่ียนเรียนรู้ร่วมกัน กระบวนการ
เรียนรู้มีหลายประการ เช่น กระบวนการสร้างความรู้ความเข้าใจ กระบวนการ
สร้างความคิดรวบยอดกระบวนการคิดวิเคราะห์ กระบวนการแก้ปัญหา
กระบวนการสร้างสรรค์ กระบวนการสร้างทักษะการปฏิบัติ กระบวนการสร้าง
ค่านยิ ม กระบวนการสร้างเจตคติ เป็นต้น
420
ตาราง 11 คาอธบิ ายเชงิ คณุ ภาพในประเด็นทเี่ ก่ยี วข้องกับหลักสูตรและการเรียนรู้ (ตอ่ )
ประเด็นที่เกย่ี วขอ้ งกบั คาอธิบายเชิงคุณภาพ
หลักสตู รและการเรียนรู้
ประสบการณก์ ารเรียนรู้ กิจกรรมท่ีผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลหรือสิ่งแวดล้อม ทาให้เกิดการเรียนรู้
(learning experience) ทั้งด้านการรู้คิด ทักษะ และเจตคติ ประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีควรมีลักษณะ
สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ เหมาะสมกับ
บรรยากาศการเรยี นรู้ วุฒภิ าวะและระดับความสามารถของผ้เู รยี น สามารถพัฒนาความรู้ ทักษะ และ
(learning atmosphere) เจตคติของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขยายโลกทัศน์ของผู้เรียนให้สามารถ
ดารงชีวิตและประกอบอาชีพในอนาคตได้อย่างมคี ณุ ภาพ
การสือ่ สารอยา่ งสรา้ งสรรค์ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ สังคม และจิตใจ ที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของ
(creative ผู้เรียน บรรยากาศการเรียนรู้ที่ดีควรเป็นบรรยากาศท่ีเอื้อต่อการเรียนรู้
communication) ผ่อนคลาย ปราศจากความเครียดและความวิตกกังวล มีความปลอดภัยท้ังทาง
ร่างกายและจิตใจ มีความเท่าเทียมกันระหว่างผู้เรียนด้วยกันเองและระหว่าง
ผู้เรียนกับผู้สอน สนุกสนาน ตื่นเต้น และท้าทายการเรียนรู้ การเอ้ือเฟื้อเผ่ือแผ่
ความเมตตากรุณา และความรัก
การสื่อสารระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนที่ก่อให้เกิดนวัตกรรม สัมพันธภาพท่ีดี
ความร่วมมือ แรงบันดาลใจ และความมุ่งม่ันในการพัฒนา มีคุณลักษณะสาคัญ
คอื 1) ให้ความเอาใจใส่ต่อผู้เรียน ให้ความสาคัญกับผู้เรียนในฐานะท่ีเป็นมนุษย์
มีเกียรติและศักด์ิศรีที่ต้องให้ความเคารพ ให้ความสาคัญกับมิติทางด้านจิตใจที่
อ่อนโยนในฐานะท่ียังเป็นเด็ก 2) ใช้ภาษากายที่มีประสิทธิภาพ ในการส่ือสาร
อารมณ์ ความรู้สึก ถึงความห่วงใย ความรักและความปรารถนาดีต่อผู้เรียน
3) ใชภ้ าษาเชิงบวก หลีกเล่ยี งคาตาหนิ ภาษาเชงิ บวกเปน็ ภาษาที่มพี ลงั สามารถ
สร้างแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นให้ผู้เรียนเกิดความต้องการพัฒนาตนเอง
ความเชื่อมั่น ความภาคภูมิใจ ไม่ใช้ภาษาในเชิงตาหนิติเตียน หรือเปรียบเทียบ
กบั ผ้เู รียนคนอื่นๆ เพราะเปน็ การบ่นั ทอนกาลังใจ ความเชอ่ื มัน่ ความภาคภมู ิใจ
421
ตาราง 11 คาอธบิ ายเชิงคณุ ภาพในประเดน็ ทเี่ กย่ี วข้องกับหลกั สตู รและการเรยี นรู้ (ตอ่ )
ประเดน็ ทีเ่ กี่ยวขอ้ งกับ คาอธิบายเชงิ คุณภาพ
หลักสตู รและการเรยี นรู้
4) การส่ือสารในแนวราบ เป็นการส่ือสารด้วยภาษาท่ีมีความเท่าเทียมกัน
สอ่ื การเรยี นรู้ ระหวา่ งผสู้ อนและผ้เู รียน ในลักษณะของสนุ ทรยี สนทนา และการฟังอย่างลึกซ้ึง
(learning materials) ไม่ด่วนตัดสิน
ตัวกลางที่ช่วยทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง รวดเร็ว
แหล่งการเรยี นรู้ สื่อการเรียนรูท้ ดี่ ีควรมีความสอดคล้องกับสาระสาคญั ของการจดั การเรยี นรู้ ช่วย
(learning resources) กระตุน้ การสรา้ งความรคู้ วามเข้าใจ การคดิ จินตนาการสร้างสรรค์ ทาให้ผู้เรียน
สนใจและติดตามบทเรียนอย่างต่อเน่ือง อีกทั้งเป็นส่วนช่วยในการขยาย
บรกิ ารสนบั สนนุ การเรยี นรู้ ประสบการณก์ ารเรียนรู้ของผเู้ รียนไดภ้ ายในเวลาอันรวดเรว็ และเปน็ รูปธรรม
(learning support แหล่งข้อมูลสารสนเทศ ความรู้ ท่ีมีอยู่รอบตัวผู้เรียนท้ังภายในและภายนอก
service) โรงเรียน แหล่งการเรียนรู้เป็นได้ทั้งสถานที่และบุคคล แหล่งการเรียนรู้ที่ดีควร
ตอบสนองความต้องการในการเรียนรู้ ความสนใจ ของผู้เรียนได้โดยไม่มี
ข้อจากัดด้านเวลาและสถานที่ ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ นิสัยใฝุเรียนรู้
และการเรียนรู้ดว้ ยตนเองอย่างต่อเนอ่ื ง
การส่งเสริม สนับสนุน ให้คาแนะนา ให้ความช่วยเหลือ ให้ข้อมูลสารสนเทศ
ใหบ้ ริการทรพั ยากรตา่ งๆ ทีส่ ถานศึกษาจดั ให้กบั ผ้สู อนและผู้เรยี น เพ่อื สนบั สนนุ
กระบวนการจัดการเรียนรู้ของผู้สอน และการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้
ของผู้เรียน เช่น การให้คาปรึกษาทางด้านวิชาการ การให้บริการสัญญาณ WiFi
ภายในโรงเรียน เป็นต้น บริการสนับสนุนการเรียนรู้ท่ีดี ควรตอบสนองความ
ต้องการในเชิงวิชาการของทั้งผู้สอนและผู้เรียนได้ดี มีความสะดวกรวดเร็ว
กระบวนการขอรับและให้บริการมีความชัดเจน อีกทั้งบุคลากรผู้ให้บริการ
มีจติ บริการ (service mind)
422
ตาราง 11 คาอธบิ ายเชิงคุณภาพในประเดน็ ทเี่ ก่ียวขอ้ งกับหลกั สตู รและการเรียนรู้ (ตอ่ )
ประเดน็ ทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกับ คาอธบิ ายเชงิ คณุ ภาพ
หลักสตู รและการเรียนรู้
กจิ กรรมพฒั นาผูเ้ รยี น กิจกรรมท่ีสถานศึกษาจัดข้ึนเพ่ือตอบสนองความต้องการของผู้เรียนที่มีความ
(learner development แตกต่างกันในด้านอายุ เพศ ระดับความสามารถ ความต้องการ ความถนัด
ความพร้อม และความสนใจ การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนท่ีมีประสิทธิภาพ
activity) ควรเปิดโอกาสให้ผ้เู รยี นไดพ้ ัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพอย่างรอบด้าน รู้จัก
และเห็นคุณค่าในตนเอง มีกระบวนการคิด ทักษะทางสังคม ทักษะการใช้ชีวิต
การแนะแนวผ้เู รียน บูรณาการองค์ความรู้ต่างๆ เข้ากับวิถีชีวิต ผู้เรียนลงมือปฏิบัติกิจกรรม
(learner guidance) ด้วยตนเอง ภายใต้การโค้ชของผสู้ อน
กระบวนการให้คาแนะนา ช้ีแนวทาง และช่วยเหลือผู้เรียน ให้รู้จักและเข้าใจ
การประเมินผล ตนเอง สร้างเสริมให้ผู้เรียนมีแนวทางในการเรียน การพัฒนาตนเอง การคิด
(assessment / การตัดสนิ ใจ การแก้ปัญหา การวางแผนศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ ตลอดจน
evaluation) การปรับตัวให้เข้ากับส่ิงแวดล้อม สามารถดารงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและมี
ความสขุ การแนะแนวที่มีประสิทธิภาพ ควรมีความสอดคล้องกับความต้องการ
ของผู้เรียนเป็นรายบุคคล เน้นกระบวนการคิดและการตัดสินใจด้วยตนเองของ
ผ้เู รยี น บนพื้นฐานข้อมูลสารสนเทศของผ้สู อน ใชว้ ธิ กี ารแนะแนวที่สอดคล้องกับ
ธรรมชาติและความแตกต่างระหวา่ งบคุ คลของผ้เู รียน ผู้สอนทุกคนปฏิบัติหน้าที่
แนะแนวผู้เรียนในประเด็นทั่วๆ ไป และมีระบบการส่งต่อผู้เรียนไปยัง
ครูผู้เชยี่ วชาญด้านแนะแนวเพอื่ ใหค้ วามช่วยเหลือผเู้ รียนอยา่ งทนั ท่วงที
การรวบรวมข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์ต่างๆ ท่ีสะท้อนถึงกระบวนการเรียนรู้
(learning process) ผลการเรยี นรู้ (learning product) และความก้าวหน้าของ
การเรยี นรู้ (learning progress) นาไปสู่การตัดสินใจและลงสรุปเป็นสารสนเทศ
สาหรับการพัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเน่ือง โดยการใช้วิธีการวัดผลการเรียนรู้อย่าง
หลากหลาย เชน่ การสงั เกต การทดสอบ การประเมินตนเอง การตรวจผลงาน
423
ตาราง 11 คาอธบิ ายเชิงคณุ ภาพในประเด็นทเี่ ก่ียวข้องกบั หลกั สตู รและการเรียนรู้ (ตอ่ )
ประเดน็ ทเี่ ก่ียวขอ้ งกับ คาอธิบายเชิงคณุ ภาพ
หลกั สตู รและการเรยี นรู้
ใช้ผู้ประเมินจากบุคคลหลายฝุาย เช่น ผู้สอน เพื่อน ผู้เรียน ผู้เก่ียวข้อง
การประเมนิ ตามสภาพจริง ดาเนินการประเมินผลก่อนการเรียนรู้ เพ่ือวินิจฉัยความพร้อมในการเรียนรู้ของ
(authentic assessment) ผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การสอบถาม การใช้แบบทดสอบ ดาเนินการ
ประเมินผลระหว่างการเรียนรู้ควบคู่กับการจัดการเรียนรู้ เช่น การตรวจสอบ
ผลงาน การสังเกตพฤติกรรมผู้เรียน ดาเนินการประเมินผลหลังการเรียนรู้ เช่น
การทดสอบ การปฏิบัติงาน การทารายงานทางวิชาการ ดาเนินการประเมินผล
การเรียนรู้เพ่ือตรวจสอบกระบวนการเรียนรู้ (process) ของผู้เรียนดาเนินการ
ประเมินผลการเรียนรู้เพื่อตรวจสอบผลผลิตของการเรียนรู้ (product) ของ
ผู้เรียน ดาเนินการประเมินผลการเรียนรู้เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าในการ
เรียนรู้ (progress) ของผู้เรียน ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกาหนดเกณฑ์การ
ประเมิน และมีการสะท้อนผลการประเมินสู่ผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การที่
ผูส้ อนนาผลการประเมินมาแจง้ ในช้ันเรียน การมาปรับปรุงกิจกรรมการเรียนรู้
การประเมินการเรยี นรู้ของผ้เู รียนจากข้อมูลเชิงประจักษ์ เช่น พฤติกรรมผู้เรียน
กระบวนการทางาน การแลกเปล่ียนเรยี นรู้ และผลงาน ในบรบิ ทของการจัดการ
เรยี นรู้ การประเมินตามสภาพจริง มีหลกั การสาคัญ ไดแ้ ก่ 1) ใช้ผ้ปู ระเมินหลาย
ฝุาย เช่น ผู้สอนประเมินผู้เรียน ผู้เรียนประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพื่อน
ผู้ปกครองประเมินผู้เรียน ชุมชนประเมินผู้เรียน เป็นต้น 2) ใช้วิธีการประเมิน
หลายวิธี เช่น การสังเกต การตรวจผลงาน การสอบถาม การให้ผู้เรียนรายงาน
ตนเอง เป็นต้น 3) ประเมินหลายช่วงเวลา ได้แก่ การประเมินก่อนเรียน การ
ประเมินระหว่างเรียน การประเมินหลังเรียน และการประเมินติดตามผล
และ 4) สะท้อนผลสู่การพัฒนาผู้เรียน โดยการให้ผลยอ้ นกลับอยา่ งสรา้ งสรรค์
424
ตาราง 11 คาอธิบายเชิงคณุ ภาพในประเด็นทเี่ กี่ยวข้องกับหลกั สูตรและการเรียนรู้ (ตอ่ )
ประเด็นที่เก่ียวข้องกับ คาอธิบายเชิงคุณภาพ
หลักสตู รและการเรียนรู้
การประเมินขณะเรยี นรู้ การรวบรวมหลักฐานข้อมูลเชิงประจักษ์เก่ียวกับการเรียนรู้ของผู้เรียนขณะ
(assessment as learning) เรียนรู้ เพ่ือช่วยให้ผู้เรียนตระหนักในการเรียนรู้ของตน วางแผนการเรียนรู้
กากบั การเรยี นรู้ วินจิ ฉัย ประเมิน และปรบั ปรุงการเรยี นรู้ของตน การให้ผู้เรียน
ออกแบบแผนการเรียนรู้ ฝกึ ให้ผู้เรยี นคิดทบทวนเกี่ยวกับการเรียนรู้และกลยุทธ์
ในการเรียนรู้ จะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาการเรียนรู้ของตนเองอย่างต่อเน่ือง
การประเมินลักษณะนี้ มีจุดเน้นคือการให้ผู้เรียนได้ใช้การประเมินตนเองและ
การประเมินเพ่ือน เป็นกระบวนการเรียนรู้ชนิดหน่ึง การประเมินที่เกิดขึ้นเป็น
ระยะๆ ในระหว่างการทากิจกรรมการเรียนรู้ ผู้เรียนจะได้ประเมินตนเองและ
แสวงหาแนวทางพฒั นาตนเองอย่างต่อเนอื่ ง อีกท้ังยังมีโอกาสการประเมินเพื่อน
ร่วมช้ันเรียนและให้ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ สาหรับการประเมิน
ตนเองโดยผู้เรียนนั้น ผู้เรียนควรตั้งคาถามตรวจสอบการเรียนรู้ของตนเอง
ดังต่อไปน้ี 1) จุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ของเราคืออะไร 2) เราได้ความรู้
อะไรบ้างจากการเรียนรู้ในคร้ังนี้ 3) มีวิธีการเรียนรู้ในเร่ืองนี้อย่างไร 4) มีความ
เข้าใจสาระสาคัญที่เรียนนี้ว่าอย่างไร 5) มีเกณฑ์การประเมินผลการเรียนรู้ของ
เราอยา่ งไร และประสบความสาเรจ็ ตามเกณฑน์ ้ันหรือไม่ 6) จะมวี ิธกี ารยกระดับ
ผลการเรียนร้ขู องเราในการเรยี นครัง้ ต่อไปอย่างไร
การประเมินเพ่ือเรียนรู้ การรวบรวมหลักฐานข้อมลู เชงิ ประจกั ษ์ต่างๆ ตามสภาพจริงเก่ียวกับการเรียนรู้
(assessment for ของผู้เรียน เพ่ือระบุและวินิจฉัยปัญหาการเรียนรู้ และให้ข้อติชม ท่ีมีคุณภาพ
learning) แก่ผู้เรียน เพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ให้ดีขึ้น โดยใช้วิธีการประเมินที่หลากหลาย
และเพ่ือให้เข้าใจการเรียนรู้ของผู้เรียนในแง่มุมต่างๆ อย่างรอบด้าน อันจะ
น า ไ ป สู่ ก า ร ป รั บ ก า ร เ รี ย น แ ล ะ เ ป ลี่ ย น ก า ร ส อ น ใ ห้ มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ยิ่ ง ขึ้ น
การประเมนิ เพอ่ื พฒั นาการเรยี นรู้ ผู้สอนและผู้เรียนใชข้ ้อมูลสารสนเทศทางการ
425
ตาราง 11 คาอธิบายเชิงคุณภาพในประเดน็ ท่เี กี่ยวข้องกบั หลักสูตรและการเรียนรู้ (ต่อ)
ประเด็นทเ่ี ก่ียวข้องกบั คาอธบิ ายเชิงคณุ ภาพ
หลกั สตู รและการเรียนรู้
ประเมินเป็นข้อมูลปูอนกลับ เพ่ือการวินิจฉัยปัญหาการเรียนรู้ของผู้เรียน
การปรับปรุงวิธีการเรียนรู้หรือวิธีการทางานของผู้เรียน และพัฒนาผู้เรียนเป็น
รายบุคคลท่ีควบคุมกากับและปรับปรุงวิธีการเรียนรู้ วางแผนการเรียนใน
ขั้นตอนต่อไปให้บรรลุผลสาเร็จ และค้นหาการปรับปรุง วิธีการเรียนรู้เพื่อไปสู่
เปูาหมายการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งผู้สอนทาหน้าท่ีให้ข้อมูลที่มีคุณค่าต่อการ
เรียนรู้แก่ผู้เรียน ประกอบด้วย การให้ข้อมูลกระตุ้นการเรียนรู้ (feed - up)
การให้ข้อมูลย้อนกลับ (feed back) และการให้ข้อมูลเพ่ือการเรียนรู้ต่อยอด
(feed - forward)
การประเมนิ ผลการเรียนรู้ การรวบรวมหลักฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ต่างๆ เมื่อส้ินสุดกระบวนการเรียนรู้
(assessment of learning) เพื่อตัดสินคุณค่าในการบรรลุวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์การเรียนรู้ เป็นการ
ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซ่ึงแสดงถึงมาตรฐานทางวิชาการในเชิง
สมรรถนะและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ สารสนเทศดังกล่าวนาไปใช้ในการ
กาหนดระดับคะแนนให้ผู้เรียน รวมทั้งใช้ในการปรับปรุงหลักสูตรและการเรียน
การสอน การประเมินผลการเรียนรู้ มีวัตถุประสงค์สาคัญเพื่อตัดสินผลการ
เรียนรู้ของผู้เรียน โดยผู้สอนเป็นผู้ท่ีมีบทบาทหลักในการประเมิน โดยการ
ประเมินจะมีลักษณะเป็นการประเมินรวบยอด (summative assessment)
ท่ีใช้วัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นมาตรฐานการประเมิน ตลอดจนใช้
วิธีการและเคร่ืองมือประเมินที่มีคุณภาพเช่ือถือได้ มีความเป็นทางการมากกว่า
การประเมนิ เพือ่ การเรยี นรู้ (assessment for learning) และการประเมินขณะ
เรียนรู้ (assessment as learning)
426
ตาราง 11 คาอธบิ ายเชงิ คุณภาพในประเด็นที่เก่ยี วข้องกับหลักสตู รและการเรียนรู้ (ต่อ)
ประเด็นท่ีเกยี่ วขอ้ งกับ คาอธบิ ายเชิงคุณภาพ
หลกั สตู รและการเรียนรู้
การวจิ ยั เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ การวิจัยท่ีดาเนินการควบคู่กับการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน
(classroom research) มกี ารนาผลการวิจัยมาใช้ประโยชนใ์ นการจัดการเรยี นรูอ้ ย่างตอ่ เนื่อง ดาเนนิ การ
วิจัยตามวงจรการวิจัยตามลาดับ ได้แก่ 1) การวางแผน 2) การปฏิบัติ 3) การ
ตรวจสอบผลการปฏิบัติ และ 4) การสะท้อนผลสู่การปรบั ปรงุ
การพฒั นาครู การเสริมสร้างความรู้ ความสามารถ และเจตคติของครู เพื่อให้สามารถปฏิบัติ
(teacher development) หน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การพัฒนาครูท่ีมีประสิทธิภาพ
มีแนวทางสาคัญ คือ 1) การสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจ 2) การเสริม
พลงั 3) การดาเนนิ การอย่างเป็นระบบ 4) การพฒั นาที่ต่อเน่ือง 5) การมีจุดเน้น
6) การเชื่อมโยงกับการปฏิบัติงานจริง 7) การทบทวนสะท้อนผลการโค้ช
นอกจากนี้การพัฒนาครูที่มีประสิทธิภาพมีลักษณะสาคัญ คือ1) สอดคล้องกับ
เนื้อสาระท่ีครูจะต้องดาเนินการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียน 2) มีช่วงระยะเวลา
ท่ีเหมาะสมและเพียงพอที่ครูจะนาความรู้ไปใช้ในโรงเรียน 3) ครูได้ใช้
กระบวนการเรยี นรรู้ ่วมกันเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ 4) กิจกรรมการ
พัฒนาครูมีความเชื่อมโยงกับการปฏิบัติงานในโรงเรียน 5) กิจกรรมการพัฒนา
มีความต่อเนื่อง และจัดลาดับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ 6) บูรณาการความรู้
ทักษะและเจตคติไปในกิจกรรมการพัฒนาอย่างเหมาะสม 7) ส่งเสริมให้ครูใช้
กระบวนการสืบเสาะแสวงหาความรู้ด้วยตนเองของครู 8) กระตุ้นให้ครูสะท้อน
คิดตนเอง (self - reflection) อย่างต่อเน่ือง 9) ให้ข้อมูลพัฒนาการของผู้เรียน
ที่เกิดขึ้นจากการทางานของครู 10) เปิดโอกาสให้ครูได้ประเมินตนเองทั้งด้าน
ความรู้ ทักษะ และเจตคติ