การประชมุ วชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022
ประกอบดวย 3 องคประกอบ คือ ความขยันขันแข็ง ความทุมเทในการทํางาน และความรูสึกเปนอันหน่ึงอัน
เดียวกับงาน โดยองคประกอบดานความทุมเทในการทํางาน มีคาเฉลี่ยสูงที่สุด (Χ� = 4.307) รองลงมา คือ
องคประกอบดานความขยนั ขันแขง็ (Χ� = 4.228) และองคป ระกอบดา นความรูสึกเปนอันหนึง่ อันเดียวกบั งาน
(Χ� = 4.045) สอดคลองกับงานวิจัยของกฤติยา เข่ือนวัน (2561) ไดศึกษาเร่ือง มาตรวัดความเกี่ยวพันของ
พนักงานและความผูกพันตอองคการของพนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม อุตสาหกรรมการผลิตใน
จังหวัดปทุมธานี พบวา องคประกอบดานความมุงมั่นทุมเท มีคาเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ องคประกอบดาน
ความขยันรับผิดชอบ และองคประกอบดานความเปนหน่ึงเดียวกับงาน เมื่อพิจารณารายขอ พบวา ตัวแปร
ทั้งหมดอยูในระดับสูง สามารถอธิบายไดวา พนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอมอุตสาหกรรมการผลิต
ในจังหวัดปทุมธานี มีการแสดงพฤติกรรมที่บงบอกถึงความเก่ียวพันของพนักงาน ซึ่งเปนการรับรูในตัวตนของ
พนักงานเอง ความเกี่ยวพันของพนักงานจะเกิดข้ึนไดตอเม่ือไดรับการกระตุนหรือจูงใจในการทํางาน เชน การ
สนับสนุนจากผูบังคับบัญชา เพ่ือนรวมงาน การใหอิสระในการทํางาน ลักษณะของงานท่ีไดรับมอบหมาย เปน
ตน
ซ่งึ จากการศกึ ษาดังกลาวสามารถนํามาประยกุ ตใชใ นทางปฏิบตั ิได ดังน้ี
1. ความทุมเทในการทํางาน เปนตัวแปรตัวทาํ นายความเก่ียวพันของพนักงานมคี าเฉลี่ยสูงท่ีสุดและ
ผลการวิจัยน้ีสามารถอธิบายพฤติกรรมของพนักงานไดวา พนักงานมีพฤติกรรมที่เอาใจใสในการทํางาน มี
ความภาคภูมิใจและมีแรงบันดาลใจในการทํางาน รวมท้ังมีความกระตือรือรนในการปฏิบัติงานเพ่ือใหงาน
บรรลุเปาหมาย ดังน้ัน องคการควรสงเสริมและพัฒนาใหพนักงานเกิดความรูสึกทุมเทในการทํางาน เชน การ
จัดฝกอบรมเพ่ิมเติมในสาขาอาชีพท่ีเก่ียวของ หรือการฝกอบรมในความรูใหมๆ เพื่อใหพนักงานไดเพิ่มพูน
ความรู ความสามารถของตนเอง รวมทั้งการจัดใหมีสิ่งจูงใจหรือผลตอบแทนในการปฏิบัติงาน เพื่อสราง
แรงจงู ใจและแรงบนั ดาลใจใหเ กดิ ขึน้ กับตวั พนกั งาน
2. ความขยันขันแข็ง เปนตัวแปรตัวทํานายความเก่ียวพันของพนักงานในระดับสูง ซึ่งผลการวิจัยน้ี
สามารถอธิบายพฤติกรรมของพนักงานไดวา พนักงานท่ีปฏิบัติงานที่บริษัท ดราโก พีซีบี จํากัด (มหาชน) เปน
บุคลากรที่มีพลังใจในการทํางานในระดับกลาง มีความเต็มใจและมีความอดทนไมยอทอ มีความพยายามท่ีจะ
ปฏิบัติงานท่ีไดรับมอบหมายใหแลวเสร็จตามเปาหมายที่กําหนด ดังนั้น องคการควรหาแนวทางท่ีจะสงเสริม
และพัฒนาศักยภาพในการทํางานใหแกพนักงานที่ปฏิบัติงานอยูในองคการ เชน การฝกอบรมและพัฒนา
พัฒนาพนักงานใหมีศักยภาพการทํางานที่สูงข้ึนภายใตขอบเขตงานที่ไดรับผิดชอบหรืองานท่ีเกี่ยวของ การ
สรางระบบพเี่ ลี้ยงในองคก ารใหแ กพนักงานทีเ่ ขามาทํางานในองคก าร เพื่อสรา งขวัญและกาํ ลังใจใหแกพ นักงาน
ที่เขามาใหม เพือ่ ใหพ นกั งานทเ่ี ขา มาใหมสามารถปรับตวั เขากบั องคก ารไดอ ยา งรวดเร็ว
3. ความรูสึกเปนอันหน่ึงอันเดียวกับงาน เปนตัวแปรตัวทํางานความเกี่ยวพันของพนักงานอยูใน
ระดับสูง ซึ่งผลการวิจัยน้ีสะทอนใหเห็นวา พนักงานที่ปฏิบัติงานที่บริษัทนั้น มีความมุงม่ันและความสุขในการ
ทํางานนอย มีสมาธิในการทํางานนอย ดังน้ัน องคการควรเรงเสริมสรางใหพนักงานเกิดความรูสึกรักที่จะ
ปฏิบัติงานในองคการ หรือเกิดความรูสึกวางานเปนสิ่งที่สําคัญ เชน ควรจัดใหมีกิจกรรมรวมกันระหวาง
ผบู งั คับบัญชากบั ผูใ ตบงั คับบัญชา เพือ่ ใหมีการแลกเปล่ยี นความคิดเห็นแลกเปลยี่ นความรูในงานซ่งึ กันและกนั
จากผลการวิเคราะหขางตน แสดงใหเห็นวา องคการควรศึกษาและเขาใจถึงแนวคิดความเก่ียวพัน
ของพนักงานท่ีประกอบดวย ความขยันขันแข็ง ความทุมเทการทํางาน และความรูสึกเปนอันหนึ่งอันเดียวกับ
งาน ซ่ึงท้ังสามองคประกอบเปนสวนประกอบสําคัญของการแสดงถึงพฤติกรรมความเกี่ยวพันของพนักงาน
ดังนั้น หากองคการตองการพัฒนาบุคลากรในองคการตองดําเนินการทั้งสามองคประกอบควบคูกัน เพ่ือให
พนักงานแสดงพฤติกรรมของตนเองออกมาในรปู แบบของผลงานหรอื ผลการปฏิบตั งิ านไดอ ยา งมีประสทิ ธภิ าพ
129
การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022
เอกสารอางอิง
กลาหาญ ณ นา น. (2563). พฤติกรรมองคการ. กรุงเทพฯ : ทรปิ เปล เอด็ ดเู คชั่น.
กฤตยิ า เข่อื นวัน. (2561). มาตรวัดความผกู พันตอ งานและความผูกพนั ตอ องคการของพนักงานวสิ าหกิจ
ขนาดกลางและขนาดกลุมยอ มอุตสาหกรรมการผลติ ในจงั หวดั ปทมุ ธาน.ี (การคน ควา อสิ ระ
ปริญญามหาบณั ฑติ , มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธัญบุร)ี .
บรษิ ทั ดราโก พีซีบี จํากัด (มหาชน). (2563). รายงานประจาํ ป พ.ศ.2563. ปทุมธานี
วรรณะ บรรจง, ธงชัย เครอื หงส, อภิชาต พัฒนวริ ิยะพิศาล และศโิ รจน พิมาน. (2558). ตัวทาํ นายทสี่ ําคัญทมี่ ี
ตอ ความผูกพนั ของพนักงาน. วารสารวชิ าการศลิ ปศาสตรประยุกต, 21 – 31.
รพีพรรณ สมจติ รนึก. (2557). ความสมั พนั ธร ะหวา งการรบั รคู วามสามารถของตนเองและคณุ ลักษณะของงาน
ตอความผกู พนั ในงานและผลการปฏิบัตงิ าน กรณศี กึ ษา : กลุม ธุรกิจบริษัทหลักทรัพยในเขต
กรงุ เทพมหานคร. (การคน ควาอิสระปรญิ ญามหาบณั ฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร).
ลักขนา พว งรักษ. (2556). การพฒั นาและตรวจสอบคณุ ภาพแบบประเมนิ ความผกู พันในงานของพยาบาล
วิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน กรงุ เทพมหานคร. (วทิ ยานิพนธปรญิ ญามหาบัณฑิต, จฬุ าลงกรณ
มหาวิทยาลัย).
อนนั ต มณีรตั น (2560). ความผูกพนั ในองคก าร: ศึกษากรณี สํานักเลขาธิการคณะรฐั มนตร.ี วารสาร
รฐั ศาสตรปริทรรศน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 4(1), 67-90.
Anderson, J. C., & Gerbing, D. W. (1988). Structural equation modeling in practice: A review
and recommended two-step approach. Psychological bulletin, 103(3), 411-423.
Bakker, A. B., & Albrecht, S. (2018). Work engagement: current trends. Career Development
International. 23(1), 4-11.
Bakker, A. B., & Demerouti, E. (2008). Towards a model of work engagement. Career
Development International, 13(2), 209-233.
Birdie, D. R., Anderson, J. F., & Niebuhr, M. A. (1986). Questionnaires: design and use.
Scarecrow Press, New Jersey.
Bollen, K. A. (1989). Structural equations with latent variable. New York: John Wiley &
Sons.
Byrne, B. M. (2016). Structural Equation Modelling with AMOS: Basic Concepts,
Applications, and Programming (3rd ed.). New York: Routledge.
Charles, W. (2006). A potent secret for winning a crucial edge over your rivals?. Industrial
and Commercial Training, 38(1),18-22.
Christian, M. S., Garza, A. S., & Slaughter, J. E. (2011). Work engagement: A quantitative review
and test of its relations with task and contextual performance. Personnel
psychology, 64(1), 89-136.
Fletcher, L., & Robinson, D. (2013). Measuring and understanding employee engagement. In
C. Truss, R. Delbridge, K. Alfes, A. Shantz, & E. Soane (Eds.), Employee engagement
in theory and practice (pp. 273-290). https://www.routledge.com/Employee-
Engagement-in-Theory-and-Practice/Truss-Alfes-Delbridge-Shantz-
Soane/p/book/9780415657419
130
การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
Fornell, C. and Larcker, D. F. (1981). Evaluating structural equation models with
unobservable variables and measurement error. Journal of marketing research,
18(1), 39-50.
Kahn, W. A. (1990), Psychological conditions of personal engagement and disengagement at work.
The Academy of Management Journal, 33(4), 692-724.
Macey, W. H., & Schneider, B. (2008). The meaning of employee engagement. Industrial and
Organizational Psychology, 1(1), 3-30.
Schaufeli, W. B., et al. (2002). The measurement of engagement and burn out: A two sample
confirmatory factor analytic approach. Journal of Happiness Studies, 3, 71-92.
Schaufeli, W. B., & Bakker, A. B. (2010). Defining and measuring work engagement: Bringing
clarity to the concept. In Bakker, A.B. & Leiter, M.P. (Eds.), Work Engagement: A
Handbook of Essential Theory and Research. 10 – 24. New York, NY: Psychology
Press.
Tabachnick, B. G. F., & Statistics, L. S. (2001. Using multivariate. Massachusetts: Pearson.
Zaiţ, A., & Bertea, E. (2011). Methods for testing discriminant validity. Management & Marketing,
5(2). 217-224.
131
การประชมุ วชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022
ผลกระทบของภาวะธาํ รงสภาพตอ ผลการดาํ เนินงาน
ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอ ม ในจงั หวัดเชียงใหม ภายใตสถานการณโควิด 19
ศศวิ ิมล วรพนั ธ0ุ1
นักศกึ ษาปริญญาโทหลักสูตรบริหารธรุ กิจมหาบัณฑติ คณะบรหิ ารธุรกิจ
มหาวทิ ยาลยั แมโจ
ปรดี า ศรีนฤวรรณ, กัญญพ สั วี กลอมธงเจรญิ และภูษนศิ า เตชเถกงิ
อาจารยประจําคณะบริหารธรุ กิจ
มหาวทิ ยาลยั แมโจ
บทคัดยอ
การศึกษาครั้งน้ีมีวัตถุประสงคเพ่ือศกึ ษาผลกระทบของภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการตอผลการ
ดําเนินงานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม สาขาธุรกิจรานอาหาร ในจังหวัดเชียงใหมภายใตสถานการณ
โควิด 19 ใชวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยสัมภาษณผูประกอบการรานอาหารท่ีมีการปรับตัวอยางเห็นไดชัด
จํานวน 5 ทาน วิเคราะหโดยการจําแนกชนิดขอมูลเพื่อพัฒนาแบบจําลองภาวะธํารงสภาพโดยใชแบบสอบถาม
250 ชุด กลุมตัวอยาง คือ ผูประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม สาขาธุรกิจรานอาหาร ในจังหวัด
เชียงใหม ใชวิธีวิจัยเชิงปริมาณในการวิเคราะหองคประกอบเชิงยืนยัน พบวาภาวะธํารงสภาพประกอบดวย 6
องคประกอบ ไดแก ความเขมแข็ง ความมีไหวพริบ การมองโลกในแงดี การมีเครือขายสัมพันธ นวัตกรรม และ
ความคิดสรางสรรค จริยธรรมและการเขาใจความรูสึกผูอื่น วิเคราะหโดยวิธีการถดถอยเชิงเสน ผลการศึกษา
พบวา ภาวะธํารงสภาพสงผลในเชิงบวกตอผลการดําเนินงานท้ังที่เปนตัวเงินและไมเปนตัวเงิน เม่ือวิเคราะห
ผลกระทบขององคประกอบยอย พบวาภาวะธํารงสภาพท่ีสงผลตอการดําเนินงานท่ีเปนตัวเงินมี 2 องคประกอบ
คือ การมีเครือขายสัมพันธ จริยธรรมและการเขาใจความรูสึกผูอื่น องคประกอบที่สงผลตอการดําเนินงานท่ีไม
เปนตัวเงินมี 4 องคประกอบ คือ ความมีไหวพริบ การมีเครือขายสัมพันธ นวัตกรรมและความคิดสรางสรรค
จริยธรรมและการเขาใจความรูสึกผูอื่น นอกจากน้ียังคนพบวาในสถานการณโควิด 19 จริยธรรมและการเขาใจ
ความรูสึกผูอ่ืนสงผลตอการดําเนินงานมากท่ีสุด และการมองโลกในแงดีสงผลในทิศทางลบตอผลการดําเนินงาน
ที่เปน ตวั เงนิ
คําสําคัญ: ภาวะธํารงสภาพ วสิ าหกจิ ขนาดกลางและขนาดยอม โควิด 19
1 นกั ศกึ ษาปรญิ ญาโทหลักสูตรบริหารธรุ กจิ มหาบัณฑิต คณะบริหารธุรกจิ มหาวิทยาลยั แมโจ ต.หนองหาร อ.สนั ทราย
จ.เชยี งใหม 50260 หมายเลขติดตอ: 095-4422547 อเี มล: [email protected]
132
การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022
THE IMPACT OF ENTREPRENEURIAL RESILIENCE
ON MICRO, SMALL, AND MEDIUM ENTERPRISE PERFORMANCE
IN CHIANG MAI DURING COVID-19 PANDEMIC
Sasiwimon Worapan1
Graduate Student, Master of Business Administration, Faculty of Business Administration
Maejo University
Preeda Srinaruewan, Kunpatsawee Klomthongjaroen and Pusanisa Thechatakerng
Lecturer at Faculty of Business Administration
Maejo University
Abstract
The purpose of the study was to investigate the impact of entrepreneurial resilience
on micro, small and medium enterprise performance in Chiang Mai during the COVID-19
pandemic. In this study, the mixed-method research model was separated into two approaches:
1) typological analysis; and 2) confirmatory factor analysis, and regression analysis. Data were
collected through interviews with 5 restaurant operators and 250 MSME (Micro, Small, and
Medium Enterprise) restaurant operators in Chiang Mai through questionnaires. Confirmatory
factor analysis and regression analysis were used for data analysis. The results indicated that
entrepreneurial resilience has 6 components, namely hardiness, resourcefulness, optimism,
social connection, innovation and creativity, ethics, and empathy. There is a significantly positive
effect between entrepreneurial resilience and financial and non-financial performance. Social
connection, ethics, and empathy affect financial performance. Resourcefulness, social
connection, innovation and creativity, ethics, and empathy affect non-financial performance.
However, there is a significantly negative effect between optimism and financial performance.
Keywords: Resilience, Small and Medium Enterprise, Covid-19
1 Corresponding Author: Graduate Student, Master of Business Administration, Faculty of Business
Administration, Maejo University. Contact Number: +6695-442-2547 Email: [email protected]
133
การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022
บทนาํ
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (MSME) มีบทบาทสําคัญในการขับเคล่ือนเศรษฐกิจ มีมูลคา
5,963,156 ลานบาท คิดเปนรอยละ 35.3 ของผลิตภัณฑมวลรวมทั้งประเทศ และมีสัดสวนถึงรอยละ 99.3
ของจํานวนวิสาหกิจทั้งประเทศ กอใหเกิดการจา งงานรอยละ 69.48 ของการจางงานทั้งหมด (สํานักงานสงเสรมิ
วิสาหกจิ ขนาดกลางและขนาดยอม, 2563) อยางไรก็ตามสถานการณ การแพรร ะบาดของเชอ้ื ไวรัสโคโรนา 2019
(โควิด-19) สํานักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ (สศช.) ไดคาดการณวาเศรษฐกิจไทย
จะหดตัวอยางรุนแรงท่ีสุดนับต้ังแตวิกฤติเศรษฐกิจป 2540 สงผลใหแนวโนมเศรษฐกิจไทยตลอดทั้งป 2563
ปรับตัวลดลง นําไปสูปญหาสภาพคลองและความเส่ียงในการปดกิจการ โดยเฉพาะอยางยิ่งภาคบริการ
ภาคการทองเท่ียว และกลุมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (MSME) เน่ืองจากเปนกลุมท่ีมีความเปราะบาง
และมีความสามารถในการรองรับความเส่ียงไดนอยกวาธุรกิจขนาดใหญ เม่ือจําแนกตามสาขาธุรกิจ พบวาธุรกิจ
ที่พักแรมและบริการดานอาหารไดรับผลกระทบมากที่สุด โดย GDP ปรับตัวลดลงถึงรอยละ 48.6 ในไตรมาสท่ี
2/2563 และยังไมสามารถฟนตัวได แรงกดดันดังกลาวสงผลใหมีจํานวนผูวางงานเพิ่มมากขึ้นถึง 0.75 ลานคน
มีสาเหตมุ าจากการเลกิ /หยุด/ปด กิจการรอยละ 58.7 และเปน แรงงานในภาคบริการสูงถงึ รอยละ 55.4
จังหวัดเชียงใหมมีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (MSME) สาขาธุรกิจบริการท่ีพักแรมและ
บริการดานอาหาร สูงเปนอันดับ 3 ของประเทศ กอใหเกิดการจางงานสูงเปนอันดับ 5 ของประเทศ (สํานักงาน
สงเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม, 2563) ผลิตภัณฑมวลรวมของจังหวัด รอยละ 65 มาจากภาคการ
ทองเท่ียวและบริการ จึงไดรับผลกระทบอยางมาก ทั้งน้ี หอการคาจังหวัดเชียงใหมประเมินวานับต้ังแตเดือน
มีนาคม 2563 จังหวัดเชียงใหมสูญเสียรายไดจากภาคการทองเที่ยวและบริการประมาณเดือนละ 1 หม่ืนลาน
บาท จากการที่นักทองเท่ียวชาวไทยลดลง รอยละ 29.23 นักทองเที่ยวตางประเทศลดลง รอยละ 83.75 และ
รายไดลดลงถึง รอยละ 54.96 (กองเศรษฐกิจการทองเที่ยวและกีฬา กระทรวงการทองเที่ยวและกีฬา, 2563)
ธรุ กิจรานอาหาร เปน หนง่ึ ในธรุ กิจที่ไดรับผลกระทบอยางมากจากการชะลอตัวของชาวตางชาติ สง ผลกระทบตอ
คาใชจายดานการบริโภคอาหารท่ีมีสัดสวนประมาณรอยละ 15 ของมูลคาการใชจายของนักทองเที่ยว ไดรับ
ผลกระทบท้ังทางตรงและทางออมจากกําลังซื้อท่ีลดลงของผูบริโภคในประเทศ และพฤติกรรมการบริโภคที่
เปล่ยี นไป (ศูนยว จิ ัยกสิกรไทย, 2563)
ระยะเวลาท่ีผานมา ภาครฐั ไดดําเนินมาตรการชว ยเหลือและเยียวยาผูท่ีไดรับผลกระทบอยางตอเน่ือง
แตยังเผชิญกับความทาทายหลายประการ โดยเฉพาะอยางย่ิงโครงสรางของเศรษฐกิจไทยท่ีเนนการพึ่งพา
การทองเที่ยวคอนขางสูง จึงมีความออนไหวตอการเปลี่ยนแปลงภายนอก ขาดแรงขับเคลื่อนจากภายใน
ทเ่ี ขมแขง็ จึงเกิดภาวะชะงักทางเศรษฐกิจและไมสามารถพึ่งพาเศรษฐกิจภายนอกไดใ นระดับเดมิ คณะกรรมการ
ยุทธศาสตรชาติ (2563) จึงไดเสนอแผนแมบทเฉพาะกิจภายใตยุทธศาสตรชาติอันเปนผลมาจากสถานการณ
โควิด–19 พ.ศ. 2564 – 2565 ซ่ึงสํานักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ (สศช.) ไดนําแนวคิด
Resilience มาเปนหลักคิดในการพัฒนาเพ่ือใหประเทศมีความเขมแข็ง มีความสามารถในการพรอมรับและ
ปรับตัวทามกลางความเปลี่ยนแปลงตาง ๆ ไดในอนาคต โดยประเด็นในการพัฒนาที่สําคัญประการหนึ่ง คือ
การเสริมสรางการสรางความเขมแข็งของเศรษฐกิจฐานรากภายในประเทศ (Local Economy) โดยเฉพาะ
MSME เพื่อยกระดับศักยภาพของธุรกิจภายในประเทศ ลดการพ่ึงพาตางประเทศ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ
134
การประชมุ วิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
ในระดับทองถ่ิน สงเสริมการจางงานในชุมชน จึงเปนการแนวทางที่จะชวยใหเศรษฐกิจของประเทศฟนฟูและ
เปนกาํ ลงั หลกั ในการขับเคลื่อนเศรษฐกจิ ประเทศไดอ ยางเขม แขง็
Boston Consulting Group : BCG (2020) ไดรวบรวมสถิติผลประกอบการของบริษัทท่ีผานวิกฤต
มาในอดีตพบวารอยละ 42 สามารถทํากําไรไดเพิ่มขึ้นหลังภาวะวิกฤติ ในอดีตท่ีผานมาจึงมีการศึกษาเกี่ยวกับ
การบริหารองคกรในภาวะวิกฤติจํานวนมาก ภาวะธํารงสภาพขององคกร (Resilience Organization) เปน
แนวคิดหน่ึงที่ถูกกลาวถึงในภาวะวิกฤติ ซ่ึงหมายถึงการท่ีองคกรตองเผชิญกับความไมแนนอนหรือเหตุการณ
วิกฤติ แลวสามารถกลับมาสูสภาวะปกติและดํารงอยูไดอยางมีเสถียรภาพ (วิภาวรรณ ลิมปไพบูลย, 2562) ทั้งน้ี
British Standards Institution : BSI (2014) ไดทําการศึกษาบทความวิชาการ 181 บทความ เพ่ือกําหนดดัชนี
ภาวะธํารงสภาพขององคกร (Resilience Organization Index) 16 ดัชนี นอกจากน้ียังมีการศึกษาของ
Branicki (2017) พบวาปจจัยท่ีสงผลตอภาวะธํารงสภาพของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (Resilience
SMEs) ประกอบดวยภาวะธํารงสภาพระดับบุคคล (Individual Resilience) และภาวะธํารงสภาพระดับองคกร
(Organizational Resilience) และจากการศึกษาของ Fatoki (2018) พบวาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม
สามารถบรรลุผลสําเร็จท้ัง 2 ระดับไดเปนผลมาจากภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ (Entrepreneurial
Resilience) ตอมา Dewan (2020) คนพบวาภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ มีความสัมพันธกับผลการ
ดําเนนิ งานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอมสาขาธรุ กิจรานอาหารในทศิ ทางบวก
อยา งไรก็ตาม การศึกษาภาวะธาํ รงสภาพของผปู ระกอบการ (Entrepreneurial Resilience) ยังไมได
มีการสรุปไวเปนทฤษฎีอยางชัดเจน และในประเทศไทยมีการศึกษาแนวคิดภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ
(Entrepreneurial Resilience) นอยมาก การวิจัยในครง้ั นีจ้ งึ เปนการศึกษาเพื่อตอบคําถามวจิ ยั ที่สําคญั วาภาวะ
ธํารงสภาพของผูประกอบการ (Entrepreneurial Resilience) มีผลกระทบอยางไรตอผลการดําเนินงานของ
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (MSME) ในจงั หวัดเชยี งใหม ทัง้ น้ีแนวคดิ ภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ
(Entrepreneurial Resilience) อาจเปนแนวทางหน่ึงที่สามารถชวยใหธุรกิจสามารถปรับตัวและอยูรอดไดใน
ภาวะวิกฤติโควิด-19 ท่ีเกิดข้ึน ผลการศึกษาในครั้งน้ีจะเปนประโยชนเชิงวิชาการในการตอยอดองคความรู
แนวคิดภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการใหมีความชัดเจนย่ิงขึ้น และเปนประโยชนตอธุรกิจในการสราง
แนวทางเพ่ือรับมือกับสถานการณวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นไดเสมอ ตลอดจนสามารถปรับตัวใหอยูรอดไดอยางมี
เสถยี รภาพ ทา มกลางสภาวะทางเศรษฐกจิ ท่ีมีความผนั ผวนและการเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา
วตั ถุประสงคในการวิจยั
เพ่ือศึกษาองคประกอบและผลกระทบของภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ (Entrepreneurial
Resilience) ตอ ผลการดําเนินงานของวสิ าหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (MSME) ในจงั หวดั เชยี งใหม
สมมุตฐิ านการวจิ ยั
1. ภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ (Entrepreneurial Resilience) สงตอผลการดําเนินงานของ
วสิ าหกิจขนาดกลางและขนาดยอมทั้งท่ีเปน ตัวเงินและไมเปนตัวเงิน
2. องคประกอบของภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ (Entrepreneurial Resilience) สงตอผล
การดาํ เนินงานของวสิ าหกิจขนาดกลางและขนาดยอมท้งั ที่เปนตัวเงินและไมเปน ตัวเงิน
135
การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
กรอบแนวคิดในการวจิ ัย
ตัวแปรตน ตวั แปรตาม
ภาวะธาํ รงสภาพของผปู ระกอบการ ผลการดําเนนิ งานของวสิ าหกิจ
(Entrepreneurial Resilience) ขนาดกลางและขนาดยอม
1. ความเขม แขง็ (Hardiness)
2. ความมไี หวพริบ (Resourcefulness) 1. ผลการดาํ เนินงานที่เปนตัวเงนิ (Finance)
3. การมองโลกในแงดี (Optimism) 1.1 ยอดขาย (Sale)
4. การมีเครอื ขา ยสัมพันธ (Social Connection) 1.2 กําไร (Profit)
5. นวัตกรรมและความคิดสรางสรรค
(Innovation and Creative) 2. ผลการดําเนินงานท่ไี มเ ปน ตวั เงนิ
6. ความเปนผูนํา (Leadership) 2.1 ความสามารถดา นผลิตภาพ (Productivity)
7. จริยธรรมและการเขาใจความรูสึกผอู ื่น 2.2 ความสามารถดา นการปรับตัว (Adaptability)
(Ethics and Empathy) 2.3 ความสามารถในการปรบั ตัวใหเขา กบั สถานการณ
ภาพที่ 1 กรอบแนวคดิ ในการวิจัย (Flexibility)
การทบทวนวรรณกรรม
1. ทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะธํารงสภาพ (Resilience)
Resilience มีรากศัพทมาจากภาษาละติน resilire แปลวา "กระเดงกลับ" (to jump
back) สะทอนใหเห็นการรับมือและฟนตัวเม่ือเผชิญปญหา เปรียบเสมือนลูกบอลตกกระทบพื้นแลวเดงกลับ
ขึ้นมา (ศูนยวิจัยและนวัตกรรมเพื่อความย่ังยืน, 2564) Bhamra (2011) และ Xiao (2017) กลาววาภาวะธํารง
สภาพ (Resilience) ปรากฏเปนครั้งแรกในมุมมองนิเวศวิทยา (Ecology) หมายถึงความสามารถของระบบ
นิเวศที่สามารถฟนคุณลักษณะทางโครงสรางและหนาท่ีใหเหมือนเดิมหลังจากไดรับความเสียหาย (Holling,
1973) ตอมา Antonovsky (1982) ไดศึกษาภาวะธํารงสภาพในมุมมองจิตวิทยา (Psychology) จากผูใหญท่ี
รอดชีวิตจากคายกักกัน อธิบายถึงความเขมแข็งทางจิตใจวาเปนความสามารถในการปรับตัวที่ทําใหบุคคล
สามารถเอาชนะอุปสรรค ความทุกขยากหรือประสบการณเลวรายที่ผานเขามาในชีวิตได (Grotberg, 1995;
Cornor & Davidson, 2003)
ในดานการจัดการ ภาวะธํารงสภาพขององคกร (Organizational Resilience) ถูกนําเสนอใน
Harvard Business Review โดย Coutu (2002) และ Hamel and Valikangas (2003) เพื่อหาเหตุผลวาใน
ภาวะวิกฤติตาง ๆ ท่ีเกิดข้ึนเพราะเหตุใดบางองคกรประสบกับความลมเหลวในขณะท่ีบางองคกรสามารถ
ตอบสนอง ปรับตัว อยูรอดและเติบโตได (Xiao, 2017) E. Cunha et al. (2013) ไดแบงภาวะธํารงสภาพ
ออกเปน 3 ระดับ คือ ระดับองคกร ระดับกลุม และระดับบุคคล และคนพบวาภาวะธํารงสภาพระดับบุคคล
(Individual resilience) กอ ใหเ กิดภาวะธาํ รงสภาพระดับองคก ร (Organization resilience)
ภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ (Entrepreneurial Resilience) ถูกอธิบายในความหมาย
เดียวกับภาวะธํารงสภาพระดับบุคคล (Individual Resilience) (Adnan et al., 2016) De Vries and
Shields (2005) ไดศึกษาภาวะธํารงสภาพในระดับบุคคล โดยนําแนวคิดทางจิตวิทยาเขามาศึกษาเพ่ืออธิบาย
คุณลักษณะของบุคคลที่ทําใหฟนตัวและต้ังรับกับเหตุการณวิกฤติในชีวิตได ตอมา Morisse (2016) ไดนํา
แนวคิดทางจิตวิทยามาพัฒนาเพื่อกําหนดคุณลักษณะของผูประกอบการที่สามารถปรับตัวและนําองคกรให
ผานพนภาวะวิกฤติได เรียกวา ภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ (Entrepreneurial Resilience) เปนส่ิง
136
การประชุมวชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022
สําคัญที่ชวยใหผูประกอบการสามารถฟนตัวจากอุปสรรคหรือวิกฤติตาง ๆ ท่ีธุรกิจกําลังประสบปญหาอยู
(Duchek, 2018) งานวิจัยฉบับนี้ผูวิจัยสรุปคําจํากัดความของ ภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ
(Entrepreneurial Resilience) วาหมายถึง ความสามารถหรือทักษะของผูประกอบการท่ีสามารถนําธุรกิจให
กลับมาสูสภาวะปกตแิ ละดํารงอยไู ดอยางมเี สถยี รภาพ เม่อื ตองเผชิญกับความไมแ นน อนหรือเหตกุ ารณวกิ ฤติ
2. องคป ระกอบของภาวะธาํ รงสภาพของผปู ระกอบการ
จากการศึกษาท่ีผานมาพบวาภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการสงผลกระทบตอการดําเนินงาน
ของธุรกิจ แตมีความแตกตางกันในดานองคประกอบและการเกิดผลกระทบในทางตรงและทางออมท่ีแตกตาง
กันไปสามารถสรปุ ไดดังน้ี
2.1 ความเขมแข็ง (hardiness) ความมีไหวพริบ (Resourcefulness) และการมองโลกในแงดี
(Optimism)
ภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการพัฒนาองคประกอบมาจากแนวคิดทางดานจิตวิทยา ที่
นิยมใชคือ Connor-Davidson Resilience Scale 25 องคประกอบ (CD-RISC 25) ตอมาไดพัฒนาใหมีความ
กระชับข้ึนเหลือ 10 องคประกอบ (CD-RISC 10) (Connor & Davidson, 2003) Fatoki (2018) ใชเกณฑวัด
ระดับ CD-RISC 10 ศึกษาผลกระทบภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ (Entrepreneurial Resilience) ท่ีมี
ตอ ความสําเร็จของวิสาหกจิ ขนาดกลางและขนาดยอ ม โดยแบง ระดับความสาํ เร็จเปน 2 ระดบั คือ ระดบั บุคคล
และระดับองคกร ผลการวิจัยพบวามีความสัมพันธเชิงบวกอยางมีนัยสําคัญระหวางภาวะธํารงธํารงสภาพของ
ผูประกอบการกับความสําเร็จของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอมทั้งในระดับบุคคลและความสําเร็จระดับ
องคกร นอกจากน้ียังมีการศึกษาของ Manzano Garcia (2013) ไดนํา CD-RISC 25 มาจัดกลุมโดยใช Factor
Analysis ทําใหไดองคประกอบของภาวะธํารงสภาพ 3 องคประกอบ ไดแก ความเขมแข็ง (Hardiness) ความ
มีไหวพริบ (Resourcefulness) และการมองโลกในแงดี (Optimism) ตอมา Alaya (2014) พบวาภาวะธํารง
สภาพของผปู ระกอบการทง้ั 3 มติ สิ งผลตอ ความสําเร็จของธุรกิจ
2.2 การมเี ครือขายสมั พันธ (Social Connection)
การมีเครือขายสัมพันธ ไดแก ความสัมพันธระหวางผูประกอบการกับบุคคลอ่ืน ๆ ท้ังบุคคล
กลมุ บุคคล และองคกร เชน คคู า ลกู คา เพ่ือน ธนาคาร และหนว ยงานรัฐ การมเี ครอื ขายสมั พนั ธท่ีดจี ะชวยลด
ความสูญเสียท่ีเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจไดรับผลกระทบทําใหเกิดการชวยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดการถายทอดความรู
นวัตกรรมใหม ๆ ในการแกปญหาและเกิดภาวะธํารงสภาพขึ้นกับองคกรซ่ึงทําใหธุรกิจสามารถอยูรอดได
(Demmer et al., 2011) ในการงานของ Chiesi (2014) ไดศึกษาบทบาทเครือขายสัมพันธระหวางผูประการ
กลุมอพยพในอิตาลี พบวาความสัมพันธระหวางเครือขายทําใหเกิดความเขมแข็งจากการระดมความคิด ระดม
ทรัพยากร มีความสําคัญอยางย่ิงตอภาวะธํารงสภาพเกิดการฟนตัวของธุรกิจในชวงวิกฤตเศรษฐกิจที่เร่ิมตนใน
ป 2008 ในประเทศไทยมีการศึกษาของวิภาวรรณ ลิมปไพบูลย (2562) ที่เห็นวาเครือขายและความสัมพันธมี
ความสําคัญตอภาวะธํารงสภาพของธุรกิจในประเทศไทย นอกจากนี้ Rajapakshe (2020) และ Zutshi et al.
(2021) ไดศึกษาบทบาทของเครือขายสัมพันธตอผลการดําเนินงานในสถานการณโควิด-19 ผลการศึกษาทําให
เหน็ วา การมีเครอื ขายสัมพันธจะชว ยใหวสิ าหกิจขนาดกลางและขนาดยอ มผา นวิกฤตโิ ควดิ -19 ไปได
2.3 นวัตกรรมและความคิดสรางสรรค (Innovation and Creativity)
Dewan (2020) พบวาภาวะธํารงสภาพสงผลกระทบตอผลการดําเนินงานของธุรกิจ โดย
นวัตกรรมเปนตัวแปรสงผานของการรับรูความสามารถของผูประกอบการทําใหเกิดผลกระทบทางออม
สอดคลองกับ Hallak (2018) ที่พบวานวัตกรรมเปนตัวแปรสงผานที่สงผลตอการดําเนินงานของธุรกิจ
เชนเดียวกัน ทั้งน้ีนวัตกรรมมีบทบาทอยางมากในการปรับตัวตอสถานการณโควิด-19 McKinsey and
137
การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022
Company (2021) ไดสัมภาษณผูบริหาร รอยละ 60 ใหความเห็นวาการปรับตัวโดยนํานวัตกรรมมาใชจะชวย
ใหธุรกิจฟนตัวและผานวิกฤติไปไดสามารถ นอกจากน้ี Boston Consulting Group ยังใหความเห็นวาการทํา
นวัตกรรมหรอื ปญญาประดษิ ฐม าใชหลังสถานการณโ ควดิ -19 จะชวยเพิ่มประสิทธิภาพและลดตนทนุ ได
2.4 ความเปน ผูนาํ (Leadership)
Suryaningtyas (2019) ทําการศึกษาโดยใชแบบสอบถามและเก็บขอมูลจากผูประกอบการ
โรงแรมในประเทศอินโดนีเซีย จํานวน 38 โรงแรม วิเคราะหขอมูลโดยใชแบบจําลองเชิงโครงสราง (SEM) ผล
การศึกษาพบวา ภาวะธํารงสภาพขององคกรมีความสัมพันธในเชิงบวกกับผลการดําเนินงานขององคกร และ
ภาวะผูนําเปนตัวแปรสงผานที่มีความสัมพันธในระดับสูงกับผลการดําเนินงานขององคกร สอดคลองกับ
การศึกษาของวิภาวรรณ ลิมปไพบูลย (2562) เก็บขอมูลจากผูบริหารระดับสูงของวิสาหกิจขนาดกลางและ
ขนาดยอมซึ่งเผชิญกับภาวะวิกฤติ พบวาปจจัยสําคัญท่ีสุดท่ีทําใหองคกรกลับมาสูภาวะธํารงสภาพ คือ ภาวะ
ผนู าํ ของผูบริหารระดบั สงู ซงึ่ ตองอาศยั ความสามารถเฉพาะตวั ในการแกไขปญ หา
2.5 จรยิ ธรรมและการเขา ใจความรูส ึกผอู ื่น (Ethics and Empathy)
จากการสัมภาษณผูประกอบการรานอาหารในจังหวัดเชียงใหมที่มีการปรับตัวอยางเดนชัด
ภายใตสถานการณโควิด 19 จํานวน 5 ทาน ไดใหความคิดเห็นเก่ียวกับการปรับตัว ในเรื่องของการดําเนิน
ธุรกิจที่มีจริยธรรมและการเขาใจความรูสึกผูอ่ืน ไดแก การตระหนักถึงการทําธุรกิจเพื่อชวยเหลือและ
รับผิดชอบตอสังคม การใหความรวมมือในการปฏิบัติตามมาตรการของภาครัฐ ใหความสําคัญกับการเปดเผย
ขอมูลท่ีชัดเจน มีความเห็นอกเห็นใจและรับผิดชอบตอ พนักงานอยางเต็มที่ และมีความซอื่ สัตยตอลกู คา ไมฉ วย
โอกาสขึ้นราคาหรอลดคุณภาพในภาวะวิกฤติ โดยผูประกอบการเห็นวาในสถานการณที่ยากลําบากการดําเนิน
ธุรกิจภายใตจรยิ ธรรมและเห็นอกเห็นใจตอลูกคา พนักงาน จะเปนการสรา งความเชื่อมน่ั ที่ดีและเปน ประโยชน
ตอธุรกิจในระยะยาว
3. ทฤษฎีเกี่ยวกับการวัดผลการดําเนินงานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (SME
Performance)
สุวิมล บัวทอง (2558) ไดทําการศึกษาการใชตัวช้ีวัดผลการดําเนินงานทางการเงินและไมใชทาง
การเงินภายใตทฤษฎีการบริหารเชิงสถานการณ ซ่ึงโดยทั่วไปแลวองคกรจํานวนมากมีระบบการวัดผลการ
ดําเนินงานโดยใชตัวช้ีวัดผลการดําเนินงานทางการเงินเปนหลัก (Kaplan & Norton, 1996) แตมีขอจํากัดที่ไม
สามารถสะทอนผลการดําเนินงานไดอยางรอบดาน (นภดล รมโพธ์ิ, 2546) จึงตองมีการวัดผลการดําเนินงาน
ที่ไมใ ชทางการเงนิ ควบคูไปดวย
ผลการดําเนินงานท่ีไมเปนตัวเงิน ผูวิจัยใชแนวคิดการวัดประสิทธิผลองคกรของ Paul E. Mott
เนื่องจากเปนการวัดประสิทธิผลดานการปรับตัวและประสิทธิผลดานความสามารถในการปรับตัวเขากับ
สถานการณ ซ่ึงชวยวัดความสามารถในการอยูรอดในระยะยาวขององคกร (Buch, 2009; Soren, 2003)
สอดคลองกับงานวิจัยท่ีตองการศึกษาผลกระทบของภาวะธํารงสภาพขององคกร ซ่ึงสะทอนใหเห็นการปรับตัว
ของธุรกิจใหสามารถอยูรอดและเติบโตไดในภาวะวิกฤติ วงศกร พราหมณบุญมี (2556) สรุปเกณฑวัด
ประสิทธิผลขององคกรของ Paul E. Mott ไว 3 ดาน ไดแก ความสามารถในดานผลิตภาพ (Productivity)
ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) และความสามารถในการปรบั ตัวเขา กบั สถานการณ (Flexibility)
138
การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022
ระเบยี บวธิ กี ารวจิ ยั
การศึกษาคร้ังน้ีใชกระบวนการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) เริ่มจากการวิจัยเชิงคุณภาพ
ในรูปแบบข้ันตอนเชิงสํารวจ (Exploratory Sequential Design) เพื่อพัฒนาเครื่องมือ (Instrument-
Development Design) และวิเคราะหเชิงปริมาณโดยวิธีการวิเคราะหองคประกอบ (Factor Analysis) และ
การถดถอยเชิงเสน (Regression Analysis)
1. ประชากรและกลุมตวั อยาง
ประชากรท่ีใชในการศึกษาครั้งน้ี คือ ผูประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม สาขา
ธรุ กิจรา นอาหาร ในอาํ เภอเมอื ง จงั หวดั เชียงใหม มกี ารกาํ หนดกลุมตัวอยา งดังนี้
การวิจัยเชิงคุณภาพ การคัดเลือกกลุมตัวอยางแบบสุดโตง (Extreme Case Sampling) จาก
ผูประกอบการรานอาหาร ในอําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม จํานวน 5 ราย ที่มีการปรับตัวภายใตสถานการณ
โควดิ -19 อยา งโดดเดนและเปน ท่ียอมรบั
การวิจัยเชิงปริมาณ เนื่องจากไมทราบจํานวนผูประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม
สาขาธุรกิจรานอาหาร ในอําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม จึงคัดเลือกกลุมตัวอยางโดยใชตารางของ Seymour
Sudman (1976) กําหนดขนาดตัวอยางท่ีเปนบุคคลในระดับทองถ่ินและไมมีการแบงกลุมยอย 200 - 500
ตัวอยาง งานวิจัยครั้งนี้จึงกําหนดกลุมตัวอยาง 250 ราย สุมตัวอยางแบบไมใชความนาจะเปน (Non-
probability Sampling) และคดั เลอื กแบบตามสะดวก (Convenience Selection)
2. เคร่ืองมือทใ่ี ชใ นการวิจัย
การวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช คือ การสัมภาษณสัมภาษณเชิงลึก (In-depth Interview)
โดยใชคําถามแบบก่ึงโครงสราง (Semi- Structured Interview) โดยกําหนดประเด็นหลักขึ้นมาอยางกวาง ๆ
ภายใตกรอบแนวคิดภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการและผลการดําเนินงานของธุรกิจท้ังท่ีเปนตัวเงินและ
ไมเ ปน ตวั เงนิ ใชคําถามปลายเปด ในการซักถาม
การวิจัยเชิงปริมาณ ใชแบบสอบถาม (Questionnaire) เปนเครื่องมือในการดําเนินการวิจัย
พัฒนามาจากการศึกษาแนวคิดทฤษฎีที่เก่ียวของรวมกับการวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพ แบงแบบสอบถาม
ออกเปน 3 สวน คือ ขอมูลทั่วไปของผูตอบแบบสอบถาม ภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ และผลการ
ดําเนินธุรกิจ โดยใชระดับการวัดขอมูลประเภทอันตรภาค (Interval Scale) 5 ระดับตามมาตรวัดของลิเคิรท
(Likert Rating Scales)
3. การทดสอบคุณภาพของเครื่องมือ
ทดสอบความตรง (Validity Test) โดยใชอัตราสวนความตรงเชิงเน้ือหา (Content validity
ratio : CVR) จากผูเช่ียวชาญ 8 ทาน ไดแก ผูประกอบการรานอาหาร 5 ทาน และอาจารยที่ปรึกษา 3 ทาน
จากนั้นทดสอบความเชื่อม่ัน (Reliability Test) โดยนําแบบสอบถามไปทดสอบ (Try Out) กับกลุมตัวอยาง
จํานวน 30 ราย ซึ่งผลการทดสอบพบวาคา CVR มากกวา 0.75 คาสัมประสิทธ์ิครอนบาคแอลฟา (Cronbach
Alpha Coefficient) มากกวา 0.7 ทุกองคประกอบแสดงวาแบบสอบถามที่ใชมีความเท่ียงตรงและความ
เชื่อมน่ั
139
การประชุมวชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022
ตารางท่ี 1 สรปุ ผลการทดสอบความเที่ยงตรงและความเชอ่ื มน่ั จํานวน Cronbach’s
ขอคาํ ถาม Alpha
ช่ือตัวแปร CVR
ตัวแปรตน (Entrepreneurial Resilience) 45 0.95 0.933
1 ความเขมแข็ง (Hardiness) 6 0.92 0.885
2 ความมไี หวพริบ (Resourcefulness) 9 0.94 0.956
3 การมองโลกในแงด ี (Optimism) 9 0.97 0.941
4 การมีเครือขา ยสมั พันธ (Social Connection) 5 1.00 0.928
5 นวัตกรรมและความคิดสรา งสรรค (Innovation and 6 1.00 0.954
Creativity)
6 ความเปน ผูนาํ (Leadership) 5 1.00 0.925
7 จริยธรรมและการเขา ใจความรสู ึกผูอน่ื 5 0.85 0.941
(Ethics and Empathy)
ตัวแปรตาม (SME Performances) 21 0.98 0.892
ผลการดําเนินงานทเี่ ปนตัวเงนิ (Finance)
1 ผลการดําเนนิ งานท่ีเปนตวั เงนิ 2 1.00 0.826
ผลการดาํ เนินงานทไี่ มเปนตัวเงนิ (Non-Finance)
1 ความสามารถดา นผลิตภาพ (Productivity) 6 0.96 0.911
2 ความสามารถดานการปรับตัว (Adaptability) 7 1.00 0.928
3 ความสามารถในการปรบั ตวั ใหเขา กับสถานการณ (Flexibility) 6 0.96 0.903
4. การวเิ คราะหข อมูล
การวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณผูประกอบการ ใชวิธีการจําแนกชนิดขอมูล
(Typological Analysis) เพื่อนํามาสังเคราะหเปนปจจัยยอยของภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ 7
องคประกอบ เพ่อื จดั กลมุ ตวั แปรยอยใหอยภู ายใตองคประกอบเดียวกันน่ันเอง (รัตนะ บวั สนธ, 2551) จากน้ัน
นํามาเปรียบเทียบกับกรอบแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเก่ียวของเพ่ือเปรียบเทียบและนํามาพัฒนาเปน
ขอคาํ ถามสาํ หรับใชเ ปนเคร่ืองมือในการวจิ ยั
การวิเคราะหข อมลู เชิงปริมาณ
1) การวิเคราะหองคประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis) จากภาวะธํารง
สภาพ 7 องคประกอบ แตละองคประกอบมีปจจัยยอยท่ีหลากหลายไดมาจากทฤษฎี งานวิจัยท่ีเก่ียวของ
รวมท้ังวิเคราะหจากงานวิจัยเชิงคุณภาพ ทําใหสามารถคาดการณไดวาตัวแปรใดที่ควรอยูในองคประกอบ
เดียวกัน จึงใชเทคนิคการวิเคราะหองคประกอบเชิงยืนยันมาตรวจสอบหรือยืนยันความสัมพันธวาเปนอยางที่
คาดไวหรือไม โดยวิเคราะหจากคาน้ําหนักองคประกอบ (Factor loading) เพ่ือพิจารณาวาตัวแปรใดบรรจุอยู
ในองคป ระกอบใด พิจารณาจากคา Factor loading > 0.35 จงึ ถือวา เปน องคประกอบเดียวกัน
2) การวิเคราะหถดถอยพหุคูณ (Multiple regression analysis) เปนการวิเคราะห
ความสัมพันธของตัวแปรหลายตัว เพ่ือศึกษาวาปจจัยหรือตัวแปรตนตัวใดบางท่ีสงผลหรือมีอิทธิพลตอตัวแปร
ตาม (กัลยา วานิชบัญชา, 2552; Zikmund et al, 2010) โดยภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ
(Entrepreneurial Resilience) เปนตัวแปรตน และผลการดําเนินงานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม
เปน ตัวแปรตาม
140
การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
ผลการวจิ ยั
1. ผลการวจิ ยั เชิงคณุ ภาพ
จากการสัมภาษณผูประกอบการ 5 เพื่อสังเคราะหองคประกอบท่ีทําใหธุรกิจสามารถอยูรอดได
ทามกลางภาวะวิกฤติ โดยอางองิ จากงานวจิ ัยท่เี กี่ยวของซง่ึ มอี งคประกอบของภาวะธาํ รงสภาพ 6 องคประกอบ
เมื่อเปรียบเทียบกับองคประกอบที่ไดจากการสัมภาษณ (ตารางท่ี 2) พบวาในสถานการณโควิด 19 มี
องคประกอบดานจริยธรรมและการเขาใจความรูสึกผูอื่น (Ethics and Empathy) เพ่ิมขึ้นมา เน่ืองจาก
ผูประกอบการเห็นวาในสถานการณโควิด 19 ธุรกิจจะสามารถอยูรอดไดอยางย่ังยืนหากตระหนักถึงการทํา
ธุรกิจเพ่ือชวยเหลือและรับผิดชอบตอสังคม การใหความรวมมือในการปฏิบัติตามมาตรการของภาครัฐ
ใหค วามสําคัญกบั การเปดเผยขอ มลู ท่ชี ดั เจน มคี วามเหน็ อกเหน็ ใจและรับผิดชอบตอ พนักงานอยางเตม็ ท่ี
ตารางที่ 2 สรุปองคประกอบของภาวะธํารงสภาพจากงานวจิ ัยที่เก่ียวของและการสมั ภาษณ
ผเู ขียน สมั ภาษณผูประกอบการ
องคป ระกอบ วภิ าวรรณ (2562) 12345
ภาวะธาํ รงสภาพ Zhao (2021)
ของผูประกอบการ Saad (2021)
Walsh (2020)
Braniki (2018)
Pal et al. (2014)
Alaya (2012)
1.ความเขมแขง็
2. ความมไี หวพริบ
3. การมองโลก
ในแงด ี
4. มเี ครอื ขาย
สัมพนั ธ
5. นวัตกรรม
และความคดิ
สรางสรรค
6. ความเปนผนู าํ
7. จรยิ ธรรม
และการเขาใจ
ความรสู ึกผูอ ื่น
2. ผลการวิจัยเชิงปรมิ าณ
จากองคประกอบของภาวะธํารงสภาพ 7 องคประกอบ 45 องคประกอบยอย นํามาพัฒนาเปน
แบบสอบถามเพ่ือสอบถามผูประกอบการรานอาหาร จํานวน 250 ชุด จากน้ันนํามาทดสอบความเหมาะสม
พบวา คา KMO มีคาเทา กับ 0.887 เม่อื ทดสอบ Bartlett พบวา คา p-value เทากบั 0.000 แสดงวาสรปุ ไดวา
ขอ มลู ชดุ นี้มคี วามเหมาะสมในการใชเทคนิคการวิเคราะหองคป ระกอบ
พิจารณาคา Eigenvalues พบวามี 7 องคประกอบท่ีมีคา Eigenvalues มากกวา 1 แสดงวา
ภาวะธํารงสภาพประกอบดวย 7 องคประกอบ ซ่ึงองคประกอบท่ี 7 มีองคประกอบยอยเพียงตัวเดียวจึงไม
นํามาพิจารณา และการพิจารณาวาตัวแปรใดควรอยูในองคประกอบใด พิจารณาจากตาราง Rotation
Component Matrix ที่แสดงคา Factor Loading มากกวา 0.35 ดังน้ันสรุปไดวาภาวะธํารงสภาพ
ประกอบดวย 6 องคประกอบ 44 องคประกอบยอ ย
141
การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
ตารางที่ 3 สรปุ ผลการวเิ คราะหอ งคประกอบ (Factor Analysis) 6 7
X37
1 2345 (0.794)
Resource- Innovation Ethic and Hardiness Social Optimism 1.858
fulness & Creativity Empathy Connection 4.129
73.200
X26 X55 X73 X11 X44 X31
(0.740) (0.741) (0.908) (0.760) (0.806) (0.719)
X27 X54 X75 X14 X43 X32
(0.706) (0.726) (0.891) (0.746) (0.801) (0.698)
X29 X56 X72 X12 X42 X33
(0.624) (0.718) (0.833) (0.687) (0.771) (0.477)
X21 X53 X74 X15 X41 X38
(0.596) (0.682) (0.827) (0.657) (0.516) (0.426)
X25 X52 X71 X22
(0.591) (0.650) (0.626) (0.514)
X16 X51 X39 X34
(0.582) (0.565) (0.487) (0.502)
X28 X61 X64 X62
(0.564) (0.561) (0.441) (0.512)
X24 X63 X45 X23
(0.540) (0.548) (0.410) (0.467)
X13
(0.516)
X65
(0.507)
X36
(0.470)
X35
(0.425)
Eigenvalues
6.309 5.969 5.570 5.522 4.620 3.092
% of Variance
14.021 13.265 12.378 12.270 10.266 6.871
Cumulative %
14.021 27.286 39.664 51934 62.200 69.071
หมายเหตุ : คา ในวงเลบ็ คือ Factor loading
จากผลการวิเคราะหองคประกอบ (Factor Analysis) พบวาภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ
(Entrepreneurial Resilience) ประกอบดวย 6 องคประกอบ กาํ หนดตวั แปร ดงั นี้
142
การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
ตัวแปร HRD คอื ความเขมแข็ง (Hardiness) จํานวน 8 องคป ระกอบยอ ย
ตัวแปร RSF คอื ความมไี หวพริบ (Resourcefulness) จาํ นวน 12 องคป ระกอบยอ ย
ตัวแปร OPT คือ การมองโลกในแงดี (Optimism) จาํ นวน 4 องคประกอบยอ ย
ตัวแปร SOC คือ การมเี ครือขายสมั พันธ (Social Connection) จํานวน 4 องคประกอบยอย
ตวั แปร INV คอื นวัตกรรมและความคิดสรา งสรรค (Innovation and Creativity) จํานวน 8
องคป ระกอบยอย
ตวั แปร EMP คอื จริยธรรมและการเขาใจความรูส ึกผูอ น่ื (Ethics and Empathy) จํานวน 8
องคป ระกอบยอย
นํามาพัฒนาเปนแบบจําลองภาวะธํารงสภาพและทดสอบสมมติฐานโดยการวิเคราะหถดถอยเชิง
เสนท่ีเหมาะสมกับแบบจําลอง ดวยวิธี Enter ท้ังน้ีกอนการวิเคราะหผูวิจัยไดตรวจสอบขอตกลงเบื้องตนของ
การถดถอยเชิงเสน เพื่อใหไดค า พยากรณทีเ่ หมาะสมที่สุด ไดด งั นี้
สมมติฐานท่ี 1 ภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ (Entrepreneurial Resilience) สงตอผลการดําเนินงาน
ของวิสาหกจิ ขนาดกลางและขนาดยอมทั้งทีเ่ ปน ตัวเงินและไมเปนตัวเงิน
Model 1.1 : Finance = b0 + b1Resilience
Model 1.2 : Non Finance = b0 + b1Resilience
ตารางท่ี 4 สรปุ ผลการวิเคราะหถดถอยเชงิ เสน (Regression) สมมตฐิ านที่ 1
Model Dependent Var. Independent Var.
B Std. Error Beta t Sig.
5.728 0.000
1.1 Finance (Constant) 1.141 .199
10.488 0.000***
Resilience 0.513 .049 .554
1.2 Non-Finance (Constant) 0.691 0.147 4.709 0.000
Resilience 0.841 0.036 0.829 23.333 0.000***
Model 1.1 : N = 250, R = 0.554 ,R2= 0.307 ,Adjust R2 = 0.304 , Sig < 0.05
Model 1.2 : N = 250, R = 0.829 ,R2= 0.687 ,Adjust R2 = 0.686 , Sig < 0.05
แบบจําลอง 1.1 สรุปไดวาภาวะธํารงสภาพของผูประกอบสามารถอธิบายผลการดําเนินการที่เปนตัว
เงนิ ไดรอยละ 30.70 (R = 0.554 ,R2= 0.307 ,Adjust R2 = 0.304 , Sig < 0.05) โดยมผี ลกระทบในทางบวกตอ
ผลการดําเนินงานที่เปนตัวเงินที่ระดับนัยสําคัญ 0.01 แบบจําลอง 1.2 สรุปไดวาภาวะธํารงสภาพของผูประกอบ
สามารถอธิบายผลการดําเนินการที่เปนตัวเงินไดรอยละ 68.70 (R = 0.829 ,R2= 0.687 ,Adjust R2 = 0.686 ,
Sig < 0.05) โดยมีผลกระทบในทางบวกตอผลการดําเนินงานท่ีเปนตัวเงินท่ีระดับนัยสําคัญ 0.01 เมื่อพิจารณา
คาสัมประสิทธ์ิพบวาภาวะธํารงสภาพสงผลกระทบตอผลการดําเนินงานท่ีไมเปนตัวเงินมากกวาผลการ
ดาํ เนินงานท่เี ปนตวั เงิน
สมมติฐานท่ี 2 องคประกอบของภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ (Entrepreneurial Resilience) สงผลตอ
การดําเนนิ งานของวสิ าหกิจขนาดกลางและขนาดยอมทั้งที่เปนตัวเงินและไมเปน ตัวเงนิ
Model 2.1 : Finance = b0 + b1HRD + b2RSF + b3OPT + b4SOC + b5INV + b6EMP
Model 2.2 : Non Finance = b0 + b1HRD + b2RSF + b3OPT + b4SOC + b5INV + b6EMP
143
การประชมุ วิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
ตารางที่ 5 สรุปผลการวเิ คราะหถ ดถอยเชงิ เสน (Regression) สมมติฐานท่ี 2
Model Dependent Var. Independent Var. B Std. Error Beta t Sig.
5.585 0.000***
2.1 Finance (Constant) 2.267 0.406 1.770 0.708***
-0.253 0.801***
Hardiness 0.244 0.138 0.191 -1.657 0.099***
2.528 0.012**
Resourcefulness -0.047 0.186 -0.034
0.274 0.785***
Optimism -0.176 0.106 -0.150
3.611 0.000***
Social Connection 0.274 0.108 0.206 3.880 0.000***
-0.708 0.480***
Innovation and 0.037 0.136 0.030 2.844 0.005***
Creativity 0.250 0.803***
5.961 0.000***
Ethics and Empathy 0.359 0.099 0.340
3.423 0.001***
2.2 Non-Finance (Constant) 0.555 0.143
8.619 0.000***
Hardiness -0.034 0.049 -0.039
Resourcefulness 0.187 0.066 0.196
Optimism 0.009 0.037 0.012
Social Connection 0.209 0.035 0.290
Innovation and 0.164 0.048 0.193
Creativity
Ethics and Empathy 0.329 0.038 0.363
Model 1.1 : N = 250, R = 0.607 ,R2= 0.369 ,Adjust R2 = 0.353 , Sig < 0.05
Model 2.2 : N = 250, R = 0.872 ,R2= 0.760 ,Adjust R2 = 0.754 , Sig < 0.05
แบบจําลอง 2.1 สรุปไดวาองคประกอบภาวะธํารงสภาพของผูประกอบสามารถอธิบายผลการ
ดําเนินการที่เปนตัวเงินไดร อยละ 36.90 (R = 0.607 ,R2= 0.369 ,Adjust R2 = 0.353 , Sig < 0.05) โดยการ
มีเครือขายสัมพันธ (B = 0.274) และจริยธรรมและการเขาใจความรูสึกผูอื่น (B = 0.359) สงผลกระทบใน
ทางบวกตอผลการดําเนินงานที่เปนตัวเงินท่ีระดับนัยสําคัญ 0.01 การมองโลกในแงดี (B = -0.176) สงผล
กระทบในทางลบตอผลการดําเนินงานที่เปนตัวเงินที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 แบบจําลอง 2.2 สรุปไดวา
องคประกอบภาวะธํารงสภาพของผูประกอบสามารถอธิบายผลการดําเนินการท่ไี มเปน ตัวเงินไดรอยละ 76.00
(R = 0.872 ,R2= 0.760 ,Adjust R2 = 0.754 , Sig < 0.05) โดยความมไี หวพริบ (B = 0.187) การมีเครอื ขาย
สัมพันธ (B = 0.209) นวัตกรรมและความคิดสรางสรรค (B = 0.164) จริยธรรมและการเขาใจความรูสึกผูอ่ืน
(B = 0.329) สงผลกระทบในทางบวกตอ ผลการดาํ เนินงานที่ไมเปนตัวเงินท่ีระดับนัยสําคัญ 0.01
จากผลการวิจัยสามารถสรุปเปนแผนผังความสัมพันธระหวางองคประกอบภาวะธํารงสภาพของ
ผูประกอบการทส่ี ง ผลตอ การดาํ เนินงานของวสิ าหกจิ ท้ังที่เปนตวั เงนิ และไมเ ปน ตวั เงิน ไดดงั น้ี
Ethics and Empathy Social Connection
Financial Performance
Non-Financial
Performance
Resourcefulness Innovation and Creativity
ภาพท่ี 2 ความสมั พันธร ะหวางภาวะธาํ รงสภาพของผปู ระกอบการทส่ี ง ผลตอการดาํ เนินงาน
144
การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
อภิปรายผลการวิจยั
ผลการศึกษาพบวาภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการสงผลตอการดําเนินงานของวิสาหกิจขนาด
กลางและขนาดยอม ทง้ั ท่ีเปนตัวเงินและไมเปนตวั เงิน สอดคลอ งกับการศึกษาของ Dewan (2020) ทคี่ น พบวา
ภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ มีความสัมพันธกับผลการดําเนินงานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาด
ยอ มสาขาธุรกิจรานอาหารในทิศทางบวก ซง่ึ แสดงใหเ หน็ ความสามารถหรือทกั ษะของผปู ระกอบการท่สี ามารถ
นําธุรกิจใหกลับมาสูสภาวะปกติและดํารงอยูไดอยางมีเสถียรภาพ เมื่อตองเผชิญกับความไมแนนอนหรือ
เหตุการณวิกฤติ การวิจัยในคร้ังน้ีคนพบวาภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ ประกอบดวย 6 องคประกอบ
ไดแก ความเขมแข็ง ความมีไหวพริบ การมองโลกในแงดี การมีเครือขายสัมพันธ นวัตกรรมและความคิด
สรางสรรค จริยธรรมและการเขาใจความรสู กึ ผอู นื่
องคประกอบที่สงผลตอการดําเนินงานที่ไมเปนตัวเงิน ไดแก ความมีไหวพริบ นวัตกรรมและ
ความคิดสรางสรรค สอดคลองกับการศึกษาของ Manzano-Garcia (2013) Alaya (2014) และ Emueje
(2020) ท่ีพบวาความมีไหวพริบสงผลตอความสําเร็จของธุรกิจ สอดคลองกับการศึกษาของ Hallak (2018)
และ Dewan (2020) แสดงใหเห็นวาในสถานการณโควิด 19 ผูประกอบการตองมีไหวพริบ รับรูความสามารถ
จุดแข็ง จุดออนของตัวเอง สามารถประเมินสถานการณอยางละเอียดรอบคอบ เรียนรูตลอดเวลาและพรอม
รับมือกับการเปล่ียนแปลง ในดานนวัตกรรมและความคิดสรางสรรค McKinsey and Company (2021)
กลาววา เปน ปจ จยั ทม่ี ีบทบาทอยางมากในการปรบั ตวั ตอสถานการณโ ควิด-19 นอกจากน้ี Boston Consulting
Group ยังใหความเห็นวาการนํานวัตกรรมหรือปญญาประดิษฐมาใชหลังสถานการณโควิด-19 จะชวยเพ่ิม
ประสิทธิภาพและลดตนทุนได
องคประกอบที่สงผลตอการดําเนินงานท้ังที่เปนตัวเงินและไมเปนตัวเงิน ไดแก การมีเครือขาย
สัมพันธ จริยธรรมและการเขาใจความรสู กึ ผอู ่นื สอดคลอ งกบั การศกึ ษาของ Rajapakshe (2020) และ Zutshi
(2021) ท่ีศึกษาบทบาทของเครือขายสัมพันธตอผลการดําเนินงานในสถานการณโควิด-19 ผลการศึกษาทําให
เห็นวาการมีเครือขายสัมพันธจะชวยใหวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอมผานวิกฤติโควิด-19 และสอดคลอง
กับการศึกษาของวิภาวรรณ ลิมปไพบูลย (2562) ที่เห็นวาเครือขายและความสัมพันธมีความสําคัญตอภาวะ
ธํารงสภาพของธุรกิจในประเทศไทย โดยการมีเครือขายสัมพันธที่ดีจะชวยลดความสูญเสียท่ีเกิดข้ึนเมื่อธุรกิจ
ไดรับผลกระทบทําใหเกิดการชวยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดการถายทอดความรู นวัตกรรมใหม ๆ ในการ
แกปญหาและเกดิ ภาวะธํารงสภาพข้นึ กบั องคกรซง่ึ ทําใหธรุ กจิ สามารถอยรู อดได (Demmer et al.,2011)
จริยธรรมและการเขาความรูสึกผูอ่ืน เปนอีกองคประกอบหน่ึงท่ีสงผลตอการดําเนินงานท้ังท่ีเปนตัว
เงินและไมเปนตัวเงิน และยังเปนองคประกอบท่ีสงผลตอการดําเนินงานมากที่สุด สอดคลองกับบทความ
What Good Business Looks Like (Harvard Business Review, 2020) ทกี่ ลา วถึงความยากลาํ บากท่ที ั่วทัง้
โลกตองเผชิญรวมกันการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึนทําใหสังคมตระหนักถึงความออนแอของมนุษยและให
ความสําคัญถึงความใสใจและการเห็นอกเห็นใจผูอื่น (empathy) สรางความตระหนักถึงการดําเนินธุรกิจที่มี
ความรบั ผิดชอบตอสงั คม ภายใตส ถานการณวกิ ฤตทิ เ่ี กิดข้นึ สิง่ ท่ีภาคธุรกจิ ควรทําคอื การแชรค วามยากลําบาก
ของผูคนในสงั คม เอามนุษยธรรมเปนตัวตั้ง เอาผลกําไรเปนเรือ่ งรอง และไมใชหมกมุนอยแู ตเรื่องผลประโยชน
ของตวั เองแตเพยี งอยา งเดียว (ธุรกิจทม่ี หี ัวใจในยุคโควิด, 2563)
นอกจากน้ียังพบวาองคประกอบการมองโลกในแงดีมีผลกระทบในเชิงลบตอการดําเนินงานของ
ธุรกิจ เน่ืองจากในสถานการณโควิด 19 เปนสถานการณวิกฤติที่สงผลกระทบอยางรุนแรง จึงควรมอง
สถานการณตามความเปนจริงมากกวาการมองโลกในแงดีซึ่งจะชวยใหประเมินสถานการณและแกไขปญหาได
ดกี วา
145
การประชุมวชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022
ผลการวิจัยในครั้งน้ีแสดงใหเห็นวาภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการเปนแนวทางหนึ่งท่ีสามารถ
ชวยใหธุรกิจสามารถปรับตัวและอยูรอดไดในภาวะวิกฤติโควิด-19 ผลการวิจัยในคร้ังนี้ ผูประกอบการสามารถ
นําไปเปนแนวทางในการในการปรับตัวเพ่ือใหสามารถอยูรอดในภาวะวิกฤติได โดยการพัฒนาศักยภาพของ
ตนเองใหมีไหวพริบ กลาวคือผูประกอบการตองพรอมเรียนรูตลอดเวลารับรูจุดแข็ง จุดออนของตนเอง เพ่ือ
พรอมรับมือกับการเปล่ียนแปลง นอกจากน้ีควรสรางเครือขายสัมพันธเพื่อชวยเหลือกันในยามวิกฤติ ใช
นวัตกรรมและความคิดสรางสรรคมองหาวิธีการใหม ๆ อยูเสมอ และดําเนินธุรกิจภายใตจริยธรรมและการ
เขาใจความรูสึกผูอื่น ซึ่งมีบทบาทมากข้ึนในการดําเนินธุรกิจหลังยุคโควิด นอกจากนี้ภาครัฐบาลควรเขามา
สงเสริมในองคประกอบดานนวัตกรรมและความคิดสรางสรรคในธุรกิจรานอาหาร เชน การสนับสนุนระบบ
Cloud Kitchen สนับสนุนผูประกอบการรานอาหารใหสามารถเขาสูแพลตฟอรม Food delivery ไดงาย
ยิง่ ข้นึ
ขอเสนอแนะในการวจิ ยั คร้งั ถัดไป
การศึกษาในครั้งนี้พบวาตัวแปรยอยของภาวะผูนําถูกจัดไวในองคประกอบอ่ืน และองคประกอบ
ดานความเขมแข็งเปนองคประกอบท่ีไมสงผลตอการดําเนินงานและมีความสัมพันธกับตัวแปรอิสระอ่ืน ๆ
ดังน้ัน ในการศึกษาครั้งถัดไปควรศึกษาอิทธิพลของภาวะผูนําและความเขมแข็งเพิ่มเติมในดานตัวแปรสงผาน
ตัวแปรที่สง ผลกระทบทางออมตอการดําเนินงาน เพื่อใหเกิดผลการศึกษาภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการท่ี
ชัดเจนย่ิงขน้ึ
เอกสารอางอิง
คณะกรรมการยุทธศาสตรชาต.ิ (2563). แผนแมบ ทเฉพาะกิจภายใตย ทุ ธศาสตรช าตอิ นั เปน ผลมาจาก
สถานการณโควิด - 19 พ.ศ. 2564 – 2565.
วงศกร พราหมณบญุ ม.ี (2556). ความสัมพันธร ะหวา งกระบวนการบรหิ ารเชิงกลยทุ ธตามหลกั ปรชั ญา
เศรษฐกิจพอเพยี งกบั ประสทิ ธิผลของวสิ าหกจิ ขนาดกลางและขนาดยอม จังหวัดเชียงใหม.
(วิทยานพิ นธป ริญญามหาบัณฑติ มหาวิทยาลยั เชียงใหม) .
วิภาวรรณ ลมิ ปไ พบลู ย, จริ าวรรณ ฉายสวุ รรณ และ สริ ิวฒุ ิ บรู ณพริ . (2562). การวเิ คราะหเหตุการณ สาํ คญั
จากประสบการณของผบู รหิ ารเพื่อภาวะธาํ รงสภาพขององคกร. Chulalongkorn Business
Review, 41(4), 87-114.
สาํ นกั งานสง เสริมวสิ าหกจิ ขนาดกลางและขนาดยอม. (2563). รายงาน GDP MSME ไตรมาสแรกของป
2564 และคาดการณแ นวโนม เศรษฐกจิ MSME ในป 2564.
สุวิมล บวั ทอง. (2558). กํารใชตวั ชี้วัดผลการดาํ เนนิ งานทางการเงินและไมใชทางการเงินภายใตท ฤษฎีการ
บริหารเชงิ สถานการณ. วารสารวชิ าชีพบญั ช,ี 11(31), 17.
Antonovsky, A. (1979). Health, stress, and coping. New perspectives on mental and
physical well-being, 12-37.
Bhamra, R., Dani, S., & Burnard, K. (2011). Resilience: the concept, a literature review and
future directions. International journal of production research, 49(18), 5375-
5393.
Branicki, L. J., Sullivan-Taylor, B., & Livschitz, S. R. (2017). How entrepreneurial resilience
generates resilient SMEs. International Journal of Entrepreneurial Behavior &
Research, 24(7), 1244-1263.
146
การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
Chiesi, A. M. (2014). Interpersonal networking and business resilience: How immigrants in
small business face the crisis in Italy. European sociological review, 30(4), 457- 469.
Connor, K. M., & Davidson, J. R. (2003). Development of a new resilience scale: The Connor‐
Davidson resilience scale (CD‐RISC). Depression and anxiety, 18(2), 76- 82.
Demmer, W. A., Vickery, S. K., & Calantone, R. (2011). Engendering resilience in small and
medium-sized enterprises (SMEs): a case study of Demmer Corporation.
International journal of production research, 49(18), 5395-5413.
Duchek, S. (2018). Entrepreneurial resilience: a biographical analysis of successful
entrepreneurs. International Entrepreneurship and Management Journal, 14(2),
429-455.
Emueje, I. e. a. (2020). Entrepreneurial Resilience and Performance of an Organization: A
Survey of Small and Medium Enterprises in Asaba, Delta State, Nigeria. Webology,
17(2).
Fatoki, O. (2018). The impact of entrepreneurial resilience on the success of small and
medium enterprises in South Africa. Sustainability, 10(7), 2527.
Hallak, R., Assaker, G., O’Connor, P., & Lee, C. (2018). Firm performance in the upscale
restaurant sector: The effects of resilience, creative self-efficacy, innovation and
industry experience. Journal of Retailing and Consumer Services, 40, 229-240.
Holling, C. S. (1973). Resilience and stability of ecological systems. Annual review of
ecology and systematics, 4(1), 1-23.
Morisse, M., & Ingram, C. (2016). A mixed blessing: Resilience in the entrepreneurial socio-
technical system of bitcoin. JISTEM-Journal of Information Systems and
Technology Management, 13(1), 3-26.
Pal, R., Torstensson, H., & Mattila, H. (2014). Antecedents of organizational resilience in
economic crises—an empirical study of Swedish textile and clothing SMEs.
International Journal of Production Economics, 147, 410-428. Retrieved from
https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0925527313001217
Rajapakshe, P., Gamage, S., Prasanna, R., Jayasundara, J., Ekanayake, E., Upulwehera, J., . . .
Abeyrathne, G. (2020). Social Capital, Performance of SMEs, and COVID-19
Pandemic. Retrieved from https://mpra.ub.uni-muenchen.de/109530/
Saad, M. H., Hagelaar, G., van der Velde, G., & Omta, S. (2021). Conceptualization of SMEs’
business resilience: A systematic literature review. Cogent Business &
Management, 8(1), 1938347.
Suryaningtyas, D., Sudiro, A., Eka, T. A., & Dodi, I. W. (2019). Organizational resilience and
organizational performance: examining the mediating roles of resilient leadership
and organizational culture. Academy of Strategic Management Journal, 18(2), 1-7.
147
การประชมุ วิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
Walsh, C. B., & McCollum, W. (2020). Exploring the impact of individual resilience on
entrepreneurial success. Journal of Entrepreneurship and Organization
Management, 9(5), 1-6.
Xiao, L., & Cao, H. (2017). Organizational resilience: The theoretical model and research
implication. Paper presented at the ITM Web of Conferences.
Zhao, H., & Wibowo, A. (2021). Entrepreneurship Resilience: Can Psychological Traits of
Entrepreneurial Intention Support Overcoming Entrepreneurial Failure?. Frontiers in
psychology, 12. Retrieved from https://doi.org/10.3389/fpsyg.2021.707803
Zutshi, A., Mendy, J., Sharma, G. D., Thomas, A., & Sarker, T. (2021). From Challenges to
Creativity: Enhancing SMEs’ Resilience in the Context of COVID-19. Sustainability,
13(12), 6542.
148
การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
การรบั รคู วามสามารถแหงตนและคณุ ลกั ษณะงานทส่ี งผลตอผลการปฏบิ ัติงาน
ของบคุ ลากรสายสนบั สนุนเพื่อรองรับการเปน มหาวิทยาลยั ในกํากบั ของรฐั
ของมหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธญั บุรี
จรญิ ญา พุมเพ็ชร01
นักศึกษาปริญญาโทหลักสูตรบรหิ ารธุรกิจมหาบัณฑติ คณะบริหารธุรกิจ
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธญั บรุ ี
กลา หาญ ณ นาน12
อาจารยประจําสาขาวิชาการจัดการ คณะบรหิ ารธรุ กิจ
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธญั บุรี
บทคัดยอ
การวจิ ัยนีม้ วี ัตถุประสงค 1) เพอ่ื ศกึ ษาระดับการรับรคู วามสามารถแหง ตน คุณลักษณะงาน และผลการ
ปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน 2) เพื่อเปรียบเทียบปจจัยสวนบุคคลที่แตกตางกันตอผลการปฏิบัติงานของ
บุคลากรสายสนับสนุน 3) เพื่อศึกษาอิทธิพลของปจจัยการรับรูความสามารถแหงตน และปจจัยคุณลักษณะงานท่ี
สงผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน กลุมตัวอยางท่ีใชในการวิจัยคือบุคลากรสายสนับสนุนของ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จํานวน 400 คน โดยคํานวณขนาดตัวอยางดวยสูตรของทาโรยามาเน ที่
ความเชื่อม่ันรอยละ 95 เคร่ืองมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลคือแบบสอบถามปลายปด โดยพัฒนาหัวขอคําถาม
เกี่ยวกับการรับรูความสามารถแหงตนจากแนวคิดของแบนดูรา พัฒนาหัวขอคําถามเก่ียวกับคุณลักษณะงานจาก
แนวคิดของแฮคแมนและโอลดแฮม และหัวขอคําถามเก่ียวกับผลการปฏิบัติงานจากแนวคิดของวัฒนา ศรีวิลัย
และกลาหาญ ณ นาน การทดสอบคุณภาพของแบบสอบถามใชการทดสอบความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหาและหาคา
ความเช่ือม่ัน การวิเคราะหขอมูลใชสถิติคาเฉล่ีย การวิเคราะหคาที การวิเคราะหความแปรปรวนจําแนกทางเดียว
และสมการถดถอยพหุคูณเชิงเสน ผลการศึกษาตามวัตถุประสงคพบวา 1) โดยรวมระดับปจจัยการรับรู
ความสามารถแหงตน ปจจัยคุณลักษณะงาน และผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน มีคาอยูในระดับ
มาก 2) สวนการเปรียบเทียบปจจัยสวนบุคคล พบวา เพศ ระดับการศึกษา และประเภทบุคลากร ท่ีแตกตางกันมี
ผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนแตกตางกันอยางมีนัยสาํ คัญทางสถติ ทิ ่ีระดับ .05 และ 3) ปจจยั
การรบั รูค วามสามารถแหง ตน ดา นกระบวนการคิด ดา นกระบวนการจูงใจ ดานกระบวนการดานอารมณ และดาน
กระบวนการการเลือก มีอิทธิพลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ
.05 สาํ หรบั ปจจัยคณุ ลกั ษณะงาน ดา นความหลากหลายของทกั ษะ ดานความสาํ คัญของงาน และดานผลยอนกลับ
ของงานมอี ทิ ธิพลตอ ผลการปฏิบตั ิงานของบุคลากรสายสนับสนนุ อยา งมีนัยสาํ คญั ทางสถติ ทิ ี่ระดับ .05
คําสาํ คัญ: การรับรูความสามารถแหงตน คุณลักษณะงาน ผลการปฏบิ ตั งิ าน มหาวิทยาลัยในกาํ กบั ของรฐั
1 นกั ศกึ ษาปริญญาโทหลักสูตรบริหารธรุ กจิ มหาบัณฑติ คณะบรหิ ารธรุ กิจ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธัญบรุ ี
ต.คลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทมุ ธานี 12110 หมายเลขตดิ ตอ: 081-550-1193 อเี มล: [email protected]
2 Corresponding Author: อาจารยประจําสาขาวิชาการจดั การ คณะบรหิ ารธรุ กจิ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธญั บรุ ี
อเี มล: [email protected]
149
การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022
SELF-EFFICACY AND JOB CHARACTERISTICS AFFECTING
THE PERFORMANCES OF SUPPORT STAFF TO SERVE
THE AUTONOMOUS UNIVERSITY OF RAJAMANGALA UNIVERSITY
OF TECHNOLOGY THANYABURI
Jarinya Pumphet1
Graduate Student, Master of Business Administration, Faculty of Business Administration
Rajamangala University of Technology Thanyaburi
Khahan Na-nan2
Lecturer at Department of Management, Faculty of Business Administration
Rajamangala University of Technology Thanyaburi
Abstract
The purposes of the study were: 1 ) to study levels of self-efficacy factors, job
characteristics, and performances of support staff; 2 ) to compare different personal factors
affecting the performances of support staff; and 3) to study the impacts of self-efficacy and job
characteristics on the performances of support staff. The participants were 400 support staff at
Rajamangala University of Technology Thanyaburi. The sample was calculated by using Taro
Yamane formula at the confidence of 95%. The tool used for data collection was a closed-ended
questionnaire. The questions from the questionnaire were developed by the concepts as follows:
self-efficacy questions from Bandura, job characteristics questions from Hackman and Oldham,
and job performances questions from Wattana Sriwilai and Khahan Na-Nan. The questionnaire
quality testing used content validity testing and measuring the reliability. The data were analyzed
using mean, t-test, one-way ANOVA, and multiple regression analysis. The study results showed
that: 1) as a whole, the level of self-efficacy factor, the job characteristics factor, and the
performance of support staff was at a high level; 2) the differences in gender, educational level,
and types of staff affected the performances of support staff at the statistical significance level
of .05; and 3) self-efficacy factors including thinking process factor, motivation process factor,
emotional process factor, and selection process factor influenced the performances of support
staff at the statistical significance level of .05. Moreover, job characteristics including the skill
variety factor, the job importance factor, and the job feedback factor influenced the
performances of support staff at the statistical significance level of .05.
Keywords: Self-Efficacy, Job Characteristics, Job Performance, Autonomous University
1 Graduate Student, Master of Business Administration, Faculty of Business Administration, Rajamangala
University of Technology Thanyaburi. Contact Number: +6681-550-1193 Email: [email protected]
2 Corresponding Author: Lecturer at Department of Management, Faculty of Business Administration
Rajamangala University of Technology Thanyaburi. Email: [email protected]
150
การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
บทนาํ
จากสภาวะสังคมที่มีการเปล่ียนแปลงอยางรวดเร็ว ทําใหองคการมีความจําเปนตองมีการวางแผน
กลยุทธเพ่ือใหองคการสามารถดําเนินงานใหบรรลุเปาหมายได ปจจัยที่สําคัญซ่ึงจะนําพาองคการไปสู
ความสําเร็จคือบุคลากร เน่ืองจากบุคลากรเปนทรัพยากรท่ีมีความสําคัญและสามารถตอบสนองตอความ
เปล่ียนแปลงที่จะเกิดข้ึน จึงจําเปนอยางย่ิงท่ีบุคลากรในองคการตองรับการพัฒนา โดยสนับสนุนและสงเสริม
ใหบุคลากรเกิดการพัฒนาตนเอง (Self-develop) ทั้งทางดานความรู (Knowledge) ความสามารถ (Ability)
และทักษะ (Skills) ในการปฏิบัติงาน โดยผลการปฏิบัติงานของบุคลากรนับไดวาเปนตัวช้ีวัดท่ีสําคัญ ที่สามารถ
บงบอกถึงประสิทธิภาพในการดําเนินงานขององคการ และยังสามารถเปนหลักเกณฑในการประเมินผลการ
ปฏิบัติงานของบุคลากรแตละบุคคลวาไดดําเนินการไปตามเปาหมายที่องคการกําหนดหรือไม (พีรญา ชื่น
วงศ, 2560) ดังน้ันองคการควรใหความสําคัญกับการพัฒนาผลการปฏิบัติงานของบุคลากร เน่ืองจากผลการ
ปฏิบัติงานเปนหัวใจสําคัญในการบริหารองคการและเปนตัวบงบอกถึงประสิทธิภาพในการดําเนินงาน และยัง
สง ผลใหองคก ารบรรลุวัตถุประสงคและเปาหมายตามทค่ี าดหวังไว การศกึ ษาผลการปฏิบัตงิ านจึงเปนส่ิงสําคัญท่ี
จะตัดสินไดวา องคการสามารถดาํ เนินงานไดอยางมีประสิทธิภาพหรือไม และยังสามารถประเมินผลบุคลากรใน
องคก ารเพอ่ื ปรบั ปรุงและพัฒนา ซ่ึงจะสงผลลพั ธต อ ความสาํ เร็จใหอ งคก าร
การพัฒนาผลการปฏิบัติงานของบุคลากรมีปจจัยที่เกี่ยวของหลายปจจัย ปจจัยหนึ่งไดแกการรับรู
ความสามารถแหงตน โดยการรับรูความสามารถแหงตนจะทําใหบุคลากรเกิดความรูสึกในการเห็นคุณคาของ
ตนเอง และสามารถที่จะกระตุนและจูงใจบุคลากรใหสามารถพัฒนาผลการปฏิบัติงานไดดี โดยการรับรู
ความสามารถของตนเองมีอิทธิพลตอการปฏิบัติงานของบุคลากร และการรับรูความสามารถแหงตนมี
ความสัมพันธทางบวกกับความสขุ ในการทํางานของบุคลากร (ศศิวรรณ อินทรวงศ, 2560 ; วันนิวัติ เตง็ สุวรรณ
และคณะ, 2563) นอกจากน้ันยังมีการศึกษาที่พบวานักศึกษาท่ีมีการรับรูความสามารถของตนเองสูงมี
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนสูงกวา นกั ศกึ ษาท่ีมผี ลการเรียนตํ่า (จุฑามาศ อนิ ทรช ัง, 2561)
ปจจัยท่ีมีความเก่ียวของกับการพัฒนาผลการปฏิบัติงานอีกปจจัยหนึ่งไดแก ปจจัยคุณลักษณะงาน
เนื่องจากคุณลักษณะของงานสามารถจูงใจบุคลากรใหเกิดความพึงพอใจและกอใหเ กิดผลการปฏิบตั ิงานทีด่ ีขึ้น
ได การออกแบบลักษณะงานที่แตกตางกันจะมีผลตอแรงจูงใจและผลการปฏิบัติงานของบุคลากรแตกตางกัน
แมวางานน้ันจะเปนงานแบบเดียวกัน คุณลักษณะของงานจะสงผลไปยังภาวะจิตใจ และภาวะจิตใจจะสงผล
ตอไปยังความพึงพอใจและแรงจูงใจในงาน ทําใหการปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพสูง (Hackman and Oldham,
1975 ; ชโลธร แจม จํารสั , 2557)
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เปนสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาท่ีเปดสอนในระดับ
ปริญญาตรี ปรญิ ญาโท และปรญิ ญาเอก โดยปจ จุบันมหาวทิ ยาลยั ฯ กําลังกาวเขาสูการปรับเปลย่ี นสถานะเปน
มหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐ ซ่ึงจะทําใหมหาวิทยาลัย ฯ มีสถานะเปนนิติบุคคล และจะมีการพัฒนาระบบ
บริหารงานบุคคลเปนระบบพนักงาน เพื่อใหสามารถดึงดูดและรักษาคนดี คนเกงไวเปนพลังสําคัญของการ
ดาํ เนินภารกจิ ของมหาวทิ ยาลัย ฯ มีการจดั ระบบเงนิ เดอื น คา ตอบแทน สวสั ดิการและประโยชนเกื้อกูลอ่ืนของ
พนักงานใหสามารถแขงขันกับหนวยงานอ่ืนท่ีใชบุคลากรในระดับเดียวกันได ซ่ึงจะเห็นไดวาการปรับเปล่ียน
สถานะไปเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐมีความจําเปน และสงผลกระทบตอมหาวิทยาลัยคอนขางมาก
โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยท่ีไมไดเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐมาต้ังแตแรก โดยเฉพาะบุคลากรในสายงาน
สนับสนุนซ่ึงมีความหลากหลายของหนาท่ี และบริบทการปฏิบัติงาน ผูวิจัยจึงเห็นความสําคัญของการศึกษา
การรับรูความสามารถแหงตน และคุณลักษณะงาน ที่สงผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน
เพื่อรองรับการเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เพื่อเปนแนวทาง
151
การประชมุ วิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
ในการพฒั นาผลการปฏิบัติงานของบคุ ลากรสายสนับสนุน เพือ่ ใหสามารถรองรบั การเปน มหาวทิ ยาลัยในกํากับ
ของรัฐไดอยา งราบรื่นในอนาคต
จากความสําคัญท่ีกลาวมาขางตนผูวิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาปจจัยท่ีมีอิทธิพลตอผลการ
ปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเพื่อรองรับการเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐของมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เนื่องจากผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนมีความสัมพันธตอการรับรู
ความสามารถของตนเองทางบวกกับความสขุ ในการทํางานของบคุ ลากร และผลการปฏบิ ัตงิ านเปนหวั ใจสําคัญ
ในการบริหารองคการและเปนตัวบงบอกถึงประสิทธิภาพในการดําเนินงาน และยังสงผลใหองคการบรรลุ
วัตถุประสงคและเปาหมายตามท่ีคาดหวังไว จึงเปนปญหาสําคัญที่ผูบริหารขององคการควรใหความสําคัญและ
สนใจเพ่ิมมากข้ึน เพราะการศึกษาผลการปฏิบัติงานจึงเปนสิ่งสําคัญที่จะตัดสินไดวาองคการสามารถ
ดําเนินงานไดอยางมีประสิทธิภาพหรือไม และยังสามารถประเมินผลบุคลากรในองคการเพื่อปรับปรุงและ
พัฒนา ซึ่งจะสงผลลัพธตอความสําเร็จใหองคการเพื่อใหการดําเนินงานขององคการมีประสิทธิภาพ และ
ประสิทธิผลตอการสรางความสําเร็จท่ีจะเกิดข้ึนตอองคการตอไป และองคการสามารถนําไปใชเพ่ือกําหนด
แนวทางในการรับรับรูความสามารถแหงตน และคุณลักษณะงาน นํามากําหนดแนวทางในการพัฒนาบุคลากร
สายสนับสนุน เพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพดานทักษะ ความเช่ียวชาญในการปฏิบัติงาน ตลอดจนสามารถจูงใจ
บุคลากรใหเกิดความพึงพอใจและกอใหเกิดผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน ใหเปนไปในทิศทาง
เดียวกัน และจะสามารถปฏิบัติงานไดอยางเต็มท่ี มุงไปสูความสําเร็จตามเปาหมายขององคการ สามารถวาง
แผนการบริหารทรัพยากรมนุษยของบุคลากรเพ่ือเพ่ิมแรงจูงใจในการทํางานไดอยางมีประสิทธิผล นําไปสู
แกปญ หาการรบั รคู วามสามารถแหงตนและคุณลักษณะงานของบคุ ลากรสายสนบั สนนุ
วตั ถปุ ระสงคใ นการวิจัย
1. เพ่ือศึกษาระดับการรับรูความสามารถแหงตน คุณลักษณะงาน และผลการปฏิบัติงานของ
บุคลากรสายสนับสนุนเพ่ือรองรับการเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
ธัญบุรี
2. เพื่อเปรียบเทียบปจจัยสวนบุคคล ไดแก เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาการปฏิบัติงาน
และประเภทบุคลากรที่แตกตางกันมีผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเพ่ือรองรับการเปน
มหาวทิ ยาลยั ในกาํ กับของรฐั ของมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธญั บุรี
3. เพ่ือศึกษาอิทธิพลของการรับรูความสามารถแหงตน และคุณลักษณะงานที่สงผลตอผลการ
ปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเพ่ือรองรับการเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐของมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยรี าชมงคลธัญบุรี
สมมติฐานการวิจัย
1. ปจจัยสวนบุคคล ไดแก เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาการปฏิบัติงาน และประเภท
บุคลากรท่ีแตกตางกันมีผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเพื่อรองรับการเปนมหาวิทยาลัยใน
กาํ กบั ของรฐั ของมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธญั บรุ ี แตกตางกนั
2. ปจ จัยการรบั รคู วามสามารถแหงตนท่ีมอี ิทธิพลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน
เพอ่ื รองรบั การเปนมหาวทิ ยาลยั ในกาํ กับของรัฐของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธญั บุรี
3. ปจจัยคุณลักษณะงานที่มีอิทธิพลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเพื่อรองรับ
การเปนมหาวทิ ยาลยั ในกํากบั ของรฐั ของมหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธัญบุรี
152
การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
กรอบแนวคิดในการวิจยั
ตัวแปรอสิ ระ ตัวแปรตาม
ปจจยั สวนบคุ คล
1. เพศ ผลการปฏบิ ตั งิ านของบคุ ลากรสาย
2. อายุ สนับสนนุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
3. ระดบั การศึกษา ราชมงคลธัญบรุ ี
4. ระยะเวลาการปฏบิ ัติงาน 1. ดานคุณภาพของงาน
5. ประเภทบุคลากร 2. ดานปรมิ าณงาน
3. ดานเวลาทใ่ี ชใ นงาน
การรับรคู วามสามารถแหง ตน ท่มี า: (วัฒนา ศรวี ิลยั และ
1. กระบวนการคดิ กลา หาญ ณ นา น, 2564)
2. กระบวนการจงู ใจ
3. กระบวนการดานอารมณ
4. กระบวนการการเลือก
ทม่ี า: (Bandura, 1986)
คณุ ลักษณะงาน
1. ความหลากหลายของทักษะ
2. ความเปนเอกลกั ษณของงาน
3. ความสําคญั ของงาน
4. ความมอี สิ ระของงาน
5. ผลยอนกลบั จากงาน
ภาทพ่ีมทา:ี่ 1(Hกaรcอkบmแaนnวค&ิดOขlอdงhกaาmรว,ิจ1ยั 975)
ภาพท่ี 1 กรอบแนวคิดในการวจิ ยั
การทบทวนวรรณกรรม
แนวคดิ และทฤษฎีเก่ยี วกับผลการปฏบิ ตั งิ าน
ผลการปฏบิ ตั ิงาน หมายถึง ประสทิ ธิภาพในการปฏิบตั งิ าน ซง่ึ เปนอตั ราสว นของผลผลติ ตอปจจัย เปน
ความสามารถท่ีทําใหเกิดผลในการทํางานโดยส้ินเปลืองคาใชจายนอยที่สุด โดยลดคาใชจายดานวัตถุและ
อุปกรณลง หรือลดการใชทรัพยากรลง เปนพฤติกรรมทุกอยางของพนักงานท่ีเกี่ยวของกับงานและมี
ความสัมพันธกับเปาหมายขององคการ (ราชบัณฑิตยสถาน,2542 ; วัฒนา ศรีวิลัย และกลาหาญ ณ นาน,
2564) ผลการปฏิบัติงานสามารถจําแนกออกเปน 2 ประเภท คือ ผลการปฏิบัติงานในหนาที่หรือการปฏิบัติ
153
การประชุมวชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022
สถานการณหรือปฏิบัติงานท่ีบุคคลไดแสดงพฤติกรรมขึ้นเองตามสถานการณท่ีพบเห็น และผลการปฏิบัติงาน
เปนการแสดงพฤติกรรมท่ีพนักงานปฏิบัติหนาที่ที่ไดรับมอบหมายหรือไมไดรับมอบหมาย แตผลการแสดง
พฤติกรรมดังกลาว จะมีความสัมพันธกับเปาหมายหรือผลลัพธขององคการตองการเพื่อใหเกิดการสงมอบ
ผลลัพธท อี่ งคก ารตอ งการทัง้ 3 ดา นประกอบดว ย
1) ปริมาณงาน หมายถึง ผลงานที่ออกมาจากการแสดงพฤติกรรมของพนักงาน เชน จํานวนผลผลิต
จํานวนของเสีย อัตราความพึงพอใจ ยอดขาย การวัดผลการปฏิบัติงานในรูปแบบเชิงปริมาณมีความสําคัญ
อยางมากตอการปฏิบัติงานของพนักงาน เน่ืองจากเปนการสะทอนในการใชความรู ทักษะ และทัศนคติการ
ทมุ เทแรงกายสูผลการปฏิบตั งิ านทีร่ ับผิดชอบ
2) คุณภาพงาน เปนการพิจารณาคุณภาพของงานวามีความถูกตอง เรียบรอย และทันเวลา เปนไป
ตามเกณฑมาตรฐาน ซึ่งคุณภาพของผลการปฏิบัติงานสามารถใชเปนตัวควบคุมกระบวนการและผลลัพธที่
องคการตองการ
3) ระยะเวลาที่กําหนด ระยะเวลาท่ีใชในการดําเนินงานวาเหมาะสมกับงานสงผลใหงานสําเร็จตาม
กําหนดเวลา เม่ือเปรียบเทียบพนักงานทํางานไดเปาหมายของเวลาท่ีองคการกําหนด ถูกตอง รวดเร็ว และมี
การสงมอบสินคาตรงตามระยะเวลา จะชวยควบคุมและกระตุนใหพนักงานแตละบุคคลแสดงพฤติกรรมใน
กรอบระยะเวลาที่องคก ารหรอื ผูบงั คับบัญชาตองการ (วฒั นา ศรีวิลัย และกลา หาญ ณ นาน, 2564)
กลาวโดยสรุปคือ ผลการปฏิบัติงานของบุคลากรคือประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ซึ่งสามารถ
ประเมินไดจ าก 3 ดา น ไดแ ก ปรมิ าณงาน คณุ ภาพงาน และระยะเวลาที่กําหนด
แนวคิดและทฤษฎีเก่ียวกบั การรบั รูค วามสามารถแหง ตน
การรับรูความสามารถแหงตน หมายถึง การรับรูของบุคคลท่ีมีตอความสามารถของตนเอง วาตนเอง
น้ันมีความสามารถที่จะจัดการกับสถานการณตาง ๆ ที่เผชิญอยูไดอยางมีประสิทธิภาพ และบรรลุเปาหมาย
ตามที่กําหนดไวมากนอยเพียงใด โดยการรับรูความสามารถแหงตนจะสงผลตอการตัดสินใจเลือกกระทํา
พฤติกรรมตาง ๆ ของบุคคล (Bandura, 1986) การรับรูความสามารถของตนเอง เปนการรับรูความสามารถ
ของตนทเี่ กยี่ วของกบั การแสดงพฤติกรรม กระบวนการคิด และอารมณ ซง่ึ สามารถสรางความแตกตางระหวาง
บุคคลได โดยบุคคลท่ีมีระดับการรับรูความสามารถของตนเองสูง จะเกิดความนับถือตนเองสูงและรูสกึ สนุกกับ
ภารกิจท่ีตองเผชิญ สวนบุคคลท่ีมีระดับการรับรูความสามารถของตนเองต่ํา จะเกิดความนับถือตอตนเองต่ํา
จะเกิดความเครียดและความวิตกกังวล (Tella and Ayeni, 2006)
การรับรูความสามารถแหงตนจะสงผลตอพฤติกรรมของบุคคลผานกระบวนการตาง ๆ
4 กระบวนการไดแก กระบวนการคิด การะบวนการจูงใจ กระบวนการดานอารมณ และกระบวนการการ
เลอื ก โดยมีรายละเอียดในแตล ะกระบวน ดงั น้ี
1) กระบวนการคิด (Cognitive process) เปนการรับรูความสามารถของตนเองวาจะสงผลตอ
กระบวนการคิด ซ่ึงจะชวยสนับสนุนหรือบ่ันทอนความตั้งใจท่ีจะปฏิบัติภารกิจ โดยใชการประเมินและการ
คาดการณตอสถานการณในอนาคตตามระดับการรับรูความสามารถของตนเอง ซ่ึงบุคคลที่มีระดับการรับรู
ความสามารถของตนเองสูง จะคิดวาตนเองมีความสามารถในการปฏิบัติภารกิจนั้น ๆ ใหสําเร็จไดสวนบุคคลที่
มีระดับการรับรูความสามารถของตนเองตํ่า จะคิดวาตนเองจะตองประสพความลมเหลวและไมสามารถปฏิบัติ
ภารกิจน้นั ๆ ใหส าํ เรจ็ ได
2) กระบวนการจูงใจ (Motivation process) เปนผลจากกระบวนการคิด เมื่อบุคคลคิดถึงผลท่ี
เกิดขึ้นจากการปฏิบัติภารกิจจะเกิดความคาดหวัง ซึ่งความคาดหวังตอผลท่ีจะเกิดขึ้นนี้จะนําไปสูแรงจูงใจท่ี
เพ่ิมความเชอ่ื มัน่ ทจ่ี ะกระทาํ ภารกิจน้ัน ๆ ใหส าํ เร็จ
154
การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022
3) กระบวนการดานอารมณ (Affective process) เมื่อบุคคลที่มีระดับการรับรูความสามารถของ
ตนเองตางกัน จะสงผลตอสภาวะทางอารมณท่ีตางกัน เมื่อตองเผชิญกบั งานที่มลี ักษณะซับซอ นยุงยากบุคคลท่ี
มีระดับการรับรูความสามารถของตนเองตํ่า จะเกิดความเครียดและวิตกกังวล สวนบุคคลท่ีมีระดับการรับรู
ความสามารถของตนเองสูง จะไมเกิดความเครียด ไมวิตกกังวล และชอบท่ีจะเผชิญกับงานท่ีมีความยาก และ
ทา ทาย ซ่งึ จะสง ผลโดยตรงตอ ความสําเรจ็ ของภารกจิ
4) กระบวนการการเลือก (Selection process) เม่ือบุคคลสามารถประเมินหรือรับรูความสามารถ
ของตนเองแลว จะสงผลไปถึงข้ันของการตัดสินใจเลือกท่ีจะปฏิบัติหรือไมปฏิบัติภารกิจโดยผูท่ีมีระดับการรับรู
ความสามารถของตนเองต่ํา มักจะหลีกเลี่ยง เพราะรูสึกไมม่ันใจตอความสําเร็จของภารกิจนั้น ๆ (Bandura,
1986)
กลาวโดยสรุปคือ การรับรูความสามารถแหงตน หมายถึงการท่ีบุคคลรับรูวาตนเองมีความสามารถใน
การจัดการสถานการณตาง ๆ ซ่ึงการรับรูความสามารถแหงตนเปนสิ่งที่สงผลตอการตัดสินใจและการกระทํา
ตาง ๆ ของบุคคล โดยสงผลใน 4 กระบวนการไดแก กระบวนการคิด กระบวนการจูงใจ กระบวนการดาน
อารมณ และกระบวนการเลอื ก
แนวคดิ และทฤษฎีเก่ยี วกับคุณลกั ษณะงาน
คณุ ลกั ษณะงานเปน การออกแบบงานซงึ่ มุงเนนคณุ ลกั ษณะงานหลักในงานของพนักงานซ่งึ มคี ณุ สมบัติ
ท่ีจะสงผลตอแรงจูงใจในงาน ความพึงพอใจในงาน และผลปฏิบัติงาน (Hackman and Oldham, 1975)
คุณลักษณะงานเปนรูปแบบวิธีท่ีจะเพ่ิมคุณคาในงานซ่ึงเนนมิติงานท้ัง 5 ดาน ไดแก ความหลากหลายของ
ทักษะ ความมีเอกลักษณของงาน ความสําคัญของงาน ความมีอิสระของงาน และขอมูลยอนกลับเกี่ยวกับงาน
ซ่ึงสิ่งเหลาน้ีกอใหเกิดลําดับข้ันทางจิตวิทยาอันนําไปสูผลลัพธที่มีคุณประโยชนสําหรับแตละบุคคล เชน ความ
พงึ่ พอใจในงานและสาํ หรับองคการ เชน ลดการลาออก (Greenberg and Baron, 1986) โดยคณุ ลักษณะงาน
ถือเปนการสงเสริมแรงจูงใจของพนักงาน และลักษณะงานจะตองนํามาซึ่งความเปนเอกภาพ ท้ังนี้คุณลักษณะ
งานสามารถอธิบายเพ่มิ เตมิ ถงึ คุณลักษณะโดยมีรายละเอียดดังตอ ไปนี้
1. ความหลากหลายของทักษะ (Skills Variety) กลา วคือ คณุ ลักษณะงานซึง่ ผปู ฏิบัตงิ านตอ งใชทกั ษะ
และความชาํ นาญ โดยนําทักษะ และความชํานาญเหลานั้นมาพฒั นาใหองคการประสบความสาํ เร็จ
2. ความเปนเอกลักษณของงาน (Task Identity) กลาวคือ คุณลักษณะงานท่ีซ่ึงผูปฏิบัติงานไดผาน
กระบวนการปฏบิ ตั งิ าน โดยเริมตัง้ แตต น ไปจนกระทั่งเสร็จสมบรู ณ และบรรลชุ น้ิ งานจนไดงานทต่ี นเองไดทํา
3. ความสําคัญของงาน (Task Significance) กลาวคือ คุณลักษณะงานที่ซึ่งผลของงานสงผลกระทบ
ตอความเปนอยูหรืองานท่ีทําอยูสงผลกระทบตอผูอ่ืน รวมไปถึงทํางานเน้ืองานที่ไดทํานั้นมีความหมาย
จนกระท่งั พนักงานเกดิ ความพึงพอใจ
4. ความมีอิสระของงาน (Autonomy) กลาวคือ คุณลักษณะงานซ่ึงผูท่ีปฏิบัติงานสามารถมีอิสระใน
การตดั สินหรือพิจารณาในเนอื้ งานนน้ั เพื่อใหงานนั้นบรรลเุ ปา หมาย
5. ผลยอนกลับจากงาน (Feedback) กลาวคือ คุณลกั ษณะงานทใี่ หผลสะทอนกลับจนเกิดความชดั เจน
และสงผลตอประสิทธิภาพของเนอื้ งานท่เี กดิ ขึน้ เปนตน (Hackman & Oldham, 1975)
กลาวโดยสรุปคอื คุณลักษณะงานคือการออกแบบงาน เพ่ือใหสงผลตอแรงจูงใจในงาน ความพึงพอใจ
ในงาน และผลปฏิบัติงาน โดยเนนในเรื่อง ความหลากหลายของทักษะ ความเปนเอกลักษณของงาน
ความสําคัญของงาน ความมอี ิสระของงาน และผลยอ นกลบั จากงาน
155
การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
งานวจิ ยั ท่ีเกยี่ วขอ ง
ปราณี คะหาราช (2559 : บทคัดยอ) ไดศึกษาเรื่องประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานดานการเงิน
และการคลังตามหลักธรรมาภิบาลของเทศบาลตําบลในจังหวัดรอยเอ็ด และพบวา 1) ประสิทธิภาพในการ
ปฏิบัติงานดานการเงินและการคลังของเทศบาลตําบลในจงั หวัดรอยเอ็ดอยูในระดับมาก 2) อายุ ตําแหนงงาน
และระยะเวลาในการปฏิบัติงานมีผลตอประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานดานการเงินและการคลัง ในขณะที่เพศ
และระดับการศึกษาไมม ีผลตอประสทิ ธิภาพในการปฏบิ ตั งิ านดา นการเงนิ และการคลัง
ศศิวรรณ อินทรวงศ (2560 : บทคัดยอ) ไดศึกษาเรื่อง อิทธิพลระหวางการรบั รูความสามารถใน
ตนเอง การรับรูลักษณะงานที่ตนปฏิบัติ และคุณภาพชีวิตท่ีดีในการทํางานท่ีมีผลตอการปฏิบัติงานของ
บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษากลุมใหม และพบวา 1) ระดับการรับรูความสามารถในตนเองของบุคลากรอยูใน
ระดับมาก 2) การรับรูลักษณะงานท่ีตนปฏิบัติในภาพรวมและรายดานอยูในระดับมาก 3) การรับรู
ความสามารถในตนเองเปน ตัวแปรที่มีอทิ ธิพลตอการปฏิบตั งิ านของบุคลากร
วันเพ็ญ วัดนอย และสุนันทา สมวจีเลิศ (2561 : บทคัดยอ) ไดศึกษาเรื่อง แนวทางการเพิ่ม
ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของผูปฏิบัติงานดานการเบิกจายเงินอุดหนุนการวิจัย คณะวิทยาศาสตร
มหาวิทยาลัยมหดิ ล และพบวาผูปฏิบัติงานดานการเบิกจายเงินอุดหนุนการวิจัยมีสภาพการปฏิบัติงานดานการ
เบิกจายเงินอุดหนนุ การวจิ ยั โดยรวมอยูในระดับมาก
สพุ ชิ ฌาย ลมิ้ ตระกูลไทย และวโิ รจน เจษฎาลกั ษณ (2561 : บทคดั ยอ ) ไดศกึ ษาเรอ่ื งคณุ ลักษณะ
งานท่ีมีผลตอความผูกพันดานความรูสึกตอองคกรผานผลการปฏิบัติงานในบทบาทการรับรูการสนับสนุนจาก
หัวหนา และการรับรกู ารสนับสนนุ จากองคก รของโรงเรียนเอกชนแหงหนึง่ และพบวา คณุ ลกั ษณะงานมีอทิ ธิพล
เชงิ บวกตอ ผลการปฏิบัติงาน
วันนิวัต เต็งสุวรรณและคณะ (2563 : บทคัดยอ) ไดศึกษาเรื่องการรับรูความสามารถแหงตนเอง
การเสริมสรางพลังอํานาจ และความสุขในการทํางานของบุคลากรสํานักงานหลักประกนั สุขภาพแหงชาติ และ
พบวา 1) การรบั รคู วามสามารถในตนเองของบคุ ลากรอยูในระดบั มากทสี่ ุด 2) การรบั รูความสามารถในตนเอง
มคี วามสัมพนั ธทางบวกกบั ความสขุ ในการทาํ งานของบุคลากรอยา งมีนัยสําคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั .01
ระเบยี บวธิ กี ารวิจยั
ประชากรและกลุมตัวอยางที่ใชในการศึกษาคือบุคลากรสายสนับสนุนของมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยรี าชมงคลธัญบุรี จาํ นวน 1,155 คน (กองบริหารงานบคุ คล มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธัญบุรี
, 2564) การหาขนาดของกลุมตัวอยางใชสูตรของ Yamané (1973) ท่ีระดับความเชื่อม่ัน รอยละ 95 กรณี
ทราบจํานวนประชากร ไดขนาดกลุมตัวอยาง 399.61 จึงใชขนาดกลุมตัวอยางในการศึกษาจํานวน 400 คน
การวิจัยน้ีใชวิธีการสุมกลุมตัวอยางแบบความนาจะเปนทางสถิติ (probability sampling) ใชวิธีการสุมแบบช้ัน
ภูมิโดยแบงจํานวนประชากรตามประเภทของบุคลากรสายสนับสนุนใหไดตามสัดสวนที่ตองการ จากน้ันจึงแจก
แบบสอบถามไปยงั หนว ยงานตาง ๆ ท่ีกาํ หนด
เครื่องมือท่ีใชในการวิจัยครั้งน้ีเปนแบบสอบถามชนิดมีโครงสรางแบบปลายปด โดยแบงออกเปน
4 สวน ประกอบดวย (1) แบบสอบถามปจจัยสวนบุคคลของผูตอบแบบสอบถามเปนลักษณะคําถามแบบ
สํารวจรายการ จํานวน 5 ขอคําถาม (2) แบบสอบถามเกี่ยวกับการรับรูความสามารถแหง ตน ตามแนวคิดของ
แบนดรู า (Bandura, 1986) ซึ่งจาํ แนกออกเปน 4 ดาน ไดแก กระบวนการคิด กระบวนการจูงใจ กระบวนการ
ดานอารมณ และกระบวนการการเลือก ลักษณะของแบบสอบถามเปนแบบมาตราสวนประมาณคา 5 ระดับ
(3) แบบสอบถามเกี่ยวกับคุณลักษณะงาน ตามแนวคิดของแฮคแมนและโอลดแฮม (Hackman & Oldham,
1975) ซ่ึงจาํ แนกออกเปน 5 ดา น ไดแ ก ความหลากหลายของทกั ษะ ความเปน เอกลกั ษณข องงาน ความสาํ คัญ
156
การประชมุ วชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022
ของงาน ความมีอิสระของงาน และผลยอนกลับจากงาน ลักษณะของแบบสอบถามเปนแบบมาตราสวน
ประมาณคา 5 ระดับ (4) แบบสอบถามเก่ียวกับผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ตามแนวคดิ ของวัฒนา ศรวี ิลัย และกลาหาญ ณ นา น (2564) ซึ่งจําแนกออกเปน 3
ดานไดแก คุณภาพของงาน ปริมาณงาน และเวลาท่ีใชในงาน แบบสอบถามทั้งหมดถูกสงผูเชี่ยวชาญดานการ
จัดการทรัพยากรมนุษย จํานวน 3 ทาน เพื่อตรวจความเที่ยงตรงของเน้ือหา โดยผลประเมินคาดัชนีความ
สอดคลอง > .50 จากน้ันทําการทดสอบคาความเช่ือมันของแบบสอบถามดวยการหาคา cronbach’s alpha
coefficient ผลการทดสอบพบวาปจ จยั การรับรคู วามสามารถแหงตนเทา กับ .89 ปจจัยคณุ ลกั ษณะงานเทา กบั
.92 ผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเทากับ .96 และคาความเช่ือมั่นของแบบสอบถามภาพรวม
เทา กับ .96
การวิเคราะหขอมูลในการวิจัยน้ีผูวิจัยไดใชวิธีการสถิติพรรณนา ไดแก การแจกแจงความถ่ี
การแสดงคารอยละ คาเฉล่ีย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ไดแก การวิเคราะหคาที แบบ
(Independent) การวิเคราะหค วามแปรปรวนจาํ แนกทางเดยี ว และสมการถดถอยพหุคณู เชงิ เสน
ผลการวจิ ยั
ผลการวเิ คราะหข อมลู เกี่ยวกบั ปจ จัยสว นบุคคล
การวเิ คราะหข อมูลเก่ียวกับปจ จยั สวนบุคคล พบวา ผูตอบแบบสอบถามสวนใหญเ ปนเพศหญิง คดิ เปน
รอ ยละ 72.00 และเพศชาย คิดเปนรอยละ 28.00 เม่ือพจิ ารณาชว งอายขุ องผูต อบพบวามอี ายุ 30 – 39 ป คดิ
เปนรอยละ 51.50 ตามดวยอายุ 40 – 49 ป คิดเปนรอยละ 26.80 อายุ 50 ปข้ึนไป คิดเปนรอยละ 13.50
และอายุนอยกวา 30 ป คิดเปนรอยละ 8.30 ประมาณหนึ่งในสี่มีระดับการศึกษาปริญญาตรีมากที่สุด คิดเปน
รอยละ 73.00 ตามดวยการศึกษาระดับปริญญาโท คิดเปนรอยละ 19.00 การศึกษาระดับตํ่ากวาปริญญาตรี
คิดเปนรอยละ 6.00 และการศึกษาระดับปริญญาเอก คิดเปนรอยละ 2.00 เมื่อพิจารณาระยะเวลาการ
ปฏิบัติงาน ระยะเวลาการปฏิบัติงาน 5 – 9 ป คิดเปนรอยละ45.00 ตามดวยระยะเวลาการปฏิบัติงาน 20 ป
ขึ้นไป คิดเปนรอยละ 20.80 ระยะเวลาการปฏิบัติงาน 10 – 14 ป คิดเปนรอยละ 16.00 ระยะเวลาการ
ปฏิบัติงานนอยกวา 5 ป คิดเปนรอยละ 10.80 และระยะเวลาการปฏิบัติงาน 15 – 19 ป คิดเปนรอยละ 7.50
โดยเกือบครึ่งเปนพนักงานมหาวิทยาลัย คิดเปนรอยละ 53.50 ตามดวยลูกจางประจํา คิดเปนรอยละ 22.50
ขาราชการ คิดเปนรอยละ 13.00 พนักงานราชการ คิดเปนรอยละ 8.30 และลูกจางชั่วคราว คิดเปนรอยละ
3.00 ตามลําดบั
ผลการวเิ คราะหข อมูลเก่ยี วกบั ปจจัยการรับรูความสามารถแหง ตน
การวิเคราะหขอมูลเก่ียวกับปจจัยการรับรูความสามารถแหงตน พบวา โดยภาพรวมการรับรู
ความสามารถแหงตนอยูในระดับมาก มีคาเฉลี่ยเทากับ 3.91 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทากับ .52 เม่ือพิจารณา
เปนรายดานพบวา ระดับการรับรูความสามารถแหงตนทุกดานอยูในระดับมาก โดยดานที่มีคาเฉล่ียสูงที่สุดคือ
ดานกระบวนการคิดมีคาเฉลี่ยเทากับ 4.12 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทากับ .66 รองลงมาไดแก ดาน
กระบวนการจูงใจมีคาเฉลี่ยเทากับ 3.99 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทากับ .64 ดานกระบวนการดานอารมณมี
คาเฉลย่ี เทากับ 3.80 สว นเบ่ียงเบนมาตรฐานเทากับ .60 และดานกระบวนการการเลือกมคี าเฉลีย่ เทากบั 3.75
สว นเบยี่ งเบนมาตรฐานเทากบั .67 ตามลาํ ดบั
ผลการวเิ คราะหข อมูลเกย่ี วกบั ปจจยั คุณลักษณะงาน
การวิเคราะหขอมูลเก่ียวกับระดับปจจัยคุณลักษณะงาน พบวา โดยภาพรวมคุณลักษณะงานอยูใน
ระดับมาก มีคาเฉลี่ยเทากับ 3.94 สวนเบ่ียงเบนมาตรฐานเทากับ .50 เมื่อพิจารณาเปนรายดานพบวา ระดับ
157
การประชมุ วิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
คุณลักษณะงานทุกดานอยูในระดับมาก โดยดานท่ีมีคาเฉล่ียสูงที่สุดคือ ดานความสําคัญของงานมีคาเฉล่ีย
เทากับ 4.06 สวนเบ่ียงเบนมาตรฐานเทากับ .55 รองลงมาไดแก ดานความหลากหลายของทักษะมีคาเฉล่ีย
เทากับ 3.98 สว นเบีย่ งเบนมาตรฐานเทากับ .62 ดานผลยอนกลบั ของงานมคี าเฉลีย่ เทา กบั 3.90 สวนเบยี่ งเบน
มาตรฐานเทากบั .55 ดานความมีอิสระของงานมีคาเฉลย่ี เทา กับ 3.88 สวนเบยี่ งเบนมาตรฐานเทากับ .59 และ
ดา นความเปน เอกลักษณของงานมีคา เฉล่ียเทา กับ 3.88 สว นเบีย่ งเบนมาตรฐานเทากบั .60 ตามลําดบั
ผลการวเิ คราะหเ ก่ยี วกบั ผลการปฏบิ ัตงิ านของบคุ ลากรสายสนบั สนนุ
การวิเคราะหขอมูลเก่ียวกับผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน พบวา โดยภาพรวมผลการ
ปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนอยูในระดับมาก มีคาเฉลี่ยเทากับ 4.02 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทากับ
.48 โดยเมื่อพิจารณาเปนรายดานพบวาผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนทุกดานอยูในระดับมาก
โดยดานที่มีคาเฉล่ียสูงท่ีสุดคือ ดานเวลาท่ีใชในงานมีคาเฉล่ียเทากับ 4.04 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทากับ .53
รองลงมาไดแก ดานปริมาณงานมีคาเฉล่ียเทากับ 4.01 สวนเบ่ียงเบนมาตรฐานเทากับ .54 และดานคุณภาพ
ของงานมคี า เฉลย่ี เทา กบั 4.00 สว นเบย่ี งเบนมาตรฐานเทา กับ .50 ตามลําดับ
การทดสอบสมมุติฐาน
1. เพื่อเปรียบเทียบปจจัยสวนบุคคล ไดแก เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาการปฏิบัติงาน และ
ประเภทบุคลากร ที่แตกตางกันมีผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเพ่ือรองรับการเปน
มหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โดยเลือกใชการทดสอบความ
แตกตางดวยสถติ ิ t-test และ สถิตกิ ารวเิ คราะหค วามแปรปรวนจําแนกทางเดยี ว (One-way ANOVA)
ตารางท่ี 1 ผลการเปรียบเทียบแตกตางกันมีผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเพื่อรองรับการ
เปน มหาวิทยาลยั ในกํากับของรฐั ของมหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธัญบรุ ี จาํ แนกตามปจจยั สวนบุคคล
ปจ จยั สวนบคุ คล มีผลตอ ผลการปฏบิ ัติงานบคุ ลากรสายสนบั สนนุ (Sig.)
1. เพศ .01*
2. อายุ .12
3. ระดบั การศกึ ษา .00*
4. ระยะเวลาการปฏบิ ตั งิ าน .08
5. ประเภทบคุ ลากร .00*
* มรี ะดบั นยั สําคญั ทางสถิติทีร่ ะดบั .05
จากตารางที่ 1 พบวา อายุ และระยะเวลาการปฏิบัติงาน ท่ีแตกตางกันไมมีผลตอผลการปฏิบัติงาน
ของบุคลากรสายสนับสนุนเพื่อรองรับการเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช
มงคลธัญบุรีแตกตางกัน สวนเพศ ระดับการศึกษา และประเภทบุคลากร ท่ีแตกตางกันมีผลตอผลการ
ปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเพ่ือรองรับการเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐของมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลธญั บุรแี ตกตางกันอยางมีนัยสําคญั ทางสถิติท่รี ะดบั .05
2. ปจจัยการรับรูความสามารถแหง ตนที่มอี ิทธิพลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเพอื่
รองรับการเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ผูวิจัยไดนําสถิติมาใช
เพ่ือทดสอบสมมติฐานดวยวิธีการวิเคราะหสมการถดถอยพหุคูณ (Multiple regression analysis) แบบ
Enter
158
การประชุมวชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022
ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะหการหาคาสัมประสิทธิ์ถดถอยพหุคูณเชิงเสนขั้นตอนสุดทายโดยวิธี Enter ปจจัย
การรับรคู วามสามารถแหงตนท่มี อี ิทธิพลตอ ผลการปฏิบตั ิงานของบคุ ลากรสายสนับสนนุ
ผลการปฏิบัตงิ านของบคุ ลากร Unstandardized Standardized
สายสนบั สนนุ Coefficients Coefficient
B Std. Error Beta
t Sig.
(Constant) 1.70 .14 11.92 .00
ปจจยั การรบั รคู วามสามารถแหงตน
1. ดา นกระบวนการคดิ .18 .04 .25 4.13 .00*
2. ดา นกระบวนการจูงใจ .10 .04 .14 2.13 .00*
3. ดานกระบวนการดานอารมณ .17 .04 .22 3.86 .03*
4. ดา นกระบวนการการเลือก .12 .03 .17 3.40 .00*
* มีระดบั นยั สําคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดับ .05
จากตางรางท่ี 2 พบวา ปจจัยการรับรูความสามารถแหงตน ดานกระบวนการคิด ดานกระบวนการ
จงู ใจ ดา นกระบวนการดานอารมณ และดา นกระบวนการการเลอื ก มีอทิ ธิพลตอผลการปฏิบตั ิงานของบุคลากร
สายสนับสนุนเพ่ือรองรับการเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
อยางมนี ยั สาํ คัญทางสถติ ิท่รี ะดบั .05
3. ปจจัยคุณลักษณะงานท่ีมีอิทธิพลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเพื่อรองรับการ
เปนมหาวิทยาลัยในกํากบั ของรฐั ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธัญบรุ ี ผูว ิจัยไดน ําสถิตมิ าใชเพ่ือทดสอบ
สมมตฐิ านดว ยวธิ ีการวเิ คราะหส มการถดถอยพหุคูณ (Multiple regression analysis) แบบ Enter
ตารางท่ี 3 ผลการวิเคราะหการหาคาสัมประสิทธิ์ถดถอยพหุคูณเชิงเสนขั้นตอนสุดทายโดยวิธี Enter ปจจัย
คณุ ลักษณะงานท่มี อี ิทธพิ ลตอผลการปฏิบัตงิ านของบุคลากรสายสนบั สนนุ
ผลการปฏิบัตงิ านของบคุ ลากร Unstandardized Standardized
สายสนบั สนนุ Coefficients Coefficient
B Std. Error Beta t Sig.
(Constant) 1.00 .11 8.42 .00
ปจ จยั คณุ ลักษณะงาน
1. ดา นความหลากหลายของทกั ษะ .20 .03 .12 5.19 .00*
2. ดา นความเปนเอกลกั ษณของงาน .04 .04 .00 .95 .34
3. ดานความสําคญั ของงาน .33 .04 -.42 7.48 .00*
4. ดา นความมอี ิสระของงาน .02 .03 .02 -.57 .56
5. ดานผลยอนกลบั ของงาน .19 .04 -.08 4.40 .00*
* มรี ะดับนยั สําคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดับ .05
จากตางรางที่ 3 พบวา ปจจัยคุณลักษณะงาน ดานความหลากหลายของทักษะ ดานความสําคัญของ
งาน และดานผลยอนกลับของงาน มีอิทธิพลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเพื่อรองรับการ
เปนมหาวิทยาลัยในกํากบั ของรัฐของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี อยางมีนัยสําคัญทางสถติ ิที่ระดบั
159
การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
.05 สวนดา นความเปนเอกลักษณของงาน และดานความมอี ิสระของงาน ไมมีอิทธพิ ลตอผลการปฏิบัติงานของ
บุคลากรสายสนับสนุนเพื่อรองรับการเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
ธัญบรุ ี
การอภปิ รายผลการวจิ ยั
จากผลการวิจัยซึ่งพบวาปจจัยการรับรูความสามารถแหงตนอยูในระดับมาก ซ่ึงอาจจะเกิดจากการท่ี
บคุ ลากรของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธญั บุรมี กี ารรบั รูวาตนเองมคี วามต้ังใจและมคี วามสามารถในการ
ปฏิบัติงานใหสําเร็จ มีการรับรูเกี่ยวกับความคาดหวัง แรงจูงใจ และความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงาน มีการรับรู
วาตนเองมีความสามารถในการควบคุม และการจัดการอารมณของตนเองเมื่อเผชิญกับสถานการณที่มีความ
ยุงยากซับซอน มีการรับรูวาตนเองมีความสามารถในการตัดสินใจในการปฏิบัติงานและการแกปญหาในการ
ปฏิบัติงาน ผลการวิจัยสอดคลองกับศศิวรรณ อินทรวงศ (2560) ซ่ึงไดศึกษาเร่ืองอิทธิพลระหวางการรับรู
ความสามารถในตนเอง การรับรูลักษณะงานท่ีตนปฏิบัติ และคุณภาพชีวิตท่ีดีในการทํางานท่ีมีผลตอการ
ปฏิบัติงานของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษากลุมใหม และพบวาระดับการรับรูความสามารถในตนเองของ
บุคลากรอยูในระดับมาก ผลการวิจัยยังสอดคลองกับ วันนิวัติ เต็งสุวรรณและคณะ (2563) ซึ่งไดทําการวิจัย
เรื่องการรับรูความสามารถในตนเอง การเสริมสรางพลังอํานาจ และความสุขในการทํางานของบุคลากร
สํานักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติและพบวา การรับรูความสามารถในตนเองของบุคลากรอยูในระดับมาก
ท่สี ุด
จากผลการวิจัยซ่ึงพบวาปจจัยคุณลักษณะงานอยูในระดับมาก ซ่ึงอาจจะเกิดจากการบุคลากรของ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีไดรับการมอบหมายงานท่ีมีความหลากหลาย สามารถใชทักษะความ
เชี่ยวชาญในการสรา งผลงานท่ีโดดเดนได งานท่ีไดปฏิบัติเปนงานท่ีมีความสาํ คัญตอหนวยงาน บุคลากรมีอิสระ
ในการปฏิบัติงานและการแกปญหา รวมทั้งบุคลากรไดรับผลยอนกลับของงานเม่ือปฏิบัติงานแลวทั้งดานบวก
และดา นลบ ทาํ ใหส ามารถปรับปรุงและพัฒนาการปฏิบตั ิงานได ผลการวิจยั สอดคลอ งกับศศิวรรณ อินทรวงศ
(2560) ซ่ึงไดศึกษาเรื่องอิทธิพลระหวางการรับรูความสามารถในตนเอง การรับรูลักษณะงานท่ีตนปฏิบัติ และ
คุณภาพชีวิตท่ีดีในการทํางานที่มีผลตอการปฏิบัติงานของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษากลุมใหม และพบวา
การรับรลู ักษณะงานท่ีตนปฏิบตั ใิ นภาพรวมและรายดา นอยูในระดับมาก
จากผลการวิจัยซึ่งพบวาผลการปฏิบัติงานของบุคลากรอยูในระดับมาก ซ่ึงอาจจะเกิดจากการท่ี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีมีการกําหนดปริมาณงานท่ีเหมาะสมและตรงตามเปาหมาย ใหแก
บุคลากร ทําใหบุคลากรสามารถปฏิบัติงานไดตามเปาหมายท่ีมหาวิทยาลัย ฯ กําหนด นอกจากน้ัน
มหาวิทยาลัย ฯ มีการกําหนดคุณภาพของงานที่ตองการ โดยงานจะตองมีความถูกตองไดมาตรฐาน ตรงตาม
วัตถุประสงค มีประโยชน และทําใหผูรับบริการเกิดความพึงพอใจ ดังน้ันบุคลากรของมหาวิทยาลัย ฯ จึงตอง
พยายามผลิตผลงานออกมาใหตรงตามความตองการของมหาวิทยาลัย ฯ โดยมีการประเมินผลของการ
ปฏิบัติงานเปนระยะ ๆ ท้ังการประเมินเพื่อเลื่อนขั้นและการประเมินเพ่ือตอสัญญาจาง นอกจากปริมาณงาน
และคุณภาพของงานแลว มหาวิทยาลัย ฯ ไดกําหนดระยะเวลาในการปฏิบัติงานอยางชัดเจน ทําใหบุคลากร
สามารถปฏิบัติงานใหแลวเสร็จในระยะเวลาท่ีกําหนด ดวยเหตุผลดังกลาวจึงทําให ผลการปฏิบัติงานของ
บุคลากรอยูในระดับมาก ผลการวิจัยสอดคลองกับปราณี คะหาราช (2559) ซ่ึงไดศึกษาประสิทธิภาพในการ
ปฏิบัติงานดานการเงินและการคลังตามหลักธรรมาภิบาลของเทศบาลตําบลในจังหวัดรอยเอ็ดและพบวา
ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานดานการเงินและการคลังของเทศบาลตําบลในจังหวัดรอยเอ็ดอยูในระดับมาก
และผลการวิจัยยังสอดคลองกับ วันเพ็ญ วัดนอย และสุนันทา สมวจีเลิศ (2561) ซึ่งไดศึกษาแนวทางการเพ่ิม
ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของผูปฏิบัติงานดานการเบิกจายเงินอุดหนุนการวิจัย คณะวิทยาศาสตร
160
การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022
มหาวิทยาลัยมหดิ ลและพบวา ผูปฏิบัติงานดานการเบิกจายเงินอุดหนุนการวิจัยมีสภาพการปฏิบัติงานดานการ
เบิกจายเงนิ อดุ หนุนการวจิ ัยโดยรวมอยูในระดบั มาก
จากผลการวิจัยซ่ึงพบวาปจจัยสวนบุคคลท่ีมีผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากร ท่ีระดับนัยสําคัญ
ทางสถิติ .05 ไดแก เพศ ระดับการศึกษา และประเภทของบุคลากร สวนปจจัยอายุและระยะเวลาในการ
ปฏิบัติงานไมมีผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากร การท่ีปจจัยดานอายุและระยะเวลาในการปฏิบัติงานไมมี
ผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรอาจจะเปนเพราะการประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากรนั้น มีตัวช้ีวัด
ที่ชัดเจน มีเกณฑในการประเมินผลที่เปนรูปธรรม ดังนั้นไมวาจะเปนบุคลากรท่ีมีอายุเทาไรหรือมีระยะเวลาใน
การปฏิบตั งิ านมากนอ ยเพียงใดกใ็ ชเกณฑประเมนิ ผลการปฏิบัติงานเดยี วกนั สว นสาเหตทุ ่ีเพศ ระดับการศึกษา
และประเภทบุคลากรมีผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรน้ัน อาจจะเปนเพราะงานของสายสนับสนุน
บางสวนอาจจะมีบริบทของงานที่เหมาะสมสําหรับบางเพศ เชน งานอาคารสถานที่และยานพาหนะ งาน
พยาบาล เปนตน ในขณะท่ีบุคลากรสายสนับสนุนที่มีการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาจะมีความรูเกี่ยวกับการ
ทําวิจัยมากกวาบุคลากรที่มีการศึกษาในระดับตํ่ากวาน้ัน ทําใหมีโอกาสในการสรางผลงานจากการวิจัยได
มากกวา ในขณะที่บุคลากรท่ีเปนขาราชการจะมีความม่ันคงมากสวนบุคลากรท่ีเปนพนักงานมหาวิทยาลัย
พนักงานราชการ หรือลูกจางจะมีความมั่นคงและสวัสดิการตาง ๆ นอยกวา ซ่ึงอาจจะมีผลตอแรงจูงใจในการ
ปฏบิ ตั งิ านของบุคลากร ผลการศึกษาไมส อดคลอ งกับปราณี คะหาราช (2559) ซ่งึ ไดศ ึกษาประสิทธิภาพในการ
ปฏิบัติงานดานการเงินและการคลังตามหลักธรรมาภิบาลของเทศบาลตําบลในจังหวัดรอยเอ็ด และพบวาอายุ
ตําแหนงงาน และระยะเวลาในการปฏิบัติงานมีผลตอประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานดานการเงินและการคลัง
ในขณะที่เพศและระดับการศกึ ษาไมมีผลตอประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานดานการเงินและการคลัง ซ่ึงอาจจะ
เกิดจากบริบทของงานที่ใชใ นการศกึ ษาแตกตา งกนั
จากผลการวิจัยซ่ึงพบวาปจจัยการรับรูความสามารถแหงตนทุกดานมีผลตอผลการปฏิบัติงานของ
บุคลากร ท่ีระดับนัยสําคัญทางสถิติ .05 ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจากการที่บุคลากรที่รับรูความสามารถของตนเอง
จะมีความภาคภูมิใจและมีแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ผลการวิจัยสอดคลองกับศศิวรรณ อินทรวงศ (2560)
ซ่ึงศึกษาอิทธิพลระหวางการรับรูความสามารถในตนเอง การรับรูลักษณะงานท่ีตนปฏิบัติ และคุณภาพชีวิตที่ดี
ในการทํางานที่มีผลตอการปฏิบัติงานของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษากลุมใหมและพบวาการรับรู
ความสามารถในตนเองเปนตัวแปรที่มีอิทธิพลตอการปฏิบัติงานของบุคลากร ผลการศึกษายังสอดคลองกับวัน
นิวัต เต็งสุวรรณและคณะ (2563) ซง่ึ ไดศ ึกษาเรอื่ งการรับรคู วามสามารถแหง ตนเอง การเสรมิ สรางพลังอํานาจ
และความสุขในการทํางานของบุคลากรสํานักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ และพบวาการรับรู
ความสามารถในตนเองมคี วามสมั พันธทางบวกกับความสุขในการทํางานของบคุ ลากรอยางมีนยั สําคัญทางสถติ ิ
ทร่ี ะดบั .01
จากผลการวิจัยซ่ึงพบวาปจจัยคุณลักษณะงานที่มีผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากร อยางมี
นัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ไดแก ความหลากหลายของทักษะ ความสําคัญของงาน และผลยอนกลับของ
งาน สวนปจจัยคุณลักษณะงานดานความเปนเอกลักษณของงานและความมีอิสระของงาน ไมมีผลตอผลการ
ปฏิบัติงานของบุคลากร ท่ีระดับนัยสําคัญทางสถิติ .05 ทั้งน้ีอาจจะเนื่องมาจากการท่ีบุคลากรที่ไดปฏิบัติงานท่ี
มีความหลากหลาย เปนงานที่มีความสําคัญ และไดรับทราบผลยอนกลับของงานจะมีทักษะที่หลากหลาย มี
ความรูสึกภาคภูมิใจในตนเอง และสามารถพัฒนาการปฏิบัติงานของตนเองจากการท่ีไดรับทราบผลยอนกลับ
ของงานได ผลการศึกษาสอดคลองกับสุพิชฌาย ล้ิมตระกูลไทย และวิโรจน เจษฎาลักษณ (2561) ซ่ึงไดศึกษา
เรื่องคุณลักษณะงานท่ีมีผลตอความผูกพันดานความรูสึกตอองคกรผานผลการปฏิบัติงานในบทบาทการรับรู
161
การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
การสนับสนุนจากหัวหนา และการรับรูการสนับสนุนจากองคกรของโรงเรียนเอกชนแหงหนึ่ง และพบวา
คุณลกั ษณะงานมอี ิทธพิ ลเชงิ บวกตอ ผลการปฏิบัตงิ าน
การประยุกตใช
ผูบริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีสามารถหรือผูบริหารสถานศึกษาอื่นท่ีมีบริบท
ใกลเคียงกัน สามารถนําผลการวิจยั นี้ไปใชในการพัฒนาผลการปฏิบัติงานของบุคลากร ท่ีไดรับอิทธิพลจากการ
รับรูค วามสามารถแหง ตน และคณุ ลักษณะงาน โดยแนวทางการประยกุ ตใ ชส ามารถอธิบายไดด ังน้ี
1. ปจจัยการรับรูความสามารถแหงตน ผูบริหารมหาวิทยาลัย ฯ ควรมีการกระตุนใหบุคลากรมีการ
รับรูดานกระบวนการคิด ไดแก การกระตุนใหบุคลากรมีความต้ังใจในการปฏิบัติงานใหสําเร็จ โดยเนนให
บุคลากรรับรวู าความต้ังใจของตนเองนน้ั จะสง ผลตอความสาํ เร็จในการปฏิบัติงาน ดานกระบวนการจูงใจ ไดแ ก
การกระตุนใหบุคลากรรับรูวาสามารถคาดหวังตอความสําเร็จในการปฏิบัติงานได สรางแรงจูงใจและความ
เชื่อมั่นที่จะปฏิบัติงานใหสําเร็จตามเปาหมายใหแกบุคลากร ดานกระบวนการดานอารมณ ไดแก การพัฒนา
ความฉลาดทางอารมณใหแกบุคลากร เพื่อใหบุคลากรสามารถควบคุม และจัดการอารมณของตนเองเม่ือกับ
สถานการณที่มีความยุงยาก ซับซอนหรือมีความกดดันในการปฏิบัติงาน ดานกระบวนการการเลือก ไดแก
การใหสิทธ์ิแกบุคลากรในการตัดสินใจเลือกท่ีจะปฏิบัติงานหรือไมปฏิบัติงาน โดยใชการจูงใจแทนการบังคับ
รวมทั้งใหส ิทธิ์แกบ ุคลากรในการตัดสินใจเพื่อแกป ญหาที่เกดิ ขน้ึ จากการปฏิบัติงาน
2. ปจจัยคุณลักษณะงาน ผูบริหารมหาวิทยาลัย ฯ ควรมีการมอบหมายงานท่ีบุคลากรใชทักษะท่ี
หลากหลายในการปฏิบัติงาน เนนใหบุคลากรมีความเขาใจวางานท่ีตนเองไดทํานั้นมีความสําคัญและเปน
สวนประกอบที่ขาดไปไมไดสําหรับมหาวิทยาลัย ฯ กระตุนใหบุคลากรสรางผลงานท่ีโดดเดน หรือพัฒนา
กระบวนการการปฏิบัติงานใหดขี นึ้ มีการใหร างวลั การชมเชย แกบ คุ ลากรในกลมุ น้ี รวมทงั้ มกี ารสะทอ นผลท้ัง
ดานบวกและดานลบของการปฏิบัติงานใหแกบุคลากรทราบ เพื่อใหบุคลากรสามารถนําผลน้ันไปปรับปรุงและ
พฒั นาการปฏิบตั ิงานของตนเองได
ขอเสนอแนะในการวจิ ัยในอนาคต
1. งานวิจัยน้ีเปนการศึกษาปจจัยการรับรูความสามารถแหงตน และคุณลักษณะงานท่ีมีผลตอผลการ
ปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ในอนาคตควรขยายขอบเขต
ของการศึกษาไปยังสวนของบุคลากรสายวิชาการ หรือในสถานศึกษาอื่น ๆ เพ่ือใหไดขอมูลที่ครบถวน และมี
ความนา เชื่อถือย่งิ ขนึ้
2. การวิจัยในอนาคตควรทําการวิจัยเชิงคุณภาพควบคูกันไปกับการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อทําความ
เขา ใจบริบทในการปฏบิ ตั ิงานที่อาจมคี วามสมั พันธกบั การพฒั นาผลการปฏบิ ตั ิงานใหสงู ขึ้น
เอกสารอา งองิ
กองบริหารงานบคุ คล. (2564). จาํ นวนบุคลากรสายสนบั สนนุ ป 2564. ปทมุ ธานี: มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยี
ราชมงคลธญั บรุ ี.
จฑุ ามาศ อินทรชงั . (2561). การรับรคู วามสามารถของตนเองของนกั ศกึ ษา มหาวิทยาลัยศิลปากร
พระราชวงั สนามจนั ทร. นครปฐม: มหาวทิ ยาลัยศิลปากร.
ชโลธร แจมจาํ รสั . (2557). คณุ ลกั ษณะของงานและความพงึ พอใจในการจา ยคา ตอบแทนทสี่ งผลตอ ความ
ผกู พนั ตอองคก รของพนกั งานสัญญาจา งแบบช่วั คราว. (การคน ควาอสิ ระปรญิ ญามหาบัณฑติ ,
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร) .
162
การประชมุ วิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
ปราณี คะหาราช. (2559). ประสทิ ธภิ าพในการปฏบิ ัติงานดา นการเงินและการคลงั ตามหลักธรรมาภบิ าลของ
เทศบาลตาํ บลในจงั หวัดรอยเอด็ . การประชมุ วชิ าการและเสนอผลงานวจิ ัยระดับชาติ ครงั้ ท่ี 3
กาวสูท ศวรรษท่ี 2 : บรูณาการงานวจิ ัย ใชองคค วามรู สูค วามยง่ั ยนื . นครราชสีมา.
พรี ญา ชื่นวงศ. (2560). ประสทิ ธิภาพในการปฏิบตั งิ านของพนักงาน : กรณศี กึ ษา ธรุ กิจการขนสง ใน
จงั หวัดเชียงราย. นครปฐม: มหาวิทยาลัยศลิ ปากร.
ราชบัณฑติ ยสถาน. (2542). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ.2542. กรงุ เทพ ฯ: นานมบี คุ ส
พบั ลิเคชั่นส.
วนั นวิ ตั ิ เตง็ สวุ รรณ และคณะ. (2563). การรับรูความสามารถในตนเอง การเสริ มสรางพลงั อํานาจและ
ความสขุ ในการทํางานของบุคลากรสาํ นกั งานหลกั ประกนั สขุ ภาพแหงชาติ. วารสารรงั สิต
บณั ฑิตศึกษาในกลุมธรุ กิจและสังคมศาสตร, 6(2), 15-27.
วันเพญ็ วัดนอ ย และสนุ นั ทา สมวจเี ลิศ. (2561). แนวทางการเพมิ่ ประสทิ ธภิ าพการปฏิบัติงานของผปู ฏบิ ตั ิงาน
ดานการเบิกจายเงนิ อุดหนนุ การวจิ ัย คณะวิทยาศาสตร มหาวทิ ยาลัยมหิดล. การประชุมวชิ าการ
ระดบั ชาติ คณะวิทยาการจัดการ มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร ครงั้ ที่ 6 ประจาํ ป 2561. นครปฐม.
วัฒนา ศรวี ิลัย และกลา หาญ ณ นา น. (2564). ความเครยี ดและความเหน่ือยหนายในการทํางานท่มี ีอิทธพิ ลตอ
ผลการปฏิบัติงานของพนกั งาน กรณีศกึ ษา: บริษทั ไฟน เมท็ ทัล เทคโนโลยีส จํากัด (มหาชน).
วารสารวชิ าการวิทยาลยั สันตพล, 7(2), 34-42.
ศศวิ รรณ อนิ ทรวงศ. (2560). อิทธพิ ลระหวา งการรบั รูความสามารถในตนเอง การรบั รูลกั ษณะงานท่ตี น
ปฏิบตั ิ และคณุ ภาพชวี ติ ทดี่ ีในการทาํ งานที่มผี ลตอ การปฏบิ ตั ิงานของบุคลากรใน
สถาบนั อุดมศกึ ษากลุมใหม. (วทิ ยานพิ นธป รญิ ญามหาบณั ฑิต, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
ธญั บรุ ี).
Bandura, A. (1986). Social foundations of though & action A social cognition theory.
Englewood Cliffs, NJ: Pentice Hall.
Bandura, A. (1989). Social cognitive theory. Annals of Child Development, 6, 1 – 60.
Greenberg, J., & Baron, R. A. (2008). Behavior in organizations. Upper Saddle River, NJ:
Prentice Hill.
Hackman, & Oldham (1975). Employees’ Job Satisfaction: A Test of the Job Characteristics
Model Among Social Work Practitioners, Journal of Evidence-Informed Social
Work, 14(1), 1-16.
Tella, A., & Ayeni, C. O. (2006). The impact of self-efficacy and prior computer
experience on the creativity of new librarians in selected university libraries in
Southwest Nigeria. Retrieved from http://www/webpages.Uidaho.edu/∼mbolin/tella.thml
Yamane, T. (1973). Statistics: An Introductory Analysis (3rd ed.) New York: Harper and Row.
163
การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
ปจ จยั ทางการตลาดท่มี คี วามสมั พันธต อความตง้ั ใจซื้อพนั ธุป ลา
ของลูกคาอิสระฟารม พนั ธปุ ลา
สมภพ นุชเนตร, วัณนภา สาระเวช และกษิดิส นพิ ิฐสกลุ 01
นกั ศึกษาปริญญาตรีหลกั สตู รบริหารธุรกิจ คณะบริหารธรุ กจิ
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธญั บุรี
ปณิศา มีจินดา และ รจุ กิ าญจน สานนท
อาจารยป ระจําสาขาวชิ าการตลาด คณะบรหิ ารธรุ กิจ
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธญั บรุ ี
บทคดั ยอ
การวิจัยน้ีมีวัตถุประสงค 1) เพ่ือศึกษาปจจัยทางการตลาดท่ีมีความสัมพันธตอความต้ังใจซ้ือพันธุ
ปลาของลูกคาอิสระฟารมพันธุปลา และ 2) เพ่ือศึกษาความพึงพอใจในการซ้ือพันธุปลาของลูกคาอิสระฟารม
พันธุปลา เปนการวิจัยแบบผสมผสานโดยศึกษาเชิงปริมาณใชแบบสอบถามเก็บขอมูล 253 คน และศึกษาเชิง
คณุ ภาพโดยการสมั ภาษณเชงิ ลกึ และใชสถติ ิ Paired Sample t-test, Pearson Correlation ในการวิเคราะห
ขอมลู ผลการวจิ ัย พบวา ปจ จัยทางการตลาดแบบใหมแตกตางจากแบบเดมิ และมคี า เฉลี่ยสูงกวาทุกดาน ปจ จยั
การตลาดแบบเดิมที่มีความสัมพันธตอความต้ังใจซื้อพันธุปลา ไดแก ลักษณะแบบเดิมดึงดูดใจ และปลามี
คุณภาพ สวนปจจัยทางการตลาดแบบใหมท่ีมีความสัมพันธตอความตั้งใจซื้อพันธุปลา คือ การจัดสงสินคาท่ีดี
แฟนเพจของแบบใหมมีการใหขอมูลที่ดึงดูดการจัดสงสินคาตรงตอเวลา สีของนํ้าในบรรณจุภัณฑแบบใหม
ปลามีคณุ ภาพ และการสัมภาษณเชงิ ลึกพบวา ลูกคาชน่ื ชมวา มคี ณุ ภาพดี
คาํ สาํ คญั : พฤติกรรมการซอ้ื ความตั้งใจซือ้ ธรุ กจิ พนั ธปุ ลา สว นประสมทางการตลาด ปจจยั ทางการตลาด
1 นกั ศกึ ษาปริญญาตรีหลกั สตู รบริหารธรุ กจิ คณะบริหารธุรกิจ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธัญบรุ ี ต.คลองหก
อ.คลองหลวง จ.ปทมุ ธานี 12110 หมายเลขตดิ ตอ : 094-924-0401 อีเมล: [email protected]
164
การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022
MARKETING FACTORS RELATING TO THE PURCHASE INTENTION OF
FISH SPECIES FROM INDEPENDENT FISH FARMS
Somphop Nuchnate, Wannapa Sarawet and Kasidit Nipitsakul 1
1
Undergraduate Students, Bachelor of Business Administration, Faculty of Business Administration
Rajamangala University of Technology Thanyaburi
Panisa Meechinda and Rujikarn Sanont
Lecturer at Department of Marketing, Faculty of Business Administration
Rajamangala University of Technology Thanyaburi
Abstract
The objectives of this research were: 1) to investigate the marketing factors that are
related to the purchase intention of fish species from independent fish farms; and 2) to explore
the degree of customer satisfaction in purchasing fish species from independent fish farms.
This study employed a mixed method research methodology comprising quantitative research
by using questionnaires to collect data from 253 customers of independent fish farms; and
qualitative method to gather data from the purposive samples. The statistics used to analyze
data were paired sample t- test and Pearson correlation. The study results showed that the
new marketing factors differed from the traditional marketing factors with higher averages in
all aspects. The traditional marketing factors related to the purchase intention of fish species
comprised attractiveness of traditional traits and fish quality. It was also found that the new
marketing factors relating to the purchase intention of fish species includes good shipping, the
publication of a new fan page that provides information in an attractive new style, on time
delivery, the color of water in the new packaging, and quality of the fish. Additionally, the in-
depth interviews revealed that customers appreciate that quality is good.
Keywords: Buying Behavior, Purchase Intention, Fish Breeding Business, Marketing Mix,
Marketing Factor
1 Corresponding Author: Undergraduate Students, Bachelor of Business Administration
Faculty of Business Administration, Rajamangala University of Technology Thanyaburi
Contact Number: +6694-924-0401 Email: [email protected]
165
การประชมุ วชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022
บทนาํ
ประเทศไทยถือเปนแหลงผลิตสัตวน้ําจืดที่หลากหลายและมีเกษตรกรประกอบอาชีพเลี้ยงสัตวนํ้าจืด
เปนจํานวนมาก โดยมีผลผลิตสัตวนํ้าในประเทศไทยจากขอมูลของกรมประมงในปพ.ศ. 2562 พบวาผลผลิต
การเล้ียงสัตวนํ้าจืดทั่วประเทศรวมมูลคา 25,977.04 ลานบาท เพิ่มขึ้นจากปพ.ศ. 2561 รอยละ 0.35 ไดจาก
การเล้ียงในบอรอยละ 90.52 ไดจากการเล้ียงในนารอยละ 0.43 ไดจากการเล้ียงในรองสวนรอยละ 1.57 และ
ไดจากการเล้ียงในกระชังรอยละ 7.48 (กรมประมง, 2562) ท้ังนี้ปจจุบันคนสวนใหญหันมารักสุขภาพและ
รับประทานปลามากข้ึน เพราะปลาเปนสัตวที่มีคุณคาทางโภชนาการสูงและในเน้ือปลามีโปรตีนที่ดี (Voice
TV, 2561) แตการหาปลาน้ําจืดจากแหลงธรรมชาติเริ่มเปนไปไดยากเพราะการท่ีปลาจะผสมพันธุเองนั้น นํ้า
และระบบนิเวศจะตองอุดมสมบูรณ จากสถานการณนี้จึงไดมีธุรกิจเพาะพันธุปลาเกิดขึน้ เปนจํานวนมาก สงผล
ใหเกิดการแขงขันทางธุรกิจ โดยแตละฟารมมีการใชปจจัยทางการตลาดท่ีแตกตางกันเพ่ือเปนสิ่งจูงใจทําให
ผบู รโิ ภคเกดิ การตดั สินใจซ้อื
ธุรกิจอิสระฟารมพันธุปลา กอตั้งป พ.ศ 2543 ปจจุบันตั้งอยูที่คลอง 11 ตําบลนพรัตน อําเภอหนอง
เสือ จังหวัดปทุมธานี มีพื้นท่ี 20 ไร และทําการเปดบอเล้ียงปลา 7 บอ มีการคิดคนสูตรในการเพาะพันธุปลา
นํ้าหลากหลายสายพันธุ และปจจุบันอิสระฟารมพันธุปลามีปญหาขาดการประชาสัมพันธ การจัดโปรโมชั่นท่ี
นาสนใจ ขาดความนาเชื่อถือ และยังไมเปนที่รูจักในกลุมลูกคาบริเวณจังหวัดปทุมธานี (จากการสัมภาษณของ
ผวู จิ ยั , 2563)
ผูวจิ ยั มีความสนใจทีจ่ ะศกึ ษาปจจยั ทางการตลาดทม่ี ีความสัมพันธตอความต้ังใจซื้อพันธุปลาของลูกคา
อิสระฟารมพันธุปลาใหทราบถึงปจจัยทางการตลาดที่สงผลตอความต้ังใจซื้อของลูกคาเพื่อเปนขอมูลสําหรับ
การวางแผนการตลาด และเปน แนวทางในการพฒั นาธรุ กจิ เพาะพนั ธุปลาไดอ ยางยง่ั ยืน
วตั ถุประสงคข องการวิจยั
1. เพ่อื ศึกษาปจ จัยทางการตลาดทม่ี คี วามสมั พันธต อความตงั้ ใจซื้อพันธุปลาของลูกคา อสิ ระฟารม พนั ธปุ ลา
2. เพื่อศึกษาความพงึ พอใจในการซ้ือพันธุป ลาของลกู คาอิสระฟารมพนั ธุป ลา
สมมติฐานการวิจยั
สมมติฐานขอท่ี 1 เปรียบเทียบความแตกตางของปจจัยทางการตลาดและความต้ังใจซื้อพันธุปลาของ
ลูกคาอิสระฟารมพันธุปลาระหวา งแบบเดิมและแบบใหม
สมมตฐิ านขอ ที่ 2 ความสัมพนั ธระหวา งปจจยั ทางการตลาดแบบเดิมทีม่ ีตอความตัง้ ใจซ้ือพนั ธุปลาของ
ลูกคา อิสระฟารมพนั ธปุ ลา
สมมติฐานขอท่ี 3 ความสัมพันธระหวางปจจัยทางการตลาดแบบใหมท่ีมีตอตวามตั้งใจซ้ือพันธปลา
ของลกู คาอสิ ระฟารมพันธปุ ลา
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย
ปจจัยทางการตลาด (แบบเดิม) ความต้งั ใจซอ้ื พนั ธปุ ลาของ
ปจ จยั ทางการตลาด (แบบใหม) ลกู คา อิสระฟารมพนั ธปุ ลา
ภาพที่ 1 กรอบแนวความคดิ ในการวจิ ัย
166
การประชมุ วิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
ประโยชนท่คี าดวา จะไดรับ
1. ผลวิจัยนี้สามารถนําขอมูลไปใชเพ่ือเปนแนวทางประกอบการตัดสินใจใหกับผูประกอบการราย
ใหมท เ่ี กิดความสนใจลงทุนในการดาํ เนนิ ธุรกิจเพาะเล้ียงพันธปุ ลานํ้าจืด
2. ผลวิจัยนี้สามารถนําขอมูลท่ีไดใชเปนแนวทางในการศึกษาการเพาะพันธุสัตวนํ้าประเภทอ่ืนได
ตอไป
การทบทวนวรรณกรรม
ทฤษฎพี ฤติกรรมผูบริโภค
Foxall & Sigurdsson (2013) พฤติกรรมของผูบริโภค (Customer Behavior) หมายถึง การกระทํา
ของมนษุ ยท ่แี สดงออกหรือการกระทําโดยธรรมชาตขิ องมนษุ ยท ี่มอี ทิ ธพิ ลทางการตลาดได
ปทมพร คัมภีระ (2557) พฤติกรรมผูบริโภค เกิดข้ึนอยางเปนกระบวนการหลายข้ันหลายตอนซ่ึง
ประกอบไปดวยการหาขอ มลู ขาวสาร การเลือกซื้อ การประเมินคุณคา ใหไดมาซงึ่ ผลติ ภัณฑและบริการตางๆท่ี
ผูบริโภคตอ งการ
ทฤษฎสี วนประสมทางการตลาด
Kotler & Keller (2013) ระบุวา สวนประสมทางการตลาด (Marketing Mix) เปนเคร่ืองมือทาง
การตลาดท่ีควบคุมได สามารถผสมผสานใหตอบสนองความตองการและสรางความพอใจใหแกกลุมเปาหมาย
และสามารถใชสวนประสมทางการตลาดเพ่ือโนมนาวความตองการของผูบริโภค ซ่ึงสวนประสมการตลาดแบง
ออกเปนกลุมได 4 กลุม ไดแก ผลิตภัณฑ (Product) ราคา (Price) การจัดจําหนาย (Place) และการสงเสริม
การตลาด (Promotion)
Lamb, Hair & McDaniel (2000) ระบุวา สวนประสมทางการตลาด หมายถึง การนําผลิตภัณฑ การ
จัดจําหนาย การสงเสริมการตลาด และการกําหนดราคา มารวมกันเปนหนึ่งเดียว โดยมีจุดมุงหมายเพ่ือ
กอใหเ กดิ การแลกเปลยี่ นกับกลมุ เปาหมายและทําใหเกิดความพึงพอใจทง้ั สองฝาย
ทฤษฎีความตั้งใจซ้ือ
Parengkuan (2017) ความต้ังใจซ้ือ ระบุวา การคิดพิจารณาเก่ียวกับสินคาหรือบริการอยางถ่ีถวน มี
แนวโนมท่มี ัน่ ใจ และตัดสินใจหาเหตุผลเพือ่ ท่ีจะซื้อสนิ คาหรือบรกิ ารของเกษตรกร ความต้ังใจซือ้ เปนเครื่องมือ
เพ่อื พยากรณกระบวนการซอ้ื สินคา หรอื บริการได
ธีรศักด์ิ จินดาบถ, สุนันทา เหมทานนท และ พิไลวรรณ ประพฤติ (2561) ระบุวา ความต้ังใจซื้อ คือ
ความรูสึกท่ีแสดงออกถึงความตองการสินคา เกิดจากถูกกระตุนดวยแรงจูงใจ จะเกิดข้ึนหลังจากเกษตรกรได
ประเมินสนิ คา น้นั แลว กอ ใหเ กดิ พฤดิกรรมการซ้ือหรือความต้งั ใจซ้ือ รวมถงึ ความตั้งใจกลับมาซ้ือสนิ คาเดิม
นยิ ามศัพทเฉพาะ
ปจจัยทางการตลาดแบบเดิมของอิสระฟารมพันธุปลา หมายถึง ลักษณะของบรรจุภัณฑ สีของน้ําใน
บรรจุภัณฑ ความนาเช่ือถือของแฟนเพจ และการใหขอมูลที่ดึงดูดใจในแฟนเพจ ของกิจการท่ีดําเนินการมา
กอนท่ีผูวจิ ยั จะนําเสนอปจจัยทางการตลาดแบบใหม
ปจจัยทางการตลาดแบบใหมของอิสระฟารมพันธุปลา หมายถึง ลักษณะของบรรจุภัณฑ สีของน้ําใน
บรรจภุ ัณฑ ความนา เชื่อถือของแฟนเพจ และการใหข อ มลู ทดี่ ึงดูดใจในแฟนเพจ ท่ผี วู จิ ัยนาํ เสนอปจจัยทางการ
ตลาดแบบใหมใหก ิจการ
167
การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
ความตั้งใจซื้อ หมายถึง การแสดงออกของผูบริโภคที่จะซื้อสินคา หลังถูกกระตุนดวยขอมูลเก่ียวกับ
สินคาจากชองทางตางๆ โดยผบู รโิ ภคจะประเมินถงึ ความพงึ พอใจตอสนิ คา และบรกิ าร
อิสระฟารม พันธปุ ลา หมายถึง ธรุ กิจเพาะพันธปุ ลาน้าํ จดื และจําหนายพันธุป ลาน้ําจืดหลายสายพนั ธุ
ระเบียบวิธกี ารวิจัย
ขอบเขตการวิจยั
1. ขอบเขตดานเน้ือหา มุงเนนท่ีจะศึกษาเกี่ยวกับเกษตรกรที่เพาะเล้ียงพันธุปลานํ้าจืดในบอดิน
ปจจัยทางการตลาด ความตง้ั ใจซื้อ ปญ หาและอปุ สรรคตลอดจนแนวทางการแกไ ขปญ หาในการดําเนนิ ธรุ กิจ
2. ขอบเขตดานพืน้ ที่ การศึกษาคร้ังนี้เลอื กใชพืน้ ที่ในกลุมเฟซบุกซอื้ ขายพนั ธปุ ลานาํ้ จืด และกลมุ
ลกู คาของอิสระฟารม พันธุปลา
3. ขอบเขตดานประชากร ประชากรในการศึกษา คือ เกษตรกรที่อยูในกลุมเฟซบุกซ้ือขายพันธุ
ปลาน้าํ จดื และลูกคา ของอสิ ระฟารม พนั ธปุ ลา
4. ขอบเขตดานระยะเวลา การศึกษาครั้งน้ีศึกษาชวงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2563 – เดือน
มีนาคม พ.ศ. 2564
วธิ ีการสุม ตัวอยา ง
งานวิจัยน้ีเปนการวิจัยแบบผสมผสาน คือ งานวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และ
การศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใชขอมูลปฐมภูมิในการวิเคราะห และไดมีการสัมภาษณ
ผานทางโทรศัพทกลุมลูกคาเกาของทางอิสระฟารมพันธุปลา ดานความพึงพอใจแบบเชิงลึกท่ีมีตออิสระฟารม
พันธุปลา จํานวนท้ังหมด 7 คน และไดจากการใชแบบสอบถามทางออนไลนในการเก็บจากกลุมตัวอยาง
จาํ นวนท้ังหมด 253 ชุด มกี ารคํานวณจากสูตรดังนี้
กาํ หนดขนาด
กําหนดความคลาดเคล่ือน 5 %
กําหนดระดับความเช่ือมั่น 95 % = 1.96
กาํ หนดความแปรปรวน 50:50
N=
= 1.962(50∗50)
62
==39.,386460(06520∗50)
= 266.67
ดังน้ันกลุมตัวอยางเทากับ 267 ตัวอยาง แตเนื่องจากแบบสอบถามที่เก็บมามคี วามสมบูรณ และ
สามารถนํามาคํานวณคาทางสถิติได 253 ชุด จึงใชกลุมตัวอยาง 253 ตัวอยาง โดยเลือกสุมตัวอยางแบบ
เฉพาะเจาะจง
1. การศึกษาในการดําเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Study) เปนการสัมภาษณแ บบเชิง
ลึก (Depth Interview) ทําการศึกษาและรวบรวมขอมูลจากกลุมลูกคาเกาของทางอิสระฟารมพันธุปลา
จํานวนทงั้ หมด 7 คนเพ่อื ศกึ ษาความพงึ พอใจในการซอ้ื พนั ธปุ ลา
168
การประชมุ วชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022
2. การศึกษาในเชิงปริมาณ (Quantitative Study) ทําการศกึ ษาและรวบรวมขอมูล จากเอกสาร
และหลักฐานที่เก่ียวของจากแบบสอบถาม โดยเนนไปท่ีการวิเคราะหทางสถิติถึงปจจัยการตลาดที่มีผลตอ
ความต้ังใจซื้อพันธุปลาน้ําจืดของอิสระฟารมพันธุปลา และดําเนินการเก็บขอมูลโดยการสงลิงคผานขอความ
ออนไลนไปยังเกษตรกรในกลมุ เฟซบุกซ้อื ขายพันธุปลานํ้าจดื จํานวนทั้งหมด 253 ชุด โดยเคร่ืองมือท่ใี ชในการ
เกบ็ รวบรวมขอ มลู มีรายละเอียดดงั นี้
สว นที่ 1 คําถามคดั กรอง คอื ทานประกอบอาชพี เล้ยี งพนั ธปุ ลานํา้ จืดใชหรอื ไม
สวนท่ี 2 คําถามเกี่ยวกับลักษณะขอมูลของเกษตรกร เปนขอมูลสวนตัวของผูตอบแบบสอบถาม
ไดแก สถานทปี่ ระกอบการของทา น เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ พน้ื ทใี่ ชป ระกอบการ (ไร)
สวนที่ 3 คําถามเก่ียวกับพฤติกรรมการซ้ือพันธุปลานํ้าจืดจํานวน ไดแก ความถ่ีในการซ้ือพันธุ
ปลาน้ําจืด สายพันธุปลาที่นิยมเล้ียง ฟารมปลาที่ซ้ือเปนประจํา คําแนะนําจากกลุมคนเล้ียงปลามีผลในการ
เลือกซื้อพันธุปลา ถาปลาของอิสระฟารมพันธุปลามีคุณภาพเทากับฟารมอ่ืนจะมีผลที่เปล่ียนมาซ้ือปลาของ
อิสระฟารมพันธปุ ลา
สวนที่ 4 คําถามเกี่ยวกับปจจัยทางการตลาดท่ีมีผลตอการเลือกซ้ือพันธุปลา ไดแก ลักษณะของ
บรรจภุ ณั ฑ สีของน้ําในบรรจภุ ัณฑ ความนาเช่อื ถือของแฟนเพจ และการใหขอ มลู ท่ดี งึ ดูดใจในแฟนเพจ
ผลการวจิ ยั
การศึกษาวจิ ับคร้งั นี้เปน แบบผสมผสานจงึ แบง แยกการรายงานผลวิจัยเปน 2 สว น ดงั น้ี
ตอนที่ 1 ขอมูลการวิจัยเชิงปรมิ าณ
1. ขอมูลรอยละของเกษตรกร ผูตอบบแบบสอบถาม พบวาสวนใหญเปนเพศชาย (รอยละ 51.4)
มอี ายุ 40-55 ป (รอ ยละ57.7) มรี ะดบั การศกึ ษาระดบั ปริญญาตรี (รอยละ 47.4) มีอาชีพทาํ ธรุ กิจสว นตัว (รอยละ
66.8) ประกอบการที่จงั หวดั ปทุมธานี (รอ ยละ 46.6) มีพ้นื ที่อยูท่ี 1,000 ไร หรือนอ ยกวา (รอยละ 88.5)
2. ขอมูลรอยละเอาพฤติกรรมการซ้ือพันธุปลาของลุกคาอิสระฟารมพันธุปลา พบวาความถ่ีใน
การเลือกซ้ือพันธุปลามคี วามถใ่ี นการเลอื กซือ้ อยทู ่ี 1-3 คร้ัง/ป จํานวน 100 คน (รอยละ 39.53) รองลงมาอยู
ท่ี 4-6 คร้ัง/ป จํานวน 93 คน (รอยละ 36.76) 7-10 คร้ัง/ป จํานวน 37 คน (รอยละ 14.62) และมากกวา
10 คร้ัง/ป จํานวน 23 คน (รอยละ 9.09) พฤติกรรมการเลือกซ้ือปลาแตละสายพันธุ พบวาสวนใหญจะเลือก
ซ้ือปลานิล จํานวน 170 คน (รอยละ 67.19) รองลงมาคือปลาตะเพียน จํานวน 122 คน (รอยละ 48.22) ปลา
ย่ีสก จํานวน 66 คน (รอยละ 26.09) ปลานวลจันทร จํานวน 50 คน (รอยละ 19.76) ปลาสวาย จํานวน 71
คน (รอยละ 28.06) และปลาจีน จํานวน 47 คน (รอยละ 18.58) และ (3) ในสวนของเกษตรกรที่มีฟารมปลา
ท่ีซ้ือเปนประจํา พบวามีจํานวน 96 คน (รอยละ 37.94) และเกษตรกรท่ีไมมีฟารมปลาท่ีซ้ือเปนประจํา มี
จาํ นวน 157 คน (รอยละ 62.06)
3. ขอมูลรอยละของเหตุผลในการเลือกซ้ือพันธุปลานํ้าจืดของเกษตรกรที่มีฟารมปลาที่ซื้อเปน
ประจํา พบวาสวนใหญเพราะปลามีคุณภาพ จํานวน 54 คน (รอยละ 56.25) รองลงมาอยูท่ีความสะดวก
จํานวน 14 คน (รอยละ 14.58) ราคา จํานวน 9 คน (รอยละ 9.38) กลุมอางอิง จํานวน 7 คน (รอยละ 7.29)
และอ่ืน ๆ ไดแ ก ซอ้ื ขายกันเปน เวลานาน จํานวน 7 คน (รอ ยละ 7.29)
4. วัตถุประสงคข อท่ี 1 เพ่ือศึกษาปจจยั ทางการตลาดทีม่ คี วามสัมพันธตอความต้ังใจซ้อื พันธุปลา
ระหวา งแบบเดมิ และแบบใหมข องลุกคาอิสระฟารมพันธุป ลา
169
การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022
สมมตฐิ านขอ ที่ 1
ตารางที่ 1 เปรียบเทยี บความแตกตางของปจจยั ทางการตลาดและความตัง้ ใจซ้ือของพันธปุ ลาอิสระฟารมพนั ธุ
ปลาระหวางแบบเดมิ และแบบใหม (สีนํา้ ในบรรจุภณั ฑ ความดงึ ดดู ใจ ความนาเช่ือถือของแฟนเพจ และการให
ขอมูลทด่ี งึ ดูดใจในการเลอื กซื้อพันธุปลาของแฟนเพจทั้งสองแบบของอสิ ระฟารมพันธุปลา) โดยใชส ถิติ Paired
Sample t-test
ปจจัยทางการตลาด ̅ S.D. Sig. ผลการทดสอบ
สมมติฐาน
Pair 1 สีของนํ้าในบรรจุภัณฑแบบเดิม 3.70 1.19 .000** แตกตา งกนั
สขี องนํา้ ในบรรจุภัณฑแบบใหม 4.54 .72
Pair 2 ลักษณะของบรรจุภณั ฑแบบเดิม 3.14 1.31 .000** แตกตา งกนั
ลักษณะของบรรจุภัณฑแบบใหม 4.54 .69
Pair 3 แฟนเพจของแบบเดมิ มีความนา เช่ือถอื 3.70 1.09 .000** แตกตางกนั
แฟนเพจของแบบใหมม ีความนาเชื่อถอื 4.56 .72
Pair 4 แฟนเพจของแบบเดมิ มีการใหข อมลู ท่ีดงึ ดดู ใจ 3.55 1.19 .000** แตกตางกนั
แฟนเพจของแบบใหมม กี ารใหข อ มลู ทีด่ งึ ดูดใจ 4.61 .68
คา เฉลยี่ 4.04 0.95
**มนี ยั สําคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดบั .001
จากตารางที่ 1 การทดสอบความแตกตา ง ของคา เฉลี่ย ปจ จยั ทางการตลาดพบวา ปจจัยทางการตลาด
ดานสีน้ําในบรรจุภัณฑ ลักษณะของบรรจุภัณฑ ความนาเชื่อถือของเเฟนเพจ การใหขอมูลที่ดึงดูดใจของแฟน
เพจเเบบใหมแตกตางจากแบบเดิม โดยมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ซ่ึงแบบใหมมีคาเฉล่ียสูงกวาในทุก
ดาน
สมมติฐานขอ ท่ี 2
ตารางท่ี 2 ความสัมพันธระหวางปจจัยทางการตลาดแบบเดิม ท่ีมีตอความต้ังใจซ้ือพันธุปลา โดยใชสถิติ
Pearson Correlation
ปจ จัยทางการตลาดแบบเดมิ ความต้ังใจในการซื้อพันธปุ ลา ความหมาย
ของอสิ ระฟารม พันธปุ ลา
1. ลกั ษณะของแบบเดิม ดงึ ดูดใจทําใหทานอยาก
ซอื้ พนั ธุปลาเพอ่ื นาํ ไปเลี้ยง .27(.000)** มคี วามสมั พันธส ูง
2. ปลามคี ุณภาพ มผี ลตอ การเลอื กซ้ือ .21(.001)** มีความสัมพนั ธส ูง
คาเฉลี่ย 0.24
**มนี ัยสําคัญทางสถิติท่ีระดบั .001
จากตารางท่ี 2 ผลการทดสอบความสัมพันธระหวางปจจัยทางการตลาดแบบเดมิ ทีม่ ตี อ ความตัง้ ใจซื้อ
พันธุปลา โดยใชสถิติ Pearson Correlation พบวา 1) ลักษณะของแบบเดิม ดึงดูดใจทําใหทานอยากซื้อพันธุ
ปลาเพื่อนําไปเลี้ยง และ 2) ปลามีคุณภาพ มีผลตอการเลือกซื้อ เน่ืองจากมีคา Sig เทากับ 0.000 , 0.001 ซ่ึง
นอยกวา 0.05 จึงปฏิเสธสมมติฐานหลักและยอมรับสมมติฐานรอง แสดงวา ปจจัยทางการตลาดดังกลาว มี
170
การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
ความสัมพันธกับความตั้งใจซอ้ื พนั ธุปลาของลกู คา อิสระฟารมื พนั ธุปลาอยา งมนี ยั สําคัญทางสถิติท่รี ะดบั 0.000,
0.001
เม่ือพิจารณาระดับความสัมพันธตัวแปรดังกลาวสามารถเรียงลําดับดังน้ี ตัวแปรที่มีความสัมพันธกับ
ความตั้งใจซ้ือพันธุปลานํ้าจืดมากท่ีสุดคือ ลักษณะของแบบเดิม ดึงดูดใจ (r= 0.27) และปลามีคุณภาพ (r=
0.21)
สมมติฐานขอท่ี 3
ตารางที่ 3 ความสัมพันธระหวางปจจัยทางการตลาดแบบใหมที่มีตอความต้ังใจซื้อพันธุปลาของลูกคาอิสระ
ฟารมพันธปุ ลา โดยใชส ถิติ Pearson Correlation
ปจจยั ทางการตลาดแบบใหม ความต้งั ใจในการซอ้ื ความหมาย
พันธปุ ลาของอสิ ระ
ฟารมพนั ธปุ ลา
1. การจดั สง ทดี่ ี สนิ คาไมมีความเสียหาย มผี ลตอ
การตดั สินใจซอ้ื ของทา น .50(.000)** มคี วามสมั พันธส ูง
2. แฟนเพจของแบบใหมมกี ารใหข อ มลู ท่ดี ึงดดู ใน .41(.000)** มคี วามสมั พันธส งู
การเลอื กซ้ือพันธปุ ลา
3. ลกั ษณะของแบบใหม ดงึ ดูดใจทําใหทานอยาก
ซื้อพนั ธปุ ลาเพอ่ื นาํ ไปเล้ียง .40(.000)** มคี วามสัมพันธก ลาง
4. การจัดสงสนิ คาตรงตอ เวลามีผลตอการตดั สินใจ .33(.000)** มคี วามสมั พันธก ลาง
ซอื้ ของทา น
5. สีของน้าํ ในบรรจุภัณฑแบบใหม มผี ลตอการซ้อื .32(.000)** มคี วามสัมพันธก ลาง
6. ปลามคี ุณภาพ มผี ลตอการเลือกซอ้ื .31(.000)** มคี วามสัมพนั ธก ลาง
คา เฉลีย่ 0.38(.000)**
**มนี ัยสาํ คัญทางสถิติทรี่ ะดบั .001
จากตารางท่ี 3 ผลการทดสอบความสัมพันธระหวางปจจยั ทางการตลาดแบบใหม ทม่ี ตี อ ความตงั้ ใจซอ้ื
พันธุปลา โดยใชสถิติ Pearson Correlation พบวา มีคา Sig เทากับ 0.000 ซ่ึงนอยกวา 0.05 จึงปฏิเสธ
สมมติฐานหลักและยอมรับสมมติฐานรอง แสดงวา ปจจัยการตลาดดังกลาว มีความสัมพันธกับความต้ังใจซ้ือ
และเม่ือพิจารณาระดับความสัมพันธตัวแปรดังกลาวสามารถเรียงลําดับดังน้ี ตัวแปรท่ีมีความสัมพันธกับความ
ตั้งใจซื้อพันธุปลานํ้าจืดมากท่ีสุดคือ การจัดสงสินคาท่ีดีสินคาไมมีความเสียหาย (r=0.50) แฟนเพจของแบบ
ใหม มีการใหขอมูลท่ีดึงดูด (r=0.41) ลักษณะของแบบใหม มีการดูงดึงใจ (r=0.40) การจัดสงสินคาตรงตอ
เวลา (r=0.33) สีของนํา้ ในบรรณจภุ ัณฑแบบใหม (r=0.32) และปลามีคุณภาพ (r=0.31)
ตอนท่ี 2 ขอ มลู การศึกษาเชงิ คุณภาพ
ผลการวิจัยตามวัตถุประสงคที่ 2 เพ่ือศึกษาความพึงพอใจในการซื้อพันธุปลาของลูกคาอิสระฟารม
พนั ธปุ ลาจากการสัมภาษณแ บบเชิงลกึ ของลกู คา อสิ ระฟารมพันธปุ ลา จํานวน 7 คน พบวา ผทู ี่ซอ้ื พันธุปลาจาก
อิสระฟารมพันธุปลา ลูกคาสวนใหญจะชื่นชมคุณภาพของพันธุปลาที่ซื้อ เพราะมีคุณภาพดี เชน พันธุปลามี
ความแข็งแรง โตไว ลักษณะสวยงาม ราคามีความเหมาะสมกับคุณภาพ ราคาตางจากฟารมปลาจากเจาอ่ืนไม
มากซ่ึงของอิสระฟารมพันธุปลา จะมีราคาท่ียอมเยากวา โดยลูกคาสวนใหญจะรูจักอิสระฟารมพันธุปลา โดย
การแนะนําแบบปากตอปากและชองทางออนไลนเฟซบุก ในสวนของการจัดสงลูกคาชื่นชมวามีการจัดสงท่ีดี
171
การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
ไมม ปี ญ หามคี วามตรงตอเวลาตามที่นัดหมาย และเหตุผลของลูกคา ในการตัดสนิ ใจซื้อพันธุปลาของอสิ ระฟารม
พนั ธุปลา ลกู คาสวนใหญจ ะเลือกจากคณุ ภาพของสินคา และราคา (จากการสัมภาษณของผูวจิ ัย, 2563)
อภปิ รายผลการวิจัย
จากวัตถุประสงคของการวิจัยขอท่ี 1 พบวา ดานสีนํ้าในบรรจุภัณฑ, ลักษณะของบรรจุภัณฑ , ความ
นาเชื่อถือของเเฟนเพจ, การใหขอมูลทดี่ ึงดูดใจของแฟนเพจ แตกตางจากแบบเดิม โดยมีนัยสาํ คัญทางสถติ ิ ซ่ึง
แบบใหมมีคาเฉล่ียสูงกวาในทุกดาน อาจเปนเพราะวาแบบใหม มีความสะดวกสบายในการมองเห็นตัวปลาได
ชัดเจน มีการออกแบบท่ดี ึงดูดใจและการใหขอมูลผานแฟนเพจแบบใหม มีการใหร ายละเอียดของขอมูลในการ
ติดตอไดชัดเจน ซึ่งสอดคลองกับ วรางคณา ศิริวัฒน (2559) ท่ีวิจัยเก่ียวกับเร่ืองการตัดสินใจซื้อสัตวเล้ียง
ออนไลน พบวา การตัดสินใจซื้อสัตวเลี้ยงนิยมซ้ือท่ีฟารม เพราะมีความม่ันใจได สัมผัสขอเท็จจริง สวน
ออนไลนนิยมหาขอมูล และ หากจะตัดสินใจซื้อผานออนไลนตองมีขอมูลที่สรางความมั่นใจเพียงพอ ภายใต
เกณฑการไดรับขอมูลท่ีนาเชื่อถือเกี่ยวกับสัตวเล้ียงเปนหลัก ตองมีใบรับรองคุณภาพของสัตวเล้ียง และการ
ออกแบบเวบ็ ไซตจ ําหนายสตั วเ ลย้ี งควรมี รูปภาพ วีดีโอ และรายละเอยี ดครบถว นและ นาสนใจ
จากการทดสอบความสัมพันธปจจัยทางการตลาดแบบเดิมและความตั้งใจซ้ือพันธุปลา พบวา ปจจัย
การตลาดดังกลาวมีความสัมพันธกับความตั้งใจซื้อ และเม่ือพิจารณาระดับความสัมพันธตัวแปร สามารถ
เรียงลําดับตัวแปรทม่ี ีความสัมพันธกับความต้ังใจซือ้ พันธุปลานํ้าจืดมากท่ีสดุ คอื ลักษณะแบบเดิมดึงดูดใจ ปลา
มีคุณภาพ และจากการทดสอบความสัมพันธระหวางปจจัยทางการตลาดแบบใหม และความตั้งใจซื้อพันธุปลา
พบวา มีความสมั พันธกับความตัง้ ใจซ้อื และเม่ือพจิ ารณาระดับความสัมพนั ธต วั แปรสามารถเรียงลําดับตัวแปรที่
มีความสัมพันธกับความตั้งใจซื้อพันธุปลาน้ําจืดมากที่สุดคือ การจัดสงสินคาท่ีดีสินคาไมมีความเสียหาย แฟน
เพจของแบบใหม มีการใหขอมูลที่ดึงดูด ลักษณะของแบบใหม มีการดึงดูงใจ การจัดสงสินคาตรงตอเวลา สี
ของน้ําในบรรจุภัณฑแบบใหม และ ปลามีคุณภาพซ่ึงสอดคลองกับ พรรณิดา ปานแจม และช่ืนจิตต แจงเจนกิจ
(2564, น.63) ที่วิจัยเก่ียวกับเรื่อง การรับรูคุณภาพนํ้าหอม Journal พบวามีความสัมพันธเชิงบวกกับความ
ต้ังใจซื้อน้ําหอมในทุก ๆ ดานน่ันคือหากกลุมตัวอยางมีการรับรูคุณภาพน้ําหอมเพ่ิมขึ้นจะทําใหความตั้งใจซ้ือ
น้ําหอมเพิ่มขึ้นตามไปดว ย
จากวัตถุประสงคของการวิจัยขอท่ี 2 โดยการสัมภาษณแบบเชิงลึกพบวา ลูกคาจะชื่นชมคุณภาพของ
พันธุปลาท่ีซื้อวามีคุณภาพดี เชน พันธุปลามีความแข็งแรง โตไว ราคาเหมาะสม มีการจัดสงที่ตรงตอเวลา โดย
ลูกคาสวนใหญจะรูจักอิสระฟารมพันธุปลา จากการแนะนําแบบปากตอปาก และชองทางออนไลน เฟซบุก
เหตผุ ลของลกู คาในการตัดสนิ ใจซอ้ื พันธปุ ลาของอิสระฟารม พันธุป ลา จะเลือกจากคุณภาพของสินคาและราคา
ซึ่งสอดคลองกับ ณภัทร ต.รุงเรือง (2564, น. 63) ที่ทําการวิจัยเก่ียวกับ ปจจัยท่ีมีอิทธิพลตอการตัดสินใจซื้อ
สัตวเลี้ยงทางเลือกในประเทศไทย พบวาปจจัยสวนประสมทางการตลาดดานผลิตภัณฑ ดานราคา และดาน
การสงเสริมการตลาดมีอิทธิพลตอการตัดสินใจซื้อสัตวเล้ียงทางเลือก และขอมูลจากการสัมภาษณ พบวา
การศึกษาขอมูลการเล้ียงสัตวเลย้ี งทางเลือก กอนการตัดสินใจซื้อจะมีการศึกษาขอมูลจากส่ือสังคมออนไลนเฟ
ซบุก รวมถึงการสอบถามจากผูที่มีประสบการณโดยทําการหาขอมูลเก่ียวกับวิธีการเล้ียงดู อาหารสําหรับสัตว
เลย้ี งทางเลือก
สรุปไดวาคุณสมบัติตาง ๆ ที่กลาวมาตางเปนสวนสําคัญตอการตัดสินใจซ้ือพันธุปลาของเกษตรกร ซึ่ง
คุณสมบัติตางๆ เหลานี้มักเปนส่ิงท่ีดึงดูดความสนใจของเกษตรกรไดอยางดี และยังเปนการสรางความ
นาเชอื่ ถือใหก บั กิจการอกี ดว ย ดงั นัน้ ผปู ระกอบการควรกระตนุ การซื้อพันธุป ลาโดยมกี ารปรับปรุงแฟนเพจใหมี
172
การประชมุ วิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
ความนาเชื่อถือ มีการใหรายละเอียดของขอมูลท่ีชัดเจน เพ่ือสรางการรับรู การจดจํา ใสใจในบรรจุภัณฑใหมี
ความเปน มาตรฐาน จัดสง สินคา ตรงตอเวลาและไมเ กิดความเสยี หายของสนิ คา
ขอ เสนอแนะ
1. ผูประกอบธุรกิจหรือมีสวนเกี่ยวของกับธุรกิจเพาะพันธุปลาควรมีการพัฒนาสวนประสมทาง
การตลาดเพื่อใหสอดคลองกับความตองการของลูกคาหรือผูสนใจเพาะพันธุปลา โดยตองมีการสื่อสาร
หลากหลายรูปแบบควบคูกันไป ไดแก แฟนเพจที่มีขอมูลเกี่ยวกับความรูเรื่องเพาะเลี้ยง ขอควรระวังและ
ปองกันโรค แนะนาํ แหลง ซอื้ ขายแลกเปล่ยี นพันธปุ ลาเพ่อื ใหเกดิ การขบั เคล่อื นธุรกจิ พันธุปลาในประเทศอยางมี
ประสทิ ธิภาพ
2. ผูประกอบธุรกิจควรใหความสําคัญกับคุณภาพของพันธุปลาเน่ืองจากเปนสวนสําคัญที่ทําใหลูกคา
หรอื ผูสนใจเพาะพันธุปลาเกิดการตัดสนิ ใจซอ้ื ไดงายข้นึ
เอกสารอา งอิง
กรมประมง. (2562). สถติ ผิ ลผลติ การเลี้ยงสัตวน า้ํ จดื ป 2562. สบื คน จาก
https://www4.fisheries.go.th/local/index.php/main/site/strategy-stat
ณภทั ร ต.รงุ เรอื ง. (2564). ปจ จัยที่มอี ทิ ธิพลตอการตัดสนิ ใจซื้อสตั วเ ลยี้ งทางเลือก (Exotic Pet) ใน
ประเทศไทย. สืบคน จาก http://dspace.bu.ac.th/jspui/handle/123456789/4863
ธรี ศักด์ิ จินดาบถ, สุนันทา เหมทานนท และพไิ ลวรรณ ประพฤติ. (2561). การรบั รคู ณุ คาและ ความตงั้ ใจซอื้
ผลติ ภณั ฑย างของเกษตรกรชาวไทย. วารสารบริหารธรุ กิจศรีนครินทรวิโรฒ, 9(2), 106-116.
ปท มพร คัมภีระ. (2557). พฤตกิ รรมการซือ้ เครอื่ งสาํ อางผา นเวบ็ ไซตเ ฟซบคุ ของนักศึกษาหญงิ ในเขต
กรุงเทพมหานคร. (การคน ควา อสิ ระปริญญามหาบัณฑติ , มหาวทิ ยาลัยกรุงเทพ).
พรรณิดา ปานแจม และช่ืนจติ ต แจง เจนกจิ . (2564). ความสมั พันธระหวา งการรับรูคุณภาพกบั ความตั้งใจซ้อื
นํา้ หอมของผูบ ริโภคเจเนอเรชนั่ วายในเขตกรุงเทพมหานคร. Journal of the Association of
Researchers, 26(1), 57-66.
วรางคณา ศิริวฒั น. (2559). การตัดสนิ ใจซอ้ื สัตวเ ลยี้ งออนไลน. (การคน ควาอสิ ระปรญิ ญาปรญิ ญา
มหาบณั ฑติ , มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร).
Voice TV. (2561). กนิ ปลาชวยเรอ่ื งไอควิ และการนอนหลับของเด็ก ๆ. สบื คนจาก
https://www.voicetv.co.th/read/Sy3btOn7G
Foxall, G. R., & Sigurdsson, V. (2013). Consumer behavior analysis: behavioral economics
meets the marketplace. The Psychological Record, 63(2), 231-238.
Kotler, P., & Keller, L. K. (2013). Marketing management. New York: McGraw-Hill.
Lamb, C. W., Hair, J., F., & McDaniel, C. (2000). Marketing (5th ed.). USA: South-Western
College Publishing.
Parengkuan, M. W. (2017). A comparative study between male and female purchase
intention toward visual merchandising at centro by parkson department store
mantos. Jurnal Berkala Ilmiah Efisiensi, 17(01).
173
การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
ปจ จัยดานการจดั การความรูท สี่ ง ผลตอประสิทธภิ าพ
ในการปฏบิ ัติงานของบุคลากรของพนกั งานในโรงงานอุตสาหกรรม
กรณีศกึ ษาธุรกจิ SMEs ในนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร
กมลวรรณ สขุ ทรรศนยี 01
นกั ศึกษาปริญญาโทหลักสูตรบริหารธรุ กิจมหาบัณฑิต บณั ฑติ วิทยาลยั
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สวนสุนันทา
บรรดิษฐ พระประทานพร
อาจารยป ระจําหลักสตู รบรหิ ารธรุ กจิ มหาบัณฑติ บัณฑติ วทิ ยาลยั
มหาวิทยาลัยราชภฏั สวนสุนันทา
บทคัดยอ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพ่ือ 1) เพื่อศึกษาคุณลักษณะสวนบุคคลที่มีผลตอประสิทธิภาพในการ
ปฏิบัติงานของพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรม 2) เพ่ือศึกษาปจจัยการจัดการความรูท่ีสงผลตอประสิทธิภาพใน
การปฏิบัติงานของพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรม กรณีศึกษาธุรกิจ SMEs ในนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร
รูปแบบงานวิจัยเปนการวิจัยเชิงปริมาณใชแบบแบบสอบถามเปนเครื่องมือการวิจัย ประชากรและกลุมตัวอยาง
จํานวน 400 คน วิเคราะหขอมูลโดยสถิต คารอยละ การทดสอบคาเฉล่ียสองกลุมตัวอยางแบบอิสระตอกัน การ
วิเคราะหความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะหความถดถอยเชิงพหุ ผลการทดสอบงานวิจัยพบวา กลุม
ตัวอยางสวนใหญเปน เพศชาย จาํ นวน 229 คน มีอายุระหวาง 31-40 ป จาํ นวน 193 คน ระดับการศกึ ษาอยูใน
ระดับมัธยมศึกษา/ปวช จํานวน 205 คน มีประสบการณในการทํางาน 2-5 ป มีรายไดอยูระหวาง 20,001 –
30,000 บาท จํานวน 183 คน และสวนมากเปนระดับเจาหนาท่ีในการปฎิบัติงาน จํานวน 281 คน มีระดับความ
คิดเห็นระดับความคิดเห็นในดานการจัดการความรูของพนักงาน ตามแนวคิดของ Peter Senge ไดแก ดานความ
รอบรูแหงตน การมีแบบแผนความคิด การมีวิสัยทัศนรวม การเรียนรูทํางานเปนทีม การคิดเชิงระบบ อยูในระดับ
ปานกลาง ผลการทดสอบสมติฐานพบวา ในดานของการมีแบบแผนทางความคิด มีระดับความคิดเห็นที่คอนขาง
นอย น่ันหมายถึงพนักงานในโรงงานยังไมรูจักระบบแบบแผนการจัดเก็บขอมูลดีพอทําใหโรงงานอุตสาหกรรมยัง
ขาดการเกบ็ รวบรวมขอมูลทถ่ี กู ตองและทันสมัยพอที่จะดงึ ขอมูลมาศกึ ษาและปฎิบัตงิ านใหทันสมัยมากย่ิงขึ้น และ
ในสวนของการตั้งสมมติฐาน พบวา การจัดการความรูท่ีมีอิทธิพลตอประสิทธิภาพการทํางานของพนักงานใน
โรงงานอตุ สาหกรรม กรณศี ึกษาธรุ กิจ SMEs ในนิคมอตุ สาหกรรมสมทุ รสาครอยา งมีนยั สําคัญทางสถติ ทิ ี่ระดบั .05
คาํ สําคญั : การจัดการความรู ประสิทธภิ าพของพนักงาน โรงงานอตุ สาหกรรม
1 นักศึกษาปรญิ ญาโทหลักสูตรบริหารธรุ กจิ มหาบัณฑิต บัณฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภฏั สวนสนุ ันทา
เลขที่ 1 ถนนอูทองนอก เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300 หมายเลขติดตอ : 083-996-3852 อเี มล: [email protected]
174
การประชมุ วิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
KNOWLEDGE MANAGEMENT FACTORS AFFECTING PERFORMANCE
EFFICIENCY AMONG EMPLOYEES IN INDUSTRIAL PLANTS
A CASE STUDY OF SMEs IN A SAMUT SAKORN INDUSTRIAL ESTATE
Kamonwan Suktussanee1
Graduate Student, Master of Business Administration, Graduate School
Suan Sunandha Rajabhat University
Bundit Phrapratanporn
Lecturer at the Master of Business Administration Program, Graduate School
Suan Sunandha Rajabhat University
Abstract
This research aims to 1) study the personal characteristics that affect the efficiency of
factory employees’ work performance, 2) study the factors relating to Senge's concept of knowledge
management and employee productivity in an industrial plant, and 3) compare the differences in
the job performance efficiency of employees in various industrial plants using case studies of SMEs
in a Samut Sakhon Industrial Estate. The research was quantitatively conducted on a sample of 400
employees aged 21 and over recruited from factories and SMEs in a Samut Sakhon Industrial Estate.
A questionnaire provided the research tool for data collection. The data were analyzed by statistical
data percentage t-test one-way ANOVA and multiple regression, and knowledge management
according to the Schengen concept. The researcher will use the results of this study to analyze
aspects of knowledge management that influences employee efficiency further. The results of the
research showed that, in terms of personal factors, the sampled factory employees could be
quantitatively broken down into the following categories: 229 were male; 193 were aged between
31 and 40 years; 205 had an educational attainment at either secondary school or vocational college
level; 183 had 2 to 5 years of work experience and received an income between 20,001 and 30,000
baht. Additionally, 281 of the sampled employees had opinions in terms of knowledge management
of employees according to the concept introduced by Peter Senge, namely personal mastery, having
a mental pattern (Mental ), having a shared vision (Shared Vision), learning to work as a team (Team
Learning), and system thinking (System Thinking) all at a moderate level. The hypothesis test results
showed that in terms of having a thought pattern, there was a relatively low level of opinion,
suggesting that the factory workers do not know the storage system well enough, resulting in the
industry still lacking in the collection of accurate and up-to-date data to be studied and
implemented.
Keywords: Knowledge Management, Employee Efficiency, Industrial Estate
1 Corresponding Author: Graduate Student, Master of Business Administration, Graduate School
Suan Sunandha Rajabhat University. Contact Number: +6683-996-3852 Email: [email protected]
175
การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022
บทนํา
ในปจจุบันประเทศไทยยังคงตองเผชิญหนากับการเปลี่ยนแปลงหลายดาน ไมวาเปนผลกระทบท้ังท่ี
เปนโอกาสและขอจาํ กัดการพัฒนาประเทศจากแผนพฒั นาเศรษฐกจิ แหงชาติ ฉบบั ที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ได
กําหนดยทุ ธศาสตรการพัฒนาประเทศ เพ่ือสรางภมู คิ ุมกนั ใหประเทศเขม แข็งข้ึน เพื่อเตรยี มพรอมท้ังคน สังคม
เศรษฐกิจ โดยใหความสําคัญกับการพัฒนาคนและสังคมใหมีคุณภาพ รวมทั้งสรางโอกาสทางเศรษฐกิจดวย
ฐานความรู เทคโนโลยี นวัตกรรม ภายใตหลักการพัฒนาพื่นท่ีภารกิจ และการมีสวนรวมของทุกภาคสวนของ
สังคมไทย (ปณิตตรา นราภิรมยขวัญ และศิวะนันท ศิวพันธ, 2559) โดยเศรษฐกิจยุคสมัยใหมเต็มไปดวยองค
ความรูที่หลากหลายและความกาวหนาอยูตลอดเวลามีการเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจหลายดานท่ีสําคัญ การ
เผชิญหนากับความทาทายเหลาน้ี จึงทําใหผูประกอบธุรกิจในปจจุบันตองรักษาความยืดหยุนและความคิด
สรา งสรรคอยเู สมอ (อรอนิ ทุ งามพงศศานต และอาํ นาจ ธีระวนชิ , 2560) จากกระแสการเปลี่ยนแปลงเปน สิ่งที่
ตองเผชิญไมว าจะเปน บคุ คล หรือองคก รการเปลย่ี นแปลงทเี่ กิดข้นึ มันรวดเรว็ และรนุ แรง ก็ดว ยปจจัยท่ีเกิดจาก
การกาวกระโดดของเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่พัฒนาอยางตอเน่ือง และความซับซอนของระบบเศรษฐกิจ ซ่ึง
สงผลกระทบกับการดําเนินงานทั้งภายในและภายนอกองคการ สงผลใหเวทีการแขงขันที่เคยจํากัดอยูในวง
แคบ ๆ ขยายขอบเขตออกไปครอบคลมุ ทั่วโลก
การจัดการความรูจึงเปนองคประกอบท่ีสําคัญในการแขงขัน รวมถึงเพิ่มศักยภาพการแขงขันใน
ภาคอุตสาหกรรมเพื่อลดอุปสรรคท่ีเกิดข้ึน (Wong & Aspinwall, 2004) ยังสามารถทําใหองคการบรรลุ
เปาหมายได วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (SMEs) เปนภาคอุตสาหกรรมที่มีความสําคัญยิ่งตอประเทศ
เปนกําลังสําคัญตอการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยหนวยงานทั้งภาครัฐและเอกชนไดนําการจัดการความรูมา
เปนเครื่องมือเพ่ิมศักยภาพการแขงขัน ผูประกอบการธุรกิจ (SMEs) จะตองตอบสนองอยางรวดเร็วจากการใช
ประโยชนในการจัดการความรู การยอมรับในการจัดการความรูในผูประกอบการธุรกิจ (SMEs) กลายเปนสิ่งที่
เกิดข้ึนใหมในการพัฒนากลยุทธทางธุรกิจ แตเนื่องจากวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอมยังขาดความรูความ
เขาใจทถ่ี กู ตอ งเก่ียวกับหลกั การจดั การความรู และมีความลาชาในการนาํ มาใช เนือ่ งมาจากผปู ระกอบการสวน
ใหญย ังไมใหค วามสาํ คญั (อรอินทุ งามพงศศานต และอํานาจ ธีระวนิช, 2560)
การวิจัยครั้งน้ีผูวิจัยไดศึกษาแนวคิดทฤษฎีเพื่อใหการจัดการความรูดําเนินการไดอยางมีระบบและ
เกิดประสิทธิผลตอองคการ ตามหลักทฤษฎี 5 ประการ (The Fifth Discipline) ของ Senge (1990) ท่ีกลาว
วาเปนแนวทางในการปฏิบัติเพ่ือ สรางกระบวนการเรียนรูท้ังองคการ ดังนี้ 1) มีความคิด ความเขาใจเชิงระบบ
(System Thinking) โดยทุกคน ตองมีความสามารถในการเขาใจถึงความสัมพันธระหวาง ส่ิงตาง ๆ ท่ีเปน
องคประกอบสาํ คัญของระบบนอกเหนือจากการมองภาพรวมแลว ตองมองรายละเอยี ดของสว นประกอบ ยอย
ในภาพนั้นใหออกดวย ซ่ึงหลักการขอนี้สามารถแกไข ปญหาท่ีสลับซับซอนตางๆ ภายในองคการได 2) มุงสู
ความเปนเลิศและรอบรู (Personnal Mastery) โดยมุงมั่นที่จะพัฒนาตนเองใหไปถึงเปาหมายดวยการสราง
วิสัยทัศนของตนเอง (Personal Vision) เม่ือลงมือกระทําตองกระทําดวยความมุงมั่น มีการใชขอมูล
ขอ เทจ็ จริง เพื่อคิดวิเคราะหแ ละตดั สินใจ (Commitment to the Truth) 3) มีรปู แบบวิธีการคดิ และมุมมองท่ี
เปดกวาง (Mental Model) โดยผลลัพธที่จะเกิดจากรูปแบบ แนวคิดน้ีจะออกมาในรูปของผลลัพธ 3 ลักษณะ
คือ 3.1) เจตคติ หมายถึง ทาทีหรือความรูสึกของบุคคลตอ สิ่งใดส่ิงหนึ่ง เหตุการณ หรือเรื่องราวใด ๆ 3.2)
ทัศนคติ หมายถึง แนวความคิดเห็น และ 3.3) กระบวนทัศน หมายถึง กรอบความคิด หรือแนวปฏิบัติที่ปฏบิ ตั ิ
ตาม ๆ กันไป จนกระทั่งกลายเปนวัฒนธรรมองคการในทส่ี ดุ 4) มีการสรางและสานวิสัยทศั นรวมกันของคนใน
องคการ (Shared Vision) โดยวิสัยทัศนขององคการ นับวาเปน ความมุงหวังขององคการที่ทุกคนตองรวมกัน
บูรณาการ ใหเ กิดเปนรูปธรรมในอนาคต ซึง่ ลักษณะวิสยั ทศั นของ องคการทดี่ ี คือ กลุม ผนู ําตองเปน ฝายเริ่มตน
176
การประชมุ วิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
นําเขาสู กระบวนการพัฒนาวิสัยทัศนอยางจริงจัง ซึ่งวิสัยทัศน จะตองมีรายละเอียดชัดเจนเพียงพอท่ีจะนําไป
เปนแนวทาง ปฏิบัติได และวิสัยทัศนขององคการตองเปนภาพบวก ตอองคการเสมอ และ 5) มีการเรียนรู
รวมกันเปนทีม (Team Learn) โดยองคการมุงเนนใหทุกคนในทีมมีสํานึก รวมกันวา กําลังทําอะไร ทําอยางไร
และจะทําอะไรตอไป ซ่ึงจะชวยเพ่ิมคุณคาของงานอยางแทจริงน่ันเอง ผูวิจัยจึงสนใจท่ีจะศึกษา การจัดการ
ความรูท่ีมีอิทธิพลตอประสิทธิภาพการทํางานของพนักงาน โดยผลการศึกษาสวนหน่ึงจะนําไปเปนประโยชน
ตอวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม และยังสามารถผลักดันใหพนักงานทํางานใหกับองคกรไดอยางมี
ประสทิ ธิภาพ
วตั ถปุ ระสงคของการวิจยั
1) เพื่อศึกษาคุณลักษณะสวนบุคคลท่ีมีผลตอประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน ใน
โรงงานอตุ สาหกรรม กรณีศกึ ษาธุรกจิ SMEs ในนคิ มอตุ สาหกรรมสมทุ รสาคร
2) เพื่อศึกษาปจจัยการจัดการความรูท่ีสงผลตอประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน ใน
โรงงานอุตสาหกรรม กรณศี กึ ษาธรุ กจิ SMEs ในนิคมอุตสาหกรรมสมทุ รสาคร
สมมติฐานการวิจยั
การศึกษาในครง้ั นี้ผูว จิ ยั ตง้ั สมมฐิ านการวจิ ยั ดังน้ี
H1 เพื่อศึกษาคุณลักษณะสวนบุคคลท่ีมีผลตอประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน ใน
โรงงานอตุ สาหกรรม กรณศี ึกษาธรุ กจิ SMEs ในนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร โดยมสี มติฐานยอ ยดังน้ี
H1a ปจจัยสวนบุคคลดานเพศ ท่ีแตกตางกันมีผลตอประสิทธิภาพของพนักงานในโรงงาน
อุตสาหกรรม กรณศี ึกษาธรุ กจิ SMEs ในนิคมอตุ สาหกรรมสมทุ รสาคร
H1b ปจจัยสวนบุคคลดานอายุ ที่แตกตางกันมีผลตอประสิทธิภาพของพนักงานในโรงงาน
อุตสาหกรรม กรณศี กึ ษาธรุ กิจ SMEs ในนิคมอตุ สาหกรรมสมุทรสาคร
H1c ปจจัยสวนบุคคลดานประสบการณ ท่ีแตกตางกันมีผลตอประสิทธิภาพของพนักงานใน
โรงงานอุตสาหกรรม กรณีศกึ ษาธรุ กิจ SMEs ในนิคมอุตสาหกรรมสมทุ รสาคร
H1d ปจจัยสวนบุคคลดานรายได ที่แตกตางกันมีผลตอประสิทธิภาพของพนักงานในโรงงาน
อุตสาหกรรม กรณศี ึกษาธุรกิจ SMEs ในนคิ มอตุ สาหกรรมสมทุ รสาคร
H1e ปจจัยสวนบุคคลดานระดับการศึกษา ที่แตกตางกันมีผลตอประสิทธิภาพของพนักงานใน
โรงงานอุตสาหกรรม กรณีศกึ ษาธรุ กจิ SMEs ในนคิ มอุตสาหกรรมสมุทรสาคร
H1f ปจจัยสวนบุคคลดานระดับตําแหนงงาน ท่ีแตกตางกันมีผลตอประสิทธิภาพของพนักงานใน
โรงงานอตุ สาหกรรม กรณีศึกษาธุรกจิ SMEs ในนคิ มอตุ สาหกรรมสมุทรสาคร
H2 เพ่ือศึกษาปจจัยการจัดการความรูท่ีสงผลตอประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน ใน
โรงงานอุตสาหกรรม กรณศี กึ ษาธรุ กิจ SMEs ในนคิ มอุตสาหกรรมสมุทรสาคร โดยมสี มติฐานยอยดงั นี้
H2a การจัดการความรูดาน การมีความรอบรูแหงตน มีอิทธิพลตอประสิทธิภาพของพนักงานใน
โรงงานอตุ สาหกรรม กรณีศึกษาธุรกิจ SMEs ในนิคมอุตสาหกรรมสมทุ รสาคร
H2b การจัดการความรูดาน การมีแบบแผนความคิด มีอิทธิพลตอประสิทธิภาพของพนักงานใน
โรงงานอุตสาหกรรม กรณีศกึ ษาธรุ กจิ SMEs ในนคิ มอตุ สาหกรรมสมทุ รสาคร
H2c การจัดการความรูด าน การมวี สิ ัยทัศนร ว ม มีอทิ ธิพลตอ ประสทิ ธิภาพของพนักงานในโรงงาน
อตุ สาหกรรม กรณีศึกษาธรุ กจิ SMEs ในนิคมอตุ สาหกรรมสมทุ รสาคร
177
การประชมุ วิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
H2d การจัดการความรูดาน การมีเรียนรูเปนทีม มีอิทธิพลตอประสิทธิภาพของพนักงานใน
โรงงานอุตสาหกรรม กรณีศกึ ษาธุรกิจ SMEs ในนิคมอุตสาหกรรมสมทุ รสาคร
H2e การจัดการความรูดาน การคิดอยางเปนระบบ มีอิทธิพลตอประสิทธิภาพของพนักงานใน
โรงงานอุตสาหกรรม กรณศี กึ ษาธุรกิจ SMEs ในนคิ มอตุ สาหกรรมสมทุ รสาคร
ขอบเขตการวิจยั
1. ขอบเขตดา นพน้ื ทแี่ ละประชากร
ในการศกึ ษาวิจยั ครั้งนี้ ประชากรและกลมุ ตัวอยา ง เปนพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรม
กรณศี ึกษาธุรกจิ SMEs ในนิคมอตุ สาหกรรมสมทุ รสาคร
2. ขอบเขตตัวแปร
จากแนวคิดทฤษฎแี ละผลงานวจิ ัยที่เกยี่ วของ ผูวจิ ัยไดนามาใชเ ปน การกาํ หนดตัวแปรท่ถี ือเปน
ปจจยั ที่มคี วามสมั พันธ จงึ พอสรุปกรอบแนวคดิ เก่ียวกบั การวจิ ัยไดด งั น้ี
2.1 ตวั แปรตน ประกอบดว ย
ปจจัยสว นบคุ คล
- เพศ
- อายุ
- ประสบการณ
- รายได
- ระดับการศกึ ษา
- ตําแหนง งาน
การจัดการความรูตามแนวคิด Peter senge
- การมีความรอบรูแหงตน
- การมแี บบแผนความคิด
- การมวี สิ ยั ทัศนร ว ม
- การเรยี นรูท าํ งานเปนทมี
- การคดิ อยา งมีระบบ
2.2 ตัวแปรตาม ประกอบดวย ประสิทธิภาพการทาํ งานของพนกั งาน
การทบทวนวรรณกรรม
แนวคิดองคป ระกอบดา นบุคคล
ทัศนา หาญพล (2557) กลาวถึงองคประกอบที่สําคัญของกระบวนการจัดการความรูวาเปนเร่ือง
ท่ีเก่ียวกับ กระบวนการความรู บุคคล วัฒนธรรมองคการ และเทคโนโลยี โดยเฉพาะบุคคลหรือคนเปน
องคประกอบท่ีสําคัญท่ีสุด เพราะเปนแหลงความรู และเปนผูนําความรูไปใชใหเกิดประโยชน ความสามารถ
ของคนในปจจุบันถูกจํากัดดวยขีดความสามารถในการทํางาน (Competency) ท่ีเกิดข้ึนเมื่อชวงตนทศวรรตท่ี
1970 มาจากงานวิจัยของ รศ.เดวิด แมคคลาเลน แหงมหาวิทยาลัยฮารวารต ท่ีไดทําการศึกษาคุณสมบัติและ
คุณลักษณะของนักธุรกิจและผูบริหารระดับสูงที่ประสบความสําเร็จวามีคุณลักษณะอยางไร ผลการวิจัยพบวา
ประวัติและผลลัพททางการศึกษาท่ีดีเดนของบุคคลไมไดเปนปจจัยทีจ่ ะชี้วัดวาบุคคลน้ันจะประสบความสําเร็จ
ในหนาท่ีเสมอไป หากตอ งมีคุณลกั ษณะอื่นๆ ดวย เชน ความสามารถทํางานรวมกบั ผอู ่ืน ความสามารถสื่อสาร
178