The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by neverstop.learning09, 2022-04-17 22:43:32

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมระดับชาติ RTBEC 2022

Proceedings of The 9th RMUTT Global Business and
Economics National Conference 2022

Keywords: Rtbec

การประชมุ วชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022

ประกอบดวย 3 องคประกอบ คือ ความขยันขันแข็ง ความทุมเทในการทํางาน และความรูสึกเปนอันหน่ึงอัน
เดียวกับงาน โดยองคประกอบดานความทุมเทในการทํางาน มีคาเฉลี่ยสูงที่สุด (Χ� = 4.307) รองลงมา คือ
องคประกอบดานความขยนั ขันแขง็ (Χ� = 4.228) และองคป ระกอบดา นความรูสึกเปนอันหนึง่ อันเดียวกบั งาน
(Χ� = 4.045) สอดคลองกับงานวิจัยของกฤติยา เข่ือนวัน (2561) ไดศึกษาเร่ือง มาตรวัดความเกี่ยวพันของ
พนักงานและความผูกพันตอองคการของพนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม อุตสาหกรรมการผลิตใน
จังหวัดปทุมธานี พบวา องคประกอบดานความมุงมั่นทุมเท มีคาเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ องคประกอบดาน
ความขยันรับผิดชอบ และองคประกอบดานความเปนหน่ึงเดียวกับงาน เมื่อพิจารณารายขอ พบวา ตัวแปร
ทั้งหมดอยูในระดับสูง สามารถอธิบายไดวา พนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอมอุตสาหกรรมการผลิต
ในจังหวัดปทุมธานี มีการแสดงพฤติกรรมที่บงบอกถึงความเก่ียวพันของพนักงาน ซึ่งเปนการรับรูในตัวตนของ
พนักงานเอง ความเกี่ยวพันของพนักงานจะเกิดข้ึนไดตอเม่ือไดรับการกระตุนหรือจูงใจในการทํางาน เชน การ
สนับสนุนจากผูบังคับบัญชา เพ่ือนรวมงาน การใหอิสระในการทํางาน ลักษณะของงานท่ีไดรับมอบหมาย เปน
ตน

ซ่งึ จากการศกึ ษาดังกลาวสามารถนํามาประยกุ ตใชใ นทางปฏิบตั ิได ดังน้ี
1. ความทุมเทในการทํางาน เปนตัวแปรตัวทาํ นายความเก่ียวพันของพนักงานมคี าเฉลี่ยสูงท่ีสุดและ
ผลการวิจัยน้ีสามารถอธิบายพฤติกรรมของพนักงานไดวา พนักงานมีพฤติกรรมที่เอาใจใสในการทํางาน มี
ความภาคภูมิใจและมีแรงบันดาลใจในการทํางาน รวมท้ังมีความกระตือรือรนในการปฏิบัติงานเพ่ือใหงาน
บรรลุเปาหมาย ดังน้ัน องคการควรสงเสริมและพัฒนาใหพนักงานเกิดความรูสึกทุมเทในการทํางาน เชน การ
จัดฝกอบรมเพ่ิมเติมในสาขาอาชีพท่ีเก่ียวของ หรือการฝกอบรมในความรูใหมๆ เพื่อใหพนักงานไดเพิ่มพูน
ความรู ความสามารถของตนเอง รวมทั้งการจัดใหมีสิ่งจูงใจหรือผลตอบแทนในการปฏิบัติงาน เพื่อสราง
แรงจงู ใจและแรงบนั ดาลใจใหเ กดิ ขึน้ กับตวั พนกั งาน
2. ความขยันขันแข็ง เปนตัวแปรตัวทํานายความเก่ียวพันของพนักงานในระดับสูง ซึ่งผลการวิจัยน้ี
สามารถอธิบายพฤติกรรมของพนักงานไดวา พนักงานท่ีปฏิบัติงานที่บริษัท ดราโก พีซีบี จํากัด (มหาชน) เปน
บุคลากรที่มีพลังใจในการทํางานในระดับกลาง มีความเต็มใจและมีความอดทนไมยอทอ มีความพยายามท่ีจะ
ปฏิบัติงานท่ีไดรับมอบหมายใหแลวเสร็จตามเปาหมายที่กําหนด ดังนั้น องคการควรหาแนวทางท่ีจะสงเสริม
และพัฒนาศักยภาพในการทํางานใหแกพนักงานที่ปฏิบัติงานอยูในองคการ เชน การฝกอบรมและพัฒนา
พัฒนาพนักงานใหมีศักยภาพการทํางานที่สูงข้ึนภายใตขอบเขตงานที่ไดรับผิดชอบหรืองานท่ีเกี่ยวของ การ
สรางระบบพเี่ ลี้ยงในองคก ารใหแ กพนักงานทีเ่ ขามาทํางานในองคก าร เพื่อสรา งขวัญและกาํ ลังใจใหแกพ นักงาน
ที่เขามาใหม เพือ่ ใหพ นกั งานทเ่ี ขา มาใหมสามารถปรับตวั เขากบั องคก ารไดอ ยา งรวดเร็ว
3. ความรูสึกเปนอันหน่ึงอันเดียวกับงาน เปนตัวแปรตัวทํางานความเกี่ยวพันของพนักงานอยูใน
ระดับสูง ซึ่งผลการวิจัยน้ีสะทอนใหเห็นวา พนักงานที่ปฏิบัติงานที่บริษัทนั้น มีความมุงม่ันและความสุขในการ
ทํางานนอย มีสมาธิในการทํางานนอย ดังน้ัน องคการควรเรงเสริมสรางใหพนักงานเกิดความรูสึกรักที่จะ
ปฏิบัติงานในองคการ หรือเกิดความรูสึกวางานเปนสิ่งที่สําคัญ เชน ควรจัดใหมีกิจกรรมรวมกันระหวาง
ผบู งั คับบัญชากบั ผูใ ตบงั คับบัญชา เพือ่ ใหมีการแลกเปล่ยี นความคิดเห็นแลกเปลยี่ นความรูในงานซ่งึ กันและกนั
จากผลการวิเคราะหขางตน แสดงใหเห็นวา องคการควรศึกษาและเขาใจถึงแนวคิดความเก่ียวพัน
ของพนักงานท่ีประกอบดวย ความขยันขันแข็ง ความทุมเทการทํางาน และความรูสึกเปนอันหนึ่งอันเดียวกับ
งาน ซ่ึงท้ังสามองคประกอบเปนสวนประกอบสําคัญของการแสดงถึงพฤติกรรมความเกี่ยวพันของพนักงาน
ดังนั้น หากองคการตองการพัฒนาบุคลากรในองคการตองดําเนินการทั้งสามองคประกอบควบคูกัน เพ่ือให
พนักงานแสดงพฤติกรรมของตนเองออกมาในรปู แบบของผลงานหรอื ผลการปฏิบตั งิ านไดอ ยา งมีประสทิ ธภิ าพ

129

การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022

เอกสารอางอิง
กลาหาญ ณ นา น. (2563). พฤติกรรมองคการ. กรุงเทพฯ : ทรปิ เปล เอด็ ดเู คชั่น.
กฤตยิ า เข่อื นวัน. (2561). มาตรวัดความผกู พันตอ งานและความผูกพนั ตอ องคการของพนักงานวสิ าหกิจ

ขนาดกลางและขนาดกลุมยอ มอุตสาหกรรมการผลติ ในจงั หวดั ปทมุ ธาน.ี (การคน ควา อสิ ระ
ปริญญามหาบณั ฑติ , มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธัญบุร)ี .
บรษิ ทั ดราโก พีซีบี จํากัด (มหาชน). (2563). รายงานประจาํ ป พ.ศ.2563. ปทุมธานี
วรรณะ บรรจง, ธงชัย เครอื หงส, อภิชาต พัฒนวริ ิยะพิศาล และศโิ รจน พิมาน. (2558). ตัวทาํ นายทสี่ ําคัญทมี่ ี
ตอ ความผูกพนั ของพนักงาน. วารสารวชิ าการศลิ ปศาสตรประยุกต, 21 – 31.
รพีพรรณ สมจติ รนึก. (2557). ความสมั พนั ธร ะหวา งการรบั รคู วามสามารถของตนเองและคณุ ลักษณะของงาน
ตอความผกู พนั ในงานและผลการปฏิบัตงิ าน กรณศี กึ ษา : กลุม ธุรกิจบริษัทหลักทรัพยในเขต
กรงุ เทพมหานคร. (การคน ควาอิสระปรญิ ญามหาบณั ฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร).
ลักขนา พว งรักษ. (2556). การพฒั นาและตรวจสอบคณุ ภาพแบบประเมนิ ความผกู พันในงานของพยาบาล
วิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน กรงุ เทพมหานคร. (วทิ ยานิพนธปรญิ ญามหาบัณฑิต, จฬุ าลงกรณ
มหาวิทยาลัย).
อนนั ต มณีรตั น (2560). ความผูกพนั ในองคก าร: ศึกษากรณี สํานักเลขาธิการคณะรฐั มนตร.ี วารสาร
รฐั ศาสตรปริทรรศน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 4(1), 67-90.
Anderson, J. C., & Gerbing, D. W. (1988). Structural equation modeling in practice: A review
and recommended two-step approach. Psychological bulletin, 103(3), 411-423.
Bakker, A. B., & Albrecht, S. (2018). Work engagement: current trends. Career Development
International. 23(1), 4-11.
Bakker, A. B., & Demerouti, E. (2008). Towards a model of work engagement. Career
Development International, 13(2), 209-233.
Birdie, D. R., Anderson, J. F., & Niebuhr, M. A. (1986). Questionnaires: design and use.
Scarecrow Press, New Jersey.
Bollen, K. A. (1989). Structural equations with latent variable. New York: John Wiley &
Sons.
Byrne, B. M. (2016). Structural Equation Modelling with AMOS: Basic Concepts,
Applications, and Programming (3rd ed.). New York: Routledge.
Charles, W. (2006). A potent secret for winning a crucial edge over your rivals?. Industrial
and Commercial Training, 38(1),18-22.
Christian, M. S., Garza, A. S., & Slaughter, J. E. (2011). Work engagement: A quantitative review
and test of its relations with task and contextual performance. Personnel
psychology, 64(1), 89-136.
Fletcher, L., & Robinson, D. (2013). Measuring and understanding employee engagement. In
C. Truss, R. Delbridge, K. Alfes, A. Shantz, & E. Soane (Eds.), Employee engagement
in theory and practice (pp. 273-290). https://www.routledge.com/Employee-
Engagement-in-Theory-and-Practice/Truss-Alfes-Delbridge-Shantz-
Soane/p/book/9780415657419

130

การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022

Fornell, C. and Larcker, D. F. (1981). Evaluating structural equation models with
unobservable variables and measurement error. Journal of marketing research,
18(1), 39-50.

Kahn, W. A. (1990), Psychological conditions of personal engagement and disengagement at work.
The Academy of Management Journal, 33(4), 692-724.

Macey, W. H., & Schneider, B. (2008). The meaning of employee engagement. Industrial and
Organizational Psychology, 1(1), 3-30.

Schaufeli, W. B., et al. (2002). The measurement of engagement and burn out: A two sample
confirmatory factor analytic approach. Journal of Happiness Studies, 3, 71-92.

Schaufeli, W. B., & Bakker, A. B. (2010). Defining and measuring work engagement: Bringing
clarity to the concept. In Bakker, A.B. & Leiter, M.P. (Eds.), Work Engagement: A
Handbook of Essential Theory and Research. 10 – 24. New York, NY: Psychology
Press.

Tabachnick, B. G. F., & Statistics, L. S. (2001. Using multivariate. Massachusetts: Pearson.
Zaiţ, A., & Bertea, E. (2011). Methods for testing discriminant validity. Management & Marketing,

5(2). 217-224.

131

การประชมุ วชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022

ผลกระทบของภาวะธาํ รงสภาพตอ ผลการดาํ เนินงาน
ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอ ม ในจงั หวัดเชียงใหม ภายใตสถานการณโควิด 19

ศศวิ ิมล วรพนั ธ0ุ1
นักศกึ ษาปริญญาโทหลักสูตรบริหารธรุ กิจมหาบัณฑติ คณะบรหิ ารธุรกิจ

มหาวทิ ยาลยั แมโจ
ปรดี า ศรีนฤวรรณ, กัญญพ สั วี กลอมธงเจรญิ และภูษนศิ า เตชเถกงิ

อาจารยประจําคณะบริหารธรุ กิจ
มหาวทิ ยาลยั แมโจ
บทคัดยอ

การศึกษาครั้งน้ีมีวัตถุประสงคเพ่ือศกึ ษาผลกระทบของภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการตอผลการ
ดําเนินงานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม สาขาธุรกิจรานอาหาร ในจังหวัดเชียงใหมภายใตสถานการณ
โควิด 19 ใชวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยสัมภาษณผูประกอบการรานอาหารท่ีมีการปรับตัวอยางเห็นไดชัด
จํานวน 5 ทาน วิเคราะหโดยการจําแนกชนิดขอมูลเพื่อพัฒนาแบบจําลองภาวะธํารงสภาพโดยใชแบบสอบถาม
250 ชุด กลุมตัวอยาง คือ ผูประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม สาขาธุรกิจรานอาหาร ในจังหวัด
เชียงใหม ใชวิธีวิจัยเชิงปริมาณในการวิเคราะหองคประกอบเชิงยืนยัน พบวาภาวะธํารงสภาพประกอบดวย 6
องคประกอบ ไดแก ความเขมแข็ง ความมีไหวพริบ การมองโลกในแงดี การมีเครือขายสัมพันธ นวัตกรรม และ
ความคิดสรางสรรค จริยธรรมและการเขาใจความรูสึกผูอื่น วิเคราะหโดยวิธีการถดถอยเชิงเสน ผลการศึกษา
พบวา ภาวะธํารงสภาพสงผลในเชิงบวกตอผลการดําเนินงานท้ังที่เปนตัวเงินและไมเปนตัวเงิน เม่ือวิเคราะห
ผลกระทบขององคประกอบยอย พบวาภาวะธํารงสภาพท่ีสงผลตอการดําเนินงานท่ีเปนตัวเงินมี 2 องคประกอบ
คือ การมีเครือขายสัมพันธ จริยธรรมและการเขาใจความรูสึกผูอื่น องคประกอบที่สงผลตอการดําเนินงานท่ีไม
เปนตัวเงินมี 4 องคประกอบ คือ ความมีไหวพริบ การมีเครือขายสัมพันธ นวัตกรรมและความคิดสรางสรรค
จริยธรรมและการเขาใจความรูสึกผูอื่น นอกจากน้ียังคนพบวาในสถานการณโควิด 19 จริยธรรมและการเขาใจ
ความรูสึกผูอ่ืนสงผลตอการดําเนินงานมากท่ีสุด และการมองโลกในแงดีสงผลในทิศทางลบตอผลการดําเนินงาน
ที่เปน ตวั เงนิ
คําสําคัญ: ภาวะธํารงสภาพ วสิ าหกจิ ขนาดกลางและขนาดยอม โควิด 19

1 นกั ศกึ ษาปรญิ ญาโทหลักสูตรบริหารธรุ กจิ มหาบัณฑิต คณะบริหารธุรกจิ มหาวิทยาลยั แมโจ ต.หนองหาร อ.สนั ทราย
จ.เชยี งใหม 50260 หมายเลขติดตอ: 095-4422547 อเี มล: [email protected]

132

การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022

THE IMPACT OF ENTREPRENEURIAL RESILIENCE
ON MICRO, SMALL, AND MEDIUM ENTERPRISE PERFORMANCE

IN CHIANG MAI DURING COVID-19 PANDEMIC

Sasiwimon Worapan1
Graduate Student, Master of Business Administration, Faculty of Business Administration

Maejo University
Preeda Srinaruewan, Kunpatsawee Klomthongjaroen and Pusanisa Thechatakerng

Lecturer at Faculty of Business Administration
Maejo University
Abstract

The purpose of the study was to investigate the impact of entrepreneurial resilience
on micro, small and medium enterprise performance in Chiang Mai during the COVID-19
pandemic. In this study, the mixed-method research model was separated into two approaches:
1) typological analysis; and 2) confirmatory factor analysis, and regression analysis. Data were
collected through interviews with 5 restaurant operators and 250 MSME (Micro, Small, and
Medium Enterprise) restaurant operators in Chiang Mai through questionnaires. Confirmatory
factor analysis and regression analysis were used for data analysis. The results indicated that
entrepreneurial resilience has 6 components, namely hardiness, resourcefulness, optimism,
social connection, innovation and creativity, ethics, and empathy. There is a significantly positive
effect between entrepreneurial resilience and financial and non-financial performance. Social
connection, ethics, and empathy affect financial performance. Resourcefulness, social
connection, innovation and creativity, ethics, and empathy affect non-financial performance.
However, there is a significantly negative effect between optimism and financial performance.
Keywords: Resilience, Small and Medium Enterprise, Covid-19

1 Corresponding Author: Graduate Student, Master of Business Administration, Faculty of Business
Administration, Maejo University. Contact Number: +6695-442-2547 Email: [email protected]

133

การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022

บทนาํ
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (MSME) มีบทบาทสําคัญในการขับเคล่ือนเศรษฐกิจ มีมูลคา

5,963,156 ลานบาท คิดเปนรอยละ 35.3 ของผลิตภัณฑมวลรวมทั้งประเทศ และมีสัดสวนถึงรอยละ 99.3
ของจํานวนวิสาหกิจทั้งประเทศ กอใหเกิดการจา งงานรอยละ 69.48 ของการจางงานทั้งหมด (สํานักงานสงเสรมิ
วิสาหกจิ ขนาดกลางและขนาดยอม, 2563) อยางไรก็ตามสถานการณ การแพรร ะบาดของเชอ้ื ไวรัสโคโรนา 2019
(โควิด-19) สํานักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ (สศช.) ไดคาดการณวาเศรษฐกิจไทย
จะหดตัวอยางรุนแรงท่ีสุดนับต้ังแตวิกฤติเศรษฐกิจป 2540 สงผลใหแนวโนมเศรษฐกิจไทยตลอดทั้งป 2563
ปรับตัวลดลง นําไปสูปญหาสภาพคลองและความเส่ียงในการปดกิจการ โดยเฉพาะอยางยิ่งภาคบริการ
ภาคการทองเท่ียว และกลุมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (MSME) เน่ืองจากเปนกลุมท่ีมีความเปราะบาง
และมีความสามารถในการรองรับความเส่ียงไดนอยกวาธุรกิจขนาดใหญ เม่ือจําแนกตามสาขาธุรกิจ พบวาธุรกิจ
ที่พักแรมและบริการดานอาหารไดรับผลกระทบมากที่สุด โดย GDP ปรับตัวลดลงถึงรอยละ 48.6 ในไตรมาสท่ี
2/2563 และยังไมสามารถฟนตัวได แรงกดดันดังกลาวสงผลใหมีจํานวนผูวางงานเพิ่มมากขึ้นถึง 0.75 ลานคน
มีสาเหตมุ าจากการเลกิ /หยุด/ปด กิจการรอยละ 58.7 และเปน แรงงานในภาคบริการสูงถงึ รอยละ 55.4

จังหวัดเชียงใหมมีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (MSME) สาขาธุรกิจบริการท่ีพักแรมและ
บริการดานอาหาร สูงเปนอันดับ 3 ของประเทศ กอใหเกิดการจางงานสูงเปนอันดับ 5 ของประเทศ (สํานักงาน
สงเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม, 2563) ผลิตภัณฑมวลรวมของจังหวัด รอยละ 65 มาจากภาคการ
ทองเท่ียวและบริการ จึงไดรับผลกระทบอยางมาก ทั้งน้ี หอการคาจังหวัดเชียงใหมประเมินวานับต้ังแตเดือน
มีนาคม 2563 จังหวัดเชียงใหมสูญเสียรายไดจากภาคการทองเที่ยวและบริการประมาณเดือนละ 1 หม่ืนลาน
บาท จากการที่นักทองเท่ียวชาวไทยลดลง รอยละ 29.23 นักทองเที่ยวตางประเทศลดลง รอยละ 83.75 และ
รายไดลดลงถึง รอยละ 54.96 (กองเศรษฐกิจการทองเที่ยวและกีฬา กระทรวงการทองเที่ยวและกีฬา, 2563)
ธรุ กิจรานอาหาร เปน หนง่ึ ในธรุ กิจที่ไดรับผลกระทบอยางมากจากการชะลอตัวของชาวตางชาติ สง ผลกระทบตอ
คาใชจายดานการบริโภคอาหารท่ีมีสัดสวนประมาณรอยละ 15 ของมูลคาการใชจายของนักทองเที่ยว ไดรับ
ผลกระทบท้ังทางตรงและทางออมจากกําลังซื้อท่ีลดลงของผูบริโภคในประเทศ และพฤติกรรมการบริโภคที่
เปล่ยี นไป (ศูนยว จิ ัยกสิกรไทย, 2563)

ระยะเวลาท่ีผานมา ภาครฐั ไดดําเนินมาตรการชว ยเหลือและเยียวยาผูท่ีไดรับผลกระทบอยางตอเน่ือง
แตยังเผชิญกับความทาทายหลายประการ โดยเฉพาะอยางย่ิงโครงสรางของเศรษฐกิจไทยท่ีเนนการพึ่งพา
การทองเที่ยวคอนขางสูง จึงมีความออนไหวตอการเปลี่ยนแปลงภายนอก ขาดแรงขับเคลื่อนจากภายใน
ทเ่ี ขมแขง็ จึงเกิดภาวะชะงักทางเศรษฐกิจและไมสามารถพึ่งพาเศรษฐกิจภายนอกไดใ นระดับเดมิ คณะกรรมการ
ยุทธศาสตรชาติ (2563) จึงไดเสนอแผนแมบทเฉพาะกิจภายใตยุทธศาสตรชาติอันเปนผลมาจากสถานการณ
โควิด–19 พ.ศ. 2564 – 2565 ซ่ึงสํานักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ (สศช.) ไดนําแนวคิด
Resilience มาเปนหลักคิดในการพัฒนาเพ่ือใหประเทศมีความเขมแข็ง มีความสามารถในการพรอมรับและ
ปรับตัวทามกลางความเปลี่ยนแปลงตาง ๆ ไดในอนาคต โดยประเด็นในการพัฒนาที่สําคัญประการหนึ่ง คือ
การเสริมสรางการสรางความเขมแข็งของเศรษฐกิจฐานรากภายในประเทศ (Local Economy) โดยเฉพาะ
MSME เพื่อยกระดับศักยภาพของธุรกิจภายในประเทศ ลดการพ่ึงพาตางประเทศ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ

134

การประชมุ วิชาการระดับชาติ RTBEC 2022

ในระดับทองถ่ิน สงเสริมการจางงานในชุมชน จึงเปนการแนวทางที่จะชวยใหเศรษฐกิจของประเทศฟนฟูและ
เปนกาํ ลงั หลกั ในการขับเคลื่อนเศรษฐกจิ ประเทศไดอ ยางเขม แขง็

Boston Consulting Group : BCG (2020) ไดรวบรวมสถิติผลประกอบการของบริษัทท่ีผานวิกฤต
มาในอดีตพบวารอยละ 42 สามารถทํากําไรไดเพิ่มขึ้นหลังภาวะวิกฤติ ในอดีตท่ีผานมาจึงมีการศึกษาเกี่ยวกับ
การบริหารองคกรในภาวะวิกฤติจํานวนมาก ภาวะธํารงสภาพขององคกร (Resilience Organization) เปน
แนวคิดหน่ึงที่ถูกกลาวถึงในภาวะวิกฤติ ซ่ึงหมายถึงการท่ีองคกรตองเผชิญกับความไมแนนอนหรือเหตุการณ
วิกฤติ แลวสามารถกลับมาสูสภาวะปกติและดํารงอยูไดอยางมีเสถียรภาพ (วิภาวรรณ ลิมปไพบูลย, 2562) ทั้งน้ี
British Standards Institution : BSI (2014) ไดทําการศึกษาบทความวิชาการ 181 บทความ เพ่ือกําหนดดัชนี
ภาวะธํารงสภาพขององคกร (Resilience Organization Index) 16 ดัชนี นอกจากน้ียังมีการศึกษาของ
Branicki (2017) พบวาปจจัยท่ีสงผลตอภาวะธํารงสภาพของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (Resilience
SMEs) ประกอบดวยภาวะธํารงสภาพระดับบุคคล (Individual Resilience) และภาวะธํารงสภาพระดับองคกร
(Organizational Resilience) และจากการศึกษาของ Fatoki (2018) พบวาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม
สามารถบรรลุผลสําเร็จท้ัง 2 ระดับไดเปนผลมาจากภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ (Entrepreneurial
Resilience) ตอมา Dewan (2020) คนพบวาภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ มีความสัมพันธกับผลการ
ดําเนนิ งานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอมสาขาธรุ กิจรานอาหารในทศิ ทางบวก

อยา งไรก็ตาม การศึกษาภาวะธาํ รงสภาพของผปู ระกอบการ (Entrepreneurial Resilience) ยังไมได
มีการสรุปไวเปนทฤษฎีอยางชัดเจน และในประเทศไทยมีการศึกษาแนวคิดภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ
(Entrepreneurial Resilience) นอยมาก การวิจัยในครง้ั นีจ้ งึ เปนการศึกษาเพื่อตอบคําถามวจิ ยั ที่สําคญั วาภาวะ
ธํารงสภาพของผูประกอบการ (Entrepreneurial Resilience) มีผลกระทบอยางไรตอผลการดําเนินงานของ
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (MSME) ในจงั หวัดเชยี งใหม ทัง้ น้ีแนวคดิ ภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ
(Entrepreneurial Resilience) อาจเปนแนวทางหน่ึงที่สามารถชวยใหธุรกิจสามารถปรับตัวและอยูรอดไดใน
ภาวะวิกฤติโควิด-19 ท่ีเกิดข้ึน ผลการศึกษาในครั้งน้ีจะเปนประโยชนเชิงวิชาการในการตอยอดองคความรู
แนวคิดภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการใหมีความชัดเจนย่ิงขึ้น และเปนประโยชนตอธุรกิจในการสราง
แนวทางเพ่ือรับมือกับสถานการณวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นไดเสมอ ตลอดจนสามารถปรับตัวใหอยูรอดไดอยางมี
เสถยี รภาพ ทา มกลางสภาวะทางเศรษฐกจิ ท่ีมีความผนั ผวนและการเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา
วตั ถุประสงคในการวิจยั

เพ่ือศึกษาองคประกอบและผลกระทบของภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ (Entrepreneurial
Resilience) ตอ ผลการดําเนินงานของวสิ าหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (MSME) ในจงั หวดั เชยี งใหม
สมมุตฐิ านการวจิ ยั

1. ภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ (Entrepreneurial Resilience) สงตอผลการดําเนินงานของ
วสิ าหกิจขนาดกลางและขนาดยอมทั้งท่ีเปน ตัวเงินและไมเปนตัวเงิน

2. องคประกอบของภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ (Entrepreneurial Resilience) สงตอผล
การดาํ เนินงานของวสิ าหกิจขนาดกลางและขนาดยอมท้งั ที่เปนตัวเงินและไมเปน ตัวเงิน

135

การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022

กรอบแนวคิดในการวจิ ัย

ตัวแปรตน ตวั แปรตาม

ภาวะธาํ รงสภาพของผปู ระกอบการ ผลการดําเนนิ งานของวสิ าหกิจ
(Entrepreneurial Resilience) ขนาดกลางและขนาดยอม
1. ความเขม แขง็ (Hardiness)
2. ความมไี หวพริบ (Resourcefulness) 1. ผลการดาํ เนินงานที่เปนตัวเงนิ (Finance)
3. การมองโลกในแงดี (Optimism) 1.1 ยอดขาย (Sale)
4. การมีเครอื ขา ยสัมพันธ (Social Connection) 1.2 กําไร (Profit)
5. นวัตกรรมและความคิดสรางสรรค
(Innovation and Creative) 2. ผลการดําเนินงานท่ไี มเ ปน ตวั เงนิ
6. ความเปนผูนํา (Leadership) 2.1 ความสามารถดา นผลิตภาพ (Productivity)
7. จริยธรรมและการเขาใจความรูสึกผอู ื่น 2.2 ความสามารถดา นการปรับตัว (Adaptability)
(Ethics and Empathy) 2.3 ความสามารถในการปรบั ตัวใหเขา กบั สถานการณ

ภาพที่ 1 กรอบแนวคดิ ในการวิจัย (Flexibility)

การทบทวนวรรณกรรม
1. ทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะธํารงสภาพ (Resilience)
Resilience มีรากศัพทมาจากภาษาละติน resilire แปลวา "กระเดงกลับ" (to jump

back) สะทอนใหเห็นการรับมือและฟนตัวเม่ือเผชิญปญหา เปรียบเสมือนลูกบอลตกกระทบพื้นแลวเดงกลับ
ขึ้นมา (ศูนยวิจัยและนวัตกรรมเพื่อความย่ังยืน, 2564) Bhamra (2011) และ Xiao (2017) กลาววาภาวะธํารง
สภาพ (Resilience) ปรากฏเปนครั้งแรกในมุมมองนิเวศวิทยา (Ecology) หมายถึงความสามารถของระบบ
นิเวศที่สามารถฟนคุณลักษณะทางโครงสรางและหนาท่ีใหเหมือนเดิมหลังจากไดรับความเสียหาย (Holling,
1973) ตอมา Antonovsky (1982) ไดศึกษาภาวะธํารงสภาพในมุมมองจิตวิทยา (Psychology) จากผูใหญท่ี
รอดชีวิตจากคายกักกัน อธิบายถึงความเขมแข็งทางจิตใจวาเปนความสามารถในการปรับตัวที่ทําใหบุคคล
สามารถเอาชนะอุปสรรค ความทุกขยากหรือประสบการณเลวรายที่ผานเขามาในชีวิตได (Grotberg, 1995;
Cornor & Davidson, 2003)

ในดานการจัดการ ภาวะธํารงสภาพขององคกร (Organizational Resilience) ถูกนําเสนอใน
Harvard Business Review โดย Coutu (2002) และ Hamel and Valikangas (2003) เพื่อหาเหตุผลวาใน
ภาวะวิกฤติตาง ๆ ท่ีเกิดข้ึนเพราะเหตุใดบางองคกรประสบกับความลมเหลวในขณะท่ีบางองคกรสามารถ
ตอบสนอง ปรับตัว อยูรอดและเติบโตได (Xiao, 2017) E. Cunha et al. (2013) ไดแบงภาวะธํารงสภาพ
ออกเปน 3 ระดับ คือ ระดับองคกร ระดับกลุม และระดับบุคคล และคนพบวาภาวะธํารงสภาพระดับบุคคล
(Individual resilience) กอ ใหเ กิดภาวะธาํ รงสภาพระดับองคก ร (Organization resilience)

ภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ (Entrepreneurial Resilience) ถูกอธิบายในความหมาย
เดียวกับภาวะธํารงสภาพระดับบุคคล (Individual Resilience) (Adnan et al., 2016) De Vries and
Shields (2005) ไดศึกษาภาวะธํารงสภาพในระดับบุคคล โดยนําแนวคิดทางจิตวิทยาเขามาศึกษาเพ่ืออธิบาย
คุณลักษณะของบุคคลที่ทําใหฟนตัวและต้ังรับกับเหตุการณวิกฤติในชีวิตได ตอมา Morisse (2016) ไดนํา
แนวคิดทางจิตวิทยามาพัฒนาเพื่อกําหนดคุณลักษณะของผูประกอบการที่สามารถปรับตัวและนําองคกรให
ผานพนภาวะวิกฤติได เรียกวา ภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ (Entrepreneurial Resilience) เปนส่ิง

136

การประชุมวชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022

สําคัญที่ชวยใหผูประกอบการสามารถฟนตัวจากอุปสรรคหรือวิกฤติตาง ๆ ท่ีธุรกิจกําลังประสบปญหาอยู
(Duchek, 2018) งานวิจัยฉบับนี้ผูวิจัยสรุปคําจํากัดความของ ภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ
(Entrepreneurial Resilience) วาหมายถึง ความสามารถหรือทักษะของผูประกอบการท่ีสามารถนําธุรกิจให
กลับมาสูสภาวะปกตแิ ละดํารงอยไู ดอยางมเี สถยี รภาพ เม่อื ตองเผชิญกับความไมแ นน อนหรือเหตกุ ารณวกิ ฤติ

2. องคป ระกอบของภาวะธาํ รงสภาพของผปู ระกอบการ
จากการศึกษาท่ีผานมาพบวาภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการสงผลกระทบตอการดําเนินงาน

ของธุรกิจ แตมีความแตกตางกันในดานองคประกอบและการเกิดผลกระทบในทางตรงและทางออมท่ีแตกตาง
กันไปสามารถสรปุ ไดดังน้ี

2.1 ความเขมแข็ง (hardiness) ความมีไหวพริบ (Resourcefulness) และการมองโลกในแงดี
(Optimism)

ภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการพัฒนาองคประกอบมาจากแนวคิดทางดานจิตวิทยา ที่
นิยมใชคือ Connor-Davidson Resilience Scale 25 องคประกอบ (CD-RISC 25) ตอมาไดพัฒนาใหมีความ
กระชับข้ึนเหลือ 10 องคประกอบ (CD-RISC 10) (Connor & Davidson, 2003) Fatoki (2018) ใชเกณฑวัด
ระดับ CD-RISC 10 ศึกษาผลกระทบภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ (Entrepreneurial Resilience) ท่ีมี
ตอ ความสําเร็จของวิสาหกจิ ขนาดกลางและขนาดยอ ม โดยแบง ระดับความสาํ เร็จเปน 2 ระดบั คือ ระดบั บุคคล
และระดับองคกร ผลการวิจัยพบวามีความสัมพันธเชิงบวกอยางมีนัยสําคัญระหวางภาวะธํารงธํารงสภาพของ
ผูประกอบการกับความสําเร็จของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอมทั้งในระดับบุคคลและความสําเร็จระดับ
องคกร นอกจากน้ียังมีการศึกษาของ Manzano Garcia (2013) ไดนํา CD-RISC 25 มาจัดกลุมโดยใช Factor
Analysis ทําใหไดองคประกอบของภาวะธํารงสภาพ 3 องคประกอบ ไดแก ความเขมแข็ง (Hardiness) ความ
มีไหวพริบ (Resourcefulness) และการมองโลกในแงดี (Optimism) ตอมา Alaya (2014) พบวาภาวะธํารง
สภาพของผปู ระกอบการทง้ั 3 มติ สิ งผลตอ ความสําเร็จของธุรกิจ

2.2 การมเี ครือขายสมั พันธ (Social Connection)
การมีเครือขายสัมพันธ ไดแก ความสัมพันธระหวางผูประกอบการกับบุคคลอ่ืน ๆ ท้ังบุคคล

กลมุ บุคคล และองคกร เชน คคู า ลกู คา เพ่ือน ธนาคาร และหนว ยงานรัฐ การมเี ครอื ขายสมั พนั ธท่ีดจี ะชวยลด
ความสูญเสียท่ีเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจไดรับผลกระทบทําใหเกิดการชวยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดการถายทอดความรู
นวัตกรรมใหม ๆ ในการแกปญหาและเกิดภาวะธํารงสภาพขึ้นกับองคกรซ่ึงทําใหธุรกิจสามารถอยูรอดได
(Demmer et al., 2011) ในการงานของ Chiesi (2014) ไดศึกษาบทบาทเครือขายสัมพันธระหวางผูประการ
กลุมอพยพในอิตาลี พบวาความสัมพันธระหวางเครือขายทําใหเกิดความเขมแข็งจากการระดมความคิด ระดม
ทรัพยากร มีความสําคัญอยางย่ิงตอภาวะธํารงสภาพเกิดการฟนตัวของธุรกิจในชวงวิกฤตเศรษฐกิจที่เร่ิมตนใน
ป 2008 ในประเทศไทยมีการศึกษาของวิภาวรรณ ลิมปไพบูลย (2562) ที่เห็นวาเครือขายและความสัมพันธมี
ความสําคัญตอภาวะธํารงสภาพของธุรกิจในประเทศไทย นอกจากนี้ Rajapakshe (2020) และ Zutshi et al.
(2021) ไดศึกษาบทบาทของเครือขายสัมพันธตอผลการดําเนินงานในสถานการณโควิด-19 ผลการศึกษาทําให
เหน็ วา การมีเครอื ขายสัมพันธจะชว ยใหวสิ าหกิจขนาดกลางและขนาดยอ มผา นวิกฤตโิ ควดิ -19 ไปได

2.3 นวัตกรรมและความคิดสรางสรรค (Innovation and Creativity)
Dewan (2020) พบวาภาวะธํารงสภาพสงผลกระทบตอผลการดําเนินงานของธุรกิจ โดย

นวัตกรรมเปนตัวแปรสงผานของการรับรูความสามารถของผูประกอบการทําใหเกิดผลกระทบทางออม
สอดคลองกับ Hallak (2018) ที่พบวานวัตกรรมเปนตัวแปรสงผานที่สงผลตอการดําเนินงานของธุรกิจ
เชนเดียวกัน ทั้งน้ีนวัตกรรมมีบทบาทอยางมากในการปรับตัวตอสถานการณโควิด-19 McKinsey and

137

การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022

Company (2021) ไดสัมภาษณผูบริหาร รอยละ 60 ใหความเห็นวาการปรับตัวโดยนํานวัตกรรมมาใชจะชวย
ใหธุรกิจฟนตัวและผานวิกฤติไปไดสามารถ นอกจากน้ี Boston Consulting Group ยังใหความเห็นวาการทํา
นวัตกรรมหรอื ปญญาประดษิ ฐม าใชหลังสถานการณโ ควดิ -19 จะชวยเพิ่มประสิทธิภาพและลดตนทนุ ได

2.4 ความเปน ผูนาํ (Leadership)
Suryaningtyas (2019) ทําการศึกษาโดยใชแบบสอบถามและเก็บขอมูลจากผูประกอบการ

โรงแรมในประเทศอินโดนีเซีย จํานวน 38 โรงแรม วิเคราะหขอมูลโดยใชแบบจําลองเชิงโครงสราง (SEM) ผล
การศึกษาพบวา ภาวะธํารงสภาพขององคกรมีความสัมพันธในเชิงบวกกับผลการดําเนินงานขององคกร และ
ภาวะผูนําเปนตัวแปรสงผานที่มีความสัมพันธในระดับสูงกับผลการดําเนินงานขององคกร สอดคลองกับ
การศึกษาของวิภาวรรณ ลิมปไพบูลย (2562) เก็บขอมูลจากผูบริหารระดับสูงของวิสาหกิจขนาดกลางและ
ขนาดยอมซึ่งเผชิญกับภาวะวิกฤติ พบวาปจจัยสําคัญท่ีสุดท่ีทําใหองคกรกลับมาสูภาวะธํารงสภาพ คือ ภาวะ
ผนู าํ ของผูบริหารระดบั สงู ซงึ่ ตองอาศยั ความสามารถเฉพาะตวั ในการแกไขปญ หา

2.5 จรยิ ธรรมและการเขา ใจความรูส ึกผอู ื่น (Ethics and Empathy)
จากการสัมภาษณผูประกอบการรานอาหารในจังหวัดเชียงใหมที่มีการปรับตัวอยางเดนชัด

ภายใตสถานการณโควิด 19 จํานวน 5 ทาน ไดใหความคิดเห็นเก่ียวกับการปรับตัว ในเรื่องของการดําเนิน
ธุรกิจที่มีจริยธรรมและการเขาใจความรูสึกผูอ่ืน ไดแก การตระหนักถึงการทําธุรกิจเพื่อชวยเหลือและ
รับผิดชอบตอสังคม การใหความรวมมือในการปฏิบัติตามมาตรการของภาครัฐ ใหความสําคัญกับการเปดเผย
ขอมูลท่ีชัดเจน มีความเห็นอกเห็นใจและรับผิดชอบตอ พนักงานอยางเต็มที่ และมีความซอื่ สัตยตอลกู คา ไมฉ วย
โอกาสขึ้นราคาหรอลดคุณภาพในภาวะวิกฤติ โดยผูประกอบการเห็นวาในสถานการณที่ยากลําบากการดําเนิน
ธุรกิจภายใตจรยิ ธรรมและเห็นอกเห็นใจตอลูกคา พนักงาน จะเปนการสรา งความเชื่อมน่ั ที่ดีและเปน ประโยชน
ตอธุรกิจในระยะยาว

3. ทฤษฎีเกี่ยวกับการวัดผลการดําเนินงานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (SME
Performance)

สุวิมล บัวทอง (2558) ไดทําการศึกษาการใชตัวช้ีวัดผลการดําเนินงานทางการเงินและไมใชทาง
การเงินภายใตทฤษฎีการบริหารเชิงสถานการณ ซ่ึงโดยทั่วไปแลวองคกรจํานวนมากมีระบบการวัดผลการ
ดําเนินงานโดยใชตัวช้ีวัดผลการดําเนินงานทางการเงินเปนหลัก (Kaplan & Norton, 1996) แตมีขอจํากัดที่ไม
สามารถสะทอนผลการดําเนินงานไดอยางรอบดาน (นภดล รมโพธ์ิ, 2546) จึงตองมีการวัดผลการดําเนินงาน
ที่ไมใ ชทางการเงนิ ควบคูไปดวย

ผลการดําเนินงานท่ีไมเปนตัวเงิน ผูวิจัยใชแนวคิดการวัดประสิทธิผลองคกรของ Paul E. Mott
เนื่องจากเปนการวัดประสิทธิผลดานการปรับตัวและประสิทธิผลดานความสามารถในการปรับตัวเขากับ
สถานการณ ซ่ึงชวยวัดความสามารถในการอยูรอดในระยะยาวขององคกร (Buch, 2009; Soren, 2003)
สอดคลองกับงานวิจัยท่ีตองการศึกษาผลกระทบของภาวะธํารงสภาพขององคกร ซ่ึงสะทอนใหเห็นการปรับตัว
ของธุรกิจใหสามารถอยูรอดและเติบโตไดในภาวะวิกฤติ วงศกร พราหมณบุญมี (2556) สรุปเกณฑวัด
ประสิทธิผลขององคกรของ Paul E. Mott ไว 3 ดาน ไดแก ความสามารถในดานผลิตภาพ (Productivity)
ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) และความสามารถในการปรบั ตัวเขา กบั สถานการณ (Flexibility)

138

การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022

ระเบยี บวธิ กี ารวจิ ยั
การศึกษาคร้ังน้ีใชกระบวนการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) เริ่มจากการวิจัยเชิงคุณภาพ

ในรูปแบบข้ันตอนเชิงสํารวจ (Exploratory Sequential Design) เพื่อพัฒนาเครื่องมือ (Instrument-
Development Design) และวิเคราะหเชิงปริมาณโดยวิธีการวิเคราะหองคประกอบ (Factor Analysis) และ
การถดถอยเชิงเสน (Regression Analysis)

1. ประชากรและกลุมตวั อยาง
ประชากรท่ีใชในการศึกษาครั้งน้ี คือ ผูประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม สาขา

ธรุ กิจรา นอาหาร ในอาํ เภอเมอื ง จงั หวดั เชียงใหม มกี ารกาํ หนดกลุมตัวอยา งดังนี้
การวิจัยเชิงคุณภาพ การคัดเลือกกลุมตัวอยางแบบสุดโตง (Extreme Case Sampling) จาก

ผูประกอบการรานอาหาร ในอําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม จํานวน 5 ราย ที่มีการปรับตัวภายใตสถานการณ
โควดิ -19 อยา งโดดเดนและเปน ท่ียอมรบั

การวิจัยเชิงปริมาณ เนื่องจากไมทราบจํานวนผูประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม
สาขาธุรกิจรานอาหาร ในอําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม จึงคัดเลือกกลุมตัวอยางโดยใชตารางของ Seymour
Sudman (1976) กําหนดขนาดตัวอยางท่ีเปนบุคคลในระดับทองถ่ินและไมมีการแบงกลุมยอย 200 - 500
ตัวอยาง งานวิจัยครั้งนี้จึงกําหนดกลุมตัวอยาง 250 ราย สุมตัวอยางแบบไมใชความนาจะเปน (Non-
probability Sampling) และคดั เลอื กแบบตามสะดวก (Convenience Selection)

2. เคร่ืองมือทใ่ี ชใ นการวิจัย
การวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช คือ การสัมภาษณสัมภาษณเชิงลึก (In-depth Interview)

โดยใชคําถามแบบก่ึงโครงสราง (Semi- Structured Interview) โดยกําหนดประเด็นหลักขึ้นมาอยางกวาง ๆ
ภายใตกรอบแนวคิดภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการและผลการดําเนินงานของธุรกิจท้ังท่ีเปนตัวเงินและ
ไมเ ปน ตวั เงนิ ใชคําถามปลายเปด ในการซักถาม

การวิจัยเชิงปริมาณ ใชแบบสอบถาม (Questionnaire) เปนเครื่องมือในการดําเนินการวิจัย
พัฒนามาจากการศึกษาแนวคิดทฤษฎีที่เก่ียวของรวมกับการวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพ แบงแบบสอบถาม
ออกเปน 3 สวน คือ ขอมูลทั่วไปของผูตอบแบบสอบถาม ภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ และผลการ
ดําเนินธุรกิจ โดยใชระดับการวัดขอมูลประเภทอันตรภาค (Interval Scale) 5 ระดับตามมาตรวัดของลิเคิรท
(Likert Rating Scales)

3. การทดสอบคุณภาพของเครื่องมือ
ทดสอบความตรง (Validity Test) โดยใชอัตราสวนความตรงเชิงเน้ือหา (Content validity

ratio : CVR) จากผูเช่ียวชาญ 8 ทาน ไดแก ผูประกอบการรานอาหาร 5 ทาน และอาจารยที่ปรึกษา 3 ทาน
จากนั้นทดสอบความเชื่อม่ัน (Reliability Test) โดยนําแบบสอบถามไปทดสอบ (Try Out) กับกลุมตัวอยาง
จํานวน 30 ราย ซึ่งผลการทดสอบพบวาคา CVR มากกวา 0.75 คาสัมประสิทธ์ิครอนบาคแอลฟา (Cronbach
Alpha Coefficient) มากกวา 0.7 ทุกองคประกอบแสดงวาแบบสอบถามที่ใชมีความเท่ียงตรงและความ
เชื่อมน่ั

139

การประชุมวชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022

ตารางท่ี 1 สรปุ ผลการทดสอบความเที่ยงตรงและความเชอ่ื มน่ั จํานวน Cronbach’s
ขอคาํ ถาม Alpha
ช่ือตัวแปร CVR

ตัวแปรตน (Entrepreneurial Resilience) 45 0.95 0.933
1 ความเขมแข็ง (Hardiness) 6 0.92 0.885
2 ความมไี หวพริบ (Resourcefulness) 9 0.94 0.956
3 การมองโลกในแงด ี (Optimism) 9 0.97 0.941
4 การมีเครือขา ยสมั พันธ (Social Connection) 5 1.00 0.928
5 นวัตกรรมและความคิดสรา งสรรค (Innovation and 6 1.00 0.954
Creativity)
6 ความเปน ผูนาํ (Leadership) 5 1.00 0.925
7 จริยธรรมและการเขา ใจความรสู ึกผูอน่ื 5 0.85 0.941
(Ethics and Empathy)
ตัวแปรตาม (SME Performances) 21 0.98 0.892
ผลการดําเนินงานทเี่ ปนตัวเงนิ (Finance)
1 ผลการดําเนนิ งานท่ีเปนตวั เงนิ 2 1.00 0.826
ผลการดาํ เนินงานทไี่ มเปนตัวเงนิ (Non-Finance)
1 ความสามารถดา นผลิตภาพ (Productivity) 6 0.96 0.911
2 ความสามารถดานการปรับตัว (Adaptability) 7 1.00 0.928
3 ความสามารถในการปรบั ตวั ใหเขา กับสถานการณ (Flexibility) 6 0.96 0.903

4. การวเิ คราะหข อมูล
การวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณผูประกอบการ ใชวิธีการจําแนกชนิดขอมูล

(Typological Analysis) เพื่อนํามาสังเคราะหเปนปจจัยยอยของภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ 7
องคประกอบ เพ่อื จดั กลมุ ตวั แปรยอยใหอยภู ายใตองคประกอบเดียวกันน่ันเอง (รัตนะ บวั สนธ, 2551) จากน้ัน
นํามาเปรียบเทียบกับกรอบแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเก่ียวของเพ่ือเปรียบเทียบและนํามาพัฒนาเปน
ขอคาํ ถามสาํ หรับใชเ ปนเคร่ืองมือในการวจิ ยั

การวิเคราะหข อมลู เชิงปริมาณ
1) การวิเคราะหองคประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis) จากภาวะธํารง

สภาพ 7 องคประกอบ แตละองคประกอบมีปจจัยยอยท่ีหลากหลายไดมาจากทฤษฎี งานวิจัยท่ีเก่ียวของ
รวมท้ังวิเคราะหจากงานวิจัยเชิงคุณภาพ ทําใหสามารถคาดการณไดวาตัวแปรใดที่ควรอยูในองคประกอบ
เดียวกัน จึงใชเทคนิคการวิเคราะหองคประกอบเชิงยืนยันมาตรวจสอบหรือยืนยันความสัมพันธวาเปนอยางที่
คาดไวหรือไม โดยวิเคราะหจากคาน้ําหนักองคประกอบ (Factor loading) เพ่ือพิจารณาวาตัวแปรใดบรรจุอยู
ในองคป ระกอบใด พิจารณาจากคา Factor loading > 0.35 จงึ ถือวา เปน องคประกอบเดียวกัน

2) การวิเคราะหถดถอยพหุคูณ (Multiple regression analysis) เปนการวิเคราะห
ความสัมพันธของตัวแปรหลายตัว เพ่ือศึกษาวาปจจัยหรือตัวแปรตนตัวใดบางท่ีสงผลหรือมีอิทธิพลตอตัวแปร
ตาม (กัลยา วานิชบัญชา, 2552; Zikmund et al, 2010) โดยภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ
(Entrepreneurial Resilience) เปนตัวแปรตน และผลการดําเนินงานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม
เปน ตัวแปรตาม

140

การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022

ผลการวจิ ยั
1. ผลการวจิ ยั เชิงคณุ ภาพ
จากการสัมภาษณผูประกอบการ 5 เพื่อสังเคราะหองคประกอบท่ีทําใหธุรกิจสามารถอยูรอดได

ทามกลางภาวะวิกฤติ โดยอางองิ จากงานวจิ ัยท่เี กี่ยวของซง่ึ มอี งคประกอบของภาวะธาํ รงสภาพ 6 องคประกอบ
เมื่อเปรียบเทียบกับองคประกอบที่ไดจากการสัมภาษณ (ตารางท่ี 2) พบวาในสถานการณโควิด 19 มี
องคประกอบดานจริยธรรมและการเขาใจความรูสึกผูอื่น (Ethics and Empathy) เพ่ิมขึ้นมา เน่ืองจาก
ผูประกอบการเห็นวาในสถานการณโควิด 19 ธุรกิจจะสามารถอยูรอดไดอยางย่ังยืนหากตระหนักถึงการทํา
ธุรกิจเพ่ือชวยเหลือและรับผิดชอบตอสังคม การใหความรวมมือในการปฏิบัติตามมาตรการของภาครัฐ
ใหค วามสําคัญกบั การเปดเผยขอ มลู ท่ชี ดั เจน มคี วามเหน็ อกเหน็ ใจและรับผิดชอบตอ พนักงานอยางเตม็ ท่ี

ตารางที่ 2 สรุปองคประกอบของภาวะธํารงสภาพจากงานวจิ ัยที่เก่ียวของและการสมั ภาษณ

ผเู ขียน สมั ภาษณผูประกอบการ

องคป ระกอบ วภิ าวรรณ (2562) 12345
ภาวะธาํ รงสภาพ Zhao (2021)
ของผูประกอบการ Saad (2021)
Walsh (2020)
Braniki (2018)

Pal et al. (2014)
Alaya (2012)

1.ความเขมแขง็   
2. ความมไี หวพริบ   
3. การมองโลก
   
ในแงด ี
4. มเี ครอื ขาย   

สัมพนั ธ    
5. นวัตกรรม    

และความคดิ 
สรางสรรค
6. ความเปนผนู าํ
7. จรยิ ธรรม
และการเขาใจ
ความรสู ึกผูอ ื่น

2. ผลการวิจัยเชิงปรมิ าณ
จากองคประกอบของภาวะธํารงสภาพ 7 องคประกอบ 45 องคประกอบยอย นํามาพัฒนาเปน

แบบสอบถามเพ่ือสอบถามผูประกอบการรานอาหาร จํานวน 250 ชุด จากน้ันนํามาทดสอบความเหมาะสม
พบวา คา KMO มีคาเทา กับ 0.887 เม่อื ทดสอบ Bartlett พบวา คา p-value เทากบั 0.000 แสดงวาสรปุ ไดวา
ขอ มลู ชดุ นี้มคี วามเหมาะสมในการใชเทคนิคการวิเคราะหองคป ระกอบ

พิจารณาคา Eigenvalues พบวามี 7 องคประกอบท่ีมีคา Eigenvalues มากกวา 1 แสดงวา
ภาวะธํารงสภาพประกอบดวย 7 องคประกอบ ซ่ึงองคประกอบท่ี 7 มีองคประกอบยอยเพียงตัวเดียวจึงไม
นํามาพิจารณา และการพิจารณาวาตัวแปรใดควรอยูในองคประกอบใด พิจารณาจากตาราง Rotation
Component Matrix ที่แสดงคา Factor Loading มากกวา 0.35 ดังน้ันสรุปไดวาภาวะธํารงสภาพ
ประกอบดวย 6 องคประกอบ 44 องคประกอบยอ ย

141

การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022

ตารางที่ 3 สรปุ ผลการวเิ คราะหอ งคประกอบ (Factor Analysis) 6 7
X37
1 2345 (0.794)

Resource- Innovation Ethic and Hardiness Social Optimism 1.858
fulness & Creativity Empathy Connection 4.129
73.200
X26 X55 X73 X11 X44 X31

(0.740) (0.741) (0.908) (0.760) (0.806) (0.719)

X27 X54 X75 X14 X43 X32

(0.706) (0.726) (0.891) (0.746) (0.801) (0.698)

X29 X56 X72 X12 X42 X33

(0.624) (0.718) (0.833) (0.687) (0.771) (0.477)

X21 X53 X74 X15 X41 X38

(0.596) (0.682) (0.827) (0.657) (0.516) (0.426)

X25 X52 X71 X22

(0.591) (0.650) (0.626) (0.514)

X16 X51 X39 X34

(0.582) (0.565) (0.487) (0.502)

X28 X61 X64 X62

(0.564) (0.561) (0.441) (0.512)

X24 X63 X45 X23

(0.540) (0.548) (0.410) (0.467)

X13

(0.516)

X65

(0.507)

X36

(0.470)

X35

(0.425)

Eigenvalues
6.309 5.969 5.570 5.522 4.620 3.092

% of Variance
14.021 13.265 12.378 12.270 10.266 6.871

Cumulative %
14.021 27.286 39.664 51934 62.200 69.071

หมายเหตุ : คา ในวงเลบ็ คือ Factor loading

จากผลการวิเคราะหองคประกอบ (Factor Analysis) พบวาภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ
(Entrepreneurial Resilience) ประกอบดวย 6 องคประกอบ กาํ หนดตวั แปร ดงั นี้

142

การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022

ตัวแปร HRD คอื ความเขมแข็ง (Hardiness) จํานวน 8 องคป ระกอบยอ ย
ตัวแปร RSF คอื ความมไี หวพริบ (Resourcefulness) จาํ นวน 12 องคป ระกอบยอ ย
ตัวแปร OPT คือ การมองโลกในแงดี (Optimism) จาํ นวน 4 องคประกอบยอ ย
ตัวแปร SOC คือ การมเี ครือขายสมั พันธ (Social Connection) จํานวน 4 องคประกอบยอย
ตวั แปร INV คอื นวัตกรรมและความคิดสรา งสรรค (Innovation and Creativity) จํานวน 8
องคป ระกอบยอย
ตวั แปร EMP คอื จริยธรรมและการเขาใจความรูส ึกผูอ น่ื (Ethics and Empathy) จํานวน 8
องคป ระกอบยอย
นํามาพัฒนาเปนแบบจําลองภาวะธํารงสภาพและทดสอบสมมติฐานโดยการวิเคราะหถดถอยเชิง
เสนท่ีเหมาะสมกับแบบจําลอง ดวยวิธี Enter ท้ังน้ีกอนการวิเคราะหผูวิจัยไดตรวจสอบขอตกลงเบื้องตนของ
การถดถอยเชิงเสน เพื่อใหไดค า พยากรณทีเ่ หมาะสมที่สุด ไดด งั นี้

สมมติฐานท่ี 1 ภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ (Entrepreneurial Resilience) สงตอผลการดําเนินงาน
ของวิสาหกจิ ขนาดกลางและขนาดยอมทั้งทีเ่ ปน ตัวเงินและไมเปนตัวเงิน

Model 1.1 : Finance = b0 + b1Resilience
Model 1.2 : Non Finance = b0 + b1Resilience

ตารางท่ี 4 สรปุ ผลการวิเคราะหถดถอยเชงิ เสน (Regression) สมมตฐิ านที่ 1
Model Dependent Var. Independent Var.
B Std. Error Beta t Sig.
5.728 0.000
1.1 Finance (Constant) 1.141 .199
10.488 0.000***
Resilience 0.513 .049 .554

1.2 Non-Finance (Constant) 0.691 0.147 4.709 0.000

Resilience 0.841 0.036 0.829 23.333 0.000***

Model 1.1 : N = 250, R = 0.554 ,R2= 0.307 ,Adjust R2 = 0.304 , Sig < 0.05
Model 1.2 : N = 250, R = 0.829 ,R2= 0.687 ,Adjust R2 = 0.686 , Sig < 0.05

แบบจําลอง 1.1 สรุปไดวาภาวะธํารงสภาพของผูประกอบสามารถอธิบายผลการดําเนินการที่เปนตัว
เงนิ ไดรอยละ 30.70 (R = 0.554 ,R2= 0.307 ,Adjust R2 = 0.304 , Sig < 0.05) โดยมผี ลกระทบในทางบวกตอ
ผลการดําเนินงานที่เปนตัวเงินที่ระดับนัยสําคัญ 0.01 แบบจําลอง 1.2 สรุปไดวาภาวะธํารงสภาพของผูประกอบ
สามารถอธิบายผลการดําเนินการที่เปนตัวเงินไดรอยละ 68.70 (R = 0.829 ,R2= 0.687 ,Adjust R2 = 0.686 ,
Sig < 0.05) โดยมีผลกระทบในทางบวกตอผลการดําเนินงานท่ีเปนตัวเงินท่ีระดับนัยสําคัญ 0.01 เมื่อพิจารณา
คาสัมประสิทธ์ิพบวาภาวะธํารงสภาพสงผลกระทบตอผลการดําเนินงานท่ีไมเปนตัวเงินมากกวาผลการ
ดาํ เนินงานท่เี ปนตวั เงิน

สมมติฐานท่ี 2 องคประกอบของภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ (Entrepreneurial Resilience) สงผลตอ
การดําเนนิ งานของวสิ าหกิจขนาดกลางและขนาดยอมทั้งที่เปนตัวเงินและไมเปน ตัวเงนิ

Model 2.1 : Finance = b0 + b1HRD + b2RSF + b3OPT + b4SOC + b5INV + b6EMP
Model 2.2 : Non Finance = b0 + b1HRD + b2RSF + b3OPT + b4SOC + b5INV + b6EMP

143

การประชมุ วิชาการระดับชาติ RTBEC 2022

ตารางที่ 5 สรุปผลการวเิ คราะหถ ดถอยเชงิ เสน (Regression) สมมติฐานท่ี 2
Model Dependent Var. Independent Var. B Std. Error Beta t Sig.
5.585 0.000***
2.1 Finance (Constant) 2.267 0.406 1.770 0.708***
-0.253 0.801***
Hardiness 0.244 0.138 0.191 -1.657 0.099***
2.528 0.012**
Resourcefulness -0.047 0.186 -0.034
0.274 0.785***
Optimism -0.176 0.106 -0.150
3.611 0.000***
Social Connection 0.274 0.108 0.206 3.880 0.000***
-0.708 0.480***
Innovation and 0.037 0.136 0.030 2.844 0.005***
Creativity 0.250 0.803***
5.961 0.000***
Ethics and Empathy 0.359 0.099 0.340
3.423 0.001***
2.2 Non-Finance (Constant) 0.555 0.143
8.619 0.000***
Hardiness -0.034 0.049 -0.039

Resourcefulness 0.187 0.066 0.196

Optimism 0.009 0.037 0.012

Social Connection 0.209 0.035 0.290

Innovation and 0.164 0.048 0.193
Creativity

Ethics and Empathy 0.329 0.038 0.363

Model 1.1 : N = 250, R = 0.607 ,R2= 0.369 ,Adjust R2 = 0.353 , Sig < 0.05
Model 2.2 : N = 250, R = 0.872 ,R2= 0.760 ,Adjust R2 = 0.754 , Sig < 0.05

แบบจําลอง 2.1 สรุปไดวาองคประกอบภาวะธํารงสภาพของผูประกอบสามารถอธิบายผลการ
ดําเนินการที่เปนตัวเงินไดร อยละ 36.90 (R = 0.607 ,R2= 0.369 ,Adjust R2 = 0.353 , Sig < 0.05) โดยการ
มีเครือขายสัมพันธ (B = 0.274) และจริยธรรมและการเขาใจความรูสึกผูอื่น (B = 0.359) สงผลกระทบใน
ทางบวกตอผลการดําเนินงานที่เปนตัวเงินท่ีระดับนัยสําคัญ 0.01 การมองโลกในแงดี (B = -0.176) สงผล
กระทบในทางลบตอผลการดําเนินงานที่เปนตัวเงินที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 แบบจําลอง 2.2 สรุปไดวา
องคประกอบภาวะธํารงสภาพของผูประกอบสามารถอธิบายผลการดําเนินการท่ไี มเปน ตัวเงินไดรอยละ 76.00
(R = 0.872 ,R2= 0.760 ,Adjust R2 = 0.754 , Sig < 0.05) โดยความมไี หวพริบ (B = 0.187) การมีเครอื ขาย
สัมพันธ (B = 0.209) นวัตกรรมและความคิดสรางสรรค (B = 0.164) จริยธรรมและการเขาใจความรูสึกผูอ่ืน
(B = 0.329) สงผลกระทบในทางบวกตอ ผลการดาํ เนินงานที่ไมเปนตัวเงินท่ีระดับนัยสําคัญ 0.01

จากผลการวิจัยสามารถสรุปเปนแผนผังความสัมพันธระหวางองคประกอบภาวะธํารงสภาพของ
ผูประกอบการทส่ี ง ผลตอ การดาํ เนินงานของวสิ าหกจิ ท้ังที่เปนตวั เงนิ และไมเ ปน ตวั เงิน ไดดงั น้ี

Ethics and Empathy Social Connection

Financial Performance

Non-Financial
Performance

Resourcefulness Innovation and Creativity

ภาพท่ี 2 ความสมั พันธร ะหวางภาวะธาํ รงสภาพของผปู ระกอบการทส่ี ง ผลตอการดาํ เนินงาน

144

การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022

อภิปรายผลการวิจยั
ผลการศึกษาพบวาภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการสงผลตอการดําเนินงานของวิสาหกิจขนาด

กลางและขนาดยอม ทง้ั ท่ีเปนตัวเงินและไมเปนตวั เงิน สอดคลอ งกับการศึกษาของ Dewan (2020) ทคี่ น พบวา
ภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ มีความสัมพันธกับผลการดําเนินงานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาด
ยอ มสาขาธุรกิจรานอาหารในทิศทางบวก ซง่ึ แสดงใหเ หน็ ความสามารถหรือทกั ษะของผปู ระกอบการท่สี ามารถ
นําธุรกิจใหกลับมาสูสภาวะปกติและดํารงอยูไดอยางมีเสถียรภาพ เมื่อตองเผชิญกับความไมแนนอนหรือ
เหตุการณวิกฤติ การวิจัยในคร้ังน้ีคนพบวาภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการ ประกอบดวย 6 องคประกอบ
ไดแก ความเขมแข็ง ความมีไหวพริบ การมองโลกในแงดี การมีเครือขายสัมพันธ นวัตกรรมและความคิด
สรางสรรค จริยธรรมและการเขาใจความรสู กึ ผอู นื่

องคประกอบที่สงผลตอการดําเนินงานที่ไมเปนตัวเงิน ไดแก ความมีไหวพริบ นวัตกรรมและ
ความคิดสรางสรรค สอดคลองกับการศึกษาของ Manzano-Garcia (2013) Alaya (2014) และ Emueje
(2020) ท่ีพบวาความมีไหวพริบสงผลตอความสําเร็จของธุรกิจ สอดคลองกับการศึกษาของ Hallak (2018)
และ Dewan (2020) แสดงใหเห็นวาในสถานการณโควิด 19 ผูประกอบการตองมีไหวพริบ รับรูความสามารถ
จุดแข็ง จุดออนของตัวเอง สามารถประเมินสถานการณอยางละเอียดรอบคอบ เรียนรูตลอดเวลาและพรอม
รับมือกับการเปล่ียนแปลง ในดานนวัตกรรมและความคิดสรางสรรค McKinsey and Company (2021)
กลาววา เปน ปจ จยั ทม่ี ีบทบาทอยางมากในการปรบั ตวั ตอสถานการณโ ควิด-19 นอกจากน้ี Boston Consulting
Group ยังใหความเห็นวาการนํานวัตกรรมหรือปญญาประดิษฐมาใชหลังสถานการณโควิด-19 จะชวยเพ่ิม
ประสิทธิภาพและลดตนทุนได

องคประกอบที่สงผลตอการดําเนินงานท้ังที่เปนตัวเงินและไมเปนตัวเงิน ไดแก การมีเครือขาย
สัมพันธ จริยธรรมและการเขาใจความรสู กึ ผอู ่นื สอดคลอ งกบั การศกึ ษาของ Rajapakshe (2020) และ Zutshi
(2021) ท่ีศึกษาบทบาทของเครือขายสัมพันธตอผลการดําเนินงานในสถานการณโควิด-19 ผลการศึกษาทําให
เห็นวาการมีเครือขายสัมพันธจะชวยใหวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอมผานวิกฤติโควิด-19 และสอดคลอง
กับการศึกษาของวิภาวรรณ ลิมปไพบูลย (2562) ที่เห็นวาเครือขายและความสัมพันธมีความสําคัญตอภาวะ
ธํารงสภาพของธุรกิจในประเทศไทย โดยการมีเครือขายสัมพันธที่ดีจะชวยลดความสูญเสียท่ีเกิดข้ึนเมื่อธุรกิจ
ไดรับผลกระทบทําใหเกิดการชวยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดการถายทอดความรู นวัตกรรมใหม ๆ ในการ
แกปญหาและเกดิ ภาวะธํารงสภาพข้นึ กบั องคกรซง่ึ ทําใหธรุ กจิ สามารถอยรู อดได (Demmer et al.,2011)

จริยธรรมและการเขาความรูสึกผูอ่ืน เปนอีกองคประกอบหน่ึงท่ีสงผลตอการดําเนินงานท้ังท่ีเปนตัว
เงินและไมเปนตัวเงิน และยังเปนองคประกอบท่ีสงผลตอการดําเนินงานมากที่สุด สอดคลองกับบทความ
What Good Business Looks Like (Harvard Business Review, 2020) ทกี่ ลา วถึงความยากลาํ บากท่ที ั่วทัง้
โลกตองเผชิญรวมกันการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึนทําใหสังคมตระหนักถึงความออนแอของมนุษยและให
ความสําคัญถึงความใสใจและการเห็นอกเห็นใจผูอื่น (empathy) สรางความตระหนักถึงการดําเนินธุรกิจที่มี
ความรบั ผิดชอบตอสงั คม ภายใตส ถานการณวกิ ฤตทิ เ่ี กิดข้นึ สิง่ ท่ีภาคธุรกจิ ควรทําคอื การแชรค วามยากลําบาก
ของผูคนในสงั คม เอามนุษยธรรมเปนตัวตั้ง เอาผลกําไรเปนเรือ่ งรอง และไมใชหมกมุนอยแู ตเรื่องผลประโยชน
ของตวั เองแตเพยี งอยา งเดียว (ธุรกิจทม่ี หี ัวใจในยุคโควิด, 2563)

นอกจากน้ียังพบวาองคประกอบการมองโลกในแงดีมีผลกระทบในเชิงลบตอการดําเนินงานของ
ธุรกิจ เน่ืองจากในสถานการณโควิด 19 เปนสถานการณวิกฤติที่สงผลกระทบอยางรุนแรง จึงควรมอง
สถานการณตามความเปนจริงมากกวาการมองโลกในแงดีซึ่งจะชวยใหประเมินสถานการณและแกไขปญหาได
ดกี วา

145

การประชุมวชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022

ผลการวิจัยในครั้งน้ีแสดงใหเห็นวาภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการเปนแนวทางหนึ่งท่ีสามารถ
ชวยใหธุรกิจสามารถปรับตัวและอยูรอดไดในภาวะวิกฤติโควิด-19 ผลการวิจัยในคร้ังนี้ ผูประกอบการสามารถ
นําไปเปนแนวทางในการในการปรับตัวเพ่ือใหสามารถอยูรอดในภาวะวิกฤติได โดยการพัฒนาศักยภาพของ
ตนเองใหมีไหวพริบ กลาวคือผูประกอบการตองพรอมเรียนรูตลอดเวลารับรูจุดแข็ง จุดออนของตนเอง เพ่ือ
พรอมรับมือกับการเปล่ียนแปลง นอกจากน้ีควรสรางเครือขายสัมพันธเพื่อชวยเหลือกันในยามวิกฤติ ใช
นวัตกรรมและความคิดสรางสรรคมองหาวิธีการใหม ๆ อยูเสมอ และดําเนินธุรกิจภายใตจริยธรรมและการ
เขาใจความรูสึกผูอื่น ซึ่งมีบทบาทมากข้ึนในการดําเนินธุรกิจหลังยุคโควิด นอกจากนี้ภาครัฐบาลควรเขามา
สงเสริมในองคประกอบดานนวัตกรรมและความคิดสรางสรรคในธุรกิจรานอาหาร เชน การสนับสนุนระบบ
Cloud Kitchen สนับสนุนผูประกอบการรานอาหารใหสามารถเขาสูแพลตฟอรม Food delivery ไดงาย
ยิง่ ข้นึ

ขอเสนอแนะในการวจิ ยั คร้งั ถัดไป
การศึกษาในครั้งนี้พบวาตัวแปรยอยของภาวะผูนําถูกจัดไวในองคประกอบอ่ืน และองคประกอบ

ดานความเขมแข็งเปนองคประกอบท่ีไมสงผลตอการดําเนินงานและมีความสัมพันธกับตัวแปรอิสระอ่ืน ๆ
ดังน้ัน ในการศึกษาครั้งถัดไปควรศึกษาอิทธิพลของภาวะผูนําและความเขมแข็งเพิ่มเติมในดานตัวแปรสงผาน
ตัวแปรที่สง ผลกระทบทางออมตอการดําเนินงาน เพื่อใหเกิดผลการศึกษาภาวะธํารงสภาพของผูประกอบการท่ี
ชัดเจนย่ิงขน้ึ
เอกสารอางอิง
คณะกรรมการยุทธศาสตรชาต.ิ (2563). แผนแมบ ทเฉพาะกิจภายใตย ทุ ธศาสตรช าตอิ นั เปน ผลมาจาก

สถานการณโควิด - 19 พ.ศ. 2564 – 2565.
วงศกร พราหมณบญุ ม.ี (2556). ความสัมพันธร ะหวา งกระบวนการบรหิ ารเชิงกลยทุ ธตามหลกั ปรชั ญา

เศรษฐกิจพอเพยี งกบั ประสทิ ธิผลของวสิ าหกจิ ขนาดกลางและขนาดยอม จังหวัดเชียงใหม.
(วิทยานพิ นธป ริญญามหาบัณฑติ มหาวิทยาลยั เชียงใหม) .
วิภาวรรณ ลมิ ปไ พบลู ย, จริ าวรรณ ฉายสวุ รรณ และ สริ ิวฒุ ิ บรู ณพริ . (2562). การวเิ คราะหเหตุการณ สาํ คญั
จากประสบการณของผบู รหิ ารเพื่อภาวะธาํ รงสภาพขององคกร. Chulalongkorn Business
Review, 41(4), 87-114.
สาํ นกั งานสง เสริมวสิ าหกจิ ขนาดกลางและขนาดยอม. (2563). รายงาน GDP MSME ไตรมาสแรกของป
2564 และคาดการณแ นวโนม เศรษฐกจิ MSME ในป 2564.
สุวิมล บวั ทอง. (2558). กํารใชตวั ชี้วัดผลการดาํ เนนิ งานทางการเงินและไมใชทางการเงินภายใตท ฤษฎีการ
บริหารเชงิ สถานการณ. วารสารวชิ าชีพบญั ช,ี 11(31), 17.
Antonovsky, A. (1979). Health, stress, and coping. New perspectives on mental and
physical well-being, 12-37.
Bhamra, R., Dani, S., & Burnard, K. (2011). Resilience: the concept, a literature review and
future directions. International journal of production research, 49(18), 5375-
5393.
Branicki, L. J., Sullivan-Taylor, B., & Livschitz, S. R. (2017). How entrepreneurial resilience
generates resilient SMEs. International Journal of Entrepreneurial Behavior &
Research, 24(7), 1244-1263.

146

การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022

Chiesi, A. M. (2014). Interpersonal networking and business resilience: How immigrants in
small business face the crisis in Italy. European sociological review, 30(4), 457- 469.

Connor, K. M., & Davidson, J. R. (2003). Development of a new resilience scale: The Connor‐
Davidson resilience scale (CD‐RISC). Depression and anxiety, 18(2), 76- 82.

Demmer, W. A., Vickery, S. K., & Calantone, R. (2011). Engendering resilience in small and
medium-sized enterprises (SMEs): a case study of Demmer Corporation.
International journal of production research, 49(18), 5395-5413.

Duchek, S. (2018). Entrepreneurial resilience: a biographical analysis of successful
entrepreneurs. International Entrepreneurship and Management Journal, 14(2),
429-455.

Emueje, I. e. a. (2020). Entrepreneurial Resilience and Performance of an Organization: A
Survey of Small and Medium Enterprises in Asaba, Delta State, Nigeria. Webology,
17(2).

Fatoki, O. (2018). The impact of entrepreneurial resilience on the success of small and
medium enterprises in South Africa. Sustainability, 10(7), 2527.

Hallak, R., Assaker, G., O’Connor, P., & Lee, C. (2018). Firm performance in the upscale
restaurant sector: The effects of resilience, creative self-efficacy, innovation and
industry experience. Journal of Retailing and Consumer Services, 40, 229-240.

Holling, C. S. (1973). Resilience and stability of ecological systems. Annual review of
ecology and systematics, 4(1), 1-23.

Morisse, M., & Ingram, C. (2016). A mixed blessing: Resilience in the entrepreneurial socio-
technical system of bitcoin. JISTEM-Journal of Information Systems and
Technology Management, 13(1), 3-26.

Pal, R., Torstensson, H., & Mattila, H. (2014). Antecedents of organizational resilience in
economic crises—an empirical study of Swedish textile and clothing SMEs.
International Journal of Production Economics, 147, 410-428. Retrieved from
https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0925527313001217

Rajapakshe, P., Gamage, S., Prasanna, R., Jayasundara, J., Ekanayake, E., Upulwehera, J., . . .
Abeyrathne, G. (2020). Social Capital, Performance of SMEs, and COVID-19
Pandemic. Retrieved from https://mpra.ub.uni-muenchen.de/109530/

Saad, M. H., Hagelaar, G., van der Velde, G., & Omta, S. (2021). Conceptualization of SMEs’
business resilience: A systematic literature review. Cogent Business &
Management, 8(1), 1938347.

Suryaningtyas, D., Sudiro, A., Eka, T. A., & Dodi, I. W. (2019). Organizational resilience and
organizational performance: examining the mediating roles of resilient leadership
and organizational culture. Academy of Strategic Management Journal, 18(2), 1-7.

147

การประชมุ วิชาการระดับชาติ RTBEC 2022

Walsh, C. B., & McCollum, W. (2020). Exploring the impact of individual resilience on
entrepreneurial success. Journal of Entrepreneurship and Organization
Management, 9(5), 1-6.

Xiao, L., & Cao, H. (2017). Organizational resilience: The theoretical model and research
implication. Paper presented at the ITM Web of Conferences.

Zhao, H., & Wibowo, A. (2021). Entrepreneurship Resilience: Can Psychological Traits of
Entrepreneurial Intention Support Overcoming Entrepreneurial Failure?. Frontiers in
psychology, 12. Retrieved from https://doi.org/10.3389/fpsyg.2021.707803

Zutshi, A., Mendy, J., Sharma, G. D., Thomas, A., & Sarker, T. (2021). From Challenges to
Creativity: Enhancing SMEs’ Resilience in the Context of COVID-19. Sustainability,
13(12), 6542.

148

การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022

การรบั รคู วามสามารถแหงตนและคณุ ลกั ษณะงานทส่ี งผลตอผลการปฏบิ ัติงาน
ของบคุ ลากรสายสนบั สนุนเพื่อรองรับการเปน มหาวิทยาลยั ในกํากบั ของรฐั

ของมหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธญั บุรี

จรญิ ญา พุมเพ็ชร01
นักศึกษาปริญญาโทหลักสูตรบรหิ ารธุรกิจมหาบัณฑติ คณะบริหารธุรกิจ

มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธญั บรุ ี
กลา หาญ ณ นาน12

อาจารยประจําสาขาวิชาการจัดการ คณะบรหิ ารธรุ กิจ
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธญั บุรี
บทคัดยอ

การวจิ ัยนีม้ วี ัตถุประสงค 1) เพอ่ื ศกึ ษาระดับการรับรคู วามสามารถแหง ตน คุณลักษณะงาน และผลการ
ปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน 2) เพื่อเปรียบเทียบปจจัยสวนบุคคลที่แตกตางกันตอผลการปฏิบัติงานของ
บุคลากรสายสนับสนุน 3) เพื่อศึกษาอิทธิพลของปจจัยการรับรูความสามารถแหงตน และปจจัยคุณลักษณะงานท่ี
สงผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน กลุมตัวอยางท่ีใชในการวิจัยคือบุคลากรสายสนับสนุนของ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จํานวน 400 คน โดยคํานวณขนาดตัวอยางดวยสูตรของทาโรยามาเน ที่
ความเชื่อม่ันรอยละ 95 เคร่ืองมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลคือแบบสอบถามปลายปด โดยพัฒนาหัวขอคําถาม
เกี่ยวกับการรับรูความสามารถแหงตนจากแนวคิดของแบนดูรา พัฒนาหัวขอคําถามเก่ียวกับคุณลักษณะงานจาก
แนวคิดของแฮคแมนและโอลดแฮม และหัวขอคําถามเก่ียวกับผลการปฏิบัติงานจากแนวคิดของวัฒนา ศรีวิลัย
และกลาหาญ ณ นาน การทดสอบคุณภาพของแบบสอบถามใชการทดสอบความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหาและหาคา
ความเช่ือม่ัน การวิเคราะหขอมูลใชสถิติคาเฉล่ีย การวิเคราะหคาที การวิเคราะหความแปรปรวนจําแนกทางเดียว
และสมการถดถอยพหุคูณเชิงเสน ผลการศึกษาตามวัตถุประสงคพบวา 1) โดยรวมระดับปจจัยการรับรู
ความสามารถแหงตน ปจจัยคุณลักษณะงาน และผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน มีคาอยูในระดับ
มาก 2) สวนการเปรียบเทียบปจจัยสวนบุคคล พบวา เพศ ระดับการศึกษา และประเภทบุคลากร ท่ีแตกตางกันมี
ผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนแตกตางกันอยางมีนัยสาํ คัญทางสถติ ทิ ่ีระดับ .05 และ 3) ปจจยั
การรบั รูค วามสามารถแหง ตน ดา นกระบวนการคิด ดา นกระบวนการจูงใจ ดานกระบวนการดานอารมณ และดาน
กระบวนการการเลือก มีอิทธิพลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ
.05 สาํ หรบั ปจจัยคณุ ลกั ษณะงาน ดา นความหลากหลายของทกั ษะ ดานความสาํ คัญของงาน และดานผลยอนกลับ
ของงานมอี ทิ ธิพลตอ ผลการปฏิบตั ิงานของบุคลากรสายสนับสนนุ อยา งมีนัยสาํ คญั ทางสถติ ทิ ี่ระดับ .05
คําสาํ คัญ: การรับรูความสามารถแหงตน คุณลักษณะงาน ผลการปฏบิ ตั งิ าน มหาวิทยาลัยในกาํ กบั ของรฐั

1 นกั ศกึ ษาปริญญาโทหลักสูตรบริหารธรุ กจิ มหาบัณฑติ คณะบรหิ ารธรุ กิจ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธัญบรุ ี
ต.คลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทมุ ธานี 12110 หมายเลขตดิ ตอ: 081-550-1193 อเี มล: [email protected]
2 Corresponding Author: อาจารยประจําสาขาวิชาการจดั การ คณะบรหิ ารธรุ กจิ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธญั บรุ ี
อเี มล: [email protected]

149

การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022

SELF-EFFICACY AND JOB CHARACTERISTICS AFFECTING
THE PERFORMANCES OF SUPPORT STAFF TO SERVE

THE AUTONOMOUS UNIVERSITY OF RAJAMANGALA UNIVERSITY
OF TECHNOLOGY THANYABURI

Jarinya Pumphet1
Graduate Student, Master of Business Administration, Faculty of Business Administration

Rajamangala University of Technology Thanyaburi
Khahan Na-nan2

Lecturer at Department of Management, Faculty of Business Administration
Rajamangala University of Technology Thanyaburi
Abstract

The purposes of the study were: 1 ) to study levels of self-efficacy factors, job
characteristics, and performances of support staff; 2 ) to compare different personal factors
affecting the performances of support staff; and 3) to study the impacts of self-efficacy and job
characteristics on the performances of support staff. The participants were 400 support staff at
Rajamangala University of Technology Thanyaburi. The sample was calculated by using Taro
Yamane formula at the confidence of 95%. The tool used for data collection was a closed-ended
questionnaire. The questions from the questionnaire were developed by the concepts as follows:
self-efficacy questions from Bandura, job characteristics questions from Hackman and Oldham,
and job performances questions from Wattana Sriwilai and Khahan Na-Nan. The questionnaire
quality testing used content validity testing and measuring the reliability. The data were analyzed
using mean, t-test, one-way ANOVA, and multiple regression analysis. The study results showed
that: 1) as a whole, the level of self-efficacy factor, the job characteristics factor, and the
performance of support staff was at a high level; 2) the differences in gender, educational level,
and types of staff affected the performances of support staff at the statistical significance level
of .05; and 3) self-efficacy factors including thinking process factor, motivation process factor,
emotional process factor, and selection process factor influenced the performances of support
staff at the statistical significance level of .05. Moreover, job characteristics including the skill
variety factor, the job importance factor, and the job feedback factor influenced the
performances of support staff at the statistical significance level of .05.
Keywords: Self-Efficacy, Job Characteristics, Job Performance, Autonomous University

1 Graduate Student, Master of Business Administration, Faculty of Business Administration, Rajamangala
University of Technology Thanyaburi. Contact Number: +6681-550-1193 Email: [email protected]
2 Corresponding Author: Lecturer at Department of Management, Faculty of Business Administration
Rajamangala University of Technology Thanyaburi. Email: [email protected]

150

การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022

บทนาํ
จากสภาวะสังคมที่มีการเปล่ียนแปลงอยางรวดเร็ว ทําใหองคการมีความจําเปนตองมีการวางแผน

กลยุทธเพ่ือใหองคการสามารถดําเนินงานใหบรรลุเปาหมายได ปจจัยที่สําคัญซ่ึงจะนําพาองคการไปสู
ความสําเร็จคือบุคลากร เน่ืองจากบุคลากรเปนทรัพยากรท่ีมีความสําคัญและสามารถตอบสนองตอความ
เปล่ียนแปลงที่จะเกิดข้ึน จึงจําเปนอยางย่ิงท่ีบุคลากรในองคการตองรับการพัฒนา โดยสนับสนุนและสงเสริม
ใหบุคลากรเกิดการพัฒนาตนเอง (Self-develop) ทั้งทางดานความรู (Knowledge) ความสามารถ (Ability)
และทักษะ (Skills) ในการปฏิบัติงาน โดยผลการปฏิบัติงานของบุคลากรนับไดวาเปนตัวช้ีวัดท่ีสําคัญ ที่สามารถ
บงบอกถึงประสิทธิภาพในการดําเนินงานขององคการ และยังสามารถเปนหลักเกณฑในการประเมินผลการ
ปฏิบัติงานของบุคลากรแตละบุคคลวาไดดําเนินการไปตามเปาหมายที่องคการกําหนดหรือไม (พีรญา ชื่น
วงศ, 2560) ดังน้ันองคการควรใหความสําคัญกับการพัฒนาผลการปฏิบัติงานของบุคลากร เน่ืองจากผลการ
ปฏิบัติงานเปนหัวใจสําคัญในการบริหารองคการและเปนตัวบงบอกถึงประสิทธิภาพในการดําเนินงาน และยัง
สง ผลใหองคก ารบรรลุวัตถุประสงคและเปาหมายตามทค่ี าดหวังไว การศกึ ษาผลการปฏิบัตงิ านจึงเปนส่ิงสําคัญท่ี
จะตัดสินไดวา องคการสามารถดาํ เนินงานไดอยางมีประสิทธิภาพหรือไม และยังสามารถประเมินผลบุคลากรใน
องคก ารเพอ่ื ปรบั ปรุงและพัฒนา ซ่ึงจะสงผลลพั ธต อ ความสาํ เร็จใหอ งคก าร

การพัฒนาผลการปฏิบัติงานของบุคลากรมีปจจัยที่เกี่ยวของหลายปจจัย ปจจัยหนึ่งไดแกการรับรู
ความสามารถแหงตน โดยการรับรูความสามารถแหงตนจะทําใหบุคลากรเกิดความรูสึกในการเห็นคุณคาของ
ตนเอง และสามารถที่จะกระตุนและจูงใจบุคลากรใหสามารถพัฒนาผลการปฏิบัติงานไดดี โดยการรับรู
ความสามารถของตนเองมีอิทธิพลตอการปฏิบัติงานของบุคลากร และการรับรูความสามารถแหงตนมี
ความสัมพันธทางบวกกับความสขุ ในการทํางานของบุคลากร (ศศิวรรณ อินทรวงศ, 2560 ; วันนิวัติ เตง็ สุวรรณ
และคณะ, 2563) นอกจากน้ันยังมีการศึกษาที่พบวานักศึกษาท่ีมีการรับรูความสามารถของตนเองสูงมี
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนสูงกวา นกั ศกึ ษาท่ีมผี ลการเรียนตํ่า (จุฑามาศ อนิ ทรช ัง, 2561)

ปจจัยท่ีมีความเก่ียวของกับการพัฒนาผลการปฏิบัติงานอีกปจจัยหนึ่งไดแก ปจจัยคุณลักษณะงาน
เนื่องจากคุณลักษณะของงานสามารถจูงใจบุคลากรใหเกิดความพึงพอใจและกอใหเ กิดผลการปฏิบตั ิงานทีด่ ีขึ้น
ได การออกแบบลักษณะงานที่แตกตางกันจะมีผลตอแรงจูงใจและผลการปฏิบัติงานของบุคลากรแตกตางกัน
แมวางานน้ันจะเปนงานแบบเดียวกัน คุณลักษณะของงานจะสงผลไปยังภาวะจิตใจ และภาวะจิตใจจะสงผล
ตอไปยังความพึงพอใจและแรงจูงใจในงาน ทําใหการปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพสูง (Hackman and Oldham,
1975 ; ชโลธร แจม จํารสั , 2557)

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เปนสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาท่ีเปดสอนในระดับ
ปริญญาตรี ปรญิ ญาโท และปรญิ ญาเอก โดยปจ จุบันมหาวทิ ยาลยั ฯ กําลังกาวเขาสูการปรับเปลย่ี นสถานะเปน
มหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐ ซ่ึงจะทําใหมหาวิทยาลัย ฯ มีสถานะเปนนิติบุคคล และจะมีการพัฒนาระบบ
บริหารงานบุคคลเปนระบบพนักงาน เพื่อใหสามารถดึงดูดและรักษาคนดี คนเกงไวเปนพลังสําคัญของการ
ดาํ เนินภารกจิ ของมหาวทิ ยาลัย ฯ มีการจดั ระบบเงนิ เดอื น คา ตอบแทน สวสั ดิการและประโยชนเกื้อกูลอ่ืนของ
พนักงานใหสามารถแขงขันกับหนวยงานอ่ืนท่ีใชบุคลากรในระดับเดียวกันได ซ่ึงจะเห็นไดวาการปรับเปล่ียน
สถานะไปเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐมีความจําเปน และสงผลกระทบตอมหาวิทยาลัยคอนขางมาก
โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยท่ีไมไดเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐมาต้ังแตแรก โดยเฉพาะบุคลากรในสายงาน
สนับสนุนซ่ึงมีความหลากหลายของหนาท่ี และบริบทการปฏิบัติงาน ผูวิจัยจึงเห็นความสําคัญของการศึกษา
การรับรูความสามารถแหงตน และคุณลักษณะงาน ที่สงผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน
เพื่อรองรับการเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เพื่อเปนแนวทาง

151

การประชมุ วิชาการระดับชาติ RTBEC 2022

ในการพฒั นาผลการปฏิบัติงานของบคุ ลากรสายสนับสนุน เพือ่ ใหสามารถรองรบั การเปน มหาวทิ ยาลัยในกํากับ
ของรัฐไดอยา งราบรื่นในอนาคต

จากความสําคัญท่ีกลาวมาขางตนผูวิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาปจจัยท่ีมีอิทธิพลตอผลการ
ปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเพื่อรองรับการเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐของมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เนื่องจากผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนมีความสัมพันธตอการรับรู
ความสามารถของตนเองทางบวกกับความสขุ ในการทํางานของบคุ ลากร และผลการปฏบิ ัตงิ านเปนหวั ใจสําคัญ
ในการบริหารองคการและเปนตัวบงบอกถึงประสิทธิภาพในการดําเนินงาน และยังสงผลใหองคการบรรลุ
วัตถุประสงคและเปาหมายตามท่ีคาดหวังไว จึงเปนปญหาสําคัญที่ผูบริหารขององคการควรใหความสําคัญและ
สนใจเพ่ิมมากข้ึน เพราะการศึกษาผลการปฏิบัติงานจึงเปนสิ่งสําคัญที่จะตัดสินไดวาองคการสามารถ
ดําเนินงานไดอยางมีประสิทธิภาพหรือไม และยังสามารถประเมินผลบุคลากรในองคการเพื่อปรับปรุงและ
พัฒนา ซึ่งจะสงผลลัพธตอความสําเร็จใหองคการเพื่อใหการดําเนินงานขององคการมีประสิทธิภาพ และ
ประสิทธิผลตอการสรางความสําเร็จท่ีจะเกิดข้ึนตอองคการตอไป และองคการสามารถนําไปใชเพ่ือกําหนด
แนวทางในการรับรับรูความสามารถแหงตน และคุณลักษณะงาน นํามากําหนดแนวทางในการพัฒนาบุคลากร
สายสนับสนุน เพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพดานทักษะ ความเช่ียวชาญในการปฏิบัติงาน ตลอดจนสามารถจูงใจ
บุคลากรใหเกิดความพึงพอใจและกอใหเกิดผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน ใหเปนไปในทิศทาง
เดียวกัน และจะสามารถปฏิบัติงานไดอยางเต็มท่ี มุงไปสูความสําเร็จตามเปาหมายขององคการ สามารถวาง
แผนการบริหารทรัพยากรมนุษยของบุคลากรเพ่ือเพ่ิมแรงจูงใจในการทํางานไดอยางมีประสิทธิผล นําไปสู
แกปญ หาการรบั รคู วามสามารถแหงตนและคุณลักษณะงานของบคุ ลากรสายสนบั สนนุ
วตั ถปุ ระสงคใ นการวิจัย

1. เพ่ือศึกษาระดับการรับรูความสามารถแหงตน คุณลักษณะงาน และผลการปฏิบัติงานของ
บุคลากรสายสนับสนุนเพ่ือรองรับการเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
ธัญบุรี

2. เพื่อเปรียบเทียบปจจัยสวนบุคคล ไดแก เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาการปฏิบัติงาน
และประเภทบุคลากรที่แตกตางกันมีผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเพ่ือรองรับการเปน
มหาวทิ ยาลยั ในกาํ กับของรฐั ของมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธญั บุรี

3. เพ่ือศึกษาอิทธิพลของการรับรูความสามารถแหงตน และคุณลักษณะงานที่สงผลตอผลการ
ปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเพ่ือรองรับการเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐของมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยรี าชมงคลธัญบุรี
สมมติฐานการวิจัย

1. ปจจัยสวนบุคคล ไดแก เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาการปฏิบัติงาน และประเภท
บุคลากรท่ีแตกตางกันมีผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเพื่อรองรับการเปนมหาวิทยาลัยใน
กาํ กบั ของรฐั ของมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธญั บรุ ี แตกตางกนั

2. ปจ จัยการรบั รคู วามสามารถแหงตนท่ีมอี ิทธิพลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน
เพอ่ื รองรบั การเปนมหาวทิ ยาลยั ในกาํ กับของรัฐของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธญั บุรี

3. ปจจัยคุณลักษณะงานที่มีอิทธิพลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเพื่อรองรับ
การเปนมหาวทิ ยาลยั ในกํากบั ของรฐั ของมหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธัญบุรี

152

การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022

กรอบแนวคิดในการวิจยั

ตัวแปรอสิ ระ ตัวแปรตาม
ปจจยั สวนบคุ คล
1. เพศ ผลการปฏบิ ตั งิ านของบคุ ลากรสาย
2. อายุ สนับสนนุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
3. ระดบั การศึกษา ราชมงคลธัญบรุ ี
4. ระยะเวลาการปฏบิ ัติงาน 1. ดานคุณภาพของงาน
5. ประเภทบุคลากร 2. ดานปรมิ าณงาน
3. ดานเวลาทใ่ี ชใ นงาน
การรับรคู วามสามารถแหง ตน ท่มี า: (วัฒนา ศรวี ิลยั และ
1. กระบวนการคดิ กลา หาญ ณ นา น, 2564)
2. กระบวนการจงู ใจ
3. กระบวนการดานอารมณ
4. กระบวนการการเลือก
ทม่ี า: (Bandura, 1986)

คณุ ลักษณะงาน
1. ความหลากหลายของทักษะ
2. ความเปนเอกลกั ษณของงาน
3. ความสําคญั ของงาน
4. ความมอี สิ ระของงาน
5. ผลยอนกลบั จากงาน
ภาทพ่ีมทา:ี่ 1(Hกaรcอkบmแaนnวค&ิดOขlอdงhกaาmรว,ิจ1ยั 975)

ภาพท่ี 1 กรอบแนวคิดในการวจิ ยั

การทบทวนวรรณกรรม
แนวคดิ และทฤษฎีเก่ยี วกับผลการปฏบิ ตั งิ าน
ผลการปฏบิ ตั ิงาน หมายถึง ประสทิ ธิภาพในการปฏิบตั งิ าน ซง่ึ เปนอตั ราสว นของผลผลติ ตอปจจัย เปน

ความสามารถท่ีทําใหเกิดผลในการทํางานโดยส้ินเปลืองคาใชจายนอยที่สุด โดยลดคาใชจายดานวัตถุและ
อุปกรณลง หรือลดการใชทรัพยากรลง เปนพฤติกรรมทุกอยางของพนักงานท่ีเกี่ยวของกับงานและมี
ความสัมพันธกับเปาหมายขององคการ (ราชบัณฑิตยสถาน,2542 ; วัฒนา ศรีวิลัย และกลาหาญ ณ นาน,
2564) ผลการปฏิบัติงานสามารถจําแนกออกเปน 2 ประเภท คือ ผลการปฏิบัติงานในหนาที่หรือการปฏิบัติ

153

การประชุมวชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022

สถานการณหรือปฏิบัติงานท่ีบุคคลไดแสดงพฤติกรรมขึ้นเองตามสถานการณท่ีพบเห็น และผลการปฏิบัติงาน
เปนการแสดงพฤติกรรมท่ีพนักงานปฏิบัติหนาที่ที่ไดรับมอบหมายหรือไมไดรับมอบหมาย แตผลการแสดง
พฤติกรรมดังกลาว จะมีความสัมพันธกับเปาหมายหรือผลลัพธขององคการตองการเพื่อใหเกิดการสงมอบ
ผลลัพธท อี่ งคก ารตอ งการทัง้ 3 ดา นประกอบดว ย

1) ปริมาณงาน หมายถึง ผลงานที่ออกมาจากการแสดงพฤติกรรมของพนักงาน เชน จํานวนผลผลิต
จํานวนของเสีย อัตราความพึงพอใจ ยอดขาย การวัดผลการปฏิบัติงานในรูปแบบเชิงปริมาณมีความสําคัญ
อยางมากตอการปฏิบัติงานของพนักงาน เน่ืองจากเปนการสะทอนในการใชความรู ทักษะ และทัศนคติการ
ทมุ เทแรงกายสูผลการปฏิบตั งิ านทีร่ ับผิดชอบ

2) คุณภาพงาน เปนการพิจารณาคุณภาพของงานวามีความถูกตอง เรียบรอย และทันเวลา เปนไป
ตามเกณฑมาตรฐาน ซึ่งคุณภาพของผลการปฏิบัติงานสามารถใชเปนตัวควบคุมกระบวนการและผลลัพธที่
องคการตองการ

3) ระยะเวลาที่กําหนด ระยะเวลาท่ีใชในการดําเนินงานวาเหมาะสมกับงานสงผลใหงานสําเร็จตาม
กําหนดเวลา เม่ือเปรียบเทียบพนักงานทํางานไดเปาหมายของเวลาท่ีองคการกําหนด ถูกตอง รวดเร็ว และมี
การสงมอบสินคาตรงตามระยะเวลา จะชวยควบคุมและกระตุนใหพนักงานแตละบุคคลแสดงพฤติกรรมใน
กรอบระยะเวลาที่องคก ารหรอื ผูบงั คับบัญชาตองการ (วฒั นา ศรีวิลัย และกลา หาญ ณ นาน, 2564)

กลาวโดยสรุปคือ ผลการปฏิบัติงานของบุคลากรคือประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ซึ่งสามารถ
ประเมินไดจ าก 3 ดา น ไดแ ก ปรมิ าณงาน คณุ ภาพงาน และระยะเวลาที่กําหนด

แนวคิดและทฤษฎีเก่ียวกบั การรบั รูค วามสามารถแหง ตน
การรับรูความสามารถแหงตน หมายถึง การรับรูของบุคคลท่ีมีตอความสามารถของตนเอง วาตนเอง
น้ันมีความสามารถที่จะจัดการกับสถานการณตาง ๆ ที่เผชิญอยูไดอยางมีประสิทธิภาพ และบรรลุเปาหมาย
ตามที่กําหนดไวมากนอยเพียงใด โดยการรับรูความสามารถแหงตนจะสงผลตอการตัดสินใจเลือกกระทํา
พฤติกรรมตาง ๆ ของบุคคล (Bandura, 1986) การรับรูความสามารถของตนเอง เปนการรับรูความสามารถ
ของตนทเี่ กยี่ วของกบั การแสดงพฤติกรรม กระบวนการคิด และอารมณ ซง่ึ สามารถสรางความแตกตางระหวาง
บุคคลได โดยบุคคลท่ีมีระดับการรับรูความสามารถของตนเองสูง จะเกิดความนับถือตนเองสูงและรูสกึ สนุกกับ
ภารกิจท่ีตองเผชิญ สวนบุคคลท่ีมีระดับการรับรูความสามารถของตนเองต่ํา จะเกิดความนับถือตอตนเองต่ํา
จะเกิดความเครียดและความวิตกกังวล (Tella and Ayeni, 2006)
การรับรูความสามารถแหงตนจะสงผลตอพฤติกรรมของบุคคลผานกระบวนการตาง ๆ
4 กระบวนการไดแก กระบวนการคิด การะบวนการจูงใจ กระบวนการดานอารมณ และกระบวนการการ
เลอื ก โดยมีรายละเอียดในแตล ะกระบวน ดงั น้ี

1) กระบวนการคิด (Cognitive process) เปนการรับรูความสามารถของตนเองวาจะสงผลตอ
กระบวนการคิด ซ่ึงจะชวยสนับสนุนหรือบ่ันทอนความตั้งใจท่ีจะปฏิบัติภารกิจ โดยใชการประเมินและการ
คาดการณตอสถานการณในอนาคตตามระดับการรับรูความสามารถของตนเอง ซ่ึงบุคคลที่มีระดับการรับรู
ความสามารถของตนเองสูง จะคิดวาตนเองมีความสามารถในการปฏิบัติภารกิจนั้น ๆ ใหสําเร็จไดสวนบุคคลที่
มีระดับการรับรูความสามารถของตนเองตํ่า จะคิดวาตนเองจะตองประสพความลมเหลวและไมสามารถปฏิบัติ
ภารกิจน้นั ๆ ใหส าํ เรจ็ ได

2) กระบวนการจูงใจ (Motivation process) เปนผลจากกระบวนการคิด เมื่อบุคคลคิดถึงผลท่ี
เกิดขึ้นจากการปฏิบัติภารกิจจะเกิดความคาดหวัง ซึ่งความคาดหวังตอผลท่ีจะเกิดขึ้นนี้จะนําไปสูแรงจูงใจท่ี
เพ่ิมความเชอ่ื มัน่ ทจ่ี ะกระทาํ ภารกิจน้ัน ๆ ใหส าํ เร็จ

154

การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022

3) กระบวนการดานอารมณ (Affective process) เมื่อบุคคลที่มีระดับการรับรูความสามารถของ
ตนเองตางกัน จะสงผลตอสภาวะทางอารมณท่ีตางกัน เมื่อตองเผชิญกบั งานที่มลี ักษณะซับซอ นยุงยากบุคคลท่ี
มีระดับการรับรูความสามารถของตนเองตํ่า จะเกิดความเครียดและวิตกกังวล สวนบุคคลท่ีมีระดับการรับรู
ความสามารถของตนเองสูง จะไมเกิดความเครียด ไมวิตกกังวล และชอบท่ีจะเผชิญกับงานท่ีมีความยาก และ
ทา ทาย ซ่งึ จะสง ผลโดยตรงตอ ความสําเรจ็ ของภารกจิ

4) กระบวนการการเลือก (Selection process) เม่ือบุคคลสามารถประเมินหรือรับรูความสามารถ
ของตนเองแลว จะสงผลไปถึงข้ันของการตัดสินใจเลือกท่ีจะปฏิบัติหรือไมปฏิบัติภารกิจโดยผูท่ีมีระดับการรับรู
ความสามารถของตนเองต่ํา มักจะหลีกเลี่ยง เพราะรูสึกไมม่ันใจตอความสําเร็จของภารกิจนั้น ๆ (Bandura,
1986)

กลาวโดยสรุปคือ การรับรูความสามารถแหงตน หมายถึงการท่ีบุคคลรับรูวาตนเองมีความสามารถใน
การจัดการสถานการณตาง ๆ ซ่ึงการรับรูความสามารถแหงตนเปนสิ่งที่สงผลตอการตัดสินใจและการกระทํา
ตาง ๆ ของบุคคล โดยสงผลใน 4 กระบวนการไดแก กระบวนการคิด กระบวนการจูงใจ กระบวนการดาน
อารมณ และกระบวนการเลอื ก

แนวคดิ และทฤษฎีเก่ยี วกับคุณลกั ษณะงาน
คณุ ลกั ษณะงานเปน การออกแบบงานซงึ่ มุงเนนคณุ ลกั ษณะงานหลักในงานของพนักงานซ่งึ มคี ณุ สมบัติ
ท่ีจะสงผลตอแรงจูงใจในงาน ความพึงพอใจในงาน และผลปฏิบัติงาน (Hackman and Oldham, 1975)
คุณลักษณะงานเปนรูปแบบวิธีท่ีจะเพ่ิมคุณคาในงานซ่ึงเนนมิติงานท้ัง 5 ดาน ไดแก ความหลากหลายของ
ทักษะ ความมีเอกลักษณของงาน ความสําคัญของงาน ความมีอิสระของงาน และขอมูลยอนกลับเกี่ยวกับงาน
ซ่ึงสิ่งเหลาน้ีกอใหเกิดลําดับข้ันทางจิตวิทยาอันนําไปสูผลลัพธที่มีคุณประโยชนสําหรับแตละบุคคล เชน ความ
พงึ่ พอใจในงานและสาํ หรับองคการ เชน ลดการลาออก (Greenberg and Baron, 1986) โดยคณุ ลักษณะงาน
ถือเปนการสงเสริมแรงจูงใจของพนักงาน และลักษณะงานจะตองนํามาซึ่งความเปนเอกภาพ ท้ังนี้คุณลักษณะ
งานสามารถอธิบายเพ่มิ เตมิ ถงึ คุณลักษณะโดยมีรายละเอียดดังตอ ไปนี้
1. ความหลากหลายของทักษะ (Skills Variety) กลา วคือ คณุ ลักษณะงานซึง่ ผปู ฏิบัตงิ านตอ งใชทกั ษะ
และความชาํ นาญ โดยนําทักษะ และความชํานาญเหลานั้นมาพฒั นาใหองคการประสบความสาํ เร็จ
2. ความเปนเอกลักษณของงาน (Task Identity) กลาวคือ คุณลักษณะงานท่ีซ่ึงผูปฏิบัติงานไดผาน
กระบวนการปฏบิ ตั งิ าน โดยเริมตัง้ แตต น ไปจนกระทั่งเสร็จสมบรู ณ และบรรลชุ น้ิ งานจนไดงานทต่ี นเองไดทํา
3. ความสําคัญของงาน (Task Significance) กลาวคือ คุณลักษณะงานที่ซึ่งผลของงานสงผลกระทบ
ตอความเปนอยูหรืองานท่ีทําอยูสงผลกระทบตอผูอ่ืน รวมไปถึงทํางานเน้ืองานที่ไดทํานั้นมีความหมาย
จนกระท่งั พนักงานเกดิ ความพึงพอใจ
4. ความมีอิสระของงาน (Autonomy) กลาวคือ คุณลักษณะงานซ่ึงผูท่ีปฏิบัติงานสามารถมีอิสระใน
การตดั สินหรือพิจารณาในเนอื้ งานนน้ั เพื่อใหงานนั้นบรรลเุ ปา หมาย
5. ผลยอนกลับจากงาน (Feedback) กลาวคือ คุณลกั ษณะงานทใี่ หผลสะทอนกลับจนเกิดความชดั เจน
และสงผลตอประสิทธิภาพของเนอื้ งานท่เี กดิ ขึน้ เปนตน (Hackman & Oldham, 1975)
กลาวโดยสรุปคอื คุณลักษณะงานคือการออกแบบงาน เพ่ือใหสงผลตอแรงจูงใจในงาน ความพึงพอใจ
ในงาน และผลปฏิบัติงาน โดยเนนในเรื่อง ความหลากหลายของทักษะ ความเปนเอกลักษณของงาน
ความสําคัญของงาน ความมอี ิสระของงาน และผลยอ นกลบั จากงาน

155

การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022

งานวจิ ยั ท่ีเกยี่ วขอ ง
ปราณี คะหาราช (2559 : บทคัดยอ) ไดศึกษาเรื่องประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานดานการเงิน

และการคลังตามหลักธรรมาภิบาลของเทศบาลตําบลในจังหวัดรอยเอ็ด และพบวา 1) ประสิทธิภาพในการ
ปฏิบัติงานดานการเงินและการคลังของเทศบาลตําบลในจงั หวัดรอยเอ็ดอยูในระดับมาก 2) อายุ ตําแหนงงาน
และระยะเวลาในการปฏิบัติงานมีผลตอประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานดานการเงินและการคลัง ในขณะที่เพศ
และระดับการศึกษาไมม ีผลตอประสทิ ธิภาพในการปฏบิ ตั งิ านดา นการเงนิ และการคลัง

ศศิวรรณ อินทรวงศ (2560 : บทคัดยอ) ไดศึกษาเรื่อง อิทธิพลระหวางการรบั รูความสามารถใน
ตนเอง การรับรูลักษณะงานที่ตนปฏิบัติ และคุณภาพชีวิตท่ีดีในการทํางานท่ีมีผลตอการปฏิบัติงานของ
บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษากลุมใหม และพบวา 1) ระดับการรับรูความสามารถในตนเองของบุคลากรอยูใน
ระดับมาก 2) การรับรูลักษณะงานท่ีตนปฏิบัติในภาพรวมและรายดานอยูในระดับมาก 3) การรับรู
ความสามารถในตนเองเปน ตัวแปรที่มีอทิ ธิพลตอการปฏิบตั งิ านของบุคลากร

วันเพ็ญ วัดนอย และสุนันทา สมวจีเลิศ (2561 : บทคัดยอ) ไดศึกษาเรื่อง แนวทางการเพิ่ม
ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของผูปฏิบัติงานดานการเบิกจายเงินอุดหนุนการวิจัย คณะวิทยาศาสตร
มหาวิทยาลัยมหดิ ล และพบวาผูปฏิบัติงานดานการเบิกจายเงินอุดหนุนการวิจัยมีสภาพการปฏิบัติงานดานการ
เบิกจายเงินอุดหนนุ การวจิ ยั โดยรวมอยูในระดับมาก

สพุ ชิ ฌาย ลมิ้ ตระกูลไทย และวโิ รจน เจษฎาลกั ษณ (2561 : บทคดั ยอ ) ไดศกึ ษาเรอ่ื งคณุ ลักษณะ
งานท่ีมีผลตอความผูกพันดานความรูสึกตอองคกรผานผลการปฏิบัติงานในบทบาทการรับรูการสนับสนุนจาก
หัวหนา และการรับรกู ารสนับสนนุ จากองคก รของโรงเรียนเอกชนแหงหนึง่ และพบวา คณุ ลกั ษณะงานมีอทิ ธิพล
เชงิ บวกตอ ผลการปฏิบัติงาน

วันนิวัต เต็งสุวรรณและคณะ (2563 : บทคัดยอ) ไดศึกษาเรื่องการรับรูความสามารถแหงตนเอง
การเสริมสรางพลังอํานาจ และความสุขในการทํางานของบุคลากรสํานักงานหลักประกนั สุขภาพแหงชาติ และ
พบวา 1) การรบั รคู วามสามารถในตนเองของบคุ ลากรอยูในระดบั มากทสี่ ุด 2) การรบั รูความสามารถในตนเอง
มคี วามสัมพนั ธทางบวกกบั ความสขุ ในการทาํ งานของบุคลากรอยา งมีนัยสําคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั .01

ระเบยี บวธิ กี ารวิจยั
ประชากรและกลุมตัวอยางที่ใชในการศึกษาคือบุคลากรสายสนับสนุนของมหาวิทยาลัย

เทคโนโลยรี าชมงคลธัญบุรี จาํ นวน 1,155 คน (กองบริหารงานบคุ คล มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธัญบุรี
, 2564) การหาขนาดของกลุมตัวอยางใชสูตรของ Yamané (1973) ท่ีระดับความเชื่อม่ัน รอยละ 95 กรณี
ทราบจํานวนประชากร ไดขนาดกลุมตัวอยาง 399.61 จึงใชขนาดกลุมตัวอยางในการศึกษาจํานวน 400 คน
การวิจัยน้ีใชวิธีการสุมกลุมตัวอยางแบบความนาจะเปนทางสถิติ (probability sampling) ใชวิธีการสุมแบบช้ัน
ภูมิโดยแบงจํานวนประชากรตามประเภทของบุคลากรสายสนับสนุนใหไดตามสัดสวนที่ตองการ จากน้ันจึงแจก
แบบสอบถามไปยงั หนว ยงานตาง ๆ ท่ีกาํ หนด

เครื่องมือท่ีใชในการวิจัยครั้งน้ีเปนแบบสอบถามชนิดมีโครงสรางแบบปลายปด โดยแบงออกเปน
4 สวน ประกอบดวย (1) แบบสอบถามปจจัยสวนบุคคลของผูตอบแบบสอบถามเปนลักษณะคําถามแบบ
สํารวจรายการ จํานวน 5 ขอคําถาม (2) แบบสอบถามเกี่ยวกับการรับรูความสามารถแหง ตน ตามแนวคิดของ
แบนดรู า (Bandura, 1986) ซึ่งจาํ แนกออกเปน 4 ดาน ไดแก กระบวนการคิด กระบวนการจูงใจ กระบวนการ
ดานอารมณ และกระบวนการการเลือก ลักษณะของแบบสอบถามเปนแบบมาตราสวนประมาณคา 5 ระดับ
(3) แบบสอบถามเกี่ยวกับคุณลักษณะงาน ตามแนวคิดของแฮคแมนและโอลดแฮม (Hackman & Oldham,
1975) ซ่ึงจาํ แนกออกเปน 5 ดา น ไดแ ก ความหลากหลายของทกั ษะ ความเปน เอกลกั ษณข องงาน ความสาํ คัญ

156

การประชมุ วชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022

ของงาน ความมีอิสระของงาน และผลยอนกลับจากงาน ลักษณะของแบบสอบถามเปนแบบมาตราสวน
ประมาณคา 5 ระดับ (4) แบบสอบถามเก่ียวกับผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ตามแนวคดิ ของวัฒนา ศรวี ิลัย และกลาหาญ ณ นา น (2564) ซึ่งจําแนกออกเปน 3
ดานไดแก คุณภาพของงาน ปริมาณงาน และเวลาท่ีใชในงาน แบบสอบถามทั้งหมดถูกสงผูเชี่ยวชาญดานการ
จัดการทรัพยากรมนุษย จํานวน 3 ทาน เพื่อตรวจความเที่ยงตรงของเน้ือหา โดยผลประเมินคาดัชนีความ
สอดคลอง > .50 จากน้ันทําการทดสอบคาความเช่ือมันของแบบสอบถามดวยการหาคา cronbach’s alpha
coefficient ผลการทดสอบพบวาปจ จยั การรับรคู วามสามารถแหงตนเทา กับ .89 ปจจัยคณุ ลกั ษณะงานเทา กบั
.92 ผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเทากับ .96 และคาความเช่ือมั่นของแบบสอบถามภาพรวม
เทา กับ .96

การวิเคราะหขอมูลในการวิจัยน้ีผูวิจัยไดใชวิธีการสถิติพรรณนา ไดแก การแจกแจงความถ่ี
การแสดงคารอยละ คาเฉล่ีย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ไดแก การวิเคราะหคาที แบบ
(Independent) การวิเคราะหค วามแปรปรวนจาํ แนกทางเดยี ว และสมการถดถอยพหุคณู เชงิ เสน
ผลการวจิ ยั

ผลการวเิ คราะหข อมลู เกี่ยวกบั ปจ จัยสว นบุคคล
การวเิ คราะหข อมูลเก่ียวกับปจ จยั สวนบุคคล พบวา ผูตอบแบบสอบถามสวนใหญเ ปนเพศหญิง คดิ เปน
รอ ยละ 72.00 และเพศชาย คิดเปนรอยละ 28.00 เม่ือพจิ ารณาชว งอายขุ องผูต อบพบวามอี ายุ 30 – 39 ป คดิ
เปนรอยละ 51.50 ตามดวยอายุ 40 – 49 ป คิดเปนรอยละ 26.80 อายุ 50 ปข้ึนไป คิดเปนรอยละ 13.50
และอายุนอยกวา 30 ป คิดเปนรอยละ 8.30 ประมาณหนึ่งในสี่มีระดับการศึกษาปริญญาตรีมากที่สุด คิดเปน
รอยละ 73.00 ตามดวยการศึกษาระดับปริญญาโท คิดเปนรอยละ 19.00 การศึกษาระดับตํ่ากวาปริญญาตรี
คิดเปนรอยละ 6.00 และการศึกษาระดับปริญญาเอก คิดเปนรอยละ 2.00 เมื่อพิจารณาระยะเวลาการ
ปฏิบัติงาน ระยะเวลาการปฏิบัติงาน 5 – 9 ป คิดเปนรอยละ45.00 ตามดวยระยะเวลาการปฏิบัติงาน 20 ป
ขึ้นไป คิดเปนรอยละ 20.80 ระยะเวลาการปฏิบัติงาน 10 – 14 ป คิดเปนรอยละ 16.00 ระยะเวลาการ
ปฏิบัติงานนอยกวา 5 ป คิดเปนรอยละ 10.80 และระยะเวลาการปฏิบัติงาน 15 – 19 ป คิดเปนรอยละ 7.50
โดยเกือบครึ่งเปนพนักงานมหาวิทยาลัย คิดเปนรอยละ 53.50 ตามดวยลูกจางประจํา คิดเปนรอยละ 22.50
ขาราชการ คิดเปนรอยละ 13.00 พนักงานราชการ คิดเปนรอยละ 8.30 และลูกจางชั่วคราว คิดเปนรอยละ
3.00 ตามลําดบั
ผลการวเิ คราะหข อมูลเก่ยี วกบั ปจจัยการรับรูความสามารถแหง ตน
การวิเคราะหขอมูลเก่ียวกับปจจัยการรับรูความสามารถแหงตน พบวา โดยภาพรวมการรับรู
ความสามารถแหงตนอยูในระดับมาก มีคาเฉลี่ยเทากับ 3.91 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทากับ .52 เม่ือพิจารณา
เปนรายดานพบวา ระดับการรับรูความสามารถแหงตนทุกดานอยูในระดับมาก โดยดานที่มีคาเฉล่ียสูงที่สุดคือ
ดานกระบวนการคิดมีคาเฉลี่ยเทากับ 4.12 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทากับ .66 รองลงมาไดแก ดาน
กระบวนการจูงใจมีคาเฉลี่ยเทากับ 3.99 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทากับ .64 ดานกระบวนการดานอารมณมี
คาเฉลย่ี เทากับ 3.80 สว นเบ่ียงเบนมาตรฐานเทากับ .60 และดานกระบวนการการเลือกมคี าเฉลีย่ เทากบั 3.75
สว นเบยี่ งเบนมาตรฐานเทากบั .67 ตามลาํ ดบั
ผลการวเิ คราะหข อมูลเกย่ี วกบั ปจจยั คุณลักษณะงาน
การวิเคราะหขอมูลเก่ียวกับระดับปจจัยคุณลักษณะงาน พบวา โดยภาพรวมคุณลักษณะงานอยูใน
ระดับมาก มีคาเฉลี่ยเทากับ 3.94 สวนเบ่ียงเบนมาตรฐานเทากับ .50 เมื่อพิจารณาเปนรายดานพบวา ระดับ

157

การประชมุ วิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022

คุณลักษณะงานทุกดานอยูในระดับมาก โดยดานท่ีมีคาเฉล่ียสูงที่สุดคือ ดานความสําคัญของงานมีคาเฉล่ีย
เทากับ 4.06 สวนเบ่ียงเบนมาตรฐานเทากับ .55 รองลงมาไดแก ดานความหลากหลายของทักษะมีคาเฉล่ีย
เทากับ 3.98 สว นเบีย่ งเบนมาตรฐานเทากับ .62 ดานผลยอนกลบั ของงานมคี าเฉลีย่ เทา กบั 3.90 สวนเบยี่ งเบน
มาตรฐานเทากบั .55 ดานความมีอิสระของงานมีคาเฉลย่ี เทา กับ 3.88 สวนเบยี่ งเบนมาตรฐานเทากับ .59 และ
ดา นความเปน เอกลักษณของงานมีคา เฉล่ียเทา กับ 3.88 สว นเบีย่ งเบนมาตรฐานเทากบั .60 ตามลําดบั

ผลการวเิ คราะหเ ก่ยี วกบั ผลการปฏบิ ัตงิ านของบคุ ลากรสายสนบั สนนุ
การวิเคราะหขอมูลเก่ียวกับผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน พบวา โดยภาพรวมผลการ
ปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนอยูในระดับมาก มีคาเฉลี่ยเทากับ 4.02 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทากับ
.48 โดยเมื่อพิจารณาเปนรายดานพบวาผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนทุกดานอยูในระดับมาก
โดยดานที่มีคาเฉล่ียสูงท่ีสุดคือ ดานเวลาท่ีใชในงานมีคาเฉล่ียเทากับ 4.04 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทากับ .53
รองลงมาไดแก ดานปริมาณงานมีคาเฉล่ียเทากับ 4.01 สวนเบ่ียงเบนมาตรฐานเทากับ .54 และดานคุณภาพ
ของงานมคี า เฉลย่ี เทา กบั 4.00 สว นเบย่ี งเบนมาตรฐานเทา กับ .50 ตามลําดับ

การทดสอบสมมุติฐาน
1. เพื่อเปรียบเทียบปจจัยสวนบุคคล ไดแก เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาการปฏิบัติงาน และ
ประเภทบุคลากร ที่แตกตางกันมีผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเพ่ือรองรับการเปน
มหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โดยเลือกใชการทดสอบความ
แตกตางดวยสถติ ิ t-test และ สถิตกิ ารวเิ คราะหค วามแปรปรวนจําแนกทางเดยี ว (One-way ANOVA)

ตารางท่ี 1 ผลการเปรียบเทียบแตกตางกันมีผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเพื่อรองรับการ
เปน มหาวิทยาลยั ในกํากับของรฐั ของมหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธัญบรุ ี จาํ แนกตามปจจยั สวนบุคคล
ปจ จยั สวนบคุ คล มีผลตอ ผลการปฏบิ ัติงานบคุ ลากรสายสนบั สนนุ (Sig.)
1. เพศ .01*
2. อายุ .12
3. ระดบั การศกึ ษา .00*
4. ระยะเวลาการปฏบิ ตั งิ าน .08
5. ประเภทบคุ ลากร .00*

* มรี ะดบั นยั สําคญั ทางสถิติทีร่ ะดบั .05

จากตารางที่ 1 พบวา อายุ และระยะเวลาการปฏิบัติงาน ท่ีแตกตางกันไมมีผลตอผลการปฏิบัติงาน
ของบุคลากรสายสนับสนุนเพื่อรองรับการเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช
มงคลธัญบุรีแตกตางกัน สวนเพศ ระดับการศึกษา และประเภทบุคลากร ท่ีแตกตางกันมีผลตอผลการ
ปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเพ่ือรองรับการเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐของมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลธญั บุรแี ตกตางกันอยางมีนัยสําคญั ทางสถิติท่รี ะดบั .05

2. ปจจัยการรับรูความสามารถแหง ตนที่มอี ิทธิพลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเพอื่
รองรับการเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ผูวิจัยไดนําสถิติมาใช
เพ่ือทดสอบสมมติฐานดวยวิธีการวิเคราะหสมการถดถอยพหุคูณ (Multiple regression analysis) แบบ
Enter

158

การประชุมวชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022

ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะหการหาคาสัมประสิทธิ์ถดถอยพหุคูณเชิงเสนขั้นตอนสุดทายโดยวิธี Enter ปจจัย
การรับรคู วามสามารถแหงตนท่มี อี ิทธิพลตอ ผลการปฏิบตั ิงานของบคุ ลากรสายสนับสนนุ
ผลการปฏิบัตงิ านของบคุ ลากร Unstandardized Standardized
สายสนบั สนนุ Coefficients Coefficient
B Std. Error Beta
t Sig.
(Constant) 1.70 .14 11.92 .00
ปจจยั การรบั รคู วามสามารถแหงตน
1. ดา นกระบวนการคดิ .18 .04 .25 4.13 .00*
2. ดา นกระบวนการจูงใจ .10 .04 .14 2.13 .00*
3. ดานกระบวนการดานอารมณ .17 .04 .22 3.86 .03*
4. ดา นกระบวนการการเลือก .12 .03 .17 3.40 .00*

* มีระดบั นยั สําคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดับ .05

จากตางรางท่ี 2 พบวา ปจจัยการรับรูความสามารถแหงตน ดานกระบวนการคิด ดานกระบวนการ
จงู ใจ ดา นกระบวนการดานอารมณ และดา นกระบวนการการเลอื ก มีอทิ ธิพลตอผลการปฏิบตั ิงานของบุคลากร
สายสนับสนุนเพ่ือรองรับการเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
อยางมนี ยั สาํ คัญทางสถติ ิท่รี ะดบั .05

3. ปจจัยคุณลักษณะงานท่ีมีอิทธิพลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเพื่อรองรับการ
เปนมหาวิทยาลัยในกํากบั ของรฐั ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธัญบรุ ี ผูว ิจัยไดน ําสถิตมิ าใชเพ่ือทดสอบ
สมมตฐิ านดว ยวธิ ีการวเิ คราะหส มการถดถอยพหุคูณ (Multiple regression analysis) แบบ Enter

ตารางท่ี 3 ผลการวิเคราะหการหาคาสัมประสิทธิ์ถดถอยพหุคูณเชิงเสนขั้นตอนสุดทายโดยวิธี Enter ปจจัย
คณุ ลักษณะงานท่มี อี ิทธพิ ลตอผลการปฏิบัตงิ านของบุคลากรสายสนบั สนนุ
ผลการปฏิบัตงิ านของบคุ ลากร Unstandardized Standardized
สายสนบั สนนุ Coefficients Coefficient
B Std. Error Beta t Sig.
(Constant) 1.00 .11 8.42 .00
ปจ จยั คณุ ลักษณะงาน
1. ดา นความหลากหลายของทกั ษะ .20 .03 .12 5.19 .00*
2. ดา นความเปนเอกลกั ษณของงาน .04 .04 .00 .95 .34
3. ดานความสําคญั ของงาน .33 .04 -.42 7.48 .00*
4. ดา นความมอี ิสระของงาน .02 .03 .02 -.57 .56
5. ดานผลยอนกลบั ของงาน .19 .04 -.08 4.40 .00*
* มรี ะดับนยั สําคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดับ .05

จากตางรางที่ 3 พบวา ปจจัยคุณลักษณะงาน ดานความหลากหลายของทักษะ ดานความสําคัญของ
งาน และดานผลยอนกลับของงาน มีอิทธิพลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนเพื่อรองรับการ
เปนมหาวิทยาลัยในกํากบั ของรัฐของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี อยางมีนัยสําคัญทางสถติ ิที่ระดบั

159

การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022

.05 สวนดา นความเปนเอกลักษณของงาน และดานความมอี ิสระของงาน ไมมีอิทธพิ ลตอผลการปฏิบัติงานของ
บุคลากรสายสนับสนุนเพื่อรองรับการเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
ธัญบรุ ี
การอภปิ รายผลการวจิ ยั

จากผลการวิจัยซึ่งพบวาปจจัยการรับรูความสามารถแหงตนอยูในระดับมาก ซ่ึงอาจจะเกิดจากการท่ี
บคุ ลากรของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธญั บุรมี กี ารรบั รูวาตนเองมคี วามต้ังใจและมคี วามสามารถในการ
ปฏิบัติงานใหสําเร็จ มีการรับรูเกี่ยวกับความคาดหวัง แรงจูงใจ และความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงาน มีการรับรู
วาตนเองมีความสามารถในการควบคุม และการจัดการอารมณของตนเองเมื่อเผชิญกับสถานการณที่มีความ
ยุงยากซับซอน มีการรับรูวาตนเองมีความสามารถในการตัดสินใจในการปฏิบัติงานและการแกปญหาในการ
ปฏิบัติงาน ผลการวิจัยสอดคลองกับศศิวรรณ อินทรวงศ (2560) ซ่ึงไดศึกษาเร่ืองอิทธิพลระหวางการรับรู
ความสามารถในตนเอง การรับรูลักษณะงานท่ีตนปฏิบัติ และคุณภาพชีวิตท่ีดีในการทํางานท่ีมีผลตอการ
ปฏิบัติงานของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษากลุมใหม และพบวาระดับการรับรูความสามารถในตนเองของ
บุคลากรอยูในระดับมาก ผลการวิจัยยังสอดคลองกับ วันนิวัติ เต็งสุวรรณและคณะ (2563) ซึ่งไดทําการวิจัย
เรื่องการรับรูความสามารถในตนเอง การเสริมสรางพลังอํานาจ และความสุขในการทํางานของบุคลากร
สํานักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติและพบวา การรับรูความสามารถในตนเองของบุคลากรอยูในระดับมาก
ท่สี ุด

จากผลการวิจัยซ่ึงพบวาปจจัยคุณลักษณะงานอยูในระดับมาก ซ่ึงอาจจะเกิดจากการบุคลากรของ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีไดรับการมอบหมายงานท่ีมีความหลากหลาย สามารถใชทักษะความ
เชี่ยวชาญในการสรา งผลงานท่ีโดดเดนได งานท่ีไดปฏิบัติเปนงานท่ีมีความสาํ คัญตอหนวยงาน บุคลากรมีอิสระ
ในการปฏิบัติงานและการแกปญหา รวมทั้งบุคลากรไดรับผลยอนกลับของงานเม่ือปฏิบัติงานแลวทั้งดานบวก
และดา นลบ ทาํ ใหส ามารถปรับปรุงและพัฒนาการปฏิบตั ิงานได ผลการวิจยั สอดคลอ งกับศศิวรรณ อินทรวงศ
(2560) ซ่ึงไดศึกษาเรื่องอิทธิพลระหวางการรับรูความสามารถในตนเอง การรับรูลักษณะงานท่ีตนปฏิบัติ และ
คุณภาพชีวิตท่ีดีในการทํางานที่มีผลตอการปฏิบัติงานของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษากลุมใหม และพบวา
การรับรลู ักษณะงานท่ีตนปฏิบตั ใิ นภาพรวมและรายดา นอยูในระดับมาก

จากผลการวิจัยซึ่งพบวาผลการปฏิบัติงานของบุคลากรอยูในระดับมาก ซ่ึงอาจจะเกิดจากการท่ี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีมีการกําหนดปริมาณงานท่ีเหมาะสมและตรงตามเปาหมาย ใหแก
บุคลากร ทําใหบุคลากรสามารถปฏิบัติงานไดตามเปาหมายท่ีมหาวิทยาลัย ฯ กําหนด นอกจากน้ัน
มหาวิทยาลัย ฯ มีการกําหนดคุณภาพของงานที่ตองการ โดยงานจะตองมีความถูกตองไดมาตรฐาน ตรงตาม
วัตถุประสงค มีประโยชน และทําใหผูรับบริการเกิดความพึงพอใจ ดังน้ันบุคลากรของมหาวิทยาลัย ฯ จึงตอง
พยายามผลิตผลงานออกมาใหตรงตามความตองการของมหาวิทยาลัย ฯ โดยมีการประเมินผลของการ
ปฏิบัติงานเปนระยะ ๆ ท้ังการประเมินเพื่อเลื่อนขั้นและการประเมินเพ่ือตอสัญญาจาง นอกจากปริมาณงาน
และคุณภาพของงานแลว มหาวิทยาลัย ฯ ไดกําหนดระยะเวลาในการปฏิบัติงานอยางชัดเจน ทําใหบุคลากร
สามารถปฏิบัติงานใหแลวเสร็จในระยะเวลาท่ีกําหนด ดวยเหตุผลดังกลาวจึงทําให ผลการปฏิบัติงานของ
บุคลากรอยูในระดับมาก ผลการวิจัยสอดคลองกับปราณี คะหาราช (2559) ซ่ึงไดศึกษาประสิทธิภาพในการ
ปฏิบัติงานดานการเงินและการคลังตามหลักธรรมาภิบาลของเทศบาลตําบลในจังหวัดรอยเอ็ดและพบวา
ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานดานการเงินและการคลังของเทศบาลตําบลในจังหวัดรอยเอ็ดอยูในระดับมาก
และผลการวิจัยยังสอดคลองกับ วันเพ็ญ วัดนอย และสุนันทา สมวจีเลิศ (2561) ซึ่งไดศึกษาแนวทางการเพ่ิม
ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของผูปฏิบัติงานดานการเบิกจายเงินอุดหนุนการวิจัย คณะวิทยาศาสตร

160

การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022

มหาวิทยาลัยมหดิ ลและพบวา ผูปฏิบัติงานดานการเบิกจายเงินอุดหนุนการวิจัยมีสภาพการปฏิบัติงานดานการ
เบิกจายเงนิ อดุ หนุนการวจิ ัยโดยรวมอยูในระดบั มาก

จากผลการวิจัยซ่ึงพบวาปจจัยสวนบุคคลท่ีมีผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากร ท่ีระดับนัยสําคัญ
ทางสถิติ .05 ไดแก เพศ ระดับการศึกษา และประเภทของบุคลากร สวนปจจัยอายุและระยะเวลาในการ
ปฏิบัติงานไมมีผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากร การท่ีปจจัยดานอายุและระยะเวลาในการปฏิบัติงานไมมี
ผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรอาจจะเปนเพราะการประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากรนั้น มีตัวช้ีวัด
ที่ชัดเจน มีเกณฑในการประเมินผลที่เปนรูปธรรม ดังนั้นไมวาจะเปนบุคลากรท่ีมีอายุเทาไรหรือมีระยะเวลาใน
การปฏิบตั งิ านมากนอ ยเพียงใดกใ็ ชเกณฑประเมนิ ผลการปฏิบัติงานเดยี วกนั สว นสาเหตทุ ่ีเพศ ระดับการศึกษา
และประเภทบุคลากรมีผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากรน้ัน อาจจะเปนเพราะงานของสายสนับสนุน
บางสวนอาจจะมีบริบทของงานที่เหมาะสมสําหรับบางเพศ เชน งานอาคารสถานที่และยานพาหนะ งาน
พยาบาล เปนตน ในขณะท่ีบุคลากรสายสนับสนุนที่มีการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาจะมีความรูเกี่ยวกับการ
ทําวิจัยมากกวาบุคลากรที่มีการศึกษาในระดับตํ่ากวาน้ัน ทําใหมีโอกาสในการสรางผลงานจากการวิจัยได
มากกวา ในขณะที่บุคลากรท่ีเปนขาราชการจะมีความม่ันคงมากสวนบุคลากรท่ีเปนพนักงานมหาวิทยาลัย
พนักงานราชการ หรือลูกจางจะมีความมั่นคงและสวัสดิการตาง ๆ นอยกวา ซ่ึงอาจจะมีผลตอแรงจูงใจในการ
ปฏบิ ตั งิ านของบุคลากร ผลการศึกษาไมส อดคลอ งกับปราณี คะหาราช (2559) ซ่งึ ไดศ ึกษาประสิทธิภาพในการ
ปฏิบัติงานดานการเงินและการคลังตามหลักธรรมาภิบาลของเทศบาลตําบลในจังหวัดรอยเอ็ด และพบวาอายุ
ตําแหนงงาน และระยะเวลาในการปฏิบัติงานมีผลตอประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานดานการเงินและการคลัง
ในขณะที่เพศและระดับการศกึ ษาไมมีผลตอประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานดานการเงินและการคลัง ซ่ึงอาจจะ
เกิดจากบริบทของงานที่ใชใ นการศกึ ษาแตกตา งกนั

จากผลการวิจัยซ่ึงพบวาปจจัยการรับรูความสามารถแหงตนทุกดานมีผลตอผลการปฏิบัติงานของ
บุคลากร ท่ีระดับนัยสําคัญทางสถิติ .05 ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจากการที่บุคลากรที่รับรูความสามารถของตนเอง
จะมีความภาคภูมิใจและมีแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ผลการวิจัยสอดคลองกับศศิวรรณ อินทรวงศ (2560)
ซ่ึงศึกษาอิทธิพลระหวางการรับรูความสามารถในตนเอง การรับรูลักษณะงานท่ีตนปฏิบัติ และคุณภาพชีวิตที่ดี
ในการทํางานที่มีผลตอการปฏิบัติงานของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษากลุมใหมและพบวาการรับรู
ความสามารถในตนเองเปนตัวแปรที่มีอิทธิพลตอการปฏิบัติงานของบุคลากร ผลการศึกษายังสอดคลองกับวัน
นิวัต เต็งสุวรรณและคณะ (2563) ซง่ึ ไดศ ึกษาเรอื่ งการรับรคู วามสามารถแหง ตนเอง การเสรมิ สรางพลังอํานาจ
และความสุขในการทํางานของบุคลากรสํานักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ และพบวาการรับรู
ความสามารถในตนเองมคี วามสมั พันธทางบวกกับความสุขในการทํางานของบคุ ลากรอยางมีนยั สําคัญทางสถติ ิ
ทร่ี ะดบั .01

จากผลการวิจัยซ่ึงพบวาปจจัยคุณลักษณะงานที่มีผลตอผลการปฏิบัติงานของบุคลากร อยางมี
นัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ไดแก ความหลากหลายของทักษะ ความสําคัญของงาน และผลยอนกลับของ
งาน สวนปจจัยคุณลักษณะงานดานความเปนเอกลักษณของงานและความมีอิสระของงาน ไมมีผลตอผลการ
ปฏิบัติงานของบุคลากร ท่ีระดับนัยสําคัญทางสถิติ .05 ทั้งน้ีอาจจะเนื่องมาจากการท่ีบุคลากรที่ไดปฏิบัติงานท่ี
มีความหลากหลาย เปนงานที่มีความสําคัญ และไดรับทราบผลยอนกลับของงานจะมีทักษะที่หลากหลาย มี
ความรูสึกภาคภูมิใจในตนเอง และสามารถพัฒนาการปฏิบัติงานของตนเองจากการท่ีไดรับทราบผลยอนกลับ
ของงานได ผลการศึกษาสอดคลองกับสุพิชฌาย ล้ิมตระกูลไทย และวิโรจน เจษฎาลักษณ (2561) ซ่ึงไดศึกษา
เรื่องคุณลักษณะงานท่ีมีผลตอความผูกพันดานความรูสึกตอองคกรผานผลการปฏิบัติงานในบทบาทการรับรู

161

การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022

การสนับสนุนจากหัวหนา และการรับรูการสนับสนุนจากองคกรของโรงเรียนเอกชนแหงหนึ่ง และพบวา
คุณลกั ษณะงานมอี ิทธพิ ลเชงิ บวกตอ ผลการปฏิบัตงิ าน

การประยุกตใช
ผูบริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีสามารถหรือผูบริหารสถานศึกษาอื่นท่ีมีบริบท
ใกลเคียงกัน สามารถนําผลการวิจยั นี้ไปใชในการพัฒนาผลการปฏิบัติงานของบุคลากร ท่ีไดรับอิทธิพลจากการ
รับรูค วามสามารถแหง ตน และคณุ ลักษณะงาน โดยแนวทางการประยกุ ตใ ชส ามารถอธิบายไดด ังน้ี
1. ปจจัยการรับรูความสามารถแหงตน ผูบริหารมหาวิทยาลัย ฯ ควรมีการกระตุนใหบุคลากรมีการ
รับรูดานกระบวนการคิด ไดแก การกระตุนใหบุคลากรมีความต้ังใจในการปฏิบัติงานใหสําเร็จ โดยเนนให
บุคลากรรับรวู าความต้ังใจของตนเองนน้ั จะสง ผลตอความสาํ เร็จในการปฏิบัติงาน ดานกระบวนการจูงใจ ไดแ ก
การกระตุนใหบุคลากรรับรูวาสามารถคาดหวังตอความสําเร็จในการปฏิบัติงานได สรางแรงจูงใจและความ
เชื่อมั่นที่จะปฏิบัติงานใหสําเร็จตามเปาหมายใหแกบุคลากร ดานกระบวนการดานอารมณ ไดแก การพัฒนา
ความฉลาดทางอารมณใหแกบุคลากร เพื่อใหบุคลากรสามารถควบคุม และจัดการอารมณของตนเองเม่ือกับ
สถานการณที่มีความยุงยาก ซับซอนหรือมีความกดดันในการปฏิบัติงาน ดานกระบวนการการเลือก ไดแก
การใหสิทธ์ิแกบุคลากรในการตัดสินใจเลือกท่ีจะปฏิบัติงานหรือไมปฏิบัติงาน โดยใชการจูงใจแทนการบังคับ
รวมทั้งใหส ิทธิ์แกบ ุคลากรในการตัดสินใจเพื่อแกป ญหาที่เกดิ ขน้ึ จากการปฏิบัติงาน
2. ปจจัยคุณลักษณะงาน ผูบริหารมหาวิทยาลัย ฯ ควรมีการมอบหมายงานท่ีบุคลากรใชทักษะท่ี
หลากหลายในการปฏิบัติงาน เนนใหบุคลากรมีความเขาใจวางานท่ีตนเองไดทํานั้นมีความสําคัญและเปน
สวนประกอบที่ขาดไปไมไดสําหรับมหาวิทยาลัย ฯ กระตุนใหบุคลากรสรางผลงานท่ีโดดเดน หรือพัฒนา
กระบวนการการปฏิบัติงานใหดขี นึ้ มีการใหร างวลั การชมเชย แกบ คุ ลากรในกลมุ น้ี รวมทงั้ มกี ารสะทอ นผลท้ัง
ดานบวกและดานลบของการปฏิบัติงานใหแกบุคลากรทราบ เพื่อใหบุคลากรสามารถนําผลน้ันไปปรับปรุงและ
พฒั นาการปฏิบตั ิงานของตนเองได
ขอเสนอแนะในการวจิ ัยในอนาคต
1. งานวิจัยน้ีเปนการศึกษาปจจัยการรับรูความสามารถแหงตน และคุณลักษณะงานท่ีมีผลตอผลการ
ปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ในอนาคตควรขยายขอบเขต
ของการศึกษาไปยังสวนของบุคลากรสายวิชาการ หรือในสถานศึกษาอื่น ๆ เพ่ือใหไดขอมูลที่ครบถวน และมี
ความนา เชื่อถือย่งิ ขนึ้
2. การวิจัยในอนาคตควรทําการวิจัยเชิงคุณภาพควบคูกันไปกับการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อทําความ
เขา ใจบริบทในการปฏบิ ตั ิงานที่อาจมคี วามสมั พันธกบั การพฒั นาผลการปฏบิ ตั ิงานใหสงู ขึ้น
เอกสารอา งองิ
กองบริหารงานบคุ คล. (2564). จาํ นวนบุคลากรสายสนบั สนนุ ป 2564. ปทมุ ธานี: มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยี

ราชมงคลธญั บรุ ี.
จฑุ ามาศ อินทรชงั . (2561). การรับรคู วามสามารถของตนเองของนกั ศกึ ษา มหาวิทยาลัยศิลปากร

พระราชวงั สนามจนั ทร. นครปฐม: มหาวทิ ยาลัยศิลปากร.
ชโลธร แจมจาํ รสั . (2557). คณุ ลกั ษณะของงานและความพงึ พอใจในการจา ยคา ตอบแทนทสี่ งผลตอ ความ

ผกู พนั ตอองคก รของพนกั งานสัญญาจา งแบบช่วั คราว. (การคน ควาอสิ ระปรญิ ญามหาบัณฑติ ,
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร) .

162

การประชมุ วิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022

ปราณี คะหาราช. (2559). ประสทิ ธภิ าพในการปฏบิ ัติงานดา นการเงินและการคลงั ตามหลักธรรมาภบิ าลของ
เทศบาลตาํ บลในจงั หวัดรอยเอด็ . การประชมุ วชิ าการและเสนอผลงานวจิ ัยระดับชาติ ครงั้ ท่ี 3
กาวสูท ศวรรษท่ี 2 : บรูณาการงานวจิ ัย ใชองคค วามรู สูค วามยง่ั ยนื . นครราชสีมา.

พรี ญา ชื่นวงศ. (2560). ประสทิ ธิภาพในการปฏิบตั งิ านของพนักงาน : กรณศี กึ ษา ธรุ กิจการขนสง ใน
จงั หวัดเชียงราย. นครปฐม: มหาวิทยาลัยศลิ ปากร.

ราชบัณฑติ ยสถาน. (2542). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ.2542. กรงุ เทพ ฯ: นานมบี คุ ส
พบั ลิเคชั่นส.

วนั นวิ ตั ิ เตง็ สวุ รรณ และคณะ. (2563). การรับรูความสามารถในตนเอง การเสริ มสรางพลงั อํานาจและ
ความสขุ ในการทํางานของบุคลากรสาํ นกั งานหลกั ประกนั สขุ ภาพแหงชาติ. วารสารรงั สิต
บณั ฑิตศึกษาในกลุมธรุ กิจและสังคมศาสตร, 6(2), 15-27.

วันเพญ็ วัดนอ ย และสนุ นั ทา สมวจเี ลิศ. (2561). แนวทางการเพมิ่ ประสทิ ธภิ าพการปฏิบัติงานของผปู ฏบิ ตั ิงาน
ดานการเบิกจายเงนิ อุดหนนุ การวจิ ัย คณะวิทยาศาสตร มหาวทิ ยาลัยมหิดล. การประชุมวชิ าการ
ระดบั ชาติ คณะวิทยาการจัดการ มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร ครงั้ ที่ 6 ประจาํ ป 2561. นครปฐม.

วัฒนา ศรวี ิลัย และกลา หาญ ณ นา น. (2564). ความเครยี ดและความเหน่ือยหนายในการทํางานท่มี ีอิทธพิ ลตอ
ผลการปฏิบัติงานของพนกั งาน กรณีศกึ ษา: บริษทั ไฟน เมท็ ทัล เทคโนโลยีส จํากัด (มหาชน).
วารสารวชิ าการวิทยาลยั สันตพล, 7(2), 34-42.

ศศวิ รรณ อนิ ทรวงศ. (2560). อิทธพิ ลระหวา งการรบั รูความสามารถในตนเอง การรบั รูลกั ษณะงานท่ตี น
ปฏิบตั ิ และคณุ ภาพชวี ติ ทดี่ ีในการทาํ งานที่มผี ลตอ การปฏบิ ตั ิงานของบุคลากรใน
สถาบนั อุดมศกึ ษากลุมใหม. (วทิ ยานพิ นธป รญิ ญามหาบณั ฑิต, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
ธญั บรุ ี).

Bandura, A. (1986). Social foundations of though & action A social cognition theory.
Englewood Cliffs, NJ: Pentice Hall.

Bandura, A. (1989). Social cognitive theory. Annals of Child Development, 6, 1 – 60.
Greenberg, J., & Baron, R. A. (2008). Behavior in organizations. Upper Saddle River, NJ:

Prentice Hill.
Hackman, & Oldham (1975). Employees’ Job Satisfaction: A Test of the Job Characteristics

Model Among Social Work Practitioners, Journal of Evidence-Informed Social
Work, 14(1), 1-16.
Tella, A., & Ayeni, C. O. (2006). The impact of self-efficacy and prior computer
experience on the creativity of new librarians in selected university libraries in
Southwest Nigeria. Retrieved from http://www/webpages.Uidaho.edu/∼mbolin/tella.thml
Yamane, T. (1973). Statistics: An Introductory Analysis (3rd ed.) New York: Harper and Row.

163

การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022

ปจ จยั ทางการตลาดท่มี คี วามสมั พันธต อความตง้ั ใจซื้อพนั ธุป ลา
ของลูกคาอิสระฟารม พนั ธปุ ลา

สมภพ นุชเนตร, วัณนภา สาระเวช และกษิดิส นพิ ิฐสกลุ 01
นกั ศึกษาปริญญาตรีหลกั สตู รบริหารธุรกิจ คณะบริหารธรุ กจิ

มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธญั บุรี
ปณิศา มีจินดา และ รจุ กิ าญจน สานนท
อาจารยป ระจําสาขาวชิ าการตลาด คณะบรหิ ารธรุ กิจ
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธญั บรุ ี

บทคดั ยอ
การวิจัยน้ีมีวัตถุประสงค 1) เพ่ือศึกษาปจจัยทางการตลาดท่ีมีความสัมพันธตอความต้ังใจซ้ือพันธุ
ปลาของลูกคาอิสระฟารมพันธุปลา และ 2) เพ่ือศึกษาความพึงพอใจในการซ้ือพันธุปลาของลูกคาอิสระฟารม
พันธุปลา เปนการวิจัยแบบผสมผสานโดยศึกษาเชิงปริมาณใชแบบสอบถามเก็บขอมูล 253 คน และศึกษาเชิง
คณุ ภาพโดยการสมั ภาษณเชงิ ลกึ และใชสถติ ิ Paired Sample t-test, Pearson Correlation ในการวิเคราะห
ขอมลู ผลการวจิ ัย พบวา ปจ จัยทางการตลาดแบบใหมแตกตางจากแบบเดมิ และมคี า เฉลี่ยสูงกวาทุกดาน ปจ จยั
การตลาดแบบเดิมที่มีความสัมพันธตอความต้ังใจซื้อพันธุปลา ไดแก ลักษณะแบบเดิมดึงดูดใจ และปลามี
คุณภาพ สวนปจจัยทางการตลาดแบบใหมท่ีมีความสัมพันธตอความตั้งใจซื้อพันธุปลา คือ การจัดสงสินคาท่ีดี
แฟนเพจของแบบใหมมีการใหขอมูลที่ดึงดูดการจัดสงสินคาตรงตอเวลา สีของนํ้าในบรรณจุภัณฑแบบใหม
ปลามีคณุ ภาพ และการสัมภาษณเชงิ ลึกพบวา ลูกคาชน่ื ชมวา มคี ณุ ภาพดี
คาํ สาํ คญั : พฤติกรรมการซอ้ื ความตั้งใจซือ้ ธรุ กจิ พนั ธปุ ลา สว นประสมทางการตลาด ปจจยั ทางการตลาด

1 นกั ศกึ ษาปริญญาตรีหลกั สตู รบริหารธรุ กจิ คณะบริหารธุรกิจ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธัญบรุ ี ต.คลองหก
อ.คลองหลวง จ.ปทมุ ธานี 12110 หมายเลขตดิ ตอ : 094-924-0401 อีเมล: [email protected]

164

การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022

MARKETING FACTORS RELATING TO THE PURCHASE INTENTION OF
FISH SPECIES FROM INDEPENDENT FISH FARMS

Somphop Nuchnate, Wannapa Sarawet and Kasidit Nipitsakul 1

1

Undergraduate Students, Bachelor of Business Administration, Faculty of Business Administration
Rajamangala University of Technology Thanyaburi

Panisa Meechinda and Rujikarn Sanont
Lecturer at Department of Marketing, Faculty of Business Administration

Rajamangala University of Technology Thanyaburi

Abstract
The objectives of this research were: 1) to investigate the marketing factors that are
related to the purchase intention of fish species from independent fish farms; and 2) to explore
the degree of customer satisfaction in purchasing fish species from independent fish farms.
This study employed a mixed method research methodology comprising quantitative research
by using questionnaires to collect data from 253 customers of independent fish farms; and
qualitative method to gather data from the purposive samples. The statistics used to analyze
data were paired sample t- test and Pearson correlation. The study results showed that the
new marketing factors differed from the traditional marketing factors with higher averages in
all aspects. The traditional marketing factors related to the purchase intention of fish species
comprised attractiveness of traditional traits and fish quality. It was also found that the new
marketing factors relating to the purchase intention of fish species includes good shipping, the
publication of a new fan page that provides information in an attractive new style, on time
delivery, the color of water in the new packaging, and quality of the fish. Additionally, the in-
depth interviews revealed that customers appreciate that quality is good.

Keywords: Buying Behavior, Purchase Intention, Fish Breeding Business, Marketing Mix,
Marketing Factor

1 Corresponding Author: Undergraduate Students, Bachelor of Business Administration
Faculty of Business Administration, Rajamangala University of Technology Thanyaburi
Contact Number: +6694-924-0401 Email: [email protected]

165

การประชมุ วชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022

บทนาํ
ประเทศไทยถือเปนแหลงผลิตสัตวน้ําจืดที่หลากหลายและมีเกษตรกรประกอบอาชีพเลี้ยงสัตวนํ้าจืด

เปนจํานวนมาก โดยมีผลผลิตสัตวนํ้าในประเทศไทยจากขอมูลของกรมประมงในปพ.ศ. 2562 พบวาผลผลิต
การเล้ียงสัตวนํ้าจืดทั่วประเทศรวมมูลคา 25,977.04 ลานบาท เพิ่มขึ้นจากปพ.ศ. 2561 รอยละ 0.35 ไดจาก
การเล้ียงในบอรอยละ 90.52 ไดจากการเล้ียงในนารอยละ 0.43 ไดจากการเล้ียงในรองสวนรอยละ 1.57 และ
ไดจากการเล้ียงในกระชังรอยละ 7.48 (กรมประมง, 2562) ท้ังนี้ปจจุบันคนสวนใหญหันมารักสุขภาพและ
รับประทานปลามากข้ึน เพราะปลาเปนสัตวที่มีคุณคาทางโภชนาการสูงและในเน้ือปลามีโปรตีนที่ดี (Voice
TV, 2561) แตการหาปลาน้ําจืดจากแหลงธรรมชาติเริ่มเปนไปไดยากเพราะการท่ีปลาจะผสมพันธุเองนั้น นํ้า
และระบบนิเวศจะตองอุดมสมบูรณ จากสถานการณนี้จึงไดมีธุรกิจเพาะพันธุปลาเกิดขึน้ เปนจํานวนมาก สงผล
ใหเกิดการแขงขันทางธุรกิจ โดยแตละฟารมมีการใชปจจัยทางการตลาดท่ีแตกตางกันเพ่ือเปนสิ่งจูงใจทําให
ผบู รโิ ภคเกดิ การตดั สินใจซ้อื

ธุรกิจอิสระฟารมพันธุปลา กอตั้งป พ.ศ 2543 ปจจุบันตั้งอยูที่คลอง 11 ตําบลนพรัตน อําเภอหนอง
เสือ จังหวัดปทุมธานี มีพื้นท่ี 20 ไร และทําการเปดบอเล้ียงปลา 7 บอ มีการคิดคนสูตรในการเพาะพันธุปลา
นํ้าหลากหลายสายพันธุ และปจจุบันอิสระฟารมพันธุปลามีปญหาขาดการประชาสัมพันธ การจัดโปรโมชั่นท่ี
นาสนใจ ขาดความนาเชื่อถือ และยังไมเปนที่รูจักในกลุมลูกคาบริเวณจังหวัดปทุมธานี (จากการสัมภาษณของ
ผวู จิ ยั , 2563)

ผูวจิ ยั มีความสนใจทีจ่ ะศกึ ษาปจจยั ทางการตลาดทม่ี ีความสัมพันธตอความต้ังใจซื้อพันธุปลาของลูกคา
อิสระฟารมพันธุปลาใหทราบถึงปจจัยทางการตลาดที่สงผลตอความต้ังใจซื้อของลูกคาเพื่อเปนขอมูลสําหรับ
การวางแผนการตลาด และเปน แนวทางในการพฒั นาธรุ กจิ เพาะพนั ธุปลาไดอ ยางยง่ั ยืน
วตั ถุประสงคข องการวิจยั

1. เพ่อื ศึกษาปจ จัยทางการตลาดทม่ี คี วามสมั พันธต อความตงั้ ใจซื้อพันธุปลาของลูกคา อสิ ระฟารม พนั ธปุ ลา
2. เพื่อศึกษาความพงึ พอใจในการซ้ือพันธุป ลาของลกู คาอิสระฟารมพนั ธุป ลา

สมมติฐานการวิจยั
สมมติฐานขอท่ี 1 เปรียบเทียบความแตกตางของปจจัยทางการตลาดและความต้ังใจซื้อพันธุปลาของ

ลูกคาอิสระฟารมพันธุปลาระหวา งแบบเดิมและแบบใหม
สมมตฐิ านขอ ที่ 2 ความสัมพนั ธระหวา งปจจยั ทางการตลาดแบบเดิมทีม่ ีตอความตัง้ ใจซ้ือพนั ธุปลาของ

ลูกคา อิสระฟารมพนั ธปุ ลา
สมมติฐานขอท่ี 3 ความสัมพันธระหวางปจจัยทางการตลาดแบบใหมท่ีมีตอตวามตั้งใจซ้ือพันธปลา

ของลกู คาอสิ ระฟารมพันธปุ ลา

กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย

ปจจัยทางการตลาด (แบบเดิม) ความต้งั ใจซอ้ื พนั ธปุ ลาของ
ปจ จยั ทางการตลาด (แบบใหม) ลกู คา อิสระฟารมพนั ธปุ ลา

ภาพที่ 1 กรอบแนวความคดิ ในการวจิ ัย

166

การประชมุ วิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022

ประโยชนท่คี าดวา จะไดรับ
1. ผลวิจัยนี้สามารถนําขอมูลไปใชเพ่ือเปนแนวทางประกอบการตัดสินใจใหกับผูประกอบการราย

ใหมท เ่ี กิดความสนใจลงทุนในการดาํ เนนิ ธุรกิจเพาะเล้ียงพันธปุ ลานํ้าจืด
2. ผลวิจัยนี้สามารถนําขอมูลท่ีไดใชเปนแนวทางในการศึกษาการเพาะพันธุสัตวนํ้าประเภทอ่ืนได

ตอไป
การทบทวนวรรณกรรม

ทฤษฎพี ฤติกรรมผูบริโภค
Foxall & Sigurdsson (2013) พฤติกรรมของผูบริโภค (Customer Behavior) หมายถึง การกระทํา
ของมนษุ ยท ่แี สดงออกหรือการกระทําโดยธรรมชาตขิ องมนษุ ยท ี่มอี ทิ ธพิ ลทางการตลาดได
ปทมพร คัมภีระ (2557) พฤติกรรมผูบริโภค เกิดข้ึนอยางเปนกระบวนการหลายข้ันหลายตอนซ่ึง
ประกอบไปดวยการหาขอ มลู ขาวสาร การเลือกซื้อ การประเมินคุณคา ใหไดมาซงึ่ ผลติ ภัณฑและบริการตางๆท่ี
ผูบริโภคตอ งการ
ทฤษฎสี วนประสมทางการตลาด
Kotler & Keller (2013) ระบุวา สวนประสมทางการตลาด (Marketing Mix) เปนเคร่ืองมือทาง
การตลาดท่ีควบคุมได สามารถผสมผสานใหตอบสนองความตองการและสรางความพอใจใหแกกลุมเปาหมาย
และสามารถใชสวนประสมทางการตลาดเพ่ือโนมนาวความตองการของผูบริโภค ซ่ึงสวนประสมการตลาดแบง
ออกเปนกลุมได 4 กลุม ไดแก ผลิตภัณฑ (Product) ราคา (Price) การจัดจําหนาย (Place) และการสงเสริม
การตลาด (Promotion)
Lamb, Hair & McDaniel (2000) ระบุวา สวนประสมทางการตลาด หมายถึง การนําผลิตภัณฑ การ
จัดจําหนาย การสงเสริมการตลาด และการกําหนดราคา มารวมกันเปนหนึ่งเดียว โดยมีจุดมุงหมายเพ่ือ
กอใหเ กดิ การแลกเปลยี่ นกับกลมุ เปาหมายและทําใหเกิดความพึงพอใจทง้ั สองฝาย
ทฤษฎีความตั้งใจซ้ือ
Parengkuan (2017) ความต้ังใจซ้ือ ระบุวา การคิดพิจารณาเก่ียวกับสินคาหรือบริการอยางถ่ีถวน มี
แนวโนมท่มี ัน่ ใจ และตัดสินใจหาเหตุผลเพือ่ ท่ีจะซื้อสนิ คาหรือบรกิ ารของเกษตรกร ความต้ังใจซือ้ เปนเครื่องมือ
เพ่อื พยากรณกระบวนการซอ้ื สินคา หรอื บริการได
ธีรศักด์ิ จินดาบถ, สุนันทา เหมทานนท และ พิไลวรรณ ประพฤติ (2561) ระบุวา ความต้ังใจซื้อ คือ
ความรูสึกท่ีแสดงออกถึงความตองการสินคา เกิดจากถูกกระตุนดวยแรงจูงใจ จะเกิดข้ึนหลังจากเกษตรกรได
ประเมินสนิ คา น้นั แลว กอ ใหเ กดิ พฤดิกรรมการซ้ือหรือความต้งั ใจซ้ือ รวมถงึ ความตั้งใจกลับมาซ้ือสนิ คาเดิม
นยิ ามศัพทเฉพาะ
ปจจัยทางการตลาดแบบเดิมของอิสระฟารมพันธุปลา หมายถึง ลักษณะของบรรจุภัณฑ สีของน้ําใน
บรรจุภัณฑ ความนาเช่ือถือของแฟนเพจ และการใหขอมูลที่ดึงดูดใจในแฟนเพจ ของกิจการท่ีดําเนินการมา
กอนท่ีผูวจิ ยั จะนําเสนอปจจัยทางการตลาดแบบใหม
ปจจัยทางการตลาดแบบใหมของอิสระฟารมพันธุปลา หมายถึง ลักษณะของบรรจุภัณฑ สีของน้ําใน
บรรจภุ ัณฑ ความนา เชื่อถือของแฟนเพจ และการใหข อ มลู ทดี่ ึงดูดใจในแฟนเพจ ท่ผี วู จิ ัยนาํ เสนอปจจัยทางการ
ตลาดแบบใหมใหก ิจการ

167

การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022

ความตั้งใจซื้อ หมายถึง การแสดงออกของผูบริโภคที่จะซื้อสินคา หลังถูกกระตุนดวยขอมูลเก่ียวกับ
สินคาจากชองทางตางๆ โดยผบู รโิ ภคจะประเมินถงึ ความพงึ พอใจตอสนิ คา และบรกิ าร

อิสระฟารม พันธปุ ลา หมายถึง ธรุ กิจเพาะพันธปุ ลาน้าํ จดื และจําหนายพันธุป ลาน้ําจืดหลายสายพนั ธุ
ระเบียบวิธกี ารวิจัย

ขอบเขตการวิจยั
1. ขอบเขตดานเน้ือหา มุงเนนท่ีจะศึกษาเกี่ยวกับเกษตรกรที่เพาะเล้ียงพันธุปลานํ้าจืดในบอดิน

ปจจัยทางการตลาด ความตง้ั ใจซื้อ ปญ หาและอปุ สรรคตลอดจนแนวทางการแกไ ขปญ หาในการดําเนนิ ธรุ กิจ
2. ขอบเขตดานพืน้ ที่ การศึกษาคร้ังนี้เลอื กใชพืน้ ที่ในกลุมเฟซบุกซอื้ ขายพนั ธปุ ลานาํ้ จืด และกลมุ

ลกู คาของอิสระฟารม พันธุปลา
3. ขอบเขตดานประชากร ประชากรในการศึกษา คือ เกษตรกรที่อยูในกลุมเฟซบุกซ้ือขายพันธุ

ปลาน้าํ จดื และลูกคา ของอสิ ระฟารม พนั ธปุ ลา
4. ขอบเขตดานระยะเวลา การศึกษาครั้งน้ีศึกษาชวงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2563 – เดือน

มีนาคม พ.ศ. 2564
วธิ ีการสุม ตัวอยา ง
งานวิจัยน้ีเปนการวิจัยแบบผสมผสาน คือ งานวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และ

การศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใชขอมูลปฐมภูมิในการวิเคราะห และไดมีการสัมภาษณ
ผานทางโทรศัพทกลุมลูกคาเกาของทางอิสระฟารมพันธุปลา ดานความพึงพอใจแบบเชิงลึกท่ีมีตออิสระฟารม
พันธุปลา จํานวนท้ังหมด 7 คน และไดจากการใชแบบสอบถามทางออนไลนในการเก็บจากกลุมตัวอยาง
จาํ นวนท้ังหมด 253 ชุด มกี ารคํานวณจากสูตรดังนี้

กาํ หนดขนาด

กําหนดความคลาดเคล่ือน 5 %
กําหนดระดับความเช่ือมั่น 95 % = 1.96
กาํ หนดความแปรปรวน 50:50

N=
= 1.962(50∗50)

62

==39.,386460(06520∗50)
= 266.67
ดังน้ันกลุมตัวอยางเทากับ 267 ตัวอยาง แตเนื่องจากแบบสอบถามที่เก็บมามคี วามสมบูรณ และ
สามารถนํามาคํานวณคาทางสถิติได 253 ชุด จึงใชกลุมตัวอยาง 253 ตัวอยาง โดยเลือกสุมตัวอยางแบบ
เฉพาะเจาะจง
1. การศึกษาในการดําเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Study) เปนการสัมภาษณแ บบเชิง
ลึก (Depth Interview) ทําการศึกษาและรวบรวมขอมูลจากกลุมลูกคาเกาของทางอิสระฟารมพันธุปลา
จํานวนทงั้ หมด 7 คนเพ่อื ศกึ ษาความพงึ พอใจในการซอ้ื พนั ธปุ ลา
168

การประชมุ วชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022

2. การศึกษาในเชิงปริมาณ (Quantitative Study) ทําการศกึ ษาและรวบรวมขอมูล จากเอกสาร
และหลักฐานที่เก่ียวของจากแบบสอบถาม โดยเนนไปท่ีการวิเคราะหทางสถิติถึงปจจัยการตลาดที่มีผลตอ
ความต้ังใจซื้อพันธุปลาน้ําจืดของอิสระฟารมพันธุปลา และดําเนินการเก็บขอมูลโดยการสงลิงคผานขอความ
ออนไลนไปยังเกษตรกรในกลมุ เฟซบุกซ้อื ขายพันธุปลานํ้าจดื จํานวนทั้งหมด 253 ชุด โดยเคร่ืองมือท่ใี ชในการ
เกบ็ รวบรวมขอ มลู มีรายละเอียดดงั นี้

สว นที่ 1 คําถามคดั กรอง คอื ทานประกอบอาชพี เล้ยี งพนั ธปุ ลานํา้ จืดใชหรอื ไม
สวนท่ี 2 คําถามเกี่ยวกับลักษณะขอมูลของเกษตรกร เปนขอมูลสวนตัวของผูตอบแบบสอบถาม
ไดแก สถานทปี่ ระกอบการของทา น เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ พน้ื ทใี่ ชป ระกอบการ (ไร)
สวนที่ 3 คําถามเก่ียวกับพฤติกรรมการซ้ือพันธุปลานํ้าจืดจํานวน ไดแก ความถ่ีในการซ้ือพันธุ
ปลาน้ําจืด สายพันธุปลาที่นิยมเล้ียง ฟารมปลาที่ซ้ือเปนประจํา คําแนะนําจากกลุมคนเล้ียงปลามีผลในการ
เลือกซื้อพันธุปลา ถาปลาของอิสระฟารมพันธุปลามีคุณภาพเทากับฟารมอ่ืนจะมีผลที่เปล่ียนมาซ้ือปลาของ
อิสระฟารมพันธปุ ลา
สวนที่ 4 คําถามเกี่ยวกับปจจัยทางการตลาดท่ีมีผลตอการเลือกซ้ือพันธุปลา ไดแก ลักษณะของ
บรรจภุ ณั ฑ สีของน้ําในบรรจภุ ัณฑ ความนาเช่อื ถือของแฟนเพจ และการใหขอ มลู ท่ดี งึ ดูดใจในแฟนเพจ
ผลการวจิ ยั
การศึกษาวจิ ับคร้งั นี้เปน แบบผสมผสานจงึ แบง แยกการรายงานผลวิจัยเปน 2 สว น ดงั น้ี
ตอนที่ 1 ขอมูลการวิจัยเชิงปรมิ าณ
1. ขอมูลรอยละของเกษตรกร ผูตอบบแบบสอบถาม พบวาสวนใหญเปนเพศชาย (รอยละ 51.4)
มอี ายุ 40-55 ป (รอ ยละ57.7) มรี ะดบั การศกึ ษาระดบั ปริญญาตรี (รอยละ 47.4) มีอาชีพทาํ ธรุ กิจสว นตัว (รอยละ
66.8) ประกอบการที่จงั หวดั ปทุมธานี (รอ ยละ 46.6) มีพ้นื ที่อยูท่ี 1,000 ไร หรือนอ ยกวา (รอยละ 88.5)
2. ขอมูลรอยละเอาพฤติกรรมการซ้ือพันธุปลาของลุกคาอิสระฟารมพันธุปลา พบวาความถ่ีใน
การเลือกซ้ือพันธุปลามคี วามถใ่ี นการเลอื กซือ้ อยทู ่ี 1-3 คร้ัง/ป จํานวน 100 คน (รอยละ 39.53) รองลงมาอยู
ท่ี 4-6 คร้ัง/ป จํานวน 93 คน (รอยละ 36.76) 7-10 คร้ัง/ป จํานวน 37 คน (รอยละ 14.62) และมากกวา
10 คร้ัง/ป จํานวน 23 คน (รอยละ 9.09) พฤติกรรมการเลือกซ้ือปลาแตละสายพันธุ พบวาสวนใหญจะเลือก
ซ้ือปลานิล จํานวน 170 คน (รอยละ 67.19) รองลงมาคือปลาตะเพียน จํานวน 122 คน (รอยละ 48.22) ปลา
ย่ีสก จํานวน 66 คน (รอยละ 26.09) ปลานวลจันทร จํานวน 50 คน (รอยละ 19.76) ปลาสวาย จํานวน 71
คน (รอยละ 28.06) และปลาจีน จํานวน 47 คน (รอยละ 18.58) และ (3) ในสวนของเกษตรกรที่มีฟารมปลา
ท่ีซ้ือเปนประจํา พบวามีจํานวน 96 คน (รอยละ 37.94) และเกษตรกรท่ีไมมีฟารมปลาท่ีซ้ือเปนประจํา มี
จาํ นวน 157 คน (รอยละ 62.06)
3. ขอมูลรอยละของเหตุผลในการเลือกซ้ือพันธุปลานํ้าจืดของเกษตรกรที่มีฟารมปลาที่ซื้อเปน
ประจํา พบวาสวนใหญเพราะปลามีคุณภาพ จํานวน 54 คน (รอยละ 56.25) รองลงมาอยูท่ีความสะดวก
จํานวน 14 คน (รอยละ 14.58) ราคา จํานวน 9 คน (รอยละ 9.38) กลุมอางอิง จํานวน 7 คน (รอยละ 7.29)
และอ่ืน ๆ ไดแ ก ซอ้ื ขายกันเปน เวลานาน จํานวน 7 คน (รอ ยละ 7.29)
4. วัตถุประสงคข อท่ี 1 เพ่ือศึกษาปจจยั ทางการตลาดทีม่ คี วามสัมพันธตอความต้ังใจซ้อื พันธุปลา
ระหวา งแบบเดมิ และแบบใหมข องลุกคาอิสระฟารมพันธุป ลา

169

การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022

สมมตฐิ านขอ ที่ 1
ตารางที่ 1 เปรียบเทยี บความแตกตางของปจจยั ทางการตลาดและความตัง้ ใจซ้ือของพันธปุ ลาอิสระฟารมพนั ธุ
ปลาระหวางแบบเดมิ และแบบใหม (สีนํา้ ในบรรจุภณั ฑ ความดงึ ดดู ใจ ความนาเช่ือถือของแฟนเพจ และการให
ขอมูลทด่ี งึ ดูดใจในการเลอื กซื้อพันธุปลาของแฟนเพจทั้งสองแบบของอสิ ระฟารมพันธุปลา) โดยใชส ถิติ Paired
Sample t-test
ปจจัยทางการตลาด ̅ S.D. Sig. ผลการทดสอบ
สมมติฐาน
Pair 1 สีของนํ้าในบรรจุภัณฑแบบเดิม 3.70 1.19 .000** แตกตา งกนั

สขี องนํา้ ในบรรจุภัณฑแบบใหม 4.54 .72

Pair 2 ลักษณะของบรรจุภณั ฑแบบเดิม 3.14 1.31 .000** แตกตา งกนั
ลักษณะของบรรจุภัณฑแบบใหม 4.54 .69
Pair 3 แฟนเพจของแบบเดมิ มีความนา เช่ือถอื 3.70 1.09 .000** แตกตางกนั
แฟนเพจของแบบใหมม ีความนาเชื่อถอื 4.56 .72
Pair 4 แฟนเพจของแบบเดมิ มีการใหข อมลู ท่ีดงึ ดดู ใจ 3.55 1.19 .000** แตกตางกนั
แฟนเพจของแบบใหมม กี ารใหข อ มลู ทีด่ งึ ดูดใจ 4.61 .68
คา เฉลยี่ 4.04 0.95
**มนี ยั สําคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดบั .001

จากตารางที่ 1 การทดสอบความแตกตา ง ของคา เฉลี่ย ปจ จยั ทางการตลาดพบวา ปจจัยทางการตลาด
ดานสีน้ําในบรรจุภัณฑ ลักษณะของบรรจุภัณฑ ความนาเชื่อถือของเเฟนเพจ การใหขอมูลที่ดึงดูดใจของแฟน
เพจเเบบใหมแตกตางจากแบบเดิม โดยมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ซ่ึงแบบใหมมีคาเฉล่ียสูงกวาในทุก
ดาน
สมมติฐานขอ ท่ี 2
ตารางท่ี 2 ความสัมพันธระหวางปจจัยทางการตลาดแบบเดิม ท่ีมีตอความต้ังใจซ้ือพันธุปลา โดยใชสถิติ
Pearson Correlation
ปจ จัยทางการตลาดแบบเดมิ ความต้ังใจในการซื้อพันธปุ ลา ความหมาย
ของอสิ ระฟารม พันธปุ ลา
1. ลกั ษณะของแบบเดิม ดงึ ดูดใจทําใหทานอยาก
ซอื้ พนั ธุปลาเพอ่ื นาํ ไปเลี้ยง .27(.000)** มคี วามสมั พันธส ูง

2. ปลามคี ุณภาพ มผี ลตอ การเลอื กซ้ือ .21(.001)** มีความสัมพนั ธส ูง
คาเฉลี่ย 0.24
**มนี ัยสําคัญทางสถิติท่ีระดบั .001

จากตารางท่ี 2 ผลการทดสอบความสัมพันธระหวางปจจัยทางการตลาดแบบเดมิ ทีม่ ตี อ ความตัง้ ใจซื้อ
พันธุปลา โดยใชสถิติ Pearson Correlation พบวา 1) ลักษณะของแบบเดิม ดึงดูดใจทําใหทานอยากซื้อพันธุ
ปลาเพื่อนําไปเลี้ยง และ 2) ปลามีคุณภาพ มีผลตอการเลือกซื้อ เน่ืองจากมีคา Sig เทากับ 0.000 , 0.001 ซ่ึง
นอยกวา 0.05 จึงปฏิเสธสมมติฐานหลักและยอมรับสมมติฐานรอง แสดงวา ปจจัยทางการตลาดดังกลาว มี

170

การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022

ความสัมพันธกับความตั้งใจซอ้ื พนั ธุปลาของลกู คา อิสระฟารมื พนั ธุปลาอยา งมนี ยั สําคัญทางสถิติท่รี ะดบั 0.000,
0.001
เม่ือพิจารณาระดับความสัมพันธตัวแปรดังกลาวสามารถเรียงลําดับดังน้ี ตัวแปรที่มีความสัมพันธกับ
ความตั้งใจซ้ือพันธุปลานํ้าจืดมากท่ีสุดคือ ลักษณะของแบบเดิม ดึงดูดใจ (r= 0.27) และปลามีคุณภาพ (r=
0.21)
สมมติฐานขอท่ี 3
ตารางที่ 3 ความสัมพันธระหวางปจจัยทางการตลาดแบบใหมที่มีตอความต้ังใจซื้อพันธุปลาของลูกคาอิสระ
ฟารมพันธปุ ลา โดยใชส ถิติ Pearson Correlation
ปจจยั ทางการตลาดแบบใหม ความต้งั ใจในการซอ้ื ความหมาย
พันธปุ ลาของอสิ ระ
ฟารมพนั ธปุ ลา
1. การจดั สง ทดี่ ี สนิ คาไมมีความเสียหาย มผี ลตอ
การตดั สินใจซอ้ื ของทา น .50(.000)** มคี วามสมั พันธส ูง

2. แฟนเพจของแบบใหมมกี ารใหข อ มลู ท่ดี ึงดดู ใน .41(.000)** มคี วามสมั พันธส งู
การเลอื กซ้ือพันธปุ ลา
3. ลกั ษณะของแบบใหม ดงึ ดูดใจทําใหทานอยาก
ซื้อพนั ธปุ ลาเพอ่ื นาํ ไปเล้ียง .40(.000)** มคี วามสัมพันธก ลาง

4. การจัดสงสนิ คาตรงตอ เวลามีผลตอการตดั สินใจ .33(.000)** มคี วามสมั พันธก ลาง
ซอื้ ของทา น
5. สีของน้าํ ในบรรจุภัณฑแบบใหม มผี ลตอการซ้อื .32(.000)** มคี วามสัมพันธก ลาง
6. ปลามคี ุณภาพ มผี ลตอการเลือกซอ้ื .31(.000)** มคี วามสัมพนั ธก ลาง
คา เฉลีย่ 0.38(.000)**
**มนี ัยสาํ คัญทางสถิติทรี่ ะดบั .001
จากตารางท่ี 3 ผลการทดสอบความสัมพันธระหวางปจจยั ทางการตลาดแบบใหม ทม่ี ตี อ ความตงั้ ใจซอ้ื
พันธุปลา โดยใชสถิติ Pearson Correlation พบวา มีคา Sig เทากับ 0.000 ซ่ึงนอยกวา 0.05 จึงปฏิเสธ
สมมติฐานหลักและยอมรับสมมติฐานรอง แสดงวา ปจจัยการตลาดดังกลาว มีความสัมพันธกับความต้ังใจซ้ือ
และเม่ือพิจารณาระดับความสัมพันธตัวแปรดังกลาวสามารถเรียงลําดับดังน้ี ตัวแปรท่ีมีความสัมพันธกับความ
ตั้งใจซื้อพันธุปลานํ้าจืดมากท่ีสุดคือ การจัดสงสินคาท่ีดีสินคาไมมีความเสียหาย (r=0.50) แฟนเพจของแบบ
ใหม มีการใหขอมูลท่ีดึงดูด (r=0.41) ลักษณะของแบบใหม มีการดูงดึงใจ (r=0.40) การจัดสงสินคาตรงตอ
เวลา (r=0.33) สีของนํา้ ในบรรณจภุ ัณฑแบบใหม (r=0.32) และปลามีคุณภาพ (r=0.31)
ตอนท่ี 2 ขอ มลู การศึกษาเชงิ คุณภาพ
ผลการวิจัยตามวัตถุประสงคที่ 2 เพ่ือศึกษาความพึงพอใจในการซื้อพันธุปลาของลูกคาอิสระฟารม
พนั ธปุ ลาจากการสัมภาษณแ บบเชิงลกึ ของลกู คา อสิ ระฟารมพันธปุ ลา จํานวน 7 คน พบวา ผทู ี่ซอ้ื พันธุปลาจาก
อิสระฟารมพันธุปลา ลูกคาสวนใหญจะชื่นชมคุณภาพของพันธุปลาที่ซื้อ เพราะมีคุณภาพดี เชน พันธุปลามี
ความแข็งแรง โตไว ลักษณะสวยงาม ราคามีความเหมาะสมกับคุณภาพ ราคาตางจากฟารมปลาจากเจาอ่ืนไม
มากซ่ึงของอิสระฟารมพันธุปลา จะมีราคาท่ียอมเยากวา โดยลูกคาสวนใหญจะรูจักอิสระฟารมพันธุปลา โดย
การแนะนําแบบปากตอปากและชองทางออนไลนเฟซบุก ในสวนของการจัดสงลูกคาชื่นชมวามีการจัดสงท่ีดี

171

การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022

ไมม ปี ญ หามคี วามตรงตอเวลาตามที่นัดหมาย และเหตุผลของลูกคา ในการตัดสนิ ใจซื้อพันธุปลาของอสิ ระฟารม
พนั ธุปลา ลกู คาสวนใหญจ ะเลือกจากคณุ ภาพของสินคา และราคา (จากการสัมภาษณของผูวจิ ัย, 2563)
อภปิ รายผลการวิจัย

จากวัตถุประสงคของการวิจัยขอท่ี 1 พบวา ดานสีนํ้าในบรรจุภัณฑ, ลักษณะของบรรจุภัณฑ , ความ
นาเชื่อถือของเเฟนเพจ, การใหขอมูลทดี่ ึงดูดใจของแฟนเพจ แตกตางจากแบบเดิม โดยมีนัยสาํ คัญทางสถติ ิ ซ่ึง
แบบใหมมีคาเฉล่ียสูงกวาในทุกดาน อาจเปนเพราะวาแบบใหม มีความสะดวกสบายในการมองเห็นตัวปลาได
ชัดเจน มีการออกแบบท่ดี ึงดูดใจและการใหขอมูลผานแฟนเพจแบบใหม มีการใหร ายละเอียดของขอมูลในการ
ติดตอไดชัดเจน ซึ่งสอดคลองกับ วรางคณา ศิริวัฒน (2559) ท่ีวิจัยเก่ียวกับเร่ืองการตัดสินใจซื้อสัตวเล้ียง
ออนไลน พบวา การตัดสินใจซื้อสัตวเลี้ยงนิยมซ้ือท่ีฟารม เพราะมีความม่ันใจได สัมผัสขอเท็จจริง สวน
ออนไลนนิยมหาขอมูล และ หากจะตัดสินใจซื้อผานออนไลนตองมีขอมูลที่สรางความมั่นใจเพียงพอ ภายใต
เกณฑการไดรับขอมูลท่ีนาเชื่อถือเกี่ยวกับสัตวเล้ียงเปนหลัก ตองมีใบรับรองคุณภาพของสัตวเล้ียง และการ
ออกแบบเวบ็ ไซตจ ําหนายสตั วเ ลย้ี งควรมี รูปภาพ วีดีโอ และรายละเอยี ดครบถว นและ นาสนใจ

จากการทดสอบความสัมพันธปจจัยทางการตลาดแบบเดิมและความตั้งใจซ้ือพันธุปลา พบวา ปจจัย
การตลาดดังกลาวมีความสัมพันธกับความตั้งใจซื้อ และเม่ือพิจารณาระดับความสัมพันธตัวแปร สามารถ
เรียงลําดับตัวแปรทม่ี ีความสัมพันธกับความต้ังใจซือ้ พันธุปลานํ้าจืดมากท่ีสดุ คอื ลักษณะแบบเดิมดึงดูดใจ ปลา
มีคุณภาพ และจากการทดสอบความสัมพันธระหวางปจจัยทางการตลาดแบบใหม และความตั้งใจซื้อพันธุปลา
พบวา มีความสมั พันธกับความตัง้ ใจซ้อื และเม่ือพจิ ารณาระดับความสัมพนั ธต วั แปรสามารถเรียงลําดับตัวแปรที่
มีความสัมพันธกับความตั้งใจซื้อพันธุปลาน้ําจืดมากที่สุดคือ การจัดสงสินคาท่ีดีสินคาไมมีความเสียหาย แฟน
เพจของแบบใหม มีการใหขอมูลที่ดึงดูด ลักษณะของแบบใหม มีการดึงดูงใจ การจัดสงสินคาตรงตอเวลา สี
ของน้ําในบรรจุภัณฑแบบใหม และ ปลามีคุณภาพซ่ึงสอดคลองกับ พรรณิดา ปานแจม และช่ืนจิตต แจงเจนกิจ
(2564, น.63) ที่วิจัยเก่ียวกับเรื่อง การรับรูคุณภาพนํ้าหอม Journal พบวามีความสัมพันธเชิงบวกกับความ
ต้ังใจซื้อน้ําหอมในทุก ๆ ดานน่ันคือหากกลุมตัวอยางมีการรับรูคุณภาพน้ําหอมเพ่ิมขึ้นจะทําใหความตั้งใจซ้ือ
น้ําหอมเพิ่มขึ้นตามไปดว ย

จากวัตถุประสงคของการวิจัยขอท่ี 2 โดยการสัมภาษณแบบเชิงลึกพบวา ลูกคาจะชื่นชมคุณภาพของ
พันธุปลาท่ีซื้อวามีคุณภาพดี เชน พันธุปลามีความแข็งแรง โตไว ราคาเหมาะสม มีการจัดสงที่ตรงตอเวลา โดย
ลูกคาสวนใหญจะรูจักอิสระฟารมพันธุปลา จากการแนะนําแบบปากตอปาก และชองทางออนไลน เฟซบุก
เหตผุ ลของลกู คาในการตัดสนิ ใจซอ้ื พันธปุ ลาของอิสระฟารม พันธุป ลา จะเลือกจากคุณภาพของสินคาและราคา
ซึ่งสอดคลองกับ ณภัทร ต.รุงเรือง (2564, น. 63) ที่ทําการวิจัยเก่ียวกับ ปจจัยท่ีมีอิทธิพลตอการตัดสินใจซื้อ
สัตวเลี้ยงทางเลือกในประเทศไทย พบวาปจจัยสวนประสมทางการตลาดดานผลิตภัณฑ ดานราคา และดาน
การสงเสริมการตลาดมีอิทธิพลตอการตัดสินใจซื้อสัตวเล้ียงทางเลือก และขอมูลจากการสัมภาษณ พบวา
การศึกษาขอมูลการเล้ียงสัตวเลย้ี งทางเลือก กอนการตัดสินใจซื้อจะมีการศึกษาขอมูลจากส่ือสังคมออนไลนเฟ
ซบุก รวมถึงการสอบถามจากผูที่มีประสบการณโดยทําการหาขอมูลเก่ียวกับวิธีการเล้ียงดู อาหารสําหรับสัตว
เลย้ี งทางเลือก

สรุปไดวาคุณสมบัติตาง ๆ ที่กลาวมาตางเปนสวนสําคัญตอการตัดสินใจซ้ือพันธุปลาของเกษตรกร ซึ่ง
คุณสมบัติตางๆ เหลานี้มักเปนส่ิงท่ีดึงดูดความสนใจของเกษตรกรไดอยางดี และยังเปนการสรางความ
นาเชอื่ ถือใหก บั กิจการอกี ดว ย ดงั นัน้ ผปู ระกอบการควรกระตนุ การซื้อพันธุป ลาโดยมกี ารปรับปรุงแฟนเพจใหมี

172

การประชมุ วิชาการระดับชาติ RTBEC 2022

ความนาเชื่อถือ มีการใหรายละเอียดของขอมูลท่ีชัดเจน เพ่ือสรางการรับรู การจดจํา ใสใจในบรรจุภัณฑใหมี
ความเปน มาตรฐาน จัดสง สินคา ตรงตอเวลาและไมเ กิดความเสยี หายของสนิ คา
ขอ เสนอแนะ

1. ผูประกอบธุรกิจหรือมีสวนเกี่ยวของกับธุรกิจเพาะพันธุปลาควรมีการพัฒนาสวนประสมทาง
การตลาดเพื่อใหสอดคลองกับความตองการของลูกคาหรือผูสนใจเพาะพันธุปลา โดยตองมีการสื่อสาร
หลากหลายรูปแบบควบคูกันไป ไดแก แฟนเพจที่มีขอมูลเกี่ยวกับความรูเรื่องเพาะเลี้ยง ขอควรระวังและ
ปองกันโรค แนะนาํ แหลง ซอื้ ขายแลกเปล่ยี นพันธปุ ลาเพ่อื ใหเกดิ การขบั เคล่อื นธุรกจิ พันธุปลาในประเทศอยางมี
ประสทิ ธิภาพ

2. ผูประกอบธุรกิจควรใหความสําคัญกับคุณภาพของพันธุปลาเน่ืองจากเปนสวนสําคัญที่ทําใหลูกคา
หรอื ผูสนใจเพาะพันธุปลาเกิดการตัดสนิ ใจซอ้ื ไดงายข้นึ
เอกสารอา งอิง
กรมประมง. (2562). สถติ ผิ ลผลติ การเลี้ยงสัตวน า้ํ จดื ป 2562. สบื คน จาก

https://www4.fisheries.go.th/local/index.php/main/site/strategy-stat
ณภทั ร ต.รงุ เรอื ง. (2564). ปจ จัยที่มอี ทิ ธิพลตอการตัดสนิ ใจซื้อสตั วเ ลยี้ งทางเลือก (Exotic Pet) ใน

ประเทศไทย. สืบคน จาก http://dspace.bu.ac.th/jspui/handle/123456789/4863
ธรี ศักด์ิ จินดาบถ, สุนันทา เหมทานนท และพไิ ลวรรณ ประพฤติ. (2561). การรบั รคู ณุ คาและ ความตงั้ ใจซอื้

ผลติ ภณั ฑย างของเกษตรกรชาวไทย. วารสารบริหารธรุ กิจศรีนครินทรวิโรฒ, 9(2), 106-116.
ปท มพร คัมภีระ. (2557). พฤตกิ รรมการซือ้ เครอื่ งสาํ อางผา นเวบ็ ไซตเ ฟซบคุ ของนักศึกษาหญงิ ในเขต

กรุงเทพมหานคร. (การคน ควา อสิ ระปริญญามหาบัณฑติ , มหาวทิ ยาลัยกรุงเทพ).
พรรณิดา ปานแจม และช่ืนจติ ต แจง เจนกจิ . (2564). ความสมั พันธระหวา งการรับรูคุณภาพกบั ความตั้งใจซ้อื

นํา้ หอมของผูบ ริโภคเจเนอเรชนั่ วายในเขตกรุงเทพมหานคร. Journal of the Association of
Researchers, 26(1), 57-66.
วรางคณา ศิริวฒั น. (2559). การตัดสนิ ใจซอ้ื สัตวเ ลยี้ งออนไลน. (การคน ควาอสิ ระปรญิ ญาปรญิ ญา
มหาบณั ฑติ , มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร).
Voice TV. (2561). กนิ ปลาชวยเรอ่ื งไอควิ และการนอนหลับของเด็ก ๆ. สบื คนจาก
https://www.voicetv.co.th/read/Sy3btOn7G
Foxall, G. R., & Sigurdsson, V. (2013). Consumer behavior analysis: behavioral economics
meets the marketplace. The Psychological Record, 63(2), 231-238.
Kotler, P., & Keller, L. K. (2013). Marketing management. New York: McGraw-Hill.
Lamb, C. W., Hair, J., F., & McDaniel, C. (2000). Marketing (5th ed.). USA: South-Western
College Publishing.
Parengkuan, M. W. (2017). A comparative study between male and female purchase
intention toward visual merchandising at centro by parkson department store
mantos. Jurnal Berkala Ilmiah Efisiensi, 17(01).

173

การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022

ปจ จัยดานการจดั การความรูท สี่ ง ผลตอประสิทธภิ าพ
ในการปฏบิ ัติงานของบุคลากรของพนกั งานในโรงงานอุตสาหกรรม

กรณีศกึ ษาธุรกจิ SMEs ในนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร

กมลวรรณ สขุ ทรรศนยี 01
นกั ศึกษาปริญญาโทหลักสูตรบริหารธรุ กิจมหาบัณฑิต บณั ฑติ วิทยาลยั

มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สวนสุนันทา
บรรดิษฐ พระประทานพร

อาจารยป ระจําหลักสตู รบรหิ ารธรุ กจิ มหาบัณฑติ บัณฑติ วทิ ยาลยั
มหาวิทยาลัยราชภฏั สวนสุนันทา
บทคัดยอ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพ่ือ 1) เพื่อศึกษาคุณลักษณะสวนบุคคลที่มีผลตอประสิทธิภาพในการ
ปฏิบัติงานของพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรม 2) เพ่ือศึกษาปจจัยการจัดการความรูท่ีสงผลตอประสิทธิภาพใน
การปฏิบัติงานของพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรม กรณีศึกษาธุรกิจ SMEs ในนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร
รูปแบบงานวิจัยเปนการวิจัยเชิงปริมาณใชแบบแบบสอบถามเปนเครื่องมือการวิจัย ประชากรและกลุมตัวอยาง
จํานวน 400 คน วิเคราะหขอมูลโดยสถิต คารอยละ การทดสอบคาเฉล่ียสองกลุมตัวอยางแบบอิสระตอกัน การ
วิเคราะหความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะหความถดถอยเชิงพหุ ผลการทดสอบงานวิจัยพบวา กลุม
ตัวอยางสวนใหญเปน เพศชาย จาํ นวน 229 คน มีอายุระหวาง 31-40 ป จาํ นวน 193 คน ระดับการศกึ ษาอยูใน
ระดับมัธยมศึกษา/ปวช จํานวน 205 คน มีประสบการณในการทํางาน 2-5 ป มีรายไดอยูระหวาง 20,001 –
30,000 บาท จํานวน 183 คน และสวนมากเปนระดับเจาหนาท่ีในการปฎิบัติงาน จํานวน 281 คน มีระดับความ
คิดเห็นระดับความคิดเห็นในดานการจัดการความรูของพนักงาน ตามแนวคิดของ Peter Senge ไดแก ดานความ
รอบรูแหงตน การมีแบบแผนความคิด การมีวิสัยทัศนรวม การเรียนรูทํางานเปนทีม การคิดเชิงระบบ อยูในระดับ
ปานกลาง ผลการทดสอบสมติฐานพบวา ในดานของการมีแบบแผนทางความคิด มีระดับความคิดเห็นที่คอนขาง
นอย น่ันหมายถึงพนักงานในโรงงานยังไมรูจักระบบแบบแผนการจัดเก็บขอมูลดีพอทําใหโรงงานอุตสาหกรรมยัง
ขาดการเกบ็ รวบรวมขอมูลทถ่ี กู ตองและทันสมัยพอที่จะดงึ ขอมูลมาศกึ ษาและปฎิบัตงิ านใหทันสมัยมากย่ิงขึ้น และ
ในสวนของการตั้งสมมติฐาน พบวา การจัดการความรูท่ีมีอิทธิพลตอประสิทธิภาพการทํางานของพนักงานใน
โรงงานอตุ สาหกรรม กรณศี ึกษาธรุ กิจ SMEs ในนิคมอตุ สาหกรรมสมทุ รสาครอยา งมีนยั สําคัญทางสถติ ทิ ี่ระดบั .05
คาํ สําคญั : การจัดการความรู ประสิทธภิ าพของพนักงาน โรงงานอตุ สาหกรรม

1 นักศึกษาปรญิ ญาโทหลักสูตรบริหารธรุ กจิ มหาบัณฑิต บัณฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภฏั สวนสนุ ันทา
เลขที่ 1 ถนนอูทองนอก เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300 หมายเลขติดตอ : 083-996-3852 อเี มล: [email protected]

174

การประชมุ วิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022

KNOWLEDGE MANAGEMENT FACTORS AFFECTING PERFORMANCE
EFFICIENCY AMONG EMPLOYEES IN INDUSTRIAL PLANTS

A CASE STUDY OF SMEs IN A SAMUT SAKORN INDUSTRIAL ESTATE

Kamonwan Suktussanee1
Graduate Student, Master of Business Administration, Graduate School

Suan Sunandha Rajabhat University

Bundit Phrapratanporn
Lecturer at the Master of Business Administration Program, Graduate School

Suan Sunandha Rajabhat University

Abstract

This research aims to 1) study the personal characteristics that affect the efficiency of
factory employees’ work performance, 2) study the factors relating to Senge's concept of knowledge
management and employee productivity in an industrial plant, and 3) compare the differences in
the job performance efficiency of employees in various industrial plants using case studies of SMEs
in a Samut Sakhon Industrial Estate. The research was quantitatively conducted on a sample of 400
employees aged 21 and over recruited from factories and SMEs in a Samut Sakhon Industrial Estate.
A questionnaire provided the research tool for data collection. The data were analyzed by statistical
data percentage t-test one-way ANOVA and multiple regression, and knowledge management
according to the Schengen concept. The researcher will use the results of this study to analyze
aspects of knowledge management that influences employee efficiency further. The results of the
research showed that, in terms of personal factors, the sampled factory employees could be
quantitatively broken down into the following categories: 229 were male; 193 were aged between
31 and 40 years; 205 had an educational attainment at either secondary school or vocational college
level; 183 had 2 to 5 years of work experience and received an income between 20,001 and 30,000
baht. Additionally, 281 of the sampled employees had opinions in terms of knowledge management
of employees according to the concept introduced by Peter Senge, namely personal mastery, having
a mental pattern (Mental ), having a shared vision (Shared Vision), learning to work as a team (Team
Learning), and system thinking (System Thinking) all at a moderate level. The hypothesis test results
showed that in terms of having a thought pattern, there was a relatively low level of opinion,
suggesting that the factory workers do not know the storage system well enough, resulting in the
industry still lacking in the collection of accurate and up-to-date data to be studied and
implemented.

Keywords: Knowledge Management, Employee Efficiency, Industrial Estate

1 Corresponding Author: Graduate Student, Master of Business Administration, Graduate School
Suan Sunandha Rajabhat University. Contact Number: +6683-996-3852 Email: [email protected]

175

การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022

บทนํา
ในปจจุบันประเทศไทยยังคงตองเผชิญหนากับการเปลี่ยนแปลงหลายดาน ไมวาเปนผลกระทบท้ังท่ี

เปนโอกาสและขอจาํ กัดการพัฒนาประเทศจากแผนพฒั นาเศรษฐกจิ แหงชาติ ฉบบั ที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ได
กําหนดยทุ ธศาสตรการพัฒนาประเทศ เพ่ือสรางภมู คิ ุมกนั ใหประเทศเขม แข็งข้ึน เพื่อเตรยี มพรอมท้ังคน สังคม
เศรษฐกิจ โดยใหความสําคัญกับการพัฒนาคนและสังคมใหมีคุณภาพ รวมทั้งสรางโอกาสทางเศรษฐกิจดวย
ฐานความรู เทคโนโลยี นวัตกรรม ภายใตหลักการพัฒนาพื่นท่ีภารกิจ และการมีสวนรวมของทุกภาคสวนของ
สังคมไทย (ปณิตตรา นราภิรมยขวัญ และศิวะนันท ศิวพันธ, 2559) โดยเศรษฐกิจยุคสมัยใหมเต็มไปดวยองค
ความรูที่หลากหลายและความกาวหนาอยูตลอดเวลามีการเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจหลายดานท่ีสําคัญ การ
เผชิญหนากับความทาทายเหลาน้ี จึงทําใหผูประกอบธุรกิจในปจจุบันตองรักษาความยืดหยุนและความคิด
สรา งสรรคอยเู สมอ (อรอนิ ทุ งามพงศศานต และอาํ นาจ ธีระวนชิ , 2560) จากกระแสการเปลี่ยนแปลงเปน สิ่งที่
ตองเผชิญไมว าจะเปน บคุ คล หรือองคก รการเปลย่ี นแปลงทเี่ กิดข้นึ มันรวดเรว็ และรนุ แรง ก็ดว ยปจจัยท่ีเกิดจาก
การกาวกระโดดของเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่พัฒนาอยางตอเน่ือง และความซับซอนของระบบเศรษฐกิจ ซ่ึง
สงผลกระทบกับการดําเนินงานทั้งภายในและภายนอกองคการ สงผลใหเวทีการแขงขันที่เคยจํากัดอยูในวง
แคบ ๆ ขยายขอบเขตออกไปครอบคลมุ ทั่วโลก

การจัดการความรูจึงเปนองคประกอบท่ีสําคัญในการแขงขัน รวมถึงเพิ่มศักยภาพการแขงขันใน
ภาคอุตสาหกรรมเพื่อลดอุปสรรคท่ีเกิดข้ึน (Wong & Aspinwall, 2004) ยังสามารถทําใหองคการบรรลุ
เปาหมายได วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (SMEs) เปนภาคอุตสาหกรรมที่มีความสําคัญยิ่งตอประเทศ
เปนกําลังสําคัญตอการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยหนวยงานทั้งภาครัฐและเอกชนไดนําการจัดการความรูมา
เปนเครื่องมือเพ่ิมศักยภาพการแขงขัน ผูประกอบการธุรกิจ (SMEs) จะตองตอบสนองอยางรวดเร็วจากการใช
ประโยชนในการจัดการความรู การยอมรับในการจัดการความรูในผูประกอบการธุรกิจ (SMEs) กลายเปนสิ่งที่
เกิดข้ึนใหมในการพัฒนากลยุทธทางธุรกิจ แตเนื่องจากวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอมยังขาดความรูความ
เขาใจทถ่ี กู ตอ งเก่ียวกับหลกั การจดั การความรู และมีความลาชาในการนาํ มาใช เนือ่ งมาจากผปู ระกอบการสวน
ใหญย ังไมใหค วามสาํ คญั (อรอินทุ งามพงศศานต และอํานาจ ธีระวนิช, 2560)

การวิจัยครั้งน้ีผูวิจัยไดศึกษาแนวคิดทฤษฎีเพื่อใหการจัดการความรูดําเนินการไดอยางมีระบบและ
เกิดประสิทธิผลตอองคการ ตามหลักทฤษฎี 5 ประการ (The Fifth Discipline) ของ Senge (1990) ท่ีกลาว
วาเปนแนวทางในการปฏิบัติเพ่ือ สรางกระบวนการเรียนรูท้ังองคการ ดังนี้ 1) มีความคิด ความเขาใจเชิงระบบ
(System Thinking) โดยทุกคน ตองมีความสามารถในการเขาใจถึงความสัมพันธระหวาง ส่ิงตาง ๆ ท่ีเปน
องคประกอบสาํ คัญของระบบนอกเหนือจากการมองภาพรวมแลว ตองมองรายละเอยี ดของสว นประกอบ ยอย
ในภาพนั้นใหออกดวย ซ่ึงหลักการขอนี้สามารถแกไข ปญหาท่ีสลับซับซอนตางๆ ภายในองคการได 2) มุงสู
ความเปนเลิศและรอบรู (Personnal Mastery) โดยมุงมั่นที่จะพัฒนาตนเองใหไปถึงเปาหมายดวยการสราง
วิสัยทัศนของตนเอง (Personal Vision) เม่ือลงมือกระทําตองกระทําดวยความมุงมั่น มีการใชขอมูล
ขอ เทจ็ จริง เพื่อคิดวิเคราะหแ ละตดั สินใจ (Commitment to the Truth) 3) มีรปู แบบวิธีการคดิ และมุมมองท่ี
เปดกวาง (Mental Model) โดยผลลัพธที่จะเกิดจากรูปแบบ แนวคิดน้ีจะออกมาในรูปของผลลัพธ 3 ลักษณะ
คือ 3.1) เจตคติ หมายถึง ทาทีหรือความรูสึกของบุคคลตอ สิ่งใดส่ิงหนึ่ง เหตุการณ หรือเรื่องราวใด ๆ 3.2)
ทัศนคติ หมายถึง แนวความคิดเห็น และ 3.3) กระบวนทัศน หมายถึง กรอบความคิด หรือแนวปฏิบัติที่ปฏบิ ตั ิ
ตาม ๆ กันไป จนกระทั่งกลายเปนวัฒนธรรมองคการในทส่ี ดุ 4) มีการสรางและสานวิสัยทศั นรวมกันของคนใน
องคการ (Shared Vision) โดยวิสัยทัศนขององคการ นับวาเปน ความมุงหวังขององคการที่ทุกคนตองรวมกัน
บูรณาการ ใหเ กิดเปนรูปธรรมในอนาคต ซึง่ ลักษณะวิสยั ทศั นของ องคการทดี่ ี คือ กลุม ผนู ําตองเปน ฝายเริ่มตน

176

การประชมุ วิชาการระดับชาติ RTBEC 2022

นําเขาสู กระบวนการพัฒนาวิสัยทัศนอยางจริงจัง ซึ่งวิสัยทัศน จะตองมีรายละเอียดชัดเจนเพียงพอท่ีจะนําไป
เปนแนวทาง ปฏิบัติได และวิสัยทัศนขององคการตองเปนภาพบวก ตอองคการเสมอ และ 5) มีการเรียนรู
รวมกันเปนทีม (Team Learn) โดยองคการมุงเนนใหทุกคนในทีมมีสํานึก รวมกันวา กําลังทําอะไร ทําอยางไร
และจะทําอะไรตอไป ซ่ึงจะชวยเพ่ิมคุณคาของงานอยางแทจริงน่ันเอง ผูวิจัยจึงสนใจท่ีจะศึกษา การจัดการ
ความรูท่ีมีอิทธิพลตอประสิทธิภาพการทํางานของพนักงาน โดยผลการศึกษาสวนหน่ึงจะนําไปเปนประโยชน
ตอวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม และยังสามารถผลักดันใหพนักงานทํางานใหกับองคกรไดอยางมี
ประสทิ ธิภาพ
วตั ถปุ ระสงคของการวิจยั

1) เพื่อศึกษาคุณลักษณะสวนบุคคลท่ีมีผลตอประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน ใน
โรงงานอตุ สาหกรรม กรณีศกึ ษาธุรกจิ SMEs ในนคิ มอตุ สาหกรรมสมทุ รสาคร

2) เพื่อศึกษาปจจัยการจัดการความรูท่ีสงผลตอประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน ใน
โรงงานอุตสาหกรรม กรณศี กึ ษาธรุ กจิ SMEs ในนิคมอุตสาหกรรมสมทุ รสาคร
สมมติฐานการวิจยั

การศึกษาในครง้ั นี้ผูว จิ ยั ตง้ั สมมฐิ านการวจิ ยั ดังน้ี
H1 เพื่อศึกษาคุณลักษณะสวนบุคคลท่ีมีผลตอประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน ใน
โรงงานอตุ สาหกรรม กรณศี ึกษาธรุ กจิ SMEs ในนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร โดยมสี มติฐานยอ ยดังน้ี

H1a ปจจัยสวนบุคคลดานเพศ ท่ีแตกตางกันมีผลตอประสิทธิภาพของพนักงานในโรงงาน
อุตสาหกรรม กรณศี ึกษาธรุ กจิ SMEs ในนิคมอตุ สาหกรรมสมทุ รสาคร

H1b ปจจัยสวนบุคคลดานอายุ ที่แตกตางกันมีผลตอประสิทธิภาพของพนักงานในโรงงาน
อุตสาหกรรม กรณศี กึ ษาธรุ กิจ SMEs ในนิคมอตุ สาหกรรมสมุทรสาคร

H1c ปจจัยสวนบุคคลดานประสบการณ ท่ีแตกตางกันมีผลตอประสิทธิภาพของพนักงานใน
โรงงานอุตสาหกรรม กรณีศกึ ษาธรุ กิจ SMEs ในนิคมอุตสาหกรรมสมทุ รสาคร

H1d ปจจัยสวนบุคคลดานรายได ที่แตกตางกันมีผลตอประสิทธิภาพของพนักงานในโรงงาน
อุตสาหกรรม กรณศี ึกษาธุรกิจ SMEs ในนคิ มอตุ สาหกรรมสมทุ รสาคร

H1e ปจจัยสวนบุคคลดานระดับการศึกษา ที่แตกตางกันมีผลตอประสิทธิภาพของพนักงานใน
โรงงานอุตสาหกรรม กรณีศกึ ษาธรุ กจิ SMEs ในนคิ มอุตสาหกรรมสมุทรสาคร

H1f ปจจัยสวนบุคคลดานระดับตําแหนงงาน ท่ีแตกตางกันมีผลตอประสิทธิภาพของพนักงานใน
โรงงานอตุ สาหกรรม กรณีศึกษาธุรกจิ SMEs ในนคิ มอตุ สาหกรรมสมุทรสาคร

H2 เพ่ือศึกษาปจจัยการจัดการความรูท่ีสงผลตอประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน ใน
โรงงานอุตสาหกรรม กรณศี กึ ษาธรุ กิจ SMEs ในนคิ มอุตสาหกรรมสมุทรสาคร โดยมสี มติฐานยอยดงั นี้

H2a การจัดการความรูดาน การมีความรอบรูแหงตน มีอิทธิพลตอประสิทธิภาพของพนักงานใน
โรงงานอตุ สาหกรรม กรณีศึกษาธุรกิจ SMEs ในนิคมอุตสาหกรรมสมทุ รสาคร

H2b การจัดการความรูดาน การมีแบบแผนความคิด มีอิทธิพลตอประสิทธิภาพของพนักงานใน
โรงงานอุตสาหกรรม กรณีศกึ ษาธรุ กจิ SMEs ในนคิ มอตุ สาหกรรมสมทุ รสาคร

H2c การจัดการความรูด าน การมวี สิ ัยทัศนร ว ม มีอทิ ธิพลตอ ประสทิ ธิภาพของพนักงานในโรงงาน
อตุ สาหกรรม กรณีศึกษาธรุ กจิ SMEs ในนิคมอตุ สาหกรรมสมทุ รสาคร

177

การประชมุ วิชาการระดับชาติ RTBEC 2022

H2d การจัดการความรูดาน การมีเรียนรูเปนทีม มีอิทธิพลตอประสิทธิภาพของพนักงานใน
โรงงานอุตสาหกรรม กรณีศกึ ษาธุรกิจ SMEs ในนิคมอุตสาหกรรมสมทุ รสาคร

H2e การจัดการความรูดาน การคิดอยางเปนระบบ มีอิทธิพลตอประสิทธิภาพของพนักงานใน
โรงงานอุตสาหกรรม กรณศี กึ ษาธุรกิจ SMEs ในนคิ มอตุ สาหกรรมสมทุ รสาคร
ขอบเขตการวิจยั

1. ขอบเขตดา นพน้ื ทแี่ ละประชากร
ในการศกึ ษาวิจยั ครั้งนี้ ประชากรและกลมุ ตัวอยา ง เปนพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรม

กรณศี ึกษาธุรกจิ SMEs ในนิคมอตุ สาหกรรมสมทุ รสาคร
2. ขอบเขตตัวแปร
จากแนวคิดทฤษฎแี ละผลงานวจิ ัยที่เกยี่ วของ ผูวจิ ัยไดนามาใชเ ปน การกาํ หนดตัวแปรท่ถี ือเปน

ปจจยั ที่มคี วามสมั พันธ จงึ พอสรุปกรอบแนวคดิ เก่ียวกบั การวจิ ัยไดด งั น้ี
2.1 ตวั แปรตน ประกอบดว ย
ปจจัยสว นบคุ คล
- เพศ
- อายุ
- ประสบการณ
- รายได
- ระดับการศกึ ษา
- ตําแหนง งาน
การจัดการความรูตามแนวคิด Peter senge
- การมีความรอบรูแหงตน
- การมแี บบแผนความคิด
- การมวี สิ ยั ทัศนร ว ม
- การเรยี นรูท าํ งานเปนทมี
- การคดิ อยา งมีระบบ
2.2 ตัวแปรตาม ประกอบดวย ประสิทธิภาพการทาํ งานของพนกั งาน

การทบทวนวรรณกรรม
แนวคิดองคป ระกอบดา นบุคคล
ทัศนา หาญพล (2557) กลาวถึงองคประกอบที่สําคัญของกระบวนการจัดการความรูวาเปนเร่ือง

ท่ีเก่ียวกับ กระบวนการความรู บุคคล วัฒนธรรมองคการ และเทคโนโลยี โดยเฉพาะบุคคลหรือคนเปน
องคประกอบท่ีสําคัญท่ีสุด เพราะเปนแหลงความรู และเปนผูนําความรูไปใชใหเกิดประโยชน ความสามารถ
ของคนในปจจุบันถูกจํากัดดวยขีดความสามารถในการทํางาน (Competency) ท่ีเกิดข้ึนเมื่อชวงตนทศวรรตท่ี
1970 มาจากงานวิจัยของ รศ.เดวิด แมคคลาเลน แหงมหาวิทยาลัยฮารวารต ท่ีไดทําการศึกษาคุณสมบัติและ
คุณลักษณะของนักธุรกิจและผูบริหารระดับสูงที่ประสบความสําเร็จวามีคุณลักษณะอยางไร ผลการวิจัยพบวา
ประวัติและผลลัพททางการศึกษาท่ีดีเดนของบุคคลไมไดเปนปจจัยทีจ่ ะชี้วัดวาบุคคลน้ันจะประสบความสําเร็จ
ในหนาท่ีเสมอไป หากตอ งมีคุณลกั ษณะอื่นๆ ดวย เชน ความสามารถทํางานรวมกบั ผอู ่ืน ความสามารถสื่อสาร

178


Click to View FlipBook Version