การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
MOTIVATION AND HYGIENE FACTORS INFLUENCING
THE INTENTION TO RESIGN OF GENERATION Z EMPLOYEES
IN THE MANUFACTURING SECTOR OF PATHUM THANI PROVINCE
Orachun Boonmee1
Graduate Student, Master of Business Administration, Faculty of Business Administration
Rajamangala University of Technology Thanyaburi
Khahan Na-nan2
Lecturer at Department of Management, Faculty of Business Administration
Rajamangala University of Technology Thanyaburi
Abstract
The purposes of this research were: 1) to assess the extent of motivation factor,
hygiene factor and the resignation intention of Generation Z employees; 2) to compare the
intention to resign of Generation Z employees who have differences in personal factors; and
3) to investigate the influences of motivation and hygiene factors on the intension to resign of
Generation Z employees. The sample group used in this study comprised 400 employees aged
18 – 25 years working in Mueang, Lam Luk Ka, Khlong Luang, and Lat Lum Kaeo districts of
Pathum Thani province. The research tool used to collect data was a questionnaire that
passed assessment in terms of content validity and reliability. The statistics used to analyze
data were mean, independent sample t-test, one-way ANOVA, and multiple linear regression.
The study results showed that overall, motivation and hygiene factors as well as resignation
intention were present at a high level. Differences in personal factors including age, marital
status, and educational achievement all influenced the intention to resign of Generation Z
employees at a statistically significant level of .05. Moreover, the elements of motivation
factor including achievement and work itself influenced the intention to resign of Generation
Z employees at a statistically significant level of .05. Likewise, the elements of hygiene factor
with respect to job security and employer-employee relationships also had effects on the
intention to resign of Generation Z employees at a statistically significant level of .05
Keywords: Motivation Factor, Hygiene Factor, Resignation Intention, Generation Z Employees
1 Graduate Student, Master of Business Administration, Faculty of Business Administration
Rajamangala University of Technology Thanyaburi. Contact Number: +6681-753-8035 Email: [email protected]
2 Corresponding Author: Lecturer at Department of Management, Faculty of Business Administration
Rajamangala University of Technology Thanyaburi. Email: [email protected]
79
การประชมุ วิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
บทนํา
ในโลกปจจุบันเปนโลกแหงยุคของการเปลี่ยนแปลงดานตาง ๆ ไมวาจะเปนการเปล่ียนแปลงในดาน
เศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม การที่องคการใด ๆ นั้นจะดํารงอยูไดในยุคปจจุบันที่มีการ
เปลี่ยนแปลงจําเปนอยางยิ่งที่องคการจะตองมีการปรับตัวกับการเปล่ียนแปลงท่ีจะทําใหเกิดความสรางสรรค
เกิดนวัตกรรม หรือเทคโนโลยใี หม ๆ ที่จะมาตอบสนองตอ ความตองการของมนุษยท ี่มีความหลากหลาย ปจจยั
ที่มีความสําคัญที่ชวยในการขับเคลื่อนขององคการใหประสบผลสําเร็จตามเปาหมาย น้ันก็คือสิ่งท่ีเรียกวา
ทรัพยากรมนุษยเพราะทรัพยากรมนุษยของแตละองคการจะเปนตัวกําหนดแนวทางและเปนตัวขับเคลื่อน
พัฒนาองคการใหเปนไปตามเปาหมายท่ีองคการนั้น ๆ กําหนดไว กลาวคือไมวาองคการใดจะมีระบบการ
บริหารท่ีดี มีวัตถุดิบ มีอุปกรณที่ทันสมัย มีแหลงเงินทุนท่ีดีเพียงใด แตถาขาดทรัพยากรมนุษยหรือบุคลากรใน
องคก ารทีด่ ี มีความรู ความเช่ยี วชาญ มีคุณลักษณะที่เหมาะสมกับงานทไี่ ดรบั มอบหมาย และมีจาํ นวนบุคลากร
ที่เพียงพอตอการปฏิบัติงานก็ไมสามารถบรรลุเปาหมายท่ีองคการต้ังไวได ซึ่งทุกองคการลวนประกอบไปดวย
บุคลากรหลากหลายตําแหนง และหลากหลายชวงอายุที่ตองมีสวนสัมพันธในการทํางานรวมกันเพื่อใหงาน
ประสบผลสําเร็จ โดยคนเจเนอเรชัน Z จะเปนเจเนอเรชันตอไป ท่ีจะเปนอีกหนึ่งกําลังสําคัญในการขับเคล่ือน
องคการ ดังน้ันจึงเปนเรื่องทาทายสําหรับผูบริหารขององคการในการทําความเขาใจกับความตองการของเจ
เนอเรชนั Z เพื่อเปนการรกั ษาพนกั งานกลุมเจเนอเรชัน Z ใหป ฏบิ ัติงานคงอยูกับองคการ และองคก ารจะไดไม
สูญเสียบุคลากรท่ีเปนคนดี และเปนคนเกง เพื่อใหองคการบรรลวุ ัตถปุ ระสงคตามเปาหมายทก่ี ําหนดไว (พัชสิรี
ชมภูคํา, 2563)
การท่ีบุคลากรลาออกถือเปนการสูญเสียและเปนตนทุนขององคการ เน่ืองจากองคการไดลงทุนใน
การพัฒนาบุคลากรเหลาน้ันขึ้นมา และบุคลากรทํางานมาระยะหน่ึงแลวลาออก กอใหเกิดคาใชจายมากกวา
จะไดรับผลงานเปนคาตอบแทนจากบุคลากรน้ัน จากผลการสํารวจพฤติกรรมและความคิดของพนักงาน
บริษทั เอกชนเกย่ี วกบั สถานการณการทาํ งานในปจ จุบนั ที่สาํ รวจกลมุ ตัวอยา งคนทาํ งานท่วั ประเทศกวา 1,800
คน พบวามีกลุมคนท่ีเรียกวาเปน Active Job Seekers หรือเปนกลุมคนที่อยากเปล่ียนงาน คิดเปนรอยละ
59.26 เมื่อเจาะลึกลงไปในคนกลุมน้ีพบวาเจเนอเรชัน Z เปนกลุมคนที่มีแผนจะเปลี่ยนงานภายในระยะเวลา
อันใกลมากท่ีสุดคือ 1 - 3 เดือน คิดเปนรอยละ 31.82 และมีแนวโนมมากข้ึนเร่ือย ๆ ในขณะท่ีคนทํางานเจ
เนอเรชัน X และ เจเนอเรชัน Y มีทิศทางไปในแนวเดียวกนั คือมีแผนจะเปล่ียนงานแตยังไมมกี ําหนดชัดเจนวา
ตองเปล่ยี นงานเมอ่ื ไหร ซ่ึงจะเหน็ ไดว า อัตราการลาออกของบคุ ลากรเปนตัวบงช้ถี ึงสภาวะการสญู เปลา ในการ
ลงทุน และในอีกแงมุมหนึ่งถือเปนการสูญเสียภาพพจนขององคการ นอกจากน้ันการลาออกของบุคลากรยัง
กอใหเกิดผลกระทบที่ตามมา คือ แรงงานที่ดอยประสิทธิภาพ เน่ืองจากมีการเปลี่ยนงานบอยจนทําใหขาด
ความชํานาญในการปฏิบัติงาน แตเนื่องจากสภาวะปจจุบันเกิดการขาดแคลนบุคลากรจึงทําใหองคการตาง ๆ
ไมม โี อกาสเลือกบุคลากรทีด่ แี ละเหมาะสมกบั องคการจงึ จําเปนตองรบั บุคลากรเหลา นเ้ี ขามาทาํ งานในองคการ
นอกจากนัน้ การลาออกของบคุ ลากรยังสง ผลกระทบกับองคการในดา นอ่นื ๆ อาทิเชน การสญู คา ใชจา ยในการ
สรรหา การสูญเสียงบประมาณในการพฒั นาและฝก อบรมบุคลากรใหม เปนตน
ปจจัยความพึงพอใจเปนอีกปจจัยหน่ึงท่ีมีความสําคัญกับระหวางบุคลากรกับการทํางานในองคการ
โดยความพึงพอใจในการทํางานหมายถึง ความรูสึกที่บุคคลมีตองานของตน คําวาทัศนคติตองาน (Job
Attitudes) อาจใชแทนกันไดกับความพึงพอใจในการทํางาน ทัศนคติทางบวกท่ีมีตองานเทียบไดกับความพึง
พอใจในการทํางานและทัศนคติทางลบที่มีตองานเทียบไดกับความไมพึงพอใจในการทํางาน (Vroom, 1964)
ภาวะความรูสึกท่ีดีน้ีจะมีมากหรือนอยข้ึนอยูกับ การทํางานของบุคคลน้ันไดรับการตอบสนองความตองการ
ทางดานรางกาย และจิตใจของบุคคลมากนอยเพียงใด (Muangman & Suwan, 1997) ซึ่งในการปฏิบัติงาน
80
การประชมุ วิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
นั้นมาจากการที่บุคลากรมีความพึงพอใจในสวนตาง ๆ จากการปฏิบัติงานโดยสามารถแบงได 2 ประเภท 1)
ปจ จยั จงู ใจ (Motivation) ไดแ ก ความสําเร็จในการทํางาน การไดรับการยอมรบั นับถอื ลักษณะของงาน ความ
รับผดิ ชอบและความกา วหนา 2) ปจ จัยคา้ํ จนุ (Hygiene Factor) ไดแ ก ดา นคาตอบแทนและสวสั ดิการ โอกาส
ทจ่ี ะไดรบั ความกาวหนา ในอนาคต ความสมั พันธกับผบู ังคับบัญชา ผูใ ตบงั คบั บัญชา เพอ่ื นรวมงาน สถานะของ
อาชีพ นโยบายและการบริหาร สภาพการทํางาน ชีวิตสวนตัว ความม่ันคงในงานและการปกครองบังคับบญั ชา
โดยทัว่ ไปแลว การสรา งความพึงพอใจในการทํางานไดร ับความสนใจเพราะการสรา งความพึงพอใจเปนสิง่ สําคัญ
อยางย่ิงตอการดําเนินงานขององคการ เมื่อบุคลากรรูสึกกระตือรือรน มีขวัญกําลังใจแลวจะเสียสละทุมเท
ใหกับการทํางาน รูสึก จงรักภักดีกับองคการ สงผลใหเกิดพัฒนาการ สามารถกลาวไดวาความพึงพอใจในการ
ทํางานคือ การรวมกันของความสุขและความไวใจของบุคลากรเพราะจะสามารถสะทอนใหเห็นถึงผลลัพธที่ดี
เชน พฤตกิ รรมการเปนสมาชิกทด่ี ขี ององคการ (Organizational Citizenship Behavior)
จากความสําคัญที่กลาวมาขางตนผูวิจัยจึงมีความสนใจท่ีจะศึกษาปจจัยที่มีอิทธิพลตอความตั้งใจ
ลาออกของพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกลุมอุตสาหกรรมการผลิต จังหวัดปทุมธานี เนื่องจากความตั้งใจลาออก
มีความสัมพันธตอความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน ซึ่งในอนาคตกลุมคนกลุมเจเนอเรชัน Z นั้นยิ่งเพิ่มมากข้ึน
จึงทําใหองคการท้ังหลายไดใหความสําคัญในการท่ีจะพัฒนาบุคลากรและรักษาบุคลากรใหคงอยูกับองคการ
เพราะในการที่องคการสูญเสียบุคลากรทําใหเกิดผลเสียตามมาหลาย ๆ ดาน เชน การสูญคาใชจายในการสรร
หา การสูญเสียงบประมาณในการพัฒนาและฝกอบรมพนักงานใหม สูญเสียโอกาสในการแขงขัน เปนตน จึง
เปนปญหาสําคัญท่ีผูบริหารขององคการควรใหความสนใจเพ่ิมมากขึ้น เพราะการลาออกของพนักงานเจเนอเร
ชัน Z นั้นสงผลตอการดําเนินงานและผลประกอบการขององคการโดยเฉพาะการลาออกของบุคลากรที่มี
ความรูความสามารถก็เปรียบเสมือนการสูญเสียทรัพยากรที่สําคัญที่สุดในการแขงขันและประกอบธุรกิจของ
องคการไป ดังน้นั ผศู ึกษาไดเล็งเห็นถงึ ความสาํ คัญของปญหาดังกลาว และเปน สาเหตใุ หผ ศู กึ ษาคนควา เก่ยี วกบั
ความตั้งใจลาออกของพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกลุมอุตสาหกรรมการผลิต จังหวัดปทุมธานี เพ่ือที่จะทําให
ทราบถึงขอมูลที่จะเปนประโยชนในการแกปญหาแนวโนมการเปลี่ยนงานของพนักงานเจเนอเรชัน Z เพ่ือให
การดําเนินงานขององคการมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลตอการสรางความสําเร็จที่จะเกิดข้ึนตอองคการ
ตอไป และองคก ารสามารถนาํ ไปใชเพอื่ กาํ หนดแนวทางในการรับพนกั งานเจเนอเรชัน Z สามารถนาํ มากาํ หนด
แนวทางในการพัฒนาพนักงานในกลุมเจเนอเรชัน Z เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพดานทักษะ ความชํานาญในการ
ทํางาน ตลอดจนปรับเปลี่ยนทัศนคติของพนักงานเจเนอเรชัน Z ใหเปนไปในทิศทางเดียวกัน และจะสามารถ
ปฏิบัติงานไดอยางเต็มท่ี มุงไปสูความสําเร็จตามเปาหมายขององคการ สามารถวางแผนการบริหารทรัพยากร
มนุษย กลุมเจเนอเรชัน Z เพ่ือเพ่ิมแรงจูงใจในการทํางานไดอยางมีประสิทธิผล นําไปสูแกปญหาการลาออก
และลดอตั ราการลาออกของพนักงานกลมุ เจเนอเรชัน Z
วตั ถปุ ระสงคใ นการวจิ ยั
1. เพื่อศึกษาระดับปจจัยแรงจูงใจ ปจจัยคํ้าจุน และความตั้งใจลาออกของพนักงาน
เจเนอเรชนั Z ในกลุมอตุ สาหกรรมการผลติ จังหวัดปทมุ ธานี
2. เพ่ือเปรียบเทียบปจจัยสวนบุคคล ไดแ ก เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศกึ ษา และรายไดเ ฉล่ียตอ
เดือนที่แตกตางกัน มีผลตอความต้ังใจลาออกของพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกลุมอุตสาหกรรม
การผลิต จังหวดั ปทมุ ธานี
3. เพื่อศึกษาอิทธิพลปจจัยแรงจูงใจ และปจจัยคํ้าจุน ที่สงผลตอความตั้งใจลาออกของพนักงาน
เจเนอเรชนั Z ในกลมุ อุตสาหกรรมการผลิต จงั หวัดปทุมธานี
81
การประชมุ วชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022
สมมุติฐานการวจิ ัย
1. ปจจัยสว นบุคคล ไดแ ก เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศกึ ษา และรายไดเฉล่ียตอเดอื นท่ีแตกตาง
กันมีผลตอความตั้งใจลาออกของพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกลุมอุตสาหกรรมการผลิต จังหวัดปทุมธานี ท่ี
แตกตา งกนั
2. ปจจัยแรงจูงใจมีอิทธิพลตอความตั้งใจลาออกของพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกลุมอุตสาหกรรม
การผลิต จงั หวัดปทมุ ธานี
3. ปจจัยคํ้าจุนมีอิทธิพลตอความต้ังใจลาออกของพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกลุมอุตสาหกรรมการ
ผลติ จังหวัดปทมุ ธานี
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั ตวั แปรตาม
ตัวแปรตน
ปจจัยสว นบุคคล
1.1. เพศ
1.2. อายุ
1.3. สถานภาพ
1.4. ระดับการศกึ ษา
1.5. รายไดเฉลีย่ ตอ เดือน
ปจ จยั แรงจูงใจ (Motivation factors) ความต้ังใจลาออกของพนักงาน
2.1 ดานความสาํ เร็จ เจเนอเรชัน Z ในกลุม อตุ สาหกรรม
2.2 ดานความยอมรบั นบั ถือ การผลติ จังหวดั ปทุมธานี
2.3 ดานลักษณะของงานท่ีปฏิบตั ิ
2.4 ดา นความรับผิดชอบ (Gaertner & Nollen, 1992)
(Herzberg’s dual factor theory 1990)
ปจจัยคาํ้ จนุ (Hygiene Factor)
2.1 ดานบรษิ ทั และนโนบายในการบรหิ าร
2.2 ดา นบรรยากาศในการทาํ งาน
2.3 ดา นความม่ันคงในงาน
2.4 ดา นรายได
2.5 ดานความสัมพันธก บั เพอื่ นรวมงาน
2.6 ดา นความสมั พนั ธกับผูบงั คบั บญั ชา
(Herzberg’s dual factor theory 1990)
ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวจิ ยั
82
การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022
การทบทวนวรรณกรรม
ความต้งั ใจลาออก
Porter et al. (1974) ไดกลาววา ความต้ังใจท่ีจะลาออกจากงานสามารถทํานายไดงาย การ
ลาออกจากงานจริง ทั้งน้ีเพราะความต้ังใจที่จะลาออกจากงานอยูภายใตการควบคุมของบุคลากร มากกวาการ
ลาออกจากงานจริงท่ีตองเก่ียวของกับปจจัยภายนอกอยางอื่นมาก ความตั้งใจท่ีจะลาออกจากงานมี
ความสัมพันธสูงกับพฤติกรรมการลาออกจากงาน ในขณะท่ี Gaertner and Nollen (1992 อางถึงใน
Schaubroeck, Douglas, Brown, 1994) ใหแนวคิดความต้ังใจลาออก หมายถึง ความตั้งใจทางพฤติกรรมที่
เปนผลจากนโยบายขององคการ สภาพการณดานการรับรูของพนักงาน โดยท่ีพนักงานคาดหวังจากองคการ
เน่ืองจากเชื่อวา ตนเองจะไดรับส่ิงที่ดีขึ้นจากการลาออก นอกจากนั้น Vandenberg and Nelson (1999) ยัง
กลาววาความต้งั ใจลาออก หมายถึง การทีบ่ ุคคลมกี ารประมาณความเปนไปไดท่จี ะลาออกไปจากองคการอยาง
ถาวรในเวลาหนงึ่ ในอนาคตอนั ใกล นิยามของการตั้งใจลาออก มีผใู หคาํ นยิ ามตา งกนั ออกไป โดย Gaertner et
al. (1992 อางถึงใน Schaubroeck, Douglas, Brown, 1994) ไดใหแนวคิดวา ความต้ังใจลาออกน้นั หมายถงึ
ความตัง้ ใจทางพฤติกรรมท่สี ืบเนอื่ งมาจากผลของนโยบายขององคการ สภาพการณด า นตลาดแรงงาน และการ
รับรูของพนักงาน โดยท่ีพนักงานคาดหวังส่ิงที่ดีข้ึนหลังจากการลาออกจากองคการ ในขณะที่ Tett and
Meyer (1993) ใหความหมายวา เปนการไตรตรองอยางรอบคอบถึงความตองการของตน ซ่ึงเปนกระบวนการ
สุดทายของความคิดในการถอนตัวออกจางาน (Withdrawal Cognitive) สําหรับ Steers and Mowday
(1982, อางถึงใน มนิศรา โอมะคุปต, 2535) ไดกําหนดองคประกอบของความต้ังใจในการลาออกไววาจะเปน
ตัวเชื่อมพฤติกรรมการลาออกท่ีเกิดข้ึน การลาออกจะเปนพฤติกรรมขั้นสุดทายของความต้ังใจจะลาออกรวม
กับโอกาสทางเลือกของงานที่บุคคลมีความต้ังใจจะลาออกโดยมีอิทธิพล 2 ลักษณะ คือ 1) ทําใหเกิดการ
ลาออกโดยตรง บุคคลตัดสินใจลาออกโดยทันทีแมยังไมมีทางเลือกอื่นก็ตาม 2) เปนสาเหตุของพฤติกรรมการ
คนหาโอกาสและทางเลือกท่ีเปนไปไดซึ่งโอกาสของทางเลือกจะมีมากหรือนอยขึ้นอยูกับลักษณะสวนบุคคล
เชน อายุ เพศ อาชีพ สภาพเศรษฐกิจ และตลาดแรงงาน หากโอกาสหรือทางเลือกมีนอย บุคคลอาจจะไม
ลาออกจากองคการไดแตจะมีพฤติกรรมอื่นเกิดขนึ้ แทนเพ่ือลดความวิตกกงั วลและความขับของใจทไี่ มสามารถ
ลาออกจากองคการเดิมได เชน การขาดงาน การทํางานเฉื่อยชา การติดยาเสพติดหรือแอลกอฮอลการใชก ลไก
ปองกันตนเอง (Defense Mechanism) เมื่อบุคคลตั้งใจจะลาออกและมีทางเลือกก็จะเกิดพฤติกรรมการ
ลาออกขน้ึ
ทฤษฎีสองปจจัยของ Herzberg (1959)
ทฤษฎีสองปจจัยของ Herzberg (1959) โดยทฤษฎีเปนท่ีไดรับการยอมรับอยางแพรหลาย มีชื่อ
เรียกแบบทฤษฎีนี้ท่ีหลากหลายช่ือ คือ Motivation-Maintenance Theory, Dual Factor Theory,
Motivation-Hygiene Theory “ทฤษฎีสองปจจัย” ทฤษฎีน้ีตั้งอยูบนพ้ืนฐานของการศึกษาวิจัยของ
Herzberg (1959) โดยไดทําการสัมภาษณเก่ียวกับการทํางานของนักบัญชี และวิศวกร จํานวนประชากร 200
กวาคนจากโรงงานอุตสาหกรรม 11 แหงในเมือง Pittsburg ผลสรุปคือมีปจจัยที่มีความเกี่ยวของกับความรูสึก
พึงพอใจ และไมพึงพอใจของพนักงาน 2 ประเภท คือ ปจจัยคํ้าจุน (Hygiene Factor) และปจจัยจูงใจ
(Motivator Factor) มีมติ ิท่ีแตกตา งกนั 2 มติ ิ ท่ีเกี่ยวกับปญหาการจงู ใจ อีกดานหนง่ึ เปนองคประกอบทเี่ ปน ได
ท้ังสาเหตุของความไมพอใจ และสามารถปองกันความไมพอใจได Herzberg ไดเรียกองคประกอบน้ีวา เปน
องคประกอบเสริมแรง หรือสงเสริม (Hygiene Factors) โดยเปนองคประกอบจากภายนอก (Extrinsic
Factors) ซ่ึงมีความสัมพันธกับสภาพแวดลอมในการทํางาน สวนทางดานท่ีเปนองคประกอบจูงใจ
(Motivational Factors) จะสามารถนําไปสูความคิด ทัศนคติทางดานบวก การจูงใจที่แทจริงไดนั้นเปน
83
การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022
องคประกอบภายใน (Intrinsic Factors) ทฤษฎีแรงจูงใจของ Herzberg (รัชดาภรณ เดนพงศพันธุ, 2539)
สามารถสรุปไดด งั นี้
1. ปจจัยจูงใจ (Motivator Factors) เปนปจจัยท่ีสรางทัศนคติทางบวกใหเกดิ ขึ้นกบั พนักงานปจจัย
เหลานี้สวนใหญจะมีความเกี่ยวของกับงานที่ปฏิบัติ ซึ่งปจจัยเหลาน้ีจะมีผลกับความพอใจโดยตรง ซึ่งปจจัยจูง
ใจประกอบดว ย
1.1 ความสําเร็จในการทํางาน (Achievement) หมายถึง การทีบ่ คุ คลสามารทาํ งานไดส าํ เรจ็ ตาม
กําหนดและประสบผลสําเร็จอยางดี มีความสามารในการแกไขปญหาตาง ๆ และรูจักการปองกันปญหาที่จะ
เกิดขึ้น เมื่อผลงานประสบความสาํ เรจ็ จะทําใหเ กิดความรสู ึกพอใจในผลงานนน้ั
1.2 การไดรับการยอมรับนับถือ (Recognition) หมายถึง การไดรับการยอมรับนับถือจาก
ผูบังคับบัญชา เพื่อนรวมงาน หรือจากบุคคลอื่น ๆ ภายในหนวยงาน การยอมรับนับถือจากการยกยอง ชมเชย
หรือการแสดงความยินดี การใหกําลงั ใจ หรอื การแสดงออกอื่น ๆ ที่แสดงใหเ หน็ ถงึ การยอมรับในความสามารถ
ซ่งึ จะทําใหบ คุ คลเกดิ ความรูสึกภาคภมู ใิ จและเหน็ คณุ คาผลงานของตนเองอกี ดวย
1.3 ลักษณะของงาน (Work Itself) หมายถึง งานท่ีมีความนาสนใจ งานท่ีมีความ
ทาทายใหลงมือทํา โดยงานท่ีทําตองอาศัยความคิดริเริ่มสรางสรรค เปนงานที่มีลักษณะท่ีทําต้ังแตตนจนจบได
โดยลําพัง โดยองคการจะตองทําใหพนักงานรูสึกวางานทํานั้นมีความสําคัญ พนักงานมีความหมายตอ
กระบวนการในการทาํ งานเพอ่ื ใหพนักงานไดแสดงศกั ยภาพไดอ ยา งเตม็ ที่
1.4 ความรับผิดชอบ (Responsibility) หมายถึง ความพึงพอใจในการทํางานที่ไดรับมอบหมาย
รบั ผดิ ชอบตองานที่ตนเองปฏิบัติ และมีอาํ นาจไดอยางเต็มที่ ไมมีการควบคุมใกลชิดมากเกนิ ไปจนขาดอิสระใน
การทํางาน
1.5 ความกาวหนา (Advancement) หมายถึง การไดรับการเล่ือนตําแหนงใหสูงขึ้น รวมถึงการ
ไดร ับโอกาศทจ่ี ะไดเ พ่ิมพูนความรู หรือไดร ับการอบรม เพม่ิ ความสามารถ และพฒั นาศกั ยภาพของตนเอง
2. ปจจัยค้ําจุน (Hygiene Factors) โดยปจจัยนี้เปนขอกําหนดเบื้องตน เพื่อปองกันไมใหบุคคลเกิด
ความไมพอใจในงานที่ทําอยูเทาน้ัน และไมไดเปนสิ่งท่ีจูงใจในการทํางานแตอยางใด การใหความสนใจหรือ
ระมัดระวังตอปจจัยคํ้าจุนเปนสิ่งจําเปน แตก็ยังมีเงื่อนไขไมเพียงพอที่จะใชในการจูงใจใหคนมีผลผลิตมากขึ้น
ได ซงึ่ ปจ จยั คํา้ จุนประกอบดวย
2.1 นโยบายการบริหารขององคการ (company Policy and Administration) หมายถึง
นโยบายในการจดั การบรหิ ารขององคการ กฎระเบียบ ขอ บงั คับ การจดั ระบบงานที่มีประสิทธิภาพ ซ่งึ นโยบาย
ตองอยูในลักษณะท่ีมกี ารกาํ หนดอยา งชดั เจน มคี วามเปน ธรรม
2.2 การบังคับบัญชา (Supervision) หมายถึง ความสามารถของผูบังคับบัญชาในการบริหาร
จัดการภายในหนวยงานอยางมีประสิทธิภาพ ตองมีความยุติธรรมในการบริหารจัดการ มีความรู ความสามารถ
ในการแกไขปญ หา รบั ฟง ความคิดเหน็ และใหคาํ แนะนําในการทาํ งานแกผ ใู ตบังคับบญั ชา
2.3 ความสัมพันธกับผูบังคับบัญชา เพ่ือนรวมงาน และผูใตบังคับบัญชา (Relationship with
Supervisors, Peers and Subordinates) หมายถึง การติดตอความสัมพันธกับผูบังคับบัญชา ตอเพ่ือน
รวมงาน ผูใตบังคับบัญชาไมวาจะเปน กริยา วาจา ทาทาง บุคลิกภาพตาง ๆ ที่แสดงถึงความสัมพันธอันดีตอ
กัน มีความเขา ใจชวยเหลอื ซ่ึงกนั และสามารถทํางานรว มกันไดเ ปนอยา งดี
2.4 สภาพการทํางาน (Working Condition) หมายถึง สภาพแวดลอมตา ง ๆ ในการทาํ งาน และ
สภาพทางกายภาพของงาน เชน บรรยากาศในการทํางน สถานท่ีทํางาน อากาศ เสียง แสงสวาง เปนตน และ
รวมถงึ ลกั ษณะแวดลอมอน่ื ๆ เชน อุปกรณหรือเครอ่ื งมือเครอ่ื งใช ใหมีความเหมาะสม เพื่อเปน สิง่ อาํ นวยความ
สะดวกในการปฏบิ ตั งิ านของพนักงาน
84
การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
2.5 เงินเดือน หมาย คาตอบแทน หรือผลประโยชนในการปฏิบัติงานที่พนักงาน
พึงไดรับอยางเหมาะสมกับงานท่ีทํา ไดแก เงินเดือน เงินพิเศษ ในรูปแบบสวัสดิการตาง ๆ ที่อยูในระดับ
เพียงพอ และเปน ทน่ี า พึงพอใจของพนักงาน
2.6 ชีวิตความเปนอยูสวนตัว (Personal life) หมายถึง ความรูสึกท่ีดี หรือไมดี ซ่ึงเปนผลที่ได
จากงานในหนาที่ของตน อาจเปนผลกระทบโดยทางตรงหรือโดยทางออมตอชีวิตสวนตัว เชน การถูกยายไป
ทาํ งานในที่ใหม ซงึ่ อาจไกลจากครอบครวั ทําใหพ นักงานไมม คี วามสุข จึงทําใหพ นักงานเกดิ ความไมพ ึงพอใจใน
งานท่ที ํา
2.7 ความม่ันคงในงาน (Job security) หมายถึง ความรูสึกมั่งคงในงานที่ทํา ความม่ันคงตอ
องคก าร หรอื ความย่งั ยืนในอาชีพ
จากทฤษฎีสองปจจัยของ Herzberg สามารถสรุปไดวา ปจจัยจูงใจ มีผลตอความพอใจโดยตรงรวม
ไปถึงสามารถสรางแรงจูงใจใหแกพนักงานได เพ่ิมประสิทธิภาพในการทํางานใหมากยิ่งขึ้น ถาขาดปจจัยน้ีไป
หรือไมสอดคลองกับความตองการของพนักงาน อยูในระดับท่ีไมเหมาะสมท่ีจะยอมรับได ก็จะทําใหเกิดความ
ไมพึงพอใจ แตถา เมอ่ื ใดที่ปจ จยั อยใู นระดบั ทีย่ อมรบั ไดห รอื สูงกวา ความไมพ ึงพอใจกจ็ ะไมเกิดขนึ้ ดังนั้นปจจัย
จงู ใจ เปน ปจจยั การกระตุนสรางแรงจูงใจในการทํางานใหแกพนกั งาน เชน มอบหมายงานทย่ี ากใหแ กพ นักงาน
เพ่ือใหพนักงานไดแสดงความสามารถ ทักษะในการทํางาน เมื่องานนั้นสามารถทํางานลุลวงไดสําเร็จจะทําให
เขาเกิดความรูสึกภาคภูมิใจในตนเอง และเห็นคุณคาของงานน้ัน ซ่ึงในขณะเดียวกันเมื่อเขาทํางานประสบ
ผลสําเร็จก็ตองใหการยกยอง ชมเชย และไดรับโอกาสความกาวหนาในงาน เพ่ือสรางความพึงพอใจใหแก
พนักงาน ปจจัยคํ้าจุนไมไดเปนสิ่งที่จูงใจพนักงานโดยตรงแตถาขาดปจจยั นี้หรอื ไมมปี จจัยน้ีก็จะทําใหพนักงาน
เกิดความไมพอใจได ปจจัยนี้จะชวยปองกันไมใหเกิดความไมพอใจ ตัวอยางเชน การนัดหยุดงานของพนักงาน
ซ่ึงสาเหตุอาจมาจากเร่ืองเงินหรือคาตอบแทนเปนประการสําคัญท่ีสุด สวนปจจัยคํ้าจุนที่เกี่ยวกับสวัสดิการ
ตาง ๆ เชน วันลาพัก ลาปวย และการตรวจสุขภาพของพนักงาน ซึ่งองคการสวนใหญเช่ือวาจะสามารถเปน
แรงจูงใจใหพ นักงานอยกู ับองคการตอ ไป แตใ นความเปนจรงิ แลว เปน สงิ่ ที่คาํ้ จุนหรือรกั ษาไวไมใ หพ นักงานเกิด
ความไมพอใจ ทําใหเกิดความรูสึกเฉย ๆ หรือไมรูสึกดานลบ ซ่ึงปจจัยกลมุ นี้จะตอบสนองปจจัยข้ันพ้ืนฐานของ
พนกั งานนั่นเอง
จากการทบทวนวรรณกรรมผูวิจัยมุงศึกษาปจจัยแรงจูงใจและปจจัยค้ําจุนท่ีสงผลตอความตั้งใจ
ลาออกของพนักงานเจเนอชัน Z ซ่ึงเห็นวาเม่ือองคการสามารถสรางแรงจูงใจในการทํางานใหกับพนักงานได
อยางตอเน่ืองจะความพึงพอใจในการทํางานใหกับองคการ ในขณะเดียวกันแรงจูงใจในการทํางานสามารถ
นํามาอธิบายถึงสาเหตุและแนวทางในการลดอัตราความตั้งใจลาออกของพนักงานเจเนอเรชัน Z ใหนอยลงไป
ได โดยองคการสามารถนําไปใชเพ่ือกําหนดแนวทางในการรับพนักงานเจเนอเรชัน Z สามารถนํามากําหนด
แนวทางในการพัฒนาพนักงานในกลุมเจเนอเรชัน Z เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพดานทักษะ ความชํานาญในการ
ทํางาน ตลอดจนปรับเปลี่ยนทัศนคติของพนักงานเจเนอเรชัน Z ใหเปนไปในทิศทางเดียวกัน ซ่ึงจะทําให
สามารถปฏิบัติงานไดอยางเต็มท่ี และมุงไปสูความสําเร็จตามเปาหมายขององคการ สามารถวางแผนการ
บริหารทรัพยากรมนุษย กลุมเจเนอเรชัน Z เพ่ือเพ่ิมแรงจูงใจในการทํางานไดอยางมีประสิทธิผล นําไปสู
แกปญ หาการลาออก และลดอตั ราการลาออกของพนกั งานกลมุ เจเนอเรชนั Z
ระเบียบวธิ กี ารวจิ ยั
ประชากรและกลุมตัวอยางท่ีใชในการศึกษา ประชาชนที่ทํางานแลว อายุตั้งแต 18 – 25 ป โดย
ทําการศึกษาในเขตอําเภอเมือง อําเภอลําลูกกา อําเภอคลองหลวง และอําเภอลาดหลุมแกว จังหวัดปทุมธานี
85
การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022
มีจํานวนทั้งสิ้น 85,118 คน การหาขนาดของกลุมตัวอยางใชสูตรของ Yamané (1973) ที่ระดับความเช่ือม่ัน
รอยละ 95 ไดขนาดกลุมตัวอยางท่ีใชในการศึกษาจํานวน 400 คน การวิจัยน้ีใชวิธีการสุมกลุมตัวอยางแบบ
ความนาจะเปนทางสถติ ิ (Probability sampling) ใชวิธีการสุมแบบกลุม (Cluster sampling) โดยแบงประชากร
จากพ้ืนที่ดังกลาวตามจํานวนที่ตองการแยกตามชื่อนิคมอุตสาหกรรมใหไดจํานวนสัดสวนใหครบตามท่ีตองการ
จากนัน้ จงึ แจกแบบสอบถามไปยังพนื้ ตาง ๆ ทกี่ าํ หนด
เครื่องมือที่ใชในการวิจัยคร้ังนีเ้ ปนแบบสอบถามชนิดเลือกตอบ (Questionnaire) โดยแบงออกเปน
3 สวน ประกอบดวย (1) แบบสอบถามเกี่ยวกับปจจัยสวนบุคคลของผูตอบแบบสอบถามเปนลักษณะคําถาม
แบบสํารวจรายการ จํานวน 5 ขอคําถาม (2) แบบสอบถามเก่ียวกับปจจัยแรงจูงใจและปจจัยคํา้ จุน ซึ่งปรับมา
จากของ ณัฐธยาน อําไพวงษ (2559) จํานวน 30 ขอคําถาม (3) แบบสอบถามเกี่ยวกับความตั้งใจลาออกจาก
งาน ซ่ึงปรับมาจากของ ศศิ อวมเพ็ง (2558) จํานวน 6 ขอคําถาม แบบสอบถามท้ังหมดถูกสงผูเชี่ยวชาญดาน
การจัดการทรัพยากรมนุษย 3 ทาน เพื่อตรวจความเที่ยงตรงของเน้ือหา โดยผลประเมินคาดัชนีความ
สอดคลอง > .50 จากน้ันทําการทดสอบคาความเชื่อมันของแบบสอบถามดวยการหาคา Cronbach’s alpha
coefficient ผลการทดสอบพบวาปจจัยแรงจูงใจมีคาเทากับ .95 ปจจัยค้ําจุนมีคาเทากับ .93 ความตั้งใจ
ลาออกจากงานมคี า เทากบั .87 และคา ความเชอื่ มัน่ ของแบบสอบถามภาพรวมมคี า เทา กับ .92
การวิเคราะหขอมูลในการวิจัยน้ีผูวิจัยไดใชวิธีการสถิติพรรณนา ไดแก การแจกแจงความถ่ี การ
แสดงคารอยละ คาเฉลี่ย สวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ไดแก การวิเคราะหคาทีแบบ
Independent การวิเคราะหค วามแปรปรวนจาํ แนกทางเดียว และสมการถดถอยพหุคูณเชิงเสน
ผลการวิจัย
ผลการวิเคราะหข อ มูลเกี่ยวกับปจ จยั สว นบคุ คล
การวิเคราะหขอมูลเกี่ยวกับปจจัยสวนบุคคล พบวาผูตอบแบบสอบถามสวนใหญเปนเพศหญิง
คิดเปนรอยละ 59.25 และ เพศชาย คิดเปนรอยละ 40.75 เม่ือพิจารณาชวงอายุของผูตอบพบวามีอายุ 24 –
25 ป คิดเปนรอยละ 66.25 ตามดวยอายุ 18 – 19 ป คิดเปนรอยละ 16.25 อายุ 20 – 21 ป คิดเปนรอยละ
10.00 และอายุ 22 – 23 ป คิดเปนรอยละ 7.50 ประมาณหน่ึงในส่ีสวนมีสถานภาพโสดมากท่ีสุด คิดเปนรอย
ละ 76.00 ตามดวยสถานภาพสมรส คิดเปนรอยละ 21.75 สถานภาพหยารางเพียง คิดเปนรอยละ 1.75 และ
สภาพภาพแยกกันอยู คิดเปนรอยละ 0.50 เม่ือพจิ ารณาระดับการศึกษาพบวาระดบั ปริญญาตรี คิดเปนรอ ยละ
62.50 ตามดวยระดับมัธยมปลาย/ปวช. คิดเปนรอยละ 14.75 ระดับระดับมัธยมตน คิดเปนรอยละ 11.50
และระดับอนุปริญญา/ปวส. คิดเปนรอยละ 11.25 โดยเกือบครึ่งมีรายไดเฉลี่ยตอเดือนตํ่ากวา 14,999 บาท
คิดเปนรอยละ 47.25 รองลงมารายไดเฉลี่ยตอเดือน 15,000 – 20,000 บาท คิดเปนรอยละ 27.25 เงินเดือน
30,001 บาทข้ึนไป คิดเปนรอยละ 12.50 เงินเดือน 20,001 – 25,000 บาท คิดเปนรอยละ 7.75 และ
เงินเดอื น 25,001 – 30,000 บาท คดิ เปน รอ ยละ 5.25 ตามลําดับ
ผลการวิเคราะหข อมูลเกีย่ วปจ จยั แรงจูงใจ
การวิเคราะหขอมูลเกี่ยวกับปจจัยแรงจูงใจพบวาโดยรวมมีคาคะแนนเฉลี่ยอยูในระดับมาก โดยมี
คา เฉลี่ยเทากับ 3.80 สว นเบย่ี งเบนมาตรฐานเทากับ 0.61 และเมื่อวเิ คราะหในแตละดา นพบวา คาเฉลี่ยสูงสุดคือ
ปจจัยจูงใจดานความความรับผิดชอบมีคาเฉลี่ยเทากับ 3.87 สวนเบ่ียงเบนมาตรฐานเทากับ 0.66 รองลงมา
ดานความสําเร็จมีคาเฉลี่ยเทากับ 3.85 สวนเบ่ียงเบนมาตรฐานเทากับ 0.69 ดานลักษณะของงานท่ีปฏิบัติมี
คาเฉลี่ยเทากับ 3.76 สวนเบ่ียงเบนมาตรฐานเทากับ .72 และดานความยอมรับนับถืออยูในระดับปานกลาง
โดยมีคาเฉล่ียเทากับ 3.24 สวนเบีย่ งเบนมาตรฐานเทากับ 0.44 ตามลาํ ดบั
86
การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
ผลการวเิ คราะหข อ มูลเก่ียวปจ จยั คํา้ จนุ
การวิเคราะหขอมูลเก่ียวกับปจจัยคํ้าจุนพบวาโดยรวมมีคาคะแนนเฉล่ียอยูในระดับมาก โดยมี
คาเฉล่ียเทากับ 3.77 สวนเบ่ียงเบนมาตรฐานเทากับ .60 และเม่ือวิเคราะหในแตละดานพบวาคาเฉล่ียสูงสุดคือ
ปจจัยค้ําจุนดานความสัมพันธกับเพื่อนรวมงานมีคาเฉลี่ยเทากับ 3.93 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทากับ 0.75
รองลงมาดานบริษัทและนโยบายในการบริหารมีคาเฉลี่ยเทากับ 3.86 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทากับ 0.62
ดานความม่ันคงในงานมีคาเฉลี่ยเทากับ 3.81 สวนเบ่ียงเบนมาตรฐานเทากับ 0.72 ดานความสัมพันธกับ
ผูบังคับบัญชามีคาเฉลี่ยเทากับ 3.75 สวนเบ่ียงเบนมาตรฐานเทากับ 0.70 ดานบรรยากาศในการทํางาน
คาเฉลี่ยเทากับ 3.74 สวนเบ่ียงเบนมาตรฐานเทากับ 0.71 และดานรายไดมีคาเฉลี่ยเทากับ 3.56 สวน
เบี่ยงเบนมาตรฐานเทา กบั 0.80 ตามลาํ ดบั
ผลการวิเคราะหขอ มูลเกี่ยวความต้งั ใจลาออกของพนักงานเจเนอเรชัน Z
การวิเคราะหขอมูลเกี่ยวกับความตั้งใจลาออกของพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกลุมอุตสาหกรรม
การผลิต จังหวัดปทุมธานีโดยรวมมีคาคะแนนเฉลี่ยอยูในระดับปานกลางโดยมีคาเฉลี่ยเทากับ 2.89 สวน
เบยี่ งเบนมาตรฐานเทากบั 1.04
การทดสอบสมมติฐาน
1. เพ่ือเปรียบเทียบปจจัยสวนบุคคล ไดแก เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา และรายได
เฉลี่ยตอ เดือน ที่แตกตางกันมผี ลตอ ความตั้งใจลาออกของพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกลมุ อุตสาหกรรมการผลิต
จังหวัดปทุมธานี โดยเลอื กใชการทดสอบความแตกตางดวยสถิติ t-test และ สถติ ิการวเิ คราะหความแปรปรวน
จําแนกทางเดยี ว (One-way ANOVA)
ตารางท่ี 1 ผลการการเปรยี บเทยี บแตกตา งกนั มีผลตอความต้งั ใจลาออกของพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกลุม
อุตสาหกรรมการผลิต จังหวัดปทมุ ธานี จําแนกตามปจ จัยสวนบุคคล
ปจจยั สว นบุคคล มผี ลตอ ความตั้งใจลาออกของพนกั งานเจเนอเรชนั Z (Sig.)
1. เพศ .38
2. อายุ .01*
3. สถานภาพ .00*
4. ระดับการศกึ ษา .01*
5. รายไดเ ฉลย่ี ตอ เดือน .70
* มีระดับนยั สําคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดบั .05
จากตารางท่ี 1 พบวา เพศ และรายไดเฉล่ียตอเดือน ท่ีแตกตางกันไมมีผลตอความตั้งใจลาออก
ของพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกลุมอุตสาหกรรมการผลิต จังหวัดปทุมธานีแตกตางกัน สวนอายุ สถานภาพ
และระดับการศึกษาที่แตกตางกันมีผลตอความต้ังใจลาออกของพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกลุมอุตสาหกรรม
การผลิต จงั หวัดปทมุ ธานแี ตกตา งกนั อยางมีนัยสําคญั ทางสถิติท่ีระดบั .05
2. ปจจัยแรงจูงใจท่ีมีอิทธิพลตอความตั้งใจลาออกของพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกลุม
อุตสาหกรรมการผลิต จังหวัดปทุมธานี ผูวิจัยไดนําสถติ ิมาใชเพอื่ ทดสอบสมมติฐานดวยวิธีการวิเคราะหสมการ
ถดถอยพหคุ ณู (Multiple regression analysis) แบบ Enter
87
การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
ตารางท่ี 2 ผลการวิเคราะหการหาคาสัมประสิทธิ์ถดถอยพหุคูณเชิงเสนขั้นตอนสุดทายโดยวิธี Enter ปจจัย
แรงจงู ใจที่มอี ิทธิพลตอ ความตง้ั ใจลาออกของพนักงานเจเนอเรชนั Z
ความตง้ั ใจลาออกของพนักงาน Unstandardized Standardized
เจเนอเรชนั Z Coefficients Coefficient
B Std. Error Beta t Sig.
(Constant) 4.08 .46 8.85 .00
ปจจยั แรงจงู ใจ
1. ดา นความสําเรจ็ -.73 .33 -.48 -2.23 .03*
2. ดานความยอมรบั นับถือ -.90 .46 -.38 -1.96 .05
3. ดา นลักษณะของงานทปี่ ฏบิ ัติ -.80 .32 -.56 -2.50 .01*
4. ดา นความรบั ผิดชอบ -.35 .33 -.22 -1.04 .30
* มรี ะดบั นยั สาํ คัญทางสถติ ิทร่ี ะดับ .05
จากตางรางที่ 2 พบวาปจจัยแรงจูงใจ ดานความสําเร็จ และดานลักษณะของงานท่ีปฏิบัติมี
อิทธพิ ลตอ ความตั้งใจลาออกของพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกลุมอตุ สาหกรรมการผลติ จงั หวดั ปทมุ ธานี อยา งมี
นัยสาํ คญั ทางสถิตทิ ่รี ะดบั .05 สวนดา นความยอมรับนับถอื และดา นความรบั ผดิ ชอบ ไมมีอิทธิพลตอความตง้ั ใจ
ลาออกของพนกั งานเจเนอเรชนั Z ในกลมุ อตุ สาหกรรมการผลติ จังหวดั ปทมุ ธานี
3. ปจจัยค้ําจุนท่ีมีอิทธิพลตอความต้ังใจลาออกของพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกลุมอุตสาหกรรม
การผลิต จังหวัดปทุมธานี ผูวิจัยไดนําสถิติมาใชเพ่ือทดสอบสมมติฐานดวยวิธีการวิเคราะหสมการถดถอย
พหุคณู (Multiple regression analysis) แบบ Enter
ตารางท่ี 3 ผลการวิเคราะหการหาคา สมั ประสิทธถ์ิ ดถอยพหุคูณเชิงเสนข้ันตอนสุดทายโดยวิธี Enter ปจจัยค้าํ
จุนทม่ี อี ทิ ธพิ ลตอ ความต้ังใจลาออกของพนกั งานเจเนอเรชนั Z
ความต้ังใจลาออกของพนกั งาน Unstandardized Standardized
เจเนอเรชนั Z Coefficients Coefficient
B Std. Error Beta t Sig.
(Constant) 3.87 .33 11.66 .00
ปจ จยั ค้ําจนุ
1. ดา นบรษิ ทั และนโยบายในการบรหิ าร .20 .13 .12 1.61 .11
2. ดานบรรยากาศในการทํางาน .00 .12 .00 -.02 .98
3. ดา นความมั่นคงในงาน -.61 .12 -.42 -5.23 .00*
4. ดานรายได .03 .10 .02 .32 .75
5. ดานความสัมพนั ธก ับเพ่อื นรวมงาน .12 .10 -.08 -1.20 .23
6. ดา นความสัมพนั ธก บั ผบู ังคับบญั ชา -.24 .12 -.16 -2.07 .04*
* มรี ะดับนัยสาํ คญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดับ .05
88
การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
จากตารางท่ี 3 พบวาปจจัยคํ้าจุนดานความมัน่ คงในงาน และดานความสัมพันธกับผบู ังคับบัญชา
มีอทิ ธิพลตอ ความต้ังใจลาออกของพนักงานเจเนอเรชนั Z ในกลุมอุตสาหกรรมการผลิต จงั หวดั ปทมุ ธานี อยา ง
มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สวนดานบริษัทและนโยบายในการบริหาร ดานบรรยากาศในการทํางาน ดาน
รายได และดานความสัมพันธกับเพื่อนรวมงาน รับผิดชอบ ไมมีอิทธิพลตอความตั้งใจลาออกของพนักงาน
เจเนอเรชนั Z ในกลมุ อุตสาหกรรมการผลิต จงั หวดั ปทมุ ธานี
อภิปรายผลการวจิ ยั
ผลการศึกษาระดับปจจัยแรงจูงใจและปจจัยคํ้าจุนโดยภาพรวมพบวาพนักงานเจเนอเรชัน Z ใน
กลุมอุตสาหกรรมการผลิต จงั หวดั ปทุมธานี มที ศั นคตติ อปจ จยั แรงจูงใจและปจจัยคาํ้ จุนอยใู นระดบั มาก แสดง
ใ ห เ ห็ น ว า พ นั ก ง า น เ จ เ น อ เ ร ชั น Z มี ค ว า ม เ ช่ื อ ที่ ว า ป จ จั ย แ ร ง จู ง ใ จ แ ล ะ ป จ จั ย คํ้ า จุ น เ ป น
ปจจัยที่สรางทัศนคติทางบวกใหเกิดขึ้นกับพนักงาน ซึ่งโดยรวมแลวปจจัยแรงจูงใจและปจจัยคํ้าจุน
สวนใหญ มีความเก่ียวของกันกับงานท่ีปฏิบัติ โดยปจจัยเหลาน้ีมีผลกับความพึงพอใจโดยตรง สอดคลองกับ
Herzberg ท่ีวา ปจจัยแรงจูงใจมีผลตอความพึงพอใจโดยตรง รวมถึงสามารถสรางแรงจูงใจใหแกพนักงานเพื่อ
เพ่มิ ประสิทธิภาพในการทาํ งานใหมากย่ิงข้ึน ถาหากขาดปจจัยนไี้ ป หรือไมส อดคลอ งกบั ความตองการที่แทจริง
ของพนักงาน อยูในระดับท่ีไมเหมาะสมที่จะยอมรับได อาจทําใหเกิดความไมพึงพอใจ แตถาหากเม่ือปจจัยอยู
ในระดับท่ียอมรับไดหรือสูงกวา ความไมพึงพอใจก็อาจจะไมเกิดขึ้น ดังน้ัน ปจจัยแรงจูงใจ จึงเปนการกระตุน
การสรางแรงจูงใจในการทํางานใหแกพ นกั งาน เชน การมอบหมายงานทที่ าทายใหแ กพนกั งาน เพอื่ ใหพ นกั งาน
ไดแสดงความรู ความสามารถ แสดงทักษะ ในการปฏิบัติงาน เมื่อสามารถทํางานไดสําเร็จจะทําใหเขาเกิด
ความรูสึก ภาคภูมิใจในตนเอง และเห็นคุณคาของงานน้ัน ๆ ในขณะเดียวกันเม่ือทํางานประสบผลสําเร็จ
หัวหนางานตองใหการยกยอง ชมเชย และใหโอกาสความกาวหนาในงาน เพื่อสรางความพึงพอใจใหแก
พนักงาน สําหรับปจจัยคํ้าจุนนั้น ไมไดเปนสิ่งที่จูงใจพนักงานโดยตรง หากถาขาดปจจัยหรือไมมีปจจัยน้ีก็จะ
ทําใหพนักงานเกิดความไมพึงพอใจ โดยปจจัยคํ้าจุนชวยปองกันไมใหเกิดความไมพึงพอใจ เชน การนัดรวมตัว
หยุดงานของพนักงาน สาเหตุอาจมาจาก เรื่องเงินหรือคาตอบแทน เปนประการสําคัญท่ีสุด สวนปจจัยคํ้าจุน
เกี่ยวกับสวัสดิการ เชน วันลาตาง ๆ และการตรวจสุขภาพ ซึ่งองคการสวนใหญเช่ือวาสามารถเปนแรงจูงใจให
พนักงานสามารถอยูกับองคการตอไป แตในความเปนจริงแลวเปนเพียงส่ิงที่ค้ําจุนหรือรักษาไวไมใหพนักงาน
เกิดความไมพึงพอใจ ทําใหเกิดความรูสึกเฉย ๆ หรือไมรูสึกดานลบ ปจจัยกลุมนี้จะตอบสนองปจจัยข้ันพื้นฐาน
ของพนักงานนั่นเอง โดยการสรุปทงั้ 2 ปจจัยของ Herzberg การที่บุคคลเกดิ ความตองการปจจัยแรงจูงใจเปน
องคประกอบของแรงจูงใจในการทํางานท่ีสําคัญ ซึ่งปจจัยที่จูงใจใหพนักงานเกิดความสุขในการทํางาน เม่ือ
พนักงานไดรับการตอบสนองตามความตองการของตนดวยปจจัยที่ดี อาจจะชวยเพิ่มแรงจูงใจในการทํางาน
ใหกับพนักงานมากขึ้น พนักงานจะเกิดความพึงพอใจในงาน และสามารถทาํ งานไดอยางมีประสิทธิภาพ ปจจัย
ค้ําจุน เปนปจจัยท่ีปองกันไมใหพนักงานเกิดความไมพึงพอใจในงาน และเกิดความไมเปนสุข ชวยในเรื่องการ
ปรับเปลี่ยนทัศนคติของพนักงานในองคการท่ีไมอยากทํางานใหกลับมาสูความพึงพอใจและพรอมที่จะกลับ
ทาํ งาน ในขณะเดยี วกนั ผลการศึกษาระดับความตัง้ ใจลาออกของพนกั งานเจเนอเรชนั Z ในกลมุ อตุ สาหกรรมการ
ผลิต จังหวัดปทุมธานี โดยภาพรวมพบวาอยูในระดับปานกลาง สามารถอภิปรายโดยอางอิงจากผลการศึกษา
ระดับของปจจัยแรงจูงใจและปจ จัยคํ้าจุน ซงึ่ ปจจยั ทั้งสองมีอิทธพิ ลเชงิ ลบ กบั ความตั้งใจลาออกของพนกั งาน
เจเนอเรชัน Z ในกลุมอุตสาหกรรมการผลิต จังหวัดปทุมธานี ทําใหพนักงานพนักงานเจเนอเรชัน Z มีความ
ตั้งใจลาออกอยูในระดับปานกลาง สอดคลอง Steers and Mowday (1982) ที่กลาววาความต้ังใจในการ
ลาออกไววาเปนตัวเชื่อมโยงพฤติกรรมการลาออกที่เกิดข้ึน โดยการลาออกเปนพฤติกรรมขั้นสุดทายของความ
89
การประชมุ วิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
ตั้งใจลาออก รวมกับโอกาสทางเลือกของงานที่บุคคลมีความตั้งใจท่ีจะลาออก โดยมีอิทธิพล 2 ลักษณะคือ 1)
ทําใหเกิดการลาออกโดยตรง ซ่ึงบุคคลตัดสินใจลาออกทันทีถึงแมยังไมมีทางเลือกอ่ืนใดก็ตาม 2) เปนสาเหตุ
ของพฤติกรรมในการคนหาโอกาส และทางเลือกที่อาจจะเปนไปได ซ่ึงโอกาสของทางเลือกมีมากหรือนอย
ขึ้นอยูกับลักษณะสวนบุคคล เชน อายุ เพศ อาชีพ สภาพเศรษฐกิจ และตลาดแรงงาน หากโอกาสหรือ
ทางเลือกมีนอย บุคคลอาจจะไมลาออกจากองคการแตจะมีพฤติกรรมอ่ืนเกิดข้ึนแทนเพ่ือลดความวิตกกังวล
และความขับของใจท่ีไมสามารถลาออกจากองคการเดิมได เชน การขาดงาน การทํางานเฉ่ือยชา การติดยา
เสพติดหรือแอลกอฮอล การใชกลไกปองกันตนเอง (Defense mechanism) เมื่อบุคคลต้ังใจจะลาออก และมี
ทางเลอื กกจ็ ะเกิดพฤติกรรมการลาออกเกดิ ขนึ้
ผลการศกึ ษายังแสดงใหเห็นวา ปจจยั แรงจงู ใจ ดา นความสาํ เร็จและดา นลกั ษณะของงานท่ปี ฏิบัติ มี
อิทธิพลตอความต้ังใจลาออกของพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกลุมอุตสาหกรรมการผลิต จังหวัดปทุมธานี ซ่ึง
สนับสนุนขอท่ีคนพบดานความสําเร็จท่ีวา พนักงานเจเนอเรชัน Z ในกลุมอุตสาหกรรมการผลิต จังหวัด
ปทุมธานี คิดวาตนเองเปนสวนหน่ึงที่มีสวนทําใหงานของงานประสบผลสําเร็จ โดยที่ผลสําเร็จของงานที่ไดรับ
มอบหมาย เปนไปตามเปาหมายตามท่ีกําหนด และมีความชื่นชอบ มีความภาคภูมิใจในหนาที่การงานที่ได
รับผิดชอบ สอดคลองกับ สุมินทร เบาธรรม (2557) ท่ีศึกษาเร่ือง การรับรูถึงการไดรับรับการสนับสนุนจาก
องคการความพึงพอใจในการทํางานความผูกพันตอองคการและความต้ังใจที่จะลาออกจากงานโดยสมัครใจ
ของบุคลากรในสังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ผลการวิจัยพบวา การรับรูถึงการไดรับการ
สนับสนุนจากองคการมีความสัมพันธทางบวกกับความผูกพันตอองคการ ความสําเร็จตอองคการมี
ความสมั พนั ธท างลบกบั ความต้ังใจทจ่ี ะลาออกงานโดยสมคั รใจ อยา งมนี ัยสําคญั ทางสถิติ
ดานลักษณะของงานที่ปฏิบัติ โดยงานท่ีปฏิบัติอยูเปนงานท่ีนาสนใจและเปนงานท่ีทายและงานที่
ปฏิบัติอยูนั้นตรงกับความรูความสามารถของพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกลุมอุตสาหกรรมการผลิต จังหวัด
ปทุมธานี การแบงภาระงานภายในหนวยงานมีความเหมาะสม และมีความชัดเจน สอดคลองกับ ศศิ อวมเพ็ง
(2558) ไดศึกษาเร่ือง ปจจัยท่ีมีอิทธิพลตอความตั้งใจลาออกของพนักงานระดับบังคับบัญชา สํานักงานบัญชี
กลาง บริษัท ปูนซิเมนตไทย จํากัด (มหาชน) ผลการวิจัยพบวา ปจจัยดานความนาสนใจของงานที่ปฏิบัติ มี
อิทธิพลตอความตั้งใจลาออกของพนักงานระดับบังคับบัญชา ที่สํานักงานบัญชีกลาง บริษัท ปูนซิเมนตไทย
จํากัด (มหาชน) อยางมีนัยสําคัญ โดยท่ีงานท่ีพนักงานมีความถนัด งานท่ีมีสําคัญตอบริษัท งานที่เหมาะสมกับ
ความรูความสามารถของพนักงาน งานท่ีชวยกระตุนใหเกิดความกระตือรือรน ซ่ึงลักษณะงานที่ตรงกับ
พนักงานไดแสดงความนําจงกับบริษัทวาเปนงานท่ีพนักงานสนใจจะทํา ลักษณะงานและบทบาทหนาท่ีท่ี
พนักงานไดรับมอบหมายมีความนาสนใจ พนักงานก็จะมีความตั้งใจในการลาออก เนื่องจากพนักงานไม
สามารถปฏิบัติงานไดตามความรูความสามารถของตนยอ มสง ผลเสยี และทําใหเกิดปญหาไดใ นอนาคต
ผลการศึกษายังแสดงใหเห็นอีกวาปจจัยค้ําจุน ดานความม่ันคงในงานและดานความสัมพันธกับ
ผูบังคับบัญชา มีอิทธิพลตอความตั้งใจลาออกของพนกั งานเจเนอเรชัน Z ในกลุมอุตสาหกรรมการผลิต จังหวัด
ปทุมธานี ซ่ึงสนับสนุนขอท่ีคนพบดานความม่ันคงในงานที่วาพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกลุมอุตสาหกรรมการ
ผลิต จังหวัดปทุมธานี มีความเชื่อวาตนเองมีความม่ันคง และบริษัทที่ปฏิบัติงานอยูนั้นจะสามารถดําเนิน
กิจการตอไปในอนาคตไดอยางมีความม่ันคง และยาวนาน โดยมีความพึงพอใจกับสัญญาจางงาน และเง่ือนไข
ตาง ๆ สอดคลองกับงานวิจัยของ ชัยวัฒน โอสถอํานวยโชค (2555) ที่ไดทําการศึกษาปจจัยจูงใจที่มี
ความสัมพันธกับความผูกพันตอองคการของพนักงานบริษัทที่ปรึกษาดานระบบคอมพิวเตอร กรณีศึกษา
พนักงานบริษัทที่ปรึกษาดานระบบคอมพิวเตอรแหงหนึ่ง พบวา ปจจัยค้ําจุน ดานความมั่นคงในการทํางานมี
90
การประชมุ วชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022
ความสัมพันธกับความผูกพันตอองคการอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ เนื่องมาจากองคการทําใหพนักงานใน
องคก ารไดรับรถู งึ ความม่ังคงในอาชีพที่มอี ยู จะเปนผลตอ ระดับความผกู พนั ขององคการทเ่ี พ่มิ ขึ้น
ดานความสัมพันธกับผูบังคับบัญชา โดยพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกลุมอุตสาหกรรมการผลิต
จังหวัดปทุมธานี สามารถปรึกษาหารือเร่ืองงานกับผูบังคับบัญชาในเรื่องงาน และไดรับการตอบสนองจาก
ผูบังคับบัญชาอยางสม่ําเสมอ โดยไดรับความไววางใจและการยอมรับจากผูบังคับบัญชา ขณะที่พนักงาน
เจเนอเรชัน Z ในกลุมอุตสาหกรรมการผลิต จังหวัดปทุมธานี และเพ่ือนรวมงานไดรับความยุติธรรมจาก
ผูบังคับบัญชา สอดคลองกับงานวิจัยของ ภราดี บุตรศักดิ์ศรี (2540) ที่ไดศึกษาความสัมพันธระหวางปจจัย
สวนบุคคล ความพึงพอใจในงาน และแนวโนมท่ีจะลาออกจากองคการของพนักงานในกลุมธุรกิจบริษัทเงินทุน
ผลการศึกษาพบวา ปจจัยดานความสัมพันธกับหัวหนางานมีความสัมพันธเชิงลบกับแนวโนมท่ีจะลาออก
กลาวคือ ถาความสัมพันธตอหัวหนางาน อยูในเกณฑท่ีดี หัวหนางานมีความยุติธรรม ชวยแกปญหา และให
คําแนะนําผูใตบังคับบัญชา พนักงานก็จะมีแนวโนมท่ีจะลาออกตํ่า เน่ืองจากพนักงานมีหัวหนางานท่ีดี มีความ
รับผิดชอบ และใหการยอมรับพนักงานไดเปนอยางดี มีทักษะในการส่ือความ การจูงใจ และการสอนงานท่ีดี
อยางตอเน่ือง สิ่งเหลาน้ีจะทําใหพ นักงานอยากอยูทาํ งานในองคการตอไป เพราะทําใหรูสกึ วาเปนคนสําคญั ตอ
องคการ เมื่อไดรับความสําคัญก็ยอมไมอยากจากองคการ แตถาความสัมพันธตอหัวหนางานอยูในระดับตํ่า
พนักงานจะมแี นวโนมทจ่ี ะลาออกสูง
การประยุกตใช
ผูบริหารหรือหนวยงานทรัพยากรมนุษยสามารถใชผลการวิจัยคร้ังนี้เพ่ืออธิบายปรากฏการณ ความ
ต้ังใจลาออกของพนักงานเจเนอเรชัน Z ในอุตสาหกรรมการผลิต จังหวัดปทุมธานี ที่ไดรับอิทธิพลทางตรงจาก
ปจ จยั แรงจูงใจ และปจจยั คํ้าจนุ โดยแนวทางในการประยกุ ตใชสามารถอธิบายไดดังน้ี
1. ดานความสําเร็จ องคการควรแบงภาระงานและพนักงานใหมีความรับผิดชอบในการ
ปฏบิ ตั งิ านตามทีไ่ ดร ับมอบหมาย มีระยะเวลาทกี่ ําหนดชัดเจน และใหพนกั งานมีอาํ นาจในการตดั สินใจเกี่ยวกบั
งานท่รี ับผดิ ชอบ สรางสรรคใ หพนักงานมีความกระตือรือรน ในการทาํ งานเพื่อใหง านสําเร็จลลุ วงตามเปาหมาย
2. ดา นลกั ษณะของงานทปี่ ฏิบตั ิ องคก ารควรมอบหมายงานใหต รงกับท่พี นกั งานมีความถนัดและ
มีความสนใจเพ่อื สรา งความกระตือรอื รน ใหแ กพนักงาน เพราะหากถาพนกั งานไปทํางานที่ตนเองไมถนัดหรอื ไม
ชอบจะทําใหพนักงานมีความตั้งใจที่จะลาออกจากงาน เพื่อไปหางานในส่ิงที่ตองการจะทําได นอกจากน้ัน
องคการควรมอบหมายงานท่ีสรางความทาทายใหแกพนักงานในบริษัทเพ่ือสรางโอกาสในความกาวหนาใน
ตาํ แหนง และอาชพี ตอไป
3. ดานความมั่นคงในงาน ผูบริหารควรสรางการรับรูและทําใหพนักงานในองคการมีความรูสึก
ม่ันคงในหนาที่การงาน และสามารถทํางานกับองคการไดจนกระท่ังเกษียณเพิ่มมากขึ้น ในสภาวการณท่ีมีการ
เปลี่ยนแปลง โครงสรางองคการ องคการควรประกาศนโยบายท่ีชัดเจน เชน องคการจะไมมีการปลดพนักงาน
ออกแตอาจจะมีการโยกยาย ปรับเปล่ียนตําแหนงงานกัน เพื่อใหพนักงานเกิดความม่ันใจวายังม่ันคงในหนาที่
การงาน
4. ดานความสัมพันธกับผูบังคับบัญชา ผูบริหารหรือผูบังคับบัญชา ควรใสใจผูใตบังคับบัญชาให
มากข้ึน รวมทั้งรับฟงปญหาตาง ๆ ของผูใตบังคับบัญชา ใหคําแนะนําและใหความชวยเหลืออยางเทาเทียม
สําหรับพนักงานในทุก ๆ ระดับ นอกจากนี้แลวหัวหนางานควรเปดโอกาสใหพนักงานไดมีสวนรวมในการ
ตัดสินใจ ในกระบวนการทํางาน และมอบความไววางใจในงานที่เหมาะสมกับพนักงานเพื่อสงเสริมใหพนักงาน
91
การประชุมวชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022
สามารถทํางานไดอยางสรางสรรค มีอิสระในการทํางาน มีอํานาจในการตัดสินใจงานที่อยูในความรับผิดชอบ
ของตนเอง โดยมีผูบรหิ ารหรือหัวหนางานเปนทป่ี รึกษาและใหค ําแนะนาํ แนวทาง
ขอ เสนอแนะในการวจิ ัยในอนาคต
1. งานวิจัยน้ีเปนการศึกษาปจจัยแรงจูงใจและปจจัยคํ้าจุนท่ีมผี ลตอความตั้งใจลาออกของพนักงาน
เจเนอเรชัน Z ในกลุมอุตสาหกรรมการผลิต จังหวัดปทุมธานี ในอนาคตควรขยายขอบเขตการศึกษาไปใน
อุตสาหกรรมอื่น ๆ เพื่อใหไ ดข อ มูลทค่ี รบถวน เปนประโยชน และมีความนาเชือ่ ถือยิง่ ขนึ้
2. การศึกษาในอนาคตควรทําการวิจัยเชิงคุณภาพดวยการสัมภาษณ การสังเกตุ หรือการสนทนา
เชิงลึกกับพนักงานท่ีตั้งใจลาออกจากงาน เพื่อทําความเขาใจในเหตุผล และปจจัยสําคัญของการตั้งใจลาออกที่
แทจรงิ เพอื่ นําขอ มลู ทม่ี าเปนประโยชนของผบู ริหารองคการตอไป
3. การศกึ ษาในอนาคตควรศึกษาแนวทางในการปอ งกนั และการแกไ ขปญ หาจากความตั้งใจลาออก
เพ่ือนําผลการศึกษามาปรับใช และประยุกตวิธีการรับมือขององคการไดอยางมีประสิทธิภาพและเปนรูปธรรม
ไดมากยิง่ ขึ้น
4. การประยุกตใชผลการวิจัยในอุตสาหกรรมอื่นจําเปนตองดําเนินการอยางระมัดระวังหรือ
ปรับปรุงใหเหมาะสมกับบริบท และสภาพแวดลอมขององคการกอนการใชจริงรวมถึงการศึกษาในอนาคตควร
ขยายขอบเขตอตุ สาหกรรมอื่น ๆ การวิจยั นีด้ ําเนินภายใตบริบทของสังคมไทย และวกิ ฤตโควดิ 19 อาจมีผลตอ
ความแกรงของผลการศึกษา ดังน้ันการขยายบริบทการศึกษาที่แตกตางกันออกไปทั้งอาชีพ ภาษา สังคม
วัฒนธรรม และสภาวะการณปกตใิ หมจะสามารถชว ยเพม่ิ ความแกรง ของโมเดลท่คี น พบไดอยา งมีประสิทธภิ าพ
เอกสารอา งอิง
ชยั วัฒน โอสถอํานวยโชค. (2555). ปจ จยั จงู ใจท่ีมคี วามสมั พนั ธก บั ความผกู พันตอองคก ารของพนกั งาน
บรษิ ัททปี่ รึกษาดานระบบคอมพิวเตอร กรณีศกึ ษาพนกั งานบรษิ ทั ทปี่ รกึ ษาดานระบบ
คอมพิวเตอรแหงหนง่ึ . (สารนิพนธปริญญาบรหิ ารธรุ กิจมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลยั ศรีนครินทร
วิโรฒ).
ณฐั ธยาน อําไพวงษ. (2559). ปจจัยทมี่ ีผลตอการตัดสนิ ใจลาออก (เปล่ียนนายจาง) ของพนกั งานขบั รถ
ขนสง ในเขตนคิ มอุตสาหกรรมอีสเทริ นซีบอรด และนิคมอมตะซติ ี้ จงั หวดั ระยอง. (งานนิพนธ
ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยบรู พา).
พชั สิรี ชมภคู ํา. (2563). ปจ จยั ทม่ี อี ทิ ธิพลตอความพึงพอใจและแรงจูงใจในการทํางาน: กรณีศึกษาเปรียบเทยี บ
คนเจเนอเรชัน Y และเจเนอเรชนั Z ในเขตกรุงเทพมหานคร. วารสารจุฬาลงกรณธ รุ กจิ ปริทศั น,
42(3), 1-18.
ภราดี บตุ รศักดศิ์ ร.ี (2540). ความสัมพันธร ะหวางปจจยั สว นบคุ คล ความพงึ พอใจในงานและแนวโนมท่จี ะ
ลาออกจากองคก ารของพนกั งานในกลมุ ธรุ กจิ บริษัทเงนิ ทุน. (วทิ ยานิพนธป ริญญามหาบณั ฑติ ,
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร).
มนศิ รา โอมะคปุ ต. (2535). การวเิ คราะหป จ จยั ท่สี มั พันธกับการลาออกของพนักงานธนาคาร. กรงุ เทพฯ:
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.
รัชดาภรณ เดนพงศพนั ธุ. (2539). ความสมั พนั ธระหวางแรงจูงใจในการทาํ งาน กบั ความผกู พันตอ องคก าร.
(วทิ ยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร) .
92
การประชมุ วิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
ศศิ อว มเพ็ง. (2558). ปจ จยั ทม่ี อี ิทธิพลตอความต้งั ใจลาออกของพนักงานระดบั บงั คับบัญชาสํานักงาน
บัญชีกลาง บรษิ ทั ปูนซเิ มนตไทย จาํ กัด (มหาชน). (การคนควา อิสระปริญญามหาบัณฑิต,
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร) .
สมุ นิ ทร เบาธรรม. (2557). การรบั รูถึงการไดร บั การสนับสนนุ จากองคการ ความพึงพอใจในการทํางาน ความ
ผูกพันตอองคก ารและความตงั้ ใจที่จะลาออกจากงานโดยสมัครใจของบุคลากร ในสงั กัดมหาวทิ ยาลยั
เทคโนโลยีราชมงคลอสิ าน และมหาวทิ ยาลัยราชมงคลธัญบรุ .ี วารสาร มทร.อีสาน ฉบับ
วทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี, 4(1), 301-302.
Herzberg, F. (1966). Work and the nature of man. New York: World Publishing.
_______. (1959). The motivation to work. New York: Wiley.
Maslow, A. (1954). Motivation and Personality. New York: Harper.
Mowday, T. R., Porter, W. L. & Steers, R. M. (1982). Employee-organization linkages the
psychology of commitment, absenteeism, and turnover. New York: Academic
Press.
Muangman, T., & Suwan, S. (1997). Organizational behavior. (2nd ed.) Bangkok: Thai Wattana
Panich.
Porter et al. (1974). Work and motivation. New York: Willey and Sons.
Porter, L., & Hackman. (1975). Evaluating reasons for nursing turnover in Wiesman, C. S.
Recruit form witin: Hospital nurses retention in 1980s. The Journal of Nursing
Administration, 12, 24-31.
Schaubroeck, J. M., Douglas, R., Brown, F. W. (1994). Procedural justice explanations and
employee reactions to economic hardship: A field experiment. Journal of Applied
Psychology, 79(3), 455-460.
Steers, M., Porter, W. (1987). Motivation and work behavior. New York: McGraw-Hill.
Tett, R. P., & Meyer, J. P. (1993). Job satisfaction, organizational commitment, turnover
intention, and turnover: Path analyses based on meta-analytic findings. Personal
Psychology, 46(2), 259-293.
Vandenberg, J. R., & Nelson, J. B. (1999). Disaggreatives the motives underlying turnover
intentions: when do intentions predict turnover behavior. Human Relations, 52,
1340-1352
Vroom, H. (1964). Work and motivation. New York: Wiley and Sons.
Yamane, T. (1973). Statistics: an introductory analysis (3rd ed.) New York: Harper and Row.
93
การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022
ความตองการใชประโยชน พฤติกรรมการเปด รับและความพงึ พอใจ
ของผูชมท่ีมีตอ ขาวสารเกีย่ วกับโรคตดิ เช้อื ไวรสั โคโรนา 2019
บนสอ่ื เฟซบกุ ของสาํ นกั ขาวออนไลน
เนตรวฒั น หรงั่ ทอง01
นิสติ ปรญิ ญาโทหลักสูตรศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ คณะมนษุ ยศาสตร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
นธกฤต วนั ตะเมล
อาจารยป ระจําภาควชิ านเิ ทศศาสตรและสารสนเทศศาสตร คณะมนุษยศาสตร
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร
บทคดั ยอ
การวิจัยในคร้ังน้ีกําหนดวัตถุประสงคเพื่อศึกษา 1) ความแตกตางของความตองการใชประโยชน
จําแนกตามลักษณะทางประชากร 2) ความแตกตางของพฤติกรรมการเปดรับขาวสาร จําแนกตามลักษณะทาง
ประชากร 3) อิทธิพลของความตองการใชประโยชนตอพฤติกรรมการเปดรับขาวสาร 4) อิทธิพลของพฤติกรรม
การเปดรับขาวสาร ตอความพึงพอใจ ของผูชมท่ีมีตอขาวสารเก่ียวกับโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 บนส่ือ
เฟซบุกของสํานักขาวออนไลน ซึ่งเปนการวิจัยเชิงสํารวจ โดยใชแบบสอบถามทางออนไลนกับผูชม ที่มีอายุ
25 - 59 ป และเปนสมาชิกในเฟซบุก ของสํานักขาวออนไลนจํานวน 400 คน สถิติท่ีใชในการวิเคราะหขอมูล
คือ การแจกแจงความถี่ รอยละ คาเฉล่ีย และสวนเบ่ียงเบนมาตราฐาน การเปรียบเทียบคาเฉล่ียประชากรแบบ
อิสระ การวิเคราะหความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะหการถดถอยอยางงาย ผลการวิจัยพบวา 1) เพศ
รายได และระดับการศึกษา ท่ีแตกตางกันจะมีความตองการใชประโยชนท่ีแตกตางกัน 2) เพศ อายุ รายได และ
ระดับการศึกษา ท่ีแตกตางกันจะมีพฤติกรรมการเปดรับขาวสารท่ีแตกตางกัน 3) ความตองการใชประโยชน
ขอมูลขาวสาร มีอิทธิพลตอพฤติกรรมการเปดรับขาวสาร (β =0.442) และ 4) พฤติกรรมการเปดรับขาวสารมี
อทิ ธพิ ลตอความพึงพอใจขอมลู ขาวสาร (β =0.556) ผลการวิจยั ดังท่ีกลาวมาเปน ประโยชนตอผูชม ผูผลิตเนื้อหา
ในสายงานขาว รวมถงึ ผปู ระกอบการธุรกิจส่ือออนไลนเพื่อนําเสนอขาวสารทม่ี ีประโยชนแ ละสรางความพึงพอใจ
ใหกับผูชมไดด ยี ่ิงขนึ้
คาํ สาํ คญั : ไวรสั โคโรนา 19 เฟซบุก สํานักขา วออนไลน
1นสิ ิตปรญิ ญาโทหลักสูตรศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร แขวงลาดยาว เขตจตุจกั ร
กรงุ เทพมหานคร 10900 หมายเลขตดิ ตอ: 088-787-7870 อีเมล: [email protected]
94
การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
UTILIZATION, EXPOSURE BEHAVIOR, AND SATISFACTION OF AUDIENCES
IN RECEIVING NEWS ABOUT CORONA VIRUS DISEASE 2019
FROM THE FACEBOOK MEDIA OF AN ONLINE NEWS AGENCY
Netwat Hrungthong12
Graduate Student, Master of Arts, Faculty of Humanities
Kasetsart University
Nottakrit Vantamay
Lecturer at Department of Communication Arts and Information Science, Faculty of Humanities
Kasetsart University
Abstract
This research aims to study 1) differences in utilization requirements as classified by
demographic characteristics, 2) differences in information exposure behavior as classified by
demographic characteristics, 3) the influence of utilization requirements on information
exposure behavior, and 4) the influence of information exposure behavior towards satisfaction
of the audience for the news and information about Corona Virus Disease 2019 posted on
Facebook media operated by an online news agency. This is survey-based research used an
online questionnaire to survey 400 participants aged from 25 to 59 who are Facebook
members of online news agencies. The statistics used in the analysis include frequency
distribution, percentage, mean and standard deviation. t-test for dependent samples, One-
Way ANOVA, and Simple Regression Analysis with statistically significant value of 0.05 for
describing the data of sample subjects. Findings of the research revealed that 1) different
genders, incomes, and educational levels have different needs of the utilization, 2) different
gender, ages, incomes, and education levels have different behaviors of exposure to the news,
3) the need for information utilization influences the behaviors on exposure (β=0.442), and 4)
behaviors of exposure to news influence the satisfaction of information (β = 0.556). The
research findings mentioned above are beneficial to the audience and content creators in the
news industry including online news channels for providing useful news and increasing
audience satisfaction.
Keywords: Corona Virus 19, Facebook, Online News Agency
1 Corresponding Author: Graduate Student, Master of Arts, Faculty of Humanities, Kasetsart University
Contact Number: +6688-787-7870 Email: [email protected]
95
การประชุมวชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022
บทนาํ
ไวรัสโคโรนา 2019 หรือเรียกอีกช่ือหน่ึงวา โควิด-19 เปนโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันอยางรุนแรง
(COVID-19) แพรกระจายเช้ือจากคนสูคนไดงาย ซ่ึงพบผูติดเชื้อในประเทศไทยครั้งแรกเม่ือวันที่ 12 มกราคม
พ.ศ. 2563 เปนนักทองเท่ียววัย 61 ป มีภูมิลําเนาอยูท่ีเมืองอูฮั่น หลังจากมีการพบผูติดเช้ือมากข้ึนเรื่อย ๆ ทําให
กรมควบคุมโรคออกมาตรการและแนวทางการดําเนินการเพ่ือเฝาระวัง ปองกัน และควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา
2019 ในเวลาตอมา จึงทําใหวิกฤตการณการแพรระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สงผลใหคนในประเทศไทยมกี าร
ปรับตัว เปลี่ยนแปลงในหลากหลายดาน อยางท่ีเห็นไดชัดเจนคือการสื่อสารและการเปดรับขาวสารในชวง
วิกฤตการณ ที่เก่ียวของดานการรับวัคซีน การปองกัน รวมถึงการรักษาผานโซเชียลมีเดียของสํานักขาวออนไลน
ทีน่ าเชอื่ ถือ
ปจจุบันขอมูลขาวสารมีความจําเปนตอประชาชนเปนอยางมาก โดยเฉพาะสํานักขาว ท่ีมีอิทธิพลตอ
การเปลี่ยนแปลงทางดานเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และการดําเนินชีวิต ผนวกกับเทคโนโลยีทางการ
สื่อสารก็มีความกาวหนาอยางไมหยุดยั้ง จึงทําใหทุกส่ือที่มีธุรกิจทีวี ไดมีการเพิ่มสื่อทางอินเทอรเน็ตมากข้ึน
เน่ืองจากอุตสาหกรรมโฆษณาทางธุรกิจทีวีไมเปนที่นิยมเหมือนในอดีต แตสวนอุตสาหกรรมโฆษณาทางธุรกิจ
อนิ เทอรเ นต็ มอี ัตราทีเ่ ตบิ โตขนึ้ ทุกปต ามเศรษฐกจิ โลก การเขามาของส่อื ใหม อยา งเฟซบุกท่มี อี ิทธพิ ลตอสังคมรุน
ใหม เปนแพลตฟอรมโซเชียลมีเดียท่ีมีผูใชงานมากท่ีสุดในโลก ถึง 2,740 ลานคน และมีผูใชงานในประเทศไทย
จํานวน 51 ลานบัญชี ในสวนของการเปดรับขาวสารบนสื่อสังคมออนไลนรอยละ 91% ประชากรในประเทศไทย
นิยมอานขาวสารออนไลนมากเปนอันดับ 2 ของโลก ใชงานส่ือสังคมออนไลนเปนชองทางหลักในการอัปเดต
ขาวสารเปนอันดับ 1 ของโลก และเช่ือถือขาวสารจากส่ือสังคมออนไลนเปนอันดับ 2 ของโลก โดยสํานักขาว
ออนไลนท่ีนิยมและมีสมาชิกผูติดตามมากท่ีสุด 3 อันดับแรก คือ เพจ ขาวสด มีผูติดตาม 14,526,027 คน เพจ
เรือ่ งเลาเชา น้ี มีผูต ิดตาม 12,641,990 คน และเพจ ไทยรัฐออนไลน มีผูตดิ ตาม 12,251,866 คน (We Are Social
, 2564) โซเชียลมีเดียจึงเปนที่นิยม และมีการเติบโตสูงข้ึนทุกป ท้ังผูใชงานทั่วไป ดานธุรกิจ รวมถึงสํานักขาว เมื่อมี
ผูใชง านเปนจํานวนมาก สง ผลตอผผู ลิตขา วสารหันมาสนใจเผยแพรข าวสารในสังคมออนไลนมากขึ้นหรือเรียกวา
สื่อมวลชนออนไลน (Online Journalism) การเผยแพรขาวสารในระบบออนไลน สามารถชวยใหประหยัด
คาใชจาย และยังสามารถใชงานไดหลากหลายอุปกรณ มีขอมูลมีการไหลเวียนในระบบสังคมออนไลนปริมาณ
มหาศาล ดานสํานักขาวที่เปนผูผลิตขาวสารตางก็หันมาใชงานสื่อสังคมออนไลนโดยเฉพาะเฟซบุก และในการ
นําเสนอขาวสารเก่ียวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 น้ันตองอยูในขอบเขตของขอกําหนดในการนําเสนอ
ขาวสารสภาการสื่อมวลชนแหงชาติ (2564) สวนการนําเสนอขาวสารตองเนนภาษาที่เขาใจงาย ชัดเจนและไม
คลุมเครือ ซึ่งในประเทศไทยไดมีการวิพากษวิจารณในการนําเสนอขาวสารทางเชิงบวกและเชิงลบ หากมีการ
พาดหัวขาวสารทางดานเราอารมณมากเกินไป หรือไมมีความถูกตองอาจสงผลใหผูชมเกิดความเขาใจผิด เกิด
สภาวะกระทบตอสุขภาพและจิตใจ ทําใหผูชมไมไดรับขาวสารท่ีตองการนําไปใชประโยชนได ซึ่งอาจทําให
สถานการณโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สรางความเสียหายตอประเทศในระยะยาว ในดานของสื่อเฟซบุกของ
สาํ นักขาวออนไลนกับการรายงานขา วประเดน็ เก่ยี วกบั โรคติดเช้ือไวรสั โคโรนา 2019 หากเน้ือหาขา วสารไมมีการ
ตอบโจทยผูชม จะสงผลทําใหผูชมเปลี่ยนไปชมเพจของสํานักขาวออนไลนรายอ่ืนๆแทน จึงจําเปนอยางมากท่ี
ตองใหความสําคัญตอประเด็นเน้ือหาที่จะสงไปยังกลุมเปาหมาย สรางเน้ือหาที่มีความนาสนใจ สอดคลองความ
ตองการของผชู ม สง ผลตอการตดิ ตามเพจสูงขึ้น
ทั้งนี้ผูวิจัยไดมีการใชแนวคิดทฤษฎีการใชประโยชน และความพึงพอใจของ Katz, Gurevitch, and
Haas (1973) มาเช่อื มโยงในการศึกษาครัง้ น้ี และในวิกฤตการณการแพรร ะบาดเชอ้ื ไวรัสโคโรนา 2019 ผชู มมัก
คาดหวังขาวสารท่ีเปนประโยชนจากสํานักขาวตอการแกปญหาในชีวิตปจุบัน แตในมุมมองของสํานักขาวตาง
96
การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022
เสนอเนื้อหาขาวสารทเ่ี ปน จํานวนมากท่ีอาจไมต รงตามความตองการของผูชม อาจกอ ใหเ กดิ โอกาสท่ีผูช มหันไป
ชมเนื้อหาบนสื่อของผูผลิตรายอื่นๆแทน จึงเปนเหตุผลท่ีทําใหผูวิจัยเลือกใชแนวคิดเก่ียวกับสํานักขาวออนไลน
และแนวคิดเกี่ยวกับโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ดวยเหตุน้ีผูวิจัยจึงสนใจศึกษา “ความตองการใชประโยชน
พฤติกรรมการเปดรับ และความพึงพอใจของผูชมที่มีตอขาวสารเกี่ยวกับโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 บนส่ือ
เฟซบุกของสํานักขาวออนไลน” เพ่ือเปนประโยชนตอผูชม ผูผลิตเนื้อหาในสายงานสํานักขาว รวมถึง
อตุ สาหกรรมขาวสารบนชอ งทางออนไลนท จี่ ะสรา งความย่งั ยนื เพิ่มจํานวนการตดิ ตามไดมากขนึ้ และไดรบั การ
ยอมรับจากผชู มในทุกยคุ ทุกสมยั
วตั ถุประสงคในการวจิ ยั
1. เพอ่ื ศึกษาความแตกตางของความตองการใชประโยชน จําแนกตามลักษณะทางประชากร
2. เพ่ือศึกษาความแตกตา งของพฤตกิ รรมการเปดรับขา วสาร จําแนกตามลักษณะทางประชากร
3. เพื่อศึกษาอิทธิพลของความตองการใชประโยชนตอพฤติกรรมการเปดรับขาวสาร ของผูชมท่ีมีตอ
ขา วสารเกย่ี วกับโรคตดิ เช้ือไวรสั โคโรนา 2019 บนส่อื เฟซบุกของสาํ นักขา วออนไลน
4. เพ่ือศึกษาอิทธิพลของพฤติกรรมการเปดรับขาวสาร ตอความพึงพอใจ ของผูชมที่มีตอขาวสาร
เก่ียวกับโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 บนสือ่ เฟซบุกของสาํ นักขาวออนไลน
สมมุตฐิ านการวิจยั
สมมติฐานที่ 1 (H1) ลักษณะประชากรที่แตกตางกันจะมีความตองการใชประโยชนขอมูลขาวสาร
เกย่ี วกบั โรคตดิ เชือ้ ไวรัสโคโรนา 2019 บนสอื่ เฟซบุก ของสาํ นกั ขาวท่แี ตกตางกัน
สมมติฐานที่ 2 (H2) ลกั ษณะประชากรทแี่ ตกตา งกันจะมีพฤติกรรมการเปดรับขา วสารเกยี่ วกบั โรคติด
เชอื้ ไวรัสโคโรนา 2019 บนสอ่ื เฟซบกุ ของสาํ นกั ขาวท่ีแตกตางกนั
สมมติฐานที่ 3 (H3) ความตองการใชประโยชนขอมูลขาวสาร มีอิทธิพลตอพฤติกรรมการเปดรับ
ขา วสารเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรสั โคโรนา 2019 บนสือ่ เฟซบุกของสาํ นักขาว
สมมติฐานที่ 4 (H4) พฤติกรรมการเปดรับขาวสาร มีอิทธิพลตอความพึงพอใจขอมูลขาวสารเกี่ยวกับ
โรคติดเชือ้ ไวรัสโคโรนา 2019 บนสอื่ เฟซบุก ของสาํ นกั ขาว
กรอบแนวคิดในการวจิ ัย
ลักษณะประชากร H1 ความตอ งการใช H4 ความพึงพอใจ
1. เพศ H2 ประโยชนข อ มลู ขอ มลู ขาวสาร
2. อายุ
3. รายได ขา วสาร
4. ระดบั การศึกษา
H3
พฤตกิ รรมการเปดรับ
ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวจิ ยั
97
การประชมุ วิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
การทบทวนวรรณกรรม
การศึกษาวิจัยเร่ือง “ความตองการใชประโยชน พฤติกรรมการเปดรับ และความพึงพอใจของผูชมท่ี
มีตอขาวสาร เกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 บนสื่อเฟซบุกของสํานักขาวออนไลน” ผูวิจัยจึงใชแนวคิด
ทฤษฎดี งั น้ี
1. แนวคิดทฤษฎีการใชประโยชนและความพึงพอใจ Katz, Gurevitch, and Haas (1973) ไดกลาว
ไววา ทฤษฎีการใชประโยชนและความพึงพอใจจะศึกษาและใหความสําคัญกับผูรับสารในฐานะที่เปนผู
เลือกใชส่ือประเภทตาง ๆ ที่ตองการตอบสนองความตองการของตนเอง โดยศึกษาผูรับสารเกี่ยวกับสภาวะ
แวดลอมทางสังคมและจิตใจที่ทําใหเกิดความคาดหวังจากสื่อ นําไปสูการเปดรับส่ือในรูปแบบตางๆท่ีทําใหเกิด
ความพึงพอใจตามท่ีตองการ โดยสามารถสรุปและแบงเปนความตองการใชประโยชนจากส่ือที่มีความสัมพันธ
ขณะเดียวกัน ศุภชญา ศักดานุชิต (2553) กลาววา ทฤษฎีการใชประโยชนและความพึงพอใจ เปนทฤษฎีที่เนน
ความตองการของผูรับสารเปนหลักในการศึกษา วาผูรับสารนั้นมีกระบวนการในการเลือกใชสื่ออยางไร ซ่ึง
แนวทางการศึกษานั้นจะอยูใตแนวคิดที่กลาววา พฤติกรรมและปรากฏการณทางสังคมของมนุษยเกิดข้ึนจาก
ความตอ งการ ซึ่งในแตละความตองการน้ันจะมที มี่ าตางกัน พฤตกิ รรมการเปดรับเกิดข้ึนเพ่ือสนองความตอ งการ
อันเกดิ จากพื้นฐานจติ ใจของแตล ะบุคคล
2. แนวคิดทฤษฎีพฤติกรรมผูชม เปนทฤษฎีที่มีความสําคัญสูความสําเร็จของธุรกิจ ในการทราบ
ขอมูลของผูชมอยางแทจริง และทําใหนักการตลาดวางแผนไดอยางมีประสิทธิภาพ นธกฤต วันตะเมล (2554)
กลาววา พฤติกรรมผูชม หมายถึง พฤติกรรมในการแสดงออก ที่เก่ียวของกับคนหาในส่ิงที่ตองการ การชม และ
การกําจัดท้ิงซึ่งสินคา บริการ โดยพฤติกรรมดังกลาวไมไดเพียงแคการแสดงออกทางทาทาง แตรวมถึงแนวคิด
ของผูชม และ Atkin (1973) ไดกลาววา ผูชมท่ีมีการเปดรับขาวสาร ยอมเปนคนที่มีความเขาใจตอสภาพของ
สังคม เพราะขาวสารนั่นจะสงผลใหมกี ารเปด รับการทนั ตอเหตุการณ และสวนมากมนุษยจ ะเลือกรับขอ มลู ท่ีเปน
ประโยชนต อ ตนเอง
3. แนวคิดเก่ียวกับสํานักขาวออนไลน Pavlik (1999) กลาววาเคร่ืองมือของสื่อใหมและส่ือ
อินเทอรเน็ตไดสรางความเปล่ียนแปลงในวงการส่ือสารมวลชนทําใหการเก็บรวบรวมขอมูลทําไดหลากหลายวิธี
และรายงานขาวสําคัญไดรวดเร็วมีขอมูลสนับสนุนรอบดาน สวนของเน้ือหาขาวส่ือใหมไดทําใหสรางสรรค
รูปแบบในการนําเสนอผานหลายชองทาง แตมีขอควรระวังท่ีสําคัญคือ ตองตรวจสอบขอเท็จจริงใหชัดเจน และ
การนําเสนอที่เนนความเร็วอาจทําใหเกิดขอผิดพลาดในการรายงานขาวไดงาย สงผลทําใหสื่อขาวออนไลนจะมี
ความยืดหยุนกวาสื่อขาวดั้งเดิม และ Levy and Windahl (1984) ไดกลาวไววา “ตามแนวคิดของนักวิจัยดาน
การใชประโยชนและความพึงพอใจจากการใชส่ือน้ัน ผูรับสารอาจเปน “ผูรับสารมีบทบาทเชิงรุก” หมายถึงการ
ท่ีผูรับสารน้ันสามารถเลือกกระบวนการในการส่ือสารได สรุปก็คือ การใชสื่อนั้นถูกชักจูงดวยความตองการและ
เปาหมายของผูฟ ง และผชู มนั่นเอง และการมสี ว นรวมเชงิ รุกในกระบวนการสอื่ สารสามารถชวยสนบั สนุน
ระเบียบวธิ กี ารวิจัย
การวิจัยครั้งนี้เปนการวิจัยเชิงปริมาณดวยวิธีการวิจัยเชิงสํารวจ โดยประชากรท่ีใชในการศึกษาวิจัย
คร้ังน้ี คือ ประชากรอายุ 25 - 59 ป ที่เปนสมาชิกใน Facebook ของสํานักขาวออนไลนยอดนิยม จํานวน 10
เพจ ไดแก เพจขาวสด เพจเรอื่ งเลา เชานี้ เพจไทยรัฐออนไลน เพจ Thai PBS เพจ Ch7HD News เพจขาวชอง
8 เพจขาวชองวัน เพจ PostToday เพจ WorkpointTODAY และเพจ Voice TV (Facebook ,2021) โดย
ผูวิจัยใชวิธีการสุมตัวอยางแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling) ใหไดกลุมตัวอยางจํานวนทั้งส้ิน 400
คน ทั้งนี้ผูวิจัยแบงการสุมเปน 2 ข้ันตอนดังน้ี ข้ันตอนแรกเปนการสุมเพจขาวสํานักขาวออนไลน โดยผูวิจัยใช
98
การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022
วิธีการสุมตัวอยางแบบช้ันภูมิ (Stratified Sampling) เปนวิธีการแยกออกเปนกลุมยอยๆเพ่ือขอมูลท่ี
ครอบคลุม โดยทั้งหมดมี 10 เพจ ดําเนินการแบงเปน 2 กลุม โดยกลุมท่ี 1 เปนเพจสํานักขาวออนไลน ท่ีมี
ผูติดตามจํานวน 10,000,000 คน ขึ้นไป และกลุมท่ี 2 เปนเพจสํานักขาวออนไลน ท่ีมีผูติดตามจํานวน ต่ํากวา
10,000,000 คน หลังจากน้ันผูวิจัยไดสุมกลุมท่ี 1 มาจํานวน 2 เพจ และกลุมที่ 2 มาจํานวน 3 เพจ รวม
ท้ังหมด 5 เพจ มีดังน้ี (1) เพจ ขาวสด (2) เพจ ไทยรัฐออนไลน (3) เพจ Thai PBS (4) เพจ ขาวชองวัน (5)
เพจ WorkpointTODAY และขั้นตอนสุดทาย ผูวิจัยใชวิธีการสุมแบบเทียบสัดสวนจริง จากเพจขาวสํานักขาว
ออนไลน ทั้งหมด 5 เพจ
ตารางท่ี 1 ตารางแสดงสดั สว นจํานวนกลมุ ตวั อยา งของแตล ะเพจสํานกั ขา วออนไลน
เพจสํานักขาวออนไลน จาํ นวนผตู ิดตาม สดั สวน จาํ นวนกลมุ ตวั อยา ง
เพจ ขาวสด 14,526,027 37% 149
เพจ ไทยรฐั ออนไลน 12,251,866 32% 126
เพจ Thai PBS 5,237,700 14% 54
เพจ ขา วชองวนั 3,668,026 9% 38
เพจ WorkpointTODAY 3,231,454 8% 33
รวม 38,915,073 100% 400
ผูวิจัยเก็บรวบรวมขอมูลจากแบบสอบถามออนไลน (Online Questionnaire) โดยนําลิงก
แบบสอบถามไปเผยแพรในเพจกลุมสํานักขาวออนไลน จํานวน 5 กลุม และในสวนแบบสอบถามจะเปน
ลักษณะคําถามปลายปด (Close-Ended Question) แบงออกเปน 4 สวน ไดแก 1) ขอมูลท่ัวไป ไดแก เพศ
อายุ รายได และระดับการศึกษา 2)ความตองการใชประโยชน 3) พฤติกรรมการเปดรับขา วสาร และ 4) ความ
พึงพอใจ โดยตัวแปรความตองการใชประโยชน พฤติกรรมการเปดรับขาวสาร และความพึงพอใจ ผูวิจัยใช
มาตรวดั แบบมาตรประมาณคา 5 ระดบั (Five-point Rating Scale)
ในการวิเคราะหขอมูล ผูวิจัยใชสถิติเชิงพรรณนาไดแก การแจกแจงความถี่ รอยละ คาเฉล่ีย สวน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานไดแก การเปรียบเทียบคาเฉลี่ยประชากรแบบอิสระ การวิเคราะห
แปรปวนทางเดยี ว และการวเิ คราะหถดถอยอยางงายในการทดสอบสมมุตฐิ านการวิจัย
ผลการวจิ ยั
สวนท่ี 1 การวิเคราะหข อมลู สถติ ิเชงิ พรรณนา
1.ผลการวเิ คราะหล กั ษณะทางประชากร กลมุ ตัวอยางสวนใหญเ ปนเพศชาย จํานวน 218 คน คดิ
เปนรอยละ 54.5 มีอายุ 25-34 ป จํานวน 232 คน คิดเปนรอยละ 58.0 มีรายได 15,000 – 25,000 บาท
จาํ นวน 161 คน คิดเปน รอ ยละ 40.3 มีระดับการศึกษาปริญญาตรี จํานวน 306 คน คิดเปน รอ ยละ 76.5
2. ผลการวิเคราะหความตองการใชประโยชนของผูชมที่มีตอขาวสารเกี่ยวกับโรคติดเช้ือไวรัสโค
โรนา 2019 บนสื่อเฟซบุกของสํานักขาวออนไลน พบวา กลุมตัวอยางมีความตองการใชประโยชนโดยรวมอยู
ในระดบั มาก (=4.18, S.D.=0.761)
3. ผลการวิเคราะหพฤติกรรมการเปดรับขาวสารของผูชมท่ีมีตอขาวสารเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัส
โคโรนา 2019 บนสื่อเฟซบุกของสํานักขาวออนไลน พบวา กลุมตัวอยางมีความถี่โดยรวมอยูในระดับบอยคร้ัง
(=4.04, S.D.= 0.896) พิจารณารายขอคําถามพบวา ในประเด็นขาวเรื่องเชื้อ COVID-19 กลายพันธุ มี
99
การประชมุ วิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
ความถ่ีในการเปดรับขาวสารเปนประจํามากท่ีสุด (=4.23, S.D.= 0.781) รองลงมาคือ การเกิดคลัสเตอรใน
บริเวณพ้ืนทต่ี างๆ (=4.22, S.D.= 0.781) ลําดับที่สาม การเพ่ิม และการลดมาตรการปอ งกนั และควบคุมการ
แพรร ะบาดของไวรัส COVID-19 (=4.18, S.D.= 0.822) ลาํ ดบั ทีส่ ่ี การแบงโซนพ้นื ท่ีระบาด (=4.13, S.D.=
0.884) ลําดับท่ีหา การจองวัคซีน COVID-19 (=4.12, S.D.= 0.919) ลําดับที่หก การเกิดขึ้นของธุรกิจใหม
ทามกลางการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 (=4.09, S.D.= 0.903) ลําดับท่ีเจ็ด ยอดฉีดวัคซีน และผูติด
เช้ือรายวัน (=4.07, S.D.= 0.915) ลําดับที่แปด นวัตกรรมที่ชวยในการฆาเช้ือ (=4.06, S.D.= 0.872)
ลําดับที่เกา ทางเลือกในการรักษา COVID-19 (=4.00, S.D.= 0.898) ลําดับที่สิบ สาเหตุและอาการของการ
ติดเชื้อ COVID-19 (=3.98, S.D.= 0.921) ลําดับที่สิบเอ็ด อาการขางเคียงที่พบหลังจากฉีดวัคซีน (=3.97,
S.D.= 0.884) ลําดับท่ีสิบสอง การบริจาควัคซีน COVID-19 จากตางประเทศใหไทย (=3.95, S.D.= 0.934)
ลําดับท่ีสิบสาม บุคลากรดานหนาทางการแพทย (=3.94, S.D.= 1.013) ลําดับท่ีสิบสี่ การปรับปรุง
ประสิทธิภาพวัคซีน (=3.89, S.D.= 0.900) และลําดับที่สิบหา ชุดตรวจ COVID-19 วัคซีน (=3.85, S.D.=
1.023)
4. ผลการวิเคราะหความพึงพอใจของผูชมท่ีมีตอขาวสารเกี่ยวกับโรคติดเช้ือไวรัสโคโนา 2019
บนสื่อเฟซบุกของสํานักขาวออนไลน พบวากลุมตัวอยางสวนใหญมีความพึงพอใจโดยรวมอยูในระดับมาก
(=4.16, S.D.= 0.740) โดยพิจารณารายขอคําถามพบวาในประเด็นเร่ือง ขอมูลขาวสารมีความรวดเร็วและ
ทันเหตุการณมีความพึงพอใจตอขาวสารมากท่ีสุด (=4.49, S.D.= 0.675) รองลงมาคือ เนื้อหาขาวสารมี
ความนาสนใจเน่ืองจาก มีส่ือประกอบ เชน ส่ือกราฟก คลิปวิดีโอในการนําเสนอ (=4.26, S.D.= 0.702)
ลําดับที่สาม การแชรขอมูลในประเด็นเนื้อหาสามารถทําไดโดยงาย (=4.25, S.D.= 0.714) ลําดับที่สี่ ขอมูล
ขาวสารเขาใจงาย ไมซับซอน (=4.21, S.D.= 0.756) ลําดับที่หา เนื้อหาของขอมูลขาวสารมีความครบถวน
(=4.17, S.D.= 0.809) ลําดับท่ีหก เนื้อหาขาวสารมีประโยชน (=4.14, S.D.= 0.684) ลําดับที่เจ็ด เนื้อหา
ขาวสารมีความชัดเจน (=4.09, S.D.= 0.775) ลําดับท่ีแปด ขอมูลขาวสารมีแหลงอางอิงท่ีมาของขาว
(=4.06, S.D.= 0.752) ลําดับท่ีเกา เน้ือหาขาวสารมีความนาเช่ือถือ (=4.01, S.D.= 0.739) และลําดบั ท่สี บิ
เน้ือหาขา วสารมคี วามถกู ตอง (=3.97, S.D.= 0.796)
สวนท่ี 2 การวิเคราะหส ถติ ิอนุมาน
สมมตฐิ านที่ 1 (H1) ลกั ษณะประชากรที่แตกตางกันจะมีความตอ งการใชประโยชนข อมลู ขา วสาร
เก่ยี วกบั โรคติดเช้อื ไวรสั โคโรนา 2019 บนสอ่ื เฟซบุกของสาํ นกั ขา วออนไลนท่แี ตกตา งกนั
ผลการทดสอบพบวา เพศท่ีแตกตางกันจะมีความตองการใชประโยชนขอมูลขาวสารเกี่ยวกับ
โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 บนสื่อเฟซบุกของสํานักขาวออนไลนที่แตกตางกัน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ
(t=3.165, Sig=0.008) โดยเพศชายมคี าเฉล่ียเทา กับ 4.24 และเพศหญงิ มีคา เฉลีย่ เทา กบั 4.10
ผลการทดสอบพบวา อายุท่ีแตกตางกันจะมีความตองการใชประโยชนขอมูลขาวสารเก่ียวกับ
โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 บนสื่อเฟซบุกของสํานักขาวออนไลนที่ไมแตกตางกัน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ
(f=3.159, Sig=0.325)
ผลการทดสอบพบวา รายไดที่แตกตางกันจะมีความตองการใชประโยชนขอมูลขาวสาร
เก่ียวกับโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 บนสื่อเฟซบุกของสํานักขา วออนไลนทแี่ ตกตางกัน อยางมีนัยสําคัญทาง
สถิติ (f=3.969, Sig=0.004) โดยเมื่อทดสอบเปรียบเทียบคาเฉล่ียรายคูพบวา กลุมตัวอยางที่มีรายไดตํ่ากวา
15,000 บาท จะมีความตองการใชประโยชนขอมูลขาวสารนอยกวากลุมตัวอยางที่รายได 15,000 – 25,000
บาท กลุมตัวอยางท่ีมีรายไดตํ่ากวา 15,000 บาท จะมีความตองการใชประโยชนขอมูลขาวสารนอยกวากลุม
100
การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
ตัวอยางท่ีรายได 35,001 – 45,000 บาท และกลุมตัวอยางที่มีรายได15,000 – 25,000 บาทจะมีความ
ตอ งการใชป ระโยชนข อ มูลขา วสารมากกวา กลมุ ตัวอยางที่รายได 25,001 – 35,000
ผลการทดสอบพบวา ระดับการศึกษาที่แตกตางกันจะมีความตองการใชประโยชนขอมูล
ขาวสารเกี่ยวกับโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 บนสื่อเฟซบุกของสํานักขาวออนไลนที่แตกตางกัน อยางมี
นัยสําคัญทางสถิติ (f=10.442, Sig=0.000) โดยเม่ือทดสอบเปรียบเทียบคาเฉล่ียรายคูพบวา กลุมตัวอยางที่มี
ระดับการศึกษา ต่ํากวาปริญญาตรี จะมีความตองการใชประโยชนขอมูลขาวสารนอยกวากลุมตัวอยาง ที่มี
ระดับการศึกษาปริญญาตรี และกลุมตัวอยางที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรี จะมีความตองการใชประโยชน
ขอ มลู ขา วสารนอยกวากลุมตวั อยาง ทมี่ รี ะดบั การศกึ ษาสูงกวา ปรญิ ญาตรี
สมมติฐานที่ 2 (H2) ลักษณะประชากรที่แตกตางกันจะมีพฤติกรรมการเปดรับขาวสารเก่ียวกับ
โรคติดเชือ้ ไวรสั โคโรนา 2019 บนสือ่ เฟซบุกของสํานักขา วออนไลนท ่แี ตกตางกัน
ผลการทดสอบพบวา เพศท่ีแตกตางกันจะมีพฤติกรรมการเปดรับขาวสารเกี่ยวกับโรคติดเช้ือ
ไวรัสโคโรนา 2019 บนส่ือเฟซบุกของสํานักขาวออนไลนที่แตกตางกัน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (t=3.365,
Sig=0.007) โดยเพศชายมีคา เฉลยี่ เทา กับ 4.14 และเพศหญิงมคี าเฉล่ยี เทากบั 3.92
ผลการทดสอบพบวา อายุที่แตกตางกันจะมีพฤติกรรมการเปดรับขาวสารเกี่ยวกับโรคติดเช้ือ
ไวรัสโคโรนา 2019 บนสื่อเฟซบุกของสํานักขาวออนไลนที่แตกตางกัน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (f=3.877,
Sig=0.009) โดยเม่ือทดสอบเปรียบเทียบคาเฉลี่ยรายคูพบวา กลุมตัวอยางที่มีอายุ 25-34 ป จะมีพฤติกรรม
การเปดรบั ขา วสาร นอ ยกวา กลุม ตัวอยาง ที่มีอายุ 35-44 ป และกลุมตัวอยา งที่มีอายุ 55-59
ผลการทดสอบพบวา รายไดท่ีแตกตางกันจะมีพฤติกรรมการเปดรับขาวสารเก่ียวกับโรคติด
เช้ือไวรสั โคโรนา 2019 บนสือ่ เฟซบกุ ของสํานักขาวออนไลนท แี่ ตกตางกัน อยางมนี ัยสําคัญทางสถิติ (f=7.372,
Sig=0.000) โดยเมื่อทดสอบเปรียบเทียบคา เฉล่ียรายคพู บวา กลุมตัวอยางที่มีรายไดต่ํากวา 15,000 บาท จะมี
พฤติกรรมการเปดรับขาวสารนอยกวากลุมตัวอยางที่มีรายได 15,000 – 25,000 บาท กลุมตัวอยางท่ีมีรายได
25,001 – 35,000 บาท และกลุมตัวอยางที่มีรายได 35,001 – 45,000 บาท กลุมตัวอยางท่ีมีรายได 15,000
– 25,000 บาท จะมีพฤติกรรมการเปดรับขาวสารมากกวากลุมตัวอยางท่ีมีรายได ต่ํากวา 15,000 บาท และ
กลุมตัวอยางท่ีมีรายได ต้ังแต 45,001 บาทขึ้นไป กลุมตัวอยางที่มีรายได 25,001 – 35,000 บาท จะมี
พฤติกรรมการเปดรับขาวสารมากกวากลุมตัวอยางท่ีมีรายได ต้ังแต 45,001 บาทขึ้นไป และกลุมตัวอยางที่มี
รายได ต้ังแต 45,001 บาทข้ึนไป จะมพี ฤติกรรมการเปดรบั ขาวสารนอยกวากลุมตัวอยางทีม่ รี ายได 35,001 –
45,000 บาท
ผลการทดสอบพบวา ระดับการศกึ ษาท่แี ตกตางกันจะมพี ฤติกรรมการเปด รับขา วสารเกี่ยวกับ
โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 บนส่ือเฟซบุกของสํานักขาวออนไลนที่แตกตางกัน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ
(f=8.534, Sig=0.000) โดยเม่ือทดสอบเปรียบเทียบคาเฉล่ียรายคูพบวา กลุมตัวอยางที่มีระดับการศึกษา
ปริญญาตรี จะมีพฤติกรรมการเปดรับขา วสารมากกวากลุมตัวอยาง ที่มีระดับการศกึ ษาตํ่ากวาปริญญาตรี และ
กลมุ ตวั อยา งท่ีมรี ะดบั การศกึ ษาสูงกวา ปริญญาตรี
สมมติฐานที่ 3 (H3) ความตองการใชประโยชนขอมูลขาวสาร มีอิทธิพลตอพฤติกรรมการเปดรับ
ขา วสารเกี่ยวกับโรคตดิ เช้ือไวรสั โคโรนา 2019 บนส่ือเฟซบุกของสาํ นักขาวออนไลน
พบวา ความตองการใชประโยชนขอมูลขาวสาร มีอิทธิพลตอพฤติกรรมการเปดรับขาวสาร
เกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 บนส่ือเฟซบุกของสํานักขาวออนไลนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ
.05 โดยมีคาอิทธิพลอยูที่ 0.442 (β = 0.442) หากพิจารณาคาอิทธิพล จะพบวาคาเปนบวก น้ันหมายความวา
หากผูชมมีความตองการใชประโยชนขอมูลขาวสารมาก จะมีพฤติกรรมการเปดรับขาวสารเพ่ิมขึ้น
101
การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
ขณะเดียวกันหากผูชมมีความตองการใชประโยชนขอมูลขาวสารนอย จะมีพฤติกรรมการเปดรับขาวสาร
นอยลง นอกจากนี้ เม่ือพิจารณาคาสัมประสิทธ์ิการตัดสินใจ (R2) จะพบวาความตองการใชประโยชนขอมูล
ขาวสารสามารถอธิบายการแปรผันของพฤติกรรมการเปดรับขาวสารเก่ียวกับโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019
บนสือ่ เฟซบุกของสํานกั ขา วออนไลน ไดถูกตองรอยละ 19.5 ดงั แสดงในตารางที่ 2
ตารางท่ี 2 ตารางแสดงผลการวิเคราะหการถดถอยอยางงายเพื่อแสดงอิทธิพลของความตองการใชประโยชน
ขอมูลขาวสาร มีอิทธิพลตอพฤติกรรมการเปดรับขาวสารเก่ียวกับโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 บนส่ือเฟซบุก
ของสํานกั ขาวออนไลน
b t Beta Sig. ผลการทดสอบ
(β)
.639 9.840 .442 0.000* ✓
R2= .195 ,F = 96.834 , sig F = .000*
สมมติฐานที่ 4 (H4) พฤติกรรมการเปดรับขาวสาร มีอิทธิพลตอความพึงพอใจขอมูลขาวสาร
เกยี่ วกับโรคตดิ เชือ้ ไวรัสโคโรนา 2019 บนสือ่ เฟซบุกของสาํ นักขา วออนไลน
พบวา พฤตกิ รรมการเปดรับขาวสาร มีอิทธิพลตอความพึงพอใจขอมลู ขาวสารเกยี่ วกับโรคติด
เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 บนส่ือเฟซบุกของสํานักขาวออนไลนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีคา
อิทธิพลอยูที่ 0.556 (β = 0.556) หากพิจารณาคาอิทธิพล จะพบวาคาเปนบวก นั้นหมายความวาหากผูชมมี
พฤติกรรมการเปดรับขาวสารมาก จะมีความพึงพอใจขอมูลขาวสารเพ่ิมขึ้น ขณะเดียวกันหากผูชมมีพฤติกรรม
การเปดรับขาวสารนอย จะมีความพึงพอใจขอมูลขาวสารลดลง นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาคาสัมประสิทธ์ิการ
ตัดสินใจ (R2) จะพบวาพฤติกรรมการเปดรับขาวสารสามารถอธิบายการแปรผันของความพึงพอใจขอมูล
ขาวสารเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 บนส่ือเฟซบุกของสํานักขาวออนไลนไดถูกตองรอยละ 30.9 ดัง
ตารางที่ 24 ดงั แสดงในตารางที่ 3
ตารางที่ 3 ตารางแสดงผลการวิเคราะหการถดถอยอยางงายเพ่ือแสดงอิทธิพลของพฤติกรรมการเปดรับ
ขาวสาร มีอิทธิพลตอความพึงพอใจขอมูลขาวสารเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 บนส่ือเฟซบุกของ
สาํ นักขาวออนไลน
b t Beta Sig. ผลการทดสอบ
(β)
.445 13.368 .556 0.000* ✓
R2= .309 ,F = 178.708 , sig F = .000*
อภิปรายผลการวิจยั
การอภิปรายผลการวิจัยแบง ตามวตั ถุประสงคดงั น้ี
1) ความแตกตา งของความตองการใชป ระโยชน จําแนกตามลกั ษณะทางประชากร
102
การประชมุ วชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022
เพศ ผลการวิจัยพบวาเพศชายมีความตองการใชประโยชนขอมูลขาวสาร มากกวาเพศหญิง
สอดคลอ งกับสมมตฐิ านท่ตี ัง้ ไว ท้ังน้เี พราะเพศชายมีสภาพจติ ใจ และรางกายทีแ่ ขง็ แกรง เปนผนู าํ ที่ตอ งปกปอ ง
ครอบครัวสอดคลอง พาณิชย สดสี (2561) ท่ีศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการปองกันและมาตรการควบคุมการ
เผยแพรขาวเท็จในเฟซบก พบวา กลุมตัวอยางเปนเพศชายมากกวาเพศหญิง โดยมีวัตถุประสงคเพ่ือ
ติดตอสื่อสารกับเพื่อน ติดตามขาวสารหรือความรูตาง ๆ เปนชองทางหน่ึงของการรับรู ติดตามขอมูลขาวสาร
ทันตอเหตุการณ ทําใหสามารถแสดงความคิดเห็นและสงตอไดอยาง รวดเร็ว จนบางคร้ังขาดการไตรตรองใน
ส่ิงที่นําเสนอ โดยมีปจจัยดานผูเผยแพรขอมูลและเนื้อหาขาวสารทน่ี าเชื่อถือเปนปจจัยที่สําคัญ และสอดคลอง
กับ ณฐภทั ร ลิม้ วาณิชตระกูล (2560) ท่ศี ึกษาเกยี่ วกบั การเปดรับและความพึงพอใจท่ีมีตอเฟซบุก แฟนเพจ All
New Isuzu D-Max ของลูกคาอีซูซุ พบวา กลุมตัวอยางเปนเพศชายมากท่ีสุด โดยสวนใหญมีปฏิสัมพันธกับ
การเปด รบั ในการกด Like เนอ้ื หาที่นาํ เสนอมากท่ีสดุ และมคี วามพึงพอใจในดา นเนอื้ หาขา วสารมคี วามรวดเร็ว
ทนั ตอ เหตกุ ารณม ากทีส่ ดุ
อายุ ผลการวิจัยพบวา อายุของผูรับขาวสารที่แตกตางกัน จะมีความตองการใชประโยชนที่ไม
แตกตางกัน ทั้งนี้เพราะ Facebook ถือเปนส่ือใหมที่คนทุกวัยสามารถเปดรับและใชงานได เพียงแคมีสมารท
โฟนและหากมคี วามตอ งการใชประโยชนของขอมูลขา วสารในเรอื่ งเดยี วกัน ทําใหอ ายุไมม ีผลตอการรบั รู ความ
เขาใจในขอมูลที่ตองการใชประโยชน สอดคลองกับ เมวิการ จิโรจนมนตรี (2560) ท่ีศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรม
การเปดรับ และทัศนคติตอเฟซบุกเพจ halal haroi ของแฟนเพจ พบวา ลักษณะทางประชากรดานอายุที่
แตกตางกันจะมีความถี่ในการเปดรับประเภทขาวสารของเฟซบุกแฟนเพจ halal haroi ท่ีไมแตกตางกัน และ
สอดคลองกับ มินตรา ครองหาว และคณะ (2560) ท่ีศึกษาเกี่ยวกับการเปดรับและความพึงพอใจของผูชมท่ีมี
ตอ Facebook Thai PBS พบวา กลมุ ผชู มทีเ่ ปด รับ Facebook Thai PBS ท่มี อี ายุแตกตา งกันมพี ฤติกรรมการ
เปด รบั Facebook Thai PBS ไมแตกตา งกนั
รายได ผลการวิจัยพบวา รายไดของผูรับขาวสารที่แตกตางกัน จะมีความตองการใชประโยชนที่
แตกตางกัน ทั้งน้ีเพราะรายไดมีผลตอการตัดสินใจเลอื กซอื้ และการรับรูขาวสารของผูชม โดยผูชมจะมีรายไดท ี่
จํากัด จะใชจายอยางมีประโยชนท่ีสุดและจะเลือกในส่ิงท่ีพวกเขาชอบมากที่สุด แตผูชมที่มีรายไดมากกวาจะ
การเลือกซ้ือหรือรับรูขาวสารไดอยางอิสระมากกวา สอดคลองกับสุกัญญา เอกปญญาสกุล (2563) ที่ศึกษา
เก่ียวกับปจจัยท่ีมีผลกระทบตอความวิตกกังวลจากการรับรูขาวสารเกี่ยวกับ COVID –19 ในประชากรเขต
กรุงเทพมหานคร พบวา ประชากรในเขตกรุงเทพมหานครทม่ี ีรายไดเฉล่ียตอเดือนตางกนั ทําใหความวิตกกังวล
จากการรับรูขาวสารเกี่ยวกับไวรัส COVID -19 ดานรางกายโดยรวมตางกัน และสอดคลองกับ จารุวรรณ
กิตตินราภรณ (2564) ที่ศึกษาเกี่ยวกับการใชสื่อกับการปรับเปล่ียนพฤติกรรมปกติใหมดานสุขภาพในชวงการ
ระบาดของไวรัสโคโรนา (Covid-19) : กรณีศึกษาจังหวัดปทุมธานี พบวา ปจจัยสภาพแวดลอมดานการมี
รายไดท่ีแตกตางกัน สงผลใหกลุมตัวอยางมีพฤติกรรมการเปดรับสื่อที่แตกตางกัน ในสวนของกลุมตัวอยางท่ี
ไดรับผลกระทบจากการท่ีลดลงของรายไดมักจะไมคอยเปดรับขา วสาร เน่ืองจากอาจจะนําไปสูส ุขภาวะทางจติ
ทแี่ ยลง ความเครยี ด และอาจนาํ ไปสกู ารฆาตวั ตาย
ระดับการศึกษา ผลการวิจัยพบวา ระดับการศึกษาของผูรับขาวสารท่ีแตกตางกัน จะมีความ
ตองการใชประโยชนท่ีแตกตางกัน ทั้งน้ีเพราะระดับการศึกษาแสดงออกถึงคุณวุฒิของบุคคล ซ่ึงมีความ
ตอ งการใชป ระโยชนจ ากการรบั รูขอ มลู ขา วสารไมเ ทากันในการนําความรูไปปรบั ใชใ นการดําเนนิ ชวี ิตของแตละ
บุคคล สอดคลองกับ วิภาวี จันทรแกว (2559) ท่ีศึกษาเก่ียวกับพฤติกรรมการเปดรับสื่อ ทัศนคติ และการใช
ประโยชน กรณีศกึ ษาเฟซบุคแฟนเพจ ดงั ตฤณแฟนคลบั พบวา การใชประโยชนจากแฟนเพจดงั ตฤณแฟนคลับ
มีความแตกตางกันตามลักษณะทางประชากร คือ ระดับการศึกษา ในดานของการนําความรูและขอคิดท่ีไดไป
103
การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
ใชประโยชนในชีวิตประจําวัน และสอดคลองกับทองเน้ือเกา คําพิมพ (2564) ที่ศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบการ
นําเสนอขาวดวนดวยเฟซบุกไลฟ (Facebook live) ของสถานีโทรทัศนทีวีดิจิทัล พบวา ระดับการศึกษา
แตกตางกันมีผลตอการติดตามรับชมขาวดวนผานทางเฟซบุกไลฟ (Facebook live) ของสถานีโทรทัศนทีวี
ดิจทิ ัลทแ่ี ตกตา งกัน
2) ความแตกตา งของพฤตกิ รรมการเปดรบั ขา วสาร จาํ แนกตามลกั ษณะทางประชากร
เพศ ผลการวิจัยพบวา เพศที่แตกตางกันจะมีพฤติกรรมการเปดรับขาวสารเกี่ยวกับโรคติดเชื้อ
ไวรสั โคโรนา 2019 บนส่ือเฟซบุก ของสาํ นักขาวออนไลนที่แตกตางกนั ทัง้ น้ีเพราะเพศเปน สง่ิ ทีก่ าํ หนดขอจํากัด
ในตวั ของมนษุ ยท ี่แตกตา งกนั และทําใหม รี า งกาย ความคิด พฤตกิ รรมท่แี ตกตา งกันระหวางเพศท่ีไมเหมือนกัน
สอดคลองกับ อัจฉริยา ทุงแจง (2560) ท่ีศึกษาเกี่ยวกับปจจัยท่ีมีอิทธิพลตอการตัดสินใจเลือกรับชมรายการ
ผานทางส่ือออนไลน พบวา ผูชมที่มีเพศแตกตางกันมีการตัดสินใจตอการเลือกรับชมรายการผานทางส่ือ
ออนไลนแตกตา งกนั อาจเนื่องมาจากจติ ใจและอารมณออนไหวไมเ ทากนั ในแตล ะเพศ จงึ ทาํ ใหเ กดิ ความเครยี ด
ไดไมเทากัน จึงตองการความบันเทิงและผอนคลายความเครียดที่สั่งสมดวยการรับชมรายการผานทางส่ือ
ออนไลน เพราะมีรายการใหเลือกรับชมหลากหลาย และสามารถรับชมไดทุกที่ทุกเวลาไดอยางตอเนื่อง
นอกจากน้ียังเปนไปตามแนวคิดของ Rires and Moyes (อางถึงใน อลงกรณ เหมือนดาว, 2557) ที่ศึกษา
คุณคาของขาว ซึ่งถือวาเปนอีกหน่ึงองคป ระกอบทอ่ี ยใู นเหตุการณตา ง ๆ ท่ีไดรับการรายงานเปนขาว โดยเร่ือง
เก่ียวกับเพศมีคุณคาขาว เนื่องจากวาเปนเรื่องใกลตัวของมนุษย เร่ืองราวใดก็ตามที่เก่ียวของกับพฤติกรรม
มนุษย ความผิดปกติ หรือ เหตุการณตาง ๆ ที่มีทั้งดีและอื้อฉาว ถือเปนองคประกอบสําคัญที่จะทําใหเรื่องราว
นั้นเปน ขาวได
อายุ ผลการวิจัยพบวา อายุที่แตกตางกันจะมีพฤติกรรมการเปดรับขาวสารเก่ียวกับโรคติดเชื้อ
ไวรัสโคโรนา 2019 บนสื่อเฟซบุกของสํานักขาวออนไลนท่ีแตกตางกัน ทั้งน้ีเพราะอายุเปนสิ่งท่ีแสดงออกถึง
วัยวุฒิของบุคคล และสงผลตอการตัดสินใจของบุคคล เพ่ือสรางพฤติกรรมท่ีเปนแบบแผนในการดําเนินชีวิต
สอดคลองกับ สุกัญญา เอกปญ ญาสกลุ (2563) ทศ่ี ึกษาเก่ียวกบั ปจจัยท่มี ผี ลกระทบตอความวติ กกังวลจากการ
รับรูขาวสารเก่ียวกับ COVID –19 ในประชากรเขตกรุงเทพมหานคร พบวา ปจจัยลักษณะสวนบุคคลของกลุม
ประชากรในเขตกรุงเทพมหานครท่ีมีอายุตางกันทําใหความวิตกกังวลจากการรับรูขาวสาร COVID -19 ดาน
พฤติกรรมอารมณตางกัน นอกจากนี้ยังเปนไปตามแนวคดิ ของ World Health Organization (2020) ที่กลาว
ไววา ผูท่ีติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุใหม 2019 จะแสดงอาการตั้งแตระดบั ความรุนแรงในระดับนอยจนถึงขัน้
เสียชีวิตไดหากอายุตางกัน โดยเฉพาะผูสูงอายุและผูท่ีมีโรคประจําตัว เชน เบาหวาน และโรคหัวใจ จะเปน
กลมุ ทเ่ี สีย่ งตอ การเจบ็ ปว ยรุนแรงหากไดรับเช้อื ไวรสั โคโรนาสายพันธใุ หม
รายได ผลการวิจัยพบวา รายไดท่ีแตกตางกันจะมีพฤติกรรมการเปดรับขาวสารเก่ียวกับโรคติด
เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 บนสื่อเฟซบุกของสํานักขาวออนไลนที่แตกตางกัน ทั้งนี้เพราะรายไดเปนส่ิงท่ีกําหนด
พฤติกรรมการใชสอยของผูชม เปนรากฐานท่ีสามารถแสดงออกถึงความแตกตางทางดานวัฒนธรรมที่สามารถ
ปรากฏใหเห็นไดในสังคม สอดคลองกับ นันทิตา ดูเบย (2563) ท่ีศึกษาเก่ียวกับความสัมพันธระหวางการ
เปดรับขอมูลผานเฟซบุกแฟนเพจ “เอิรธ พงศกร ขวัญเมือง” กับพฤติกรรมการใชชีวิตในรูปแบบฐานวิถีชีวิต
ใหมของนักศึกษาปริญญาตรีในเขตกรุงเทพมหานคร พบวา กลุมตัวอยางที่มีคุณลักษณะทางประชากรศาสตร
ดานรายไดที่แตกตางกันจะมีพฤติกรรมการเปดรับขอมูลผานเฟซบุกแฟนเพจ “เอิรธ พงศกร ขวัญเมือง” ของ
นักศึกษาปริญญาตรีในเขตกรุงเทพมหานครโดยรวมแตกตางกัน นอกจากนี้ยังเปนไปตามแนวคิดของ Kotler
(1997) ที่ศึกษาเกีย่ วกับปจจยั ที่มีผลตอพฤติกรรมของผชู ม โดยรายไดเปน หนงึ่ ในปจ จยั ดานวัฒนธรรมท่ีจะเปน
ส่ิงท่ีคอยกําหนดพฤติกรรมตาง ๆ ของผูชมในสังคม ซ่ึงจะเปนผลรวมของการเรียนรูทางดาน ความเชื่อถือ
104
การประชมุ วิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
คานิยม และขนบธรรมเนียมประเพณีในแตละพ้ืนที่น้ัน ๆ ซ่ึงสามารถทําใหพฤติกรรมของคนในสังคมแตกตาง
กนั ได
ระดับการศึกษา ผลการวิจัยพบวา ระดับการศึกษาที่แตกตางกันจะมีพฤติกรรมการเปดรับ
ขาวสารเก่ียวกับโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 บนสื่อเฟซบุกของสํานักขาวออนไลนที่แตกตางกัน ทั้งนี้เพราะ
ระดับการศึกษาเปนส่ิงที่ทําใหลักษณะของผูรับสารมีความแตกตางกันไป โดยบุคคลจะมีพฤติกรรมที่
เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดลอม ระดับการศึกษาก็จะสงผลใหพฤติกรรมของแตละบุคคลแตกตางกัน ทําให
ระดับความจําเปนในการเปดรับขาวสารไมเทากันตามบริบทท่ีบุคคลไดรับการศึกษามา สอดคลองกับ วิภาวี
จันทรแกว (2559) ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการเปดรับส่ือ ทัศนคติ และการใชประโยชน กรณีศึกษาเฟซบุคแฟน
เพจ ดังตฤณแฟนคลับ พบวา พฤติกรรมการเปดรับส่ือของสมาชิกเฟซบุคแฟนเพจมีมีความแตกตางกันตาม
ลักษณะทางประชากร คือ ระดับการศึกษา ในดานของพฤติกรรมลักษณะการเขาใชงานแฟนเพจ และ
สอดคลองกับ เมวิการ จิโรจนมนตรี (2560) ที่ศึกษาเกี่ยวกบั พฤติกรรมการเปด รับ และทัศนคตติ อ เฟซบุกเพจ
halal haroi ของแฟนเพจ พบวา ลักษณะทางประชากรดานระดับการศึกษาที่แตกตางกันจะมีพฤติกรรมการ
เปด รับขา วสารเกยี่ วกบั เฟซบกุ แฟนเพจ halal haroi ทแี่ ตกตางกนั
3) อิทธิพลของความตองการใชประโยชนตอพฤติกรรมการเปดรับขาวสาร ของผูชมที่มีตอขาวสาร
เกี่ยวกบั โรคติดเช้ือไวรสั โคโรนา 2019 บนสอื่ เฟซบกุ ของสํานกั ขาวออนไลน
ผลการวิจัยพบวา ความตองการใชประโยชนขอมูลขาวสาร มีอิทธิพลตอพฤติกรรมการเปดรับ
ขาวสารเก่ียวกับโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 บนสื่อเฟซบุกของสํานักขาวออนไลน ทั้งนี้เพราะผูรับสารจะ
เลือกรับสื่อและเนื้อหาขาวสารท่ีตอบสนองความพึงพอใจของตน ในแตละบุคคลจะมีเหตุผลในการเลือกใช
ประโยชนจากส่ือท่ีแตกตางกัน ซ่ึงเหตุผลนั้นหมายถึงบางส่ิงบางอยางที่สื่อนั้นสามารถตอบสนองความตองการ
และสรางความประทับใจใหแกบุคคลนั้นได สอดคลองกับ ปทุมมา ลิ้มศรีงาม (2564) ท่ีศึกษาเกี่ยวกับการรับรู
ขอมูลขาวสารเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ผานสื่อสังคมออนไลนกับทัศนคติและพฤติกรรมการ
ปองกนั โรคในกรงุ เทพมหานคร พบวา อทิ ธิพลของทัศนคติ ความเช่อื ที่จะคลอยตามบรรทัดฐานของกลมุ อางองิ
และการรับรูความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมมีอิทธิพลตอพฤติกรรมการปองกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา
2019 ของประชาชนในกรุงเทพมหานคร และสอดคลองกับ วรภรณ พิริยะเศวตชัย (2563) ที่ศึกษาเกี่ยวกับ
การนําเสนอบทความขาวของทีมขาวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน กรณีศึกษา: ขาวไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-
19) พบวา ส่ิงสําคัญท่ีสุดของขาวท่ีเผยแพรตองเปนขอเท็จจริงตองเขียน และนําเสนอใหตรงประเด็น กระชับ
เมื่อผูอานรับสารจะไดเขาใจเน้ือหาไดโดยงาย และใชประโยชนจากจุดเดนของแตละชองทางใหเหมาะสม
เพื่อใหเกิดประโยชนสูงสุด นอกจากน้ียังเปนไปตามแนวคิดของ Katz, Gurevitch, and Haas (1973) ที่กลาว
ไววา ผูรับสารเปนผูเลือกใชส่ือประเภทตาง ๆ ท่ีตองการตอบสนองความตองการของตนเอง โดยมีความ
ตองการใชประโยชนจากสื่อ 5 ประการ คือ 1) ความตองการความรู 2) ความตองการดานอารมณ 3) ความ
ตองการเชิงบูรณาการ 4) ความตองการเปนสวนหนึ่งของสังคม และ 5) ความตองการปลดปลอยและผอน
คลายความตงึ เครยี ด
4) อิทธิพลของพฤติกรรมการเปดรับขาวสาร ตอความพึงพอใจ ของผูชมที่มีตอขาวสารเกี่ยวกับโรค
ติดเชือ้ ไวรัสโคโรนา 2019 บนสอื่ เฟซบกุ ของสํานกั ขา วออนไลน
ผลการวิจัยพบวา พฤติกรรมการเปดรับขาวสาร มีอิทธิพลตอความพึงพอใจขอมูลขาวสาร
เก่ียวกับโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 บนสื่อเฟซบุกของสํานักขาวออนไลน ท้ังนี้เพราะพฤติกรรมของบุคคล
นั้น คือการท่ีบุคคลไดมีกระบวนการในการเลือก การตัดสินใจ ตามลักษณะของแตละบุคล เพื่อนําขาวสารมา
ตอบสนองความตองการของตนใหไดมากท่ีสุด อันเกิดจากพ้ืนฐานจิตใจของแตละบุคคล หากขาวสารนั้น
105
การประชมุ วิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
สามารถตอบสนองความตองการของบุคคลไดจะสงผลใหเ กดิ ความพงึ พอใจตอ ขา วสารน้นั สอดคลองกับ ภาวณิ ี
นอยชางคิด (2560) ท่ีศึกษาเก่ียวกับพฤติกรรมการเปดรับขาวและความพึงพอใจตอรูปแบบการนําเสนอขาว
ผานเฟซบุคของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร พบวา พฤติกรรมการเปดรับขาวผานเฟซบุคของประชาชน
ในเขตกรุงเทพมหานครท่ีแตกตางกันจะมีความพึงพอใจตอรูปแบบการนําเสนอขาวที่แตกตางกัน และ
สอดคลองกับ ณฐภัทร ล้ิมวาณิชตระกูล (2560) ท่ีศึกษาเกี่ยวกับการเปดรับและความพึงพอใจท่ีมีตอเฟซบุก
แฟนเพจ All New Isuzu D-Max ของลูกคาอีซูซุ พบวา การเปดรับขาวสารเฟซบุกแฟนเพจ All New Isuzu
D-Max ของลูกคาอีซูซุ ดานความถ่ีในการเปดรับขาวสารจากเฟซบุกแฟนเพจ All New Isuzu D-Max ของ
ลูกคาอีซูซุ มีความสัมพันธทางบวกกับความพึงพอใจในทุกดานตอเฟซบุกแฟนเพจ All New Isuzu D-Max
ของลูกคาอีซูซุ นอกจากนี้ยังเปนไปตามแนวคิดของ Katz, Blumler, and Gurevitch (1974) ที่ศึกษาแบบ
แผนในการใชประโยชนและการไดรับความพึงพอใจ มีดังนี้ 1) สภาพทางสังคมและสภาพจิตใจ ซึ่งกอใหเกิด
2) ความตองการตาง ๆ ของบุคคล กอใหเกิด 3) ความคาดหวังจากส่ือมวลชน ทําใหนําไปสู 4) การเปดรับสื่อ
ในรูปแบบท่ีตางกัน ทําใหเกิดผล 5) ไดรับความพึงพอใจตามท่ีตองการ และ 6) ผลอ่ืน ๆ ที่ไมไดคาดไว อาจ
หมายถึงผลที่ไมไดเจตนา ดังน้ันบุคคลท่ีจะเลือกใชส่ือรูปแบบใด ๆ ตองมีความตองการบนพ้ืนฐานของจิตใจ
จากนนั้ ความตองการดังกลาวเปลยี่ นมาเปนแรงจงู ใจท่ีกอ ใหเกิดการเขาหาส่ือรูปแบบนน้ั ๆ
ขอ เสนอแนะ
1.ขอเสนอแนะเพ่อื การนําผลการวจิ ยั ไปใชงาน
1.1 จากการศึกษาพบวา เพศชาย รายได 35,001 – 45,000 บาท และระดับการศึกษาปริญญา
ตรีมีการใชประโยชนใ นขอ มูลขา วสารเกีย่ วกบั ไวรสั โคโรนา 2019 บนสอื่ เฟซบกุ ของสํานกั ขาวออนไลนมากกวา
กลมุ อ่ืนๆ ดงั น้ันสาํ นกั ขา วออนไลนจงึ ควรมงุ สือ่ สารไปยงั กลมุ เปา หมายดงั กลาว โดยพฒั นาเนอ้ื หาขาวสาร และ
การนําเสนอขาวสารเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา 2019 บนส่ือเฟซบุกใหตรงกับกลุมเปาหมายดังกลาวมากย่ิงขึ้น
นอกจากนี้ทางสํานักขาวออนไลนควรนําเสนอขอมูลขาวสารเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาที่เปนประโยชนตอผูชม
เพื่อใหผูชมทันตอเหตุการณในสังคมปจจุบัน เพ่ือไปชวยตัดสินใจในการทองเท่ียว เพื่อนําไปใชปองกันโรคโควิด-
19 เพื่อเพ่ิมเติมความรู และเพื่อเพ่ิมการแลกเปล่ียนความคิดเห็นกับผูอ่ืน ในการสรางสรรคตอยอดประเด็น
ดังกลาวที่เปนประโยชนตอผูชม โดยอาจทําสกูปขาว หรือเจาะลึกใหเห็นถึงรายละเอียดปลีกยอย เพื่อความ
ตองการของผชู ม และเพิม่ การรับรขู องเพจสํานักขาวออนไลนใหเ ปน ที่นยิ ม
1.2 จากการศึกษาพบวา เพศชาย อายุ 55-59 ป รายได 35,001 – 45,000 บาท และระดับ
การศึกษาปริญญาตรีมีพฤติกรรมการเปดรับขาวสารเก่ียวกับไวรัสโคโรนา 2019 บนสื่อเฟซบุกของสํานักขาว
ออนไลนมากกวากลุมอื่น ๆ ดังน้ันสํานักขาวออนไลนจึงควรมุงสื่อสารไปยังกลุมเปาหมายดังกลาว โดยพัฒนา
เนื้อหาขาวสาร และการนําเสนอขาวสารเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา 2019 บนส่ือเฟซบุกใหตรงกับกลุมเปาหมาย
ดังกลาวมากยิ่งข้ึน นอกจากน้ีทางสํานักขาวออนไลนก็ควรนําเสนอขาวสารเก่ียวกับไวรัสโคโรนา 2019 บนส่ือ
เฟซบุกของสํานักขาวออนไลน ในประเด็นดังน้ี ไดแก เชื้อ COVID-19 กลายพันธุ การเกิดคลัสเตอรในบริเวณ
พน้ื ทต่ี างๆ การเพ่มิ และการลดมาตรการปอ งกนั การควบคุมการแพรระบาดของไวรสั COVID-19 การแบงโซน
พื้นที่ระบาด และการจองวัคซีน COVID-19 เพื่อการเสนอขาวสารท่ีสามารถเขาถึงผูชมไดอยางแมนยํา ตรง
ประเด็น และที่สําคัญในแพลตฟอรมเฟซบุกสามารถตั้งคาขาวสารท่ีจะสงไปยังผูชมใหตรงพฤติกรรมไดอยาง
ตรงจดุ ลดภาระคา ใชจาย และกระบวนการทํางาน
1.3 หากสํานักขาวออนไลนตองการจะสงเสริมใหผูชมมีพฤติกรรมการเปดรับขาวสารเกี่ยวกับ
ไวรัสโคโรนา 2019 บนส่ือเฟซบุกของสํานักขาวออนไลนเพ่ิมมากขึ้น จําเปนอยางย่ิงที่จะตองผลิตเน้ือหา
106
การประชมุ วิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
ขาวสารใหผูชมไดใชประโยชนมากย่ิงขึ้นเชนกัน เน่ืองจากผลการศึกษาพบวาความตองการใชประโยชนมี
อิทธิพลการเปดรบั ขาวสารนั่นเอง
1.4 หากสํานักขาวออนไลนตองการจะสรางความพึงพอใจใหกับผูชมที่มตี อขาวสารเกี่ยวกบั ไวรัส
โคโรนา 2019 บนสื่อเฟซบุกของสํานักขาวออนไลน จําเปนอยางย่ิงที่จะตองสงเสริมใหผูชมมีพฤติกรรมการ
เปดรับขาวสารเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา 2019 บนสื่อเฟซบุกของสํานักขาวออนไลนเพ่ิมมากข้ึน เนื่องจากผล
การศึกษาพบวาพฤติกรรมการเปดรับขาวสารมีอิทธิพลตอความพึงพอใจของผูชมน่ันเอง นอกจากน้ีทางสํานัก
ขาวก็ควรจะตองสรางความพึงพอใจใหกับผูชม โดยการนําเสนอขาวสารที่มีความรวดเร็วและทันเหตุการณ
เน้ือหาขาวสารมีความนาสนใจ มีสื่อประกอบ เชน สื่อกราฟก คลิปวิดีโอในการนําเสนอ การแชรขอมูลใน
ประเด็นเนอ้ื หาสามารถทาํ ไดโดยงาย ขอมลู ขาวสารเขาใจงาย ไมซ บั ซอน และเนอ้ื หาของขอมูลขา วสารมีความ
ครบถวน ท่ีสําคัญแพลตฟอรมเฟซบุกไดมีอัลกอริทึมที่ชาญฉลาด หากผูชมมีการกระทําตอโพสตขาวของสํานัก
ขาวออนไลน ไมวาจะเปนการถูกใจ การคอมเมนต มีสื่อท่ีตรงเงื่อนไขของระบบ ปริมาณการแชรท่ีมหาศาล
สงผลทาํ ใหโ พสตนัน้ ๆ มกี ารเพิ่มคนดูไดม ากขึ้น สง ผลตอ รายไดจากการโฆษณาที่มากขนึ้ เชน กนั
2. ขอเสนอแนะเพ่ือการวจิ ยั ตอไป
1.1 ควรศึกษาความตองการใชประโยชนจากขอมูลขาวสารเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา 2019 ของ
สํานักขาวจากสื่อมวลชนแบบดั้งเดิม ไดแก โทรทัศน วิทยุ หนังสือพิมพ และนิตยสารเพ่ิมมากขึ้น เพื่อเปน
ประโยชนตอ วงการสอื่ สารมวลชนตอ ไป
1.2 ควรศึกษาชองทางการนําเสนอขาวสารเก่ียวกับไวรัสโคโรนา 2019 ในชองทางออนไลนอ่ืนๆ
เพม่ิ ขึ้น เชน ทวิตเตอร ยูทปู เปนตน เพื่อนําไปพฒั นาแนวทางการส่ือสารเน้ือหาขาวของสาํ นักขา วออนไลน
เอกสารอางอิง
กรมควบคุมโรค. (2563). โรคติดเช้อื ไวรสั โคโรนา 2019(COVID-19). สืบคนจาก
https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/faq_more.php
จารุวรรณ กิตตินราภรณ. (2563). การใชสื่อกับการปรบั เปลี่ยนพฤตกิ รรมปกตใิ หมดา นสุขภาพ
ในชว งการระบาดของไวรัสโคโรนา (Covid-19) : กรณีศกึ ษาจงั หวัดปทมุ ธานี. (วิทยานิพนธ
ปรญิ ญามหาบัณฑติ , มหาวทิ ยาลัยรามคําแหง).
ฐภทั ร ลิม้ วาณชิ ตระกูล. (2560). การเปดรบั และความพงึ พอใจที่มตี อ เฟซบุก แฟนเพจ All New
Isuzu DMax ของลูกคา อซี ซู .ุ (วทิ ยานิพนธป ริญญามหาบัณฑติ , มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร).
ทองเนือ้ เกา คาํ พมิ พ. (2564). รปู แบบการนาํ เสนอขา วดว นดวยเฟซบุก ไลฟ (FACEBOOK LIVE)
ของสถานโี ทรทัศนทีวดี จิ ิทัล. (วทิ ยานิพนธปริญญามหาบณั ฑติ , มหาวิทยาลัยศรปี ทมุ ).
นธกฤต วันตะเมล. (2555). การส่ือสารการตลาด. กรงุ เทพฯ: สาํ นกั พิมพม หาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.
นนั ทิตา ดูเบย. (2563). ความสมั พนั ธระหวา งการเปดรับขอมลู ผานเฟซบกุ แฟนเพจ “เอิรธ พงศกร
ขวญั เมือง” กบั พฤตกิ รรมการใชช ีวติ ในรปู แบบฐานวถิ ชี ีวิตใหม ของนักศกึ ษาปริญญาตรใี นเขต
กรงุ เทพมหานคร. (วิทยานิพนธป ริญญามหาบัณฑิต, มหาวทิ ยาลยั กรงุ เทพ).
ผูจัดการออนไลน. (2564). สภาการส่อื มวลชนแหง ชาตเิ ตอื น ระวังพาดหวั เราอารมณ ขาววคั ซนี
โควิด-19 เนนถกู ตอง-ชัดเจน-รอบดา น. สบื คนจาก
https://mgronline.com/onlinesection/detail/9640000046883
พาณิชย สดสี. (2561). แนวทางการปองกันและมาตรการควบคมุ การเผยแพรขา วเท็จในเฟซบก.
กรงุ เทพฯ: วิทยาลยั ปองกนั ราชอาณาจักร.
107
การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
พิจิตรา มงคลศรพี พิ ฒั น. (2559). พฤตกิ รรมการเปด รับ และความพงึ พอใจตอ สอ่ื ประชาสมั พนั ธ
โครงการเท่ยี วไทยเทกบั พฤตกิ รรมการตดั สนิ ใจทองเทย่ี วของนกั ทอ งเทยี่ วไทย. (วทิ ยานิพนธ
ปริญญามหาบณั ฑติ , มหาวิทยาลยั กรงุ เทพ).
ภาวณิ ี นอยชางคิด. (2560). พฤตกิ รรมการเปดรับขา วและความพึงพอใจตอรปู แบบ การนําเสนอ
ขา วผานเฟซบกุ ของประชาชนในเขตกรงุ เทพมหานคร. (วิทยานิพนธป ริญญามหาบณั ฑติ ,
มหาวิทยาลยั รามคาํ แหง).
มนิ ตรา ครองหาว และกลั ยกร วรกุลลัฎฐานยี . (2560). การเปดรับและความพงึ พอใจของผูช ม
ทีม่ ีตอ Facebook Thai PBS. (วทิ ยานิพนธป ริญญามหาบัณฑติ , มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร).
เมวิการ จิโรจนม นตรี. (2560). พฤตกิ รรมการเปดรบั และทศั นคติตอเฟซบุกเพจ halal haroi ของ
แฟนเพจ. (วทิ ยานพิ นธปริญญามหาบณั ฑิต, มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร) .
วิภาวี จนั ทรแกว. (2559). พฤติกรรมการเปดรบั ส่ือ ทัศนคติ และการใชป ระโยชนกรณีศกึ ษาเฟซ
บุก แฟนเพจ ดังตฤณแฟนคลับ. (วทิ ยานพิ นธป ริญญามหาบณั ฑติ , สถาบนั บัณฑติ พฒั นบรหิ าร
ศาสตร) .
ศุภชญา ศักดานุชติ . (2553). การใชแ ละความพึงพอใจตอการส่อื สารผา นระบบเครอื ขา ยอินทราเน็ตของ
พนกั งานบริษทั กรงุ ไทย คอมพวิ เตอร เซอรวิสเซส จาํ กัด. (วิทยานิพนธปริญญามหาบณั ฑิต,
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร) .
สณิ ากรณ ศรพี ุทธริ ัตน และนธกฤต วนั ตะเมล. (2564). อิทธพิ ลของการส่ือสารการตลาดเพอ่ื สังคมผานสือ่
ออนไลนเพ่ือสงเสรมิ พฤตกิ รรมการปองกนั โรคติดตอ เช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของประชาชนใน
กรงุ เทพมหานคร ตามทฤษฎพี ฤตกิ รรมตามแผน. (วทิ ยานิพนธปรญิ ญามหาบณั ฑติ ,
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร).
สุกัญญา เอกปญญาสกลุ . (2563). ปจจัยท่มี ีผลกระทบตอความวติ กกังวลจากการรับรูขาวสารเกีย่ วกบั
COVID –19 ในประชากร เขตกรงุ เทพมหานคร. (วิทยานพิ นธป ริญญามหาบัณฑิต, มหาวทิ ยาลัย
รามคําแหง).
Atkin, C. K. (1973). New model for mass communication research. New York: Free Press
DataReportal. (2021). Digital 2021 Thailand (January 2021). Retrieved from
https://www.slideshare.net/DataReportal/digital-2021-thailand-january-2021
Katz, E., Gurevitch, M. & Haas, H. (1973). On the use of the mass media for important
things. American Sociological Review, 38(2), 164-181.
Levy, M. R., Windahl, S. (1984). The concept of audience activity. Communication Research, 11(1),
51-78.
Pavlik. (1999). Journalism and New Media. New York: Colombia University Press.
World Health Organization. (2020). Novel Coronavirus 2019. Retrieved from
https://www.who.int/thailand/emergencies/novel-coronavirus-2019
108
การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022
การพฒั นามาตรวัดความเกยี่ วพนั ของพนักงาน บรษิ ัท ดราโก พีซบี ี จาํ กดั (มหาชน)
ธนดล พมิ พพ า01
นกั ศึกษาปรญิ ญาโทหลักสตู รบริหารธุรกจิ มหาบณั ฑติ คณะบริหารธุรกิจ
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
กลาหาญ ณ นา น12
อาจารยป ระจําสาขาวชิ าการจดั การ คณะบริหารธุรกจิ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธัญบุรี
บทคัดยอ
งานวิจัยน้ีมีวัตถุประสงคเพ่ือพัฒนามาตรวัดและตรวจสอบโครงสรางของความเก่ียวพันของพนักงาน
บริษัท ดราโก พีซีบี จํากัด (มหาชน) กลุมตัวอยางที่ใชคือ พนักงานที่ปฏิบัติงานในบริษัท ดราโก พีซีบี จํากัด
(มหาชน) จํานวน 340 คน เครื่องมือที่ใชเปนแบบสอบถามที่พัฒนาข้ึนจากแนวคิดและทฤษฎีกอนหนาซึ่งผาน
ผูทรงคณุ วฒุ สิ ําหรับการตรวจสอบความตรงเชิงเน้อื หา และการตรวจสอบความนาเชื่อถือกอนการเกบ็ รวบรวม
ขอมูล การวิเคราะหองคประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory factor analysis) เปนสถิติที่นํามาใชสําหรับ
การเที่ยงตรงเชิงโครงสราง (Construct validity) ผลการศึกษาพบวา มาตรวัดความเกี่ยวพันของพนักงาน
สามารถแบงออกเปน 3 องคประกอบตามแนวคิดและทฤษฎีความเกี่ยวพันของพนักงาน โดยทั้งหมดสามารถ
วัดดวยขอคําถาม 17 ขอ องคประกอบแรก ความขยันขันแข็ง ประกอบดวย ขอคําถาม EE 1 – EE 5 แสดงคา
น้ําหนักองคประกอบระหวาง 0.712 - 0.842 และมีคา R2 ระหวาง 0.507- 0.653 สวนองคประกอบความ
ทุมเทในการทํางาน ประกอบดวย ขอคําถาม EE 6 – EE 11 มีคาน้ําหนักองคประกอบระหวาง 0.697 - 0.827
และมีคา R2 ระหวาง 0.486 - 0.684 ตลอดจนองคประกอบความรูสึกเปนอันหนึ่งเดียวกับงาน ประกอบดวย
ขอคําถาม EE 12 – EE 17 มีคานํ้าหนักองคประกอบระหวาง 0.419 - 0.865 และมีคา R2 ระหวาง 0.175 -
0.749 เมอื่ พจิ ารณาความเทยี่ งตรงเชิงโครงสรา งพบวา โครงสรา งความเกีย่ วพันของพนักงานสอดคลอ งกับขอมูล
เชิงประจักษเปนอยางดี พิจารณาจาก Chi-square = 117.206, df = 95, p = 0.061, GIF = 0.959, AGIF =
0.933, RMSEA = 0.027 and RMR = 0.017
คําสําคญั : การพฒั นามาตรวัด ความเกี่ยวพนั ของพนักงาน การวิเคราะหอ งคประกอบเชงิ ยนื ยนั
1 นกั ศึกษาปริญญาโทหลกั สูตรบริหารธรุ กจิ มหาบัณฑิต คณะบรหิ ารธุรกจิ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธญั บรุ ี
ต.คลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12110 หมายเลขตดิ ตอ 062-949-8241 อเี มล: [email protected]
2 Corresponding Author: อาจารยประจาํ สาขาวิชาการจดั การ คณะบริหารธรุ กจิ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธญั บุรี
อีเมล: [email protected]
109
การประชมุ วิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
DEVELOPMENT OF A QUANTITATIVE SCALE TO EVALUATE EMPLOYEE
ENGAGEMENT AT DRACO PCB PUBLIC COMPANY LIMITED
Tanadol Pimpa1
Graduate Student, Master of Business Administration, Faculty of Business Administration
Rajmangala University of Technology Thanyaburi
Khahan Na-Nan2
Lecturer at Department of Management, Faculty of Business Administration
Rajamangala University of Technology Thanyaburi
Abstract
The purpose of this research was to develop a quantitative scale for evaluating employee
engagement. The population comprised employees who worked at Draco PCB Public
Company Limited, with a total of 340 employees forming the sample of this study. The data
collection tool was a questionnaire developed from established concepts and theory and was
tested for its content validity and reliability before performing the data collection.
Subsequently, confirmatory factor analysis was used as a test against the construct validity.
The study results showed that three elements related to employee engagement, including
vigor, dedication, and absorption, could be measured with 17 questions. The first element,
vigor, consisted of question numbers EE1 - EE5 and had a factor loading between 0.712 - 0.842
and R2 between 0.507 - 0.653. The second component, dedication, consisted of question numbers
EE6 - EE11 and had a factor loading between 0.697 - 0.827 and R2 between 0.486 - 0.684. The
last component, absorption, consisted of question numbers EE12 - EE17 and had a factor loading
between 0.419 - 0.865 and R2 between 0.175 - 0.749. The construct validity of the structural
equation modelling was harmonious with the empirical result as statistically demonstrated by
Chi-square = 117.206, df = 95, p = 0.061, GIF = 0.959, AGIF = 0.933, RMSEA = 0.027 and RMR
= 0.017.
Keywords: Quantitative Scale Development, Employee Engagement, Confirmatory Factor
Analysis
1 Graduate Student, Master of Business Administration, Faculty of Business Administration, Rajamangala
University of Technology Thanyaburi. Contact Number: +6662 949 8241 Email: [email protected]
2 Corresponding Author: Lecturer at Department of Management, Faculty of Business Administration
Rajamangala University of Technology Thanyaburi. Email: [email protected]
110
การประชุมวชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022
บทนาํ
ในการบริหารองคการ พนักงานนับวาเปนทรัพยากรที่มีสําคัญเปนอยางย่ิง เพราะพนักงานเปนผู
สรางสรรคงานที่มีคุณภาพ เพ่ือชวยใหขับเคล่ือนองคการใหไปสูเปาหมายที่กําหนดไว ซึ่งการท่ีจะไดมาซ่ึง
พนักงานท่ีมีคุณภาพนั้น การพัฒนาและการรักษาทรัพยากรมนุษยใหทํางานใหกับองคการอยางเต็มกําลัง
ความสามารถ และใชศักยภาพที่มีอยูอยางดวยความขยันขันแข็ง ไมยอทอตออุปสรรคทุมเทในการทํางาน มี
ความรูสึกเปนอันหนึ่งอันเดียวกับงาน ตลอดจนการออกจากองคการไปดวยดีน้ัน ลวนตองอาศัยการจัดการ
ทรัพยากรมนุษยที่ดีทั้งส้ิน การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องความเก่ียวพันของพนักงาน (Employee engagement) ซึ่ง
เปน เรอื่ งท่ีเกี่ยวของกบั ความผูกพัน ความชอบ ความกระตอื รือรน และพลังที่สง มาจากทศั นคติและพฤติกรรม
ของพนกั งานแตละคนในการปฏบิ ัติหนา ท่คี วามรับผิดชอบ (Macey and Schneider, 2008) ซึ่งความเกี่ยวพัน
ของพนักงานจะสามารถนําพาหรือสามารถใชเปนตัวบงช้ีความสําเร็จของการนําพาองคการใหมีประสิทธิภาพ
และดําเนินการอยางย่ังยืนภายใตกระแสการเปลี่ยนท่ีเกิดข้ึนอยางรวดเร็ว สงผลใหความเกี่ยวพันของพนักงาน
กลายเปนเปาหมายและพ้ืนฐานสําคัญของความสําเร็จในการดําเนินงานขององคการ (Fletcher and
Robinson, 2013)
ความเก่ียวพันของพนักงาน มีอิทธิพลตอคุณภาพงานขององคการ การจะทําใหองคการน้ันมี
ประสิทธิภาพท่ีดีและสามารถสรางความไดเปรียบในการแขงขันไดนั้น พนักงานภายในองคการจะตองมีความ
ทุมเทในการทํางาน มีความขยันขันแข็ง เม่ือเกิดปญหาในการทํางาน พนักงานจะตองพยายามอยางเต็ม
ความสามารถเพือ่ แกไ ขปญหานัน้ ความใสใ จในการทาํ งานเปรียบเสมือนงานเปน สวนหน่ึงของชีวิต ถาพนักงาน
มีทัศนคติในดานบวกจะสามารถทําใหองคการประสบความสําเร็จตามจุดมุงหมายขององคการ ความเกี่ยวพัน
ของพนักงานจึงมีความสําคัญอยางย่ิง (ลักขณา พวงรักษ, 2556) นอกจากนั้น Christian et al. (2011) และ
Bakker and Albrecht (2018) กลาววา ความเก่ียวพันของพนักงานสามารถเปนตัวพยากรณการทํางานท่ี
สําคัญของบุคคล กลุม ทีม และเปนองคการไดเปนอยางดี จากความสําคัญดังกลาว องคการจํานวนหน่ึง
พยายามสรางวัฒนธรรมของความเกยี่ วพันของพนักงานใหเ ปนวฒั นธรรมประจําองคการสําหรับการสรา งความ
แข็งแกรงและความไดเปรียบการแขงขันในอุตสาหกรรมท่ีองคการดําเนินกิจกรรมอยู โดย Charles (2006)
กลา วสรุปแนวคดิ ความเกี่ยวพนั ของพนักงานวา การสงเสรมิ หรือสรา งใหพนักงานมคี วามผูกพนั ตองานสามารถ
ใชเปนอาวุธหรือเคร่ืองมือสําคัญในการสงมอบผลงานท่ีมีประสิทธิภาพสูงสุดของพนักงาน หนวยงาน และ
องคการ ตามลําดับ เพ่ือใหสามารถแขงขันในยุคของการแขงขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ดังน้ัน องคการ
จะตองพยายามคนหาแนวทางท่ีจะทําใหพนักงานแสดงพฤติกรรมและมีทัศนคติที่ดีตอหนาที่ที่ตนเอง
รบั ผดิ ชอบ เพ่อื เพ่ิมศักยภาพในการทํางานของตวั พนกั งานและเสรมิ ศักยภาพในการแขงขนั ทางธุรกจิ ตอไป
จากการศึกษาพบวา มาตรวัดความเกี่ยวพันของพนักงานในประเทศไทยไมไดมีการตรวจสอบ
เคร่ืองมือท่ีวัดอยางจริงจัง อีกท้ัง งานวิจัยท่ีเก่ียวของกับความเก่ียวพันของพนักงานสวนใหญ ใชมาตรวัดความ
เกี่ยวพันของพนักงานที่ออกแบบมาจากตางประเทศ ซ่ึงแบบประเมินอาจยังไมครอบคลุมในลักษณะของงาน
อุตสาหกรรม บุคคลและวัฒนธรรมไทย ดังนั้น จึงควรมีการพัฒนามาตรวัดความเกี่ยวพันของพนักงานที่มีความ
เหมาะสมและเฉพาะเจาะจงในกลมุ งานอุตสาหกรรมและวัฒนธรรมไทย ผูวิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนามาตรวดั
ความเก่ียวพันของพนักงาน เพื่อใหไดแบบสอบถามที่ดี มีความนาเชื่อถือ มีความเท่ียงตรงในการวัดและ
สอดคลองกบั บริบทในงานภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย อีกทั้งในป 2563 ซ่ึงเปนปที่เกิดวิกฤตกับเศรษฐกจิ
โลกอยางรุนแรงที่สุด ไมวาจะเปนการเกิดสงครามการคาระหวางสหรัฐอเมริกาและจีนอยางตอเนื่องจากป
2562 การแพรระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ในปลายไตรมาสท่ี 1/2563 ที่เกิดการระบาดไปทั่วโลก
111
การประชุมวชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022
ทําใหสงผลกระทบตอเศรษฐกิจโลกโดยรวมมากยิ่งข้ึน ภายหลังการเกิดการแพรระบาดของ COVID-19 ทําให
ปริมาณความตองการสินคาทุกประเภทลดลง จนเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกหยุดชะงัก ทุกอุตสาหกรรมตางไดรับ
ผลกระทบในเวลาเดียวกันอยางไมนาเปนไปได จากการแพรระบาดของโรคติดเช้ือไวรัส COVID-19 ทําให
บรษิ ัท ดราโก พีซบี ี จาํ กดั (มหาชน) มียอดขายทีต่ ่ํากวาเปา หมายที่ต้ังไวเ ปนอยางมาก ซ่งึ ในไตรมาสท่ี 1/2563
บริษัทฯ คาดการณวา ในป 2563 จะเปนปท่ีมียอดขายสูงเน่ืองจากยอดขายของผลิตภัณฑทุกประเภทเปนไป
ตามเปา หมายทีต่ ัง้ ไว แตห ลงั จากเกดิ การแพรระบาดของ COVID-19 ในปลายไตรมาสที่ 1/2563 อตุ สาหกรรม
เครื่องใชไฟฟาและอิเล็กทรอนิกส ตลอดจนอุตสาหกรรมยานยนตตองประสบปญหาชะงักงัน บริษัทตางๆ ท้ัง
ในประเทศและตางประเทศตองหยุดการผลิต เน่ืองจากประเทศตาง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยไดหันมาใช
มาตรการลอคดาวน เพื่อสกัดการแพรระบาด ทําใหยอดคําสั่งซื้อลดลงอยางรวดเร็ว บริษัทฯ ตองลดกําลังการ
ผลิต โดยปรับเวลาการทํางานจากสัปดาหละ 5.5 วัน เปน 4 วันทํางาน เพื่อใหสอดคลองกับคําสั่งซ้ือท่ีไดรับ
และเพือ่ ใหพ นักงานยังคงมรี ายไดใ นชวงเวลาทอี่ ุตสาหกรรมตาง ๆ ซบเซาอยางมาก นอกจากน้ียงั สง ผลกระทบ
ตออัตรากําลังของบริษัทฯ ดวย จะเห็นไดจากจํานวนพนักงานท่ีลดลง จากเดิมในป 2562 บริษัทฯ มีพนักงาน
ทัง้ สนิ้ 1,274 คน แตใ นป 2563 บรษิ ัทมจี ํานวนพนกั งานท้งั สิน 1,018 คน (รายงานประจําป 2563 บรษิ ัท ดรา
โก พีซบี ี จํากดั (มหาชน))
จากที่มาและความสําคัญขางตน ผูวิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาเร่ือง การพัฒนามาตรวัดความ
เกี่ยวพันของพนักงาน บริษัท ดราโก พีซีบี จํากัด (มหาชน) โดยการศึกษามาตรวัดดังกลาว ผูวิจัยจะนํามาใช
เฉพาะบริษัท ดราโก พีซีบี จํากัด (มหาชน) เทานั้น ซึ่งผลของการศึกษาครั้งนี้คาดวาจะไดมาตรวัดที่มีความ
นาเชื่อถือและเหมาะสมกับบริบทขององคการเพ่ือนําไปใชใหเกิดประโยชนสูงสุดกับองคการ อีกทั้งยังสามารถ
นํามาใชประเมินการแสดงพฤติกรรมความเกี่ยวพันของพนักงานในระหวางการรวมงานกับองคการ และใชเปน
ขอมลู สาํ หรับกําหนดแนวทางการพฒั นาองคการตอ ไป
วตั ถปุ ระสงคในการวิจัย
1. เพื่อพฒั นามาตรวัดความเกยี่ วพนั ของพนกั งาน บรษิ ัท ดราโก พีซีบี จํากดั (มหาชน)
2. เพอ่ื ตรวจสอบความตรงเชงิ โครงสรา งของความเกี่ยวพันของพนกั งาน บรษิ ทั ดราโก พซี ีบี จาํ กัด
(มหาชน)
ขอบเขตการวิจยั
สําหรับการวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยมุงศึกษาและพัฒนามาตรวัดความเกี่ยวพันของพนักงาน บริษัท ดราโก
พีซีบี จํากัด (มหาชน) ในดานความขยันขันแข็ง (Vigor) ดานความทุมเทในการทํางาน (Dedication) และดาน
ความรูส ึกเปนอนั หนึ่งอนั เดยี วกบั งาน (Absorption)
ประชากรในการศึกษา ไดแก พนักงานที่ปฏิบัติงานในบริษัท ดราโก พีซีบี จํากัด (มหาชน) จํานวน
1,018 คน โดยกลุมตัวอยางไดกําหนดตามแนวคิดของ Anderson and Gerbing (1988) และ Bollen (1989)
แนะนําวา จํานวนตัวอยางควรมีประมาณ 20 ตัวอยางตอตัวแปรทํานาย 1 ตัวแปรสังเกตหรือขอคาํ ถาม สําหรับ
การวิจยั ครงั้ น้ปี ระกอบดวย 17 ขอคาํ ถามกลมุ ตัวอยางจึงเทา กับ 340 หนว ยตัวอยาง
ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมขอมูลของงานวิจัยครั้งนี้ คือ 1 พฤศจิกายน 2564 – 9 กุมภาพันธ
2565
112
การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022
ขัน้ ตอนการศกึ ษามาตรวัด ศึกษาความหมายและขอบเขตความ ศกึ ษาองคประกอบและยืนยนั
เก่ียวพันของพนักงานทีเ่ กีย่ วของ องคป ระกอบในมาตรวัดความ
ศึกษาแนวคดิ และ
ทบทวนวรรณกรรม เก่ยี วพนั ของพนักงาน
การวิจัยเชิงปริมาณ Reliability: Internal Consistency นาํ แบบทดสอบไปทดสอบ
เก็บแบบสอบถาม มาตรวัดแบบลิเคอรท สเกล 5
Confirmatory Factor Analysis Construct Validity
มาตรวดั ความเกี่ยวพันของพนกั งานบริษทั ดราโก พซี ีบี จํากัด (มหาชน)
ภาพท่ี 1 ขั้นตอนการศกึ ษามาตรวัด
ทบทวนวรรณกรรม
ทฤษฎีความเก่ียวพันของพนักงานที่เสนอโดย ชอยฟลิ และคณะ (Schaufeli et al., 2002) จะเนน
ถึงขอสมมติการทํางานใหมีศักยภาพสูงสุดในรูปแบบของสภาวะของบุคคล โดยคุณลักษณะเริ่มแรกของความ
เกี่ยวพัน คือ การมีพลังและเก่ียวพันกันโดยท่ีความเกี่ยวพันเปนสวนหนึ่งของทรัพยากรท่ีใชขับเคล่ือนแรงจูงใจ
ในการทํางาน ความเก่ียวพันของพนักงานเปนลักษณะของความเก่ียวของ (Involvement) ความผูกพัน
(Commitment) ความชอบ (Passion) ความกระตือรือรน (Enthusiasm) และพลัง (Energy) ท่ีสงผลมาจาก
ทัศนคติและพฤติกรรมของพนักงานแตละบุคคลในการปฏิบัติงาน หนาท่ีความรับผิดชอบท่ีไดรับมอบหมาย
ความเก่ียวพันของพนักงานเปนลักษณะสําคัญท่ีสามารถใชเปนตัวบงช้ีถึงความสําเร็จของการนําพาองคการมี
ประสิทธิภาพและดําเนินการอยางยั่งยืนไดภายใตกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยางรวดเร็ว (กลาหาญ ณ
นา น, 2563)
ความเกี่ยวพันของพนักงาน เปนคุณลักษณะทางดานจิตใจ เปนแนวความคิดทางดานจิตวิทยาเชิง
บวก (Positive psychology) ซ่ึงมองมนุษยในเฉพาะดานดีโดยมองถึงจุดเดน ความเขมแข็ง และความสําเร็จ
ของมนุษยโดยเปนแนวคิดใหมที่ไดรับความนิยมการศึกษาในปจจุบัน ไดมีนักวิชาการใหความหมายของความ
เกยี่ วพันของพนกั งานดังตอ ไปนี้
อนันต มณีรัตน (2560) ใหคํานิยามของความเกี่ยวพันของพนักงาน หมายถึง การแสดงพฤติกรรม
การทุมเทในการทํางานอยางเต็มความสามารถของพนักงานในการปฏิบัติงานที่ไดรับมอบหมาย พรอมทั้ง
หวงใย ชวยเหลือ สนับสนุนและพัฒนาปรับปรุงองคการ รวมถึงการมีความรูสึกนึกคิดที่อยากเขาเปนสมาชิก
และดํารงอยูในองคการตอไป ตลอดจนพูดถึงองคการในดานบวกหรือในทางที่ดีเม่ือสนทนากับผูอ่ืน มีความ
ภูมิใจและยินดีเมื่อกลาวถึงองคการของตนและมีความรูสึกปรารถนาและหวังดีกับองคการทําใหสงผลดีตอ
องคการท้งั องครวม
Kahn (1990) ไดใ หความหมายของความเกี่ยวพนั ของพนักงานวา เปน สิ่งท่ีแสดงออกถงึ อารมณการ
รับรูหรือสภาวะทางจิตใจเชิงบวกของบุคคลที่มีบทบาทดานการปฏิบัติงานและดานการปฏิบัติตอองคการของ
113
การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
บคุ ลากรในทางบวก หากบคุ คลใดมีความเกย่ี วพันสูง บคุ คลนัน้ จะดึงศักยภาพทม่ี ีทง้ั หมดมาใชใ นการปฏิบัติงาน
และจะพยายามแกปญ หาอปุ สรรคในการทํางานใหบรรลเุ ปาหมาย
Schaufeli et al., (2002) ไดใหความหมาย ความเก่ียวพันของพนักงาน คือ สภาวะทางจิตใจเชิง
บวกซึ่งมีความเกี่ยวของกับการปฏิบัติงานที่สะทอนมาจากความคิดความรูสึกหรือพฤติกรรมตาง ๆ แสดงให
เห็นถึงลักษณะของความกระตือรือรน การเสียสละ ความเปนอันหนึ่งอันเดียวกันกับงาน ความตั้งใจและความ
พรอมที่จะใชความรูความสามารถที่มีอยูเพ่ือปฏิบัติงานและดําเนินกิจกรรมตาง ๆ ซึ่งความเกี่ยวพันในงานน้ี
ประกอบดว ยองคป ระกอบ 3 องคประกอบ คอื
1. ความขยันขันแข็ง (Vigor) หมายถึง การมีพลังใจในการทํางานสูงรวมถึงมีความเต็มใจและความ
อดทนไมยอทอ ทุมเทท้ังแรงกายและแรงใจ มีความพยายามในการทํางานแมตองเผชิญกับอุปสรรคในการ
ทาํ งานก็ตาม
2. ความทุมเทในการทํางาน (Dedication) หมายถึง การมีความเสยี สละเอาใจใสตองานอยา งเต็มท่ี
ความรสู ึกเต็มใจในการทาํ งาน มีความภาคภมู ิใจ มแี รงบลั ดาลใจและมีความรสู ึกทา ทายในการทาํ งาน
3. ความรูสึกเปนอันหนึ่งอันเดียวกันกับงาน (Absorption) หมายถึง การมีสมาธิกับงาน มีความ
มุงม่นั และมคี วามสขุ ในการทํางาน จดจอกับการทาํ งานโดยรสู กึ วา เวลาผานลว งไปอยางรวดเร็วและยากที่จะละ
จากงานทีท่ ําอยูได
Schaufeli and Bakker (2010) ไดใ หความหมายของความเก่ยี วพนั ของพนักงาน ไวว า เปนสภาวะ
ทางจติ ใจเชิงบวกท่เี กยี่ วของกบั การปฏบิ ัติงาน ความเก่ียวพันของพนกั งานไมไ ดเ กิดข้ึนเพียงชัว่ คร้งั ชั่วคราวแลว
หายไป หรือเกิดขึ้นกับเหตุการณเฉพาะเจาะจงใด ๆ แตความเก่ียวพันในงานเปนสภาวะท่ีมีความคงทนและ
เกี่ยวของกับความรูสึกความคิดท่ีมีตอสิ่งของ เหตุการณ ผูคน หรือ พฤติกรรมโดยทั่วไป ผูท่ีมีความเก่ียวพันจะ
มีคุณลักษณะ 3 ประการ คือ มีความขยันขันแข็ง (Vigor) มีพลังและทุมเทความพยายามในการทํางานแมจะ
เผชิญกับความยากลําบาก มีความทุมเทในการทํางาน (Dedication) มีความเก่ียวพันกับงานของตัวเอง มี
ความรูสึกเปนอันหน่ึงอันเดียวกับงาน (Absorption) พุงความสนใจไปท่ีงานอยางเต็มที่และยากที่จะถอนตัว
ออกมาจากงานได
Schaufeli and Bakker (2010) ไดใหนิยามความเก่ียวพันของพนักงาน ซึ่งสอดคลองกับ Bakker
and Demerouti (2008) ใหความหมายของความเก่ียวพันของพนักงานไววา เปนสภาวะทางจิตใจในเชิงบวก
ท่ีตอบสนองเก่ียวกับการทํางาน และมีความคงทนไมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ไมไดเกิดข้ึนเฉพาะกับ
เหตุการณ วัตถุ บุคคลหรือพฤติกรรมใด ๆ บุคคลใดที่มีความเกี่ยวพันของพนักงานบุคคลน้ันจะเปนบุคคลที่มี
ความขยันขันแข็งในการทํางาน มีความเพียรพยามยามไมยอทอตออุปสรรค มีความทุมเทในการทํางาน
กระตือรือรนอยูเสมอ โดยมองวางานน้ันมีความสําคัญและทาทาย มีความภาคภูมใิ จและมีแรงบันดาลใจในการ
ทาํ งาน และรสู ึกเปนอนั หนงึ่ อนั เดยี วกันกับงาน มีสมาธิจดจออยูกับการทํางานรสู กึ วา เวลาผานไปอยางรวดเร็ว
จากแนวคิดทฤษฎีความเกี่ยวพันของพนักงานของขางตน ผูวิจัยไดวิเคราะหแลว เห็นวาควรนํา
องคประกอบของความเก่ียวพันของพนักงาน ตามแนวคิดของ Schaufeli and Bakker (2010) มาใชใน
การศกึ ษาวจิ ยั ครง้ั น้ี ซ่ึงสามารถสรปุ ความเกย่ี วพันของพนักงานออกเปน 3 ดา น ดังนี้
1. ความขยันขันแข็ง (Vigor) หมายถึง การที่บุคคลมีความมุงม่ันและเต็มใจท่ีจะปฏิบัติงานโดยใช
ความรูความสามารถที่มีในการปฏิบัติงานดวยความขยันขันแข็งและเพียรพยายามแมตองเผชิญกับอุปสรรคใน
การทํางาน พรอมทั้งยินดีและใหความรวมมือกับองคการดวยความสมัครใจ มีความพึงพอใจในการทํางาน
รวมทง้ั มีความสามารถทจ่ี ะแกไขปญ หาที่เกดิ ขึ้นได
2. ความทมุ เทในการทํางาน (Dedication) หมายถงึ การทบ่ี ุคคลมคี วามมุงม่ันทมุ เทและเอาใจใส
ตองานท่ีไดรับมอบหมาย มีความกระตือรือรนในการปฏิบัติงาน รักและภาคภูมิใจในงานที่รับผิดชอบ สามารถ
114
การประชมุ วิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
ปฏิบัติงานที่ไดรับมอบหมายไดตามระยะเวลาท่ีกําหนด มีความรูสึกวางานท่ีตนเองรับผิดชอบนั้นมีความสาํ คัญ
และมคี ณุ คา อีกทงั้ ตอ งการมีสว นรวมในองคก ารและตอ งการใหอ งคการประสบความสําเร็จ
3. ความรูสึกเปนอันหน่ึงอันเดียวกับงาน (Absorption) หมายถึง การท่ีบุคคลมีสมาธิและมี
ความสุขในการทํางาน ใจจดจออยูกับการปฏิบัติงานโดยรูสึกวาเวลาผานไปอยางรวดเร็วและทํางานจนลืมทุก
ส่ิงทุกอยางรอบตัวและไมสามารถละจากงานท่ีทําอยูได มีความรูสึกวางานเปนสวนหน่ึงของชีวิตและให
ความสําคัญมากกวา เรื่องอ่ืน ๆ
ปจ จยั ทท่ี ําใหเ กิดความเกย่ี วพันของพนกั งาน
Kahn (1990) ไดสรุปถึงความเกี่ยวพันและความไมเก่ียวพันของพนักงานวาเปนพฤติกรรมที่
เกยี่ วขอ งกับตวั ตนของบุคคล ทางดา นการแสดงออกทางรา งกาย ความคิดและอารมณในขณะปฏิบัตงิ าน โดยมี
ความเกีย่ วขอ งกบั เงือ่ นไขทางจติ วิทยา 3 ประการ คอื
1. การมีความหมายทางจิตใจ (Psychological Meaningfulness) คือ ความรูสึกของบุคคลที่ไดร ับ
กลับคืนมา จากการลงทุนลงแรงในบทบาทการทํางานของตน ท้ังในดานภาระงาน (Tasks) บทบาทที่เก่ียวขอ ง
ในการทํางานและปฏิสัมพันธท่ีเกิดข้ึนในการทํางาน (Work Interaction) โดยจะนํามาซึ่งการกําหนด
ความหมายเชิงจติ วิทยาของบคุ คล
2. ความรูสึกม่ันคงปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) สภาวะความรูสึก (Sense of
Being) ที่เปนอยูในปจจุบัน ในลักษณะท่ีไมหว่ันกลัวตอเหตุการณทางลบหรือเหตุการณที่อาจสงผลกระทบตอ
ภาพลักษณและสถานภาพในการทํางานของตน ท้ังในรูปแบบความสัมพันธระหวางบุคคล (Interpersonal
Relationship) กลมุ พลวัตรระหวางกลุม (Intergroup Dynamics) รูปแบบการบรหิ ารจัดการ (Management
Style) และบรรทดั ฐานขององคก าร
3. ความตองการทางจิตใจ (Psychological Availability) คือ ความรูสึกที่ตอบสนองความตองการ
ทางรางกายและจิตใจ จากพ้ืนฐานความตองการทางดานทรัพยากรที่บุคคลทุมเทใหกับบทบาทการทํางาน
อิทธิพลดังกลาวมีความเกี่ยวของกับความกระตือรือรนทางกาย (Physical Energies) การตอบสนองทาง
อารมณ (Emotion Energies) ความไมป ระมาทและรปู แบบการดําเนนิ ชวี ติ ภายนอก
จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ ปจจัยท่ีทําใหเกิดความเกี่ยวพันของพนักงาน มี 2
องคป ระกอบ (กฤติยา เขือ่ นวนั , 2561) ดังนี้
1. ทรัพยากรทเี่ กี่ยวกับงาน หมายถึง สิ่งท่ีบุคคลไดรับจากการทาํ งาน การสนับสนุนจากหัวหนางาน
การสนับสนุนจากสังคมเพ่ือนรวมงาน ขอมูลยอนกลับเกี่ยวของผลการปฏิบัติงานการใชทักษะท่ีหลากหลาย
โอกาสในการพัฒนาตนเอง การสนับสนุนขอมูลยอนกลับเก่ียวกับผลการปฏิบัติงานท่ีใชทักษะท่ีหลากหลาย
งานที่มีความอิสระและมีโอกาสในการเรียนรูมีความสัมพนั ธทางบวกกับความเกี่ยวพันของพนักงาน มีแนวคดิ ที่
อธบิ ายถึงสาเหตุทที่ รพั ยากรท่เี กี่ยวกบั งาน สามารถทําใหเกิดความผูกพนั ตอ งานไดด ังนี้ 3 ขอ
1.1 ทรัพยากรที่เก่ียวกับงานอาจสงผลตอการปฏิบัติทํางานและการใชความคิดในการทํางาน
เชน (Bakker & Demerouti, 2008)
1.1.1 ชวยลดอุปทานในงาน ทําใหบุคคลใชกําลังกายและความคิดในการทํางานนอยลงมีผล
ใหบุคคลเกดิ ความเหน่อื ยลา ทางดานรา งกายและจติ ใจนอ ยลง
1.1.2 ทาํ ใหเ ปาหมายในการทํางานประสบความสําเรจ็
1.1.3 กระตุน ใหเกิดการเตบิ โต การพฒั นาและการเรยี นรูของบุคคล
1.2 ทรัพยากรที่เก่ียวกับงานทําหนาที่เปนส่ิงจูงใจทั้งภายในและภายนอก โดยทรัพยากรท่ี
เก่ียวกับงานทําหนาท่ีเปนส่งิ จูงใจภายใน คือ ทําใหบุคคลเกดิ การเจริญเติบโตเกิดการพัฒนาและเกิดการเรยี นรู
นอกจากนี้ทรัพยากรท่ีเก่ียวของกับงานยังชวยตอบสนองความตองการพ้ืนฐานของมนุษย เชน ความตองการ
อิสระ ความตองการความสัมพันธและความตองการพัฒนาทักษะ ขอมูลยอนกลับในงานทําใหเกิดการเรียนรู
115
การประชมุ วิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
และการพัฒนาทักษะในงานการสนับสนุนทางสังคม ตอบสนองตอความตองการอิสระและความตองการ
ความสัมพันธ ขณะเดียวกันทรัพยากรท่ีเก่ียวกับงานก็ทําหนาที่เปนสิ่งจูงใจภายนอกดวย เพราะทรัพยากรท่ี
เก่ยี วของกบั งานเปน ส่ิงที่บคุ คลนาํ มาพจิ ารณาถงึ ความพยายามและความสามารถท่จี ะตองใชในการทํางาน
1.3 ลกั ษณะทเ่ี ฉพาะของทรัพยากรทเี่ กย่ี วกบั งาน ทฤษฎีการรกั ษาทรพั ยากร (Conservation of
Resource Theory) อธบิ ายสาเหตุทท่ี รพั ยากรท่เี กีย่ วกบั งานทาํ ใหเ กดิ ความเก่ียวพันของพนกั งาน วาบุคคลแต
ละคนมีทรัพยากรอยูอยา งจํากดั และทุนดังกลาวไมใชส่ิงถาวร ทรัพยากรเปนส่ิงท่ีมคี าของบุคคลแตละคนกต็ อง
รักษาทรัพยากรหรือทนุ ของตนเองไว เม่ืองานเปนแหลงทุนของพนักงานจึงเอาทนุ ของแตละคนมาลงทุนในการ
ทํางาน เม่ือพนักงานไดกําไรจากการทํางานเขาก็จะมีทุนมากขึ้นทําใหพนักงานยอมเส่ียงมากขึ้นเพื่อใหไดกําไร
มากข้ึน พนักงานก็จะกลับไปลงทนุ กบั งานมากข้นึ เร่อื ย ๆ ซ่ึงวัฏจกั รนเ้ี อง คอื ความเกีย่ วพันของพนักงาน
2. ทรัพยากรสวนบุคคล หมายถึง การประเมินตนเองในทางบวกของบุคคล เปนการประเมิน
ความสามารถในการควบคุมสิง่ แวดลอมของบุคคล เชน การมองโลกในแงดีการรบั รูความสามารถของตนความ
ภาคภูมิใจในตน ความยืดหยุน สาเหตุที่ทรัพยากรสวนบุคคลสามารถทําใหเกิดความเก่ียวพันของพนักงานได
เน่ืองจากเม่ือบุคคลมีทรัพยากรสวนบุคคลมาก บุคคลจะสรางความเคารพตนเองในแงบวก ทําใหบุคคล
สามารถต้ังเปาหมายไดเหมาะสมกับความสามารถของตน ซึ่งการตั้งเปาหมายที่เหมาะสมน้ี จะทําใหบุคคลเกิด
แรงจูงใจภายใน ในการกระทาํ เพื่อใหบรรลุเปาหมาย ซ่งึ ทาํ ใหเกดิ ผลปฏบิ ัติงานท่ดี ีและความพงึ พอใจที่มากข้ึน
ผลของความเก่ียวพนั ของพนกั งาน
ความเก่ียวพันของพนักงาน เปนสภาวะจิตใจทางบวกในตัวบุคคลท่ีมีตองาน ซ่ึงความผูกพันตองาน
เปนภาวะท่ีชวยใหบุคคลปรับปรุงสภาวะในการทํางานใหดีย่ิงขึ้น นอกจากความเกี่ยวพันของพนักงานจะสงผล
ตอสภาพการทํางานของบุคคลแลว ความเกี่ยวพันของพนักงานยังชวยพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลดวย มี
งานวิจัยท่ีพบวา ความเก่ียวพันของพนักงานจะทําใหเกิดผลดีตอบุคคลและองคการในหลายมิติ เชน ดานผล
การปฏิบัติงาน พบวา ความเกี่ยวพันของพนักงานมีความสัมพันธทางบวกกับผลการปฏิบัติงาน ทํางานตามท่ี
ไดรับมอบหมายและนอกเหนือจากทรี่ ับมอบหมาย ความพึงพอใจในงาน บรรยากาศในการใหบ ริการซึง่ เปนสิ่ง
ที่ทําใหลูกคาเกิดความพึงพอใจ นอกจากความเก่ียวพันของพนักงานจะมีความสัมพันธโดยตรงแลว ความ
เก่ียวพันของพนักงานยังสงเสริมใหเกิดภาวะท่ีดีในบุคคลที่ทํางาน เชน การมีอารมณทางบวก สุขภาพจิตท่ีดี
ภาวะสขุ ภาพ และความเก่ยี วพันของพนักงานมคี วามสัมพันธท างลบกบั โรคหวั ใจ และความเครยี ดอกี ดวย
การวัดความเก่ียวพันมีการใชเคร่ืองมือวัดที่หลากหลายในลักษณะของจํานวนขอคําถามที่แตกตาง
กนั โดยทาํ การวัดใน 3 มิติ
1. ความมีพลัง เปนลักษณะของการมีพลังงานในระดับสูง และมีความสามารถทางดานจิตใจท่ี
ยดื หยนุ ซ่งึ เปนความเต็มใจของบุคคลในการทจี่ ะใชค วามพยายามในการทํางาน ตลอดจนมคี วามอดทนแมตอง
เผชญิ กับอปุ สรรค
2. ความทุมเท คือ การที่บุคคลมีเกี่ยวพันของพนักงานมาก จะทําใหบุคคลนั้นรูสึกกระตือรือรน มี
แรงดลใจ ภาคภมู ิใจ และทาทายกับงานทที่ ํา
3. ความหลงใหล เปนลักษณะของการใหค วามใสใจอยางมากและมีความสขุ กบั การทาํ งานโดยเสมอ
วา เวลาผานไปอยา งรวดเรว็ แมว าอาจจะมีปญ หาในการทํางาน
ประโยชนและความสาํ คัญของความเก่ียวพันของพนักงาน
ความเก่ียวพันของพนักงานเปนปจจัยหนึ่งที่แสดงใหเห็นความสําเร็จของบุคคล หนวยงาน และ
องคการไดอยางชัดเจน หากองคการใดมีพนักงานท่ีมีความเกี่ยวพันของพนักงานสูงยอมมีแนวโนมท่ีจะไดรับ
ความสําเร็จในการดําเนินงานท้ังระดับบุคคล หนวยงาน และองคการตามมา ดังน้ัน การสงเสริมและหา
แนวทางพัฒนาใหบุคลากรหรือพนักงานเกิดความผูกพันในงานยอมกอใหเกิดประโยชนตาง ๆ อยางมากแก
องคการ โดยความเกี่ยวพันของพนักงานกอใหเกิดประโยชนใน 3 ระดับ ไดแก ระดับบุคคลหรือพนักงาน
116
การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ RTBEC 2022
(Employee) ระดับหนวยงานหรือทีมงาน (Department or team) และระดับองคการ (Organization) ซึ่งมี
รายละเอยี ดดังตอ ไปนี้
ความสาํ คญั ของความเกยี่ วพนั ของพนักงานที่มีตอ ระดบั บุคคล
1. พนักงานมีความต้ังใจในการปฏิบัติงาน พนักงานที่มีเกี่ยวพันของพนักงานจะมุงม่ันปฏิบัติงานที่
ตนรบั ผิดชอบอยา งเต็มความสามารถ
2. พนักงานประพฤติตนหรือแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมกับหนาท่ี ความเก่ียวพันของพนักงานชวย
ใหพนักงานคํานึงถึงเปาหมายที่ตนเองตองรับผิดชอบ และคํานึงชื่อเสียงหรือผลลัพธท่ีจะเกิดข้ึนจากการ
ปฏบิ ตั ิงานของตนเองเสมอ
3. พนักงานไมละทิ้งหนาท่ีที่ไดรับมอบหมาย เนื่องจากคํานึงถึงความสําเร็จและความตองการสง
มอบผลงานแกห นว ยงานและองคก ารเปน สาํ คัญตามทีไ่ ดร บั มอบหมาย
4. พนักงานทุมเทแรงกายแรงใจอยางเต็มความสามารถในการปฏิบัติงาน โดยไมคํานึงความเหน็ด
เหน่ือยตอ การปฏิบัติงานทไ่ี ดรบั มอบหมาย
5. พนักงานไมยอทอตอปญหาและอุปสรรคท่ีเผชิญ แมปญหาเหลานั้นจะมีความยากลําบาก
พนักงานเหลานั้นก็จะพยายามหาแนวทางแกไขหรือขจัดปญหาและอุปสรรคที่ขัดขวางการปฏิบัติงานของพวก
เขาออกไป
ความสาํ คญั ของความเกีย่ วพันของพนกั งานที่มตี อระดบั หนว ยงานหรอื ทีม
1. สมาชกิ ในทีมทุมเทแรงกายแรงใจในการปฏิบตั ิงานเพื่อเปา หมายของทีม
2. สมาชิกในมีความสามัคคีและปฏิบัติงานรวมกันผานการแสดงบทบาทเพื่อสงมอบผลงานตามที่
ทมี งานกําหนดไว
3. การติดตอสื่อสารเก่ียวกับการทํางานภายในทีมเปนอยางมีประสิทธิภาพและมุงเนนท่ีเปาหมายดาน
งาน หรอื ผลลพั ธของทมี งานเปนสาํ คญั
4. เกิดการประสานงานภายในทีมอยางราบรื่น เพราะสมาชิกทุกคนในทีมตางมีเปาหมายท่ีผลลัพธ
ของทีมงานเปน สําคญั
5. ทมี งานสง มอบผลงานไดผ ลงานทอี่ งคการกําหนดขึ้นไดอยา งมน่ั ใจทง้ั ดานปริมาณและคณุ ภาพ
ความสาํ คญั ของความเกยี่ วพนั ของพนกั งานท่ีมีตอระดบั องคการ
1. องคการสามารถสรางผลกําไรท่ีเพ่ิมขึ้นและมีความภักดีตอสินคาและบริการจากลูกคา เนื่องจาก
พนักงานแตละคนจะปฏิบัติงานทั้งในบทบาทท่ีกําหนด และแสดงบทบาทที่นอกเหนือจากที่องคการกําหนดใน
ทศิ ทางที่กอใหเ กิดประโยชนต อองคก าร
2. องคการมีศักยภาพในการแขงขันหรือสามารถสรางความไดเปรียบการแขงขันในอุตสาหกรรม
จากความผกู พันของพนกั งานที่มีตองาน
3. องคก ารสามารถมบี ุคลากรทมี่ คี วามภักดแี ละอัตราการลาออกอยูในระดับตํ่า เน่ืองจากบคุ ลากรมี
ความรูสึกเปน สว นหนึ่งและมีความรสู กึ เสมือนรวมเปนเจาขององคการ
4. องคการสามารถสรางผลกําไรท่ีเพิ่มขึ้นและมีความภักดีตอสินคาและบริการจากลูกคา เน่ืองจาก
พนักงานแตละคนจะปฏิบัติงานทั้งในบทบาทท่ีกําหนด และแสดงบทบาทท่ีนอกเหนือจากที่องคการกําหนดใน
ทิศทางท่ีกอใหเกดิ ประโยชนตอองคก าร
งานวจิ ยั ที่เกย่ี วขอ ง
รพีพรรณ สมจิตรนึก (2557) ไดศึกษาความสัมพันธระหวางการรับรูความสามารถของตนเองและ
คุณลักษณะของงานตอความผูกพันในงานและผลการปฏิบัติงาน กรณีศึกษา : กลุมธุรกิจบริษัทหลักทรัพยใน
เขตกรุงเทพมหานคร โดยใชแบบวัดความผูกพันในงาน เปนแบบสอบถามที่ประเมินระดับความผกู พันในงานท่ี
สรางข้ึนโดย Schaufeli & Bakker เปนแนวคิดพ้ืนฐานของกรอบการศึกษาและพัฒนาแบบวัด ซ่ึงประกอบไป
117
การประชมุ วิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
ดวยขอคําถามจํานวน 12 ขอ โดยจะวัด 3 ดาน ไดแก ความกระฉับกระเฉง การอุทิศตน และความซึมซับใน
งาน ผลการวิจัยตัวแปรความผูกพันในงานมีคาเฉลี่ยเทากับ 3.7411 ซึ่งอยูในระดับมาก ทําใหวิเคราะหไดวา
พนักงานประจําในกลุมธุรกิจหลักทรัพยมีระดบั ความผกู พนั ในงานทแ่ี ตกตา งกนั ไปตามความมากนอยของการมี
สว นรวมในเปา หมายที่เกย่ี วของกบั งานทตี่ นเองตองรบั ผิดชอบ
วรรณะ บรรจง, ธงชัย เครือหงส, อภิชาติ พัฒนวิริยะพิศาล และศิโรจน พิมาน (2558) ไดศึกษาถึง
ตัวทํานายที่สําคัญที่มีตอความผูกพันของพนักงาน โดยไดศึกษาถึงความผูกพันของพนักงานนั้นประกอบดวย 2
องคป ระกอบหลกั คอื
1. ความผูกพันในงาน ประกอบดวย 3 องคประกอบยอย คือ ความกระฉับกระเฉงในการทํางาน
การอทุ ศิ ตนเขากบั งาน ความเปนอันหนงึ่ อนั เดยี วกับงาน
2. ความผูกพันตอองคการ ประกอบดวย 3 องคประกอบยอย คือ ความผูกพันดานการยอมรับ
เปาหมาย ความผกู พันดานความเตม็ ใจ ความผกู พันดา นความตอ งการเปน สมาชิกทด่ี ี
ซึ่งในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือของการวิจัยในครั้งนี้ ผูวิจัยไดทําการหาความเที่ยงตรงเชิง
เน้ือหาดวยวิธีการใหกลุมประชากรตัวอยางแสดงความคิดเห็นวามีความสอดคลองกับนิยามและความเปนไป
ตามลักษณะบริบทขององคการหรือไม และมีการหาคาอํานาจจําแนก โดยการหาความสอดคลองภายในดวย
วิธีสัมประสิทธิ์สหสัมพันธของเพียรสัน และหาความเชื่อมั่นดวยวิธีสัมประสิทธ์ิแอลฟาของครอนบาค โดย
แบบวัดความผูกพันของพนักงานซ่ึงมีคาอํานาจจําแนกอยูระหวาง 0.56 - 0.78 และมีคาความเชื่อมั่นเทากับ
0.93 สวนแบบวัดปจจัยที่สงผลความผูกพันของพนักงาน ประกอบดวยการสนับสนุนจากองคการ ภาพลักษณ
ขององคการ ภาวะผูนําผูบริหาร สัมพันธภาพภายในองคการ การส่ือสารภายในองคการ ความอิสระในงาน
ความรับผิดชอบในงาน และทุนพลงั ใจทางบวก มีคาอํานาจต้ังแต 0.36 ถึง 0.89 และ ความเช่ือม่ันตั้งแต 0.85
ถึง 0.95 และมีการวิเคราะหขอมูล โดยใชสถิติบรรยาย คือ คาเฉล่ีย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอางอิง
โดยทําวิเคราะหถดถอยพหุคูณแบบข้ันตอน จากการศึกษาพบวา ปจจัยท่ีสําคัญท่ีสงผลตอความผูกพันของ
พนักงาน คือ ทุนพลังใจทางบวก ความรับผิดชอบในงาน ภาพลักษณขององคการ และภาวะผูนําของผูบริหาร
เน่ืองจากพนักงานเห็นวาการท่ีองคการเปดโอกาสใหพนักงานสามารถตัดสินใจและรับผิดชอบ สามารถแกไข
ปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยใชความสามารถและศักยภาพของตนเอง และมีความเช่ือวาพนักงานบุคคลนั้น
สามารถปฏิบัติงาน จะเปนการสรางความมุงมั่นที่จะปฏิบัติงานใหเกิดประสิทธิภาพและศักยภาพในการทาํ งาน
มุงมั่นท่จี ะพฒั นางาน พัฒนาตนเองใหด ียิ่งขนึ้
กฤติยา เขื่อนวัน (2561) ไดศึกษามาตรวัดความเกี่ยวพันของพนักงานและความผูกพันตอองคการ
ของพนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอมอุตสาหกรรมการผลิต เพื่อใหไดมาตรวัดท่ีมีความนาเชื่อถือ
เหมาะสมกับบริหารของงานและองคการ และนําไปใชใหเกิดประโยชนตอองคการธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลาง
และขนาดยอ ม โดยเคร่อื งมอื ท่ใี ชใ นการวิจัยจะใชว ธิ ีการวจิ ัย ดังน้ี
1. การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใชแบบสัมภาษณเพื่อใชในขั้นตอนการสัมภาษณเชิงลึกจากผูเช่ียวชาญ
จํานวน 12 ทาน และเปนพนักงานท่ีทํางานอยูในกลุมธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอมมาแลวอยาง
นอย 3 ป และนาํ บทสัมภาษณผ นวกกับแนวคิดทฤษฎีเ่ กีย่ วขอ งมาสังเคราะหและนํามากําหนดเปน ขอคาํ ถาม
2. การวิจัยเชิงปริมาณ โดยกลุมตัวอยางประชากร จํานวน 400 ตัวอยาง ท่ีเปนพนักงานวิสาหกิจ
ขนาดกลางและขนาดยอมอุตสาหกรรมการผลิตใจจังหวัดปทุมธานี โดยใชแบบสอบถามท่ีผูวิจัยไดสรางและมี
การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ รวมท้ังใชมาตรวัดที่เกี่ยวกับความเก่ียวพันของพนักงาน ตามแนวคิดของ
ซอยฟลิและเบคเกอร ซ่ึงประกอบดวย 3 องคประกอบ รวมทั้งหมด 16 ขอคําถาม ซ่ึงแบบสอบถามมีคาความ
เช่ือม่ันอยูท่ี 0.959 สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล คือ คารอยละ คาเฉล่ีย คาสวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และ
ตรวจสอบแบบจําลองโครงสรางดวยการยืนยันองคประกอบ จากการศึกษาพบวา คาเฉลี่ยของความเกี่ยวพันของ
พนักงานท้ัง 3 ดานในภาพรวมมีคาเฉล่ียท่ีระดับ 3.893 สมการโครงสรางความผูกพันตองานมีความกลมกลืนกับ
118
การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
ขอมูลเชิงประจักษ โดยคาไค-สแควร เทากับ 86.627 องศาอิสระเทากับ 72 คา p-value เทากับ 0.115 คา
ดัชนีรากกําลังสองเฉล่ียของคาความแตกตางโดยประมาณเทากับ 0.023 และดัชนีรากกําลังสองเฉล่ียของสวน
ท่ีเหลือเทากับ 0.014 คาดัชนีวัดระดับความกลมกลืนเทากับ 0.974 ซึ่งจากผลการวิเคราะหโมเดลความ
เก่ียวพันของพนักงาน ท้ัง 3 ดานดังกลาวของพนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม อุตสาหกรรมการ
ผลิตในจังหวัดปทุมธานีตามวัตถุประสงคการวิจัย มีความสอดคลองกับขอมูลเชิงประจักษและมีสัมประสิทธิ์
การพยากรณอ ยา งมีนัยสําคัญทางสถติ ทิ รี่ ะดบั 0.001
ระเบียบวิธกี ารวิจัย
ประชากร
งานวิจัยน้ีผูวิจัยไดใชวิธีการดําเนินการวิจัยแบบวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) โดยเก็บ
ขอมูลดวยวิธีแจกแบบสอบถาม ซึ่งประชากรที่ใชในการศึกษาครั้งน้ี ไดแก พนักงานที่ปฏิบัติงานในบริษัท ดราโก
พซี ีบี จํากัด (มหาชน) ซงึ่ มพี นกั งานจาํ นวนท้ังส้นิ 1,018 คน (ขอมูล ณ วันที่ 31 ธนั วาคม 2563)
ขนาดกลุม ตวั อยาง
ผูวิจัยไดศึกษาและพิจารณาจากเอกสารอางอิงตาง ๆ เพ่ือใหไดขอมูลท่ีถูกตอง ครอบคลุม และ
เปนไปตามเกณฑการวิเคราะหองคประกอบเชิงสํารวจ และองคประกอบเชิงยืนยัน โดยผูวิจัยไดตัดสินใจ
พิจารณากําหนดขนาดกลุมตัวอยางการวิจัยคร้ังน้ีตามเกณฑของ Anderson and Gerbing (1988) และ
Bollen (1989) ท่ีกําหนดไววา จํานวนตัวอยาง ควรมีประมาณ 20 ตัวอยางตอตัวแปรทํานาย 1 ตัวแปรสังเกต
หรือขอคําถาม สําหรับการวิจัยคร้ังน้ีประกอบดวย 17 ขอคําถามจึงเทากับ 340 หนวยตัวอยาง ซ่ึงเพียงพอตอ
การวิเคราะหองคประกอบเชิงยืนตามวัตถุประสงคที่กําหนดไว ผูวิจัยจะทําการสุมตัวอยางโดยใชวิธีการสุมแบบ
งาย (Simple Random Sampling) โดยแบงตามสายงานที่สําคัญตาง ๆ จํานวน 9 สายงาน ไดแก ฝายผลิต
ฝายควบคุมคุณภาพ ฝายวิศวกรรมการผลิต ฝายซอมบํารุง ฝายวางแผนและควบคุมการผลิต ฝายคลังสินคา
และวัตถุดิบ ฝายความปลอดภัยและสิ่งแวดลอม ฝายสํานักงาน และฝายการขายและการตลาด ซึ่งขั้นตอนน้ี
ผวู จิ ัยไดก าํ หนดกลมุ ตวั อยางแบบสัดสว นตามอัตราประชากรของพนักงาน ดังแสดงในตารางที่ 1
ตารางท่ี 1 การกําหนดกลมุ ตวั อยา ง จาํ นวน (คน) จาํ นวน (สดั สวน)
สายงาน
1. ฝายผลติ 599 198
2. ฝา ยควบคุมคณุ ภาพ 181 60
3. ฝายวศิ วกรรมการผลิต 70 23
4. ฝา ยซอมบาํ รุง 38 13
5. ฝา ยวางแผนและควบคมุ การผลิต 13 5
6. ฝา ยคลังสินคาและวัตถุดบิ 40 14
7. ฝายความปลอดภัยและสิง่ แวดลอ ม 21
8. ฝายสาํ นกั งาน 47 16
9. ฝา ยการขายและการตลาด 28 10
รวม 1,018 340
ท่ีมา : รายงานประจาํ ป พ.ศ.2563 บริษัท ดราโก พีซบี ี จํากัด (มหาชน)
การพัฒนามาตรวดั การวิจยั
การพัฒนามาตรวัดการวจิ ยั มีขัน้ ตอนการสรางมาตรวดั ดังตอไปน้ี
สวนท่ี 1 แบบสอบถามเก่ียวกับขอมูลสวนบุคคลของผูตอบแบบสอบถาม ซึ่งมีลักษณะคําถามแบบ
สํารวจรายการ จํานวน 5 ขอ ประกอบดวย เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณในการทํางาน และ
สถานภาพการสมรส
119
การประชุมวชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022
สวนท่ี 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับมาตรวัดความเก่ียวพันของพนักงาน เปนการสังเคราะหแนวคิด และ
ทฤษฎีของนักวิชาการและนักวิจัยกอนหนาทั้ง 3 มิติของความเกี่ยวพันของพนักงาน ประกอบดวย ความขยัน
ขันแข็ง ความทุมเทในการทํางาน และความรูสึกเปนอันหนึ่งอันเดียวกับงาน ผูวิจัยไดทําการสังเคราะหคํานิยาม
จากการทบทวนวรรณกรรม จากนั้นจึงนํามากําหนดเปนประเด็นสําคญั เพื่อใหครอบคลุมกับขอบเขตหรือคาํ นยิ าม
และนําคํานิยามมาสรางเปนขอคําถามท่ีแสดงถึงพฤติกรรมบงชี้ของการแสดงออกเก่ียวกับความเกี่ยวพันของ
พนักงาน ดังรายละเอียดในตารางที่ 2
ตารางที่ 2 คาํ นิยามและทม่ี าของแนวคิดและทฤษฎี
นิยามศัพทเฉพาะ แหลง อางอิง
ความขยันขันแข็ง (Vigor) หมายถึง การที่บุคคลมีความมุงม่ันและเต็มใจท่ีจะ Schaufeli and Bakker (2010)
ปฏิบัติงานโดยใชความรูความสามารถ ที่มีในการปฏิบัติงานดวยความขยันขันแข็งและ
เพียรพยายามแมตองเผชิญกับอุปสรรคในการทํางาน พรอมทั้งยินดีและใหความ
รวมมือกับองคการดวยความสมัครใจ มีความพึงพอใจในการทํางาน รวมทั้งมี
ความสามารถทีจ่ ะแกไ ขปญหาทเ่ี กดิ ขนึ้ ได
ความทุมเทในการทาํ งาน (Dedication) หมายถึง การทบี่ คุ คลมีความมงุ มนั่ ทมุ เทและ Schaufeli and Bakker (2010)
เอาใจใสตองานที่ไดรับมอบหมาย มีความกระตือรือรนในการปฏิบัติงาน รักและ
ภาคภูมิใจในงานท่ีรับผิดชอบ สามารถปฏิบัติงานท่ีไดรับมอบหมายไดตามระยะเวลาที่
กําหนด มีความรูสึกวางานท่ีตนเองรับผิดชอบนั้นมีความสําคัญและมีคุณคา อีกทั้ง
ตองการมีสวนรว มในองคการและตองการใหองคการประสบความสําเร็จ
ความรูสึกเปนอันหน่ึงเดียวกับงาน (Absorption) หมายถึง การท่ีบุคคลมีสมาธิและมี Schaufeli and Bakker (2010)
ความสุขในการทํางาน ใจจดจออยูกับการปฏิบัติงานโดยรูสึกวาเวลาผานไปอยาง
รวดเร็วและทํางานจนลืมทุกส่ิงทุกอยางรอบตัวและไมสามารถละจากงานที่ทําอยูได มี
ความรสู กึ วางานเปนสวนหนง่ึ ของชวี ติ และใหค วามสาํ คญั มากกวา เร่ืองอ่ืน ๆ
จากนั้น ผวู จิ ยั ไดน ําคาํ นิยามมากําหนดประเดน็ สําคญั และสรา งเปนขอคําถามดงั แสดงในตารางท่ี 3
ตารางท่ี 3 การกาํ หนดประเดน็ สาํ คัญหรือตวั บง ชี้และการสรา งขอ คําถาม ขอคาํ ถาม
คํานยิ าม ประเดน็ สําคัญ
ความขยนั ขันแขง็ หมายถงึ การท่บี ุคคลมี 1. มีความมุงม่ันทจ่ี ะปฏบิ ตั งิ าน EE 1 เมื่องานทีท่ าํ อยูพบปญ หา ทา นจะพยายาม
ความมุงมนั่ และเต็มใจท่ีจะปฏิบตั งิ านโดยใช 2. มคี วามขยนั ขันแข็ง แกปญหานนั้ ใหคลี่คลายหรอื หายไปไดเปน ประจาํ
ความรูความสามารถ ทมี่ ีในการปฏบิ ัตงิ าน 3. ยนิ ดีและใหความรวมมอื กบั EE 2 ทา นรสู กึ วาทานมีความขยนั ขนั แขง็ กบั การทาํ งาน
ดวยความขยนั ขันแขง็ และเพียรพยายามแม องคการ ตามทไ่ี ดรับมอบหมาย
ตอ งเผชญิ กบั อุปสรรคในการทาํ งาน พรอ ม 4. มีความพึงพอใจใจงาน EE 3 ทานยินดแี ละใหค วามรวมมือกบั องคการดว ย
ทง้ั ยนิ ดีและใหค วามรว มมอื กับองคการดว ย 5. สามารถแกไ ขปญ หาที่เกดิ ข้ึนได ความสมัครใจและเต็มใจ
ความสมคั รใจ มคี วามพงึ พอใจในการ EE 4 ทา นมคี วามรูสกึ พงึ พอใจในการทํางาน
ทาํ งาน รวมทัง้ มคี วามสามารถทจี่ ะแกไ ข EE 5 ทานสามารถวิเคราะหและแกไขปญ หาในการ
ปญหาที่เกดิ ขนึ้ ได ทํางานท่เี กิดขน้ึ ได
120
การประชมุ วิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
ตารางที่ 3 การกาํ หนดประเดน็ สําคัญหรอื ตวั บงช้ีและการสรา งขอ คําถาม (ตอ)
คํานิยาม ประเด็นสําคัญ ขอคําถาม
ความทุมเทในการทาํ งาน หมายถงึ การที่ 1. เอาใจใสต อ การปฏบิ ัติหนาที่ EE 6 เมื่อทา นไดรบั มอบหมายใหปฏิบัติงาน ทานจะ
บคุ คลมีความมงุ มัน่ ทมุ เทและเอาใจใสต อ 2. มคี วามกระตือรือรน พยายามเอาใจใสตองานน้นั เปน อยา งดี
งานทีไ่ ดรับมอบหมาย มคี วามกระตือรือรน 3. รักในงานทีร่ ับผิดชอบ EE 7 ทานมคี วามกระตือรือรนในงานที่ทานรับผดิ ชอบ
ในการปฏบิ ัติงาน รักและภาคภมู ิใจในงานท่ี 4. สามารถปฏบิ ตั ิงานท่ไี ดร บั EE 8 ทา นรกั องคการและรักในงานท่ีรับผดิ ชอบ
รับผิดชอบ สามารถปฏบิ ัติงานที่ไดร บั มอบหมาย EE 9 ทา นสามารถปฏิบตั งิ านตามท่ีไดร ับมอบหมายได
มอบหมายไดต ามระยะเวลาที่กาํ หนด มี 5. งานของตนมคี วามสาํ คญั และมี ตรงตามกําหนด
ความรสู ึกวา งานทต่ี นเองรับผดิ ชอบนัน้ มี คณุ คา EE 10 ทา นพบวางานที่ทํามีความสาํ คัญและมีคณุ คา
ความสาํ คัญและมคี ณุ คา อีกทงั้ ตอ งการมี 6. การมีสว นรวมในองคการ EE 11 ทานตองการมสี วนรว มในองคการและตระหนกั
สวนรวมในองคการและตองการใหอ งคการ วา ตนเองมคี วามสําคัญในการขบั เคลอื่ นองคก ารใหป ะ
ประสบความสาํ เรจ็ สบความสําเรจ็
ความรูส ึกเปนอนั หนึ่งเดยี วกบั งาน 1. มีสมาธิ EE 12 ทา นมีสมาธิในการทํางานเปน อยางมาก
หมายถึง การที่บุคคลมสี มาธแิ ละมีความสุข 2. จดจอในการทํางาน EE 13 ทานมกั จดจออยกู ับงานเสมอ
ในการทาํ งาน ใจจดจออยกู บั การปฏบิ ัติงาน 3. รูสกึ วาเวลาผานไปอยา งรวดเรว็ EE 14 เวลาท่ีทา นทาํ งาน ทา นรสู ึกวา เวลาผา นไปอยา ง
โดยรสู ึกวาเวลาผา นไปอยา งรวดเร็วและ 4. ทํางานโดยลมื ทกุ ส่ิงทกุ อยา ง รวดเรว็
ทาํ งานจนลมื ทุกสง่ิ ทุกอยางรอบตวั และไม รอบตัว EE 15 ขณะท่ีทานทํางาน ทา นมักจะลืมทุกสงิ่ ทกุ อยาง
สามารถละจากงานทท่ี ําอยูได มีความรูสกึ 5. งานเปนสว นหนึง่ ของชวี ติ รอบตวั
วา งานเปนสวนหน่ึงของชีวิตและให 6. ใหความสาํ คญั กับงานมากกวา EE 16 ทา นรูสึกวางานเปน สวนหน่งึ ของชวี ิตทาน
ความสําคญั มากกวาเรือ่ งอืน่ ๆ เร่อื งอืน่ ๆ EE 17 สาํ หรับทานเรือ่ งงานมากอนเรื่องสว นตัว
ผูวิจัยกําหนดมาตรวัดเพ่ือใหผูตอบแบบสอบถามตอบตามความคิดเห็น ซ่ึงแบบประมาณคาเปนมาตร
วัดของลิเคริ ท 5 ระดบั แบงออกเปน นอ ยทส่ี ดุ (1) นอ ย (2) ปานกลาง (3) มาก (4) และมากทส่ี ดุ (5)
สัญลกั ษณท่ีใชแ ทนตัวแปรแฝง
F 1 หมายถึง ดา นความขยันขันแขง็
F 2 หมายถึง ดานความทุมเทในการทาํ งาน
F 3 หมายถงึ ดา นความรูสกึ เปนอันหน่งึ อันเดยี วกับงาน
F 4 หมายถงึ ความเก่ียวพันของพนกั งาน
สญั ลักษณท่ีใชแ ทนตัวแปรสังเกต
EE 1 หมายถึง เมือ่ งานท่ที ําอยูพ บปญ หา ทา นจะพยายามแกป ญหานนั้ ให
คล่คี ลายหรอื หายไปไดเปน ประจํา
EE 2 หมายถึง ทา นรสู กึ วา ทานมคี วามขยันขนั แข็งกบั การทํางานตามทไ่ี ดรบั
มอบหมาย
EE 3 หมายถงึ ทา นยนิ ดีและใหความรว มมือกบั องคการดว ยความสมัครใจ
และเตม็ ใจ
EE 4 หมายถงึ ทานมคี วามรูสึกพงึ พอใจในการทาํ งาน
EE 5 หมายถึง ทานสามารถวเิ คราะหและแกไขปญ หาในการทาํ งานทเี่ กดิ ขึ้นได
EE 6 หมายถงึ เมือ่ ทานไดร บั มอบหมายใหปฏบิ ัตงิ าน ทานจะพยายาม
เอาใจใสต องานนน้ั เปน อยา งดี
EE 7 หมายถึง ทา นมคี วามกระตือรอื รนในงานทที่ า นรับผดิ ชอบ
EE 8 หมายถึง ทา นรักองคการและรักในงานที่รับผดิ ชอบ
EE 9 หมายถึง ทา นสามารถปฏบิ ัติงานตามทไ่ี ดรบั มอบหมายไดตรงตามกาํ หนด
EE 10 หมายถึง ทานพบวางานทีท่ ํามคี วามสําคญั และมีคุณคา
121
การประชุมวิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
EE 11 หมายถึง ทา นตองการมสี ว นรวมในองคก ารและตระหนกั วาตนเองมี
EE 12 หมายถึง ความสําคัญในการขับเคลื่อนองคการใหป ระสบความสําเร็จ
EE 13 หมายถงึ ทานมสี มาธิในการทํางานเปนอยา งมาก
EE 14 หมายถึง ทา นมกั จดจออยกู บั งานเสมอ
EE 15 หมายถึง เวลาที่ทานทาํ งาน ทา นรสู ึกวา เวลาผานไปอยา งรวดเรว็
EE 16 หมายถึง ขณะทท่ี านทาํ งาน ทา นมักจะลืมทกุ ส่ิงทกุ อยางรอบตวั
EE 17 หมายถงึ ทานรูสึกวา งานเปนสวนหน่งึ ของชวี ติ ทา น
สาํ หรับทานเรื่องงานมากอนเร่อื งสวนตวั
ผลการวิจัย
ผลการวิเคราะหขอมูลเบ้ืองตนเก่ียวกับลักษณะภูมิหลังของกลุมตัวอยาง
ผลการวิเคราะหขอมูลในสวนน้ี ประกอบดวยผลการวิเคราะหคาสถิติเบ้ืองตนของกลุมตัวอยาง
ไดแก คาความถี่และเปอรเซ็นต สวนสถิติที่ใชอธิบายมาตรวัดความเกี่ยวพันของพนักงาน ไดแก คาเฉล่ีย สวน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน ความแปรปรวน คะแนนสูงสุด คะแนนต่ําสุด คาความเบ และคาความโดง โดยมี
วัตถุประสงคของการวิเคราะหในสวนแรกเพอ่ื อธิบายลักษณะของกลุม ตัวและความคิดเห็นของกลุมตัวอยางตอ
การวิจยั วามลี ักษณะอยา งไร
สวนแรกเปนการวิเคราะหลักษณะของกลุมตัวอยาง ประกอบดวย เพศ อายุ ระดับการศึกษา
ประสบการณการทํางาน สถานภาพการสมรส มีวัตถุประสงคเพื่อพิจารณาลักษณะของกลุมตัวอยางท่ี
เขารวมการตอบคําถามการวิจัยในครั้ง ดงั แสดงในตารางที่ 4
ตารางท่ี 4 คาสถิติเบ้ืองตนของกลุมตัวอยาง ความถ่ี รอยละ
160 50.00
ตัวแปร 160 50.00
1. เพศ 72 22.500
82 25.625
ชาย 87 27.187
หญิง 34 10.625
2. อายุ (ป) 30 9.375
ตา่ํ กวา 25 ป 10 3.125
26 - 30 ป 5 1.563
31 - 35 ป 229 71.563
36 - 40 ป 83 25.937
41 - 45 ป 8 2.500
46 - 50 ป 142 44.375
มากกวา 50 ป 76 23.750
3. ระดับการศึกษา
อนุปริญญา/ปวส.
ปริญญาตรี
สูงกวาปริญญาตรี
4. ประสบการณในการทํางาน (ป)
นอยกวา 3 ป
3 - 5 ป
122
การประชุมวิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
ตารางที่ 4 คาสถิติเบื้องตนของกลุมตัวอยาง (ตอ) ความถ่ี รอยละ
66 20.625
ตัวแปร 36 11.250
6 - 10 ป 193 60.313
มากกวา 10 ป 113 35.313
14 4.375
5. สถานภาพการสมรส
โสด
สมรส
หยาราง/หมาย
จากตารางที่ 4 พบวา จากกลุมตัวอยางที่ใหความรวมมือในการตอบแบบสอบถามการวิจัยครั้งนี้
จํานวนท้ังส้ิน 320 คน ตามท่ีแสดงผลลัพธการวิเคราะหในตารางท่ี 4 พบวา จํานวนเพศชายและเพศหญิงที่
ใหความรวมมือในการตอบแบบสอบถามมีจํานวนเทากัน คือ เพศชาย จํานวน 160 คน คิดเปนรอยละ 50
เพศหญิง จํานวน 160 คน คิดเปนรอยละ 50 เชนเดียวกัน เมื่อพิจารณาระดับการศึกษาของกลุมตัวอยาง
พบวา รอยละ 71.56 มีการศึกษาระดับอนุปริญญา/ปวส. รองลงมามีระดับการศึกษาปริญญาตรี คิดเปน
รอยละ 29.94 และมีเพียงรอยละ 2.50 เปนผูตอบแบบสอบถามที่มีการศึกษาสูงกวาปริญญาตรี สําหรับ
ประสบการณในการทํางาน พบวา รอยละ 44.37 มีประสบการณนอยกวา 3 ป รองลงมามีประสบการณ
ชวง 3 – 5 ป คิดเปนรอยละ 23.75 ตามมาดวยมีประสบการณ 6 – 10 ป คิดเปนรอยละ 20.63 และ
ประสบการณมากกวา 10 ป มีเพียงรอยละ 11.25 เมื่อพิจารณาสถานภาพสมรส พบวา เกือบสองในสาม
เทาของผูตอบแบบสอบถามมีสถานภาพโสด คิดเปนรอยละ 60.31 สวนสถานภาพสมรสคิดเปนรอยละ
35.31 และรอยละ 4.38 มีสถานภาพหยาราง/หมาย
หลังจากวิเคราะหลักษณะของผูตอบแบบสอบถามเรียบรอยแลว ในสวนถัดมาจะเปนการนําเสนอ
ผลการวิเคราะหขอ มูลของมาตรวัดความเกย่ี วพันของพนักงาน ซึ่งการวิเคราะหสว นน้เี ปนการนําสถิติพรรณนา
มาวิเคราะหเ พื่อพจิ ารณาลักษณะการกระจายตวั ของขอมลู อยางไร โดยผลการวิเคราะหปรากฏดังตารางท่ี 5
ตารางที่ 5 คาสถติ ิเบอื้ งตนของมาตรวดั ความเกี่ยวพนั ของพนกั งาน
ตัวแปร Min Max Χ� S.D. Var SK KU ระดบั คาความหมาย
EE 1 1.00 5.00 4.241 0.793 0.628 -1.179 2.241 สูง
EE 2 1.00 5.00 4.234 0.737 0.544 -0.732 0.518 สูง
EE 3 1.00 5.00 4.384 0.725 0.526 -1.080 1.225 สูง
EE 4 1.00 5.00 4.209 0.802 0.643 -0.837 0.430 สูง
EE 5 1.00 5.00 4.069 0.828 0.685 -0.596 0.099 สูง
EE 6 1.00 5.00 4.406 0.702 0.493 -1.031 1.093 สูง
EE 7 1.00 5.00 4.406 0.697 0.486 -1.140 1.734 สูง
EE 8 1.00 5.00 4.275 0.738 0.545 -0.816 0.628 สูง
EE 9 1.00 5.00 4.163 0.783 0.613 -0.885 1.123 สูง
EE 10 1.00 5.00 4.281 0.740 0.548 -0.876 0.824 สูง
EE 11 1.00 5.00 4.309 0.756 0.572 -0.888 0.529 สูง
EE 12 1.00 5.00 4.244 0.749 0.561 -0.927 1.370 สูง
EE 13 1.00 5.00 4.159 0.757 0.573 -0.623 0.253 สงู
EE 14 1.00 5.00 4.137 0.856 0.733 -1.051 1.488 สงู
EE 15 1.00 5.00 3.778 1.067 1.139 -0.747 -0.004 สงู
EE 16 1.00 5.00 4.003 0.883 0.781 -0.720 0.301 สงู
EE 17 1.00 5.00 3.950 0.972 0.944 -0.807 0.277 สงู
จากตารางที่ 5 แสดงผลการวิเคราะหขอมูลเบื้องตนของมาตรวัดความเก่ียวพันของพนักงาน จํานวน
ทั้งส้ิน 17 ขอ โดยนําเสนอคาตํ่าสุด คาสูงสุด คาเฉล่ีย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความแปรปรวน ความเบ ความ
123
การประชุมวชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022
โดง และระดับความหมายของคาเฉลี่ยเพ่ือดูลักษณะการกระจายและการแจกแจงของมาตรวัดแตละขอ ผลการ
วิเคราะหพบวา มาตรวัดที่ใชวัดทั้ง 17 ขอ มีคาเฉลี่ยระหวาง 3.778 – 4.406 โดยผูตอบแบบสอบถามแสดง
ความคิดเห็นในขอ EE 6 “เมื่อทานไดรับมอบหมายใหปฏิบัติงาน ทานจะพยายามเอาใจใสตองานนั้นเปนอยาง
ดี” และ EE 3 “ทานมีความกระตือรือรนในงานที่ทานรับผิดชอบ” มีคาเฉลี่ยสูงสุดเทากัน คือ 4.406 และแปล
ผลอยูในระดับสูง รองลงมาคือ ขอ EE 3 “ทานยินดีและใหความรวมมือกับองคการดวยความสมัครใจและเต็ม
ใจ” ซึ่งมีคาเฉลี่ยเทากับ 4.384 และแปลผลอยูในระดับสูง ขอคําถามที่ผูตอบแสดงความคิดเห็นโดยมีระดับ
คาเฉลี่ยที่นอยที่สุดเทากับ 3.778 อยูในระดับสูง ไดแก ขอ EE 15 “ขณะที่ทานทํางาน ทานมักจะลืมทุกสิ่งทุก
อยางรอบตัว”
เมื่อพิจารณาคาเบี่ยงเบนมาตรฐานของมาตรวัดความเกี่ยวพันของพนักงาน มีคาระหวาง 0.697 ถึง
1.067 เมื่อพิจารณาคาความเบ พบวา ขอคําถามทั้งหมดมีคาเปนลบ โดยมีคาอยูระหวาง -1.179 ถึง -0.596
แสดงวา ผูตอบคําถามทั้งหมดมีความคิดเห็นเกี่ยวกับความเกี่ยวพันของพนักงานสูงกวาคาเฉลี่ย สวนความโดง
พบวา ขอคําถามเกือบทั้งหมดมีคาเปนบวก มีเพียงขอเดียวที่มีคาเปนลบ โดยมีคาอยูระหวาง -0.004 ถึง
2.241 แสดงวา รูปรางการแจกแจงขอมูลเปนโคงเตี้ยกวาโคงปกติสําหรับคาเปนลบ และสูงกวาปกติสําหรับคา
เปนบวก อยางไรก็ตามกลาวโดยสรุปผลการวิเคราะหคาความเบและความโดง พบวา มีความแตกตางจากศูนย
เพียงเล็กนอย แตจัดวาใกลศูนย ถือวาตัวแปรมีการแจกแจงเปนโคงปกติ ดังนั้น จึงมีความเหมาะสมที่จะนําไป
วิเคราะหองคประกอบเชิงสาํ รวจและองคประกอบยืนยันตอไป
การตรวจสอบความสัมพันธระหวางมาตรวัดความเก่ียวพันของพนักงาน
ผลการวิเคราะหความสัมพันธระหวางขอคําถามของมาตรวัดความเกี่ยวพันของพนักงาน พบวา ปจจัย
เพื่อตรวจสอบขอมูลวามีสภาพความสหสัมพันธ (Correlation) ของตัวแปรที่ศึกษาวามีความสัมพันธที่ผิดปกติใน
ลักษณะ Multicollinearity หรือไม กอนการวิเคราะหองคประกอบเชิงสํารวจและยืนยัน ผูวิจัยใชวิธีการ
ตรวจสอบของ Tabachnick and Fidell (2013) ท่ีเสนอไววา ความสัมพันธระหวางตัวแปรที่ศึกษาควรมีคา
ความสัมพันธไมเกิน 0.90 จึงจะถือวาอยูในเกณฑปกติและมีความสัมพันธแบบปกติ เมื่อพิจารณาความสัมพันธ
–(107.72∗3146ซ) ่ึงไสมามมีคาูไรหถนจมําีคแานสกูง
ระหวางตัวแปรจากตารางท่ี 1 พบวา ขอคําถามท่ีนําเขาทั้งหมด 17 ขอคําถาม
ความสัมพันธท้ังหมดได จํานวนความสัมพันธ 136 คู มีความสัมพันธระหวาง 0.251
วา เกณฑท่ีกาํ หนด จึงผา นเงอ่ื นไขของการตรวจสอบทีก่ าํ หนด ดงั แสดงขอ มลู ในตารางท่ี 6
ตารางท่ี 6 คา สัมประสิทธิ์สหสมั พนั ธร ะหวา งมาตรวัดความเก่ยี วพนั ของพนักงาน
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17
EE1 1
EE2 .558** 1
EE3 .608** .640** 1
EE4 .542** .585** .622** 1
EE5 .586** .513** .572** .564** 1
EE6 .579** .609** .598** .528** .470** 1
EE7 .520** .552** .583** .526** .419** .661** 1
EE8 .546** .572** .587** .655** .513** .631** .647** 1
EE9 .538** .553** .525** .595** .597** .610** .522** .633** 1
EE10 .493** .603** .557** .630** .506** .624** .537** .702** .651** 1
EE11 .550** .550** .629** .622** .552** .607** .575** .690** .624** .684** 1
EE12 .582** .617** .543** .573** .645** .628** .536** .598** .665** .651** .592** 1
EE13 .542** .478** .522** .554** .578** .574** .524** .555** .554** .563** .571** .711** 1
EE14 .251** .311** .288** .351** .371** .287** .279** .332** .345** .310** .302** .383** .353** 1
EE15 .371** .289** .301** .311** .408** .267** .290** .320** .362** .286** .307** .350** .432** .651** 1
EE16 .411** .398** .458** .482** .506** .377** .395** .503** .466** .469** .496** .506** .501** .430** .593** 1
EE17 .508** .480** .548** .561** .546** .508** .469** .548** .555** .582** .648** .564** .599** .408** .597** .734** 1
124
การประชมุ วิชาการระดับชาติ RTBEC 2022
การวิเคราะหองคประกอบเชิงยืนยัน
การวิเคราะหองคประกอบเชิงยืนยันเปนการตรวจสอบความตรงเชิงโครงสราง (Construct validity)
ขององคประกอบแตละตัวแปรที่อยูในโมเดลวาเปนองคประกอบที่แทจริงตามทฤษฎีและแนวคิดท่ีตองการตรวจสอบ
กับขอมูลเชิงประจักษ โดยพิจารณา คาสถิติวัดระดับความสอดคลอง ไดแก คาสถิติไคสแควร (χ2) คาไคสแควร
สัมพัทธ(χ2 /df ) คา ดัชนีวัดระดับความกลมกลืน (GFI) คาดัชนีวัดระดับความกลมกลืนที่ปรับแกแลว (AGFI)
คา ดชั นวี ดั ระดับความสอดคลอ งกลมกลืนเปรียบเทียบ (CFI ) คาดัชนรี ากกาํ ลงั สองเฉลย่ี ของเศษเหลือ (SRMR)
คารากของคาเฉล่ียกําลังสองของความคลาดเคลื่อนโดย ประมาณ (RMSEA) และเปรียบเทียบนํ้าหนัก
ความสําคัญขององคประกอบกับขอมูลเชิงประจักษเพื่อหาคานํ้าหนัก องคประกอบ ของท้ัง 3 องคประกอบ ผูวิจัย
ทําการวิเคราะหองคประกอบเชิงยืนยันสองลําดับ การวิเคราะหองคประกอบเชิงยืนยันลําดับแรกเพื่อ
ตรวจสอบความตรงเชิงโครงสรางของขอคําถาม EE 1, EE 2, EE 3, EE 4, EE 5 วาเปนองคประกอบของ
ปจจัยแฝงความขยันขันแข็งหรือไม ขณะเดียวกันขอคําถาม EE 6, EE 7, EE 8, EE 9, EE 10 และ EE 11 วา
เปนองคป ระกอบของความทมุ เทในการทํางานหรอื ไม ตลอดจนขอ คาํ ถาม EE 12, EE 13, EE 14, EE 15, EE 16
และ EE 17 วา เปนองคประกอบของความรูสึกเปน อันหนึ่งเดียวกับงานหรอื ไม สว นการวเิ คราะหองคประกอบ
เชิงยืนยันลําดับสอง เปนการตรวจสอบองคประกอบท้ัง 3 มิติ (ปจจัย) (ความขยันขันแข็ง ความทุมเทในการ
ทํางาน และความรูส ึกเปน อนั หน่ึงเดียวกับงาน) วาเปนองคประกอบของความเกย่ี วพันของพนกั งานหรอื ไม
ตารางที่ 7 สถติ คิ วามสอดคลอ งของโครงสรา งการวเิ คราะห
การทดสอบ χ2 df p χ2/df RMSEA RMR GFI AGFI NFI TLI CFI
ครง้ั ที่ 1 537.475 116 0.000 4.633 0.107 0.046 0.826 0.771 0.861 0.868 0.826
คร้ังที่ 2 117.206 95 0.061 1.234 0.027 0.017 0.959 0.933 0.970 0.986 0.994
จากตารางที่ 7 แสดงคาดัชนีความกลมกลืนของการวิเคราะหทั้งสองครั้ง เมื่อพิจารณาคาสถิติที่
ใชตรวจสอบความสอดคลองระหวางแบบจําลองกับขอมูลเชิงประจักษ พบวา สมการโครงสรางความ
เกี่ยวพันของพนักงานไมมีความกลมกลืนกับขอมูลเชิงประจักษ ในการวิเคราะหครั้งที่ 1 แตผูวิจัยไดทําการ
ปรับความคลาดเคลื่อนตามคําแนะนําของโปรแกรมทําใหไดสมการโครงสรางความเกี่ยวพันของพนักงานมี
ความสอดคลองกับขอมูลเชิงประจักษเปนอยางดีในการวิเคราะหคร้ังท่ี 2 จากตารางที่ 7 จะเห็นไดวาคาไค-
สแควร (χ2) ลดลงจาก 537.475 เปลี่ยนเปน 117.206 สวนคาองศาอิสระ (df) ลดลงจาก 116 เปน 95
คา χ2/df ลดลงจาก 4.633 เปน 1.234 สวนคา GFI เพ่ิมข้ึนจาก 0.826 เปน 0.959 (ควรมีคาต้ังแต 0.900
ข้ึนไป) คา RMSEA จาก 0.107 เปน 0.027 (ควรมีคานอยกวา 0.050) และคา RMR จาก 0.046 ลดลงเปน
0.017 (ควรมีคานอยกวา 0.050) ผูวิจัยจึงตัดสินใจใชผลการวิเคราะหแบบจําลองครั้งที่ 2 ที่มีการปรับ
ความความเคลื่อนในการอภิปรายผลสาํ หรับการศึกษาในคร้ังนี้
125
การประชมุ วิชาการระดบั ชาติ RTBEC 2022
χ2 = 117.206, df = 95, p-value = 0.061, GFI = 0.959, AGFI = 0.933, CFI = 0.994, TLI = 0.992,
NFI = 0.948, RMSEA = 0.027, RMR = 0.017, χ2/df=1.234
ภาพที่ 2 ผลการวเิ คราะหส มการโครงสรา งความเก่ียวพนั ของพนักงานหลงั ปรับแกความคลาดเคล่ือน
จากผลการวิจัยดังแสดงในภาพท่ี 2 ความสอดคลองระหวางโมเดลกับขอมูลเชิงประจักษโดยมีคา
χ2 = 117.206, df = 95, p = 0.061, GIF = 0.959, AGIF = 0.933, RMSEA = 0.027, RMR = 0.017, NFI
= 0.948, χ2/df = 1.234 ผลการวิเคราะหสอดคลองกับแนวคิดของ (Byrne, 2016) ท่ีกลาววา คา χ2/df
ควรมีคานอยกวา 2 สวนคา GFI, AGFI, TLI and CFI ควรมีคามากกวา 0.900 หรือเขาใกล 1.000, ขณะคา
RMR และคา RMSEA ไมค วรเกนิ 0.05. ผลการวเิ คราะหอ งคป ระกอบเชิงยนื ยันลําดับท่หี น่ึงทีป่ ระกอบดวย 17
ขอคําถาม ผลวิจัยพบวา องคประกอบแรก ความขยันขันแข็ง ประกอบดวย ขอคําถาม EE 1 – EE 5 แสดงคา
126
การประชุมวชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022
นํ้าหนักองคประกอบระหวาง 0.712 - 0.842 และมีคา R2 ระหวาง 0.507- 0.653 สวนองคประกอบความ
ทุมเทในการทาํ งาน ประกอบดวย ขอคําถาม EE 6 – EE 11 มีคานํ้าหนักองคประกอบระหวาง 0.697 - 0.827
และมีคา R2 ระหวาง 0.486 - 0.684 ตลอดจนองคประกอบความรูสึกเปนอันหนึ่งเดียวกับงาน ประกอบดวย
ขอคําถาม EE 12 – EE 17 มีคานํ้าหนักองคประกอบระหวาง 0.419 - 0.865 และมีคา R2 ระหวาง 0.175 -
0.749 การวิเคราะหองคประกอบเชิงยืนยันลําดับที่สองท้ัง 3 ตัวแปรแฝงหรือปจจัยแฝง ไดแก ความขยัน
ขันแข็ง ความทุมเทในการทํางาน และความรูสึกเปนอันหน่ึงเดียวกับงาน มีคานํ้าหนักองคประกอบเทากับ
0.922, 0.986 และ 0.893 (ตารางท่ี 6) เมื่อพิจารณาคาน้ําหนักองคประกอบทั้งลําดับที่หน่ึงและสองของการ
วิจัยในครั้งแสดงถึงนัยสําคัญทางสถิติทุกคา เนื่องจากมีคาน้ําหนักองคประกอบเกิน 0.300 (p < 0.050) (Kim
and Mueller, 1978) เมื่อพิจารณาคาพยากรณความผันแปร พบวา บางคา R2 ท้ังสองมิติแสดงใหเห็นถึง
ความผันแปรที่สามารถอธิบายไดตํ่า เชน ขอคําถามในการวิเคราะหลําดับที่หนึ่ง EE7, EE 14, EE 15 และ EE
16 ที่มีคาตํ่ากวา 0.500 Stone et al. (2013) ท่ีแนะนําวาคา R2 ของการศึกษาในบางศาสตร โดยเฉพาะ
ศาสตรด า นพฤติกรรมมนุษยห รอื จิตวทิ ยา มโี อกาสที่คาพยากรณจ ะตาํ่ เน่อื งจากเปน การศกึ ษาคณุ ลักษณะหรือ
พฤติกรรมของบุคคลท่ียากท่ีจะคาดเดาได ทําใหคา R2 มีโอกาสตํ่ากวา 0.500. ทั้งนี้การศึกษาครั้งนี้เปน
เปาหมายทีจ่ ะพยากรณก ารรับรูของบุคคลจงึ ไมอ าจหลกี เล่ยี งคา พยากรณที่ต่าํ ได
ตารางที่ 8 ผลการวิเคราะหองคประกอบยืนยนั ลาํ ดับหนง่ึ และสองของความเก่ยี วพนั ของพนกั งาน
Latent factors/Questions 1st-order CFA construct validity 2nd-order CFA construct validity
Factor R2 CR AVE Factor R2 CR AVE
loading loading
ความเกย่ี วพันในงาน 0.953 0.873
0.883 .603 0.922 0.850
ความขยันขนั แขง็
EE 1 0.746 0.556
EE 2 0.768 0.590
EE 3 0.808 0.653
EE 4 0.842 0.592
EE 5 0.712 0.507
ความทุมเทในการทาํ งาน 0.907 0.621 0.986 0.972
EE 6 0.785 0.616
EE 7 0.697 0.486
EE 8 0.827 0.684
EE 9 0.776 0.601
EE 10 0.826 0.683
EE 11 0.812 0.659
ความรูสกึ เปนอนั หน่ึงเดยี วกบั งาน 0.829 0.463 0.893 0.798
EE 12 0.865 0.749
EE 13 0.806 0.649
EE 14 0.463 0.214
EE 15 0.419 0.175
EE 16 0.641 0.411
EE 17 0.764 0.584
127
การประชมุ วชิ าการระดับชาติ RTBEC 2022
จากตารางที่ 8 แสดงผลการพิจารณาความเช่ือม่นั องคประกอบ (Composite reliability: CR) ของ
ความตรงเชิงโครงสรางการวิเคราะหองคประกอบเชิงยืนยั่นของดานความขยันขันแข็ง ความทุมเทในการ
ทํางาน และความรูสึกเปนอันหนึ่งเดียวกับงานมีคาเทาระหวาง 0.883 – 0.907 ทั้งหมดมีคาเกิน 0.70
พิจารณาวามีนัยสําคัญทางสถิติ (Hair et al., 2010) สวนคาเฉลี่ยความแปรปรวนที่สกัดได (Average
Variance Extracted: AVE) มีคาระหวาง 0.463 - 0.621 อยางไรก็ตาม Zaiţ and Bertea (2011) ระบุวาคา
AVE ควรมีคาเกิน 0.50 จึงจะถือวามีนัยสําคัญทางสถิติ ผลการวิเคราะหพบวา ตัวแปรแฝงความรูสึกเปน
อันหนึ่งเดียวกับงานมีคานอยกวาเกณฑท่ีกําหนด แตผลการศึกษายังสามารถยอมรับได เนื่องจาก Fornell
and Larcker (1981) ระบุวา หากคา AVE ที่มีคาต่ํากวา 0.50 แตคา CR มีคาสูงกวา 0.60 ความตรงของ
เครอ่ื งมอื ทีส่ ามารถวัด (Convergent validity) ยังคงเพียงพอในโครงสรางการวัด
การอภปิ รายผลการวิจยั
จากการศึกษา คนควาทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเกี่ยวของ พบวา องคประกอบของความเกี่ยวพันของ
พนักงานแตล ะองคป ระกอบมีความสัมพันธซ ่ึงกันและกนั เพื่อยืนยนั แนวคดิ ทฤษฎที ี่ไดศ ึกษามาแลว จากนกั วิจัย
หลาย ๆ ทาน ผูวิจัยจึงไดทําการวิเคราะหโมเดลความเกี่ยวพันของพนักงาน ของพนักงานบริษัท ดราโก พีซีบี
จํากัด (มหาชน) ดวยโปรแกรมทางสถิติ AMOS พบวา ความเก่ียวพันของพนักงานบริษัท ดราโก พีซีบี จํากัด
(มหาชน) มีองคประกอบทั้งหมด 3 องคประกอบ โดยองคประกอบดานความขยันขันแข็ง ดานความทุมเทใน
การทํางาน ดานความรูสึกเปนอันหน่ึงเดียวกับงาน ทุกองคประกอบแสดงถึงความเกี่ยวพันของพนักงาน ซึ่งมี
คาสถิติตรวจสอบความกลมกลืนโมเดลมีความสอดคลองกับขอมูลเชิงประจักษ โดยสรุป พบวา คานํ้าหนัก
องคประกอบของตัวแปรแฝงทุกตัวอยูในชวงคานํ้าหนัก 0.419 ถึง 0.865 แสดงวา ตัวแปรมีผลตอความ
เก่ียวพันของพนักงานในระดับสูง แสดงใหเห็นวา พนักงานท่ีปฏิบัติงานในบริษัท ดราโก พีซีบี จํากัด (มหาชน)
มีความคิดตอการทํางานในทางบวก มีพลังในการทํางาน มีความกระตือรือรนในการทํางาน รวมท้ัง มีความ
ขยันทุมเทในการทํางานอยางเต็มท่ี เต็มกําลังความสามารถ และมุงจะปฏิบัติงานอยางเต็มประสิทธิภาพ
สอดคลองกับงานวิจัยของกฤติยา เขื่อนวัน (2561) ไดศึกษามาตรวัดความเก่ียวพันของพนักงานและความ
ผูกพันตอองคการของพนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอมอุตสาหกรรมการผลิตในจังหวัดปทุมธานี
พบวา ความเก่ียวพันของพนักงานตองานของพนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม อุตสาหกรรมการ
ผลิตในจังหวัดปทุมธานี มีองคประกอบทั้งหมด 3 องคประกอบ ไดแก ดานความขยันรับผิดชอบ ดานความ
มุงม่ันทุมเท และดานความเปนหน่ึงเดียวกับงาน พบวา ทุกองคประกอบแสดงถึงความเก่ียวพันของพนักงาน
ซ่ึงมีคาสถิติตรวจสอบความกลมกลืนโมเดลมีความสอดคลองกับขอมูลเชิงประจักษ โดยสรุป พบวา คานํ้าหนัก
องคประกอบของตัวแปรแฝงทกุ ตัวอยูในชวงคาน้ําหนกั 0.615 ถึง 0.876 ท่ีระดับนัยสําคัญทางสถิติ 0.001 ซึ่ง
เปนไปตามวัตถุประสงค แสดงวา ตัวแปรมีผลตอความเก่ียวพนั ของพนักงานในระดบั สงู
ขอ เสนอแนะเพื่อการวจิ ยั
มาตรวัดความเก่ียวพันของพนักงานท่ีพัฒนาขึ้นโดยใชแนวคิดและทฤษฎีของฝงตะวันตกเปน
ฐานในการพัฒนาเพื่อใหสอดคลองกับบริบทของไทยโดยเฉพาะบริบทของบริษัท ดราโก พีซีบี จํากัด (มหาชน)
จะทําใหไดมาตรวัดที่มีความนาเช่ือถือและเหมาะสมกับบริบทขององคการ รวมท้ัง ยังสามารถนํามาใชเปน
เคร่ืองมือสําหรับประเมินพฤติกรรมความเก่ียวพันของพนักงานในขณะที่ยังคงปฏิบัติงานอยูในองคการ เพื่อวัด
ระดับความเก่ียวพันของพนักงานและนําผลลัพธท่ีไดจากการวิจัยไปใชใหเกิดประโยชนสูงสุด จากผลการวิจัย
มาตรวัดความเก่ียวพันของพนักงาน บริษัท ดราโก พีซีบี จํากัด (มหาชน) พบวา ความเกี่ยวพันของพนักงาน
128