๑๙ กนั ยายน ๒๕๔๓
คํานํา
คูมือเครื่องยนตดเี ซล mtu เลมน้ี เรียบเรียงจากคมู ือ mtu v 396 TC/TB/TE Description and
Operation Manual ซึง่ เปนคมู อื สาํ หรับผใู ชง านเครอ่ื ง(Operator) ของบริษัท mtu ผผู ลติ เครอ่ื งยนตด ัง
กลา ว เพอื่ ใชประกอบการฝก อบรมในหลักสูตรการฝก อบรมของกองฝก การชา งกล กฝร.ใหผ ูเขา รับการ
ฝกอบรมมคี วามรูความเขาใจเกี่ยวกับการทํางานของเครือ่ ง การใชเครือ่ ง การซอมบาํ รงุ รกั ษาเครือ่ งและ
การแกไขขอขัดของระดับผูใชงานเครื่อง เพ่ือเปนแนวทางในการปฏิบัติงานภายในเรือและศึกษาราย
ละเอียดของเคร่ืองตอไป เนื่องจากรายละเอียดของแตละเครื่องนั้นจะแตกตางกัน ซ่ึงรายละเอียดดัง
กลาว จะตองดูในคูมอื ประจําเคร่ืองนั้นๆเทานั้น ดังน้นั คูมอื เลม น้ีจึงไมส ามารถใชเ ปน คูมือประจําเครื่อง
ในการปฏิบตั งิ านภายในเรือได
หากพบขอความหรือเน้ือหาภายในคูมือเลมนี้ขาดตกบกพรองหรือไมถูกตอง กรุณาแจงมาท่ี
กองฝก การชา งกล กฝร. เพื่อจะไดแกไ ขเพิ่มเตมิ ตอ ไป
ร.อ.สณชัย ผูเลอื่ งลือ
กฝล.กฝร.
๑๙ ก.ย.๔๓
โทรฯ. 068-2699,2697
กองฝก การชา งกล กฝร.
บทท่ี 1
รายละเอียดทั่วไปของเครื่อง
บริษัทผูผลติ เคร่ืองยนตด เี ซล mtu คือ บริษัท Motoren und Turbinen Union ประเทศสหพนั ธส า
ธารณรฐั เยอรมนั ซง่ึ ไดผ ลิตเคร่ืองยนตดเี ซลออกมาหลายแบบเพื่อการใชงานท่แี ตกตา งกัน เชน ใชใ นเรือ
ใชในรถไฟ เปน ตน ปจจบุ นั ทีม่ ใี ชอ ยใู นเรือรบของกองทัพเรือ อนกุ รม(Series)หน่งึ คือ อนกุ รม 396
เครือ่ งยนตด ีเซล mtu อนกุ รม(Series) 396 นี้ มี 4 ขนาด คือ V.6 สูบ , V.8 สบู , V.12 สูบ และ
V.16 สูบ ซึง่ เครอ่ื งท้งั 4 ขนาดนี้ จะมรี ะบบการทํางานบางอยา งตา งกนั เปน 3 แบบ คอื แบบ TC/TB/TE แต
โดยหลกั การทาํ งานแลว เคร่อื งยนตในอนกุ รมเดยี วกนั แมจ ะตางขนาดหรอื ตา งแบบกันกจ็ ะมีสว นประกอบ
และหลักการทํางานเหมือนกนั จะตา งกนั เฉพาะรายละเอียดบางประการ ซึง่ จะตองดูในคมู อื ประจําเครื่อง
เทานั้น
1.กลมุ การใชงานของเครอ่ื ง(Application Groups)
เคร่อื งยนต mtu แตล ะแบบหรอื แตล ะขนาด จะถกู สรางขน้ึ มาใชใ หเหมาะสมกบั งานแตล ะประเภท
แตกตางกันออกไปแยกเปนกลุม ตามลักษณะการใชง าน ซง่ึ จะสมั พันธก บั การใชง านและการซอ มบํารุงรักษา
เครื่อง ซง่ึ จะกลาวถงึ ตอไป
1.1 เปน เคร่อื งจักรใหญใ นเรอื
กลมุ 1 A. (สําหรบั เรอื ความเร็วตาํ่ )
ใชกับเรอื ทไ่ี มจาํ กดั ระยะเวลาการใชเครอื่ ง และ/หรือ เรือท่ีไมจ าํ กัดระยะเวลาการใชก ําลัง
งานตอ เนอ่ื ง(Continuous Rating)
ไดแ กเครือ่ ง 6V,8V,12V 396 TC 62
6V,8V,12V,16V 396 TC 63
12V,16V,20V 1163 TB 62/63
กลมุ 1 D. (สําหรบั เรอื ความเรว็ สูง)
ใชกับเรือโดยสาร,เรือทองเท่ียว,เรือตรวจการณ(Patrol Boats),เรือที่มีระบบขับเคลื่อน
หลายเครอ่ื ง(Combined Propulsion System),เรอื ความเรว็ สูง เชน เรือชว ยชวี ติ ในทะเล เปนตน
ไดแกเ ครอื่ ง 6V,8V,12V 396 TB 83
12V,16V,20V 538 TB 82
กลมุ 1 DS. (สําหรบั เรอื ความเร็วสงู มาก)
ใชก ับเรอื ความเรว็ สูงมาก,เรอื ตรวจการณความเร็วสงู (FPB's)และเรอื ที่ใชง านพเิ ศษ
ไดแ กเครอื่ ง 6V,8V,12V,16V 396 TB 93
12V,16V,20V 538 TB 91
12V,16V,20V 1163 TB 92/93
กองฝกการชางกล กฝร.
1.2 เปนเคร่อื งขบั เคร่อื งกาํ เนิดไฟฟา
กลุม 3 A.
ใชก ับเครื่องกําเนดิ ไฟฟาที่ใชงานตอเนอ่ื ง(Continuous Operation)
ไดแกเ คร่ือง 6V,8V,12 V 396 TC 32/52
6V,8V,12V,16V 396 TC 33/53
6V,8V,12V,16V 396 TB 33/53
12V,16V,20V 1163 TB 32/52
กลุม 3 C.
ใชก ับเครือ่ งกําเนดิ ไฟฟา ท่ีใชง านตอ เนอื่ งแตห ยดุ พักทกุ ป(Annual Limit)
ไดแกเคร่อื งในกลุม 3 A ซ่งึ แยกเปน 2 ลักษณะการใช คือ
ใชใ นเรือ ไดแ กเ ครอ่ื ง TB 52/53 , TC 52/53
ใชตดิ ต้ังอยูกบั ท่ี ไดแ กเ ครือ่ ง TB 32/33 , TC 32/33
1.3 เปน เครื่องจกั รชว ย
กลมุ 4 A.
ใชกับงานตอเนื่อง เชน เครื่องสูบน้ํา,เครื่องอัดลม,เคร่ืองเปาลม(Blowers),เคร่ืองเจาะ
(Drilling Rigs) เปนตน
ไดแ กเ คร่ือง 6V,8V,12V 396 TC 52/32
6V,8V,12V,16V 396 TC 53/33
12V,16V,20V 1163 TB 52/32
กลุม 4 C.
ใชกับงานระยะเวลาสั้นๆ เชน เครอื่ งสบู น้าํ ดบั เพลงิ ,เคร่ืองสูบนาํ้ ฉกุ เฉนิ เปน ตน
ไดแ กเ ครอื่ งในกลุม 4 A ซึ่งแยกเปน 2 ลกั ษณะการใช คือ
ใชในเรือ ไดแ กเคร่อื ง TB 52/53 , TC 52/53
ใชใ นโรงงานอุตสาหกรรม ไดแกเ ครอื่ ง TB 32/33 , TC 32/33
1.4 ใชใ นรถไฟ
กลมุ 2 A.
เปน หวั ลากรถไฟ(Rail Traction)
ไดแกเ คร่อื ง 6V,8V,12V 396 TC 12
6V,8V,12V 396 TC 13
12V,16V,20V 1163 TB 12
กองฝก การชางกล กฝร.
กลุม 3 A.
เปน เครื่องขับเครอ่ื งกาํ เนดิ ไฟฟา
ไดแ กเ ครอ่ื ง 6V,8V,12V 396 TC 12
6V,8V,12V,16V 396 TC 13
1.5 ใชก บั ยานพาหนะหรอื งานหนกั
กลุม 5 A.
ใชก ับงานหนักระยะเวลาสัน้ ๆแตต องการกําลังงานสงู เชน เครอื่ งกวาน เปนตน
ไดแกเคร่อื ง 6V,8V,12V,16V 396 TC 43
2.กําลังงานออกของเครือ่ ง(Power Output) (รูป 1-4)
กําลังงานออกของเครื่องขึ้นอยูกับความเร็วและสภาวะแวดลอมตางๆของเคร่ือง คือ อุณหภูมิ
อากาศดเี ขา เคร่ือง อณุ หภมู นิ ้าํ ทะเลและความกดดนั บรรยากาศ ซง่ึ เมื่อคาตางๆดังกลาวอยใู นเกณฑกาํ หนด
เคร่ืองยนตจะสามารถใหกําลังงานออกมาไดตามเกณฑท่ีกําหนดเชนกัน ในการคิดคากําลังงานออกของ
เครือ่ งท้ังหมดจะคิดเปน ๓ ระยะ คอื
= กําลงั งานตอ เนอื่ ง(Continuous Power) = 100 %
= กําลังงานเกินกาํ ลงั (Overload Power) = 110 %
= กําลงั งานสงู สุด(Maximum Power) = 120 %
เชน เครือ่ ง 12 V 396 TC 82
ใหก ําลงั งานตอเนือ่ ง 970 กว. ท่ี 1,750 รอบ/นาที
ใหกําลังงานเกนิ กาํ ลงั 1,050 กว. ท่ี 1,800 รอบ/นาที
เมื่อ อุณหภูมอิ ากาศดีเขาเคร่อื ง 27°C
อุณหภูมนิ าํ้ ทะเลระบายความรอน 32°C
ความกดบรรยากาศ 1,000 mbar (ของบาโรมเิ ตอร)
แตใ นการใชง านจะใช 1, 2 หรอื 3 ระยะ ขึน้ อยูกับกําลงั งานออกของเคร่ือง(Power Output) ตาม
กลุมการใชงานของเครอ่ื ง เชน
เครอ่ื งในกลมุ 1A. สามารถใหก ําลงั งานออกไดถ ึง กําลงั งานตอเน่ือง
เคร่ืองในกลมุ 1D. สามารถใหก ําลงั งานออกไดถ งึ กําลังงานเกนิ กาํ ลัง
เครือ่ งในกลมุ 1DS. สามารถใหก ําลงั งานออกไดถ ึง กําลังงานสงู สุด
การใชงานในยานกําลังงานตางๆน้ี สามารถใชไดโดยไมทําใหเคร่ืองเสียหายเนื่องจากความเคน
ของโลหะ(Overstress) ดงั นี้
กําลังงานตอเนือ่ ง ใชไ ดตลอดเวลาโดยไมจ าํ กดั ระยะเวลาใชงาน(ตลอด 24 ชม.)
กองฝกการชา งกล กฝร.
กําลังงานเกนิ กําลงั ใชได 2 ชม. ในระยะเวลาใชงาน 12 ชม.(2+10)
กําลงั งานสูงสดุ ใชไ ด 1/2 ชม. ในระยะเวลาใชง าน 6 ชม.(1/2+5 1/2)
จากรปู 1-4
Propeller Curve เปนเสน โคงทางทฤษฎีซึง่ กาํ หนดโดยผูผลิตเคร่ืองยนต จากหลักการทใ่ี หเ ครอื่ ง
ยนตและใบจกั รทํางานอยา งมปี ระสทิ ธิภาพสูงสุด แสดงถึง การเพม่ิ ข้นึ ของกาํ ลงั งานออก(Power Output)
ของเครอ่ื ง เม่ือคาความเร็วเครอ่ื งและคาการฉดี นํา้ มันเชอื้ เพลงิ เปลย่ี นไป
กองฝก การชางกล กฝร.
MCR-Curve(Max.Continuous Rating Curve) เปนเสน โคงทแี่ สดงถงึ คาความเรว็ เครอื่ งท่สี มั พันธ
กับการฉีดน้ํามนั เช้อื เพลงิ ท่ีเครื่องยนตมภี าระทางความรอน(Thermally Load) ถึง 100 % ทก่ี ารใชง านตอ
เนอ่ื ง(Continuous Operation)
3.รหสั ตัวเลขและตัวอกั ษรของเคร่ือง
ตวั อยาง เครือ่ งยนต 12 V 396 TB 83 - DB 51 L
12 หมายถงึ จาํ นวนสบู (12 สูบ)
หรอื V หมายถึง ลกั ษณะการวางสบู เปนแบบอักษร V
R หมายถึง ลักษณะการวางสูบเรยี งแถว(In-Line)
396 หมายถงึ อนกุ รมของเครื่อง(Series) เมอ่ื หารดวย 100 จะเปนความจุ
กระบอกสบู 1 สบู เปนลติ ร(3.96 ลติ ร)
T หมายถึง เปน เครอ่ื งทใ่ี ชเ ทอรโ บชารจ ขบั หมุนดว ยแกสเสีย
หรือ A หมายถึง ไมมกี ารอดั สงอากาศดเี ขาเครือ่ ง
B หมายถึง ระบายความรอ นอากาศดีเขาเครือ่ งดวยนา้ํ จากภายนอก
เคร่ือง(น้าํ ทะเล)และมีการระบายความรอนลกู สูบ
C หมายถงึ ระบายความรอนอากาศดีเขาเครื่องดวยนาํ้ จากภายใน
เคร่อื ง(น้าํ จืด)และมกี ารระบายความรอ นลูกสูบ
หรอื E หมายถงึ ระบายความรอนอากาศดเี ขา เครอ่ื งดว ยระบบระบายความ
รอนแยกสว น(Split-Circuit Coolant System)และมกี าร
ระบายความรอ นลูกสูบ
A หมายถงึ ไมมรี ะบบระบายความรอ นอากาศดเี ขา เคร่ืองแตมีการ
ระบายความรอนลกู สูบ
Z หมายถึง ไมม ีระบบระบายความรอนอากาศดีเขา เครอ่ื งและไมมี
การระบายความรอ นลูกสบู
5,6,9,8 หมายถงึ เปน เครอ่ื งทใี่ ชก บั เรอื
หรอื 4 หมายถงึ เปน เครือ่ งทีใ่ ชก ับยานพาหนะหรอื งานหนัก
หรอื 3 หมายถึง เปนเครื่องท่ีใชต ดิ ต้งั บนบก
หรือ 1 หมายถงึ เปนเครื่องที่ใชก บั รถไฟ
3 หมายถงึ ดชั นขี องแบบ(Design Index)
D หมายถึง ใชเชอ้ื เพลิงน้าํ มันดเี ซล
B หมายถึง เรอื นสูบเปน เหล็กหลอสามารถติดตั้งกลไกหนา แปลนสง
อาการขบั หมุน(Flange Mounting of Driven Machinery)
กองฝก การชางกล กฝร.
5 หมายถึง ไมม อี าํ นาจแมเหลก็ และปองกันการส่นั สะเทอื น
1 หมายถึง ประกอบดว ยสบู นํ้าทะเลและหมอระบายความรอ นใชนา้ํ ทะเล
L หมายถงึ ทศิ ทางการหมุนของเครอื่ งทวนเขม็ นาฬิกา(CCW.)
4.ลักษณะรปู แบบของเครือ่ ง (รปู 1-5)
เปน เคร่ืองทว่ี างสูบลกั ษณะเปนแบบอกั ษร V โดยเรียกช่ือแตละดา น(End)และแตละแถวสูบ
(Bank) ดังน้ี
KS. หรือ HKS. คอื ดา นสง กําลังงานออก(Main PTO. End)
KGS. หรือ GKS. คอื ดา นตรงขา มดา นสง กําลังงานออก(Auxiliary PTO.End)
เมื่อมองจากดาน KS. เขา หาเคร่ือง ดา นซา ยมอื คือ แถวสูบ A (A-Bank)
ดา นขวามอื คอื แถวสบู B (B-Bank)
โดยเร่มิ นบั สูบเปน สบู 1 จากดาน KS. เขา ไปตามลาํ ดับและชิ้นสวนประกอบอ่นื ๆ ของ
เคร่ืองท่ีเหมอื นกันตั้งแต 2 ชนิ้ สวนข้ึนไป จะนบั หรือเรียกช่ือ เชน เดยี วกับสูบของเคร่ือง
5.รายละเอียดจําเพาะของเคร่ือง (รปู 1-6)
การทาํ งาน เปน เครอ่ื ง 4 จังหวะ,ทํางานดา นเดยี ว(Single Acting)
การเผาไหม ฉีดนาํ้ มันเชือ้ เพลงิ เขา หอ งเผาไหมโ ดยตรง(Direct Injection)
การสงอากาศดเี ขา เคร่อื ง ใชเทอรโบชารจ ขับหมุนดว ยแกส เสีย
กองฝกการชางกล กฝร.
การระบายความรอ น ใชน้าํ ระบายความรอน
การวางสบู แบบอกั ษร V ทํามุม 90°C.
ความโตกระบอกสูบ 165 มม.
ชวงชกั 185 มม.
ความจุกระบอกสูบ 3.96 ลิตร
อตั ราสว นการอัด ประมาณ 12-13 : 1
ทิศทางการหมุน ทวนเข็มนาฬิกา(กลับทางหมนุ ไมได)
(มองจากดา น KS.)
ความเรว็ จดุ ระเบิด(Firing Speed) ประมาณ 100 - 120 รอบ/นาที
(ท่ีอุณหภูมนิ า้ํ จดื ระบายความรอ น 40°C.)
ความเร็วเคร่อื งใชงานคงท่ี 1,200,1,500 หรือ 1,800 รอบ/นาที
(ขับเคร่อื งกําเนิดไฟฟา)
ความเรว็ เครอื่ งเดินเบา ประมาณ 600-700 รอบ/นาที
(เปนเครื่องจกั รใหญ)
ระยะหางของลิน้ (Valve Clearance) ลน้ิ อากาศดี 0.30 มม., ล้นิ แกส เสีย 0.45 มม
(เม่อื เคร่อื งเย็น)
กองฝกการชางกล กฝร.
6.คาใชก ารตา งๆ ของเครือ่ ง(Operational Data)
เกณฑค า กาํ ลงั ดันและอุณหภมู ติ างๆในคูมือประจําเครอ่ื งน้นั เปนเกณฑมาตรฐานของเครือ่ งเทานัน้
ในการใชงานเคร่ืองจริงคาตางๆเหลา น้จี ะแตกตางออกไปบา งตามสภาวะแวดลอ มของเคร่อื ง ดังน้ันเกณฑ
คาท่ีแนนอนของแตละเครื่อง ใหดูในบันทึกทดสอบเพื่อการตรวจรับเครื่อง(Engine Acceptance Test
Record) ประจาํ เครือ่ ง
สําหรับเครื่องอนุกรม(Series) 396 นี้ จะมีอยูหลายแบบ(TC/TB/TE) และ หลายขนาด
(6V,8V,12V,16V) ดังนั้นเกณฑค าตางๆดงั กลา ว ในเครื่องแตละแบบหรือแตล ะขนาดจะแตกตางกันคอ นขาง
มาก ในคมู ือเลม นีจ้ ะเปนคาโดยประมาณเทานั้น
6.1 กําลังดนั ตางๆ(Pressures)
กําลังดันนา้ํ มนั หลอลืน่ (กอนเขา เคร่อื ง) 4.0-5.5 บาร
{(ทีค่ วามเร็วปกต)ิ (Rated Speed)}
กําลังดนั นา้ํ จดื ระบายความรอนเคร่ือง 0.2-1.0 บาร
(กอนเขา สูบนา้ํ จดื )
กําลังดันนา้ํ มนั เชอ้ื เพลิง 2.5-3.5 บาร
(กอนเขาสูบฉีดน้าํ มันเชือ้ เพลิง)
กําลงั ดนั อากาศดเี ขา เคร่อื ง (-0.14)-(1.3) บาร
(หลังจากหมอระบายความรอ นอากาศด)ี
6.2 อณุ หภมู ติ า งๆ(Temperatures)
อุณหภูมนิ า้ํ มนั หลอ ลนื่ เครื่องยนต 85-105 °C.
(กอ นเขา เคร่อื ง)
อุณหภูมนิ าํ้ จดื ระบายความรอนเครอ่ื ง 80-90 °C.
(กอ นเขาเครื่อง)
อณุ หภมู แิ กสเสยี 480-530°C.
(หลังออกจากเทอรโ บชารจ)
อุณหภมู ิอากาศดเี ขา เครือ่ ง 45-60 °C.
(หลงั ออกจากหมอ ระบายความรอ นอากาศด)ี
กองฝกการชางกล กฝร.
๑๒
บทที่ 2
สวนประกอบที่สาํ คญั ของเครือ่ ง
สวนประกอบตา งๆที่สําคัญของเครอ่ื ง มดี ังน้ี
= เรอื นสบู (Crankcase) (รายละเอียดขอ 1)
= สวนขบั หมุนเครื่อง(Running Gear) (รายละเอยี ด ขอ 2)
= ฝาสูบ(Cylinder Head) (รายละเอยี ด ขอ 3)
= กลไกควบคมุ ลิน้ (Valve Gear) (รายละเอยี ด 4)
= อุปกรณฉ ีดนาํ้ มนั เชื้อเพลงิ (Fuel Injection Equipment) (รายละเอียด ขอ 5)
= เคร่ืองควบคมุ ความเร็วเครอ่ื งยนต(Engine Governor) (รายละเอียด ขอ 6)
= อุปกรณต ัดการทํางานของสูบ(Cylinder Cutout) (รายละเอียด ขอ 7)
1.เรือนสูบ(Crankcase)
เปนสวนประกอบหลักของเครื่อง ทําดวยเหล็กหลอคุณภาพสูง(High-Grade Cast-Iron
Castings)
มี 2 แบบ คอื แบบสว นเดยี ว(Single-Unit Crankcase) (รายละเอยี ดขอ 1.1)
แบบสองสว น(Two-Piece Crankcase) (รายละเอียดขอ 1.2)
1.1 แบบสว นเดียว(Single-Unit Crankcase) (รูป 2-1.1 / 2-1.2)
# ลักษณะ #
สวนบน จะเปนชองประกอบปลอกสูบ(Liner) 2 แถวสูบ(Bank)และชองทางเดินของน้ําจืด
ระบายความรอนและน้ํามันหลอลื่น ดานในทั้งสองแถวสูบจะเปนชองสําหรับประกอบเพลาลูกเบ้ียว
(Camshaft) ดานละเพลา
สวนกลางตอนบน ประกอบดว ยทอ นํา้ มนั หลอหลัก(Main Oil Gallery) ซ่ึงยาวตลอดเรอื นสบู
สําหรับสงนํ้ามันหลอ ลน่ื ไปหลอลืน่ ระบายความรอนใหก ับสว นตา งๆ ของเครื่อง เชน สง ผา นทอ แยกลงไป
หลอลนื่ แบริง่ ใหญ( Main Bearing)และไปฉดี พนที่หัวฉีดฝอย(Spray Nozzle)ไประบายความรอ นลกู สูบ
เปน ตน
สวนกลางตอนลาง จะเปนชอ งสําหรับประกอบเพลาขอ เหวี่ยง(Crankshaft) ซ่ึงรองรับดวยแบร่งิ
ใหญ(Main Bearing)แบบฝา ๒ ช้นิ (Shell Bearing)และฝาครอบแบร่ิงใหญ(Main Bearing Cap) ซ่ึงยึด
กับเรือนสูบดว ยสลักยดึ
ดานลางของเรอื นสบู เปน หองเพลาขอ เหวีย่ ง(Crankspace) ประกอบดวยอา งนา้ํ มนั หลอ(Oil
Pan)ซึ่งเปน โลหะเบา(Light-Metal) สําหรับเก็บนา้ํ มันหลอ ไวใ ชภายในระบบของเครือ่ ง
ดานบนทั้งสองแถวสบู ประกอบดว ยฝาสูบ(Cylinder Head)
กองฝกการชา งกล กฝร.
๑๓
ดา น KGS. ประกอบดวยหมูเฟองขบั (Gear Train) อยูภายในหอ งหมเู ฟอง(Gearcase) ไดรบั
กําลังขับหมุนจากเฟองเพลาขอเหว่ียง(Crankshaft Gear)และสงอาการไปขับหมุนอุปกรณชวยตางๆ
ของเครอ่ื ง เชน สูบนาํ้ มันหลอลื่น(Oil Pump) สูบนาํ้ ทะเล(Raw Water Pump) เปน ตน
ดา น KS. ประกอบดวยลอ ชวยแรง(Flywheel) อยูภายในเรือนลอ ชวยแรง(Flywheel Housing)
ซ่ึงจะมีชองสําหรับประกอบเครื่องมือหมุนเครื่องดวยมือ(Barring Tool),ชองตรวจดูขีดเคร่ืองหมาย
จังหวะการจดุ ระเบดิ ของเครือ่ ง(สูบ A1)และชองตรวจดสู ภาพหนา แปลนตอ (Coupling)ดวย
กองฝก การชา งกล กฝร.
๑๔
กองฝก การชา งกล กฝร.
๑๕
กองฝก การชา งกล กฝร.
๑๖
1.2 แบบสองสวน(Two-Piece Crankcase) (รูป 2-1.2 / 2.1.3)
# ลักษณะ #
มีลักษณะสว นใหญ เชนเดยี วกับแบบสว นเดยี ว ที่กลา วมาแลว
ท่ีแตกตาง คือ สรา งเปน 2 สว น คือ เรือนสูบสว นบน(Crankshaft Upper Section) และเรอื นสบู
สวนกลาง(Crankcase Intermediate Frame) ประกอบเขาดวยกนั โดยใชสลกั ยดึ
ที่เรือนสูบสวนกลางดานใน ประกอบดว ยฝาครอบแบริ่งใหญ(Main Bearing Cap) ดานขางท้ัง
สองดานประกอบดวยชอ งตรวจ(Inspection Ports) สําหรับตรวจดูสวนตา งๆภายใน ปกตจิ ะปดดวยฝา
ปด(Cover)
1.3 สวนประกอบท่สี ําคญั อ่ืนๆของเรือนสูบ มีดังนี้
1.3.1 ปลอกสบู (Liner) (รูป 2-1.1 / 2-1.3)
# ลักษณะ #
ทําดว ยเหลก็ หลอแบบแรงเหวี่ยงคณุ ภาพสูง(High-Grade Centrifugally Cast Iron)(เทวตั ถลุ ง
ในแมพิมพที่กําลังหมุนอยู) ใชน ้ําจดื ระบายความรอ นเดนิ โดยรอบดา นนอกสมั ผัสกับปลอกสูบ ดานบน
ทําเปนบา ย่นื ออกมารบั กับดานบนของเรอื นสบู สว นบนมีการกันรวั่ ดว ยวงกนั รวั่ (O-Ring) 1 วง และสว น
ลาง 2 วง(Sealing Ring)
ปลอกสูบ จะประกอบเขา กบั ชอ งของเรอื นสบู จากดานบนลงมา
1.3.2 สวนระบายกําลังดนั เรอื นสบู (Crankcase Breather) (รูป 2-2.1 / 2-2.2)
ทําหนา ท่ี ลดกําลงั ดันภายในหองเพลาขอ เหวี่ยง(Crankspace)
ประกอบอยบู นสบู แถว B (B-Bank) ดาน KGS
# ลักษณะการทํางาน #
เปนหมอ กรองอากาศแบบเปยก(Wet-Type Air filter) หรือ แบบไสกรองโลหะ(Metal Mesh
filling) ซ่ึงอาจจะมีลักษณะตา งกนั บา ง แตก ารทํางานเหมือนกัน ดังน้ี
ไสกรองโลหะ ทจ่ี ะทาํ หนา ทีแ่ ยกนา้ํ มนั หลอ ออกจากอากาศ(Oil Separation) ประกอบอยูภาย
ในเรอื น(Housing)ซึ่งดานลางมีทอ ทางถงึ ภายในหองเพลาขอ เหวย่ี ง ดา นบนประกอบดวยฝาปด(Cover)
ซึ่งจะมีชองทางสําหรับตอทอระบายอากาศ(Vent Line)ที่ฝาปด (Cover) ไปเขาท่ีทางดดู ของเทอรโ บชารจ
เม่ือเคร่ืองยนตทาํ งาน เกดิ ความรอ นและมกี ําลงั ดันขึ้นภายในหอ งเพลาขอ เหวย่ี ง อากาศซ่ึงมไี อ
น้ํามนั หลอ ปนอยู จะถูกเทอรโ บชารจ ดูดเขามาผานหมอกรองแบบเปย กหรือไสตะแกรงโลหะ สว นท่ีเปน
นํ้ามันหลอจะเกาะตดิ อยูทไ่ี สกรองและตกลงอา งนํ้ามันหลอ ไป สว นท่เี ปน อากาศจะถูกดดู เขา ไปในเทอร
โบชารจและอัดสง เขากระบอกสบู ตอ ไป
# การซอมบาํ รุงรักษาเรอื นสูบและสว นประกอบ #
ไมม ี
กองฝกการชา งกล กฝร.
๑๗
2.สวนขับหมุนเครือ่ ง(Running Gear or Crankdrive) (รูป 2-3)
หมายถึง สวนประกอบของเครอ่ื ง ท่ีทาํ หนาทเี่ ปลย่ี นกําลงั งานจากการเผาไหมภายในกระบอก
สูบใหเปนกําลังงานทางกล(กําลงั งานขบั หมนุ ) สงไปใชง านภายนอกและขับหมนุ อุปกรณชว ยตางๆของ
เครือ่ ง
ประกอบดวยสว นตางๆ 3 สว นคอื ลกู สบู (Piston) (รายละเอียดขอ 2.1)
กา นตอ (Connecting Rod) (รายละเอียดขอ 2.2)
เพลาขอ เหว่ียง(Crankshaft) (รายละเอียดขอ 2.3)
กองฝกการชางกล กฝร.
๑๘
2.1 ลูกสบู (Piston) (รูป 2-4.1 ถึง 2-4.3)
ทาํ หนาที่ เปล่ียนกาํ ลงั งานจากการเผาไหมภายในกระบอกสูบ ใหเปน กาํ ลังงานทางกล(เลอื่ นขน้ึ
ลงกลบั ไป-กลับมา)
เปนแบบระบายความรอ นดว ยน้ํามันหลอ(Oil-Cooled Piston) สรางเปน 2 สว น คือ ยอดลูกสูบ
(Piston Crown)และกระโปรงลกู สูบ(Piston Skirt) แลวนํามาประกอบเขาดว ยกัน
มี 2 แบบ คือ แบบแยกสว นไมไ ด(Groove Insert Type) (รายละเอียดขอ 2.1.1)
แยกสวนได(Composite Type) (รายละเอียดขอ 2.1.2)
2.1.1 แบบแยกสวนไมไ ด( Groove Insert Type) (รูป 2-4.1)
# ลักษณะ #
ยอดลกู สบู (Piston Crown) ทําดว ยโลหะเบาชนิดพเิ ศษ(Special Grade Light Alloy) ดา นบน-
กองฝกการชางกล กฝร.
๑๙
ตรงกลาง ทําเวา เปน หองเผาไหม 1 หอ งและเปน หอ งระยะหางล้นิ (Valve Clearance Pocket) 4 หอง
ดานขางจะมีรอ งสําหรับประกอบแหวนอัดกันร่ัว(Compression Ring) 2-3 วง
กระโปรงลูกสูบ(Piston Skirt) ทําดวยโลหะผสมกราไฟท(Graphite) ภายในจะมชี องทางสง นํา้
มันหลอและชองทางนาํ้ มันหลอกลับ ดา นขางจะมชี อ งสาํ หรับประกอบสลกั ลกู สบู แบบลอยตัว(Floating
Piston Pin)โดยมีแหวนล็อค(Snap Ring)ท้ังสองดา น
ยอดลูกสูบและกระโปรงลูกสบู ประกอบเขาดว ยกัน ดวยวธิ ีเชอื่ มประสานทางไฟฟา(Electron
Beam Welding)และมีแหวนกวาดน้าํ มันหลอ ล่นื (Oil Control Ring) ประกอบอยูในรอ งระหวางสวนทั้ง
สอง 1 วง
กองฝกการชา งกล กฝร.
๒๐
2.1.2 แบบแยกสวนได(Composite Type) (รูป 2-4.2)
# ลักษณะ #
ยอดลูกสูบ(Piston Crown) ทําดวยโลหะแข็ง(Steel) ดานบน ทําเปนหอ งเชน เดยี วกบั แบบแรก
และมีชองสําหรบั รอ ยสลกั ยดึ (Stress Bolt) ดานขางมีรอ งสําหรับประกอบแหวนอดั กนั รว่ั 2 วง
กระโปรงลูกสูบ(Piston Skirt) ทําดว ยโลหะเบา(Light-Metal) ดานบนจะมีชองสําหรบั ประกอบ
ปลอกเกลียว(Threaded Bushes)หรือนตั พิเศษ(Special Nuts) สวนอื่นๆจะมลี กั ษณะเชนเดียวกับแบบ
แรก
ยอดลูกสูบและกระโปรงลูกสูบ ประกอบเขาดวยกันโดยใชสลักยึดรอยผานชองทย่ี อดลูกสูบลง
มายึดกับปลอกเกลียวหรือนัตพิเศษที่กระโปรงลูกสูบ เพ่ือใหมีกําลังยึดมากกวาการยึดกับกระโปรงลูก
สูบซงึ่ เปนโลหะเบา
ลูกสูบท้ังสองแบบ(รูป 2-4.3) ไดรับการระบายความรอนโดยนํา้ มันหลอ ทฉ่ี ดี พน จากหัวฉดี ฝอย
(Spray Nozzle)ที่เรือนสูบ ฉีดพนนํ้ามันหลอผานชองทางที่กระโปรงลูกสูบเขาไปผานภายในชอ งวา ง
ระหวางยอดลกู สูบกบั กระโปรงลูกสบู เปนการระบายความรอนใหกับลกู สูบ แลวตกลงหลอ ลน่ื สลกั ลกู
สูบและตกลงอางนํา้ มนั หลอไป
2.2 กานตอ (Connecting Rod or Conrod) (รูป 2-5)
ทําหนาที่ รับกําลงั งานจากลูกสบู และสง ตอ ไปยงั เพลาขอเหว่ยี ง(Crankshaft)
# ลักษณะ #
เปนแบบธรรมดา(Blade Rod) เหมือนกันทัง้ สองแถวสบู (ทุกสบู )
ทําดว ยวธิ ี Drop-Forged(ตอกอัดวัตถลุ งบนแมพ ิมพ) แลว ปรบั แตง ใหเ รียบรอย
กองฝก การชา งกล กฝร.
๒๑
ปลายเล็ก(ปลายบน) ประกอบเขากบั สลักลูกสูบ(Piston Pin)โดยมีแบริ่งแบบปลอก(Bushing)
เปนสวนรองรับผิวสัมผัส ไดรับการหลอล่ืนโดยนาํ้ มนั หลอระบายความรอ นลกู สบู ตกลงมาตามชอ งทาง
ภายในลูกสูบ เขาหลอ ลืน่ แลวตกลงอา งนา้ํ มันหลอ ไป
ปลายใหญ(ปลายลาง) ประกอบดว ยฝาครอบกา นตอ (Conrod Cap) โดยใชสลกั ยึด(Conrod
Bolt)เขากับกานตอ เมื่อประกอบเขากบั เดือยขอ เหวี่ยง(Crank Pin) กานตอ 2 อันของสบู ตรงขา มกนั
(เชน สูบ A1 และ B1)จะประกอบอยูบนเดือยขอ เหวีย่ ง(Crank Pin)อันเดียวกัน โดยมแี บริง่ แบบฝา 2 ชน้ิ
(Shell Bearing)ของกานตอแตละอันเปนสวนรองรับผิวสัมผัส ไดรับการหลอลื่นโดยน้ํามันหลอจากรู
เพลาขอเหวย่ี งเขา มาหลอลื่น แลวตกลงอา งนาํ้ มันหลอ ไป
2.3 เพลาขอเหวย่ี ง(Crankshaft) (รูป 2-6)
ทําหนา ท่ี เปลี่ยนกําลังงานเลอื่ นขึ้นลงของลูกสูบและกา นตอ ใหเปนกําลังงานทางหมุน
# ลักษณะ #
ทําดวยโลหะตีข้ึนรูป(Forging)เจาะรูทะลุตลอดเพลา(เพ่อื เปน ทางสง นํ้ามนั หลอ ไปหลอ ลืน่ แบร่งิ
กานตอชุดลาง) เคลือบแข็งและขดั มนั ในสว นที่รองรับกับแบริ่งตา งๆ ทุกแขนขอเหว่ียงจะประกอบดว ย
น้ําหนักถวง(Counterweight) เพื่อใหเพลาไดสมดุลยขณะหมนุ
ปลายเพลาดา น KGS. ประกอบดวยเฟองเพลาขอเหว่ยี ง(Crankshaft Gear) สําหรับสง อาการ
ขับหมุนใหห มเู ฟอ งขบั (Gear Train)
ปลายเพลาดา น KS. ประกอบดว ยลอชว ยแรง(Flywheel)และหนา แปลนสง กําลังงานออก(PTO.
กองฝก การชางกล กฝร.
๒๒
Flange) สําหรบั สงตอ กาํ ลังงานไปใชงานภายนอก เชน ขับหมุนเคร่อื งกําเนิดไฟฟาหรอื ขับหมุนเพลาใบ
จักร เปน ตน ซึ่งที่หนา แปลนสงกําลังงานออกนี้ จะมีขีดเครอื่ งหมายตําแหนง จดุ ระเบิดของสูบ A1 อยู
โดยมีเข็มชี้อยทู ี่เรือนลอชว ยแรง(Flywheel Housing)
ตลอดเพลา รองรบั ดว ยแบรงิ่ ใหญ(Main Bearing) เปนแบบฝา 2 ชิ้น(Sleeve Bearing) และ
แบบลกู กล้ิงกลม(Deep Groove Ball Bearing) 1 ชุด อยดู า น KS. ทําหนาที่กันรนุ (Axial Thrust) การ
หลอล่ืนแบร่ิงเหลา นี้ โดยนา้ํ มนั หลอจากทอ นา้ํ มนั หลอ หลกั สงผา นทอทางแยกลงมาหลอลื่นแบร่งิ ทกุ ชุด
แลวไหลผา นรูเพลาขอ เหวี่ยงไปหลอ ลนื่ แบริ่งกา นตอชุดลาง แลว ตกลงอา งนาํ้ มนั หลอไป
∗ หมายเหตุ
เครือ่ ง TE บางรุน จะมีชุดรับแรงสนั่ สะเทอื นประกอบอยูทีป่ ลายเพลาขอ เหวยี่ งดาน KGS. ดวย
# การซอมบาํ รุงรกั ษาสวนขับหมุนเคร่ือง #
รายละเอียดบทที่ 9 ขอ 1-5
3.ฝาสูบ(Cylinder Head) (รูป 2-7)
ทาํ หนา ท่ี ปดผนกึ หองเผาไหมด านบน
# ลักษณะ #
เปนแบบฝาสูบแยก(1สูบ ใช 1 ฝาสูบ) ทาํ ดวยเหล็กหลอ ชนดิ พิเศษ(Special-Grade Cast Iron)
ภายใน เจาะเปนชองทางเดินอากาศดี-แกสเสีย,ชองทางเดินน้ําจืดระบายความรอนและชอง
ทางสงนํ้ามันหลอ ประกอบอยูบนเรอื นสบู ทกุ สบู ดว ยสลกั ยดึ (Stress Bolt) โดยมีแผนรอง(Supporting
Plate)และแผน กันร่ัว(Gasket) ชวยกันรว่ั ทุกฝาสบู
ดานบนฝาสบู จะประกอบดวยเรอื นกลไกควบคมุ ลน้ิ (Valve Gear Housing)และฝาครอบฝาสบู
(Cylinder Head Cover) ตามลําดับ
สวนประกอบที่สําคญั ของฝาสบู คือ
ปลอกรบั หวั ฉีด(Protective Sleeve) (รายละเอยี ดขอ 3.1)
ลิ้นอากาศดี-ลนิ้ แกสเสยี (Inlet-Exhaust Valve) (รายละเอียดขอ 3.2)
3.1 ปลอกรบั หัวฉีด(Protective Sleeve) (รูป 2-7)
ประกอบอยทู ่สี ว นกลางฝาสูบ จํานวน 1 ปลอก
เปนท่ีสาํ หรับประกอบหัวฉดี นา้ํ มันเชือ้ เพลงิ (Fuel Injector)
# ลักษณะ #
เปนปลอกกลม ปลายสวนลางจะมีขนาดเล็กกวาสวนบน ที่ปลายสวนลางดานนอกจะเปน
เกลียวสาํ หรับกวดยึดเขา กบั ฝาสูบและท่ีสวนบนจะประกอบดวยวงกนั รั่ว(O-Ring) จํานวน 1 วง สําหรับ
กันรั่วน้ําจืดระบายความรอนอยูโดยรอบภายนอกปลอกรับหัวฉีด
กองฝก การชา งกล กฝร.
๒๓
3.2 ลิ้นอากาศด-ี ลนิ้ แกสเสยี (Inlet-Exhaust Valve) (รูป 2-7 / 2-8)
ประกอบอยูโดยรอบหวั ฉีดน้าํ มนั เช้อื เพลิง จํานวน 4 ล้ิน(อยา งละ 2 ลนิ้ )
# ลักษณะการทาํ งาน #
ลิ้นทั้งหมด จะประกอบอยูในปลอกนําล้นิ (Valve Guide) โดยมสี ปรงิ ลิน้ (Valve Spring) ล้ินละ
2 ชุด ปกติล้ินจะปดดว ยกาํ ลังสปรงิ ล้นิ และจะเปดดว ยกําลังกดจากกระเด่ืองกดล้นิ (Valve Rocker Arm)
ลิ้นอากาศดี กานลิ้น(Valve Stem)จะยาวกวา และขนาดของหวั ลนิ้ (Valve Head)จะโตกวาของ
ล้ินแกสเสยี เพอ่ื ใหก ารกวาดลา งแกส เสยี ไดผลดยี ิง่ ขึ้น
ล้ินแกสเสีย ภายในล้ินบรรจุไวดวยโซเดียม(Sodium) เพื่อใหมีการถายเทความรอนที่ดี(ล้ิน
อากาศดีไมม)ี และล้นิ แกสเสียจะประกอบดวยชดุ หมุนลิ้น(Valve Rotator)(บางเครอ่ื งอาจประกอบอยู
ทั้งล้ินอากาศดีและแกสเสีย) ทท่ี ําใหล ิ้นหมนุ ตวั เลก็ นอ ยขณะเปด เพ่ือปอ งกันไมใหห ัวลิน้ (Valve Head)
ไดรับความรอ นเฉพาะจุดและไมใหคราบเขมา(Carbon)เกาะสะสมบริเวณบาล้นิ (Valve Seat)
กองฝก การชา งกล กฝร.
๒๔
# ลักษณะการทํางานของชดุ หมุนล้ิน(Valve Rotator) # (รูป 2-8)
ทิศทางการหมนุ ทวนเข็นนาฬิกา(CCW.)
ประกอบอยดู า นลางของแผน รองสปรงิ (Cap)ของลน้ิ แกสเสีย
ประกอบดวยแผนสปริง(Belleville Spring),ฝาบังคับลูกกล้ิง(Ball Race)และลูกกลิ้ง(Steel
Ball)พรอมสปริงลูกกลง้ิ (Ball Spring)ที่ประกอบอยูใ นรอ งซงึ่ ลาดเอยี งเปนแองลึกตรงกลางรอ งของเรอื น
(Body)
เมื่อลิ้นปดอยู คอื ไมมีกําลงั กดจากกระเดอ่ื งกดลิ้น ลูกกลง้ิ จะถกู สปรงิ ลกู กล้ิง ดันใหเลื่อนไปอยู
ดานริมสดุ ของรองลูกกล้งิ ซึ่งเปน สวนที่สงู ของรอ ง
ในขณะท่ีล้ินเปด คือ ขณะที่กระเดื่องกดล้ินกดลง จะมแี รงกดสงผานกานล้นิ ,แผน รองสปริง,
แผนสปริงและฝาลูกบงั คบั ลูกกลง้ิ ถึงลกู กลิ้งตามลําดับ ทําใหลกู กลงิ้ ถูกกดใหเล่ืองลง ไปอยูสวนท่ตี าํ่ ที่
สุดของรอง ซ่ึงในขณะทีล่ นิ้ เปด น้ี ผิวสมั ผสั ระหวา งสวนตา งๆท่สี งผานกาํ ลังกดดงั กลา วจะมคี วามฝดสงู
ทําใหมีการสงตอ อาการเล่อื นตัวของลกู กลง้ิ ยอนกลบั ทําใหล ้นิ หมุนตวั ไปตามระยะเล่ือนของลูกกลง้ิ
ในขณะที่ล้ินปดดวยกาํ ลงั สปริงลน้ิ คือ ไมมีกําลังกดจากกระเดือ่ งกดล้นิ ลูกกล้งิ จะถกู สปริงลูก
กล้ิงดันใหเลอ่ื นกลับตําแหนงเดิม แตใ นขณะนผี้ วิ สัมผัสระหวางสว นตางๆท่สี งผานกําลงั กดดังกลาวจะมี
ความฝดนอย ลูกกลิ้งจึงเลื่อนกลับตําแหนงเดิมโดยไมมีการสง ตอ อาการเลอ่ื นตวั ของลกู กลง้ิ กลับไปยงั
ลิ้น ทําใหล น้ิ ไมห มุนตวั ไปตามระยะเลอื่ นของลูกกลงิ้
กองฝกการชา งกล กฝร.
๒๕
4.กลไกควบคุมลน้ิ (Valve Gear) (รูป 2-9)
หมายถึง สวนประกอบทที่ าํ หนาที่ควบคมุ การปด -เปด ของลิน้ อากาศด-ี ลน้ิ แกส เสีย
ประกอบดวยสวนตา งๆ 3 สวน คอื เพลาลูกเบ้ียว(Camshaft)
กานสง (Push Rod)
กระเดอ่ื งกดลิน้ (Rocker Arm)
# ลักษณะการทาํ งาน #
เพลาลูกเบ้ยี ว(Camshaft) ประกอบอยูท ่สี ว นบนดา นในเรอื นลูกสบู จาํ นวน 2 เพลา ทําหนา ที่
ควบคุมการปด -เปดของล้ินทัง้ สองแถวสบู (Bank) เพลาละแถวสูบ
ลักษณะเปนเพลายาวตลอดเรือนสูบ แตล ะสูบจะมีลูกเบย้ี ว 2 ลกู สําหรับลิน้ อากาศดี 1 ลูกและ
ล้ินแกสเสยี 1 ลกู รองรบั เพลาดวยแบรงิ่ แบบฝา 2 ชนิ้ (Sleeve Bearing)ตลอดเพลา โดยแบริง่ ดา น KGS
จะทําหนาทกี่ นั รุน(Axial Thrust)ดวย ปลายเพลาดา น KGS. จะประกอบดว ยเฟองขับ(Drive Gear)
สําหรบั รับอาการขับหมุนจากหมเู ฟองขบั (Gear Train)และสงอาการหมุนผา นลกู เบ้ยี ว(Cam)ใหกานสง
กองฝก การชา งกล กฝร.
๒๖
กา นสง(Push Rod) เปนแบบมลี กู กล้ิงท่ขี ากา นสง(Roller Tappet) ใน 1 สบู ประกอบดวยกา น
สง 2 กาน สําหรับล้ินอากาศดแี ละลิน้ แกสเสียอยา งละ 1 กา น โดยชดุ กา นสง คือ ขากา นสง และกานสง
จะรับอาการจากลูกเบีย้ วของเพลาลูกเบีย้ วและสง ตอ อาการใหก ระเดื่องกดลน้ิ
กระเดอ่ื งกดลิ้น(Rocker Arm) เปนแบบกระเดื่องแขนคู(Twin Arm Rocker) ประกอบอยกู ับ
เพลากระเดือ่ ง(Rocker Shaft)อยูบนฝาสบู ภายในเรือนกลไกควบคมุ ลิ้น(Valve Gear Housing) จํานวน
2 ชุด คือ กระเด่ืองแขนยาว 1 ชดุ สาํ หรบั ลน้ิ แกส เสยี และกระเดื่องแขนส้ัน 1 ชดุ สําหรับลนิ้ อากาศดี โดย
ปลายแขนเด่ียวของกระเดื่องทั้งสองชุดจะรับอาการจากปลายบนของกานสง และปลายแขนคูจะสง
อาการปด-เปดใหลิ้นอากาศดี-ล้ินแกสเสียท้ังส่ีล้ิน ซึ่งทป่ี ลายแขนคขู องกระเด่อื งกดล้ินจะประกอบดวย
สลักเกลียวปรับแตง(Adjusting Screw) สําหรับปรบั แตง ระยะหา งลิ้น(Valve Clearance) ขณะไมไ ดเดนิ
เครอ่ื ง
การหลอล่นื โดยนา้ํ มันหลอจากทอ นํ้ามนั หลอหลัก(Main Oil Gallery) สงผานชอ งทางภายใน
เรือนสูบเขาหลอล่ืนแบริ่งเพลาลูกเบ้ียว แลวสวนหนงึ่ จะสง ผา นทอสง ดานในเคร่อื งและชองทางทฝ่ี าสูบ
เขาหลอล่ืนเพลากระเด่ืองและหลอลื่นปลายแขนคูของกระเด่ืองกดลิ้น กอนตกลงหลอ ลนื่ ชดุ ขากา นสง
แลวตกลงอางน้ํามันหลอผานทอทางดา นนอกเครือ่ ง โดยดา นบนฝาสบู จะประกอบดวยเรือนกลไกลควบ
คุมลนิ้ (Valve Gear Housing)และฝาครอบฝาสบู (Cylinder Head Cap) ทําหนาที่กัน้ สวนท่ีเปน นํ้ามัน
หลอกับน้าํ มันเชื้อเพลงิ ไมใหรวั่ ไหลปนกัน
กอนเรมิ่ เดินเคร่ืองคร้งั แรก(Initial Startup) ตองเติมนา้ํ มนั หลอใสส ลกั เกลยี วปรับแตงใหเต็ม
# การซอ มบาํ รุงรักษา #
รายละเอียด บทท่ี 9 ขอ 6-10
5.อุปกรณฉดี น้าํ มนั เช้อื เพลงิ (Fuel Injection Equipment) (รูป 2-10)
หมายถึง สวนประกอบท่ีทําหนา ทส่ี บู สง น้าํ มนั เชื้อเพลงิ กาํ ลงั ดนั สูงเขาหองเผาไหม
ประกอบดวยสวนตา งๆ 4 สว น คอื
สูบฉีดนา้ํ มนั เช้ือเพลิงหรอื สูบนํ้ามันเชอ้ื เพลงิ กําลงั ดันสูง(Fuel Injection Pump)
(รายละเอยี ดขอ 5.1)
ทอน้าํ มันเช้อื เพลิงกาํ ลงั ดนั สงู (Fuel Pressure Line) (รายละเอียดขอ 5.1)
สวนปรับแตงจังหวะการฉีดน้าํ มนั เชอื้ เพลิง(Fuel Injection Timer)
(รายละเอียดขอ 5.2)
หัวฉดี น้าํ มนั เช้อื เพลิง(Fuel Injection Nozzels) (รายละเอียดขอ 5.3)
กองฝกการชางกล กฝร.
๒๗
5.1 สูบฉีดนา้ํ มนั เชือ้ เพลิงหรือสูบน้าํ มนั เชื้อเพลงิ กําลังดันสงู (Fuel Injection Pump) (รูป 2-11.1)
ในเคร่ืองแตละแบบหรือแตละขนาด รายละเอียดของสูบนํ้ามันเช้ือเพลิงกําลังดันสูงจะตางกนั
ดวย แตจะมีลักษณะการทํางานเหมอื นกัน ดังน้ี
ทําหนาที่ สูบสง นํ้ามนั เชอื้ เพลิงกําลังดันสูงไปเขา หวั ฉดี นํ้ามนั เชื้อเพลิง ผานทอนํ้ามนั เช้ือเพลิง
กําลังดันสงู (Fuel Pressure Line)ซ่ึงเปนทอสําเรจ็ รูป [ในบางเครอื่ ง จะเปนทอ 2 ช้ัน] หามดดั ใหเ สยี
รูปทรง
เปนแบบลกู สบู เลือ่ น(Plunger) ของบริษัทบอสช(Bosch) ประกอบรวมกนั เปน ชดุ เดียว อยตู รง
กลางเคร่อื งดานบนเรือนสูบ(ระหวา งแถวสูบทงั้ สอง)
# ลักษณะ #
เรือนของสบู (Pump Housing) ทําดวยโลหะเบา(Light metal) ประกอบดว ยสว นตางๆคอื ล้ินสง
และชอ งจํากัดนา้ํ มันกลบั (Delivery Valve and Return Restrictor)[หรือลิ้นสงและล้ินผอ นกําลังดนั
(Delivery and pressure Relief Valve)],ชุดลกู สบู เลื่อน(Pump Element),คันแร็คน้ํามันเช้อื เพลงิ (Fuel
กองฝกการชางกล กฝร.
๒๘
Rack),ลูกกล้ิงขากานสง(Roller Tappet),เพลาลูกเบ้ียว(Camshaft)และล้ินสงนํ้ามันหลอ(Oil Feed
Valve)
ชุดลูกสูบเล่ือน(Pump Element) ประกอบดวยลูกสูบเล่ือน(Plunger)และปลอกลูกสูบเลื่อน
(Barrel)เปนชุด จํานวนชุดเทา กบั จํานวนสูบของเครอ่ื ง ลักษณะของลกู สูบเลื่อน(Plunger) ปลายบนจะมี
กองฝก การชา งกล กฝร.
๒๙
รองถงึ แงเ ฉียงลา ง ตอนลางประกอบดวยสปริงลูกสูบเลอ่ื น(Plunger Spring)และปลอกควบคมุ (Control
Sleeve) ท่ีมีฟนเฟอ งขบอยูกบั เฟอ งของคันแร็คนาํ้ มันเชอื้ เพลงิ (Fuel Rack) ปลอกลูกสูบเล่อื น(Barrel)
ตอนบน จะมีชองทางนํา้ มนั เช้อื เพลงิ เขา -ออก อยู 2 ชอ งทาง ดานบนของชุดลกู สบู เล่ือน ประกอบดว ย
ล้ินสงและชอ งจาํ กดั นํ้ามันกลับ [หรือลิ้นสงและล้นิ ผอ นกาํ ลังดัน] (รายละเอียด ขอ 5.1.1)
เพลาลูกเบ้ียว(Camshaft) ไดรับการขับหมุนจากหมูเฟองขับ(Gear Train)ผานสวนปรบั แตง
จังหวะการฉีดนํ้ามันเชื้อเพลิง(Fuel Injection Timer)และสงตอ อาการผา นลูกกลงิ้ ขากานสง ใหลูกสูบ
เลื่อน(Plunger)เล่ือนตัวข้ึนในการสูบสงนํ้ามันเช้ือเพลิง(เลื่อนขึ้นโดยลูกเบี้ยวและเล่ือนลงโดยสปริงลูก
สูบเลอ่ื น)
คันแรค็ นา้ํ มันเชื้อเพลงิ (Fuel Rack) มีลักษณะเปน คนั ยาวตลอดเรือนของสบู และมีเฟองขบอยู
กับเฟองของปลอกควบคุม(Control Sleeve) ไดรับอาการเลื่อนตัวจากเคร่ืองควบคุมความเร็ว
(Governor) และสงอาการผานปลอกควบคมุ ใหล กู สูบเล่อื นหมุนตวั ในการปรบั แตงปริมาณการสงหรอื
การฉดี น้าํ มันเชอ้ื เพลิง
ในเคร่ืองท่ีประกอบดวยอุปกรณตดั การทาํ งานของสบู (Cylinder Cutout) คันแร็คน้าํ มนั
เช้ือเพลิงน้ี จะเปนแบบ 2 ช้นั (รายละเอียดขอ 7)
ลิน้ สง นํา้ มันหลอ(Oil Feed Valve) ประกอบอยูทที่ อทางนํ้ามันหลอ เขาเรือนของสูบ ปกตจิ ะปด
ดวยแรงกดของสปริงลิ้นและเปดดวยลูกเบ้ียวเพื่อสงนํา้ มนั หลอเขาหลอลื่นสว นตางๆภายในเรือนของสบู
นํ้ามันหลอภายในเรือนของสูบ ถามีปริมาณสูงจะไหลกลับอางนํ้ามันหลอทาง ทางชองทางนํ้ามันลน
(Spill Line)
# การทํางาน # (รูป 2-11.2)
จังหวะที่ 1 ลูกสูบเลื่อน เลื่อนลง จนกระท้ังบาบนเปดชอ งทางน้ํามนั ของปลอกลกู สูบเลื่อน
(Barrel) เปนจงั หวะดูดใหน า้ํ มนั เชือ้ เพลิงจากหอ งดูด(Suction Gallery) เขามาภายในหอ งสง(Delivery
Chamber) ดานบนลกู สูบเล่ือน
กองฝก การชา งกล กฝร.
๓๐
จังหวะท่ี 2 ลูกสบู เลือ่ น เล่อื นขน้ึ จนกระทัง้ บา บนปดชองทางนาํ้ มนั ของปลอกลูกสบู เล่อื น เปน
จังหวะเริ่มสงน้ํามนั เช้อื เพลงิ ภายในหอ งสง(ไปเขาหอ งเผาไหม)
จังหวะที่ 3 ลูกสบู เลอื่ น เลือ่ นขึน้ จนกระท้ังแงเ ฉยี งลา งเปด ชอ งทางนาํ้ มนั ของปลอกลกู สบู เลือ่ น
ใหนํ้ามันเช้ือเพลิงภายในหองสงดา นบนลกู สบู เลื่อน ไหลออกผานชองทางออกสูหองดูดไดเ ปนจังหวะสิ้น
สดุ การสง
ปริมาณการสง นํ้ามนั เชื้อเพลิง คือ ระยะจากบา บนถึงแงเ เฉียงลา ง
ในจังหวะที่ 1,2,3 จะมีการสง น้ํามันเชื้อเพลงิ มากทีส่ ุด(Max.Delivery)
ในจังหวะท่ี 4,5 ลูกสูบเล่อื นไดรบั อาการหมนุ ตวั ทําใหม ีระยะจากบาบนถึงแงเ ฉียงลางนอยลง
น่ันคือ จะมีการสง น้ํามนั เช้ือเพลงิ นอ ยลงหรอื สง เพียงบางสวน(Partial Delivery)
ในจังหวะท่ี 6 ลกู สบู เลอื่ นไดร ับอาการหมุนตัว จนกระทัง่ รองนํ้ามันตรงกับชอ งทางของปลอกลกู
สูบเลื่อน ทาํ ใหไมม ีการอัดสง นา้ํ มนั เชอ้ื เพลงิ แมว าลกู สูบเลื่อน เล่ือนขน้ึ น่นั คือ จะไมม กี ารสงน้าํ มันเชอ้ื
เพลงิ (Zero Delivery)
นา้ํ มันเช้อื เพลิงร่วั ไหล(Leak-off Fuel)ระหวางลูกสูบเล่ือนกบั ปลอกลกู สูบเลื่อน จะไหลผา นชอง
ทางร่ัวไหลที่ปลอกลกู สบู เลอ่ื น กลบั หองดดู หรอื บางแบบตอทอ ทางออกภายนอก
5.1.1 ล้ินสงและชอ งจํากัดนํา้ มันกลับ(Delivery Valve and Return Restrictor) (รูป 2-12.1)
[หรอื ล้ินสงและล้ินผอนกาํ ลังดนั (Delivery Valve and Pressure Relief Valve) (รูป 2-12.2)]
ชุดล้ินท้ังสองแบบจะประกอบอยูดานบนของชุดลกู สบู เลอื่ น(Pump Element) มีใชใ นเครอ่ื งตา ง
รุนกนั แตทําหนาท่ีเหมอื นกนั คือ
= ปองกันการเกิดแรงกระแทกในทอ นาํ้ มันเช้ือเพลิงกาํ ลังดันสงู
= ปองกันนํ้ามันเช้ือเพลิงหยดลงหอ งเผาไหม
= ลดภาระใหท อ น้าํ มันเช้ือเพลิงกําลังดนั สงู (ใหไมตองรบั กําลงั ดันสูงตลอดเวลา)
ล้ินสงและชองจาํ กดั น้าํ มันกลับ(Delivery Valve and Return Restrictor) (รูป 2-12.1)
# ลักษณะการทํางาน #
สวนบน ประกอบดวยกรวยลิ้น(Valve Cone) มีสปริงกดอยูดานบน อยูภายในเรือนล้ินสง
(Delivery Valve Holder) และทีเ่ รือนลิ้นช้นั ในจะมชี อ งจาํ กดั (Restrictor)อยดู วย
สวนลาง ประกอบดวยลนิ้ สง(Delivery Valve) อยูภายในปลอกล้นิ (Valve Guide) มีสปริงกดอยู
ดานบน ทีล่ ้นิ สงจากสว นลา ง จะมลี กั ษณะเปนรองทางต้งั (Vertical Flute),ลูกสูบ(Piston)และบา กรวย
(Conical Seat) ตามลําดบั
ในจงั หวะสง ของลูกสบู เลอ่ื น(Plunger) กําลังดนั ใตล ้นิ สง จะดนั ใหล ิ้นสง เลือ่ นขน้ึ จนกระทงั่ ลกู
สบู (Piston)เปดชองทางใหน้ํามันเชือ้ เพลงิ ผานขึ้นไปทางชองจาํ กดั ดนั ใหกรวยล้นิ เปดใหน้ํามนั เชื้อเพลงิ
สงเขา ทอนํา้ มนั เชอ้ื เพลงิ กาํ ลังดันสูง ไปฉีดพน ออกท่หี ัวฉดี นํ้ามันเชื้อเพลงิ เขา หอ งเผาไหมไ ป
กองฝก การชางกล กฝร.
๓๑
เม่ือสิ้นสุดจังหวะสง ของลูกสูบเล่ือน คือ กาํ ลงั ดันใตล ้ินสงลดลงตาํ่ กวาดานบน ล้ินสง และกรวย
ลิ้นจะเล่ือนลงปดชองทางดวยกําลังดันสปริง ล้ินสงจะเริ่มปดชองทางดวยลูกสูบและเลื่อนลงตอไปอีก
จนกระทงั่ บากรวย(Conical Seat)ปดชองทาง ซึ่งปรมิ าตรของระยะเลื่อนของลกู สูบถึงบากรวยจะทาํ ให
กําลังดันภายในดานบนลิ้นสงลดลง และกําลังดันภายในทอนํ้ามันเช้ือเพลิงกําลังดันสูงจะระบายกลับ
ผานชองจํากัดดวย ทําใหหัวฉีดปด(ดวยกําลังสปริงภายใน)อยา งรวดเร็ว น้ํามันเช้ือเพลิงจึงไมหยดลง
หองเผาไหม และเปนการลดภาระใหทอนํ้ามันเช้ือเพลิงกําลังดันสูงใหไมตองรบั กําลังดันสูงมากตลอด
เวลา และการท่ีมีกําลังดนั บางสวนอยูในทอ นาํ้ มันเชือ้ เพลงิ กําลังดันสูง จะทาํ ใหไ มเกิดแรงกระแทกขึ้น
ภายใน ในจงั หวะสงของลกู สบู เลื่อน(Plunger)
ลิ้นสงและลนิ้ ผอนกําลังดัน(Delivery Valve and Pressure Relief Valve) (รูป 2-12.2)
ภายในชุดล้ินประกอบดว ยล้ินกันกลับ 2 ชดุ ทํางานตรงขา มกนั คือ ชุดลิ้นขนาดใหญเ ปน ลน้ิ สง
(Delivery Valve) มีสปริงกดอยูด า นบน ชุดล้ินขนาดเลก็ เปน ลิ้นผอ นกําลังดัน(Pressure Relief Valve) มี
สปรงิ ดนั อยดู า นลา ง
ในจงั หวะสง ของลกู สบู เลอ่ื น(Plunger) กําลงั ดันใตชุดลิน้ จะดันใหล ิ้นผอ นกําลงั ดันปด ในขณะ
เดียวกันจะดนั ใหลนิ้ สง เปด สง น้าํ มันเชอื้ เพลงิ เขา ผา นทอนาํ้ มันเชอ้ื เพลิงกาํ ลงั ดันสงู และฉดี พนออกทหี่ วั
ฉีดน้ํามันเช้อื เพลงิ (ดว ยกําลงั ดนั นํ้ามันเช้อื เพลงิ )
เมื่อสิ้นสุดจังหวะสงของลูกสูบเล่ือน กําลงั ดันใตช ดุ ลิน้ จะลดลง กาํ ลังดนั ภายในทอ นํา้ มันเชื้อ
เพลงิ กาํ ลงั ดันสงู จะสูงกวา จะดนั ใหลน้ิ สง ปด ในขณะเดียวกนั ลิ้นผอ นกาํ ลงั ดนั จะเปด ระบายกําลังดัน-
กองฝก การชา งกล กฝร.
๓๒
ภายในทอน้ํามันเชือ้ เพลงิ กําลงั ดนั สงู ออกใหตา่ํ ลงกวากาํ ลงั สปรงิ ลน้ิ ลิน้ ผอ นกาํ ลังดันจึงจะปดใหมีกาํ ลัง
ดันบางสวนอยูภายในทอน้ํามันเช้ือเพลิงกําลังดันสูง เปนการลดภาระใหทอนา้ํ มนั เชื้อเพลิงกาํ ลังดนั สูง
และทําใหหัวฉีดน้ํามันเช้ือเพลิงปด(ดวยกําลังสปริงภายใน)อยางรวดเร็ว นํ้ามันเช้ือเพลิงจึงไมหยดลง
หอ งเผาไหม และการท่ีมีกาํ ลงั ดนั บางสวนอยูภายใน ทําใหไ มเกดิ แรงกระแทกขนึ้ ภายใน ในจังหวะสง
ของลกู สบู เลอื่ นดว ย
# การซอมบํารงุ รกั ษา #
รายละเอยี ดบทที่ 9 ขอ 32 และ 38 -39
5.2 สวนปรับแตงจังหวะการฉดี นาํ้ มนั เชอื้ เพลงิ (Fuel Injection Timer) (รูป 2-13.1 / 2-13.2)
ทําหนา ท่ี ปรบั แตงจงั หวะเริ่มสง(เร่ิมฉีด)นํา้ มนั เชือ้ เพลงิ ใหสมั พันธกับความเรว็ เครอื่ ง เพ่ือใหพอ
ดีกับจังหวะจุดระเบิดของเครื่อง(ความเร็วสูงจะตองฉีดนํ้ามันเชื้อเพลิงลวงหนามาก) โดยการสง อาการ
ใหเพลาลกู เบี้ยวของสูบฉดี นํ้ามนั เชือ้ เพลงิ หมุนนําหนา เฟอ งขับ(Drive Gear)
มุมการปรับแตง สงู สุดประมาณ 5°-8° ของเพลาลูกเบย้ี ว(10°-16° ของเพลาขอ เหวี่ยง)
# ลักษณะ #
ประกอบดวยสว นตา งๆ อยกู ับเฟองขบั (Drive Gear)ของหมเู ฟอ งขับ(Gear Train) ดังนี้
เพลาขับ(Drive Shaft) ประกอบอยูภ ายในชองท่สี ว นกลางของเฟองขับ(Drive Gear) จะทาํ หนา
ที่สงตออาการหมนุ ผา นปลอกเฟอง(Coupling Sleeve)ใหเพลาลูกเบยี้ ว(Camshft)ของสบู ฉีดนา้ํ มนั เชื้อ
เพลิง(Fuel Injection Pump)
จานหนวง(Counter Flange) ยึดแนน กบั เพลาขบั (Drive Shaft)ดวยแหวนล็อค(Ring Spring
Clamp) 1-2 ชุด(ชุดละ 2 วง) โดยมสี ลักยึด(Stress Bolt)กวดอัดปลอกนํา(Locating Sleeve)และปลอก
อดั (Collared Bush)ใหแหวนล็อคไมหลุดหลวม
ชุดลกู เบ้ียว(Cam or Curve Piece),สปรงิ (Spring)และตมุ เหวย่ี ง(Flyweights) จํานวน 5 ชดุ
กองฝกการชา งกล กฝร.
๓๓
โดยแตละชุดประกอบกนั ดังน้ีคอื ลกู เบีย้ ว(Cam or Curved Piece) ท่ีปลายดานในยดึ ติดกับ
เฟองขับ ปลายดานนอกเล่อื นตัวหมุนได สปริง(Spring) ท่ีปลายดานหนงึ่ จะดนั อยูกับจานหนว ง อีกดา น
หน่ึงดันอยูกับปลายดานนอกของลูกเบ้ียวและตุมเหวี่ยง(Flyweights) ประกอบอยรู ะหวางรอ งของจาน
หนว งกบั ลูกเบ้ยี ว
# การทาํ งาน #
เม่ือเฟองขับไดรับอาการหมุน จะสงตออาการหมุนผานลกู เบ้ียว,ตมุ เหวี่ยง,จานหนว ง,เพลาขบั
และปลอกเฟอ ง(Coupling Sleeve)ใหเพลาลกู เบย้ี วของสบู ฉดี นา้ํ มันเช้ือเพลิงหมุน ทําใหส บู ฉีดนํ้ามนั
เช้ือเพลงิ ทาํ งานสบู สง นํ้ามนั เชื้อเพลิงเขา หอ งเผาไหม
เม่ือความเร็วเคร่ืองสูงขึ้น ตุมเหว่ียงจะถกู เหวย่ี งตวั ออกจากจุดศูนยกลางเพลา ดันใหจานหนว ง
หมนุ ไปลวงหนา ทําใหเพลาลกู เบ้ียวขับลกู สบู เล่อื นหมุนลว งหนา ไปดว ย ซึ่งการหมุนลวงหนา ดังกลา วน้ี
จะสัมพันธโดยตรงกบั ความเร็วเคร่ือง น่ันคือ ทําใหม กี ารสง (การฉีด)น้าํ มนั เชอ้ื เพลิงเร็วข้นึ เมอ่ื ความเร็ว
เครื่องสงู ขนึ้ เพ่ือใหพอดีกบั จงั หวะจดุ ระเบิดของเครือ่ ง
กองฝก การชา งกล กฝร.
๓๔
5.3 หัวฉีดนาํ้ มนั เช้อื เพลิง(Fuel Injector) (รูป 2-14)
ในเครื่องแตล ะรุนจะมีขนาดตา งกนั แตล กั ษณะการทํางานเหมอื นกัน ดังน้ี
ประกอบอยูภ ายในกึง่ กลางฝาสบู ๆละ 1 หัว
ทําหนา ท่ี ฉดี นํา้ มันเช้อื เพลงิ กําลงั ดันสงู เขา หอ งเผาไหม
จํานวนรหู วั ฉดี 5 รู มุมการฉีด 152°
คากําลังดันเปดหัวฉดี ใชง าน ประมาณ 235-278 บาร(ดูในคูมือประจําเครอ่ื ง)
กองฝกการชา งกล กฝร.
๓๕
# ลักษณะ #
หัวฉีดนํ้ามนั เช้ือเพลงิ จะประกอบอยูภายในปลอกรับหัวฉีด(Protective Sleeve) มีวงกนั รั่ว 2 วง
(CE Ring and Back-up Ring) สําหรับกันรั่วระหวา งหวั ฉีดนา้ํ มันเช้ือเพลงิ กบั ปลอกรบั หวั ฉดี ดานบนจะ
มีปลอกเกลยี ว(Thrust Screw) กวดยึดหัวฉีดน้ํามันเชอ้ื เพลงิ เขา กบั ฝาสูบและปลอกอดั (Thrust Sleeve)
รับแรงอัดอยูระหวางปลอกเกลยี วกับหวั ฉีดน้ํามนั เชื้อเพลงิ (บางเครอื่ งไมม ีปลอกอัด ใชแตปลอกเกลยี ว)
ประกอบดวยสว นใหญๆ 2 สวน คอื เรือนหัวฉดี (Nozzle Holder)และปลายหัวฉดี (Injection
Nozzle)
เรือนหัวฉีด(Nozzle Holder) ภายในเจาะเปนชองทางเดินนํ้ามันเช้ือเพลิงและหองสปริงซ่ึง
ประกอบดวยเดือยกน้ั สปรงิ (Thrust Pin),สปรงิ หวั ฉีด(Spring)และแผนรองสปรงิ (Shim)
ปลายหัวฉีดฉีด(Injection Nozzle) ประกอบดวยตัวหัวฉีด(Nozzle Body)และเข็มหัวฉีด
(Nozzle Needle) โดยมีนัตหัวฉดี (Retaining Nut)กวดยึดสวนทั้งสองเขากับเรือนหัวฉีด มีแหวนรอง
กองฝกการชา งกล กฝร.
๓๖
(Washer) 1 อัน ตัวหัวฉีดและเข็มหัวฉดี นีใ้ ชเปนคู หามใชสลับคูก นั ถาเปล่ยี นตอ งเปล่ยี นเปน
ชุด ท้งั สองสวน
# การทาํ งาน #
ปกติเข็มหัวฉีดจะปดรหู วั ฉีดดวยแรงดันของสปริงหวั ฉีด ผา นเดือยกัน้ สปริง(Thrust Pin)
ในจังหวะสงของสูบฉีดน้ํามันเช้ือเพลิง นํ้ามันเชื้อเพลิงกําลังดันสูงจะถูกสงผานทอนํ้ามันเชื้อ
เพลิงกําลังดันสงู มาเขาหัวฉีดน้ํามันเชือ้ เพลงิ ผา นชอ งทางภายในเรอื นหัวฉดี และตัวหัวฉดี เขาไปภายใน
หอ งกําลงั ดนั (Pressure Chamber)ของตัวหัวฉีดดานลา งของเข็มหวั ฉดี เปน แรงดันตอเข็มหัวฉดี ทีจ่ ะทํา
ใหเ ขม็ หัวฉีดเล่ือนขึ้น
เม่ือแรงดันตอเขม็ หัวฉดี ดังกลา วสูงกวาแรงดันสปริงหวั ฉีด เขม็ หวั ฉดี จะเล่อื นขนึ้ เปดรูหวั ฉีด ฉดี
นํ้ามนั เช้ือเพลงิ จากหอ งกาํ ลังดันเขา หอ งเผาไหมไ ป
เมื่อสิ้นสุดจังหวะสงของสูบฉีดน้ํามันเช้ือเพลิง แรงดันภายในหอ งกาํ ลังดันจะลดลงและตา่ํ กวา
ดันสปริงหัวฉีด เข็มหวั ฉีดจะปดดวยแรงดันของสปริงหวั ฉีด
นํ้ามนั เช้ือเพลิงร่ัวไหล(Leak-off Fuel)ระหวางตัวหวั ฉดี กบั เขม็ หวั ฉดี จะถกู ระบายออกภายนอก
ผานหองสปริงและชองทางทีเ่ รือนหวั ฉดี เพือ่ ชวยในการหลอ ล่นื ระบายความรอ นสวนท้งั สองดว ย
ดังน้ัน จะเห็นไดวาแรงดนั หรือความแข็งของสปรงิ หวั ฉดี จะเปน ตัวกําหนดคา กําลังเปดของหวั
ฉีด ทําใหสามารถปรบั แตง คากาํ ลังเปดของหวั ฉีดได โดยการเปลีย่ นความหนาของแผน รองสปริง(Shim)
# การซอ มบํารุงรักษา #
รายละเอยี ด บทท่ี 9 ขอ 33 – 37
6.เคร่ืองควบคุมเคร่อื งยนต( Engine Governor)
ทําหนาที่ เปน เครอื่ งควบคุมความเรว็ (Speed Governor) โดยการปรับแตง การฉดี นาํ้ มันเช้อื
เพลิงใหเหมาะสมกบั ภาระและความเรว็ เคร่ือง
สําหรับเครอ่ื งยนต mtu. อนุกรม(Series) 396 นี้ มีการใชงานทง้ั เปน เครอ่ื งจกั รใหญแ ละเปน
เคร่ืองขับเคร่ืองกําเนิดไฟฟาภายในเรือ ดังน้ันเคร่ืองควบคุมเคร่ืองยนตจึงมีความแตกตางกันไปดวย
จําแนกได ดังนี้
สําหรบั เครื่องจกั รใหญม ี 2 แบบคือ
แบบแรงเหว่ียง(Centrifugal Direct Power Governor) (รายละเอียดขอ 6.1)
แบบอิเลก็ ทรอนคิ (Electronic Governor) (รายละเอียดขอ 6.3)
สําหรับเคร่อื งขับเคร่อื งกาํ เนิดไฟฟามี 2 แบบ คือ
แบบแรงเหวย่ี งทาํ งานรว มกบั กาํ ลังดนั นํา้ มันหลอ(Centrifugal Hydraulic Power
Governor) (รายละเอยี ดขอ 6.2)
แบบอิเล็กทรอนิค(Electronic Governor) (รายละเอียดขอ 6.4)
กองฝก การชางกล กฝร.
๓๗
6.1 เคร่ืองควบคมุ ความเรว็ แบบแรงเหวยี่ ง(Centrifugal Direct Power Governor)
(รูป 2-15.1 / 2-15.2)
สําหรบั เครอื่ งจกั รใหญ
ทําหนาท่ี-ปรับแตง การฉดี นาํ้ มนั เช้อื เพลงิ ใหเหมาะสม ทุกยานความเรว็ เครื่อง
ผูผลติ Bosch
แบบ(Model) RQUV All Speed Governor
# ลักษณะ #
ชุดตุม เหว่ยี ง(Flyweight) 1 ชุด(2 ลูก) ประกอบอยกู บั เดือยหมนุ (Pilot Pin) มีสปรงิ ปรบั ความเร็ว
(Speeder Spring)ประกอบอยูดานนอก ทําใหม แี รงดันใหต ุมเหวย่ี งเล่ือนเขา หาจดุ ศูนยก ลางการหมนุ
ชุดตุมเหวี่ยงจะไดรับการขบั หมนุ จากเพลาลูกเบ้ียวของสบู น้าํ มนั เช้อื เพลงิ ผานเฟอ งตรง(Spur Gear) -
ทําใหเกิดแรงเหวี่ยงใหตมุ เหวี่ยงเลอื่ นออกจากจดุ ศูนยก ลาง การเลื่อนตวั เขา-ออกของตุมเหวี่ยง จะสง
อาการผา นขอตอหมนุ (Bell Crank),กานสงความเร็ว(Speeder Rod),ปลอกเลอ่ื น(Slide Shoe),คันสง
กําลงั (Power Lever)และคนั ลอย(Floating Lever) ใหค นั แร็คนํ้ามนั เช้ือเพลงิ (Fuel Rack)เลื่อนตัว สง
อาการเพ่อื ใหมีการเพิ่ม-ลดการสง(ฉดี )นาํ้ มนั เชอื้ เพลงิ เขา หอ งเผาไหม
คนั สง กําลัง(Power Lever) ถูกออกแบบใหเปลีย่ นจดุ หมุนได เพอื่ เปลี่ยนอัตราการสง ตออาการ
(Transmission Raito) และความสามารถในการทาํ งาน(Work Capacity)
การตั้งคา ความเรว็ เคร่อื ง(Speed Setting Value) คือ การสงั่ เพ่ิม-ลดความเรว็ เครอ่ื ง ทม่ี ีใชอยู
ปจ จบุ ัน(ในเรือ PCF) จะใชหนวยตงั้ คา ความเร็วเครอื่ งแบบกลไก(Mechanical Speed Setting Unit)
คือ ใชส ายออนสง กําลัง(Teleflex Cable) สงตออาการใหค ันควบคมุ (Control Lever)หมุนเพลาควบคมุ
(Control Shaft)และกานนํา(Guide Lever) ทําใหค นั สงกําลัง(Power Lever)เล่ือนตัว สงตออาการผา น
คันลอย(Floating Lever) ใหคันแร็คนํ้ามันเชื้อเพลิงเลอื่ นตวั ในการเพ่ิม-ลดการฉดี น้ํามันเช้อื เพลิงเขา
หองเผาไหม
เครื่องควบคุมความเร็วไดรับการหลอล่ืนโดยนาํ้ มนั หลอลนื่ จากระบบนา้ํ มนั หลอล่นื เครอ่ื งยนตที่
สงเขามาและไหลกลับอางนํ้ามันหลอตลอดเวลาที่เครื่องเดินอยู กอนการใชเครื่องคร้ังแรก(Initial
Operation)จะตองเติมน้าํ มนั หลอใสประมาณ 1 ลติ ร ขณะใชง านไมต อ งตรวจสอบระดบั น้ํามันหลอ
ในเครื่องควบคุมความเร็ว
# การทํางาน #
เม่ือเพ่ิมความเร็วเคร่ือง ตุมเหว่ียงจะเล่ือนออกจากจุดศูนยกลาง เพิ่มแรงกดตอสปริงปรับ
ความเร็ว ถาความเร็วเคร่ืองสูงกวาคาท่ีกาํ หนด(Speed Setting) ตุมเหวย่ี งจะเลอ่ื นออกจากจุดศนู ย
กลางสง ตออาการผา นสว นตา งๆดงั ท่ีกลาวมาแลว ใหคนั แร็คน้ํามนั เชอ้ื เพลงิ เลอ่ื นตวั ไปในทศิ ทางลดการ
ฉีดนา้ํ มันเชอ้ื เพลงิ หรือทิศทางตาํ แหนง หยดุ (Toward Stop Position)
กองฝกการชา งกล กฝร.
๓๘
กองฝก การชา งกล กฝร.
๓๙
เม่ือลดความเร็วเครื่อง ตุมเหวี่ยงจะเลื่อนเขาดวยแรงดันของสปริงปรับความเร็ว และถา
ความเร็วเครอื่ งตํ่ากวายานท่กี าํ หนด ตุมเหว่ียงจะเล่ือนเขา หาจุดศนู ยก ลาง สง ตอ อาการผา นสวนตางๆ
ดังทกี่ ลา วมาแลว ใหคันแร็คน้ํามนั เชื้อเพลงิ เลื่อนตวั ไปในทศิ ทางเพ่มิ การฉีดนาํ้ มันเชอื้ เพลิง
6.2 เครื่องควบคมุ ความเรว็ แบบแรงเหวี่ยงทาํ งานรว มกบั กาํ ลังดนั นํ้ามนั หลอ
(Centrifugal Hydraulic Power Governor) (รูป 2-16.1 / 2-16.2)
สําหรบั เคร่อื งขบั เครอื่ งกาํ เนดิ ไฟฟา
กองฝกการชา งกล กฝร.
๔๐
ต้ังคาความเรว็ เคร่ืองดว ยหนวยตง้ั คา ความเร็วเคร่ืองแบบไฟฟา(Electric Speed Setting Unit)
ผูผลติ mtu
แบบ(Model) R 071 E 01 F
ทาํ หนาที่ ควบคุมการฉีดนํา้ มันเช้อื เพลิงขณะเริม่ เดินเคร่อื ง(ไมมกี ําลงั ดันน้าํ มันหลอ)
จํากัดการฉดี นาํ้ มันเช้ือเพลงิ ปอ งกนั เคร่อื งทาํ งานเกินกาํ ลัง
ใหเคร่ืองยนตเดนิ เบา(Idling Speed)ถากําลังดนั น้าํ มันหลอ ตกต่าํ
ปรับแตงการฉีดนํ้ามันเช้ือเพลิงใหเหมาะสมกับความเร็วและภาระของเคร่ือง
ซ่ึงตองอยใู นยานความเรว็ ตกของเคร่ือง(Speed Droop)
# ลักษณะ #
ชุดตุมเหว่ยี ง(30:Flyweight) 1 ชุด(2 ลูก) จะไดร ับแรงดนั จากสปริงปรบั ความเรว็ (29:Speeder
Spring) ทําใหตุมเหวี่ยง(30)หุบเขาและไดรับการขับหมุนจากเพลาลูกเบ้ียวของสูบฉีดน้ํามันเช้ือเพลิง
(Fuel Injection Pump)ทําใหตุมเหวยี่ งกาง(30)ออก การหุบเขาและกางออกของตมุ เหวยี่ ง(30)น้ี จะสง
อาการผานกานปรับความเร็ว(22:Speeder Rod)ใหมีการปด-เปดกําลังดันนํ้ามนั หลอ ใหเขา ทํางานใน
ลูกสูบกําลัง(18:Actuating Piston) ทําใหลูกสูบกําลัง(18)มีการเล่ือนตัวสงอาการผานคันสงอาการ
(12:Transmission Lever)และกานสงอาการ(3:Transmission Rod)ใหคันแร็คนํ้ามันเช้ือเพลิง
(34:Injection Pump Rack)เล่ือนตัวในการเพ่ิม-ลดการสง (การฉดี )นํา้ มันเชื้อเพลงิ เขา หองเผาไหม
การต้ังคาความเร็วเครื่อง(การส่ังเพ่ิม-ลดความเร็ว) ก็โดยมอเตอรตั้งคาความเร็ว(36:Speed
Setting Motor)สงอาการไปหมนุ เพลาตัง้ คา ความเรว็ (33:Speed Setting Shaft) ใหมีการสงตออาการ
ไปปรับเพิม่ -ลดความแขง็ ของสปริงปรบั ความเรว็ (29:Speeder Spring)
# การทํางาน #
เมื่อไมไดเ ดินเครอ่ื ง(Engine Inoperative) จะไมมีกาํ ลังดันนํ้ามันหลอเขาทํางานในเคร่ืองควบ
คุมความเร็ว(ทางชองทาง a) ลูกสูบชดเชย(14:Compensation Piston)จะล็อคอยูกับแบริ่งลูกกลิ้ง
(15:Grooved Ball Bearing),ลูกสบู กําลัง(18:Actuating Piston)และกานปรับความเรว็ (22:Speeder
Rod) โดยสปริงบงั คบั (17:Holdinging Spring) ในขณะน้สี ปริงเรม่ิ เดิน(13:Start Spring)จะทาํ หนาท่ี
เปนสปรงิ ปรับความเร็ว(29:Speeder Spring) จะสงอาการผานคันสง อาการ(12:Transmission Lever)
และกานสงอาการ(3:Transmission Rod)ใหคนั แร็คนํา้ มนั เชอื้ เพลิง(34) เล่ือนตัวไปอยใู นตําแหนง เร่ิม
เดนิ (Start) ในขณะเดยี วกันลกู สบู กาํ ลัง(18) จะสงอาการใหตุมเหวย่ี ง(30:Flyweight)หบุ เขา
เมื่อเครอื่ งยนตเริม่ เดิน(During Startup) ขณะที่เคร่ืองยนตเร่มิ จุดระเบดิ ตุมเหว่ียง(30)จะไดรบั
แรงขับหมุนจากเพลาลกู เบี้ยวของสบู ฉดี นา้ํ มนั เช้ือเพลิง(Fuel Injection Pump) ทําใหตุม เหว่ียง(30)กาง
ออกและมีแรงเหว่ียงเพียงพอสงอาการใหก านปรบั ความเรว็ (22)เลอ่ื นไปทางขวา ใหมกี ารลดการสง -
กองฝกการชางกล กฝร.
๔๑
กองฝก การชา งกล กฝร.
๔๒
กองฝก การชา งกล กฝร.
๔๓
(การฉีด)น้าํ มันเช้ือเพลิงเขาหองเผาไหมใ หเ หมาะสม จนกระท่ังมีกาํ ลังดนั น้ํามันหลอเขาทาํ งานทางชอง
ทาง a (กําลังดันตา่ํ ทีส่ ุด 2 บาร) เขา ทาํ งานตอ ลกู สบู ชดเชย(14)และลูกสูบกาํ ลงั (18) ทาํ ใหลูกสบู ชดเชย
(14)เลื่อนไปทางขวา ใหลูกสูบชดเชย(14)กับลูกสูบกําลัง(18),กานปรับความเร็ว(22),แบริ่งลูกกลิ้ง
(15:Grooved Ball Bearing)และล้ินนาํ ลูกสูบกาํ ลงั 16:Actuating Piston Pilot Valve)ซ่ึงล็อคกนั อยู เปน
อิสระจากกัน ในขณะน้ีสปริงเร่ิมเดิน(13)จะไมมีผลตอการทาํ งานของเครอื่ งควบคุมความเรว็ ในขณะ
เดียวกัน กําลังดนั นํา้ มนั หลอ จะผา นลน้ิ นําลูกสูบสปริงปรับความเร็ว(27:Speeder Spring Piston Pilot
Valve)เขาทํางานตอลูกสูบสปริงปรับความเร็ว(28:Speeder Spring Piston) ทําใหล กู สูบสปริงปรับ
ความเร็ว(28)เลอื่ นไปทางซาย เปน การปรับเพ่มิ แรงดัน(เพิ่มความแข็ง)ของสปรงิ ปรบั ความเรว็ (29) จน
กระทั่งชองทางน้าํ มนั หลอถูกปดโดยบา ของลนิ้ นําลูกสูบสปรงิ ปรบั ความเร็ว(27) ทําใหมีการสง อาการให
เพิ่มการสง (การฉดี )น้าํ มันเชอื้ เพลงิ เขาหอ งเผาไหม ความเรว็ เครอ่ื งยนตจะเพมิ่ สูงขึ้น ในขณะเดยี วกนั ตมุ
เหวี่ยง(30)จะกางออกสงอาการใหกานปรับความเร็ว(22:Speeder Rod)และลูกสูบปรับความเร็ว
(28:Speeder Spring Piston)เล่ือนไปทางขวา จนกระท่งั แรงเหวย่ี งของตมุ เหว่ยี ง(30)ทาํ ใหก า นปรบั
ความเร็ว(22)เลือ่ นไปทางขวา ทาํ ใหม กี ารสง (การฉีด)นา้ํ มันเชอ้ื เพลิงลดลง ความเรว็ เคร่อื งยนตจะลดลง
จนกระท่ังแรงดันของสปริงปรับความเรว็ (29)สมดุลยกับแรงเหว่ยี งของตมุ เหว่ยี ง(30) เครือ่ งยนตจ ะเดิน
ดวยความเร็วคงท่ี ท่คี วามเรว็ เดนิ เบา(Idle Speed)
เมอ่ื เพ่ิมกาํ ลังงานออก(Increse Power Output) เมือ่ ภาระ(Load)ของเครือ่ งเพ่ิมขน้ึ ความเรว็
เคร่อื งจะตกลง(Drop) แรงเหว่ียงของตุมเหวยี่ ง(30)จะลดลงและหุบเขา สปรงิ ปรบั ความเร็ว(29)จะยืดตวั
ออก(ลดความแข็งลง) ทําใหกา นปรบั ความเร็ว(22)เล่อื นไปทางซาย ลน้ิ นาํ ลูกสบู กาํ ลัง(16)จะเลอ่ื นไป
ทางซายดวย ก็จะเปดใหกําลังดนั นา้ํ มนั หลอเขาทาํ งานตอ ลกู สูบกาํ ลงั (18) ทําใหลูกสบู กําลัง(18) เลอ่ื น
ไปทางซายและสง อาการใหมีเพิม่ การสง (การฉดี )นาํ้ มนั เชือ้ เพลิงเขา หอ งเผาไหม ความเร็วเครอื่ งยนตจ ะ
เพ่ิมข้ึนอีก จนกระแรงเหว่ียงของตุมเหวี่ยง(30)สมดุลยกับแรงดันของสปริงปรับความเร็ว(29)ความเรว็
เครื่องยนตจะคงท่ีอีกแตจะต่ํากวาความเร็วกอนเพ่ิมภาระ เน่ืองจากแรงดัน(ความแข็ง)ของสปริงปรับ
ความเร็วลดลง แตอยางไรก็ตามอัตราการตกลงของความเร็วดังกลาวจะอยูในยานความเร็วตกของ
เครื่อง(Droop Range)
เมื่อลดกําลังงานออก(Decrease Power Output) คือ เม่ือภาระ(Load)ของเครื่องลดลง
ความเร็วเครื่องจะเพม่ิ ขึ้น แรงเหวี่ยงของชดุ ตมุ เหว่ยี ง(30)จะเพ่มิ ขน้ึ เพมิ่ แรงดนั ตอ สปริงปรับความเรว็
(29) ทําใหสปริงปรับความเร็ว(29)หดตัว(เพ่มิ ความแขง็ ) ก็จะสง อาการใหกา นปรับความเร็ว(22)เล่ือนไป
ทางขวา ลิ้นนําลูกสูบกําลัง(16)จะเลื่อนไปทางขวาดวยและจะเปดระบายกําลังดนั นํ้ามนั หลอ ออกจาก
ลูกสูบกําลัง(18) ทําใหลูกสูบกําลัง(18)เล่ือนไปทางขวาสงอาการใหมีการลดการสง (การฉีด)นํ้ามันเชอ้ื
เพลิงเขาหองเผาไหม ความเร็วเคร่ืองยนตจะลดลงอีก จนกระแรงเหวี่ยงของตมุ เหวีย่ ง(30)สมดลุ ยกับ
แรงดันของสปริงปรับความเร็ว(29)ความเร็วเครื่องยนตจะคงท่ีอีก แตจะสูงกวาความเร็วกอนลดภาระ
กองฝก การชา งกล กฝร.
๔๔
เนื่องจากแรงดัน(ความแข็ง)ของสปริงปรับความเร็วเพ่ิมข้ึน แตอยางไรก็ตามอัตราการเพิ่มข้ึนของ
ความเรว็ ดงั กลาวจะอยูในยานความเรว็ ตกของเครื่อง(Droop Range)
เมื่อเพ่ิมความเร็วหรือเคร่อื งรบั ภาระเต็มที่(Increase Speed or Full Load Setting) คือ เมื่อ
เพลาต้ังคาความเร็วเคร่ือง(33:Speed Setting Shaft)หมุนไปทางซาย(ทิศทางเพิ่มความเร็ว) จะสง
อาการผานเพลาเย้อื งศนู ย(5:Eccentric)และคันปรับแตง(4)ใหล ิ้นนําลกู สูบสปรงิ ปรบั ความเรว็ (27)เล่อื น
ไปทางซายเปดกําลังดันน้ํามันหลอเขาทํางานตอลูกสูบสปริงปรับความเร็ว(28) ทําใหลูกสูบสปรงิ ปรับ
ความเร็ว(28)เล่ือนไปทางซาย เพม่ิ ความแขง็ ของสปริงปรบั ความเรว็ (29)ทําใหต มุ เหวย่ี ง(30)หุบเขา จน
กระทั่งชองทางน้ํามันหลอของล้ินนําลูกสูบสปริงปรับความเร็ว(27)ถูกปดอีกครั้งโดยลูกสูบสปริงปรับ
ความเร็ว(28) กานปรับความเร็ว(22)จะเล่ือนไปทางซายเปดกําลังดันน้ํามันหลอเขาทํางานตอลูกสูบ
กําลัง(18)ใหเลื่อนไปทางซายดวย ทําใหมีการสงอาการเพ่ิมการสง(การฉีด)นํ้ามันเช้ือเพลิง ความเร็ว
เคร่ืองจะเพ่ิมขึ้น แรงเหวยี่ งของตุม เหวย่ี ง(30)ก็จะเพมิ่ ขึ้นและกางออก ทาํ ใหก า นปรบั ความเร็ว(22)และ
ลิ้นนําลูกสูบกําลัง(16)เลอื่ นไปทางขวาเปดระบายกําลังดันนาํ้ มนั หลอ ออกจากลูกสบู กําลงั (18) ทําใหลกู
สูบกําลัง(18)เลื่อนไปทางขวา ทําใหมีการสงอาการลดการสง(การฉีด)น้ํามันเชื้อเพลิงเขาหองเผาไหม
ความเร็วเครื่องยนตจะลดลงอีก จนกระแรงเหว่ียงของตุมเหวี่ยง(30)สมดุลยกับแรงดันของสปริงปรับ
ความเร็ว(29)ความเร็วเคร่อื งยนตจะคงที่อีกคร้งั
การปรับแตง ยานความเรว็ ตกของเคร่อื ง(Speed Droop Adjustment) ในขณะที่มีการเพ่มิ การ
ฉีดน้ํามันเชื้อเพลิง คอื กานปรับความเรว็ (22)และลกู สบู กําลัง(18)เลอ่ื นไปทางซาย จะทําใหชดุ ชดเชย
(23:Resilient Compensation Unit) ถูกดึงเลื่อนลงดวย ซึ่งจะมีการสงตออาการผานคันชดเชย
(7:Compensation Lever)และคันหมุน(6:Angular Lever)หมุนทวนเข็มนาฬิกา ใหคันปรับแตง
(4:Adjusting Lever.)สงอาการ ใหล้นิ นําลูกสบู สปริงปรบั ความเร็ว(27)เลอื่ นไปทางซา ยดวย แตมีระยะ
เลื่อนนอยกวาลูกสบู กาํ ลงั (18)และกา นปรบั ความเร็ว(22)ตามการออกแบบ น่ันคือ ลูกสูบกําลัง(18)และ
กานปรับความเร็ว(22)จะเล่ือนไปในทิศทางเดียวกับลิ้นนําลูกสูบสปริงปรับความเร็ว(27) เพื่อปรับแตง
ยานความเร็วตกโดยการปรบั ความแขง็ ของสปริงปรับความเร็ว(29) คือ เพิม่ ความแข็งของสปรงิ เปน การ
เพิ่มคายานความเร็วตกและลดความแขง็ ของสปริงเปนการลดคายานความเร็วตก
การทํางานดงั กลาวน้จี ะถูกหนวง(Delay) ดวยลกู สูบหนวง(25:Damper Piston)
การปรับแตงยานความเร็วตก(Droop) สามารถปรับแตงไดที่สลักเกลียวปรับแตง(9:Droop
Adjusting Screw)
ถากําลงั ดนั นํา้ มนั หลอตกต่ํา(Low Oil Pressure) คือ ตํ่ากวาประมาณ 2 บาร ลูกสบู ชดเชย
(17:Compensation Piston) จะเล่ือนกลับดวยกําลงั สปรงิ ซ่ึงจะมีการทาํ งานเชนเดียวกับการเริ่มเดิน
เครื่องที่กลาวมาแลว คือ จะทาํ ใหเครอื่ งยนตจะกลบั มาเดินอยทู ี่ความเรว็ เดินเบา(Idle Speed)
# การซอ มบาํ รงุ รักษา #
กองฝกการชางกล กฝร.
๔๕
รายละเอียดบทท่ี 9 ขอ 11
6.3 เครอ่ื งควบคมุ ความเรว็ แบบอิเล็กทรอนคิ R 082 (Electronic Governor R 082)
(รูป 2-17.1 ถึง 2-17.4)
สําหรับเครือ่ งจกั รใหญ
ผูผลติ MTU
แบบ(Type) EMR-R 082
ทําหนาท่ี รักษาความเร็วเครอ่ื งใหคงทเี่ ม่ือภาระเปลย่ี นไป
ปรับแตงการฉีดน้าํ มนั เชอ้ื เพลงิ เมอ่ื เรมิ่ เดินเครอื่ ง
จํากัดการฉีดนํา้ มนั เชือ้ เพลงิ สูงสุดของเครื่อง
เลิกเครื่องถา กระแสไฟฟา เขาระบบ(Power Supply) ขัดของ
กองฝก การชา งกล กฝร.
๔๖
# ลักษณะ #
ประกอบดวยสว นตา งๆ คอื
ตูอ ิเล็กทรอนคิ (Electronic Box) ภายในประกอบดว ยแผน วงจรสําเร็จรปู ตา งๆ(Plug-in Cards
PS 5-01,MPU 8-01,RZ 1-01,RG 1-01,MDS1-01) และอุปกรณอเิ ลก็ ทรอนคิ ตา งๆ เชน รีเลย เปน ตน
ใชกระแสไฟเขา เลี้ยง(Power Supply) 24 V.DC.
สวนควบคุมสุดทาย(Final Control Element) ประกอบอยูท่ีสูบฉีดน้ํามันเชื้อเพลิง(Fuel
Injection Pump) ภายในประกอบดวย 3 สว นใหญๆ คือ ขดลวดแมเหล็ก(Magnet Coil) จํานวน 2 ขด
ทํางานดวยกระแสไฟ 24 V.DC.คา กระแสไฟสูงสดุ 10 A ทําหนาทเ่ี ปน หนว ยตั้งคา ความเรว็ เคร่ือง
(Speed Setting Unit) ในการสง อาการใหคนั แร็คน้ํามันเช้ือเพลงิ (Fuel Rack)เล่ือนตวั เพอ่ื เพ่มิ หรอื ลด
การฉีดนาํ้ มนั เชอ้ื เพลงิ ,ความตานทานปอนกลับเปลี่ยนคาได( Feedback Potentiometer)จํานวน 2 ตัว
เปนตัวตรวจจบั การฉดี นา้ํ มนั เชื้อเพลิง(Fuel-Feed Sensor) ทําหนา ทว่ี ดั ระยะเลื่อนแร็คนํ้ามนั เชื้อเพลิง
(ซ่ึงมรี ะยะเลอื่ นประมาณ 0-20 mm) ใหแรงเคล่ือนออกประมาณ 1-8 V. และสปริงดึงกลับ(Return
กองฝกการชางกล กฝร.
๔๗
Spring) เปนสปรงิ ทสี่ งอาการใหคนั แร็คนํ้ามันเช้ือเพลิงเลื่อนตัว ไปในทิศทางหยดุ เคร่อื ง(Stop)
ตัวตรวจจบั ความเร็วเครือ่ ง(Engine Speed Sensor) แบบ(Type) DM 11-A ประกอบอยูใกล
กับสูบน้าํ จดื (Water Pump) ประกอบดวยขดลวดจาํ นวน 2 ขด ซึง่ จะกําเนิดสัญญาณออก(output
Signal)โดยเฟองขับสูบนา้ํ จืด เปน สญั ญาณแรงเคลอื่ นกระแสไฟสลบั (Sine-Wave AC.V.) จํานวน 2
สัญญาณ มีคาความถส่ี มั พนั ธกับความเร็วเคร่อื ง(31 pulse/รอบเพลาขอเหวีย่ ง)
# การทาํ งาน #
เคร่ืองควบคมุ ความเรว็ แบบน้ี จะมีการทาํ งานเปน 2 สว น สัมพันธก ัน ดังนี้
สวนแรก ทาํ หนา ทเี ปนเครื่องควบคมุ ความเรว็ (Speed Governor) จะรับคาความเร็วทีต่ อ งการ
(Rated Speed Value)จากระบบควบคุมระยะไกล(Remote Control System)และคาความเรว็ จริง
(Actual Speed Value)จากตัวตรวจจับความเร็วเคร่ือง คาความเร็วทัง้ สองจะถูกเปรียบเทียบประมวล
ผลใหเปน คา การฉดี นา้ํ มันเชือ้ เพลงิ ทต่ี อ งการ(Rated Fuel-Feed Value) แลว สง ใหส ว นทง้ั สอง
สวนท่ีสอง ทาํ หนา ทเี่ ปนเครือ่ งควบคมุ การฉดี น้ํามันเช้อื เพลิง(Fuel-Injection Governor) จะรบั
คาการฉีดนํา้ มนั เชอื้ เพลงิ จริง(Actual Fuel-Feed Value)จากความตานทานปอ นกลบั เปลี่ยนคา ได เขา
มาประมวลผลเปรียบเทียบกบั คา การฉีดน้าํ มันเชอ่ื เพลงท่ีตองการจากสว นแรก ผลจากการเปรยี บเทยี บ
จะถูกขยายสญั ญาณ(เพ่มิ คา ใหสูงข้นึ )โดยสวนขยายสัญญาณออก(Driver Output Stage)และสงเปน
สัญญาณออกไปควบคุมการทํางานของขดลวดแมเหลก็ (Magnet Coil) เพื่อใหสูบฉีดนาํ้ มันเช้ือเพลงิ มี
การปรบั แตง การฉีดนํ้ามนั เช้ือเพลิง
ถาระบบไฟฟาเขาเลยี้ ง(Power Supply)ขัดขอ ง สปรงิ ดงึ กลบั (Return Spring) จะสง อาการให
สูบฉีดน้ํามนั เชือ้ เพลิงมาอยูที่ตาํ แหนง หยดุ เครื่อง(Stop)ทันที
กองฝกการชา งกล กฝร.
๔๘
ตัวตรวจจับความเร็วเคร่ือง,ตัวตรวจจับการฉีดนํ้ามันเชื้อเพลิงและขดลวดแมเหล็กท่ีมีใชอยาง
ละ 2 สวน ก็เพือ่ สํารองไว 1 สวน คือ ปกตริ ะบบจะใชงานเพยี งสว นเดยี ว ซ่งึ ถา สวนทีใ่ ชงานอยขู ัดของ
ระบบจะเปลย่ี นไปใชงานสวนท่ี 2 โดยอตั โนมตั ิ
รายละเอียดตา งๆ ใหด ใู นคมู ือ MTU Elektronik.
# การซอ มบาํ รุงรักษา #
รายละเอียด บทที่ 9 ขอ 11
6.4 เคร่ืองควบคุมความเร็วแบบอิเลก็ ทรอนคิ Barber Colman (รูป 2-18.1 ถงึ 2-18.3)
สําหรับเคร่อื งขบั เครื่องกําเนดิ ไฟฟา
แบบ(Model) DYNA 1+4
บรษิ ทั ผผู ลิต Barber Colman
ทาํ หนา ท่ี จํากัดการฉีดนา้ํ มนั เชอ้ื เพลงิ เมื่อเริ่มเดนิ เครอ่ื ง
ปรับแตง การฉดี นาํ้ มนั เช้อื เพลิงใหเหมะสมกับภาระและความเรว็ เครอื่ ง
# ลักษณะ #
ประกอบดว ยสว นตา งๆ ดังน้ี
กองฝก การชา งกล กฝร.
๔๙
ตูตอปลายสาย(Junction Box) ภายในประกอบดวยสวนและอุปกรณที่สําคัญ คอื ตูค วบคมุ อิ
เล็กทรอนคิ (Electronic Control Box),ความตา นทานเปลย่ี นคาได( Potentiometer) จํานวน 2 ตัว ขนาด
ตัวละ 50 kohms,ความตา นทาน(Resistor) จํานวน 1 ตวั และแผงตอ ปลายสายตา งๆ(Terminals) ภาย
ในตูควบคุมอิเล็กทรอนิค(Electronic Control Box) ประกอบดวยวงจรอิเล็กทรอนิคท่ีจะทํางานเปรียบ
เทียบคาความเร็วจริงของเคร่ือง(Actual Speed Value)กับคาความเร็วทีต่ ง้ั ไว(Nominal Speed Value)
เพื่อสงสัญญาณไปปรบั แตงการฉีดนาํ้ มันเช้ือเพลิงของเครอื่ ง
ตัวตรวจจับความเร็วเครอ่ื ง(Speed Sensor) ประกอบอยทู ีเ่ ฟองเรม่ิ เดนิ เครื่อง(Starter Ring
Gear) ประกอบดว ยขดลวด(Coil) 1 ขด ซึ่งจะกาํ เนิดคล่นื แรงเคลื่อน(Volltage Pulses) ท่ีมีคาความถ่ี
สัมพันธโ ดยตรงกับความเรว็ เครือ่ ง
ตัวกระตนุ การทาํ งาน(Actuator) ประกอบอยูทส่ี ูบฉีดนํา้ มนั เช้อื เพลิง(Fuel Injection Pump)
กองฝกการชางกล กฝร.
๕๐
ภายในประกอบดวยขดลวดแมเหล็กไฟฟา(Solenoid),ความตา นทานเปลี่ยนคาได( Potentiometer)และ
สปริง โดยขดลวดแมเหล็กและสปรงิ ทําหนาทีส่ ง อาการเล่อื นตวั ใหค ันแร็คน้าํ มนั เชือ้ เพลงิ (Fuel Rack)
ในทิศทางตรงขามกนั และความตา นทานเปลย่ี นคา ไดจะทําหนา ท่เี ปน ตัวตรวจจับการฉีดนํา้ มันเชือ้ เพลงิ
(Fuel-Feed Sensor) ที่สงคาการฉดี นาํ้ มนั เชื้อเพลงิ จรงิ ของเคร่อื ง ใหต ูค วบคุมอิเล็กทรอนคิ
กองฝก การชางกล กฝร.
๕๑
หนวยต้ังคาความเร็วเครื่อง(Speed Setting Unit) แบบไฟฟา (Electric) ทําหนา ท่ปี รับแตง
ความเร็วเคร่ืองโดยอัตโนมัติ ประกอบดวยความตา นทานเปล่ียนคา ได(R1:Potentiometer) ขนาด 5
Kohms ,3 W.(ท่ี 10 รอบ) ไดรับการหมุนปรับแตง คาความตา นทานจากมอเตอรผ า นเฟอง(Gear)หรือ
ปุม หมนุ (Knob)ผานเฟองเชน เดยี วกัน,สวิทชจํากัด 3 ตวั เปน กลไกทท่ี ําหนาท่จี าํ กดั ระยะเล่อื นในการ
ปรับแตงคาความตานทานเปล่ยี นคา ไดข องมอเตอร คอื S 1 ทําหนา ทจ่ี าํ กดั ความเรว็ สงู สุด(Upper
Limit) , S 2 ทําหนา ทีจ่ าํ กดั ความเรว็ ตา่ํ สุด(Lower Limit) และ S 3 ทําหนาที่สง สัญญาณความเร็วก่ึง
กลาง(Intermediate Setting)
กองฝกการชา งกล กฝร.