๑๐๒
หมเู ฟอ งขบั (Gear Train) จะทํางานสบู น้ํามันหลอ จากอา งนาํ้ มันหลอ(Oil Pan)ของเครื่อง ผานตะแกรงกรอง
(Strainer)เขามา แลวสงออกไประบายความรอนท่ีหมอระบายความรอนน้ํามันหลอ(Engine Oil Heat
Exchanger) [ในบางเครื่อง น้ํามันหลอจากสูบน้าํ มันหลอสวนหนึ่งจะมีทอทางแยก สงน้าํ มันหลอไปผาน
หมอกรองทางลัดนา้ํ มันหลอ (Engine Oil Bypass Filter)ซ่ึงอยูภายนอกเครอื่ ง เพือ่ กรองสง่ิ สกปรกตางๆท่ีปน
มากับนํ้ามนั หลอ แลวกลับเขาอางนา้ํ มนั หลอ]
น้ํามันหลอท่ีผา นหมอ ระบายความรอ นแลว จะสงไปผานหมอ กรองละเอยี ดนํ้ามันหลอ (Engine Oil
Filter)เพื่อกรองส่ิงสกปรกตา งๆทปี่ นมากับนํ้ามันหลอ แลว สงไปเขาทอน้าํ มนั หลอหลกั (Main Oil gallery)
กองฝก การชางกล กฝร.
๑๐๓
[ในเครือ่ งแบบ TE น้ํามันหลอจากหมอ กรองละเอียดนํ้ามนั หลอ จะสง ผานหมอกรองตะแกรงโลหะนํา้ มนั
หลอ (Engine Oil Edge-Type Filter)ซ่ึงทําหนาที่เปน หมอกรองนริ ภัยของระบบ(Safety or Back up Filter)
กอนสง เขาทอ นาํ้ มนั หลอหลกั ]
กองฝกการชา งกล กฝร.
๑๐๔
จากทอ นํ้ามันหลอหลกั (Main Oil gallery) นํ้ามันหลอ ก็จะถกู สง ไปหลอลน่ื ระบายความรอนและ
ทํางานในสวนตา งๆของเคร่อื ง ดงั นี้
สวนหนึ่ง สงผานทอทางดานลางตลอดแนวยาวของทอนํ้ามันหลอหลกั ไปฉีดพน ออกที่หัวฉดี พน
(Spray Nozzle)ของทุกสูบ เขา ระบายความรอนลูกสูบและตกลงหลอลน่ื สลักลูกสบู (Piston Pin) แลวตกลง
อา งนา้ํ มันหลอ ไป
กองฝกการชางกล กฝร.
๑๐๕
อีกสวนหน่ึง สงผานทอทางดานลา งตลอดแนวยาวของทอน้ํามันหลอ หลัก(คนละทอ กับสว นแรก) ไป
หลอ ลื่นแบรง่ิ ใหญ(Main Bearing)ที่เพลาขอ เหวี่ยง(Crankshaft) และผานไปในรูเพลาขอ เหว่ยี งไปหลอ ล่ืน
แบร่ิงกา นตอ(Connecting Rod Bearing)ชุดลาง แลวตกลงอา งนา้ํ มันหลอ ไป
จากรปู 6-1.3 สวนหนึ่ง สงผา นทอทางดา นบนตลอดแนวยาวของทอน้ํามนั หลอหลกั ไปหลอ ลน่ื กล
ไกควบคุมลิน้ (Valve Gear) คือ สงผานทอ ทางไปหลอล่ืนแบรง่ิ เพลาลูกเบยี้ ว แลว ผานชอ งทางภายในฝาสูบ
ไปหลอ ลน่ื แบร่ิงเพลากระเด่อื งกดลนิ้ (Rocker Shaft) แลวไหลกลบั ผา นทอ ทางกลับ(Return Line)ดานนอก
เครื่องลงอางนาํ้ มันหลอ และผา นกานสง (Push Rod)หลอล่นื ขากา นสง (Tappet) แลวลงอา งนา้ํ มันหลอไป
อีกสวนหน่งึ สง ผานทอ ทางดา นบน(ดา น KS ของเคร่ือง) สง ไปหลอ ล่ืนแบริง่ เทอรโ บชารจ ทัง้ สองชุด
แลวตกลงอางน้ํามันหลอไป,[สงเขาทํางานในเครื่องควบคุมความเร็ว(Governor)-(ถาเปนแบบแรงเหว่ียง
ทํางานรว มกบั กําลังดนั หลอ)แลวตกลงอา งน้ํามันหลอไป] และ [ในบางเครื่อง(จากรปู 6-1.4) จะสงไปผาน
สูบจํากัดนํ้ามันหลอ (Oil Metering Pump)ซ่ึงทําหนาท่ีจํากัดปริมาณนํ้ามันหลอไปฉีดพนออกทหี่ ัวฉดี พน
(Spray Nozzle)ที่ทางเขาทอรวมอากาศดที ้งั สองแถวสูบ ใหน ํา้ มนั หลอผสมกับอากาศดีเขาเคร่อื ง เปนการ
หลอ ล่นื บา ลน้ิ (Valve Seat Lubrication)และลดการสกึ หรอของลิ้นอากาศด(ี Inlet Valve)]
กองฝก การชางกล กฝร.
๑๐๖
อีกสวนหนึ่ง สงผา นทอ ทางดา นบน(ดาน KGS ของเครอื่ ง) [สงผา นลน้ิ แมเ หล็กไฟฟา(Solenoid
Valve)เขาทํางานในอุปกรณต ดั การทาํ งานของสูบ(Cylinder Cutout)-(ถามี) แลวตกลงอางน้ํามนั หลอ ไป]
อีกทางสงไปเขาจุดวัดคา(Measuring Block),กอกทดลอง(Sampling Cock)และสง ผา นลน้ิ สงน้ํามนั หลอ
(Oil Feed Valve)ซึ่งจะเปดดว ยลูกเบยี้ วของเพลาลูกเบี้ยวขับสูบฉีดน้าํ มนั เชือ้ เพลิง(Fuel Injection Pump)
ใหนํ้ามนั หลอเขา หลอล่นื สบู ฉดี นาํ้ มนั เช้อื เพลงิ [และเครือ่ งควบคมุ ความเรว็ -ถาเปน แบบแรงเหวย่ี ง] แลว ตก
ลงอา งนา้ํ มนั หลอ ไป
จากรปู 6-1.5 ระบบปรับระดบั นํ้ามันหลอ (Oil Level Regulating System) จะทําหนาที่รกั ษาระดบั
นํ้ามนั หลอในอางนํา้ มนั หลอ (Oil Pump)ใหอยูในระดับใชการตลอดเวลาทเ่ี ครอื่ งเดินอยู ดงั น้ี คอื
เม่ือเดินเคร่อื ง สบู ปรับระดับนาํ้ มันหลอ (Oil Level Regulating Pump)ซึ่งแบบเฟองคู(Twin Gear
Pump)ถูกขับหมุนโดยเพลาขอเหวย่ี งจะทาํ งาน คือ เฟองของสบู ชดุ หนงึ่ จะเปนสูบสงเขา(Replenishment
Element) จะดูดน้าํ มนั หลอจากถังพัก(Refill Tank)ภายนอกเคร่ืองเขา และสง ออกไปผานลนิ้ กันกลบั (Non-
Return Valve)ไปเขาอางนํ้ามันหลอเขาเคร่ือง ในขณะเดียวเฟองของสูบอีกชุดหน่ึงจะเปนสูบดูดออก
(Extraction Element) จะดูดนํ้ามันหลอจากอางนํ้ามนั หลอ (Oil Pan)เขามาและสงออกไปผา นลิน้ รักษา
กําลังดนั (Pressure Maintaining Valve)ไปเขาถังพักภายนอกเครอื่ ง การรักษาระดบั น้ํามันหลอในอางนา้ํ มนั
หลอ ก็โดยสูบสงเขา จะมีอตั ราการสง นาํ้ มันหลอ ตาํ่ กวา สบู ดดู ออก เพ่ือไมใ หระดับนา้ํ มนั หลอในอา งนาํ้ มัน
หลอสูงเกินไป และปอ งกนั ไมใหร ะดับนํ้ามันหลอในอา งน้าํ มนั หลอ ตํา่ เกินไปโดยทอทางดดู ของสบู ดูดออกจะ
ทําเปนทอนํ้ามันลน(Over Flow) คือนํ้ามันหลอจะถูกดูดออกเมื่อสงู กวาระดับทอทางดูดน้ีเทานั้น
# การซอ มบาํ รงุ รกั ษาระบบ #
รายละเอียดบทที่ 9 ขอ 76-79
กองฝก การชา งกล กฝร.
๑๐๗
กองฝก การชางกล กฝร.
๑๐๘
3.รายละเอยี ดของระบบ
3.1 สูบนาํ้ มนั หลอ(Oil Pump) (รูป 6-2 / 6-3)
ทาํ หนาที่ สูบสงน้ํามันหลอ ไปหลอลื่นระบายความรอ นและสงเขาทาํ งานในสวนตางๆของเครอ่ื ง
ประกอบอยูดานลางของเรือนสบู อยภู ายในอางน้ํามันหลอ ดา น KGS. ของเครือ่ ง
# ลักษณะการทาํ งาน #
เปน สูบแบบเฟอง(Gear Pump) ไดรับการขบั หมนุ โดยหมเู ฟอ งขบั (Gear Train)
ภายในเรอื นของสบู (Pump Housing) ประกอบดวยชุดเฟอ ง 2 เฟอ ง คือ เฟอ งขับ(Drive Gear)
ประกอบอยูกบั เพลาขับ(Drive Shaft)และเฟองตาม(Secondary Gear)ประกอบอยูก บั เพลาตาม รองรับ
เพลาทงั้ สองดว ยแบริง่ แบบปลอก(Bushings) โดยปลายเพลาขับจะประกอบดว ยเฟอ งขับหมุน(Drive Gear)
ซึ่งจะรับอาการขบั หมุนจากหมูเฟองขบั มาขบั หมุนเฟองของสูบ
กองฝกการชา งกล กฝร.
๑๐๙
# การซอมบาํ รุงรกั ษา #
ไมม ี
3.2 สูบจํากดั นา้ํ มนั หลอ (Oil Metering Pump) (รูป 6-2 / 6-4)
มใี ชเ ฉพาะบางเคร่ือง
ทําหนาที่ จาํ กดั ปริมาณนํ้ามันหลอท่ีสงไปหลอ ลื่นบาล้นิ
ประกอบอยทู างดา น KS. ของเครอ่ื ง
# ลักษณะการทํางาน #
กองฝกการชางกล กฝร.
๑๑๐
เปน สูบแบบลูกสบู (Plunger Type Pump) ไดรับการขับหมุนโดยเพลาลกู เบยี้ วผานหนา แปลนตอ
(Coupling) ใหกําลังดันนํา้ มันหลอ จากชอ งทางเขา (Intake Line) ผา นไปยังชอ งทางสง(Pressure Line)เปน
หยดหรือเปนจังหวะ เพือ่ สงไปหลอลื่นบาลิ้นตอไป
ดานบน ประกอบดวยสลกั เกลยี วปรบั แตง (Adjusting Screw)สําหรับปรบั แตง อัตราการไหล(Pump
Flow) ของน้ํามันหลอ
# การซอ มบํารุงรักษา #
รายละเอยี ดบทท่ี 9 ขอ 75
3.3 สูบปรับระดับนํ้ามนั หลอ (Oil Level Regulating Pump) (รูป 6-2 / 6-5)
มีใชเ ฉพาะบางเครอ่ื ง
ทําหนาที่ รกั ษาระดบั นํา้ มันหลอ ในอา งนา้ํ มันหลอ (Oil Pan)ของเครื่อง ใหอยูในระดบั ใชการตลอด
เวลาทเี่ ครอ่ื งเดินอยู
ประกอบอยทู างดาน KGS. ของเครือ่ ง
# ลักษณะการทาํ งาน #
เปนสูบแบบเฟอ งคู(Twin Gear Pump) คือ ภายในเรือนของสูบ(Pump Housing)ประกอบดว ย
เฟองสูบ 2 ชดุ ชุดหน่ึงเปน สูบสง เขา (Replenishment Element) อีกชุดหน่ึงเปนสูบดูดออก(Extraction
Element) เฟองสูบแตล ะชุดประกอบดวยเฟอ ง 2 เฟอ ง คอื เฟองขับ(Drive Gear)ประกอบอยูก ับเพลาขับ
กองฝก การชา งกล กฝร.
๑๑๑
(Drive Shaft)และเฟองตาม(Running)ประกอบอยูก ับเพลาตาม(Running Shaft) โดยเพลาขับจะไดรับการ
ขับหมุนจากเพลาขอเหว่ียงหรือเพลาลูกเบี้ยวดานบี(B-Bank)ผานหนาแปลน(Coupling)มาขับหมุนสูบ
เพลาท้งั สองรองรบั ดวยแบรง่ิ ปลอก(Bushings) ไดรับการหลอ ลืน่ โดยกําลังดนั นา้ํ มันหลอ จากทางสงของสูบ
สง เขา
เรอื นของสบู (Pump Housing)ประกอบดวยฝาปด (Cover)หัวทา ย,แผนรองรบั เฟอง(Gear Carrier
Plates)และแบรงิ่ กลาง(Intermediate Bearing) ประกอบเขาดวยกันดว ยการใชส ลกั ยดึ โดยไมม แี ผนกันร่ัว
(Gasket)ระหวางสวนตา งๆ มชี องทางน้ํามนั หลอเขา -ออกอยดู านขา งอยา งละ 2 ชอ งทาง
เม่ือเดินเคร่ือง เฟองสบู ทง้ั สองชดุ กจ็ ะทาํ งานพรอ มกัน คือ สูบสง เขา จะดูดน้ํามันหลอ เขา มาทาง
ชองทางดดู (a:จากถังพักภายนอกเครอ่ื ง)และสงออกทางชองทางสง(d:ไปอางนา้ํ มนั หลอ ของเครื่อง) ในขณะ
เดียวกัน สูบดูดออก จะดูดนํ้ามันหลอเขามาทางชองเขา(b:จากอางนํา้ มนั หลอ ของเครอ่ื ง)และสง ออกทาง
ชองทางออก(c:ไปถังพกั ภายนอก)
# การซอมบํารงุ รักษา #
ไมมี
กองฝกการชางกล กฝร.
๑๑๒
3.4 หมอระบายความรอนนํา้ มนั หลอ (Engine Oil Heat Exchanger)(รูป 6-6.1 / 6-6.2)
ประกอบอยูดานขา งเรือนสูบ จํานวน 1-2 ใบ(ขนึ้ อยกู บั ขนาดของเคร่ือง)
ทําหนาท่ี ระบายความรอนออกจากนา้ํ มันหลอลนื่ เคร่ืองยนต
# ลักษณะการทาํ งาน #
เปนแบบหลอดแบน(Plate Core) ใชน้ําจืดเดนิ นอกหลอดและนํ้ามนั หลอ เดินในหลอด
สวนบน จะเปน เรือน(Housing)ซึ่งภายในประกอบชดุ หลอดระบายความรอน(Core) จํานวน 1-2 ชดุ
(ขึ้นอยูกับขนาดของเครื่อง) และชอ งทางเขา -ออกของน้าํ จืดและน้ํามนั หลอ
สวนลาง ประกอบดวยฝาปด(Cover)หรือฐาน(Base)ของหมอระบายความรอนนํ้ามนั หลอ ซ่งึ จะ
เปนที่ประกอบหมอ กรองละเอยี ดนาํ้ มันหลอ(Engine Oil Filter) [ในเครอื่ งแบบ TE จะประกอบดว ยหมอ
กรองตะแกรงโลหะนํ้ามันหลอ(Engine Oil Edge-Type filter)ดว ย] และประกอบดวยลิ้นทีส่ าํ คญั คอื ลิ้น
ทางลัด(Bypass Valve)ซี่งตั้งคา กาํ ลงั ดนั เปดลนิ้ (Opening Pressure)ไวที่ 6.0 บาร สําหรับหมอ ระบาย
ความรอนนาํ้ มันหลอ , ลิ้นทางลัด(Bypass Valve)ซึ่งตั้งคา กําลงั ดันเปดลิ้นไวท ี่ [2.5 บาร-ในเคร่ืองแบบ
TC/TB],[2.0 บาร-ในเคร่ืองแบบ TE]สําหรับหมอกรองละเอียดน้ํามันหลอ และ ลิ้นจํากัดกําลังดัน
(Unloader or Pressure Limiting Valve)ซ่ึงต้ังคากําลังดนั เปด ลิ้นไวท ี่ 5.5 บาร สําหรบั จาํ กดั กําลังดันนา้ํ มัน
หลอสะอาด(ผานหมอ กรองแลว)
กําลังดนั นา้ํ มันหลอ จากสูบนํา้ มนั หลอ จะถูกสง เขา ทชี่ องทางเขา ของหมอ ระบายความรอ น ผานเขา
ไปภายในหลอดของชุดระบายความรอน แลวออกไปผา นหมอ กรองละเอยี ดนาํ้ มันหลอ แลว จงึ สง ออกทาง
ชองทางออกของหมอ ระบายความรอนนาํ้ มนั หลอ ไปเขาทอ น้าํ มนั หลอหลัก(Main Oil Gallery)ตอ ไป [ใน
เครื่องแบบ TE น้ํามันหลอท่ีออกจากหมอ กรองละเอยี ดน้าํ มันหลอแลว จะผา นหมอกรองตะแกรงโลหะนา้ํ
มันหลออีกคร้ังหนึ่ง กอนสง เขา ทอนา้ํ มนั หลอ หลัก]
น้ําจืดระบายความรอ น จะถกู สง เขา ทช่ี องทางเขา และผา นภายนอกหลอดของหมอระบายความรอ น
นํ้ามันหลอ แลว ออกทางชอ งทางออกไป
ถาอุณหภูมินํ้ามันหลอต่ํามากหรือชุดหลอดระบายความรอนมีคราบสกปรกมากจนเกิดการอุดตัน
ทําใหกําลังดันกอนเขา ชดุ หลอดระบายความรอ นสงู กวา กําลงั ดนั หลงั ออกจากชดุ หลอดระบายความรอน ถงึ
คากําลงั ดันเปดล้ิน(Opening Pressure 6.0 บาร) ลิ้นทางลัด(Bypass Valve)น้ี จะเปด ใหน า้ํ มันหลอ จาก
ทางเขาหมอระบายความรอนนํ้ามันหลอผานไปเขาหมอกรองละเอียดน้ํามันหลอโดยตรง โดยไมผานหมอ
ระบายความรอ นน้ํามนั หลอ
กองฝกการชา งกล กฝร.
๑๑๓
กองฝก การชา งกล กฝร.
๑๑๔
กองฝก การชางกล กฝร.
๑๑๕
กองฝก การชางกล กฝร.
๑๑๖
ถาหมอกรองละเอียดนํ้ามันหลออุดตัน คือถากําลังดันกอนเขาหมอกรองสูงกวากําลังดันหลังออก
จากหมอ กรองถึงคา กําลังดันเปดล้ิน(Opening Pressure 2.0 หรือ 2.5 บาร) ลน้ิ ทางลดั (Bypass Valve)นี้
จะเปดใหน้ํามันหลอผานไปเขาทอน้ํามันหลอหลักหรือหมอกรองตะแกรงโลหะนํ้ามันหลอโดยตรง โดยไม
ผานหมอกรองละเอียดนาํ้ มันหลอ
ลิ้นจํากดั กาํ ลังดนั (Unloader or Pressure Limiting Valve) จะถูกควบคุมการทํางานปด -เปด ดวย
กําลังดันนํ้ามันหลอสะอาดกอ นเขาทอ นา้ํ มันหลอหลกั ดงั นีค้ อื ถากาํ ลงั ดันน้ํามันหลอ สะอาดกอ นเขาทอน้าํ
มันหลอหลักสงู ถึงคา กําลังดนั เปดล้ิน(Opening Pressure 5.5 บาร) จะทําใหล ้นิ จํากดั กําลงั ดนั เปด ระบาย
กําลังดันกอนเขาหมอกรองละเอียดน้ํามันหลอใหไหลกลับลงอางน้ํามันหลอเปนการลดภาระใหหมอกรอง
ละเอียดใหไมตอ งรับกําลงั ดนั สงู เกินไป และเปนการจํากัดกําลังดันนา้ํ มันหลอกอนเขาทอ นํ้ามนั หลอหลักไม
ใหส งู เกนิ ไปดวย
# การซอมบํารงุ รกั ษา #
ไมมี
3.5 หมอกรองละเอยี ดนา้ํ มันหลอ (Engine Oil Filter) (รูป 6-71 / 6-7.2)
ประกอบอยูท่ี สวนลา งดา นขา งหมอระบายความรอนนํา้ มนั หลอ จํานวน 2-4 ใบ(ขึน้ อยกู ับขนาด
ของเครอ่ื ง)
ทําหนาที่ กรองน้าํ มันหลอใหส ะอาดกอ นสง เขา หลอ ลื่นระบายความรอนและทาํ งานในระบบ
มีใชอ ยู 2 ลักษณะ คอื
3.5.1 ลักษณะแรก (รูป 6-7.1)
# ลักษณะการทาํ งาน #
สวนลาง เปนฐานหมอกรอง(Filter Base) จะเปนชองทางนํ้ามันหลอเขา-ออกหมอกรองดวย
ประกอบดว ยทอนาํ (Filter Guide),ปลั๊กระบาย(Drain Plug)สําหรับเปดระบายนาํ้ มนั หลอและตะกอนภายใน
หมอกรองออกทิ้งภายนอกและลิ้นเปลี่ยนทาง(Diverter Valve)สําหรับปด-เปดชอ งทางนา้ํ มนั หลอเขา-ออก
หมอ กรองแตละใบ
สวนบน ประกอบดวยถวยหมอกรอง(Filter Bowl)โดยใชส ลกั เกลียว(Screw)ยึดสวนลางของถว ย
หมอกรองเขากบั ฐานหมอ กรอง
ดานบน ประกอบดวยฝาปดหมอกรอง(Filter Cover)โดยใชสลักยึด(Securing Bolt)กวดยดึ กับ
ปลายบนของทอนาํ (Guide Tube)และประกอบดว ยปลก๊ั ระบายอากาศ(Vent Plug)
ภายในหมอกรองแตละใบ จะประกอบดว ยไสหมอ กรอง(Filter Element) 1 ใบ โดยไสห มอกรองจะ
ประกอบเปนชุดตดิ กับฝาหมอ กรองดวยนัตยึด(Retraining Nut)
กองฝกการชา งกล กฝร.
๑๑๗
กองฝก การชางกล กฝร.
๑๑๘
กองฝก การชางกล กฝร.
๑๑๙
กําลังดันนํ้ามันหลอ(จากหมอระบายความรอนน้ํามันหลอ) จะถูกสงเขา มาและผา นลนิ้ เปลีย่ นทาง
เขาไปภายในหมอกรองรอบๆภายนอกไสหมอกรอง นํ้ามนั หลอ ท่ีสะอาดจะผานไสหมอกรองเขา ไปภายในทอ
นํา(Guide Tube)และผานลิ้นเปล่ียนทางออกจากหมอกรองไป ส่งิ สกปรกตา งๆจะเกาะติดอยูภ ายนอกไส
หมอกรองและตกลงสูสวนลางของหมอ กรอง สามารถเปดระบายท้ิงออกภายนอกไดโ ดยปล๊กั ระบาย(Drain
Plug)
การท่ีมีล้ินเปลี่ยนทางอยูที่หมอ กรองทกุ ใบน้ี ทาํ ใหเ ราสามารถปด หมอกรองไดทีละใบ เพื่อเปลีย่ นไส
หมอกรองในขณะเคร่ืองเดนิ อยู แตโ ดยปกตจิ ะตอ งเปด ใชหมอกรองทกุ ใบ
3.5.2 ลักษณะทส่ี อง (รูป 6-7.2)
# ลักษณะการทาํ งาน #
สวนลาง จะเปนทอนํา(Filter Guide)โดยใชสลักเกลียว(Screw)ยึดติดกับฐาน(Base)ของหมอ
ระบายความรอ นนํา้ มนั หลอ
สวนบน ประกอบดว ยถว ยหมอกรอง(Filter Bowl)โดยใชส ลักตวั กลาง(Centre Screw)ยึดติดกับทอ
นําและประกอบดว ยปลกั๊ ระบายอากาศ(Vent Plug)
การทํางาน เชนเดียวกับแบบแรกเพียงแตไมมีลนิ้ เปล่ียนทางเทานั้น
# การซอ มบาํ รุงรกั ษา #
รายละเอียดบทท่ี 9 ขอ 80-84
3.6 หมอกรองตะแกรงโลหะนํ้ามนั หลอ(Engine Oil Edge-Type Filter) (รูป 6-8)
มีเฉพาะเครือ่ งแบบ TE
ประกอบอยู ภายในฐาน(Base)ของหมอ ระบายความรอน
ทําหนา ที่ เปนหมอ กรองชว ยหรอื หมอกรองนริ ภยั (Backup or Safety Filter) โดย 1 ใบ จะทาํ งาน
รวมกับหมอ กรองละเอียดนํ้ามันหลอ 2 ใบ
ความถีก่ ารกรอง(Particle Retention) 0.05 มม.
# ลักษณะการทํางาน #
ประกอบดวยสว นท่สี ําคัญ คือ ไสหมอกรองตะแกรงโลหะ(Edge-Type Filter Element),แปรงกวาด
(Scraper)และคันหมุนทางเดียว(Handle)
หมอกรองทั้งชุด จะประกอบอยภู ายในฐานหมอระบายความรอ นโดยใชส ลกั เกลยี ว(Screw)ยดึ
นํ้ามันหลอจากหมอกรองละเอียดนํ้ามันหลอ จะถูกสงเขามารอบๆภายนอกไสหมอกรองตะแกรง
โลหะน้ํามันหลอ น้ํามันหลอท่ีสะอาดจะผานไสหมอกรองเขาภายในและสงออกตามชองทางออกไปเขา ทอ
น้ํามันหลอหลักไป สิ่งสกปรกตางๆจะเกาะตดิ อยูภ ายนอกไสห มอกรอง
กองฝก การชา งกล กฝร.
๑๒๐
ไสหมอกรองสามารถทําความสะอาดได โดยการโยกคันหมนุ ทางเดยี ว(Handle) เพื่อหมนุ ไสห มอ
กรองใหพ้ืนผิวภายนอกไสหมอกรองกรีดกับแปรงกวาดใหส่ิงสกปรกตางๆท่ีเกาะติดอยูหลุดลวงลงดานลาง
และเปดระบายทง้ิ ออกภายนอกดวยลนิ้ ระบาย(Drain Valve)
# การซอมบํารงุ รกั ษา #
รายละเอยี ดบทท่ี 9 ขอ 85-87
3.7 หมอกรองทางลดั นา้ํ มนั หลอ(Engine Oil Bypass Filter) (รูป 6-9)
มีใชเ ฉพาะบางเคร่อื ง
ทําหนา ท่ี กรองนํา้ มันหลอ(แลวสง กลับอางน้ํามนั หลอ)
เปนสวนประกอบภายนอกแยกตา งหากจาก ในแตล ะเครอ่ื งจะใช 2-4 ใบ ขน้ึ อยูกบั ขนาดของเคร่ือง
โดยหมอกรองทุกใบจะทํางานขนานกัน
กองฝก การชางกล กฝร.
๑๒๑
# ลักษณะการทํางาน #
หมอกรองแตละใบ ภายในเรือนหมอกรอง(Housing)จะประกอบดว ยไสหมอ กรอง(Filter Element)
2 ใบ เรียงซอ นกันอยู โดยใบลางจะมขี อเก่ียว(Withdraw Hook)สําหรับดึงไสห มอ กรองขน้ึ ดว ย ดานลา งของ
เรือนหมอกรอง ประกอบดวยฐานหมอ กรอง(Base)ซึ่งจะมปี ลัก๊ ระบาย(Drain Plug)และชอ งทางออกอยูดวย
สวนชองทางนํ้ามันหลอเขา จะอยูทส่ี ว นบนของเรือนหมอ กรอง ดานบนของเรือนหมอกรอง ประกอบดว ยฝา
ปดหมอกรอง(Cover)ยึดดวยสลักตัวกลาง(Center Bolt)และปลั๊กระบายอากาศ(Vent Screw)สําหรับเปดไล
อากาศภายในหมอ กรองออกสภู ายนอก
กองฝก การชา งกล กฝร.
๑๒๒
น้ํามันหลอ(จากสูบนา้ํ มนั หลอ) จะถกู สง เขา มาทีช่ อ งทางเขาและเขา ไปภายในหมอ กรองรอบๆภาย
นอกไสหมอกรอง นํ้ามันหลอที่สะอาดจะผานไสหมอกรองเขาไปภายใน แลวออกทางชอ งทางออกไป(เขา
อางนํ้ามันหลอ) ส่ิงสกปรกตางๆจะเกาะติดอยูภายนอกไสหมอกรองและตกลงสูสวนลางของหมอกรอง
สามารถเปด ระบายออกท้ิงภายนอกไดโดยปล๊ักระบาย
# การซอมบาํ รุงรักษา #
รายละเอยี ดบทที่ 9 ขอ 88-89
กองฝก การชา งกล กฝร.
๑๒๓
บทที่ 7
ระบบเร่ิมเดนิ เครอื่ ง
(Starting System)
ระบบเริ่มเดินเครื่อง จะทําหนาที่เริ่มหมุนเครื่องยนตใหมคี วามเร็วสงู ถึงความเร็วจุดระเบิดของ
เคร่อื ง(Firing Speed) เพ่ือใหเคร่อื งยนตมีการจดุ ระเบดิ เรม่ิ เดินเครอื่ ง เมื่อเครื่องยนตเ ดินแลวระบบเร่ิม
เดินเคร่ืองกจ็ ะหยุดทํางาน
ในบางเคร่ือง จะประกอบดว ยระบบเร่มิ เดนิ เมื่อเคร่ืองเย็น(Cold Start System)อีกระบบหนึง่
ทําหนาที่อุนอากาศดีเขาเครื่องใหมีอุณหภูมิสูงข้ึน ทํางานรวมกับระบบเริ่มเดินที่ทําหนาท่ีหมุนเคร่ือง
ยนตในการเริ่มเดินเครื่อง ทําใหเครอื่ งเรมิ่ เดินไดงา ยเมือ่ มีความจําเปนตองเริ่มเดินเครือ่ งทอี่ ุณหภมู ิของ
เครื่องตํา่ มาก(ตํ่ากวา 10°C)
ระบบเรมิ่ เดินเคร่อื ง สาํ หรับเครื่อง mtu.v 396 ท่ีใชภายในเรอื ปจจุบนั มใี ชอยู 3 แบบ แตกตา ง
กันตามความเหมาะสมกบั ขนาดของเคร่อื งและระบบของเรือ คอื
= ระบบเร่ิมเดนิ เครื่องแบบมอเตอรไ ฟฟา(Electric Starting System)
= ระบบเริ่มเดนิ เครื่องแบบมอเตอรก าํ ลังดันลม(Compressed Air Starting System)
= ระบบเร่ิมเดนิ เคร่ืองแบบจานจายลมเขา กระบอกสบู (Air-In-Cylinder Starting System)
1.ระบบเร่ิมเดนิ เครอื่ งแบบมอเตอรไฟฟา (Electric Starting System)
ใชก ระแสไฟทํางาน 24 V.DC.
1.1 สวนประกอบของระบบ
1.1.1 รีเลยลอ็ คการเร่ิมเดิน(Start Interlock Relay) (รูป 7-1)
ทําหนาที่ ปอ งกันการเริ่มเดินเครื่องหรือตัดวงจรกระแสไฟเรมิ่ เดนิ เครอื่ ง ถาความเรว็ เครอื่ งยนต
ลดลงตา่ํ กวาความเร็วจดุ ระเบดิ (Firing Speed) หรอื เมื่อเคร่อื งยนตเดนิ อยู
# ประกอบดว ย #
รีเลยเรม่ิ เดนิ (Start Relay I : St.Rel.I) มีสวิทชเปล่ยี นทางแบบปกติปด (Normally Closed : NC
Contact)
รีเลยล็อคการเร่ิมเดิน(Interlock Relay II : Intl.Rel.II) มีสวิทชเปลี่ยนทางแบบปกติเปด
(Normally Open : NO Contact) มีขดลวดแมเหลก็ ไฟฟา 2 ชุด คือ EW และ HW ทํางานในทิศทาง
เดียวกนั
รีเลยเลิกเคร่ือง(Shutdown Relay III : Sht.Rel.III) มีสวิทชเปล่ยี นทางแบบปกติปด (Normally
Closed : NC Contact)
ตัวเก็บประจุ(Condenser : C)
ความตานทาน(Resistor : R2)
กองฝกการชางกล กฝร.
๑๒๔
กองฝก การชา งกล กฝร.
๑๒๕
1.1.2 รีเลยเ รมิ่ เดินซํา้ (Start Repeat Relay) (รูป 7-1)
ทําหนาที่ ปองกันการเร่ิมเดินเครื่องหรือตัดวงจรกระแสไฟฟาเร่ิมเดินเครื่อง ถาเฟองเร่ิมเดิน
(Pinion) ไมเขา ขบ(Not Engaged)กับเฟองหมุนเครอ่ื ง(Flywheel Ring Gear)พอดี แลว ดําเนินการเรมิ่
เดินเครอื่ งใหม
# ประกอบดวย #
รีเลยเริ่มเดนิ (Start Relay : St.Rel.) มีสวิทชเ ปลี่ยนทางแบบปกตเิ ปด(Normally Open : NO
Contact)
รีเลยควบคมุ (Control Relay : Cn.Rel.) มีสวิทชเ ปลยี่ นทางแบบปกตเิ ปด (Normally Open :
NO Contact) มีขดลวดแมเ หลก็ ไฟฟา 2 ชดุ คอื G และ E ทํางานตรงขา มกัน
ตัวเก็บประจ(ุ Condenser : C)
1.1.3 มอเตอรไฟฟา เริ่มเดนิ (Electric Starter) (รูป 7.1 และ 7.2)
ทําหนาท่ี หมนุ เครือ่ งยนตใหความเรว็ ถงึ ความเรว็ จดุ ระเบิดเมื่อเร่มิ เดนิ เคร่ือง
เปนมอเตอรก ระแสไฟตรง แบบ Series-wound ใชก ระแสไฟ 24 V.DC.
# ลักษณะการทาํ งาน #
อารเมเจอร(Armature)ของมอเตอร จะทาํ เปนเพลากลวง โดยปลายเพลาดา นคอมมวิ เตเตอร
(Commutator) จะประกอบดว ยสวิทชแมเ หล็กไฟฟา(Solenoid Switch),รีเลยค วบคมุ (Control Relay)
และกลไกตา งๆ คอื คนั สง อาการ(Tripping Lever)และคนั ปลด(Release Lever) ปลายอกี ดา นหนง่ึ
ประกอบดวยชุดแผน คลัทซ(Multi–Disc Clutch)และเฟองเริ่มเดิน(Pinion)ตามลําดับ ภายในเพลา
ประกอบดวยกลไกตา งๆ คอื เพลาหมนุ (Splined Shaft),คันสงเฟองเร่มิ เดนิ (Engagement Rod) และ
สปริงดงึ กลับ(Return Spring)
ชุดแผน คลัทช(Multi–Disc Clutch) เปนสวนที่สง อาการหมุนจากอารเ มเจอรไปหมุนเฟอ งเรมิ่
เดินผา นเพลาหมุน ทาํ หนาที่ปอ งกันอารเ มเจอรม คี วามเรว็ สูงเกนิ (Overspeed) โดยลดแรงบิด(Torque)
เมื่อเกดิ กรณี Overruning คือ ความเร็วเฟองเริม่ เดนิ (จากเครื่องยนต) สงู กวาความเร็วของอารเ มเจอร
สวิทชอุณหภูมิ(Thermoswitch) ทําหนาที่ปองกันมอเตอรรอ นเกนิ (Thermal Overload) ใน
ระหวางการเรม่ิ เดิน มีอยู 2 ตัว ตออนุกรมกนั คือ ตัวหน่ึงอยูภายในขดลวด(Coil) ของสวทิ ชแ มเ หลก็ ไฟ
ฟา อีกตวั หนงึ่ ตอ อยรู ะหวา งขดลวด E(E Coil)กับแปรงถาน ถา การเรม่ิ เดินผดิ ปกตหิ รือใชเวลานานเกนิ
ไป จะทาํ ใหม กี ระแสไฟไหลผานวงจรมาก เกิดความรอ นสูงเกิน สวิทชอณุ หภูมจิ ะตัดกระแสไฟวงจรเรมิ่
เดินของมอเตอร เปนการหยุดการเรม่ิ เดนิ ซึง่ จะตอ งหยดุ พกั ประมาณ 20 นาที ใหความรอ นลดลงจงึ เร่มิ
เดินใหมไ ด
ขดลวดสนามแมเ หลก็ ซงึ่ พนั อยทู ขี่ าแมเ หล็ก(Pole Shoes) ประกอบดว ยขดลวดอนุกรม(Series)
และขดลวดขนาน(Shunt) โดยขดลวดขนานจะทาํ หนา ทจี่ ํากัดความเร็วตัวเปลา (No-Load Speed)ของ
กองฝก การชา งกล กฝร.
๑๒๖
อารเมเจอร หรือเปนเบรคใหอารเมเจอรหยุดหมุนอยางรวดเร็วหลังจากหยุดการเริ่มเดิน เพื่อใหพรอม
สําหรบั การเร่มิ เดนิ ไดใหมไดเ รว็ ท่สี ุด
1.2 การทํางานของระบบ (รูป 7-1)
1.2.1 เม่ือกดปุม “Start”(St.PB.)
!ทร่ี ีเลยล็อคการเร่ิมเดนิ (Start Interlock Relay)
กระแสไฟ +24 V.DC.จะผาน Terminal 50a ! NC Contact ของ Sht.Rel.III. ! NC Contact
ของ St.Rel.I !Terminal 50 ! Terminal 50g ของ Start Repeat Relay
ในขณะเดียวกนั จะผา น EW Coil ของ Intl.Rel.II. !Terminal D–(⊥) ทําให EW Coil ทํางาน
(Energized) ให NO.Contact ปดวงจร(Closed) ตอกระแสไฟจากTerminal 15 เขาประจุ(Charge) C
ในขณะน้ี ท่ี E1 Coil ของ St.Rel.I.จะเปนบวกทั้งสองข้ัวหรอื ไมม ีความตางศกั ย ทําใหไมท าํ งาน
(De-Energized) ให NC.Contact ยังคงปดวงจร(Closed)อยูตอ ไป
กองฝก การชา งกล กฝร.
๑๒๗
!!ท่ีรีเลยเร่มิ เดินซา้ํ (Start Repeat Relay)
กระแสไฟ +24 V.DC.จะผา น Terminal 50g ! NC.Contact ของ Cn.Rel.! Coil ของ St.Rel
!Terminal 31(⊥) ทําให St.Rel. ทํางาน(Energized) ปดวงจร(Closed) NO.Contact ตอกระแสไฟ
จาก Terminal 50 g !Terminal 50h !Terminal 50 ของ Electric Starter
ในขณะเดยี วกนั กระแสไฟจะผา น G Coil ของ Cn.Rel.เขา ประจุ(Charge) C ทําให G Coil
ทํางาน(Energized) ปดวงจร(Closed) NC.Contact ไว และลบลางอํานาจของ E Coil
!!!ท่ีมอเตอรไฟฟาเรมิ่ เดนิ (Electric Starter)
" Engagement Stage I.
กระแสไฟ +24V.DC.จะผา น Terminal 50 ! Coil ของ Control Relay และ ขด H(Holding
Coil) ของ Solenoid Switch ! Thermoswitch !Terminal 31(⊥) ทําให Coil ทั้งสองทํางาน
(Energized)
อารเ มเจอร ของ Solenoid Switch จะเลื่อนตัวสงอาการใหคนั สง เฟอ งเริ่มเดิน(Pinion) เขาขบ
กับเฟองหมุนเคร่อื ง(Flywheel Ring Gear)
Contact ของ Control Relay จะตอ กระแสไฟ +24 V.DC.จาก Terminal 30 ! E Coil
(Engagement) ของ Solenoid Switch และขด Shunt ! อารเมเจอร ! Terminal 31(⊥) ทําใหมอเตอร
เริ่มหมุนไปได แตใ นกรณนี ี้ E Coil จะเปนความตานทานหนวง(Ballast Resistor)ใหอารเมเจอรแ ละขด
Shunt ใหมีความตานทานสงู (High-Impedance) เปนการจํากัดกระแสไฟทีผ่ านอารเ มเจอร ทําใหอารเม
เจอรม แี รงบดิ นอ ย แตห มุนไปไดเพอื่ ใหเ ฟองเร่มิ เดนิ (Pinion) เขาขบกับเฟอ งหมนุ เครอ่ื ง(Flywheel Ring
Gear)ไดงา ย แตเครอ่ื งยนตไมห มนุ
"" Engagement Stage II.
เม่ือเฟองเริ่มเดินเล่ือนเขาขบกบั เฟองหมุนเครื่องกอนสดุ ระยะเลอ่ื น คันปลด(Release Lever)
จะสงอาการใหค ันสงอาการ(Tripping Lever) ให Contact ของ Control Relay เปลี่ยนทางดวยกําลัง
สปริง ไปตอ กระแสไฟเขา ขด Series และตอ ขด Shunt ใหขนานกบั ขด Series และอารเ มเจอร ทาํ ให
มอเตอรมีกระแสไฟเขา สงู สุด ดังน้ัน มอเตอรจะมแี รงบดิ สงู สุด เร่ิมหมุนเครอื่ งยนตไ ปไดจนถงึ ความเร็ว
จุดระเบดิ (Firing Speed) เคร่ืองยนตก จ็ ะเร่ิมเดนิ ทาํ งานจุดระเบดิ ไดเ อง
!!!!ท่ี Start Repeat Relay
ที่ Terminal 50g และ 48 จะไมม คี วามตา งศกั ย( เปน บวกทงั้ ค)ู น่ันคอื Cn.Rel. จะไมม ีกระแสไฟ
ผา น G.Coil เขา ประจุ C และไมมีกระแสไฟผา น E Coil เชนเดยี วกัน ทําให Cn.Coil ไมท ํางาน(De-
energized) และยังคงปดวงจร(Close) NC.Contact ดําเนินการเริ่มเดนิ ตอ ไป
เมื่อเครือ่ งยนตม ีการจุดระเบิดเริม่ เดนิ แลว เฟองเริ่มเดิน(Pinion) จะมคี วามเร็วสูงขึ้น จนกระท่ัง
สูงกวา ความเรว็ ตัวเปลา(No-Load Speed)ของอารเมเจอร ชุดแผน คลัทชจะปลด ไมสง ตอแรงหมนุ
กองฝกการชา งกล กฝร.
๑๒๘
ระหวางอารเมเจอรกับเฟองเร่ิมเดนิ เพื่อปอ งกนั อารเ มเจอรม คี วามเร็วสูงเกิน(Over speed)
เมื่อเคร่ืองเดินแลว จะมแี รงเคลื่อนกระแสไฟฟา (Generator Voltage) จาก Terminal D+ !
HW.Coil ของ Intl.Rel.II และ D1 Coil ของ Sht.Rel.III !Terminal D-(⊥) ทําให HW.Coil ทํางาน
(Energized) ปด วงจร(Closed) NC.Contact ตอ กระแสไฟจาก Terminal 15 เขาประจุ C.เชน เดมิ และ
D1 Coil ก็จะทํางาน(Energized) เปด วงจร(Open) NC.Contact ตัดวงจรกระแสไฟเริ่มเดนิ เครอ่ื ง เปน
การหยุดการเรมิ่ เดนิ เคร่อื งและเมื่อปลอ ยปุม “Start“ เฟองเร่มิ เดนิ จะเลื่อนออกจากเฟอ งหมุนเครอ่ื ง กลับ
สูตําแหนงเดมิ ดว ยกําลังสปรงิ ดึงกลับ(Return Spring) เปนการเสรจ็ สน้ิ การเริ่มเดิน
1.2.2 เม่ือเริ่มเดินเครอื่ งลม เหลว(Blind Attempt) (รูป 7-1)
เมื่อมีการเร่ิมเดินเคร่ือง ถาเกิดกรณีเฟองเร่ิมเดิน(Pinion)กับเฟองหมุนเครอ่ื ง(Flywheel Ring
Gear) ไมเขาขบกัน(Edge-On-Edge Contact) จะทําใหเ ฟองเรม่ิ เดนิ หยดุ หมุน กรณนี ีเ้ รียกวา Blind
Attempt ซ่ึงจะตองหยุดการเริ่มเดินทันที เพอื่ ปอ งกันมอเตอรไ ฟฟา เร่ิมเดินเสียหาย หลังจากหยุดสักครกู ็
สามารถดาํ เนนิ การเรมิ่ เดินไดใหม
!ที่ Start Repeat Relay
ในขณะ Engagement Stage I. ที่ Cn.Rel.จะมีกระแสไฟผาน G Coil เขา ประจุ C. ทาํ ให G Coil
ทํางาน(Energized) ปด วงจร(Closed) NC.Contact และลบลา งอาํ นาจ E Coil แตถ าเฟองเร่ิมเดินไมเขา
ขบกับเฟอ งหมนุ เครื่องพอดี น่นั คือ เมอื่ C ไดรับการประจเุ รียบรอยแลว G Coil ก็จะไมท ํางาน(De-
energized) ในขณะเดยี วกนั จะมีกระแสไฟผา น E Coil !Terminal 48 ! Terminal 48 ของมอเตอรไ ฟ
ฟาเร่มิ เดิน ! ขด Series ! อารเมเจอร !Terminal 31(⊥) ทาํ ให E Coil ทํางาน(Energized) เปดวงจร
(Open) NC.Contact ตัดวงจรกระแสไฟฟาของตวั เองและ St.Rel.
St.Rel. จะหยดุ การทํางาน(De-energized) เปด วงจร(Open) NO.Contact ตัดวงจรกระแสไฟ
Terminal 50h ที่จะไปเขามอเตอรไ ฟฟาเรมิ่ เดิน เปนการหยุดการเรมิ่ เดินเครือ่ ง
ในขณะนี้ C. จะคายประจ(ุ Discharge) กระแสไฟจะผา น G Coil และ E Coil ซึ่งเปนกระแสทศิ
ทางเดยี ว(Unidirectional) ทําให Cn.Rel. จะยงั คงเปดวงจร(Open) NC.Contact อยู เปนการหนวงเวลา
การหยดุ พักการเร่ิมเดนิ
เม่อื C.คายประจเุ รยี บรอย Cn.Rel. จะกลับมาปด วงจร(Closed) NC.Contact อีกคร้ัง เปนการ
ดําเนินการเริ่มเดินอีกครง้ั ถา ยงั กดปุม “Start” ไวอ ยู
1.2.3 เม่ือกดปุม Start ขณะเครื่องเดินอยู หรอื
เมื่อเคร่อื งยนตค วามเร็วลดลงตํ่ากวาความเร็วจุดระเบดิ (รูป 7-1)
!ที่ Start Interlock Relay
ในขณะเครอ่ื งเดนิ อยจู ะมแี รงเคล่ือนกระแสไฟฟา (Generator Voltage) จาก Terminal D+ !
HW.Coil ของ Intl.Rel.II และ D1 Coil ของ Sht.Rel.III !Terminal D-(⊥) ทาํ ให HW.Coil ทํางาน
กองฝก การชางกล กฝร.
๑๒๙
(Energized) ปด วงจร(Closed) NC.Contact ตอ กระแสไฟจาก Terminal 15 เขา ประจุ C.เชนเดมิ และ
D1 Coil ก็จะทํางาน(Energized) เปด วงจร(Open) NC.Contact ตัดวงจรกระแสไฟเร่มิ เดินเครื่อง น่นั คอื
ในขณะนถี้ ากดปุม “Start” ก็จะไมมีการดําเนินการเร่มิ เดนิ เครอ่ื งตามขอ 1.2.1
ถาความเรว็ เครือ่ งลดลงตาํ่ กวาความเรว็ จุดระเบิด จะทําให D1 Coil ไมท าํ งาน(De-energized)
จะปดวงจร(Closed) NC.Contact ตอวงจรกระแสไฟเร่มิ เดิน และ HW.Coil ก็จะหยดุ การทํางาน(De-
energized) จะเปด วงจร(Open) NO.Contact ทําให C.คายประจุ(Discharge) ผาน E1 Coil ของ
St.Rel.I ! R2 ! Terminal D-(⊥) ทําให E1.Coil ทํางาน(Energized) เปด วงจร(Open) NC.Contact
ตัดวงจรกระแสไฟเร่ิมเดิน ในระหวา งเครอ่ื งยนตล ดความเร็วลงจนกระทง่ั หยุดหมุน
1.3 การซอมบํารงุ รักษาระบบ
รายละเอียดบทที่ 9 ขอ 90-94 และ 104-105
2. ระบบเริม่ เดินแบบมอเตอรกาํ ลังดันลม(Compressed Air Starting System) (รูป 7-3)
ใชกาํ ลังดนั ลมทํางาน ประมาณ 6 บาร
2.1 สวนประกอบของระบบ (รูป 7-3)
หมอ กรองกําลังดนั ลม(Air Filter) (รายละเอยี ด ขอ 2.1.1)
หมอน้ํามันหลอ (Oiler) (รายละเอียดขอ 2.1.2)
ล้นิ แมเหลก็ ไฟฟา (Solenoid Valve) (รายละเอยี ดขอ 2.1.3)
มอเตอรก าํ ลังดนั ลมเริ่มเดนิ (Compressed Air Starter) (รายละเอยี ดขอ 2.1.3)
2.1.1 หมอกรองกาํ ลงั ดันลม(Air Filter) (รูป 7-4)
ทําหนาที่ กรองสง่ิ สกปรกท่ีปนมากบั กําลงั ดนั ลมเริ่มเดนิ กอนเขาทาํ งานในระบบ
ประกอบอยูท ท่ี อ ทางกาํ ลังดันลมเขาระบบ
# ลักษณะการทํางาน #
เปนหมอกรองแบบตะแกรงโลหะ ประกอบอยูในทอทางโดยมฝี าเกลียว(Screw Cap) กวดเขา
จากดา นลาง
เม่ือมกี าํ ลงั ดนั ลมไหลผา นทอทางและหมอ กรอง ส่ิงสกปรกทีป่ นมาจะถูกดกั ไวโ ดยหมอ กรอง
2.1.2 หมอ นา้ํ มนั หลอ (Oiler) (รูป 7-5)
ทําหนาที่ ผสมน้าํ มันหลอ เขากบั กาํ ลังดนั ลม กอนสงไปหลอล่นื มอเตอรก ําลงั ดันลมเร่มิ เดิน
น้ํามันหลอที่ใช เปน นาํ้ มันหลอชนิดพเิ ศษ (รายละเอยี ดใหด ูในคูมอื ประจําเคร่อื ง)
# ลักษณะการทาํ งาน #
เปน หมอ เกบ็ น้าํ มนั หลอ(Oil Container) ประกอบอยูท ่ีทอทางกําลงั ดันลมกอ นเขามอเตอรกําลงั
ดันลมเร่ิมเดิน ดานขางประกอบดว ยแผนแกววดั ระดับ(Sight Glass) สําหรับตรวจดูระดบั นาํ้ มันหลอ
ภายในหมอ เก็บนํ้ามันหลอ
กองฝก การชางกล กฝร.
๑๓๐
กองฝก การชา งกล กฝร.
๑๓๑
เม่ือมีกําลงั ดันลมเร่มิ เดินไหลผานทอ ทางภายในหมอน้ํามนั หลอ กาํ ลังดันลมเริม่ เดนิ จะผา นชอ ง
ลม(Air Channel) กดลงบนพื้นผิวหนา นา้ํ มันหลอ ภายในหมอ เกบ็ น้ํามัน และผา นหัวรดี ลม(Pitot Head)
ซ่ึงเปนบาย่ืนออกมา ทําใหกําลังดันลมไหลผานดวยความเรว็ สูงขึ้น เกิดกาํ ลังดันดานหนา หัวรดี ลมสงู
กวากําลังดันหลังหัวรีดลม เปนผลใหเกิดกําลังดันสงน้ํามันหลอภายในหมอเก็บน้ํามันหลอ ผา นชองนาํ้
มันหลอ(Oil Channel) ดานหลงั หวั รีดลม เขา มาภายในทอ ทาง เปนละอองฝอยผสมกบั กําลงั ดันลมเริม่
เดิน ไปหลอลนื่ มอเตอรก าํ ลังดนั ลมเรมิ่ เดินตอไป
กองฝกการชางกล กฝร.
๑๓๒
2.1.3 มอเตอรกําลังดนั ลมเรม่ิ เดิน(Compressed Air Starter)
และ ล้ินแมเหลก็ ไฟฟา(Solenoid Valve) (รูปท่ี 7-6)
# ลักษณะการทํางาน #
มอเตอรเ ปนแบบลกู สบู หมนุ (Rotating Piston Motor) โดยสวนหมุน(Rotor) จะทําหนา ทสี่ ง
อาการหมนุ ผา นเฟอ งและชดุ แผนคลัทซ( Multi-Disc Clutch) ไปขบั หมนุ เฟองเรม่ิ เดิน(Meshing)ในการ
เรมิ่ เดินเครื่อง
ลักษณะที่สําคัญของมอเตอร คอื จะออกแบบใหม อเตอรห มนุ เมือ่ เฟองเรม่ิ เดนิ ของมอเตอรเ ขา
ขบกับเฟองหมนุ เคร่ือง(Flywheel Ring Gear)เรียบรอยแลว เทา นน้ั เพ่ือปอ งกันมอเตอรเสียหายขณะเร่มิ
เดินเครื่องและชุดแผน คลัทซจ ะปองกันการทาํ งานเกนิ กาํ ลงั (Overload)
ลิน้ แมเ หลก็ ไฟฟา ประกอบอยดู า นขา งมอเตอร ทํางานดวยกระแสไฟฟา +24 V.DC.ทําหนา ท่ี
เปด–ปด กาํ ลงั ดันลมเขา ทาํ งานในมอเตอรก าํ ลังดันลมเรมิ่ เดนิ
เมื่อยังไมก ดปมุ ”Start” กําลังดนั ลมเร่มิ เดิน(จากหมอ นาํ้ มนั หลอ ) จะเขา มาทีล่ ้นิ แมเ หลก็ ไฟฟา
ซึ่งขณะน้ีอยูทีต่ ําแหนง ปด และเขา มาทม่ี อเตอร กดลงบนดา นหลงั ของแผนลน้ิ (6:Valve Plate)ซึ่งขณะน้ี
อยูท่ีตําแหนงปด กําลังดันสวนหนง่ึ จะผา นชอ งทางภายในและล้นิ เลอ่ื นควบคมุ (3:Control Slide)ซ่ึงอยูท ี่
ตําแหนงขวาสุด เขา ดนั ดา นขวาของลูกสูบเลอื่ น(2:Displacement Piston) ใหเลือ่ นไปทางซายสดุ สง
อาการผานคันสง(1:Linkage)และเพลาหมุน(12:Spindle) ใหเ ฟอ งเรมิ่ เดิน(13:Meshing Pinion)อยูท่ี
ตําแหนงไมเ ขาขบกับเฟอ งหมนุ เครอ่ื ง(Flywheel Ring Gear)และล็อคไวท ีต่ าํ แหนงน้ี และเขา ดนั ดา น
ขวาของล้ินลม(8:Air Valve) ใหกา นสงลิ้น(9:Valve Tappet) เล่ือนไปอยทู ่ตี าํ แหนงซายสดุ
เมอื่ กดปุม”Start” ลน้ิ แมเ หลก็ ไฟฟา จะทํางาน(Energized) เปดกําลังดนั ลมเขา ดนั ดา นขวา
ของลนิ้ เลอื่ นควบคุม(3 : Control Slide) ทําใหลิ้นเลอ่ื นควบคุม เลือ่ นไปทางซายสุด
ล้ินเลื่อนควบคุม(3:Control Slide) จะระบายกําลังดันลมออกจากดานขวาของลูกสูบเล่ือน
(2:Displacement Piston) ในขณะเดียวกนั ก็จะเปดกําลังดนั ลมเขาดันดานซายดว ย ทาํ ใหลูกสบู เลอ่ื น
เลื่อนไปทางดา นขวา
ลูกสูบเล่ือน(2:Displacement Piston) จะสงอาการผานคันสง(1:Linkage)และเพลาหมุน
(12:Spindle) สงเฟองเริม่ เดนิ (13:Meshing Pinion)เขาขบกับเฟองหมุนเครื่อง(Flywheel Ring Gear)
ของเครื่องยนต ซ่ึงในขณะนี้จะมีกําลังดันลมสวนหนึ่งจากดานซายของลูกสูบเลื่อน ผานชองพน
(11:Nozzle)เพื่อจํากัดกําลงั ดันลมเขา ทาํ งานในสวนหมนุ (Rotor) ทําใหมอเตอรหมนุ ไปไดอ ยา งชาๆ เพอ่ื
ปองกันเฟองเร่มิ เดนิ และเฟอ งหมนุ เครอื่ งไมเ ขาขบกันพอดี(Tooth-On-Tooth)
ในระหวางการเลื่อนตัวของลูกสูบเลื่อน(2:Displacement Piston) เพ่ือสงเฟองเร่ิมเดิน
(13:Meshing Pinion)เขาขบกบั เฟองหมนุ เครอื่ ง(Flywheel Ring Gear) จนเกือบสดุ ระยะนนั้ จะสง
อาการใหก า นสง ลนิ้ (9:Valve Tappet)เลื่อนไปทางขวาดวย ทาํ ใหลน้ิ ลม(8:Air Valve)เปด กําลังดันลม-
กองฝกการชา งกล กฝร.
๑๓๓
เขาดันดานซายของลกู สบู ล้ิน(4:Valve Piston) ทําใหลูกสบู ลน้ิ เลอ่ื นไปทางขวา
ลูกสบู ลิน้ (4:Valve Piston)จะสงอาการใหแผนลิ้น(6:Valve Plate) เปดกําลงั ดนั ลมสวนใหญ
จากชองทางเขาของมอเตอร เขาทํางานในสวนหมนุ (Rotor) ทําใหมอเตอรเ ริม่ หมุนเครื่องยนตเ พอ่ื เรม่ิ
เดินเครื่อง จนกระท่ังความเร็วเคร่ืองสูงถึงความเร็วจุดระเบิด(Firing Speed)และเครอ่ื งยนตเดินเรียบ
รอย
เมื่อปลอ ยปุม”Start” ลน้ิ แมเ หล็กไฟฟา จะหยดุ ทํางาน(De-energized) ปดกําลงั ดันลมท่ีเขา
ทํางานที่ลิ้นเล่ือนควบคุม(3:Control Slide)และระบายกาํ ลังดนั ทีท่ าํ งานอยูอ อกท้งิ ภายนอก ทาํ ใหลิน้
เลื่อนควบคมุ เลื่อนกลบั ไปทางขวาที่ตําแหนงเดิม ดวยกําลงั สปริง
ล้ินเลื่อนควบคุม(3:Control Slide) จะเปดกําลังดันลมเขาดันดานขวาของลูกสูบเลื่อน
(2:Displacement Piston) ทําใหลูกสูบเลื่อน เล่ือนไปทางดานซาย
ลูกสูบเลื่อน(2:Displacement Piston) จะสงอาการใหกานสง ลน้ิ (9:Valve Tappet)เปนอสิ ระ
และสงอาการผานคันสง(1:Linkage)และเพลาหมุน(12:Spindle) ดึงเฟองเริ่มเดินออกจากเฟองหมุน
เครื่อง กลับมาอยูในตําแหนง เดมิ
กานสง ล้ิน(9:Valve Tappet) จะเลื่อนกลับตาํ แหนง เดมิ ดวยกําลังสปริง ก็จะปดกําลงั ดนั ลมที่
เขาดนั ดายซายของลูกสบู ลน้ิ (4:Valve Piston)และระบายกําลงั ดนั ลมท่ีทาํ งานอยอู อกทง้ิ ภายนอก ทําให
ลูกสูบลิ้นเลื่อนไปทางซา ยดว ยกาํ ลังสปรงิ ทําใหแผน ล้นิ (6:Valve Plate) เลื่อนไปทางซา ยดวย แผนลน้ิ
จะปดกําลังดันลมสวนใหญที่เขาทํางานในสวนหมุน(Rotor) ทําใหมอเตอรห ยดุ หมนุ เปน การเสร็จสิ้น
การเรมิ่ เดินเครอ่ื ง
2.2 การซอ มบาํ รุงรักษาระบบ(Maintenance)
รายละเอียดบทที่ 9 ขอ 90-94 และ 106-108
กองฝกการชางกล กฝร.
๑๓๔
กองฝก การชา งกล กฝร.
๑๓๕
3.ระบบเร่มิ เดินเครือ่ งแบบจานจา ยลมเขา กระบอกสบู (Air-In-Cylinder Starting System)(รูป 7-7)
ใชกําลังดนั ลมทาํ งาน 16-40 บาร
3.1 สวนประกอบของระบบ (รูป 7-7)
ล้นิ ลมไฟฟา 3 ทาง(Solenoid 3-Way Valve) (รายละเอียด ขอ 3.3.1)
จานจา ยลมเร่ิมเดนิ (Starting Air Distributor) (รายละเอียด ขอ 3.3.2)
ลิ้นลมเริ่มเดนิ และไลอากาศ(Starting & Decompression Valve) (รายละเอียด ขอ 3.3.3)
3.2 การทาํ งานของระบบ (รูป 7-7)
เมือ่ ยงั ไมไ ดก ดปมุ “Start” กําลังดันลมเร่มิ เดิน(จากขวดเกบ็ ลม) จะมีอยูที่ลน้ิ ลมไฟฟา 3 ทาง
ซ่ึงขณะนี้จะไมมีกระแสไฟฟา(De-energized) จะปดกําลงั ดันลมเรม่ิ เดิน ไมใหเ ขา ไปทาํ งานในระบบ
พรอมทั้งระบายกําลังดนั ภายในระบบออกทง้ิ ภายนอกดวย
เมอ่ื กดปมุ “Start” ลิน้ ลมไฟฟา 3 ทาง จะมกี ระแสไฟฟาเขาทํางาน(Energized) จะเปด กาํ ลงั
ดันลมเรมิ่ เดิน ใหเขาไปทาํ งานในระบบ คือ ไปเขา จานจา ยลมเรมิ่ เดนิ
จานจายลมเร่มิ เดิน ซึ่งไดร ับการขับหมุนดว ยเพลาลกู เบ้ียว จะจา ยกาํ ลงั ดนั ลมผา นชองทางภาย
ในที่เปดอยู 1 ชองทาง ไปยงั ล้ินลมเรมิ่ เดนิ และไลอ ากาศท่ีตอ อยู
ลิ้นลมเร่ิมเดินและไลอ ากาศ ซ่งึ ประกอบอยทู ฝี่ าสบู ทกุ สบู จะเปด ใหก าํ ลังดันลมดงั กลาว เขา ไป
ภายในกระบอกสบู และดันลกู สบู ใหเล่ือนลง เปน การเร่มิ หมุนเคร่อื งยนต
เม่ือเคร่ืองยนตหมุนไป จานจายลมเริม่ เดินกจ็ ะถกู ขบั หมนุ ไปดว ย ทําใหชองทางจา ยกําลังดนั
ลมไปตรงกับล้ินลมเริ่มเดินและไลอากาศของสูบอื่นตอไป(ซ่ึงจะเปนไปตามจังหวะจุดระเบิดของเคร่ือง)
ลิ้นลมเร่ิมเดินและไลอากาศของสูบนั้น ก็จะเปดกําลังดันลมเริ่มเดินเขาดันลูกสูบใหเล่ือนลง เปน การ
หมุนเครื่องตอไป
วงรอบการทํางานดงั กลา วจะดาํ เนินการตอ ไปเร่ือยๆ จนกระท่ังความเรว็ เครื่องสูงถึงความเร็วจุด
ระเบดิ (Firing Speed) เคร่ืองยนตก จ็ ะทาํ งานจุดระเบิดและเดินตอไปไดจ นถงึ ความเร็วเดนิ เบาตวั เปลา
(Idle Speed)
เมื่อเครื่องยนตเ ดินเรียบรอ ยและเลกิ การเริม่ เดนิ เคร่อื ง เปนการตัดกระแสไฟฟา +24 V.DC ที่
เขา ลนิ้ ลมไฟฟา 3 ทาง(De-energized) ลิ้นก็จะปด กาํ ลงั ดันลมเริ่มเดนิ ท่เี ขาทาํ งานในระบบ พรอ มทัง้
ระบายกําลงั ดันลมภายในระบบออกท้ิงภายนอกดวย
กองฝกการชางกล กฝร.
๑๓๖
กองฝก การชา งกล กฝร.
๑๓๗
3.3 รายละเอยี ดของระบบ
3.3.1 ลิ้นลมไฟฟา 3 ทาง(Solenoid 3-Way Valve) (รูป 7-8)
ในแตละเครือ่ งอาจจะมีลักษณะแตกตางกนั บาง แตก ารทาํ งานจะเหมือนกนั
ทําหนาท่ี ปด-เปด กาํ ลังดันลมเร่ิมเดนิ เขาทาํ งานในระบบ
ควบคุมการปด-เปดดวยขดลวดแมเหล็กไฟฟา(Solenoid) +24 V.DC หรือ ปด -เปด ดวยมือ
(Manual)
# ลักษณะ #
ประกอบดว ย 2 สวนใหญ ๆ คือ
สวนลาง เปน เรือนล้นิ (Valve Housing) มีชองทางกาํ ลงั ดนั ลม เขา-ออก 3 ชองทาง คอื ชอ งทาง
กําลังดันลมเขา(จากขวดเก็บลม : P) , ชองทางกําลงั ดนั ลมออก(ไปทํางานในระบบ : A) และ ชองทาง
ระบาย(ออกท้งิ ภายนอก : R) ภายในประกอบดว ยแทง ลิน้ (Valve Sleeve) ท่ีมีชุดกนั รั่ว(Seal Pack) 2
ชุด ทําหนาท่ี ปด-เปด ชอ งทางกาํ ลังดนั ลมท้ังสาม
สวนบน เปน ชุดขดลวดแมเหลก็ ไฟฟา (Solenoid),ลิ้นนาํ (Pilot Valve Armature)ซ่ึงเล่อื นตวั ได
ดวยอํานาจแมเหล็กของขดลวดแมเหล็กไฟฟาและลูกเบ้ียวสวิทช(Switching Cam)ซ่ึงรับอาการหมุน
จากคันหมุน(Hand Lever)หรือลกู บดิ (Hand wheel) ดานขางจะมชี องทางระบายของลนิ้ นาํ (E) 1 ชอ ง
ทาง
คันหมนุ หรือลูกบดิ (Hand Lever or Hand wheel) จะใชสําหรับควบคุมการปด -เปด ลน้ิ ดว ยมือ
(ไมใชขดลวดแมเ หลก็ ไฟฟา) โดยจะสงอาการหมุนใหล ้ินนําเลื่อนตัว ต้งั การทํางานได 2 ตาํ แหนง คือ
ตําแหนง Auto หรอื Aus/Off เปนตําแหนง ปด ไมใ หก าํ ลังดนั ลมเขาทาํ งานในระบบ(ปด ชอ งทาง P-A)และ
เปดระบายกําลงั ดนั ภายในระบบออกทางชองทางระบาย(เปดชองทาง A-R)(ปกติจะอยทู ่ตี ําแหนงน้ี เพ่ือ
ใหควบคุมการปด -เปดของลนิ้ ดว ยขดลวดแมเ หลก็ ไฟฟา) ตําแหนง Manual หรอื Hand หรอื An/ On
เปนตําแหนงเปดใหกําลงั ดันลมเขา ทาํ งานในระบบ(เปด ชอ งทาง P-A) และปดชอ งทางระบาย(ปด ชอ ง
ทาง A-R)
# การทํางาน #
การควบคมุ ปด-เปดลนิ้ กระทําได 2 ลกั ษณะ คอื
> การปด-เปดลิ้นดวยขดลวดแมเ หล็กไฟฟา(Solenoid) มีการทํางานดังน้ี คือ
กอนเร่ิมเดินเคร่ือง กําลงั ดนั ลมเรมิ่ เดิน(จากขวดเก็บลม) จะเขามาทช่ี องทางกาํ ลังดันลมเขา(P)
ดันบาลา งของชดุ กนั รัว่ (Seal Pack)ชุดบนของแทง ล้ิน(Valve Sleeve) เกิดแรงท่ีจะทําใหแทง ลน้ิ เลอ่ื นขึ้น
แตข ณะนี้ขดลวดแมเ หลก็ ไฟฟายังไมม ีกระแสเขาเลี้ยง(De-energized) จึงไมมอี าํ นาจแมเ หลก็ ทาํ ใหล ิน้
นํา(Pilot Valve)เปดชองทางภายในลิน้ ใหกําลังดันลมจากชองทางกําลังดนั ลมเขา(P) ผานชอ งทางภาย
ในเขาไปในหองลม(Chamber)ดานบนแทง ลิ้น เกดิ แรงกดใหแ ทงล้ินเลอื่ นลง ทําใหชดุ กนั รัว่ (Seal Pack)
กองฝก การชางกล กฝร.
๑๓๘
ชุดบน ปดชองทางกําลงั ดนั ลมเขา กบั ชองทางกาํ ลงั ดันลมออก(ปดชอ งทาง P-A) เปนการปด ไมใ หกําลัง
ลมเริ่มเดินเขา ทาํ งานในระบบ ในขณะเดียวกนั ชดุ กันร่วั (Seal Pack)ชุดลา ง จะเปด ชองทางกาํ ลังดันลม
ออกกับชองทางระบาย(เปด ชอ งทาง A-R) เปนการระบายกําลงั ดันลมภายในระบบออกภายนอก ไมใหมี
กําลังดันตกคา งอยภู ายในระบบดวย
กองฝก การชางกล กฝร.
๑๓๙
เมื่อเร่มิ เดินเคร่อื ง ขดลวดแมเ หลก็ ไฟฟา จะมีกระแสไฟเขา เลย้ี ง(Energized) จะเกิดอํานาจแม
เหล็กทําใหลิ้นนาํ เล่ือนตวั ปด ชอ งทางไมใหกําลังดนั ลมเขาไปภายในหอ งลม ในขณะเดียวกนั ก็จะระบาย
กําลังดันภายในหองลมออกทางชองระบาย(E) ทําใหกาํ ลังดนั ลมทชี่ อ งทางเขา(P)ดันบา ลา งของชุดกนั
รัว่ (Seal Pack)ชุดบนของแทง ลิน้ ทาํ ใหแ ทง ลน้ิ เลอ่ื นขนึ้ ชุดกันรว่ั ชดุ บนจะเปดชอ งทางกาํ ลังดนั ลมเขา
กับชองทางกาํ ลังดันลมออก(เปด ชอ งทาง P-A) เปนการเปดกําลงั ดันลมเขาทํางานในระบบ ในขณะเดียว
กัน ชุดกันรว่ั (Seal Pack)ชุดลาง ก็จะปด ชองทางกําลงั ดนั ลมออกกับชอ งทางระบาย(ปด ชองทาง A-R)
เม่ือเลิกการเริ่มเดินเครื่อง สวนตา งๆ จะกลบั มาอยูในตาํ แหนง เชน เดยี วกบั ”กอนเรม่ิ เดินเครือ่ ง“
ทกี่ ลาวมาแลว
>> การปด-เปด ล้ินดว ยมอื (Manual) มีการทาํ งานดงั น้ี
กอนเรม่ิ เดินเคร่อื ง คันหมนุ (Hand Lever)หรือลูกบิด(Hand wheel) จะอยทู ตี่ ําแหนง Auto หรือ
Aus/Off ซ่ึงเปนตําแหนง ปด ไมใหก ําลังดันลมเริม่ เดนิ เขา ทํางานในระบบ
เม่ือเริ่มเดินเครอื่ ง หมนุ คันหมุนหรือลกู บิด ไปตาํ แหนง Manual หรือ Hand หรือ An/on ซ่ึงเปน
ตําแหนงเปดกําลังดันลมเร่ิมเดินใหเขาทํางานในระบบ คันหมุนหรือลูกบิดจะสงอาการหมุนผานลูก
เบย้ี วสวิทช ใหลิ้นนําเลอ่ื นตวั ซง่ึ การทํางานของลนิ้ จะเปนเชนเดียวกบั การปด-เปดดวยขดลวดแมเหลก็
ไฟฟาท่ีกลาวมาแลว
3.3.2 จานจายลมเรมิ่ เดิน(Starting Air Distributor) (รูป 7-9)
ทําหนาที่ ปด–เปดกําลังดันลมเร่ิมเดินไปเขาลิ้นลมเริ่มเดินและไลอากาศ(Starting &
Decompression Valve)
ประกอบอยูท างดาน KGS ของเครอ่ื ง
# ลักษณะ #
เรือนจานจาย(Distributor Housing) ภายในจะมีชองสําหรับประกอบเพลาขบั (Drive Shaft)
และชองทางระบาย โดยมชี องทางกําลงั ดนั ลมออก(ไปเขา ลิน้ ลมเร่ิมเดนิ และไลอ ากาศ) อยโู ดยรอบเทา
จํานวนลิ้นลมเริม่ เดินและไลอากาศ
แผนหนาสมั ผัส(Contact Face) ประกอบอยูกบั เรือนจานจา ย จะมชี องทางกําลงั ดันลมเทากบั
จํานวนชอ งทางกาํ ลังดันลมออกของเรอื นจานจาย
แผนจานจาย(Distributor Disc) ประกอบติดกบั เพลาขับดวยนัต(Nut) ไดรับการขบั หมนุ จาก
เพลาลกู เบยี้ ว(Cam Shaft)ผา นเพลากลาง(Intermediate Shaft) ดวยความเรว็ คร่ึงหนง่ึ ของความเร็ว
เคร่ืองยนต โดยทีแ่ ผน จานจายน้จี ะมีชอ งทางกําลงั ดันลม 1 ชอ งทาง สําหรบั เปดกําลังดนั ลมผา นชอ ง
ทางท่ีแผนหนา สัมผสั และเรือนจานจายไปเขา ลน้ิ ลมเรมิ่ เดินและไลอากาศ
ฝาปด จานจาย(Cover) ประกอบติดอยูกับเรอื นจานจายดวยสลกั นัต ทําหนาที่เปนหองลมโดยมี
ชองทางกาํ ลงั ดนั ลมเขา(จากลน้ิ ลมไฟฟา 3 ทาง) 1 ชองทาง
กองฝก การชางกล กฝร.
๑๔๐
# การทํางาน #
เมื่อเริ่มเดินเคร่อื ง กําลังดนั ลม(จากลิ้นลมไฟฟา 3 ทาง) จะเขา มาท่ชี อ งทางเขาของฝาปด จาน
จาย เขาไปภายในหอ งลม เกดิ แรงกดตอ แผน จานจายใหแ นบสมั ผัสกับแผน หนา สัมผสั ของเรือนจานจา ย
กําลังดันลมภายในหองลมน้ีจะผานชองทางกําลังดันลมของแผนจานจายและชองทางกําลังดันลมของ
แผนหนาสัมผัสท่เี ปดตรงกนั อยู แลวผานชองทางของเรือนจานจาย ไปล้ินลมเริ่มเดินและไลอ ากาศ 1 ลน้ิ
ซึ่งจะเปดใหก าํ ลงั ดันลมดงั กลาวเขากระบอกสูบและดันลูกสบู ใหเลือ่ นลง เปน การเริม่ หมุนเครื่อง ขณะ
เดียวกันแผนจานจายจะถูกขับหมุนดวยเพลาลูกเบี้ยวไปดวย จนกระท่ังชองทางกําลังดันลมของแผน
จานจายไปตรงกับชองทางกําลังดันลมของหนาสัมผัสชองตอไป ก็จะเปดใหกาํ ลังดันลมเริม่ เดนิ ผานไป
ยังล้ินลมเร่ิมเดินและไลอากาศทต่ี ออยูก ับชอ งทางน้ี ซึ่งกจ็ ะเปด ใหก าํ ลงั ดันลมดงั กลา วนี้เขา กระบอกสบู
และดันลูกสูบใหเล่อื นลงเชน เดยี วกนั เพ่อื หมนุ เคร่อื งตอไป ซ่งึ ลาํ ดับการเปด ชอ งทางกาํ ลังดนั ลมดงั กลาว
นี้จะเปนไปตามลาํ ดบั การจดุ ระเบิดของเครื่อง จนกระท่งั เสร็จสน้ิ การเรมิ่ เดิน กําลงั ดนั ลมเร่ิมเดนิ ภายใน
กองฝก การชา งกล กฝร.
๑๔๑
ระบบจะถูกระบายออกท้ิงภายนอก(โดยลิน้ ลมไฟฟา 3 ทาง) ทําใหไ มมแี รงกดตอแผนจานจา ยๆจะเปน
อิสระจากแผนหนาสัมผสั และหมนุ ตอไปกับเครื่องยนตตลอดเวลาโดยไมเ กดิ ความเสยี หาย
3.3.3 ล้ินลมเริม่ เดินและไลอากาศ(Starting & Decompression Valve) (รูป 7-10)
ทําหนาท่ี ปด -เปดกําลังดันลมเร่ิมเดนิ เขาทํางานในกระบอกสูบและเปดไลอ ากาศในกระบอกสูบ
ประกอบอยูท ี่ฝาสูบทกุ สูบ
# ลักษณะ #
สวนกลางเปนเรือนล้ิน(Valve Body)ซึ่งท่ีปลายดานลา งจะเปน เกลียวสําหรับประกอบเขา กบั ฝา
สบู ภายในกลวงจะเปนชองทางเดินกําลังดันลม สว นลางประกอยดวยชดุ ลิน้ กันกลับซ่งึ ปกตจิ ะปดดวย
กําลังสปริงลิ้น สวนบนประกอบดวยชองทางกําลังดันลมเขาและกานล้ิน(Tappet) ซึ่งมีชองทางไล
อากาศ(Compression Release Bore) อยูตรงกลางและมลี ักษณะเปนกานลิ้นยาวสาํ หรบั สงอาการถึง
ชุดลิ้นกันกลบั ปกติกา นลน้ิ จะถกู ล็อคไวด วยนัตล็อค(Lock Nut)
# การทํางาน #
เปน ล้นิ ลมเริ่มเดนิ (Starting Valve) คือ เม่ือเครื่องเร่ิมเดิน กาํ ลังดันลมเร่มิ เดิน(จากจานจา ยลม
เร่ิมเดิน) จะเขามาทชี่ อ งทางเขา ผา นชอ งทางภายในเรอื นลนิ้ ดันชุดลน้ิ กนั กลบั ใหเปดและเขา ไปภายใน
กระบอกสูบเขาดันลูกสูบใหเล่ือนลงตอไป เมื่อเสร็จส้ินการเริ่มเดินแลว กําลังดันลมเริ่มเดินก็จะถูก
ระบายออกท้ิงภายนอก(โดยล้ินลมไฟฟา 3 ทาง) ชดุ ลนิ้ กนั กลับก็จะถกู ปดดว ยกาํ ลงั สปรงิ และกําลังอัด
ภายในกระบอกสูบ
กองฝกการชา งกล กฝร.
๑๔๒
เปนลน้ิ ไลอากาศ(Decompression Valve) ก็โดยการหมนุ คลายนัตล็อค แลวกวดกานลิ้นเขา
จนกระท่ังชองทางไลอากาศเปดและสงอาการใหชุดลิ้นกันกลับเปดดวย เมื่อหมุนเครื่อง(ดวยมือหรือ
ระบบเร่ิมเดิน) อากาศภายในกระบอกสูบจะถูกไลออกมาผานชองทางภายในฝาสูบและชองทางไล
อากาศออกสูภายนอกได เม่ือไลอากาศเสร็จแลว จึงคลายกานลิ้นกลับเขาท่ีจนสุดระยะ ชอ งทางไล
อากาศและลน้ิ กนั กลับก็จะปด แลวจงึ กวดนัตล็อคใหแ นน
3.4 การซอมบาํ รงุ รักษาระบบ(Maintenance)
รายละเอยี ด บทที่ 9 ขอ 90-94 และ 99-103
4.ระบบเรม่ิ เดินเม่อื เครื่องเย็น(Cold Start System) (รูป 7-11 / 7-12)
ทําหนาท่ี อุนอากาศดีเขาเคร่ืองใหมอี ุณหภมู สิ ูงขน้ึ เมื่อเรมิ่ เดนิ เครอ่ื งท่ีอุณหภมู ขิ องเครือ่ งต่ํา
มาก(ตา่ํ กวา 10°C)
ขอดี คือ ลดการเกดิ ควนั ขาวและทําใหเครื่องยนตเดนิ เรียบ(Smooth)ไดเรว็ ขน้ึ เมอ่ื เริ่มเดินเครือ่ ง
ระยะเวลาเผาหัว เมื่ออุณหภมู ิ (+10°C) - (0°C) 60 วนิ าที
(Pre-glowing Time) (0°C) - (-10°C) 90 วินาที
4.1 สวนประกอบของระบบ (รูป 7-11)
ลิ้นแมเหลก็ ไฟฟา(Solenoid Valve) ทําหนา ที่ ปด–เปด นา้ํ มนั เชอ้ื เพลงิ เขาทํางานในระบบ
หัวเผา(Flame Torch) ทําหนาท่ี เผาน้ํามันเช้ือเพลิงใหลุกไหมเ ปน เปลวไฟอยูภายในทอ รวม
อากาศด/ี น้าํ จดื (Charge Air/Coolant Manifold) ประกอบอยูท่ีทอ รวมอากาศดี/นํา้ จดื ทอละ 1 หวั
ทํางานดว ยกระแสไฟฟา 19 V.DC. ภายในหัวเผาประกอบดว ยตะแกรงกรอง(Filter)และขดทอนํา้ มนั
(Spiral Tube) ซ่ึงขดเปนวงอยโู ดยรอบเดือยเผา(Igniter Pin)
กองฝก การชางกล กฝร.
๑๔๓
กองฝก การชา งกล กฝร.
๑๔๔
4.2 การทํางานของระบบ
การทํ างานของระบบนี้สามารถควบคุมไดดวยระบบอิเล็กทรอนิคหรือควบคุมไดดวยมือ
(Manual) ซ่ึงถาควบคุมการทาํ งานดวยระบบอิเล็กทรอนิค ขน้ั ตอนการทาํ งานของระบบก็จะเปนไปโดย
อัตโนมัติ โดยใชอ ปุ กรณจ าํ พวกรีเลยเวลา(Time Relay) มาควบคุมการทํางาน แตถ าควบคุมการทาํ งาน
ดวยมือ ขั้นตอนในการทาํ งานตางๆของระบบ ผปู ฏิบตั จิ ะตองกระทําเองทุกขน้ั ตอน ซงึ่ ในทน่ี ้ีจะกลา วถงึ
การควบคุมการทาํ งานของระบบดว ยมือ ซึ่งมขี ้นั ตอนการเริ่มเดนิ เครื่อง(Starting Sequence) ดังนี้
> บิดสวิทชเผาหัว(Pre-glowing Switch) ไปตาํ แหนง ท่ี 1(Heat or Pre-glowing) เปนการเปด
กระแสไฟฟาเขาหวั เผา(Flame Torch) ใหรอ นข้นึ ประมาณ 1,000°C ซึ่งตองใชเวลาอยางนอย 60 วนิ าที
สวิทชเ ปลยี่ นทางโลหะค(ู Bimetal Contact)ของความตานทานอนกุ รม(Series Resistor) จะตอกระแส
ไฟใหดวงไฟควบคุม(Control Lamp)ติดสวางขนึ้ (ระยะเวลาการเผาหวั ตามที่กลาวมาแลว)
>> บิดสวิทชเ ผาหวั ไปตําแหนงท่ี 2(Start) เปนการเปดกระแสไฟเขาระบบเรม่ิ เดินเครอ่ื ง ทาํ ให
เคร่ืองยนตเริ่มหมุนหรือมีการเร่ิมเดิน ทําใหมีกําลังดันน้ํามันเช้ือเพลิง(จากสูบนํ้ามันเช้ือเพลิงกาํ ลงั ดัน
สูง)สงเขามาท่รี ะบบเรมิ่ เดินเมื่อเครอื่ งเย็น
>>> ประมาณ 3-5 วนิ าที กดปมุ เผาไหม(Flaming Switch) เปนการเปด กระแสไฟเขาเลี้ยงล้ิน
แมเหลก็ ไฟฟา ทาํ ใหลน้ิ แมเ หลก็ ไฟฟา ทํางาน(Energized) เปดน้าํ มนั เช้ือเพลงิ เขาหัวเผา(Flame Torch)
นํ้ามันเช้ือเพลิงจะเขาไปภายในผานตะแกรงกรองและขดทอน้ํามัน ทําใหมีอุณหภูมิสูงข้ึนจนกระท่ัง
กลายเปนไอและพนเปน เปลวไฟออกจากขดทอนา้ํ มนั อยูภายในทอ รวมอากาศดี/นํ้าจืด เพื่ออุนอากาศดี
ที่ผานมากอ นเขา กระบอกสบู ใหมอี ณุ หภมู ิสูงข้ึน
>>>> บิดสวิทชเผาหัวมาทตี่ าํ แหนง 1 เปน การหยดุ การทํางานของระบบเร่ิมเดินเครื่อง แต
ระบบเร่ิมเดินเม่ือเครื่องเย็น ยังทํางานอยูจนกวาเครื่องจะเดินเรียบรอย ซ่ึงชวงเวลาต้ังแตเผาไหม
(Flaming) จนกระทั่งเคร่อื งเดนิ ไดเ รยี บรอ ย จะตอ งไมเ กนิ 2 นาที(120 วินาท)ี
>>>>> บิดสวิทชเผาหวั มาทีต่ ําแหนง 0 เปน การปด กระแสไฟเขา ระบบทั้งหมดและปลอ ยปุม
เผาไหม เปน การหยดุ การทาํ งานของระบบทงั้ หมด
ขอควรจาํ !
! ระบบน้ีจะใชงานเมือ่ อณุ หภูมขิ องเคร่อื งต่ํากวา 10°C เทา นน้ั
! ถาเร่ิมเดินเครอ่ื งครั้งแรกไมส ําเรจ็ จะตอ งหยดุ พกั อยางนอย 60 วินาที จึงเรม่ิ เดนิ ครงั้ ที่ 2
! ถาเร่ิมเดินเครอ่ื งครง้ั ที่ 2 ยังไมสาํ เร็จอีก จะตอ งหยุดการเรมิ่ เดินและตรวจสอบแกไขขอขดั ขอ ง
กอนเร่มิ เดนิ เครอื่ งครงั้ ใหม
4.3 การซอมบํารุงรกั ษาระบบ(Maintenance)
รายละเอียด บทท่ี 9 ขอ 109
กองฝกการชางกล กฝร.
๑๔๕
บทที่ 8
คาํ แนะนาํ ในการใชเ ครือ่ ง
(Operating Instruction)
จุดประสงคข องคาํ แนะนําในการใชเ ครอ่ื ง กเ็ พอื่ เปน แนวทางใหผูใ ชเครอื่ ง ไดใชเ ครอ่ื งอยา งถกู
ตอง มีประสทิ ธิภาพสูงสุด ซึ่งจะเปนผลใหความสิ้นเปลืองในการซอ มทําตํา่ ลงดว ย ซึง่ คาํ แนะนําในการ
ใชเ ครอ่ื งนี้ ประกอบดวยคาํ แนะนําในการปฏิบตั งิ าน ในข้ันตอนตา งๆ คอื
การเตรียมการกอนใชเ ครอ่ื ง(Before-Operation Service) (รายละเอยี ด ขอ 1)
การใชเคร่ือง(Engine Operation) (รายละเอียด ขอ 2)
การตรวจสอบขณะใชเคร่ือง(Operational Checks) (รายละเอียด ขอ 3)
การเลิกเครอ่ื ง(Engine Shutdown) (รายละเอียด ขอ 4)
การปฏบิ ัตหิ ลงั จากเลกิ เคร่อื ง(After-Shutdown Service) (รายละเอียด ขอ 5)
มาตราการฉุกเฉนิ (Emergency Measure) (รายละเอยี ด ขอ 6)
และในที่น้ีจะกลาวถึงการตรวจสอบสขี องแกส เสยี (รายละเอยี ด ขอ 7) และ แนวทางการแกไขขอ ขัดของ
(Troubleshooting)(รายละเอียด ขอ 8) ดวย
1.การเตรียมการกอ นการใชเครอื่ ง(Before-Operation Service)
กอนเริม่ เดนิ เคร่อื งทุกคร้งั สิ่งท่ีตองคํานงึ ถึง คอื การเริ่มเดินเครอ่ื งน้ันเปน การเร่ิมเดินเครอื่ งจาก
สภาพใด ใน 3 ลักษณะ ตอไปนี้ คือ
หลังจากเลิกเครื่องเปนระยะเวลาสน้ั ๆ (I)
หลังจากเลิกเคร่ืองเปนระยะเวลานาน(มากกวา 1 สัปดาห) (II)
เริ่มเดนิ เคร่อื งครั้งแรก(Initial Startup)หรือเครือ่ งทีม่ กี ารปฏบิ ัตดิ ูแลรักษา
(Preserved Engine) (III)
ดังนั้น การเตรียมการกอนการใชเ ครือ่ ง จงึ แบงออกเปน 3 ลักษณะดังกลาว ซ่ึงสําหรับราย
ละเอียดในการปฏิบตั งิ านตา งๆ จะแตกตางกนั ไปในแตละเคร่อื ง ซึง่ จะตองดูในคูมอื ประจาํ เคร่ืองเทานัน้
กองฝกการชา งกล กฝร.
๑๔๖
Before-Operation Service.
งานทตี่ องปฏิบตั ิ I II III วธิ ีการปฏิบตั ิ
1. ระบบทอทางอากาศดีเขาเคร่ือง XX X บทท่ี 9 ขอ 27
=ตรวจสอบน้ําตกทที่ อระบายน้าํ ตกอากาศดี X บทท่ี 9 ขอ 41
XX X บทที่ 9 ขอ 54
2. น้ํามันเชอื้ เพลิง X ดูคูมือประจําเคร่อื ง
=ตรวจระดับนา้ํ มนั เชื้อเพลิง XX X ดูคูมือประจําระบบ
XX X บทที่ 9 ขอ 78
3. นํ้าจืดระบายความรอนเคร่ือง X บทท่ี 6 ขอ 3.5
=ตรวจสอบระดับนํ้าจืดระบายความรอ นเครอ่ื ง XX X ดูคูมอื ประจาํ ระบบ
=อุน(Preheat)นํ้าจืดระบายความรอ นเครอ่ื ง X ดูคูม ือประจําระบบ
XX X ดูคูม อื ประจําระบบ
4. ระบบนา้ํ ทะเล X ดูคูมอื ประจาํ ระบบ
=เปดลิน้ น้ําทะเล เขา–ออก ระบบ XX X ดูคูม ือประจาํ ระบบ
5. น้ํามนั หลอลื่นเคร่ืองยนต XX X ดูคูม ือประจาํ เครอ่ื ง
= ตรวจสอบระดับ
XX X บทที่ 9 ขอ 2
6. หมอกรองละเอยี ดนา้ํ มันหลอ X บทที่ 9 ขอ 11
=ตรวจสอบตาํ แหนง ล้นิ เปลี่ยนทาง XX X บทที่ 9 ขอ 21
XX
7. ระบบนํ้ามนั หลอ ลื่นเครอื่ งยนต XX
=เปดล้นิ ทางเขา หมอ กรองทางลัดน้าํ มันหลอ
8. ระบบตรวจสอบ(Monitoring System)
=เปดกระแสไฟฟาเขาเลย้ี งระบบ(Switch On)
9. ระบบกาํ ลังดันลม(Compressed Air)
=ตรวจสอบกาํ ลงั ดนั ลมทีข่ วดเกบ็
=เปด ล้นิ ลมเขา ระบบ
=ระบายนา้ํ ตกออกจากระบบ
10. เรอื นแบริง่ (Bearing Housing)
=ตรวจระดับน้ํามันหลอ ลื่น X X
11. สวนขับหมนุ เครอ่ื ง(Running Gear) X
X
=หมุนเคร่ืองดวยมือ(รวมถงึ หลังจากเลกิ เคร่อื งหลายๆชัว่ - X
โมงดวย)
12. เครื่องควบคมุ ความเรว็ (Governor)
=ตรวจสอบการทํางาน
13. ล้ินปดอากาศดีฉกุ เฉนิ (Emergency Air Shut-off Flaps)
=ตรวจสอบตาํ แหนงใชงาน
กองฝกการชางกล กฝร.
๑๔๗
14. หมอกรองหยาบน้าํ มันเชือ้ เพลิง
=ตรวจสอบตาํ แหนงล้ินเปลี่ยนทาง X X ดูคูม อื ประจาํ ระบบ
15. หมอกรองละเอยี ดน้ํามันเชอ้ื เพลิง
=ตรวจสอบตาํ แหนงล้ินเปลีย่ นทาง X X บทที่ 9 ขอ 47
16. อุปกรณชว ย(Accessories)อิเล็กทรอนิคส
=ตรวจสอบปลกั๊ ตอ ตางๆ X X คูมือประจําระบบ
17. เครื่องทมี่ ีการเกบ็ รักษา(Preservation)
=ระบายน้าํ มันหลอปอ งกนั สนิม(Preservation Oil)ทิ้งและตรวจ-
สอบสว นตา งๆ ดวยสายตา X ดูคูม อื ประจําเคร่ือง
18. หองเผาไหม
=ไลอากาศในหองเผาไหม X บทท่ี 9 ขอ 4
19. เรือนอากาศดีเขา เครือ่ ง(Intake Air Housing)
=ถอดฝาปด (Cover Plates) X ดูคูมอื ประจําเคร่อื ง
20. สูบฉีดนา้ํ มันเชอ้ื เพลงิ
=เตมิ น้าํ มนั หลอ ล่ืน X บทท่ี 9 ขอ 32
21. นํ้าจืดระบายความรอ นเครอ่ื ง
=เติมนํา้ จืดเขาระบบ X บทที่ 9 ขอ 53
22. ระบบนํ้าจืดระบายความรอนเครอื่ ง
=ตรวจสอบการอดุ ตันของทอทางระบายอากาศตางๆ X บทที่ 9 ขอ 60
23. ชุดอุนน้าํ จืด(Preheating Unit)
=เปด กระแสไฟฟาเขาเลย้ี งระบบ(Switch On) X ดูคูมือประจาํ เครอื่ ง
24. น้ํามันหลอ ลื่นเครื่องยนต
=เติมนา้ํ มันหลอเขาระบบ X บทที่ 9 ขอ 76
25. จุดหลอล่ืนตา งๆ(Lubricating Points)
=จัดการหลอลน่ื ใหเรยี บรอ ย X ดูคูมอื ประจาํ เครอื่ ง
26. การควบคุมเครือ่ ง(Engine Controls)
=ตรวจสอบการทาํ งาน X ดูคูม ือประจําเคร่ือง
27. หนาแปลนตอสงกาํ ลังงานออก(Coupling)
=เตมิ นํ้ามันหลอล่นื X ดูคูม อื ประจําเครือ่ ง
28. เรอื นแบรง่ิ
=เตมิ นํ้ามนั หลอใหเตม็ X ดูคูม อื ประจาํ เครอื่ ง
กองฝก การชางกล กฝร.
๑๔๘
2.การใชเคร่อื ง(Engine Operation) วธิ ีปฏบิ ตั ิ
ดูคูม ือประจําเครอ่ื ง
งานท่ตี องปฏบิ ัติ บทที่ 9 ขอ 93
1. น้ําจืดระบายความรอ นเคร่อื ง
=เลกิ อุน นํา้ จืด
2. เครอื่ งยนต
=เรมิ่ เดินเคร่ือง
=ตรวจฟง เสียงเคร่อื ง บทท่ี 9 ขอ 110
=ตรวจสอบการร่ัวไหลของทอทางภายนอกตา งๆ ---
=ตรวจสอบความเร็วเครือ่ ง,กําลังดนั และอณุ หภูมทิ ม่ี าตรวัดแสดงคา บทที่ 9 ขอ 112-114
=อุน เครอ่ื ง(Warm-up) บทที่ 9 ขอ 116
3. ถาเปนเคร่ืองยนตใหมหรือเครอ่ื งท่มี ีการเกบ็ รกั ษา(Preservation)และ
เร่ิมเดินครั้งแรก ใหเดนิ ทดสอบ(Test Run) ดังน้ี
=ตรวจสอบการตกตา่ํ (Depression) ของกําลงั ดันอากาศดเี ขา เคร่ือง บทท่ี 9 ขอ 13
=ตรวจสอบกําลงั ดันตา นกลับ(Back pressure) ของแกส เสีย บทท่ี 9 ขอ 15
3.การตรวจสอบขณะใชเครอื่ ง(Operational Check) วธิ ีปฏิบัติ
ก็คืองานซอ มบํารงุ รักษาเคร่ือง ขั้น W 1 น่ันเอง ขอ 7
งานทีต่ อ งปฏบิ ัติ บทที่ 9 ขอ 16
บทที่ 9 ขอ 27-28
1. ขณะใชเ ครอ่ื ง ดูคูมอื ประจําระบบ
=ตรวจสอบสขี องแกส เสยี บทที่ 9 ขอ 43
2. ระบบแกสเสีย บทที่ 9 ขอ 45
=ระบายนํ้าตกภายในระบบ บทที่ ขอ 44
3. ระบบทอ ทางอากาศดี บทท่ี 9 ขอ 54
=ตรวจสอบทอระบายนํ้าตกอากาศดีดนู า้ํ ตกและการอุดตนั บทท่ี 9 ขอ 78
ดูคูมอื ประจําระบบ
4. น้ํามนั เชือ้ เพลิง
=ตรวจสอบระดับนา้ํ ท่ถี งั ใชการ
=ระบายนา้ํ มันเชื้อเพลงิ ภายในหมอ รับน้ํามนั เชือ้ เพลิงรวั่ ไหล
5. หมอกรองหยาบนํา้ มันเชือ้ เพลงิ
=เปดระบายนาํ้ มนั เชื้อเพลิงภายในหมอกรอง
=หมนุ มือหมนุ (Ratchet Handle)
6. นํ้าจืดระบายความรอนเครื่อง
=ตรวจสอบระดบั
7. นํ้ามันหลอ ลน่ื เคร่ืองยนต
=ตรวจสอบระดับ
8. ระบบตรวจสอบ(Monitoring System)
=ทดสอบดวงไฟ(Lamp Test)
กองฝก การชา งกล กฝร.
๑๔๙
9. ขณะใชเ ครอื่ ง บทท่ี 9 ขอ 110
=ตรวจฟงเสยี งของเครอื่ ง บทท่ี 9 ขอ 111
=ตรวจสอบการรว่ั ไหลของทอทางภายนอก บทที่ 9 ขอ 112
=ตรวจสอบความเร็วเครือ่ งและกาํ ลงั งานออก ดูคูม ือประจําระบบ
ดูคูมอื ประจาํ ระบบ
10. ตรวจสอบกาํ ลังดนั และอณุ หภมู ิที่มาตรวัดแสดงคากาํ ลังดันลม ดูคูมือประจําระบบ
ตรวจสอบกําลงั ดันใชการท่ขี วดเกบ็ ลม
ระบายน้ําตกภายในระบบ ดูคูมอื แบตเตอรี่
11. แบตเตอรี่ วธิ ีปฏิบัติ
=ตรวจสอบ
บทที่ 9 ขอ 95
4.การเลกิ เครื่อง(Engine Shutdown)
งานท่ตี องปฏิบตั ิ
1. เครอื่ งยนต
=เลกิ เคร่ือง
5.การปฏิบัตหิ ลังจากเลิกเครื่อง(After-Shutdown Service)
กอนการเลิกเคร่ืองทุกครั้ง ส่งิ ทีต่ อ งคาํ นึง คือ ระยะเวลาของการหยดุ เดนิ เครอ่ื งนัน้ ยาวนานเพียง
ไร เพื่อทจี่ ะไดป ฏบิ ัตงิ านหลงั จากเลิกเครอื่ งไดอยางถูกตอง
ถาเคร่ืองยนตตองหยุดเดินเครื่องนานกวา 3 เดือน จะตองปฏิบัติงานการเก็บรักษาเคร่ือง
(Preservation - ดูในคมู อื ประจําเคร่ือง)
After-Shutdown Service.
งานทต่ี องปฏบิ ตั ิ วิธปี ฏิบัติ
1. ล้ินปดอากาศดฉี กุ เฉนิ (Emergency Air Shut-off Flaps)
=ปดดวยมอื (เฉพาะเลิกเคร่อื งเปนระยะเวลานาน) บทท่ี 9 ขอ 22
2. นํ้าจืดระบายความรอ นเครื่อง
=เปดระบายออก(ถาอณุ หภูมิตาํ่ มากจนแขง็ ตวั ) บทที่ 9 ขอ 55
3. นาํ้ ทะเล
=ปดล้ินนํ้าทะเล เขา-ออกระบบ ดูคูม อื ประจําระบบ
4. นํ้ามนั หลอ ล่นื เครือ่ งยนต
=ตรวจสอบระดับ บทท่ี 9 ขอ 78
5. ระบบตรวจสอบ(Monitoring System)
=ปดกระแสไฟฟา ทเี่ ขา ระบบ(Switch Off) ดูคูมอื ประจําระบบ
6. ระบบกาํ ลังดันลม(Compressed Air)
=ปดลิ้นลมเขา ระบบ ดูคูมอื ประจาํ ระบบ
กองฝก การชา งกล กฝร.
๑๕๐
6.มาตรการฉุกเฉิน(Emergency Measure)
ในกรณีที่เกิดการผิดปกติหรือการขัดของกับระบบของเครื่องตอไปน้ี เราสามารถท่ีจะใชเ ครอ่ื ง
ฉกุ เฉิน(Emergency Operation)ตอไปไดเปนระยะเวลาสั้นๆ จนกวาการขดั ขอ งจะไดรบั การแกไ ข
Emergency Measure.
งานท่ตี องปฏิบัติ วธิ ีปฏิบตั ิ
1. เทอรโ บชารจ
=การใชเครอ่ื งโดยไมใชเทอรโ บชารจ บทที่ 4 ขอ 4.2
2. น้ําจืดระบายความรอนเครอ่ื ง
=การต้ังฉุกเฉนิ เครอ่ื งควบคมุ อุณหภมู ินํ้าจืด(Coolant Thermostat) บทท่ี 9 ขอ 74
7.การตรวจสอบสีของแกส เสีย
ถาเคร่ืองยนตเดนิ ปกติและมีการเผาไหมท ีส่ มบูรณ แกส เสียของเครื่องจะเปนสเี ทาออ น
(Light-Gray) แตถามีความผิดปกติกบั เครื่องยนต แกสเสียจะเปลย่ี นเปนสตี า งๆ ท่พี อสงั เกตุไดง าย ดงั น้ี
7.1 แกสเสยี สดี ํา(Black Exhaust Gases)
แสดงวา การเผาไหมไ มสมบูรณ( Incomplete Combustion)
สาเหตุ การตรวจสอบ หมายเหตุ
บทท่ี 9 ขอ 19-20
1. อากาศดีเขาเครอ่ื งไมพ อ 1.หมอกรองอากาศดสี กปรก ---
ตรวจดว ยสายตา
2.เทอรโบชารจ สกปรกหรอื ขดั ของ ตรวจดวยสายตา
บทที่ 9 ขอ 15
3.ทอทางอากาศดรี ว่ั ไหล ดูคูมือเฉพาะ
ดูคมู อื เฉพาะ
2. ระบบแกส เสยี ผดิ ปกติ 1.ทอทางแกสเสียสกปรก บทที่ 9 ขอ 38
บทที่ 9 ขอ 6
2.กําลังดันตา นกลับแกสเสีย บทท่ี 9 ขอ 6
ดูคมู ือเฉพาะ
3. อุปกรณฉีดนํ้ามันเชื้อเพลิงผิด 1.หัวฉดี นํ้ามนั เช้อื เพลงิ ดูคมู ือเฉพาะ
ดูคมู อื เฉพาะ
ปกติ 2.สูบฉดี นํา้ มนั เชอ้ื เพลิง ดูคูมือประจําเคร่อื ง
3.จังหวะการฉีดน้ํามนั เชอ้ื เพลิง ดูคูมอื ประจาํ เครือ่ ง
คูมือเฉพาะ
4.ระยะหา งลนิ้ อากาศดี-แกสเสยี
4. กําลังอดั ภายในสูบไมถ กู ตอ ง 1.ระยะหางลน้ิ อากาศดี-แกส เสยี
2.แหวนอดั ของลูกสูบ
3.แผนกนั ร่วั (Gaskets)ฝาสูบ
4.เคร่อื งรับภาระมากเกิน(Overload)
5. การสงตอกําลังของเครื่องไม- 1.หนาแปลนตอ(Coupling)ชํารดุ
ปกติ 2.เพลากากบาท(Universal Shaft)
ชาํ รดุ
3.หมูเฟองทด(Gear Box) ผิดปกติ
กองฝกการชา งกล กฝร.
๑๕๑
7.2 แกสเสียสีนาํ้ เงิน(Blue Exhaust Gases)
แสดงวา มีนํ้ามนั หลอเขา หอ งเผาไหมมากเกินไป(Excessive Oil In Combustion
Chamber)
สาเหตุ การตรวจสอบ หมายเหตุ
1. มีนาํ้ มันหลอเขา หองเผาไหม 1.ระดับนํา้ มันหลอในเคร่ืองสงู เกินไป บทที่ ขอ
มากเกนิ ไป 2.แหวนลกู สูบชาํ รุดผิดปกติ ---
3.สวนระบายอากาศหองเพลาขอ-
เหวี่ยงผดิ ปกติ ---
4.สูบกําจัดนํ้ามนั หลอ ผิดปกต(ิ Oil
Metering Pump) ผิดปกติ บทท่ี 9 ขอ 75
5.ปลอกสูบสกึ หรอมาก ดูคมู ือเฉพาะ
6.ปลอกนํากา นลน้ิ (Valve Guided)
ชาํ รดุ ดูคูมอื เฉพาะ
7.กําลังอัดในสูบไมถ กู ตอ ง บทที่ 9 ขอ 5
7.3 แกสเสยี สีขาว(White Exhaust Gases)
แสดงวา น้ํามนั เช้อื เพลงิ ไมจ ุดระเบดิ เผาไหม(No Ignition)
สาเหตุ การตรวจสอบ หมายเหตุ
ตรวจดว ยสายตา
1. เคร่ืองเย็น 1.อุณหภมู ินา้ํ จดื
บทที่ 9 ขอ 74
2.เครื่องควบคุมอณุ หภมู นิ ํ้าจดื บทที่ 9 ขอ 74
---
(Thermostat) ดูคูมือเฉพาะ
ดูคมู อื เฉพาะ
2 อุณหภูมิอากาศดีเขา เครอื่ งตํ่า- 1.เคร่ืองควบคมุ อุณหภูมินํ้าจืด
เกนิ ไป 2.วงจรอณุ หภมู ติ ่าํ
3. นํ้ามนั เชอื้ เพลงิ 1.มีน้ําปนในนํ้ามนั เชอื้ เพลงิ
4. มนี ํ้าในหอ งเผาไหม 1.ฝาสูบ,ปลอกสบู ร่วั ไหล
2.หมอระบายความรอนอากาศดีร่ัว-
ไหล บทที่ 9 ขอ 27
5. อุปกรณฉีดนํ้ามันเชื้อเพลิงผิด- 1.หัวฉีดน้ํามันเช้ือเพลิง บทที่ 9 ขอ 35
ปกติ 2.อุปกรณต ัดการทาํ งานของสูบ
(Cylinder Cutout) ---
กองฝก การชา งกล กฝร.