เฉลยแนวข้อสอบพระราชบญั ญัตริ ักษาความสะอาดและความเปน็ ระเบียบเรยี บรอ้ ยของ 547
บา้ นเมือง พ.ศ.2535และแกไ้ ขเพมิ่ เติม
มาตรา 11 การโฆษณาตามมาตรา 10 โดยมไิ ด้รับอนญุ าตจากเจา้ พนกั งานทอ้ งถิน่ หรอื พนักงานเจ้าหนา้ ที่
หรือได้รบั อนญุ าตแตม่ ไิ ดป้ ฏบิ ัตใิ หเ้ ปน็ ไปตามหลกั เกณฑท์ ก่ี าหนดในการอนญุ าต ใหเ้ จ้าพนกั งานทอ้ งถิน่
หรือ
พนกั งานเจ้าหน้าท่ีมอี านาจสงั่ เปน็ หนงั สอื ใหผ้ ้โู ฆษณาปลด รอื้ ถอน ขดู ลบ หรอื ลา้ งขอ้ ความหรือภาพน้ัน
ภายในเวลาทีก่ าหนด
ถ้าการโฆษณาดงั กลา่ วตามวรรคหนง่ึ มขี ้อความหรือภาพทมี่ ผี ลกระทบต่อความสงบเรยี บรอ้ ยหรอื ศลี ธรรม
อนั ดขี องประชาชนหรอื ลามกอนาจาร พนกั งานเจา้ หนา้ ทม่ี อี านาจปลด รอ้ื ถอน ขูด ลบ หรอื ลา้ งขอ้ ความ
หรอื ภาพน้ันไดเ้ องโดยคิดคา่ ใชจ้ ่ายจากผูโ้ ฆษณาตามท่ไี ด้ใชจ้ ่ายไปจริง
10. ตอบ ง. ถูกท้งั ขอ้ ข และ ค
มาตรา 12 ห้ามมิให้ผู้ใดขดู กระเทาะ ขดี เขยี น พน่ สี หรอื ทาให้ปรากฏด้วยประการใด ๆ ซ่ึงขอ้ ความ
ภาพ หรือรปู รอยใด ๆ ที่กาแพงทต่ี ิดกบั ถนน บนถนน ทตี่ ้นไม้ หรือส่วนหนึง่ สว่ นใดของอาคารทีอ่ ย่ตู ดิ กบั
ถนนหรืออยใู่ น ทสี่ าธารณะ เว้นแตเ่ ปน็ การกระทาของราชการสว่ นท้องถิ่น ราชการส่วนอ่นื หรือ
รัฐวสิ าหกจิ หรือของหน่วยงานทม่ี อี านาจกระทาได้
มาตรา 13 เจา้ ของรถซึง่ ใช้บรรทกุ สตั ว์ กรวด หิน ดิน เลน ทราย สง่ิ ปฏกิ ลู มลู ฝอยหรือสิง่ อืน่ ใด ตอ้ งจัด
ให้รถนั้นอย่ใู นสภาพที่ป้องกันมใิ หม้ ลู สตั วห์ รอื สง่ิ ดังกล่าวตกหล่น ร่ัวไหล ปลิว ฟงุ้ กระจายลงบนถนนใน
ระหว่างท่ีใช้ รถนัน้ รวมทัง้ ตอ้ งป้องกันมใิ ห้นา้ มนั จากรถรวั่ ไหลลงบนถนน
มาตรา 14 ห้ามมใิ ห้ผใู้ ด
(1) ปล่อยสตั ว์ นาสัตว์ หรือจงู สัตว์ไปตามถนนหรือเขา้ ไปในบรเิ วณทเี่ จา้ พนกั งานทอ้ งถ่นิ ไดป้ ระกาศห้ามไว้
(2) ปล่อยให้สัตวถ์ ่ายมลู บนถนนและมิไดข้ จดั มลู ดงั กลา่ วใหห้ มดไป
11. ตอบ ง. ถูกท้ังข้อ ก แล ข
มาตรา 20 ห้ามมิให้ผใู้ ด
(1) ปรงุ อาหาร ขายหรอื จาหน่ายสินคา้ บนถนน หรอื ในสถานสาธารณะ
(2) ใช้รถยนต์หรอื ลอ้ เล่ือนเปน็ ทปี่ รงุ อาหารเพอ่ื ขายหรอื จาหน่ายใหแ้ กป่ ระชาชนบนถนนหรือในสถาน
สาธารณะ
(3) ขายหรือจาหน่ายสินค้าซ่ึงบรรทุกบนรถยนต์ รถจักรยานยนตห์ รือลอ้ เลอ่ื น บนถนนหรือในสถาน
สาธารณะ
ความในวรรคหนง่ึ มิให้ใช้บังคบั แก่การปรงุ อาหารหรอื การขายสนิ คา้ ตาม (1) หรอื (2) ในถนนสว่ นบุคคล
หรอื ในบรเิ วณทเี่ จ้าพนักงานทอ้ งถน่ิ หรือพนกั งานเจา้ หนา้ ทปี่ ระกาศผ่อนผันใหก้ ระทาได้ในระหว่างวนั
เวลาทก่ี าหนดด้วยความเหน็ ชอบของเจ้าพนกั งานจราจร
548
12. ตอบ ค. ตง้ั วาง หรือกองวตั ถุใด ๆ บนถนนในบรเิ วณทเ่ี จา้ พนักงานท้องถิ่นหรอื พนักงาน
เจ้าหนา้ ท่ปี ระกาศกาหนดด้วยความเห็นชอบของเจ้าพนกั งานจราจร
มาตรา 19 หา้ มมิใหผ้ ้ใู ดตัง้ วาง หรือกองวตั ถุใด ๆ บนถนนเว้นแตเ่ ปน็ การกระทาในบรเิ วณทเี่ จา้ พนกั งาน
ทอ้ งถิ่นหรือพนกั งานเจา้ หนา้ ท่ปี ระกาศกาหนดดว้ ยความเหน็ ชอบของเจา้ พนักงานจราจร
มาตรา 23 หา้ มมใิ หผ้ ้ใู ดเทหรอื ทง้ิ กรวด หนิ ดนิ เลน ทราย หรอื เศษวตั ถกุ ่อสรา้ งลงในทางนา้ หรือกองไว้
หรอื กระทาดว้ ยประการใด ๆ ให้วตั ถดุ งั กล่าวไหลหรอื ตกลงในทางน้า
มาตรา 21 หา้ มมใิ หผ้ ู้อยู่ในรถยนต์หรอื ผขู้ บั ขีห่ รอื ผูน้ งั่ ซ้อนท้ายรถจกั รยานยนต์ ซื้อสินคา้ ที่ขายหรือ
จาหน่ายในสถานสาธารณะหรอื บนถนนยกเว้นถนนสว่ นบคุ คล
13. ตอบ ข. ไม่ต่ากวา่ 20 คน
มาตรา 24 เจา้ ของรา้ นจาหนา่ ยอาหารและหรอื เครอ่ื งดมื่ ซงึ่ จัดสถานท่ีไวส้ าหรบั บรกิ ารลกู ค้าไดใ้ น
ขณะเดยี วกันไม่ต่ากวา่ ยี่สิบคน ต้องจดั ใหม้ สี ว้ มท่ตี อ้ งด้วยสขุ ลักษณะตามทกี่ าหนดในกฎกระทรวง เพอ่ื ให้
ลูกคา้ ใชใ้ น ระหว่างเปดิ ทาการคา้
14. ตอบ ง. ถกู ทุกข้อ
มาตรา 36 ห้ามมใิ ห้ผใู้ ดปีนป่าย น่งั หรอื ขน้ึ ไปบนร้ัว กาแพง ต้นไม้หรอื ส่งิ ค้ายนั ตน้ ไม้ในทส่ี าธารณะ
มาตรา 37 ห้ามมิให้ผู้ใดยนื นั่ง หรือนอนบนราวสะพานสาธารณะหรือนอนในทสี่ าธารณะ
มาตรา 38 หา้ มมิใหผ้ ู้ใดเลน่ วา่ ว ฟตุ บอล ตะกร้อ หรอื กฬี าใด ๆ บนถนน หรอื ในสถานสาธารณะหรือ
ส่วนหนึ่งสว่ นใดของสถานสาธารณะ ท่มี ปี ระกาศของเจ้าพนกั งานทอ้ งถิน่ ห้ามไว้
15. ตอบ ง. ไมเ่ กนิ 20 เมตร
มาตรา 41 เจา้ ของอาคารซง่ึ ต้ังอยู่ในระยะไมเ่ กนิ ยส่ี บิ เมตรจากขอบทางเดนิ รถท่ีมผี ิวจราจรกว้างไมต่ า่ กว่า
แปดเมตร และทผ่ี สู้ ญั จรไปมาอาจเห็นอาคารหรือบริเวณของอาคารไดจ้ ากถนนน้ัน ต้องดแู ลรกั ษาอาคาร
น้นั มิให้สกปรกรกรงุ รงั
16. ตอบ ข. รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทย
มาตรา 42 ในเขตกรงุ เทพมหานครให้เป็นอานาจของรฐั มนตรวี ่าการกระทรวงมหาดไทยที่จะใหค้ าแนะนา
ผวู้ ่าราชการกรงุ เทพมหานครเพอื่ พิจารณาแกไ้ ขข้อบกพร่องในการดแู ลรักษาความสะอาดและความเปน็
ระเบยี บเรยี บร้อยตามทีบ่ ญั ญตั ิไว้ในพระราชบญั ญตั ินี้
17. ตอบ ง. ถูกทกุ ขอ้
มาตรา 44 นอกจากอานาจหน้าทีท่ ไ่ี ด้บญั ญัติไว้ในพระราชบัญญตั นิ ้ใี หเ้ จา้ พนกั งานทอ้ งถน่ิ และพนกั งาน
เจา้ หนา้ ท่มี ีอานาจหน้าที่ ดังตอ่ ไปน้ี
เฉลยแนวข้อสอบพระราชบญั ญตั ริ กั ษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรยี บรอ้ ยของ 549
บ้านเมือง พ.ศ.2535และแก้ไขเพม่ิ เตมิ
(1) โฆษณาใหป้ ระชาชนได้ทราบถึงหนา้ ที่ทจี่ ะตอ้ งปฏิบตั ติ ามพระราชบัญญตั นิ ้ี
(2) สอดสอ่ งและกวดขันไมใ่ ห้มกี ารฝ่าฝนื พระราชบัญญตั ินโี้ ดยเครง่ ครดั
(3) ตักเตอื นผ้กู ระทาความผิด หรอื สั่งใหผ้ ูก้ ระทาความผดิ แกไ้ ขหรือขจัดความสกปรกหรอื ความไม่เปน็
ระเบียบหรอื ความไมเ่ รียบรอ้ ยใหห้ มดไป
(4) จับกมุ ผกู้ ระทาความผดิ ซงึ่ ไมเ่ ช่อื ฟงั คาตักเตอื นและดาเนนิ คดตี ามพระราชบญั ญัตนิ ้ี
18. ตอบ ข. ใบอนุญาตการกาจดั สง่ิ ปฏิกลู และมลู ฝอยใหม้ ีอายุ 5 ปนี ับแตว่ นั ท่ีออกใบอนุญาต
มาตรา 34/2 ผู้ใดประสงค์จะดาเนินกจิ การรบั ทาการเกบ็ ขน กาจดั หรอื หาประโยชน์จาก
การจัดการสง่ิ ปฏกิ ลู และมลู ฝอย โดยทาเปน็ ธรุ กจิ หรอื โดยไดร้ บั ประโยชน์ตอบแทนด้วยการคดิ คา่ บรกิ าร
ตอ้ งได้รับใบอนุญาตจากเจา้ พนกั งานทอ้ งถิ่น ทัง้ น้ี การขอรบั ใบอนญุ าต การออกใบอนญุ าต การต่ออายุ
ใบอนญุ าต การขอรบั ใบแทนใบอนญุ าต และการออกใบแทนใบอนญุ าต ให้เปน็ ไปตามหลกั เกณฑ์และ
วิธกี ารทีก่ าหนดในข้อกาหนดของทอ้ งถิน่
ใบอนญุ าตทอ่ี อกใหต้ ามวรรคหนึง่ ใหม้ อี ายดุ งั ต่อไปน้ี
(1) ใบอนญุ าตการรบั ทาการเกบ็ และขนส่ิงปฏกิ ูลและมลู ฝอยใหม้ ีอายุหนง่ึ ปนี บั แตว่ นั ที่ออกใบอนญุ าต
(2) ใบอนุญาตการกาจดั สง่ิ ปฏกิ ูลและมลู ฝอยใหม้ ีอายหุ ้าปีนบั แต่วนั ท่ีออกใบอนญุ าต
(3) ใบอนญุ าตการหาประโยชน์จากการจดั การสง่ิ ปฏิกลู และมลู ฝอยใหม้ ีอายุหา้ ปนี ับแต่วันท่ีออก
ใบอนุญาต
19. ตอบ ง. ถกู ทกุ ข้อ
มาตรา 34/3 เพื่อประโยชน์ในการรกั ษาความสะอาดและการจดั ระเบียบในการคัดแยก เกบ็
ขน และกาจดั สง่ิ ปฏิกลู และมลู ฝอย ใหร้ าชการสว่ นทอ้ งถน่ิ มหี นา้ ทอ่ี อกขอ้ กาหนดของท้องถนิ่ ดังต่อไปนี้
(1) กาหนดหลกั เกณฑ์การจัดใหม้ ีทรี่ องรบั สง่ิ ปฏิกลู และมูลฝอยในสถานทเี่ อกชนทีเ่ ปิดใหป้ ระชาชน
เข้าไปได้
(2) กาหนดวธิ ีการคัดแยก เกบ็ ขน และกาจดั สงิ่ ปฏกิ ลู และมลู ฝอย
(3) กาหนดอตั ราคา่ ธรรมเนยี มในการใหบ้ รกิ ารของราชการสว่ นทอ้ งถ่นิ หรือหนว่ ยงานของรฐั
หรือราชการสว่ นท้องถนิ่ อ่นื รวมทง้ั องค์การบริหารส่วนจงั หวัดหรอื เอกชนทร่ี าชการส่วนท้องถนิ่ มอบหมาย
ให้ดาเนนิ การแทน ในการเกบ็ ขน และกาจัดสง่ิ ปฏิกลู และมลู ฝอย ไมเ่ กนิ อตั ราทกี่ าหนดในกฎกระทรวง
(4) กาหนดอตั ราคา่ ธรรมเนียมใบอนุญาตตามมาตรา 34/2 ไม่เกนิ อตั ราทกี่ าหนดในกฎกระทรวง
(5) กาหนดการอ่นื ใดทจ่ี าเปน็ เก่ียวข้องกบั การจัดการสงิ่ ปฏกิ ลู และมูลฝอย เพ่อื ให้ถกู ต้อง
ด้วยสุขลักษณะ
550
20. ตอบ ง. ระวางโทษจาคกุ ไม่เกิน 6 เดอื น หรอื ปรับไม่เกนิ 50,000 บาท หรอื ทั้งจาทง้ั ปรับ
“มาตรา 58/1 ผูใ้ ดดาเนินกจิ การเกย่ี วกบั การจัดการส่ิงปฏิกลู และมลู ฝอยโดยมิไดร้ บั ใบอนุญาต
ตามมาตรา 34/2 ต้องระวางโทษจาคกุ ไมเ่ กินหกเดือน หรือปรบั ไมเ่ กนิ หา้ หมื่นบาท หรอื ทัง้ จาท้งั ปรบั
ความรูเ้ กี่ยวกับการสง่ เสริมสขุ ภาพ การเฝ้าระวงั โรค การควบคมุ ป้องกันโรคและภัยสขุ ภาพ 551
และการฟน้ื ฟสู ุขภาพ การบรกิ ารอนามยั แมแ่ ละเด็ก การวางแผนครอบครวั
ความรเู้ กยี่ วกบั การสง่ เสริมสุขภาพ การเฝ้าระวังโรค การควบคุมปอ้ งกันโรคและภยั สขุ ภาพ และการ
ฟ้ืนฟูสขุ ภาพ การบริการอนามยั แมแ่ ละเดก็ การวางแผนครอบครวั
การสง่ เสริมสุขภาพ หมายถึง งานบรกิ ารของบคุ ลากรสาธารณสขุ เพื่อทาให้คนมสี ุขภาพดี ได้แก่
การดูแลอนามัยแม่และเดก็ การวางแผนครอบครัว การดูแลหญิงต้ังครรภ์ก่อนคลอด ระหว่างคลอดและ
หลงั คลอด การดูแลทารก และเดก็ การใหว้ คั ซีน การโภชนาการ การใหส้ ขุ ศกึ ษา การให้คาปรึกษาแนะนา
การอนามัยโรงเรียน มุ่งบริการท่ีบุคคล (Individual care) ถึงครอบครัว (Family) และชุมชนด้วย
(Community)
การควบคุมและป้องกนั โรค
การป้องกันควบคุมโรค ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ การป้องกันโรค (prevention) และการ
ควบคุมโรค (control) โดยตามความหมายเดิมน้ัน การป้องกันโรค หมายถึงมาตรการและกิจกรรมท่ี
ดาเนินการก่อนที่จะเกิดโรคหรอื ภัย เพ่ือไม่ได้เกิดโรคหรือภัยดังกล่าว ส่วนการควบคุมโรคน้ัน หมายถงึ
มาตรการและกจิ กรรมทด่ี าเนนิ การหลงั จากทเี่ กดิ โรคหรอื ภัยขึน้ แลว้ โดยมีวัตถุประสงค์ท่ีใหโ้ รคหรอื ภยั นน้ั
สงบโดยเร็ว ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและความเปน็ อยู่ (เช่น ความเจ็บป่วย ความพิการ การตาย
ความสูญเสียทางสังคม และ ความสูญเสียทางเศรษฐกจิ ) น้อยที่สดุ และไม่เกิดขึ้นอีก หรือหากเกิดข้นึ ก็
สามารถรับมอื ไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิผล (effectively) และมีประสิทธิภาพ (efficiently) มากข้ึน
นิยามความหมายของ “การป้องกันโรค” ไดค้ รอบคลมุ ความหมายของ “การควบคุมโรค” ไป
ด้วย ตั้งแต่กิจกรรมท่ีดาเนินการก่อนเกิดโรค (primary prevention) เกิดโรคแล้ว แต่ยังไม่เกิดอาการ
(secondary prevention) หรือเกิดอาการแล้ว (tertiary prevention) ก็ได้ โดยแต่ละช่วงจะมี
วตั ถุประสงค์ทแี่ ตกตา่ งกัน ดงั น้ี
Primary prevention กจิ กรรมทส่ี าคัญ ได้แก่ การสง่ เสรมิ ให้มสี ิง่ แวดลอ้ มท่ีเออ้ื ต่อสขุ ภาพของ
ประชาชน (healthy environment) การสง่ เสรมิ ใหร้ า่ งกายมคี วามตา้ นทานตอ่ โรคตา่ งๆ และการส่งเสรมิ
ให้ประชาชนมพี ฤตกิ รรมสุขภาพที่เหมาะสม (healthy behaviors)
Secondary prevention เป็นการป้องกันในระยะที่โรคได้เกิดขึ้นแล้ว มีวัตถุประสงค์ท่ีสาคญั
คือ การระงับ
กระบวนการดาเนินของโรค การป้องกันการแพร่เช้ือและระบาดของโรคไปยังบุคคลอื่น หรือ
ชมุ ชนอ่ืน โดยจะมุง่ เน้นการคดั กรองโรคเพือ่ ใหพ้ บโรคโดยเร็วทสี่ ุดกอ่ นท่ีจะมีอาการ และใหก้ ารรักษาโดย
ทันที โดยเช่ือว่าการค้นพบโรคในระยะแรกและใหก้ ารรักษาอย่างทนั ทว่ งทนี ้ัน จะมีผลการรกั ษาท่ีดีกวา่
การค้นพบโรคในระยะ
552
หลังๆ และ/หรือ การให้การรักษาที่ช้าTertiary prevention มีวัตถุประสงค์เพ่ือป้องกันความ
สูญเสียจากโรค เช่น ป้องกันความพิการหรือการสูญเสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร นอกจากน้ี Tertiary
prevention อาจจะหมายรวมถึง การป้องกันการเกดิ โรคซ้า (recurrence) อกี ดว้ ย
Primordial prevention หมายถึงการดาเนินการป้องกันไม่ใหเ้ กดิ ปจั จยั เสย่ี งขึ้นเลย เช่น การ
ป้องกันไม่ให้ร้านอาหารภายในโรงเรียนจาหน่ายขนมกรุบกรอบและขนมประเภทลูกอม ลูกกวาด เพ่ือ
ป้องกันไม่ให้เกิดโรคอ้วนในเด็ก และปัญหาเก่ียวกับสุขภาพฟันในเด็ก Primordial prevention ยังมี
ความหมายรวมถึงการจัดให้มีกิจกรรมทางด้านสังคม (Social movement) ต่างๆ เพื่อให้เกิดการ
เปล่ียนแปลงทัศนคติหรือค่านิยมของสังคมเก่ียวกับเรื่องนั้นๆ ด้วยหากจะกล่าวโดยแท้จริงแล้ว
Primordial prevention กค็ ือ primary prevention อย่างหนึง่ นน่ั เอง
การควบคุมโรค (control) หมายถึง การลดอัตราการเกิดและอัตราการตายจากโรคด้วย
มาตรการแทรกแซงตา่ ง ๆ เพ่ือหยุดย้ังอบุ ตั ิการณ์ของโรคไม่ว่าจะด้วยสาเหตใุ ดกต็ าม รวมทั้งการหยุดยง้ั
กระบวนการที่จะเกิดตามมาจากการเกิดโรค การควบคุมโรคน้ันสามารถทาให้สาเร็จได้โดยการให้การ
รักษาโรคนั้น ๆ ผลที่ตามมาจะเป็นการลดความชุกของโรค (disease prevalence)ในท่ีสุดหากเพิ่ม
มาตรการปอ้ งกนั โรคด้วยจะเป็นการลดทงั้ อบุ ัตกิ ารณแ์ ละความชุกของโรคไปในคราวเดยี วกนั ปัจจุบันการ
ควบคุมโรคโดยการป้องกันนับว่ามีความสาคัญมากขึ้นทุกขณะ เพราะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดความ
เสียหายขน้ึ กอ่ นทจ่ี ะมีการระบาดของโรค
การป้องกันโรค หมายถึง การขจดั สาหรับยับยง้ั พัฒนาการของโรครวมถึงการประเมินและการ
รักษาเฉพาะ เพอ่ื จดั ความก้าวหน้าของโรคในทกุ ระยะ
การปอ้ งกันโรคแบง่ ไดเ้ ปน็ 1 ระดบั ดังน้ี
1. การป้องกันโรคระดับแรก (Primary prevention) หมายถึง การส่งเสริมสุขภาพ
โดยทั่วไปรวมถึงการปกป้องและต่อต้านการเกิดเฉพาะโรค ไดแ้ ก่ การให้สขุ ศกึ ษา การรบั ประทานอาหาร
เหมาะสมตามวยั การพฒั นาบคุ ลิกภาพ การทางาน การพกั ผ่อน และนันทนาการอยา่ งเหมาะสมการไดร้ บั
คาปรกึ ษากับการแตง่ งาน และเร่ืองเพศ การคดั กรองพนั ธกุ รรม การตรวจสุขภาพ
2. การป้องกันโรคระดับที่สอง (Secondary prevention) หมายถึง การได้รับการ
วินิจฉัยในระยะแรกของโรคและได้รับการรักษาทันท่วงที ความรุนแรงของโรคท่ีเป็นมีระยะเวลาสั้น
สามารถกลับสสู่ ภาวะของการมสี ขุ ภาพดไี ดอ้ ย่างรวดเร็ว
3. การป้องกนั โรคระดับทส่ี าม (Tertiary prevention) เป็นระดับท่ีไม่เพียงแตห่ ยุดการ
ดาเนินของโรคเท่านั้น แต่จะต้องป้องกันความเสื่อมสมรรถภาพอย่างสมบูรณ์ จุดประสงค์ก็คือใหก้ ลับสู่
สังคมได้อยา่ งมีคุณคา่
ความร้เู ก่ยี วกับการสง่ เสริมสขุ ภาพ การเฝ้าระวงั โรค การควบคุมปอ้ งกนั โรคและภัยสุขภาพ 553
และการฟ้ืนฟสู ุขภาพ การบรกิ ารอนามยั แมแ่ ละเดก็ การวางแผนครอบครวั
การเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา (Epidemiology Surveillance) หมายถึง การติดตามสังเกต
พินิจพิจารณาลักษณะการเปล่ียนแปลงของการเกิด การกระจายของโรค และเหตุการณ์หรือปัญหา
สาธารณสุข รวมท้ังปจั จยั ทีม่ ผี ลต่อการเปลีย่ นแปลงนั้น ๆ อยา่ งต่อเนอื่ งดว้ ยกระบวนการที่เป็นระบบและ
มีข้ันตอน ประกอบด้วย การรวบรวม เรียบเรียง วิเคราะห์ แปลผล และกระจายข้อมูลข่าวสารสู่ผู้ใช้
ประโยชน์ เพอ่ื การวางแผนกาหนดนโยบาย การปฏิบัติงาน และการประเมนิ มาตรการควบคมุ ป้องกันโรค
อย่างมีประสทิ ธภิ าพ
การควบคุมโรค (Disease Control) หมายถงึ การลดอัตราการเกดิ โรคใหต้ า่ ลงในระดับที่ไมเ่ ปน็
ปญั หา หรือควบคุมไมใ่ หเ้ กดิ การแพรก่ ระจายของโรค ซึ่งจะเปน็ ผลทาใหเ้ กิดปญั หาทางสขุ ภาพทีร่ ุนแรงขนึ้
ในชุมชน
การป้องกัน (Prevention) หมายถึง การป้องกันไม่ให้เกดิ โรคขึ้นกบั บคุ คลหรือชุมชน โดยการ
สง่ เสริมสขุ ภาพให้สมบรู ณ์ การมสี ขุ วทิ ยาท่ีดที ั้งบุคคลและชมุ ชน ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม หากเกดิ
โรคขน้ึ จะตอ้ งรบี คน้ หาให้พบ ใหก้ ารรกั ษาอย่างถูกต้องและปอ้ งกนั การเกดิ ความพกิ าร
จากความหมายของคาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมและป้องกันโรคกล่าวได้ว่าในการ
ควบคุมและป้องกันโรคใดใดก็ตาม จาเป็นจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจเบื้องต้นในสิ่งที่เก่ียวข้องกับการ
ควบคุมและป้องกันโรคเม่ือคานึงถึงปัจจัยสาคัญท่ีทาให้เกิดโรคและความสามารถในการควบคุมและ
ป้องกันท่ีนามาใช้ จะต้องส่งผลต่อการลดหรอื กาจัดสาเหตุของโรคตามแหล่งแพร่โรค รวมทั้งการทาให้
บุคคลหรือชุมชนมีความต้านทานโรค เพ่ือการป้องกันการเกิดโรคและยับย้ังการแพร่กระจายของโรคใน
ชมุ ชนใหม้ ากทส่ี ุดเท่าที่จะสามารถกระทาได้
การควบคุมและป้องกันโรค ได้มีการพัฒนามาโดยต่อเนื่องเริ่มด้วยการนาเอาข้อสังเกตและ
สมมติฐานจากลักษณะการเกดิ โรค การแพร่กระจายของโรค และอาการสาคัญของผปู้ ่วยในชุมชนมาใช้
ประกอบการควบคมุ และป้องกนั โรค ต่อมาไดม้ ีการนาความรู้ความเข้าใจท่ีไดจ้ ากการค้นควา้ ศกึ ษา และ
วิจยั ในส่วนที่เก่ยี วกบั เชือ้ ทเ่ี ป็นสาเหตุของโรค คน สตั ว์ และภาวะสิง่ แวดล้อมมาพัฒนาการควบคมุ และ
ปอ้ งกันโรคใหม้ ปี ระสิทธิภาพมากขน้ึ เปน็ ลาดับ จนสามารถกาจดั และกวาดล้างโรคติดตอ่ ทรี่ า้ ยแรงบางโรค
ใหห้ มดไปได้ ซงึ่ สามารถแบง่ การควบคมุ และปอ้ งกันโรคออกไดเ้ ปน็ 3 ระดบั ดงั นี้
ระดบั ที่ 1 การป้องกนั โรคลว่ งหนา้ (Primary Prevention)
ระดับท่ี 2 การปอ้ งกนั ในระยะมีโรคเกดิ (Secondary Prevention)
ระดบั ที่ 3 การป้องกันการเกิดความพกิ ารและการไรส้ มรรถภาพ (Tertiary Prevention)
1. การปอ้ งกันโรคล่วงหน้า (Primary Prevention)
คอื การปอ้ งกนั โรคกอ่ นระยะทโี่ รคเกดิ เปน็ วธิ กี ารทย่ี อมรับกนั ทวั่ ไปว่ามปี ระสทิ ธิภาพมากทส่ี ดุ
ประหยัดท่ีสุด และได้ผลมากที่สุดกว่าการป้องกันและควบคุมโรคระดับอื่นๆ วัตถุประสงค์หลักของการ
554
ป้องกันโรคล่วงหน้า คอื การปรบั สภาพความเปน็ อยขู่ องมนษุ ย์ หรอื การปรับปรงุ ภาวะสง่ิ แวดล้อมหรือท้ัง
สองประการร่วมกัน เพื่อให้เกิดภาวะที่โรคต่าง ๆ ไม่สามารถเกิดหรือคงอยู่ได้ โดยการส่งเสริมสุขภาพ
อนามัยของประชาชนให้สมบรู ณท์ ้ังรา่ งกายและจติ ใจ มีความตา้ นทานตอ่ โรคตา่ งๆ ใหม้ ากทสี่ ดุ เทา่ ท่ีจะทา
ได้การปรับปรงุ สุขาภิบาลส่งิ แวดล้อมให้ถกู สขุ ลกั ษณะ เพอื่ ป้องกนั มิใหม้ พี าหะและส่ือนาโรค ทั้งน้เี พ่ือทา
ให้การแพร่กระจายของเชื้อท่ีเป็นสาเหตุทาให้เกิดโรคโดยผ่านทางส่ือต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชนหมดไป ซ่ึง
กิจกรรมในการป้องกนั โรคล่วงหน้ามีดงั นี้
1.1 การให้สุขศึกษาเกี่ยวกับความร้ทู ั่วไปในการป้องกันโรค การเปล่ยี นแปลงทัศนคติ
และการปฏิบตั ิงานให้ถกู หลกั สขุ วิทยาส่วนบุคคลและชมุ ชน
1.2 การจัดโภชนาการให้ถกู ต้องตามมาตรฐาน เหมาะสมกับกลุ่มอายุและภาวะความ
ต้องการของบุคคล เช่น ทารก เด็กเล็ก วยั รุน่ วัยชรา หญงิ มคี รรภ์ แมร่ ะยะใหน้ มลกู หรือผ้ปู ่วยด้วยโรค
บางชนิดท่มี ีความตอ้ งการอาหารพิเศษเฉพาะโรค
1.3 การให้ภูมิคุ้มกันโรคเพื่อป้องกันโรคติดต่อต่างๆ ที่สามารถป้องกันได้ โดยการใช้
วัคซนี เชน่ การให้ภมู ิค้มุ กันโรคข้ันพืน้ ฐานสาหรับเด็กเลก็ ทจ่ี าเป็นต้องได้รับสาหรับการป้องกัน โรคคอตบี
ไอกรน บาดทะยัก ไข้ไขสันหลังอกั เสบ หรือโรคโปลิโอ และวัณโรค และการให้ภูมิคุ้มกนั โรคขั้นเสริม ซึ่ง
ได้แก่ กลมุ่ ชนอายุตา่ งๆ ตามความจาเปน็ และโอกาสท่ีตอ้ งเส่ียงต่อการเกิดโรค ได้แก่ การให้ภูมิคุม้ กันโรค
อหวิ าต์ ไขไ้ ทฟอยด์ ไขส้ มองอกั เสบ ไข้หัด เป็นต้น
1.4 กิจกรรมที่ส่งเสริมในด้านการเล้ียงดูเด็กที่ถูกต้องการสนใจการสังเกตถึงการ
เจริญเติบโตของเด็กท้ังทางด้านรา่ งกายและจิตใจ ท้ังน้ีเพ่ือจะใหเ้ ด็กได้เจริญเติบโตเป็นผูใ้ หญท่ ่ีมีสขุ ภาพ
อนามัยสมบรู ณท์ งั้ รา่ งกายและจติ ใจ
1.5 การจัดท่ีอยู่อาศัยท่ีถูกสุขลักษณะ การจัดหาสถานพักผ่อนหย่อนใจในชุมชนได้
เพียงพอ การจัดสถานท่ีสันทนาการ สนามกีฬา สนามเด็กเล่น รวมทั้งสถานที่สาหรับประกอบอาชีพท่ี
ปลอดภัยและเหมาะสม
1.6 การจัดหรือปรับปรุงการสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การจัดหาน้าสะอาดการ
กาจัดของเสียและสงิ่ ปฏิกูล การสขุ าภิบาลอาหาร เคร่ืองดื่ม นม การกาจัดหรอื ควบคุมมลพิษ การกาจัด
หรอื ควบคุมสัตวแ์ ละแมลงนาโรค และการควบคมุ สิ่งทกี่ อ่ ใหเ้ กดิ ความราคาญตา่ ง ๆ
1.7 การจัดบริการให้ความปลอดภัยในด้านการป้องกนั อบุ ัติเหตุ ภัยจากการประกอบ
อาชพี การจราจร การเดนิ ทางท่องเท่ียว ฯลฯ
1.8 การจดั ให้มบี รกิ ารด้านการตรวจสขุ ภาพอนามยั โดยเฉพาะสาหรับเด็กเล็กหรือเดก็
นักเรียนซ่งึ กาลังเจรญิ เตบิ โต เพอ่ื ใหม้ สี ุขภาพสมบรู ณแ์ ข็งแรงอยูเ่ สมอ
1.9 การจัดใหม้ ีบริการดา้ นใหค้ าปรกึ ษา และแนะนาเกยี่ วกับเพศศกึ ษา การสมรสการ
ส่งเสรมิ สขุ ภาพจิต ความรู้เก่ยี วกบั พนั ธุกรรม การปอ้ งกนั โรค และการโภชนาการ
ความรู้เกี่ยวกบั การส่งเสรมิ สขุ ภาพ การเฝา้ ระวงั โรค การควบคมุ ป้องกนั โรคและภยั สขุ ภาพ 555
และการฟ้ืนฟสู ขุ ภาพ การบรกิ ารอนามยั แมแ่ ละเด็ก การวางแผนครอบครวั
2. การปอ้ งกันในระยะมโี รคเกิด (Secondary Prevention)
คือการป้องกันโรคลว่ งหนา้ ระดับที่ 2 ในกรณีที่ การดาเนนิ งานระดับที่ 1 ยังไม่ได้ผล ทาให้มีโรค
เกิดขึ้น ดังนั้น ความมุ่งหมายท่ีสาคัญของการป้องกันโรคในระยะมีโรคเกิด คือการระงับกระบวนการ
ดาเนินของโรค การป้องกันการแพร่เชื้อและระบาดของโรคไปยังบุคคลอื่นในชุมชน และการลดการ
เจ็บปว่ ยท่ีเกิดขึ้นในชุมชนให้น้อยลงและหายไปให้เร็วท่ีสดุ ซงึ่ กจิ กรรมการปอ้ งกนั ระยะมีโรคเกดิ มดี ังนี้
2.1 การค้นหาผู้ป่วยให้ได้ในระยะเริ่มแรก นับว่าเป็นการป้องกันและควบคุมโรคท่ีดี
และมีประสิทธภิ าพมากท่ีสุด โดยเฉพาะในกรณีโรคทเี่ กิดข้ึนเป็นโรคติดต่อทีร่ ้ายแรงและสามารถแพร่โรค
ไปยังบคุ คลอื่น ๆ ในชมุ ชนได้งา่ ยและรวดเร็ว เชน่ ไข้ทรพิษ ไขห้ วัดใหญ่ อหวิ าตกโรค ไขห้ ดั โรคคอตีบ ไข้
ไขสันหลังอักเสบ (โปลิโอ) และไข้รากสาดน้อย เป็นต้น การที่สามารถค้นหาผู้ป่วยโรคเหล่าน้ีได้ในระยะ
เริ่มแรกทีม่ ีอาการและโรคยังไม่แพร่กระจายไปยังบุคคลอื่น ทาให้สามารถระงับกระบวนการดาเนินของ
โรคได้ เพ่อื ใหก้ ารรกั ษาไดถ้ ูกตอ้ ง และสามารถป้องกนั มใิ ห้โรคตดิ ตอ่ ไปยังผอู้ นื่ รวมทั้งสามารถปอ้ งกันโรค
แทรกซ้อนและผลเสยี ที่อาจเกดิ ตามมา เป็นผลใหเ้ กิดการไร้สมรรถภาพและความพิการลดน้อยลงได้
2.2 การวินจิ ฉยั โรคและใหก้ ารรกั ษาไดท้ ันที โรคตา่ งๆ ทเี่ กิดข้นึ หากไดร้ ับการวินิจฉยั ได้
ถกู ตอ้ งและรวดเรว็ จะสามารถชว่ ยใหก้ ารรกั ษาโรคถูกต้องและมีประสิทธิภาพ มีผลให้ความเจ็บป่วยหาย
ได้รวดเร็ว และสามารถปอ้ งกนั ผลเสียและโรคแทรกซ้อนท่เี กดิ ตามมาไดเ้ ปน็ อยา่ งดี และการรักษายังมผี ล
ในดา้ นการกาจดั แหล่งแพรโ่ รคหรอื บ่อเกิดโรค ซง่ึ อยู่ในตวั ผปู้ ่วยได้ด้วย
2.3 การป้องกันการแพร่เชื้อ มีความจาเป็นมากสาหรับโรคติดต่อแพร่กระจายไปสู่
บคุ คลอ่นื ในชมุ ชน โดยปะปนไปกับอาหาร นา้ และแมลงนาโรคชนดิ ต่าง ๆ ดงั นัน้ การดาเนินการเก่ยี วกับ
การกาจดั เชอื้ ท่ีอย่ใู นนา้ อาหาร ส่งิ แวดลอ้ มท่ีเปน็ สอื่ นาโรค โดยวิธีตา่ ง ๆ เช่น การควบคมุ สตั ว์และแมลง
นาโรค การทานา้ ให้สะอาดปราศจากเชือ้ โดยเตมิ สารฆา่ เชอื้ เชน่ คลอรนี ตลอดจนการสขุ าภิบาลอาหาร
และสุขาภบิ าลส่ิงแวดล้อม ซง่ึ เป็นสิ่งจาเป็นอย่างย่ิงทจ่ี ะป้องกันการแพร่เช้อื โรค
2.4 การเพิ่มความต้านทานหรือป้องกันโรคให้แก่บุคคลหรือชุมชน เพื่อให้บุคคลใน
ชมุ ชนมคี วามตา้ นทานตอ่ โรคท่ีเกิดข้ึน ท่สี ามารถจะป้องกันได้โดยการใชว้ คั ซนี เช่น การฉีดวัคซีน ป้องกัน
อหิวาตกโรค วัคซีนป้องกันโรคไข้ไทฟอยด์ วัคซีนป้องกันโรคคอตีบในระยะทเี่ กิดการระบาดของโรคขนึ้
ควบคู่ไปกับการใหส้ ขุ ศึกษาแก่ชุมชน เม่ือมีโรคเกดิ ขึ้นในชุมชน โดยเฉพาะในด้านการปฏิบัติตนเกยี่ วกบั
การปอ้ งกนั มใิ ห้เกิดโรคข้ึน การระมดั ระวงั ในเร่ืองอาหาร นา้ การระวังและหลกี เลีย่ งจากการติดต่อหรอื
สมั ผสั กบั ผ้ปู ่วย การระมัดระวงั ในดา้ นสขุ ภาพร่างกายเป็นพิเศษ
2.5 การใชก้ ฎหมายสาธารณสขุ ในกรณีทม่ี ีโรคตดิ ตอ่ รา้ ยแรงเกดิ ขนึ้ และแม้วา่ จะได้ใช้
มาตรการป้องกันและควบคุมโรคโดยวิธกี ารต่างๆ แล้วแตไ่ ม่ไดผ้ ลเน่อื งจากไมไ่ ดร้ บั ความรว่ มมอื จากชุมชน
ด้วยดี จึงต้องใช้มาตรการทางกฎหมายเข้ามาช่วยสนับสนุนเพ่ือให้การดาเนินงานควบคุมโรคสามารถ
ดาเนินการไดร้ วดเรว็ มีประสทิ ธภิ าพ กจ็ ะทาให้โรคสงบลงเร็วทส่ี ดุ
556
3. การปอ้ งกันการเกดิ ความพกิ ารและการไร้สมรรถภาพ (Tertiary Prevention)
คือการรักษาผ้ปู ว่ ยทมี่ ีอาการให้หายโดยเร็วเพื่อลดผลเสยี และโรคแทรกซอ้ นทจี่ ะเกิดขนึ้ ตามมา
ภายหลงั การเกดิ โรค รวมท้ังการติดตามสังเกตและใหก้ ารป้องกนั อยา่ งตอ่ เนอื่ ง เพ่อื ปอ้ งกนั การเกดิ โรคซ้า
การป้องกนั ในระดับน้จี ะรวมถงึ การบาบดั ความพกิ ารและฟืน้ ฟสู มรรถภาพร่างกายด้วย การดาเนินงานจะ
เกิดผลดจี ะตอ้ งประกอบดว้ ยสงิ่ ตอ่ ไปน้ี
3.1 มวี ธิ ีการรักษาโรคที่ดแี ละมปี ระสิทธภิ าพ
3.2 มีการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขกระจายอย่างท่ัวถึงและมากพอท่ี
ประชาชนจะมาใชบ้ ริการได้สะดวก
3.3 ประชาชนมีความเข้าใจ และรู้จักใช้บริการทางการแพทยแ์ ละสาธารณสขุ ที่มีอยู่ให้
ถูกตอ้ ง
3.4 มีการศึกษาวิจัยและค้นคว้าถึงวิธีการใหม่ ๆ ที่ใช้รักษาโรคให้หายโดยรวดเร็วและ
รักษาต่อเนื่องเพ่ือป้องกนั การเกดิ โรคซ้า เปน็ การลดความพกิ ารและการไรส้ มรรถภาพทอ่ี าจจะเกดิ ตามมา
ใหน้ ้อยลง
จากการควบคุมและป้องกันโรคท้ังสามระดับท่ีกล่าวมาแล้ว จะดาเนินไปได้ด้วยดีและมี
ประสิทธิภาพ ต้องอาศัยการสนับสนุนและส่งเสริมจากบุคคล ชุมชน และหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง ซึ่ง
ประกอบด้วยการสนับสนุนด้านนโยบาย การสนับสนุนด้านการบริหาร การสนับสนุนด้านวัสดุอุปกรณ์
และทรัพยากร รวมทั้งการสนับสนุนของชุมชนและสังคมด้วย จึงจะทาให้การควบคุมและป้องกันโรค
ประสบความสาเร็จ
ความร้เู กย่ี วกบั การสง่ เสริมสขุ ภาพ การเฝ้าระวงั โรค การควบคมุ ปอ้ งกันโรคและภยั สุขภาพ 557
และการฟนื้ ฟูสขุ ภาพ การบรกิ ารอนามยั แมแ่ ละเดก็ การวางแผนครอบครัว
การฟื้นฟูสขุ ภาพ
การพยาบาลฟ้ืนฟูสภาพ นั้นเกิดขึ้นนานแล้วในแถบยุโรป อเมริกา อังกฤษ และออสเตรเลีย
และสาหรับประเทศไทยน้ันการพยาบาลฟื้นฟูสภาพไม่ได้แยกออกมาอย่างชัดเจนหรือเป็นหลักสูตรการ
พยาบาลเฉพาะทางด้านการพยาบาลฟื้นฟูสภาพ แต่แอบแฝงอยู่ในการพยาบาลพื้นฐานของหลักสูตร
พยาบาลศาสตร์ในระดับปริญญาตรีของประเทศไทย ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขท่ีมีมิติการ
ให้บริการด้านสาธารณสุขครอบคลุม 4 ด้านคือ การส่งเสริม การป้องกัน การรักษาและการฟ้ืนฟู แต่
สาหรบั วชิ าชพี แพทยไ์ ดม้ กี ารผลติ แพทยเ์ วชศาสตรฟ์ นื้ ฟู (Thai Board of Rehabilitation Medicine) ที่
โรงพยาบาลรามาธิบดีเป็นแหง่ แรกในปี พ.ศ. 2534 หลังจากน้ันก็ได้มีมหาวิทยาลัยต่างๆได้ผลิตวิชาชีพ
อ่ืนๆท่เี กย่ี วข้องกบั ดา้ นการฟ้ืนฟสู มรรถภาพ เชน่ นักกายภาพบาบดั นักกจิ กรรมบาบดั ในระดับปรญิ ญาตรี
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2553 ศูนย์สิรินธรเพื่อการฟ้ืนฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่ง ชาติ
(ปัจจุบันคือสถาบันสิรินธรเพ่ือการฟื้นฟูฯ) ได้ร่วมมือกับคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลและ
ได้รับอนมุ ัติจากสภาการพยาบาลแห่งประเทศไทย ในการผลติ หลกั สตู รการพยาบาลเฉพาะทางสาขาการ
พยาบาลฟื้นฟูสภาพ ข้ึนเป็นแห่งแรกในประเทศไทย และได้ร่วมมือกนั ผลิตพยาบาลเฉพาะทางสาขาการ
พยาบาลฟื้นฟูสภาพปีละ 1 รุ่นจนถึงปัจจุบันรวม 7 รุ่น (พ.ศ. 2559) ผู้เข้ารับการอบรมพยาบาลเฉพาะ
ทางสาขาฟื้นฟูสภาพ เป็นพยาบาลวิชาชีพจากโรงพยาบาลในสงั กัด ทบวงมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลใน
สงั กัดกรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลเฉพาะทาง รพศ. รพท. รพช. และ รพสต. รวมทัง้ สนิ้ 162 ราย ซึง่ ได้
กระจายไปทางานท่ัวทุกภาคในประเทศไทย ทางสถาบันสิรินธรเพื่อการฟ้ืนฟูฯได้เล็งเหน็ ความสาคญั ใน
การผลิตพยาบาลเฉพาะทางสาขา “การพยาบาลฟืน้ ฟูสภาพ” เพื่อใหม้ ีปริมาณเพียงพอที่จะไปใหบ้ ริการ
ทั่วประเทศและเป็นการสนองรับสังคมประเทศไทยท่กี าลังกา้ วเข้าสูส่ งั คมผู้สูงอายุซึง่ มีความเสีย่ งในการ
เกิดความพกิ าร
พยาบาลฟ้นื ฟูสภาพคือใครมีบทบาทหน้าทีอ่ ย่างไร เป้าหมายของการพยาบาลการฟื้นฟูสภาพ
คือ การชว่ ยเหลอื บุคคลทม่ี ีความพกิ าร และ/หรอื การเจ็บป่วยเร้อื รัง เพื่อคงไว้ซึ่งการทางานของร่างกาย
ให้มากที่สุด พยาบาลฟื้นฟูสมรรถภาพจะช่วยเหลอื ให้ผรู้ ับบริการสามารถปรับตวั เพ่อื การดาเนนิ ชีวิตได้ใน
สภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาการดูแลผู้รับบริการกับครอบครัวของผู้รับบริการ
พยาบาลฟ้ืนฟูสมรรถภาพจะออกแบบและปฏิบตั ิการพยาบาลตามทฤษฎีทางการพยาบาลทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับ
การดูแลชว่ ยเหลือตนเอง และการส่งเสรมิ สขุ ภาพกาย จติ สงั คม จติ วญิ ญาณ ดา้ นงานการพยาบาลฟื้นฟู
สมรรถภาพทั้งด้านผ้ปู ่วยในและด้านผู้ป่วยนอกและในชุมชนสามารถประเมินผู้รบั บริการท้ังภาวะวิกฤติ
และก่ึงวิกฤติได้ บทบาทนี้ได้รับการพัฒนาโดยพยาบาลชานาญการ ระบุขอบเขตของงานการพยาบาล
ฟ้ืนฟูสมรรถภาพและสง่ เสรมิ ความเปน็ มืออาชีพในการปฏิบตั ิของการฟ้ืนฟูสมรรถภาพทางการพยาบาล
พยาบาลฟืน้ ฟูสภาพ(Rehabilitation nurse) จะทางานเปน็ ทีมรว่ มกบั ทีมสหวิชาชีพด้านการฟ้นื ฟสู ภาพ
ได้แก่ แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบาบัด นักกิจกรรมบาบัด นักแก้ไขการพูด ช่างกายอุปกรณ์ เป็นต้น
เพ่ือให้เป้าหมายในการฟื้นฟูสภาพของทีมบรรลุตามท่ีได้ต้ังไว้ ซึ่งการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อการฟ้ืนฟู
558
สภาพสามารถทาได้ทุกที่ไม่จากัดว่าต้องเป็นในสถานพยาบาลเท่าน้ัน อาจจะเป็นในชุมชน ที่บ้านของ
ผู้รับบรกิ ารกไ็ ด้ ซึ่งในแต่ละสถานที่บทบาทของพยาบาลฟืน้ ฟูสภาพก็จะแตกต่างกนั ออกไป ซ่ึงพอสรปุ ได้
ดงั น้ี คอื
คุณสมบัติของพยาบาลฟ้ืนฟูสภาพ (General responsibilities of the rehabilitation
staff nurse)
- มคี วามร้คู วามสามารถเฉพาะทางและทกั ษะทางคลนิ กิ ทจ่ี าเป็นในการใหก้ ารดูแลผทู้ ีม่ คี วาม
บกพรอ่ งของร่างกายและผูท้ เ่ี จบ็ ปว่ ยเรื้อรงั
- เป็นผปู้ ระสานงานทดี่ ีทางด้านการศกึ ษาและการใช้ทรัพยากรทเี่ หมาะสมในการพฒั นาและดา
เนินการเรยี นการสอนเปน็ รายบุคคล รายกลมุ่ ใหก้ ับผปู้ ่วยผดู้ ูแลและสมาชกิ ในครอบครัวของผู้ปว่ ย
- เป็นผู้ท่ีมีความสามารถในการปฏิบัติการพยาบาลในการดูแลรกั ษาพยาบาลผู้ป่วย/คนพิการ
โดยใชก้ ระบวนการพยาบาลอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
- สามารถนิเทศและกากับบุคลากรทางการพยาบาลให้มีการแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องตาม
มาตรฐานทางการพยาบาลและไดร้ ับมอบหมายงานอย่างเหมาะสม
- เป็นผู้ประสานงานกับสหวิชาชีพด้านการฟ้ืนฟูสภาพเพ่ืออานวยความสะดวกให้ผู้ป่วย/คน
พกิ ารเพ่อื ใหไ้ ดร้ ับการการฟนื้ ฟสู ภาพทม่ี ีประสิทธิภาพ
- ใช้หลักการดูแลรักษาพยาบาลแบบองค์รวมครอบคลุมทกุ มติ ิของการดารงชีวิต เช่นการเรียน
การศกึ ษา การประกอบอาชพี ชีวติ และจติ วิญญาณ การปรับตัวให้เขา้ กบั สิง่ แวดล้อมที่มกี ารเปลี่ยนแปลง
ตลอดเวลา
- เป็นผู้ที่มีทักษะในการสอื่ สารพูดคุยและการเขียนที่มปี ระสิทธิภาพในการพัฒนาสายสัมพันธ์
กับสหวิชาชีพ ผปู้ ว่ ย/คนพกิ าร ผดู้ แู ลและครอบครวั เพื่อการปฏบิ ัติการพยาบาลตามมาตรฐานวชิ าชพี
- เป็นแบบอย่างให้กับบคุ ลากรทางการพยาบาลและนักศึกษา มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ เช่น
การเป็นกรรมการด้านการพยาบาลขององค์กรวิชาชีพเพ่ือส่งเสริมการพัฒนากา รรักษาพยาบาลและ
ความกา้ วหนา้ ของการพยาบาลฟื้นฟูสภาพมอื อาชีพ
- มีบทบาทหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุนให้มีการรับรอง CRRN (Certified rehabilitation
registered nurse) และได้รับการยกระดับที่สูงข้ึนเพ่ือเป็นสมาคมและ/หรือเป็นองค์กรวิชาชีพด้านการ
ฟน้ื ฟสู ภาพ
- สามารถอานวยความสะดวก ใหค้ วามรู้แกบ่ คุ คลในชมุ ชนเพื่อใหย้ อมรับผู้ทม่ี คี วามพิการ
- เปน็ ผู้ที่มคี วามรเิ ร่ิมในการออกกฎหมาย/ศึกษากฎหมายท่ีมีผลเกยี่ วกบั การปฏิบัตกิ ารพยาบาล
ฟื้นฟสู ภาพ
- เป็นผู้ที่สามารถนาผลการวิจัยมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติการพยาบาลฟ้ืนฟูสภาพและนา
ปฏิบตั ิการพยาบาลไปสู่การวจิ ยั ทางการพยาบาล
ความรู้เก่ยี วกับการสง่ เสริมสขุ ภาพ การเฝา้ ระวงั โรค การควบคุมป้องกันโรคและภัยสุขภาพ 559
และการฟน้ื ฟสู ขุ ภาพ การบรกิ ารอนามยั แมแ่ ละเด็ก การวางแผนครอบครวั
บทบาทหน้าที่ของพยาบาลฟ้ืนฟูสภาพ (Roles and functions of the rehabilitation
nurse )
พยาบาลฟื้นฟูสภาพมีบทบาทหน้าที่หลายด้านรวมกันเพ่ือให้การพยาบาลฟ้ืนฟูสภาพสามารถ
ดูแลผู้ป่วย/คนพิการไดค้ รอบคลมุ ท้ังทางด้านร่างกาย จติ ใจและจติ วญิ ญาณ ซ่งึ พอสรุปบทบาทหนา้ ทีข่ อง
พยาบาลฟน้ื ฟสู ภาพได้ดังน้ีคือ
เปน็ ผสู้ อนและให้คาแนะนา (Teacher & Educator)
- ให้ข้อมูลความรเู้ กี่ยวกบั การดาเนนิ ของโรค โรคประจาตวั ท่มี ผี ลตอ่ ความพิการ/การเจบ็ ป่วย
และใหก้ ารพยาบาลโดยการสอนผปู้ ว่ ยผู้ดูแลและครอบครัวในการดูแลตนเอง ทักษะทจี่ าเปน็ ในการดูแล
ตามภาวะของโรคเพอ่ื ใหผ้ ปู้ ่วย/คนพิการมภี าวะสุขภาพทีด่ ขี นึ้ และมคี วามต่อเนอ่ื งในการฟ้ืนฟสู ภาพ
- เตรียมความพร้อมของผปู้ ่วยและครอบครัวให้มคี วามรับผิดชอบในการจัดการดูแลตนเองใน
อนาคตและให้อิสระในการตัดสินใจเพ่ือบรรลคุ วามสาเสร็จในการดาเนินชีวิตด้วยตนเองของผู้ป่วย/คน
พกิ าร
- สอนแนะนาและให้เสริมแรงในการฟน้ื ฟูสภาพและการดแู ลสุขภาพทกุ ๆดา้ น ให้ขอ้ มูลเกย่ี วกบั
แหล่งทรัพยากรท่ีสาคัญและอุปกรณ์ท่ีจาเป็นในการดารงชีวิต ให้ความรู้ผู้ป่วย/คนพิการอย่างต่อเนื่อง
เพ่ือให้ผู้ปว่ ย/คนพิการสามารถใช้ชวี ติ ได้เตม็ ความสามารถที่เหลืออยู่
- ให้ความร้แู กส่ มาชกิ ในทมี สขุ ภาพทง้ั ในหน่วยบรกิ ารเดียวกนั นอกหนว่ ยบรกิ าร ในชมุ ชน เป็น
ต้น เพอ่ื การดูแลช่วยเหลือผูป้ ่วย/คนพกิ าร เป็นผู้ใหก้ ารดแู ลรกั ษาพยาบาล (Direct Care Provider)
- ตรวจประเมนิ ทุกมิตทิ ั้งทางด้านรา่ งกาย จิตใจ สังคม วัฒนธรรม และจิตวิญญาณของผปู้ ่วย/
คนพิการ ผูด้ แู ลและครอบครวั
- วางแผนในการปฏิบัติการพยาบาลฟ้ืนฟูสภาพจะต้องมีความต่อเนื่องสัมพันธ์กันทั้งด้านการ
บาบัดรักษาและในส่วนของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนตลอดเวลา นอกจากน้ีแล้วต้องส่งเสริมการสร้าง
สมั พนั ธภาพท่ดี ีท้ัง พยาบาล ผู้ป่วย/คนพิการ ผดู้ ูแลและครอบครวั เพ่อื ให้บรรลุเปา้ หมายทว่ี างไว้
- ปฏิบตั ิการพยาบาลตามแผนทวี่ างไว้ โดยใหก้ ารพยาบาล ให้ความรู้แก่ผู้ป่วย/คนพกิ ารโดยตรง
หรืออาจให้ผา่ นผ้ดู ูแลหรือครอบครัว เพื่อคงไวซ้ งึ่ ความสามารถทเี่ หลืออยแู่ ละปอ้ งกนั การภาวะแทรกซ้อน
ที่จะเกิดขน้ึ กับผูป้ ว่ ย/คนพิการ
- ประเมินผลทางการพยาบาล เปน็ การประเมินการใหก้ ารดแู ลรักษาพยาบาลและการแกป้ ัญหา
ต่างๆตามความจาเป็น โดยวัดความสาเร็จตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์การเป็นผู้ประสานงาน
(Collaborator)
- พัฒนาเป้าหมายของการรักษาฟื้นฟูสภาพ บนฐานความร่วมมือของผู้ป่วย/คนพิการและ
สมาชิกในครอบครัว รวมถงึ สหวิชาชพี ดา้ นการฟ้นื ฟสู ภาพ เพอ่ื ม่งุ ให้ผู้ป่วย/คนพกิ ารมพี ฤตกิ รรมสุขภาพท่ี
ดแี ละอยู่บนพน้ื ฐานของความเปน็ จรงิ ที่สามารถอย่รู ่วมได้กบั ผอู้ ่นื ในสงั คมและส่งเสรมิ ใหช้ ่วยเหลือตนเอง
ใหไ้ ด้มากทีส่ ดุ (Maximum Independent)
560
มสี ว่ นรว่ มกับทีมสหวิชาชีพด้านการฟ้ืนฟูฯ ในการประชุมทมี (Team meetings or team
conferences)
รวมถงึ การเสนอขอ้ มูลท่เี ป็นประโยชนใ์ หก้ ับทมี เพ่ือเป็นขอ้ มลู นาไปสูก่ ารตัดสินใจ
- รว่ มมือกับสหวิชาชีพดา้ นการฟืน้ ฟสู ภาพเพอื่ สร้างความมนั่ ใจในตนเองของผปู้ ว่ ย/คนพิการใน
การทาการฟน้ื ฟสู ภาพเพือ่ ใหส้ ามารถทาสิง่ ต่างๆไดด้ ว้ ยตนเอง
- ร่วมมือกับทีมสหวิชาชีพด้านการฟ้ืนฟูสภาพท่ีจะให้การดูแลผู้ป่วยให้บรรลุผลสาเร็จโดย
คานึงถึงผลลัพธ์และความคุ้มทนุ เพ่ือให้เกิดประโยชนส์ ูงสดุ แกผ่ ้ปู ่วย/คนพกิ าร ทั้งด้านร่างกาย จิตสังคม
และจติ วญิ ญาณ การพิทักษส์ ทิ ธแิ ละสนบั สนุนใหก้ บั ผ้ปู ่วย/คนพิการ (Client advocate)
- รวบรวมข้อมลู รับฟงั สะท้อนกลับ ใหค้ าแนะนา ให้ขอ้ มลู และใหก้ าลงั ใจกับผู้ปว่ ย/คนพิการ
สมาชิกในครอบครัวเพอื่ สรา้ งความหวงั ในการดาเนินชีวติ ตอ่ ไปในอนาคต
- สนับสนุนนโยบายเพอื่ ให้เกิดบริการท่สี ง่ เสริมสนับสนุนคุณภาพชีวิตผปู้ ว่ ย/คนพกิ ารให้มสี ่วน
ร่วมในกิจกรรมตา่ งๆของสงั คมและชุมชน
- มีส่วนร่วมสนับสนุนในการดแู ลรกั ษาส่งิ แวดล้อมใหม้ คี วามปลอดภัยต่อผู้ป่วย/คนพกิ ารในการ
กลบั ไปใช้ชวี ิตอยใู่ นสงั คมและปอ้ งกนั ไม่ให้เกดิ ภาวะแทรกซ้อนหรอื การเจ็บปว่ ยเรอื้ รงั ข้ึน
- ร่วมมือกับทีมสหวชิ าชพี ด้านการฟื้นฟฯู และวิชาชพี อน่ื ๆในการสนบั สนนุ /สง่ เสริมใหผ้ ูป้ ่วย/คน
พิการสามารถกลับไปทางานหรอื กลบั ไปศึกษาตอ่ เหมือนเดิมกอ่ นที่จะเจ็บปว่ ยหรือพิการ
การเป็นผูใ้ ห้คาปรกึ ษา (Consultant)
- คน้ หาผปู้ ว่ ย/คนพกิ ารในชุมชนหรอื พน้ื ทที่ ต่ี นเองรบั ผิดชอบ
- รวบรวมขอ้ มูลค้นหาปญั หาทเ่ี กิดขน้ึ กบั ผปู้ ่วย/คนพิการเพอ่ื วางแผนในการชว่ ยเหลือแกไ้ ข
ปัญหา
- ประสานสิทธิประโยชน์ที่ผู้ป่วย/คนพิการพึงได้รับ เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ เบ้ียคนพิการ สิทธิด้าน
การรักษาพยาบาลหรือสิทธดิ า้ นอุปกรณ์เครอ่ื งชว่ ยทีจ่ าเปน็ ต้องไดร้ บั
- ประเมินผลการฟนื้ ฟสู ภาพและประสานสหวชิ าชพี เพือ่ ใหผ้ ู้ปว่ ย/คนพกิ ารไดร้ บั การดแู ลฟ้ืนฟฯู
ตามโปรแกรม
- พทิ กั ษส์ ิทธิอนั พึงได้รบั ตามนโยบายของประเทศ
- ติดต่อประสานงานด้านการตลาดและชุมชนให้มีการเชื่อมโยงระหว่างกันเพ่ือการดาเนิน
กิจกรรมต่างๆเป็นไปอยา่ งราบรนื่
- ปฏิบตั ิการตามแผนการรกั ษาบคุ ลากรใหค้ งไว้ซึง่ ความภูมใิ จในการทางานและสรรหาบคุ ลากร
ใหมเ่ ข้ามาร่วมการทางาน
- ประสานการทางานระหว่างวิชาชพี ในชมุ ชนตา่ งๆที่เกย่ี วข้องเพื่อคงไวซ้ ึ่งผลประโยชนท์ ผ่ี ู้ป่วย/
คนพิการพึงได้รบั
- ร่วมทางานกบั บุคคล ชุมชนและประชาชนในพื้นท่เี พ่ือช่วยลดภาวะเสี่ยง การส่งเสริมสขุ ภาพ
และการปอ้ งกนั การเกิดความพิการเพ่ิมขึน้
ความรเู้ กีย่ วกบั การส่งเสรมิ สขุ ภาพ การเฝ้าระวงั โรค การควบคมุ ปอ้ งกันโรคและภยั สุขภาพ 561
และการฟ้ืนฟสู ขุ ภาพ การบรกิ ารอนามยั แม่และเด็ก การวางแผนครอบครัว
- พัฒนาแนวปฏบิ ัติการพยาบาล และทาให้เกิดเป็นนโยบายเพื่อนาส่กู ารปฏบิ ตั ิ
บทบาทการเป็นนักวิจัย (Researcher)
- ติดตอ่ ส่ือสารระหว่างนกั วิจัยและนาผลการวจิ ยั มาใหผ้ รู้ ว่ มงานได้ใชป้ ฏิบัตกิ ารพยาบาล
- ชแี้ นะแนวทางในการพัฒนานาการปฏบิ ัตกิ ารพยาบาลสกู่ ารวิจัย
- สละเวลาเพือ่ ร่วมมอื กบั ผรู้ ว่ มงานในการทาการวจิ ัย
- ร่วมมอื และประสานงานเพ่อื กับทีมในการค้นหางานวิจัยเพอื่ นามาสู่การปฏบิ ตั ิ
- ร่วมมอื กับสหวชิ าชีพด้านการฟ้ืนฟสู ภาพในการคิดประดษิ ฐ์เคร่ืองมอื /เทคโนโลยเี พ่ือสนับสนนุ
ใหก้ บั ผปู้ ่วยและคนพกิ ารมพี ฒั นาการความก้าวหนา้ ในการฟ้ืนฟูสภาพ
- ประมวลข้อมูลต่างๆเพ่ือวางแผนในการฟ้ืนฟูสภาพผู้ป่วยคนพิการให้ได้ประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผลด้านการฟืน้ ฟสู งู สุด
การบริการสาธารณสุข หมายถงึ บรกิ ารด้านการแพทยแ์ ละสาธารณสุขซง่ึ ให้โดยตรงแก่บุคคล
เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การตรวจวินิจฉัยโรค การรักษาพยาบาล และการฟ้ืนฟู
สมรรถภาพที่จาเป็นต่อสุขภาพและการดารงชีวิต ท้ังนี้ให้รวมถึงการบริการการแพทย์แผนไทยและ
การแพทยท์ างเลอื กตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศลิ ปะ
การส่งเสริมสุขภาพ หมายถึง งานบริการของบุคลากรสาธารณสุข เพื่อทาให้คนมีสุขภาพดี
ไดแ้ ก่ การดแู ลอนามยั แม่และเดก็ การวางแผนครอบครัว การดูแลหญิงตงั้ ครรภ์กอ่ นคลอด ระหวา่ งคลอด
และหลังคลอด การดูแลทารก และเด็ก การให้วัคซีน การโภชนาการ การให้สุขศึกษา การให้คาปรกึ ษา
แนะนา การอนามยั โรงเรียน ม่งุ บรกิ ารที่บุคคล (Individual care) ถงึ ครอบครัว (Family) และชุมชนด้วย
(Community)
การควบคุมโรค (control) หมายถึง การลดอัตราการเกิดและอัตราการตายจากโรคด้วย
มาตรการแทรกแซงต่างๆ เพื่อหยุดย้ังอุบัติการณ์ของโรคไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม รวมท้ังการหยดุ ย้งั
กระบวนการท่จี ะเกดิ ตามมาจากเกิดโรคการควบคุมโรคน้ันสามารถทาใหส้ าเร็จได้โดยการให้การรักษาโรค
น้ันๆ ผลท่ีตามมาจะเป็นการลดความชุกของโรค (disease prevalence) ในที่สุดหากเพ่ิมมาตรการ
ป้องกันโรคด้วยจะเป็นการลดทง้ั อุบัติการณ์และความชุกของโรคไปในคราวเดียวกันปัจจุบนั การควบคุม
โรคโดยการป้องกนั นบั ว่ามีความสาคัญมากขึ้นทุกขณะ เพราะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายขึ้น
กอ่ นท่จี ะมกี ารระบาดของโรค
การป้องกันโรค หมายถึง การขจัดหรือยับย้ังพัฒนาการของโรครวมถึงการประเมินและการ
รักษาเฉพาะ เพ่ือขจัดความก้าวหน้าของโรคในทุกระยะ (Edelman Mandle.1944: 15)
การรักษาพยาบาล หมายถึง การรักษาคนท่ีรู้สึกไมส่ บายเพราะความเจ็บไข้ เจ็บป่วย รวมถึง
ความบกพร่องหรือผิดปกติทางจิต ซง่ึ จะเป็นผ้ปู ว่ ยภายในหรือผ้ปู ว่ ยภายนอกกไ็ ด้
การฟ้ืนฟูสมรรถภาพ หมายถึง การเสริมสร้าง ป้องกัน และแก้ไขปัญหาความบกพร่องของ
ร่างกายและจติ ใจที่ยงั ไม่มี หรอื สญู เสียไปใหเ้ กิดมีขน้ึ ให้สามารถเรยี นรู้ ปฏบิ ตั งิ าน และดารงชวี ิตในสังคม
ได้
562
การคุ้มครองผบู้ รโิ ภคดา้ นสาธารณสขุ หมายถงึ การคมุ้ ครองผู้บรโิ ภคเพือ่ ใหเ้ กิดความปลอดภยั
เป็นธรรมและประหยัดจากการบรโิ ภคสินคา้ หรือบริการต่างๆ ในด้านสินค้าหรือบริการต่างๆ ทอี่ ย่ใู นความ
ดูแลของกระทรวงสาธารณสขุ อันได้แก่ อาหาร ยา เคร่ืองสาอาง วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจติ และประสาท ยา
เสพติดให้โทษ วัตถุอันตรายท่ีใช้ในบ้านเรือน สารระเหย เครื่องมือแพทย์ การประกอบโรคศิลปะ การ
บรกิ ารในสถานพยาบาล
การอนามยั แมแ่ ละเด็ก
การอนามัยแม่และเดก็ เป็นการดแู ลสุขภาพท่สี าคญั ซงึ่ เรมิ่ ตั้งแต่การดแู ลครรภเ์ พื่อใหก้ ารตัง้ ครรภ์และ
การคลอดมคี ณุ ภาพ แมแ่ ละทารกปลอดภัย ปราศจากภาวะแทรกซ้อน และมีสุขภาพแขง็ แรง ตอ่ เนื่องถึงการดแู ล
ในช่วงปฐมวัย เพ่ือให้เด็กเจริญเติบโตและมีการพัฒนาอย่างองค์รวม ทั้งสุขภาวะทางกาย อารมณ์ สังคม และ
สตปิ ญั ญา
การปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมของมารดาในการตั้งครรภ์ ระยะคลอด หลังคลอด และการดูแลบุตรท่ี
เหมาะสม จะทาให้ท้ังมารดาและบตุ รมสี ุขภาพแข็งแรง มีภูมิต้านทานโรค ไม่เจ็บป่วยไม่มีโรคแทรกซ้อน ดังน้ัน
ผหู้ ญงิ เม่ือรตู้ ัวว่าต้งั ครรภ์ ควรปฏิบัติดงั นี้
1. มกี ารเตรยี มตวั ท่ีจะเป็นแมท่ ี่ดดี ้วยการบารงุ ดูแลร่างกาย
2. ต้องไปฝากครรภท์ โ่ี รงพยาบาล
3. ไปตรวจครรภต์ ามที่แพทยน์ ัด
4. ศึกษาหาความรูเ้ กี่ยวกับการดแู ลครรภก์ ารเล้ียงดบู ุตรที่ดี และเพ่อื สขุ ภาพของตนเองและบตุ ร
5. ควรเรยี นรู้การปฏิบัติตนเม่ือมกี ารต้ังครรภ์
6. ไม่ทาพฤตกิ รรม หรอื กจิ กรรมท่เี ปน็ อนั ตรายต่อการตั้งครรภ์
7. หลงั คลอดบุตรควรพักฟ้ืนอย่างนอ้ ย 45 วัน
8. แม่ควรใหน้ มบตุ รเพราะนมแม่มปี ระโยชนต์ อ่ ทารกมาก
ความรเู้ ก่ยี วกับการส่งเสรมิ สุขภาพ การเฝา้ ระวงั โรค การควบคุมปอ้ งกันโรคและภัยสุขภาพ 563
และการฟนื้ ฟสู ุขภาพ การบรกิ ารอนามยั แม่และเดก็ การวางแผนครอบครัว
ปจั จัยที่มีผลกระทบตอ่ การต้งั ครรภ์
1. บหุ ร่ี
สารนโิ คติน คารบ์ อนมอนนอกไซดใ์ นควันบุหร่ี และทาร์จะมีผลต่อการทางานของสารส่ือประสาทอะเซ
ติลโคลนี (acetylcholine) โดปามนี (dopamine) และนอร์อพี ิเนฟรนิ (nor epinephrine) ส่งผลให้มกี ารขัดขวาง
การพัฒนาของเซลล์ประสาทของทารก มีการหดตัวของหลอดเลือดดามดลูก ทาให้เลือดผ่านรกลดลง ทารกจงึ
ได้รบั อาหารและออกซิเจนไม่เพยี งพอ มผี ลให้นา้ หนกั แรกเกดิ นอ้ ย ขาดสารอาหารในระยะตั้งครรภ์และเพม่ิ อัตรา
การตายในวัยทารก นอกจากนยี้ ังก่อให้เกดิ ปญั หาพัฒนาการและพฤตกิ รรม เช่น เชาวน์ปัญญาบกพรอ่ ง มีปัญหา
การเรียน ซุกซนมากผิดปกติ สมาธสิ ้นั พฤติกรรมกา้ วร้าว ตลอดจนมีปัญหาดา้ นการเข้าสังคม
ผลดังกลา่ วจะพบได้ตง้ั แต่ในระยะแรกของการต้ังครรภ์จนกระทัง่ ทารกเกิด มีผู้ศึกษาพบว่าหากมารดา
สูบบุหร่ีในช่วง 4 สัปดาห์ก่อนคลอด แม้จะเป็นการสูบบุหรีเ่ พียงครง้ั เดียวกจ็ ะส่งผลให้มีการยับยงั้ การสรา้ ง DNA
ของทารกไดน้ านหลายช่วั โมง
นอกจากผลกระทบต่อลกู แล้ว ในส่วนของผลกระทบต่อมารดา คือทาให้มีอัตราเสี่ยงต่อการเปน็ ”โรค
หลอดเลือดอุดตัน” เพิ่มข้ึน โดยอาจก่อให้เกิดหลอดเลือดสมองอุดตัน ภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดาช้ันลึก
(deep vein thrombosis) หรือเพิม่ ความเส่ียงในการตดิ เชือ้ ระบบทางเดนิ หายใจ การตดิ เช้อื ทางเดนิ หายใจที่พบ
บอ่ ยทสี่ ดุ คือ “หลอดลมอักเสบ” (ซึ่งพบไดม้ ากกว่าหญงิ ตง้ั ครรภท์ ไ่ี ม่สบู บหุ รี่ถึง 15 เทา่ ปอดอักเสบ ไขห้ วดั ใหญ่
ภาวะหอบหดื 3 เทา่ สว่ นผลต่อการตง้ั ครรภพ์ บว่าเพ่มิ อัตราการต้งั ครรภ์นอกมดลูก 5 เท่า)
2. แอลกอฮอล์ (เหลา้ เบยี ร์ ไวนห์ รอื เคร่อื งด่มื ที่มีแอลกอฮอลเ์ ป็นส่วนประกอบ)
ผลกระทบของแอลกอฮอลต์ ่อทารกในครรภ์ พบเมื่อแม่ดม่ื แอลกอฮอล์ช่วงปฏิสนธิหรอื ในช่วง 3 เดือน
แรก ความรุนแรงขึ้นอยู่กับปรมิ าณแอลกอฮอล์ท่ีด่ืม หากด่ืมในปรมิ าณมากจะส่งผลใหท้ ารกเม่ือคลอดมลี กั ษณะ
ของโรคกลมุ่ อาการของทารกที่เกิดจากมารดาท่ดี ื่มแอลกอฮอล์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซ่ึงมีลักษณะ
ทางร่างกายทผ่ี ดิ ปกติ คือ
- รอ่ งริมฝีปากบน (Phil rum) เรยี บ
- รมิ ฝีปากบนยาวและบาง
- หนงั คลมุ หวั ตามาก (epicanthal folds)
- จมกู แบน
- ปลายจมกู เชิดขึ้น
- บริเวณส่วนกลางใบหน้ามีการพฒั นาน้อยกว่าปกติ (midface hypoplasia)
564
แอลกอฮอลท์ าให้เกดิ การทาลายของเซลลป์ ระสาท สง่ ผลใหม้ ีการเจริญเตบิ โตบกพรอ่ ง นา้ หนักแรกเกดิ
น้อยและมอี ตั ราการเพมิ่ นา้ หนกั หลังเกดิ น้อย ศรี ษะเลก็ เกดิ ความผิดปกติของโครงสร้างสมอง เช่น ไม่มสี มองใหญ่
( anencephaly) ส ม อ ง ใ ห ญ่ มี ร่ อ ง ผิ ด ป ก ติ ( schizencephaly) เ ยื่ อ หุ้ ม ส ม อ ง แ ล ะ เ น้ื อ ส ม อ ง เ ลื่ อ น
(lumbarmeningomyelocele) ส่วนด้านพัฒนาการของสติปัญญาก็มีความบกพร่อง มีปัญหาด้านความจา การ
เคลื่อนไหวผิดปกติ มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางจิตเวช เช่น ภาวะวิตกกังวล ( anxiety disorder) มีภาวะ
ซึมเศร้า (depression) พฤตกิ รรมอันธพาล (conduct disorder) และมปี ญั หาพฤติกรรมอื่น ๆ เชน่ อาการซุกซน
ไมอ่ ยู่นิง่ และสมาธสิ ั้น
3. แอมเฟตามีนและอนุพนั ธ์
ได้แก่ เมตแอมเฟตามีน (ยาไอซ์ สปีด) และ 3,4-เมทิลีนไดออกซีเมตแอมเฟตามีน (ยาอี Ectasy) จะ
ส่งผลให้มนี า้ หนกั แรกเกดิ น้อย มคี วามผดิ ปกติของหัวใจแตก่ าเนดิ ภาวะเลือดออกในสมอง ภาวะสมองตาย ทาให้มี
การทาลายเซลล์ประสาท เส้นรอบศีรษะมีขนาดเล็ก ซ่ึงมีผลต่อสมาธิ ความจา และมิติสัมพันธ์ ( spatial skills)
และมีผลทาใหเ้ ด็กมีปัญหาพฤตกิ รรมในระยะยาวอีกดว้ ย
โรคทเี่ กดิ จากการตัง้ ครรภ์
เม่ือตั้งครรภ์สรีวิทยาของผู้หญิงจะมกี ารเปล่ียนแปลงจึงมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจาก
ภาวะการตั้งครรภ์ได้ เชน่
โรคหัวใจ
คุณแม่ที่เป็นโรคหวั ใจพบบอ่ ยว่ามีปัญหาเกยี่ วกบั ลิน้ หวั ใจร่ัวจากการติดเช้ือบางชนิด หรือมีปญั หาผนัง
กั้นห้องหัวใจมีรูโหว่ เม่ือคุณแม่ต้องการต้ังครรภ์ต้องปรึกษาแพทย์เพ่ือพิจารณาว่าอาการของโรคมีระดับความ
รนุ แรงมากน้อยแค่ไหน และจะสามารถตัง้ ครรภ์ไดห้ รอื ไม่
โดยปกติหวั ใจจะทางานคอ่ นข้างหนัก เพื่อสบู ฉีดเลอื ดผา่ นเข้าออกใหส้ มดุล และเมื่อตัง้ ครรภ์ โดยเฉพาะ
ครงึ่ หลังของอายคุ รรภ์ ปรมิ าณเลือดจะเพ่ิมขน้ึ ถงึ 40% หวั ใจจึงย่งิ ทางานหนกั มากข้ึน คณุ แมท่ ม่ี โี รคหวั ใจบางคน
อาจเกิดอาการหัวใจวายขณะต้ังครรภไ์ ด้
ความรู้เก่ียวกับการสง่ เสริมสุขภาพ การเฝา้ ระวงั โรค การควบคุมปอ้ งกันโรคและภัยสุขภาพ 565
และการฟ้ืนฟสู ขุ ภาพ การบรกิ ารอนามัยแม่และเดก็ การวางแผนครอบครัว
โรคลมบ้าหมหู รือลมชัก
โรคลมบ้าหมูหรือลมชกั เกิดจากการมีแผลในสมอง จงึ มกี ารสง่ คลน่ื สมองออกมาผิดปกติ ซง่ึ จะทาใหค้ ณุ
แม่เกิดอาการชักและหมดสติไปชั่วครู่หลังการชัก เป็นผลให้คุณแม่จะขาดออกซิเจนชั่วคราว มีผลต่อการส่ง
ออกซิเจนไปเลีย้ งทารกในครรภ์ คณุ แม่ทเี่ ป็นโรคน้ีรอ้ ยละ 50 จะไม่มีอาการเพิ่มขนึ้ ระหว่างตัง้ ครรภ์ ร้อย 40 บอก
วา่ มอี าการดขี ึน้ และรอ้ ยละ 10 แพทยผ์ ู้ดแู ลครรภต์ ้องเพิ่มขนาดยาควบคุมการชัก
โรคไต
ปกติไตจะทาหน้าท่ีกรองของเสยี ออกจากเลอื ดและขับของเสยี จากการเผาผลาญพลังงานในรา่ งกายออก
ทางปัสสาวะ ขณะคุณแม่ตั้งครรภ์จะมขี องเสยี จากทารกท่ฝี ากออกมาทางสายสะดือเข้าสู่กระแสเลอื ดของคุณแม่
ดว้ ย เพราะฉะนัน้ ไตของคุณแมจ่ ะต้องทาหนา้ ทีห่ นกั ข้ึน
เบาหวาน
คุณแม่ท่ีเป็นโรคเบาหวานหรอื อาจเกดิ ภาวะเบาหวานขณะต้ังครรภ์ เกิดจากเม่อื ตั้งครรภ์จะมีฮอร์โมน
หลายตัวที่ผลิตจากรก ฮอร์โมนเหล่าจะมีฤทธ์ิต่อต้านอินซูลิน ทาให้อินซูลินของคุณแม่ลดต่าลงจนไม่พอที่จะดงึ
นา้ ตาลในเลอื ดมาเก็บไว้ ทาใหร้ ะดับน้าตาลในเลือดคณุ แม่สงู ตลอดเวลา ลูกจะไดร้ บั เลือดท่ีมนี า้ ตาลในเลอื ดสงู จาก
คุณแมด่ ว้ ย
ผลจากการเกิดภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์คือ ลูกกลายเป็น Sugar Baby คือ ตัวใหญ่มากกว่าเด็ก
ทารกแรกคลอดปกตทิ ว่ั ไป หน้าอว้ นเหมือนอมลูกกวาด ทาใหค้ ลอดทางชอ่ งคลอดไมไ่ ด้ หรือคลอดแล้วตดิ ไหล่ ถ้า
ติดอยู่นานทารกอาจเสียชีวิตได้ และถ้าหมอดึงทารกออกมาแรงๆ จะมีผลให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับแขนเคลื่อนไหว
ผิดปกติหรืออาจพิการได้ เม่ือคุณแม่เป็นโรคเบาหวานต้องไปปรึกษาแพทย์เพ่ือควบคุมระดับน้าตาลให้เป็นปกติ
ตลอดการตั้งครรภ์ และต้องป้องกนั ภาวะแทรกซ้อนทอี่ าจเกดิ จากเบาหวานได้
โรคหัดเยอรมนั
ท่ีเกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์สามารถทาให้ทารกพิการหรือกลายเป็นโรคล้ินหัวใจรั่ว เช่น การติดเชื้อหัด
เยอรมันในช่วง 3 เดือนแรกของการต้ังครรภ์ ทารกอาจกลายเป็นเด็กพิการล้ินหัวใจร่ัว ตาบอดจากต้อกระจก
สมองเล็กลบี ทาให้เกดิ โรคปัญญาอ่อน เป็นต้น ทาใหค้ ุณแมห่ วาดกลวั โรคนมี้ าก แต่ทัง้ น้ีถา้ ได้รบั วคั ซีนป้องกันก็จะ
ชว่ ยไมใ่ หเ้ กิดเรอื่ งที่นา่ เสยี ใจขึน้ ได้
566
คุณแม่สามารถทาให้ตัวเองปลอดจากโรคหัดเยอรมันได้ด้วยการเจาะเลอื ดตรวจภูมิต้านทานเสียกอ่ น
สาหรับคุณแมท่ ่ีเคยเปน็ โรคนีแ้ ล้วจะมภี มู ติ ้านทานไปตลอดชีวติ แต่ถา้ ตรวจไม่พบภูมติ ้านทาน คณุ แม่ควรฉดี วัคซนี
ปอ้ งกนั ก่อนจะตัง้ ครรภ์ล่วงหนา้ อย่างนอ้ ย 3 เดอื น
กรณีท่ตี ง้ั ครรภแ์ ลว้ ยังไมเ่ คยไดร้ บั วคั ซนี นี้ ควรเจาะเลอื ดดูระดับความตา้ นทาน ถ้ายังมีภูมิต้านทาน คุณ
แมส่ บายใจได้ แตถ่ ้าไม่มภี ูมิเลยหรืออย่ใู นระดับต่า คณุ แม่หา้ มฉีดวคั ซนี ตลอดระยะเวลาการตง้ั ครรภ์ เพราะวัคซนี
หัดเยอรมันเปน็ วัคซีนไวรสั ท่ีมชี ีวิต
ส่ิงที่จะช่วยป้องกันคุณแม่จากหัดเยอรมันได้ดีที่สุดคือ ต้องคอยหลบคนเป็นหวัด ผู้ที่สงสัยว่าเป็นหัด
เยอรมัน หรือในสถานท่ีที่มีคนพลุกพล่านหนาแน่น ถ้าไม่สามารถหลบหลกี หรือเลยี่ งไต้ต้องรีบปรึกษาแพทย์โดย
ด่วน แพทย์จะเจาะดรู ะดับภูมิต้านทาน 2 ครั้ง ห่างกัน 1 สัปดาห์ และตรวจหาภูมิชนิดพิเศษทบี่ ง่ บอกถึงการติด
เช้อื ครง้ั แรก ซ่งึ ชว่ ยทาให้ร้ไู ดว้ า่ คณุ แมไ่ ดร้ ับเชอ้ื หัดเยอรมันหรือไม่ คุณพอ่ คณุ แม่จะได้รว่ มกันตดั สินใจแกไ้ ขปญั หา
กบั แพทย์ต่อไป
โรคซิฟลิ ิส
ถ้าตรวจพบในขณะตงั้ ครรภ์ไม่เกิน 5 เดือน จะสามารถรกั ษาใหห้ ายขาด โดยท่เี ชอ้ื ซฟิ ิลิสยังไม่เขา้ ไปทา
อนั ตรายหรอื สร้างความพิการใหท้ ารกในครรภ์ แต่ถา้ หลังจากอายุครรภ์ 5 เดอื นแล้ว เชอ้ื ซิฟิลสิ จะสามารถผ่านรก
ไปถงึ ทารกได้ ทาใหเ้ กดิ ความพกิ ารต่างๆ เชน่ ลิน้ หวั ใจร่วั แทง้ ลูก คลอดกอ่ นกาหนด น้าหนกั ตัวนอ้ ย หรอื รุนแรง
ถงึ ขน้ั ทาใหท้ ารกเสยี ชีวติ ในครรภ์
โรคเอดส์
ถือเป็นโรคอันตรายที่ทุกคนหวาดกลัว เพราะเก่ียวกับชีวิตและยังไม่มียารักษา กรณีคุณแม่ตั้งครรภ์ที่
ตรวจพบเช้ือเอชไอวี (HIV) ในระยะตั้งครรภ์อ่อนๆ สามารถปรึกษากับแพทย์ถึงการทาแท้งหรือยังคงรักษาการ
ตง้ั ครรภต์ ่อไป
ถ้าคณุ แมม่ คี วามประสงค์ท่ีจะตง้ั ครรภ์ แพทย์จะใหย้ าตา้ นไวรสั แก่คุณแมใ่ นเดือนสดุ ท้ายกอ่ นคลอด ซ่งึ
โอกาสที่เจา้ ตัวเล็กติดเชื้อไวรสั จากแมข่ ณะคลอดจะลดลงจากประมาณ 30% เหลอื ไมเ่ กนิ 8%
ความรเู้ กีย่ วกับการสง่ เสรมิ สขุ ภาพ การเฝา้ ระวงั โรค การควบคุมป้องกันโรคและภัยสุขภาพ 567
และการฟืน้ ฟูสขุ ภาพ การบรกิ ารอนามัยแมแ่ ละเด็ก การวางแผนครอบครัว
ภูมแิ พ้ หอบหดื
คุณแม่ที่เป็นโรคภูมิแพ้ หอบหืดจะต้องหลกี เล่ียงส่งิ ที่กระตุ้นใหอ้ าการแพก้ าเรบิ ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ยงั
สามารถใช้ยาพ่นจมูกขยายหลอดลม และสารสเตยี รอยดท์ ี่นิยมใช้กันไดอ้ ยู่ เนื่องจากค่อนขา้ งปลอดภัย อย่างไรก็
ตามเมื่อต้ังครรภ์ ต้องแจ้งแพทย์ท่ีดูแลรักษาโรคภูมิแพ้ว่าสงสัยจะต้ังครรภ์และควรแจ้งสูตินรีแพทย์ที่ดูแลการ
ตัง้ ครรภ์ด้วยว่ารกั ษาโรคภมู ิแพ้อยู่ เพื่อให้การดแู ลและการใหย้ าตา่ งๆ เปน็ ไปอยา่ งปลอดภยั ท่ีสดุ นอกจากน้ันคณุ
แมค่ วรใหแ้ พทย์ดูแลอยา่ งใกล้ชิดและไม่ควรซือ้ ยามาใช้เองเดด็ ขาด
โรคทาลัสซีเมยี
ยีนที่ผิดปกติจะทาให้เกิดการสร้างสารโพลีเปปไตด์โกลบิน (Polypeptideglobin) ซึ่งเปน็ ส่วนสาคญั ใน
เมด็ เลอื ดแดงลดนอ้ ยลงหรือไม่สร้างเลย ทาใหม้ ีอาการซีดเลก็ นอ้ ยหรอื ถงึ ขั้นต้องให้เลือดทดแทน
โรคทาลสั ซีเมีย
นี้เป็นการถ่ายทอดทางพนั ธุกรรมชนิดด้อย คุณพ่อคุณแม่มักไม่มอี าการปรากฏ แต่จะมียีนแฝงอยูใ่ นตัว
เมื่อตา่ งฝ่ายตา่ งถา่ ยทอดยีนดอ้ ยจงึ ทาใหล้ กู ไดร้ บั ยีนทีผ่ ดิ ปกติเตม็ ที่ แสดงอาการของโรคทาลสั ซเี มยี ชัดเจน
• คนทเี่ ป็นโรคทาลสั ซเี มียในประเทศไทยพบว่า มอี บุ ตั กิ ารณ์ของโรคน้ีรอ้ ยละ 1 แต่ผ้ทู ี่เป็นพาหนะ
ของโรคหรอื โรคทาลัสซีเมยี แฝงอยู่รอ้ ยละ 30
• โรคทาลัสซีเมียมหี ลายชนิด แต่ที่พบได้บ่อยคือ ทาลัสซีเมียชนิดแอลฟา (Alpha Thalassemia)
และเบตา้ (Beta Thalassemia)
• ทารกท่เี ปน็ โรคทาลัสซเี มียอาจมีความรุนแรงมากจนทาให้เสยี ต้ังแตใ่ นครรภ์ คลอดแล้วเสียชีวติ
หรอื เสียชวี ติ ตั้งแต่อายนุ ้อยๆ บางรายอาจรอดชีวติ แล้วเตบิ โตเปน็ ผูใ้ หญ่ แต่ความผิดปกติจะไมส่ ิน้ สดุ ลงเพยี งเทา่ นี้
เพราะสามารถถา่ ยทอดต่อไปยังลูกหลานได้
• โรคเบตา้ ทาลัสซีเมยี ทารกทีค่ ลอดออกมาแลว้ มีชวี ติ รอด อาจมีอาการซีดมาก เจริญเติบโตช้า ตับ
ม้ามโต จาเปน็ จะตอ้ งเติมเลือดบอ่ ยๆ เพือ่ ยดื การมชี วี ิตต่อไดป้ ระมาณ 10–30 ปี
568
ไวรัสตับอักเสบบี
โรคไวรัสตับอักเสบบเี ป็นโรคท่ีพบกนั บ่อยในเมืองไทย มีคุณแม่ต้ังครรภเ์ ป็นพาหะของโรคนี้กันมาก ผูท้ ่ี
เป็นพาหะของโรคมีโอกาสเกดิ โรคตับแข็งหรอื มะเร็งตับสงู กว่าคนท่วั ไป 200 เท่า และสามารถติดต่อกันงา่ ยที่สดุ
โดยผา่ นทางเลอื ด ดังน้ันโอกาสที่ทารกจะติดโรคนจ้ี ากแมก่ ็โดยการสัมผัสกับเลือดท่ีเป็นพาหะในขณะคลอดนน่ั เอง
วิธีป้องกันคือการฉีดวัคซีนปอ้ งกันให้แก่ทารกภายใน 12 ช่ัวโมงหลงั คลอด และฉีดกระตุน้ ภูมิตา้ นทาน
อกี 3 เขม็ คอื ต้งั แตห่ ลงั คลอด เมอ่ื อายไุ ด้ 1 เดือน และ 6 เดอื น
การวางแผนครอบครัว
การวางแผนครอบครัว คือ การท่ีคู่สมรสวางแผนไว้ว่าจะมีบุตรก่ีคน จะมีเมอ่ื ไร มีถี่ห่างเทา่ ไร
โดยทใ่ี ห้บุตรท่ีเกดิ มานั้นมสี ขุ ภาพแขง็ แรงสมบูรณ์ คู่สมรสมีความสามารถทจี่ ะเลย้ี งดใู หค้ วามรกั และความ
เอาใจใส่อย่างทั่วถึง ให้มีการศึกษาท่ีเหมาะสมท่ีจะมีอาชีพ และเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ
ต่อไป
จดุ มุง่ หมายของการวางแผนครอบครัว
1. เพอื่ หลีกเลยี่ งการตง้ั ครรภท์ ไ่ี มป่ รารถนา
2. ให้มีการตงั้ ครรภ์เมือ่ ปรารถนาจะมี
3. เว้นระยะการมีบตุ รใหห้ ่างพอสมควร
4. ให้มบี ตุ รขณะทีพ่ อ่ แม่มีอายทุ ่ีเหมาะสม
5. ใหม้ จี านวนบุตรทเี่ หมาะสม
บริการดา้ นการวางแผนครอบครวั
จะเห็นไดว้ ่า ขอบเขตของงานวางแผนครอบครัวน้ันกวา้ งขวางมาก เพอื่ ให้ได้ผลตามจดุ มุง่ หมาย
ของบคุ ลากรหรอื คูส่ มรส ดังนน้ั บรกิ ารทจ่ี ดั เพ่ือให้บรรลุจุดม่งุ หมายดงั กล่าวจึงประกอบดว้ ย
1. ใหก้ ารศกึ ษา และคาปรึกษาเรื่องการวางแผนครอบครัว
2. ให้บริการคุมกาเนิดเพื่อป้องกันการเกิดอันได้แก่ การป้องกันการปฏิสนธิและการทา
แท้ง
3. รักษาผูม้ ีบตุ รยาก
4. สอนเพศศึกษาและชวี ติ ครอบครวั
ความรเู้ ก่ยี วกบั การสง่ เสรมิ สุขภาพ การเฝ้าระวงั โรค การควบคมุ ป้องกันโรคและภัยสขุ ภาพ 569
และการฟื้นฟสู ขุ ภาพ การบรกิ ารอนามัยแมแ่ ละเด็ก การวางแผนครอบครัว
5. ใหบ้ รกิ ารอื่นๆ ทีค่ วบคไู่ ปดว้ ย เชน่
ก. การใหค้ าปรกึ ษาเร่อื งโรคทางพนั ธกุ รรม และการให้คาปรึกษาก่อนสมรสหรอื
ก่อนตั้งครรภ์
ข. บริการจัดหาและยกบุตรบุญธรรม
ค. ใหบ้ รกิ ารตรวจคัดกรองมะเร็งอวยั วะสบื พันธส์ุ ตรใี นระยะเรมิ่ ตน้ ฯลฯ
ประโยชน์ของการวางแผนครอบครวั
การวางแผนครอบครัว จะลดอัตราการตายและส่งเสริมสขุ ภาพของสตรี เด็ก ครอบครัว และ
ชมุ ชน ดงั นี้ สขุ ภาพของสตรี การใชว้ ิธีคมุ กาเนิดตา่ งๆ ทาใหส้ ตรีมเี วลาเตรียมร่างกายและจิตใจพรอ้ มทจ่ี ะ
เป็นแม่ ไม่มีความเครยี ดจากการมีลูกถ่ี จะชว่ ยใหส้ ขุ ภาพอนามัยแมแ่ ละเดก็ ดขี ้ึน โดยการลดการตายและ
อัตราทุพพลภาพของมารดา และส่งเสรมิ สขุ ภาพของสตรี โดยการปอ้ งกนั การตั้งครรภ์ไมป่ รารถนา ลดการ
ทาแทง้ ไม่ปลอดภัย ผลที่เกดิ ข้นึ โดยตรงก็คือ การป้องกันการต้งั ครรภ์เสี่ยงสงู (high risk pregnancy) ซง่ึ
ได้แกก่ รณีทีม่ ารดาอายนุ อ้ ยเกนิ ไป (too early) อายุมากเกินไป (too late) มีบตุ รถเี่ กินไป (too close)มี
บตุ รมากเกนิ ไป (too many) (2) และมโี รคประจาตวั (with medical diseases)
วิธีคุมกาเนิดบางวิธี เช่น ถุงยางอนามัย จะช่วยลดการรับและแพรก่ ระจายของโรคติดต่อทาง
เพศสมั พันธ์ และโรคเอดส์ สาหรับยาเมด็ คุมกาเนดิ จะสามารถป้องกนั หรอื ลดอบุ ัตกิ ารณข์ องโรคต่างๆได้
หลายโรค มีผู้คาดประมาณว่า ถ้าสตรีท่ัวโลกที่มีบุตรเพียงพอแล้ว สามารถหยุดการมีบุตรได้ (โดยการ
คมุ กาเนดิ ) จะสามารถลดการตายของมารดาได้ 100,000 รายตอ่ ปี (องคก์ ารอนามัยโลก พ.ศ. 2538)
สุขภาพของเด็ก ถา้ สตรีตง้ั ครรภ์เม่ือพร้อมเลี้ยงลกู ด้วยนมแม่ รวมทงั้ เวน้ ระยะการมบี ตุ รจะชว่ ย
ลดอัตราการตาย และอตั ราทุพพลภาพของเด็กลงได้มาก ถา้ สามารถกระจายการบริการคมุ กาเนิดไปยังคู่
สมรสทีต่ ้องการหลกี เลย่ี งการต้งั ครรภ์ (ซง่ึ ปจั จบุ นั ยงั ไม่ไดร้ บั การตอบสนองโดยการคุมกาเนิด) จะสามารถ
ลดการตายของทารกและเดก็ ทว่ั โลกใน 5 ขวบปีแรกลงได้ 850,000 รายต่อปี (องค์การอนามัยโลก พ.ศ.
2538) การเว้นระยะการมีบตุ รให้หา่ งกันอย่างน้อย 18 เดือน โดยเฉพาะในมารดาวัยรุ่น และมารดาทม่ี ี
บุตรมากเกินกว่า 4 คน (ในทางปฏิบัติแนะนาให้ท้องว่าง 1 ปี หรือ ลูกห่างกัน 2 ปีข้ึนไป) จะช่วยลดการ
คลอดก่อนกาหนดและทารกนา้ หนักแรกเกิดนอ้ ย ซ่ึงเป็น 2 สาเหตุท่ีสาคัญของการตายของทารก การมี
บุตรถน่ี อกจากมีผลโดยตรงต่อบตุ รทเ่ี กิดใหมแ่ ล้ว ยังมีผลต่อการดูแลและสขุ ภาพของบุตรคนกอ่ นอกี ด้วย
สุขภาพของครอบครัว การที่ครอบครัวมีบุตรห่าง มีบุตรน้อย จะช่วยลดปัญหาทางด้าน
เศรษฐกิจของครอบครวั ลดวามเครยี ดในครอบครัว สามารถเลี้ยงดูบตุ รทม่ี ีอยไู่ ดอ้ ยา่ งดี ให้มกี ารศกึ ษาท่ีดี
การวางแผนครอบครัวช่วยยกสถานภาพของสตรใี นกิจกรรมการศึกษา เศรษฐกจิ และสงั คม มีโอกาสพัฒนา
570
คุณภาพชีวิตของบุคคลในครอบครวั และในทางกลบั กันการสง่ เสริมสถานภาพของสตรี ก็จะช่วยให้สตรี
ยอมรับและใช้วธิ ีคุมกาเนดิ ตา่ งๆ มากขึ้น
สุขภาพของชุมชน การเพิ่มจานวนประชากรอย่างรวดเร็วเป็นอุปสรรคสาคัญในการพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมของชุมชน ในด้านทรัพยากรธรรมชาติ ท่ีทามาหากิน อาหาร น้าสะอาด โรงเรียน
สถานพยาบาล การวางแผนครอบครวั ท่ีดีเหมาะสม จะช่วยลดอัตราการเจริญพันธข์ุ องชุมชน ลดมลภาวะ
ซ่ึงจะทาให้การพัฒนาชุมชนดีขึ้น การเจริญพันธุ์ต่าทาให้ไม่ต้องแย่งกันอยู่แย่งกันใช้ เป็นการลด
ความเครียดในชุมชน และสมาชกิ ในชุมชนกจ็ ะได้รบั สวัสดกิ ารสงั คมทดี่ ีขึ้น
ความหมาย
การให้การปรึกษา หมายถึง กระบวนการท่ีมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลโดยอาศัยการส่ือสาร
แบบสองทางระหวา่ งบุคคลหนงึ่ ในฐานะผ้ใู หก้ ารปรกึ ษา ซ่งึ ทาหน้าทีเ่ อื้ออานวยใหอ้ กี ฝา่ ยหนึง่ ซ่ึงเปน็ ผรู้ บั
การปรกึ ษาไดส้ ารวจและทาความเข้าใจถงึ สิ่งท่ีเปน็ ปญั หาและแสวงหาหนทางแกไ้ ขปัญหาเหล่าน้นั ได้ด้วย
ตนเอง
การวางแผนครอบครัว หมายถงึ การบริการเพอ่ื ใหค้ สู่ มรสมบี ุตรในเวลาท่ีตอ้ งการ ป้องกนั การ
เกิดบุตรท่ีไม่พึงปรารถนา เว้นช่วงการมีบุตรในระยะเวลาที่เหมาะสมและมีบุตรจานวนพอเหมาะกับ
สุขภาพทั้งร่างกาย จิตใจ และภาวะทางสังคม เศรษฐกิจ ท้ังนี้เพ่ือให้เกิดความสุขแก่ตนเอง ครอบครัว
สงั คมและประเทศชาติ
อนามัยการเจริญพันธ์ุ หมายถึง “ภาวะความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายและจิตใจที่เป็น
ผลสัมฤทธ์ิอันเกดิ จากกระบวนการและหนา้ ท่ีของการเจริญพันธ์ทุ ส่ี มบรู ณ์ทั้งชายและหญิงทุกช่วงอายุ ซง่ึ
ทาให้เขาเหล่านนั้ มีชีวิตอยใู่ นสงั คมได้อยา่ งมคี วามสขุ ”อนามยั การเจริญพนั ธปุ์ ระกอบไปด้วย การวางแผน
ครอบครัว อนามัยแม่และเด็ก โรคเอดส์ โรคติดเช้ือในระบบสืบพันธุ์ มะเร็งระบบสืบพันธ์ุ การแท้งและ
ภาวะแทรกซอ้ น ภาวะมบี ุตรยาก เพศศกึ ษา อนามัยวัยรนุ่ ภาวะหลงั วยั เจรญิ พนั ธุแ์ ละผูส้ งู อายุ การใหก้ าร
ปรึกษาในงานวางแผนครอบครัวและอนามัยการเจรญิ พันธุ์ หมายถึง กระบวนการสอ่ื สารระหว่างบคุ คล
แบบสองทางท่ีผใู้ ห้การปรกึ ษาต้องมีความรูค้ วามสามารถในด้านวางแผนครอบครวั และอนามยั การเจรญิ
พันธ์ุ เพื่อที่จะใหข้ ้อมูลอย่างครบถ้วนแจม่ แจ้งแกผ่ ู้ขอรับคาปรึกษา จนสามารถเลือกวิธีคุมกาเนิดไดด้ ว้ ย
ตนเอง และตัดสนิ ใจขอรบั บริการคุมกาเนิดที่เหมาะสมกับความตอ้ งการของตนตลอดจนสามารถปอ้ งกนั
ปญั หาอนามยั การเจริญพันธุอ์ นื่ ๆ ทเี่ กย่ี วข้องได้
ความรเู้ กย่ี วกับการสง่ เสรมิ สขุ ภาพ การเฝ้าระวงั โรค การควบคุมปอ้ งกันโรคและภัยสุขภาพ 571
และการฟื้นฟสู ุขภาพ การบรกิ ารอนามัยแมแ่ ละเด็ก การวางแผนครอบครัว
ความสาคัญของการปรกึ ษาในงานวางแผนครอบครวั และอนามัยการเจรญิ พันธ์ุ
เป้าหมาย หรือจุดประสงค์ในการใหก้ ารปรึกษาในงานวางแผนครอบครวั และอนามัย การเจรญิ
พันธุ์ คือ ทาให้ผู้รับบรกิ ารมคี วามรู้ความเข้าใจทถี่ ูกต้องเกี่ยวกับการวางแผนครอบครวั และอนามัยการ
เจริญพันธุ์ จนสามารถตัดสนิ ใจที่จะเลอื กวิธีคุมกาเนิดด้วยตนเองด้วยความสมัครใจและม่ันใจขจัดความ
สงสัย ความกลัว และข่าวลือต่างๆ รวมทั้งช่วยให้เขาเกิดความม่ันใจในการตัดสินของตนเองนอกจากนี้
ผู้รับบริการอาจยังมีความต้องการอ่ืนๆ ด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรค
เอดส์ มะเร็งในระบบสบื พันธุ์ เพศศึกษา การต้ังครรภ์ไมพ่ ึงประสงค์ เป็นต้น แต่สังคมไทยยังมองวา่ เร่ือง
เหล่าน้ีเปน็ เรื่องสว่ นตัว น่าอาย ทาให้ผู้รับบรกิ ารบางคนรู้สกึ อายทจ่ี ะพดู ใหผ้ ู้อน่ื รับทราบ และไมแ่ นใ่ จว่า
ผใู้ ห้การปรึกษาจะเป็นมติ รและรกั ษาความลับได้ จงึ ไม่กลา้ ทจี่ ะเริม่ ตน้ พูดถงึ ประเด็นเหลา่ น้ี ดังน้ัน ในขณะ
ท่ใี หก้ ารปรกึ ษาเรอื่ งคุมกาเนดิ ผูใ้ หก้ ารปรึกษาจะตอ้ งคานึงถึงประเดน็ อนามัยการเจรญิ พนั ธุอ์ ืน่ ๆอยเู่ สมอ
โดยยึดผรู้ บั บริการเป็นศนู ย์กลาง เพราะผู้รบั บรกิ ารแตล่ ะคนอาจมปี ัญหาอนามัยการเจริญพนั ธทุ์ ่เี ก่ยี วข้อง
ไมเ่ หมอื นกนั โดยผู้ใหก้ ารปรึกษาตอ้ งเป็นผู้รเิ รมิ่ ในการพดู คยุ และเปดิ ประเดน็ ขึน้ มา จะชว่ ยให้ผูร้ บั บรกิ าร
กล้าท่ีจะถามหรอื พูดถงึ ปญั หาหรือสงิ่ ท่ีค้างคาใจต่างๆ ด้านเพศและอนามยั การเจรญิ พันธ์ุ ซ่ึงนอกจากจะ
ตอบสนองดา้ นการคุมกาเนดิ แลว้ ยงั จะเป็นการปอ้ งกนั มใิ ห้เกดิ ปัญหาอนามยั การเจรญิ พนั ธอุ์ ืน่ ๆ ในอนาคต
อีกด้วยการให้การปรึกษาในงานวางแผนครอบครัวและอนามัยการเจริญพันธ์ุ นับได้ว่าเป็นการให้การ
ปรึกษาแบบผสมผสาน ซ่ึงหลกั สาคัญคือ ใหก้ ารปรกึ ษาเรือ่ งวางแผนครอบครัวผนวกกบั อนามัยการเจริญ
พันธุอ์ ืน่ ๆ ท้ัง 10 เรื่องท่ีเหมาะสมตามอายุ โดยยึดคนเป็นศนู ยก์ ลาง หากทาไดก้ จ็ ะเป็นการใหก้ ารปรกึ ษา
ที่มีคุณภาพและประสทิ ธิภาพสงู นอกจากน้ี การให้การปรกึ ษาในงานวางแผนครอบครวั และอนามยั การ
เจริญพันธ์ุสามารถให้บริการไดใ้ นทุกสถานบรกิ าร หรือแมแ้ ต่ขณะเย่ยี มบ้าน
รูปแบบการให้การปรึกษาในงานวางแผนครอบครัวและอนามยั การเจรญิ พันธ์ุ เพ่อื เป็นแนวทาง
สาหรับผู้ให้การปรึกษาที่จะสร้างความม่ันใจว่าการให้การปรึกษาได้ดาเนินไปถูกทาง จึงขอเสนอ
กระบวนการให้การปรึกษาเพ่ือผสมผสานงานอนามัยการเจริญพันธ์ุท่ีนิยมใช้อย่างแพร่หลายคือ REDI
framework ซง่ึ ยอ่ มาจาก
R = rapport - building หมายถึง การสร้างความอบอนุ่ ใจ
E = exploration หมายถงึ การสารวจปญั หา
D = decision หมายถึง การตัดสินใจ
I = implementing the decision หมายถงึ การตัดสนิ ใจนาไปปฏบิ ัติ
รูปแบบ REDI ให้ความสาคัญกบั การตดั สินใจและสามารถนาไปปฏบิ ัตโิ ดยตัวผ้ขู อรับบรกิ ารเอง
ผู้ให้การปรึกษาเสนอแนวทางให้ผูร้ บั บริการปฏิบัติในบริบทของสมั พนั ธภาพทางเพศและสงั คม นอกจากน้ี
ยังเป็นประเดน็ ทา้ ทายใหผ้ ู้รับบรกิ ารเผชญิ กับส่งิ ท่ไี ดต้ ัดสินใจโดยผู้ให้การปรกึ ษาแนะนาทกั ษะต่างๆ ท่ีจะ
572
ช่วยผู้รับบริการให้บรรลุผลสาเร็จในการนาไปปฏิบตั ิในสิง่ ที่ตัวเองได้ตัดสนิ ใจเลอื กดังน้ัน การเข้าใจและ
การค้นหาบริบททางสงั คมที่มีผลตอ่ การตัดสนิ ใจเปน็ ส่งิ ที่ต้องระมัดระวังในการช่วยผู้รับบรกิ ารให้เขา้ ใจ
ปัจจัยเส่ยี ง และมีการตัดสินใจตามความเปน็ จริงเก่ยี วกับเรื่องตา่ งๆ เชน่ การตัง้ ครรภ์ การป้องกนั โรคเอดส์
และโรคติดต่อทางเพศสมั พันธ์ รวมท้ังอนามัยแม่และเดก็ เป็นต้น บริบททางสังคมน้ีรวมถึงผ้มู อี านาจใน
การตดั สนิ ใจเกีย่ วกับเร่อื งเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ของผรู้ ับบรกิ าร เชน่ ค่สู มรส สมาชิกในครอบครัว
หรือเพ่ือน ตลอดจนการคาดการล่วงหน้าถึงผลทจี่ ะตามมาจากการตัดสนิ ใจเช่น การแนะนาให้ใช้ถงุ ยาง
อนามัยกับสามี อาจนาไปสู่ความรุนแรงในครอบครวั ได้ ซึง่ ผูใ้ หก้ ารปรึกษาตอ้ งตระหนกั ในประเด็นดังกลา่ ว
เปน็ อยา่ งดี
REDI เป็นรูปแบบท่ีมีประโยชน์ แต่มิได้หมายความว่าต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด REDI
สามารถรวมขั้นตอนและหวั ขอ้ ตา่ งๆ ในระหวา่ งการให้การปรึกษา แต่ตอ้ งใหค้ รอบคลุมความต้องการและ
ปจั จยั เสย่ี งของผูร้ ับบริการดว้ ย
REDI Framework ประกอบไปด้วยข้ันตอนต่างๆ 4 ขั้นตอน ซ่ึงไม่จาเป็นต้องดาเนินการ
ตามลาดับอย่างเครง่ ครดั แต่การให้การปรึกษาต้องให้เหมาะสมกบั สถานภาพของผรู้ บั บรกิ ารแตล่ ะบคุ คล
ข้นั ตอนท่ี 1 การสรา้ งความอบอุ่นใจ (rapport – building)
1. การต้อนรับ แสดงความเต็มใจและยินดีต้อนรับอย่างจริงใจและอบอุ่น ทาให้
ผู้รับบริการรู้สึกผ่อนคลาย และสะดวกสบาย
2. การแนะนา เป็นการกล่าวถึงความตงั้ ใจทจี่ ะใหค้ วามช่วยเหลอื กล่าวถงึ เหตุผลท่ผี ้มู า
รบั บริการและถามนาในคาถามทั่วๆ ไป เช่น ชอ่ื อายุ จานวนบุตร เป็นต้น
3. อธิบายความสมั พนั ธ์ของเร่ืองเพศ การวางแผนครอบครัวและอนามัยการเจรญิ พนั ธ์ุ
อธิบายเหตุผลท่ีจะมีการถามคาถามเกี่ยวกับเรื่องเพศ เร่ืองโรคเอดส์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
เน่ืองจากเก่ียวข้องและสัมพันธ์กัน และแจ้งให้ทราบว่าผู้รับบริการทุกคนจะถูกถามคาถามเหล่าน้ี หาก
ประเด็นใดไมอ่ ยากตอบ หรือไมอ่ ยากพดู กไ็ มต่ ้องตอบ
4. ให้คารับรองว่าการปรึกษาน้ีจะเป็นความลับ อธิบายเป้าหมายและนโยบายเก่ียวกับ
การรักษาความลับของผรู้ ับบริการ จดั บรรยากาศให้เปน็ ส่วนตัวและรับรองวา่ จะไมม่ ใี ครได้ยนิ การสนทนา
แม้วา่ ไมส่ ามารถมีหอ้ งแยกเปน็ สว่ นตวั
ความรเู้ กย่ี วกบั การส่งเสริมสุขภาพ การเฝา้ ระวงั โรค การควบคุมปอ้ งกันโรคและภยั สุขภาพ 573
และการฟ้ืนฟสู ุขภาพ การบรกิ ารอนามยั แมแ่ ละเด็ก การวางแผนครอบครัว
ขั้นตอนที่ 2 การสารวจ (exploration)
1. สารวจความต้องการของผู้รับบริการ ปัจจัยเสี่ยง ชีวิตทางเพศ บริบทสังคม และ
ประเด็นเก่ียวข้องอ่ืนๆ ด้วยการประเมนิ ให้ได้ว่าผรู้ ับบริการเข้าใจบทบาททางเพศและอนามัยการเจริญ
พันธ์ุของตนเองอย่างไร มีความกังวลในเร่ืองใด และความคาดหวังในการมาขอรับการปรึกษาครั้งน้ีคือ
อะไร โดยดาเนนิ การ ดังนี้
• สารวจว่าผู้รับบริการมีสัมพันธภาพทางเพศอย่างไรโดยค้นหาว่าผู้รับบริการมี
สัมพันธภาพทางเพศที่ปกติหรือไม่มีลักษณะของการได้รับความรุนแรงทางเพศหรือไม่และมีความรู้สึก
อย่างไรตอ่ สัมพนั ธภาพน้นั ๆ
• ค้นหาว่าผรู้ บั บรกิ ารมีการพดู คยุ ส่อื สารเร่ืองเพศ การวางแผนครอบครวั โรคติดต่อทาง
เพศสัมพันธ์ และโรคเอดส์กับคู่สมรสหรือไม่ อย่างไร เขาทราบพฤติกรรมทางเพศนอกบ้านของคูส่ มรส
หรอื ไม่
• ซักถามประวัติการตั้งครรภ์ ความรู้ และการปฏิบัติในเร่ืองการวางแผนครอบครัว
รวมท้ังการคมุ กาเนิด
• ซักถามประวัติการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคเอดส์ อาการปัจจุบันของ
ผรู้ บั บรกิ ารและคูส่ มรส
• ค้นหาปัจจยั อ่นื ๆ ท่ีเก่ียวข้อง ซึ่งอาจขดั ขวางหรือควบคุมการตัดสินใจของผู้รับบริการ
เช่น การต้องพ่ึงพาเงินทองจากคู่สมรส ความกดดันในกรณีเป็นครอบครัวใหญ่อยู่ร่วมกับบิดา-มารดาคู่
สมรส เปน็ ต้น
2. ประเมินความรู้และให้ข้อมูลตามท่ีผู้รับบริการต้องการ ได้แก่ เร่ืองการวางแผน
ครอบครัวโรคติดต่อทางเพศสมั พันธ์ โรคเอดส์ การตั้งครรภ์หรืออื่นๆ ตามความจาเป็นของแต่ละบคุ คล
แก้ไขความเขา้ ใจผดิ และข้อมูลผิดๆ พรอ้ มทั้งเตมิ เตม็ ในสิ่งทีผ่ ูร้ บั บริการต้องการ
3. ช่วยเหลือผรู้ ับบรกิ ารใหม้ องเห็นและตัดสนิ ใจดว้ ยตัวเองในเรือ่ งอนามยั การเจรญิ พันธุ์
• ถามผู้รับบริการว่าเขาคิดว่าตัวเขาเส่ียงต่อการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และการติด
โรคติดต่อทางเพศสมั พันธ์ และโรคเอดสห์ รือไม่ ทาไมคิดว่าเสยี่ งหรือทาไมคิดว่าไม่เส่ยี ง
• ถามผ้รู ับบริการวา่ เขาคิดว่าคสู่ มรสของเขาเสี่ยงต่อการตัง้ ครรภ์ไม่พงึ ประสงค์และการ
ติดโรคติดตอ่ ทางเพศสมั พนั ธแ์ ละโรคเอดส์หรือไม่ ทาไมคิดวา่ เส่ียงหรอื ทาไมคิดวา่ ไม่เสี่ยง
• อธิบายเร่ืองวธิ ีคุมกาเนิดต่างๆ และเนน้ ในสว่ นท่ีผรู้ บั บริการสนใจ หรือคิดวา่ น่าจะเป็น
ประโยชน์ตอ่ ผูร้ ับบรกิ าร
574
• อธิบายการติดต่อของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และโรคเอดส์ ปัจจัยเสี่ยงของการ
ตั้งครรภ์ตามความจาเปน็ และเชื่อมโยงไปสูพ่ ฤติกรรมทางเพศของผู้รับบริการและคูส่ มรส
• ชว่ ยใหผ้ ู้รับบริการตระหนักถงึ ปจั จยั เสีย่ งของการติดโรคตดิ ต่อทางเพศสมั พนั ธ์และการ
ต้ังครรภไ์ มพ่ งึ ปรารถนา
ข้ันตอนท่ี 3 การตดั สนิ ใจ (decision making)
1. สรุปให้ไดว้ ่าอะไร คือการตดั สินใจท่ผี รู้ ับบริการต้องการในขัน้ ตอนน้ี โดยการ
• ช่วยผู้รบั บริการเรยี งลาดบั ความสาคญั และเลอื กวา่ อะไรสาคญั ทสี่ ดุ ท่ีจะพูดคยุ
กนั ในวันน้ี
• อธบิ ายให้เห็นความสาคญั ของการทผี่ ้รู บั บรกิ าร ต้องตดั สินใจด้วยตนเอง
2. สรุปทางออกของแต่ละการตดั สินใจ
• ผู้ให้และผรู้ ับการปรึกษาหลายคนรูส้ กึ ว่าการตดั สินใจของผรู้ บั บริการในเร่อื ง
การคุมกาเนิดและอนามัยการเจริญพันธ์ุถูกจากัด บทบาทสาคัญของผู้ให้บริการ คือการให้แนวทางที่
หลากหลายท่ีผู้รับบรกิ ารสามารถทาได้โดยให้รู้ถึงผลที่จะเกิดข้ึนภายหลังของแต่ละแนวทาง เหล่านี้เปน็
การเสรมิ พลงั หรือสง่ เสรมิ ให้ผูร้ ับบริการสามารถเลอื กแนวทางในการคุมกาเนิดด้วยตัวของเขาเองซึ่งเป็น
กญุ แจสาคญั ของการสนบั สนนุ สทิ ธิอนามยั การเจรญิ พันธ์ขุ องผรู้ ับบริการ
3. ให้ความสาคัญกับผลดี ผลเสีย ผลที่จะเกิดภายหลงั ของการคมุ กาเนดิ วธิ ีตา่ งๆ
• ขอใหแ้ น่ใจว่าได้พูดคุยวิธกี ารคมุ กาเนิดตามความต้องการของผรู้ ับบรกิ าร แต่
ละบคุ คลรวมทงั้ คาอธิบายในสิง่ ทเ่ี ขาเลอื กและกังวลใจ
• จัดหาข้อมลู รายละเอยี ดท่ีจาเปน็ เก่ียวกับวธิ คี ุมกาเนิดท่ผี ้รู บั บริการเลอื ก
• พิจารณาวา่ การตัดสินใจนั้นๆ จะมีผลกระทบกระเทือนถึงใครอกี บ้าง
• คน้ หาร่วมกับผรู้ บั บริการว่าคดิ อยา่ งไร หากคสู่ มรสหรือสมาชิกในครอบครัวมี
ปฏกิ ิริยาต่อตา้ นวิธีคมุ กาเนิดท่เี ขาเลือก (เชน่ การแนะนาใหค้ สู่ มรสใชถ้ งุ ยางอนามัยแนะนาให้สามีทาหมัน
ถา้ มีบุตรเพียงพอแลว้ เป็นต้น หรอื การพูดคุยเรอ่ื งเพศกับคสู่ มรส)
4. ชว่ ยผรู้ ับบรกิ ารให้สามารถตัดสนิ ใจดว้ ยตนเอง ตามความเปน็ จรงิ
• ถามผู้รบั บริการวา่ เลือกใช้วิธีคมุ กาเนดิ วิธีใด
• ใหผ้ รู้ ับบรกิ ารได้อธบิ ายเหตุผลทตี่ ดั สนิ ใจเลือกวธิ ีนี้
ความร้เู กยี่ วกับการสง่ เสรมิ สุขภาพ การเฝ้าระวงั โรค การควบคุมปอ้ งกันโรคและภัยสขุ ภาพ 575
และการฟน้ื ฟสู ขุ ภาพ การบรกิ ารอนามยั แมแ่ ละเดก็ การวางแผนครอบครัว
• ตรวจสอบเพ่ือให้แน่ใจว่าผู้รบั บริการตัดสินใจเลอื กด้วยตนเองโดยปราศจาก
ความกดดันจากคู่สมรส สมาชิกในครอบครัว เพ่อื นหรอื ผ้ใู หบ้ ริการให้การปรึกษา
• ช่วยผู้รับบรกิ ารประเมนิ การตัดสนิ ใจของเขาว่าจะมีผลอย่างไรต่อปจั จัยอนื่ ๆ
เชน่ สัมพนั ธภาพ ชวี ิตครอบครัว เศรษฐกจิ
ขนั้ ตอนที่ 4 การนาผลการตัดสินใจไปปฏบิ ตั ิ (implementing the decision)
1. วางแผนอยา่ งเป็นรูปธรรมเพือ่ การปฏบิ ัติตามวธิ คี ุมกาเนิดที่ตัดสนิ ใจใหเ้ ป็นผลสาเรจ็
• ส่ิงสาคัญคือ การวางแผนในการปฏิบัติต้องมีความเฉพาะเจาะจง หาก
ผู้รับบริการบอกว่าจะเลือกคุมกาเนิดวิธีใด ผู้ให้การปรึกษาต้องถามให้รู้ว่า ทาเมื่อไร ในสถานการณ์
แวดล้อมอยา่ งไร และจะทาอะไรต่อไป ยกตัวอย่างเช่น ผู้รับบริการพดู ว่าจะเริ่มใช้ถงุ ยางอนามยั ผูใ้ ห้การ
ปรึกษาควรถามว่าใช้บอ่ ยเพียงใด จะหาถุงยางจากทไ่ี หน ต้องใช้เงนิ เทา่ ไร จะบอกกับคู่สมรสอย่างไร จะ
เกบ็ ถงุ ยางไวท้ ่ไี หน เปน็ ต้น
• ถามเกี่ยวกับผลทจี่ ะเกดิ ขน้ึ จากการคมุ กาเนดิ ตามการตดั สนิ ใจ เช่น คู่สมรสจะ
มีปฏิกิริยาอย่างไร รู้สึกกลัวที่จะได้รับผลในทางลบหรือไม่ จะมีผลกระทบถึงคู่สมรสอย่างไร ผู้รับบรกิ าร
สามารถส่อื สารในเร่อื งการปฏบิ ตั คิ มุ กาเนดิ ทเ่ี ลอื กไว้กับคู่สมรสหรอื ไม่
• ถามเก่ียวกับการสนับสนุนทางสังคม เช่น มีใครท่ีสามารถช่วยให้ผ้รู ับบรกิ าร
ดาเนนิ การใช้วิธีคมุ กาเนดิ ตามทต่ี ดั สนิ ใจเลือกไว้หรอื ไม่ ใครเป็นตัวอุปสรรค ผรู้ บั บริการจะทาอยา่ งไรหาก
ขาดผู้สนับสนุน หรือมีผู้ขัดขวาง เตรยี มทางเลอื กท่ีสองไว้ หากไม่สามารถใช้วิธีคุมกาเนิดตามท่ตี ัดสนิ ใจ
เลอื กในครัง้ แรกได้
2. สรุปทักษะท่ีผู้รับบริการจะต้องใช้ในการคุมกาเนิดให้บรรลุผลสาเร็จ โดยผู้ให้การ
ปรึกษาตอ้ งคอยช่วยเหลือดงั น้ี
• ทกั ษะการส่อื สารและตอ่ รอง
- ผู้ให้การปรึกษานาสนทนาเร่ืองความกลัว ความกังวลเกี่ยวกับการ
ส่ือสารและตอ่ รองกับค่สู มรสเกี่ยวกับการใช้ถุงยางอนามัย การคมุ กาเนิด เรือ่ งเพศ และอนามัยการเจริญ
พันธ์อุ ืน่ ๆ และเสนอความคิดเห็นในการปรบั ปรงุ การสอื่ สารและต่อรองของผรู้ ับบรกิ าร
- สาหรับผู้รบั บริการที่รู้สึกลาบากใจในการต่อรองให้ใช้ถุงยางอนามัย
เพ่ือปอ้ งกนั โรคติดตอ่ ทางเพศสัมพนั ธแ์ ละโรคเอดส์ กอ็ าจจะง่ายกวา่ ในการต่อรองให้ใช้ถงุ ยางอนามัยเพื่อ
ป้องกันการตัง้ ครรภ์
- แสดงบทบาทสมมติสถานการณ์ท่เี ป็นไปได้ในการสื่อสารตอ่ รอง
576
• ทกั ษะการใช้ถุงยางอนามัย
- จัดหาตัวอย่างถุงยางอนามัยชนิดต่างๆ ให้ผู้รับบริการทาความรจู้ ัก
และร้แู หลง่ ว่าจะไปหาได้จากท่ใี ด
- สาธติ วิธกี ารใช้ถุงยางอนามัยที่ถกู ต้องด้วยอวยั วะเพศจาลอง อธิบาย
ขนั้ ตอนตา่ งๆ และให้ผรู้ ับบรกิ ารลองปฏบิ ัติตามเพ่ือให้แนใ่ จวา่ ผ้รู บั บริการมคี วามเข้าใจ
- สนทนาวิธีการทจ่ี ะทาใหก้ ารใช้ถุงยางอนามัยไดร้ บั การยอมรับจากคู่
สมรส
• ทกั ษะในการใช้วธิ คี มุ กาเนิดชนิดอ่นื ๆ
- ทาให้แน่ใจว่าผู้รับบรกิ ารเข้าใจวิธีการใช้การคุมกาเนดิ ชนิดท่ีเขาได้
เลอื กไวด้ ว้ ยการถามคาถามเพื่อตรวจสอบ และให้โอกาสใหเ้ ขาไดซ้ ักถามข้อขอ้ งใจตา่ งๆ
3. วางแผนสาหรบั การตดิ ตามผลครัง้ ต่อไป
• เชิญชวนให้ผู้รับบริการกลบั มารับบริการครง้ั ต่อไป เพ่ือผใู้ หก้ ารปรึกษาจะได้
สนับสนนุ ใหเ้ ขาปฏบิ ตั คิ ุมกาเนิดตามวิธที ี่เลือกไว้
• บอก วนั เวลา นัดมารับบรกิ ารคุมกาเนิดครั้งต่อไปใหช้ ดั เจน
• หากผู้รับบริการเลือกวิธีการที่ไม่มีในสถานพยาบาลของท่านให้ส่งต่อตาม
ระบบเพ่ืออานวยความสะดวกใหแ้ ก่ผู้รับริการ
ทักษะในการให้การปรกึ ษา
ผู้ให้บริการต้องใช้ทักษะหลากหลายในการให้การปรึกษาตามรูปแบบ REDI ซึ่งการให้การ
ปรึกษา มักทาเปน็ รายบคุ คลและผูใ้ ห้การปรกึ ษาควรต้องผ่านการอบรมเป็นพิเศษโดยเฉพาะอย่างย่ิงการ
ฝึกทักษะต่างๆ ท่ีจาเป็น เพื่อช่วยให้ผู้ให้การปรกึ ษามคี วามสามารถและม่ันใจมากข้ึน ทักษะการใหก้ าร
ปรึกษามีหลายด้าน ดังตอ่ ไปน้ี
1. ทกั ษะการฟงั
ผู้ใหก้ ารปรกึ ษาจะตอ้ งฟงั อยา่ งมปี ระสิทธิผล หมายถงึ การรบั ฟงั อย่างใสใ่ จสามารถท่จี ะคงความ
สนใจและมีจุดรวมอยู่ในเร่ืองของผรู้ บั บริการ เข้าใจเนื้อเร่ือง และอารมณ์ของผรู้ ับบริการท่แี สดงออกมา
แนวทางในการฟังอย่างใสใ่ จ มดี ังนี้
1.1 พยายามสบสายตาผู้รับบริการตลอดเวลาท่เี ขาพดู
ความร้เู ก่ยี วกับการสง่ เสริมสขุ ภาพ การเฝ้าระวงั โรค การควบคมุ ปอ้ งกันโรคและภยั สุขภาพ 577
และการฟน้ื ฟูสขุ ภาพ การบรกิ ารอนามยั แม่และเดก็ การวางแผนครอบครวั
1.2 ตอบสนองอยา่ งสงบนิง่ แม้วา่ จะรับฟงั เรื่องที่ทาให้ตกใจ
1.3 ควรคงความเงยี บไว้ขณะที่ผูร้ บั บริการหยุดคิดก่อนที่จะพูดตอ่ เพือ่ จะให้ผรู้ ับบริการ
คดิ อยา่ งต่อเนือ่ ง
1.4 การทวนคาพดู และสะทอ้ นความรูส้ กึ ของผรู้ บั บรกิ ารเปน็ ระยะๆ เพื่อตรวจสอบว่าฟงั
เนอ้ื หาท่ีผรู้ ับบริการพูดไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง
1.5 สังเกตการแสดงออกทางสีหน้า ลักษณะการวางมือ ตลอดจนภาษากายของ
ผู้รบั บริการ
1.6 ใชค้ าถามปลายเปดิ เช่น อะไร อย่างไร
2. ทกั ษะการใส่ใจ
ใสใ่ จเปน็ พฤติกรรมทีด่ ขี องผใู้ หก้ ารปรกึ ษาทแี่ สดงออกมาด้วยภาษาพูดและภาษาท่าทางบอกได้
ถึงความพร้อม ความเต็มใจ กระตือรือร้นท่ีจะช่วยเหลือ เป็นการแสดงความสนใจ การเห็นความสาคัญ
และการใหเ้ กยี รติ ชว่ ยใหผ้ ู้รับการปรกึ ษาเกิดความอบอุ่นใจและไมร่ สู้ กึ หา่ งเหิน เชน่ การแสดงสีหน้าการ
ประสานสายตา น้าเสียง เป็นต้น นอกจากน้ี กิริยาการเคลอ่ื นไหว เช่น โน้มตัวไปข้างหนา้ การพยักหนา้
บ้างตามสมควร จะทาให้ผู้รับการปรกึ ษาเข้าใจว่าผู้ให้การปรึกษายอมรับและเข้าใจ ช่วยให้การปรึกษา
ดาเนินไปดว้ ยความราบรืน่ และสะดวกมากข้ึน
3. ทกั ษะการใหก้ าลังใจ
การให้กาลังใจเปน็ การแสดงความเห็นใจความเข้าใจในสิง่ ที่ผรู้ บั การปรึกษาได้พูดมาแลว้ และ
เป็นการสนับสนุนให้เขาได้พูดต่อไป การให้กาลังใจอาจแสดงออกได้ทั้งคาพูด เช่น การตอบรับ “ค่ะ”
“ครับ” “อืม....” หรือท่าทาง เช่น การพยักหน้า หรือการทวนซ้าคาสาคัญๆ ที่ผู้ขอรับการปรึกษาพูด
ออกมาอันจะทาให้ผู้ขอรบั การปรกึ ษาเหน็ ว่าผู้ให้การปรึกษารับรู้และเข้าใจในส่ิงที่ตนพูด เป็นการเสรมิ
แรงจงู ใจใหผ้ รู้ ับการปรึกษาพดู ตอ่ ไป
4. ทกั ษะการทวนคาพดู
การทวนคาพดู หมายถึง การพูดซ้าคาพูดของผู้รบั บริการโดยไม่ได้เปลยี่ นแปลงในแง่ของภาษา
หรือความรู้สกึ ที่แสดงออกมา โดยมีวัตถุประสงค์เพอื่ ช่วยใหผ้ ู้รบั การปรกึ ษาไดเ้ ข้าใจชัดเจนขึ้นในสิ่งที่เขา
ต้องการปรึกษา ช่วยให้เขาเปดิ เผยตนเองมากขนึ้ และเป็นการตรวจสอบวา่ ส่ิงที่ผ้ใู ห้การปรึกษาได้ยินนนั้
ถูกตอ้ งหรอื ไม่ การทวนคาพดู แบ่งออกเปน็ 4 ประเภท คือ
ทวนซา้ ในส่ิงท่ผี รู้ ับการปรึกษาพดู ทุกคา
ทวนซ้าแบบเปลยี่ นหรอื เพม่ิ สรรพนามของผ้รู บั การปรึกษาดว้ ย
578
ทวนซ้าเฉพาะประเด็นท่ีสาคัญ
ทวนซ้าแบบสรปุ
แนวทางปฏิบัติ
1. ผู้ให้การปรกึ ษาจะทวนซ้าหรอื ใหข้ อ้ มูลย้อนกลับเฉพาะสาระสาคญั ท่ีผรู้ ับการปรึกษา
สอ่ื ออกมาเท่าน้ันและหลีกเลี่ยงทีจ่ ะเพมิ่ เตมิ ความคิดเห็นของผใู้ หก้ ารปรึกษาเอง
2. ในขณะทีผ่ รู้ ับการปรึกษากาลงั แสดงความคิดเห็นและความรู้สกึ ผใู้ หก้ ารปรกึ ษาอาจ
แทรกคาพูดทเ่ี ป็นการทวนซา้ เฉพาะสว่ นสาคญั สนั้ ๆ ถึงสิ่งทรี่ บั รู้ได้
3. การทวนซ้าอาจจะรวมเอาความรสู้ กึ เขา้ ไปด้วยกันได้ ถ้าความรสู้ ึกนน้ั เปน็ สาระสาคญั
ของผูร้ ับการปรึกษา
4. การทวนซ้าตลอดเวลาจะทาให้ผู้รับการปรึกษารู้สึกอึดอัดไม่แน่ใจในความสามารถ
ของผใู้ ห้การปรกึ ษา ฉะน้นั จงึ อาจใช้ลกั ษณะการทวนซ้าแบบต่างๆ สลบั กนั ไปในการสนทนา
5. ถ้าผู้ให้การปรึกษาทวนซ้าอย่างถูกต้อง ผู้รับการปรึกษาก็จะตอบสนองด้วยการพยัก
หน้า หรือการตอบรับ และบ่อยครั้งก็จะพูดต่อหรอื ขยายความในสงิ่ ที่ได้กลา่ วมาแลว้ ในกรณีท่ีผู้รบั การ
ปรึกษาไม่มีปฏิกริ ิยาตอบสนอง ผูใ้ หก้ ารปรึกษาอาจจะถามดว้ ยคาถามเปิดโดยการรวบรวมเร่อื งสาคญั ๆ ที่
ทวนซา้ มาเปน็ คาถาม
ประโยชน์ของการทวนคาพูด
1. จงู ใจให้ผู้รบั การปรึกษาพดู ต่อ
2. ตรวจสอบวา่ ผ้ใู หก้ ารปรึกษาเขา้ ใจในสิ่งทผ่ี ู้รบั การปรึกษาบอกถกู ตอ้ งหรือไม่
3. ทาใหผ้ ู้รบั การปรึกษาชัดเจนในสิ่งท่พี ดู มากขึ้น
4. ในกรณีที่ผู้รับการปรกึ ษาพูดมาก จะเป็นการช่วยใหผ้ ู้รบั การปรึกษาไมเ่ ล่าซ้าในสง่ิ ที่
พดู มาแล้วซ่งึ ทาใหก้ ระบวนการให้การปรึกษามปี ระสทิ ธภิ าพและรวดเรว็ ขน้ึ
5. การสะท้อนความรูส้ กึ การสะทอ้ นความรูส้ ึก เป็นการรับรู้ความรสู้ ึกและอารมณต์ า่ งๆ
ที่ผู้รับการปรึกษาได้แสดงออกมา ไม่ว่าด้วยวาจา หรือกิรยิ าทา่ ทาง และเป็นการใหข้ ้อมูลย้อนกลบั อย่าง
ชัดเจนด้วยภาษาพูดให้ผู้รับการปรึกษาได้รับฟัง เพ่ือช่วยให้ผู้รับการปรึกษาเกิดความเข้าใจในส่ิงท่ีเป็น
ปัญหาที่แท้จริงของตนเอง เนื่องจากปัญหาของผู้รับการปรึกษาน้ันมักเกิดจากความรู้สึกที่มีต่อ
ประสบการณ์ต่างๆ เป็นส่วนใหญ่การสะท้อนความรสู้ กึ จะช่วยขยายขอบเขตในการมองสภาพการณข์ อง
ตนเองไดช้ ัดเจนและเป็นจริงมากข้ึน
ความร้เู กย่ี วกบั การส่งเสรมิ สขุ ภาพ การเฝา้ ระวงั โรค การควบคมุ ป้องกนั โรคและภยั สขุ ภาพ 579
และการฟ้ืนฟสู ุขภาพ การบรกิ ารอนามัยแมแ่ ละเด็ก การวางแผนครอบครวั
แนวทางปฏิบัติ
1. พยายามสงั เกตพฤตกิ รรมทแี่ สดงออกมา ลักษณะคาพดู น้าเสียง และหาจังหวะที่จะ
สะทอ้ นความรู้สึก
2. หาคาศัพท์เก่ียวกับความรู้สึกท่ีตรงกับความรู้สึกของเขามากที่สุด เพ่ือสามารถสื่อ
ความรูส้ ึกไดอ้ ย่างชดั เจนโดยการใช้ภาษางา่ ยๆ
3. ไม่ควรใช้คาว่า “รู้สึก” บ่อยคร้ังและไม่ใช้คาศัพท์เก่ียวกับความรู้สกึ ซ้าๆ ควรหาวิธี
เปล่ยี นลักษณะคาพดู
4. การใช้ทักษะนต้ี อ้ งทาในทนั ทที ี่ผ้รู บั การปรกึ ษาแสดงความรสู้ กึ ออกมา เพอ่ื ให้ผรู้ บั การ
ปรึกษาได้รบั ร้ตู นเองอยา่ งชัดเจนและเป็นจรงิ
ประโยชนข์ องการสะทอ้ นความรู้สึก
1. ช่วยลดความรสู้ กึ ต่อปัญหา ซึ่งมีผลทาให้ผรู้ ับการปรึกษามองสภาพการณ์ตา่ งๆอยา่ ง
เป็นจรงิ มากขน้ึ
2. ผู้รับการปรึกษาจะเกิดความไว้วางใจผใู้ หก้ ารปรึกษา เนือ่ งจากรสู้ กึ ว่าผใู้ ห้การปรึกษา
เขา้ ใจในปัญหาของตนเอง
3. ผูร้ บั การปรกึ ษากล้าเปิดเผยตนเอง สามารถรับผดิ ชอบตนเองมีอิสระในการเลอื กสิง่ ท่ี
พึงพอใจทาให้สามารถมีชีวิตอยูไ่ ดอ้ ยา่ งมีความสขุ
5. การเผชิญหนา้
การเผชิญหน้าเป็นการแสดงออกด้วยวาจาให้ผู้รับการปรึกษาได้เห็นความขัดแย้ง ความไม่
สอดคล้อง ความสับสนระหว่างพฤตกิ รรม ความคิด ความรู้สึกและความหมายของการกระทาของตนเอง
จุดมุ่งหมายของการเผชิญหน้าน้ีเพื่อให้ผู้รับการปรึกษาเข้าใจ สามารถจัดการให้เกิดความสอดคล้องใน
ตนเอง ซึ่งจะนาไปสู่ชีวิตที่มีศักยภาพมากขึ้น ความขัดแย้งหรือความไม่สอดคล้องมีประเภทต่างๆ
ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. ความขัดแยง้ หรือความไมส่ อดคล้องในคาพูด
2. ความขัดแยง้ หรือความไมส่ อดคลอ้ งระหวา่ งคาพดู หรอื พฤติกรรม
3. ความขัดแยง้ หรือความไม่สอดคลอ้ งระหว่างพฤตกิ รรมต่างๆ
4. ความขดั แย้งหรือความไม่สอดคล้องระหวา่ งคาพูดกับสถานการณ์
5. ความขดั แย้งหรอื ความไมส่ อดคลอ้ งระหว่างเจตนาและคาพูด
580
6. ความขัดแย้งหรือความไม่สอดคล้องระหว่างบทบาทต่างๆ ของตนเอง หรือระหว่าง
ความสัมพันธ์ของตนเองกบั ผอู้ ืน่
แนวทางปฏบิ ัติ
1. จบั ประเดน็ ต่างๆ ท่ีมีความขัดแย้งกนั ให้ชัดเจน โดยการสังเกต การสะท้อนความรู้สึก
การถาม
2. เสนอให้ผู้รับการปรึกษาเข้าใจ โดยช้ีเฉพาะส่ิงท่ีเป็นข้อมูลโดยไม่มีการตัดสินหรือ
ประเมนิ
6. การตัง้ คาถาม
การถาม เป็นทกั ษะสาคัญในการใหโ้ อกาสผู้รบั การปรกึ ษาไดบ้ อกถึงความรู้สกึ และเรือ่ งราวตา่ ง
ๆ ท่ีต้องการจะปรึกษา เป็นการช่วยให้ผู้ให้การปรึกษาเข้าใจถึงปัญหาของผู้รับการปรึกษามากยิ่งขึ้น
ตลอดจนผรู้ บั การปรึกษาได้ใชเ้ วลาคิดคานึงทาความเข้าใจปญั หาของตนเอง คาถามแบ่งออกเปน็
1. คาถามปิด เป็นการถามเพื่อทราบข้อมูลเฉพาะที่เกี่ยวกับผู้รับการปรึกษาซึ่งจะมีลักษณะ
คล้ายการสอบสวนและการซักถาม การถามลักษณะนีจ้ ะได้คาตอบเพียงส้นั ๆ
2. คาถามเปิด เป็นการถามท่ีไม่ได้กาหนดขอบเขตของการตอบช่วยให้ผู้รับการปรึกษาได้มี
โอกาสพดู ถึงความคดิ ความรสู้ ึก และสง่ิ ที่เปน็ ปัญหาตามความตอ้ งการของตนการถามลักษณะนผ้ี ู้ตอบจะ
พูดอย่างเตม็ ท่ีและสะดวกใจ ทาใหท้ ราบเรื่องราวตา่ ง ๆ มากมาย
แนวทางปฏิบัติ
โดยทั่วไปแลว้ ควรใชค้ าถามเปดิ มากทสี่ ดุ เท่าทีจ่ ะทาได้ เพอ่ื ให้โอกาสผู้รับการปรึกษาได้สารวจ
ถงึ ความรู้สกึ นึกคดิ ของตนเองอยา่ งกว้างขวาง คาถามเปิดน้ียังมปี ระโยชน์ในแงท่ ี่ผรู้ บั การปรกึ ษาจะไม่รู้สกึ
ราคาญจากการถาม สว่ นคาถามปดิ ควรใชต้ ามความจาเปน็ เมื่อตอ้ งการทราบคาตอบเฉพาะ เพราะคาถาม
ปดิ ไมค่ อ่ ยเอื้อใหเ้ กดิ การเปดิ เผยตนเอง ไดข้ ้อมลู น้อย และมักจะได้คาตอบเพียง “ใช”่ หรือ “ไม่ใช”่
7. การสรุปความ
การสรุปความ เป็นการรวบรวมสิง่ ทเี่ กดิ ขึ้นในระหว่างการใหก้ ารปรกึ ษาหรือเมอ่ื ยุติการให้การ
ปรึกษา โดยใช้คาพูดส้ันๆ ให้ได้ใจความสาคัญท้ังหมด ซ่ึงจะมีท้ังการสรุปเน้ือหา ความรู้สึกและ
กระบวนการให้การปรกึ ษา
ความรเู้ ก่ียวกับการส่งเสรมิ สุขภาพ การเฝา้ ระวงั โรค การควบคมุ ปอ้ งกนั โรคและภยั สขุ ภาพ 581
และการฟ้ืนฟูสขุ ภาพ การบรกิ ารอนามัยแม่และเดก็ การวางแผนครอบครัว
แนวทางปฏิบัติ
1. ในกรณีที่ผู้รับการปรึกษาพูดยาว ผู้ให้การปรึกษาสมควรที่จะสรุปเนื้อหา และ
ความรู้สึกสาคัญที่ผู้รับการปรึกษาได้แสดงออกมาเพื่อให้ การปรึกษาเป็นไปในทิศทางท่ีชัดเจนยิ่งขึ้น
สามารถจบั ประเดน็ สาคญั ได้
2. ทุกคร้ังที่มีการปรกึ ษาเกิดข้ึนก่อนจบการปรึกษาต้องมีการสรปุ ประเดน็ ต่างๆ ในการ
ปรกึ ษา
3. เม่ือมีการปรกึ ษาหลายครงั้ ก่อนเริ่มกระบวนการใหก้ ารปรึกษาในคร้ังทส่ี องและคร้ัง
ต่อๆ ไปผู้ให้การปรึกษาอาจจะสรุปสงิ่ ต่างๆ ท่เี กดิ ขึ้นในคร้งั ก่อน
4. ในกรณีที่การปรึกษาใช้เวลามากกว่าหน่ึงครั้ง ในครั้งสุดท้ายควรจะสรุปส่ิงต่างๆ
ทัง้ หมดของการปรกึ ษาทผ่ี ่านมาตงั้ แต่คร้งั แรกจนถงึ คร้ังสุดท้าย
ประโยชน์ของการสรปุ ความ
1. ทาใหผ้ รู้ บั การปรึกษาชัดเจนในประเด็นต่างๆ ทไ่ี ดพ้ ูดออกมา
2. ทาใหผ้ รู้ บั การปรกึ ษาร้สู กึ ว่าการปรึกษานี้
8. การยุตกิ ารปรึกษา
การยุติการปรึกษา เป็นข้ันตอนสุดท้ายของกระบวนการให้การปรึกษา เมื่อผู้รับการปรึกษา
กระจ่างในปญั หาของตนเองอย่างแทจ้ รงิ และสามารถหาวธิ แี กไ้ ขปัญหาตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการยุติการ
ปรกึ ษาของแตล่ ะคร้ัง หรือครง้ั สดุ ท้ายในกรณที ม่ี กี ารพบกนั หลายครง้ั
แนวทางปฏบิ ตั ิ
โดยทั่วไปแล้วควรยุติการปรกึ ษาเมื่อได้ให้การปรึกษาตามขั้นตอนของแต่ละครง้ั อย่างสมบูรณ์
แล้วและเป็นไปตามข้อตกลงบริการท่ีได้คุยกนั ก่อนการปรึกษา การยุติการปรึกษาควรเปน็ ไปด้วยท่าทที ่ี
อบอนุ่ เปน็ มติ รและเอือ้ เฟ้อื โอกาสท่จี ะพบกนั ได้อีกในคร้ังตอ่ ไป โดยปฏิบตั ดิ ังตอ่ ไปน้ี
1. การใหส้ ญั ญาณ ผ้ใู ห้การปรึกษาจะใหส้ ัญญาณแกผ่ ้รู ับการปรึกษา เพ่ือใหร้ ู้ว่าถึงเวลาที่จะจบ
การปรึกษาแล้ว อาจแสดงออกด้วยคาพูดให้ทราบว่าเวลาในการให้การปรึกษาใกล้หมดแล้วหรือแสดง
ท่าทางกิริยาบางอย่างให้ผู้รับการปรึกษารู้ตัว เช่น การมองนาฬิกา การขยับตัว ฯลฯ การให้สัญญาณนี้
ควรให้แนใ่ จไดว้ ่าผู้รบั การปรึกษาจะรับรแู้ ละเข้าใจได้อย่างชัดเจน
2. สรุปความ เป็นการสรุปถงึ สงิ่ ต่างๆ ทไี่ ด้สนทนากนั ระหวา่ งการปรกึ ษาในครง้ั หน่ึงๆ การสรปุ
ความท่ีดีที่สุด คือ ให้ผู้รับการปรึกษาเป็นผู้สรุปเอง โดยมีผู้ให้การปรึกษาช่วยทวนซ้าหรือเพ่ิมเติมใน
ประเด็นที่ขาดหายไป ในกรณีท่ีเป็นการยุติการปรึกษาคร้ังสดุ ท้ายภายหลงั การปรึกษาหลายๆ คร้ัง ควร
582
สรปุ สิง่ ท่ีได้ตงั้ แตค่ รงั้ แรกจนถึงคร้งั สดุ ทา้ ยโดยเนน้ ความเข้าใจในตัวเองและปญั หาท่เี กิดขึ้นรวมทง้ั แผนการ
ปฏบิ ตั ิทไ่ี ดก้ าหนดขึน้ ระหวา่ งการปรึกษา
3. การนัดครั้งต่อไป ควรให้ผู้รับการปรึกษาเป็นผู้ตัดสินใจว่า จะมาพบในคร้ังต่อไป
หรอื ไม่ในกรณที ีผ่ รู้ ับการปรึกษาไม่ตอ้ งการขอรับการปรกึ ษาแลว้ ผ้ใู หก้ ารปรกึ ษาควรบอกให้ทราบวา่ หาก
ผู้รับการปรึกษาตอ้ งการขอรับการปรกึ ษากย็ ินดีทจ่ี ะต้อนรับเสมอในกรณีทีต่ ้องการขอรับการปรกึ ษาครั้ง
ตอ่ ไปใหน้ ดั วนั และเวลาที่สะดวกทง้ั สองฝา่ ยอยา่ งชดั เจน
4. การส่งต่อ ในกรณีท่ีจาเป็นต้องส่งผรู้ ับการปรกึ ษาไปติดต่อกบั หน่วยงาน หรือบคุ คล
อื่นท่ีสามารถจะช่วยเหลือหรือเป็นประโยชน์ต่อผู้รับการปรึกษา เช่น แพทย์ผู้เช่ียวชาญเฉพาะด้าน
หน่วยงานบริการต่างๆ ผู้ให้การปรกึ ษาจะตอ้ งช้ีแจงข้อมลู ของหน่วยงานหรอื บุคคลน้ันอย่างถูกต้องและ
ชัดเจน เช่น ทีอ่ ยู่ หมายเลขโทรศพั ท์ ค่าใชจ้ า่ ย ฯลฯ และให้การเสริมแรงจงู ใจให้ผรู้ ับการปรกึ ษาเต็มใจไป
ติดต่อโดยกล่าวยกย่องคุณสมบัติ ความดี ความสามารถของหน่วยงาน หรือบุคคลน้ันซ่ึงจะเป็นเป็น
ประโยชน์ตอ่ ผูร้ ับการปรกึ ษา
5. การลา โดยการพูดเรอื่ งท่ัวๆ ไป ให้กาลังใจสกั เลก็ น้อยแกผ่ รู้ ับการปรกึ ษาและแสดง
กริ ิยามารยาทในการลาท่เี หมาะสม
ประโยชนข์ องการยตุ ิการปรึกษา
1. ผู้รับการปรกึ ษาเห็นคุณค่าของกระบวนการให้การปรกึ ษา
2. ผรู้ บั การปรกึ ษาเกิดความพอใจที่ไดเ้ ผชิญหรือจดั การกับปัญหาของตนเอง
3. เป็นการเสริมแรงและย้าถึงความเข้าใจต่อปัญหา ช่วยให้การตัดสินใจหนักแน่นและ
ชดั เจนยงิ่ ขึ้น
4. เป็นโอกาสทีผ่ รู้ ับการปรึกษาไดพ้ ัก หรือผ่อนคลายสกั เลก็ น้อย และปรบั ตวั ก่อนท่จี ะ
ลา
ความรู้เกี่ยวกบั การส่งเสรมิ สุขภาพ การเฝ้าระวงั โรค การควบคมุ ปอ้ งกันโรคและภยั สุขภาพ 583
และการฟ้นื ฟูสุขภาพ การบรกิ ารอนามยั แมแ่ ละเด็ก การวางแผนครอบครวั
มารยาทในการใหก้ ารปรึกษา
1. การต่อเวลา
โดยทั่วไปผู้ให้การปรึกษาควรรักษาเวลาตามท่ีได้ตกลงกับผู้รับการปรึกษาไว้ แต่อาจมีการ
ยืดหยุ่นบ้างถ้าผู้ให้การปรึกษาพิจารณาว่าผู้รับการปรึกษากาลังพูดในเร่ืองที่สาคัญซ่ึงควรจะต่อเว ลา
ออกไป และผใู้ หก้ ารปรึกษาพอจะมีเวลาใหไ้ ดก้ ็อาจเสนอใหต้ ่อเวลาตามความเหมาะสม ในกรณที ี่ผูร้ ับการ
ปรกึ ษาเปน็ ผขู้ อรอ้ งถา้ ผู้ใหก้ ารปรึกษาสะดวกและเหน็ สมควรก็อาจตอ่ เวลาให้ แต่ควรระมัดระวังไมใ่ ห้ผรู้ บั
การปรึกษาใชก้ ารต่อเวลาเป็นการเล่นเกมสเ์ พ่ือจะไดใ้ ช้เวลากบั ผูใ้ ห้การปรกึ ษามากขน้ึ โดยไม่ได้พดู ในเรอื่ ง
ที่เป็นสาระสาคญั
2. การรักษาความลับ
การรกั ษาความลบั เปน็ เรื่องสาคญั ในการให้บรกิ ารการปรกึ ษา รายละเอยี ดและเน้ือหาท่ไี ด้จาก
การสนทนากับผู้รับบริการจะต้องไม่เปิดเผยให้ผู้อ่นื ได้ทราบ จะเกิดความเสียหายอย่างมากหากข้อมลู ท่ี
เปิดเผยแก่ผู้ให้การปรึกษาท่ีเขาไว้วางใจซึ่งเป็นข้อมูลสว่ นตัวถูกนาไปใช้โดยปราศจากความระมัดระวัง
ตัวอย่างเช่น ถ้าผู้ให้การปรึกษาเปิดเผยแก่คู่สมรสของผู้รับบริการว่าผู้รับบริการเป็นโรคติดต่อทาง
เพศสัมพันธ์อาจสง่ ผลให้สามภี รรยาเกิดมีปากเสียง มีความรุนแรง หย่าร้าง และหยุดการส่งเสียเล้ียงดู ก็
เป็นได้การเก็บเป็นความลับบางครั้งเป็นปัญหาทางจริยธรรม จึงจาเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องมีการกาหนด
นโยบายเพื่อเป็นแนวทางในการปฏบิ ัติ เชน่ สามีของผรู้ บั บรกิ ารรายหน่ึงบอกความลบั แกผ่ ้ใู หก้ ารปรึกษา
ว่าเขามเี ลือด HIV บวกและผใู้ ห้การปรึกษากท็ ราบว่าสามีภรรยาคูน่ ี้มเี พศสัมพันธต์ ามปกติโดยไม่ไดม้ ีการ
ป้องกันใดๆ
3. การบนั ทกึ
โดยทั่วไปแล้วไม่ควรบันทึกระหว่างการให้การปรึกษา เพราะจะทาให้ผู้รับการปรึกษารู้สึกว่า
กาลังถูกสอบสวนทาให้ระมัดระวังตัวในการพูด และเป็นการขัดจังหวะในการสื่อสาร อย่างไรก็ตาม
หลังจากยุติการปรึกษาแล้ว ผู้ให้การปรึกษาอาจจดประเด็นสาคัญๆ ของเร่ืองราวที่เกิดข้ึนระหว่ างการ
ปรึกษาแต่ละครง้ั เพื่อช่วยความจาและช่วยใหม้ ีการดาเนินการอย่างต่อเนอ่ื ง ท้งั นค้ี วรนกึ ถึงจรรยาบรรณ
ของการรักษาความลับอยา่ งดีท่สี ุด
4. การมอบงานใหน้ าไปปฏบิ ัติ
บางคร้ังในการให้การปรึกษามีการกาหนดแผนการบางอย่างที่ผู้รับการปรึกษาจะต้องนาไป
ทดลองปฏิบัติ เช่น การฝึกฝนพฤติกรรมใหม่ท่ีต้องการ หรือการหาข้อมูลเพ่ิมเติมเพ่ือประโยชน์ในการ
ตัดสินใจเมื่อจะยุตกิ ารปรึกษาผู้ให้การปรกึ ษา ควรจะย้าถึงงานท่ีมอบอีกครง้ั รวมท้ังการนัดหมายในครัง้
ต่อไป
584
ขอ้ แนะนาในการเป็นผ้ใู หก้ ารปรกึ ษาที่ดี
การฝกึ ฝนท่ีจะเป็นผ้ใู ห้การปรึกษาที่ดคี วรจะคานงึ ถงึ เรอ่ื งต่อไปน้ี
1. “ผูใ้ ห้การปรึกษาเป็นเพ่อื นร่วมทาง ไม่ใชผ่ ู้นาทาง” ผู้ใหก้ ารปรึกษาเปน็ ผูเ้ อือ้ อานวย
ใหผ้ ู้รับการปรึกษาสามารถเลือกสิง่ ที่ดีทส่ี ุดสาหรบั ตนเอง โดยในการเลือกน้นั ผรู้ ับการปรึกษาควรจะเป็นผู้
ตัดสนิ ใจด้วยตนเอง ผูใ้ หก้ ารปรกึ ษาจะเป็นเพียงผู้ช่วยใหผ้ รู้ ับการปรึกษาได้พบแนวทางในการตดั สนิ ใจไดด้ ี
ขนึ้
2. “ผู้ให้การปรึกษาเป็นผชู้ ่วยเหลอื ให้ผูร้ ับการปรกึ ษาแก้ไขปัญหาของตนเอง” ปัญหา
ตา่ งๆ เป็นสง่ิ รบกวนจิตใจของผรู้ บั การปรกึ ษา หากผู้ให้การปรกึ ษาช่วยเขาแก้ไขปญั หานน้ั ไดก้ จ็ ะทาใหเ้ ขา
รสู้ กึ ดีขน้ึ และสามารถใช้ชวี ติ ไดอ้ ย่างมคี วามสขุ
3. “ส่งเสริมให้ผู้รบั การปรึกษาเห็นคุณค่าในตนเอง” ก่อนท่ีผู้รับการปรกึ ษาจะสามารถ
ค้นหาและแก้ปัญหาของตนเองได้นั้น ผู้ให้การปรึกษาอาจต้องสง่ เสรมิ ให้ผรู้ ับการปรึกษารสู้ กึ เช่ือมนั่ และ
เหน็ คณุ ค่าในตนเองด้วยการรับฟงั อยา่ งยอมรบั และตอบสนองอย่างเหมาะสม กจ็ ะชว่ ยให้ผู้รับการปรกึ ษา
แก้ปญั หาได้
4. “จงเป็นผู้ให้โอกาส” การให้การปรึกษาเป็นเร่ืองท่ีทาให้รูส้ ึกลาบากใจ แต่ถ้าหากผู้
ที่มาขอความช่วยเหลอื สมัครใจมาเอง บรรยากาศของการปรกึ ษาก็จะเป็นไปในทางทดี่ ี แต่ถ้าผู้มาขอรบั
การปรกึ ษาไมไ่ ด้สมัครใจมาดว้ ยตนเอง เช่น มาเพราะถูกบงั คับหรอื สง่ ต่อ ในกรณเี ช่นนก้ี ารให้การปรึกษา
จะยากข้ึนผใู้ หก้ ารปรึกษาจะตอ้ งใหเ้ วลาและเปิดโอกาสใหผ้ ู้รบั การปรึกษาค่อยๆ ยอมรบั ปญั หาของตนเอง
จนกระทั่งยนิ ดีที่จะเปิดเผยเร่อื งราวของตนเองด้วยความสมคั รใจ
5. “ส่งเสริมใหผ้ รู้ ับการปรกึ ษาเปน็ ตวั ของตวั เองและสามารถพึ่งตนเองได้” บางคร้ังผ้ใู ห้
การปรึกษามีตาแหน่งหน้าที่และบทบาทอ่ืนๆ เช่น เป็นผู้ปกครอง ครู หรือผู้บังคับบัญชาของผู้รับการ
ปรึกษาในการให้การปรกึ ษา จึงต้องระมัดระวังทจี่ ะทาให้ผ้รู ับการปรึกษาต้องนบนอบเชื่อฟังหรอื พงึ่ พา
อาศยั เหมือนเด็กๆ การแนะนา การสง่ั สอน การตดั สนิ ใจแทนผูร้ ับการปรกึ ษาอาจชว่ ยแก้ไขเฉพาะหน้าได้
แต่ในระยะยาว จะมผี ลทาให้ผูร้ ับการปรกึ ษาตอ้ งพึ่งพาอาศัยคนอนื่ เป็นประจา
ความรดู้ า้ นการบริหารงานสาธารณสขุ เบอื้ งตน้ การจัดทาแผนงาน โครงการด้านสาธารณสุข 585
การจัดทาฐานขอ้ มลู สาธารณสุข การมสี ่วนรว่ มของประชาชน
ความร้ดู า้ นการบรหิ ารงานสาธารณสขุ เบือ้ งต้น การจดั ทาแผนงาน โครงการด้านสาธารณสขุ การ
จดั ทาฐานขอ้ มูลสาธารณสขุ การมีสว่ นรว่ มของประชาชน
ความรดู้ ้านการบรหิ ารงานสาธารณสขุ
การบริหารงานสาธารณสุข เป็นศิลปะในการทางานให้บรรลเุ ป้าหมายร่วมกบั ผู้อ่ืน โดยการ
ประสาน ทรพั ยากรต่างๆ เพ่ือให้การดาเนินงานเปน็ ไปในแนวทางทจ่ี ะบรรลผุ ลสาเรจ็ ตามวัตถปุ ระสงคท์ ี่
กาหนดไวอ้ ยา่ งมี ประสิทธผิ ลและประสทิ ธิภาพ การจดั การเป็นเรอื่ งทเี่ ก่ยี วข้องกับการ“งาน” และ “คน”
อยู่ตลอดเวลา ผู้บริหารงานสาธารณสุขจึงต้องทาหน้าที่จัดการเรื่องระบบงานด้านต่างๆ และวิธีการ
ปฏิบัติงาน เพอ่ื ใหเ้ กดิ ระบบการผลติ การให้บรกิ ารหรือการดาเนนิ งานด้านต่างๆ ทุกดา้ นเป็นไปด้วยดี
การบริหารงานสาธารณสุขมหี ลักการเหมอื นกบั การบรหิ ารงานทวั่ ไป โดยเป็นเร่อื งทเี่ กย่ี วข้อง
กับการ“งาน” และ “คน” อยู่ตลอดเวลาผู้บรหิ ารจึงตอ้ งทา หน้าที่จัดการเรอื่ งระบบงานด้านต่างๆ และ
วิธีการปฏิบัติงาน เพ่ือให้เกิดระบบการผลิต การให้บริการหรือการดาเนินงานด้านต่างๆ ทุกด้านเป็นไป
ด้วยดีพรอ้ มๆ กนั กับการทตี่ ้องจดั การเร่อื งคน หรือบุคลากร ซ่ึงจะเป็นผูเ้ ข้าไปรบั มอบหมายและปฏิบัตงิ าน
ตามหน้าทห่ี รอื ตาแหนง่ งานต่างๆ ที่กาหนดไว้ เพ่อื ให้ทุกคนมุมานะ ท่มุ เทกาลังความสามารถ ทง้ั กายและ
ใจให้เกิดผลงานที่ดีและประสานกันกับการทางานของ บุคคลฝ่ายอื่นๆ อย่างดีด้วยกล่าวคือผู้บริหารมี
หน้าทใ่ี นการจัดให้การทางานของสองระบบนี้คือระบบงานและระบบคนให้สามารถประสานทางานรว่ มกนั
ไปอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการจึงไม่ได้คลอบคลุมในเรื่องการทางาน เพื่อให้งานเสร็จส้ินไปแต่เพียง
อยา่ งเดียวโดยการจัดการจะส่งผลต่อท้ังระบบคนและระบบงาน
โดยในด้านการบริหารระบบงาน คือการบริหารทรัพยากรท่ีไม่มีชีวิต ได้แก่ ทรัพย์สิน เงินทุน
เคร่ืองจักรวัสดุอุปกรณ์แต่ต้องมีคนท่ีมีการจัดการที่ดีจะส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในงาน คุณค่าในด้าน
ประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง การทางานได้สาเรจ็ และได้รับประโยชน์สูงสุดโดยใช้ทรพั ยากรน้อย
ท่ีสุด ทาให้การใช้จ่าย งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสดุ ได้ผลผลติ สงู สดุ ประหยัดท้ังคน เงิน วัสดุสิ่งของ
และเวลา สว่ นคุณคา่ ในด้าน ประสิทธิผลเป็นการปฏบิ ัติภารกจิ ใหส้ าเร็จลลุ ว่ งไปตามเปา้ หมายที่ต้ังไว้หรอื ท่ี
คาดหวังไว้เรียกว่า การจัดการงานนั้นมีประสิทธิผล (Effectiveness) แต่ผลสาเรจ็ ของงานดังกล่าวน้อี าจ
ไมป่ ระหยัดหรอื ไมม่ ปี ระสทิ ธภิ าพได้หาก ไมใ่ ชห้ ลักวชิ าการเขา้ ชว่ ยในการบริหาร นอกจากนีก้ ารบรหิ าร
ที่ดียังช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพของการตัดสินใจและช่วยใหเ้ กิดการประสานความร่วมมือ ตลอดจนสามารถ
ตอบสนองตอ่ สภาพแวดลอ้ มภายนอกองค์การไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ
สาหรับการบริหารระบบคนนั้น ก็คือ มนุษย์หรือทรัพยากรบุคคลท่ีเป็นผู้ปฏิบัติงานโดยใช้
ทรัพยากรต่างๆ หรือสง่ิ ของ เพ่ือที่จะก่อใหเ้ กิดผลสาเรจ็ ใหก้ ับองค์การ นกั วชิ าการบางท่านให้ข้อคิดว่าการ
บริหารท่ีสาเรจ็ และถือว่ามีประสิทธิภาพน้ันจะต้องส่งผลถึงความพงึ พอใจของบคุ คลท่ีเกี่ยวข้องด้วยการ
จัดการในองคก์ ารหากปฏิบัตติ ามความพอใจของผูบ้ ริหารและบุคลากรในองค์การย่อมจะกอ่ ใหเ้ กิดความ
เป็นธรรมขึ้นส่งผลให้คนในองค์การเกิดขวัญและ กาลังใจในการปฏิบัติงาน ซึ่งจะส่งผลไปถึงคุณภาพ
586
ประสิทธิภาพของงานท่ีปฏิบัติในทุกด้านและบุคลากรจะมีความรับผิดชอบงานเพิ่มขึ้ นและทาให้ คนใน
องคก์ ารมีการประสานความรว่ มมอื และทางานเป็นทมี ท่ีดี
ฉะนนั้ การทผี่ บู้ ริหารมีความเข้าใจในเรอ่ื งการจัดการและมีความสามารถในการจดั การทีด่ จี ะชว่ ย
ให้มองเหน็ ล่ทู างปฏบิ ัตงิ านหรือบรหิ ารงานให้ลลุ ่วงไปอยา่ งมีประสิทธิภาพและเปน็ ทย่ี อมรับของผู้มาขอรบั
บริการได้
ความรูเ้ บอ้ื งต้นในการจัดทาโครงการ
ความหมายและลักษณะของโครงการ
โครงการ (Project) หมายถึง การประดิษฐ์คิดค้น การสร้างผลงาน การจัดการหรอื การบรกิ าร
ทางวิชาชพี ซึง่ ผ้เู รยี นเป็นผู้ตดั สินใจในสิง่ ทีจ่ ะทา โดยนาเทคโนโลยี ความรแู้ ละประสบการณ์มาบูรณาการ
ในการปฏิบัติงานด้วยตนเองหรือหมู่คณะ โดยมีกระบวนการท่ีเป็นระบบชัดเจนและสามารถนาไปใช้
ประโยชนไ์ ด้ในชีวติ จริง
ลักษณะของโครงการ
โครงการโดยท่ัวไปจะมี 3 ระยะ คือ ระยะเร่ิมต้นในชั้นเรียน ต่อจากนั้นก็จะกระจายไปสู่
ภายนอกชั้นเรียน และย้อนกลบั เข้าสู่ชั้นเรยี น โดยอาจารย์ประจาวชิ าจะเปน็ ผู้ใหค้ าปรกึ ษาในลกั ษณะการ
ให้คาแนะนา โดยพยายามพฒั นาผูเ้ รยี นใหส้ ามารถนาโครงการที่ตนคิดหรอื พัฒนาออกไปน้ันทาจริงนอก
ช้ันเรยี นได้ กิจกรรมจงู ใจตา่ งๆทอ่ี าจารย์ประจาวิชาจัดจะช่วยเตรียมใหผ้ ู้เรียนสามารถเตรยี มโครงการของ
ตนเพื่อขยายไปนอกชัน้ เรียนไดเ้ ต็มรปู แบบ (Full-Projects)
วัตถปุ ระสงค์ของการจดั ทาโครงการ
1.เพ่ือส่งเสริมผู้เรียนให้บูรณาการความรู้ความสามารถ ทักษะและประสบการณ์
สามารถสรา้ งงาน ประดษิ ฐค์ ดิ คน้ บริหารจดั การหรือให้บรกิ ารและปฏบิ ัตกิ ารได้จรงิ
2.เพ่อื สง่ เสริมการทางานเป็นทมี อย่างมรี ะบบ สามารถตรวจสอบได้
3.เพื่อส่งเสรมิ ให้ผู้เรยี นมีความคิดริเร่มิ สร้างสรรค์ สามารถแกป้ ญั หาและอปุ สรรคท่ี
เกดิ ขึน้ ได้ อันจะเป็นการสร้างความเชื่อมน่ั ในการประกอบอาชีพเมอ่ื สาเร็จการศึกษา
ความรดู้ า้ นการบริหารงานสาธารณสุขเบ้ืองต้น การจดั ทาแผนงาน โครงการด้านสาธารณสขุ 587
การจดั ทาฐานข้อมลู สาธารณสุข การมสี ว่ นร่วมของประชาชน
ประเภทของโครงการทศ่ี ึกษา
การจดั ทาโครงการ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ไดแ้ ก่
1.โครงการสิง่ ประดิษฐ/์ ผลิตผลผลติ (Invention project)
เป็นโครงการทีศ่ ึกษาเกีย่ วกบั การประยุกต์ทฤษฎีหรอื หลักการท่ีเรียนมาประดิษฐ์เปน็ เครื่องมือ
หรอื อปุ กรณเ์ พอ่ื ประโยชนก์ ารใชส้ อยในชีวิตประจาวนั สงิ่ ประดษิ ฐด์ งั กลา่ วอาจเป็นสง่ิ ใหม่ทีผ่ ้เู ริม่ เรยี นคดิ
ริเร่ิมสร้างสรรค์ข้ึนเอง หรืออาจเป็นการปรบั ปรุงเปลยี่ นแปลงจากของเดิมท่ีมอี ยู่แล้วให้มปี ระสิทธิภาพดี
ย่ิงขึ้นก็ได้ รวมถึงการสรา้ งแบบจาลองเพ่อื อธิบายแนวความคิดต่างๆ ในบางครงั้ เพ่ือสร้างส่งิ ประดิษฐข์ ้ึน
มาแล้วอาจนาไปใช้ในการทดลองเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะก็ได้ โดยท่ัวไปผู้เรียนวิชาชีพจะเลือกทา
โครงการประเภทน้เี ป็นส่วนใหญ่ ซ่ึงมีลกั ษณะดังตอ่ ไปนี้
1.1เป็นโครงการท่ีเกิดจากความถนัดและความสนใจของแต่ละบุคคลหรือกลุ่ม โดย
ผา่ นกระบวนการตดั สนิ ใจและเหน็ ชอบของอาจารยท์ ่ปี รกึ ษากลมุ่
1.2 เป็นโครงการที่ต้องเป็นการทาส่ิงประดิษฐ์ท่ีเกิดจากการบูรณาการความรู้
ประสบการณ์ และทกั ษะที่เกดิ จากการปฏิบตั ิงานในสาขางาน/สาขาวชิ า
1.3ลักษณะของผลงานจะต้องออกจากการออกแบบขึ้นใหม่ โดยคานึงถึงรูปแบบ
ความเหมาะสม ความสวยงามและประโยชน์ในการใช้งานได้จรงิ
1.4 ลักษณะของโครงการจะต้องเป็นงานท่ีสร้างสรรค์ และพัฒนาความรู้ให้เกิ ด
ประโยชนใ์ นการนาไปประกอบอาชีพในสาขางาน/สาขาวชิ า
1.5 โครงการสามารถทาเปน็ กลมุ่ กล่มุ ละ 2-4 คน หรือตามความเหมาะสม
1.6 โครงการตอ้ งผ่านการเห็นชอบของอาจารย์ทป่ี รึกษาโครงการ อาจารย์ประจาวิชา
และกรรมการประเมินโครงการ
2. โครงการจดั ทาธรุ กจิ หรือบริการ (Entrepreneurship Project)
2.1 เป็นโครงการท่เี กดิ จากความถนดั
2.2 เป็นโครงการที่ต้องจัดทาเป็นกจิ การในเชงิ ธรุ กจิ หรือบริการ
2.3 เป็นโครงการที่ต้องมีการนาเสนอขอ้ มูล
2.4การนาเสนอขออนุมตั จิ ัดทาธรุ กิจ จะต้องจดั ทาแผนทางธุรกจิ เงนิ ลงทุน จดุ คมุ้ ทนุ
โดยมขี อ้ มูลทน่ี า่ เชื่อถือ
2.5 ลกั ษณะของโครงการจะต้องเป็นงานทีส่ ร้างสรรค์
588
2.6 เปน็ โครงการทส่ี ามารถทาเปน็ รายบคุ คลหรือเป็นกล่มุ
2.7 เปน็ โครงการทีต่ อ้ งผ่านความเหน็ ชอบจากอาจารยท์ ่ปี รกึ ษาโครงการ
3. โครงการทดลองและวจิ ัย (Experimental Research Project)
3.1 เป็นโครงการทีเ่ กิดจากความถนัดและความสนใจของแต่ละกล่มุ
3.2 เปน็ ลกั ษณะของโครงการจะต้องเกิดจากการสมมตุ ิฐานและการคาดหมาย
3.3 เปน็ โครงการทต่ี อ้ งมแี ผนการทดลองและวจิ ัย
3.4 โครงการจะต้องเป็นงานทีส่ ร้างสรรคแ์ ละพฒั นาความรู้
3.5 เปน็ โครงการทสี่ ามารถทาได้เปน็ รายบคุ คลหรือเป็นกลุม่
3.6 เปน็ โครงการที่ตอ้ งผ่านความเห็นชอบของอาจารยท์ ่ปี รึกษาโครงการ
ประโยชน์ของโครงการ/การวางแผนโครงการ จะมีประโยชน์ต่อการฝึกอบรมในด้านต่าง ๆ
ดังนี้ คือ
1. แผนหรือโครงการจะช่วยในการพิจารณาทางเลอื กทด่ี แี ละเหมาะสมทีส่ ดุ
2. แผนช่วยให้สามารถดาเนินการฝกึ อบรมได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพโดยใช้ทรัพยากรท่ีมีอยอู่ ยา่ ง
จากดั ให้คุ้มคา่
3. ช่วยให้ผู้บริหารมีเครื่องมือในการตัดสินใจ ดาเนินการ สั่งการ ควบคุมและกากับการ
ดาเนินการ ตลอดจนตรวจสอบผลการปฏิบัตงิ านดว้ ย ทาให้เกิดความมน่ั ใจในการบรหิ ารแผนชว่ ยให้ความ
ผิดพลาดในการทางานน้อยลง
4. แผนช่วยลดการทางานท่ีซา้ ซอ้ นกัน และการผลักภาระของงาน
5. แผนชว่ ยลดการไมป่ ระสานงานกนั ช่วยใหบ้ คุ ลากรผ้เู กีย่ วข้องร่วมมือกนั ทางานอย่างมีระบบ
และเกดิ ประสิทธิผล
6. แผนช่วยควบคุมสภาพแวดลอ้ มในการทางานให้เป็นไปตามท่ีต้องการ
ความรูด้ ้านการบรหิ ารงานสาธารณสุขเบอ้ื งต้น การจัดทาแผนงาน โครงการดา้ นสาธารณสุข 589
การจัดทาฐานขอ้ มลู สาธารณสขุ การมสี ว่ นรว่ มของประชาชน
ระบบจัดการฐานขอ้ มูล
เมือ่ กล่าวถงึ ระบบฐานขอ้ มลู คาว่า “ข้อมูล” คือ ส่งิ ทจ่ี ะต้องพิจารณาก่อนส่ิงอนื่ ใด ความหมาย
ของคาว่า ขอ้ มูล (data) คอื ขอ้ เทจ็ จรงิ ต่างๆ ซงึ่ ตอ่ ไปกจ็ ะถกู นามาประมวลผลน่ันเอง หรือ อาจจะเรียกวา่
เปน็ วตั ถุดิบ เมือ่ ขอ้ มลู ถกู นามาประมวล เช่น การจัดเรียง การแยก กลุ่มจัดกลุม่ การเชื่อมโยง หรือการคดิ
คานวณ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์และตอ่ มาก็จดั ใหอ้ ยใู่ นรูปแบบทใ่ี ช้ประโยชน์ได้ง่าย เรียกว่าเป็น “สารสนเทศ”
กลา่ วโดยสรปุ สารสนเทศ (Information) กค็ ือ ขอ้ มลู ที่ผ่านการประมวลผลแล้ว ตวั อยา่ งเช่น ข้อมลู ของ
คะแนนสอบของรายวิชาต่าง ๆ ซึ่งจะถูกนามาประมวลเปน็ เกรดของนสิ ิตแต่ละคนในแตล่ ะภาคการศึกษา
แล้วนาเกรดท่ไี ดม้ าคานวณเกรดเฉล่ีย เพอ่ื นาไปตรวจสอบสถานภาพเพอ่ื รายงานสภาพนิสิตตอ่ ไป
ลกั ษณะของสารสนเทศทีด่ ี ควรจะมอี งคป์ ระกอบใน 4 ลกั ษณะ ตอ่ ไปน้ี
1. ต้องมีค่าถูกต้อง เท่ียงตรง (Correctness and Relevant) สารสนเทศท่ีถูกต้องและไม่
ผิ ดพ ล าดจ ะ ท าให้ ผู้ ใช้ ได้ข้ อ มู ล ส ม บู รณ์ แล ะ สาม าร ถท าง า นในส่ วนขอ ง ตนรั บผิ ดชอ บ ได้อ ย่างเต็ม
ความสามารถไม่ต้องกังวลว่าได้รับขอ้ มลู ทผ่ี ิดพลาด ระบบสารสนเทศที่มคี วามถกู ต้องเท่ียงตรงเหล่าน้ันก็
จะถกู จดั ว่าเป็นระบบทม่ี ปี ระสิทธภิ าพ
2. สารสนเทศเป็นปัจจบุ ัน (Current) ข้อมูลที่จะนามาเปล่ียนสภาพเป็นสารสนเทศ อาจจะมี
การเปล่ียนแปลงไปอยู่เสมอ ตามกาลเวลา ตามความต้องการ เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับเกรดเฉลยี่ ของนิสิตใน
แฟ้มประวัติของนิสิต ซ่ึงจะต้องเปล่ียนแปลงไปในแตล่ ะภาคการศกึ ษา ระบบสารสนเทศท่ดี ีจะต้องยดื หยนุ่
ได้ โดยใหม้ กี ารเปลยี่ นแปลงคา่ ใหเ้ ปน็ ปัจจุบันอยู่เสมอ หรือยงั คงเกบ็ ค่าเกา่ ไว้เพ่ือประโยชน์ในการใช้งาน
ในกรณีอนื่ ๆ ท่ีแตกตา่ งกันไป
3. สารสนเทศที่ทันเวลา (Timely) สารสนเทศมีคุณค่าทางเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าไม่ได้
สารสนเทศในเวลาท่ีต้องการ อาจจะเกิดการสูญเสียโอกาสท่ีไม่อาจจะได้กลับมาให้ม่ ถ้าไม่สามารถหา
ข้อมูลสารสนเทศได้ทันเวลา อาจจะเสียโอกาสในงานนั้นไปได้ ระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ คือ
ระบบทจี่ ะตอ้ งจดั สรรใหไ้ ด้สารสนเทศเมอื่ ผใู้ ช้ต้องการในเวลาทตี่ อ้ งการ
4. ไม่มีความขัดแย้งกัน (Consistant) ในหลาย ๆ กรณี สารสนเทศทาให้เกิดความขัดแย้งกัน
ของข้อมลู ทีจ่ ัดเก็บในหลาย ๆ ท่ี หลาย ๆ แหลง่ ข้อมลู ซึง่ จะทาให้ข้อมลู หรือสารสนเทศเหลา่ นั้นไมต่ รงกนั
ได้ หรือแม้แต่วิธีการประมวลผลที่แตก ต่างกันก็อาจทาให้เกิดความคลาดเคลื่อนขึ้นได้ ดังนั้น ข้อมูลทม่ี ี
ความคงท่มี ากที่สุดจะทาให้ขอ้ มูลมคี ุณคา่ ควรแก่การใช้งาน
นอกจากนีแ้ ล้วการนาเสนอข้อมลู หรอื การนาเสนอสารสนเทศในรูปแบบที่เหมาะสม ยอ่ มทาให้
สารสนเทศนั้นมีคณุ ค่ามากยิง่ ข้ึนตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าอาจารย์สอนนิสติ หลายรอ้ ยคนและตอ้ งการ
จะดูคะแนนรวมของนาย ก. แต่ในระบบข้อมูลมวี ิธีการจดั เรียงข้อมูลตามรหัสนิสิต ดังนั้นอาจารย์จะต้อง
590
ค้นหาชื่อนิสิตต้ังแต่ต้นจนกว่าจะพบชื่อที่ต้องการ โดยท่ีอาจารย์ไม่ทราบว่านิสิตผ้นู น้ั มีรหสั เท่าใด ดังน้ัน
ระบบสารสนเทศท่ีมีประสทิ ธิภาพ คือระบบที่มคี วามยดื หยุ่นในการนาเสนอสารสนเทศใหก้ ับผ้ทู ่ีตอ้ งการ
ใช้สารสนเทศน้ัน ๆ
แนวความคิดพื้นฐานเก่ียวกบั ระบบฐานขอ้ มูล
สารสนเทศเปน็ ผลลพั ธท์ ไ่ี ด้จากการประมวลข้อมูลจากตารางขอ้ มูลท่ีมคี วามสมั พนั ธก์ ัน การวาง
รูปแบบของโครงสร้างของข้อมลู ทม่ี ีความสัมพนั ธก์ ัน อาจวาดเปน็ ภาพของบตั รรายการโดยท่ีแต่ละบตั รจะ
เรยี กว่าเปน็ เรคคอร์ด (record หรือ row) เนือ้ หาภายในบตั รรายการกจ็ ะเปน็ รายการ ขอ้ มลู แตล่ ะหน่วย
หรอื เรยี กว่า ฟลิ ด์ (field หรอื column) และบัตรรายการในเรอื่ งเดียวกัน เช่น ประวตั ินิสติ หลาย ๆ ใบ
รวมกนั กจ็ ะถกู เกบ็ ไว้เป็นกลมุ่ เรยี กวา่ แฟม้ ขอ้ มูล (file หรอื table หรอื เรยี กตอ่ ไปว่า relational table)
ภาพที่ 1.1 ตัวอย่างขอ้ มูลเป็นเรคคอร์ด (ในรูปของบัตรรายการ)
ฟิลด์ : หน่วยพน้ื ฐานของขอ้ มูล (เช่น ช่ือนสิ ติ นามสกลุ นิสติ รหสั นสิ ติ เพศ ท่อี ย่)ู
เรคคอร์ด : ชุดของข้อมูลท่ีสัมพันธ์กัน เรื่องราวเดียวกัน จากตัวอย่างคอื ประวัตินิสิต 1 คน (1
บตั รรายการ)
ไฟล์ : จานวนบัตรรายการท้งั หมดรวมกนั (บัตรรายการเร่อื งเดยี วกัน) (1 แฟม้ ขอ้ มูล)
ฐานข้อมูล (Database) หมายถึง ชุดของข้อมูลท่ีรวมเอาข้อมูลท่ีเก่ียวข้องกันเป็น
เรื่องราวเดียวกันรวมกัน เป็นกลุ่มหรือเป็นชุดข้อมูล เช่น ฐานข้อมูลนิสิต ฐานข้อมูลวิชาเรียน หรือ
ฐานข้อมูลค้า เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหลา่ น้ีได้มาจากการบนั ทกึ ข้อมูลโดยผใู้ ช้ หรือบางข้อมูลอาจจะได้มาจาก
การประมวลผลขอ้ มูลแล้วบนั ทึกขอ้ มูลกลับไปเกบ็ ท่ตี าแหน่งทีต่ ้องการ
ความรู้ด้านการบริหารงานสาธารณสขุ เบื้องตน้ การจัดทาแผนงาน โครงการด้านสาธารณสุข 591
การจัดทาฐานข้อมลู สาธารณสุข การมสี ่วนรว่ มของประชาชน
ระบบฐานข้อมูล (Database System) ความหมายของระบบฐานข้อมูลก็คือที่รวมของ
ฐานข้อมูลต่าง ๆ หรือที่รวมของข้อมูลท้ังหมด ซ่ึงอาจจะได้จากการคานวณหรือประมวลผลต่าง ๆ หรือ
อาจจจะไดจ้ ากการบันทกึ ขอ้ มูลโดยผ้ใู ช้ เชน่ ระบบฐานข้อมลู งานทะเบยี นนิสติ มหาวิทยาลัยแหง่ หน่งึ ทา
การรวบรวมเอาฐานขอ้ มูลต่าง ๆ เช่น ฐานขอ้ มลู วิชาเรยี น ฐานข้อมูลนิสิต ฐานขอ้ มลู อาจารยผ์ ู้สอน และ
ฐานข้อมูลหลกั สูตร เป็นต้น ซ่ึงรวมกันเปน็ ระบบฐานข้อมลู ของงานทะเบยี นนิสิต หรือฐานขอ้ มูลห้างรา้ น
ต่าง ๆ ก็จะประกอบด้วย ฐานข้อมูลสนิ ค้า ฐานข้อมูลลกู ค้า ฐานข้อมูลระบบบัญชี ฐานข้อมูลลกู หนี้ และ
ฐานขอ้ มูลตัวแทนจาหนา่ ย เป็นต้น ดงั ภาพประกอบตอ่ ไปนี้
ภาพท่ี 1.2 ตวั อย่างระบบฐานข้อมลู และฐานขอ้ มูลยอ่ ย
จากทก่ี ลา่ วมาข้างตน้ ระบบฐานขอ้ มูลตา่ ง ๆ ตามตัวอย่างนน้ั ถา้ เป็นระบบฐานข้อมูลที่
มีขนาดใหญ่มาก ระบบฐานข้อมลู ขององค์กรกค็ วรจะประกอบด้วยระบบฐานขอ้ มลู ย่อย ๆ หลาย ๆ ระบบ
ฐานขอ้ มลู เพอ่ื ความสะดวกในการปฏบิ ตั ิงานและการจัดการ
ภาพที่ 1.3 ระบบฐานขอ้ มลู งานลงทะเบยี นทปี่ ระกอบด้วยระบบฐานขอ้ มลู ยอ่ ย ๆ
592
ระบบฐานข้อมลู แบบ Client/Server
ระบบ Client/Server นี้เป็นการแยกการทางานของ Font-end กับ Back-end ออกจากกัน
โดยผู้ใช้สามารถท่ีจะทาการทางานกับฐานข้อมูลได้โดยไม่จาเป็นต้องทางานอยู่ท่ีเคร่ืองที่ทาหน้าที่เก็บ
ฐานข้อมูลอยู่นั้นเราจะเรยี กว่า Back-end ในการนาเสนอระบบน้อี ย่างไรนั้นข้ึนกับ Platform ท่ี Font-
end กบั Back-end ทางานอยู่ และระดบั การจดั การที่ถกู แบง่ ออกเป็น 2 สว่ น
โครงสรา้ งของระบบ Client/Server Database
ขอ้ ดขี องระบบฐานข้อมลู แบบ Client/Server
การแบ่งแยกการจดั การระหวา่ งระบบของ Client และ Database Server ออกจากกันโดยการ
จัดการฐานขอ้ มลู จะถูกทาท่สี ่วนของ Back-end ส่วน DBMS จะถูกจดั การอย่ทู ่ี Server ทาให้สามารถทา
การขยายการใชง้ านของเครอ่ื งคอมพิวเตอร์ที่มขี นาดเล็กหรือช้าเกินกวา่ ท่จี ะสามารถทาการ Run DBMS
ท่ีซับซ้อนบนเครือ่ งนนั้ ช่วยลดโหลด(Load) ใหก้ บั ระบบ Network ทเี่ ช่อื มตอ่ ไดด้ ้วยแทนทีจ่ ะต้องทา การ
ส่งขอ้ มลู ท้งั หมดไปและกลบั ผา่ นทางสายแลน(LAN) ไปยังเครือ่ งท่ีทาการติดต่อเข้ามา ทาให้การจราจรบน
สายส่งลดน้อยลงเหลือเพยี งแค่การสง่ Query มาจาก Client มายังตัวท่เี ป็นฐานข้อมูล เพ่ือทา งานอย่าง
ใดอย่างหนง่ึ เมอ่ื Server ไดร้ ับ Query ทส่ี ่งมาก็จะทาการคานวณและส่งผลลัพธ์กลบั ไปยงั Client เพยี ง
เทา่ นนั้
การทางานของโปรแกรมไม่ขึ้นกับเครื่องที่ทางาน ผู้ใช้จะไม่ถูกจากัดบนเคร่ืองระบบใดระบบ
หนึ่งเทา่ นัน้ สามารถนาเอาโปรแกรมไปทางานบนเคร่อื งคอมพิวเตอรเ์ ครอ่ื งไหนก็ไดแ้ ละสามารถทางานได้
ความรดู้ ้านการบรหิ ารงานสาธารณสขุ เบื้องตน้ การจัดทาแผนงาน โครงการดา้ นสาธารณสขุ 593
การจดั ทาฐานข้อมลู สาธารณสุข การมสี ว่ นร่วมของประชาชน
กับระบบปฏิบัติการได้หลายตัวไม่ว่าจะเป็น MS-Windows, Unix, Mac OS, IBM OS/2, MS/PC-Dos
เป็นตน้ นอกจากนี้ Client และ Server กไ็ ม่จาเป็นต้องใช้ฐานขอ้ มลู เดียวกนั
การรักษาความถูกต้องของข้อมูลในปัจจุบันระบบ Database Server ส่วนมากทางานบน
DBMS ท่ีใช้การจัดการแบบ Relation DBMS เมื่อผู้ใช้ต้องการที่จะทาการแก้ไขค่าของข้อมูลจะต้องทา
การ Log In เข้ามาใช้งานท่ี Server ก่อน ทาให้ข้อมูลไมก่ ระจดั กระจายและมีความถูกต้องอยูเ่ สมอ การ
ปกปอ้ งข้อมูลท่เี ครอื่ งท่ที าหน้าท่ีในการเกบ็ ขอ้ มลู (Server) บางคร้งั อาจมีการเขา้ รหสั ทเี่ ก็บไฟล์ โดยขอ้ มูล
ถูกเข้ารหสั เพื่อปอ้ งกนั การดูจากภายนอก DBMS ได้
ขอ้ เสยี ของระบบ Client/Server
การเพม่ิ คา่ ใชจ้ า่ ยในการจัดการและเตรยี มบุคลากรทจ่ี ะทาหน้าท่บี ารุงรกั ษา Database Server
เมอ่ื จานวนผู้ใชม้ ีมากขึ้นหรือเมือ่ ฐานขอ้ มูลมีขนาดใหญ่มากขึ้น นอกจากนีก้ ารฝกึ ฝนผคู้ วบคุมระบบยังเปน็
ค่าใชจ้ า่ ยทเ่ี พ่มิ ข้ึนในตอนเรม่ิ ต้นอีกดว้ ย เน่อื งจากคนท่ีเขา้ มาทางานอาจจะไม่คนุ้ เคยกับระบบทีท่ าอยกู่ าร
เพิ่มค่าใช้จา่ ยทางด้าน Hardware ก็จะเพม่ิ ขน้ึ
การมสี ่วนร่วมของประชาชน
ความหมายของการมสี ่วนรว่ มของประชาชน
การมีส่วนร่วม (Participation) ตามพจนานุกรมอังกฤษฉบับอ๊อกฟอร์ด ได้ให้คานิยามไว้ว่า
“เป็นการมีส่วน (ร่วมกับคนอ่ืน) ในการกระทาบางอย่างหรือบางเรื่อง” คาว่า การมีส่วนร่วม โดยมาก
มักจะใช้ในความหมายตรงข้ามกับคาว่า “การเมินเฉย (Apathy)” ฉะนั้น คาว่าการมีส่วนร่วมตาม
ความหมายขา้ งต้น จึงหมายถงึ การท่บี คุ คลกระทาการในเร่อื งใดเร่อื งหน่ึงหรอื ในประเดน็ ทีบ่ คุ คลนน้ั สนใจ
ไม่วา่ เขาจะได้ปฏิบตั ิการเพื่อแสดงถึงความสนใจอย่างจรงิ จงั หรือไม่ก็ตาม และไมจ่ าเป็นท่บี ุคคลนัน้ จะต้อง
เข้าไปเกยี่ วข้องกบั กจิ กรรมนั้นโดยตรงก็ได้ แต่การมีทัศนคติ ความคิดเห็น ความสนใจ ห่วงใย ก็เพยี งพอ
แลว้ ท่ีจะเรยี กว่าเป็นการมีส่วนรว่ มได้ และยงั ไดใ้ หค้ าจากัดความของการมีสว่ นรว่ มของประชาชนวา่ “การ
มสี ว่ นรว่ มของประชาชน” หมายถงึ การท่ีกลมุ่ ประชาชน หรือขบวนการทีส่ มาชิกของชุมชนท่ีกระทาการ
ออกมาในลกั ษณะของการทางานรว่ มกัน ท่ีจะแสดงใหเ้ ห็นถึงความต้องการรว่ ม ความสนใจร่วม มีความ
ต้องการท่ีจะบรรลุถึงเป้าหมายร่วมทางเศรษฐกิจและสังคมหรือการเมือง หรือการดาเนินการร่วมกัน
เพอ่ื ใหเ้ กดิ อทิ ธิพลตอ่ รองอานาจ มติชน ไมว่ ่าจะเปน็ ทางตรงหรอื ทางออ้ ม หรอื การดาเนนิ การเพ่ือให้เกิด
อิทธพิ ลต่อรองอานาจทางการเมือง เศรษฐกจิ การปรบั ปรุงสถานภาพทางสังคมในกลุม่ ชุมชน
594
นอกจากนี้ ยังมีนักวิชาการอกี หลายท่านทีไ่ ด้ใหน้ ยิ ามคาว่า “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ไว้
เช่น เจมส์ แอล เครยัน ได้กาหนดความหมายของการมีส่วนร่วมของประชาชนว่า เป็นกระบวนการท่ี
รวบรวมเอาความหว่ งกังวล ความต้องการและค่านิยมต่าง ๆ ของสาธารณชนไวอ้ ยใู่ นกระบวนการตัดสินใจ
ของรฐั และเอกชน เปน็ การสอ่ื สารสองทาง และเปน็ การมปี ฏิสัมพนั ธท์ ี่มเี ป้าหมายเพอื่ การตดั สินใจที่ดกี วา่
และทไ่ี ด้รบั การสนบั สนนุ จากสาธารณชน
ศ.ดร.บวรศักด์ิ อุวรรณโณ และ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล กล่าวถึง การมีส่วนร่วมในระบอบ
ประชาธิปไตยแบบมีส่วนรว่ มว่า หมายถงึ การทอี่ านาจในการตัดสินใจไมค่ วรเป็นของกล่มุ คนจานวนน้อย
แต่อานาจควรได้รับการจัดสรรในระหว่างประชาชน เพื่อทุก ๆ คนได้มีโอกาสท่ีจะมีอิทธิพลต่อกจิ กรรม
สว่ นรวม
คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม และคณะ ให้ความหมายการมีส่วนร่วมของประชาชน (Public
Participation) หมายถงึ การกระจายโอกาสให้ประชาชนมีสว่ นร่วมทางการเมอื ง และการบริหารเกี่ยวกับ
การตัดสนิ ใจในเร่ืองต่าง ๆ ร่วมท้ัง การจัดสรรทรพั ยากรของชุมชนและของชาติ ซ่งึ จะส่งผลกระทบต่อวถิ ี
ชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยการให้ข้อมูล แสดงความคิดเห็น ให้คาแนะนาปรึกษา ร่วม
วางแผน ร่วมปฏิบตั ิ รวมตลอดจนการควบคุมโดยตรงจากประชาชน
ปัทมา สูบกาปัง ได้สรุปความหมายของการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้ในรายงานการศึกษา
เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ว่าหมายถึง การเปิดโอกาสให้
ประชาชนมีสิทธิในกระบวนการนโยบายสาธารณะทง้ั ในด้านการให้และรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การให้ความ
คิดเห็นหรือข้อเสนอแนะ การร่วมตัดสนิ ใจ ทั้งในขั้นตอนการรเิ ร่ิมนโยบาย การจดั ทาแผนงาน โครงการ
หรือกิจกรรมท่ีอาจมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
การจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ รวมท้ังการปฏิบัติ การติดตาม และประเมินผลตาม
นโยบายแผนงานโครงการหรอื กจิ กรรมนัน้
ประโยชนข์ องการมสี ว่ นรว่ มของประชาชน
1. คุณภาพของการตัดสินใจดีขึ้น เน่ืองจากกระบวนการปรึกษาหารือกับสาธารณชนจะช่วย
สร้างความกระจ่างใหก้ ับวัตถุประสงค์และความต้องการของโครงการหรือนโยบาย และบ่อยครง้ั ท่กี ารมี
ส่วนร่วมของประชาชนนามาสู่การพจิ ารณาทางเลอื กใหม่ ๆ ท่ีนา่ จะเปน็ คาตอบที่มปี ระสทิ ธิผลท่ีสดุ ได้
2. ใช้ต้นทุนน้อยและลดความล่าช้าลง แม้ว่าการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมจะต้องใช้
เวลาและมีค่าใช้จา่ ยมากกว่าการตัดสนิ ใจฝ่ายเดียว แต่การตัดสินใจฝา่ ยเดียวท่ีไม่คานึงถึงความต้องการ
แทจ้ รงิ ของประชาชนนน้ั อาจนามาซ่ึงการโต้แยง้ คัดคา้ นหรือการฟอ้ งร้องกนั อนั ทาใหต้ อ้ งเสยี คา่ ใช้จา่ ยสูง
ในระยะยาว เกดิ ความลา่ ชา้ และความลม้ เหลวของโครงการไดใ้ นท่สี ุด
ความร้ดู า้ นการบรหิ ารงานสาธารณสขุ เบ้ืองตน้ การจดั ทาแผนงาน โครงการด้านสาธารณสุข 595
การจดั ทาฐานขอ้ มลู สาธารณสขุ การมสี ่วนรว่ มของประชาชน
3. การสรา้ งฉันทามติ การมสี ่วนรว่ มของประชาชนจะสร้างขอ้ ตกลงและข้อผูกพนั อยา่ งมัน่ คงใน
ระยะยาวระหว่างกลุ่มที่มีความแตกต่างกัน ช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ลดข้อโต้แย้งทาง
การเมืองและชว่ ยให้เกิดความชอบธรรมตอ่ การตดั สินใจของรัฐบาล
4. การนาไปปฏบิ ตั งิ ่ายขน้ึ การเขา้ มามีส่วนรว่ มในการตัดสินใจทาใหป้ ระชาชนมคี วามรสู้ ึกของ
การเป็นเจ้าของการตัดสินใจนั้น และทันทีที่การตัดสนิ ใจได้เกิดข้ึน พวกเขาก็อยากเห็นมันเกิดผลในทาง
ปฏิบัติ และยังอาจเข้ามาชว่ ยกันอยา่ งกระตือรือรน้ อีกด้วย
5. การหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทเี่ ลวร้ายท่ีสุด เพราะการเปิดโอกาสให้ฝา่ ยต่าง ๆ เข้ามาแสดง
ความตอ้ งการและข้อห่วงกังวลต้งั แตเ่ ร่มิ ต้นโครงการ จะชว่ ยลดโอกาสของการโตแ้ ยง้ และการแบง่ ฝา่ ย ท่ี
จะเป็นปัจจยั ให้เกดิ การเผชญิ หนา้ อยา่ งรุนแรงได้
6. การคงไว้ซ่ึงความนา่ เชื่อถอื และความชอบธรรม เนือ่ งจากกระบวนการตัดสินใจที่โปรง่ ใสและ
เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามสี ว่ นร่วม จะสร้างความน่าเช่ือถือต่อสาธารณชนและเกิดความชอบธรรม
โดยเฉพาะเม่ือต้องมีการตดั สนิ ใจในเรอ่ื งทมี่ ีการโตแ้ ย้งกนั
7. การคาดการณ์ความหว่ งกังวลและทัศนคติของสาธารณชน เพราะเมื่อเจ้าหน้าท่ีท่ีเกย่ี วข้อง
ได้มาทางานร่วมกับสาธารณชนในกระบวนการมสี ว่ นรว่ ม พวกเขาจะได้รบั รู้ถงึ ความหว่ งกงั วล และมมุ มอง
ของสาธารณชนตอ่ การทางานขององค์กร ซงึ่ จะทาให้เจ้าหน้าทสี่ ามารถคาดการณป์ ฏกิ ริ ยิ าตอบสนองของ
สาธารณชนตอ่ กระบวนการและการตัดสินใจขององค์กรได้
8. การพัฒนาภาคประชาสังคม ประโยชนอ์ ย่างหนงึ่ ของการมสี ่วนร่วมของประชาชนคือ ทาให้
ประชาชนมคี วามร้ทู ง้ั ในส่วนของเนื้อหาโครงการและกระบวนการตดั สนิ ใจของรฐั รวมทัง้ เปน็ การฝกึ อบรม
ผู้นา และทาให้ประชาชนได้เรียนรู้ทักษะการทางานรว่ มกันเพ่ือแก้ปัญหาต่าง ๆ อย่างมีประสทิ ธิภาพใน
อนาคต
เงอ่ื นไขพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของประชาชน
เงอื่ นไขพนื้ ฐานของการมสี ว่ นรว่ มของประชาชน มี 3 ประการ คอื
1. การมีอิสรภาพในการเข้าร่วม หมายถงึ การเข้ารว่ มต้องเป็นไปดว้ ยความสมคั รใจ
2. ความเสมอภาคในการเข้าร่วมกจิ กรรม หมายถึง ทุกคนทเี่ ขา้ รว่ มตอ้ งมีสทิ ธเิ ทา่ เทยี มกัน
3. ผู้เข้าร่วมต้องมคี วามสามารถพอท่จี ะเข้ารว่ มกิจกรรม หมายถึง มีความเข้าใจในเรอ่ื งนั้น ๆ
แต่หากกิจกรรมท่ีกาหนดไว้มีความซับซ้อนเกินความสามารถของกลุ่มเป้าหมาย ก็จะต้องมีการพัฒนา
ศกั ยภาพให้พวกเขาสามารถเข้ามามสี ว่ นรว่ มได้
596
ระดบั ขัน้ การมีส่วนรว่ มของประชาชน
การแบ่งระดับขั้นการมสี ่วนร่วมของประชาชนอาจแบ่งได้หลายวิธี ข้ึนอยู่กับวัตถุประสงคแ์ ละ
ความละเอยี ดของการแบง่ เป็นสาคัญ โดยมขี ้อพึงสังเกตคือ ถ้าระดับการมีส่วนรว่ มตา่ จานวนประชาชนท่ี
เข้ามีส่วนร่วมจะมาก และยิ่งระดับการมสี ว่ นรว่ มสงู ข้นึ เพียงใด จานวนประชาชนที่เขา้ มสี ว่ นรว่ มก็จะลดลง
ตามลาดบั ระดับการมีสว่ นรว่ มของประชาชนเรยี งตามลาดับจากต่าสดุ ไปหาสูงสุด ได้แก่
1. ระดับการใหข้ ้อมลู เปน็ ระดบั ต่าสดุ และเป็นวิธีการที่ง่ายทส่ี ดุ ของการตดิ ตอ่ ส่อื สารระหวา่ งผู้
วางแผนโครงการกบั ประชาชน มีวัตถปุ ระสงคเ์ พื่อใหข้ ้อมลู แกป่ ระชาชน โดยวธิ กี ารตา่ ง ๆ เช่น การแถลง
ขา่ ว การแจกข่าวสาร และการแสดงนิทรรศการ เปน็ ต้น แตไ่ ม่เปิดโอกาสใหแ้ สดงความคิดเหน็ หรอื เข้ามา
เกยี่ วขอ้ งใด ๆ
2. ระดับการเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน เป็นระดับข้ันที่สูงกว่าระดับแรก กล่าวคือ ผู้
วางแผนโครงการจะเชญิ ชวนใหป้ ระชาชนแสดงความคิดเห็น เพอ่ื เป็นขอ้ มูลในการประเมนิ ขอ้ ดขี อ้ เสยี ของ
โครงการอย่างชดั เจนมากขน้ึ เช่น การจัดทาแบบสอบถามกอ่ นรเิ ริ่มโครงการต่าง ๆ หรือการบรรยายและ
เปิดโอกาสให้ผ้ฟู ังแสดงความคิดเหน็ เกีย่ วกบั โครงการนนั้ ๆ เปน็ ตน้
3. ระดับการปรึกษาหารือ เป็นการเจรจาอย่างเป็นทางการระหว่างผู้วางแผนโครงการและ
ประชาชน เพอื่ ประเมนิ ความก้าวหน้าหรือระบุประเดน็ ข้อสงสยั ตา่ ง ๆ เชน่ การจดั ประชมุ การจดั สมั มนา
เชิงปฏบิ ตั กิ าร และการเปิดกว้างรับฟงั ความคดิ เหน็ เป็นตน้
4. ระดบั การวางแผนร่วมกัน เป็นระดบั การมสี ว่ นร่วมทีผ่ วู้ างแผนโครงการกบั ประชาชนมีความ
รบั ผดิ ชอบร่วมกันในการวางแผนเตรียมโครงการ และผลทีจ่ ะเกดิ ข้ึนจากการดาเนนิ การโครงการ เหมาะที่
จะใชส้ าหรบั การพิจารณาประเด็นทมี่ คี วามยุ่งยากซบั ซอ้ นและมขี อ้ โต้แยง้ มาก เช่น การใชก้ ลมุ่ ทปี่ รึกษาซง่ึ
เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่าง ๆ ที่เก่ียวข้อง การใช้อนุญาโตตุลาการเพื่อแก้ปัญหาข้อขัดแย้ง และการ
เจรจาเพอ่ื หาทางประนีประนอมกันเปน็ ตน้
5. ระดับการร่วมปฏิบตั ิ เป็นระดับทีผ่ ้รู ับผดิ ชอบโครงการกับประชาชนรว่ มกนั ดาเนินโครงการ
เป็นข้ันการนาโครงการไปปฏิบัติร่วมกันเพื่อใหบ้ รรลผุ ลตามวัตถปุ ระสงคท์ ่ีวางไว้
6. ระดับการควบคุมโดยประชาชน เป็นระดับสูงสุดของการมีส่วนร่วมโดยประชาชน เพ่ือ
แกป้ ญั หา ขอ้ ขดั แย้งทม่ี ีอยูท่ ้ังหมด เช่น การลงประชามติ แตก่ ารลงประชามติจะสะท้อนถงึ ความต้องการ
ของประชาชนไดด้ ีเพียงใด ข้ึนอยู่กับความชัดเจนของประเด็นที่จะลงประชามติและการกระจายข่าวสาร
เกีย่ วกับข้อดีขอ้ เสียของประเด็นดงั กลา่ วให้ประชาชนเข้าใจอยา่ งสมบรู ณแ์ ละทวั่ ถงึ เพียงใด โดยในประเทศ
ทม่ี กี ารพัฒนาทางการเมืองแล้ว ผลของการลงประชามตจิ ะมผี ลบงั คบั ใหร้ ัฐบาลตอ้ งปฏิบตั ิตาม แต่สาหรบั
ประเทศไทยนน้ั รัฐธรรมนูญฉบบั ปจั จบุ นั บญั ญตั ใิ ห้ ผลของการประชามติมีทงั้ แบบทีม่ ขี อ้ ยตุ โิ ดยเสียงข้าง