สรปุ สาระสาคญั พรบ.ระเบยี บบรหิ ารงานบุคคลสว่ นทอ้ งถน่ิ พ.ศ.2542 297
วาระอยูใ่ นตาแหนง่ กรรมการผแู้ ทนและผู้ทรงคุณวุฒมิ ีวาระการดารงตาแหนง่
คราวละ 4 ปี และ อาจได้รับคดั เลอื กอีกได้
การบริหารงานบุคคลในองค์การบริหารส่วนตาบล
1. คณะกรรมการพนกั งานองค์การบริหารสว่ นตาบล (กรรมการ 27 คน)
ตาแหนง่
จานวน ประกอบดว้ ย
ประธาน ผูว้ ่าราชการจงั หวัด 1 หรอื รองผ้วู ่าราชการจงั หวัดซ่ึงไดร้ บั มอบหมาย
กรรมการ นายอาเภอ หรอื 8 จากสว่ นราชการในจงั หวัดนั้น
หวั หนา้ สว่ นราชการ
กรรมการ ผู้แทน อบต. 9 1.ประธานสภา อบต.(คดั เลอื กกนั เอง 3 คน)
2.ประธานสภา อบต. (คดั เลอื กกันเอง 3 คน)
3.ผู้แทนพนกั งาน อบต. (ปลัด อบต.คัดเลอื ก 3 คน)
กรรมการ ผทู้ รงคุณวฒุ ิ 9 มีความรคู้ วามเช่ียวชาญ ดงั นี้
1. ด้านการบรหิ ารงานท้องถิน่
2.ดา้ นการบรหิ ารงานบคุ คล
3.ด้านระบบราชการ
4.ดา้ นการบริหารและการจดั การ
5.หรือดา้ นอ่ืนท่ีจะเปน็ ประโยชน์แก่การบรหิ ารงาน
บุคคลขององค์การบรหิ ารสว่ นจังหวดั
รวม 27
เลขานุการฯ = ผวู้ า่ ราชการจงั หวัดแต่งต้ังข้าราชการหรือพนักงาน อบต.คนหนง่ึ ในจงั หวัด
ผู้ว่าราชการจงั หวัด มหี น้าที่ดาเนนิ การจัดใหม้ กี ารคดั เลอื กผูแ้ ทนองคก์ ารบริหาร
ส่วนตาบล
วาระอยู่ในตาแหน่ง กรรมการผ้แู ทนและผู้ทรงคณุ วฒุ ิมีวาระการดารงตาแหน่งคราว
ละ 4 ปี และ อาจได้รับคดั เลือกอีกได้
298
2.คณะกรรมการกลางพนักงานองค์การบรหิ ารสว่ นตาบล (กรรมการ 18 คน)
ตาแหน่ง จานวน ประกอบด้วย
ประธาน รมต.วา่ การ 1 หรอื รมต.ช่วยวา่ การกระทรวงมหาดไทยซง่ึ รบั
กระทรวงมหาดไทย มอบหมาย
กรรมการ -ปลดั กระทรวงมหาดไทย 5 กรรมการโดยตาแหนง่ ...ท่มี ักจามาออกขอ้ สอบ
-เลขาธกิ าร ก.พ.
-ผ.อ.สานักงบประมาณ
- อธิบดกี รมบัญชกี ลาง
-อธิบดีกรมสง่ เสรมิ การ
ปกครองท้องถ่ิน
กรรมการ ผแู้ ทนเทศบาล 6 1.คัดเลือกจากประธานกรรมการบรหิ ารอบต.
(ปัจจบุ นั คอื นายก อบต.) 3 คน
2. คดั เลอื กจากปลัด อบต. 3 คน
กรรมการ ผู้ทรงคณุ วฒุ ิ 6 มคี วามรคู้ วามเชย่ี วชาญ ดังนี้
1. ดา้ นการบรหิ ารงานท้องถน่ิ
2.ด้านการบรหิ ารงานบุคคล
3.ด้านระบบราชการ
4.ดา้ นการบริหารและการจดั การ
5.หรือดา้ นอนื่ ทีจ่ ะเป็นประโยชน์แก่การบรหิ ารงาน
บคุ คลขององคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวดั
รวม 18
เลขาฯ = อธบิ ดีกรมส่งเสรมิ การปกครองท้องถิ่น แต่งตงั้ ข้าราชการในกรมซงึ่ ดารงตาแหนง่ ไม่ต่ากว่า
รองอธบิ ดี เป็นเลขานุการ
ปลัดกระทรวงมหาดไทย มหี นา้ ทด่ี าเนินการจดั ให้มกี ารคัดเลอื กผแู้ ทนองค์การ
บรหิ ารส่วนตาบล
วาระอยใู่ นตาแหนง่ กรรมการผู้แทนและผทู้ รงคณุ วฒุ ิมวี าระการดารงตาแหนง่ คราว
ละ 4 ปี และ อาจได้รับคัดเลอื กอีกได้
สรปุ สาระสาคญั พรบ.ระเบยี บบรหิ ารงานบุคคลสว่ นท้องถ่ิน พ.ศ.2542 299
การบริหารงานบุคคลในเมอื งพัทยา
1.คณะกรรมการพนกั งานเมอื งพัทยา (กรรมการ 12 คน)
ตาแหน่ง จานวน ประกอบดว้ ย
ประธาน ผวู้ า่ ราชการจงั หวัดชลบุรี 1
กรรมการ
กรรมการ นายอาเภอ หรอื หวั หนา้ 3 ในจงั หวัดชลบุรี
กรรมการ สว่ นราชการ
ผแู้ ทนเมืองพทั ยา 4 1.นายกเมอื งพทั ยา
2.ประธานสภาเมืองพัทยา (คดั เลอื กกนั เอง 1 คน)
3.ปลดั เมืองพทั ยา
4. ผู้แทนพนกั งานเมืองพัทยา (คดั เลือกกันเอง 1 คน)
ผทู้ รงคณุ วุฒิ 4 มคี วามรูค้ วามเช่ียวชาญ ดงั นี้
1. ด้านการบรหิ ารงานท้องถิน่
2.ด้านการบริหารงานบุคคล
3.ด้านระบบราชการ
4.ดา้ นการบริหารและการจดั การ
5.หรือด้านอื่นทจี่ ะเป็นประโยชนแ์ กก่ ารบรหิ ารงาน
บคุ คลขององคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวดั
รวม 12
เลขานุการฯ = ปลัดเมอื งพทั ยา
ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี มีหน้าที่ดาเนินการจัดให้มีการคัดเลือกผู้แทนพนักงาน
เมืองพทั ยา
วาระอยู่ในตาแหน่ง กรรมการผ้แู ทนและผู้ทรงคุณวฒุ ิมีวาระการดารงตาแหน่งคราว
ละ 4 ปี และ อาจไดร้ บั คดั เลอื กอีกได้
การกาหนดหลกั เกณฑเ์ กี่ยวกบั การบรหิ ารงานบุคคลของคณะกรรมการพนกั งานเมอื งพัทยา ใหม้ ี
อานาจกาหนดให้สอดคล้องกับความต้องการและความเหมาะสมของเมืองพัทยา แต่จะต้องอยู่ภายใต้
มาตรฐานทัว่ ไปเกี่ยวกบั การบริหารงานบุคคลท่ีคณะกรรมการกลางพนกั งานเทศบาลกาหนด
300
แนวข้อสอบ พรบ. ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถ่ิน 2542
1. ใครเป็นผรู้ ักษาการตาม พรบ.ระเบยี บบริหารงานบุคคลสว่ นทอ้ งถ่ิน พ.ศ.2542
ก. นายกรัฐมนตรี
ข. รฐั มนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ค. ปลัดกระทรวงมหาดไทย
ง. รัฐมนตรีชว่ ยว่าการกระทรวงมหาดไทย
2. พรบ. ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 บังคับใช้วันที่เทา่ ใด
ก. 29 พฤศจิกายน 2542 ข. 29 พฤษภาคม 2542
ค. 30 พฤศจิกายน 2542 ง. 30 พฤษภาคม 2542
3. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการขา้ ราชการองคก์ ารบริหารส่วนจังหวดั มวี าระอยู่ในการดารง
ตาแหน่งก่ีปี
ก. 4 ปี ตดิ ตอ่ กนั 2 วาระ ข. 4 ปี และอาจไดร้ ับคบั เลือกอกี
ค. 4 ปี ไม่เกนิ 2 วาระ ง. 4 ปวี าระเดยี ว
4. ใครมีหนา้ ท่ดี าเนินการจดั ให้มกี ารคดั เลอื กผ้แู ทนขา้ ราชการองค์การบริหารสว่ นจังหวดั
ก. นายกรฐั มนตรี ข. ปลดั จงั หวดั
ค. ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ง. รฐั มนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
5. ขอ้ ใดไมใ่ ชค่ ุณสมบัตแิ ละลกั ษณะต้องห้ามของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการข้าราชการ
องค์การบรหิ ารส่วนจงั หวดั
ก. อายุไม่ตา่ กวา่ สส่ี บิ ปบี รบิ รู ณ์
ข. อายไุ ม่ต่ากวา่ สส่ี บิ ปี
ค. ไมเ่ ป็นผ้ดู ารงตาแหนง่ ทางการเมือง
ง. ไม่เป็นข้าราชการซงึ่ มตี าแหนง่ หรอื เงินเดอื นประจา
6. คณะกรรมการขา้ ราชการองค์การบรหิ ารส่วนจังหวัด มีจานวนก่ีคน
ก. 12 คน ข. 14 คน
ค. 16 คน ง. 18 คน
7. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ความรูค้ วามเช่ียวชาญของผทู้ รงคุณวุฒิคณะกรรมการขา้ ราชการองค์การบรหิ ารส่วน
จังหวดั
ก. ด้านการบริหารงานบุคคล ข. ด้านการบรหิ ารงานท้องถิ่น
ค. ดา้ นกฎหมาย ง. ด้านการระบบราชการ
แนวข้อสอบ พรบ. ระเบียบบรหิ ารงานบุคคลสว่ นทอ้ งถิน่ 2542 301
8. ผู้ใดไม่ใชผ่ แู้ ทนคณะกรรมการขา้ ราชการองค์การบริหารส่วนจงั หวดั
ก. นายกองค์การบรหิ ารส่วนจงั หวัด ข. ผู้ว่าราชการจงั หวดั
ค. ข้าราชการองค์การบรหิ ารส่วนจงั หวดั ง. สมาชกิ สภาองค์การบรหิ ารส่วนจงั หวัด
9. ข้อใดกล่าวไมถ่ ูกต้อง
ก. การประชมุ ของคณะกรรมการขา้ ราชการองค์การบรหิ ารส่วนจังหวัดตอ้ งมกี รรมการมาประชมุ
ไม่นอ้ ยกว่าก่ึงหนง่ึ ของจานวนกรรมการทง้ั หมดจึงจะเป็นองค์ประชุม
ข. ถา้ ประธานไม่อยใู่ นทีป่ ระชุม หรอื ไมส่ ามารถปฏบิ ัติหน้าที่ไดใ้ ห้นายกองคก์ ารบริหารสว่ น
จงั หวดั ทาหน้าทเ่ี ป็นประธานในทป่ี ระชมุ
ค. ในการประชมุ ถา้ มกี ารพจิ ารณาเร่ืองเกีย่ วกบั กรรมการผใู้ ดโดยเฉพาะ กรรมการผู้นน้ั ไมม่ ีสทิ ธิ
เขา้ ประชมุ
ง. ในการประชมุ ถา้ มีการพจิ ารณาเร่อื งเกี่ยวกบั กรรมการผู้ใดโดยเฉพาะ กรรมการผ้นู นั้ ไมม่ ีสทิ ธิ
ออกเสียงในทป่ี ระชุม
10. การคัดเลือกกรรมการผ้ทู รงคุณวุฒิให้ประธานและหัวหน้าส่วนราชการประจาจงั หวัดเสนอรายช่ือ
จานวนก่ีคน
ก. 4 คน ข. 6 คน
ค. 8 คน ง. 12 คน
11. ข้อใดไมใ่ ช่อานาจหนา้ ทขี่ องคณะกรรมการขา้ ราชการองค์การบริหารสว่ นจังหวัด
ก. กาหนดระเบียบเกยี่ วกับการบรหิ าร ข. กาหนดจานวนและอตั ราตาแหนง่
ค. กาหนดมาตรฐานทว่ั ไปเก่ียวกบั อตั ราตาแหนง่ ง. กาหนดหลักเกณฑ์และเงือ่ นไขการ
คัดเลอื ก
12. คณะกรรมการกลางขา้ ราชการองคก์ ารบริหารสว่ นจังหวัด มีจานวนก่ีคน
ก. 12 คน ข. 14 คน
ค. 16 คน ง. 18 คน
13.ประธานคณะกรรมการกลางข้าราชการองคก์ ารบริหารส่วนจังหวัดคือผใู้ ด
ก. ผูว้ า่ ราชการจงั หวัด ข. รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทย
ค. นายกองค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวัด ง. ปลดั จงั หวัด
302
14. ข้อใดกลา่ วไมถ่ กู ต้อง
ก. ผวู้ า่ ราชการจังหวัด เปน็ ประธานคณะกรรมการขา้ ราชการองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั
ข. ผู้วา่ ราชการจงั หวดั เป็นประธานคณะกรรมการกลางข้าราชการองคก์ ารบริหารส่วนจงั หวดั
ค. ปลัดองคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวัด เป็นเลขาฯคณะกรรมการขา้ ราชการองคก์ ารบรหิ ารส่วน
จงั หวดั
ง. ผู้วา่ ราชการจงั หวดั เป็นประธานคณะกรรมการพนกั งานเทศบาล
15. ผ้ใู ดไมใ่ ช่คณะกรรมการกลางขา้ ราชการองคก์ ารบริหารสว่ นจังหวดั
ก. เลขาธิการ ก.พ. ข. อธบิ ดกี รมสง่ เสรมิ การปกครองท้องถ่นิ
ค. ผู้อานวยการสานกั งบประมาณ ง. ผู้วา่ ราชการจงั หวัด
16. ใครเป็นเลขานุการคณะกรรมการกลางขา้ ราชการองคก์ ารบริหารส่วนจงั หวดั
ก. คนที่ผู้วา่ ราชการจังหวดั แต่งตั้ง ข. คนทอี่ ธิบดกี รมสง่ เสริมการปกครองแต่งตัง้
ค. ปลดั จงั หวดั ง. ปลัดองค์การบรหิ ารส่วนจงั หวดั
17. ใครเป็นผูแ้ ต่งตัง้ บุคคลเป็นเลขานกุ ารคณะกรรมการพนกั งานเทศบาล
ก. นายกเทศมนตรี ข. ผู้วา่ ราชการจงั หวัด
ค. ประธานสภาเทศบาล ง. คณะกรรมการคัดเลอื ก
18. หวั หนา้ สว่ นราชการประจาจังหวัดเปน็ คณะกรรมการพนกั งานเทศบาลกคี่ น
ก. 4 คน ข. 5 คน
ค. 6 คน ง. 7 คน
19. ข้อใดกลา่ วถูกตอ้ ง
ก. ผู้วา่ ราชการจงั หวดั เปน็ ประธานคณะกรรมการพนกั งานเทศบาล
ข. ผู้ว่าราชการจงั หวัด หรอื รองผ้วู า่ ราชการจงั หวดั เปน็ ประธานคณะกรรมการพนกั งานเทศบาล
ค. ปลดั จงั หวดั เป็นเลขานุการคณะกรรมการพนกั งานเทศบาล
ง. นายกเทศมนตรแี ตง่ ตั้งขา้ ราชการเปน็ เลขานุการคณะกรรมการพนกั งานเทศบาล
20. ผใู้ ดไม่ได้เป็นผู้แทนเทศบาลของคณะกรรมการพนกั งานเทศบาล
ก. นายกเทศมนตรี ข. รองนายกเทศมนตรี
ค. ผแู้ ทนพนกั งานเทศบาล ง. ประธานสภาเทศบาล
21. ผู้แทนและผ้ทู รงคุณวุฒิคณะกรรมการพนักงานเทศบาลมวี าระในการดารงตาแหนง่ ก่ปี ี
ก. 4 ปีวาระเดียว ข. 4 ปี ติดต่อกนั 2 วาระ
ค. 4 ปี ไม่เกิน 2 วาระ ง. 4 ปี และอาจได้รบั คับเลือกอีก
แนวข้อสอบ พรบ. ระเบียบบริหารงานบคุ คลสว่ นทอ้ งถิน่ 2542 303
22. ใครมีหนา้ ทดี่ าเนินการจัดใหม้ กี ารคดั เลอื กผู้แทนคณะกรรมการกลางพนกั งานเทศบาล
ก. ปลดั กระทรวงมหาดไทย ข. อธิบดกี รมบัญชกี ลาง
ค. รฐั มนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ง. อธบิ ดีกรมสง่ เสรมิ การปกครองทอ้ งถ่นิ
23. ผู้ทรงคณุ วุฒิคณะกรรมการกลางพนกั งานเทศบาลตอ้ งมีความรคู้ วามเชย่ี วชาญในด้านใด
ก. ด้านการบรหิ ารงานทอ้ งถ่นิ
ข. ดา้ นกฎหมาย
ค. ดา้ นการบริหารและการจดั การ
ง. ถกู ท้ังขอ้ ก. และข้อ ค.
24. บคุ คลใดเป็นคณะกรรมการกลางพนกั งานเทศบาล
ก. ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ข. ผ้อู านวยการสานกั งบประมาณ
ค. ปลดั จงั หวัด ง. ปลดั กระทรวงการคลงั
25. คณะกรรมการพนกั งานส่วนตาบลมีจานวนกี่คน
ก. 12 คน ข. 16 คน
ค. 18 คน ง. 27 คน
26. ข้อใดกลา่ วถูกตอ้ ง
ก. ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานคณะกรรมการพนักงานสว่ นตาบล
ข. ผู้วา่ ราชการจงั หวัดหรือรองผวู้ ่าราชการทีไ่ ด้รบั มอบหมาย เปน็ ประธานคณะกรรมการ
พนักงานสว่ นตาบล
ค. ปลดั จงั หวัด เป็นเลขานุการคณะกรรมการพนกั งานสว่ นตาบล
ง. นายอาเภอ แตง่ ต้งั บุคคลเพอ่ื เปน็ เลขานุการพนักงานส่วนตาบล
27. การคดั เลอื กผ้ทู รงคุณวุฒิ ผแู้ ทนองค์การบริหารส่วนตาบลเสนอรายช่ือได้กค่ี น
ก. 6 คน ข. 10 คน
ค. 12 คน ง. 15 คน
28. ใครเป็นผูจ้ ัดให้มีการคัดเลือกผูแ้ ทนคณะกรรมการพนักงานสว่ นตาบล
ก. ผู้วา่ ราชการจงั หวัด ข. หวั หน้าสว่ นราชการ
ค. นายอาเภอ ง. นายกองคก์ ารบริหารสว่ นตาบล
29. คณะกรรมการกลางพนกั งานส่วนตาบลมกี ี่คน
ก. 12 คน ข. 16 คน
ค. 18 คน ง. 27 คน
304
30. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ความรคู้ วามเชยี วชาญของผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการกลางพนกั งานสว่ นตาบล
ก. ดา้ นการระบบราชการ ข. ด้านการพัฒนาทอ้ งถิ่น
ค. ด้านการบริหารงานบุคคล ง. ด้านการบริหารงานท้องถิน่
31. คณะกรรมการพนักงานเมืองพัทยามีท้ังหมดกี่คน
ก. 12 คน ข. 16 คน
ค. 18 คน ง. 27 คน
32. ข้อใดกลา่ วถกู ตอ้ ง
ก. ผูว้ า่ ราชการจังหวัดชลบรุ ี เป็นประธานคณะกรรมการพนกั งานเมอื งพทั ยา
ข. ผู้ว่าราชการจงั หวดั ชลบุรี หรือรองผู้ว่าราชการจงั หวัดชลบุรเี ป็นประธานคณะกรรมการ
พนักงานเมอื งพทั ยา
ค. ปลดั เมอื งพทั ยา แตง่ ตง้ั บคุ คลเป็นเลขานุการคณะกรรมการพนักงานเมืองพัทยา
ง. นายอาเภอ เป็นผู้ดาเนินการจัดให้การคัดเลอื กผ้แู ทนพนกั งานเมอื งพทั ยา
33. ผู้ใดไม่ใช่คณะกรรมการพนักงานเมืองพัทยา
ก. ผวู้ า่ ราชการจังหวดั ชลบรุ ี
ข. รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทย
ค. นายอาเภอหรือหวั หน้าสว่ นราชการในจงั หวัดชลบรุ ี
ง. ปลดั เมอื งพทั ยา
34. คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลสว่ นท้องถน่ิ เรยี กโดยย่อว่า
ก. ก.ถ. ข. กถ.
ค. กก.ถ. ง. กกถ.
35. ใครไมใ่ ช่คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบคุ คลสว่ นทอ้ งถ่ิน
ก. ผู้อานวยการสานกั งบประมาณ ข. ปลดั กระทรวงการคลงั
ค. ปลัดกระทรวงมหาดไทย ง. รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทย
36. ผู้ทรงคณุ วุฒิคณะกรรมการขา้ ราชการองค์การบริหารสว่ นจังหวัดมีวาระอยูใ่ นตาแหน่งกี่ปี
ก. 2 ปี ข. 3 ปี
ค. 4 ปี ง. 5 ปี
แนวข้อสอบ พรบ. ระเบยี บบริหารงานบคุ คลส่วนทอ้ งถิ่น 2542 305
37. อานาจหนา้ ท่ีของคณะกรรมการมาตรฐานการบรหิ ารงานบุคคลสว่ นท้องถิ่นคอื ขอ้ ใด
ก. กาหนดมาตรฐานกลางและแนวทางการบรหิ ารงานบคุ คลสว่ นทอ้ งถ่ิน
ข. กาหนดมาตรฐานทวั่ ไปเกยี่ วกบั คณุ สมบัตแิ ละลกั ษณะตอ้ งห้ามเบื้องต้น
ค. กาหนดมาตรฐานทวั่ ไปเก่ยี วกบั การให้ออกจากราชการ
ง. กาหนดจานวนและอตั ราตาแหนง่
38. ใครเป็นผู้ดาเนินการจัดให้มีการคดั เลอื กประธานกรรมการมาตรฐานการริหารงานบุคคลสว่ น
ท้องถิ่น
ก. รฐั มนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทย ข. ปลดั กระทรวงมหาดไทย
ค. อบดีกรมสง่ เสรมิ การปกครองทอ้ งถ่ิน ง. เลขาธิการ ก.พ.
39. ใครเป็นผูม้ ีอานาจออกคาสั่งแตง่ ตัง้ ข้าราชการองค์การบรหิ ารส่วนจังหวัด
ก. นายกองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั
ข. นายกองคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวดั โดยความเห็นชอบของผู้ว่าราชการจังหวดั
ค. นายกองค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวัด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการข้าราชการองคก์ าร
บรหิ ารส่วนจังหวัด
ง. คณะกรรมการข้าราชการองค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวัด
40. ใครเป็นผ้ปู ระกาศแตง่ ต้งั บคุ คลท่ไี ด้รับการคดั เลอื กเป็นประธานกรรมการมาตรฐานการบรหิ ารงาน
บุคคลสว่ นท้องถิ่น
ก. ปลดั กระทรวงมหาดไทย ข. รัฐมนตรวี ่าการกระทรวงมหาดไทย
ค. อธบิ ดกี รมส่งเสริมการปกครองทอ้ งถน่ิ ง. นายกรัฐมนตรี
41. ประธานกรรมการมาตรฐานการบรหิ ารงานบคุ คลสว่ นท้องถน่ิ มีวาระอยใู่ นตาแหนง่ คราวละกีป่ ี
ก. 4 ปี วาระเดยี ว ข. 6 ปี วาระเดียว
ข. 4 ปี ไม่เกนิ 2 วาระ ง. 6 ปี ไมเ่ กิน 2 วาระ
42. การจ่ายเงินเดือน ประโยชนต์ อบแทนอื่น เงินคา่ จา้ งที่นามาจากเงินรายไดไ้ มร่ วมเงนิ อดุ หนุนหรอื
และเงนิ กอู้ ่ืนใด องคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง ตอ้ งกาหนดไวเ้ ทา่ ใด
ก. ร้อยละ 40 ของเงินงบประมาณรายจ่ายประจาปี
ข. ไมเ่ กินร้อยละ 40 ของเงินงบประมาณรายจา่ ยประจาปี
ค. ร้อยละ 40 ของเงินงบประมาณรายรบั ประจาปี
ง. ไม่เกินรอ้ ยละ 40 ของเงนิ งบประมาณรายรับประจาปี
306
43. ใหจ้ ัดต้ังสานกั งานคณะกรรมการมาตรฐานการบรหิ ารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นขน้ึ ในหน่วยงานใด
ก. สานกั นายกรฐั มนตรี ข. สานักงานปลดั กระทรวง กระทรวงมหาดไทย
ข. สานกั งานปลัดสานกั นายกฯ ง. สานกั ปลดั กระทรวงมหาดไทย
44. ใครเป็นประธานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลสว่ นท้องถิ่น คนปจั จุบัน
ก. นายพงศโ์ พยม วาศภูติ ข. นายวชั รินทร์ ทองสกุล
ค. นายประยรู พรหมพันธ์ุ ง. นายคณพล ปนิ่ แกว้
เฉลยแนวข้อสอบ พรบ. ระเบียบบริหารงานบคุ คลส่วนท้องถ่นิ 2542 307
เฉลยแนวขอ้ สอบ พรบ. ระเบียบบรหิ ารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น 2542
ข้อ คาตอบ ขอ้ คาตอบ
1 ข 23 ง
2 ค 24 ข
3 ข 25 ง
4 ค 26 ข
5 ข 27 ง
6 ก 28 ก
7 ค 29 ค
8 ข 30 ข
9 ข 31 ก
10 ข 32 ก
11 ค 33 ข
12 ง 34 ก
13 ข 35 ง
14 ข 36 ค
15 ง 37 ก
16 ข 38 ก
17 ข 39 ค
18 ข 40 ข
19 ก 41 ข
20 ข 42 ข
21 ง 43 ข
22 ก 44 ก
308
สรุปสาระสาคญั การบรหิ ารงานบุคคลในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
คณะกรรมการมาตรฐานการบรหิ ารงานบุคคลสว่ นทอ้ งถิ่น (ก.ถ.) (กรรมการ 17 คน)
ตาแหนง่ จานวน
ประธาน 1 กรรมการโดยตาแหนง่ , ผ้ทู รงคณุ วุฒ,ิ และผู้แทน ร่วมกนั เสนอ
รายช่ือประธานฝ่ายละ3 คน และใหบ้ คุ คล 9 คนประชมุ คัดเลือก
กนั เอง ผไู้ ดร้ บั คะแนนสงู สุด เป็นผ้ไู ดร้ บั การคดั เลือก
ต้องมีความรู้ความเช่ียวชาญ
1. ด้านการบรหิ ารงานท้องถิ่น
2.ด้านการบรหิ ารงานบุคคล
3.ด้านระบบราชการ
4.ดา้ นการบริหารและการจดั การหรอื ด้านกฎหมาย
และไม่ได้เป็นกรรมการใดๆ
กรรมการโดยตาแหนง่ 6 1.เลขาธิการ ก.พ.
2.เลขาธกิ ารคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ
3.ผอู้ านวยการสานกั งบประมาณ
4.ปลัดกระทรวงการคลงั
5.ปลดั กระทรวงมหาดไทย
6.อธบิ ดกี รมสง่ เสรมิ การปกครองทอ้ งถน่ิ
ผู้ทรงคณุ วุฒิ 5 คณะรฐั มนตรีแตง่ ตั้งจากผมู้ ีความรคู้ วามเชยี วชาญ
1. ดา้ นการบรหิ ารงานทอ้ งถ่ิน
2.ด้านการบริหารงานบคุ คล
3.ด้านระบบราชการ
4.ดา้ นการบริหารและการจัดการหรอื ด้านกฎหมาย
ผ้แู ทน 5 ผู้แทนคณะกรรมการกลางขา้ ราชการ อบจ. 1 คน
ผแู้ ทนคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล 1 คน
ผแู้ ทนคณะกรรมการกลางพนกั งานสว่ นตาบล 1 คน
ผู้แทนคณะกรรมการขา้ ราชการ กทม. 1 คน
ผู้แทนคณะกรรมการพนกั งานเมอื งพทั ยา 1 คน
เลขานกุ าร = หัวหนา้ สานักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบคุ คลส่วนท้องถิ่น
สรปุ สาระสาคญั การบรหิ ารงานบุคคลในองคก์ รปกครองสว่ นท้องถน่ิ 309
วาระอยู่ในตาแหน่ง ประธานกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบคุ คลสว่ นท้องถ่ิน มี
วาระการอยู่ในตาแหน่งคราวละ 6 ปี นับตง้ั แตว่ ันทไ่ี ด้รบั การแต่งตงั้ ได้เพยี งวาระเดยี ว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศแต่งตั้งบุคคลซ่ึงได้รับการคัดเลือกเป็น
ประธานกรรมการมาตรฐานการบรหิ ารงานบุคคลสว่ นทอ้ งถิ่น
อานาจหนา้ ท่คี ณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบคุ คลสว่ นท้องถิ่น
(1) กาหนดมาตรฐานกลางและแนวทางในการรักษาระบบคุณธรรมเก่ียวกับการบริหารงาน
บุคคลโดยเฉพาะในเร่ืองการแตง่ ต้ังและการให้พ้นจากตาแหนง่ ของพนักงานส่วนท้องถิ่นรวมตลอดถงึ การ
กาหนดโครงสร้างอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอ่ืนให้มีสัดส่วนท่ีเหมาะสมแก่รายได้และการ
พัฒนาท้องถ่ินตามอานาจหน้าท่ีขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ท้ังน้ี การกาหนดมาตรฐานกลางและ
แนวทางจะต้องไม่มีลักษณะเป็นการกาหนดหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลโดยเฉพาะเจาะจงที่ทาให้
องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ินไมส่ ามารถบรหิ ารงานบคุ คลตามความต้องการและความเหมาะสมของแตล่ ะ
องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ ได้
(2) กาหนดแนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถ่ินเพื่อรองรับการกระจาย
อานาจการปกครองสว่ นทอ้ งถิน่
(3) กาหนดหลกั เกณฑแ์ ละเงอื่ นไขการคดั เลือกผ้แู ทนและผู้ทรงคุณวฒุ ิของคณะกรรมการกลาง
(4) ส่งเสริมใหม้ ีการศึกษา วิเคราะห์ หรือวจิ ัยเกี่ยวกับการบรหิ ารงานบุคคลส่วนทอ้ งถ่นิ
(5) ให้คาปรึกษา คาแนะนา และพิจารณาปญั หาเก่ยี วกับการบริหารงานบคุ คลสว่ นท้องถิน่ แก่
องคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่นิ
(6) ประสานงานกับคณะรัฐมนตรี หนว่ ยงานของรฐั องค์กรปกครองสว่ นท้องถน่ิ คณะกรรมการ
ข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการประเภทต่าง ๆ คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือ
พนักงานส่วนท้องถิ่น และคณะกรรมการข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น เพ่ือส่งเสริมให้การ
บริหารงานบุคคลสว่ นทอ้ งถน่ิ มีประสิทธิภาพ
(7) ปฏิบัติการอื่นตามทก่ี าหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรอื กฎหมายอ่ืน
มาตรา 35 ในการจ่ายเงินเดือน ประโยชน์ตอบแทนอื่น และเงินค่าจ้างของข้าราชการ หรือ
พนักงานส่วนท้องถิ่น และลูกจ้าง ท่ีนามาจาเงินรายได้ท่ีไม่รวมเงินอุดหนุนและเงินกู้หรือเงินอื่นใดนั้น
องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิน่ แต่ละแหง่ จะกาหนดสูงกวา่ รอ้ ยละสสี่ บิ ของเงนิ งบประมาณรายจา่ ยประจาปี
ขององค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ินนั้นไมไ่ ด้
310
จดั ตง้ั สานกั งานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบคุ คลสว่ นทอ้ งถิน่ ขึน้ ในสานักงาน
ปลัดกระทรวง กระทรวงมหาดไทย มีหน้าท่ีรับผิดชอบงานในราชการของคณะกรรมการมาตรฐานการ
บรหิ ารงานบคุ คลส่วนทอ้ งถ่นิ และมอี านาจหนา้ ที่ ดงั ต่อไปน้ี
(1) รบั ผิดชอบในงานธรุ การของคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบคุ คลสว่ นท้องถนิ่
(2) ศึกษา วิเคราะห์ และรวบรวมข้อมลู ต่าง ๆ เกย่ี วกับงานของคณะกรรมการมาตรฐานการ
บรหิ ารงานบุคคลสว่ นทอ้ งถน่ิ
(3) ประสานงาน ตดิ ตาม และประเมินผลการบรหิ ารงานบุคคลขององคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน
(4) ช่วยเหลอื และให้คาปรึกษาและแนะนาเกย่ี วกบั การบรหิ ารงานบุคคลสว่ นท้องถน่ิ
(5) จัดประชุม สัมมนา ฝกึ อบรม รวมทง้ั การประชาสัมพันธแ์ ละเผยแพร่ความรเู้ กย่ี วกบั การ
บรหิ ารงานบคุ คลส่วนทอ้ งถนิ่
(6) จดั ทารายงานประจาปเี กย่ี วกบั วตั ถปุ ระสงค์ ผลงาน และอปุ สรรคในการปฏบิ ัติหนา้ ทแ่ี ละใน
การดาเนินงานของคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบคุ คลสว่ นทอ้ งถิ่น และสานักงาน
คณะกรรมการมาตรฐานการบรหิ ารงานบุคคลสว่ นทอ้ งถ่นิ
(7) ปฏิบตั ิงานอื่น ๆ ตามท่คี ณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนทอ้ งถิ่นมอบหมา
ยามรเู้ กยี่ วกบั การบรหิ ารงานบคุ คลสว่ นทอ้ งถิน่
สรปุ สาระสาคญั พระราชกฤษฎีกาวา่ ด้วยหลกั เกณฑแ์ ละวธิ กี ารบรหิ ารบา้ นเมืองท่ดี ี พ.ศ. 311
2546
สรปุ สาระสาคัญพระราชกฤษฎีกาวา่ ด้วยหลักเกณฑแ์ ละวธิ ีการบริหารบา้ นเมืองทด่ี ี พ.ศ. 2546
พระราชกฤษฎีกา วา่ ด้วยหลักเกณฑ์และวธิ ีการบรหิ ารบ้านเมอื งทดี่ ี พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายท่ี
กาหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการปฏิบัติราชการ การส่ังการให้ส่วนราชการและข้าราชการปฏิบัติ
ราชการเพ่ือให้เกิดการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี สอดคล้องกับการปฏิรูประบบราชการ เพ่ือให้การ
ปฏิบัติงานของส่วนราชการตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศ และให้บริการแก่ประช าชนอย่างมี
ประสิทธิภาพ
มาตรา 1 ชอ่ื พระราชกฤษฎีกาว่าดว้ ยหลกั เกณฑแ์ ละวิธีการบริหารกจิ การบา้ นเมอื งทดี่ ี พ.ศ.
2546
มาตรา 2 ขอ้ ควรจา -> พระราชกฤษฎีกา ว่าดว้ ยหลกั เกณฑแ์ ละวธิ กี ารบริหารบา้ นเมอื งทด่ี ี
พ.ศ. 2546 ให้ไว้ ณ วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2546 และบังคับใช้ต้ังแต่วันถัดจากประกาศในราชกิจจา
นุเบกษาเปน็ ต้นไป นน้ั กค็ อื วันที่ 10 ตุลาคม 2546 เล่ม 100 ตอน 20ก.
มาตรา 3 การปฏิบตั ติ าม พรฎ.นี้ ใหเ้ ปน็ ไปตามท่ี ครม.กาหนด ตามข้อเสนอแนะของ ก.พ.ร.
มาตราท่ี 4 คาจากดั ความในพระรากฤษฎกี านี้
“ส่วนราชการ” หมายความว่า สว่ นราชการตามกฎหมายว่าด้วยการปรับปรงุ กระทรวง ทบวง
กรมและหนว่ ยงานอ่ืนของรฐั ทอี่ ยใู่ นกากับของราชการฝ่ายบริหารแตไ่ ม่รวมถึงองคก์ รปกครองส่วนท้องถน่ิ
“รัฐวิสาหกิจ” หมายความว่า รัฐวิสาหกิจที่จัดต้ังข้ึนโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา
“ขา้ ราชการ” หมายความรวมถงึ พนักงาน ลกู จ้าง หรอื ผ้ปู ฏิบตั ิงานในส่วนราชการ
มาตราท่ี 5 ให้นายกรฐั มนตรรี กั ษาการตามพระราชกฤษฎกี านี้
หมวด 1
การบริหารบา้ นเมืองท่ดี ี
มาตรา 6 พระราชกฤษฎกี า มเี ป้าหมาย ดงั น้ี
1) เกิดประโยชนส์ ุขของประชาชน
2) เกิดผลสัมฤทธ์ติ ่อภารกจิ ของรฐั
3) มปี ระสทิ ธิภาพและเกิดความคุ้มคา่ ในเชงิ ภารกจิ ของรฐั
4) ไมม่ ีขั้นตอนการปฏบิ ัตงิ านเกินความจาเป็น
ได้แก่การกาหนดระยะเวลาในการปฏิบัติงานและการลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน จัดให้มีการ
กระจายอานาจการตัดสินใจ เพื่อใหก้ ารปฏิบัติงานเสรจ็ ส้ินท่ีจุดบรกิ ารใกล้ตัวกับประชาชน รวมทั้งการ
ปฏิบัตงิ านในรูป one – stop service
312
5) มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อเหตุการณ์ ได้แก่ การทบทวนและปรับปรงุ
กระบวนการ และขั้นตอนทางานใหม่อย่เู สมอ ทบทวนลาดับความสาคัญ และความจาเป็นทางแผนงาน
และโครงการทกุ ระยะ การยบุ เลิกส่วนราชการท่ไี มจ่ าเป็น และปรบั ปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ ต่าง ๆ ให้
เหมาะสมกับเหตกุ ารณอ์ ย่เู สมอ
6) ประชาชนได้รับการอานวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ ได้แก่ การ
ปฏิบัติราชการที่ม่งุ เน้นกบั ความต้องการและความพึงพอใจของประชาชนผรู้ ับบรกิ ารเปน็ หลกั โดยมีการ
สารวจความต้องการของประชาชน และความพึงพอใจของผู้รับบรกิ ารอยา่ งสม่าเสมอ เพ่อื นามา ปรับปรงุ
การปฏบิ ัตริ าชการ
7) มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่าเสมอได้แก่ การตรวจสอบและวัดผลการ
ปฏิบตั งิ าน เพอ่ื ให้เกิดระบบการควบคมุ ตนเอง
สูตรเทคนิคการจา ; ประโยชน์ – สมั ฤทธิ์ – ประสทิ ธิ์ – ข้นั ตอน – ปรับปรงุ – อานวย – ประเมิน
หมวดที่ 2
การบริหารราชการเพ่ือให้เกิดประโยชน์สขุ ของประชาชน
มาตราท่ี 7 หมายถึง การปฏบิ ตั ิราชการท่มี เี ปา้ หมายเพอื่ เกดิ ความผาสกุ และความเปน็ อย่ขู อง
ประชาชนมคี วามสงบและปลอดภัยของสังคมสว่ นรวมตลอดจนประโยชน์สงู สุดของประเทศ
มาตราที่ 8 กาหนดให้มแี นวทางบริหารราชการ ดังนี้
1) กาหนดภารกิจของส่วนราชการต้องทาไปเพื่อความผาสุกของประชาชนและสอดคล้องกบั
แนวนโยบายแห่งรฐั และแนวนโยบายของรัฐบาล
2) ต้องปฏิบตั ิไปโดยความซอื่ สตั ยส์ จุ รติ สามารถตรวจสอบได้
3) ก่อนเริ่มดาเนินการ ต้องศึกษาวิเคราะห์ผลดี และผลเสียให้ครบถ้วน ด้วยความโปร่งใส
ภารกิจใดมผี ลกระทบต่อประชาชน ตั้งรับฟังความคิดเหน็ ของประชาชนตระหนกั ถึงประโยชน์สว่ นรวมท่ี
จะได้รับประชาชนตระหนกั ถงึ ประโยชน์ส่วนรวมที่จะไดร้ บั
4) เป็นหน้าทีต่ อ้ งรบั ฟงั ความคิดเหน็ ความพงึ พอใจของสงั คม และประชาชน ท่ไี ด้รับบริการเพอื่
นามาปรบั ปรงุ เสนอแนะผู้มอี านาจปรบั ปรงุ ให้เหมาะสม
สรปุ สาระสาคญั พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑแ์ ละวิธีการบรหิ ารบ้านเมืองทด่ี ี พ.ศ. 313
2546
5) พบปัญหาอุปสรรคการดาเนินการ ให้รีบแก้ไขปัญหาอุปสรรคโดยเร็ว หากพบว่า ปัญหา
อุปสรรคเกิดจากส่วนราชการ ระเบียบ ข้อบังคับ รีบแจ้งให้ส่วนราชการเกี่ยวข้อง ทราบเพื่อปรับปรุง
โดยเรว็ และแจง้ ให้ ก.พ.ร. ทราบด้วย
หมวดท่ี 3
การบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธติ์ อ่ ภารกิจของรฐั
มาตรา 9 เพ่ือใหเ้ กิดผลสัมฤทธติ์ ่อภารกจิ ของรฐั ใหส้ ว่ นราชการปฏบิ ัติ ดงั น้ี
1) ก่อนดาเนนิ การ ต้องจัดทาแผนปฏิบัตริ าชการไวเ้ ป็นการลว่ งหนา้
2) ในแผนปฏิบัติราชการ ต้องมีรายละเอียดของข้ันตอน ระยะเวลาและงบประมาณที่ต้องใช้
เปา้ หมายของภารกิจ ผลสัมฤทธิ์ และตัวชวี้ ัดความสาเร็จ
3) ตอ้ งจัดให้มกี ารตดิ ตาม และประเมินผลการปฏิบตั ติ ามแผนปฏบิ ตั ริ าชการ
4) การปฏิบัติตามแผนปฏิบตั ริ าชการเกดิ ผลกระทบต่อประชาชน ต้องรีบแก้ไขหรือบรรเทาหรอื
เปล่ยี นแปลงแผนปฏิบตั ริ าชการใหเ้ หมาะสม
มาตรา 10 ภารกิจใดมีความเกี่ยวขอ้ งกบั หลายสว่ นราชการ ให้ส่วนราชการที่เกย่ี วขอ้ งกาหนด
แนวปฏิบัติราชการ เพ่ือให้เกิดการบริหารราชการบรู ณาการพร้อมกนั โดยมุ่งให้เกดิ ผลสมั ฤทธิ์ตอ่ ภารกจิ
ของรัฐ
มาตรา 11 การพัฒนาความรู้ในส่วนราชการ ท่ีมีลักษณะเป็นองค์แห่งการเรียนรู้อย่าง
สม่าเสมอ เพ่ือนาความรู้มาประยุกต์ใช้ได้อยา่ งถูกต้อง รวดเร็ว สง่ เสริมพฒั นาความร้คู วามสามารถ สรา้ ง
วสิ ัยทศั น์และเปลีย่ นทศั นคติ ใหม้ ีการเรยี นรรู้ ่วมกนั
มาตรา 12 ก.พ.ร. อาจเสนอต่อ ครม.เพื่อกาหนดมาตรการกากับการปฏิบัติราชการ (คา
รับรองการปฏิบัตริ าชการ โดยวธิ ีการจดั ทาความตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร หรอื โดยวธิ ีอน่ื ใด
มาตรา 13 ให้ ครม.จัดให้มี แผนการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อ ครม.แถลงนโยบายต่อ
รฐั สภา 15วนั ) แล้ว ให้
1. สานกั งานเลขาธิการคณะรฐั มนตรี
2. สานักงานเลขาธิการนายกรฐั มนตรี
3. สานกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ(สศช.)
314
4. สานักงบประมาณ ร่วมกันจัดทาแผนฯเสนอ ครม.พิจารณา ภายใน 90 วัน เสนอ
นายกภายใน 60 วัน นับแต่วันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เม่ือครม.เหน็ ชอบ ให้มีผลผูกพัน ครม. / รมต. /
สว่ นราชการ
มาตรา 14 การจัดทาแผนการบริหารราชการแผ่นดิน ให้จัดทาเปน็ แผน 4 ปี โดยนานโยบาย
ของรัฐบาลท่แี ถลงต่อรัฐสภามาพิจารณาดาเนินการให้สอดคล้องกับ แนวนโยบายข้ันพ้ืนฐานแหง่ รฐั ตาม
มาตรา.75-76 รธน. และแผนพัฒนาประเทศท่ีเก่ียวข้อง อย่างน้อยต้องมีสาระสาคัญเก่ียวกับ
1.การกาหนดเปา้ หมายและผลสมั ฤทธิข์ องงาน
2.ส่วนราชการ และบคุ คลท่รี ับผดิ ชอบ ในแตล่ ะภารกจิ
3.ประมาณการรายได้ และรายจ่าย และทรัพยากรต่างๆที่จะต้องใช้ในแต่ละภารกิจ
4.ระยะเวลาการดาเนนิ การ
5.การติดตามประเมินผล
มาตรา 15 เมอื่ มีการประกาศใช้บังคับแผนการบรหิ ารราชการแผ่นดนิ แล้วให้
1. สานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
2. สานกั งาน เลขาธกิ ารนายกรฐั มนตรี ร่วมกันพจิ ารณาจดั ทาแผนนติ ิบญั ญตั ิ (ทาใหแ้ ล้วเสรจ็ สิน้
ภายใน 120 วัน นับแตแ่ ผนฯประกาศในราชกจิ จาฯ)โดยมรี ายละเอยี ดเกีย่ วกบั
1.กฎหมายทจี่ ะตอ้ งจดั ใหม้ ีข้นึ ใหม่
2.กฎหมายทีต่ อ้ งมกี ารแก้ไขเพ่มิ เตมิ หรอื ยกเลกิ ให้สอดคลอ้ งกบั แผนการบรหิ ารราชการ
แผน่ ดิน
3.สว่ นราชการผูร้ บั ผิดชอบ
4.ระยะเวลาที่ดาเนินการ แผนนิติบัญญัติน้ัน เม่ือ ครม.เห็นชอบให้มีผลผูกพันส่วนราชการท่ี
เกี่ยวข้องที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามน้ันในกรณีที่เห็นควร สานักงานกฤษฎีกาอาจเสนอต่อ ครม. เพ่ือ
กาหนด หลักเกณฑ์การจดั ทาแผนนติ ิบัญญัตเิ พ่ือใหเ้ กิดความร่วมมอื ในการปฏบิ ัตงิ าน
มาตรา 16 ให้ส่วนราชการจดั ทาแผนปฏบิ ตั ริ าชการของสว่ นราชการนน้ั โดยจดั ทาเป็นแผน 4
ปี สอดคล้องกบั แผนบริหารราชการแผ่นดนิ แต่ละปีงบประมาณใหจ้ ดั ทาแผนปฏบิ ตั ิการประจาปี โดยระบุ
สาระสาคัญเก่ียวกับนโยบายการปฏิบัติราชการ เป้าหมายและผลสัมฤทธ์ิของงาน รวมทั้งประมาณการ
รายได้รายจา่ ยเมอ่ื สิ้นปีงบประมาณใหจ้ ัดทารายงานแสดงผลสมั ฤทธขิ์ องแผนปฏิบัติราชการ
มาตรา 17 ให้ สานกั งบประมาณ และ ก.พ.ร. รว่ มกันกาหนดแนวทางการจัดทาแผนการ
ปฏิบตั ิราชการ
สรปุ สาระสาคญั พระราชกฤษฎีกาว่าดว้ ยหลักเกณฑแ์ ละวธิ กี ารบรหิ ารบ้านเมอื งท่ดี ี พ.ศ. 315
2546
มาตรา 18 การโอนงบประมาณ จากภารกิจหนึ่งตามแผนการปฏิบัติราชการ ไปดาเนินการ
อย่างอื่น ซึ่งมีผลทาใหภ้ ารกิจเดิมไมบ่ รรลุเป้าหมาย หรือนาไปใช้ในภารกิจใหม่ทม่ี ิได้กาหนดในแผนการ
ปฏิบัติราชการ จะกระทาได้ต่อเม่อื ....ได้รับอนุมัติจาก คณะรัฐมนตรี ให้ปรบั แผนการปฏิบัติราชการ การ
ปรับแผนการปฏิบัติราชการจะกระทาได้เฉพาะ ในกรณีท่ีงาน หรือภารกิจใด ไม่อาจดาเนินการตาม
วัตถุประสงค์ต่อไปได้ หรือหมดความจาเป็น หรอื ไม่เปน็ ประโยชน์ หรือหากดาเนินการต่อไปจะต้องเสีย
คา่ ใชจ้ ่ายเกนิ ความจาเป็น หรอื มคี วามจาเป็นอย่างอ่ืนอันไมอ่ าจหลกี เลี่ยงได้
มาตรา 19 เม่อื นายกพ้นจากตาแหนง่
หมวด 4
การบรหิ ารราชการอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพและเกดิ ความค้มุ คา่ ในเชงิ ภารกิจของรัฐ
มาตรา 20 ให้ส่วนราชการกาหนดเป้าหมาย แผนการทางาน ระยะเวลาแลว้ เสร็จของงานหรอื
โครงการและงบประมาณทจ่ี ะตอ้ งใช้ และต้องเผยแพร่ให้ข้าราชการและประชาชนทราบ
มาตรา 21 ให้สว่ นราชการจดั ทาบัญชีตน้ ทนุ ในงานสาธารณะแตล่ ะประเภทขน้ึ ตามหลักเกณฑ์
และวิธีการท่ี กรมบัญชีกลางกาหนด ให้ส่วนราชการคานวณรายจา่ ยต่อหน่วย ของงานสาธารณะท่ีอยู่ใน
ความรับผิดชอบ ตามระยะเวลาท่ีกรมบัญชีกลางกาหนด และรายงานให้ สานักงบประมาณ ,
กรมบญั ชีกลาง , ก.พ.ร. ทราบ ถ้ามไิ ดม้ ขี อ้ ทักท้วงภายใน 15 วนั กใ็ ห้ส่วนราชการดงั กลา่ วถือปฏบิ ัติตาม
แผนการลดรายจ่ายนนั้ ต่อไป
มาตรา 22 ให้ สานกั งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ(สศช.) และ
สานักงบประมาณ รว่ มกนั จัดใหม้ ีการประเมิน ความคุ้มค่าในการปฏบิ ตั ภิ ารกิจของรัฐ ทส่ี ่วนราชการ
ดาเนนิ การอยู่ เพือ่ รายงาน คณะรัฐมนตรี ความคุ้มคา่ น้ี ให้หมายความรวมถึงประโยชนห์ รอื ผลเสียทาง
สงั คม และประโยชน์หรอื ผลเสียอืน่ ซง่ึ ไม่อาจคานวณเปน็ ตวั เงนิ ได้
มาตรา 23 การจัดซอ้ื หรือจัดจา้ ง ให้ดาเนินการโดยเปดิ เผยและเทยี่ งธรรม พิจารณาถงึ
ประโยชนแ์ ละผลเสียทางสงั คม ภาระต่อประชาชน คุณภาพ วัตถุประสงคท์ จี่ ะใช้ ราคาและประโยชน์
ระยะยาวของส่วนราชการทจ่ี ะได้รบั ประกอบกนั ในกรณีท่วี ตั ถปุ ระสงคใ์ นการใช้เปน็ เหตุตอ้ งคานงึ ถึง
คณุ ภาพ การดแู ลรักษาเป็นสาคัญ ใหส้ ามารถทาได้โดยไมต่ อ้ งถือราคาต่าสดุ ในการเสนอซื้อหรอื จา้ งเสมอ
ไป
มาตรา 24 ภารกิจใด หากจาเป็นตอ้ งไดร้ บั อนุญาต อนุมตั ิ หรือเหน็ ชอบจากสว่ นราชการอ่ืน
ใหส้ ่วนราชการนั้นแจง้ ผลการพิจารณาใหท้ ราบภายใน 15 วัน นับแต่วันท่ีได้รบั คาขอ
มาตรา 25 ในการวนิ จิ ฉัยชขี้ าดปญั หา ให้ตงั้ คณะกรรมการ หากผแู้ ทนสว่ นราชการนน้ั มคี วาม
คิดเหน็ แตกต่างกันใหบ้ นั ทึกความเห็นของฝ่ายน้อยใหป้ รากฏในเรอ่ื งน้นั ห้ามมิใหใ้ ชบ้ งั คับการวินิจฉยั ใน
ปัญหาดา้ นกฎหมาย
316
มาตรา 26 การสง่ั ราชการใหท้ าเปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษร เวน้ แต่ผู้บงั คบั บัญชามีความจาเป็นไม่
อาจ สัง่ ได้ ใหผ้ ู้รบั คาส่งั บันทกึ ไว้เป็นลายลกั ษณอ์ กั ษร และเม่ือปฏิบัตแิ ลว้ ให้บันทกึ รายงานอ้างคาสง่ั ดว้ ย
วาจาไว้ดว้ ย
หมวด 5
การลดขน้ั ตอนการปฏิบตั งิ าน
มาตรา 27 ใหก้ ระจายอานาจการบรหิ ารตัดสนิ ใจให้แกผ่ ดู้ ารงตาแหนง่ รบั ผิดชอบเรอื่ งน้นั ๆ
โดยตรง ตอ้ งมุ่งผลใหเ้ กิดความสะดวกรวดเร็วในการบรกิ ารประชาชน ลดขัน้ ตอน กลนั่ กรองงาน หากใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศหรือโทรคมนาคมจะเป็นการเพิ่มประสทิ ธภิ าพและประหยดั คา่ ใช้จ่าย
มาตรา 28 ให้ส่วนราชการจัดทาแผนภูมิขั้นตอนและระยะเวลาการดาเนินการ รวมท้ัง
รายละเอยี ดอนื่ ๆ ทเี่ ก่ยี วข้องโดยเปดิ เผย ณ ทที่ าการเพอ่ื ใหป้ ระชาชนหรอื ผ้เู ก่ยี วข้องเข้าตรวจดไู ด้
มาตรา 30 ใหม้ ีศนู ยบ์ รกิ ารประชาชนรวมทง้ั ประจาจงั หวดั อาเภอ
หมวด 6
การปรับปรุงภารกจิ ของส่วนราชการ
มาตรา 31 ในศนู ย์บริการรว่ ม ใหจ้ ดั ให้มเี จ้าหนา้ ทร่ี บั เรอ่ื งราวตา่ งๆ
มาตรา 32 ให้ผู้ว่า นายอาเภอ ปลัดอาเภอ หน.กิ่ง จัดให้ส่วนราชการท่รี ับผิดชอบดาเนินการ
บริการ ปชช.ในเร่ืองเดียวกันหรอื ตอ่ เน่ืองกัน ร่วมจัดต้ังศูนย์บริการรว่ มไว้ที่ศาลากลาง จังหวัด ที่ว่าการ
อาเภอ ก่ิงอาเภอ หรือสถานอื่นตามท่ีเหน็ สมควร
มาตรา 33 ส่วนราชการต้องจัดให้มีการทบทวนภารกิจของตน มีความจาเป็นหรือสมควร
ดาเนินการตอ่ ไป โดยคานึงถึงแผนการบริหารราชการแผ่นดิน นโยบาย คาสัง่ งบประมาณ ความคมุ้ ค่าของ
ภารกิจ ทงั้ น้ี ก.พ.ร.จะกาหนดหากมกี ารปรบั ปรงุ เปลย่ี นแปลงตอ้ งให้คณะรฐั มนตรีเห็นชอบ
34 เมอ่ื มกี าร ยุบเลิก โอนส่วนราชการใด หา้ มมใิ หจ้ ดั ตั้งส่วนราชการท่ีมีภารกิจหรอื หนา้ ทท่ี มี่ ี
ลักษณะคลา้ ยคลึงกนั เว้นแต่
1. มกี ารเปลยี่ นแปลงแผนการบรหิ ารราชการแผ่นดิน
2. มเี หตผุ ลจาเปน็ เพือ่ รักษาความมนั่ คงของรัฐ หรือเศษฐกิจของประเทศ
3 .รกั ษาผลประโยชนส์ ว่ นรวมของประชาชนและโดยได้รับความเห็นชอบจาก ก.พ.ร.
มาตรา 35 ส่วนราชการมีหน้าท่ีตรวจสอบ ทบทวน กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศที่
อยู่ในความรับผิดชอบ เพ่ือดาเนินการ ยกเลิกปรับปรุง หรือจัดให้มีใหม่ให้ทันสมัยและเหมาะสมกับ
สรปุ สาระสาคญั พระราชกฤษฎีกาวา่ ดว้ ยหลักเกณฑแ์ ละวธิ ีการบรหิ ารบ้านเมอื งท่ีดี พ.ศ. 317
2546
สถานการณห์ รอื สอดคล้องกบั ความจาเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม และความม่นั คงของประเทศ โดยคานงึ ถงึ
ความสะดวกรวดเร็ว และลดภาระของ ปชช. โดยนาข้อคดิ เห็นหรอื ข้อเสนอแนะของ ปชช.มาประกอบดว้ ย
มาตรา 36 ในกรณีทส่ี านกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี าเห็นว่ากฎหมาย กฎ ระเบยี บ ขอ้ บังคบั
หรือประกาศ ไม่สอดคลอ้ งหรอื เหมาะสมกบั สถานการณป์ จั จบุ ัน ไมเ่ อื้อตอ่ การพัฒนาเปน็ อปุ สรรคตอ่ การ
ดารงชวี ติ ของประชาชน ใหแ้ นะนาส่วนราชการน้ันดาเนินการแก้ไขโดยเร็ว
หมวด 7
การอานวยความสะดวกและการสนองความตอ้ งการของประชาชน
มาตรา 37 ให้ส่วนราชการกาหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานแต่ละงานและประกาศให้
ประชาชนและข้าราชการทราบเป็นการทั่วไป ให้เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาต้องตรวจสอบให้การ
ปฏิบัตงิ านแลว้ เสรจ็ ตามกาหนดไว้
มาตรา 38 เมื่อส่วนราชการได้รบั ติดต่อสอบถามเป็นหนังสือจากประชาชนหรือส่วนราชการ
ดว้ ยกนั ต้องตอบคาถามหรือแจง้ ดาเนินการให้ทราบภายใน 15 วัน หรอื ตามกาหนดไวใ้ นมาตรา 37
มาตรา 39 ให้ส่วนราชการจดั ใหม้ รี ะบบเครือข่ายสารสนเทศของสว่ นราชการเพอ่ื อานวยความ
สะดวกแก่ประชาชน สามารถติดตอ่ สอบถามหรอื ขอขอ้ มูลหรอื แสดงความคิดเหน็
มาตรา 41 เม่ือได้รับคารอ้ งเรียน เสนอแนะ หรือความคิดเหน็ เกี่ยวกับการปฏิบตั ิหน้าที่ พบ
ปัญหาอุปสรรค ปัญหาจากบุคคล เปน็ หน้าท่ีของส่วนราชการน้ันต้องพิจารณาดาเนินการปรับปรุง แล้ว
แจ้งให้บคุ คลทร่ี ้องเรยี นทราบด้วยหากสามารถตดิ ตอ่ ได้ หรอื แจ้งผ่านระบบเครอื ขา่ ยสารสนเทศ
มาตรา 42 ให้สว่ นราชการท่ีมอี านาจออกกฎ ระเบยี บ ข้อบังคับ หรือประกาศเพอ่ื ใช้บงั คับกบั
ส่วนราชการอื่น มีหน้าท่ีตรวจสอบว่ากฎระเบียบเหล่าน้ัน เป็นอุปสรรค ยุ่งยาก ซ้าซ้อน ล่าช้า ต่อการ
ปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เพ่ือปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสม ในกรณีมีข้อร้องเรียน ให้ส่วนราชการที่ออก
กฎระเบียบน้ัน พิจารณาโดยทันที และในกรณีเป็นการเข้าใจผิด ให้ชี้แจให้ทราบภายใน 15 วันการ
ร้องเรียน การเสนอแนะ จะแจง้ ผา่ น ก.พ.ร. ก็ได้
มาตรา 43 การปฏิบัติราชการใด โดยปกติให้ถือเป็นเรื่องเปิดเผย เว้นแต่ จาเป็นอย่างยงิ่ ต่อ
ความมัน่ คง เศรษฐกจิ ความสงบ การค้มุ ครองสทิ ธสิ ว่ นบคุ คล เทา่ ทจ่ี าเป็น
มาตรา 44 ต้องจัดให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายแต่ละปี รายการ
เกี่ยวกับการจัดซื้อ/จัดจ้าง และสัญญาใดท่ีมีการอนุมัติให้จัดซ้ือ/จัดจ้าง ให้ประชาชนสามารถขอดู /
ตรวจสอบได้ ณ ที่ทาการหรือระบบเครือข่ายสารสนเทศ ท้ังน้ีต้องไม่เกิดความได้ เปรียบเสียเปรียบแก่
บคุ คลเก่ียวข้อง หรือกฎหมาย กฎ ระเบยี บ ขอ้ หา้ ม/ตกลงไวใ้ นสัญญาตอ้ งไดร้ ับความคุ้มครอง
318
มาตรา 44 ส่วนราชการเปดิ เผยข้อมลู เกีย่ วกบั งบประมาณรายจา่ ยแต่ละปี รายการจดั ซอ้ื จัด
จ้าง และสญั ญาใด ๆที่มีการอนุมตั ิให้จัดซื้อหรือจดั จา้ ง ทง้ั นต้ี อ้ งไมก่ ่อใหเ้ กดิ ความได้เปรียบเสยี เปรยี บหรอื
ความเสียหายแก่บคุ คลใด การจัดซื้อจดั จา้ ง ห้ามมิใหม้ ขี ้อตกลงหา้ มมิให้เปิดเผยข้อความหรอื ข้อตกลงใน
สัญญา เว้นแต่คมุ้ ครองความลับทางราชการ หรอื ความลบั ทางการคา้
หมวด 8
การประเมินผลการปฏิบัติราชการ
มาตรา 45 ให้ส่วนราชการจัดให้มีคณะผู้ประเมินอิสระดาเนินการประเมินผลการปฏิบัติ
ราชการของส่วนราชการเก่ียวกับผลสัมฤทธิ์ของภารกิจ คุณภาพการให้บริการ ความพึงพอใจของ
ประชาชนผรู้ ับบริการ ความคมุ้ คา่ ในภารกิจ
มาตรา 46 จัดให้มีการประเมินภาพรวมของผบู้ ังคับบัญชาแต่ละระดับหรือหน่วยงานในสว่ น
ราชการก็ได้ ท้ังน้ี ตอ้ งกระทาเปน็ ความลบั และเป็นประโยชนแ์ หง่ ความสามคั คีของข้าราชการ
มาตรา 47 การประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการ เพ่ือประโยชน์ในการบริหารงาน
บุคคลให้คานึงถึงผลการปฏิบัติงานเฉพาะตัวของข้าราชการผู้น้ันในตาแหน่งท่ีปฏิบัติ ประโยชน์ และ
ผลสัมฤทธิ์ทห่ี น่วยงานผูน้ ้นั สงั กดั ปฏบิ ตั งิ าน
มาตรา 48 ส่วนราชการใดดาเนินการใหบ้ รกิ ารทมี่ ีคุณภาพและเป็นไปตามเป้าหมาย รวมท้ัง
ความพึงพอใจแก่ประชาชน ให้ ก.พ.ร. เสนอคณะรัฐมนตรีจัดสรรเงินเพิ่มพิเศษเป็นบาเหน็จความชอบ
หรือนาไปใชป้ รบั ปรุงการปฏบิ ัติงาน
มาตรา 49 ส่วนราชการใดได้ดาเนินงานไปตามเป้าหมาย สามารถเพ่ิมผลงานและผลสัมฤทธ์ิ
โดยไมเ่ พม่ิ ค่าใชจ้ ่ายและคมุ้ ค่าภารกจิ สามารถลดคา่ ใช้จา่ ยต่อหน่วยตามหลักเกณฑ์ท่ี ก.พ.ร. กาหนด ให้
ก.พ.ร. เสนอคณะรฐั มนตรี จดั สรรเงนิ รางวลั การเพ่มิ ประสิทธิภาพใหแ้ กส่ ว่ นราชการนัน้
หมวดที่ 9
บทเบ็ดเตลด็
มาตรา 50 เพื่อให้การบริหารราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และคุ้มค่าในเชิงภารกิจรัฐ
ก.พ.ร. โดยความเห็นชอบของ ครม.อาจกาหนดให้ส่วนราชการปฏิบัตินอกเหนือจาก พรฎ.นี้ รวมท้ัง
กาหนดมาตรการเพมิ่ เตมิ
มาตรา 51 ในกรณที ่ี พรฎ.น้ีกาหนดใหจ้ ดั ทาแผนเร่ืองใด และมกี ฎหมายฉบับอนื่ กาหนดใหม้ ีการ
จัดทาแผนในเรอื่ งเดียวกันนี้ เมื่อได้จัดทาแผนตามกฎหมายฉบับใดแล้ว ให้ถือว่าส่วนราชการนน้ั ได้จดั ทา
แผนตาม พรฎ.นแี้ ล้ว
สรปุ สาระสาคญั พระราชกฤษฎีกาว่าดว้ ยหลักเกณฑแ์ ละวิธีการบรหิ ารบ้านเมอื งที่ดี พ.ศ. 319
2546
มาตรา 52 ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน จัดทาหลกั เกณฑ์การบรหิ ารกิจการบ้านเมอื งทดี่ ตี าม
แนวทาง พรฎ.น้ี อย่างน้อยต้องมี การลดขั้นตอน การอานวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการ
ของ ปชช. ใหเ้ ป็นหนา้ ทขี่ องกระทรวงมหาดไทย ดูแลและใหค้ วามช่วยเหลือองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิ่นใน
การจดั ทาหลักเกณฑก์ ารบริหารกจิ การบ้านเมืองท่ดี ี
มาตรา 53. ให้องคก์ รมหาชน และรฐั วสิ าหกจิ จัดให้มี หลักเกณฑ์การบรหิ ารกจิ การบา้ นเมอื งท่ี
ดีตามแนวทาง พรฎ.น้ี ในกรณีท่ี ก.พ.ร. เห็นวา่ องค์การมหาชน หรอื รฐั วิสาหกิจใดไมจ่ ัดทาหลักเกณฑ์ฯ
หรือมแี ต่ไมส่ อดคลอ้ ง กับ พรฎ.น้ี ให้แจง้ กับ รมต.ท่ีกากบั ดูแล เพื่อพิจารณาสงั่ ใหด้ าเนนิ การใหถ้ ูกตอ้ ง
หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่มีการปฏิรูประบบ
ราชการ เพ่ือให้การปฏิบัติงานของส่วนราชการตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศและให้บริการแก่
ประชาชนได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพย่ิงข้ึน
320
แนวข้อสอบพระราชกฤษฎกี าวา่ ดว้ ยหลักเกณฑ์และวธิ กี ารบริหารกจิ การบา้ นเมอื งทีด่ ี พ.ศ.2546
1. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ส่วนราชการตามพระราชกฤษฎีกาวา่ ดว้ ยหลักเกณฑแ์ ละวธิ ีการบรหิ ารกิจการบา้ นเมอื งทดี่ ี
พ.ศ. 2546
ก. องค์กรมหาชน ข. องคก์ รปกครองส่วนท้องถ่นิ
ค. กระทรวงมหาดไทย ง. กรมส่งเสรมิ การปกครองส่วนท้องถิ่น
2. พระราชกฤษฎกี าวา่ ด้วยหลักเกณฑแ์ ละวิธกี ารบริหารกจิ การบ้านเมอื งทีด่ ี พ.ศ. 2546 มีก่หี มวด ก่ี
มาตรา
ก. 8 หมวด 52 มาตรา ข. 8 หมวด 54 มาตรา
ค. 9 หมวด 53 มาตรา ง. 9 หมวด 54 มาตรา
3. ในการจัดทาแผนการบรหิ ารราชการแผ่นดิน ต้องจดั ทาเป็นแผนก่ีปี
ก. 20 ปี ข. 8 ปี
ค. 4 ปี ง. 15 ปี
4. การบรหิ ารราชการเพื่อประโยชนส์ ุขของประชาชน คือข้อใด
ก. การปรบั ปรงุ ภารกิจของสว่ นราชการ
ข. ไม่มีขัน้ ตอนการปฏิบตั งิ านเกนิ ความจาเปน็
ค. การปฏิบัติราชการท่ีมีเปา้ หมายเพอื่ ให้เกดิ ความผาสุกและความเป็นอยู่ทด่ี ขี องประชาชน
ง. ประชาชนไดร้ ับการอานวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความตอ้ งการ
5. ตามพระราชกฤษฎีกาน้ี คาวา่ “ขา้ ราชการ” ตามพระราชกฤษฎีกานี้หมายความรวมถึงใครบ้าง
ก. ลูกจ้าง ข. ปฏิบตั งิ านในส่วนราชการ
ค. พนกั งาน ง. ถกู ทุกข้อ
6. หน่วยงานใดทร่ี ่วมกบั สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาตใิ นการประเมิน
ความคุ้มคา่ การปฏบิ ัติภารกิจของรฐั
ก. สานกั งาน ก.พ.ร. ข. กรมบญั ชกี ลาง
ค. สานักงาน ก.พ. ง. สานกั งบประมาณ
แนวขอ้ สอบพระราชกฤษฎีกาว่าดว้ ยหลักเกณฑแ์ ละวธิ ีการบริหารกิจการบ้านเมอื งท่ดี ี พ.ศ. 321
2546
7. เมือ่ สว่ นราชการไดร้ บั การติดตอ่ สอบถามเป็นหนังสือจากประชาชนต้องตอบคาถามใหท้ ราบภายในกี่
วนั
ก. 15 วัน ข. 20 วัน
ค. 7 วัน ง. 10 วัน
8. ส่วนราชการต้องดาเนินการแกไ้ ขปัญหา และอุปสรรคน้ันแล้วต้องแจ้งให้ใครทราบ
ก. ปปช. ข. ก.พ.ร.
ค. รมต. ง. ครม.
9. หากผู้บังคับบัญชามีความจาเป็นตอ้ งส่ังราชการด้วยวาจาในฐานะที่เป็นผู้รับคาสง่ั ตอ้ งกระทาการ
อยา่ ง
ก. เมื่อปฏิบตั ิราชการตามคาสัง่ นน้ั แลว้ ใหบ้ นั ทึกรายงานใหผ้ สู้ ง่ั ราชการทราบ
ข. บันทึกคาส่ังด้วยวาจาไวเ้ ป็นลายลกั ษณอ์ กั ษร
ค. ปฏิเสธการปฏบิ ตั ิตามคาสงั่ นั้น
ง. ถกู เฉพาะขอ้ ก และขอ้ ข
10. ก่อนเริม่ ดาเนินการส่วนราชการตอ้ งจัดใหม้ กี ารศึกษาวิเคราะห์ผลดีและผลเสยี ใหค้ รบถ้วนทุกดา้ นถือ
วา่ อยู่ในหลักเกณฑก์ ารของแนวทางใด
ก. แนวทางการบรหิ ารกิจการบ้านเมอื งท่ดี ี
ข. แนวทางการตดิ ตามและประเมนิ ผลการปฏบิ ัติ
ค. แนวทางการบรหิ ารราชการเพือ่ ประโยชน์สขุ ของประชาชน
ง. แนวทางการบรหิ ารราชการเพ่อื ใหเ้ กดิ ผลสมั ฤทธิต์ อ่ ภารกจิ ของรัฐ
11. ในการบริหารราชการ ก่อนจะดาเนินการสิ่งใด สว่ นราชการตอ้ งดาเนินการตามขอ้ ใด
ก.จดั ทาแผนปฏบิ ตั ริ าชการไว้เปน็ การล่วงหนา้
ข. โฆษณาประชาสมั พนั ธใ์ หป้ ระชาชนทราบ
ค. แจ้งใหป้ ระชาชนทราบกอ่ นเสมอ
ง. แจ้งให้ประชาชนทราบกอ่ นเสมอแจง้ ให้ประชาชนทราบกอ่ นเสมอ
322
12. ในการบริหารราชการเพอื่ ประโยชน์สุขของประชาชนน้ัน ส่วนราชการจะต้องดาเนินการโดยยดึ ข้อใด
เป็นศูนย์กลางในการบริหารการจัดการ
ก. ความคมุ้ ค่า ข. ประชาชน
ค. หนว่ ยงานของรฐั และเอกชน ง. สว่ นราชการ
13. ถ้าส่วนราชการใดได้รับการตดิ ต่อสอบถามจากประชาชนเป็นหนงั สอื ใหส้ ่วนราชการนั้นต้องตอบ
คาถามหรอื แจ้งดาเนินการภายในก่ีวัน
ก. 15 วัน ข. 20 วัน
ค. 10 วัน ง. ไม่ไดก้ าหนดไว้
14. การกระจายอานาจการตดั สินใจนั้น มงุ่ ผลเร่อื งใดเป็นหลัก
ก. เกิดขวัญและกาลังใจในการทางาน ข. ความสะดวกและรวดเรว็ ในการบรกิ ารประชาชน
ค. การบริหารแบบมสี ว่ นรว่ ม ง. การทางานเป็นทมี
15. ประเด็นในการประเมนิ ผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ มี 4 หวั ขอ้ ยกเวน้ ข้อใด
ก. ความทั่วถึงในการใหบ้ รกิ าร ข. ความพงึ พอใจของประชาชนผรู้ บั บรกิ าร
ค. ผลสมั ฤทธิ์ของภารกจิ ง. คณุ ภาพการให้บรกิ าร
16. เม่ือนายกรฐั มนตรีพ้นจากตาแหนง่ ผ้ใู ดมีหน้าทสี่ รุปผลการปฏิบตั ิราชการและให้ข้อมูลตอ่
นายกรัฐมนตรีคนใหม่
ก. ปลดั กระทรวง ข. หัวหน้าสว่ นราชการ
ค. อธบิ ดกี รมการปกครอง ง. ผ้บู ญั ชาการตารวจแหง่ ชาติ
17. การอานวยความสะดวกและความรวดเร็วแกป่ ระชาชนในการตดิ ต่อกบั ส่วนราชการ ทกุ แหง่
ทุกสว่ นราชการใดต้องจัดให้มรี ะบบเครือขา่ ยสารสนเทศกลางขึ้น
ก. หนว่ ยงานเอกชน ข. กระทรวง ทบวง กรม
ค. กระทรวงเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร ง. จงั หวัด อาเภอ
18. เพ่ือประโยชนใ์ นการปฏิบัติราชการใหเ้ กิดผลสมั ฤทธ์ิ ก.พ.ร. อาจเสนอต่อใคร เพอ่ื กาหนด
มาตรการกากับการปฏบิ ตั ริ าชการ
ก. รฐั สภา ข. ครม.
ค. รมต. ง. วุฒิสภา
แนวขอ้ สอบพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลกั เกณฑแ์ ละวิธกี ารบริหารกิจการบ้านเมอื งทีด่ ี พ.ศ. 323
2546
19. พระราชกฤษฎีกาวา่ ดว้ ยหลักเกณฑแ์ ละวิธีการบรหิ ารกิจการบ้านเมืองทดี่ ี พ.ศ. 2546 มีผลบงั คับ
ใช้เมอ่ื ใด
ก. วนั ท่ี 12 ตุลาคม 2546 ข. วนั ที่ 11 ตลุ าคม 2546
ค. วันที่ 9 ตลุ าคม 2546 ง. วนั ท่ี 10 ตลุ าคม 2546
20. เพื่อให้เกดิ ผลสมั ฤทธต์ิ อ่ ภารกิจของรฐั ให้สว่ นราชการปฏิบตั ิอย่างไร
ก. บรหิ ารราชการแบบบรู ณาการรว่ มกนั ข. ประสานแผนกนั
ค. สัมมนารวมกนั ง. ปรกึ ษาหารือกัน
21. ใหส้ ่วนราชการจดั ทาบญั ชตี ้นทุนในงานบรกิ ารสาธารณะแตล่ ะประเภทขึน้ ตามหลกั เกณฑแ์ ละ
วิธีการที่หนว่ ยงานใดกาหนด
ก. กระทรวงการคลงั ข. กรมบญั ชกี ลาง
ค. สานกั งบประมาณ ง. สานักงานตรวจเงนิ แผน่ ดิน
22. ผมู้ ีอานาจเสนอต่อคณะรฐั มนตรเี พื่อกาหนดมาตรฐานกากับการปฏิบตั ริ าชการคือผูใ้ ด
ก. คณะรัฐมนตรี ข. ส่วนราชการทุกสว่ นราชการ
ค. ก.พ.ร ง. ถกู เฉพาะขอ้ ก และข้อ ข
23. ในการบริหารราชการจะให้เกิดผลสมั ฤทธิ์ไดน้ ัน้ สิ่งสาคัญทจ่ี ะต้องมีคือขอ้ ใด
ก. แผนปฏิบัตริ าชการ ข. นโยบาย
ค. แผนปฏบิ ัติภารกจิ ง. แผนพฒั นา
24. เม่ือคณะรฐั มนตรไี ดแ้ ถลงนโยบายต่อรฐั สภาแล้ว ส่วนราชการใด ตอ้ งจดั ทาแผนการบริหาร
ราชการแผน่ ดนิ
ก. สานักงบประมาณ
ข. สานักเลขาธิการคณะรฐั มนตรี และสานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ค. สานักงานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ
ง. ถูกทกุ ข้อ
25. ก.พ.ร. คอื หน่วยงานใด ข. คณะกรรมการพฒั นาขา้ ราชการ
ก. คณะกรรมการพัฒนาระบบสว่ นราชการ ง. คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ
ค. คณะกรรมการพฒั นาระบบขา้ ราชการ
324
26. องค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่นจะตอ้ งจัดทาหลกั เกณฑก์ ารบริหารกิจการบ้านเมืองทด่ี ีตามแนวทางของ
ภารกิจน้ีอยา่ งน้อยจะต้องมหี ลกั เกณฑ์เกี่ยวข้องกับข้อใดบา้ ง
ก. เกดิ ผลสมั ฤทธ์ิตอ่ ภารกิจของรัฐและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกจิ ของรัฐ
ข. เกิดความคุ้มค่าและเกิดผลสมั ฤทธิ์
ค. การลดขั้นตอนการปฏิบตั ิงาน และการอานวยความสะดวกและการตอบสนองความตอ้ งการ
ของประชาชน
ง. เกดิ ประโยชนส์ ูงสดุ ของประชาชนและไมม่ ขี ั้นตอนการปฏบิ ัติเกนิ ความจาเป็น
27. การสั่งราชการโดยปกตใิ หก้ ระทาเป็นลายลักษณ์อักษร เว้นแตใ่ นกรณีที่ผู้บังคับบัญชาจะดาเนิน
อยา่ งไร
ก. สั่งการดว้ ยภาษามือ ข. สง่ั การทางโทรศัพท์
ค. สงั่ การด้วยวาจา ง. ถูกทุกข้อ
28. ในทางปฏิบัติตามบรหิ ารราชการเพือ่ ประโยชนส์ ขุ ของประชาชน หากมกี รณีท่เี กิดปญั หาและ
อุปสรรคจากดาเนินการใหส้ ว่ นราชการปฏบิ ัตอิ ย่างไร
ก. แกไ้ ขปัญหาและอปุ สรรคนนั้ โดยเร็ว
ข. แจง้ ก.พ.ร. ทราบ
ค. แจง้ ใหส้ ว่ นราชการทเี่ ก่ยี วขอ้ งให้ทราบปญั หา
ง. แจ้งผบู้ งั คับบญั ชาทราบ เพอ่ื เสนอการแกไ้ ขปญั หาและอปุ สรรค
29. การปฏบิ ัตริ าชการภายในสว่ นราชการเพือ่ ใหเ้ ป็นไปอย่างมปี ระสิทธภิ าพ ส่วนราชการตอ้ งกาหนดขอ้
ใดไว้ในโครงการ
ก. ระยะเวลาแลว้ เสรจ็ ของโครงการ ข. เป้าหมาย
ค. แผนการทางาน ง. ถกู ทกุ ข้อ
30. ในการจัดใหม้ ีการกระจายอานาจดงั กล่าว เพือ่ มุ่งผลประโยชนใ์ ด
ก. ต้องมุ่งผลใหเ้ จา้ หนา้ ทป่ี ฏบิ ัติหน้าทีไ่ ดอ้ ย่างมัน่ ใจ
ข. ตอ้ งมุง่ ผลให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขน้ึ
ค. ต้องมงุ่ ผลให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วในการบรกิ ารประชาชน
ง. ต้องมุง่ ผลใหเ้ จา้ หนา้ ทม่ี ขี วัญและกาลังใจ
เฉลยขอ้ สอบ พระราชกฤษฎกี าว่าดว้ ยหลักเกณฑแ์ ละวิธีการบรหิ ารกจิ การบา้ นเมืองทีด่ ี พ.ศ. 325
2546
เฉลยขอ้ สอบ พระราชกฤษฎีกาว่าดว้ ยหลักเกณฑแ์ ละวธิ ีการบรหิ ารกิจการบา้ นเมอื งทด่ี ี พ.ศ.2546
ขอ้ คาตอบ ขอ้ คาตอบ ขอ้ คาตอบ
1 ข 26 ค
2 ค 27 ค
3 ค 28 ก
4 ค 29 ง
5 ง 30 ค
6ง
7ก
8ข
9ง
10 ค
11 ก
12 ข
13 ก
14 ข
15 ก
16 ข
17 ค
18 ข
19 ง
20 ก
21 ข
22 ค
23 ก
24 ง
25 ง
326
สรุปสาระสาคัญพระราชบญั ญัติการอานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.
2558
พระราชบญั ญตั ิการอานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการการ พ.ศ.2548
ประกาศใช้ ณ วันท่ี 16 มกราคม พ.ศ. 2558
มาตรา 2 พระราชบญั ญัตนิ ใี้ ห้ใชบ้ งั คับเมอ่ื พน้ กาหนดหนงึ่ ร้อยแปดสบิ วันนับแตว่ นั ประกาศ ใน
ราชกิจจานเุ บกษาเป็นต้นไป เว้นแต่มาตรา 17 ใหใ้ ชบ้ งั คับตง้ั แตว่ ันประกาศในราชกิจจานเุ บกษา เป็นตน้
ไป พ้นกาหนด 180 วัน นับตง้ั แต่วันประกาศ คือวันที่ 21 กรกฎาคม 2558 น้ี
มาตรา 3 พระราชบญั ญัตินใี้ ห้ใชบ้ งั คับกับบรรดาการอนุญาต การจดทะเบียนหรอื การแจ้ง ที่มี
กฎหมายหรือกฎกาหนดให้ต้องขออนุญาต จดทะเบียน หรือแจ้ง ก่อนจะดาเนินการใดบทบัญญัติของ
กฎหมายหรือกฎใดท่ขี ัดหรือแย้งกบั พระราชบญั ญตั ินใี้ หใ้ ช้พระราชบญั ญตั นิ ีแ้ ทน
มาตรา 4 ในพระราชบญั ญตั ิน้ี
“เจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทาง
ปกครอง
“อนุญาต” หมายความว่า การท่ีเจ้าหน้าที่ยินยอมให้บุคคลใดกระทาการใดที่มี
กฎหมายกาหนดให้ ต้องได้รับความยินยอมก่อนกระทาการนั้น และให้หมายความรวมถึงการออก
ใบอนุญาต การอนุมัติ การจดทะเบยี น การขึน้ ทะเบยี น การรบั แจง้ การให้ประทานบตั รและการใหอ้ าชญา
บัตรดว้ ย
“ผูอ้ นุญาต” หมายความว่า ผซู้ ง่ึ กฎหมายกาหนดใหม้ อี านาจในการอนญุ าต
“พนกั งานเจ้าหน้าที่” หมายความวา่ พนกั งานเจา้ หน้าท่ตี ามกฎหมายว่าด้วยการอนุญาต
“กฎหมายว่าด้วยการอนญุ าต” หมายความว่า บรรดากฎหมายที่มบี ทบญั ญตั ิกาหนดให้ การดาเนนิ การใด
หรือการประกอบกจิ การใดจะต้องได้รับอนุญาตกอ่ นจึงจะดาเนนิ การได้
“คาขอ” หมายความวา่ คาขออนญุ าต
มาตรา 5 พระราชบญั ญัตนิ ้ีมิให้ใชบ้ งั คบั แก่
(1) รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี
(2) การพจิ ารณาพพิ ากษาคดีของศาลและการดาเนนิ งานของเจา้ หน้าทีใ่ นกระบวนการพิจารณา
คดี การบังคบั คดี และการวางทรัพย์
(3) การดาเนนิ งานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
สรปุ สาระสาคญั พระราชบญั ญัติการอานวยความสะดวกในการพิจารณาอนญุ าตของทาง 327
ราชการ พ.ศ. 2558
(4) การอนุญาตตามกฎหมายวา่ ดว้ ยทรัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ้ ม
(5) การอนุญาตที่เก่ียวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารด้านยุทธการ รวมท้ังตามกฎหมาย
เกี่ยวกับ การควบคุมยุทธภัณฑ์ และกฎหมายว่าด้วยโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน การยกเว้นไม่ให้นา
บทบัญญัติแหง่ พระราชบญั ญตั นิ ม้ี าใช้บงั คบั แกก่ ารดาเนนิ กจิ การใดหรอื กับ หน่วยงานใดนอกจากทกี่ าหนด
ไวใ้ นวรรคหนง่ึ ใหต้ ราเปน็ พระราชกฤษฎีกา
มาตรา 6 ทุก 5 ปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้อนุญาตพิจารณากฎหมาย ท่ีให้
อานาจในการอนุญาตว่าสมควรปรบั ปรุงกฎหมายนน้ั เพือ่ ยกเลกิ การอนญุ าตหรอื จัดใหม้ ีมาตรการอื่น แทน
การอนุญาตหรือไม่ ทั้งนี้ ในกรณีท่ีมีความจาเป็นผู้อนุญาตจะพิจารณาปรับปรุงกฎหมายหรือจัดให้มี
มาตรการอื่นแทนในกาหนดระยะเวลาทเ่ี ร็วกว่านัน้ กไ็ ด้ ให้ผู้อนุญาตเสนอผลการพิจารณาตามวรรคหน่งึ
ต่อคณะรัฐมนตรีเพ่ือพจิ ารณายกเลิกการอนุญาต หรือจัดให้มีมาตรการอ่ืนแทนการอนุญาต ในการน้ีให้
คณะรัฐมนตรีรับฟังความคิดเหน็ ของคณะกรรมการ พัฒนากฎหมายตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการ
กฤษฎกี าประกอบการพจิ ารณาดว้ ย
มาตรา 7 ในกรณีที่มกี ฎหมายกาหนดให้การกระทาใดจะต้องได้รบั อนุญาต ผู้อนุญาตจะต้อง
จดั ทา ค่มู ือสาหรบั ประชาชน ซง่ึ อยา่ งนอ้ ยตอ้ งประกอบด้วย หลักเกณฑ์ วธิ กี าร และเงือ่ นไข (ถ้ามี) ในการ
ยื่นคาขอข้ันตอนและระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาตและรายการเอกสารหรือหลักฐานท่ีผ้ขู ออนญุ าต
จะต้อง ยื่นมาพร้อมกับคาขอ และจะกาหนดใหย้ ่ืนคาขอผา่ นทางส่ืออิเล็กทรอนิกส์แทนการมายื่นคาขอ
ดว้ ยตนเองก็ได้
คู่มือสาหรับประชาชนตามวรรคหนึ่งให้ปิดประกาศไว้ ณ สถานที่ที่กาหนดให้ย่ืนคาขอ และ
เผยแพร่ ทางสือ่ อเิ ล็กทรอนิกส์ และเมอ่ื ประชาชนประสงคจ์ ะไดส้ าเนาคู่มอื ดังกล่าว ใหพ้ นักงานเจ้าหนา้ ท่ี
จัดสาเนาให้ โดยจะคิดค่าใช้จ่ายตามควรแก่กรณีก็ได้ ในกรณีเช่นนั้นให้ระบุค่าใช้จ่ายดังกลา่ วไว้ในคมู่ ือ
สาหรับ ประชาชนด้วย ให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการตรวจสอบขั้นตอนและ
ระยะเวลาในการ พิจารณาอนุญาตที่กาหนดตามวรรคหนึ่งว่าเป็นระยะเวลาท่ีเหมาะสมตามหลักเกณฑ์
และวิธีการบริหาร กิจการบ้านเมอื งท่ดี ีหรือไม่ ในกรณีท่ีเห็นว่าขั้นตอนและระยะเวลาท่ีกาหนดดังกลา่ ว
ลา่ ช้าเกนิ สมควร ให้เสนอคณะรฐั มนตรีเพอ่ื พิจารณาและสั่งการใหผ้ ูอ้ นุญาตดาเนินการแก้ไขให้เหมาะสม
โดยเร็ว เพื่อประโยชน์ในการอานวยความสะดวกใหแ้ กป่ ระชาชน ให้ส่วนราชการจัดให้มศี ูนย์บรกิ ารรว่ ม
เพ่ือรับคาขอและชี้แจงรายละเอียดเกีย่ วกับการอนุญาตต่าง ๆ ตามกฎหมายว่าด้วยการอนุญาตไว้ ณ ที่
เดียวกันตามแนวทางทคี่ ณะกรรมการพัฒนาระบบราชการกาหนด
มาตรา 8 ใหเ้ ป็นหน้าท่ีของพนักงานเจ้าหนา้ ทผี่ ู้มหี นา้ ท่ีในการรบั คาขอจะตอ้ งตรวจสอบคาขอ
และรายการเอกสารหรอื หลกั ฐานท่ยี ื่นพรอ้ มคาขอให้ถกู ตอ้ งครบถ้วน หากเห็นว่าคาขอไม่ถูกต้องหรอื ยัง
ขาดเอกสารหรือหลกั ฐานใดให้แจ้งใหผ้ ู้ย่ืน คาขอทราบทันที ถ้าเป็นกรณีทส่ี ามารถแก้ไขหรอื เพิ่มเติมได้
ในขณะน้ัน ให้แจ้งให้ผยู้ ่ืนคาขอดาเนินการแก้ไขหรอื ย่ืนเอกสารหรือหลกั ฐานเพมิ่ เติมให้ครบถว้ น ถ้าเปน็
328
กรณที ่ีไมอ่ าจดาเนินการไดใ้ นขณะนั้นใหบ้ ันทึกความบกพร่องและรายการเอกสารหรอื หลกั ฐาน ท่ีจะต้อง
ย่ืนเพ่ิมเติม พร้อมท้ังกาหนดระยะเวลาท่ีผ้ยู ่ืนคาขอจะต้องดาเนินการแก้ไขหรือยื่นเพ่ิมเติมไว้ ในบันทกึ
ดังกล่าวด้วยและให้พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้ย่ืนคาขอลงนามไว้ในบันทึกนั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มอบ
สาเนาบันทึกตามวรรคหน่ึงให้ผู้ยื่นคาขอไว้เป็นหลักฐาน ในกรณีที่ผู้ยื่นคาขอได้จัดทาคาขอถูกต้องและ
แนบเอกสารหรือหลกั ฐานครบถว้ นตามท่รี ะบุ ในค่มู อื สาหรบั ประชาชนตามมาตรา 7
แล้ว หรือได้แก้ไขหรือย่ืนเอกสารหรือหลักฐานเพ่ิมเติมครบถ้วน ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่
แนะนาหรือตามที่ปรากฏในบันทกึ ตามวรรคหนึ่งแล้ว พนักงานเจ้าหน้าท่ีจะเรยี ก เอกสารหรือหลกั ฐาน
เพิ่มเตมิ อ่ืนใดอีกไมไ่ ด้ และจะปฏิเสธการพิจารณาคาขอน้ันโดยอาศัยเหตุแห่ง ความไม่สมบรู ณ์ของคาขอ
หรือความไม่ครบถ้วนของเอกสารหรือหลักฐานไม่ได้ เว้นแต่เป็นกรณีท่ีความไม่สมบูรณ์ หรือความไม่
ครบถ้วนนนั้ เกดิ จากความประมาทเลนิ เล่อหรอื ทจุ รติ ของพนักงานเจา้ หน้าที่ และเปน็ ผลให้ไมอ่ าจอนุญาต
ได้ ในกรณีนี้ให้ผู้อนุญาตส่ังการตามท่ีเห็นสมควร และให้ดาเนินการทางวินัยหรือดาเนินคดีกับพนักงาน
เจ้าหนา้ ท่ีทเี่ กีย่ วข้องโดยไมช่ ักช้า
มาตรา 9 ในกรณีที่ผู้ยื่นคาขอไม่แก้ไขเพิ่มเติมคาขอหรือไม่ส่งเอกสารหรือหลักฐานเพ่ิมเติม
ตามท่ีพนักงานเจ้าหน้าท่ีแจ้งให้ทราบหรือตามที่ปรากฏในบันทึกท่ีจัดทาตามมาตรา 8 วรรคหน่ึง ให้
พนักงานเจา้ หนา้ ท่คี นื คาขอใหแ้ ก่ผยู้ ืน่ คาขอพรอ้ มทงั้ แจง้ เปน็ หนังสือถงึ เหตุแหง่ การคนื คาขอใหท้ ราบด้วย
ผู้ยน่ื คาขอจะอทุ ธรณค์ าสัง่ คืนคาขอตามวรรคหน่ึง ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยวิธปี ฏิบัตริ าชการ ทางปกครองหรอื
จะยนื่ คาขอใหม่กไ็ ด้ แต่ในกรณีทก่ี ฎหมายกาหนดให้ตอ้ งยนื่ คาขอใดภายในระยะเวลาทกี่ าหนด ผยู้ น่ื คาขอ
จะตอ้ งย่นื คาขอน้ันใหมภ่ ายในระยะเวลาดังกลา่ ว
มาตรา 10 ผู้อนุญาตตอ้ งดาเนินการให้แล้วเสร็จภายในกาหนดเวลาท่ีระบุไว้ในคู่มอื สาหรบั
ประชาชนตามมาตรา 7 และแจง้ ให้ผยู้ ื่นคาขอทราบภายในเจด็ วันนับแต่วนั ทพี่ ิจารณาแล้วเสร็จ เม่อื ครบ
กาหนดเวลาตามทร่ี ะบุไว้ในคู่มอื สาหรบั ประชาชนตามมาตรา 7 แล้ว หากผู้อนุญาต ยังพิจารณาไม่แล้ว
เสรจ็ ให้แจง้ เปน็ หนงั สือใหผ้ ู้ย่ืนคาขอทราบถึงเหตุแห่งความล่าชา้ ทุกเจ็ดวันจนกว่า จะพจิ ารณาแล้วเสร็จ
พร้อมท้ังส่งสาเนาการแจ้งดังกล่าวให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการทราบทุกครั้ง ในกรณีที่
คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเห็นว่าความล่าช้าน้ันเกินสมควรแก่เหตุหรือเกิดจาก การขาด
ประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการของหนว่ ยงานของผู้อนญุ าต ให้คณะกรรมการพัฒนาระบบ ราชการ
รายงานต่อคณะรฐั มนตรีพรอ้ มทง้ั เสนอแนะใหม้ ีการพัฒนาหรอื ปรับปรุงหน่วยงานหรอื ระบบการปฏบิ ตั ิ
ราชการของหนว่ ยงานน้ัน ในกรณไี ม่แจง้ ตามวรรคหน่งึ หรอื วรรคสอง ให้ถือวา่ ผอู้ นญุ าตกระทาการหรอื ละ
เวน้ กระทาการ เพื่อให้เกดิ ความเสยี หายแกผ่ ู้อนื่ เวน้ แต่จะเปน็ เพราะมเี หตสุ ุดวิสัย
มาตรา 11 ในกรณีที่มีกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับใดออกใช้บังคับและมีผลให้ต้อง
เปล่ียนแปลงหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข หรือรายละเอียดอ่ืนใดที่ปรากฏในคู่มือสาหรับประชาชน ตาม
มาตรา 7 การเปล่ียนแปลงเช่นว่านั้น มิให้ใช้บังคับกับการยื่นคาขอที่ได้ยื่นไว้แล้วโดยชอบก่อนวันที่
สรปุ สาระสาคญั พระราชบญั ญตั กิ ารอานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทาง 329
ราชการ พ.ศ. 2558
กฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับดังกลา่ วมีผลใช้บังคับ เว้นแต่กฎหมายนั้นจะบญั ญตั ิไว้เป็นอย่างอ่นื
แต่สาหรับในกรณีกฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับนั้นจะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นได้ก็แต่เฉพาะในกรณีที่ การ
เปลย่ี นแปลงนั้นจะเป็นประโยชน์ตอ่ ผยู้ นื่ คาขอ
มาตรา 12 ในกรณที ่ีกฎหมายกาหนดอายใุ บอนุญาตไว้ และกจิ การหรือการดาเนนิ การที่ไดร้ บั
ใบอนุญาตนั้นมีลักษณะเป็นกิจการหรือการดาเนินการที่เห็นได้ว่าผู้ได้รับใบอนุญาตจะประกอบกิจการ
หรือดาเนินการน้ันต่อเน่ืองกัน คณะรัฐมนตรีจะกาหนดให้ผู้รับใบอนุญาตชาระค่าธรรมเนียมการตอ่ อายุ
ใบอนุญาตตามท่ีกาหนดไว้ในกฎหมายนัน้ ๆ แทนการย่ืนคาขอต่ออายุใบอนุญาตก็ได้ และเมื่อหนว่ ยงาน
ซึ่งมีอานาจออกใบอนุญาตได้รับค่าธรรมเนียมดังกล่าวแล้ว ให้ออกหลักฐานการต่ออายุใบอนุญาตให้แก่
ผู้รับใบอนุญาตโดยเร็ว และให้ถอื วา่ ผู้รับใบอนุญาตไดร้ บั การตอ่ อายใุ บอนุญาตตามกฎหมายน้นั ๆ แล้ว
การกาหนดให้ผู้รับใบอนุญาตชาระค่าธรรมเนียมต่ออายุใบอนุญาตแทนการย่ืนคาขอต่ออายุ
ใบอนุญาตตามวรรคหนึ่งให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวให้ระบุชื่อ
พระราชบญั ญัติ และประเภทของใบอนญุ าตตามพระราชบญั ญัติดงั กล่าวท่ีผู้รบั ใบอนุญาตอาจดาเนนิ การ
ตามวรรคหน่ึงได้ ก่อนตราพระราชกฤษฎีกาตามวรรคสอง ให้คณะรัฐมนตรีส่งร่างพระราชกฤษฎีกา
ดงั กลา่ ว ให้สภาผแู้ ทนราษฎรและวฒุ สิ ภาเปน็ เวลาไมน่ ้อยกวา่ สามสิบวัน เมือ่ พ้นกาหนดเวลาดงั กล่าวแลว้
หากสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภามิได้มีมติทักท้วง ให้นาความกราบบังคมทูลเพื่อทรงตราพระราช
กฤษฎีกาดังกล่าว ต่อไป ให้เป็นหน้าที่ของสานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการที่จะหารือกับ
หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องกับ การออกใบอนญุ าต เพ่ือเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในการดาเนินการตามวรรค
หนึง่ และวรรคสอง
มาตรา 13 ใหเ้ ปน็ หนา้ ท่ีของผู้อนุญาตทจ่ี ะตอ้ งกาหนดหลักเกณฑแ์ ละแนวทางการตรวจสอบ
การประกอบกจิ การหรอื การดาเนินกจิ การของผูไ้ ดร้ ับอนุญาตให้เป็นไปตามท่ีกฎหมายว่าด้วยการอนุญาต
กาหนด และให้เป็นหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าท่ีและผู้อนุญาตท่ีจะต้องตรวจสอบตามหลักเกณฑ์และ
แนวทางดังกลา่ ว เมือ่ มีผไู้ ด้รับความเดือดร้อนราคาญ หรือเสียหายจากการประกอบกิจการหรอื การดาเนนิ
กจิ การของ ผไู้ ดร้ บั อนญุ าต ไม่วา่ ความจะปรากฏตอ่ พนักงานเจา้ หนา้ ท่ีเองหรือมีผ้รู ้องเรียน ให้เปน็ หน้าท่ี
ของพนกั งาน เจ้าหน้าท่ีทจ่ี ะดาเนินการตรวจสอบและสั่งการตามอานาจหน้าท่โี ดยเร็ว
มาตรา 14 ในกรณีจาเปน็ และสมควรเพอื่ ประโยชน์ในการอานวยความสะดวกแก่ประชาชน
ใหค้ ณะรัฐมนตรีมมี ตจิ ดั ตั้งศูนย์รับคาขออนญุ าต เพ่ือทาหน้าทเ่ี ปน็ ศนู ยก์ ลางในการรบั คาขอตามกฎหมาย
วา่ ดว้ ยการอนญุ าตข้นึ ให้ศนู ย์รับคาขออนญุ าตตามวรรคหนึ่งมฐี านะเปน็ ส่วนราชการตามมาตรา 18 วรรค
สี่ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญตั ิ
ระเบียบบริหารราชการแผน่ ดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 โดยอยู่ในสังกัดสานักนายกรัฐมนตรี และจะใหม้ ี
สาขาของศูนย์ประจากระทรวงหรอื ประจาจังหวัดด้วยกไ็ ด้ การจัดตัง้ ศูนย์รบั คาขออนุญาตตามวรรคหนง่ึ
ให้ตราเปน็ พระราชกฤษฎกี า ในพระราชกฤษฎีกา ดงั กล่าวให้กาหนดรายช่อื กฎหมายวา่ ดว้ ยการอนญุ าตที่
330
จะให้อยู่ภายใต้การดาเนินการของศูนย์รับคาขอ อนุญาต ในการดาเนินการเก่ียวกับการรับคาขอ จะ
กาหนดในพระราชกฤษฎกี าใหผ้ ูย้ ื่นคาขอ ยื่นคาขอ ผา่ นทางสอ่ื อิเล็กทรอนกิ สก์ ็ได้
มาตรา 15 เมื่อมีการจัดตั้งศูนย์รับคาขออนุญาตตามมาตรา 14 แล้ว ให้ดาเนินการและมีผล
ดังต่อไปน้ี ตามท่ีบัญญัติไวใ้ นมาตรา 8 มาตรา 16 ให้ศนู ยร์ ับคาขออนญุ าตมีหนา้ ท่ีดงั ตอ่ ไปนี้
(1) ในกรณีท่ีกฎหมายวา่ ด้วยการอนญุ าตหรอื กฎท่ีออกตามกฎหมายดังกลา่ วกาหนดให้ตอ้ ง ยืน่
คาขอ หรือส่งเอกสารหรือหลักฐาน หรือค่าธรรมเนียมใด ณ สถานที่ใด ถ้าได้มีการยื่นคาขอ หรือส่ง
เอกสารหรอื หลักฐาน หรอื คา่ ธรรมเนียม ณ ศูนยร์ ับคาขออนุญาตแล้ว ให้ถอื วา่ ไดม้ กี ารย่นื คาขอ หรือ ส่ง
เอกสารหรอื หลกั ฐาน หรือค่าธรรมเนียมโดยชอบตามกฎหมายวา่ ด้วยการอนุญาตนั้นแล้ว
(2) บรรดาเงินคา่ ธรรมเนียมหรอื เงินอ่ืนใดทศ่ี นู ย์รบั คาขออนญุ าตไดร้ ับไว้ตาม (1) ให้ศนู ย์ รบั คา
ขออนุญาตนาสง่ คลังเป็นรายไดแ้ ผน่ ดนิ ในนามของหน่วยงานของผู้อนญุ าต หรอื สง่ ใหอ้ งคก์ ร ปกครองส่วน
ทอ้ งถนิ่ แลว้ แตก่ รณี และแจง้ ใหห้ น่วยงานของผู้อนญุ าตทราบ
(3) ในกรณีท่ีหน่วยงานของผู้อนุญาตมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายจากเงินที่จะต้องนาส่งคลัง ให้ศูนย์
รับคาขออนุญาตหกั เงินดังกลา่ วแทนและส่งมอบเงินที่หกั ไว้น้ันให้แกห่ น่วยงานของผอู้ นุญาต โดยใหศ้ นู ย์
รับคาขออนุญาตมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายของศูนย์รับคาขออนุญาตตามอัตราที่จะได้ตกลงกับหน่วยงานของผู้
อนุญาต
(4) ระยะเวลาตามมาตรา 10 ให้นับแต่วันที่ศูนย์รับคาขออนุญาตส่งเรอ่ื งใหผ้ อู้ นุญาต โดยศูนย์
รับคาขออนุญาตจะต้องส่งเร่ืองให้ผู้อนุญาตไม่ช้ากว่าสามวันทาการและให้นามาตรา 10 วรรคส่ี มาใช้
บงั คบั โดยอนโุ ลม
(5) ให้เป็นหน้าที่ของผู้อนุญาตที่จะต้องสง่ คู่มือสาหรบั ประชาชนตามมาตรา 7 ที่ถูกต้อง และ
เป็นปัจจุบนั ให้ศูนย์รบั คาขออนุญาตตามจานวนทีจ่ าเปน็ และดาเนินการใหม้ ีการฝึกอบรมหรอื ชี้แจง แก่
เจ้าหนา้ ท่ขี องศนู ย์รบั คาขออนุญาต เพ่ือใหเ้ กดิ ความชานาญในการปฏิบัตหิ นา้ ท่ดี ้วย
(6) ใหเ้ ป็นหน้าทขี่ องเจา้ หน้าที่ของศูนย์รับคาขออนญุ าตท่ีจะต้องดาเนินการตามมาตรา 8 และ
ตอ้ งรับผิดชอบในฐานะเช่นเดยี วกับพนักงานเจ้าหน้าท่ีตามที่บัญญตั ิไวใ้ นมาตรา 8
มาตรา 16 ใหศ้ นู ย์รบั คาขออนุญาตมีหนา้ ที่ดังตอ่ ไปน้ี
(1) รบั คาขอและค่าธรรมเนียม รวมตลอดท้ังคาอุทธรณ์ ตามกฎหมายว่าด้วยการอนุญาต
(2) ให้ข้อมูล ชี้แจง และแนะนาผู้ย่ืนคาขอหรือประชาชนให้ทราบถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และ
เงื่อนไขในการขออนุญาต รวมตลอดทั้งความจาเป็นในการยื่นคาขออ่ืนใดท่ีจาเป็นต้องดาเนินการ ตาม
กฎหมายว่าดว้ ยการอนุญาตท้ังปวง ในการประกอบกิจการหรือดาเนนิ การอยา่ งหนึ่งอยา่ งใด
สรปุ สาระสาคญั พระราชบญั ญตั ิการอานวยความสะดวกในการพจิ ารณาอนญุ าตของทาง 331
ราชการ พ.ศ. 2558
(3) ส่งคาขอ หรือคาอุทธรณ์ ที่ได้รับจากผู้ย่ืนคาขอหรือผู้ย่ืนคาอุทธรณ์พรอ้ มท้ังเอกสาร หรือ
หลักฐานท่ีเก่ียวข้องให้หนว่ ยงานท่ีเกีย่ วข้อง และคอยติดตามเร่งรัดหนว่ ยงานดังกล่าวเพ่ือดาเนินการ ให้
ถกู ตอ้ งภายในระยะเวลาท่ีกาหนดตามพระราชบัญญตั ิน้ี และคมู่ อื สาหรับประชาชนตามมาตรา 7 หรือตาม
กฎหมายทีใ่ ห้สทิ ธิในการอทุ ธรณ์
(4) ในกรณีทเี่ หน็ วา่ หลักเกณฑ์หรอื วธิ กี ารในการยื่นคาขอ มีรายละเอยี ดหรือกาหนดให้ตอ้ ง สง่
เอกสารท่ีไม่จาเป็น หรือเป็นภาระเกินสมควรแก่ประชาชน ให้เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อสั่งการให้
หนว่ ยงานทเี่ กยี่ วขอ้ งดาเนินการปรบั ปรุงแกไ้ ขให้เหมาะสมย่งิ ขน้ึ
(5) รวบรวมปัญหาและอุปสรรคจากการอนุญาตและการดาเนินการของศูนย์รับคาขออนญุ าต
เพ่อื เสนอต่อคณะกรรมการพฒั นาระบบราชการเพอ่ื รายงานตอ่ คณะรฐั มนตรีพจิ ารณาส่ังการใหห้ น่วยงาน
ทเี่ กี่ยวขอ้ งดาเนนิ การปรบั ปรงุ แกไ้ ขให้เหมาะสมตอ่ ไป
(6) เสนอแนะในการพัฒนาหรือปรบั ปรุงกระบวนการ ขั้นตอน ระยะเวลา เกยี่ วกับการอนุญาต
ต่างๆ รวมถึงข้อเสนอในการออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือกาหนดหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการอนุญาต
เพอื่ ใหป้ ระชาชน ไดร้ ับความสะดวกมากขึน้
มาตรา 17 ให้ผู้อนุญาตจัดทาคู่มือสาหรบั ประชาชนตามมาตรา 7 ให้เสร็จส้ินภายในหน่ึงร้อย
แปดสิบวันนับแต่วันท่ีพระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาตรา 18 ให้นายกรัฐมนตรี
รักษาการตามพระราชบญั ญัตินี้
ผรู้ ับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยทุ ธ์ จันทรโ์ อชา นายกรัฐมนตรี
332
แนวข้อสอบพระราชบัญญตั กิ ารอานวยความสะดวกในการพจิ ารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.
2558
1. พระราชบัญญัตกิ ารอานวยความสะดวกในการพจิ ารณาอนญุ าตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ให้ไว้
ณ วันใด
ก. 16 มกราคม 2558 ข. 18 มกราคม 2558
ค. 20 มกราคม 2558 ง. 22 มกราคม 2558
2. การอานวยความสะดวกในการพจิ ารณาอนญุ าตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ประกาศในราชกจิ จา
นเุ บกษาเมื่อใด
ก. 20 มกราคม 2558 ข. 21 มกราคม 2558
ค. 22 มกราคม 2558 ง. 23 มกราคม 2558
3. พระราชบญั ญตั ินใี้ ห้ใช้บงั คับเมือ่ พ้นกาหนดกวี่ ัน นับแต่วันประกาศในราชกจิ จานุเบกษา
ก. 60 วนั ค. 90 วัน
ข. 120 วัน ง. 180 วัน
4. พระราชบญั ญัตินี้ใช้บงั คบั กับข้อใด
ก. การอนญุ าต
ข. การจดทะเบียนหรอื การแจง้ ท่มี กี ฎหมายหรือกฎกาหนดใหต้ ้องขออนญุ าต
ค. จดทะเบยี น หรอื แจง้ กอ่ นจะดาเนินการใด
ง. ถกู ทุกข้อ
5. มาตรา 5 พระราชบัญญตั ินี้มใิ หใ้ ช้บงั คับแก่
(1) รัฐสภาและคณะรฐั มนตรี
(2) การพจิ ารณาพิพากษาคดีของศาลและการดาเนินงานของเจ้าหน้าทใ่ี นกระบวนการพจิ ารณา
คดีการบังคบั คดี และการวางทรพั ย์
(3) การดาเนินงานตามกระบวนการยุตธิ รรมทางอาญา
(4) การอนญุ าตตามกฎหมายวา่ ดว้ ยทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม
(5) การอนญุ าตทเี่ กีย่ วขอ้ งกบั การปฏิบัติการทางทหารด้านยุทธการ รวมทงั้ ตามกฎหมาย
เกี่ยวกบั การควบคมุ ยุทธภณั ฑ์ และกฎหมายว่าดว้ ยโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน การยกเว้นไมใ่ ห้
นาทบญั ญัตแิ หง่ พระราชบญั ญัติน้ีมาใช้บังคบั แก่การดาเนนิ กจิ การใดหรอื กบั หนว่ ยงานใดนอกจาก
ที่กาหนดไวใ้ หต้ ราเปน็ กฎหมายใด
ก. พระราชบัญญตั ิ ข. พระราชกฤษฎีกา
ค. พระราชกาหนด ง. กฎกระทรวง
แนวข้อสอบพระราชบญั ญัตกิ ารอานวยความสะดวกในการพจิ ารณาอนญุ าตของทางราชการ 333
พ.ศ. 2558
6. ให้ผอู้ นุญาตพจิ ารณากฎหมายทใ่ี หอ้ านาจในการอนุญาตว่าสมควรปรับปรุงกฎหมายน้ันเพอื่ ยกเลิก
การอนุญาตหรอื จัดให้มมี าตรการอน่ื แทนการอนุญาตหรือไม่ ในทกุ กี่ปี
ก. 2 ปี ข. 3 ปี
ค. 4 ปี ง. 5 ปี
7. พระราชบญั ญัติการอานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 มีก่ี
มาตรา
ก. 20 มาตรา ข. 25 มาตรา
ค. 18 มาตรา ง. 30 มาตรา
8. ในกรณที ่ีมกี ฎหมายกาหนดให้การกระทาใดจะตอ้ งไดร้ บั อนุญาต ผู้อนุญาตจะต้องจดั ทาสง่ิ ใด
ก. คู่มอื สาหรบั หนว่ ยงานของรฐั ข. คมู่ ือสาหรับองคก์ รเอกชน
ค. คู่มือสาหรบั ประชาชน ง. คู่มอื สาหรบั ขา้ ราชการ
9. ใครเป็นผูร้ กั ษาการตามพระราชบัญญัติน้ี
ก. รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทย ข. รฐั มนตรีว่าการกระทรวงการคลงั
ค. นายกรฐั มนตรี ง. รองนายกรฐั มนตรี
10. คมู่ อื สาหรบั ประชาชนใหป้ ิดประกาศไว้ ณ ทีใ่ ด
ก. ปดิ ประกาศไว้ ณ สถานทีท่ ่กี าหนดใหย้ ืน่ คาขอ และเผยแพร่ทางสือ่ อเิ ลก็ ทรอนิกส์
ข. ปิดประกาศไว้ ณ ท่ีว่าการอาเภอ และเผยแพรท่ างสอ่ื อิเล็กทรอนกิ ส์
ค. ปดิ ประกาศไว้ ณ สถานทที่ ่ีกาหนดใหย้ ่นื คาขอ
ง. ปิดประกาศไว้ ณ ทีว่ า่ การอาเภอ
11. คาว่า “เจ้าหน้าท่ี” ตามพระราชบัญญตั ิการอานวยความสะดวกในการพจิ ารณาอนญุ าตของทาง
ราชการ พ.ศ. 2558 หมายความถึง เจา้ หน้าท่ีตามขอ้ ใด
ก. ประมวลกฎหมายอาญา
ข. ประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา
ค. กฎหมายว่าด้วยวิธีปฏบิ ตั ิราชการทางปกครอง
ง. กฎหมายระเบยี บบรหิ ารราชการแผ่นดิน
12. “อนุญาต” ตามพระราชบัญญตั ิการอานวยความสะดวกในการพจิ ารณาอนุญาตของทางราชการ
พ.ศ. 2558 หมายความวา่ อย่างไร
ก. การอนญุ าตใหป้ ล่อยตวั ชว่ั คราว
ข. การให้ประทานบัตร
ค. การให้อาญาบตั ร
ง. ถูกทงั้ ข้อ ข และขอ้ ค.
334
13. ค่มู อื สาหรบั ประชาชน อยา่ งนอ้ ยตอ้ งประกอบด้วยอะไรบา้ ง
ก. หลักเกณฑ์ ข. วิธีการ
ค. ชอ่ื สว่ นราชการทจี่ ัดทา ง. ขอ้ ก,ข ถูก
14. เมื่อพิจารณาอนุญาตแล้วเสรจ็ ผอู้ นญุ าตแจง้ ใหผ้ ยู้ ืน่ คาขอทราบภายในกวี่ ันนับแต่พจิ ารณาแลว้
เสร็จ
ก. ไม่น้อยกวา่ 5 วัน ข. 5 วนั
ค. ไม่น้อยกว่า 7 วัน ง. 7 วนั
15. หากผอู้ นุญาตพจิ ารณาไมแ่ ล้วเสรจ็ ตามกาหนด ให้แจง้ ต่อผู้ย่ืนคาขอทราบถงึ เหตุแหง่ ความล้าชา้
ภายในระยะเวลาใด
ก. ใหแ้ จง้ ทกุ 7 วันจนกว่าจะพจิ ารณาแล้วเสร็จ พรอ้ มสง่ สาเนาใหผ้ บู้ งั คบั บัญชาทราบทกุ ครง้ั
ข. ให้แจง้ ทกุ 7 วนั จนกว่าจะพจิ ารณาแลว้ เสรจ็ พร้อมสง่ สาเนาให้ผู้ตรวจราชการทราบทุกครง้ั
ค. ให้แจ้งทกุ 7 วันจนกว่าจะพิจารณาแล้วเสรจ็ พรอ้ มสง่ สาเนาให้ ก.พ.ร. ทราบทกุ คร้ัง
ง. ใหแ้ จง้ ทกุ 7 วนั จนกวา่ จะพจิ ารณาแล้วเสร็จ พรอ้ มสง่ สาเนาให้ ค.ร.ม. ทราบทกุ คร้ัง
16. ศูนยร์ ับคาขออนุญาต จดั ตงั้ โดย
ก. จดั ตงั้ ตามคาสงั่ นายกรัฐมนตรีโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
ข. จัดต้ังตามมตคิ ณะรัฐมนตรีโดยตราเป็นพระราชกฤษฎกี า
ค. จดั ตงั้ ตามมติ ก.พ.ร โดยตราเป็นพระราชกฤษฎกี า
ง. จัดตงั้ ตามคาสั่งรฐั มนตรโี ดยออกเป็นกฎกระทรวง
17. ศูนย์รบั คาขออนุญาต มีหนา้ ท่ีตามขอ้ ใด
ก. รบั คาขอและคา่ ธรรมเนยี ม รวมตลอดทงั้ คาอุทธรณ์ตามกฎหมาย
ข. ให้ขอ้ มลู ชีแ้ จง แนะนาผ้ยู นื่ คาขอหรอื ประชาชน ใหท้ ราบถึงหลกั เกณฑว์ ิธีการและเงอื่ นไข
ในการอนญุ าต
ค. เสนอแนะตอ่ คณะรฐั มนตรเี พ่ือใหห้ น่วยงานท่เี กี่ยวขอ้ ง ปรบั ปรงุ แกไ้ ขหลกั เกณฑ์หรอื วธิ ีการ
ในการยนื่ คาขอใหเ้ หมาะสมยงิ่ ขึ้น
ง. ถกู ทกุ ขอ้
18. เกี่ยวกบั ศูนย์รับคาขออนุญาต ข้อใดถูกตอ้ งทสี่ ดุ
ก. เปน็ ส่วนราชการมฐี านะเป็นกระทรวง อย่ใู นสังกัดสานกั นายกรฐั มนตรี
ข. เปน็ สว่ นราชการมีฐานะเปน็ กรม มอี ธบิ ดีเปน็ ผบู้ งั คับบัญชา อยู่ในสังกดั สานกั นายกรฐั มนตรี
ค. เป็นส่วนราชการไม่มีฐานะเป็นกรม อยู่ในสังกดั สานักนายกรัฐมนตรี
ง. ถกู ทั้งขอ้ ก,ข
แนวขอ้ สอบพระราชบญั ญตั กิ ารอานวยความสะดวกในการพจิ ารณาอนญุ าตของทางราชการ 335
พ.ศ. 2558
19. เม่อื ศูนยร์ ับคาขออนุญาตไดร้ บั คาขออนุญาตจากผ้ขู ออนุญาตแลว้ ใหส้ ่งเรื่องใหผ้ ู้อนุญาตภายใน
ระยะเวลาเท่าใด
ก. 3 วัน ข. 5 วนั
ค. ไม่ช้ากว่า 3 วนั ง. ไมช่ ้ากว่า 5 วนั
20. ใหผ้ อู้ นญุ าตจัดทาคู่มือสาหรับประชาชนให้เสรจ็ สิ้นภายในระยะเวลาใด
ก. ภายใน 180 วันนับแตพ่ รบ.นปี้ ระกาศในราชกจิ จานเุ บกษา ข. ภายใน 180 วัน
ค. ภายใน 180 วันนบั แต่ พรบ.น้ใี ช้บงั คบั ง. ไมเ่ กิน 180 วนั
336
เฉลยข้อสอบ พรบ.การอานวยความสะดวกในการพจิ ารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558
ข้อ คาตอบ ข้อ คาตอบ ข้อ คาตอบ
1ก
2ค
3ง
4ง
5ข
6ง
7ค
8ค
9ค
10 ก
11 ค
12 ง
13 ง
14 ง
15 ค
16 ข
17 ง
18 ค
19 ค
20 ก
สรปุ สาระสาคญั ระเบียบสานกั นายกรฐั มนตรี ว่าดว้ ยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 337
สรปุ สาระสาคัญระเบียบสานกั นายกรฐั มนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
ระเบยี บสานักนายกรฐั มนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 บังคบั ใช้วันที่ 1 มถิ นุ ายน
2526
ระเบียบสานกั นายกรฐั มนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2548 บังคับใชว้ ันที่ 24
กนั ยายน 2548
“งานสารบรรณ” หมายความว่า งานทเี่ ก่ยี วกบั การบริหารงานเอกสาร เรมิ่ ตงั้ แต่การจัดทา
การรบั การส่งการเกบ็ รักษา การยืม จนถงึ การทาลาย
ข้อ 1 ระเบียบนีเ้ รียกว่า “ระเบียบสานกั นายกรฐั มนตรวี ่าดว้ ยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526”
รไู้ วใ้ หจ้ า สูตร (6 Step = ทา – รับ – สง่ – เก็บ – ยืม – ทาลาย)
นยิ ามทอี่ อกข้อสอบบ่อย
“หนังสอื ” หมายความวา่ หนงั สือราชการ
“อิเลก็ ทรอนกิ ส์” หมายความว่า การประยกุ ต์ใชว้ ิธกี ารทางอเิ ลก็ ตรอน ไฟฟา้ คลนื่
แม่เหล็กไฟฟา้ หรอื วธิ ีอน่ื ใดในลกั ษณะคลา้ ยกัน และให้หมายความรวมถงึ การประยกุ ต์ใชว้ ิธกี ารทางแสง
วธิ กี าร ทางแม่เหลก็ หรอื อปุ กรณ์ทีเ่ กยี่ วขอ้ งกบั การประยกุ ตใ์ ชว้ ธิ ตี า่ ง ๆ เช่นว่านั้น
“ระบบสารบรรณอเิ ล็กทรอนิกส์” หมายความว่า การรับสง่ ขอ้ มูลข่าวสารหรอื หนงั สือ ผา่ น
ระบบสอื่ สารด้วยวธิ กี ารทางอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
ผู้รักษาการตามกฎหมายน้ี คอื ปลดั สานักนายกรัฐมนตรี
หมวด 1 ชนดิ ของหนงั สือ
ข้อ 9 หนังสือราชการ คอื เอกสารที่เปน็ หลกั ฐานในราชการ ไดแ้ ก่
9.1 หนังสือทม่ี ีไปมาระหวา่ งสว่ นราชการ
9.2 หนังสอื ท่ีส่วนราชการมีไปถงึ หน่วยงานอ่ืนใดซงึ่ มิใช่ส่วนราชการ หรือทมี่ ีไปถึง
บคุ คลภายนอก
9.3 หนงั สอื ทหี่ นว่ ยงานอ่นื ใดซึ่งมิใช่ส่วนราชการ หรอื บุคคลภายนอกมมี าถึงสว่ นราชการ
9.4 เอกสารท่ีทางราชการจดั ทาขน้ึ เพอ่ื เปน็ หลกั ฐานในราชการ
338
9.5 เอกสารทที่ างราชการจัดทาขนึ้ ตามกฎหมาย ระเบยี บ หรอื ข้อบงั คับ
9.6 ขอ้ มลู ข่าวสารหรือหนงั สอื ทไี่ ด้รบั จากระบบสารบรรณอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
(ความในขอ้ 9 แกไ้ ขโดย ระเบียบสานักนายกรฐั มนตรี วา่ ดว้ ยงานสารบรรณ (ฉบบั ท่ี 2 ) พ.ศ.2548
ลงวันท่ี 21 มิถนุ ายน พ.ศ. 2548)
ขอ้ 10 หนงั สือ มี 6 ชนดิ คือ
1. หนงั สอื ภายนอก
2. หนังสอื ภายใน
3. หนงั สือประทับตรา
4. หนังสอื ส่งั การ
5. หนงั สือประชาสัมพันธ์
6. หนังสือทีเ่ จ้าหน้าทท่ี าขึ้น หรอื รบั ไวเ้ ป็นหลกั ฐานในราชการ
สว่ นที่ 1 หนังสอื ภายนอก
ขอ้ 11 หนังสือภายนอก คือ หนังสือติดต่อราชการท่ีเป็นแบบพิธีโดยใช้กระดาษตรา
ครุฑ เป็นหนงั สือตดิ ต่อระหว่างสว่ นราชการ หรอื สว่ นราชการมีถงึ หน่วยงานอ่ืนใดซึง่ มิใช่สว่ นราชการ
หรือที่มถี งึ บคุ คลภายนอก ใหจ้ ดั ทาตามแบบท่ี 1 ท้ายระเบียบ โดยกรอกรายละเอียดดงั นี้
11.1 ที่ ใหล้ งรหสั ตัวพยัญชนะและเลขประจาของเจ้าของเรื่อง ตามทีก่ าหนดไว้ในภาคผนวก 1
ทบั
เลขทะเบียนหนังสือส่ง สาหรับหนังสือของคณะกรรมการให้กาหนดรหัสตัวพยัญชนะเพ่ิมขึ้นได้ตาม
ความจาเปน็
11.2 ส่วนราชการเจ้าของหนังสือ ให้ลงช่ือส่วนราชการ สถานที่ราชการ หรือ
คณะกรรมการ
ซึง่ เป็นเจ้าของหนงั สอื น้ัน และโดยปกตใิ หล้ งทตี่ ั้งไวด้ ้วย
11.3 วนั เดอื น ปี ใหล้ งตัวเลขของวันที่ ช่อื เต็มของเดือน และตัวเลขของปีพทุ ธศักราช
ที่ออกหนังสือ
11.4 เรอ่ื ง ใหล้ งเร่อื งยอ่ ท่ีเป็นใจความส้ันท่ีสุดของหนังสือฉบับนั้น ในกรณที ่ีเปน็ หนังสือ
ต่อเนอื่ ง โดยปกตใิ ห้ลงเรอ่ื งของหนงั สอื ฉบบั เดมิ
11.5 คาขน้ึ ตน้ ใหใ้ ช้คาขึน้ ตน้ ตามฐานะของผู้รับหนังสอื ตามตารางการใชค้ าขนึ้ ต้นสรรพนาม
และคาลงท้าย ที่กาหนดไว้ในภาคผนวก 2 แล้วลงตาแหน่งของผู้ที่หนังสือน้ันมีถึง หรือช่ือ
บุคคลในกรณที ่ีมีถึงตัวบคุ คลไมเ่ ก่ียวกับตาแหนง่ หนา้ ที่
สรปุ สาระสาคญั ระเบยี บสานกั นายกรฐั มนตรี วา่ ด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 339
11.6 อ้างถึง(ถ้ามี) ให้อ้างถึงหนังสือท่ีเคยมตี ิดต่อกันเฉพาะหนังสอื ทีส่ ่วนราชการผู้รบั หนงั สือ
ไดร้ ับมาก่อนแล้ว จะจากสว่ นราชการใดกต็ าม โดยใหล้ งช่ือส่วนราชการเจา้ ของหนังสอื และเลขท่ีหนงั สอื
วันที่ เดือน ปีพุทธศักราช ของหนังสอื นั้น การอ้างถึง ให้อ้างถึงหนังสือฉบบั สุดทา้ ยท่ีติดต่อกันเพียงฉบบั
เดยี ว เว้นแต่มเี ร่อื งอืน่ ทเ่ี ป็นสาระสาคัญตอ้ งนามาพจิ ารณา จึงอ้างถงึ หนังสือฉบบั อนื่ ๆ ท่เี กยี่ วกบั เรอ่ื งนนั้
โดยเฉพาะให้ทราบดว้ ย
11.7 สิ่งที่ส่งมาด้วย (ถ้ามี) ให้ลงช่ือสิ่งของ เอกสาร หรือบรรณสารทีส่ ่งไปพร้อมกบั
หนงั สอื น้ัน ในกรณีท่ีไมส่ ามารถส่งไปในซองเดียวกนั ได้ ให้แจ้งดว้ ยวา่ สง่ ไปโดยทางใด
11.8 ขอ้ ความ ให้ลงสาระสาคญั ของเรอ่ื งใหช้ ัดเจนและเขา้ ใจง่าย หากมคี วามประสงค์
หลายประการใหแ้ ยกเป็นขอ้ ๆ
11.9 คาลงท้าย ใหใ้ ชค้ าลงท้ายตามฐานะของผรู้ บั หนังสอื ตามตารางการใช้คาข้นึ ต้นสรรพนาม
และคาลงท้าย ทกี่ าหนดไว้ในภาคผนวก 2
11.10 ลงช่ือ ให้ลงลายมือชื่อเจา้ ของหนังสอื และใหพ้ ิมพช์ ่อื เต็มของเจ้าของลายมอื ชือ่
ไวใ้ ตล้ ายมอื ชื่อ ตามรายละเอยี ดท่กี าหนดไวใ้ นภาคผนวก 3
11.11 ตาแหนง่ ให้ลงตาแหนง่ ของเจา้ ของหนงั สือ
11.12 สว่ นราชการเจ้าของเรือ่ ง ให้ลงชอ่ื สว่ นราชการเจ้าของเร่อื ง หรือหนว่ ยงานทอ่ี อก
หนงั สอื ถา้ ส่วนราชการทอ่ี อกหนงั สอื อยใู่ นระดบั กระทรวง หรือทบวง ใหล้ งชอ่ื สว่ นราชการเจา้ ของเรอ่ื ง
ทั้งระดับกรมและกอง ถ้าส่วนราชการท่ีออกหนงั สอื อยู่ในระดับกรมลงมา ให้ลงชื่อส่วนราชการเจา้ ของ
เร่ืองเพียงระดบั กองหรือหนว่ ยงานทร่ี ับผิดชอบ
11.13 โทร. ใหล้ งหมายเลขโทรศัพท์ของสว่ นราชการเจ้าของเรือ่ ง หรอื หนว่ ยงานท่ีออก
หนงั สือและหมายเลขภายในต้สู าขา (ถา้ มี) ไว้ดว้ ย
11.14 สาเนาส่ง (ถ้ามี) ในกรณีที่ผู้ส่งจัดทาสาเนาสง่ ไปให้ส่วนราชการ หรือบุคคลอ่ืนทราบ
และประสงค์จะให้ผ้รู บั ทราบว่าได้มีสาเนาส่งไปให้ผ้ใู ดแล้ว ให้พิมพ์ช่ือเต็ม หรือช่ือย่อของส่วนราชการ
หรือชื่อบุคคลทส่ี ่งสาเนาไปให้ เพ่ือใหเ้ ปน็ ทเี่ ขา้ ใจระหวา่ งผสู้ ่งและผู้รบั ถ้าหากมรี ายชื่อทสี่ ่งมากให้พิมพว์ า่
สง่ ไปตามรายชือ่ ท่แี นบ และแนบรายชือ่ ไปด้วย
สว่ นที่ 2 หนงั สอื ภายใน
ข้อ 12 หนงั สอื ภายใน คือ หนังสือติดต่อราชการทเ่ี ปน็ แบบพิธนี อ้ ยกว่าหนงั สือภายนอก เปน็
หนงั สือ
ติดต่อภายในกระทรวง ทบวง กรม หรอื จังหวัดเดียวกนั ใชก้ ระดาษบันทกึ ข้อความ และให้
จัดทาตามแบบที่ 2 ท้ายระเบยี บ โดยกรอกรายละเอียดดงั น้ี
12.1 ส่วนราชการ ให้ลงช่ือส่วนราชการเจ้าของเรอ่ื ง หรอื หน่วยงานท่อี อกหนังสือ โดยมี
รายละเอียดพอสมควร โดยปกติถา้ สว่ นราชการทีอ่ อกหนังสอื อยใู่ นระดับกรมขึ้นไป ให้ลงชื่อสว่ นราชการ
340
เจ้าของเรือ่ งทง้ั ระดับกรมและกอง ถา้ สว่ นราชการทอ่ี อกหนังสอื อยูใ่ นระดับตา่ กวา่ กรมลงมา ให้ลงช่อื ส่วนราชการ
เจา้ ของเรือ่ งเพยี งระดับกอง หรอื ส่วนราชการเจ้าของเรื่องพร้อมทงั้ หมายเลขโทรศพั ท์ (ถ้ามี)
12.2 ท่ี ให้ลงรหสั ตวั พยัญชนะและเลขประจาของเจา้ ของเร่ือง ตามท่กี าหนดไว้ในภาคผนวก 1
ทับเลขทะเบยี นหนังสอื ส่ง สาหรบั หนังสอื ของคณะกรรมการใหก้ าหนดรหสั ตัวพยัญชนะเพ่ิมขึ้นได้ตาม
ความจาเปน็
12.3 วันท่ี ใหล้ งตวั เลขของวนั ท่ี ชอื่ เตม็ ของเดอื น และตัวเลขของปพี ทุ ธศักราชทอ่ี อก
หนงั สือ
12.4 เรอื่ ง ให้ลงเร่อื งยอ่ ท่ีเปน็ ใจความสัน้ ทีส่ ุดของหนงั สือฉบับนั้น ในกรณที เ่ี ปน็ หนงั สือ
ตอ่ เนอ่ื ง โดยปกติใหล้ งเรือ่ งของหนงั สอื ฉบับเดิม
12.5 คาขน้ึ ต้น ใหใ้ ชค้ าข้นึ ตน้ ตามฐานะของผูร้ ับหนงั สอื ตามตารางการใช้คาขึ้นต้นสรรพนาม
และคาลงท้าย ที่กาหนดไว้ในภาคผนวก 2 แล้วลงตาแหน่งของผทู้ ่ีหนังสอื นนั้ มีถงึ หรือช่ือบคุ คลในกรณที ี่
มถี งึ ตัวบคุ คลไม่เกย่ี วกับตาแหนง่ หนา้ ท่ี
12.6 ข้อความ ให้ลงสาระสาคัญของเร่ืองให้ชัดเจนและเข้าใจง่าย หากมีความ
ประสงค์หลายประการ ให้แยกเป็นข้อ ๆ ในกรณีที่มีการอา้ งถึงหนังสือท่ีเคยมีติดต่อกนั หรอื มีสง่ิ ทสี่ ่งมา
ดว้ ย ให้ระบไุ ว้ในข้อน้ี
12.7 ลงชอ่ื และตาแหนง่ ให้ปฏบิ ัตติ ามขอ้ 11.10 และข้อ 11.11 โดยอนุโลมในกรณีท่ี
กระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัดใดประสงค์จะกาหนดแบบการเขียนโดยเฉพาะ เพื่อใช้ตามความ
เหมาะสมก็ใหก้ ระทาได้
ส่วนท่ี 3 หนงั สือประทบั ตรา
ข้อ 13 หนังสือประทบั ตรา คือ หนงั สือท่ีใชป้ ระทบั ตราแทนการลงชอ่ื ของหัวหน้าสว่ นราชการ
ระดบั กรมขน้ึ ไป โดยใหห้ วั หนา้ ส่วนราชการระดบั กอง หรอื ผทู้ ี่ได้รบั มอบหมายจากหัวหน้าสว่ นราชการระดบั
กรมขนึ้ ไป เป็นผู้รบั ผดิ ชอบลงชื่อยอ่ กากบั ตรา
หนังสอื ประทบั ตราใหใ้ ช้ไดท้ ง้ั ระหวา่ งสว่ นราชการกบั ส่วนราชการ และระหว่างสว่ นราชการกบั
บุคคลภายนอก เฉพาะกรณีทไ่ี มใ่ ช่เร่ืองสาคัญ ไดแ้ ก่
13.1 การขอรายละเอยี ดเพม่ิ เตมิ
13.2 การสง่ สาเนาหนงั สอื สิง่ ของ เอกสาร หรือบรรณสาร
13.3 การตอบรบั ทราบทีไ่ มเ่ กี่ยวกบั ราชการสาคัญ หรอื การเงนิ
13.4 การแจง้ ผลงานทไี่ ดด้ าเนนิ การไปแลว้ ใหส้ ว่ นราชการทีเ่ ก่ียวขอ้ งทราบ
13.5 การเตอื นเรอ่ื งท่ีค้าง
13.6 เร่ืองซง่ึ หวั หนา้ สว่ นราชการระดบั กรมข้ึนไปกาหนดโดยทาเป็นคาสงั่ ให้ใช้หนังสอื
สรปุ สาระสาคญั ระเบียบสานกั นายกรฐั มนตรี ว่าดว้ ยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 341
ประทบั ตรา
ขอ้ 14 หนงั สือประทบั ตรา ใชก้ ระดาษตราครฑุ และให้จัดทาตามแบบที่ 3 ท้ายระเบียบ โดยกรอก
รายละเอียดดังน้ี
14.1 ท่ี ให้ลงรหัสตัวพยัญชนะและเลขประจาของเจ้าของเรื่อง ตามท่ีกาหนดไว้ใน
ภาคผนวก 1 ทบั เลขทะเบียนหนังสือสง่
14.2 ถึง ใหล้ งชอื่ สว่ นราชการ หนว่ ยงาน หรือบุคคลทหี่ นงั สือน้ันมีถึง
14.3 ข้อความ ให้ลงสาระสาคญั ของเรอื่ งให้ชัดเจนและเขา้ ใจง่าย
14.4 ช่อื ส่วนราชการที่สง่ หนงั สอื ออก ใหล้ งชื่อสว่ นราชการที่สง่ หนงั สอื ออก
14.5 ตราชื่อส่วนราชการ ให้ประทบั ตราช่อื สว่ นราชการตามข้อ 72 ด้วยหมกึ แดง และให้
ผู้รบั ผิดชอบลงลายมอื ช่ือยอ่ กากบั ตรา
14.6 วนั เดือน ปี ให้ลงตัวเลขของวันท่ี ชือ่ เตม็ ของเดือนและตัวเลขของปีพทุ ธศักราช
ท่ีออกหนังสอื
14.7 ส่วนราชการเจา้ ของเรือ่ ง ให้ลงชื่อส่วนราชการเจ้าของเร่ือง หรือหน่วยงานที่
ออกหนงั สือ
14.8 โทร. หรอื ท่ตี งั้ ใหล้ งหมายเลขโทรศัพท์ของสว่ นราชการเจ้าของเรื่อง และหมายเลข
ภายในตูส้ าขา (ถา้ ม)ี ดว้ ย ในกรณีที่ไม่มโี ทรศัพท์ ใหล้ งทตี่ ้ังของสว่ นราชการเจ้าของเรื่องโดยให้
ลงตาบลทอี่ ยู่ตามความจาเปน็ และแขวงไปรษณยี ์ (ถา้ ม)ี
สว่ นท่ี 4 หนังสือสัง่ การ
ขอ้ 15 หนังสือสงั่ การ ให้ใชต้ ามแบบทีก่ าหนดไวใ้ นระเบยี บน้ี เวน้ แต่จะมกี ฎหมาย
กาหนดแบบไวโ้ ดยเฉพาะหนงั สือสง่ั การมี 3 ชนิด ได้แก่ คาส่ัง ระเบียบ และข้อบังคับ
ขอ้ 16 คาสง่ั คอื บรรดาขอ้ ความท่ีผบู้ ังคบั บญั ชาส่งั การใหป้ ฏบิ ตั ิโดยชอบด้วยกฎหมาย
ใช้กระดาษตราครุฑ และให้จดั ทาตามแบบที่ 4 ทา้ ยระเบียบ โดยกรอกรายละเอียดดงั น้ี
16.1 คาส่ัง ให้ลงชื่อสว่ นราชการ หรอื ตาแหนง่ ของผมู้ อี านาจท่ีออกคาส่ัง
16.2 ท่ี ให้ลงเลขทที่ ่ีออกคาสง่ั โดยเริม่ ฉบบั แรกจากเลข 1 เรยี งเป็นลาดบั ไปจนสน้ิ ปปี ฏทิ ิน
ทบั เลขปีพทุ ธศกั ราชทอ่ี อกคาสงั่
16.3 เรื่อง ใหล้ งชอื่ เรื่องที่ออกคาสง่ั
342
16.4 ข้อความ ให้อา้ งเหตทุ ี่ออกคาสง่ั และอ้างถงึ อานาจทใี่ หอ้ อกคาสงั่ (ถา้ มี) ไวด้ ว้ ย
แลว้ จึงลงข้อความทส่ี ั่ง และวันใช้บงั คับ
16.5 สัง่ ณ วันที่ ใหล้ งตัวเลขของวันท่ี ชือ่ เตม็ ของเดือน และตัวเลขของปีพทุ ธศักราช
ท่อี อกคาสง่ั
16.6 ลงชอ่ื ใหล้ งลายมือชอื่ ผู้ออกคาสั่ง และพมิ พช์ ่ือเตม็ ของเจ้าของลายมือชื่อไว้ใต้
ลายมอื ชอ่ื
16.7 ตาแหนง่ ใหล้ งตาแหนง่ ของผอู้ อกคาสง่ั
ข้อ 17 ระเบยี บ คือ บรรดาขอ้ ความท่ผี ู้มอี านาจหน้าทไี่ ด้วางไว้ โดยจะอาศัยอานาจของกฎหมาย
หรือไม่ก็ได้ เพื่อถือเป็นหลกั ปฏิบัติงานเป็นการประจา ใช้กระดาษตราครุฑ และให้จัดทาตามแบบท่ี 5
ทา้ ยระเบียบ โดยกรอกรายละเอียดดังนี้
17.1 ระเบยี บ ใหล้ งชื่อสว่ นราชการทอ่ี อกระเบียบ
17.2 ว่าด้วย ใหล้ งชอื่ ของระเบียบ
17.3 ฉบับท่ี ถ้าเป็นระเบียบทกี่ ล่าวถงึ เปน็ ครงั้ แรกในเร่ืองนนั้ ไมต่ ้องลงวา่ เป็นฉบบั ท่ี
เทา่ ใด แต่ถ้าเป็นระเบยี บเรื่องเดียวกนั ท่ีมกี ารแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ ให้ลงเป็น ฉบบั ที่ 1 และทถี่ ดั ๆ ไปตามลาดับ
17.4 พ.ศ. ใหล้ งตัวเลขของปพี ทุ ธศักราชทอ่ี อกระเบียบ
17.5 ข้อความ ให้อ้างเหตุผลโดยย่อ เพ่ือแสดงถึงความมุ่งหมายท่ีต้องออก
ระเบียบ และอา้ งถงึ กฎหมายทีใ่ ห้อานาจออกระเบยี บ (ถ้าม)ี
17.6 ข้อ ให้เรียงข้อความท่จี ะใช้เป็นระเบียบเป็นข้อ ๆ โดยให้ขอ้ 1 เป็นช่ือ
ระเบยี บ ข้อ 2 เปน็ วันใช้บงั คับกาหนดวา่ ให้ใช้บังคบั ตัง้ แตเ่ มอื่ ใด และขอ้ สุดทา้ ย เปน็ ขอ้ ผรู้ กั ษาการ
ระเบียบใดถา้ มี มากขอ้ หรอื หลายเรอื่ ง จะแบง่ เปน็ หมวดกไ็ ด้ โดยใหย้ ้ายขอ้ ผู้รกั ษาการไปเป็นขอ้ สดุ ท้าย
ก่อนท่ีจะขึ้นหมวด 1
17.7 ประกาศ ณ วันท่ี ให้ลงตัวเลขของวนั ที่ ชอื่ เต็มของเดอื น และตัวเลขของปีพทุ ธศกั ราช
ที่ออกระเบียบ
17.8 ลงชื่อ ให้ลงลายมอื ชื่อผู้ออกระเบียบ และพมิ พช์ อ่ื เตม็ ของเจา้ ของลายมอื ชือ่ ไว้ใต้
ลายมือชอ่ื
17.9 ตาแหนง่ ใหล้ งตาแหน่งของผูอ้ อกระเบียบ
สรปุ สาระสาคญั ระเบยี บสานกั นายกรฐั มนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 343
ข้อ 18 ขอ้ บังคับ คือ บรรดาข้อความที่ผู้มอี านาจหนา้ ท่กี าหนดใหใ้ ชโ้ ดยอาศัยอานาจของ
กฎหมายท่ีบัญญตั ิให้กระทาได้ ใช้กระดาษตราครฑุ และให้จัดทาตามแบบที่ 6 ทา้ ยระเบียบ โดยกรอก
รายละเอียดดงั น้ี
18.1 ขอ้ บงั คับ ใหล้ งชอื่ ส่วนราชการทอ่ี อกขอ้ บงั คบั
18.2 ว่าด้วย ให้ลงช่อื ของขอ้ บงั คบั
18.3 ฉบบั ที่ ถ้าเปน็ ขอ้ บังคับท่ีกลา่ วถงึ เป็นครง้ั แรกในเรอ่ื งนัน้ ไม่ตอ้ งลงวา่ เป็นฉบบั ท่ี
เท่าใด แตถ่ ้าเปน็ ข้อบงั คบั เรอ่ื งเดยี วกนั ที่มกี ารแก้ไขเพิม่ เตมิ ให้ลงเปน็ ฉบับที่ 2 และทถ่ี ัด ๆ ไป
ตามลาดับ
18.4 พ.ศ. ให้ลงตัวเลขของปพี ทุ ธศักราชท่ีออกข้อบงั คบั
18.5 ข้อความ ให้อา้ งเหตุผลโดยย่อเพื่อแสดงถงึ ความมุ่งหมายท่ตี ้องออกข้อบงั คบั
และอา้ งถงึ กฎหมายทใ่ี ห้อานาจออกขอ้ บงั คับ
18.6 ข้อ ให้เรียงข้อความทจ่ี ะใช้บังคบั เป็นข้อ ๆ โดยให้ ขอ้ 1 เป็นชื่อข้อบังคบั ข้อ 2
เป็นวันทใ่ี ช้บงั คบั กาหนดวา่ ให้ใชบ้ ังคับตงั้ แตเ่ ม่อื ใด และข้อสดุ ทา้ ยเป็นขอ้ ผู้รกั ษาการ ข้อบังคบั ใดถ้ามมี ากข้อ
หรือหลายเรอื่ งจะแบง่ เปน็ หมวดกไ็ ด้ โดยให้ยา้ ยขอ้ ผรู้ กั ษาการไปเป็นข้อสดุ ทา้ ยก่อนท่ีจะขึ้นหมวด 1
18.7 ประกาศ ณ วนั ท่ี ใหล้ งตัวเลขของวนั ที่ ชอ่ื เตม็ ของเดอื น และตวั เลขของปพี ทุ ธศกั ราชท่ี
ออกขอ้ บงั คับ
18.8 ลงช่อื ให้ลงลายมอื ช่ือผู้ออกขอ้ บงั คับ และพมิ พช์ อ่ื เตม็ ของเจา้ ของลายมือชือ่ ไว้
ใต้ลายมอื ชื่อ
18.9 ตาแหนง่ ใหล้ งตาแหนง่ ของผอู้ อกข้อบงั คบั
ส่วนที่ 5 หนังสอื ประชาสมั พันธ์
ขอ้ 19 หนังสือประชาสัมพันธ์ ให้ใชต้ ามแบบท่ีกาหนดไวใ้ นระเบียบน้ี เว้นแต่จะมกี ฎหมาย
กาหนดแบบไว้โดยเฉพาะหนงั สอื ประชาสมั พันธ์มี 3 ชนิด ได้แก่ ประกาศ แถลงการณ์ และขา่ ว
ขอ้ 20 ประกาศ คือ บรรดาขอ้ ความที่ทางราชการประกาศหรอื ช้ีแจงให้ทราบ หรือแนะ
แนวทางปฏบิ ัติ ใชก้ ระดาษตราครฑุ และใหจ้ ัดทาตามแบบท่ี 7 ท้ายระเบียบ โดยกรอกรายละเอยี ดดังนี้
20.1 ประกาศ ให้ลงช่อื สว่ นราชการที่ออกประกาศ
20.2 เร่ือง ใหล้ งชือ่ เร่ืองที่ประกาศ
20.3 ข้อความ ใหอ้ ้างเหตุผลทตี่ อ้ งออกประกาศและขอ้ ความทีป่ ระกาศ
344
20.4 ประกาศ ณ วันที่ ใหล้ งตวั เลขของวันท่ี ชื่อเตม็ ของเดือน และตัวเลขของปพี ุทธศักราชท่ี
ออกประกาศ
20.5 ลงช่ือ ใหล้ งลายมือชือ่ ผอู้ อกประกาศ และพมิ พช์ ือ่ เตม็ ของเจา้ ของลายมือชอ่ื ไวใ้ ต้
ลายมือชอ่ื
20.6 ตาแหน่ง ให้ลงตาแหน่งของผอู้ อกประกาศในกรณีที่กฎหมายกาหนดให้ทาเปน็
แจง้ ความ ให้เปล่ยี นคาว่าประกาศ เปน็ แจง้ ความ
ขอ้ 21 แถลงการณ์ คือ บรรดาขอ้ ความทีท่ างราชการแถลงเพอ่ื ทาความเข้าใจในกจิ การของทาง
ราชการ หรอื เหตกุ ารณ์ หรือกรณีใด ๆ ใหท้ ราบชัดเจนโดยทว่ั กัน ใชก้ ระดาษตราครุฑ และใหจ้ ดั ทาตาม
แบบที่ 8 ท้ายระเบียบ โดยกรอกรายละเอยี ดดงั นี้
21.1 แถลงการณ์ ใหล้ งชือ่ สว่ นราชการทอี่ อกแถลงการณ์
21.2 เรื่อง ให้ลงช่ือเรื่องทอี่ อกแถลงการณ์
21.3 ฉบับที่ ใช้ในกรณที ่จี ะตอ้ งออกแถลงการณห์ ลายฉบบั ในเรอื่ งเดยี วทตี่ ่อเนื่องกนั
ให้ลงฉบับท่เี รยี งตามลาดับไวด้ ้วย
21.4 ขอ้ ความ ให้อา้ งเหตผุ ลที่ตอ้ งออกแถลงการณ์และขอ้ ความท่ีแถลงการณ์
21.5 สว่ นราชการทอ่ี อกแถลงการณ์ ให้ลงชอ่ื สว่ นราชการที่ออกแถลงการณ์
21.6 วนั เดือน ปี ให้ลงตวั เลขของวันที่ ช่ือเตม็ ของเดอื น และตัวเลขของปีพทุ ธศักราช
ที่ออกแถลงการณ์
ขอ้ 22 ข่าว คอื บรรดาข้อความทที่ างราชการเหน็ สมควรเผยแพร่ให้ทราบ ใหจ้ ดั ทาตามแบบท่ี 8
ทา้ ยระเบยี บ โดยกรอกรายละเอยี ดดงั นี้
22.1 ขา่ ว ใหล้ งชอื่ สว่ นราชการท่อี อกข่าว
22.2 เรอื่ ง ใหล้ งชอ่ื เร่อื งทอ่ี อกขา่ ว
22.3 ฉบับท่ี ใช้ในกรณที ีจ่ ะตอ้ งออกข่าวหลายฉบบั ในเรื่องเดยี วทต่ี อ่ เนื่องกนั ให้ลงฉบับที่
เรียงตามลาดบั ไว้ด้วย
22.4 ข้อความ ให้ลงรายละเอยี ดเกี่ยวกบั เร่อื งของขา่ ว
22.5 สว่ นราชการทอี่ อกข่าว ให้ลงชอ่ื สว่ นราชการทอ่ี อกขา่ ว
22.6 วัน เดอื น ปี ให้ลงตัวเลขของวันท่ี ชอ่ื เตม็ ของเดือน และตัวเลขของปพี ทุ ธศกั ราชที่
ออกข่าว
สรปุ สาระสาคญั ระเบยี บสานกั นายกรฐั มนตรี วา่ ด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 345
สว่ นท่ี 6 หนงั สือท่เี จ้าหนา้ ท่ีทาขน้ึ หรอื รับไว้เป็นหลกั ฐานในราชการ
ข้อ 23 หนงั สอื ทเ่ี จา้ หนา้ ที่ทาขนึ้ หรือรบั ไวเ้ ปน็ หลักฐานในราชการ คอื หนังสอื ท่ีทางราชการ
ทาขึ้นนอกจากท่กี ลา่ วมาแล้วขา้ งต้น หรอื หนงั สือที่หน่วยงานอ่นื ใดซ่ึงมใิ ชส่ ่วนราชการ หรือ
บุคคลภายนอกมีมาถงึ สว่ นราชการ และส่วนราชการรบั ไวเ้ ปน็ หลักฐานของทางราชการ มี 4 ชนิด คือ
หนังสือรบั รองรายงานการประชมุ บนั ทึก และหนงั สอื อ่นื
ข้อ 24 หนังสือรบั รอง คือ หนงั สอื ทสี่ ว่ นราชการออกใหเ้ พอ่ื รับรองแก่ บคุ คล นิติบคุ คล หรอื
หน่วยงาน เพ่ือวัตถุประสงค์อยา่ งหนง่ึ อยา่ งใดใหป้ รากฏแก่บคุ คลโดยทวั่ ไปไมจ่ าเพาะเจาะจง ใช้
กระดาษตราครฑุ และใหจ้ ัดทาตามแบบท่ี 10 ทา้ ยระเบียบ โดยกรอกรายละเอียดดงั น้ี
24.1 เลขที่ ใหล้ งเลขท่ีของหนังสือรับรองโดยเฉพาะ เรม่ิ ตง้ั แตเ่ ลข 1 เรยี งเป็นลาดบั
ไปจนถึงสิ้นปีปฏิทิน ทบั เลขปีพทุ ธศักราชท่ีออกหนังสอื รับรอง หรือลงเลขท่ีของหนังสือท่ัวไปตามแบบ
หนงั สอื ภายนอกอยา่ งหน่ึงอย่างใด
24.2 ส่วนราชการเจา้ ของหนังสอื ให้ลงช่อื ของส่วนราชการซ่งึ เปน็ เจา้ ของหนงั สือนัน้
และจะลงสถานทตี่ ั้งของส่วนราชการเจา้ ของหนังสอื ด้วยกไ็ ด้
24.3 ข้อความ ใหล้ งขอ้ ความขึ้นตน้ วา่ หนงั สือฉบบั นีใ้ หไ้ วเ้ พื่อรบั รองวา่ แลว้ ตอ่ ดว้ ย
ชอื่ บคุ คล นิตบิ คุ คล หรอื หน่วยงานท่ที างราชการรบั รอง ในกรณเี ป็นบคุ คลใหพ้ มิ พ์ชื่อเตม็ โดยมีคานาหนา้ นาม
ชื่อ นามสกลุ ตาแหน่งหน้าที่ และสงั กดั หนว่ ยงานทผ่ี ู้นนั้ ทางานอยู่อย่างชดั แจ้ง แลว้ จึงลงข้อความที่รับรอง
24.4 ให้ไว้ ณ วนั ที่ ใหล้ งตัวเลขของวนั ท่ี ชื่อเต็มของเดอื น และตวั เลขของปพี ุทธศักราช
ท่ีออกหนังสอื รบั รอง
24.5 ลงช่อื ใหล้ งลายมอื ชื่อหัวหน้าสว่ นราชการผู้ออกหนงั สอื หรอื ผูท้ ่ไี ด้รบั มอบหมาย
และพิมพ์ชอื่ เต็มของเจา้ ของลายมือชอ่ื ไว้ใต้ลายมอื ชอื่
24.6 ตาแหน่ง ให้ลงตาแหนง่ ของผลู้ งลายมือชอ่ื ในหนงั สอื
24.7 รูปถ่ายและลายมือชื่อผู้ได้รับการรับรอง ในกรณีท่กี ารรบั รองเป็นเร่ืองสาคัญ
ทอ่ี อกใหแ้ ก่บุคคล ใหต้ ดิ รูปถา่ ยของผู้ท่ไี ดร้ ับการรบั รอง ขนาด 4 × 6 เซนติเมตร หน้าตรง ไมส่ วมหมวก
ประทับตราชอื่ สว่ นราชการทอ่ี อกหนงั สอื บนขอบลา่ งด้านขวาของรูปถ่ายคาบต่อลงบนแผ่นกระดาษ และ
ใหผ้ ูน้ นั้ ลงลายมือช่ือไวใ้ ต้รปู ถา่ ยพร้อมท้ังพมิ พ์ชอ่ื เต็มของเจา้ ของลายมอื ชอ่ื ไว้ใต้ลายมอื ช่ือดว้ ย
ข้อ 25 รายงานการประชมุ คอื การบนั ทกึ ความคดิ เหน็ ของผู้มาประชมุ ผเู้ ข้าร่วมประชมุ และมติ
ของทีป่ ระชุมไวเ้ ปน็ หลกั ฐาน ให้จดั ทาตามแบบท่ี 11 ทา้ ยระเบยี บ โดยกรอกรายละเอยี ดดังน้ี
25.1 รายงานการประชมุ ใหล้ งช่อื คณะทปี่ ระชมุ หรอื ช่ือการประชุมน้ัน
346
25.2 ครงั้ ท่ี ใหล้ งครัง้ ทป่ี ระชมุ
25.3 เมื่อ ให้ลงวัน เดอื น ปที ป่ี ระชุม
25.4 ณ ใหล้ งสถานท่ีทป่ี ระชุม
25.5 ผู้มาประชุม ให้ลงชื่อและหรือตาแหน่งของผู้ไดร้ ับแต่งตั้งเป็นคณะท่ีประชุม
ซึ่งมาประชุม ในกรณีที่มีผ้มู าประชุมแทนใหล้ งชื่อผู้มาประชุมแทน และลงว่ามาประชุมแทนผ้ใู ดหรือ
ตาแหนง่ ใด
25.6 ผูไ้ ม่มาประชมุ ใหล้ งชื่อและหรือตาแหนง่ ของผู้ทไ่ี ดร้ ับการแต่งต้งั เปน็ คณะท่ปี ระชุม
ซง่ึ มิไดม้ าประชุมพรอ้ มทั้งเหตผุ ล (ถ้ามี)
25.7 ผู้เข้าร่วมประชมุ ใหล้ งชอื่ และหรอื ตาแหนง่ ของผูท้ ม่ี ไิ ด้รบั การแต่งต้งั เป็นคณะท่ปี ระชมุ
ซึง่ ได้เข้าร่วมประชุม (ถ้าม)ี
25.8 เร่ิมประชุมเวลา ให้ลงเวลาท่ีเรม่ิ ประชุม
25.8 ข้อความ ใหบ้ ันทึกขอ้ ความท่ีประชุม โดยปกตใิ หเ้ รม่ิ ตน้ ดว้ ยประธานกล่าวเปดิ ประชุม
และเรื่องที่ประชมุ กับมติหรือข้อสรปุ ของทปี่ ระชุมในแตล่ ะเรอ่ื งตามลาดับ
25.10 เลกิ ประชุมเวลา ให้ลงเวลาทีเ่ ลกิ ประชุม
25.11 ผ้จู ดรายงานการประชุม ใหล้ งชื่อผูจ้ ดรายงานการประชุมครงั้ น้นั
ขอ้ 26 บันทึก คือ ข้อความซ่ึงผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอต่อผู้บังคับบัญชา หรือผู้บังคับบัญชา
สั่งการแกผ่ ู้ใต้บังคบั บัญชา หรอื ข้อความท่ีเจ้าหน้าท่ี หรือหน่วยงานระดบั ต่ากว่าส่วนราชการระดับ
กรมติดต่อกันในการปฏิบัตริ าชการ โดยปกติให้ใชก้ ระดาษบนั ทึกขอ้ ความ และใหม้ หี ัวขอ้ ดงั ต่อไปน้ี
26.1 ชื่อหรือตาแหนง่ ทบ่ี ันทกึ ถงึ โดยใช้คาข้ึนต้นตามทกี่ าหนดไวภ้ าคผนวก 2
26.2 สาระสาคัญของเร่ือง ให้ลงใจความของเรอ่ื งทบี่ ันทกึ ถ้ามเี อกสารประกอบกใ็ หร้ ะบุไว้ดว้ ย
26.3 ช่ือและตาแหนง่ ให้ลงลายมือชือ่ และตาแหนง่ ของผบู้ นั ทึก และในกรณที ไ่ี มใ่ ช้
กระดาษบนั ทึกขอ้ ความ ใหล้ งวัน เดือน ปีท่บี ันทกึ ไว้ดว้ ย
การบนั ทึกตอ่ เน่ือง โดยปกติใหผ้ ู้บันทึกระบคุ าขน้ึ ตน้ ใจความบนั ทกึ และลงช่อื เช่นเดยี วกับท่ี
ได้กล่าวไวข้ ้างต้น และใหล้ งวนั เดือน ปี กากบั ใต้ลายมอื ชือ่ ผู้บันทกึ หากไม่มคี วามเหน็ ใดเพม่ิ เติมใหล้ ง
ช่ือและวนั เดอื น ปี กากบั เทา่ นั้น
ขอ้ 27 หนงั สืออืน่ คอื หนังสือหรอื เอกสารอืน่ ใดท่เี กิดขน้ึ เนอ่ื งจากการปฏบิ ตั ิงานของเจ้าหน้าที่
เพ่อื เป็นหลกั ฐานในราชการ ซง่ึ รวมถึงภาพถ่าย ฟิลม์ แถบบนั ทึกเสยี ง แถบบนั ทกึ ภาพ และสอ่ื กลาง
บันทกึ ขอ้ มลู ด้วย หรือหนังสือของบคุ คลภายนอก ท่ียนื่ ตอ่ เจ้าหนา้ ที่ และเจ้าหน้าท่ีไดร้ ับเขา้ ทะเบียน
รับหนังสือของทางราชการแลว้ มรี ปู แบบตามทกี่ ระทรวง ทบวง กรม จะกาหนดข้นึ ใชต้ ามความเหมาะสม