The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Supansa Intaruangroong, 2022-07-11 04:51:14

พระราชกฤษฎีกา

พระราชกฤษฎีกา

มาตรา ๑๕๙๘/๑๗ ในกรณีที่ศาลสง่ั ให้สามหี รือภริยาเปน็ คนไรค้ วามสามารถและศาลเหน็
ไม่สมควรใหค้ ่สู มรสเปน็ ผอู้ นบุ าล และต้ังบิดาหรอื มารดาหรือบคุ คลภายนอกเป็นผอู้ นบุ าล
ในกรณีเช่นวา่ นี้ ให้ผอู้ นบุ าลเปน็ ผจู้ ดั การสนิ สมรสร่วมกนั กบั คสู่ มรสอีกฝ่ายหน่ึง เวน้ แต่
ถ้ามเี หตุสำคญั อนั จะเกดิ ความเสียหายแก่คนไรค้ วามสามารถ ศาลจะสง่ั เป็นอยา่ งอนื่ กไ็ ด้
อย่างไรกต็ าม เมือ่ มกี รณีดังกล่าวตามวรรคหนง่ึ คู่สมรสอกี ฝา่ ยหนงึ่ มีสทิ ธิร้องขอตอ่ ศาลให้
สัง่ แยกสินสมรสได้

มาตรา ๑๕๙๘/๑๘[๑๘๑] ในกรณที ีบ่ ดิ ามารดาเปน็ ผอู้ นบุ าลบตุ ร ถ้าบตุ รน้ันยงั ไม่บรรลนุ ติ ิ
ภาวะ ใหน้ ำบทบญั ญตั วิ า่ ดว้ ยสทิ ธิและหนา้ ทขี่ องผใู้ ชอ้ ำนาจปกครองมาใช้บังคบั โดย
อนุโลม แตถ่ า้ บตุ รนน้ั บรรลนุ ติ ภิ าวะแลว้ ใหน้ ำบทบัญญตั วิ า่ ดว้ ยสทิ ธิและหน้าที่ของ
ผู้ปกครองมาใช้บงั คบั โดยอนุโลม เวน้ แตส่ ทิ ธติ ามมาตรา ๑๕๖๗ (๒) และ (๓)
ในกรณที บี่ คุ คลอน่ื ซงึ่ มใิ ช่บดิ ามารดาหรอื มใิ ชค่ สู่ มรสเปน็ ผอู้ นุบาล ให้นำบทบญั ญตั วิ า่
ด้วยสทิ ธแิ ละหนา้ ที่ของผปู้ กครองมาใช้บงั คบั โดยอนุโลม แต่ถา้ ผอู้ ยใู่ นความอนุบาลบรรลุ
นติ ิภาวะแลว้ จะใชส้ ิทธติ ามมาตรา ๑๕๖๗ (๒) และ (๓) ไม่ได้

หมวด ๔
บุตรบุญธรรม

มาตรา ๑๕๙๘/๑๙[๑๘๒] บุคคลที่มอี ายไุ มต่ า่ กว่ายสี่ บิ หา้ ปจี ะรบั บุคคลอนื่ เป็นบตุ รบญุ ธรรมก็
ได้ แต่ผนู้ นั้ ตอ้ งมีอายุแก่กว่าผทู้ ่จี ะเปน็ บตุ รบญุ ธรรมอยา่ งนอ้ ยสิบหา้ ปี

มาตรา ๑๕๙๘/๒๐ การรับบตุ รบุญธรรม ถา้ ผทู้ ีจ่ ะเป็นบุตรบญุ ธรรมมอี ายุไม่ต่ากว่าสิบหา้ ปี
ผู้นน้ั ตอ้ งให้ความยนิ ยอมด้วย

มาตรา ๑๕๙๘/๒๑[๑๘๓] การรบั ผู้เยาวเ์ ปน็ บตุ รบญุ ธรรมจะกระทำไดต้ ่อเมื่อไดร้ บั ความ
ยนิ ยอมของบิดาและมารดาของผจู้ ะเป็นบตุ รบุญธรรม ในกรณีท่ีบดิ าหรอื มารดาคนใดคน
หนึง่ ตายหรือถกู ถอนอำนาจปกครองตอ้ งได้รบั ความยนิ ยอมของมารดาหรือบดิ าซง่ึ ยงั มี
อำนาจปกครอง
ถ้าไม่มีผู้มอี ำนาจให้ความยินยอมดังกลา่ วในวรรคหน่ึง หรอื มีแตบ่ ิดาหรอื มารดาคนใดคน
หนงึ่ หรือทงั้ สองคนไมส่ ามารถแสดงเจตนาใหค้ วามยินยอมได้ หรอื ไมใ่ ห้ความยนิ ยอมและ
การไม่ใหค้ วามยินยอมนั้นปราศจากเหตผุ ลอนั สมควรและเปน็ ปฏิปกั ษต์ ่อสุขภาพ ความ
เจริญหรือสวัสดิภาพของผ้เู ยาว์ มารดาหรือบดิ าหรอื ผูป้ ระสงคจ์ ะขอรับบตุ รบญุ ธรรมหรือ
อยั การจะร้องขอต่อศาลใหม้ ีคำสง่ั อนุญาตแทนการใหค้ วามยนิ ยอมตามวรรคหนง่ึ ก็ได้

มาตรา ๑๕๙๘/๒๒[๑๘๔] ในการรับผู้เยาวเ์ ปน็ บตุ รบุญธรรม ถา้ ผ้เู ยาว์เปน็ ผู้ถกู ทอดทิ้งและ
อยใู่ นความดูแลของสถานสงเคราะห์เดก็ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการสงเคราะหแ์ ละคุ้มครองเดก็
ให้สถานสงเคราะห์เด็กเปน็ ผใู้ หค้ วามยนิ ยอมแทนบดิ าและมารดา ถ้าสถานสงเคราะห์เดก็
ไม่ให้ความยนิ ยอม ใหน้ ำความในมาตรา ๑๕๙๘/๒๑ วรรคสอง มาใชบ้ ังคับโดยอนโุ ลม

มาตรา ๑๕๙๘/๒๓[๑๘๕] ในกรณที ่ผี ้เู ยาวม์ ไิ ดถ้ ูกทอดทงิ้ แต่อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของ
สถานสงเคราะห์เดก็ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการสงเคราะห์และคุ้มครองเดก็ บิดาและมารดา
หรือบิดาหรือมารดาในกรณีท่ีมารดาหรือบดิ าคนใดคนหนงึ่ ตายหรอื ถูกถอนอำนาจปกครอง
จะทำหนงั สือมอบอำนาจใหส้ ถานสงเคราะหเ์ ดก็ ดังกลา่ วเปน็ ผมู้ อี ำนาจใหค้ วามยินยอมใน
การรบั ผู้เยาวเ์ ปน็ บตุ รบญุ ธรรมแทนตนก็ได้ ในกรณีเชน่ นน้ั ใหน้ ำความในมาตรา ๑๕๙๘/
๒๒ มาใช้บังคับโดยอนโุ ลม

หนงั สือมอบอำนาจตามวรรคหนงึ่ จะถอนเสียมไิ ดต้ ราบเทา่ ที่ผเู้ ยาว์ยังอยู่ในความอปุ การะ
เลย้ี งดูของสถานสงเคราะห์เดก็ น้ัน

มาตรา ๑๕๙๘/๒๔[๑๘๖] ผู้มอี ำนาจใหค้ วามยนิ ยอมแทนสถานสงเคราะหเ์ ด็กในการรบั บุตร
บญุ ธรรมตามมาตรา ๑๕๙๘/๒๒ หรอื มาตรา ๑๕๙๘/๒๓ จะรบั ผเู้ ยาวซ์ ง่ึ อยใู่ นความดูแลหรอื
อยู่ในความอุปการะเล้ยี งดขู องสถานสงเคราะห์เด็กนนั้ เปน็ บตุ รบญุ ธรรมของตนเองได้
ต่อเมอื่ ศาลไดม้ คี ำส่งั อนญุ าตตามคำขอของผนู้ น้ั แทนการให้ความยนิ ยอมของสถาน
สงเคราะหเ์ ดก็

มาตรา ๑๕๙๘/๒๕[๑๘๗] ผู้จะรบั บุตรบญุ ธรรมหรือผู้จะเปน็ บุตรบุญธรรม ถ้ามคี สู่ มรสอยตู่ ้อง
ไดร้ บั ความยนิ ยอมจากคสู่ มรสก่อน ในกรณที ค่ี ู่สมรสไมอ่ าจใหค้ วามยินยอมได้หรือไปเสยี
จากภูมิลำเนาหรอื ถิน่ ทอี่ ยูแ่ ละหาตวั ไมพ่ บเปน็ เวลาไมน่ ้อยกวา่ หนึง่ ปี ต้องรอ้ งขอตอ่ ศาลให้
มคี ำสงั่ อนญุ าตแทนการให้ความยนิ ยอมของคูส่ มรสน้ัน

มาตรา ๑๕๙๘/๒๖ ผู้เยาว์ท่เี ปน็ บตุ รบญุ ธรรมของบคุ คลใดอยจู่ ะเปน็ บตุ รบญุ ธรรมของ
บคุ คลอื่นอีกในขณะเดยี วกนั ไมไ่ ด้ เวน้ แตเ่ ปน็ บตุ รบุญธรรมของคูส่ มรสของผู้รับบตุ รบญุ
ธรรม
ถ้าคูส่ มรสฝา่ ยหน่งึ จะจดทะเบยี นรบั ผเู้ ยาวซ์ ึ่งเปน็ บตุ รบญุ ธรรมของคสู่ มรสอกี ฝ่ายหนง่ึ เป็น
บตุ รบญุ ธรรมของตนดว้ ยจะต้องไดร้ ับความยนิ ยอมของคู่สมรสซงึ่ เป็นผรู้ บั บตุ รบญุ ธรรมอยู่
แล้วและมิให้นำมาตรา ๑๕๙๘/๒๑ มาใช้บงั คบั [๑๘๘]

มาตรา ๑๕๙๘/๒๗[๑๘๙] การรบั บุตรบญุ ธรรมจะสมบูรณ์ตอ่ เมอ่ื ได้จดทะเบยี นตามกฎหมาย
แต่ถ้าผู้จะเปน็ บตุ รบุญธรรมนนั้ เปน็ ผู้เยาวต์ อ้ งปฏบิ ตั ติ ามกฎหมายวา่ ดว้ ยการรับเด็กเป็น
บุตรบญุ ธรรมกอ่ น

มาตรา ๑๕๙๘/๒๘ บุตรบญุ ธรรมย่อมมฐี านะอยา่ งเดียวกบั บตุ รชอบดว้ ยกฎหมายของผู้รับ
บตุ รบญุ ธรรมนน้ั แตไ่ มส่ ญู สทิ ธิและหนา้ ทีใ่ นครอบครวั ทไี่ ด้กำเนิดมา ในกรณเี ชน่ น้ี ให้
บิดามารดาโดยกำเนิดหมดอำนาจปกครองนับแต่วนั เวลาท่เี ดก็ เป็นบตุ รบุญธรรมแล้ว
ให้นำบทบัญญัตใิ นลกั ษณะ ๒ หมวด ๒ แห่งบรรพนีม้ าใชบ้ งั คับโดยอนโุ ลม

มาตรา ๑๕๙๘/๒๙ การรับบตุ รบุญธรรมไมก่ อ่ ใหเ้ กดิ สิทธริ บั มรดกของบุตรบุญธรรมใน
ฐานะทายาทโดยธรรมเพราะเหตุการณร์ ับบตุ รบุญธรรมนั้น

มาตรา ๑๕๙๘/๓๐ ถา้ บุตรบุญธรรมซงึ่ ไมม่ คี สู่ มรสหรอื ผูส้ ืบสันดานตายก่อนผู้รับบตุ รบญุ
ธรรม ผูร้ ับบตุ รบญุ ธรรมมีสิทธเิ รียกร้องเอาทรพั ย์สินทต่ี นไดใ้ หแ้ ก่บตุ รบุญธรรมคนื จากกอง
มรดกของบตุ รบญุ ธรรมเพยี งเทา่ ทท่ี รพั ยส์ นิ นน้ั ยงั คงเหลืออยู่ภายหลังทชี่ ำระหนข้ี องกอง
มรดกเสร็จสิ้นแลว้
หา้ มมใิ หฟ้ ้องคดีเรียกรอ้ งสิทธติ ามวรรคหนง่ึ เมอ่ื พ้นกำหนดหนง่ึ ปนี บั แตเ่ วลาทผี่ รู้ ับบตุ ร
บุญธรรมไดร้ หู้ รอื ควรไดร้ ู้ถึงความตายของบุตรบุญธรรมหรือเมื่อพน้ กำหนดสิบปีนับแตว่ นั ที่
บุตรบุญธรรมตาย

มาตรา ๑๕๙๘/๓๑ การเลกิ รับบตุ รบุญธรรม ถา้ บตุ รบญุ ธรรมบรรลุนิตภิ าวะแลว้ จะเลิกโดย
ความตกลงกันในระหวา่ งผรู้ ับบตุ รบุญธรรมกับบุตรบญุ ธรรมเม่อื ใดกไ็ ด้
ถา้ บุตรบุญธรรมยังไมบ่ รรลุนติ ภิ าวะ การเลกิ รบั บตุ รบญุ ธรรมจะทำไดต้ อ่ เม่อื ไดร้ ับความ
ยินยอมของบดิ าและมารดา และให้นำมาตรา ๑๕๙๘/๒๐ และมาตรา ๑๕๙๘/๒๑ มาใช้
บังคบั โดยอนุโลม

ในกรณีที่ไดร้ ับผูเ้ ยาว์เปน็ บตุ รบุญธรรมตามมาตรา ๑๕๙๘/๒๑ วรรคสอง มาตรา ๑๕๙๘/
๒๒ มาตรา ๑๕๙๘/๒๓ มาตรา ๑๕๙๘/๒๔ หรอื มาตรา ๑๕๙๘/๒๖ วรรคสอง ถา้ บตุ รบญุ
ธรรมยังไมบ่ รรลนุ ติ ภิ าวะ การเลกิ รับบุตรบญุ ธรรมใหก้ ระทำไดต้ ่อเมอ่ื มคี ำสง่ั ศาลโดยคำรอ้ ง
ขอของผู้มสี ว่ นไดเ้ สยี หรอื อยั การ[๑๙๐]
การเลกิ รับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณต์ อ่ เม่ือไดจ้ ดทะเบยี นตามกฎหมาย

มาตรา ๑๕๙๘/๓๒ การรบั บตุ รบญุ ธรรมยอ่ มเปน็ อนั ยกเลกิ เมอ่ื มีการสมรสฝ่าฝนื มาตรา
๑๔๕๑

มาตรา ๑๕๙๘/๓๓ คดฟี ้องเลิกการรับบุตรบุญธรรมนนั้ เม่อื
(๑)[๑๙๑] ฝา่ ยหนงึ่ ทำการช่วั ร้ายไมว่ ่าจะเปน็ ความผิดอาญาหรอื ไม่ เป็นเหตุให้อกี ฝา่ ยหนง่ึ อบั
อายขายหน้าอยา่ งร้ายแรง หรือถกู เกลยี ดชงั หรือไดร้ บั ความเสียหายหรอื เดือดร้อนเกนิ ควร
อกี ฝ่ายหนง่ึ ฟ้องเลกิ ได้
(๒)[๑๙๒] ฝ่ายหนึ่งหมนิ่ ประมาทหรือเหยยี ดหยามอกี ฝ่ายหน่ึงหรือบพุ การขี องอกี ฝ่ายหนง่ึ อัน
เปน็ การร้ายแรง อกี ฝา่ ยหนึ่งฟอ้ งเลิกได้ ถา้ บตุ รบุญธรรมกระทำการดงั กล่าวตอ่ คูส่ มรสของ
ผรู้ บั บุตรบญุ ธรรม ใหผ้ ู้รับบตุ รบุญธรรมฟอ้ งเลิกได้
(๓)[๑๙๓] ฝ่ายหน่ึงกระทำการประทุษรา้ ยอกี ฝา่ ยหน่ึงหรอื บุพการีหรือคูส่ มรสของอกี ฝา่ ยหนงึ่
เปน็ เหตใุ หเ้ กดิ อนั ตรายแก่กายหรอื จิตใจอยา่ งรา้ ยแรงและการกระทำนั้นเปน็ ความผิดท่ีมี
โทษอาญา อีกฝา่ ยหนงึ่ ฟอ้ งเลกิ ได้
(๔) ฝ่ายหนง่ึ ไมอ่ ุปการะเลย้ี งดูอกี ฝา่ ยหนงึ่ อกี ฝา่ ยหนง่ึ นนั้ ฟอ้ งเลกิ ได้
(๕) ฝ่ายหน่ึงจงใจละทิ้งอกี ฝา่ ยหนึง่ ไปเกินหนง่ึ ปี อกี ฝา่ ยหนงึ่ นนั้ ฟ้องเลิกได้

(๖) ฝ่ายหนึ่งต้องคำพิพากษาถงึ ทีส่ ดุ ใหจ้ ำคกุ เกนิ สามปี เวน้ แตค่ วามผิดท่ีกระทำโดย
ประมาท อีกฝา่ ยหนง่ึ ฟอ้ งเลกิ ได้
(๗) ผ้รู ับบตุ รบุญธรรมทำผดิ หน้าทีบ่ ดิ ามารดา และการกระทำนัน้ เปน็ การละเมดิ หรอื ไม่
ปฏบิ ตั ติ ามมาตรา ๑๕๖๔ มาตรา ๑๕๗๑ มาตรา ๑๕๗๓ มาตรา ๑๕๗๔ หรือมาตรา
๑๕๗๕ เป็นเหตใุ ห้เกดิ หรืออาจเกดิ ความเสยี หายอยา่ งรา้ ยแรงตอ่ บตุ รบุญธรรม บุตรบญุ
ธรรมฟ้องเลิกได้
(๘)[๑๙๔] ผรู้ ับบตุ รบุญธรรมผใู้ ดถูกถอนอำนาจปกครองบางสว่ นหรือทั้งหมด และเหตทุ ีถ่ กู
ถอนอำนาจปกครองนน้ั มีพฤตกิ ารณ์แสดงให้เหน็ วา่ ผู้นนั้ ไม่สมควรเปน็ ผู้รับบตุ รบุญธรรม
ตอ่ ไป บุตรบญุ ธรรมฟอ้ งเลิกได้
(๙)[๑๙๕] (ยกเลิก)

มาตรา ๑๕๙๘/๓๔ ห้ามมิให้ฟอ้ งขอเลิกการรบั บตุ รบญุ ธรรมเมอ่ื พ้นกำหนดหนงึ่ ปี นบั แต่
วันทผี่ ูข้ อเลกิ การรับบตุ รบญุ ธรรมรู้หรือควรได้รขู้ ้อเทจ็ จรงิ อนั เป็นเหตใุ ห้เลิกการนน้ั หรอื
เมือ่ พ้นกำหนดสบิ ปนี บั แตเ่ หตนุ นั้ เกิดขน้ึ

มาตรา ๑๕๙๘/๓๕[๑๙๖] การฟ้องเลิกการรับบตุ รบญุ ธรรม ถา้ บตุ รบญุ ธรรมมอี ายไุ มค่ รบสบิ
หา้ ปบี ริบูรณใ์ หบ้ ิดามารดาโดยกำเนิดเป็นผู้มอี ำนาจฟอ้ งแทน แตถ่ า้ บตุ รบุญธรรมมอี ายุสิบ
หา้ ปีบริบูรณแ์ ล้วบตุ รบญุ ธรรมฟอ้ งได้โดยไม่ตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากผู้ใด
ในกรณตี ามวรรคหนงึ่ อัยการจะฟอ้ งคดแี ทนบตุ รบญุ ธรรมก็ได้

มาตรา ๑๕๙๘/๓๖ การเลิกรับบุตรบญุ ธรรมโดยคำพิพากษาของศาล ย่อมมผี ลแต่เวลาทค่ี ำ
พพิ ากษาถงึ ที่สุด แต่จะอ้างเปน็ เหตุเสือ่ มสทิ ธขิ องบคุ คลภายนอกผทู้ ำการโดยสุจรติ ไมไ่ ด้
เวน้ แตไ่ ด้จดทะเบียนแล้ว

มาตรา ๑๕๙๘/๓๗[๑๙๗] เมือ่ ผรู้ บั บุตรบุญธรรมตายหรือมีการเลกิ รบั บตุ รบญุ ธรรม ถา้ บตุ ร
บุญธรรมยงั ไมบ่ รรลนุ ติ ภิ าวะ ใหบ้ ิดามารดาโดยกำเนิดกลบั มีอำนาจปกครองนับแตเ่ วลาที่
ผรู้ บั บุตรบุญธรรมตาย หรอื นับแตเ่ วลาทีจ่ ดทะเบยี นเลกิ การรบั บุตรบญุ ธรรมตามมาตรา
๑๕๙๘/๓๑ หรือนบั แตเ่ วลาทศ่ี าลมคี ำพพิ ากษาถึงที่สดุ ให้เลกิ การรบั บตุ รบุญธรรม เวน้ แต่
ศาลเห็นสมควรสง่ั เป็นประการอื่น
ในกรณที ่มี กี ารตงั้ ผปู้ กครองของผเู้ ปน็ บตุ รบญุ ธรรมไว้ก่อนผูร้ บั บตุ รบญุ ธรรมตาย หรอื กอ่ น
การเลกิ รับบุตรบุญธรรม ใหผ้ ้ปู กครองยงั คงมอี ำนาจหน้าที่เชน่ เดมิ ตอ่ ไป เวน้ แต่บดิ า
มารดาโดยกำเนดิ จะร้องขอ และศาลมคี ำสงั่ ใหผ้ รู้ ้องขอเป็นผมู้ อี ำนาจปกครอง
การเปลีย่ นผใู้ ชอ้ ำนาจปกครองตามวรรคหนงึ่ หรอื ผปู้ กครองตามวรรคสองไม่เป็นเหตุเสื่อม
สิทธทิ ่บี คุ คลภายนอกได้มาโดยสจุ รติ กอ่ นผู้รับบตุ รบญุ ธรรมตายหรอื กอ่ นจดทะเบยี นเลกิ
การรบั บุตรบญุ ธรรม
ใหพ้ นักงานอัยการเปน็ ผมู้ ีอำนาจรอ้ งขอเพอื่ ใหศ้ าลมคี ำสงั่ เปน็ ประการอนื่ ตามวรรคหนึ่ง

ลกั ษณะ ๓
คา่ อปุ การะเลี้ยงดู

มาตรา ๑๕๙๘/๓๘ คา่ อปุ การะเล้ียงดูระหวา่ งสามีภริยา หรือระหวา่ งบดิ ามารดากบั บุตรน้ัน
ยอ่ มเรียกจากกนั ไดใ้ นเมอ่ื ฝ่ายทคี่ วรได้รับอปุ การะเล้ียงดูไม่ไดร้ ับการอปุ การะเล้ียงดูหรอื
ไดร้ ับการอุปการะเลย้ี งดไู มเ่ พยี งพอแกอ่ ตั ภาพ ค่าอปุ การะเลี้ยงดนู ศ้ี าลอาจใหเ้ พียงใดหรือ
ไมใ่ ห้กไ็ ด้ โดยคำนงึ ถงึ ความสามารถของผ้มู ีหนา้ ทต่ี อ้ งให้ ฐานะของผู้รบั และพฤติการณ์
แหง่ กรณี

มาตรา ๑๕๙๘/๓๙ เมอ่ื ผู้มสี ว่ นไดเ้ สียแสดงวา่ พฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของคู่กรณไี ด้
เปล่ยี นแปลงไป ศาลจะส่ังแก้ไขในเรอ่ื งคา่ อุปการะเลย้ี งดูโดยใหเ้ พิกถอน ลด เพมิ่ หรือ
กลับใหค้ ่าอุปการะเล้ียงดอู ีกก็ได้
ในกรณที ศ่ี าลไมพ่ ิพากษาใหค้ ่าอุปการะเลี้ยงดู เพราะเหตแุ ต่เพียงอีกฝา่ ยหนงึ่ ไมอ่ ยใู่ น
ฐานะทจ่ี ะใหค้ า่ อปุ การะเล้ยี งดูไดใ้ นขณะนน้ั หากพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของอีกฝา่ ย
หน่ึงนน้ั ไดเ้ ปล่ยี นแปลงไป และพฤติการณร์ ายไดห้ รอื ฐานะของผู้เรียกร้องอยู่ในสภาพทค่ี วร
ได้รบั คา่ อุปการะเลยี้ งดู ผู้เรยี กร้องอาจรอ้ งขอใหศ้ าลเปลย่ี นแปลงคำส่งั ในคดนี ัน้ ใหม่ได้

มาตรา ๑๕๙๘/๔๐ ค่าอปุ การะเลย้ี งดนู น้ั ใหช้ ำระเป็นเงนิ โดยวิธชี ำระเปน็ ครั้งคราวตาม
กำหนด เวน้ แตค่ กู่ รณจี ะตกลงกนั ให้ชำระเป็นอยา่ งอ่นื หรอื โดยวิธีอน่ื ถา้ ไมม่ ีการตกลงกนั
และมเี หตพุ เิ ศษ เมอ่ื ฝา่ ยใดฝา่ ยหนง่ึ รอ้ งขอและศาลเห็นสมควร จะกำหนดใหค้ า่ อปุ การะ
เลยี้ งดูเปน็ อยา่ งอนื่ หรอื โดยวธิ อี น่ื โดยจะให้ชำระเป็นเงนิ ดว้ ยหรอื ไม่กไ็ ด้
ในกรณขี อค่าอุปการะเลยี้ งดูบตุ ร เมื่อมีเหตุพเิ ศษและศาลเหน็ เปน็ การสมควรเพอ่ื ประโยชน์
แก่บตุ ร จะกำหนดให้บุตรไดร้ บั การอุปการะเล้ียงดูโดยประการใด ๆ นอกจากท่คี ู่กรณีตก
ลงกัน หรอื นอกจากท่ีฝา่ ยใดฝา่ ยหนง่ึ ร้องขอกไ็ ด้ เชน่ ใหไ้ ปอยใู่ นสถานการศึกษาหรือ
วชิ าชพี โดยใหผ้ ทู้ ี่มหี นา้ ทต่ี อ้ งชำระค่าอปุ การะเล้ียงดูออกคา่ ใชจ้ า่ ยในการนี้

มาตรา ๑๕๙๘/๔๑ สทิ ธทิ ีจ่ ะไดค้ า่ อุปการะเล้ยี งดูน้ัน จะสละหรือโอนมไิ ด้และไม่อยู่ในขา่ ย
แหง่ การบังคบั คดี

พระราชบัญญตั ิ

ให้ใชบ้ ทบญั ญตั ิบรรพ ๖ แห่งประมวลกฎหมาย
แพง่ และพาณชิ ย์ พุทธศักราช ๒๔๗๗

ในพระปรมาภไิ ธยสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั อานนั ทมหิดล
คณะผ้สู ำเรจ็ ราชการแทนพระองค์
(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร
ลงวนั ท่ี ๗ มนี าคม พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๗)
อนวุ ตั นจ์ าตุรนต์
อาทติ ยท์ พิ อาภา
เจา้ พระยายมราช
ตราไว้ ณ วันที่ ๕ มถิ นุ ายน พุทธศกั ราช ๒๔๗๘
เป็นปีท่ี ๒ ในรชั ชกาลปจั จุบัน

โดยทีส่ ภาผแู้ ทนราษฎรลงมตวิ า่ การประมวลกฎหมายแห่งบา้ นเมอื งได้ดำเนนิ มาถึงคราวที่
ควรใชบ้ รรพ ๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์

จ่ึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบญั ญตั ขิ น้ึ ไวโ้ ดยคำแนะนำและยนิ ยอมของสภา
ผู้แทนราษฎร ดง่ั ตอ่ ไปน้ี

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินใ้ี หเ้ รยี กว่า “พระราชบัญญตั ใิ ห้ใชบ้ ทบัญญัตบิ รรพ ๖ แหง่
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช ๒๔๗๗”

มาตรา ๒[๑๙๘] ใหใ้ ชพ้ ระราชบญั ญตั นิ ้ี ตง้ั แตว่ นั ประกาศในราชกจิ จานุเบกษาเปน็ ตน้ ไป

มาตรา ๓ ใหเ้ พ่ิมบทบญั ญัติ บรรพ ๖ ตงั้ แต่มาตรา ๑๕๙๙ ถึงมาตรา ๑๗๕๕ ตามที่ได้
ตราไวต้ อ่ ทา้ ยพระราชบญั ญตั นิ ีเ้ ขา้ เปน็ สว่ นหนง่ึ แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์
และใหใ้ ช้บทบญั ญตั แิ หง่ บรรพนต้ี งั้ แตว่ นั ที่ ๑ ตลุ าคม พทุ ธศักราช ๒๔๗๘ เป็นตน้ ไป

มาตรา ๔[๑๙๙] (ยกเลิก)

ผูร้ ับสนองพระบรมราชโองการ
นายพนั เอก พระยาพหลพลพยุหเสนา
นายกรฐั มนตรี

พระราชกำหนด
แกไ้ ขเพิ่มเตมิ พระราชบญั ญัตไิ ห้ไชบ้ ทบญั ญตั บิ ัพ ๖
แห่งประมวนกดหมายแพ่งและพานิช พทุ ธสกั ราช ๒๔๗๗
พทุ ธสักราช ๒๔๘๖

ในพระปรมาภไิ ธยสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัวอานันทมหดิ ล
คณะผสู้ ำเร็จราชการแทนพระองค์
(ตามประกาศประธานสภาผ้แู ทนราษฎร
ลงวนั ที่ ๔ สิงหาคม พทุ ธศกั ราช ๒๔๘๐
และวนั ที่ ๑๖ ธันวาคม พุทธศกั ราช ๒๔๘๔)
อาทติ ย์ทพิ อาภา
ปรีดี พนมยงค์
ตราไว้ ณ วันที่ ๑๙ มถิ ุนายน พทุ ธศกั ราช ๒๔๘๖
เปน็ ปที ี่ ๑๐ ในรชั กาลปัจจุบนั

โดยทเ่ี หน็ สมควรขยายการใชบ้ ทบัญญัติบรรพ ๖ แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์
ใหท้ ่ัวถงึ เพอื่ ความมนั่ คงและวฒั นธรรมแหง่ ชาติ

และโดยทีม่ เี หตุฉุกเฉนิ ซึง่ จะเรยี กประชุมสภาผแู้ ทนราษฎรใหท้ ันทว่ งทมี ไิ ด้

จึงมพี ระบรมราชโองการให้ตราพระราชกำหนดขนึ้ ไว้ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา
๕๒ ของรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย ดงั ตอ่ ไปนี้

มาตรา ๑ พระราชกำหนดนใ้ี ห้เรยี กวา่ “พระราชกำหนดแกไ้ ขเพมิ่ เติมพระราชบัญญตั ิไห้
ไช้บทบัญญตั บิ พั ๖ แหง่ ประมวนกดหมายแพ่งและพานชิ พุทธสกั ราช ๒๔๗๗ พุทธสัก
ราช ๒๔๘๖”

มาตรา ๒[๒๐๐] ให้ใชพ้ ระราชกำหนดนตี้ ้งั แตว่ นั ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษาเปน็ ตน้ ไป

มาตรา ๓ ให้ยกเลกิ มาตรา ๔ แห่งพระราชบญั ญตั ใิ ห้ใชบ้ ทบญั ญตั บิ รรพ ๖ แหง่
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ พุทธศกั ราช ๒๔๗๗

ผู้รบั สนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ป. พบิ ลู สงคราม
นายกรัฐมนตรี

พระราชบญั ญตั อิ นุมตั พิ ระราชกำหนดแก้ไขเพ่มิ เตมิ พระราชบัญญัตไิ ห้ไช้บทบญั ญตั บิ พั ๖
แห่งประมวนกดหมายแพ่งและพานิช พทุ ธสักราช ๒๔๗๗ พุทธสกั ราช ๒๔๘๖ พุทธสักราช
๒๔๘๖[๒๐๑]

บรรพ ๖
มรดก

ลักษณะ ๑
บทเบ็ดเสร็จทั่วไป

หมวด ๑
การตกทอดแห่งทรพั ยม์ รดก

มาตรา ๑๕๙๙ เมอ่ื บุคคลใดตาย มรดกของบคุ คลนน้ั ตกทอดแก่ทายาท
ทายาทอาจเสียไปซง่ึ สทิ ธิในมรดกไดแ้ ต่โดยบทบัญญตั แิ หง่ ประมวลกฎหมายน้ีหรอื
กฎหมายอน่ื

มาตรา ๑๖๐๐ ภายใตบ้ ังคับของบทบญั ญตั ิแหง่ ประมวลกฎหมายน้ี กองมรดกของผตู้ าย
ได้แกท่ รพั ยส์ นิ ทกุ ชนดิ ของผู้ตาย ตลอดทงั้ สทิ ธิหน้าทีแ่ ละความรับผิดตา่ ง ๆ เวน้ แตต่ าม
กฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวของผตู้ ายโดยแท้

มาตรา ๑๖๐๑ ทายาทไม่จำต้องรบั ผิดเกินกว่าทรพั ย์มรดกท่ตี กทอดไดแ้ กต่ น

มาตรา ๑๖๐๒ เมอ่ื บคุ คลใดต้องถือวา่ ถึงแก่ความตายตามความในมาตรา ๖๒ แหง่
ประมวลกฎหมายนี้ มรดกของบคุ คลนนั้ ตกทอดแกท่ ายาท

ถ้าพสิ ูจนไ์ ด้ว่าบคุ คลนั้นยังคงมีชวี ติ อยู่ หรือตายในเวลาอื่นผดิ ไปจากเวลาดงั ระบุไวใ้ นคำสงั่
ที่สง่ั ใหเ้ ปน็ คนสาบสญู ใหใ้ ชบ้ ทบัญญตั ิมาตรา ๖๓ แห่งประมวลกฎหมายนบ้ี งั คบั แก่
ทายาทของบคุ คลนน้ั
[เลขมาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยมาตรา ๑๕ แหง่ พระราชบัญญตั ใิ หใ้ ช้
บทบญั ญตั ิบรรพ ๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ยท์ ี่ไดต้ รวจชำระใหม่ พ.ศ.
๒๕๓๕]

มาตรา ๑๖๐๓ กองมรดกย่อมตกทอดแกท่ ายาทโดยสทิ ธติ ามกฎหมายหรือโดยพินยั กรรม
ทายาทที่มสี ทิ ธติ ามกฎหมาย เรยี กวา่ “ทายาทโดยธรรม”
ทายาททีม่ ีสทิ ธติ ามพนิ ยั กรรม เรียกวา่ “ผูร้ บั พนิ ยั กรรม”

หมวด ๒
การเป็นทายาท

มาตรา ๑๖๐๔ บุคคลธรรมดาจะเป็นทายาทไดก้ ต็ ่อเมือ่ มสี ภาพบุคคลหรือสามารถมสี ทิ ธไิ ด้
ตามมาตรา ๑๕ แหง่ ประมวลกฎหมายน้ี ในเวลาทเี่ จ้ามรดกถงึ แกค่ วามตาย
เพ่ือประโยชน์แห่งมาตรานี้ ให้ถอื วา่ เดก็ ทีเ่ กิดมารอดอยู่ภายในสามรอ้ ยสบิ วันนบั แตเ่ วลาที่
เจา้ มรดกถงึ แกค่ วามตายนัน้ เปน็ ทารกในครรภม์ ารดาอยใู่ นเวลาทเี่ จ้ามรดกถึงแก่ความ
ตาย

มาตรา ๑๖๐๕ ทายาทคนใดยักย้าย หรอื ปดิ บังทรัพย์มรดกเทา่ ส่วนท่ีตนจะได้หรือมากกวา่
น้ันโดยฉอ้ ฉลหรอื รูอ้ ยวู่ า่ ตนทำให้เสื่อมประโยชนข์ องทายาทคนอน่ื ทายาทคนนั้นต้องถูก
กำจัดมใิ หไ้ ด้มรดกเลย แต่ถา้ ได้ยักยา้ ยหรอื ปิดบงั ทรัพย์มรดกน้อยกวา่ ส่วนทตี่ นจะได้
ทายาทคนนนั้ ตอ้ งถกู กำจัดมใิ หไ้ ดม้ รดกเฉพาะสว่ นทไี่ ด้ยักยา้ ยหรอื ปิดบังไวน้ นั้

มาตรานมี้ ใิ หใ้ ชบ้ ังคบั แก่ผ้รู ับพนิ ัยกรรม ซึ่งผตู้ ายได้ทำพนิ ยั กรรมยกทรัพยส์ นิ ใหเ้ ฉพาะสง่ิ
เฉพาะอย่าง ในอนั ท่จี ะไดร้ บั ทรพั ย์สินนน้ั

มาตรา ๑๖๐๖ บุคคลดงั ตอ่ ไปนต้ี อ้ งถูกกำจัดมใิ หร้ บั มรดกฐานเปน็ ผ้ไู มส่ มควร คอื
(๑) ผ้ทู ต่ี อ้ งคำพพิ ากษาถงึ ท่ีสดุ ว่าไดเ้ จตนากระทำ หรือพยายามกระทำใหเ้ จา้ มรดกหรอื ผูม้ ี
สิทธไิ ดร้ ับมรดกกอ่ นตนถงึ แกค่ วามตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
(๒) ผทู้ ่ีไดฟ้ อ้ งเจ้ามรดกหาวา่ ทำความผิดโทษประหารชวี ติ และตนเองกลับตอ้ งคำพพิ ากษา
ถงึ ที่สุดวา่ มีความผิดฐานฟ้องเทจ็ หรือทำพยานเทจ็
(๓) ผูท้ ี่ร้แู ล้วว่า เจา้ มรดกถูกฆ่าโดยเจตนา แต่มิไดน้ ำข้อความนน้ั ขนึ้ ร้องเรียนเพ่ือเป็นทาง
ท่จี ะเอาตัวผ้กู ระทำผดิ มาลงโทษ แตข่ อ้ นีม้ ใิ หใ้ ช้บงั คับถา้ บุคคลนน้ั มอี ายยุ งั ไมค่ รบสิบหกปี
บรบิ รู ณ์ หรือเปน็ คนวกิ ลจรติ ไมส่ ามารถรู้ผิดชอบ หรอื ถา้ ผู้ที่ฆา่ นน้ั เปน็ สามภี รยิ าหรือผู้
บพุ การหี รอื ผ้สู บื สันดานของตนโดยตรง
(๔) ผูท้ ีฉ่ ้อฉลหรอื ข่มขใู่ หเ้ จ้ามรดกทำ หรอื เพกิ ถอน หรือเปลย่ี นแปลงพนิ ัยกรรมแต่
บางสว่ นหรอื ทง้ั หมดซงึ่ เกยี่ วกบั ทรพั ย์มรดก หรือไมใ่ ห้กระทำการดังกล่าวน้นั
(๕) ผ้ทู ปี่ ลอม ทำลาย หรอื ปดิ บงั พนิ ัยกรรมแตบ่ างสว่ นหรอื ทง้ั หมด

เจา้ มรดกอาจถอนข้อกำจัดฐานเปน็ ผไู้ ม่สมควรเสียก็ไดโ้ ดยใหอ้ ภยั ไวเ้ ปน็ ลายลกั ษณ์อักษร

มาตรา ๑๖๐๗ การถูกกำจดั มใิ หร้ บั มรดกน้ันเปน็ การเฉพาะตัว ผู้สืบสนั ดานของทายาทที่
ถกู กำจดั สืบมรดกตอ่ ไปเหมือนหนงึ่ วา่ ทายาทนน้ั ตายแล้ว แตใ่ นสว่ นทรพั ย์สนิ ซึ่ง
ผูส้ ืบสนั ดานได้รับมรดกมาเชน่ น้ี ทายาททว่ี ่านนั้ ไม่มีสิทธทิ ีจ่ ะจัดการและใช้ดงั ท่ีระบไุ วใ้ น
บรรพ ๕ ลกั ษณะ ๒ หมวด ๓ แห่งประมวลกฎหมายนี้ ในกรณีเช่นนนั้ ใหใ้ ช้มาตรา
๑๕๔๘ บังคับโดยอนโุ ลม

หมวด ๓
การตดั มิใหร้ บั มรดก

มาตรา ๑๖๐๘ เจ้ามรดกจะตัดทายาทโดยธรรมของตนคนใดมใิ ห้รับมรดกก็ไดแ้ ต่ดว้ ย
แสดงเจตนาชัดแจง้
(๑) โดยพนิ ัยกรรม
(๒) โดยทำเป็นหนงั สือมอบไวแ้ กพ่ นักงานเจา้ หนา้ ที่
ตัวทายาทผูถ้ ูกตดั มใิ หร้ ับมรดกน้ันตอ้ งระบไุ วใ้ ห้ชัดเจน
แต่เมื่อบุคคลใดไดท้ ำพินัยกรรมจำหนา่ ยทรัพยม์ รดกเสยี ทั้งหมดแลว้ ให้ถือวา่ บรรดา
ทายาทโดยธรรมผทู้ ม่ี ไิ ด้รับประโยชน์จากพนิ ัยกรรม เป็นผู้ถูกตัดมิใหร้ ับมรดก

มาตรา ๑๖๐๙ การแสดงเจตนาตดั มใิ หร้ บั มรดกน้นั จะถอนเสียก็ได้
ถา้ การตดั มใิ หร้ ับมรดกนน้ั ได้ทำโดยพินยั กรรม จะถอนเสยี ได้ก็แต่โดยพินยั กรรมเท่านนั้
แตถ่ า้ การตัดมิให้รับมรดกไดท้ ำเปน็ หนงั สือมอบไวแ้ กพ่ นักงานเจ้าหนา้ ท่ี การถอนจะทำ
ตามแบบใดแบบหนง่ึ ดังบัญญตั ไิ วใ้ นมาตรา ๑๖๐๘ (๑) หรอื (๒) กไ็ ด้

หมวด ๔
การสละมรดกและอนื่ ๆ

มาตรา ๑๖๑๐ ถ้ามรดกตกทอดแก่ผู้เยาว์ หรอื บคุ คลวกิ ลจริต หรือบคุ คลผไู้ มส่ ามารถจะ
จดั ทำการงานของตนเองไดต้ ามความหมายแหง่ มาตรา ๓๒ แห่งประมวลกฎหมายน้ี และ
บคุ คลนนั้ ยงั ไม่มผี ู้แทนโดยชอบธรรม หรือผอู้ นบุ าล หรือผู้พทิ ักษ์ เมอ่ื ผู้มีสว่ นได้เสีย หรอื
พนกั งานอัยการร้องขอ กใ็ หศ้ าลตง้ั ผ้ปู กครอง ผอู้ นบุ าล หรอื ผพู้ ทิ กั ษ์ แล้วแต่กรณี
[เลขมาตรา ๓๒ แกไ้ ขเพิม่ เติมโดยมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญตั ิใหใ้ ช้บทบญั ญตั ิ
บรรพ ๑ แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ไดต้ รวจชำระใหม่ พ.ศ. ๒๕๓๕]

มาตรา ๑๖๑๑ ทายาทซึง่ เปน็ ผู้เยาว์ บุคคลวิกลจริต หรอื บคุ คลผู้ไม่สามารถจะจัดทำการ
งานของตนเองได้ตามความหมายแห่งมาตรา ๓๒ แหง่ ประมวลกฎหมายน้ี จะทำการ
ดังตอ่ ไปนี้ไมไ่ ด้ เวน้ แตจ่ ะได้รบั ความยนิ ยอมของบิดามารดา ผปู้ กครอง ผู้อนบุ าล หรอื ผู้
พทิ ักษ์ แล้วแตก่ รณี และได้รับอนุมตั ิจากศาลแล้วคอื
(๑) สละมรดก
(๒) รับมรดกอนั มคี ่าภาระตดิ พนั หรอื เงอ่ื นไข
[เลขมาตรา ๓๒ แกไ้ ขเพิ่มเตมิ โดยมาตรา ๑๕ แหง่ พระราชบญั ญตั ใิ หใ้ ช้บทบญั ญตั ิ
บรรพ ๑ แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ทไี่ ดต้ รวจชำระใหม่ พ.ศ. ๒๕๓๕]

มาตรา ๑๖๑๒ การสละมรดกนัน้ ตอ้ งแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนงั สือมอบไว้แก่พนักงาน
เจา้ หนา้ ที่ หรือทำเปน็ สญั ญาประนีประนอมยอมความ

มาตรา ๑๖๑๓ การสละมรดกนัน้ จะทำแตเ่ พียงบางสว่ น หรอื ทำโดยมเี ง่อื นไข หรอื เงอ่ื น
เวลาไมไ่ ด้
การสละมรดกนนั้ จะถอนเสียมไิ ด้

มาตรา ๑๖๑๔ ถา้ ทายาทสละมรดกด้วยวิธีใดโดยทีร่ อู้ ย่วู า่ การทท่ี ำเช่นนน้ั จะทำให้เจา้ หนี้
ของตนเสยี เปรียบ เจา้ หนี้มีสทิ ธทิ จี่ ะรอ้ งขอใหเ้ พกิ ถอนการสละมรดกน้ันเสียได้ แตค่ วามขอ้
นม้ี ิใหใ้ ช้บงั คบั ถา้ ปรากฏวา่ ในขณะทสี่ ละมรดกนัน้ บคุ คลซงึ่ เปน็ ผู้ได้ลาภงอกแต่การนนั้
มิไดร้ ู้เท่าถึงข้อความจรงิ อนั เปน็ ทางให้เจา้ หนตี้ อ้ งเสียเปรียบนน้ั ดว้ ย แต่หากกรณีเปน็ การ
สละมรดกโดยเสนห่ า เพียงแต่ทายาทผู้สละมรดกเปน็ ผู้รู้ฝา่ ยเดยี วเทา่ น้ันกพ็ อแล้ว ท่ีจะขอ
เพกิ ถอนได้
เม่ือได้เพิกถอนการสละมรดกแลว้ เจา้ หน้จี ะร้องขอใหศ้ าลสง่ั เพ่ือใหต้ นรับมรดกแทนที่
ทายาทและในสทิ ธิของทายาทนนั้ ก็ได้
ในกรณีเชน่ น้ี เมอ่ื ไดช้ ำระหนขี้ องทายาทนนั้ ใหแ้ กเ่ จา้ หนีแ้ ล้ว ถ้าสว่ นของทายาทนนั้ ยงั มี
เหลอื อย่อู กี ก็ใหไ้ ดแ้ กผ่ ้สู ืบสนั ดานของทายาทนน้ั หรอื ทายาทอนื่ ของเจา้ มรดก แลว้ แต่
กรณี

มาตรา ๑๖๑๕ การท่ีทายาทสละมรดกนัน้ มผี ลยอ้ นหลงั ไปถงึ เวลาทเี่ จา้ มรดกตาย
เมอ่ื ทายาทโดยธรรมคนใดสละมรดก ผสู้ ืบสันดานของทายาทคนน้ันสบื มรดกไดต้ ามสิทธิ
ของตน และชอบท่ีจะไดร้ บั ส่วนแบง่ เทา่ กบั สว่ นแบง่ ทผี่ ู้สละมรดกนั้นจะได้รับ แต่

ผสู้ บื สนั ดานนนั้ ต้องไม่ใชผ่ ู้ท่บี ดิ ามารดา ผปู้ กครอง หรือผู้อนุบาล แล้วแตก่ รณี ได้บอก
สละมรดกโดยสมบรู ณ์ในนามของผสู้ บื สันดานน้ัน

มาตรา ๑๖๑๖ ถ้าผู้สืบสนั ดานของผู้สละมรดกไดม้ รดกมาดังกลา่ วไว้ในมาตรา ๑๖๑๕ แล้ว
ผูท้ ี่ได้สละมรดกนน้ั ไม่มสี ิทธใิ นสว่ นทรัพยส์ นิ อนั ผสู้ บื สนั ดานของตนไดร้ ับมรดกมา ในอนั
ทจ่ี ะจดั การและใชด้ งั ทีร่ ะบุไวใ้ นบรรพ ๕ ลักษณะ ๒ หมวด ๓ แห่งประมวลกฎหมายนี้
และใหใ้ ช้มาตรา ๑๕๔๘ บังคบั โดยอนโุ ลม

มาตรา ๑๖๑๗ ผ้รู บั พินัยกรรมคนใดสละมรดก ผนู้ ั้นรวมตลอดทงั้ ผู้สบื สันดานไม่มีสทิ ธิจะ
รบั มรดกที่ไดส้ ละแล้วนน้ั

มาตรา ๑๖๑๘ ถา้ ทายาทโดยธรรมผทู้ ไี่ ดส้ ละมรดกไม่มผี ้สู ืบสันดานที่จะรบั มรดกได้ หรือ
ผู้รบั พนิ ัยกรรมได้สละมรดก ให้ปนั ส่วนแบง่ ของผู้ทไ่ี ดส้ ละมรดกนนั้ ๆ แก่ทายาทอน่ื ของ
เจา้ มรดกต่อไป

มาตรา ๑๖๑๙ ผใู้ ดจะสละหรอื จำหนา่ ยจา่ ยโอนโดยประการใด ซง่ึ สทิ ธอิ นั หากจะมใี นภาย
หนา้ ในการสบื มรดกผทู้ ่ยี ังมชี วี ติ อยนู่ ั้นไม่ได้

ลกั ษณะ ๒
สิทธิโดยธรรมในการรบั มรดก

หมวด ๑

บทเบ็ดเสร็จทวั่ ไป

มาตรา ๑๖๒๐ ถา้ ผใู้ ดตายโดยไมไ่ ดท้ ำพนิ ยั กรรมไว้หรอื ทำพนิ ัยกรรมไวแ้ ตไ่ มม่ ผี ลบงั คบั
ได้ ให้ปนั ทรัพยม์ รดกทัง้ หมดแกท่ ายาทโดยธรรมของผตู้ ายนน้ั ตามกฎหมาย
ถา้ ผู้ใดตายโดยได้ทำพนิ ยั กรรมไว้ แต่พนิ ยั กรรมนั้นจำหนา่ ยทรพั ย์หรอื มีผลบังคบั ได้แต่
เพยี งบางสว่ นแหง่ ทรพั ย์มรดก ให้ปันสว่ นทีม่ ไิ ดจ้ ำหนา่ ยโดยพนิ ัยกรรม หรอื สว่ นท่ี
พินยั กรรมไม่มีผลบงั คบั ใหแ้ กท่ ายาทโดยธรรมตามกฎหมาย

มาตรา ๑๖๒๑ เวน้ แตผ่ ้ทู ำพนิ ัยกรรมจะไดแ้ สดงเจตนากำหนดไวใ้ นพินัยกรรมเปน็ อย่างอนื่
แมท้ ายาทโดยธรรมคนใดจะไดร้ ับทรพั ยส์ นิ อยา่ งหนง่ึ อย่างใดตามพนิ ยั กรรม ทายาทคน
นั้นก็ยงั มสี ทิ ธทิ ่จี ะเรียกเอาสว่ นโดยธรรมของตนจากทรพั ยม์ รดกสว่ นที่ยงั ไม่ไดจ้ ำหนา่ ยโดย
พนิ ยั กรรมจนเตม็ อกี กไ็ ด้

มาตรา ๑๖๒๒ พระภกิ ษุนน้ั จะเรียกร้องเอาทรพั ยม์ รดกในฐานะท่ีเปน็ ทายาทโดยธรรม
ไมไ่ ด้ เวน้ แตจ่ ะไดส้ กึ จากสมณเพศมาเรยี กร้องภายในกำหนดอายคุ วามตามมาตรา ๑๗๕๔
แตพ่ ระภกิ ษนุ ั้น อาจเปน็ ผรู้ ับพินัยกรรมได้

มาตรา ๑๖๒๓ ทรพั ย์สนิ ของพระภิกษุที่ไดม้ าในระหว่างเวลาทอี่ ยใู่ นสมณเพศนนั้ เมอ่ื
พระภกิ ษนุ น้ั ถึงแกม่ รณภาพใหต้ กเปน็ สมบัตขิ องวัดทเี่ ปน็ ภูมิลำเนาของพระภิกษุนน้ั เว้น
ไว้แตพ่ ระภิกษนุ ัน้ จะไดจ้ ำหนา่ ยไปในระหว่างชวี ิตหรือโดยพนิ ยั กรรม

มาตรา ๑๖๒๔ ทรัพยส์ นิ ใดเป็นของบุคคลกอ่ นอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ทรัพย์สนิ น้นั หาตก
เป็นสมบัตขิ องวัดไม่ และใหเ้ ปน็ มรดกตกทอดแกท่ ายาทโดยธรรมของบุคคลนัน้ หรอื
บคุ คลนั้นจะจำหนา่ ยโดยประการใดตามกฎหมายก็ได้

มาตรา ๑๖๒๕ ถา้ ผ้ตู ายเป็นผู้สมรสแล้ว การคดิ สว่ นแบ่งและการปนั ทรัพยส์ นิ ระหวา่ งผู้ตาย
กบั คู่สมรสที่ยงั มชี วี ติ อยนู่ นั้ ให้เปน็ ไปดังน้ี
(๑) ในเรอ่ื งส่วนแบง่ ในทรัพยส์ ินระหวา่ งสามภี รยิ าใหอ้ ยใู่ นบงั คบั ของบทบญั ญตั ิแห่ง
ประมวลกฎหมายนวี้ า่ ดว้ ยการหย่าโดยยนิ ยอมทง้ั สองฝา่ ย อนั มีบทบญั ญตั เิ พ่ิมเตมิ ให้
บรบิ รู ณใ์ นมาตรา ๑๖๓๗ และ ๑๖๓๘ และโดยเฉพาะตอ้ งอยู่ในบังคบั แห่งมาตรา ๑๕๑๓
ถงึ ๑๕๑๗ แห่งประมวลกฎหมายน้ี แตก่ ารคดิ สว่ นแบ่งนนั้ มีผลตงั้ แต่วนั ที่การสมรสได้สน้ิ
ไปด้วยเหตคุ วามตายนน้ั
(๒) ในเรือ่ งสว่ นแบง่ ในทรัพย์มรดกของผตู้ าย ใหอ้ ยูใ่ นบังคับของบทบัญญตั ิแห่งบรรพนี้
นอกจากมาตรา ๑๖๓๗ และ ๑๖๓๘

มาตรา ๑๖๒๖ เมอ่ื ได้ปฏิบัตติ ามมาตรา ๑๖๒๕ (๑) แลว้ ให้คดิ ส่วนแบ่งทรพั ยม์ รดก
ระหวา่ งทายาทโดยธรรม ดังตอ่ ไปนี้
(๑) ทรัพยม์ รดกนั้นใหแ้ บ่งแกท่ ายาทตามลำดบั และชน้ั ตา่ ง ๆ ดงั ท่บี ญั ญัตไิ วใ้ นหมวด ๒
แห่งลกั ษณะน้ี
(๒) ส่วนแบ่งอันจะไดแ้ กท่ ายาทในลำดับและชน้ั ตา่ ง ๆ นน้ั ใหแ้ บ่งในระหวา่ งบรรดา
ทายาทในลำดบั และชน้ั นั้น ๆ ดงั ท่บี ญั ญตั ิไวใ้ นหมวด ๓ แห่งลกั ษณะนี้

มาตรา ๑๖๒๗ บตุ รนอกกฎหมายทีบ่ ดิ าได้รบั รองแลว้ และบุตรบญุ ธรรมนน้ั ใหถ้ อื วา่ เปน็
ผ้สู ืบสันดาน เหมือนกบั บตุ รทช่ี อบดว้ ยกฎหมาย ตามความหมายแหง่ ประมวลกฎหมายนี้

มาตรา ๑๖๒๘ สามภี รยิ าทรี่ ้างกนั หรือแยกกนั อยโู่ ดยยงั มิได้หยา่ ขาดจากกนั ตามกฎหมาย
มิไดส้ ิน้ ไปซง่ึ สทิ ธิโดยธรรมในการสบื มรดกซงึ่ กนั และกัน

หมวด ๒
การแบ่งทรัพย์มรดกระหวา่ งทายาท
โดยธรรมในลำดับและชนั้ ตา่ ง ๆ

มาตรา ๑๖๒๙ ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านน้ั และภายใต้บงั คับแห่งมาตรา ๑๖๓๐
วรรค ๒ แตล่ ะลำดับมีสทิ ธิได้รบั มรดกก่อนหลงั ดังตอ่ ไปนี้ คอื
(๑) ผสู้ ืบสนั ดาน
(๒) บิดามารดา
(๓) พ่ีน้องร่วมบดิ ามารดาเดียวกัน
(๔) พีน่ ้องร่วมบิดาหรอื รว่ มมารดาเดียวกัน
(๕) ปู่ ย่า ตา ยาย
(๖) ลุง ป้า นา้ อา
คสู่ มรสที่ยงั มชี ีวติ อยนู่ นั้ ก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใตบ้ งั คบั ของบทบญั ญัตพิ เิ ศษแห่ง
มาตรา ๑๖๓๕

มาตรา ๑๖๓๐ ตราบใดทีม่ ีทายาทซึ่งยงั มชี ีวติ อยู่ หรือมีผรู้ บั มรดกแทนทีย่ ังไมข่ าดสาย
แล้วแตก่ รณี ในลำดับหนงึ่ ๆ ทีร่ ะบไุ วใ้ นมาตรา ๑๖๒๙ ทายาทผทู้ อ่ี ยใู่ นลำดบั ถัดลงไป
ไมม่ ีสทิ ธใิ นทรัพย์มรดกของผตู้ ายเลย
แต่ความในวรรคกอ่ นนมี้ ิให้ใชบ้ ังคับในกรณีเฉพาะท่ีมีผสู้ ืบสนั ดานคนใดยงั มชี วี ติ อย่หู รอื
มผี ูร้ บั มรดกแทนทกี่ นั แล้วแต่กรณี และมีบดิ ามารดายงั มชี วี ิตอยู่ ในกรณีเช่นนั้นใหบ้ ดิ า
มารดาได้สว่ นแบง่ เสมือนหนง่ึ วา่ เป็นทายาทช้นั บุตร

มาตรา ๑๖๓๑ ในระหว่างผสู้ บื สนั ดานตา่ งชนั้ กันนนั้ บุตรของเจา้ มรดกอันอยใู่ นชนั้ สนิท
ท่ีสดุ เท่านัน้ มสี ทิ ธริ บั มรดก ผสู้ บื สันดานทอ่ี ยูใ่ นชน้ั ถดั ลงไปจะรับมรดกไดก้ ็แต่โดยอาศัย
สทิ ธใิ นการรบั มรดกแทนที่

หมวด ๓
การแบ่งส่วนมรดกของทายาทโดยธรรม
ในลำดบั และช้ันตา่ ง ๆ

ส่วนท่ี ๑
ญาติ

มาตรา ๑๖๓๒ ภายใตบ้ งั คับแหง่ มาตรา ๑๖๒๙ วรรคสดุ ท้าย การแบง่ ส่วนมรดกของ
ทายาทโดยธรรมในลำดบั ญาตใิ ห้เปน็ ไปตามบทบัญญตั ใิ นสว่ นที่ ๑ แห่งหมวดนี้

มาตรา ๑๖๓๓ ทายาทโดยธรรมในลำดบั เดยี วกนั ในลำดับหนง่ึ ๆ ทรี่ ะบไุ ว้ในมาตรา
๑๖๒๙ นนั้ ชอบทจี่ ะไดร้ บั ส่วนแบ่งเทา่ กัน ถา้ ในลำดับหนงึ่ มที ายาทโดยธรรมคนเดียว
ทายาทโดยธรรมคนนน้ั มีสทิ ธไิ ดร้ ับสว่ นแบง่ ท้งั หมด

มาตรา ๑๖๓๔ ระหว่างผู้สืบสนั ดานทร่ี บั มรดกแทนทกี่ ันในส่วนแบ่งของสายหนงึ่ ๆ ตาม
บทบญั ญตั ใิ นลักษณะ ๒ หมวด ๔ นน้ั ใหไ้ ดร้ ับส่วนแบ่งมรดกดงั นี้
(๑) ถา้ มผี ู้สบื สันดานตา่ งชน้ั กนั บุตรของผตู้ ายซ่งึ อยใู่ นชน้ั สนทิ ที่สุดเท่านน้ั มีสทิ ธิรับ
มรดก ผู้สืบสนั ดานในช้ันถดั ลงไปจะรับมรดกได้ก็แต่โดยอาศัยสิทธใิ นการรบั มรดกแทนที่
(๒) ผ้สู ืบสนั ดานในชนั้ เดยี วกันได้รับสว่ นแบง่ เทา่ กัน
(๓) ถ้าในชนั้ หนงึ่ มีผูส้ บื สนั ดานคนเดยี ว ผสู้ บื สนั ดานคนนนั้ มสี ทิ ธไิ ดร้ ับสว่ นแบ่งท้ังหมด

สว่ นที่ ๒
คสู่ มรส

มาตรา ๑๖๓๕ ลำดับและสว่ นแบ่งของคู่สมรสทยี่ งั มชี ีวติ อยใู่ นการรับมรดกของผตู้ ายนน้ั
ให้เป็นไปดงั ต่อไปนี้
(๑) ถา้ มีทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ (๑) ซงึ่ ยงั มชี วี ติ อยูห่ รอื มผี ู้รับมรดกแทนที่ แลว้ แตก่ รณี
คสู่ มรสทยี่ ังมชี วี ติ อยู่นนั้ มสี ิทธไิ ด้ส่วนแบง่ เสมอื นหนง่ึ วา่ ตนเป็นทายาทช้นั บตุ ร

(๒) ถา้ มีทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ (๓) และทายาทนนั้ ยงั มชี วี ติ อย่หู รอื มีผรู้ บั มรดกแทนที่
หรอื ถา้ ไมม่ ที ายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ (๑) แตม่ ีทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ (๒) แลว้ แต่
กรณี คูส่ มรสทย่ี ังมชี วี ติ อยนู่ น้ั มีสิทธไิ ด้รบั มรดกกึ่งหน่งึ
(๓) ถา้ มที ายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ (๔) หรือ (๖) และทายาทน้นั ยงั มชี วี ิตอยู่ หรอื มีผรู้ ับ
มรดกแทนที่ หรือมีทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ (๕) แล้วแต่กรณี ค่สู มรสท่ยี ังมชี วี ติ อยู่ มี
สิทธิไดม้ รดกสองสว่ นในสาม
(๔) ถา้ ไม่มที ายาทดงั ทร่ี ะบุไว้ในมาตรา ๑๖๒๙ คสู่ มรสที่ยังมชี วี ติ อยนู่ นั้ มสี ทิ ธไิ ด้รับมรดก
ทง้ั หมด

มาตรา ๑๖๓๖ ถ้าเจา้ มรดกมภี ริยาทช่ี อบด้วยกฎหมายก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพง่ และ
พาณิชย์บรรพ ๕ หลายคนยงั มีชวี ติ อยู่ ภรยิ าเหลา่ นน้ั ทง้ั หมดรวมกนั มีสทิ ธิไดร้ บั มรดก
ตามลำดับชนั้ และสว่ นแบ่งดังระบไุ ว้ในมาตรา ๑๖๓๕ แตใ่ นระหวา่ งกนั เองให้ภริยาน้อยแต่
ละคนมีสทิ ธไิ ดร้ ับมรดกก่งึ สว่ นทภี่ รยิ าหลวงจะพงึ ไดร้ บั

มาตรา ๑๖๓๗ ถา้ คสู่ มรสฝ่ายใดทีย่ งั มชี วี ติ อยู่เป็นผ้รู ับประโยชน์ตามสญั ญาประกนั ชวี ิต คู่
สมรสฝา่ ยนน้ั มีสทิ ธริ ับจำนวนเงนิ ทง้ั หมดทไี่ ด้ตกลงไว้กับผรู้ ับประกนั ภยั แต่จำต้องเอา
จำนวนเบีย้ ประกันภัย เพยี งเท่าทพี่ ิสูจนไ์ ดว้ ่าสงู กวา่ จำนวนเงนิ ทผี่ ้ตู ายจะพึงส่งใชเ้ ปน็ เบี้ย
ประกันภัยได้ ตามรายได้หรือฐานะของตนโดยปกติไปชดใชส้ ินเดมิ ของคู่สมรสอกี ฝา่ ยหนง่ึ
หรอื สินสมรส แลว้ แต่กรณี
ถงึ อยา่ งไรกด็ ี จำนวนเงนิ เบย้ี ประกันภยั ซงึ่ จะพงึ ส่งคืนตามบทบัญญตั ขิ า้ งตน้ นนั้ รวมทงั้ สิน้
ตอ้ งไม่เกินจำนวนเงนิ ทผี่ ู้รับประกนั ภัยไดช้ ำระให้

มาตรา ๑๖๓๘ เมื่อคู่สมรสทงั้ สองฝ่ายได้ลงทุนออกเงินในการทำสัญญา และตามสัญญา
นน้ั ทง้ั สองฝา่ ยจะต้องไดร้ บั เงินปใี นขณะที่ยงั มีชวี ติ อยู่ร่วมกนั และเมอ่ื ฝ่ายหนง่ึ ฝา่ ยใดตาย
ฝ่ายทย่ี งั มชี วี ติ อย่ยู งั จะตอ้ งได้รบั เงินปตี ่อไปตลอดอายุ ฝา่ ยทย่ี งั มีชวี ติ อยู่ จำตอ้ งชดใช้สิน
เดมิ ของอีกฝ่ายหนึง่ หรอื สนิ สมรสแลว้ แตก่ รณี สุดแตว่ ่าได้เอาเงนิ สนิ เดิม หรือสนิ สมรสไป
ใชใ้ นการลงทนุ นน้ั เงนิ ทีจ่ ะตอ้ งชดใช้สนิ เดิมหรือสนิ สมรสดงั วา่ น้ี ให้ชดใช้เทา่ จำนวนเงิน
ซึ่งผจู้ า่ ยเงนิ รายปีจะเรียกใหใ้ ชเ้ พมิ่ ขน้ึ เป็นพเิ ศษ เพอ่ื ผจู้ ่ายจะไดจ้ ่ายเงินรายปใี ห้แก่คู่
สมรสฝา่ ยทีย่ งั มชี วี ติ อยนู่ ัน้ ตอ่ ไป

หมวด ๔
การรับมรดกแทนทกี่ นั

มาตรา ๑๖๓๙ ถ้าบคุ คลใดซึ่งจะเปน็ ทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ (๑) (๓) (๔) หรือ (๖) ถึง
แก่ความตาย หรอื ถูกกำจัดมใิ หร้ บั มรดกก่อนเจา้ มรดกตาย ถา้ บคุ คลน้นั มผี ู้สืบสันดานกใ็ ห้
ผสู้ บื สันดานรับมรดกแทนที่ ถา้ ผ้สู บื สนั ดานคนใดของบคุ คลนน้ั ถงึ แก่ความตายหรือถูก
กำจัดมิให้รับมรดกเชน่ เดียวกนั กใ็ หผ้ ู้สืบสนั ดานของผู้สืบสนั ดานนน้ั รบั มรดกแทนท่ี และ
ใหม้ กี ารรบั มรดกแทนทีก่ ันเฉพาะสว่ นแบง่ ของบุคคลเปน็ ราย ๆ สืบตอ่ กนั เชน่ นไ้ี ปจน
หมดสาย

มาตรา ๑๖๔๐[๒๐๒] เม่ือบคุ คลใดตอ้ งถอื วา่ ถงึ แกค่ วามตายตามความในมาตรา ๖๕ แหง่
ประมวลกฎหมายนี้ ใหม้ ีการรับมรดกแทนท่กี นั ได้

มาตรา ๑๖๔๑ ถา้ บุคคลใดซ่งึ จะเปน็ ทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ (๒) หรอื (๕) ถงึ แกค่ วาม
ตาย หรอื ถกู กำจดั มใิ หร้ บั มรดกก่อนเจา้ มรดกตาย ถา้ มที ายาทในลำดับเดียวกันยงั มีชวี ิต
อยู่ ก็ใหส้ ่วนแบง่ ทง้ั หมดตกไดแ้ กท่ ายาทนนั้ เทา่ นน้ั หา้ มมใิ หม้ กี ารรบั มรดกแทนท่กี ัน
ต่อไป

มาตรา ๑๖๔๒ การรบั มรดกแทนทกี่ ันน้นั ให้ใช้บงั คบั แตใ่ นระหวา่ งทายาทโดยธรรม

มาตรา ๑๖๔๓ สิทธิทจี่ ะรับมรดกแทนท่กี ันนน้ั ไดเ้ ฉพาะแก่ผูส้ บื สนั ดานโดยตรง ผูบ้ ุพการี
หามสี ิทธิดงั นน้ั ไม่

มาตรา ๑๖๔๔ ผู้สบื สนั ดานจะรับมรดกแทนที่ไดต้ ่อเมื่อมีสทิ ธิบรบิ ูรณใ์ นการรับมรดก

มาตรา ๑๖๔๕ การที่บุคคลใดสละมรดกของบคุ คลอีกคนหนึ่งนนั้ ไมต่ ัดสิทธขิ องผสู้ ละท่ีจะ
รบั มรดกแทนที่บคุ คลอกี คนหนงึ่ น้ันในการสบื มรดกบุคคลอน่ื

ลกั ษณะ ๓
พินยั กรรม

หมวด ๑
บทเบด็ เสรจ็ ทัว่ ไป

มาตรา ๑๖๔๖ บคุ คลใดจะแสดงเจตนาโดยพนิ ัยกรรมกำหนดการเผอื่ ตายในเรื่องทรพั ย์สนิ
ของตนเอง หรอื ในการต่าง ๆ อนั จะใหเ้ กิดเปน็ ผลบงั คบั ได้ตามกฎหมายเมอื่ ตนตายกไ็ ด้

มาตรา ๑๖๔๗ การแสดงเจตนากำหนดการเผอื่ ตายนน้ั ย่อมทำได้ด้วยคำสง่ั คร้ังสุดท้าย
กำหนดไว้ในพินัยกรรม

มาตรา ๑๖๔๘ พนิ ยั กรรมน้นั ต้องทำตามแบบซึง่ ระบไุ ว้ในหมวด ๒ แห่งลกั ษณะน้ี

มาตรา ๑๖๔๙ ผู้จดั การมรดกซ่งึ ผตู้ ายตัง้ ไวย้ ่อมมีอำนาจและหนา้ ทใ่ี นอนั ทจี่ ะจดั การทำศพ
ของผู้ตาย เวน้ แตผ่ ตู้ ายจะไดต้ ง้ั บคุ คลอน่ื ไว้โดยเฉพาะให้จดั การดงั วา่ นั้น
ถ้าผู้ตายมไิ ด้ตง้ั ผู้จัดการมรดกหรือบคุ คลใดไวใ้ ห้เป็นผ้จู ดั การทำศพ หรอื ทายาทมไิ ด้
มอบหมายตัง้ ใหบ้ คุ คลใดเปน็ ผจู้ ัดการทำศพ บคุ คลผ้ไู ด้รบั ทรัพยม์ รดกโดยพนิ ัยกรรมหรือ
โดยสทิ ธิโดยธรรมเป็นจำนวนมากท่ีสดุ เป็นผู้มอี ำนาจและตกอยู่ในหนา้ ทต่ี อ้ งจดั การทำศพ
เวน้ แตศ่ าลจะเห็นเปน็ การสมควรตงั้ บคุ คลอืน่ ให้จดั การเช่นน้นั ในเมอื่ บุคคลผ้มู สี ว่ นได้
เสียคนใดคนหนง่ึ รอ้ งขอขึ้น

มาตรา ๑๖๕๐ คา่ ใชจ้ า่ ยเกดิ มหี นเ้ี ปน็ คุณแกบ่ ุคคลใดในการจดั การทำศพนนั้ ใหเ้ รียก
เอาไดต้ ามบรุ ิมสิทธิที่ระบุไวใ้ นมาตรา ๒๕๓ (๒) แห่งประมวลกฎหมายน้ี
ถ้าการจัดการทำศพ ต้องชกั ชา้ ไปด้วยประการใด ๆ ให้บุคคลผู้มอี ำนาจตามความใน
มาตรากอ่ นกนั เงนิ เป็นจำนวนอันสมควรจากสนิ ทรพั ยแ์ หง่ กองมรดกเพื่อใชใ้ นการนี้ โดย
ให้บคุ คลผ้มู สี ่วนไดเ้ สียคนใดคนหนงึ่ ร้องตอ่ ศาลได้ในกรณที ่ีไมต่ กลงหรอื คดั คา้ นการกัน
เงินจำนวนน้ัน

กรณีจะเปน็ อยา่ งไรกต็ าม เงนิ ค่าใชจ้ ่าย หรอื เงินทีก่ ันไว้อนั เก่ยี วกบั การจดั การทำศพน้นั
ให้กนั ไว้ได้แตเ่ พยี งจำนวนตามสมควรแก่ฐานะในสมาคมของผตู้ าย แตจ่ ะตอ้ งไม่เป็นการ
เส่อื มเสยี ตอ่ สิทธิของเจา้ หนขี้ องผตู้ าย

มาตรา ๑๖๕๑ ภายใตบ้ งั คับบทบัญญัติลักษณะ ๔
(๑) เมื่อตามขอ้ กำหนดพนิ ัยกรรม บคุ คลใดมสี ทิ ธทิ จ่ี ะไดร้ ับทรัพย์มรดกทง้ั หมดของเจา้
มรดก หรือตามเศษส่วน หรือตามส่วนท่ีเหลอื แห่งทรัพย์มรดก ซง่ึ มไิ ด้แยกไวต้ า่ งหากเป็น
พเิ ศษจากกองมรดก บคุ คลนน้ั เรียกวา่ ผรู้ ับพนิ ยั กรรมลกั ษณะท่ัวไป และมีสทิ ธแิ ละความรับ
ผดิ เช่นเดียวกับทายาทโดยธรรม
(๒) เม่ือตามข้อกำหนดพนิ ยั กรรม บุคคลใดมีสทิ ธทิ ่ีจะไดร้ บั ทรพั ย์สินเฉพาะสิ่งเฉพาะอยา่ ง
ซ่งึ เจาะจงไวโ้ ดยเฉพาะ หรือแยกไวต้ า่ งหากเป็นพเิ ศษจากกองมรดก บคุ คลนนั้ เรยี กวา่
ผู้รบั พนิ ยั กรรมลักษณะเฉพาะ และมีสทิ ธิและความรับผดิ ท่ีเก่ียวกบั ทรัพยส์ ินเท่านัน้
ในกรณที ี่มขี ้อสงสยั ใหส้ นั นิษฐานไวก้ อ่ นวา่ ผู้รับพนิ ยั กรรมเปน็ ผูร้ ับพินยั กรรม
ลกั ษณะเฉพาะ

มาตรา ๑๖๕๒ บคุ คลผอู้ ยใู่ นความปกครองนนั้ จะทำพินัยกรรมยกทรพั ยม์ รดกของตน
ให้แก่ผปู้ กครองหรือคสู่ มรส บพุ การี หรือผู้สบื สนั ดาน หรือพีน่ ้องของผปู้ กครองไมไ่ ด้
จนกวา่ ผปู้ กครองจะไดท้ ำคำแถลงการณป์ กครองตามท่ีบญั ญตั ไิ วใ้ นมาตรา ๑๕๗๗ และ
มาตราตอ่ ๆ ไป แห่งประมวลกฎหมายนเี้ สร็จส้นิ แล้ว

มาตรา ๑๖๕๓ ผเู้ ขยี น หรือพยานในพนิ ัยกรรมจะเป็นผรู้ บั ทรพั ยต์ ามพินัยกรรมน้ันไมไ่ ด้
ใหใ้ ช้บทบญั ญัตใิ นวรรคก่อนบงั คบั แกค่ ่สู มรสของผเู้ ขยี นหรือพยานในพนิ ัยกรรมด้วย

พนักงานเจา้ หน้าท่ซี ่ึงได้จดขอ้ ความแห่งพินัยกรรมท่พี ยานนำมาแจ้งตามมาตรา ๑๖๖๓ ให้
ถอื วา่ เปน็ ผ้เู ขยี นพนิ ยั กรรมตามความหมายแหง่ มาตราน้ี

มาตรา ๑๖๕๔ ความสามารถของผ้ทู ำพนิ ยั กรรมนั้นใหพ้ ิจารณาแตใ่ นเวลาทท่ี ำพนิ ยั กรรม
เท่านน้ั
ความสามารถของผู้รับพนิ ยั กรรมนน้ั ใหพ้ จิ ารณาแต่ในเวลาท่ผี ูท้ ำพนิ ยั กรรมตายเท่านั้น

หมวด ๒
แบบพินัยกรรม

มาตรา ๑๖๕๕ พนิ ยั กรรมนน้ั จะทำได้ก็แตต่ ามแบบใดแบบหนง่ึ ดงั ท่ีบญั ญตั ิไวใ้ นหมวด
น้ี

มาตรา ๑๖๕๖ พนิ ยั กรรมนนั้ จะทำตามแบบดงั นีก้ ไ็ ด้ กลา่ วคือต้องทำเปน็ หนังสอื ลงวนั
เดอื น ปี ในขณะทีท่ ำข้ึน และผูท้ ำพินัยกรรมต้องลงลายมอื ชื่อไวต้ ่อหนา้ พยานอยา่ งนอ้ ย
สองคนพรอ้ มกนั ซงึ่ พยานสองคนน้นั ตอ้ งลงลายมือชื่อรับรองลายมอื ชอ่ื ของผู้ทำพนิ ัยกรรมไว้
ในขณะนน้ั
การขูดลบ ตก เตมิ หรอื การแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอน่ื ซงึ่ พินยั กรรมนน้ั ย่อมไม่สมบูรณ์
เวน้ แตจ่ ะได้ปฏบิ ตั ติ ามแบบอยา่ งเดยี วกับการทำพนิ ยั กรรมตามมาตรานี้

มาตรา ๑๖๕๗ พินัยกรรมน้ัน จะทำเป็นเอกสารเขยี นเองทงั้ ฉบับกไ็ ด้ กล่าวคอื ผู้ทำ
พินัยกรรมตอ้ งเขียนดว้ ยมือตนเองซงึ่ ขอ้ ความทั้งหมด วนั เดอื น ปี และลายมือช่อื ของตน
การขดู ลบ ตก เตมิ หรอื การแกไ้ ขเปลีย่ นแปลงอย่างอนื่ ซง่ึ พนิ ัยกรรมนนั้ ย่อมไม่สมบูรณ์
เวน้ แตผ่ ้ทู ำพนิ ยั กรรมจะได้ทำดว้ ยมอื ตนเอง และลงลายมือชอ่ื กำกบั ไว้
บทบญั ญตั ิมาตรา ๙ แห่งประมวลกฎหมายนี้ มิให้ใชบ้ งั คบั แกพ่ ินัยกรรมท่ที ำขนึ้ ตาม
มาตราน้ี

มาตรา ๑๖๕๘ พินัยกรรมนั้น จะทำเป็นเอกสารฝ่ายเมอื งกไ็ ด้ กลา่ วคือ

(๑) ผทู้ ำพนิ ัยกรรมต้องไปแจ้งขอ้ ความทตี่ นประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินยั กรรมของตนแก่
กรมการอำเภอต่อหนา้ พยานอกี อยา่ งนอ้ ยสองคนพร้อมกนั

(๒) กรมการอำเภอตอ้ งจดข้อความท่ผี ทู้ ำพนิ ัยกรรมแจง้ ให้ทราบน้นั ลงไว้ และอา่ นขอ้ ความ
นั้นให้ผทู้ ำพนิ ัยกรรมและพยานฟงั
(๓) เมอ่ื ผทู้ ำพนิ ยั กรรมและพยานทราบแน่ชัดวา่ ขอ้ ความที่กรมการอำเภอจดนน้ั เปน็ การ
ถูกตอ้ งตรงกนั กับทผี่ ู้ทำพนิ ยั กรรมแจง้ ไว้แลว้ ใหผ้ ู้ทำพินัยกรรมและพยานลงลายมอื ชอื่ ไว้
เป็นสำคัญ
(๔) ข้อความท่กี รมการอำเภอจดไวน้ น้ั ให้กรมการอำเภอลงลายมอื ชอื่ และลงวนั เดือน ปี ทงั้
จดลงไวด้ ว้ ยตนเองเปน็ สำคญั วา่ พินยั กรรมนน้ั ไดท้ ำขึ้นถูกต้องตามบทบญั ญตั ิอนุมาตรา
๑ ถงึ ๓ ข้างตน้ แลว้ ประทบั ตราตำแหนง่ ไว้เปน็ สำคญั

การขูดลบ ตก เติม หรอื การแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอนื่ ซง่ึ พนิ ัยกรรมนน้ั ยอ่ มไมส่ มบรู ณ์
เวน้ แตผ่ ู้ทำพนิ ัยกรรม พยาน และกรมการอำเภอจะได้ลงลายมือชื่อกำกบั ไว้

มาตรา ๑๖๕๙ การทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝา่ ยเมอื งนัน้ จะทำนอกทว่ี า่ การอำเภอกไ็ ด้
เมอื่ มีการร้องขอเชน่ นน้ั

มาตรา ๑๖๖๐ พนิ ัยกรรมน้นั จะทำเป็นเอกสารลบั กไ็ ด้ กล่าวคอื
(๑) ผู้ทำพนิ ัยกรรมต้องลงลายมอื ชือ่ ในพนิ ยั กรรม
(๒) ผทู้ ำพนิ ยั กรรมต้องผนึกพนิ ยั กรรมนนั้ แลว้ ลงลายมอื ช่ือคาบรอยผนกึ นัน้
(๓) ผู้ทำพนิ ัยกรรมตอ้ งนำพนิ ยั กรรมทผ่ี นึกนั้นไปแสดงตอ่ กรมการอำเภอ และพยานอกี
อย่างนอ้ ยสองคน และใหถ้ ้อยคำตอ่ บุคคลทั้งหมดเหล่าน้ันวา่ เปน็ พินัยกรรมของตน ถา้
พินยั กรรมนน้ั ผทู้ ำพนิ ัยกรรมมไิ ดเ้ ป็นผเู้ ขียนเองโดยตลอด ผู้ทำพนิ ยั กรรมจะตอ้ งแจง้ นาม
และภมู ลิ ำเนาของผเู้ ขียนใหท้ ราบด้วย
(๔) เมอ่ื กรมการอำเภอจดถ้อยคำของผทู้ ำพนิ ยั กรรมและวนั เดือน ปี ทที่ ำพินัยกรรมมา
แสดงไว้บนซองนน้ั และประทบั ตราตำแหนง่ แลว้ ใหก้ รมการอำเภอผทู้ ำพนิ ัยกรรมและพยาน
ลงลายมือชือ่ บนซองนนั้
การขดู ลบ ตก เตมิ หรอื การแกไ้ ขเปลี่ยนแปลงอยา่ งอนื่ ซงึ่ พนิ ัยกรรมนน้ั ย่อมไมส่ มบรู ณ์
เว้นแตผ่ ทู้ ำพินยั กรรมจะไดล้ งลายมอื ชอ่ื กำกับไว้

มาตรา ๑๖๖๑ ถ้าบุคคลผูเ้ ปน็ ทง้ั ใบแ้ ละหูหนวกหรือผู้ที่พูดไมไ่ ด้ มคี วามประสงคจ์ ะทำ
พนิ ัยกรรมเป็นแบบเอกสารลบั ใหผ้ นู้ นั้ เขียนดว้ ยตนเองบนซองพนิ ัยกรรมตอ่ หนา้ กรมการ
อำเภอและพยานซง่ึ ขอ้ ความว่าพนิ ยั กรรมที่ผนึกนัน้ เปน็ ของตนแทนการให้ถอ้ ยคำดงั ท่ี
กำหนดไวใ้ นมาตรา ๑๖๖๐ (๓) และถา้ หากมีผู้เขียนกใ็ หเ้ ขียนชอ่ื กบั ภมู ิลำเนาของผู้เขยี น
พนิ ัยกรรมน้นั ไว้ดว้ ย
ใหก้ รมการอำเภอจดลงไวบ้ นซองเป็นสำคญั วา่ ผ้ทู ำพนิ ยั กรรมไดป้ ฏบิ ตั ติ ามขอ้ ความใน
วรรคกอ่ นแลว้ แทนการจดถ้อยคำของผทู้ ำพนิ ัยกรรม

มาตรา ๑๖๖๒ พินัยกรรมซึ่งไดท้ ำเปน็ แบบเอกสารฝ่ายเมอื งหรือเอกสารลบั นนั้ กรมการ
อำเภอจะเปดิ เผยแกบ่ ุคคลอน่ื ใดไมไ่ ดใ้ นระหวา่ งทผ่ี ู้ทำพินยั กรรมยงั มชี วี ติ อยู่ และผทู้ ำ
พนิ ัยกรรมจะเรียกให้กรมการอำเภอสง่ มอบพนิ ยั กรรมน้นั แกต่ นในเวลาใด ๆ กรมการ
อำเภอจำต้องส่งมอบให้

ถ้าพินยั กรรมนน้ั ทำเปน็ แบบเอกสารฝา่ ยเมอื ง ก่อนส่งมอบพนิ ัยกรรม ให้กรมการอำเภอคดั
สำเนาพนิ ยั กรรมไว้แลว้ ลงลายมอื ชื่อประทบั ตราตำแหนง่ เปน็ สำคญั สำเนาพินยั กรรมนั้นจะ
เปิดเผยแก่บุคคลอนื่ ใดไมไ่ ด้ในระหวา่ งทผ่ี ูท้ ำพนิ ยั กรรมยังมีชวี ติ อยู่

มาตรา ๑๖๖๓ เม่ือมีพฤตกิ ารณพ์ เิ ศษซึง่ บคุ คลใดไมส่ ามารถจะทำพนิ ยั กรรมตามแบบอ่ืน
ที่กำหนดไวไ้ ด้ เชน่ ตกอยูใ่ นอนั ตรายใกล้ความตาย หรือเวลามโี รคระบาด หรอื สงคราม
บคุ คลน้ันจะทำพนิ ัยกรรมด้วยวาจากไ็ ด้

เพอื่ การนี้ ผทู้ ำพินยั กรรมต้องแสดงเจตนากำหนดขอ้ พนิ ัยกรรมตอ่ หนา้ พยานอยา่ งน้อยสอง
คนซ่ึงอยูพ่ ร้อมกนั ณ ที่นนั้

พยานสองคนนั้นตอ้ งไปแสดงตนตอ่ กรมการอำเภอโดยมชิ ักชา้ และแจง้ ขอ้ ความทผี่ ู้ทำ
พนิ ยั กรรมได้สงั่ ไวด้ ้วยวาจาน้ัน ท้งั ต้องแจ้งวนั เดอื น ปี สถานทีท่ ท่ี ำพนิ ยั กรรมและ
พฤตกิ ารณพ์ ิเศษนนั้ ไวด้ ว้ ย

ให้กรมการอำเภอจดข้อความท่พี ยานแจง้ นนั้ ไว้ และพยานสองคนนนั้ ตอ้ งลงลายมอื ชอ่ื ไว้
หรือมิฉะนนั้ จะให้เสมอกับการลงลายมอื ชอ่ื ไดก้ ็แต่ด้วยลงลายพิมพน์ ว้ิ มือโดยมีพยานลง
ลายมอื ช่อื รับรองสองคน

มาตรา ๑๖๖๔ ความสมบรู ณ์แหง่ พินัยกรรมซ่ึงทำขึ้นตามมาตรากอ่ นน้ันยอ่ มส้ินไปเม่อื พน้
กำหนดหนงึ่ เดอื นนับแตเ่ วลาผ้ทู ำพนิ ยั กรรมกลบั มาส่ฐู านะท่ีจะทำพินยั กรรมตามแบบอน่ื ที่
กำหนดไว้ได้

มาตรา ๑๖๖๕ เมือ่ ผูท้ ำพนิ ยั กรรมจะตอ้ งลงลายมือชือ่ ตามมาตรา ๑๖๕๖, ๑๖๕๘, ๑๖๖๐ จะ
ให้เสมอกบั ลงลายมอื ชอื่ ได้ กแ็ ต่ด้วยลงลายพิมพ์นวิ้ มอื โดยมพี ยานลงลายมอื ชื่อรับรองไวด้ ว้ ย
สองคนในขณะนนั้

มาตรา ๑๖๖๖ บทบญั ญตั มิ าตรา ๙ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายนี้ มิให้ใช้บงั คบั แก่
พยานผทู้ จี่ ะตอ้ งลงลายมือชือ่ ตามมาตรา ๑๖๕๖, ๑๖๕๘, ๑๖๖๐
[เลขมาตรา ๙ วรรคสอง แก้ไขเพมิ่ เตมิ โดยมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบญั ญัตใิ หใ้ ช้
บทบญั ญตั บิ รรพ ๑ แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ยท์ ีไ่ ดต้ รวจชำระใหม่ พ.ศ.
๒๕๓๕]

มาตรา ๑๖๖๗ เมอ่ื คนในบงั คบั ไทยจะทำพนิ ยั กรรมในตา่ งประเทศ พินยั กรรมน้ันอาจทำ
ตามแบบซึ่งกฎหมายของประเทศท่ีทำพนิ ยั กรรมบัญญตั ิไว้ หรือตามแบบทกี่ ฎหมายไทย
บญั ญัตไิ วก้ ไ็ ด้
เม่อื ทำพนิ ยั กรรมตามแบบทกี่ ฎหมายไทยบัญญตั ไิ ว้ อำนาจและหนา้ ท่ีของกรมการอำเภอ
ตามมาตรา ๑๖๕๘, ๑๖๖๐, ๑๖๖๑, ๑๖๖๒, ๑๖๖๓ ใหต้ กแก่บคุ คลดังต่อไปน้ี คอื
(๑) พนักงานทตู หรอื กงสุลฝ่ายไทย กระทำการตามขอบอำนาจของตน หรือ
(๒) พนกั งานใด ๆ ซ่ึงมอี ำนาจตามกฎหมายของต่างประเทศนัน้ ๆ ทจ่ี ะรับบันทึกขอ้ แจง้
ความไว้เป็นหลกั ฐานได้

มาตรา ๑๖๖๘ ผทู้ ำพินัยกรรมไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อความในพนิ ัยกรรมนนั้ ใหพ้ ยาน
ทราบ เวน้ แตก่ ฎหมายจะได้ระบไุ วเ้ ปน็ อยา่ งอ่ืน

มาตรา ๑๖๖๙[๒๐๓] ในระหว่างเวลาท่ปี ระเทศตกอยใู่ นภาวะการรบหรอื การสงคราม บคุ คล
ทร่ี ับราชการทหารหรอื ทำการเกี่ยวข้องอยู่กบั ราชการทหาร จะทำพนิ ยั กรรมตามแบบที่
บญั ญตั ไิ วใ้ นมาตรา ๑๖๕๘ มาตรา ๑๖๖๐ หรอื มาตรา ๑๖๖๓ ก็ได้ ในกรณีเชน่ วา่ นน้ั ให้
นายทหารหรือขา้ ราชการฝ่ายทหารชน้ั สญั ญาบตั รมอี ำนาจและหนา้ ท่เี ชน่ เดียวกับกรมการ
อำเภอ
บทบญั ญตั วิ รรคกอ่ นให้นำมาใชบ้ ังคบั แกก่ รณที ่บี คุ คลท่ีรบั ราชการทหารหรือทำการ
เกย่ี วข้องอย่กู ับราชการทหารทำพนิ ัยกรรมในต่างประเทศในระหวา่ งท่ีปฏิบตั กิ ารเพ่ือ
ประเทศในภาวะการรบหรือการสงครามในตา่ งประเทศโดยอนโุ ลม และในกรณีเชน่ ว่านี้
ใหน้ ายทหารหรือขา้ ราชการฝ่ายทหารช้ันสญั ญาบตั รมีอำนาจและหนา้ ที่เชน่ เดียวกบั
พนกั งานทตู หรอื กงสลุ ฝา่ ยไทย
ถา้ ผทู้ ำพนิ ัยกรรมตามความในสองวรรคก่อนนนั้ ปว่ ยเจ็บหรือตอ้ งบาดเจบ็ และอยูใ่ น
โรงพยาบาล ใหแ้ พทยแ์ หง่ โรงพยาบาลนัน้ มอี ำนาจและหนา้ ท่เี ชน่ เดยี วกบั กรมการอำเภอ
หรอื พนกั งานทตู หรอื กงสลุ ฝา่ ยไทย แล้วแตก่ รณดี ว้ ย

มาตรา ๑๖๗๐ บคุ คลต่อไปน้จี ะเปน็ พยานในการทำพินยั กรรมไมไ่ ด้
(๑) ผซู้ ึง่ ยังไมบ่ รรลุนติ ภิ าวะ
(๒) บุคคลวกิ ลจรติ หรือบคุ คลซึ่งศาลสงั่ ให้เป็นผู้เสมือนไรค้ วามสามารถ
(๓) บคุ คลทหี่ ูหนวก เปน็ ใบ้ หรอื จกั ษบุ อดทง้ั สองข้าง

มาตรา ๑๖๗๑ เม่อื บุคคลใดนอกจากผทู้ ำพินัยกรรมเป็นผูเ้ ขียนข้อความแห่งพนิ ยั กรรม
บคุ คลนัน้ ต้องลงลายมอื ช่ือของตนทง้ั ระบุว่าเปน็ ผเู้ ขยี น
ถ้าบุคคลนนั้ เป็นพยานด้วย ใหเ้ ขียนขอ้ ความระบุว่าตนเปน็ พยานไวต้ อ่ ท้ายลายมอื ชอื่ ของ
ตนเชน่ เดยี วกบั พยานอน่ื ๆ

มาตรา ๑๖๗๒[๒๐๔] ใหร้ ฐั มนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทย กลาโหม และต่างประเทศ มี
อำนาจและหนา้ ท่เี ทา่ ทีเ่ กยี่ วกับกระทรวงน้นั ๆ ท่ีจะออกกฎกระทรวง เพือ่ ใหก้ ารเปน็ ไป
ตามประมวลกฎหมายบรรพนี้ รวมทง้ั กำหนดอตั ราคา่ ฤชาธรรมเนยี มอนั เก่ยี วกบั การนนั้

หมวด ๓
ผลและการตีความแหง่ พินยั กรรม

มาตรา ๑๖๗๓ สิทธิและหนา้ ทใี่ ด ๆ อนั เกดิ ขนึ้ ตามพนิ ัยกรรม ใหม้ ผี ลบงั คบั เรยี กรอ้ งกนั
ได้ตงั้ แตผ่ ู้ทำพินยั กรรมตายเปน็ ต้นไป เว้นแตผ่ ูท้ ำพนิ ยั กรรมจะไดก้ ำหนดเงื่อนไขหรือเงอ่ื น
เวลาใหม้ ผี ลบงั คับเรียกรอ้ งกนั ได้ภายหลงั

มาตรา ๑๖๗๔ ถ้าขอ้ กำหนดพินัยกรรมมีเงอ่ื นไข และเงอ่ื นไขนั้นสำเร็จเสียกอ่ นเวลาทผี่ ทู้ ำ
พนิ ัยกรรมตาย หากว่าเปน็ เงือ่ นไขบงั คับกอ่ น ขอ้ กำหนดพินยั กรรมนนั้ มผี ลเมื่อผูท้ ำ
พินยั กรรมตาย หากว่าเปน็ เงื่อนไขบงั คับหลัง ข้อกำหนดพนิ ยั กรรมนน้ั เป็นอนั ไรผ้ ล
ถ้าเงอื่ นไขบังคบั ก่อนสำเรจ็ ภายหลงั ที่ผทู้ ำพนิ ยั กรรมตาย ขอ้ กำหนดพนิ ัยกรรมมีผลตงั้ แต่
เวลาเงอื่ นไขสำเรจ็

ถา้ เงอ่ื นไขบงั คบั หลงั สำเร็จภายหลังท่ีผูท้ ำพินัยกรรมตาย ขอ้ กำหนดพนิ ยั กรรมมีผลตงั้ แต่
เวลาทผี่ ู้ทำพนิ ัยกรรมตาย แตต่ กเป็นอนั ไรผ้ ลในเมอ่ื เง่ือนไขนนั้ สำเรจ็
แต่ถ้าผทู้ ำพินยั กรรมไดก้ ำหนดไว้ในพินยั กรรมว่า ในกรณที ก่ี ล่าวมาในสองวรรคกอ่ นนนั้
ให้ความสำเรจ็ แหง่ เงอ่ื นไขมผี ลยอ้ นหลังไปถึงเวลาทผี่ ูท้ ำพนิ ัยกรรมตาย ก็ใหเ้ ปน็ ไปตาม
เจตนาของผ้ทู ำพินยั กรรมนน้ั

มาตรา ๑๖๗๕ เม่อื พนิ ยั กรรมมเี งอื่ นไขบงั คบั กอ่ น ผู้รับประโยชนต์ ามข้อความแหง่
พนิ ยั กรรมน้ันจะรอ้ งตอ่ ศาลขอใหต้ ง้ั ผูจ้ ัดการทรัพยส์ ินทีย่ กให้โดยพนิ ยั กรรมนนั้ จนกว่าจะ
ถึงเวลาที่เงื่อนไขสำเรจ็ หรือจนกวา่ ความสำเรจ็ แหง่ เงือ่ นไขตกเปน็ อันพ้นวิสัยกไ็ ด้
ถา้ ศาลเห็นเป็นการสมควร จะตงั้ ผ้รู อ้ งนนั้ เปน็ ผจู้ ัดการทรัพยส์ นิ เสียเอง และเรียกใหผ้ ู้ร้อง
นัน้ วางประกันตามท่ีสมควรก็ได้

มาตรา ๑๖๗๖ พนิ ัยกรรมจะทำขนึ้ โดยให้บคุ คลใดตกอยใู่ นภาระตดิ พันทจี่ ะตอ้ งกอ่ ตงั้
มูลนิธิ หรือจะส่งั จัดสรรทรัพย์สินไว้โดยตรง เพอื่ ประโยชนอ์ ยา่ งใดอย่างหนงึ่ ตาม
บทบญั ญตั มิ าตรา ๑๑๐ แหง่ ประมวลกฎหมายน้กี ไ็ ด้
[เลขมาตรา ๑๑๐ แก้ไขเพมิ่ เตมิ โดยมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญตั ใิ ห้ใช้บทบญั ญตั ิ
บรรพ ๑ แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ยท์ ี่ไดต้ รวจชำระใหม่ พ.ศ. ๒๕๓๕]

มาตรา ๑๖๗๗ เม่อื มพี นิ ยั กรรมกอ่ ตง้ั มลู นธิ ขิ ้นึ ตามมาตราก่อน ให้เปน็ หนา้ ทีข่ องทายาท
หรอื ผจู้ ัดการมรดก แลว้ แตก่ รณี ที่จะต้องร้องขอใหร้ ฐั บาลใหอ้ ำนาจจดั ต้งั ข้นึ เปน็ นติ ิบคุ คล
ตามมาตรา ๑๑๔ แหง่ ประมวลกฎหมายนี้ เวน้ แต่จะไดม้ ีขอ้ กำหนดไวใ้ นพินัยกรรมเปน็
อยา่ งอน่ื

ถา้ บุคคลดังกล่าวแล้วมไิ ด้ร้องขอให้รัฐบาลใหอ้ ำนาจ บุคคลผู้มสี ว่ นไดเ้ สียคนหนึง่ คนใด
หรอื พนักงานอัยการจะเป็นผ้รู ้องขอก็ได้
[เลขมาตรา ๑๑๔ แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบญั ญตั ิให้ใชบ้ ทบญั ญตั ิ
บรรพ ๑ แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชยท์ ี่ไดต้ รวจชำระใหม่ พ.ศ. ๒๕๓๕]

มาตรา ๑๖๗๘ เมอ่ื มลู นธิ ิใดซึ่งกอ่ ตง้ั ขนึ้ โดยพนิ ัยกรรมไดต้ งั้ ขน้ึ เปน็ นติ บิ ุคคลแล้ว ใหถ้ อื
ว่าทรัพยส์ นิ ซงึ่ ผูท้ ำพนิ ยั กรรมจัดสรรไว้เพ่อื การน้นั ตกเป็นของนติ บิ ุคคลนน้ั ตงั้ แต่เวลาซงึ่
พินัยกรรมมีผล เวน้ แตจ่ ะมขี อ้ กำหนดไว้ในพนิ ยั กรรมเป็นอย่างอน่ื

มาตรา ๑๖๗๙ ถา้ จดั ตงั้ มลู นิธขิ น้ึ ไมไ่ ดต้ ามวตั ถทุ ีป่ ระสงค์ ใหท้ รัพย์สนิ ตกทอดไปตามที่
ระบุไว้ในพินยั กรรม
ถ้าพนิ ยั กรรมไมไ่ ด้ระบุไว้ เม่ือทายาทหรือผู้จดั การมรดก หรอื พนักงานอยั การ หรือบุคคลผ้มู ี
สว่ นได้เสียคนใดคนหนึ่งร้องขอ ให้ศาลจดั สรรทรัพย์สินน้นั ให้แกน่ ติ บิ ุคคลอน่ื ซง่ึ ปรากฏ
ว่ามวี ัตถทุ ่ปี ระสงคใ์ กลช้ ิดที่สดุ กับความประสงค์ของผทู้ ำพนิ ัยกรรม
ถา้ หากวา่ จัดสรรทรพั ย์สินอยา่ งนไ้ี มไ่ ด้ก็ดี หรือวา่ มูลนธิ นิ นั้ ตงั้ ขน้ึ ไมไ่ ด้ เพราะเปน็ การขัดต่อ
กฎหมาย หรือขัดตอ่ ความสงบเรยี บร้อยหรอื ศีลธรรมอนั ดขี องประชาชนกด็ ี ขอ้ กำหนด
พินัยกรรมในการจดั ตง้ั มูลนิธนิ นั้ เป็นอนั ไร้ผล

มาตรา ๑๖๘๐ เจ้าหน้ขี องผู้ทำพนิ ัยกรรมมสี ิทธทิ ี่จะรอ้ งขอใหเ้ พิกถอนขอ้ กำหนดพนิ ยั กรรม
ซ่งึ ก่อตงั้ มลู นิธนิ นั้ ได้เพียงเท่าทต่ี นต้องเสียประโยชนเ์ นอื่ งแตก่ ารนนั้

มาตรา ๑๖๘๑ ถ้าทรัพย์สินซงึ่ เป็นวัตถแุ หง่ พนิ ยั กรรมนน้ั ไดส้ ญู หาย ทำลาย หรือบบุ สลาย
ไป และพฤติการณท์ ัง้ นเี้ ป็นผลใหไ้ ดท้ รพั ย์สนิ อนื่ มาแทน หรือได้สทิ ธิเรียกร้องเอาคา่

สินไหมทดแทนทรัพย์สินน้นั ผู้รบั พินยั กรรมจะเรยี กให้สง่ มอบของแทนซ่งึ ไดร้ ับมานัน้
หรือจะเรียกรอ้ งเอาคา่ สนิ ไหมทดแทนเสียเองกไ็ ด้แลว้ แตก่ รณี

มาตรา ๑๖๘๒ เมอ่ื พนิ ยั กรรมทำข้นึ เปน็ การปลดหนี้หรือโอนสทิ ธเิ รยี กร้อง พนิ ยั กรรมนนั้ มี
ผลเพียงจำนวนซง่ึ คงคา้ งชำระอยู่ในเวลาท่ผี ทู้ ำพนิ ัยกรรมตาย เวน้ แตผ่ ้ทู ำพนิ ัยกรรมจะได้
กำหนดไว้เป็นอย่างอนื่
ถา้ มเี อกสารอนั เป็นหลักฐานแหง่ หนี้ท่ีปลดให้หรอื สิทธเิ รยี กร้องทโ่ี อนไปนน้ั กใ็ หส้ ง่ มอบ
แก่ผ้รู ับพินัยกรรมและให้ใชม้ าตรา ๓๐๓ ถงึ ๓๑๓, ๓๔๐ แห่งประมวลกฎหมายน้บี งั คับ
โดยอนโุ ลม แต่ถ้าผูท้ ำพินยั กรรมจะตอ้ งกระทำการหรือดำเนนิ การอยา่ งใดอยา่ งหนึง่ ตาม
มาตรานน้ั ๆ แลว้ บคุ คลผตู้ อ้ งจดั การตามพนิ ยั กรรมหรอื ผรู้ ับพนิ ยั กรรมจะกระทำการหรอื
ดำเนนิ การนน้ั ๆ แทนผทู้ ำพนิ ัยกรรมกไ็ ด้

มาตรา ๑๖๘๓ พินยั กรรมที่บุคคลทำใหแ้ กเ่ จ้าหนีค้ นใดของตนนนั้ ใหส้ ันนิษฐานไว้กอ่ น
วา่ มไิ ดท้ ำขึน้ เพอ่ื ชำระหน้อี ันคา้ งชำระแกเ่ จา้ หนีค้ นนนั้

มาตรา ๑๖๘๔ เมื่อความขอ้ ใดขอ้ หนง่ึ ในพนิ ยั กรรมอาจตคี วามได้เปน็ หลายนยั ใหถ้ อื เอา
ตามนัยที่จะสำเรจ็ ผลตามความประสงคข์ องผทู้ ำพินยั กรรมนน้ั ไดด้ ที ่ีสดุ

มาตรา ๑๖๘๕ ในกรณที ีผ่ ทู้ ำพนิ ัยกรรมได้กำหนดผ้รู บั พนิ ยั กรรมไวโ้ ดยคณุ สมบตั ทิ ่ีทราบ
ตวั แนน่ อนได้ ถ้ามบี คุ คลหลายคนทรงไวซ้ งึ่ คณุ สมบัตทิ จี่ ะเป็นผู้รับพินยั กรรมตามที่ผ้ทู ำ
พนิ ยั กรรมกำหนดไวด้ งั นนั้ ได้ ในกรณที ่ีมีขอ้ สงสัย ให้ถือวา่ ทุกคนมีสิทธิทจ่ี ะได้รบั สว่ นปนั
เท่า ๆ กัน

หมวด ๔
พินยั กรรมท่ตี ัง้ ผู้ปกครองทรพั ย์

มาตรา ๑๖๘๖[๒๐๕] อนั วา่ ทรสั ตน์ น้ั จะกอ่ ตงั้ ขน้ึ โดยตรงหรือโดยทางออ้ มด้วยพินัยกรรมหรือ
ด้วยนติ ิกรรมใด ๆ ทีม่ ผี ลในระหวา่ งชวี ิตกด็ หี รือเมอ่ื ตายแลว้ ก็ดี หามผี ลไม่ เวน้ แต่โดย
อาศยั อำนาจตามบทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมายเพื่อการกอ่ ตง้ั ทรสั ตเ์ ทา่ นนั้

มาตรา ๑๖๘๗ ถา้ ผทู้ ำพนิ ยั กรรมประสงค์จะยกทรพั ย์สนิ ให้แกผ่ เู้ ยาว์ หรือผู้ซงึ่ ศาลไดส้ งั่
ใหเ้ ป็นคนไรค้ วามสามารถ หรอื เสมือนไรค้ วามสามารถ หรอื แก่ผซู้ ง่ึ ต้องรักษาตวั อยใู่ น
โรงพยาบาลเพราะเหตวุ กิ ลจรติ แตต่ อ้ งการมอบการเก็บรกั ษาและจดั การทรัพยส์ ินนนั้ แก่
บคุ คลอ่นื นอกจากบดิ ามารดา ผปู้ กครอง ผอู้ นบุ าล หรือผพู้ ทิ ักษข์ องบคุ คลเชน่ นน้ั ผทู้ ำ
พินยั กรรมตอ้ งตง้ั ผ้ปู กครองทรัพยข์ นึ้
การตั้งผปู้ กครองทรพั ยน์ ้ี หา้ มมใิ หต้ ัง้ ขึ้นเปน็ เวลาเกินกว่ากำหนดแหง่ การเป็นผู้เยาว์ หรอื
กำหนดทศ่ี าลได้สง่ั ให้เปน็ คนไรค้ วามสามารถ หรอื เสมอื นไรค้ วามสามารถ หรอื กำหนดที่
ต้องรกั ษาตวั อยใู่ นโรงพยาบาล แลว้ แตก่ รณี

มาตรา ๑๖๘๘ การตั้งผปู้ กครองทรพั ย์น้นั ในส่วนทเ่ี กีย่ วด้วยอสังหารมิ ทรพั ย์หรือ
ทรัพยสิทธิใด ๆ อันเกยี่ วกับอสงั หาริมทรัพย์ ยอ่ มไมบ่ ริบรู ณ์ เวน้ แตจ่ ะไดจ้ ดทะเบียนตอ่
พนกั งานเจ้าหน้าท่ี
บทบัญญตั ิทก่ี ลา่ วมาในวรรคกอ่ นนี้ ให้ใชบ้ งั คับแก่เรอื มีระวางตง้ั แตห่ า้ ตนั ขน้ึ ไป ทง้ั แพ
และสตั วพ์ าหนะดว้ ย[๒๐๖]

มาตรา ๑๖๘๙ นอกจากบุคคลที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๕๕๗ แห่งประมวลกฎหมายน้ี นติ ิ
บุคคล หรอื บคุ คลธรรมดาท่ีมคี วามสามารถบรบิ รู ณ์ จะรับตั้งเปน็ ผปู้ กครองทรัพยก์ ไ็ ด้

มาตรา ๑๖๙๐ ผปู้ กครองทรัพยน์ น้ั ยอ่ มตงั้ ขนึ้ ได้โดย
(๑) ผทู้ ำพนิ ยั กรรม
(๒) บุคคลซง่ึ ระบุไว้ในพินัยกรรมใหเ้ ป็นผตู้ ั้ง

มาตรา ๑๖๙๑ เวน้ แตผ่ ทู้ ำพนิ ยั กรรมจะไดก้ ำหนดไวเ้ ป็นอยา่ งอน่ื ในพินยั กรรมผู้ปกครอง
ทรพั ยจ์ ะทำพินัยกรรมตงั้ บุคคลอนื่ ใหท้ ำการสบื แทนตนก็ได้

มาตรา ๑๖๙๒ เวน้ แตผ่ ทู้ ำพนิ ัยกรรมจะได้กำหนดไวใ้ นพินยั กรรมเป็นอยา่ งอน่ื ในส่วนท่ี
เกี่ยวดว้ ยทรพั ยส์ นิ ทไี่ ดร้ บั มอบไว้ ผปู้ กครองทรพั ย์มีสทิ ธแิ ละหนา้ ทเ่ี ช่นเดยี วกับผ้ปู กครอง
ตามความหมายในบรรพ ๕ แหง่ ประมวลกฎหมายนี้

หมวด ๕
การเพิกถอนและการตกไปแหง่ พนิ ยั กรรม
หรอื ข้อกำหนดพินยั กรรม

มาตรา ๑๖๙๓ ผ้ทู ำพนิ ยั กรรมจะเพกิ ถอนพนิ ัยกรรมของตนเสียทงั้ หมด หรอื แต่บางสว่ น
ในเวลาใดกไ็ ด้

มาตรา ๑๖๙๔ ถา้ จะเพิกถอนพนิ ยั กรรมฉบบั กอ่ นเสียทัง้ หมด หรอื แตบ่ างสว่ นดว้ ย
พนิ ยั กรรมฉบับหลัง การเพกิ ถอนจะสมบูรณต์ อ่ เมือ่ พนิ ัยกรรมฉบับหลงั นัน้ ไดท้ ำตามแบบ
ใดแบบหนงึ่ ทก่ี ฎหมายบัญญัตไิ ว้

มาตรา ๑๖๙๕ ถา้ พนิ ยั กรรมไดท้ ำเป็นตน้ ฉบับแต่ฉบบั เดยี ว ผ้ทู ำพนิ ยั กรรมอาจเพิกถอน
พนิ ยั กรรมนัน้ ทง้ั หมดหรือบางสว่ นได้ โดยทำลายหรอื ขดี ฆา่ เสยี ด้วยความตง้ั ใจ
ถ้าพินยั กรรมไดท้ ำเป็นตน้ ฉบบั หลายฉบบั การเพิกถอนน้นั ไม่บริบรู ณ์ เว้นแต่จะไดก้ ระทำ
แก่ตน้ ฉบับเหลา่ นน้ั ทุกฉบบั

มาตรา ๑๖๙๖ ถา้ ผู้ทำพนิ ัยกรรมไดโ้ อนไปโดยสมบรู ณซ์ ่ึงทรัพย์สินอนั เป็นวัตถุแหง่
ข้อกำหนดพินัยกรรมใดดว้ ยความตง้ั ใจ ขอ้ กำหนดพนิ ยั กรรมนนั้ เป็นอนั เพกิ ถอนไป
วิธีเดียวกนั นใ้ี ห้ใช้บงั คบั เมื่อผ้ทู ำพนิ ัยกรรมได้ทำลายทรัพยส์ ินนน้ั ดว้ ยความตง้ั ใจ

มาตรา ๑๖๙๗ ถา้ ผู้ทำพินัยกรรมมิได้แสดงเจตนาไว้ในพินัยกรรมเปน็ อยา่ งอ่ืน และ
ปรากฏวา่ พินยั กรรมฉบบั กอ่ นกับฉบบั หลงั ขดั กนั ใหถ้ ือว่าพนิ ยั กรรมฉบับก่อนเปน็ อนั เพิก
ถอนโดยพนิ ยั กรรมฉบบั หลัง เฉพาะในส่วนทม่ี ขี อ้ ความขดั กนั นนั้ เท่านนั้

มาตรา ๑๖๙๘ ข้อกำหนดพินยั กรรมนนั้ ยอ่ มตกไป
(๑) เมอ่ื ผ้รู ับพนิ ัยกรรมตายกอ่ นผ้ทู ำพนิ ัยกรรม
(๒) เมือ่ ขอ้ กำหนดพนิ ยั กรรมเป็นผลใชไ้ ด้ตอ่ เมอ่ื เงอื่ นไขอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ สำเรจ็ ลง และ
ผู้รบั พนิ ยั กรรมตายเสียกอ่ นเงอ่ื นไขสำเร็จ หรอื ปรากฏเปน็ ท่แี นน่ อนอย่แู ล้ววา่ เงอื่ นไขนนั้ ไม่
อาจจะสำเรจ็ ได้

(๓) เมื่อผรู้ บั พินัยกรรมบอกสละพินยั กรรม
(๔) เมอ่ื ทรัพยส์ นิ ทัง้ หมดที่ยกใหส้ ูญหาย หรอื ถูกทำลายโดยผทู้ ำพนิ ยั กรรมมิไดต้ ั้งใจใน
ระหวา่ งที่ผทู้ ำพินยั กรรมยงั มชี วี ติ อยู่ และผู้ทำพนิ ยั กรรมมไิ ดไ้ ดม้ าซง่ึ ของแทน หรอื ซงึ่ สทิ ธทิ ี่
จะเรียกคา่ ทดแทนในการทีท่ รัพย์สนิ นนั้ สญู หายไป

มาตรา ๑๖๙๙ ถา้ พินยั กรรม หรือขอ้ กำหนดในพนิ ัยกรรม เกี่ยวกับทรพั ยส์ นิ รายใดเป็น
อันไรผ้ ลด้วยประการใด ๆ ทรพั ยส์ ินรายน้นั ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมหรอื ได้แกแ่ ผน่ ดิน
แลว้ แต่กรณี

หมวด ๖
ความเสยี เปลา่ แห่งพนิ ัยกรรมหรือ
ข้อกำหนดพนิ ัยกรรม

มาตรา ๑๗๐๐ ภายใตบ้ งั คับแหง่ บทบญั ญตั ใิ นหมวดน้ี บคุ คลจะจำหนา่ ยทรพั ยส์ นิ ใด ๆ
โดยนติ ิกรรมที่มีผลในระหว่างชวี ิต หรอื เมื่อตายแล้ว โดยมีขอ้ กำหนดห้ามมิใหผ้ ู้รับ
ประโยชน์โอนทรพั ย์สินนัน้ กไ็ ด้ แตต่ ้องมบี ุคคลใดบุคคลหนึ่งนอกจากผู้รบั ประโยชน์
กำหนดไว้ สำหรับเปน็ ผู้จะได้รับทรัพย์สินนน้ั เปน็ สิทธิเด็ดขาด ในเมอื่ มีการละเมิด
ข้อกำหนดหา้ มโอน
ผู้ซึ่งกำหนดข้ึนดงั กล่าวน้นั ตอ้ งเป็นผสู้ ามารถจะมสี ิทธิตา่ ง ๆ ไดอ้ ยใู่ นขณะที่การจำหนา่ ย
ทรัพย์สินนน้ั มีผลบงั คบั
ถ้ามไิ ดก้ ำหนดบคุ คลทจี่ ะเป็นผู้รับทรพั ยส์ นิ ในเม่อื มกี ารละเมดิ ข้อกำหนดห้ามโอนไว้ ให้ถือ
ว่าขอ้ กำหนดหา้ มโอนนน้ั เป็นอนั ไมม่ เี ลย

มาตรา ๑๗๐๑ ขอ้ กำหนดห้ามโอนตามมาตรากอ่ นนนั้ จะใหม้ ีกำหนดเวลาหรอื ตลอดชีวติ
ของผรู้ บั ประโยชนก์ ไ็ ด้
ถ้าไม่ได้กำหนดเวลาห้ามโอนไว้ ในกรณที ผี่ ู้รับประโยชน์เป็นบคุ คลธรรมดา ใหถ้ อื ว่า
ขอ้ กำหนดหา้ มโอนมีระยะเวลาอยตู่ ลอดชวี ติ ของผู้รับประโยชน์ แตใ่ นกรณที ่ีผ้รู บั ประโยชน์
เปน็ นติ ิบุคคล ใหม้ รี ะยะเวลาเพยี งสามสิบปี
ถา้ ไดก้ ำหนดเวลาห้ามโอนไว้ กำหนดนน้ั มใิ ห้เกนิ สามสิบปี ถา้ กำหนดไวน้ านกวา่ นน้ั กใ็ ห้
ลดลงมาเป็นสามสบิ ปี

มาตรา ๑๗๐๒ ขอ้ กำหนดห้ามโอนอนั เกยี่ วกบั สังหาริมทรัพยซ์ ง่ึ ไมอ่ าจจดทะเบยี น
กรรมสทิ ธิไ์ ด้นน้ั ใหถ้ ือวา่ เปน็ อนั ไม่มีเลย
ข้อกำหนดห้ามโอนเกีย่ วกับอสังหาริมทรัพยห์ รอื ทรพั ยสิทธอิ นั เก่ยี วกบั อสังหาริมทรพั ยน์ น้ั
ไม่บริบรู ณ์ เวน้ แต่จะไดท้ ำเปน็ หนงั สอื และจดทะเบยี นการหา้ มโอนตอ่ พนกั งานเจา้ หนา้ ท่ี
บทบญั ญตั ใิ นวรรคกอ่ นนี้ ให้ใชบ้ ังคับแกเ่ รือมีระวางตงั้ แต่ห้าตนั ขน้ึ ไป ทั้งแพและสตั ว์
พาหนะด้วย[๒๐๗]

มาตรา ๑๗๐๓ พนิ ัยกรรมซ่ึงบุคคลที่มีอายยุ งั ไม่ครบสบิ ห้าปีบริบูรณท์ ำขน้ึ นน้ั เป็นโมฆะ

มาตรา ๑๗๐๔ พนิ ยั กรรมซ่ึงบคุ คลผูถ้ ูกศาลสง่ั ใหเ้ ปน็ คนไรค้ วามสามารถทำขน้ึ นั้น เปน็
โมฆะ
พนิ ัยกรรมซึ่งบคุ คลผ้ถู กู อา้ งวา่ เป็นคนวกิ ลจรติ แตศ่ าลยงั ไมไ่ ดส้ ั่งให้เปน็ คนไร้
ความสามารถทำขนึ้ น้นั จะเป็นอนั เสยี เปลา่ ก็แต่เม่อื พสิ ูจนไ์ ดว้ า่ ในเวลาที่ทำพินัยกรรมนน้ั
ผ้ทู ำจรติ วกิ ลอยู่

มาตรา ๑๗๐๕ พนิ ัยกรรมหรือข้อกำหนดพนิ ัยกรรมนน้ั ถา้ ไดท้ ำข้นึ ขัดต่อบทบัญญตั ิแห่ง
มาตรา ๑๖๕๒, ๑๖๕๓, ๑๖๕๖, ๑๖๕๗, ๑๖๕๘, ๑๖๖๐, ๑๖๖๑ หรอื ๑๖๖๓ ยอ่ มเปน็ โมฆะ

มาตรา ๑๗๐๖ ขอ้ กำหนดพินยั กรรมเป็นโมฆะ
(๑) ถ้าตงั้ ผูร้ บั พินยั กรรมไว้โดยมเี งอื่ นไขวา่ ใหผ้ ้รู บั พนิ ัยกรรมจำหนา่ ยทรัพย์สินของเขาเอง
โดยพนิ ัยกรรมให้แกผ่ ูท้ ำพินยั กรรม หรือแก่บคุ คลภายนอก
(๒) ถา้ กำหนดบคุ คลซง่ึ ไมอ่ าจที่จะทราบตวั แน่นอนได้เปน็ ผูร้ ับพนิ ยั กรรม แต่ผรู้ บั
พนิ ยั กรรมตามพนิ ยั กรรมลักษณะเฉพาะนน้ั อาจกำหนดโดยใหบ้ คุ คลใดคนหนง่ึ เปน็ ผู้ระบุ
เลือกเอาจากบคุ คลอืน่ หลายคน หรือจากบคุ คลอน่ื หมู่ใดหมหู่ นึ่ง ซึง่ ผทู้ ำพินยั กรรมระบุไว้ก็
ได้
(๓) ถา้ ทรัพย์สนิ ท่ียกใหโ้ ดยพินยั กรรมระบไุ ว้ไมช่ ัดแจ้งจนไมอ่ าจที่จะทราบแนน่ อนได้
หรอื ถ้าใหบ้ ุคคลใดคนหนึ่งกำหนดให้มากนอ้ ยเท่าใดตามแต่ใจ

มาตรา ๑๗๐๗ ถา้ ขอ้ กำหนดพินัยกรรมตั้งผูร้ ับพินัยกรรมโดยมเี ง่อื นไขวา่ ใหผ้ ้รู ับ
พินยั กรรมจำหนา่ ยทรพั ย์สนิ ท่ียกให้โดยพินยั กรรมน้นั แก่บุคคลอ่ืน ใหถ้ อื วา่ เงอ่ื นไขนนั้
เป็นอันไมม่ ีเลย

มาตรา ๑๗๐๘ เมื่อผทู้ ำพินัยกรรมตายแล้ว บคุ คลผู้มสี ว่ นไดเ้ สียคนใดคนหนง่ึ จะรอ้ งขอให้
ศาลสงั่ เพิกถอนพินยั กรรมซง่ึ ไดท้ ำขึ้นเพราะเหตุขม่ ขกู่ ็ได้ แต่หากผู้ทำพนิ ัยกรรมยังมีชีวติ อยู่
ตอ่ มาเกนิ หนงึ่ ปนี บั แตผ่ ู้ทำพนิ ยั กรรมพน้ จากการขม่ ขแู่ ลว้ จะมีการร้องขอเชน่ วา่ นน้ั ไมไ่ ด้

มาตรา ๑๗๐๙ เมื่อผทู้ ำพนิ ัยกรรมตายแล้ว บคุ คลผมู้ สี ่วนไดเ้ สียคนใดคนหนง่ึ จะรอ้ งขอให้
ศาลส่ังเพกิ ถอนพินยั กรรมซ่งึ ไดท้ ำข้ึนเพราะสำคญั ผดิ หรือกลฉ้อฉลไดก้ ็ตอ่ เมอ่ื ความสำคญั
ผิดหรือกลฉ้อฉลน้นั ถงึ ขนาด ซงึ่ ถ้ามไิ ดม้ ีความสำคัญผดิ หรือกลฉอ้ ฉลเชน่ นน้ั พินยั กรรมนน้ั
กจ็ ะมไิ ดท้ ำขึน้
ความในวรรคกอ่ นน้ี ใหใ้ ชบ้ งั คบั แมถ้ ึงว่ากลฉอ้ ฉลน้นั บคุ คลซ่งึ มใิ ชเ่ ปน็ ผู้รบั ประโยชน์
ตามพนิ ัยกรรมได้ก่อขนึ้
แตพ่ นิ ัยกรรมซ่งึ ไดท้ ำขนึ้ โดยสำคญั ผิดหรือกลฉอ้ ฉลย่อมมผี ลบงั คบั ได้ เม่อื ผู้ทำพนิ ยั กรรม
มิได้เพกิ ถอนพินยั กรรมนั้นภายในหนง่ึ ปนี บั แต่ทไ่ี ด้ร้ถู ึงการสำคญั ผิดหรอื กลฉ้อฉลนน้ั

มาตรา ๑๗๑๐ คดีฟ้องขอให้เพิกถอนข้อกำหนดพินยั กรรมนน้ั มิใหฟ้ ้องเม่อื พ้นกำหนด
ดงั น้ี
(๑) สามเดือนภายหลังทผี่ ู้ทำพนิ ัยกรรมตาย ในกรณีท่ีโจทกร์ ู้เหตุแหง่ การทจี่ ะขอใหเ้ พกิ
ถอนได้ ในระหวา่ งท่ผี ทู้ ำพนิ ัยกรรมมีชวี ติ อยู่ หรือ
(๒) สามเดอื นภายหลังที่โจทกไ์ ด้รเู้ หตุเชน่ นนั้ ในกรณอี น่ื ใด
แต่ถา้ โจทก์ไม่รวู้ ่ามขี อ้ กำหนดพินัยกรรมอนั กระทบกระทง่ั ถงึ สว่ นได้เสยี ของตน แมว้ า่ โจทก์
จะไดร้ ู้เหตุแห่งการทจ่ี ะขอให้เพกิ ถอนได้กด็ ี อายคุ วามสามเดือนให้เร่มิ นับแตข่ ณะทโี่ จทก์
รหู้ รือควรจะไดร้ วู้ ่ามีขอ้ กำหนดพนิ ัยกรรมนน้ั
แต่อย่างไรก็ดี หา้ มมใิ หฟ้ อ้ งคดเี ชน่ นเี้ มื่อพ้นสบิ ปนี บั แตผ่ ูท้ ำพนิ ัยกรรมตาย

ลกั ษณะ ๔
วธิ ีจดั การและปันทรพั ย์มรดก

หมวด ๑
ผูจ้ ดั การมรดก

มาตรา ๑๗๑๑ ผู้จัดการมรดกนัน้ รวมตลอดทงั้ บคุ คลทตี่ งั้ ขน้ึ โดยพินยั กรรมหรือโดยคำสั่ง
ศาล

มาตรา ๑๗๑๒ ผจู้ ัดการมรดกโดยพินัยกรรมอาจต้ังขนึ้ ได้
(๑) โดยผทู้ ำพนิ ัยกรรมเอง
(๒) โดยบคุ คลซงึ่ ระบุไว้ในพนิ ยั กรรม ใหเ้ ป็นผู้ตง้ั

มาตรา ๑๗๑๓ ทายาทหรือผู้มีส่วนไดเ้ สียหรอื พนกั งานอัยการจะรอ้ งตอ่ ศาลขอใหต้ ง้ั
ผจู้ ัดการมรดกก็ได้ ในกรณีดงั ตอ่ ไปน้ี
(๑) เม่ือเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรมหรือผู้รบั พินยั กรรมได้สญู หายไป หรอื อยนู่ อกราช
อาณาเขต หรอื เป็นผเู้ ยาว์
(๒) เมื่อผจู้ ดั การมรดกหรือทายาทไมส่ ามารถ หรอื ไมเ่ ตม็ ใจทจ่ี ะจัดการ หรอื มีเหตุขัดขอ้ ง
ในการจดั การ หรือในการแบ่งปันมรดก
(๓) เมอื่ ขอ้ กำหนดพนิ ยั กรรมซึง่ ตง้ั ผู้จัดการมรดกไวไ้ มม่ ผี ลบังคบั ได้ดว้ ยประการใด ๆ
การตงั้ ผู้จดั การมรดกนน้ั ถ้ามีขอ้ กำหนดพินยั กรรมกใ็ หศ้ าลตงั้ ตามขอ้ กำหนดพนิ ัยกรรม
และถา้ ไมม่ ขี อ้ กำหนดพนิ ยั กรรม ก็ให้ศาลต้ังเพ่ือประโยชนแ์ กก่ องมรดกตามพฤตกิ ารณแ์ ละ
โดยคำนงึ ถงึ เจตนาของเจ้ามรดก แล้วแตศ่ าลจะเหน็ สมควร

มาตรา ๑๗๑๔ เมอ่ื ศาลตัง้ ใหผ้ ใู้ ดเปน็ ผจู้ ัดการมรดกเพอ่ื การใดโดยเฉพาะ ผ้นู น้ั ไม่จำตอ้ ง
ทำบัญชที รพั ย์มรดก เวน้ แต่จะจำเป็นเพอ่ื การนน้ั หรือศาลสัง่ ใหท้ ำ

มาตรา ๑๗๑๕ ผทู้ ำพนิ ยั กรรมจะต้ังบคุ คลคนเดยี วหรอื หลายคนให้เป็นผ้จู ดั การมรดกก็ได้
เวน้ แต่จะมขี อ้ กำหนดไวใ้ นพนิ ัยกรรมเป็นอย่างอืน่ ถา้ มผี ู้จัดการมรดกหลายคน แตผ่ จู้ ัดการ
เหลา่ นัน้ บางคนไม่สามารถ หรือไมเ่ ตม็ ใจท่ีจะจัดการ และยังมีผูจ้ ดั การมรดกเหลืออยูแ่ ตค่ น
เดยี ว ผู้นน้ั มสี ิทธทิ จ่ี ะจดั การมรดกได้โดยลำพงั แตถ่ า้ มีผู้จดั การมรดกเหลอื อยู่หลายคน ให้
สนั นษิ ฐานไวก้ อ่ นว่า ผจู้ ดั การเหลา่ นน้ั แตล่ ะคนจะจดั การโดยลำพงั ไมไ่ ด้

มาตรา ๑๗๑๖ หนา้ ทผี่ ู้จดั การมรดกทศ่ี าลตงั้ ให้เริม่ นับแตว่ ันทไ่ี ดฟ้ งั หรือถอื วา่ ได้ฟงั คำส่งั
ศาลแลว้

มาตรา ๑๗๑๗ ในเวลาใด ๆ ภายในหนง่ึ ปนี ับแตว่ นั ที่เจ้ามรดกตาย แตต่ อ้ งเปน็ เวลา
ภายหลังทเ่ี จา้ มรดกตายแลว้ สบิ หา้ วนั ทายาทหรอื ผู้มีสว่ นไดเ้ สยี คนใดคนหนง่ึ จะแจง้ ความ
ถามไปยงั ผูท้ ี่ถูกต้งั เปน็ ผ้จู ัดการมรดกโดยพนิ ยั กรรมวา่ จะรับเปน็ ผจู้ ัดการมรดกหรือไมก่ ไ็ ด้
ถ้าผ้ทู ไ่ี ด้รบั แจง้ ความมิได้ตอบรับเปน็ ผจู้ ัดการมรดกภายในหนึ่งเดอื นนบั แต่วนั รับแจง้ ความ
น้ัน ให้ถอื วา่ ผนู้ ัน้ ปฏิเสธ แต่การรับเป็นผู้จดั การมรดกนนั้ จะทำภายหลังหนึ่งปนี บั แตว่ นั ท่ี
เจ้ามรดกตายไม่ได้ เวน้ แตศ่ าลจะอนุญาต

มาตรา ๑๗๑๘ บุคคลต่อไปนี้จะเปน็ ผูจ้ ัดการมรดกไมไ่ ด้
(๑) ผซู้ งึ่ ยงั ไมบ่ รรลุนิตภิ าวะ

(๒) บุคคลวิกลจรติ หรอื บุคคลซ่ึงศาลส่ังให้เปน็ ผู้เสมือนไร้ความสามารถ
(๓) บคุ คลซงึ่ ศาลส่ังให้เปน็ คนลม้ ละลาย

มาตรา ๑๗๑๙ ผูจ้ ัดการมรดกมีสิทธแิ ละหน้าทท่ี ่จี ะทำการอนั จำเปน็ เพอ่ื ใหก้ ารเป็นไป
ตามคำสง่ั แจง้ ชดั หรือโดยปรยิ ายแหง่ พนิ ยั กรรม และเพ่ือจดั การมรดกโดยทว่ั ไป หรอื เพือ่
แบง่ ปันทรัพยม์ รดก

มาตรา ๑๗๒๐ ผูจ้ ดั การมรดกตอ้ งรบั ผิดตอ่ ทายาทตามทีบ่ ัญญตั ไิ วใ้ นมาตรา ๘๐๙ ถึง
๘๑๒, ๘๑๙, ๘๒๓ แห่งประมวลกฎหมายน้ีโดยอนโุ ลม และเมอื่ เกี่ยวกับบคุ คลภายนอก ให้
ใช้มาตรา ๘๓๑ บงั คบั โดยอนุโลม

มาตรา ๑๗๒๑ ผจู้ ดั การมรดกไมม่ สี ทิ ธทิ ี่จะไดร้ บั บำเหน็จจากกองมรดก เวน้ แตพ่ นิ ัยกรรม
หรอื ทายาทโดยจำนวนขา้ งมากจะได้กำหนดใหไ้ ว้

มาตรา ๑๗๒๒ ผ้จู ดั การมรดกจะทำนติ กิ รรมใด ๆ ซึง่ ตนมีสว่ นไดเ้ สยี เปน็ ปฏปิ ักษต์ อ่ กอง
มรดกหาไดไ้ ม่ เวน้ แตพ่ ินัยกรรมจะไดอ้ นญุ าตไว้ หรือไดร้ บั อนญุ าตจากศาล

มาตรา ๑๗๒๓ ผจู้ ดั การมรดกต้องจดั การโดยตนเอง เวน้ แตจ่ ะทำการโดยตวั แทนไดต้ าม
อำนาจท่ีใหไ้ วช้ ัดแจง้ หรอื โดยปริยายในพินยั กรรม หรอื โดยคำส่งั ศาล หรอื ในพฤตกิ ารณ์
เพ่ือประโยชน์แกก่ องมรดก

มาตรา ๑๗๒๔ ทายาทย่อมมคี วามผกู พันต่อบคุ คลภายนอกในกจิ การท้ังหลายอนั ผ้จู ดั การ
มรดกได้ทำไปภายในขอบอำนาจในฐานะทเ่ี ปน็ ผจู้ ัดการมรดก

ถ้าผู้จัดการมรดกเข้าทำนติ ิกรรมกบั บคุ คลภายนอก โดยเหน็ แกท่ รพั ย์สนิ อยา่ งใด ๆ หรือ
ประโยชน์อยา่ งอน่ื ใด อนั บคุ คลภายนอกไดใ้ ห้ หรอื ไดใ้ หค้ ำม่นั วา่ จะใหเ้ ป็นลาภส่วนตวั
ทายาทหาตอ้ งผูกพนั ไม่ เว้นแตท่ ายาทจะไดย้ นิ ยอมดว้ ย

มาตรา ๑๗๒๕ ผจู้ ัดการมรดกตอ้ งสืบหาโดยสมควรซง่ึ ตัวผู้มีส่วนได้เสยี และแจ้งไปให้
ทราบถงึ ขอ้ กำหนดพนิ ยั กรรมทเ่ี กย่ี วกับผ้มู สี ว่ นไดเ้ สียนน้ั ภายในเวลาอันสมควร

มาตรา ๑๗๒๖ ถา้ ผู้จัดการมรดกมีหลายคน การทำการตามหนา้ ที่ของผู้จัดการมรดกนน้ั
ต้องถือเอาเสยี งขา้ งมาก เว้นแตจ่ ะมขี ้อกำหนดพนิ ยั กรรมเปน็ อย่างอนื่ ถา้ เสยี งเทา่ กนั เมอ่ื ผู้
มีส่วนไดเ้ สียร้องขอ กใ็ หศ้ าลเปน็ ผูช้ ขี้ าด

มาตรา ๑๗๒๗ ผ้มู สี ว่ นได้เสียคนหนงึ่ คนใดจะรอ้ งขอให้ศาลสงั่ ถอนผจู้ ัดการมรดก เพราะ
เหตผุ จู้ ดั การมรดกละเลยไมท่ ำการตามหนา้ ท่ี หรือเพราะเหตอุ ย่างอน่ื ท่ีสมควรกไ็ ด้ แตต่ ้อง
ร้องขอเสียกอ่ นทีก่ ารปันมรดกเสรจ็ ส้นิ ลง
แมถ้ งึ วา่ จะไดเ้ ขา้ รับตำแหนง่ แล้วก็ดี ผจู้ ัดการมรดกจะลาออกจากตำแหน่งโดยมีเหตอุ ัน
สมควรก็ได้ แตต่ อ้ งไดร้ บั อนุญาตจากศาล

มาตรา ๑๗๒๘ ผจู้ ดั การมรดกต้องลงมือจัดทำบญั ชที รัพยม์ รดกภายในสบิ ห้าวนั
(๑) นบั แตเ่ จา้ มรดกตาย ถ้าในขณะนัน้ ผู้จดั การมรดกได้รูถ้ ึงการตง้ั แตง่ ตามพนิ ยั กรรมท่ี
มอบหมายไว้แก่ตน หรอื
(๒) นับแต่วนั ท่เี รมิ่ หนา้ ท่ผี จู้ ดั การมรดกตามมาตรา ๑๗๒๖ ในกรณที ่ีศาลตงั้ เป็นผจู้ ดั การ
มรดก หรือ
(๓) นับแต่วนั ทผ่ี ้จู ัดการมรดกรับเป็นผ้จู ดั การมรดกในกรณอี น่ื


Click to View FlipBook Version