(50) พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ ๓๘๕
๑.๓ รปู แบบของพระสูตร ๓๘๕
๑.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร ๓๘๖
๑.๕ ขอ้ สังเกต ๓๘๗
๒. ฉวิโสธนสตู ร ๓๘๗
๒.๑ ที่มาของช่อื ๓๘๗
๒.๒ ทม่ี าของพระสตู ร ๓๘๗
๒.๓ รปู แบบของพระสตู ร ๓๘๗
๒.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร ๓๘๘
๒.๕ ข้อสงั เกต ๓๘๘
๓. สัปปรุ สิ สูตร ๓๘๘
๓.๑ ทม่ี าของชื่อ ๓๘๘
๓.๒ ที่มาของพระสตู ร ๓๘๘
๓.๓ รูปแบบของพระสตู ร ๓๘๙
๓.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร ๓๘๙
๓.๕ ข้อสงั เกต ๓๙๐
๔. เสวิตัพพาเสวติ ัพพสูตร ๓๙๐
๔.๑ ทม่ี าของชือ่ ๓๙๐
๔.๒ ที่มาของพระสตู ร ๓๙๐
๔.๓ รปู แบบของพระสูตร ๓๙๑
๔.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร ๓๙๒
๔.๕ ขอ้ สังเกต ๓๙๓
๕. พหธุ าตกุ สูตร ๓๙๓
๕.๑ ที่มาของชอื่ ๓๙๓
๕.๒ ที่มาของพระสตู ร ๓๙๓
๕.๓ รปู แบบของพระสตู ร ๓๙๔
๕.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร ๓๙๔
๕.๕ ขอ้ สงั เกต ๓๙๕
๖. อิสคิ ลิ ิสตู ร ๓๙๕
๖.๑ ท่มี าของชื่อ
พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (51)
๖.๒ ทมี่ าของพระสูตร ๓๙๕
๖.๓ รูปแบบของพระสตู ร ๓๙๕
๖.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร ๓๙๕
๖.๕ ขอ้ สังเกต ๓๙๕
๗. มหาจัตตารสี กสตู ร ๓๙๖
๗.๑ ท่มี าของชื่อ ๓๙๖
๗.๒ ทม่ี าของพระสูตร ๓๙๖
๗.๓ รปู แบบของพระสูตร ๓๙๖
๗.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร ๓๙๖
๗.๕ ข้อสงั เกต ๓๙๘
๘. อานาปานัสสติสูตร ๓๙๙
๘.๑ ที่มาของชื่อ ๓๙๙
๘.๒ ที่มาของพระสูตร ๓๙๙
๘.๓ รปู แบบของพระสตู ร ๔๐๐
๘.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร ๔๐๐
๘.๕ ขอ้ สงั เกต ๔๐๐
๙. กายคตาสติสูตร ๔๐๑
๙.๑ ทีม่ าของชอ่ื ๔๐๑
๙.๒ ทมี่ าของพระสตู ร ๔๐๑
๙.๓ รปู แบบของพระสูตร ๔๐๑
๙.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร ๔๐๑
๙.๕ ขอ้ สังเกต ๔๐๒
๑๐. สงั ขารูปปตั ตสิ ตู ร ๔๐๒
๑๐.๑ ทมี่ าของช่ือ ๔๐๒
๑๐.๒ ทมี่ าของพระสตู ร ๔๐๒
๑๐.๓ รปู แบบของพระสตู ร ๔๐๒
๑๐.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร ๔๐๒
๑๐.๕ ขอ้ สงั เกต ๔๐๓
(52) พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ ๔๐๓
๓. สญุ ญตวรรค ๔๐๓
๔๐๔
๑. จฬู สญุ ญตสตู ร ๔๐๔
๑.๑ ทีม่ าของชอ่ื ๔๐๔
๑.๒ ทม่ี าของพระสตู ร ๔๐๕
๑.๓ รูปแบบของพระสตู ร ๔๐๕
๑.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร ๔๐๕
๑.๕ ข้อสังเกต ๔๐๕
๒. มหาสญุ ญตสูตร ๔๐๖
๒.๑ ที่มาของชอ่ื ๔๐๖
๒.๑ ที่มาของพระสูตร ๔๐๗
๒.๓ รปู แบบของพระสูตร ๔๐๘
๒.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร ๔๐๘
๒.๕ ข้อสังเกต ๔๐๘
๓. อัจฉริยพั ภูตธมั มสูตร ๔๐๘
๓.๑ ที่มาของช่ือ ๔๐๘
๓.๒ ที่มาของพระสูตร ๔๐๙
๓.๓ รปู แบบของพระสตู ร ๔๐๙
๓.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร ๔๐๙
๓.๕ ขอ้ สังเกต ๔๐๙
๔. พกั กุลัตเถรจั ฉริยสูตร ๔๑๐
๔.๑ ที่มาของชอ่ื ๔๑๐
๔.๒ ที่มาของพระสูตร ๔๑๐
๔.๓ รูปแบบของพระสูตร ๔๑๑
๔.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร ๔๑๑
๔.๕ ข้อสังเกต ๔๑๑
๕. ทันตภูมสิ ตู ร ๔๑๑
๕.๑ ที่มาของช่ือ
๕.๒ ที่มาของพระสตู ร
๕.๓ รูปแบบของพระสูตร
พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (53)
๕.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร ๔๑๑
๕.๕ ขอ้ สงั เกต ๔๑๒
๖. ภมู ชิ สูตร ๔๑๒
๖.๑ ท่มี าของชื่อ ๔๑๒
๖.๒ ทม่ี าของพระสูตร ๔๑๒
๖.๓ รูปแบบของพระสูตร ๔๑๒
๖.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร ๔๑๒
๖.๕ ข้อสังเกต ๔๑๓
๗. อนุรทุ ธสูตร ๔๑๓
๗.๑ ที่มาของชื่อ ๔๑๓
๗.๒ ทม่ี าของพระสูตร ๔๑๓
๗.๓ รปู แบบของพระสตู ร ๔๑๓
๗.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร ๔๑๓
๗.๕ ข้อสงั เกต ๔๑๔
๘. อุปักกเิ ลสสตู ร ๔๑๔
๘.๑ ที่มาของชือ่ ๔๑๔
๘.๒ ทม่ี าของพระสูตร ๔๑๔
๘.๓ รูปแบบของพระสตู ร ๔๑๕
๘.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร ๔๑๕
๘.๕ ขอ้ สงั เกต ๔๑๕
๙. พาลปณั ฑิตสูตร ๔๑๖
๙.๑ ทม่ี าของชื่อ ๔๑๖
๙.๒ ท่ีมาของพระสตู ร ๔๑๖
๙.๓ รปู แบบของพระสูตร ๔๑๖
๙.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร ๔๑๖
๙.๕ ขอ้ สังเกต ๔๑๗
๑๐. เทวทูตสูตร ๔๑๗
๑๐.๑ ท่มี าของชื่อ ๔๑๗
๑๐.๒ ทมี่ าของพระสูตร ๔๑๗
(54) พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ ๔๑๗
๑๐.๓ รูปแบบของพระสตู ร ๔๑๗
๑๐.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร ๔๑๘
๑๐.๕ ข้อสงั เกต ๔๑๙
๔๑๙
๔. วภิ งั ควรรค ๔๑๙
๑. ภทั เทกรตั ตสตู ร ๔๑๙
๑.๑ ที่มาของชื่อ ๔๑๙
๑.๒ ท่มี าของพระสูตร ๔๒๐
๑.๓ รปู แบบของพระสูตร ๔๒๑
๑.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร ๔๒๑
๑.๕ ขอ้ สงั เกต ๔๒๑
๒. อานนั ทภทั เทกรัตตสตู ร ๔๒๑
๒.๑ ที่มาของพระสตู ร ๔๒๑
๒.๒ ท่มี าของพระสตู ร ๔๒๒
๒.๓ รูปแบบของพระสตู ร ๔๒๒
๒.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร ๔๒๒
๒.๕ ขอ้ สังเกต ๔๒๒
๓. มหากัจจานภทั เทกรัตตสตู ร ๔๒๒
๓.๑ ทม่ี าของชือ่ ๔๒๒
๓.๒ ทม่ี าของพระสูตร ๔๒๓
๓.๓ รปู แบบของพระสูตร ๔๒๓
๓.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร ๔๒๓
๓.๕ ข้อสงั เกต ๔๒๓
๔. โลมสกงั คิยภัทเทกรัตตสตู ร ๔๒๓
๔.๑ ทมี่ าของช่อื ๔๒๓
๔.๒ ทม่ี าของพระสูตร ๔๒๔
๔.๓ รปู แบบของพระสูตร
๔.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
๔.๕ ข้อสงั เกต
พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (55)
๕. จูฬกมั มวิภงั คสตู ร ๔๒๔
๕.๑ ที่มาของชื่อ ๔๒๔
๕.๒ ท่มี าของพระสตู ร ๔๒๔
๕.๓ รปู แบบของพระสูตร ๔๒๕
๕.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร ๔๒๕
๕.๕ ขอ้ สงั เกต ๔๒๖
๖. มหากัมมวิภังคสูตร ๔๒๖
๖.๑ ทม่ี าของชื่อ ๔๒๖
๖.๒ ท่ีมาของพระสูตร ๔๒๖
๖.๓ รูปแบบของพระสูตร ๔๒๖
๖.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร ๔๒๖
๖.๕ ขอ้ สังเกต ๔๒๘
๗. สฬายตนวภิ ังคสูตร ๔๒๙
๗.๑ ทมี่ าของชอ่ื ๔๒๙
๗.๒ ที่มาของพระสตู ร ๔๒๙
๗.๓ รปู แบบของพระสูตร ๔๒๙
๗.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร ๔๒๙
๗.๕ ขอ้ สงั เกต ๔๓๐
๘. อทุ เทสวภิ ังคสูตร ๔๓๐
๘.๑ ที่มาของชื่อ ๔๓๐
๘.๒ ทม่ี าของพระสตู ร ๔๓๐
๘.๓ รปู แบบของพระสูตร ๔๓๐
๘.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร ๔๓๐
๘.๕ ขอ้ สงั เกต ๔๓๑
๙. อรณวิภังคสูตร ๔๓๑
๙.๑ ท่มี าของชื่อ ๔๓๑
๙.๒ ที่มาของพระสูตร ๔๓๑
๙.๓ รูปแบบของพระสูตร ๔๓๒
๙.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร ๔๓๒
๙.๕ ข้อสังเกต ๔๓๒
(56) พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ ๔๓๓
๑๐. ธาตุวภิ งั คสตู ร ๔๓๓
๑๐.๑ ทม่ี าของชือ่ ๔๓๓
๑๐.๒ ที่มาของพระสตู ร ๔๓๓
๑๐.๓ รปู แบบของพระสตู ร ๔๓๓
๑๐.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร ๔๓๔
๑๐.๕ ข้อสังเกต ๔๓๔
๑๑. สัจจวภิ งั คสูตร ๔๓๔
๑๑.๑ ที่มาของชื่อ ๔๓๔
๑๑.๒ ทีม่ าของพระสตู ร ๔๓๕
๑๑.๓ รูปแบบของพระสตู ร ๔๓๕
๑๑.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร ๔๓๕
๑๑.๕ ข้อสงั เกต ๔๓๖
๑๒. ทกั ขิณาวภิ งั คสูตร ๔๓๖
๑๒.๑ ที่มาของช่ือ ๔๓๖
๑๒.๒ ทม่ี าของพระสูตร ๔๓๖
๑๒.๓ รปู แบบของพระสูตร ๔๓๖
๑๒.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร ๔๓๗
๑๒.๕ ข้อสังเกต ๔๓๗
๔๓๗
๕. สฬายตนวรรค ๔๓๗
๑. อนาถปณิ ฑโิ กวาทสตู ร ๔๓๘
๑.๑ ที่มาของช่ือ ๔๓๘
๑.๒ ทม่ี าของพระสูตร ๔๓๘
๑.๓ รปู แบบของพระสตู ร ๔๓๘
๑.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร ๔๓๘
๑.๕ ขอ้ สงั เกต ๔๓๘
๒. ฉันโนวาทสตู ร ๔๓๙
๒.๑ ทมี่ าของชื่อ
๒.๒ ทม่ี าของพระสตู ร
๒.๓ รปู แบบของพระสูตร
พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (57)
๒.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร ๔๓๙
๒.๕ ขอ้ สงั เกต ๔๓๙
๓. ปุณโณวาทสูตร ๔๓๙
๓.๑ ทม่ี าของชื่อ ๔๓๙
๓.๒ ทม่ี าของพระสตู ร ๔๓๙
๓.๓ รูปแบบของสูตร ๔๔๐
๓.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร ๔๔๐
๓.๕ ขอ้ สังเกต ๔๔๐
๔. นันทโกวาทสตู ร ๔๔๐
๔.๑ ที่มาของช่อื ๔๔๐
๔.๒ ท่ีมาของพระสตู ร ๔๔๐
๔.๓ รูปแบบของพระสตู ร ๔๔๑
๔.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร ๔๔๑
๔.๕ ขอ้ สังเกต ๔๔๑
๕. ราหุโลวาทสตู ร ๔๔๑
๕.๑ ทม่ี าของชื่อ ๔๔๑
๕.๒ ที่มาของพระสตู ร ๔๔๑
๕.๓ รปู แบบของพระสูตร ๔๔๒
๕.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร ๔๔๒
๕.๕ ข้อสงั เกต ๔๔๓
๖. ฉฉักกสตู ร ๔๔๓
๖.๑ ทม่ี าของชือ่ ๔๔๓
๖.๒ ทม่ี าของพระสูตร ๔๔๓
๖.๓ รูปแบบของพระสูตร ๔๔๓
๖.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร ๔๔๓
๖.๕ ขอ้ สงั เกต ๔๔๔
๗. สฬายตนวภิ ังคสตู ร ๔๔๔
๗.๑ ทีม่ าของชอ่ื ๔๔๔
๗.๒ ที่มาของพระสูตร ๔๔๔
(58) พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ ๔๔๕
๗.๓ รปู แบบของพระสตู ร ๔๔๕
๗.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร ๔๔๕
๗.๕ ขอ้ สังเกต ๔๔๖
๘. นครวินเทยยสูตร ๔๔๖
๘.๑ ทีม่ าของชื่อ ๔๔๖
๘.๒ ท่ีมาของพระสตู ร ๔๔๖
๘.๓ รูปแบบของพระสูตร ๔๔๖
๘.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร ๔๔๖
๘.๕ ขอ้ สังเกต ๔๔๗
๙. ปิณฑปาตปารสิ ุทธสิ ตู ร ๔๔๗
๙.๑ ท่มี าของชอ่ื ๔๔๗
๙.๒ ทม่ี าของพระสตู ร ๔๔๗
๙.๓ รูปแบบของพระสูตร ๔๔๗
๙.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร ๔๔๗
๙.๕ ข้อสังเกต ๔๔๘
๑๐. อนิ ทริยภาวนาสตู ร ๔๔๘
๑๐.๑ ที่มาของช่ือ ๔๔๘
๑๐.๒ ท่มี าของพระสตู ร ๔๔๘
๑๐.๓ รูปแบบของพระสตู ร ๔๔๘
๑๐.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร ๔๔๙
๑๐.๕ ขอ้ สังเกต
พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ 1
อันว่าดว้ ยพระสุตตันตปฎิ ก
พระสุตตันตปิฎก๑ ซ่ึงเป็นปิฎก ๑ ในจ�ำนวน ๓ ปิฎกที่เรียกว่า พระไตรปิฎก คือ
(๑) พระวินัยปิฎก (ประมวลพุทธพจน์หมวดพระวินัย) (๒) พระสุตตันตปิฎก (ประมวล
พทุ ธพจน์หมวดพระสูตร) (๓) พระอภธิ รรมปฎิ ก (ประมวลพทุ ธพจนห์ มวดพระอภธิ รรม)
พระสตุ ตนั ตปฎิ ก ซง่ึ เปน็ ประมวลพทุ ธพจนห์ มวดพระสตู รนนั้ ประกอบดว้ ยพระธรรรม
เทศนา และธรรมบรรยายต่าง ๆ ท่ีตรัสยักเยื้องให้เหมาะกับบุคคล เหตุการณ์ และโอกาส
ตลอดจนบทประพันธ์ เรือ่ งเล่า และเรอ่ื งราวทั้งหลายทีเ่ ป็นชัน้ เดิมในพระพทุ ธศาสนา
ที่เรียกพระธรรมเทศนาและธรรมบรรยายท้ังหลายในพระสุตตันตปิฎกว่า “สูตร”
พระอรรถกถาจารย์ผรู้ จนาคัมภีรส์ มนั ตปาสาทกิ า อธิบายว่า เพราะมคี วามหมาย ๖ อยา่ ง คอื
(๑) เพราะบง่ ถึงประโยชน์ (อตถฺ านํ สูจนโต) คอื ช้ีใหเ้ หน็ ประโยชน์ตน และประโยชน์
ผ้อู ื่น
(๒) เพราะมีอรรถที่ตรัสไว้ดีแล้ว (สุวุตฺตโต) คือตรัสตามอุปนิสัย หรืออัธยาศัยของ
เวไนยสตั ว์ (ผคู้ วรแนะน�ำ)
(๓) เพราะผลิตประโยชน์ (สวนโต) คือก่อให้เกิดผลดุจข้าวกล้าท่ีเจริญเติบโตแล้ว
ผลติ รวงขา้ วตอ่ ไปได้
(๔) เพราะหลั่งประโยชน์ (สูทนโต) คือท�ำให้ประโยชน์หล่ังไหลออกมาดุจแม่โคนม
หลง่ั นำ�้ นมออกมา
(๕) เพราะป้องกันด้วยดี (สุตตฺ าณา) คอื รกั ษาประโยชน์ทง้ั หลายไวไ้ ด้ด้วยดี
(๖) เพราะมีส่วนเสมอด้วยเส้นด้าย (สุตฺตสภาคโต) คือใช้เป็นบรรทัดฐานในการ
ประพฤตปิ ฏบิ ัตขิ องวญิ ญูชนดจุ เส้นบรรทัดของชา่ งไม้
มูลเหตุท่ีพระผู้มีพระภาค (รวมทั้งพระอรหันตสาวก) ทรงแสดงพระสูตรทั้งหลาย
พระอรรถกถาจารย์ผูร้ จนาคมั ภรี ์สุมงั คลวิลาสินีอธบิ ายวา่ มี ๔ ประการ คือ
(๑) อัตตัชฌาสยะ ทรงแสดงตามพระอัธยาศัยของพระองค์เอง โดยไม่ต้อง
มีผู้ใดทูลขอให้ทรงแสดง เช่น อากังเขยยสูตร (ม.มู.) วัตถสูตรหรือวัตถูปมสูตร (ม.มู.)
มหาสตปิ ฏั ฐานสตู ร (ท.ี ม.) มหาสฬายตนสตู ร (ม.อุ.)
๑ บทนำ� เลม่ ๙ : พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , กรุงเทพมหานคร, ๒๕๓๙.
2 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์
(๒) ปรัชฌาสยะ ทรงแสดงตามอัธยาศัยของผู้อื่นท่ีทรงตรวจดูด้วยพระญาณ
กอ่ นเสดจ็ ไปโปรด เชน่ ธมั มจกั กปั ปวตั ตนสูตร (ส.ํ ม., ว.ิ ม.) จูฬราหโุ ลวาทสตู ร
(ม.ม) ธาตวุ ิภงั คสตู ร (ม.อุ.)
(๓) ปุจฉาวสกิ ะ ทรงแสดงตามค�ำทลู ถาม เชน่ สามญั ญผลสูตร (ท.ี ส.ี ) เตวิชชสูตร
(ที.สี.) สกั กปัญหสตู ร (ที.ม.) มงั คลสูตร (ขุ.ขุ., ข.ุ สุ.) พระสูตรต่าง ๆ ในโพชฌังค-
สงั ยุต (ส.ํ ส.) มารสงั ยตุ (ส.ํ ส.) พรหมสังยุต (สํ.ส.)
(๔) อัตถุปปัตติกะ ทรงแสดงตามเร่ืองหรือเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนในขณะน้ัน ๆ เช่น
พรหมชาลสูตร (ที.สี.) ธัมมทายาทสูตร (ม.ม.) จูฬสีหนาทสูตร (ม.ม.)
จันทูปมสูตร (สํ.นิ.) ปุตตมังสูปมสูตร (สํ.นิ.) อัคคิกขันธูปมสูตร (สํ.นิ.)
เผณปณิ ฑปู มสตู ร (สํ.น.ิ ) ปารจิ ฉตั ตกูปมูสตร (สํ.นิ.)
โครงสร้างของพระสตู ร มอี งคป์ ระกอบ ๓ สว่ น คือ
๑. ค�ำขึ้นต้นหรือข้อความเบื้องต้น (นทิ านวจนะ) ไดแ้ ก่ขอ้ ความท่ีท่านพระอานนท์
กล่าวว่า “เอวมฺเม สุตํ” เป็นต้นไปจนจบข้อความที่บอกถึงความเป็นมาของ
พระสูตรน้นั ๆ
๒. เน้ือหาของพระสูตรหรอื ข้อความท่เี ปน็ พระพุทธภาษิตหรอื สาวกภาษิตเปน็ ต้น
ไดแ้ กข่ ้อความท่ีตอ่ จากนิทานวจนะเป็นตน้ ไป
๓. ค�ำลงท้ายหรือข้อสรุป (นิคมวจนะ) ไดแ้ กข่ อ้ ความท่ตี ่อจากเนือ้ หาของพระสตู ร
เช่นขอ้ ความทข่ี ึน้ ตน้ วา่ “อทิ มโวจ ภควา”
พระสตู รทมี่ ีองค์ประกอบครบทงั้ ๓ ส่วนนถ้ี อื วา่ มีความงาม ๓ อย่าง คอื (๑) งามใน
เบื้องตน้ ดว้ ยนทิ านวจน (๒) งามในท่ามกลางด้วยเน้อื หาทีเ่ ป็นพระพทุ ธภาษติ หรอื สาวกภาษติ
และ (๓) งามในที่สุดด้วยนิคมวจนะ พระสิริมังคลาจารย์ผู้รจนาคัมภีร์มังคลัตถทีปนีกล่าวว่า
มังคลสตู รเป็นตัวอย่างของพระสตู รทมี่ คี วามงามครบทัง้ ๓ อยา่ งดังกล่าว
นอกจากน้ี พระสูตรแต่ละสูตรในพระสุตตันตปิฎก ล้วนมีรูปแบบอย่างใด อย่างหนึ่ง
หรอื หลายอยา่ ง ในรปู แบบ ๙ อยา่ งแหง่ พทุ ธพจน์ ท่ีมชี ่อื เฉพาะว่า “นวงั คสตั ถุศาสน์” (ค�ำส่งั
สอนของพระศาสดามอี งค์ ๙) คอื
๑. สุตตะ คือระเบียบค�ำท่ีเป็นความเรียงแสดงหรือบรรยายข้อธรรมให้ผู้ฟังเห็น
ประจกั ษ์ บางกรณีอาจบรรยายเปน็ อุปมาโวหารก็มหี รือตั้งประเด็นปัญหาข้ึนถาม
แล้วตอบเองก็มี เช่น ระเบียบค�ำในพระสูตรทั่วไป รวมทั้งในพระวินัยปิฎก และ
คัมภีรน์ ทิ เทส (จฬู นิทเทส และมหานิทเทส ผลงานของพระสารีบุตรเถระ)
พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ 3
๒. เคยยะ คือระเบียบค�ำท่ีเป็นประเภทร้อยกรองผสมกับค�ำประเภทร้อยแก้ว
เชน่ ระเบยี บค�ำในพระสูตรทั้งหลายทีม่ ีคาถาประพนั ธ์
๓. เวยยากรณะ คือระเบียบค�ำท่ีเป็นประเภทร้อยแก้วล้วน เช่น ระเบียบค�ำใน
พระอภิธรรมทงั้ หมดและพระสูตรทงั้ หลายท่ไี มม่ คี าถาประพนั ธ์
๔. คาถา คือระเบียบค�ำที่เป็นประเภทร้อยกรองล้วน เช่น ระเบียบค�ำในธรรมบท
(ขุ.ธ.) เถรคาถา (ขุ.เถร.) เถรคี าถา (ขุ.เถร.ี )
๕. อุทาน คือระเบียบค�ำท่ีพระผู้มีพระภาคทรงเปล่งออกมาโดยมิได้ทรงนึกไว้ก่อน
อาจเป็นค�ำประเภทเวยยากรณะก็มี เปน็ ค�ำประเภทคาถากม็ ี เชน่ ระเบยี บค�ำใน
คมั ภีรอ์ ุทาน (มี ๘๒ สูตร)
๖. อิติวุตตกะ คือระเบียบค�ำท่ีมีการกล่าวอ้างข้อความอ่ืนมาประกอบโดยมี
“วุตฺตํ เหตํ ภควตา” (สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้) เป็นค�ำเช่ือมความ
เพอ่ื น�ำเขา้ สคู่ าถาหรอื พทุ ธพจน์ เชน่ ระเบยี บค�ำในคมั ภรี อ์ ติ วิ ตุ ตกะ (มี ๑๑๐ สตู ร)
๗. ชาตกะ คอื ระเบยี บค�ำทม่ี งุ่ เลา่ เรอ่ื งในอดตี เปน็ บพุ จรยิ า เชน่ ระเบยี บ ค�ำในคมั ภรี ์
ชาตกะ หรือชาดก ซง่ึ เปน็ ค�ำประเภทรอ้ ยกรองหรือคาถาล้วน
๘. อพั ภตู ธรรม คอื ระเบยี บค�ำทแ่ี สดงถงึ เรอื่ งทน่ี า่ อศั จรรยไ์ มเ่ คยมี เชน่ ระเบยี บค�ำใน
พระสตู รท้งั หลายทีก่ ล่าวถงึ อพั ภตู ธรรม
๙. เวทัลละ คือระเบียบค�ำแบบถาม-ตอบ เช่น ระเบียบค�ำในพระสูตรที่เป็น
ปจุ ฉาวสกิ ะ คือ ที่พระผู้มพี ระภาคทรงแสดงตามค�ำทลู ถาม แต่มลี กั ษณะส�ำคญั
๒ อย่าง คือ (๑) ทูลถามเพื่อขอความรู้ (เวทญฺจ) (๒) ผู้ทูลถามฟังแล้วพอใจ
ติดใจ (ตุฏฺญิ ฺจ) ทูลถามต่อไปอีก เช่น ระเบียบค�ำในจูฬเวทัลลสูตร (ม.มู.)
มหาเวทลั ลสูตร (ม.ม.ู ) สักกปญั หสตู ร (ที.ม.) สัมมาทฏิ ฐสิ ตู ร (ม.ม.ู ) มหาปุณณม-
สูตร (ม.อ.ุ )
พระสตุ ตนั ตปิฎกแบง่ ออกเปน็ ๕ นิกาย คอื
(๑) ทฆี นกิ าย
(๒) มชั ฌิมนกิ าย
(๓) สังยตุ ตนิกาย
(๔) อังคุตตรนิกาย และ
(๕) ขุททกนกิ าย
มีอกั ษรย่อว่า ที ม สํ องฺ ขุ
4 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์
ค�ำว่า “นิกาย” แปลว่า หมวดหรือหมู่ หมายถึงหมวดหรือหมู่ของพระสูตร การจัด
แบ่งหมวดหรือหมู่ของพระสูตร พระสังคีติกาจารย์ (พระเถระผู้ท�ำสังคายนาพระธรรมวินัย)
ใชเ้ กณฑ์ดงั น้ี
๑. แบ่งตามความยาวของพระสูตร คือรวบรวมพระสตู รทม่ี ีความยาวมากไวเ้ ป็นหมวด
หนง่ึ หรอื หมหู่ นง่ึ เรยี กวา่ ทฆี นกิ าย (หมวดยาว) รวบรวมพระสตู รทม่ี คี วามยาวปานกลางไวเ้ ปน็
หมวดหน่งึ หรอื หม่หู น่ึง เรียกว่า มชั ฌิมนกิ าย (หมวดปานกลาง) สว่ นพระสูตรท่ีมีขนาดความ
ยาวน้อยกว่าน้ันแยกไปจัดแบ่งไว้ในหมวดอื่นและด้วยวิธีอื่นดังจะกล่าวในข้อ ๒ ข้อ ๓ และ
ขอ้ ๔ ตามล�ำดับ
๒. แบ่งตามเนื้อหาสาระของพระสูตร คือประมวลพระสูตรที่มีเน้ือหาสาระประเภท
เดียวกัน จัดไว้เป็นหมวดเดียวกัน เรียกว่า สังยุตตนิกาย (หมวดประมวลเน้ือหาสาระ) เช่น
ประมวลเร่ืองที่เก่ียวกบั พระมหากสั สปเถระเขา้ ไวเ้ ปน็ หมวดเดยี วกัน เรยี กวา่ กสั สปสังยุต
๓. แบ่งตามล�ำดับจ�ำนวนองค์ธรรมหรือหัวข้อธรรมะ คือรวบรวมพระสูตรที่มีหัวข้อ
ธรรมะเท่ากันเข้าไว้เป็นหมวดเดียวกัน เรียกว่า อังคุตตรนิกาย (หมวดย่ิงด้วยองค์) และ
มชี ือ่ ก�ำกับหมวดยอ่ ยว่า นิบาต มี ๑๑ นบิ าต คือหมวดพระสตู รท่ีมหี ัวขอ้ ธรรม ๑ ขอ้ เรียกว่า
เอกกนิบาต ท่มี ี ๒ ขอ้ เรยี กว่า ทุกนิบาต ที่มี ๓ ขอ้ เรียกว่า ติกนิบาต ที่มี ๔ ขอ้ เรยี กว่า
จตุกกนิบาต ท่ีมี ๕ ข้อ เรียกว่า ปัญจกนิบาต ที่มี ๖ ข้อ เรียกว่า ฉักกนิบาต ท่ีมี ๗ ข้อ
เรยี กวา่ สัตตกนบิ าต ทมี่ ี ๘ ข้อ เรียกว่า อฏั ฐกนิบาต ทีม่ ี ๙ ข้อ เรยี กวา่ นวกนิบาต ท่ีมี ๑๐ ข้อ
เรียกว่า ทสกนบิ าต และ ท่ีมี ๑๑ ขอ้ เรยี กว่า เอกาทสกนบิ าต
๔. จัดแยกพระสูตรท่ีไม่เข้าเกณฑ์ทั้ง ๓ ข้างต้นไว้เป็นหมวดเดียวกัน เรียกว่า
ขุททกนิกาย (หมวดเล็กน้อย) แบ่งตามหัวข้อใหญ่เป็น ๑๕ เร่ือง คือ (๑) ขุททกปาฐะ
(๒) ธมั มปทะ (ธรรมบท) (๓) อทุ าน (๔) อติ วิ ตุ ตกะ (๕) สตุ ตนบิ าต (๖) วมิ านวตั ถุ (๗) เปตวตั ถุ
(๘) เถรคาถา (๙) เถรีคาถา (๑๐) ชาตกะ (๑๑) นทิ เทส (๑๒) ปฏิสมั ภิทามัคคะ (ปฏิสมั ภทิ า-
มรรค) (๑๓) อปทาน (๑๔) พุทธวังสะ (๑๕) จรยิ าปฎิ ก
เลม่ ที่ ๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๙ 5
พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๙
พระสตุ ตันตปิฎก เลม่ ท่ี ๑
(ฑฆี นกิ าย สีลขันธวรรค)
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ คือ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ซ่ึงเป็นคัมภีร์
เลม่ ท่ี ๑ ของพระสุตตันตปิฎก คัมภรี ท์ ีฆนิกายมี ๓ เล่ม คือ ๑) พระสุตตันตปฎิ ก ทฆี นกิ าย
สลี ขนั ธวรรค (พระไตรปิฎกเลม่ ที่ ๙) ๒) พระสตุ ตันตปิฎก ทฆี นกิ าย มหาวรรค (พระไตรปิฎก
เล่มท่ี ๑๐) ๓) พระสุตตนั ตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏกิ วรรค (พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๑๑)
ทฆี นิกายมพี ระสตู รรวม ๓๔ สูตร แบง่ ยอ่ ยออกเป็นวรรค (ตอน) ได้ ๓ วรรค คือ
(๑) สลี ขันธวรรค มี ๑๓ สูตร
(๒) มหาวรรค มี ๑๐ สตู ร
(๓) ปาฏกิ วรรค มี ๑๑ สตู ร
การตงั้ ชอ่ื วรรค ทา่ นตั้งตามเน้ือหาในพระสตู รท่ี ๑ ของวรรคกม็ ี ตามชอื่ พระสูตรที่ ๑
ของวรรคกม็ ี กลา่ วคอื ในสลี ขนั ธวรรคมพี รหมชาลสตู รเปน็ พระสตู รที่ ๑ พระสตู รนวี้ า่ ดว้ ยเรอื่ งศลี
และทฏิ ฐิ ทา่ นจงึ ตง้ั ชอ่ื วา่ สลี ขนั ธวรรค แปลวา่ ตอนทวี่ า่ ดว้ ยกองศลี ในมหาวรรคมมี หาปทานสตู ร
เปน็ พระสตู รท่ี ๑ พระสตู รนว้ี า่ ดว้ ยขอ้ อา้ งใหญ่ คอื กลา่ วถงึ พระประวตั ขิ อพระพทุ ธเจา้ ทง้ั หลาย
ตง้ั แตอ่ ดีตกาล จนมาถงึ สมัยของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ทา่ นจงึ ต้ังชอ่ื วา่ มหาวรรค แปลวา่
ตอนใหญ่ ในปาฏิกวรรคมีปาฏิกสูตรเป็นพระสูตรที่ ๑ พระสูตรนี้ว่าด้วยนักบวชเปลือยชื่อ
ปาฏกิ บตุ ร ทา่ นจงึ ตงั้ ชอื่ วา่ ปาฏกิ วรรค แปลวา่ ตอนปาฏิกบตุ ร
พระสตู รในสีลขันธวรรค ๑๓ สูตร คอื
(๑) พรหมชาลสูตร (๒) สามญั ญผลสตู ร
(๓) อมั พฏั ฐสูตร (๔) โสณทณั ฑสูตร
(๕) กูฏทนั ตสตู ร (๖) มหาลิสูตร
(๗) ชาลยิ สูตร (๘) มหาสีหนาทสูตร
(๙) โปฏฐปาทสูตร (๑๐) สุภสตู ร
(๑๑) เกวัฏฏสูตร (๑๒) โลหิจจสตู ร
6 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปิฎก
(๑๓) เตวิชชสูตร
พระสตู รในมหาวรรค ๑๐ สูตร คอื
(๑) มหาปทานสูตร (๒) มหานิทานสูตร
(๓) มหาปรนิ พิ พานสูตร (๔) มหาสทุ ัสสนสตู ร
(๕) ชนวสภสูตร (๖) มหาโควินทสตู ร
(๗) มหาสมยสตู ร (๘) สกั กปัญหสตู ร
(๙) มหาสตปิ ฏั ฐานสูตร (๑๐) ปายาสิราชัญญสตู ร
พระสูตรในปาฏกิ วรรค ๑๑ สตู ร คอื
(๑) ปาฏิกสตู ร (๒) อุทุมพรกิ สูตร
(๓) จกั กวตั ตสิ ตู ร (๔) อคั คัญญสูตร
(๕) สัมปสาทนยี สตู ร (๖) ปาสาทิกสูตร
(๗) ลักขณสตู ร (๘) สิงคาลกสตู ร
(๙) อาฏานาฏยิ สูตร (๑๐) สังคีตสิ ตู ร
(๑๑) ทสุตตรสตู ร
ตอ่ ไปนขี้ อแนะน�ำเฉพาะพระสตู รในสลี ขนั ธวรรคโดยยอ่ เพอ่ื ชว่ ยใหผ้ อู้ า่ นสามารถเขา้ ใจ
เรือ่ งราวในพระสตู รต่างๆ ได้งา่ ยขึน้ และจับประเด็นส�ำคัญได้ถูกตอ้ งครบถว้ น
๑. พรหมชาลสตู ร
๑.๑ ท่มี าของชื่อ
พรหมชาลสูตร แปลว่า พระสูตรท่ีว่าด้วยข่ายอันประเสริฐ ค�ำว่าข่ายอันประเสริฐ
หมายถึงพระสัพพัญญุตญาณของพระผู้มีพระภาค ท่ีเป็นเหตุให้ทรงรู้ทิฎฐิหรือลัทธิต่าง ๆ
ซง่ึ แพร่หลายอย่ใู นสมยั น้นั โดยแจ่มแจง้ และยังทรงรู้แจง้ ย่ิงไปกว่าน้นั อีก
พระสูตรน้ี นอกจากช่ือว่าพรหมชาลสูตรแล้ว พระผู้มีพระภาคยังประทานช่ืออ่ืน
อีก ๔ ช่อื คอื (๑) อัตถชาลสูตร แปลว่า พระสูตรท่ีว่าดว้ ยขา่ ยแหง่ ประโยชน์ เพราะทรงจ�ำแนก
ประโยชน์ในชาตินี้และประโยชน์ในชาติหน้าไว้ (๒) ธัมมชาลสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วย
ข่ายแห่งธรรม เพราะทรงจ�ำแนกธรรมอันเป็นแบบแผนไว้ (๓) ทิฏฐิชาลสูตร แปลวา่ พระสตู ร
ทว่ี ่าดว้ ยข่ายแหง่ ทฏิ ฐิหรอื ลทั ธิ เพราะทรงจ�ำแนกทฏิ ฐิหรอื ลทั ธติ ่างๆ ไวถ้ งึ ๖๒ ลัทธิ พระองค์
ทรงเหน็ วา่ สมณพราหมณ์ผูย้ ึดถือลทั ธเิ หล่านั้นก�ำลังถกู ลทั ธทิ ีต่ นยดึ ถือครอบคลุมผูกมัดไว้ จะ
เล่มท่ี ๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๙ 7
โผล่ขึ้นก็โผล่อยู่ในลัทธินั้น ติดวนอยู่ในลัทธินั้น มิอาจหลุดพ้นไปได้เหมือนปลาที่ถูกตาข่ายคือ
แหของชาว ประมงครอบคลุมไว้ จะโผลข่ นึ้ ก็โผลอ่ ยใู่ นตาข่ายนั้น (๔) สงั คามวชิ ยสูตร แปลว่า
พระสูตรท่วี า่ ดว้ ยต�ำราพชิ ัยสงคราม เพราะผ้ทู ่ไี ด้ฟังพระสตู รน้ีจบแล้วจะสามารถ ย�่ำยพี วกมาร
ทั้งท่ีเปน็ เทวบุตรมาร ขนั ธมาร มจั จมุ าร หรือกเิ ลสมารให้พา่ ยแพไ้ ด้
๑.๒ ท่มี าของพระสตู ร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ขณะทรงพักแรม
ณ พระต�ำหนักหลวงในพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา ซ่ึงตั้งอยู่ระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมือง
นาลันทา โดยทรงปรารภค�ำ ติเตียนพระรัตนตรัยของปริพาชกช่ือสุปปิยะและค�ำสรรเสริญ
พระรัตนตรัยของพรหมทัตตมาณพผู้เป็นศิษย์ ท่ีพวกภิกษุได้ยินเข้าแล้ว น�ำมาสนทนากัน
พระผู้มีพระภาคทรงทราบจึงตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายมิให้โกรธเม่ือถูกต�ำหนิติเตียน และมิให้
ยินดีจนเหลิงเม่ือได้รับค�ำสรรเสริญเยินยอ แต่ให้พิจารณาหาสาเหตุแห่งการติเตียนและ
การสรรเสริญน้ันๆ ตามความเป็นจริง แล้วชี้แจงให้เขาทราบว่าอะไรเป็นเรื่องจริง อะไรเป็น
เรื่องเท็จ ต่อจากนั้นทรงแสดงให้ภิกษุทั้งหลายเห็นว่า หลักธรรมของพระองค์สูงส่งกว่าลัทธิ
อ่นื ๆ ท้งั ๖๒ ลทั ธิท่แี พร่หลายอยใู่ นสมัยนน้ั
๑.๓ รูปแบบของพระสตู ร
พระสูตรนี้เป็นแบบธรรมบรรยายหรือการบรรยายธรรมแบบพูดคนเดียวจนจบเรื่อง
ดังที่ท่านพระอานนท์ทูลถามพระผู้มีพระภาคเม่ือทรงบรรยายจบลงว่า “ธรรมบรรยายนี้มี
ช่อื ว่าอะไร พระพุทธเจา้ ขา้ ”
๑.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
พระผู้มีพระภาคตรัสถึงสาเหตุท่ีท�ำให้คนสรรเสริญพระองค์ว่าได้แก่ ศีล ๓ ชั้น คือ
(๑) จูฬศีล (ศีลอย่างเล็กน้อย) (๒) มัชฌิมศีล (ศีลอย่างกลาง) (๓) มหาศีล (ศีลอย่างใหญ่)
กล่าวคือ คนท้ังหลายกล่าวสรรเสริญว่า พระองค์ทรงงดเว้นจากข้อห้ามในจูฬศีล ๒๖ ข้อ
ในมัชฌิมศีล ๑๐ ขอ้ และในมหาศลี ๗ ข้อ
พระผู้มีพระภาคตรัสถึงสาเหตุท่ีท�ำให้คนสรรเสริญพระองค์อีกอย่างหนึ่งได้แก่
พระสัพพญั ญุตญาณ คอื ทรงรู้แจ้งธรรมะทล่ี ึกซ้ึง เห็นไดย้ าก รู้ตามไดย้ าก ประณีต คาดคะเน
เอาด้วยเหตุผลไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต เม่ือทรงรู้แจ้งธรรมะนี้แล้ว ทรงสั่งสอนให้
8 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
ผอู้ น่ื รู้ตามได้ ดว้ ยเหตุน้คี นท้งั หลายจงึ กล่าวสรรเสรญิ พระองค์
พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปว่า มีสมณพราหมณ์บางพวกประกาศวาทะแสดงลัทธิ
โดยปรารภขนั ธส์ ว่ นอดตี ซง่ึ เรยี กวา่ ปพุ พนั ตกปั ปกิ วาทะ มี ๑๘ ลทั ธิ และปรารภขนั ธ์ สว่ นอนาคต
และปจั จบุ นั ซง่ึ เรยี กวา่ อปรนั ตกปั ปกิ วาทะอกี ๔๔ ลทั ธิ แตเ่ พราะพวกเขาไมร่ ตู้ ามความเปน็ จรงิ
จงึ ถกู ลทั ธเิ หลา่ นคี้ รอบคลมุ ไวเ้ หมอื นปลาทถ่ี กู แหครอบคลมุ ไวม้ อิ าจหลดุ พน้ ไปได้ จงึ ทรงถอื วา่
ลัทธิเหลา่ นเ้ี ป็นมจิ ฉาทฏิ ฐิ
ปุพพันตกัปปิกวาทะ ๑๘ ลทั ธิ คือ
๑. ลัทธทิ ่ีถือว่า อัตตาและโลกเที่ยง เพราะระลกึ ชาติไดต้ ั้งแต่ ๑ ชาติ จนถึงหลายแสน
ชาติ
๒. ลทั ธิทถี่ อื ว่า อตั ตาและโลกเท่ียง เพราะระลกึ ชาติไดต้ ัง้ แต่ ๑ กัปจนถึง ๑๐ กัป
๓. ลทั ธิที่ถอื ว่า อตั ตาและโลกเทีย่ ง เพราะระลึกชาติไดต้ ้งั แต่ ๑๐ กัปจนถึง ๔๐ กัป
๔. ลทั ธทิ ี่ถอื วา่ อตั ตาและโลกเทยี่ ง เพราะคิดคาดคะเนเอาด้วยเหตผุ ล
ท้ัง ๔ ลัทธิแรกนี้เรยี กว่า สสั สตวาทะ (ลทั ธทิ ่ถี ือว่า อตั ตาและโลกเทย่ี ง)
๕. ลัทธิที่ถอื ว่า พระพรหมเที่ยง แตพ่ วกที่พระพรหมสร้างขนึ้ มา ไมเ่ ท่ียง
๖. ลทั ธทิ ี่ถอื วา่ เทวดาพวกอื่นเที่ยง แตพ่ วกขฑิ ฑาปโทสกิ า (พวกทต่ี อ้ งจตุ ิเพราะชอบ
เลน่ สนุก) ไมเ่ ทย่ี ง
๗. ลัทธิทถ่ี อื ว่า เทวดาพวกอืน่ เท่ียง แตพ่ วกมโนปโทสกิ า (พวกที่ตอ้ งจตุ ิเพราะคดิ รา้ ย
กันและกัน) ไมเ่ ทีย่ ง
๘. ลทั ธทิ ่ถี ือเอาตามทีค่ ดิ คาดคะเนดว้ ยเหตผุ ลวา่ อตั ตาฝา่ ยจิตเทีย่ ง แตอ่ ัตตาฝ่ายกาย
ไม่เทีย่ ง
ตัง้ แต่ลัทธทิ ี่ ๕ - ๘ เรยี กวา่ เอกจั จสัสสตวาทะ (ลัทธทิ ่ถี อื ว่า บางอย่างเทีย่ ง)
๙. ลัทธทิ ีถ่ อื วา่ โลกมที ีส่ ดุ (มขี อบเขตก�ำหนดได)้
๑๐. ลทั ธิทถี่ อื วา่ โลกไม่มีทส่ี ุด
๑๑. ลัทธิท่ีถือว่า โลกมีท่ีสุดเฉพาะด้านบนกับด้านล่าง ส่วนด้านกว้างหรือ
ด้านขวางไม่มีทส่ี ุด
๑๒. ลัทธิที่ถือเอาตามท่ีคิดคาดคะเนด้วยเหตุผล ว่าโลกมีท่ีสุดก็มิใช่ ไม่มีท่ีสุดก็มิใช่
ตั้งแต่ลทั ธทิ ่ี ๙ - ๑๒ เรียกวา่ อันตานนั ติกวาทะ (ลทั ธทิ ีถ่ อื วา่ โลกมีที่สดุ โลกไม่มที ่ีสุด)
เลม่ ที่ ๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๙ 9
๑๓. ลัทธิที่ปฏิเสธว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอ่ืนก็มิใช่ จะว่าไม่ใช่
กม็ ิใช่ จะวา่ มใิ ช่ไม่ใช่ก็มใิ ช่ เพราะเกรงว่าจะพูดเท็จ
๑๔. ลัทธทิ ปี่ ฏเิ สธตามแบบลทั ธิท่ี ๑๓ เพราะเกรงว่า จะยดึ ถือผิด ๆ
๑๕. ลทั ธิท่ปี ฏิเสธตามแบบลัทธิที่ ๑๓ เพราะเกรงวา่ จะถกู ผ้รู ู้ซกั ถาม
๑๖. ลัทธิท่ีปฏิเสธตามแบบลัทธิท่ี ๑๓ และไม่ยอมรับหรือยืนยันอะไรเลย เพราะไม่รู้
จริง
ต้ังแต่ลัทธิที่ ๑๓ - ๑๖ เรียกว่า อมราวิกเขปวาทะ (ลัทธิท่ีพูดหลบเลี่ยง ไม่แน่นอน
ตายตวั )
๑๗. ลทั ธิทถี่ อื ว่า ส่ิงตา่ ง ๆ เกดิ ขึน้ เองโดยไม่มีเหตุปจั จยั เพราะเคยเกดิ เป็นอสัญญี
สัตว์ (พรหมพวกหน่งึ ที่มแี ต่รูป ไม่มีสญั ญา)
๑๘. ลัทธิท่ีถือเอาตามท่ีคิดคาดคะเนด้วยเหตุผลว่าสิ่งต่าง ๆ เกิดข้ึนเองโดยไม่มีเหตุ
ปัจจัย
ตง้ั แต่ลทั ธทิ ี่ ๑๗ - ๑๘ เรียกวา่ อธจิ จสมปุ ปันนวาทะ (ลทั ธิที่ถอื วา่ อตั ตาและโลกเกดิ
ขึน้ เอง ไม่มีเหตุปจั จยั )
อปรนั ตกัปปิกวาทะ ๔๔ ลทั ธิ คอื
๑. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูป (อาศัยรูปอยู่) มีสัญญา (ความรู้สึกรู้
ขัน้ ละเอยี ด)
๒. ลัทธิที่ถือวา่ หลังจากตายแลว้ อตั ตาทไ่ี มม่ รี ูป มีสญั ญา
๓. ลัทธทิ ถ่ี ือวา่ หลังจากตายแล้ว อัตตาท้งั ทม่ี รี ปู และท่ไี มม่ รี ปู มีสญั ญา
๔. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ (พูดไม่ได้ว่ามีรูป
หรอื ไมม่ ีรูป) มสี ญั ญา
๕. ลทั ธทิ ถ่ี ือวา่ หลงั จากตายแล้ว อตั ตาทมี่ ีท่ีสดุ มีสญั ญา
๖. ลทั ธทิ ี่ถอื วา่ หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มที ี่สดุ มสี ัญญา
๗. ลทั ธิที่ถือวา่ หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งทมี่ ที สี่ ุดและทไ่ี มม่ ที ีส่ ุด มีสัญญา
๘. ลัทธิท่ีถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาท่ีมีท่ีสุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ (พูดไม่ได้ว่า
มีทส่ี ดุ หรอื ไมม่ ีทส่ี ุด) มีสญั ญา
๙. ลัทธทิ ีถ่ ือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตามีสญั ญาอย่างเดียวกนั
๑๐. ลัทธทิ ถ่ี อื ว่า หลังจากตายแล้ว อัตตามสี ญั ญาตา่ งกนั
10 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๑๑. ลัทธทิ ี่ถือวา่ หลังจากตายแลว้ อตั ตามีสัญญาเล็กนอ้ ย
๑๒. ลัทธิทถ่ี ือว่า หลงั จากตายแลว้ อัตตามีสญั ญาประมาณมิได้
๑๓. ลัทธิทถ่ี ือวา่ หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีแต่สขุ อย่างเดียว มีสัญญา
๑๔. ลัทธิท่ีถือวา่ หลังจากตายแล้ว อัตตาทม่ี ีแตท่ กุ ขอ์ ย่างเดยี ว มสี ัญญา
๑๕. ลทั ธิทถ่ี ือวา่ หลงั จากตายแล้ว อตั ตาที่มที ั้งสขุ และทุกข์ มีสญั ญา
๑๖. ลัทธทิ ี่ถือว่า หลงั จากตายแล้ว อัตตาที่มที กุ ขก์ ็มิใช่ มสี ขุ กม็ ิใช่ มีสญั ญา
ทงั้ ๑๖ ลัทธิแรกน้เี รียกวา่ สญั ญวี าทะ (ลทั ธิที่ถือว่าหลงั จากตายแลว้ อัตตามีสัญญา)
๑๗. ลัทธิทถ่ี ือวา่ หลงั จากตายแล้ว อัตตาทม่ี รี ปู ไม่มสี ญั ญา
๑๘. ลัทธิทถ่ี ือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไมม่ ีรปู ไมม่ ีสญั ญา
๑๙. ลทั ธิที่ถือว่า หลงั จากตายแลว้ อตั ตาทง้ั ทีม่ รี ูปและท่ไี ม่มีรูป ไมม่ ีสัญญา
๒๐. ลัทธิทถ่ี ือว่า หลงั จากตายแลว้ อตั ตาที่มรี ูปกม็ ใิ ช่ ไมม่ ีรูปกม็ ิใช่ ไม่มีสญั ญา
๒๑. ลทั ธิทีถ่ อื ว่า หลังจากตายแล้ว อตั ตาทม่ี ที ี่สดุ ไมม่ ีสัญญา
๒๒. ลทั ธทิ ี่ถือวา่ หลังจากตายแลว้ อตั ตาที่ไม่มีทส่ี ุด ไมม่ สี ัญญา
๒๓. ลทั ธทิ ถ่ี อื วา่ หลงั จากตายแล้ว อตั ตาทั้งทีม่ ีทส่ี ุดและทไ่ี มม่ ีทีส่ ุด ไม่มีสัญญา
๒๔. ลัทธิที่ถอื ว่า หลงั จากตายแลว้ อัตตาที่มที ี่สดุ ก็มใิ ช่ ไม่มที ีส่ ุดก็มใิ ช่ ไม่มีสญั ญา
ต้ังแต่ลัทธิท่ี ๑๗ - ๒๔ เรียกว่า อสัญญีวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้ว อัตตา
ไมม่ สี ัญญา)
๒๕. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาท่ีมีรูป มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
(พดู ไม่ได้ว่า มีสญั ญาหรอื ไมม่ สี ัญญา)
๒๖. ลัทธิทถ่ี ือวา่ หลังจากตายแล้ว อัตตาทไ่ี ม่มรี ูป มสี ญั ญาก็มิใช่ ไมม่ สี ัญญากม็ ใิ ช่
๒๗. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาท้ังท่ีมีรูปและท่ีไม่มีรูป มีสัญญาก็มิใช่
ไมม่ สี ัญญากม็ ใิ ช่
๒๘. ลัทธิท่ีถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ มีสัญญาก็มิใช่
ไม่มีสัญญาก็มใิ ช่
๒๙. ลทั ธิทถ่ี อื วา่ หลังจากตายแลว้ อตั ตาท่ีมที ี่สดุ มีสญั ญาก็มิใช่ ไมม่ สี ญั ญาก็มใิ ช่
๓๐. ลทั ธิที่ถอื วา่ หลังจากตายแลว้ อัตตาที่ไม่มีทส่ี ดุ มีสัญญากม็ ใิ ช่ ไม่มสี ัญญาก็มใิ ช่
๓๑. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีท่ีสุดและท่ีไม่มีท่ีสุด มีสัญญาก็มิใช่
ไมม่ สี ัญญากม็ ิใช่
เล่มที่ ๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๙ 11
๓๒. ลทั ธิที่ถือว่า หลงั จากตายแลว้ อตั ตาทมี่ ที ่สี ุดก็มใิ ช่ ไม่มีท่ีสดุ ก็มใิ ช่ มีสัญญาก็มิใช่
ไมม่ สี ัญญากม็ ิใช่
ตง้ั แต่ลัทธทิ ี่ ๒๕ - ๓๒ เรยี กว่า เนวสญั ญนี าสญั ญวี าทะ (ลัทธิท่ถี อื วา่ หลงั จากตาย
แล้ว อัตตามีสญั ญาก็มิใช่ ไม่มสี ัญญาก็มใิ ช่)
๓๓. ลัทธิทถ่ี อื วา่ หลังจากตายแลว้ อัตตาของมนุษยแ์ ละสัตว์ ขาดสญู
๓๔. ลทั ธทิ ี่ถือว่า หลงั จากตายแลว้ อตั ตาที่เป็นทพิ ย์มรี ปู เปน็ กามาพจร บรโิ ภคอาหาร
ขาดสญู
๓๕. ลัทธิทถ่ี อื วา่ หลงั จากตายแลว้ อตั ตาทเ่ี ปน็ ทพิ ย์มีรปู ส�ำเร็จทางใจ ขาดสญู
๓๖. ลัทธิท่ีถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นอากาสานัญจายตนะ (อัตตาท่ีได้อรูป
ฌาน ก�ำหนดอากาศทไ่ี ม่มที ่สี ดุ เปน็ อารมณ์) ขาดสญู
๓๗. ลัทธิที่ถือวา่ หลงั จากตายแลว้ อตั ตาทเ่ี ป็นวิญญาณัญจายตนะ (อตั าทไ่ี ด้อรูปฌาน
ก�ำหนดวญิ ญาณทไี่ ม่มีทส่ี ุดเป็นอารมณ)์ ขาดสูญ
๓๘. ลทั ธทิ ถ่ี อื วา่ หลงั จากตายแลว้ อตั ตาทเี่ ปน็ อากญิ จญั ญายตนะ (อตั ตาทไ่ี ดอ้ รปู ฌาน
ก�ำหนดความไมม่ ีอะไรเปน็ อารมณ)์ ขาดสูญ
๓๙. ลัทธทิ ่ีถอื วา่ หลงั จากตายแล้ว อัตตาทเี่ ปน็ เนวสญั ญานาสญั ญายตนะ (อตั ตาทไ่ี ด้
อรูปฌาน ก�ำหนดสภาวะทเี่ ปน็ สัญญากม็ ิใช่ ไม่เป็นสญั ญาก็มใิ ช่ เป็นอารมณ์) ขาดสูญ
ตง้ั แต่ลัทธทิ ี่ ๓๓ - ๓๙ เรยี กวา่ อุจเฉทวาทะ (ลทั ธิที่ถอื ว่าหลงั จากตายแลว้ อัตตาขาด
สญู )
๔๐. ลทั ธิที่ถอื วา่ ความเพยี บพรอ้ มดว้ ยกามคณุ ๕ เปน็ นิพพานใน ปัจจุบนั
๔๑. ลัทธทิ ี่ถือวา่ ความเพียบพรอ้ มด้วยปฐมฌาน เปน็ นิพพานใน ปัจจบุ ัน
๔๒. ลทั ธิทถ่ี ือว่า ความเพยี บพร้อมดว้ ยทตุ ิยฌาน เปน็ นิพพานใน ปัจจุบนั
๔๓. ลัทธทิ ีถ่ ือวา่ ความเพยี บพรอ้ มด้วยตตยิ ฌาน เปน็ นพิ พานใน ปัจจุบัน
๔๔. ลัทธทิ ี่ถอื วา่ ความเพียบพรอ้ มดว้ ยจตตุ ถฌาน เป็นนิพพานใน ปจั จบุ นั
๔๐ - ๔๔ เรียกว่า ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า มีสภาวะบางอย่างเป็น
นพิ พานในปจั จุบนั )
ลัทธิพวกอปรันตกัปปิกวาทะ ๔๔ ลัทธิน้ีเม่ือรวมกับลัทธิพวกปุพพันตกัปปิกวาทะ
๑๘ ลัทธขิ า้ งตน้ ก็เป็น ๖๒ ลทั ธิ หรอื ทรี่ ู้จักกันทัว่ ไปวา่ ทฏิ ฐิ ๖๒
12 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
พระผู้มีพระภาคตรัสสรุปไว้ในตอนท้ายของพระสูตรน้ีว่า พระองค์ทรงรู้แจ้งมูลเหตุ
แห่งทิฏฐิเหล่านี้ และทรงรู้ด้วยว่าผู้ท่ียึดถือทิฏฐิเหล่านี้มีคติและภพเบ้ืองหน้าเป็นอย่างไร
พระองค์จึงไม่ทรงยึดมั่นถือม่ัน เม่ือไม่ทรงยึดมั่นถือมั่น จึงทรงรู้แจ้งความเกิด ความดับ คุณ
โทษแหง่ เวทนา และอบุ ายวิธที ่ที �ำใหส้ ลัดเวทนา (การเสวยอารมณ์ ทางตา หู จมูก ลน้ิ กาย ใจ)
ออกไปได้ พระองค์จึงทรงหลุดพ้น และตรัสย�้ำว่า น่ีแหละธรรมะอันลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตาม
ไดย้ าก สงบ ประณตี คาดคะเนเอาดว้ ยเหตผุ ลไมไ่ ด้ ละเอยี ด รู้ได้เฉพาะบัณฑติ เมือ่ พระองค์
ทรงรแู้ จ้งธรรมะนแี้ ลว้ ทรงสง่ั สอนผอู้ นื่ ใหร้ ู้ตามดว้ ย จงึ เปน็ เหตใุ หค้ นทงั้ หลายกล่าวสรรเสริญ
พระองค์ ส่วนสมณพราหมณ์ผู้มีทิฏฐิเหล่าน้ีไม่รู้ความจริง บัญญัติทิฏฐิเหล่านี้ข้ึนตามความ
เขา้ ใจของตนเอง เปน็ การแสห่ าการดน้ิ รนของคนมตี ณั หาคอื ความทะยานอยากสงิ่ อนั นา่ ใครน่ า่
ปรารถนาผา่ นทางอายตนะ ๖ คอื ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อมตี ณั หาเปน็ ปจั จยั จึงมีอุปาทาน
(ความยึดมั่นถือม่ัน) เมื่อมีอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ(ความมีความ เป็น) เม่ือมีภพเป็นปัจจัย
จึงมีชาติ(ความเกิด) เม่ือมีชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา(ความแก่) มรณะ(ความตาย) โสกะ(ความ
เศรา้ โศก) ปรเิ ทวะ(ความ ครำ�่ ครวญ) ทกุ ข์(ความไม่สบายกาย) โทมนสั (ความไมส่ บายใจ) และ
อุปายาส (ความคบั แค้นใจ)
๑.๕ ข้อสังเกต
พระสูตรนี้ให้ความรู้โดยละเอียด ๒ เรื่อง คือเร่ืองศีลและเรื่องทิฏฐิ ซ่ึงเป็นเคร่ือง
บ่งบอกถึงความมีสามัคคีหรือความไม่มีสามัคคี ความเจริญหรือความเสื่อม เป็นต้น ของ
หมู่คณะหรือกลุ่มชนในสังคม กล่าวคือ ถ้าหมู่คณะใดมีศีลเหมือนกัน (สีลสามญฺตา) มีทิฏฐิ
เหมอื นกนั (ทฏิ ฺสิ ามญฺ ตา) แสดงว่าหมูค่ ณะน้นั สามัคคกี ัน แต่ถา้ มีศีลไม่เหมอื นกนั กด็ ี มที ฏิ ฐิ
ไม่เหมือนกันก็ดี ก็แสดงวา่ ไมส่ ามัคคกี นั
ในเร่ืองศีล พระผู้มีพระภาคทรงจ�ำแนกไว้ถึง ๓ ช้ัน จากชั้นต�่ำไปหาชั้นสูง ทรง
เรียกว่า จูฬศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล รวม ๔๓ ข้อ (กล่าวไว้โดยละเอียดอีกคร้ังหน่ึงใน
สามัญญผลสตู ร ส่วนในสูตรอนื่ ๆ เม่อื กล่าวถงึ ศีล ก็จะปรากฏแต่โดยย่อ และใหด้ รู ายละเอียด
ในสามัญญผลสตู ร) ทรงเน้นวา่ พระองคท์ รงมศี ีลเหลา่ นี้โดยสมบรู ณ์ คนทั้งหลายจงึ สรรเสรญิ
พระองค์ สว่ นสมณพราหมณบ์ างพวกไมม่ ศี ลี เหล่านี้
ในเรอื่ งทฏิ ฐิ ทรงจ�ำแนกไวถ้ งึ ๖๒ ทฏิ ฐิ ซงึ่ ครอบคลมุ ทฏิ ฐหิ รอื ลทั ธทิ ง้ั หมดทแี่ พรห่ ลาย
อยใู่ นสมยั นน้ั ไมพ่ บวา่ ไดม้ กี ารบนั ทกึ เรอ่ื งนไี้ วล้ ะเอยี ดแบบนใ้ี นทใี่ ด พระสตู รนจ้ี งึ อาจถอื วา่ เปน็
แหลง่ ความรูท้ างปรชั ญาอินเดียโบราณท่ีสมบูรณท์ ีส่ ดุ
เลม่ ที่ ๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๙ 13
พระผู้มีพระภาคทรงสรุปไว้ว่า ทิฏฐิเหล่าน้ีเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ใช่ทางให้พ้นทุกข์ได้เลย
แตก่ ลับท�ำใหผ้ ู้เชอ่ื ถือตอ้ งประสบทุกข์เหมือนปลาติดตาข่าย
๒. สามญั ญผลสูตร
๒.๑ ที่มาของชอ่ื
สามัญญผลสูตร แปลว่า พระสตู รทีว่ ่าด้วยผลแห่งความเปน็ สมณะ ค�ำว่า ความเป็น
สมณะ หมายถงึ การบวชเปน็ ภกิ ษใุ นพระพทุ ธศาสนา ในพระสตู รนี้ พระ ผมู้ พี ระภาคทรงพสิ จู น์
ใหเ้ ห็นชัดวา่ การบวชไดผ้ ลเห็นประจกั ษ์
๒.๒ ทมี่ าของพระสูตร
พระสตู รน้ี พระผมู้ พี ระภาคตรสั แกพ่ ระเจา้ อชาตศตั รู กษตั รยิ แ์ ควน้ มคธ ขณะทพ่ี ระพทุ ธ
องค์ประทับอยู่ ณ สวนมะมว่ งของหมอชีวก โกมารภจั เขตกรุงราชคฤห์ ท่ามกลางภิกษจุ �ำนวน
๑,๒๕๐ รูป ในคืนวันขึน้ ๑๕ ค�่ำ เดอื น ๑๒ เหตุทีต่ รัสพระสูตร น้ี เพราะพระเจา้ อชาตศตั รู
ทูลถามว่าคนท่ีมีศิลปะอย่างใดอย่างหน่ึงสามารถน�ำมาประกอบอาชีพให้เกิดผลประจักษ์
แล้วน�ำผลน้ันมาบ�ำรุงเลี้ยงบิดามารดา บุตรภริยา ญาติมิตร ให้เป็นสุขส�ำราญได้ และน�ำผล
บางส่วนมาบ�ำเพ็ญทักษิณาในสมณพราหมณ์ ทั้งหลายก็ได้ผลอย่างสูง คือได้เกิดในสุคติ
โลกสวรรค์ พระผู้มีพระภาคจะทรงอธิบายให้เข้าใจได้ไหมว่า การบวชให้ผลท่ีเห็นประจักษ์
ในปัจจบุ ันเหมอื นผลแหง่ ศลิ ปะดงั กลา่ ว พระพุทธองค์ตรสั ตอบวา่ การบวชมีผลมากกวา่
๒.๓ รปู แบบของพระสตู ร
สามญั ญผลสตู รเป็นแบบการสนทนาธรรมถาม - ตอบ
๒.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
ในตอนตน้ พระเจา้ อชาตศตั รทู รงเล่าวา่ ไดเ้ สด็จไปหาเจ้าลัทธิ ๖ คน คอื (๑) ครปู รู ณะ
กสั สปะ (๒) ครมู กั ขลิ โคศาล (๓) ครอู ชิตะ เกสกมั พล (๔) ครูปกธุ ะ กจั จายนะ (๕) ครูนิครนถ์
นาฏบตุ ร (๖) ครสู ัญชัย เวลัฏฐบตุ ร ได้ตรสั ถามปญั หาเร่อื งสามญั ญผล ครูท้ัง ๖ จึงทูลอธิบาย
ลัทธิของตนให้ทรงทราบ พระสูตรนี้จึงให้ความรู้เกี่ยวกับลัทธินอกพระพุทธศาสนา ๖ ลัทธิ
พอสมควร แม้เจา้ ลทั ธิเหล่านัน้ จะไมต่ อบปญั หาของพระเจ้าอชาตศัตรกู ต็ าม
14 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
ลัทธิทง้ั ๖ คือ
(๑) ลัทธิของครูปูรณะ กัสสปะ จัดอยู่ในประเภทอกิริยวาทะ คือเห็นว่าท�ำไม่เป็น
อนั ท�ำ (การกระท�ำไมม่ ีผลคอื ท�ำบุญไมไ่ ดบ้ ุญ ท�ำบาปไม่ได้บาป)
(๒) ลัทธิของครูมักขลิ โคศาล จัดอยู่ในประเภทนัตถิกวาทะ คือเห็นว่าไม่มีเหตุ
ไม่มปี ัจจัย (ความบริสทุ ธ์ิ ความเศรา้ หมอง ไม่มีเหตุปจั จยั คอื บริสุทธิ์เองหลังจากเวียนว่ายตาย
เกิดจนถึงท่ีสุดแล้ว เรยี กวา่ สังสารสทุ ธิ)
(๓) ลัทธิของครูอชิตะ เกสกัมพล จัดอยู่ในประเภทอุจเฉทวาทะ คือเห็นว่าขาดสูญ
(ยัญทบ่ี ชู าแล้วไม่มผี ล)
(๔) ลัทธิของครูปกุธะ กจั จายนะ จัดอยูใ่ นประเภทนตั ถกิ วาทะ
(๕) ลัทธิของครูนคิ รนถ์ นาฏบุตร จัดอยู่ในประเภทอตั ตกลิ มถานุโยค คอื การทรมาน
ตนเพือ่ เผากิเลส และอยใู่ นประเภทสัสสตวาทะ คอื เห็นว่าชีวะเที่ยง
(๖) ลทั ธขิ องครสู ญั ชยั เวลฏั ฐบตุ ร จดั อยใู่ นประเภทอมราวกิ เขปวาทะ คอื มวี าทะหลบ
เล่ยี งไมต่ ายตัว
หลงั จากนัน้ พระผมู้ พี ระภาคทรงพสิ จู นใ์ ห้พระเจ้าอชาตศัตรูเห็นประจกั ษว์ ่า การบวช
ในพระพุทธศาสนามีผลดีอย่างไร โดยทรงจ�ำแนกเป็นข้อ ๆ และทรงซักถามให้พระเจ้าอชาต
ศัตรูตรัสตอบเปน็ บางข้อ ดังน้ี
๑. ตรัสถามว่า ถา้ คนที่เคยเป็นทาสหรือกรรมกรของพระเจ้าอชาตศตั รูออก บวชแลว้
ประพฤติตนดีงาม พระเจ้าอชาตศัตรูจะทรงเรียกร้องให้พระรูปนั้นสึกออกมารับใช้เป็นทาส
หรอื กรรมกรตอ่ ไปอกี หรอื ไม่ ทลู ตอบวา่ ไมท่ รงเรยี กรอ้ งใหส้ กึ แตก่ ลบั จะทรงแสดงความเคารพ
จะทรงถวายปัจจัย ๔ และความคุ้มครองป้องภัยให้ พระผู้มีพระภาคจึงทรงสรุปว่า นี้แหละ
ผลแห่งการบวชทีเ่ ห็นประจกั ษใ์ นปัจจบุ นั
๒. ตรัสถามว่า ถ้าคนที่เคยท�ำนาของพระเจ้าอชาตศัตรูออกบวชแล้วประพฤติ
ตนดีงาม พระเจ้าอชาตศัตรูจะทรงเรียกร้องให้สึกออกมาท�ำนาอย่างเดิมหรือไม่ ทูลตอบว่า
ไม่ แตก่ ลับจะทรงแสดงความเคารพ จะทรงถวายปัจจยั ๔ และความ ความคุ้มครองป้องกนั
ภัย พระผู้มีพระภาคจึงทรงสรุปว่านี้ก็เป็นผลแห่งการบวชท่ีเห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ทั้งดีกว่า
และส�ำคญั กว่าผลข้อกอ่ น
๓. ตรัสต่อไปว่า เมื่อคหบดีหรือบุตรคหบดีฟังธรรมของพระผู้มีพระภาค แล้วจึงออก
บวชแล้วประพฤติพรหมจรรย์ สมบูรณ์ด้วยจูฬศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล ส�ำรวมอินทรีย์ ๖
คือ ตา หู จมูก ล้นิ กาย และใจ มใิ ห้ บาปอกุศลเขา้ มาทว่ มทับใจ มีสติสมั ปชัญญะ มีความ
สนั โดษยินดดี ว้ ยปจั จยั ๔ ตามมีตามได้ ออกปา่ หาความสงดั บ�ำเพ็ญสมาธิ ละกเิ ลสทีเ่ รียกว่า
เลม่ ที่ ๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๙ 15
นวิ รณ์ ๕ ได้ จึงไดบ้ รรลุฌานที่ ๑ (ปฐมฌาน) น้กี เ็ ปน็ ผลแห่งการบวชที่เห็นประจกั ษ์ในปจั จบุ นั
ทงั้ ดกี วา่ และส�ำคญั กว่าผลข้อก่อน ๆ
๔. ภกิ ษุผู้ได้ฌานที่ ๑ แลว้ เมือ่ ปฏิบตั ธิ รรมตอ่ ไปก็ไดฌ้ านที่ ๒ (ทตุ ยิ ฌาน) น้ี ก็เป็น
ผลแห่งการบวชท่เี ห็นประจกั ษใ์ นปัจจบุ นั ท้ังดกี ว่าและส�ำคญั กวา่ ผลข้อกอ่ น ๆ
๕. ภิกษผุ ูไ้ ด้ฌานที่ ๒ แลว้ เมอ่ื ปฏบิ ัตธิ รรมต่อไปกไ็ ดฌ้ านที่ ๓ (ตตยิ ฌาน) นี้ กเ็ ป็น
ผลแหง่ การบวชทเ่ี ห็นประจักษใ์ นปจั จุบัน ทั้งดีกวา่ และส�ำคญั กวา่ ผลข้อก่อน ๆ
๖. ภกิ ษผุ ไู้ ด้ฌานท่ี ๓ แลว้ เมอื่ ปฏบิ ตั ิธรรมตอ่ ไปกไ็ ดฌ้ านท่ี ๔ (จตตุ ถฌาน) นี้ กเ็ ป็น
ผลแห่งการบวชทเี่ ห็นประจกั ษใ์ นปจั จุบนั ทง้ั ดีกวา่ และส�ำคญั กว่าผลข้อก่อน ๆ
๗. ภิกษุผู้ได้ฌาน ๔ แล้ว เมื่อน้อมจิตไปเพ่ือให้เกิดวิปัสสนาญาณ (ญาณคือการ
เห็นแจ้ง) เธอก็สามารถเห็นแจ้งว่า กายนี้ไม่เท่ียง มีการแตกท�ำลายไปเป็นธรรมดา วิญญาณ
ก็อาศัยอยู่ในกายน้ี เก่ียวเนื่องอยู่ในกายน้ี น้ีก็เป็นผลแห่งการบวชท่ีเห็นประจักษ์ในปัจจุบัน
ท้ังดกี วา่ และส�ำคญั กวา่ ผลขอ้ ก่อน ๆ
๘. ภิกษผุ ู้ได้ฌาน ๔ แลว้ เม่อื นอ้ มจิตไปเพือ่ ให้เกิดมโนมยิทธิญาณ (ญาณคอื ฤทธิท์ าง
ใจ) เธอกส็ ามารถเนรมติ กายอ่นื ข้ึนมาด้วยอ�ำนาจจิต นก้ี ็เปน็ ผลแหง่ การบวชที่เห็นประจักษใ์ น
ปัจจบุ นั ทั้งดีกว่าและส�ำคญั กวา่ ผลข้อก่อน ๆ
๙. ภิกษุผู้ได้ฌาน ๔ แล้ว เมื่อน้อมจิตไปเพื่อให้เกิดอิทธิวิธญาณ (ญาณคือการแสดง
ฤทธ์)ิ เธอสามารถแสดงฤทธิ์ไดห้ ลายอย่าง เช่น คนเดยี วแสดงให้เหน็ เปน็ หลายคนได้ นีก้ ็เปน็
ผลแหง่ การบวชทเี่ หน็ ประจกั ษใ์ นปัจจบุ นั ท้ังดกี วา่ และส�ำคญั กวา่ ผลข้อก่อน ๆ
๑๐. ภิกษุผู้ได้ฌาน ๔ แล้ว เมื่อน้อมจิตไปเพื่อให้เกิดทิพพโสตธาตุญาณ (ญาณคือ
หทู พิ ย์) เธอก็สามารถไดย้ นิ เสียง ๒ ชนดิ คอื เสียงคนและเสยี งทิพย์ไดช้ ัดเจนท้ังทอ่ี ย่ใู กลแ้ ละ
ไกล น้ีกเ็ ปน็ ผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษใ์ นปัจจุบัน ทั้งดีกวา่ และส�ำคัญกวา่ ผลข้อกอ่ น ๆ
๑๑. ภิกษุผู้ได้ฌาน ๔ แล้ว เม่ือน้อมจิตไปเพ่ือให้เกิดเจโตปริยญาณ (ญาณคือการ
ก�ำหนดรู้จิตของผู้อื่น) เธอก็สามารถก�ำหนดรู้จิตของคนอื่นตลอดจนจิตของสัตว์ทั้งหลาย
ไดช้ ดั เจน นก้ี เ็ ปน็ ผลแหง่ การบวชทเ่ี หน็ ประจกั ษใ์ นปจั จบุ นั ทง้ั ดกี วา่ และส�ำคญั กวา่ ผลขอ้ กอ่ น ๆ
๑๒. ภกิ ษผุ ้ไู ดฌ้ าน ๔ แล้ว เม่อื น้อมจติ ไปเพอื่ ใหเ้ กดิ ปุพเพนวิ าสานุสสติญาณ (ญาณ
คือการระลึกชาติได)้ เธอกส็ ามารถระลกึ ชาติก่อนๆ ได้ นีก้ ็เป็นผลแห่งการบวชทเ่ี ห็นประจกั ษ์
ในปจั จบุ ัน ทง้ั ดีกว่าและส�ำคญั กวา่ ผลข้อก่อน ๆ
๑๓. ภิกษุผู้ได้ฌาน ๔ แล้ว เมื่อน้อมจิตไปเพื่อให้เกิดทิพพจักขุญาณ (ญาณคือ
ตาทิพย์) เธอก็สามารถมองเห็นหมู่สัตว์ทุกๆ ช้ัน ท่ีก�ำลังจุติ ก�ำลังปฏิสนธิ น้ีก็เป็นผลแห่ง
การบวชทเ่ี หน็ ประจกั ษใ์ นปัจจุบนั ทง้ั ดีกว่าและส�ำคัญกว่าผลข้อก่อนๆ
16 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
๑๔. ภิกษุผู้ได้ฌาน ๔ แล้ว เม่ือน้อมจิตไปเพื่อให้เกิดอาสวักขยญาณ (ญาณคือ
การท�ำลายอาสวะให้หมดไป) เธอก็สามารถรู้เห็นตามความเป็นจริงว่า นี่ทุกข์ น่ีเหตุแห่งทุกข์
นค่ี วามดบั ทกุ ข์ นท่ี างใหถ้ งึ ความดบั ทกุ ข์ (รอู้ รยิ สจั ๔) พรอ้ มกบั รอู้ ยา่ งน้ี จติ ของเธอกห็ ลดุ พน้ จาก
อาสวะและอวิชชา เกิดความรู้ชัดว่า “การเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรท�ำ
ไดท้ �ำส�ำเรจ็ แลว้ ไมม่ กี จิ อนื่ เพอื่ ความเปน็ อยา่ งนอ้ี กี ตอ่ ไป” นกี้ เ็ ปน็ ผลแหง่ การบวชทเ่ี หน็ ประจกั ษ์
ในปจั จบุ นั ท้งั ดีกว่าและส�ำคัญกว่าผลขอ้ ก่อนๆ
๒.๕ ข้อสงั เกต
พระสูตรน้ีแสดงข้อพิสูจน์ให้เห็นชัดว่า การบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนามีผลเห็น
ประจกั ษ์ ผลแหง่ การบวชนน้ั อาจแบง่ ออกเปน็ ๓ กลมุ่ กลมุ่ ที่ ๑ คอื ผลขอ้ ๑ - ๒ สามารถเปลย่ี น
สถานภาพของผู้บวชซึ่งเดิมอาจเปน็ ทาส กรรมกรและชาวนา ซ่งึ เปน็ สามัญชน ใหม้ ีสถานภาพ
สงู ขึน้ แม้แตพ่ ระเจา้ แผน่ ดินกเ็ คารพนับถอื กลมุ่ ท่ี ๒ คอื ผลขอ้ ๓ - ๖ สามารถยกระดับจิตของ
ผู้บวชใหส้ งู ขึ้นถึงข้นั ไดฌ้ าน ๔ กลุม่ ท่ี ๓ คอื ผลข้อ ๗ - ๑๔ สามารถพัฒนาจติ ให้ไดว้ ชิ ชา ๘
เม่อื เปรียบเทียบกับลัทธขิ องครทู ้ัง ๖ ท่ีพระเจ้าอชาตศัตรูตรัสเล่าในตอนต้น จะเหน็ ได้
วา่ แตกตา่ งกนั มาก ขอ้ นเี้ องท�ำใหพ้ ระเจา้ อชาตศตั รทู รงเลอ่ื มใสทนั ทเี พราะทรงเหน็ ผลประจกั ษ์
หากพระองค์ไม่ทรงท�ำปิตุฆาต (ฆ่าบิดา) เสียก่อน พระองค์จะต้องส�ำเร็จเป็นพระโสดาบันใน
ทนั ที แตถ่ งึ กระนน้ั พระองคก์ ท็ รงไดร้ บั ประโยชนจ์ ากพระธรรมเทศนากณั ฑน์ ม้ี าก กลา่ วคอื กอ่ น
หน้าน้ีเม่ือพระราชบิดาสิ้นพระชนม์แล้ว พระองค์บรรทมไม่หลับเลยทั้งกลางวันและกลางคืน
แต่หลังจากไดเ้ ฝ้าพระผู้มีพระภาคและได้ฟงั สามัญญผลสตู รน้แี ล้วกบ็ รรทมหลับสนิท พระองค์
ทรงปฏบิ ตั กิ ิจของผ้เู ป็นพทุ ธมามกชนไวม้ าก เชน่ ทรงบ�ำรงุ พระสงฆ์ ทะนบุ �ำรุงและส่งเสริมการ
เผยแผ่พระพทุ ธศาสนา ทรงเปน็ ศาสนูปถมั ภกในการท�ำสังคายนาพระธรรมวนิ ัย ครั้งแรกหลงั
พระพทุ ธปรินพิ พานได้ ๓ เดือน ในคมั ภีร์สมุ งั คลวิลาสนิ ี กล่าววา่ ในอนาคต พระเจา้ อชาตศตั รู
จะได้เป็นพระปัจเจกพทุ ธเจ้าพระนามวา่ ชวี ติ วเิ สส
เล่มที่ ๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๙ 17
๓. อัมพัฏฐสูตร
๓.๑ ท่มี าของชอ่ื
อัมพัฏฐสูตร แปลว่า พระสูตรท่ีว่าด้วยอัมพัฏฐมาณพ ที่ช่ืออย่างนี้เพราะเน้ือหา
ของพระสูตรนี้เปน็ ข้อโต้ตอบระหวา่ งพระผมู้ พี ระภาคกับอมั พัฏฐมาณพในเรื่องวรรณะ
๓.๒ ท่ีมาของพระสตู ร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคตรัสแก่อัมพัฏฐมาณพ ขณะประทับแรมอยู่ในป่าใกล้
หมู่บ้านอิจฉานังคละ เขตเมืองอุกกัฏฐะ ท่ีพระเจ้าปเสนทิโกศล กษัตริย์แห่งแคว้นโกศล
พระราชทานเปน็ พรหมไทยใหพ้ ราหมณโ์ ปกขรสาตเิ ปน็ ผปู้ กครอง พราหมณโ์ ปกขรสาตทิ ราบวา่
พระผู้มีพระภาคเสด็จมา จึงมอบหมายให้อัมพัฏฐมาณพ ผู้เป็นศิษย์ไปสังเกตดูว่าเป็น
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงตามกิตติศัพท์เล่าลือหรือ ไม่ เม่ืออัมพัฏฐมาณพถามว่าจะ
สังเกตจากอะไร จึงบอกให้ตรวจดูว่ามีมหาปุริสลักษณะ ครบ ๓๒ ประการตามคัมภีร์มันตระ
ของตนหรือไม่ แต่อัมพัฏฐมาณพกลับไปแสดงอาการไม่เคารพ พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัส
พระสตู รนเ้ี พอ่ื ท�ำลายทิฏฐมิ านะเรื่องการถอื ช้นั วรรณะ
๓.๓ รูปแบบของพระสตู ร
อัมพัฏฐสูตรเป็นแบบการสนทนาโต้ตอบ ส่วนใหญ่พระผู้มีพระภาคทรงซักไซ้ไล่เลียง
จนอัมพัฏฐมาณยอมจ�ำนนด้วยหลักฐานและเหตุผล ลดทิฏฐิมานะลง กลับขอความรู้จาก
พระผู้มีพระภาค
๓.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
เริ่มต้น อัมพัฏฐมาณพซึ่งได้รับยกย่องว่ามีชาติตระกูลดี มีการศึกษาดี ได้เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคอย่างองอาจกล้าหาญ แสดงกิริยาอาการเหยียดหยามพระผู้มีพระภาคด้วย
การยืนสนทนาบ้าง เดินสนทนาบ้าง โดยอ้างว่าผู้เป็นพราหมณ์สมควรสนทนาอย่างน้ีกับ
สมณะศีรษะโล้น ซึ่งเป็นดุจคนช้ันต�่ำที่เกิดจากเท้าของท้าวมหาพรหม เมื่อพระผู้มีพระภาค
ตรสั เตอื นวา่ ท�ำไมไมท่ �ำธุระท่ไี ด้รับมอบหมายมา ไฉนจึงมาแสดงกิรยิ าของผู้ไร้การศึกษาเชน่ น้ี
อัมพฏั ฐมาณพโกรธจัด จึงกลา่ ววาจากระทบถงึ ศากยวงศว์ ่าเปน็ สกุลไพร่ ดุรา้ ย เพราะ
ไมเ่ คารพตนซงึ่ มวี รรณะสงู กวา่ พระผมู้ พี ระภาคจงึ ทรงซกั ประวตั บิ รรพบรุ ษุ ของอมั พฏั ฐมาณพ
จนเขายอมรบั วา่ บรรพบรุ ษุ ของเขาชอื่ กณั หะ ซงึ่ เปน็ ตน้ สกลุ กณั หายนโคตร กณั หะเปน็ ลกู ของ
18 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก
หญิงรบั ใช้ (ทาส)ี ของพระเจา้ โอกกากราชผทู้ รงเปน็ บรรพบุรุษของพวกศากยกษัตรยิ ์
จากน้ัน ทรงซักถามถึงประเพณีนิยมของพราหมณ์ที่ปฏิบัติต่อกษัตริย์และพราหมณ์
ตามหวั ข้อต่อไปน้ี
๑. ตรสั ถามวา่ บุตรท่เี กิดจากบิดาเป็นกษัตริย์ มารดาเป็นพราหมณ์ จะไดอ้ าสนะ และ
นำ้� ในหมพู่ ราหมณ์หรอื ไม่ ทลู ตอบวา่ ได้
ตรัสถามว่า พวกพราหมณ์จะยอมให้ร่วมบริโภคอาหารในพิธีศราทธ์ (พิธีท�ำบุญให้
ผู้ตาย) พิธถี าลิปากะ (พธิ ีในงานมงคล) ยัญพิธี (พธิ บี วงสรวง) และพธิ ปี าหุนะ (พธิ ตี อ้ นรบั แขก)
หรอื ไม่ ทลู ตอบวา่ ยอม
ตรัสถามว่า พวกพราหมณ์จะสอนมนั ตระ (มนตร)์ ให้หรือไม่ ทลู ตอบว่า สอนให้
ตรสั ถามวา่ พราหมณจ์ ะหา้ มเขาแต่งงานกับสตรีพราหมณ์หรือไม่ ทูลตอบวา่ ไมห่ ้าม
ตรัสถามว่า เขาจะไดร้ บั อภิเษกเป็นกษัตริย์หรือไม่ ทูลตอบว่า ไม่ได้
ตรัสถามวา่ เพราะเหตุไร ทลู ตอบว่า เพราะเขาไมบ่ รสิ ทุ ธฝ์ิ ่ายมารดา
๒. ตรัสถามวา่ บตุ รท่เี กดิ จากบิดาเป็นพราหมณ์ มารดาเป็นกษัตรยิ ์ จะได้ทีน่ งั่ และน�ำ้
ในหมูพ่ ราหมณ์ จะไดร้ ่วมบริโภคอาหารในพิธกี รรม (ดงั กล่าวขา้ งตน้ ) หรือไม่ ทูลตอบว่า ได้
ตรสั ถามว่า พวกพราหมณจ์ ะสอนมนั ตระให้หรอื ไม่ ทูลตอบว่า สอนให้
ตรัสถามว่า พวกพราหมณ์จะห้ามเขาแต่งงานกับสตรีพราหมณ์หรือไม่ ทูลตอบว่า
ไม่หา้ ม
ตรสั ถามวา่ เขาจะไดร้ ับอภิเษกเปน็ กษตั ริย์หรอื ไม่ ทูลตอบวา่ ไม่ได้
ตรสั ถามว่า เพราะเหตไุ ร ทูลตอบวา่ เพราะเขาไม่บริสทุ ธ์ฝิ า่ ยบดิ า
ตรัสสรุปว่า เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างหญิงกษัตริย์กับหญิงพราหมณ์ ชายกษัตริย์
กับชายพราหมณ์ตามกรณีตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า กษัตริย์ประเสริฐกว่า เพราะกษัตริย์ที่
แตง่ งานกบั พราหมณ์ท�ำให้เป็นกษัตรยิ ไ์ ม่ได้
๓. ตรสั ถามวา่ พราหมณท์ ี่ถูกลงโทษโกนศรี ษะ ถูกเอาขเ้ี ถา้ โรยบนศรี ษะ ถูกเนรเทศ
ออกจากเมอื ง จะไดอ้ าสนะและนำ�้ ในหมพู่ ราหมณ์ จะไดร้ ว่ มบรโิ ภคอาหารในพธิ กี รรม (ดงั กลา่ ว
ข้างต้น) หรือไม่ ทลู ตอบวา่ ไม่ได้
ตรัสถามว่า พวกพราหมณ์จะสอนมันตระให้หรอื ไม่ ทูลตอบวา่ ไม่สอน
ตรสั ถามวา่ พวกพราหมณ์จะหา้ มเขาแตง่ งานกับสตรพี ราหมณ์หรือไม่ ทลู ตอบว่า หา้ ม
๔. ตรสั ถามวา่ กษตั รยิ ท์ ถ่ี กู ลงโทษโกนศรี ษะ ถกู เอาขเี้ ถา้ โรยบนศรี ษะ ถกู เนรเทศออก
จากเมือง จะได้อาสนะและน�้ำในหมู่พราหมณ์ จะได้ร่วมบริโภคอาหารในพิธีกรรม (ดังกล่าว
ข้างต้น) หรอื ไม่ ทูลตอบว่า ได้
เล่มที่ ๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๙ 19
ตรัสถามว่า พวกพราหมณจ์ ะสอนมันตระใหห้ รือไม่ ทูลตอบว่า สอนให้
ตรัสถามว่า พวกพราหมณ์จะห้ามเขาแต่งงานกับสตรีพราหมณ์หรือไม่ ทูลตอบว่า
ไมห่ ้าม
ตรัสสรุปว่า กษัตริย์ประเสริฐกว่าพราหมณ์ แล้วทรงอ้างสุภาษิตของพรหมชื่อ
สนังกุมารมารับรองว่า “ในหมู่ชนที่ถือชาติตระกูลเป็นใหญ่ กษัตริย์นับว่าประเสริฐที่สุด
ส่วนท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชา (ความรู้) และจรณะ (ความประพฤติ) คือผู้ประเสริฐที่สุดใน
หมเู่ ทวดาและมนษุ ย์”
อัมพัฏฐมาณพทูลถามว่า วิชชาคืออะไร จรณะคืออะไร ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและ
จรณะเปน็ อย่างไร
พระผู้มีพระภาคทรงอธิบายจรณะตามแนวศีล ๓ ชั้น คือ จูฬศีล มัชฌิมศีล และ
มหาศีล พร้อมทั้งทรงอธิบายวิชชาตามแนววิชชา ๘ ดังรายละเอียดในสามัญญผลสูตร ตรัส
สรปุ ว่า ใครกต็ ามท่ียงั ถอื ชาติ ถอื โคตร ถอื ตวั ถืออาวาหะ ววิ าหะอยู่ ชอ่ื ว่ายงั อยู่ห่างไกลจาก
วชิ ชาและจรณะอนั ยอดเย่ียม ตอ่ เมอื่ ละการถอื เหล่าน้นั ได้ แลว้ จงึ จะชือ่ ว่า เปน็ ผูถ้ ึงพรอ้ มดว้ ย
วชิ ชาและจรณะ
จากนน้ั ตรสั ถงึ ทางแห่งความเส่ือมของวิชชาและจรณะไว้ดังนี้
๑. สมณพราหมณ์ผู้ไม่ได้วิชชาและจรณะอันยอดเย่ียม ก็จะหาบบริขารของนักบวช
ออกปา่ กินผลไมท้ ่หี ล่นลงมา
๒. สมณพราหมณท์ ี่ปฏบิ ัติตามข้อ ๑ ไม่ได้ ก็จะถอื เสียมและตะกร้า ออกมาขดุ เผอื ก
มนั และเกบ็ ผลไม้กิน
๓. สมณพราหมณท์ ปี่ ฏบิ ตั ติ ามขอ้ ๑ และขอ้ ๒ ไมไ่ ด้ กจ็ ะสรา้ งโรงบชู าไฟขนึ้ ทา้ ยหมบู่ า้ น
และนิคม คอยหาฟืนมาบ�ำเรอไฟอยู่ (เพ่อื หวงั เครื่องบูชาจากชาวบา้ น)
๔. สมณพราหมณท์ ่ปี ฎบิ ตั ติ ามข้อ ๑ ข้อ ๒ และข้อ ๓ ไม่ได้ ก็จะปลูกบา้ น มปี ระตู
๔ ด้าน (มณฑปจตุรมขุ ) ทถ่ี นนส่ีแยก เพอื่ คอยบูชาสมณพราหมณท์ ี่เดินทางมาจากทิศต่างๆ
ตรสั ถาม อมั พฏั ฐมาณพวา่ เขากบั อาจารย์ของเขาคือโปกขรสาตพิ ราหมณถ์ งึ
พร้อมดว้ ยวิชชาและจรณะดังกลา่ วหรอื ไม่ ทลู ตอบว่า ไม่
ตรัสถามว่า ปฏิบัติตามทางเสื่อมแห่งวิชชาและจรณะดังกล่าวแล้วข้อใดได้บ้าง
ทลู ตอบว่า ปฏบิ ตั ติ ามไม่ไดเ้ ลย
จึงตรัสสรุปว่า ทั้งอัมพัฏฐมาณพและอาจารย์ไม่มีคุณความดีอะไรเลย แต่ยังถือว่า
สมณะศรี ษะโลน้ เป็นพวกด�ำ เกิดจากเทา้ ของท้าวมหาพรหม จะเจรจากับผรู้ ู้ไตรเพทได้อย่างไร
20 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
โปกขรสาติถือตัวว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชทานพรหมไทยด้วยความเคารพเล่ือมใส
แต่ท�ำไมไมโ่ ปรดให้เขา้ เฝ้าในท่ีเฉพาะพระพกั ตร์ เมอื่ จะทรงปรกึ ษาข้อราชกจิ จะตอ้ งมมี า่ นกั้น
บงั ไว้มิใหเ้ ห็นพระองค์เลา่ สมณพราหมณ์ในบดั นี้ทเี่ รียนมนั ตระจนทอ่ งได้ตามท่ฤี าษีเปน็ ผู้เป็น
ปาจารยผ์ ูก (แตง่ ) ไว้ ก็หาใชว่ ่าจะเป็นฤๅษีเหมอื นดงั เช่นฤๅษีผเู้ ป็นปาจารย์เหล่านัน้ ไม่
๓.๕ ข้อสังเกต
พระสตู รนใ้ี หค้ วามรเู้ กย่ี วกบั ทรรศนะเรอ่ื งวรรณะหรอื การแบง่ ชนั้ ชนในสงั คมของอนิ เดยี
ทง้ั ในสมยั กอ่ นพทุ ธกาลและสมยั พทุ ธกาล โดยเปรยี บเทยี บใหเ้ หน็ ความแตกตา่ งระหวา่ งทรรศนะ
ของศาสนาพราหมณก์ บั ของพระพทุ ธศาสนากลา่ วคอื ทรรศนะฝา่ ยพราหมณถ์ อื วา่ คนเราดหี รอื
เลวตดิ มาแต่ชาติก�ำเนิด แต่ฝา่ ยพุทธถือวา่ คนเราไมไ่ ด้ดีหรือเลวมาแตช่ าติก�ำเนิด แต่จะดีหรือ
เลวโดยวิชชา (ความรู้) และจรณะ (ความประพฤติ) ซึ่งเป็นการปฏิวัติทรรศนะทางสังคมของ
อนิ เดียสมัยพุทธกาล
ที่อัมพัฏฐมาณพอ้างว่าวรรณะพราหมณ์สูงกว่าวรรณะอ่ืน ๆ เพราะถือตามคัมภีร์
พราหมณ์อย่างเคร่งครัด เช่นในปุรุษศุกตะแห่งฤคเวทกล่าวไว้ตอนหน่ึงว่า “...เมื่อเขาแบ่ง
ปฐมปรุ ุษะน้นั พราหมณ์เปน็ ปาก กษตั รยิ ์เปน็ แขน ไวศยะ (แพศย์) เป็นขาอ่อน และศูทรเปน็
เทา้ ของปฐมปรุ ษุ ะนนั้ ” ในสมยั ตอ่ มาเชอื่ วา่ ปฐมปรุ ษุ ะ คอื พรหมหรอื ทา้ วมหาพรหม เชอื่ ตอ่ ไป
ว่า พวกพราหมณเ์ กิดจากปากหรอื โอษฐ์ กษตั รยิ ์เกดิ จากแขนหรือพาหา แพศย์เกดิ จากขาอ่อน
หรืออูรุ และศูทรเกิดจากเท้าหรือบาทของพรหม แต่คติความเชื่อนี้เม่ือตกมาถึงสมัยพุทธกาล
คงจางลงบ้างแล้ว เห็นได้จากประเพณีนิยมของพราหมณ์ท่ีพระพุทธองค์ทรงยกขึ้นซักถาม
อมั พัฏฐมาณพ จนท�ำใหอ้ ัมพัฏฐมาณพยอมรบั ว่ากษัตรยิ ป์ ระเสรฐิ กว่าพราหมณ์
๔. โสณทัณฑสตู ร
๔.๑ ทมี่ าของชอื่
โสณทัณฑสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยโสณทัณฑพราหมณ์ ที่ชื่ออย่างน้ี
เพราะเนื้อหาส�ำคัญของพระสูตรนี้เป็นข้อสนทนาถาม - ตอบ ระหว่างพระผู้มีพระภาค กับ
โสณทัณฑพราหมณ์ผู้มีใจเล่ือมใสในพระผู้มีพระภาคอยู่ก่อนแล้ว จากการได้ยินกิตติศัพท์
เกี่ยวกับพุทธคุณ การสนทนาถาม - ตอบจึงเป็นไปอย่างราบรนื่ ไม่มขี อ้ โต้แย้งจากโสณทัณฑ-
พราหมณ์
เลม่ ท่ี ๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๙ 21
๔.๒ ท่ีมาของพระสตู ร
พระสูตรนีพ้ ระผู้มพี ระภาคตรสั แกโ่ สณทณั ฑพราหมณ์ขณะประทบั อยทู่ ่รี ิมสระคัคครา
เขตกรุงจัมปา เมืองหลวงของแคว้นอังคะ ซ่ึงขณะน้ันขึ้นกับแคว้นมคธของพระเจ้าพิมพิสาร
โสณทัณฑพราหมณ์ได้รับพระราชทานเป็นพรหมไทยให้ปกครองกรุงจัมปา ฉะน้ัน เม่ือได้
ทราบข่าวการเสด็จมาของพระผู้มีพระภาคจึงรีบไปเฝ้าถึงท่ีประทับ แม้ถูกพราหมณ์ผู้มาจาก
ตา่ งถน่ิ และพราหมณ์ผเู้ ป็นสานุศิษย์บรวิ ารคัดค้านวา่ ไม่สมควรไปเฝ้า ควรให้พระผมู้ ีพระภาค
เสด็จมาหาเอง กไ็ ม่ฟัง กลับโตแ้ ยง้ พวกพราหมณเ์ หลา่ นน้ั ว่า พระผมู้ พี ระภาคทรงมคี ุณสมบตั ิ
ยง่ิ ใหญส่ มควรไปเฝา้ ทง้ั หมดจึงพากนั ไปเข้าเฝา้ ขณะเข้าเฝา้ ก็นกึ ภาวนาขอให้พระผมู้ ีพระภาค
ตรัสถามเร่ืองท่ีตนตอบได้เถิด จะได้ไม่เสื่อมเสียเกียรติยศ เพราะการเสื่อมเสียเกียรติยศ
หมายถึงการเส่ือมลาภสักการะที่ควรจะได้อีกด้วย พระผู้มีพระภาคทรงทราบวาระจิตของ
โสณทณั ฑพราหมณจ์ งึ ตรสั ถามเรอ่ื งทเ่ี ขาตอบไดค้ อื เรอ่ื งคณุ สมบตั ขิ องพราหมณอ์ นั เปน็ เนอื้ หา
ส�ำคัญของพระสตู รนี้
๔.๓ รูปแบบของพระสตู ร
พระสูตรนี้เป็นแบบการสนทนาถาม - ตอบ ในตอนต้น พระผู้มีพระภาคเป็นฝ่าย
ถาม โสณทัณฑพราหมณ์เป็นฝ่ายตอบ ในตอนท้ายโสณทัณฑพราหมณ์เป็นฝ่ายถาม แต่ถาม
เพื่อขอความรู้ ไม่ใชถ่ ามเพือ่ โตแ้ ยง้
๔.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
พระสูตรนี้ว่าด้วยเร่ืองคุณสมบัติของพราหมณ์ คือพระผู้มีพระภาคตรัสถาม
โสณทัณฑพราหมณ์ว่า ผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติกี่อย่าง พวกพราหมณ์จึงจะเรียกเขาว่า
เปน็ พราหมณ์ และผู้นัน้ จะเรยี กตวั เองวา่ เปน็ พราหมณ์ กเ็ รยี กไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง ไมใ่ ชก่ ล่าวเทจ็
โสณทัณฑพราหมณ์ทูลตอบว่า ผู้ที่จะช่ือว่าเป็นพราหมณ์ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ
๕ อยา่ ง คือ
๑. มีชาตติ ระกลู ดี คือเกดิ จากบิดามารดาเป็นพราหมณส์ ืบต่อกันมาเจ็ดช่ัวบรรพบุรษุ
๒. ท่องจ�ำมนั ตระในพระเวทได้ เปน็ ผูค้ งแกเ่ รียน
๓. มีผวิ พรรณดี มีรปู งาม
๔. มีศีล ตั้งม่นั ในศลี
๕. มปี ญั ญา
22 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ในคุณสมบัติ ๕ อย่างน้ี ถ้าจะตัดออกไปสักอย่างหนึ่ง
ควรตดั อย่างไหน โสณทณั ฑพราหมณท์ ลู ตอบว่า ตดั อย่างที่ ๓ คือ ผิวพรรณ ดอี อกไปได้
ตรัสถามต่อไปว่า ในคุณสมบัติที่เหลือ ๔ อย่างนั้น ถ้าจะตัดออกไปอีกสักอย่างหนึ่ง
ควรตดั อยา่ งไหน โสณทณั ฑพราหมณ์ทลู ตอบว่า ตดั อยา่ งที่ ๒ คือทอ่ งจ�ำ มนั ตระได้ออกไป
ตรัสถามต่อไปว่า ในคุณสมบัติที่เหลือ ๓ อย่างน้ัน ถ้าจะตัดออกไปอีกสักอย่างหนึ่ง
ควรตัดอยา่ งไหน โสณทัณฑพราหมณ์ทลู ตอบวา่ ตัดอย่างที่ ๑ คือชาตติ ระกูลดี ออกไป
พอโสณทัณฑพราหมณ์ตอบจบ พวกพราหมณ์ที่มาด้วยพากันคัดค้านและขอร้อง
ให้โสณทัณฑพราหมณ์อย่ายอมตัดคุณสมบัติใด ๆ ออกไป เพราะเป็นการกระทบผิวพรรณ
มันตระ และชาติตระกูล การพูดตามวาทะของพระสมณโคดมเช่นนี้ท�ำให้เสียเปรียบ
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสแก่พวกพราหมณ์เหล่านั้นว่า ถ้าเห็นว่าตัวเองฉลาดกว่าโสณทัณฑ-
พราหมณ์ ก็จงมาตอบค�ำถามแทนโสณทัณฑพราหมณ์ พวกพราหมณ์เหล่านั้นจ�ำต้องยอมให้
โสณทัณฑพราหมณต์ อบค�ำถามต่อไป
โสณทัณฑพราหมณ์ตอบโต้พวกพราหมณ์เหล่าน้ันโดยยกตัวอย่างใกล้ตัว คือหลาน
ของตนทช่ี ่อื วา่ องั คกะ ซึ่งนั่งอยูใ่ นทีป่ ระชมุ น้ันด้วย วา่ มีผวิ พรรณดี ท่องจ�ำ มันตระไดด้ ี และมี
ชาตติ ระกลู ดี แตย่ ังฆ่าสัตว์ ลกั ทรัพย์ ประพฤตผิ ิดลูกเมียเขา พดู เท็จ และด่มื น้�ำเมา ในกรณีนี้
ผิวพรรณ มันตระ และชาติตระกูลจะช่วยอะไรได้ โสณทัณฑพราหมณ์กล่าวในที่สุดว่า
ศีลและปัญญาต่างหากเป็นคุณสมบัติส�ำคัญของความเป็นพราหมณ์ ผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ
๒ อย่างน้ีแหละที่พวกพราหมณ์จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ และเม่ือเขาจะเรียกตัวเองว่าเป็น
พราหมณ์ กเ็ รียกไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง ไม่ใชก่ ล่าวเทจ็
พระผ้มู ีพระภาคตรัสถามต่อไปว่า ในคณุ สมบัติ ๒ อย่างน้ี ถ้าจะตัดออกไปอกี สกั อยา่ ง
หนึ่ง ควรตัดอย่างไหนได้ โสณทัณฑพราหมณ์ทูลตอบทันทีว่า ตัดออกไม่ได้เลย คุณสมบัติ
๒ อย่างนี้ต้องมีอยู่คู่กัน เพราะศีลช่วยช�ำระปัญญาให้บริสุทธิ์ ปัญญาก็ช่วยช�ำระศีลให้
บริสุทธ์ิ ปัญญามีแก่ผู้มีศีล ศีลมีแก่ผู้มีปัญญา นักปราชญ์จึงยกย่องศีลกับปัญญาว่าเป็น
สิง่ ล�้ำเลิศในโลก เปรยี บเหมือนบุคคลใช้มือล้างมอื ใชเ้ ทา้ ล้างเทา้ ฉนั ใด ศีลกับปญั ญากช็ �ำระกนั
และกนั ฉันนน้ั
พระผู้มีพระภาคตรัสรับรองค�ำกล่าวของโสณทัณฑพราหมณ์ว่าถูกต้องตรงกับหลัก
ค�ำสอนของพระองค์ แล้วตรัสถามโสณทัณฑพราหมณ์ต่อไปว่า ศีลเป็นอย่างไร ปัญญาเป็น
อยา่ งไร โสณทณั ฑพราหมณไ์ ม่ตอบ กลบั ทลู ขอให้พระผมู้ พี ระภาคทรงอธิบาย
เลม่ ที่ ๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๙ 23
พระผู้มีพระภาคทรงอธิบายว่า ศีลได้แกศ่ ีล ๓ ช้ัน คือ จูฬศีล มัชฌิมศีล และมหาศลี
ผู้มศี ลี ๓ ชนั้ นีส้ ามารถบ�ำเพญ็ สมาธิจนได้ฌาน ๔ ผู้ไดฌ้ าน ๔ แลว้ สามารถพฒั นาต่อไปจนได้
วชิ ชา ๘ (ดงั รายละเอียดในสามญั ญผลสตู ร) เมอ่ื ทรงอธิบายจบ โสณทณั ฑพราหมณก์ ป็ ระกาศ
ตนเป็นอบุ าสกขอถึงพระรตั นตรยั เปน็ ท่ีพงึ่ ตลอดชวี ติ
๔.๕ ขอ้ สังเกต
พระสูตรน้ีแสดงให้เห็นอุปายโกศล คือพระปรีชาสามารถในการวางแผนของ
พระผ้มู ีพระภาค เริ่มแรกทรงทราบวาระจิตของโสณทณั ฑพราหมณ์วา่ ก�ำลังตกอยู่ในความกลวั
คือกลวั วา่ ถา้ ตนถามปญั หาไม่ได้ดี หรอื ตอบปัญหาไม่ได้ดี บรษิ ทั บริวารของตนจะเส่ือมศรัทธา
แล้วตนจะเส่ือมลาภสักการะที่ควรจะได้ เมื่อทรงทราบดังนั้นจึงทรงเลือกปัญหาที่โสณทัณฑ-
พราหมณ์ถนัดอยู่แล้ว น่ันคือ เร่ืองคุณสมบัติของพราหมณ์ และทรงวางแผนการสนทนาไว้
อยา่ งดี จนโสณทณั ฑพราหมณผ์ ไู้ ด้รับ ยกย่องวา่ เป็นปราชญ์ เรียนจบไตรเพท เปน็ อาจายข์ อง
พวกพราหมณ์ จ�ำต้องเดินตามแผนที่ทรงวางไว้โดยหลีกเล่ียงไม่ได้ จนต้องยอมรับว่า การมี
ผิวพรรณดี ท่องจ�ำมันตระได้มากๆ และมีชาติตระกูลเป็นพราหมณ์สืบทอดกันมา
เจ็ดชั่วบรรพบุรุษ ก็ไม่ส�ำคัญเท่ากับศีลและปัญญา เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงรับรองว่าค�ำตอบ
ถูกต้อง เขาก็ล�ำพองใจว่า ความเห็นของตนตรงกับของพระผู้มีพระภาค ฉะน้ัน เม่ือทรงถาม
ต่อไปว่า ศีลเป็นอย่างไร ปัญญาเป็นอย่างไร โสณทัณฑพราหมณ์จึงทูลขอให้พระผู้มีพระภาค
ทรงอธิบายซึ่งก็เข้าแผนของพระองค์ จึงทรงอธิบายตามหลักค�ำสอนพระองค์ เร่ิมตั้งแต่
มีผู้ศรัทธาเลื่อมใสในพระองค์ ออกบวช รักษาศีล ๓ ชั้น เม่ือมีศีลบริสุทธิ์แล้วเจริญ
สมถกรรมฐานจนไดส้ มาธิ แลว้ ใชส้ มาธเิ ปน็ ฐานเจรญิ วปิ สั สนากรรมฐานจนไดฌ้ าน ๔ ใชฌ้ าน ๔
เป็นฐานเจริญภาวนาต่อไปจนได้วิชชา ๘ บรรลุอรหัตตผลส�ำเร็จเป็นพระอรหันต์ ซึ่งเป็น
สามัญญผลที่สูงกว่าความเป็นพราหมณ์ตามทรรศนะของพวกพราหมณ์ และนับเป็นการ
ปฏิวัติแนวความคิดดั้งเดิมในเรื่องน้ีได้ส�ำเร็จ จนท�ำให้พวกพราหมณ์จ�ำนวนไม่น้อยสละ
ลัทธิเดิม ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาแทน แต่ยังมีผู้ที่เห็นตามลัทธิเดิมอยู่อีกจ�ำนวนมาก
พระองคก์ ็ไมท่ รงห้าม ไมท่ รงบังคับให้เชอ่ื ตามพระองค์
24 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
๕. กูฏทนั ตสตู ร
๕.๑ ท่ีมาของชื่อ
กฏู ทนั ตสตู ร แปลวา่ พระสตู รทวี่ า่ ดว้ ยกฏู ทนั ตพราหมณ์ (กฏู ทนั ตะ แปลวา่ ฟนั เขยนิ )
ท่ีชื่ออย่างน้ี เพราะเนื้อหาส�ำคัญของพระสูตรน้ีเป็นข้อสนทนาระหว่างพระผู้มีพระภาคกับ
กูฏทันตพราหมณ์ โดยกูฏทนั ตพราหมณ์เป็นผถู้ าม พระผู้มีพระภาคเปน็ ผูต้ รัสตอบ
๕.๒ ท่ีมาของพระสตู ร
พระสตู รนพี้ ระผมู้ พี ระภาคตรสั แกก่ ฏู ทนั ตพราหมณข์ ณะประทบั อยใู่ นสวนอมั พลฏั ฐกิ า
ใกล้หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อขณุมัต แคว้นมคธ ซึ่งพระเจ้าพิมพิสาร พระราชทานหมู่บ้านนี้เป็น
พรหมไทยให้กูฏทันตพราหมณ์ปกครอง ขณะที่พระผู้มีพระภาคเสด็จแวะไปประทับที่นั้น
กฏู ทนั ตพราหมณก์ �ำลงั เตรยี มการจดั ท�ำพธิ บี ชู า มหายญั ๓ ประการ มอี งคป์ ระกอบ ๑๖ ประการ
เพื่อความสุข ความเจริญของตนเองและประชาชนในหมู่บ้านของเขา โดยเตรียมสัตว์ไว้ฆ่า
บชู ายัญ คือ วัวเพศผู้ ลกู ววั เพศผู้ ลูกวัว เพศเมยี แพะ และแกะ อย่างละ ๗๐๐ ตัว เนือ่ งจาก
ตนไมท่ ราบวา่ จะท�ำพธิ นี อ้ี ยา่ งไรแน่ และทราบวา่ พระผมู้ พี ระภาคทรงทราบดี ฉะนน้ั เมอื่ ทราบ
จากพวกพราหมณ์ท้งั หลายว่าพระผมู้ ีพระภาคเสดจ็ มาประทบั อยทู่ ่สี วนอัมพลฏั ฐิกาแล้ว จงึ ได้
ออกไปเฝา้ แมจ้ ะถกู พราหมณห์ ลายรอ้ ยคนทม่ี าพกั เพอื่ รบั ทานในพธิ บี ชู ามหายญั นนั้ คดั คา้ นวา่
ไมส่ มควรไปเฝา้ ควรใหพ้ ระผมู้ พี ระภาคเสดจ็ มาหาเอง กฏู ทนั ตพราหมณก์ ไ็ ดย้ กเอาพทุ ธคณุ ขน้ึ
มาอ้างลบล้างเหตุผลของพวกพราหมณท์ �ำนองเดยี วกับทีโ่ สณทัณฑพราหมณ์กลา่ วอา้ ง
๕.๓ รปู แบบของพระสตู ร
พระสูตรน้ีเป็นแบบการสนทนาถาม - ตอบอีกแบบหน่ึง คือกูฏทันตพราหมณ์เข้าไป
เฝา้ เพอ่ื ทลู ขอค�ำอธบิ าย พระผมู้ พี ระภาคทรงอธบิ ายโดยยกอดตี มหาราช พระองคห์ นงึ่ ทเ่ี คยท�ำ
พธิ ีบชู ามหายัญนี้ไดผ้ ลดีมาแล้วมาตรสั เลา่ ให้ฟัง แลว้ กูฏทนั ตพราหมณ์กท็ ลู ถามเพือ่ ขอความรู้
ต่อไป โดยมิได้โต้แย้งใด ๆ พระผู้มพี ระภาคก็ทรงอธิบายจนผถู้ ามพอใจ
๕.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
พระผ้มู ีพระภาคทรงอธิบายพธิ บี ชู ามหายญั ๓ ประการทีม่ ีองคป์ ระกอบ ๑๖ ประการ
โดยยกเอาพธิ ีบูชามหายญั ของพระเจ้ามหาวชิ ติ ราช มาตรสั เลา่ ประกอบ ดงั น
เล่มท่ี ๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๙ 25
ทรงมพี ชื พนั ธธ์ุ ญั ญาหารเตม็ ทอ้ งพระคลงั ทรงท�ำสงครามไดช้ ยั ชนะจนไดค้ รองดนิ แดน
กว้างใหญ่ไพศาล วันหน่ึง ทรงประสงค์จะท�ำพิธีบูชามหายญั เพื่อความสุขสวสั ดีแก่พระองคเ์ อง
และอาณาประชาราษฎร์ จงึ ทรงปรึกษากบั พราหมณ์ปุโรหิตว่าจะท�ำอย่างไร พราหมณป์ โุ รหติ
จึงกราบทลู แนะน�ำใหท้ รงท�ำเปน็ ข้ัน ๆ ดังตอ่ ไปน้ี
ขั้นท่ี ๑ ให้ทรงปราบโจรผ้รู า้ ยแบบถอนรากถอนโคน เพอ่ื มใิ ห้กลบั มาเปน็ เส้ียนหนาม
เบยี ดเบยี นประชาราษฎร์ต่อไปอีก โดยวิธีการ ๓ อย่าง คือ
๑. ให้พระราชทานพันธ์ุพืชและอาหารแกเ่ กษตรกรผู้ขยนั ในการท�ำเกษตร
๒. ใหพ้ ระราชทานตน้ ทุนแกร่ าษฎรผขู้ ยันในการค้าขาย
๓. ใหพ้ ระราชทานอาหารและเงินเดือนแก่ขา้ ราชการผขู้ ยนั ในหน้าทีร่ าชการ
พระเจ้ามหาวิชิตราชทรงปฏิบัติตามค�ำแนะน�ำนี้โดยเคร่งครัด ก็ปรากฏว่าได้ผลดี
เป็นอย่างยิ่ง คือพระราชทรัพย์เพ่ิมพูนมากขึ้น ๆ บ้านเมืองไม่มีโจรผู้ร้าย บ้านเรือนไม่ต้อง
ปดิ ประตู อาณาประชาราษฎรอ์ ยเู่ ยน็ เปน็ สขุ กนั ทั่วหน้า
ข้นั ที่ ๒ ใหม้ ีรับส่ังถงึ บคุ คลในพระราชอาณาเขต ๔ พวก คือ (๑) พวกเจ้าผคู้ รองเมอื ง
ต่าง ๆ ท่ีข้ึนกับพระเจ้ามหาวิชิตราช (๒) พวกอ�ำมาตย์ราชบริพารผู้ใหญ่ (๓) พวกพราหมณ์
มหาศาล (พราหมณ์ผ้มู ที รพั ย์มาก) (๔) พวกคหบดีมหาศาล (คหบดีผูม้ ีทรัพยม์ าก) เพอื่ ขอให้
บุคคลเหล่าน้ันรับทราบการพระราชพิธีบูชามหายัญและขอความเห็นชอบด้วย ซ่ึงปรากฏว่า
บุคคลเหลา่ น้ันได้ตอบรับรองด้วยดี ค�ำรับรองนีเ้ รยี กว่า อนมุ ัติ ๔ (จากบคุ คล ๔ พวก) ถอื เป็น
องค์ประกอบ ๔ ประการในองค์ประกอบทัง้ หมด ๑๖ ประการ
ข้ันท่ี ๓ ตรวจหาคุณสมบัติ ๘ ประการของเจ้าของพิธีบูชามหายัญ คือ พระเจ้า
มหาวิชิตราช และคุณสมบัติ ๔ ประการของผู้ท�ำพิธี คือพราหมณ์ปุโรหิตเอง ปรากฏว่าทั้ง
พระเจ้ามหาวิชิตราชและพราหมณ์ปโุ รหติ มีคณุ สมบตั ิครบถ้วนตามต�ำรา
จงึ เป็นอันไดอ้ งค์ประกอบของมหายญั ครบท้งั ๑๖ ประการ (อนมุ ตั ิ ๔, คุณสมบตั ขิ อง
พระเจา้ มหาวชิ ติ ราช ๘ และคุณสมบตั ขิ องปุโรหิต ๔) พราหมณป์ โุ รหิต กราบทูลอธบิ ายเหตุผล
ให้ทรงสบายพระทัยวา่ ผูเ้ ป็นเจ้าของพิธบี ูชามหายญั ท่มี อี งคป์ ระกอบ ๑๖ ประการอยา่ งนจ้ี ะ
ไมม่ ใี ครครหานินทาได้ภายหลัง
ขั้นท่ี ๔ ให้ทรงวางพระทัยในการบูชามหายัญ ๓ ประการ คือต้องไม่ทรงเดือดร้อน
พระทัยว่า (๑) กองโภคสมบัติอันยิ่งใหญ่ของเรา จักสิ้นเปลืองไป (๒) กองโภคสมบัติอัน
ย่งิ ใหญข่ องเรา ก�ำลงั สนิ้ เปลืองไป (๓) กองโภคสมบัติอนั ยง่ิ ใหญ่ของเรา ไดส้ น้ิ เปลืองไปแลว้
ข้นั ท่ี ๕ ใหท้ รงวางพระทัยในผูม้ ารบั ทาน ซึง่ จะมีท้งั คนดแี ละคนไมด่ ปี ะปนกัน โดยให้
ทรงตัง้ พระทยั เจาะจงให้แก่ผู้ท่งี ดเว้นจากอกศุ ลกรรมบถ ๑๐ เทา่ นนั้
26 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
ข้ันที่ ๖ ในการท�ำพิธีบูชามหายัญน้ัน ไม่ต้องฆ่าวัว แพะ แกะ ไก่ สุกร และสัตว์
นานาชนิด ไมต่ ้องตดั ไม้ท�ำลายปา่ มาท�ำหลักบูชายญั ไมต่ อ้ งตัดหญา้ คา พวกทาสกรรมกรของ
พระเจ้ามหาวิชิตราชก็ไม่ต้องถูกบังคับให้ท�ำสิ่งที่ตนไม่ต้องการ สิ่งที่ต้องใช้ในพิธีมีเพียง
เนยใส เนยข้น นมเปรยี้ ว นำ้� มนั นำ�้ ผ้ึง และน้�ำอ้อยเท่านน้ั
เมือ่ พระเจา้ มหาวิชิตราชทรงเตรียมการเสรจ็ ตามขนั้ ตอนน้นั แลว้ พวกเจ้าผคู้ รองเมือง
พวกอ�ำมาตย์ พวกพราหมณ์มหาศาล และพวกคหบดมี หาศาลไดน้ �ำทรัพย์พวกละจ�ำนวนมาก
มาถวายร่วมในพิธีนั้น แต่พระเจ้ามหาวิชิตราชไม่ทรงรับ กลับพระราชทานพระราชทรัพย์ให้
แกบ่ คุ คลเหลา่ น้นั อีกด้วย บุคคลทง้ั ๔ พวกจึงได้จดั ตง้ั โรงทานขึน้ ในทศิ ท้ัง ๔ ของหลุมยญั คอื
พวกเจา้ ผคู้ รองเมอื งตงั้ โรงทานในทศิ ตะวนั ออก พวกอ�ำมาตยใ์ นทศิ ใต้ พวกพราหมณม์ หาศาลใน
ทศิ ตะวนั ตก และพวกคหบดใี นทศิ เหนอื แลว้ ท�ำการแจกทานไปพรอ้ ม ๆ กบั พระเจา้ มหาวชิ ติ ราช
กฏู ทนั ตพราหมณท์ ลู ถามวา่ ยงั มยี ญั อยา่ งอน่ื ทเ่ี ตรยี มการนอ้ ย แตม่ ผี ลมากกวา่ มหายญั
ดงั กล่าวหรือไม่ ตรัสตอบวา่ มี คือนติ ยทาน (การให้ทานเป็นประจ�ำแก่ผูม้ ศี ลี )
ทูลถามว่า มียัญอย่างอื่นท่ีเตรียมการน้อย แต่มีผลมากกว่านิตยทานหรือไม่
ตรัสตอบว่า มี คือการสร้างวหิ ารอทุ ิศถวายแก่สงฆจ์ ากทศิ ทั้ง ๔
ทูลถามว่า มียัญอื่นท่ีเตรียมการน้อย แต่มีผลมากกว่าการสร้างวิหารหรือไม่
ตรัสตอบว่า มีคอื การถึงพระรัตนตรยั เป็นท่ีพึง่
ทลู ถามวา่ มยี ญั อยา่ งอนื่ ทเ่ี ตรยี มการนอ้ ย แตม่ ผี ลมากกวา่ การถงึ พระ รตั นตรยั หรอื ไม่
ตรัสตอบว่า มี คือการสมาทานศลี ๕
ทลู ถามวา่ มียัญอย่างอ่นื ทเี่ ตรียมการน้อย แตม่ ผี ลมากกว่าการสมาทาน ศลี ๕ หรือ
ไม่ ตรัสตอบว่า มี คอื การออกบวชประพฤติพรหมจรรย์ ตงั้ อยู่ในศีล ๓ ช้นั บ�ำเพ็ญสมาธิจนได้
ฌาน ๔ แล้วเจรญิ ภาวนาจนได้วชิ ชา ๘ (ดังรายละเอยี ดในสามญั ญผลสตู ร)
กฏู ทนั ตพราหมณเ์ ลอ่ื มใสในพระธรรมเทศนา ประกาศตนเปน็ อบุ าสก ขอถงึ พระรตั นตรยั
เป็นที่พึ่งตลอดชีวิต แล้วสั่งให้ปล่อยสัตว์ทั้งหมดท่ีเตรียมไว้ เม่ือได้ฟังอนุปุพพีกถาต่อไปอีก
ก็ได้บรรลเุ ปน็ พระโสดาบัน
๕.๕ ข้อสังเกต
พระสตู รนี้แสดงถงึ หลกั การทส่ี �ำคัญ ๓ ประการ คอื
๑. ทรงปฏิวัติแนวความคิดเร่ืองการบูชายัญด้วยการฆ่าสัตว์ เป็นการบูชาด้วยเนยใส
เนยข้น นมเปร้ียว น�้ำมัน น้�ำผ้ึง และน�้ำอ้อย โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่คนและสัตว์
ตลอดจนการตัดไมท้ �ำลายธรรมชาติ
เลม่ ที่ ๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๙ 27
๒. ทรงแสดงให้เหน็ วา่ มหายญั ๓ ประการ อนั มีองค์ประกอบ ๑๖ ประการ ซง่ึ พวก
พราหมณ์ถือกันว่าเป็นพิธีที่ศักด์ิสิทธิ์มีผลมากน้ัน จริง ๆแล้วเป็นพิธีท่ีต้องเตรียมการมาก
แตม่ ผี ลน้อย คอื นอ้ ยกว่านติ ยทาน (เช่นการใส่บาตรทกุ ๆ เช้า) ซงึ่ มีการเตรียมการน้อย หรอื
แม้การถือศลี ๕ ซึ่งมีการเตรียมการน้อย แต่มีผลมากกวา่
๓. ทรงแนะน�ำวธิ ีพฒั นาที่ยงั่ ยนื ๒ แบบ ไดแ้ กก่ ารพฒั นาคนและการพัฒนาบา้ นเมอื ง
การพัฒนาคน คือพัฒนาให้มีศีลและปัญญา อันเป็นยัญสุดท้าย ส่วนการพัฒนาบ้านเมือง
คือพฒั นาทางเศรษฐกิจ ไดแ้ ก่หลกั การปราบโจรผู้ร้าย ๓ ประการ
๖. มหาลิสตู ร
๖.๑ ทม่ี าของชือ่
มหาลิสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยเจ้าลิจฉวีช่ือมหาลิ ค�ำว่า เจ้าลิจฉวี เป็นช่ือ
รวมของกษัตรยิ ผ์ ู้ครองแควน้ วชั ชี ซึง่ มกี รงุ เวสาลเี ปน็ เมืองหลวง แควน้ นี้ ปกครองโดยระบอบ
สามัคคธี รรมหรอื สาธารณรฐั จึงมีกษัตรยิ ห์ ลายองคร์ ว่ มกนั ปกครอง บางครง้ั มีถงึ ๗,๗๐๗ องค์
เจ้าลิจฉวีท่ีกล่าวถึงในพระสูตรนี้มีพระนามว่า โอฏฐัทธะ (แปลว่า ปากแหว่ง) ส่วนค�ำว่า
“มหาลิ” เป็นช่ือโคตรหรือสกุล พระผู้มีพระภาคทรงเรียกเจ้าลิจฉวีองค์น้ีตามชื่อโคตรว่า
มหาลิ โดยตลอด และท่ีช่ือว่า มหาลิสูตร เพราะเน้ือหาส�ำคัญของพระสูตรนี้เป็นข้อสนทนา
ระหวา่ งพระผมู้ ีพระภาคกับเจา้ ลจิ ฉวีองคน์ ี้
๖.๒ ที่มาของพระสูตร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแก่เจ้ามหาลิหรือเจ้าโอฏฐัทธลิจฉวี ขณะประทับ
อยูท่ ่ีกูฏาคารศาลา ป่ามหาวนั เขตกรงุ เวสาลี ในวันนนั้ นอกจากคณะของเจ้ามหาลิแล้ว ยงั มี
คณะพราหมณทูตจากแคว้นโกศล และคณะพราหมทูตจากแคว้นมคธมาเฝ้าด้วย เมื่อ
คณะพราหมณทูตท้ัง ๒ คณะสนทนากับพระผู้มีพระภาคเสร็จแล้วก็น่ังอยู่ในที่ประชุมน้ัน
ต่อจากนัน้ เจา้ มหาลิไดท้ ลู ถามปญั หาเรือ่ งตาทพิ ย์ หทู ิพย์
๖.๓ รปู แบบของพระสูตร
พระสตู รนเี้ ป็นแบบการสนทนาถาม - ตอบ แบบขอความรู้
28 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๖.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
เจ้ามหาลิกราบทูลว่า ท่านได้ทราบว่าเจ้าลิจฉวีช่ือสุนักขัตตะ ผู้มาปฏิบัติธรรมอยู่กับ
พระผู้มีพระภาคถึง ๓ ปี ได้คุณวิเศษข้ันตาทิพย์เท่านั้น ยังไม่ได้หูทิพย์ จึงอยากจะทราบว่า
ตาทพิ ย์และหทู ิพยม์ ีจริงหรอื ไม่ ตรสั ตอบวา่ มจี ริง
ทูลถามวา่ เพราะเหตไุ รเจ้าสุนักขัตตลิจฉวจี ึงไม่ไดห้ ทู ิพย์ ตรัสตอบวา่ การไดต้ าทพิ ย์
และหทู พิ ย์ขน้ึ อยูก่ บั ก�ำลังของสมาธิ บางคนท�ำสมาธมิ ่งุ ให้ได้ตาทิพย์หรอื หทู ิพยอ์ ย่างใดอย่าง
หนงึ่ เพยี งอยา่ งเดยี ว เพอ่ื ใหเ้ หน็ รปู หรอื ไดย้ นิ เสยี งเฉพาะในทศิ ใดทศิ หนง่ึ เทา่ นนั้ บางคนอาจท�ำ
สมาธมิ งุ่ ใหไ้ ดท้ งั้ ตาทพิ ยแ์ ละหทู พิ ย์ เพอื่ ใหเ้ หน็ รปู และไดย้ นิ เสยี งในทศิ ใดทศิ หนง่ึ แตบ่ างคนอาจ
ท�ำสมาธิมงุ่ ใหไ้ ดท้ ั้งตาทิพยแ์ ละหทู พิ ยเ์ พอ่ื ใหเ้ หน็ รูปและได้ยินเสียงในทุก ๆ ทิศ
ทูลถามว่า ภิกษุในพระศาสนาน้ีคงมาประพฤติพรหมจรรย์เพื่อให้ได้ตาทิพย์และ
หทู พิ ยเ์ ทา่ นนั้ กระมงั ตรสั ตอบวา่ ไมใ่ ชเ่ ทา่ นน้ั ยงั มคี ณุ วเิ ศษทสี่ งู กวา่ นอี้ กี ทภี่ กิ ษใุ นพระศาสนานี้
ควรท�ำให้เกดิ มีขึ้นในตน คือ
๑. การขจัดสัญโญชน์หรือสังโยชน์ (กเิ ลสทผ่ี ูกมดั ) ๓ อย่าง ไดแ้ ก่ สักก
(ความเห็นว่ามีตัวตน) วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) และสีลัพพตปรามาส (การยึดติด
ศีลพรตอยา่ งงมงาย) ให้หมดไป จะท�ำใหบ้ รรลุโสดาปัตติผลเป็นพระโสดาบนั
๒. การขจดั สัญโญชน์ ๓ อย่างดังกล่าวใหห้ มดไป และบรรเทาราคะ โทสะ โมหะให้
ลดน้อยลง จะท�ำใหบ้ รรลสุ กทาคามผิ ล เป็นพระสกทาคามี
๓. การขจดั สญั โญชน์ ๕ อยา่ ง ไดแ้ ก่ (๑) สกั กายทฏิ ฐิ (๒) วจิ กิ จิ ฉา (๓) สลี พั พตปรามาส
(๔) กามราคะ (ความก�ำหนดั ในกาม) (๕) ปฏฆิ ะ (ความหงดุ หงิดขัดเคอื ง) ใหห้ มดไป จะท�ำให้
บรรลอุ นาคามผิ ล เปน็ พระอนาคามี
๔. การขจดั ใหอ้ าสวะท้งั ปวงหมดส้นิ ไป จะท�ำใหบ้ รรลเุ จโตวิมตุ ติ (ความหลุดพน้ ด้วย
อ�ำนาจการฝกึ จติ ) และปญั ญาวมิ ตุ ติ (ความหลดุ พน้ ดว้ ยอ�ำนาจการเจรญิ ปญั ญา) เปน็ พระอรหนั ต์
ทูลถามว่า มีข้อปฏิบัติเพ่ือให้บรรลุคุณวิเศษเหล่านั้นหรือไม่ ตรัสตอบว่า มี ได้แก่
อริยมรรคมีองค์ ๘
ในตอนทา้ ยของพระสูตรน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงเล่าให้เจ้ามหาลฟิ งั ว่ามนี ักบวช ๒ รูป
คือมัณฑิยปริพาชก และชาลิยปริพาชกมาทูลถามว่า ชีวะ กับ สรีระ เป็นคนละอย่างกันหรือ
เปน็ อยา่ งเดยี วกัน ตรัสตอบว่า ผ้ไู ดส้ ามญั ญผลขั้นสงู สุดดังกลา่ วแล้วจะไมส่ งสยั ในเรือ่ งน้ีเลย
เล่มที่ ๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๙ 29
๖.๕ ขอ้ สงั เกต
พระสูตรน้ีแสดงถึงสามัญญผล คือผลแห่งความเป็นสมณะอีกวิธีหน่ึงนอกจากท่ีทรง
แสดงไว้โดยละเอยี ดในสามัญญผลสูตรแลว้
๗. ชาลยิ สูตร
๗.๑ ที่มาของชอ่ื
ชาลิยสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยชาลิยปริพาชก ที่ชื่ออย่างน้ีเพราะเนื้อหา
ของพระสูตรนี้เป็นข้อสนทนาโต้วาทะกันระหว่างพระผู้มีพระภาคกับชาลิยปริพาชกและเพ่ือน
ของเขาชอ่ื มัณฑยิ ะ
๗.๒ ที่มาของพระสูตร
พระสูตรน้ีพระผู้มีพระภาคตรัสแก่นักบวชนอกพระพุทธศาสนา ๒ รูป คือ มัณฑิย-
ปริพาชกและชาลิยปริพาชก ขณะประทับอยู่ในโฆสิตาราม เขตกรุงโกสัมพี แคว้นวังสะ
นักบวช ๒ รูปนั้นเข้าไปเฝ้าเพื่อโต้วาทะกับพระผู้มีพระภาคเรื่องชีวะกับสรีระ ซ่ึงเป็นปัญหา
ทางอภิปรชั ญา
๗.๓ รูปแบบของพระสูตร
พระสูตรน้ีเป็นแบบการตอบปัญหาแบบหน่ึง คือตอบแบบไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถาม
ได้ซักถามตามที่ตั้งใจ
๗.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
มัณฑิยปริพาชกและชาลิยปริพาชกทูลถามว่า ชีวะ (วิญญาณอมตะหรืออาตมัน)
กบั สรีระ (ร่างกาย) ตา่ งกนั หรอื เป็นอยา่ งเดยี วกนั
ตรัสตอบแบบตัดปัญหาว่า ผู้มีศีลสมบูรณ์ (ศีล ๓ ชั้น คือจูฬศีล มัชฌิมศีล และ
มหาศีล) เจริญสมถกรรมฐานจนได้ฌาน ๔ แล้ว เจริญวิปัสสนากรรมฐานจนบรรลุวิชชา ๘
ส�ำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว (ดังรายละเอียดในสามัญญผลสูตร) จะเข้าใจปัญหาเรื่องชีวะกับ
สรรี ะได้แจ่มแจ้ง ไม่สงสัยอะไรอกี ตอ่ ไป
30 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๗.๕ ขอ้ สงั เกต
เนื้อความของพระสูตรนี้ปรากฏอยู่ในตอนท้ายของมหาลิสูตรด้วย จึงควรดูประกอบ
กันไป
ปัญหาเร่ืองชีวะกับสรีระเป็นปัญหาทางอภิปรัชญาที่เรียกกันว่า อันตคาหิกทิฏฐิ
(มี ๑๐ เรื่อง) ซ่ึงโดยปกติพระผู้มีพระภาคไม่ทรงตอบ เพราะทรงเห็นว่า แม้จะตอบแล้ว
ผถู้ ามกไ็ มเ่ หน็ ประจกั ษ์ กอ่ ใหเ้ กดิ การโตเ้ ถยี งกนั ตอ่ ไปเรอ่ื ย ๆ ไมม่ ขี อ้ ยตุ ลิ งได้ หรอื แมจ้ ะยตุ ลิ งได้
แตก่ ไ็ มม่ ปี ระโยชนใ์ นการปฏบิ ตั ธิ รรมเพอื่ มรรค ผล นพิ พาน ตามเปา้ หมายของพระพทุ ธศาสนา
พระสตู รนี้แสดงใหเ้ หน็ ชดั ว่าทรงเลยี่ งปญั หานอี้ ย่างไร และผ้ถู ามได้ประโยชนอ์ ะไร
๘. มหาสหี นาทสตู ร
๘.๑ ที่มาของชอื่
มหาสหี นาทสตู ร แปลวา่ พระสตู รทว่ี า่ ดว้ ยการบนั ลอื สหี นาท ค�ำวา่ การบนั ลอื สหี นาท
คือการกล่าวอย่างองอาจกล้าหาญดังพญาราชสีห์ค�ำราม เน้ือความในพระสูตรน้ีเป็นพระพุทธ
ด�ำรสั ที่ประกาศทา้ ทายให้ผู้รสู้ อบสวนดไู ด้
๘.๒ ท่ีมาของพระสูตร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแก่อเจลกัสสปะ (นักบวชเปลือย) ขณะประทับอยู่
ณ กณั ณกถลมฤคทายวัน เขตเมอื งอุชุญญา แคว้นโกศล ทต่ี รัสพระสตู รนี้ เพราะอเจลกัสสปะ
ทูลถามว่าจริงหรือไม่ที่มีผู้กล่าวว่า พระสมณโคดมทรงต�ำหนิตบะทุกชนิด ทรงคัดค้านและ
ชี้โทษของผบู้ �ำเพญ็ ตบะทกุ คนวา่ เปน็ ผู้มีอาชวี ะเศรา้ หมองโดยสว่ นเดยี ว
๘.๓ รูปแบบของพระสตู ร
พระสตู รนเ้ี ปน็ แบบการสนทนาถาม - ตอบอกี แบบหนง่ึ คอื ทรงตอบปญั หาแบบบรรยาย
เปรยี บเทียบ ซง่ึ ท�ำให้การตอบปัญหาแตล่ ะประเดน็ ชัดเจนจนไม่อาจโต้เถียงได้
๘.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
พระผมู้ พี ระภาคตรสั ตอบค�ำถามของอเจลกัสสปะดงั กล่าวข้างต้นว่า พระองคม์ ไิ ดท้ รง
คัดค้านและชี้โทษของผู้บ�ำเพ็ญตบะทุกคนว่า เป็นผู้มีอาชีวะเศร้าหมองโดยส่วนเดียว เพราะ
เล่มท่ี ๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๙ 31
ทรงเหน็ ดว้ ยทพิ ยจกั ษวุ า่ ผบู้ �ำเพญ็ ตบะบางคนตายแลว้ ไปเกดิ ในอบายภมู กิ ม็ ี บางคนตายแลว้ ไป
เกดิ ในสคุ ตโิ ลกสวรรคก์ ม็ ี สมณพราหมณบ์ างพวกเปน็ บณั ฑติ มที รรศนะบางอยา่ งตรงกบั พระองค์
ก็มี บางพวกมีทรรศนะบางอย่าง ขัดแย้งกับพระองค์ก็มี แต่ถ้าวิญญูชนน�ำส่วนท่ีตรงกันมา
เปรียบเทียบกันระหว่างศาสดากับศาสดา หมู่สาวกกับหมู่สาวก หลักธรรมกับหลักธรรมแล้ว
เขาจะสรรเสรญิ พระองค์ สาวกและหลกั ธรรมของพระองค์แนน่ อน
อเจลกัสสปะกราบทูลว่ามีการบ�ำเพ็ญตบะหลายอย่างท่ีจัดเป็นสามัญคุณ (คุณสมบัติ
ที่ท�ำให้เป็นสมณะ) และพรหมัญคุณ (คุณสมบัติท่ีท�ำให้เป็นพราหมณ์)ได้ พระผู้มีพระภาค
ตรสั วา่ แม้จะบ�ำเพญ็ ตบะเหลา่ นนั้ ใหส้ มบรู ณ์ กช็ อ่ื วา่ ยงั หา่ งไกลจากสามญั คุณและพรหมญั คุณ
เพราะยงั ขาดสีลสัมปทา (ความสมบรู ณด์ ้วยศีล) จติ ตสัมปทา (ความสมบรู ณด์ ้วยสมาธิ) และ
ปัญญาสัมปทา (ความสมบูรณ์ด้วยปัญญา) ซึ่งทรงถือว่าเป็นสามัญคุณและพรหมัญคุณท่ี
สงู ส่ง ภกิ ษุผู้สมบรู ณด์ ว้ ยคณุ อย่างนจ้ี ึงจะเรียกว่าสมณะ วา่ พราหมณ์ ไดจ้ รงิ
อเจลกัสสปะกราบทูลว่า การบ�ำเพ็ญตบะที่จัดเป็นสามัญคุณ และพรหมัญคุณ
(ของพราหมณ์)น้ีท�ำได้ยากแสนยาก พระผู้มีพระภาคตรัสว่า น่ันเป็นเร่ืองธรรมดาของโลก
แต่การเจริญเมตตาจิตไม่ให้มีเวรไม่ให้มีพยาบาทและการเจริญสมาธิจนบรรลุเจโตวิมุตติ
ปญั ญาวมิ ตุ ติ ซึ่งเป็นสามัญคุณและพรหมัญคณุ ของพระองค์ ท�ำได้ยากแสนยากกวา่
อเจลกัสสปะกราบทูลวา่ สมณะและพราหมณเ์ ปน็ ผู้ที่รู้ได้ยาก พระผ้มู ีพระภาคตรัสวา่
น่ันเป็นเรื่องธรรมดาของโลก แต่การเจริญเมตตาจิตไม่ให้มีเวรไม่ให้มีพยาบาท และการเจริญ
สมาธิจนไดเ้ จโตวิมุตติ ปญั ญาวมิ ตุ ติ รู้ได้ยากย่ิงกว่า
เม่ืออเจลกัสสปะทลู ถามว่า ความสมบรู ณด์ ว้ ยศลี สมาธิ ปญั ญา เป็นอย่างไร จงึ ตรสั
อธบิ ายศลี ๓ ช้ัน ฌาน ๔ และวชิ ชา ๘ (ดังรายละเอยี ดในพรหมชาลสตู รและสามญั ญผลสตู ร
ขา้ งต้น)
๘.๕ ข้อสงั เกต
พระสูตรน้ี ให้ความรู้เกย่ี วกับการบ�ำเพญ็ ตบะในสมยั พทุ ธกาลอย่างละเอยี ดพอสมควร
ทรงเปรียบเทียบให้เห็นชัดว่าการบ�ำเพ็ญตบะต่าง ๆที่จัดได้ว่าเป็นสามัญคุณและพรหมัญคุณ
ของสมณพราหมณ์บางพวกนนั้ ยังดอ้ ยกว่าการรกั ษาศลี การเจริญสมาธิ และการอบรมปัญญา
ซึง่ เป็นสามญั คณุ และพรหมัญคุณของพระองค์
อเจลกัสสปะเลื่อมใสทูลขออุปสมบท พระผู้มีพระภาคตรัสว่าต้องอยู่รับการอบรม
๔ เดอื นกอ่ น อเจลกสั สปะกราบทลู ว่า ๔ ปกี ย็ นิ ดีรบั การอบรม
32 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
๙. โปฏฐปาทสตู ร
๙.๑ ทีม่ าของชอ่ื
โปฏฐปาทสูตร แปลว่า พระสูตรท่ีว่าด้วยโปฏฐปาทปริพาชก ท่ีชื่ออย่างนี้เพราะ
เนื้อหาส�ำคญั ของพระสูตรน้ีเปน็ ขอ้ สนทนาระหว่างพระผู้มพี ระภาคกบั โปฏฐปาทปริพาชก
๙.๒ ท่ีมาของพระสตู ร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคตรัสแก่โปฏฐปาทปริพาชก ณ มัลลิการาม (ซึ่งเป็น
ท่ีพักของนักบวชรูปน้ีกับคณะประมาณ ๓,๐๐๐ รูป) เขตกรุงสาวัตถี แคว้นโกศล ขณะท่ี
พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปนั้น โปฏฐปาทปริพาชกและคณะก�ำลังสนทนากันอย่างอึกทึก
พอเห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมา โปฏฐปาทปริพาชกจึงส่ังให้คณะหยุดสนทนา เม่ือได้ทักทาย
ต้อนรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้ทูลถามปัญหาที่ตนและคณะสงสัยมานาน คือปัญหาเรื่อง
อภสิ ัญญานิโรธ
๙.๓ รูปแบบของพระสตู ร
พระสูตรน้ีเป็นแบบการสนทนาถาม - ตอบ เพ่ือขอความรู้ขจัดความสงสัย มิใช่เพื่อ
โตว้ าทะ
๙.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
โปฏฐปาทปริพาชกกราบทูลว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลายได้เคยโต้เถียงเรื่อง
อภิสัญญานิโรธกันอย่างกว้างขวาง แต่หาข้อยุติมิได้ ข้อโต้เถียงนั้นอาจแบ่งออกเป็น
๔ ประเดน็ คือ
๑. สมณพราหมณ์พวกหนึ่งเห็นวา่ สัญญา (ความจ�ำไดห้ มายร)ู้ ของคน เกดิ และดบั ไป
เองโดยไมม่ เี หตุปจั จยั เม่อื เกิดขนึ้ คนกม็ สี ัญญา เมอ่ื ดับไปคนกไ็ มม่ สี ัญญา
๒. สมณพราหมณอ์ ีกพวกหน่ึงเห็นว่า สัญญาเป็นอัตตาของคน เขา้ ๆ ออก ๆ ในคน
เมื่อเขา้ มา คนก็มีสญั ญา เม่ือออกไป คนกไ็ มม่ ีสัญญา
๓. สมณพราหมณ์อีกพวกหน่ึงเห็นว่า สัญญาของคนเข้ามาและออกไปเพราะสมณ
พราหมณผ์ ู้มฤี ทธม์ิ ากมอี านภุ าพมากบันดาลให้เป็นไป...
๔. สมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งเห็นว่า สัญญาของคนเข้ามาและออกไป เพราะเทวดา
ผมู้ ฤี ทธ์ิมากมอี านภุ าพมากบนั ดาลใหเ้ ป็นไป...
เล่มที่ ๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๙ 33
โปฏฐปาทปริพาชกกราบทูลว่า ขณะฟังเขาโต้เถียงกัน ตนนึกถึงพระผู้มีพระภาคว่า
ทรงทราบปัญหานี้ดีแน่นอน แล้วทูลขอให้ทรงอธิบาย พระผู้มีพระภาคทรงอธิบายว่า สมณ
พราหมณพ์ วกท่ี ๑ เห็นผดิ ทถ่ี ูกคอื สญั ญาเกิด-ดบั เพราะการศกึ ษา เชน่ ภกิ ษุในศาสนาของ
พระองค์ศึกษาเรื่องศีลจนมีศีลสมบูรณ์ (ดังรายละเอียดในพรหมชาลสูตร) แล้วเจริญสมาธิจน
ไดป้ ฐมฌาน กามสญั ญา(ความจ�ำไดห้ มายรใู้ นเรอ่ื งกาม)ของภกิ ษนุ นั้ ดบั ไป สจั สญั ญาอนั ละเอยี ด
ทม่ี ีปตี แิ ละสขุ อนั เกดิ จากวิเวกจะเกิดขึ้นมาแทนที่ เม่ือเธอได้ทุตยิ ฌาน สจั สญั ญาทมี่ ีปตี แิ ละสุข
อันเกิดจากวิเวกนั้นก็ดับไป สัจสัญญาอันละเอียดที่มีปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิจะเกิดขึ้นมา
แทนที่ เมอื่ เธอได้ตตยิ ฌาน สจั สญั ญาท่มี ีปีติและสุขอนั เกดิ จากสมาธิน้นั ก็ดบั ไป สัจสัญญาอัน
ละเอยี ดทมี่ แี ตส่ ขุ อนั เกดิ จากอเุ บกขาจะเกดิ ขนึ้ มาแทนท่ี เมอื่ เธอไดจ้ ตตุ ถฌาน สจั สญั ญาทมี่ แี ต่
สขุ อนั เกดิ จากอเุ บกขานน้ั กด็ บั ไป สจั สญั ญาอนั ละเอยี ดทไี่ มม่ ที งั้ สขุ และทกุ ขจ์ ะเกดิ ขนึ้ มาแทนท่ี
เม่ือเธอได้อรูปฌานที่ ๑ สัจสัญญาท่ีไม่มีท้ังสุขและทุกข์น้ันก็ดับไป สัจสัญญาอันละเอียดใน
อากาสานัญจายตนะ(ก�ำหนดรู้อากาศอันหาประมาณไม่ได้) จะเกิดขึ้นมาแทนท่ี เมื่อเธอได้
อรูปฌานท่ี ๒ สัจสัญญาในอากาสานัญจายตนะนั้นก็ดับไป สัจสัญญาอันละเอียดใน
วิญญาณัญจายตนะ (ก�ำหนดรู้วิญญาณอันหาประมาณไม่ได้) จะเกิดขึ้นมาแทนท่ี เม่ือเธอได้
อรูปฌานที่ ๓ สัจสัญญาในวิญญาณัญจายตนะนั้นก็ดับไป สัจสัญญาอันละเอียดใน
อากิญจัญญายตนะ (ก�ำหนดรู้ว่าไม่มีอะไรเลย) จะเกิดขึ้นมาแทนท่ี และเมื่อเธอได้อรูปฌาน
ที่ ๔ สัจสัญญา ในอากิญจัญญายตนะก็ดับไป สัญญาใหม่ก็ไม่เกิดข้ึน เพราะเธอไม่คิดอะไร
จึงไมเ่ กดิ การปรุงแต่ง สัญญาต่าง ๆ จึงดบั ไป น้ีคอื อภิสญั ญานโิ รธ(การดบั สญั ญาท่ียงิ่ ใหญ)่
ตอ่ จากน้นั โปฏฐปาทปรพิ าชกไดท้ ูลถามปัญหาเพมิ่ เติมอกี ๗ ขอ้ คือ
๑. ทรงบัญญัติสัญญาอันเลิศอย่างเดียวหรือหลายอย่าง ตรัสตอบว่า ทรงบัญญัติ
ทั้งอย่างเดียวและหลายอยา่ ง
๒. สญั ญากบั ญาณอย่างไหนเกิดกอ่ น ตรัสตอบวา่ สญั ญาเกดิ กอ่ นญาณ
๓. สัญญาเป็นอัตตาหรือว่าสัญญากับอัตตาเป็นคนละอย่างกัน ทรงซักว่า อัตตาที่ว่า
หมายถงึ อะไร ทลู ตอบวา่ หมายถงึ อัตตาท่อี าศยั รปู ตรสั ตอบวา่ อัตตาอย่างนน้ั เป็นคนละอยา่ ง
กับสญั ญา
๔. อัตตาตามที่ตนเข้าใจหมายถึงอัตตาที่เกิดจากใจ มีอวัยวะและอินทรีย์ครบถ้วน
ตรสั ตอบวา่ อตั ตาอยา่ งนั้นก็เป็นคนละอยา่ งกับสญั ญา
๕. อัตตาตามทีต่ นเข้าใจ หมายถงึ อัตตาท่ีไม่มรี ปู เกดิ จากสัญญา ตรสั ตอบว่า อัตตา
อยา่ งนั้นกเ็ ป็นคนละอย่างกับสญั ญา
34 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
๖. ตัวเองจะรู้ได้หรือไม่ว่า สัญญาเป็นอัตตาของคน หรือสัญญากับอัตตาเป็นคนละ
อย่างกัน ตรัสตอบว่า ค�ำถามน้ีเป็นทิฏฐิอย่างหน่ึงซ่ึงไม่ตรงกับทรรศนะของพระองค์จึงไม่ทรง
ตอบ โปฏฐปาทปริพาชกเพียรถามปัญหาทางอันตคาหิกทิฏฐิ ๑๐ อีกต่อไป พระผู้มีพระภาค
กต็ รัสตอบยนื ยันวา่ พระองค์ไม่ทรงตอบเพราะไม่มปี ระโยชน์
๗. ปัญหาเชน่ ไรพระองค์จงึ จะทรงตอบ ตรัสตอบว่า ทรงตอบปัญหาเรื่องทกุ ข์ เหตุให้
เกดิ ทกุ ข์ ความดบั ทกุ ข์ และขอ้ ปฏิบตั ิใหถ้ ึงความดับทุกข์ (อริยสจั ๔)
๙.๕ ข้อสงั เกต
พระสูตรนี้แสดงให้เห็นชัดว่า สมณพราหมณ์ในสมัยพุทธกาลมีความสนใจศึกษาหา
ความรู้กันอย่างจริงจังและอย่างเสรี ส่วนมากเร่ืองราวที่เขาสนใจศึกษากันเป็นเรื่องราวใน
ทิฏฐิ ๖๒ น่ันเอง ในตอนท้ายของพระสูตรน้ีกล่าวถึงบรรยากาศหลังจากพระผู้มีพระภาค
เสด็จกลับไป พวกปริพาชกท่ีเป็นบริษัทของโปฏฐปาทะได้ต่อว่าโปฏฐปาทะว่าท�ำไมยอมตาม
พระสมณโคดมไปเสยี ทุกอยา่ ง พวกตนไมเ่ ห็นวา่ ทรงตอบปญั หาทางทิฏฐอิ ะไรได้เลย
อยา่ งไรกต็ าม หลงั จากนั้น ๒ - ๓ วัน ปรพิ าชกชื่อจิตตะ หัตถสิ ารบี ตุ ร กบั โปฏฐปาท-
ปริพาชกได้ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลบรรยากาศหลังจากพระองค์ เสด็จกลับแล้วให้
ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคจึงทรงอธิบายปัญหาทางทิฏฐิ ๖๒ ให้ฟัง พร้อมด้วยอุปมาอุปไมย
ที่นา่ สนใจยงิ่ โดยเฉพาะผสู้ นใจศึกษาปรัชญาอินเดยี โบราณควรอา่ นพระสตู รนีโ้ ดยละเอียด
๑๐. สุภสูตร
๑๐.๑ ท่ีมาของชอ่ื
สุภสูตร แปลว่าพระสูตรที่ว่าด้วยสุภมาณพ ที่ช่ืออย่างนี้เพราะเนื้อหาส�ำคัญของ
พระสูตรนี้เป็นข้อสนทนาระหว่างท่านพระอานนท์กับสุภมาณพ บุตรของโตเทยยพราหมณ์
บา้ นตทุ ิ ใกลก้ รงุ สาวัตถี
๑๐.๒ ทีม่ าของพระสูตร
พระสูตรน้ี ท่านพระอานนท์แสดงแก่สุภมาณพ ณ บ้านของสุภมาณพ หลังจาก
พระผู้มีพระภาคปรินิพพานไปแล้วไม่นาน ต่างกับพระสูตรชื่อเดียวกันนี้ใน มัชฌิมนิกาย
มัชฌิมปัณณาสก์ เพราะพระสูตรนั้นพระผู้มีพระภาคเป็นผู้ตรัสแก่มาณพผู้นี้ เน้ือเรื่องที่ตรัส
ก็ตา่ งกัน
เลม่ ท่ี ๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๙ 35
๑๐.๓ รปู แบบของพระสตู ร
พระสูตรนี้ เป็นแบบการสนทนาถาม - ตอบเพื่อขอความรู้ ไม่ใช่เพื่อโต้วาทะ
อย่างท่ีสุภมาณพทูลถามพระผู้มีพระภาคที่ปรากฏในสุภสูตร (สูตรที่ ๔๙) แห่งมัชฌิมนิกาย
มัชฌมิ ปณั ณาสก์
๑๐.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
สุภมาณพทราบว่าท่านพระอานนท์มาพักที่พระเชตวันมหาวิหาร จึงให้คนไปนมิ นต์มา
ที่บ้าน เรียนถามว่า พระผู้มีพระภาคทรงสรรเสริญธรรมอะไร ทรงชักชวนให้ประชาชนตั้งมั่น
อย่ใู นธรรมอะไร
ท่านพระอานนท์ตอบว่าทรงสรรเสริญขันธ์ ๓ และทรงชักชวนให้ประชาชนต้ังมั่นอยู่
ในขนั ธ์ ๓
สภุ มาณพเรียนถามว่าขันธ์ ๓ คอื อะไร ตอบวา่ ขันธ์ ๓ คอื สีลขนั ธ์ (กองศีล) สมาธขิ ันธ์
(กองสมาธิ) และปัญญาขันธ์ (กองปัญญา) และอธิบายความอย่างเดียวกับที่พระผู้มีพระภาค
ตรสั แก่พระเจ้าอชาตศัตรู ดงั ปรากฏในสามัญญผลสูตรทุกประการ
๑๐.๕ ข้อสังเกต
พระสตู รนี้ แมท้ า่ นพระอานนทเ์ ป็นผู้แสดง แตก่ ็แสดงตามสามัญญผลสูตรทกุ ประการ
สุภมาณพ โตเทยยบุตร ผู้ท่ีปรากฏในพระสูตรนี้ก็เคยฟังธรรมจากพระผู้มีพระภาคและ
ได้ประกาศตนเป็นอุบาสกแล้ว จึงเคารพนับถือท่านพระอานนท์ในฐานะผู้เป็นพุทธอุปัฏฐาก
ฉะนน้ั เมือ่ ทราบวา่ ทา่ นพระอานนท์มา จงึ นิมนต์ไปสนทนาธรรมท่ีบา้ น ปญั หาท่ถี ามน้นั แสดง
ให้เห็นวา่ มีความเคารพนบั ถือพระผู้มพี ระภาคมาก แม้พระองคเ์ สดจ็ ดบั ขนั ธปรินิพพานไปแลว้
แต่ถ้าได้ปฏิบัติตามธรรมที่ทรงสรรเสริญ และทรงชักชวนให้คนส่วนมากต้ังม่ัน ก็ชื่อว่าได้บูชา
พระผมู้ พี ระภาคเหมอื นกัน
36 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
๑๑. เกวัฏฏสูตร
๑๑.๑ ทม่ี าของชอ่ื
เกวัฏฏสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยเกวัฏฏคหบดี ที่ชื่ออย่างน้ีเพราะเน้ือหาของ
พระสตู รนีเ้ ปน็ ข้อสนทนาระหว่างพระผมู้ พี ระภาคกบั เกวัฏฏคหบดี
๑๑.๒ ที่มาของพระสตู ร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคตรัสแก่เกวัฏฏคหบดี ขณะประทับอยู่ในสวนมะม่วงของ
ปาวารกิ เศรษฐี หรอื ทเ่ี รยี กวา่ ปาวารกิ มั พวนั เขตเมอื งนาลนั ทา เกวฏั ฏคหบดเี ปน็ พทุ ธศาสนกิ ชน
ผู้มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะให้ชาวนาลันทาหันมานับถือพระพุทธศาสนาโดยท่ัวกัน
จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคกราบทูลให้รับส่ังแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งผู้ช�ำนาญทางการแสดง
ปาฏิหารยิ ์ไปแสดงปาฏิหาริยใ์ หช้ าวเมอื งนั้นชม พระผมู้ ีพระภาคจงึ ได้ตรสั เทศนาพระสตู รน้ี
๑๑.๓ รูปแบบของพระสตู ร
พระสตู รนี้ เป็นแบบการสนทนาธรรม ตอบค�ำถามทถี่ ามด้วยความหวงั ดี
๑๑.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
พระผมู้ พี ระภาคตรสั ตอบเกวฏั ฏะวา่ พระองคม์ ไิ ดส้ อนธรรมเพอื่ ใหภ้ กิ ษแุ สดงปาฏหิ ารยิ ์
แกค่ ฤหัสถ์ แลว้ ทรงช้ีแจงว่า ทรงรแู้ จ้งปาฏหิ าริย์ ๓ อย่างคือ (๑) อทิ ธิปาฏหิ าริย์ (การแสดง
ฤทธติ์ า่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งนา่ อศั จรรย)์ (๒) อาเทสนาปาฏหิ ารยิ ์ (การดกั ทายใจผอู้ น่ื ไดอ้ ยา่ งนา่ อศั จรรย)์
(๓) อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (การพร่�ำสอนท่ีมีผลอย่างน่าอัศจรรย์) ท่ีทรงห้ามมิให้ภิกษุแสดง
อิทธิปาฏิหาริย์ เช่นการเนรมิตกายได้หลายอย่าง เพราะชาวบ้านเข้าใจว่าผู้ที่แสดงฤทธ์ิได้
เพราะมวี ชิ ชา ชอ่ื วา่ คนั ธาริ และทท่ี รงหา้ มมใิ หภ้ กิ ษแุ สดงอาเทสนาปาฏหิ ารยิ ์ เพราะชาวบา้ น
เข้าใจว่าผทู้ ่ดี กั ทายใจ คนอนื่ ได้ เพราะมีวิชชาชอื่ มณิกา
จากนั้นทรงแสดงอนุสาสนีปาฏิหาริย์ให้เกวัฏฏะฟัง คือทรงแสดงผลของศีล ๓ ชั้น
ผลของฌาน ๔ และวิชชา ๘ ดงั รายละเอียดในพรหมชาลสตู รและสามญั ญผลสตู ร
ในตอนท้ายทรงเล่าเร่ืองภิกษุรูปหน่ึงต้องการทราบว่ามหาภูตรูป ๔ (ธาตุ ๔ คือ ดิน
น�ำ้ ไฟ ลม) ดบั สนิทในทใ่ี ด จึงเข้าสมาธิไปเท่ียวถามพวกเทวดาในเทวโลกทุก ๆ ช้ัน กไ็ มไ่ ด้รับ
ค�ำตอบ จึงไปเที่ยวถามพวกเทพท่ีเป็นพรหมบริษัทในพรหมโลกจนได้เข้าพบท้าวมหาพรหม
ท่ีอ้างว่าเป็นผู้สร้างโลก ท้าวมหาพรหมน�ำภิกษุรูปน้ันไปในท่ีลับหูลับตา แล้วกระซิบว่า ไม่มี
เล่มท่ี ๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๙ 37
ใครรู้หรอก นอกจากพระพุทธเจ้า ภิกษุรูปนั้นจึงกลับมาเฝ้าพระผู้มีพระภาค ทูลถามข้อข้อง
ใจน้ัน พระองคต์ รสั ตอบวา่ ดบั สนิทในจติ ของพระอรหนั ต์
๑๑.๕ ข้อสงั เกต
พระสูตรนใ้ี ห้ความรู้ทสี่ �ำคญั ๒ อย่าง คอื
๑. ปาฏิหาริย์ ๓ อย่าง โดยเฉพาะ ๒ อย่างแรกเป็นวิธีที่คนสมัยนั้นช่ืนชอบกันมาก
ถอื กันวา่ ผู้แสดงได้เปน็ ผวู้ เิ ศษ จงึ มีคนเล่อื มใสศรทั ธามาก
๒. ความรู้เร่ืองพรหมและพรหมโลก โดยเฉพาะท้าวมหาพรหมผู้สร้างนั้น แม้แต่
พวกพรหมท่ัวไปก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด แต่รู้ได้จากรัศมีที่ส่องประกายออกมา จึงแนะน�ำให้ภิกษุ
ผู้ประสงค์จะเข้าพบไปตามรัศมีนั้น ในท่ีสุด ภิกษุรูปน้ันก็ได้พบและสนทนากับท้าวมหาพรหม
แต่จะเป็นท้าวมหาพรหมหรือพระพรหมา มหาเทพผู้สร้างของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูหรือไม่
ผู้สนใจปรชั ญาอินเดียโบราณควรจะศึกษาค้นคว้าตอ่ ไป
๑๒. โลหิจจสูตร
๑๒.๑ ทม่ี าของช่ือ
โลหิจจสูตร แปลว่า พระสูตรท่ีว่าด้วยโลหิจจพราหมณ์ ที่ช่ืออย่างนี้เพราะเน้ือหา
ของพระสตู รนเี้ ปน็ ขอ้ สนทนาระหว่างพระผมู้ พี ระภาคกับโลหิจจพราหมณ์
๑๒.๒ ทมี่ าของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคตรัสแก่โลหิจจพราหมณ์ ขณะทรงแวะพักในหมู่บ้าน
สาลวติกา (หมู่บ้านท่ีมีต้นสาละเป็นร้ัว) แคว้นโกศล ที่พระเจ้าปเสนทิโกศล พระราชทาน
เป็นพรหมไทยให้โลหิจจพราหมณ์ปกครอง ทรงแสดงพระสูตรน้ีเพื่อแก้ความเห็นผิดของ
โลหิจจพราหมณ์
๑๒.๓ รูปแบบของพระสตู ร
พระสูตรนี้ เป็นแบบการสนทนาถาม - ตอบ โดยพระผู้มีพระภาคทรงซักถามไล่เลียง
แบบถามน�ำจนโลหจิ จพราหมณ์ตอ้ งตอบตามที่ทรงประสงค์ แล้วทรงสรุปค�ำตอบเหลา่ นน้ั เปน็
ค�ำแก้ไขความเห็นผิดของโลหิจจพราหมณ์เอง คล้ายกับบทสนทนาของนักปรัชญากรีก ช่ือ
เพลโต (Plato)
38 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๑๒.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
พระผมู้ พี ระภาคตรสั ถามโลหจิ จพราหมณว์ า่ จรงิ หรอื ไมท่ มี่ ผี กู้ ลา่ ววา่ โลหจิ จพราหมณ์
มีความเห็นว่า สมณะหรือพราหมณ์ควรบรรลุกุศลธรรม แต่ไม่ควรบอกแก่ผู้ใด เพราะไม่มี
ใครช่วยใครได้ ผู้ที่บอกถือว่ายังมีความโลภ เหมือนคนท่ีตัดเคร่ืองจองจ�ำเก่า แล้วสร้างเคร่ือง
จองจ�ำใหม่ข้ึนแทน ก็ถือว่ามีความโลภอย่างเดียวกัน ความโลภเป็นความชั่วร้าย จึงไม่ควร
มีความโลภ
โลหจิ จพราหมณก์ ราบทลู วา่ จรงิ ทรงซกั ถามวา่ มคี นกลา่ ววา่ โลหจิ จพราหมณป์ กครอง
หม่บู า้ นนก้ี ็ควรไดร้ ับผลประโยชน์ในหมบู่ า้ นน้ีแต่ผ้เู ดียว ไมค่ วรแบง่ ให้แกผ่ ใู้ ด ผกู้ ล่าวอยา่ งนี้
ชอื่ วา่ สร้างความเดอื ดร้อนแกผ่ อู้ าศัยอยู่ในหมู่บา้ นนหี้ รือไม่
ทูลตอบวา่ สร้างความเดือดร้อน ทรงซกั วา่ ผ้สู รา้ งความเดือดรอ้ นช่อื ว่าหวังประโยชน์
ต่อผู้อ่นื หรือไมห่ วงั ประโยชน์ ทูลตอบวา่ ไม่หวงั ประโยชน์ ทรงซักว่า ผูไ้ ม่หวงั ประโยชน์ชอื่ ว่า
มีเมตตาจติ หรือคดิ เปน็ ศัตรู ทลู ตอบวา่ คิดเปน็ ศตั รู ทรงซกั ตอ่ ไปว่า เมอ่ื คิดเปน็ ศตั รู ชื่อวา่ เป็น
มจิ ฉาทิฏฐหิ รือสมั มาทฏิ ฐิ ทลู ตอบว่า เปน็ มจิ ฉาทฏิ ฐิ ตรสั สรปุ ว่า ผ้เู ปน็ มิจฉาทิฏฐมิ คี ติ ๒ อย่าง
คือ ตายแลว้ ไปเกดิ ในนรกหรอื ในก�ำเนิดสัตว์เดรจั ฉาน
นอกจากน้ี ทรงยกเอาการปกครองแคว้นโกศลและแคว้นกาสีของพระเจ้าปเสนทิโกศล
มาซักถามไล่เลียงอย่างเดียวกับกรณีของโลหิจจพราหมณ์ จนโลหิจจพราหมณ์ยอมรับว่า
ถ้าไม่แบ่งผลประโยชน์ให้ผู้ใต้ปกครองก็จะมีข้อบกพร่องในด้านคุณธรรมจนจบลงที่เป็น
มิจฉาทิฏฐิ จึงทรงสรุปว่า ความเห็นที่ว่า สมณะหรือพราหมณ์ควรบรรลุกุศลธรรมแต่ไม่ควร
บอกผ้ใู ด นนั้ กถ็ อื ว่าไม่แบ่งผลประโยชน์แก่ผู้อ่ืน จัดเป็นมิจฉาทฏิ ฐิเชน่ กัน
จากนั้นทรงแสดงว่ามีศาสดาอยู่ ๓ ประเภทที่สมควรถูกทักท้วง และศาสดาอีก
๑ ประเภทท่ไี มส่ มควรถกู ทกั ท้วง
๑๒.๕ ขอ้ สังเกต
พระสูตรน้ีให้สาระส�ำคัญดีมาก คือดีท้ังวิธีการแสดงและเน้ือหาการแก้ความเห็นผิด
โดยเฉพาะลักษณะของศาสดาในโลก ๔ ประเภทน้ัน แสดงให้เห็นธาตุแท้ของผู้ตั้งตนเป็น
ศาสดาในสมยั นั้นวา่ เป็นอยา่ งไร ควรเชอ่ื ถอื ศาสดาประเภทใด
ลัทธิของศาสดาทโี่ ลหจิ จพราหมณ์ยึดถอื น้นั มีขอ้ นา่ สงั เกตอยไู่ ม่นอ้ ย กลา่ วคอื ลัทธินี้
ถือว่าผู้ท่ีพยายามบ�ำเพ็ญเพียรจนสามารถบรรลุกุศลธรรมชั้นสูงสุดของเขาแล้ว ก็ถือว่าอยู่จบ
พรหมจรรย์แล้ว จึงไม่ควรหวังอะไรอีกต่อไป เพราะความหวังเป็นกิเลส ถ้าหวังอะไร ๆ เช่น
หวังจะได้ศิษย์ จึงต้องสอนธรรมที่บรรลุแล้วให้เขา ก็เท่ากับสร้างเครื่องผูกพันข้ึนมามัดตัวเอง
เล่มที่ ๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๙ 39
ต่อไปอีก เหมือนบุคคลที่ถูกจองจ�ำ เมื่อท�ำลายเครื่องจองจ�ำน้ันได้แล้ว เร่ืองอะไรจะคิดสร้าง
เคร่ืองจองจ�ำใหม่ขึ้นมาผูกมัดตนต่อไปอีกเล่า แต่พระผู้มีพระภาคทรงมองอีกมุมหนึ่ง คือ
ทรงมองในมมุ ทจ่ี ะก่อประโยชน์ แก่ผ้อู น่ื
๑๓. เตวชิ ชสตู ร
๑๓.๑ ทมี่ าของชื่อ
เตวิชชสูตร แปลว่า พระสูตรท่ีว่าด้วยไตรเพท ซ่ึงเป็นชื่อคัมภีร์ส�ำคัญของศาสนา
พราหมณ์ คือ ฤคเวท ยชุรเวท และสามเวท
๑๓.๒ ทม่ี าของพระสตู ร
พระสูตรนี้ พระผู้มพี ระภาคตรสั แกม่ าณพ (ชายหนุ่ม) ๒ คน คือ วาเสฏฐมาณพและ
ภารัทวาชมาณพ ขณะประทับอยู่ในอัมพวันใกล้ฝั่งแม่น้�ำอจิรวดีเหนือหมู่บ้านพราหมณ์ช่ือ
มนสากฏะ แคว้นโกศล เหตุที่ตรัสพระสูตรนี้เพราะมาณพท้ังสองเข้าไปเฝ้าทูลถามเรื่องทาง
ไปสพู่ รหมโลกท่ีตกลงกันไมไ่ ด้ว่า ทางไหนเป็นทางตรง
๑๓.๓ รปู แบบของพระสูตร
พระสูตรนี้ เป็นแบบการสนทนาถาม - ตอบอีกแบบหน่ึง คือเมื่อมาณพทั้งสอง
ทลู ถาม พระผ้มู พี ระภาคทรงใชว้ ธิ ีปฏิปจุ ฉา (ย้อนถามกลบั ไป) และทรงถามน�ำรกุ ไลไ่ ปจนเขา
ตอบไม่ได้ ตอ้ งขอให้ทรงอธบิ ายให้ฟงั
๑๓.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
วาเสฏฐมาณพกราบทูลว่า ตนกับภารัทวาชมาณพถกเถียงกันเร่ืองทางไปสู่พรหมโลก
ตนอ้างถึงทางท่ีโปกขรสาติพราหมณ์บอกไว้ว่าเป็นทางตรง ส่วนภารัทวาชมาณพอ้างถึงทางที่
ตารุกขพราหมณบ์ อกไวว้ ่าเปน็ ทางตรง จึงทูลขอให้ทรงตดั สนิ วา่ ผ้ใู ดกล่าวถูกต้อง ผู้ใดกลา่ วผดิ
ทรงยอ้ นถามวา่ ถือผิดกันตรงไหน กล่าวผดิ กนั ตรงไหน กล่าวต่างกนั ตรงไหน
วาเสฏฐมาณพกราบทูลว่า ท่ีจริง ทางที่พราหมณ์ผู้เป็นบูรพาจารย์บัญญัติไว้ล้วนเป็น
ทางน�ำผู้ปฏิบตั ิให้ไปถึงพรหมโลกไดท้ ้งั น้นั เหมือนทางตา่ ง ๆ ใกล้หมูบ่ า้ น ยอ่ มไปบรรจบกนั ที่
กลางหมู่บา้ นทง้ั ส้ิน
40 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
พระผู้มีพระภาคทรงซักถามให้มาณพท้ังสองกล่าวยืนยันข้อความข้างต้นถึง ๓ คร้ัง
แล้วทรงย้อนถามว่าในบรรดาพราหมณ์ผู้จบไตรเพท มีสักคนไหมท่ีเคยเห็นพรหม มาณพ
ทั้งสองทูลตอบว่าไม่มี ทรงซักต่อไปเร่ือย ๆ ต้ังแต่อาจารย์ของพราหมณ์ผู้จบไตรเพท จนถึง
พวกฤๅษี ๑๐ ตน ผ้แู ตง่ มันตระ สอนมนั ตระและขบั มนั ตระ เชน่ ฤๅษอี ฏั ฐกะ วามกะ วามเทวะ
เวสสามิตร มาณพทั้งสองทูลตอบว่า ไม่มีใครเคยเห็นพรหม แต่ท่านเหล่าน้ันต่างก็บอกไว้ว่า
ทางนี้เป็นทางตรง เปน็ ทางน�ำไปถงึ พรหมโลก
พระผู้มีพระภาคทรงสรุปว่า เป็นไปไม่ได้ท่ีผู้ไม่เคยเห็นพรหมจะบอกว่าทางนี้เป็นทาง
ตรงไปสพู่ รหมโลก เหมอื นตาบอดเขา้ แถวเกาะหลังกนั เดนิ ไป คนแรกไมเ่ คยเห็นทาง คนกลาง
และคนปลายกไ็ มเ่ คยเหน็ ทาง แลว้ จะไปถกู ทางไดอ้ ยา่ งไร นอกจาก นน้ั ยงั ทรงยกอปุ มาอกี หลาย
อยา่ งมาสนบั สนนุ วา่ เปน็ ไปไมไ่ ด้ แลว้ ตรสั ถามวา่ ตามทพ่ี ราหมณผ์ เู้ ปน็ อาจารยบ์ อกไว้ คณุ สมบตั ิ
ของพรหมกับคุณสมบตั ขิ องพราหมณเ์ หมือนกันหรอื ไม่ เข้ากนั ได้หรือไม่ ทูลตอบว่า ไมเ่ หมือน
กัน เขา้ กันไม่ได้ จงึ ตรัสสรปุ ว่า เมือ่ พรหมกับพราหมณต์ า่ งกัน เข้ากันไม่ได้ พราหมณ์เมอื่ ตาย
แล้วจะไปอยู่ร่วมกับพรหมได้อย่างไร
มาณพทั้งสองทูลถามว่า แล้วพระองค์ทรงรู้จักพรหมและทางไปสู่พรหมโลกหรือไม่
ตรัสตอบว่า ทรงรู้จักพรหมและทางไปสู่พรหมโลกได้ดีเหมือนชาวบ้านมนสากฏะรู้จักบ้าน
มนสากฏะและทางไปสู่บ้านนั้นได้ดีฉะน้ัน แล้วทรงอธิบายทางไปสู่พรหมโลกตามค�ำขอ
ของมาณพท้ังสอง ดังรายละเอียดในสามัญญผลสูตร แล้วทรงซักถามให้เปรียบเทียบระหว่าง
พรหมกับภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ได้ฌาน ๔ และ วิชชา ๘ มีพรหมวิหารธรรม ๔ ประจ�ำจิต
ตลอดเวลา จนมาณพยอมรบั วา่ เขา้ กนั ได้ เมอื่ ภิกษุน้นั ตายไปย่อมเข้าไปอยูร่ ่วมกับพรหมได้
๑๓.๕ ขอ้ สงั เกต
พระสูตรน้ี ให้ความรู้เชิงเปรียบเทียบระหว่างศาสนาพราหมณ์กับพระพุทธศาสนาดี
อย่างย่ิง มาณพท้ังสองเลื่อมใสพระพุทธภาษิตถึงกับขอบวชในพระพุทธศาสนา ต่อมาทรง
แสดงพระธรรมเทศนาส�ำคัญให้ฟัง คือ อัคคัญญสูตร ซ่ึงว่าด้วยความเป็นมาของโลกและ
ความเปน็ มาของพราหมณด์ งั รายละเอยี ดในบทน�ำของทฆี นกิ าย ปาฏิกวรรค สืบไป
เลม่ ท่ี ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๐ 41
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๐
พระสุตตันตปฎิ ก เลม่ ท่ี ๒
(ฑฆี นิกาย มหาวรรค)
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐๒ คือ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค ซ่ึงเป็นคัมภีร์
เลม่ ที่ ๒ ของทฆี นกิ ายและของพระสตุ ตนั ตปฎิ ก คมั ภรี ท์ ฆี นกิ ายมี ๓ เลม่ คอื (๑) พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค (พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๙) (๒) พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
(พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐) และ(๓) พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (พระไตรปิฎก
เล่มที่ ๑๑)
ความหมายของมหาวรรค
ค�ำว่า มหาวรรค แปลว่า หมวดใหญ่ ค�ำว่า หมวด ในท่ีนี้หมายถึงหมวดย่อยของ
นกิ าย คือ เปน็ ตอนหนงึ่ ของทีฆนกิ าย ทแ่ี ปลว่า หมวดยาว โดยนัยน้ี ค�ำว่า ทีฆนกิ าย มหาวรรค
จึงหมายถึงหมวดพระสูตรใหญ่ของทีฆนิกายซ่ึงรวบรวม พระสูตรขนาดยาวไว้ถึง ๓๔ สูตร
จัดแบ่งตามเน้ือหาสาระเป็น ๓ วรรค คือ สีลขันธวรค ๑๓ สูตร มหาวรรค ๑๐ สูตร และ
ปาฏกิ วรรค ๑๑ สูตร
ในจ�ำนวนพระสูตร ๑๐ สูตรของมหาวรรคนัน้ มี ๗ สูตร ทใ่ี ชค้ �ำน�ำหน้า ชอื่ ว่า มหา
ซง่ึ แปลว่า ใหญ่ จึงถือกนั ว่า ชื่อวรรคนี้ตั้งตามเนอ้ื หาสาระและชอ่ื ของพระสูตรเหลา่ นี้ ชื่อของ
พระสูตรท้ัง ๑๐ สตู รของมหาวรรคมีดงั น้ี
๑. มหาปทานสตู ร ๒. มหานทิ านสตู ร
๓. มหาปรนิ ิพพานสูตร ๔. มหาสทุ สั สนสตู ร
๕. ชนวสภสตู ร ๖. มหาโควนิ ทสูตร
๗. มหาสมยสตู ร ๘. สกั กปญั หสตู ร
๙. มหาสตปิ ัฏฐานสตู ร ๑๐. ปายาสิราชญั ญสูตร
๒ บทนำ� เล่ม ๑๐ : พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , กรุงเทพมหานคร, ๒๕๓๙.