392 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๒. ท่านพระสารีบุตรทูลขอแสดงนิทเทสอีก และได้แสดงโดยละเอียดในท�ำนองเดียว
กบั นทิ เทส (ที่ ๑-๒)
๓. พระผมู้ พี ระภาคทรงรบั รองวา่ ถกู ตอ้ ง และทรงแสดงนทิ เทสนน้ั ซำ้� อกี ครง้ั แลว้ ทรง
สรปุ เป็นนิคมวจนะว่า
ถ้ากษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ ศูทร ตลอดจนเทวดา มาร พรหม และมนษุ ยท์ ้ังหลาย
รทู้ ั่วถึงอรรถแหง่ ธรรมบรรยายน้ี ก็จะเปน็ ไปเพือ่ ประโยชน์สุข ตลอดกาลนาน
๔.๕ ข้อสงั เกต
เนื้อหาของพระสูตรนี้ เป็นหลักธรรมที่ไม่ลึกซ้ึงมากนัก เข้าใจได้ง่าย แต่ที่น่าสังเกต
เป็นพิเศษ คือรูปแบบหรือวิธีการแสดง ซึ่งนับว่าแปลกและแตกต่างไปจากวิธีการแสดงใน
พระสูตรอื่น ๆ ดงั นี้
๑. เป็นพระสูตรที่มีผู้แสดง ๒ ท่าน คล้ายกับธัมมทายาทสูตรและมธุรปิณฑิกสูตร
ในมชั ฌมิ นกิ าย มลู ปณั ณาสกเ์ ป็นตน้ แต่ในพระสตู รท้งั สองน้ัน พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดงเพียง
อุทเทสแล้วเสด็จกลับเข้าท่ีประทับ เพ่ือให้ผู้ฟังนิมนต์พระมหาเถระรูปใดรูปหนึ่งในที่น้ันแสดง
ต่อในส่วนของนิทเทส โดยมีพระประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งใน ๒ อย่าง คือ (๑) เพื่อจะทรง
ยกย่องธรรม (ธมมฺ โถมนตถฺ ํ) เช่นในธมั มทายาทสตู ร (๒) เพอื่ จะทรงยกยอ่ งหรอื ชมเชยบคุ คล
(ปุคฺคลโถมนตฺถํ) เช่นในมธุปิณฑิกสูตร (ดูรายละเอียดในค�ำแนะน�ำพระสูตรทั้งสอง ในบทน�ำ
ของพระไตรปฎิ กเลม่ ท่ี ๑๒ ประกอบ)
๒. กระบวนวธิ อี ธบิ ายในพระสตู รนเี้ ปน็ แบบแกอ้ รรถของอรรถกถาทงั้ หลาย คลา้ ยกบั ท่ี
พระผมู้ พี ระภาคทรงใชใ้ นมหานทิ านสตู รและสกั กปญั หสตู ร ในทฆี นกิ ายมหาวรรค (พระไตรปฎิ ก
เล่มท่ี ๑๐) และนิพเพธิกสตู ร ในฉักกนบิ าต องั คตุ ตรนิกาย (พระไตรปฎิ กเลม่ ที่ ๒๒) และเปน็
วิธที ่ที า่ นพระสารีบุตรใชใ้ นมหานิทเทสและจฬู นทิ เทส (พระไตรปฎิ กเล่มที่ ๒๙ และเลม่ ท่ี ๓๐)
ควรดูบทน�ำของพระไตรปฎิ กท่ีอ้างถงึ ประกอบดว้ ยจะชว่ ยให้ไดค้ วามร้ชู ดั เจนขน้ึ
๓. กระบวนวิธีอธิบายแบบแก้อรรถ หรือแบบอุทเทสและนิทเทสน้ีมีอีกหลายสูตร
ในเลม่ นี้ เชน่ ในวภิ ังควรรค
เลม่ ท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๔ 393
๕. พหุธาตกุ สตู ร
๕.๑ ทม่ี าของชอ่ื
พหุธาตุกสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยธาตุมากอย่าง ช่ือน้ีตั้งตามเน้ือหาสาระ
สว่ นหน่ึงของพระสตู ร
ค�ำว่า พหุธาตุกะ ท่ีแปลว่า ธาตุมากอย่างน้ัน หมายถึงธาตุ ๑๘ ธาตุ ๖ (๓ หมวด)
ธาตุ ๓ และธาตุ ๒ ที่พระผู้มีพระภาคทรงจ�ำแนกมาจากค�ำว่า บัณฑิต คือผู้ฉลาดในธาตุ
ทวี่ า่ เป็นเน้อื หาสาระส่วนหนง่ึ ของพระสตู ร เพราะยงั มหี มวดธรรมอน่ื ๆ อกี ท่เี ป็นเนอ้ื หาสาระ
ของพระสูตรน้ี นั่นคือ อายตนะ ๖ ปฏิจจสมุปบาท และฐานะ อฐานะ ที่ทรงจ�ำแนกมาจาก
ค�ำวา่ ผู้ฉลาดในอายตนะ ในปฏิจจสมุปบาท และในฐานะ อฐานะ
อนงึ่ พระสตู รนี้ยงั ทรงตั้งชอ่ื เปน็ อยา่ งอ่ืนอีก ๔ ชอื่ คอื
๑. จตุปริวฏั ฏสตู ร (พระสตู รว่าด้วยการหมุน ๔ รอบ หมายถงึ ธรรม ๔ หมวด คือ
ธาตุ อายตนะ ปฏิจจสมปุ บาท และฐานะ อฐานะ)
๒. ธมั มาทาสสูตร (พระสตู รวา่ ดว้ ยแวน่ ธรรม)
๓. อมตทนุ ทภุ สี ตู ร (พระสตู รวา่ ดว้ ยกลองอมตะ คอื รบชนะกเิ ลสจนบรรลอุ รหตั ตผล)
๔. อนุตตรสังคามวชิ ยสตู ร (พระสตู รว่าดว้ ยต�ำราพชิ ยั สงครามอนั ยอดเย่ยี ม)
๕.๒ ทม่ี าของพระสตู ร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษทุ ้ังหลาย ขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี เขตกรุงสาวตั ถี เพอื่ ใหภ้ ิกษเุ หล่านน้ั พน้ จากภยั อปุ ัททวะ และ
อุปสรรคซ่งึ เกดิ จากคนพาล โดยปฏิบัติตนเปน็ บณั ฑิต เหตุเกดิ ของพระสตู รนจ้ี ดั อยใู่ นประเภท
ปรัชฌาสยะ
๕.๓ รูปแบบของพระสูตร
รูปแบบของพหุธาตุกสูตรเป็นบรรยายโวหารแบบถาม - ตอบ และมีอุปมาอุปไมย
ประกอบ
394 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๕.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
ภาคอทุ เทส
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภัย อุปัททวะ และอุปสรรคล้วนเกิดจากคนพาล มิใช่เกิด
จากบัณฑิต เหมือนไฟที่ลุกไหม้จากเรือนไม้อ้อ หรือเรือนหญ้า ลามไปไหม้เรือนยอดที่มี
ประตูหนา้ ตา่ งปิดสนิทไดฉ้ ะน้ัน
คนพาลมีภัย มีอุปัททวะ มีอุปสรรค บัณฑิตไม่มีภัย ไม่มีอุปัททวะ ไม่มีอุปสรรค
จึงควรส�ำเหนยี กว่า “เราทง้ั หลายจักเป็นบัณฑิต”
ภาคนิทเทส
ท่านพระอานนท์ทูลถามแทนภิกษุท้ังหลายว่า ด้วยเหตุเท่าไร จึงสมควรเรียกว่า
ภกิ ษผุ เู้ ปน็ บณั ฑิต ตรัสตอบว่า เพราะเป็นผู้ฉลาดในธาตุ เป็นผฉู้ ลาดในอายตนะ เปน็ ผู้ฉลาดใน
ปฏจิ จสมุปบาท และเปน็ ผู้ฉลาดในฐานะ อฐานะ
เม่ือท่านพระอานนท์ทูลถามว่า ด้วยเหตุเท่าไร จึงสมควรเรียกว่า ผู้ฉลาดในธาตุ
ในอายตนะ ในปฏิจจสมุปบาท และในฐานะ อฐานะ พระผู้มีพระภาคจึงทรงจ�ำแนกธรรม
เหลา่ นโ้ี ดยละเอียด
๕.๕ ขอ้ สงั เกต
พระสูตรนี้ มีเน้ือหาสาระมาก แต่ชัดเจนทุกประเด็น และทรงอุปมาอุปไมยให้เข้าใจ
ได้ทันที ท้ังน้ี ต้องยกความดีให้แก่ท่านพระอานนท์ผู้ท�ำหน้าที่ซักถามแทนพวกเรา
อย่างละเอียดละออ ค�ำถามเหล่าน้ันท�ำให้พระองค์ทรงใช้พระสัพพัญญุตญาณ จึงทรงตอบ
ได้ชัดเจนจนท่านพระอานนท์รู้สึกอัศจรรย์และทูลถามช่ือของพระสูตรนี้ ดังความตอนท้าย
ของพระสตู ร
ช่ือพระสูตรที่ทรงต้ัง ๕ ชื่อนั้น เป็นเคร่ืองพิสูจน์ให้เห็นความส�ำคัญของพระสูตรนี้
เปน็ อยา่ งดี
เล่มที่ ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๔ 395
๖. อิสคิ ลิ ิสูตร
๖.๑ ทีม่ าของชือ่
อิสิคิลิสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยภูเขาอิสิคิลิ ช่ือน้ีต้ังตามช่ือภูเขาที่ปรากฏ
ในพระสูตร
๖.๒ ท่มี าของพระสตู ร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ขณะประทับอยู่ ณ ภูเขา
อิสิคิลิ เขตกรุงราชคฤห์ โดยมีพระประสงค์จะให้ภิกษุเหล่านั้นรู้ความหมาย ประวัติและ
ความส�ำคญั ของภเู ขาทงั้ หลายในบรเิ วณนน้ั มภี เู ขาอสิ ิคลิ ิเป็นตน้ เหตุเกดิ ของพระสตู รนจ้ี ัดอยู่
ในประเภท ปรัชฌาสยะ
๖.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รปู แบบของอสิ ิคิลสิ ูตรเปน็ บรรยายโวหารแบบถามน�ำ และสาธกนิทานโบราณคดี
๖.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
พระผู้มพี ระภาคตรัสเลา่ ให้ภิกษุทั้งหลายฟังวา่ ชอื่ ภเู ขา ๔ ลกู คือ เวภาระ ปณั ฑวะ
เวปุลละ และคิชฌกูฏ ไม่ใช่ช่ือเดิม เป็นชื่อท่ีเปลี่ยนแปลงข้ึนใหม่ แต่ภูเขาอิสิคิลิที่ก�ำลัง
ประทบั อยู่ขณะน้นั เป็นชือ่ เดมิ
ตรัสเล่าถึงท่ีมาของชื่อนี้ว่า เพราะประชาชนเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์
เสด็จเข้ามาในภูเขาน้ี แต่ไม่เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ใดเสด็จกลับออกไป จึงพูดกันว่า
อิสคิ ลิ ิ (ภูเขากลืนฤาษี อิสิ = ฤาษี + คลิ ิ = กลืน) ค�ำนี้จึงเป็นชอื่ ภูเขานส้ี ืบมาจนบดั นี้
จากน้นั ทรงแสดงพระนามของพระปจั เจกพทุ ธเจา้ ท้งั ๕๐๐ องค์
๖.๕ ขอ้ สงั เกต
ถ้าตรวจนับพระนามพระปัจเจกพุทธเจ้าเท่าที่ทรงแสดงไว้ในพระสูตร จะพบว่า
มีไม่ถึง ๕๐๐ องค์ อรรถกถาอธิบายว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าที่มีพระนามตรงกัน ทรงแสดงไว้
เพียงพระนามเดียวเชน่ พระนามว่าอานนั ทะ อาจมี ๒ องค์ ๓ องค์ ๑๐ องค์ หรอื ๑๒ องคก์ ไ็ ด้
ดว้ ยเหตุนจี้ งึ มีพระนามไม่ถึง ๕๐๐ องค์ (ม.อุ.อ. ๓/๑๓๕/๙)
396 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
๗. มหาจัตตารสี กสตู ร
๗.๑ ที่มาของช่ือ
มหาจัตตารีสกสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยธรรมหมวดใหญ่ ๔๐ ประการ ช่ือนี้
ต้ังตามเนื้อหาสาระของพระสูตร
ค�ำว่า มหาจัตตารีสกะ ท่ีแปลว่า ธรรมหมวดใหญ่ ๔๐ ประการน้ัน หมายถึงธรรม
ฝา่ ยกศุ ล หรอื ทเี่ รยี กวา่ กศุ ลธรรม ๒๐ ประการ และธรรมฝา่ ยอกศุ ล หรอื ทเ่ี รยี กวา่ อกศุ ลธรรม
๒๐ ประการ
กุศลธรรม ๒๐ ประการ ไดแ้ ก่ องคแ์ หง่ อริยมรรค ๘ ประการ มสี มั มาทิฏฐเิ ปน็ ต้น กับ
กุศลธรรมอีก ๒ ประการ คือ สัมมาญาณะและสัมมาวิมุตติ รวมเรียกว่า สัมมัตตธรรม ๑๐
และกุศลธรรมอเนกประการที่เกิดข้ึนเพราะอาศัยสัมมัตตธรรมน้ัน ๆ เป็นปัจจัย ซึ่งนับเป็น
กุศลธรรมอกี ๑๐ ประการ จึงรวมเป็นกุศลธรรม ๒๐ ประการ
อกุศลธรรม ๒๐ ประการ ได้แก่ องค์แห่งมิจฉามรรค ๘ ประการ มีมิจฉาทิฏฐิ
เป็นต้น กับอกุศลธรรมอีก ๒ ประการ คือ มิจฉาญาณะและมิจฉาวิมุตติ รวมเรียกว่า
มิจฉัตตธรรม ๑๐ และอกุศลธรรมอเนกประการที่เกิดข้ึนเพราะอาศัย มิจฉัตตธรรมน้ัน ๆ
เปน็ ปจั จยั ซ่ึงนบั เปน็ อกศุ ลธรรมอกี ๑๐ ประการ จึงรวมเปน็ อกศุ ลธรรม ๒๐ ประการ
๗.๒ ทีม่ าของพระสตู ร
พระสตู รนี้ พระผู้มพี ระภาคทรงแสดงแกภ่ กิ ษุท้งั หลาย ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยมีพระประสงค์จะให้ภิกษุเหล่าน้ัน
ศึกษาธรรมหมวดใหญ่น้ีให้รู้ชัดไว้ เพราะสมณพราหมณ์อ่ืน ๆ ยังไม่รู้จักธรรมหมวดน้ี
เหตุเกิดของพระสตู รน้จี ัดอย่ใู นประเภท ปรัชฌาสยะ
๗.๓ รูปแบบของพระสูตร
รูปแบบของมหาจัตตารีสกสตู รเปน็ บรรยายโวหารแบบถามเอง - ตอบเอง
๗.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
ภาคอทุ เทส
พระผมู้ พี ระภาคตรสั กบั ภกิ ษทุ ง้ั หลายวา่ จะทรงแสดงสมั มาสมาธอิ นั เปน็ อรยิ ะ (ไมม่ โี ทษ)
ท่ีมอี ุปนสิ ะ (มีเหตปุ ัจจัย) บา้ ง มปี ริขาร (มอี งค์ประกอบ) บ้าง ใหฟ้ งั เม่ือภิกษุเหลา่ นั้นทลู รับ
สนองพระด�ำรสั แลว้ จึงทรงแสดงธรรมบรรยายเรือ่ งนี้โดยละเอยี ด
เล่มที่ ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๔ 397
ภาคนิทเทส
๑. ทรงอธบิ ายค�ำวา่ สมั มาสมาธิอนั เป็นอรยิ ะทีม่ อี ุปนิสะบ้าง มปี ริขารบา้ ง ว่าหมายถงึ
สภาวะทจี่ ติ มอี ารมณเ์ ดยี ว แวดลอ้ มดว้ ยธรรม ๗ ประการ คอื (๑) สมั มาทฏิ ฐิ (๒) สมั มาสงั กปั ปะ
(๓) สัมมาวาจา (๔) สัมมากัมมันตะ (๕) สัมมาอาชีวะ (๖) สัมมาวายามะ (๗) สัมมาสติ
(รวมท้งั หมดคอื อริยมรรคมีองค์ ๘)
๒. ทรงอธิบายว่า ในองค์ธรรม ๗ ประการน้นั มีสมั มาทิฏฐเิ ป็นหัวหน้า เพราะท�ำให้
รูช้ ดั ว่า
๒.๑ อะไรเป็นมจิ ฉาทฏิ ฐ ิ อะไรเปน็ สมั มาทิฏฐิ
๒.๒ อะไรเป็นมจิ ฉาสงั กัปปะ อะไรเป็นสมั มาสงั กัปปะ
๒.๓ อะไรเปน็ มิจฉาวาจา อะไรเปน็ สัมมาวาจา
๒.๔ อะไรเป็นมิจฉากมั มันตะ อะไรเป็นสัมมากัมมันตะ
๒.๕ อะไรเปน็ มิจฉาอาชีวะ อะไรเปน็ สมั มาอาชวี ะ
๒.๖ อะไรเป็นมจิ ฉาวายามะ อะไรเป็นสัมมาวายามะ
๒.๗ อะไรเป็นมจิ ฉาสติ อะไรเป็นสมั มาสติ
โดยทรงแยกอธิบายขยายความเปน็ ชุด ๆ ชุดละ ๔ องค์ธรรม รวม ๕ ชุด เช่น
ชดุ ที่ ๑ เพราะสัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ และสัมมาสติตามแวดล้อมสัมมาทิฏฐิ
ดงั ต่อไปน้ี
ภิกษุรู้ชัดมิจฉาทิฏฐิว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ รู้ชัดสัมมาทิฏฐิว่า เป็นสัมมาทิฏฐิ ความรู้ของ
ภิกษุน้ันเป็นสัมมาทิฏฐิ เม่ือภิกษุน้ันพยายามละมิจฉาทิฏฐิ และพยายามท�ำให้สัมมาทิฏฐิ
เกิดมีบริบูรณ์ข้ึน ความพยายามน้ันเป็นสัมมาวายามะ เมื่อภิกษุน้ันมีสติในการละมิจฉาทิฏฐิ
และในการท�ำให้สมั มาทฏิ ฐเิ กิดมีบริบูรณข์ ้ึน สติน้ันเปน็ สมั มาสติ
ชุดที่ ๒ เพราะสมั มาทฏิ ฐิ สมั มาวายามะ และสัมมาสตติ ามแวดล้อม สมั มาสงั กปั ปะ
ดังตอ่ ไปน้ี
ภกิ ษรุ ชู้ ดั มจิ ฉาสงั กปั ปะวา่ เปน็ มจิ ฉาสงั กปั ปะ รชู้ ดั สมั มาสงั กปั ปะวา่ เปน็ สมั มาสงั กปั ปะ
ความรูข้ องภิกษนุ ัน้ เป็นสัมมาทฏิ ฐิ เมื่อภกิ ษุนัน้ พยายามละมิจฉาสงั กปั ปะ และพยายามท�ำให้
สัมมาสังกัปปะเกิดมีบริบูรณ์ข้ึน ความพยายามน้ันเป็นสัมมาวายามะ เมื่อภิกษุน้ันมีสติใน
การละมิจฉาสังกปั ปะ และในการท�ำให้สมั มาสังกัปปะเกดิ มีบริบรู ณ์ขนึ้ สติน้นั เปน็ สัมมาสติ
ชุดที่ ๓ ถึง ชุดท่ี ๕ มีนัยอย่างเดียวกับ ๒ ชุดแรก เปล่ียนแต่องค์แห่งมรรคเป็น
สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ ตามล�ำดับ แต่ในชุดท่ี ๖ ทรงอธิบายขยาย
ความตา่ งออกไป ดังนี้
398 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก
ชุดที่ ๖ สมั มาทฏิ ฐเิ ปน็ หวั หน้าขององค์ธรรม ๗ ประการ เพราะ
๑. เมอ่ื มสี ัมมาทฏิ ฐ ิ สมั มาสงั กัปปะก็มีพอเหมาะ (บริบรู ณ์ครบถว้ น
ไมข่ าดไมเ่ กิน)
๒. เมือ่ มีสมั มาสังกปั ปะ สัมมาวาจากม็ พี อเหมาะ
๓. เมอ่ื มสี มั มาวาจา สัมมากมั มนั ตะกม็ ีพอเหมาะ
๔. เมอ่ื มสี ัมมากัมมนั ตะ สมั มาอาชีวะก็มีพอเหมาะ
๕. เมอ่ื มสี ัมมาอาชีวะ สมั มาวายามะกม็ ีพอเหมาะ
๖. เม่ือมีสมั มาวายามะ สัมมาสตกิ ม็ ีพอเหมาะ
๗. เมอ่ื มีสัมมาสต ิ สมั มาสมาธกิ ็มีพอเหมาะ
๘. เมอ่ื มีสมั มาสมาธ ิ สมั มาญาณะก็มพี อเหมาะ
๙. เมอ่ื มสี ัมมาญาณะ สัมมาวมิ ุตติกม็ พี อเหมาะ
ภิกษุผู้ปฏิบัติถึงตรงน้ี ชื่อว่าได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ผู้ประกอบด้วยองค์แห่ง
มรรค ๑๐ (สัมมัตตธรรม พร้อมทั้งละอกศุ ลธรรมคือมจิ ฉตั ตธรรม ๑๐ ประการไดด้ ว้ ย)
๓. ทรงอธิบายต่อไปมีใจความว่า กศุ ลธรรม (สัมมัตตธรรม) ๑๐ ประการนี้ ท�ำหน้าท่ี
๒ อย่าง คือ (๑) ท�ำลายอกุศลธรรม (มจิ ฉัตตธรรม) ๑๐ ประการท่ตี รงกันข้าม และอกศุ ลธรรม
ท่ีเกิดข้ึนเพราะอาศัยอกุศลธรรมนั้น ๆ เป็นปัจจัยอีก ๑๐ ประการ เช่น สัมมาทิฏฐิท�ำลาย
มิจฉาทิฏฐิและอกุศลธรรมที่เกิดข้ึนเพราะอาศัยมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย รวมความว่า กุศลธรรม
๑๐ ประการท�ำลายอกุศลธรรม ๒๐ ประการ (๒) ท�ำให้กุศลธรรมที่เกิดข้ึนเพราะอาศัย
กุศลธรรม ๑๐ ประการนี้เป็นปัจจัย ซ่ึงนับเป็น ๑๐ ประการ เกิดมีขึ้นบริบูรณ์ด้วย จึงรวม
กศุ ลธรรมท้ังหมดเป็น ๒๐ ประการ
ในตอนทา้ ย ทรงประกาศว่า ธรรมบรรยายชื่อมหาจัตตารสี กะนี้ ยังไมม่ ีสมณพราหมณ์
อื่นตลอดจนเทวดา มาร และพรหม เคยประกาศไว้ และเม่ือพระองคท์ รงประกาศแลว้ จะไม่มี
ผู้ใดสามารถต�ำหนไิ ด้
๗.๕ ข้อสงั เกต
เนือ้ หาของพระสตู รนล้ี กึ ซ้ึงมากแต่ทรงแสดงไว้ดีย่งิ อรยิ มรรคมอี งค์ ๘ ก็ดี มิจฉามรรค
มีองค์ ๘ กด็ ี สมั มตั ตธรรม ๑๐ ประการก็ดี มิจฉัตตธรรม ๑๐ ประการกด็ ี ทรงอธบิ ายไว้ใน
ที่อ่ืน ๆ ก็ไม่เหมือนในที่น้ี เพราะในที่น้ีทรงอธิบายไว้เป็นชุด ๆ ในแต่ละชุดมีหลายชั้น เช่น
ในชดุ ที่ ๑ เม่อื ทรงอธิบายว่า สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ และสมั มาสตติ ามแวดลอ้ มสมั มาทฏิ ฐิ
เล่มที่ ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๔ 399
ทรงอธิบายชั้นท่ี ๑ ว่า ภิกษุรู้ชัดมิจฉาทิฏฐิว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ รู้ชัดสัมมาทิฏฐิว่า
เป็นสัมมาทฏิ ฐิ ความรู้ของภกิ ษุนั้น เปน็ สัมมาทฏิ ฐิ
ทรงอธิบายชั้นที่ ๒ วา่ มิจฉาทฏิ ฐิ คืออะไร
ทรงอธิบายช้ันท่ี ๓ ว่า สัมมาทิฏฐิ คือ อะไร เป็นหัวหน้าอย่างไร โดยทรงแยก
สัมมาทิฏฐิเป็น ๒ ระดับ คือ ท่ีมีอาสวะ และที่ไม่มีอาสวะ ซึ่งหมายถึงโลกิยสัมมาทิฏฐิ
และโลกตุ ตรสมั มาทฏิ ฐิ
อรรถกถาอธิบายไว้ว่า ในพระสูตรน้ีมีสัมมาทิฏฐิอยู่ ๕ ประการ คือ (๑) วิปัสสนา-
สมั มาทฏิ ฐิ (๒) กมั มสั สกตาสมั มาทฏิ ฐิ (๓) มคั คสมั มาทฏิ ฐิ (๔) ผลสมั มาทฏิ ฐิ (๕) ปจั จเวกขณ-
สัมมาทิฏฐิ
- สัมมาทฏิ ฐทิ ี่รวู้ า่ “มจิ ฉาทิฏฐเิ ป็นมจิ ฉาทิฏฐ”ิ ชือ่ วา่ วปิ สั สนาสมั มาทฏิ ฐิ
- สมั มาทิฏฐิทร่ี ู้วา่ “ทานท่ใี ห้แล้วมีผล” ชอ่ื ว่า กมั มสั สกตาสัมมาทฏิ ฐิ
- สัมมาทิฏฐิท่ีรู้ว่า “เมื่อมีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะก็มีพอเหมาะ” ชื่อว่า มัคค-
สัมมาทิฏฐแิ ละผลสัมมาทิฏฐิ
- สัมมาทฏิ ฐิท่รี ู้วา่ “เปน็ สัมมาญาณะ” ชอื่ วา่ ปจั จเวกขณสมั มาทฏิ ฐิ
(ม.อุ.อ. ๓/๑๔๒/๙๖)
ควรดอู รรถกถาประกอบการอ่านพระสตู รนดี้ ว้ ย จงึ จะเข้าใจไดด้ ขี ้นึ
๘. อานาปานัสสติสูตร
๘.๑ ทีม่ าของช่ือ
อานาปานสั สตสิ ตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยวธิ เี จรญิ อานาปานสติ ชอ่ื นต้ี ง้ั ตามเนอื้ หา
สาระของพระสูตร
ค�ำว่า อานาปานสติ แปลว่า สติก�ำหนดลมหายใจเข้า-ออก เป็นวิธีเจริญกัมมัฏฐาน
อย่างหน่ึงรวมอยใู่ นสตปิ ฏั ฐาน ๔
๘.๒ ทม่ี าของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผ้มู พี ระภาคทรงแสดงแก่ภกิ ษุทัง้ หลายซ่งึ ประกอบด้วยภกิ ษุผบู้ วชใหม่
และพระเถระมีช่ือเสียงหลายรูป ที่นั่งแวดล้อมพระองค์อยู่ ณ ท่ีกลางแจ้ง ใกล้ปราสาทของ
นางวิสาขามิคารมาตา ในบพุ พาราม เขตกรงุ สาวตั ถี ภายใตแ้ สงจันทร์ วนั เพ็ญขึ้น ๑๕ ค�่ำ อนั
เปน็ วนั ปวารณา โดยมีพระประสงคจ์ ะใหภ้ กิ ษุผสู้ นใจในการเจริญอานาปานสติ สามารถเจรญิ
400 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
อานาปาสติได้ถูกต้อง บรรลุผลคือวิชชาและวิมุตติได้สมบูรณ์ เหตุเกิดของพระสูตรน้ีจัดอยู่ใน
ประเภท ปรชั ฌาสยะ
๘.๓ รปู แบบของพระสูตร
รปู แบบของอานาปานัสสติสูตรเปน็ บรรยายโวหารแบบถามเอง - ตอบเอง
๘.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
พระผ้มู พี ระภาคทรงแสดงหลกั การเจรญิ อานาปานสติ และหลักธรรมอื่น ๆ ที่สัมพันธ์
ในเชงิ เหตกุ บั ผลดงั น้ี
๑. ทรงแสดงหลกั การเจริญอานาปานสติ ๑๖ ขนั้
๒. ทรงแสดงอานสิ งส์ของการเจรญิ อานาปานสติ ๑๖ ขั้นว่า เม่อื เจรญิ ใหม้ ากแล้วจะ
ท�ำให้สติปัฏฐาน ๔ ประการบริบูรณ์ได้ แล้วทรงอธิบายวิธีเจริญอานาปานสติที่จะท�ำให้
สติปัฏฐาน ๔ บรบิ ูรณ์
๓. ทรงแสดงอานิสงส์ของการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ว่า เมื่อเจริญให้มากแล้ว จะท�ำให้
โพชฌงค์ ๗ ประการบรบิ ูรณ์ได้ แล้วทรงอธบิ ายวธิ เี จรญิ สติปัฏฐาน ๔ ท่จี ะท�ำให้โพชฌงค์ ๗
บรบิ รู ณ์
๔. ทรงแสดงอานิสงส์ของการเจริญโพชฌงค์ ๗ ว่า เม่ือเจริญให้มากแล้ว จะท�ำให้
บรรลวุ ิชชาและวิมุตติ แล้วทรงอธบิ ายวธิ เี จรญิ โพชฌงค์ ๗
๘.๕ ข้อสงั เกต
ขอให้สังเกตว่า ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงหลักการเจริญกัมมัฏฐาน
ตามหลกั ธรรม ๓ หมวด คอื อานาปานสติ สติปัฏฐาน และโพชฌงคโ์ ดยล�ำดบั แห่งเหตุและผล
เพ่ือจุดหมายคือบรรลุวิชชาและวิมุตติ และทรงอธิบายไว้อย่างชัดเจนสมบูรณ์ เหมาะส�ำหรับ
ผู้สนใจในการเจริญกัมมัฏฐาน เพราะทรงสอนต้ังแต่ขั้นต้น (ข้ันโลกีย์) จนถึงขั้นบรรลุ
อรหตั ตผล (ขั้นโลกุตตระ)
ควรอ่านมหาสติปัฏฐานสูตร ในทีฆนิกาย มหาวรรค (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐) และ
ในมชั ฌมิ นิกาย มลู ปณั ณาสก์ (พระไตรปิฎกเลม่ ที่ ๑๒) ประกอบดว้ ย
เล่มที่ ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๔ 401
๙. กายคตาสติสตู ร
๙.๑ ที่มาของช่อื
กายคตาสติสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยวิธีเจริญกายคตาสติ ชื่อน้ีต้ังตามเน้ือหา
สาระของพระสตู ร
ค�ำว่า กายคตาสติ แปลว่า สติท่ีเป็นไปในกาย คือ ต้ังสติพิจารณากายให้เห็นตาม
สภาพท่ีมสี ่วนประกอบ ซง่ึ ลว้ นเป็นของไมส่ ะอาด ไมง่ าม นา่ รงั เกียจ จะไดไ้ ม่หลงยดึ ตดิ เปน็
วิธเี จริญกัมมัฏฐานอยา่ งหนึ่ง รวมอยู่ในสติปัฏฐาน คอื กายานุปสั สนา ๑๔ วธิ ี
๙.๒ ท่ีมาของพระสตู ร
พระสูตรน้ี พระผูม้ พี ระภาคทรงแสดงแก่ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวัน
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยทรงปรารภค�ำกราบทูลของภิกษุเหล่านั้น
ผู้ก�ำลังนัง่ สนทนาเรอ่ื งกายคตาสติกนั อยู่ เหตเุ กดิ ของพระสตู รนี้จดั อยใู่ นประเภท ปรชั ฌาสยะ
๙.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของกายคตาสติสูตรเป็นบรรยายโวหารแบบถามเอง - ตอบเอง และมีอุปมา
อปุ ไมยประกอบ
๙.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุท้ังหลายท่ีก�ำลังสนทนาธรรมกันว่า สนทนาเร่ืองอะไร
เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า สนทนาเรื่องกายคตาสติท่ีตรัสไว้ว่า เมื่อภิกษุเจริญให้มากแล้ว
จะมผี ลมาก มีอานสิ งส์มาก จงึ ทรงอธิบายวิธเี จริญกายคตาสติใหฟ้ งั โดยละเอียด มใี จความวา่
วิธีเจริญกายคตาสติมี ๑๘ วิธี ได้แก่ การเจริญกายานุปัสสนา ๑๔ วิธี เช่น ก�ำหนด
ลมหายใจเข้าออกยาว-สั้น (อานาปานสติบรรพ) ก�ำหนดอิริยาบถ ๔ คือ เดิน ยืน น่ัง นอน
(อิริยาบถบรรพ) ก�ำหนดอิริยาบถย่อย เช่นการก้าวไป การถอยกลับ (สัมปชัญญบรรพ)
พิจารณากายว่าเป็นส่ิงไม่สะอาด (ปฏิกูลมนสิการบรรพ) พิจารณากายว่าเป็นธาตุ (ธาตุ-
มนสิการบรรพ) พิจารณาซากศพ (นวสีวถิกาบรรพ) และวิธีเจริญฌาน ๔ วิธี (ปฐมฌาน-
จตตุ ถฌาน)
ในตอนท้าย ทรงแสดงอานสิ งส์ของการเจริญกายคตาสตแิ บบน้ีไว้ ๑๐ ประการ
402 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
๙.๕ ขอ้ สังเกต
ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงน�ำวิธีการเจริญสติปัฏฐาน ๑๔ วิธีอันเป็นส่วน
กายานุปัสสนามาผสมกับวิธีเจริญฌาน ๔ ตั้งแต่ปฐมฌานไปจนถึงจตุตถฌาน คือทรงแสดง
สมถกัมมัฏฐานกับวิปัสสนากัมมัฏฐานรวมไว้ในพระสูตรเดียว พระสูตรนี้จึงน่าศึกษาเป็น
อย่างมาก
ควรอา่ นมหาสตปิ ฏั ฐานสตู ร ตามทแ่ี นะน�ำไวใ้ นอานาปานสั สตสิ ตู รประกอบดว้ ย จะชว่ ย
ให้เขา้ ใจดขี น้ึ
๑๐. สงั ขารปู ปัตติสตู ร
๑๐.๑ ทมี่ าของช่ือ
สงั ขารูปปตั ติสตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยการเกิดขนึ้ แหง่ สังขาร ช่ือนตี้ ัง้ ตามเน้อื หา
สาระของพระสูตร
ค�ำว่า สังขารปู ปตั ติ ทแี่ ปลว่า การเกิดขน้ึ แหง่ สังขารนัน้ หมายถึงการตั้งจิตอธษิ ฐานให้
ไปเกดิ ในภพตา่ ง ๆ ตามทีอ่ ธษิ ฐาน
๑๐.๒ ที่มาของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษทุ ้งั หลาย ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน
อารามของอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี เขตกรุงสาวตั ถี โดยมพี ระประสงคจ์ ะให้ภิกษเุ หล่าน้นั ทราบว่า
ธรรม ๕ ประการ คอื ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา มผี ลมาก มีอานิสงสม์ ากอย่างไร
เหตเุ กดิ ของพระสตู รนีจ้ ดั อยใู่ นประเภท ปรชั ฌาสยะ
๑๐.๓ รูปแบบของพระสูตร
รปู แบบของสงั ขารปู ปัตตสิ ตู รเปน็ บรรยายโวหาร
๑๐.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
พระผมู้ พี ระภาคตรสั กบั ภกิ ษทุ ง้ั หลายวา่ ถา้ ภกิ ษผุ ปู้ ระกอบธรรม ๕ ประการ คอื ศรทั ธา
ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา อธิษฐานจิตจะไปเกิดในภพภมู ิต่าง ๆ ต้งั แตเ่ ป็นกษตั รยิ ์มหาศาล
ไปจนถึงพรหม ก็จะส�ำเร็จตามท่ีอธิษฐาน และถ้าประสงค์จะเป็นพระอรหันต์ ก็จะส�ำเร็จได้
เลม่ ที่ ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๔ 403
แลว้ ทรงแสดงวิธปี ฏิบัติตามล�ำดับ โดยมีธรรม ๕ ประการดงั กล่าวแลว้ เปน็ พ้นื ฐาน
๑๐.๕ ขอ้ สงั เกต
ขอให้สังเกตว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระสูตรน้ีอนุโลมตามความปรารถนาของ
ผู้ฟัง แต่จดุ หมายสูงสุด ทรงมุง่ แสดงวธิ เี ขา้ ถงึ พระนิพพาน ซ่ึงไมต่ ้องไปเกิดในภพภูมใิ ด ๆ อกี
๓. สุญญตวรรค
สญุ ญตวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยสญุ ญตา ชื่อวรรคต้ังตามชอ่ื และเน้อื หาสาระของ
พระสูตรที่ ๑ - ๒ ในวรรคนี้ ซง่ึ มที ง้ั หมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสตู รมสี าระส�ำคัญ ดังนี้
๑. จฬู สุญญตสูตร
๑.๑ ทม่ี าของช่อื
จูฬสญุ ญตสตู ร แปลว่า พระสูตรวา่ ด้วยสุญญตา สูตรเลก็ ชอ่ื น้ตี ้ังตามเนื้อหาสาระ
ของพระสตู ร
ค�ำว่า สุญญตา แปลว่า ความว่าง หรือ ความว่างเปล่า มีความหมายหลายนัย เช่น
(๑) หมายถึงสภาวะทวี่ า่ งจากความเปน็ สตั ว์ บุคคล ตวั ตน เรา เขา หรือกลา่ วส้นั ๆ ว่า สภาวะ
ท่ีขันธ์ ๕ เป็นอนัตตา (๒) หมายถึงสภาวะทว่ี ่างจากกิเลส มรี าคะ โทสะ โมหะ เป็นตน้ หรอื
สภาวะทว่ี า่ งจากสงั ขารทงั้ หลาย ตามนัยนี้ สุญญตา ไดแ้ ก่ นพิ พาน (๓) หมายถึง โลกุตตรมรรค
ดว้ ยเหตุผล ๓ ประการ คือ เพราะว่างจากการพจิ ารณาเห็นขนั ธ์ ๕ ว่าเป็นอตั ตา เพราะว่างจาก
กเิ ลส และเพราะมคี วามวา่ งคอื นพิ พานเปน็ อารมณ์ (๔) หมายถงึ ความวา่ งทเ่ี กดิ จากความส�ำคญั
หมายหรือใส่ใจค�ำนึงถึงส่ิงใดส่ิงหน่ึงอยู่ จนว่างจากส่ิงอื่น เช่น ส�ำคัญแต่ป่า (อรญฺญสญฺญา)
เป็นอารมณ์ ไม่ส�ำคัญถึงบ้านหรือมนุษย์ ก็จะว่างจากความส�ำคัญว่าบ้าน (คามสญฺญา) และ
ความส�ำคญั ว่ามนษุ ย์ (มนสุ สฺ สญญฺ า) ในที่นหี้ มายถึง สุญญตา นยั ท่ี ๔ และหมายถึง สญุ ญตา-
วหิ ารธรรม คอื ธรรมเปน็ เครอ่ื งอยดู่ ว้ ยความวา่ งของพระขณี าสพทง้ั หลาย เรยี กอกี อยา่ งหนงึ่ วา่
สุญญตผลสมาบตั ิ
404 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๑.๒ ท่มี าของพระสูตร
พระสตู รน้พี ระผูม้ พี ระภาคทรงแสดงแกท่ ่านพระอานนท์ ขณะประทับอยู่ ณ ปราสาท
ของนางวิสาขามิคารมาตา ในบุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี โดยทรงปรารภ ค�ำทูลถามของ
พระเถระ เหตเุ กดิ ของพระสูตรน้ีจดั อยู่ในประเภท ปุจฉาวสกิ ะ
อรรถกถาอธิบายไว้ว่า ก่อนท่ีท่านพระอานนท์จะเข้าเฝ้าทูลถามเรื่องนี้ ท่านได้เข้า
สุญญตผลสมาบัติอยู่ในที่หลีกเร้นของท่าน ขณะน้ัน มีความว่างปรากฏข้ึน ท่านจึงอยากจะ
ทราบสญุ ญตกถาจากพระผมู้ ีพระภาค จงึ เข้าไปทูลถาม (ม.อ.ุ อ. ๓/๑๗๖/๑๐๘)
๑.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รูปแบบของจูฬสญุ ญตสตู รเป็นบรรยายโวหารแบบมอี ุปมาอปุ ไมยประกอบ
๑.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
ทา่ นพระอานนทท์ ลู ถามวา่ พระด�ำรสั ทท่ี า่ นรบั ฟงั มาเฉพาะพระพกั ตร์ ขณะประทบั อยู่
ทนี่ คิ มนครกะของเจา้ ศากยะ แควน้ สกั กะวา่ “อานนท์ ปจั จบุ นั นี้ เราอยดู่ ว้ ยสญุ ญตาวหิ ารธรรม
โดยมาก” นน้ั ท่านฟังมาถูกตอ้ งหรือไม่ จ�ำได้ถกู ตอ้ งหรอื ไม่
พระผมู้ ีพระภาคตรสั ตอบว่า ถูกต้อง ตรสั ยนื ยนั ว่า ทง้ั ก่อนหน้านัน้ และขณะท่ตี รัสนัน้
พระองคท์ รงอยดู่ ว้ ยสญุ ญตาวหิ ารธรรมโดยมาก ทรงอปุ มาวา่ ปราสาทของนางวสิ าขามคิ ารมาตา
(ขณะน้ัน) วา่ งจากช้าง โค มา้ และลา ว่างจากทองและเงิน ว่างจากชุมชนชายหญงิ ไม่ว่างอยู่
อยา่ งเดยี ว คอื ภกิ ษสุ งฆ์ ขอ้ นฉี้ นั ใด ภกิ ษกุ เ็ หมอื นกนั ถา้ ไมใ่ สใ่ จความส�ำคญั วา่ บา้ น ความส�ำคญั
ว่ามนษุ ย์ ใส่ใจแต่ความส�ำคญั ว่าป่า อยู่ จิตของภกิ ษุน้ันก็แลน่ ไป เลอ่ื มใส ตงั้ มั่น และน้อมไปใน
ความส�ำคญั วา่ ปา่ อยา่ งเดยี วเท่านนั้
จากนั้นทรงแสดงสุญญตาวิหารธรรมที่สูง ๆ ขึ้นไปตามล�ำดับอีก ๗ ขั้น เพ่ือระงับ
ความกระวนกระวายท่มี ีอย่ใู นแต่ละความส�ำคัญ(สัญญา) ดงั นี้
๑. ใหใ้ ส่ใจแต่ความส�ำคญั วา่ แผน่ ดิน แทนความส�ำคัญว่าป่า
๒. ใหใ้ ส่ใจแต่ความส�ำคญั ว่าอากาสานัญจายตนะ แทนความส�ำคัญว่าแผ่นดนิ
๓. ใหใ้ สใ่ จแตค่ วามส�ำคญั วา่ วญิ ญาณญั จายตนะ แทนความส�ำคญั วา่ อากาสานญั จายตนะ
๔. ใหใ้ สใ่ จแตค่ วามส�ำคญั วา่ อากญิ จญั ญายตนะ แทนความส�ำคญั วา่ วญิ ญาณญั จายตนะ
๕. ให้ใส่ใจแต่ความส�ำคัญว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ แทนความส�ำคัญว่า
อากิญจญั ญายตนะ
เลม่ ท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๔ 405
๖. ให้ใสใ่ จแตเ่ จโตสมาธิอันไมม่ นี มิ ติ แทนความส�ำคญั วา่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ
๗. ให้พิจารณาเห็นความไม่เท่ียงแห่งเจโตสมาธิ จนจิตหลุดพ้นจากกามาสวะ
ภวาสวะ และอวิชชาสวะ ก็จะหลุดพ้นจากความกระวนกระวายท่ีมีอยู่ในเจโตสมาธิ คงมีแต่
ความกระวนกระวายทีเ่ นอื่ งดว้ ยอายตนะ ๖ ที่เกดิ ขน้ึ เพราะอาศัยกาย เพราะมีชวี ติ เปน็ ปัจจยั
ชั่วชีวติ นเ้ี ท่าน้ัน
ทรงสรปุ วา่ การทจี่ ติ หลดุ พน้ จากอาสวะทงั้ หลายเปน็ การกา้ วเขา้ สคู่ วามวา่ ง (สญุ ญตา)
อย่างแท้จริง ไมค่ ลาดเคลื่อน บริสุทธิ์ ยอดเยย่ี มย่ิงนกั
๑.๕ ขอ้ สังเกต
ขอให้สังเกตวา่ ในพระสตู รน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงอธบิ ายวิธปี ฏบิ ตั สิ ญุ ญตาวหิ ารธรรม
ไว้ถึง ๘ ขนั้ จากต�่ำไปหาสูง หรอื จากหยาบไปหาละเอียด นา่ สนใจเปน็ อยา่ งย่ิง
ทรงประกาศไว้ในตอนท้ายว่า ในอดีต ในปัจจุบันและแม้ในอนาคต สมณะหรือ
พราหมณ์เหล่าใดเข้าสุญญตา(สุญญตผลสมาบัติ) อันบริสุทธ์ิยอดเย่ียม สมณะ หรือพราหมณ์
เหลา่ นั้นก็เข้าสญุ ญตาอันบรสิ ุทธิย์ อดเยี่ยมน้ีเทา่ น้นั
๒. มหาสญุ ญตสตู ร
๒.๑ ทมี่ าของชื่อ
มหาสุญญตสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยสุญญตา สูตรใหญ่ ช่ือน้ีตั้งตามเนื้อหา
สาระของพระสตู ร
ค�ำว่า สุญญตา ในท่ีนี้หมายถึงสุญญตาวิหารธรรมเช่นเดียวกับในจูฬสุญญตสูตร
แตเ่ น้อื หาของพระสูตรกวา้ งขวางกว่า จงึ ช่ือว่า สตู รใหญ่ (มหา)
๒.๑ ที่มาของพระสตู ร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุท้ังหลายมีท่านพระอานนท์เป็นต้น
ขณะประทับอยู่ ณ นิโครธาราม เขตกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ โดยทรงปรารภการอยู่
คลุกคลีด้วยหมู่คณะของภิกษุหลายรูปในที่นั้น เหตุเกิดของพระสูตรนี้จัดอยู่ในประเภท
อตั ถุปปัตตกิ ะ
406 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๒.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รูปแบบของมหาสุญญตสูตรเปน็ บรรยายโวหารแบบถามเอง-ตอบเอง มีอปุ มา อุปไมย
ประกอบ
๒.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
เช้าวนั หน่งึ ขณะประทบั อยู่ ณ นิโครธาราม ซง่ึ เป็นช่วงจวี รกาล พระผมู้ ีพระภาคเสดจ็
เข้าไปบิณฑบาตในกรุงกบิลพัสดุ์ หลังจากเสด็จกลับและเสวยพระกระยาหารเสร็จได้เสด็จ
เข้าไปในวิหารของเจ้ากาฬเขมกศากยะ เพื่อทรงพักผ่อนกลางวัน ได้ทอดพระเนตรเสนาสนะ
จ�ำนวนมากที่เขาจัดไว้ภายในวิหารนั้น ในตอนเย็นได้เสด็จไปยังวิหารของเจ้าฆฏายศากยะท่ี
ท่านพระอานนท์และภิกษุจ�ำนวนมากก�ำลังตัดเย็บจีวรกันอยู่ ตรัสถามท่านพระอานนท์ว่า ใน
วิหารของเจา้ กาฬเขมกศากยะ มีเสนาสนะจ�ำนวนมาก ภิกษุไปพักทน่ี น้ั กนั เปน็ จ�ำนวนมากหรือ
ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ภิกษุไปพักที่น้ันเป็นจ�ำนวนมาก เพราะเป็นจีวรกาล
ภิกษุท้ังหลายมาร่วมกันท�ำจีวร พระผู้มีพระภาคตรัสต�ำหนิว่า การท่ีภิกษุพอใจในการคลุกคลี
ด้วยหมู่คณะ ยินดีประกอบเนือง ๆ ในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ไม่ดีเลย แล้วทรงอธิบาย
เหตุผลโดยละเอียดมีใจความวา่
๑. เป็นไปไม่ได้ที่ภิกษุผู้อยู่คลุกคลีด้วยหมู่คณะจะได้รับความสุขจากการออกบวช
ความสุขจากความสงัด ความสุขจากความสงบ ความสุขจากการตรัสรู้ และจะได้บรรลุ
เจโตวิมุตติ ภิกษุผู้หลีกออกจากหมู่คณะไปอยู่แต่ผู้เดียวเท่าน้ัน จึงจะได้รับความสุขเหล่าน้ี
และจะบรรลเุ จโตวิมตุ ติได้
๒. ทรงเหน็ วา่ รปู ท่ีไมก่ ่อใหเ้ กดิ โสกะ ปรเิ ทวะ ทุกข์ โทมนสั และอปุ ายาสนัน้ ไมม่ ีเลย
แม้แต่อยา่ งเดยี ว
๓. พระองค์ตรัสรู้สุญญตาวิหารธรรมและทรงอยู่ด้วยสุญญตาวิหารธรรมนั้น ถึงจะมี
ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชามหากษัตริย์ อ�ำมาตย์ของพระราชา หรือเดียรถีย์
สาวกเดยี รถยี ม์ าเฝ้าขณะน้นั พระองคก์ ็ทรงอยดู่ ้วยความสขุ เหล่านน้ั
๔. จากน้ันทรงอธิบายวิธฝี ึกและวธิ ีอยดู่ ้วยสญุ ญตาวิหารธรรม ดังนี้
ก. ล�ำดับการฝึกให้มสี ุญญตาวหิ ารธรรม
๑. ใหต้ ั้งจิตไวภ้ ายใน ท�ำจิตให้สงบ ใหม้ ธี รรมเอกผุดข้นึ ตัง้ จติ ใหม้ ่ันโดยฝึกสมาธิ
จนไดฌ้ าน ๔
๒. ให้ใสใ่ จสญุ ญตาภายใน และฝกึ จนมสี มั ปชญั ญะในสญุ ญตาภายใน
๓. ให้ใส่ใจสญุ ญตาภายนอก และฝกึ จนมีสมั ปชญั ญะในสุญญตาภายนอก
เลม่ ที่ ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๔ 407
๔. ให้ใส่ใจสุญญตาท้ังภายในและภายนอก และฝึกจนมีสัมปชัญญะในสุญญตา
ท้งั ภายในและภายนอก
๕. ใหใ้ สใ่ จอาเนญชสมาบตั ิ (อรปู ฌาน) และฝกึ จนมสี มั ปชญั ญะในอาเนญชสมาบตั ิ
ข. วิธอี ยดู่ ว้ ยสุญญตาวิหารธรรม
๑. ขณะท่ีภิกษุอยู่ด้วยสุญญตาวิหารธรรมน้ี ถ้าจิตน้อมไปเพื่อจะเดินจงกรม
ยืน เดิน น่ัง นอน พูด หรือตรึก ก็ให้ท�ำตามนั้นโดยมีสติสัมปชัญญะก�ำกับทุกอิริยาบถ
เพ่ือมิให้บาปอกุศล คือ อภชิ ฌาและโทมนัสเข้าครอบง�ำจติ ได้
๒. ใหพ้ ิจารณาจิตของตนอยู่เนอื ง ๆ เพื่อมิใหม้ ีฉนั ทราคะในกามคุณ ๕ เกดิ ขึ้นได้
๓. ใหพ้ ิจารณาการเกดิ -ดบั ของอปุ าทานขันธ์ ๕ เพ่ือละอัสมิมานะใน อปุ าทานขนั ธ์ ๕
ทรงสรุปว่าการอยู่ด้วยสุญญตาวิหารธรรมน้ี เป็นกุศลโดยส่วนเดียว ไกลจากข้าศึก
เป็นโลกุตตระ มารขดั ขวางไมไ่ ด้
๕. ในตอนทา้ ย ทรงตกั เตอื นและแนะน�ำภกิ ษเุ หล่านน้ั ดังน้ี
๕.๑ อย่าติดตามพระองค์ เพื่อฟังสุตตะ เคยยะ และเวยยากรณะเท่าน้ัน แต่ให้
ฟังเร่ืองความมักน้อย สันโดษ ความสงัด การไม่คลุกคลีกัน การปรารภความเพียร เรื่องศีล
สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ ซ่ึงเป็นเรื่องขัดเกลากิเลส ท�ำให้จิตน้อมไป
เพ่ือความเบ่อื หนา่ ย คลายก�ำหนัด เพ่อื ดับ เพื่อสงบระงับ เพ่ือรูย้ งิ่ เพือ่ ตรัสรู้และนิพพาน
การติดตามพระองค์เพื่อฟังสุตตะ เคยยะ และเวยยากรณะเท่านั้น จะเป็นเหตุให้เกิด
อปุ ทั ทวะ ๓ ประการ คอื อปุ ทั ทวะของอาจารย์ อปุ ทั ทวะของศษิ ย์ และอปุ ทั ทวะของผู้ประพฤติ
พรหมจรรยซ์ ึ่งร้ายแรงกวา่ อปุ ทั ทวะ ๒ ประการแรก
๕.๒ ให้ปฏิบัติต่อพระองค์เหมือนมิตร อย่าปฏิบัติเหมือนศัตรู เพราะจะท�ำให้
มีประโยชน์สุขตลอดกาลนาน ส่วนพระองค์เองก็จะไม่ประคับประคองสาวกเหมือนช่างหม้อ
ประคับประคองภาชนะดิน แต่จะทรงสอนโดยการข่มและการยกย่อง ผู้มีสาระ(มรรคผล)
จงึ จะทนอยู่ได้
๒.๕ ขอ้ สงั เกต
อรรถกถาอธบิ ายวา่ พระสตู รนมี้ ีชอ่ื อย่างอ่นื อีก ๒ ช่ือ คือ
(๑) มหาสุญญตาปฏิปัตติสูตร (พระสูตรว่าด้วยการปฏิบัติสุญญตาวิหารธรรมสูตร
ใหญ่)
(๒) คณเภทนสูตร (พระสูตรว่าด้วยการแยกคณะ คือทรงสอนให้หลีกออกจาก
หมู่คณะ ใหย้ นิ ดใี นการอยู่ผู้เดยี ว)
408 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
อรรถกถาอธิบายความเป็นมาของพระสูตรน้ีว่า ก่อนหน้าน้ี พระผู้มีพระภาคไม่ทรง
พบว่า มีภิกษุ ๑๐ รูป หรือ ๑๒ รูปอยู่ร่วมกันในเสนาสนะหนึ่ง ๆ คร้ัน ทอดพระเนตรเห็น
เสนาสนะจ�ำนวนมากท่ีเขาจัดไวใ้ นวิหารของเจ้ากาฬเขมกศากยะ ทรงเห็นอปุ ทั ทวะ (อันตราย)
จากการคลุกคลีด้วยหมู่คณะของภิกษุทั้งหลาย ท่ีจะเกิดแก่สงฆ์ในกาลข้างหน้า ทรงคิดจะ
บัญญตั ิสิกขาบท หา้ มภกิ ษอุ ยรู่ ว่ มกนั เป็นหมูเ่ ป็นคณะ แต่ทรงท�ำไม่ได้ จงึ ทรงแสดงพระสตู รนี้
แทนการบัญญัติสิกขาบท เพื่อให้สงฆ์ใช้เป็นเครื่องป้องกันภัยดังกล่าวแล้ว ท่านอุปมาไว้ว่า
พระสูตรน้ีเหมือนกระจกบานใหญ่ที่ส่องให้เห็นทั้งตัวซึ่งเขาติดตั้งไว้ที่ประตูเมือง เพ่ือให้คน
ท้ังหลายมีพระราชาเปน็ ต้นตรวจดโู ทษของตน จะได้เป็นผูไ้ ม่มีโทษฉันใด หลงั พทุ ธปรินพิ พาน
ไปแล้ว ๕,๐๐๐ ปี กุลบุตรผู้นึกถึงพระสูตรน้ีแล้วหลีกออกจากหมู่คณะ อยู่แต่ผู้เดียว จักท�ำ
ทีส่ ดุ แหง่ ทกุ ขไ์ ด้ ฉันนนั้ (ม.อ.ุ อ. ๓/๑๘๕/๑๑๒-๑๑๓)
๓. อจั ฉรยิ ัพภูตธัมมสูตร
๓.๑ ที่มาของชอ่ื
อัจฉริยัพภูตธัมมสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยอัจฉริยัพภูตธรรมของพระพุทธองค์
ช่ือน้ตี ัง้ ตามเนอ้ื หาสาระของพระสูตร
ค�ำวา่ อจั ฉริยัพภตู ธรรม หรอื อัจฉรยิ อภูตธรรม แปลว่า ความอศั จรรยไ์ ม่เคยปรากฏ
หมายถงึ คุณลักษณะพเิ ศษเฉพาะไมป่ รากฏท่ัวไป
๓.๒ ที่มาของพระสตู ร
พระสตู รนี้ พระผมู้ พี ระภาครบั สง่ั ใหท้ า่ นพระอานนทแ์ สดงแกภ่ กิ ษทุ ง้ั หลาย ขณะประทบั
อยู่ ณ พระเชตวนั อารามของอนาถบิณฑกิ เศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยทรงปรารภเร่อื งที่ภกิ ษุ
เหลา่ นั้นสนทนากนั ค้างไว้ เหตเุ กดิ ของพระสตู รนี้จัดอย่ใู นประเภท อัตถุปตั ติกะ
๓.๓ รูปแบบของพระสูตร
รปู แบบของอจั ฉริยัพภตู ธัมมสูตรเป็นบรรยายโวหารแบบรายงาน
๓.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
วันหนง่ึ หลังจากกลับจากบณิ ฑบาตและฉนั ภตั ตาหารแลว้ ภิกษจุ �ำนวนมากนั่งสนทนา
กนั ทหี่ อประชมุ วา่ นา่ อัศจรรยจ์ รงิ ไม่เคยปรากฏทีพ่ ระผู้มพี ระภาคทรงมฤี ทธ์มิ าก มีอานุภาพ
เลม่ ท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๔ 409
มาก ทรงสามารถระลึกถึงพระประวัติของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตได้แจ่มแจ้งท้ังหมด
ท่านพระอานนท์ซ่ึงร่วมอยู่ในท่ีประชุมนั้น ก็ได้กล่าวเสริมว่า พระตถาคตทั้งหลายทรงเป็น
ผนู้ า่ อศั จรรย์จริง ไมเ่ คยปรากฏและทรงประกอบด้วยธรรมทีน่ ่าอัศจรรยไ์ มเ่ คยปรากฏ
คร้ันสนทนาถึงตรงน้ี พระผมู้ พี ระภาคเสดจ็ มาสู่ทปี่ ระชมุ น้นั ตรัสถามว่า สนทนาเร่อื ง
อะไร เม่ือท่านพระอานนท์กราบทูลให้ทรงทราบ จึงรับส่ังให้ท่านอธิบายธรรมอันน่าอัศจรรย์
ไม่เคยปรากฏของพระองค์ให้ภกิ ษุเหลา่ นั้นฟัง เพอื่ จดจ�ำไว้
ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลรายงานความน่าอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏของพระองค์
๑๙ ประการท่ีได้สดับรับฟังมาเฉพาะพระพักตร์ เมื่อกราบทูลจบ พระองค์ทรงเพิ่มประการ
ที่ ๒๐ ให้ รวมเป็นอจั ฉรยิ ัพภูตธรรม ๒๐ ประการ และรบั สง่ั ให้ภกิ ษุทงั้ หลายจดจ�ำไว้
๓.๕ ขอ้ สงั เกต
อจั ฉรยิ พั ภตู ธรรมนี้ บางสว่ นพระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงไวใ้ นมหาปทานสตู ร (ท.ี ม. (แปล)
๑๐/๑๗-๓๒/๑๐-๑๕) มีชื่อเรียกตอนนั้นว่า โพธิสตฺตธมฺมตา คือธรรมดาของพระโพธิสัตว์มี
๑๖ ประการ และตรัสเลา่ ถงึ ความอศั จรรยไ์ มเ่ คยปรากฏของพระองค์ ๕ ประการทที่ �ำใหเ้ กดิ
แผน่ ดินไหวคร้ังใหญ่ ซึ่งเป็นข้อความตอนหน่งึ ในมหาปรนิ พิ พานสตู ร (ท.ี ม. (แปล) ๑๐/๑๗๐-
๑๗๑/๑๑๗-๑๑๘)
ท่ีท่านพระอานนท์กราบทูลรายงานว่า ได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์ คงหมายถึง
ทีต่ รัสไว้ในพระสตู รทง้ั สองนดี้ ้วยแน่นอน ควรอา่ นพระสตู รท้ังสองนป้ี ระกอบดว้ ย
๔. พักกลุ ตั เถรัจฉริยสตู ร
๔.๑ ทม่ี าของชื่อ
พักกุลัตถรัจฉริยสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยอัจฉริยธรรมของพระพักกุลเถระ
ช่อื น้ีต้งั ตามเนอ้ื หาสาระของพระสูตร
๔.๒ ทม่ี าของพระสตู ร
พระสูตรน้ี ทา่ นพระพกั กลุ ะแสดงแก่อเจลกสั สปปรพิ าชก ขณะพักอยู่ ณ พระเวฬุวัน
เขตกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ เพื่อตอบปัญหาของปริพาชกน้ัน เหตุเกิดของพระสูตรน้ีจัดอยู่ใน
ประเภท ปุจฉาวสกิ ะ
410 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตันตปิฎก
๔.๓ รปู แบบของพระสูตร
รปู แบบของพักกลุ ตั เถรัจฉริยสตู รเป็นการสนทนาธรรมแบบถาม - ตอบ
๔.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
อเจลกัสสปปริพาชก ผู้เป็นสหายเก่าได้ถามปัญหาท่านพระพักกุละว่า ท่ีบวชมา
๘๐ พรรษา ท่านเสพเมถุนธรรม (มีเพศสัมพันธ์) ก่ีครั้ง พระเถระตอบว่า ไม่ควรถามเช่นน้ัน
แต่ควรถามว่า มีกามสัญญา (ความคิดเก่ียวกับกาม) กี่ครั้ง จากน้ันท่านได้ตอบเองว่า
ท่านไม่เคยมกี ามสัญญาเลย
อเจลกสั สปปรพิ าชกไดถ้ ามถงึ พยาปาทสญั ญา วหิ งิ สาสญั ญา วติ ก ๓ และ ขอ้ วตั รปฏบิ ตั ิ
อน่ื ๆ อกี รวมท้งั หมด ๓๕ ประการ ซึง่ แตล่ ะข้อท่านพระพกั กุละ
ตอบวา่ ไมเ่ คยมเี ลย อเจลกสั สปรพิ ชกกย็ อมรบั วา่ เปน็ ธรรมทน่ี า่ อศั จรรยไ์ มเ่ คยปรากฎ
จงึ ขอบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาและไดบ้ รรลธุ รรมเปน็ พระอรหนั ต์องคห์ นึ่ง
ต่อมาท่านพระพักกุละประกาศให้ภิกษุทั้งหลายทราบว่า ท่านจะปรินิพพานและ
ได้ปรินิพพานในวันน้ัน ตามท่ีท่านประกาศไว้ ท่านพระกัสสปะ (อเจลกัสสปะ) ก็ยอมรับว่า
เป็นธรรมที่น่าอศั จรรย์ (ประการท่ี ๓๖)
๔.๕ ขอ้ สงั เกต
พระสูตรนี้กล่าวถึงอัจฉริยธรรมของท่านพระพักกุละ โดยเน้นการประพฤติปฏิบัติของ
ท่านเป็นส�ำคัญ ท่านเป็นพระมหาสาวกรูปหน่ึง เป็นบุตรของเศรษฐีชาวกรุงโกสัมพี ที่ช่ือว่า
พักกุละ (คนสองตระกูล หรือผู้ท่ีสองตระกูลเล้ียง) เพราะตอนเป็นทารกขณะท่ีพี่เล้ียงน�ำไป
อาบน้�ำ ท่านถูกปลาใหญ่กลืนลงไปอยู่ในท้อง ต่อมาปลาน้ันได้ถูกจับได้ที่เมืองพาราณสี และ
ถูกขายให้ภรรยาเศรษฐีชาวเมืองพาราณสี เมื่อผ่าท้องปลาพบเด็กจึงให้เล้ียงไว้เป็นบุตร
เม่ือมารดาเดิมได้ทราบข่าวจึงขอบุตรคืนแต่ตกลงกันไม่ได้ ในที่สุดน�ำไปให้พระราชาตัดสิน
ทรงตดั สนิ ให้เป็นทายาทของทั้งสองตระกลู ท่านจึงชอื่ พักกลุ ะ เม่อื อายุ ๘๐ ปี ได้ฟงั ธรรมจาก
พระผู้มีพระภาค จึงทูลขอบวช ในวันที่ ๘ ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ (ได้รับเอตทัคคะ
ในทางเป็นผมู้ อี าพาธน้อย มสี ุขภาพดเี ยยี่ ม) (ม.อ.ุ อ. ๓/๒๐๙/๑๓๘-๑๔๐) ขณะสนทนาธรรม
ในพระสตู รน้ี ทา่ นบวชได้ ๘๐ พรรษา หมายถึงท่านมอี ายุยืนถึง ๑๖๐ ปี (ท.ี ม.อ. ๒/๕/๗)
เล่มท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๔ 411
๕. ทนั ตภูมสิ ตู ร
๕.๑ ทีม่ าของชื่อ
ทนั ตภมู ิสูตร แปลวา่ พระสตู รวา่ ด้วยภูมิของผ้ไู ดร้ ับการฝึกแลว้ ช่อื น้ีต้ังตามเนื้อหา
สาระของพระสูตร
๕.๒ ท่มี าของพระสูตร
พระสตู รนี้ พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกส่ ามเณรอจริ วตะ ขณะประทบั อยู่ ณ พระเวฬวุ นั
เขตกรงุ ราชคฤห์ โดยทรงปรารภค�ำกราบทูลของสามเณรเร่อื งท่ี
ชยเสนราชกุมาร (พระโอรสของพระเจา้ พิมพิสาร) ไม่ทรงเชอ่ื วา่ ภกิ ษุในพระธรรมวนิ ยั
น้ี ผไู้ ม่ประมาท มคี วามเพยี รอทุ ิศกายและใจอยู่ จะบรรลุจิตเตกัคคตา (สภาวะที่จิตมีอารมณ์
เดียว)ได้ เหตุเกดิ ของพระสตู รนจ้ี ัดอยู่ในประเภท ปุจฉาวสกิ ะ
๕.๓ รูปแบบของพระสูตร
รปู แบบของทันตภมู ิสตู ร เปน็ บรรยายโวหารแบบถาม-ตอบ มอี ุปมาอุปไมยประกอบ
๕.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
พระผู้มีพระภาคตรัสกับสามเณรอจิรวตะว่า ชยเสนราชกุมารยังบริโภคกาม จักทรงรู้
เห็นสภาวะท่จี ิตมีอารมณ์เดยี วไดอ้ ยา่ งไร เหมือนช้าง มา้ โค ท่ไี ม่ไดฝ้ กึ กไ็ มส่ �ำเรจ็ ภมู ิของสัตวท์ ี่
ฝกึ แลว้ เหมือนผูย้ ืนอย่ทู เี่ ชิงภูเขามองไมเ่ หน็ ส่ิงทีผ่ ้ยู นื อยู่บนยอดภูเขามองเหน็
ทรงแสดงอุปมาต่อไปว่า พระองค์ฝึกมนุษย์และเทวดาเหมือนควาญช้างฝึกช้างป่า
คือ ควาญช้างจับช้างป่ามาทั้งท่ีช้างนั้นยังห่วงถิ่นของตนแล้วน�ำมาฝึกฝนด้วยวิธีการต่าง ๆ
จนช้างป่าเหมาะท่ีจะเป็นช้างทรงของพระราชา พระองค์ก็เช่นกันทรงฝึกมนุษย์และเทวดา
ซึ่งยังห่วงถนิ่ คอื กามคุณ ๕ จนกลายเปน็ พระอรหันต์ สิน้ อาสวะ และเป็นพระทักขไิ ณยบุคคล
ทรงแนะน�ำให้สามเณรอจิรวตะแสดงอุปมาอุปไมยแกช่ ยเสนราชกมุ ารอย่างที่ทรงสอน
ชยเสนราชกุมารกจ็ ะเข้าพระทยั ได้ และจะทรงเล่อื มใสแนน่ อน
412 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๕.๕ ข้อสงั เกต
เนื้อหาของพระสูตรน้ีมีความลึกซึ้งมาก เพราะทรงแสดงต้ังแต่ภูมิของผู้ที่ยังไม่ได้ฝึก
จนถงึ ภมู ขิ องผทู้ ไี่ ดร้ บั การฝกึ แลว้ คอื ภมู ขิ องพระอรหนั ต์ แตเ่ พราะพระผมู้ พี ระภาคทรงอธบิ าย
โดยใชอ้ ปุ มาอปุ ไมยประกอบหลายขอ้ เพอื่ ใหเ้ หมาะกบั ผฟู้ งั ระดบั ตา่ ง ๆ จงึ ท�ำใหอ้ า่ นเขา้ ใจไดง้ า่ ย
ขอใหส้ งั เกตวา่ ทที่ รงอธิบายโดยใช้อุปมาอปุ ไมยอย่างน้ี กเ็ พราะทรงประสงคจ์ ะสอน
วิธแี สดงธรรมแกส่ ามเณรอจิรวตะไปในตัวด้วย
๖. ภมู ิชสตู ร
๖.๑ ทีม่ าของชอื่
ภมู ชิ สตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยพระภมู ชิ ะ ชอ่ื นต้ี งั้ ตามชอ่ื บคุ คลทป่ี รากฏในพระสตู ร
ทา่ นพระภมู ชิ ะเป็นพระมาตุละ(ลุง) ของชยเสนราชกมุ าร
๖.๒ ที่มาของพระสตู ร
พระสตู รน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกท่ า่ นพระภมู ชิ ะ ขณะประทบั อยู่ ณ พระเวฬวุ นั
เขตกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ โดยทรงปรารภค�ำกราบทูลของท่านพระภูมิชะ เรื่องวาทะของ
สมณพราหมณ์พวกหนึ่งที่ชยเสนราชกุมารน�ำมาตรัสถามท่าน เหตุเกิดของพระสูตรนี้จัดอยู่ใน
ประเภท ปุจฉาวสิกะ
๖.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รปู แบบของภมู ิชสูตรเปน็ บรรยายโวหารแบบมอี ุปมาอุปไมย
๖.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
ท่านพระภูมิชะกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ชยเสนราชกุมารมาตรัสถามท่านว่า
พระผู้มีพระภาคทรงเห็นอย่างไรเก่ียวกับวาทะของสมณพราหมณ์พวกหน่ึงท่ีว่าบุคคลจะตั้ง
ความหวัง ไม่ต้ังความหวัง ท้ังตั้งความหวังและไม่ตั้งความหวัง ตั้งความหวังก็มิใช่ ไม่ต้ัง
ความหวังก็มิใช่ แล้วประพฤติพรหมจรรย์ พวกเขาก็จะไม่สามารถบรรลุผลอะไรได้เลย
ทา่ นตอบชยเสนราชกมุ ารไปวา่ ทา่ นยงั มไิ ดส้ ดบั รบั ฟงั มาจากพระองคโ์ ดยตรง แตค่ ดิ วา่ พระองค์
คงจะตรัสตอบโดยใชค้ วามแยบคายและความไมแ่ ยบคาย เป็นเครื่องตดั สนิ ชยเสนราชกมุ าร
จงึ ตรสั วา่ ถ้าพระผ้มู ีพระภาคตรัสตอบอย่างนนั้ ก็ทรงมคี วามร้เู หมอื นสมณพราหมณ์พวกอ่นื
เลม่ ท่ี ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๔ 413
พระผู้มีพระภาคตรัสรับรองว่าท่านพระภูมิชะตอบถูกแล้ว จากนั้นทรงอธิบายว่า
ความแยบคาย หมายถึงอริยมรรคมีองค์ ๘ ความไม่แยบคายหมายถึงมิจฉามรรคมีองค์ ๘
และทรงยกอุปมาข้ึนมาแสดงว่า ถ้าสมณพราหมณ์มีมิจฉามรรคมีองค์ ๘ จะต้ังความหวัง
หรือไม่ต้ังความหวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่สามารถบรรลุผลได้เพราะไม่แยบคาย
เหมือนคนอยากได้น้�ำมัน แต่คั้นเอาจากทราย เหมือนต้องการนมสด แต่รีดเอาจากเขาแม่โค
เหมือนตอ้ งการเนยข้น แต่กวนเอาจากน้ำ� เหมือนต้องการไฟ แตเ่ อาไม้สดมยี างมาสไี ฟ
นอกจากนย้ี งั ตรสั อุปมาฝา่ ยตรงข้ามทม่ี ผี ลดว้ ย
ในตอนท้ายตรัสว่า ถ้าพระภูมิชะแสดงธรรมแก่ชยเสนราชกุมารด้วยอุปมา ๔ ข้อนี้
ชยเสนกมุ ารจะต้องเลอื่ มใสแนน่ อน
๖.๕ ข้อสังเกต
พระสูตรนี้คล้ายกับทันตภูมิสูตรมาก คือว่าด้วยวิธีแสดงธรรมด้วยอุปมาอุปไมย
ให้เปน็ ไปตามภูมิปัญญาของผู้ฟงั ซงึ่ เป็นผ้เู ยาว์ คือ ชยเสนราชกุมาร
๗. อนุรทุ ธสตู ร
๗.๑ ที่มาของชอื่
อนุรุทธสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยพระอนุรุทธะ ชื่อน้ีต้ังตามช่ือบุคคลผู้แสดง
พระสูตร
๗.๒ ทมี่ าของพระสูตร
พระสูตรนี้ ท่านพระอนุรุทธะแสดงแก่ช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ ที่บ้านของช่างไม้ ใน
กรงุ สาวตั ถี เพอ่ื ตอบปญั หาของชา่ งไมน้ นั้ เหตเุ กดิ ของพระสตู รนจ้ี ดั เขา้ ในประเภท ปจุ ฉาวสกิ ะ
๗.๓ รูปแบบของพระสูตร
รปู แบบของอนุรทุ ธสูตร เป็นการสนทนาธรรมแบบถาม - ตอบ
๗.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
ช่างไม้ชื่อปัญจกังคะถามท่านพระอนุรุทธะว่าธรรม ๒ ประการ คือ (๑) เจโตวิมุตติ
อันหาประมาณมิได้ (๒) เจโตวิมุตติท่ีเป็นมหัคคตะ มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน
414 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
หรอื มีอรรถเปน็ อนั เดยี วกันต่างกนั แต่พยัญชนะเท่านัน้
พระเถระตอบว่า มีอรรถต่างกัน และมีพยัญชนะต่างกัน โดยอธิบายว่า เจโตวิมุตติ
อันหาประมาณมิได้ เป็นการแผ่เมตตาจิต กรุณาจิต มุทิตาจิต และอุเบกขาจิตไปทุกทิศ
ทุกโลก ทุกสถานไม่มีขอบเขต ส่วนเจโตวิมุตติอันเป็นมหัคคตะ เป็นการแผ่จิตไปสู่จุดใด
จดุ หน่ึง คอื โคนไม้ เขตบ้าน อาณาจักร แผ่นดนิ ซึ่งมมี หาสมุทรเปน็ ขอบเขต แหง่ ใดแหง่ หนึง่
หรือ ๒-๓ แหง่ จากน้ันพระเถระได้กลา่ วถึงการเขา้ ถึงภพ ๔ ประการ
ในตอนท้ายท่านพระอนุรุทธได้สนทนากับท่านพระสภิยกัจจานะในเร่ืองเหตุที่ท�ำให้
เทพมีรศั มีตา่ ง ๆ กัน
๗.๕ ข้อสังเกต
พระสูตรนี้ ยืนยันว่าเทพมีจริง โดยท่านพระอนุรุทธะกล่าวในตอนท้ายพระสูตรว่า
ทา่ นเคยอยรู่ ว่ ม เคยเจรจา และเคยรว่ มสนทนากบั เทพจ�ำพวกตา่ ง ๆ มาแลว้ ขอใหอ้ า่ นโดยละเอยี ด
จะพบวา่ เทพนิยายแบบพุทธตา่ งกับเทพนยิ ายของลทั ธแิ ละศาสนาพวกเทวนิยมทั้งหลาย
๘. อุปกั กิเลสสูตร
๘.๑ ท่มี าของชือ่
อปุ ักกเิ ลสสูตร แปลวา่ พระสูตรว่าดว้ ยอปุ กิเลส ชอ่ื นีต้ ้ังตามสาระส�ำคัญของพระสูตร
ค�ำว่า อปุ กเิ ลส แปลวา่ เครอื่ งเศรา้ หมอง ส่ิงท่ที �ำให้จิตเศรา้ หมอง ในท่ีนี้ หมายถงึ กเิ ลส
ท่เี กดิ ข้ึนในขณะปฏบิ ัตวิ ิปัสสนาท่ีเรียกว่า วิปสั สนูปกเิ ลส
๘.๒ ทม่ี าของพระสูตร
พระสูตรน้ี เกิดขึ้นสืบเน่ืองจากพวกภิกษุในกรุงโกสัมพีเกิดความบาดหมาง เกิดการ
ทะเลาะวิวาท ถึงกับใช้หอกคือปากทิ่มแทงกัน พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามก็ไม่เช่ือฟัง พระองค์
จึงตรัสคาถาปรารภเหตุการณ์น้ันแล้วเสด็จไปทางบ้านพาลกโลณการคาม ท่านพระภคุได้
รับเสด็จ จากน้ันเสด็จไปยังป่าปาจีนวังสทายวัน ซ่ึงท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระนันทิยะ และ
ท่านพระกิมพิละพักอยู่ที่นั่น พระองค์ได้ตรัสถามถึงความเป็นอยู่และทรงสนทนากับพระเถระ
ทั้ง ๓ รูปถึงเรื่องการปฏิบัติธรรมและอุปกิเลสท่ีเกิดข้ึนในขณะปฏิบัติธรรม แล้วทรงแสดง
พระสูตรน้ี เหตุเกิดของพระสูตรน้จี ัดอยใู่ นประเภท อัตถปุ ปัตตกิ ะ
เล่มที่ ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๔ 415
๘.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รูปแบบของอุปกั กเิ ลสสูตรเปน็ การสนทนาธรรมแบบพรรณนาโวหาร และสาธกโวหาร
ประกอบ
๘.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามถึงญาณทัสสนะของพระเถระทั้ง ๓ รูป เมื่อท่านเหล่าน้ัน
กราบทูลว่า สามารถจ�ำแสงสว่างและเห็นรูปได้ แต่ไม่นาน พระองค์จึงตรัสเล่าถึงการปฏิบัติ
ของพระองค์ ซงึ่ ทรงพบอปุ สรรคเชน่ นน้ั เหมอื นกนั แตท่ รงพจิ ารณาจนเหน็ อปุ กเิ ลส ๑๑ ประการ
ซ่ึงเป็นเหตุปัจจัยที่ท�ำให้เป็นเช่นนั้น คือ (๑) วิจิกิจฉา (๒) อมนสิการ (การไม่ใส่ใจ)
(๓) ถนี มทิ ธะ (๔) ความสะดุง้ กลัว (๕) ความปลาบปลม้ื (๖) ความชวั่ หยาบ (๗) ความเพียร
ท่ปี รารภเกนิ ไป (๘) ความเพยี รท่ีหยอ่ นเกินไป (๙) ตัณหาทคี่ อยกระซิบ (๑๐) นานตั ตสญั ญา
(ความหมายร้สู ิง่ ต่าง ๆ) (๑๑) ลกั ษณะทเ่ี พง่ รปู มากเกินไป
เม่ือทรงละอุปกิเลสเหล่านี้แล้วจึงทรงเจริญสมาธิ ๓ ประการได้ คือ (๑) สมาธิที่มี
วิตก มีวิจาร ไม่มีวิตก มีเพียงวิจาร ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร (๒) สมาธิท่ีมีปีติ ไม่มีปีติ สหรคต
ด้วยความสุข (๓) สมาธิท่ีสหรคตด้วยอุเบกขา เม่ือทรงเจริญสมาธิเช่นน้ีแล้ว ญาณทัสสนะ
จงึ ได้เกิดขนึ้ แกพ่ ระองค์
๘.๕ ข้อสงั เกต
เหตกุ ารณต์ อนตน้ ของพระสตู รน้ี กลา่ วถงึ การทะเลาะววิ าทกนั ของภกิ ษชุ าวกรงุ โกสมั พี
แต่เป็นการกล่าวไว้โดยย่อ ผู้ต้องการศึกษารายละเอียดให้ดูในโกสัมพิกขันธกะ (วิ.ม. (แปล)
๕/๔๕๑/๓๓๓)
ขอ้ ทนี่ า่ สงั เกตอกี ประการหนง่ึ คอื ในพระสตู รนก้ี ลา่ วถงึ สมาธิ ๓ แตไ่ มท่ รง จ�ำแนกเปน็
ข้อ ๆ คัมภรี ป์ ปญั จสทู นี (ม.อ.ุ อ. ๓/๒๔๕/๑๕๑) กลา่ วอธิบายไว้ดงั นี้
๑. สมาธทิ ีม่ ีวติ ก วิจาร ไดแ้ ก่ ฌานท่ี ๑
๒. สมาธิท่ีไม่มีวติ ก มีเพยี งวิจาร ได้แก่ ฌานท่ี ๒ ในฌาน ๕
๓. สมาธิทไ่ี มม่ วี ติ กไม่มีวจิ าร ไดแ้ ก่ ฌานท่ี ๒, ๓, ๔ ในฌาน ๔ และฌานท่ี ๓, ๔, ๕
ในฌาน ๕
๔. สมาธิที่มีปตี ิ ไดแ้ ก่ ฌานท่ี ๑, ๒ ในฌาน ๔ และฌานที่ ๑,๒,๓ ในฌาน ๕
๕. สมาธิท่ไี มม่ ีปีติ ได้แก่ ฌานท่ี ๓, ๔ ในฌาน ๔ และฌานที่ ๔, ๕ ในฌาน ๕
416 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
๖. สมาธทิ สี่ หรคตดว้ ยสุข ได้แก่ ฌานท่ี ๑, ๒, ๓ ในฌาน ๔ และฌานท่ี ๑, ๒, ๓, ๔
ในฌาน ๕
๗. สมาธิท่ีสหรคตด้วยอุเบกขา ไดแ้ ก่ ฌานท่ี ๔ ใน ฌาน ๔ และฌานที่ ๕ ในฌาน ๕
๙. พาลปณั ฑิตสูตร
๙.๑ ทีม่ าของชอ่ื
พาลปณั ฑติ สตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยคนพาลและบณั ฑติ ชอื่ นต้ี ง้ั ตามสาระส�ำคญั
ของพระสตู ร
๙.๒ ทม่ี าของพระสตู ร
พระสูตรนี้ พระผู้มพี ระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุทงั้ หลาย ขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี เขตกรงุ สาวตั ถี โดยมพี ระประสงคใ์ หท้ ราบลกั ษณะของคนพาล
และบณั ฑติ ผลวบิ ากของความเปน็ คนพาลและบณั ฑติ เหตเุ กดิ ของพระสตู รนี้ จดั อยใู่ นประเภท
ปรัชฌาสยะ
๙.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของพาลปัณฑิตสตู รเปน็ บรรยายโวหารแบบมอี ปุ มาอุปไมย
๙.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
พระผู้มีพระภาคตรัสถึงลักษณะของคนพาล ๓ ประการ คือ คิดแต่เร่ืองชั่ว พูดแต่
เรื่องช่ัว ท�ำแต่กรรมชั่ว คนพาลจึงได้รับทุกขโทมนัส ๓ ประการ ในปัจจุบัน หลังจากตายไป
ก็จะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หรือไปเกิดในภูมิของสัตว์ดิรัจฉาน ส่วนลักษณะ
ของบัณฑิต ๓ ประการ คือ คิดแต่เร่ืองดี พูดแต่เร่ืองดี ท�ำแต่กรรมดี จึงได้รับสุขโสมนัส
๓ ประการ ในปจั จบุ นั หลงั จากตายไป กจ็ ะไปเกดิ ในสคุ ตโิ ลกสวรรค์ ซงึ่ เปน็ สถานทน่ี า่ ปรารถนา
หรือถ้าไปเกิดเป็นมนุษย์ กจ็ ะเกิดในตระกูลสูง มรี ปู งาม มีลาภ มโี อกาสประพฤติสจุ ริต
เล่มท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๔ 417
๙.๕ ข้อสงั เกต
พระสูตรน้ี กล่าวยืนยันว่า เรื่องนรก สวรรค์ มีจริง แต่เป็นไปตามกฏแห่งกรรมตาม
หลกั พระพุทธศาสนา
๑๐. เทวทตู สตู ร
๑๐.๑ ทมี่ าของชอ่ื
เทวทูตสูตร แปลวา่ พระสตู รว่าดว้ ยเทวทูต ช่อื นีต้ ั้งตามสาระส�ำคัญในพระสูตร
๑๐.๒ ที่มาของพระสตู ร
พระสตู รนี้ พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดงแกภ่ กิ ษุทง้ั หลาย ขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวัน
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยมีพระประสงค์ให้ภิกษุเหล่านั้นทราบผล
แหง่ กรรมช่วั และกรรมดีตามหลกั ค�ำสอนของพระองค์ เหตเุ กิดของพระสูตรน้จี ดั อยู่ในประเภท
ปรัชฌาสยะ
๑๐.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รูปแบบของเทวทตู สูตรเปน็ บรรยายโวหารแบบสาธกนิทาน มีอุปมาอุปไมยประกอบ
๑๐.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พระองค์ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายทั้งที่ท�ำกรรมดี และกรรมช่ัว
ก�ำลังจุติ ก�ำลังเกิด ท้ังช้ันต่�ำและช้ันสูง งามและไม่งาม เกิดดีและเกิดไม่ดีด้วยพระจักษุทิพย์
เหมือนบุคคลยืนอยู่ระหว่างเรือน ๒ หลังท่ีมีประตูตรงกัน เห็นคนท้ังหลายเข้าออกในเรือน
ทั้งสองน้นั ชดั เจน ฉะนน้ั
ตรสั เล่าวา่ สตั ว์ทีท่ �ำกรรมชั่ว ตายแลว้ ไปเกิดในนรก ถูกพญายมสอบสวนซักไซ้ไลเ่ ลยี ง
ถึงเทวทูต ๕ คือ (๑) เด็ก (๒) คนชรา (๓) คนเจ็บ (๔) คนที่ท�ำความผิดแล้วถูกลงอาญา
(๕) คนตาย วา่ รู้จกั ไหม ต่างตอบว่า ไม่รจู้ กั เพราะมวั ประมาทอยู่ สัตว์เหล่านั้นจงึ ถูกลงโทษ
ด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น เอาตะปูเหล็กตอกมือ เท้า และกลางอก เอาขวานถาก เอามีดเฉือน
จับเทียมรถให้วิ่งไปมาบนแผ่นดินร้อน บังคับให้ข้ึนลงภูเขาถ่านเพลิง ถูกจับศีรษะทุ่มลงใน
กระทะทองแดง แล้วต้มให้เดือดจนตัวพอง ถูกจับทุ่มลงในมหานรกและนรกอื่น ๆ อีก เช่น
คูถนรก (นรกอจุ จาระ) กุกกลุ นรก (นรกเถา้ รอ้ น)
418 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
ทรงสรปุ ว่า เรื่องนี้ พระองค์มไิ ด้ทรงสดบั มาจากใคร แตท่ รงทราบดว้ ยพระองค์เอง
ในตอนท้าย ตรัสเป็นคาถาประพันธ์ไว้มีใจความว่า ผู้ท่ีถูกเทวทูตตักเตือนแล้ว แต่ยัง
ประมาทอยูย่ อ่ มเศรา้ โศกตลอดกาลนาน สว่ นผถู้ กู เทวทตู ตักเตือนแล้วไมป่ ระมาท ยอ่ มมีความ
สขุ สิน้ ทกุ ขท์ ั้งปวงได้
๑๐.๕ ข้อสังเกต
ขอให้สังเกตว่า พระสูตรน้ีก็เป็นอีกสูตรหน่ึง ท่ียืนยันว่า นรกมีจริง และมีหลายชนิด
ส�ำหรบั ลงโทษผทู้ �ำกรรมชั่วระดับต่าง ๆ
อรรถกถาอธบิ ายไวว้ า่ ผฟู้ งั พระสตู รนแี้ ลว้ เกดิ ความเลอื่ มใส ตง้ั ใจปฏบิ ตั ธิ รรมกจ็ ะบรรลุ
ธรรมชัน้ สูงได้ เชน่ ภกิ ษุหนุ่มรปู หนึง่ เรยี นพระสตู รน้ีแล้ว เกิดความเลื่อมใสขอเรยี นกัมมฏั ฐาน
แลว้ ลงมือปฏิบัตจิ นบรรลเุ ป็นพระโสดาบัน นอกจากนี้ อรรถกถายงั ระบุไว้ดว้ ยว่า ไดม้ ีผ้บู รรลุ
อรหตั ตผลจ�ำนวนนับไม่ถ้วน เพราะเรียนพระสูตรนี้ ด้วยเหตุน้พี ระพุทธเจ้าทกุ พระองค์ จึงทรง
แสดงพระสตู รนีไ้ ว้ (ม.อุ.อ. ๓/๒๗๐/๑๗๒-๑๗๓)
๔. วิภงั ควรรค
วภิ ังควรรค แปลวา่ หมวดวา่ ด้วยการจ�ำแนกธรรม ชือ่ วรรคตัง้ ตามชือ่
พระสูตร ๘ สูตรและตามเนื้อหาสาระของพระสูตรทุกสูตรในวรรคน้ี ซึ่งมีท้ังหมด
๑๒ สตู ร
พระสูตร ๘ สตู ร ได้แก่ คอื
๑. จูฬกัมมวิภังคสตู ร พระสูตรว่าดว้ ยการจ�ำแนกกรรม สูตรเล็ก
๒. มหากมั มวภิ งั คสูตร พระสูตรวา่ ด้วยการจ�ำแนกกรรม สตู รใหญ่
๓. สฬายตนวภิ งั คสตู ร พระสูตรว่าด้วยการจ�ำแนกอายตนะ ๖ ประการ
๔. อุทเทสวภิ งั คสูตร พระสูตรว่าด้วยอุทเทสและวิภงั ค์
๕. อรณวภิ ังคสูตร พระสูตรว่าด้วยการจ�ำแนกธรรมท่ีไมม่ ีกเิ ลส
๖. ธาตวุ ภิ ังคสตู ร พระสูตรวา่ ดว้ ยการจ�ำแนกธาตุ
๗. สจั จวิภังคสูตร พระสตู รว่าด้วยการจ�ำแนกสัจจะ
๘. ทักขิณาวิภังคสูตร พระสตู รวา่ ด้วยการจ�ำแนกทักษิณาทาน
พระสูตรทั้ง ๑๒ สตู รในวรรคน้ี มีสาระส�ำคัญดงั นี้
เล่มที่ ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๔ 419
๑. ภทั เทกรัตตสตู ร
๑.๑ ท่ีมาของชอ่ื
ภทั เทกรตั ตสตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยผมู้ รี าตรเี ดยี วเจรญิ ชอ่ื นตี้ งั้ ตามเนอื้ หาสาระ
ของพระสตู ร
ค�ำว่า ภัทเทกรัตตะ ท่ีแปลว่า ผู้มีราตรีเดียวเจริญนั้น หมายถึงผู้มีความเพียรเจริญ
วิปสั สนากมั มฏั ฐานเพยี ง ๑ วนั กับ ๑ คนื ก็เจรญิ ในธรรมได้
๑.๒ ทีม่ าของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแก่ภิกษทุ ง้ั หลาย ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยมีพระประสงค์ให้เร่งปฏิบัติธรรม
เพื่อผลในปัจจุบัน ไม่ต้องค�ำนึงถึงส่ิงท่ีล่วงไปแล้ว และท่ียังไม่มาถึง เหตุเกิดของพระสูตรนี้
จัดอย่ใู นประเภท ปรชั ฌาสยะ
๑.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รูปแบบของภัทเทกรัตตสูตร เป็นบรรยายโวหารแบบถามเอง - ตอบเอง มี ๓ ตอน
คือ ภาคอุทเทส ภาควิภังค์ (นิทเทส) และภาคนิคมน์ ภาคอุทเทสเป็นร้อยกรอง คือคาถา
ภาควิภังค์ หรือนิทเทสเป็นร้อยแก้ว หรือเวยยากรณะ ส่วนภาคนิคมน์ ยกภาคอุทเทส
มาแสดงซ�ำ้
๑.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
ภาคอทุ เทส
พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า จะทรงแสดงอุทเทสและวิภังค์ของผู้มี
ราตรีเดียวเจริญใหฟ้ ัง เมอ่ื ภิกษุเหล่านน้ั ทูลรบั สนองพระด�ำรสั แลว้ จงึ ตรสั เปน็ คาถาว่า
บุคคลไม่ควรค�ำนงึ ถึงส่งิ ทลี่ ่วงไปแลว้
ไม่ควรหวังส่ิงทีย่ ังไมม่ าถงึ
สงิ่ ใดล่วงไปแล้ว ส่งิ นน้ั กเ็ ปน็ อันละไปแลว้
และสง่ิ ใดท่ยี ังไมม่ าถงึ สิ่งนั้นก็เปน็ อนั ยงั ไม่มาถึง
สว่ นบคุ คลใดเหน็ แจง้ ธรรมทเ่ี ปน็ ปัจจุบัน
ไมง่ อ่ นแง่นไม่คลอนแคลนในธรรมนั้น ๆ
420 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
บคุ คลนัน้ ควรเจริญธรรมน้นั ให้แจม่ แจ้ง
บุคคลควรท�ำความเพียรตงั้ แตว่ ันน้ีทเี ดยี ว
ฯลฯ
ภาควภิ งั ค์ (นิทเทส)
พระผู้มีพระภาคทรงยกเอาค�ำในอุทเทส ๖ ค�ำมาตั้งเป็นค�ำปุจฉาแล้วทรงวิสัชนา
ไปแตล่ ะค�ำ ค�ำทที่ รงยกมาตั้งเปน็ ค�ำปจุ ฉา คือ
๑. บุคคลค�ำนึงถงึ สิ่งทีล่ ่วงมาแลว้ เปน็ อย่างไร
๒. บุคคลไมค่ วรค�ำนงึ ถึงส่ิงที่ลว่ งไปแล้วเปน็ อยา่ งไร
๓. บุคคลหวังสง่ิ ที่ยงั ไม่มาถงึ เปน็ อย่างไร
๔. บุคคลไม่หวงั ส่ิงที่ยงั ไมม่ าถึงเป็นอยา่ งไร
๕. บุคคลง่อนแงน่ ในธรรมท่เี ป็นปจั จุบันเปน็ อย่างไร
๖. บคุ คลไมง่ ่อนแง่นในธรรมทีเ่ ปน็ ปจั จุบนั เป็นอยา่ งไร
ภาคนคิ มน์
เมื่อทรงอธิบายค�ำปุจฉา ๖ ค�ำนั้นแล้ว ก็ทรงสรุปเป็นคาถา คือทรงยกค�ำอุทเทส
มาแสดงซ้ำ� อกี
๑.๕ ขอ้ สังเกต
พระสูตรน้ี นักวิชาการทางปรัชญาตีความว่า พระพุทธศาสนาเป็นปฏิฐานนิยม
(positivism) เพราะทรงให้ความส�ำคัญแก่สิ่งท่ีเป็นปัจจุบัน เหมือนพวกปฏิฐานนิยม๗
แต่พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงปฏิเสธเร่ืองอดีตและเร่ืองอนาคต ในท่ีน้ีทรงเน้นการปฏิบัติ ไม่ใช่
เรอ่ื งทฤษฎี ดังที่ตรสั ไวว้ า่
บุคคลควรท�ำความเพียรตงั้ แตว่ ันน้ีทเี ดียว
ใครเลา่ จะร้วู ่า ความตายจกั มีในวันพรุ่งน้ี
เพราะว่า ความผัดเพ้ยี นกบั มจั จุราชผ้มู ีเสนามากนัน้
ย่อมไมม่ แี ก่เราท้ังหลาย
พระสูตรน้ี มีความหมายครบท้ัง ๓ แบบ คืองามในเบ้ืองต้นด้วยค�ำอุทเทส งามใน
ท่ามกลางดว้ ยค�ำวภิ งั ค์ และงามในทส่ี ดุ ดว้ ยค�ำนิคมน์
๗ ปฏฐิ านนิยม หมายถึงทรรศนะทถี่ อื วา่ ความรู้ที่สูงสุด คือความรทู้ ่ไี ดม้ าจากประสาทสมั ผัส (พจนานุกรมศัพท์
ปรชั ญา ๒๕๔๐)
เลม่ ที่ ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๔ 421
นอกจากนี้ ยงั ถือวา่ เป็นต้นแบบของภทั เทกรัตตสูตรอ่นื ๆ อีก ๓ สูตร คอื พระสตู รที่ ๒
ท่ี ๓ และท่ี ๔ ในวรรคนี้
๒. อานนั ทภทั เทกรตั ตสตู ร
๒.๑ ท่มี าของพระสูตร
อานันทภัทเทกรัตตสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยพระอานนท์แสดงเรื่องผู้มีราตรี
เดยี วเจริญ ช่อื นต้ี ้งั ตามช่ือผู้แสดงพระสูตร
๒.๒ ท่มี าของพระสูตร
พระสูตรน้ี ท่านพระอานนท์แสดงแก่ภิกษุท้ังหลาย ขณะพักอยู่ ณ พระเชตวัน
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี เพื่อให้ภิกษุเหล่านั้นศึกษาอุทเทสและวิภังค์
ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในภัทเทกรัตตสูตร (พระสูตรที่ ๑) เหตุเกิดของพระสูตรน้ี
จัดอย่ใู นประเภท ปรชั ฌาสยะ
๒.๓ รูปแบบของพระสูตร
รูปแบบของอานันทภัทเทกรัตตสูตรเป็นบรรยายโวหารแบบถามเอง - ตอบเอง
เหมือนพระสูตรที่ ๑ แต่ในที่นี้มีการแสดงถึง ๓ คร้ัง คือ ท่านพระอานนท์แสดง ๒ คร้ัง
พระผู้มพี ระภาคทรงแสดงซ้�ำอีก ๑ คร้ัง
๒.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
๑. ท่านพระอานนท์น�ำเอาภัทเทกรัตตสูตรท่ีพระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ มาแสดง
แก่ภกิ ษุทงั้ หลายทมี่ าหาทา่ นท่ีหอฉนั
๒. เม่ือท่านแสดงจบ พระผู้มีพระภาคเสด็จมาที่หอฉัน ตรัสถามว่าใครแสดงภัทเทก-
รัตตสูตร เม่ือภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ท่านพระอานนท์แสดง จึงรับส่ังให้ท่านพระอานนท์
แสดงถวาย ท่านจงึ แสดงซำ้� เปน็ ครัง้ ท่ี ๒
๓. เม่ือท่านพระอานนท์แสดงภัทเทกรัตตสูตรจบลง พระผู้มีพระภาคตรัสชมเชย
แลว้ ทรงแสดงซำ�้ อกี ครั้งหนึ่ง
รวมความว่า ในอานันทภัทเทกรัตตสูตรมกี ารแสดงภัทเทกรตั ตสตู ร ๓ คร้ัง
422 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
๒.๕ ข้อสงั เกต
ขอใหส้ งั เกตวา่ ท�ำไมพระผมู้ พี ระภาคจงึ รบั สง่ั ใหท้ า่ นพระอานนทแ์ สดงภทั เทกรตั ตสตู ร
ถวาย และท�ำไมพระองค์จึงทรงแสดงพระสูตรน้ซี ำ้� อีก เมอื่ พระเถระแสดงถวายแลว้
อรรถกถาอธิบายว่า เพราะทรงประสงค์จะชมเชยพระธรรมเทศนานั้นว่า พระเถระ
แสดงได้ถูกต้องสมบูรณ์ทัง้ บทและพยญั ชนะ (ม.อุ.อ. ๓/๒๗๘/๑๗๖)
๓. มหากัจจานภทั เทกรัตตสูตร
๓.๑ ทมี่ าของช่อื
มหากัจจานภัทเทกรัตตสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยพระมหากัจจานะแสดง
เร่อื งผมู้ รี าตรเี ดยี วเจริญ ชอ่ื นต้ี ง้ั ตามชอ่ื ผู้แสดงพระสูตร
๓.๒ ท่ีมาของพระสูตร
พระสตู รน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกท่ า่ นพระสมทิ ธแิ ละภกิ ษทุ งั้ หลาย ขณะประทบั
อยู่ ณ ตโปทาราม เขตกรุงราชคฤห์ ตามที่ท่านพระสมิทธิทูลขอ แต่ทรงแสดงเพยี งอุทเทสแล้ว
เสด็จเข้าท่ีประทับ ภิกษุท้ังหลายขอให้ท่านพระมหากัจจานะแสดงวิภังค์ต่อจนจบ เหตุเกิด
ของพระสตู รน้จี ดั อยู่ในประเภท ปรชั ฌาสยะ
๓.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของมหากัจจานภัทเทกรัตตสูตรเป็นบรรยายโวหารแบบถามเอง-ตอบเอง
เหมอื นพระสูตรที่ ๑ ในวรรคนี้ ต่างแต่ผแู้ สดง
๓.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
ท่านพระสมิทธิได้รับค�ำแนะน�ำเรื่องอุทเทสและวิภังค์ของผู้มีราตรีเดียวเจริญจาก
เทวดาองค์หน่ึง จึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับแล้วทูลขอให้ทรงแสดงเร่ืองน้ี
ให้ฟัง พระองคจ์ งึ ทรงแสดงอทุ เทสให้ฟงั แล้วทรงลกุ จากพทุ ธอาสนเ์ สดจ็ เขา้ ทีป่ ระทบั
ภิกษุท้ังหลายอาราธนาท่านพระมหากัจจานะให้แสดงต่อ พระเถระจึงแสดงวิภังค์
และนคิ มนค์ ือสรุปดว้ ยค�ำอุทเทส
เลม่ ท่ี ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๔ 423
ภิกษุทงั้ หลายชนื่ ชมธรรมเทศนาน้ัน และได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทลู รายงาน
ให้ทรงทราบ พระองค์ตรสั ชมเชยท่านพระมหากจั จานะวา่ เป็นบณั ฑิต มปี ญั ญามาก
เนอ้ื หาของพระสูตรน้ที ง้ั หมด เหมือนภัทเทกรตั ตสตู ร (พระสูตรท่ี ๑) ทุกประการ
๓.๕ ขอ้ สังเกต
ขอให้สังเกตว่า การที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเพียงอุทเทสแล้วเสด็จเข้าท่ี
ประทับนัน้ มีพระประสงค์ ๒ ประการ คอื เพื่อจะทรงชมเชยบคุ คล (ปคุ ฺคลโถมนตถฺ )ํ เชน่ ที่
ปรากฏในมธุปิณฑิกสูตร (ม.มู. (แปล) ๑๒/๑๙๙-๒๐๕/๒๐๙-๒๑๗) และเพ่ือจะทรงชมเชย
ธรรม (ธมฺมโถมนตฺถํ) เช่น ท่ีปรากฏในธัมมทายาทสูตร (ม.มู. (แปล) ๑๒/๒๙-๓๓/๒๗-๓๓)
ในท่ีนที้ รงประสงค์จะชมเชยทา่ นพระมหากจั จานะ เชน่ เดยี วกบั ในมธุปิณฑิกสตู ร
๔. โลมสกงั คิยภัทเทกรตั ตสูตร
๔.๑ ทม่ี าของช่ือ
โลมสกังคิยภัทเทกรัตตสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยทรงแสดงเรื่องผู้มีราตรีเดียว
เจริญแก่พระโลมสกงั คิยะ ชอ่ื นตี้ ง้ั ตามช่อื ผฟู้ งั พระสตู ร
๔.๒ ที่มาของพระสูตร
พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ท่านพระโลมสกังคิยะ ขณะประทับอยู่
ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ตามที่ท่านพระโลมสกังคิยะ
ทูลขอ เหตุเกดิ ของพระสตู รนี้จัดอยใู่ นประเภท ปรัชฌาสยะ
๔.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของโลมสกังคิยภัทเทกรัตตสูตร เป็นบรรยายโวหาร แบบถามเอง-ตอบเอง
เหมอื นพระสูตรที่ ๑ ในวรรคนี้
๔.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
ท่านพระโลมสกังคิยะ ขณะพักอยู่ที่นิโครธาราม เขตกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ
ได้รับค�ำแนะน�ำจากจันทนเทพบุตรว่า อุทเทสและวิภังค์ของผู้มีราตรีเดียวเจริญเป็นเบ้ืองต้น
แห่งการประพฤติพรหมจรรย์ ขอให้ศึกษาเล่าเรียนและจดจ�ำไว้ จะมีประโยชน์มาก และ
424 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
จันทนเทพบุตรได้ท่องคาถาอุทเทสให้พระเถระฟัง บอกว่าจ�ำได้เม่ือครั้งพระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงแก่พวกเทพชั้นดาวดงึ ส์
ท่านพระโลมสกังคิยะจึงออกเดินทางจากนิโครธาราม มาเฝ้าพระผู้มีพระภาคท่ี
พระเชตวัน เขตกรุงสาวัตถี กราบทูลเร่ืองที่จันทนเทพบุตรแนะน�ำ และทูลขอให้ทรงแสดง
อุทเทสให้ฟัง
พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงอุทเทสและวิภังค์แห่งอุทเทสให้ฟัง ดังที่ตรัสไว้ใน
ภทั เทกรัตตสตู รทกุ ประการ
๔.๕ ข้อสงั เกต
จากพระสูตรน้ี ท�ำให้ทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงภัทเทกรัตตสูตรให้พวกเทพ
ช้ันดาวดึงส์ฟังด้วย แสดงว่าพระสูตรนี้มีความส�ำคัญมาก คือเป็นเบื้องต้นแห่งการประพฤติ
พรหมจรรย์ ดงั ทจี่ นั ทนเทพบุตรแนะน�ำท่านพระโลมสกังคยิ ะ
๕. จูฬกัมมวิภังคสูตร
๕.๑ ท่มี าของชอ่ื
จูฬกัมมวภิ งั คสตู ร แปลวา่ พระสูตรว่าด้วยการจ�ำแนกกรรม สตู รเล็ก ชือ่ น้ตี ้ังตาม
เนื้อหาสาระของพระสูตร
ท่ีเรียกว่า สูตรเล็ก (จูฬ) น้ัน เพราะเม่ือเปรียบเทียบกับกัมมวิภังคสูตรอีกสูตรหนึ่ง
ไดแ้ ก่ พระสตู รที่ ๖ ในวรรคนี้ พระสูตรท่ี ๕ นี้ มเี นอื้ หาและรายละเอยี ดน้อยกวา่ พระสูตรที่ ๖
จึงเรียกพระสูตรน้ีว่า จูฬกัมมวิภังคสูตร เรียกพระสูตรท่ี ๖ ว่า มหากัมมวิภังคสูตร (แปลว่า
พระสตู รว่าดว้ ยการจ�ำแนกกรรม สูตรใหญ่)
๕.๒ ท่มี าของพระสูตร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่สุภมาณพ โตเทยยบุตร ขณะประทับอยู่
ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี เพ่ือทรงตอบปัญหาของ
สุภมาณพ เรื่องเหตุท่ีท�ำให้สัตว์มีอายุสั้น มีอายุยืน มีโรคมาก มีโรคน้อย เป็นต้น เหตุเกิด
ของพระสตู รน้ีจดั อยู่ในประเภท ปุจฉาวสกิ ะ
เลม่ ที่ ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๔ 425
๕.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รูปแบบของจฬู กมั มวิภงั คสูตรเป็นการสนทนาแบบถาม-ตอบ มีอปุ มาอุปไมยประกอบ
๕.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
ภาคอุทเทส
สุภมาณพ โตเทยยบุตร ทูลถามถึงเหตุที่ท�ำให้สัตว์มีอายุสั้น มีอายุยืน มีโรคมาก
มีโรคนอ้ ย เปน็ ตน้ และเหตุที่ท�ำใหค้ นเลวและดตี า่ งกนั
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบโดยย่อว่า เป็นเพราะสัตว์ท้ังหลายมีกรรมเป็นของตน
มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นก�ำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นท่ีพ่ึงอาศัย กรรมจึง
จ�ำแนกสัตว์ให้เลวและดีต่างกัน
ภาคนิทเทส
เมอื่ มาณพกราบทูลให้อธิบาย จึงตรัสอธบิ ายเปน็ ๗ คู่ คอื
๑. เหตุทท่ี �ำใหอ้ ายุสน้ั เพราะฆ่าสตั ว์
เหตุทท่ี �ำใหอ้ ายุยนื เพราะไมฆ่ ่าสัตว์
๒. เหตุที่ท�ำให้มีโรคมาก เพราะเบียดเบียนสตั ว์
เหตทุ ี่ท�ำให้มีโรคนอ้ ย เพราะไม่เบียดเบยี นสัตว์
๓. เหตทุ ่ที �ำใหม้ ผี วิ พรรณทราม เพราะเป็นผู้มักโกรธ
เหตทุ ี่ท�ำใหม้ ผี ิวพรรณผ่องใส เพราะเปน็ ผไู้ มโ่ กรธ
๔. เหตุทท่ี �ำใหม้ ีอ�ำนาจน้อย เพราะมใี จริษยา
เหตุที่ท�ำใหม้ ีอ�ำนาจมาก เพราะมใี จไมร่ ษิ ยา
๕. เหตุที่ท�ำใหม้ โี ภคะมาก เพราะใหท้ าน
เหตุทีท่ �ำใหม้ ีโภคะน้อย เพราะไม่ให้ทาน
๖. เหตุท่ที �ำให้เกดิ ในตระกูลตำ่� เพราะกระด้าง เยอ่ หยง่ิ ไม่อ่อนนอ้ ม
เหตุทท่ี �ำใหเ้ กิดในตระกลู สงู เพราะไมก่ ระดา้ ง ไมเ่ ย่อหยิ่ง อ่อนนอ้ ม
๗. เหตทุ ท่ี �ำใหม้ ปี ัญญาทราม เพราะไม่สอบถามสมณพราหมณ์เร่ือง กุศล
อกุศล เปน็ ตน้
เหตุทที่ �ำให้มปี ัญญามาก เพราะสอบถามสมณพราหมณ์ถึงเรือ่ งกศุ ล
อกศุ ล เป็นต้น
426 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
เมอื่ ทรงแสดงจบ สภุ มาณพ โตเทยยบตุ ร ประกาศตนเปน็ อบุ าสกผถู้ งึ พระรตั นตรยั เปน็
ที่พึง่ ตลอดชีวติ
๕.๕ ข้อสังเกต
พระสูตรนี้มีเนื้อหาสมบูรณ์ในตัว คือพระผู้มีพระภาคทรงยกพระพุทธภาษิตท่ีว่า
ด้วยกฎแห่งกรรมข้ึนตั้งเป็นอุทเทส แล้วทรงอธิบายขยายความโดยละเอียด เพ่ืออนุโลมตาม
ค�ำถามของสุภมาณพ และได้สาระครบถว้ น
ในด้านส�ำนวนโวหารนั้นจะเห็นได้ว่า ทรงใช้ส�ำนวนง่าย ๆ ไพเราะ และเหมาะแก่
ผู้เรมิ่ สนใจกฎแหง่ กรรมเปน็ อย่างยิง่
๖. มหากมั มวภิ งั คสูตร
๖.๑ ท่ีมาของชอ่ื
มหากัมมวิภงั คสตู ร แปลว่า พระสูตรว่าดว้ ยการจ�ำแนกกรรม สูตรใหญ่ ช่อื นต้ี ้งั ตาม
เนื้อหาสาระของพระสตู ร
๖.๒ ทม่ี าของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ท่านพระอานนท์ ท่านพระสมิทธิ และ
ท่านพระอุทายี ขณะประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน เขตกรุงราชคฤห์ โดยทรงปรารภเรื่องท่ี
ท่านสมิทธิตอบปัญหาโปตลิบุตรปริพาชกแง่เดียว ไม่ตอบโดยจ�ำแนกตามหลักเหตุและผล
เหตุเกดิ ของพระสตู รน้ีจัดอยู่ในประเภท ปจุ ฉาวสิกะ
๖.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รปู แบบของมหากมั มวิภังคสูตร เป็นบรรยายโวหารแบบถามเอง - ตอบเอง
๖.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
ภาคอุทเทส
โปตลบิ ุตรปรพิ าชกไปสนทนากบั ทา่ นพระสมทิ ธซิ ่ึงบวชเพยี ง ๓ พรรษา ณ กระทอ่ มปา่
ที่ท่านพักว่า เขาได้ยินพระผู้มีพระภาคตรัสว่า กายกรรมไม่จริง วจีกรรมไม่จริง มโนกรรม
เท่าน้ันจรงิ สมาบัติที่บคุ คลเข้าแล้วไมเ่ สวยเวทนาอะไร ๆ เลยกม็ ี ทา่ นพระสมิทธกิ ล่าวตอบว่า
เล่มท่ี ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๔ 427
โปตลบิ ตุ รปริพาชกกล่าวตพู่ ระผ้มู ีพระภาค พระองคม์ ไิ ด้ตรสั เชน่ นั้น
โปตลิบตุ รปรพิ าชกถามว่า บุคคลจงใจท�ำกรรมทางกาย วาจา และใจ จะเสวยผลอะไร
ทา่ นตอบวา่ จะเสวยทกุ ข์ โปตลบิ ตุ รปรพิ าชกไม่เชือ่ แตไ่ มค่ ้าน
เมื่อโปตลิบุตรปริพาชกจากไปแล้ว ท่านพระสมิทธิได้น�ำเร่ืองนี้ไปบอกแก่ท่าน
พระอานนท์ พระเถระเหน็ วา่ เปน็ เรอ่ื งส�ำคญั ควรน�ำขนึ้ กราบทลู ใหท้ รงทราบจงึ ชวนทา่ นพระสมทิ ธิ
เขา้ เฝ้าและกราบทลู ตามทที่ า่ นพระสมทิ ธิเล่าใหฟ้ งั
พระผมู้ พี ระภาคตรสั ต�ำหนทิ า่ นพระสมทิ ธทิ ต่ี อบปญั หานนั้ เพยี งแงเ่ ดยี ว แทนทจี่ ะตอบ
โดยวิธีจ�ำแนก
ทา่ นพระอทุ ายซี ง่ึ นงั่ อยใู่ นทนี่ นั้ ไดก้ ราบทลู วา่ ทา่ นพระสมทิ ธคิ งหมายเอาอารมณอ์ ยา่ ง
ใดอย่างหน่ึงที่สัตว์เสวยว่าเป็นทุกข์ พระองค์ทรงต�ำหนิท่านพระอุทายี ที่พูดนอกลู่นอกทาง
พูดโพล่งออกมาโดยไม่แยบคาย แล้วทรงขยายความว่า โปตลิบุตร หมายถึงเวทนา ๓
ท่านพระสมิทธิควรแยกตอบว่า ถ้าบุคคลจงใจท�ำกรรมทางกาย วาจา และใจ ท่ีให้ผล
เป็นสุข เขาก็ย่อมเสวยสุข ถ้ากรรมน้ันเป็นกรรมท่ีให้ผลเป็นทุกข์ เขาก็ย่อมเสวยทุกข์ และ
กรรมนั้นเป็นกรรมท่ใี ห้ผลเป็นอทกุ ขมสขุ เขาก็ยอ่ มเสวยอทกุ ขมสขุ
เม่ือท่านพระอานนท์กราบทูลให้ทรงจ�ำแนกกรรม จึงทรงแสดงมหากัมมวิภังค์
โดยละเอียด
ภาคนิทเทส
๑. ทรงยกบุคคล ๔ จ�ำพวก ขน้ึ แสดงเป็นตัวอยา่ งวา่
จ�ำพวกท่ี ๑ เปน็ ผฆู้ า่ สตั ว์ ลกั ทรพั ย์ เปน็ ตน้ ตายแลว้ ไปเกดิ ในอบาย ทคุ ติ วนิ บิ าต
นรก
จ�ำพวกที่ ๒ เปน็ ผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เปน็ ต้น ตายแลว้ ไปเกดิ ในสุคตโิ ลกสวรรค์
จ�ำพวกท่ี ๓ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้น ตายแล้วไปเกิด
ในสคุ ติโลกสวรรค์
จ�ำพวกท่ี ๔ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้น ตายแล้วไปเกิด
ในอบาย ทุคติ วินบิ าต นรก
๒. ทรงอธบิ ายวา่ มสี มณพราหมณ์ ๔ จ�ำพวก ต่างก็มีตาทพิ ย์ แตม่ ีวาทะ ต่างกนั ดังนี้
จ�ำพวกท่ี ๑ เห็นบุคคลจ�ำพวกท่ี ๑ แล้วกล่าวยืนยันว่า กรรมชั่วมีผลของ
กรรมชวั่ มี
428 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
จ�ำพวกท่ี ๒ เห็นบุคคลจ�ำพวกท่ี ๒ แล้วกล่าวยืนยันว่า กรรมชั่วไม่มี ผลของ
กรรมชวั่ ไม่มี
จ�ำพวกท่ี ๓ เหน็ บุคคลจ�ำพวกที่ ๓ แลว้ กลา่ วยืนยันวา่ กรรมดมี ี ผลของกรรมดมี ี
จ�ำพวกที่ ๔ เห็นบุคคลจ�ำพวกท่ี ๔ แล้วกล่าวยืนยันว่า กรรมดีไม่มี ผลของ
กรรมดไี มม่ ี
พระองค์ตรัสว่า ในวาทะเหล่านี้ บางอย่างพระองค์ก็ทรงเห็นด้วย บางอย่างก็ไม่ทรง
เหน็ ดว้ ย แลว้ ทรงจ�ำแนกกรรม ผทู้ �ำกรรม และผลของกรรมตามแนวของพระองค์ ดงั น้ี
๑. บุคคลผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์เป็นต้น ตายแล้วไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
เพราะ (๑) กรรมท่ีเขาท�ำไว้ในชาติก่อนเป็นกรรมท่ีให้ผลเป็นทุกข์ (๒) กรรม ที่เขาท�ำไว้
ในภายหลงั เป็นกรรมท่ใี ห้ผลเปน็ ทกุ ข์ (๓) ในเวลาจะตาย เขามีมิจฉาทฏิ ฐิ
๒. บุคคลผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์เป็นต้น ตายแล้วไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เพราะ
(๑) กรรมดีท่เี ขาท�ำไว้ในชาติก่อน เป็นกรรมท่ใี หผ้ ลเปน็ สขุ (๒) กรรมดีทเ่ี ขาท�ำไวใ้ นภายหลงั
ใหผ้ ลเป็นสุข (๓) ในเวลาจะตาย เขามีสมั มาทฏิ ฐิ
บคุ คลจ�ำพวกท่ี ๓ และท่ี ๔ ก็ทรงจ�ำแนกโดยนยั เดียวกับบุคคล ๒ จ�ำพวก แรก
ในตอนท้ายพระสูตร ตรัสสรุปว่า (๑) กรรมที่ไม่ควร ส่องให้เห็นว่าไม่ควรก็มี
(๒) กรรมท่ไี มค่ วร สอ่ งให้เหน็ ว่าควรกม็ ี (๓) กรรมที่ควร ส่องใหเ้ ห็นวา่ ควรก็มี (๔) กรรมทค่ี วร
สอ่ งให้เหน็ วา่ ไมค่ วรก็มี
๖.๕ ขอ้ สงั เกต
พระสตู รนที้ รงแสดงใหเ้ หน็ ว่า คนท�ำกรรมชว่ั มผี เู้ ข้าใจวา่ ได้รับผลชว่ั ก็มี ได้รบั ผลดกี ม็ ี
และคนท�ำกรรมดีมีผู้เข้าใจว่า ได้รับผลดีก็มี ได้รับผลช่ัวก็มี การที่เข้าใจเช่นนั้น เพราะไม่ได้
พิจารณาให้เห็นผลกรรมตลอดสายนั่นเอง เช่น เห็นคนจ�ำพวกท่ี ๒ ฆ่าสัตว์ แล้วไปเกิด
ในสวรรค์ เข้าใจผิดว่า ไปเกิดในสวรรค์เพราะการฆ่าสัตว์ จึงคิดว่ากรรมช่ัวไม่มี ความจริง
กรรมชั่วมีแต่ยังไม่ให้ผล แต่กรรมดีท่ีเคยท�ำก่อนกรรมช่ัวนั้นมาให้ผลก่อน จึงไปเกิดในสวรรค์
ในทางตรงกันข้ามกรรมดีก็เช่นกัน ฉะน้ัน ในพระสูตรน้ีจึงทรงสอนให้พิจารณากรรมและผล
ของกรรม รวมท้งั ทฏิ ฐิของผูท้ �ำกรรมอย่างรอบคอบ
เล่มที่ ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๔ 429
๗. สฬายตนวิภงั คสูตร
๗.๑ ทม่ี าของชื่อ
สฬายตนวิภังคสตู ร แปลว่า พระสตู รวา่ ด้วยการจ�ำแนกอายตนะ ๖ ประการ ช่ือนี้
ตงั้ ตามเน้ือหาสาระของพระสูตร
๗.๒ ทม่ี าของพระสตู ร
พระสตู รน้ี พระผู้มพี ระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุทัง้ หลาย ขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวัน
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยมีพระประสงค์ให้ภิกษุเหล่าน้ันศึกษา
เร่ืองอายตนะโดยละเอียดลึกซ้ึงตามแนวกัมมัฏฐาน เหตุเกิดของพระสูตรนี้จัดอยู่ในประเภท
ปรชั ฌาสยะ
๗.๓ รปู แบบของพระสูตร
รปู แบบของสฬายตนวิภงั คสูตร เป็นบรรยายโวหารแบบถามเอง - ตอบเอง
มีทั้งภาคอุทเทสและภาคนิทเทส ในภาคนิทเทสทรงอธิบายขยายความแบบแก้อรรถ
เหมอื นในมหานทิ านสตู ร และสักกปญั หสูตร แหง่ ทฆี นกิ าย มหาวรรค (พระไตรปิฎกเลม่ ที่ ๑๐)
๗.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
ภาคอุทเทส
พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า พระองค์จะทรงแสดงสฬายตนวิภังค์ให้ฟัง
เมือ่ ภิกษเุ หลา่ นั้นทูลรับสนองพระด�ำรัสแล้วจึงทรงยกหมวดธรรมตอ่ ไปนีข้ ้นึ ตง้ั เปน็ อุทเทส คอื
๑. อายตนะภายใน ๖ ๒. อายตนะภายนอก ๖ ๓. หมวดวญิ ญาณ ๖
๔. หมวดผัสสะ ๖ ๕. มโนปวจิ าร ๑๘ ๖. สตั ตบท ๓๖
๗. สตปิ ัฏฐาน ๓
ภาคนทิ เทส
จากนนั้ ทรงยกหมวดธรรมแตล่ ะหมวดในภาคอทุ เทสขนึ้ ตงั้ เปน็ ค�ำปจุ ฉา แลว้ ทรงวสิ ชั นา
แบบแก้อรรถ ซงึ่ ท�ำให้เกิดความกระจา่ งชดั ทุกประเด็น
430 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๗.๕ ข้อสังเกต
ขอให้สงั เกตว่า พระสูตรน้ี มีชอ่ื พ้องกับพระสูตรที่ ๗ ของสฬายตนวรรค คอื วรรคที่ ๕
ของเลม่ นี้ แตม่ ีเน่ื้อหาสาระแตกต่างกนั ขอใหศ้ กึ ษาเปรียบเทยี บกับพระสูตรน้นั ดว้ ย จะช่วยให้
เขา้ ใจเร่ืองสฬายตนะดขี น้ึ กวา้ งขวางขนึ้
๘. อทุ เทสวภิ ังคสตู ร
๘.๑ ทมี่ าของชอ่ื
อุทเทสวภิ ังคสตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ด้วยอทุ เทสและวภิ งั ค์ ชื่อนตี้ ง้ั ตามเนื้อหาสาระ
ของพระสูตร
๘.๒ ท่ีมาของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผูม้ ีพระภาคทรงแสดงแกภ่ กิ ษุท้ังหลาย ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยมีพระประสงค์ให้ภิกษุเหล่าน้ันศึกษา
อุทเทสและวิภังค์เกี่ยวกับการอบรมจิตมิให้ฟุ้งซ่านไม่ให้สะดุ้ง แต่ทรงแสดงเพียงอุทเทส
ท่านพระมหากัจจานะแสดงวิภังคจ์ นจบ เหตุเกดิ ของพระสูตรนจ้ี ดั อยใู่ นประเภท ปรัชฌาสยะ
๘.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รปู แบบของอทุ เทสวภิ งั คสูตรเปน็ บรรยายโวหารแบบถามเอง - ตอบเอง
๘.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
ภาคอุทเทส
พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทง้ั หลายว่า พระองค์จะทรงแสดงอทุ เทสและวภิ ังคใ์ หฟ้ ัง
เมื่อภิกษุเหลา่ นัน้ ทูลรบั สนองพระด�ำรสั แล้ว จึงทรงยกอุทเทสขึ้นว่า ภกิ ษุพงึ พจิ ารณาโดยวธิ ที ี่
ท�ำใหว้ ญิ ญาณไมฟ่ งุ้ ซา่ นไปภายนอก ไมต่ งั้ มนั่ อยภู่ ายใน ไมส่ ะดงุ้ เพราะไมย่ ดึ มนั่ เมอื่ ท�ำไดอ้ ยา่ งนี้
เหตุเกดิ แห่งชาติ ชรา มรณะ และทกุ ข์ กจ็ ะไมม่ ีต่อไป ตรัสจบก็เสดจ็ เขา้ ทป่ี ระทับ
ภาคนิทเทส (วิภงั ค์)
ภิกษทุ ัง้ หลายจึงขอร้องใหท้ า่ นพระมหากัจจานะแสดงวภิ ังค์แห่งอุทเทสนั้นต่อ ทา่ นขัด
ไม่ได้ จงึ ยอมแสดงโดยยกข้อความในอทุ เทสท่ีทรงแสดงไวม้ าตั้งเป็นค�ำปจุ ฉา และอธบิ ายขยาย
เล่มที่ ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๔ 431
ความแต่ละขอ้ ความอยา่ งละเอยี ด ข้อความท่ที า่ นยกขึ้นต้งั เป็นค�ำปจุ ฉา มดี งั นี้
๑. วญิ ญาณท่เี รยี กวา่ ฟงุ้ ซา่ นไปภายนอกเปน็ อยา่ งไร
๒. วิญญาณทเี่ รียกวา่ ไม่ฟ้งุ ซา่ นไปภายนอกเปน็ อยา่ งไร
๓. จิตท่เี รียกว่า ต้งั มน่ั อยภู่ ายในเป็นอย่างไร
๔. จิตที่เรียกว่า ไม่ตัง้ ม่ันอยภู่ ายในเปน็ อยา่ งไร
๕. ความสะดุง้ เพราะยดึ มั่นเป็นอย่างไร
๖. ความไมส่ ะดุง้ เพราะไม่ยึดมนั่ เป็นอย่างไร
เม่ือท่านพระมหากัจจานะแสดงจบ ภิกษุทั้งหลายกล่าวชมเชยภาษิตของท่าน
แล้วพากันไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคกราบทูลรายงานให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสชมเชย
ท่านพระมหากัจจานะว่าเป็นบัณฑิตมีปัญญามาก ถ้าพระองค์ทรงแสดงวิภังค์ของอุทเทสนั้น
ก็ทรงแสดงอย่างที่ท่านพระมหากจั จานะน้ีแหละ
๘.๕ ข้อสงั เกต
พระสูตรนี้ ก็เปน็ อกี สตู รหน่งึ ที่มผี ู้แสดง ๒ ท่าน เพราะทรงประสงคใ์ ห้ท่านพระมหา-
กจั จานะแสดงต่อ เช่นเดียวกบั พระสตู รท่ี ๓ ในวรรคน้ี
เนอ้ื หาของพระสูตรน้ี มคี วามสมบูรณ์ในตวั จึงอ่านเขา้ ใจได้ง่าย
๙. อรณวิภังคสตู ร
๙.๑ ทม่ี าของชื่อ
อรณวภิ งั คสตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยการจ�ำแนกธรรมทไี่ มม่ กี เิ ลส ชอื่ นตี้ ง้ั ตามเนอ้ื หา
สาระของพระสูตร
ค�ำว่า อรณะ ทีแ่ ปลว่า ไมม่ กี ิเลสนัน้ หมายถงึ ไม่มีกิเลสดงั ธลุ ี (อรโณติ อรโช นิกกฺ เิ ลโส.
ม.อุ.อ. ๓/๓๓๓/๑๙๘)
๙.๒ ท่มี าของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผ้มู ีพระภาคทรงแสดงแกภ่ ิกษุทงั้ หลาย ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยมีพระประสงค์ให้ภิกษุเหล่าน้ันปฏิบัติตาม
ธรรมท่ไี มม่ ีกเิ ลส เว้นธรรมที่มกี เิ ลส เหตเุ กิดของพระสตู รนจี้ ดั อยู่ในประเภท ปรชั ฌาสยะ
432 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๙.๓ รูปแบบของพระสูตร
รปู แบบของอรณวภิ งั คสตู รเปน็ บรรยายโวหารแบบถามเอง-ตอบเอง มอี ทุ เทสและวภิ งั ค์
หรือนทิ เทส
๙.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
ภาคอุทเทส
พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุท้ังหลายว่า พระองค์จะทรงแสดงอรณวิภังค์ให้ฟัง
เม่ือภิกษุเหลา่ น้นั ทูลรบั สนองพระด�ำรัสแลว้ จึงทรงยกอุทเทสขึ้นวา่
๑. ภกิ ษุไมพ่ ึงประกอบเนือง ๆ ซึ่งสุขในกาม อันทราม เปน็ ของชาวบ้าน เป็นของปุถชุ น
ไมใ่ ช่ของพระอรยิ ะ ไมป่ ระกอบดว้ ยประโยชน์ และไมพ่ ึงประกอบเนือง ๆ ซึ่งอัตตกิลมถานโุ ยค
อันเปน็ ทุกข์ ไมใ่ ช่ของพระอรยิ ะ ไมป่ ระกอบดว้ ยประโยชน์
๒. มัชฌิมาปฏิปทาที่ไม่เอียงเข้าใกล้ท่ีสุด ๒ อย่างนั้น ท่ีตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว
อนั เป็นปฏปิ ทากอ่ ให้เกิดจักษุ ก่อให้เกดิ ญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพอื่ ความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้
เพอ่ื นพิ พาน
๓. รูจ้ กั การยกยอ่ งและการต�ำหนิ ครัน้ รู้แลว้ ไม่พงึ ยกย่อง ไมพ่ งึ ต�ำหนิ พึงแสดงธรรม
เทา่ นั้น
๔. พึงรกู้ ารตดั สินความสขุ ครน้ั รแู้ ลว้ พงึ ประกอบเนือง ๆ ซ่งึ ความสขุ ภายใน
๕. ไม่พึงกล่าวค�ำในท่ีลับหลัง ไม่พึงกล่าวค�ำล่วงเกินต่อหน้า เมื่อไม่รีบร้อน จึงพูด
เมอื่ รบี ร้อนไมค่ วรพูด ไมพ่ งึ ยดึ ภาษาท้องถิ่น ไมพ่ ึงละเลยค�ำพดู สามญั (ค�ำท่ีคนทัว่ ไปใชพ้ ูดกัน)
ภาควิภังค์ (นิทเทส)
จากน้ัน ทรงยกข้อความในอุทเทสมาตั้งเป็นค�ำปุจฉาและทรงอธิบายขยายความแบบ
แกอ้ รรถ เชน่ “เรากลา่ วค�ำนี้ไว้ว่า ภิกษุไม่พึงประกอบเนอื ง ๆ ซ่ึงสขุ ในกาม ... และไมป่ ระกอบ
เนือง ๆ ซึ่งอัตตกิลมถานุโยค อันเป็นทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบ ด้วยประโยชน์
เพราะอาศยั อะไร เราจงึ กล่าวไว้เชน่ นน้ั ...”
๙.๕ ขอ้ สังเกต
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงอธิบายด้วยวิธีแก้อรรถอย่างเดียวกับหลายสูตรท่ีเคย
อ้างมาแล้ว เช่น มหานิทานสูตร และสักกปัญหสูตร ในทีฆนิกาย มหาวรรค (พระไตรปิฎก
เล่มท่ี ๑๐) จงึ มีเนื้อความกะทดั รดั และชัดเจน ชวนอา่ น เข้าใจงา่ ย
เล่มที่ ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๔ 433
อรรถกถาอธบิ ายเสรมิ ความในขอ้ ๓๒๖ วา่ ผไู้ มก่ ลา่ วต�ำหนคิ นพวกหนง่ึ ไมก่ ลา่ วยกยอ่ ง
คนพวกหนง่ึ มงุ่ แสดงธรรมเทา่ นน้ั มที า่ นพระสภุ ตู เิ ปน็ ตวั อยา่ ง คอื ทา่ นไมก่ ลา่ ววา่ คนนไี้ มป่ ฏบิ ตั ิ
ไมน่ า่ ยินดี คนน้มี ีศลี มคี ุณธรรม มคี วามละอาย มีความประพฤตสิ มบูรณ์ แต่ท่านแสดงธรรม
ลว้ น ๆ ว่าปฏิบัตผิ ดิ เปน็ อยา่ งนี้ ปฏบิ ัตถิ กู เปน็ อย่างน้ี เปน็ ตน้ ท่านจงึ ได้รบั ยกยอ่ งว่าเปน็ เลิศ
กว่าภิกษุท้ังหลาย ผู้อยู่ด้วยธรรมท่ีไม่มีกิเลส (อรณวิหาร) และเลิศกว่าภิกษุท้ังหลายผู้ควรแก่
ทกั ษิณา (ม.อุ.อ. ๓/๓๒๖/๑๙๗,๓๓๓/๑๙๘)
๑๐. ธาตวุ ิภังคสตู ร
๑๐.๑ ทม่ี าของชื่อ
ธาตุวิภังคสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยการจ�ำแนกธาตุ ช่ือน้ีตั้งตามเน้ือหาสาระ
ของพระสตู ร
ค�ำว่า ธาตุ ในท่ีนี้หมายถึงธาตุ ๖ และหมวดธรรมที่เกี่ยวข้อง คือ ผัสสายตนะ ๖
มโนปวิจาร ๑๘ และอธิษฐานธรรม ๔
๑๐.๒ ทมี่ าของพระสตู ร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ท่านปุกกุสาติผู้บวชอุทิศต่อพระองค์ แต่ไม่รู้
จักและไม่เคยเห็นพระองค์ ขณะท่ีท่านพักอยู่ที่ศาลาของช่างหม้อช่ือภัคควะ เขตกรุงราชคฤห์
เพื่อโปรดท่านปุกกุสาติให้เข้าถึงธรรมตามอุปนิสัยของท่าน เหตุเกิดของพระสูตรน้ีจัดอยู่ใน
ประเภท ปรัชฌาสยะ
๑๐.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รูปแบบของธาตุวิภังคสูตรเป็นบรรยายโวหารแบบถามเอง-ตอบเอง มีอุปมาอุปไมย
ประกอบ มีอุทเทสและวิภงั ค์หรอื นทิ เทสเหมอื นพระสตู รก่อน ๆ
๑๐.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
ภาคอุทเทส
พระผมู้ พี ระภาคตรสั กบั ทา่ นปกุ กสุ าตวิ า่ พระองคจ์ ะทรงแสดงธรรมใหฟ้ งั เมอื่ ทา่ นทลู รบั
สนองพระด�ำรัสแล้ว จึงทรงแสดงอทุ เทสวา่ บุรุษผมู้ ธี าตุ ๖ มผี สั สายตนะ ๖ มีมโนปวิจาร ๑๘
มีอธิษฐานธรรม ๔ บณั ฑติ เรยี กว่า มุนีผู้สงบ
434 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
ภาควิภังค์ (นทิ เทส)
จากนนั้ ทรงยกขอ้ ความในอทุ เทสขนึ้ ตงั้ เปน็ ค�ำปจุ ฉา แลว้ ทรงอธบิ ายขยายความแตล่ ะ
ข้อความโดยละเอยี ดแบบแกอ้ รรถ และทรงแนะน�ำให้ทา่ นปกุ กสุ าติจดจ�ำไว้
๑๐.๕ ขอ้ สงั เกต
ในพระสูตรนี้ มีข้อที่น่าสังเกต ดงั น้ี
๑. ผลจากการแสดงธรรมครัง้ นท้ี �ำให้ท่านปุกกสุ าติ ไดท้ ราบวา่ ผทู้ ี่แสดงธรรมนน้ั คือ
พระสคุ ตศาสดาสมั มาสมั พทุ ธเจา้ จงึ กราบลงแทบพระยคุ ลบาทของพระผมู้ พี ระภาคแลว้ กราบทลู
ขออภยั โทษ ทเี่ รยี กพระองคด์ ว้ ยวาทะวา่ “ผมู้ อี าย”ุ เมอื่ พระองคท์ รงยกโทษให้ จงึ ขออปุ สมบท
ในพระพุทธศาสนา แตไ่ ม่มบี าตรและจวี ร พระผูม้ ีพระภาคไมท่ รงอปุ สมบทให้ ทา่ นจงึ ไปเท่ียว
แสวงหาบาตรและจีวร แตถ่ ูกแมโ่ คขวดิ ตายเสยี ก่อน เมอ่ื ภิกษุทง้ั หลายเขา้ ไปทลู ถามถึงคตภิ พ
ของทา่ น พระองคต์ รสั วา่ ท่านปกุ กสุ าตเิ ปน็ พระอนาคามี
อรรถกถาอธิบายว่า ท่านเป็นพระอนาคามีตายไปเกิดในอวิหาพรหมโลก และบรรลุ
อรหัตตผลทนั ทที ี่เกดิ ในชน้ั น้ัน (ม.อุ.อ. ๓/๓๗๐/๒๒๑)
๒. ท่านปุกกุสาติเป็นพระราชาแห่งนครตักกสิลา และเป็นพระสหายของพระเจ้า
พิมพิสาร ได้ทราบข่าวเกี่ยวกับพระผู้มีพระภาคจากพระเจ้าพิมพิสารจึงออกบวชเป็นภิกษุ
อุทิศพระผู้มีพระภาค (ยังไม่ได้บวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา) แต่พระผู้มีพระภาคก็ตรัส
เรียกว่า “ภิกษุ” เม่ือท่านฟังธรรมแล้วก็ขออุปสมบทอีก ข้อนี้เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่า
การบวชเปน็ ภิกษุมมี านานแลว้ ทา่ นพระมหากสั สปเถระ ก็ออกบวชดว้ ยวิธีเดียวกันนี้
๑๑. สจั จวิภังคสตู ร
๑๑.๑ ท่มี าของชอ่ื
สจั จวิภังคสูตร แปลวา่ พระสตู รวา่ ด้วยการจ�ำแนกสจั จะ ชอ่ื นตี้ ั้งตามเนอื้ หาสาระของ
พระสตู ร
๑๑.๒ ทม่ี าของพระสตู ร
พระสตู รน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแกภ่ ิกษทุ ั้งหลาย ขณะประทับอยู่ ณ ปา่ อสิ ปิ ตน-
มฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี โดยทรงปรารภพระธรรมจักรที่ทรงแสดง ณ สถานท่ีนั้นให้
เป็นเหตุ เพื่อทรงจ�ำแนกสัจจะให้ภิกษุเหล่าน้ันฟัง แต่ทรงแสดงไว้โดยย่อเท่านั้น แล้วเสด็จ
เลม่ ท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๔ 435
เข้าไปยังที่ประทับ ท่านพระสารีบุตรจึงอธิบายขยายความให้ภิกษุท้ังหลายฟังโดยพิสดาร
ต่อไป ท่ีทรงแสดงโดยย่อ ก็เพราะทรงประสงค์จะชมเชยท่านพระสารีบุตรนั่นเอง พระสูตรน้ี
จดั อยใู่ นประเภท ปรชั ฌาสยะ
๑๑.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของสัจจวิภังคสตู ร เปน็ บรรยายโวหารแบบถามเอง – ตอบเอง
๑๑.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
ภาคอุทเทส
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมโดยย่อว่า พระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระองค์ได้
ประกาศไว้ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร
พรหม หรอื ใคร ๆ ในโลกให้หมนุ กลับไมไ่ ด้ คอื ทรงบอก แสดง บญั ญตั ิ ก�ำหนด เปิดเผย จ�ำแนก
ท�ำให้ง่าย ซึ่งอริยสจั ๔ ประการ อนั ได้แก่ ทุกขอรยิ สัจ ทุกขสมทุ ยอริยสัจ ทกุ ขนโิ รธอริยสจั
และทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ และทรงแนะน�ำให้ภิกษุทั้งหลายคบหาท่านพระสารีบุตร
และท่านพระมหาโมคคลั ลานะ เพราะสามารถแสดงอรยิ สัจ ๔ ไดโ้ ดยพิสดาร
ภาคนิทเทส
จากนั้น ท่านพระสารีบุตรได้อธิบายหัวข้อธรรมที่ทรงแสดงโดยย่อให้พิสดารต่อไป
โดยยกค�ำในอทุ เทสข้ึนเปน็ ค�ำปุจฉา แลว้ วสิ ัชนาไปแต่ละค�ำ เชน่
ทกุ ขอริยสจั เปน็ อย่างไร คอื ชาตเิ ป็นทกุ ข์ ชราเป็นทกุ ข์ ฯลฯ
ชาติ เป็นอยา่ งไร คอื ความเกิด ความเกิดพร้อม ความหย่งั ลง ฯลฯ
ชรา เปน็ อย่างไร คอื ความแก่ ความคร�ำ่ คร่า ฯลฯ
๑๑.๕ ข้อสงั เกต
ขอใหส้ งั เกตว่า พระสูตรนี้ มผี แู้ สดง ๒ ท่านเหมือนพระสูตรอ่ืน ๆ อีกหลายพระสูตร
ที่แนะน�ำมาแล้ว แต่ในที่น้ีมีข้อท่ีแตกต่างออกไป คือ เมื่อทรงแสดงอุทเทสจบ ทรงแนะน�ำ
และทรงสรรเสริญท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโมคคัลลานะไว้ด้วย เท่ากับทรงแสดง
พระประสงคใ์ หท้ า่ นพระสารบี ตุ รขยายความในสว่ นของวภิ งั คต์ อ่ ไป แลว้ เสดจ็ ลกุ จากพทุ ธอาสน์
เข้าสทู่ ปี่ ระทับ ทา่ นพระสารีบตุ รจงึ ท�ำหน้าท่ีแสดงตอ่
436 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๑๒. ทกั ขณิ าวภิ ังคสตู ร
๑๒.๑ ทม่ี าของชอื่
ทักขิณาวิภังคสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยการจ�ำแนกทักษิณาทาน ชื่อน้ีต้ังตาม
เนอ้ื หาสาระของพระสตู ร
๑๒.๒ ที่มาของพระสตู ร
พระสตู รน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกท่ า่ นพระอานนท์ ขณะประทบั อยู่ ณ นโิ ครธาราม
เขตกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ โดยทรงปรารภการถวายทานของพระนางปชาบดีโคตมี
พระมาตุจฉาของพระองค์ ซ่ึงถวายผ้าใหม่คู่หนึ่งที่ทอเองแด่พระผู้มีพระภาคถึง ๓ คร้ัง
แต่พระองค์ไม่ทรงรับ กลับรับสั่งให้ถวายสงฆ์ ท่านพระอานนท์กราบทูลอ้อนวอนให้ทรงรับ
โดยให้เหตุผลว่า พระนางมหาปชาบดีโคตมี มีอุปการะมาก คือ ทรงเคยทะนุถนอมเลี้ยงดู
ให้พระองค์เสวยน้�ำนม เมื่อพระชนนี สวรรคต พระผู้มีพระภาคก็ทรงมีอุปการะมากท่ีท�ำให้
พระนางปชาบดีโคตมี มีศีลมีความเล่ือมใสแน่วแน่ในพระรัตนตรัยและหมดความสงสัยใน
อริยสัจ ๔ พระผู้มีพระภาค จึงทรงแสดงพระสูตรนี้ เหตุเกิดของพระสูตรนี้จัดอยู่ในประเภท
อตั ถปุ ปตั ตกิ ะ
๑๒.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของทักขิณาวิภังคสตู รเปน็ บรรยายโวหารแบบถามเอง - ตอบเอง
๑๒.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงทาน ๒ ประเภท คือ (๑) ปาฏปิ ุคคลิกทาน (การถวายทาน
เจาะจงบุคคล) ๑๔ ประการ (๒) สังฆทาน (การถวายทานเจาะจงสงฆ์) ๗ ประการ ทรงยกยอ่ ง
สังฆทานว่ามีผลมากกว่าปาฏิปุคคลิกทานทุกประเภท จากน้ันทรงแสดงความบริสุทธิ์แห่ง
ทักษิณา (ของท�ำบญุ ) ๔ ประการ คอื
๑. ทกั ษิณาทีบ่ ริสทุ ธิ์ฝ่ายทายก (ผู้ให้) ไมบ่ ริสุทธฝ์ิ ่ายปฏคิ าหก (ผรู้ ับ)
๒. ทักษณิ าทบ่ี ริสุทธฝ์ิ า่ ยปฏคิ าหก แตไ่ ม่บรสิ ทุ ธิ์ฝา่ ยทายก
๓. ทักษิณาที่ไม่บรสิ ทุ ธ์ทิ ้งั ๒ ฝา่ ย
๔. ทกั ษณิ าที่บริสุทธิท์ ้ัง ๒ ฝา่ ย
ในตอนทา้ ยพระสตู ร ทรงแสดงอานิสงส์ของทักษิณาในรูปคาถาประพนั ธ์
เล่มท่ี ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๔ 437
๑๒.๕ ขอ้ สังเกต
พระสตู รนี้ พระผมู้ พี ระภาคตรสั ถงึ ประเภทของทกั ษณิ าทาน อานสิ งสข์ องทกั ษณิ าทาน
และความบรสิ ทุ ธ์แิ หง่ ทกั ษิณาทาน
มีข้อที่น่าสังเกตคือในตอนท่ีกล่าวถึงอานิสงส์ของสังฆทาน พระองค์ตรัสว่า ใน
อนาคตกาล คนท่ีถวายสังฆทานแกโ่ คตรภภู ิกษุ (ผทู้ ่เี ป็นพระแต่ชื่อ) ซึง่ มีแตผ่ ้ากาสาวะพนั คอ
เปน็ ผทู้ ศุ ีล มธี รรมช่วั กย็ งั ไดร้ ับอานสิ งส์มากว่าปาฏปิ คุ คลิกทานทุกประเภท ซงึ่ รวมถึงประเภท
ที่ ๑ คือการถวายทานแกพ่ ระพุทธเจ้าดว้ ย เพอ่ื ปอ้ งกนั ความเข้าใจผดิ ในเรอื่ งนี้ พระองคจ์ ึงทรง
แสดงความบริสุทธ์ิแห่งทักษิณาไว้ด้วย หมายความว่า ทานที่จะมีผลมากจริง ๆ นั้น จะต้อง
พจิ ารณาดว้ ยว่าผูใ้ หก้ บั ผรู้ ับบรสิ ทุ ธ์หิ รือไม่ ถา้ บรสิ ทุ ธ์ิท้ัง ๒ ฝา่ ยกม็ ผี ลมาก ถ้าทงั้ ๒ ฝ่ายหรือ
ฝา่ ยใดฝ่ายหนง่ึ ไม่บริสุทธ์ิกม็ ีผลลดหลัน่ ลงมา ในตอนท้ายคาถา พระองคต์ รสั วา่ การถวายทาน
แก่ผู้สิ้นราคะเลิศกว่าอามสิ ทานทงั้ หลาย
๕. สฬายตนวรรค
สฬายตนวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยอายตนะ ๖ ประการ ช่ือวรรคต้ังตามสาระ
ส�ำคญั ของพระสตู รทุกสตู รในวรรคนี้ ซึ่งมที ั้งหมด ๑๐ สตู ร แต่ละสตู รมสี าระส�ำคญั ดงั น้ี
๑. อนาถปณิ ฑิโกวาทสูตร
๑.๑ ทีม่ าของช่ือ
อนาถปณิ ฑโิ กวาทสตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยการใหโ้ อวาทแกอ่ นาถบณิ ฑกิ เศรษฐี
ชอ่ื นีต้ ้งั ตามชื่อบุคคลผู้รับฟังโอวาท ซง่ึ เปน็ สาระส�ำคญั ของพระสตู ร
๑.๒ ทม่ี าของพระสูตร
พระสูตรนี้ ท่านพระสารีบุตรแสดงแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐี ผู้ก�ำลังป่วยหนักอยู่ท่ีบ้าน
ในกรุงสาวัตถี ตามท่ีอนาถบิณฑิกเศรษฐีอาราธนา เหตุเกิดของพระสูตรน้ีจัดอยู่ในประเภท
ปรัชฌาสยะ
438 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๑.๓ รปู แบบของพระสูตร
รปู แบบของอนาถปิณฑิโกวาทสตู รเป็นบรรยายโวหาร
๑.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
ท่านพระสารีบุตรทราบว่าอนาถบิณฑิกเศรษฐีป่วยหนัก จึงไปแสดงธรรมให้ฟัง
มีใจความว่า อย่ายึดมั่นอายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ สัมผัส ๖
เวทนา ๖ ธาตุ ๖ ขันธ์ ๕ อรปู ฌาน ๔ โลกน้ี โลกหนา้ และอารมณ์ที่รบั รทู้ างอายตนะ ๖
อนาถบิณฑิกเศรษฐีฟังธรรมแล้ว ได้ร้องไห้น�้ำตาไหล เพราะท่านได้รับใช้ใกล้ชิด
พระผู้มีพระภาค และพระสงฆ์มานาน แต่ยังไม่เคยฟังธรรมบรรยายเช่นนี้มาก่อน เม่ือทราบ
จากพระเถระว่าธรรมเหล่าน้ีแสดงแก่บรรพชิต ไม่แสดงแก่คฤหัสถ์ ท่านเศรษฐีจึงขอร้องให้
แสดงแกค่ ฤหัสถ์ดว้ ย
เมื่อพระเถระกลับไป อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ถึงแก่กรรมไปเกิดเป็นเทพบุตรในสวรรค์
ชน้ั ดสุ ิต
๑.๕ ขอ้ สงั เกต
พระสูตรน้ี แสดงให้เห็นถึงธรรมเนียมในการบรรยายธรรมแก่ผู้ป่วยซึ่งก�ำลังจะ
เสยี ชีวิต ธรรมเนยี มนม้ี ีปรากฏในหลายสูตรของวรรคนี้ และยงั ปรากฏในทอี่ ่นื อีก ส่วนมากสอน
ใหพ้ ิจารณาอายตนะ ๖ เปน็ หลัก
๒. ฉนั โนวาทสูตร
๒.๑ ที่มาของชอ่ื
ฉันโนวาทสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยการให้โอวาทแก่พระฉันนะ ช่ือนี้ตั้งตาม
ชือ่ ผ้รู ับฟังโอวาทซ่ึงเป็นสาระส�ำคัญของพระสตู รน้ี พระฉนั นะรปู น้เี ป็นคนละรปู กับพระฉันนะ
ที่น�ำม้ากัณฐกะส่งเสด็จเม่ือครั้งเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (ม.อุ.อ.
๓/๓๘๙/๒๓๙, สํ.สฬา.อ. ๓/๘๗/๒๐)
๒.๒ ทมี่ าของพระสูตร
พระสตู รน้ี ทา่ นพระสารบี ุตรแสดงแก่ท่านพระฉันนะซ่ึงนอนอาพาธอยทู่ ภ่ี เู ขาคิชฌกูฏ
เพื่อตักเตือนมิใหท้ า่ นฆ่าตัวตาย เหตเุ กดิ ของพระสตู รน้ีจัดอยูใ่ นประเภท อตั ถปุ ปตั ติกะ
เล่มท่ี ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๔ 439
๒.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รปู แบบของฉนั โนวาทสตู รเปน็ แบบสนทนาธรรม
๒.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
ท่านพระฉันนะอาพาธหนักคิดจะฆ่าตัวตาย ท่านพระสารีบุตรและท่านพระจุนทะ
เข้าไปเยี่ยมและสนทนาธรรมเพ่ือไม่ให้ท่านฆ่าตัวตาย โดยให้พิจารณาว่า อายตนะภายใน ๖
อายตนะภายนอก ๖ วญิ ญาณ ๖ และธรรมทพี่ งึ รแู้ จง้ ทางวญิ ญาณ ๖ ไมใ่ ชข่ องเรา เราไมเ่ ปน็ นนั่
น่นั ไม่ใชอ่ ตั ตาของเรา แต่เม่อื พระเถระท้งั สองกลบั ไปท่านพระฉนั นะกฆ็ า่ ตัวตาย
๒.๕ ขอ้ สงั เกต
พระสูตรน้ีมีปรากฏในที่อื่นอีก คือ ในฉันนวรรค ทุติยปัณณาสก์ สฬายตนสังยุต
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๘ โดยต้ังช่ือพระสูตรในที่น้ันว่า “ฉันนสูตร” แต่ในท่ีนี้ต้ังช่ือว่า
“ฉนั โนวาทสูตร” มเี นอ้ื หาตรงกนั ทั้ง ๒ แหง่
อนง่ึ มขี ้อทนี่ า่ สังเกตคอื หลังจากการฆ่าตวั ตายของท่านพระฉนั นะ มีผเู้ ขา้ ไปทลู ถาม
พระผู้มีพระภาคว่า ท่านพระฉันนะมีคติภพอย่างไร พระองค์ตรัสตอบว่า ท่านพระฉันนะเป็น
อรหนั ต์ ในเรอื่ งน้อี าจมีผเู้ ขา้ ใจว่า พระอรหนั ตฆ์ ่าตัวตาย
อรรถกถาอธิบายว่า ในขณะใกลต้ ายนั้น ไดม้ คี ตินิมติ ปรากฏขึน้ แก่ทา่ น ท�ำให้ท่านร้วู า่
ตนยังเป็นปถุ ชุ น จึงเกิดความสลดใจแล้วก�ำหนดวิปัสสนา พจิ ารณาสงั ขารดว้ ยปัญญาจนบรรลุ
อรหัตตผลพร้อมกับการดับจิต (ม.อุ.อ. ๓/๓๙๕/๒๓๘, สํ.สฬา.อ. ๓/๘๗/๒๒)
๓. ปณุ โณวาทสตู ร
๓.๑ ที่มาของชื่อ
ปุณโณวาทสตู ร แปลวา่ พระสูตรวา่ ด้วยการประทานโอวาทแกพ่ ระปุณณะ ชือ่ นี้ตั้ง
ตามชือ่ ผรู้ ับฟังโอวาทซึ่งเป็นเน้อื หาสาระของพระสูตรนี้
๓.๒ ท่มี าของพระสูตร
พระสตู รน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกท่ า่ นพระปณุ ณะ ขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ตามที่ท่านทูลขอให้ทรงแสดงโดยย่อเพ่ือ
440 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
หลกี ออกไปอย่คู นเดียว เหตุเกดิ ของพระสูตรนจ้ี ดั อยู่ในประเภท ปรชั ฌาสยะ
๓.๓ รปู แบบของสูตร
รูปแบบของปณุ โณวาทสตู รเป็นบรรยายโวหารแบบถาม - ตอบ
๓.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงวา่ ผเู้ พลดิ เพลนิ อายตนะภายนอก ๖ ทพ่ี งึ รแู้ จง้ ทางอายตนะ
ภายใน ๖ ย่อมเกดิ ทุกข์ ผไู้ ม่เพลดิ เพลินจึงจะไมเ่ กดิ ทุกข์
เมื่อทรงแสดงจบแล้วตรัสถามท่านพระปุณณะว่า จะไปอยู่ที่ไหน ท่านทูลตอบว่า
จะไปอยู่ท่ีสุนาปรันตชนบท ตรัสถามว่า ชาวสุนาปรันตชนบทดรุ ้าย หยาบคายนกั ถ้าถูกด่าว่า
บรภิ าษจะท�ำอย่างไร
เมื่อทา่ นพระปณุ ณะทูลตอบจบลง พระองค์จึงตรสั ชมว่า ทา่ นพระปุณณะมคี วามขม่ ใจ
และความสงบใจ จักสามารถอย่ใู นสุนาปรันตชนบทได้
๓.๕ ข้อสังเกต
พระสูตรน้ี มีปรากฏในท่ีอื่นอีก คือ ในฉันนวรรค ทุติยปัณณาสก์ สฬายตนสังยุต
พระไตรปฎิ กเลม่ ท่ี ๑๘ โดยตงั้ ชอ่ื พระสตู รในทน่ี น้ั วา่ “ปณุ ณสตู ร” แตม่ เี นอ้ื หาตรงกนั ทงั้ ๒ แหง่
๔. นันทโกวาทสตู ร
๔.๑ ทีม่ าของชอื่
นันทโกวาทสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยโอวาทของพระนันทกะ ช่ือน้ีตั้งตามชื่อ
ให้โอวาทซ่งึ เป็นสาระของพระสูตร
๔.๒ ที่มาของพระสตู ร
พระสูตรนี้ ท่านพระนันทกะแสดงแก่ภิกษุณีทั้งหลายตามรับสั่งของพระผู้มีพระภาค
ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี เหตุเกิดของ
พระสตู รนี้จัดอยใู่ นประเภท ปรชั ฌาสยะ
เลม่ ที่ ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๔ 441
๔.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รปู แบบของนนั ทโกวาทสูตร เปน็ การสนทนาธรรมแบบถาม - ตอบ
๔.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
ท่านพระนันทกะให้โอวาทแก่ภิกษุณีทั้งหลายโดยถามน�ำให้ภิกษุณีตอบ พร้อมท้ัง
เปิดโอกาสให้ถามด้วย กล่าวโดยสรุปท่านสอนให้พิจารณาอายตนะภายใน ๖ และอายตนะ
ภายนอก ๖ ว่า ไม่เท่ียง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ในตอนท้ายกล่าวถึงโพชฌงค์ ๗ ประการว่า
ถา้ เจรญิ ใหม้ ากแลว้ จะท�ำให้สิน้ อาสวะ
พระผู้มพี ระภาครับส่ังใหท้ ่านพระนนั ทกะแสดงถึง ๒ ครงั้ โดยคร้งั ที่ ๑ ตรัสชมเชยวา่
ภิกษุณีฟังแล้วมีใจยินดีท้ังที่ยังมีความด�ำริไม่บริบูรณ์ เหมือนดวงจันทร์ในวันข้ึน ๑๔ ค่�ำ
คร้ังที่ ๒ ตรัสชมเชยว่า ภิกษุณีมีใจยินดีและมีความด�ำริบริบูรณ์ เหมือนดวงจันทร์ในวันเพ็ญ
ขน้ึ ๑๕ ค�ำ่ ภิกษุณีทไ่ี ดค้ ุณธรรมข้นั ต่�ำสดุ เปน็ ถึงพระโสดาบัน
๔.๕ ข้อสังเกต
พระสตู รน้ี แสดงให้เหน็ ธรรมเนยี มการให้โอวาทแก่ภิกษณุ ีในสมยั พุทธกาล
ว่าเมื่อถึงวาระ ภิกษุต้องไปให้โอวาทแก่ภิกษุณี ท่านพระนันทกะเป็นพระอรหันต์
แต่ไม่ต้องการให้โอวาทตามวาระ เพราะท่านระลึกชาติได้ว่าในอดีตชาติท่านเป็นพระราชาใน
ชมพูทวีป ภิกษุณีเหล่าน้ันเคยเป็นนางสนมของท่าน ท่านเกรงจะถูกภิกษุรูปอ่ืนผู้ระลึกชาติได้
ตเิ ตียนวา่ ไม่ยอมสละนางสนม จึงไมอ่ ยากไปใหโ้ อวาท ภิกษุณเี หล่าน้ัน (ม.อุ.อ. ๓/๓๙๘/๒๔๕)
๕. ราหุโลวาทสตู ร
๕.๑ ทม่ี าของชอื่
ราหุโลวาทสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยการประทานโอวาทแก่พระราหุล ชื่อน้ีตั้ง
ตามช่อื ผู้รับฟังโอวาทซึง่ เปน็ สาระส�ำคัญของพระสตู ร
๕.๒ ที่มาของพระสตู ร
พระสตู รน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกท่ า่ นพระราหลุ ขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี เพราะทรงพิจารณาเห็นว่า ธรรมเคร่ืองบ่ม