192 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
๑๐. ถาม อะไรชอ่ื วา่ ทางสองแพร่ง ตอบ วิจกิ จิ ฉา (ความสงสัย)
๑๑. ถาม อะไรชอ่ื ว่า หม้อกรอง ตอบ นิวรณ์ ๕ ประการ
น้�ำด่าง
๑๒. ถาม อะไรชอ่ื ว่า เตา่ ตอบ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการ
๑๓. ถาม อะไรชอ่ื ว่า เขียงห่ันเนอ้ื ตอบ กามคณุ ๕ ประการ
๑๔. ถาม อะไรช่ือวา่ ชิน้ เน้ือ ตอบ นนั ทิราคะ (ความก�ำหนัด
ดว้ ยอ�ำนาจความเพลิดเพลนิ )
๑๕. ถาม อะไรช่ือวา่ นาค ตอบ ภิกษผุ เู้ ปน็ พระขณี าสพ
๓.๕ ข้อสังเกต
ขอให้ท่านผู้อ่านประมวลค�ำตอบปริศนาธรรมท้ัง ๑๕ ข้อ มาตรวจสอบกับการปฏิบัติ
ธรรมของตวั เอง เรมิ่ ตง้ั แต่จอมปลวกคือรา่ งกายของเราเองทพี่ ่นควนั ในเวลากลางคืน ลกุ โพลง
ในเวลากลางวัน โดยใช้ค�ำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นค�ำส่ังแล้วด�ำเนินการตามค�ำส่ัง
อย่างที่สุเมธ คอื ภกิ ษุผูเ้ ปน็ เสขะ (ผศู้ ึกษา) ปฏิบตั ิ กจ็ ะไดร้ บั ประโยชนจ์ ากการอ่านจอมปลวก
ปริศนาธรรมนบ้ี ้างไมม่ ากกน็ ้อย
๔. รถวินีตสูตร
๔.๑ ท่มี าของช่อื
รถวินีตสูตร แปลวา่ พระสตู รว่าด้วยราชรถ ๗ ผลัด ชอ่ื นต้ี ั้งตามขอ้ อปุ มาในเนอ้ื หา
ของพระสูตร
๔.๒ ทมี่ าของพระสูตร
พระสูตรนี้ ท่านพระปุณณมันตานีบุตรแสดงแก่ท่านพระสารีบุตร ณ ป่าอันธวัน
เขตกรุงสาวัตถี เพื่อตอบค�ำถามเรื่องจุดหมายของการประพฤติพรหมจรรย์ เหตุเกิดของ
พระสตู รน้ี จัดอย่ใู นประเภท ปุจฉาวสิกะ
๔.๓ รูปแบบของพระสูตร
รูปแบบของรถวินีตสตู รเป็นการสนทนาธรรมแบบถาม - ตอบและมอี ุปมาอปุ ไมย
เลม่ ที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๒ 193
๔.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
ภาคอุทเทส
พระผู้มีพระภาคขณะประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน เขตกรุงราชคฤห์ได้ตรัสถามภิกษุ
จ�ำนวนมากท่ีมาจากท้องถิ่นแห่งหนึ่งหลังออกพรรษาแล้วว่า ภิกษุรูปใดที่ เพ่ือนพรหมจารีใน
ท้องถ่ินยกย่องว่า ตนเองมักน้อย สันโดษ ชอบสงัด ไม่ชอบคลุกคลี ประกอบความเพียร
สมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะแล้วชักชวนเพ่ือนพรหมจารี
ทั้งหลายให้ประพฤติเหมือนตน ภิกษุเหล่าน้ัน ทูลตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ท่านพระปุณณ-
มนั ตานีบตุ ร
ท่านพระสารีบุตรนั่งอยู่ในท่ีประชุมสงฆ์นั้นด้วย รู้สึกชื่นชมยินดีที่ท่านพระปุณณ-
มันตานีบุตรได้รับค�ำยกย่องเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเช่นน้ี และพระองค์ก็ทรง
อนโุ มทนาดว้ ย พระเถระจงึ คดิ วา่ สกั วนั หนง่ึ ทา่ นคงไดม้ โี อกาสสนทนาธรรมกบั ทา่ นพระปณุ ณ-
มันตานีบุตรนี้บ้าง และแล้วความปรารถนาของท่านก็ส�ำเร็จ เม่ือตามเสด็จพระผู้มีพระภาค
จากกรุงราชคฤห์ไปถึงกรุงสาวัตถี และท่านพระปุณณมันตานีบุตรได้มาเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑกิ เศรษฐี
หลังจากเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้ว ท่านพระปุณณมันตานีบุตรได้ไปพักผ่อน
กลางวัน ณ ป่าอันธวัน ท่านพระสารีบุตรก็ติดตามไปและได้สนทนาธรรมกันหลังจากท้ังสอง
ไดพ้ กั ผอ่ นกลางวันแล้ว
ภาคนิทเทส
ต่อไปน้ีเป็นใจความส�ำคัญของการสนทนาธรรมโดยท่านพระสารีบุตรเป็นผู้ถาม
ทา่ นพระปุณณมันตานบี ตุ รเปน็ ผตู้ อบ
ถาม ทา่ นผมู้ ีอายุ ท่านประพฤติพรหมจรรยใ์ นพระผมู้ ีพระภาคของเราหรือ
ตอบ ขอรับ ทา่ นผมู้ ีอายุ
ถาม ทา่ นประพฤติพรหมจรรย์เพื่อสลี วสิ ทุ ธิ (ความหมดจดแหง่ ศลี ) หรอื (๑)
ตอบ หามิได้ ผู้มอี ายุ
ถาม เพื่อจติ วิสุทธิ หรือ (๒)
ตอบ หามิได้ ผู้มีอายุ
ถาม เพอ่ื ทิฏฐวิ ิสุทธิ หรือ (๓)
ตอบ หามิได้ ผ้มู อี ายุ
194 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
ถาม เพื่อกังขาวิตรณวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณเคร่ืองข้ามพ้นความสงสัย)
หรอื (๔)
ตอบ หามิได้ ผูม้ ีอายุ
ถาม เพ่ือมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณท่ีรู้เห็นว่าเป็นทาง
หรือไม่ใชท่ าง) หรอื (๕)
ตอบ หามิได้ ผู้มีอายุ
ถาม เพื่อปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นทางด�ำเนิน)
หรือ (๖)
ตอบ หามิได้ ผู้มอี ายุ
ถาม เพอ่ื ญาณทสั สนวสิ ุทธิ (ความหมดจดแหง่ ญาณทัสสนะ) หรือ (๗)
ตอบ หามิได้ ผ้มู อี ายุ
เมื่อทา่ นพระปณุ ณมนั ตานีบุตรตอบวา่ ท่านไม่ได้ประพฤติพรหมจรรยเ์ พอ่ื วิสทุ ธิขอ้ ใด
ขอ้ หนงึ่ ในจ�ำนวน ๗ ขอ้ ทา่ นพระสารบี ตุ รจงึ ถามตอ่ ไปวา่ เพอ่ื อะไร ทา่ นพระปณุ ณมนั ตานบี ตุ ร
ตอบว่า เพอื่ อนปุ าทาปรินพิ พาน (ในทน่ี ้ี ทา่ นหมายถงึ นพิ พาน) ท่านพระสารบี ตุ รจงึ ซกั ถาม
ต่อไปว่าหมายถึงวิสุทธิข้อใดข้อหนึ่งหรือ ท่าน พระปุณณมันตานีบุตรตอบว่า ไม่ใช่ แล้วท่าน
อุปมาให้ฟังว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จจากพระราชวังในกรุงสาวัตถีไปถึงเมืองสาเกตด้วย
ราชรถ ๗ ผลดั แต่ละผลัด มเี ป้าหมาย ข้อนฉี้ ันใด การจะบรรลุอนปุ าทาปรินพิ พานก็ใช้วสิ ุทธิ
ท้งั ๗ ประการ เปน็ เป้าหมาย ฉนั นั้น
เมื่อทา่ นพระปณุ ณมันตานีบุตรกล่าวจบ ท่านพระสารีบุตรจึงถามช่ือ เม่อื ไดร้ ับค�ำตอบ
ก็ได้กล่าวค�ำชมเชยปฏิภาณของท่านพระปุณณมันตานีบุตรอย่างเลิศลอย ท่านพระปุณณ-
มันตานีบุตรก็ได้ถามช่ือของผู้ที่ท่านสนทนาบ้าง และเม่ือทราบว่า เป็นท่านพระสารีบุตร จึง
กลา่ วยกยอ่ งวา่ “ทา่ นผเู้ จรญิ ผมก�ำลงั พดู กบั ทา่ นผเู้ ปน็ สาวกผทู้ รงคณุ คลา้ ยกบั พระบรมศาสดา
มิทราบเลยว่า ท่านช่ือสารีบุตร ถ้าผมทราบว่า ท่านช่ือสารีบุตร ค�ำเปรียบเทียบเท่านี้
คงไมจ่ �ำเปน็ ...”
๔.๕ ข้อสงั เกต
พระสูตรนี้มีค่ามาก เพราะเป็นการถาม-ตอบ ระหว่างนักปราชญ์ใหญ่ ๒ ท่าน
ท่านพระสารีบุตรน้ันทราบอยู่ตลอดเวลาว่าท่านสนทนาอยู่กับใคร จึงตั้งค�ำถามแบบปราชญ์
ถามปราชญ์ ส่วนท่านพระปุณณมันตานีบุตรไม่ทราบมาก่อนว่าคู่สนทนาเป็นอัครสาวกผู้เลิศ
ทางปัญญา จึงตอบค�ำถามเหมือนท่ีตอบกับเพื่อนพรหมจารีท่ัวไป คือใช้ภาษาง่าย ๆ ใช้
เล่มท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๒ 195
อุปมาอุปไมยช่วยขยายค�ำอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น ถ้าท่านรู้ตัวล่วงหน้าว่าก�ำลังสนทนาอยู่กับ
ทา่ นพระสารีบตุ ร ค�ำตอบของท่านคงออกมาอีกแบบหนึง่
อรรถกถาอธิบายว่า ท่านพระปุณณมันตานีบุตรเกิดที่หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อโทณวัตถุ
ใกลก้ รงุ กบลิ พสั ด์ุ เปน็ บตุ รนางตานี ผเู้ ปน็ นอ้ งสาวของทา่ นพระอญั ญาโกณฑญั ญะ (อง.ฺ เอกก.อ.
๑/๑๘๘/๑๒๙, ๑๙๖/๑๘๓-๑๘๔)
๕. นวิ าปสูตร
๕.๑ ที่มาของช่ือ
นิวาปสตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ด้วยเหยอ่ื ล่อเนอื้ ชอ่ื นีต้ ัง้ ตามขอ้ อุปมาในเน้อื หาของ
พระสตู ร
๕.๒ ท่มี าของพระสตู ร
พระสตู รน้ี พระผ้มู พี ระภาคทรงแสดงแกภ่ ิกษทุ ง้ั หลาย ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี โดยทรงประสงคใ์ ห้ภิกษทุ ้ังหลายข้ามพ้นโลกามิส สู่แดนทีม่ าร
ไปไม่ถงึ เหมือนฝงู เน้ือที่ ๔ ท่พี รานเนอ้ื และบริวารตามไปไม่ถงึ เหตเุ กิดของพระสูตรนจี้ ัดอยู่ใน
ประเภท ปรชั ฌาสยะ
๕.๓ รูปแบบของพระสูตร
รูปแบบของนวิ าปสูตรเป็นบรรยายโวหารแบบมีอปุ มาอปุ ไมย
๕.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พรานเนื้อที่ปลูกหญ้าไว้ในทุ่งหญ้ามิได้หวังให้ฝูงเน้ือมากิน
เพื่อจะไดม้ อี ายยุ นื ผวิ พรรณดี มีชวี ติ อยู่นาน แต่ปลูกไว้เพื่อล่อจับเนื้อนั่นเอง
ทรงอธิบายว่า มีเนื้ออยู่ ๔ ฝูง ฝูงเน้ือท่ี ๑-๓ เป็นเนื้อท่ีถูกพรานเน้ือและบริวาร
จับได้ สว่ นฝูงเน้อื ที่ ๔ พรานเนือ้ และบรวิ ารจบั ไมไ่ ด้
ทรงอธบิ ายเหตุทฝ่ี ูงเนื้อท่ี ๑-๓ ถูกพรานเนอ้ื และบรวิ ารจับไดไ้ วด้ งั น้ี
- ฝงู เนอ้ื ที่ ๑ เขา้ ไปสทู่ งุ่ หญา้ ของพรานเนอ้ื แลว้ กนิ หญา้ เพลนิ จนลมื ตวั จงึ ถกู พรานเนอ้ื
จับได้
196 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
- ฝงู เนอ้ื ท่ี ๒ คดิ วา่ ฝูงเนื้อท่ี ๑ ถกู พรานเน้อื จบั ไดเ้ พราะเขา้ ไปกินหญ้าเพลินจนลืมตวั
จึงเห็นว่า “เราควรงดกินหญ้าในทุ่งหญ้าของ พรานเนื้อ” แล้วหลีกไปอยู่ในราวป่า แต่พอถึง
ปลายฤดูร้อน หญ้าและน�้ำในป่าแห้งหมด จึงกลับออกมากินหญ้าในทุ่งหญ้าของพรานเนื้อ
ต่อไปอีกและกินเพลินจนลมื ตวั จึงถูกพรานเนอ้ื จับได้
- ฝูงเนือ้ ท่ี ๓ คดิ เปรียบเทยี บพฤตกิ รรมของฝูงเนอ้ื ท้งั สองแลว้ เหน็ วา่ “เราควรซอ่ น
ตวั อยู่ใกล้ ๆ ทุ่งหญา้ ของพรานเน้อื จะเข้าไปกินหญา้ ของพรานเนื้อโดยระมดั ระวังไม่กินเพลนิ
จนลืมตัว” แล้วซ่อนตัวหลบพรานเน้ือและบริวาร แต่ในที่สุดพรานเนื้อและบริวารใช้ร้ัวล้อม
ท่งุ หญา้ ก็จับตัวได้
ทรงอธิบายเหตุท่ีฝูงเนื้อที่ ๔ ไม่ถูกจับไว้ว่า ฝูงเนื้อที่ ๔ คิดเปรียบเทียบพฤติกรรม
ของเน้ือทั้ง ๓ ฝูงแล้ว เห็นว่า “เราควรอาศัยอยู่ที่ท่ีพวกพรานเนื้อไปไม่ถึง และไม่เข้าไปสู่
ทุ่งหญ้าของพรานเนื้อ” แล้วไปซุ่มอาศัยอยู่ในที่ที่พวกพรานเน้ือไปไม่ถึง และไม่กินหญ้า
จนลมื ตัว พวกพรานเน้ือพยายามลอ้ มจบั เทา่ ไรก็จับไม่ได้
ทรงเปรียบฝูงเน้ือท้ัง ๔ ฝูง กับสมณพราหมณ์ ๔ จ�ำพวก เปรียบพรานเนื้อและ
บรวิ ารกับมาร (กเิ ลสมาร) และเสนามาร และเปรียบทุ่งหญา้ กับกามคณุ ๕
ว่า สมณพราหมณพ์ วกท่ี ๑ เข้าไปหากามคณุ ๕ ซ่ึงเป็นโลกามิสท่มี ารลอ่ ไวแ้ ล้วบรโิ ภค
เพลินจนมวั เมาประมาท จึงถูกมารจบั ไดเ้ หมือนฝูงเนอื้ ที่ ๑
สมณพราหมณ์พวกท่ี ๒ คิดเปรียบเทียบพฤติกรรมของสมณพราหมณ์พวกที่ ๑
และเห็นว่า “เราควรงดบริโภคกามคุณ ๕” แล้วหลีกไปอยู่ป่า แต่เม่ือขาดแคลนอาหาร
บ�ำเพ็ญสมณธรรมไมไ่ ด้ กก็ ลบั มาหากามคณุ ๕ อกี จึงถูกมาร จบั ได้ เหมือนฝูงเน้อื ท่ี ๒
สมณพราหมณ์พวกท่ี ๓ คิดเปรียบเทียบพฤติกรรมของสมณพราหมณ์ท้ัง ๒
พวกแรกแลว้ เหน็ วา่ “เราควรอาศยั อยใู่ กล้ ๆ กามคณุ ๕ แตไ่ มม่ วั เมาประมาท” สมณพราหมณ์
พวกน้ีไม่บริโภคกามคุณ ๕ และไม่มัวเมาประมาทในกามคุณ ๕ ก็จริง แต่ยังยึดติดในทิฏฐิ
ต่าง ๆ จงึ ไม่พน้ อ�ำนาจของมารไปไดเ้ หมือนฝูงเนอ้ื ท่ี ๓
ส่วนสมณพราหมณ์พวกท่ี ๔ คิดเปรียบเทียบพฤติกรรมของสมณพราหมณ์
ท้ัง ๓ พวกแล้ว เห็นว่า “เราควรอาศัยอยู่ที่ท่ีมารและเสนามารไปไม่ถึง ไม่ไปหากามคุณ ๕
ซึ่งเปน็ โลกามสิ ไมม่ วั เมาประมาทในโลกามสิ นัน้ จงึ พ้นอ�ำนาจของมารไปได้ เหมอื นฝงู เน้ือท่ี ๔
ทรงอธบิ ายวา่ แดนที่มารตามไปไม่ถงึ ได้แก่ พระนิพพาน ซึ่งเขา้ ถึงไดด้ ว้ ยการเจริญ
สมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน จนได้สมาบัติและเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธแล้วบรรลุ
อรหตั ตผล
เลม่ ที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๒ 197
๕.๕ ขอ้ สังเกต
พระสูตรนี้มีความสมบูรณ์ในตัว คือ มีความชัดเจนท้ังในด้านเน้ือหาสาระและ
ส�ำนวนโวหาร โดยเฉพาะอปุ มาโวหารทีท่ รงให้น้นั ชัดเจนมาก ทรงใช้ภาษาง่าย ๆ แต่สละสลวย
กะทดั รดั และไพเราะยิ่ง
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระสูตรนี้เพื่อให้ภิกษุท้ังหลายส�ำเหนียกว่า มีนักบวชอยู่
๔ ประเภท เปรียบดว้ ยเนื้อ ๔ ฝูง ไดแ้ ก่ (๑) นกั บวชผ้บู รโิ ภคกามซงึ่ เป็น โลกามิส (๒) นกั บวช
ผู้งดเว้นจาการบริโภคกาม แล้วกลับบริโภคกามอีก (๓) นักบวชผู้งดเว้นจากการบริโภกามได้
แต่ยังยึดติดอยู่ในทิฏฐิต่าง ๆ จึงไม่พ้นไปจากโลกามิส (๔) นักบวชผู้งดเว้นจากการบริโภค
กามได้ขาดและไม่ยึดติดอยู่กับทิฏฐิใด ๆ จึงเป็นผู้ข้ามพ้นโลกามิสได้ ไม่ตกอยู่ในอ�ำนาจกาม
ทง้ั หลาย
๖. ปาสราสิสูตร
๖.๑ ที่มาของช่อื
ปาสราสิสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยกองบ่วงดักสัตว์ ชื่อนี้ต้ังตามข้ออุปมา
ในเนื้อหาของพระสูตร แต่มัชฌิมนิกายฉบับยุโรป เรียกชื่อพระสูตรนี้ว่า อริยปริเยสนสูตร
แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยการแสวงหาทปี่ ระเสรฐิ ซงึ่ ตง้ั ตามเนอ้ื หาสาระของพระสตู รนเ้ี ชน่ เดยี วกนั
๖.๒ ทม่ี าของพระสูตร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุจ�ำนวน ๕๐๐ รูป ณ อาศรมของ
รัมมกพราหมณ์ เขตกรุงสาวัตถี เน่ืองจากภิกษุเหล่านี้เดินทางมาพบท่านพระอานนท์ เพื่อ
ขออนุญาตเข้าเฝ้าและฟังธรรมเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ท่านพระอานนท์จึงขอให้
ไปน่ังรออยู่ที่อาศรมของรัมมกพราหมณ์ เม่ือมีโอกาสได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคให้เสด็จไป
โปรดภิกษุเหล่าน้ี และเม่ือพระองค์เสด็จไปถึง ทรงได้ยินภิกษุเหล่านี้ก�ำลังสนทนาธรรมกันอยู่
ทรงพอพระทัย ประทับยืนอยู่ท่ีประตูอาศรมจนภิกษุเหล่าน้ีสนทนาธรรมจบลง ด้วยทรง
ปรารภเหตุน้ี จึงตรัสสอนเรื่องการแสวงหาที่ประเสริฐ (ม.มู.อ. ๒/๒๗๒-๒๗๔/๗๒-๗๗)
เหตุเกดิ ของพระสตู รนี้ จัดอยูใ่ นประเภท ปรัชฌาสยะ
198 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
๖.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รูปแบบของปาสราสิสตู รเปน็ บรรยายโวหารแบบถามเอง-ตอบเอง และมีอปุ มาอุปไมย
ประกอบ
๖.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
๑. ตรัสว่า การแสวงหามี ๒ อย่าง คือ การแสวงหาท่ีประเสริฐ และการแสวงหา
ท่ีไม่ประเสริฐ แล้วทรงอธิบายว่า การแสวงหาท่ีไม่ประเสริฐ ได้แก่ การที่บุคคลผู้มีความเกิด
ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความเศร้าโศก และความเศร้าหมอง แต่ยังแสวงหาสิ่งท่ีมี
ความเกดิ ความแก่ ความเจบ็ ความตาย ความเศร้าโศก และความเศร้าหมองอยอู่ ีก
จากน้นั อธบิ ายว่า สิง่ ทีม่ คี วามเกิด ความแก่ ความเจบ็ ความตาย ความเศรา้ โศก และ
ความเศร้าหมอง ได้แก่ บตุ ร ภรรยา ทาสี ทาส แพะ แกะ ไก่ สกุ ร ชา้ ง โค ม้า ลา ทอง เงิน
ส่วนการแสวงหาทปี่ ระเสริฐ ทรงอธิบายวา่ ได้แก่ การทีบ่ ุคคลผู้มีความเกิด ความแก่
ความเจ็บ ความตาย ความเศร้าโศก และความเศร้าหมอง รู้ชัดถึงโทษ ในสิ่งที่มีความเกิด
ความแก่ ความตาย ความเศร้าโศก และความเศร้าหมอง แสวงหานิพพานที่ไม่มีความเกิด
ความแก่ ความเจบ็ ความตาย ความเศร้าโศก และความเศรา้ หมอง
๒. ทรงเล่าว่า พระองคเ์ องเมือ่ ยังไมไ่ ดต้ รสั รู้ ได้ทรงแสวงหาทางอนั ประเสรฐิ โดยเสด็จ
ออกผนวช ทรงศึกษาและปฏิบัติธรรมตามลัทธิอื่น เช่น ส�ำนักอาฬารดาบส ส�ำนักอุทกดาบส
เม่อื ทรงเหน็ วา่ ไมใ่ ชท่ างอนั ประเสรฐิ ทีจ่ ะบรรลุพระนพิ พาน จงึ ทรงออกจากส�ำนักนนั้ ๆ แล้ว
ทรงบ�ำเพ็ญเพียรด้วยพระองค์เองจนได้ตรัสรู้ แล้วทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดภิกษุปัญจวัคคีย์
และภิกษุปญั จวัคคีย์ก็ได้แสวงหาทางอนั ประเสริฐตามแบบของพระองค์จนได้บรรลอุ รหัตตผล
๓. ต่อจากนั้น ได้ตรัสถึงโทษแห่งกามคุณ ๕ ว่า สมณะหรือพราหมณ์พวกใดก็ตาม
ถ้ายังใฝ่ฝัน ลุ่มหลง ติดพัน ไม่เห็นโทษ ไม่มีปัญญาที่สลัดออกจากกามคุณ ๕ นี้ได้ จะต้อง
เส่อื ม ตอ้ งพนิ าศ ต้องถูกมารใจบาปท�ำอะไร ๆ ไดต้ ามชอบใจ เหมือนเน้อื ปา่ ทตี่ ิดบ่วง นอนทับ
บว่ งพรานเนื้อจะตอ้ งพินาศ ต้องถกู พรานเนือ้ ท�ำอะไร ๆ ได้ตามชอบใจ ฉะนั้น
สว่ นสมณะหรอื พราหมณผ์ ้ไู ม่ใฝ่ฝนั ไมล่ มุ่ หลง ไม่ตดิ พัน มองเหน็ โทษของกามคณุ ๕
มีปญั ญาท่ีสลัดออกจากกามคุณ ๕ น้นั ได้ จะไมเ่ สือ่ ม ไมพ่ ินาศ ไม่ถูก มาร (กเิ ลส) ท�ำอะไร ๆ
ได้ตามชอบใจ เหมอื นเนือ้ ปา่ ทไี่ ม่ติดบ่วง ไมน่ อนทบั บ่วงของพรานเนอ้ื ฉะนัน้
เล่มท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๒ 199
๖.๕ ขอ้ สงั เกต
ขอให้สงั เกตวา่ พระผมู้ พี ระภาคทรงชี้ใหเ้ ห็นวา่ การแสวงหากามเปน็ การแสวงหาท่ไี ม่
ประเสรฐิ การแสวงหาทางเพอื่ พน้ ไปจากกาม บรรลถุ งึ พระนพิ พานเปน็ การแสวงหาทปี่ ระเสรฐิ
ส�ำหรับการแสวงหาท่ีประเสริฐ ทรงยกการแสวงหาโมกขธรรมของพระองค์เองเป็นตัวอย่าง
ตอนท้ายทรงแสดงด้วยอุปมาโวหารเปรียบเทียบให้เห็นโทษของกามคุณและคุณของการสลัด
ออกจากกามคุณ ๕ แล้วทรงสอนวิธีสลัดออกจากกามคุณ ๕ ด้วยการปฏิบัติสมถกัมมัฏฐาน
และวิปสั สนากัมมัฏฐาน เหมือนนิวาปสูตร
ในพระสตู รนมี้ ขี องแถมทมี่ คี า่ ยงิ่ นอกจากเนอ้ื หาสาระดงั กลา่ วขา้ งตนั นนั้ คอื ใหค้ วามรู้
เกี่ยวกับพุทธประวัติตอนต้นท่ีส�ำคัญยิ่งเป็นพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ที่หาได้ยากขอเชิญ
ศกึ ษาโดยละเอยี ดต่อไป
๗. จฬู หตั ถิปโทปมสตู ร
๗.๑ ทีม่ าของช่อื
จูฬหัตถิปโทปมสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยอุปมาด้วยรอยเท้าช้าง สูตรเล็ก
ช่อื นตี้ ัง้ ตามขอ้ อุปมาในเน้ือหาของพระสตู ร
๗.๒ ทมี่ าของพระสตู ร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทางแสดงแก่ชาณุสโสณิพราหมณ์ ขณะประทับอยู่
ณ พระเชตวนั อารามของอนาถบณิ ฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวตั ถี โดยทรงปรารภค�ำ กราบทูลของ
ชาณสุ โสณพิ ราหมณเ์ รอ่ื งรอยของพระตถาคต ๔ รอยทป่ี โิ ลตกิ ปรพิ าชก ใชเ้ ปน็ เครอื่ งพสิ จู นเ์ หตุ
ทต่ี นเลอื่ มใสอยา่ งยง่ิ ในพระผู้มีพระภาค เหตุเกดิ ของพระสตู รน้ี จดั อยูใ่ นประเภท ปรชั ฌาสยะ
๗.๓ รปู แบบของพระสูตร
จฬู หัตถิปโทปมสูตร มี ๒ ตอน ๒ รูปแบบ คอื ตอนแรก ขอเรียกว่า ภาคอทุ เทส เป็น
การสนทนาระหว่างชาณุสโสณิพราหมณก์ บั ปโิ ลตกิ ปริพาชก
ตอนท่ี ๒ ขอเรียกวา่ ภาคนทิ เทส เปน็ บรรยายโวหารแบบมอี ุปมาอปุ ไมย
200 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๗.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
ภาคอุทเทส (วาทะของปโิ ลตกิ ปริพาชก)
ชาณุสโสณิพราหมณ์น่ังรถขาวออกจากกรุงสาวัตถี เห็นปิโลติกปริพาชกเดินสวนทาง
มาจงึ หยดุ รถทักทายปราศรัยมีใจความดงั น้ี
(ชาณสุ โสณถิ าม ปโิ ลตกิ ปริพาชกตอบ)
ถาม มาจากไหนแต่ยงั วันเชียว
ตอบ มาจากส�ำนักท่านพระโคดม
ถาม คงไดเ้ หน็ ความเฉยี บแหลมแหง่ ปญั ญาของทา่ นพระโคดมหรืออยา่ งไร
ตอบ ข้าพเจ้าเป็นใครจึงจะเห็นความเฉียบแหลมแห่งพระปัญญาน้ันได้ ความจริง
ไม่มีใครสามารถเห็นความเฉียบแหลมแห่งพระปัญญานั้นได้ นอกจากท่าน
พระโคดมเอง
ถาม ไฉนจึงสรรเสรญิ ทา่ นพระโคดมอย่างย่ิงเช่นนี้
ตอบ ขา้ พเจา้ ไม่สรรเสรญิ ได้อยา่ งไร ใคร ๆ ก็พากนั สรรเสรญิ กนั วา่ ท่านพระโคดม
ประเสริฐกวา่ เทวดา และมนุษย์ท้ังหลาย
ถาม ท่านเห็นอ�ำนาจประโยชน์อะไร จึงได้เลื่อมใสในท่านพระโคดมอย่างย่ิงใหญ่
ถงึ เพียงนี้
ตอบ เพราะขา้ พเจา้ ไดเ้ หน็ รอยของพระตถาคต ๔ รอย จงึ ตดั สนิ ใจวา่ พระผมู้ พี ระภาค
เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมเป็นธรรมท่ีพระผู้มีพระภาคตรัส
ไว้ดีแล้ว พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้ปฏิบัติดี เหมือนพรานช้าง
เห็นรอยเท้าช้างขนาดใหญ่ทั้งยาวและกว้างในป่าท่ีอยู่ของช้าง จึงตัดสินใจว่า
“ช้างตัวนี้ใหญ่จริงหนอ”
รอยของพระตถาคต ๔ รอย ได้แก่ บัณฑิต ๔ พวก คือ ขตั ติยบณั ฑิต พราหมณบณั ฑิต
คหบดบี ณั ฑติ และสมณบณั ฑติ ผมู้ ปี ญั ญายง่ิ โตต้ อบวาทะของ ผอู้ น่ื ไดป้ ระหนงึ่ ยงิ ขนเนอ้ื ทราย
ก็ไม่พลาด บัณฑิตเหล่านั้นต่างเตรียมวาทะอย่างดีเพ่ือจะโต้ตอบกับท่านพระโคดม แต่เมื่อได้
เขา้ เฝา้ และไดฟ้ งั ธรรมกถาของทา่ นพระโคดม กลบั รา่ เรงิ ดว้ ยธรรมกถานน้ั ไมไ่ ดถ้ ามปญั หาอะไร
ที่เตรียมไว้ ในที่สดุ กย็ อมตนเป็นสาวกของท่านพระโคดม
เมอื่ ปโิ ลตกิ ปรพิ าชกกลา่ วจบ ชาณสุ โสณพิ ราหมณล์ งจากรถหม่ ผา้ เฉวยี งบา่ ประนมมอื
ไปทางทิศที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ เปล่งวาจาแสดงความนอบน้อมว่า นโม ตสฺส ภควโต
อรหโต สมมฺ าสมพฺ ุทฺธสฺส (๓ ครงั้ )
เล่มท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๒ 201
จากนน้ั ไดเ้ ขา้ เฝา้ พระผมู้ พี ระภาคถงึ ทป่ี ระทบั กราบทลู เรอ่ื งทสี่ นทนากบั ปโิ ลตกิ ปรพิ าชก
ใหท้ รงทราบทกุ ประการ
ภาคนิทเทส
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ข้ออุปมาด้วยรอยเท้าช้างของปิโลติกปริพาชกยังไม่สมบูรณ์
แลว้ ทรงอุปมาใหช้ าณุสโสณิพราหมณฟ์ ังว่า
๑. พรานช้างผู้ฉลาด เพยี งแตเ่ ห็นรอยเทา้ ชา้ งขนาดใหญ่ ยาวและกวา้ งเทา่ น้ัน จะไม่
ดว่ นตดั สนิ ใจวา่ “ชา้ งตวั นใ้ี หญจ่ รงิ หนอ” เพราะอาจเปน็ รอยเทา้ ของชา้ งพงั เทา้ ใหญช่ อื่ วามนกิ า
ก็ได้
๒. พรานช้างผู้ฉลาด จึงเดินตามรอยเท้าช้างนั้นไป ก็เห็นรอยเท้าช้าง ขนาดใหญ่
ทั้งยาวทั้งกว้าง และมีรอยเสียดสีกายในที่สูง แต่ไม่ด่วนตัดสินใจว่า “ช้างตัวน้ีใหญ่จริงหนอ”
เพราะอาจเป็นรอยเทา้ ของช้างพัง เทา้ ใหญ่ ตัวสงู โย่ง มีขนายด�ำ ชื่ออุจจากาฬารกิ ากไ็ ด้
๓. พรานช้างผู้ฉลาด จึงเดินตามรอยเท้าช้างนั้นต่อไป ก็เห็นรอยเท้าช้างขนาดใหญ่
ท้งั ยาวทั้งกว้าง มรี อยเสยี ดสีกายในทีส่ งู และมีรอยทีถ่ กู งาแซะขาด ในทีส่ ูง แตไ่ ม่ด่วนตดั สินใจ
วา่ “ชา้ งตวั นใ้ี หญจ่ ริงหนอ” เพราะอาจเป็นรอยเทา้ ของ ช้างพัง เท้าใหญ่ ตวั สงู โยง่ มขี นายตูม
ช่อื อจุ จากเณรกุ าก็ได้
๔. พรานช้างผู้ฉลาด จึงเดินตามรอยเท้าช้างนั้นต่อไป ก็เห็นรอยเท้าช้าง ขนาดใหญ่
ทงั้ ยาวทงั้ กวา้ ง มรี อยเสยี ดสกี ายในทสี่ งู มรี อยทถี่ กู งาแซะขาดในทสี่ งู และมกี งิ่ ไมใ้ นทส่ี งู หกั ลงมา
ท้ังได้เหน็ ช้างนน้ั ที่โคนต้นไม้ หรอื ในท่แี จ้ง ก�ำลงั เดิน ยืน หมอบ หรอื นอนอยู่ จึงตัดสนิ ใจว่า
“ช้างตวั นี้ใหญจ่ รงิ หนอ” ขอ้ นฉี้ ันใด
รอยของพระตถาคตกฉ็ นั นน้ั คอื เม่ือพระตถาคตอรหนั ตสมั มาสมั พทุ ธเจ้า ทรงอุบัตขิ นึ้
ในโลก กุลบตุ รได้ฟังพระธรรมเทศนาแลว้ เกิดความเล่ือมใสออกบวช รักษาศลี มีความสนั โดษ
ส�ำรวมอินทรีย์และมีสติสัมปชัญญะบ�ำเพ็ญเพียรทางใจ ณ เสนาสนะอันสงัดจนละนิวรณ์ ๕
ประการได้ สงัดจากกามและบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน
และจตตุ ถฌาน ซ่ึงแตล่ ะฌาน เรียกวา่ ตถาคตบท (รอยคอื ญาณของพระตถาคต) บ้าง ตถาคต
นิเสวิต (รอยเสียดสีกายคือญาณของพระตถาคต) บ้าง ตถาคตรัญชิต (รอยที่เข้ียวแก้วคือ
ญาณของ พระตถาคตแซะขาด) บ้าง ภิกษุนั้นแม้ได้เห็นรอยทั้ง ๔ รอยน้ีก็ไม่ด่วนตัดสินใจ
ว่า “พระผู้มีพระภาคเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมเป็นธรรมท่ีพระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ดีแล้ว พระสงฆ์สาวกของพระผู้มพี ระภาคเปน็ ผ้ปู ฏิบัติด”ี จนกว่าจะไดบ้ รรลอุ าสวักขย-
202 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
ญาณด้วยตนเอง รู้ชัดว่าหลดุ พน้ แลว้ ชาติสิน้ แล้ว อยู่จบพรหมจรรยแ์ ล้ว ท�ำกจิ ที่ควรท�ำเสรจ็
แลว้ ไมม่ กี ิจอน่ื อกี จงึ ตดั สนิ ใจดงั กลา่ ว เม่อื ตรัสจบชาณุสโสณิประกาศตนเปน็ อบุ าสก
๗.๕ ข้อสงั เกต
ดังได้เคยต้ังข้อสังเกตไว้ในตอนแนะน�ำ ภยเภรวสูตร ข้างต้นว่า ชาณุสโสณิพราหมณ์
เข้ามาเก่ียวข้องกับพระพุทธศาสนาตั้งแต่เมื่อใด และได้เสนอหลักฐาน ที่น่าจะเป็นครั้งแรก
รวมทั้งเสนอแนะให้มาดูที่พระสูตรนี้ด้วยน้ัน เมื่อได้อ่านโดยตลอดแล้ว เห็นว่าเป็นไปได้มาก
ที่จะถือว่าคร้ังน้ีเป็นคร้ังแรก ประเด็นส�ำคัญท่ีขอให้สังเกตคือ ข้อความในข้อ ๒๙๐ คือ
หลังจากเปลง่ วาจา กล่าวนโม ๓ ครง้ั แลว้ ชาณสุ โสณพิ ราหมณค์ ดิ วา่
“ท�ำอย่างไรหนอ เราจะได้พบพระสมณโคดมน้ันสักคร้ังหน่ึง ท�ำอย่างไรจึงจะได้
สนทนาปราศรยั (กับพระสมณโคดม) บ้าง”
เน้ือหาของพระสูตรนี้ช้ีให้เห็นความเฉียบแหลมแห่งพระปัญญาของพระผู้มีพระภาคท่ี
ทรงเสริมอุปมาโวหารของปโิ ลติกปริพาชก ซ่งึ แสดงไว้อยา่ งดแี ลว้ ให้ดวี เิ ศษยง่ิ ขึน้ โดยทรงเน้น
การเหน็ ตวั จรงิ ยงิ่ กวา่ การเหน็ เพียงรอย
๘. มหาหตั ถิปโทปมสูตร
๘.๑ ท่มี าของชื่อ
มหาหัตถิปโทปมสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยอุปมาด้วยรอยเท้าช้าง สูตรใหญ่
ชือ่ นตี้ ั้งตามขอ้ อุปมาในเนอ้ื หาของพระสูตร คอื เปรียบเทยี บอรยิ สัจกบั รอยเท้าช้าง
๘.๒ ที่มาของพระสตู ร
พระสูตรนี้ ท่านพระสารีบุตรแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ขณะพักอยู่ ณ พระเชตวัน
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี เหตุเกิดของพระสูตรนี้ จัดอยู่ในประเภท
ปรัชฌาสยะ
๘.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รูปแบบของมหาหตั ถิปโทปมสูตร เป็นบรรยายโวหารแบบมีอุปมาอปุ ไมยและมีค�ำถาม
แบบถามเอง-ตอบเองผสม
เล่มท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๒ 203
๘.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
๑. ท่านพระสารีบุตรกล่าวกับภิกษุทั้งหลายที่มาพบว่า รอยเท้าสัตว์ทั้งหลายในโลก
รวมลงในรอยเทา้ ชา้ งได้ ชาวโลกถอื วา่ รอยเทา้ ชา้ งเปน็ ยอดของรอยเทา้ เหลา่ นน้ั เพราะรอยเทา้
ช้างใหญก่ ว่า ฉนั ใด กศุ ลธรรมท้งั หลายนบั เข้าในอรยิ สจั ๔ ฉันน้ัน
๒. ตอ่ จากนั้นไดอ้ ธิบายว่า อริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกขอริยสจั ทกุ ขสมทุ ยอริยสจั ทกุ ขนโิ รธ
อริยสัจ และทุกขนโิ รธคามินปี ฏปิ ทาอรยิ สจั แตอ่ ธบิ ายรายละเอยี ดเฉพาะทกุ ขอริยสัจเทา่ นัน้
๓. อธิบายมหาภูตรปู แตล่ ะอย่างโดยละเอียด โดยชปี้ ระเด็นไปที่ทุกขเวทนาจากผสั สะ
อนั เนอ่ื งมาจากมหาภตู รปู แตล่ ะอยา่ ง เชน่ ปฐวธี าตมุ ี ๒ อยา่ ง คอื ปฐวธี าตุ ภายใน และปฐวธี าตุ
ภายนอก ปฐวีธาตภุ ายใน เช่น ผม ขน เลบ็ ฟนั หนงั บัณฑิตควรเห็นปฐวีธาตตุ ามความเป็นจริง
ดว้ ยปญั ญาอันชอบอย่างนว้ี ่า “นัน่ ไม่ใช่ของเรา เราไม่เปน็ น่นั นน่ั ไม่ใช่อตั ตาของเรา” เมอ่ื เหน็
อย่างนี้ ย่อมเบื่อหนา่ ยในปฐวธี าตุ และท�ำจติ ให้คลายก�ำหนัดจากปฐวี
เวลาท่ีอาโปธาตุภายนอกก�ำเริบ ปฐวีธาตุภายนอกจะอันตรธานไป ปฐวีธาตุภายนอก
ซ่ึงใหญ่ถึงเพียงนั้นยังปรากฏเป็นของไม่เที่ยง มีความส้ินไป เส่ือมไป แปรผันไปได้ ไฉนกาย
ซงึ่ ตงั้ อยชู่ วั่ เวลาเลก็ นอ้ ยนที้ ถี่ กู ตณั หาเขา้ ยดึ ถอื วา่ “เรา” วา่ “ของเรา” วา่ “มเี รา” จกั ไมป่ รากฏ
เป็นของไมเ่ ที่ยงเล่า
เม่ือถูกด่า บริภาษ เกรี้ยวกราด เบียดเบียน ถ้าภิกษุน้ันรู้ชัดอย่างนี้ว่า “ทุกขเวทนา
อันเกิดจากโสตสัมผัสนี้ เกิดข้ึนแก่เราแล้ว แต่ทุกขเวทนาน้ันอาศัย เหตุจึงเกิดข้ึนได้ ไม่อาศัย
เหตุก็เกิดข้ึนไม่ได้ ทุกขเวทนาอาศัยอะไรจึงเกิดขึ้นได้ ทุกขเวทนาอาศัยผัสสะจึงเกิดขึ้นได้
เม่ือภิกษุพิจารณาเห็นว่า ผัสสะไม่เท่ียง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารท้ังหลาย
ไมเ่ ที่ยง วญิ ญาณไมเ่ ท่ยี ง จิตของเราจะผอ่ งใส ด�ำรงม่นั และน้อมไปในอารมณ์ คือธาตนุ ้นั
หากชนเหลา่ อ่ืนพยายามจะท�ำร้ายภกิ ษนุ ้นั ดว้ ยประการตา่ ง ๆ ให้นึกถงึ พระพุทโธวาท
ที่ว่าด้วยอปุ มาดว้ ยเลอื่ ย (ในกกจปู มสูตรทีแ่ นะน�ำมาแลว้ ) จะระงบั ความโกรธได้
ค�ำอธบิ ายธาตอุ ืน่ ๆ กม็ ีนัยเดยี วกนั นี้
๔. เม่ืออธิบายมหาภูตรูปจบ ท่านกล่าวสรุปไว้ในตอนท้ายว่า พระผู้มีพระภาคตรัสไว้
ว่า ผใู้ ดเหน็ ปฏิจจสมุปบาท ผนู้ ้ันชื่อวา่ เหน็ ธรรม ผูใ้ ดเห็นธรรม ผู้น้ันช่อื วา่ เห็นปฏจิ จสมปุ บาท
อุปาทานขนั ธ์ ๕ ประการนี้ ชือ่ วา่ ปฏิจจสมุปปันนธรรม ความพอใจ ความอาลยั ความยินดี
ความช่ืนชอบในอุปาทานขันธ์ ๕ ประการน้ี ชื่อว่า ทุกขสมุทัย การก�ำจัดความก�ำหนัดด้วย
อ�ำนาจความพอใจ การละความก�ำหนัดด้วยอ�ำนาจความพอใจในอุปาทานขันธ์ ๕ ประการน้ี
ช่อื ว่าทกุ ขนโิ รธ ดว้ ยเหตุเพียงเท่านี้ ภิกษุได้ช่ือวา่ ท�ำตามค�ำสอนของพระผมู้ ีพระภาคแล้ว
204 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
แนวค�ำอธิบายอาจแสดงด้วยแผนภมู ิดังน้ี
ทุกขอริยสจั
อุปาทานขนั ธ
รปู ูปาทานขนั ธ เวทนูปาทานขนั ธ สัญูปาทานขันธ สงั ขารปู าทานขนั ธ วญิ ญาณปู าทานขนั ธ
มหาภตู รปู อปุ าทานขนั ธ
ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ
๘.๕ ข้อสงั เกต
ขอให้สังเกตว่าในพระสูตรก่อนหน้านี้ กล่าวถึงการอุปมาด้วยรอยเท้าช้างเหมือนกับ
พระสูตรน้ี แต่เรียกพระสูตรนั้นว่า สูตรเล็ก (จูฬหัตถิปโทปมสูตร) และเรียกพระสูตรน้ีว่า
สตู รใหญ่(มหาหตั ถปิ โทปมสตู ร) ถา้ จะถามวา่ ท�ำไมจงึ เรยี ก อยา่ งนนั้ ทง้ั ๆ ทใ่ี นพระสตู รกอ่ นหนา้ นี้
เปรียบเทียบรอยของพระตถาคตด้วย รอยเท้าช้าง ในพระสูตรนี้เปรียบเทียบอริยสัจ ๔
ด้วยรอยเท้าช้าง นา่ จะเรยี ก พระสูตรนนั้ ว่า สตู รใหญ่ และเรยี กพระสตู รนวี้ า่ สูตรเลก็ จึงจะ
ถูกต้อง คือ ยก พระพุทธสูงกว่าพระธรรม การท่ีท่านเรียกเช่นน้ี น่าจะมีเหตุผลเป็นอย่างอ่ืน
ขอใหพ้ ิจารณาดูเนือ้ หาตอ่ ไป
ท่านพระสารีบุตรแสดงพระสูตรน้ีอย่างละเอียดพิสดาร โดยเฉพาะค�ำอธิบายเรื่องธาตุ
๔ ทด่ี �ำเนนิ ตามแนวอรยิ สจั ๔ คงหาอ่านทอี่ ื่นได้ยากมาก วธิ ีการแสดงเป็นแบบฉบบั ของทา่ น
คือ ยกหัวข้อธรรมข้อใดข้อหนึ่งข้ึนต้ังเป็นอุทเทสแล้วอธิบายความหมาย แบ่งย่อยตามหมวด
ธรรมน้ัน ๆ และน�ำไปเช่ือมโยงกับหมวดธรรมอื่น ๆ ที่เก่ียวข้องเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ฟัง
ตามท่ที า่ นตง้ั เป้าหมายไว้
เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๒ 205
ค�ำอุทเทสของท่านในท่ีน้ี คือ กุศลธรรมทั้งหลายทั้งสิ้นรวมลงในอริยสัจ ๔ เหมือน
รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายทงั้ สน้ิ ในโลก รวมลงในรอยเท้าชา้ ง ซึง่ แปลกดี เพราะท่ีเราทราบกัน
พระผูม้ ีพระภาคทรงเปรียบไวว้ ่าพระธรรมท้งั หมดที่ตรัสสอนรวมลงในค�ำว่า “อปั ปมาทธรรม”
คอื ความไมป่ ระมาท เหมือนรอยเท้าของสัตว์ท้งั หมดรวมลงในรอยเท้าช้าง
สว่ นเปา้ หมายของทา่ น คือ ทุกขอรยิ สัจ โดยเนน้ ให้เหน็ สภาวะทเ่ี ปน็ ทกุ ข์ เหตุเกิดแหง่
ทกุ ข์ และความดับแหง่ ทุกข์
ความยิ่งใหญ่แห่งพระธรรมที่ท่านน�ำมาแสดงด้วยวิธีการพิเศษนี้กระมังเป็นท่ีมาของ
ชอื่ วา่ มหาหัตถปิ โทปมสตู ร
๙. มหาสาโรปมสตู ร
๙.๑ ท่ีมาของช่ือ
มหาสาโรปมสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยอุปมาด้วยแก่นไม้ สูตรใหญ่ ช่ือนี้
ต้งั ตามข้ออุปมาในเนื้อหาของพระสตู ร
๙.๒ ท่มี าของพระสูตร
พระสตู รน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกภ่ กิ ษทุ ง้ั หลาย ขณะประทบั อยู่ ณ ภเู ขาคชิ ฌกฏู
เขตกรุงราชคฤห์ โดยทรงปรารภพระเทวทัต ท�ำลายสงฆ์และท�ำให้พระบาทของพระองค์ห้อ
พระโลหิต เหตุเกดิ ของพระสตู รนี้ จัดอยใู่ นประเภท อัตถปุ ปัตติกะ
๙.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รูปแบบของมหาสาโรปมสูตรเปน็ บรรยายโวหารแบบมอี ปุ มาอุปไมย
๙.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
พระผู้มีพระภาคทรงเปรียบเทียบการประพฤติพรหมจรรย์กับการแสวงหาแก่นไม้ให้
ภิกษุท้ังหลายฟงั ดังนี้
๑. กุลบุตรบางคนออกบวชด้วยศรัทธา ท�ำให้มีลาภสักการะ และความสรรเสริญ
เกดิ ขน้ึ แลว้ ปลม้ื ใจและรสู้ กึ สมหวงั เทย่ี วยกตนขม่ ผอู้ น่ื ดว้ ยลาภสกั การะและความสรรเสรญิ นน้ั
จึงมัวเมา ลืมตัว ประมาท และอยู่เป็นทุกข์ ทรงเรียกพรหมจรรย์ของ ผู้นั้นว่า “กิ่งและใบ
206 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปิฎก
แห่งพรหมจรรย์” เหมือนคนท่ีต้องการแก่นไม้ เท่ียวหาไม้ในป่า พบต้นไม้ใหญ่มีแก่น กระพี้
เปลอื ก และสะเก็ด แตก่ ลับตดั เอาแต่กิ่งและใบมา เพราะเขา้ ใจว่าเปน็ แก่นไม้ จึงไมอ่ าจใชท้ �ำ
ประโยชนอ์ ะไรตามท่ตี ้องการได้
๒. กุลบุตรบางคนออกบวชด้วยศรัทธา ท�ำให้มีลาภสักการะและความสรรเสริญ
เกิดขึ้น ก็ไม่ปลื้มใจ ไม่รู้สึกสมหวัง จึงไม่มัวเมาประมาท ไม่ยกตนข่มผู้อื่นด้วย ลาภสักการะ
และความสรรเสริญนน้ั ม่งุ มนั่ รกั ษาศลี จนสมบูรณ์แลว้ ปลื้มใจและรสู้ กึ สมหวงั เที่ยวยกตนข่ม
ผู้อื่นด้วยความสมบูรณ์แห่งศีลนั้น จึงมัวเมา ลืมตัว ประมาท และอยู่เป็นทุกข์ ทรงเรียก
พรหมจรรย์ของผู้น้ันว่า “สะเก็ดแห่งพรหมจรรย์” เหมือนคนท่ีต้องการแก่นไม้เที่ยวหาไม้ใน
ป่า พบไมต้ น้ ใหญ่ มีแก่น กระพี้ และเปลือก แต่กลบั ถากเอาสะเกด็ ไมน้ นั้ มาเพราะเขา้ ใจว่าเป็น
แก่นไม้ จงึ ไมอ่ าจใชท้ �ำประโยชน์อะไรทตี่ ้องการได้
๓. กุลบุตรบางคนออกบวชด้วยศรัทธา ท�ำให้มีลาภสักการะและความสรรเสริญ
เกิดข้ึน ก็ไม่ปล้ืมใจ ไม่รู้สึกสมหวังและทั้งรักษาศีลจนสมบูรณ์ก็ไม่ปลื้มใจ ไม่รู้สึก สมหวัง...
มงุ่ มน่ั เจรญิ สมาธจิ นสมบรู ณแ์ ลว้ ปลม้ื ใจและรสู้ กึ สมหวงั เทยี่ วยกตนขม่ ผอู้ น่ื ดว้ ยความสมบรู ณ์
แห่งสมาธินั้น จึงมัวเมา ลืมตัว ประมาทและอยู่เป็นทุกข์ ทรงเรียกพรหมจรรย์ของผู้นั้นว่า
“เปลือกแหง่ พรหมจรรย์” เหมือนคนทีต่ อ้ งการ แกน่ ไม้ .. ถากเปลือกไมน้ น้ั มาเพราะเข้าใจวา่
เป็นแก่นไม้ ..
๔. กุลบุตรบางคนออกบวชด้วยศรัทธา ท�ำให้มีลาภสักการะและความสรรเสริญ
เกดิ ข้นึ กไ็ มป่ ลม้ื ใจ ไมร่ สู้ ึกสมหวงั รกั ษาศีลจนสมบูรณ์ กไ็ มป่ ลืม้ ใจไม่ร้สู ึกสมหวัง และเจริญ
สมาธิจนสมบรู ณ์ก็ไม่ปล้มื ใจ ไมร่ ู้สึกสมหวัง ... มงุ่ มั่นเจรญิ วิปัสสนาจนท�ำให้เกิดญาณทัสสนะ
ขึ้นได้ส�ำเร็จ แล้วปลื้มใจและรู้สึกสมหวัง เท่ียวยกตนข่มผู้อื่นด้วยญาณทัสสนะนั้น จึงมัวเมา
ลมื ตวั ประมาท และอยูเ่ ปน็ ทกุ ข์ ทรงเรียกว่า “ กระพ้แี ห่งพรหมจรรย์” เหมือนคนท่ีต้องการ
แก่นไม้ ...ถากกระพ้ขี องไม้นน้ั น�ำมา เพราะเขา้ ใจว่าเปน็ แก่นไม้...
๕. กุลบุตรบางคนออกบวชด้วยศรัทธา ท�ำให้มีลาภสักการะและความสรรเสริญ
เกดิ ข้ึน ก็ไม่ปลม้ื ใจ ไม่รู้สกึ สมหวงั รักษาศีลจนสมบรู ณ์ก็ไมป่ ลืม้ ใจ ไม่รสู้ ึกสมหวัง เจรญิ สมาธิ
จนสมบูรณ์ก็ไม่ปล้ืมใจ ไม่รู้สึกสมหวัง และเจริญวิปัสสนาจนท�ำให้ญาณทัสสนะเกิดข้ึน
ก็ไมป่ ลื้มใจ ไมร่ สู้ กึ สมหวัง .. มุ่งมั่น เจรญิ วปิ ัสสนาจนท�ำให้ อสมยวโิ มกข์ (คือโลกตุ ตรธรรม ๙
ได้แก่มรรค ๔ ผล ๔ และนิพพาน) เกิดขึ้น ซึ่งทรงเรียกว่า “แก่นแห่งพรหมจรรย์” เหมือน
คนทตี่ อ้ งการแกน่ ไม้ ร้จู ักแกน่ ไม้ ตดั แกน่ ไมม้ าใช้ประโยชน์ได้ส�ำเรจ็
๖. ทรงสรุปว่า พรหมจรรย์นี้ไม่ใช่มีลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นผลท่ี
มุ่งหมาย ไม่ใช่มีความสมบูรณ์แห่งศีลเป็นผลที่มุ่งหมาย ไม่ใช่มีความสมบูรณ์แห่งสมาธิเป็น
เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๒ 207
ผลท่ีมุ่งหมาย และไม่ใช่มีญาณทัสสนะเป็นผลท่ีมุ่งหมาย แต่มีเจโตวิมุตติ เป็นผลท่ีมุ่งหมาย
เปน็ แก่น เปน็ ท่ีสุด
๙.๕ ข้อสงั เกต
พระธรรมเทศนาหรือพระพุทธภาษิตท่ีทรงแสดงโดยทรงปรารภพระเทวทัตมีเป็น
จ�ำนวนมาก รวมทง้ั พระสตู รน้ีดว้ ย ในจ�ำนวนน้ันมีพระพทุ ธภาษิตบทหน่งึ ทร่ี ู้จักดี คอื
สักการะยอ่ มฆ่าบุรษุ ช่วั
เหมือนผลกลว้ ยฆ่าตน้ กลว้ ย
ขุยไผ่ฆา่ ต้นไผ่ ดอกอ้อฆา่ ต้นออ้
ลูกม้าอสั ดรฆา่ แมม่ ้า ฉะนนั้
(สํ.ส. (แปล) ๑๕/๑๘๓/๒๕๔, สํ.นิ (แปล) ๑๖/๑๘๔/๒๘๕)
เม่ือพระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบ ณ ริมสระโบกขรณีหน้าพระเชตวัน พระผู้มีพระภาค
ทรงพยากรณ์ไว้วา่
๑. เทวทัตมจี ติ ถกู ลาภสักการะครอบง�ำ ย�ำ่ ยแี ลว้ จักเกดิ ในอบาย ตกนรกอยตู่ ลอดกัป
เยียวยาไม่ไหว
๒. เทวทัตมีจิตถูกความเส่ือมลาภครอบง�ำ ย่�ำยีแล้ว จักเกิดในอบาย ตกนรกอยู่
ตลอดกปั เยียวยาไม่ไหว
๓. เทวทัตมีจิตถูกยศครอบง�ำ ย่�ำยีแล้ว จักเกิดในอบาย ตกนรก ตลอดกัป เยียวยา
ไม่ไหว
๔. เทวทัตมีจิตถูกความเส่ือมยศครอบง�ำ ย่�ำยีแล้ว จักเกิดในอบาย ตกนรกอยู่
ตลอดกปั เยียวยาไมไ่ หว
๕. เทวทัตมีจิตถูกสักการะครอบง�ำ ย่�ำยีแล้ว จักเกิดในอบาย ตกนรกอยู่ตลอดกัป
เยียวยาไมไ่ หว
๖. เทวทัตมีจิตถูกความเสื่อมสักการะครอบง�ำ ย่�ำยีแล้ว จักเกิดในอบาย ตกนรกอยู่
ตลอดกัป เยียวยาไม่ไหว
๗. เทวทัตมีจิตถูกความปรารถนาชั่วครอบง�ำ ย่�ำยีแล้ว จักเกิดในอบาย ตกนรกอยู่
ตลอดกปั เยียวยาไม่ไหว
๘. เทวทัตมีจิตถูกความเป็นมิตรชั่วครอบง�ำ ย่�ำยีแล้ว จักเกิดในอบาย ตกนรกอยู่
ตลอดกปั เยยี วยาไม่ไหว
(อง.ฺ อฏฺ ก. (แปล) ๒๓/๗/๒๐๗)
208 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
เนื้อหาในพระสูตรน้ีมีสาระดีมาก คือทรงเน้นเป้าหมายของพรหมจรรย์ว่าไม่ใช่ลาภ
สกั การะ ไมใ่ ชเ่ พยี งแตม่ ศี ลี สมาธิ ปญั ญา (ญาณทสั สนะ) แตต่ อ้ งปฏบิ ตั เิ พอ่ื ใหบ้ รรลพุ ระนพิ พาน
ซึ่งทรงเรียกว่าแกน่ แท้แห่งพรหมจรรย์
๑๐. จฬู สาโรปมสตู ร
๑๐.๑ ท่มี าของช่อื
จูฬสาโรปมสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยอุปมาด้วยแก่นไม้ สูตรเล็ก ช่ือน้ีต้ังตาม
ข้ออปุ มาในเนื้อหาของพระสูตร
๑๐.๒ ท่มี าของพระสูตร
พระสตู รนี้ พระผมู้ พี ระภาคตรสั แกป่ งิ คลโกจฉพราหมณ์ ขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยทรงปรารภค�ำถามของพราหมณ์ เหตุเกิด
ของพระสตู รนี้ จดั อยู่ในประเภท ปุจฉาวสกิ ะ
๑๐.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของจูฬสาโรปมสูตร เปน็ บรรยายโวหารแบบมอี ปุ มาอุปไมย
๑๐.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
๑. ปิงคลโกจฉพราหมณ์ทูลถามว่า ครูปูรณะ กัสสปะ ครูมักขลิ โคสาล ครูอชิตะ
เกสกัมพล ครูปกุธะ กัจจายนะ ครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร ครูนิครนถ์ นาฏบุตร เป็นเจ้าหมู่
เจา้ คณะ เปน็ คณาจารยม์ ีชื่อเสียงไดร้ ับยกย่องว่าเปน็ คนดี ครเู หล่านีร้ ูจ้ ริงตามท่ปี ฏญิ ญา หรือ
ไมร่ ้จู ริง หรอื บางพวกรู้ บางพวกไมร่ ู้
๒. พระผมู้ พี ระภาคตรสั ตอบวา่ อยา่ ไปสนใจพวกนน้ั เลย ถา้ อยากฟงั ธรรม จะแสดงใหฟ้ งั
เม่ือพราหมณ์กราบทูลว่าจะฟัง จึงทรงแสดงธรรมอุปมาด้วยแก่นไม้คล้ายมหาสาโรปมสูตร
ต่างแต่ในท่ีนี้ทรงยกอุปมาข้ึนก่อนแล้วทรงเปรียบกับกุลบุตรผู้ออกบวชด้วยศรัทธา นี้เป็น
ข้อแตกตา่ งประการที่ ๑ ขอ้ แตกต่างประการที่ ๒ คอื ตัง้ แต่ตอนที่ ๒ เป็นตน้ ไป เพม่ิ ขอ้ ความวา่
“สร้างฉันทะ พยายามเพือ่ ท�ำให้ แจง้ ธรรมอืน่ อนั ยิ่งและประณตี กวา่ (เชน่ ...ประณีตกวา่ ลาภ
สักการะและความสรรเสริญ) ท้งั เปน็ ผู้มคี วามประพฤติไม่ย่อหย่อนไมท่ ้อถ่อย ...”
เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๒ 209
ขอ้ แตกตา่ งประการที่ ๓ คอื ธรรมท่เี ป็นแกน่ แท้แห่งพรหมจรรยซ์ ่งึ ย่ิงและประณีตกวา่
ญาณทัสสนะ ได้แก่ รูปฌาน ๔ อรปู ฌาน ๔ และสญั ญาเวทยิตนิโรธ (สมาบตั ทิ ี่ดับสัญญาและ
เวทนา) ซึง่ ย่ิงและประณีตกว่าญาณทัสสนะมาตามล�ำดบั แต่ในตอนสรุป ทรงเรยี กเจโตวมิ ตุ ติ
ว่าเปน็ แก่นแท้แห่งพรหมจรรย์ เหมือนในมหาสาโรปมสูตร
๑๐.๕ ขอ้ สังเกต
ขอใหส้ งั เกตวา่ พราหมณท์ ลู ถามวา่ ครทู งั้ ๖ คน รจู้ รงิ ตามทปี่ ระกาศหรอื ไม่ พระผมู้ พี ระภาค
ตรัสตอบวา่ อยา่ ไปสนใจเร่อื งนั้นเลย ถ้าจะฟงั ธรรม พระองคจ์ ะแสดงใหฟ้ ังแลว้ ตรสั พระสตู รนี้
ดูเผิน ๆ เห็นว่าทรงตอบไม่ตรงประเด็นค�ำถาม แต่ถ้าพิจารณาให้ดีจะพบว่า ที่ไม่ทรงตอบ
ค�ำถามนั้น เพราะไม่เป็นประโยชน์ ไม่ท�ำให้พ้นทุกข์ การแสวงหาค�ำตอบเช่นน้ีก็เหมือนกับ
คนต้องการแก่นไม้ ไม่รู้จัก แก่นไม้ และแม้ครูทั้ง ๖ คน ก็ไม่รู้จริงเหมือนคนต้องการแก่นไม้
เช่นกัน จงึ ทรง แสดงเร่อื งแก่นแหง่ พรหมจรรย์เปรียบด้วยแกน่ แห่งตน้ ไม้ให้ฟังซ่งึ ท�ำใหเ้ กดิ ผล
ดงั ที่ทรงประสงค์ เพราะเม่ือทรงแสดงจบลง ปิงคลโกจฉพราหมณเ์ กิดความเลื่อมใส ประกาศ
ตนเป็นอบุ าสกผูถ้ ึงพระรตั นตรยั ตลอดชวี ิต
210 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
มหายมกวรรค
มหายมกวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยธรรมเป็นคู่ หมวดใหญ่ ช่ือวรรคตั้งตามสาระ
ส�ำคัญของพระสูตรทกุ สตู รในวรรคน้ีซ่งึ มีทง้ั หมด ๑๐ สูตร จัดเรียงไว้เปน็ คู่ ๆ จ�ำนวน ๕ คู่ คือ
๑. จูฬโคสิงคสตู ร คกู่ บั มหาโคสงิ คสตู ร
๒. มหาโคปาลกสูตร คกู่ บั จูฬโคปาลกสตู ร
๓. จฬู สัจจกสูตร คกู่ ับมหาสัจจกสตู ร
๔. จฬู ตัณหาสงั ขยสูตร คกู่ ับมหาตัณหาสังขยสตู ร
๕. มหาอสั สปุรสูตร คู่กับจฬู อสั สปรุ สูตร
แตล่ ะคู่มีสาระส�ำคัญเก่ียวข้องกัน ดังมีสาระส�ำคัญต่อไปนี้
๑. จฬู โคสิงคสตู ร
๑.๑ ท่ีมาของชอ่ื
จูฬโคสิงคสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยเหตุการณ์ในป่าโคสิงคสาลวัน สูตรเล็ก
(คู่กับมหาโคสิงคสูตรท่ีแปลว่า พระสูตรว่าด้วยเหตุการณ์ในป่าโคสิงคสาลวัน สูตรใหญ่)
ช่ือน้ีต้งั ตามช่อื สถานทีท่ ่แี สดงพระสูตรนี้
๑.๒ ท่ีมาของพระสตู ร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระนันทิยะ และ
ทา่ นพระกมิ ิละ (กิมพิละ) ท่ปี า่ โคสิงคสาลวัน แคว้นวชั ชี แตใ่ นตอนท้าย ทรงแสดงแกย่ กั ษ์ชอ่ื
ทฆี ปรชน ณ ต�ำหนักอิฐในหมบู่ า้ นชือ่ นาทกิ คาม แควน้ วัชชี
ในนิทานวจนะของพระสูตรนี้ ท่านพระอานนท์เล่าไว้ว่าขณะที่เสด็จไปประทับ
ณ ต�ำหนักอิฐในนาทิกคามน้ัน ได้เสด็จไปเยี่ยมท่านพระอนุรุทธะกับพระเถระอีก ๒ รูป ท่ี
ป่าโคสิงคสาลวัน ซ่ึงอรรถกถาอธิบายเพิ่มเติมว่า เสด็จไปทรงยกย่องธรรม คือสามัคคีรสของ
พระเถระทง้ั ๓ รปู (ม.ม.ู อ. ๒/๓๒๕/๑๔๓) เหตเุ กดิ ของพระสตู รนี้ จดั อยใู่ นประเภท ปรชั ฌาสยะ
๑.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รปู แบบของจูฬโคสงิ คสูตร เปน็ การสนทนาธรรมแบบถาม-ตอบ
เล่มที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๒ 211
๑.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จไปถึงป่าโคสิงคสาลวัน พระเถระทั้ง ๓ รูปได้รับเสด็จ
และชว่ ยกนั ปฏบิ ตั ริ บั ใชอ้ ยา่ งดี หลงั จากประทบั นงั่ บนพทุ ธอาสนท์ ปี่ ลู าดถวายแลว้ การสนทนา
ธรรมได้เร่ิมขน้ึ โดยพระผู้มพี ระภาคเป็นผถู้ าม พระเถระทั้ง ๓ รปู เป็นผู้ตอบ มีใจความดังน้ี
ถาม ยงั สบายดีหรือ ยังพออยูไ่ ดห้ รือ บิณฑบาตไมล่ �ำบากหรอื
ตอบ ยังสบายดี พออยไู่ ด้ บิณฑบาตไม่ล�ำบาก พระพทุ ธเจา้ ข้า
ถาม ยงั พร้อมเพรยี งกัน ชื่นชมกนั ไม่ววิ าทกนั (เขา้ กนั ได)้ เหมือนน้�ำนมกับน้ำ�
มองกนั ด้วยนัยนต์ าทเี่ ป่ยี มดว้ ยความรักอยหู่ รอื
ตอบ อยา่ งน้ัน พระพทุ ธเจา้ ขา้
ถาม ท�ำไดอ้ ยา่ งไร
ตอบ ข้าพระองคค์ ดิ ว่าเป็นลาภของเราหนอ ทม่ี เี พ่ือนพรหมจารเี ช่นนี้ จงึ ตง้ั เมตตา
กายกรรม เมตตาวจีกรรม และเมตตามโนกรรมตอ่ กันทั้งตอ่ หนา้ และลบั หลงั
ไมท่ �ำอะไรตามใจตน คอยนกึ ถงึ ใจของผอู้ นื่ แมก้ ายตา่ งกนั แตค่ วามคดิ นกึ ของ
ขา้ พระองคเ์ ปน็ อย่างเดียวกัน พระพุทธเจ้าข้าตรสั ชมเชยว่าดแี ลว้ ชอบแลว้
ถาม เธอทงั้ หลายไมป่ ระมาท มคี วามเพยี ร อทุ ิศกายและใจอยู่หรอื
ตอบ อย่างนนั้ พระพุทธเจ้าขา้
ถาม ท�ำอย่างไร
ตอบ ข้าพระองค์ (ต่างปฏิบัติต่อกันดังนี้) รูปท่ีกลับจากบิณฑบาตก่อน จะต้อง
ปลู าดอาสนะ ต้งั น�้ำใชน้ ้�ำฉันไว้ ตัง้ ถาดส�ำรับไว้ รูปทกี่ ลบั จากบณิ ฑบาตทหี ลัง
ถ้ามีบิณฑบาตเหลือจะฉันก็ได้ ถ้าไม่ประสงค์จะฉัน ก็น�ำบิณฑบาตนั้นไปท้ิง
ในท่ีควรท้ิง เก็บอาสนะ เก็บน้�ำใช้น้�ำฉัน เก็บถาดส�ำรับไว้ที่เก็บ กวาดโรง
อาหาร รูปทเี่ ห็นหม้อนำ้� ใช้หม้อนำ�้ ฉนั หรือหมอ้ น้�ำช�ำระว่างเปล่า ก็น�ำไปตัง้ ไว้
ถ้ารปู เดยี วยกไม่ไหว กช็ ว่ ยกันยกโดยไมต่ ้องออกปากขอรอ้ งกนั และทุก ๕ วนั
จะน่ังประชุมสนทนาธรรมกันตลอดคนื
ตรสั ชมเชยว่าดแี ลว้ ชอบแล้ว
ถาม ได้บรรลุคุณวิเศษอะไรบา้ ง
ตอบ ได้บรรลุรูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ และสญั ญาเวทยติ นิโรธ
พระพุทธเจ้าตรัสชมเชยว่าดีแล้ว ชอบแล้ว ไม่มีญาณทัสสนะใดประณีตย่ิงกว่า
สัญญาเวทยิตนโิ รธนีแ้ ลว้
212 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
เม่ือพระผู้มีพระภาคเสด็จกลับจากป่าโคสิงคสาลวันมาประทับ ณ ต�ำหนักอิฐ ยักษ์
ชื่อทีฆปรชนได้เข้าเฝ้าและกราบทูลว่า เป็นลาภของชาววัชชีที่พระผู้มีพระภาคมาประทับ
และพระเถระท้งั ๓ รูปนัน้ มาพกั อาศัย ค�ำกราบทูลน้ีได้รับการถ่ายทอดต่อ ๆ กนั ไปจากพวก
เทพช้ันจาตุมหาราชจนถงึ พรหมโลกเพียงครูเ่ ดียว
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสยืนยันกับทีฆปรชนว่า พระเถระทั้ง ๓ รูป ออกบวชจาก
ตระกลู ใด หมบู่ า้ นใด นิคมใด นครใด และแคว้นใด ถ้าคนในตระกลู นัน้ หมูบ่ า้ นนนั้ นคิ มนัน้
นครนนั้ และแควน้ นน้ั มใี จเลอื่ มใส ระลกึ ถงึ พระเถระท้งั ๓ รปู น้ี กจ็ ะเปน็ ไปเพือ่ ประโยชน์สุข
ตลอดกาลนาน
ถ้ากษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ทั้งปวงมีจิตเล่ือมใสระลึกถึงพระเถระทั้ง ๓ รูปนี้
ก็จะเปน็ ไปเพ่อื ประโยชน์สุขตลอดกาลนาน ถ้ามนษุ ย์ เทวดา มาร พรหม และหมสู่ ตั ว์ทัง้ ปวง
มีจติ เลอ่ื มใสระลึกถงึ พระเถระท้งั ๓ รปู น้ี กจ็ ะเป็นไปเพ่ือประโยชน์สขุ ตลอดกาลนาน
ทรงให้เหตุผลว่า เพราะพระเถระท้ัง ๓ รูปนี้ ปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูล แก่คน
หมู่มาก เพอ่ื สขุ แก่คนหมมู่ าก เพ่อื อนเุ คราะห์ชาวโลก เพอ่ื ประโยชนเ์ กือ้ กลู เพือ่ สขุ แกเ่ ทวดา
และมนษุ ยท์ ้งั หลาย
๑.๕ ข้อสงั เกต
ค�ำวา่ โคสงิ คสาลวนั ซง่ึ เปน็ ทม่ี าของชอื่ พระสตู รนใ้ี นภาษาบาลใี ชว้ า่ โคสงิ คฺ สาลวนทาย
มาจากค�ำ โค + สงิ คฺ + สาล + วน + ทาย โค ใช้ทับศพั ทว์ า่ โค คอื วัว สิงฺค แปลวา่ เขา โคสิงคฺ
จึงแปลวา่ เขาโค สาล ใชท้ ับศัพท์ว่า ตน้ สาละ สว่ นค�ำวา่ วน กบั ทาย แปลวา่ ปา่ เหมือนกนั
ในท่นี ้ีใชท้ ับศพั ท์ ค�ำว่า วน เป็นวนั รวมกบั ค�ำ สาล เปน็ สาลวนั เชน่ เดยี วกับ เชตวน เวฬุวน
ใช้วา่ เชตวนั เวฬวุ ัน คงแปลค�ำทา้ ยวา่ ปา่ รวมทงั้ หมดแปลแบบทับศพั ทว์ ่า ปา่ โคสงิ คสาลวนั
ค�ำน้ี ถา้ แปลทง้ั หมดแปลว่า ปา่ ไมส้ าละชือ่ โคสิงคะ อรรถกถาอธบิ ายความเป็นมาของ
ช่อื น้วี ่า เกดิ จากต้นไม้ใหญ่ตน้ หน่ึงในป่านัน้ ล�ำต้นมลี ักษณะเหมือน เขาโคจึงเปน็ ลกั ษณะเดน่
เป็นนมิ ิตหมายรกู้ นั เลยกลายเป็นชอื่ ป่าไปในที่สุด (ม.ม.ู อ. ๒/๓๒๕/๑๔๓)
ถา้ จะถามว่า ป่านี้มีดีอะไรจงึ ดึงดูดใจให้พระเถระ ๓ รูปไปพ�ำนกั บ�ำเพ็ญสามคั คธี รรม
กันทีน่ น้ั ค�ำตอบมีอยูเ่ รยี บร้อยแล้วในพระสตู รคขู่ องพระสูตรนค้ี ือมหาโคสงิ คสตู ร ท่จี ะแนะน�ำ
ต่อไป
ส่วนเน้ือหาสาระของพระสูตรนี้มี ๒ ตอน ตอนท่ี ๑ ว่าด้วยการปฏิบัติต่อกันแบบ
กายตา่ งกันแตใ่ จเดียวกัน รวมท้ังการปฏิบัติธรรมของพระเถระท้ัง ๓ รูป ทเี่ รียกว่า สามคั คีรส
เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๒ 213
และผลแห่งการปฏิบัติน้ัน ตอนท่ี ๒ ว่าดว้ ยการสดุดีพระเถระ ๓ รูปนน้ั ซ่ึงเปน็ จดุ หมายส�ำคัญ
ท่ที รงแสดงพระสตู รน้ี นั้นคือ ทรงแสดงเพ่อื ยกยอ่ งสามคั ครี ส นนี้ ่นั เอง
๒. มหาโคสิงคสตู ร
๒.๑ ที่มาของชื่อ
มหาโคสิงคสตู ร แปลว่า พระสูตรวา่ ด้วยเหตุการณใ์ นปา่ โคสิงคสาลวัน สูตรใหญ่
ช่อื นีต้ ง้ั ตามชอื่ สถานทีท่ ่แี สดงพระสตู รน้ี
๒.๒ ที่มาของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผ้มู พี ระภาคทรงแสดงแก่ทา่ นพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะ
ท่านพระมหากสั สปะ ทา่ นพระอนรุ ทุ ธะ ท่านพระเรวตะ ท่านพระอานนท์ และพระเถระผมู้ ชี ่อื
เสียงอีกหลายรูป ขณะประทับอยู่ในป่าโคสิงคสาลวัน แคว้นวัชชี โดยทรงปรารภค�ำพรรณนา
ความงามของปา่ โคสิงคสาลวนั ของพระเถระเหลา่ นัน้ ถ้าถามว่า ท�ำไมจงึ เรยี กว่า “สูตรใหญ่”
ค�ำตอบคือเป็นท่ีรวมทรรศนะเร่ืองความงามของป่าโคสิงคสาลวันของพระเถระทั้งหลาย
ที่พรรณนาตามคุณธรรมพิเศษของแต่ละท่าน และพระผู้มีพระภาคก็ทรงรับรองว่าเป็น
เช่นนั้นจริง แล้วทรงพรรณนาความงามของป่าน้ีตามทรรศนะของพระองค์เองด้วย เหตุเกิด
ของพระสูตรน้ี จัดอยใู่ นประเภท ปรชั ฌาสยะ
๒.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รูปแบบของมหาโคสิงคสูตรเป็นการสนทนาธรรมแบบถาม-ตอบและมีอุปมาอุปไมย
ประกอบ
๒.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
พระเถระท้ังหลายมีท่านพระมหาโมคคัลลานะเป็นต้น ชักชวนกันไปฟังธรรมจาก
ท่านพระสารีบุตร เม่ือพระเถระทั้งหลายมาถึงแล้ว ท่านพระสารีบุตรกล่าวทักทายด้วย
อธั ยาศยั ไมตรี แล้วต้งั ปญั หาข้ึนถามวา่ ป่าโคสงิ คสาลวนั พงึ งามดว้ ยภกิ ษเุ ช่นไร
ท่านพระอานนท์ ท่านพระเรวตะ ท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระมหากัสสปะ ท่าน
พระมหาโมคคลั ลานะ และท่านพระสารีบุตร ต่างแสดงทรรศนะของตน ๆ ตามล�ำดบั ดังน้ี
214 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
“ป่าโคสิงคสาลวันจะพึงงามดว้ ยภกิ ษุในธรรมวินยั น้ี ผู้เปน็ พหสู ตู ทรงสุตะ สั่งสมสตุ ะ
ได้ฟังธรรมท่ีมีความงามในเบ้ืองต้น งามในท่ามกลาง และงามในท่ีสุด พร้อมทั้งอรรถ
และพยัญชนะ และแสดงธรรมแกบ่ ริษัท ๔ เพือ่ ถอนอนสุ ัย”
“ป่าโคสิงคสาลวันจะพึงงามด้วยภิกษุในธรรมวินัยน้ี ผู้มีความหลีกเร้นเป็นที่มา
แห่งความยินดี ผู้ยินดีแล้วในความหลีกเร้น หม่ันประกอบธรรมเครื่องระงับใจภายในตน
ไม่เหินหา่ งจากธรรม ประกอบด้วยวิปัสสนาญาณ”
“ป่าโคสิงคสาลวันจะพึงงามด้วยภิกษุในธรรมวินัยนี้ ผู้ตรวจดูโลกธาตุ ๑,๐๐๐
โลกธาตดุ ้วยตาทิพยอ์ นั บริสุทธเ์ิ หนือมนษุ ย์”
“ป่าโคสิงคสาลวันจะพึงงามด้วยภิกษุในธรรมวินัยนี้ ซึ่งตนเองอยู่ป่าเป็นวัตร เท่ียว
บิณฑบาตเปน็ วัตร ถือผ้าบังสุกุลเปน็ วัตร ถือไตรจวี รเปน็ วตั ร มกั นอ้ ย
สันโดษ สงัด ไม่คลุกคลี ปรารภความเพียรเป็นวัตร สมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา
วมิ ุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ และกลา่ วสรรเสริญคณุ เชน่ น้นั ”
“ป่าโคสิงคสาลวันจะพึงงามด้วยภิกษุ ๒ รูป ในธรรมวินัยน้ี ผู้กล่าวอภิธรรมกถา
ถามปญั หากันและกันแลว้ กลา่ วแกก้ ันเองไมห่ ยุดพัก”
“ปา่ โคสงิ คสาลวนั จะพงึ งามดว้ ยภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั น้ี ผทู้ �ำจติ ใหอ้ ยใู่ นอ�ำนาจ ไมย่ อมอยู่
ในอ�ำนาจของจิต เธอหวงั จะอยดู่ ้วยวหิ ารธรรมสมาบตั ิใดในเวลาเช้า สาย บ่าย เยน็ กอ็ ยดู่ ว้ ย
วิหารธรรมสมาบัติน้ัน ตามเวลาท่ปี รารถนา”
หลงั จากนนั้ ทา่ นพระสารบี ตุ รพรอ้ มกบั พระมหาเถระเหลา่ นน้ั ไดเ้ ขา้ ไปเฝา้ พระผมู้ พี ระภาค
กราบทูลเร่อื งทรรศนะตา่ ง ๆ ให้ทรงทราบ พระศาสดาไดต้ รัสสรรเสรญิ ทรรศนะของพระเถระ
ทกุ รูป และไดท้ รงแสดงทรรศนะวา่ “ปา่ โคสิงคสาลวันจะพงึ งามดว้ ยภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นี้ ผกู้ ลบั
จากบิณฑบาตภายหลังฉนั ภัตตาหารเสร็จแลว้ นัง่ คู้บลั ลงั ก์ ตัง้ กายตรง ด�ำรงสติไว้เฉพาะหน้า
ว่า ตราบใดที่จิตของเรายังไม่หมดความถือมั่น (และ) ไม่หลุดพ้นจากอาสวะตราบน้ัน เราจัก
ไม่ท�ำลายบัลลงั ก”์
๒.๕ ขอ้ สังเกต
ขอให้สังเกตว่าพระเถระผู้มีคุณธรรมพิเศษใดก็พรรณนาว่าป่าโคสิงคสาลวันจะพึงงาม
ดว้ ยภิกษผุ ู้มีคณุ ธรรมพเิ ศษน้นั โดยสรุป พระเถระทง้ั ๗ รปู เห็นว่าป่าน้ันงามด้วยพระขณี าสพ
แต่พระผู้มีพระภาคทรงพรรณนาว่า แม้ภิกษุผู้ยังไม่มีคุณธรรมพิเศษใด ๆ แต่มีความเพียร
พยายามมุ่งม่ันว่า “ถ้ายังละอาสวะท้ังหลายไม่ได้จะไม่ลุกข้ึน” ก็ชื่อว่าเป็นการท�ำให้ป่านั้น
เล่มท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๒ 215
งามไดด้ ้วย นบั เปน็ ทรรศนะท่ีกว้างไกล ทรงมองเห็นความส�ำคญั ของการปฏิบัตธิ รรมทกุ ระดับ
ต้งั แตร่ ะดับปุถชุ นไปจนถึงพระอรหนั ตขณี าสพ
๓. มหาโคปาลสูตร
๓.๑ ท่มี าของชือ่
มหาโคปาลสตู ร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยคนเลี้ยงโค สตู รใหญ่ ชอ่ื น้ตี ัง้ ตามเนื้อหา
สาระของพระสูตร ท่ีได้ช่ือว่ามหา หรือสูตรใหญ่ เพราะมีเนื้อหากว้างขวางและลุ่มลึกกว่า
จูฬโคสงิ คสตู ร
๓.๒ ที่มาของพระสูตร
พระสูตรนี้ พระผูม้ ีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุท้งั หลาย ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี โดยทรงปรารภความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ในพระศาสนาของ
ภกิ ษุทง้ั หลาย เหตุเกิดของพระสูตรนี้ จัดอยู่ในประเภท ปรัชฌาสยะ
๓.๓ รูปแบบของพระสูตร
รูปแบบของมหาโคปาลสูตรเป็นบรรยายโวหารแบบอุปมาอุปไมยและมีค�ำถามแบบ
ถามเอง-ตอบ
๓.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
พระผ้มู พี ระภาคทรงเปรียบเทียบใหภ้ กิ ษทุ ้งั หลายฟงั ดังนี้
๑. คนเล้ียงโคผู้ไม่ฉลาด เพราะขาดองค์คุณ ๑๑ ประการ จะไม่สามารถเล้ียงโค
ให้เจริญ ให้มีจ�ำนวนเพ่ิมขึ้นได้ ฉันใด ภิกษุผู้ไม่ฉลาด เพราะขาดองค์คุณ ๑๑ ประการ
จะไมเ่ จริญงอกงามไพบูลย์ในพระศาสนานี้ ฉันนนั้
๒. คนเล้ียงโคผู้ฉลาด เพราะมีองค์คุณ ๑๑ ประการ จะสามารถเล้ียงโค ให้เจริญ
ให้มีจ�ำนวนเพ่ิมขึ้นได้ ฉันใด ภิกษุผู้ฉลาด เพราะมีองค์คุณ ๑๑ ประการ จะเจริญงอกงาม
ไพบลู ย์ในพระศาสนานี้ ฉันนั้น
216 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
องค์คุณ ๑๑ ประการของคนเลี้ยงโค คอื
๑. รู้จกั รูปโค คือรู้ว่า โคของตนมจี �ำนวนเทา่ ไร มสี อี ะไร
๒. ฉลาดในลักษณะโค คือรู้ลักษณะดี - ชว่ั ของโค ชนดิ หรือประเภท ของโค
๓. ก�ำจัดไข่ขาง คือ รจู้ กั วธิ ีรกั ษาแผลของโคมิใหม้ ีไข่ขางของแมลงวนั อย่ใู นแผล
๔. ปกปิดแผล คอื ร้จู กั วิธรี ักษาและปอ้ งกนั แผล
๕. สุมไฟ คือ คอยสมุ ไฟให้มีควนั ไลย่ ุงขณะโคอยใู่ นคอก
๖. รู้จักท่าน�้ำ คือ รู้จักลักษณะของท่าน�้ำที่โคจะลงไปด่ืมน้�ำว่าท่าไหนเรียบสม�่ำเสมอ
ท่าไหนขรขุ ระ
๗. รู้ว่าโคด่ืมน�้ำแล้ว คือ รู้ว่าโคด่ืมน้�ำแล้วหรือไม่ เพ่ือก�ำหนดเวลาน�ำโคไปท่าน้�ำได้
ถกู ท่ีถูกเวลา
๘. รู้จักทาง คือ ร้วู า่ ทางไหนเรียบเสมอหรือขรขุ ระ ทางไหนมีอันตราย ไม่มีอันตราย
๙. ฉลาดในทีห่ ากิน คอื ร้จู กั สถานที่เลี้ยงโคท่ีมหี ญา้ โดยก�ำหนดไว้ ลว่ งหน้าว่าวนั ไหน
ไปท่ไี หน โดยมิใหซ้ ้�ำกัน เพื่อเว้นระยะให้หญ้าแตกใบใหญ่
๑๐. รีดนมให้เหลือ คือ ไม่รีดนมจนหมด ในแต่ละครั้งจะต้องเหลือไว้ให้ลูกโคบ้าง
โดยก�ำหนดว่า โคตัวไหนมีลูกขนาดไหน และกะประมาณให้ถูกว่า ลูกโคขนาดน้ันจะด่ืมนม
วันละเท่าไร เพอื่ จะรดี นมให้เหลือไวพ้ อดี
๑๑. บชู าโคที่เปน็ พ่อโค เป็นจา่ ฝงู ด้วยการบชู ายง่ิ คอื เล้ียงดโู คจา่ ฝงู อย่างดเี ป็นพิเศษ
เพื่อให้เป็นผูน้ �ำฝงู ทีด่ ตี อ่ ไป
เปรียบเทียบกับองค์คุณ ๑๑ ประการของภิกษุ คือ
๑. รู้จักรูป คือ รู้จกั มหาภูตรปู ๔ อปุ าทายรูป ๒๔
๒. ฉลาดในลักษณะ คือ รูจ้ กั ลกั ษณะคนพาลและบณั ฑิต
๓. ก�ำจัดไข่ขาง คือ ละ บรรเทา ท�ำใหอ้ กุศลวิตกหมดสิน้ ไป
๔. ปกปดิ แผล คอื ส�ำรวมอินทรยี ์ ๖ มใิ ห้เกดิ ข้ึน
๕. สมุ ไฟ คอื แสดงธรรมที่เล่าเรยี นมาดแี ล้วใหผ้ อู้ ืน่ ฟงั โดยพิสดาร
๖. รจู้ ักทา่ นำ�้ คอื รูจ้ ักเข้าไปหาภิกษุผเู้ ชีย่ วชาญในธรรมและวนิ ยั เพอ่ื ศกึ ษาหาความรู้
ต่อไป
๗. รจู้ ักธรรมทดี่ ่ืมแลว้ คอื ร้อู รรถรธู้ รรม (ร้เู หตแุ ละผล) เม่อื ฟังธรรมจากผู้อืน่
๘. ร้จู กั ทาง คือ รู้จกั อรยิ มรรคมีองค์ ๘
เล่มท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๒ 217
๙. ฉลาดในโคจร คอื รูช้ ดั สตปิ ัฏฐาน ๔
๑๐. รีดนมให้เหลอื คือ รู้จกั ประมาณในการบริโภคอาหาร
๑๑. บูชาภกิ ษผุ ู้เป็นเถระ เป็นรัตตัญญู บวชมานาน เป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก
ด้วยการบูชาย่ิง คือ ต้ังเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม และเมตตามโนกรรมไว้ในพระเถระ
ผใู้ หญ่ ทั้งต่อหน้าและลบั หลงั
ทรงสรปุ วา่ ภกิ ษผุ ปู้ ระกอบดว้ ยองคค์ ณุ ๑๑ ประการนแี้ ล เปน็ ผสู้ ามารถ ถงึ ความเจรญิ
งอกงามไพบูลยใ์ นพระศาสนาน้ี
๓.๕ ข้อสงั เกต
ลักษณะที่ทรงเปรียบเทียบคนเล้ียงโคผู้ไม่ฉลาดกับภิกษุผู้ไม่ฉลาด และคนเลี้ยงโค
ผู้ฉลาดกับภิกษุผู้ฉลาดเช่นน้ี อรรถกถา เรียกว่า จตุรสฺสา กถา หรือ กถาจตุรัส คือกถาที่
ผกู เงอ่ื นไว้ ๔ เง่ือน และลักษณะทท่ี รงสรปุ จากการเปรียบเทยี บ ๔ เงื่อนน้นั อรรถกถาเรียกวา่
นิสินฺนวตฺติกา กถา คือ กถาที่รวบรัดไว้ด้วย เชือกหนัง (ม.มู.อ. ๒/๓๔๖/๑๖๕) ก็คง
หมายถึง ทรงเปรียบเทยี บไว้อย่างแนบเนยี น และแนบแน่น
๔. จูฬโคปาลสูตร
๔.๑ ท่มี าของชื่อ
จูฬโคปาลสูตร แปลว่า พระสตู รว่าดว้ ยคนเลย้ี งโค สตู รเล็ก ช่อื น้ีตง้ั ตามเนื้อหาสาระ
ของพระสูตร เชน่ เดยี วกบั มหาโคปาลสูตร แต่มรี ายละเอยี ดน้อยกว่า จงึ เรยี กว่า สูตรเลก็
๔.๒ ท่ีมาของพระสตู ร
พระสตู รนี้ พระผมู้ ภี าคทรงแสดงแกภ่ กิ ษทุ งั้ หลาย ขณะประทบั อยู่ ณ รมิ ฝง่ั แมน่ ำ้� คงคา
เขตเมอื งอุกกเจลา แควน้ วัชชี โดยทรงปรารภเหตกุ ารณใ์ นอดตี ท่ีเกดิ ขนึ้ ณ ท่ีทีป่ ระทบั น้นั ตรัส
เล่าเชิงเปรยี บเทยี บใหภ้ กิ ษุทงั้ หลายฟัง เหตุเกิดของพระสตู รน้ี จดั อยใู่ นประเภท ปรชั ฌาสยะ
๔.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของจูฬโคปาลสูตรเป็นบรรยายโวหารแบบมีอุปมาอุปไมยและมีค�ำถามแบบ
ถามเอง-ตอบเอง
218 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
๔.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
พระผมู้ ีพระภาคตรสั เลา่ เร่อื งทเ่ี กิดข้ึน ณ ริมฝัง่ แมน่ ้ำ� คงคา ๒ เรอ่ื ง ทรงเปรยี บเทยี บ
ให้ภกิ ษทุ ้ังหลายฟงั ๒ กรณี ดังนี้
๑. คร้ังหนึ่งในสารทกาลท้ายฤดูฝน คนเลี้ยงโค ชาวแคว้นมคธคนหนึ่ง ต้อนฝูงโค
ข้ามแมน่ ำ้� คงคาไปยงั ฝ่งั เหนอื ซ่งึ อยู่ในเขตแคว้นวิเทหะ (ต่อมารวมกบั แควน้ วัชชี) ตรงที่ต้อนฝูง
โคลงแมน่ ้ำ� นั้นไมใ่ ชท่ า่ ขา้ ม ฝงู โควา่ ยเขา้ ไปในวงั วนของกระแสนำ้� กลางแม่นำ�้ ถึงแกค่ วามตาย
หมดทง้ั ฝูง ทงั้ น้ี เพราะคนเลย้ี งโคนน้ั ไม่ฉลาด ไม่รู้จกั ท่า ไมพ่ ิจารณาฝง่ั นแี้ ละฝ่งั โน้นใหด้ กี อ่ น
๒. คร้งั หนึง่ ในสารทกาลท้ายฤดูฝน คนเลีย้ งโคชาวแคว้นมคธ ต้อนฝงู โค ขา้ มฝ่ังแม่น้�ำ
คงคาไปฝ่งั ตรงกนั ข้ามซึ่งอยู่ในเขตแคว้นวิเทหะ ตรงที่ข้ามเป็นท่าน้�ำ ซง่ึ ทีพ่ ิจารณาตรวจดโู ดย
รอบคอบแลว้ จงึ ปลอ่ ยโคจา่ ฝงู ใหข้ า้ มไปกอ่ น โคนนั้ วา่ ยตดั กระแสนำ�้ ไปถงึ ฝง่ั โนน้ โดยสวสั ดภิ าพ
แล้วจึงปล่อยโคท่มี ีก�ำลงั และโคที่ฝกึ ฝนมาดีแล้วลงไปในแม่น�้ำ เป็นพวกท่ี ๒ โคเหลา่ น้ันก็วา่ ย
ตัดกระแสน้�ำไปถึงฝั่งโน้นโดย สวัสดิภาพอีก จากน้ันจึงปล่อยโคหนุ่มโคสาวไป ก็ว่ายไปถึง
ฝง่ั โนน้ โดยสวสั ดภิ าพอกี จากนนั้ จงึ ปลอ่ ยลกู โคทม่ี กี �ำลงั นอ้ ยใหว้ า่ ยตดั กระแสนำ้� ไปถงึ ฝง่ั โนน้ ได้
โดยสวัสดภิ าพ และชุดสดุ ทา้ ย เขาปลอ่ ยลกู โคทเ่ี พง่ิ เกิดในวันนั้นใหว้ า่ ยตามเสียงแม่โคไปจนถงึ
ฝ่ังโน้นไดโ้ ดยสวัสดิภาพเช่นเดียวกนั ทรงชว้ี า่ เป็นเพราะความฉลาดของคนเลีย้ งโค
ในเรอ่ื งนี้ทรงเปรยี บเทียบไว้ ๒ ประเด็น คือ
๑. ทรงเปรียบเทียบคนเลี้ยงโคผู้ฉลาดที่ต้อนฝูงโคไปสู่ท่ีหมายได้โดยสวัสดิภาพว่า
เหมอื นกบั สมณะหรอื พราหมณผ์ ฉู้ ลาดในเรอ่ื งโลกนแี้ ละโลกหนา้ รทู้ ว่ั ถงึ ธรรมทเ่ี ปน็ โลกยิ ะและ
โลกุตตระ เพราะสามารถชกั น�ำผ้อู นื่ ใหไ้ ดร้ ับความสขุ พน้ ทุกขท์ ัง้ ปวงได้
๒. ทรงเปรียบเทียบโคที่ว่ายตัดกระแสน้�ำไปถึงฝั่งโน้นโดยสวัสดิภาพ กับภิกษุใน
พระศาสนาน้ี ดังน้ี
๒.๑ โคจ่าฝูง เปรยี บเหมอื นพระอรหันตขีณาสพ
๒.๒ โคท่ีมีก�ำลังและโคที่ได้รับการฝึกมาดีแล้ว เปรียบเหมือนพระอริยบุคคล
ขัน้ อนาคามี
๒.๓ โคหนุ่มสาว เปรียบเหมือนพระอรยิ บคุ คลข้ันสกทาคามี
๒.๔ ลกู โคที่มีก�ำลงั นอ้ ย เปรียบเหมอื นพระอริยบุคคคลขัน้ โสดาบัน
๒.๕ ลูกโคตัวเล็กท่ีเพ่ิงเกิด เปรียบเหมือนพระอริยบุคคลขั้นโสดาบันธัมมานุสารี
และสทั ธานสุ ารี
ทรงสรปุ ไวใ้ นตอนท้ายว่า พระองคเ์ อง คอื ผูฉ้ ลาดในเรื่องโลกนแ้ี ละโลกหน้า ผู้รูท้ ว่ั ถงึ
ธรรมทงั้ ปวง ซึง่ เปรียบเหมอื นคนเลีย้ งโคผู้ฉลาดผู้น�ำฝูงโคไปสูท่ ่ีหมายไดโ้ ดยสวสั ดิภาพ
เล่มที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๒ 219
๔.๕ ข้อสงั เกต
เนอื้ หาของพระสตู รนม้ี คี วามชดั เจนสมบรู ณใ์ นตวั แลว้ ถา้ จะถามวา่ จดุ หมายทท่ี รงแสดง
พระสูตรน้ี คืออะไร นอกจากทรงแสดงเปรียบให้เห็นปฏิปทาของผู้เป็นศาสดา และภูมิธรรม
ของพระอรยิ บุคคลตา่ ง ๆ แลว้
ค�ำตอบน่าจะอยู่ท่ีคาถาประพันธ์ตอนท้ายของพระสูตรนี้ โดยเฉพาะ ๒ บรรทัด
สุดทา้ ยที่ว่า
“ภิกษุท้ังหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มากด้วยความปราโมทย์ ปรารถนาธรรมอันเป็น
แดนเกษมเถิด”
๕. จูฬสจั จกสูตร
๕.๑ ที่มาของช่ือ
จูฬสจั จกสูตร แปลวา่ พระสูตรวา่ ดว้ ยสจั จกะ นิครนถบตุ ร สูตรเล็ก ช่ือนตี้ ัง้ ตามช่ือ
บคุ คลผูท้ ลู ถามปญั หา
๕.๒ ทมี่ าของพระสตู ร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่สัจจกะ นิครนถบุตร ขณะประทับอยู่
ณ กฏู าคารศาลา ป่ามหาวนั เขตกรุงเวสาลี แคว้นวชั ชี เพื่อตอบปัญหาของสัจจกะ นคิ รนถบตุ ร
ทท่ี ลู ถามเพื่อโตว้ าทะกับพระองค์ เหตเุ กดิ ของพระสตู รนี้ จดั อยใู่ นประเภท ปุจฉาวสกิ ะ
๕.๓ รูปแบบของพระสูตร
รูปแบบของจูฬสัจจกสตู รเปน็ การสนทนาธรรมแบบถาม-ตอบเชงิ โตว้ าทะ ประคารมมี
อุปมาอปุ ไมยประกอบ
๕.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
ภาคอุทเทส
สัจจกะ นิครนถบุตร หรือท่ีรู้จักกันท่ัวไปว่า สัจจกนิครนถ์ อาศัยอยู่ในกรุงเวสาลี
ถือตัวเป็นปราชญ์ ได้ประกาศในท่ีชุมชนว่าสมณะหรือพราหมณ์ ผู้เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็น
คณาจารย์หรือเปน็ ครขู องหม่คู ณะ หรือแมแ้ ต่ผู้ทปี่ ระกาศ ตนวา่ เปน็ พระอรหนั ต์ ผ้ปู ราศจาก
กเิ ลสทั้งหลาย ผู้ตรสั รู้เองโดยชอบก็ตาม เมื่อมาโต้วาทะกบั เราแลว้ ไม่ประหม่าตวั สน่ั หวัน่ ไหว
220 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
ไม่มีเหง่ือไหลโทรมออกมาจากรักแร้ เรายังไม่เห็นเลยสักคนเดียว อย่าว่าแต่คนเลย แม้สิ่งไร้
วิญญาณ เชน่ เสาก็ยงั หวน่ั ไหว ต่อวาทะของเรา”
เชา้ วนั หนง่ึ สจั จกนคิ รนถเ์ หน็ ทา่ นพระอสั สชิ (รปู หนง่ึ ในพระเบญจวคั คยี )์ ก�ำลงั เดนิ เขา้ ไป
บณิ ฑบาตในกรงุ เวสาลี จึงเข้าไปหา ขอสนทนาด้วย และได้ถามพระเถระวา่ พระสมณโคดม
แนะน�ำสาวกว่าอย่างไร ค�ำสอนส่วนใหญ่ว่าด้วยเร่ืองอะไร พระเถระ ตอบว่า ทรงสอนว่ารูป
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เท่ียง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไม่ใช่อัตตา
สังขารทั้งหลายท้ังปวงไม่ใช่อัตตา ธรรมทั้งปวงไม่ใช่อัตตา พระผู้มีพระภาคตรัสสอนเรื่องน้ี
เป็นส่วนใหญ่ สัจจกนิครนถ์กล่าวว่า พระสมณโคดมเห็นผิด เห็นช่ัว ถ้าตนมีโอกาสเข้าเฝ้า
จะโต้วาทะท�ำใหถ้ า่ ยถอนความเหน็ ผิด เห็นชว่ั น้ีให้ได้
จากน้ันสัจจกนิครนถ์ได้เข้าเฝ้าพวกเจ้าลิจฉวีจ�ำนวน ๕๐๐ องค์ที่ก�ำลังประชุม
ปรกึ ษาขอ้ ราชกจิ อยใู่ นหอประชมุ ทลู เลา่ เรอ่ื งทตี่ นไดก้ ลา่ วกบั ทา่ นพระอสั สชใิ หท้ รงทราบ และ
ทูลเชิญให้เสด็จไปฟังการโต้วาทะระหว่างตนกับพระสมณโคดม ที่ป่ามหาวัน (เขตกรุงเวสาลี)
ในวันนั้น จะได้เห็นตนฉุดลากวาทะของพระสมณโคดม ออกมาด้วยวาทะของตน เหมือน
บุรุษมีก�ำลังจับขนแกะแล้วฉุดลากออกมาเล่น เป็นต้น กล่าวแล้วก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยัง
กฏู าคารศาลาในป่ามหาวัน โดยมี พวกเจ้าลิจฉวีจ�ำนวน ๕๐๐ องค์ เสดจ็ ตามไปเป็นขบวน
ภาคนิทเทส
เม่ือไปถึงก็ทูลขออนุญาตถามปัญหา พอพระผู้มีพระภาคทรงอนุญาต ก็ทูลถาม
อย่างที่ถามท่านพระอัสสชิ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสตอบอย่างท่ีท่านพระอัสสชิตอบทุกประการ
สจั จกนิครนถ์แยง้ โดยใชอ้ ปุ มาโวหารว่า
พืชพันธุ์ไม้จ�ำต้องอาศัยแผ่นดิน จึงเจริญออกงามไพบูลย์ได้ ฉันใด หรือคน จ�ำต้อง
อาศัยแผ่นดินเป็นที่ท�ำมาหากิน จึงเจริญก้าวหน้าได้ฉันใด ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา
สังขาร และวิญญาณ ก็ต้องมีอยู่ในฐานะเป็นตัวตน ดุจแผ่นดิน คนเราต้องอาศัยขันธ์เหล่าน้ี
จงึ ไดเ้ สวยผลบญุ ผลบาปไดฉ้ นั นน้ั
ทรงย้อนถามว่า “ท่านเห็นว่าขันธ์ ๕ เป็นอัตตาของท่านใช่หรือไม่” ทูลตอบว่า
“ใช่ มหาชนเห็นอย่างน้ี” ตรัสถามว่า “มหาชนเห็นอย่างไรไม่ส�ำคัญ แต่ท่านเห็นว่าขันธ์ ๕
เปน็ อตั ตาของท่านใชห่ รอื ไม่” สัจจกนิครนถท์ ลู ตอบยนื ยันวา่ ใช่ ตนกเ็ หน็ อย่างนนั้
ตรัสถามว่า “พระมหากษัตริย์ผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้ว มีพระราชอ�ำนาจ สิทธิ์ขาดใน
พระราชอาณาจักรของพระองค์แล้ว เช่น การฆ่า การริบทรัพย์ การเนรเทศ ใช่หรือไม่”
ทลู ตอบวา่ ใช่ ทรงยอ้ นถามว่า “ท่านกล่าวว่า รูป เป็นอัตตาของท่าน ทา่ นมีอ�ำนาจในรปู นน้ั ว่า
เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๒ 221
จงเปน็ อยา่ งนัน้ เถดิ อย่าเป็นอย่างน้นั เลย ใช่หรือไม่”
สจั จกนคิ รนถน์ งิ่ ตรสั ถามซำ้� ถงึ ๓ ครง้ั สจั จกนคิ รนถก์ ย็ งั นง่ิ แตใ่ นทส่ี ดุ กจ็ �ำตอ้ งยอมรบั
วา่ ตนไมม่ อี �ำนาจบงั คบั บญั ชาใหร้ ปู เป็นไปตามทีต่ นตอ้ งการได้ จากนนั้ ทรงซักถามไลเ่ ลียงจาก
เวทนาไปจนถงึ วิญญาณ สัจจกนิครนถ์ตอ้ งยอมจ�ำนนวา่ ไมม่ ีอ�ำนาจบงั คับไดเ้ ชน่ เดยี วกบั รปู
ทรงซกั ตอ่ ไปว่า “ขนั ธ์ ๕ เท่ียงหรอื ไมเ่ ท่ยี ง” ทลู ตอบวา่ ไมเ่ ทย่ี งตรัสถามวา่ “สิ่งใดไม่
เท่ียง สงิ่ น้ันเปน็ ทุกข์หรือเปน็ สขุ ” ทลู ตอบวา่ เป็นทุกข์ ตรัสถามว่า “ส่งิ ใดไมเ่ ทีย่ ง เปน็ ทกุ ข์
มีความเปล่ียนแปลงไปเป็นธรรมดา ควรหรือไม่ที่จะถือว่า น่ันเป็นของเรา เราเป็นนั่น
น่ันเป็นอัตตาของเรา” ทูลตอบว่า ไม่ควร ตรัสถามต่อไปว่า “ผู้ใดยึดติดทุกข์ ยินดีในทุกข์
เห็นว่า ทุกข์นั้นเป็นของเรา เราเป็นนั่น น่ันเป็นอัตตาของเรา ผู้นั้นท�ำให้ทุกข์ส้ินไปได้หรือ
ไม่” ทูลตอบว่า ไม่ได้ ตรัสถามย�้ำว่า “ท่านติดทุกข์ ยึดทุกข์ ตามเห็นว่าทุกข์นั้นเป็นของเรา
เป็นอัตตาของเราใช่หรือไม่” ทูลตอบวา่ ใช่
ตรัสเปรียบเทียบว่า “บุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ เท่ียวหาแก่นไม้ในป่า เห็นต้นกล้วยใหญ่
ล�ำตน้ ตรง ก�ำลงั รนุ่ ยังไม่ทนั ตกเครอื เขาเข้าไปตัดต้นกลว้ ยน้นั ใหล้ ้มลง แล้วตดั ยอดลดิ ใบออก
เขาพยายามหาแกน่ กผ็ ดิ หวงั เขาไม่พบแมแ้ ต่ กระพี้ของกลว้ ย ข้อนีฉ้ ันใด เราพยายามซักถาม
ทา่ นให้กล่าวแกว้ าทะของตวั เอง ทา่ นกว็ ่างเปล่า ยอมแพไ้ ปเองฉันน้ัน”
จากนนั้ ไดต้ รสั ถงึ ค�ำประกาศอวดตวั ของสจั จกนคิ รนถใ์ นทา่ มกลางมหาชนชาวกรงุ เวสาลี
ดังปรากฏข้างตน้ และตรสั เพม่ิ เติมวา่ “บัดนี้ หยาดเหงื่อของท่านบางหยาดหยด จากหน้าผาก
ลงมาตามผ้าห่มแล้วตกลงสู่พื้น ส่วนเหงื่อของเราไม่มีเลย” สัจจกนิครนถ์ น่ังนิ่ง เก้อเขิน
คอตก ก้มหนา้ หงอยเหงา ไม่มีปญั ญาจะคดิ โต้เถยี งต่อไปอกี
เจ้าลิจฉวีองค์หน่ึงพระนามว่า ทุมมุขะ ตรัสเปรียบเทียบข้ึนว่า พระผู้มีพระภาคทรง
หกั ทฏิ ฐขิ องสัจจกนคิ รนถ์ เหมอื นพวกเดก็ จับปูในสระโบกขรณีมา หกั ก้ามจนปูไมส่ ามารถกลับ
ลงสระไดอ้ ีกแลว้
สัจจกนิครนถ์หันไปกล่าวต�ำหนิเจ้าลิจฉวีทุมมุขะว่า “ไม่ใช่เรื่องของท่าน” แล้ว
ทูลถามเพ่ือขอความรู้ว่า “สาวกของพระองค์ข้ามพ้นความสงสัยได้ด้วยเหตุใด” ตรัสตอบว่า
“ด้วยความเห็นตามความเป็นจริงว่า ขันธ์ ๕ ทุกชนิดไม่เป็นของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่
อตั ตาของเรา”
สัจจกนิครนถ์ทูลถามต่อไปว่า “ภิกษุจะเป็นพระอรหันตขีณาสพด้วยเหตุใด” ตรัส
ตอบวา่ “ด้วยการไม่ยดึ ถอื ขนั ธ์ ๕ วา่ เปน็ ของเรา เราเปน็ นัน่ นน่ั เป็นอตั ตา ของเรา”
การสนทนาจบลงด้วยสัจจกนิครนถ์ขอนิมนต์พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ไป
ฉนั ภตั ตาหารในอารามของตนในวนั รุ่งข้นึ
222 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๕.๕ ขอ้ สังเกต
อรรถกถาเล่าประวัติของสัจจกนิครนถ์ไว้ละเอียดพอสมควรขอน�ำมาเสนอเพ่ือ
ประดบั ปญั ญาโดยสงั เขป ดงั น้ี
สัจจกนิครนถ์เกิดในกรุงเวสาลี แคว้นวัชชี บิดามารดาเป็นนิครนถ์ ก่อนท่ีนิครนถ์
ชาย-หญิงคู่น้ีจะแต่งงานกัน แต่ละท่านก็ได้เรียนวาทะ (วาทศิลป์) จนช�ำนาญ ถึง ๕๐๐ วา
ทะ และต่างก็เท่ียวท้าโต้วาทะไปท่ัวชมพูทวีป จนไม่มีใครสู้ได้ ต่อมา นิครนถ์ชาย-หญิงคู่นี้ได้
มาพบกนั เป็นครั้งแรกในกรงุ เวสาลี พวกเจ้าลิจฉวี แควน้ วัชชี จัดให้โต้วาทะกนั ปรากฏว่าต่าง
ก็แก้วาทะของกันและกันได้ ไม่มีใครแพ้ไม่มีใครชนะ พวกเจ้าลิจฉวีจึงจัดการให้แต่งงานกัน
แลว้ พระราชทานเรอื นใหอ้ ยู่ พระราชทานสว่ ยใหใ้ ชจ้ า่ ยเลย้ี งชพี ทา่ นทงั้ สองใหก้ �ำเนดิ ธดิ า ๔ คน
ชอ่ื สจั จา โลลา ปฏาจารา และสิลาวิตกา (บางแหง่ ว่า สิวาวติกา) และให้ก�ำเนิดบุตร ๑ คน คอื
สัจจกะ ซึ่งเป็นคนสุดท้อง ธิดาและบุตรได้เรียนวาทะจากบิดา ๕๐๐ วาทะ และจากมารดา
๕๐๐ วาทะ แต่สัจจกะฉลาดไหวพริบดีกว่าพี่สาวท้ัง ๔ คน ธิดาและบุตรทุกคนถือปฏิบัติ
ตามประเพณีของบิดามารดา คือออกบวชเป็นนิครนถ์ เฉพาะธิดา ๔ คน มารดาได้ก�ำหนด
วิถีชีวิตให้ว่า เม่ือบวชแล้ว ให้เที่ยวสอนธรรมประกาศลัทธิโดยวิธีโต้วาทะไปตามที่ต่าง ๆ
ถ้าโตว้ าทะแพแ้ กช่ ายใด ให้ยอมตนเป็นภรรยาของชายน้ัน แตถ่ ้าชายน้นั เปน็ นกั บวชใหฝ้ ากตวั
เป็นศิษย์ของชายน้ันตลอดชีวิต ปรากฏว่า นิครนถ์ หญิงท้ัง ๔ คนนี้ โต้วาทะแพ้แก่ท่าน
พระสารีบตุ ร จึงขอบวชเป็นภกิ ษณุ ีและได้ ส�ำเรจ็ เปน็ พระอรหันต์ในทสี่ ุด
สัจจกนิครนถ์ นอกจากเรียนวาทะจนช�ำนาญท้ัง ๑,๐๐๐ วาทะแล้ว ยังเรียนหลัก
ค�ำสอนในลัทธินิครนถ์และลัทธิอ่ืน ๆ อีกหลายลัทธิ จนได้รับยกย่องจากมหาชนว่า
เป็นนักปราชญ์และได้รับแต่งต้ังให้เป็นพระอาจารย์ของพระราชกุมารลิจฉวีทั้งหลาย
ในกรุงเวสาลีนั่นเอง เม่ือมหาชนเคารพนับถือมากข้ึน ๆ สัจจกนิครนถ์เองก็หลงตัวเองว่า
มีปัญญามากข้ึน ๆ จนเกรงว่าท้องจะแตก จึงใช้แผ่นเหล็กคาดท้องไว้ (ม.มู.อ. ๒/๓๕๓/
๑๗๕-๑๗๘)
เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๒ 223
๖. มหาสจั จกสตู ร
๖.๑ ที่มาของช่ือ
มหาสัจจกสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยสัจจกะ นิครนถบุตร สูตรใหญ่ ชื่อน้ี
ต้ังตามชื่อบุคคลผู้ทูลถามปัญหาซึ่งเป็นคนเดียวกับในจูฬสัจจกสูตร เนื่องจากพระสูตรน้ี
มีเน้ือหากวา้ งขวางกว่าจงึ เรียกว่าสูตรใหญ่ (มหา)
๖.๒ ที่มาของพระสตู ร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่สัจจกะ นิครนถบุตร หรือสัจจกนิครนถ์
ขณะประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวนั เขตกรงุ เวสาลี เพ่อื ตอบปญั หาของสจั จกนคิ รนถ์
เหตุเกิดของพระสูตรนี้จึงจัดอยู่ในประเภท ปจุ ฉาวสกิ ะ
๖.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รปู แบบของมหาสจั จกสตู รเปน็ การสนทนาธรรมแบบถาม-ตอบ มสี าธกโวหารประกอบ
๖.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
สัจจกนิครนถ์ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคอีกครั้งหน่ึง ณ ที่เดิม คร้ังนี้ได้ทูลถามเรื่อง
การอบรมกาย (กายภาวนา) และการอบรมจิต (จติ ตภาวนา) โดยปรารภว่า มีสมณพราหมณ์
บางพวกอบรมกายอย่างเดียว ไม่อบรมจิต จึงได้เกิดทุกขเวทนา ทางกาย เช่น โรคขาแข็ง
(อัมพาต) หัวใจแตก (หัวใจวาย) อาเจียนเป็นโลหิต จิตฟุ้งซ่าน เป็นบ้า เพราะไม่ได้อบรมจิต
และมีสมณพราหมณ์บางพวกอบรมจิตอย่างเดียว ไม่ได้อบรมกาย จึงได้เกิดทุกขเวทนา
ดังกล่าว เพราะไม่ได้อบรมกาย แล้วทูลถามว่า “สาวกของพระองค์คงจะอบรมจิตอย่างเดียว
ไมไ่ ดอ้ บรมกาย”
ทรงยอ้ นถามวา่ “การอบรมกาย หมายถงึ อะไร” ทลู ตอบวา่ “หมายถงึ การบ�ำเพญ็ ตบะ
อยา่ งนนั ทะ วัจฉโคตร กีสะ สังกิจจโคตร และมักขลิ โคสาล” (ซงึ่ หมายถงึ การทรมานรา่ งกาย)
ตรัสถามว่า “การอบรมจิต หมายถึงอะไร” สัจจกนิครนถ์ตอบไม่ได้ จึงตรัส สรุปว่า
สัจจกนิครนถ์เข้าใจการอบรมกายไม่ถูกต้อง แล้วจะเข้าใจการอบรมจิตได้อย่างไร จากน้ัน
ทรงอธบิ ายการอบรมกายและการอบรมจติ ตามหลกั พระพทุ ธศาสนามีใจความว่า
บคุ คลผมู้ ไิ ดอ้ บรมกาย อบรมจติ หมายถงึ ปถุ ชุ นผไู้ มไ่ ดส้ ดบั (ไมไ่ ดฟ้ งั ธรรมจากสตั บรุ ษุ )
เมื่อมีสุขเวทนาเกิดขึ้น ก็ยินดีในสุขเวทนาน้ัน ครั้นสุขเวทนาน้ันดับไป ทุกขเวทนาเกิดข้ึน
224 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
เขาก็เศร้าโศกเสียใจ ร�ำพัน คร่�ำครวญ เพราะไม่ได้อบรมกาย ไม่ได้อบรมจิต สุขเวทนา
และทกุ ขเวทนาจึงเกดิ ขึน้ ครอบง�ำจติ ของเขา
ส่วนบุคคลผู้ได้อบรมกาย ได้อบรมจิต หมายถึง อริยบุคคลในพระศาสนาน้ี เมื่อมี
สุขเวทนาเกิดข้ึนก็ไม่ยินดีในสุขเวทนาน้ัน คร้ันสุขเวทนานั้นดับไป ทุกขเวทนาเกิดข้ึน
กไ็ ม่เศร้าโศก ไม่เสียใจ ไม่ร�ำพัน ไม่คร�่ำครวญ เพราะไดอ้ บรมกาย ได้อบรมจติ ดีแล้ว
สัจจกนิครนถ์กราบทูลกระทบกระเทียบว่า “ข้าพเจ้าเล่ือมใสท่านพระสมณโคดม
เพราะทา่ นพระสมณโคดมได้อบรมกายแลว้ ไดอ้ บรมจิตแลว้ ”
ตรัสตอบว่า สัจจกนิครนถ์พูดเช่นน้ัน เพราะต้องการกระทบกระเทียบพระองค์
แต่ทรงเล่าให้ฟังว่า เม่ือพระองค์เสด็จออกผนวชแล้ว สุขเวทนาและทุกขเวทนา ครอบง�ำ
พระองค์ไม่ได้เลย
สัจจกนิครนถ์กราบทูลกระทบกระเทียบต่อไปว่า “สุขเวทนาที่พอจะครอบง�ำจิตได้
และทกุ ขเวทนาท่พี อจะครอบง�ำจิตได้ ไมเ่ กิดแกท่ า่ นพระสมณโคดมโดยแน่แท”้
ตรัสตอบว่า สุขเวทนาและทุกขเวทนาเกิดกับพระองค์เหมือนกัน แล้วทรงเล่าเรื่อง
การแสวงหาโมกขธรรมต้ังแต่ทรงศึกษาในส�ำนักของอาฬารดาบส และอุทกดาบส แล้วทรง
ท�ำทุกรกิริยาแบบต่าง ๆ เพื่อชี้ให้เห็นว่า ทรงได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส ก็ทรงทนท�ำได้
แต่เมื่อทรงไม่ได้รับผลอะไรก็ทรงเปลี่ยนวิธีปฏิบัติใหม่ จนได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ตรัสย้�ำว่า แม้สุขเวทนาท่ีเกิดข้ึนก็ครอบง�ำพระองค์ไม่ได้ แล้วตรัสถึงการประคองจิตของ
พระองคไ์ วใ้ นตอนทา้ ยว่า
“เรารู้อยู่ว่า เมอ่ื เราแสดงธรรมแกบ่ รษิ ทั หลายรอ้ ยบริษัท ถงึ แม้บุคคลหน่ึง จะเข้าใจวา่
พระสมณโคดม แสดงธรรมปรารภเราเท่านนั้ ท่านอย่าพงึ เหน็ อย่างนัน้ ตถาคตย่อมแสดงธรรม
แก่บุคคลเหล่าอื่นโดยชอบ เพ่ือประโยชน์ให้รู้แจ้งอย่างเดียว และในตอนจบเร่ืองหนึ่ง ๆ เรา
ประคองจติ ใหส้ งบตงั้ มน่ั เปน็ สมาธิ ณ ภายใน ด�ำรงอยใู่ นสมาธนิ มิ ติ เบอ้ื งตน้ นน้ั ตลอดนติ ยกาล”
สัจจกนิครนถ์กราบทูลกระทบกระเทียบต่อไปว่า “ควรเช่ือว่าท่านพระสมณโคดม
ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ท่านพระสมณโคดมทราบดีอยู่หรือว่า พระองค์เป็น
ผู้จ�ำวัดในเวลากลางวัน” ตรัสตอบว่า ทรงทราบดีว่าในตอนท้ายฤดูร้อน หลังจากกลับจาก
บิณฑบาตเสวยพระกระยาหารแล้ว ทรงปูสังฆาฏิ ๔ ชั้น ประทับนอนตะแคงทางเบื้องขวา
มีพระสติสมั ปชัญญะ
สัจจกนิครนถ์แย้งว่า สมณพราหมณ์พวกหน่ึงกล่าวว่า การปฏิบัติอย่างนั้นเป็นการ
อยู่ด้วยความหลง ตรัสตอบว่า การจะถือว่าผู้ใดเป็นผู้หลง หรือไม่หลง ไม่ใช่ด้วยเหตุเพียง
เล่มท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๒ 225
เท่านี้ แล้วทรงอธิบายให้ฟังว่า ผู้ใดยังละอาสวะท้ังหลายที่ท�ำให้ไปเกิดในภพใหม่ ท�ำให้เกิด
ความกระวนกระวาย ให้มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา และมรณะต่อไป ผู้น้ันแล คือผู้หลง
สว่ นผูใ้ ดละอาสวะเหล่านน้ั ได้ขาด ผู้นนั้ แลคอื ผู้ไมห่ ลง
สัจจกนิครนถ์ยอมจ�ำนนด้วยค�ำสรรเสริญว่า “น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ ท่าน
พระโคดมผู้ท่ีข้าพเจ้ามาสนทนากระทบกระท่ัง และไต่ถามด้วยค�ำที่ปรุงแต่งมาอย่างดี ก็ยังมี
พระฉวีวรรณผ่องใสทั้งมีพระพักตร์เปล่งปล่ัง เพราะท่านเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า”
แล้วกราบทูลว่า แมค้ รูทง้ั ๖ คน มีครปู รู ณะ กสั สปะ เปน็ ต้น เมือ่ ท่านเรมิ่ ต้นโต้วาทะเท่านน้ั
ต่างก็น�ำเรื่องอื่นมาพูดกลบเกล่ือนชักน�ำให้พูดนอกเร่ืองท้ังแสดงความโกรธเคือง ไม่พอใจออก
มาใหเ้ ห็น จบค�ำสรรเสรญิ แล้วก็ทลู ลากลบั ไป
๖.๕ ขอ้ สงั เกต
ขอให้สังเกตว่า หลังจากสัจจกนิครนถ์พ่ายแพ้ในการโต้วาทะครั้งแรกดังความใน
จูฬสัจจกสูตรนั้นแล้ว สัจจกนิครนถ์กลับมาโต้วาทะใหม่ คราวน้ีเตรียมวาทะมาอย่างดี
ประเด็นแรก ต้องการโจมตีพระสงฆ์สาวกของพระองคเ์ รื่องไมอ่ บรมกาย มแี ตอ่ บรมจติ ซงึ่ จะ
เกิดผลร้ายต่าง ๆ แต่ถูกโต้ตอบกลับอย่างมีเหตุผลจนยอมจ�ำนน ประเด็นต่อมาคือกล่าว
โจมตีพระผู้มีพระภาคหลายเร่ือง ในที่สุดก็ถูกโต้ตอบกลับจนต้องยอมจ�ำนนอีก ความเป็น
สูตรใหญข่ องมหาสจั จกสตู รอยตู่ รงนีเ้ อง
อน่ึง อรรถกถาอธิบายว่า จูฬสัจจกสูตร มีแค่ ๑ ภาณวาร ส่วนมหาสัจจกสูตรมีถึง
๒ ภาณวาร รวมความว่า สจั จกนคิ รนถ์ไดฟ้ งั พระธรรมเทศนา ถงึ ๓ ภาณวาร แตไ่ ม่ไดบ้ รรลุ
มรรคผลอะไร ไม่ได้ขอบรรพชา ไม่ได้ประกาศตน เป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัย ถามว่า
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่เขาท�ำไม ตอบว่า ทรงแสดงเพื่อผลในอนาคตกาล คือทรง
เหน็ ว่า ในชาติน้ี เขาไม่มีอุปนสิ ัย พอจะร้แู จ้งธรรม แต่หลงั จากพุทธปรนิ ิพพานแล้ว ๒๐๐ ปี
พระพุทธศาสนาจะไปเจริญในลังกา สัจจกนิครนถ์จะไปเกิดท่ีน้ันจะได้บรรพชาอุปสมบท
ในพระพุทธศาสนา และจะบรรลุอรหัตตผลเป็นพระขีณาสพมีชื่อว่า “กาฬพุทธรักขิตตะ”
(ม.ม.ู อ. ๒/๓๘๙/๒๐๑-๒๐๓)
226 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
๗. จูฬตัณหาสงั ขยสตู ร
๗.๑ ทมี่ าของชอ่ื
จูฬตัณหาสงั ขยสตู ร แปลวา่ พระสตู รว่าดว้ ยความสิน้ ตณั หา สูตรเล็ก ชอื่ นต้ี ้ังตาม
เน้อื หาสาระของพระสูตร เหตุที่เรียกว่า สูตรเลก็ เพราะมีเนอ้ื หาน้อยกวา่ มหาตณั หาสงั ขยสตู ร
๗.๒ ท่มี าของพระสตู ร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ท้าวสักกะจอมเทพ ขณะประทับอยู่ใน
ปราสาทของนางวิสาขามิคารมาตา ณ บุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี เพ่ือตอบปัญหาของ
ท้าวสักกะ เหตุเกดิ ของพระสูตรนี้ จดั อยใู่ นประเภท ปจุ ฉาวสิกะ
๗.๓ รูปแบบของพระสูตร
รปู แบบของจูฬตณั หาสงั ขยสูตรเปน็ การสนทนาธรรมแบบถาม-ตอบ
๗.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
เนื้อหาของพระสูตรน้ีเป็นพระพุทธภาษิตโดยย่อ แต่มีการกล่าวถึง ๓ คร้ัง ๓ ตอน
ดงั นี้
ตอนท่ี ๑
ท้าวสักกะ จอมเทพเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ทูลถามว่า กล่าวโดยย่อ
ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่าไร ภิกษุจึงช่ือว่า ผู้หลุดพ้นด้วยธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา มีความส�ำเร็จ
ข้ันสูงสุด มีความเกษมจากโยคะข้ันสูงสุด มีพรหมจรรย์ข้ันสูงสุด มีจุดมุ่งหมายขั้นสูงสุด
เปน็ ผูป้ ระเสริฐกวา่ เทวดาและมนุษยท์ ั้งหลาย
ตรสั ตอบวา่ เม่อื ภกิ ษไุ ด้สดับวา่ ธรรมทั้งปวงไม่ควรยดึ ม่ัน เธอรู้ยิง่ ธรรม ทง้ั ปวงนัน้ แลว้
ก�ำหนดร้ธู รรมทงั้ ปวงนนั้ เมื่อสุขเวทนา ทกุ ขเวทนา หรืออทกุ ขมสุขเวทนาเกดิ ขนึ้ เธอพจิ ารณา
เห็นความไม่เทีย่ ง ความคลายก�ำหนดั ความดับ และความสลดั ท้ิงในเวทนาท้งั หลาย เมอ่ื เหน็
ความไมเ่ ที่ยง ความคลายก�ำหนดั ความดับ และความสลดั ท้งิ ในเวทนาทง้ั หลายอยู่ เธอไม่ยึด
มนั่ อะไร ๆ ในโลก เมื่อไม่ยดึ ม่นั จึงไม่สะดุง้ หวาดหวั่น เม่ือไมส่ ะดงุ้ หวาดหว่ัน จงึ ดบั กิเลสได้
เฉพาะตนและรชู้ ดั วา่ ชาติสน้ิ แลว้ อยู่จบพรหมจรรยแ์ ลว้ ท�ำกิจท่คี วรท�ำเสร็จแลว้ ไม่มีกจิ อ่นื
เพื่อความเปน็ อย่างน้ี (เพือ่ บรรลุอรหัตตผล) อีกต่อไป
ท้าวสักกะจอมเทพทรงช่นื ชมพระพุทธภาษติ นแ้ี ลว้ ทูลลาจากไป
เล่มที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๒ 227
ตอนที่ ๒
ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ซ่ึงน่ังอยู่ไม่ไกลจากพระผู้มีพระภาคและได้ฟังพระพุทธ-
ภาษติ นด้ี ว้ ย คดิ วา่ ทา้ วสกั กะเขา้ พระทยั พระพทุ ธภาษติ ดแี คไ่ หน จงึ ตามทา้ วสกั กะไปยงั สวรรค์
ชั้นดาวดึงส์ด้วยฤทธิ์ถามว่า พระผู้มีพระภาคตรัสเร่ืองความหลุดพ้นด้วยธรรมเป็นที่ส้ินตัณหา
โดยย่อว่าอย่างไร
ทา้ วสกั กะไมท่ รงตอบ ตรสั ชวนพระเถระไปชมเวชยันตปราสาท พระเถระตอ้ งส�ำแดง
ฤทธใิ์ ห้เวชยันตปราสาทส่ันสะเทอื น จึงได้ตรัสบอกตามที่ไดท้ รงฟังมาทกุ ประการ
ตอนท่ี ๓
ท่านพระมหาโมคคัลลานะกลับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
กราบทูลเร่ืองไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธภาษิตน้ี
ให้ทา่ นพระมหาโมคคัลลานะฟังอกี คร้ังหน่ึง
๗.๕ ข้อสงั เกต
ขอใหส้ งั เกตวา่ พระพทุ ธภาษติ โดยยอ่ นม้ี คี วามส�ำคญั อยา่ งไร ทา่ นพระมหาโมคคลั ลานะ
จึงห่วงใยว่า ท้าวสักกะจะไม่เข้าใจจริง เพียงแต่ทรงแสดงความช่ืนชม ด้วยมารยาทเท่าน้ันจึง
ตามไปถามถึงช้ันดาวดึงส์แล้วกลับถวายรายงานให้พระผู้มีพระภาคทรงทราบ พระพุทธองค์ก็
ทรงยืนยันวา่ ได้ตรัสอย่างน้นั จริง
พระพุทธภาษิตโดยย่อน้ี ทรงแสดงเพ่ือตอบปัญหาท่ีว่าภิกษุปฏิบัติอย่างไร จึงจะ
ช่อื วา่ เปน็ ผูห้ ลดุ พน้ ดว้ ยธรรมเปน็ ท่สี น้ิ ตณั หา คอื บรรลุอรหตั ตผล ซ่งึ เปน็ ทสี่ ุดแห่งพรหมจรรย์
ในพระศาสนานี้พระพุทธภาษติ โดยยอ่ น้ีจึงอาจจ�ำแนกเปน็ ข้ันตอน ไดด้ งั นี้
๑. ต้องศึกษาว่าธรรมทั้งปวงไมค่ วรยดึ มั่น
ค�ำว่า ธรรมท้ังปวง ในที่น้ี หมายถึง (๑) ขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ
วญิ ญาณ) (๒) อายตนะ ๑๒ (คือ อายตนะภายใน ๖ และอายตนะภายนอก ๖) (๓) ธาตุ ๑๘
(คือ จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ รูปะ สัททะ คันธะ รสะ โผฏฐัพพะ จักขุวิญญาณ
โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชวิ หาวญิ ญาณ กายวญิ ญาณ มโนวิญญาณ และธมั มะ)
ค�ำว่า ไม่ควรยึดมั่น หมายถึง ไม่ควรยึดม่ันด้วยอ�ำนาจตัณหา (ตัณหาวิจริต ๑๐๘)
และทฏิ ฐิ (มิจฉาทฏิ ฐิ ได้แก่ ทฏิ ฐิ ๖๒)
228 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๒. ต้องพิจารณาใหร้ ู้ย่ิงวา่ ธรรมทัง้ ปวงไมค่ วรยึดมนั่
ค�ำว่า รู้ยิ่ง ในที่น้ีหมายถึง รู้ด้วยญาตปริญญา คือ การก�ำหนดรู้ข้ันรู้จัก ได้แก่
รจู้ กั ว่า ขนั ธ์ อายตนะและธาตุเหลา่ นี้ เป็นสง่ิ ไม่เทย่ี ง เปน็ ทุกข์ เปน็ อนตั ตา
๓. ต้องก�ำหนดรวู้ า่ ธรรมทั้งปวง ไมค่ วรยึดมน่ั
ค�ำว่า ก�ำหนดรู้ ในท่ีนี้หมายถึง รู้ด้วยตีรณปริญญา คือ การก�ำหนดรู้ขั้นพิจารณา
ได้แก่ พิจารณาขันธ์ อายตนะ และธาตุเหล่าน้ีตามสภาวะท่ีเป็นจริงว่า ไม่เท่ียง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา
๔. เม่ือมีเวทนาใด ๆ เกิดข้ึน ให้พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความคลายก�ำหนัด
ความดับและความสลดั ท้งิ ในเวทนานั้น ๆ
ค�ำว่า เวทนา หมายถึง ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ซึ่งเกิดจาก
ผัสสะต่าง ๆ เช่น ผสั สะจากจกั ขุ รูปและจักขุวญิ ญาณกระทบกนั
๕. เมื่อพจิ ารณาเห็นเชน่ น้ันอยู่ ก็จะไม่ยดึ ม่นั อะไรในโลก
๖. เมื่อไมย่ ดึ มนั่ ก็จะไม่สะดงุ้ หวาดหว่นั
๗. เมื่อไม่สะดุ้งหวาดหม่ัน ก็จะดับกิเลสได้ และรู้ชัดว่า อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว
คือ บรรลุอรหตั ตผลแล้ว
๘. มหาตณั หาสงั ขยสูตร
๘.๑ ที่มาของชอ่ื
มหาตัณหาสังขยสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยความส้ินตัณหา สูตรใหญ่ ชื่อนี้
ต้ังตามเน้อื หาสาระของพระสตู ร
๘.๒ ท่มี าของพระสตู ร
พระสูตรน้ี พระผู้มีภาคทรงแสดงแก่ภิกษุท้ังหลาย ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยทรงปรารภความเห็นผิดของภิกษุช่ือสาติ
หรือพระสาติ ผู้เป็นบุตรชาวประมง เหตเุ กดิ ของพระสูตรนี้ จดั อยู่ในประเภท อตั ถปุ ปตั ติกะ
๘.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รูปแบบของมหาตัณหาสังขยสูตรเป็นการสนทนาธรรมแบบถาม-ตอบ และมีอุปมา
อปุ ไมยประกอบ
เลม่ ที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๒ 229
๘.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
ภาคอทุ เทส
พระสาติ มคี วามเห็นว่า พระผู้มพี ระภาคตรัสวา่ “วิญญาณนแ้ี ลมิใช่อ่นื ทอ่ งเท่ียวไป
แล่นไป” เพื่อนพรหมจารีว่ากล่าวตักเตือนว่า ท่านเข้าใจผิด พระผู้มีพระภาคมิได้ตรัสเช่นน้ัน
แต่ตรัสว่าวิญญาณอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ถ้าไม่มีปัจจัย วิญญาณก็เกิดไม่ได้ สาติภิกษุไม่เชื่อ
ยงั ยนื ยนั วา่ ตนไดร้ ทู้ ว่ั ถงึ พระธรรมทพี่ ระผมู้ พี ระภาคทรงแสดง เรอื่ งวญิ ญาณทรงแสดงไวอ้ ยา่ งน้ี
ภิกษุท้ังหลายน�ำความไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์รับสั่งให้ไป
ตามพระสาตมิ าเฝ้า และตรสั ถามว่าเปน็ ความจรงิ หรอื ไม่ พระสาติกราบทูลวา่ เป็นความจริง
ภาคนิทเทส
๑. ตรัสถามว่า วิญญาณนั้นเป็นอย่างไร ทูลตอบว่า เป็นสภาวะที่พูดได้ รับรู้ได้
เสวยวิบากแหง่ กรรมดกี รรมช่วั ในทนี่ ้นั ๆ (ในภพภมู ิทเี่ กดิ )
ตรสั ถามวา่ ไดฟ้ งั เร่ืองวิญญาณเชน่ นที้ ไ่ี หน ตรสั แกใ่ คร
เม่ือพระสาติน่ิง จึงตรัสต่อไปว่า วิญญาณอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ไม่มีปัจจัย ก็เกิดไม่ได้
(หมายความว่า วญิ ญาณไมใ่ ช่อตั ตาท่เี ทยี่ งแท้ถาวรอย่างทพี่ ระสาติเขา้ ใจ)
๒. ทรงต�ำหนวิ ่า กล่าวตู่พระองค์ ผู้กลา่ วตเู่ ช่นนี้ ชื่อว่า ขดุ ตนเอง (คือท�ำให้ไม่เจรญิ
งอกงามในพระศาสนาน้ี) จะประสบสิ่งไม่ใช่บุญเป็นอันมากและจะได้รับความทุกข์ตลอด
กาลนาน
๓. จากน้ันทรงสอบสวนความเข้าใจของภิกษุทั้งหลายในเรื่องนี้ เพ่ือสอนพระสาติ
ดังมีใจความดังนี้
ตรสั ถามวา่ พระสาตจิ ะเจรญิ งอกงามในพระศาสนานหี้ รอื ไม่ ภกิ ษทุ ง้ั หลายทลู ตอบวา่ ไม่
ตรสั ถามวา่ ภิกษทุ ั้งหลาย รทู้ ่วั ถึงพระธรรมทพี่ ระองคท์ รงแสดงไว้ เหมอื นที่พระสาติ
กล่าวตู่พระองค์หรือไม่ ภิกษุเหล่านั้นทูลตอบว่า ไม่ เพราะพระองค์ตรัสว่าวิญญาณอาศัย
ปจั จัยเกิดขน้ึ ถา้ ไมม่ ปี ัจจัยวิญญาณเกดิ ข้นึ ไมไ่ ด้
ตอนนี้พระสาติน่ังน่ิง คอตก ก้มหน้า เก้อเขิน หมดปฏิภาณ พระองค์ตรัส ชมเชย
ภิกษุเหล่าน้ันว่าเข้าใจดีแล้ว และทรงอธิบายว่าวิญญาณอาศัยปัจจัยใดเกิดขึ้น ก็มีช่ือตาม
ปัจจัยนั้น เช่น วิญญาณที่อาศัยจักขุเกิดข้ึน เรียกว่า จักขุวิญญาณ เหมือนไฟที่ติดขึ้นเพราะ
อาศยั ไม้ เรยี กวา่ ไฟไม้ อาศยั หญา้ เรียกวา่ ไฟหญ้า
๔. ตรัสถามความเห็นของภิกษุทั้งหลาย เรื่องปัจจัยท่ีเป็นเหตุเกิด และปัจจัยท่ีเป็น
เหตุดับแห่งขันธ์ ๕ ภิกษุเหล่าน้ันทูลตอบตรงกับท่ีตรัส จึงตรัสถามต่อไปว่า มีความสงสัยใน
230 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
การเกดิ และการดบั ของขันธ์ ๕ หรอื ไม่ ภกิ ษเุ หล่านนั้ ทูลตอบวา่ มคี วามสงสัย
ตรสั ถามว่า เมือ่ บุคคลเหน็ การเกดิ และการดบั แหง่ ขันธ์ ตามความเปน็ จริง ด้วยปัญญา
อันชอบแล้ว เขาละความสงสัยนั้นได้หรือ ภิกษุเหล่านั้นทูลตอบว่า ละได้ เม่ือตรัสถามว่า
ภิกษุเหล่าน้ันเห็นการเกิดและการดับแห่งขันธ์ตามความ เป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบหรือไม่
ภิกษุเหล่านน้ั ทูลตอบวา่ เห็น และเมอ่ื ตรสั ถามว่าละความสงสยั ได้หรอื ไม่ ทูลตอบว่า ละได้
ตรัสถามต่อไปจนภิกษุเหล่าน้ันกราบทูลยืนยันว่า ท่านมิได้ติดอยู่กับทิฏฐิอันบริสุทธ์ิ
(สัมมาทิฏฐิท่ีเกิดจากวิปัสสนา) ว่าเป็นของตน แต่ถือว่าเป็นเพียงพาหะให้ไปถึงความหลุดพ้น
แล้วท้ิงไป เหมือนคนโดยสารแพขา้ มฝ่งั เมอื่ ถึงฝง่ั แล้วก็ท้งิ แพไป
๕. ตรัสว่า อาหาร ๔ ชนิด คือ (๑) กวฬิงการาหาร (อาหารคือค�ำขา้ ว) (๒) ผัสสาหาร
(อาหารคอื ผสั สะ) (๓) มโนสญั เจตนาหาร (อาหารคอื สญั เจตนา หรอื ความจงใจ) (๔) วญิ ญาณาหาร
(อาหารคือวิญญาณ) มีเพื่อช่วยให้สัตว์ด�ำรง อยู่ได้ และช่วยให้แสวงหาภพต่อไป แล้วทรง
อธิบายเหตุเกิด และเหตุดับแห่งอาหารเหล่านั้นตามหลักปฏิจจสมุปบาททั้งสายเกิดและ
สายดบั แลว้ ตรัสถามภกิ ษเุ หลา่ น้นั ว่า
เมอื่ รู้อยา่ งนี้แล้ว จะนกึ ย้อนถงึ อดตี ชาติของตนว่า เราเคยมมี าแล้ว หรอื วา่ ไมเ่ คยมีมา
ได้เป็นอะไรมาแล้ว ได้เป็นอย่างไรมาแล้ว ก่อนมาเป็นอย่างนี้ ภิกษุเหล่าน้ัน ทูลตอบว่า
ไมน่ ึกยอ้ นอดตี ชาติ
ตรสั ถามวา่ จะนกึ ถึงอนาคตชาตขิ องตนวา่ เราจกั มหี รือจักไม่มี เราจักเปน็ อะไรจกั เปน็
อยา่ งไร จักเปน็ อะไรแลว้ จักเป็นอะไรต่อไป ภิกษเุ หลา่ น้ันทูลตอบว่า ไมน่ ึกถงึ อนาคตชาติ
ตรสั ถามตอ่ ไปจนภกิ ษเุ หลา่ นนั้ กราบทลู ยนื ยนั วา่ ทา่ นไมม่ คี วามสงสยั ในสภาวะของตน
และสภาวะของสตั ว์ท้ังหลาย เพราะร้เู องเหน็ เอง มใิ ชก่ ล่าวตาม พระศาสดาเพราะความเคารพ
ผรู้ เู้ หน็ อยา่ งนไ้ี มย่ กยอ่ งศาสดาอนื่ ขอ้ วตั รของ ลทั ธอิ นื่ ไมต่ นื่ ลทั ธแิ ละมงคลของสมณพราหมณ์
ทง้ั หลาย เพราะไรแ้ กน่ สาร ตรัส ยกยอ่ งว่า ค�ำท่พี วกภิกษกุ ล่าวนั้นถกู ต้อง แล้วทรงแสดงธรรม
ให้ฟัง
๖. ทรงแสดงว่าองคป์ ระกอบท่ีท�ำใหส้ ัตวเ์ กิดในครรภม์ ี ๓ ประการ คอื (๑) บดิ ามารดา
อยู่รว่ มกัน (๒) มารดามรี ะดู (๓) มคี นั ธพั พะ คอื ปฏิสนธิวิญญาณปรากฏขึน้
เมือ่ ทารกในครรภค์ ลอดแล้วและได้รบั การเลย้ี งดูอย่างดดี ว้ ยกามคุณ ๕ ก็เจรญิ เติบโต
จากเดก็ จนเป็นผใู้ หญ่ได้เสวยอารมณ์ทง้ั สขุ ทงั้ ทกุ ขแ์ ละมิใช่สขุ มใิ ช่ทกุ ข์
เม่อื พระศาสดาเสดจ็ อบุ ัติขน้ึ ในโลก ทรงแสดงธรรมน�ำสัตว์ใหพ้ ้นทกุ ขไ์ ด้ มผี อู้ อกบวช
ตาม ปฏิบัติตามสิกขาและสาชีพของภิกษุจนบรรลุธรรมตามล�ำดับ ต้ังแต่ปฐมฌานจนถึง
อรหัตตผล ไม่ติดใจในเวทนาทั้งหลาย ความเพลิดเพลินในเวทนาจึงดับไป เพราะความ
เลม่ ที่ ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๒ 231
เพลิดเพลินดับไป อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
เพราะชาตดิ บั ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข์ โทมนสั และอปุ ายาสของภิกษุนั้นจงึ ดับ ความ
ดบั แหง่ กองทกุ ข์ทง้ั สิ้นมไี ด้ด้วยประการฉะน้ี
ทรงสรุปว่า จงจ�ำตัณหาสังขยวิมุตติโดยย่อนี้ไว้ จงจ�ำพระสาติบุตรชาวประมงว่า
เปน็ ผตู้ ดิ อย่ใู นข่ายคือตณั หาและกองแหง่ ตัณหาใหญ่
๘.๕ ข้อสังเกต
ขอให้สังเกตว่า พระผู้มีพระภาคทรงใช้วิธีปราบม้าพยศด้วยม้าที่ทรงฝึกไว้ดีโดยทรง
ถามน�ำใหภ้ กิ ษทุ ง้ั หลายตอบแลว้ สรปุ ประเดน็ เขา้ หาปญั หา คอื การเขา้ ใจผดิ ถอื ผดิ ของพระสาติ
เปน็ ระยะ ๆ ตงั้ แต่ต้นจนจบสตู ร
พระสูตรน้ีมีสาระน่าศึกษามาก ทรงแสดงหลักปฏิจจสมุปบาท เพ่ือท�ำลายความเห็น
ผิดวา่ วญิ ญาณเท่ียงของพระสาตผิ ถู้ อื สสั สตทฏิ ฐิ และหลกั ธรรมอ่นื อกี มาก แตท่ รงมุ่งประเดน็
ไปสู่ความหลดุ พ้นเพราะสิ้นตัณหาทท่ี รงเรียกวา่ ตัณหาสงั ขยวมิ ตุ ติ
๙. มหาอสั สปรุ สตู ร
๙.๑ ที่มาของชือ่
มหาอัสสปุรสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยเหตุการณ์ในอัสสปุรนิคม สูตรใหญ่
ช่ือนี้ตั้งตามช่ือของสถานที่ท่ีทรงแสดงพระสูตรนี้ ที่ช่ือว่าสูตรใหญ่เพราะมีเนื้อหาสาระ
กวา้ งกวา่ จูฬอสั สปุรสูตร ท่จี ะแนะน�ำต่อไป
๙.๒ ท่ีมาของพระสตู ร
พระสูตรน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแก่ภิกษทุ ง้ั หลาย ขณะประทบั อยู่ทอ่ี สั สปรุ นคิ ม
ของเจา้ ชายชาวองั คะ แควน้ องั คะ โดยทรงปรารภความเลอ่ื มใสของชาวนคิ มนน้ั ดงั ทอี่ รรถกถา
เล่าไว้ว่า ชาวนิคมนั้นมีศรัทธาปสาทะในพระรัตนตรัยเป็นอย่างย่ิง ได้ปฏิบัติต่อพระภิกษุสงฆ์
ดว้ ยความเคารพยง่ิ แม้สามเณรผ้บู วชในวันนัน้ พวกเขากย็ กยอ่ งเสมอเหมือนพระเถระผู้มอี ายุ
๑๐๐ พรรษา กจิ ประจ�ำวนั คอื เชา้ ใสบ่ าตรพระสงฆก์ อ่ นแลว้ จงึ ไปท�ำงาน ขณะท�ำงานกพ็ ดู กนั
แตเ่ รอื่ งบุคคลผู้ต้ังอย่ใู นมรรค ๔ ผล ๔ และอรยิ สงฆ์ เป็นต้น (ม.มู.อ. ๒/๔๑๕/๒๑๙-๒๒๐)
เหตเุ กิดของพระสูตรน้ี จัดอย่ใู นประเภท อัตถปุ ปัตติกะ
232 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
๙.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รูปแบบของมหาอัสสปุรสูตรเป็นบรรยายโวหารแบบถามเอง-ตอบเอง และมีอุปมา
อุปไมยประกอบ
๙.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
ภาคอุทเทส
พระผู้มีพระภาครับส่ังเรียกภิกษุทั้งหลาย(ที่มาพักอยู่ในอัสสปุรนิคม) มาตรัสว่า
“ประชาชนรู้จักเธอท้ังหลายว่า สมณะ และเธอทั้งหลายเมื่อถูกถามว่า เป็นใคร ก็ปฏิญญา
(ยืนยัน) ว่า เป็นสมณะ เม่ือมชี ่ืออย่างน้ีและปฏิญญาอย่างน้ี ก็ควรส�ำเหนยี กว่า
“เราทั้งหลาย จักสมาทานประพฤติธรรมท่ีท�ำให้เป็นสมณะและเป็นพราหมณ์
เมื่อเราทั้งปวงปฏบิ ตั ิอยอู่ ยา่ งนี้ ช่อื และปฏิญญานข้ี องเราทั้งหลายจักเป็นความจริงแท้”
“ใช่แตน่ เ้ี ทา่ น้ัน เราทั้งหลายใชส้ อยจีวร บณิ ฑบาต เสนาสนะ และคลิ านปจั จยั เภสัช
บริขารของทายกเหล่าใด ปัจจัยของทายกเหล่านั้น ก็จักมีผลมาก มีอานิสงส์มาก เพราะเรา
ทง้ั หลาย อีกอย่างหน่งึ บรรพชานี้ของเราทั้งหลายก็จกั ไมเ่ ป็นหมัน จกั มผี ล มคี วามเจริญ”
ภาคนทิ เทส
จากน้ันทรงอธิบายขยายความพระพุทธพจน์ท่ีทรงต้ังเป็นอุทเทสนัยต่อไปตามล�ำดับ
มีใจความดังน้ี
๑. ธรรมทท่ี �ำใหเ้ ปน็ สมณะ และเปน็ พราหมณไ์ ดแ้ ก่ (๑) หริ โิ อตตปั ปะ (ความละอายและ
ความเกรงกลัวต่อความชัว่ ) (๒) กายสมาจารบริสุทธ์ิ (๓) วจสี มาจารบริสุทธ์ิ (๔) มโนสมาจาร
บริสุทธ์ิ (๕) อาชีวะบริสุทธิ์ (๖) การส�ำรวมอินทรีย์ (๗) การรู้จักประมาณในโภชนะ
(๘) ตื่นบ�ำเพ็ญเพียรอย่างต่อเน่ือง (๙) เจริญสติสัมปชัญญะ (๑๐) ละนิวรณ์ ๕ [คือ
(๑) อภิชฌา (ความเพ่งอยากได้สิ่งของผู้อื่น) (๒) พยาบาท (ความมุ่งร้าย) (๓) ถีนมิทธะ
(ความหดหู่และความเซ่ืองซึม) (๔) อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่าน และความร�ำคาญใจ)
(๕) วิจิกจิ ฉา (ความลังเลสงสัย]
หลกั ธรรมทงั้ ๑๐ หลกั นี้ ทรงแนะน�ำใหภ้ กิ ษทุ ง้ั หลายประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามล�ำดบั ขนั้ ตอน
จากต่�ำไปหาสูงที่ทรงเรียกว่า กิจท่ีควรท�ำให้ยิ่งข้ึนไป เช่น เม่ือปฏิบัติตามหลักธรรมที่ ๑ คือ
หิริโอตตัปปะ จนมีหิริและโอตตัปปะประจ�ำใจแล้ว ก็ควรท�ำกิจที่ควรท�ำให้ยิ่งข้ึนไปอีก
คือปฏิบัติตามหลักธรรมที่ ๒ กายสมาจารบริสุทธิ์ เม่ือความประพฤติทางกายบริสุทธ์ิแล้ว
ก็ปฏิบัติตามหลักที่ ๓ ต่อไปและปฏิบัติอย่างน้ีเร่ือย ๆ ไปจนถึงหลักธรรมที่ ๑๐ คือ
ละนิวรณ์ ๕ ประการ ได้ขาด
เล่มท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๒ 233
๒. ทรงแสดงผลแห่งการละนิวรณ์ ๕ ดว้ ยอุปมาโวหารวา่
คนทม่ี ีหน้สี ิน เมื่อหมดหน้สี นิ แล้วรู้สกึ อย่างไร
คนท่มี ีโรค เมือ่ หายจากโรคนน้ั แล้วรสู้ ึกอย่างไร
คนที่ถูกจองจ�ำ เมือ่ พ้นจากเครื่องจองจ�ำแล้วรูส้ ึกอย่างไร
คนที่เปน็ ทาส เม่ือพ้นจากความเป็นทาสแลว้ รู้สึกอย่างไร
คนเดนิ ทางไกลอันกันดาร เม่ือเดินพ้นทางอันกนั ดารได้ส�ำเร็จแลว้ รสู้ ึกอย่างไร
ผู้ละนิวรณท์ ้ัง ๕ ประการไดส้ �ำเรจ็ กร็ สู้ ึกอย่างนัน้
๓. ทรงแสดงผลแห่งการปฏิบัติธรรมที่ท�ำให้เป็นสมณะและเป็นพราหมณ์ต่อไปว่า
เม่ือภิกษุละนิวรณ์ ๕ ประการได้ขาดแล้ว เธอก็จะสงัดจากกามและอกุศลธรรมท้ังหลาย
บรรลปุ ฐมฌาน ทตุ ยิ ฌาน ตตยิ ฌาน และจตุตถฌานโดยล�ำดับ
เม่ือมีจิตเป็นสมาธิ บริสุทธ์ิผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง
เปน็ จิตออ่ นเหมาะแกก่ ารใชง้ าน ต้งั ม่นั ไม่หวน่ั ไหวแลว้ เธอกใ็ ช้จิตนั้น เพง่ พิจารณาเพอ่ื บรรลุ
วชิ ชา ๓ หรอื ญาณ ๓ ก็ส�ำเร็จผล คอื ท�ำใหไ้ ดป้ ุพเพนวิ าสานุสสติญาณ (ญาณท่ีท�ำให้ระลึกชาติ
กอ่ นได)้ จตุ ปู ปาตญาณ (ญาณทที่ �ำใหเ้ หน็ การจตุ แิ ละอบุ ตั ขิ องสตั วท์ งั้ หลาย) และอาสวกั ขยญาณ
(ญาณที่ท�ำใหอ้ าสวะท้งั หลายสิน้ ไป)
ญาณท่ี ๑ ทรงอุปมาวา่ คนทีจ่ ากบา้ นเดมิ ไปนาน เม่อื กลบั มาบา้ นเดมิ ก็ระลึกส่ิงต่าง ๆ
ไดฉ้ ันใด ผไู้ ด้ปพุ เพนวิ าสานุสสติญาณกฉ็ ันนั้น
ญาณท่ี ๒ ทรงอุปมาว่า คนตาดีที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างเรือน ๒ หลัง ซึ่งมีประตู
ตรงกัน สามารถมองเห็นหมู่คนท่ีเดินเข้าเดินออกจากเรือนทั้ง ๒ หลังน้ันชัดเจนฉันใด
ผไู้ ดจ้ ตุ ปู ปาตญาณ ก็ฉันนั้น
ญาณท่ี ๓ ทรงอุปมาว่า คนตาดีท่ียืนที่ขอบสระท่ีใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว สามารถมอง
เห็นหอยโข่ง หอยกาบ ก้อนกรวด และกอ้ นหนิ หรอื เหน็ ฝงู ปลา แหวกวา่ ยไปมาในสระนนั้ ได้
เพราะความใสสะอาด ไม่ขุ่นมัวของน้�ำ ฉันใด ผู้ได้อาสวักขยญาณ มีจิตสะอาด บริสุทธ์ิ
สามารถรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ท�ำกิจที่ควรท�ำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่น
เพ่อื ให้บรรลุธรรมเชน่ นอ้ี ีก ก็ฉนั นั้น
๔. ทรงสรุปว่า ภิกษุผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมท้ัง ๑๐ หลักตามล�ำดับมา และได้ผล
ดังทที่ รงแสดง จึงสมควรเรียกว่า สมณะ เพราะระงบั บาปอกุศลธรรม ทงั้ หลายได้แล้ว
สมควรเรียกวา่ พราหมณ์ เพราะลอยบาปอกุศลธรรมทั้งหลายไดแ้ ล้ว
สมควรเรยี กว่า นหาตกะ เพราะลา้ งบาปอกศุ ลธรรมทง้ั ปวงไดแ้ ลว้
สมควรเรยี กวา่ เวทคู เพราะรู้แจง้ อกศุ ลธรรมทง้ั หลายแลว้
234 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
สมควรเรียกว่า โสตติยะ เพราะสามารถท�ำใหบ้ าปอกุศลธรรมทงั้ หลายหลับหมดแลว้
สมควรเรียกวา่ อรยิ ะ เพราะท�ำลายบาปอกศุ ลธรรมท้ังหลายได้แล้ว
สมควรเรียกว่า อรหนั ต์ เพราะหา่ งไกลจากบาปอกศุ ลธรรมท้ังหลายแลว้
๙.๕ ขอ้ สงั เกต
ขอให้สังเกตว่า พระผู้มีพระภาคทรงใช้เหตุการณ์คือความศรัทธาเลื่อมใสของ
ชาวนิคมอัสสปุระเป็นเหตุตรัสสอนหลักการพัฒนาตนตามล�ำดับขั้นจากขั้นต่�ำจนถึงข้ันสูงสุด
คือ บรรลุอรหตั ตผล
พระสตู รน้จี ึงมเี นอ้ื หา ส�ำนวนภาษา และพุทธลีลาการน�ำเสนอท่ีนา่ สนใจมาก
๑๐. จฬู อัสสปรุ สูตร
๑๐.๑ ท่ีมาของชอ่ื
จฬู อัสสปุรสตู ร แปลวา่ พระสตู รว่าด้วยเหตกุ ารณใ์ นอัสสปรุ นคิ ม สูตรเล็ก ชอ่ื นีต้ ้งั
ตามชื่อสถานที่ทที่ รงแสดงพระสตู รน้ี คกู่ ับมหาอสั สปรุ สตู ร
๑๐.๒ ทม่ี าของพระสูตร
พระสตู รนี้ พระผ้มู ีพระภาคทรงแสดงแกภ่ ิกษทุ ง้ั หลาย ขณะประทบั อยูใ่ นอสั สปุรนคิ ม
ของเจ้าชายชาวอังคะ แคว้นอังคะ โดยทรงปรารภเรื่องเดียวกับที่ทรงแสดงมหาอัสสปุรสูตร
เพราะทรงแสดงต่อจากสูตรน้ัน เหตุเกิดของพระสูตรนี้ จัดอยู่ในประเภท อัตถุปปัตติกะ
เช่นเดยี วกนั
๑๐.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รปู แบบของจฬู อสั สปรุ สตู รเปน็ บรรยายโวหารแบบถามเอง-ตอบเอง และมอี ปุ มาอปุ ไมย
ประกอบ
๑๐.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
ภาคอุทเทส
พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุท้ังหลายมาตรัสว่า “ประชาชนรู้จักเธอทั้งหลายว่า
เล่มที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๒ 235
สมณะและ เธอทง้ั หลายกป็ ฏญิ ญาวา่ สมณะ จงึ ควรส�ำเหนยี กวา่ “เราทงั้ หลายจะปฏบิ ตั ติ ามขอ้
ปฏิบัติทส่ี มควรแกส่ มณะ เมื่อเราทัง้ หลายปฏิบัตอิ ยู่อยา่ งน้ี ชอ่ื และปฏิญญานีข้ องเราทงั้ หลาย
ก็จกั เป็นความจริงแท้ ...”
ภาคนิทเทส
พระผู้มีพระภาคทรงอธิบายความหมายพระพุทธพจน์ที่ทรงต้ังเป็นอุทเทสนัย
มีใจความดังนี้
๑. ภิกษุผู้ยังละกิเลสท่ีเป็นมลทินของสมณะ ที่เป็นโทษของสมณะ ๑๒ ประการ
ตอ่ ไปนี้ไมไ่ ด้ ทรงเรียกว่า ผู้ไม่ปฏิบตั ิตามข้อปฏิบตั ทิ ่ีสมควรแกส่ มณะ คือ
๑. อภิชฌา ๒. พยาบาท
๓. ความโกรธ ๔. ความผกู โกรธ
๕. ความลบหล่ ู ๖. ความตีเสมอ
๗. ความรษิ ยา ๘. ความตระหน่ี
๙. ความโออ้ วด ๑๐. มารยา
๑๑. ความปรารถนาท่ีเปน็ บาป ๑๒. ความเห็นผดิ
ทรงอุปมาว่า การบรรพชาของภิกษุเช่นนี้เหมือนฝักของอาวุธชื่อมตชะที่คมจัด
เพราะเป็นเพียงเปลอื กห้มุ ของสมณมลธรรม สมณโทสธรรม
๒. บุคคลต่อไปน้ี ไม่ทรงเรียกว่า สมณะ เพียงเพราะมีเครื่องแบบและวัตรของ
นกั บวช แตย่ งั ละกิเลสทเ่ี ป็นมลทินและโทษของสมณะไม่ได้ คือ
๑. ผ้มู ผี ้าพาดบา่ ๒. ผ้ถู ือการเปลอื ยกาย
๓. ผหู้ มกั ตวั ดว้ ยธลุ ี ๔. ผ้ถู อื การลงอาบนำ�้
๕. ผูถ้ อื การอย่โู คนไม้ ๖. ผ้ถู ือการอยูก่ ลางแจ้ง
๗. ผู้ถอื การยนื แหงนหน้า ๘. ผู้ถอื การบรโิ ภคภัตตามวาระ
๙. ผู้ถือการท่องมนตร์ ๑๐. ผ้ถู ือการขมวดมวยผม
๓. ภกิ ษผุ ลู้ ะกเิ ลสทเ่ี ปน็ มลทนิ และโทษของสมณะ ๑๒ ประการได้ ทรงเรยี กวา่ ผปู้ ฏบิ ตั ิ
ตามข้อปฏบิ ัติทสี่ มควรแกส่ มณะ
๔. ภกิ ษผุ ้ปู ฏิบตั ติ ามข้อปฏิบัติท่ีสมควรแกส่ มณะน้ีแลว้ จะเห็นตนบรสิ ทุ ธิ์หลดุ พน้ จาก
บาปอกุศลธรรมทั้งหลาย เธอจึงมีความปราโมทย์ เม่ือมีความปราโมทย์ จึงมีปีติ เม่ือใจมีปีติ
กายกส็ งบ เมอื่ กายสงบ เธอจงึ เสวยสขุ เมอ่ื มสี ขุ จติ จงึ ตงั้ มนั่ ภกิ ษนุ นั้ มเี มตตาจติ กรณุ าจติ มทุ ติ า
จิต และอุเบกขาจิตแผ่ไปตลอดทศิ ทงั้ ปวง ไมม่ ีขอบเขต อย่อู ย่างผไู้ ม่มเี วรไม่มคี วามเบียดเบียน
236 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
ทรงอุปมาวา่ สระโบกขรณีท่ีมีนำ�้ ใสสะอาด เยน็ มีทา่ ดีน่ารน่ื รมย์ คนทถี่ ูก แดดแผดเผา
มาจากทศิ ใดกต็ าม เมอื่ มาถงึ สระนแี้ ลว้ ยอ่ มบรรเทาความกระหายนำ�้ และความกระวนกระวาย
เพราะความรอ้ นได้ ฉนั ใด พระศาสนาของพระองคก์ ฉ็ นั นนั้ คอื ถา้ กลุ บตุ รไมว่ า่ จากชนชน้ั วรรณะ
ใด มาบวชในพระศาสนาน้ีกจ็ ะท�ำให้แจง้ เจโตวิมตุ ติ ปัญญาวมิ ุตติ อนั ไมม่ ีอาสวะ เพราะอาสวะ
สนิ้ ไปด้วยปัญญาอันยง่ิ กลุ บุตรน้ีแล ทรงเรยี กวา่ สมณะ
๑๐.๕ ขอ้ สงั เกต
ขอให้สังเกตว่า ในมหาอัสสปุรสูตร ทรงแสดงเรื่องสมณธรรม คือ หลักธรรมท่ีท�ำให้
เป็นสมณะ หรือเรียกว่า หลักธรรมส�ำหรับพัฒนาความเป็นสมณะให้เกิดขึ้น จัดเป็นคุณธรรม
ฝา่ ยบวกท่ีภกิ ษตุ ้องมี ส่วนในจูฬอสั สปรุ สตู รน้ี ทรงแสดงเรื่อง สมณมลธรรม คอื ธรรมท่ที �ำให้
สมณะเศร้าหมอง หรอื เปน็ มลทนิ เรยี กอกี อย่าง หนึง่ วา่ สมณโทสธรรม คอื ธรรมที่ท�ำให้เกดิ
โทษแก่สมณะ เปน็ หลักธรรมทภ่ี กิ ษตุ ้องละใหไ้ ด้ มิฉะนน้ั จะเป็นสมณะไมไ่ ด้ จดั เป็นคณุ ธรรม
ฝา่ ยลบ เหมอื นศีล ๕ กับธรรม ๕ คือ ศีล ๕ จัดเปน็ คุณธรรมฝา่ ยลบ สว่ นธรรม ๕ เป็นคณุ ธรรม
ฝ่ายบวก ผู้ที่มีคุณธรรมท้ัง ๒ ฝ่ายนี้บริบูรณ์เท่านั้น จึงจะชื่อว่า มนุษย์ เพราะ ศีล ๕ และ
ธรรม ๕ คือ มนษุ ยธรรม ไดแ้ ก่ ธรรมที่ท�ำให้เป็นมนุษย์
เม่ือภิกษุพัฒนาให้สมณธรรมเกิดขึ้นและละสมณมลธรรม หรือสมณโทสธรรมให้หมด
ไปได้ จงึ ช่ือวา่ เป็นสมณะในพระศาสนานี้
จูฬยมกวรรค
จูฬยมกวรรค แปลวา่ หมวดว่าดว้ ยธรรมเป็นคู่ หมวดเลก็ ค�ำวา่ ธรรมเปน็ คู่ ในทีน่ ม้ี ี
ความหมาย ๒ นัย คือ (๑) หมายถงึ หมวดธรรม หรือหวั ขอ้ ธรรมเดียวกนั ปรากฏอยูใ่ นพระสูตร
๒ สตู ร จดั พระสูตรทั้งสองนัน้ มาเขา้ คู่กนั (๒) หมายถึง พระสูตรมีชือ่ อยา่ งเดียวกนั หมวดธรรม
หรือหัวข้อธรรมต่างกันก็ได้ จัดพระสูตร ทั้งสองน้ันมาเข้าคู่กัน เช่น เดียวกับมหายมกวรรค
ทแ่ี นะน�ำมาแล้ว
พระสูตรท่จี ดั ตามนยั ท่ี ๑ มี ๓ คู่ คือ
๑. สาเลยยกสตู ร กับเวรัญชกสตู ร
๒. วีมงั สกสูตร กบั โกสัมพยิ สตู ร
๓. พรหมนิมันตนิกสตู ร กับมารตัชชนยี สูตร
เลม่ ที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๒ 237
พระสูตรทจี่ ดั ตามนัยที่ ๒ มี ๒ คู่ คอื
๑. มหาเวทัลลสูตร กบั จูฬเวทลั ลสตู ร
๒. จูฬธัมมสมาทานสตู ร กบั มหาธัมมสมาทานสูตร
พระสตู รแต่ละสูตรในแตล่ ะค่มู สี าระส�ำคัญดังต่อไปนี้
๑. สาเลยยกสูตร
๑.๑ ทม่ี าของชื่อ
สาเลยยกสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยเหตุการณ์ในหมู่บ้านพราหมณ์ ชื่อสาลา
ชือ่ นต้ี ง้ั ตามชอ่ื สถานทที่ ท่ี รงแสดงพระสูตรน้ี
๑.๒ ทม่ี าของพระสูตร
พระสตู รน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกพ่ ราหมณแ์ ละคหบดที งั้ หลาย ขณะประทบั อยู่
ณ หมู่บ้านพราหมณช์ อ่ื สาลา เพือ่ ตอบปญั หาของพราหมณแ์ ละคหบดที ัง้ หลายท่มี าประชุมกนั
ในหมบู่ ้านนี้ เหตเุ กิดของพระสูตรนี้ จดั อยใู่ นประเภท ปุจฉาวสิกะ
๑.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รปู แบบของสาเลยยกสูตรเปน็ บรรยายโวหารแบบตอบปญั หา
๑.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
พราหมณ์และคหบดีชาวบ้านสาลาทูลถามว่า อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สัตว์บางพวก
ในโลกน้ีไปเกิดในอบาย ทุคติ วินบิ าต นรก อะไรเป็นเหตเุ ป็นปัจจัยใหส้ ัตวบ์ างพวกในโลกนไี้ ป
เกดิ ในสคุ ตโิ ลกสวรรค์
ตรัสตอบเพียงส้ัน ๆ ว่า สัตว์ที่ไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะประพฤติ
อธรรมเป็นเหตุ ส่วนสัตว์ท่ีไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เพราะประพฤติธรรมเป็นเหตุ ต่อเมื่อ
พราหมณ์และคหบดเี หล่านนั้ ทูลขอให้ทรงอธบิ าย จงึ ทรงไขความว่า
ค�ำว่า ประพฤติอธรรม หมายถึง ประพฤติอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ แล้วทรง
อธิบายโดยละเอียด
238 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
ค�ำว่า ประพฤติธรรม ทรงไขความว่าหมายถึงประพฤติกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
แลว้ ทรงอธบิ ายโดยละเอยี ดเช่นกนั
๑.๕ ข้อสงั เกต
มีข้อที่ควรศึกษาบางประเด็นเพ่ือเป็นพื้นฐานให้เข้าใจเน้ือหาสาระของพระสูตรนี้
ดขี น้ึ คือ
๑. บ้านพราหมณ์ช่ือสาลา ที่พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปประทับนั้น อรรถกถา
อธิบายว่าเป็นบ้านส�ำหรับใช้เป็นที่ประชุมหรือชุมนุม (สโมสรณคาโม) ไม่ใช่บ้านท่ีอยู่อาศัย
ตามปกติ (โภคคาโม หรอื วสนคาโม) (ม.มู.อ. ๒/๔๓๙/๒๓๕)
หมายความว่า พวกพราหมณ์และคหบดีท่ีมาเฝ้าพระผู้มีพระภาค คงมาประชุม
เพื่อการใดการหนึง่ เมื่อทราบวา่ พระองค์เสด็จมา ก็ชวนกันไปเฝ้าเพอ่ื ทลู ถามปญั หา
มีพุทธประเพณีว่า เม่ือเสด็จจาริกไปในที่ท่ีไม่มีวิหารหรืออารามที่มีผู้ถวายให้เป็นที่
ประทับ จะทรงพักในป่า (อรญฺญ) หรือราวป่า (วนสณฺฑ) ซึ่งไม่ใกล้และไม่ไกลจากหมู่บ้าน
มากนัก ในการเสดจ็ มาทบี่ ้านพราหมณน์ ก้ี ท็ รงปฏบิ ตั เิ ช่นนัน้
๒. เมื่อพราหมณ์และคหบดีชาวบ้านสาลาทูลถามปัญหา ท�ำไมพระผู้มีพระภาคจึง
ตรสั ตอบเพยี งสั้น ๆ ตอ่ เมอ่ื ทลู ขอใหท้ รงอธบิ าย จงึ ทรงอธบิ าย ดูประหน่ึงว่าไม่ทรงพอพระทัย
จะตรสั ตอบให้กระจา่ งแจ้ง
อรรถกถาอธิบายความตรงนี้ไวว้ า่ ค�ำถามมี ๒ ประเภท คอื ค�ำถามของผู้ ครองเรือน
(อคาริกปุจฺฉา) และค�ำถามของผู้ไม่ครองเรือน (อนคาริกปุจฺฉา) เช่น ค�ำถามว่า “อะไรชื่อว่า
กุศล อะไรชื่อว่าอกุศล” เป็นค�ำถามของผู้ครองเรือน ค�ำถามว่า “เหล่านี้แลหรือช่ือว่า
อุปาทานขันธ์ ๕” เป็นค�ำถามของผ้ไู มค่ รองเรือน
ค�ำถามของพวกพราหมณ์และคหบดีชาวบ้านสาลาดังกล่าวข้างต้นเป็นค�ำถามของ
ผู้ครองเรือน ถ้าทรงตอบส้ัน ๆ จะท�ำให้เขางงไม่เข้าใจ และทูลขอให้ทรงอธิบายโดยละเอียด
แต่ถ้าทรงตอบโดยละเอียดไปเลยก็จะก่อให้เกิดความถือตัวแบบนักปราชญ์ (ปณฺฑิตมานี)
วา่ เปน็ เรอื่ งง่าย ๆ น้เี อง เรากร็ ู้ แล้วไม่สนใจตอ่ ไป (ม.ม.ู อ. ๒/๔๓๙/๒๓๗)
นี้เป็นพระกุศโลบายในการแสดงธรรมของพระผู้มีพระภาค คือ ทรงพิจารณาอุปนิสัย
ของผฟู้ ังกอ่ นแล้วทรงแสดงธรรมตามอปุ นสิ ยั ของเขา
เลม่ ที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๒ 239
๒. เวรัญชกสตู ร
๒.๑ ทมี่ าของชอ่ื
เวรัญชกสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยชาวเมืองเวรัญชา (อยู่ตอนเหนือ เหนือ
เมืองสังกัสสะขึ้นไป) ช่ือน้ีตั้งตามช่ือผู้ฟัง คือ พราหมณ์และคหบดีชาวเวรัญชา ผู้มาทูลถาม
ปัญหา
๒.๒ ทีม่ าของพระสูตร
พระสตู รนี้ พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกพ่ วกพราหมณแ์ ละคหบดชี าวเมอื งเวรญั ชาทม่ี า
ท�ำธุรกจิ บางอยา่ งในกรุงสาวตั ถี ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบณิ ฑิกเศรษฐี
เขตกรุงสาวัตถี เพ่ือตอบปัญหาของพราหมณ์และคหบดีเหล่าน้ัน เหตุเกิดของพระสูตรน้ี
จดั อยใู่ นประเภท ปุจฉาวสกิ ะ
๒.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รปู แบบของเวรญั ชกสตู ร เปน็ บรรยายโวหารแบบตอบปญั หา เชน่ เดยี วกบั สาเลยยกสตู ร
๒.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
พวกพราหมณ์และคหบดีชาวเมืองเวรัญชาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคและได้ทูลถาม
ปัญหาเร่ืองเหตุท่ีท�ำให้สัตว์ไปเกิดในทุคติและสุคติเช่นเดียวกับค�ำถามของพวกพราหมณ์และ
คหบดีชาวบ้านสาลาในสาเลยยกสูตร และพระผู้มีพระภาคก็ตรัสตอบหมวดธรรมเดียวกับที่
ตรัสตอบพวกพราหมณ์และคหบดีชาวบ้านสาลา คือ อกุศลกรรมบถ ๑๐ และกุศลกรรมบถ
๑๐ แต่มีข้อที่ต่างกันคือในสาเลยยกสูตร ทรงเริ่มต้นอธิบายอกุศลกรรมบถและกุศลกรรมบถ
แบบธรรมาธษิ ฐาน ส่วนในพระสูตรน้ี ทรงเรม่ิ ตน้ อธิบายแบบบุคลาธษิ ฐาน
๒.๕ ข้อสังเกต
ดังได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า สาเลยยกสูตรคู่กับเวรัญชกสูตร ต่อไปน้ีขอให้สังเกตว่า
พระสตู รทัง้ สองนีเ้ ป็นคู่กันอย่างไร ค�ำตอบคอื เขา้ คกู่ ันเพราะ
๑. ผู้ถามปัญหาเป็นบุคคลประเภทเดียวกัน คือ เป็นพราหมณ์และคหบดีเหมือนกัน
และถามปัญหาเดียวกัน คือถามว่า อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สัตว์บางพวกในโลกนี้
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สัตว์
240 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
บางพวกในโลกนหี้ ลังจากตายแลว้ จะไปเกดิ ในสคุ ติโลกสวรรค์
๒. ผู้ตอบเป็นบุคคลเดียวกัน คือ พระผู้มีพระภาคและตรัสตอบอย่างเดียวกันว่า
สัตว์บางพวกในโลกน้ีหลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะประพฤติ
ไม่สม่�ำเสมอ คือ ประพฤติอธรรมเป็นเหตุ (ธมฺมจริยาวิสมจริยาเหตุ) สัตว์บางพวกในโลกนี้
หลังจากตายแลว้ จะไปเกดิ ในสคุ ติโลกสวรรค์ เพราะประพฤติสม�ำ่ เสมอคอื ประพฤตธิ รรมเป็น
เหตุ (ธมมฺ จรยิ าสมจริยาเหตุ)
แตเ่ มือ่ ผู้ถามทูลขอใหท้ รงอธบิ ายโดยละเอยี ดกลับทรงเริม่ ต้นต่างกนั ดังนี้
ในสาเลยยกสูตร (ข้อ ๔๔๐) ทรงเริ่มต้นว่า “พราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย
ความประพฤติไมส่ มำ่� เสมอ คือ ความประพฤติอธรรมทางกาย (กาเยน อธมมฺ จรยิ าวิสมจรยิ า)
มี ๓ ประการ ความประพฤติไม่สม่�ำเสมอคือความประพฤติ อธรรมทางวาจา มี ๔ ประการ
ความประพฤตไิ มส่ มำ�่ เสมอคอื ความประพฤติอธรรมทางใจมี ๓ ประการ”
นี้เป็นข้อความตอนต้นของอกุศลกรรมบถ ๑๐ แม้ข้อความตอนต้นของกุศลกรรมบถ
๑๐ (ขอ้ ๔๔๑) ก็ทรงเริม่ ต้นอย่างนี้ แตม่ นี ยั ตรงกนั ข้ามเทา่ นน้ั
ในเวรญั ชกสตู ร (ขอ้ ๔๔๕) ทรงเรม่ิ ตน้ วา่ พราหมณแ์ ละคหบดที ง้ั หลาย บคุ คลผปู้ ระพฤติ
ไม่สม�่ำเสมอ คอื ประพฤติอธรรมทางกาย (กาเยน อธมมฺ จารี วสิ มจารี) มี ๓ จ�ำพวก บคุ คล
ผู้ประพฤติไม่สม่�ำเสมอ คือ ประพฤติอธรรมทาง วาจา มี ๔ จ�ำพวก บุคคลผู้ประพฤติ
ไม่สมำ่� เสมอ คือ ประพฤตอิ ธรรมทางใจ มี ๓ จ�ำพวก
แม้ในส่วนท่ีเป็นกุศลกรรมบถ ๑๐ (ข้อ ๔๔๖) ก็ทรงเร่ิมต้นในท�ำนองนี้ น้ันคือ
ทรงยกบุคคลขึ้นแสดง ซ่ึงต่างกับในสาเลยยกสูตร ที่ทรงยกธรรมขึ้นแสดง แต่ค�ำขยาย
ความต่อไปเหมือนกนั ทง้ั หมด
อรรถกถากลา่ วถงึ ความตา่ งกนั ดงั กลา่ ววา่ ในสาเลยยกสตู ร ทรงแสดงแบบธรรมาธษิ ฐาน
ส่วนในเวรญั ชกสตู ร ทรงแสดงแบบบุคลาธิษฐาน (ม.ม.ู อ. ๒/๔๔๔/๒๔๒)
ถามว่า ท�ำไมจงึ ทรงแสดงใหต้ า่ งกันเช่นน้ี ค�ำตอบน่าจะเป็นไปได้ว่า เพราะทรงเห็นวา่
พราหมณแ์ ละคหบดี ๒ พวกน้ีมอี ปุ นสิ ยั ตา่ งกนั พวกชาวบา้ นสาลา มีความพรอ้ มจะรบั ฟังธรรม
ทล่ี กึ ซง้ึ มากกวา่ พวกชาวเมืองเวรัญชา
ขอ้ อนมุ านน้ีสรุปจากพุทธประเพณใี นการแสดงธรรม กล่าวคอื เมอื่ จะทรงแสดงธรรม
แตล่ ะครัง้ ทรงตรวจดูอุปนิสยั ของเหล่าสตั วผ์ ้คู วรฟังธรรมและปฏิบัติธรรมก่อน แลว้ ทรงแสดง
ธรรมตามลักษณะอุปนิสัยของผู้ฟังน้ัน ๆ ส�ำหรับผู้มีอุปนิสัยแก่กล้า พระองค์จะทรงแสดง
องค์ธรรมท่ีลึกซึ้งคัมภีรภาพกว่าที่ทรงแสดง แก่ผู้มีอุปนิสัยอ่อน ผลท่ีเห็นประจักษ์คือ หมวด
เลม่ ที่ ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๒ 241
ธรรมเดียวกัน ทรงแสดงไว้โดยย่อก็มี โดยละเอียดก็มี ทรงแสดงเป็นแบบธรรมาธิษฐานก็มี
เป็นแบบบุคลาธษิ ฐานก็มี ดังทปี่ รากฏในพระสตู ร ๒ สตู รน้เี ป็นตวั อย่าง
๓. มหาเวทัลลสูตร
๓.๑ ทม่ี าของช่ือ
มหาเวทัลลสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยการสนทนาธรรมท่ีท�ำให้เกิดปัญญา
สตู รใหญ่ ชอื่ นต้ี ง้ั ตามสาระส�ำคญั ของพระสตู ร ทชี่ อื่ วา่ สตู รใหญเ่ พราะมเี นอื้ หาสาระกวา้ งขวาง
กว่าจูฬเวทลั ลสูตร ค�ำวา่ เวทัลละ เป็นช่อื รูปแบบพระพุทธพจน์ รูปแบบ ๑ ในจ�ำนวน ๙ รปู
แบบทเี่ รยี กว่า นวงั คสตั ถุศาสน์ พระสูตรท้ังสองนี้ เป็นตวั อยา่ งของพระพุทธพจนร์ ูปแบบนี้
๓.๒ ทม่ี าของพระสูตร
พระสูตรนี้ ท่านพระสารีบุตรแสดงแก่ท่านพระมหาโกฏฐิกะ (หรือมหาโกฏฐิตะ)
ขณะพักอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรงุ สาวัตถี เพอื่ ตอบปญั หาของ
ทา่ นพระมหาโกฏฐิกะ เหตเุ กิดของพระสตู รนี้ จัดอยู่ในประเภท ปจุ ฉาวสกิ ะ
๓.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของมหาเวทัลลสูตรเป็นการสนทนาธรรมแบบถาม-ตอบ และมีอุปมาอุปไมย
ประกอบ
๓.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
เย็นวันหนึ่ง ท่านพระมหาโกฏฐิกะออกจากการหลีกเร้น (ออกจากผลสมาบัติ) แล้ว
เข้าไปหาทา่ นพระสารบี ุตร ยกปญั หาขึ้นถามเพอ่ื สนทนาธรรมกนั ซ่ึงเปน็ วิหารธรรมอย่างหน่งึ
ของพระขีณาสพ เร่ืองทที่ ่านถามมี ๖ เรอื่ ง คือ
๑. เรือ่ งปญั ญากับวญิ ญาณ ๒. เรือ่ งเวทนา สัญญา และวญิ ญาณ
๓. เร่อื งปัจจัยแห่งสัมมาทิฏฐ ิ ๔. เรื่องภพและฌาน
๕. เรื่องอนิ ทรีย์ ๕ ๖. เรือ่ งปจั จยั แห่งเจโตวมิ ตุ ติ
ท่านพระสารีบตุ รกต็ อบอยา่ งสน้ั ๆ แตช่ ดั เจนทกุ ประเด็น ท�ำใหผ้ ู้ถามพอใจ