242 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
ตวั อย่างการถาม-ตอบในเรอ่ื งปญั ญากับวญิ ญาณ
๑. ถาม ด้วยเหตเุ พยี งเท่าไร จึงเรียกว่าผู้มปี ัญญาทราม
ตอบ บุคคลผ้ไู มร่ ู้ชัดอรยิ สัจ ๔ จงึ เรียกว่า ผู้มปี ัญญาทราม
๒. ถาม ดว้ ยเหตเุ พยี งเท่าไร จงึ เรียกว่า ผู้มีปัญญา
ตอบ บุคคลผ้รู ชู้ ัดอรยิ สัจ ๔ จงึ เรยี กวา่ ผู้มีปญั ญา
๓. ถาม ด้วยเหตเุ พียงเทา่ ไร จงึ เรียกว่า วิญญาณ
ตอบ สภาวะที่รู้แจง้ อรยิ สัจ ๔ จงึ เรียกวา่ วญิ ญาณ
๔. ถาม ปญั ญากับวญิ ญาณ รวมกันหรือแยกกนั สามารถแยกแยะแล้วบัญญตั ิ
หนา้ ที่ให้ต่างกนั ไดห้ รอื ไม่
ตอบ ปัญญากับวิญญาณ รวมกัน ไม่แยกกัน และไม่สามารถแยกแยะแล้ว
บญั ญตั หิ นา้ ทใ่ี ห้ ตา่ งกนั ได้ เพราะปญั ญารชู้ ดั สง่ิ ใด วญิ ญาณกร็ แู้ จง้ สงิ่ นนั้
วิญญาณรแู้ จง้ สิ่งใดปญั ญากร็ ชู้ ดั สิง่ น้นั
๕. ถาม ปัญญากบั วิญญาณมกี ิจทจ่ี ะพึงท�ำตา่ งกนั บา้ งหรือไม่
ตอบ มี คือปญั ญาควรเจริญ แตว่ ญิ ญาณ ควรก�ำหนดรู้
๓.๕ ข้อสงั เกต
ขอให้สังเกตว่า การถาม-ตอบระหว่างพระเถระท้ัง ๒ รูปน้ี เป็นไปอย่างราบเรียบ
นุ่มนวล แต่ลึกซ้งึ และชดั เจนมาก ท่สี �ำคัญ คือ ไม่มีการขัดแยง้ เพ่ือเอาชนะกันในเชงิ วาทศิลป์
อรรถกถาอธบิ ายวา่ ค�ำถามมี ๕ แบบ คือ
๑. อทฏิ ฐโชตนาปุจฉา ถามเพอ่ื รสู้ ง่ิ ที่ยงั ไม่รู้
๒. ทฏิ ฐสังสันทนาปุจฉา ถามเพื่อสนทนาสิ่งท่รี ู้อยแู่ ลว้
๓. วิมติจเฉทนาปจุ ฉา ถามเพือ่ ขจดั ความสงสัย
๔. อนมุ ตปิ จุ ฉา ถามเพอ่ื ขอความเห็น
๕. กเถตุกามยตาปุจฉา ถามเอง-ตอบเอง
ค�ำถามแบบท่ี ๔ และ ๕ พระผู้มพี ระภาคทรงใช้มากในการแสดงธรรม เชน่
“ภิกษุท้ังหลาย เธอท้ังหลายเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร รูปเท่ียงหรือไม่เที่ยง”
ภกิ ษทุ ัง้ หลายทลู ตอบว่า “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าขา้ ” นีช้ ่ือวา่ อนมุ ตปิ ุจฉา
“ภิกษุทั้งหลาย สติปัฏฐาน ๔ ประการน้ี ๔ ประการอะไรบ้าง” แล้วทรงอธิบาย
สตปิ ัฏฐาน ๔ ประการจนจบ นี้ชอื่ วา่ กเถตกุ ามยตาปุจฉา
เล่มที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๒ 243
ในท่ีน้ี ท่านพระมหาโกฏฐิกะใช้ค�ำถามแบบที่ ๒ คือ ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา (ม.มู.อ.
๒/๔๔๙/๒๔๒-๒๔๓) เพราะท่านเป็นพระอรหันตขีณาสพรู้แจ้งธรรมแล้ว ไม่มีความสงสัย
ในธรรมใด ๆ จึงมิได้ถามเพื่อรู้ส่ิงที่ยังไม่รู้ มิได้ถามเพ่ือขจัดความสงสัย แต่ถามเพ่ือสนทนา
ธรรมกัน ซึ่งเป็นวิหารธรรม (ธรรมเคร่ืองอยู่) ตามปกติของพระอรหันต์ โดยเฉพาะหลังจาก
ออกจากผลสมาบัติ ท่ีเรียกว่า การหลีกเร้น แล้วก็จะไปหากัลยาณมิตร เพ่ือสนทนาธรรม
เพ่ือความบนั เทงิ ในธรรมท้งั แกผ่ ถู้ าม และผ้ตู อบ แตเ่ ป็นบอ่ เกิดปัญญาส�ำหรับผู้มโี อกาสไดส้ ดบั
การสนทนาธรรมนั้น
มีพระพุทธโอวาทส�ำหรับภิกษุท้ังหลายอยู่ว่า เม่ือภิกษุน่ังประชุมหรือจับกลุ่มกัน
ควรนง่ั นงิ่ ๆ อยา่ งพระอรยิ ะ หรอื ไมก่ ใ็ หส้ นทนาธรรมหรอื แสดงธรรมแกก่ นั นกี่ เ็ ปน็ วหิ ารธรรม
ของภิกษุ
เนอ้ื หาท่ีพระเถระทั้ง ๒ รูป น�ำมาถาม - ตอบ นั้นนา่ สนใจมาก เป็นหลกั วิชาที่หาอ่าน
ไดย้ าก เช่นทวี่ า่ วิญญาณท�ำหน้าทร่ี ูแ้ จง้ อริยสจั ๔ โดยทวั่ ไป วญิ ญาณ แปลวา่ ร้แู จง้ อารมณ์
คอื ร้แู จง้ อารมณ์ ๖
๔. จูฬเวทลั ลสูตร
๔.๑ ที่มาของชอ่ื
จฬู เวทลั ลสตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยการสนทนาธรรมทท่ี �ำใหเ้ กดิ ปญั ญา สตู รเลก็
ช่อื นีต้ ้ังตามสาระส�ำคญั ของพระสตู รเช่นเดยี วกบั มหาเวทลั ลสตู ร
๔.๒ ท่มี าของพระสูตร
พระสตู รนี้ ภกิ ษณุ ชี อื่ วา่ ธมั มทนิ นาแสดงแกอ่ บุ าสกชอื่ วสิ าขะ ขณะพกั อยู่ ณ พระเวฬวุ นั
เขตกรุงราชคฤห์ เพ่ือตอบปัญหาของอุบาสกน้ัน เหตุเกิดของพระสูตรน้ี จัดอยู่ในประเภท
ปจุ ฉาวสกิ ะ
๔.๓ รปู แบบของพระสูตร
รปู แบบของจูฬเวทลั ลสูตร เปน็ การสนทนาธรรมแบบถาม-ตอบ
244 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก
๔.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
วิสาขอุบาสกเข้าไปเย่ียมภิกษุณีช่ือธัมมทินนาและเรียนถามปัญหาธรรม จ�ำนวน ๕
เรอ่ื ง คอื
๑. เรอื่ งสกั กายทิฏฐ ิ ๒. เรื่องมรรคมีองค์ ๘ กบั ขนั ธ์ ๕
๓. เรอ่ื งสมาธิและสังขาร ๔. เรอื่ งสญั ญาเวทยติ นโิ รธ
๕. เรอ่ื งเวทนา
ภิกษุณีช่ือธัมมทินนาได้ตอบปัญหาต่าง ๆ อย่างชัดเจนเป็นที่พอใจของผู้ถาม และ
เมื่อผู้ถามไปกราบทูลให้พระผู้มีพระภาคทรงทราบ พระองค์ตรัสรับรองว่าถูกต้อง ถ้าทูลถาม
พระองค์ กจ็ ะตรสั ตอบอยา่ งทภ่ี กิ ษณุ ชี ื่อธมั มทินนาตอบนนั้ แหละ
ตวั อย่างการถาม-ตอบ ในเรอ่ื งสักกายทิฏฐิ
๑. ถาม ธรรมอะไรทพ่ี ระผู้มพี ระภาคตรัสเรียกวา่ สักกายะ (กายของตน)
ตอบ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการ ตรัสเรียกว่า สักกายะ (หมายถึง การยึดถือว่า
ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณวา่ เปน็ กายของตน)
๒. ถาม ธรรมอะไร ตรัสเรียกวา่ สักกายสมุทัย
ตอบ ตัณหาท่ีท�ำให้เกิดในภพใหม่ ... คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
ตรสั เรียกวา่ สกั กายสมทุ ัย
๓. ถาม ธรรมอะไร ตรัสเรยี กวา่ สักกายนโิ รธ (ความดบั แหง่ สักกายะ)
ตอบ ความดับตัณหาไม่เหลือด้วยวิราคะ ความสละ ความสละคืน ความพ้น
ความไมอ่ าลยั ในตัณหา ตรัสเรียกวา่ สักกายนโิ รธ
๔. ถาม ธรรมอะไร ตรสั เรยี กวา่ สกั กายนโิ รธคามนิ ปี ฏปิ ทา (ขอ้ ปฏบิ ตั ใิ หถ้ งึ ความดบั
แห่งสักกายะ)
ตอบ อริยมรรคมีองค์ ๘
๕. ถาม อปุ าทาน กบั อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นอย่างเดียวกนั หรอื ต่างกัน
ตอบ ไม่ใช่อย่างเดียวกัน ท้ังไม่ใช่ต่างกัน เพราะความก�ำหนัดพอใจในอุปาทาน-
ขนั ธ์ ๕ นน้ั เอง คือ อุปาทาน
๖. ถาม สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่ามีกายของตน) มีได้อย่างไร (ถามเหตุเกิดแห่ง
สักกายทฏิ ฐ)ิ
ตอบ สกั กายทฏิ ฐิมไี ด้ด้วยเหตตุ ่อไปนค้ี ือ เมื่อปุถชุ นผูไ้ ม่ได้สดบั ไม่พบพระอริยะ
ท้งั หลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ
เลม่ ที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๒ 245
๖.๑ จะพจิ ารณาเหน็ รูปวา่ เปน็ อัตตา
๖.๒ จะพิจารณาเหน็ รปู วา่ มอี ตั ตา
๖.๓ จะพจิ ารณาเหน็ รูปในอตั ตา
๖.๔ จะพิจารณาเห็นอตั ตาในรปู
ตอ่ ไปทา่ นน�ำขนั ธ์ทีเ่ หลอื คือ เวทนา สัญญา สงั ขาร และวิญญาณ มาหมุนอย่างละ ๔
ประการ ตามทฏิ ฐิ ๔ เช่นเดยี วกบั รูปขนั ธ์ รวมท้ังหมด จงึ เป็นสกั กายทฏิ ฐิ ๒๐ ประการ (คือ
ขันธ์ ๕ X ทิฏฐิ ๔)
๗. ถามถึงเหตุดับแห่งสักกายทิฏฐิ ตอบตามนัยที่ตรงกันข้ามกับเหตุเกิดแห่ง
สักกายทฏิ ฐิ
ตัวอย่างการถาม-ตอบ ในเรื่องเวทนา
การถาม-ตอบเรือ่ งเวทนาตอนสุดทา้ ยว่าด้วยธรรมท่เี ป็นคูเ่ ปรียบมดี ังน้ี
ถาม อะไรเปน็ คูเ่ ปรียบแห่งสุขเวทนา ตอบ ทุกขเวทนา
ถาม อะไรเป็นค่เู ปรยี บแห่งทกุ ขเวทนา ตอบ สขุ เวทนา
ถาม อะไรเปน็ คู่เปรียบแหง่ อทกุ ขมสุขเวทนา ตอบ อวชิ ชา
ถาม อะไรเป็นคู่เปรยี บแหง่ อวิชชา ตอบ วิมตุ ติ
ถาม อะไรเปน็ คเู่ ปรียบแห่งวิมตุ ติ ตอบ นิพพาน
ถาม อะไรเปน็ คูเ่ ปรยี บแห่งนิพพาน ตอบ “ท่าน ก้าวเลยปญั หา
ไปเสียแลว้ ไม่อาจ
ก�ำหนดทส่ี ุดแหง่
ปัญหาได้
ท่านอธิบายว่า เพราะพรหมจรรย์มีนิพพานเป็นท่ีหยั่งลง มีนิพพานเป็นจุดหมาย
มีนิพพานเป็นท่ีสุด ถ้าอุบาสกยังหวังอยู่ (หวังจะทราบให้ได้) ก็ควรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ทูลถามเนอื้ ความนั้นเถดิ
วิสาขอุบาสกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลเร่ืองท่ีสนทนากับภิกษุณีช่ือ
ธัมมทินนาทุกประการ พระองค์ตรัสว่า ภิกษุณีชื่อธัมมทินนาเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก
ถา้ วสิ าขอบุ าสกมาทลู ถามพระองค์ ก็จะตรัสตอบเหมอื นทภ่ี กิ ษุณีธัมมทินนาตอบ
๔.๕ ข้อสงั เกต
ขอให้สังเกตว่า การสนทนาธรรมในจูฬเวทัลลสูตรน้ี แม้จะเป็นการสนทนาระหว่าง
อบุ าสกกบั ภกิ ษณุ ี แตก่ ม็ คี วามลกึ ซงึ้ ไมด่ อ้ ยไปกวา่ การสนทนาธรรมระหวา่ งพระอรหนั ตขณี าสพ
246 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
๒ รูป ในมหาเวทลั ลสูตรเทา่ ไรนกั ข้อนีช้ วนให้คิดตอ่ ไปว่า คูส่ นทนาในจูฬเวทลั ลสูตรนีเ้ ป็นใคร
จดุ ประสงคแ์ ห่งการสนทนานัน้ คอื อะไร ถา้ ไมใ่ ช่จดุ ประสงค์ธรรมดาของอบุ าสกผใู้ คร่ต่อธรรม
อรรถกถาบันทกึ ประวตั ิของคู่สนทนาในพระสูตรน้ีไวเ้ พยี งสัน้ ๆ ว่า วสิ าขอุบาสก เปน็
อดีตสามีของภิกษณุ ีช่ือธมั มทนิ นา เป็นขา้ ราชบรพิ ารคน ๑ ในจ�ำนวน ๑๒ นหตุ (หม่นื ) ท่ีตาม
เสด็จพระเจ้าพิมพิสารไปรับเสด็จพระผู้มีพระภาคในวันแรกที่เสด็จมาถึงกรุงราชคฤห์หลังจาก
ตรัสรู้ และเปน็ คน ๑ ในจ�ำนวน ๑๑ นหตุ ทไี่ ด้บรรลุพระโสดาบนั พรอ้ มกบั พระเจ้าพิมพิสาร
หลงั จากนน้ั ทา่ นไดม้ โี อกาสเขา้ เฝา้ พระผมู้ พี ระภาคและไดฟ้ งั พระธรรมเทศนาอกี ๒ ครงั้ ท�ำให้
ไดบ้ รรลเุ ปน็ พระสกทาคามแี ละพระอนาคามตี ามล�ำดบั หลงั จากไดบ้ รรลเุ ปน็ พระอนาคามแี ลว้
ท�ำให้วิถีชวี ติ ในการครองเรือนเปลยี่ นแปลงไปจากเดมิ ภรรยาของทา่ น คอื นางธมั มทินนาเริ่ม
สงสัย และเกดิ ความระแวงไปต่าง ๆ นานา ในที่สดุ นางได้ถามสามตี รง ๆ วสิ าขอบุ าสกจึงจ�ำใจ
บอกความจริงว่าท่านได้บรรลุโลกุตตรธรรมจากการฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาค
และขอให้นางเลอื กด�ำเนนิ ชีวติ ต่อไปตามปรารถนา นางจึงขออนุญาตไปบวชเปน็ ภกิ ษณุ ี ทา่ นก็
ยินดีอนุญาต และให้จัดพิธีบรรพชาอย่างมโหฬารโดยทูลขอกระบวนแห่จากพระเจ้าพิมพิสาร
เพอื่ น�ำนางไปยังส�ำนักภกิ ษณุ ีสงฆ์ หลงั จากบวชแลว้ นางได้เรยี นกัมมัฏฐานจากพระอุปัชฌาย์
และพระอาจารย์แล้วหลีกไป อยู่ในท้องถ่ินชนบท ต้ังหน้าบ�ำเพ็ญสมณธรรม ไม่นานนักก็ได้
บรรลเุ ปน็ อรหนั ต์ จากนัน้ ท่านกก็ ลับมาส่กู รงุ ราชคฤหเ์ พื่อโปรดญาติ ๆ ของทา่ นวิสาขอุบาสก
ทราบขา่ วการกลบั มาของนาง จงึ เกดิ ความสงสยั วา่ นางบวชไดไ้ มน่ านกไ็ ปอยบู่ า้ นนอก ไปอยไู่ ด้
ไมน่ านกก็ ลบั มาแลว้ มนั เรื่องอะไรกัน จงึ ไปเยี่ยมนางแล้วไดส้ นทนาธรรมกัน หลังการสนทนา
ธรรม ท�ำให้ท่านเข้าใจว่านางได้บรรลุธรรมแล้วและเมื่อได้รับการยืนยัน จากพระผู้มีพระภาค
ท่านจงึ แน่ใจยงิ่ ข้นึ (ม.ม.ู อ. ๒/๔๖๐/๒๖๓-๒๖๖, ๒๗๘)
๕. จูฬธมั มสมาทานสูตร
๕.๑ ที่มาของชอ่ื
จฬู ธมั มสมาทานสตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยการสมาทานธรรม สตู รเลก็ ค�ำวา่ ธรรม
ในท่ีนห้ี มายถงึ คติทย่ี ึดถือกนั หรือขอ้ ปฏิบัตทิ ี่ยดึ ถือกนั ส่วนค�ำว่า สมาทาน หมายถึงการรับเอา
มาปฏิบัติ การสมาทานธรรม จึงหมายถึงการรับเอาคตทิ ่ียดึ ถือกนั มาปฏิบัติ ช่อื นต้ี ั้งตามเนอ้ื หา
สาระของพระสูตร
เลม่ ที่ ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๒ 247
๕.๒ ทมี่ าของพระสตู ร
พระสตู รน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกภ่ ิกษทุ งั้ หลาย ขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวัน
อารามของอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี เขตกรงุ สาวตั ถี เพอื่ ใหภ้ กิ ษเุ หลา่ นน้ั ทราบวา่ การสมาทานธรรม
มี ๔ แบบ แตล่ ะแบบมผี ลตา่ งกนั อยา่ งไร เหตเุ กดิ ของพระสตู รน้ี จดั อยใู่ นประเภท ปรชั ฌาสยะ
๕.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รปู แบบของจฬู ธมั มสมาทานสตู รเปน็ บรรยายโวหารแบบถามเอง-ตอบเอง และมอี ปุ มา
อปุ ไมยประกอบ
๕.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
ภาคอุทเทส
พระผ้มู พี ระภาคตรัสว่า มกี ารสมาทานธรรม ๔ แบบ คอื
๑. การสมาทานธรรมท่มี สี ขุ ในปัจจบุ ัน แตม่ ีทุกขเ์ ปน็ ผลในอนาคต
๒. การสมาทานธรรมทม่ี ีทกุ ขใ์ นปัจจุบนั และมที กุ ข์เป็นผลในอนาคต
๓. การสมาทานธรรมทีม่ ีทุกข์ในปจั จบุ ัน แตม่ ีสุขเป็นผลในอนาคต
๔. การสมาทานธรรมที่มสี ุขในปจั จบุ นั และมสี ขุ เป็นผลในอนาคต
ภาคนทิ เทส
ทรงอธิบายแต่ละแบบโดยละเอียด โดยเฉพาะแบบที่ ๑ ทรงเน้นเป็นพิเศษ คือ
ทรงอธบิ ายขยายความดว้ ยอปุ มาโวหารประกอบ การสมาทานธรรมแตล่ ะแบบมสี าระส�ำคญั ดงั นี้
แบบท่ี ๑ ได้แก่ การปฏิบัติของพวกสมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติตามลัทธิท่ีถือว่า
“โทษในกามไม่มี” จึงบ�ำรุงบ�ำเรอตนด้วยกามกับปริพาชิกาสาว ๆ ไม่สนใจหลักค�ำสอนให้
ละกามเพราะเหน็ ภยั ของกาม พวกนหี้ ลงั จากตายแลว้ ไปเกดิ ในอบาย ทคุ ติ วนิ ิบาต นรก
แบบท่ี ๒ ได้แก่ การปฏิบัติของพวกอเจลก (นักบวชเปลือย) ผู้ถือวัตรต่าง ๆ เช่น
ไมไ่ ปรบั อาหารทเ่ี ขาเชญิ ใหไ้ ปรบั ไมห่ ยดุ รบั อาหารทเ่ี ขาขอใหห้ ยดุ รบั ไมร่ บั อาหารทเ่ี ขาแบง่ ให้
ไม่รับอาหารที่ท�ำเจาะจง พวกน้ีจึงมีความเป็นอยู่อย่างทรมาน มีทุกข์มาก หลังจากตายแล้ว
กไ็ ปเกดิ ในอบาย ทคุ ติ วินิบาต นรก
แบบท่ี ๓ ได้แก่ การปฏิบัติของบุคคลบางคนผู้มีราคะจัดโดยปกติ จึงได้รับทุกข์
โทมนัสอนั เกิดจากราคะจดั นน้ั เนอื ง ๆ บุคคลบางคนผูม้ ีโทสะจัดเปน็ ปกติจึงไดร้ ับทุกขโ์ ทมนัส
248 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
อันเกิดจากโทสะจัดนัน้ เนือง ๆ บุคคลบางคนผมู้ ีโมหะจดั เป็นปกติ จึงได้รบั ทกุ ขโ์ ทมนัสอนั เกดิ
จากโมหะจัดนน้ั เนอื ง ๆ บุคคลดังกลา่ วนี้ ถกู ทกุ ขโ์ ทมนัส ครอบง�ำประพฤตพิ รหมจรรย์ท้งั ๆ
ท่ีร้องไห้น�้ำตานองหน้า (เช่น ศิษย์ท่ีถูกอาจารย์บังคับ หรือท�ำโทษเพื่อให้ปฏิบัติธรรม) จึง
ประพฤติพรหมจรรย์จนบริสุทธบ์ิ ริบูรณ์ หลังจากตายแลว้ เขาไปเกิดสุคติในโลกสวรรค์
แบบท่ี ๔ ได้แก่ การปฏิบัติของบุคคลบางคนผู้ไม่มีราคะจัดโดยปกติ ผู้ไม่มีโทสะจัด
โดยปกติ ผู้ไม่มีโมหะจัดโดยปกติ จึงไม่ได้รับทุกข์โทมนัสอันเกิดจากกิเลสเหล่านี้เนือง ๆ
บุคคลดังกล่าว สงัดจากกามและอกุศลธรรมทง้ั หลาย บรรลุปฐมฌาน ทุตยิ ฌาน ตตยิ ฌาน และ
จตุตถฌาน ตามล�ำดบั หลังจากตายแล้ว เขาไปเกิดในสคุ ตโิ ลกสวรรค์
๕.๕ ขอ้ สงั เกต
ขอให้สังเกตว่า พระธรรมเทศนาในพระสูตรนี้ ทรงเปรียบเทียบการปฏิบัติธรรม ๔
แบบโดยทรงถือเอาความทุกข์และความสุขในขณะปฏิบัติกับความทุกข์และความสุขที่เป็น
ผลแห่งการปฏิบตั เิ ป็นเกณฑเ์ ทยี บ ดงั นี้
แบบท่ี ๑ ปฏิบัตเิ ปน็ สุข แตไ่ ด้ผลเป็นทุกข์ = ไมด่ ี
แบบที่ ๒ ปฏิบตั ิเปน็ ทุกข์ และได้ผลเปน็ ทกุ ข์ = ไม่ดีเลย
แบบท่ี ๓ ปฏิบตั ิเปน็ ทุกข์ แต่ไดผ้ ลเปน็ สขุ = ดี
แบบที่ ๔ ปฏิบตั เิ ป็นสขุ และไดผ้ ลเปน็ สขุ = ดมี าก
เกณฑ์สูงสุด คือ ความสุขในสุคติโลกสวรรค์เท่านั้น การสมาทานธรรม ๔ เหล่าน้ี
อาจจ�ำแนกไดด้ งั นี้
แบบที่ ๑ เปน็ ของลทั ธกิ ามสขุ ลั ลิกานโุ ยค คือ ลทั ธโิ ลกายตั หรือจารวาก ซ่งึ เป็นลัทธิ
วัตถุนิยมที่เก่าแก่ของโลก เทียบได้กับคติสุขารมณ์ (hedonism) ของชาวตะวันตก ท่ีถือว่า
ความสขุ ทางเน้อื หนัง หรือกามสขุ เป็นยอดปรารถนาของมนุษย์
แบบท่ี ๒ เปน็ ของลัทธอิ ัตตกิลมถานุโยค คอื ลทั ธทิ ่ถี อื การบ�ำเพ็ญตบะวา่ เปน็ วิธยี ่าง
กเิ ลสใหห้ ดหายไป เช่น ลทั ธินิครนถ์
แบบท่ี ๓ และท่ี ๔ เป็นของพระพุทธศาสนา ส�ำหรบั บุคคล ๒ ประเภท ประเภทแรก
คือ ปุถุชนผู้หนาแน่นด้วยกิเลส ถ้าได้รับการอบรมบ่มนิสัย ก็ได้รับความสุขได้ตามสมควร
สว่ นประเภทท่ี ๒ คอื ผมู้ กี เิ ลสเบาบาง เมอื่ ปฏบิ ตั สิ มถและวปิ สั สนากมั มฏั ฐานกบ็ รรลฌุ าน ๔ ได้
เล่มท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๒ 249
๖. มหาธัมมสมาทานสูตร
๖.๑ ท่ีมาของชื่อ
มหาธัมมสมาทานสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยการสมาทานธรรม สูตรใหญ่ ชื่อนี้
ต้งั ตามเน้ือหาสาระของพระสูตร
๖.๒ ทีม่ าของพระสตู ร
พระสตู รนี้ พระผ้มู พี ระภาคทรงแสดงแกภ่ ิกษทุ ั้งหลาย ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี เพื่อให้ภิกษุเหล่านี้ ทราบเรื่องการสมาทาน
ธรรมตามรสแห่งธรรม (ยถาธมมฺ รเสเนว - ม.มู.อ. ๒/๔๗๕/๒๘๓) เหตเุ กิดของพระสูตรนี้จัดอยู่
ในประเภท ปรชั ฌาสยะ
๖.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของมหาธัมมสมาทานสูตรเป็นบรรยายโวหารแบบถามเอง-ตอบเอง และ
มีอุปมาอุปไมยประกอบคล้ายกับจูฬธัมมสมาทานสูตรที่ต่างกัน คือ ในพระสูตรน้ี ทรงเร่ิมต้น
ด้วยค�ำถามแบบอนมุ ติปจุ ฉา คือ ทรงถามเพอ่ื ขอใหภ้ กิ ษุเหลา่ นน้ั แสดงความคดิ เห็นของตน
๖.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
ภาคอทุ เทส
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เหล่าสัตว์โดยมากมีความปรารถนา มีความพอใจ มีความ
ประสงค์ให้ส่ิงที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ เส่ือมไป ให้สิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่
นา่ พอใจ เจริญยิ่งขึน้ แตท่ ้งั ๆ ที่สัตวท์ ั้งหลายมคี วามปรารถนา มคี วามพอใจ มคี วามประสงค์
เช่นนี้ ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจก็ยังเจริญยิ่งข้ึน ธรรมที่น่าปรารถนา
นา่ ใคร่ นา่ พอใจ กย็ งั เส่อื มไป แล้วตรัสถามว่า ภิกษทุ ัง้ หลายเขา้ ใจเรือ่ งนวี้ า่ อย่างไร
ภาคนิทเทส
เมอ่ื ภิกษุเหลา่ น้นั ทลู ขอใหท้ รงอธิบายเพ่อื จะจดจ�ำไว้ จงึ ทรงอธบิ ายมีใจความดังน้ี
๑. เหตทุ ่ีสงิ่ ทง้ั หลายไม่เป็นไปตามปรารถนา
ทรงอธิบายว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้พบพระอริยะทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของ
พระอริยะ ไม่ได้รับค�ำแนะน�ำในธรรมของพระอริยะจึงไม่รู้จักส่ิงท่ีควรเสพ ไม่รู้จักส่ิงท่ี
250 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
ไม่ควรเสพ ไม่รูจ้ กั สงิ่ ทค่ี วรคบ ไมร่ ูจ้ กั สงิ่ ทไี่ ม่ควรคบ เมือ่ ไม่รู้ จึงเสพสงิ่ ที่ ไม่ควรเสพ ไมเ่ สพสิง่
ที่ควรเสพ คบส่ิงท่ีไม่ควรคบ ไม่คบสิ่งท่ีควรคบ เมื่อเป็นเช่นน้ี สิ่งท่ีไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่
ไม่น่าพอใจ จงึ เจริญย่ิงขนึ้ ส่ิงท่นี ่าปรารถนา นา่ ใคร่ น่าพอใจ กลบั เสอ่ื มไป ทั้งนเี้ พราะปถุ ุชนรู้
ไมถ่ ูกตอ้ ง ส่วนพระอริยสาวกมนี ัยตรง กนั ข้าม เพราะทา่ นรู้ถกู ตอ้ ง
๒. การสมาทานธรรม ๔ แบบ
ทรงยกการสมาทานธรรม ๔ แบบ ดงั ท่ที รงแสดงไวใ้ นจูฬธมั มสมาทานสตู ร มาแสดง
ต่ออีก แต่ทรงจัดล�ำดับใหม่ คือ แบบที่ ๒ ของพระสูตรก่อนเป็นแบบที่ ๑ และแบบที่ ๑
เปน็ แบบที่ ๒ ดังน้ี
(๑) การสมาทานธรรมทีม่ ที กุ ขใ์ นปัจจุบนั และมที กุ ขเ์ ปน็ ผลในอนาคต
(๒) การสมาทานธรรมทมี่ ีสุขในปัจจบุ นั แตม่ ีทุกขเ์ ปน็ ผลในอนาคต
(๓) การสมาทานธรรมท่ีมที กุ ขใ์ นปัจจุบนั แต่มีสุขเปน็ ผลในอนาคต
(๔) การสมาทานธรรมทม่ี ีสขุ ในปัจจบุ นั และมีสขุ เป็นผลในอนาคต
ทรงแยกอธบิ ายเปน็ ๓ ประเด็น คอื
(๑) บคุ คลผู้ไมร่ ู้จกั การสมาทานธรรมทัง้ ๔ แบบน้ีตามความเป็นจริง ชอ่ื ว่า ตกอยใู่ น
อวิชชา จึงไม่สมาทานธรรมทคี่ วรสมาทาน แต่สมาทานธรรมทไ่ี ม่ควร สมาทานซึ่งส่งผลใหส้ ิง่ ท่ี
ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ เจริญยิ่งขึ้น ส่ิงท่ีน่า ปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจกลับ
เสื่อมไป ส่วนบุคคลผู้รู้จักการสมาทานธรรมทั้ง ๔ แบบน้ีตามความเป็นจริง ชื่อว่า มีวิชชา
รชู้ ดั ตามความเปน็ จรงิ จงึ เลอื กสมาทานธรรมทคี่ วรสมาทาน ไมส่ มาทานธรรมทไ่ี มค่ วรสมาทาน
ซ่ึงส่งผลให้ส่ิงท่ีน่า ปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจเจริญย่ิงขึ้น สิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่
ไม่นา่ พอใจเสื่อมไป
(๒) การสมาทานธรรมแบบท่ี ๑ ที่ว่า มีทุกข์ในปัจจุบันและมีทุกข์เป็นผลในอนาคต
ทรงหมายถงึ การปฏิบตั ธิ รรมท่เี ปน็ อกศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการของผูท้ ่ีมี ทุกข์บ้าง โทมนสั บ้าง
ในปัจจุบนั หลงั จากตายแลว้ จึงไปเกดิ ในอบาย ทคุ ติ วินบิ าต นรก
แบบที่ ๒ ทรงหมายถึงการปฏบิ ตั ธิ รรมท่เี ป็นอกศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการ ของผมู้ สี ุข
บา้ ง โสมนสั บา้ งในปจั จบุ ัน หลังจากตายแล้ว จงึ ไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
แบบท่ี ๓ ทรงหมายถึงการปฏบิ ัตธิ รรมทเ่ี ปน็ กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ ของผู้มที ุกข์
บ้าง โทมนสั บา้ งในปัจจุบัน หลังจากตายแล้ว จึงไปเกดิ ในสคุ ติโลกสวรรค์
แบบท่ี ๔ ทรงหมายถึง การปฏิบตั ธิ รรมทเี่ ปน็ กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการของผูม้ สี ุขบา้ ง
โสมนสั บา้ งในปจั จุบนั หลงั จากตายแล้ว จึงไปเกดิ ในสคุ ตโิ ลกสวรรค์
เล่มท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๒ 251
(๓) ทรงอปุ มาประกอบดงั น้ี
แบบที่ ๑ เหมอื นนำ�้ เต้าขมผสมดว้ ยยาพิษ
แบบท่ี ๒ เหมือนน�้ำหวาน ๑ ขันส�ำรดิ ทม่ี ีสี กล่ิน และรสนา่ ดื่ม แต่ผสม ดว้ ยยาพษิ
แบบท่ี ๓ เหมอื นนมสม้ นำ้� ผง้ึ เนยใส และนำ�้ ออ้ ย ทผี่ สมเขา้ ดว้ ยกนั รกั ษาโรคลงแดงได้
ทรงเปรยี บเทยี บตอ่ ไปวา่ ในสารทกาลท้ายฤดูฝน อากาศปลอดโปร่งปราศจากเมฆฝน
ดวงอาทติ ย์ ลอยอยใู่ นทอ้ งฟ้า ก�ำจัดความมดื ในอากาศให้หมดไป สอ่ งแสงเจิดจา้ ฉนั ใด การ
สมาทานธรรมน้ีมีสุขในปัจจุบันและมีสุขเป็นผลในอนาคต ก�ำจัดค�ำติเตียนของสมณพราหมณ์
อน่ื ๆ เป็นอันมาก สอ่ งแสงสวา่ งเจิดจา้ ฉันนัน้
๖.๕ ขอ้ สังเกต
มขี อ้ ทคี่ วรสงั เกตวา่ เปน็ ไปไดห้ รอื ไมท่ พี่ ระสตู รนพี้ ระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกภ่ กิ ษคุ ณะ
เดยี วกบั ทที่ รงแสดงจูฬธัมมสมาทานสูตรให้ฟัง เพราะ (๑) สถานทท่ี ี่ ทรงแสดงเป็นทีเ่ ดยี วกัน
(๒) เนอื้ หากค็ ล้ายกัน แต่ในจูฬธัมมสมาทานสูตร ทรงเปรียบ รูปแบบการปฏิบัตธิ รรมของลทั ธิ
อื่นกับพระพุทธศาสนาโดยทรงใช้ความสุขท่ีเป็นผลแห่งการปฏิบัติเป็นเกณฑ์ตัดสินว่า แบบใด
ดกี ว่ากนั สว่ นในมหาธมั มสมาทานสตู รนี้ ทรงแสดงเพมิ่ เติม แต่ทรงแสดงการปฏบิ ัติธรรมตาม
หลกั ค�ำสอนในพระพทุ ธศาสนาโดยเฉพาะ (๓) นา่ จะทรงประสงคอ์ ยา่ งเดยี วกนั คอื ทรงแสดงให้
เหน็ วา่ การสมาทานธรรมในพระพุทธศาสนาให้ผลสูงกวา่ ดกี ว่า ดจุ ดวงอาทติ ย์ทป่ี ราศจากเมฆ
ฝนในสารทกาล ดงั ท่ที รงอปุ มาไวใ้ นตอนท้ายของพระสูตรน้ี
๗. วีมงั สกสูตร
๗.๑ ที่มาของช่ือ
วีมงั สกสูตร แปลว่า พระสูตรวา่ ดว้ ยผู้ตรวจสอบ ค�ำวา่ วีมังสกะ แปลวา่ ผตู้ รวจสอบ
มคี วามหมาย ๓ นัย คอื (๑) ผ้ตู รวจสอบอรรถ (เน้ือความ) เรียกว่า อตั ถวมี งั สกะ (๒) ผตู้ รวจ
สอบสงั ขาร เรยี กวา่ สังขารวมี ังสกะ (๓) ผตู้ รวจสอบพระศาสดา เรียกวา่ สัตถุวมี ังสกะ ในทนี่ ี้
ท่านหมายถึงนยั ท่ี ๓ คอื ผู้ตรวจสอบ พระศาสดา (ม.มู.อ. ๒/๔๘๗/๒๘๖) ชอ่ื นีต้ ง้ั ตามเนือ้ หา
สาระของพระสตู ร
252 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
๗.๒ ที่มาของพระสูตร
พระสตู รน้ี พระผู้มพี ระภาคทรงแสดงแกภ่ กิ ษทุ งั้ หลาย ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี เขตกรงุ สาวตั ถี เพอื่ ใหภ้ กิ ษผุ ไู้ มไ่ ด้ เจโตปรยิ ญาณ (ปญั ญาหยง่ั รู้
วาระจิตของผู้อ่ืน) ทดลองตรวจสอบข้อปฏิบัติของ พระองค์ก่อน ต่อไปก็สามารถตรวจสอบ
ตนเองและผ้อู นื่ ได้ เหตุเกิดของพระสตู รน้ี จัดอยใู่ นประเภท ปรชั ฌาสยะ
๗.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของวมี งั สกสูตรเป็นธรรมบรรยายแบบสาธกโวหาร คือ ทรงยกพระองค์เองขนึ้
เป็นตวั อยา่ งใหพ้ ระตรวจสอบ
๗.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
ภาคอทุ เทส
พระผู้มีพระภาคทรงยกประเด็นข้ึนแสดงเป็นอุทเทสนัยว่า “ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุ
ผู้ตรวจสอบ เมื่อไม่รู้วาระจิตของผู้อื่น พึงพิจารณาตรวจสอบในตถาคต เพ่ือให้รู้ว่า ตถาคต
เปน็ พระสมั มาสัมพทุ ธเจ้าจริงหรอื ไม่”
ภาคนิทเทส
เมือ่ ภิกษทุ ง้ั หลายทลู ขอให้ทรงอธบิ ายขยายความ จงึ ทรงอธบิ าย มีใจความส�ำคัญดังนี้
๑. พึงพิจารณาตรวจสอบพระองค์ในธรรม ๒ ประการ คือ ธรรมที่พึงรู้แจ้งทางตา
(การเหน็ รปู ) (๒) ธรรมที่พงึ รู้แจง้ ทางหู (การได้ยนิ เสยี ง) วา่ ธรรมทงั้ ๒ ประการ ของพระองค์
เศร้าหมองหรอื ไม่ เม่อื พจิ ารณาตรวจสอบ กจ็ ะรูอ้ ยา่ งนวี้ า่ ธรรมทงั้ ๒ ประการของพระองค์
ไมเ่ ศรา้ หมอง
จากนัน้ พงึ พิจารณาตรวจสอบใหย้ ิ่งขน้ึ ไปกวา่ นนั้ ว่าธรรมทัง้ ๒ ประการของพระองค์
เจอื กัน (ทั้งดีทงั้ ชัว่ ) หรือไม่ เม่ือพจิ ารณาตรวจสอบ ก็จะรอู้ ย่างนว้ี า่ ธรรม ท้ัง ๒ ประการของ
พระองค์ไม่เจือกัน
จากนนั้ พึงพิจารณาตรวจสอบใหย้ ง่ิ ข้ึนไปกวา่ น้ันวา่ ธรรมทงั้ ๒ ประการของพระองค์
ผ่องแผ้วหรือไม่ เมื่อพิจารณาตรวจสอบก็จะรู้อย่างนี้ว่า ธรรมท้ัง ๒ ประการของพระองค์
ผอ่ งแผว้
จากนั้นพึงพิจารณาตรวจสอบให้ย่ิงข้ึนไปกว่าน้ันว่า พระองค์ทรงมีกุศลธรรมเช่นน้ี
มาช้านานแล้วหรือเพ่ิงมี เมื่อพิจารณาตรวจสอบก็จะรู้อย่างนี้ว่า ทรงมีกุศลธรรมเช่นน้ี
เล่มท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๒ 253
มาชา้ นานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมี
จากน้ันพึงพิจารณาตรวจสอบให้ยิ่งข้ึนไปกว่านั้นว่า ภิกษุอย่างพระองค์น้ีมีชื่อเสียง
มียศ ทรงมีโทษบางอย่างในโลกบ้างหรือไม่ เพราะภิกษุเมอ่ื ยังไมม่ ีชอ่ื เสียง ไมม่ ยี ศ ยังไมม่ ีโทษ
บางอย่างในโลก แต่พอมีชื่อเสียง มียศ ก็จะมีโทษบางอย่าง เม่ือพิจารณาตรวจสอบ ก็จะรู้
อย่างนวี้ ่า ภกิ ษเุ ชน่ พระองคน์ ้ีมีช่ือเสยี ง มยี ศแลว้ ก็ไม่มโี ทษบางอยา่ งในโลก
จากน้ันพึงพิจารณาตรวจสอบให้ยิ่งข้ึนไปกว่าน้ันว่า พระองค์ทรงเป็นผู้ไม่มีภัย มิใช่
ผู้มภี ยั ไม่ทรงเสพกาม เพราะปราศจากราคะ เพราะราคะสิ้นไปหรอื เมื่อพจิ ารณาตรวจสอบ
ก็จะรู้อย่างนี้ว่า พระองค์ไม่ทรงมีภัย มิใช่ผู้มีภัย ไม่ทรงเสพกาม เพราะปราศจากราคะ
เพราะราคะสิน้ ไป
หากคนอน่ื ถามภกิ ษุผู้ตรวจสอบนั้นวา่ มีเคร่อื งบ่งชอี้ ะไรทีท่ �ำใหก้ ลา่ วว่า พระองคท์ รง
เป็นผู้ไม่มีภัย มิใช่ผู้มีภัย ไม่ทรงเสพกาม เพราะปราศจากราคะเพราะราคะส้ินไป ภิกษุควร
ตอบว่า เพราะพระองค์ไม่ว่าทรงอยูใ่ นหมคู่ ณะ หรอื ทรงอยู่แตพ่ ระองคเ์ ดยี ว จะไม่ทรงดหู มิน่
หมู่ชนในท่ีน้ัน ไม่ว่าผู้ด�ำเนินชีวิตดี หรือผู้ด�ำเนินชีวิตชั่ว ทรงแนะน�ำพร่�ำสอนหมู่คณะ
ทั้งท่ีติดอามิส และไม่ตดิ อามสิ ขอ้ ท่วี ่า พระองค์ทรงเป็นผ้ไู มม่ ีภัย มิใช่ผมู้ ีภยั ไมท่ รงเสพกาม
เพราะปราศจากราคะ เพราะราคะนนั้ ส้ินไป เราไดฟ้ งั มาเฉพาะพระพกั ตร์
๒. ทรงเปิดโอกาสให้ภิกษุผู้ตรวจสอบทูลถามพระองค์ได้ ทรงอนุญาตให้สอบถาม
พระองค์ตามแนวการพจิ ารณาตรวจสอบขา้ งต้นทกุ ประการ
๓. ทรงสรุปวา่ เมื่อผู้ใดพิจารณาตรวจสอบและสอบถามพระองค์ตามวิธีดังกล่าว ผ้นู นั้
ก็มศี รัทธามัน่ คงไม่หวน่ั ไหวในพระองค์ ถงึ จะมีสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ
ในโลกกไ็ มอ่ าจจะท�ำให้หวน่ั ไหวได้
๗.๕ ข้อสังเกต
ขอให้สังเกตว่า การท่ีพระองค์เปิดโอกาสให้ภิกษุผู้ชอบตรวจสอบหาความผิดความ
บกพร่องของผู้อ่ืนมาพิจารณาตรวจสอบว่า พระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงหรือไม่น้ัน
มผี ล ๒ ประการเปน็ อย่างนอ้ ย คอื (๑) เพ่ือเป็นตวั อยา่ งให้ภกิ ษุ ท้งั หลายปวารณาตนให้ผู้อื่น
ตรวจสอบได้ แนะน�ำได้ ซ่ึงจะท�ำให้รูข้ อ้ บกพร่องของตนแลว้ แก้ไขใหด้ ีขึน้ (๒) ทรงหวงั วา่ เมื่อ
ภิกษุผู้ชอบตรวจสอบได้พิจารณาตรวจสอบและสอบถามพระองค์ตามที่ทรงแนะน�ำมาแล้วจะ
ท�ำให้เกิดศรัทธาแน่วแน่ในพระองค์ ดังที่ทรงสรุปไว้ในตอนท้ายพระสูตรน้ี และเม่ือถูกถามว่า
ท�ำไมจงึ มีศรัทธาในพระองค์เช่นน้ี กส็ ามารถชแ้ี จงแสดงเหตผุ ลไดด้ ังท่ีทรงสรุปไว้ก่อนหนา้ นน้ั
อน่งึ พระสูตรนเ้ี ปน็ คู่กบั พระสูตรต่อไป คือ มเี นอ้ื หาว่าดว้ ยการตรวจสอบเชน่ เดียวกัน
254 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
๘. โกสมั พิยสูตร
๘.๑ ที่มาของชือ่
โกสัมพิยสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ชื่อน้ีตั้งตามสาระ
ส�ำคัญในพระสูตร
๘.๒ ที่มาของพระสูตร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ขณะประทับอยู่ ณ โฆสติ าราม
เขตกรุงโกสัมพี แคว้นวังสะ โดยทรงปรารภภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ผู้แตกสามัคคีกัน เหตุเกิด
ของพระสตู รน้ี จดั อยใู่ นประเภท อัตถปุ ปตั ติกะ
๘.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รูปแบบของโกสัมพิยสูตรเป็นบรรยายโวหาร แบบถาม-ตอบ ถามเอง-ตอบเอง และ
มอี ปุ มาอปุ ไมยประกอบ
๘.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
ภาคอทุ เทส
ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงท่ีประทับ กราบทูลว่า ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี
บาดหมางกนั ทะเลาะวิวาทกนั กล่าวรา้ ยกัน ไมท่ �ำความเขา้ ใจกนั ไมป่ รารถนาจะปรับความ
เขา้ ใจกนั ไมป่ รองดองกนั จงึ รบั สง่ั ใหเ้ รยี กภกิ ษเุ หลา่ นน้ั มาเฝา้ แลว้ ทรงซกั ถาม เมอื่ ภกิ ษเุ หลา่ นน้ั
ทลู รบั วา่ เป็นความจรงิ จงึ ตรัสถามว่า เม่อื บาดหมางกนั ทะเลาะววิ าทกนั กล่าวร้ายกัน ไดต้ ้งั
เมตตากายกรรม เมตตาวจกี รรม และเมตตามโนกรรม ต่อเพ่อื นพรหมจารีท้ังหลายทั้งตอ่ หน้า
และลบั หลัง หรือไม่
เม่ือภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ไม่ได้ต้ัง จึงทรงต�ำหนิว่าเป็นการกระท�ำท่ีก่อให้เกิดโทษ
ไมเ่ กดิ ประโยชนแ์ ละความสขุ
ภาคนทิ เทส
จากนั้นทรงอธบิ ายสาราณียธรรม ๖ ประการ เพอ่ื ใชป้ ระสานสามัคคตี ่อกนั ทรงเน้น
ประการสุดท้าย คือ ทิฏฐิอันประเสริฐ ซ่ึงเป็นนิยยานิกธรรม เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ
แกผ่ ู้ท�ำตาม ทรงถือว่าทิฏฐินี้ เปน็ ยอดของสาราณียธรรม เปน็ ตวั ยึดคุมสาราณยี ธรรมให้ต้งั มน่ั
เล่มที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๒ 255
เหมอื นยอดเรอื นทคี่ มุ เรือนยอดใหต้ ้งั มัน่ ฉะน้ัน
จากนัน้ ทรงอธบิ ายทฏิ ฐิ คอื ญาณของพระอรยิ สาวก ๗ ประการ เช่น ญาณที่ ๑ ท�ำให้
รู้ชัดว่า เหตุที่บาดหมางกัน ทะเลาะวิวาทกัน กล่าวร้ายกัน เพราะถูกกิเลส พวกปริยุฏฐาน
เชน่ กามราคะ พยาบาทครอบง�ำจติ ไว้ เม่อื รอู้ ย่างน้แี ล้วกล็ ะกเิ ลสเหล่านั้นได้
ทรงสรุปไวใ้ นตอนท้ายวา่ “ภิกษทุ ง้ั หลาย อริยสาวกประกอบดว้ ยธรรม ๗ ประการน้ี
ตรวจสอบสภาวธรรมดีแล้ว ด้วยการท�ำให้แจ้งโสดาปัตติผลอย่างนี้ อริยสาวกผู้ประกอบด้วย
ธรรม ๗ ประการน้ี เปน็ ผู้เพยี บพรอ้ มดว้ ยโสดาปัตติผลแล
๘.๕ ข้อสงั เกต
ขอให้สังเกตว่า พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงลงโทษทัณฑ์แก่ภิกษุผู้ทะเลาะวิวาทกัน
แต่ทรงแนะน�ำให้ท�ำ พดู และคิดต่อกนั ด้วยเมตตาจติ ใหใ้ ช้ปัญญาพิจารณาตรวจสอบตัวเองว่า
มกี ิเลสอะไรที่ท�ำให้เกดิ เรื่องเชน่ นั้นขน้ึ เมอื่ ตรวจสอบตวั เองดแี ลว้ จะละกเิ ลสไดจ้ นบรรลเุ ป็น
พระโสดาบันในทีส่ ุด
พระสูตรน้ีจึงเข้าคู่กับวีมังสกสูตร คือ มีเนื้อหาสาระคล้ายคลึงกัน แม้ว่าจะต่างหมวด
ธรรมกัน
๙. พรหมนมิ ันตนิกสูตร
๙.๑ ท่มี าของชือ่
พรหมนิมันตนิกสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยการเชื้อเชิญของพรหม หมายถึง
ท้าวพกพรหมทูลเชิญพระผู้มพี ระภาคเมอ่ื พระองคเ์ สด็จไปยงั พรหมโลก เพ่อื ทรงปราบทฏิ ฐชิ วั่
ของทา้ วพกพรหม ชือ่ น้ีตัง้ ตามสาระส�ำคญั ของพระสูตร
๙.๒ ท่มี าของพระสูตร
พระสตู รน้ี พระผ้มู พี ระภาคตรัสเล่าให้ภกิ ษทุ ัง้ หลายฟงั ขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยทรงปรารภทิฏฐิชั่วของท้าวพกพรหม
เหตุเกิดของพระสูตรนี้ จดั อยู่ในประเภท ปรัชฌาสยะ
256 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปิฎก
๙.๓ รูปแบบของพระสูตร
รูปแบบของพรหมนมิ ันตนิกสตู ร เป็นบรรยายโวหารแบบเล่าเรอ่ื ง
๙.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
พระผมู้ พี ระภาคตรสั เลา่ ใหภ้ กิ ษทุ ้ังหลายฟังมใี จความวา่ ครง้ั หน่ึงเมอ่ื พระองคป์ ระทบั
อยู่ที่โคนต้นสาละใหญ่ในสุภควันใกล้เมืองอุกกัฏฐา แคว้นโกศล ทรงทราบด้วยพระทัยว่า
ทา้ วพกพรหมมที ฏิ ฐชิ ว่ั ว่าพรหมสถานน้ี ย่ังยนื มั่นคง แข็งแรง ไมม่ คี วามเคลอื่ นไป ไมเ่ กดิ ไมแ่ ก่
ไม่ตาย ไมจ่ ตุ ิ ไมอ่ ุบัติ เครอ่ื งสลดั ออกจากทกุ ข์อย่างยงิ่ อ่ืนนอกจากพรหมสถานน้ไี ม่มี
พระองค์จึงเสด็จข้ึนไปยังพรหมโลก เพ่ือโปรดท้าวพกพรหม พอท้าวพกพรหมเห็น
พระองค์เสด็จมา จึงทูลเชิญ แล้วแสดงทิฏฐิของตนให้ทรงทราบ พระองค์ ทรงตักเตือนว่า
ท้าวพกพรหมตกอยู่ในอ�ำนาจแห่งอวิชชากล่าวส่ิงท่ีไม่เที่ยง ไม่ย่ังยืน ไม่ม่ันคง ไม่แข็งแรง
มีความเคลื่อนไป ว่าเท่ียง ย่ังยืน ม่ันคง แข็งแรง ไม่มีความเคลื่อนไป สัตว์ในพรหมสถาน
ซ่ึงเกิด แก่ ตาย จุติ และอุบัติ กล่าวว่าไม่เกิดไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ และกล่าวถึง
เคร่ืองสลดั ออกจากทกุ ข์อยา่ งย่ิงอ่นื ซ่งึ มอี ยู่วา่ ไมม่ ี
ขณะนั้น มารใจบาปได้เข้าสิงในพรหมปาริสัชชะองค์หนึ่งให้กล่าวห้ามมิให้ พระองค์
ว่ากล่าวทา้ วพกพรหม เพราะเปน็ มหาพรหม เป็นผูส้ รา้ ง เปน็ บดิ าของ เหล่าสัตว์ ไมม่ ใี ครกล้า
ขัดขืนอ�ำนาจได้ พร้อมทั้งขู่ส�ำทับว่า สมณพราหมณ์ ก่อนหน้านี้ กล่าวต�ำหนิธาตุดิน น�้ำ ไฟ
ลม ภูต เทวดา ประชาบดี พรหม และพรหมโลก หลังจากตายแล้วไปเกิดในพวกท่ีเลว
สว่ นสมณพราหมณ์ทก่ี ลา่ วสรรเสริญสิ่งเหลา่ นี้ หลงั จากตายแลว้ ไปเกดิ ในพวกที่ดี
พระองค์จึงตรัสกับมารน้ันว่า พระองค์ทรงรู้ว่าเป็นมาร อย่านึกว่าไม่รู้ แม้พรหม
และพรหมบรษิ ทั ทง้ั ปวง ตกอยู่ในอ�ำนาจของมาร แต่พระองคม์ ไิ ดอ้ ยู่ ในอ�ำนาจนน้ั
ท้าวพกพรหมกล่าวยืนยันทิฏฐิของตนอีก พระองค์จึงทรงตักเตือนอีกว่า ทรงรู้จัก
พกพรหมดี นอกจากนย้ี งั ทรงรจู้ กั พรหมชน้ั สงู ขน้ึ ไปอกี คอื พวกอาภสั สรพรหม พวกสภุ กณิ หพรหม
และพวกเวหปั ผลพรหม ซงึ่ ทา้ วพกพรหมเคยไปเกดิ และเคลอ่ื นจากนน้ั มาเกดิ ในชนั้ มหาพรหมน้ี
แต่เนอื่ งจากอยู่นานจึงหลงลมื ไป เข้าใจผิดว่าเท่ียง ยงั่ ยืน มนั่ คง แข็งแรง ไม่มีความเคลื่อนไป
พรอ้ มกนั นนั้ ไดท้ รงส�ำแดงพุทธานุภาพไมใ่ ห้ท้าวพกพรหมหายตวั ได้ และทรงแสดงการหายตวั
ให้ดู พวกพรหมทงั้ หลายจึงพากันชนื่ ชมพระบารมี
ทันใดนั้น มารใจบาปก็เข้าสิงพรหมปาริสัชชะองค์หนึ่งให้ห้ามมิให้พระผู้มีพระภาค
ทรงสอนธรรมแก่สาวกท้ังหลายของพระองค์ ไม่ให้ยึดติดในสาวก ในบรรพชิต และเล่าว่า
สมณพราหมณ์ก่อนหน้าน้ีปฏิญญาว่าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แนะน�ำพร�่ำสอน
เล่มที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๒ 257
สาวกและบรรพชิต ยึดติดในสาวกและบรรพชิต หลังจากตาย แล้วไปเกิดในพวกท่ีเลว
ส่วนสมณพราหมณ์ผไู้ ม่ท�ำอย่างน้ีหลังจากตายแล้วไปเกดิ ในพวกที่ดี
พระองค์จึงทรงแสดงให้เห็นว่า ทรงรู้จักมารดี และทรงอธิบายว่า พระองค์ตัดอาสวะ
ท้ังหลายได้ขาดแล้ว ถึงทรงสอนสาวก หรือไม่ทรงสอน ก็ไม่ท�ำให้พระองค์ดีข้ึนและเลวลงไป
กว่าเดิม
๙.๕ ข้อสงั เกต
มขี อ้ ทีน่ า่ สังเกตบางประการดงั นี้
๑. มารในพระสูตรนี้มีอ�ำนาจเหนือพรหม คือครอบง�ำอ�ำนาจของพรหมได้ ท�ำให้
พรหมตกอยู่ในอ�ำนาจได้ แต่ไม่สามารถครอบง�ำพระผู้มีพระภาคได้ ซ่ึงแสดงว่าพุทธานุภาพ
เหนอื กวา่ อานุภาพของมารและพรหม
ข้อที่ควรศึกษาก็คือ ค�ำวา่ มาร ในท่ีน้หี มายถงึ มารประเภทไหน ในมาร ๕ ประเภท คือ
๑.๑ กเิ ลสมาร มารคือกเิ ลส
๑.๒ ขันธมาร มารคอื เบญจขันธ์
๑.๓ อภสิ ังขารมาร มารคืออภสิ ังขาร (สภาพท่ีปรุงแต่ง ไดแ้ ก่ เจตสกิ ทั้งหลาย)
๑.๔ เทวปตุ ตมาร มารคอื เทวบตุ ร
๑.๕ มจั จมุ าร มารคอื มัจจุ (ความตาย)
ในจ�ำนวนนี้ เทวปุตตมารไม่อาจมีอ�ำนาจเหนือพรหมได้ เพราะเทวปุตตมารช้ันสูงสุด
ได้แก่ พญาวสวัตดี ซ่ึงเป็นเทพผู้ครองสวรรค์ช้ันปรนิมมิตสวัตดี คือสวรรค์ชั้นท่ี ๖ มีศักดิ์
และอ�ำนาจต่ำ� กวา่ พรหม
ต่อไปพิจารณามารท่ีเหลืออีก ๔ ประเภท ว่ามารประเภทไหนมีอ�ำนาจเหนือพรหม
บา้ ง วธิ คี ิดท่ีดี คอื คิดโดยต้งั ค�ำวา่ (๑) พรหมมกี เิ ลส หรอื ไม่ (๒) พรหมมีขนั ธ์ ๕ คือ รูป เวทนา
สัญญา สงั ขาร และวญิ ญาณ หรือไม่ (๓) พรหมมีอภสิ ังขาร คือ เจตสิก หรอื ไม่ (๔) พรหมมกี าร
จุติ คือ เคลือ่ นจากพรหมโลกทอ่ี ยู่ประจ�ำนนั้ หรอื ไม่
ถ้าได้ค�ำตอบว่า พรหมมีสภาวะอยา่ งใดอย่างหน่ึงในสภาวะ ๔ อย่างนัน้ หรือ ทง้ั หมด
ก็จะเป็นค�ำตอบว่า มารประเภทน้ันน่ันแหละมีอ�ำนาจเหนือพรหมแต่ไม่เหนือพระผู้มีพระภาค
เพราะทรงพ้นจากอ�ำนาจของสภาวะเหลา่ นีแ้ ล้ว
๒. สาระส�ำคัญของพระสูตรนี้น่าจะอยู่ที่การตอบโต้กันระหว่างท้าวพกพรหม ผู้ถือ
สัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่าโลกและอัตตาเท่ียง) กับพระผู้มีพระภาคผู้ทรงคัดค้านทั้งสัสสตทิฏฐิ
และอจุ เฉททิฏฐิ (ความเหน็ ว่าโลกและอัตตาขาดสญู )
258 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๓. พระสตู รนี้ ทา่ นจัดใหเ้ ขา้ คกู่ บั มารตชั ชนียสูตร ท่จี ะแนะน�ำต่อไป เพราะต่างเกี่ยว
ดว้ ยมารเหมือนกนั
๑๐. มารตัชชนียสูตร
๑๐.๑ ที่มาของชอ่ื
มารตัชชนยี สูตร แปลว่า พระสตู รวา่ ดว้ ยการคุกคามของมาร ชอื่ น้ีตง้ั ตามเน้ือหา
สาระของ พระสูตร
๑๐.๒ ที่มาของพระสตู ร
พระสูตรนี้ ท่านพระมหาโมคคัลลานะแสดงแก่มารท่ีเข้าสิงในท้องในไส้ของท่าน
ขณะเดินจงกรมอยู่ในที่แจ้ง ณ เภสกฬาวันสถานที่ให้อภัยแก่หมู่เน้ือ เขตเมืองสุงสุมารคิระ
แคว้นภัคคะ เพ่ือสงเคราะห์มารผู้เป็นญาติของท่าน เหตุเกิดของพระสูตรน้ีจัดอยู่ในประเภท
ปรชั ฌาสยะ
๑๐.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของมารตัชชนียสูตร เป็นบรรยายโวหารแบบเล่าเรื่องและมีอุปมาอุปไมย
ประกอบ
๑๐.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
เม่ือท่านพระมหาโมคคัลลานะรู้สึกผิดปกติว่า เหมือนมีของหนัก ๆ อยู่ในท้องใน
ล�ำไส้ใหญ่ของทา่ นเอง จงึ หยุดเดินจงกรม กลบั เขา้ ในวหิ าร นง่ั พจิ ารณาส�ำรวจ ตวั เอง จึงทราบ
ว่ามมี ารใจบาปเข้าไปสงิ อยู่ และทราบต่อไปวา่ มารน้นั เปน็ หลานของท่านในชาติกอ่ น จงึ เรยี ก
ใหม้ ารออกมา เม่ือมารนั้นออกมายนื แอบขา้ งประตู ทา่ นจึงเทศนส์ อนมีสาระส�ำคญั ดังนี้
๑. ล�ำดบั ญาตใิ หฟ้ งั วา่ ในอดตี ชาติ ทา่ นเกดิ เปน็ มารชอ่ื ทสู ี มนี อ้ งสาวชอ่ื กาลี นอ้ งสาว
มบี ตุ รคนหนึ่ง คอื มารนั้น ทา่ นจึงเปน็ ญาติกบั มารนนั้
๒. เล่าอดีตกรรมของท่านในชาติท่ีเกิดเป็นมารชื่อทูสีว่าได้เคยท�ำร้ายพระอริยสาวก
ช่ือพระวิธุระ ผู้เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้าพระนามว่า กกุสันธะ และท�ำความเดือดร้อน
แกพ่ ระสงฆ์ผู้ทรงศีล จึงเป็นเหตใุ หต้ กนรกหมกไหม้ไดร้ บั ทกุ ขเวทนาแสนสาหัสอย่ใู นมหานรก
เลม่ ที่ ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๒ 259
หลาวเหล็กชื่อปัจจัตตเวทนียนรกเป็นเวลาหลายพันปี พ้นจากมหานรกนั้นแล้วไปหมกไหม้อยู่
ในอสุ สทนรกซง่ึ เป็นบริวารของมหานรกนน้ั อกี หมนื่ ปี
๓. ท่านจึงขอให้มารน้ันอย่าท�ำร้ายพระอริยสาวกเช่นท่าน เพราะจะส่งผลให้ไป
ตกนรกหมกไหม้เหมือนที่ทา่ นไดร้ บั มาแล้ว
สรปุ ผลปรากฏวา่ มารนน้ั ร้สู กึ เสยี ใจ แล้วหายตวั ไป
๑๐.๕ ข้อสังเกต
พระสูตรน้นี า่ สนใจมาก ท�ำให้ไดค้ วามร้หู ลายอยา่ ง เชน่
๑. ท�ำใหเ้ ราไดท้ ราบอดตี กรรมของทา่ นพระมหาโมคคลั ลานะละเอยี ดขน้ึ วา่ เศษกรรม
ของอดีตกรรมนีเ้ องท่ีท�ำให้ทา่ นถูกฆ่ากอ่ นปรนิ ิพพาน
๒. ท�ำให้เราได้เห็นน้�ำใจของพระอรหันต์ว่ามีเมตตาธรรมสูงส่งเพียงใด แม้เห็นมาร
ก�ำลงั ท�ำร้ายทา่ นอยู่ ท่านก็ไม่โกรธ กลับสงเคราะห์จนเขาส�ำนึกบาปได้
๓. ที่ตั้งช่ือพระสูตรน้ีว่า มารตัชชนียสูตร คือพระสูตรว่าด้วยการคุกคามของมารนั้น
เหมาะสมกับเรื่องน้ีดีมาก เพราะเป็นเรื่องมารทูสีคุกคามพระสงฆ์ผู้ทรงศีล แล้วได้รับผลเป็น
ทกุ ขอ์ ย่างแสนสาหสั ถ้าแปลวา่ พระสตู รว่าดว้ ยการคุกคามมาร ก็หมายความวา่ พระพุทธเจ้า
กกุสันธะคกุ คามมารทูสี หรอื ท่านพระมหาโมคคลั ลานะคุกคามมารผเู้ ป็นหลานในอดีต
เม่ือมองภาพรวมของพระไตรปิฎกเล่มท่ี ๑๒ นี้ จะพบว่าพระสูตรแต่ละสูตร
มคี วามสมบรู ณใ์ นตวั เอง คอื มีความงามในเบอื้ งตน้ ดว้ ยนทิ านวจนะ (ทม่ี าของพระสตู ร) มคี วาม
งามในท่ามกลางด้วยเนื้อหาสาระซ่ึงเป็นของตัวเอง และมีความงามในท่ีสุดด้วยนิคมวจนะ
(ค�ำลงทา้ ย - แสดงผลของพระธรรมเทศนาในพระสตู รนน้ั ๆ) พระไตรปฎิ กเลม่ นจี้ งึ ไดร้ บั ยกยอ่ ง
ว่ามคี ณุ คา่ นา่ อ่านมาก
260 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
เลม่ ที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๓ 261
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๓
พระสุตตนั ตปฎิ ก เลม่ ที่ ๕
(มัชฌิมนกิ าย มชั ฌมิ ปัณณาสก์)
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๓๕ คือ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ซ่ึงเป็นคัมภีร์ ที่ ๒ ใน
จ�ำนวน ๓ คมั ภีร์ แห่งมชั ฌมิ นิกาย คอื ๑) มัชฌมิ นิกาย มลู ปัณณาสก์ (พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๑๒)
๒) มชั ฌมิ นิกาย มัชฌิมปณั ณาสก์ (พระไตรปฎิ กเลม่ ที่ ๑๓) ๓) มชั ฌมิ นิกาย อปุ ริปัณณาสก์
(พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๑๔)
การแบง่ หมวดหมพู่ ระสตู รในมัชฌิมนิกาย มัชฌมิ ปณั ณาสก์
ในมัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์มีพระสูตรท้ังหมด ๕๐ สูตร แบ่งออกเป็นวรรคได้
๕ วรรค วรรคละ ๑๐ สตู ร ดงั น้ี
๑. คหปติวรรค มี ๑๐ สูตร คอื
๑. กันทรกสตู ร ๒. อฏั ฐกนาครสตู ร
๓. เสขปฏิปทาสูตร ๔. โปตลิยสตู ร
๕. ชีวกสตู ร ๖. อุปาลิวาทสตู ร
๗. กุกกรุ วตกิ สูตร ๘. อภยราชกมุ ารสตู ร
๙. พหุเวทนิยสตู ร ๑๐. อปณั ณกสูตร
๒. ภิกขุวรรค มี ๑๐ สตู ร คือ
๑. จูฬราหโุ ลวาทสตู ร ๒. มหาราหโุ ลวาทสูตร
๓. จฬู มาลงุ กยสตู ร ๔. มหามาลุงกยสตู ร
๕. ภัททาลสิ ตู ร ๖. ลฏกุ โิ กปมสูตร
๗. จาตุมสูตร ๘. นฬกปานสูตร
๙. โคลสิ สานิสตู ร ๑๐. กฏี าคริ สิ ตู ร
๕ บทนำ� เล่ม ๑๓ : พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, กรงุ เทพมหานคร, ๒๕๓๙.
262 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๓. ปรพิ พาชกวรรค มี ๑๐ สตู ร คือ ๒. อัคควิ ัจฉโคตตสตู ร
๑. จูฬวัจฉโคตตสูตร ๔. ทฆี นขสูตร
๓. มหาวัจฉโคตตสตู ร ๖. สันทกสตู ร
๕. มาคณั ฑิยสตู ร ๘. สมณมุณฑกิ สตู ร
๗. มหาสกุ ลุ ทุ ายิสตู ร ๑๐. เวขณสสตู ร
๙. จฬู สกลุ ทุ ายสิ ตู ร ๒. รัฏฐปาลสูตร
๔. ราชวรรค มี ๑๐ สตู ร คือ ๔. มธรุ สูตร
๑. ฆฏิการสูตร ๖. อังคลุ ิมาลสตู ร
๓. มฆเทวสตู ร ๘. พาหิตกิ สตู ร
๕. โพธริ าชกุมารสูตร ๑๐. กัณณกัตถลสตู ร
๗. ปยิ ชาติกสูตร ๒. เสลสูตร
๙. ธมั มเจติยสูตร ๔. โฆฏมขุ สูตร
๕. พราหมณวรรค มี ๑๐ สูตร คอื ๖. เอสกุ ารีสตู ร
๑. พรหมายสุ ตู ร ๘. วาเสฏฐสตู ร
๓. อัสสลายนสูตร ๑๐. สังคารวสตู ร
๕. จังกสี ตู ร
๗. ธนัญชานิสตู ร
๙. สภุ สตู ร
เลม่ ที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๓ 263
แนะน�ำพระสตู รของแตล่ ะวรรค
๑. คหปติวรรค
คหปติวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยคหบดี ชื่อวรรคต้ังตามสาระส�ำคัญของพระสูตรที่
๒, ๔, ๖ และที่ ๑๐ ในวรรคนี้ ซึ่งมีทง้ั หมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสูตรมีสาระ ส�ำคัญ ดงั นี้
๑. กนั ทรกสูตร
๑.๑ ที่มาของชอื่
กันทรกสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยปริพาชกชื่อกันทรกะ ชื่อน้ีตั้งตามชื่อบุคคล
ทีป่ รากฏในพระสตู ร
๑.๒ ทม่ี าของพระสตู ร
พระสตู รนี้ พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกภ่ กิ ษทุ ง้ั หลาย ขณะประทบั อยใู่ กลส้ ระโบกขรณี
ช่ือคคั ครา เขตกรุงจัมปา เมืองหลวงของแควน้ อังคะ โดยทรงปรารภกนั ทรกปรพิ าชกทคี่ าดเดา
พระสัพพัญญุตญาณ ทัง้ ๆ ท่ตี นไม่มีญาณท่สี ามารถก�ำหนด อดตี อนาคต และปจั จบุ นั เหตเุ กดิ
ของพระสตู รน้ีจดั อยู่ในประเภท ปรชั ฌาสยะ คือ แสดงตามอัธยาศยั ผู้อนื่ (ม.ม.อ. ๒/๒/๓)
๑.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รปู แบบของกันทรกสตู รแบง่ ออกเป็น ๒ ตอน คือ ตอนท่ี ๑ เป็นการ สนทนาแบบแสดง
ความคดิ เหน็ ตอนที่ ๒ เป็นบรรยายโวหารแบบถามเอง-ตอบเอง ทีเ่ รียกวา่ กเถตกุ มั ยตาปจุ ฉา
๑.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
เนื้อหาของพระสูตรน้ีแบ่งเป็น ๒ ตอน คือ ตอนที่ ๑ เป็นการสนทนา ระหว่าง
กันทรกปริพาชกและนายเปสสะกับพระผู้มีพระภาค ตอนที่ ๒ พระผู้มีพระภาคทรงอธิบาย
เรอื่ งท่สี นทนากนั ให้ภกิ ษทุ ั้งหลายฟัง ดงั น้ี
ตอนที่ ๑
นายเปสสะบุตรของควาญช้างและกันทรกปริพาชก เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
กันทรกปริพาชกเห็นภิกษุสงฆ์น่ังน่ิงเงียบ จึงกราบทูลยกย่องพระผู้มีพระภาคว่า ทรงสามารถ
264 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
แนะน�ำภิกษุสงฆใ์ หป้ ฏิบตั ิชอบได้ เหมือนพระผู้มีพระภาคในอดีตและอนาคต พระผมู้ พี ระภาค
(ทรงทราบว่าปริพาชกไม่มีสัพพัญญุตญาณ) จึงตรัสบอก เหตุที่ท�ำให้ภิกษุสงฆ์สงบ คือ
พวกหน่ึงสงบเพราะเป็นพระอรหันตขีณาสพพวกหนึ่ง ยังเป็นเสขบุคคลแต่สงบได้เพราะเจริญ
สตปิ ัฏฐาน ๔ ประการ
นายเปสสะบุตรของควาญช้างก็กราบทูลให้ทรงทราบว่า แม้ตนจะเป็นคฤหัสถ์ แต่ก็
เจรญิ สตปิ ฏั ฐานเชน่ กนั และกล่าวยกย่องพระผมู้ พี ระภาคว่าทรงทราบประโยชน์ และสิง่ ทีม่ ิใช่
ประโยชนข์ องสตั วท์ ง้ั หลายทงั้ ๆ ทค่ี นกบั สตั วแ์ ตกตา่ งกนั คอื คนสอนยาก สว่ นสตั วเ์ ลย้ี งฝกึ งา่ ย
พระผมู้ พี ระภาคจงึ ตรัสถงึ บคุ คล ๔ ประเภท คอื
๑. บุคคลผู้ท�ำตนใหเ้ ดอื ดรอ้ น หมนั่ ประกอบในการท�ำตนให้เดอื ดร้อน
๒. บคุ คลผูท้ �ำผ้อู ่ืนใหเ้ ดอื ดรอ้ น หมนั่ ประกอบในการท�ำผ้อู ืน่ ใหเ้ ดือดร้อน
๓. บุคคลผูท้ �ำตนให้เดอื ดรอ้ น หมน่ั ประกอบในการท�ำตนใหเ้ ดือดรอ้ น และท�ำผู้อน่ื ให้
เดอื ดรอ้ น หม่ันประกอบในการท�ำผูอ้ ่ืนใหเ้ ดอื ดรอ้ น
๔. บุคคลผู้ไม่ท�ำตนให้เดอื ดร้อน ไม่หมนั่ ประกอบในการท�ำตนใหเ้ ดอื ดร้อน และไม่ท�ำ
ผูอ้ ืน่ ให้เดอื ดร้อน ไม่หมน่ั ประกอบในการท�ำผูอ้ น่ื ให้เดอื ดรอ้ น
แล้วตรัสถามนายเปสสะบุตรของควาญช้างว่าชอบใจประเภทไหน เพราะเหตุไร
นายเปสสะกราบทูลว่าไม่ชอบใจประเภทท่ี ๑-๓ แต่ชอบใจประเภทท่ี ๔ และให้เหตุผลแล้ว
ทูลลากลับ
ตอนที่ ๒
เมื่อนายเปสสะบุตรของควาญช้างจากไป พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย
มาแลว้ ทรงอธบิ ายบคุ คล ๔ ประเภทน้ันให้ภิกษุทงั้ หลายฟงั โดยละเอยี ด มใี จความวา่
ประเภทที่ ๑ ไดแ้ ก่ พวกทเี่ ป็นอเจลกบ�ำเพ็ญวัตรจนตนเองเดือดร้อน
ประเภทท่ี ๒ ไดแ้ ก่ พวกทีฆ่ า่ สตั ว์โหดเหี้ยมทารุณ
ประเภทท่ี ๓ ไดแ้ ก่ ผเู้ ปน็ พระราชามหากษตั รยิ ห์ รอื พราหมณมหาศาลทท่ี �ำการบชู ายญั
ท�ำใหต้ นเองและผอู้ น่ื เดอื ดรอ้ น
ประเภทท่ี ๔ ได้แก่ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าซ่ึงตรัสรู้แล้วประกาศ
ธรรมใหผ้ อู้ นื่ ฟงั
๑.๕ ข้อสงั เกต
ในพระสูตรน้ี มีขอ้ ท่ีน่าสงั เกต น่าศึกษาดงั ต่อไปน้ี
๑. กันทรกปริพาชกเป็นนักบวชนอกพระพุทธศาสนาคนหน่ึง ซึ่งไม่ได้เล่ือมใสใน
เล่มที่ ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๓ 265
พระพุทธศาสนา ท่ีกล่าวยกย่องพระผู้มีพระภาค ก็เพราะได้เห็นภิกษุสงฆ์นั่งน่ิงสงบ เกิด
อัศจรรย์ใจอย่างแรง จนข่มใจไม่ได้ จึงได้กล่าวยกย่องพระผู้มีพระภาคอย่างน้ี แต่ในค�ำกล่าว
ยกย่องนั้นได้กล่าวพาดพิงถึงสัพพัญญุตญาณของตนด้วย คือแสดงว่า ตนรู้เร่ืองพระพุทธเจ้า
ในอดตี และในอนาคตเหมอื นอยา่ งทรี่ เู้ รอื่ งพระพทุ ธเจา้ องคป์ จั จบุ นั พระผพู้ ระภาคทรงทราบวา่
เขาไม่มีญาณอยา่ งน้ัน จงึ ตรสั ตอบใหร้ ู้โดยนัย
๒. ข้อความที่ตรัสตอบกันทรกปริพาชกตอนหน่ึง คือ ความสงบของภิกษุสงฆ์
เกิดจากเจริญสติปัฏฐาน ๔ ประการนั้น น่าจะทรงประสงค์ให้เป็นที่สนใจแก่นายเปสสะ
นายเปสสะจึงได้กราบทูลรับความจริงว่า สติปัฏฐาน ๔ ประการนั้น เป็นคุณธรรมที่ดีจริง ๆ
เพราะตนกป็ ฏิบตั มิ าแลว้
๓. ค�ำกราบทูลของนายเปสสะ เร่ืองคนฝึกยาก สัตว์ฝึกง่าย เป็นส่วนหน่ึงที่ท�ำให้
พระองค์ตรัสถงึ บุคคล ๔ ประเภท
๔. การแสดงธรรมแก่นายเปสสะ เป็นการแสดงเฉพาะหัวข้อธรรมยังไม่ทรงอธิบาย
โดยละเอียด นายเปสสะก็ทูลลากลับ แต่นายเปสสะก็ได้รับประโยชน์มาก คือ (๑) เกิดความ
เลอื่ มใสในพระสงฆ์ (๒) ได้แนวทางใหมใ่ นการเจรญิ สตปิ ฏั ฐาน (ม.ม.อ. ๒/๗/๘)
๒. อฏั ฐกนาครสตู ร
๒.๑ ที่มาของชือ่
อัฏฐกนาครสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยคหบดีชาวอัฏฐกนคร ช่ือนี้ต้ังตามช่ือ
บคุ คลทเี่ รียกตามภมู ิล�ำเนา ในท่ีนีห้ มายถงึ ทสมคหบดี
๒.๒ ทม่ี าของพระสูตร
พระสตู รนี้ ทา่ นพระอานนทแ์ สดงแกท่ สมคหบดชี าวอฏั ฐกนคร ขณะพกั อยู่ ณ เวฬวุ คาม
เขตกรุงเวสาลี เหตุเกิดแห่งพระสูตรนี้จัดอยู่ในประเภท ปุจฉาวสิกะ คือแสดงเพ่ือตอบปัญหา
ของผู้ถาม
๒.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รูปแบบของอัฏฐกนาครสตู รเปน็ การสนทนาแบบถาม-ตอบ
266 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
๒.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
คหบดีชาวอัฏฐกนครช่ือทสมะ เรียนถามท่านพระอานนท์ว่า “ธรรมอันเป็นเอก
ซึ่งเป็นท่ีหลุดพ้นแห่งจิตท่ียังไม่หลุดพ้น เป็นท่ีถึงความส้ินไปแห่งอาสวะทั้งหลายที่ยังไม่สิ้นไป
และเป็นที่บรรลุธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเย่ียมที่ยังไม่บรรลุ โดยล�ำดับของภิกษุ
ผ้ไู มป่ ระมาท มคี วามเพียร อุทิศกายและใจอยู่ ท่พี ระผูม้ พี ระภาคพระองคน์ ้ัน ผูท้ รงรู้ ทรงเห็น
เป็นพระอรหันตสมั มาสัมพุทธเจา้ ตรัสไวช้ อบแลว้ มีอยหู่ รือไม”่
พระเถระตอบวา่ มี และอธบิ ายว่าได้แกธ่ รรมตอ่ ไปน้ี คอื
รูปฌาน ๔ ได้แก่
๑. ปฐมฌาน ๒. ทุติยฌาน
๓. ตตยิ ฌาน ๔. จตุตถฌาน
อัปปมญั ญา ๔ ได้แก่
๑. เมตตา ๒. กรณุ า
๓. มุทติ า ๔. อเุ บกขา
อรูปฌาน ๓ ได้แก่
๑. อากาสานญั จายตนฌาน ๒. วญิ ญาณัญจายตนฌาน
๓. อากญิ จัญญายตนฌาน
๒.๕ ข้อสังเกต
ในพระสตู รนี้ มขี ้อท่ีน่าสงั เกตเก่ียวกับตวั เลขดงั ตอ่ ไปนี้
๑. ช่อื คหบดี คอื ทสมะ แปลว่า ท่ี ๑๐ ช่ือนต้ี งั้ ตามล�ำดบั ชาติและโคตร คือล�ำดับที่
๑๐ และต้ังตามล�ำดับตระกูลใหญ่ คอื ตระกลู ที่ ๑๐ (ม.ม.อ. ๒/๑๗/๙)
๒. ทสมคหบดีถามถึงธรรมอันเป็นเอกเพียงข้อเดียว แต่ท่านพระอานนท์ ตอบถึง
๑๑ ข้อ คัมภีร์ปปัญจสูทนี(อรรถกถามัชฌิมนิกาย)อธิบายว่า ค�ำว่า เอกธมฺม ในที่น้ีหมายถึง
ธรรม ๑๑ ประการก็ได้ โดยแยกศัพท์เป็น เอกาทส + ธมฺม = เอกธมฺม หรือหมายถึงธรรม
อนั เปน็ เอกกไ็ ด้ เพราะเปน็ ธรรมท่ที �ำใหเ้ กดิ อมตนิพพาน (ม.ม.อ. ๒/๒๐/๑๑)
เล่มที่ ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๓ 267
๓. เสขปฏิปทาสูตร
๓.๑ ท่มี าของชอ่ื
เสขปฏิปทาสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยข้อปฏิบัติของพระเสขะ ช่ือน้ีตั้งตาม
เน้อื หาสาระของพระสูตร ซง่ึ วา่ ดว้ ยข้อปฏบิ ตั ิของพระเสขะ หรอื เสขปฏปิ ทา
๓.๒ ทม่ี าของพระสูตร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาค รับสั่งให้ท่านพระอานนท์แสดงแก่พวกเจ้าศากยะผู้ครอง
กรงุ กบลิ พัสด์ุ ขณะประทบั อยู่ ณ นโิ ครธาราม เขตกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ เพอื่ เป็นมงคล
แก่ทอ้ งพระโรงหลังใหม่ของพวกเจา้ ศากยะ
คัมภีร์ปปัญจสูทนีอธิบายว่า เหตุท่ีพระผู้มีพระภาคทรงเลือกท่านพระอานนท์ เป็น
ผู้แสดง เพราะทรงเห็นว่า เจ้าศากยะเหล่าน้ันมีความเล่ือมใสในท่านพระอานนท์ ประสงค์จะ
ฟังธรรมกถาจากท่านพระอานนท์ซ่ึงเป็นพระประยูรญาติ (ม.ม.อ.๒/๒๒/๒๑) เหตุเกิดของ
พระสูตรน้จี ัดอยใู่ นประเภท ปรัชฌาสยะ
๓.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของเสขปฏิปทาสูตรเป็นบรรยายโวหารแบบถามเอง-ตอบเอง และมีอุปมา
อปุ ไมยประกอบ
๓.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
ท่านพระอานนทแ์ สดงเสขปฏปิ ทา ซึ่งไดแ้ กธ่ รรม ๔ หมวด รวม ๑๕ ประการ คือ
๑. สีลสมั ปทา
๒. อปณั ณกปฏิปทา ๓ ได้แก่
(๑) อนิ ทรียสังวร (๒) โภชเนมตั ตัญญุตา
(๓) ชาคริยานโุ ยค
๓. สัทธรรม ๗ ไดแ้ ก่
(๑) ศรทั ธา (๒) หริ ิ
(๓) โอตตัปปะ (๔) พหสู ตู
(๕) การปรารภความเพยี ร (๖) สตมิ ั่นคง
(๗) ปญั ญา
268 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
๔. ฌาน ๔ ได้แก่
(๑) ปฐมฌาน (๒) ทุติยฌาน
(๓) ตตยิ ฌาน (๔) จตุตถฌาน
ผู้ปฏิบัติตามธรรมเหล่านี้ เรียกว่า ผู้มีเสขปฏิปทา จะได้วิชชา ๓ คือ (๑) ปุพเพนิ-
วาสานุสสติญาณ (๒) จุตูปปาตญาณ (๓) อาสวักขยญาณ จึงได้ชื่อว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชา
และจรณะ
๓.๕ ขอ้ สงั เกต
ค�ำว่า เสขปฏิปทา บางทีท่านเรียกว่า จรณะ เพราะเหตุผล ๒ ประการ คือ
(๑) เพราะเป็นธรรมส�ำหรับประพฤติ (๒) เพราะเป็นธรรมส�ำหรับด�ำเนินไปสู่ทิศท่ี ไม่เคยไป
เสขปฏปิ ทาหรือจรณะนเ้ี ปน็ ข้อปฏบิ ัตใิ หบ้ รรลุวิชชาหรอื บรรลุนพิ พาน (ม.ม.อ. ๒/๒๙/๒๕)
สาเหตทุ ี่ทรงก�ำหนดใหแ้ สดงเสขปฏปิ ทา เพราะ
๑. พวกเจ้าศากยะตอ้ งการมงคล เสขปฏปิ ทาเป็นปฏปิ ทาทเี่ ปน็ มงคล ก่อให้เกดิ ความ
เจรญิ
๒. ในบริษัทนั้น มีพระเสขะจ�ำนวนมาก พระเสขะเหล่าน้ันจะก�ำหนดธรรมเทศนา
ไดไ้ มล่ �ำบาก
๓. ผู้แสดงคือท่านพระอานนท์ มีความรู้แตกฉานในเสขปฏิปทา สามารถอธิบายให้
เข้าใจได้งา่ ย
๔. เสขปฏิปทาครอบคลมุ ไตรสกิ ขา คอื ศลี สมาธิ ปญั ญา ซึ่งทา่ นพระอานนทส์ ามารถ
อธบิ ายได้ดี เมอื่ แสดงเสขปฏปิ ทาแล้ว พวกเจา้ ศากยะกจ็ ะได้รบั แต่สิง่ ทเ่ี ป็นมงคลและส่ิงที่เป็น
ความเจรญิ เทา่ นน้ั (ม.ม.อ. ๒/๒๒/๒๑)
เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๓ 269
๔. โปตลิยสูตร
๔.๑ ท่มี าของชือ่
โปตลิยสูตร แปลว่า พระสูตรท่ีว่าด้วยคหบดีช่ือโปตลิยะ ช่ือน้ีต้ังตามชื่อบุคคลที่
ปรากฏในพระสูตร
๔.๒ ทมี่ าของพระสตู ร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่โปตลิยคหบดี ที่เข้าไปเฝ้าพระองค์โดย
บังเอิญ ขณะประทับอยู่ ณ อาปณนิคม แคว้นอังคุตตราปะ โดยทรงปรารภอาการไม่เคารพ
ของคหบดีน้ัน คือ การยืนสนทนากับพระองค์ เมื่อทรงเชิญให้นั่งด้วยพระด�ำรัสว่า “คหบดี”
เขาก็โกรธเพราะเขา้ ใจวา่ ตนเป็นนักบวช
คัมภีร์ปปัญจสูทนี อธิบายว่า โปตลิยคหบดีถือตัวว่าเป็นนักบวช เพราะได้ตั้งเจตนา
ว่าขอเป็นสมณะหรือบรรพชิต (บวชด้วยใจ) (ม.ม.อ. ๒/๓๒/๓๐) เขาคิดว่า พระผู้มีพระภาค
ควรเรียกเขาว่า บรรพชิตหรือสมณะ แต่กลับเรียกว่า คหบดี (ผู้เป็นใหญ่ในเรือน) เขาจึงรู้สึก
โกรธและน้อยใจ กล่าวหาพระผู้มพี ระภาควา่ ใชพ้ ระด�ำรัสทไ่ี มเ่ หมาะสม เพราะเขาเลิกท�ำงาน
ทุกอย่าง ตัดขาดโวหารทกุ อยา่ งแลว้ คือ บวชเป็นบรรพชิตแลว้
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสถามถึงการตัดขาดโวหารของเขา แล้วทรงแสดงการตัดขาด
โวหารในอริยวนิ ยั ใหฟ้ งั เหตุเกิดของพระสตู รน้จี ัดอยใู่ นประเภท ปรชั ฌาสยะ
๔.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของโปตลยิ สูตร เปน็ การสนทนาแบบถาม-ตอบ
๔.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
พระผ้มู ีพระภาคทรงแสดงธรรม ๘ ประการท่เี ป็นไปเพือ่ การตัดขาดโวหารในอริยวินัย
คือ
๑. บุคคลละการฆา่ สัตว์ได้ เพราะอาศัยการไมฆ่ ่าสตั ว์
๒. บุคคลละการลกั ทรัพย์ได้ เพราะอาศัยการถือเอาสง่ิ ของท่เี ขาให้
๓. บุคคลละการพูดเทจ็ ได้ เพราะอาศยั การพดู จริง
๔. บคุ คลละการพดู สอ่ เสียดได้ เพราะอาศยั การไม่พดู สอ่ เสียด
270 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๕. บคุ คลละความโลภคอื ความก�ำหนดั ยนิ ดไี ด้ เพราะอาศัยความไม่โลภ คอื ความไม่
ก�ำหนดั ยินดี
๖. บุคคลละการนินทาและการประทุษร้ายได้ เพราะอาศัยการไม่นินทา และการไม่
ประทุษร้าย
๗. บคุ คลละความโกรธแคน้ ได้ เพราะอาศัยความไม่โกรธแคน้
๘. บคุ คลละความดหู มิน่ ได้ เพราะอาศยั ความไม่ดูหม่นิ
ทรงอธิบายวา่ ผปู้ ฏิบัติตามธรรมเหล่าน้ี ยอ่ มพจิ ารณาเหน็ วา่ การฆ่าสตั ว์ การลกั ทรพั ย์
เป็นต้น เป็นสังโยชน์ (เครื่องผูกมัด) และเป็นนิวรณ์ (เคร่ืองกางก้ัน) จึงละและตัดได้ นี้คือ
การตัดขาดโวหารแบบพระอริยะ แล้วตรัสว่า ธรรมเหล่านี้ยังไม่ใช่การตัดขาดโวหารครบ
ท้ังหมด เมื่อโปตลิยคหบดีทูลขอให้ทรงแสดงธรรมเหล่าน้ัน ให้ครบถ้วน จึงทรงอธิบายต่อไป
โดยตรสั ถงึ โทษแหง่ กาม (กามาทนี วกถา) ๗ ประการ พรอ้ มทง้ั การพจิ ารณาใหเ้ หน็ โทษแหง่ กาม
ซ่ึงจะท�ำให้บรรลุฌาน ๔ และวิชชา ๓ เม่ือพระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรมเทศนาจบลง
โปตลิยคหบดไี ดแ้ สดงตนเปน็ อบุ าสกตลอดชวี ิต
๔.๕ ขอ้ สงั เกต
ในพระสูตรน้ี มีขอ้ ที่น่าสังเกต นา่ ศกึ ษาดังต่อไปนี้
๑. ค�ำว่า สังโยชน์ และ นิวรณ์ ในพระสูตรน้ี ไม่ใช่สังโยชน์ ๑๐ ประการ และ
นิวรณ์ ๕ ประการ แตต่ รัสเรยี กการฆา่ สัตว์เปน็ ต้นวา่ เป็นสังโยชน์ เพราะเปน็ ธรรมทผ่ี ูกสัตวไ์ ว้
ในวฏั ฏะ และเปน็ นิวรณเ์ พราะกีดกนั ความดี (ม.ม.อ. ๒/๓๓/๓๑)
๒. วิธีท่ีทรงใช้อธิบายขยายความธรรม ๘ ประการนั้น เป็นวิธีท่ีทรงใช้หลายครั้งใน
พระสตุ ตันตปิฎก คือ ทรงอธบิ ายแบบแกอ้ รรถของอรรถกถา ดูเปรยี บเทียบในมหานทิ านสูตร
และสกั กปญั หสตู ร ทฆี นกิ าย มหาวรรค พระไตรปฎิ กเลม่ ที่ ๑๐
เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๓ 271
๕. ชวี กสูตร
๕.๑ ทม่ี าของชือ่
ชวี กสูตร แปลว่า พระสูตรวา่ ด้วยหมอชีวกโกมารภจั ชอื่ น้ีตง้ั ตามช่อื บุคคลที่ปรากฏ
ในพระสตู ร
๕.๒ ที่มาของพระสตู ร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่หมอชีวกโกมารภัจ ขณะประทับอยู่
ณ สวนมะม่วงของหมอชีวกโกมารภัจ เขตกรุงราชคฤห์ เพื่อทรงตอบปัญหา เหตุเกิดของ
พระสูตรน้ีจัดอยู่ในประเภท ปุจฉาวสกิ ะ
๕.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของชีวกสตู ร เปน็ บรรยายโวหารแบบถาม-ตอบ
๕.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
หมอชีวกโกมารภัจทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ตนได้ฟังมาว่า “ชนทั้งหลาย ฆ่าสัตว์
เจาะจงถวายพระสมณโคดม พระสมณโคดมกท็ รงทราบการนนั้ แตก่ ย็ งั เสวย เนอ้ื ทเี่ ขาฆา่ เจาะจง
พระองค์ ทเ่ี ขาอาศยั พระองคท์ �ำ” ผ้ทู ีก่ ลา่ วเชน่ นช้ี อื่ ว่ากล่าวตรง กับความจริงหรือไม่
พระผมู้ พี ระภาคตรสั ตอบวา่ ไมต่ รงกบั ความจรงิ เปน็ การกลา่ วตพู่ ระองค์ แลว้ ทรงแสดง
หลกั การพจิ ารณาเนอื้ ที่ควรฉนั และไม่ควรฉนั ดงั นี้
เนื้อทีไ่ มค่ วรฉนั ๓ อย่าง คือ
๑. เนอื้ ท่ีตนเหน็ (เขาก�ำลงั ฆ่าเพื่อตน) ๒. เนอ้ื ท่ตี นได้ยนิ
๓. เนอ้ื ที่ตนสงสยั
สว่ นเนื้อที่ควรฉัน ๓ อย่าง คือ
๑. เนอื้ ทีต่ นไม่เห็น (เขาก�ำลังฆา่ เพือ่ ตน) ๒. เนือ้ ท่ีตนไมไ่ ดย้ นิ
๓. เนื้อทต่ี นไม่สงสยั
ทรงยกตัวอย่างว่า ภิกษุผู้แผ่เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ไม่คิดเบียดเบียนอยู่
มผี มู้ านมิ นตแ์ ลว้ ถวายบณิ ฑบาตอนั ประณตี เธอไมม่ คี วามคดิ ทจี่ ะใหเ้ ขาถวายบณิ ฑบาตอนั ประณตี
ทั้งไม่มีความคิดที่จะให้เขาถวายตลอดไป ไม่ก�ำหนัด ไม่ยินดี ไม่รีบฉัน เห็นโทษ มีปัญญา
หาทางพน้ ทุกข์อยู่ ภิกษนุ นั้ ย่อมไมค่ ิดจะเบียดเบยี นผอู้ ่นื หรือทั้ง ๒ ฝา่ ย การฉนั จึงไม่มโี ทษ
272 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
ทรงแสดงเหตุ ๕ ประการท่ีท�ำให้ประสพสิ่งท่ีไม่เป็นบุญส�ำหรับผู้ฆ่าสัตว์เจาะจงถวาย
พระตถาคตหรือพระสาวก คอื
๑. การส่งั ให้เขาน�ำสัตวม์ า
๒. การทสี่ ตั วน์ ั้นได้รบั ทกุ ขโ์ ทมนสั ขณะถกู ผกู คอน�ำมา
๓. การสัง่ ใหเ้ ขาฆ่าสัตว์
๔. การท่สี ัตวไ์ ดร้ บั ทุกข์โทมนัสขณะถกู ฆา่
๕. การท่เี ขาท�ำให้พระตถาคตหรอื พระสาวกยินดดี ้วยเนือ้ ทไี่ ม่สมควร
๕.๕ ข้อสังเกต
ในพระสูตรนี้ มขี อ้ ท่นี า่ สงั เกต น่าศกึ ษา ๒ ประการ คือ
๑. ประวัติของหมอชีวกโกมารภัจ และการสร้างวัดอัมพวัน คือ หมอชีวก โกมารภัจ
เกิดทีเ่ มอื งราชคฤห์ แควน้ มคธ เปน็ บุตรของนางคณกิ าชือ่ สาลวดี เมือ่ คลอดจากครรภม์ ารดา
แล้ว มารดาได้น�ำไปทิ้งที่กองขยะ ตอนเช้า เจ้าชายอภัยราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร
เสดจ็ ผา่ นไปทางกองขยะนนั้ ทอดพระเนตรเหน็ ฝงู การมุ ลอ้ มทารกอยู่ จงึ ตรสั ถามพวกมหาดเลก็
ของพระองคว์ ่า ยังมชี วี ิตอยหู่ รอื และได้รบั ค�ำตอบวา่ ยังมีชีวิตอยู่ (ชวี ติ แปลว่า ยงั มชี วี ิตอยู่)
ทารกนนั้ จึงได้ชอื่ ว่า ชวี ก และเพราะเจา้ ชายอภัยน�ำมาชุบเลย้ี ง จงึ ไดส้ ร้อยนามวา่ โกมารภัจ
(ผู้อันพระราชกุมารเลี้ยง) เร่ืองหมอชีวกน้ี ท่านกล่าวไว้โดยพิสดารในขันธกะ พระวินัยปิฎก
และอรรถกถา พระวนิ ัยชอ่ื สมนั ตปาสาทกิ า
ครง้ั หนงึ่ หมอชวี กไดร้ กั ษาพระโรคาพาธของพระผมู้ พี ระภาคและถวายผา้ เมอื่ พระองค์
ทรงอนุโมทนา ก็บรรลุเป็นพระโสดาบัน และได้ถวายสวนมะม่วง (อัมพวัน) ให้เป็นท่ีประทับ
ของพระผมู้ พี ระภาค (ม.ม.อ. ๒/๕๑/๓๕)
๒. เหตุท่ีหมอชีวกโกมารภัจน�ำปัญหาเก่ียวกับการฉันเนื้อมาทูลถามพระผู้มีพระภาค
น่าจะเป็นเพราะเกรงพระผู้มีพระภาคจะถูกกล่าวหา จึงทูลถามเพ่ือหาแนวทางปฏิบัติเก่ียวกับ
การฉันเนื้อแกภ่ กิ ษทุ ัง้ หลาย
การตอบปัญหาเร่ืองการฉันเน้ือ พระผู้มีพระภาคทรงยกภิกษุขึ้นแสดงเป็นตัวอย่าง
โดยมิได้หมายถึงภิกษุรูปใด คัมภีร์ปปัญจสูทนีอธิบายว่า หมายถึงพระองค์น่ันเอง (ม.ม.อ.
๒/๕๓/๓๘) การใช้ค�ำว่า ภิกษุ แทนพระองค์เองเช่นน้ีมีปรากฏในพระไตรปิฎกเล่มน้ี
อีก ๒ สตู ร คอื มหาวัจฉโคตตสูตร (๑๓/๑๙๓-๒๐๐/๑๗๐-๑๗๘) และจงั กสี ตู ร (๑๓/๔๒๒-
๔๓๕/๔๑๑- ๔๒๓)
เลม่ ที่ ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๓ 273
๖. อปุ าลิวาทสตู ร
๖.๑ ทมี่ าของช่ือ
อุปาลิวาทสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยวาทะของคหบดีช่ืออุบาลี ช่ือนี้ต้ังตาม
เนอื้ หาสาระของพระสตู ร คอื กลา่ วถึงการโตว้ าทะระหวา่ งอบุ าลคี หบดีกบั พระผ้มู ีพระภาค
๖.๒ ทม่ี าของพระสตู ร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่นิครนถ์ชื่อทีฆตปัสสี และอุบาลีคหบดี
ขณะประทับอยู่ ณ ปาวาริกัมพวัน เขตเมืองนาลันทา คือในตอนต้นทรงแสดงแก่นิครนถ์ชื่อ
ทฆี ตปัสสี โดยมพี ระประสงค์ทีจ่ ะให้น�ำการสนทนานนั้ เขา้ ไปส่นู ิครนถบ์ ริษทั ซ่ึงมอี บุ าลคี หบดี
ร่วมอยู่ด้วย พระองค์ทรงทราบล่วงหน้าว่า เม่ืออุบาลีคหบดีทราบการสนทนาน้ันแล้วจักต้อง
เข้ามาโต้วาทะกับพระองค์อย่างแน่นอน พระองค์จะถือโอกาสน้ันแสดงธรรมให้ฟัง เหตุเกิด
ของพระสตู รนีจ้ ัดอยใู่ นประเภท ปรัชฌาสยะ
๖.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รูปแบบของอุปาลิวาทสูตรเป็นการสนทนาแบบถาม-ตอบ และบรรยายโวหารแบบ
ถาม-ตอบ มีอุปมาอปุ ไมยประกอบ
๖.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
ตอนท่ี ๑
นิครนถ์ช่ือทีฆตปัสสี ได้เข้าไปสนทนาธรรมกับพระผู้มีพระภาคโดยพระผู้มีพระภาค
ได้ตรัสถามก่อน ดังตอ่ ไปนี้
ถาม : นิครนถ์ นาฏบุตร บญั ญตั กิ รรมในการท�ำชว่ั ประพฤติช่ัวไว้เทา่ ไร
ตอบ : มิได้บัญญตั ิกรรม แต่บัญญตั ิทัณฑะ (อาญา)
ถาม : มีเทา่ ไร
ตอบ : มี ๓ คอื (๑) กายทณั ฑะ (๒) วจีทัณฑะ (๓) มโนทัณฑะ
ถาม : อยา่ งไหนมโี ทษมากกว่า
ตอบ : กายทัณฑะ
ทฆี ตปสั สไี ด้ทูลยอ้ นถาม ดงั นี้
ถาม : พระองคบ์ ัญญัติทัณฑะในการท�ำชั่ว ประพฤตชิ ว่ั ไวเ้ ทา่ ไร
274 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
ตอบ : มไิ ด้บัญญตั ิทัณฑะ แตบ่ ัญญัติกรรม
ถาม : มเี ท่าไร
ตอบ : มี ๓ คอื (๑) กายกรรม (๒) วจีกรรม (๓) มโนกรรม
ถาม : อยา่ งไหนมโี ทษมากกว่า
ตอบ : มโนกรรม
จากน้ัน ทีฆตปัสสีได้น�ำเร่ืองน้ันเข้าไปเล่าให้นิครนถ์ นาฏบุตร และนิครนถ์บริษัท
ฟังทุกคนเห็นว่า ทีฆตปัสสีกล่าวถูกต้องตรงตามค�ำสอนของศาสดา อุบาลีคหบดีจึงรับอาสา
น�ำเรื่องน้ันไปโต้วาทะกบั พระผมู้ ีพระภาค นคิ รนถ์ นาฏบุตรเหน็ ดว้ ย ส่วนทฆี ตปัสสีไม่เหน็ ด้วย
เพราะกลัวอุบาลีคหบดีจะถูกพระผู้มีพระภาคใช้มายาเครื่องกลับใจ ท�ำให้อุบาลีคหบดีกลาย
เปน็ สาวกของพระองค์ แต่นคิ รนถ์ นาฏบตุ รไม่เชื่อ และอนุญาตให้อบุ าลีคหบดีไปโตว้ าทะ
ตอนที่ ๒
อุบาลีคหบดีได้น�ำเรื่องน้ันเข้าไปโต้วาทะกับพระผู้มีพระภาค พระองค์ทรงย้อนถาม
ปัญหา ๔ ข้อ คือ
๑. เรื่องมโนสัตว์ (สตั ว์ทีม่ แี ต่ใจไม่มกี าย) มีหรือไม่
๒. เรื่องกรรมท่ีไม่จงใจกบั กรรมที่จงใจอย่างไหนมีโทษมากกวา่
๓. เรื่องการท�ำลายหมู่บ้านด้วยก�ำลังทางกายกับก�ำลังทางจิต (อิทธิฤทธิ์) อย่างไหน
ท�ำไดร้ วดเร็ว
๔. เรือ่ งฤาษีท�ำใหป้ า่ กลายเป็นป่าทบึ เพราะพลังจติ ใชห่ รอื ไม่
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามปัญหาจบลง อุบาลีคหบดียอมรับว่ามโนทัณฑะ มีโทษ
มากกว่าจริง ๆ และได้แสดงตนเป็นอุบาสกถึง ๓ ครั้ง จากนั้นพระผู้มีพระภาคทรงแสดง
อนุปุพพกี ถา จนอุบาลีคหบดบี รรลธุ รรมเป็นพระโสดาบนั
๖.๕ ข้อสงั เกต
อบุ าลคี หบดี เปน็ สาวกฝา่ ยฆราวาสทม่ี ชี อ่ื เสยี งมากของนคิ รนถ์ นาฏบตุ ร เพราะตระกลู
ของอุบาลีคหบดี เป็นตระกูลอุปัฏฐากนิครนถ์มานาน นิครนถ์ นาฏบุตรม่ันใจว่า เขาสามารถ
โต้วาทะให้พระผู้มีพระภาคยอมเป็นสาวกของตนได้ จึงอนุญาตให้ไปโต้วาทะ ทั้ง ๆ ท่ีมี
ผู้คัดค้าน พระผูม้ พี ระภาคทรงใชว้ ิธีตอบปญั หาโดยการยอ้ นถาม (ปฏิปจุ ฉาพยากรณ์) ถึง ๔ ขอ้
อุบาลีคหบดีได้ยอมรับทุกข้อโดยท่ีตนไม่ได้โต้กลับเลยแม้แต่ข้อเดียว ซึ่งนับว่าเป็นพระปรีชา
สามารถอย่างยง่ิ เมอ่ื อุบาลคี หบดหี ันมานบั ถือพระพทุ ธศาสนาแลว้ นคิ รนถ์ นาฏบุตรได้ทราบ
เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๓ 275
ขา่ วจากผอู้ น่ื กย็ งั ไมเ่ ชอ่ื แตพ่ อทราบดว้ ยตนเองถงึ กบั กระอกั เลอื ดอนุ่ ๆ ออกจากปากเลยทเี ดยี ว
ซ่ึงแสดงวา่ อบุ าลีคหบดีมีความส�ำคญั ต่อพวกนิครนถม์ าก
ข้อท่ีน่าสังเกตอีกอย่างหน่ึง คือ ในการรับอุบาลีคหบดีเข้ามาเป็นสาวกน้ัน พระองค์
ตรสั ใหใ้ ครค่ รวญกอ่ น เพราะอบุ าลคี หบดเี ปน็ ผมู้ ชี อ่ื เสยี ง ถา้ รบี แสดงตน เปน็ พทุ ธมามกะ คนจะ
ครหาไดว้ า่ “พบนคิ รนถก์ ถ็ งึ นคิ รนถเ์ ปน็ สรณะ พบพระกถ็ งึ พระเปน็ ทพี่ ง่ึ ” (ม.ม.อ. ๒/๖๗/๖๗)
อนึ่ง เน่ืองจากอุบาลคี หบดีเปน็ ผอู้ ุปัฏฐากพวกนิครนถม์ านาน จงึ ตรสั สอนใหเ้ ขา ถวาย
บิณฑบาตแก่พวกนิครนถ์ตามเดิม ซึ่งแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างแท้จริง มิใช่แสดง
ธรรมเพื่อหาสาวกอย่างศาสดาอื่น ๆ
๗. กุกกรุ วตกิ สตู ร
๗.๑ ทีม่ าของชื่อ
กุกกุรวติกสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยการประพฤติวัตรเลียนแบบสุนัข ช่ือนี้
ตั้งตามเน้ือหาสาระของพระสูตรนี้ คือ การประพฤติกุกกุรวัตร (การประพฤติเลียนแบบสุนัข
โดยแสดงกิริยาอาการเหมือนสุนัขทุกอย่าง) รวมถึงการประพฤติโควัตร (การประพฤติเลียน
แบบโค โดยผูกเขา ผูกหาง ท�ำทา่ ทางกินหญา้ เท่ยี วไปกับฝงู โค) (ม.ม.อ. ๒/๗๘/๗๕)
๗.๒ ที่มาของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่นายปุณณะ บุตรของชาวโกลิยะผู้ประพฤติ
โควัตร และชีเปลือยชื่อเสนิยะผู้ประพฤติกุกกุรวัตร ขณะประทับอยู่ ณ นิคมของชาวโกลิยะ
ช่ือหลิททวสนะ แคว้นโกลิยะ เพื่อทรงตอบปัญหา เหตุเกิดของพระสูตรน้ี จัดอยู่ในประเภท
ปจุ ฉาวสกิ ะ
๗.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รปู แบบของกกุ กรุ วตกิ สตู ร เปน็ การสนทนาแบบถาม-ตอบ
๗.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
นายปุณณะ บุตรของชาวโกลิยะผู้ประพฤติโควัตร และชีเปลือยชื่อเสนิยะผู้ประพฤติ
กกุ กรุ วตั ร เขา้ ไปทูลถามพระผมู้ พี ระภาคว่า คตภิ พของพวกเขาจะเป็นอยา่ งไร
276 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสห้ามถึง ๓ คร้ัง ในที่สุดได้ตรัสตอบว่า ผู้บ�ำเพ็ญกุกกุรวัตร
หลงั จากตายไป จะไปเกิดเปน็ สุนขั ถา้ เขามคี วามเห็น(ทฏิ ฐ)ิ ว่า ตนจักเปน็ เทวดาหรือเทพเจ้า
ด้วยการประพฤติกุกกุรวัตร ความเห็นน้ันเป็นความเห็นผิด มีผล ๒ อย่าง คือ (๑) เกิดใน
นรก (๒) เกิดในก�ำเนดิ สตั วด์ ริ ัจฉาน
ส่วนผู้บ�ำเพ็ญโควัตร หลังจากตายไปก็จะไปเกิดเป็นโค ถ้ามีความเห็นผิดดังกล่าว
มาแล้วก็จะมีผล ๒ อยา่ งเชน่ กัน
เม่ือเขาท้ังสองได้ฟังเช่นนั้น ถึงกับร้องไห้น้�ำตานองหน้า จึงทูลขอให้พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงธรรมท่ีจะท�ำให้ละโควัตรและกุกกุรวัตรน้ันได้ พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงกรรม
๔ ประการใหฟ้ ัง คือ
๑. กรรมด�ำ มวี บิ ากด�ำ
๒. กรรมขาว มีวบิ ากขาว
๓. กรรมทง้ั ด�ำและขาว มีวบิ ากทัง้ ด�ำและขาว
๔. กรรมทง้ั ไม่ด�ำและไม่ขาว มีวบิ ากทัง้ ไม่ด�ำและไมข่ าว เป็นไปเพ่อื ความส้ินกรรม
เม่ือทรงอธิบายกรรมทั้ง ๔ ประการนั้นโดยละเอียดจนจบ นายปุณณะบุตรของ
ชาวโกลิยะผู้ประพฤติโควัตร ได้แสดงตนเป็นอุบาสก ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พ่ึง จนตลอด
ชีวิต ส่วนชีเปลือยช่ือเสนิยะ ผู้ประพฤติกุกกุรวัตร ได้ออกบวชในพระพุทธศาสนาและได้เป็น
พระอรหันต์องค์หน่ึง
๗.๕ ขอ้ สงั เกต
ในพระสตู รน้ี มขี อ้ ทน่ี า่ ศกึ ษาในเรอื่ งการรบั นกั บวชนอกพระพทุ ธศาสนา คอื อญั เดยี รถยี ์
เข้ามาบวช มพี ุทธบญั ญัติไว้ว่าตอ้ งอยปู่ ริวาสเป็นเวลา ๔ เดอื นกอ่ น หลังจากน้ัน เม่ือภิกษุพอใจ
จึงจะให้บวชได้ ท่านเรียกว่า ติตถิยปริวาส ทั้งนี้เน่ืองจาก ผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์มีสถานภาพ
เท่ากับสามเณร แต่ในบางกรณีก็ทรงอนุญาตให้บวชได้เลย เช่นในพระสูตรนี้ ผู้ต้องการทราบ
รายละเอยี ดพึงดใู นอรรถกถาพระวนิ ัย ชือ่ สมันตปาสาทกิ า
ส�ำหรับชีเปลือยชื่อเสนิยะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า มีความอุตสาหะและ
ประสงค์จะบวชอยา่ งแรงกล้าจงึ ประทานพระบรมพุทธานญุ าตเป็นพเิ ศษโดยไมต่ อ้ ง อยปู่ ริวาส
๔ เดอื น (ม.ม.อ. ๒/๘๒/๗๙) นบั วา่ ท่านเปน็ เย่ยี งอย่างที่ดีส�ำหรบั นกั บวช นอกพระพทุ ธศาสนา
ทกุ คน
เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๓ 277
๘. อภยราชกุมารสตู ร
๘.๑ ทม่ี าของชื่อ
อภยราชกมุ ารสตู ร แปลว่า พระสตู รวา่ ดว้ ยพระราชกมุ ารพระนามว่าอภยั ชอ่ื นตี้ ั้ง
ตามช่ือบคุ คลทปี่ รากฏในพระสูตรนี้ คอื อภัยราชกุมาร พระราชโอรสของพระเจา้ พิมพสิ าร
๘.๒ ทีม่ าของพระสตู ร
พระสตู รน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกอ่ ภยั ราชกมุ าร ซงึ่ รบั อาสานคิ รนถ์ นาฏบตุ รมา
โตว้ าทะกับพระองค์ ขณะประทบั อยู่ ณ พระเวฬุวัน สถานท่ีให้เหยอ่ื กระแต เขตกรุงราชคฤห์
เหตเุ กดิ ของพระสูตรนี้จดั อยู่ในประเภท ปุจฉาวสิกะ
๘.๓ รปู แบบของพระสูตร
รปู แบบของอภยราชกมุ ารสตู ร เปน็ การสนทนาแบบถาม-ตอบ
๘.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
นิครนถ์ นาฏบุตรได้ทูลเชิญให้อภัยราชกุมารเข้าไปโต้วาทะกับพระผู้มีพระภาค
โดยเสนอปัญหา ๒ เงื่อน คือ ปัญหาว่า มีบ้างไหม ที่พระตถาคตตรัสวาจาอันไม่เป็นท่ีรัก
ไมเ่ ปน็ ทช่ี อบใจของคนอืน่ แลว้ สอนวิธตี อ้ นใหจ้ น ดงั น้ี
- ถา้ พระผ้มู พี ระภาคตรัสตอบว่า มีบา้ ง ให้ทูลถามว่า เม่อื เป็นเช่นนนั้ การกระท�ำของ
พระองค์กไ็ ม่ตา่ งอะไรกบั การกระท�ำของปถุ ชุ น
- ถ้าพระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ไม่มี ให้ทูลถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร
พระองค์จึงทรงพยากรณพ์ ระเทวทัตวา่ เทวทัตจักเกิดในอบาย จกั เกดิ ในนรก ตั้งอยสู่ ้ิน ๑ กปั
เป็นผทู้ ใ่ี คร ๆ เยียวยา ไม่ได้ เพราะพระวาจาของพระองค์นั้น ท�ำใหพ้ ระเทวทัตโกรธ เสียใจ
อภัยราชกุมารได้น�ำปัญหานั้นเข้าไปทูลถามพระผู้มีพระภาค พระองค์ตรัสตอบว่า
ปญั หาเชน่ น้ี จะวสิ ชั นาโดยสว่ นเดยี วไมไ่ ด้ (คอื ใชเ้ อกงั สพยากรณ์ = ตอบแบบ ยนื ยนั อยา่ งเดยี ว
ไม่ได้ ในกรณีน้ีทรงใช้วิภัชชพยากรณ์ = ตอบแบบแยกแยะประเด็นมีทั้งยืนยันและปฏิเสธ)
แล้วทรงแสดงหลกั เกณฑ์การตรสั วาจาของพระองค์ ๖ ข้อ คอื
๑. วาจาท่ีไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจาน้ันไมเ่ ป็นทรี่ กั ไมเ่ ปน็ ท่ี
ชอบใจของคนอื่น ตถาคตไมก่ ลา่ ววาจาน้ัน
278 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก
๒. วาจาทจี่ ริง ที่แท้ แต่ไมป่ ระกอบดว้ ยประโยชน์ และวาจาน้ันไม่เปน็ ท่รี ัก ไมเ่ ปน็ ที่
ชอบใจของคนอ่ืน ตถาคตไม่กล่าววาจานน้ั
๓. วาจาท่ีจริง ท่ีแท้ และประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่
ชอบใจของคนอืน่ ในข้อน้นั ตถาคตรู้กาลท่จี ะกล่าววาจาน้นั
๔. วาจาที่ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นท่ีรัก เป็นที่
ชอบใจของคนอ่ืน ตถาคตไม่กล่าววาจานัน้
๕. วาจาที่จริง ท่ีแท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ
ของคนอนื่ ตถาคตไม่กล่าววาจาน้นั
๖. วาจาที่จรงิ ที่แท้ ที่ประกอบดว้ ยประโยชน์ และวาจานนั้ เปน็ ท่รี กั
๗. เป็นทชี่ อบใจของคนอนื่ ในข้อนั้น ตถาคตรกู้ าลทีจ่ ะกล่าววาจานั้น
เมื่อทรงแสดงธรรมจบลง อภัยราชกุมารได้ตรัสชมเชยพุทธปฏิภาณและแสดงตน
เปน็ อุบาสกตลอดชวี ติ
๘.๕ ขอ้ สังเกต
พระสูตรน้ีแสดงให้เห็นพุทธปฏิภาณในการตอบปัญหาของพระพุทธเจ้า ซึ่งมี ๔ วิธี
คือ (๑) เอกังสพยากรณ์ การตอบแง่เดียว คือตอบอย่างเดียวเด็ดขาด (๒) วิภัชชพยากรณ์
การแยกแยะตอบ (๓) ปฏปิ ุจฉาพยากรณ์ การตอบโดยยอ้ นถาม (๔) ฐปนะ การยั้งหรือหยดุ
การพับปัญหาเสีย ไม่ตอบ (ม.ม.อ. ๒/๘๕/๘๒ ดูเทียบ ที.ปา. ๑๑/๑๘๗/๑๑๖) ในท่ีน้ี
พระองค์ทรงใช้วิธีที่ ๒ คือ แยกตอบเป็นประเด็น อภัยราชกุมารทรงเตรียมปัญหามาอย่างดี
แต่พอพระผู้มีพระภาคตรัสว่า ปัญหาเช่นน้ีจะวิสัชชนาโดยส่วนเดียวไม่ได้ ก็ทรงเปล่งอุทาน
ออกมาว่า พวกนิครนถ์ ฉิบหายแล้ว
เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๓ 279
๙. พหเุ วทนยิ สูตร
๙.๑ ทม่ี าของชอ่ื
พหุเวทนิยสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยเวทนาหลายประการ ชื่อน้ีต้ังตามเน้ือหา
สาระของพระสูตร
๙.๒ ทีม่ าของพระสูตร
พระสตู รน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกท่ า่ นพระอานนท์ ขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยทรงปรารภการสนทนาธรรมเร่ืองเวทนา
ระหว่างท่านพระอุทายีกับช่างไม้ช่ือปัญจกังคะ ท่ีท่านพระอานนท์น�ำเข้าไปทูลถาม เหตุเกิด
ของพระสูตรนีจ้ ัดอย่ใู นประเภท ปจุ ฉาวสิกะ
๙.๓ รูปแบบของพระสูตร
รปู แบบของพหเุ วทนยิ สตู ร เป็นบรรยายโวหารแบบถาม-ตอบ
๙.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
ช่างไม้ชื่อปัญจกังคะกับท่านพระอุทายีสนทนากันเร่ืองเวทนามีเท่าไร โดยช่างไม้ เห็น
วา่ มี ๒ ประการ คือ (๑) สุขเวทนา (๒) ทุกขเวทนา ส่วนท่านพระอุทายี เห็นวา่ มี ๓ ประการ
คอื (๑) สุขเวทนา (๒) ทกุ ขเวทนา (๓) อทกุ ขมสุขเวทนา จึงตกลงกนั ไมไ่ ด้ ท่านพระอานนท์
ได้ยินเร่ืองนั้นจึงน�ำเข้าไปทูลถามพระผู้มีพระภาค พระองค์ตรัสว่า ทรงแสดงเวทนาไว้หลาย
ประการ ข้ึนอยูก่ บั เหตุ คือ เวทนา ๒ เวทนา ๓ เวทนา ๕ เวทนา ๖ เวทนา ๑๘ เวทนา ๓๖
และเวทนา ๑๐๘ แล้วทรงแยกสุขเวทนาออกมาอธิบายเป็นตัวอย่างโดยเริ่มจากกามสุข ๕
สขุ ทเี่ กดิ จาก ฌาน ๘ และสุขคอื สญั ญาเวทยิตนิโรธ
๙.๕ ข้อสงั เกต
ในพระสตู รน้ี มขี อ้ ทน่ี ่าสงั เกต น่าศกึ ษาดังต่อไปนี้
๑. เน้ือหาของพระสตู รน้ี มีปรากฏในที่อน่ื อกี แตเ่ รียกชือ่ ต่างกัน คือ ในสังยุตตนิกาย
เวทนาสังยตุ
พระสตู รท่ี ๙ เรียกชื่อวา่ ปัญจกงั คสตู ร แปลวา่ พระสตู ร วา่ ดว้ ยชา่ งไมช้ อื่ ปญั จกงั คะ
เปน็ การตั้งชื่อพระสตู รตามชื่อบุคคล แตใ่ นทน่ี ี้ เรยี กช่ือวา่ พหเุ วทนยิ สตู ร แปลวา่ พระสตู รว่า
280 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
ด้วยเวทนาหลายประเภท เปน็ การต้ังชือ่ ตามหมวดธรรม เน้อื หาสาระของทง้ั ๒ สูตรเหมอื นกัน
ดู ส.ํ สฬา. (แปล) ๑๘/๒๖๗/๒๙๓
๒. การที่ทรงยกกามสุขเป็นต้นข้ึนมาแสดงนั้น ถือว่าเป็นการแสดงเวทนาอย่างเดียว
คือสขุ เวทนา เพ่อื ให้ชา่ งไม้และท่านพระอุทายีทราบว่า ประเภท ของเวทนามิได้เรม่ิ จากเวทนา
๒ แตเ่ วทนา ๑ ก็มี เวทนา ๑ น้นั ยังละเอียดลึกลงไปอีก เช่น สุขท่เี กดิ จากกามคณุ ๕ สขุ
ที่เกิดจากปฐมฌาน ซึ่งสงบประณีตกว่าสุขน้ันเป็นต้น จนถึงสุขคือสัญญาเวทยิตนิโรธ
(การดับสัญญาและความรู้สึก) อาจมีผู้สงสัยว่า เม่ือดับสัญญาและความรู้สึกแล้วจะสุขได้
อย่างไร พระองค์ตรัสว่า ความดับนั่นเองเป็นความสุข พระอรรถกถาจารย์จึงอธิบายว่า สุขมี
๒ อยา่ ง คือ (๑) เวทยิตสขุ สุขชนิดท่ตี ้องเสวย ได้แก่ สขุ ที่เกดิ จากกามคณุ ๕ และสมาบตั ิ ๘
(๒) อเวทยิตสขุ สุขชนดิ ทไ่ี ม่ตอ้ งเสวย ได้แก่ นโิ รธ แตส่ ขุ ทง้ั ๒ นีจ้ ะถือว่าเป็นสขุ อย่างเดียว
ก็ได้ เพราะเป็นความสุขเชน่ กนั (ม.ม.อ. ๒/๙๐/๘๖)
๑๐. อปณั ณกสตู ร
๑๐.๑ ท่ีมาของชอ่ื
อปัณณกสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยการปฏิบัติไม่ผิด ช่ือนี้ต้ังตามเน้ือหาสาระ
ของพระสูตรน้ี ท่กี ลา่ วถึงอปัณณกธรรม (ข้อปฏิบัติไม่ผดิ )
๑๐.๒ ท่มี าของพระสูตร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงแก่พราหมณ์และคหบดที ัง้ หลาย ขณะประทบั
อยู่ ณ หมบู่ ้านพราหมณช์ อ่ื สาลา
คัมภีร์ปปัญจสูทนีอธิบายว่า บ้านสาลาอยู่ปากทางเข้าดง สมณพราหมณ์หลาย
จ�ำพวกจะแวะเข้าไปพักอยู่เสมอ ชาวบา้ นกจ็ ะตอ้ นรับและถวายทาน สมณพราหมณ์ เหล่านนั้
ได้แสดงทิฏฐิ (ลัทธิ) ๖๒ แก่ชาวบ้านเป็นประจ�ำ แต่ชาวบ้านเหล่านั้นไม่อาจจะยอมรับลัทธิ
เหล่าน้ันได้แม้แต่ลัทธิเดียว พระผู้มีพระภาคทรงประสงค์จะให้เกิดประโยชน์แก่ชาวบ้าน
เหล่าน้ัน จึงทรงแสดงการปฏิบัติไม่ผิดเพื่อให้น�ำไปใช้เป็นหลักปฏิบัติในการนับถือลัทธิต่าง ๆ
ตอ่ ไป (ม.ม.อ. ๒/๙๓/๘๗) เหตุเกดิ ของพระสูตรนีจ้ ดั อย่ใู นประเภท ปรัชฌาสยะ
เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๓ 281
๑๐.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รูปแบบของอปณั ณกสตู ร เปน็ การสนทนาแบบถาม-ตอบ
๑๐.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามพราหมณ์และคหบดีชาวบ้านสาลาว่า ศาสดาองค์ใด
องค์หนง่ึ ซ่งึ เปน็ ท่ชี อบใจของท่านทัง้ หลาย เปน็ เหตใุ หไ้ ด้ศรทั ธาที่มีเหตุผล มีอย่หู รอื
เม่ือพราหมณแ์ ละคหบดชี าวบา้ นสาลากราบทลู วา่ ไม่มี พระองคจ์ งึ ทรงแสดงอปณั ณก-
ธรรม คอื ทรงยกทิฏฐิต่าง ๆ ขนึ้ มาอธบิ ายเปรยี บเทียบใหเ้ หน็ โทษและคุณอย่างชัดเจน แลว้
ทรงแนะน�ำวิธีปฏบิ ตั ทิ ่ไี มผ่ ิด เชน่
มสี มณพราหมณ์ ๒ พวก ซึง่ มีทฏิ ฐิขัดแยง้ กนั คอื
พวกท่ี ๑ มีทิฏฐิว่า ทานท่ีให้แล้วไม่มีผล เป็นต้น พวกน้ีจักเว้นกุศลธรรม ประพฤติ
อกุศลธรรม กลายเป็นคนทุศีล ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา ท�ำตน
เป็นขา้ ศึกกับพระอรหันต์
ในเรอ่ื งนี้ วิญญชู นควรพิจารณาให้เห็นชัดว่า
ถา้ โลกหนา้ ไมม่ ี บุคคลนตี้ ายไปแลว้ จกั ท�ำตนให้สวัสดี (ปลอดภัย) ได้
ถ้าโลกหน้ามี เขากจ็ กั ไปเกดิ ในอบาย ทคุ ติ วินิบาต นรก
ถ้าโลกหน้าไม่มีจริง ค�ำของสมณพราหมณ์เหล่านั้นจะจริงหรือเท็จก็ช่างเถิด เขาก็จะ
ถูกต�ำหนิตเิ ตียนในปัจจุบันแน่นอน
ถ้าโลกหน้ามีจริง เขาจะได้รับโทษใน ๒ สถาน คือ (๑) ในปัจจุบัน วิญญูชนต�ำหนิ
ติเตียนได้ (๒) ตายไปแลว้ จะไปเกิดในนรก
พวกที่ ๒ มีทิฏฐิว่า ทานท่ีให้แล้วมีผล เป็นต้น พวกน้ีจักเว้นอกุศลธรรม ประพฤติ
กุศลธรรม ละท้ิงความเป็นผู้ทุศีล ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา
ไมท่ �ำตนเปน็ ขา้ ศึกกบั พระอรหันต์
ในเรอื่ งน้ี วญิ ญูชนควรพจิ ารณาให้เห็นชดั ว่า
ถ้าโลกหนา้ มี บุคคลนต้ี ายไปแลว้ จกั ไปเกดิ ในสุคติโลกสวรรค์
ถ้าโลกหน้าไม่มีจริง ค�ำของสมณพราหมณ์เหล่าน้ันจะจริงหรือเท็จก็ช่างเถิด
เขาจะไดร้ ับการสรรเสริญในปจั จบุ นั แนน่ อน
ถ้าโลกหน้ามีจริง เขาจะได้รับคุณใน ๒ สถาน คือ (๑) ในปัจจุบัน วิญญูชน
สรรเสรญิ (๒) หลังจากตายไปแล้ว จกั ไปเกดิ ในสคุ ติโลกสวรรค์
282 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
นเ้ี ปน็ อปณั ณกธรรม ขอ้ ท่ี ๑
ทรงสอนให้พิจารณาทิฏฐิของสมณพราหมณอ์ ีก ๘ จ�ำพวก ๔ คู่ คอื
พวกที่มีทิฏฐิว่า เมื่อบุคคลท�ำเอง ..ก็ไม่จัดว่าท�ำบาป กับพวกที่มีทิฏฐิตรงกันข้าม
(อปัณณกธรรมข้อท่ี ๒)
พวกท่ีมีทฏิ ฐวิ า่ ความเศร้าหมองของสตั วท์ ้ังหลายไม่มเี หตุ ไมม่ ปี จั จัย กบั พวกท่มี ีทิฏฐิ
ตรงกันข้าม (อปัณณกธรรมขอ้ ท่ี ๓)
พวกทมี่ ีทฏิ ฐวิ ่า อรูปพรหมไม่มี กับพวกท่ีมีทฏิ ฐติ รงกันขา้ ม (อปัณณกธรรมข้อท่ี ๔)
พวกท่ีมที ฏิ ฐิวา่ ความดับสนทิ แหง่ ภพไมม่ ี กบั พวกทมี่ ีทฏิ ฐติ รงกนั ข้าม (อปณั ณกธรรม
ข้อท่ี ๕)
จากน้ันทรงแสดงบุคคล ๔ ประเภทดังที่ทรงแสดงไว้ในกนั ทรกสูตร
๑๐.๕ ขอ้ สงั เกต
ทฏิ ฐิตา่ ง ๆ ในพระสูตรน้ี มี ๕ คู่ ๑๐ ประการ คอื
๑. นตั ถิกทฏิ ฐิ กบั อตั ถิกทฏิ ฐิ
๒. อกิริยทฏิ ฐิ กับ กิรยิ ทิฏฐิ
๓. อเหตกุ ทิฏฐิ กบั เหตกุ ทิฏฐิ
๔. ทฏิ ฐิว่า อรปู พรหมไมม่ ี กับ ทิฏฐิวา่ อรปู พรหมมี
๕. ทฏิ ฐิวา่ ความดบั สนทิ แหง่ ภพไมม่ ี กบั ทฏิ ฐิวา่ ความดบั สนทิ แหง่ ภพมี
พระอรรถกถาจารย์ จัดบุคคลผู้นับถือทิฏฐิเหล่านี้กับบุคคล ๔ ประเภทเข้าด้วยกัน
ดงั น้ี
ผู้นับถือนัตถิกทิฏฐิ อกิริยทิฏฐิ อเหตุกทิฏฐิ ทิฏฐิว่า อรูปพรหมไม่มี และทิฏฐิว่า
ความดับสนทิ แห่งภพไม่มี จัดเป็นบุคคลประเภทท่ี ๑-๓
ผู้นับถืออัตถิกทฏิ ฐิ กิริยทิฏฐิ เหตุกทิฏฐิ ทฏิ ฐวิ ่า อรูปพรหมมี และทิฏฐิว่า ความดบั
สนิทแห่งภพมี จัดเป็นบุคคลประเภทที่ ๔ (ม.ม.อ. ๒/๑๐๕/๙๒)
อปัณณกธรรมน้ี พระผู้มีพระภาคตรัสไว้เพ่ือใช้เป็นหลักในการพิจารณาทิฏฐิหรือ
ลทั ธิตา่ ง ๆ ซง่ึ มอี ยู่มากมายในสมยั พุทธกาล ในพระสตู รน้ี พระองค์ตรัสไว้อยา่ งละเอยี ดชดั เจน
ทกุ แง่ทุกมุม ทง้ั ฝา่ ยดฝี า่ ยเสยี ผู้ปฏบิ ัติตาม ชอื่ ว่าปฏิบตั ไิ ม่ผดิ และสามารถละอกุศลได้แน่นอน
จงึ เป็นหลกั การส�ำคญั ทีน่ า่ ศกึ ษาเป็นอย่างย่งิ
เล่มท่ี ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๓ 283
๒. ภกิ ขวุ รรค
ภิกขุวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยภิกษุ ชอื่ วรรคต้ังตามสาระส�ำคญั ของพระสูตรทกุ สูตร
ในวรรคนี้ ซ่ึงมที ง้ั หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสูตรมีสาระส�ำคัญดังน้ี
๑. จูฬราหโุ ลวาทสูตร
๑.๑ ทม่ี าของชอื่
จฬู ราหโุ ลวาทสตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยการประทานโอวาทแกพ่ ระราหลุ สตู รเลก็
ชือ่ นตี้ ั้งตามเนื้อหาสาระของพระสูตร
ท่ีเรียกว่า สูตรเล็ก (จูฬ) น้ัน เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับราหุโลวาทสูตรอีก สูตรหนึ่ง
ได้แก่ พระสูตรท่ี ๒ ในวรรคน้ี พระสูตรท่ี ๑ นมี้ ีเน้ือหาและรายละเอยี ดนอ้ ยกวา่ พระสูตรท่ี ๒
จงึ เรยี กพระสูตรนวี้ า่ จูฬราหโุ ลวาทสูตร เรยี กพระสูตรที่ ๒ ว่า มหาราหโุ ลวาทสตู ร (แปลวา่
พระสูตรวา่ ด้วยการประทานโอวาทแกพ่ ระราหลุ สตู รใหญ)่
๑.๒ ทมี่ าของพระสตู ร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ท่านพระราหุล (พระโอรสของพระองค์)
สมยั ยงั เปน็ สามเณร อายุ ๗ ขวบ ขณะประทับอยู่ ณ พระเวฬวุ นั เขตกรงุ ราชคฤห์ โดยทรง
ปรารภวา่ ทา่ นยงั เยาวอ์ ยู่ อาจจะกลา่ วสมั ปชานมสุ าวาท (การพดู เทจ็ ทง้ั ทร่ี )ู้ กเ็ ปน็ ได้ ทรงประสงค์
จะประทานโอวาทเก่ียวกับการกล่าวถ้อยค�ำแก่ท่าน จึงทรงแสดงพระสูตรนี้ เหตุเกิดของ
พระสูตรนีจ้ ัดอยูใ่ นประเภท ปรชั ฌาสยะ
๑.๓ รปู แบบของพระสูตร
รปู แบบของจฬู ราหโุ ลวาทสตู ร เปน็ การสนทนาแบบถาม-ตอบ มอี ปุ มาอปุ ไมยประกอบ
เพือ่ ให้เหน็ เปน็ รปู ธรรม
๑.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
พระผมู้ พี ระภาคเสดจ็ เขา้ ไปหาทา่ นพระราหลุ ซง่ึ ก�ำลงั พกั อยู่ ณ ปราสาทชอ่ื อมั พลฏั ฐกิ า
ขณะทพี่ ระองคท์ รงลา้ งพระบาท ทรงเหลอื นำ�้ ไวใ้ นภาชนะหนอ่ ยหนง่ึ รบั สงั่ เรยี กทา่ นพระราหลุ
284 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
มาพิจารณาดนู ้�ำน้นั แลว้ ทรงแสดงเปรียบเทียบวา่ ผู้ท่ีเปน็ สมณะถ้าไมม่ ีความละอายกล่าวเท็จ
ทงั้ ทรี่ ู้ กเ็ หลอื ความเปน็ สมณะเพียงหนอ่ ยหน่งึ เหมือนน้�ำในขนั
ทรงเทน�ำ้ ทิ้งแล้วทรงควำ่� ขนั และหงายขันขนึ้ แลว้ ทรงเปรียบเทยี บให้ฟงั วา่ ถา้ ยังกล่าว
เทจ็ อย่กู เ็ หมือนน้�ำที่เขาท้งิ แลว้ เหมอื นขันท่คี ว�่ำ และว่างเปลา่ เหมอื นขัน ที่หงายข้ึน
ทรงยกอุปมาด้วยช้างข้ึนมาเปรียบเทียบว่า ช้างต้นท่ีใช้อวัยวะทุกส่วนท�ำงานให้
พระราชาได้ ไม่มีอะไรท่ีช้างต้นนั้นจะท�ำไม่ได้ คนท่ีไม่มีความละอายกล่าวเท็จท้ังที่รู้
กเ็ หมือนกนั ที่จะไม่ท�ำบาปอะไรเลยไม่มี
จากน้ันทรงสอนให้พิจารณาดูกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมของตน เหมอื นคนใช้
คนั ฉอ่ งสอ่ งดูเงาหนา้ ตัวเอง ฉะน้ัน
๑.๕ ข้อสงั เกต
การประทานโอวาทแก่ท่านพระราหุลนั้น พระผู้มีพระภาคทรงค�ำนึงถึงวัยของผู้ฟัง
เปน็ หลกั ส�ำคญั จงึ ทรงแสดงโดยการยกสง่ิ ทม่ี องเหน็ ไดง้ า่ ยขนึ้ มาเปรยี บเทยี บใหด้ ู เปน็ การสอน
จากส่ิงท่งี ่ายไปหาสิง่ ทยี่ าก ซงึ่ นบั เปน็ กศุ โลบายอยา่ งหน่งึ ในการ แสดงธรรมของพระองค์
อนง่ึ คมั ภรี ป์ ปญั จสทู นี (ม.ม.อ. ๒/๑๐๗/๙๓-๙๕) อธบิ ายวา่ พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดง
พระสูตรที่เก่ียวกับท่านพระราหุลไว้หลายสูตร ตามระยะวัยของท่าน และทรงมีจุดมุ่งหมาย
ต่าง ๆ กัน คือ
๑. สามเณรปัญหา หรือกุมารปัญหา (ขุ.ขุ. ๒๕/๑-๑๐/๓) ทรงแสดงขณะท่านเป็น
สามเณรอายุ ๗ ขวบ จดุ ม่งุ หมาย คือ เพอ่ื ให้ละเวน้ การพูดค�ำทไ่ี ม่เหมาะสม
๒. ราหุลสังยุต (สํ.นิ. ๑๖/๕๙๙/๒๘๗) ในราหุลสังยุตทรงแสดงไว้หลายสูตร คือ
ต้ังแต่ท่านพระราหลุ อายุ ๗ ขวบ จนถงึ อุปสมบทเป็นพระแตย่ ังไม่ได้พรรษา จุดม่งุ หมาย คอื
เพื่อให้วปิ สั สนาของท่านแก่กลา้
๓. มหาราหุโลวาทสูตร (สูตรที่ ๒ ในวรรคนี้) ทรงแสดงขณะท่านเป็นสามเณร
อายุ ๑๘ ปี จุดมุ่งหมาย คือ เพื่อให้บรรเทาความพอใจและความก�ำหนัดเก่ียวกับเรือนร่าง
คือขันธ์ ๕
๔. จูฬราหุโลวาทสูตร (พระสูตรน้ี) ทรงแสดงขณะท่านเป็นสามเณร อายุ ๗ ขวบ
จดุ มงุ่ หมาย คอื เพือ่ ปอ้ งกันการกล่าวค�ำเทจ็ ทั้งทร่ี ู้
๕. จูฬราหุโลวาทสูตร (ม.อุ. ๑๔/๔๑๖/๓๕๖) ทรงแสดงขณะท่านเป็นภิกษุ
ยงั ไม่ได้พรรษา จุดมุ่งหมาย คอื เพอื่ ใหบ้ รรลพุ ระอรหัตตผล)
๖. ราหลุ สูตร (ขุ.ส.ุ ๒๕/๓๔๒/๓๙๘) ทรงแสดงเพ่ือประทานพระโอวาทตามปกติ
เล่มที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๓ 285
๒. มหาราหุโลวาทสูตร
๒.๑ ทมี่ าของชอื่
มหาราหุโลวาทสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยการประทานโอวาทแก่พระราหุล
สูตรใหญ่ ชื่อน้ตี ัง้ ตามเนื้อหาสาระของพระสูตร
๒.๒ ท่มี าของพระสตู ร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ท่านพระราหุล (สมัยยังเป็นสามเณร)
ขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวนั เขตกรงุ สาวตั ถี เพอื่ ใหท้ า่ นบรรเทาความพอใจ และความก�ำหนดั
เก่ยี วกบั เรอื นคอื ขนั ธ์ ๕ เหตุเกดิ ของพระสตู รนี้จัดอยู่ในประเภท ปรัชฌาสยะ
๒.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รปู แบบของมหาราหโุ ลวาทสูตร เปน็ การสนทนาแบบถาม-ตอบ
๒.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
วนั น้ัน ในตอนเช้าก่อนเสดจ็ ออกบณิ ฑบาต พระผู้มีพระภาคทรงสอนใหท้ า่ นพระราหลุ
พจิ ารณาขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สงั ขาร และวิญญาณ จากนัน้ ทา่ นพระราหุลได้ไปน่งั ฝกึ
สมาธอิ ยทู่ โี่ คนไมแ้ หง่ หนง่ึ ทา่ นพระสารบี ตุ รเหน็ เขา้ จงึ แนะน�ำ ใหท้ า่ นเจรญิ อานาปานสตภิ าวนา
ต่อมาในเวลาเย็น ท่านเขา้ ไปทลู ถามพระผูม้ ีพระภาควา่ จะเจริญอานาปานสติอย่างไร
จงึ จะมีผลมาก มอี านิสงส์มาก
พระผูม้ พี ระภาคตรสั ตอบว่า
๑. ให้พิจารณาธาตุ ๕ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ และอากาสธาตุ
ให้เหน็ ว่าเป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติ ไม่ใชข่ องเรา เราไมเ่ ปน็ นัน่ น่นั ไม่ใช่อตั ตาของเรา
๒. ให้เจริญภาวนาเสมอด้วยธาตุท้ัง ๕ น้ัน คือ เจริญภาวนาเพื่อไม่ให้อารมณ์ท่ี
ชอบใจและไมช่ อบใจมาครอบง�ำจติ ได้ เหมอื นธาตทุ ้ัง ๕ ไมร่ งั เกียจของสกปรกที่คนทิ้งลง
๓. ใหเ้ จริญภาวนา ๖ อย่าง คือ เมตตาภาวนา กรุณาภาวนา มทุ ิตาภาวนา อเุ บกขา
ภาวนา อสภุ สญั ญาภาวนา และอนิจจสัญญาภาวนา
๔. ใหเ้ จริญอานาปานสติ ๑๖ ขนั้
286 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
๒.๕ ขอ้ สงั เกต
ในพระสตู รน้ี ทรงแสดงกมั มฏั ฐานและวธิ เี จรญิ กมั มฏั ฐานแกท่ า่ นพระราหลุ จดุ ประสงค์
ท่ีทรงแสดง คือ เพื่อให้ท่านบรรเทาความพอใจและความก�ำหนัดเกี่ยวกับ เรือนร่างคือขันธ์
เพราะขณะนี้ท่านพระราหุลมีอายุ ๑๘ ปี ซ่ึงเป็นวัยที่ก�ำลังคิดค�ำนึงเร่ืองเรือนร่างหรือรูปร่าง
ทั้งของตนเองและของผอู้ ืน่ จึงทรงแสดงกัมมฏั ฐานหลายอย่าง เพ่อื ใหท้ ่านบรรเทาความพอใจ
และความก�ำหนดั ในเรอื นรา่ ง
๓. จฬู มาลุงกยสูตร
๓.๑ ที่มาของชือ่
จูฬมาลุงกยสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยพระมาลุงกยบุตร สูตรเล็ก ชื่อน้ีตั้งตาม
ช่อื บคุ คลทปี่ รากฏในพระสูตร
ที่เรียกว่า สูตรเล็ก (จูฬ) นั้น เพราะเม่ือเปรียบเทียบกับมาลุงกยสูตร อีกสูตรหนึ่ง
ได้แก่ พระสตู รท่ี ๔ ในวรรคน้ี พระสตู รที่ ๓ น้ี มีเนอื้ หาและรายละเอยี ดน้อยกว่าพระสตู รที่ ๔
จึงเรียกพระสูตรนี้ว่า จูฬมาลุงกยสูตร เรียกพระสูตรที่ ๒ ว่า มหามาลุงกยสูตร แปลว่า
พระสตู รว่าด้วยพระมาลุงลยบุตร สูตรใหญ่
๓.๒ ทมี่ าของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ท่านพระมาลุงกยบุตร ขณะประทับอยู่
ณ พระเชตวัน เขตกรุงสาวัตถี เพื่อตรัสตอบปัญหา เหตุเกิดของพระสูตรน้ีจัดอยู่ในประเภท
ปุจฉาวสกิ ะ
๓.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รูปแบบของจูฬมาลุงกยสูตรเป็นการสนทนาแบบถาม-ตอบ คือ พระมาลุงกยบุตร
เป็นผูถ้ าม พระผมู้ พี ระภาคเปน็ ผ้ตู รัสตอบ
๓.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
พระมาลงุ กยบตุ ร คดิ ว่า พระผู้มพี ระภาคไมท่ รงตอบอพั ยากตปัญหา (ปัญหาทีไ่ มท่ รง
ตอบ) ๑๐ ประการ จงึ รสู้ กึ ไมพ่ อใจและจกั เขา้ ไปทลู ถามพระผมู้ พี ระภาคอกี ถา้ พระผมู้ พี ระภาค
เล่มที่ ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๓ 287
ทรงตอบ กจ็ ะประพฤติพรหมจรรย์ตอ่ ไป ถ้าไมท่ รงตอบ กจ็ ะลาสิกขาไปเป็นคฤหสั ถ์
อัพยากตปญั หา ๑๐ ประการ คอื
๑. โลกเที่ยงหรือ
๒. โลกไม่เทย่ี งหรือ
๓. โลกมีทสี่ ุดหรือ
๔. โลกไม่มที สี่ ุดหรือ
๕. ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกนั หรือ
๖. ชวี ะกบั สรรี ะเป็นคนละอย่างกันหรอื
๗. หลงั จากตายแล้วตถาคตเกิดอีกหรือ
๘. หลงั จากตายแล้วตถาคตไมเ่ กดิ อีกหรือ
๙. หลังจากตายแลว้ ตถาคตเกดิ อกี และไมเ่ กดิ อีกหรอื
๑๐. หลงั จากตายแลว้ ตถาคตจะว่าเกดิ อีกก็มใิ ช่ จะวา่ ไมเ่ กดิ อีกก็มใิ ชห่ รือ
ครั้นในเวลาเย็น ท่านพระมาลุงกยบุตรได้น�ำปัญหาน้ันเข้าไปทูลถามพระผู้มีพระภาค
ตรัสวา่ พระองคไ์ ม่ทรงตอบปญั หาเหล่านี้ โดยทรงให้เหตุผลว่า
๑. พระองค์มิได้ทรงให้ค�ำม่ันสัญญาว่า ถ้าพระมาลุงกยบุตรมาประพฤติพรหมจรรย์
กบั พระองคแ์ ล้ว พระองค์จะทรงตอบปัญหาเหลา่ น้ี
๒. พระมาลุงกยบุตรมิได้กราบทูลพระองค์ไว้ก่อนว่า ถ้าพระองค์ทรงตอบปัญหา
เหล่าน้ี ท่านก็จักประพฤติพรหมจรรย์
๓. บุคคลใดกล่าวว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านี้ ตนก็จักไม่ประพฤติ
พรหมจรรย์ ตอ่ ใหบ้ ุคคลนัน้ ตายไป พระองคก์ ไ็ ม่ทรงตอบ
๔. เม่ือมีความเห็นเหล่านี้แล้ว จะท�ำให้มีการประพฤติพรหมจรรย์กัน ก็หามิได้ ชาติ
ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทุกข์ โทมนัส และอปุ ายาส กย็ งั คงมอี ยู่ตามเดิม พระองค์จึงทรง
บญั ญัติเฉพาะการก�ำจดั ชาติ ชรา มรณะ ฯลฯ และอปุ ายาสเท่านัน้
จากน้ันทรงสรุปว่า ท่ีพระองค์ไม่ทรงตอบปัญหาท้ัง ๑๐ ข้อน้ี เพราะไม่มีประโยชน์
ไม่ท�ำให้บรรลุนิพพาน ส่วนปัญหาที่ทรงตอบ คือ ปัญหาเรื่องอริยสัจ ๔ ได้แก่ เรื่องทุกข์
เร่ืองทุกขสมุทยั เร่อื งทกุ ขนิโรธ และเร่ืองทกุ ขนิโรธคามนิ ีปฏปิ ทา เพราะมปี ระโยชน์และท�ำให้
บรรลนุ พิ พาน
288 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๓.๕ ขอ้ สังเกต
พระสูตรน้ีช้ีให้เห็นถึงเจตคติในการตอบปัญหาทางอภิปรัชญาของพระพุทธศาสนา
กล่าวคือ ปัญหาท่เี รียกวา่ อพั ยากตปัญหา เปน็ ปญั หาท่เี กยี่ วกับทฏิ ฐิ ๑๐ ประการ ซ่ึงรู้จกั กนั ใน
อีกชอ่ื หน่ึงวา่ อนั ตคาหกิ ทิฏฐิ อาจารย์ทางปรชั ญามหายานอธิบายวา่ ท่าทีทที่ รงน่งิ ไม่ตอบ
นั่นเอง คือค�ำตอบท่ีชัดเจนที่สุด นั่นคือทรงตอบว่า เร่ืองเหล่าน้ันพูดไม่ได้ เพราะไม่ว่า
จะทรงตอบอย่างไร คือ จะทรงตอบรับหรือ ทรงตอบปฏิเสธ ผู้ฟังก็ไม่สามารถเข้าใจ และ
อาจจะตรงกับทฤษฎีท่ีมีอยู่เดิมของ ผู้ฟังจนท�ำให้เห็นผิดย่ิงขึ้นไปอีก แต่อาจารย์ฝ่ายเถรวาท
อธบิ ายวา่ ท่ีไม่ทรงตอบ เพราะไม่มีประโยชน์
ผตู้ อ้ งการทราบรายละเอียดเก่ยี วกับอัพยากตปัญหา ควรดใู นทอี่ นื่ อีก เชน่ ในพรหม-
ชาลสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๙ ในอัพยากตสังยุต สฬายตนวรรค
สงั ยตุ ตนกิ าย พระไตรปฏิ กเลม่ ที่ ๑๘ และในทฏิ ฐกิ ถา ขทุ ทกนกิ าย ปฏสิ มั ภทิ ามรรค พระไตรปฎิ ก
เล่มที่ ๓๑ โดยเฉพาะในอัพยากตสังยุต สฬายตนวรรค สังยุตตนิกายได้ประมวลเหตุผล
ท่ไี ม่ทรงตอบปญั หาเหล่านไ้ี วอ้ ยา่ งสมบรู ณท์ ส่ี ุด
๔. มหามาลงุ กยสูตร
๔.๑ ท่ีมาของช่อื
มหามาลงุ กยสตู ร แปลวา่ พระสตู รว่าด้วยพระมาลุงกยบุตร สูตรใหญ่ ช่อื นีต้ ง้ั ตาม
ช่อื บุคคลทปี่ รากฏในพระสูตร คอื ทา่ นพระมาลงุ กยบตุ ร
๔.๒ ทม่ี าของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ท่านพระมาลุงกยบุตรพร้อมกับภิกษุ
หลายรูป ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน เขตกรุงสาวัตถี เหตุเกิดของพระสูตรน้ีจัดอยู่
ในประเภท ปรชั ฌาสยะ
๔.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รปู แบบของพระสตู รมหามาลงุ กยสตู ร เปน็ การสนทนาแบบถาม-ตอบ เมอ่ื พระมาลงุ กยะ
เปน็ ผู้ถาม พระผู้มีพระภาคเปน็ ผูต้ อบ
เลม่ ที่ ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๓ 289
๔.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ยังจ�ำโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการ
ทพ่ี ระองค์แสดงไว้ไดห้ รือไม่
ทา่ นพระมาลุงกยบตุ รกราบทูลวา่ ยงั จ�ำได้ คือ สกั กายทฏิ ฐิ วิจิกจิ ฉา สลี ัพพตปรามาส
กามฉันทะ และพยาบาท
พระผมู้ พี ระภาคตรสั วา่ การตอบเพยี งเทา่ นี้ เปน็ การตอบทย่ี งั ไมถ่ กู ตอ้ ง พวกอญั เดยี รถยี ์
ปริพาชกอาจหักล้างด้วยการน�ำเรื่องเด็กอ่อนมาเปรียบเทียบได้ เช่น เด็กอ่อนไม่มีความคิดว่า
กายของตน จักมีสักกายทิฏฐิ(ความเห็นว่ากายของตนมี) ได้อย่างไร เด็กอ่อนไม่มีความคิดว่า
ธรรม จกั มวี ิจิกจิ ฉา (ความสงสยั ) ในธรรม ได้อย่างไร ทรงยำ้� วา่ สักกายทฏิ ฐแิ ละวิจิกิจฉาของ
เดก็ นน้ั มแี ละยังนอนเน่ืองอยู่ (ในฐานะอนุสยั )
จากน้นั ทรงแสดงโอรมั ภาคยิ สังโยชน์ ๕ ประการ โดยทรงยกเอาบคุ คลผปู้ ฏบิ ตั ิขึน้ มา
เป็นหลกั ตัดสินว่าจะเปน็ โอรมั ภาคยิ สังโยชนห์ รือไม่ เชน่
ปุถุชนเกิดสกั กายทิฏฐิข้ึน เขาไมม่ อี บุ ายเคร่ืองสลดั ออก บรรเทาไมไ่ ด้ สกั กายทฏิ ฐนิ น้ั
กช็ ือ่ ว่า เปน็ โอรมั ภาคยิ สังโยชน์
ส่วนอริยสาวกไม่เกิดสักกายทิฏฐิขึ้น หรือเม่ือสักกายทิฏฐิเกิดข้ึนก็รู้อุบายเคร่ืองสลัด
ออกและสามารถละได้
จากน้ัน ทรงแสดงว่า รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ เป็นมรรคและปฏิปทาที่ท�ำให้ละ
โอรมั ภาคยิ สงั โยชน์ทัง้ ๕ ประการได้
๔.๕ ขอ้ สงั เกต
ในพระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคตรัสถามถึงสังโยชน์ ท่านพระมาลุงกยบุตร ก็ทูลตอบ
เร่ืองสังโยชน์เช่นกัน แต่ไฉนพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่าค�ำตอบน้ันไม่ถูกต้อง ท่ีเป็นเช่นน้ี
เพราะท่านพระมาลุงกยบุตรตอบตามลัทธิของตน คือ ท่านถือลัทธิว่า คนมีกิเลสเฉพาะเวลา
ท่ีกิเลสฟุ้งข้ึนเท่านั้น เวลาอื่นจากนี้ ไม่มีกิเลส แต่พระผู้มีพระภาคทรงประสงค์จะให้ท่านรู้ว่า
แม้เวลาที่กิเลสไม่ฟุ้งข้ึน ปุถุชนก็ยังมีกิเลสท่ีนอนเน่ืองอยู่ในใจ ซ่ึงเรียกว่า อนุสัย จึงทรงยก
อุปมาเรอื่ งเด็กอ่อนข้ึนมาเปรียบเทยี บว่าเด็กอ่อนไมร่ ้จู กั สกั กายทฏิ ฐิ วิจกิ จิ ฉา สีลพั พตปรามาส
กามฉนั ทะ และพยาบาทเลย แตก่ ็มิไดห้ มายความว่า เดก็ นัน้ จะไมม่ ีสักกายทิฏฐิ
290 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
๕. ภทั ทาลิสตู ร
๕.๑ ทีม่ าของชื่อ
ภัททาลิสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยพระภัททาลิ ช่ือนี้ต้ังตามชื่อบุคคลที่ปรากฏใน
พระสตู ร
๕.๒ ที่มาของพระสตู ร
พระสตู รน้ี พระผูม้ ีพระภาคทรงแสดงแก่ภกิ ษทุ ้งั หลาย ขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวนั
เขตกรงุ สาวัตถี โดยทรงม่งุ ท�ำลายความเห็นผดิ ของทา่ นพระภทั ทาลิ เหตเุ กดิ ของพระสตู รนีจ้ ัด
อยใู่ นประเภท ปรชั ฌาสยะ
๕.๓ รปู แบบของพระสูตร
รปู แบบของภัททาลสิ ตู ร เป็นการสนทนาแบบถาม-ตอบ
๕.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
พระผมู้ พี ระภาคทรงแนะน�ำใหภ้ กิ ษฉุ นั อาหารมอ้ื เดยี ว แตท่ า่ นพระภทั ทาลิ กราบทลู วา่
ตนไมส่ ามารถฉนั อาหารมอ้ื เดยี วได้ และไมย่ อมปฏบิ ตั ติ ามสกิ ขาบททพ่ี ระผมู้ พี ระภาคทรงบญั ญตั ิ
ไว้ ตอ่ มา ภกิ ษทุ ง้ั หลายไดต้ กั เตอื นจนทา่ นพระภทั ทาลิ ส�ำนึกผิด จึงเขา้ ไปกราบทลู ขออภยั โทษ
จากพระผมู้ ีพระภาค พระองคท์ รงยกโทษให้ แล้วทรงชี้โทษของผูไ้ มบ่ �ำเพญ็ ไตรสกิ ขาว่าจะถกู
พระศาสดา เพื่อนพรหมจารี เทวดาตเิ ตียนบา้ ง ตนตเิ ตียนตนเองไดบ้ า้ ง ทรงแสดงอานิสงสข์ อง
ผู้บ�ำเพ็ญไตรสกิ ขาว่าจะท�ำให้บรรลฌุ าน ๔ และวชิ ชา ๓
ทา่ นพระภัททาลิไดท้ ูลถามถงึ เหตทุ ่ีท�ำให้ภกิ ษุทงั้ หลายขม่ ขี่และไมข่ ่มขี่ภกิ ษบุ างรปู
พระองค์ตรัสตอบว่า เหตุท่ีท�ำให้ภิกษุท้ังหลายข่มขี่ภิกษุบางรูป คือ ภิกษุต้องอาบัติ
อยู่เนือง ๆ หรือต้องอาบัติบางข้อ แต่ไม่ยอมปลดเปล้ืองอาบัติ ส่วนเหตุที่ท�ำให้ภิกษุทั้งหลาย
ไม่ขม่ ขี่มนี ัยตรงกันข้าม
ท่านพระภัททาลิทูลถามถึงเหตุท่ีเม่ือก่อนสิกขาบทมีเพียงเล็กน้อย แต่มีภิกษุจ�ำนวน
มากด�ำรงอยู่ในอรหัตตผล และเหตุท่ีบัดน้ีสิกขาบทมีมาก แต่มีภิกษุจ�ำนวนน้อยด�ำรงอยู่ใน
อรหัตตผล
เล่มที่ ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๓ 291
พระองคต์ รสั ตอบวา่ เหตทุ เ่ี มอ่ื กอ่ นสกิ ขาบทมเี พยี งเลก็ นอ้ ย แตม่ ภี กิ ษจุ �ำนวนมากด�ำรง
อยู่ในอรหัตตผล เพราะสงฆ์ยังไม่เป็นหมู่ใหญ่ ยังไม่เป็นผู้เลิศด้วยลาภ ยังไม่เป็นผู้เลิศด้วยยศ
ยังไม่เป็นพหูสูต ยังไม่เป็นรัตตัญญู ส่วนเหตุท่ีบัดน้ีสิกขาบทมีมาก แต่ภิกษุจ�ำนวนน้อยด�ำรง
อยใู่ นอรหัตตผล มนี ยั ตรงกันขา้ ม
จากนน้ั ทรงแสดงอเสขธรรม ๑๐ ประการ ทจี่ ะท�ำใหภ้ ิกษุเปน็ ผู้ควรแก่ของที่เขาน�ำมา
ถวาย ควรแก่ของตอ้ นรับ ควรแก่ทักษณิ า ควรแกก่ ารท�ำอัญชลี และเป็นนาบญุ อนั ยอดเยี่ยม
ของโลก
๕.๕ ข้อสังเกต
ในพระสูตรน้ี มีขอ้ ทีน่ า่ สงั เกต นา่ ศึกษาดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. ค�ำว่า การฉันม้ือเดียว คัมภีร์ปปัญจสูทนี อธิบายว่า หมายถึงการฉันอาหาร
ในเวลาคือตั้งแต่ดวงอาทิตย์ข้ึนถึงเวลาเที่ยงวัน แม้ภิกษุฉันอาหาร ๑๐ ครั้ง ในช่วงเวลานี้
ก็ถือว่าฉันอาหารม้ือเดียว มีธรรมเนียมการฉันนั้นอยู่ว่า เมื่อได้รับภัตตาหารและเนยใสแล้ว
ท่านจะฉันส่วนหน่ึงแล้วล้างมือ น�ำส่วนที่เหลือออกจากบาตรแล้วน�ำไปฉันในท่ีอื่น (ม.ม.อ.
๒/๒๒๕/๓, ม.ม.อ. ๒/๑๓๔/๑๑๐) ควรดกู ารสรรเสรญิ คณุ ของการฉนั ทปี่ รากฏในพระสตู รที่ ๑๐
ในวรรคนปี้ ระกอบด้วย
๒. พระสูตรนี้กล่าวถึงการบัญญัติสิกขาบทอันเป็นส่วนของพระวินัยและแสดง
เหตุการณ์หลังจากที่ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามมิให้ภิกษุฉันในเวลาวิกาล คือ เมื่อภิกษุบางรูป
เช่น พระภัททาลิทราบว่าพระผู้มีพระภาคทรงห้ามมิให้ฉันในเวลาวิกาลเช่นน้ันก็กลัวว่า
จะปฏิบัติไม่ได้จึงไม่ยอมปฏิบัติตาม และคัดค้านการบัญญัติสิกขาบทของพระองค์ จนต้อง
หลบหน้าไม่กล้าเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคนานถึง ๓ เดือนเต็ม เร่ืองน้ันปรากฏแก่คนทั้งหลาย
ในสมัยน้ัน แสดงว่าการบัญญัติสิกขาบทบางข้อน้ันมีผู้คัดค้าน แต่เมื่อสงฆ์ส่วนมากเห็นด้วย
ก็ต้องยอมรับและปฏิบัติตามพระบัญญัติน้ัน ซ่ึงต่อมาท่านพระภัททาลิก็ส�ำนึกผิดและยอม
ปฏบิ ัตติ าม ดูพระสูตรถัดจากน้ไี ปประกอบด้วย
๓. ประวัติของท่านพระภัททาลิรูปน้ี คัมภีร์ปปัญจสูทนีอธิบายว่า ท่านบวชด้วย
ศรัทธามีศีลบริสุทธ์ิ แต่วิตกกังวลเก่ียวกับเร่ืองปากท้อง ในอดีตชาติเคยเกิดเป็นกาท่ีกินจุมาก
คงจะตดิ นสิ ัยเดิม จึงคดั ค้านการบญั ญตั สิ กิ ขาบทของพระผู้มีพระภาค (ม.ม.อ. ๒/๑๓๔/๑๑๑)