92 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๑.๒ ที่มาของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผูม้ พี ระภาคทรงแสดงแกภ่ ัคควโคตรปริพาชก ณ อารามของปริพาชกน้ี
ซ่ึงตั้งอยู่ในเขตอนุปิยนิคม แคว้นมัลละ โดยทรงปรารภค�ำทูลถามของภัคควโคตรปริพาชก
เรือ่ งเจา้ สนุ ักขตั ตะ ลิจฉวบี ุตรลาสกิ ขา จึงทรงเลา่ สาเหตุที่ สนุ กั ขตั ตะ ลจิ ฉวบี ุตร ลาสกิ ขาให้
ฟงั อยา่ งละเอยี ด
๑.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของปาฏิกสูตร เป็นบรรยายโวหารแบบเล่าเร่ือง ซ่ึงมีการสนทนา ถาม-ตอบ
ระหวา่ งพระผูม้ ีพระภาคกับเจ้าสนุ กั ขัตตะ ลิจฉวบี ตุ ร เป็นเนื้อหาของเร่อื งทที่ รงเลา่
๑.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
พระผู้มีพระภาคจะเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในอนุปิยนิคม แต่ทรงเห็นว่า ยังเช้าอยู่
จงึ เสดจ็ เขา้ ไปในอารามของภคั ควโคตรปรพิ าชก ทรงไดร้ บั การตอ้ นรบั จากภคั ควโคตรปรพิ าชก
เป็นอย่างดี ครั้นประทับน่ังบนอาสนะท่ีเขาปูลาดถวายแล้ว ภัคควโคตรปริพาชกกราบทูลว่า
เม่ือหลายวันมาแล้ว เจ้าสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตรมาหาและบอกว่า ได้ลาสิกขาแล้ว ไม่อยู่อุทิศ
พระผู้มพี ระภาคตอ่ ไปแล้ว จงึ ทูลถามวา่ เรือ่ งนเ้ี ป็นความจรงิ หรอื ไม่
พระผ้มู พี ระภาคตรสั ตอบว่า เปน็ ความจริง แล้วตรสั เลา่ ให้ฟงั ว่า เมอ่ื หลายวนั มาแลว้
เจ้าสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตรมาเฝ้าทูลลาสกิ ขาวา่ บดั นี้ ตนขอบอกคืนพระผู้มพี ระภาค จะไม่อยู่
อุทศิ พระผ้มู พี ระภาคอกี ต่อไปโดยอ้างเหตผุ ล ๒ ประการ คอื (๑) เพราะพระองค์ไมท่ รงแสดง
อิทธิปาฏหิ ารยิ ์ให้ดู (๒) เพราะไมท่ รงประกาศทฤษฎวี า่ ดว้ ยต้นก�ำเนดิ ของโลก
ทรงเล่าว่า ทรงโตต้ อบกบั เจ้าสุนกั ขตั ตะ ลจิ ฉวีบุตร ดงั นี้
๑. ในเร่ืองการบอกคืน ไม่อยู่อุทิศพระองค์ ทรงย้อนถามว่า ทรงเคยขอร้องให้มาอยู่
อุทิศพระองค์หรือ เขาทูลตอบว่า ไม่ทรงขอร้อง ตรัสสรุปว่า เม่ือไม่ทรงขอร้อง ก็ไม่ใช่เร่ืองท่ี
ใครจะบอกคนื ใคร
๒. ในเรือ่ งการแสดงอทิ ธิปาฏิหารยิ ์ ทรงย้อนถามว่า ทรงเคยให้ค�ำมน่ั สญั ญาไวห้ รอื ว่า
ถา้ เจา้ สนุ กั ขตั ตะมาอยอู่ ทุ ศิ พระองค์ พระองคจ์ ะทรงแสดงอทิ ธปิ าฏหิ ารยิ ใ์ หด้ ู หรอื เจา้ สนุ กั ขตั ตะ
เคยขอค�ำมน่ั สญั ญาไว้วา่ ตนจะมาอยกู่ ับพระองค์ ถา้ พระองคจ์ ะทรงแสดงอทิ ธิปาฏิหาริย์ใหด้ ู
เขาทูลตอบว่า พระองค์มิได้ทรงให้ค�ำม่ันสัญญาไว้ ท้ังตนก็มิได้ขอค�ำม่ันสัญญาไว้ ตรัสสรุปว่า
เม่อื เป็นเชน่ น้ี ก็มิใช่เรอ่ื งท่ีใครจะบอกคนื ใคร
เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๑ 93
ตรสั ถามตอ่ ไปวา่ พระธรรมทที่ รงสอนไว้ ท�ำใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั ติ ามพน้ ทกุ ขไ์ ดห้ รอื ไม่ ทลู ตอบวา่
พน้ ทุกขไ์ ด้ ตรัสถามวา่ การแสดงอทิ ธปิ าฏหิ าริย์หรือไมแ่ สดง จะช่วย ใหพ้ น้ ทุกขห์ รือไม่ให้พ้น
ทุกข์ไดห้ รือไม่ ทลู ตอบว่า ไม่ช่วย ทรงสรุปว่า การแสดงอทิ ธิปาฏหิ าริยก์ ็ไม่ได้ประโยชน์อะไร
๓. ในเร่อื งการประกาศทฤษฎีว่าดว้ ยต้นก�ำเนิดของโลก ก็ทรงยอ้ นถามท�ำนองเดียวกับ
เร่ืองการแสดงอทิ ธปิ าฏิหารยิ ์ และเจ้าสนุ ักขัตตะ ลิจฉวีบุตร ก็ทูลตอบท�ำนองเดยี วกัน
ตรัสเล่าตอ่ ไปวา่ พระองคท์ รงเตือนสติเจา้ สุนักขัตตะ ลจิ ฉวบี ตุ รวา่ เคยเทีย่ วประกาศ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ในวัชชีคามไว้อย่างไร ไม่กลัวประชาชนด่าว่า
เจ้าสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร ไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์จึงลา สิกขาหรือ เจ้าสุนักขัตตะ
ลิจฉวีบตุ รโกรธ จึงหนไี ป
ตรัสเล่าย้อนขึ้นไปว่า ความจริง ในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์น้ัน พระองค์ทรงแสดงให้
เจ้าสุนกั ขตั ตะ ลจิ ฉวีบุตร ดแู ล้วถึง ๓ ครง้ั ขณะเจ้าสุนักขตั ตะยงั เปน็ ภกิ ษทุ �ำหนา้ ทีอ่ ปุ ัฏฐาก
พระองค์ คอื
ทรงพยากรณ์ความเป็นไปของนักบวชเปลือยช่ือโกรักขัตติยะ นักบวชเปลือย ชื่อ
กฬารมชั ฌกะ และนกั บวชเปลอื ยชอ่ื ปาฏกิ บตุ รซง่ึ ลว้ นเปน็ ผทู้ เ่ี จา้ สนุ กั ขตั ตะ ลจิ ฉวบี ตุ รนน้ั ถอื วา่
เป็นพระอรหันต์ช้ันดี เมื่อทรงน�ำเรื่องเหล่าน้ันตรัสถามเจ้า สุนักขัตตะว่า พระองค์ทรงแสดง
อทิ ธปิ าฏหิ ารยิ ใ์ หด้ แู ลว้ หรอื ไม่ เจา้ สนุ กั ขตั ตะกท็ ลู รบั วา่ ทรงแสดงแลว้ พระองคจ์ งึ ทรงประณามวา่
ค�ำกล่าวอ้างในการบอกลาสิกขา ของเจ้าสุนักขัตตะ เป็นการพูดเท็จ ท�ำให้เจ้าสุนักขัตตะ
โกรธมาก จงึ หนีไป
ส่วนเรื่องทฤษฎีว่าด้วยต้นก�ำเนิดของโลกนั้น ตรัสเล่าให้ภัคควโคตรปริพาชกฟังว่า
พระองค์ทรงรู้เรื่องน้ีดีว่าสมณพราหมณ์ผู้บัญญัติทฤษฎีเรื่องน้ีอาศัยเหตุอะไร และทรงรู้ยิ่งไป
กวา่ นนั้ จึงไมท่ รงยดึ ม่ันถอื ม่นั เพราะไมท่ รงยึดม่ันถือมนั่ จึงทรงหลดุ พน้ จากวฏั ฏะได้ แลว้ ตรัส
เล่าความเป็นมาของทฤษฎีว่าด้วยต้นก�ำเนิดของโลกตามลัทธิอาจารย์ของสมณพราหมณ์
๔ จ�ำพวกโดยละเอียด
เมอ่ื ตรสั เลา่ จบ ภคั ควโคตรปรพิ าชก ประกาศความเลอ่ื มใสและชนื่ ชมพระพทุ ธภาษติ นน้ั
๑.๕ ข้อสังเกต
ในพระสตู รนม้ี ขี อ้ ทนี่ า่ สงั เกตหลายประการ ขอเสนอเพอ่ื ประกอบการพจิ ารณาประดบั
สติปัญญา ดงั น้ี
๑. การต้ังช่ือพระสูตรน้ีนับว่าแปลกกว่าพระสูตรอ่ืน ๆ คือ มิได้ต้ังตามชื่อผู้ฟัง
(ภคั ควโคตร) ผเู้ ปน็ บคุ คลส�ำคญั (สนุ กั ขตั ตะ) หรอื เนอ้ื หาสาระของพระสตู ร (อทิ ธปิ าฏหิ ารยิ แ์ ละ
94 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
ทฤษฎีว่าดว้ ยต้นก�ำเนดิ ของโลก) แตต่ ั้งตามช่ือบุคคลทเ่ี ป็นสว่ นประกอบของเร่ือง (ปาฏิกบตุ ร)
๒. พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภัคควโคตรซ่ึงเป็นปริพาชกพวกนุ่งผ้า
โดยทรงเล่าเร่ืองของเจ้าสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร ผู้เคยอุปสมบทในส�ำนักของพระองค์ให้เขาฟัง
โดยละเอยี ด ซ่ึงมคี วามเก่ยี วข้องกับนกั บวชเปลือย ๓ คน ที่เจา้ สุนกั ขัตตะนบั ถือ มองเผนิ ๆ
อาจเข้าใจว่า พระองค์ทรงน�ำเรื่องส่วนบุคคลมาเล่าให้ผู้อ่ืนฟัง ซ่ึงออกจะแปลก แม้จะอ้างว่า
เพราะเขาทลู ถามจงึ ตรัสเลา่ ให้ฟงั กไ็ มน่ ่าจะเป็นเช่นน้นั เพราะโดยปกติ ถ้าไมเ่ กย่ี วขอ้ งกบั เขา
โดยตรง พระองค์ก็จะไม่ตรัสอยา่ งนี้
จากการตรวจสอบเร่ืองน้ีในอรรถกถา จึงพบว่า เร่ืองนี้เป็นพระประสงค์โดยตรง
กล่าวคือ ในตอนเช้าตรู่ของวันน้ัน ทรงตรวจดูหมู่สัตว์ผู้มีอุปนิสัยสมควรเสด็จไปโปรด ซ่ึงเป็น
พทุ ธกจิ ประจ�ำวนั อยา่ งหนง่ึ ปรากฏวา่ ภคั ควโคตรปรพิ าชก อยใู่ นขา่ ยพระญาณของพระองคว์ า่
เขาจะทูลถามเร่ืองน้ี และเมื่อพระองค์ทรงเล่าให้ฟัง เขาจะเกิดความเลื่อมใส (ที.ปา.อ. ๑/๑)
และการณ์ก็เป็นเช่นน้ัน แม้เขาจะไม่สามารถท�ำลายกิเลสให้หมดส้ินได้ แต่ก็เป็นปัจจัยให้
บรรลุธรรมชัน้ สูงต่อไปได้ (ที.ปา.อ. ๔๘/๑๖)
ขอต้ังข้อสงั เกตต่อไปวา่ ท�ำไมภัคควโคตรจงึ ติดใจ จงใจทลู ถามเรือ่ งของเจ้าสนุ ักขตั ตะ
บุคคลท้ังสองนี้มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรหรือไม่ อรรถกถาอธิบายความตรงนี้ไว้ว่า บุคคล
ทั้งสองน้ีเป็นสหายกันมาตั้งแต่ก่อนบวชและยังไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ ฉะนั้น เมื่อภัคควโคตร
ทราบว่า เจา้ สนุ ักขัตตะลาสกิ ขา จึงต้องการทราบเหตุผลและความเปน็ มาจากพระผู้มีพระภาค
โดยตรง (ที.ปา.อ. ๒/๒) ขอใหส้ งั เกตว่า ในตอนทา้ ยของพระสูตรน้ี ทีต่ รสั เลา่ เรอ่ื งทฤษฎวี ่าดว้ ย
ตน้ ก�ำเนดิ ของโลกนัน้ น่าจะตรสั ตามความสนใจของภคั ควโคตรโดยเฉพาะ
๓. ชอื่ เจา้ สนุ กั ขตั ตะ ลจิ ฉวบี ตุ ร ทเี่ ปน็ บคุ คลส�ำคญั ของพระสตู รนี้ มปี รากฏในพระสตู ร
อ่ืน ๆ อีกหลายสูตร เช่น ในมหาลิสูตรแห่งทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๙
มหาสีหนาทสูตรแห่งมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ พระไตรปิฎก เล่มท่ี ๑๒ สุนักขัตตสูตร
แห่งมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔ และโลมหังสชาตกวัณณนา แห่ง
ชาตกฏั ฐกถา ภาค ๒
ในมหาลสิ ตู ร เจา้ โอฏฐทั ชะ ลจิ ฉวบี ตุ ร กราบทลู พระผมู้ พี ระภาควา่ เมอ่ื หลายวนั มาแลว้
เจา้ สุนกั ขัตตะ ลจิ ฉวบี ุตร ได้ไปเฝ้าบอกวา่ ไดอ้ ย่ใู กล้ชิดพระผู้มีพระภาคตลอด ๓ ปี ไดค้ ุณวิเศษ
เพียงอย่างเดียว คือ ทิพยจักษุ (ตาทิพย์) ไม่ได้ทิพยโสต (หูทิพย์) จึงทูลถามว่า ทิพยจักษุ
ทิพยโสต มีจริงหรือไม่ ท�ำไม เจ้าสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตรจึงไม่ได้ทิพยโสต พระผู้มีพระภาค
ตรัสตอบว่า มีจรงิ แล้วทรงอธิบายวธิ ีปฏิบัติเพ่ือให้ได้คณุ วิเศษดงั กลา่ ว
เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๑ 95
ในมหาสีหนาทสูตร ท่านพระสารีบุตรกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า เจ้าสุนักขัตตะ
ลิจฉวีบุตร ได้กล่าวต่อท่ีประชุมในกรุงเวสาลีว่า “สมณโคดม ไม่มีญาณทัสสนะท่ีประเสริฐอัน
สามารถวิเศษยิ่งกว่าธรรมดาของมนุษย์ สมณโคดมแสดงธรรมที่ประมวลมาด้วยความตรึกท่ี
ไตร่ตรองด้วยการค้นคิด แจม่ แจ้งไดเ้ อง ธรรมทสี่ มณโคดมแสดงเพื่อประโยชน์แก่บคุ คล ยอ่ ม
น�ำไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบส�ำหรับบุคคลผู้ปฏิบัติตามธรรมนั้น” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
เจ้าสุนักขัตตะ เป็นคนโง่เขลา กล่าวค�ำน้ีด้วยความโกรธ เขาไม่รู้ท่ัวถึงธรรมของพระองค์
แลว้ ทรงบันลอื สหี นาทประกาศพระพุทธคุณโดยละเอียด
ในสุนักขัตตสูตร กล่าวถึงเรื่องราวของเจ้าสุนักขัตตะไว้ว่า เจ้าสุนักขัตตะ ได้ทราบว่า
มีภิกษุจ�ำนวนมากมาเฝ้าพระผู้มีพระภาค และได้พยากรณ์อรหัตตผลของตนในท่ีเฉพาะ
พระพกั ตร์ เขาจงึ ไปเฝา้ พระผมู้ พี ระภาคทลู ถามวา่ ภกิ ษเุ หลา่ นน้ั พยากรณต์ ามความเปน็ จรงิ หรอื
พยากรณต์ ามทต่ี นเขา้ ใจเอาเอง พระองคจ์ งึ ทรงอธบิ ายใหฟ้ งั โดยละเอยี ด เขาจงึ เกดิ ความเลอื่ มใส
ส่วนในโลมหังสชาตกวณั ณนา พระอรรถกถาจารยอ์ ธบิ ายวา่ เจ้าสุนักขตั ตะ ลิจฉวบี ตุ ร
ไดอ้ ปุ สมบทอยู่ ๓ ปี เคยปฏบิ ตั หิ นา้ ทเี่ ปน็ พทุ ธอปุ ฏั ฐากชว่ั คราว และเลา่ ประวตั ใิ นอดตี ชาตขิ อง
เจ้าสนุ ักขตั ตะวา่ ท�ำไมจงึ ไม่ได้ทพิ ยโสต
รวมความวา่ เหตกุ ารณใ์ นสนุ กั ขตั ตสตู รเปน็ เหตกุ ารณแ์ รกทที่ �ำใหเ้ จา้ สนุ กั ขตั ตะ ลจิ ฉวี
บุตร เกดิ ความเลือ่ มใสในพระผู้มพี ระภาค และออกบวชเปน็ ภิกษุในพระพุทธศาสนาในกาลตอ่
มา แตเ่ พราะไมไ่ ดผ้ ลตามทหี่ วงั ไวจ้ งึ เลกิ นบั ถอื หนั ไปนบั ถอื นกั บวชเปลอื ยชอ่ื โกรกั ขตั ตยิ ะ ทเี่ ขา
ยกยอ่ งวา่ เปน็ พระอรหนั ตช์ นั้ ดี เมอื่ นกั บวชเปลอื ยนน้ั ตายดงั ทพี่ ระผมู้ พี ระภาคทรงพยากรณใ์ ห้
เขาฟงั เขาไปนบั ถอื นกั บวชเปลอื ย ชอื่ กฬารมชั ฌกะ เมอื่ นกั บวชเปลอื ยคนนส้ี กึ ไปมภี รรยา ตรง
ตามทที่ รงพยากรณไ์ ว้ เขาจงึ ไปนบั ถอื นกั บวชเปลอื ยชอ่ื ปาฏกิ บตุ ร เมอื่ นกั บวชเปลอื ยปาฏกิ บตุ ร
พา่ ยแพแ้ ก่ พระองค์ตามทีท่ รงพยากรณ์ไว้ เขาจงึ ทูลลาสกิ ขา คือ กลา่ วบอกคนื ไม่ขออย่อู ุทศิ
พระองคอ์ กี ตอ่ ไป โดยอา้ งเหตผุ ล ๒ ประการดงั กลา่ วขา้ งตน้ แสดงวา่ เจา้ สนุ กั ขตั ตะ สนใจเรอื่ ง
อทิ ธปิ าฏหิ ารยิ ม์ าก ทเ่ี ลอื่ มใสในพระผมู้ พี ระภาคกเ็ พราะทราบวา่ มภี กิ ษปุ ฏบิ ตั ติ ามค�ำสอนของ
พระองคแ์ ล้วไดเ้ ปน็ พระอรหนั ต์ แตเ่ มื่อตนปฏิบัติแลว้ ไม่ไดผ้ ลเขาจึงเลิกนับถือ ขอลาสิกขาไป
เพอ่ื ใหเ้ ข้าใจเรอ่ื งนี้โดยละเอียด ควรอ่านพระสูตรและอรรถกถาดงั ระบไุ วข้ ้างตน้ ด้วย
๔. ค�ำวา่ “อทุ ิศพระผมู้ พี ระภาค” (ภควนตฺ ํ อุททฺ ิสฺส) เป็นค�ำแสดงเจตจ�ำนงของผ้ขู อ
บวชว่า “พระผ้มู พี ระภาคเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองคจ์ ะปฏิบตั ิตามพระโอวาทของ
พระผมู้ พี ระภาค” ฉะนนั้ เมอ่ื เจา้ สนุ กั ขตั ตะ มาทลู วา่ “ขา้ แตพ่ ระองค์ ผเู้ จรญิ บดั น้ี ขา้ พระองค์
ขอบอกคืนพระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์จักไม่อยู่อุทิศพระผู้มีพระภาค” พระองค์จึงทรงย้อน
96 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
ถามว่า จะบอกคืนใคร เพราะพระองค์มิได้มีพันธสัญญาอะไรกับเขา เขามาแสดงเจตจ�ำนง
จะอุทศิ พระองค์โดยตัวเอง
๕. เรอื่ งอทิ ธปิ าฏหิ ารยิ ท์ ที่ รงแสดงแกเ่ จา้ สนุ กั ขตั ตะ โดยทเ่ี ขามไิ ดค้ ดิ วา่ นค้ี อื ปาฏหิ ารยิ ์
ในตอนแรก และกลับรับรอง เมื่อทรงอ้างถงึ ทีหลงั นั้น ออกจะแปลก ๆ เชน่ ท�ำใหค้ นตายลกุ ขนึ้
มาพดู ไดแ้ ลว้ ลม้ ลงไปอกี บางคนรบั ไมไ่ ดแ้ ละกลา่ ววา่ เปน็ เรอ่ื งทผ่ี อู้ น่ื แตง่ เตมิ ทหี ลงั “แบบจบั ใส่
พระโอษฐ์” อรรถกถาอธิบายว่า น้เี ป็นพทุ ธวสิ ยั จึงเปน็ อจนิ ไตยส�ำหรับปุถุชน (ที.ปา.อ. ๙/๗)
๒. อุทุมพรกิ สูตร
๒.๑ ทีม่ าของชอ่ื
อุทุมพรกิ สตู ร แปลว่า พระสตู รวา่ ดว้ ยการบันลอื สหี นาทท่ีอทุ มุ พริการาม ซึ่งอยูใ่ น
เขตกรงุ ราชคฤห์ แคว้นมคธ ช่ือนตี้ ้ังตามเนอื้ หาสาระของพระสตู ร
๒.๒ ท่ีมาของพระสูตร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่นิโครธปริพาชกและคณะ ณ อุทุมพริการาม
ซึ่งเปน็ ทอี่ ยูข่ องพวกปรพิ าชก เพือ่ จะทรงปราบมิจฉาทิฏฐิของนิโครธปรพิ าชก
๒.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รูปแบบของอุทุมพริกสูตรเป็นการสนทนาถาม - ตอบ แบบบันลือสีหนาท ประกาศ
พระสัพพญั ญุตญาณ ปราบมิจฉาทฏิ ฐิของผฟู้ งั
๒.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
ภาคอุทเทส
สันธานคหบดีชาวกรุงราชคฤห์ ออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ณ ภเู ขาคชิ ฌกฏู แตเ่ หน็ วา่ ยงั เชา้ เกนิ ไปจงึ แวะเขา้ ไปสนทนากบั นโิ ครธปรพิ าชก ณ อทุ มุ พรกิ าราม
ไดก้ ลา่ วเปรยี บปฏปิ ทาของพวกปรพิ าชกกบั ของพระผมู้ พี ระภาควา่ พวกปรพิ าชกเมอ่ื มาประชมุ
พบปะกัน ชอบพูดเสียงดังด้วยเรื่องดิรัจฉานกถา ส่วนพระผู้มีพระภาคทรงใช้เสนาสนะอัน
สงบสงัด มีเสยี งเบา
เล่มที่ ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๑ 97
นิโครธปริพาชกกล่าวว่า “พระสมณโคดมจะเจรจากับใครได้ จะเข้าไปสนทนากับใคร
ได้ จะมปี ญั ญาเฉลียวฉลาดเหนอื กว่าใคร ปญั ญาของพระสมณโคดมเหมาะกับเรอื นว่างเทา่ นน้ั
พระสมณโคดมไม่กล้าเข้าสู่บริษัท ไม่สามารถจะเจรจาได้ พระองค์ ประทับอยู่ภายในที่
สงัด เหมือนโคตาบอดเดินวนเวียนอยู่ ณ ภายในที่สงัดเท่านั้น คหบดี ขอให้พระสมณโคดม
มาสู่บริษัทนี้เถิด พวกเราจะผูกพระสมณโคดมด้วย ปัญหาข้อเดียวเท่าน้ันเหวี่ยงให้หมุน
เหมอื นหม้อเปล่า ฉะนนั้ ”
พระผู้มีพระภาคทรงทราบการสนทนานั้นด้วยพระโสตธาตุอันเป็นทิพย์ จึงเสด็จ
ลงจากภเู ขาคชิ ฌกฏู ไปยงั ฝง่ั โบกขรณสี มุ าคธาและเสดจ็ จงกรมอยกู่ ลางแจง้ เมอ่ื นโิ ครธปรพิ าชก
เห็นจึงตกลงกับคณะว่า ถ้าพระผู้มีพระภาคเสด็จมาสู่บริษัทนั้นจะทูลถามว่า พระองค์ทรง
แนะน�ำสาวกด้วยธรรมอะไร ที่ท�ำให้สาวกเหล่าน้ันถึงความเบาใจ ปฏิญาณอาทิพรหมจรรย์
(โลกตุ ตรมรรค) อันเป็นที่พ่งึ ชน้ั สูง และเม่ือพระผู้มพี ระภาคเสด็จมาถึง เขาก็ทลู ถามปญั หานี้
ภาคนิทเทส
๑. พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ธรรมท่ีทรงได้แนะน�ำเหล่าสาวกนั้น ผู้นับถือลัทธิอ่ืน
ไม่สามารถเขา้ ใจได้ ขอให้ทลู ถามปัญหาทีเ่ กีย่ วกบั ลัทธขิ องเขาเถดิ นโิ ครธปริพาชกกราบทลู วา่
ตนนับถือลัทธิการกีดกันบาปด้วยตบะ และทูลถามว่า การกีดกันบาปด้วยตบะที่บริบูรณ์เป็น
อย่างไร ท่ไี ม่บรบิ รู ณ์เปน็ อยา่ งไร
๒. ทรงแสดงวธิ บี �ำเพ็ญตบะของพวกอเจลก (นกั บวชเปลอื ย) และของปรพิ าชกต่าง ๆ
โดยละเอียด ต้ังแต่นักบวชเปลือยที่ไม่มีมารยาท เลียมือ ไม่รับอาหารที่เขาเชิญไป ไม่หยุดรับ
อาหารที่เขาเชิญให้หยุด จนถึงถือการอาบน�้ำวันละ ๓ ครั้ง แล้วตรัสถามว่า การกีดกันบาป
ด้วยตบะเหล่าน้ี เป็นลัทธิการกีดกันบาปด้วยตบะที่บริบูรณ์หรือไม่บริบูรณ์ นิโครธปริพาชก
ทลู ตอบว่า เป็นลัทธิการกีดกนั บาปด้วยตบะที่บรบิ รู ณ์
๓. ทรงแย้งว่า ยังไม่บริบูรณ์ ยังเศร้าหมองอยู่ เมื่อนิโครธปริพาชกทูลถามว่า
เพราะเหตุไร จึงยังไม่บริบูรณ์ จึงทรงแสดงอุปกิเลส คือ เหตุที่ท�ำให้การกีดกันบาปด้วยตบะ
เหลา่ นนั้ ไมบ่ รบิ รู ณจ์ �ำนวน ๒๒ ขอ้ แลว้ ตรสั ถามวา่ การกดี กนั บาปดว้ ย ตบะเหลา่ นนั้ ไมบ่ รบิ รู ณ์
จริงหรือไม่ เขาทูลตอบว่า ไม่บริบูรณ์จริง และทูลขอให้ทรงแสดงการกีดกันบาปด้วยตบะ
ท่ีบรบิ รู ณ์
๔. ทรงแสดงการกีดกันบาปด้วยตบะที่ถึงความบริสุทธิ์ ๒๒ ข้อ มีนัยตรงกันข้ามกับ
อุปกิเลส ๒๒ ข้อข้างต้น แล้วตรัสถามว่า การกีดกันบาปด้วยตบะท่ี ทรงแสดงนั้น เป็นลัทธิ
98 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
การกีดกันบาปด้วยตบะที่บริบูรณ์หรือไม่ เขาทูลตอบว่า บริบูรณ์แบบถึงยอดถึงแก่นทีเดียว
ทรงแยง้ ว่า ยังไมบ่ รบิ รู ณ์ถงึ ยอดถงึ แกน่ บริบรู ณ์แคส่ ะเกด็ เท่าน้ัน
๕. เม่ือนิโครธปริพาชกทูลขอให้แสดงการกีดกันบาปด้วยตบะท่ีบริบูรณ์ถึงยอด
ถึงแก่น จึงทรงแสดงวัตรสังวร ๔ ประการ ทรงแนะให้ละนิวรณ์ ๕ ให้เจริญอัปปมัญญา ๔
โดยแผ่จิตไปยังหมู่สัตว์ทั่วทุกทิศตลอดโลกอันหาประมาณมิได้ แล้วตรัสถามว่า เป็นลัทธิ
การกดี กนั บาปดว้ ยตบะทบ่ี รบิ รู ณห์ รอื ไม่ เขาทลู ตอบวา่ บรบิ รู ณถ์ งึ ยอดถงึ แกน่ แนน่ อน แตท่ รง
แยง้ วา่ ยงั ไมถ่ งึ ยอดถึงแกน่ เปน็ แค่เปลอื ก เทา่ น้ัน
๖. เมอื่ นโิ ครธปรพิ าชกทลู ขอใหแ้ สดงการกดี กนั บาปดว้ ยตบะทบี่ รบิ รู ณถ์ งึ ยอด ถงึ แกน่
จึงทรงแสดงตอ่ จากอัปปมญั ญา ๔ จนถึงไดป้ ุพเพนวิ าสานุสสติญาณ คอื การระลกึ ชาติกอ่ นได้
๑ ชาติบา้ ง ๒ ชาติบ้าง จนถงึ ๑๐๐,๐๐๐ ชาติ และตรสั ถามวา่ เป็นลทั ธกิ ารกีดกนั บาปดว้ ย
ตบะที่บริบูรณ์หรือไม่ เขาทูลตอบว่า บริบูรณ์ ถึงยอดถึงแก่นโดยแท้ แต่ทรงแย้งว่า ยังไม่ถึง
ยอดถึงแกน่ เปน็ แคก่ ระพี้เท่านนั้
๗. เมื่อนิโครธปริพาชกทูลขอให้แสดงการกีดกันบาปด้วยตบะท่ีบริบูรณ์ถึงยอดถึง
แก่นตอ่ ไป จงึ ทรงแสดงต่อจากปุพเพนวิ าสานุสสติญาณ จนถึงจุตปู ปาตญาณ หรอื ทพิ ยจักษุ
แลว้ ตรสั ถามวา่ เปน็ ลทั ธกิ ารกดี กนั บาปดว้ ยตบะทบี่ รบิ รู ณถ์ งึ ยอดถงึ แกน่ หรอื ไม่ เขาทลู ตอบวา่
ถึงยอดถงึ แก่นแน่นอน และทรงรับรองวา่ ถึงยอด ถึงแก่น (ตามลัทธขิ องพวกนิครนถป์ ริพาชก
เหล่านน้ั ) ท�ำให้พวกปริพาชกพอใจเปน็ อย่างมาก
๘. ทรงยอ้ นไปถึงปัญหาข้อแรกท่ีนิโครธปริพาชกทลู ถาม คือปญั หาทีว่ ่า ธรรมอะไรท่ี
ทรงใช้แนะน�ำเหล่าพระสาวก ท�ำให้เหล่าพระสาวกถึงความเบาใจ ปฏิญาณ อาทิพรหมจรรย์
อนั เป็นท่พี ึ่งชน้ั สูง แล้วตรสั ตอบว่า ธรรมน้ันยอดเย่ยี มกว่าและประณีตกว่าการกีดกันบาปด้วย
ตบะทบ่ี รบิ ูรณถ์ งึ ยอดถึงแกน่ ดงั ทที่ รงแสดงมาแลว้
เมื่อตรัสจบ พวกปริพาชกส่งเสียงอ้ืออึงว่า พวกตนและอาจารย์ฉิบหายแล้ว พวกตน
และอาจารยไ์ มร่ ูย้ ง่ิ ไปกวา่ น้เี ลย
๙. เมอ่ื สนั ธานคหบดกี ลา่ วเปน็ เชงิ เตอื นนโิ ครธปรพิ าชกวา่ ไมเ่ หน็ ท�ำตามทพี่ ดู อวดอา้ ง
ไว้เลย นโิ ครธปรพิ าชกนั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา ตอบไม่ได้ พระผู้มพี ระภาคตรัส
ถามว่า พูดอยา่ งนั้นจรงิ หรอื เขากราบทลู วา่ พูดจรงิ ขอสารภาพผิด และทลู ขอให้ทรงอภยั โทษ
เพือ่ ส�ำรวมต่อไป พระองค์ทรงใหอ้ ภัย แล้วตรัสวา่ บุคคลผูร้ ู้ ไมโ่ ออ้ วด ไม่มมี ายา เปน็ คนตรง
จงมาเถิด พระองค์จะทรงแนะน�ำสงั่ สอนให้ปฏบิ ัตธิ รรมเพยี ง ๗ ปี ถึง ๗ วนั ก็สามารถท�ำให้
บรรลุถึงประโยชนย์ อดเยีย่ มได้
เลม่ ที่ ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๑ 99
๑๐. ตรัสสรุปไว้ในตอนท้ายว่า ท่ีตรัสอย่างนี้ มิได้หวังจะให้พวกปริพาชกมาเป็นศิษย์
ของพระองค์ ทั้งมิได้หวังจะใหพ้ วกเขาเคลอ่ื นจากอุทเทส จากอาชีพทยี่ ึดถอื อยูเ่ ดิม มาด�ำรงอยู่
ในอกศุ ลธรรมแตอ่ ยา่ งใด ทรงหวังให้เขาละอกศุ ล กระท�ำแตก่ ศุ ล เท่าน้ัน
ปรากฏวา่ ปริพาชกเหล่านนั้ น่ังนง่ิ เหมอื นถูกมารดลใจ
๒.๕ ขอ้ สังเกต
ถ้าถามว่า พระผมู้ พี ระภาคทรงบนั ลือสหี นาทอย่างไรท่ีอุทุมพริการาม ขอ้ ความท่แี สดง
โดยย่อข้างตน้ คงเปน็ ค�ำตอบไดอ้ ยา่ งดี
ถา้ ถามวา่ ในการแสดงธรรมทกุ ๆ ครั้ง พระผ้มู พี ระภาคทรงหวังอะไร ค�ำตอบปญั หานี้
ทรงแสดงไว้ชัดเจนแลว้ ในตอนท้ายของพระสตู รน้ี
๓. จกั กวัตตสิ ูตร
๓.๑ ที่มาของชอื่
จกั กวตั ตสิ ตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยพระเจา้ จกั รพรรดิ ซงึ่ หมายถงึ กษตั ราธริ าชผไู้ ด้
รบั มูรธาภเิ ษกแล้ว ทรงประพฤติธรรมที่เรียกวา่ จกั รวรรดิวัตร อันเป็นเหตุใหแ้ กว้ ๗ ประการ
มี จกั รแก้ว เปน็ ต้นเกิดขนึ้ และทรงใชจ้ ักรน้ีแผพ่ ระราชอาณาจักร ปราบปรปักษ์จนมเี มอื งขึน้
ทง้ั ๔ ทิศ ช่ือนี้จงึ ตงั้ ตามเนือ้ หาสาระของพระสตู ร
อนึ่ง ในบางแห่ง เรียกช่ือพระสูตรนี้ว่า จักกวัตติสีหนาทสูตร (พระสูตรว่าด้วย
การบนั ลอื สหี นาท ประกาศเรอ่ื งพระเจา้ จกั รพรรด)ิ ทง้ั น้ี อาจจะใหแ้ ตกตา่ งกบั จกั กวตั ตสิ ตู รอน่ื
คือ ท่ีปรากฏในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๑๙ และท่ีปรากฏใน
อังคุตตรนกิ าย ตกิ นิบาต พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๒๐ ก็ได้
๓.๒ ท่มี าของพระสตู ร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแกภ่ ิกษทุ ัง้ หลาย ขณะประทับอยู่ท่ีเมืองมาตุลา
แควน้ มคธ โดยทรงประสงคใ์ ห้ผู้ฟงั พงึ่ ตนพ่งึ ธรรม ไมพ่ ึ่งสง่ิ อน่ื เพราะการพง่ึ ตนพงึ่ ธรรมท�ำให้
เจริญด้วยอายุ วรรณะ สขุ ะ โภคะ และพละ ท�ำใหม้ ารขัดขวางความเจรญิ ไม่ได้
อรรถกถาอธบิ ายว่า ในตอนเชา้ ตรู่ของวันนัน้ พระผู้มพี ระภาคทรงตรวจดหู มสู่ ตั ว์ ผู้ที่
ควรโปรด ทรงเห็นวา่ ชาวเมืองมาตุลา จ�ำนวน ๘๔,๐๐๐ คน (โดยประมาณ) มีอปุ นิสยั สามารถ
100 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก
บรรลุธรรมได้ ถ้าทรงแสดงพระสูตรที่เก่ียวกับอนาคตวงศ์ให้ฟัง จึงเสด็จออกจากที่ประทับ
ไปยังเมืองมาตุลาแต่เช้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ตามเสด็จจ�ำนวน ๒๐,๐๐๐ รูป (โดยประมาณ)
พวกกษัตริย์ชาวเมืองมาตุลา เฝ้ารับเสด็จ และได้ถวายมหาทานแด่พระองค์และภิกษุสงฆ์
พระผู้มีพระภาคทรงเห็นว่า ถ้าทรงแสดงธรรมท่ีตรงน้ัน จะเกิดปัญหาเรื่องสถานท่ีคับแคบ
ไม่พอนั่งและยืนของผู้เข้าฟัง ฉะนั้น เมื่อเสวยพระกระยาหารเสร็จ ไม่ทรงกล่าวอนุโมทนา
ทรงลุกจากพุทธอาสน์ เสด็จออกไปนอกตัวเมืองและประทับน่ังภายใต้ควงไม้มาตุละต้นหนึ่ง
ซึ่งมีบรเิ วณกว้างพอรองรับผ้ฟู งั ธรรมจ�ำนวนมากได้ เม่ือประทบั นงั่ เรียบร้อยแลว้ หมู่ภิกษุสงฆ์
เข้าไปเฝ้าทั้งด้านขวาและด้านซ้ายของพระองค์ ส่วนประชาชนเข้าไปนั่งตรงด้านหน้า คือ
ณ เบอื้ งพระพกั ตรข์ องพระองค์ (ที.ปา.อ. ๘๐/๒๙-๓๐)
๓.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รปู แบบของจักกวตั ตสิ ตู รเปน็ บรรยายโวหารแบบสาธกนทิ านทง้ั เรอื่ งอดีตและอนาคต
๓.๔ ใจความส�ำคญั
ภาคอุทเทส
พระผมู้ พี ระภาคตรสั สอนใหพ้ งึ่ ตนพงึ่ ธรรม ไมพ่ งึ่ สง่ิ อน่ื วธิ พี งึ่ ตนพงึ่ ธรรมใหก้ ระท�ำโดย
การเจริญสติปัฏฐาน ๔ (ทรงแสดงเฉพาะบทมาติกา) และให้ประพฤติธรรมอันเป็นโคจรท่ีสืบ
เนอ่ื งมาจากบดิ า (พระองคเ์ อง) เมื่อประพฤตขิ ้อนี้ บุญกุศลจะเจรญิ ย่งิ ข้นึ มารจะขัดขวางมไิ ด้
ภาคนทิ เทส
๑. ทรงอธิบายว่า ผู้พึ่งตนพึ่งธรรมจะเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ โภคะ และพละ
แลว้ ทรงสาธกนิทานเกี่ยวกับพระเจ้าจักรพรรดิในอดีต ๗ พระองค์ มพี ระเจา้ ทฬั หเนมิ เปน็ ต้น
ผู้ประพฤติจกั รวรรดิวัตรสบื ทอดต่อ ๆ กนั มาโดยล�ำดับ
จักรวรรดวิ ัตรทีพ่ ระเจา้ จกั รพรรดทิ งั้ ๗ พระองค์ ทรงประพฤติ ไดแ้ ก่ (๑) อาศัยธรรม
สักการะธรรม เคารพธรรม นับถอื ธรรม บูชาธรรม นอบน้อมธรรม มธี รรมเปน็ ธงชยั มธี รรมเปน็
ยอด มีธรรมเปน็ ใหญ่ จัดการรกั ษาปอ้ งกนั และคุม้ ครองชนภายใน (พระมเหสี พระราชโอรส
พระราชธิดา) ก�ำลังพล พวกกษัตริย์ผู้ติดตาม (พระราชวงศ์) พราหมณ์และคหบดี ชาวนิคม
และชาวชนบท (ชาวแว่นแคว้น) สมณ-พราหมณ์ สัตว์พวกเนื้อ และสัตว์จ�ำพวกนกโดยธรรม
ไมก่ ระท�ำสง่ิ ทผ่ี ดิ แบบแผนของแวน่ แควน้ (๒) แจกจา่ ยทรพั ยแ์ กผ่ ไู้ มม่ ที รพั ยเ์ ลย้ี งชพี (๓) เขา้ ไป
หาสมณ-พราหมณ์ผู้เว้นขาดจากความมัวเมาประมาท ตั้งมั่นอยู่ในขันติ (ความอดทน) โสรัจ
เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๑ 101
จะ (ความสงบเสงย่ี ม) ฝกึ ตน สงบตน ท�ำให้ตนเองดบั กเิ ลสได้ แล้วสอบถามวา่ อะไรเป็นกุศล
เป็นอกุศล อะไรเป็นคณุ เป็นโทษ อะไรควรท�ำ ไมค่ วรท�ำอะไรท�ำแลว้ ก่อใหเ้ กิดสขุ หรอื ก่อให้
เกิดทุกขต์ ลอดกาลนาน
ตรัสเล่าว่า เมื่อกษัตราธิราชทรงประพฤติจักรวรรดิวัตรนี้โดยบริบูรณ์แล้ว แก้ว ๗
ประการ ไดเ้ กดิ ขนึ้ ท�ำใหบ้ า้ นเมอื งเจรญิ รงุ่ เรอื งอดุ มสมบรู ณ์ พระเจา้ จกั รพรรดแิ ละประชาราษฎร์
ผู้ประพฤติตามมอี ายยุ ืนถงึ ๘๐,๐๐๐ ปี มีวรรณะผอ่ งใส มีความสุข มโี ภคะและพละ
๒. ตรัสเล่าต่อไปว่า ยังมีกษัตราธิราชผู้ได้รับมูรธาภิเษกพระองค์หนึ่ง ซ่ึงนับเป็น
องค์ที่ ๘ ไม่ทรงประพฤติจักรวรรดิวัตรสืบทอดจากพระชนก จึงไม่ทรงมีแก้ว ๗ ประการ
บา้ นเมอื งของพระองคจ์ งึ ไมเ่ จรญิ รงุ่ เรอื ง ประชาราษฎรป์ ระสบความเดอื ดรอ้ น อดอยากตอ้ งขโมย
เขากิน อกุศลธรรมขอ้ อทินนาทาน จงึ เกดิ ขึ้น อายุ วรรณะ สุขะ โภคะ และพละเร่ิมเสอื่ มถอย
ตอ่ มา ไดเ้ กดิ อกศุ ลธรรมขอ้ ปาณาตบิ าต มสุ าวาท เปน็ ตน้ ขนึ้ ตามล�ำดบั เมอ่ื อกศุ ลธรรมแตล่ ะ
ข้อเจริญขนึ้ กศุ ลธรรม เส่ือมลง ๆ ตามล�ำดบั อายุ วรรณะ สุขะ โภคะ และพละก็เสื่อมลง ๆ
ตามล�ำดบั จนถงึ สมยั หน่ึงท่ีมนุษย์มีอายุขยั แค่ ๑๐ ปีตาย ในสมยั นัน้ จะเกดิ กาลยุคข้ันมิคสญั ญี
เป็นเวลา ๗ วัน คอื คนเหน็ คนเข้าใจวา่ เปน็ เนอ้ื ที่ตนอยากกินเพ่ือแกค้ วามหวิ โหย จงึ ใช้อาวธุ
ประหัตประหารกัน จนผ้คู นลม้ ตายไปเกือบหมดโลก ช่วงเวลานัน้ เรียกวา่ สตั ถนั ตรกปั
คนท่ีรอดตาย คือ ผู้ท่ีหลบหนีออกจากหมู่คณะไปหลบซ่อนตัวอยู่ป่าดงพงพี พอพ้น
๗ วัน จงึ ออกจากท่ีซ่อน เกิดความรสู้ กึ ส�ำนกึ ถงึ คณุ คา่ ของธรรม แล้วต้งั ใจปฏบิ ตั ธิ รรม ท�ำให้
ค่อย ๆ กลับเจรญิ รุ่งเรอื งขนึ้ โดยล�ำดับอีก
๓. ตรัสเล่าต่อไปว่า เมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี พระเจ้าจักรพรรดิพระองค์หนึ่ง
พระนามว่าสังขะ จะเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์ทรงประพฤติจักรวรรดิวัตร อย่างเคร่งครัด
ท�ำให้บ้านเมืองของพระองค์เจริญรุ่งเรือง กว้างขวาง อาณาจักร ของพระองค์มีศูนย์กลาง
การปกครองอยทู่ ก่ี รุงพาราณสี แตจ่ ะมชี ่ือวา่ เกตุมดีราชธานี มีประชากรหนาแนน่
นอกจากนี้ ยงั ตรสั เลา่ วา่ ในสมยั นน้ั พระอรหนั ตสมั มาสมั พทุ ธเจา้ พระนามวา่ เมตไตรย
จะเสด็จอุบัติขึ้นในโลก จะทรงส่ังสอนธรรมและบริหารการคณะสงฆ์อย่างเดียวกับพระองค์
ในบัดน้ี
ภาคนคิ มน์
ตรสั สรปุ ไวว้ า่ ดว้ ยเหตนุ ้ี พระองคจ์ งึ ทรงสอนใหพ้ งึ่ ตนพงึ่ ธรรมโดยการเจรญิ สตปิ ฏั ฐาน
๔ และประพฤตธิ รรมอนั เปน็ โคจร ซงึ่ สบื เนอ่ื งมาจากบดิ า (พระองคเ์ อง) ผปู้ ฏบิ ตั ธิ รรมยอ่ มเจรญิ
ดว้ ยอายุ วรรณะ สขุ ะ โภคะ และพละ คือ
102 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
๑. ธรรมที่ท�ำให้มีอายุยืน ทรงแนะน�ำให้เจริญอทิ ธิบาท ๔
๒. ธรรมทท่ี �ำให้มีวรรณะ ทรงแนะน�ำให้รักษาศลี
๓. ธรรมที่ท�ำให้มีสขุ ะ ทรงแนะน�ำใหเ้ จรญิ ฌาน ๔
๔. ธรรมท่ีท�ำใหม้ โี ภคะ ทรงแนะน�ำให้เจรญิ อปั ปมญั ญา (พรหมวิหาร) ๔
๕. ธรรมทท่ี �ำใหม้ พี ละ ทรงแนะน�ำใหเ้ จรญิ วปิ สั สนา จนไดเ้ จโตวมิ ตุ ติ และปญั ญาวมิ ตุ ติ
ตรัสจบ ภิกษุทั้งหลายตา่ งช่นื ชมยนิ ดี
๓.๕ ขอ้ สังเกต
ในพระสูตรน้ี มขี อ้ ที่นา่ สงั เกต นา่ ศึกษา ดังนี้
๑. รูปแบบและวิธีการแสดงน่าสนใจมาก การสาธกนิทานในอดีตมาสนับสนุน หลัก
ค�ำสอนของพระองค์ท�ำให้ผู้ฟังเห็นจริงเห็นจังและเร้าใจให้อยากฟัง นอกจากนี้ การพยากรณ์
เหตุการณข์ ้างหน้าว่า จะต้องเป็นไปอยา่ งเดยี วกันน้ี เทา่ กบั ทรงแสดงสีหนาทประกาศสัจธรรม
ของพระองค์โดยทรงใช้พระสัพพัญญุตญาณทั้งฝ่ายอตีตังสญาณ และฝ่ายอนาคตังสญาณ
เปน็ อปุ กรณ์ จึงท�ำให้พระสูตรนน้ี า่ สนใจมาก
๒. เนอื้ หาของพระสตู รนมี้ สี าระส�ำคญั เพยี งการพง่ึ ตน พง่ึ ธรรม แตท่ รงน�ำเรอ่ื งอนาคตวงศ์
คือ เร่ืองพระพุทธเจ้าในอนาคตเข้ามาเสริมไว้ด้วย เท่ากับทรงเพ่ิมเติมเร่ืองพุทธวงศ์ ที่ตรัสไว้
ในคราวเสด็จนิวัตกรุงกบิลพัสดุ์ครั้งแรก โปรดอ่านรายละเอียดในบทน�ำของขุททกนิกาย
พระไตรปฎิ กเลม่ ที่ ๓๓ ประกอบ
๓. ผลแห่งพระสูตรน้ี ในพระบาลีมีแค่ท่ีย่อไว้ แต่อรรถกถาอธิบายเพิ่มเติมว่า
ภิกษสุ งฆ์ทง้ั ๒๐,๐๐๐ รูป บรรลุอรหตั ตผล สว่ นประชาชนชาวเมืองมาตุลาทง้ั ๘๔,๐๐๐ คน
ต่างได้ด่ืมน้�ำอมฤต (อมตํ ปานํ ปิวึสุ) (ที.ปา.อ. ๑๑๐/๔๓๐) และฎีกาอธิบายขยายความว่า
หมายถงึ บรรลุมรรคและผลเบือ้ งตำ่� คอื โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค และ
สกทาคามิผล (ท.ี ปา.ฏีกา ๑๑๐/๔๓)
เล่มที่ ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๑ 103
๔. อคั คัญญสตู ร
๔.๑ ที่มาของช่ือ
อัคคัญญสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยต้นก�ำเนิดของโลก ช่ือนี้ตั้งตามเน้ือหาสาระ
ของพระสูตร
ค�ำวา่ อคั คญั ญะ มาจากค�ำ ๒ ค�ำ คือ อคคฺ + ญา ค�ำว่า อคฺค แปลวา่ เลศิ หรอื
ชั้นเลิศ ยอดหรือช้ันยอด เดิมหรือช้ันเดิม ต้นหรือช้ันต้น ส่วนค�ำว่า ญา แปลว่า รู้ รวมกัน
แปลว่า ที่รู้กันว่าเลิศ ว่า ยอด ว่า เดิม หรือว่า ต้น ในท่ีน้ีแปล ตามความหมายเฉพาะท่ี
อรรถกถาอธิบายไว้ เช่น ในค�ำว่า อคคฺ ญฺํ อกขฺ รํ ท่าน อธบิ ายว่า หมายถงึ โลกปุ ปฺ ตตฺ วิ สํ กถํ
แปลวา่ ค�ำท่พี ูดกนั มาตัง้ แตเ่ กดิ โลก (ท.ี ปา.อ. ๑๒๒/๕๔)
๔.๒ ท่มี าของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่สามเณรช่ือวาเสฏฐะ และสามเณรช่ือ
ภารทวาชะ ขณะประทบั อยู่ ณ ปราสาทของนางวสิ าขามคิ ารมาตาในบพุ พาราม เขตกรงุ สาวตั ถี
เพ่ือทรงชี้แจงให้เข้าใจว่า พวกพราหมณ์ไม่รู้เรื่องเก่า หรือความเป็นมาของวรรณะ ๔ ตาม
ความเป็นจริง
พระสูตรน้ีสืบเนื่องมาจากพระสูตรอีก ๒ สูตรท่ีพระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ท่าน
ทง้ั สองไวก้ ่อนหนา้ นี้ นน่ั คอื (๑) วาเสฏฐสูตร ใน มัชฌมิ นกิ าย มัชฌิมปัณณาสก์ พระไตรปฏิ ก
เล่มท่ี ๑๓ (๒) เตวชิ ชสูตร ในทีฆนกิ าย สลี ขนั ธวรรค พระไตรปิฏก เลม่ ท่ี ๙ ดงั มใี จความวา่
ชายหน่มุ วาเสฏฐะ และชายหนมุ่ ภารทวาชะผู้มีชาตกิ �ำเนดิ ในตระกลู อาทจิ จพราหมณมหาศาล
เรียนจบไตรเพท แต่เรียนจากอาจารย์ต่างกัน วันหนึ่งเถียงกันเร่ืองพระพรหมที่แท้จริง เม่ือ
ตกลงกนั ไมไ่ ด้ จงึ ไปทลู ขอใหพ้ ระผมู้ พี ระภาคทรงตดั สนิ พระองคจ์ งึ ทรงแสดงวาเสฏฐสตู รใหฟ้ งั
ชายหนุ่มท้ังสองเกิดความเลื่อมใส ขอถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นท่ีพึ่ง
ตลอดชีวิต ต่อมา เถียงกันเรื่องทางไปสู่พรหม ก็ได้ไปทูลขอให้พระผู้มีพระภาคทรงตัดสิน
ให้อีก พระองค์จึงทรงแสดงเตวิชชสูตรให้ฟัง ชายหนุ่มท้ังสองจึงทูลขอบรรพชา พระองค์ทรง
อนุญาตให้บรรพชาเป็นสามเณร และมาถึงเหตุการณ์ในพระสูตรน้ี ซึ่งอยู่ในช่วงท่ีสามเณร
ท้งั สองก�ำลงั อยู่ปริวาส (ตติ ถยิ ปริวาส) เพ่อื ขออุปสมบทเป็นภิกษุ (ท.ี ปา.อ. ๑๑๑/๔๕)
104 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๔.๓ รูปแบบของพระสูตร
รปู แบบของอัคคญั ญสูตรเปน็ บรรยายโวหารแบบสาธกนทิ านโบราณคดปี ระกอบ
๔.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
ภาคอทุ เทส
เย็นวันหน่ึง สามเณรวาเสฏฐะและสามเณรภารทวาชะชวนกันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ขณะเสด็จจงกรมอยู่กลางแจ้ง เม่ือถวายอภิวาทแล้วได้เดินจงกรมตามเสด็จ พระองค์ตรัส
ถามว่า การท่ีท่านท้ังสองทิ้งตระกูลและธรรมเนียมพราหมณ์มาบวชในพระธรรมวินัยนี้
พวกญาติ ๆ ไดว้ ่ากล่าวอย่างไรบา้ ง
สามเณรทงั้ สองกราบทลู วา่ เขาดา่ อยา่ งเตม็ รปู แบบทเี ดยี ว เมอื่ ตรสั ถามวา่ เขาดา่ อยา่ งไร
ท่านทง้ั สองกราบทลู วา่
เขาด่าว่า พราหมณ์เท่าน้ันเป็นวรรณะประเสริฐที่สุด มีผิวขาว บริสุทธ์ิ เป็นบุตร
เป็นโอรส เกดิ จากพระโอษฐ์ของพระพรหม พระพรหมนริ มติ ขน้ึ มา เปน็ ทายาทของพระพรหม
วรรณะอ่ืนเลวทราม มผี วิ ด�ำ ไม่บรสิ ุทธิ์ เกิดจากพระบาทของพระพรหม การทท่ี า่ นท้งั สองทงิ้
วรรณะพราหมณ์มาอย่ใู นพวกสมณะศีรษะโล้น ผ้มู วี รรณะต่�ำทราม เปน็ คนรับใช้ เปน็ เผา่ ของ
มารนัน้ ไมด่ เี ลย ไม่สมควรเลย
พระองค์ตรสั วา่ “พวกพราหมณก์ ลา่ วอยา่ งนัน้ เพราะไม่รูค้ วามจรงิ เปน็ ไปได้อยา่ งไร
พวกเขาเกิดจากนางพราหมณีแท้ ๆ แต่เขากล่าวว่า เกิดจากพรหม เป็นผู้ประเสริฐที่สุด
ความจริง ไมว่ ่ากษตั ริย์ พราหมณ์ แพศย์ หรือศูทร ถ้าประพฤติ กายทจุ รติ วจีทุจรติ มโนทจุ ริต
ความประพฤติน้ันก็เป็นอกุศลธรรม มีโทษ ไม่ควร ประพฤติ ไม่ใช่อริยธรรม เป็นธรรมด�ำ
มวี บิ ากด�ำ วญิ ญูชนตเิ ตียนไดเ้ หมือนกัน
อน่ึง ไม่ว่า กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ หรือศูทร ถ้าประพฤติกายสุจริต วจีสุจริต
มโนสุจริต ความประพฤตินั้นก็เป็นกุศลธรรม ไม่มีโทษ ควรประพฤติ เป็นอริยธรรม เป็น
ธรรมขาว มีวิบากขาว วิญญูชนสรรเสริญเหมือนกนั
ตรัสย้�ำว่า ธรรมเหล่านี้เท่าน้ันมีอยู่จริง เมื่อถือธรรมเหล่านี้เป็นเกณฑ์ ก็สามารถ
รวมวรรณะ ๔ เข้าเป็นประเภทบคุ คลได้ ๒ พวก คอื (๑) พวกที่ตง้ั อยู่ ในธรรมด�ำ ทวี่ ิญญชู น
ติเตียน (๒) พวกที่ต้ังอยู่ในธรรมขาว ที่วิญญูชนสรรเสริญ ฉะนั้น ค�ำกล่าวของพวกพราหมณ์
ท่ีว่า พราหมณ์เป็นวรรณะประเสริฐท่ีสุดเป็นต้นนั้น จึงเป็นค�ำกล่าวท่ีวิญญูชนไม่รับรอง
เพราะไม่วา่ คนในวรรณะใด ใน ๔ วรรณะนัน้ ถา้ ออกบวชเปน็ บรรพชติ ประพฤตพิ รหมจรรย์
เล่มที่ ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๑ 105
จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระอรหันตขีณาสพ ผู้น้ันสมควรได้ชื่อว่าผู้ประเสริฐท่ีสุดในโลก คือ
เป็นผูป้ ระเสริฐโดยธรรม ไมใ่ ชโ่ ดยวรรณะ
ตรัสเป็นเชิงปลอบใจสามเณรท้ังสองว่า ถ้ามีผู้ใดถามท่านท้ังสองว่า เป็นพวกไหน
ให้ตอบว่า เป็นพวกพระสมณะ ศากยบุตร เพราะผู้มีศรัทธาต้ังม่ันในพระองค์ควร เรียกว่า
เป็นบุตร เป็นโอรสเกิดจากพระโอษฐ์ของพระองค์ เกิดจากพระธรรม พระธรรมนิรมิตขึ้นมา
เป็นทายาทของพระธรรม ท�ำไมจึงเป็นอย่างน้ัน เพราะค�ำว่า ธรรมกาย ก็ดี พรหมกาย ก็ดี
ธรรมภูต กด็ ี หรอื พรหมภูต กด็ ี เป็นพระนามของพระองค์
ภาคนิทเทส
พระผู้มีพระภาคทรงน�ำนิทานโบราณคดีว่าด้วยต้นก�ำเนิดของโลกมาตรัสเล่าประกอบ
หลักธรรมของพระองค์ เพื่อชี้ให้เห็นว่า พวกพราหมณ์เข้าใจเรื่องระบบวรรณะ ผิดพลาด
คลาดเคล่ือนไปจากเดมิ อย่างไร เร่อื งท่ตี รัสเล่ามใี จความดังนี้
๑. ทรงตัดตอนแห่งสังวัฏฏกัปของโลก ในช่วงสุดท้าย คือ ช่วงท่ีโลกเสื่อมลงจน
สลายไป สัตว์โลกส่วนมากที่รอดชีวิต ได้ไปเกิดในช้ันอาภัสสรพรหม มีสภาพเป็นกายทิพย์
มีฤทธ์ิทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีแผ่ซ่านออกจากกาย สัญจรอยู่ในอากาศ สถิตอยู่ใน
วิมานอันงดงาม นานแสนนาน
๒. จากน้ัน ทรงแสดงการก�ำเนิดหรือวิวัฒนาการของโลก ตง้ั แตต่ อนต้นแหง่ ววิ ัฏฏกัป
คือ ช่วงที่โลกกลับก่อตัวข้ึนใหม่ เร่ิมจากสภาพท่ีเป็นน้�ำแผ่เต็มอวกาศอันเว้ิงว้างว่างเปล่า
ไมม่ ดี วงจนั ทร์ ดวงอาทติ ยแ์ ละดวงดาวใด ๆ ทว่ั บรเิ วณมดื มดิ โลกคอ่ ย ๆ แขง็ ตวั ขนึ้ มพี ชื พรรณ
เกดิ ข้ึนตามล�ำดบั คอื (๑) งว้ นดนิ ลอยอยบู่ นผวิ นำ�้ (๒) สะเก็ดดนิ (๓) เครอื ดนิ (๔) ขา้ วสาลี
เกิดเองตามธรรมชาติ ผลิตผลเป็น ข้าวสารสุก ไม่มแี กลบและร�ำ
๓. ในขณะเดียวกัน ทรงแสดงวิวัฒนาการของมนุษย์ควบคู่ไปกับวิวัฒนาการของโลก
ดังต่อไปน้ี
๓.๑ มีพรหมพวกหน่ึงจากช้ันอาภัสสรพรหมจุติลงมาเกิดในโลกระยะแรกเร่ิม
ท่ียังเป็นพ้ืนน�้ำ สัตว์โลกพวกน้ียังมีสภาพร่างกายเป็นทิพย์ มีฤทธ์ิทางใจ มีปีติเป็นอาหาร
มีรศั มีกาย สัญจรอยใู่ นอากาศ เช่นเดยี วกับสมัยที่อยู่ในชั้นอาภสั สรพรหม
๓.๒ ต่อมา เมื่อเกิดง้วนดินข้ึน สัตว์โลกหรือมนุษย์พวกแรกได้ใช้บริโภค เป็น
อาหารแทนปีติ ท�ำให้ร่างกายหยาบขึ้น รัศมีกายหายไป ตอนน้ี เกิดมีดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์
และดวงดาวขึ้น
106 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก
๓.๓ เม่ือสัตว์โลกพวกนี้บริโภคง้วนดินนาน ๆ เข้า ร่างกายเปลี่ยนแปลงมากขึ้น
บางพวกมีผวิ พรรณดี บางพวกมผี ิวพรรณเลว จึงเกิดการเหยียดผิวกันข้นึ เพราะเหยียดผวิ กัน
ง้วนดนิ จงึ หายไป พวกเขาจึงเกดิ ความโหยหาข้นึ เป็นครัง้ แรก
๓.๔ เม่ือสะเก็ดดินเกิดข้ึน สัตว์โลกพวกนี้จึงใช้สะเก็ดดินเป็นอาหารแทน
ง้วนดินที่หายไป เมื่อบริโภคสะเก็ดดินไปนาน ๆ ร่างกายได้เปล่ียนแปลงมากขึ้น ผิวพรรณ
ต่างกันมากข้ึน การเหยียดผิวกันก็ รุนแรงขึ้น ท�ำให้สะเก็ดดินหายไป พวกสัตว์โลกได้เกิด
ความรู้สึกโหยหาขึ้นอีก
๓.๕ เม่ือเครอื ดนิ เกิดขน้ึ พวกเขาก็ใชเ้ ครอื ดินเป็นอาหารแทนสะเกด็ ดินทีห่ ายไป
และเมอ่ื บรโิ ภคไปนาน ๆ จงึ มกี ารเปลยี่ นแปลงทางรา่ งกายมากขน้ึ การเหยยี ดผวิ กย็ ง่ิ รนุ แรงขนึ้
จนเครือดนิ หายไปพวกเขากลับร้สู กึ โหยหาตอ่ ไปอีก
๓.๖ เม่ือข้าวสาลี (เกิดเอง) เกดิ ขน้ึ พวกเขาก็ใชข้ า้ วสาลนี ้ีเปน็ อาหาร แทน และ
เม่ือบริโภคข้าวสาลีไปนาน ๆ จึงมีการเปลี่ยนแปลงทาง ร่างกายมากข้ึน คือเกิดอวัยวะเพศ
ชายและเพศหญงิ ขึน้ ท�ำใหเ้ กดิ ลักษณะเป็นมนษุ ย์ผู้ชายและผู้หญิงเด่นชัด เมอ่ื คนตา่ งเพศเพง่
มองกนั จึงเกดิ ความรสู้ ึกทางเพศขน้ึ และไดเ้ สพเมถุนธรรมกัน การเสพเมถุนธรรมน้ี เขาถือว่า
เปน็ ความช่วั ฉะนัน้ เม่อื เหน็ ผ้ใู ดเสพเมถนุ ธรรมกัน คนส่วนมากจะพากันขบั ไล่ออกไปจากหมู่
ตอ่ มา ผนู้ ยิ มเสพเมถนุ ธรรมจงึ แยกตวั ไปปลกู เรอื นอยเู่ พอ่ื มใิ หผ้ อู้ นื่ เหน็ พวกนม้ี คี �ำเรยี กตอ่ มาวา่
ผู้ครองเรอื น (อาคารกิ ) ผู้ไม่มีเรอื น เรียกวา่ อนาคาริก ซ่ึงต่อมา ไดแ้ ก่นกั บวช
๓.๗ ขา้ วสาลเี กดิ เองนมี้ ลี กั ษณะพเิ ศษ คอื ตน้ ทถี่ กู เกบ็ ผลไปในตอนเชา้ จะผลติ ผล
ขึ้นใหม่อีกในตอนเย็น หรือต้นที่ถูกเก็บผลในตอนเย็น จะผลิตผลข้ึนใหม่อีกในตอนเช้าของ
วันรุ่งขึ้น พวกเขาจึงมีข้าวสาลีให้บริโภคอย่างไม่บกพร่อง ท้ังนี้เพราะพวกน้ียังไม่มีการสะสม
คือ อยากบริโภคเวลาไหน ก็ไปเก็บมาบริโภคเพียงคร้ังละม้ือ ต่อมา เมื่อมีการสะสมขึ้น คือ
บางพวกเก็บมาคร้ังเดียวส�ำหรบั บริโภค ท้งั เช้าและเยน็ บา้ ง เกบ็ ไว้บริโภค ๒ วนั บ้าง ๔ วนั บา้ ง
๘ วันบา้ ง ท�ำให้ตน้ ขา้ วสาลีท่ถี กู เกบ็ ผลไปแล้ว ไม่ผลติ ผลอกี ต่อไป โดยนัยน้ี ขา้ วสาลกี ค็ อ่ ยลด
จ�ำนวนลง จนมหาชนมองเหน็ ภยั เฉพาะหน้า
๔. ต่อจากนี้ ตรสั เล่าถงึ ววิ ัฒนาการของระบบสงั คม เศรษฐกิจ และการเมืองไว้อย่าง
น่าสนใจย่งิ คอื ตรสั เลา่ ว่า มหาชนไดป้ ระชุมกันเพ่อื แกไ้ ขป้องกนั ภัยทีจ่ ะเกดิ ขนึ้ โดยตกลงให้
แบง่ สรรทดี่ นิ ใหแ้ ตล่ ะคน (ครอบครวั ) มสี ทิ ธคิ รอบครองเพอ่ื ท�ำมาหากนิ และคดั เลอื กผมู้ ลี กั ษณะ
ดีให้ท�ำหน้าท่ีปกครองดูแลในฐานะเจ้าของแผ่นดิน จึงมีค�ำ ขัตติยะ (ตรงกับค�ำว่า กษัตริยะ
ในภาษาสนั สกฤต) เกดิ ขนึ้ โดยประชาชนยนิ ดีแบ่งปันผลประโยชน์แกผ่ ู้ปกครองนั้น เน่อื งจาก
ผู้ปกครองท�ำหน้าท่ีได้ดี ประชาชนพอใจ จึงมีค�ำ ราชา เกิดขึ้นและเนื่องจากผู้ปกครองเป็น
เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๑ 107
ผูท้ ่มี หาชนคดั เลือก แตง่ ต้งั จึงมีชอื่ วา่ มหาสมมตราช ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ กลุ่มคนทเี่ รียกว่า
กษัตรยิ ์จึงเกดิ ข้นึ
ต่อมา เมื่อมคี นละเมิดสทิ ธิของผอู้ ่ืน และกระท�ำการทจุ ริตต่าง ๆ มากข้นึ จงึ มีคนอีก
กลุ่มหน่ึงช่วยท�ำหน้าท่ีสง่ั สอนและท�ำพิธีลอยบาปให้ จงึ มีค�ำว่า พราหมณ์ เกดิ ขึน้ พวกน้กี ไ็ ด้
รับการบ�ำรุงเล้ียงดูจากประชาชนพวกที่นิยมเสพเมถุนธรรม ซ่ึงเป็น ผู้ครองเรือนและมีหน้าท่ี
ท�ำงานตา่ ง ๆ ตามถนัด จึงมี
ชอ่ื วา่ เวสสา คอื พวกแพศย์ นอกจากนย้ี งั มปี ระชาชนอกี กลมุ่ หนง่ึ ท�ำการงานทตี่ ำ่� กวา่
พวกแพศย์ จงึ มชี อื่ ว่า สทุ ทะ หรอื ศูทร
ตรสั เลา่ ตอ่ ไปวา่ ตอ่ มา มกี ษตั รยิ ผ์ เู้ บอ่ื หนา่ ยหนา้ ทปี่ กครอง จงึ ออกไปบวชเปน็ บรรพชติ
เรียกตัวเองวา่ สมณะ ค�ำว่า สมณะ จึงเกิดข้ึน แมพ้ วกพราหมณ์ พวกแพศย์ และพวกศูทรท่ี
เบอ่ื หนา่ ยหน้าทขี่ องตน ๆ ออกบวชเป็นบรรพชิตกเ็ รียกวา่ สมณะ เหมือนกนั
ภาคนคิ มน์
ตรสั สรปุ วา่ การเปน็ กษตั รยิ ์ พราหมณ์ แพศย์ ศทู ร และแมส้ มณะลว้ นเป็นโดยธรรม
คือ หน้าที่ มิใช่โดยวรรณะอย่างที่พวกพราหมณ์เข้าใจ ทั้ง ๕ พวกนี้ ถ้าประพฤติอธรรม
คือ กายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต เป็นมิจฉาทิฏฐิ หลังจากตายก็ไปเกิดในอบาย ทุคติ
วินิบาต นรกเหมือนกัน ถ้าประพฤติธรรม คอื สุจริต ๓ หลังจากตายก็ไปเกิดในสคุ ตโิ ลกสวรรค์
เหมือนกัน แล้วตรสั สอนให้เจริญโพธปิ กั ขยิ ธรรม
ในท่ีสดุ ทรงยกค�ำภาษติ ของสนังกุมารพรหมมาสนบั สนุนพระพทุ ธภาษติ ข้างตน้ ว่า
ในหม่ชู นทีถ่ อื ตระกลู เป็นใหญ่
กษัตริยจ์ ัดว่าประเสรฐิ ทสี่ ดุ
สว่ นทา่ นผู้เพียบพรอ้ มด้วยวชิ ชาและจรณะ
จัดว่าเปน็ ผู้ประเสรฐิ ในหมเู่ ทพและมนุษย์
๔.๕ ข้อสังเกต
ในพระสูตรน้ี มีข้อท่ีน่าสังเกต น่าศึกษาหลายประการ ขอเสนอเพื่อประกอบการ
พิจารณาประดับสติปญั ญา ดงั น้ี
๑. รูปแบบและวิธีการท่ีทรงใช้แสดงพระสูตรนี้คล้ายกับพระสูตรท่ี ๓ ข้างต้น คือ
ทรงสาธกนิทานโบราณคดีมาสนับสนุนหลักธรรมของพระองค์ ท�ำให้เร้าใจชวนฟัง ชวนอ่าน
เป็นอยา่ งยงิ่
108 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
๒. นับเป็นพระสูตรแรกท่ีทรงแสดงเร่ืองต้นก�ำเนิดหรือวิวัฒนาการของโลกไว้อย่าง
แจ่มแจ้งโดยมิได้มีผู้ใดทูลขอให้ทรงแสดงวิวัฒนาการของโลกท่ีทรงแสดงน้ีคล้ายมติทาง
วทิ ยาศาสตร์ คอื โลกเกดิ ขนึ้ ตามธรรมชาติไมม่ ีผสู้ ร้าง ไม่มผี ทู้ �ำลาย
๓. เพ่ือให้เข้าใจเร่ืองวรรณะและทรรศนะหรือทิฏฐิในเรื่องนี้อย่างชัดแจ้ง ควรอ่าน
พระสูตรต่อไปนี้ประกอบด้วย คือ (๑) อัมพัฏฐสูตร และพรหมชาลสูตร ใน ทีฆนิกาย
สีลขันธวรรค พระไตรปิฎกเลม่ ท่ี ๙ (๒) ปาฏิกสูตร และจักกวตั ติสูตร คอื พระสตู รที่ ๑ และ
ที่ ๓ ในเล่มน้ี
๔. ผลแหง่ พระสตู รนี้ อรรถกถาอธบิ ายวา่ สามเณรทง้ั สองไดบ้ รรลอุ รหตั ตผล พรอ้ มดว้ ย
ปฏิสัมภิทา ๔ (ที.ปา.อ. ๑๔๐/๕๘)
๕. สัมปสาทนยี สตู ร
๕.๑ ทม่ี าของชอ่ื
สัมปสาทนียสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยความเล่ือมใสย่ิงในพระผู้มีพระภาค
หมายถึงความเลื่อมใสของท่านพระสารีบุตรที่บันลือสีหนาท ประกาศพระพุทธคุณด้วย
อาสภวิ าจา ณ เบือ้ งพระพักตร์ของพระผู้มพี ระภาค ชื่อนีจ้ งึ ตง้ั ตามเนื้อหาสาระของพระสตู ร
๕.๒ ทมี่ าของพระสตู ร
พระสูตรนี้ ท่านพระสารีบุตรเป็นผู้แสดง ณ เบ้ืองพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาค
ขณะประทับอยู่ ณ ปาวาริกัมพวัน เขตเมืองนาฬันทา (นาลันทา) แคว้นมคธ เพ่ือกราบทูล
ความรู้สึกส�ำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ท่ีพระผู้มีพระภาคประทานแก่ท่านและความเล่ือมใส
อันย่ิงใหญท่ ที่ ่านมีตอ่ พระองค์
อรรถกถาอธิบายความตรงน้ีไว้ว่า เช้าวันน้ัน ท่านพระสารีบุตรออกจากที่พักเข้าไป
บิณฑบาตในเมืองนาฬนั ทา เพือ่ สนองความเลอ่ื มใสของชาวเมือง คร้นั กลับจากบณิ ฑบาตและ
ฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว ได้เข้าสู่ที่พักกลางวันนั่งเข้าผลสมาบัติ เม่ือออกจากผลสมาบัติแล้วได้
มีความคิดขนึ้ ว่า การท่ีทา่ นบรรลุคุณธรรม จนด�ำรงอยใู่ นสาวกบารมญี าณเห็นปานนี้ ก็เพราะ
ท่านได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระผู้มีพระภาค จากนั้น ท่านได้น้อมร�ำลึกถึงพระพุทธคุณ
โดยพสิ ดาร ท�ำใหเ้ กดิ ปตี โิ สมนสั แผซ่ า่ นไปทว่ั สรรพางคก์ าย จงึ เขา้ เฝา้ พระผมู้ พี ระภาคกราบทลู
ความร้สู ึกส�ำนึกนั้นให้ทรงทราบ (ที.ปา.อ. ๑๔๑/๕๙-๖๕)
เลม่ ที่ ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๑ 109
พระสูตรน้ีเป็นส่วนขยายตอนหนึ่งของ มหาปรินิพพานสูตร ในทีฆนิกาย มหาวรรค
(พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐) คือ ตอนท่ีว่าด้วยสารีบุตรบันลือสีหนาท (สารีปุตฺตสีหนาท) ข้อที่
๑๔๕-๑๔๖ ซ่ึงเป็นเพียงข้อความเบื้องต้นของพระสูตรนี้ คือข้อที่ ๑๔๑-๑๔๓ (ดูค�ำแนะน�ำ
มหาปรนิ พิ พานสตู รในบทน�ำของ ทฆี นกิ าย มหาวรรค ประกอบดว้ ย)
๕.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รูปแบบของสัมปสาทนียสูตรเป็นค�ำกราบทูลแบบพรรณนาโวหาร มีการถาม-ตอบ
ประกอบ
๕.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
ภาคอุทเทส
ท่านพระสารีบุตรกราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยอาสภิวาจา คือ วาจาอันองอาจ
ดุจเสียงราชสีห์ค�ำราม (สหี นาท) วา่
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาค อย่างน้ีว่า
ไม่เคยมี จักไม่มี และย่อมไม่มีสมณะหรือพราหมณ์ผู้อื่น ซ่ึงจะมีปัญญาในทาง
พระสมั โพธิญาณ ย่ิงกวา่ พระผมู้ ีพระภาค”
เม่ือทรงท้วงติงว่า พระเถระไม่มีเจโตปริยญาณ (ปัญญาหย่ังรู้วาระจิตของผู้อ่ืน)
ในพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน จะรู้เร่ืองในพระทัยของพระพุทธเจ้า
เหลา่ นั้นไดอ้ ยา่ งไร ทา่ นกราบทูลว่า ทา่ นมวี ิธกี ารอนุมาน โดยอาศัยองคธ์ รรม ๓ หมวด คือ
นิวรณ์ ๕ สติปัฏฐาน ๔ และโพชฌงค์ ๗ เป็นเคร่ืองมืออนุมานว่า เพราะพระพุทธเจ้า
ทุกพระองค์ทรงละนิวรณ์ ๕ ประการได้เด็ดขาด มีพระทัยมั่นคงดีในสติปัฏฐาน ๔ ประการ
ทรงเจริญโพชฌงค์ ๗ ประการ ตามความเปน็ จรงิ จึงตรัสรพู้ ระอนตุ ตรสัมมาสมั โพธญิ าณ
ท่านเปรียบท่านเองกับนายประตูผู้ฉลาดของเมืองชายแดนที่มีก�ำแพงม่ันคง มีประตู
เข้า-ออก เพียงประตูเดียวว่า เขาย่อมรู้จักสัตว์ใหญ่ ๆ ทุกชนิดที่เข้าและออกจากเมืองน้ัน
โดยพิจารณาส�ำรวจท่ีทางเข้า-ออกน้ี ฉันใด ท่านก็พิจารณาส�ำรวจ พระพุทธเจ้าท้ังหลายจาก
ธรรม ๓ หมวดน้ี ฉนั นน้ั
ภาคนิทเทส
ทา่ นพระสารบี ตุ รกราบทลู รายละเอยี ดตอ่ ไปวา่ (วนั หนง่ึ ) ทา่ นไดเ้ ขา้ เฝา้ พระผมู้ พี ระภาค
ถงึ ทป่ี ระทบั ในถำ�้ สกู รขาตา ภเู ขาคชิ ฌกฏู (ท.ี ปา.อ. ๑๔๔/๖๘-๖๘ ดู ทฆี นขสตู ร ในมชั ฌมิ นกิ าย
110 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
มชั ฌมิ ปณั ณาสก์ ประกอบ) เพอื่ ฟงั ธรรม พระองคก์ ท็ รงแสดงธรรมอยา่ งยอดเยย่ี ม ประณตี ยง่ิ นกั
ทง้ั ฝา่ ยอกศุ ล ฝา่ ยกศุ ล และทงั้ ๒ ฝา่ ย เปรยี บเทยี บกนั ใหท้ า่ นฟงั ทา่ นสามารถบรรลธุ รรมเหลา่ นนั้
ทกุ ประการจงึ ไดเ้ ลือ่ มใสใน พระองค์ว่า “พระผ้มู ีพระภาคเปน็ ผู้ตรสั รดู้ ว้ ยพระองคเ์ องโดยชอบ
พระธรรมเป็นธรรมทพี่ ระผูม้ ีพระภาคตรสั ไว้ดีแล้ว พระสงฆเ์ ปน็ ผู้ปฏิบัตดิ แี ลว้ ”
จากนนั้ ทา่ นไดน้ �ำพระธรรมเทศนาทพี่ ระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกท่ า่ น ซงึ่ ทา่ นถอื วา่ เปน็
ธรรมยอดเย่ยี ม จ�ำนวน ๑๕ เรือ่ ง และพระพุทธคุณอน่ื ๆ อีก รวมเป็น ๑๖ เรอื่ งมาพรรณนา คอื
๑. พระธรรมเทศนาเร่ืองกศุ ลธรรม ๘ หมวด
๒. พระธรรมเทศนาเรอ่ื งการบญั ญตั อิ ายตนะ ๖ คู่
๓. พระธรรมเทศนาเร่ืองการก้าวลงสู่ครรภ์ ๔ ประการ
๔. พระธรรมเทศนาเรื่องอาเทสนาปาฏหิ าริย์ ๔ ประการ
๕. พระธรรมเทศนาเรอ่ื งปคุ คลบญั ญัติ ๗ จ�ำพวก
๖. พระธรรมเทศนาเรอื่ งทสั สนสมาบตั ิ ๔ ประการ
๗. พระธรรมเทศนาเรื่องปธาน ๗ ประการ
๘. พระธรรมเทศนาเรอ่ื งปฏปิ ทา ๔ ประการ
๙. พระธรรมเทศนาเรื่องมารยาทการพูดและมารยาทคอื ศีลของบรุ ุษ
๑๐. พระธรรมเทศนาเรือ่ งวิธีสงั่ สอน ๔ ประการ
๑๑. พระธรรมเทศนาเรื่องความหยง่ั ร้กู ารหลดุ พน้ ของบคุ คลอน่ื ๔ ประการ
๑๒. พระธรรมเทศนาเรอ่ื งสัสสตวาทะ (ลทั ธทิ ่ีถอื วา่ อตั ตา และโลกเที่ยง) ๓ ลัทธิ
๑๓. พระธรรมเทศนาเรื่องความหยั่งรู้ทที่ �ำให้ระลกึ ชาติได้
๑๔. พระธรรมเทศนาเร่ืองความหยั่งรกู้ ารจตุ ิและการอบุ ัติ
๑๕. พระธรรมเทศนาเรอ่ื งการแสดงฤทธ์ิ ๒ ประการ
๑๖. ท่านไดพ้ จิ ารณาพระพุทธคณุ อยา่ งอื่นอีก ๓ ประการ คือ (๑) บรรดาสิง่ ท่ีกลุ บุตร
ผู้มีศรัทธา มีความเพียร มีเรี่ยวแรง จะพึงบรรลุ พระผู้มีพระภาคทรงบรรลุครบบริบูรณ์แล้ว
(๒) ไมท่ รงหมกม่นุ กบั กามสขุ ัลลกิ านโุ ยค และอัตตกลิ มถานุโยค (๓) ทรงไดฌ้ าน ๔ ทอ่ี ยู่เหนือ
กามาวจรจติ เป็นฌานท่ที รงใช้เพื่อด�ำรงอยู่อยา่ งเปน็ สุขในปัจจบุ ัน
ท่านสรุปโดยประกาศความเช่ือม่ันว่า ถ้ามีผู้ถามท่านว่า มีสมณะหรือพราหมณ์อ่ืน
ในอดีตกาล ในอนาคตกาล และในปัจจุบันกาล ซึ่งจะมีปัญญาในทางพระสัมโพธิญาณยิ่งกว่า
พระผูม้ ีพระภาคบา้ งหรือไม่ ท่านจะตอบวา่ ไม่มี
ถ้าเขาถามว่า ได้มีสมณะหรือพราหมณ์ในอดตี กาลซึ่งมปี ัญญาในทางพระสมั โพธิญาณ
เสมอกับพระผ้มู ีพระภาคบา้ งหรือไม่ ท่านจะตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า จกั มสี มณะหรือพราหมณ์
เล่มท่ี ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๑ 111
ในอนาคตกาล ซ่ึงจะมีปัญญาในทางพระสัมโพธิญาณเสมอกับพระผู้มีพระภาคบ้างหรือไม่
ท่านจะตอบว่า มี แตถ่ า้ เขาถามว่า จะมสี มณะหรือพราหมณ์ในปจั จุบัน ซึง่ จะมีปญั ญาเสมอกับ
พระผู้มีพระภาคบ้างหรือไม่ ท่านจะตอบว่า ไม่มี เพราะท่านได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์
พระผมู้ พี ระภาควา่ เปน็ ไป ไมไ่ ดเ้ ลยทพ่ี ระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ๒ พระองค์ จะทรงอบุ ตั ขิ น้ึ พรอ้ มกนั
ในโลกธาตุเดียวกัน และได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ท่ีท่านพรรณนามาน้ันถูกต้องหรือไม่
เป็นการกลา่ วต่พู ระองคห์ รอื ไม่
พระผ้มู ีพระภาคตรสั รบั รองวา่ ถูกตอ้ ง มิได้กลา่ วตูพ่ ระองค์
ท่านพระมหาอุทายี ซ่ึงได้นั่งฟังโดยตลอด ได้กล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณว่า แม้ทรง
มีคุณธรรมดังที่ท่านพระสารีบุตรพรรณนามา พระองค์ไม่ทรงโอ้อวด ช่างน่าอัศจรรย์จริง ๆ
พระผมู้ พี ระภาคจงึ รบั สง่ั ใหท้ า่ นพระสารบี ตุ รกลา่ วธรรมบรรยายนแี้ กพ่ ทุ ธบรษิ ทั บอ่ ย ๆ เพอื่ ให้
ผู้ทยี่ งั เคลอื บแคลงสงสัยในพระองค์ จกั ละความเคลอื บแคลงสงสัยไปได้
๕.๔ ขอ้ สังเกต
พระสตู รนมี้ ีความสมบูรณ์ ทงั้ วธิ ีการแสดงเและเนือ้ หา และเนื่องจากผ้แู สดงได้เตรยี ม
ตวั มาอยา่ งดีเพื่อประกาศความเลอื่ มใสอนั แนว่ แนใ่ นพระผมู้ ีพระภาค ผูฟ้ งั เช่น ท่านพระมหา-
อุทายีจึงรู้สึกซาบซ้ึงและประทับใจอย่างย่ิง จนอดใจไว้ไม่ได้ จึงกราบทูล แสดงความรู้สึกของ
ท่านออกมา
อนึ่ง อาจจะถือได้ว่า น่ีเป็นการบันลือสีหนาทเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค
คร้ังสุดท้ายของท่านพระสารีบุตร อัครสาวกฝ่ายขวา ผู้เลิศทางปัญญาก็ได้ เพราะหลังจากน้ี
ทา่ นก็ได้ปรินิพพาน ณ บา้ นเกิด คือ เมอื งนาฬันทาน้เี อง
๖. ปาสาทิกสตู ร
๖.๑ ทม่ี าของชือ่
ปาสาทกิ สตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยเหตใุ หเ้ กดิ ความเลอ่ื มใส ชอ่ื นต้ี งั้ ตามค�ำกราบทลู
ของท่านพระอุปวาณะ กล่าวคือ เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมบรรยายเร่ืองน้ีจบลง
ท่านพระอุปวาณะซ่ึงยืนถวายงานพัดอยู่ ณ เบ้ืองพระปฤษฎางค์ของพระองค์ เกิดความ
เล่ือมใสอย่างยิ่ง จนทนไม่ได้ จึงกราบทูลแสดงความรู้สึกของท่าน ออกมา และทูลถามว่า
ธรรมบรรยายน้ี ชื่ออะไร ตรัสตอบวา่ ชอ่ื ปาสาทิกะ
112 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปิฎก
๖.๒ ที่มาของพระสตู ร
พระสตู รน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกท่ า่ นพระจนุ ทะ สมณทุ เทสและทา่ นพระอานนท์
ขณะประทบั อยู่ ณ ปราสาทในอัมพวนั ของพวกเวธญั ญาศากยะ แควน้ สักกะ โดยทรงปรารภ
ค�ำกราบทูลของท่านพระจุนทะและท่านพระอานนท์เรื่องการแตกสามัคคีของพวกนิครนถ์
หลงั จากนคิ รนถ์ นาฏบุตรดับขนั ธไ์ ด้ไมน่ านนกั
๖.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รูปแบบของปาสาทกิ สตู ร เป็นบรรยายโวหารแบบวเิ คราะห์เปรียบเทียบ
๖.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
ภาคอุทเทส
ท่านพระจุนทะ สมณุทเทส(น้องชายของท่านพระสารีบุตร) ซ่ึงจ�ำพรรษาอยู่ใน
กรุงปาวา ได้ทราบข่าวการดับขันธ์ของนิครนถ์ นาฏบุตรและการแตกสามัคคีของพวกนิครนถ์
หลงั จากนคิ รนถ์ นาฏบตุ รดบั ขนั ธไ์ ดไ้ มน่ านนกั จงึ ออกเดนิ ทางมาหาทา่ นพระอานนทท์ ห่ี มบู่ า้ น
สามคาม ของชาวศากยะ ในแคว้นสักกะ เล่าเรื่องท้ังหมดให้ท่านพระอานนท์ฟัง พระเถระ
เห็นว่า เรื่องนี้จะเป็นเหตุให้พระผู้มีพระภาคตรัสเทศนาธรรมท่ีส�ำคัญได้เร่ืองหน่ึง จึงชวน
ท่านพระจุนทะเข้าเฝ้า ณ ปราสาทในอัมพวัน ของพวกเวธัญญาศากยะ กราบทูลตามที่
ทา่ นพระจนุ ทะเลา่ ใหฟ้ ังวา่ เมือ่ ไม่นานมาน้ี นิครนถ์ นาฏบุตรได้ดับขนั ธท์ ่ีกรงุ ปาวา เพราะการ
ดับขันธ์ของนิครนถ์ นาฏบุตรน้ัน พวกนิครนถ์จึงแตกแยกกันเป็น ๒ ฝ่าย ต่างบาดหมางกัน
ทะเลาะวิวาทกันจนถึงข้ันจะฆ่าฟันกัน แม้พวกสาวกนิครนถ์ นาฏบุตรท่ีเป็นคฤหัสถ์นุ่งขาว
ห่มขาว กเ็ กดิ ความเบือ่ หนา่ ยคลายความรัก รสู้ กึ ท้อถอยในพวกนิครนถ์ ท้ังนี้ เพราะธรรมวินยั
ที่นิครนถ์ นาฏบุตรกล่าวไว้ไม่ดี ประกาศไว้ไม่ดี ไม่เป็นเคร่ืองน�ำออกจากทุกข์ได้ ไม่เป็นไป
เพื่อความสงบระงับ เป็นธรรมที่ผู้มิใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศไว้ เป็นธรรมวินัยท่ีไม่มี
ท่ีพ่ึงพ�ำนัก เพราะท่ีพง่ึ พ�ำนกั ถกู ท�ำลายเสยี แลว้
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ในธรรมวินัยท่ีศาสดากล่าวไว้ไม่ดี ประกาศไว้ไม่ดี ก็เป็น
เช่นนี้แหละ แลว้ ทรงอธบิ ายขยายความโดยพสิ ดารต่อไป ดังน้ี
ภาคนทิ เทส
๑. ทรงแสดงเปรียบเทยี บเรื่ององค์ประกอบของศาสนา
ทรงแสดงว่า องค์ประกอบของศาสนา ๓ ประการ คือ (๑) ศาสดา (๒) หลักธรรม
เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๑ 113
(๓) สาวก เปน็ ส่วนส�ำคัญทีท่ �ำใหศ้ าสนาได้รบั การสรรเสริญ หรอื ถกู ต�ำหนิ ตเิ ตยี น ดว้ ยเหตุผล
ตอ่ ไปน้ี
๑.๑ ถ้าศาสดาไม่ดี (ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า) หลักธรรมไม่ดีแต่สาวกดี
คือ ไม่ยอมปฏิบัติตามหลักธรรมนั้น ศาสดาและหลักธรรมจะถูกต�ำหนิติเตียน ส่วนสาวก
ไดร้ บั การสรรเสรญิ
๑.๒ ถา้ ศาสดาไมด่ ี หลกั ธรรมไมด่ ี และสาวกกไ็ มด่ ี คอื ยอ่ มปฏบิ ตั ติ ามหลกั ธรรมนน้ั
ทัง้ ศาสดา หลกั ธรรม และสาวกจะถกู ต�ำหนติ เิ ตียน ผู้ปฏิบตั ติ าม ค�ำชักชวนไมไ่ ดบ้ ุญ
๑.๓ ถ้าพระศาสดาดี(เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) หลักธรรมดี แต่สาวกไม่ดี
คอื ไมป่ ฏบิ ตั ติ าม ศาสดาและหลกั ธรรมนน้ั ไดร้ บั การสรรเสรญิ สาวกถกู ต�ำหนติ เิ ตยี น สว่ นผปู้ ฏบิ ตั ิ
ตามหลกั ธรรมได้บุญ
๑.๔ ถ้าศาสดาดี หลกั ธรรมดี และสาวกดี คือ ปฏิบตั ติ าม ท้ังศาสดา หลกั ธรรม
และสาวกไดร้ ับการสรรเสริญ ผูท้ ่ปี ฏิบตั ิตามหลกั ธรรมได้บญุ
๑.๕ ถ้าศาสดาดี หลักธรรมดี และสาวกเข้าใจอรรถแห่งหลักธรรมนั้นอย่าง
แจม่ แจง้ เมื่อศาสดาดับขันธไ์ ป สาวกไมไ่ ด้รับความเดอื ดร้อนในภายหลงั
๒. ทรงแสดงว่าพรหมจรรย์ (ศาสนพรหมจรรยค์ ือศาสนา)
ทรงแสดงวา่ พรหมจรรย์ จะบริบรู ณห์ รือไม่บริบรู ณข์ ้ึนอยูก่ ับองค์ประกอบต่อไปนี้
๒.๑ ถา้ ศาสดาเป็นผไู้ มม่ ่นั คง ไม่มีประสบการณม์ าก บวชไดไ้ มน่ าน พรหมจรรย์
ของศาสดานั้นไมบ่ ริบรู ณ์ ถา้ ศาสดาเป็นผูม้ ัน่ คง มปี ระสบการณ์ บวชมานาน พรหมจรรย์ของ
ศาสดานน้ั จึงจะบริบรู ณ์
๒.๒ แมศ้ าสดาเปน็ ผมู้ น่ั คง เปน็ ตน้ แตถ่ า้ สาวกหรอื สาวกิ าชนั้ เถระกด็ ี ชน้ั มชั ฌมิ ะ
กด็ ี หรอื ชน้ั นวกะกด็ ี ชน้ั ใดช้นั หนึ่งไมเ่ ฉยี บแหลม ไมไ่ ด้รับการแนะน�ำ ไม่แกลว้ กลา้ ไม่บรรลุ
ธรรมขั้นอรหตั ตผล ไมอ่ าจกลา่ วพระสัทธรรมได้โดยชอบ ไม่อาจแสดงธรรมแกค้ �ำกล่าวหาของ
ฝ่ายอน่ื ได้ พรหมจรรย์ของศาสดานัน้ กไ็ ม่บริบรู ณ์ (นัยน้ีรวมถึงอุบาสก อุบาสิกาดว้ ย)
ส่วนพรหมจรรย์ทีบ่ ริบรู ณ์มนี ยั ตรงกันข้าม
๒.๓ ตรสั สรปุ วา่ พระองค์ หลักธรรมและสาวกของพระองคเ์ ปน็ องค์ประกอบที่ดี
พรหมจรรย์ของพระองค์จึงบริบูรณ์ครบถ้วน แพร่หลายกว้างขวาง ทั้งพระองค์และสาวกของ
พระองค์เป็นผเู้ ลิศด้วยลาภและยศ ยังไม่มีผ้ใู ดในโลกทดั เทียมได้
พรหมจรรย์ของพระองค์บริบูรณ์ครบถ้วน ไม่ย่ิง ไม่หย่อน ไม่สามารถจะตัดทอน
หรือเพ่มิ เตมิ อะไร ๆ ได้อีก ในกรณนี ที้ รงยกเอาหลกั ธรรมของอุทกดาบส รามบุตร (ผู้เคยเปน็
อาจารย์ของพระองค์) มาเปรยี บเทียบใหเ้ ห็นว่า มคี วามลกึ ซง้ึ แตกต่างกัน
114 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
๓. ทรงแนะน�ำให้ท�ำสังคายนา
ทรงแสดงหลักการสงั คายนาและธรรมท่ีควรสงั คายนาไว้ เพอื่ ใหด้ �ำรงมนั่ ยนื นานต่อไป
ดงั นี้
๓.๑ หลักการสงั คายนา คอื
(๑) พรอ้ มเพรยี งกันประชุม
(๒) สอบทานอรรถกับอรรถ
(๓) สอบทานพยัญชนะกับพยัญชนะ
(๔) อยา่ ทะเลาะวิวาทกัน
(๕) ถ้าภิกษุใดทรงจ�ำอรรถและพยัญชนะมาผิดหรือถูก อย่าเพิ่ง ชื่นชม
ยอมรับ หรือคดั คา้ น แต่ควรรว่ มกันพจิ ารณาตรวจสอบ ใหด้ ีกอ่ น
๓.๒ ธรรมทค่ี วรสังคายนา ได้แก่ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ คือ
๑. สติปฏั ฐาน ๔ ๒. สัมมปั ปธาน ๔
๓. อิทธิบาท ๔ ๔. อนิ ทรีย์ ๕
๕. พละ ๕ ๖. โพชฌงค์ ๗
๗. อรยิ มรรคมอี งค์ ๘
๔. เหตทุ ีท่ รงอนญุ าตปจั จัย ๔
ทรงอธิบายว่า พระองค์มิได้ทรงแสดงธรรมเพ่ือปิดก้ันอาสวะท้ังหลายท่ีจะเกิดข้ึนใน
ปจั จบุ นั เทา่ นน้ั ทงั้ มใิ ชเ่ พอ่ื ก�ำจดั อาสวะทง้ั หลายทจี่ ะเกดิ ขน้ึ ในอนาคตเทา่ นน้ั แตท่ รงแสดงธรรม
เพื่อประโยชนท์ ้ัง ๒ ประการน้ี การทที่ รงอนุญาตให้ภกิ ษใุ ช้สอยปจั จัย ๔ คอื จวี ร บณิ ฑบาต
เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสชั ชบรขิ าร ก็เพราะเหตุผล เดียวกันนี้ มใิ ชอ่ ยา่ งอ่นื
๕. ทรงแนะน�ำวธิ โี ตต้ อบกับพวกเดียรถียป์ รพิ าชก
๕.๑ ถ้าเขากล่าวว่า พวกสมณะ ศากยบุตร ก็ยึดถือลัทธิสุขัลลิกานุโยค (การ
หมกมุ่นดว้ ยการเสพสขุ ) พงึ ตอบเขาว่า สุขลั ลกิ านุโยค มี ๒ แบบ คือ (๑) แบบชาวบา้ น ไมเ่ ป็น
ประโยชน์ ไมใ่ ชข่ องพระ อริยะ ไม่เป็นไปเพือ่ ความเบื่อหนา่ ย คลายก�ำหนัด พวกเราไมย่ ึดถือ
(๒) แบบทเ่ี ปน็ ไปเพอ่ื ความเบ่อื หน่าย คลายก�ำหนัดโดยส่วนเดยี ว พวกเรายึดถอื ถ้าเขาถามวา่
เพอ่ื หวงั อะไร พงึ ตอบวา่ สขุ ลั ลกิ า-นโุ ยค ๔ ประการ ทเี่ ปน็ ไปเพอ่ื ความเบอ่ื หนา่ ย คลายก�ำหนดั
โดยสว่ นเดียวน้ัน ผูย้ ดึ ถอื จะพึงหวังผล ๔ ประการ คอื บรรลเุ ปน็ พระโสดาบัน พระสกทาคามี
พระอนาคามี และพระอรหันต์
๕.๒ ถ้าเขากล่าวว่า พวกสมณะ ศากยบุตรมีหลักการไม่แน่นอน พึงตอบว่า
พระองค์ทรงบัญญัติหลักการที่แน่นอนไว้แล้ว เป็นหลักการท่ีพระสาวก จะไม่ล่วงละเมิด
เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๑ 115
ตลอดชีวิตที่ยังเหลืออยู่ ได้แก่ หลักการ ๙ ประการ ที่พระอรหันตขีณาสพจะไม่ล่วงละเมิด
ตลอดชีวิต คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่เสพเมถุน ไม่พูดเท็จทั้งท่ีรู้ ไม่ส่ังสมบริโภคกาม
ไมล่ �ำเอยี งเพราะชอบ เพราะชงั เพราะหลง และเพราะกลวั
๕.๓ ถ้าเขากล่าวว่า พระสมณโคดมบัญญัติแต่ญาณทัสสนะอันไม่มีขอบเขต
ในเร่ืองอดีตเท่านั้น ไม่ได้บัญญัติญาณทัสสนะอันไม่มีขอบเขตในเรื่องอนาคตเลย พึงตอบว่า
พระองคท์ รงมสี ตานุสาริญาณ (ญาณระลึกชาตกิ อ่ นได้ คอื ปุพเพนิวาสานสุ สติญาณ) จึงท�ำให้
พระองค์ทรงรู้เรื่องในอดีตอันยาวนาน และทรงมีญาณท่ีเกิดจากการตรัสรู้ (มรรคญาณ ๔
คือ โสดาปตั ตมิ รรคญาณ - อรหัตตมรรคญาณ) จึงท�ำใหพ้ ระองค์ทรงรเู้ รอ่ื งในปัจจบุ ันและใน
อนาคตได้ยาวนาน ด้วยพระญาณท้ังสองน้ี พระองค์จึงทรงรู้ว่า อะไรจริงแท้ อะไรไม่จริงแท้
อะไรสมควรพูด อะไรไมส่ มควรพดู
๖. ทรงอธิบายเรื่องอ่นื ๆ อกี หลายประการ คอื
๖.๑ ทรงอธบิ ายเหตทุ ่ีทรงไดพ้ ระนามว่า ตถาคต
๖.๒ ทรงอธบิ ายปัญหาท่ีทรงพยากรณ์และท่ีไม่ทรงพยากรณ์
๖.๓ ทรงอธิบายทิฏฐินิสัยที่สหรคตด้วยขันธ์ส่วนอดีต คือ ปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ
๑๖ ลัทธิ (ในจ�ำนวน ๑๘ ลัทธิ ที่ตรัสไว้ในพรหมชาล สูตรแห่งทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
พระไตรปิฎกเลม่ ท่ี ๙)
๖.๔ ทรงอธิบายทิฏฐินิสัยท่ีสหรคตด้วยขันธ์ส่วนอนาคต คือ อปรันตกัปปิกทิฏฐิ
๘ ลทั ธิ (ในจ�ำนวน ๔๔ ลทั ธิ ทตี่ รัสไว้ในพรหมชาลสตู ร)
๖.๕ ทรงอธิบายสติปัฏฐาน ๔ และทรงแสดงเหตุผลว่า ทรงบัญญัติสติปัฏฐาน
๔ ประการนี้ เพื่อละ เพ่ือกา้ วลว่ งทิฏฐิเหล่าน้นั
๖.๕ ขอ้ สังเกต
พระสูตรนี้มีความสมบูรณ์ในตัว คือ สมบูรณ์ทั้งเนื้อหาสาระและวิธีการแสดง
จึงเร้าใจผู้ฟัง ท�ำให้เกิดความประทับใจและความเล่ือมใสเป็นอย่างยิ่ง ดังท่ีท่านพระอุปวาณะ
กราบทลู ในตอนท้ายของพระสตู รนี้
ในพระสตู รนี้ มีขอ้ ท่ีน่าสงั เกต น่าศกึ ษา ดงั น้ี
๑. ข้อความตอนต้น (ข้อ ๑๔๔-๑๔๕) ของพระสูตรนี้เหมือนกับข้อความ
ตอนต้น (ขอ้ ๔๑-๔๒) ของสามคามสตู รในมัชฌมิ นกิ าย มูลปัณณาสก์(พระไตรปฎิ กเลม่ ที่ ๑๔)
คือ ทา่ นพระจุนทะ ซง่ึ จ�ำพรรษาในกรงุ ปาวา ขณะท่นี คิ รนถ์ นาฏบตุ ร ศาสดาของลัทธนิ คิ รนถ์
(ท่ีเรียกว่า ศาสนาเชนในปัจจุบัน) ดับขันธ์ลงในที่นั้น ต่อมาไม่นาน พวกนิครนถ์ ได้ตีความ
116 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
หลกั ค�ำสอนขดั แยง้ กนั เปน็ ๒ ฝา่ ย จนเกดิ แตกแยกกนั ทา่ นจงึ น�ำขา่ วนไี้ ปเรยี นใหท้ า่ นพระอานนท์
ทราบ ท่านพระอานนท์เหน็ เป็นเรื่องส�ำคญั จึงชวนทา่ นพระจนุ ทะเข้าเฝ้าพระผ้มู พี ระภาค
สรุปว่า เหตุการณ์และบุคคลที่เป็นต้นเหตุให้ตรัสเทศน์พระสูตรทั้งสองนี้เป็น
เหตกุ ารณแ์ ละบคุ คลเดยี วกนั และนา่ จะเปน็ คราวเดยี วกนั ดว้ ย เพราะสถานทท่ี ที่ า่ นพระจนุ ทะ
ไปหาท่านพระอานนท์เป็นสถานที่แห่งเดียวกัน คือ หมู่บ้านสามคาม ของชาวศากยะ
แคว้นสกั กะ
ท่ีต่างกัน คือ (๑) ในสามคามสูตร ไม่ระบุสถานท่ีแน่นอนว่า เมื่อพระเถระท้ังสอง
เข้าเฝ้านัน้ พระผมู้ พี ระภาคประทบั อยู่ ณ จุดไหนของหมู่บา้ นสามคาม แต่ในพระสูตรน้ี ระบไุ ว้
ชัดเจนว่า ขณะที่พระเถระท้ังสองเข้าเฝ้า พระองค์ประทับอยู่ ณ ปราสาท ในสวนมะม่วง
ของพวกเวธัญญาศากยะ แคว้นสักกะ ซ่ึงมีผู้สันนิษฐานว่า คงอยู่ในหมู่บ้านสามคามน่ันเอง
(๒) ในสามคามสูตร ท่านพระอานนท์กราบทูลต่อไปจากท่ีปรากฏในพระสูตรนี้อีกเล็กน้อย
แตส่ �ำคัญมาก เพราะเป็นเหตใุ ห้ทรงแสดงสามคามสตู ร คือ ท่านกราบทลู ต่อไปว่า ท่านมีความ
คดิ วา่ เมอื่ พระผมู้ พี ระภาคปรนิ พิ พานไปแลว้ ขออยา่ ใหเ้ กดิ ความววิ าทเชน่ นน้ั ขน้ึ ในสงฆเ์ ลย
เพราะความวิวาทเช่นน้ัน มิได้เป็นไปเพ่ือประโยชน์เก้ือกูลแก่คนหมู่มาก พระผู้มีพระภาค
จงึ ทรงชแี้ จงใหท้ า่ นพระอานนท์หายกังวลดงั รายละเอยี ดในสามคามสตู ร
ส่วนพระสูตรนี้ ทรงแสดงแก่ท่านพระจุนทะผู้น�ำข่าวมาถวายให้ทรงทราบ เนื้อความ
ทที่ รงแสดงจึงแตกต่างไปจากสามคามสตู ร และยาวกว่า พระธรรมสังคาหกาจารย์ จึงจดั แยก
สามคามสูตรซึ่งสั้นกว่าและเข้าเกณฑ์มัชฌิมนิกาย ไปรวมอยู่ในมัชฌิมนิกาย ส่วนพระสูตรนี้
เขา้ เกณฑท์ ฆี นกิ าย จงึ จดั แยกมารวมไวใ้ นทีฆนิกาย ดงั ท่ปี รากฏ
๒. ระยะทางท่ีท่านพระจุนทะมาหาท่านพระอานนท์ท่ีหมู่บ้านสามคามน้ัน ไกลมาก
คือ ท่านเดินทางจากกรุงปาวาข้ึนไปทางทิศเหนือ ผ่านกรุงกุสินารา ซ่ึงเป็นเมืองหลวงอีก
เมืองหนึ่งของแควน้ มลั ละ ผ่านแควน้ โกศลที่มีกรุงสาวัตถีเปน็ เมอื งหลวงจึงเขา้ เขตแคว้นสกั กะ
แสดงว่าตอ้ งเปน็ เร่ืองส�ำคัญและใหม่จึงตอ้ งเดนิ ทางไกลเชน่ น้ี
๓. ยงั มีอีกพระสูตรหนง่ึ ซ่ึงปรารภการดับขันธ์ของนคิ รนถ์ นาฏบตุ รเหมือนกัน และมี
เนอื้ หาสาระสมั พนั ธก์ บั พระสตู รน้ี นนั่ คอื สงั คตี สิ ตู ร ของทา่ นพระสารบี ตุ รซง่ึ เปน็ พระสตู รท่ี ๑๐
ในเล่มนี้ เนื้อหาสาระของพระสูตรน้ีท่ีสัมพันธ์กับสังคีติสูตร ได้แก่ ตอนที่พระผู้มีพระภาค
ทรงแนะน�ำให้ท�ำสังคายนาพระธรรมวินัย โดยทรงแสดงหลักการและธรรมท่ีควรสังคายนาไว้
ทา่ นพระสารบี ตุ รผแู้ สดงสงั คตี สิ ตู รทกี่ รงุ ปาวา ซง่ึ เปน็ สถานทที่ นี่ คิ รนถ์ นาฏบตุ รดบั ขนั ธไ์ ดไ้ มน่ าน
จงึ อาศยั เหตุการณ์น้แี สดงวิธี การสังคายนาพระธรรมวินัยตามนัยทท่ี รงแนะน�ำไวใ้ นพระสตู รน้ี
เพอื่ ใหเ้ หน็ เปน็ รปู ธรรมแกค่ ณะสงฆม์ อี งคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ประทบั เปน็ ประธานอยดู่ ว้ ย
เลม่ ที่ ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๑ 117
และเมอ่ื ทา่ นแสดงจบพระผมู้ พี ระภาคทรงอนโุ มทนาสาธกุ าร เทา่ กบั ทรงรบั รองวา่ ทา่ นพระสารบี ตุ ร
แสดงวธิ ีการสังคายนาได้ถกู ต้องตามทที่ รงประสงค์ (ดคู �ำแนะน�ำสังคตี ิสตู รประกอบ)
พระสูตรน้จี ึงมคี วามสมบูรณ์และส�ำคัญยงิ่
๗. ลกั ขณสตู ร
๗.๑ ทม่ี าของชอื่
ลักขณสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ ชื่อนี้ตั้งตาม
เนอื้ หาสาระของพระสูตร
๗.๒ ท่ีมาของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกภ่ กิ ษทุ ง้ั หลาย ขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี เพ่ือให้ภิกษุเหล่าน้ันทราบความเป็นมาของ
ลักษณะมหาบุรุษของพระองคเ์ อง
อรรถกถาบันทึกความเป็นมาของพระสูตรไว้มีใจความว่า ท่านพระอานนท์เข้าไป
บิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ได้ยินชาวกรุงสนทนาเร่ืองพระผู้มีพระภาคทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะ
มหาบรุ ษุ ๓๒ ประการ และอนพุ ยญั ชนะ ๘๐ ประการ พระวรกายของพระองคจ์ ึงงดงามยง่ิ
แตไ่ มท่ ราบวา่ ลกั ษณะเหลา่ นเี้ กดิ ขน้ึ ไดอ้ ยา่ งไร พระเถระ จงึ น�ำเรอื่ งนมี้ ากราบทลู พระผมู้ พี ระภาค
พระองค์จึงรับส่ังให้ประชุมภิกษุสงฆ์และตรัสเรื่องน้ีให้ทราบ เหตุเกิดของพระสูตรน้ีจึงจัดอยู่
ในประเภทอตั ถปุ ปตั ตกิ ะ (ท.ี ปา.อ. ๑๙๙/๑๐๗-๑๐๘)
๗.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของลักขณสูตรเป็นบรรยายโวหารแบบถามเอง-ตอบเอง มีคาถาประพันธ์ของ
พระโบราณกเถระประกอบเวยยากรณภาษิตของพระผู้มีพระภาค
๗.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
ภาคอุทเทส
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มหาบุรุษผู้สมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๓๒ ประการ ย่อมมีคติ
๒ อย่าง คือ ถ้าอยู่ครองเรือน จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ (๒) ถ้าออกบวช จะได้เป็น
118 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก
พระพทุ ธเจา้ แลว้ ทรงจ�ำแนกลักษณะ ๓๒ ประการ โดยละเอียด (ขอ้ ๑๙๘-๒๐๐) คลา้ ยกบั ท่ี
ตรัสไวใ้ นมหาปทานสูตร (ขอ้ ๓๓-๓๖) แห่งทฆี นกิ าย มหาวรรค (พระไตรปฎิ กเล่มท่ี ๑๐)
ภาคนทิ เทส
พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปว่า ถึงพวกฤๅษีนักบวชภายนอกพระพุทธศาสนา จะจดจ�ำ
ลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการนี้ได้ แต่พวกน้ันไม่ทราบว่า มหาบุรุษทรงท�ำกรรมอะไรไว้
จึงทรงไดล้ กั ษณะเหล่านี้
จากน้ัน ทรงอธิบายสาเหตุท่ีพระองค์ทรงได้ลักษณะแต่ละประการโดยละเอียด
แต่ทรงจัดกลุ่มใหม่ โดยรวมลักษณะที่มีสาเหตุเกี่ยวข้องกันเข้าไว้ในกลุ่มเดียวกัน มิได้ทรง
อธบิ ายโดยล�ำดับ ๑-๓๒ ตามทีท่ รงแสดงไวก้ อ่ น (ดเู ชิงอรรถของขอ้ นนั้ ๆ)
ขอแนะน�ำพอเป็นตวั อยา่ ง ดงั น้ี
ลักษณะที่ ๑ มีฝา่ พระบาทราบเสมอกนั
สาเหตุ ในชาติก่อน ทรงสมาทานในกุศลธรรม (กุศลกรรมบถ ๑๐) ทรงสมาทาน
มนั่ คงในสุจรติ ๓ คือ กายสุจรติ วจสี ุจรติ และมโนสจุ ริต ในการจ�ำแนกทาน ในการสมาทานศลี
รกั ษาอุโบสถ ในความเกอื้ กลู มารดา บดิ า สมณะ และพราหมณ์ ในความประพฤติอ่อนนอ้ มต่อ
ผ้ใู หญใ่ นตระกลู และในกศุ ลธรรมอนั ยิ่งอืน่ ๆ (ในทีน่ ี้หมายถงึ สัพพญั ญตุ ญาณ) เพราะทรงท�ำ
ส่ังสม พอกพนู กรรมเหล่านี้ ท�ำให้ไพบลู ย์ย่ิงข้นึ จงึ ทรงไดล้ กั ษณะนี้
ลักษณะท่ี ๓ ที่ ๔ และที่ ๑๕ มีส้นพระบาทยื่นยาวออกไป มีพระองคุลียาว
และมพี ระวรกายตง้ั ตรงดุจกายพรหม
สาเหตุ ในชาติก่อน ทรงเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ คือ วางทัณฑาวุธและศัสตราวุธ
มีความละอาย มีความเอ็นดู มุ่งประโยชน์เก้ือกูลแก่สรรพสัตว์ เพราะทรงท�ำสั่งสม พอกพูน
กรรมเหล่าน้ี ท�ำให้ไพบลู ย์ยง่ิ ขน้ึ จงึ ทรงได้ลกั ษณะเหลา่ นี้
๗.๕ ข้อสงั เกต
ในพระสตู รน้ี มขี ้อน่าสงั เกตน่าศึกษา ดงั น้ี
๑. ค�ำว่า ลักษณะมหาบุรุษ แปลจากค�ำบาลีว่า มหาปุริสลกฺขณํ หมายถึง นิมิต
หรือเคร่ืองหมายท่แี สดงให้ทราบว่า ท่านผู้นเี้ ปน็ มหาบรุ ษุ
๒. ค�ำวา่ มหาบรุ ุษ หมายถึงบุคคลเช่นไร มีผทู้ ลู ถามพระผู้มพี ระภาคหลายคร้ัง เชน่
ทา่ นพระสารบี ตุ ร ดงั ความปรากฏในมหาปรุ สิ สตู รแหง่ สงั ยตุ ตนกิ าย มหาวารวรรค (พระไตรปฎิ ก
เล่มท่ี ๑๙) พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ได้แก่ บุคคลผู้หลุดพ้นแล้ว โดยการเจริญ
เล่มท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๑ 119
สติปัฏฐาน ๔ และทรงสนทนากับวัสสการพราหมณ์ มหาอ�ำมาตย์แห่งแคว้นมคธ ดังความ
ปรากฏในวัสสการสูตรที่ ๑ แหง่ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต (พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๒๑) ความว่า
วัสสการพราหมณ์ กราบทูลวา่ มหาบุรุษ ไดแ้ ก่ ผปู้ ระกอบดว้ ยธรรม ๔ ประการ คอื
๑. เปน็ พหูสตู ๒. มีสติ
๓. เป็นคนขยนั ๔. มีปัญญา
พระผู้มีพระภาคตรสั วา่ มหาบรุ ษุ ไดแ้ ก่ ผปู้ ระกอบด้วยธรรม ๔ ประการ คือ
๑. มีกลั ยาณธรรม ๒. ถงึ ความเช่ียวชาญในจิต
๓. ได้ฌาน ๔ ๔. ได้เจโตวมิ ตุ ติ ปญั ญาวมิ ตุ ติ
๓. ลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์พราหมณ์มา ต้ังแต่ก่อน
พทุ ธกาลแลว้ ดงั ความทต่ี รสั เลา่ ไวใ้ นมหาปทานสตู รแหง่ ทฆี นกิ าย มหาวรรค ดงั อา้ งแลว้ ขา้ งตน้
และเม่ือพระองค์ประสูติใหม่ ๆ ก็มีการประชุมพราหมณ์ ท�ำนาย ลักษณะท�ำนองเดียวกับ
ทีต่ รสั เล่าไว้ในมหาปทานสูตร
นอกจากน้ี บรรดาพราหมณ์ผู้คงแก่เรียนท้ังหลายในสมัยพุทธกาล เป็นผู้ทรงจ�ำ
ลกั ษณะมหาบรุ ษุ นไี้ ดอ้ ยา่ งแมน่ ย�ำ ดงั ความทป่ี รากฏในพระสตู รตา่ ง ๆ วา่ พอ พราหมณเ์ หลา่ นน้ั
ทราบข่าวลือว่า พระสมณโคดม เป็นพุทธเจ้า จึงส่งศิษย์ให้มาพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่ โดยให้
ตรวจดูลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการน้ี เช่น ที่ปรากฏในอัมพัฏฐสูตร แห่งทีฆนิกาย
สีลขันธวรรค (พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๙) แสดงว่า ความเช่ือเร่ืองลักษณะมหาบุรุษ เป็นของ
ศาสนาพราหมณ์ (ดู องฺ.ตกิ .อ. ๒/๕๙/๑๖๓ ประกอบ)
๔. ในพระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงให้เห็นว่า ทรงทราบเรื่องนี้ดีกว่า
พวกพราหมณ์ คอื ทรงทราบวา่ ลกั ษณะมหาบุรษุ เกิดจากกรรมในอดตี ชาติ ลักษณะมหาบรุ ษุ
ของพระองค์แต่ละประการ ทรงอธิบายไดว้ ่าเปน็ ผลของกรรมอะไร
กล่าวโดยสรุป พระผู้มีพระภาคทรงน�ำคติความเช่ือเร่ืองลักษณะมหาบุรุษของ
พราหมณม์ าอธิบายขยายความตามกฎแห่งกรรมในพระพทุ ธศาสนา
120 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๘. สงิ คาลกสูตร
๘.๑ ท่ีมาของชื่อ
สิงคาลกสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยสิงคาลกมาณพ ชื่อนี้ตั้งตามชื่อบุคคลใน
พระสตู ร
อนึ่ง ในบางแห่งเรียกช่ือพระสูตรต่างออกไป เช่น สิงคาลสูตรก็มี สิคาโลวาทสูตรก็มี
สิงคาโลวาทสูตรก็มี ท้ัง ๒ ช่ือสุดท้ายน้ี แปลว่า พระสูตรว่าด้วยพระโอวาท ที่ทรงแสดงแก่
สคิ าลหรอื สิงคาลมาณพ
๘.๒ ท่ีมาของพระสูตร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่มาณพช่ือสิงคาลกะ (สิคาละ หรือ สิงคาละ
ในบางแหง่ ) ขณะเสด็จออกจากพระเวฬวุ นั จะเขา้ ไปบณิ ฑบาตในกรุงราชคฤห์ เพื่อทรงแนะน�ำ
ให้ไหว้ทศิ ตามแบบของอรยิ วนิ ยั (แบบพทุ ธ)
๘.๓ รูปแบบของพระสูตร
รูปแบบของสิงคาลกสูตรเป็นแบบบรรยายโวหารแบบถาม-ตอบ และมีคาถาประพันธ์
ประกอบเวยยากรณภาษติ ด้วย
๘.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
ภาคอทุ เทส
พระผมู้ ีพระภาคทอดพระเนตรเห็นสงิ คาลกมาณพก�ำลงั ไหวท้ ศิ อยแู่ ต่เช้าตรู่ มผี มและ
ผา้ เปยี กปอน จงึ ตรสั ถามเพอ่ื ชวนสนทนาวา่ ก�ำลงั ท�ำอะไร เมอื่ เขากราบทลู วา่ ก�ำลงั ไหวท้ ศิ ตาม
ค�ำส่งั ของบิดาก่อนบิดาจะตาย จงึ ตรสั ว่า ในอรยิ วนิ ัย เขาไม่ไดไ้ หวท้ ิศกนั แบบนี้ เขาทูลถามว่า
ในอรยิ วนิ ัย เขาไหว้ทศิ กันอยา่ งไร
ตรัสตอบว่า พระอริยสาวกเวน้ จากบาปกรรม ๑๔ ประการ คือ กรรมกเิ ลส ๔ เหตุ ๔
ประการที่ให้ท�ำบาปกรรม และอบายมุข ๖ ประการ ชื่อว่า เป็นผู้ปิดป้องทิศ ๖ ปฏิบัติ
เพอ่ื ครองโลกทัง้ สอง ท�ำให้เกดิ ความยนิ ดีท้ังในโลกน้ีและโลกหนา้ หลังจากตายแลว้ ย่อมไปเกดิ
ในสุคติโลกสวรรค์
เล่มที่ ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๑ 121
ภาคนทิ เทส
ทรงอธบิ ายขยายความในภาคอทุ เทสขา้ งตน้ ดังน้ี
๑. กรรมกิเลส ๔ ประการ ได้แก่ ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร และ
มุสาวาท
๒. เหตุ ๔ ประการ ไดแ้ ก่ อคติ ๔ คอื ฉนั ทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติ
๓. อบายมุข ๖ ประการ ได้แก่
๓.๑ การหมกมุ่นในการเสพของมึนเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความ
ประมาท
๓.๒ การหมกมนุ่ ในการเท่ยี วไปตามตรอกซอกซอยในเวลากลางคนื
๓.๓ การเทย่ี วดมู หรสพ
๓.๔ การหมกม่นุ ในการเลน่ การพนนั
๓.๕ การคบคนชั่วเปน็ มิตร
๓.๖ การเกยี จครา้ น
จากนั้น ทรงอธิบายอบายมุข ๖ ประการน้ีโดยละเอียด แล้วทรงอธิบายเร่ือง
มิตร ๒ ประเภท คอื มิตรเทียม และมิตรแทห้ รือมติ รมีใจดี ประเภทละ ๔ พวก แล้วทรงขยาย
ความของมิตรแต่ละพวกทั้งฝ่ายมิตรเทียมและมิตรแท้พวกละ ๔ ๆ อีก รวมเร่ืองมิตรทั้งหมด
มี ๓๒ ประการ
จากน้นั ทรงอธบิ ายเรอื่ งการปดิ ปอ้ งทศิ ๖ โดยทรงแบง่ บคุ คล ๖ ประเภท ตามจ�ำนวน
ทิศทั้ง ๖ ทิศ คือ บิดา-มารดาเป็นทิศเบ้ืองหน้า อาจารย์เป็นทิศเบ้ืองขวา บุตรและภรรยา
เปน็ ทศิ เบือ้ งซ้าย ทาสและกรรมกรเป็นทิศเบอ้ื งลา่ ง และสมณพราหมณเ์ ป็นทศิ เบ้อื งบน และ
ทรงแนะน�ำให้ปฏิบัติต่อกันตามหน้าท่ีฝ่ายละ ๕ ประการ (ยกเว้นหน้าท่ีของสมณพราหมณ์
ซ่ึงมี ๖ ประการ) เมื่อปฏิบัติได้ครบถ้วนตามหน้าท่ีของทิศน้ัน ๆ แล้ว ก็ช่ือว่าเป็นผู้ไหว้ทิศ
ตามแบบอริยวินัย หรอื แบบพทุ ธครบบริบรู ณ์ ผู้ไหว้ทศิ แบบนีจ้ ะปิดป้องทศิ ไดส้ �ำเร็จ
จบธรรมบรรยาย สิงคาลกมาณพมีความเลื่อมใสได้แสดงตนเป็นอุบาสกนับถือ
พระรัตนตรัยตลอดชีวติ
๘.๕ ข้อสังเกต
ในพระสูตรน้ี มีข้อท่นี ่าสังเกตอย่างนอ้ ย ๒ ประการ คือ
๑. ท�ำไมบดิ าของสิงคาลกมาณพจึงส่งั ก�ำชับก่อนตายใหล้ กู ไหวท้ ิศ
๒. ท�ำไมพระผูม้ พี ระภาคจึงทรงแสดงเรือ่ งน้ี
122 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
ขอ้ สงั เกตทง้ั ๒ ประการนี้ อรรถกถาบนั ทกึ ไวแ้ ลว้ ขอจบั ใจความมาเสนอ เพอื่ ประกอบ
การพจิ ารณาประดับสติปัญญา ดังนี้
๑. สิงคาลกมาณพเป็นบุตรของคหบดีมหาศาลคนหน่ึงของกรุงราชคฤห์ เป็นผู้นับถือ
พระพุทธศาสนา ท้ังคหบดีและภรรยาเป็นพระโสดาบัน แต่บุตรไม่มีศรัทธาในพระศาสนา
เม่ือบิดามารดาแนะน�ำให้ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคและพระมหาเถระมีท่านพระสารีบุตร
ทา่ นพระมหาโมคคัลลานะ ท่านพระมหากสั สปะ เป็นตน้ ผูเ้ ป็นบุตรมกั ตอบว่า เขาไมม่ กี จิ จะ
ต้องไปหาสมณะเหล่าน้ัน การเข้าไปหาสมณะจะต้องไหว้ การน้อมตัวลงไหว้ท�ำให้เจ็บหลัง
การนั่งคุกเข่าท�ำให้เจ็บเข่า การน่ังบนพ้ืนท�ำให้เสื้อผ้าแปดเปื้อน เศร้าหมอง เก่าเร็ว การ
เขา้ ไปน่ังใกลท้ �ำให้ต้องสนทนา พดู จากัน ซึ่งจะน�ำไปสู่ความสนทิ สนม และจะต้องนมิ นต์ใหร้ บั
จวี ร บิณฑบาต เปน็ ตน้ ซ่งึ ท�ำให้สิ้นเปลืองทรัพย์เปลา่ ๆ ดว้ ยเหตนุ ้ี บดิ า-มารดาจงึ เลกิ แนะน�ำ
ต่อมา เมื่อบิดาป่วยหนัก นอนซมอยู่บนเตียง ได้ส่ังสิงคาลกมาณพก่อนตายให้หมั่นไหว้ทิศ
ทั้งนี้โดยหวังว่า สิงคาลกมาณพคงไม่เข้าใจความหมาย และต้องไหว้ทิศอย่างที่คนท่ัวไปไหว้
ซ่ึงจะเป็นเหตุให้พระผู้มีพระภาคหรือพระอริยสาวกเห็นเข้า แล้วจะช่วยแนะน�ำให้เข้าใจ
ความหมายตามเจตนาของตนได้
๒. ตอนเช้าตรู่ของวันทีท่ รงแสดงพระสูตรนี้ พระผ้มู ีพระภาคทรงตรวจดหู ม่สู ัตว์ทีค่ วร
โปรดตามพทุ ธกจิ ประจ�ำวัน ทรงเหน็ อปุ นสิ ัยของสิงคาลกมาณพ จึงเสด็จ มาเทศนส์ อนเรื่องน้ี
ตามที่ผู้เป็นบิดาประสงค์ และทรงมุ่งหมายให้พระธรรมเทศนานี้เป็น คิหิวินัย คือ ข้อปฏิบัติ
ของคฤหัสถ์สืบไปดว้ ย
คิหิวินัย หรือ คิหิปฏิบัตินี้ จึงกลายมาเป็นธรรมะส�ำหรับสังคมท่ีชาวพุทธทั่วไปยึดถือ
ปฏบิ ัติกนั สบื มาจนบัดน้ี
๙. อาฏานาฏยิ สูตร
๙.๑ ทมี่ าของชอ่ื
อาฏานาฏิยสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยมนต์เครื่องรักษาชื่ออาฏานาฏิยะ ชือ่ นี้ต้งั
ตามเน้อื หาสาระของพระสตู ร
ค�ำว่า อาฏานาฏิยะ เป็นชื่อปริตร หรือบทสวดมนต์บทหน่ึง เหมือนรัตนปริตร
ขันธปริตร โมรปริตร ธชัคคปริตร องคุลิมาลปริตร เป็นต้น ซึ่งนิยมใช้เจริญพระพุทธมนต์
ในพิธีกรรมต่าง ๆ ชื่อมนต์อาฏานาฏิยะน้ี ตั้งตามชื่อเมืองอาฏานาฏา ในอุตตรกุรุทวีปที่
ทา้ วเวสวณั มหาราชปกครองอยู่ (ที.ปา.อ. ๒๗๖/๑๕๔)
เล่มที่ ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๑ 123
๙.๒ ที่มาของพระสตู ร
พระสูตรนี้ ท้าวเวสวัณมหาราช หรือท้าวกุเวรในนามของท้าวมหาราชท้ัง ๔ องค์
ได้สาธยายถวายพระผู้มีพระภาค ขณะประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตกรุงราชคฤห์
เพื่อขอให้พระองค์ทรงเรียนไว้และตรัสบอกแก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย
ส�ำหรับใช้ป้องกันตัว มิให้พวกอสูรผู้ไม่นับถือพระพุทธศาสนา มาท�ำอันตรายได้ พระองค์
ทรงรบั และทรงอนญุ าตให้พทุ ธบรษิ ัทใชเ้ ปน็ มนตเ์ ครื่องรักษาสืบมาจนบดั นี้
๙.๓ รูปแบบของพระสูตร
รูปแบบของอาฏานาฏิยสูตร มี ๒ แบบ คือ ตอนตน้ ของแต่ละภาณวาร เป็นค�ำบรรยาย
แบบเล่าเรื่องด้วยค�ำร้อยแก้ว ตอนท่ี ๒ ตัวมนต์อาฏานาฏิยปริตรเป็น ค�ำร้อยกรองผสมกับ
ค�ำรอ้ ยแกว้
๙.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
ภาณวารที่ ๑
คนื วนั หนง่ึ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ องค์ พรอ้ มดว้ ยกองทพั ยกั ษ์ กองทพั คนธรรพ์ กองทัพ
กุมภัณฑ์ และกองทัพนาค เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ท้าวเวสวัณมหาราชได้
กราบทูลในนามของท้าวมหาราชทั้ง ๔ องค์ ว่า ยักษ์ชั้นสูงท่ีไม่เล่ือมใสในพระผู้มีพระภาค
ก็มี ที่เลื่อมใสก็มี ยักษ์ช้ันกลางที่ไม่เลื่อมใสใน พระผู้มีพระภาคก็มี ที่เล่ือมใสก็มี และยักษ์
ช้นั ตำ่� ทไี่ มเ่ ลอื่ มใสในพระผมู้ ีพระภาคก็มี ทีเ่ ล่ือมใสก็มี
กราบทูลต่อไปว่า ยักษ์ท่ีไม่เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาค เพราะทรงสอนให้งดเว้นจาก
การฆ่าสัตว์ จากการลักทรัพย์ จากการประพฤติผิดในกาม จากการพูดเท็จ และจากการ
ดื่มน้�ำเมา คือสุราและเมรัย ซึ่งพวกน้ันงดเว้นไม่ได้ จึงไม่พอใจ ไม่ชอบใจ พวกนั้นอาจจะ
เบยี ดเบยี นพระสาวกทั้งหลายทอี่ าศัยอย่ใู นเสนาสนะปา่ ได้
ท่านจึงทูลขอให้พระผู้มีพระภาคทรงเรียนมนต์เครื่องรักษาช่ืออาฏานาฏิยะ เพ่ือให้
ยักษ์เหล่านั้นเล่ือมใส ช่วยคุ้มครอง รักษา มิให้พุทธบริษัทถูกเบียดเบียนและเพื่อให้อยู่
สุขส�ำราญ
เมื่อทรงเห็นว่า พระผู้มีพระภาคทรงรับโดยพระอาการดุษณี จึงทรงสาธยายมนต์
เครอื่ งรักษาชื่ออาฏานาฏิยะจนจบ
ตัวมนต์น้นั เปน็ คาถาประพนั ธ์ มใี จความส�ำคญั ดังนี้
124 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
ตอนที่ ๑ เป็นค�ำนมัสการและสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ คือ
(๑) พระวปิ ัสสีพุทธเจ้า (๒) พระสิขพี ุทธเจ้า (๓) พระเวสสภพู ทุ ธเจ้า (๔) พระกกุสันธพุทธเจา้
(๕) พระโกนาคมนพุทธเจ้า (๖) พระกัสสปพุทธเจา้ (๗) พระศากยโคดมพุทธเจา้
ตอนท่ี ๒ เป็นค�ำพรรณนาสรรเสริญท้าวมหาราชในทิศทั้ง ๔ คือ (๑) ท้าวธตรฐ
ผู้รักษาการณ์ทางทิศตะวันออก มีพวกคนธรรพ์เป็นบริวาร (๒) ท้าววิรุฬหก ผู้รักษาการณ์
ทางทิศใต้ มีพวกกุมภัณฑ์เป็นบริวาร (๓) ท้าววิรูปักษ์ ผู้รักษาการณ์ทางทิศตะวันตก
มีพวกนาคเปน็ บริวาร (๔) ท้าวเวสวัณ หรอื ทา้ วกเุ วร ผรู้ ักษาการณ์ ทางทศิ เหนือมีพวกยกั ษ์
เป็นบรวิ าร ท้าวมหาราชเหล่าน้มี ีความเลือ่ มใสในพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์
ตอนท่ี ๓ พรรณนาอตุ ตรกรุ ทุ วีปซง่ึ อยใู่ นอารกั ขาของท้าวเวสวัณมหาราช โดยพสิ ดาร
กวา่ ทศิ อนื่ ๆ
ตอนท่ี ๔ เป็นค�ำนมัสการพระผมู้ พี ระภาค
จากนนั้ ทา้ วเวสวณั มหาราชทรงพรรณนาสรรพคณุ ของมนตเ์ ครอ่ื งรกั ษาชอื่ อาฏานาฏยิ ะนี้
เป็นค�ำร้อยแก้วหรือเวยยากรณ์ และมีค�ำร้อยกรองหรือคาถาผสมด้วย ทรงพรรณนาจบ
ทา้ วมหาราชท้ัง ๔ องค์ และบริวารกท็ ูลลากลบั
ภาณวารที่ ๒
ครั้นรุ่งเช้า พระผู้มีพระภาครับส่ังเรียกภิกษุทั้งหลายมาประชุมแล้วตรัสเล่าเรื่อง
ที่ท้าวมหาราชทั้ง ๔ องค์มาเฝ้า และทรงสาธยายมนต์น้ันให้ฟังโดยละเอียดตามท่ี
ท้าวเวสวณั มหาราชกราบทลู แลว้ รับสง่ั ใหภ้ กิ ษุเหล่านนั้ เลา่ เรยี นมนตน์ ี้ไว้ใช้ประโยชนต์ ่อไป
๙.๕ ขอ้ สงั เกต
ขอใหส้ งั เกตวา่ พระสูตรนีม้ คี วามเกี่ยวขอ้ งกบั เทพนยิ าย แต่เป็นเทพนิยาย แบบพุทธ
เหมือนมหาสมยสูตรและพระสูตรอ่ืน ๆ อีกหลายสูตรในทีฆนิกาย มหาวรรค (พระไตรปิฏก
เล่มท่ี ๑๐) เพราะพระสูตรนี้แสดงให้เห็นภาระหน้าที่ของท้าวมหาราชท้ัง ๔ องค์ ที่มีต่อ
พระพุทธศาสนาอย่างชัดเจน นั่นคือ การอารักขาพระผู้มีพระภาคและพุทธบริษัท ท�ำให้ท่าน
ที่ปฏบิ ัติธรรมอยู่ในเสนาสนะป่าเกิดความรสู้ ึกปลอดภัย มกี �ำลงั ใจตง้ั หน้าปฏบิ ตั ิธรรม จนไดร้ ับ
ผลส�ำเรจ็
อาฏานาฏิยสูตรน้ี ชาวไทยนิยมสวดในพิธีมงคลต่าง ๆ เรียกว่า สวดภาณยักษ์บ้าง
สวดอาฏานาบ้าง โดยเฉพาะในพิธีตรุษของหลวงสมัยก่อน มีการยิงปืนขณะสวดอาฏานาด้วย
เรยี กวา่ ยงิ ปนื อาฏานา
เล่มท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๑ 125
๑๐. สงั คตี สิ ูตร
๑๐.๑ ทีม่ าของชือ่
สงั คตี สิ ตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยการสงั คายนา ชอื่ นต้ี งั้ ตามเนอ้ื หาสาระของพระสตู ร
๑๐.๒ ทม่ี าของพระสูตร
พระสูตรนี้ ทา่ นพระสารบี ุตรแสดงแก่ภิกษจุ �ำนวน ๕๐๐ รูป ณ ท้องพระโรงหลงั ใหม่
ชอื่ อพุ ภตกะของพวกเจา้ มลั ละ เขตกรงุ ปาวา แควน้ มลั ละโดยมพี ระผมู้ พี ระภาคประทบั อยดู่ ว้ ย
สาเหตทุ ที่ า่ นพระสารบี ตุ รแสดงพระสตู รนมี้ วี า่ กอ่ นหนา้ นน้ั เลก็ นอ้ ย นคิ รนถ์ นาฏบตุ ร
หรือศาสดามหาวีระของศาสนาเชนได้ดับขันธ์ ณ กรุงปาวานี้ หลังจากศาสดาดับขันธ์ สาวก
ของท่านก็แตกสามัคคีกันเป็น ๒ ฝ่าย ท่านพระสารีบุตรจึงยกเหตุการณ์นี้ขึ้นปรารภว่า
เปน็ เพราะศาสดาสอนไว้ไมด่ ี จงึ ท�ำใหส้ าวกตีความค�ำสอนแตกต่างกัน ส่วนพระธรรมวินัยของ
พระศาสนานี้ พระผู้มพี ระภาคตรัสสอนไว้ดีแลว้ และเสนอให้เพ่ือนพรหมจารขี องทา่ นรว่ มกัน
สงั คายนาพระธรรมวนิ ยั นี้ เพอ่ื ใหด้ �ำรงอยไู่ ดน้ าน ไมค่ วรทะเลาะววิ าทกนั ในเรอ่ื งพระธรรมวนิ ยั
๑๐.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รปู แบบของสงั คตี สิ ตู รเปน็ การประมวลหมวดธรรม มกี ารบรรยายแบบถามเอง-ตอบเอง
ประกอบ
๑๐.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
ในช่วงที่พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นมัลละ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ประมาณ
๕๐๐ รูป และทรงแวะพัก ณ สวนมะม่วงของนายจุนทกัมมารบุตร ทรงได้รับนิมนต์จาก
พวกเจ้ามัลละแห่งกรุงปาวาให้เสด็จไปประทับ เพ่ือเป็นสิริมงคล ณ ท้องพระโรงอุพภตกะ
ซึ่งเพิง่ สร้างเสรจ็ ใหม่ ๆ ยังมไิ ดใ้ ชส้ อย ณ ที่นั้น พระองคท์ รงแสดงธรรมแกผ่ ้มู าเฝา้ จนค่อนคืน
ครั้นทรงแสดงธรรมจบลง และทรงอนุญาต ให้พวกเจ้ามัลละและชาวกรุงปาวากลับบ้านได้
จากนั้น ทรงมอบหมายใหท้ า่ นพระสารบี ุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายแทนพระองค์ แลว้ ทรง
ส�ำเร็จสีหไสยา ณ ที่ประทบั นนั่ เอง
ท่านพระสารีบุตรกล่าวปรารภการแตกสามัคคีของพวกนิครนถ์ หลังจากนิครนถ์
นาฏบุตร ผู้เป็นศาสดาดับขนั ธไ์ มน่ าน ณ กรงุ ปาวานน่ั เอง ว่าเป็นเพราะศาสดานน้ั สอนธรรมไว้
ไม่ดี ส่วนพระธรรมวินัยน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ดี จึงเป็นหน้าที่ของภิกษุทั้งหลาย
126 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
จะพร้อมกันท�ำสังคายนาพระธรรมวินัย เพื่อให้ด�ำรงม่ันคงยืนนาน เพ่ือประโยชน์สุขของ
คนทง้ั หลายสบื ไป
จากนั้น ท่านได้เสนอวิธีการสังคายนาโดยประมวลหลักธรรมท้ังหลายท่ีมีจ�ำนวน
หัวข้อเทา่ กันรวมไว้เป็นหมวดเดยี วกนั คล้ายวิธีการของอังคตุ ตรนิกาย เช่น ประมวลหลักธรรม
จ�ำนวน ๑ ประการ เขา้ เปน็ หมวดหนึ่ง เรียกว่า ธรรมหมวดละ ๑ ประการ ประมวลหลักธรรม
จ�ำนวน ๒ ประการ เข้าเป็นหมวดหนึ่ง เรียกว่า ธรรมหมวดละ ๒ ประการ โดยท�ำนองนี้
จนถงึ ธรรมหมวดละ ๑๐ ประการ
ตัวอยา่ ง
ธรรมหมวดละ ๑ ประการ
- สตั วท์ งั้ หลายด�ำรงอย่ไู ด้ด้วยอาหาร
- สตั วท์ ั้งหลายด�ำรงอยู่ได้ดว้ ยสังขาร
ธรรมหมวดละ ๒ ประการ คือ
๑. นาม ๒. รูป
๑. อวิชชา ๒. ภวตณั หา
๑. ภวทิฏฐ ิ ๒. วิภวทิฏฐิ
๑. อหิรกิ ะ ๒. อโนตัปปะ
ฯลฯ
ธรรมหมวดละ ๓ ประการ คอื
อกศุ ลมูล ๓
๑. อกศุ ลมูลคอื โลภะ ๒. อกศุ ลมลู คือโทสะ
๓. อกุศลมูลคือโมหะ
กุศลมูล ๓
๑. กุศลมูลคืออโลภะ ๒. กุศลมูลคอื อโทสะ
๓. กศุ ลมูลคอื อโมหะ
ฯลฯ
๑๐.๕ ข้อสงั เกต
ในพระสตู รนมี้ ีข้อท่นี า่ สงั เกต ดังน้ี
๑. พระสูตรน้ี ถือเป็นผลงานท่ีส�ำคัญมากช้ินหนึ่งของท่านพระสารีบุตร อัครสาวก
ฝ่ายขวา ผู้เลิศทางปัญญา และได้รับยกย่องว่า เป็นพระธรรมเสนาบดี ของพระผู้มีพระภาค
ผูเ้ ป็นพระธรรมราชา ผลงานทส่ี �ำคัญมากนอกจากพระสูตรนท้ี ่ีควรกล่าวถึง ไดแ้ ก่
เลม่ ที่ ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๑ 127
๑. มหานิทเทส (พระไตรปฎิ กเลม่ ที่ ๒๙)
๒. จูฬนิทเทส (พระไตรปฎิ กเลม่ ท่ี ๓๐)
๓. ปฏิสมั ภทิ ามรรค (พระไตรปิฎกเลม่ ท่ี ๓๑)
๔. สมั มาทิฏฐสิ ูตร ในมชั ฌิมนกิ าย มูลปัณณาสก์ (พระไตรปฎิ กเล่มที่ ๑๒)
๕. ทสตุ ตรสตู ร (คอื พระสูตรท่ี ๑๑ ในเล่มน)้ี
๒. เหตุเกิดหรือความเป็นมาของพระสูตรน้ี อรรถกถาอธิบายไว้ว่า เป็นไปตาม
พระประสงค์ของพระผูม้ ีพระภาค คอื ทรงตรวจดูหมสู่ ัตว์ท่คี วรโปรดตามพุทธกจิ ประจ�ำวนั น้ัน
แลว้ ทรงเหน็ วา่ วนั นน้ั เมอ่ื พระองคท์ รงมอบหมายใหท้ า่ นพระสารบี ตุ ร แสดงธรรมแทนพระองค์
พระเถระจะแสดงพระสูตรนี้และภกิ ษจุ �ำนวน ๕๐๐ รปู จะบรรลุอรหตั ตผล พระองค์จึงเสด็จ
น�ำภิกษสุ งฆไ์ ปประทบั ท่ีทอ้ งพระโรงนั้น (ที.ปา.อ. ๒๙๖/๑๖๓)
๓. พระสูตรนี้กับปาสาทิกสูตร (พระสูตรท่ี ๖ ในเล่มนี้) ปรารภเหตุการณ์เดียวกัน
คือ การแตกสามัคคีของพวกนิครนถ์ หลังจากนิครนถ์ นาฏบุตร ผู้เป็นศาสดาดับขันธ์ไป
ไม่นาน เหตุการณ์ในปาสาทิกสูตรน่าจะเกิดก่อน เพราะสังเกตจากพฤติกรรมและค�ำบอกเล่า
ของท่านพระจุนทะ สมณุทเทส เร่ืองนิครนถ์ นาฏบุตร ดับขันธ์ ท�ำให้ท่านพระอานนท์เห็น
เป็นข่าวใหญ่ สมควรน�ำข้ึนกราบทูลพระผู้มีพระภาคได้ และในพระสูตรน้ัน พระผู้มีพระภาค
ทรงแนะน�ำให้ภิกษุท้ังหลายท�ำสังคายนาพระธรรมวินัย เพ่ือให้ด�ำรงอยู่ได้นาน (ดูค�ำแนะน�ำ
ปาสาทกิ สูตรประกอบ)
เหตุการณ์ในพระสูตรนี้ แม้จะเกิดทีหลัง แต่เน่ืองจากห่างกันไม่นาน และสถานท่ี
แสดงพระสูตรกับสถานที่ดับขันธ์ของนิครนถ์ นาฏบุตรเป็นท่ีเดียวกัน จึงอ้างซ้�ำได้อีก และ
ที่ส�ำคัญ ท่านได้สนองพระด�ำริของพระผู้มีพระภาคท่ีทรงแนะน�ำไว้ในปาสาทิกสูตร โดยเสนอ
วิธีการท�ำสังคายนาพระธรรมวินัยให้เห็นเป็นรูปธรรม ซึ่งพระผู้มีพระภาคก็ทรงรับรองว่า
ถูกตอ้ ง เปน็ ผลงานที่ดี
จุดเด่นและส�ำคัญของพระสูตรน้ี คือ เป็นต้นแบบของการท�ำสังคายนาพระธรรมวินัย
ในสมยั ต่อมา หลังจากทา่ นและพระผู้มีพระภาคปรินพิ พานแล้ว
๔. การรวบรวมพระธรรมวินัยไว้เป็นหมวดหมู่ตามล�ำดับจ�ำนวนแบบสังคีติสูตรน้ี
พระธรรมสังคาหกาจารย์ผู้ท�ำสังคายนาหลังพุทธปรินิพพาน ก็ได้น�ำไปใช้อย่างเห็นได้ชัด คือ
การจัดหมวดหมู่พระสตู รในอังคุตตรนิกาย ซึง่ เป็นประโยชนแ์ กก่ ารศกึ ษาค้นคว้าเปน็ อย่างย่ิง
128 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
๑๑. ทสตุ ตรสูตร
๑๑.๑ ทมี่ าของชอ่ื
ทสตุ ตรสตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ด้วยธรรม ๑ ถงึ ๑๐ ประการ ช่อื นต้ี ั้งตามเนื้อหา
สาระของพระสตู ร
ค�ำวา่ ทสตุ ตระ มาจากค�ำ ๒ ค�ำ คือ ทส แปลว่า ๑๐ + อุตตฺ ร แปลวา่ ยิง่ , เหนือ,
เบอื้ งบน เปน็ ตน้ รวมกัน อาจแปลวา่ ยิง่ กว่า ๑๐ เกนิ ๑๐ หรือ สงู สดุ แค่ ๑๐ ก็ได้ แต่คง
ไม่ตรงกบั ความหมายทีท่ ่านใช้ในพระสูตรน้ี ค�ำน้ีอรรถกถา อธบิ ายไว้ ๓ นัย ความหมายของ
พระสตู รทแ่ี ปลไวข้ า้ งต้นเปน็ เพียงความหมาย นยั ที่ ๒ เท่าน้ัน ความหมายทง้ั ๓ นัยมดี ังนี้
๑. ที่ชื่อว่า ทสุตตระ เพราะในพระสูตรนี้ ท่านต้ังมาติกาไว้ ๑๐ บท แล้วจ�ำแนก
หมวดธรรมตามมาติกาทง้ั ๑๐ บทน้นั
๒. ทช่ี อ่ื วา่ ทสตุ ตระ เพราะมหี มวดธรรมทม่ี อี งคธ์ รรมจ�ำนวนตง้ั แต่ ๑ ถงึ ๑๐ ประการ
(สูงสุดแค่ ๑๐)
๓. ที่ช่ือว่า ทสุตตระ เพราะในแต่ละหมวดธรรม ท่านต้ังปัญหาไว้ต่าง ๆ กัน ถึง
๑๐ ปญั หา
(ท.ี ปา.อ. ๓๕๐/๒๕๕)
๑๑.๒ ที่มาของพระสูตร
พระสตู รนี้ทา่ นพระสารบี ตุ รแสดงแกภ่ กิ ษจุ �ำนวน๕๐๐รปู ขณะตามเสดจ็ พระผมู้ พี ระภาค
ไปพกั ณ ฝ่ังสระโบกขรณชี ่อื คคั ครา ใกลก้ รงุ จมั ปา (นครหลวงของแคว้นองั คะซง่ึ ขณะน้ันขึ้น
กับแคว้นมคธ) เพื่อให้ภิกษุเหล่าน้ันบรรลุพระนิพพาน เพ่ือท�ำท่ีสุดทุกข์ ดังที่ท่านยกข้ึนเป็น
นิกเขปบทว่า
“เราจักกลา่ วทสุตตรสูตร
อันเป็นธรรมเครื่องปลดเปลอื้ งกเิ ลสเครอ่ื งรอ้ ยรดั
เพื่อบรรลุพระนิพพาน เพ่ือท�ำที่สดุ ทกุ ข”์
๑๑.๓ รปู แบบของพระสูตร
รปู แบบของทสตุ ตรสตู ร เปน็ การประมวลหมวดธรรมแบบเดยี วกบั สงั คตี สิ ตู ร แตว่ ธิ กี าร
จ�ำแนกหมวดธรรมต่างกัน และนบั เปน็ วธิ ีการที่แปลกและใหม่ ไมม่ ใี นพระสตู รอน่ื ๆ
เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๑ 129
๑๑.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
๑. โครงสร้าง
โครงสรา้ งของพระสูตรนีป้ ระกอบดว้ ยสว่ น ๒ ส่วน คอื (๑) มาตกิ า (๒) หมวดธรรม
มาติกามี ๑๐ บท และหมวดธรรมกม็ ี ๑๐ หมวด
มาติกา ๑๐ บท มเี คา้ โครง ดังนี้
๑. ธรรมท่มี ีอปุ การะมาก ๒. ธรรมทค่ี วรเจรญิ
๓. ธรรมที่ควรก�ำหนดรู ้ ๔. ธรรมทีค่ วรละ
๕. ธรรมที่เปน็ ไปในฝา่ ยเสอ่ื ม ๖. ธรรมท่เี ปน็ ไปในฝ่ายคุณวเิ ศษ
๗. ธรรมท่แี ทงตลอดไดย้ าก ๘. ธรรมที่ควรใหเ้ กดิ ขนึ้
๙. ธรรมทคี่ วรรยู้ งิ่ ๑๐. ธรรมท่ีควรท�ำให้แจง้
หมวดธรรม ๑๐ หมวด ได้แก่ หมวดธรรมท่ีมีองค์ธรรม ๑ ประการ จนถึง หมวดธรรม
ที่มีองค์ธรรม ๑๐ ประการ แต่ท่านใช้สนั้ ๆ ว่า ธรรม ๑ ประการ ธรรม ๒ ประการ เป็นตน้
แต่ละหมวดธรรม เช่น ธรรม ๑ ประการ ประกอบด้วยธรรมมีอุปการะมาก ธรรมควรเจริญ
ธรรมควรก�ำหนดรู้ จนถงึ ธรรมท่ีควรท�ำใหแ้ จง้ ตามเค้าโครงของมาติกา
เพราะฉะนัน้ แตล่ ะหมวดธรรม ท่านจงึ วางโครงสร้างไว้ ดงั นี้
หมวดธรรม
มาติกา
ปจุ ฉา วิสชั ชนา สรปุ
๒. วธิ กี ารจ�ำแนกหมวดธรรม
ตวั อย่างการจ�ำแนกหมวดธรรม ๑ ประการ
ธรรม ๑ ประการ
มาตกิ า
๑. ธรรม ๑ ประการทม่ี อี ุปการะมาก
๒. ธรรม ๑ ประการท่ีควรเจรญิ
๓. ธรรม ๑ ประการทีค่ วรก�ำหนดรู้
๔. ธรรม ๑ ประการท่ีควรละ
130 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก
๕. ธรรม ๑ ประการทเี่ ปน็ ไปในฝ่ายเส่ือม
๖. ธรรม ๑ ประการที่เป็นไปในฝา่ ยคุณวิเศษ
๗. ธรรม ๑ ประการทแี่ ทงตลอดไดย้ าก
๘. ธรรม ๑ ประการทค่ี วรให้เกดิ ขึ้น
๙. ธรรม ๑ ประการท่ีควรรยู้ ่งิ
๑๐. ธรรม ๑ ประการทค่ี วรท�ำให้แจ้ง
ปจุ ฉา - วิสัชชนา - สรปุ
๑. ธรรม ๑ ประการทีม่ อี ปุ การะมาก คืออะไร
คอื ความไมป่ ระมาทในกศุ ลธรรมทง้ั หลาย
น้ี คอื ธรรม ๑ ประการทมี่ อี ปุ การะมาก
๒. ธรรม ๑ ประการที่ควรเจรญิ คอื อะไร
คือ กายคตาสติ สหรคตดว้ ยความส�ำราญ
นี้ คอื ธรรม ๑ ประการท่ีควรเจรญิ
๓. ธรรม ๑ ประการทค่ี วรก�ำหนดรู้ คืออะไร
คือ ผัสสะท่ยี งั มอี าสวะ มีอปุ าทาน
นี้ คอื ธรรม ๑ ประการทคี่ วรก�ำหนดรู้
ฯลฯ
๑๑.๕ ขอ้ สังเกต
ในพระสตู รนมี้ ขี อ้ ทนี่ า่ สงั เกต นา่ ศกึ ษาหลายประการ ขอเสนอเพอื่ ประกอบการพจิ ารณา
ประดับสตปิ ญั ญา ดังนี้
๑. ในเรอื่ งความเปน็ มาของพระสูตรน้ี
๑.๑ เรอ่ื งภกิ ษจุ �ำนวน ๕๐๐ รปู โดยประมาณ อรรถกถาบนั ทกึ ไวว้ า่ โดยปกตพิ วก
ภกิ ษไุ ปเฝา้ พระผมู้ พี ระภาคครัง้ ใหญ่ ๆ ปลี ะ ๒ คร้ัง คอื กอ่ นเขา้ พรรษาและออกพรรษาแล้ว
ก่อนเข้าพรรษาไปกราบทูลขอเรียนกัมมัฏฐาน เพื่อน�ำไปเจริญระหว่างจ�ำพรรษา ณ ท่ีต่าง ๆ
ครั้นออกพรรษาแล้ว ไปกราบทูลรายงานผลการปฏบิ ัตกิ ัมมฏั ฐาน ในโอกาสท่ีภกิ ษุทง้ั หลายมา
เฝ้านั้น มักรับส่ังให้ไปหาท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโมคคัลลานะ เพ่ือให้ช่วยแนะน�ำ
ดว้ ยในกรณที ผ่ี นู้ นั้ เปน็ สาวกเวเนยยะ คอื ผสู้ ามารถบรรลธุ รรมไดด้ ว้ ยการฟงั พระธรรมเทศนา
เลม่ ที่ ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๑ 131
จากพระองค์ หรือจากพระสาวกของพระองค์ ในครง้ั นก้ี เ็ หมือนกนั ทรงเห็นว่า ภกิ ษพุ วกน้ีเปน็
สาวกเวเนยยะจงึ ทรงแนะน�ำใหไ้ ปหาทา่ นพระสารบี ตุ ร และเมอ่ื ภกิ ษเุ หลา่ นน้ั ได้ฟังทสตุ ตรสตู ร
จบลง ทง้ั หมดไดบ้ รรลอุ รหตั ตผล พรอ้ มดว้ ยปฏสิ มั ภทิ า ๔ ประการ (ท.ี ปา.อ. ๓๕๐/๒๕๓-๒๕๕,
๓๖๐/๒๖๗)
๑.๒ ค�ำที่ท่านพระสารีบุตรใช้ทักทายภิกษุเหล่าน้ัน ในตอนเริ่มต้น พระสูตรว่า
“ทา่ นภิกษุทัง้ หลาย” แปลจากค�ำวา่ “อาวุโส ภกิ ขฺ เว” อรรถกถาอธบิ าย วา่ เป็นค�ำทพี่ ระสาวก
ใชท้ กั ทายกนั ถา้ เปน็ ค�ำทกั ทายทพ่ี ระผมู้ พี ระภาคทรงใช้ กบั ภกิ ษทุ งั้ หลาย มแี ตค่ �ำวา่ “ภกิ ขฺ เว”
เท่านน้ั แต่โดยทัว่ ไป พระสาวกจะทกั ทายกนั เพยี งสนั้ ๆ ว่า “อาวุโส” (ทา่ นผูม้ อี ายทุ ัง้ หลาย)
เท่าน้ัน (ท.ี ปา.อ. ๓๕๐/๒๕๓)
๒. ในเรื่องรูปแบบ ท่ีกล่าวไว้ข้างต้นว่า รูปแบบของทสุตตรสูตรเป็นการประมวล
หมวดธรรมแบบเดียวกับสังคีติสูตร แต่วิธีการจ�ำแนกหมวดธรรมต่างกัน และนับเป็นวิธีการ
ท่แี ปลกและใหม่ ไม่มีในพระสตู รอน่ื ๆ นน้ั ขอขยายความให้ชดั เจนยิ่งขึ้นดงั น้ี
รปู แบบการจดั หมวดหมู่พระสูตร โดยถือจ�ำนวนหัวขอ้ ธรรมเป็นเกณฑ์ เป็นวธิ ีการของ
องั คตุ ตรนิกาย คือ จดั รวมพระสูตรท่มี ีองคธ์ รรม หรอื หลักธรรม ๑ ประการ เข้าเปน็ หมวดหน่ึง
เรยี กวา่ เอกกนบิ าต จดั รวมพระสตู รทม่ี หี ลกั ธรรม ๒ ประการ เขา้ เปน็ หมวดหนง่ึ เรยี กวา่ ทกุ นบิ าต
เปน็ ต้นไป จนถึงพระสตู รทมี่ หี ลกั ธรรม ๑๑ ประการหรือเกนิ กวา่ น้นั เรียกวา่ เอกาทสกนบิ าต
ในสังคีติสูตร ท่านพระสารีบุตรใช้วิธีจัดหมวดหลักธรรมตามจ�ำนวนหัวข้อ เช่นเดียว
กับอังคุตตรนิกาย แต่ท่านใช้ประมวลหลักธรรมทั้งหมด เข้าเป็น ๑๐ หมวด ต้ังแต่หมวดละ
๑ ประการ จนถึงหมวดละ ๑๐ ประการบรรจุไว้ในพระสูตรเดียว พระสูตรน้ันจึงมีความยาว
เข้าเกณฑ์ของทีฆนิกาย
ในพระสูตรนี้ ท่านใช้วิธีการใหม่ คือ จัดรวมหลักธรรมเข้าเป็นหมวดตั้งแต่ หมวดละ
๑ ประการ จนถึง ๑๐ ประการ และท่านก�ำหนดบทมาติกาขึ้น ๑๐ บท ส�ำหรับจ�ำแนก
หลักธรรมของแตล่ ะหมวด ดงั แสดงไว้ข้างต้นแลว้
๓. มองโดยรวม อาจเห็นว่า ทา่ นพระสารีบตุ รประสงคจ์ ะเสนอรูปแบบการสงั คายนา
พระธรรมวินัยอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นแนวใหม่ท่ีท่านคิดข้ึนภายหลังจากแสดงสังคีติสูตรไปแล้ว
ข้อน้แี สดงใหเ้ หน็ อจั ฉรยิ ภาพของท่านไดด้ ียง่ิ
132 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๒ 133
พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๒
พระสตุ ตันตปิฎก เลม่ ที่ ๔
(มชั ฌิมนิกาย มลู ปณั ณาสก)์
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒๔ คือ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่ ๑ ใน
จ�ำนวน ๓ คัมภีรแ์ ห่งมชั ฌิมนิกาย คอื ๑) มชั ฌิมนกิ าย มูลปณั ณาสก์ (พระไตรปิฎกเลม่ ท่ี ๑๒)
๒) มชั ฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ (พระไตรปฎิ กเลม่ ท่ี ๑๓) ๓) มัชฌิมนิกาย อุปริปณั ณาสก์
(พระไตรปฎิ กเลม่ ที่ ๑๔)
ความหมายของมชั ฌมิ นิกาย
ค�ำว่า มัชฌิมนิกาย แปลว่า หมวดหรือหมู่พระสูตรขนาดปานกลาง คือ ไม่ยาวมาก
เหมือนพระสูตรทั้งหลายในทีฆนิกาย (นิกายท่ี ๑) และไม่ส้ันมากเหมือนพระสูตรทั้งหลาย
ในสังยุตตนิกาย (นิกายท่ี ๓) อังคุตตรนกิ าย (นกิ ายที่ ๔) และขทุ ทกนกิ าย (นิกายที่ ๕) แหง่
พระสุตตันตปฎิ ก
การจัดแบ่งหมวดหมู่พระสูตรในมัชฌิมนกิ าย
มชั ฌิมนิกายมพี ระสตู รทั้งหมด ๑๕๒ สตู ร แบ่งเป็น ๓ หมวด หมวดละ ๕๐ ท่เี รยี กว่า
ปัณณาสก์ รวมเป็น ๑๕๐ สูตร อีก ๒ สูตรท่านจัดไว้ในปัณณาสก์สุดท้าย ปัณณาสก์ท้ังสาม
ไดแ้ ก่
๑. มลู ปัณณาสก์ แปลว่า ปัณณาสกต์ น้
๒. มัชฌมิ ปณั ณาสก์ แปลว่า ปัณณาสกก์ ลาง
๓. อปุ รปิ ณั ณาสก์ แปลวา่ ปัณณาสกป์ ลาย
แตล่ ะปณั ณาสกแ์ บง่ ยอ่ ยเปน็ วรรคได้ ๕ วรรค วรรคละ ๑๐ สูตร ยกเว้นวิภงั ควรรค
ในอปุ ริปณั ณาสกซ์ ่ึงท่านเพมิ่ ใหเ้ ปน็ ๑๒ สูตร ดงั นี้
๔ บทนำ� เลม่ ๑๒ : พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบับมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, กรงุ เทพมหานคร, ๒๕๓๙.
134 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
มูลปณั ณาสก์ ๒. สหี นาทวรรค
๑. มูลปรยิ ายวรรค ๔. มหายมกวรรค
๓. โอปัมมวรรค
๕. จฬู ยมกวรรค
แนะน�ำมัชฌิมนิกาย มลู ปณั ณาสก์
ต่อไปน้ีขอแนะน�ำเฉพาะมชั ฌมิ นิกาย มูลปัณณาสก์ เพือ่ ชว่ ยใหผ้ อู้ า่ นสามารถมองเห็น
ภาพรวมของพระไตรปฎิ กเล่มนีไ้ ดด้ ีและรวดเรว็ ย่ิงขนึ้
การแบ่งหมวดหมพู่ ระสูตร
การแบ่งหมวดหม่พู ระสูตรของแต่ละวรรคในมชั ฌิมนกิ าย มูลปัณณาสก์ มดี ังน้ี
๑. มลู ปริยายวรรค มี ๑๐ สูตร คือ
๑. มลู ปริยายสูตร ๒. สพั พาสวสตู ร
๓. ธมั มทายาทสตู ร ๔. ภยเภรวสูตร
๕. อนังคณสตู ร ๖. อากังเขยยสตู ร
๗. วัตถปู มสูตร ๘. สัลเลขสูตร
๙. สัมมาทฏิ ฐิสตู ร ๑๐. มหาสตปิ ัฏฐานสูตร
๒. สีหนาทวรรค มี ๑๐ สตู ร คือ
๑. จฬู สหี นาทสตู ร ๒. มหาสหี นาทสูตร
๓. มหาทุกขักขันธสตู ร ๔. จฬู ทกุ ขกั ขนั ธสูตร
๕. อนมุ านสูตร ๖. เจโตขีลสตู ร
๗. วนปัตถสตู ร ๘. มธุปิณฑกิ สตู ร
๙. เทฺวธาวติ กั กสตู ร ๑๐. วติ กั กสัณฐานสูตร
๓. โอปัมมวรรค มี ๑๐ สตู ร คือ
๑. กกจปู มสตู ร ๒. อลคทั ทปู มสูตร
๓. วัมมกิ สูตร ๔. รถวินีตสตู ร
๕. นวิ าปสตู ร ๖. ปาสราสสิ ูตร
๗. จูฬหตั ถปิ โทปมสูตร ๘. มหาหตั ถปิ โทปมสตู ร
๙. มหาสาโรปมสตู ร ๑๐. จฬู สาโรปมสูตร
เลม่ ที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๒ 135
๔. มหายมกวรรค มี ๑๐ สตู ร คอื ๒. มหาโคสิงคสูตร
๑. จูฬโคสงิ คสตู ร ๔. จูฬโคปาลสูตร
๓. มหาโคปาลสูตร ๖. มหาสจั จกสูตร
๕. จฬู สจั จกสูตร ๘. มหาตณั หาสังขยสูตร
๗. จูฬตณั หาสงั ขยสตู ร ๑๐. จูฬอัสสปรุ สูตร
๙. มหาอัสสปุรสูตร ๒. เวรญั ชกสูตร
๔. จูฬเวทลั ลสูตร
๕. จฬู ยมกวรรค มี ๑๐ สูตร คอื ๖. มหาธัมมสมาทานสูตร
๑. สาเลยยกสูตร ๘. โกสัมพยิ สูตร
๓. มหาเวทลั ลสตู ร ๑๐. มารตัชชนยี สูตร
๕. จฬู ธมั มสมาทานสตู ร
๗. วีมงั สกสตู ร
๙. พรหมนมิ ันตนกิ สูตร
แนะน�ำพระสตู รของแต่ละวรรค
มูลปริยายวรรค
มูลปรยิ ายวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ด้วยมูลเหตแุ หง่ ธรรม ชอ่ื วรรคตง้ั ตาม ชื่อพระสูตร
ท่ี ๑ ในวรรคน้ซี ง่ึ มที ง้ั หมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมีสาระส�ำคัญ ดงั นี้
๑. มลู ปริยายสตู ร
๑.๑ ท่มี าของช่ือ
มูลปริยายสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยมูลเหตุแห่งธรรม ชื่อนี้ตั้งตามเน้ือหา
สาระของพระสตู ร
๑.๒ ที่มาของพระสูตร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป ขณะประทับอยู่ ณ สุภวัน
เขตเมืองอุกกัฏฐา เหตุที่ทรงแสดงพระสูตรนี้ คัมภีร์ปปัญจสูทนี (อรรถกถา มัชฌิมนิกาย)
136 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
อธิบายไว้ว่า ทรงปรารภความเมาในปริยัติของภิกษุเหล่าน้ัน ทรงแสดงพระสูตรน้ีเพ่ือท�ำลาย
มานะ (ความถือตัว) อนั เกิดจากความเมาในปริยตั ินั้น
ปปัญจสูทนี เล่าสาเหตุแห่งความเมาในปริยัติว่า ภิกษุ ๕๐๐ รูปน้ีเดิมเป็นพราหมณ์
เรยี นจบไตรเพท ต่อมา เลอื่ มใสในพระธรรมเทศนาของพระผูม้ ีพระภาค จึงออกบวชเป็นภกิ ษุ
ในส�ำนักของพระผู้มีพระภาค ได้เรียนพระพุทธพจน์จนจ�ำได้ท้ังหมด ในเวลาไม่นานนัก และ
มีความคิดว่า พระผู้มีพระภาคตรัสธรรมใด เราก็รู้ธรรมน้ันได้โดยฉับพลัน เพราะพระองค์
มิได้ตรัสอะไรเกินไปจากลิงค์ ๓ บท ๔ และวิภัตติ ๗ และเม่ือตรัสอย่างน้ี ค�ำท่ีคลุมเครือ
จะไม่มีแก่เรา ภิกษุเหล่านั้นคิดอย่างนี้แล้ว ก็ไม่เคารพในพระผู้มีพระภาค จึงไม่ปฏิบัติรับใช้
พระองค์ ไม่ฟังพระธรรมเทศนาอย่างที่เคยปฏิบัติมา พระผู้มีพระภาคทรงทราบความคิดของ
ภิกษเุ หลา่ น้นั จึงทรงแสดงพระสตู รน้ี เหตุเกิดของพระสตู รนี้ จัดอยู่ในประเภท อตั ถุปปัตตกิ ะ
คอื ทรงแสดงตามเหตุการณท์ ่ีเกิดขึน้ (ม.ม.ู อ. ๑/๑/๑๖-๑๘)
๑.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รูปแบบของมูลปริยายสูตรเป็นบรรยายโวหารแบบถามเอง-ตอบเองที่เรียกว่า กเถตุ
กามยตาปจุ ฉา
๑.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงมูลเหตุแห่งธรรมตามภูมิปัญญาของบุคคล ๔ ประเภท คือ
ปุถุชน เสขบุคคล อเสขบุคคล หรือพระขีณาสพ และพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยทรงจ�ำแนกเป็น ๘ นยั นัยละ ๒๔ วาระ ดังนี้
๑. ก�ำหนดภูมิตามนัยที่ ๑ ว่าด้วยปุถุชนทรงแสดงว่าภิกษุปุถุชนในโลกนี้ผู้ยังไม่ได้
สดับ ไม่ได้พบพระอริยะหรือสัตบุรุษ หมายรู้ปฐวี (ดิน) โดยความเป็นปฐวี ก�ำหนดหมาย
ซึ่งปฐวี ก�ำหนดหมายใน ปฐวี ก�ำหนดหมายนอกปฐวี ก�ำหนดหมายปฐวีว่าเป็นของเรา
เขาจึงยินดีปฐวี ข้อน้ันเพราะเหตุไร เพราะเขาไม่ได้ก�ำหนดรู้ (หมายถึงรู้ด้วยปริญญา ๓ ค�ำ
ทเ่ี น้นทกุ ค�ำมเี ชิงอรรถอธบิ ายไวแ้ ล้ว) จบปฐววี าระซงึ่ เป็นวาระที่ ๑
ต่อไปทรงแสดงอีก ๒๓ วาระว่า เขาไม่ได้ก�ำหนดรู้อาโป เตโช วาโย ภูต (อมนุษย์)
เทวดา ปชาบดี (มหาเทพ) พรหม อาภัสสรพรหม สุภกิณหพรหม เวหัปผลพรหม อภิภูสัตว์
(อสัญญีสัตว์) อากาสานัญจายตนพรหม วิญญาณัญจายตนพรหม อากิญจัญญายตนพรหม
เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม อารมณ์ที่เป็นทิฏฐะ (เห็น) สุตะ (ได้ยิน) มุตะ (ทราบทาง
จมกู ลิ้น กาย) วิญญาตะ (ร้ทู างใจ) เอกัตตะ (ความทจ่ี ิตมีสภาวะเดียว) นานตั ตะ (ความที่จติ
เลม่ ที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๒ 137
มีสภาวะตา่ ง ๆ) สักกายะทงั้ หมด (การยึดถอื ว่าขนั ธเ์ ปน็ ของตน) และนพิ พาน รวม ๒๓ วาระ
แตล่ ะวาระ ทรงแสดงอยา่ งเดยี วกับวาระที่ ๑ คือ ปฐววี าระ
๒. ก�ำหนดภมู ติ ามนยั ท่ี ๒ วา่ ด้วยเสขบุคคล
ทรงแสดงว่า เสขบุคคลผู้ยังไม่ได้บรรลุอรหัตตผล ยังปรารถนาธรรมอนั เป็นแดนเกษม
จากโยคะอันยอดเย่ียม ภิกษุน้ันรู้ย่ิงปฐวีโดยความเป็นปฐวี คร้ันรู้ย่ิงแล้ว อย่าก�ำหนดหมาย
ซ่ึงปฐวี อย่าก�ำหนดหมายในปฐวี อย่าก�ำหนดหมายนอกปฐวี อย่าก�ำหนดหมายปฐวีว่าเป็น
ของเรา อย่ายินดีปฐวี ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเขาควรก�ำหนดรู้ (เป็นอันจบวาระท่ี ๑ คือ
ปฐววี าระ)
ต่อไปทรงแสดงวาระทีเ่ หลืออกี ๒๓ วาระ เหมือนนัยท่ี ๑ แตล่ ะวาระทรงแสดงอย่าง
เดยี วกบั วาระที่ ๑
๓. ก�ำหนดภูมิตามนัยที่ ๓ ว่าดว้ ยพระขณี าสพ
ทรงแสดงว่า ภิกษุอรหันตขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ท�ำกิจที่ควรท�ำเสร็จแล้ว
ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชนต์ นตามล�ำดบั แล้ว สนิ้ ภวสังโยชน์ (สังโยชน์ทัง้ ๑๐ ประการ)
แล้ว หลดุ พน้ เพราะรูโ้ ดยชอบ ภิกษุน้นั ก็ร้ยู ่ิงปฐวีโดย ความเปน็ ปฐวี คร้ันรู้ยง่ิ แล้ว ไมก่ �ำหนด
หมายซ่ึงปฐวี ไม่ก�ำหนดหมายในปฐวี ไม่ก�ำหนดหมายนอกปฐวี ไม่ก�ำหนดหมายปฐวีว่าเป็น
ของเรา ไม่ยินดีปฐวี ขอ้ น้นั เพราะเหตไุ ร เพราะเขาก�ำหนดรู้แลว้ (จบปฐวีวาระ)
ตอ่ ไปทรงแสดงวาระท่เี หลืออกี ๒๓ วาระ อย่างเดยี วกบั ปฐวีวาระ
๔. ก�ำหนดภูมิตามนัยที่ ๔ วา่ ดว้ ยพระขณี าสพ
ทรงแสดงภูมิของพระขีณาสพอย่างเดียวกับนัยท่ี ๓ ต่างกันที่ในนัยท่ี ๔ ทรงชี้ว่า
เพราะเขาปราศจากราคะ เน่อื งจากราคะสนิ้ ไป
๕. ก�ำหนดภูมิตามนยั ที่ ๕ ว่าด้วยพระขีณาสพ
ทรงแสดงภูมิของพระขีณาสพอย่างเดียวกับนัยท่ี ๓ ต่างกันท่ีในนัยน้ีทรงช้ีว่า เพราะ
เขาปราศจากโทสะ เน่อื งจากโทสะสิ้นไป
๖. ก�ำหนดภมู ติ ามนัยท่ี ๖ ว่าด้วยพระขณี าสพ
ทรงแสดงภูมิของพระขีณาสพอย่างเดียวกับนัยท่ี ๓ ต่างกันที่ในนัยนี้ทรงชี้ว่า เพราะ
เขาปราศจากโมหะ เนื่องจากโมหะสน้ิ ไป
๗. ก�ำหนดภูมิตามนยั ท่ี ๗ ว่าดว้ ยพระตถาคต
ทรงแสดงภูมิของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเดียวกับนัยที่ ๓ ต่างกัน
ท่ใี นนัยนีท้ รงชี้ว่า “เพราะตถาคตก�ำหนดรแู้ ลว้ ”
๘. ก�ำหนดภมู ิตามนัยท่ี ๘ วา่ ด้วยพระตถาคต
138 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
ทรงแสดงภูมิของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเดียวกับนัยท่ี ๓ ต่างกัน
ท่ีในนัยนี้ทรงช้ีว่า “เพราะรู้ว่า ความเพลิดเพลินเป็นทุกข์ เพราะมีภพ ชาติจึงมี สัตว์ผู้เกิด
แล้วต้องแก่ ต้องตาย เพราะเหตุน้ัน เราจึงกล่าวว่า ตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
เพราะส้นิ ตณั หา ดบั ตัณหา สละตัณหา สลดั ทิ้งตณั หาโดยประการทง้ั ปวง”
๑.๕ ข้อสังเกต
เม่อื พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดงจบลง ภกิ ษุเหล่านัน้ มิได้มีใจยนิ ดชี ืน่ ชม พระภาษติ นเี้ ลย
อรรถกถาอธิบายว่า เพราะไม่เข้าใจ ท่ีไม่เข้าใจเพราะยากเกิน ภูมิปัญญาของภิกษุเหล่านั้น
ท่านอุปมาไว้ว่า พระสูตรน้ีมีความงามด้วยนัยวิจิตร ทรงแสดงด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ
เสนาะหู ดุจเสียงร้องของนกการเวก ท�ำให้ใจของบัณฑิตชุ่มฉ�่ำดุจรดด้วยน�้ำอมฤต แต่เมื่อ
ภิกษุเหล่าน้ันไม่เข้าใจก็เหมือนภิกษุเหล่าน้ันถูกปิดปากด้วยท่อนผ้าหนาทึบ ไม่อาจฉัน
โภชนะอนั โอชะทีว่ างอยูข่ ้างหน้าไดฉ้ ะนนั้ (ม.มู.อ. ๑/๑๓/๖๑-๖๒)
ถามว่า ที่ทรงแสดงธรรมตามภูมิปัญญาจากระดับต�่ำ คือ ระดับปุถุชน จนถึงระดับ
พระอรหนั ตสัมมาสัมพทุ ธเจา้ นั้น ภิกษุเหล่านั้นไดร้ ับผลอะไรบ้าง
ตอบว่า ภิกษุเหล่านั้นได้ส�ำนึกว่าภูมิธรรมของตนมีแค่ไหน ความส�ำนึกนี้เอง คือ
พระพุทธประสงค์ เพราะต่อมา ทรงแสดงโคตมกสูตรแก่ภิกษุเหล่านี้ที่โคตมกเจดีย์ ท�ำให้
ท่านเหล่านี้บรรลุอรหตั ตผลในทส่ี ุด
๒. สัพพาสวสตู ร
๒.๑ ท่ีมาของช่ือ
สัพพาสวสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยอุบายก�ำจัดอาสวะท้ังปวง ช่ือน้ี ตั้งตาม
เน้ือหาสาระของพระสตู ร
๒.๒ ท่มี าของพระสูตร
พระสูตรนี้ พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดงแก่ภกิ ษุทงั้ หลายขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี เหตุท่ีทรงแสดงพระสูตรนี้ คัมภีร์ปปัญจสูทนี
อธิบายว่า เพราะทรงประสงค์ให้ภิกษุเหล่าน้ัน ก�ำจัดอุปกิเลสของตนให้หมดส้ินไป เหตุเกิด
ของพระสูตรน้ี จดั อยู่ในประเภท ปรชั ฌาสยะ คอื ทรงแสดงตามอัธยาศัยของผ้อู ืน่
เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๒ 139
๒.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รปู แบบของสพั พาสวสตู ร เปน็ บรรยายโวหารแบบถามเอง-ตอบเอง เหมอื นพระสตู รแรก
๒.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า พระองค์จะทรงแสดงเหตุแห่ง
การปิดก้นั อาสวะท้ังปวงใหฟ้ งั เมอ่ื ภกิ ษเุ หลา่ น้ันพร้อมจะรับฟงั จงึ ตรสั เรื่องนีโ้ ดยล�ำดับดังน้ี
ภาคอุทเทส
ในตอนต้นทรงอารัมภบทด้วยพระด�ำรัสว่า ความส้ินอาสวะทั้งปวงจะมีได้ เฉพาะผู้รู้
ผู้เห็นเท่าน้ัน ผู้ไม่รู้ ไม่เห็นไม่อาจท�ำให้อาสวะท้ังปวงสิ้นไปได้ แล้วทรงอธิบายว่า ค�ำว่า ผู้รู้
ผู้เห็น หมายถึงผู้รู้ ผู้เห็นด้วยโยนิโสมนสิการ คือการ พิจารณาโดยแยบคาย จากน้ันทรง
จ�ำแนกอาสวะออกเป็น ๗ ชนิด คือ อาสวะท่ีต้องละด้วยทัสสนะ (ความเห็น) ที่ต้องละด้วย
การสังวร ท่ีต้องละด้วยการใช้สอย ที่ต้องละด้วยการอดกลั้น ที่ต้องละด้วยการเว้น ที่ต้องละ
ดว้ ยการบรรเทา และที่ต้องละด้วยการเจรญิ
ภาคนิทเทส
ต่อไปทรงอธบิ ายอาสวะท้งั ๗ ชนดิ โดยวิธีถาม-ตอบ มใี จความดังนี้
๑. อาสวะทตี่ ้องละด้วยทัสสนะ เปน็ อย่างไร
คือ ปุถุชนผู้ยังไม่ได้สดับ ไม่ได้พบพระอริยะหรือสัตบุรุษ ไม่รู้แจ้งธรรมของท่าน
ไม่รู้ทั่วถึงธรรมท่ีควรมนสิการและไม่ควรมนสิการ จึงมนสิการแต่ธรรมท่ีไม่ควรมนสิการ
ไม่มนสิการธรรมทีค่ วรมนสิการ จงึ เกิดอาสวะ ๓ ประการ คือ (๑) กามาสวะ อาสวะคือกาม
หมายถึงความก�ำหนัดในกามคุณ ๕ (๒) ภวาสวะ อาสวะคือภพ หมายถึงความก�ำหนัดใน
รูปภพและอรูปภพ (๓) อวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา หมายถึงมิจฉาทิฏฐิ ๖ ประการ
อาสวะเหล่าน้ีเกิดขึ้นเพราะมนสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการ ๑๖ ประการ จึงต้องละด้วย
การพิจารณาโดยแยบคาย ด้วยปญั ญาอนั ยง่ิ อาสวะท่ีตอ้ งละดว้ ยทสั สนะเปน็ อยา่ งน้ี
๒. อาสวะทตี่ ้องละด้วยการสงั วร เป็นอย่างไร
คอื ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นีม้ นสิการโดยแยบคาย ส�ำรวมระวังอนิ ทรยี ์ คือ ตา หู จมูก ล้นิ
กายและใจของตนมใิ หอ้ าสวะและความเรา่ รอ้ นเกดิ ขน้ึ ได้ อาสวะเหลา่ นนั้ ชอ่ื วา่ อาสวะทต่ี อ้ งละ
ดว้ ยการสงั วร อาสวะท่ีต้องละด้วยการสงั วรเปน็ อยา่ งน้ี
๓. อาสวะทต่ี อ้ งละดว้ ยการใชส้ อย เป็นอย่างไร
140 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
คือ เมื่อภิกษุในธรรมวินัยน้ี พิจารณาโดยแยบคายแล้วใช้สอยจีวร บริโภค อาหาร
ใช้สอยเสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารให้เหมาะสมกับความเป็นสมณะจนอาสวะ
และความเรา่ ร้อนที่ท�ำให้คบั แคน้ ไม่มีแก่ภกิ ษนุ ัน้ อาสวะทีต่ อ้ งละดว้ ยการใชส้ อยเป็นอย่างนี้
๔. อาสวะทต่ี ้องละดว้ ยการอดกล้ัน เปน็ อย่างไร
คือ เม่ือภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคายและอดทนต่อความร้อน ต่อความ
หนาว ต่อความหิวกระหาย ต่อความกระวนกระวาย อดทนต่อการ รบกวนของธรรมชาติ
และสตั วเ์ ลอื้ ยคลาน ตอ่ ถ้อยค�ำหยาบคายร้ายแรงต่าง ๆ และอดกล้นั ต่อทุกขเวทนาในรา่ งกาย
จนอาสวะและความเรา่ รอ้ นไม่มีแก่ภิกษุน้นั อาสวะ ทต่ี อ้ งละด้วยความอดกลั้นเปน็ อยา่ งน้ี
๑. อาสวะทต่ี อ้ งละดว้ ยการเวน้ เป็นอย่างไร
คือ เมอื่ ภกิ ษุในธรรมวนิ ัยน้ีพิจารณาโดยแยบคายแล้วหลกี เล่ียงสัตว์ดุรา้ ย สถานท่ี
อโคจร ไมค่ บมิตรชัว่ จนอาสวะและความเร่ารอ้ นท่ีท�ำใหค้ ับแค้นไมม่ แี กภ่ ิกษนุ ้นั อาสวะทีต่ อ้ ง
ละด้วยการเวน้ เปน็ อย่างน้ี
๒. อาสวะทตี่ ้องละดว้ ยการบรรเทา เปน็ อยา่ งไร
คอื เมอื่ ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นพี้ จิ ารณาโดยแยบคายแลว้ ไมร่ บั กามวติ ก พยาบาทวติ ก
วหิ ิงสาวิตก และบาปอกุศลธรรมทงั้ หลายทเี่ กดิ ขึ้นแก่ตน แต่พยายามละ บรรเทา ท�ำให้หมดไป
มิให้เกดิ ขึน้ มาอีก จนอาสวะและความเร่าร้อน ที่ท�ำให้คบั แค้น ไม่มีแก่ภิกษนุ ั้นอกี อาสวะที่ตอ้ ง
ละดว้ ยการบรรเทาเปน็ อยา่ งน้ี
๓. อาสวะท่ตี อ้ งละดว้ ยการเจรญิ เปน็ อย่างไร
คือ เมื่อภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคายแล้ว เจริญสติสัมโพชฌงค์
ธัมมวจิ ยสมั โพชฌงค์ วริ ยิ สมั โพชฌงค์ ปีตสิ ัมโพชฌงค์ ปสั สัทธสิ มั โพชฌงค์ สมาธิสมั โพชฌงค์
และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ ซึ่งน้อมไปเพ่ือความสละจนอาสวะ และ
ความเรา่ รอ้ นที่ท�ำให้คบั แคน้ ไม่มีแกภ่ กิ ษุน้นั อาสวะท่ีตอ้ งละดว้ ยการเจรญิ เปน็ อยา่ งน้ี
๒.๕ ขอ้ สังเกต
มีข้อท่คี วรสังเกตอยู่ ๒ ประเดน็ คือ
๑. พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระสูตรนี้เพ่ือให้ภิกษุผู้ฟังก�ำจัดอุปกิเลสของตนให้
หมดสิ้นไป (ม.มู.อ. ๑/๑๔/๖๗) จึงทรงจ�ำแนกอาสวะทั้งปวงออกเป็น ๗ ชนิด ตามเหตุเกิด
และอุบายวิธีที่จะละให้หมดสิ้นไปได้ ทรงสรุปไว้ในตอนท้าย (ข้อ ๒๘) ว่า อาสวะเหล่าใด
ที่ละไดแ้ ล้วดว้ ยทัสสนะก็ดี ละไดแ้ ลว้ ดว้ ยการสงั วรก็ดี ละไดแ้ ลว้ ด้วยการใชส้ อยกด็ ี ละไดแ้ ลว้
เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๒ 141
ด้วยการอดกลั้นก็ดี ละได้แล้วด้วยการเว้นก็ดี ละได้แล้วด้วยการบรรเทาก็ดี ละได้แล้ว
ด้วยการเจริญก็ดี อาสวะเหล่านั้นเป็นอันภิกษุนั้นละได้แล้วด้วยอุบายวิธีนั้น ๆ หมายความว่า
ละได้เด็ดขาด แต่ละชนิดจึงไม่มีปหีนสัญญา (ความก�ำหนดหมายที่จะละ) ในอาสวะทั้งหลาย
ทีย่ ังละไม่ไดอ้ ีกต่อไป และตรสั ชมเชยภกิ ษผุ ้ลู ะอาสวะไดด้ ้วยอุบายวิธเี หลา่ นีว้ า่ “เป็นผสู้ �ำรวม
ระวังอาสวะทั้งปวงอยู่ ตัดตัณหาได้ ละสังโยชน์ได้ ท�ำที่สุดแห่งทุกข์ได้แล้ว เพราะบรรลุด้วย
การเห็นและการละมานะโดยชอบ” ค�ำชมเชยนี้เป็นยาชูก�ำลังให้ภิกษุเหล่าน้ีมีความอุตสาหะ
พยายามที่จะละอาสวะของตนใหห้ มดส้ินไปได้ในที่สุด
๒. เม่ือทรงแสดงจบลง ภิกษุทั้งหลายต่างมีใจช่ืนชมพระพุทธภาษิต หมายความว่า
ทรงแสดงได้ถูกใจผู้ฟัง และแน่นอนว่า ต้องบรรลุผลตามพระประสงค์ท่ีทรงตั้งไว้ก่อนตรัส
พระสตู รน้ี
๓. ธัมมทายาทสูตร
๓.๑ ที่มาของช่อื
ธัมมทายาทสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยทายาทแห่งธรรม ชื่อน้ีต้ังตามเน้ือหา
สาระของพระสูตร
๓.๒ ทมี่ าของพระสตู ร
พระสตู รนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแกภ่ กิ ษุทงั้ หลาย ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน
อารามของอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี เขตกรงุ สาวตั ถี โดยทรงปรารภลาภสกั การะเปน็ อนั มากทเ่ี กดิ ขน้ึ
แก่พระองค์และภิกษุสงฆ์ในขณะน้ันว่า จะเป็นเหตุให้ภิกษุบางพวกยึดติดในลาภสักการะ
เหล่าน้นั เหตุเกิดของพระสูตรนี้ จดั อยู่ในประเภท อัตถุปปัตติกะ
๓.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รูปแบบของธัมมทายาทสูตรเป็นบรรยายโวหาร ในตอนต้นท่ีพระผู้มีพระภาคทรง
แสดงนนั้ เป็นบรรยายโวหารแบบมอี ุปมาอปุ ไมย สว่ นตอนตอ่ จากนั้นทท่ี ่านพระสารีบุตรแสดง
เป็นบรรยายโวหารแบบถามเอง-ตอบเอง