42 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
แนะน�ำพระสตู รในมหาวรรค
ขอแนะน�ำพระสูตรแต่ละสูตรในมหาวรรค เพ่ือช่วยให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจเร่ืองราว
ในพระสตู รตา่ ง ๆ ไดง้ ่ายข้นึ และจับประเด็นส�ำคญั ไดถ้ ูกตอ้ ง และรวดเรว็ ยิง่ ขึน้
๑. มหาปทานสตู ร
๑.๑ ท่ีมาของชอ่ื
มหาปทานสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยต�ำนานใหญ่ หรือชีวประวัติใหญ่ ในท่ีนี้
หมายถงึ พระประวัติของพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ ชอ่ื นต้ี ั้งตามเนอ้ื หาสาระของพระสตู ร
๑.๒ ทม่ี าของพระสตู ร
พระสตู รนี้ พระผูม้ พี ระภาคทรงแสดงแกภ่ กิ ษุทง้ั หลายขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบิณฑกิ เศรษฐี เขตกรงุ สาวัตถี โดยทรงปรารภเร่อื งปพุ เพนิวาสญาณ (ความรู้
เรื่องชีวิตของคนสมัยก่อน)ของพระองค์ ท่ีภิกษุเหล่านั้น น�ำมาสนทนากันที่หอน่ังใกล้
กเรรมิ ณฑป ในพระเชตวนั
๑.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของมหาปทานสูตร เปน็ บรรยายโวหารแบบเลา่ เรื่อง
๑.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
เนื้อหาของพระสูตรน้ี แบ่งเป็น ๒ ตอน ตอนที่ ๑ ตรัสเล่าพระประวัติโดยสังเขป
ของพระพทุ ธเจ้าในอดตี ๖ พระองค์ และของพระองค์เอง ตอนที่ ๒ ตรสั เล่าพระประวัตขิ อง
พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสีโดยพิสดารแต่พระองค์เดียว แต่ทรงประสงค์ให้เป็นตัวอย่างว่า
พระพุทธเจ้าองคอ์ น่ื ๆ รวมทง้ั พระองค์เองก็มีพระประวัตเิ ชน่ น้ี
เนื้อหาตอนท่ี ๑
พระผูม้ พี ระภาคทรงทราบดว้ ยพระโสตธาตุอันเป็นทพิ ยว์ า่ ภิกษทุ ้งั หลายก�ำลงั สนทนา
เรื่องปุพเพนิวาสญาณของพระองค์ด้วยความศรัทธาเล่ือมใส แต่ไม่เคยได้เห็นผลประจักษ์ด้วย
เล่มท่ี ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๐ 43
ตนเองวา่ เป็นอย่างไร เพยี งแตฟ่ งั ต่อ ๆ กันมา จึงเสด็จมาหาภิกษเุ หล่านนั้ ตรัสถามวา่ สนทนา
เร่อื งอะไรอยู่ เมอ่ื ภกิ ษเุ หลา่ นน้ั กราบทลู ใหท้ รงทราบแลว้ ตรสั ถามวา่ อยากฟงั ไหม จะแสดง
ใหฟ้ ัง เมือ่ ภกิ ษุเหล่านนั้ ทลู รบั แลว้ จงึ ตรสั เลา่ พระประวตั ิของพระพทุ ธเจา้ ในอดีต ๖ พระองค์
และของพระองคร์ วมเปน็ ๗ พระองค์ คอื
๑. พระวิปสั สีพทุ ธเจ้า ๒. พระสขิ ีพุทธเจา้
๓. พระเวสสภพู ทุ ธเจา้ ๔. พระกกสุ นั ธพทุ ธเจ้า
๕. พระโกนาคมนพทุ ธเจ้า ๖. พระกัสสปพทุ ธเจ้า
๗. พระโคตมพุทธเจ้า
เน้ือเรื่องท่ีตรัสเล่าเป็นรูปแบบเดียวกันท้ัง ๗ พระองค์ คือ เกี่ยวกับ (๑) ปีท่ีเสด็จ
อุบัติขึ้น (๒) พระชาติ (๓) พระโคตร (๔) ประมาณพระชนมายุ (๕) สถานท่ี ตรรสั รู้ (๖) คู่
พระอคั รสาวก (๗) การประชมุ พระสาวก (หมายถงึ การประชมุ ครง้ั ใหญท่ เี่ รยี กวา่ จาตรุ งคสนั นบิ าต
และทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์) (๘) พระอุปัฏฐาก (๙) พระบิดา พระมารดา (๑๐) เมืองที่
ประสูติ
เนื้อหาของตอนที่ ๑ ขอเสนอด้วยแผนภูมิ เพื่อให้เห็นชัด แต่ขอจัดล�ำดับใหม่
เป็น ๒ แผนภูมิ แผนภูมิที่ ๑ แสดงพระประวตั กิ ่อนตรสั รู้ แผนภมู ทิ ี่ ๒ แสดง พระประวตั หิ ลงั
ตรสั รู้ ดังนี้
แผนภมู ิท่ี ๑ กอ่ นตรสั รู้
ล�ำ ดับ พระนาม ปที ีเ่ สด็จ พระชาติ พระโคตร พระบิดา เมืองที่
ท่ี อุบัติขึน้ กษัตรยิ ์ โกณฑัญญะ พระมารดา ประสตู ร
กษตั รยิ ์ โกณฑัญญะ
๑ พระวิปัสสี กัปที่ ๙๑ กษตั ริย์ โกณฑัญญะ พระเจา้ พันธุมา กรงุ พนั ธุมดี
จากกปั ปน์ ้ี พราหมณ์ กัสสปะ พระนางพนั ธุมดี
๒ พระสิขี กปั ท่ี ๓๑ พรามหมณ์ กสั สปะ พระเจ้าอรุณะ กรุงอรุณวดี
จากกปั ปน์ ้ี พระนางปภาวดี
๓ พระเวสสภู กปั ท่ี ๓๑ พระเจ้าสุปปติตะ กรุงอโนมะ
จากกปั ปน์ ้ี พระนางยสวดี
๔ พระกกุสันธะ ในกปั ป์น้ี พราหมณอ์ ัคคิทตั กรงุ เขมวดี
นางวิสาขา
๕ พระโกนาคมนะ ในกัปปน์ ี้ พราหมณ์อคั คิทตั กรุงโสภวดี
นางวิสาขา
44 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
ลำ�ดับ พระนาม ปีท่ีเสดจ็ พระชาติ พระโคตร พระบดิ า เมืองท่ี
ท่ี อุบตั ขิ น้ึ พราหมณ์ กัสสปะ พระมารดา ประสูตร
ในกปั ป์น้ี กษตั รยิ ์ โคตมะ
๖ พระกัสสปะ พราหมณพ์ รหมทตั กรงุ พารารสี
ในกัปป์น้ี นางธนวดี
๗ พระโคตมะ พระเจา้ สทุ โธทนะ กรุงกบิลพสั ดุ์
พระนางมายา
แผนภูมิที่ ๒ หลงั ตรัสรู้
ล�ำ ดับ พระนาม สถานท่ี คู่ พระอปุ ัฏฐาก การประชุมพระ ประมาณ
ท่ี ตรัสรู้ พระอัครสาวก พระอโสกะ สาวก พระชนมายุ
ต้นแคฝอย พระขณั ฑะ ๓ ครั้ง ๘๐,๐๐๐ ปี
๑ พระวปิ ัสสี พระติสสะ พระเขมังกร
ผเู้ ข้าประชุม ๗๐,๐๐๐ ปี
๒ พระสขิ ี ตน้ มะมว่ ง พระอภิภู พระอุปสันตะ - ๑๖๘,๐๐๐ รูป
พระสัมภวะ - ๑๐๐,๐๐๐ รูป ๖๐,๐๐๐ ปี
๓ พระเวสสภู ต้นสาละ พระวฑุ ฒชิ ะ - ๘๐,๐๐๐ รูป
พระฝดสณะ พระโสตถชิ ะ ๔๐,๐๐๐ ปี
๔ พระกกุสนั ธะ ตน้ ซกึ พระอตุ ตระ ๓ ครั้ง ๓๐,๐๐๐ ปี
๕ พระโกนาคมนะ ต้นมะเด่ือ ผู้เข้าประชมุ
พระวธิ ุระ - ๑๐๐,๐๐๐ รปู
พระสัญชวี ะ - ๘๐,๐๐๐ รปู
พระภยิ โยสะ - ๗๐,๐๐๐ รูป
พระอุตตระ
๓ ครั้ง
ผเู้ ขา้ ประชมุ
- ๘๐,๐๐๐ รูป
- ๗๐,๐๐๐ รูป
- ๖๐,๐๐๐ รปู
๑ ครงั้
เข้าประชุม
๔๐,๐๐๐ รูป
๑ ครง้ั
ผเู้ ข้าประชมุ
๓๐,๐๐๐ รปู
เลม่ ท่ี ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๐ 45
๖ พระกสั สปะ ตน้ ไทร พระตสิ สะ พระสพั พมติ ตะ ๑ คร้ัง ๒๐,๐๐๐ ปี
พระภารทวาชะ ผเู้ ข้าประชุม
๒๐,๐๐๐ รูป
๗ พระโคตมะ ต้นอสั สัตถะ พระสารีบุตร พระอานนท์ ๑ คร้ัง ๘๐ ปี
พระโมคคัลลานะ ผู้เขา้ ประชมุ อายุขัยของ
๑,๒๕๐ รปู คนในยุคน้ัน
๑๐๐ ปี
เมื่อตรัสเล่าจบ ได้เสด็จเข้าพระวิหารที่ประทับ ภิกษุเหล่านั้นนั่งสนทนากันต่อ
คราวน้ไี ดย้ กเร่อื งขน้ึ สนทนาวา่ นา่ อศั จรรยจ์ ริงทีพ่ ระผมู้ ีพระภาคทรงทราบพระประวตั ิเหลา่ นี้
อยา่ งชัดแจ้งแลว้ ตัง้ ประเด็นขอ้ สงสยั ขนึ้ ว่า ทรงทราบเรอ่ื งเหล่านดี้ ว้ ยพระองค์เองหรือ หรอื วา่
มเี ทวดากราบทลู ให้ทรงทราบ
เนื้อหาตอนท่ี ๒
พระผู้มีพระภาคทรงทราบเร่ืองท่ีภิกษุท้ังหลายสนทนากันด้วยพระโสตธาตุ อันเป็น
ทพิ ย์ จงึ เสดจ็ กลบั ลงมาหาภกิ ษเุ หลา่ นน้ั อกี ในตอนเยน็ และตรสั เลา่ ตอ่ เพอ่ื ทรงแกข้ อ้ สงสยั ของ
ภิกษุเหล่านั้นว่า พระองค์ทรงทราบเร่ืองเหล่านี้ด้วยพระองค์เองด้วย เทวดากราบทูลให้
ทรงทราบดว้ ย แต่คราวนต้ี รสั เลา่ เฉพาะพระประวตั ิของพระวปิ ัสสีพุทธเจา้ โดยพสิ ดาร
สาระส�ำคัญของตอนที่ ๒ ประกอบด้วยพระประวตั ขิ องพระวปิ สั สีพุทธเจ้าตอนประสูติ
ตอนเสด็จออกผนวช ตอนตรัสรู้ ตอนทรงประกาศพระศาสนา และตอนทรงแสดงโอวาท
ปาติโมกข์ ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของพระประวัติน้ัน ต่อจากนั้น ตรัสเล่าถึงค�ำกราบทูลของ
พวกเทวดาและพรหมช้ันตา่ ง ๆ ซ่งึ เป็นเหตใุ หท้ รงทราบพระประวัตขิ องพระพทุ ธเจ้าท้ังหลาย
มพี ระวิปัสสพี ทุ ธเจ้า เป็นต้น
ในตอนประสูติมีเรื่องท่ีควรศึกษา ๒ เร่ือง คือ เรือ่ งกฎธรรมดาของพระโพธสิ ตั ว์ ๑๖
ประการ และเรอื่ งลักษณะมหาบรุ ุษ ๓๒ ประการ ซึ่งพระพทุ ธเจา้ ทุกพระองคท์ รงมีเหมือนกนั
ในตอนเสด็จออกผนวช มีเร่ืองเทวทูต ๔ โดยพิสดาร และเม่ือเสด็จออกผนวช
มีมหาชนออกบวชตามเสด็จถึง ๘๔,๐๐๐ คน แต่เม่ือจะทรงปฏิบัติสมณธรรม เพื่อให้บรรลุ
ผลทีหลัง พระองค์ทรงหลกี ออกไปจากคณะนกั บวชทีบ่ วชตามเสด็จเหลา่ น้นั
ในตอนตรสั รู้ เรือ่ งทนี่ ่าสนใจมากท่สี ุด ไดแ้ กล่ �ำดบั การพิจารณาสภาพของสงั ขาร ตาม
หลกั ปฏจิ จสมปุ บาทของพระวปิ สั สพี ทุ ธเจา้ โดยทรงเรม่ิ พจิ ารณาจากชรามรณะ ซง่ึ เปน็ ปจั จบุ นั
ธรรม คอื สภาวะทป่ี รากฏในปจั จบุ นั ขนึ้ ไปหาสาเหตวุ า่ “เมอื่ อะไรมี ชรามรณะจงึ มี เพราะอะไร
46 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
เป็นปจั จยั ชรามรณะจึงม”ี ครัน้ ทรงพจิ ารณาเร่ืองน้ีโดยแยบคาย จึงทรงรูแ้ จง้ ดว้ ยพระปัญญา
ว่า “เมือ่ ชาตมิ ี ชรามรณะจงึ มี เพราะชาติเป็นปจั จยั ชรามรณะจึงมี”
ทรงพิจารณาอย่างน้ีเร่ือยไปจนถึงนามรูปกับวิญญาณว่า “เม่ืออะไรมี นามรูป จึงมี
เพราะอะไรเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี” คร้ันทรงพิจารณาเร่ืองน้ีโดยแยบคาย จึงทรงรู้แจ้งด้วย
พระปญั ญาวา่ “เม่อื วิญญาณมี นามรูปจงึ มี เพราะวญิ ญาณเป็นปัจจัย นามรปู จึงมี”
จากนนั้ ทรงพระด�ำรวิ า่ “เมอื่ อะไรมี วญิ ญาณจงึ มี เพราะอะไรเปน็ ปจั จยั วญิ ญาณจงึ ม”ี
ครั้นทรงพจิ ารณาเรอื่ งนโ้ี ดยแยบคาย จงึ ทรงรูแ้ จ้งด้วยพระปญั ญาวา่ “เม่อื นามรูปมี วญิ ญาณ
จงึ มี เพราะนามรูปเป็นปจั จัย วญิ ญาณจึงม”ี
ขอให้สังเกตว่า ตรงนี้ต่างกับกฎปฏิจจสมุปบาทโดยทั่วไป คือ แทนที่จะไล่ข้ึนไปตาม
ล�ำดบั วา่
เพราะวญิ ญาณเปน็ ปจั จัย นามรปู จงึ มี
เพราะวิญญาณเป็นปจั จยั สงั ขารจึงมี
เพราะสงั ขารเปน็ ปจั จยั อวชิ ชาจึงมี
พระวปิ สั สพี ทุ ธเจา้ มไิ ดท้ รงพจิ ารณาเชน่ นน้ั คอื ครน้ั ทรงพจิ ารณาไลข่ นึ้ ไปจนถงึ วญิ ญาณ
เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูปแล้ว ทรงพิจารณาย้อนกลับไปหานามรูปอีก ดังท่ีพระผู้มีพระภาค
ตรัสเลา่ ไว้วา่
“จากนน้ั ทรงด�ำรวิ า่ วิญญาณน้ยี ่อมหมนุ กลับมาจากนามรปู เทา่ นั้น ไม่เลยไปกว่านั้น
เพราะความหมุนกลบั เพยี งแค่นี้ สัตวโ์ ลกจึงเกดิ บา้ ง แก่บา้ ง ตายบา้ ง จตุ บิ า้ ง อุบตั บิ ้าง”
อรรถกถาอธิบายความตรงน้ีไว้ว่า พระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงมุ่งพิจารณาอารมณ์ที่เป็น
ปจั จบุ นั จงึ ไมท่ รงพิจารณาเลยไปถงึ สังขารและอวชิ ชา ซง่ึ เป็นอดตี (ที.ม.อ. ๕๗-๕๘/๕๖)
ในตอนทรงประกาศพระศาสนา มเี รอ่ื งทน่ี า่ สนใจเปน็ พเิ ศษ คอื ตวั เลขจ�ำนวนพระสาวก
ชดุ แรกทท่ี รงสง่ ไปประกาศพระศาสนา กลา่ วคอื หลงั จากทรงรบั ค�ำอาราธนาจากทา้ วมหาพรหม
แลว้ พระวิปสั สีพุทธเจา้ ไดเ้ สด็จไปโปรดพระโอรส พระนามว่าขณั ฑะ และบตุ รของปุโรหิตชื่อ
ติสสะ ทา่ นทงั้ สองก็ได้บรรลุธรรม แล้วทูลขอบรรพชาอปุ สมบทเป็นภิกษุ จึงเกิดมีภกิ ษสุ งฆข์ ้ึน
เป็นคร้งั แรกและได้เปน็ ค่พู ระอัครสาวกของพระพุทธเจา้ พระองค์น้ี ต่อมาเมอ่ื มหาชนไดท้ ราบ
ขา่ วน้กี ็พากันไปเฝา้ และหลงั จากไดฟ้ ังพระธรรมเทศนาแล้ว มผี บู้ รรลธุ รรมช้ันสงู ขอบรรพชา
อุปสมบทเปน็ ภกิ ษุอีก ๘๔,๐๐๐ รปู นบั เปน็ คณะท่ี ๒
ขอย้อนกล่าวถึงนักบวชจ�ำนวน ๘๔,๐๐๐ คนท่ีออกบวชตามเสด็จพระวิปัสสี และ
แยกจากกันระหว่างทีพ่ ระวปิ ัสสที รงบ�ำเพญ็ สมณธรรมน้นั นักบวชเหลา่ นี้ ครัน้ ได้ทราบข่าววา่
เล่มที่ ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๐ 47
พระวิปัสสีตรัสรู้แล้ว และก�ำลังประกาศพระศาสนาอยู่ในกรุงพันธุมดีราชธานีก็พากัน
เดินทางมาเฝ้า หลังฟังพระธรรมเทศนาแล้วก็ได้บรรลุธรรม และขอบรรพชาอุปสมบทเป็น
ภกิ ษทุ งั้ หมด นบั เปน็ คณะท่ี ๓ รวม ๓ คณะ คอื ๒ + ๘๔,๐๐๐ + ๘๔,๐๐ รปู เปน็ ๑๖๘,๐๐๒ รปู
แต่ท่านใช้ตัวเลขโดยประมาณว่า ๑๖๘,๐๐๐ รูป (อฏฺสฏฺสฏฺฐิภิกฺขุสตสหสฺสํ) ภิกษุเหล่านี้
ล้วนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ต่อมาพระวิปัสสีพุทธเจ้าตรัสเรียกประชุมสงฆ์ท้ังหมดแล้ว
ทรงส่งไปประกาศพระศาสนา ในท้องถิ่นต่าง ๆ โดยทรงนัดให้กลับมายังกรุงพันธุมดี เพ่ือฟัง
โอวาทปาติโมกข์จากพระองคท์ กุ ๆ ๖ ปี
๑.๕ ข้อสงั เกต
มขี อ้ ทน่ี ่าสังเกตหลายประการ ขอเสนอเพ่ือพจิ ารณาประดบั สติปญั ญา ดังตอ่ ไปน้ี
๑. ค�ำว่า มหาปทาน ซ่ึงเป็นช่ือของพระสูตรน้ีมีรูปค�ำพ้องกับชื่อคัมภีร์ อปทาน
แห่งขุทกนิกาย ต่างกันท่ีพระสูตรนี้มีค�ำว่า มหา น�ำหน้า คัมภีร์อปทานเป็นคาถาประพันธ์
หรือร้อยกรองล้วนมี ๒ ภาค ภาคที่ ๑ ว่าด้วยพุทธาปทาน (พระประวัติของพระพุทธเจ้า
ของเรา) ปัจเจกพุทธาปทาน (พระประวัติของพระปัจเจก- พุทธเจ้า ๔๑ พระองค์) และ
เถราปทาน (ประวตั ขิ องพระเถระ) สว่ นภาคที่ ๒ วา่ ดว้ ยเถราปทานตอ่ จนจบ (รวม ๕๖๑ รปู ) และ
เถรอี ปทาน (ประวตั พิ ระเถรี ๔๐ รปู ) ค�ำว่า อปทาน ในทน่ี ี้ แปลว่า ชวี ประวตั ิ หรืออัตชวี ประวตั ิ
เพราะเจ้าของชีวประวัติเป็นผู้เล่าเอง นอกจากปัจเจกพุทธาปทานซ่ึงพระผู้มีพระภาคตรัส
เลา่ แทน รูปแบบจึงต่างกับมหาปทานสตู รทเี่ ป็นรอ้ ยแก้ว และพระผ้มู ีพระภาคตรัสเลา่ ท้ังหมด
มหาปทานสูตรมีเนื้อหาเหมือนคัมภีร์พุทธวงศ์ ซึ่งว่าด้วยพระประวัติโดยสังเขปของ
พระพุทธเจ้าในอดีตจ�ำนวน ๒๔ พระองค์ และของพระองค์เองดว้ ย รูปแบบของคมั ภีรพ์ ุทธวงศ์
เปน็ คาถาประพันธเ์ หมือนคมั ภีร์อปทาน แตเ่ ป็นเร่ืองท่ีพระผมู้ ีพระภาคตรัสเลา่ ท้งั หมดเหมือน
มหาปทานสูตร พระประวัตขิ องพระพทุ ธเจา้ ๗ พระองค์ในจอนท่ี ๑ ของพระสูตรนี้ เหมอื นกับ
พระประวัติของพระพุทธเจา้ ๗ พระองคส์ ุดทา้ ยของคัมภีร์พทุ วงศ์ สว่ นตอนที่ ๒ ของพระสูตร
นมี้ ีลกั ษณะเฉพาะของพระสตู รนเ้ี อง
๒. ค�ำว่า ทสสหัสสโี ลกธาตุ ในภาษาบาลี มักแปลกันว่า หมน่ื โลกธาตุ ทั้ง ๆ ทีค�ำน้ี
เปน็ เอกพจน์ ค�ำวา่ สหสั สโี ลกธาตุ เปน็ ชอื่ บอกขนาดของโลกธาตุ ขนาดเลก็ โลกธาตขุ นาดกลาง
เรียกว่าทวิสหัสสีโลกธาตุ และขนาดใหญ่เรียกว่า ติสหหัสสี โลกธาตุขนาดเล็กแต่ละโลกธาตุ
ประกอบดว้ ยจกั รวาล ๑,๐๐๐ จกั รวาล ขนาดกลางประกอบดว้ ยจกั รวาล ๑,๐๐๐,๐๐๐ จกั รวาล
และขนาดใหญป่ ระกอบดว้ ยจกั รวาล ๑๐๐,๐๐๐ โกฏจิ ักรวาล (อง.ฺ ตกิ . ๒๐/๘๑/๒๓๔-๒๓๕)
48 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
ในพระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคตรัสเล่าว่า เวลาท่ีพระวิปัสสีเสด็จลงสู่พระครรภ์
พระมารดาและเวลาทปี่ ระสูติ ทสสหัสสีโลกธาตหุ ว่นั ไหว คอื แผ่นดนิ ไหวคร้งั ใหญ่ ค�ำวา่ ทส
แปลวา่ ๑๐ ทสสหสั สโี ลกธาตุจึงแปลวา่ ๑๐ โลกธาตุขนาดเล็ก หรอื หม่นื จักรวาล (๑,๐๐๐ x
๑๐ = ๑๐,๐๐๐) ค�ำวา่ สหัสสีโลกธาตุ หรือ โลกธาตุขนาดเลก็ นโ้ี ดยทวั่ ไปท่านใช้เพียงส้นั ๆ
ว่า โลกธาตุ เท่านนั้ เชน่ ใน มหาสมยสตู รขอ้ ๓๓๑ ของเล่มน้ี มีข้อความตอนหนง่ึ วา่ “ทสหิ จ
โลกธาตหู ิ เทวตา เยภยุ ฺเยน สนฺนปิ ตติ า โหนตฺ ิ” (มีเหลา่ เทวดาจ�ำนวนมากจาก ๑๐ โลกธาตุ มา
ประชุมกนั ) ค�ำว่า ทสโลกธาตุ หรือ ๑๐ โลกธาตนุ ้ี อรรถกถาอธบิ ายว่า “ทสสหสสฺ จกกฺ วาฬา หิ
อธิ ทสโลกธาตุโยติ อธิปฺปาโย” (๑๐,๐๐๐ จกั รวาล ทา่ นหมายถึง ๑๐ โลกธาตุ ในท่นี ้ี - ที.ม.อ.
๓๓๑/๒๙๓)
๓. ตัวเลข ๑๖๘,๐๐๐ ซ่ึงเป็นจ�ำนวนพระอรหันตสาวกของพระวิปัสสีพุทธเจ้า
ที่ทรงส่งไปประกาศพระศาสนาและกลับมาเข้าประชุมพระสาวกคร้ังท่ี ๑ ตัวเลขนี้แปลจาก
ค�ำว่า อฏฺสฏฺภิ กิ ขฺ สุ ตสหสฺสํ ซึ่งแปลกนั วา่ ๖,๘๐๐,๐๐๐ รูป (หกลา้ นแปดแสนรูป) ค�ำแปลนี้
ใช้ได้ ถ้าเปน็ สังขยาคูณธรรมดาอย่างทีใ่ ชก้ ันทว่ั ไป แต่ในทน่ี ้ี ตัวเลขจ�ำนวนทแ่ี ปลอย่างน้นั มาก
เกินไป เพราะตามพระประวตั ิในตอนน้ัน มีผู้มาขอบรรพชาอปุ สมบท ๓ คณะ คอื คณะแรก
๒ รปู คณะท่ี ๒ และที่ ๓ คณะละ ๘๔,๐๐ รูป รวมกัน (๒ + ๘๔,๐๐๐ + ๘๔,๐๐๐) เป็น
๑๖๘,๐๐๒ รูป เท่าน้ัน สังขยานี้จึงเป็นสังขยาบวกและคูณ คือ ๖๘ + ๑๐๐ = ๑๖๘ แล้ว
คูณด้วย ๑,๐๐๐ = ๑๖๘,๐๐ดังที่อรรถกถาพุทธวงศ์อธิบายไว้ว่า -อฏฺสฏฺสิ ตสหสฺสานนฺติ
อฏฺสฏฺสิ หสฺสาธิกานํ สตสหสฺสภิกฺขูนนฺติ อตฺโถ (ค�ำว่า อฏฺสฏฺสิ ตสหสฺสสานํ หมายถึง
ภกิ ษุ ๑๐๐,๐๐๐ รปู กบั อกี ๖๘,๐๐๐ รูป - ขุ.พทุ ฺธ.อ. ๒๑/๓๔๔)
๔. เร่ืองกฎธรรมดาของพระโพธิสัตว์ ๑๖ ประการ และเรื่องลักษณะมหาบุรุษ
๓๒ ประการน้ัน ถือเป็นคุณสมบัติพิเศษของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์โดยเฉพาะเรื่องลักษณะ
มหาบุรุษ ๓๒ ประการ มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์พราหมณ์สืบทอดกันมาแต่โบราณกาลอันนับ
ไม่ได้ ถ้ามองในแง่อภิปรัชญา ท้ัง ๒ เรื่องนี้เป็นสัจธรรมหรือความจริงปรวิสัย (objective
truth) เพราะมีได้หลาย ๆ คนและหลายสมัย ไม่ใช่ความจริงอัตวิสัย (subjective truth)
ท่ีมีได้และรู้ได้เฉพาะบุคคล โดยพิสูจน์ไม่ได้ด้วยประสบการณ์ ทางพระพุทธศาสนาพิสูจน์
ได้ว่า คุณสมบัติเหล่านี้เกิดจากการ ส่ังสมบารมีของแต่ละคน ไม่ใช่มีได้ด้วยปัจจัยหรือสาเหตุ
ภายนอกตวั เช่น พระเป็นเจา้ บนั ดาลให้
๕. การท่ีพระผู้มีพระภาคทรงเปิดเผยและทรงยอมรับว่า มีพระพุทธเจ้าในอดีตหลาย
พระองค์นั้น ย่อมแสดงให้เห็นเป็นอย่างดีว่า พระองค์ทรงยอมรับว่า สัจธรรมช้ันสูงท่ีสุดของ
เลม่ ที่ ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๐ 49
พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ตรัสรู้เป็นสัจจธรรมปรวิสัย เป็นความจริงสากลท่ีมีอยู่อย่างน้ัน
เป็นอยู่อย่างนั้น เมื่อใดมีผู้รู้แจ้ง เม่ือน้ันสัจธรรมน้ีก็ได้รับการเปิดเผยให้ได้ทราบกัน ประเด็น
ส�ำคัญของเร่ืองน้ีช้ีให้เห็นว่า พระผู้มีพระภาคมิได้ผูกขาดว่า สัจธรรมนี้เป็นของพระองค์แต่
เพยี งผเู้ ดยี ว แตท่ รงถอื วา่ พระพทุ ธเจา้ ทงั้ หลายในอดตี ทรงรแู้ จง้ แทงตลอดมาแลว้ และในอนาคต
ก็จกั มีพระพทุ ธเจา้ มาตรัสรสู้ ัจธรรมนอ้ี กี
๖. กล่าวเฉพาะ ปพุ เพนิวาสญาณ คอื ความรู้เรือ่ งชวี ติ ของคนในอดีตนนั้ อาจมีไดแ้ ต่
บุคคลหลายประเภท แต่มีได้ไม่เท่ากัน ดังที่อรรถกถาอธิบายเปรียบเทียบให้เห็นความต่างไว้
ดังน้ี
ปุพเพนิวาสญาณของพวกเดียรถีย์ (นักบวชนอกพระพุทธศาสนา) เปรียบเหมือน
แสงหิ่งห้อย ของพระสาวกท้ังหลายเปรียบเหมือนแสงประทีป ของพระอัครสาวกทั้งสอง
เปรียบเหมือนแสงดาวประกายพรึก ของพระปัจเจกพุทธเจ้าท้ังหลายเปรียบเหมือนแสงของ
ดวงจันทร์ ส่วนของพระพุทธเจ้าทง้ั หลายเปรียบเหมือนแสงอันเปน็ ปรมิ ณฑลของดวงอาทติ ย์
ต้ังพันดวง (ที.ม.อ. ๑/๒-๓) ซึ่งหมายความว่า พระญาณของพระพุทธเจ้าหยั่งรู้ย้อนหลัง
ไปในอดีตกาลไดไ้ กลแสนไกลสดุ จะประมาณไดว้ ่ากหี่ มืน่ ก่ีแสนกปั
๒. มหานิทานสูตร
๒.๑ ที่มาของช่อื
มหานิทานสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยส่ิงท่ีเป็นต้นเหตุใหญ่ ค�ำว่า ต้นเหตุใหญ่
ในท่ีนี้หมายถึงปฏิจจสมุปบาท หรือกฎปัจจยาการ คือการท่ีส่ิงท้ังปวงอาศัยกันและกันเกิดข้ึน
ซ่ึงเปน็ เนื้อหาสาระของพระสตู รนี้ ช่ือนจ้ี ึงตัง้ ตามเนอื้ หาสาระของพระสตู ร
๒.๒ ทม่ี าของพระสตู ร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ท่านพระอานนท์ ขณะประทับอยู่ ณ นิคม
ของชาวกรุ ุ ช่ือกมั มาสธมั มะ แควน้ กรุ ุ เพ่อื ทรงแกค้ วามเขา้ ใจผิดของพระเถระ คอื ท่านกราบ
ทูลว่าน่าแปลกที่ปฏิจจสมุปบาทน้ีซึ่งเป็นธรรมลึกซ้ึงสุดจะคาดคะเนได้ แต่ส�ำหรับท่าน กลับ
เปน็ ธรรมงา่ ย ๆ พระผมู้ พี ระภาคทรงห้ามมิให้พดู เช่นนี้ แลว้ ทรงอธิบายรายละเอียดให้ฟงั
50 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๒.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รูปแบบของมหานิทานสูตร เป็นบรรยายโวหาร แบบถาม - ตอบ ซึ่งมีท้ังแบบ
ถามเอง-ตอบเอง (กเถตุกามยตาปุจฉา) และถามให้ผู้ฟังแสดงความเห็น (อนุมติปุจฉา) และ
มีอปุ มาอุปไมยประกอบ
๒.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
ภาคอุทเทส
ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ
ปฏจิ จสมปุ บาทนี้ เป็นธรรมที่ลกึ ซงึ้ สดุ จะคาดคะเนได้ แตถ่ งึ กระนัน้ ก็ยังปรากฏแกข่ ้าพระองค์
เหมือนกับวา่ เป็นธรรมงา่ ย ๆ พระพุทธเจ้าขา้ ”
พระผู้มพี ระภาคตรัสว่า อย่าพูดเชน่ น้ัน ปฏจิ จสมปุ บาทนเ้ี ปน็ ธรรมทลี่ กึ ซ้งึ สุดจะคาด
คะเนได้ เพราะหมู่สัตว์ไม่รู้ไม่เข้าใจปฏิจจสมุปบาทนี้จึงยุ่งเหยิงเหมือนขอดด้ายของช่างหูก
เปน็ ปมนุงนงั เหมอื นกระจกุ ด้าย เป็นเหมอื นหญา้ มงุ กระต่ายและหญา้ ปลอ้ ง ไม่อาจข้ามอบาย
ทคุ ติ วินบิ าต และสงสารไปได้
ภาคนิทเทส
จากน้นั ทรงอธิบายปฏิจจสมปุ บาทโดยละเอียดมสี าระส�ำคัญ ดังนี้
๑. ทรงแสดงด้วยกเถตุกามยตาปุจฉา (ถามเอง - ตอบเอง) ว่า ถ้ามีผู้ถามว่า “ชรา
มรณะมี เพราะมปี จั จยั หรอื ” ควรตอบวา่ “ม”ี เมอื่ ถกู ถามวา่ “อะไรเปน็ ปจั จยั ชรามรณะจงึ ม”ี
ควรตอบว่า
“เพราะชาติเปน็ ปจั จยั ชรามรณะจงึ มี”
ตอ่ ไปทรงต้ังค�ำถามในท�ำนองน้ีว่า ชาตมิ ีอะไรเป็นปจั จัย ตอบว่า มภี พเปน็ ปจั จยั
ถามว่า ภพมอี ะไรเป็นปจั จยั ตอบวา่ มอี ุปาทานเป็นปจั จยั
ถามว่า อปุ าทานมีอะไรเป็นปจั จัย ตอบว่า มีตณั หาเปน็ ปัจจัย
ถามว่า ตัณหามีอะไรเป็นปัจจยั ตอบว่า มเี วทนาเป็นปัจจยั
ถามวา่ เวทนามอี ะไรเปน็ ปัจจยั ตอบว่า มีผสั สะเป็นปัจจัย
ถามว่า ผสั สะมอี ะไรเป็นปัจจัย ตอบวา่ มนี ามรปู เปน็ ปจั จยั
ถามวา่ นามรปู มอี ะไรเปน็ ปัจจัย ตอบวา่ มีวิญญาณเปน็ ปัจจัย
ถามว่า วิญญาณมีอะไรเป็นปัจจัย ตอบว่า มีนามรูปเป็นปจั จัย
เลม่ ที่ ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๐ 51
แลว้ ทรงสรุปย้อนกลบั เพือ่ แสดงล�ำดบั การเกิดแหง่ กองทกุ ข์ว่า
เพราะนามรปู เปน็ ปจั จัย วญิ ญาณจึงมี
เพราะวิญญาณเป็นปจั จยั นามรูปจงึ มี
เพราะนามรูปเปน็ ปจั จยั ผัสสะจึงมี
เพราะผสั สะเปน็ ปัจจัย เวทนาจึงมี
เพราะเวทนาเป็นปจั จัย ตณั หาจึงมี
เพราะตณั หาเป็นปจั จยั อุปาทานจงึ มี
เพราะอุปาทานเปน็ ปจั จัย ภพจงึ มี
เพราะภพเป็นปจั จยั ชาติจงึ มี
เพราะชาติเป็นปจั จยั ชรามรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ ข์ โทมนัส อปุ ายาสจงึ มี
๒. จากน้ัน ทรงอธิบายด้วยวิธีตั้งค�ำถามให้ตอบ โดยทรงยกปฏิจจสมุปบาทแต่ละ
ข้อมาต้งั แลว้ ทรงอธิบายความหมายของปฏิจจสมปุ บาทข้อนัน้ ๆ เสร็จแล้วทรงตง้ั ค�ำถามแบบ
อนุมตปิ ุจฉา (ถามเพอื่ ขอความเห็น) เช่น
(ข้อ ๙๘) “อานนท์ ข้อที่เรากล่าวไว้เช่นนี้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี
เธอพงึ ทราบเหตผุ ลทีช่ าติเปน็ ปจั จยั ชรามรณะจึงมี ดงั ตอ่ ไปน้ี ก็ถ้าชาติ คือ เพอ่ื ความเป็นเทพ
ของพวกเทพ ... เพื่อ
ความเป็นสัตว์เลื้อยคลานของพวกสัตว์เลื้อยคลาน ไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในภพไหน ๆ
ทั่วทุกแห่ง ก็ถ้าชาติไม่ได้มีเพ่ือความเป็นอย่างนั้นของสรรพสัตว์พวกน้ัน ๆ เม่ือชาติไม่มี
โดยประการท้ังปวง เพราะชาติดับไป ชรามรณะจะปรากฏได้หรือ” ท่านพระอานนท์ทูล
ตอบวา่ “ปรากฏไมไ่ ดเ้ ลย พระพทุ ธเจา้ ขา้ ” จงึ ทรงสรปุ วา่ “อานนท์ เพราะเหตนุ นั้ เหตุ ตน้ เหตุ
เหตุเกิด และปจั จัยแห่งชราและมรณะ ก็คอื ชาตนิ ัน่ เอง”
๓. จากน้ัน ทรงอธิบายย้อนขึ้นไปจนถึงเพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี ก็ทรง
ขยายผลของเวทนาออกไปเปน็ ๘ ประการดังนี้
“ดว้ ยเหตุน้แี ล อานนท์
เพราะอาศัยเวทนา ตณั หาจึงมี
เพราะอาศยั ตณั หา ปริเยสนา (การแสวงหา) จงึ มี
เพราะอาศัยปริเยสนา ลาภะ (การได)้ จึงมี
เพราะอาศยั ลาภะ วินิจฉยะ (การก�ำหนด) จึงมี
เพราะอาศยั วินิจฉยะ ฉนั ทราคะ (ความก�ำหนัดดว้ ยอ�ำนาจความพอใจ) จึงมี
52 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก
เพราะอาศัยฉันทราคะ อชั โฌสานะ (ความหมกมุ่นฝังใจ) จึงมี
เพราะอาศัยอัชโฌสานะ ปริคคหะ (การยึดถอื ครอบครอง) จงึ มี
เพราะอาศยั ปรคิ คหะ มจั ฉรยิ ะ (ความตระหน่ี) จึงมี
เพราะอาศัยมจั ฉรยิ ะ อารักขะ (ความหวงกน้ั ) จึงมี
เพราะอารกั ขะเป็นเหตุ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมเกิดขึ้นจากการถือท่อนไม้
การถอื ศสั ตรา การทะเลาะ การแก่งแยง่ การวิวาท การพดู ขึ้นเสยี งว่า “มงึ มึง” การพดู ส่อเสียด
และการพดู เท็จ”
๔. จากน้นั ทรงอธบิ ายยอ้ นข้ึนจาก “เพราะอารักขะเป็นปัจจัย ...” ไปจนถึง “เพราะ
อาศยั ตณั หา ปริเยสนาจึงม”ี แล้วทรงสรปุ วา่ ธรรม ๒ อย่าง คือ ตัณหา และปริเยสนา รวมลง
เป็นอย่างเดียวกับเวทนา จากนั้นทรงอธิบายปฏิจจสมุปบาทต่อ คือ “เพราะผัสสะเป็นปัจจัย
เวทนาจึงมี” โดยนัยข้างตน้ จนถงึ “เพราะนามรูปเป็นปจั จัย วิญญาณจงึ มี” แลว้ ทรงสรุปวา่
ด้วยเหตเุ พยี งเทา่ นี้ วิญญาณและนามรูปจงึ เกดิ แก่ ตาย จตุ ิ หรอื อบุ ตั ิ
ด้วยเหตุเพยี งเท่าน้ี จึงมีค�ำที่เป็นเพียงชือ่
ด้วยเหตุเพียงเทา่ นี้ จึงมีค�ำที่ใช้ตามความหมาย
ดว้ ยเหตุเพียงเท่าน้ี จึงมคี �ำบญั ญัติ
ดว้ ยเหตุเพียงเท่านี้ จึงมีแต่สื่อความเข้าใจ
ด้วยเหตุเพยี งเท่าน้ี จงึ มวี ฏั ฏะหรือวิวฏั ฏะ
ความเป็นไป ความเป็นอย่างน้ี ย่อมปรากฏโดยการบัญญัติ คือ สมมติบัญญัติขึ้น
ใช้เพ่ือส่ือความหมายกัน สิ่งที่เป็นสภาวะปรากฏ ได้แก่ นามรูปที่เป็นไปพร้อมกับวิญญาณ
เพราะตา่ งก็เป็นปจั จัยของกนั และกนั
๕. จากนนั้ ทรงอธบิ ายเรื่องการบัญญตั อิ ัตตาของพวกทเี่ ชอ่ื เรอ่ื งอตั ตาวา่ มี ๔ แบบ
ซึ่งบญั ญัติตามทรรศนะ ๔ ทรรศนะ ดังนี้
๕.๑ บัญญัติว่า อัตตาของเรามีขนาดจ�ำกัด มีรูปตามทรรศนะท่ีเห็นว่า อัตตา
มขี นาดจ�ำกัด มรี ูป
๕.๒ บัญญตั วิ า่ อตั ตาของเรามขี นาดไม่จ�ำกดั มรี ปู ตามทรรศนะทเ่ี หน็ วา่ อัตตา
มีขนาด ไมจ่ �ำกัด มรี ปู
๕.๓ บัญญตั ิว่า อัตตาของเรามีขนาดจ�ำกดั ไมม่ ีรูป ตามทรรศนะทเ่ี หน็ ว่า อตั ตา
มีขนาดจ�ำกดั ไมม่ ีรปู
๕.๔ บญั ญตั วิ า่ อตั ตาของเรามขี นาดไมจ่ �ำกดั ไมม่ รี ปู ตามทรรศนะที่ เหน็ วา่ อตั ตา
มขี นาดไม่จ�ำกดั ไม่มีรูป
เล่มที่ ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๐ 53
เม่ือบัญญัติอตั ตาตามทรรศนะเหล่าน้ี กจ็ ะมีทรรศนะย่อย ๓ ทรรศนะ เกิดตามมาจาก
แตล่ ะทรรศนะ คือ (๑) อัตตามอี ยเู่ ฉพาะในชาตนิ ีเ้ ท่านี้ (๒) อัตตามอี ยตู่ ลอดไป หรอื (๓) เรา
สามารถท�ำอัตตาทมี่ สี ภาพไมเ่ ท่ยี งให้มีสภาพเที่ยงได้
ความตรงนี้ชใ้ี หเ้ หน็ วา่ ไม่ว่าจะบัญญัติอัตตาตามทรรศนะใด ส่งิ ท่ีตามมา คือ การยดึ
ติดในเร่ืองอัตตา หรืออัตตวาทุปาทาน แล้วน�ำไปสู่การเชื่อมโยงตามกฎปฏิจจสมุปบาทต่อไป
น่ันคอื อปุ าทาน —> ภพ —> ชาติ —> ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนสั อปุ ายาส
ในทางตรงกนั ขา้ ม การไมบ่ ญั ญตั อิ ตั ตาตามทรรศนะทง้ั ๔ อยา่ งนี้ กจ็ ะไมม่ ที รรศนะยอ่ ย
๓ อย่างเกดิ ขึน้ เมอื่ เปน็ เชน่ น้ี การเช่อื มโยงของกฎปฏจิ จสมปุ บาทก็จะขาดตอนลง
๖. ทรงอธิบายต่อไปวา่ ทิฏฐิหรอื ทรรศนะทเ่ี หน็ วา่ มีอตั ตา มี ๓ ทรรศนะ คอื
๖.๑ ทรรศนะทเี่ ห็นวา่ เวทนาเป็นอัตตาของเรา
๖.๒ ทรรศนะที่เห็นว่า เวทนาไม่ใช่อัตตาของเรา เพราะอัตตาของเรา ไม่เสวย
อารมณ์
๖.๓ ทรรศนะที่เห็นว่า เวทนาไม่ใช่อัตตาของเรา เพราะอัตตาของเราจะไม่เสวย
อารมณ์
กม็ ใิ ช่ อตั ตาของเรายังเสวยอารมณ์อยู่ เพราะอตั ตาของเรามีเวทนาเปน็ คุณสมบตั ิ
ทรงเน้นว่า ไม่ว่าจะเห็นอย่างไรใน ๓ ทรรศนะน้ี เมื่อถูกถามว่า ในเวทนา ๓ อย่าง
คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา ซึ่งต่างก็มีลักษณะ ไม่เท่ียงแท้แน่นอนนั้น
เวทนาใดเปน็ อตั ตาหรือเป็นคุณสมบตั ิของอตั ตา ผถู้ อื ทรรศนะนัน้ ๆ กต็ อบไมไ่ ด้
ความตรงนี้ช้ีให้เห็นว่า ไม่มีอัตตาที่เท่ียงแท้ถาวร มีแต่สภาวธรรมท่ีเรียกว่า นามรูป
กบั วญิ ญาณที่เช่ือมโยงกันตามกฎปฏจิ จสมุปบาทดงั ที่ตรสั ไวข้ า้ งต้น
๗. จากนนั้ ทรงอธบิ ายเรื่องวญิ ญาณฐิติ คอื ภูมิเปน็ ทต่ี ้ังหรือทเี่ กดิ ของวญิ ญาณ ๗ ภมู ิ
เรื่องอายตนะ คือที่ต่อ ในท่ีนี้หมายถึงภูมิของสัตว์ที่จัดเข้าในวิญญาณฐิติไม่ได้ มี ๒ ภูมิ
และเรือ่ งวิโมกข์ คอื ความหลดุ พน้ ๘ แบบ
วญิ ญาณฐติ ิ ๗ ภมู ิ ไดแ้ ก่ (๑) ภมู ขิ องสตั ว์ ผู้มีกายต่างกัน มีสัญญาตา่ งกนั คอื มนษุ ย์
เทวดาในสวรรค์ ๖ ชั้น พวกยักษิณีและพวกเวมานิกเปรตท่ีพ้นจากอบายภูมิ ๔ (๒) ภูมิของ
สตั วผ์ มู้ กี ายตา่ งกนั แตม่ สี ญั ญาอยา่ งเดยี วกนั คอื พวกพรหมชนั้ ปฐมฌาน ไดแ้ ก่ พรหมปารสิ ชั ชา
พรหมปโรหติ า และมหาพรหมา (๓) ภมู ิ ของสัตวผ์ ู้มกี ายอย่างเดยี วกัน แต่มสี ัญญาตา่ งกนั คือ
พวกพรหมชน้ั อาภสั สระ (๔) ภมู ขิ องสตั วผ์ มู้ กี ายอยา่ งเดยี วกนั มสี ญั ญาอยา่ งเดยี วกนั คอื พรหม
ช้ันสุภกิณหะ (๕) ภูมขิ องสตั วผ์ ู้ได้ อากาสานัญจายตนสมาบตั ิ (๖) ภมู ิของสตั วผ์ ้ไู ด้วิญญาณญั -
54 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
จายตนสมาบัติ (๗) ภมู ขิ องสตั ว์ผไู้ ด้ อากญิ จญั ญายตนสมาบตั ิ
เรื่อง อายตนะ ๒ ภมู ิ คือ ภมู ิของสัตว์ทไ่ี มอ่ าจจดั เข้าในวิญญาณฐติ ิ ๗ ได้ เพราะไมม่ ี
สัญญา (อสัญญา) หรือก�ำหนดไม่ได้ว่าเป็นสัญญา (เนวสัญญานาสัญญา) ได้แก่ (๑) ภูมิของ
พวกพรหมชั้นอสัญญีสัตว์ (พรหมลูกฟัก มีแต่รูปไม่มีสัญญา) คือ ผู้ได้อสัญญายตนสมาบัติ
(๒) ภูมิของพวกพรหมผ้ไู ด้เนวสญั ญานาสญั ญายตนสมาบัติ
ทรงเน้นว่า เหล่าสัตว์ในภพภูมิเหล่านี้ ถ้าไม่รู้แจ้งปฏิจจสมุปบาท ไม่รู้ความเกิด
ความดบั คณุ และโทษของวญิ ญาณฐติ แิ ละอายตนะเหลา่ นี้ กจ็ ะเพลิดเพลนิ อยู่ในภพภมู นิ ั้น ๆ
ไม่อาจหลุดพ้นไปได้ จึงต้องได้รับโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ผู้รู้ชัดความเกิด
ความดับ คุณและโทษของภพภูมิเหล่านี้และรู้ชัดอุบายวิธีสลัดออกจากภพภูมิเหล่านี้ ก็จะ
ไมเ่ พลดิ เพลนิ ในภพภูมิต่าง ๆ ซึ่งเป็นทางน�ำไปสู่ ความหลุดพน้ ดว้ ยวโิ มกข์ ๘ แบบ ส�ำหรบั
บคุ คล ๘ จ�ำพวก
๒.๕ ข้อสังเกต
ค�ำวา่ มหานทิ าน ซง่ึ เปน็ ชอื่ ของพระสตู รน้ี มรี ปู ค�ำพอ้ งกบั ชอื่ วรรคหนง่ึ ของสงั ยตุ นกิ าย
คือ นิทานวรรค (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๖) ค�ำว่า นิทาน ท้ังในค�ำว่า มหานิทานสูตร และ
ในค�ำว่า นิทานวรรค แปลว่า ต้นเหตุ หรอื ส่งิ ท่เี ปน็ ตน้ เหตุ เหมือนกนั และหมายถึงหมวดธรรม
เดยี วกัน คอื ปฏิจจสมุปบาท
ในนิทานวรรค สังยุตตนิกาย ท่านประมวลพระสูตรท่ีว่าด้วยปฏิจจสมุปบาทมารวม
ไว้ถึง ๓๓๗ สูตร เพ่ืออ�ำนวยความสะดวกแก่ผู้สนใจศึกษาค้นคว้าเร่ือง ปฏิจสมุปบาทใน
บริบทต่าง ๆ ซึ่งมีรูปแบบการอธิบายหลากหลาย เช่น อธิบายโดยเร่ิมจากอวิชชา เรื่อยไป
จนถึงชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ ข์ โทมนสั อุปายาส กม็ ี หรือเร่มิ จากทุกข์ไบ่ข้ึนไปเร่อื ย ๆ
จนถงึ อวชิ ชากม็ ี การอธบิ ายอยา่ งนเ้ี รยี กวา่ อธบิ ายเตม็ สตู ร อธบิ ายโดยจบั เอาทอ่ นใดทอ่ นหนงึ่
มาขยายความตามท่ีต้องการก็มี การอธิบายอย่างนี้เรียกว่าอธิบายไม่เต็มสูตร แต่ในพระสูตร
จ�ำนวน ๓๓๗ สูตร ของนิทานวรรคนนั้ ไมม่ พี ระสูตรใดไดช้ ื่อว่ามหานิทานสตู ร คอื พระสตู รท่ี
ว่าด้วย สิ่งท่ีเป็นต้นเหตใุ หญ่ เหมอื นพระสตู รนี้
มหานิทานสูตรน้ีได้รับยกย่องว่าเป็นพระสูตรท่ีมีอรรถลึกซึ้ง (คมฺภีรตฺถ) พระสูตร ๑
ใน ๘ สตู รทพี่ ระผ้มู พี ระภาคทรงแสดงขณะประทบั ในนคิ มของชาวกุรุ พระสตู รทีม่ อี รรถลึกซ้งึ
อีก ๗ สตู ร คอื (๑) มหาสตปิ ฏั ฐานสูตร (ในเล่มนี)้ (๒) สตปิ ฏั ฐานสตู ร หรอื มหาสติปฏั ฐานสูตร
(๓) สาโรปมสตู ร (๔) รกุ โขปมสตู ร (๕) รฏั ฐปาลสตู ร (๖) มาคณั ฑยิ สตู ร (๗) อาเนญชสปั ปายสตู ร
เล่มที่ ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๐ 55
ทั้ง ๖ สตู รนี้ อยใู่ นมชั ฌมิ นิกาย (บัดน้ี รุกโขปมสตู ร ยังหาไม่พบว่าอยใู่ นพระไตรปิฎกเล่มใด)
(ท.ี ม.อ. ๗๓/๓๕๗, ม.ม.ู อ. ๑/๑๐๖/๒๔๓)
ขอให้สังเกตว่า พระผู้มีพระภาคทรงอธิบายปฏิจจสมุปบาทในพระสูตรน้ี คล้ายกับ
ที่พระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทในตอนตรัสรู้ ดังแนะน�ำไว้ในค�ำแนะน�ำ
มหาปทานสตู ร คือ เริม่ ตน้ ทช่ี รา มรณะ ไลข่ น้ึ ไปจนถึงวิญญาณแลว้ หมนุ กลบั ลงมา ไม่เลยไปถึง
สงั ขารและอวิชชา เพราะทรงเน้นวิญญาณกบั นามรูป เพือ่ ขยายผลไปส่กู ารบัญญตั อิ ัตตาตาม
ทิฏฐิตา่ ง ๆ และการเวยี นว่ายตายเกดิ ในภพภมู ิต่าง ๆ ทรงแสดงวา่ เมื่อรูแ้ จ้งปฏจิ จสมุปบาทน้ี
ดแี ล้ว จะหลดุ พน้ จากภพภมู เิ หล่านั้น และเขา้ ถึงวิโมกขไ์ ดใ้ นทส่ี ดุ
๓. มหาปรนิ ิพพานสตู ร
๓.๑ ท่ีมาของชอ่ื
มหาปรินิพพานสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยมหาปรินิพพาน หมายถึงการดับขันธ์
ของพระผู้มีพระภาคซ่ึงเป็นเหตุการณ์ที่ส�ำคัญท่ีสุดส�ำหรับพุทธศาสนิกชนท้ังหลาย ช่ือน้ี
ต้ังตามเน้อื หาสาระของพระสูตร
๓.๒ ที่มาของพระสูตร
พระสูตรน้ีเป็นบันทึกประมวลล�ำดับเหตุการณ์และพระธรรมเทศนาในขบวนเสด็จ
จาริกแสดงธรรมตร้ังสุดท้ายของพระผู้มีพระภาค ตลอดจนเหตุการณ์ในวันเสด็จดับ
ขันธปรนิ ิพพาน การถวายพระเพลิง การแจกพระบรมสารีรกิ ธาตุ และการ สร้างพระสถูป
สันนิษฐานกันว่า พระสูตรนี้ พระธรรมสังคาหกาจารย์ครั้งปฐมสังคายนาจัดท�ำขึ้น
นับเป็นพระสตู รที่ยาวทีส่ ดุ
๓.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รูปแบบของมหาปรินิพพานสูตรเป็นแบบบันทึกเล่าเรื่อง โดยประมวลเหตุการณ์
และพระธรรมเทศนาท้ังหมดท่ีเกิดขนึ้ ในขบวนเสดจ็ จารกิ แสดงธรรมครง้ั สดุ ทา้ ย มารวมไว้
๓.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
เน้อื หาของพระสตู รน้ีแบ่งเป็น ๖ ภาณวาร และแบ่งยอ่ ยออกเปน็ ๔๔ ตอน บางตอน
56 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
บันทึกไว้โดยย่อและมีรายละเอียดแยกไปตั้งเป็นสูตรหน่ึงต่างหากก็มี เช่น มหาสุทัสสนสูตร
ชนวสภสูตรในเล่มน้ี บางตอนปรากฏอยู่ในคัมภีร์ต่าง ๆ ท้ังของพระสุตตันตปิฎก ของ
พระวนิ ยั ปฎิ ก และของพระอภธิ รรมปฎิ ก สาระส�ำคัญของ แต่ละตอนมีดังน้ี
ตอนที่ ๑-๓
วัสสการพราหมณ์มหาอ�ำมาตย์แคว้นมคธ เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคขณะประทับอยู่
ณ ภูเขาคชิ ฌกูฏ เขตกรุงราชคฤห์ กราบทูลตามรบั สั่งของพระเจ้าอชาตศัตรู เรื่องจะเสด็จไป
ปราบแควน้ วชั ชี พระผมู้ พี ระภาคมไิ ดต้ รสั อะไรในเรอื่ งนี้ แตไ่ ดต้ รสั ถามทา่ นพระอานนทท์ กี่ �ำลงั
ถวายงานพัดอยู่ในขณะน้ันว่า พวกเจ้าวัชชียังปฏิบัติม่ันตามราชอปริหานิยธรรม ๗ ประการ
อยู่หรอื ไม่ เมือ่ พระเถระทูลตอบวา่ ยงั ปฏิบตั ิมน่ั อยู่ จึงทรงพยากรณว์ ่า ตราบใดทพ่ี วกเจา้ วัชชี
ยังปฏิบัติมั่นตามราชอปริหานิยธรรมท้ัง ๗ ประการ ตราบนั้นพวกเจ้าวัชชีพึงหวังได้แต่
ความเจรญิ อยา่ งเดยี ว ไม่มคี วามเสอื่ มเลย แลว้ ทรงเล่าใหว้ ัสสการพราหมณฟ์ งั วา่ เคยตรสั เรอื่ ง
ราชอปรหิ านยิ ธรรม ๗ ประการนแี้ ก่พวกเจา้ วัชชี
วสั สการพราหมณก์ ราบทลู วา่ พวกเจา้ วชั ชปี ฏบิ ตั เิ พยี งประการเดยี วกจ็ ะมแี ตค่ วามเจรญิ
อยา่ งเดยี ว ไมม่ คี วามเสอื่ ม ไมต่ อ้ งปฏบิ ตั ใิ หค้ รบทงั้ ๗ ประการเลย พระเจา้ อาชาตศตั รไู มค่ วรท�ำ
สงครามกบั พวกวชั ชเี ลย นอกจากใชว้ ธิ ที างการทตู หรอื ไมก่ ท็ �ำใหแ้ ตกสามคั คกี นั แลว้ ทลู ลากลบั
หลังจากวัสสการพราหมณ์กลับไปไม่นาน พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ท่านพระอานนท์
เรียกประชุมสงฆ์ทั้งหมดที่พ�ำนักอยู่ในกรุงราชคฤห์ขณะน้ัน และได้ตรัสพระธรรมเทศนาเร่ือง
อปริหานิยธรรมส�ำหรับภิกษุ หรือภิกขุอปริหานิยธรรม รวม ๖ หมวด เป็นอปริหานิยธรรม
๗ ประการ ๕ หมวด ๖ ประการ ๑ หมวด หมวดที่ ๔ ไดแ้ ก่ โพชฌงค์ ๗ หมวดท่ี ๕ ได้แก่
สญั ญา ๗ (คอื สัญญา ๗ ประการแรก ในสญั ญา ๑๐) และหมวดท่ี ๖ ได้แก่สารณยี ธรรม ๖
จากน้นั ไดเ้ สดจ็ พรอ้ มดว้ ยภกิ ษสุ งฆห์ มู่ใหญป่ ระมาณ ๕๐๐ รูป ลงจากภเู ขาคชิ ฌกูฏ
ไปยังอมั พลฏั ฐิกาวัน (สวนมะมว่ งหนุ่ม) เสดจ็ เข้าประทับ ณ ต�ำหนกั หลวง ทรงแสดงพระธรรม
เทศนาวา่ ดว้ ยศลี สมาธิ ปญั ญา แกภ่ กิ ษทุ งั้ หลายแลว้ เสดจ็ ตอ่ ไป จนถงึ เมอื งนาลนั ทา (นาฬนั ทา)
ประทับทป่ี าวารกิ ัมพวัน (สวนมะมว่ งของปาวาริกเศรษฐี) แคว้นมคธ
ตอนท่ี ๔
ท่านพระสารีบุตรเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคขณะประทับอยู่ที่ปาวาริกัมพวันกราบทูลถึง
ความเลื่อมใสที่ท่านมีต่อพระผู้มีพระภาคด้วยอาสภิวาจา คือ วาจาอันองอาจดุจเสียงราชสีห์
ค�ำราม (สีหนาท) วา่ “ไม่เคยมี จักไมม่ ี และยอ่ มไมม่ ี สมณะหรือพราหมณ์ผ้อู ่ืน ซึ่งจะมปี ัญญา
เลม่ ท่ี ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๐ 57
ในทางพระสัมโพธิญาณ ยิ่งกว่าพระผูม้ พี ระภาค”
เมื่อทรงท้วงติงว่า พระเถระไม่มีเจโตปริยญาณ (ปัญญาหย่ังรู้วาระจิตของผู้อ่ืน) ใน
พระพุทธเจ้าท้ังหลายทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน จะรู้เร่ืองในพระทัยของพระพุทธเจ้า
เหลา่ นัน้ ได้อย่างไร ทา่ นกราบทลู วา่ ท่านมวี ธิ กี ารอนุมาน โดย อาศัยองค์ธรรม ๓ หมวด คือ
นิวรณ์ ๕ สติปัฏฐาน ๔ และโพชฌงค์ ๗ เป็น เคร่ืองมือการอนุมานว่า เพราะพระพุทธเจ้า
ทุกพระองค์ทรงละนิวรณ์ ๕ ประการได้เด็ดขาด มีพระทัยมั่นคงดีในสติปัฏฐาน ๔ ประการ
ทรงเจริญโพชฌงค์ ๗ ประการ ตามความเป็นจริง จึงตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ท่านเปรียบเทียบท่านเองกับนายประตูผู้ฉลาดของเมืองชายแดนที่มีก�ำแพงมั่นคง มีประตู
เข้า-ออกเพียงประตูเดียวว่าเขาย่อมรู้จักสัตว์ใหญ่ ๆ ทุกชนิดที่เข้าและออกจากเมืองนั้น
โดยพจิ ารณา ส�ำรวจท่ที างเข้า-ออกน้ี ฉันใด ทา่ นกพ็ ิจารณาส�ำรวจจากธรรม ๓ หมวดนฉ้ี นั นัน้
พระผมู้ พี ระภาคทรงนง่ิ มไิ ดต้ รสั รบั รองความถกู ตอ้ งของการอนมุ านนี้ แตอ่ รรถกถาบอก
ให้ดรู ายละเอียดเรอื่ งนใี้ นสมั ปสาทนียสตู ร ในทฆี นกิ าย ปาฏิกวรรค (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๑)
ตรงน้ีมีข้อท่ีควรศึกษา คือ ท่านพระสารีบุตรมิได้ตามเสด็จมาจากกรุงราชคฤห์เพราะท่านมา
พักอยู่ที่นาลันทาซ่ึงเป็นบ้านเดิมของท่านเพื่อโปรดมารดา และท่านก็ได้นิพพานในห้องที่ท่าน
เกิดนนั่ เอง หลังจากขบวนเสดจ็ เคล่อื นไปแล้ว
ตอนที่ ๕-๗
พระผมู้ ีพระภาคเสดจ็ จากเมอื งนาลันทาไปถงึ ปาฏลคิ าม แคว้นมคธ ประทบั ณ บา้ น
รับรองของอุบาสกอุบาสิกาชาวปาฏลิคาม ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดอุบาสกและ
อบุ าสิกาเหลา่ น้นั เรอ่ื งโทษของผทู้ ศุ ีล ๕ ประการ และอานิสงส์ของผ้มู ีศีล ๕ ประการ
วันรุ่งขึ้นตรัสกับท่านพระอานนท์เรื่องการสร้างเมืองปาฏลีบุตรที่มหาอ�ำมาตย์แคว้น
มคธ ๒ คน คือ สุนีธะและวัสสการพราหมณ์ก�ำลังด�ำเนินการอยู่ว่า ต่อไปเมืองน้ีจะเป็นเมือง
ชัน้ เยี่ยม เปน็ ศูนย์กลางการคา้ ขาย แต่จะมีอันตราย ๓ อยา่ ง คือ อนั ตรายท่เี กิดจากไฟ จากน�้ำ
และจากการแตกสามัคคี ต่อมา มหาอ�ำมาตย์ทั้งสองเข้าเฝ้ากราบทูลอาราธนาพระองค์
พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ไปเสวยพระกายาหารที่บ้านพักของตน คร้ันเสวยพระกระยาหารเสร็จ
ทรงอนุโมทนาด้วยพระคาถาที่ ขึ้นต้นว่า ยสฺมึ ปเทเส กปฺเปติ ซ่ึงคณะสงฆ์ยังใช้เป็น
บทเจริญพระพทุ ธมนต์ในงานขึ้นบ้านใหม่ งานฉลองอาคารใหม่ มาจนทุกวนั นี้
ครั้นทรงอนุโมทนาเสร็จแล้วได้เสด็จออกจากปาฏลิคามพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์โดย
มีมหาอ�ำมาตย์ท้ังสองตามส่งเสด็จจนถึงท่าข้ามแม่น�้ำคงคาจากฝั่งของแคว้นมคธ ไปยังฝั่งของ
แคว้นวชั ชี มหาอ�ำมาตยจ์ งึ ตั้งชอ่ื ทา่ ทที่ รงขา้ มฝัง่ นนั้ วา่ ท่าพระโคดม
58 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
ตอนที่ ๘-๑๐
พระผมู้ พี ระภาคทรงน�ำภิกษุสงฆไ์ ปยงั โกฏกิ คาม ตรสั กบั ภิกษทุ ้งั หลายเร่ือง อริยสัจ ๔
แล้วเสด็จตอ่ ไปจนถงึ นาทกิ คามหรอื ญาตกิ คาม แควน้ วชั ชี ประทับ ณ ต�ำหนักอฐิ (ท่ีชาวบ้าน
ญาติกคามสร้างถวาย) ทรงตอบค�ำถามของท่านพระอานนท์เร่ืองคติและอภิสัมปรายภพของ
พุทธบริษัทของหมู่บ้านนั้นที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งมีท้ัง ภิกษุ ภิษุณี อุบาสก และอุบาสิกา และ
มีคุณธรรมตั้งแต่โสดาปัตติผล จนถึง อรหัตตผล สรุปว่า มีท้ังผู้ท่ีไม่หวนกลับมาเกิดในโลกนี้
อีกและผู้ที่จะบรรลุสัมโพธิ ในวันข้างหน้า (ในเร่ืองนี้มีรายละเอียดแยกไปตั้งเป็นอีกสูตรหน่ึง
คือ ชนวสภสูตร ในเลม่ นี)้
หลังจากตรัสตอบค�ำถามของท่านพระอานนท์จบแล้วทรงแสดงธรรมเร่ือง แว่นธรรม
เพอ่ื ใหพ้ ทุ ธบรษิ ทั ใชเ้ ปน็ หลกั ส�ำหรบั ส�ำรวจตวั เอง พยากรณต์ วั เองโดยไมต่ อ้ งมาทลู ถามพระองค์
อีก ทรงสรุปว่า พระอริยสาวกผู้มีแว่นธรรมนี้แล้ว พยากรณ์ตนเองได้ว่า จะไม่ไปเกิดในนรก
ก�ำเนิดสตั วด์ ิรจั ฉาน เปรต อบาย ทุคติ และวินบิ าตแน่นอน
อน่ึง ขณะประทบั ณ ต�ำหนักอฐิ นี้ พระผ้มู ีพระภาคทรงแสดงธรรมเกย่ี วกับ ศีล สมาธิ
และปญั ญาไว้หลายเรือ่ ง รวมท้งั เร่อื งสตปิ ัฏฐาน ๔
ตอนท่ี ๑๑
จากน้ัน เสดจ็ ต่อไปยงั สวนมะม่วงของนางอัมพปาลีพรอ้ มดว้ ยภกิ ษสุ งฆ์ วันรงุ่ นึ้น เสด็จ
ไปเสวยพระกระยาหารทบ่ี า้ นนางอมั พปาลตี ามค�ำอาราธนา หลงั จาก เสวยพระกระยาหารแลว้
นางได้ถวายสวนมะม่วงให้เป็นท่ีพักของสงฆ์ตลอดไป ขณะประทับที่สวนมะม่วงแห่งนี้ได้ทรง
แสดงธรรมเกี่ยวกับศลี สมาธิ และปัญญาหลายเร่อื ง
ตอนที่ ๑๒-๑๕
จากสวนมะมว่ งของอัมพปาลี เสด็จตอ่ ไปถงึ เวฬุวคาม เขตกรงุ เวสาลี รบั ส่งั ให้ภิกษทุ ง้ั
หลายแยกยา้ ยกนั จ�ำพรรษา ณ ที่ทีม่ เี พือ่ นหรือคนทีค่ นุ้ เคยกันโดยรอบกรงุ เวสาลี ส่วนพระองค์
ทรงจ�ำพรรษา ณ เวฬุวคาม
ขณะประทบั อยทู่ เี่ วฬวุ คามนนั้ ไดเ้ กดิ อาการพระประชวรอยา่ งรนุ แรง ทรงมที กุ ขเวทนา
อย่างแสนสาหัสจวนเจียนจะปรินิพพาน แต่ทรงอดกล้ันไว้ได้ด้วย อิทธิบาท ท�ำให้ท่านพระ
อานนท์ที่เฝา้ พยาบาลอย่ตู ลอดเวลา รูส้ กึ ดใี จ หายกงั วล ห่วงใย และกราบทลู ความร้สู กึ ให้ทรง
ทราบ พระองคจ์ งึ ตรสั สอนเรอื่ งความไมเ่ ทย่ี งของสงั ขารซงึ่ ตอ้ งมกี ารพลดั พรากเปน็ ธรรมดา ทรง
สอนใหม้ ตี นเปน็ ที่พงึ่ มีธรรม เป็นที่พ่งึ อย่ายดึ ติดพระองค์
เลม่ ที่ ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๐ 59
เช้าวันหน่ึงเสด็จไปบิณฑบาตในกรุงเวสาลีโดยมีท่านพระอานนท์ตามเสด็จ หลังจาก
เสวยพระกายาหารแล้ว เสด็จต่อไปยังปาวาลเจดีย์ เขตกรุงเวสาลี ทรงแสดงนิมิตโอภาส
ให้พระเถระฟังถึง ๓ คร้ัง เพื่อให้ทูลอาราธนาให้ทรงด�ำรงพระชนมชีพต่อไปเพื่อประโยชน์
แก่คนหมู่มาก เพ่ืออนุเคราะห์ชาวโลก แต่ท่านไม่เข้าใจความหมายแห่งนิมิตโอภาสนั้น
จึงรับส่ังให้ท่านออกไปจากท่ีประทับ และมารผู้มีบาปก็ได้โอกาสเข้าเฝ้าทูลอาราธนาให้
ปรนิ พิ พานโดยอา้ งวา่ ถงึ เวลาอนั สมควรแลว้ พระองคจ์ งึ รบั ค�ำอาราธนาใหป้ รนิ พิ พานโดยอา้ งวา่
ถงึ เวลาอนั สมควรแลว้ พระองคจ์ งึ ทรงรบั ค�ำอาราธนาของมารและทรงปลงพระชนมายสุ งั ขารวา่
จากวันน้ีไปอีก ๓ เดือน พระองค์จะเสดจ็ ดบั ขันธปรนิ พิ พาน
ตอนท่ี ๑๖-๒๐
ทนั ทที ท่ี รงปลงพระชนมายสุ งั ขาร ไดเ้ กดิ แผน่ ดนิ ไหวอยา่ งรนุ แรง ท�ำใหท้ า่ นพระอานนท์
แปลกใจจึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลถามถึงสาเหตุ พระองค์ทรงตอบว่า เกิดจากสาเหตุ
๘ ประการคือ (๑) เกิดจากธรรมชาติของโลก (๒) เกิดจากอ�ำนาจฤทธิ์ของผู้มีฤทธ์ิมีอ�ำนาจ
ทางใจ (๓-๘) เกดิ จากอ�ำนาจบญุ บารมขี องพระพทุ ธเจา้ ๖ คราว ไดแ้ กค่ ราวเดดจ็ ลงสพู่ ระครรภ์
พระมาร คราวประสูติ คราวตรัสรู้ คราวประกาศพระธรรมจักร คราวปลงพระชนมายุสังขาร
และคราวเสดจ็ ดับขนั ธปรนิ ิพพาน
ตรัสเล่าให้พระอานนท์ฟังต่อไปว่า พระองค์เคยเสด็จเข้าไปในบริษัท ๘ จ�ำพวก คือ
ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัท จาตุมหาราชบริษัท ดาวดึงสบริษัท
มารบรษิ ทั และพรหมบรษิ ทั โดยทรงปรบั พระองคใ์ หก้ ลมกลนื กบั บรษิ ทั นนั้ ๆ จนเขาจ�ำพระองค์
ไมไ่ ด้
ตรัสเล่าให้ท่านพระอานนท์ฟังต่อไปอีก ๓ เร่ือง คือ เรื่องอภิภายตนะ ๘ ประการ
เร่ืองวิโมกข์ ๘ ประการ และทรงเล่าเรื่องมารทูลอาราธนาให้ปรินิพพาน ซ่ึงทรงรับ
ค�ำอาราธนาของมารแลว้
ตอนที่ ๒๑-๒๓
ท่านพระอานนท์กราบทูลอาราธนาให้ทรงด�ำรงพระชนมชีพต่อไปอีก ๑ กัป เพ่ือ
ประโยชน์แกค่ นหม่มู าก เพ่อื อนุเคราะห์ชาวโลก ตรสั ตอบวา่ พระองค์ไดท้ รงแสดงนมิ ิตให้ทา่ น
พระอานนทฟ์ งั ถึง ๖ ครงั้ แล้ว เพอ่ื ให้อาราธนา ถ้าพระเถระกราบทลู อาราธนา พระองค์จะทรง
ด�ำรงพระชนมชีพอย่ไู ดเ้ ปน็ กัป ๆ ดว้ ยอ�ำนาจ แหง่ อทิ ธบิ าท ๔ ประการ แลว้ ทรงแสดงอานภุ าพ
ของอทิ ธบิ าท ๔ ประการให้ฟัง และทรงยำ้� วา่ บดั น้ที รงรบั ค�ำอาราธนาของมารแลว้ พระองค์
60 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
จะปรนิ ิพพานในอกี ๓ เดือนข้างหน้า จะคนื ค�ำไม่ได้ จากนัน้ ตรัสชวนท่านพระอานนท์ไปพกั ท่ี
กฏู าคารศาลา ป่ามหาวนั เขตกรุงเวสาลี ต่อไป
ขณะประทับอยู่ท่ีกฏู าคารศาลา ป่ามหาวัน รบั สงั่ ให้ท่านพระอานนท์เรยี กประชุมสงฆ์
ท่ีหอฉัน และได้ตรัสย้�ำให้ภิกษุท้ังหลายศึกษาเล่าเรียนปฏิบัติเจริญธรรมท่ีควรรู้ย่ิงต่อไปน้ี
เพือ่ ให้พระศาสนานี้ด�ำรงอยู่ได้ยืนนาน ซ่งึ จะเป็นไปเพอ่ื ประโยชน์เก้อื กูล เพอ่ื สขุ แกค่ นหมมู่ าก
ตลอดจนเทวดาท้ังหลาย คอื
๑. สตปิ ัฏฐาน ๔ ๒. สัมมัปปธาน ๔
๓. อิทธิบาท ๔ ๔. อินทรีย์ ๕
๕. พละ ๕ ๖. โพชฌงค์ ๗
๗. มรรคมีองค์ ๘
จากนนั้ ทรงแสดงสงั เวชนียธรรมวา่
“ภิกษุท้ังหลาย บดั นี้ เราขอเตือนเธอทงั้ หลายวา่ สังขารทั้งหลายมี ความเส่อื มไปเปน็
ธรรมดา เธอท้ังหลายจงท�ำหนา้ ที่ให้ส�ำเรจ็ ด้วยความไมป่ ระมาทเถดิ อีกไม่นานการปรินพิ พาน
ของตถาคตจะมี จากนี้ไปอกี ๓ เดือน ตถาคตจะปรินพิ พาน”
ตอนท่ี ๒๔
ในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้นหลังจากทรงแสดงสังเวชนียธรรมแล้ว ได้เสด็จเข้าไป
บิณฑบาตในกรุงเวสาลี ครั้นเสวยพระกระยาหารเสร็จ ขณะเสด็จกลับออกจากกรุงเวสาลี
ทรงหยุดทอดพระเนตรกรงุ เวสาลดี ว้ ยอาการมองของชา้ ง คอื หมุนตวั กลบั หลัง มอง เพราะชา้ ง
เอ้ียวคอมองไม่ได้ พระอาการท่ีทอดพระเนตรกรุงเวสาลีคร้ังนี้ เรียกว่า ทอดพระเนตร
กรุงเวสาลีอย่างช้างมอง รับส่ังกับท่านพระอานนท์ว่า น้ีเป็นการทอดพระเนตรกรุงเวสาลี
คร้ังสุดทา้ ย แลว้ ตรสั ชวน ทา่ นพระอานนทไ์ ปยังภัณฑุคาม
ขณะประทับที่ภณั ฑคุ าม ทรงแสดงหลกั ธรรม ๔ ประการ แกภ่ ิกษุทงั้ หลายวา่ เพราะ
ไม่รู้แจ้งแทงตลอดธรรมเหล่านั้น พระองค์และภิกษุท้ังหลายจึงเที่ยวเร่ร่อน ไปตลอดกาลนาน
ธรรม ๔ ประการนั้น คอื (๑) อรยิ ศลี (๒) อรยิ สมาธิ (๓) อรยิ ปญั ญา (๔) อรยิ วมิ ุตติ
ตอนท่ี ๒๕
ทรงน�ำภิกษุสงฆ์ออกจากภัณฑุคามไปยังหัตถีคามและชัมพุคาม แต่ละแห่งทรงแสดง
ธรรมแก่ภิกษุท้ังหลายเกี่ยวกับศีล สมาธิ ปัญญา ในบริบทต่าง ๆ อีกมาก แล้วเสด็จไปจนถึง
โภคนคร ประทับ ณ อานนทเจดีย์
เลม่ ที่ ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๐ 61
ขณะประทบั อยู่ ณ อานนทเจดยี ์ ในโภคนคร ทรงแสดงมหาปเทส ๔ ประการ เพอื่ ให้
ภกิ ษุทัง้ หลายใช้เป็นข้ออ้างในการตัดสินพระธรรมวินัยวา่ อะไรเป็นพระพทุ ธพจน์ อะไรไม่เปน็
พระพุทธพจน์ นบั เปน็ เครือ่ งมือส�ำคญั ในการศึกษาพระธรรมวนิ ัย มาจนถึงบัดนี้
ตอนที่ ๒๖-๒๘
จากน้นั ทรงน�ำภกิ ษสุ งฆอ์ อกจากโภคนคร เสด็จไปยังกรุงปาวา เมืองหลวงของแคว้น
มลั ละ (แคว้นนี้ ขณะนน้ั แบง่ เป็น ๒ สว่ น ส่วนหนึง่ มกี รงุ ปาวาเป็น เมอื งหลวง อกี ส่วนหนึง่ มี
กรงุ กุสนิ าราเปน็ เมืองหลวง) ประทบั ณ อัมพวัน ของ นายจนุ ทกัมมารบุตร ในวันรุ่งข้นึ เสดจ็ ไป
เสวยพระกระยาหารท่ีบ้านของนายจนุ ทกมั มารบตุ รพรอ้ มด้วยภกิ ษสุ งฆ์ตามค�ำอาราธนา
หลังจากเสวยพระกระยาหารที่ชื่อว่าสูกรมัททวะของนายจุทกัมมารบุตรแล้ว ได้เกิด
อาการพระประชวรอย่างรุนแรงลงพระบังคนหนกั เปน็ โลหิต ทรงมที กุ ขเวทนาอย่างแสนสาหัส
แต่ทรงใช้สติสัมปชัญญะข่มทุกขเวทนาไว้ ตรัสชวนท่านพระอานนท์ออกเดินทางต่อไปยัง
กรงุ กสุ นิ ารา ระหวา่ งทางทรงหยดุ พกั และรบั สง่ั ใหพ้ ระเถระ น�ำนำ้� ดม่ื มาถวาย ซงึ่ มเี รอื่ งอศั จรรย์
ท่ีพระเถระประสบ คือน้�ำในแม่น�้ำตรงน้ันมีน�้ำน้อยและถูกกองเกวียน ๕๐๐ เล่มเหยียบย�่ำ
ไปกอ่ นหน้าน้นั ไมน่ าน กลบั เป็นน้�ำใสสะอาด ท่านจงึ ตกั มาถวายให้ทรงดื่มได้
ขณะประทับพักผ่อนอยู่ที่ควงไม้ต้นหนึ่งนั้น เจ้ามัลละองค์หน่ึงพระนามว่า ปุกกุสะ
เดนิ ทางจากกรงุ กสุ นิ ารามาเหน็ เขา้ จงึ แวะเขา้ ไปเฝา้ ไดส้ นทนากนั เรอ่ื งอาฬารดาบส กาลามโคตร
ในทสี่ ดุ เจา้ ปุกกสุ ะไดถ้ วายผ้าเนื้อดสี ที อง ท่ีเรยี กวา่ ผา้ สงิ ควี รรณ ๒ ผืน แลว้ ทูลลาจากไป
พระเถระน�ำผ้า ๒ ผนื มาคลุมพระวรกายของพระผมู้ พี ระภาค ปรากฏเป็นสเี ปลง่ ปลง่ั ดงั ถ่านไฟ
ท่ีปราศจากเปลวไฟ ซึ่งตรัสเล่าว่าเหตุการณ์อย่างน้ีเกิดแก่พระองค์ ๒ ครั้ง คือ ครั้งท่ีตรัสรู้
และครง้ั ปรินพิ พานน้ี
ตรัสต่อไปว่า คนทั้งหลายอาจเข้าใจว่า อาหารของนายจุนทะ ท�ำให้พระองค์
ปรินิพพานแล้วพากันพูดให้นายจุนทะเดือดร้อน จึงรับสั่งให้ท่านพระอานนท์ท�ำความเข้าใจ
กับคนท้ังหลายว่า อาหารบิณฑบาตท่ีส�ำคัญ ๒ คราวให้ผลและวิบากเสมอกัน คือ อาหาร
บิณฑบาตท่เี สวยแลว้ ตรัสรู้พระอนตุ ตรสัมมาสัมโพธญิ าณ
ตอนท่ี ๒๙ - ๓๓
จากน้ัน ทรงน�ำภิกษุสงฆ์ข้ามแม่น้�ำหิรัญญวดีจากกรุงปาวาไปยังฝั่งกรุงกุสินารา แล้ว
เสด็จตรงไปยังสาลวัน ของพวกเจ้ามัลละ กรุงกุสินารา รับสั่งให้ท่านพระอานนท์จัดตั้งเตียง
62 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
ระหวา่ งควงไมส้ าละคู่ หนั พระเศยี รไปทางทศิ เหนอื แลว้ ประทบั สหี ไสยา ทา่ นพระอปุ วาณะเขา้
เวรยนื ถวายงานพดั อยู่ ณ เบ้ืองพระพักตร์ รับสงั่ ใหท้ า่ นพระอุปวาณะหลบไป ท่านพระอานนท์
เหน็ เหตกุ ารณ์นั้น ตอ่ มาจงึ เข้าเฝา้ ทูลถามเหตุผล ตรัสบอกวา่ ตอนน้นั มเี ทพจ�ำนวนมากจาก
๑๐ โลกธาตุ (หมน่ื จกั รวาล) ลงมาเฝา้ พระองค์ จงึ รบั สงั่ ใหท้ า่ นพระอปุ วาณะหลบไปเพอื่ มใิ หบ้ งั
ท่านพระอานนท์กราบทูลต่อไปว่า เม่ือพระองค์ยังมีพระชนม์อยู่ ท่านเองได้มี
โอกาสพบปะสนทนาธรรมกับพระมหาเถระท้ังหลายท่ีมาเฝ้าตามกาลอันควร แต่หลังจาก
พุทธปรินิพพานจะไม่มีโอกาสเช่นน้ันอีก พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเรื่องสังเวชนียสถาน ๔ แห่ง
ที่พทุ ธบรษิ ัทจะมาบชู าสกั การะซ่งึ ท�ำใหม้ ีโอกาสพบปะกันได้
ท่านพระอานนท์ทูลถามเรื่องการปฏิบัติต่อสตรี ตรัสตอบว่า อย่าดู ถ้าจ�ำเป็นต้องดู
ก็อย่าพูด ถา้ จ�ำเป็นต้องพูด ตอ้ งมสี ติ
ทูลถามต่อไปว่า จะปฏิบัติต่อพระสรีระของพระองค์อย่างไร ตรัสตอบว่า ให้ปฏิบัติ
อยา่ งเดยี วกบั ท่เี ขาปฏบิ ตั ิตอ่ พระบรมศพของพระเจ้าจกั รพรรดิ
จากนั้น ตรสั ถงึ ถปู ารหบคุ คล ๔ จ�ำพวก วา่ ควรปฏิบัติอย่างไร เพราะเหตไุ ร
ตอนท่ี ๓๔-๓๖
เม่ือทรงทราบว่าท่านอานนท์หลบไปยืนร้องไห้อยู่ จึงรับส่ังให้ท่านเข้าเฝ้า แล้วทรง
แสดงลกั ษณะทเี่ ปน็ อจั ฉรยิ ภาพของทา่ นเปรยี บเทยี บของพระเจา้ จกั รพรรดใิ หภ้ กิ ษทุ งั้ หลายฟงั
ท�ำใหท้ ่านพระอานนท์คลายความเศร้าโศกลงได้
ท่านพระอานนท์กราบทูลให้เสด็จไปปรินิพพานท่ีเมืองใหญ่ ๆ เช่นกรุงจัมปา
กรุงราชคฤห์ กรุงสาวัตถี เมืองสาเกต กรุงโกสัมพี กรุงพาราณสี เพราะในเมือง เหล่านี้
มีขัตติยมหาศาล พราหมณมหาศาล และคหบดีมหาศาล จ�ำนวนมาก จะได้จัดการบูชาสรีระ
ของพระองค์ได้ อย่าปรินิพพานในเมืองเล็ก เมืองดอน เมืองก่ิงเช่นนี้เลย พระองค์จึงตรัส
เล่าเร่ืองท่ีเป็นโบราณคดีของกรุงกุสินาราให้ภิกษุท้ังหลายฟัง คือ เร่ืองพระเจ้ามหาสุทัสสนะ
(มรี ายละเอยี ดแยกไปตัง้ เป็นอกี สูตรหน่งึ ช่อื มหาสทุ สั สนสตู ร ในเลม่ น้ี)
จากนั้น รับสั่งให้ท่านพระอานนท์ไปแจ้งข่าวแก่พวกเจ้ามัลละผู้ครองกรุงกุสินารา
ได้ทรงทราบว่า พระองค์เสด็จมาประทับท่ีสาลวัน และจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ในคืนนั้น
ท่านพระอานนท์ทูลรับสนองพระด�ำรัสแล้วเข้าไปยังหอประชุมของพวกเจ้ามัลละถวายพระพร
ให้ทรงทราบ พวกเจ้ามัลละพร้อมพระประยูรญาติจึงเข้าเฝ้าถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค
ตามล�ำดบั ราชตระกูลจนครบถ้วนในเวลาปฐมยามแห่งคนื น้นั
เลม่ ท่ี ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๐ 63
ตอนท่ี ๓๗-๓๘
ตอ่ มา สภุ ัททปรพิ าชก ชาวเมอื งกสุ นิ ารา ทราบข่าวน้ีจงึ มาขอเฝา้ เม่ือได้ฟงั พระธรรม
เทศนาโดยย่อจากพระผมู้ พี ระภาคแล้ว กเ็ กดิ ความเส่อื มใสขอบรรพชา อปุ สมบท ทรงอนุญาต
และทรงมอบหมายให้ท่านพระอานนท์จัดการบรรพชา อุปสมบทให้ ซ่ึงถือเป็นภิกษุสาวก
องค์สุดท้ายที่ทนั เหน็ พระผ้มู ีพระภาค
จากน้ัน รับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ธรรมและวินัยที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอ
ท้ังหลาย หลังจากเราล่วงลับไปก็จะเป็นศาสดาของเธอท้ังหลาย” แล้วรับส่ังเร่ืองอ่ืน ๆ อีก
๒ เรื่อง คือ เรื่องการใช้ค�ำว่า อาวุโสและภันเต เรื่องการลงพรหมทัณฑ์แก่ท่านพระฉันนะ
ในท่ีสุดทรงเปิดโอกาสให้ภิกษุทั้งหลายทูลถามพระองค์ถึงเร่ืองที่ยังสงสัย แต่ไม่มีผู้ใดทูลถาม
เลย จงึ ตรัสพระปัจฉิมวาจาว่า “ภกิ ษทุ ั้งหลาย บดั น้เี ราขอเตือนเธอท้ังหลายว่า สังขารทง้ั หลาย
มคี วามเส่ือมไปเปน็ ธรรมดา เธอทงั้ หลายจงท�ำหนา้ ทใี่ หส้ �ำเร็จด้วยความไม่ประมาทเถดิ ”
ตอนที่ ๓๙
ครั้นตรัสพระปัจฉิมวาจานั้นแล้วก็เสด็จดับขันธปรินิพพานโดยกระบวนการดังน้ี
ทรงเข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌาน ทรงเข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌาน ทรงเข้าตติยฌาน
เป็นอย่างน้ีเรื่อยไปจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ออกจากสมาบัติน้ี แล้วทรงเข้า
สัญญาเวทยิตนิโรธ ต่อไปทรงย้อนกลับ คือออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วเข้า
เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติอีก ทรงปฏิบัติอย่างน้ีจนถึงปฐมฌาน นับเป็นรอบที่ ๒
โดยอนุโลม ๑ รอบ และปฏิโลม ๑ รอบ ต่อจากน้ัน ทรงออกจากปฐมฌานเข้าทุติยฌาน
ทรงออกจากทุติยฌานเข้าตติยฌาน ทรงออกจากตติยฌานเข้าจตุตถฌาน ทรงออกจาก
จตุตถฌานแล้วเสด็จดับขันธปรินิพพาน และได้เกิดแผ่นดินไหว พร้อมกับมีกลองทิพย์
ดังกึกก้องข้นึ เปน็ สัญญาณบอกเหตวุ า่ ไดเ้ สดจ็ ดับขันธปรินิพพานแล้ว
ตอนท่ี ๔๐-๔๔
ต่อไปเป็นตอนบูชาพระพุทธสรีระของพวกเจ้ามัลละ ตอนท่านพระมหากัสสปะ
น�ำคณะเดินทางมาถึง ตอนถวายพระเพลิง ตอนแจกพระบรมสารีริกธาตุให้แก่ ผู้แทนของ
แคว้นต่าง ๆ และตอนแคว้นต่าง ๆ ท�ำการบูชาพระบรมสารีริกธาตุและสร้างพระสถูปบรรจุ
พระบรมสารรี กิ ธาตุ ซึ่งมรี ายละเอียดของแตล่ ะตอนชัดเจน อยแู่ ล้ว
64 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
๓.๕ ขอ้ สงั เกต
ดังได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า พระสูตรน้ีเป็นบันทึกเล่าเรื่อง โดยประมวลล�ำดับเหตุการณ์
และพระธรรมเทศนาทั้งหลายที่เกิดขึ้นในขบวนเสด็จจาริกแสดงธรรมครั้งสุดท้าย มารวบรวม
ไว้ จงึ ท�ำให้พระสูตรน้ีมีเนื้อหายาวท่สี ดุ คือ มถี งึ ๖ ภาณวาร แบ่งย่อยเปน็ ๔๔ ตอน บางตอน
บันทึกไว้โดยย่อ และมรี ายละเอยี ดแยกไปตงั้ เปน็ สตู รหนงึ่ ต่างหากก็มี เชน่ มหาสุทัสสนสตู ร
ชนวสภสูตร ในเล่มน้ี บางตอน นกิ ายอื่น ๆ น�ำไปขยายความก็มี น�ำไปอา้ งองิ กม็ นี ้ัน ขออธิบาย
เพม่ิ เตมิ เพอ่ื ใหเ้ กิดความกระจา่ งขน้ึ
ท่ีว่า มีเน้ือหาแบ่งย่อยเป็น ๔๔ ตอนน้ัน หมายถึงตอนของฉบับแปลนี้ แต่ฉบับ
ภาษาบาลี ทา่ นแบง่ ไว้เพยี ง ๔๐ ตอน คณะบรรณกรเหน็ วา่ บางตอนมี หลายเรอื่ ง จงึ แยกออก
เพื่อให้เห็นเด่นชัด เช่น ตอนท่ีพระอานนท์ทูลอาราธนา ให้ด�ำรงพระชนมชีพต่อไปอีก ๑ กัป
แยกเปน็ ๓ ตอน คอื ตอนท่านพระอานนท์ทูลอาราธนา ตอนทรงแสดงอานภุ าพของอิทธิบาท
และตอนทรงแสดงสังเวชนียธรรม ตอนที่ว่าด้วยเร่ืองพระมหากัสสปะ ก็แยกเป็น ๒ ตอน
คือ เพิ่มตอนถวายพระเพลิงข้ึน นอกจากนี้ยังเพิ่มตอนทรงเล่าเรื่องมารทูลอาราธนาให้
ปรินิพพานข้ึนอีก ๑ ตอน ระหว่างตอนที่ว่าด้วยวิโมกข์ ๘ กับตอนที่ว่าด้วยพระอานนท์ทูล
อาราธนา
ท่ีว่าบางตอนปรากฏอยู่ในคัมภีร์ต่าง ๆ ทั้งของพระสุตตันตปิฎก พระวินัยปิฎก และ
พระอภธิ รรมปฏิ กนัน้ มีหลักฐานอยู่ทีเ่ ชงิ อรรถของตอนนน้ั ๆ ซึง่ บอกว่า ดูเทยี บ เชน่ ดูเทียบ
องฺ. สตฺตก. (แปล) ๒๓/๒๒/๓๒-๓๘ หมายถึงดูเทียบกับคัมภีร์อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ ข้อ ๒๒ หน้า ๓๒-๓๘ ตรงน้ีให้ดูเทียบเรื่องราชอปริหานิยธรรม
๗ ประการ ค�ำว่า ดเู ทียบในพระสตู รนีม้ ี ๓๑ แห่ง แห่งละ ๑ คมั ภีรบ์ า้ ง ๒ คัมภรี บ์ า้ ง มากกวา่
๒ คัมภีร์บา้ ง คัมภรี ์เหล่านเ้ี ปน็ ของพระสุตตันตปฎิ กท้งั ๕ นกิ าย ของพระวนิ ยั ปิฎก และของ
พระอภิธรรมปฎิ ก
ขอให้สังเกตวา่ ข้อความในตอนที่ว่าด้วยเรื่องพระมหากสั สปะ ในพระสูตรนี้ ขอ้ ๒๓๑
จฬู วรรค พระไตรปิฎกเลม่ ท่ี ๗ ขอ้ ๔๓๗ หน้า ๓๗๕ เปน็ เรือ่ งเดียวกัน แต่ในพระวนิ ยั ปิฎก
ท่านพระมหากัสสปะเล่าไว้เอง ข้อความตอนนี้มีความส�ำคัญมาก เพราะเป็นสาเหตุที่ท�ำให้มี
การท�ำปฐมสงั คายนาหลังพุทธปรินพิ พาน ๓ เดือน
เม่ือมองโดยภาพรวม จะเห็นว่า พระสูตรน้ีบันทึกเหตุการณ์ที่เป็นหลักฐานทาง
ประวตั ศิ าสตร์และพระธรรมเทศนาที่เป็นหลักส�ำคญั ๆ ไวอ้ ยา่ งดยี ง่ิ นบั เป็นพระสูตรทม่ี ีคณุ คา่
มหาศาล จึงควรศกึ ษาโดยละเอียด
เลม่ ที่ ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๐ 65
๔. มหาสทุ ัสสนสูตร
๔.๑ ท่มี าของชื่อ
มหาสุทัสสนสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยพระเจ้ามหาสุทัสสนะ ชื่อนี้ตั้งตามชื่อ
บคุ คลในเน้ือหาของพระสูตร
๔.๒ ทม่ี าของพระสตู ร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ท่านพระอานนท์ ขณะประทับสีหไสยา
บนเตียงภายใต้ควงไม้สาละคู่ในวันปรินิพพาน เพื่อทรงอธิบายให้พระเถระเข้าใจว่า ท�ำไม
พระองคเ์ สดจ็ มาปรนิ พิ พานทก่ี รุงกุสนิ าราท่พี ระเถระเรียกว่า เมอื งเล็ก เมืองดอนและเมืองกิ่ง
พระสูตรนเ้ี ป็นสว่ นขยายของตอนที่วา่ ด้วยพระเจ้ามหาสทุ สั สนะในมหาปรินพิ พานสตู ร
๔.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของมหาสทุ ัสสนสูตรเปน็ บรรยายโวหารแบบเล่าเรอื่ ง
๔.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
ภาคอุทเทส
ทา่ นพระอานนทก์ ราบทูลพระผูม้ พี ระภาควา่ อย่าได้ปรินพิ พานในเมืองเล็ก เมืองดอน
เมืองกิ่งนี้ เมืองใหญ่เหล่าอ่ืนยังมีอยู่ เช่น กรุงจัมปา กรุงราชคฤห์ กรุงสาวัตถี เมืองสาเกต
กรุงโกสัมพี กรุงพาราณสี ขอได้โปรดเสด็จไปในเมือง เหล่าน้ีเถิด ขัตติยมหาศาล พราหมณ-
มหาศาล คหบดีมหาศาล ผู้เล่ือมใสอย่างย่ิง ในพระองค์มีอยู่มากในเมืองเหล่าน้ี ท่านเหล่านี้
จะจดั การบูชาพระสรรี ะของพระองค์
ภาคนทิ เทส
พระผมู้ พี ระภาคตรสั หา้ มวา่ อยา่ พดู อยา่ งนนั้ แลว้ ทรงเลา่ เรอื่ งในอดตี ของกรงุ กสุ นิ ารา
มีใจความว่า เคยเป็นราชธานีของพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่ามหาสุทัสสนะ ผู้ครอบครอง
มหาอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาล มีมหาสมุทรท้ังสี่เป็นขอบเขต มีเมืองข้ึน ๘๔,๐๐๐ เมือง
และมกี รงุ กุสาวดี คือ กรงุ กสุ ินาราในบดั น้ี เป็นเมอื งหลวง
กรุงกุสาวดีมีอาณาเขตทางทิศตะวันออกและตะวันตกยาว ๑๒ โยชน์ ทางทิศเหนือ
และใต้ยาว ๗ โยชน์ มปี ระชากรหนาแนน่ มเี ศรษฐกจิ ดี มคี วามเจริญรุ่งเรอื งมาก ประชาชน
66 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
อยเู่ ย็นเปน็ สุขสนกุ รน่ื เรงิ ท้ังกลางและกลางคนื
พระเจ้ามหาสทุ ัสสนะ ทรงมรี ัตนะหรือแก้ว ๗ ประการ คอื (๑) จกั รแก้ว (๒) ช้างแก้ว
(๓) มา้ แก้ว (๔) มณแี กว้ (๕) นางแก้ว (๖) คหบดี (ขุนคลัง) แกว้ (๗) ปรณิ ายก (ขุนพล) แก้ว
และทรงสมบูรณ์ด้วยพระฤทธิ์ (ความส�ำเร็จ) ๔ ประการ คือ (๑) มีพระรูปงดงาม
(๒) มีพระชนมายุยืนนาน (๓) มีพระโรคาพาธน้อย (๔) ทรงเป็นที่รักท่ีพอใจของประชาชน
นอกจากนยี้ งั มปี ราสาท เชน่ ธรรมปราสาท ราชมนเทยี ร เชน่ เรอื นยอดมหาวยิ หู ะ สระโบกขรณี
เช่น สระธรรมโบกขรณี และราชทรพั ยอ์ น่ื ๆ อกี มาก
ทรงพิจารณาเห็นว่า ท่ีทรงเพียบพร้อมบริบูรณ์ด้วยคุณสมบัติและทรัพย์สมบัติเหล่านี้
เพราะกรรมดีของพระองค์ คือ (๑) ทาน (การให้) (๒) ทมะ (การข่มใจ) (๓) สัญญญมะ
(การส�ำรวม) แล้วเสด็จเข้าในเรือนยอดมหาวิยูหะ ประทับบนบัลลังก์ทอง ทรงเจริญฌาน
สมาบัติขจัดกามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก ทรงสลัดออกจากกามและอกุศลธรรม
ท้ังหลาย บรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และ จตุตฌานตามล�ำดับ แล้วทรงแผ่
เมตตา กรณุ า มทุ ติ า และอเุ บกขาไปยงั สรรพสตั วท์ วั่ ทกุ ทศิ อนง่ึ เพอ่ื ใหม้ เี วลาเจรญิ ฌานสมาบตั ิ
มากขึน้ จึงมรี บั สง่ั ให้ลดการเข้าเฝา้ ใหน้ ้อยลง ๆ
เม่ือเวลาล่วงไปหลายพันปี พระนางสุภัททา พระราชเทวีผู้เป็นนางแก้วของพระเจ้า
มหาสุทัสสนะ ได้เสด็จด้วยขบวนพยุหยาตราเต็มยศเพ่ือมาเฝ้าถึงที่ประทับบ�ำเพ็ญพรหมจรรย์
ณ เรือนยอด มหาวิยูหะ แต่พระเจ้ามหาสุทัสสนะรับสั่งให้จัดสถานท่ีส�ำหรับเข้าเฝ้า
ณ สวนตาลทอง โดยโปรดให้น�ำบัลลังก์ทองจากเรือนยอดมหาวิยูหะลงไปประดิษฐาน
ที่กลางสวน พระองคเ์ สด็จลงไปประทบั ในทา่ สีหไสยาสน์ พระนางสภุ ทั ทาเทวี ทอดพระเนตร
เห็นพระอินทรีย์และพระฉวีวรรณของพระเจ้ามหาสุทัสสนะผ่องใสย่ิงนัก ทรงทราบว่า
พระราชสวามีจะสวรรคต จึงกราบทูลบรรยายพระราชสมบัติของพระองค์แต่ละประเภทแล้ว
ทรงขอใหพ้ อพระทัยพระราชสมบัตินนั้ ๆ และใหท้ รงเย่ือใยในการด�ำรงพระชนมต์ อ่ ไป
พระเจ้ามหาสุทัสสนะตรัสว่า พระนางเคยทรงทักทายพระองค์ด้วยสิ่งท่ีน่าพอพระทัย
โดยตลอดมา วันสุดท้ายน้ี ทรงทักทายด้วยสิ่งไม่น่าพอพระทัย เม่ือพระนางทูลถามว่า ให้
กราบทลู อยา่ งไรจงึ จะพอพระทยั จงึ ตรสั สอนใหพ้ ระนางทรงทกั ทายพระองคว์ า่ ความพลดั พราก
ความทอดทง้ิ ความแปรเปลยี่ นเป็นอยา่ งอื่นจากของรกั ของชอบใจทุกอย่างจะตอ้ งมี พระองค์
อยา่ สวรรคตท้งั ทีม่ คี วามอาลยั อย่เู ลย เพราะการสวรรคตของผยู้ ังมีความอาลยั บัณฑิตตเิ ตียน
พระองค์ทรงมเี มอื งขึน้ ๘๔,๐๐๐ เมอื ง มีกรุงกสุ าวดีราชธานเี ป็นเมอื งหลวง โปรดทรงละความ
พอพระทยั เมอื งเหลา่ นเ้ี ถดิ อยา่ ทรงเยอ่ื ใยในการด�ำรงพระชนมเ์ ลย ... เมอื่ พระเจา้ มหาสทุ สั สนะ
ตรัสอย่างน้ี พระนางสุภัททาเทวีทรงพระกันแสง แต่ก็ทรงฝืนพระทัยได้กราบทูลตามรับสั่ง
เล่มที่ ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๐ 67
ทุกประการ จากน้ันไม่นาน พระเจ้ามหาสุทัสสนะก็ได้สวรรคต และได้ไปเกิดในพรหมโลก
รวมพระชนมายุของพระเจา้ มหาสุทัสสนะ ดงั น้ี
- ทรงเลน่ อยา่ งเด็กอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี
- ทรงด�ำรงต�ำแหน่งอปุ ราชอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี
- ทรงครองราชสมบัตอิ ยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี
- ทรงประพฤตพิ รหมจรรย์ในเพศคฤหัสถ์อยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี
รวม ๓๓๖,๐๐๐ ปี
พระผู้มีพระภาคทรงสรุปไว้ว่า พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ในสมัยน้ัน คือ พระองค์เอง
และทรงชี้ให้เห็นสัจธรรมว่า แม้พระเจ้ามหาสุทัสสนะจะทรงสมบูรณ์ด้วยพระราชสมบัติ
มหาศาล แตก่ ็ทรงใช้สอยเพียงบางสว่ นเท่านั้น เชน่ ทรงมีเมอื งขึน้ ถึง ๘๔,๐๐๐ เมือง แตท่ รง
อยู่ครองเพียงเมืองเดียว คอื กรงุ กสุ าวดี ทรงมีปราสาทถงึ ๘๔,๐๐๐ องค์ แตท่ รงอยคู่ รองเพียง
องค์เดยี ว คอื ธรรมปราสาท ทรงมเี รอื นยอดถึง ๘๔,๐๐๐ หลัง แตท่ รงอยคู่ รองเพยี งหลงั เดยี ว
คือ มหาวิยหู ะ ... ทรงย้ำ� ว่า
“ดูเถิด อานนท์ สังขารเหล่านั้นทั้งปวงล่วงล�ำดับไป ผันแปรไปแล้ว สังขารท้ังหลาย
ไม่เที่ยงอย่างนี้แล สังขารท้ังหลายไม่ยั่งยืนอย่างนี้แล สังขารท้ังหลายไม่น่ายินดีอย่างน้ีแล
อานนท์ ขอ้ นจี้ ึงควรเบอ่ื หน่าย ควรคลายก�ำหนดั ควรหลดุ พน้ ไปจากสังขารทงั้ ปวงโดยแท้”
ตรัสต่อไปว่า พระองค์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรมครอบครองแผ่นดินใหญ่
มีมหาสมุทรท้ังส่ีเป็นขอบเขต ณ สถานท่ีท่ีเป็นกรุงกุสินารานี้มาถึง ๖ คร้ังแล้ว ทรงทอดทิ้ง
พระศพไว้ ณ ที่น้ี ถึง ๖ คร้ังแล้ว และคร้ังนเ้ี ป็นคร้ังท่ี ๗ เป็นคร้ังสุดทา้ ยของพระองค์
๔.๕ ขอ้ สังเกต
พระสูตรนี้นอกจากให้ความรู้เกี่ยวกับโบราณคดีของกรุงกุสินาราว่า เคยเป็นเมือง
หลวงของมหาอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาล ไม่ใช่เมืองเล็ก เมืองดอน เมืองก่ิง อย่างท่ีท่าน
พระอานนท์เข้าใจแล้ว ยังให้ความรู้เกี่ยวกับสัจธรรมว่า ส่ิงท้ังหลายไม่เท่ียงแท้แน่นอน มีการ
เปล่ยี นแปลงไป และยังรับรองเรอื่ งการเวียนว่ายตายเกดิ หรือสงั สารวฏั ไว้อยา่ งชัดแจ้ง
อาจมผี สู้ งสยั ในเรอ่ื งตวั เลข ๘๔,๐๐๐ วา่ นา่ จะเปน็ ไปไมไ่ ดเ้ พราะดเู หมอื นเปน็ สตู รส�ำเรจ็
เกินไป อะไร ๆ ก็มีจ�ำนวน ๘๔,๐๐๐ ทงั้ สิน้ ท่านทไ่ี มเ่ ชอ่ื ตัวเลขเหล่าน้ี กไ็ ม่ต้องเชอ่ื ขอใหถ้ ือ
เพยี งเป็นสัญลักษณ์แสดงวา่ “มีจ�ำนวนมาก” ก็พอ เพราะอรรถกถาอธบิ ายความตรงนีไ้ ว้โดย
อุปมาโวหารว่า มบี ุรุษคนหน่ึงท�ำบนั ไดสูง ๑๐๐ ศอก น�ำไปพาดกบั ต้นจ�ำปาแลว้ ไต่ขน้ึ ไปเกบ็
เอาดอกจ�ำปา ๑ ดอกลงมาโดยทิง้ บันไดไว้ท่ีนั้น ข้อนฉ้ี ันใด พระผมู้ พี ระภาคก็ฉนั นั้น ทรงแสดง
68 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
เรื่องพระเจ้ามหาสุทัสสนะ ซึ่งเปรียบเสมือนทรงท�ำบันได เสด็จข้ึนไปบนยอดพระราชสมบัติ
ของพระเจ้ามหาสทุ ัสสนะสงู กวา่ ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิศอก แลว้ ทรงเก็บเอาอนิจจลกั ษณะซงึ่ ต้งั อยู่
บนยอดของพระราชสมบตั ินนั้ ลงมาโดยทรงทง้ิ บนั ไดน้นั ไป
อรรถกถาอธิบายต่อไปว่า เนื่องจากพระราชสมบัติเกิดข้ึนด้วยอ�ำนาจบุญบารมีของ
พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ฉะนั้นเม่ือพระเจ้าสุทัสสนะสวรรคตแล้ว พระราชสมบัติเหล่าน้ันก็
อันตรธานไป เช่น จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว มณีแก้ว ส่วนคหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว และ
นางแกว้ ตวั บคุ คลยงั อยู่ แตค่ ณุ ลกั ษณะทเ่ี ปน็ รตั นะหรอื เปน็ แกว้ ในบคุ คลเหลา่ นน้ั ไดอ้ นั ตรธาน
ไปภายใน ๗ วนั เท่าน้นั นีเ้ ป็นอานุภาพแห่งบุญ (ที.ม.อ. ๒๗๒/๒๔๖)
๕. ชนวสภสตู ร
๕.๑ ท่มี าของช่อื
ชนวสภสตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยชนวสภยกั ษ์ คอื พระเจา้ พมิ พสิ ารแหง่ แควน้ มคธ
ชื่อนต้ี ั้งตามช่อื บุคคลในเนอ้ื หาของพระสูตร
๕.๒ ท่มี าของพระสูตร
พระสตู รนี้ พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกท่ ่านพระอานนท์ ขณะประทับอยู่ ณ ต�ำหนัก
อิฐในนาทิกคาม เขตแคว้นวัชชี เมื่อคร้ังเสด็จจาริกแสดงธรรมคร้ังสุดท้าย โดยทรงปรารภ
ค�ำกราบทูลเลียบเคียงของท่านพระอานนท์ พระสูตรนี้นับเป็นส่วนขยายอีกส่วนหน่ึงของ
มหาปรินิพพานสูตร คือส่วนขยายของตอนท่ีทรงพยากรณ์คติและอภิสัมปรายภพของ
ชาวบ้านนาทิกคาม เป็นต้น
๕.๓ รปู แบบของพระสูตร
รปู แบบของชนวสภสูตรเปน็ บรรยายโวหารแบบเล่าเรื่อง มีการถาม - ตอบประกอบ
๕.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
ภาคอุทเทส
ท่านพระอานนท์กราบทูลเลียบเคียงว่า การท่ีพระผู้พระภาคทรงพยากรณ์คติและ
อภสิ มั ปรายภพของพทุ ธบรษิ ทั ผลู้ ว่ งลบั ไปแลว้ เชน่ ชาวบา้ นนาทกิ คาม แควน้ วชั ชี และพทุ ธบรษิ ทั
ในแคว้นอ่ืน ๆ โดยรอบ (ยกเว้นแคว้นมคธ) ท�ำให้พุทธบริษัทในแคว้นเหล่าน้ันมีความยินดี
เล่มท่ี ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๐ 69
เกดิ ปตี โิ สมนสั แตก่ ารทไ่ี มท่ รงพยากรณค์ ตแิ ละอภสิ มั ปรายภพของพทุ ธบรษิ ทั ชาวมคธผลู้ ว่ งลบั
ไปแล้วท�ำให้ดูเหมือนว่า แคว้นน้ี ไม่มีพุทธบริษัท ท้ัง ๆ ท่ีแคว้นน้ีมีพุทธบริษัทจ�ำนวนมาก
พระเจา้ พมิ พสิ ารกท็ รงศรทั ธาเลอื่ มใสในพระรตั นตรยั อยา่ งยง่ิ และแควน้ นก้ี เ็ ปน็ สถานทที่ ตี่ รสั รู้
ดว้ ย ถ้าพระผู้มพี ระภาคทรงพยากรณค์ ติและอภิสมั ปรายภพของพุทธบรษิ ัทชาวมคธ จะท�ำให้
พุทธบริษัทจ�ำนวนมากในแคว้นน้ีเลื่อมใสและจะไปเกิดในสุขคติภูมิต่อไป กราบทูลจบก็ทูลลา
จากไป
ภาคนทิ เทส
เชา้ วนั รงุ่ ขน้ึ หลงั จากเสดจ็ กลบั จากบณิ ฑบาตในนาทกิ คามและเสวยพระกระยาหารแลว้
เสด็จเข้าในต�ำหนักอิฐ ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ ทรงต้ังพระทัยเพ่งพิจารณาก�ำหนดจะทรง
ทราบคตแิ ละอภิสมั ปรายภพของพทุ ธบริษัทชาวมคธผลู้ ว่ งลับไปแล้ว กท็ รงทราบชดั ตามทที่ รง
ปรารถนา
คร้ันในเวลาเย็น เสด็จไปประทับบนพุทธอาสน์ในร่มเงาพระวิหาร ท่านพระอานนท์
เข้าเฝา้ จงึ ตรัสเลา่ เร่อื งท่ที รงทราบให้พระเถระฟัง มีใจความว่า
ชนวสภยักษ์ คือ อดีตพระเจ้าพิมพิสารมาเฝ้าพระองค์ กราบทูลให้ทรงทราบว่า
ท่านไปเกิดเป็นยักษ์ชื่อชนวสภะในชั้นจาตุมหาราช เป็นบริวารของท้าวเวสวัณมหาราช
ท่านบรรลุโสดาบันแล้วและปรารถนาจะบรรลุเป็นพระสกทาคามีต่อไป โดยประพฤติธรรม
ค�ำสอนของพระองค์ตลอดมิได้เว้นเลยนับตั้งแต่ได้เล่ือมใสในพระองค์เป็นคร้ังแรกเป็นต้นมา
การมาเฝ้าครง้ั นีม้ าดว้ ยเหตุ ๒ ประการ คือ (๑) มาดว้ ยความเลอื่ มใสและปรารถนาจะเขา้ เฝา้
(๒) มเี รื่องจะกราบทูลใหท้ รงทราบ คือเรื่องการประชุมของพวกเทพชนั้ ดาวดงึ ส์
ชนวสภยกั ษก์ ราบทลู เรอ่ื งการประชมุ ของเทพชนั้ ดาวดงึ สม์ ที า้ วสกั กะเปน็ ประธาน และ
มีท้าวจาตมุ หาราชพรอ้ มดว้ ยบริษทั มีชนวสภยกั ษ์รวมอยู่ด้วยเข้าเฝา้ อยู่ดา้ นนอก ทงั้ ๔ ทิศวา่
มีขึ้นในวันอุโบสถข้ึน ๑๕ ค�่ำ อันเป็นวันเข้าพรรษา ในที่ประชุมน้ัน พวกเทพผู้เคยประพฤติ
พรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาครุ่งเรืองกว่าเทพพวกอื่น ท�ำให้ท้าวสักกะทรงอนุโมทนาต่อ
เทพเหลา่ น้นั และทรงสรรเสริญพระรตั นตรัย
ขณะทพี่ วกเทพชนั้ ดาวดงึ สป์ ระชมุ กนั เสรจ็ และยงั ไมท่ นั กลบั ไดเ้ กดิ แสงสวา่ งเจดิ จา้ ขนึ้
ซง่ึ เปน็ บพุ นมิ ติ แสดงวา่ ทา้ วมหาพรหมจะเสดจ็ ลงมา พวกเทพและทา้ ว จาตมุ หาราชจงึ ตา่ งกร็ อ
คอยจะเฝา้ ทา้ วมหาพรหม จากนน้ั ไมน่ านสนงั กมุ ารพรหมกป็ รากฏองคข์ น้ึ และตรสั อนโุ มทนาท่ี
พวกเทพชนั้ ดาวดงึ สเ์ คารพเลอ่ื มใสในพระรตั นตรยั จากนน้ั ไดท้ รงกลา่ วค�ำสรรเสรญิ พระรตั นตรยั
ใหพ้ วกเทพช้ันดาวดึงส์ฟัง แล้วทรงแสดง ธรรมตามที่พระผมู้ พี ระภาคทรงสอน รวม ๔ เรอ่ื ง คือ
70 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก
๑. เร่ืองการเจรญิ อิทธิบาท ๔ ประการ
๒. เรอ่ื งวิธกี ารบรรลโุ อกาส ๓ ประการ
๓. เรือ่ งสตปิ ฏั ฐาน ๔ ประการ
๔. บรขิ ารแหง่ สมาธิ ๗ ประการ
ในตอนท้าย สนังกุมารพรหมทรงสรุปว่า มีชาวมคธผู้มีความเล่ือมใสอันไม่หวั่นไหว
ในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จ�ำนวน ๒,๓๐๐,๐๐๐ คน ที่ล่วงลับดับชีพไปแล้ว
เปน็ พระโสดาบนั กม็ ี เปน็ พระสกทาคามี กม็ ี และท่ีเปน็ พระอนาคามี ก็คงมี
พระผู้มีพระภาคทรงสรุปให้ท่านพระอานนท์ฟังว่า เรื่อง คติและอภิสัมปรายภพ
ของพุทธบรษิ ัทชาวมคธนี้ พระองคท์ รงทราบเองดว้ ย ชนวสภยักษ์กราบทลู ใหท้ รงทราบด้วย
๕.๕ ขอ้ สงั เกต
ตามท่ีแนะน�ำมา จะเห็นได้ว่า เร่ืองราวในพระสูตรน้ี นอกจากท่ีเป็นเรื่อง พระญาณ
ของพระผ้มู ีพระภาคแลว้ ยงั มเี รื่องเทพนยิ ายหรอื ปรัมปรา (myth) เข้ามาเก่ยี วข้องด้วย แต่ถา้
พิจารณาให้ดี จะเห็นวา่ แตกตา่ งไปจากเทพนยิ ายของศาสนา อืน่ ๆ ขอให้พจิ ารณาว่า เทวดา
กด็ ี เทพก็ดี หรอื พระพรหม มหาพรหมก็ดตี า่ ง มคี วามเลือ่ มใสในพระรัตนตรยั จงึ ขอเรียกว่า
เป็นเทพนิยายแบบพุทธ
เรื่องท่ีชนวสภยักษ์หรืออดีตพระเจ้าพิมพิสารน�ำมากราบทูลพระผู้มีพระภาคนั้น
มีข้อทนี่ า่ ศกึ ษาอยู่ ๓ ประการ คอื
๑. เรื่องประเพณีการนั่งในสุธัมมาเทวสภาซึ่งเป็นรูปแบบตายตัวปรากฏในหลาย
พระสตู ร ในเลม่ นีม้ ีในมหาโควินทสตู รอีกสูตรหนึง่
๒. เร่ืองที่เป็นเหตุให้มีการประชุมและวันประชุมในพระสูตรท้ังสองของเล่มนี้ล้วน
เป็นเร่ืองของพระพุทธศาสนา ในพระสูตรนี้ประชุมกันในวันเข้าพรรษา ในมหาโควินทสูตร
เป็นวันปวารณา หลังประชุมพิจารณากันแล้วก็มอบให้ท้าวจาตุมหาราชรับไปปฏิบัติ คือ
ไปอารักขาภิกษุผู้จ�ำพรรษาในทตี่ า่ ง ๆ (ดูรายละเอียดใน ที.ม.อ. ๒๘๒/๒๕๐)
๓. เรอ่ื งสนงั กมุ ารพรหม ค�ำว่า สนังกุมาร แปลวา่ เดก็ โบราณ คือเป็น เด็กผมจกุ ตลอด
กาล ในศาสนาฮนิ ดูก็มีโอรสของพระพรหม ๓ องค์ ที่เปน็ เดก็ โบราณ คอื (๑) สนัตกุมารพรหม
(๒) สนกกุมารพรหม (๓) สนาตมกุมารพรหม ตามรูปศัพท์ สนัตกุมารพรหมกับสนังกุมาร
พรหม นา่ จะเปน็ องค์เดียวกนั แตท่ ีป่ รากฏในเล่มนี้ ๓ คร้ัง คือ ในพระสูตรน้ี ในมหาโควนิ ทสูตร
และมหาสมยสูตร สนังกุมารพรหมเป็นพุทธบุตร คือ นับถือพระพุทธเจ้า และมีข้อความ
เลม่ ที่ ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๐ 71
ปรากฏในนิกายตา่ ง ๆ ว่า คาถาต่อไปน้เี ป็นของสนังกุมารพรหม พระผมู้ พี ระภาคกท็ รงอา้ งไว้
ในอมั พฏั ฐสูตรของทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๙ คอื
ขตตฺ โิ ย เสฏโฺ ชเนตสมฺ ึ เย โคตตฺ ปฏิสารโิ น
วชิ ชฺ าจรณสมปฺ นฺโน โส เสฏฺโ เทวมานเุ ส.
ในหมูช่ นทีถ่ อื ตระกลู เปน็ ใหญ่
กษตั ริยจ์ ดั ว่าประเสรฐิ ท่ีสดุ
ส่วนท่านผู้เพียบพรอ้ มดว้ ยวิชชาและจรณะ
จัดว่าเปน็ ผปู้ ระเสริฐทส่ี ดุ ในหม่เู ทวดาและมนษุ ย์
อรรถกถาสังยุตตนิกายอธิบายไว้ว่า เม่ือเป็นมนุษย์ สนังกุมารพรหม ได้บ�ำเพ็ญฌาน
ต้ังแต่เป็นเด็กไว้ผมจุกห้าแหยม ด้วยอ�ำนาจแห่งฌานน้ัน จึงได้ไปเกิดในพรหมโลก มีผมจุก
หา้ แหยมตลอดมา จงึ มชี อื่ ว่าสนังกมุ ารพรหม (ส.ํ ส.อ. ๑/๘๒/๒๕๘)
๖. มหาโควินทสูตร
๖.๑ ท่มี าของช่ือ
มหาโควินทสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยมหาโควินทพราหมณ์ ช่ือนี้ตั้งตามชื่อ
บุคคลในเน้ือหาของพระสตู ร
๖.๒ ท่ีมาของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ปัญจสิขะ คันธรรพบุตร ขณะประทับอยู่
ณ ภเู ขาคิชฌกฏู เขตกรุงราชคฤห์ โดยทรงปรารภค�ำกราบทลู ของปัญจสิขะ คันธรรพบตุ ร
๖.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของมหาโควินทสตู ร ในตอนต้นทีเ่ ป็นค�ำกราบทลู ของปัญจสขิ ะ คันธรรพบตุ ร
เป็นบรรยายโวหารแบบเล่าเร่ือง ในตอนท้ายท่ีเป็นพระพุทธพจน์เป็นบรรยายโวหารแบบตอบ
ค�ำถาม
๖.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
เน้ือหาของพระสูตรนี้แบ่งเป็น ๒ ตอน ตอนต้น เป็นค�ำกราบทูลของปัญจสิขะ
72 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
คันธรรพบุตร เรื่องมหาโควินทพราหมณ์ตามที่ได้ฟังมาจากสนังกุมารพรหม และตอนท้าย
เป็นพระพทุ ธพจนท์ ตี่ รัสตอบค�ำถามของปัญจสิขะ คันธรรพบุตร มใี จความส�ำคัญดงั ตอ่ ไปนี้
ตอนตน้
ปัญจสิขะ คันธรรพบุตร ซึ่งเป็นเทพบุตรองค์หนึ่งในพวกคนธรรพ์และเป็นเทพบริวาร
ของท้าวธตรมหาราช ได้ลงมากราบทูลพระผู้มีพระภาควา่ เมอื่ วนั อโุ บสถ ข้ึน ๑๕ ค�ำ่ อนั เป็น
วันปวารณาได้มีการประชุมของพวกเทพชั้นดาวดึงส์ ณ เทวสภา ชื่อสุธัมมา มีท้าวสักกะ
จอมเทพเป็นประธาน ทรงอนุโมทนาต่อพวกเทพผเู้ คยประพฤตพิ รหมจรรยใ์ นพระผ้มู พี ระภาค
ซึ่งเป็นพวกท่ีเจริญรุ่งเรืองเหนือเทพพวกอื่น (ความตรงนี้เหมือนในชนวสภสูตรทุกประการ)
จากนั้นได้ตรัสสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้าตามความเป็นจริง ๘ ประการ ท�ำให้
เทพบางองคแ์ สดงความปรารถนา วา่ ขอใหม้ พี ระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ คราวเดยี วกนั ๔ พระองคบ์ า้ ง
๓ พระองค์บ้าง ๒ พระองค์บา้ ง ทา้ วสักกะจอมเทพตรสั ตอบวา่ เป็นไปไมไ่ ดท้ พี่ ระพุทธเจา้ จะ
เสด็จอุบตั ิขนึ้ ในคราวเดียวกัน ๒ พระองค์ ขอให้พระผมู้ ีพระภาคพระองค์นนั้ มพี ระโรคานอ้ ย
มีพระชนมย์ นื ยาวเถดิ
ปญั จสขิ ะ คนั ธรรพบตุ รกราบทลู ตอ่ ไปวา่ ในขณะทก่ี ารประชมุ ของพวกเทพชน้ั ดาวดงึ ส์
เสร็จสิ้นลง แต่พวกเทพและท้าวจาตุมหาราชพร้อมด้วยบริวารยังไม่ทันกลับ ได้เกิดแสงสว่าง
เจิดจ้าข้ึนซึ่งบุพนิมิตแห่งการปรากฏของท้าวมหาพรหม พวกเทพและท้าวจาตุมหาราช
พร้อมด้วยบริวารจึงรอคอยเฝ้าท้าวมหาพรหมต่อไป (ความตรงน้ีเหมือนในชนวสภสูตร
ทุกประการ) จากน้ันไม่นาน สนังกุมารพรหมก็ปรากฏองค์ขึ้น ทรงอนุโมทนาต่อพวกเทพ
ผู้เคยประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ท�ำให้พวกเทพมีความเบิกบานใจ กราบทูลว่า
น้ีเป็นความเบิกบานใจคร้ังท่ี ๒ ใน วันนั้น ครั้งแรกเกิดข้ึนเม่ือได้ฟังท้าวสักกะจอมเทพ
ตรสั สรรเสรญิ พระคุณของพระพุทธเจ้าตามความเปน็ จรงิ ๘ ประการ สนงั กมุ ารพรหมจึงทรง
ขอใหท้ ้าวสกั กะจอมเทพตรัสสรรเสรญิ พระคุณน้นั ให้ทา่ นสดับดว้ ย
หลงั จากทา้ วสกั กะจอมเทพ ตรสั สรรเสรญิ พระคณุ นน้ั จบลง สนงั กมุ ารพรหมทรงแสดง
ความยนิ ดแี ลว้ ทรงเลา่ เรอื่ งมหาโควนิ ทพราหมณใ์ หพ้ วกเทพฟงั เพอื่ สนบั สนนุ วา่ พระผมู้ พี ระภาค
ทรงเป็นผมู้ ีปญั ญามากมานานแลว้ คือ ไดเ้ ปน็ ปุโรหิตของ กษัตราธิราชผูไ้ ด้รบั มูรธาภเิ ษกแลว้
ถึง ๗ พระองค์ เป็นอาจารยข์ องพราหมณ- มหาศาล ๗ คน และพราหมณ์นหาดก ๗๐๐ คนใน
คราวเดียวกัน เป็นผู้แบ่ง ชมพูทวีปซ่ึงมีลักษณะตอนใต้สอบเข้า ตอนเหนือผายออก เหมือน
ส่วนหนา้ ของเกวียน ให้เป็นอาณาจักรท่มี เี น้ือทเ่ี ท่า ๆ กัน ๗ อาณาจกั ร พรอ้ มกับสรา้ งเมือง
และสง่ิ ส�ำคัญ ๆ ของอาณาจกั รเหลา่ น้นั ตอ่ มาไดล้ าพักราชการเปน็ เวลา ๔ เดือนหลีกออกไป
เจริญกรุณาฌานเพื่อให้พบพระพรหม ในท่ีสุด สนังกุมารพรหมมาปรากฏ ได้สนทนากันและ
เลม่ ที่ ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๐ 73
ได้ออกบวชประพฤติพรหมจรรย์เพ่ือไปเกิดในพรหมโลกตามค�ำแนะน�ำ ของสนังกุมารพรหม
ได้สั่งสอนธรรมแก่คนทั้งหลาย หลังจากถึงแก่มรณภาพแล้วได้ไปเกิดเป็นพรหมในพรหมโลก
สาวกผรู้ ทู้ วั่ ถงึ ธรรมทงั้ หมดกไ็ ดไ้ ปเกดิ ในพรหมโลก สว่ นผไู้ มร่ ทู้ ว่ั ถงึ แตม่ คี วามเลอ่ื มใสไดไ้ ปเกดิ
ในภพภูมิต่าง ๆ ของสวรรค์ ๖ ช้ัน ลดหล่ันกันลงมา อย่างต�่ำที่สุดได้ไปเกิดในพวกคนธรรพ์
นับว่าการบวชประพฤตพิ รหมจรรย์ของคนเหล่านั้นไม่สูญเปลา่
ตอนท้าย
ปญั จสิขะ คนั ธรรพบุตรจบค�ำกราบทลู ลงดว้ ยค�ำถามว่า พระผู้มีพระภาคทรงระลึกถงึ
เรื่องน้ันได้หรือไม่ ตรัสตอบว่า ทรงระลึกได้ มหาโควินทพราหมณ์ในสมัยน้ันคือ พระองค์เอง
แต่พรหมจรรย์น้ันไม่เป็นไปเพื่อความเบ่ือหน่าย เพ่ือคลายก�ำหนัด เพ่ือดับ เพ่ือสงบระงับ
เพ่ือรู้ยิ่ง เพ่ือตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เป็นไปเพียงเพื่อไปเกิดในพรหมโลกเท่าน้ัน ส่วนพรหมจรรย์
ของพระองค์ในชาตินี้เป็นไปเพ่ือความเบอ่ื หน่ายโดยสว่ นเดียว เพอื่ คลายก�ำหนดั เพ่อื ดบั เพื่อ
สงบระงบั เพ่ือรู้ย่ิง เพื่อตรสั รู้ เพอ่ื นิพพาน ทรงอธิบายวา่ พรหมจรรย์นี้ คอื อรยิ มรรคมอี งค์ ๘
ทรงแสดงผลแห่งพรหมจรรย์น้ีต่อไปว่า สาวกของพระองค์ผู้รู้ทั่วถึงธรรมท้ังหมดเป็น
ผู้ท�ำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
เหล่าสาวกผู้ไม่รู้ทั่วถึงธรรมทั้งหมด บางพวกเป็นพระอนาคามี บางพวกเป็นพระสกทาคามี
บางพวกเปน็ พระโสดาบนั การบวชประพฤตพิ รหมจรรย์ ของสาวกเหล่านน้ั จงึ ไม่สูญเปล่า
๖.๕ ขอ้ สงั เกต
ในพระสตู รน้ี กม็ เี รอ่ื งเกยี่ วขอ้ งกบั สนงั กมุ ารพรหมดงั ไดต้ งั้ ขอ้ สงั เกตไวใ้ นพระสตู รกอ่ น
แตใ่ นที่นีม้ ีความพิสดารมาก คอื สนังกุมารพรหม เป็นผู้เลา่ เรือ่ ง อดตี ชาติของพระผมู้ ีพระภาค
คร้ังเสวยพระชาติเป็นมหาโควินทพราหมณ์ และแนะน�ำข้อปฏิบัติเพ่ือเข้าถึงพรหมโลกให้ด้วย
ขอให้สังเกตข้อปฏิบัติเพ่ือเข้าถึงพรหมโลก ที่สนังกุมารพรหมแนะน�ำให้ดี จะเห็นว่าไม่ต่างกับ
หลักธรรมในพระพุทธศาสนา นนั่ คือ อัปปมัญญา ๔ ประการนง่ั เอง
พระสูตรนี้ให้ความรู้ทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์หรือพงศาวดารของอินเดีย
โบราณ คร้งั เปน็ ชมพูทวีปไว้ดมี าก โดยเฉพาะเรอื่ งความเปน็ มาของรัฐ ๗ รัฐ ตามการแบง่ ของ
มหาโควินทพาหมณ์นั้นน่าศึกษาค้นคว้าว่า ในปัจจุบัน รัฐเหล่านั้น อยู่ที่ไหน แล้วจัดท�ำเป็น
แผนทโี่ บราณไว้ เพราะสว่ นใหญเ่ ปน็ ชอ่ื ทรี่ จู้ กั กนั ดี ทแ่ี ตกตา่ งออกไปจากปจั จบุ นั คอื อาณาเขต
เชน่ ในเสรีสกวิมานแหง่ วมิ านวตั ถุ (พระไตรปิฎก เลม่ ท่ี ๒๖) พบค�ำวา่ โสวรี ภมู ิ (โสวรี านะ)
อย่คู กู่ บั ค�ำวา่ สนิ ธุ แสดงว่ารฐั น้ีอยแู่ ถบล่มุ น�้ำสนิ ธุ (ขุ.ว.ิ อ. ๑๒๓๔/๓๙๕)
74 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก
อน่ึง เพ่ือให้ได้ความรู้ในด้านเน้ือหากว้างขวางย่ิงข้ึน ควรตรวจสอบในคัมภีร์มหาวัสตุ
ของฝ่ายมหายานด้วย เพราะคัมภีร์นั้นกล่าวถึงเร่ืองมหาโควินทะ (ใช้ว่าโควินทียสูตร) ไว้
แตกตา่ งกับพระสูตรนี้มาก
๗. มหาสมยสตู ร
๗.๑ ที่มาของช่อื
มหาสมยสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยการประชุมครั้งใหญ่ของเทวดา ชื่อน้ีตั้ง
ตามเนือ้ สาระของพระสตู ร
๗.๒ ท่มี าของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ขณะประทับอยู่
ณ ปา่ มหาวนั เขตกรงุ กบลิ พสั ด์ุ แควน้ สกั กะ โดยทรงปรารภการประชมุ กนั ของเทวดา มาร เทพ
และพรหมจาก ๑๐ โลกธาตุ หรอื หมนื่ จกั รวาล เพอ่ื มาเฝา้ พระองคแ์ ละชมปฏปิ ทาของภกิ ษสุ งฆ์
๗.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รปู แบบของมหาสมยสตู ร ในตอนตน้ ทเ่ี ปน็ ความน�ำเปน็ บรรยายโวหารแบบรายงาน ใน
ตอนกลางซึง่ เป็นรายช่ือเทวดา มาร เทพ และพรหม เปน็ บรรยายโวหารแบบแนะน�ำหรือขาน
ชื่อ และตอนสดุ ท้ายเปน็ บรรยายโวหารแบบเลา่ เร่ือง
อนึ่ง พระสูตรน้ีมีรูปแบบทางวรรณกรรมเป็นค�ำฉันท์หรือคาถาเป็นส่วนใหญ่จึงจัดอยู่
ในประเภท เคยยะ ซึ่งเป็นองคห์ นงึ่ ในนวงั คสตั ถศุ าสน์ คอื มีลกั ษณะทัง้ ร้อยแกว้ และรอ้ ยกรอง
ผสมกนั
๗.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
เนื้อหาของมหาสมยสตู รแบง่ เปน็ ๓ ตอน คือ
ตอนต้น (ข้อ ๓๓๑-๓๓๓) เป็นความน�ำของท่านพระอานนท์ กล่าวถึงความเป็นมา
ของพระสตู รนี้
ตอนกลาง (ข้อ ๓๓๔-๓๔๑) พระผู้มีพระภาคทรงแนะน�ำให้ภิกษุท้ังหลายรู้จัก
ชอ่ื เทวดา มาร เทพ และพรหม ตามล�ำดบั หมู่คณะทม่ี าเฝ้าจากหมืน่ จักรวาลหรือ ๑๐ โลกธาตุ
เลม่ ท่ี ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๐ 75
พวกเทวดา มาร เทพ น�ำโดยพระอินทร์ สว่ นพวกพรหมน�ำโดยท้าวสพุ รหม สนังกมุ ารพรหม
และตสิ สมหาพรหม
ตอนสดุ ทา้ ย (ขอ้ ๓๔๒-๓๔๓) พระผมู้ พี ระภาคทรงเลา่ เหตกุ ารณ์ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ในทป่ี ระชมุ
ของเทวดา มาร เทพ และพรหมเหล่านั้นวา่ เมอื่ พวกเทวดา มาร เทพและพรหมมาพร้อมกนั
แลว้ ไดม้ เี สนามารบกุ เขา้ มาในทป่ี ระชมุ นน้ั ดว้ ยประสงคร์ า้ ย พระองคจ์ งึ รบั สงั่ ใหท้ ป่ี ระชมุ ทราบ
และระวงั ตวั ทรงเล่าวา่ มหาเสนามารสั่งเสนามารนน้ั ใหม้ าจับพวกทมี่ าประชมุ มดั ไวด้ ว้ ยราคะ
อย่าให้ผู้ใดหลุดรอดไปได้ แล้วเอาฝ่ามือทุบดินเร่งเร้าให้เสนามารปฏิบัติตามให้ส�ำเร็จ แต่ทรง
แสดงพุทธานุภาพมิใหเ้ สนามาร และพญามารท�ำอะไรแก่ผมู้ าประชมุ ไดเ้ ลย ในทสี่ ดุ พญามาร
ได้กล่าวสรรเสริญพระสาวก ของพระองค์ว่า เป็นผู้ชนะสงครามแล้ว ล่วงพ้นความหวาดกลัว
มยี ศ ปรากฏอยู่ในหมชู่ น บันเทิงอยูใ่ นหมู่เทพทงั้ หลาย
๗.๕ ข้อสังเกต
ในพระสูตรน้ี ก็มีเรื่องเทพนิยายแบบพุทธเข้ามาเก่ียวข้อง เช่นเดียวกับ ๒ สูตรแรก
เพราะเปน็ การประชมุ ใหญข่ องเทวดา มาร เทพ และพรหม จาก ๑๐ โลกธาตุ วัตถปุ ระสงค์
ของการประชมุ คือ เพื่อมาเฝา้ พระผมู้ ีพระภาคและชมปฏิปทาของภิกษุสงค์ จ�ำนวน ๕๐๐ รปู
ซ่งึ ลว้ นเปน็ พระอรหนั ต์ ณ ปา่ มหาวัน เขตกรงุ กบลิ พัตด์ุ เหตุการณน์ ีเ้ กิดขนึ้ เมือ่ วันขึ้น ๑๕ คำ่�
เดือน ๗ หลงั จากทรงหา้ มพระญาติ ๒ ฝา่ ยมใิ หท้ �ำสงครามแยง่ น้�ำในแมน่ ้�ำโรหณิ กี ัน
อรรถกถาอธิบายความเปน็ มาของการประชมุ ใหญ่ครั้งนี้มใี จความวา่ พระญาติทง้ั ฝ่าย
ศากยวงศแ์ ละฝา่ ยโกลิยวงศ์ คร้นั ทรงตระหนักถึงอนั ตรายท่เี กดิ จากสงครามเรื่องน�้ำได้ จงึ รสู้ ึก
ส�ำนกึ ในพระกรณุ าคณุ ของพระผมู้ พี ระภาค และไดน้ �ำขตั ตยิ กมุ ารฝา่ ยละ ๒๕๐ องคม์ าถวายให้
พระองคท์ รงบรรพชาอปุ สมบทให้ หลงั จากทรงบรรพชา อปุ สมบทใหแ้ ลว้ ทรงน�ำภกิ ษเุ หลา่ นน้ั
ไปอบรมท่ีป่ามหาวัน แต่ถูกอดีตภริยาของภิกษุเหล่านั้นตามมารบกวน จึงทรงน�ำไปอบรมท่ี
ปา่ หมิ พานตจ์ นภกิ ษเุ หลา่ นบ้ี รรลคุ ณุ ธรรมชน้ั สงู คอื เปน็ พระโสดาบนั บา้ ง เปน็ พระสกทาคามบี า้ ง
เป็นพระอนาคามีบ้าง แล้วทรงน�ำกลับมาอบรมท่ีป่ามหาวันอีก ภิกษุเหล่าน้ันจึงบรรลุเป็น
พระอรหันต์ท้ังหมด และในตอนเย็นของวันนั้นเอง พวกเทวดา มาร เทพ และพรหมก็มา
ประชุมกันเป็นครั้งใหญ่ และครั้งแรกในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์น้ี (ที.ม.อ. ๓๓๑/
๒๘๗-๒๙๔)
ในประเทศไทย นยิ มกนั วา่ มหาสมยสูตรเปน็ คาถาปราบมาร ค�ำวา่ “มาร” หมายถึง
ยกั ษม์ ารตลอดจนผสี างทเ่ี ปน็ ฝา่ ยมจิ ฉาทฏิ ฐิ จงึ ใชเ้ ปน็ บทเจรญิ พระพทุ ธมนต์ ในงานมงคลตา่ ง ๆ
มาจนบดั นี้ ค่กู บั อาฏานาฏิยสูตรในทฆี นิกาย ปาฏิกวรรค
76 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
๘. สักกปญั หสูตร
๘.๑ ที่มาของช่ือ
สักกปัญหสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยปัญหาของท้าวสักกะ ช่ือนี้ตั้งตามเน้ือหา
สาระของพระสตู ร
๘.๒ ที่มาของพระสตู ร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ท้าวสักกะ ขณะประทับอยู่ในถ�้ำอินทสาละ
ที่ภูเขาเวทิยกะ ทางทิศเหนือของหมู่บ้านพราหมณ์ช่ืออัมพสัณฑ์ ซ่ึงตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก
ของกรงุ ราชคฤห์ แคว้นมคธ เพ่อื ทรงตอบปัญหาของท้าวสกั กะ
๘.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รปู แบบของสักกปัญหสตู รเป็นบรรยายโวหารแบบถาม - ตอบ
๘.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
เน้ือหาของพระสูตรน้ีมี ๒ ภาณวาร ภาณวารท่ี ๑ อาจแบ่งย่อยเป็น ๔ ตอน คือ
ตอนท่ีเป็นความน�ำ ตอนปัญจสิขะ คันธรรพบุตรบรรเลงเพลง ตอนท้าวสักกะเข้าเฝ้า และ
ตอนท้าวสักกะกราบทูลเร่ืองโคปกเทพบุตร ภาณวารที่ ๒ อาจแบ่งย่อยเป็น ๒ ตอน คือ
ตอนท่ีท้าวสักกะทูลถามปัญหา และตอนท่ีพระผู้มีพระภาคตรัสถามท้าวสักกะ ดังมีใจความ
ส�ำคัญต่อไปนี้
ท้าวสักกะจอมเทพทรงทราบว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในถ้�ำอินทสาละ ท่ีภูเขา
เวทิยกะ จึงทรงชักชวนเหล่าเทพชั้นดาวดึงส์ลงไปเฝ้าโดยรับสั่งให้ปัญจสิขะ คันธรรพบุตร
น�ำเสด็จ (เพราะเคยเข้าเฝ้ารับใช้พระผู้มีพระภาคบ่อย ๆ) เม่ือเสด็จถึง ถ�้ำนั้น ทรงทราบว่า
พระผู้มีพระภาคก�ำลังเข้าฌานอยู่ จึงรับส่ังให้ปัญจสิขะ คันธรรพบุตร เข้าไปบรรเลงเพลง
ถวายกอ่ น
ปัญจสิขะ คันธรรพบุตรรับสนองเทวบัญชาแล้ว เข้าไปยืนในท่ีไม่ใกล้นักและไม่ไกล
นักจากจุดที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ โดยกะว่าเสียงพิณและเพลงขับของตนจะดังไปถึง
แล้วบรรเลงพิณพร้อมกับขับเพลงที่เก่ียวเนื่องด้วยพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และ
พระอรหันตผ์ สมผสานกับกามคุณ คือ ความรักของตนท่ีมีตอ่ เทพธิดาชือ่ ภัททาสรุ ิยวจั ฉสา
เล่มที่ ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๐ 77
พระผู้มีพระภาคตรัสชมเชยปัญจสิขะ คันธรรพเทพบุตรว่าบรรเลงพิณ และขับ
เพลงได้ดี เสียงพิณกับเสียงเพลงเข้ากันดีมาก ตรัสถามว่า เนื้อเพลงน้ันแต่งเมื่อไร ปัญจสิขะ
คันธรรพบุตรกราบทูลว่า แต่งเม่ือพระองค์ตรัสรู้ใหม่ ๆ ขณะประทับ (เสวยวิมุตติสุข) อยู่
ท่ีต้นอชปาลนิโครธใกล้ฝั่งแม่น�้ำเนรัญชรา แต่งเพราะก�ำลังหลงรัก เทพธิดาภัททาสุริยวัจฉสา
ธดิ าของท้าวติมพรุ หัวหน้าคนธรรพ์
ท้าวสักกะจอมเทพเห็นได้โอกาสตรัสเรียกปัญจสิขะ คันธรรพเทพบุตรมารับสั่ง
ให้กราบทูลขออนุญาตเข้าเฝ้า เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงอนุญาต จึงเสด็จน�ำเหล่าเทพเข้าเฝ้า
กราบทูลเร่ืองโคปกเทพบุตรให้ทรงทราบ ทรงสรุปว่า เพราะทรงทราบเร่ืองการปฏิบัติธรรม
และผลแห่งการปฏิบัติธรรมของโคปกเทพบุตรจึงเสด็จมาเฝ้าเพ่ือจะฟังธรรมเช่นนั้นบ้าง
แล้วทูลขอโอกาสถามปัญหา เม่ือพระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตจึงทูลถามปัญหารวม ๑๔ ข้อ
มีใจความสรุปได้ ๑๒ ข้อ ดังน้ี
๑. ทูลถาม พวกเทพ มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ และหมู่สัตว์อื่น ๆ จ�ำนวนมาก
ต่างต้งั ความปรารถนาวา่ ขอพวกเราจงเป็นผู้ไมม่ ีเวร ไมถ่ ูกลงโทษ ไม่มศี ตั รู ไม่ถกู เบียดเบียน
ไม่จองเวรกัน แต่เพราะอะไรเล่าผูกมัดไว้ พวกเขาจึงยังคง มีเวร ถูกลงโทษ มีศัตรูถูก
เบยี ดเบยี นและจองเวรกันอยู่
ตรัสตอบ เพราะมีอิสสา (ความรษิ ยา) และมจั ฉริยะ (ความตระหนี่) ผกู มดั ไว้
๒. ทลู ถาม อิสสา และมจั ฉริยะเกดิ จากอะไร
ตรัสตอบ เกิดจากอารมณ์เป็นที่รักและอารมณ์ไม่เป็นท่ีรัก ถ้าไม่มีอารมณ์เป็น
ทร่ี ัก และอารมณ์ไมเ่ ปน็ ทีร่ กั กไ็ ม่มีอสิ สาและมจั ฉรยิ ะ
๓. ทูลถาม อารมณเ์ ป็นทีร่ กั และอารมณไ์ ม่เป็นทีร่ กั เกดิ จากอะไร
ตรัสตอบ เกิดจากฉันทะ (ความพอใจ) ถ้าไม่มีฉันทะ ก็ไม่มีอารมณ์เป็นที่รัก
และอารมณไ์ มเ่ ปน็ ทร่ี ัก
๔. ทลู ถาม ฉันทะเกดิ จากอะไร
ตรัสตอบ เกิดจากวิตก (การตรกึ การไตรต่ รอง) ถา้ ไมม่ วี ิตก กไ็ ม่มีฉันทะ
๕. ทลู ถาม วิตกเกดิ จากอะไร
ตรัสตอบ เกิดจากแง่ต่างแห่งปปัญจสัญญา (การคิดปรุงแต่งอารมณ์ต่าง ๆ
ด้วยอ�ำนาจตัณหา มานะ และทิฏฐิของตน ๆ จนเกิดแง่หรือมุมมองต่างกันออกไป) ถ้าไม่มี
แง่ตา่ งแหง่ ปปัญจสญั ญา ก็ไม่มวี ติ ก
78 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
๖. ทูลถาม ภิกษุปฏิบัติอย่างไร จึงจะช่ือว่าปฏิบัติตามข้อปฏิบัติอันสมควรและ
ด�ำเนนิ ไปสูค่ วามดับแงต่ ่างแหง่ ปปญั จสญั ญา
ตรสั ตอบ โสมนัส (ความดีใจ) โทมนัส (ความเสยี ใจ) และอุเบกขา (ความวางเฉย)
มีอย่างละ ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายท่ีควรเสพและฝ่ายที่ไม่ควรเสพ ฝ่ายที่ควรเสพ ได้แก่ ฝ่ายท่ีเม่ือ
เสพแล้วท�ำให้กศุ ลธรรมท้ังหลายเจรญิ ข้นึ อกุศลธรรมทงั้ หลาย เสือ่ มไป สว่ นฝ่ายทีไ่ ม่ควรเสพ
มนี ัยตรงกันขา้ ม
อน่ึง ในโสมนัส โทมนัส และอุเบกขาฝ่ายที่ควรเสพ ก็แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายที่มี
วิตกและวิจาร และฝ่ายที่ไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร ท้ัง ๒ ฝ่ายน้ี ฝ่ายที่ไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร
ประณีตกวา่
ภิกษุปฏิบัติอย่างนี้ ช่ือว่าปฏิบัติตามข้อปฏิบัติอันสมควร และด�ำเนินไปสู่ความดับ
แง่ต่างแห่งปปัญจสญั ญา
๗. ทลู ถาม ภิกษปุ ฏบิ ตั ิอยา่ งไร จงึ จะชื่อวา่ ปฏบิ ตั เิ พื่อส�ำรวมในปาติโมกข์
ตรสั ตอบ กายสมาจาร (ความประพฤติทางกาย) วจีสมาจาร (ความประพฤติทาง
วาจา) และปริเยสนา (การแสวงหา) มอี ย่างละ ๒ ฝ่าย คอื ฝ่ายทค่ี วรเสพและฝา่ ยท่ีไม่ควรเสพ
ฝ่ายทคี่ วรเสพ ไดแ้ ก่ ฝา่ ยท่เี มอื่ เสพแล้วท�ำให้กุศลธรรมทัง้ หลายเจริญข้นึ อกุศลธรรมท้ังหลาย
เส่อื มไป ส่วนฝ่ายที่ไม่ควรเสพ มนี ยั ตรงกันข้าม
ภกิ ษุปฏบิ ตั อิ ยา่ งน้ี ชื่อวา่ ปฏบิ ตั ิเพ่อื ส�ำรวมในปาตโิ มกข์
๘. ทลู ถาม ภกิ ษุปฏบิ ัติอย่างไร จึงจะชอื่ วา่ ปฏิบตั ิเพอ่ื ส�ำรวมอนิ ทรยี ์
ตรัสตอบ อารมณ์ ๖ คอื รปู เสียง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะ และธรรมารมณ์ มีอยา่ งละ
๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายท่ีควรเสพ และฝ่ายท่ีไม่ควรเสพ (ค�ำอธิบายขยายความต่อจากน้ี ท้าวสักกะ
จอมเทพเป็นผู้อธิบายตามที่เข้าพระทัยโดยทรงถือตามค�ำอธิบายของการปฏิบัติเพื่อส�ำรวม
ในปาติโมกขเ์ ปน็ แนว)
๙. ทลู ถาม สมณพราหมณท์ ้งั หมดมวี าทะ (หลกั การ) ศีล (ข้อปฏิบัต)ิ ฉันทะ (ลัทธิ)
และอชั โฌสานะ (จดุ หมาย) อย่างเดียวกันใช่หรอื ไม่
ตรัสตอบ ไม่ใชอ่ ย่างเดียวกนั
๑๐. ทลู ถาม เพราะเหตไุ ร
ตรัสตอบ เพราะโลกมธี าตุ (นสิ ยั ใจคอ ความนิยม) หลากหลายในโลก ทีม่ ีธาตุ
หลากหลายนี้ เหล่าสัตว์ยึดมน่ั ธาตใุ ด ๆ อยู่ กย็ อ่ มยึดม่ันธาตนุ ัน้ ๆ ดว้ ยเร่ยี วแรง และความ
ยดึ ม่ันว่า น้ีเท่าน้ันจริง อย่างอน่ื ไมจ่ รงิ
เล่มที่ ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๐ 79
๑๑. ทูลถาม สมณพราหมณ์ท้ังหมด มีความส�ำเร็จสูงสุด (หมดกิเลส) มีความเกษม
จากโยคะสูงสุด (บรรลุนิพพาน) ประพฤติพรหมจรรย์ถึงท่ีสุด (บรรลุอริยมรรค) มีท่ีสุดอัน
สงู สดุ (ถงึ นิพพาน) ใช่หรอื ไม่
ตรสั ตอบ ไม่ใช่
๑๒. ทลู ถาม เพราะเหตุไร
ตรัสตอบ เพราะสมณพราหมณ์เหล่าน้ันยังไม่ส้ินตัณหา ภิกษุทั้งหลายเท่าน้ัน
เป็นผู้หลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหา จึงมีความส�ำเร็จสูงสุด มีความเกษมจากโยคะสูงสุด ประพฤติ
พรหมจรรยถ์ ึงทสี่ ุด และมีทีส่ ดุ อันสงู สดุ
ท้าวสักกะจอมเทพทรงชืน่ ชมพระพุทธภาษติ แล้วกราบทลู วา่ ตณั หาคอื ความหวัน่ ไหว
เปน็ โรค เป็นหวั ฝี เป็นลกู ศร ฉุดครา่ บุรุษ (คน) ให้ไปเกิดในภพภมู ติ ่าง ๆ บรุ ุษ จึงเข้าถึงฐานะ
สงู บา้ ง ต่�ำบ้าง
พระผู้มีพระภาคตรัสถามท้าวสักกะจอมเทพว่า ทรงจ�ำได้หรือไม่ว่า เคยตรัสถาม
ปัญหานี้กับสมณพราหมณ์เหล่าอ่ืนมาแล้ว ทูลตอบว่า จ�ำได้ คือ เคยตรัสถามสมณพราหมณ์
ที่เข้าพระทัยว่า เป็นผู้อยู่ป่า อยู่ในเสนาสนะอันสงัด แต่ไม่ทรงได้รับค�ำตอบ พอเขาทราบว่า
พระองคเ์ ปน็ ทา้ วสกั กะ กลบั ไดร้ บั ยกยอ่ งนบั ถอื ยอมตนเปน็ สาวกของพระองค์ แลว้ ทรงประกาศ
ยืนยันวา่ พระองคบ์ รรลเุ ป็นพระโสดาบนั เพราะได้สดบั พระธรรมเทศนาคร้งั นี้
พระผู้มีพระภาคตรัสถามต่อไปว่า ทรงจ�ำได้หรือไม่ว่าทรงได้ความยินดีได้ โสมนัส
เช่นน้ีมาก่อนแล้ว ทูลตอบว่า จ�ำได้ คือ ทรงได้ความยินดีได้โสมนัสเม่ือพวกเทพรบชนะพวก
อสรู แตเ่ ปน็ ความยนิ ดเี ปน็ โสมนสั ทเี่ ปน็ ทางมาแหง่ ทณั ฑาวธุ และ ศสั ตราวธุ ไมเ่ ปน็ ไปเพอื่ ความ
เบอ่ื หนา่ ย เพ่อื คลายก�ำหนดั เพ่ือดบั เพอื่ สงบระงบั เพ่ือรู้ยิง่ เพ่อื ตรสั รู้ เพอ่ื นพิ พาน ส่วนการ
ไดค้ วามยินดี การได้โสมนัส เพราะไดฟ้ งั ธรรมจากพระผู้มพี ระภาค ไม่เปน็ ทางมาแหง่ ทณั ฑาวธุ
และศัสตราวุธ เปน็ ไปเพ่อื ความเบื่อหน่าย เพอื่ คลายก�ำหนัด ... เพอ่ื นพิ พาน
พระผู้มีพระภาคตรัสถามต่อไปว่า ทรงเห็นประโยชน์อะไรจึงทรงประกาศเช่นนี้
ทลู ตอบวา่ ทรงเหน็ ประโยชน์ ๖ ประการ แลว้ ทรงอธบิ ายโดยละเอยี ด จบลงดว้ ยทรงใชพ้ ระหตั ถ์
ตบแผ่นดิน ทรงเปล่งอทุ าน ๓ คร้ังว่า นโม ตสสฺ ภควโต อรหโต สมมฺ าสมพฺ ทุ ฺธสฺส.
๘.๕ ขอ้ สังเกต
ในพระสูตรนี้ ก็มีเรื่องเกี่ยวข้องกับเทพนิยายแบบพุทธเร่ืองสุดท้ายของพระไตรปิฏก
เล่มนี้ และแสดงให้เห็นลักษณะพิเศษของเทพนิยายในพระพุทธศาสนา คือ เทพมีการเคลื่อน
หรอื จตุ ิ ไม่ใชม่ ีภาวะนิรันดรอยา่ งของศาสนาเทวนิยมท้ังหลาย
80 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
อรรถกถาอธิบายถึงสาเหตุท่ีท้าวสักกะมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคว่า เพราะทรงเห็น
บพุ นิมติ ทแ่ี สดงว่าถึงคราวจะต้องจุติ คือ หมดอายุ (อายุ ปรกิ ฺขีโณ) จงึ ทอดพระเนตรเทวนคร
ซ่ึงกว้าง ๑๐,๐๐๐ โยชน์ เวชยันตปราสาทซ่ึงสูง ๑,๐๐๐ โยชน์ สุธัมมาเทวสภาซ่ึงกว้าง
๓๐๐ โยชน์ ต้นมหาปาริฉัตรซ่ึงสูง ๑๐๐ โยชน์ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ซึ่งกว้าง ๖๐ โยชน์
เทวบริษัทในเทวโลกท้ังสอง คอื ชัน้ ดาวดงึ สแ์ ละชน้ั จาตุมหาราช และสวนสวรรค์ ๔ แห่ง คือ
นันทวัน จติ ตลดาวัน มิสสกวัน และ ปารสุ สกวัน ทรงเกดิ ความกลวั ขึน้ วา่ “สมบัติของเราจะ
พนิ าศไป” ทรงคดิ ตอ่ ไปวา่ “จะมสี มณะ พราหมณ์ หรอื ทา้ วมหาพรหมผเู้ ปน็ บดิ าของโลกทา่ นใด
ท่านหน่ึง สามารถช่วยเราได้บ้างหรือไม่ ท่านผู้ใดสามารถถอนลูกศรคือความเศร้าโศกในใจ
ของเรานี้ โดยท�ำใหส้ มบตั ิเหล่าน้ีเป็นของถาวร” เมื่อทรงพจิ ารณาโดยทว่ั ถ้วนแลว้ ทรงเหน็ วา่
มีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นจะทรงช่วยพระองค์ได้ จึงทรงชักชวนเหล่าเทพมาเฝ้า
เพ่ือฟังธรรมตามที่กราบทูลพระผู้มีพระภาค และทรงได้รับผลสมตามท่ีทรงปรารถนา คือ
ไดเ้ ปน็ ทา้ วสักกะหนุม่ ทนั ทที ่ีได้บรรลเุ ป็นพระโสดาบนั (ดู ท.ี ม.อ. ๓๔๔/๓๑๒, และ สกฺกวตถฺ ุ
ใน ธมมฺ ปทฏฺ กถา ฉฏโฺ ภาโค สขุ วคคฺ วณฺณนา ประกอบ)
ในเรื่องเนื้อหาและกระบวนวิธีอธิบาย นับได้ว่า พระสูตรน้ีเป็นแบบฉบับของการ
ตอบปัญหาท่ีชัดแจ้งมาก และมีวิธีอธิบายท่ีแตกต่างไปจากพระสูตรอ่ืน ๆ คือ ทรงอธิบาย
แบบแก้อรรถของอรรถกถาทั้งหลาย วิธีแบบน้ีเท่าท่ีพบมีอยู่ ๔ สูตร ได้แก่พระสูตรนี้
มหานิทานสูตร (ในเล่มน้ี) โปตลิยสูตร ในมัชฌิมนิกายมัชฌิมปัณณาสก์ (พระสุตตันตปิฎก
เล่มท่ี ๑๓) และนิพเพธิกสูตร ในฉักกนิบาต อังค (ดูฉบับ (แปล) ๒๒/๖๓/๕๗๑-๕๗๒)
ขอใหศ้ ึกษาเปรยี บเทยี บดูจะไดค้ วามรู้ดีมาก
๙. มหาสตปิ ฏั ฐานสตู ร
๙.๑ ท่ีมาของชือ่
มหาสติปัฏฐานสตู ร แปลวา่ พระสตู รว่าดว้ ยการเจริญสติปัฏฐานสูตรใหญ่ ช่อื นี้ตง้ั
ตามเนื้อหาสาระของพระสูตร
๙.๒ ท่มี าของพระสตู ร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุท้ังหลาย ขณะประทับอยู่ ณ นิคมของ
ชาวกุรุ ช่ือกัมมาสธัมมะ แคว้นกุรุ โดยทรงปรารภพุทธบริษัทชาวกัมมาสธัมมนิคมว่า
เล่มที่ ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๐ 81
มีความสนใจในการเจริญสติปฏั ฐานกนั อย่างมาก แม้พวกทาส กรรมกร และบรวิ ารชนก็พูดกนั
แตเ่ รอ่ื งสติปฏั ฐาน
๙.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รูปแบบของมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นบรรยายโวหารแบบถามเอง - ตอบเอง และมี
อุปมาอุปไมยผสมด้วย นับเป็นกระบวนบรรยายท่ีสมบูรณ์แบบ มีทั้งภาคอุทเทส ภาคนิทเทส
และภาคอานสิ งส์ เป็นการบรรยายกัมมฏั ฐานทีเ่ ข้าใจงา่ ย ปฏบิ ตั ติ าม ได้ถกู ตอ้ ง
๙.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
ภาคอุทเทส
พระผ้มู ีพระภาคทรงยกหวั ข้อการบรรยายข้นึ เป็นอทุ เทสวา่ “ภิกษทุ ง้ั หลาย ทางนี้เป็น
ทางเดียวเพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพ่ือล่วงโสกะและปริเทวะ เพื่อดับทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลญุ ายธรรม (อรยิ มรรค) เพือ่ ท�ำให้แจง้ นิพพาน ทางน้ี คือ สตปิ ัฏฐาน ๔ ประการ”
สติปัฏฐาน คือ การต้ังสติสัมปชัญญะ เพียรพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรม
เพอ่ื ก�ำจดั อภิชฌาและโทมนสั ในโลกใหไ้ ด้ โดยแยกพิจารณาเป็น ๔ ประการ คือ
๑. การพิจารณาเหน็ กายในกาย
๒. การพจิ ารณาเห็นเวทนาในเวทนาทง้ั หลาย
๓. การพิจารณาเห็นจิตในจิต
๔. การพจิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมทง้ั หลาย
ภาคนิทเทส
- การพิจารณากายในกายแบง่ ออกเป็น ๖ หมวด คือ
๑. พิจารณาลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ให้เห็นการไหลเข้า ไหลออกติดต่อกันเป็น
ล�ำ ยาว สัน้ สลบั กันไป
๒. พิจารณาอิริยาบถ คือ พิจารณาการเดิน ยืน น่ัง นอน ให้รู้ความเป็นไปของ
อิรยิ าบทนั้น ๆ
๓. พิจารณาสัมปชัญญะ คือ พิจารณาความรู้สึกตัวในการเคล่ือนไหวทางกาย
เช่น การก้าวไป การถอยกลับ การคู้แขนเข้า การเหยียดแขนออก โดยก�ำหนดให้รู้ทัน
ทุกอากปั กิรยิ านัน้ ๆ
82 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
๔. พิจารณาส่ิงปฏิกูล คือ พิจารณาอาการ ๓๒ ในกายของตนมี ผม ขน เล็บ ฟัน
หนัง เป็นต้น ใหเ้ หน็ วา่ เปน็ ของน่าเกลียด
๕. พิจารณาธาตุ คือ พิจารณาดนิ น�ำ้ ไฟ ลม ในกายของตน ให้เห็นโดยความเปน็ ธาตุ
เหมอื นคนฆ่าโค หรอื ลกู มอื ของคนฆ่าโคน่ังแบง่ อวัยวะของโคที่ฆ่าแลว้ ออกเปน็ สว่ น ๆ อย่าง
ช�ำนาญ
๖. พจิ ารณาซากศพ ซึง่ มลี ักษณะตา่ ง ๆ กนั ถึง ๙ ลกั ษณะ เชน่ ซากศพท่ตี ายแลว้
๑ วนั ถงึ ๓ วนั แล้วน�ำมาเปรียบเทยี บกับกายของตนว่า มสี ภาพอย่างเดยี วกัน
- การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทง้ั หลาย คอื พจิ ารณาความรู้สกึ สขุ ทุกข์ ไมใ่ ชส่ ุข
ไมใ่ ชท่ ุกข์ (อุเบกขา) ในตัวเอง แบง่ เปน็ ๙ ประการ คอื
๑. เม่อื เสวยสขุ เวทนา ก็รชู้ ดั เวทนานนั้
๒. เมอื่ เสวยทุกขเวทนา ก็รชู้ ัดเวทนานั้น
๓. เมือ่ เสวยอทกุ ขมสุขเวทนา กร็ ชู้ ัดเวทนานน้ั
๔. เมอ่ื เสวยสขุ เวทนามอี ามิส ก็รชู้ ดั เวทนาน้ัน
๕. เมอ่ื เสวยสุขเวทนาไม่มอี ามิส ก็รู้ชดั เวทนานนั้
๖. เมื่อเสวยทุกขเวทนามอี ามสิ ก็รู้ชัดเวทนานน้ั
๗. เมื่อเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามสิ ก็รู้ชัดเวทนานนั้
๘. เม่อื เสวยอทกุ ขมสุขเวทนามีอามสิ ก็รชู้ ดั เวทนานนั้
๙. เมื่อเสวยอทกุ ขมสขุ เวทนาไม่มีอามสิ ก็รชู้ ดั เวทนานน้ั
- การพิจารณาเห็นจิตในจิต คือ พิจารณาจิตของตนให้เห็นสภาวะตามที่ปรากฏ
ในขณะน้ัน ๆ และรู้ชัดตามความเป็นจริง แบ่งเป็น ๑๐ ประการตามสภาวะของจิต เช่น
จติ มีราคะกร็ ู้ชดั วา่ จิตมีราคะ จิตปราศจากราคะ ก็รชู้ ัดว่า จิตปราศจากราคะ
- การพิจารณาเหน็ ธรรมในธรรมทงั้ หลาย คือ พิจารณาว่าในขณะน้นั ๆ มีธรรมอะไร
เกดิ อย่ใู นจติ ของตน กร็ ้ชู ดั ธรรมนั้น ๆ แบ่งเปน็ ๕ หมวด คอื
๑. หมวดนิวรณ์ ๕ ๒. หมวดขันธ์ ๕
๓. หมวดอายตนะ ๑๒ ๔. หมวดโพชฌงค์ ๗
๕. หมวดสจั จะ ๔
ตวั อยา่ งการพจิ ารณาเหน็ นวิ รณ์ ๕ เชน่ เมอ่ื กามฉนั ทะภายในมอี ยู่ กร็ ชู้ ดั วา่ “กามฉนั ทะ
ภายในของเรามีอยู่” หรือเม่ือกามฉันทะภายในไม่มีอยู่ ก็รู้ชัดว่า “กามฉันทะภายในของเรา
เล่มที่ ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๐ 83
ไม่มีอย”ู่ นอกจากนยี้ ังพจิ ารณาใหร้ ูช้ ดั ความเกิดแห่งกามฉนั ทะ ความดบั แห่งกามฉันทะ และ
ขอ้ ปฏิบตั ใิ ห้ถึงความดับแหง่ กามฉนั ทะนัน้ ดว้ ย
ภาคอานิสงส์
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอานิสงส์ของการเจริญสติปัฏฐานไว้ในตอนท้ายของ
พระสตู รนวี้ า่ บุคคลผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ประการน้ี แม้เพยี ง ๗ วัน เปน็ อย่างน้อย กห็ วังได้วา่
จะมีผลในปัจจุบันอย่างใดอย่างหนึ่ง ในจ�ำนวนผล ๒ อย่าง คือ (๑) จะได้ บรรลุอรหัตตผล
(๒) ถา้ ยงั มีอปุ าทเิ หลอื อยู่ จะบรรลุอนาคามิผล
จึงทรงสรุปว่า สตปิ ฏั ฐาน ๔ ประการน้ี เปน็ ทางเดยี ว เพอื่ ความบริสทุ ธขิ์ องเหลา่ สัตว์
เพอ่ื ล่วง โสกะและปรเิ ทวะ เพอ่ื ดบั ทกุ ข์และโทมนสั เพอ่ื บรรลญุ ายธรรม เพื่อท�ำให้แจง้ นิพพาน
๙.๕ ข้อสงั เกต
ขอใหส้ งั เกตวา่ พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงสตปิ ฏั ฐานไวใ้ นทต่ี า่ ง ๆ หลายแหง่ ดงั ปรากฏ
ทั่วไปทงั้ ในพระสุตตนั ตปิฎกและพระอภิธรรมปฎิ ก แตท่ ่ีตรัสไวเ้ ต็มรูปที่ เรียกวา่ สตู รใหญน่ ัน้ มี
ปรากฏอยู่ ๒ แหง่ เทา่ นนั้ คอื ในเล่มน้แี ละมัชฌิมนกิ าย มลู ปัณณาสก์ พระไตรปฎิ กเลม่ ที่ ๑๒
ข้อท่ีน่าสังเกตต่อไป คือ อรรถกถาของทีฆนิกาย มหาวรรค และอรรถกถาของมัชฌิมนิกาย
มลู ปณั ณาสก์ ระบไุ วช้ ดั วา่ สตปิ ฏั ฐานสตู ร ในมชั ฌมิ นกิ าย มลู ปณั ณาสกม์ ชี อ่ื วา่ สตปิ ฏั ฐานสตู ร
สว่ นใน ทฆี นนิกาย มหาวรรคน้ี มชี ่อื ว่ามหาสตปิ ัฏฐานสตู ร (ดู ม.ม.ู อ. ๑/๑๐๖/๒๔๓, ที.ม.อ.
๓๗๓/๓๕๗) ตรงน้ีบาลกี บั อรรถกถาขัดกนั แต่อยา่ งไรกต็ าม อรรถกถาท้งั ๒ เล่ม ระบุไวช้ ัดวา่
พระสูตรท้ังสองน้ี จัดอยู่ในพระสูตรที่มีอรรถลึกซึ้ง (คมฺภีรตฺถานิ) จ�ำนวน ๘ สูตร อยู่ใน
ทฆี นิกาย ๒ สตู ร คือ มหานิทานสตู ร และมหาสติปฏั ฐานสูตร ใน ๖ สูตร คือ สติปัฏฐานสูตร
สาโรปมสูตร รุกโขปมสูตร รัฏฐปาลสูตร มาคัณฑิยสูตร และอาเนญชสัปปายสูตร (บัดน้ี
รุกโขปมสูตร ยังหาไม่พบว่าอยู่ในพระไตรปิฎกเล่มใด) พระสูตรเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคทรง
แสดงแก่ พุทธบริษัทชาวกุรุ เพราะมีความสนใจในการเรียนธรรม และปฏิบัติธรรมอย่างมาก
ท่านอุปมาไว้ว่า บุรุษที่ได้ผอบทอง แล้วเก็บดอกไม้นานาชนิดมาใส่ไว้ในผอบน้ัน ฉันใด หรือ
บุรุษได้หีบทองแล้วเก็บรัตนะ ๗ ประการ มาใส่ไว้ในหีบน้ัน ฉันใด พระผู้มีพระภาคทรงได้
พุทธบริษัทชาวกุรุแล้ว ก็ทรงแสดงพระธรรมเทศนาที่มีอรรถลึกซ้ึงแก่พุทธบริษัทนั้น ฉันนั้น
เหมือนกัน (ดูอรรถกถาทงั้ ๒ เลม่ ตามทีอ่ ้างแล้ว)
84 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๑๐. ปายาสิสตู ร
๑๐.๑ ท่มี าของชอื่
ปายาสิสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยเจ้าปายาสิ ชื่อนี้ตั้งตามช่ือบุคคลในเน้ือหาของ
พระสตู ร
๑๐.๒ ที่มาของพระสูตร
พระสูตรน้ี ท่านพระกุมารกัสสปะแสดงแก่เจ้าปายาสิ ผู้ครองเมืองเสตัพยนคร
ขณะแวะพกั อยู่ที่ป่าไมส้ ีเสียดทางทศิ เหนือของเสตพั ยนคร แควน้ โกศล เพอื่ ท�ำลายมิจฉาทิฏฐิ
หรือความเหน็ ผิดของเจ้าปายาสิ
๑๐.๓ รูปแบบของพระสูตร
รูปแบบของปายาสิสตู รเป็นบรรยายโวหารแบบโต้วาทะ มีอุปมาอปุ ไมยประกอบ
๑๐.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
เจ้าปายาสิผู้ครองเสตัพยนครทรงทราบว่า พวกพราหมณ์และคหบดีชาวเสตัพยนคร
จ�ำนวนมากก�ำลังเดินออกจากเมืองเพื่อไปนมัสการท่านพระกุมารกัสสปะ ท่ีป่าไม้สีเสียด
เพราะมกี ิตตศิ พั ท์ว่าท่านเป็นผ้ฉู ลาดเฉียบแหลม มีปญั ญา เป็นพหูสูต พูดจาไพเราะ ปฏภิ าณดี
และเป็นพระอรหันต์ จงึ เสดจ็ ไปดว้ ยเพือ่ จะโตว้ าทะท�ำลายความเหน็ ที่ตรงกันขา้ มกับพระองค์
ครน้ั เสดจ็ ไปถงึ ทพ่ี กั ของทา่ นพระกมุ ารกสั สปะ ทรงประกาศความเหน็ ทเ่ี ปน็ นตั ถกิ วาทะ
ข้ึนว่า พระองค์มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า โลกอ่ืนไม่มี โอปปาติกสัตว์ (สัตว์ผู้เกิดผุดขึ้น
เชน่ เทวดา) ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมทที่ �ำดีและกรรมทที่ �ำช่ัวไมม่ ี
พระเถระจึงใช้ปฏิภาณซักถามย้อนถามและตอบโต้ด้วยอุปมาอุปไมยเป็นจ�ำนวนมาก
จนสามารถท�ำลายความเห็นผิดของเจ้าปายาสิได้ส�ำเร็จ เจ้าปายาสิทรงยอมรับนับถือ
พระพทุ ธศาสนา
การซกั ถามตอบโตม้ ีใจความส�ำคญั ดังน้ี
๑. อปุ มาดว้ ยดวงจันทร์ดวงอาทิตย์
พระเถระ : ดวงจนั ทร์ดวงอาทติ ย์มใี นโลกนี้หรือโลกอ่นื เป็นเทพหรอื เป็นมนุษย์
เจา้ ปายาสิ : มีในโลกอน่ื ไม่ใช่โลกน้ี เปน็ เทพ ไม่ใชม่ นุษย์
พระเถระ : แสดงว่า โลกอ่ืนมี โอปปาติกสัตว์มี ผลวิบากของกรรมท่ีท�ำดี และ
เลม่ ท่ี ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๐ 85
กรรมทท่ี �ำชัว่ มี
เจา้ ปายาสิ : ไมม่ ี เพราะเคยส่ังให้ญาติมติ รผู้ท�ำกรรมชั่วทกี่ �ำลังจะตายวา่ ถ้าได้ไป
เกดิ ในอบาย ทุคติ วนิ บิ าต หรือนรกจรงิ ตามทส่ี มณพราหมณบ์ างพวกกล่าวไว้ ขอใหก้ ลบั มา
บอกดว้ ย แตญ่ าตมิ ติ รเหลา่ นนั้ มไิ ด้กลับมาบอกเลย นแ้ี สดงว่าโลกอื่นไม่มี ...
๒. อปุ มาด้วยโจร
พระเถระ : โจรท่ีท�ำความผิด ครั้นถูกจับได้และถูกตัดสินให้ประหารชีวิต
เขาขอรอ้ งใหเ้ พชฌฆาตปลอ่ ยตวั เขาไปกอ่ น เมอ่ื บอกลาญาตมิ ติ รแลว้ จะกลบั มาใหป้ ระหารชวี ติ
เพชฌฆาตจะผอ่ นผันให้โจรตามค�ำขอร้องหรอื ไม่
เจา้ ปายาสิ : ไมค่ วรผอ่ นผนั ต้องตัดศีรษะโจรนั้นขณะขอผอ่ นผันนั้นเอง
พระเถระ : โจรซงึ่ เปน็ มนษุ ยย์ งั ไมไ่ ดร้ บั การผอ่ นผนั จากเพชฌฆาตซง่ึ เปน็ มนษุ ยด์ ว้ ย
กนั เมอื่ เปน็ เชน่ นน้ั นายนริ ยบาลจะผอ่ นผนั ใหญ้ าตมิ ติ รของพระองค์ กลนกี้ แ็ สดงวา่ โลกอน่ื มี ...
เจ้าปายาสิ : ถึงกระน้ัน โยมก็ยังเห็นว่า โลกอ่ืนไม่มี เพราะเคยสั่งให้ญาติมิตร
ผู้ท�ำกรรมดี ที่ก�ำลังจะตายว่า ถ้าได้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์จริงตามที่สมณพราหมณ์
บางพวกกล่าวไว้ กข็ อใหก้ ลับมาบอกบ้าง แตไ่ มม่ ีผใู้ ดกลบั มาบอกเลย นแ้ี สดงว่า โลกอืน่ ไมม่ ี ...
๓. อปุ มาด้วยบรุ ษุ ในหลุมอจุ จาระ
พระเถระ : บุรุษท่ีตกลงไปในหลุมอุจจาระจนมิดศีรษะ เมื่อได้รับการช่วยเหลือ
ให้ขึ้นมาได้ และได้รับการช�ำระล้างให้สะอาด ชโลมด้วยน้�ำมัน ลูบไล้ด้วยแป้ง ถึง ๓ ครั้ง
โกนผมและหนวด สวมพวงมาลัยอย่างดี ให้นุ่งห่มผ้าราคาแพง ให้อยู่ในปราสาทบ�ำรุงบ�ำเรอ
ด้วยกามคุณ ๕ บรุ ุษนน้ั ยงั ตอ้ งการจะกลับไปด�ำลงในหลุมอุจจาระ อกี หรอื ไม่
เจ้าปายาสิ : ไม่แน่นอน เพราะหลุมอุจจาระไม่สะอาด มีกล่ินเหม็น น่ารังเกียจ
นา่ เกลยี ด
พระเถระ : ผู้ไปเกิดเป็นเทพ ย่อมรู้สึกว่าโลกมนุษย์ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น
นา่ เกลยี ด เชน่ เดียวกัน นแ้ี สดงวา่ โลกอืน่ มี ...
เจา้ ปายาสิ : ถงึ กระนนั้ โยมกย็ งั เหน็ วา่ โลกอน่ื ไมม่ ี ... เพราะเคยสงั่ ใหญ้ าตริ ว่ มสาย
โลหติ ผรู้ กั ษาศลี ๕ ทกี่ �ำลงั จะตายวา่ ถา้ ไดไ้ ปเกดิ ในสวรรคช์ น้ั ดาวดงึ สจ์ รงิ ตามทส่ี มณพราหมณ์
บางพวกกลา่ วไว้ ขอใหก้ ลบั มาบอกหรอื สง่ ขา่ วใหท้ ราบบา้ ง แตเ่ ขาไมก่ ลบั มาบอกหรอื สง่ ขา่ วให้
ทราบเลย นีแ้ สดงว่าโลกอน่ื ไมม่ ี ...
๔. อุปมาด้วยเทพชัน้ ดาวดึงส์
พระเถระ : ขอให้นกึ เทยี บปีของมนุษยก์ ับปขี องเทพชน้ั ดาวดงึ สว์ า่ ตา่ งกัน อยา่ งไร
คือ ๑๐๐ ปขี องมนุษย์เทา่ กบั ๑ ราตรี (๑ วัน ๑ คืน) ของเทพชน้ั ดาวดงึ ส์ ๓๐ ราตรีทพิ ยน์ น้ั
86 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
เป็น ๑ เดือนทิพย์ ๑๒ เดือนทิพย์เป็น ๑ ปีทิพย์ ๑,๐๐๐ ปีทิพย์เป็นอายุขัยของพวกเทพ
ชัน้ ดาวดึงส์ โดยนัยน้ี ถ้าญาติร่วมสายโลหิตของพระองค์ คดิ วา่ “ขอให้เราเอิบอ่มิ พร่ังพร้อมได้
รบั การบ�ำรุงบ�ำเรอด้วยกามคณุ ๕ ท่ีเปน็ ทิพย์ สกั ๒ - ๓ วนั ก่อน จึงคอยไปทูลเจ้าปายาสิวา่
โลกอืน่ มีจริง ...” เขาจะกลบั มาพบพระองคห์ รือ
เจา้ ปายาสิ : คงไมพ่ บ เพราะโยมคงตายไปแล้ว แตโ่ ยมไมเ่ ช่อื วา่ เทพชั้นดาวดึงส์
มอี ายยุ นื เชน่ น้ี
๕. อปุ มาด้วยคนตาบอดแตก่ �ำเนิด
พระเถระ : คนตาบอดแต่ก�ำเนิดไม่อาจเห็นรูปสีด�ำและรูปสีแดง เป็นต้น ไม่อาจ
เห็นรูปที่เรียบและรูปท่ีขรขุ ระ ไม่อาจเหน็ ดวงดาว ดวงจนั ทร์ ดวงอาทิตย์ ถ้าเขาพูดว่ารูปนั้น ๆ
ดวงดาว ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ไม่มี คนท่ีเห็นรูปนั้น ๆ ดวงดาว ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์
กไ็ ม่มี ผู้พูดเชน่ น้ชี ื่อวา่ พดู ถกู ตอ้ งหรือไม่
เจ้าปายาสิ : ไมถ่ ูกตอ้ งแน่นอน เพราะรูปนน้ั ๆ มี ดวงดาว ดวงจนั ทร์ ดวงอาทิตย์
มี คนทเ่ี ห็นสง่ิ เหลา่ นกี้ ็มี
พระเถระ : พระองค์ก็เป็นเช่นคนตาบอดแต่ก�ำเนิดน่ันแหละ เพราะโลกอ่ืนมิใช่
จะเหน็ ไดด้ ้วยตาเน้ือ ผมู้ ตี าทิพยเ์ ท่าน้ันจงึ เหน็ ได้
เจา้ ปายาสิ : ถงึ กระน้นั โยมก็ยังเหน็ วา่ โลกอ่นื ไมม่ ี ... เพราะเหน็ สมณพราหมณ์
ผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมอยากมีชีวิต ไม่อยากตาย ทั้ง ๆ ท่ีรักความสุข เกลียดความทุกข์
โยมจึงคดิ วา่ ถา้ สมณพราหมณพ์ วกน้รี ้วู ่า เม่ือตายไปแล้ว คุณความดีจะปรากฏ พวกเขาคงฆา่
ตัวตายเพอ่ื ใหไ้ ดค้ ณุ ความดนี ้นั แน่นอน นีแ้ สดงว่าโลกอื่นไม่มี ...
๖. อปุ มาด้วยสตรมี คี รรภ์
พระเถระ : เรื่องเคยมีมาว่า พราหมณ์คนหนึ่งมีภริยา ๒ คน คนท่ี ๑ มีลูกชาย
อายไุ ด้ ๑๐-๑๒ ปี คนท่ี ๒ ก�ำลังมคี รรภแ์ ก่ เม่ือพราหมณ์น้นั ถึงแกก่ รรม ลกู ชายของพราหมณ์
ถือกรรมสิทธิ์เข้าครอบครองทรัพย์มรดกท้ังหมดของบิดา ภริยาคน ท่ี ๒ ขอให้เลี้ยงลูกรอ
ไปก่อนจนกว่านางจะคลอดลูก เพราะถ้าเดก็ ในครรภเ์ ป็นชาย จะไดส้ ่วนแบง่ ในทรพั ย์มรดกน้ัน
คร่ึงหน่งึ แตล่ ูกเลี้ยงไม่ยอมรอ นางจึงผา่ ทอ้ งเพือ่ ดวู า่ เด็กในท้องเปน็ ชายหรือหญิง ในทีส่ ุดนาง
ตอ้ งสญู เสยี ทง้ั ชวี ติ ตวั เอง ชวี ติ ลกู และทรพั ยส์ มบตั ิ เพราะความโงเ่ ขลาเบาปญั ญาในการแสวงหา
ทรพั ย์ สมณพราหมณ์ ผูฉ้ ลาด เป็นบัณฑิต จงึ ไม่ยอมฆา่ ตัวตาย เพอ่ื หวงั คณุ ความดใี นโลกอ่นื
แตอ่ ยากมชี วี ติ อย่เู พ่อื ท�ำประโยชน์แกค่ นหมมู่ าก ก็ได้บุญมาก น้ีแสดงว่าโลกอ่ืนมี ...
เล่มท่ี ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๐ 87
เจา้ ปายาสิ : ถึงกระนัน้ โยมก็ยงั เห็นวา่ โลกอ่นื ไมม่ ี ... เพราะเคยสัง่ ราชบรุ ุษใหจ้ ับ
โจรผ้ทู �ำความผิดมาใสล่ งในหมอ้ แล้วใหป้ ิดฝาหมอ้ รดั ดว้ ยหนังสด พอกดว้ ยดินเหนียวจนหนา
เสร็จแล้วให้ยกข้นึ ตงั้ บนเตาตดิ ไฟเผา เพอื่ จะดชู ีวะ (วญิ ญาณ) ของโจร เมือ่ คะเนวา่ โจรน้ันตาย
แล้ว จงึ สั่งใหย้ กหมอ้ ลงมาเปดิ ดู ปรากฏว่าไมพ่ บ ชีวะของโจรนน้ั เลย น้แี สดงว่าโลกอน่ื ไมม่ ี ...
๗. อุปมาด้วยคนหลับฝนั
พระเถระ : เม่ือพระองค์บรรทมหลับกลางวนั และทรงสุบินเห็นสงิ่ ตา่ ง ๆ เชน่ เหน็
สวนอนั นา่ รนื่ รมย์ คนทเ่ี ฝา้ ปรนนบิ ตั พิ ระองคอ์ ยไู่ ดเ้ หน็ ชวี ะของพระองคเ์ ขา้ -ออก จากพระกาย
ของพระองค์หรอื ไม่
เจา้ ปายาสิ : ไม่เห็น
พระเถระ : พระองค์ยังมีพระชนม์อยู่แท้ ๆ คนที่เฝ้าปรนนิบัติพระองค์ยัง
มองไม่เห็นชีวะของพระองค์ท่ีเข้า-ออกได้เลย ไฉนพระองค์จะทรงเห็นชีวะของคนตายได้เล่า
น้ีแสดงว่าโลกอน่ื มี ...
เจา้ ปายาสิ : ถงึ กระน้ัน โยมกย็ งั เห็นวา่ โลกอ่นื ไมม่ ี ... เพราะเคยส่ังราชบุรษุ ใหน้ �ำ
โจรผู้ท�ำความผดิ มาช่ังน้ำ� หนกั ก่อนแลว้ ใช้เชือกรัดจนตาย แลว้ ใหช้ ั่งอกี คร้ัง ปรากฏวา่ นำ�้ หนกั
กอ่ นตายมากกวา่ นำ้� หนกั หลงั ตาย รา่ งกายก่อนตายออ่ นนุ่มปรับตวั ได้ง่าย แตร่ ่างกายหลังตาย
แขง็ กระดา้ ง ปรับตัวไดย้ ากกวา่ นแี้ สดงวา่ โลกอ่ืน ไมม่ ี ...
๘. อปุ มาด้วยก้อนเหลก็ ร้อน
พระเถระ : ก้อนเหล็กเดียวกัน เม่ือช่ังขณะท่ีเผามีไฟลุกโพลง กับชั่งขณะ
เย็นสนทิ ขณะไหนจะมีน�้ำหนักเบากวา่ อ่อนกวา่ และปรับตัวไดง้ ่ายกวา่
เจ้าปายาสิ : ก้อนเหล็กขณะมีไฟมีลมติดไฟลุกโพลงอยู่จะมีน้�ำหนักเบากว่า
ออ่ นกวา่ และปรบั ตวั ไดง้ ่ายกว่า
พระเถระ : รา่ งกายก็เหมอื นกนั ขณะยังมีชีวติ มใี ออุ่นและมีวิญญาณ จะมีน้�ำหนัก
เบากวา่ ออ่ นนุม่ กวา่ และปรับตวั ไดง้ ่ายกว่า พระด�ำรสั ของพระองคแ์ สดงว่าโลกอืน่ มี ...
เจา้ ปายาสิ : ถงึ กระน้ัน โยมกย็ งั เหน็ วา่ โลกอืน่ ไมม่ ี ... เพราะเคยสั่งราชบุรุษให้จับ
โจรผู้ท�ำความผดิ มาลงโทษประหารชีวิต โดยมใิ ห้ผิวหนัง เอ็น กระดกู และเยอ่ื ในกระดกู ได้รับ
การกระทบกระเทอื น และเมื่อโจรน้นั ใกลต้ าย ใหจ้ ับโจรให้นอนหงายบา้ ง ให้นอนคว�่ำหนา้ บา้ ง
ให้นอนตะแคงบ้าง จับพยุงให้นั่งบ้าง กดศีรษะลงบ้าง ใช้ผ่ามือทุบบ้าง ใช้สิ่งอ่ืน ๆ ทุบบ้าง
ลากไปมาบ้าง เพ่ือให้เห็นชีวะของโจรนั้น ก็ไม่เห็นเลย ท้ัง ๆ ท่ีตา หู จมูก ล้ิน กาย ก็มีอยู่
เหมอื นเดมิ แต่ไม่รับรู้อะไรเลย น้ีแสดงว่า โลกอนื่ ไม่มี ...
88 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
๙. อปุ มาด้วยการเป่าสงั ข์
พระเถระ : คนเปา่ สงั ขค์ นหนงึ่ น�ำสงั ข์ไปหม่บู า้ นแถบปจั จนั ตชนบท (บา้ นนอก) ยนื
เปา่ สังข์ขึน้ ๓ ครง้ั แลว้ วางสงั ข์ลงบนพ้ืนดนิ ชาวบ้านได้ยินเสียงสงั ข์ก็แตกตนื่ มามุงดู ถามคน
เป่าสังข์ว่า เสียงอะไรไพเราะดี คนเป่าสังข์บอกว่า “เสียงสังข์” แล้วชี้ไปที่สังข์ พวกเขาหยิบ
สังข์ให้หงายขึน้ แลว้ พูดว่า “พูดสพิ ่อสงั ข์” เม่อื สงั ขไ์ ม่สง่ เสยี งก็จับให้คว�่ำหน้าลง จับใหต้ ะแคง
ขวา ตะแคงซ้าย ยกให้สูงขนึ้ วางใหต้ �่ำลง ใช้ฝ่ามอื เคาะ ใชส้ ่งิ อื่นเคาะ ลากไปมา พร้อมกบั ส่ัง
ให้สังข์ส่งเสียง สังข์ก็ไม่ส่งเสียง คนเป่าสังข์คิดว่าชาวปัจจันตชนบทน้ีโง่จริง จึงจับสังข์ข้ึนเป่า
๓ คร้ัง แล้วถือสังข์เดินจากไป ชาวปัจจันตชนบทจึงพูดกันว่า สังข์น้ีเมื่อมีคนมีความพยายาม
และมีลมจึงส่งเสียง ถา้ ไม่มีคนไม่มคี วามพยายาม ไม่มีลม กไ็ ม่ส่งเสียง ขอ้ น้ีฉันใด รา่ งกายคน
กฉ็ ันน้นั เมอื่ มชี วี ิต มไี ออุ่นและมีวญิ ญาณ จงึ เคล่ือนไหวได้ รับรู้ส่งิ ตา่ ง ๆ ได้ ถ้าไม่มชี วี ิตไม่มี
ไออนุ่ ไม่มวี ิญญาณกเ็ คลอ่ื นไหวไม่ได้ รับร้อู ะไรไม่ได้ ถงึ จะมตี า หู จมูก ลนิ้ กาย เหมอื นกนั
นี้แสดงวา่ โลกอ่ืนมี ...
เจ้าปายาสิ : ถึงกระนั้น โยมก็ยังเห็นว่า โลกอ่ืนไม่มี ... เพราะเคยสั่งราชบุรุษ
ให้จับโจรผู้กระท�ำความผิดมาลงโทษประหารชีวิต โดยเชือดหนังเพื่อหาชีวะของเขาก็ไม่เห็น
จงึ ใหเ้ ถอื หนัง ใหแ้ ล่เนอ้ื ใหต้ ัดเอน็ ให้ตัดกระดกู ให้ตัดเยื่อในกระดูก กห็ าพบชีวะของเขาไม่
นแ้ี สดงว่าโลกอ่ืนไมม่ ี ...
๑๐. อุปมาด้วยชฎิลบชู าไฟ
พระเถระ : ชฎิลบูชาไฟคนหน่ึงก่อนจะจากอาศรมไปท�ำธุระข้างนอกได้สั่งเด็ก
ที่น�ำมาเล้ียงไวจ้ นมีอายุ ๑๐ -๑๒ ปวี ่า “จงบูชาไฟ อย่าให้ไฟดับ ถา้ ไฟดบั นีม้ ีด นี้ฟนื นีไ้ มส้ ไี ฟ
เจ้าจงก่อบูชาไฟ” เม่ือชฎิลไปได้ไม่นาน ไฟได้ดับลง เพราะเด็กมัวแต่เล่นเพลินอยู่ เม่ือนึกได้
จงึ เข้ามาดู เห็นไฟดับก็จดั การตามชฎลิ ส่งั คอื น�ำไมส้ ีไฟมาถาก กไ็ ม่ได้ไฟ จงึ ผา่ ไมเ้ ปน็ ๒ ซีก
๔ ซีก จนถึง ๒๐ ซกี ก็ไม่ไดไ้ ฟ จากน้ัน จงึ สบั ใหเ้ ปน็ ชน้ิ เลก็ ๆ แลว้ น�ำไปโขลกในครก จนเป็น
ผงแลว้ โปรยในทมี่ ลี มแรง คดิ ว่า จะได้ไฟ ก็ไม่ได้อีก พอดีชฎลิ กลบั มา เมอ่ื ทราบเร่ืองจงึ คดิ วา่
เดก็ คนน้ีโงจ่ รงิ หาไฟไมถ่ ูกวธิ ี จึงไม่ได้ไฟ แล้วแสดงวิธีหาไฟทีถ่ ูกวธิ ใี หด้ ู ขอ้ นีฉ้ ันใด พระองค์
กท็ รงหา โลกอน่ื ไมถ่ กู วิธีฉันนั้น ขอใหส้ ละทิฏฐิช่ัว นัน้ เสียเถดิ
เจา้ ปายาสิ : โยมสละไมไ่ ด้ เพราะใคร ๆ กร็ จู้ กั โยมวา่ มวี าทะอยา่ งนี้ ทฏิ ฐอิ ยา่ งน้ี
พระเถระจึงน�ำอุปมามาเปรียบเทียบอีก ๔ อุปมาเพื่อให้เจ้าปายาสิทรงสละ
ทิฏฐิช่ัว คอื (๑) อุปมาด้วยนายกองเกวยี น ๒ คน (๒) อปุ มาดว้ ยคนทูนห่ออุจจาระ (๓) อุปมา
ดว้ ยนกั เลงสกา (๔) อุปมาดว้ ยคนหอบเปลือกป่าน
เลม่ ที่ ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๐ 89
ในทส่ี ดุ เจา้ ปายาสทิ รงรบั สารภาพวา่ พระองคท์ รงพอพระทยั ตง้ั แตอ่ ปุ มาขอ้ แรก
แล้ว แต่ทรงประสงค์จะฟังปฏิภาณของท่านพระกุมารกัสสปะต่อไป จึงท�ำเป็นไม่พอพระทัย
แล้วได้ทรงแสดงตนเปน็ พทุ ธมามกะขอถงึ พระรัตนตรัยเป็นทพี่ ่งึ ตลอดชวี ิต
นอกจากนี้ยังทรงขอให้ท่านพระกุมารกัสสปะอธิบายวิธท�ำยัญเพ่ือประโยชน์สุข
ของแก่พระองค์ตลอดกาล
พระเถรได้ถวายค�ำแนะน�ำวิธีบูชายัญตามแบบพุทธว่า ยัญท่ีไม่ต้องฆ่าสัตว์
ไม่ต้องท�ำให้สัตว์เดือดร้อนและผู้รับยัญต้องด�ำเนินชีวิตตามอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นยัญท่ีมี
ผลมาก เหมือนชาวนาหวา่ นเมล็ดพนั ธพ์ุ ชื ทด่ี มี ลี ักษณะสมบรู ณล์ งในนาทด่ี ี กย็ ่อมมีผลมาก
เจ้าปายาสิทรงเล่ือมใส น้อมน�ำไปปฏิบัติคือทรงเริ่มให้ทานโดยแต่งต้ังให้
อุตตรมาณพเป็นผู้จัดการ เม่ือส้ินชีพิตักษัย ก็ไปเกิดในวิมานว่างชื่อเสรีสกวิมานในช้ัน
จาตมุ หาราช เพราะทรงใหท้ านโดยไมเ่ คารพ คอื มไิ ดใ้ หด้ ว้ ยตวั เอง สว่ นอตุ ตรมาณพ ซงึ่ ท�ำหนา้ ที่
จดั การถวายทานตามหนา้ ทด่ี ว้ ย ใหท้ านดว้ ยของตวั เองดว้ ย ตายแลว้ ไปเกดิ ในสวรรคช์ นั้ ดาวดงึ ส์
เม่ือท่านพระควัมปติไปเยี่ยมที่เสรีสกวิมาน ปายาสิเทพบุตรได้ขอให้พระเถระ
เทศนส์ อนพุทธบรษิ ัทใหท้ �ำทานด้วยความเคารพ อยา่ ท�ำเหมือนเจ้าปายาสิ
๑๐.๕ ข้อสงั เกต
ในพระสูตรนี้ มีข้อที่น่าสังเกตหลายประการ ขอเสนอเพ่ือพิจารณาประดับสติปัญญา
เพยี งบางประการ ดงั นี้
๑. ค�ำวา่ เจา้ ปายาสิ แปลจากค�ำบาลวี ่า ปายาสิ ราชญโฺ ท่ไี ม่แปลวา่ เจ้าปายาสิ
เพราะเป็นเพยี งเจา้ ผู้ครองนคร คือ เสตพั ยนคร ท่พี ระเจา้ ปเสนทิโกศล ทรงมอบใหค้ รอบครอง
มไิ ด้รบั มรู ธาภิเษกเปน็ พระราชา (อนภสิ ิตตฺ ราชา - ท.ี ม. อ. ๔๐๖/๔๒๔) เสตพั ยนคร ก็ยงั ขึน้
กบั แคว้นโกศล
๒. เหตุการณท์ ป่ี รากฏในปายาสิสตู รน้นั ท่านพระธรรมปาละผรู้ จนาคมั ภีร์ อรรถกถา
วิมานวัตถุ บันทึกไว้ว่า เกิดขึ้นหลังพุทธปรินิพพานแล้ว (ขุ.วิ.อ. ๘๔/๓๘๙) นักปราชญ์บาง
ท่านสนั นิษฐานวา่ หลงั พทุ ธปรินิพพานประมาณ ๕ ปี เป็นอยา่ งน้อย คอื หลังจากได้มกี ารสร้าง
พระสถูปบรรจุพระบรมสารรี กิ ธาตแุ ล้ว (Pali Text society, Dialogues of the Buddha II,
1989. P. 347)
๓. ข้อความในพระสูตรนี้มีความส�ำพันธ์กับเสรีสกวิมาน ในวิมานวัตถุ (พระไตรปิฎก
เล่มที่ ๒๖) ซ่ึงทา่ นพระธรรมปาละบนั ทกึ ไวใ้ นคัมภรี อ์ รรถกถาของท่าน (ข.ุ วิ. อ. ๑๒๘๑/๔๑๓)
90 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
ว่าพระธรรมสังคาหกาจารย์ได้ยกเสรีสกวิมานข้ึนสู่การพิจารณาใน การสังคยานาคร้ังท่ี ๒
ณ กรุงเวสาลี โดยมที ่านพระยสกากณั ฑกบุตร เป็นประธาน มพี ระอรหันต์เข้าประชุมจ�ำนวน
๗๐๐ รปู มพี ระเจา้ กาลาโศกราชเปน็ ศาสนปู ถมั ภก แมไ้ มไ่ ดร้ ะบไุ วว้ า่ พระธรรมสงั คาหกาจารย์
ได้น�ำพระสูตรนี้ข้ึนสู่การสังคายนาคร้ังน้ัน ก็อนุมานได้ว่า ได้น�ำพระสูตรน้ีข้ึนสู่การสังคายนา
ครงั้ น้นั แนน่ อน เพราะท่านกล่าวถึงพระสูตรน้ีไว้ในตอนต้นด้วย
๔. เนื้อความส�ำคัญของพระสูตรนี้เป็นเร่ืองเกี่ยวกับมิจฉาทิฏฐิของเจ้าปายาสิผู้นับถือ
ลทั ธินัตถกิ วาทะวา่ ไมม่ โี ลกอน่ื หรือโลกหนา้ ไม่มกี ารเวียนวา่ ยตายเกดิ คือ คนเราเกดิ หนเดยี ว
ตายแลว้ สญู ไมม่ ผี ลบญุ ผลกรรมทเ่ี ปน็ เหตเุ ปน็ ปจั จยั ใหไ้ ปเกดิ ในชาตหิ นา้ ภพหนา้ ฉะนน้ั จงึ ถอื วา่
การใหท้ านหรอื ยญั ทงั้ หลายไมม่ ผี ลใด ๆ ทง้ั หมดนตี้ รงกบั ทรรศนะทางวตั ถนุ ยิ ม (materialism)
ของปรชั ญาตะวนั ตกและตรงกบั ปรชั ญาจารวากของอนิ เดยี ทา่ นพระกมุ ารกสั สปะสามารถถอน
มจิ ฉาทฏิ ฐนิ ไ้ี ด้ ท�ำใหเ้ จา้ ปายาสติ ง้ั อยใู่ นสมั มาทฏิ ฐิ ทรงบรจิ าคทานตามขนั้ ตอน คอื จากของเลว
จนถึงของดีแต่เพราะมิได้บริจาคด้วยพระองค์เอง จึงส่งผลให้ไปเกิดในสวรรค์ช้ันต�่ำสุด คือ
ชน้ั จาตุมหาราช เปน็ บรวิ ารของท้าวเวสวัณ (ดเู สรีสกวมิ านประกอบว่าท่านมีหนา้ ทอี่ ยา่ งไร)
๕. ความเด่นของพระสตู รน้ีอยู่ท่ี วาทศลิ ป์ หรอื ปฏิภาณ ของท่านพระกมุ ารกสั สปะ
คือท่านใช้ปฏิภาณอันเฉียบแหลมฉับไว ยกย่องอุปมาโวหารมาหักล้างวาทะของเจ้าปายาสิ
จนยอมจ�ำนนหมดปญั หาโตต้ อบ
มผี สู้ นั นฐิ านไวว้ า่ พระสตู รนเี้ ปน็ ตน้ แบบของคมั ภรี ์ มลิ นิ ทปญั หา ซง่ึ เปน็ เรอ่ื งถาม – ตอบ
ระหวา่ งพระยามลิ นิ ทก์ บั พระนาคเสน พระยามลิ นิ ทม์ เี ชอื้ สายมาจากกรกี จงึ มหี ลกั ปรชั ญากรกี
ท่เี ป็นวัตถุนิยมแบบเดียวกันกบั เจา้ ปายาสิ ทา่ นพระนาคเสนก็สามรถหักล้างได้เชน่ เดยี วกนั กับ
ทา่ นกุมารกัสสปะ โปรดอา่ นเปรียบเทียบดู แล้วจะทราบวา่ ขอ้ สันนิฐานน้ถี ูกหรือไม่
เล่มท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๑ 91
พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๑
พระสตุ ตันตปฎิ ก เล่มท่ี ๓
(ฑฆี นกิ าย ปาฏกิ วรรค)
พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๑๑๓ คือ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ซึ่งเป็นคัมภีร์
เลม่ ที่ ๓ ของทฆี นกิ ายและของพระสตุ ตนั ตปฎิ ก คมั ภรี ท์ ฆี นกิ ายมี ๓ เลม่ คอื ๑) พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค (พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๙) ๒) พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
(พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๑๐) ๓) พระสตุ ตันตปฎิ ก ทฆี นกิ าย ปาฏกิ วรรค (พระไตรปิฎกเลม่ ท่ี ๑๑)
ความหมายของปาฏิกวรรค
ค�ำวา่ ปาฏิกวรรค แปลว่า หมวดวา่ ดว้ ยปาฏกิ สูตร ช่ือหมวดต้ังตามชอื่ พระสูตรที่ ๑
ของวรรคนี้ ซ่งึ มที งั้ หมด ๑๑ สูตร คือ
๑. ปาฏิกสตู ร ๒. อุทมุ พรกิ สูตร
๓. จกั กวัตตสิ ูตร ๔. อัคคัญญสตู ร
๕. สัมปสาทนียสตู ร ๖. ปาสาทิกสตู ร
๗. ลักขณสตู ร ๘. สิงคาลกสตู ร
๙. อาฏานาฏยิ สูตร ๑๐. สงั คตี ิสูตร
๑๑. ทสตุ ตรสตู ร
๑. ปาฏกิ สตู ร
๑.๑ ทมี่ าของชื่อ
ปาฏกิ สตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยนกั บวชเปลอื ยชอ่ื ปาฏกิ บตุ ร ซงึ่ เปน็ นกั บวชเปลอื ย
คนที่ ๓ ในจ�ำนวนนักบวชเปลือย ๓ คนทีป่ รากฏในพระสตู รนี้ นกั บวชเปลือยอกี ๒ คน คอื
(๑) โกรกั ขตั ตยิ ะ (๒) กฬารมชั ฌกะ ชอ่ื นี้จึงตงั้ ตามช่อื บคุ คล ท่ีปรากฏในพระสูตร
๓ บทนำ� เล่ม ๑๑ : พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, กรุงเทพมหานคร, ๒๕๓๙.