The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 9-14 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-24 05:05:57

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 9-14 ebook

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 9-14 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Keywords: พระสุตตันตปิฎก เล่ม 9-14 ebook

292 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก

๖. ลฏกุ โิ กปมสตู ร

๖.๑ ที่มาของช่ือ
ลฏุกิโกปมสูตร แปลว่า พระสูตรท่ีว่าด้วยอุปมาด้วยนางนกมูลไถ ช่ือน้ีตั้งตาม

อุปมาข้อแรกในพระสูตร นอกจากน้ียังทรงแสดงอุปมาด้วยช้างต้น อุปมาด้วยคนจน และ
อปุ มาด้วยคนมัง่ มีอกี ด้วย
๖.๒ ทม่ี าของพระสูตร

พระสูตรน้ี พระผู้มพี ระภาคทรงแสดงแกท่ า่ นพระอุทายี ขณะประทบั อยใู่ นอาปณนิคม
ของชาวอังคุตตราปะ แคว้นอังคุตตราปะ โดยทรงปรารภค�ำกราบทูลของพระเถระ เหตุเกิด
ของพระสตู รนีจ้ ัดอยู่ในประเภท ปรัชฌาสยะ
๖.๓ รูปแบบของพระสูตร

รูปแบบของลฏกุ ิโกปมสูตร เปน็ การบรรยายโวหารแบบมอี ปุ มาอปุ ไมย
๖.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร

ท่านพระอุทายีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคและกราบทูลว่า เม่ือก่อนท่านฉันท้ังใน
เวลาเย็น เวลาเช้า เวลาหลังเท่ียง ต่อมา พระผู้มีพระภาครับสั่งให้เลิกฉันในเวลาเย็น และ
เวลาหลังเท่ียง ท่านน้อยใจ เสียใจ แต่ก็ยังปฏิบัติตามเพราะความรัก ความเคารพ ความ
ละอาย และความย�ำเกรงในพระผู้มีพระภาค ต่อมาได้เห็นโทษในการฉันในเวลาเย็นและ
เวลาหลังเท่ียงด้วยตนเอง จึงได้รู้ว่า พระผู้มีพระภาคทรงก�ำจัดธรรมอันเป็นเหตุแห่งทุกข์
ทรงน�ำธรรมอันเป็นเหตุแห่งสุขเป็นอันมากมาให้ พระผู้มีพระภาคทรงก�ำจัดอกุศลธรรม
ทรงน�ำกุศลธรรมมาให้

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ท่ีเป็นเช่นน้ัน เพราะในธรรมวินัยน้ี มีบุคคลหลายจ�ำพวก
ที่คิดว่า พระวินัยบัญญัติของพระองค์เป็นเรื่องเล็กน้อยไม่ส�ำคัญอะไร ซึ่งความจริงไม่ใช่
เรื่องเลก็ น้อย แลว้ ทรงแสดงบคุ คล ๔ จ�ำพวกเปรยี บเทยี บกบั อปุ มา ๔ ขอ้ คอื

๑. ผู้ไม่ละความผิดท้ังที่มีความย�ำเกรงในพระองค์ และผู้ใคร่ในสิกขาแต่มีความผิด
เล็กน้อย พวกนี้จะถูกความผิดเพียงเล็กน้อยมัดไว้อย่างมั่นคง เปรียบเหมือนนางนกมูลไถ
ถูกผกู ด้วยเถาหัวด้วน หนไี ปไหนไมไ่ ด้ รอเวลาทจี่ ะถกู ฆ่า

เล่มที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๓ 293

๒. ผู้ละความผิดทั้งที่ไม่มีความย�ำเกรงในพระองค์ และผู้ใคร่ในสิกขาท่ีละความผิด
เล็กน้อยได้ พวกนี้อาจพ้นผิดได้ เปรียบเหมือนช้างต้น เคยฝ่าศึกสงครามมาแล้ว สามารถ
สะบัดโซ่ทลี่ า่ มไวใ้ ห้ขาดได้

๓. ผู้ไม่ละความผิดทั้งท่ีมีความย�ำเกรงในพระองค์ และผู้ใคร่ในสิกขาแต่มีความผิด
เล็กน้อย พวกน้ีจะถูกความผิดเพียงเล็กน้อยมัดไว้อย่างม่ันคง เปรียบเหมือนคนจนมีทรัพย์สิน
เพียงเล็กน้อย คดิ วา่ การบวชเปน็ สมณะสบาย แตก่ ไ็ มส่ ามารถออกบวชได้ เพราะละทรัพยส์ ิน
เล็กนอ้ ยนั้นไมไ่ ด้

๔. ผู้ละความผิดท้ังท่ีไม่มีความย�ำเกรงในพระองค์ และผู้ใคร่ในสิกขาที่ละความผิด
เล็กน้อยได้ พวกนี้อาจพ้นผิดได้ เปรียบเหมือนคนม่ังมี มีทรัพย์สมบัติมาก คิดว่าการบวช
เปน็ สมณะสบาย แลว้ ละทรัพย์สมบตั ทิ ั้งหมดออกบวชได้

ทรงแสดงบคุ คลอีก ๔ จ�ำพวก คือ
๑. ผไู้ ม่ละอุปธิ
๒. ผลู้ ะอุปธไิ ด้
๓. ผู้ละอุปธิไดเ้ รว็ แตเ่ ปน็ บางคร้ัง
๔. ผ้ไู ม่มีอุปธิ
จากนัน้ ทรงสรปุ วา่ อปุ ธินนั้ กค็ ือกามคุณ ๕ ถ้าละกามคณุ ๕ และอกศุ ลธรรมท้งั หลาย
ได้ กจ็ ะบรรลุรปู ฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔
๖.๕ ขอ้ สงั เกต
ขอให้สังเกตว่า ในพระสูตรนี้ ทรงช้ีให้เห็นประโยชน์ของการปฏิบัติตามค�ำสอนของ
พระองค์และโทษที่ไม่ปฏิบัติตาม คือ ผู้ท่ีมีความย�ำเกรงในพระองค์แต่ไม่ยอมแก้ไขความผิด
ท่มี ีอยู่ ยอ่ มไม่พ้นจากความผิดน้นั สว่ นผ้ไู มม่ คี วามย�ำเกรงในพระองค์แตย่ อมสละความผดิ เสยี
ย่อมพน้ ผิดได้
อน่ึง บุคคล ๔ จ�ำพวกหลงั ในพระสูตรน้ี คัมภรี ์ปปญั จสูทนอี ธบิ ายวา่ จ�ำพวกที่ ๑-๓
ได้แก่ปุถุชน พระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามีตามล�ำดับ ส่วนจ�ำพวกที่ ๔
ไดแ้ ก่ พระอรหนั ต์

294 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

๗. จาตุมสตู ร

๗.๑ ทม่ี าของชื่อ
จาตุมสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยเหตุการณ์ในหมู่บ้านจาตุมา ช่ือน้ีตั้งตาม

สถานทที่ ่ที รงแสดงพระสตู ร หมู่บ้านจาตุมา เป็นหมูบ่ ้านของชาวศากยะ แคว้นสักกะ
๗.๒ ท่มี าของพระสตู ร

พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ขณะประทับอยู่
ณ อามลกีวัน หมู่บ้านจาตุมา โดยทรงประสงค์จะให้รู้มารยาทในการอยู่ร่วมกันและรู้จัก
ระวังภัยของผู้บวชใหม่ ๔ อย่าง เหตุเกิดของพระสูตรนจ้ี ัดอยใู่ นประเภท ปรชั ฌาสยะ
๗.๓ รูปแบบของพระสูตร

รปู แบบของจาตมุ สตู ร เปน็ บรรยายโวหารแบบถาม-ตอบ มอี ปุ มาอุปไมยประกอบ
๗.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร

พระผู้มีพระภาคทรงขับไล่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ซ่ึงติดตามท่านพระสารีบุตร
และท่านพระมหาโมคคัลลานะมาเข้าเฝ้าพระองค์เพราะเหตุที่ภิกษุเหล่านั้นสนทนากับภิกษุ
เจ้าถิ่นสง่ เสยี งดงั ออ้ื องึ

พวกเจา้ ศากยะชาวบา้ นจาตมุ า และทา้ วสหมั บดพี รหมเขา้ เฝา้ กราบทลู พระผมู้ พี ระภาค
ให้ทรงอนุเคราะห์ภิกษุเหล่านั้น เพราะบางรูปเป็นภิกษุใหม่ เม่ือไม่ได้เข้าเฝ้าก็จะแปรผันไป
เหมอื นพชื อ่อนขาดน�ำ้ หรือเหมือนลกู โคออ่ นไมเ่ หน็ แม่

พระผู้มีพระภาคทรงสดับอุปมาท่ีชาวบ้านจาตุมาและท้าวสหัมบดีพรหมกราบทูล
กท็ รงพอพระทยั ท่านพระมหาโมคคลั ลานะจงึ พาภิกษทุ ง้ั หลายเข้าเฝา้ พระผูม้ พี ระภาค

พระองคต์ รสั ถามทา่ นพระสารบี ตุ รวา่ คดิ อยา่ งไรทพ่ี ระองคท์ รงขบั ไลภ่ กิ ษสุ งฆ์ พระเถระ
กราบทูลว่า พระผมู้ ีพระภาคทรงมคี วามขวนขวายนอ้ ย ท่านกค็ วรจะขวนขวายน้อยเหมอื นกนั
พระผู้มีพระภาคตรัสห้าม แล้วตรัสถามท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่านพระมหาโมคคัลลานะ
กราบทลู วา่ ทา่ นกบั ทา่ นพระสารบี ตุ รจกั ชว่ ยกนั บรหิ ารภกิ ษสุ งฆ์ พระผมู้ พี ระภาคตรสั รบั รองวา่
พระองค์ ท่านพระสารบี ุตร และท่านพระมหาโมคคัลลานะเทา่ น้นั ควรบริหารภกิ ษสุ งฆ์

เลม่ ที่ ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๓ 295

จากน้ันทรงแสดงภยั ๔ ประการ ทีผ่ ู้ลงนำ้� จะพบ คือ
๑. ภัยจากคล่นื ๒. ภัยจากจระเข้
๓. ภยั จากนำ�้ วน ๔. ภัยจากปลารา้ ย
ทรงเปรยี บเทียบว่า ผบู้ วชในธรรมวินยั นี้ กจ็ ะประสบภยั ๔ ประการ เชน่ กัน คือ
๑. ภัยจากคลน่ื ได้แก่ ความไม่อดทนตอ่ ค�ำสอน
๒. ภัยจากจระเข้ ได้แก่ ความเหน็ แก่ปากทอ้ ง
๓. ภยั จากน�้ำวน ได้แก่ กามคณุ ๕
๔. ภัยจากปลาร้าย ได้แก่ มาตุคาม (สตร)ี
๗.๕ ขอ้ สังเกต
ในพระสูตรนี้ มขี ้อท่นี ่าสังเกต นา่ ศกึ ษาดังต่อไปน้ี
๑. การท่ีพระผู้มีพระภาคทรงประณามภิกษุสงฆ์ มิใช่เพราะทรงมีความโกรธ แต่ใน
ฐานะท่ีพระองค์เป็นนักปกครอง เม่ือภิกษุสงฆ์เข้าเฝ้าก็ควรรู้จักมารยาทท่ีเหมาะสมในการ
อยู่ร่วมสังคม มิใช่เคยอยู่อย่างไรก็อยู่อย่างน้ัน ควรรู้จักความ เหมาะสมบ้าง ฉะน้ัน จึงทรง
ประณามภกิ ษสุ งฆเ์ พอ่ื เปน็ การสอนในเรอื่ งมารยาท ในทน่ี ้ี ภกิ ษทุ กุ รปู กร็ สู้ กึ เสยี ใจและยอมรบั วา่
ตนท�ำผิด จึงไม่มีภิกษุรูปใดโต้แย้งพระองค์ ต่างก็เก็บเสนาสนะถือบาตรและจีวรจากไป
(ม.ม.อ. ๒/๑๕๗/๑๑๒๘-๑๒๙)
๒. เมื่อพวกเจ้าศากยะและท้าวมหาพรหมเข้ามากราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงยก
โทษใหภ้ กิ ษุสงฆ์แล้ว ทรงเห็นวา่ ภิกษเุ หล่านนั้ ยอมรบั ผดิ จึงทรงยกโทษให้ แสดงว่าการลงโทษ
ผู้กระท�ำความผิดนั้น เมื่อมีเหตุผลสมควรก็ทรงยกโทษให้ คือ มิใช่ลงโทษให้เสียคน แต่ให้
กลับตวั

296 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก

๘. นฬกปานสตู ร

๘.๑ ที่มาของชอ่ื
นฬกปานสตู ร แปลว่า พระสูตรว่าดว้ ยเหตุการณใ์ นหมู่บา้ นนฬกปานะ ชอ่ื นต้ี ง้ั ตาม

สถานทที่ ท่ี รงแสดงพระสตู ร
๘.๒ ท่มี าของพระสตู ร

พระสตู รน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกภ่ กิ ษทุ งั้ หลาย ขณะประทบั อยใู่ นปา่ ไมท้ องกวาว
หมบู่ า้ นนฬกปานะ แควน้ โกศล โดยทรงปรารภกลุ บตุ รผมู้ ชี อ่ื เสยี ง จ�ำนวนมากทบี่ วชดว้ ยศรทั ธา
คือ ท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระภทั ทยิ ะ ทา่ นพระ กมิ พลิ ะ ทา่ นพระภัคคุ ทา่ นพระโกณฑญั ญะ
(คนละองค์กับท่านพระอัญญาโกณฑญั ญะ) ทา่ นพระเรวตะ ทา่ นพระอานนท์ และกลุ บตุ รที่มี
ชอ่ื เสียงอื่น ๆ เหตเุ กิดของพระสูตรนี้จัดอย่ใู นประเภท ปรชั ฌาสยะ
๘.๓ รูปแบบของพระสูตร

รูปแบบของนฬกปานสูตร เปน็ การสนทนาแบบถาม-ตอบ
๘.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร

พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุท้ังหลายว่า กุลบุตรผู้มีศรัทธาออกจากเรือนบวชเป็น
บรรพชติ อทุ ศิ เราน้ัน ยังยินดใี นพรหมจรรย์อยหู่ รือ พระองค์ตรัสถามถงึ ๓ ครัง้ ภิกษทุ ้งั หลาย
ก็น่ิงอยู่ จึงตรัสถามระบุท่านพระอนุรุทธะเป็นต้น ท่านพระอนุรุทธะกราบทูลว่า ยังยินดีใน
พรหมจรรย์อยู่ จงึ ตรสั วา่ ดีแล้ว

ตรสั ถามวา่ ออกบวชเพอ่ื กระท�ำทส่ี ดุ ทกุ ขใ์ ชห่ รอื ไม่ เมอ่ื ทา่ นพระอนรุ ทุ ธะกราบทลู วา่ ใช่
จงึ ตรสั ถึงหนา้ ทท่ี ่ผี ู้บวชจะต้องท�ำคอื กุลบตุ รท่ีบวช สงดั จากกามและอกุศลธรรมทง้ั หลายแลว้
แต่ยังไม่บรรลุปีติและสุข หรือสุขอื่นท่ียิ่งกว่าน้ัน ก็ยัง ถูกอภิชฌา พยาบาท ถีนมิทธะ
อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ริษยา และความเกียจคร้านครอบง�ำอยู่ ต่อเม่ือบรรลุปีติและสุข
หรือสขุ อ่นื ที่ละเอียดกวา่ นนั้ จงึ จะ ไม่ถกู กิเลสเหล่านนั้ ครอบง�ำจติ

ตรัสถามว่า เธอคิดว่า ตถาคตยังละอาสวะไม่ได้ จึงพิจารณาแล้วเสพ อดกล้ัน
เวน้ บรรเทา ใช่หรือไม่ เมอ่ื ทา่ นพระอนรุ ทุ ธะกราบทูลว่า มไิ ด้คดิ เชน่ น้นั แต่คดิ วา่ พระตถาคต
ละอาสวะไดแ้ ล้วจึงพจิ ารณาแลว้ เสพ อดกล้นั เวน้ บรรเทา จงึ ตรสั วา่ ดีแลว้

เล่มท่ี ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๓ 297

ตรสั ถามวา่ เธอเขา้ ใจวา่ อยา่ งไรทต่ี ถาคตพยากรณส์ าวกทง้ั หลายผลู้ ว่ งลบั ไปแลว้ ทา่ น
พระอนรุ ทุ ธะกราบทลู ใหท้ รงตอบ จงึ ตรสั ตอบดว้ ยพระองคเ์ องวา่ มใิ ช่ เพอื่ ใหค้ นเกดิ ความพศิ วง
มใิ ชเ่ พอื่ เกลย้ี กลอ่ มคน มใิ ชเ่ พอ่ื อานสิ งสค์ อื ลาภสกั การะและความสรรเสรญิ มใิ ชเ่ พอ่ื ใหค้ นรจู้ กั
แตเ่ พอื่ ประโยชนเ์ กอ้ื กลู และความสขุ แกก่ ลุ บตุ ร ผมู้ ศี รทั ธา กลุ บตุ รเหลา่ นน้ั ฟงั ค�ำพยากรณแ์ ลว้
จะนอ้ มจติ ไปเพอ่ื ความเปน็ อยา่ งนน้ั ทรงอธบิ ายตอ่ ไปวา่ กลุ บตุ รเหลา่ นนั้ ไดฟ้ งั ค�ำพยากรณแ์ ลว้
จะประพฤตติ ามแบบอยา่ งที่ดีในเรอื่ งศรทั ธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา
๘.๕ ข้อสงั เกต

ในพระสตู รนี้ มขี อ้ ท่ีนา่ สังเกต น่าศกึ ษาดังตอ่ ไปน้ี
๑. ข้อความในพระสูตรนี้ บ่งช้ีว่าทรงแสดงเมื่อเจ้าศากยะผู้มีช่ือเสียงจ�ำนวนมาก
คอื ท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระภัททิยะ ท่านพระกิมพลิ ะ ท่านพระภคั คุ ท่านพระโกณทญั ญะ
ท่านพระเรวตะ ท่านพระอานนท์ และกุลบุตรท่ีมีชื่อเสียงอื่น ๆ อีกหลายรูปออกบวชใหม่ ๆ
ระยะเวลาทีท่ รงแสดงพระสตู รนี้ น่าจะอย่ใู นช่วงหลังจากเสดจ็ นิวัตกิ รุงกบลิ พสั ดไ์ุ ม่นานนัก
๒. พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระสูตรนี้เพ่ือให้ภิกษุผู้บวชใหม่เข้าใจจุดประสงค์ของ
การบวชรวมท้ังข้อปฏิบัติท่ีผู้บวชใหม่จะต้องประพฤติปฏิบัติ และทรงติดตามอบรมต่อไปอีก
หลายครั้ง
๓. พระสูตรทีเ่ กีย่ วกบั การอบรมภิกษผุ ้อู อกบวชจากศากยตระกลู มที า่ นพระอนุรทุ ธะ
เป็นต้น เช่น ในพระสูตรน้ีมีอีกหลายพระสูตร เช่น อุปักกิเลสสูตร ในสุญญตวรรคแห่ง
มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๑๔ จูฬโคสิงคสูตร และมหาโคสิงคสูตรใน
มหายมกวรรค แห่งมชั ฌิมนกิ าย มูลปณั ณาสก์ พระไตรปฎิ กเลม่ ท่ี ๑๒

๙. โคลสิ สานสิ ูตร

๙.๑ ท่ีมาของช่ือ
โคลิสสานิสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยพระโคลิสสานิ ชื่อน้ีตั้งตามชื่อบุคคล

ท่ปี รากฏในพระสตู ร

๙.๒ ท่มี าของพระสูตร
พระสูตรนี้ ท่านพระสารีบุตรแสดงแก่ภิกษุท้ังหลาย ขณะพระผู้มีพระภาคประทับอยู่

ณ พระเวฬุวัน เขตกรงุ ราชคฤห์ โดยปรารภพระโคลสิ สานิ ซึง่ เปน็ ผู้ถอื การอย่ปู ่าเป็นวตั ร แตม่ ี

298 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปิฎก

มารยาททราม มคี วามประพฤตยิ อ่ หยอ่ น เหน็ แกป่ จั จยั เหตเุ กดิ ของพระสตู รนจี้ ดั อยใู่ นประเภท
ปรัชฌาสยะ
๙.๓ รูปแบบของพระสตู ร

รูปแบบของโคลิสสานสิ ตู ร เป็นบรรยายโวหารแบบถาม-ตอบ
๙.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร

ท่านพระสารีบุตร แสดงขอ้ ปฏบิ ตั สิ �ำหรบั ภิกษุผอู้ ยปู่ ่าเปน็ วัตร ๑๘ ข้อ คอื
๑. ควรเปน็ ผู้มคี วามเคารพย�ำเกรงในเพอ่ื นพรหมจารีทัง้ หลาย
๒. ควรเขา้ ใจล�ำดับแห่งอาสนะ
๓. ควรร้อู ภิสมาจาริกธรรม (วัตรอนั เป็นระเบียบปฏิบตั ิ)
๔. ไม่ควรเขา้ บ้านเชา้ นกั ไมค่ วรกลับมาสายนกั
๕. ไมค่ วรเทยี่ วไปในตระกลู ก่อนหรอื หลังอาหาร
๖. ไม่ควรคะนองกาย วาจา
๗. ไม่ควรเปน็ ผมู้ ีปากกล้า มีวาจาจดั จา้ น
๘. ควรเปน็ ผู้วา่ งา่ ย เป็นกัลยาณมิตร
๙. ควรเปน็ ผ้คู ุ้มครองทวารในอินทรีย์ (ส�ำรวมตา หู เป็นตน้ )
๑๐. ควรเป็นผรู้ ปู้ ระมาณในการบรโิ ภคอาหาร
๑๑. ควรเป็นผูป้ ระกอบความเพียรเครอ่ื งต่นื อยา่ งต่อเน่ือง
๑๒. ควรเป็นผ้ปู รารภความเพยี ร
๑๓. ควรเปน็ ผู้มสี ติตั้งมนั่
๑๔. ควรเป็นผู้มีจติ ต้ังม่ัน
๑๕. ควรเปน็ ผู้มีปญั ญา
๑๖. ควรท�ำความเพียรในอภธิ รรมและอภิวินัย
๑๗. ควรท�ำความเพียรในวิโมกข์อันละเอยี ดคืออรูปสมาบัติท่ีลว่ งรปู สมาบัติ
๑๘. ควรท�ำความเพยี รในอุตตริมนุสสธรรม (ธรรมอันย่ิงของมนุษย์)
๙.๕ ขอ้ สังเกต
ขอให้สงั เกตว่า ขอ้ ปฏิบัติส�ำหรับภกิ ษุผู้อยู่ปา่ เปน็ วตั ร ๑๘ ขอ้ ในพระสูตรน้ี มีความ
ส�ำคัญต่อภกิ ษผุ อู้ ยู่ปา่ เหน็ วตั รอย่างไร เพราะทา่ นพระสารีบตุ รไดแ้ สดงขอ้ วตั รปฏบิ ตั ิเรมิ่ ต้งั แต่

เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๓ 299

ธรรมเนียมเบอ้ื งต้นของภิกษจุ นถึงจุดหมายสงู สดุ ของพระพทุ ธศาสนา คือ อรหตั ตผล กล่าวคอื
ข้อที่ ๑-๑๐ เป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้นของภิกษุ ทั่วไป จากข้อท่ี ๑๑ เป็นต้นไป เป็นข้อปฏิบัติ
ของภิกษุผู้อยู่ป่าด้วย ฉะน้ัน เมื่อท่านพระสารีบุตรแสดงจบลง ท่านพระมหาโมคคัลลานะ
จึงถามว่า ข้อปฏิบัติเหล่านี้เหมาะส�ำหรับภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตรเท่านั้นหรือ ท่านพระสารีบุตร
ตอบวา่ ภกิ ษุผูอ้ ยู่ปา่ เป็นวตั รยงั ตอ้ งปฏบิ ตั ิ จงึ เหมาะส�ำหรบั ภิกษุผอู้ ยู่ในบ้านด้วย

๑๐. กฏี าคริ สิ ตู ร

๑๐.๑ ท่ีมาของช่ือ
กีฏาคิริสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยเหตุการณ์ในกีฏาคีรีนิคม ชื่อน้ีตั้งตามสถานท่ี

ทท่ี รงแสดงพระสตู ร
๑๐.๒ ทม่ี าของพระสูตร

พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ขณะประทับอยู่ที่กีฏาคีรีนิคม
แคว้นกาสี โดยทรงปรารภพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะที่ไม่ยอมปฏิบัติ ตามพระโอวาท
เร่อื งการฉนั อาหารในเวลากลางคืน เหตุเกิดของพระสตู รน้จี ดั อยูใ่ นประเภท อตั ถุปปัตติกะ
๑๐.๓ รปู แบบของพระสตู ร

รูปแบบของกฏี าคิริสตู ร เปน็ การสนทนาแบบถาม-ตอบ และบรรยายโวหาร
๑๐.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร

พระผู้มีพระภาคขณะประทับอยู่ท่ีกีฏาคีรีนิคมได้ตรัสสรรเสริญคุณของการไม่ฉัน
อาหารในเวลากลางคืนให้ภิกษุท้ังหลายฟังว่า ท�ำให้มีอาพาธน้อย กระปรี้กระเปร่า ท�ำให้มี
พลานามยั สมบรู ณ์ อยสู่ �ำราญ แลว้ ทรงแนะน�ำใหภ้ กิ ษทุ ัง้ หลายปฏิบัติตามด้วย

ปรากฏวา่ มีภกิ ษุ ๒ รปู คือ พระอสั สชแิ ละพระปุนัพพสกุ ะไม่ยอมปฏบิ ตั ิตาม โดยอา้ ง
ว่า พวกตนฉันทั้งในเวลาเย็น เวลาเชา้ และเวลาวกิ าล (หลงั เทย่ี ง) กร็ ูส้ กึ มอี าพาธนอ้ ยเช่นกัน

ภิกษุท้ังหลายจึงน�ำเร่ืองนั้นไปกราบทูลพระผู้มีพระภาค พระองค์รับส่ังให้ท่านทั้ง ๒
เขา้ เฝ้า ตรสั ถามวา่ เป็นความจรงิ หรอื ไม่ ครัน้ ทราบวา่ เปน็ จริงแล้ว จงึ ตรัสถามภกิ ษทุ งั้ หลายว่า
พระองค์สอนว่า การท่ีบุคคลเสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งท�ำให้อกุศลธรรมเส่ือม กุศลธรรม

300 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก

เจริญใช่หรอื ไม่ เมอ่ื ภิกษทุ งั้ หลายกราบทลู วา่ ไม่ใช่ จงึ ตรัสถามว่า พระองคส์ อนวา่ ขณะเสวย
สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา อกุศลธรรมของบุคคลบางคนเจริญกุศลธรรม
เส่ือม แต่อกุศลธรรมของบุคคลบางคนเสื่อม กุศลธรรมเจริญ ใช่หรือไม่ ภิกษุทั้งหลายกราบ
ทูลวา่ ใช่ จึงตรสั รบั รองและทรงอธบิ ายแบบบรรยายโวหารอย่างละเอยี ด

จากนน้ั ทรงแสดงอริยบุคคล ๗ จ�ำพวก คือ
๑. ท่านผเู้ ป็นอุภโตภาควมิ ตุ ๒. ทา่ นผูเ้ ปน็ ปญั ญาวมิ ุต
๓. ท่านผู้เปน็ กายสักขี ๔. ทา่ นผ้เู ป็นทิฏฐิปัตตะ
๕. ทา่ นผู้เป็นสัทธาวิมุต ๖. ท่านผู้เปน็ ธัมมานสุ ารี
๗. ท่านผเู้ ป็นสทั ธานสุ ารี
เมื่อทรงอธิบายแต่ละจ�ำพวกโดยละเอียด แล้วทรงสรุปว่า จ�ำพวกที่ ๑-๒ ไม่ต้อง
ท�ำกิจดว้ ยความไมป่ ระมาท จ�ำพวกที่ ๓-๗ ต้องท�ำกิจดว้ ยความไมป่ ระมาท
จากนน้ั ทรงแสดงการบรรลอุ รหตั ตผลวา่ มใิ ชบ่ รรลไุ ดด้ ว้ ยขน้ั เดยี ว แตต่ อ้ งบ�ำเพญ็ สกิ ขา
โดยล�ำดบั บ�ำเพญ็ กิรยิ าโดยล�ำดบั และบ�ำเพญ็ ปฏปิ ทาโดยล�ำดับ จงึ จะ บรรลุได้
ตรสั ว่า โมฆบรุ ษุ เหล่านี้ (พระอัสสชแิ ละพระปนุ ัพพสกุ ะ) กา้ วออกไปจาก ธรรมวินัยนี้
ไกลเท่าไร แล้วทรงอธบิ ายสจั จะ ๔ ประการ
ภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นเช่นไร และผู้เข้าใจถึงธรรมเป็นคน
เชน่ ไร
ตรัสตอบว่า แม้แต่ศาสดาผู้หนักในอามิส ก็ยังไม่ต่อรองว่า เม่ือสิ่งเช่นน้ี มีแก่เรา
เราจึงจะท�ำสิ่งนั้น ถ้าไม่มีก็ไม่ท�ำ พระองค์ไม่ทรงเกี่ยวข้องกับอามิสท้ังปวง จะสมควรกับ
การต่อรองได้อย่างไร จากน้ันตรัสสอนให้ภิกษุยึดหลักศรัทธาว่า พระผู้มีพระภาคเป็นศาสดา
ตนเป็นสาวก ควรปฏิบัติตามค�ำส่ังสอนด้วยความเพียรอย่างสูงสุดคือ ต้ังใจว่า แม้หนัง เอ็น
กระดกู เน้อื และเลือด จะเหอื ดแหง้ ไป ถา้ ยงั ไมบ่ รรลุ อรหตั ตผลก็จกั ไมล่ กุ ข้ึน
ทรงสรุปว่า สาวกผู้มีศรัทธาเม่ือปฏิบัติตามท่ีทรงแนะน�ำจะได้รับผล ๒ อย่าง คือ
อรหัตตผล หรอื อนาคามผิ ล
๑๐.๕ ขอ้ สังเกต
ในพระสตู รนี้ มขี ้อท่ีนา่ สงั เกต น่าศึกษาดงั ตอ่ ไปนี้
๑. เรื่องธรรมเนียมการฉันในสมัยพุทธกาล คัมภีร์ปปัญจสูทนีอธิบายว่า การฉันมี
๒ แบบ คอื (๑) ฉนั ในเวลากลางคนื (รตฺตวิ กิ าลโภชน) (๒) ฉันในเวลากลางวนั (ทิวาวิกาลโภชน)

เลม่ ที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๓ 301

พระผมู้ พี ระภาคมไิ ดท้ รงสอนใหเ้ ลกิ ทงั้ ๒ แบบพรอ้ มกนั แตท่ รงสอนใหเ้ ลกิ การฉนั ในเวลากลาง
วนั กอ่ น ตอ่ มาจงึ ทรงสอนให้เลกิ การฉนั ในเวลากลางคนื เหตุผลทที่ รงท�ำเช่นนัน้ คือ (๑) ภกิ ษุ
ยังฉันเชน่ นัน้ อยเู่ ปน็ อาจิณ (๒) ภิกษุ (บางพวก) เป็นสุขมุ าลชาติ เคยฉนั แตอ่ าหารดี ๆ มาก่อน
ถ้าเลิกฉันท้ังกลางวันและกลางคืนจะล�ำบาก ฉะน้ันจึงทรงสอนให้เลิกฉันทีละแบบ โดยทรง
สอนใหเ้ ลกิ ฉนั ในเวลาวกิ าลกลางวนั (ทวิ าวกิ าลโภชน) ดงั ปรากฏในภทั ทาลสิ ตู ร คอื พระสตู รที่ ๕
ในวรรคน้ี และทรงสอนให้เลิกฉันในเวลาวิกาลกลางคืน (รตฺติวิกาลโภชน) ในพระสูตรน้ี
อน่ึง วิธีสอนให้เลิกฉัน มิใช่ทรงสอนโดยการบังคับหรือข่มขี่ แต่ทรงสอนโดยชี้ให้เห็นอานิสงส์
กอ่ น แลว้ จงึ ทรงสอนใหเ้ ลกิ (ม.ม.อ. ๒/๑๗๔/๑๓๘)

๒. เร่ืองศรัทธาและความไม่ประมาท ทรงยกความไม่ประมาทข้ึนเป็นจุดหมาย
แลว้ ตรสั วธิ ดี �ำเนนิ ไปสคู่ วามไมป่ ระมาทนน้ั วา่ มใิ ชป่ ฏบิ ตั คิ รงั้ เดยี วแลว้ จะถงึ จดุ หมาย แตจ่ ะตอ้ ง
บ�ำเพญ็ สกิ ขาโดยล�ำดับ (อนุบุพพสกิ ขา) บ�ำเพญ็ กริ ยิ าโดยล�ำดับ (อนบุ ุพพกริ ยิ า) และบ�ำเพ็ญ
ปฏิปทา โดยล�ำดับ (อนุบุพพปฏิปทา) อรรถกถา เปรียบเทียบว่าเหมือนกบกระโดดคร้ังเดียว
ย่อมไมถ่ ึงจุดหมาย ตอ้ งกระโดด หลาย ๆ ครั้ง (ม.ม.อ. ๒/๑๘๓/๑๔๒)

คือต้องมีศรัทธา หมั่นเข้าไปหา นั่งใกล้ เง่ียโสตลงสดับ ฟังธรรม ทรงจ�ำพิจารณา
เพง่ พนิ จิ พอใจ อตุ สาหะ ไตรต่ รอง อทุ ิศกายและใจ ท�ำให้แจง้ สัจจะ เห็นแจ้งสจั จะ

หลกั การเหลา่ นเี้ รม่ิ ตน้ ด้วยศรทั ธา ฉะนนั้ ในพระสูตรนี้จึงทรงเน้นเร่ืองศรัทธา
๓. เรื่องการต้ังความเพียร เนื้อความที่เป็นภาษาบาลีเกี่ยวกับการตั้งความเพียร
ในพระสูตรน้ี กับในท่ีอื่นแตกต่างกัน คือ ในอังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต (๒๐/๕/๕๐) และ
ขทุ ทกนิกาย มหานิทเทส (๒๙/๑๙๖/๔๐๕) มีเนือ้ ความภาษาบาลีว่า “กามํ ตโจ จ นหารุ จ
อฏฺฐิ จ อวสิสฺสตุ สรีเร อุปสุสฺสตุ มํสโลหิตํ” แปลว่า จะเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น และกระดูก
ก็ตามที เนื้อและเลือดในสรีระจงเหือดแห้งไปเถิด ส่วนในที่น้ีมีเน้ือความภาษาบาลีบาลีว่า
“กามํ ตโจ จ นหารุ จ อฏฐฺ ิ จ อวสสุ ฺสตุ สรีเร อวสุสฺสตุ มสํ โลหติ ํ” แปลวา่ หนงั เอน็ และกระดกู
จงเหือดแหง้ ไปเถดิ เน้ือ และเลอื ดในสรรี ะก็จงเหือดแห้งไป ถา้ เนอื้ ความในพระสตู รน้ถี ูกต้อง
ก็แสดงว่าพระองค์ ทรงสอนให้ภิกษุยึดหลกั ความเพยี รโดยยอมสละท้งั หนงั เอน็ กระดกู เน้ือ
และเลือด ซงึ่ ตา่ งจากทอี่ ่ืน

302 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก

๓. ปรพิ พาชกวรรค

ปริพพาชกวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยปริพาชก ชื่อวรรคตั้งตามสาระส�ำคัญของ
พระสูตรทั้ง ๑๐ สูตรในวรรคนี้ ซ่ึงล้วนกล่าวถึงปริพาชก คือนักบวชนอกพระพุทธศาสนา
จ�ำพวกหน่ึง แตล่ ะสูตรมีสาระส�ำคัญดงั น้ี

๑. จูฬวัจฉโคตตสตู ร

๑.๑ ทีม่ าของชอื่
จฬู วจั ฉโคตตสูตร แปลวา่ พระสตู รว่าดว้ ยปรพิ าชกช่อื วัจฉโคตร สตู รเล็ก ช่อื น้ีตั้ง

ตามชอื่ บคุ คลท่ปี รากฏในพระสตู ร
ท่ีเรียกว่า สูตรเล็ก (จูฬ) นั้น เพราะเมื่อเทียบกับวัจฉโคตตสูตรอีกสูตรหนึ่ง ได้แก่

พระสูตรท่ี ๓ ในวรรคนี้ พระสูตรท่ี ๑ นี้ มีเน้ือหาและรายละเอียดน้อยกว่า พระสูตรที่ ๓
จึงเรียกพระสูตรน้ีว่า จูฬวัจฉโคตตสูตร เรียกพระสูตรท่ี ๓ ว่า มหาวัจฉโคตตสูตร (แปลว่า
พระสตู รวา่ ดว้ ยปริพาชกชอ่ื วจั ฉโคตร สตู รใหญ)่

อน่ึง ฉบับพม่า และฎีกามัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เรียกชื่อพระสูตร นี้ว่า
เตวิชชวัจฉสตู ร แปลว่า พระสตู รทท่ี รงแสดงเรือ่ งวิชชา ๓ แก่วจั ฉโคตรปริพาชก เพราะเน้ือหา
กล่าวถงึ วชิ ชา ๓

๑.๒ ที่มาของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่วัจฉโคตรปริพาชก ขณะประทับอยู่

ณ กฏู าคารศาลา ปา่ มหาวนั เขตกรงุ สาวตั ถี เหตเุ กดิ ของพระสตู รนจ้ี ดั อยใู่ น ประเภท ปรชั ฌาสยะ

๑.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รูปแบบของจูฬวัจฉโคตรสูตร เป็นการสนทนาแบบถาม-ตอบ คือ วัจฉโคตรปริพาชก

เป็นผถู้ าม พระผู้มีพระภาคเป็นผตู้ รัสตอบ

๑.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
วัจฉโคตรปริพาชกทูลถามว่า การที่มีผู้กล่าวว่า “พระสมณโคดมเป็นพระสัพพัญญู

(ร้ทู กุ สิ่ง) เหน็ ธรรมทั้งปวง ยนื ยนั ญาณทัสสนะในขณะเดนิ หยุด หลบั และตื่น เปน็ การกล่าว

เล่มท่ี ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๓ 303

ถูกต้องหรอื ไม่
พระผมู้ พี ระภาคตรัสตอบว่า ไมถ่ กู ต้อง เป็นการกล่าวต่พู ระองค์
ทลู ถาม : จะอธบิ ายอย่างไรจึงจะถกู ต้อง
ตรัสตอบ : อธิบายว่า พระสมณโคดมเป็นผู้มีวิชชา ๓ จึงจะถูกต้องวิชชาท่ี ๑-๒
จะเกดิ ขนึ้ ทกุ ขณะทท่ี รงประสงค์ ส่วนวิชชาท่ี ๓ คือ อาสวักขยญาณมอี ยู่
ตลอดเวลา
ทูลถาม : คฤหสั ถ์ละสงั โยชนไ์ มไ่ ด้ ตายแล้วท�ำท่ีสดุ ทกุ ขไ์ ด้ มหี รอื ไม่
ตรัสตอบ : ไม่มี
ทลู ถาม : คฤหัสถล์ ะสงั โยชนไ์ ม่ได้ ตายแลว้ ไปเกิดในสวรรค์ มีหรือไม่
ตรสั ตอบ : มีจ�ำนวนมากทเี ดยี วมใิ ช่ ๑๐๐ หรอื ๒๐๐ คน
ทูลถาม : อาชวี กตายแล้ว ท�ำทสี่ ดุ แหง่ ทุกข์ได้มหี รอื ไม่
ตรสั ตอบ : ไมม่ ี
ทลู ถาม : อาชีวกตายแลว้ จะไปเกดิ ในสวรรคม์ หี รือไม่
ตรสั ตอบ : ระลึกยอ้ นขึน้ ไปถึง ๙๑ กัป ก็ไม่ปรากฏวา่ มีอาชีวกคนไหนไปเกดิ
ในสวรรค์ได้ นอกจากอาชวี กผเู้ ปน็ กรรมวาที เปน็ กริ ยิ วาที
ทลู ถาม : เมอ่ื เปน็ เชน่ นน้ั ลทั ธเิ ดยี รถยี ก์ เ็ ปน็ ลทั ธทิ วี่ า่ งเปลา่ จากคณุ ความดี โดยทสี่ ดุ
แมแ้ ตค่ ณุ ความดีทีจ่ ะให้ไปเกิดในสวรรค์
ตรสั ตอบ : เป็นเชน่ นั้น

๑.๕ ขอ้ สงั เกต
ในพระสตู รน้ี มขี อ้ ที่น่าสงั เกต นา่ ศกึ ษาดังตอ่ ไปนี้
๑. ประวัติวัจฉโคตรปริพาชก อรรถกถาเล่าไว้ว่า วัจฉโคตรปริพาชกเกิดในตระกูล

พราหมณว์ จั ฉโคตรเมอื งราชคฤห์ มฐี านะรำ�่ รวย ชอ่ื ไมป่ รากฏ แตเ่ รยี กชอ่ื ตามโคตรวา่ วจั ฉโคตร
เขาเป็นผ้เู ชย่ี วชาญในไตรเพท พยายามคน้ หาวิมตุ ตใิ นไตรเพทไม่พบ จงึ ออกบวชเปน็ ปรพิ าชก
แลว้ ชอบท่องเทย่ี วไปในที่ต่าง ๆ เพอื่ หาความรู้ ตอ่ มาได้สนทนากับพระผูม้ พี ระภาคจงึ บวชใน
พระพทุ ธศาสนาและได้บรรลอุ ภิญญา ๖ เปน็ พระอรหนั ตอ์ งคห์ น่งึ (ข.ุ เถร.อ. ๑/๒๔๙/๓๔๓-
๓๔๕) ทา่ นไดส้ นทนาธรรมกบั พระผมู้ พี ระภาคและพระสาวกหลายครง้ั เชน่ ในโมคคลั ลานสตู ร
วัจฉโคตตสูตร และ อานันทสูตรแห่งอัพยากตสังยุต สังยุตตนิกาย พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๑๘
ในพระสตู รที่ ๑-๒-๓ ในวรรคนี้ และในวจั ฉโคตตสตู ร ติกนิบาต องั คุตตรนิกาย (อง.ฺ ติก. (แปล)

304 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

๒๐/๕๘/๒๒๑) จึงสนั นษิ ฐานได้ว่า น่าจะเป็นคนเดียวกัน นอกจากน้ยี ังปรากฏในคัมภีรอ์ ปทาน
โดยเรยี กชื่อว่า “วีถสิ ัมมชั ชกเถระ” ดู อป. (แปล) ๓๒/๑๕/๓๑๙

๒. เนอ้ื หาของพระสตู รน้ี พระผูม้ ีพระภาคตรัสวา่ วชิ ชา ข้อ ๑-๒ ในวิชชา ๓ มไิ ด้มอี ยู่
ทุกขณะ มีเฉพาะขณะทท่ี รงประสงคเ์ ทา่ นั้น สว่ นวิชชาข้อท่ี ๓ มีอยู่ทกุ ขณะ และตรสั ยนื ยนั ว่า
ลัทธินอกพระพุทธศาสนาว่างเปล่าจากคุณความดี เว้นแต่ผู้ที่นับถือลัทธินั้นเป็นกรรมวาที
คอื เชือ่ เรื่องกรรม และกิริยวาที คือ เชอ่ื วา่ มผี ล จากการกระท�ำ

๒. อัคควิ ัจฉโคตตสตู ร

๒.๑ ทม่ี าของชือ่
อัคคิวัจฉโคตตสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยทรงแสดงเรื่องไฟแก่ปริพาชกชื่อ

วจั ฉโคตร ชอื่ น้ีต้ังตามชอื่ บุคคลและเน้อื หาสาระของพระสตู ร
๒.๒ ทม่ี าของพระสตู ร

พระสตู รนี้พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกว่ จั ฉโคตรปรพิ าชกขณะประทบั อยู่ณพระเชตวนั
เขตกรุงสาวัตถี เพ่ือทรงตอบปัญหาของปริพาชกนั้น เหตุเกิดของพระสูตรน้ีจัดอยู่ในประเภท
ปุจฉาวสกิ ะ
๒.๓ รูปแบบของพระสตู ร

รปู แบบของอัคควิ จั ฉโคตตสตู ร เป็นการสนทนาแบบถาม-ตอบ

๒.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
วจั ฉโคตรปรพิ าชกทลู ถามพระผมู้ พี ระภาควา่ พระองคท์ รงมอี นั ตคาหกิ ทฏิ ฐิ (ความเหน็

สุดโต่ง) ๑๐ ประการหรือไม่
พระผู้มพี ระภาคตรสั ตอบว่า ไม่มี
ทูลถาม : ทรงเหน็ โทษอะไร
ตรัสตอบ : ทิฏฐเิ หล่านัน้ เปน็ รกชฏั เปน็ ทางกันดาร เปน็ เส้ยี นหนาม เป็นความด้นิ รน
เป็นสังโยชน์ ก่อให้เกิดความทุกข์ ความล�ำบาก ความคับแค้น และ
ความเรา่ รอ้ น ไม่เป็นไปเพอื่ ความเบือ่ หน่าย คลายก�ำหนดั ดบั สงบระงับ
ความร้ยู ่ิง ความตรัสรู้ และเพ่อื นิพพาน

เลม่ ที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๓ 305

ทลู ถาม : ทรงมีทฏิ ฐบิ างอยา่ งหรือไม่
ตรัสตอบ : ค�ำว่า “ทฏิ ฐ”ิ ตถาคตก�ำจดั ไดแ้ ลว้ เพราะตถาคตหลุดพน้ จากการยึดมัน่
ถือม่นั ทฏิ ฐิในเรื่องขันธ์ ๕
ทลู ถาม : ผมู้ จี ิตหลดุ พ้นแล้วจะเกิดในที่ไหน
ตรสั ตอบ : ค�ำว่า “เกิด” น�ำมาใชไ้ มไ่ ด้
ทูลถาม : ไมเ่ กดิ หรอื
ตรัสตอบ : ค�ำว่า “ไม่เกิด” น�ำมาใชไ้ มไ่ ด้
ทูลถาม : เกดิ และไมเ่ กดิ อีกหรอื
ตรสั ตอบ : ค�ำวา่ “เกิดและไม่เกิด” น�ำมาใชไ้ ม่ได้
ทลู ถาม : จะว่าเกิดอีกกม็ ใิ ช่ จะว่าไมเ่ กดิ อกี ก็มิใชห่ รือ
ตรัสตอบ : ค�ำนนั้ กน็ �ำมาใชไ้ ม่ได้
เม่ือถาม-ตอบกันถึงตอนน้ี วัจฉโคตรปริพาชก กราบทูลว่า ตนไม่รู้ หลง (ประเด็น)
ไปแล้ว ความเล่ือมใสท่ีมีอยู่ตอนแรก บัดน้ีหมดส้ินไปแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ควรท่ี
จะไม่รู้และลุ่มหลง เพราะธรรมน้ีลึกซึ้ง หย่ังถึงได้ยาก แล้วตรัสถามวัจฉโคตรปริพาชกว่า
ถ้าไฟลกุ โพลงอย่ขู า้ งหน้า ทา่ นรูไ้ ดไ้ หม
ทลู ตอบ : รไู้ ด้
ตรสั ถาม : ถา้ ใครถามวา่ ไฟน้นั อาศัยอะไรจึงลุกโพลง ท่านจะตอบอย่างไร
ทูลตอบ : อาศัยเช้ือ
ตรัสถาม : ถา้ ไฟดับไป ท่านรไู้ ดไ้ หม
ทลู ตอบ : ร้ไู ด้
ตรสั ถาม : ถา้ ใครถามวา่ ไฟดบั แล้วไปทางทิศไหน ทา่ นจะตอบอย่างไร
ทูลตอบ : ไมค่ วรถามเชน่ น้นั
พระผู้มีพระภาคตรัสสรุปว่า พระองค์ก็เช่นกัน ทรงหลุดพ้นจากขันธ์ ๕ แล้ว จะน�ำ
ค�ำวา่ เกิด ไมเ่ กิด เป็นตน้ มาบญั ญตั ใิ ช้กับพระองคไ์ ม่ได้
วัจฉโคตรปริพาชกกราบทูลชมเชยพระผู้มีพระภาคว่า พระด�ำรัสของพระผู้มีพระภาค
เป็นพระด�ำรัสที่มีสาระลว้ น ๆ จงึ แสดงตนเปน็ อบุ าสกตลอดชีวิต
๒.๕ ข้อสังเกต
ขอให้สงั เกตวา่ ปัญหาเก่ียวกบั อันตคาหิกทิฏฐิ ๑๐ ประการ ซง่ึ เป็นความเหน็ สดุ โต่งนี้
นักบวชนอกพระพทุ ธศาสนามกั จะน�ำมาทูลถามพระผูม้ ีพระภาคและพระสาวกเสมอ โดยปกติ

306 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

พระองคจ์ ะไมต่ รสั ตอบปญั หาเชน่ น้ี เชน่ ในอานนั ทสตู ร อพั ยากตสงั ยตุ สงั ยตุ ตนกิ าย พระไตรปฎิ ก
เล่มท่ี ๑๘ ทรงให้เหตุผลว่า ถ้าตอบก็จะไปตรงกับลัทธิเดิมของเขา ขัดกับค�ำสอนของ
พระองคแ์ ละท�ำใหเ้ ขางมงายมากขน้ึ แตใ่ นพระสตู รนพ้ี ระองคต์ รสั ตอบ แสดงวา่ วจั ฉโคตรปรพิ าชก
มอี ปุ นสิ ยั ในทางมรรคผลบา้ งแลว้ และเมอ่ื ทรงแสดงพระสตู รนจ้ี บลง กป็ รากฏวา่ วจั ฉโคตรปรพิ าชก

ไดย้ อมแสดงตนเป็นอบุ าสกตามทีท่ รงประสงค์

๓. มหาวจั ฉโคตตสตู ร

๓.๑ ทีม่ าของชอ่ื
มหาวัจฉโคตตสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยปริพาชกชื่อวัจฉโคตร สูตรใหญ่ ชื่อนี้

ต้งั ตามชือ่ บคุ คลท่ีปรากฏในพระสูตร
๓.๒ ทีม่ าของพระสูตร

พระสตู รนี้ พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกว่ จั ฉโคตรปรพิ าชกขณะประทบั อยู่ณ พระเวฬวุ นั
เขตกรงุ ราชคฤห์ ตามทท่ี ลู ขอใหท้ รงแสดง เหตเุ กดิ ของพระสตู รนจ้ี ดั อยใู่ นประเภท ปรชั ฌาสยะ
๓.๓ รูปแบบของพระสตู ร

รปู แบบของมหาวจั ฉโคตตสตู ร เปน็ บรรยายโวหารแบบถาม-ตอบ
๓.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร

วัจฉโคตรปริพาชก ทูลขอให้พระผู้มีพระภาคแสดงธรรมให้ฟัง พระองค์ทรงแสดง
หลกั ธรรมตอ่ ไปนี้ คอื

๑. อกศุ ลมูล ๓ ไดแ้ ก่ โลภะ โทสะ โมหะ
๒. กุศลมูล ๓ ได้แก่ อโลภะ อโทสะ อโมหะ
๓. อกุศลกรรมบถ ๑๐ ได้แก่ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม
การพูดเทจ็ การพูดสอ่ เสยี ด การพดู ค�ำหยาบ การพดู เพ้อเจอ้ ความเพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของ
ผ้อู ่นื ความคดิ รา้ ย และความเห็นผิด
๔. กศุ ลกรรมบถ ๑๐ ตรงกันข้ามกบั อกุศลกรรมบถ ๑๐

เลม่ ที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๓ 307

แลว้ ตรสั ว่า ภกิ ษุละตณั หาได้เด็ดขาด จึงเปน็ พระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์
วัจฉโคตรปริพาชกทลู ถามว่า นอกจากพระผู้มีพระภาคแลว้ สาวกของพระผมู้ พี ระภาค
คอื ภกิ ษุ ภกิ ษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้ได้เปน็ พระอรหันตขีณาสพ พระอนาคามี พระสกทาคามี
และพระโสดาบัน มอี ยหู่ รอื ไม่
ตรัสตอบวา่ มใิ ช่มีเพียง ๑๐๐, ๒๐๐, ๓๐๐, ๔๐๐, ๕๐๐ ท่ีแท้มีอยมู่ ากทีเดียว
เม่ือสนทนากันจบลง วัจฉโคตรปริพาชกเห็นว่าพรหมจรรย์นี้บริบูรณ์ จึงขอบรรพชา
อปุ สมบทกบั พระผมู้ พี ระภาค หลงั จากอปุ สมบทแลว้ ครง่ึ เดอื นกไ็ ดบ้ รรลเุ ปน็ พระอนาคามี ตอ่ มา
ไดท้ ลู ขอใหพ้ ระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงธรรมใหย้ ง่ิ ขนึ้ ไป พระองคท์ รงแนะน�ำใหเ้ จรญิ สมถวปิ สั สนา
ซึ่งจะท�ำให้ได้บรรลอุ ภญิ ญา ๖ ท่านพระวจั ฉโคตร ปฏบิ ตั ติ ามไม่นานกไ็ ดบ้ รรลเุ ป็นพระอรหนั ต์
๓.๕ ขอ้ สังเกต
เม่ือได้อ่านพระสูตรเกี่ยวกับวัจฉโคตรปริพาชกตั้งแต่พระสูตรท่ี ๑ ถึงพระสูตรท่ี ๓
ในวรรคน้ี ก็จะสังเกตได้ว่า พระสูตรท้ัง ๓ นี้ มีความสัมพันธ์กันและกัน คือ พระสูตรท่ี ๑
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงวชิ ชา ๓ เพอื่ ให้วัจฉโคตรปรพิ าชกรวู้ ่า ลัทธิอนื่ จากพระพทุ ธศาสนา
ไม่มีใครเป็นสัพพัญญู พระสูตรที่ ๒ ทรงแสดงทิฏฐิ หรือทรรศนะของพระพุทธศาสนาให้
วัจฉโคตรปริพาชกปรับทรรศนะให้ถูกต้อง เป็นเหตุให้วัจฉโคตรปริพาชกหันมานับถือ
พระพุทธศาสนา พระสูตรท่ี ๓ ทรงแสดงจุดหมายของพระพุทธศาสนา หรือผลที่ผู้นับถือ
พระพุทธศาสนาจะได้รับ จนวัจฉโคตรปริพาชกตัดสินใจออกบวชในพระพุทธศาสนาได้
บรรลุเปน็ พระอรหันตอ์ งคห์ นึ่ง

๔. ทีฆนขสูตร

๔.๑ ที่มาของชื่อ
ทีฆนขสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยปริพาชกชื่อทีฆนขะ ชื่อน้ีตั้งตามชื่อบุคคลที่

ปรากฏในพระสูตร ในบางแหง่ เรยี กชื่อพระสตู รนอี้ กี ช่อื หนึ่งว่า เวทนาปรคิ คหสตู ร

๔.๒ ทีม่ าของพระสตู ร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ทีฆนขปริพาชก ซึ่งเป็นหลานของท่าน

พระสารีบุตร ขณะประทับอยู่ ณ ถ�ำ้ สกุ รขาตา ภเู ขาคิชฌกฏู เขตกรุงราชคฤห์

308 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

คัมภีร์ปปัญจสูทนีกล่าวว่า เม่ือท่านพระสารีบุตรบวชได้คร่ึงเดือน ทีฆนขปริพาชก
คิดว่า ลุงของตนนับถือลัทธิอื่นได้ไม่นาน แต่เม่ือเข้าสู่พระพุทธศาสนา กลับอยู่ได้นาน
ถึงครงึ่ เดือนจึงอยากจะรเู้ รือ่ งนน้ั และหลกั ค�ำสอนของพระพทุ ธศาสนา

เขาจึงเดินทางตามหาท่านพระสารีบุตร จนพบพระเถระก�ำลังถวายงานพัดแด่
พระผู้มีพระภาคที่ถ้�ำสุกรขาตา และได้สนทนาธรรมกับพระผู้มีพระภาค เหตุเกิดของพระสูตร
นจ้ี ัดอยู่ในประเภท ปรชั ฌาสยะ (ม.ม.อ. ๒/๒๑/๑๕๐)
๔.๓ รูปแบบของพระสูตร

รูปแบบของพระสูตร เปน็ การสนทนาแบบถาม-ตอบ
๔.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร

ทฆี นขปรพิ าชกกราบทลู พระผมู้ พี ระภาควา่ เขามคี วามเหน็ วา่ สงิ่ ทง้ั ปวงไมเ่ ปน็ ทพ่ี อใจ
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า แม้ความเห็นน้ันก็ไม่เป็นท่ีพอใจของท่านหรือเขาทูลตอบว่า
เปน็ เช่นนนั้ จริง

พระองคต์ รัสวา่ ผกู้ ลา่ วเช่นนนั้ แลว้ ละทฏิ ฐินัน้ ไมไ่ ด้มมี ากกวา่ ผ้ทู ี่ละได้ แลว้ ทรงแสดง
ว่ามสี มณพราหมณ์อยู่ ๓ จ�ำพวกซงึ่ มีความเหน็ แตกตา่ งกนั คือ

๑. พวกที่มคี วามเหน็ วา่ “ส่งิ ทงั้ ปวงเปน็ ท่ีพอใจ”
๒. พวกท่ีมีความเห็นว่า “ส่งิ ทั้งปวงไมเ่ ป็นท่พี อใจ”
๓. พวกทม่ี คี วามเหน็ วา่ “บางสิ่งเปน็ ทพ่ี อใจ บางสิง่ ไม่เปน็ ที่พอใจ”
วิญญูชนตระหนักว่า การยึดถือความเห็นที่แตกต่างกันนั้นท�ำให้เกิดการทุ่มเถียงกัน
ท�ำลายกนั เบียดเบยี นกัน จึงละความเหน็ เหลา่ นั้น
จากนั้นทรงสอนให้พิจารณาร่างกายว่าไม่เท่ียง เป็นทุกข์ ให้ละความพอใจ ในกาย
เมื่อเสวยเวทนา ๓ คือ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็ให้พิจารณว่าไม่เท่ียง ถูกปัจจัยปรุงแต่งข้ึน
มีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา เม่ือพิจารณาเห็นเช่นน้ี ย่อมเบื่อหน่าย คลายก�ำหนัด และ
หลุดพ้น เมอื่ หลุดพ้นแลว้ กไ็ ม่ตอ้ งทะเลาะววิ าทกับใคร โวหารใดที่ชาวโลกนิยมพูดกนั กพ็ ูดไป
ตามโวหารน้ันโดยไมย่ ึดม่ัน
เมื่อทรงแสดงจบลง ทีฆนขปริพาชกได้ดวงตาเห็นธรรม (เป็นพระโสดาบัน)
ทา่ นพระสารีบุตร ซ่ึงยืนถวายงานพดั อยู่ ณ เบ้อื งพระปฤษฎางคข์ องพระผู้มีพระภาค ได้บรรลุ
เปน็ พระอรหันต์

เล่มที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๓ 309

๔.๕ ข้อสงั เกต
ในพระสตู รนี้ มขี อ้ ทนี่ า่ สงั เกต น่าศึกษาดงั ตอ่ ไปนี้
๑. การตอบค�ำถามของทีฆนขปริพาชก พระผู้มีพระภาคทรงใช้หลักตรรกะ คือ
เมื่อทีฆนขะกราบทูลว่า “สิ่งทั้งปวงไม่เป็นท่ีพอใจ” พระองค์ก็ทรงย้อนถาม ทันทีว่า “ค�ำว่า
สิ่งท้ังปวง” น้ันย่อมรวมท้ังความเห็นของเขาด้วย ฉะนั้น ความเห็นของเขาก็ต้องไม่เป็นท่ี
พอใจด้วย ทีฆนขะได้ฟงั เชน่ น้นั กม็ องเหน็ โทษในค�ำพูดของตนทันที พระผมู้ พี ระภาคจึงตรัสวา่
ผู้ท่ีพูดได้ แต่ละไม่ได้น้ันมีมาก แล้วตรัสชี้โทษของการยึดถือ และคุณของการปล่อยวาง
ผลก็คอื ทฆี นขปริพาชกไดเ้ ป็นพระโสดาบัน
๒. วันที่ท่านพระสารีบุตรบรรลุธรรม คัมภีร์ปปัญจสูทนีกล่าวว่า พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงพระสตู รน้ีในวันจาตุรงคสนั นบิ าต หรอื วันมาฆบูชา ซ่ึงประกอบดว้ ยองค์ ๔ คือ
๑. เปน็ วันเพญ็ ๑๕ ค�ำ่ เดือน ๓
๒. ภกิ ษุ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันโดยมไิ ด้นัดหมาย
๓. ภกิ ษทุ ้งั หมดเป็นพระอรหันตขีณาสพผู้ได้อภญิ ญา ๖
๔. ภิกษุท้ังหมด เป็นเอหภิ กิ ขุ (ภิกษุท่ีพระผ้มู ีพระภาคทรงอปุ สมบทให)้
(ม.ม.อ. ๒/๒๐๖/๑๕๔-๑๕๕)

๕. มาคัณฑิยสตู ร

๕.๑ ทม่ี าของช่ือ
มาคัณฑิยสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยปริพาชกช่ือมาคัณฑิยะ ช่ือนี้ตั้งตามช่ือ

บุคคลท่ีปรากฏในพระสูตร
๕.๒ ที่มาของพระสูตร

พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่มาคัณฑิยปริพาชก ขณะประทับอยู่ที่
โรงบชู าไฟของพราหมณภ์ ารทวาชโคตร ในนิคมของชาวกุรุ ช่อื กมั มาสธมั มะ แคว้นกรุ ุ เพราะ
ทรงทราบวา่ มอี ปุ นสิ ยั ทจ่ี ะบรรลธุ รรมได้ เหตเุ กดิ ของพระสตู รนจี้ ดั อยู่ ในประเภท ปรชั ฌาสยะ
๕.๓ รปู แบบของพระสูตร

รูปแบบของมาคัณฑิยสตู ร เป็นการสนทนาแบบถาม-ตอบ มีอปุ มาอปุ ไมย

310 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

๕.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
มาคัณฑิยปริพาชกเข้าไปขออาศัยโรงบูชาไฟของพราหมณ์ภารทวาชโคตร เม่ือทราบ

ว่าพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ก่อนแล้ว จึงกล่าวกับพราหมณ์ภารทวาชโคตร ว่าการได้เห็น
ที่นอนของพระผู้มีพระภาค เป็นอัปมงคล เม่ือพราหมณ์ภารทวาชโคตรกล่าวห้าม เขาก็กล่าว
ยืนยันเช่นเดิมเพราะถือว่าอยู่ในสูตรของเขา ซ้�ำยังกล่าวหาพระผู้มีพระภาคว่า เป็นผู้ท�ำลาย
เพราะสอนให้ส�ำรวมอินทรยี ์ ๖ คือ ตา หู จมกู ล้ิน กาย ใจ

พระผู้มีพระภาคทรงสดับการสนทนาน้ันด้วยพระโสตธาตุอันเป็นทิพย์จึงเสด็จกลับ
มายงั โรงบูชาไฟแลว้ ตรัสถามมาคณั ฑยิ ปรพิ าชกวา่ ผู้เคยได้รบั การบ�ำเรอทางอินทรยี ์ ๖ ตอ่ มา
รู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกไปได้ ละตัณหาได้ บรรเทาความ
เรา่ รอ้ นทีเ่ กิดเพราะกามได้ มีจติ สงบ จะกลา่ วว่าเป็นผูท้ �ำลายได้หรอื ไม่

เม่ือเขาทูลตอบว่า ไม่ได้ พระองค์จึงทรงยกเรื่องราวสมัยก่อนออกมหาภิเนษกรมณ์
ข้ึนมาอธบิ ายใหฟ้ งั ว่า พระองค์เคยได้รบั การบ�ำเรอทางตา หู จมูก ล้นิ กาย ใจ อยู่ในปราสาท
๓ ฤดู มีสตรีล้วนคอยบ�ำเรอขับกล่อมดนตรีอยู่ในปราสาท ต่อมาทรงรู้ความเกิด ความดับ
คุณ โทษ และอบุ ายเปน็ เครื่องสลดั ออกจากกาม ท้ังหลาย ละตณั หาได้ บรรเทาความเรา่ ร้อน
ที่เกิดเพราะกามได้ มีจิตสงบ เม่ือเห็นหมู่สัตว์ผู้ยังไม่ปราศจากความก�ำหนัด ถูกกามตัณหา
เกาะกินอยู่ ถูกความเร่าร้อนจากการเสพกามแผดเผาอยู่ ก็ไม่กระหยิ่มต่อสัตว์เหล่าน้ันและ
ไม่ยนิ ดีในกามนั้นอกี เพราะไดร้ ับสขุ ระดบั สขุ ทพิ ย์

ทรงยกอุปมาข้ึนเปรยี บเทียบถึง ๓ ข้อ ดังน้ี
๑. เหมือนคหบดีหรือบุตรคหบดี ได้รับการบ�ำเรอด้วยกามคุณ ๕ ของมนุษย์ ต่อมา
ตายไปเกิดเปน็ เทพบุตรเสวยกามทิพย์ ย่อมไมใ่ ยดกี ามของมนุษย์
๒. เหมือนบุรุษผู้เป็นโรคเร้ือน มีตัวเป็นแผลพุพอง มีพยาธิบ่อนท�ำลาย ใช้เล็บ
เกาปากแผล ใช้ถ่านไฟรมกายให้ร้อน เม่ือหายจากโรคน้ันแล้ว เห็นคนอื่นเป็นโรคเร้ือน
ก็ไมก่ ระหยม่ิ ยินดีกบั การเกา หรือการใช้ถ่านไฟรมกาย
๓. เหมือนบุรุษผู้เป็นโรคเรื้อน ใช้ถ่านไฟรมกายจนหายจากโรคเร้ือนแล้ว มีคนฉุดให้
เข้าไปท่ีหลุมถ่านเพลิงก็ไม่อยากเข้าไปอีก เพราะหลุมถ่านเพลิงมีความเร่าร้อน กามก็เหมือน
หลมุ ถา่ นเพลงิ
ทรงอธิบายต่อไปว่า สัตว์ทั้งหลายผู้เสพกามได้รับความยินดีความพอใจจากกามน้ัน
เหมือนบุรุษผู้เป็นโรคเร้ือน มีความยินดี มีความพอใจอยู่บ้าง ที่ได้เกาแผล แต่สัตว์ทั้งหลาย
ก็ต้องเร่าร้อนเพราะถูกกามแผดเผา จิตใจไม่สงบ ส่วนผู้ที่ไม่เร่าร้อน มีจิตใจสงบ ก็เพราะ
ละกามทง้ั หลายได้

เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๓ 311

ทรงเปล่งอุทานว่า
ความไมม่ ีโรคเปน็ ลาภอันประเสริฐ

นพิ พานเปน็ สุขอยา่ งยิง่
บรรดาทางท้ังหลายอันให้ถึงอมตธรรม
ทางมีองค์ ๘ เป็นทางอนั เกษม
มาคัณฑยิ ปริพาชกกราบทูลวา่ เขาเคยไดฟ้ งั คาถาน้ี เมื่อพระองค์ตรัสถามความหมาย
ของความไมม่ โี รค เขาเอามอื ลบู กายแลว้ บอกวา่ น่ันคอื ความไม่มโี รค และนัน่ คือนิพพาน
ทรงยกอุปมาข้นึ มาแสดงให้ฟังอกี ว่า คนตาบอดมาแต่ก�ำเนิด ไดฟ้ งั เรื่อง ผา้ ขาวสะอาด
จึงเที่ยวแสวงหาผ้าขาว มีคนเอาผ้าเนื้อหยาบเปื้อนน�้ำมันมาหลอก ว่าเป็นผ้าขาวสะอาด
ก็เอามาห่มพลางพูดด้วยความดีใจว่า ผ้าขาวสะอาดสะอ้าน ไม่สกปรกจริง ๆ เพราะเช่ือ
คนตาดี ไม่ใช่เพราะรู้เห็น พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกก็เหมือนกัน ไม่รู้จักความไม่มีโรค
ไมเ่ หน็ นิพพาน กย็ งั กล่าวคาถานั้นไดเ้ พราะ จ�ำกนั มา
ทรงสรุปว่า การท่ีมาคัณฑิยปริพาชกกล่าวว่า ร่างกายที่ไม่มีโรค เป็นความไม่มีโรค
เป็นนพิ พานนั้น เป็นการกลา่ วโดยไม่มีจักษุอย่างที่พระอริยบคุ คลมี
มาคณั ฑยิ ปรพิ าชกจงึ กราบทลู ใหท้ รงแสดงธรรมเพอ่ื ใหต้ นไมเ่ ปน็ คนตาบอด พระผมู้ พี ระภาค
ทรงแนะน�ำใหค้ บสตั บรุ ษุ ฟงั ธรรมจากทา่ นและปฏบิ ตั ิตาม มาคณั ฑยิ ปริพาชกจึงขออปุ สมบท
ต่อมาไดบ้ รรลุธรรมเปน็ พระอรหนั ตอ์ งค์หนงึ่
๕.๕ ขอ้ สงั เกต
ในพระสตู รนี้ มขี ้อที่น่าสังเกต นา่ ศกึ ษาดังตอ่ ไปน้ี
๑. สาเหตุท่ีมาคัณฑิยปริพาชกกล่าวหาพระผู้มีพระภาคว่า เป็นผู้ท�ำลายนั้น เพราะ
เขาถือลทั ธวิ า่ ตา หู จมกู ลิ้น กาย ใจ ควรใหเ้ จริญ คอื ให้ได้เห็นสงิ่ ท่ยี งั ไม่ได้เห็น ให้ไดฟ้ งั
ส่ิงท่ียงั ไมไ่ ดฟ้ ัง ให้ได้ดมส่ิงท่ียงั ไมไ่ ดด้ ม ให้ไดล้ ิ้มสิง่ ทยี่ งั ไม่ไดล้ ม้ิ ให้ไดส้ ัมผัสสิ่งท่ยี งั ไม่ได้สมั ผัส
ให้ได้รู้สิ่งที่ยังไม่ได้รู้ แล้วค่อยละท้ิงไป ส่วนพระผู้มีพระภาคทรงสอนให้ส�ำรวมตาเป็นต้น
จึงเป็นการสอนให้ท�ำลายความเจริญ เป็นการปิดกั้นความเจริญในทรรศนะของเขา (ม.ม.อ.
๒/๒๐๗/๑๕๖)
๒. การที่มาคัณฑิยปริพาชกได้พบกับพระผู้มีพระภาคท่ีโรงบูชาไฟของภารทวาช-
พราหมณน์ ้นั มิใช่เหตุการณท์ ่เี กดิ ข้ึนโดยบงั เอิญ คัมภีรป์ ปญั จสทู นีเลา่ วา่ มาคัณฑยิ ะ มี ๒ คน
คือ มาคัณฑิยะผู้เป็นลุง และมาคัณฑิยะผู้เป็นหลาน ลุงออกบวชแล้วได้บรรลุพระอรหัตตผล
สว่ นหลานกเ็ ปน็ ผมู้ อี ปุ นสิ ยั ในมรรคผลเชน่ กนั พระผมู้ พี ระภาค ทรงเหน็ อปุ นสิ ยั ของเขา จงึ เสดจ็

312 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

ไปประทบั รออยทู่ โี่ รงบชู าไฟของภารทวาชพราหมณ์ เพอ่ื จะทรงแสดงธรรมใหม้ าคณั ฑยิ ปรพิ าชก
ฟงั โดยเฉพาะ ผลกค็ อื มาคณั ฑยิ ปรพิ าชก เลอ่ื มใสทลู ขออปุ สมบทและบรรลเุ ปน็ พระอรหนั ตต์ าม
ทีท่ รงประสงคท์ กุ ประการ (ม.ม.อ. ๒/๒๐๗/๑๕๕)

๖. สันทกสตู ร

๖.๑ ทมี่ าของชอื่
สนั ทกสตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยปรพิ าชกชอ่ื สนั ทกะ ชอ่ื นตี้ งั้ ตามชอื่ บคุ คลทป่ี รากฏ

ในพระสตู ร
๖.๒ ทม่ี าของพระสูตร

พระสูตรนี้ ท่านพระอานนท์แสดงแก่สันทกปริพาชกพร้อมกับปริพาชก ประมาณ
๕๐๐ คน ณ ถำ�้ ปลิ ักขะ เขตกรุงโกสัมพี

ถ�้ำปลิ กั ขะ เปน็ ถ�้ำดนิ ซ่งึ ชาวบ้านรว่ มกนั ขดุ ให้เปน็ อโุ มงค์ใต้เนนิ ดนิ แลว้ เอาเสาคำ้� ไว้
เอาใบไม้มุงท�ำเปน็ เรือน ในฤดูฝนน้ำ� จะทว่ ม แตฤ่ ดแู ล้งอาศัยอยู่ได้ พวกนิครนถอ์ าศยั ถ�้ำนเี้ ป็น
ทพ่ี ัก (ม.ม.อ. ๒/๒๒๓/๑๖๓)
๖.๓ รปู แบบของพระสูตร

รปู แบบของสนั ทกสตู ร เปน็ การสนทนาแบบถาม-ตอบ
๖.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร

ทา่ นพระอานนท์ ชวนภกิ ษเุ ขา้ ไปดถู ำ้� ปลิ กั ขะ ขณะนน้ั สนั ทกปรพิ าชกก�ำลงั นงั่ สนทนา
ดิรัจฉานกถาอยกู่ ับปรพิ าชกบรษิ ัท เห็นพระเถระก�ำลังเดินมาจงึ บอกใหบ้ รษิ ัทเงียบ แลว้ นมิ นต์
ให้พระเถระแสดงธรรมใหฟ้ งั

พระเถระได้อ้างพระด�ำรัสของพระผู้มีพระภาคแสดงลัทธิ ท่ีไม่ใช่การประพฤติ
พรหมจรรย์ ๔ ลทั ธิ และพรหมจรรย์ทีไ่ ม่นา่ ไว้วางใจ ๔ ประการ

ลัทธิทไ่ี มใ่ ช่การประพฤติพรหมจรรย์ ๔ ลัทธิ คือ
๑. ลัทธิที่มีศาสดาเป็นอุจเฉทวาที (ถือว่าทุกสิ่งขาดสูญ) เช่น ทานท่ีให้แล้วไม่มีผล
ยัญท่ีบชู าแลว้ ไมม่ ีผล การเซ่นสรวงไมม่ ผี ล

เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๓ 313

๒. ลัทธิที่มีศาสดาเป็นอกิริยวาที (ถือว่าท�ำแล้วไม่เป็นอันท�ำ) เช่น เม่ือบุคคลท�ำเอง
ใชใ้ ห้ผ้อู ่นื ท�ำ ตดั เอง ใช้ใหผ้ ้อู นื่ ตดั ... ผ้ทู �ำก็ไม่จัดว่าท�ำบาป

๓. ลทั ธทิ ม่ี ศี าสดาเปน็ นตั ถกิ วาที (ถอื วา่ ไมม่ เี หตุ ไมม่ ปี จั จยั ) เชน่ ความเศรา้ หมองของ
สตั วท์ งั้ หลายไมม่ เี หตไุ มม่ ปี จั จยั สตั วท์ งั้ หลายเศรา้ หมองเอง ความบรสิ ทุ ธขิ์ องสตั วท์ งั้ หลายไมม่ ี
เหตุไมม่ ปี จั จัย สัตว์ทัง้ หลายบริสุทธ์เิ อง

๔. ลัทธิท่ีมีศาสดาเป็นนัตถิกวาที เช่น สภาวะ ๗ กอง คือ (๑) กอง แห่งธาตุดิน
(๒) กองแห่งธาตุน้�ำ (๓) กองแห่งธาตุไฟ (๔) กองแห่งธาตุลม (๕) กองสุข (๖) กองทุกข์
(๗) กองชวี ะ ไมม่ ีผสู้ ร้าง ไม่มผี ู้บนั ดาล ไมม่ ีผูเ้ นรมติ

พรหมจรรยท์ ี่ไมน่ า่ วางใจ ๔ ประการ คอื
๑. พรหมจรรย์ท่ีมีศาสดาตั้งตนเป็นสัพพัญญู รู้เห็นธรรมทั้งปวง ยืนยันว่ามี
ญาณทัสสนะ แตช่ ่วยตวั เองไม่ได้
๒. พรหมจรรย์ที่มีศาสดาเป็นผู้เชื่อถือการฟังตามกันมา ถือความจริงตามที่ฟังมา
สอนธรรมด้วยการฟงั ตามกนั มา และดว้ ยการอ้างต�ำราหรอื คัมภีร์
๓. พรหมจรรย์ที่มีศาสดาเป็นนักตรรกะ เป็นนักอภิปรัชญา สอนตามปฏิภาณ
ตามหลกั เหตุผล และการคาคคะเนความจริง
๔. พรหมจรรยท์ ีม่ ีศาสดาเป็นคนเขลา งมงาย เม่อื ถกู ถามก็ตอบซดั สา่ ยไปมา
ลัทธิและพรหมจรรย์เหล่าน้ี ท่านผู้รู้ไม่ควรอยู่ประพฤติ ถึงอยู่ประพฤติก็ไม่ได้รับ
กศุ ลธรรมทถี่ กู ต้อง
พระเถระได้กลา่ วถงึ พรหมจรรย์ทค่ี วรประพฤตแิ ละมีผล คอื พรหมจรรย์ทพี่ ระตถาคต
อรหันตสมั มาสัมพทุ ธเจ้าประกาศไว้ ซึง่ มีผล คือ ฌาน ๔ วชิ ชา ๓
สันทกปริพาชกถามว่า พระอรหันตขีณาสพบริโภคกามหรือไม่ พระเถระตอบว่า
พระอรหันต์ไม่ละเมิดฐานะ ๕ คือ (๑) ไม่ฆ่าสัตว์ (๒) ไม่ลักทรัพย์ (๓) ไม่เสพเมถุนธรรม
(๔) ไม่กลา่ วเทจ็ ทัง้ ท่ีรู้ (๕) ไมบ่ รโิ ภคกาม
สันทกปริพาชกถามว่า ญาณทัสสนะของพระอรหันต์มีปรากฏในทุกอิริยาบถหรือไม่
พระเถระตอบวา่ มเี ฉพาะเวลาทพ่ี จิ ารณา
สันทกปริพาชกถามถึงจ�ำนวนของภิกษุผู้ก�ำจัดกิเลสและกองทุกข์ได้ เม่ือพระเถระ
ตอบว่า มีจ�ำนวนมาก จึงกล่าวสรรเสริญว่า ในธรรมวินัยน้ี ไม่มีการยกย่องธรรมของตน
ไม่มกี ารติเตียนธรรมของผอู้ ืน่ แสดงธรรมมเี หตุผล แต่กป็ รากฏวา่ มผี กู้ �ำจัดกเิ ลสและกองทุกข์
ได้มาก ส่วนพวกอาชีวกยกย่องแต่ตนและติเตียนคนอื่น กลับบัญญัติว่ามีผู้ก�ำจัดกิเลสและ

314 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

กองทุกข์ได้เพียง ๓ คน คือ (๑) นันทะ วัจฉะ (๒) กิสะ สังกิจจะ (๓) มักขลิ โคสาล
จากนั้นสันทกปรพิ าชก ได้อนญุ าตใหบ้ รษิ ัทของตนประพฤตพิ รหมจรรย์ตามพระผู้มพี ระภาค
๖.๕ ขอ้ สงั เกต

ศาสดาของลัทธิ ๔ ลัทธใิ นพระสตู รน้ี คอื
๑. อชิตะ เกสกมั พล ศาสดาของลทั ธิอจุ เฉทวาทะ
๒. ปูรณะ กสั สปะ ศาสดาของลัทธิอกิริยวาทะ
๓. มกั ขลิ โคสาล ศาสดาของลทั ธินัตถกิ วาทะ (ไมม่ เี หตไุ ม่มีปจั จัย)
๔. ปกธุ กัจจายนะ ศาสดาของลทั ธินัตถกิ วาทะ (ไม่มีผสู้ ร้าง ไม่มีผ้บู นั ดาล)
ลทั ธเิ หลา่ นม้ี รี ายละเอยี ดปรากฏในสามญั ญผลสตู ร ทฆี นกิ าย สลี ขนั ธวรรค พระไตรปฎิ ก
เลม่ ท่ี ๙

๗. มหาสกุลทุ ายสิ ูตร

๗.๑ ทมี่ าของช่ือ
มหาสกุลุทายสิ ตู ร แปลวา่ พระสูตรวา่ ด้วยปริพาชกช่อื สกลุ ทุ ายี สตู รใหญ่ ชอ่ื น้ตี ั้ง

ตามชอ่ื บุคคลทีป่ รากฏในพระสูตร

๗.๒ ท่ีมาของพระสตู ร
พระสูตรน้ี พระผู้มพี ระภาคทรงแสดงแก่สกุลุทายีปริพาชก ขณะประทบั อยู่ ณ อาราม

ของปริพาชก เขตกรงุ ราชคฤห์ เหตุเกิดของพระสตู รนีจ้ ดั อยใู่ นประเภท ปรัชฌาสยะ
ที่เรียกว่า สูตรใหญ่ (มหา) น้ัน เพราะเมื่อเทียบกับสกุลุทายิสูตรอีกสูตรหน่ึง ได้แก่

พระสูตรท่ี ๙ ในวรรคน้ี พระสูตรน้ีมีเน้ือหาและรายละเอียดมากกว่าพระสูตรที่ ๙ จึงเรียก
พระสูตรน้ีว่า มหาสกุลุทายิสูตร เรียกพระสูตรท่ี ๙ ว่า จูฬสกุลุทายิสูตร แปลว่า พระสูตร
ที่วา่ ดว้ ยปรพิ าชกช่ือสกลุ ทุ ายี สูตรเลก็

๗.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รปู แบบของมหาสกลุ ุทายีสตู ร เปน็ การสนทนาแบบถาม-ตอบ

เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๓ 315

๗.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปยังอารามของปริพาชก ขณะน้ันสกุลุทายีปริพาชกก�ำลัง

นั่งสนทนาดิรัจฉานกถาอยู่กับปริพาชกบริษัท เมื่อเห็นพระผู้มีพระภาคก�ำลัง เสด็จมาจึง
ส่ังให้บริษัทเงียบเสียง แล้วทูลเชิญให้พระผู้มีพระภาคประทับน่ัง จากน้ันได้กราบทูลเรื่อง
ทส่ี นทนากนั เมอ่ื วันวานใหพ้ ระผู้มพี ระภาคสดบั วา่

มีสมณพราหมณ์มาประชุมกันแล้วสนทนากันว่า บรรดาสมณพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าหมู่
เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีช่ือเสียง มียศ เป็นเจ้าลัทธิ คนเป็นอันมาก สมมติกันว่าดี คือ
(๑) ปรู ณะ กสั สปะ (๒) มักขลิ โคสาล (๓) อชติ ะ เกสกมั พล (๔) ปกธุ ะ กจั จายนะ (๕) สัญชยั
เวลฏั ฐบุตร (๖) นิครนถ์ นาฏบตุ ร (๗) พระสมณโคดม ใครเล่าทสี่ าวกสักการะ เคารพ นับถอื
บชู า และอาศัยได้

ในท่ีประชุม มีผู้เห็นว่า สมณพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าหมู่ ๖ ท่านแรก เคยมีเร่ืองท่ีสาวก
แสดงความไม่เคารพมาแล้ว ส่วนท่านที่ ๗ คือ พระสมณโคดม เมื่อทรงแสดงธรรม จะไม่มี
เสยี งจาม เสียงไอ ของพระสาวกเลย ท�ำให้ผูต้ ้องการฟงั ธรรม ฟงั ได้เต็มที่ แมส้ าวกผูล้ าสกิ ขา
ไปก็ยังกล่าวสรรเสริญ สาวกผู้เป็นอารามิกชนก็ดี เป็นอุบาสกก็ดี ก็พากันสมาทานประพฤติ
สิกขาบท ๕ (ศีล ๕) สาวกสักการะ เคารพ นับถือ บูชาพระสมณโดคมอย่างนี้ นอกจากน้ัน
ยังได้อาศัยพระสมณโคดมด้วย

พระผู้มีพระภาคตรัสถามสกุลุทายีว่า เห็นธรรมกี่ประการ ซ่ึงเป็นเหตุให้สาวกของ
พระองคแ์ สดงความเคารพพระองค์เช่นนน้ั

เขากราบทูลว่า เห็นธรรม ๕ ประการ คอื
๑. เสวยนอ้ ย และทรงกล่าวสรรเสรญิ ความเปน็ ผมู้ ีอาหารนอ้ ย
๒. ทรงสันโดษดว้ ยจวี ร และทรงกล่าวสรรเสริญความสันโดษดว้ ยจีวร
๓. ทรงสนั โดษดว้ ยบณิ ฑบาต และทรงกลา่ วสรรเสริญความสนั โดษดว้ ยบณิ ฑบาต
๔. ทรงสันโดษด้วยเสนาสนะ และทรงกล่าวสรรเสรญิ ความสนั โดษดว้ ยเสนาสนะ
๕. ทรงเปน็ ผู้สงดั และทรงกลา่ วสรรเสรญิ ความสงดั
พระผ้มู ีพระภาคตรสั วา่ สาวกผู้ปฏิบตั เิ ครง่ ครดั ในธรรม ๕ ประการน้ี (เทยี บเท่าหรอื
ยงิ่ กวา่ พระองค)์ มอี ยู่ ถา้ ถอื ธรรม ๕ ประการนน้ั เปน็ เหตุ สาวกเหลา่ นนั้ กค็ งไมเ่ คารพพระองค์
แลว้ ทรงแสดงธรรม ๕ ประการอื่นอีก คือ
๑. ทรงมีอธิศลี
๒. ทรงมีญาณทัสสนะ

316 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก

๓. ทรงมอี ธปิ ัญญา
๔. ทรงสามารถตรัสตอบปัญหาเร่อื งอริยสจั ๔ ได้
๕. ทรงสามารถตรัสบอกข้อปฏิบัติท่ีท�ำให้บรรลุท่ีสุดแห่งอภิญญาและอภิญญาบารมี
(อรหตั ตผล) คือ โพธิปักขยิ ธรรม ๓๗ วิโมกข์ ๘ อภิภายตนะ ๘ กสิณายตนะ ๑๐ ฌาน ๔ และ
วชิ ชา ๘
๗.๕ ข้อสังเกต
พระสูตรน้ีมเี น้อื หาค่อนขา้ งยาว พระผู้มพี ระภาคได้ตรัสธรรมท่ีเป็นเหตุให้สาวกเคารพ
พระองค์ไว้โดยละเอียด ซึ่งอาจแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนท่ีเป็นคุณสมบัติของพระองค์เอง
เชน่ ทรงมีอธศิ ลี มีญาณทัสสนะ และสว่ นท่เี ปน็ ประโยชนแ์ ก่สาวกของพระองค์ เช่น ตรัสตอบ
ปัญหาได้ ท�ำให้ภิกษุบรรลุอภิญญา ในส่วนที่ ๒ น้ัน ทรงแสดงว่า พระสาวกได้รับประโยชน์
จากค�ำสอนของพระองค์หลาย ประการ ซงึ่ แสดงว่า พระองค์เป็น “ผูใ้ ห้” มากกว่าเปน็ “ผรู้ บั ”
ฉะนนั้ พระองคจ์ งึ ทรงเปน็ ผ้ทู สี่ าวกสักการะ เคารพมากกว่าศาสดาอืน่ ๆ

๘. สมณมณุ ฑกิ สตู ร

๘.๑ ทม่ี าของช่ือ
สมณมณุ ฑกิ สตู ร แปลวา่ พระสตู รทว่ี า่ ดว้ ยปรพิ าชกชอ่ื อคุ คาหมานะ สมณมณุ ฑกิ า

บตุ ร ชือ่ นตี้ ง้ั ตามนามสกุลของบุคคลทป่ี รากฏในพระสตู รนี้
ปริพาชกคนน้ี เดิมช่ือ สุมนะ แต่เพราะมีความสามารถในการเรียนและการส่ังสอน

คนจึงเรียกชื่อว่า อุคคาหมานะ ส่วนค�ำว่า สมณมุณฑิกาบุตร เป็นช่ือของโคตร (นามสกุล)
แปลวา่ บุตรของนางสมณะโลน้

๘.๒ ที่มาของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ ขณะประทับอยู่

ณ พระเชตวัน เขตกรุงสาวัตถี โดยทรงปรารภข้อบัญญัติเร่ืองคุณสมบัติของผู้เป็นสมณะของ
อุคคาหมานปริพาชก ซ่ึงช่างไม้ช่ือปัญจกังคะน�ำเข้าไปกราบทูลให้ทรงทราบ เหตุเกิดของ
พระสูตรนีจ้ ัดอยูใ่ นประเภท ปจุ ฉาวสิกะ

เล่มที่ ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๓ 317

๘.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รูปแบบของสมณมณุ ฑกิ สูตร เป็นการสนทนาแบบถาม-ตอบ

๘.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
ช่างไม้ชื่อปัญจกังคะเข้าไปหาอุคคาหมานปริพาชกถึงที่อยู่ อุคคาหมานปริพาชก

กลา่ วถึงข้อบัญญัติของตนวา่ “บคุ คลผูป้ ระกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เปน็ ผมู้ กี ุศลเพยี บพรอ้ ม
มีกศุ ลยอดเยย่ี ม เป็นสมณะผูบ้ รรลุธรรมชน้ั สูงทีค่ วรบรรลุ ไม่มใี คร สู้วาทะได้”

ธรรม ๔ ประการ คือ
๑. ไมท่ �ำกรรมชั่วทางกาย ๒. ไม่กล่าววาจาช่ัว
๓. ไมด่ �ำริความด�ำริช่วั ๔. ไมป่ ระกอบอาชพี ชว่ั
ชา่ งไมช้ อื่ ปญั จกงั คะไดน้ �ำความนนั้ ไปกราบทลู พระผมู้ พี ระภาค พระองคต์ รสั วา่ ถา้ เปน็
เชน่ น้ันจรงิ เดก็ อ่อนท่ีไม่รู้จักกาย วาจา ความด�ำริ และการเลี้ยงชีพ ไมเ่ คยท�ำชั่ว กจ็ ักเปน็ ผู้มี
กศุ ลเพียบพร้อม มกี ุศลยอดเย่ียม เปน็ สมณะผ้บู รรลธุ รรมชั้นสงู ทค่ี วรบรรลุ ไม่มีใครสวู้ าทะได้
พระองค์ไม่ทรงยอมรับการบญั ญัติเชน่ นน้ั แลว้ ทรงแสดงเสขธรรม (ธรรมส�ำหรบั ผู้เป็น
พระเสขะ) และอเสขธรรม (ธรรมของพระอเสขะ)
เสขธรรม คือ ควรรู้เร่ืองศีล และความด�ำริ ท้ังฝ่ายกุศลและอกุศลพร้อมท้ังสมุฏฐาน
(ท่เี กดิ ) ความดบั และข้อปฏบิ ตั ใิ หถ้ งึ ความดบั แหง่ ศลี และความด�ำริ
อเสขธรรม คือ อเสขธรรม ๑๐ ประการ (เรียกชอ่ื อกี อย่างว่า สัมมัตตธรรม ๑๐)
๘.๕ ขอ้ สังเกต
ขอให้สังเกตวา่ บทบัญญัติของอคุ คาหมานปริพาชกน้นั ถ้าพิจารณาเผนิ ๆ อาจเหน็ วา่
ถูกต้อง แต่พระผูม้ พี ระภาคไมท่ รงยอมรบั เพราะทรงเหน็ วา่ ถา้ ถอื ตามนนั้ เด็กออ่ นท่ียังไม่รูจ้ กั
กรรมชวั่ ไมเ่ คยท�ำกรรมชว่ั กจ็ ะกลายเปน็ ผมู้ กี ศุ ลเพยี บพรอ้ ม(มคี วามรู้ ความฉลาดมาก) จงึ ทรง
แนะน�ำวา่ จะตอ้ งศึกษาใหร้ กู้ ่อนวา่ อะไรคือกรรมชั่ว (อกุศล) อะไรคอื กรรมดี (กศุ ล) ตอ้ งศึกษา
ให้รวู้ า่ กรรมดีกรรมชว่ั น้ันเกดิ จากอะไร ดับเพราะอะไร และต้องรจู้ ักวธิ ีปฏิบัตทิ ่ใี ห้ถงึ ความดบั
แหง่ กรรมดกี รรมช่ัวนน้ั ดว้ ย การศึกษาเช่นนท้ี รงเรียกว่า เสขธรรม
คัมภรี ป์ ปัญจสทู นี อธิบายเสขธรรมที่ตรสั ไว้ข้างต้นว่า เสขธรรมเก่ียวกับศีล ทรงแสดง
เพ่ืออธิบายบทบัญญัติของอุคคาหมานปริพาชก ข้อ ๑, ๒ และ ๔ (กาย วาจา อาชีพ) ส่วน
เสขธรรมเกี่ยวกับความด�ำริทรงแสดงเพื่ออธิบายบทบัญญัติข้อ ๓ (ความด�ำริ) เนื่องจาก

318 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก

เสขธรรมมิใช่จุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา ฉะนั้นจึงทรงแสดงอเสขธรรมอันเป็น
จุดมุ่งหมายสงู สดุ ของพระพุทธศาสนาใหฟ้ ังด้วย (ม.ม.อ. ๒/๒๖๓/๑๙๕)

๙. จูฬสกลุ ทุ ายสิ ูตร

๙.๑ ทม่ี าของช่อื
จูฬสกุลทุ ายิสูตร แปลวา่ พระสตู รว่าด้วยปรพิ าชกชอ่ื สกุลุทายี สตู รเลก็ มีทีม่ าของ

ชื่อเหมอื นมหาสกลุ ทุ ายิสูตร
๙.๒ ที่มาของพระสตู ร

พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่สกุลุทายีปริพาชก ณ อารามของปริพาชก
คือ พระองค์ทรงทราบด้วยพระญาณว่า สกุลุทายีปริพาชกมีอุปนิสัยพอ ท่ีจะบรรลุธรรมได้ใน
อนาคตกาล จึงเสด็จเข้าไปหาถึงที่อยู่ เพ่ือทรงแสดงธรรมโปรด เหตุเกิดของพระสูตรน้ีจัดอยู่
ในประเภท ปรัชฌาสยะ
๙.๓ รูปแบบของพระสตู ร

รูปแบบของจูฬสกลุ ทุ ายิสูตรเป็นการสนทนาแบบถาม-ตอบ
๙.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร

สกุลทุ ายปี รพิ าชกได้สนทนาธรรมกบั พระผมู้ ีพระภาคถงึ เรื่องนคิ รนถ์ นาฏบุตร ซ่งึ อา้ ง
วา่ ตนเป็นสัพพญั ญู เห็นสง่ิ ท้งั ปวง แมข้ ณะเดิน หยุด หลับ และตนื่ แต่พอถูกถามปญั หาเร่ือง
การระลึกชาติในอดีตกลับเอาเร่ืองอื่นมาพูดกลบเกล่ือน กลับไปพูดนอกเร่ือง ทั้งแสดงอาการ
โกรธไม่พอใจ ด้วยเหตุน้ี ท�ำให้เขาระลึกถึงพระผู้มีพระภาคว่า มีแต่พระผู้มีพระภาคเท่าน้ันท่ี
ทรงทราบเรอื่ งนี้จรงิ ๆ

พระผู้มีพระภาครับส่ังให้งดพูดถึงเรื่องน้ัน พระองค์จักแสดงปฏิจจสมุปบาท หรือ
ปจั จยาการให้ฟัง เมื่อสกุลทุ ายปี รพิ าชกกราบทูลวา่ ไม่สามารถจะทูลตอบเร่อื งปฏจิ จสมุปบาท
ให้ทรงพอพระทัยได้ พระองค์จึงตรัสถามถึงความเห็นในลัทธิของปริพาชก เกี่ยวกับวรรณะ
สูงสุดและปัญหาเรื่องโลกท่ีมีสุขโดยส่วนเดียว (โลกที่ไม่มีทุกข์) ทรงสอบสวนซักไซ้ไล่เลียงจน
สกุลุทายปี ริพาชกยอมรับว่า ลัทธขิ องตนว่างเปล่า และผิดไปหมด

เล่มท่ี ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๓ 319

จากนั้นทรงแสดงข้อปฏิบัติเพื่อท�ำให้แจ้งโลกท่ีมีสุขโดยส่วนเดียว คือ ฌาน ๔ และ
วิชชา ๓ เมื่อทรงแสดงธรรมจบสกุลุทายีปริพาชกขอบวชแต่ลูกศิษย์ห้ามมิให้บวช จึงเป็น
อันวา่ สกลุ ุทายปี ริพาชกมีอปุ สรรคตอ่ การประพฤติพรหมจรรย์
๙.๕ ขอ้ สงั เกต

ในพระสตู รนี้ มขี ้อท่ีนา่ สงั เกต น่าศึกษาดงั ต่อไปนี้
๑. พระผู้มีพระภาคประสงค์จะแสดงหลักปฏิจจสมุปบาท แต่สกุลุทายีปริพาชก
กราบทูลออกตัวก่อนว่าคงไม่สามารถจะทูลตอบอะไรได้ พระองค์จึงทรงแสดงแต่เพียงหัวข้อ
ปฏิจจสมปุ บาทเทา่ นัน้ โดยมไิ ด้ทรงอธิบาย
๒. การที่สกุลุทายีปริพาชกไม่ได้บวชนั้น สาเหตุเพราะกรรมเก่า คือ ในสมัยของ
พระกัสสปพุทธเจ้า เขาเคยบวชเป็นภิกษุ เกิดความโลภอยากได้จีวรของเพ่ือนภิกษุด้วยกัน
จึงพรรณนาคุณแห่งการเป็นคฤหัสถ์ จนภิกษุรูปนั้นมอบจีวรให้แล้ว สึกไป (ม.ม.อ. ๒/๒๗๗/
๒๐๐-๒๐๑)
๓. ผลจากการแสดงพระสูตรนี้ สกุลุทายีปริพาชกไม่ได้บรรลุธรรม แต่ต่อมาหลัง
พุทธปรินิพพาน สมัยพระเจ้าธรรมาโศกราช เขาได้เกิดในกรุงปาฏลีบุตร ได้ออกบวชและ
บรรลุอรหัตตผล ได้รับยกย่องว่าเป็นเลิศด้านมีเมตตา (ม.ม.อ. ๒/๒๗๗/๒๐๐-๒๐๑) ข้อน้ี
แสดงว่า ทรงเห็นผลน้ลี ว่ งหนา้ แล้ว จงึ ทรงแสดงพระสูตรนี้

๑๐. เวขณสสตู ร

๑๐.๑ ท่ีมาของชอ่ื
เวขณสสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยปริพาชกชื่อเวขณสะ ช่ือนี้ต้ังตามชื่อของ

บุคคลท่ปี รากฏในพระสตู ร

๑๐.๒ ท่มี าของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ปริพาชกชื่อเวขณสะ ขณะประทับอยู่

ณ พระเชตวัน เขตกรุงสาวัตถี โดยทรงปรารภค�ำอทุ านของเวขณสปริพาชกซง่ึ ท�ำทเี ปล่งอุทาน
ให้พระองค์ไดย้ นิ เหตเุ กดิ ของพระสตู รนี้จัดอยใู่ นประเภท ปรชั ฌาสยะ

320 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก

๑๐.๓ รปู แบบของพระสูตร
รปู แบบของพระสตู ร เป็นการสนทนาแบบถาม-ตอบ

๑๐.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
ปริพาชกชื่อเวขณสะเปล่งอุทานในส�ำนักของพระผู้มีพระภาคว่า นี้เป็นวรรณะสูงสุด

น้ีเป็นวรรณะสูงสดุ
พระผู้มีพระภาคตรัสถามความหมายของวรรณะสูงสุด เขาก็กราบทูลแต่ค�ำเดิม

พระองคจ์ งึ ตรสั เปรยี บเทยี บวา่ เวขณสปรพิ าชกใชค้ �ำพดู เลอ่ื นลอย เหมอื นชายหนมุ่ รกั หญงิ งาม
แต่ไมร่ วู้ า่ เป็นนางกษัตรยิ ์ นางพราหมณี นางแพศย์ หรอื นางศทู ร ไม่รจู้ ักชอื่ ตระกลู ลักษณะ
และท่ีอยู่ ในท่ีสุดเวขณสปริพาชกจึงยอมอธิบายถวายว่า หมายถึงอัตตาที่ยั่งยืน (เป็นอมตะ)
หลังจากตายแล้ว มีวรรณะเหมือนแก้วไพฑูรย์อันงามตามธรรมชาติ บริสุทธิ์ แปดเหลี่ยม
ที่นายช่างเจยี ระไนอยา่ งดี แล้ววางไว้ ทีผ่ า้ กัมพลเหลอื ง สอ่ งแสงสวา่ งเป็นประกาย

พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงสิ่งที่ส่องสว่างกว่าน้ัน คือ ห่ิงห้อย ประทีปน้�ำมัน
กองไฟใหญ่ ดาวประกายพรกึ ดวงจนั ทร์ ดวงอาทติ ย์ เทวดาผูม้ แี สงสว่างกวา่ ดวงจันทร์และ
ดวงอาทิตย์ โดยทรงชี้ให้เห็นว่า แต่ละอย่างล้วนส่องแสงสว่างย่ิงกว่าวรรณะที่เขากล่าวถึง
จากนั้นได้ตรัสถึงกามคุณ ๕ กามสุข และความสุขอันเลิศกว่ากามสุข เวขณสปริพาชก
กราบทูลว่า ตรัสดีแล้ว แต่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นการยากที่เวขณสปริพาชกจะรู้จัก
ความสุขอันเลิศกว่ากามสุข มีเพียงพระอรหันตขีณาสพเท่าน้ันท่ีจะรู้ได้ เวขณสปริพาชกได้ฟัง
เช่นนน้ั กโ็ กรธ จงึ กลา่ วหาพระองคว์ ่า ตรสั ถงึ พระอรหนั ตขีณาสพโดยไมร่ ูจ้ รงิ พระองค์จงึ ตรัส
ท้าทายให้เขาเข้ามาปฏิบัติ ตามค�ำส่ังสอนของพระองค์ ก็จะรู้เองเห็นเอง เวขณสปริพาชก
จงึ ยอมแสดงตนเปน็ อบุ าสกตลอดชวี ติ
๑๐.๕ ข้อสังเกต

ขอให้สังเกตว่า ท�ำไมเวขณสปริพาชกจึงเปล่งอุทานเช่นน้ันในส�ำนักพระผู้มีพระภาค
คงมิใช่การเปล่งอุทานโดยบังเอิญแน่นอน แต่เขามีจุดมุ่งหมาย คือ ต้องการโต้ตอบปัญหา
เก่ียวกับวรรณะสงู สุดกบั พระผู้มีพระภาค

คัมภีร์ปปัญสูทนี อธิบายความตอนน้ีไว้ว่า เวขณสปริพาชกเป็นอาจารย์ของ
สกุลุทายปี รพิ าชก เมอ่ื ไดท้ ราบว่า สกลุ ทุ ายีปรพิ าชกพ่ายแพ้แก่พระผู้มพี ระภาคในการโต้ตอบ
ปัญหาเกี่ยวกับวรรณะสูงสุด เขาจึงคิดจะเอาชนะพระผู้มีพระภาคให้ได้ โดยได้ออกเดินทาง

เล่มที่ ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๓ 321

จากกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ไปยังกรุงสาวัตถีเป็นระยะทางถึง ๔๕ โยชน์ เพ่ือเข้าเฝ้า
พระผู้มีพระภาค เมื่อเข้าไปถึงแล้วได้ยืนเปล่งอุทานใกล้ ๆ พระองค์ พระผู้มีพระภาคจึง
ตรสั ซกั ไซไ้ ลเ่ ลยี งเรอ่ื งวรรณะสงู สดุ จนเขายอมแพ้ จากนน้ั ทรงพจิ ารณาเหน็ วา่ เวขณสปรพิ าชก
เป็นผู้ชอบหมกมุ่นในกาม พระองค์จึงตรัสถึงเรื่องที่เกี่ยวกับกาม เพื่อให้เข้ากับอุปนิสัยของ
เวขณสปริพาชก โดยตรัสบอกว่า ความสุขอันเลิศกว่า กามสุขมีอยู่ในพระพุทธศาสนา ให้
เข้ามาพิสูจน์ด้วยตนเอง เวขณสปริพาชกจึงยอมแสดงตนเป็นอุบาสก (ม.ม.อ. ๒/๒๗๘-
๒๘๐/๒๐๑-๒๐๒)

๔. ราชวรรค

ราชวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยพระราชา ช่ือวรรคต้ังตามสาระส�ำคัญของพระสูตร
ท้ัง ๑๐ สูตรในวรรคน้ี ซ่ึงลว้ นกล่าวถงึ พระราชาในอดีตบา้ ง ในปัจจบุ นั บา้ ง แต่ละสตู รมีสาระ
ส�ำคญั ดงั น้ี

๑. ฆฏิการสูตร

๑.๑ ที่มาของชือ่
ฆฏิการสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยช่างหม้อช่ือฆฏิการะ ชื่อนี้ต้ังตามช่ือบุคคล

ในอดีตนิทาน ท่ีทรงยกข้ึนมาแสดงในพระสูตร ท่านผู้นี้เป็นอัครอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้า
พระนามวา่ กสั สปะ

๑.๒ ทม่ี าของพระสูตร
พระสตู รน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกท่ า่ นพระอานนทแ์ ละภกิ ษทุ ง้ั หลาย ขณะเสดจ็

จาริกไปในแคว้นโกศล โดยทรงปรารภสถานท่ีแห่งหนึ่งท่ีเสด็จไปถึงซึ่ง พระองค์เคยอยู่อาศัย
ในอดีตชาติ เพ่ือให้ภิกษุสงฆ์ทราบปฏิปทาในอดีตของพระองค์ เหตุเกิดของพระสูตรนี้จัดอยู่
ในประเภท อัตตัชฌาสยะ

๑.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รูปแบบของฆฏกิ ารสูตร เปน็ บรรยายโวหารแบบเล่าเรือ่ ง

322 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

๑.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศล ทรงแย้มพระโอษฐ์ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง

ท่านพระอานนท์ได้ทูลถามถึงสาเหตุ จึงทรงยกเรื่องในอดตี ขน้ึ มาตรสั เล่าวา่
ณ สถานทน่ี ้ี มนี คิ มชอ่ื เวคฬงิ คะ เปน็ นคิ มมง่ั คงั่ อดุ มสมบรู ณ์ มปี ระชากรมาก มพี ลเมอื ง

หนาแนน่ พระพทุ ธเจา้ พระนามวา่ กสั สปะทรงอาศยั อยู่ ทต่ี รงนเี้ คย เปน็ อารามและเปน็ ทป่ี ระทบั
นง่ั แสดงธรรมของพระพทุ ธเจา้ พระองค์น้ัน

ในเวคฬิงคนิคม ได้มีช่างหม้อช่ือฆฏิการะผู้เป็นอัครอุปัฏฐากของพระกัสสปพุทธเจ้า
มีโชติปาลมาณพเป็นสหายที่รักของช่างหม้อฆฏิการะ ช่างหม้อฆฏิการะ ชักชวนโชติปาล
มาณพเข้าไปเฝ้าพระกัสสปพุทธเจ้า แต่โชติปาลมาณพปฏิเสธว่า การเห็นพระสมณะโล้นน้ัน
จะมีประโยชน์อะไร ตอ่ มา ขณะอาบน�้ำอยู่ใกลอ้ ารามของพระกสั สปพุทธเจ้า ช่างหมอ้ ฆฏกิ าระ
ชกั ชวนโชตปิ าลมาณพพรอ้ มทง้ั ดงึ ชายพก (เขม็ ขดั ) มาณพกป็ ฏเิ สธอกี ตอ่ มาฆฏกิ าระจงึ จบั ทผี่ ม
โชตปิ าลมาณพฉุกคิดวา่ ช่างหม้อผูส้ หายมสี กุลรุนชาตติ �่ำ แตก่ ลบั บงั อาจจับผมของตน คงจะมี
เร่ืองอศั จรรย์ จึงตกลงไปเฝ้าพระกสั สปพทุ ธเจ้า ได้ฟงั ธรรมแลว้ จึงออกบวช

ครั้งหน่ึง พระกัสสปพทุ ธเจา้ ประทับอยู่ ณ ป่าอิสปิ ตนมฤคทายวนั เขตกรุงพาราณสี
พระเจา้ กาสที รงพระนามว่ากิกี ไดเ้ สดจ็ เขา้ ไปเฝา้ และกราบทลู ใหท้ รงจ�ำพรรษาทก่ี รุงพาราณสี
แต่พระองค์ไม่ทรงรับนิมนต์ โดยตรัสว่าทรงรับนิมนต์จากช่างหม้อฆฏิการะแล้ว และตรัส
สรรเสรญิ คณุ ของชา่ งหมอ้ พระเจา้ กาสตี รสั วา่ เปน็ ลาภของชา่ งหมอ้ ฆฏกิ าระทพี่ ระพทุ ธเจา้ ทรง
คนุ้ เคยอย่างย่ิง และทรงสง่ ของไปพระราชทานแกช่ ่างหม้อ แตช่ า่ งหมอ้ ไมร่ บั

ทรงสรปุ ว่า โชตปิ าลมาณพ ก็คือพระองค์นน่ั เอง
๑.๕ ขอ้ สงั เกต

ในพระสตู รน้ี มขี อ้ ท่นี ่าสงั เกต นา่ ศกึ ษาดังต่อไปน้ี
๑. ชา่ งหม้อฆฏกิ าระเป็นเพ่อื นทรี่ ักในอดตี ของพระผ้มู พี ระภาค เมื่อเสด็จถึงสถานทีน่ ี้
จึงท�ำให้พระองค์ทรงระลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ความส�ำคัญของช่างหม้อฆฏิการะน้ัน เห็นได้
จากการทพี่ ระกสั สปพทุ ธเจา้ ไมท่ รงรบั นมิ นตข์ องกษตั รยิ แ์ ตท่ รงรบั นมิ นตข์ องชา่ งหมอ้ ฆฏกิ าระ
พระผมู้ ีพระภาคทรงเห็นวา่ เรือ่ งนี้จะมปี ระโยชน์แก่ภิกษุจงึ ทรงแสดงเร่อื งนี้ให้ฟัง
๒. การแย้มพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้านั้นมิใช่เร่ืองปกติ จะต้องมีเหตุอัศจรรย์
บางอย่าง ท่านพระอานนท์ตระหนักในเร่อื งนี้ดี จึงทลู ถามทุกครั้ง ดงั ปรากฏในทีท่ ัว่ ไป อาการ
แย้มพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าปรากฏใหเ้ หน็ เพียงปลายพระทนต์ แสดงถึงความร่าเรงิ แจ่มใส
นดิ เดยี วเท่านัน้ มใิ ช่หัวเราะเสียงดังลน่ั เหมอื นคนธรรมดา

เล่มที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๓ 323

ถามว่า อาการแย้มพระโอษฐ์นิดเดียวเท่านั้น ท่านพระอานนท์อยู่ทางด้านพระ
ปฤษฎางค์จะรู้ได้อย่างไร คัมภีร์ปปัญจสูทนี ให้ค�ำตอบไว้ว่า ขณะที่ทรงแย้มพระโอษฐ์นั้น
จะปรากฏล�ำแสงขนาดต้นตาลใหญ่พุ่งออกจากพระเข้ียวแก้วท้ัง ๔ ซี่เหมือนสายฟ้าแลบ
ออกจากกอ้ นเมฆ เวยี นขวารอบพระเศียร ๓ รอบ แล้วหายเขา้ ไปในพระเขยี้ วแกว้ พระเถระ
แม้จะอยู่ทางดา้ นพระปฤษภางคก์ ็สามารถรไู้ ด้ (ม.ม.อ. ๒/๒๘๒/๒๐๓)

๒. รฏั ฐปาลสตู ร

๒.๑ ท่มี าของชอื่
รฏั ฐปาลสูตร แปลว่า พระสตู รว่าด้วยพระรฏั ฐปาละ ช่อื นีต้ งั้ ตามชื่อบุคคลทป่ี รากฏ

ในพระสตู ร
๒.๒ ทม่ี าของพระสตู ร

พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ชาวถุลลโกฏฐิตนิคมขณะประทับอยู่
ณ ถุลลโกฏฐิตนิคม เหตเุ กดิ ของพระสูตรนีจ้ ดั อยู่ในประเภท ปรัชฌาสยะ
๒.๓ รปู แบบของพระสูตร

รูปแบบของรัฏฐปาลสูตร แบ่งเป็น ๒ ตอน คือ ตอนที่ ๑ เป็นบรรยายโวหารแบบ
เล่าเรอ่ื งกลา่ วถงึ ประวัตขิ องรัฏฐปาลกลุ บตุ ร ตอนท่ี ๒ เป็นการสนทนาแบบถาม-ตอบระหวา่ ง
พระรฏั ฐปาละกับพระเจา้ โกรพั ยะ
๒.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร

ตอนท่ี ๑
รฏั ฐปาลกลุ บตุ รฟงั ธรรมจากพระผมู้ พี ระภาคแลว้ เกดิ ความเลอ่ื มใสทลู ขอบวช พระองค์
รับสั่งให้ขออนุญาตจากมารดาบิดาก่อน รัฏฐปาลกุลบุตรจึงกลับบ้านขออนุญาตมารดาบิดา
แต่ไม่ได้รับอนุญาต จึงอดอาหาร ในท่ีสุดมารดาบิดาจึงอนุญาตให้บวช รัฏฐปาลกุลบุตร
ออกบวชแลว้ ตามเสด็จพระผมู้ พี ระภาคไปยังกรงุ สาวตั ถี ไม่นานกบ็ รรลุอรหัตตผล
ตอ่ มา ท่านไดเ้ ข้าไปทลู ลาพระผ้มู พี ระภาคกลบั ไปเยย่ี มมารดาบิดา ถงึ ถุลลโกฏฐิตนคิ ม
แลว้ พกั อยู่ ณ พระราชอทุ ยานชื่อมิคจรี ะของพระเจา้ โกรัพยะ ตอนเชา้ ทา่ นได้เขา้ ไปบณิ ฑบาต

324 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก

ทห่ี น้าบา้ นของทา่ นเอง บดิ าของทา่ นจ�ำไมไ่ ด้ จึงดา่ วา่ เปน็ พวกสมณะโลน้ ที่ท�ำใหล้ ูกชายทรี่ ัก
ของตนออกบวช แต่นางทาสีจ�ำท่านได้ จึงบอกแก่บิดาของท่าน บิดาของท่านจึงนิมนต์ให้ไป
ฉันภัตตาหารที่บ้าน แล้วส่ังให้พวกภรรยาเก่าของท่านแต่งตัวย่ัวยวน และให้น�ำทรัพย์มรดก
ออกมาหลอกล่อให้ ท่านลาสิกขาแต่ไม่ส�ำเร็จ พวกภรรยาเก่าถามท่านว่า นางอัปสรพวกไหน
ท่ีท�ำให้ท่านออกบวช ท่านตอบว่า ท่านไม่ได้บวชเพราะนางอัปสร จากนั้นแสดงธรรมให้บิดา
ฟงั แล้วกลบั ไปพกั ทพี่ ระราชอทุ ยาน

ตอนท่ี ๒
พระเจ้าโกรัพยะได้เสด็จเข้าไปสนทนาธรรมและตรัสถามว่า คนออกบวชเพราะ
ความเสอื่ ม ๔ ประการ คอื (๑) เสือ่ มเพราะชรา (๒) เสื่อมเพราะความเจบ็ ไข้ (๓) เสือ่ มจาก
ทรัพย์ (๔) เส่อื มจากญาติ ท่านพระรฏั ฐปาละไม่เส่ือมจากอะไร แต่ ท�ำไมจึงออกบวช
พระเถระถวายพระพรวา่ ทา่ นออกบวชเพราะไดฟ้ ังธมั มุทเทส ๔ ประการ ทพี่ ระผู้มี-
พระภาคตรัสสอน คือ (๑) โลกอันชราน�ำไป ไม่ยั่งยืน (๒) โลกไม่มีผู้ต้านทาน ไม่เป็นอิสระ
(๓) โลกไม่มีอะไรเป็นของตน จ�ำต้องละส่ิงทั้งปวงไป (๔) โลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอ่ิม
เปน็ ทาสแหง่ ตณั หา
๒.๕ ขอ้ สังเกต
ในพระสตู รน้ี มขี อ้ ทนี่ ่าสงั เกต นา่ ศึกษาดังต่อไปน้ี
๑. พระสตู รนจี้ ัดอย่ใู นพระสูตรทม่ี ีอรรถลึกซ้งึ (คมภฺ รี ตฺถาน)ิ ๑ ใน ๘ สูตร คืออยู่ใน
ทีฆนิกาย ๒ สูตร ได้แก่ มหานิทานสูตรและมหาสติปัฏฐานสูตร ในมัชฌิมนิกาย ๖ สูตร
คือ สติปัฏฐานสูตร สาโรปมสูตร รุกขูปมสูตร มาคัณฑิยสูตร รัฏฐปาลสูตร และอาเนญช-
สัปปายสูตร พระสูตรเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่พุทธบริษัทชาวกุรุ เพราะมีความ
สนใจในการเรียนธรรมและปฏิบัติธรรมอย่างมาก ท่านอุปมาไว้ว่า บุรุษท่ีได้ผอบทองย่อมเก็บ
ดอกไม้นานาชนิดมาใส่ไว้ในผอบนั้น หรือบุรุษได้หีบทองย่อมเก็บรัตนะ ๗ ประการ มาใส่ไว้
ในหีบนั้น ฉันใด พระผู้มีพระภาคทรงได้พุทธบริษัทชาวกุรุแล้ว ก็ทรงแสดงพระธรรมเทศนา
ที่มีอรรถลึกซ้ึงแก่พุทธบริษัทนั้น ฉันน้ันเหมือนกัน (ดู ม.มู.อ. ๑/๑๐๖/๒๔๓, ที.ม.อ. ๓๗๓/
๓๕๗)
๒. พระรัฏฐปาละเป็นพระเถระรปู หนงึ่ ในบรรดาพระอสตี มิ หาสาวก (พระสาวกผู้ใหญ่
๘๐ รูป) ท่านเกิดในตระกูลช้ันสูงของถุลลโกฏฐิตนิคม มิใช่ตระกูลกษัตริย์ แต่ช่ือรัฏฐปาละ
แปลว่า ผู้รักษาแคว้น ก็เพราะได้ตั้งความปรารถนาให้มีช่ือเช่นนี้มาแต่อดีตชาติ ในสมัย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามวา่ ปทุมุตตระ (ม.ม.อ. ๒/๒๙๔/๒๑๐-๒๑๑)

เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๓ 325

๓. มฆเทวสูตร

๓.๑ ทีม่ าของช่ือ
มฆเทวสตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยพระเจา้ มฆเทวะ ชอ่ื นี้ ตง้ั ตามชอ่ื บคุ คลทป่ี รากฏ

ในพระสตู ร
๓.๒ ท่ีมาของพระสตู ร

พระสูตรนี้ พระผูม้ พี ระภาคทรงแสดงแกท่ า่ นพระอานนท์ ขณะประทับอยู่ ณ อัมพวนั
ของพระเจ้ามฆเทวะ เขตกรุงมิถิลา แคว้นวิเทหะ โดยทรงปรารภสถานท่ีแห่งหนึ่งซ่ึงพระองค์
เคยอยู่อาศัยในอดีตชาติ เพื่อให้ภิกษุสงฆ์ทราบปฏิปทาในอดีตชาติของพระองค์ เหตุเกิดของ
พระสตู รนีจ้ ัดอยู่ในประเภท อัตตชั ฌาสยะ
๓.๓ รูปแบบของพระสตู ร

รปู แบบของมฆเทวสูตรเป็นแบบบรรยายโวหารแบบเลา่ เรื่อง
๓.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร

พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ อัมพวันของพระเจ้ามฆเทวะ เขตกรุงมิถิลา ทรงแย้ม
พระโอษฐ์ ณ สถานท่ีแห่งหน่งึ ท่านพระอานนทไ์ ดท้ ลู ถามถงึ สาเหตุ จงึ ทรงยกเรือ่ งในอดตี ข้นึ
มาตรสั เลา่ ว่า

ในกรุงมิถิลานี้ ได้มีพระราชาพระนามว่ามฆเทวะ เป็นผู้ทรงธรรม รักษาอุโบสถ
ทุกวัน ๑๔ ค�่ำ ๑๕ ค่�ำ และวัน ๘ ค�่ำ พระเจ้ามฆเทวะ ได้รับส่ังกับช่างกัลบกว่า ถ้าเห็น
พระเกศาหงอกบนพระเศยี รของพระองค์ ใหก้ ราบทลู พระองค์ ตอ่ มา ชา่ งกลั บกไดก้ ราบทลู ตาม
ท่ีรับส่ัง พระเจ้ามฆเทวะทรงทราบว่าพระเกศาของพระองค์หงอก จึงพระราชทานราชสมบัติ
ให้พระราชโอรสองค์ใหญ่ และรับส่ังให้ประพฤติวัตรอันงามตามพระองค์ อย่าเป็นคนสุดท้าย
แห่งราชบรรพชิต เมอ่ื รบั สงั่ เสร็จ พระเจ้ามฆเทวะไดเ้ สดจ็ ออกผนวช แล้วเจริญพรหมวิหาร ๔
คือ เมตตา กรณุ า มทุ ติ า และอเุ บกขา หลงั จากสวรรคตไดไ้ ปเกิดในพรหมโลก พระราชโอรส
องค์ใหญ่ พระราชนัดดาของพระเจ้ามฆเทวะได้ปฏิบัติสืบต่อมา จนถึงพระเจ้านิมิ ซึ่งเป็น
พระธัมมิกราชาองค์สุดท้าย แต่พระราชโอรสของพระเจ้านิมิพระนามว่ากฬารชนกไม่ทรง
ปฏบิ ัติตามวตั รนั้น จงึ เป็นองค์สดุ ทา้ ยแหง่ ราชบรรพชติ

326 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก

ทรงสรุปว่า พระองค์เป็นพระเจ้ามฆเทวะในครั้งน้ัน และได้ต้ังวัตรอันงามน้ันไว้
วัตรนั้นท�ำให้เข้าถึงพรหมโลก แต่ไม่ท�ำให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายก�ำหนัด จนถึงนิพพาน
ได้ ส่วนวตั รทพี่ ระองค์ไดต้ ัง้ ไว้ในบัดน้ี คอื อรยิ มรรคมีองค์ ๘ ท�ำให้เกิดความเบอ่ื หน่าย คลาย
ก�ำหนัดจนถึงนิพพานได้ แล้วทรงตักเตือนให้ประพฤติตาม วัตรอันงามท่ีพระองค์ทรงตั้งไว้
อยา่ ใหเ้ ป็นคนสุดท้ายของพระองค์
๓.๕ ขอ้ สังเกต

พระสูตรน้ีก็กล่าวถึงพระจริยาวัตรในอดีตของพระองค์เช่นเดียวกับพระสูตรที่ผ่านมา
คือ พระสูตรที่ ๑-๒ เป็นท่ีน่าสังเกตว่า การแสดงธรรมโดยปรารภสถานท่ีต่าง ๆ น้ัน เป็น
กุศโลบายอย่างยอดเยี่ยมของพระพุทธองค์ เพราะท�ำให้ผู้ฟังจดจ�ำได้แม่นย�ำ นอกจากนี้
พระสูตรเหลา่ นย้ี งั ให้ความรทู้ างภูมิศาสตร์และประวตั ิศาสตรข์ องอนิ เดียโบราณได้ดีอกี ด้วย

๔. มธรุ สูตร

๔.๑ ทมี่ าของช่อื
มธุรสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยพระเจ้ามธุระ ช่ือน้ีตั้งตามชื่อบุคคลที่ปรากฏ

ในพระสูตร คือ พระเจ้ามธุระ อวันตีบุตร กษัตริย์ผู้ครองกรุงมธุรา แคว้นสุระเสนะ ที่มี
พระนามว่า อวันตีบตุ รเพราะเปน็ บตุ รของพระธิดากษตั ริย์ผู้ครองแคว้นอวนั ตี
๔.๒ ที่มาของพระสตู ร

พระสูตรน้ี ท่านพระมหากัจจานะแสดงแก่พระเจ้ามธุระ อวันตีบุตร ขณะพักอยู่
ณ ป่าคุนธาวัน เขตกรุงมธุรา เพื่อตอบปัญหา เหตุเกิดของพระสูตรน้ีจัดอยู่ในประเภท
ปจุ ฉาวสิกะ
๔.๓ รปู แบบของมธุรสตู ร

รูปแบบของมธรุ สูตร เป็นการสนทนาแบบถาม-ตอบ
๔.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร

พระเจ้ามธุระ อวันตีบุตร ได้ตรัสถามท่านพระมหากัจจานเถระว่า พระเถระมีความ
คดิ เหน็ อยา่ งไร เกี่ยวกับค�ำทพ่ี วกพราหมณก์ ลา่ วว่า

เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๓ 327

“วรรณะท่ีประเสรฐิ ทีส่ ดุ คอื พราหมณ์เท่านัน้ วรรณะอนื่ เลว
วรรณะทข่ี าวคือพราหมณเ์ ทา่ น้นั วรรณะอ่ืนด�ำ
พราหมณ์เท่าน้ันบรสิ ทุ ธ์ิ ผูท้ ไ่ี มใ่ ชพ่ ราหมณ์ไม่บริสทุ ธ์ิ
พราหมณเ์ ทา่ นน้ั เป็นบุตร เปน็ โอรส เกิดจากโอษฐข์ องพรหม เกิดจากพรหม เป็นผู้ที่
พรหมสร้างขนึ้ เป็นทายาทของพรหม”
พระเถระถวายพระพรว่า ค�ำน้ัน เป็นเพยี งค�ำโฆษณาเทา่ นนั้ วรรณะท้งั ๔ นัน้
เสมอกนั หมด ไม่แตกต่างกันเลย
แลว้ ไดอ้ ธิบายถวายพระเจ้ามธรุ ะ อวันตีบตุ รใหท้ รงเขา้ พระทยั เป็นขอ้ ๆ ดงั นี้
๑. ถ้ากษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ ศูทร สามารถท�ำให้คนได้รับทรัพย์สมบัติได้ ก็จะมี
คนคอยปรนนิบตั เิ หมือนกนั
๒. ถ้าฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดค�ำหยาบ
พูดเพ้อเจ้อ เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่น มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฏฐิ หลังจากตายไปก็
ไปเกิดในนรกเหมือนกนั ในทางตรงกันขา้ ม ถ้าเวน้ จากการฆ่าสัตว์เป็นตน้ ก็ไปเกิดในสคุ ตโิ ลก
สวรรค์เหมือนกัน
๓. ถา้ ตัดช่องย่องเบา ขโมย ปล้น เปน็ ตน้ กเ็ ปลยี่ นสมญานามจากกษัตริย์ พราหมณ์
แพทย์ ศทู ร มาเปน็ “โจร” เหมอื นกนั ถา้ ออกบวชกเ็ ปลย่ี นสมญานาม เปน็ “สมณะ” เหมอื นกนั
เมื่อพระเถระแสดงธรรมจบ พระเจ้ามธุระแสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัย
เปน็ สรณะตลอดชีวติ
๔.๕ ข้อสังเกต
ในบรรดาปัญหาทางสังคมของชาวอินเดียนับตั้งแต่สมัยโบราณจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
ไม่มีปัญหาใดที่ยืดเยื้อยืนนานเท่าปัญหาเรื่องการถือชั้นวรรณะของพวกพราหมณ์เลย
ความเชื่อนี้ฝังลึกอยู่ในสายเลือดมานานโดยเฉพาะในสมัยพราหมณะท่ีพวกพราหมณ์สอนส่ัง
กนั ว่า พวกตนเกิดจากโอษฐ์ของพระพรหม จงึ ประเสรฐิ กวา่ คนวรรณะอนื่ ๆ พระผู้มีพระภาค
ทรงตอบปัญหาเร่ืองน้ีไว้หลายครั้ง ปรากฏในพระสูตรต่าง ๆ เช่น อัมพัฏฐสูตร ในทีฆนิกาย
สีลขันธวรรค (พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๙) แม้พระอรหันตสาวกสาวิกาก็ได้ตอบปัญหาน้ีมากแล้ว
เชน่ กนั ถึงกระนัน้ ปญั หานี้กย็ งั มอี ยู่จนบดั น้ี
ในพระสูตรนี้ พระเจ้ามธุระ อวันตีบุตร ก็ทรงน�ำปัญหาเก่า ๆ น้ีมาตรัสถาม
ท่านพระมหากัจจานะ (มหากัจจายนะ) พระเถระจึงตอบว่า “นั้นเป็นเพียงค�ำโฆษณาใน

328 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

โลกเท่านั้น” หมายความว่า เป็นเร่ืองที่พวกพราหมณ์แต่งขึ้นเพื่อโฆษณาตัวเองว่าประเสริฐ
กว่าบริสุทธิ์กว่าคนวรรณะกษัตริย์ แพศย์ และศูทร โดยอ้างว่า พระพรหม เป็นผู้สร้างข้ึน
จากโอษฐ์ของพระองค์ พวกพราหมณ์จึงเป็นบุตรเป็นโอรสและเป็นทายาทของพระพรหม
แต่พวกเดยี ว คนท้งั หลายก็หลงเช่ือตามค�ำโฆษณานีม้ าโดยมไิ ด้ ศกึ ษา

พระเถระอธิบายให้เหตุผลตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนาว่า คนจะดีหรือเลวมิใช่
เพราะชาติชน้ั วรรณะ แตเ่ พราะการกระท�ำของตนเอง

ไม่ว่ากษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ หรือศูทร ถ้ามีอ�ำนาจสามารถบันดาลให้คนทั้งหลาย
ได้ส่ิงที่เขาต้องการได้ทุกอย่าง คนทั้งหลายรวมท้ังพวกพราหมณ์ก็พากันยกย่องนับถือยอมตน
รบั ใชผ้ ้นู ัน้ เหมอื นกนั

ไม่วา่ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ หรือศูทร ถา้ ประพฤตชิ ั่ว ก็พากนั ตกนรก ในทางตรงกนั
ขา้ ม ถา้ ประพฤตดิ กี ็พากันขน้ึ สวรรคเ์ หมอื นกัน

ไม่ว่ากษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ หรือศูทร ถ้าออกบวช ประพฤติพรหมจรรย์
ใหบ้ ริสุทธบ์ิ รบิ รู ณ์ ต่างกบ็ รรลุอรหตั ตผลได้เหมอื นกัน

ขอให้สังเกตว่า ค�ำอธิบายแสดงเหตุผลของพระมหากัจจานะน้ันไพเราะอ่อนหวาน
น่าฟงั และใชภ้ าษาท่เี ขา้ ใจไดง้ า่ ยมาก

๕. โพธริ าชกมุ ารสตู ร

๕.๑ ทีม่ าของช่อื
โพธิราชกุมารสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยโพธิราชกุมาร ชื่อนี้ต้ังตามชื่อบุคคล

ทีป่ รากฏในพระสูตร

๕.๒ ท่มี าของพระสูตร
พระสตู รนี้ พระผูม้ ีพระภาคทรงแสดงแกโ่ พธริ าชกุมาร ขณะประทบั อยู่ ณ เภสกฬาวนั

เขตกรุงสุงสุมารคิระ แคว้นภัคคะ ในงานสมโภชปราสาทชื่อโกกนุทท่ีเพ่ิงสร้างเสร็จ เหตุเกิด
ของพระสูตรน้ีจัดอย่ใู นประเภทอตั ถุปปตั ตกิ ะ

๕.๓ รปู แบบของพระสูตร
รปู แบบของโพธิราชกมุ ารสูตร เปน็ การสนทนาแบบถาม-ตอบ

เลม่ ที่ ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๓ 329

๕.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
โพธริ าชกมุ ารรบั สง่ั ใหส้ รา้ งปราสาทชอื่ โกกนทุ เสรจ็ ใหม่ ๆ จงึ รบั สง่ั ใหส้ ญั ชกิ าบตุ รมาณพ

ไปกราบทูลนิมนต์พระผู้มีพระภาคเพ่ือเสวยพระกระยาหารในวันรุ่งข้ึน คร้ันถึงตอนเช้า
พระผู้มีพระภาคเสด็จไปถึงปราสาท ทอดพระเนตรเห็นผ้าขาวซึ่งโพธิราชกุมารรับสั่งให้ปูลาด
ไว้ท่ีบันไดปราสาท จึงทรงหยุดอยู่ โพธิราชกุมารกราบทูลให้ทรงเหยียบผ้าขาวน้ันถึง ๓ คร้ัง
แตพ่ ระองคก์ ท็ รงนง่ิ อยู่ ทา่ นพระอานนทจ์ งึ ขอใหโ้ พธริ าชกมุ ารน�ำผา้ ขาวออกไป พระผมู้ พี ระภาค
จึงเสดจ็ เข้าปราสาท

โพธิราชกุมารได้กราบทูลว่า “หม่อมฉันมีความเห็นอย่างน้ีว่า บุคคลจะไม่ประสบ
ความสขุ ดว้ ยความสขุ แตจ่ ะประสบความสุขด้วยความทกุ ข์เทา่ นั้น”

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ก่อนตรัสรู้ พระองค์ก็ทรงมีความคิดเช่นน้ัน แล้วทรงเล่า
พระประวัติของพระองค์ต้ังแต่ทรงออกมหาภิเนษกรมณ์ บ�ำเพ็ญเพียรจนถึงตรัสรู้ธรรม และ
ทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดพระปญั จวคั คยี ์ จนไดต้ รสั รู้ตามพระองค์

โพธิราชกุมารทูลถามว่า ภิกษุได้พระตถาคตเป็นผู้แนะน�ำนานเพียงไรจึงจะท�ำให้แจ้ง
ซงึ่ ประโยชนย์ อดเย่ียมอนั เป็นทสี่ ุดแหง่ พรหมจรรย์

พระผู้มีพระภาคทรงย้อนถามพระกุมารว่า พระองค์เป็นผู้ฉลาดในศิลปะ คือการ
ทรงช้าง การใช้ขอช้าง มิใช่หรือ เม่ือพระกุมารกราบทูลว่าใช่ จึงตรัสถามว่า ถ้ามีบุรุษผู้หนึ่ง
ต้องการศึกษาศิลปะเก่ียวกับช้าง กับพระกุมาร แต่ผู้นั้นไม่ประกอบด้วย คุณสมบัติทั้ง ๕ ข้อ
หรือข้อใดข้อหน่ึง คือ (๑) มีศรัทธา (๒) มีสุขภาพดีมีโรคาพาธน้อย (๓) ไม่โอ้อวด
ไมม่ มี ารยา (๔) ปรารภความเพยี ร (๕) มปี ัญญา จะสมควรศึกษาศิลปะนัน้ หรือไม่ พระกุมาร
กราบทูลว่า ไมค่ วรศึกษา

ตรัสถามว่า ถ้าผูน้ ้ันประกอบดว้ ยคุณสมบัติเหล่านั้น ควรศกึ ษาหรือไม่ เมื่อพระกมุ าร
กราบทูลว่าควรศึกษาจึงทรงเปรียบเทียบว่า ภิกษุก็เช่นกันเมื่อประกอบด้วยองค์ของภิกษุ
ผู้มีความเพียร ๕ ประการ (เหมือนคุณสมบัติของผู้ควรศึกษาศิลปะดังกล่าวแล้ว) และได้
ตถาคตเป็นผู้แนะน�ำ ก็จะท�ำให้แจ้งประโยชน์ยอดเย่ียมอันเป็นท่ีสุดแห่งพรหมจรรย์ได้
โดยใช้เวลาเพยี ง ๗ ปี ๖ ปี ๕ ปี ฯลฯ ๑ คนื ๑ วัน จนถึงส่ังสอนในเวลาเย็น บรรลใุ นเวลาเช้า
สัง่ สอนในเวลาเช้า บรรลใุ นเวลาเยน็

โพธิราชกุมารได้ทูลสรรเสริญพระพุทธเจ้า และแสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัย
เปน็ สรณะตลอดชวี ิต

330 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก

๕.๕ ขอ้ สังเกต
ในพระสูตรน้ี มีข้อทน่ี ่าสงั เกต น่าศกึ ษาดังต่อไปน้ี
๑. การที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงเหยียบผ้าขาวนั้น เพราะทรงทราบว่า ในอดีตชาติ

พระกุมารและพระชายาได้ร่วมกันเสวยลูกนก ผลแห่งบาปกรรมน้ันจึงท�ำให้ ไม่มีพระโอรส
พระองค์จึงไม่ทรงเหยียบผ้าขาว อนึ่ง ในพระวินัยมีข้อห้ามมิให้เหยียบผ้าขาว ภายหลังทรง
อนญุ าตใหเ้ หยยี บได้ ถา้ ชาวบา้ นต้องการใหเ้ ปน็ มงคล (ม.ม.อ. ๒/๓๒๕/๒๓๕)

๒. การท่ีทรงแสดงอุปมาด้วยบุรุษผู้ต้องการศึกษาศิลปะเก่ียวกับช้างน้ันเป็นการ
เปรียบเทียบในเรื่องที่พระกุมารมีความเช่ียวชาญอยู่แล้ว ซ่ึงจะท�ำให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่าย ผลจาก
การแสดงธรรมคร้งั นี้ จึงท�ำให้พระกุมารถงึ พระรัตนตรัยเปน็ สรณะตลอดชีวิต

๖. อังคุลมิ าลสูตร

๖.๑ ทม่ี าของชือ่
องั คลุ มิ าลสตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยโจรองคลุ มิ าล ชอ่ื นตี้ ง้ั ตามชอ่ื บคุ คลทปี่ รากฏ

ในพระสูตร
ประวตั ยิ อ่ ของโจรองคลุ มิ าลคอื เปน็ บตุ รของคคั คพราหมณ์ ปโุ รหติ ของพระเจา้ ปเสนทโิ กศล

มารดาชอ่ื นางมนั ตานพี ราหมณี เดมิ ชอื่ อหงิ สกะ (แปลวา่ ผไู้ ม่ เบยี ดเบยี น) เมอ่ื เจรญิ วยั ไปศกึ ษา
ศลิ ปศาสตรใ์ นส�ำนกั อาจารยท์ ศิ าปาโมกข์ เมอื งตกั กสลิ า มคี วามรแู้ ละความประพฤตดิ ี เพอื่ นศษิ ย์
ด้วยกันริษยา ยุอาจารย์ให้ ก�ำจัดเสีย อาจารย์จึงลวงด้วยอุบายให้ไปฆ่าคนให้ครบหนึ่งพัน
แล้วจะมอบวิชา วิเศษอย่างหน่ึงให้ จึงกลายไปเป็นมหาโจร ผู้โหดร้ายทารุณ ตัดน้ิวมือคน
ท่ีตนฆ่าแล้วร้อยเป็นพวงมาลัย จึงชื่อว่า องคุลิมาล แปลว่า ผู้มีนิ้วมือเป็นมาลัย (ม.ม.อ.
๒/๓๔๗/๒๓๙-๒๔๑)

๖.๒ ทม่ี าของพระสตู ร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่โจรองคุลีมาลก่อนท่ีจะฆ่ามารดาของตน

เหตุเกิดของพระสูตรนี้จดั อยู่ในประเภท ปรชั ฌาสยะ

๖.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของอังคุลมิ าลสูตร เป็นบรรยายโวหารแบบเล่าเร่อื ง

เล่มท่ี ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๓ 331

๖.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
พระผู้มีพระภาคเสด็จไปโปรดโจรองคุลิมาล เม่ือโจรองคุลิมาลได้เห็นพระผู้มีพระภาค

คดิ จะปลงพระชนม์ จงึ ถอื ดาบ โล่ และธนู ตดิ ตามพระองคไ์ ปเบอื้ งพระปฤษฎางค์ พระผมู้ พี ระภาค
ทรงบันดาลอิทธาภิสังขารมิให้โจรองคุลิมาลว่ิงตามทันพระองค์ โจรองคุลิมาลจึงหยุดยืนแล้ว
กลา่ วกบั พระผมู้ ีพระภาคว่า หยุดก่อนสมณะ หยุดกอ่ นสมณะ

พระผู้มีพระภาค(ขณะทรงด�ำเนินไปตามปกติ) ตรัสว่า เราหยุดแล้ว องคุลิมาล ท่าน
ต่างหากจงหยดุ

โจรองคลุ ิมาลสงสยั วา่ พระองค์ทรงด�ำเนินอยู่ แต่กลับตรสั วา่ หยดุ จงึ ทูลถาม สาเหตุ
ทต่ี รสั เชน่ นน้ั

พระองค์ตรัสว่า พระองค์ทรงวาง (งด) อาชญาในสรรพสัตว์ได้แล้วจึงชื่อว่า หยุด
ตลอดกาล ส่วนโจรองคุลิมาลไม่ส�ำรวมในสัตว์ทั้งหลายจึงช่ือว่า ไม่หยุด โจรองคุลิมาลรู้ว่า
พระผมู้ พี ระภาคเสดจ็ มาอนเุ คราะหจ์ งึ ทง้ิ ดาบและอาวธุ แลว้ ทลู ขอบรรพชากบั พระผมู้ พี ระภาค

วันน้ัน พระเจ้าปเสนทิโกศล คิดจะปราบโจรองคุลิมาลจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
พระผมู้ พี ระภาคทรงชใี้ หด้ พู ระองคลุ มิ าลซงึ่ นงั่ อยใู่ กลก้ บั พระองค์ พระเจา้ ปเสนทโิ กศลทรงทราบ
เช่นนั้นก็ทรงมีความกลัว หวาดหวั่น มีพระโลมชาติชูชัน และทรงยกย่องพระผู้มีพระภาคว่า
ทรงฝกึ บุคคลที่ใคร ๆ ฝกึ ไม่ได้ โดยไม่ใชอ้ าชญา ไม่ใช้ศัสตราเลย

ครงั้ หนึ่ง ท่านพระองคุลิมาลไดโ้ ปรดหญิงมคี รรภใ์ ห้คลอดไดง้ า่ ย ต่อมา ท่านไดบ้ �ำเพ็ญ
เพียรจนบรรลุเป็นพระอรหนั ตอ์ งคห์ นึ่ง
๖.๕ ขอ้ สังเกต

ประวัติของพระองคุลิมาลน่าสนใจมากเพราะเป็นแบบฉบับของผู้ด�ำเนินชีวิตเหมือน
ต้นไมโ้ คนคดปลายตรง ซ่ึงดกี วา่ ตน้ ไม้โคนตรงปลายคด หรอื เปน็ คนประเภท มืดมาสวา่ งไป
ซึง่ ดกี วา่ สว่างมาแต่มดื ไป

ในพระสูตรน้ี มขี อ้ ทคี่ วรศึกษาอยา่ งนอ้ ย ๒ ประการ คือ
๑. ในส่วนของพระองคุลิมาล การท่ีท่านฆ่าคนมาเป็นจ�ำนวนมาก แต่สามารถเลิกได้
แลว้ ประพฤตพิ รหมจรรยจ์ นส�ำเรจ็ เป็นพระอรหันต์ได้นน้ั แสดงว่า อรหัตตมรรคของทา่ นท�ำให้
กรรมชั่ว เช่นการฆ่าคนกลายเป็นอโหสิกรรม (กรรมที่เลิกให้ผล) ได้จริง นอกจากเศษกรรม
เลก็ ๆ น้อย ๆ ที่ท่านไดร้ บั ตอ่ มาอีกตามสมควร
ถ้าวันน้ัน พระผู้มีพระภาคไม่เสด็จไปโปรดเสียก่อน และท่านได้ฆ่ามารดาส�ำเร็จ
จะชื่อว่า ท่านได้ท�ำอนันตริยกรรมที่ไม่อาจจะกลายเป็นอโหสิกรรมได้แน่นอน ข้อนี้เป็น

332 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก

พระมหากรุณาธิคุณของพระผู้มพี ระภาคโดยแท้
๒. ในส่วนของพระผู้มีพระภาค การท่ีทรงปราบโจรองคุลิมาลลงได้อย่างราบคาบ

โดยมิทรงใช้อาชญาใด ๆ เลยนอกจากพระเมตตากรุณาและพระวาจาสัตย์ของพระองค์น้ัน
ถอื กนั วา่ เปน็ ชยั ชนะครง้ั ส�ำคญั ครง้ั หนง่ึ ซงึ่ ทา่ นผรู้ บู้ นั ทกึ ไวใ้ นคาถาพาหงุ ทใ่ี ชเ้ จรญิ พระพทุ ธมนต์
ในพิธีมงคลท้งั หลายสบื มาจนบดั น้ี

๗. ปยิ ชาติกสตู ร

๗.๑ ที่มาของชื่อ
ปิยชาติกสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยทุกข์เกิดจากสิ่งเป็นท่ีรัก ชื่อนี้ตั้งตามเน้ือหา

สาระของพระสตู ร
๗.๒ ทมี่ าของพระสตู ร

พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่คหบดีคนหนึ่งผู้สูญเสียลูกชายคนเดียว
ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน เขตกรุงสาวัตถี เหตุเกิดของพระสูตรนี้จัดอยู่ในประเภท
อตั ถปุ ปัตติกะ
๗.๓ รปู แบบของพระสูตร

รูปแบบของปิยชาตกิ สูตร เปน็ แบบบนั ทกึ การสนทนาธรรม
๗.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับคหบดีคนหนึ่งซึ่งเศร้าโศกเสียใจเพราะลูกชายเสีย ชีวิตว่า
ความเศรา้ โศก ครำ�่ ครวญ ทกุ ขก์ าย ทกุ ขใ์ จ และความคบั แคน้ ใจ เกดิ จากสิง่ อนั เป็นท่รี ัก

คหบดีมีความเห็นว่า ความยินดีและโสมนัสต่างหากเกิดจากส่ิงอันเป็นท่ีรัก จากน้ัน
ได้น�ำเร่ืองน้ันไปเล่าให้พวกนักเลงสะกาฟัง พวกนักเลงสะกาก็เห็นตรงกับคหบดี เร่ืองน้ีได้
แพรเ่ ข้าไปถึงพระราชวัง

พระเจา้ ปเสนทโิ กศล ทรงสนทนากบั พระนางมลั ลกิ าเทวถี งึ เรอื่ งนน้ั เมอื่ พระนางมลั ลกิ า
เทวกี ราบทลู วา่ ถา้ เปน็ พระด�ำรสั ของพระผมู้ พี ระภาคจรงิ กจ็ ะเปน็ เชน่ นนั้ พระเจา้ ปเสนทโิ กศล

เล่มท่ี ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๓ 333

ไม่ทรงพอพระทัยและทรงขับไล่พระนางไป พระนางมัลลิกาเทวีจึงมีพระเสาวนีย์ให้พราหมณ์
ชื่อนาฬชิ ังฆะไปทลู ถามพระผมู้ พี ระภาค

พระองค์ทรงอธิบายให้พราหมณ์ฟังว่า ความเศร้าโศกคร�่ำครวญเป็นต้น เกิดจากส่ิง
อนั เปน็ ทรี่ กั จรงิ โดยทรงเลา่ เรอ่ื งคนทเี่ ปน็ บา้ เพราะคนทรี่ กั ตายไป และเรอื่ งสามฆี า่ ภรรยาทร่ี กั
เพราะกลัวว่านางจะทอดท้ิงเขาไป พราหมณ์ได้น�ำความนั้นมา กราบทูลพระนางมัลลิกาเทวี
พระนางได้ทูลถามพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า ถ้าสิ่งอันเป็นท่ีรักของพระองค์ คือ วชิรีกุมารี
พระนางวาสภขัตติยา เสนาบดีช่ือวฑิ ฑู ภะ พระนางเอง แคว้นกาสี และแคว้นโกศล มีอันเป็นไป
จะทรงรู้สกึ เศรา้ โศก หรอื ไม่

พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสว่า ถ้าส่ิงอันเป็นที่รักเช่นนั้นมีอันเป็นไป แม้พระชนมชีพ
ของพระองค์ก็ต้องมีอันเป็นไปด้วย ไฉนจะไม่ทรงเศร้าโศก จากนั้น พระนางมัลลิกาเทวี
จึงทลู สรุปวา่ นีเ้ ป็นพระประสงคท์ ่พี ระผมู้ ีพระภาคตรัสค�ำนนั้

พระเจา้ ปเสนทิโกศล ทรงรู้สกึ อัศจรรยใ์ จ จงึ ทรงเปล่งอทุ านข้นึ ๓ ครัง้ วา่ “นโม ตสฺส
ภควโต อรหโต สมมฺ าสมพฺ ทุ ฺธสสฺ ”
๗.๕ ข้อสงั เกต

เปน็ ทน่ี า่ สังเกตวา่ พระนางมลั ลิกาเทวีเป็นพระมเหสที พ่ี ระเจ้าปเสนทโิ กศลทรงรกั ใคร่
ย่ิงนักและท้าวเธอก็ทรงทราบดีว่า พระนางทรงศรัทธาเล่ือมใสในพระผู้มีพระภาคมากแค่ไหน
แต่เหตุไฉน เม่ือพระนางกราบทูลเร่ืองที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ ก็ไม่ทรงยอมรับซ้�ำยังทรง
ขับไล่ไสส่งพระนาง ทรงหาว่ามีความเห็นคล้อยตามพระผู้มีพระภาค นอกจากนี้การที่ทรงใช้
พระด�ำรสั วา่ “พระสมณโคดม” ตรสั เรยี กพระผมู้ พี ระภาคนน้ั แสดงใหเ้ หน็ วา่ พระเจา้ ปเสนทโิ กศล
ยังไม่ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็อาจเป็นได้ หรือทรงเลื่อมใสแล้ว แต่ทรงประสงค์
จะหาเหตุผลเพื่อป้องกัน มิให้คนปรักปร�ำพระผู้มีพระภาค ก็อาจเป็นได้ จึงน่าศึกษาต่อไป
โดยเฉพาะวรรคนีย้ ังมีหลายพระสตู รที่กล่าวถึงพระเจ้าปเสนทโิ กศล

อนึ่ง ข้อความในพระสูตรนี้ เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าขณะนั้น แคว้นกาสียังเป็น
สว่ นหนง่ึ ของแควน้ โกศล แควน้ กาสนี ี้ พระเจา้ มหาโกศล พระราชบดิ าของพระเจา้ ปเสนทโิ กศล
ทรงยกให้อยู่ในปกครองของแคว้นมคธ เม่ือพระนางเวเทหิอภิเษกกับพระเจ้าพิมพิสาร
เพ่ือให้เก็บส่วยเป็นค่าประดับของพระนาง ต่อมา เม่ือพระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์
พระเจ้าพิมพิสาร และพระนางเวเทหิทรงเศร้าพระทัย จนได้สวรรคตตามไป ทางแคว้นโกศล
จึงยึดแคว้นกาสีคืนมา ท�ำให้เกิดสงครามกันต่อมา จนในท่ีสุด พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงยก

334 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

วชิรีกุมารีให้อภิเษกกับพระเจ้าอชาตศัตรู และทรงมอบแคว้นกาสีให้คืนเพ่ือเก็บส่วยถวาย
พระกมุ ารี

๘. พาหิติกสูตร

๘.๑ ทมี่ าของชื่อ
พาหติ ิกสตู ร แปลว่า พระสตู รว่าด้วยการถวายผ้าพาหติ กิ า (ผ้าท่ที อจากตา่ งแควน้ )

ช่ือน้ีต้ังตามช่ือผ้าชนิดหนึ่งท่ีพระเจ้าอชาตศัตรูเวเทหิบุตร กษัตริย์ผู้ครองแคว้นมคธ ทูลถวาย
พระเจ้าปเสนทิโกศล ท่พี ระเจ้าปเสนทิโกศลทรงถวายแก่ท่านพระอานนท์
๘.๒ ทม่ี าของพระสตู ร

พระสตู รนี้ ท่านพระอานนท์แสดงแก่พระเจา้ ปเสนทิโกศล กษตั รยิ ์ผู้ครองแคว้นโกศล
๘.๓ รปู แบบของพระสูตร

รปู แบบของพาหิตกิ สตู ร เป็นการสนทนาธรรมแบบถาม-ตอบ
๘.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร

พระเจ้าปเสนทิโกศล ตรัสถามท่านพระอานนท์ว่าพระผู้มีพระภาคทรงประพฤติ
ทางกาย วาจา ใจ ทผ่ี รู้ ตู้ เิ ตียนหรอื ไม่

พระเถระถวายพระพรวา่ ไมท่ รงประพฤติ
ตรสั ถาม : ความประพฤติทางกาย วาจา ใจ ทีผ่ ้รู ้ตู ิเตียนเปน็ อยา่ งไร
ถวายพระพร : ความประพฤตทิ ่ีเปน็ อกุศล
ตรสั ถาม : ความประพฤติทเ่ี ปน็ อกศุ ล เป็นอย่างไร
ถวายพระพร : ความประพฤตทิ มี่ ีโทษ
ตรสั ถาม : ความประพฤติทีม่ ีโทษ เป็นอยา่ งไร
ถวายพระพร : ความประพฤติท่มี ีความเบียดเบยี น
ตรัสถาม : ความประพฤติทม่ี ีความเบียดเบียน เปน็ อยา่ งไร
ถวายพระพร : ความประพฤตทิ ี่มีทกุ ข์เปน็ ผล
ตรสั ถาม : ความประพฤติทมี่ ที กุ ข์เป็นผล เป็นอยา่ งไร

เลม่ ที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๓ 335

ถวายพระพร : ความประพฤตทิ เ่ี ป็นไปเพ่ือเบียดเบียนตนเอง ผู้อนื่ หรือท้ัง ๒ ฝา่ ย
ซึ่งท�ำให้อกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเส่ือม ความประพฤติเช่นนี้
ผรู้ ู้ตเิ ตียน

ตรัสถาม : พระผูม้ พี ระภาคทรงสรรเสรญิ การละอกุศลธรรมทกุ อย่างหรือ
ถวายพระพร : ทรงละอกศุ ลธรรมไดท้ ุกอย่าง ทรงประกอบด้วย กุศลธรรม (มิใช่แค่
ทรงสรรเสรญิ เทา่ นั้น)
พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตรัสถามถึงความประพฤติท่ีผู้รู้ไม่ติเตียนซึ่งมีนัยตรงกันข้าม
เม่ือพระเถระแสดงธรรมจบ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงถวายผ้าพาหิติกาแก่ท่านพระอานนท์
พระเถระไดน้ �ำไปถวายแดพ่ ระผมู้ ีพระภาค
๘.๕ ข้อสงั เกต
เป็นท่ีน่าสังเกตว่า ท�ำไมพระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตรัสถามถึงความประพฤติของ
พระพทุ ธเจา้ กบั ทา่ นพระอานนทซ์ งึ่ เปน็ พทุ ธอปุ ฏั ฐาก มคี วามใกลช้ ดิ กบั พระพทุ ธองค์ การทต่ี รสั
ถามเชน่ นนั้ เกดิ จากความเคลอื บแคลง หรอื ความไมเ่ ลอ่ื มใสในพระปฏปิ ทาของพระผมู้ พี ระภาค
ใช่หรือไม่ ค�ำตอบน่าเป็นไปในทางปฏิเสธมากกว่า เพราะจากพระราชจริยาวัตรของพระเจ้า
ปเสนทิโกศล ท่ีปรากฏในพระสูตรนี้ แสดงว่า ทรงเป็นพุทธมามกะแล้ว ค�ำตอบจึงน่าจะเป็น
เพราะทรงตอ้ งการความรเู้ พอื่ หาทางแกป้ ญั หา เมอ่ื มผี ตู้ เิ ตยี นพระผมู้ พี ระภาค เมอ่ื ทา่ นพระอานนท์
ถวายวิสัชนาอย่างสมเหตุสมผล ท้ังฝ่ายความประพฤติท่ีผู้รู้ติเตียน และฝ่ายความประพฤติ
ท่ีผรู้ ไู้ ม่ติเตยี นแล้ว ทรงเกิดเชือ่ มน่ั ว่า ไม่มใี ครสามารถตเิ ตียนพระผมู้ ีพระภาคได้ และทรงเกดิ
ความเลื่อมใส ย่ิงข้ึนจึงทรงถวายผ้าเพ่ือบูชาธรรม พระเถระเห็นว่าผ้านั้นมีค่ามาก เป็นผ้า
พระราชทานจากกษตั ริย์ถงึ ๒ พระองค์ จงึ น�ำไปถวายพระผู้มพี ระภาคผ้เู ป็นเจา้ ของธรรม

336 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

๙. ธมั มเจตยิ สตู ร

๙.๑ ทม่ี าของช่อื
ธัมมเจติยสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยธรรมเจดีย์ ชื่อน้ีต้ังตามเน้ือหาสาระของ

พระสูตร ค�ำว่า ธรรมเจดีย์ แปลว่า การนอบน้อมธรรม เป็นค�ำท่ีพระผู้มีพระภาคทรงเรียก
อาการท่พี ระเจ้าปเสนทิโกศลทรงแสดงตนนอบนอ้ มพระองค์ และสรรเสรญิ พระองค์

๙.๒ ท่มี าของพระสตู ร
เนื้อความในพระสูตรน้ี พระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นผู้กราบทูลพระผู้มีพระภาค

ขณะประทับอยู่ ณ นิคมของพวกเจ้าศากยะช่ือเมทฬุปะ แคว้นสักกะ ต่อมาพระผู้มีพระภาค
ทรงเล่าให้ภกิ ษทุ ั้งหลายฟังและรบั ส่ังให้จดจ�ำเน้ือความนไี้ ว้

๙.๓ รปู แบบของพระสูตร
รปู แบบของธัมมเจตยิ สตู ร เปน็ การสนทนาธรรมแบบถาม-ตอบ

๙.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ทรงซบพระเศียร

ลงจุมพิตพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยพระโอษฐ์ ทรงนวดพระยุคลบาทด้วย
ฝา่ พระหตั ถท์ งั้ สอง แล้วทรงประกาศพระนาม

พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ทรงเห็นประโยชน์อะไรจึงทรงกระท�ำความนอบน้อม
ในสรรี ะและแสดงอาการฉนั มิตรถงึ เพียงนนั้

พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลตอบว่า ทรงเห็นคล้อยตามคุณธรรมในพระผู้มีพระภาค
ท่ีปรากฏประจักษ์แก่พระองค์ว่า พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ พระธรรม
อันพระผู้มีพระภาคตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ พระสงฆ์สาวกของ พระผู้มีพระภาคเป็น
ผู้ปฏิบตั ดิ ีแลว้ แลว้ ทรงอธิบายประโยชน์แตล่ ะประการวา่

๑. สมณพราหมณ์พวกอ่ืนประพฤติพรหมจรรย์แล้วกลับไปบ�ำเรอตนด้วยกาม
แตภ่ ิกษุในธรรมวนิ ัยนี้มอบกายถวายชวี ติ ในการประพฤติพรหมจรรย์ อนง่ึ ไม่มพี รหมจรรยอ์ ่นื
บรสิ ทุ ธบ์ิ รบิ ูรณเ์ หมอื น ธรรมวนิ ัยน้ี

๒. คนเหลา่ อน่ื ววิ าทกนั แตภ่ กิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นไี้ มว่ วิ าทกนั มคี วามสมคั รสมานสามคั คกี นั
๓. สมณพราหมณ์พวกอ่ืนมีผิวพรรณไม่ผ่องใส แต่ภิกษุในธรรมวินัยน้ี มีผิวพรรณ
ผ่องใสเพราะรคู้ ุณวเิ ศษ

เลม่ ที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๓ 337

๔. พระองค์เป็นกษัตริย์ มีพระราชอาชญา เมื่อทรงวินิจฉัยคดีกลับมีผู้กล่าวแทรก
ส่วนพระผู้มีพระภาคเมื่อทรงแสดงธรรมไม่มีแม้เสียงไอ เสียงจาม โดยไม่ต้องใช้อาชญาและ
ศสั ตรา

๕-๘. กษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี และสมณะ ผู้เป็นบัณฑิตเข้ามาเฝ้าพระผู้มีพระภาค
เพื่อโต้วาทะ กลบั กลายมาเป็นสาวกของพระผมู้ พี ระภาค

๙. ชา่ งไม้ ๒ คน ชอื่ อสิ ทิ นั ตะและปรุ าณะทท่ี รงชบุ เลย้ี ง มคี วามเคารพพระผมู้ พี ระภาค
มากกว่าพระองค์ โดยนอนหันศีรษะไทาทิศท่ีพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ แล้วเหยียดเท้า
มาทางพระองค์

๑๐. พระผ้มู ีพระภาคทรงเปน็ กษัตริย์ ทรงเปน็ ชาวโกศล ทรงมีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา
เหมือนพระองค์

เม่ือพระเจ้าปเสนทิโกศลทูลลากลับ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเรียกพระด�ำรัสของ
พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า ธรรมเจดีย์ มีประโยชน์เป็นอาทิพรหมจรรย์ ทรงแนะน�ำให้ภิกษุ
ท้งั หลายศึกษาและจดจ�ำไว้
๙.๕ ขอ้ สงั เกต

ในพระสูตรนี้ มขี อ้ ทีน่ ่าสงั เกต นา่ ศึกษาดังตอ่ ไปน้ี
๑. ในนทิ านวจนะของพระสูตรน้ี มีข้อความตอนหนึง่ กล่าววา่ “พระเจ้าปเสนทโิ กศล
กษัตรยิ ผ์ ้คู รองแคว้นโกศลได้เสดจ็ มาสแู่ ควน้ สกั กะด้วยพระราชกรณยี กจิ บางอยา่ ง”
ค�ำว่า “กรณียกิจบางอย่าง” นี้ คัมภีร์ปปัญจสูทนีอธิบายว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล
รับสั่งใหล้ อบฆ่าพันธลุ เสนาบดี พรอ้ มกับลูกชาย ๓๒ คน ของพันธุลเสนาบดี เพราะทรงระแวง
ว่าจะชิงราชบัลลังก์ แต่ภายหลังทรงทราบว่าพันธุลเสนาบดีไม่มีความผิด พระองค์ทรงเกิด
ความเร่าร้อนพระทัย ทรงโทมนัสอย่างยิ่ง จึงเสด็จไปในท่ีต่าง ๆ เพื่อบรรเทาความโทมนัส
พอเสด็จไปถึงนิคมช่ือนครกะ แคว้นสักกะ ซ่ึงมีป่าไม้ร่มรื่น เงียบสงัด ท�ำให้ทรงร�ำลึกถึง
พระผมู้ พี ระภาค เมอื่ ทรงทราบวา่ พระผมู้ พี ระภาคประทบั อยู่ ณ เมทฬปุ นคิ ม จงึ เสดจ็ เขา้ ไปเฝา้
ทรงแสดงอาการนอบน้อมบูชาพระผู้มีพระภาค พร้อมท้ังตรัสสรรเสริญจนพระผู้มีพระภาค
ตรสั เรียกการสรรเสรญิ นนั้ ว่า ธรรมเจดีย์ (ม.ม.อ. ๒/๓๖๔/๒๕๒-๒๕๓)
๒. พระด�ำรัสของพระเจา้ ปเสนทิโกศล ขอ้ ที่ ๑๐ ท�ำให้ทราบวา่ (๑) พระสูตรน้ี เกิดขน้ึ
เมื่อพระผู้มีพระภาคมีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา (๒) พระเจ้าปเสนทิโกศลกับพระผู้มีพระภาค
มพี ระชนมายุเท่ากนั

338 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

๑๐. กัณณกัตถลสตู ร

๑๐.๑ ทม่ี าของชือ่
กัณณกัตถลสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยเหตุการณ์ท่ีต�ำบลกัณณกัตถละ ชื่อนี้ต้ัง

ตามช่ือสถานทท่ี ท่ี รงแสดงพระสูตร
๑๐.๒ ท่ีมาของพระสตู ร

พระสตู รนี้ พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกพ่ ระเจา้ ปเสนทโิ กศล ทเี่ สดจ็ เขา้ ไปเฝา้ เพอ่ื ทรง
สนทนาธรรม ขณะประทับอยู่ ณ กัณณกัตถละ อุทัญญานคร (บางแห่งเรียกอุชุญญานคร)
แควน้ โกศล เหตเุ กิดของพระสตู รนจ้ี ัดอยใู่ นประเภท ปจุ ฉาวสกิ ะ
๑๐.๓ รปู แบบของพระสูตร

รูปแบบของกัณณกัตถลสูตร เป็นการสนทนาแบบถาม-ตอบ
๑๐.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร

พระเจ้าปเสนทิโกศลได้สนทนาธรรมกบั พระผมู้ ีพระภาคเร่ืองสัพพัญญู เรอื่ ง วรรณะ ๔
และเรือ่ งเทวดา ในเร่อื งสพั พญั ญู พระเจา้ ปเสนทโิ กศลทลู ถามวา่ พระองค์ไดส้ ดับมาอย่างนวี้ า่
พระสมณโคดมตรสั อยา่ งนวี้ า่ “ไมม่ สี มณะหรอื พราหมณผ์ เู้ ปน็ สพั พญั ญู มปี กตเิ หน็ ธรรมทง้ั ปวง
จักปฏิญญาญาณทัสสนะอย่างเบด็ เสรจ็ เหตนุ เ้ี ปน็ ไปไมไ่ ด้” ผ้ทู กี่ ลา่ วเชน่ นนั้ ชื่อวา่ พูดตรงตาม
ทพ่ี ระผู้มพี ระภาคตรัสไวห้ รอื ไม่

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ผู้ท่ีกล่าวเช่นน้ันไม่ช่ือว่าพูดตรงตามท่ีตรัสไว้ เป็นการ
เข้าใจความหมายผิดที่ตรัสไว้ คือ “ไม่มีสมณะ หรือพราหมณ์ผู้รู้ มีปกติเห็นธรรมท้ังปวง
ในคราวเดยี วกัน เหตนุ ีเ้ ป็นไปไมไ่ ด้”

ในเร่ืองวรรณะ ๔ พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามว่า วรรณะ ๔ คือ (๑) กษัตริย์
(๒) พราหมณ์ (๓) แพศย์ (๔) ศทู ร จะได้รับผลในสมั ปรายภพแตกต่างกันหรอื ไม่

พระผมู้ พี ระภาคตรสั ตอบวา่ ขนึ้ อยกู่ บั ธรรม ๕ ประการคอื (๑) มศี รทั ธา (๒) มอี าพาธนอ้ ย
(๓) ไมโ่ ออ้ วด (๔) ไมม่ มี ารยา (๕) ปรารภความเพยี ร ถ้ามีธรรม ๕ ประการนี้ กจ็ ะไดร้ บั ผล
ตามต้องการ ถ้าไมม่ ีกไ็ ม่ได้รับผล

ทลู ถาม : ถา้ มีธรรม ๕ ประการ แตกต่างกันหรือไม่
ตรัสตอบ : ข้นึ อยู่กบั ความเพยี ร เหมือนสตั ว์ท่ีฝกึ กับสตั ว์ทีไ่ ม่ได้ฝึก

เล่มท่ี ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๓ 339

ทลู ถาม : ถ้ามคี วามเพียรเหมอื นกัน จะแตกตา่ งกันหรือไม่
ตรัสตอบ : ไม่แตกต่างกันเลย เหมือนคนเอาไม้สัก ไม้สาละ ไม้มะม่วง ไม้มะเด่ือ
มากอ่ ไฟ ก็มีเปลว มีสี มแี สง ไม่แตกตา่ งกนั
ในเร่ืองเทวดา ทลู ถามว่า ถ้าเทวดามีจริง จะมาเกดิ ในมนุษยโลกหรอื ไม่
ตรัสตอบว่า เทวดาท่ีมีความเบียดเบียนจึงจะมาเกิดในมนุษยโลก เทวดาที่ไม่มี
ความเบยี ดเบยี น (ไมม่ ีทกุ ข)์ ไม่มาเกดิ ในมนุษยโลก
วิฑูฑภเสนาบดีซ่ึงน่ังอยู่ในที่นั้นทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า เทวดาผู้มีความเบียดเบียน
ซึ่งมาเกิดในมนุษยโลก สามารถท�ำให้เทวดาผู้ไม่เบียดเบียนจุติจากสวรรค์ ได้หรือไม่ หรือ
ขบั ไล่จากสวรรค์ได้หรือไม่
ท่านพระอานนท์ตอบแทนพระผู้มีพระภาคว่า ไม่ได้ เหมือนพระเจ้าปเสนทิโกศล
ไม่ทรงสามารถยา้ ยหรอื เนรเทศสมณพราหมณผ์ ูอ้ ยนู่ อกราชอาณาจกั รของ พระองค์
พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทูลถามต่อไปว่า พรหมมีจริงหรือไม่ ถ้ามีจะมาเกิดใน
มนษุ ยโลกไดห้ รอื ไม่
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า พรหมผู้มีความเบียดเบียนมาสู่โลกน้ี ส่วนพรหม
ผ้ไู มม่ ีความเบยี ดเบียนไม่มา
พระเจา้ ปเสนทิโกศลทรงช่ืนชมพระภาษติ ของพระผู้มพี ระภาคแลว้ ทูลลากลับไป
๑๐.๕ ขอ้ สงั เกต
ในพระสูตรนี้ มขี อ้ ทีน่ า่ สงั เกต น่าศึกษาดังตอ่ ไปน้ี
๑. เหตุท่ีพระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จมาสนทนาธรรมกับพระผู้มีพระภาคในเขต
เมอื งอทุ ญั ญา มีเหตุผลเหมือนในธัมมเจตยิ สตู ร
๒. ค�ำวา่ สัพพญั ญู ซง่ึ แปลวา่ รู้ทุกสง่ิ น้นั ทรงอธิบายไว้ชดั เจนว่า หมายถงึ รทู้ กุ สง่ิ ท่ี
ทรงประสงค์ แต่มิใชร่ ้ทู ุกสิง่ ในคราวเดียว
๓. ในพระสตู รนื้ มกี ารถามถงึ เรอ่ื งเทวดาหรอื พรหม ซงึ่ เปน็ เรอ่ื งเทพนยิ ายหรอื ปรมั ปรา
(myth) ในศาสนาเทวนิยมทเี่ ช่อื วา่ เทพมีภาวะนิรันดรไมม่ กี ารเคลอื่ น หรอื จุติ ดังจะเหน็ ได้วา่
พระเจ้าปเสนทิโกศล ก็ทูลถามถึงการจุติของเทพหรือพรหม ในการตรัสตอบปัญหาในเร่ือง
เทพนิยาย พระผู้มีพระภาคได้น�ำหลักธรรมทางพุทธศาสนาเข้าไปเป็นหลักอธิบาย ซ่ึงปรากฏ
ในหลายสูตร เช่น ชนวสภสตู ร มหาโควนิ ทสตู ร มหาสมยสูตร และสักกปัญหสตู ร ในทฆี นิกาย
มหาวรรค และในเทวตาสังยุต สังยุตตนิกาย สรุปได้ว่า ทั้งเทพและพรหมยังมีการจุติ หาได้
ยงั่ ยนื เปน็ อมตะนิรันดรดังเทพนิยายของเทวนิยมไม่

340 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก

๕. พราหมณวรรค

พราหมณวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยพราหมณ์ ชื่อวรรคตั้งตามสาระส�ำคัญของ
พระสตู รทัง้ ๑๐ สูตรในวรรคนี้ แตล่ ะสตู รมสี าระส�ำคัญดงั น้ี

๑. พรหมายุสตู ร

๑.๑ ที่มาของชอื่
พรหมายสุ ูตร แปลว่า พระสูตรวา่ ดว้ ยพราหมณช์ ่อื พรหมายุ ช่อื น้ตี ้งั ตามชอื่ บคุ คลท่ี

ปรากฏในพระสตู ร
พรหมายุพราหมณอ์ าศยั อย่ใู นกรงุ มิถิลา แคว้นวเิ ทหะ เปน็ พราหมณแ์ ก่ อายุ ๑๒๐ ปี

รู้จบไตรเพท พร้อมท้ังนิฆัณฑุศาสตร์ เกฏุภศาสตร์ อักษรศาสตร์ และประวัติศาสตร์
เข้าใจตัวบทและไวยากรณ์ ช�ำนาญโลกายตศาสตร์ และการท�ำนายลักษณะมหาบุรุษ เป็น
พราหมณท์ ่มี ชี ื่อเสยี งมากในกรงุ มิถลิ า
๑.๒ ท่มี าของพระสูตร

พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่พรหมายุพราหมณ์ ขณะประทับอยู่ท่ีสวน
มะม่วงของพระเจ้ามฆเทวะ เขตกรุงมิถิลา แคว้นวิเทหะ เพ่ือทรงตอบปัญหาของพราหมณ์
เหตุเกดิ ของพระสตู รนจี้ ัดอยใู่ นประเภท ปจุ ฉาวสิกะ
๑.๓ รปู แบบของพระสูตร

รูปแบบของพระสูตรเปน็ การสนทนาแบบถาม-ตอบ
๑.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร

พรหมายุพราหมณ์ได้ยินกิตติศัพท์ของพระผู้มีพระภาคขณะเสด็จอยู่ในแคว้นวิเทหะ
จึงส่งอุตตรมาณพผู้เป็นศิษย์ไปตรวจดูลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ อุตตรมาณพรับค�ำ
แล้วได้เดินทางไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค สังเกตดูลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ เห็นเพียง
๓๐ ประการ เว้น ๒ ประการ คือ (๑) พระคุยหฐานเร้น อยู่ในฝัก (๒) พระชิวหาใหญ่
จงึ ยังไม่เลอ่ื มใส

เลม่ ที่ ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๓ 341

พระพุทธองค์จึงทรงบันดาลอิทธาภิสังขารให้อุตตรมาณพเห็นพระลักษณะนั้น เมื่อ
อตุ ตรมาณพเห็นครบแลว้ จึงเฝ้าสงั เกตดพู ระอริ ยิ าบถเปน็ เวลา ๗ เดือน ก็พบวา่ ตรงตามคัมภรี ์
มนั ตระของอาจารย์ทุกประการ จงึ น�ำเร่ืองนนั้ กลับไปบอกแก่พรหมายพุ ราหมณ์

เมื่อพรหมายพุ ราหมณไ์ ด้ทราบเชน่ น้นั จงึ เปล่งอทุ านขนึ้ ๓ คร้ังวา่ นโม ตสสฺ ภควโต
อรหโต สมมฺ าสมฺพุทธฺ สสฺ และคิดหาทางทจ่ี ะเขา้ เฝา้ เพ่อื สนทนาธรรมกับพระผู้มพี ระภาค

ต่อมาเม่ือพระผู้มีพระภาคเสด็จไปถึงกรุงมิถิลา ประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของ
พระเจ้ามฆเทวะ พรหมายุพราหมณ์จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค เห็นลักษณะมหาบุรุษ ๓๒
ประการแล้วจึงทูลถามปัญหาเรื่องความเป็นพราหมณ์ ผู้รู้จบเวท ผู้มีวิชชา ๓ และผู้มีความ
สวัสดี พระผู้มีพระภาคตรัสตอบปัญหาจนพรหมายุพราหมณ์เกิดความเลื่อมใส หมอบลง
แทบพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาค จุมพิตพระยุคลบาท แล้วนวดพระยุคลบาทพร้อมท้ัง
ทูลบอกชอื่ ของตน

พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดงอนปุ ุพพกี ถา คือ เรื่องทาน เรอื่ งศลี เรอ่ื งสวรรค์ เร่ืองโทษ
แห่งกาม และอานิสงส์ในการออกบวช จนพรหมายพุ ราหมณ์บรรลธุ รรมเปน็ พระอนาคามี
๑.๕ ข้อสงั เกต

การด�ำเนนิ เร่ืองของพระสูตรนม้ี ลี ักษณะคลา้ ยกบั อมั พฏั ฐสตู ร ทฆี นิกาย สลี ขันธวรรค
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ เนื้อหาของพระสูตรน้ีได้กล่าวถึงลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ และ
อิริยาบถของมหาบุรุษไว้อย่างครบถ้วนแต่ไม่ละเอียด เหมือนที่ทรงแสดงไว้ในมหาปทานสูตร
ทฆี นกิ าย มหาวรรค พระไตรปฎิ กเลม่ ท่ี ๑๐ และในลกั ขณสตู ร ทฆี นกิ าย พระไตรปฎิ กเลม่ ท่ี ๑๑
เมอื่ อา่ นในเนอื้ หาแลว้ อาจมผี สู้ งสยั วา่ การทพี่ ระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงพระลกั ษณะ ๒ ประการ
ท่ีไม่สามารถมองเห็นด้วยตาแก่อุตตรมาณพนั้น เป็นการเหมาะสมหรือไม่ ปัญหานี้เคยมี
ผู้ถาม มาแล้ว คือ หลังจากพุทธปรินิพพานประมาณ ๔๐๐ ปี พระยามิลินท์ได้น�ำมาถาม
พระนาคเสนเถระ พระเถระตอบว่า เป็นเพียงการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ให้เห็นเงาพระคุยหะ
เท่านั้น และการที่ทรงแสดงเช่นนั้น พระองค์ทรงมีพระประสงค์แสดง ให้เห็นเฉพาะผู้ที่จะ
ตรสั รู้เท่าน้นั (ม.ม.อ. ๒/๓๘๕/๒๖๗)


Click to View FlipBook Version