342 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๒. เสลสตู ร
๒.๑ ท่มี าของช่อื
เสลสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยพราหมณ์ชื่อเสละ ช่ือน้ีต้ังตามช่ือบุคคลท่ีปรากฏ
ในพระสตู ร
เสลพราหมณ์อาศัยอยู่ในอาปณนิคม แคว้นอังคุตตราปะ เป็นผู้รู้จบไตรเพทเหมือน
พรหมายพุ ราหมณ์ เปน็ ผสู้ อนมนตร์แกม่ าณพจ�ำนวน ๓๐๐ คน
๒.๒ ทมี่ าของพระสตู ร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่เสลพราหมณ์ ขณะประทับอยู่ท่ีอาปณนิคม
แควน้ อังคตุ ตราปะ เพอื่ ทรงตอบปญั หา เหตุเกิดของพระสูตรนจ้ี ัดอย่ใู นประเภท ปุจฉาวสิกะ
๒.๓ รปู แบบของพระสูตร
รปู แบบของพระสูตรเปน็ การสนทนาแบบถาม-ตอบ
๒.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
เกณิยชฎิล (นักบวชเกล้าผมมวย) ได้ยินกิตติศัพท์ของพระผู้มีพระภาคและทราบว่า
พระองคป์ ระทบั อยู่ ณ อาปณนคิ ม แคว้นองั คตุ ตราปะ จงึ เขา้ ไปสนทนาธรรมด้วย เมอื่ ฟังธรรม
แล้วเกิดความเลื่อมใสจึงกราบทูลนิมนต์พระผู้มีพระภาคเพ่ือเสวยพระกระยาหารในวันรุ่งข้ึน
แลว้ กลับไปจดั แจงสถานที่เพื่อรับเสดจ็
ขณะน้ัน เสลพราหมณ์พร้อมกับลูกศิษย์ ๓๐๐ คน เดินเที่ยวเล่นอยู่ในตลาด เห็น
เหตุการณ์น้ัน จึงเข้าไปถาม เมื่อทราบว่าจัดงานเพ่ือรับเสด็จพระพุทธเจ้า ก็เกิดความสนใจ
ในค�ำว่า “พทุ ธะ” จงึ ถามถงึ ทปี่ ระทบั เม่อื ทราบแล้ว ไดเ้ ข้าไปเฝา้ พระผู้มพี ระภาคถึงทป่ี ระทบั
เสลพราหมณ์ได้เหน็ ลักษณะมหาบุรษุ ๓๒ ประการ ตอ้ งตามคมั ภรี ม์ นั ตระของตน แต่
ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าจริงหรือไม่ จึงกล่าวคาถาท�ำทียกย่องว่าผู้มีลักษณะมหาบุรุษ
เหมือนพระองค์สมควรไปเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระองค์ตรัสว่า ทรงเป็นพระราชาอยู่แล้ว
คอื พระธรรมราชา มพี ระสารีบตุ รเปน็ พระธรรมเสนาบดี เสลพราหมณ์เกิดความเล่ือมใสแล้ว
ทลู ขอบรรพชาอปุ สมบทพรอ้ มกบั มาณพผเู้ ปน็ ศิษย์
เล่มที่ ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๓ 343
ครั้นถึงเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคได้เสด็จไปเสวยพระกระยาหารของเกณิยชฎิล และ
ทรงท�ำอนุโมทนาดว้ ยพระคาถาเก่ยี วกับการบชู าไฟเป็นตน้
ต่อมา ท่านพระเสละพร้อมดว้ ยภิกษุบรวิ ารไดบ้ รรลุเป็นพระอรหนั ต์
๒.๕ ข้อสงั เกต
ในพระสูตรนี้ มีข้อท่ีน่าสังเกตเกี่ยวกับวิธีแสดงธรรมของพระผู้มีพระภาค คือ ทรง
แสดงตามความสนใจของผู้ฟัง โดยทรงแสดงเร่ืองท่ีผู้ฟังรู้และนับถืออยู่ก่อน แล้วทรงน�ำเข้าสู่
หลักธรรมของพระองค์ เช่นในพระสูตรนี้ ทรงทราบว่า เกณิยชฎิล ถือการบูชาไฟ และ
สาวิตรีฉันท์ (ฉันท์ส�ำหรับสรรเสริญพระอาทิตย์) เม่ือทรงท�ำอนุโมทนาจึงตรัสคาถาเกี่ยวกับ
ลัทธทิ เี่ กณิยชฎิลนบั ถอื อย่แู ล้ว คอื คาถาตอนตน้ ทว่ี า่
“การบชู าไฟเป็นการบูชายัญอนั ประเสริฐ
ว่าดว้ ยเรอ่ื งฉนั ท์ สาวติ รฉี นั ท์เป็นฉันทอ์ นั ดับแรก”
แตใ่ นตอนทา้ ย พระองคไ์ ดต้ รสั หลกั ธรรมของพระองค์คอื ตรสั ว่า
“หมชู่ นผ้มู ุ่งแสวงบุญอยู่ มีพระสงฆเ์ ท่านั้น
เปน็ ทางเจริญแหง่ บุญแทจ้ รงิ ของผ้บู ูชา”
ขอ้ นี้แสดงใหเ้ ห็นว่า พระผมู้ พี ระภาคทรงใชว้ ิธปี ระยกุ ตห์ ลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา
ให้เข้ากับหลักธรรมในลัทธิเดิมของผู้ฟัง และทรงแสดงธรรมโดยเอื้อเฟื้อต่อผู้ฟังแม้จะเป็น
ผนู้ ับถอื ลทั ธิอน่ื ก็ตาม
ในการแสดงธรรมแก่เสลพราหมณ์ ก็ทรงแสดงตามอุปนิสัยของเขาเช่นกัน คือทรง
ทราบวา่ เสลพราหมณม์ คี วามเชอื่ ในลกั ษณะมหาบรุ ษุ อยกู่ อ่ นแลว้ วา่ ผทู้ ม่ี ลี กั ษณะเชน่ นจ้ี ะมคี ติ
๒ อยา่ ง คือ (๑) ถา้ อย่คู รองเรือนจะไดเ้ ปน็ พระเจา้ จักรพรรดิ (๒) ถา้ ออกจากเรือนไปบวชเปน็
บรรพชติ จะไดเ้ ปน็ พระอรหนั ตสมั มาสมั พทุ ธเจา้ พอเหน็ ลกั ษณะมหาบรุ ษุ ของพระผมู้ พี ระภาค
จึงมีความเล่ือมใส แต่ยังอยากทดลองว่าจะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงหรือไม่
จึงท�ำทีล่อด้วยจักกวัตติสมบัติ พระองค์จึงทรงแสดงธรรมให้เสลพราหมณ์ฟังว่าไม่ทรงสน
พระทัยในจักกวัตติสมบัติน้ันเลย เสลพราหมณ์ได้ฟังเช่นนั้นก็เกิดความเช่ือม่ันว่าเป็น
“พทุ ธะ” สมบูรณ์แล้ว จงึ ตัดสินใจขอบรรพชาอปุ สมบททันที
344 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
๓. อัสสลายนสูตร
๓.๑ ท่ีมาของชอ่ื
อสั สลายนสตู ร แปลว่า พระสตู รวา่ ดว้ ยมาณพชื่ออัสสลายนะ ช่ือนตี้ ้งั ตามชือ่ บคุ คล
ที่ปรากฏในพระสูตร
อัสสลายนมาณพ อาศัยอยู่ในกรุงสาวัตถี เป็นมาณพหนุ่มโกนผมเกลี้ยง มีอายุเพียง
๑๖ ปี แตเ่ ป็นผู้รู้จบไตรเพท เหมือนพรหมายุพราหมณ์
๓.๒ ท่ีมาของพระสตู ร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่อัสสลายนมาณพ ซ่ึงรับอาสาพวกพราหมณ์
๕๐๐ คน เข้าไปโตว้ าทะกับพระองค์ ขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวนั เขตกรงุ สาวัตถี เหตุเกิด
ของพระสูตรน้ีจดั อยูใ่ นประเภท ปจุ ฉาวสกิ ะ
๓.๓ รปู แบบของพระสูตร
รปู แบบของอัสสลายนสูตร เป็นการสนทนาแบบถาม-ตอบ เชิงโต้วาทะ
๓.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
พราหมณ์จากแควน้ ต่าง ๆ ประมาณ ๕๐๐ คน เข้ามาพกั อยู่ในกรงุ สาวตั ถี และคิดวา่
พระสมณโคดมทรงบัญญัติความบริสุทธิ์ท่ีทั่วไปแก่วรรณะ ๔ ใครจะสามารถเจรจาโต้ตอบ
กับพระสมณโคดมได้ ในท่ีสุดก็เห็นว่าอัสสลายนมาณพสามารถ จะโต้ตอบได้จึงเข้าไปชักชวน
ถึง ๓ คร้งั มาณพจงึ ยอมไป
อัสสลายนมาณพเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้วทูลถามว่า ทรงคิดอย่างไรท่ีพวก
พราหมณก์ ลา่ ววา่ “วรรณะทปี่ ระเสรฐิ ทสี่ ดุ คอื พราหมณเ์ ทา่ นน้ั วรรณะอนื่ เลว วรรณะทข่ี าวคอื
พราหมณเ์ ทา่ นน้ั วรรณะอนื่ ด�ำ พราหมณเ์ ทา่ นนั้ บรสิ ทุ ธ์ิ ผทู้ ไ่ี มใ่ ชพ่ ราหมณไ์ มบ่ รสิ ทุ ธ์ิ พราหมณ์
เท่าน้ันเป็นบุตร เป็นโอรส เกิดจากโอษฐ์ของพรหม เกิดจากพรหม เป็นผู้ที่พรหมสร้างข้ึน
เป็นทายาทของพรหม”
พระผู้มพี ระภาคตรสั ตอบโดยทรงซกั ถามใหย้ อมรบั ในประเดน็ ต่าง ๆ ดังน้ี
๑. พราหมณ์คลอดจากโยนีของนางพราหมณี จึงไม่ควรกล่าวว่า วรรณะพราหมณ์
ประเสริฐทีส่ ุด
เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๓ 345
๒. ในแควน้ โยนก แควน้ กมั โพชะ และปจั จนั ตชนบทอน่ื มวี รรณะอยู่ ๒ จ�ำพวก เทา่ นนั้
คอื (๑) เจ้า (๒) ทาส วรรณะทงั้ ๒ น้นั บางคร้งั เจา้ กลับเป็นทาส ทาสกลับเปน็ เจ้า ความเหน็
ที่ว่าวรรณะพราหมณป์ ระเสริฐที่สุดจงึ ไมถ่ กู ตอ้ ง
๓. วรรณะท้ัง ๔ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้น
หลังจากตายแล้วก็ไปเกดิ ในอบาย ทคุ ติ วินิบาต นรกเหมือนกนั
๔. วรรณะทั้ง ๔ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ เป็นต้น หลังจากตายแล้ว
กไ็ ปเกิดในสุคติโลกสวรรคเ์ หมอื นกนั
๕. วรรณะทั้ง ๔ สามารถเจริญเมตตาจิต อันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนได้
เหมือนกัน
๖. วรรณะทง้ั ๔ สามารถอาบนำ�้ ลอยละอองธุลไี ด้เหมอื นกัน
๗. ผู้เกิดจากตระกูลกษัตริย์ ตระกูลพราหมณ์ ราชนิกุล ถือเอาไม้สัก ไม้สาละ
ไม้สน ไม้จันทน์ หรือไม้ทับทิม มาสีให้เกิดไฟ กับผู้เกิดจากตระกูลจัณฑาล ตระกูลพราน
ตระกลู ชา่ งจกั สาน ตระกลู ชา่ งรถ ตระกลู คนเทขยะ ถอื เอาไมร้ างสนุ ขั ไมร้ างสกุ ร ไมร้ างยอ้ มผา้
หรอื ไม้ละหุ่ง มาสีใหเ้ กิดไฟ ไฟทีไ่ ดก้ ็เปน็ ไฟมีเปลว มสี ี มีแสงสว่าง ใชป้ ระโยชน์ได้เหมือนกนั
๘. ขัตติยกุมารอยู่ร่วมเป็นสามีภรรยากับนางพราหมณี บุตรท่ีเกิดจากคน ท้ัง ๒
จะเรยี กว่า กษตั รยิ ์ กไ็ ด้ พราหมณ์ กไ็ ด้
๙. แมม่ า้ กบั พอ่ ลาผสมกัน ลกู ม้ากลายเปน็ มา้ อัสดร แต่มนษุ ย์กลบั ไมแ่ ตกต่างกนั
๑๐. มาณพ ๒ คน พี่น้องร่วมท้องเดียวกัน คนหนึ่งศึกษาเล่าเรียน อาจารย์ได้
แนะน�ำ คนหนงึ่ ไมไ่ ด้ศึกษาเล่าเรียน อาจารย์ไม่ได้แนะน�ำ คนทีศ่ กึ ษาเลา่ เรียน จะได้รบั เชิญให้
บรโิ ภคก่อน ในงานเลยี้ งตา่ ง ๆ
๑๑. มาณพ ๒ คน พี่น้องร่วมท้องเดียวกัน คนหนึ่งศึกษาเล่าเรียน อาจารย์ได้
แนะน�ำ แต่เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม คนหนึ่งไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน อาจารย์ไม่ได้แนะน�ำ
แต่มศี ลี มกี ลั ยาณธรรม คนหลังจะได้รบั เชิญใหบ้ รโิ ภคก่อนในงานเลยี้ งนนั้
อัสสลายนมาณพไดฟ้ ังแล้วยอมรับวา่ วรรณะ ๔ ไมม่ ีความแตกต่างกนั จรงิ ๆ จึงได้แต่
นง่ั นิง่ เกอ้ เขนิ คอตก กม้ หนา้ ซบเซา หมดปฏิภาณ พระผ้มู พี ระภาคจึงทรงยกเร่ืองในอดีตขน้ึ
มาแสดงว่า ในอดีต ฤาษี ๗ ตน ซ่ึงมีความเห็นเช่นน้ี ก็ถูกอสิตเทวลฤาษีซักไซ้ไล่เลียงไต่ถาม
จนตอบไม่ได้ ได้แต่น่ังน่งิ เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏภิ าณ เชน่ กนั
ในที่สุดอัสสลายนมาณพได้กราบทูลยกย่องพระผู้มีพระภาคว่าตรัสได้ชัดเจนไพเราะ
ยง่ิ นัก และยอมแสดงตนเป็นอุบาสกตลอดชวี ติ
346 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
๓.๕ ข้อสังเกต
ในพระสตู รน้ี มขี อ้ ทน่ี ่าสังเกต นา่ ศกึ ษาดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. อัสสลายนมาณพ เป็นผู้จบไตรเพทพร้อมท้ังนิฆัณฑุศาสตร์ เกฏุภศาสตร์
อกั ษรศาสตร์ ประวตั ศิ าสตร์ เขา้ ใจตวั บทและไวยากรณ์ ช�ำนาญในโลกายตศาสตร์ และลกั ษณะ
มหาบรุ ุษ เทยี บเทา่ รนุ่ อาจารย์ เช่น พรหมายพุ ราหมณ์ แตก่ ็คดิ วา่ ตนไม่สามารถจะโตต้ อบกบั
พระผู้มีพระภาคได้ ถูกพวกพราหมณ์ ๕๐๐ ชักชวน ถึง ๒ คร้ัง ก็ไม่ยอมไป คร้ังที่ ๓
พวกพราหมณใ์ ช้ค�ำชักชวนว่า “พ่ออัสสลายนะ ได้ประพฤติวธิ บี รรพชามาแลว้ พอ่ อสั สลายนะ
อยา่ ยอมแพเ้ สยี ตง้ั แตย่ งั ไมท่ นั รบเลย” ค�ำนที้ �ำใหอ้ สั สลายนมาณพยอมไมไ่ ด้ และเกดิ ทฏิ ฐมิ านะ
ข้ึนมาทันที จึงรับปาก พวกพราหมณ์เข้าไปโต้วาทะ แต่มิใช่เข้าไปโต้วาทะเพื่อหักล้าง
เหมือนอัมพฏั ฐมาณพ ในอมั พัฏฐสตู ร ทีฆนิกาย สลี ขนั ธวรรค พระไตรปฎิ กเลม่ ท่ี ๙
๒. เนื้อหาของพระสูตรน้ี เป็นเรื่องเก่ียวกับวรรณะเหมือนในพระสูตรอ่ืน ๆ
มีอัมพัฏฐสูตรเป็นต้น ในพระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคทรงช้ีให้เห็นว่า ความบริสุทธ์ิของสัตว์
ทัง้ หลายมิได้ขนึ้ อย่กู บั ชนชั้นวรรณะ แตข่ ้นึ อยู่กับความประพฤติ คือ ศีล สมาธิ ปญั ญา
๔. โฆฏมขุ สตู ร
๔.๑ ทมี่ าของชื่อ
โฆฏมุขสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยพราหมณ์ช่ือโฆฏมุขะ ชื่อนี้ตั้งตามช่ือบุคคลท่ี
ปรากฏในพระสตู ร
๔.๒ ทีม่ าของพระสตู ร
พระสูตรน้ี ท่านพระอุเทนแสดงแก่โฆฏมุขพราหมณ์ซ่ึงเข้าไปสนทนาธรรม
ณ เขมยิ อมั พวัน เขตกรุงพาราณสี เหตุเกดิ ของพระสูตรน้จี ัดอยใู่ นประเภท ปุจฉาวสกิ ะ
๔.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รปู แบบของโฆฏมขุ สูตรเปน็ การสนทนาแบบถาม-ตอบ
๔.๕ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
โฆฏมขุ พราหมณเ์ ดนิ เทย่ี วเลน่ อยู่ เหน็ ทา่ นพระอเุ ทนก�ำลงั เดนิ จงกรมอยใู่ นเขมยิ อมั พวนั
จึงเข้าไปเดินจงกรมด้วย และได้แสดงความเห็นของตนว่า การบวชท่ีมีธรรม (ผล) ไม่มี
เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๓ 347
เพราะการบวชไมท่ �ำใหเ้ หน็ ธรรม ทา่ นพระอเุ ทนจงึ เดนิ จากทจ่ี งกรมไปยงั วหิ าร โฆฏมขุ พราหมณ์
ไดเ้ ดินตามไปดว้ ยเพอ่ื สนทนาธรรม ท่านพระอุเทนจึงตง้ั เง่อื นไขวา่ ถา้ ยอมรับค�ำทีค่ วรยอมรบั
คดั คา้ นค�ำที่ควรคดั คา้ น กจ็ ะสนทนาดว้ ย ซ่งึ พราหมณ์กย็ อมรบั พระเถระจงึ ให้โอกาส
ท่านพระอุเทนได้แสดงบุคคล ๔ จ�ำพวกที่มีอยู่ในโลก เหมือนในกันทรกสูตร
คหปตวิ รรคแล้วถามวา่ ชอบใจจ�ำพวกไหน
โฆฏมขุ พราหมณต์ อบวา่ ไม่ชอบใจจ�ำพวกที่ ๑-๓ แตช่ อบใจจ�ำพวกที่ ๔ คือ ผ้ไู ม่ท�ำ
ตนให้เดอื ดรอ้ น ไมท่ �ำผอู้ ่ืนให้เดอื ดรอ้ น
ทา่ นพระอเุ ทนจงึ ถามวา่ ในบรษิ ทั ๒ จ�ำพวก คอื (๑) ผยู้ นิ ดใี นทรพั ยส์ มบตั ิ (๒) ผไู้ มย่ นิ ดี
ในทรัพยส์ มบตั ิออกบวช ผู้ไม่ท�ำตนใหเ้ ดอื ดรอ้ น ไม่ท�ำผู้อ่นื ใหเ้ ดือดร้อน มมี ากในบริษัทไหน
โฆฏมุขพราหมณ์ตอบว่า มีมากในบริษัทจ�ำพวกท่ี ๒ และยอมรับว่า การบวชมี
ผลจริง จึงขอให้ท่านพระอุเทนอธิบายบุคคล ๔ จ�ำพวกให้ฟัง พระเถระได้อธิบายเหมือนใน
กันทรกสูตร
โฆฏมุขพราหมณ์เลื่อมใสจึงแสดงตนเป็นอุบาสกถึงท่านพระอุเทน พร้อมทั้งพระธรรม
และพระสงฆ์เป็นสรณะ ท่านพระอุเทนแนะน�ำให้แสดงตนถึงพระผู้มีพระภาค ซึ่งปรินิพพาน
แลว้ แทนตวั ทา่ นเอง ตอ่ มา โฆฏมขุ พราหมณ์ ไดจ้ ดั สรา้ งโรงฉนั ถวายพระสงฆใ์ นเมอื งปาฏลบี ตุ ร
๔.๕ ข้อสังเกต
ในพระสตู รนี้ มีขอ้ ท่นี า่ สังเกต น่าศึกษาดงั ตอ่ ไปนี้
๑. เนื้อหาของพระสูตรน้ีแสดงให้เห็นว่าการบวชมีผลโดยเห็นได้ว่า ผู้ไม่ท�ำตนและ
ผู้อืน่ ให้เดือดรอ้ น มีมากในนกั บวช
๒. ระยะเวลาท่ีเกิดพระสูตร น่าจะเกิดข้ึนหลังพุทธปรินิพพานนานพอสมควร คงจะ
เกิดขึ้นในคราวสังคายนาครั้งท่ี ๓ เพราะกล่าวในลักษณะท่ีให้ความส�ำคัญแก่กรุงปาฏลีบุตร
(ในสมัยพุทธกาลกรุงปาฏลีบุตรเป็นเพียงปาฏลีคาม ดูในมหาปรินิพพานสูตร พระไตรปิฎก
เล่มท่ี ๑๐) นอกจากนี้ยังกล่าวถึงประวัติโรงฉันในลักษณะบันทึกเหตุการณ์ในอดีตไว้ด้วย
ถ้าเปน็ เชน่ ท่สี นั นษิ ฐาน ผู้น�ำพระสูตรน้ีเขา้ สกู่ ารสังคายนาจะตอ้ งไม่ใชท้ ่านพระอานนท์ ฉะน้นั
ค�ำว่า ข้าพเจ้า ในนิทานวจนะของพระสูตรน้ี คือ ค�ำว่า “เอวมฺเม สุตํ” (ข้าพเจ้าได้สดับมา
อยา่ งน้)ี จงึ ไม่ใช่ทา่ นพระอานนท์
๓. ปัญหาท่ีจะตามมา คือ พระสูตรน้ี เป็นพุทธพจน์จริงหรือไม่ เม่ือตรวจสอบกับ
กันทรกสูตรในเล่มนี้แล้วก็จะเห็นว่ามีหลักธรรมลงกัน ฉะนั้น แม้พระสูตรน้ีจะมิใช่พุทธพจน์
โดยตรง แต่กส็ งเคราะห์เข้ากันได้ คอื ท่านพระอเุ ทนแสดงตามพทุ ธพจนใ์ นกันทรกสูตรน้ัน
348 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก
๕. จงั กสี ูตร
๕.๑ ทมี่ าของช่ือ
จังกีสูตร แปลวา่ พระสตู รว่าด้วยพราหมณ์ชอื่ จังกี ชื่อนี้ต้ังตามช่ือบคุ คลทปี่ รากฏใน
พระสูตร
จงั กพี ราหมณ์ เปน็ พราหมณ์ผ้ปู กครองหมู่บ้านพราหมณช์ ่อื โอปาสาทะ ซ่งึ มปี ระชากร
และสตั ว์เลยี้ งมาก มพี ืชพันธ์ธุ ัญญาหารและน�ำ้ หญ้าอุดมสมบรู ณ์ เปน็ พระราชสมบตั ิทีพ่ ระเจา้
ปเสนทโิ กศลพระราชทานปนู บ�ำเหน็จใหเ้ ป็นพรหมไทยแกจ่ ังกพี ราหมณ์
๕.๒ ทม่ี าของพระสูตร
พระสตู รน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกจ่ งั กพี ราหมณ์ พรอ้ มดว้ ยคณะ ขณะประทบั อยู่
ณ ป่าไม้สาละชื่อเทววัน ทางทิศเหนือของหมู่บ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะ แคว้นโกศล
เหตุเกดิ ของพระสูตรนีจ้ ัดอย่ใู นประเภท ปรชั ฌาสยะ
๕.๓ รปู แบบของพระสูตร
รปู แบบของจังกสี ูตรเป็นการสนทนาแบบถาม-ตอบ
๕.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
จงั กพี ราหมณ์ ไดท้ ราบขา่ วการเสดจ็ มาของพระผมู้ พี ระภาคจงึ รบี เขา้ ไปเฝา้ ถงึ ทปี่ ระทบั
แม้ถูกพราหมณ์ผู้มาจากต่างถ่ินคัดค้านว่าไม่สมควรไปเฝ้า ควรให้พระผู้มีพระภาคเสด็จ
มาหาเอง ก็ไม่ฟัง กลับโต้แย้งพราหมณ์เหล่าน้ันว่า พระผู้มีพระภาคทรงมีคุณสมบัติยิ่งใหญ่
สมควรไปเฝ้า จากนนั้ จึงพรอ้ มด้วยคณะพราหมณ์หมู่ใหญเ่ ขา้ ไปเฝ้าพระผู้มพี ระภาค
ขณะก�ำลังสนทนากัน กาปทิกมาณพ ซึ่งเป็นเด็กหนุ่ม อายุ ๑๖ ปี ได้พูดสอดขึ้น
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสห้าม ฝ่ายจังกีพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า กาปทิกมาณพ
เป็นบุตรของผู้มีสกุล เป็นพหูสูต เป็นบัณฑิต เจรจาไพเราะ และสามารถจะเจรจาโต้ตอบกับ
พระผมู้ ีพระภาคได้ พระองคจ์ ึงทรงอนุญาต
กาปทิกมาณพไดโ้ อกาสจึงทูลถามปญั หาเป็นขอ้ ๆ ดังน้ี
๑. พระผู้มีพระภาคทรงคิดเห็นอย่างไร เกี่ยวกับบทมนตร์โบราณของพราหมณ์
ซงึ่ พวกพราหมณ์ถือว่า นเี้ ท่าน้ันจริง อย่างอืน่ ไมจ่ รงิ
เล่มท่ี ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๓ 349
๒. การปฏิบตั อิ ย่างไร จงึ จะเป็นการรักษาสจั จะ
๓. การปฏิบัติอย่างไร จึงจะเป็นการรู้สจั จะ
๔. การปฏบิ ัติอย่างไร จึงจะเป็นการบรรลสุ จั จะ
๕. ธรรมที่ช่วยใหบ้ รรลุสัจจะเปน็ อย่างไร
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบปัญหาแต่ละข้อตามล�ำดับจนกาปทิกมาณพเล่ือมใส
รับสารภาพว่า เมื่อก่อนตนเข้าใจว่า พวกสมณะโล้นเหล่าน้ีเป็นสามัญชน เกิดจากพระบาท
ของพระพรหม (วรรณะศูทร) ไม่รู้ทั่วถึงธรรม แต่พระผู้มีพระภาคได้ท�ำให้ตนเกิดความรัก
ความเลื่อมใส และความเคารพในหมู่สมณะ
จากนั้น กาปทิกมาณพได้แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอด
ชีวิต
๕.๕ ขอ้ สังเกต
ในพระสตู รนี้ มีขอ้ ทน่ี า่ สงั เกต นา่ ศึกษาดังต่อไปนี้
๑. พระสูตรน้ีชื่อจังกีสูตร ต้ังตามชื่อจังกีพราหมณ์ซ่ึงเป็นหมู่บ้าน เนื้อหาสาระของ
พระสูตรน่าจะเป็นการสนทนาธรรมระหว่างพระผู้มีพระภาคกับจังกีพราหมณ์โดยเฉพาะ
แต่กลับเป็นการสนทนาธรรมระหว่างพระผู้มีพระภาคกับมาณพหนุ่มช่ือว่ากาปทิกมาณพะ
โดยจังกีพราหมณเ์ ปน็ เพยี งผู้ฟัง
๒. เนื้อหาของพระสูตรนี้นับว่ามีความไพเราะลึกซึ้งมาก ทั้ง ๆ ที่เป็นการโต้ตอบ
ปัญหากับเด็กหนุ่ม แต่เนื่องจากเด็กหนุ่มคนน้ีเป็นผู้มีความรู้ในคัมภีร์ต่าง ๆ อย่างแตกฉาน
แม้แต่จังกีพราหมณ์ซึ่งเป็นพราหมณ์ผู้ใหญ่ ก็ยังยกย่องว่าเป็นพหูสูต สามารถจะเจรจาโต้
ตอบกับพระผู้มีพระภาคได้ ฉะนั้น การโต้ตอบปัญหาจึงเป็นการโต้ตอบอย่างมีเหตุผล
มีหลกั ฐานอ้างอิง มขี ั้นตอนท่นี า่ ศกึ ษาเป็นอย่างยง่ิ
ก่อนท่ีจะโต้ตอบกัน พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามมิให้กาปทิกมาณพพูดสอดแทรกขึ้น
แตเ่ มือ่ จังกพี ราหมณ์รบั รองก็ทรงอนญุ าตให้เดก็ หนุ่มสนทนาได้ ความตรงน้ี อาจวิเคราะหไ์ ด้วา่
ทรงห้ามตามมารยาท โดยทรงประสงค์ให้จังกีพราหมณ์ให้การรับรองก่อนว่า ยินดีให้มาณพนี้
พูดแทนตนได้
350 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
๖. เอสกุ ารสี ูตร
๖.๑ ที่มาของชื่อ
เอสุการีสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยพราหมณ์ช่ือเอสุการี ชื่อนี้ตั้งตามช่ือบุคคลที่
ปรากฏในพระสูตร
๖.๒ ทีม่ าของพระสตู ร
พระสตู รน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกเ่ อสกุ ารพี ราหมณ์ ขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวนั
เขตกรงุ สาวัตถี เพ่อื ทรงตอบปัญหา เหตเุ กดิ ของพระสูตรนจ้ี ดั อยู่ในประเภท ปุจฉาวสกิ ะ
๖.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รปู แบบของเอสุการสี ูตร เป็นการสนทนาธรรมแบบถาม-ตอบ
๖.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
เอสุการีพราหมณ์เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลถามข้อบัญญัติเกี่ยวกับการบ�ำเรอ
๔ ประการ ของพวกพราหมณ์ คือ
๑. การบ�ำเรอพราหมณ์ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ และศทู รควรบ�ำเรอพราหมณ์
๒. การบ�ำเรอกษัตรยิ ์ กษตั ริย์ แพศย์ และศูทร ควรบ�ำเรอกษตั ริย์
๓. การบ�ำเรอแพศย์ แพศยแ์ ละศูทร ควรบ�ำเรอแพศย์
๔. การบ�ำเรอศูทร ศทู รเทา่ นั้นควรบ�ำเรอศูทร
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า เป็นการบัญญัติเอาเองของพวกพราหมณ์โดยท่ีชาวโลก
ไม่ยอมรบั เหมอื นการบงั คับคนยากจนให้กนิ เน้ืออาบยาพิษแล้วบังคบั ให้จา่ ยค่าเนอ้ื
พระองค์ทรงอธิบายว่า เม่ือบุคคลบ�ำเรอส่ิงใด มีแต่ความช่ัว ไม่มีความดีเลย สิ่งนั้น
ไมค่ วรบ�ำเรอ เมอ่ื บ�ำเรอส่ิงใด มแี ตค่ วามดี ไม่มีความชัว่ สิง่ นนั้ ควรบ�ำเรอ
ทรงอธิบายต่อไปว่า บุคคลจะเป็นผู้ประเสริฐหรือเลวทราม ไม่ใช่เพราะเกิดในตระกูล
สูง ผวิ พรรณดี มีโภคะมาก แต่อยทู่ ศี่ รทั ธา ศลี สุตะ(ความร)ู้ จาคะ(ความเสยี สละ) และปัญญา
เอสุการพี ราหมณ์ทูลถามถึงข้อบญั ญัติเก่ยี วกบั ทรพั ย์ ๔ ประการ ของพราหมณ์ คอื
๑. ทรัพยข์ องพราหมณ์ ได้แก่ การเทยี่ วหาอาหาร
๒. ทรพั ยข์ องกษัตรยิ ์ ไดแ้ ก่ แล่งธนู
๓. ทรัพย์ของแพศย์ ได้แก่ กสกิ รรมและโครกั ขกรรม
๔. ทรพั ยข์ องศทู ร ไดแ้ ก่ เคยี วและไม้คาน
เลม่ ที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๓ 351
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า เป็นการบัญญัติเอาเองของพวกพราหมณ์ โดยที่ชาวโลก
ไมย่ อมรบั เชน่ กนั
ทรงอธบิ ายตอ่ ไปวา่ พระองคบ์ ญั ญตั วิ า่ ทรพั ยข์ องบคุ คล คอื โลกตุ ตรธรรมอนั เปน็ อรยิ ะ
เพราะไมว่ ่าบคุ คลจะเกิดในตระกูลกษตั รยิ ์ ตระกลู พราหมณ์ ตระกูล แพศย์ หรือตระกลู ศทู รก็
สามารถออกบวช เว้นขาดจากการฆา่ สตั ว์ การลักทรัพย์ เปน็ ตน้ ไดเ้ หมือนกนั เจริญเมตตาจติ
อาบน้�ำลอยละอองธลุ ไี ดเ้ หมือนกัน เมื่อเอาไม้มาสีให้เกิดเปน็ ไฟ ก็เป็นไฟเหมือนกนั
เม่ือพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมจบ เอสุการีพราหมณ์ได้แสดงตนเป็นอุบาสก
ตลอดชวี ติ
๖.๕ ข้อสังเกต
ในพระสูตรนี้ มขี ้อน่าสังเกต น่าศกึ ษาดังตอ่ ไปนี้
๑. เรอื่ งการบ�ำรงุ บ�ำเรอกนั ทางสงั คมทรรศนะของพวกพราหมณเ์ หน็ วา่ ทกุ วรรณะควร
ท�ำหนา้ ทีบ่ �ำรุงบ�ำเรอพราหมณ์ ส่วนทรรศนะทางพทุ ธศาสนา เห็นวา่ เมือ่ บ�ำรุงบ�ำเรอส่งิ ใดถ้า
มีผลเป็นความชั่วไม่มีความดี ส่ิงนั้นก็ไม่ควรบ�ำรุงบ�ำเรอ ในทางตรงกันข้าม เม่ือบ�ำรุงบ�ำเรอ
ส่ิงใดถ้ามีผลเป็นความดี ไม่มีความชั่ว ส่ิงนั้นจึงควรบ�ำรุงบ�ำเรอโดยมิได้ก�ำหนดตายตัวว่า
วรรณะใดบ�ำรุงบ�ำเรอวรรณะใด อน่ึง การที่บุคคลจะเป็นคนดีหรือเลวก็มิใช่เพราะเกิดใน
ตระกูลสูง ผิวพรรณดี มีโภคะมาก แต่จะเป็นคนดีหรือเลว ให้พิจารณาดูที่คุณธรรม คือ
ศรัทธา ศลี สุตะ จาคะ และ ปญั ญา
๒. การบัญญัติเก่ียวกับทรัพย์ (หน้าท่ี) ๔ ประการ ตามทรรศนะของพวกพราหมณ์
ถือตามหน้าท่ีที่ก�ำหนดให้แต่ละวรรณะท�ำ ส่วนทรรศนะทางพระพุทธศาสนาถือว่าทุกวรรณะ
ควรท�ำหนา้ ทีเ่ ดยี วกัน คือ คน้ หาโลกตุ ตรธรรม
๗. ธนญั ชานสิ ตู ร
๗.๑ ทมี่ าของช่อื
ธนัญชานสิ ูตร แปลว่า พระสตู รว่าด้วยพราหมณช์ อ่ื ธนญั ชานิ ช่ือนีต้ ั้งตามชื่อบุคคล
ทีป่ รากฏในพระสูตร
ธนัญชานิพราหมณ์เป็นผู้รักษาประตูกรุงราชคฤห์ มีหน้าท่ีในการจัดการรับ-ส่งธัญพืช
เข้าสู่คลังหลวง แต่ประพฤติมิชอบ โดยการรีดไถธัญพืชจากพวกพราหมณ์ และคหบดีเข้าสู่
เรือนของตนเปน็ จ�ำนวนมาก แลว้ แบง่ สว่ นเล็กนอ้ ยเขา้ คลงั หลวง (ฉ้อราษฎรบ์ งั หลวง)
352 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๗.๒ ท่ีมาของพระสูตร
พระสูตรน้ี ท่านพระสารีบุตรแสดงแก่ธนัญชานิพราหมณ์ท่ีโคนไม้แห่งหน่ึงใกล้
ประตกู รุงราชคฤห์ เพอ่ื ให้ธนัญชานิพราหมณ์เลกิ ประพฤตอิ ธรรม เหตุเกิดของพระสตู รน้จี ดั อยู่
ในประเภท อัตถปุ ปตั ติกะ
๗.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รปู แบบของธนัญชานสิ ูตร เปน็ บรรยายโวหารแบบถาม-ตอบ
๗.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
ท่านพระสารีบุตรเที่ยวจาริกไปในทักขิณาคีรีชนบทได้ถามถึงธนัญชานิพราหมณ์
กับภิกษุรูปหนึง่ เม่อื ทราบว่าธนัญชานิพราหมณเ์ ปน็ ผู้ประมาท อ้างพระราชาเท่ียวเบยี ดบงั เอา
ผลประโยชนจ์ ากพราหมณแ์ ละคหบดี อา้ งพราหมณแ์ ละคหบดเี บยี ดบงั เอาผลประโยชนข์ องรฐั
พระเถระจึงได้ไปโปรดธนญั ชานพิ ราหมณ์
ทา่ นพระสารบี ุตรได้ถามธนัญชานิพราหมณ์ว่าเปน็ ผู้ไม่ประมาทอยหู่ รือ เม่อื ธนญั ชาน-ิ
พราหมณ์อ้างว่า ตนต้องประมาท เพราะต้องเล้ียงดูมารดาบิดา บุตร ภรรยา ทาสกรรมกร
คนรับใช้ มิตร สหาย ญาติสาโลหิต แขก บุรพเปตชน ต้องท�ำการบวงสรวงแก่เทวดา
ต้องสนองพระราชกรณียกิจ ต้องบ�ำเรอกาย พระเถระจึงแสดงธรรมให้ฟังโดยช้ีแจงให้เห็นว่า
ผู้ประพฤติอธรรม (ผิดศีล) ประพฤติมิชอบ โดยอ้างว่า ต้องเล้ียงดูมารดาบิดา เป็นต้น
ไม่สามารถน�ำไปอ้างกบั นายนิรยบาลเพ่อื มใิ หฉ้ ุดคร่าลงนรกได้เลย
พระเถระได้ถามธนัญชานิพราหมณ์ต่อไปว่า บุคคลผู้ประพฤติอธรรม ประพฤติมิ
ชอบ เพราะเหตุแห่งมารดาบิดาเป็นต้น กับบุคคลผู้ประพฤติธรรม ประพฤติชอบ เพราะเหตุ
แห่งมารดาบิดาเป็นต้น ใครประเสริฐกว่ากัน เม่ือธนัญชานิพราหมณ์ตอบว่า ประเภทหลัง
ประเสริฐกว่า พระเถระจึงสรุปว่า การงานท่ีจะประกอบด้วยธรรมท่ีท�ำให้สามารถเลี้ยงดู
มารดาบิดาเป็นต้น โดยไม่ต้องท�ำบาปกรรม และเป็นการปฏิบัติท่ีเป็นบุญยังมีอยู่ หลังจาก
แสดงธรรมจบลงธนญั ชานพิ ราหมณช์ นื่ ชมยินดี พระเถระจงึ ได้จากไป
ตอ่ มา ธนญั ชานพิ ราหมณป์ ว่ ยหนกั ไดใ้ ชใ้ หค้ นไปนมิ นตท์ า่ นพระสารบี ตุ รมาอนเุ คราะห์
ท่านพระสารีบุตรได้มาแสดงธรรมให้ฟังโดยถามถึงความประเสริฐของทุคติภูมิและสุคติภูมิ
และถามขึ้นไปตามล�ำดับ โดยเริ่มจากนรก ก�ำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เปรตวิสัย มนุษย์ เทพ
ชั้นจาตุมหาราช เทพช้ันดาวดึงส์ เทพชั้นยามา เทพช้ันดุสิต เทพช้ันนิมมานรดี เทพชั้น
ปรนิมมิตวสวัตดี และพรหมโลก จนธนัญชานิพราหมณ์ เห็นว่า พรหมโลกประเสริฐที่สุด
เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๓ 353
จากนั้น จึงได้แสดงทางเข้าถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพรหม เม่ือท่านพระสารีบุตรแสดงธรรม
จบแลว้ จากไปไม่นาน ธนญั ชานิพราหมณ์ก็ตายไปบังเกิดในพรหมโลก
๗.๕ ขอ้ สังเกต
ในพระสูตรนี้ มีข้อที่น่าสังเกต คือ ท�ำไมพระเถระจึงไม่แสดงธรรมให้พราหมณ์บรรลุ
มรรคผลนิพพาน แตก่ ลบั แสดงเพยี งเพื่อใหไ้ ปเกดิ ในพรหมโลก ในเรือ่ งนี้ พระผู้มีพระภาคก็ได้
ตรัสถามเหตุผลของพระเถระเช่นกัน พระเถระได้กราบทูลว่า เพราะพวกพราหมณ์มักน้อมใจ
เพ่ือไปเกิดในพรหมโลก จึงควรแสดงทางเพื่อให้ไปเกิดในพรหมโลก พระผู้มีพระภาคจึงตรัส
รับรองวา่ ธนญั ชานิพราหมณไ์ ดไ้ ปเกิดในพรหมโลกแล้ว
๘. วาเสฏฐสตู ร
๘.๑ ทม่ี าของช่อื
วาเสฏฐสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยมาณพช่ือวาเสฏฐะ ชื่อนี้ตั้งตามชื่อบุคคลที่
ปรากฏในพระสตู ร
วาเสฏฐมาณพ เกิดในตระกูลของอทิจจพราหมณมหาศาลมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ
จบไตรเพท ไดฟ้ งั พระสตู รนแี้ ลว้ ถงึ ไตรสรณคมน์ ตอ่ มาไดฟ้ งั เตวชิ ชสตู ร (ทฆี นกิ าย สลี ขนั ธวรรค
พระไตรปิฎกเลม่ ท่ี ๙) แลว้ ทลู ขอบวชเปน็ สามเณร และในอคั คัญญสตู ร (ทฆี นกิ าย ปาฏกิ วรรค
พระไตรปฎิ กเลม่ ที่ ๑๑) กลา่ วถงึ ตอนก�ำลังอุปสมบทเปน็ ภิกษุ (ท.ี ม.อ. ๑๑๑/๔๕)
๘.๒ ท่ีมาของพระสตู ร
พระสูตรนี้ เกิดข้ึนขณะที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคละ ใกล้
หมู่บา้ นช่อื อิจฉานงั คละ ขณะนั้นทหี่ ม่บู า้ นอจิ ฉานังคละมพี ราหมณมหาศาล ผ้มู ีชอื่ เสียงมาพัก
อยู่หลายคน คือ จังกีพราหมณ์ ตารุกขพราหมณ์ โปกขรสาติพราหมณ์ ชานุสโสณิพราหมณ์
โตเทยยพราหมณ์ และพราหมณมหาศาลผู้มีช่ือเสียงคนอ่ืน ๆ อีกมาก ครั้งน้ัน มาณพ
ชื่อวาเสฏฐะผู้เป็นศิษย์ของโปกขรสาติพราหมณ์ กับมาณพช่ือภารทวาชะ ศิษย์ของ
ตารกุ ขพราหมณ์ ได้สนทนากนั เรื่องเหตทุ ่ีท�ำใหช้ ่อื ว่าเปน็ พราหมณ์ แต่ตกลงกนั ไม่ได้จงึ เข้าไป
ทูลถามพระผู้มีพระภาค พระองค์จึงทรงแสดงพระสูตรน้ี เหตุเกิดของพระสูตรนี้จัดอยู่
ในประเภท ปจุ ฉาวสิกะ
354 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก
๘.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของวาเสฏฐสูตร เป็นบรรยายโวหารแบบถาม-ตอบ ประกอบคาถา
๘.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
วาเสฏฐมาณพกับภารทวาชมาณพสนทนากันเร่ืองเหตุท่ีท�ำให้ช่ือว่าเป็นพราหมณ์
ภารทวาชมาณพเห็นว่า บุคคลผู้มีชาติก�ำเนิดมาดีทั้ง ๒ ฝ่าย คือท้ังฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา
ถือปฏิสนธิบรสิ ทุ ธด์ิ ี ตลอด ๗ ชวั่ บรรพบุรษุ ไมม่ ใี ครจะคัดค้านต�ำหนไิ ด้ เม่ืออ้างถงึ ชาติตระกลู
จึงจะช่ือว่าเป็นพราหมณ์ ส่วนวาเสฏฐมาณพเห็นว่าผู้มีศีลและถึงพร้อมด้วยวัตรจึงจะชื่อว่า
เป็นพราหมณ์
มาณพทง้ั สองไมส่ ามารถจะตกลงกนั ไดจ้ งึ เข้าไปทูลถามพระผมู้ พี ระภาค โดยวาเสฏฐ-
มาณพเป็นผู้ทูลถามด้วยคาถา มีใจความว่า บุคคลจะชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะชาติก�ำเนิด
หรือเพราะกรรม
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสตอบเป็นคาถาเช่นเดียวกัน มีใจความว่า ต้นไม้และสัตว์
ตา่ ง ๆ เชน่ แมลง สตั วเ์ ลือ้ ยคลาน สตั ว์น้�ำ แตกตา่ งกันไปตามก�ำเนิด แต่มนุษย์ไมแ่ ตกตา่ งกัน
โดยก�ำเนิด คือ ผม ศีรษะ ใบหู นัยน์ตา ใบหน้า จมูก เป็นต้นก็ไม่แตกต่างกัน การเรียกกัน
ในหมู่มนุษย์เป็นการเรียกกันตามบัญญัติ มนุษย์จึงไม่ใช่พราหมณ์เพราะก�ำเนิด (ชาติตระกูล)
แต่เป็นพราหมณ์เพราะกรรม ในตอนท้าย ตรัสว่า ตบะ พรหมจรรย์ สัญญมะ และทมะ
เปน็ คณุ ธรรมสูงสดุ ของพราหมณ์ แตถ่ า้ บคุ คลใด ถงึ พร้อมด้วยวชิ ชา ๓ เปน็ ผูส้ งบ ส้ินภพใหม่
แลว้ บุคคลนัน้ เป็นทงั้ พรหม และท้าวสกั กะ
เม่ือทรงแสดงธรรมจบมาณพทั้งสองกราบทูลยกย่องว่า ตรัสได้จัดเจนไพเราะยิ่งนัก
แล้วแสดงตนเปน็ อบุ าสกจนตลอดชีวติ
๘.๕ ขอ้ สงั เกต
ในพระสตู รนี้ มีข้อทนี่ ่าสงั เกต นา่ ศึกษาดงั ต่อไปนี้
๑. พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคตรัสอธิบายเร่ืองคุณสมบัติของพราหมณ์อย่างชัดเจน
และทรงอธิบายอย่างพิสดาร คือ ทรงอธิบายต้ังแต่ก�ำเนิดสัตว์ดิรัจฉานชั้นต่�ำ เช่น แมลง มด
สัตว์ ๔ เท้า ท้ังขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์น้�ำ และสัตว์ปีก จนมาถึงมนุษย์
ในประเด็นนี้ทรงสรุปว่า สัตว์มีความแตกต่างกันโดย ก�ำเนิด ส่วนมนุษย์ไม่แตกต่างกันใน
เร่ืองก�ำเนิดเลย แต่มาบัญญัติเรียกชื่อต่าง ๆ กัน ตามหน้าที่หรือการกระท�ำ เช่น อาศัย
โครักขกรรมเล้ียงชีพ ก็เรียกว่า ชาวนา อาศัยศิลปะเล้ียงชีพก็เรียกว่า ช่างศิลป์ จากนั้นได้
เล่มที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๓ 355
ตรัสถึงคณุ สมบัติอีกหลายประการของผเู้ ปน็ พราหมณ์ ซง่ึ ในทน่ี ้ีหมายถึงพระขีณาสพ
พระองค์ตรัสสรุปอย่างประทับใจว่า นามและโคตรน้ันญาติพ่ีน้องใช้เรียกกันใน
เวลาเกิด เม่ือฝังใจนานเข้าและไม่รู้จริง จึงเข้าใจว่าคนเป็นพราหมณ์เพราะก�ำเนิด ซึ่งเป็น
ความเห็นผิด ความเห็นท่ีถูกต้องคือคนเป็นพราหมณ์รวมทั้งเป็นอย่างอื่นเพราะกรรม
นอกจากน้ันยังตรัสถึงคุณสมบัติท่ีท�ำให้บุคคลมีคุณสมบัติสูงย่ิงกว่าพราหมณ์อีก คือ ถ้ามี
วชิ ชา ๓ เป็นผู้สงบ ส้ินภพใหม่แล้ว เปน็ ท้ังพรหม และทา้ วสกั กะ
๒. พระสูตรท่ีกล่าวถึงวาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพตามล�ำดับเหตุการณ์
จากนไ้ี ป ได้แก่ เตวิชชสูตร ทฆี นกิ าย สลี ขันธวรรค พระไตรปฎิ กเลม่ ท่ี ๙ และอคั คัญญสูตร
ทฆี นิกาย ปาฏกิ วรรค พระไตรปฎิ กเลม่ ท่ี ๑๑ ควรอา่ นประกอบกันด้วย
๙. สุภสตู ร
๙.๑ ที่มาของชอ่ื
สุภสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยมาณพช่ือสุภะ ชื่อน้ีตั้งตามชื่อบุคคลที่ปรากฏใน
พระสตู ร
๙.๒ ท่ีมาของพระสตู ร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่สุภมาณพ ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน
เขตกรุงสาวัตถี เพื่อทรงตอบปญั หา เหตุเกดิ ของพระสตู รนี้จัดอยใู่ นประเภท ปจุ ฉาวสิกะ
๙.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รูปแบบของสภุ สูตรเป็นการสนทนาแบบถาม-ตอบ
๙.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
สุภมาณพได้ทราบว่ากรุงสาวัตถีไม่ว่างจากพระอรหันต์ต้องการจะเข้าไปสนทนา ด้วย
เม่ือได้รับค�ำแนะน�ำว่า ควรเข้าไปสนทนากับพระผู้มีพระภาค จึงเข้าไปเฝ้าถึงที่ประทับและ
ได้ทลู ถามปญั หาหลายข้อ คอื
ปญั หาข้อที่ ๑ ทลู ถามวา่ ทพ่ี วกพราหมณก์ ลา่ ววา่ คฤหสั ถเ์ ปน็ ผทู้ �ำกศุ ลธรรมเครอ่ื งน�ำ
ออกจากทกุ ข์ใหเ้ กดิ ขึน้ ได้ บรรพชติ ไมส่ ามารถท�ำกศุ ลธรรม ใหส้ �ำเรจ็
ไดน้ ้นั ทรงเห็นอย่างไร ทรงแยกตอบวา่ ไม่ทรงสรรเสรญิ การปฏบิ ัติ
356 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
ผิดไม่ว่าของคฤหัสถ์หรือบรรพชิต เพราะท้ังคฤหัสถ์และบรรพชิต
ถ้าปฏิบัตผิ ดิ ก็ไม่ท�ำกุศลธรรมเครือ่ งน�ำออกจากทกุ ขใ์ หส้ �ำเรจ็ ได้ แต่
ทรงสรรเสรญิ การปฏิบตั ิถกู เพราะท�ำให้กศุ ลธรรมเกิดขน้ึ ได้
ปัญหาข้อท่ี ๒ ทูลถามว่า ที่พวกพราหมณ์กล่าวว่า ฐานะแห่งการงานของฆราวาส
มคี วามตอ้ งการมาก มีกจิ มาก มเี รอื่ งมาก มีความเพยี รมาก มีผลมาก
(ส่วน) ฐานะแหง่ การงานฝ่ายบรรพชิตมคี วามตอ้ งการน้อย มีกิจน้อย
มีเร่อื งนอ้ ย มีความเพียรน้อย และมผี ลน้อย นนั้ ทรงเห็นอยา่ งไรทรง
แยกตอบว่า ฐานะแห่งการงานท่ีมีความต้องการมากเป็นต้น อาจ
มีผลมากหรือนอ้ ยกไ็ ด้ เช่น การไถ (การท�ำนา) เมอื่ วบิ ัติ กม็ ีผลนอ้ ย
เม่ือถึงพร้อมก็มีผลมาก ฐานะแห่งการงานที่มีความต้องการน้อย
เป็นต้น อาจมีผลมากหรือน้อยก็ได้ เช่น การค้าขาย เม่ือวิบัติก็มี
ผลน้อย เมื่อถึงพร้อมก็มีผลมาก ฐานะแห่งการงานของฆราวาสก็
เหมอื นการไถ สว่ นฐานะแหง่ การงานของบรรพชติ กเ็ หมอื นการคา้ ขาย
ปญั หาข้อที่ ๓ ทูลถามถึงธรรม ๕ ประการ คือ สจั จะ ตบะ พรหมจรรย์ การเรยี น
มนตร์และการบริจาค ที่พวกพราหมณ์บัญญัติไว้เพ่ือท�ำบุญ เพื่อท�ำ
กศุ ลธรรมใหเ้ กดิ ว่าทรงเหน็ อยา่ งไร
ตรัสตอบโดยซักไซ้ไล่เลียงให้มาณพยอมรับว่าไม่มีพราหมณ์
แม้ สักคนที่จะกล้ายืนยันว่าตนรู้แจ้งและยืนยันผลของธรรม
๕ ประการนี้ พวกพราหมณจ์ งึ เหมอื นคนตาบอดเข้าแถวเกาะหลงั กัน
ตา่ งก็มองไม่เหน็ กัน
ในปัญหาข้อที่ ๓ นี้ สุภมาณพได้ฟังพระผู้มีพระภาคทรง
เปรียบเทียบพวกพราหมณ์ เหมือนคนตาบอด ก็โกรธ ไม่พอใจ
จึงยกโปกขรสาติพราหมณ์ โอปมัญญโคตร ซึ่งมีชื่อเสียงข้ึนมาข่มขู่
พระผู้มีพระภาคว่า โปกขรสาติพราหมณ์ยืนยันว่า ไม่มีมนุษย์
ผรู้ ูเ้ หน็ หรอื มีญาณทัสสนะวเิ ศษ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พวกพราหมณ์พูดโดยพิจารณาบ้าง
ไมพ่ จิ ารณาบา้ ง รบู้ า้ ง ไมร่ บู้ า้ ง จงึ ไมม่ ปี ระโยชน์ โปกขรสาตพิ ราหมณ์
ถูกนวิ รณก์ างกนั้ ถกู กามคุณ ๕ ครอบง�ำ จึงไม่รู้ ไมเ่ หน็ ไม่มญี าณ-
ทัสสนะวิเศษ แล้วตรัสย้อนถามว่า ธรรม ๕ ประการนั้น มีมาก
ในบรรพชิตหรือในคฤหสั ถ์
เลม่ ที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๓ 357
เมือ่ สภุ มาณพทูลตอบว่า มีมากในบรรพชิต จงึ ตรสั ว่า ธรรม
เหล่านั้นเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต อบรมจิตไม่ให้มีเวร ไม่ให้มีความ
เบียดเบียน
ปญั หาขอ้ ที่ ๔ ทูลถามถึงทางไปสู่พรหมโลกว่าเป็นอย่างไร ตรัสตอบว่า ได้แก่
การเจรญิ เมตตาจิต กรณุ าจติ มุทิตาจติ และอเุ บกขาจติ
เม่ือทรงแสดงจบลงสภุ มาณพเล่อื มใสและแสดงตนเป็นอุบาสก แลว้ ทลู ลากลบั
ขณะนั้น ชาณุสโสณิพราหมณ์เห็นสุภมาณพจึงเข้าไปสนทนาด้วย เมื่อได้รับฟัง
ค�ำสรรเสริญพระผู้มีพระภาคจากสุภมาณพ จึงประนมมือไปทางทิศท่ีพระผู้มีพระภาคประทับ
อยแู่ ลว้ เปลง่ อทุ านวา่ เปน็ ลาภของพระเจา้ ปเสนทโิ กศล ทพ่ี ระตถาคต อรหนั ตสมั มาสมั พทุ ธเจา้
มาประทบั อยูใ่ นแวน่ แคว้นของพระองค์
๙.๕ ข้อสงั เกต
ในพระสตู รนี้ มขี อ้ ท่ีนา่ สังเกต นา่ ศกึ ษาดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. ชอื่ ของพระสตู ร คอื สภุ สตู ร นี้ ตรงกบั ชอ่ื ของพระสตู รท่ี ๑๐ ในทฆี นกิ าย สลี ขนั ธวรรค
พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๙ แต่มีเน้ือหาต่างกัน นอกจากพระสูตร ๒ สูตรนี้แล้ว ยังมีพระสูตรอ่ืน
อีกท่ีกล่าวถึงสุภมาณพคนเดียวกันน้ี คือ จูฬกัมมวิภังคสูตรในมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๑๔ เมื่อพิจารณาตามเหตุการณ์ ในพระสูตรแล้วเห็นว่าทรงแสดง
จฬู กมั มวภิ งั คสตู รกอ่ น ทรงแสดงพระสตู รนเ้ี ปน็ ล�ำดบั ท่ี ๒ และทรงแสดงสภุ สตู ร ในพระไตรปฎิ ก
เลม่ ท่ี ๙ เปน็ ล�ำดบั สุดท้าย จงึ ควรศกึ ษาเปรยี บเทยี บกนั ทั้ง ๓ สตู ร
๒. เน้ือหาของพระสูตรนี้ ได้กล่าวถึงผลของการด�ำเนินชีวิตแบบคฤหัสถ์กับบรรพชิต
ว่า อย่างไหนจะมีผลมากกว่ากัน และอย่างไหนจะมีคุณธรรมมากกว่ากัน พระผู้มีพระภาคได้
ทรงแสดงไว้อย่างชัดเจนว่า การด�ำเนินชีวิตตามแบบบรรพชิต แม้จะมีการเตรียมการน้อย
แตก่ ็มีผลมากกว่า และกอ่ ให้เกิดคุณธรรมมากกว่า
๓. ชาณุสโสณิพราหมณ์ เป็นพราหมณมหาศาลผู้มีช่ือเสียงมีเกียรติยศคนหนึ่งใน
จ�ำนวนพราหมณมหาศาลชาวโกศล ๕ คน ดงั กลา่ วมาแล้วในบทน�ำภยเภรวสตู ร มัชฌิมนิกาย
มูลปัณณาสก์ พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๑๒ ฉะน้ัน จึงรู้จัก มักคุ้นกับสุภมาณพเป็นอย่างดี
เพราะท่านเป็นสหายของโตเทยยพราหมณ์ผูเ้ ปน็ พ่อของสภุ มาณพ
358 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
๑๐. สงั คารวสตู ร
๑๐.๑ ที่มาของช่อื
สังคารวสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยมาณพชื่อสังคารวะ ช่ือน้ีต้ังตามชื่อบุคคลท่ี
ปรากฏในพระสูตร
๑๐.๒ ที่มาของพระสตู ร
พระสตู รนี้ พระผูม้ พี ระภาคทรงแสดงแก่สงั คารวมาณพ ขณะประทับอยูใ่ นสวนมะม่วง
ของพราหมณ์ชาวบา้ นโตเทยยะ ใกลห้ ม่บู า้ นปจั จลกัปปะ แควน้ โกศล
คอื ทหี่ มบู่ า้ นปจั จลกปั ปะ มนี างพราหมณชี อ่ื ธนญั ชานอี าศยั อยู่ นางธนญั ชานพี ราหมณี
เป็นพระโสดาบันผู้เล่ือมใสในพระรัตนตรัย หากนางท�ำอะไรพลาดพล้ังก็จะเปล่ง นโม ฯ
๓ ครั้ง ครั้งหนึ่ง สังคารวมาณพซ่ึงเป็นผู้รู้จบไตรเพท พร้อมทั้งศาสตร์ ต่าง ๆ ได้ยินเข้า
จึงว่ากล่าวนางพราหมณีว่า ไม่เป็นมงคลท่ีไปกล่าวสรรเสริญสมณะหัวโล้น นางพราหมณี
กล่าวว่า ถ้ามาณพได้รู้จักศีลและพระปัญญาของพระผู้มีพระภาคก็จะไม่ด่าพระองค์เช่นน้ี
สังคารวมาณพจึงกล่าวว่า ถ้าพระสมณะมาเมื่อไรก็ให้บอก ต่อมา สังคารวมาณพทราบว่า
พระผู้มีพระภาคเสด็จมาถึงจึงเข้าไปสนทนาธรรมกับพระผู้มีพระภาค พระองค์จึงทรงแสดง
พระสูตรน้ี เหตุเกดิ ของพระสูตรนี้จดั อยูใ่ นประเภท ปุจฉาวสกิ ะ
๑๐.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รูปแบบของสงั คารวสูตร เป็นการสนทนาและบรรยายโวหารแบบมกี ารถาม-ตอบ
๑๐.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
สังคารวมาณพทลู ถามว่า มสี มณพราหมณพ์ วกหนงึ่ เป็นผ้มู บี ารมีขั้นสุดทา้ ย เพราะรู้ยิ่ง
ในปจั จุบนั ปฏิญญาอาทพิ รหมจรรย์ ท่านพระโคดมจดั อย่ใู นจ�ำพวกไหน พระผู้มพี ระภาคตรัส
ตอบวา่ สมณพราหมณเ์ หลา่ นน้ั มหี ลายจ�ำพวกแตกต่างกัน คือ
จ�ำพวกท่ี ๑ ปฏิญญาเพราะฟงั ตามกันมา เชน่ พวกพราหมณ์ผู้รู้ไตรเพท
จ�ำพวกที่ ๒ ปฏิญญาเพราะความเชื่อ เชน่ พวกนักตรรกะ นกั อภิปรชั ญา
จ�ำพวกที่ ๓ ปฏญิ ญาเพราะรู้ธรรมดว้ ยปญั ญาในธรรมที่ไมเ่ คยฟังมากอ่ น
พระองค์จดั อยใู่ นจ�ำพวกที่ ๓
เลม่ ที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๓ 359
จากนั้นทรงเล่าประวัติของพระองค์ ตั้งแต่ทรงออกมหาภิเนษกรมณ์บ�ำเพ็ญเพียร
จนถงึ ตรสั รธู้ รรม และทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดพระปญั จวคั คยี ์ ใหต้ รสั รตู้ าม พระองคไ์ ดส้ �ำเรจ็
ในเร่ืองที่ทรงเล่ามีการกล่าวถึงเทวดาในหลายตอน ซึ่งสังคารวมาณพยอมรับว่า
พระผู้มีพระภาคมีความเพียรไม่ย่อหย่อน มีความเพียรของสัตบุรุษ สมควรเป็นพระอรหันต-
สัมมาสัมพุทธเจ้าจริง แต่ยังไม่เข้าใจว่าท่ีตรัสเล่าเร่ืองเทวดานั้นตรัสเพราะทรงทราบหรือ
เพราะคล่องปาก จงึ ทลู ถามว่า เทวดามจี รงิ หรือไม่
ตรัสตอบว่า ข้อที่ว่า เทวดามี น้ัน รู้ได้โดยฐานะ เม่ือสังคารวมาณพกราบ ทูลว่า
การตอบเช่นนั้นเป็นการกล่าวเท็จ จึงตรัสว่า ผู้รู้เท่าน้ันที่จะรู้ได้ เพราะเร่ืองเทวดาเป็นค�ำที่
ชาวโลกสมมติกันด้วยค�ำศัพท์ช้ันสูง สังคารวมาณพกราบทูลชมเชยพระผู้มีพระภาคว่า
ทรงแสดงธรรมได้ชดั เจนไพเราะยิง่ นัก แลว้ แสดงตนเป็นอุบาสกจนตลอดชีวิต
๑๐.๕ ขอ้ สังเกต
ในพระสูตรนี้ มีข้อทนี่ า่ สงั เกต น่าศึกษาดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. ธนัญชานีพราหมณี นับว่าเป็นคนหนึ่งท่ีเป็นเหตุให้พราหมณ์หลายคนออกบวช
มเี รื่องเลา่ ว่า นางเปน็ ภรรยาของพราหมณ์ภารทวาชโคตร วันหนง่ึ ภารทวาชพราหมณ์นมิ นต์
พวกพราหมณ์มารับสักการะ ขณะนางก�ำลังช่วยถวายของ เกิดพลั้งพลาดล่ืนไถลจึงเปล่ง
นโม ฯ ยกย่องพระผู้มีพระภาค ภารทวาชพราหมณ์โกรธเคืองท่ีนางยกย่องพระผู้มีพระภาค
ต่อหน้าพราหมณ์ท�ำให้ตนเสียหน้า จึงเข้าไปด่าพระผู้มีพระภาค เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรม
ให้ฟัง ก็กลับใจออกบวช กับพระองค์จนได้บรรลุอรหัตตผล น้องชายของพราหมณ์ ๒ คน
คือ สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ และปิงคลภารทวาชพราหมณ์ ทราบว่าพ่ีชายไปบวชกับ
พระ ผมู้ พี ระภาคกเ็ ขา้ ไปดา่ พระองคด์ ว้ ยค�ำพดู เดยี วกนั แตก่ ก็ ลบั ไปบวชกบั พระองคอ์ กี (ม.ม.อ.
๒/๔๗๓/๓๒๒-๓๒๓) สังคารวมาณพคนนี้ เป็นน้องชายคนสุดท้องของพราหมณ์เหล่านั้น
เขามีความโกรธอยู่แล้วท่ีพี่ชายออกบวช พอได้ยินนางธนัญชานีพราหมณีกล่าวสรรเสริญ
พระผ้มู ีพระภาคอกี จึงโกรธมาก แต่ในทส่ี ุดก็ได้แสดงตนเปน็ อุบาสกเช่นกนั
๒. ปัญหาเรื่องเทวดา เป็นเรื่องที่พวกพราหมณ์รู้อยู่แล้ว สังคารวมาณพเอง ก็รู้เร่ือง
เทวดาเปน็ อยา่ งดี แตก่ ลบั ทูลถามพระผมู้ พี ระภาควา่ เทวดามีจริงหรอื ไม่ จงึ เปน็ การถามลอง
ภมู ิ มไิ ดห้ วงั ค�ำตอบ แตห่ วงั จะเลน่ แงใ่ นทางศพั ทแ์ สงทบั ถม พระองค์ พระองคจ์ งึ ตรสั ในลกั ษณะ
เล่นค�ำเหมือนกัน คือ ตรัสว่า รู้ได้โดยฐานะ ทรงขยายความนิดหน่ึงว่า “ผู้รู้เท่าน้ันที่จะรู้ได้”
ค�ำตอบน้ีท�ำให้มาณพซึง่ ถือตัวว่า เปน็ “ผู้รู้” คนหนึง่ ยอมรบั พระองค์ทนั ที
360 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๓. ช่อื พระสตู รนี้ ตรงกบั สังคารวสตู ร ในอปุ าสกวรรค พราหมณสงั ยตุ สังยตุ ตนกิ าย
สคาถวรรค พระไตรปฎิ กเล่มที่ ๑๕ แต่มเี นอ้ื หาต่างกนั คือ ในทนี่ ัน้ กลา่ วถึงสงั คารวพราหมณ์
วา่ อย่างไร
เม่ือมองภาพรวมของพระไตรปิฎกเล่มท่ี ๑๓ น้ี จะพบว่า พระสูตรแต่ละสูตร
มีความสมบูรณใ์ นตวั เอง คอื มคี วามงามในเบ้อื งตน้ มคี วามงามในทา่ มกลาง และมคี วามงาม
ในที่สดุ เชน่ เดียวกบั พระไตรปฎิ กเล่มท่ี ๑๒ เนือ้ หาสาระของพระสูตรท้งั หมดมขี นาดปานกลาง
ประมวลหลักค�ำสอนท่ีเกี่ยวกับบุคคล ๕ จ�ำพวก คือ คหบดี ภิกษุ ปริพาชก พระราชา
และพราหมณ์ หลักค�ำสอนเหล่าน้ัน เช่น หลักการพูด ในอภยราชกุมารสูตร หลักการปฏิบัติ
ไม่ผิด ในอปัณณกสูตร หลักการเลือกนับถือลัทธิต่าง ๆ ในสันทกสูตร หลักการท�ำหน้าที่
ในเอสุการีสูตร หลักการ เข้าถึงพรหมโลก ในธนัญชานิสูตรและวาเสฏฐสูตร และหลักการ
บรรลุอรหัตตผล ในกีฏาคิริสูตร ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ครองเรือน นักปกครอง หรือนักบวช
เม่ือได้ ศึกษาพระไตรปิฎกเล่มน้ีแล้ว ย่อมจะได้รับประโยชนส์ งู สดุ อยา่ งแนน่ อน
เลม่ ท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๔ 361
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๔
พระสตุ ตนั ตปิฎก เลม่ ท่ี ๖
(มชั ฌมิ นิกาย อุปรปิ ณั ณาสก)์
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔๖ คอื พระสตุ ตันตปฎิ ก มชั ฌิมนกิ าย อุปรปิ ัณณาสก์ เปน็ คมั ภรี ์
มชั ฌมิ นกิ ายคัมภรี ส์ ุดท้ายในจ�ำนวน ๓ คมั ภีร์ คือ ๑) มชั ฌมิ นิกาย มลู ปณั ณาสก์ (พระไตรปิฎก
เล่มท่ี ๑๒) ๒) มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ (พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๑๓) ๓) มัชฌิมนิกาย
อปุ ริปณั ณาสก์ (พระไตรปิฎกเลม่ ท่ี ๑๔)
การแบ่งหมวดหมพู่ ระสตู รในมัชฌิมนกิ าย อปุ รปิ ัณณาสก์
พระสูตรในมชั ฌิมนิกาย อปุ ริปัณณาสก์ แบ่งออกเป็นวรรค ๕ วรรค วรรคท่ี ๑-๒-๓
และ ๕ วรรคละ ๑๐ สูตร สว่ นวรรคท่ี ๔ มี ๑๒ สตู ร ดงั นี้
๑. เทวทหวรรค มพี ระสูตร ๑๐ สตู ร คือ
๑. เทวทหสูตร ๒. ปัญจัตตยสตู ร
๓. กินติสตู ร ๔. สามคามสูตร
๕. สุนักขตั ตสตู ร ๖. อาเนญชสปั ปายสูตร
๗. คณกโมคคัลลานสูตร ๘. โคปกโมคคัลลานสตู ร
๙. มหาปุณณมสูตร ๑๐. จฬู ปณุ ณมสูตร
๒. อนปุ ทวรรค มีพระสตู ร ๑๐ สูตร คอื
๑. อนปุ ทสตู ร ๒. ฉวโิ สธนสตู ร
๓. สปั ปุรสิ สูตร ๔. เสวิตพั พาเสวิตัพพสูตร
๕. พหุธาตุกสูตร ๖. อสิ ิคิลสิ ตู ร
๗. มหาจตั ตารสี กสูตร ๘. อานาปานัสสติสตู ร
๙. กายคตาสตสิ ตู ร ๑๐. สงั ขารูปปัตตสิ ูตร
๖ บทนำ� เลม่ ๑๔ : พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , กรงุ เทพมหานคร, ๒๕๓๙.
362 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๓. สุญญตวรรค มีพระสตู ร ๑๐ สูตร คอื
๑. จฬู สุญญตสูตร ๒. มหาสุญญตสตู ร
๓. อจั ฉริยัพภูตธมั มสูตร ๔. พักกุลัตเถรัจฉริยัพภตู สูตร
๕. ทนั ตภูมิสตู ร ๖. ภูมชิ สูตร
๗. อนุรทุ ธสตู ร ๘. อุปักกเิ ลสสูตร
๙. พาลปัณฑิตสตู ร ๑๐. เทวทูตสูตร
๔. วภิ งั ควรรค มีพระสตู ร ๑๒ สูตร คอื
๑. ภัทเทกรตั ตสตู ร ๒. อานันทภทั เทกรัตตสูตร
๓. มหากจั จานภัทเทกรัตตสตู ร ๔. โลมสกงั คิยภทั เทกรัตสูตร
๕. จูฬกัมมวิภังคสูตร ๖. มหากมั มวภิ งั คสตู ร
๗. สฬายตนวภิ ังคสูตร ๘. อทุ เทสวิภงั คสตู ร
๙. อรณวิภงั คสตู ร ๑๐. ธาตวุ ภิ งั คสตู ร
๑๑. สัจจวิภังคสูตร ๑๒. ทกั ขิณาวิภังคสตู ร
๕. สฬายตนวรรค มพี ระสูตร ๑๐ สตู ร คอื
๑. อนาถปิณฑิโกวาทสตู ร ๒. ฉนั โนวาทสตู ร
๓. ปณุ โณวาทสูตร ๔. นนั ทโกวาทสตู ร
๕. จูฬราหโุ ลวาทสตู ร ๖. ฉฉักกสูตร
๗. สฬายตนวิภังคสตู ร ๘. นครวนิ เทยยสตู ร
๙. ปณิ ฑปาตปารสิ ุทธิสตู ร ๑๐. อินทรยิ ภาวนาสตู ร
เลม่ ที่ ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๔ 363
แนะน�ำพระสตู รของแตล่ ะวรรค
๑. เทวทหวรรค
เทวทหวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยพระธรรมเทศนาทเ่ี ทวทหนคิ ม ชอ่ื วรรค ตงั้ ตามชอ่ื
พระสตู รที่ ๑ ในวรรคน้ี ซึ่งมีทัง้ หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสูตรมสี าระส�ำคญั ดงั นี้
๑. เทวทหสตู ร
๑.๑ ทม่ี าของชอ่ื
เทวทหสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยพระธรรมเทศนาท่ีเทวทหนิคม ช่ือนี้ตั้งตาม
ชอื่ สถานท่ี ท่ที รงแสดงพระสูตรน้ี
เทวทหนิคม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เทวทหนคร เป็นช่ือเมืองหลวงของเจ้าศากยะ
สายโกลิยะ เชน่ พระนางมหามายา พระพทุ ธมารดาและพระนางมหาปชาบดโี คตมี พระนา้ นาง
ของพระผูม้ พี ระภาค สวนลุมพนิ วี ันอยใู่ นเมอื งนี้
๑.๒ ท่ีมาของพระสตู ร
พระสตู รน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภกิ ษุทั้งหลาย ขณะประทบั อยู่ ณ เทวทหนิคม
แควน้ สกั กะ โดยทรงประสงคใ์ หภ้ กิ ษเุ หลา่ นน้ั ศกึ ษาเปรยี บเทยี บวา่ ความเพยี รตามหลกั ค�ำสอน
ของพวกนิครนถ์ท่ีเรียกว่าการบ�ำเพ็ญตบะกับความเพียรตามหลักค�ำสอนของพระองค์
มผี ลแตกตา่ งกนั อยา่ งไร เหตุเกดิ ของพระสตู รนจี้ ัดอยใู่ นประเภท ปรัชฌาสยะ
๑.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของเทวทหสูตร เป็นบรรยายโวหารแบบเล่าเรื่อง มีการถาม-ตอบ และอุปมา
อปุ ไมยประกอบ
๑.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
พระผู้มีพระภาคตรัสเล่าให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า พวกนิครนถ์สอนว่า บุคคลเสวยสุข
ทุกข์ และอทุกขมสุข ทั้งหมดนั้นมีสาเหตุมาจากกรรมเก่า กรรมเก่าจะส้ินสุดลงได้ก็เพราะ
364 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก
(๑) การบ�ำเพ็ญตบะ (๒) การไม่ท�ำกรรมใหม่เพ่ิมเติม เม่ือกรรมเก่าส้ินไป ทุกข์จึงสิ้นไป
เพราะทกุ ข์ส้นิ ไป เวทนาจงึ สน้ิ ไป เพราะเวทนาสิ้นไป ทกุ ขท์ งั้ ปวงจึงจะสลายไป
ตรัสเล่าว่า พระองค์เคยเสด็จเข้าไปหาพวกนิครนถ์และทรงซักถามปัญหาต่าง ๆ
มใี จความ ดังนี้
๑. ตรัสถามว่า พวกนิครนถ์รู้หรือว่า เราเคยเกิดมาแล้วในชาติก่อน เคยท�ำกรรมชั่ว
อย่างนั้นอย่างน้ีไว้แล้ว มีทุกข์เท่าน้ันเท่านี้ ในจ�ำนวนนั้นทุกข์เท่านี้ละได้แล้ว ทุกข์เท่าน้ันจะ
ต้องละตอ่ ไป พวกนิครนถ์ไม่สามารถบอกได้อย่างสมเหตสุ มผล ได้แต่อา้ งศาสดาของตน
๒. ตรัสถามว่า การบ�ำเพ็ญตบะอย่างแรงกล้าตามค�ำสอนของนิครนถ์ท�ำให้เกิดสุข
หรอื ให้เกิดทุกข์ พวกเขายอมรบั ว่า ท�ำให้เกิดทุกข์จรงิ
๓. ตรัสถามว่า พวกนิครนถ์สามารถใช้ความเพียร คือ การบ�ำเพ็ญตบะเปลี่ยนแปลง
ผลกรรมได้หรือไม่ พวกนคิ รนถต์ อบว่าเปล่ียนแปลงไมไ่ ด้
ทรงสรุปว่า ความเพียรตามลัทธินิครนถ์ไม่มีผล และจะได้รับแต่การต�ำหนิถึง
๑๐ ประการ
จากน้ัน ทรงแสดงผลแหง่ ความเพยี รตามหลักค�ำสอนของพระองคว์ า่
๑. ไม่ท�ำตนให้เป็นทกุ ข์ ไมส่ ละความสุขทีเ่ กิดขน้ึ โดยธรรม ไมห่ มกมุ่นในความสุขนัน้
รู้จกั เหตุแหง่ ทกุ ข์ เม่อื บ�ำเพญ็ เพยี รและเจรญิ อเุ บกขาจนคลายก�ำหนัด ความทกุ ขก์ จ็ ะสลายไป
เหมือนชายหนุ่มหลงรักหญิงสาวก็เป็นทุกข์เพราะเห็นหญิงสาวน้ันคุยกับชายอ่ืน เมื่อเลิกรัก
ก็ไม่ตอ้ งทกุ ข์
๒. ถ้าท�ำตนให้ล�ำบากแล้ว อกุศลธรรมเสื่อมไปกุศลธรรมเจริญข้ึน ก็สมควรท�ำตนให้
ล�ำบากได้ เพอื่ ต่อไปจะได้ไม่ตอ้ งล�ำบากอีก เหมอื นช่างศรลนลกู ศรจนตรง ต่อไปกไ็ ม่ต้องลนอีก
๓. ผู้ฟังธรรมของพระองค์แล้วมีศรัทธา ออกบวชบ�ำเพ็ญเพียรตามหลักค�ำสอน คือ
ถงึ พรอ้ มดว้ ยสกิ ขาและสาชีพ มีความส�ำรวม มศี ีล กจ็ ะไดร้ ับผลแหง่ ความเพียร ได้แก่ ฌาน ๔
และวชิ ชา ๓
ทรงสรุปว่า หลักค�ำสอนของพระองคม์ ผี ลเชน่ น้จี งึ ได้รบั การสรรเสรญิ ถึง ๑๐ ประการ
ซง่ึ ตรงกนั ข้ามกบั การต�ำหนิ ๑๐ ประการ
๑.๕ ข้อสังเกต
ในพระสตู รนี้มีข้อทน่ี า่ สงั เกตนา่ ศึกษา ดงั นี้
๑. ลทั ธนิ ิครนถห์ รือท่รี ู้จกั ในปจั จบุ ันวา่ ศาสนาเชน น้นั มีหลกั ความเชื่อเร่ืองกฎแห่ง
กรรมคล้ายกับพระพุทธศาสนา คือต่างก็เป็นกรรมวาที เชื่อว่า ความสุข ความทุกข์ ความดี
เล่มท่ี ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๔ 365
ความชั่ว เป็นผลแห่งกรรมท่ีตัวเองกระท�ำ คือกรรมของตนลิขิตข้ึนเอง ไม่ใช่พรหมหรือพระ
เป็นเจ้าลขิ ิตใหศ้ าสนาเชนและพระพทุ ธศาสนาจึงจดั อย่ใู นพวกอเทวนยิ ม (atheism)
๒. พระสตู รนช้ี ใี้ หเ้ หน็ วา่ กรรมวาทแี บบนคิ รนถต์ า่ งกบั กรรมวาทแี บบพทุ ธในประเดน็
ส�ำคญั ดงั ต่อไปนี้
๒.๑ ลัทธินิครนถ์เชื่อกฎแห่งกรรมแบบสัสสตทิฏฐิว่า กรรมเก่าทุกอย่างต้องให้
ผลแน่นอน ไมม่ ขี ้อยกเว้น พระพุทธศาสนาเชือ่ กฎแห่งกรรมแบบมัชฌมิ าปฏิปทา (สัมมาทิฏฐิ)
วา่ กรรมเกา่ บางอยา่ งอาจถูกหักล้างด้วยผลแห่งกรรมปจั จุบนั ท่ีมีอ�ำนาจเหนอื กว่า เช่น อ�ำนาจ
แหง่ อรยิ มรรค หรืออรหตั ตมรรคของทา่ นพระองคลุ มิ าล สามารถหักล้างกรรมเก่า คือ การฆา่
คนจ�ำนวนมากก่อนบวช และส่งผลให้ท่านบรรลุอรหัตตผลได้ กรรมเหล่านั้นจึงจัดเป็น
อโหสกิ รรม คือกรรมท่ีเลิกให้ผล
๒.๒ ลัทธินิครนถ์ถือว่า คนเราจะหมดทุกข์ได้ก็โดยการบ�ำเพ็ญเพียรอย่าง
แรงกล้าที่เรียกว่าตบะหรือการทรมานตน และการไม่ท�ำกรรมใหม่เพ่ิมเติม พระพุทธศาสนา
ถอื วา่ การบ�ำเพ็ญเพยี รแบบท�ำตบะเปน็ การสรา้ งทุกข์ ตอ้ งเจริญวิปสั สนาให้รูแ้ จ้งทุกข์ จงึ หมด
ทกุ ข์ได้ทงั้ ปวง
พระสูตรน้ีจึงถือเป็นแม่บทส�ำหรับใช้เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่าง
กรรมวาทแี บบนิครนถ์กับแบบพทุ ธ
๒. ปัญจตั ตยสูตร
๒.๑ ที่มาของชอ่ื
ปญั จัตตยสูตร แปลวา่ พระสูตรวา่ ด้วยความเห็นผดิ ๕ ลทั ธิ ๓ หมวด ชอื่ นีต้ ั้งตาม
เน้ือหาสาระของพระสูตร
ค�ำว่า ความเห็นผิด ๕ ลัทธิ ๓ หมวด หมายถึงความเห็นท่ีเกิดจากการก�ำหนด
ขันธ์ส่วนอนาคต (อปรันตกัปปิกทิฏฐิ) ๕ ลัทธิ คือ (๑) สัญญีวาทะ (๒) อสัญญีวาทะ
(๓) เนวสญั ญนี าสญั ญวี าทะ (๔) อจุ เฉทวาทะ (๕) ทิฏฐธมั มนพิ พานวาทะ ลัทธทิ ้ัง ๕ นีย้ อ่ ลง
ได้ ๓ หมวด คอื (๑) อัตถกิ วาทะ หรือสัสสตวาทะ (๒) อจุ เฉทวาทะ (๓) ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ
ทั้งหมดน้เี ป็นเพยี งสว่ นหนง่ึ และส่วนเบอ้ื งตน้ ของพระสูตรน้ี
366 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
๒.๒ ท่มี าของพระสูตร
พระสูตรนี้ พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษทุ ั้งหลาย ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยทรงประสงค์ให้ภิกษุเหล่าน้ันทราบความ
เห็นผิดของสมณพราหมณ์ในสมัยนั้น พร้อมทั้งทรงวิเคราะห์และวิจารณ์เปรียบเทียบให้เข้าใจ
เหตเุ กิดของพระสตู รน้ีจดั อยใู่ นประเภท ปรชั ฌาสยะ
๒.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รูปแบบของปัญจัตตยสูตรเป็นบรรยายโวหารแบบถาม - ตอบ และมีอุปมาอุปไมย
ประกอบ
๒.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
ภาคอุทเทส
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มีสมณพราหมณ์ ๕ พวก ก�ำหนดขันธ์ส่วนอนาคต
(อปรนั ตกัปปกิ ะ) แสดงวาทะประกาศลทั ธขิ องตน ๆ ดังนี้
พวกท่ี ๑ ประกาศวา่ “อัตตาที่มีสัญญา ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว” (ลัทธินี้เรียกว่า
สัญญวี าทะ)
พวกท่ี ๒ ประกาศวา่ “อตั ตาท่ไี มม่ สี ญั ญา ย่งั ยนื หลงั จากตายแล้ว” (ลทั ธิน้เี รียกวา่
อสญั ญวี าทะ)
พวกที่ ๓ ประกาศวา่ “อัตตาท่ีมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจาก
ตายแล้ว” (ลัทธนิ ี้เรยี กว่า เนวสัญญนี าสญั ญวี าทะ)
พวกท่ี ๔ ประกาศว่า “อตั ตาท่มี อี ย่ขู าดสูญ” (ลัทธิน้ีเรียกวา่ อุจเฉทวาทะ)
พวกท่ี ๕ ประกาศวา่ “มนี พิ พานในปัจจุบนั ” (ลทั ธนิ ้เี รยี กว่าทฏิ ฐธัมมนพิ พานวาทะ)
ทงั้ ๕ ลทั ธนิ ย้ี ่อลงเปน็ ๓ ลัทธิ หรือ ๓ หมวด กไ็ ด้ คอื
๑. ลัทธิท่ี ๑-๓ ยอ่ ลงเป็นลัทธิเดียว คือลัทธิท่บี ัญญัติวา่ “อตั ตาทมี่ ีอยู่ ยงั่ ยืน หลังจาก
ตายแลว้ ” (ลัทธินี้เรียกวา่ อัตถกิ วาทะ หรอื สัสสตวาทะ)
๒. ลทั ธิท่ี ๔ คือลัทธิทีบ่ ัญญัติวา่ “อัตตาท่ีมีอยูข่ าดสูญ” (ลัทธนิ ้เี รยี กว่า อจุ เฉทวาทะ)
๓. ลัทธิท่ี ๕ คือลัทธิท่ีบัญญัติว่า “มีนิพพานในปัจจุบัน” (ลัทธิน้ีเรียกว่า ทิฏฐธัมม-
นิพพานวาทะ)
ลทั ธิท้งั ๓ หมวดนีส้ ามารถขยายออกเปน็ ๕ ลทั ธไิ ด้
เลม่ ท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๔ 367
ภาคนทิ เทส
ต่อไป ทรงจ�ำแนกลัทธิท่ี ๑-๔ ข้างต้นให้กว้างขวางย่ิงขึ้น (ตามที่ตรัสไว้ในพรหม-
ชาลสตู ร ทีฆนิกาย สลี ขนั ธวรรค พระไตรปิฎกเลม่ ที่ ๙) พรอ้ มท้งั ทรงวเิ คราะห์ให้ภิกษทุ ้ังหลาย
เห็น สรปุ ความไดด้ งั นี้
๑. ทรงจ�ำแนกลัทธิสัญญีวาทะ (ลัทธิท่ี ๑ ข้างต้น) ออกเป็น ๘ ลัทธิ (ในจ�ำนวน
ทงั้ หมด ๑๖ ลทั ธิ)
๒. ทรงจ�ำแนกลัทธิอสัญญีวาทะ (ลัทธิท่ี ๒ ข้างต้น) ออกเป็น ๔ ลัทธิ (ในจ�ำนวน
ทง้ั หมด ๘ ลทั ธ)ิ วา่ เปน็ ลัทธทิ ่คี ัดคา้ นลัทธสิ ญั ญีวาทะ
๓. ทรงจ�ำแนกลัทธิเนวสัญญีนาสัญญีวาทะ (ลัทธิที่ ๓ ข้างต้น) ออกเป็น ๔ ลัทธิ
(ในจ�ำนวนท้ังหมด ๘ ลัทธิ) ว่าเปน็ ลทั ธิที่คัดค้านทง้ั ลทั ธสิ ัญญวี าทะและอสัญญีวาทะ
๔. ทรงจ�ำแนกลัทธิอุจเฉทวาทะ (ลัทธิท่ี ๔ ข้างต้นออกเป็น ๓ ลัทธิ (ในจ�ำนวน
ทง้ั หมด ๗ ลทั ธ)ิ วา่ เปน็ ลทั ธิทคี่ ัดคา้ นทงั้ สัญญวี าทะ อสญั ญวี าทะ และเนวสญั ญีนาสญั ญีวาทะ
(ดรู ายละเอยี ดของอปรนั ตกปั ปิกทิฏฐใิ นพรหมชาลสูตร)
๕. ทรงวิเคราะห์ว่า สมณพราหมณ์ ๓ พวกแรกไม่รู้เร่ืองสัญญาตามความเป็นจริง
ดังท่ีพระองค์ทรงรู้ พวกนี้จึงยังยึดติดสัญญาบางอย่างท่ีหยาบและมีปัจจัยปรุงแต่ง สัญญาน้ัน
ยังเกิด-ดับไปตามเหตุปัจจัย ไม่ย่ังยืน ทรงแสดงว่า ยังมีสัญญา ที่ประณีตกว่านั้น (กว่า
เนวสัญญานาสัญญายตนะด้วย) น่ันคือ สัญญาเวทยิตนิโรธ ซึ่งสมณพราหมณ์เหล่านั้นไม่รู้
ส่วนสมณพราหมณพ์ วกที่ ๔ ผถู้ อื อจุ เฉทวาทะ เห็นวา่ สมณพราหมณ์ ๓ พวกแรก ยงั เวียนว่าย
ตายเกิด ไม่หลุดพ้นไปได้ และยังหวังความสุขสวัสดีในโลกอื่น เหมือนพวกพ่อค้าหวังผลก�ำไร
พวกนี้จงึ บญั ญัตกิ ารขาดสูญของสตั ว์ทั้งหลายทม่ี (ี ในโลกน)้ี พระองค์ทรงเหน็ วา่ สมณพราหมณ์
พวกที่ ๔ น้ี ยังกลัวสกั กายะ รังเกยี จสักกายะ วนเวยี นไปตามสกั กายะเหมอื นสุนัขท่ถี ูกผูกไวก้ ับ
เสาหรือหลกั เท่ยี ววนเวยี นไปรอบ ๆ เสา หรอื หลกั นัน้ อยู่ตลอดเวลา
๖. ตรัสต่อไปว่า ยังมีสมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่ง ก�ำหนดขันธ์ส่วนอดีต (ปุพพันต-
กัปปิกะ) แสดงวาทะประกาศลทั ธขิ องตน ๆ รวม ๑๖ ลทั ธิ (แตห่ มายถึงปพุ พนั ตกัปปกิ วาทะ
ท้ัง ๑๘ ลัทธ)ิ คือ
ลทั ธิที่ ๑ อตั ตาและโลกเทยี่ ง (หมายถงึ สสั สตวาทะ ๔ ลทั ธิ ในพรหมชาลสตู ร)
ลทั ธิที่ ๒ อัตตาและโลกไม่เท่ียง (หมายถึงอุจเฉทวาทะ ๗ ลัทธิ ในพรหม-
ชาลสูตร ดูค�ำอธบิ ายใน ม.อ.ุ อ. ๓/๒๗/๑๕ ประกอบ)
ลัทธิท่ี ๓ อัตตาและโลกมีท้ังเที่ยงและไม่เที่ยง (หมายถึงเอกัจจสัสสตวาทะ
๔ ลัทธิ ในพรหมชาลสตู ร)
368 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
ลทั ธทิ ี่ ๔ อตั ตาและโลกเทยี่ งกม็ ใิ ช่ ไมเ่ ทยี่ งกม็ ใิ ช่ (หมายถงึ อมราวกิ เขปกิ วาทะ
๔ ลทั ธิ ในพรหมชาลสูตร)
ลัทธิท่ี ๕-๘ อัตตาและโลกมีที่สุด จนถึงอัตตาและโลกมีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุด
กม็ ใิ ช่ (หมายถึงอัตตานนั ตกิ วาทะ ๔ ลทั ธิ ในพรหมชาลสูตร)
ลทั ธิที่ ๙-๑๖ อัตตาและโลกมีสัญญาอย่างเดียวกัน จนถึงอัตตาและโลก มีทุกข์
ก็มิใช่ มีสุขก็มิใช่ (ตรงกับสัญญีวาทะ ๘ ลัทธิ คือ ลัทธิท่ี ๙-๑๖
ในพรหมชาลสตู ร)
แต่อรรถกถาอธบิ ายวา่ ลัทธทิ ้งั ๑๖ ลัทธิ หมายถึง ๑๘ ลทั ธขิ องปพุ พนั ตกัปปิกวาทะ
คือ สัสสตวาทะ ๔ เอกัจจสัสสตวาทะ ๔ อันตานันติกวาทะ ๔ อมราวิกเขปิกวาทะ ๔ และ
อธจิ จสมุปปันนกิ วาทะ ๒ (ม.อ.ุ อ. ๓/๒๗/๑๔-๑๖)
๗. ทรงวิเคราะห์ว่า สมณพราหมณ์พวกน้ีบัญญัติลัทธิเหล่าน้ีตามความเช่ือ ความ
ชอบใจ ตามท่ีได้ฟังตาม ๆ กันมา ตามท่ีตรึกเอาตามอาการ (คิดคาดคะเนด้วยเหตุผล) หรือ
ตามท่ีเห็นว่าเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน มิได้บัญญัติด้วยวิปัสสนาญาณจึงเป็นการบัญญัติด้วย
อุปาทานเท่านัน้
๘. ทรงสรุปว่า ถ้าก้าวล่วงทิฏฐิหรือลัทธิทั้งที่บัญญัติข้ึนจากการก�ำหนดขันธ์ส่วน
อดตี และขันธ์ส่วนอนาคตดงั กล่าวได้แล้ว กจ็ ะเกดิ ปตี ิ สุข อทุกขมสขุ จนหลุดพ้นได้ในทีส่ ุด
ส่ิงท่ีทรงรู้และทรงแสดงมาทั้งหมดนี้ ตรัสเรียกว่า สันติวรบท คือ บทอันประเสริฐ
สงบ ไม่มีบทอน่ื ย่ิงกวา่
๒.๕ ข้อสังเกต
ในพระสตู รน้ี มขี ้อทนี่ า่ สงั เกตนา่ ศกึ ษา ดงั นี้
๑. ช่ือของพระสูตรนี้มีความหมายเพียงครึ่งหน่ึงของเน้ือหา คือ หมายถึงเฉพาะ
อปรันตกปั ปกิ วาทะ ๕ ลทั ธิ ท่ีทรงย่อลงเหลอื ๓ ลัทธิกไ็ ด้ ไม่กนิ ความถึงปพุ พนั ตกัปปิกวาทะ
๑๖ ลัทธิ ทท่ี รงแสดงไวใ้ นตอนทา้ ย ข้อนีช้ วนใหเ้ ขา้ ใจวา่ ทรงให้ความส�ำคญั แก่อปรนั ตกปั ปิก-
วาทะมากกวา่ ปพุ พนั ตกปั ปกิ วาทะ แตม่ นิ า่ จะเปน็ อยา่ งนน้ั ควรศกึ ษาหาค�ำตอบทแ่ี ทจ้ รงิ ตอ่ ไป
๒. การทท่ี รงจ�ำแนกอปรนั ตกปั ปกิ วาทะเพยี ง ๔ ลทั ธิ มไิ ดท้ รงจ�ำแนกทฏิ ฐธมั มนพิ พาน
วาทะไวด้ ว้ ยนน้ั อรรถกถาอธบิ ายไว้ว่า ให้ถอื วา่ ทรงจ�ำแนกไวแ้ ลว้ คอื อนุโลมเข้าในค�ำท่ที รงใช้
๒ ค�ำ คอื เอกตฺต (ความเปน็ อย่างเดยี วกนั ) และ นานตตฺ (ความต่างกัน) (ม.อุ.อ. ๓/๒๖/๑๔)
เช่น อตั ตา และโลกมีสัญญาอยา่ งเดียว อัตตาและโลกมสี ญั ญาตา่ งกัน ในสัญญวี าทะ
เลม่ ท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๔ 369
อย่างไรก็ตาม ทฏิ ฐธมั มนิพพานวาทะน้ี ทรงจ�ำแนกไวใ้ นพรหมชาลสตู ร ดังนี้
๑. ลัทธนิ ้ีถือวา่ ความเพียบพร้อมดว้ ยกามคุณ ๕ เปน็ นพิ พานในปัจจบุ นั
๒. ลทั ธินถี้ ือวา่ ความเพียบพรอ้ มดว้ ยปฐมฌาน เปน็ นิพพานในปจั จุบนั
๓. ลทั ธทิ ่ถี ือวา่ ความเพยี บพรอ้ มดว้ ยทุติยฌาน เปน็ นิพพานในปจั จุบัน
๔. ลัทธิทีถ่ ือว่า ความเพยี บพร้อมดว้ ยตตยิ ฌาน เปน็ นพิ พานในปจั จบุ นั
๕. ลัทธทิ ี่ถือว่า ความเพียบพรอ้ มดว้ ยจตุตถฌาน เป็นนิพพานในปัจจุบนั
๓. อรรถกถาอธิบายว่า ในพระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงลัทธินอก
พระพุทธศาสนาท้ัง ๖๒ ลัทธิ คือ อปรันตกัปปิกวาทะ ๔๔ ลัทธิ และปุพพันตกัปปิกวาทะ
๑๘ ลัทธิ แต่ทรงจ�ำแนกเฉพาะที่ส�ำคัญ ซึ่งถือว่าทรงหมายถึงทุกลัทธิท่ีทรงแสดงไว้ใน
พรหมชาลสูตร นอกจากน้ัน ยังมีบางส่วนในพระสูตรน้ีที่มิได้ทรงแสดงไว้ในพรหมชาลสูตร
(ม.อ.ุ อ. ๓/๒๘/๑๖)
๔. ความเด่นของพระสตู รนี้ คอื การวิเคราะหล์ ทั ธิต่าง ๆ ไว้อยา่ งชัดเจน เป็นประโยชน์
อย่างยงิ่ ส�ำหรับผูส้ นใจศึกษาปรัชญาอนิ เดยี โบราณ
๓. กนิ ติสตู ร
๓.๑ ที่มาของช่ือ
กนิ ตสิ ตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยภกิ ษคุ ดิ อยา่ งไรในพระพทุ ธเจา้ ชอื่ นตี้ ง้ั ตามเนอ้ื หา
สาระของพระสตู ร
๓.๒ ท่มี าของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุท้ังหลายขณะประทับอยู่ ณ ป่าชัฏ
เขตกรุงกุสินารา แคว้นมัลละ โดยทรงปรารภความคิดเห็นของภิกษุทั้งหลายที่มีต่อพระองค์
เหตเุ กดิ ของพระสตู รนี้จดั อยู่ในประเภท ปรัชฌาสยะ
๓.๓ รูปแบบของพระสูตร
รูปแบบของกนิ ตสิ ตู รเป็นการสนทนาธรรมแบบถาม-ตอบ
370 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตันตปิฎก
๓.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
ภาคอทุ เทส
พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุท้ังหลายว่า คิดเห็นอย่างไรเก่ียวกับการแสดงธรรมของ
พระองค์ พระองค์ทรงแสดงธรรมเพ่ือจีวร เพื่อบิณฑบาต เพ่ือเสนาสนะ หรือเพ่ือไปเกิดใน
ภพน้อยภพใหญ่
ภกิ ษเุ หล่านัน้ ทลู ตอบว่า มไิ ดม้ คี วามคิดเห็นวา่ พระองค์ทรงแสดงธรรม เพอ่ื อะไรอนื่
นอกจากเพ่ือจะทรงอนุเคราะห์
ภาคนิเทส
พระผู้มีพระภาคทรงรับรองความคิดเห็นของภิกษุเหล่านั้น แล้วทรงอธิบายขยาย
ความว่า พระองค์ทรงแสดงธรรม ๓๗ ประการ (คือโพธิปักขิยธรรม) เพ่ือให้ภิกษุท้ังหลาย
พรอ้ มเพรยี งกัน รว่ มใจกนั ไม่วิวาทกนั และต้ังใจศกึ ษาธรรมเหล่านั้น จากน้นั ทรงต้ังประเดน็
ขนึ้ อธิบายว่า
๑. ถ้าภิกษุวิวาทกัน ให้ตกั เตือนกนั และกนั
๒. ถ้าภิกษุพร้อมเพรียงกัน ไม่วิวาทกัน แต่เกิดมีภิกษุต้องอาบัติข้ึน ให้ค�ำนึงก่อนว่า
ภกิ ษุนนั้ เปน็ ผู้ทค่ี วรวา่ กล่าวหรอื ไม่
๓. ถา้ ภกิ ษพุ รอ้ มเพรยี งกนั ศกึ ษาธรรม แตเ่ กดิ การยแุ หยก่ นั ขนึ้ มคี วามเหน็ แตกแยกกนั
ผูกใจเจบ็ ไมเ่ ชื่อถือ ไมย่ นิ ดีตอ่ กัน ให้สอบถามกันว่าพระองคจ์ ะทรงต�ำหนไิ ด้หรอื ไม่ และจะท�ำ
นพิ พานใหแ้ จ้งไดห้ รือไม่
ครนั้ สอบถามแล้ว ใหช้ ้แี จงอยา่ งมีเหตผุ ลโดยไม่ยกตนข่มผู้อื่น
๓.๕ ขอ้ สงั เกต
ถ้าต้ังใจอ่านพระสูตรนี้โดยละเอียด และคิดตามอย่างรอบคอบ จะเห็นได้ว่าเป็น
พระสตู รทนี่ า่ สนใจมาก วธิ กี ารทท่ี รงแนะน�ำนน้ั เหมาะส�ำหรบั นกั ปกครอง หรอื ผมู้ หี นา้ ทพ่ี จิ ารณา
กรณพี พิ าทตา่ ง ๆ จะน�ำไปประยกุ ตใ์ ชใ้ หเ้ กดิ ผลตามประสงค์
เล่มท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๔ 371
๔. สามคามสูตร
๔.๑ ท่ีมาของช่อื
สามคามสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่สามคาม ช่ือนี้ต้ังตาม
ช่อื สถานทท่ี ที่ รงแสดงพระสตู ร
ค�ำว่า สามคาม แปลว่า หมู่บ้านที่มีข้าวฟ่างมาก หรืออุดมสมบูรณ์ เป็นหมู่บ้านของ
ชาวศากยะ แควน้ สกั กะ (ม.อ.ุ อ. ๓/๔๑/๒๑)
๔.๒ ทม่ี าของพระสตู ร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ท่านพระอานนท์ และท่านพระจุนทะ
สมณทุ เทส ขณะประทับอยู่ ณ หม่บู า้ นสามคามของชาวศากยะ แควน้ สักกะ โดยทรงปรารภ
ค�ำกราบทูลของท่านพระอานนท์ เรื่องการแตกสามัคคีถึงขั้นวิวาทกันของพวกนิครนถ์
หลังจากนิครนถ์ นาฏบุตรดับขันธ์ไปไม่นานนัก เหตุเกิดของพระสูตรน้ีจึงจัดอยู่ในประเภท
อตั ถปุ ปัตตกิ ะ
๔.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของสามคามสูตรเปน็ บรรยายโวหารแบบถามเอง - ตอบเอง
๔.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
ภาคอุทเทส
ท่านพระจุนทะ สมณุทเทส (น้องชายของท่านพระสารีบุตร) ซึ่งจ�ำพรรษาอยู่ใน
กรุงปาวา ได้ทราบข่าวการดับขันธ์ของนิครนถ์ นาฏบุตรและการแตกสามัคคีของพวกนิครนถ์
หลงั จากนิครนถ์
นาฏบุตรดับขันธ์ได้ไม่นานนัก จึงออกเดินทางมาหาท่านพระอานนท์ท่ีหมู่บ้าน
สามคาม ของชาวศากยะ ในแคว้นสักกะ เล่าเร่ืองทั้งหมดให้ท่านพระอานนท์ฟัง พระเถระ
เห็นว่า เรื่องน้ีจะเป็นเหตุให้พระผู้มีพระภาค ตรัสเทศนาธรรมที่ส�ำคัญได้เร่ืองหนึ่ง จึงชวน
ท่านพระจุนทะเข้าเฝ้าถึงท่ีประทับ กราบทูลตามท่ีท่านพระจุนทะเล่าให้ฟังว่า เมื่อไม่นาน
มานี้ นิครนถ์ นาฏบุตรได้ดับขันธ์ท่ีกรุงปาวา เพราะการดับขันธ์ของนิครนถ์ นาฏบุตรนั้น
พวกนคิ รนถจ์ งึ แตกแยกกนั เปน็ ๒ ฝา่ ย ตา่ งบาดหมางกนั ทะเลาะววิ าทกนั จนถงึ ขนั้ จะฆา่ ฟนั กนั
372 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก
แม้พวกสาวกนิครนถ์ นาฏบุตร ท่ีเป็นคฤหัสถ์นุ่งขาวห่มขาว ก็เกิดความเบื่อหน่าย
คลายความรัก รู้สึกท้อถ้อยในพวกนิครนถ์ ท้ังนี้ เพราะธรรมวินัยท่ีนิครนถ์ นาฏบุตรกล่าว
ไว้ไม่ดี ประกาศไว้ไม่ดี ไม่เป็นเคร่ืองน�ำออกจากทุกข์ได้ ไม่เป็นไปเพ่ือความสงบระงับ เป็น
ธรรมท่ีผู้มิใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศไว้ เป็นธรรมวินัยท่ีไม่มีที่พึ่งพ�ำนัก เพราะที่พึ่ง
พ�ำนักถูกท�ำลายเสียแล้ว และกราบทูลความคิดเห็นของท่านเองว่า เม่ือพระผู้มีพระภาค
เสดจ็ ดับขนั ธปรินิพพานไป ความววิ าทเชน่ น้อี ยา่ ไดเ้ กดิ ขนึ้ ในสงฆ์เลย เพราะความววิ าทเชน่ น้ี
มิได้เป็นไปเพื่อเก้ือกูล เพื่อสุข เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก มิได้เป็นไปเพ่ือเก้ือกูล เพ่ือสุข
เพื่อประโยชนแ์ กเ่ ทวดาและมนุษยท์ ง้ั หลาย
พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่านพระอานนท์ว่า เคยเห็นภิกษุ ๒ รูปวิวาทกันเพราะ
ธรรม ๓๗ ประการ (โพธปิ ักขยิ ธรรม) ที่พระองค์ทรงแสดงแก่ภกิ ษุทั้งหลายบา้ งหรือไม่
ท่านพระอานนท์ทูลตอบว่า ยังไม่เคยเห็น แต่ต่อไปข้างหน้า หลังพุทธปรินิพพาน
อาจมีบคุ คลทอี่ าศัยพระผ้มู ีพระภาคก่อการวิวาทขึน้ ในสงฆ์ เพราะเหตุ ๒ ประการ ประการใด
ประการหนง่ึ คือ (๑) อาชีวะอันเครง่ ครดั (๒) ปาตโิ มกขอ์ นั เคร่งครดั (ดคู �ำอธบิ ายในเชงิ อรรถ
ข้อ ๔๓) วิวาทนั้นจะไม่เป็นไปเพ่ือเกื้อกูล เพ่ือสุข เพ่ือประโยชน์แก่คนหมู่มาก จะไม่เป็นไป
เพอื่ เกอื้ กูล เพ่อื สุข เพ่อื ประโยชนแ์ กเ่ ทวดาและมนุษยท์ ัง้ หลาย
พระผู้มีพระภาคตรสั ว่า การววิ าทท่เี กิดขึ้นเพราะเหตุ ๒ ประการนน้ั เปน็ เร่ืองเลก็ นอ้ ย
แต่การวิวาทที่เกิดขึ้นเพราะมรรคหรือปฏิปทาเป็นเร่ืองใหญ่ แล้วทรงอธิบายมูลเหตุแห่ง
การวิวาท ๖ ประการ อธิกรณ์ ๔ ประการ อธิกรณสมถะ (วิธีระงับอธิกรณ์) ๗ ประการ
และธรรมส�ำหรับป้องกันมิให้เกิดอธิกรณ์ คือ สาราณียธรรม(สารณียธรรม) ๖ ประการ
โดยละเอียด
ภาคนิทเทส
มูลเหตแุ ห่งการวิวาท ๖ ประการ คอื
๑. ภกิ ษุเป็นผูม้ ักโกรธ ผูกโกรธ
๒. ภิกษเุ ป็นผลู้ บหลู่ ตีเสมอ
๓. ภกิ ษุเปน็ ผูร้ ษิ ยา มคี วามตระหน่ี
๔. ภิกษุเป็นผโู้ อ้อวด มีมารยา
๕. ภิกษุเป็นผู้มีความปรารถนาช่วั เปน็ มิจฉาทิฏฐิ
๖. ภกิ ษุเปน็ ผู้ยดึ มน่ั ทิฏฐขิ องตน มคี วามถือร้ัน สละส่งิ ท่ีตนยดึ มั่นไดย้ าก
เล่มท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๔ 373
อธิกรณ์ ๔ ประการ คอื
๑. วิวาทาธกิ รณ์ ๒. อนวุ าทาธกิ รณ์
๓. อาปตั ตาธกิ รณ ์ ๔. กิจจาธกิ รณ์
อธกิ รณสมถะ ๗ ประการ คือ
๑. สัมมขุ าวนิ ยั ๒. สตวิ นิ ยั
๓. อมูฬหวินยั ๔. ปฏิญญาตกรณะ
๕. เยภุยยสกิ า ๖. ตัสสปาปิยสกิ า
๗. ตณิ วัตถารกะ
สาราณียธรรม ๖ ประการ คอื
๑. เมตตากายกรรม ๒. เมตตาวจกี รรม
๓. เมตตามโนกรรม ๔. ใช้สอยปจั จัยรว่ มกันไม่แบ่งแยก
๕. มีศีลเสมอกนั ๖. มีทฏิ ฐเิ สมอกนั
๔.๕ ข้อสงั เกต
ในพระสูตรนี้มขี ้อท่ีนา่ สงั เกตน่าศึกษา ดังน้ี
๑. พระสตู รนน้ี า่ จะเกดิ ขน้ึ ในคราวเดยี ว และสถานทเี่ ดยี วกบั ปาสาทกิ สตู ร ในทฆี นกิ าย
ปาฏกิ วรรค (พระไตรปฎิ กเลม่ ที่ ๑๑) เพราะทรงปรารภเหตกุ ารณแ์ ละบคุ คลเดยี วกนั (ดคู �ำแนะน�ำ
ปาสาทกิ สูตร ในบทน�ำของพระไตรปฎิ กเล่มท่ี ๑๑ ประกอบ) ในปาสาทิกสูตร พระผมู้ ีพระภาค
ตรัสกับท่านพระจุนทะ สมณุทเทส ผู้น�ำข่าวสารมาถวาย สันนิษฐานตามค�ำกราบทูลของ
ท่านพระอานนท์ โดยเฉพาะตอนสุดท้ายท่ีเป็นส่วนความคิดเห็นของท่านเอง แสดงว่า
พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระอานนท์ก่อน คือ ทรงแสดงสามคามสูตร แล้วตรัสกับ
ท่านพระจุนทะต่อไป คือ ทรงแสดงปาสาทกิ สูตร
๒. พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระสูตรน้ี เพ่ือป้องกันและแก้ไขการแตกสามัคคี
ของสงฆ์ ตามที่ท่านพระอานนท์ห่วงใย ซ่ึงยังไม่เกิดข้ึนในขณะนั้น ฉะนั้น พระองค์จึงทรงใช้
ทง้ั พระสัพพัญญุตญาณและพระอนาคตงั สญาณ ในการแสดงพระสตู รนี้
๓. เนื้อหาของพระสูตรน้ีประกอบด้วยหมวดธรรม ๔ หมวด ๓ หมวดแรกทรงแสดง
ไว้ส�ำหรับใช้พิจารณาอธิกรณ์หรือคดีความเมื่อเกิดข้ึนแล้ว เรียกว่า หมวดธรรมส�ำหรับแก้ไข
ส่วนหมวดธรรมท่ี ๔ ทรงแสดงไว้เพื่อใช้ป้องกันมิให้มีคดีความเกิดขึ้น เพราะสาราณียธรรม
ท�ำให้เกิดความรกั ความเคารพ และความสงเคราะห์กนั และกัน
พระสตู รนจ้ี ึงเปน็ ประโยชน์อย่างยิง่ ส�ำหรบั นกั ปกครอง
374 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปิฎก
๕. สนุ กั ขัตตสูตร
๕.๑ ท่ีมาของชอ่ื
สนุ กั ขตั ตสตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยเจา้ สนุ กั ขตั ตะ ลจิ ฉวบี ตุ ร ชอ่ื นต้ี งั้ ตามชอ่ื บคุ คล
ท่ีปรากฏในพระสตู รนี้
๕.๒ ทมี่ าของพระสตู ร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่เจ้าสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร ขณะประทับอยู่
ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี โดยทรงปรารภค�ำถามของเจ้าสุนกั ขัตตะ เหตเุ กดิ
ของพระสูตรนีจ้ ึงจัดอยูใ่ นประเภท ปจุ ฉาวสิกะ
๕.๓ รปู แบบของพระสูตร
รปู แบบของสนุ กั ขตั ตสตู รเปน็ แบบสนทนาธรรมถาม-ตอบ และมอี ปุ มาอปุ ไมยประกอบ
๕.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
ภาคอุทเทส
เจ้าสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตรทราบว่า มีภิกษุจ�ำนวนมาก มาเฝ้าพระผู้มีพระภาคและ
ได้พยากรณ์อรหัตตผลของตน ณ เบ้ืองพระพักตร์พระผู้มีพระภาค จึงเข้าเฝ้าและทูลถาม
พระผู้มีพระภาคว่า ภิกษุเหล่านั้นพยากรณ์อรหัตตผลถูกต้องตามความเป็นจริงหรือตามที่ตน
เข้าใจเอาเองวา่ ได้บรรลุ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า บางพวกพยากรณ์ถูกต้องตามความเป็นจริง บางพวก
พยากรณต์ ามทตี่ นเขา้ ใจ เมอื่ ทรงฟงั การพยากรณข์ องพวกหลงั น้ี พระองคท์ รงคดิ จะแสดงธรรม
ใหฟ้ งั นอกจากบางพวกทแ่ี ตง่ ปญั หาเขา้ มาทลู ถาม (เพอื่ ลองปญั ญา) พระด�ำรจิ ะทรงแสดงธรรม
กเ็ ปลย่ี นไปเป็นอยา่ งอ่ืน
เจ้าสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตรทูลขอให้ทรงแสดงธรรมให้ฟัง พระองค์จึงทรงแสดง
กามคุณ ๕ แล้วทรงแสดงฐานะที่เปน็ ไปได้ ๗ ประการ โดยละเอียด มีอปุ มาอปุ ไมยประกอบ
มีใจความดงั น้ี
๑. ผู้น้อมใจไปในโลกามิส (กามคุณ ๕) ไม่สนใจเรื่องอาเนญชสมาบัติ (สมาบัติท่ี
ไมห่ ว่ันไหว)
๒. ผูน้ ้อมใจไปในอาเนญชสมาบัติ ไม่สนใจเรอ่ื งโลกามิส
เลม่ ที่ ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๔ 375
๓. ผ้นู ้อมใจไปในอากญิ จัญญายตนสมาบตั ิ ไม่สนใจเร่ืองอาเนญชสมาบัติ
๔. ผู้น้อมใจไปในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ไม่สนใจเร่ืองอากิญจัญญายตน-
สมาบัติ
๕. ผ้นู ้อมใจไปในนิพพานโดยชอบ ไม่สนใจเนวสญั ญานาสัญญายตนสมาบัติ
๖. ภกิ ษผุ นู้ อ้ มใจไปในนพิ พานแลว้ ดรู ปู อนั ไมเ่ ปน็ ทสี่ บายตาเปน็ ตน้ จงึ ถกู ราคะครอบง�ำ
จิต ถึงความตาย (จากศาสนา) หรอื ทุกขป์ างตาย
๗. ภิกษผุ ู้นอ้ มใจไปในนิพพานแลว้ ไม่ดรู ปู อนั ไมเ่ ปน็ ทสี่ บายตาเป็นต้น จึงไม่ถกู ราคะ
ครอบง�ำ ไมถ่ ึงความตายหรือทกุ ขป์ างตาย
ในตอนทา้ ยของพระสตู ร ทรงอปุ มาดว้ ยบรุ ษุ กบั อสรพษิ วา่ บรุ ษุ ผรู้ กั ชวี ติ ยงั ไมอ่ ยากตาย
รกั สขุ เกลยี ดทกุ ข์ เมอ่ื พบอสรพษิ มพี ษิ กลา้ จะไมย่ น่ื มอื ใหอ้ สรพษิ เพราะรจู้ กั พษิ ของมนั ดี ฉนั ใด
ภิกษุผู้ส�ำรวมในผัสสายตนะ ๖ ประการ รูด้ ีวา่ อปุ ธิเปน็ รากเหง้าแหง่ ทุกข์ จึงไม่นอ้ มกายหรอื
ปล่อยใจไปในอปุ ธิ ฉันน้นั
๕.๕ ขอ้ สงั เกต
ขอใหส้ งั เกตวา่ เจา้ สนุ กั ขตั ตะ ลจิ ฉวบี ตุ รทป่ี รากฏในพระสตู รน้ี มชี อื่ ปรากฏ ในพระสตู ร
อื่น ๆ อีกหลายสูตร เช่น ในมหาลิสูตร แห่งทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๙
ในปาฏิกสูตร แห่ง ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎก เล่มท่ี ๑๑ ในมหาสีหนาทสูตร
แห่งมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ พระไตรปิฎก เล่มท่ี ๑๒ และในโลมหังสชาตกวัณณนา
แหง่ ชาตกัฏฐกถา ภาค ๒
ในมหาลิสูตร เจ้าโอฏฐัทธะ ลิจฉวี กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า เม่ือหลายวันมาแล้ว
เจา้ สนุ ักขตั ตะ ลจิ ฉวบี ุตรได้ไปหา บอกว่า ได้อยใู่ กลช้ ดิ พระผู้มพี ระภาคตลอด ๓ ปี ได้คณุ วิเศษ
เพียงอย่างเดียว คือ ทิพยจักษุ (ตาทิพย์) ไม่ได้ทิพยโสต (หูทิพย์) จึงทูลถามว่า ทิพยจักษุ
ทิพยโสต มจี ริงหรอื ไม่ ท�ำไมเจ้าสนุ ักขตั ตะจึงไม่ได้ทพิ ยโสต พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า มจี รงิ
แลว้ ทรงอธบิ ายวธิ ปี ฏบิ ตั เิ พือ่ ให้ได้คุณวิเศษดงั กล่าว
ในปาฏิกสูตร ภัคควโคตรปริพาชก กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า เม่ือหลายวันมาแล้ว
เจ้าสนุ กั ขตั ตะ ลจิ ฉวีบตุ รมาหา บอกว่า ได้ลาสิกขาไม่อย่อู ทุ ศิ พระผมู้ ีพระภาคแล้ว ทลู ถามว่า
เป็นความจริงหรือไม่ ตรัสตอบว่า เป็นความจริง แล้วตรัสเล่าเร่ืองราวของเจ้าสุนักขัตตะ
โดยละเอยี ด
ในมหาสีหนาทสูตร ท่านพระสารีบุตรกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า เจ้าสุนักขัตตะ
ลิจฉวีบุตรได้กล่าวต่อท่ีประชุมในกรุงเวสาลีว่า “สมณโคดม ไม่มีญาณทัสสนะท่ีประเสริฐ
376 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก
อันสามารถวิเศษยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ สมณโคดมแสดงธรรมที่ประมวลมาด้วยความตรึก
ท่ีไตร่ตรองด้วยการค้นคิด แจ่มแจ้งได้เอง ธรรมท่ีสมณโคดมแสดงเพ่ือประโยชน์แก่บุคคล
ย่อมน�ำไปเพ่ือความส้ินทุกข์โดยชอบส�ำหรับบุคคลผู้ปฏิบัติตามธรรมน้ัน” พระผู้มีพระภาค
ตรสั วา่ เจา้ สนุ กั ขตั ตะ เปน็ คนโงเ่ ขลา กลา่ วค�ำนด้ี ว้ ยความโกรธ เขาไมร่ ทู้ ว่ั ถงึ ธรรมของพระองค์
แล้วทรงบันลอื สีหนาทประกาศพระพทุ ธคณุ โดยละเอยี ด
ส่วนในโลมหังสชาตกวัณณนา พระอรรถกถาจารย์อธิบายว่า เจ้าสุนักขัตตะ
ลจิ ฉวีบุตรได้อปุ สมบทอยู่ ๓ ปี เคยปฏิบัติหนา้ ท่ีเปน็ พทุ ธอุปฏั ฐากช่ัวคราว และเล่าพระชาตใิ น
อดตี ชาตวิ า่ ท�ำไมจงึ ไม่ได้ทิพยโสต
รวมความว่า เหตุการณ์ในพระสูตรน้ีเป็นเหตุการณ์แรกที่ท�ำให้เจ้าสุนักขัตตะ ลิจฉวี
บุตรเกิดความเลื่อมใสพระผู้มีพระภาค ต่อมาจึงได้ออกบวช แต่เพราะไม่ได้ผล ดังท่ีหวังไว้จึง
เลกิ นบั ถอื พระผมู้ พี ระภาค หนั ไปนบั ถอื นกั บวชเปลอื ยชอื่ โกรกั ขตั ตยิ ะ ผปู้ ระพฤตวิ ตั รอยา่ งสนุ ขั
โดยเข้าใจว่าเป็นพระอรหันต์ชั้นดี เม่ือโกรักขัตติยะตายไปเกิดในหมู่อสูร เขาไปนับถือนักบวช
เปลอื ยอกี คนหนง่ึ ช่อื กฬารมชั ฌกะ เพราะเขา้ ใจวา่ เป็นพระอรหันต์ชัน้ ดี เมอื่ นกั บวชคนนกี้ ลบั
ไปนุ่งผ้าเป็นฆราวาสและมีภรรยา จึงไปนับถือนักบวชเปลือยชื่อ ปาฏิกบุตร ดังรายละเอียด
ในปาฏิกสูตร แสดงว่า เจ้าสุนักขัตตะสนใจเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์เป็นอย่างมาก ท่ีเลื่อมใสใน
พระผู้มพี ระภาค เพราะทราบวา่ มีภิกษุปฏิบตั ิตามค�ำสอนของพระองคแ์ ลว้ ไดเ้ ป็นพระอรหันต์
ดังข้อ ความในพระสูตรนี้
ถ้าอ่านพระสูตรและอรรถกถาชาดกท่ีอ้างถึงโดยละเอียด จะเข้าใจเจ้าสุนักขัตตะ
ลจิ ฉวีบตุ รได้ดีขึ้น
๖. อาเนญชสปั ปายสูตร
๖.๑ ที่มาของช่ือ
อาเนญชสัปปายสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยปฏิปทาอันเป็นสัปปายะแก่
อาเนญชสมาบัติ ชื่อน้ตี ้ังตามเนอ้ื หาสาระของพระสตู ร
ค�ำว่า สัปปายะ แปลว่า สบาย ในที่นี้หมายถึงเป็นอุปการะหรือเกื้อหนุน คือเป็น
อุปการะหรอื เกอ้ื หนุนแกส่ มาบตั ิ ๓ ประการ มอี าเนญชสมาบตั ิเป็นตน้
ค�ำว่า อาเนญชสมาบัติ แปลว่า สมาบัติท่ีไม่หว่ันไหว ในที่นี้หมายถึงฌาณท่ี ๔ ส่วน
สมาบตั อิ ีก ๒ ประการ ไดแ้ ก่ อากิญจัญญายตนสมาบัติ และเนวสัญญานา-สัญญายตนสมาบตั ิ
เลม่ ที่ ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๔ 377
๖.๒ ทม่ี าของพระสตู ร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ขณะประทับอยู่ ณ นิคมของ
ชาวกุรุ ช่ือกัมมาสธัมมะ โดยทรงปรารภกามทั้งหลาย ทั้งวัตถุกามและกิเลสกามว่า จะเป็น
อุปสรรคแก่การปฏิบัติธรรมของภิกษุเหล่านั้น จึงทรงสอนเร่ืองปฏิปทาอันเป็นสัปปายะ
แก่สมาบัติท้ังหลาย มีอาเนญชสมาบัติเป็นต้น เหตุเกิดของพระสูตรน้ีจึงจัดอยู่ในประเภท
ปรชั ฌาสยะ
๖.๓ รูปแบบของพระสูตร
รปู แบบของอาเนญชสปั ปายสตู ร เปน็ บรรยายโวหารแบบถาม-ตอบ
๖.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
พระผมู้ พี ระภาคทรงยกเอาโทษของกามทั้งหลายเป็นอุทเทสนยั ว่า เปน็ สภาวะไม่เทีย่ ง
ว่างเปลา่ เท็จ มีความเลอื นหายไปเป็นธรรมดา มีความหลอกลวงเปน็ ลกั ษณะ คนโง่ตดิ ใจคดิ ถงึ
เปน็ บว่ งมาร เปน็ เหยอ่ื ล่อของมาร เพราะมอี ภชิ ฌาบา้ ง พยาบาทบา้ ง สารมั ภะบ้าง อยู่ในกาม
เหล่านนั้ จึงเปน็ อันตราย แกพ่ ระอริยสาวกผ้ศู ึกษาอยู่ในพระธรรมวินัยน้ี
จากน้ัน ทรงแสดงข้อปฏิบัติหรือปฏิปทาอันเป็นสัปปายะแก่อาเนญชสมาบัติ ๓ วิธี
เมอื่ มีสมาบตั ินีแ้ ลว้ จะไมห่ วั่นไหวตอ่ กามารมณ์ท้ังหลาย
ต่อไปทรงแสดงปฏิปทาอนั เป็นสัปปายะแกส่ มาบัติอีก ๒ ประการ รวม ๖ วธิ ี คอื
๑. ปฏปิ ทาอันเปน็ สปั ปายะแก่อากญิ จญั ญายตนสมาบัติ ๓ วิธี
๒. ปฏิปทาอันเปน็ สัปปายะแกเ่ นวสญั ญานาสัญญายตนสมาบตั ิ ๓ วธิ ี
ในตอนท้าย ท่านพระอานนทท์ ลู ถามว่า เมื่อปฏบิ ัตอิ ยา่ งน้จี นไดอ้ ุเบกขา (ในวิปสั สนา)
แล้ว จะบรรลุนิพพานในชาติน้ีหรือไม่ ตรัสตอบว่า ข้ึนอยู่กับเหตุปัจจัย คือ ถ้ามีอุปาทาน
กไ็ มบ่ รรลนุ ิพพาน ถ้าไม่มอี ปุ าทานกจ็ ะบรรลนุ พิ พาน
ทา่ นพระอานนทท์ ลู ถามว่า วโิ มกข(์ ความหลุดพน้ ) ของพระอรยิ ะคืออะไร ตรัสตอบวา่
คอื การทจี่ ิตหลดุ พน้ เพราะไม่ถือมั่น
๖.๕ ข้อสังเกต
พระสตู รนจ้ี ดั เป็นพระสตู รมอี รรถลึกซงึ้ (คมฺภรี ตฺถ) อีกสูตรหนง่ึ ในจ�ำนวน ๘ สตู ร คือ
(๑) มหาสตปิ ัฏฐานสตู ร (๒) มหานิทานสตู ร (๒ สตู รนอี้ ยู่ในทฆี นิกาย) (๓) (มหา) สตปิ ัฏฐานสตู ร
378 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
(๔) สาโรปมสตู ร (๔) รกุ ขปู มสตู ร (๖) รฏั ฐปาลสตู ร (๗) มาคณั ฑยิ สตู ร (๘) อาเนญชสปั ปายสตู ร
(๖ สูตรหลังน้ีอยู่ในมัชฌิมกาย) ทั้ง ๘ สูตรน้ี ทรงแสดงแก่พุทธบริษัทชาวกุรุ ผู้นิยมปฏิบัติ
กัมมัฏฐาน (ม.มู.อ. ๑/๑๐๖/๒๔๓, ที.ม.อ. ๗๓/๓๕๗) เนื้อหาสาระของพระสูตรน้ีจึงเป็นไป
ในทางกมั มัฏฐาน เพราะทรงอนุโลมตามอุปนสิ ยั ของผู้ฟัง
มีข้อท่ีน่าสังเกตประการหน่ึง คือ ค�ำว่า อาเนญชสมาบัติ ในพระสูตรน้ี กับใน
สนุ กั ขตั ตสตู รขา้ งตน้ มคี วามหมายตา่ งกนั กลา่ วคอื ในสนุ กั ขตั ตสตู ร หมายถงึ สมาบตั ิ ๖ ประการ
คือ รูปฌาน ๔ (ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน) และอรูปฌานท่ี ๑-๒ คือ
อากาสานัญจายตนฌาน และวิญญาณัญจายตนฌาน (ม.อุ.อ. ๓/๕๙/๓๕) แต่ในพระสูตรนี้
หมายถึงสมาบัติ ๓ ประการ คือ รูปฌาน ท่ี ๔ (จตุตถฌาน) และอรูปฌานท่ี ๑-๒ (ม.อุ.อ.
๓/๖๖-๖๘/๔๒)
๗. คณกโมคคลั ลานสูตร
๗.๑ ที่มาของชอ่ื
คณกโมคคัลลานสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยพราหมณ์ชื่อคณกโมคคัลลานะ
ชือ่ นี้ตงั้ ตามชอ่ื บุคคลท่ปี รากฏในพระสูตร
ค�ำว่า คณกะ แปลว่า นักค�ำนวณ ค�ำว่าโมคคัลลานะ เป็นชื่อตัว หมายความว่า
นายโมคคลั ลานะ ผู้เปน็ นักค�ำนวณ ท�ำหน้าทเ่ี ป็นครสู อนการค�ำนวณ
๗.๒ ทม่ี าของพระสตู ร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่คณกโมคคัลลานพราหมณ์ ขณะประทับอยู่
ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี เพ่ือทรงตอบค�ำถามของ
พราหมณน์ น้ั เหตเุ กิดของพระสตู รนจี้ ัดอยใู่ นประเภท ปจุ ฉาวสกิ ะ
๗.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รูปแบบของคณกโมคคัลลานสูตรเป็นการสนทนาธรรมแบบถาม - ตอบ และมีอุปมา
อุปไมย
เลม่ ที่ ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๔ 379
๗.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
คณกโมคคัลลานพราหมณ์เข้าไปสนทนาธรรมกับพระผู้มีพระภาคในบุพพาราม
โดยตั้งประเด็นการสนทนาตามความถนัดของตนว่า ปราสาทของนางวิสาขามิคารมาตาก็ดี
พราหมณ์ก็ดี นักรบก็ดี แม้คณกโมคคัลลานพราหมณ์เองก็ดี ต่างก็มีการศึกษาตามล�ำดับ
(จาก ๑ ไปหา ๒-๓-๔ เปน็ ตน้ ) มีการกระท�ำตามล�ำดับ มีการปฏบิ ตั ิตามล�ำดับ แล้วทูลถามว่า
พระผมู้ พี ระภาคทรงสามารถบัญญตั ิการศึกษาตามล�ำดับได้บา้ งไหม
พระผูม้ พี ระภาคตรัสตอบว่า ทรงสามารถบัญญตั กิ ารศกึ ษาตามล�ำดับได้ คอื
ล�ำดับที่ ๑ ใหร้ กั ษาศีล ส�ำรวมในปาตโิ มกข์
ล�ำดับที่ ๒ ใหส้ �ำรวมอินทรยี ์
ล�ำดบั ที่ ๓ ใหร้ จู้ กั ประมาณในการบรโิ ภคอาหาร
ล�ำดบั ท่ี ๔ ให้ประกอบความเพยี รเครอ่ื งตืน่ อยู่เนือง ๆ
ล�ำดบั ที่ ๕ ใหป้ ระกอบด้วยสติสมั ปชัญญะ
ล�ำดับท่ี ๖ ให้อยูใ่ นเสนาสนะอันสงดั เพือ่ ก�ำจัดนิวรณ์ ๕
ล�ำดบั ที่ ๗ ใหบ้ รรลุฌานที่ ๑-๔
ทรงสรปุ วา่ ล�ำดบั การปฏบิ ตั เิ หลา่ นี้ ทรงบญั ญตั ไิ วส้ �ำหรบั ผทู้ ไี่ มใ่ ชพ่ ระอรหนั ต์ ถา้ ผเู้ ปน็
พระอรหนั ต์ปฏบิ ตั ิตามล�ำดับเหล่าน้ี กเ็ พื่ออยู่เปน็ สุข (มิใช่เพื่อก�ำจัดกเิ ลสอยา่ งปุถุชน)
คณกโมคคัลลานพราหมณท์ ูลถามวา่ สาวกท่ที รงสอนให้ปฏบิ ัติตามล�ำดับเชน่ นี้ บรรลุ
นิพพานทง้ั หมดหรอื หรือวา่ เพยี งบางรูป ตรสั ตอบวา่ บางพวกบรรลุ บางพวกไม่บรรลุ ทรงยก
อปุ มาใหฟ้ ังว่า เหมือนชาย ๒ คนจะไปกรุงราชคฤห์ แตไ่ ม่รู้จักทางจงึ มาขอค�ำแนะน�ำจากทา่ น
เมอื่ ทา่ นบอกแล้ว ชายท่จี �ำทางผิดก็ไปไม่ถงึ กรงุ ราชคฤห์ ส่วนชายท่ีจ�ำทางถกู ก็ไปถึง
๗.๕ ข้อสังเกต
ขอให้สังเกตว่า พระผู้มีพระภาคทรงเป็นธรรมราชา ทรงสามารถสอนธรรมให้เป็น
ไปตามความสนใจของผู้ฟังเสมอ ทรงทราบว่า คณกโมคคัลลานพราหมณ์ สนใจการค�ำนวณ
คือ คิดอะไร ๆ ตามล�ำดับตัวเลข จึงตรัสสอนหลักการปฏิบัติธรรมตามล�ำดับจากต่�ำไปหาสูง
คณกโมคคลั ลานพราหมณจ์ งึ พอใจมาก กราบทลู ยกยอ่ งพระพทุ ธภาษติ วา่ เปน็ ธรรมอนั ยอดเยย่ี ม
กว่าหลกั ค�ำสอนของครูท้งั ๖ คน ในขณะนน้ั
ค�ำทูลถามของคณกโมคคัลลานพราหมณ์ในพระสูตรน้ี คล้ายกับค�ำทูลถามของ
พระเจา้ อชาตศัตรู ทเี่ ข้าเฝา้ พระผู้มพี ระภาคครงั้ แรก ณ ชวี กมั พวัน เขตกรงุ ราชคฤห์ ดังปรากฏ
380 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
ในสามัญญผลสูตรแห่งทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๙ คือ พระเจ้าอชาตศัตรู
ทูลถามวา่ การบวชมีผลเหมอื นศิลปศาสตรอ์ น่ื ๆ หรือไม่ พระองค์จึงทรงแสดงสามญั ญผลสตู ร
ให้ทรงสดับ ท่ีทูลถามเช่นนั้น เพราะขณะนั้นพระเจ้าอชาตศัตรูทรงครองราชย์ใหม่ ๆ ก�ำลัง
สนพระทยั ในการศกึ ษาศิลปศาสตร์ตา่ ง ๆ
๘. โคปกโมคคลั ลานสูตร
๘.๑ ทมี่ าของชื่อ
โคปกโมคคัลลานสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยพราหมณ์ช่ือโคปกโมคคัลลานะ
ชอ่ื น้ตี ้งั ตามชื่อบุคคลท่ปี รากฏในพระสูตร
ค�ำว่า โคปกะ แปลวา่ ผูค้ มุ้ ครอง ผู้ดแู ลรกั ษา ผู้รักษาการณ์ ซึ่งบง่ บอกถงึ หน้าทข่ี อง
โมคคลั ลานพราหมณค์ นน้ี เชน่ เดยี วกบั ค�ำวา่ คณกะ ทบ่ี ง่ บอกถงึ หนา้ ทข่ี องโมคคลั ลานพราหมณ์
ในพระสูตรท่ี ๗
๘.๒ ทีม่ าของพระสตู ร
พระสูตรน้ี ท่านพระอานนท์แสดงแก่โคปกโมคคัลลานพราหมณ์ ณ ท่ีท�ำงานของ
พราหมณ์น้ี ซงึ่ ต้งั อยู่ในกรงุ ราชคฤห์ หลังจากพทุ ธปรนิ ิพพานไมน่ านนกั (คอื กอ่ นถงึ วันประชุม
ท�ำปฐมสังคายนา) เพื่อตอบปัญหาเร่ืองภกิ ษุผ้เู ป็นตัวแทนของพระผมู้ ีพระภาค เนือ่ งจากผถู้ าม
ได้ถามด้วยความห่วงใยในการบริหารคณะสงฆ์ตามความรู้สึกของผู้มีหน้าที่คุ้มครองป้องกัน
ภัยของบ้านเมือง พระเถระจึงแสดงธรรมให้หายความห่วงใย เหตุเกิดของพระสูตรน้ีจัดอยู่ใน
ประเภท ปจุ ฉาวสกิ ะ
๘.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รูปแบบของโคปกโมคคัลลานสตู ร เปน็ การสนทนาธรรมแบบถาม-ตอบ
๘.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
หลังจากงานถวายพระเพลิง และแจกพระบรมสารีริกธาตุของพระผู้มีพระภาค
เสร็จแล้ว ท่านพระอานนท์ได้เดินทางจากกรุงกุสินารามาตามล�ำดับ จนถึงกรุงราชคฤห์
เข้าพัก ณ พระเวฬุวัน เขตกรุงราชคฤห์ เพื่อเตรียมการประชุมท�ำปฐมสังคายนา ขณะน้ัน
พระเจา้ อชาตศตั รรู บั สง่ั ใหป้ ฏสิ งั ขรณพ์ ระนคร เพอื่ เตรยี มการไวร้ บั ศกึ จากพระเจา้ จณั ฑปชั โชต
เล่มที่ ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๔ 381
แหง่ แควน้ อวันตี (เพราะมีข่าววา่ จะยกทพั มาปลงพระชนมพ์ ระเจ้าอชาตศตั รู เพอื่ แก้แคน้ แทน
พระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระสหาย) บรรยากาศของกรุงราชคฤห์ขณะน้ันจึงเต็มไปด้วยความ
ระแวงภัยจากสงคราม
ในตอนเช้าวันหนึง่ ท่านพระอานนทอ์ อกจากท่ีพกั เพ่ือเขา้ ไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์
แต่ยังเช้าอยู่จึงแวะเข้าไปสนทนากับโคปกโมคคัลลานพราหมณ์ (อ�ำมาตย์ผู้ท�ำหน้าท่ีรักษา
การณ์ป้องกันพระนคร) ถึงที่ท�ำงาน พราหมณ์จึงตั้งปัญหาถามพระเถระด้วยความเป็น
ห่วงพระพุทธศาสนา เกรงว่าจะเกิดการทะเลาะวิวาทกันในหมู่ภิกษุสงฆ์ เช่นท่ีเคยเกิดใน
หมู่สาวกของนคิ รนถ์ นาฏบุตรมาแลว้ หลังจากนิครนถ์ นาฏบุตรดับขันธไ์ ปไม่นานนัก
การสนทนาระหว่างพระเถระกับโคปกโมคคัลลานพราหมณ์ ซ่ึงต่อมามีวัสสการะ
พราหมณ์ มหาอ�ำมาตยแ์ หง่ แควน้ มคธมาสมทบด้วย มใี จความดงั นี้
โคปกะ มภี ิกษผุ ปู้ ระกอบดว้ ยคณุ ธรรมอย่างพระผู้มพี ระภาคหรอื ไม่
พระเถระ ไมม่ ี เพราะพระผมู้ พี ระภาคเปน็ ผตู้ รสั บอกทาง สว่ นสาวกเปน็ ผเู้ ดนิ ตามทาง
วสั สการะ มีภิกษุที่พระผู้มีพระภาคทรงแต่งตั้ง หรือท่ีสงฆ์แต่งตั้งให้เป็นที่พ่ึงของ
ภกิ ษทุ ัง้ หลายหรอื ไม่
พระเถระ ไม่มี เพราะภิกษุมีธรรมเป็นท่ีพึ่งอยู่แล้ว ทุกวันอุโบสถ สงฆ์จะร่วมกัน
สวดปาตโิ มกข์ ขณะสวดปาตโิ มกข์ ถา้ มภี กิ ษตุ อ้ งอาบตั ิ มโี ทษทลี่ ว่ งละเมดิ
สงฆ์ก็จะให้ภิกษุนั้นท�ำให้ถูกต้องตามธรรม การกระท�ำเช่นน้ีไม่มีใคร
ใช้ใหท้ �ำ แต่ธรรมใชใ้ หท้ �ำ
วสั สการะ มภี ิกษผุ เู้ ปน็ ทีส่ ักการะ เคารพ นับถอื บูชาของสงฆ์หรือไม่
พระเถระ มี คอื ภิกษุใดมีธรรม ๑๐ ประการ สงฆ์ก็สักการะ เคารพ นบั ถือ บชู า
ภิกษนุ ั้น ภกิ ษผุ ู้มธี รรม ๑๐ ประการ คอื
๑. มีศลี ส�ำรวมในปาติโมกข์ ๒. เป็นพหสู ูต
๓. เปน็ ผู้สนั โดษ ๔. ไดฌ้ าน ๔
๕. มฤี ทธิ ์ ๖. มหี ทู พิ ย์
๗. ก�ำหนดรู้จิตของผอู้ ่ืน ๘. ระลึกชาติได้
๙. มตี าทิพย ์ ๑๐. มเี จโตวมิ ุตติและปญั ญาวิมตุ ติ
ในตอนทา้ ย วสั สการพราหมณถ์ ามถงึ ฌานทพ่ี ระผมู้ พี ระภาคไมท่ รงสรรเสรญิ และทที่ รง
สรรเสริญ ทา่ นพระอานนทก์ ็ตอบว่า ฌานท่ีไมท่ รงสรรเสริญ ไดแ้ ก่ ฌานทปี่ ระกอบดว้ ยนิวรณ์
๕ ส่วนฌานทที่ รงสรรเสริญ ได้แก่ ฌานที่สงัดจากกามและอกศุ ลธรรมท้ังหลาย
พราหมณ์ท้งั สองตา่ งชืน่ ชม ยนิ ดี ค�ำตอบของท่านพระอานนท์
382 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
๘.๕ ข้อสงั เกต
พระสตู รนใ้ี หค้ วามรหู้ ลายประการ นอกจากความรตู้ ามเนอื้ หาทท่ี า่ นพระอานนทแ์ สดง
แก่พราหมณ์ทัง้ สองผู้หว่ งใยพระพุทธศาสนาแลว้ ความรู้ทพ่ี ลอยไดจ้ ากพระสตู รน้ี เชน่
๑. พระสตู รน้ีเกดิ หลังพทุ ธปรนิ ิพพาน ก่อนการท�ำปฐมสังคายนา
๒. เหตุการณ์บา้ นเมืองของกรงุ ราชคฤห์ ขณะน้ันสบั สนวุน่ วายอยา่ งไร สังเกตได้จาก
ค�ำถามของวสั สการพราหมณ์
๓. น�้ำใจของชาวพุทธที่มีต่อพระพุทธศาสนา แสดงออกอย่างไร เม่ือขาดพระศาสดา
แต่เม่ือท่านพระอานนท์ได้ตอบให้เข้าใจชัดเจนว่า พระพุทธองค์ทรงสอน ให้ภิกษุนับถือธรรม
เท่าน้ันเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่บุคคล ถ้าบุคคลใดมีธรรม ๑๐ ประการ สงฆ์ก็สักการะ เคารพ นับถือ
บูชาบุคคลน้ัน ซ่งึ หมายถึงสกั การะ เคารพ นบั ถอื บชู าธรรมนั่นเอง
ทา่ นผ้มู นี ำ้� ใจห่วงใยพระศาสนา ก็หายห่วง
๙. มหาปุณณมสตู ร
๙.๑ ทม่ี าของชอ่ื
มหาปุณณมสูตร แปลวา่ พระสตู รวา่ ด้วยพระธรรมเทศนาในคืนดวงจนั ทร์เต็มดวง
สตู รใหญ่ ชือ่ น้ตี ง้ั ตามเนื้อหาสาระของพระสูตร
ทเ่ี รียกวา่ สูตรใหญ่ (มหา) น้ัน เพราะเมื่อเปรียบเทยี บกบั ปณุ ณมสตู ร
อีกสูตรหนึง่ ได้แก่ พระสูตรที่ ๑๐ ในวรรคนี้ พระสูตรท่ี ๙ น้ี มีเน้อื หาและรายละเอยี ด
มากกว่าพระสูตรท่ี ๑๐ จึงเรียกพระสูตรน้ีว่า มหาปุณณมสูตร เรียกพระสูตรท่ี ๑๐ ว่า
จฬู ปณุ ณมสตู ร แปลวา่ พระสูตรวา่ ด้วยพระธรรมเทศนาในคนื ดวงจันทร์เตม็ ดวง สูตรเลก็
๙.๒ ทม่ี าของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุท้ังหลาย ขณะประทับอยู่ ณ ปราสาท
ของนางวิสาขามิคารมาตา ในบุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี ในวนั อุโบสถขนึ้ ๑๕ คำ�่ คนื พระจนั ทร์
เต็มดวง โดยทรงประทานโอกาสให้ภิกษุทูลถามปัญหาแล้วตรัสตอบปัญหาต่าง ๆ ที่ภิกษุ
ทูลถามด้วยพระองค์เอง เหตเุ กิดของพระสตู รนจ้ี ัดอยู่ในประเภท ปุจฉาวสิกะ
เล่มที่ ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๔ 383
๙.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รปู แบบของมหาปณุ ณมสตู รเปน็ การสนทนาธรรมแบบถาม-ตอบ
๙.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
ภกิ ษุได้ทลู ถามพระผมู้ ีพระภาคเก่ยี วกับธรรมตา่ ง ๆ ดังนี้
๑. อุปาทานขันธ์ ๕
๒. มูลเหตแุ หง่ อุปาทานขันธ์ ๕
๓. เหตทุ ีเ่ รียกว่าขนั ธ์ ๕
๔. เหตทุ ที่ �ำใหข้ ันธ์ปรากฏ
๕. เหตุเกิดสักกายทิฏฐิ
๖. เหตุทีท่ �ำใหส้ ักกายทฏิ ฐิไมม่ ี
๗. คุณ โทษ และเคร่อื งสลัดออกจากอุปาทานขนั ธ์ ๕
๘. ความไมม่ ีอหงั การ มมังการ และมานานุสยั
๙. เรอ่ื งขนั ธ์ ๕ เป็นอนตั ตา จะถูกตอ้ งอตั ตาไดอ้ ย่างไร
พระผมู้ ีพระภาคตรสั ตอบปัญหาแต่ละขอ้ อยา่ งย่อ ๆ ตรงประเด็นแบบถามมา ตอบไป
ท�ำให้ผู้ถามพอใจทุกค�ำตอบ ในตอนท้าย ทรงทราบว่า มีภิกษุรูปหน่ึงยังสงสัย แต่ไม่กล้าถาม
พระองคจ์ ึงตรัสถามใหภ้ กิ ษทุ ัง้ หลายตอบ นน่ั คือ ปัญหาขอ้ ท่ี ๙
๙.๕ ขอ้ สังเกต
เน้ือหาส่วนใหญ่ของพระสูตรนี้ตรงกับปุณณมสูตร พระสูตรที่ ๑๐ ในขัชชนียวรรค
แห่งสังยตุ ตนิกาย ขนั ธวารวรรค พระไตรปิฎกเลม่ ที่ ๑๗ มีตา่ งกนั ตอนท้าย คือในปุณณมสตู ร
แห่งสังยุตตนิกาย มีคาถาสรุปพระธรรมเทศนา ในพระสูตรนี้ไม่มี แต่ตรัสสรุปว่า อริยสาวก
ผไู้ ดส้ ดับ เห็นดังนแ้ี ลว้ ย่อมเบือ่ หน่ายในรปู เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ เมือ่ เบอ่ื หนา่ ย
ย่อมคลายก�ำหนัด เพราะคลายก�ำหนัด จิตจึงหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นจึงรู้ชัดว่า ชาติส้ินแล้ว
อยจู่ บพรหมจรรย์แล้ว ไมม่ กี ิจจะท�ำอีกแลว้
และระบุไว้ชดั วา่ ในภิกษเุ หลา่ น้ัน มจี �ำนวน ๖๐ รปู ไดบ้ รรลุอรหตั ตผล
ควรสอบดูว่า พระสตู รท้ังสองน้ที รงแสดงคราวเดยี วกันหรอื ไม่
384 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
๑๐. จฬู ปณุ ณมสตู ร
๑๐.๑ ที่มาของชือ่
จูฬปณุ ณมสตู ร แปลว่า พระสูตรว่าดว้ ยพระธรรมเทศนาในคืนดวงจันทร์เต็มดวง
สตู รเลก็ ช่อื นี้ตง้ั ตามเน้ือหาสาระของพระสูตร
๑๐.๒ ทมี่ าของพระสตู ร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุท้ังหลาย ขณะประทับอยู่ ณ ปราสาท
ของนางวสิ าขามคิ ารมาตา ในบพุ พาราม เขตกรงุ สาวตั ถี ในวนั อโุ บสถ ขนึ้ ๑๕ คำ่� คนื พระจนั ทร์
เต็มดวง โดยทรงต้ังปัญหาข้ึนถามภิกษุทั้งหลายว่า อสัตบุรุษรู้จักอสัตบุรุษหรือไม่ เพ่ือทรง
แสดงเร่ืองน้ใี ห้ภิกษุเหลา่ นนั้ ฟัง เหตุเกดิ ของพระสุตรนจี้ ัดอยใู่ นประเภท ปรชั ญาสยะ
๑๐.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รูปแบบของจฬู ปณุ ณมสตู ร เปน็ บรรยายโวหารแบบถาม-ตอบ
๑๐.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
พระผู้มีพระภาคขณะประทับน่ังกลางแจ้ง ท่ามกลางแสงจันทร์ในวันเพ็ญ มีภิกษุ
สงฆ์ห้อมล้อม ทรงเหลียวมองภิกษุทั้งหลาย เห็นนั่งน่ิง จึงตรัสถาม เพื่อแสดงธรรมให้ฟังว่า
“ภกิ ษทุ ง้ั หลาย อสตั บรุ ษุ พงึ รจู้ กั อสตั บรุ ษุ หรอื วา่ ผนู้ เ้ี ปน็ อสตั บรุ ษุ ” เมอ่ื ภกิ ษทุ ง้ั หลายทลู ตอบวา่
ไม่รู้จัก ก็ทรงอธิบายขยายความ แล้วทรงต้ังปัญหาถามภิกษุไปเร่ือย ๆ สรุปความได้ว่า ทรง
แสดงใหภ้ กิ ษทุ งั้ หลายฟงั วา่ อสตั บรุ ษุ ไมร่ จู้ กั ทงั้ อสตั บรุ ษุ และสตั บรุ ษุ เพราะเปน็ ผปู้ ระกอบดว้ ย
ธรรมของ อสัตบุรุษ มีความภกั ดีต่ออสตั บรุ ษุ มีความคิด ความรู้ ถ้อยค�ำ การกระท�ำ ความเห็น
และการให้ทานอย่างอสัตบุรุษ ฉะนั้น หลังจากตาย จึงไปเกิดในคติของอสัตบุรุษ คือ นรก
หรือก�ำเนดิ สตั ว์ดิรจั ฉาน สว่ นสัตบุรษุ มนี ัยตรงกันข้าม
๑๐.๕ ขอ้ สังเกต
ขอให้สังเกตว่า พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงในวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค�่ำ ณ ท่ี
กลางแจง้ ในบพุ พาราม ทเี่ ดยี วและนา่ จะเปน็ วนั เดยี วกบั ทที่ รงแสดงมหาปณุ ณมสตู ร (พระสตู ร
ที่ ๙) เปน็ ไปได้หรอื ไมว่ ่า ทรงแสดงพระสูตรนี้ต่อจากมหาปุณณมสูตร เพราะมหาปุณณมสตู ร
ทรงแสดงตามค�ำทูลถามของภิกษุรูปหน่ึง ส่วนพระสูตรนี้ ทรงต้ังปัญหาถามน�ำให้ภิกษุ
ทั้งหลายตอบ จุดที่น่าสังเกตว่า ทรงแสดงทีหลังมหาปุณณมสูตร คือ “ทรงเหลียวดูภิกษุสงฆ์
เล่มท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๔ 385
ซ่งึ นิ่งเงยี บอยู่” แสดงวา่ หลังจากตรัสตอบปญั หาของภกิ ษใุ นมหาปณุ ณมสตู รจบลง ภกิ ษุสงฆ์
ก็พอใจนั่งน่ิงอยู่ แต่ทรงเห็นว่าเป็นการสมควรจะทรงแสดงเร่ือง อสัตบุรุษและสัตบุรุษให้
ภิกษเุ หล่านั้นฟงั ต่อไปอกี จงึ ทรงแสดงต่อ เพื่ออนโุ ลมตามอุปนิสัยความสนใจของภกิ ษบุ างรปู
ในจ�ำนวนน้นั ซ่ึงก็ไดผ้ ลตามที่ทรงม่งุ หมาย
๒. อนุปทวรรค
อนปุ ทวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยธรรมตามล�ำดบั บท ชื่อวรรคตั้งตามช่ือพระสูตรท่ี
๑ ในวรรคน้ี ซ่ึงมที ้ังหมด ๑๐ สตู ร แต่ละสตู รมสี าระส�ำคญั ดงั นี้
๑. อนปุ ทสตู ร
๑.๑ ทมี่ าของชื่อ
อนปุ ทสตู ร แปลวา่ พระสูตรว่าดว้ ยธรรมตามล�ำดับบท ชือ่ น้ตี งั้ ตามเนอื้ หาสาระของ
พระสตู ร
๑.๒ ทีม่ าของพระสตู ร
พระสูตรน้ี พระผ้มู พี ระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวัน
อารามของอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี เขตกรงุ สาวตั ถี เพอื่ จะทรงประกาศคณุ ธรรมของทา่ นพระสารบี ตุ ร
หรอื เพอื่ จะทรงชมเชยบคุ คลทเ่ี รยี กวา่ ปคุ คฺ ลโถ-มนตถฺ ํ เหตเุ กดิ ของพระสตู รนจ้ี ดั อยใู่ นประเภท
ปรชั ฌาสยะ
๑.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของอนุปทสตู รเป็นบรรยายโวหาร
๑.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
พระผู้มีพระภาคตรัสสรรเสรญิ ท่านพระสารีบุตรให้ภกิ ษุท้ังหลายฟังว่า “ภกิ ษทุ ั้งหลาย
สารบี ุตรเป็นบณั ฑติ มปี ัญญามาก มปี ญั ญากว้างขวาง มปี ญั ญาร่าเริง มีปญั ญารวดเร็ว มปี ัญญา
386 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
เฉียบแหลม มีปัญญาช�ำแรกกิเลส ภิกษุทั้งหลาย เพียงกึ่งเดือน สารีบุตร ก็เห็นแจ้งธรรม
ตามล�ำดับบท...”
จากน้ัน ทรงแสดงธรรมท่ที ่านพระสารบี ุตรเห็นแจ้งตามล�ำดบั บท คอื รูปฌาน ๔ อรปู
ฌาน ๔ สัญญาเวทยิตนโิ รธ และความส้ินอาสวะ
ในตอนท้ายตรัสสรุปว่า ถ้าจะชมภิกษุรูปใดว่า เป็นผู้มีความช�ำนาญ ถึงความส�ำเร็จ
ในอริยศีล อริยสมาธิ อริยปัญญา และอริยวิมุตติ เป็นบุตร เป็นโอรสของพระผู้มีพระภาค
เกิดจากพระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาค เกิดจากธรรม ธรรมนิรมิตขึ้นมา เป็นธรรมทายาท
ไมใ่ ช่อามิสทายาท ภิกษุรูปน้ัน คือทา่ น พระสารีบตุ ร
๑.๕ ขอ้ สงั เกต
ขอให้สังเกตว่า เพราะเหตุใดพระผู้มีพระภาคจึงทรงสรรเสริญท่านพระสารีบุตร
โดยพิสดารอย่างนี้ อรรถกถาอธิบายว่า เพราะทรงเห็นว่า พระเถระเปน็ ผมู้ ปี ัญญามาก ความ
เปน็ ผูม้ ีปญั ญามาก ถา้ ไมบ่ อก คนทงั้ หลายไมค่ อ่ ยรู้จัก ไม่เหมือนผู้ทรงคุณวิเศษอยา่ งอ่ืน เชน่
ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ผ้มู ีฤทธ์มิ าก ทา่ นพระมหากัสสปะ ผู้ถือธุดงควตั ร ทา่ นพระอนุรุทธะ
ผู้มีตาทิพย์ ท่านพระอุบาลี ผู้ทรงพระวินัย ท่านพระเรวตะผู้มีฌาน ท่านพระอานนท์ ผู้เป็น
พหูสูต เพราะคุณวิเศษของท่านเหล่านี้ปรากฏชัด คนทั่วไปเห็นได้เอง แต่ผู้มีปัญญามากเช่น
ท่านพระสารีบุตรไม่ปรากฏแก่คนท่ัวไป และท่านเองจะประกาศให้ปรากฏก็ไม่ได้ พระองค์จึง
ทรงประกาศแทนให้ (ม.อ.ุ อ. ๓/๙๓/๕๖)
อย่างไรก็ตาม ในบัดน้ี ปัญญาญาณของท่านพระสารีบุตรได้ปรากฏชัดแล้วด้วย
ผลงานต่างๆ ของท่าน เชน่
๑. มหานิทเทส (พระไตรปฎิ กเล่มที่ ๒๙)
๒. จูฬนทิ เทส (พระไตรปิฎกเลม่ ที่ ๓๐)
๓. ปฏสิ มั ภทิ ามรรค (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๑)
๔. สงั คตี ิสูตร และทสตุ ตรสูตร (ในทฆี นกิ าย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎก เลม่ ที่ ๑๑)
๕. สมั มาทิฏฐิสตู ร (ในมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ พระไตรปิฎก เลม่ ที่ ๑๒)
เล่มที่ ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๔ 387
๒. ฉวโิ สธนสตู ร
๒.๑ ท่มี าของช่ือ
ฉวิโสธนสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยหลักการตรวจสอบ ๖ ประการ ช่ือนี้ต้ัง
ตามเนอื้ หาสาระของพระสตู ร
๒.๒ ทม่ี าของพระสูตร
พระสตู รน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกภ่ ิกษุทง้ั หลาย ขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี เขตกรงุ สาวตั ถี เพอื่ ใหภ้ กิ ษเุ หลา่ นนั้ รจู้ กั หลกั การตรวจสอบการ
พยากรณ์อรหตั ตผลว่า จะเปน็ จริงหรือไม่ เหตุเกดิ ของพระสตู รนจ้ี ดั อยใู่ นประเภท ปรัชฌาสยะ
๒.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รูปแบบของฉวิโสธนสูตรเป็นบรรยายโวหารแบบยกบุคคลเป็นตัวอย่างให้ถาม-ตอบ
กันเอง
๒.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุท้ังหลายว่า ถ้ามีเพื่อนภิกษุพยากรณ์อรหัตตผลว่า
“ตนอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ไม่มีกิจอ่ืนท่ีจะต้องท�ำเพ่ือให้เป็นอย่างน้ีอีก” ก็อย่าพึงยินดี
อย่าพงึ คัดคา้ น แต่ควรตรวจสอบให้แน่กอ่ น หลักการตรวจสอบมดี งั น้ี
๑. ใหส้ อบถามเร่ืองโวหาร ๔
๒. ให้สอบถามเรอ่ื งอปุ าทานขันธ์ ๕
๓. ใหส้ อบถามเรือ่ งธาตุ ๖
๔. ใหส้ อบถามเร่ืองอายตนะภายใน ๖ และอายตนะภายนอก ๖
๕-๖. ให้สอบถามเรื่องการถอนอหังการ มมังการ และมานานุสัยท่ีมีภายในกายตน
และทม่ี ีในกายของผูอ้ ่นื
โดยเฉพาะการตรวจสอบข้อท่ี ๕-๖ มีรายละเอียดมาก เริ่มจากภิกษุนั้นเสียสละ
ทรัพย์สมบัติน้อยใหญ่ออกบวชแล้ว มีสิกขาและสาชีพเสมอเหมือนกับเพื่อนพรหมจารี
ทั้งหลาย คือดูว่ามีอริยศีลขันธ์บริบูรณ์ มีอริยอินทรียสังวรบริบูรณ์และมีอริยสติสัมปชัญญะ
บริบูรณ์ ละนิวรณ์ได้ บรรลุฌาน ๔ ตามล�ำดับ จนได้อาสวักขยญาณ รู้ชัดอริยสัจ ๔
จงึ ควรชน่ื ชมยนิ ดกี ับภิกษนุ นั้ วา่ เป็นผอู้ ยจู่ บพรหมจรรย์จริง
388 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
๒.๕ ข้อสังเกต
คัมภีร์ปปัญจสูทนีอธิบายว่า หลักการตรวจสอบการพยากรณ์อรหัตตผล ๖ ประการ
ในพระสูตรนี้ ยังมีปรากฏท่ีอ่ืนอีก เมื่อรวมกับท่ีปรากฏในพระสูตรน้ี อาจจ�ำแนกออกเป็น
๓ นัย โดยนับที่ปรากฏ ในพระสูตรน้ีเป็นนัยที่ ๑ ท่ีปรากฏในที่อื่นนับเป็นนัยที่ ๒ และที่ ๓
ดงั น้ี
นัยที่ ๒ รวมเร่อื งท่ี ๕ กบั ที่ ๖ (ในนยั ที่ ๑) เข้าเป็นเรอื่ งเดยี วกนั นบั เปน็ เรอ่ื งที่ ๕
แล้วเพมิ่ เรือ่ งอาหาร ๔ เป็นเร่ืองที่ ๖
นยั ที่ ๓ (นยั แห่งวินยั นิทเทส) ใหส้ อบถามดังนี้
๑. สงิ่ ทีบ่ รรล ุ ๒. วิธีทบี่ รรลุ
๓. เวลาทบ่ี รรล ุ ๔. สถานท่ที ี่บรรลุ
๕. กิเลสที่ละได ้ ๖. ธรรมท่ีเกดิ ขน้ึ ในตน
(ม.อุ.อ. ๓/๑๐๒/๖๔-๖๕)
๓. สปั ปรุ สิ สูตร
๓.๑ ทมี่ าของชือ่
สัปปุริสสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยธรรมของสัตบุรุษและธรรมของอสัตบุรุษ
ชือ่ น้ีตั้งตามเน้ือหาสาระของพระสูตร
๓.๒ ทมี่ าของพระสตู ร
พระสตู รน้ี พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดงแกภ่ ิกษุท้ังหลาย ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยทรงประสงค์ให้ภิกษุเหล่าน้ันศึกษา
เปรียบเทียบธรรมของ อสัตบุรุษกับธรรมของสัตบุรุษ จะได้เว้นธรรมของอสัตบุรุษ เหตุเกิด
ของพระสตู รน้จี ดั อยใู่ นประเภท ปรัชฌาสยะ
๓.๓ รปู แบบของพระสูตร
รปู แบบของสปั ปรุ ิสสตู รเปน็ บรรยายโวหารแบบถามเอง - ตอบเอง
เลม่ ที่ ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๔ 389
๓.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า จะทรงแสดงธรรมของอสัตบุรุษและธรรม
ของสัตบุรุษให้ฟัง เม่ือภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระด�ำรัสแล้ว ได้ทรงแสดงให้ศึกษา
เปรียบเทียบเปน็ คู่ ๆ รวม ๒๖ คู่ มีใจความวา่
ภิกษผุ เู้ ป็นอสตั บรุ ุษอาศัยธรรม ๒๖ ประการ ท�ำให้ยกตนขม่ ผ้อู ่ืน ธรรม ๒๖ ประการ
คอื
๑. มตี ระกลู สูง ๒. มตี ระกูลใหญ่
๓. มตี ระกลู ท่มี โี ภคะมาก ๔. มีตระกลู ทีม่ ีโภคะโอฬาร
๕. มีช่ือเสยี งเกยี รติยศ ๖. มีปจั จยั ๔ มาก
๗. เปน็ พหสู ตู ๘. เป็นวนิ ยั ธร
๙. เป็นธรรมกถึก ๑๐. เป็นผู้ถืออารัญญิกธดุ งค์
๑๑. เป็นผูถ้ ือปงั สกุ ลู กิ ธุดงค ์ ๑๒. เป็นผถู้ อื ปิณฑปาตกิ ธุดงค์
๑๓. เป็นผ้ถู อื รุกขมูลิกธดุ งค์ ๑๔. เปน็ ผ้ถู อื โสสานกิ ธดุ งค์
๑๕. เปน็ ผู้ถืออัพโภกาสกิ ธดุ งค ์ ๑๖. เป็นผู้ถือเนสชั ชกิ ธุดงค์
๑๗. เปน็ ผถู้ อื ยถาสนั ถกิ ธุดงค์ ๑๘. เป็นผู้ถอื เอกาสนกิ ธดุ งค์
๑๙. ไดป้ ฐมฌาน ๒๐. ไดท้ ตุ ยิ ฌาน
๒๑. ไดต้ ตยิ ฌาน ๒๒. ไดจ้ ตุตถฌาน
๒๓. ไดอ้ ากาสานัญจายตนฌาน ๒๔. ไดว้ ญิ ญาณญั จายตนฌาน
๒๕. ไดอ้ ากญิ จญั ญายตนฌาน ๒๖. ไดเ้ นวสัญญานาสัญญายตนฌาน
ส่วนภิกษุผู้เป็นสัตบุรุษ แม้มีธรรม ๒๖ ประการนี้ ก็ไม่ยกตนข่มผู้อ่ืน และยังมี
ธรรมสงู ข้นึ ไปอกี ๑ ประการ คือ สญั ญาเวทยิตนโิ รธ ซ่งึ ผู้เป็นอสตั บุรุษ ไมส่ ามารถมไี ด้
๓.๕ ขอ้ สงั เกต
ขอใหส้ งั เกตวา่ ธรรม ๒๖ ประการของอสตั บรุ ษุ และของสตั บรุ ษุ เปน็ ธรรมอยา่ งเดยี วกนั
แสดงว่า ธรรม ๒๖ ประการน้ีเป็นเหตุให้เป็นคนดีก็ได้ เป็นคนชั่วก็ได้ ความแตกต่างกันอยู่
ท่ไี หน อยทู่ ่รี ู้จกั คิด ผ้เู ปน็ อสตั บรุ ุษ เพราะไม่รูจ้ กั คิด ส่วนผูเ้ ปน็ สัตบรุ ุษ เพราะร้จู กั คดิ กล่าวคอื
ผู้ใดคดิ วา่ เพราะเรามธี รรม ๒๖ ประการนี้ เราจงึ สงู กวา่ ผูอ้ ืน่ ดีกว่าผู้อืน่ แลว้ ดูถูกเหยยี ดหยาม
เขาวา่ ตำ�่ กวา่ เรา เลวกวา่ เรา ผนู้ น้ั แล ชอ่ื วา่ อสตั บรุ ษุ สว่ นผใู้ ดคดิ วา่ เพราะเรามธี รรมประการท่ี
๑-๑๘ ท�ำให้เราละโลภะ โทสะ และโมหะไม่ได้หมด คนที่ไม่มีธรรมเหล่านี้ แต่ถ้าตั้งหน้า
ปฏิบัติธรรม ก็สามารถละกิเลสเหล่าน้ีได้หมดสิ้น จึงตัดสินใจต้ังหน้าปฏิบัติธรรม อนึ่ง ธรรม
390 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
ประการท่ี ๑๙-๒๖ คอื สมาบตั ิ ๘ พระผมู้ พี ระภาคก็ตรัส เรื่องอตมั มยตา ก�ำกบั ไวด้ ว้ ย จงึ ควร
มงุ่ ท�ำใหเ้ กิดอตมั มยตาเท่านั้น ไม่ยกตนข่มผูอ้ นื่ ผู้นน้ั แล ช่ือว่าสตั บรุ ษุ
ค�ำวา่ อตมั มยตา แปลวา่ ความไม่มีตณั หา (นติ ฺตณหฺ า) เพราะค�ำว่า ตมั มยตา เปน็ ชื่อ
ของตณั หา (ม.อ.ุ อ. ๓/๑๐๘/๖๘)
๔. เสวติ พั พาเสวิตัพพสตู ร
๔.๑ ทม่ี าของช่อื
เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยธรรมที่ควรเสพและที่ไม่ควรเสพ
ชื่อนต้ี งั้ ตามเนือ้ หาสาระของพระสูตร
๔.๒ ทีม่ าของพระสูตร
พระสูตรนี้ พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดงแก่ภกิ ษุทั้งหลาย ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน
อารามของอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี เขตกรงุ สาวตั ถี โดยมพี ระประสงคใ์ หภ้ กิ ษเุ หลา่ นนั้ ศกึ ษาเปรยี บ
เทียบระหว่างธรรมท่ีควรเสพกับธรรมที่ไม่ควรเสพ เหตุเกิดของพระสูตรนี้จัดอยู่ในประเภท
ปรชั ฌาสยะ
๔.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของเสวิตัพพาเสวิตัพพสูตรเป็นบรรยายโวหารแบบอุทเทส และนิทเทส
สลบั กนั ๓ ตอน ตอนที่ ๓ ตอ่ ดว้ ยนิคมวจนะ โดยมีล�ำดบั การแสดงของแต่ละตอนดังน้ี
ตอนท่ี ๑
ล�ำดับท่ี ๑ พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดงอุทเทส (ท่ี ๑)
ล�ำดับท่ี ๒ ท่านพระสารบี ตุ รแสดงนทิ เทส (ที่ ๑)
ล�ำดบั ที่ ๓ พระผู้มีพระภาคทรงรับรองและทรงทบทวนนิทเทส (ท่ี ๑) จนจบ
และทรงแสดงอุทเทส (ท่ี ๒) ต่อไป ซึ่งเป็นการเร่ิมต้นตอนที่ ๒ และ
ด�ำเนินต่อไปเหมือนตอนที่ ๑
ตอนท่ี ๓ มลี �ำดับการแสดงเหมอื นตอนท่ี ๑ คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงอทุ เทส
(ท่ี ๓) ท่านพระสารีบุตรแสดงนิทเทส (ที่ ๓) ทรง รับรองและทบทวน
นิทเทส (ที่ ๓) แล้วทรงสรปุ เป็นนิคมวจนะ
เล่มที่ ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๔ 391
๔.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
ตอนที่ ๑
๑. พระผูม้ พี ระภาคทรงยกหลกั ธรรม ๗ ประการ ขนึ้ แสดงเป็นอุทเทสว่า
๑.๑ กายสมาจาร มี ๒ ประการ คอื ทค่ี วรเสพและที่ไม่ควรเสพ
๑.๒ วจีสมาจาร มี ๒ ประการ คือ ทีค่ วรเสพและทไ่ี ม่ควรเสพ
๑.๓ มโนสมาจาร มี ๒ ประการ คอื ทค่ี วรเสพและที่ไม่ควรเสพ
๑.๔ จิตตุปบาท มี ๒ ประการ คือ ที่ควรเสพและที่ไม่ควรเสพ
๑.๕ การไดส้ ญั ญา มี ๒ ประการ คอื ท่คี วรเสพและทไ่ี ม่ควรเสพ
๑.๖ การได้ทฏิ ฐิ มี ๒ ประการ คอื ท่ีควรเสพและที่ไมค่ วรเสพ
๑.๗ การได้อัตภาพ มี ๒ ประการ คอื ที่ควรเสพและทไ่ี มค่ วรเสพ
๒. ทา่ นพระสารบี ตุ รกราบทลู วา่ ทา่ นเขา้ ใจเนอ้ื ความแหง่ อทุ เทสนดี้ ี แลว้ แสดงนทิ เทส
ถวายโดยละเอียดแบบแก้อรรถของอรรถกถาจารย์ มีใจความวา่ ที่ว่าควรเสพ หมายถึงเสพแลว้
ท�ำใหก้ ุศลธรรมเจรญิ ขึ้น อกศุ ลธรรมเสื่อมไป ทวี่ ่าไมค่ วรเสพ มีนัยตรงกันขา้ ม
๓. พระผู้มีพระภาคทรงรับรองว่า ถูกต้อง และทรงแสดงนิทเทสน้ันซ้�ำอีกคร้ัง
แลว้ ทรงแสดงอุทเทสต่อไป
ตอนท่ี ๒
๑. พระผู้มีพระภาคทรงยกอายตนะ ๖ ขึ้นแสดงเป็นอุทเทสในท�ำนองเดียวกับ
อุทเทส(ท่ี ๑) ว่า รูป เสียง กล่ิน รส โผฏฐพั พะ และธรรมารมณ์ แตล่ ะประการมี ๒ ประการ
(ย่อย) คอื ที่ควรเสพและที่ไม่ควรเสพ
๒. ท่านพระสารีบตุ รทูลขอแสดงนิทเทสอกี และไดแ้ สดงแบบแก้อรรถในท�ำนองเดียว
กับนทิ เทส (ท่ี ๑)
๓. พระผู้มีพระภาคทรงรับรองว่า ถูกต้อง และทรงแสดงนิทเทสน้ันซ้�ำอีกครั้ง
แล้วทรงแสดงอทุ เทสตอ่ ไป
ตอนที่ ๓
๑. พระผู้มีพระภาคทรงยกจวี ร บณิ ฑบาต เสนาสนะ หม่บู า้ น นคิ ม นคร ชนบท (รัฐ)
และบุคคล รวม ๘ ประการ ข้นึ แสดงเป็นอุทเทสว่า แต่ละประการมี ๒ ประการ (ยอ่ ย) คอื
ท่คี วรเสพและท่ไี มค่ วรเสพ