442 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
วิมุตติของท่านพระราหุลแก่กลา้ แลว้ ควรแสดงธรรมช้ันสูงขึ้นไป เหตุเกดิ ของพระสูตรน้จี ดั อยู่
ในประเภท ปรัชฌาสยะ
๕.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รปู แบบของราหุโลวาทสตู รเป็นการสนทนาแบบถาม - ตอบ
๕.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร
พระผู้มีพระภาครับส่ังให้ท่านพระราหุลถือผ้านิสีทนะ ตามเสด็จเข้าไปในป่าอันธวัน
ใกลก้ รงุ สาวตั ถี เพอ่ื ทรงพกั ผอ่ นกลางวนั ณ ทนี่ นั้ พระองคไ์ ดท้ รงสนทนาธรรมกบั ทา่ นพระราหลุ
โดยทรงอธิบายอายตนะภายในจับคู่กัน อายตนะภายนอก และธรรมที่เก่ียวข้องเป็นชุด ๆ
รวม ๖ ชดุ มีใจความดังน้ี
ชุดท่ี ๑
- จักขุ ไม่เท่ียงเป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดาจึงไม่ควรถือว่าเป็นของเรา
เราเปน็ นั่น นน่ั เปน็ อตั ตาของเรา
- รูปไม่เท่ียง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา จึงไม่ควรถือว่า น่ันเป็นของเรา
เราเปน็ น่นั น่นั เป็นอตั ตาของเรา
- จกั ขวุ ิญญาณ ไมเ่ ทีย่ ง เป็นทกุ ข์ มคี วามแปรผันเป็นธรรมดา จงึ ไมค่ วรถือว่า นัน่ เป็น
ของเรา เราเป็นนั่น น่ันเป็นอัตตาของเรา
- แม้เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณท่ีเกิดข้ึน เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย
ก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์มีความแปรผันเป็นธรรมดา จึงไม่ควรถือว่า นั่นเป็นของเรา เราเป็นนั่น
นั่นเป็นอตั ตาของเรา
ชุดที่ ๒ - ๖ คือ ทรงจ�ำแนกอายตนะภายในจับคู่กบั อายตนะภายนอกอกี ๕ คูพ่ รอ้ ม
ดว้ ยวญิ ญาณ ผสั สะ และธรรมท่ีเกิดจากผัสสะนนั้ ๆ ในท�ำนองเดียวกบั ชดุ ที่ ๑
ในตอนท้ายของพระสูตร ตรัสสรุปไว้ว่า อริยสาวกผู้ได้สดับ และเห็นอย่างนี้แล้ว
ย่อมเบื่อหน่ายคลายก�ำหนัดในส่ิงเหล่าน้ี เมื่อเบ่ือหน่ายคลายก�ำหนัด จึงหลุดพ้นและรู้ชัดว่า
ตนได้หลดุ พน้ แล้ว อย่จู บพรหมจรรยแ์ ล้ว
เม่ือจบการสนทนา ท่านพระราหุลได้บรรลเุ ป็นพระอรหนั ต์
เล่มท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๔ 443
๕.๕ ขอ้ สงั เกต
ขอให้สังเกตว่า พระผู้มพี ระภาคทรงอบรมทา่ นพระราหุลตามล�ำดับข้ันแห่งพฒั นาการ
ทางสตปิ ัญญา หรอื อุปนิสยั ของทา่ น เรม่ิ ต้งั แต่ท่านออกบรรพชาใหม่ ๆ เร่อื ยมา จนถงึ ครงั้ น้ี
ซง่ึ เปน็ ครงั้ สดุ ทา้ ย คือท่านได้บรรลุอรหตั ตผล ซึ่งถือว่าอยู่จบพรหมจรรยแ์ ล้ว
พระสูตรต่าง ๆ ที่ทรงแสดงแก่ท่านพระราหุล มีอะไรบ้าง ขอให้อ่านในบทน�ำของ
มัชฌมิ นกิ าย มชั ฌิมปณั ณาสก์ พระไตรปิฎกเลม่ ท่ี ๑๓
๖. ฉฉักกสูตร
๖.๑ ทมี่ าของชือ่
ฉฉักกสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยธรรม ๖ ประการ ๖ หมวด ช่ือน้ีตั้งตาม
เน้อื หาสาระของพระสตู ร
๖.๒ ท่ีมาของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผ้มู พี ระภาคทรงแสดงแก่ภกิ ษุท้ังหลาย ขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยมีพระประสงค์ให้ภิกษุเหล่าน้ันศึกษา
ธรรม ๖ ประการ ๖ หมวด เหตุเกิดของพระสูตรน้จี ัดอยู่ในประเภท ปรัชฌาสยะ
๖.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รปู แบบของฉฉกั กสูตร เป็นบรรยายโวหารแบบถามเอง - ตอบเองมที ั้งภาคอทุ เทสและ
นิทเทส
๖.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
ภาคอทุ เทส
พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า พระองค์จะทรงแสดงธรรม ๖ ประการ
๖ หมวด ซ่ึงมีความงามท้ังในเบื้องต้น ท่ามกลาง และท่ีสุด สมบูรณ์ท้ังอรรถและพยัญชนะ
ให้ฟัง เม่ือภิกษุเหล่าน้ันทูลรับสนองพระด�ำรัสแล้ว จึงทรงแสดงธรรม ๖ ประการ ๖ หมวด
เปน็ อุทเทสดังน้ี คอื
444 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
หมวดที่ ๑ อายตนะภายใน ๖
หมวดท่ี ๒ อายตนะภายนอก ๖
หมวดท่ี ๓ วิญญาณ ๖
หมวดท่ี ๔ ผสั สะ ๖
หมวดท่ี ๕ เวทนา ๖
หมวดท่ี ๖ ตัณหา ๖
ภาคนทิ เทส
จากนั้นทรงอธิบายกระบวนการเกิดของธรรมแต่ละหมวดและให้พิจารณาว่า ไม่เท่ียง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา โดยทรงยกธรรมแต่ละหมวดขึ้นตั้งเป็นค�ำปุจฉาแล้วทรงวิสัชนาจ�ำแนก
โดยละเอยี ด แบบแกอ้ รรถ
๖.๕ ขอ้ สงั เกต
พระสูตรน้ี มีข้อที่น่าสังเกต คือ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่าพระองค์จะทรงแสดงธรรม
๖ ประการ ๖ หมวด ให้มีความงามในเบ้ืองต้น มีความงามในท่ามกลาง มีความงามในท่ีสุด
สมบูรณท์ งั้ อรรถและพยญั ชนะน้ัน ขอให้พิจารณาว่างามอยา่ งไร แตต่ ้องงามแน่ ๆ เพราะการ
แสดงธรรมครัง้ นท้ี �ำใหภ้ กิ ษปุ ระมาณ ๖๐ รปู สิ้นอาสวะ
๗. สฬายตนวิภงั คสูตร
๗.๑ ทม่ี าของชอื่
สฬายตนวภิ ังคสตู ร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยการจ�ำแนกอายตนะ ๖ ประการ ช่ือนี้
ตง้ั ตามเนื้อหาสาระของพระสตู ร
๗.๒ ท่มี าของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแก่ภกิ ษทุ ้งั หลาย ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี เขตกรงุ สาวตั ถี โดยมีพระประสงคใ์ ห้ภกิ ษเุ หลา่ นั้นศกึ ษาธรรม
อนั เนื่องด้วยอายตนะ ๖ ทส่ี �ำคญั เหตเุ กดิ ของพระสูตรนจ้ี ดั อยู่ในประเภท ปรชั ฌาสยะ
เลม่ ที่ ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๔ 445
๗.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รูปแบบของสฬายตนวิภังคสูตรเปน็ บรรยายโวหารแบบถามเอง - ตอบเอง
๗.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุท้ังหลายว่า จะทรงแสดงธรรมเน่ืองด้วยอายตนะ ๖
ที่ส�ำคัญให้ฟงั เม่ือภกิ ษเุ หล่าน้นั ทลู รบั สนองพระด�ำรัสแลว้ จึงทรงแสดงวา่ ผไู้ ม่รูเ้ ห็นอายตนะ
ภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ สัมผัส ๖ เวทนาที่เกิดจากสัมผัส ๖ ย่อมยินดี
หมกมนุ่ ล่มุ หลง เหน็ เปน็ คณุ ฉะนนั้ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการ ตณั หา ความกระวนกระวาย
ความเดอื ดร้อน ความเร่ารอ้ น จึงเจรญิ ข้ึน เขาจึงเสวยทุกข์ทางกายบ้าง ทางใจบา้ ง สว่ นผรู้ ูเ้ หน็
มีนัยตรงกนั ข้าม
ทรงอธบิ ายตอ่ ไปวา่ ส�ำหรบั ผู้รเู้ ห็นตามความเป็นจรงิ อรยิ มรรคมอี งค์ ๘ ยอ่ มเจรญิ ข้นึ
ธรรมเหลา่ อน่ื คอื สติปัฏฐาน ๔ สมั มปั ปธาน ๔ อทิ ธบิ าท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗
ก็เจริญเต็มที่ด้วย สมถะและวิปัสสนาของเขาย่อมเคียงคู่กันไป จนสามารถก�ำหนดรู้ธรรม
ที่ควรก�ำหนดรู้ (ขันธ์ ๕) ละธรรมท่ีควรละ (อวิชชาและภวตัณหา) เจริญธรรมท่ีควรเจริญ
(สมถะและวิปสั สนา) ท�ำให้แจง้ ธรรมทคี่ วรท�ำใหแ้ จ้ง (วชิ ชาและวิมุตต)ิ
๗.๕ ข้อสังเกต
ในพระสตู รน้ี มีข้อทนี่ ่าสังเกตดังนี้
๑. ช่ือพระสูตรนี้พ้องกับพระสูตรที่ ๗ ในวรรคที่ ๔ ของเล่มนี้ แต่มีเน้ือหาและ
วธิ แี สดงตา่ งกนั ในวรรคที่ ๔ ทรงประมวลพระสตู รทวี่ า่ ดว้ ยการจ�ำแนกธรรมตามอทุ เทสทยี่ กขน้ึ
ตงั้ ไว้ อันไดแ้ ก่ อทุ เทส และสฬายตนวภิ งั ค์ แตใ่ นพระสูตรน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงประสงคจ์ ะ
สอนธรรมอนั เนอ่ื งด้วยอายตนะ ๖ ประการที่ส�ำคญั แก่ภิกษุทง้ั หลาย ค�ำวา่ “ธรรมอันเนอ่ื งด้วย
อายตนะ ๖ ประการท่สี �ำคญั ” แปลมาจากค�ำบาลีว่า มหาสฬายตนกิ ะ ชือ่ พระสตู รจึงควรเปน็
มหาสฬายตนกิ สูตร ตามที่ปรากฏในอรรถกถา (ม.อ.ุ อ. ๓/๔๒๘/๒๕๓)
๒. เน้ือหาของพระสูตรนี้ชัดเจนสมบูรณ์มาก ทรงอธิบายแบบบรรยายตามล�ำดับ
องคธ์ รรมแหง่ อายตนะ ๖ จนถงึ มรรคมีองค์ ๘ เป็นตน้ จงึ เปลีย่ นวิธเี ปน็ บรรยายแบบถามเอง
- ตอบเอง คือทรงตง้ั เปน็ อุทเทส แล้วทรงยกค�ำในอทุ เทสขนึ้ ต้งั เป็นค�ำปจุ ฉา และทรงวสิ ัชนา
แบบแกอ้ รรถเหมือนหลายสูตรที่ผา่ นมา ท�ำให้พระสูตรนน้ี า่ อา่ นมาก
446 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
๘. นครวนิ เทยยสตู ร
๘.๑ ท่ีมาของช่อื
นครวนิ เทยยสูตร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยพราหมณแ์ ละคหบดีชาวบา้ นนครวินทะ
ช่ือนี้ตัง้ ตามช่อื กลมุ่ บุคคลทีป่ รากฏในพระสูตร
๘.๒ ท่มี าของพระสูตร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่พราหมณ์และคหบดีชาวบ้านนครวินทะ
แคว้นโกศล ซ่ึงพากันมาเฝ้าพระองค์เม่ือทราบว่าเสด็จมาท่ีหมู่บ้านนั้น โดยทรงประสงค์ให้
ศกึ ษาเปรียบเทยี บระหวา่ งสมณพราหมณท์ คี่ วรสกั การะ เคารพ นับถือ บชู า กับสมณพราหมณ์
ทีไ่ มค่ วรสักการะ เคารพ นบั ถอื บูชา เหตุเกดิ ของพระสตู รน้ี จดั อยใู่ นประเภท ปรัชฌาสยะ
๘.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รูปแบบของนครวินเทยยสูตร เป็นบรรยายโวหารแบบถามเอง - ตอบเอง
๘.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ถ้ามีอัญเดียรถีย์ปริพาชกถามถึงสมณพราหมณ์ผู้ควรสักการะ
เคารพ นับถอื บชู า และไม่ควรสกั การะ เคารพ นบั ถอื บูชา ใหต้ อบว่า สมณพราหมณผ์ ไู้ มค่ วร
สกั การะ เคารพ นบั ถอื บชู า คอื ผยู้ งั มคี วามก�ำหนดั ความขดั เคอื ง และความลมุ่ หลงในอายตนะ
ภายในและอายตนะภายนอก เพราะยังมีความประพฤตเิ สมอกับชาวบา้ น ส่วนสมณพราหมณ์
ผคู้ วรสกั การะ เคารพ นบั ถอื บชู า คอื ผไู้ มม่ คี วามก�ำหนดั เป็นต้น เพราะมคี วามประพฤตสิ งู กวา่
ถา้ อญั เดียรถีย์ปรพิ าชกเหล่านนั้ ถามถงึ ปฏิปทาของผไู้ มม่ คี วามก�ำหนัดเป็นตน้ ให้ตอบ
วา่ ทา่ นเหลา่ นน้ั ชอบใชส้ อยเสนาสนะอนั สงดั ซงึ่ เปน็ ทที่ อี่ ายตนะภายในและอายตนะภายนอก
ไมส่ ามารถท�ำใหเ้ กดิ ความยินดี
๘.๕ ขอ้ สังเกต
การที่พระผู้มีพระภาคตรัสถึงสมณพราหมณ์ผู้ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา และ
ผ้ไู มค่ วรสกั การะ เคารพ นับถอื บชู า นา่ จะทรงประสงค์ให้ตรงกบั ความคดิ ของพราหมณ์และ
คหบดีบางพวก คือ พวกพราหมณ์และคหบดีบางพวกแสดงอาการไม่เคารพพระองค์ จึงตรัส
เร่ืองนี้ ผลจากการแสดงธรรมครั้งน้ี ท�ำให้พราหมณ์และคหบดีเหล่านั้น ขอถึงพระรัตนตรัย
เป็นสรณะ แสดงตนเป็นอุบาสกตลอดชวี ติ
เล่มที่ ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๔ 447
๙. ปิณฑปาตปาริสุทธิสตู ร
๙.๑ ท่มี าของชื่อ
ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยการท�ำบิณฑบาตให้บริสุทธ์ิ ชื่อน้ี
ตง้ั ตามสาระส�ำคัญในพระสูตร
๙.๒ ทมี่ าของพระสูตร
พระสตู รน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกท่ า่ นพระสารบี ตุ ร ขณะประทบั อยู่ ณ พระเวฬวุ นั
เขตกรุงราชคฤห์ โดยทรงปรารภวิหารธรรมที่ท�ำให้พระเถระมีอินทรีย์ผ่องใส มีผิวพรรณ
บริสุทธ์ิผดุ ผอ่ ง เหตเุ กิดของพระสูตรนี้จดั อยูใ่ นประเภท ปรัชฌาสยะ
๙.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รปู แบบของปณิ ฑปาตปาริสุทธสิ ูตร เปน็ แบบบรรยายโวหาร
๙.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงวา่ ภกิ ษผุ ตู้ อ้ งการอยดู่ ว้ ยสญุ ญตาวหิ ารธรรมนน้ั ตอ้ งพจิ ารณา
วา่ ขณะกลับจากบิณฑบาต มีอกุศลธรรมทอี่ าศยั อายตนะภายในเกิดขน้ึ แก่ตนหรอื ไม่ ถา้ มใี ห้
พยายามละเสีย ถ้าไมม่ ี ใหย้ นิ ดีศึกษาในกุศลธรรมตอ่ ไป
นอกจากนี้ ผู้อยู่ด้วยสุญญตาวิหารธรรมควรพิจารณาว่ากามคุณ ๕ นิวรณ์ ๕ และ
อุปาทานขันธ์ ๕ ละได้แล้วหรือยัง สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕
พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ สมถะและวิปัสสนา ได้เจริญหรือยังวิชชาและ
วิมุตติได้ท�ำให้แจ้งหรือยัง แล้วได้ตรัสสรุปว่า ในอดีต อนาคต และปัจจุบัน ผู้พิจารณาเช่นน้ี
จงึ ท�ำบิณฑบาตใหบ้ รสิ ทุ ธไ์ิ ด้
๙.๕ ข้อสังเกต
ขอให้สังเกตว่า พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงโดยปรารภสุญญตาวิหารธรรม
ที่ท�ำให้ท่านพระสารีบุตรมีอินทรีย์ผ่องใสเป็นเหตุ ตรัสเทศนาเร่ืองผู้ท�ำบิณฑบาตให้บริสุทธ์ิ
มปี ญั หาว่า ผู้อยูด่ ้วยสุญญตาวิหารธรรม กับผทู้ �ำบิณฑบาต ให้บริสทุ ธิเ์ กยี่ วข้องกนั อย่างไร
สุญญตาวิหารธรรมท่ีท�ำให้ท่านพระสารีบุตร มีอินทรีย์ผ่องใส คือท่านเข้าสุญญตผล
สมาบัติอยู่เป็นปกติ วันนั้นก่อนเข้าเฝ้า ท่านก็เข้าสมาบัติอยู่ เมื่อออกจากสมาบัติน้ันแล้วจึง
448 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
มาเฝ้าพระผู้มีพระภาคจึงทรงอธิบายว่า ถ้าภิกษุขณะเข้าไปบิณฑบาต ปฏิบัติตนตามหลัก
สุญญตาวหิ ารธรรมไปดว้ ย กจ็ ะท�ำบิณฑบาตนน้ั ใหบ้ รสิ ุทธ์ไิ ปดว้ ย
ควรอ่านรายละเอยี ดการฝกึ สุญญตาวิหารธรรมในจูฬสุญญตสูตร และมหาสุญญตสูตร
ซ่ึงเปน็ พระสูตรท่ี ๑-๒ ของสุญญตวรรค ในเล่มนป้ี ระกอบด้วย
๑๐. อินทรยิ ภาวนาสตู ร
๑๐.๑ ทมี่ าของชือ่
อินทริยภาวนาสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยการอบรมอินทรีย์ ช่ือนี้ตั้งตามเนื้อหา
สาระของพระสูตร
๑๐.๒ ท่มี าของพระสตู ร
พระสตู รน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกอ่ ตุ ตรมาณพ ผเู้ ปน็ ศษิ ยข์ องปาราสริ ยิ พราหมณ์
ท่ีเข้าเฝ้าพระองค์ ขณะประทับอยู่ ณ เวฬุวัน ในกัชชังคลานิคม โดยทรงปรารภค�ำกราบทูล
ของอุตตรมาณพเรื่องการเจริญอินทรีย์ของปาราสิริยพราหมณ์ เหตุเกิดของพระสูตรนี้จัดอยู่
ในประเภท ปรัชฌาสยะ
๑๐.๓ รปู แบบของพระสูตร
รปู แบบของอนิ ทรยิ ภาวนาสตู รเปน็ บรรยายโวหารแบบถาม - ตอบ และถามเอง-ตอบเอง
๑๐.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
พระผู้มีพระภาคตรัสถามอุตตรมาณพว่า ปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์
แก่สาวกหรือไม่ เมื่ออุตตรมาณพทูลตอบว่า แสดง คือแสดงว่า อย่าดูรูปทางตา อย่าฟังเสียง
ทางหู จงึ ตรัสวา่ ถ้าเป็นเชน่ นนั้ ผู้เจริญอินทรยี ์ตามค�ำสอนของปาราสริ ิยพราหมณ์ จกั เปน็ คน
ตาบอด หหู นวก
อตุ ตรมาณพน่งั ก้มหนา้ นิ่งหมดปญั ญาจะแก้ไข พระองคจ์ งึ รบั ส่งั เรยี กท่านพระอานนท์
มาแลว้ ทรงแสดงเรือ่ งการเจรญิ อินทรยี ต์ ามหลักค�ำสอนของพระองค์ มี ๓ ขน้ั ตอน ดังนี้
๑. ภกิ ษุเหน็ รปู ฟังเสยี ง ดมกลน่ิ ล้มิ รส ถกู ตอ้ งโผฏฐัพพะ รู้แจ้งธรรมารมณแ์ ลว้ ความ
ชอบใจหรอื ไมช่ อบใจเกดิ ขน้ึ กร็ ชู้ ดั วา่ เกดิ จากเหตปุ จั จยั จงึ มอี เุ บกขา (วางเฉย) จนความชอบใจ
เล่มที่ ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๔ 449
และไมช่ อบใจเหล่าน้ันดบั ไป
๒. พระเสขะผู้ปฏิบัติตามวิธีในข้อ ๑ น้ัน ย่อมเบ่ือหน่าย รังเกียจความชอบใจและ
ไม่ชอบใจน้นั
๓. เม่ือเบื่อหน่าย ย่อมสามารถก�ำหนดรู้ว่าสิ่งไหนปฏิกูล ส่ิงไหนไม่ปฏิกูลเป็นต้น
แล้วมอี เุ บกขามีสตสิ ัมปชญั ญะก็จะชอื่ ว่าเปน็ พระอริยะผูอ้ บรมอินทรียแ์ ล้ว
๑๐.๕ ขอ้ สงั เกต
พระสูตรนี้ มีความสมบูรณ์ท้ังเนื้อหาและลีลาการแสดงของพระผู้มีพระภาค จึงเป็น
พระสูตรทีน่ า่ ศกึ ษาอย่างย่ิงพระสตู รหนงึ่
ค�ำว่า เวฬวุ นั ซงึ่ เป็นสถานทเี่ กดิ ของพระสูตรนี้ ชวนให้สงสัยวา่ อยูท่ ่ีไหน เพราะค�ำน้ี
พ้องกบั พระเวฬุวัน เขตกรุงราชคฤห์ ซ่ึงเป็นพระอารามแห่งแรกของพระพทุ ธศาสนา ในเร่ืองนี้
มหี ลักฐานแสดงไว้ดังน้ี
ค�ำว่า เวฬุวัน น้ี อรรถกถาใช้ว่า สุเวฬุวัน อธิบายว่าเป็นชื่อต้นไม้ชนิดหน่ึงราวป่า
ทเี่ ตม็ ไปดว้ ยตน้ สุเวฬุ จึงเรียกว่า สุเวฬวุ นั (ม.อุ.อ. ๓/๔๕๓/๒๕๖)
เวฬุวัน หรือ สุเวฬุวัน น้ีอยู่ที่นิคมแห่งหน่ึงช่ือว่า กัชชังคลา หรือคชังคลา ซึ่งต้ัง
อยู่ที่พรมแดนด้านทิศตะวันตกของมัชฌิมประเทศ จากนิคมนี้ไปเป็นหมู่บ้านพราหมณ์
ชอื่ มหาสาลา อยู่ในเขตปัจจันตชนบท (ว.ิ ม. ๕/๒๕๙/๒๔, ม.อุ.ฏกี า ๔/๕๓/๕๒๒) จงึ ขอเสนอ
เพอ่ื เป็นความร้ทู างภูมิศาสตร์สมัยพทุ ธกาลไว้ ณ ทีน่ ้ี
เมื่อมองภาพรวมของมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์แล้ว จะพบว่าพระสูตรแต่ละสูตร
มีความยาวขนาดปานกลางอันเป็นเอกลักษณ์ของมัชฌิมนิกาย เน้ือหาของพระสูตรแต่ละสูตร
มีความสมบูรณ์ในตัว จึงมีความงามในเบ้ืองต้น ท่ามกลาง และที่สุด เนื้อหาท่ีกล่าวถึงมีทั้งที่
เป็นหลักธรรม บุคคลและสถานท่ี โดยเฉพาะหลักธรรม นับว่ามีความลึกซึ้งไม่แพ้พระสูตร
ในพระไตรปิฎกเล่มอ่ืน เช่น เร่ืองทิฏฐิ ๖๒ ท่ีปรากฏในพรหมชาลสูตรแห่งสีลขันธวรรค
พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๙ น้ัน ในเล่มนี้ทรงวิเคราะห์ไว้อย่างลึกซ้ึงในปัญจัตตยสูตร เรื่องผลกรรม
ซึ่งเป็นเรื่องอจินไตย (ไม่ควรคิด) ก็มีทรงจ�ำแนกไว้อย่างลึกซึ้งยิ่งนัก ในจูฬกัมมวิภังคสูตร
และมหากมั มวภิ งั คสตู ร
จึงขอเชิญอ่านรายละเอียดต่อไป
450 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
ธมฺโม จ วนิ โย จ เทสิโต ปฺ ตฺโต,
โส ปริยตฺตปิ ฏิปตตฺ ปิ ฏิเวธวเสน วภิ ตเฺ ตสุ
ตีสุ สทธฺ มเฺ มสุ ปรยิ ตฺติสทธฺ มฺโม นาม,
ตเทว จ สาสนฏติ ยิ า ปมาณ,ํ
สติเยว หิ ตสฺมึ อิตเร อุปฺปชชฺ นฺติ ฯ