The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 9-14 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-24 05:05:57

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 9-14 ebook

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 9-14 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Keywords: พระสุตตันตปิฎก เล่ม 9-14 ebook

142 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก

๓.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
เนื้อหาของพระสูตรนี้มี ๒ ตอน ตอนต้นพระผู้มีพระภาคทรงแสดง ตอนท่ี ๒ ท่าน

พระสารีบุตรเปน็ ผ้แู สดง มีใจความส�ำคัญดงั น้ี
ตอนต้น พระผู้มีพระภาคทรงสอนให้ภิกษุท้ังหลายเป็นธรรมทายาทของพระองค์

ไม่ให้เป็นอามิสทายาทของพระองค์ ทรงให้เหตุผลว่า ถ้าภิกษุทั้งหลาย เป็นอามิสทายาท
จะถูกวิญญูชนติเตียนได้ แต่ถ้าภิกษุทั้งหลายเป็นธรรมทายาท วิญญูชนจะยกย่องสรรเสริญ
ทรงอุปมาให้ฟังว่า ถ้าพระองค์เสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว ทรงมีความสุขตามท่ีทรง
ประสงค์แล้ว แต่พระกระยาหารของพระองค์ยังเหลืออยู่ พอดีมีภิกษุ ๒ รูปมาเฝ้า และ
ก�ำลังหิวจัด พระองค์ตรัสอนุญาตให้ภิกษุท้ังสองฉันพระกระยาหารน้ันได้ถ้าต้องการ แต่ถ้าไม่
ต้องการ พระองค์จะทรงทง้ิ ภิกษรุ ูปหนงึ่ ไมย่ อมฉนั เพราะคดิ ถงึ พระด�ำรัสของพระผ้มู ีพระภาค
ที่ว่า “ภิกษุท้ังหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นธรรมทายาทของเรา อย่าเป็นอามิสทายาทของเรา”
จึงยอมหวิ ไปตลอดคืน แต่อีกรูปหนึง่ ฉัน เพราะต้องการบรรเทาความหิว ทรงสรปุ ว่า พระองค์
ทรงสรรเสรญิ ภิกษุผูไ้ ม่ยอมฉัน ท้งั ๆ ทีห่ ิวจัด เพราะการกระท�ำเชน่ นน้ั จะเป็นไปเพอื่ ความเป็น
ผูม้ กั นอ้ ย สันโดษ ขัดเกลา เลี้ยงงา่ ย และเป็นผมู้ คี วามเพยี ร

ตอนท่ี ๒ ท่านพระสารีบุตรแนะน�ำให้ภิกษุทั้งหลายเป็นธรรมทายาทโดยด�ำเนิน
ตามพระปฏิปทาของพระผู้มีพระภาค คือ ขณะที่ประทับอยู่อย่างสงัด ให้ภิกษุทั้งหลายสนใจ
ศึกษาความสงัด (คือ ความสงัดทางกาย วาจา และใจ) ท่านให้เหตุผลว่า ไม่ว่าภิกษุผู้เป็น
พระเถระ พระมัชฌิมะ หรือพระนวกะ ถ้าไม่สนใจศึกษาความสงัด จะถูกต�ำหนิติเตียนใน
๓ สถานคอื

๑. พระศาสดาประทบั อยอู่ ย่างสงัด แตพ่ วกสาวกไม่สนใจความสงดั
๒. พวกสาวกไม่ละธรรมทีพ่ ระศาสดาตรัสสอนให้ละ
๓. พวกสาวกเป็นผู้มักมาก ย่อหย่อน มากไปด้วยนิวรณธรรม ทอดธุระในการศึกษา
วเิ วกธรรม (ความสงัด)
ในทางตรงกันข้าม ถ้าภิกษุไม่ว่าระดับไหนใน ๓ ระดับดังกล่าวข้างต้น สนใจศึกษา
ความสงัด ก็จะไดร้ ับความยกย่องสรรเสริญใน ๓ สถาน ซึ่งมีนยั ตรงกันขา้ ม
ในตอนท้าย ท่านแนะน�ำให้ปฏบิ ตั ิตามทางสายกลาง ทีเ่ รยี กว่า มชั ฌิมาปฏิปทา ได้แก่
อริยมรรคมีองค์ ๘ เพ่อื ละอปุ กิเลส ๑๖ ประการโดยจัดเป็นคู่ ๆ เช่น เมอื่ ละโกธะ (ความโกรธ)
และอปุ นาหะ (ความผกู โกรธ)ได้ จะท�ำใหเ้ กดิ จกั ษุ เกดิ ญาณ เปน็ ไปเพอ่ื ความสงบระงบั เพอื่ รยู้ ง่ิ
เพือ่ ตรัสรู้ เพอ่ื นิพพาน

เลม่ ที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๒ 143

๓.๕ ข้อสงั เกต
ในพระสตู รน้ี มขี ้อท่ีน่าสังเกตนา่ ศึกษาอยู่หลายประการ เช่น เป็นพระสตู รที่มผี ูแ้ สดง

๒ ท่าน คือพระผู้มีพระภาคทรงแสดงในตอนต้น เร่ืองธรรมทายาท ท่านพระสารีบุตรแสดง
ในตอนถัดมา เรื่องการศึกษาความสงัด ดูเผิน ๆ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันแม้มีท่ีมาแห่งเดียวกัน
แต่เมื่อรวมอยู่ในพระสูตรเดียวกนั จงึ เป็นเรอื่ งแปลก น่าน�ำมาศกึ ษาวเิ คราะหต์ อ่ ไป

พระสูตรที่มีลักษณะคล้ายกับธัมมทายาทสูตรนี้มีมาก คือพระผู้มีพระภาค ตรัส
พระพุทธพจน์โดยย่อแล้วเสด็จเข้าพระวิหาร ทรงปล่อยให้ผู้ฟังติดใจสงสัย เพราะไม่สามารถ
เข้าใจพระพุทธพจน์โดยย่อน้ันด้วยตนเอง จึงต้องถามพระเถระรูปใดรูปหน่ึงซึ่งอยู่ใกล้ เช่น
ท่านพระอานนท์ ท่านพระมหากัจจายนะหรือท่านพระสารีบุตร โดยมากเม่ือผู้ฟังได้รับ
ค�ำอธิบายจากพระเถระน้ันแล้ว จะกลับไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคอีกเพ่ือกราบทูลรายงานให้
ทรงทราบ พระองค์ตรัสตอบว่า พระเถระรูปน้ันอธิบายถูกต้องดีแล้ว ถ้ามาทูลถามพระองค์
พระองค์จะตรัสตอบอย่างนั้น พระสูตรทั้งหลายที่มีลักษณะอย่างน้ี มิใช่เกิดโดยบังเอิญ
แตเ่ ป็นพระพทุ ธประสงค์ จะทรงชมเชยบคุ คล (ปุคคฺ ลโถมนตฺถ)ํ

ธัมมทายาทสูตรน้ีต่างกับพระสูตรเหล่าน้ัน เพราะพระผู้มีพระภาคทรงประสงค์จะ
ทรงชมเชยธรรม (ธมมฺ โถมนตถฺ ํ) กลา่ วคอื เมอ่ื ทรงแสดงเรอ่ื งธรรมทายาทโดยยอ่ จบลง ก็เสด็จ
เข้าพระคันธกุฎี เพราะทรงด�ำริว่า ท่านพระสารีบุตร ผู้ต�ำหนิอามิสทายาท และยกย่องธรรม
ทายาทน่ังฟงั อยู่ดว้ ย เมอื่ พระองคเ์ สด็จเขา้ พระคนั ธกุฎแี ล้ว พระเถระจะแสดงตอ่ จากพระองค์
พระธรรมเทศนานกี้ จ็ ะสมบรู ณเ์ ปน็ เลศิ หนกั แนน่ เหมอื นรม่ ท�ำดว้ ยศลิ า เหมอื นเรอื ทจี่ อดอยใู่ น
ทา่ ทป่ี ลู าดดว้ ยอฐิ ชนดิ หนา และเหมอื นรถเทยี มมา้ อาชาไนย ๔ ตวั ส�ำหรบั ขบั ขนึ้ ไปสวรรค์ ทงั้ น้ี
เพราะผู้แสดงทั้งสองมีอัธยาศัยตรงกัน (ม.มู.อ. ๑/๓๐/๑๐๗)

๔. ภยเภรวสตู ร

๔.๑ ทมี่ าของชือ่
ภยเภรวสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยความขลาดกลัว ช่ือน้ีต้ังตามเน้ือหาสาระของ

พระสูตร ซึง่ กล่าวถงึ เหตสุ ะดุ้งกลวั การอยู่ในเสนาสนะปา่ ๑๖ ประการ

๔.๒ ทม่ี าของพระสตู ร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ชาณุสโสณิพราหมณ์ ขณะประทับอยู่

144 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

ณ พระเชตวนั อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรงุ สาวตั ถี เหตเุ กดิ แห่งพระสูตร นจี้ ัดอยู่ใน
ประเภท ปจุ ฉาวสิกะ คอื ทรงแสดงเพื่อตอบปญั หาของผู้ถาม
๔.๓ รปู แบบของพระสตู ร

รูปแบบของภยเภรวสูตรเปน็ การสนทนาธรรมแบบถาม-ตอบ
๔.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร

ชาณุสโสณิพราหมณ์ทูลถามว่า “กุลบุตรท้ังหลายออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต
เจาะจงท่านพระโคดม ทา่ นพระโคดมเป็นหวั หน้าของกุลบตุ รเหล่าน้ัน ทรงมีอุปการะ แนะน�ำ
ให้ท�ำตาม และชมุ ชนนน้ั ก็ถอื ปฏบิ ตั ิตามแบบอย่างของทา่ นพระโคดมหรือ”

พระผูม้ พี ระภาคทรงรับว่า เปน็ เชน่ นั้น
ชาณุสโสณิกราบทูลว่า เสนาสนะป่าอยู่ล�ำบาก ท�ำให้สงบได้ยาก ในการอยู่โดดเดี่ยว
ก็หาความร่ืนรมย์ได้ยาก ป่าทั้งหลายมักจะชักน�ำจิตของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิ ให้เกิดความ
หวาดหวัน่ ได้
พระผู้มีพระภาคทรงรับว่า ในสมัยที่พระองค์ยังไม่ได้ตรัสรู้ ก็ทรงเห็นอย่างน้ัน แล้ว
ทรงอธิบายเหตุสะดุ้งกลัวการอยู่ในเสนาสนะป่า ๑๐ ประการ ของสมณพราหมณ์พวกอ่ืน
เปรียบเทียบกับเหตุไม่สะดุ้งกลัวการอยู่ในเสนาสนะป่าของพระองค์ และพระอริยะท้ังหลาย
มใี จความดงั นี้
สมณพราหมณ์พวกอื่นสะดุ้งกลัวเพราะ (๑) มีกายกรรมไม่บริสุทธ์ิ (๒) มีวจีกรรม
ไม่บริสุทธิ์ (๓) มีมโนกรรมไม่บริสุทธิ์ (๔) มีอาชีพไม่บริสุทธิ์ (๕) มีปกติเพ่งเล็งอยากได้ส่ิง
ของของผู้อื่น (๖) มีจิตวิบัติ คิดชั่วร้าย (๗) มีจิตถูกถีนมิทธะ (ความหดหู่และความเซ่ืองซึม)
กลุ้มรุม (๘) เป็นผู้ฟุ้งซ่าน จิตไม่สงบ (๙) เป็นผู้เคลือบแคลงสงสัย (๑๐) เป็นผู้ยกตนข่ม
ผอู้ ่นื (๑๑) เป็นคนมกั ขลาดมักกลวั
(๑๒) ปรารถนาลาภสักการะ (๑๓) เป็นคนเกียจคร้าน ไม่มีความเพียร (๑๔) เป็น
คนขาดสติสัมปชัญญะ (หลงลืม) (๑๕) มีจิตไม่ตั้งม่ัน มีจิตกวัดแกว่ง (๑๖) เป็นคนโง่เขลา
เบาปัญญา สว่ นพระองคแ์ ละพระอริยะทัง้ หลายไม่สะดุ้งกลวั การอยใู่ นเสนาสนะป่า เพราะเหตุ
๑๖ ประการมีนยั ตรงกนั ข้าม
ทรงอธิบายต่อไปว่า ขณะท่ีพระองค์ยังไม่ได้ตรัสรู้ ทรงเลือกการอยู่ในเสนาสนะป่า
และเมอ่ื ความกลวั ความขลาดเกิดขึน้ ในขณะทท่ี รงอยู่ในอริ ิยาบถใด กท็ รงพจิ ารณาก�ำจดั ความ
กลัวความขลาดให้หมดไปในอิริยาบถนั้น เช่น เกิดขึ้นขณะจงกรม ก็ทรงก�ำจัดให้หมดไปใน

เลม่ ที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๒ 145

ขณะจงกรมนั้นเอง ไม่ทรงเปลี่ยนอิริยาบถจนกว่าจะทรงก�ำจัดได้ แล้วทรงบ�ำเพ็ญเพียร
ต่อไปจนได้ฌาน ๔ และวิชชา ๓ ตามล�ำดับ แม้หลังจากได้ตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็ยังทรง
อยู่ในเสนาสนะป่าเป็นประจ�ำ ทรงให้เหตุผลว่า ไม่ใช่เพื่อก�ำจัดความกลัวความขลาด แต่
เพราะทรงเห็นอ�ำนาจประโยชน์ ๒ ประการ คอื (๑) เพ่อื การอยู่เป็นสุขในปัจจบุ นั ของพระองค์
(๒) เพื่อการอนุเคราะหช์ นร่นุ หลัง (ให้ถอื ปฏบิ ัติตาม)

เมอ่ื ทรงอธิบายจบลง ชาณสุ โสณิพราหมณ์เกดิ ความเล่ือมใสประกาศตนเป็นอุบาสก
๔.๕ ขอ้ สังเกต

ชาณุสโสณิพราหมณ์เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล เป็นพราหมณมหาศาล
ผู้มีช่ือเสียง มีเกียรติยศคน ๑ ในจ�ำนวนพราหมณมหาศาลชาวโกศล ๕ คน ในสมัยนั้น คือ
(๑) จังกีพราหมณ์ (๒) ตารกุ ขพราหมณ์ (๓) โปกขรสาตพิ ราหมณ์ (๔) ชาณุสโสณิพราหมณ์
(๕) โตเทยยพราหมณ์ (ที.สี. ๙/๕๑๔/๒๓๓, ม.ม. ๑๓/๔๖๗/๔๕๗)

ค�ำว่า ชาณุสโสณิ ไม่ใช่ช่ือตัว แต่เป็นชื่อต�ำแหน่ง หรือฐานันดรศักดิ์ของผู้ด�ำรง
ต�ำแหนง่ ปุโรหติ หรอื เรียกอกี อยา่ งหนึ่งว่า เปน็ ราชทินนามของผู้เปน็ ปโุ รหติ นัน้ เอง สว่ นค�ำว่า
พราหมณ์ เป็นชื่อเรียกคนที่เกิดในวรรณะพราหมณ์ คือเป็นพราหมณ์โดยก�ำเนิด (ม.มู.อ.
๑/๓๔/๑๙)

ข้อท่ีน่าสังเกตก็คือ พราหมณ์ผู้มีช่ือเสียงมียศและเป็นผู้ทรงความรู้เรียนจบไตรเพท
อย่างชาณุสโสณิพราหมณ์นี้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค เพ่ือทูลถามปัญหาง่าย ๆ อย่างนี้หรือ
และเมื่อได้รับค�ำตอบก็เห็นคล้อยตามและเกิดความเลื่อมใสเปล่ียนใจมานับถือพระรัตนตรัย
แทนลทั ธิศาสนาเดมิ ของตน ดจู ะไม่คอ่ ยสมเหตุสมผลเท่าไรนัก

เมอ่ื ตงั้ ขอ้ สงั เกตเชน่ นแี้ ลว้ กล็ องคน้ ดวู า่ พราหมณผ์ นู้ เ้ี ขา้ มาเกยี่ วขอ้ งกบั พระพทุ ธศาสนา
ตั้งแต่เม่ือใด ครั้งนี้เป็นครั้งแรกใช่หรือไม่ ปรากฏว่าชาณุสโสณิได้สนทนากับพระผู้มีพระภาค
หลายครั้งทั้งก่อนและหลังประกาศตนเป็นอุบาสกแล้ว เรื่องของชาณุสโสณิจึงปรากฏใน
พระสูตรหลายสูตรท้ังในทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย และอังคุตตรนิกาย แต่ไม่พบ
หลักฐานแน่ชดั วา่ ครงั้ ใดเปน็ ครง้ั แรก ดงั เชน่ ท่ีปรากฏในองั คุตตรนกิ าย พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๒๓
มใี จความว่า

ชาณุสโสณิพราหมณ์ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยท่าทีเย้ยหยันว่า “พระสมณโคดม
ยังปฏิญญาว่า ตนเป็นพรหมจารีอยู่หรือ” ท่ีถามเช่นน้ีเพราะตามธรรมเนียมพราหมณ์
ผู้จะเรียนพระเวทต้องประพฤติพรหมจรรย์ (หมายถึงเมถุนวิรัติ = ไม่เสพเมถุน) เป็นเวลา
๔๘ ปี แต่พระผู้มีพระภาคทรงอยู่ครองเรือนมาถึง ๒๙ ปี ซึ่งเป็นชีวิตที่เพียบพร้อมด้วย

146 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

กามสุขทุกประการ แต่เม่ือพระองค์ทรงอธิบายให้ฟัง ก็เข้าใจแจ่มแจ้ง อรรถกถาบรรยายว่า
พระด�ำรัสนั้น สยบชาณุสโสณิพราหมณ์ได้ดุจใช้มนตร์จับงูเห่า หรือดุจใช้เท้าเหยียบคอหอย
ศัตรู (องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๕๐/๑๘๕) และอีกแห่งหนึ่ง คือ ในจูฬหัตถิปโทปมสูตร โอปัมมวรรค
ของเลม่ น้ี ขอใหด้ คู �ำแนะน�ำพระสตู รน้ันด้วย

เฉพาะในพระสูตรนี้ อรรถกถาอธิบายว่าท่ีชาณุสโสณิพราหมณ์ทูลถามว่า “กุลบุตร
ทั้งหลายออกจากเรือนบวชเจาะจงท่านพระโคดม ท่านพระโคดมเป็นหัวหน้าของกุลบุตร
เหล่าน้ัน...” น้ัน เพราะชาณุสโสณิไปเห็นภิกษุเหล่าน้ันก�ำลังบ�ำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในป่า
ซงึ่ เปน็ การด�ำเนนิ ชวี ติ ผดิ แผกไปจากวถิ ชี วี ติ ของคนทวั่ ไป โดยเฉพาะภกิ ษเุ หลา่ นน้ั กอ่ นออกบวช
เป็นกุลบุตรวัยรุ่น จากตระกูลที่ร�่ำรวย เพียบพร้อมไปด้วยกามสุขนานาชนิด ไม่น่าจะมา
ด�ำเนินชีวิตเช่นนี้ได้ จึงเข้าไปถามภิกษุเหล่าน้ัน เม่ือได้รับค�ำตอบจากภิกษุเหล่านั้นจึงเกิด
ความเลื่อมใสและเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค หวังจะทูลถามปัญหาหลายอย่าง แต่พระองค์
ทรงทราบวาระจิตของชาณุสโสณิว่า จะถามอะไร จึงทรงใช้หลักจิตวิทยาอธิบายส่ิงที่เขา
ต้องการให้ฟังติดต่อกันไปจนจบกระบวนความโดยไม่ทรงเปิดโอกาสให้ซักถาม กล่าวคือ
ในตอนแรก ทรงยอมรับความเห็นของเขาแล้วทรงอธิบายขยายความไปตามทรรศนะของ
พระองค์ พราหมณจ์ ึงไม่มีโอกาสซักถาม เพราะหมดความสงสยั ไปแล้ว (ม.ม.ู อ. ๑/๓๔/๑๒๑)

๕. อนงั คณสตู ร

๕.๑ ทม่ี าของชือ่
อนังคณสูตร แปลว่า สูตรว่าด้วยบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ค�ำว่า กิเลสเพียง

ดังเนิน หมายถึง ราคะ โทสะ โมหะ หรือกิเลสท่ีเป็นมลทินใจ ช่ือพระสูตรนี้ ต้ังตามเน้ือหา
สาระของพระสูตร

๕.๒ ทมี่ าของพระสตู ร
พระสูตรน้ี ท่านพระสารีบุตรแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายมีท่านพระมหาโมคคัลลานะร่วม

อยู่ด้วย โดยปรารภภิกษุบางรูปในกลุ่มน้ันผู้ไม่ได้บวชด้วยศรัทธา เป็นคนโอ้อวดและประพฤติ
ชั่วต่าง ๆ ดังท่ีท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวไว้ในตอนท้ายของพระสูตรนี้ เหตุเกิดของ
พระสูตรน้ี จดั อยใู่ นประเภท ปรชั ฌาสยะ

เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๒ 147

๕.๓ รูปแบบของพระสูตร
รูปแบบของอนังคณสูตรเป็นการสนทนาธรรมโดยมีการถาม-ตอบกันระหว่างท่าน

พระสารีบตุ รกบั ทา่ นพระมหาโมคคัลลานะผ้ทู �ำหนา้ ท่ซี กั ถามแทนเพอ่ื นภกิ ษุทั้งหลาย
๕.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร

ภาคอทุ เทส
ท่านพระสารีบุตรตั้งประเด็นเป็นอุทเทสนัยขึ้นว่าในโลกนี้มีบุคคลอยู่ ๔ ประเภท
คอื (๑) ผูม้ ีกิเลสเพยี งดังเนิน แตไ่ ม่รตู้ ัวว่ามี (๒) ผู้มีกเิ ลสเพียงดงั เนินและร้ตู วั ว่ามี (๓) ผไู้ ม่มี
กิเลสเพียงดังเนิน แตไ่ ม่รตู้ ัวว่าไมม่ ี (๔) ผู้ไม่มีกิเลสเพยี งดงั เนินและร้ตู วั ว่าไม่มี
ท่านเปรียบเทียบให้ฟังว่าในบุคคล ๒ ประเภทแรก ประเภทท่ี ๑ เป็นคนต่�ำทราม
บุคคลประเภทที่ ๒ เป็นคนประเสริฐ ในบุคคล ๒ ประเภทหลัง บุคคลประเภทที่ ๓ เป็น
คนต�ำ่ ทราม บุคคลประเภทที่ ๔ เปน็ คนประเสรฐิ
ภาคนิทเทส
ท่านพระมหาโมคคัลลานะเปิดประเด็นเป็นนิทเทสนัยโดยตั้งค�ำถามเพื่อให้ท่าน
พระสารีบตุ รอธบิ ายรายละเอยี ด ดงั นี้
ถาม อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัยให้บุคคลผู้มีกิเลสเพียงดังเนินเหมือนกัน
แตแ่ ตกตา่ งกัน และใหบ้ คุ คลผไู้ มม่ ีกิเลสเพยี งดังเนนิ เหมอื นกัน แตแ่ ตกต่างกนั
ตอบ ในบุคคลผู้มีกิเลสเพียงดังเนิน ๒ ประเภทน้ัน บุคคลประเภทท่ี ๑ ชื่อว่าเป็น
คนตำ�่ ทราม เพราะเปน็ ไปไดว้ า่ ความไมร่ ตู้ วั นน้ั ท�ำใหเ้ ขาไมม่ ฉี นั ทะพยายามทจี่ ะละกเิ ลสเหลา่ นนั้
เขาจงึ มกี เิ ลสเพยี งดงั เนนิ ตอ่ ไป และจะมจี ติ เศรา้ หมองตายไป เหมอื นภาชนะส�ำรดิ เปอ้ื นฝนุ่ สนมิ
จับเกรอะกรัง สว่ นบุคคลประเภทที่ ๒ ชอ่ื ว่าเป็นคนประเสรฐิ เพราะเป็นไปไดว้ ่าความรู้ตัวของ
เขาจะท�ำใหเ้ ขามฉี นั ทะพยายามทจี่ ะละกเิ ลสเหลา่ นนั้ ใหห้ มดไปได้ และมจี ติ ไมเ่ ศรา้ หมองตายไป
ในบุคคลผู้มีไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ๒ ประเภทน้ัน บุคคลประเภทที่ ๓ ชื่อว่า เป็น
คนต่�ำทราม เพราะเป็นไปได้วา่ เขาจะมนสิการสภุ นมิ ติ ซ่งึ เปน็ เหตใุ หก้ ิเลส เพยี งดงั เนินกลับ
เกิดข้ึนได้อีก และจะท�ำให้เขามีจิตเศร้าหมองตายไป ส่วนบุคคลประเภทที่ ๔ ชื่อว่า
เปน็ คนประเสรฐิ เพราะมีนัยตรงกนั ขา้ ม
ถาม กิเลสเพียงดังเนนิ เปน็ อยา่ งไร
ตอบ กิเลสเพียงดังเนินเป็นช่ือของ อิจฉาวจรท่ีเป็นบาปอกุศล ซ่ึงหมายถึง ความ
ประพฤติตนตามความปรารถนาชั่ว เช่นภิกษุในพระศาสนานี้ ปรารถนาจะปกปิดอาบัติของ

148 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก

ตนมิใหผ้ ้อู ื่นรู้ แตเ่ มอื่ ผู้อนื่ รู้เข้า กจ็ ะโกรธและไม่แช่มชืน่ ความโกรธ และความไมแ่ ช่มชืน่ นีเ้ อง
เรยี กว่ากเิ ลสเพียงดงั เนนิ

สรุปว่า กิเลสเพียงดังเนินซ่ึงเป็นชื่อของอิจฉาวจรที่เป็นบาปอกุศลนี้ ถ้าภิกษุรูปใด
ยงั ละไมไ่ ด้ ภกิ ษรุ ปู นน้ั จะไมไ่ ดร้ บั การสกั การะ เคารพ นบั ถอื บชู า จากเพอ่ื นพรหมจารที งั้ หลาย
ภิกษผุ ู้ละกิเลสเหลา่ นี้ได้จงึ จะได้รบั

เมื่อท่านพระสารีบุตรกล่าวจบ ท่านพระมหาโมคคัลลานะขออนุญาตกล่าวเสริมด้วย
อปุ มาโวหารว่า บุคคลเหลา่ ใดออกบวชโดยไม่มีศรทั ธา เปน็ ผ้โู อ้อวด มมี ารยา หลอกลวง ถือตัว
กลบั กลอก ปากกลา้ ไมส่ �ำรวมวาจา ไมค่ วบคมุ อนิ ทรยี ์ (ตา หู จมกู ลนิ้ กาย ใจ) ไมร่ จู้ กั ประมาณ
ในการบริโภค ไม่ประกอบความเพียร ไม่ใส่ใจปฏิบัติธรรม ไม่เคารพสิกขา เป็นคนมักมาก
ประพฤตยิ อ่ หยอ่ น มีจิตไม่ ม่นั คง คิดวนเวยี นไปมาแต่สิ่งท่ผี ดิ ธรรม เปน็ คนโง่เขลาเบาปญั ญา
ท่านพระสารบี ตุ รถากกิเลสเหลา่ นอี้ อกจากภกิ ษุเหลา่ นั้นได้แล้ว เหมือนบตุ รช่างรถ ถากไม้คด
มปี มให้เปน็ ลอ้ รถที่ดใี ชก้ ารได้ดงั ใจนกึ ของนายช่างรถผ้เู ช่ยี วชาญ สว่ นผทู้ ีอ่ อกบวชดว้ ย ศรัทธา
มีจริยาวตั รดี เมอื่ ไดฟ้ ังธรรมบรรยายน้ีแลว้ ต่างช่นื ชมยนิ ดีท่ที า่ นพระสารีบตุ ร ชว่ ยให้ออกจาก
อกุศลธรรม ใหต้ ง้ั อยใู่ นกศุ ลธรรมได้
๕.๕ ข้อสงั เกต

ในการถาม - ตอบ ระหว่างพระอัครสาวกทั้งสอง มีข้อท่ีควรสังเกตบางประการ
เช่น มรรยาทในการสนทนาธรรม เม่ือฝ่ายหนึ่งก�ำลังพูดอยู่ อีกฝ่ายต้องฟังด้วยความเคารพ
ไม่พยายามพูดสอด หรือซักถามขัดขึ้น จะต้องรอจนฝ่ายนั้นพูดจบกระบวนความตอนนั้นลง
ก่อน แลว้ ขออนุญาตซกั ถามประเดน็ ต่อไปหรือพูดเสรมิ เพือ่ สนับสนุน หรือเพอื่ แสดงความเหน็
ของตน ในพระสูตรนี้ ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ขออนุญาตพูดเสริมเมื่อท่านพระสารีบุตร
กลา่ วจบลงว่า อุปมา มํ อาวุโส สารีปตุ ตฺ ปฏภิ าติ แปลวา่ ทา่ นสารบี ุตรผมู้ ีอายุ ขอ้ อุปมา
ปรากฏแกก่ ระผม หมายความ ผมประสงคจ์ ะกล่าวข้ออปุ มาอยา่ งหนง่ึ (เอกํ อุปมํ วตฺตุกาโม
อหํ. - (ม.ม.ู อ. ๑/๖๓/๑๖๓)

ท่านพระสารีบุตรกล่าวอนุญาตว่า ปฏิภาตุ ตํ อาวุโส โมคฺคลฺลาน แปลว่า ท่าน
โมคคัลลานะ ผู้มีอายุ ขอให้ข้ออุปมานั้นปรากฏแก่ท่านเถิด หมายความว่า ท่านจงกล่าว
ขอ้ อปุ มานน้ั เถดิ (ตํ วท ตวฺ .ํ - (ม.มู.อ. ๑/๖๓/๑๖๓)

ส�ำนวนเชน่ นมี้ ปี รากฏอยใู่ นพระสตู รหลายสตู รซง่ึ แสดงวา่ เปน็ ส�ำนวนแบบทน่ี ยิ มใชก้ นั
ในสมัยนั้น แต่ต้องสังเกตให้ดี เพราะส�ำนวนท่ีมีค�ำปฏิภาตุ มีความหมายหลายอย่างนอกจาก
ขออนุญาตและใหอ้ นุญาตดังปรากฏในพระสูตรนี้

เล่มที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๒ 149

๖. อากงั เขยยสตู ร

๖.๑ ทีม่ าของช่ือ
อากงั เขยยสตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยความหวัง ๑๗ ประการ ชื่อนต้ี ัง้ ตามเน้อื หา

สาระของพระสูตร
๖.๒ ท่ีมาของพระสตู ร

พระสูตรนี้ พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกภ่ กิ ษทุ ง้ั หลาย ขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยที่ภิกษุเหล่านั้นมิได้ทูลอาราธนา หรือ
ทูลถามปัญหาก่อน เหตุเกิดของพระสูตรนี้ จัดอยู่ในประเภท อัตตัชฌาสยะ คือ ทรงแสดง
ตามพระอธั ยาศยั ของพระองคเ์ อง (ม.ม.ู อ. ๑/๑/๑๖) โดยทรงมงุ่ แสดงอานสิ งสข์ องศลี เปน็ ส�ำคญั
(สีลานสิ ํสทสฺสนตฺถํ - ม.มู.อ. ๑๖๕/๑๕๘)
๖.๓ รปู แบบของพระสูตร

รูปแบบของอากังเขยยสูตรเป็นเทสนาโวหาร คือ ทรงอธิบายธรรมตามเนื้อหา ไม่มี
การถาม - ตอบ
๖.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร

พระผู้มีพระภาคทรงเริ่มต้นพระสูตรน้ีด้วยพระด�ำรัสว่า “ภิกษุท้ังหลาย เธอทั้งหลาย
จงมีศีลสมบูรณ์ มีปาติโมกข์สมบูรณ์ จงส�ำรวมด้วยการสังวรในปาติโมกข์ เพียบพร้อมด้วย
อาจาระและโคจรอยู่ จงเป็นผู้เห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบท
ทั้งหลาย” แล้วทรงยกความหวัง ๑๗ ประการ ข้ึนต้ังเป็นตัวอย่างว่า เมื่อหวังประการใด
ในความหวัง ๑๗ ประการ เช่น ถ้าหวังให้เพ่ือนพรหมจารีท้ังหลายรักใคร่ชอบใจ เคารพ
และยกย่อง ก็ต้องรักษาศีลให้บริบูรณ์ หม่ันปฏิบัติธรรมท่ีท�ำให้จิตสงบ หม่ันเจริญฌานและ
วิปัสสนา และเรยี นกมั มัฏฐาน (ซง่ึ ตรสั เรียกว่า การเพิ่มพูนเรอื นวา่ ง)
๖.๕. ข้อสงั เกต

ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงยกความหวงั ๑๗ ประการ ซึ่งเป็นเร่อื งท่คี นทว่ั ไป
ต้องการอยากได้ มาตั้งเป็นจุดเริ่มแห่งการพัฒนาทางจิตของผู้หวัง คือไม่ว่าจะหวังอะไรใน
๑๗ ประการน้ัน ความสมหวังมิได้เกิดข้ึนลอย ๆ แต่ผู้หวังต้องลงมือปฏิบัติด้วย แล้วทรง

150 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก

แสดงวิธีปฏิบัติโดยเริ่มจากการรักษาศีล ปฏิบัติธรรม เจริญสมถกัมมัฏฐาน และวิปัสสนา-
กมั มฏั ฐาน ซงึ่ เปน็ การพฒั นาทางจิต

๗. วตั ถปู มสูตร

๗.๑ ท่มี าของชอื่
วัตถูปมสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยข้ออุปมาด้วยผ้า ช่ือน้ีตั้งตามเน้ือหาสาระของ

พระสูตร
๗.๒ ท่ีมาของพระสตู ร

พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุท้ังหลาย ณ พระเชตวัน อารามของ
อนาถบิณฑิกเศรษฐีซ่ึงมีสุนทริกภารทวาชปริพาชกน่ังฟังอยู่ด้วย และทรงทราบว่า ปริพาชกน้ี
เชื่อถือลัทธินหานสุทธิ คือ เช่ือว่าความบริสุทธิ์มีได้เพราะการอาบน้�ำลอยบาป จึงทรงแสดง
ธรรมให้เป็นไปตามอัธยาศัยของปริพาชกน้ี (ม.มู.อ. ๑/๗๘-๗๙/๘๙) เหตุเกิดของพระสูตรน้ี
จดั อยใู่ นประเภท ปรัชฌาสยะ
๗.๓ รปู แบบของพระสตู ร

รูปแบบของวัตถปู มสูตร เป็นบรรยายโวหารแบบมอี ุปมาอปุ ไมยและมีการถาม-ตอบ
๗.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร

พระผูม้ พี ระภาคตรสั กับภิกษุท้ังหลายวา่ ถ้าจิตเศร้าหมอง กห็ วังได้วา่ จะตอ้ งไปสู่ทุคติ
เหมอื นผา้ สกปรกทชี่ า่ งยอ้ มน�ำไปใสล่ งในนำ้� ยอ้ มสตี า่ ง ๆ กห็ วงั ไดว้ า่ ผา้ นน้ั ยอ้ มไดไ้ มด่ ี สไี มส่ ดใส
ส่วนจิตทไี่ มเ่ ศร้าหมอง กห็ วงั ได้วา่ จะตอ้ งไปส่สู ุคติ เหมือนผ้าสะอาด ทชี่ ่างย้อมน�ำไปใสล่ งใน
น้ำ� ย้อมสีตา่ ง ๆ กห็ วงั ไดว้ า่ ผ้านนั้ ยอ้ มไดด้ ี มสี ีสดใส

ทรงอธิบายวา่ จิตเศร้าหมอง เพราะอปุ กิเลส คอื กิเลสเคร่ืองเศรา้ หมองมี ๑๖ ประการ
มีอภิชฌาวิสมโลภะ (ความเพ่งเล็งอยากได้ของของผู้อื่น) เป็นต้น มีปมาทะ (ความประมาท)
เปน็ ทสี่ ุด แลว้ ตรัสสอนวา่ เม่ือภกิ ษุรู้ชัดวา่ อปุ กิเลส แตล่ ะประการ เป็นเครอื่ งเศร้าหมองของ
จติ ก็จะเกดิ ผลตอ่ ไปนี้ (๑) จะละอุปกิเลสประการนัน้ ๆ ได้ เมื่อละไดจ้ ะเกดิ ความเลื่อมใสอย่าง

เล่มท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๒ 151

แน่วแน่ในพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ (๒) จะได้ความรู้แจ้งอรรถ ความ
รู้แจ้งธรรมและ ความปราโมทย์ท่ีได้เล่ือมใสในพระรัตนตรัย (๓) เมื่อมีความปราโมทย์ก็จะ
มีปตี ิ (๔) เมือ่ มีปตี ิ จติ กส็ งบ (๕) เม่ือจิตสงบ กายกส็ งบ (๖) เมื่อกายสงบ ความสุขก็เกดิ ขน้ึ
(๗) เมอื่ มีความสุข จติ ก็ต้งั มัน่ เปน็ สมาธิ

ภกิ ษุผมู้ ีศีลอย่างนี้ มีธรรมอย่างน้ี มีปัญญาอยา่ งน้ี แมจ้ ะฉนั อาหารทีส่ กปรก ก็ไม่เปน็
อันตรายแก่มรรคและผลเลย เหมือนผ้าท่ีสกปรกเปรอะเปื้อน ถ้าซักด้วยน�้ำที่สะอาด ก็ท�ำให้
สะอาดหมดจดได้ หรอื ทองค�ำ (ทอ่ี ยตู่ ามธรรมชาตซิ ง่ึ มหี นิ สกปรกหอ่ หมุ้ ไว)้ กส็ ามารถท�ำใหเ้ ปน็
ทองค�ำบริสทุ ธ์ไิ ดด้ ้วยเบา้ หลอมท่ีดี

ภิกษุผู้มีสมาธิเช่นน้ันจะมีจิตเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาอันไพบูลย์ เป็น
มหัคคตจิตแผ่ไปสู่หมู่สัตว์ในทิศทั้งปวง ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน เธอรู้ชัด
สภาวธรรมทเ่ี รยี กวา่ นพิ พานดว้ ยปญั ญาอนั ยง่ิ และรวู้ า่ ตนไดบ้ รรลถุ งึ ขนั้ สดุ ทา้ ยแหง่ พรหมจรรย์
ที่เรียกว่า “อยู่จบพรหมจรรย์” แล้ว ไม่มีกิจอ่ืนจะต้องท�ำอีกต่อไป ทรงย้�ำว่า ภิกษุผู้นั้นแล
คือ “ผู้อาบสะอาดแล้วด้วยการอาบสะอาดภายใน”

ปรพิ าชกชอื่ สนุ ทรกิ ภารทวาชะ (ซง่ึ นงั่ อยไู่ มห่ า่ งจากพระผมู้ พี ระภาค เขา้ ใจวา่ พระองค์
ทรงสรรเสริญการอาบน�ำ้ ลอยบาปอยา่ งท่ีตนเชอื่ ถือ) จึงทลู ถามว่า พระผ้มู ีพระภาคเสดจ็ ไปยงั
แมน่ �ำ้ พหกุ าเพอ่ื สรงน้ำ� หรอื เม่อื ตรัสตอบปฏเิ สธ ปริพาชกน้นั จึงกราบทูลวา่ แมน่ ำ้� พหกุ าเป็น
แมน่ �้ำศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ เป็นบญุ สถานส�ำหรบั ท�ำพธิ ลี อยบาป ใหเ้ กิดความบรสิ ุทธ์ิสะอาด

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า คนท่ีท�ำกรรมชั่วไว้แล้ว ถึงจะไปอาบน้�ำที่ไหน ก็หาท�ำให้เกิด
ความสะอาดบรสิ ุทธิไ์ ดไ้ ม่ แล้วตรสั สอนใหอ้ าบนำ�้ ในศาสนาของพระองค์ คือ

๑. จงท�ำความปลอดภัยในสตั วท์ ั้งปวง ๒. ไม่พูดเทจ็
๓. ไมเ่ บียดเบียนสัตว ์ ๔. ไม่ลกั ทรพั ย์
๕. มีศรทั ธา ๖. ไมต่ ระหนี่
ในที่สุด สุนทริกภารทวาชปริพาชกได้ประกาศตนเป็นพุทธมามกะทูลขอบรรพชา
อุปสมบทเป็นภกิ ษุ และได้บรรลเุ ป็นพระอรหนั ตใ์ นกาลต่อมา
๗.๕ ขอ้ สงั เกต
ท่านทีอ่ ่านพระสูตรนี้โดยไม่ดอู รรถกถาอาจจะเกิดขอ้ สงสัยอย่างน้อย ๒ ข้อ คอื
(๑) อาจเห็นว่า พระสูตรนี้มี ๒ ตอน ๒ เร่ือง ผสมอยู่ในพระสูตรเดียว คือในตอน
ต้นทรงแสดงแก่ภิกษุท้ังหลายโดยมิได้ทรงเจาะจงผู้ใดโดยเฉพาะ เป็นการตรัสสอนให้ภิกษุ

152 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

เข้าใจธรรมตามสมควรแก่ธรรม ในตอนท้ายเม่ือสุนทริกภารทวาช ปริพาชกทูลถามเร่ืองการ
อาบนำ�้ ลอยบาป จึงตรัสตอบตามทรรศนะของพระองค์

(๒) ข้อทูลถามของสุนทริกภารทวาชปริพาชกท่ีว่า “ท่านพระโคดมเสด็จไปยัง
แม่น�ำ้ พาหุกาเพือ่ สรงนำ�้ หรือ (คจฺฉติ ปน ภวํ โคตโม พาหุกํ นทึ สินายิตํ)ุ ” น้ัน อาจเข้าใจได้
๒ นัย นัยที่ ๑ เข้าใจว่า หลังจากทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย จบลงก็เสด็จไปยัง
แมน่ ้�ำพาหุกา สนุ ทริกภารทวาชปริพาชกเห็นก�ำลงั เสดจ็ ไปทางน้นั จงึ ได้ทลู ถามเช่นน้นั นัยท่ี ๒
ปรพิ าชกนนั้ นง่ั อยใู่ นทปี่ ระชมุ ของภกิ ษทุ งั้ หลายและไดฟ้ งั พระธรรมเทศนามาโดยตลอด เมอ่ื ถงึ
ตอนทต่ี รัสสรปุ ว่า ผอู้ ยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทรงเรียกวา่ “ผอู้ าบสะอาดแลว้ ด้วยการอาบสะอาด
ภายใน” ปริพาชกน้ันคดิ วา่ ทรงนับถือการอาบนำ้� ลอยบาปอย่างทตี่ นเช่ือถือ จึงทลู ถามเชน่ นั้น

ถา้ ท่านผู้อา่ นเปิดดอู รรถกถาดังอา้ งไวใ้ นข้อ ๗.๒ จะพบข้อความดังกล่าวไว้ในขอ้ ๗.๒
และ ๗.๔ คอื พระสตู รนม้ี ตี อนเดยี วและเรอ่ื งเดยี ว เพราะพระผมู้ พี ระภาคทรงตง้ั พระทยั จะทรง
แสดงใหเ้ ปน็ ไปตามอธั ยาศยั ของสนุ ทรกิ ภารทวาชปรพิ าชกซงึ่ นง่ั อยใู่ นทปี่ ระชมุ นน้ั ดว้ ย แตท่ รง
ใช้กุสโลบายยักย้ายพระธรรมเทศนาโดยทรงเริ่มตรัสกับภิกษุท้ังหลายด้วยเร่ืองจิตท่ีเศร้าหมอง
และจิตท่ีไม่เศร้าหมอง ไปจบลงท่ีการบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ อยู่จบพรหมจรรย์ ไม่มีกิจ
อนื่ ท่ีจะต้องท�ำอีก แล้วทรงโยงเข้าหาอัธยาศัยของสนุ ทรกิ ภารทวาชปรพิ าชกผู้เชื่อ นหานสุทธิ
(ความบริสุทธิ์มีได้เพราะการอาบน�้ำ) ว่าทรงเรียกผู้บรรลุธรรมว่า เป็นผู้อาบสะอาดแล้วด้วย
การอาบ สะอาดภายใน แล้วการณก์ ็เปน็ ไปดงั ทีท่ รงต้ังพระทยั ไวท้ กุ ประการ

วิธีแสดงธรรมปรารภผู้ฟังคนหนึ่งแต่ตรัสกับอีกคนหน่ึงน้ัน มีปรากฏหลายครั้ง เช่น
เมื่อมหาอ�ำมาตย์วัสสการพราหมณ์แห่งแคว้นมคธเข้าไปกราบทูลเรื่องที่พระเจ้าอชาตศัตรู
จะเสดจ็ กรฑี าทพั ไปโจมตแี ควน้ วชั ชี เพอ่ื จะทราบวา่ พระองคท์ รงเหน็ อยา่ งไร แตพ่ ระผมู้ พี ระภาค
มิได้ตรัสตอบอะไรกับวัสสการพราหมณ์ กลับรับสั่งเรียก ท่านพระอานนท์มาตรัสถามว่า
พวกกษตั รยิ ล์ จิ ฉวยี งั ปฏบิ ตั อิ ปรหิ านยิ ธรรม ๗ ประการ อยหู่ รอื เมอื่ ทา่ นพระอานนทท์ ลู ตอบวา่
ยังปฏิบัติอยู่ จึงทรงแสดงอานิสงส์ของ การปฏิบัติอปริหานิยธรรมแต่ละข้อว่า มีแต่จะเจริญ
ไม่มที างเสือ่ ม วสั สการพราหมณ์ จึงได้รบั ค�ำตอบจากพระองค์โดยทางออ้ ม (ดูความละเอียดใน
มหาปรินพิ พานสตู ร - ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๓๓-๑๓๕/๗๘-๘๑)

เล่มท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๒ 153

๘. สลั เลขสตู ร

๘.๑ ที่มาของช่อื
สัลเลขสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยธรรมเคร่ืองขัดเกลากิเลส ช่ือน้ีต้ังตามเน้ือหา

สาระของพระสตู ร
๘.๒ ทม่ี าของพระสตู ร

พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ท่านพระมหาจุนทะ ที่ทูลถามเร่ืองทิฏฐิและ
การสลดั ทงิ้ ทฏิ ฐิ ขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวนั อารามของอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี เขตกรงุ สาวตั ถี
เหตเุ กดิ ของพระสตู รน้ี จัดอยใู่ นประเภท ปจุ ฉาวสกิ ะ
๘.๓ รูปแบบของพระสตู ร

รูปแบบของสัลเลขสตู รเปน็ บรรยายโวหารโดยอาศยั ค�ำปุจฉาเป็นอทุ เทส
๘.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร

ท่านพระมหาจุนทะทูลถามว่า มีทิฏฐิท้ังหลายในโลกนี้ท่ีเกี่ยวกับอัตตวาทะ (ลัทธิที่
ถอื วา่ มอี ัตตา เช่น พจิ ารณาเห็นขันธ์ ๕ วา่ เป็นอัตตา) บา้ ง ทีเ่ กีย่ วกบั โลกวาทะ (ลทั ธทิ ถี่ อื วา่
อตั ตาและโลกเทย่ี ง) บา้ ง เมอื่ ภกิ ษมุ นสกิ ารเพยี งเบอ้ื งตน้ กส็ ละทงิ้ ทฏิ ฐเิ หลา่ นน้ั ไดอ้ ยา่ งนนั้ หรอื

ค�ำว่า เพียงเบ้ืองต้น หมายถึง ที่เกิด หรือเหตุเกิดของทิฏฐิแต่ละอย่าง คือ
ท่านพระมหาจุนทะมุ่งหมายทูลถามว่า เพียงแต่มนสิการถึงที่เกิดของทิฏฐิทั้งหลายก็สามารถ
สลดั ทิ้งได้ใช่หรือไม่

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า เม่ือภิกษุพิจารณาเห็นอารมณ์เป็นที่เกิดขึ้น เป็นที่
หมักหมม (หรือนอนเน่ืองอยู่ในจิต) และเป็นท่ีท่องเที่ยว (คือปรากฏตัวออกมาทางวาจาและ
การกระท�ำ) ตามความเป็นจริงดว้ ยปญั ญาอันชอบวา่ “นัน่ ไม่ใช่ของเรา เราไมเ่ ป็นน่ัน นน่ั ไมใ่ ช่
อัตตาของเรา” ก็สามารถสลดั ทง้ิ ทิฏฐิเหล่าน้นั ได้

จากนั้นทรงอธิบายธรรมเคร่ืองขัดเกลากิเลส ๔๔ ประการ โดยทรงให้บทนิยาม
ความหมายของธรรมเคร่ืองขัดเกลากิเลสว่า ไม่ใช่สมาบัติ ๘ เพราะทรงเรียกสมาบัติว่าเป็น
ธรรมเครื่องอยู่สงบในอริยวินัย ธรรมเคร่ืองขัดเกลากิเลสท่ีทรงหมายถึงคือวิธีคิดเพ่ือขัดเกลา
กิเลสท่ีเกิดข้ึนแต่ละอย่าง เช่น เมื่อชนเหล่าอื่นเบียดเบียนกันอยู่ ภิกษุควรคิดอย่างน้ีว่า
“เราจะไมเ่ บียดเบยี นกนั ” ฯลฯ เมือ่ ชนเหลา่ นั้นยึดตดิ ถือม่นั ทิฏฐิของตน ๆ โดยถอื ว่า “ทฏิ ฐิ

154 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

สลัดได้ยาก” ภกิ ษุควรคดิ อย่างนว้ี ่า “เราจะไมย่ ึดตดิ ไม่ถอื ม่ันทฏิ ฐิของตน ทฏิ ฐสิ ลดั ได้ง่าย”
นอกจากน้ียังทรงแสดงทางหลีกเลี่ยงความช่ัว และอุบายเพ่ือความดับสนิทแห่งกิเลส

อีกอย่างละ ๔๔ ประการ ตรัสจบแล้ว รับส่ังให้ท่านพระมหาจุนทะไปน่ังในท่ีสงัด พิจารณา
หลกั ธรรมท่ตี รัสไว้ทั้งหมด ทรงเน้นวา่ “นเ้ี ปน็ ค�ำพร่ำ� สอนของเราส�ำหรับเธอทั้งหลาย”
๘.๕. ขอ้ สังเกต

ในตอนท้ายของพระสตู ร พระผู้มพี ระภาคทรงสรุปไว้ว่า “จุนทะ เราไดแ้ สดงเหตุแห่ง
ธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส เหตุแห่งจิตตุปบาท เหตุแห่งการหลีกเลี่ยงเหตุแห่งการไปสู่ความ
เจริญ (และ) เหตุแห่งความดับสนิทไว้แล้วด้วยประการอย่างน้ี เราผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล
เอ้ือเอน็ ดูอนเุ คราะห์สาวกทง้ั หลาย ไดท้ �ำกจิ ท่คี วรท�ำ แก่เธอท้งั หลายแลว้ ”

นอกจากน้ี พระธรรมสงั คาหกาจารย์ได้บนั ทึกไว้ตอนจบพระสตู รวา่ “พระผ้มู ีพระภาค
ตรสั บท ๔๔ บท ทรงแสดงสนธิ ๕ พระสูตรน้ีชอ่ื สลั เลขสตู รลมุ่ ลกึ เปรียบดว้ ยสาคร”

ข้อความ ๒ ตอนที่ยกมาเสนอในท่ีน้ีเพื่อให้ท่านผู้อ่านพิจารณาหาค�ำตอบเอาเองว่า
เนื้อหาท่ีปรากฏในตอนต้น ๆ กับข้อสรุป ๒ ตอนน้ีสอดคล้องต้องกันเพียงใดหรือไม่ และ
เพอื่ ให้เข้าใจชัด ควรอา่ นอรรถกถาทวี่ า่ ด้วยพระสูตรนป้ี ระกอบดว้ ย

๙. สมั มาทิฏฐสิ ูตร

๙.๑ ทมี่ าของชอ่ื
สมั มาทฏิ ฐสิ ตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยสมั มาทฏิ ฐิ (ความเหน็ ชอบ) ชอ่ื นตี้ ง้ั ตามเนอื้ หา

สาระของพระสูตร

๙.๒ ทีม่ าของพระสตู ร
พระสูตรนี้ ท่านพระสารีบตุ รแสดงแกภ่ ิกษุทง้ั หลายขณะพักอยู่ ณ พระเชตวนั อาราม

ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยยกค�ำกล่าวของคนท้ังหลาย ขึ้นเป็นอุทเทสนัย
เพ่ือสนทนาธรรมกับภิกษุท้ังหลายที่มาจากท่ีต่าง ๆ เหตุเกิดของพระสูตรนี้ จัดอยู่ในประเภท
ปุจฉาวสกิ ะ

เลม่ ที่ ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๒ 155

๙.๓ รูปแบบของพระสูตร
รูปแบบของสัมมาทิฏฐิสูตร เป็นการสนทนาธรรมมีการถาม-ตอบ ๒ แบบ คือ

(๑) ทา่ นพระสารีบตุ รถามเอง ตอบเอง ท่ีเรยี กว่า กเถตุกามยตาปุจฉา (๒) ภกิ ษุ ทงั้ หลายถาม
ทา่ นพระสารบี ตุ รตอบ ภกิ ษุท้ังหลายถาม ๑๕ คร้งั แตใ่ ชค้ �ำถามเดียวกนั
๙.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร

เนอื้ หาของสมั มาทฏิ ฐสิ ตู ร แบง่ เปน็ ๑๖ วาระ คอื (๑) กมั มปถวาระ วา่ ดว้ ยอกศุ ลกรรมบถ
และกุศลกรรมบถ (๒) อาหารวาระ ว่าด้วยอาหาร (๓) ทุกขวาระ ว่าด้วยทุกขอริยสัจ
(๔) ชรามรณวาระ วา่ ดว้ ยชราและมรณะ (๕) ชาติวาระ วา่ ดว้ ยชาติ (๖) ภววาระ ว่าด้วยภพ
(๗) อุปาทานวาระ วา่ ด้วยอุปาทาน (๘) ตณั หาวาระ ว่าด้วยตัณหา (๙) เวทนาวาระ วา่ ดว้ ย
เวทนา (๑๐) ผัสสวาระ วา่ ดว้ ยผัสสะ (๑๑) สฬายตนวาระ ว่าดว้ ยอายตนะ ๖ (๑๒) นามรูป
วาระ ว่าด้วยนามและรปู (๑๓) วิญญาณวาระ ว่าด้วยวญิ ญาณ (๑๔) สงั ขารวาระ ว่าด้วยสงั ขาร
(๑๕) อวิชชาวาระ ว่าด้วยอวชิ ชา (๑๖) อาสววาระ วา่ ดว้ ยอาสวะ

แตล่ ะวาระแบง่ เปน็ ๒ ตอน (๑๖ x ๒ = ๓๒ ตอน) ตอนที่ ๑ เป็นสงั เขปนยั คอื ยกหัว
ข้อธรรมข้ึนแสดงโดยย่อ ตอนที่ ๒ เป็นวิตถารนัย คือแสดงโดยละเอียดและจบลงด้วย
ขอ้ สรปุ วาระท่ี ๑ ทา่ นพระสารบี ตุ รตง้ั ค�ำถามขน้ึ เอง และตอบเอง วาระท่ี ๒ - ๑๖ ภกิ ษทุ งั้ หลาย
เป็นผ้ถู าม ท่านพระสารบี ุตรเป็นผตู้ อบ แต่ละวาระ มีใจความส�ำคัญดังนี้

วาระที่ ๑ กัมมปถวาระ
ถาม ทีก่ ลา่ วกันว่า สัมมาทฏิ ฐิ สมั มาทฏิ ฐิ ด้วยเหตอุ ะไรบ้าง พระอรยิ สาวก จึงชื่อว่า
มีสมั มาทฏิ ฐิ มีความเห็นตรง มีความเลื่อมใสอันแน่วแนใ่ นธรรม มาสูพ่ ระสทั ธรรมน้ี
ตอบ
๑. (สังเขปนัย) เมื่อพระอริยสาวกรู้ชัดอกุศลและรากเหง้าแห่งอกุศล รู้ชัดกุศล
และรากเหง้าแห่งกุศล ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระอริยสาวกก็ช่ือว่า มีสัมมาทิฏฐิ มีความ
เห็นตรง มคี วามเลอ่ื มใสอนั แนว่ แนใ่ นธรรม มาสู่พระสทั ธรรมน้ี
๒. (วติ ถารนยั ) ทา่ นพระสารบี ุตรอธิบายขยายความว่า
อกศุ ล ไดแ้ ก่ อกศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการ เช่น การฆ่าสตั ว์ เป็นอกุศล การลักทรัพย์
เปน็ อกศุ ล

156 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก

รากเหงา้ แหง่ อกุศล ไดแ้ ก่ โลภะ โทสะ และโมหะ
กุศล ได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ เช่น เจตนางดเว้นจากการฆ่าสตั ว์ เปน็ กุศล
เจตนางดเวน้ จากการลักทรัพย์ เป็นกศุ ล
รากเหงา้ แห่งกุศล ได้แก่ อโลภะ อโทสะ และอโมหะ
(สรุป) เม่ือพระอริยสาวกรู้ชัดอกุศลและรากเหง้าแห่งอกุศล รู้ชัดกุศลและรากเหง้า
แห่งกุศลอย่างน้ี ท่านก็ละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย ถอนทิฏฐานุสัยและมานานุสัยท่ีว่า
“เป็นเรา” ได้โดยประการทั้งปวง ละอวชิ ชาไดแ้ ลว้ ท�ำวชิ ชาให้เกิดข้ึน เปน็ ผูท้ �ำทีส่ ดุ แหง่ ทุกข์
ได้ในปัจจุบันนี้เอง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระอริยสาวกก็ชื่อว่ามีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นตรง
มคี วามเลอ่ื มใสอนั แนว่ แน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้
วาระท่ี ๒ อาหารวาระ
ถาม ค�ำอธิบายแม้อย่างอื่นท่ีเป็นเหตุช้ีบอกว่า พระอริยสาวกชื่อว่า มีสัมมาทิฏฐิ
มคี วามเหน็ ตรง มีความเลื่อมใสอันแนว่ แนใ่ นธรรม มาส่พู ระสทั ธรรมน้ี มหี รือไม่
ตอบ มี คือ
(๑) (สังเขปนัย) เม่ือพระอริยสาวกรู้ชัดอาหาร เหตุเกิดแห่งอาหาร ความดับแห่ง
อาหาร และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งอาหาร ด้วยเหตุเพียงเท่าน้ี พระอริยสาวก ก็ชื่อว่ามี
สมั มาทิฏฐิ มคี วามเห็นตรง มคี วามเล่ือมใสอันแน่วแนใ่ นธรรม มาส่พู ระสัทธรรมนี้
(๒) (วิตถารนยั ) ทา่ นพระสารีบุตรอธิบายขยายความวา่ อาหาร ได้แก่ อาหาร ๔ ชนิด
เหตุเกิดแห่งอาหาร ได้แก่ ตัณหา ความดับแห่งอาหาร ได้แก่ ความดับแห่งตัณหา และ
ข้อปฏบิ ัตใิ หถ้ งึ ความดับแหง่ อาหาร ไดแ้ ก่ อรยิ มรรคมีองค์ ๘
(สรุป) เมื่อพระอริยสาวกรู้ชัดอาหาร เหตุเกิดแห่งอาหาร ความดับแห่งอาหาร และ
ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งอาหารอย่างน้ี ท่านก็ละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย ถอน
ทิฏฐานุสัยและมานานุสัยท่ีว่า “เป็นเรา” ได้โดยประการทั้งปวง ละอวิชชาได้แล้ว ท�ำวิชชา
ให้เกิดขึ้น เป็นผู้ท�ำท่ีสุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันนี้เอง แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระอริยสาวก
ก็ชือ่ วา่ มีสัมมาทฏิ ฐิ มคี วามเหน็ ตรง มีความเลือ่ มใสอันแน่วแนใ่ นธรรม มาสพู่ ระสทั ธรรมน้ี
วาระที่ ๓ ทุกขวาระ
ถาม (ค�ำถามเหมือนในอาหารวาระ)
ตอบ มี คือ
(๑) (สงั เขปนยั ) เม่อื พระอริยสาวกรูช้ ัดทุกข์ เหตุเกิดแห่งทกุ ข์ ความดับแห่งทกุ ข์ และ
ข้อปฏบิ ตั ิให้ถงึ ความดบั แหง่ ทุกข์ แม้ดว้ ยเหตุเพียงเทา่ น้ี พระอริยสาวกก็ชอ่ื วา่ มีสมั มาทฏิ ฐิ....

เลม่ ที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๒ 157

(๒) (วิตถารนัย) ท่านพระสารีบุตรอธิบายความหมายของทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์
ความดบั แหง่ ทกุ ข์ และขอ้ ปฏบิ ตั ใิ หถ้ งึ ความดบั แหง่ ทกุ ขต์ ามนยั อรยิ สจั ๔ โดยละเอยี ดพอสมควร

ขอ้ สรุปด�ำเนินตามนยั แห่งกัมมปถวาระและอาหารวาระทุกประการ
ต้ังแต่วาระที่ ๔ คือ ชรามรณวาระเป็นต้นไป ค�ำตอบด�ำเนินไปตามนัยแห่งปฏิจจ-
สมปุ บาท รูปแบบค�ำอธิบายด�ำเนนิ ไปตามอริยสัจ ๔ เหมือนเดิม
๙.๕ ข้อสงั เกต
ค�ำวา่ สัมมาทฏิ ฐิ แปลว่า ความเห็นชอบ คัมภีร์ปปัญจสทู นี อธิบายวา่ มี ๒ ระดบั คือ
(๑) ระดบั โลกยิ ะ เรยี กวา่ โลกยิ สมั มาทฏิ ฐิ ไดแ้ ก่ สมั มาทฏิ ฐขิ องบคุ คล ผเู้ ปน็ กรรมวาที
กล่าวคือผู้เช่ือกรรมและผลแห่งกรรมด้วยกัมมัสสกตาญาณ (ญาณหย่ังรู้ว่า สัตว์มีกรรมเป็น
ของตน) และสัจจานุโลมกิ ญาณ (ญาณหย่งั รูโ้ ดยสอดคลอ้ งกับมรรคสัจ)
(๒) ระดับโลกุตตระ เรียกว่าโลกุตตรสัมมาทิฏฐิ หมายถึงปัญญาที่ประกอบด้วย
อริยมรรคและอริยผล ไดแ้ กส่ มั มาทิฏฐขิ องพระเสขะและพระอเสขะ
สัมมาทิฏฐิที่ท่านพระสารีบุตรอธิบายว่า พระอริยสาวกมีได้ด้วยเหตุต่าง ๆ น้ันหมาย
ถึงโลกุตตรสัมมาทิฏฐิ เพราะค�ำขยายความของผู้มีสัมมาทิฏฐิท่ีว่า “มีความเห็นตรง มีความ
เลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรมมาสู่พระสัทธรรมนี้” นั้นเป็นเคร่ืองยืนยันความจริงข้อน้ี กล่าวคือ
ค�ำว่า มีความเหน็ ตรง หมายถงึ มคี วามเหน็ ไมข่ อ้ งแวะกบั ความเหน็ สดุ โต่ง ๒ สาย คือ
(๑) สัสสตทฏิ ฐิ ความเห็นว่าอัตตา และโลกเทย่ี ง
(๒) อุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่าอัตตาและโลกขาดสูญ ค�ำว่า มีความเล่ือมใสอันแน่ว
แนใ่ นธรรม หมายถงึ มคี วามเชื่อมั่นในโลกุตตรธรรม ๙ ประการ คอื อรยิ มรรค ๔ อริยผล ๔
และนิพพาน ๑ และค�ำว่า มาสู่พระสัทธรรมนี้ หมายถึง บรรลุอมตธรรม คือพระนิพพาน
(ม.มู.อ. ๑/๘๙/๒๐๙-๒๑๐)
ขอให้สังเกตว่า ค�ำตอบของท่านพระสารีบุตรในแต่ละวาระ ซึ่งมี ๒ ตอน คือตอนท่ี
เปน็ สงั เขปนยั และตอนทเี่ ปน็ วติ ถารนยั นน้ั พระเถระชาวลงั กาชอื่ มหาสงั ฆรกั ขติ และคณะศษิ ย์
ผชู้ �ำระคมั ภรี ม์ ชั ฌมิ นกิ ายในการท�ำสงั คายนาพระธรรมวนิ ยั ทส่ี �ำนกั มหาวหิ าร ไดต้ คี วามตา่ งกนั
คอื คณะศษิ ยเ์ หน็ วา่ ทา่ นพระสารีบตุ รแสดงมรรคเบื้องตน้ ๒ ประการ (โสดาปัตตมิ รรค และ
สกทาคามิมรรค) ไว้ในสังเขปนัย และมรรคเบื้องปลาย ๒ ประการ (อนาคามิมรรค และ
อรหัตตมรรค) ไว้ในวิตถารนัย แต่พระมหาสังฆรักขิตเห็นว่า ท่านแสดงมรรค ๔ ประการไว้
ทั้งในสงั เขปนยั และวติ ถารนัย (ม.มู.อ. ๑/๘๙/๒๑๐)

158 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก

ค�ำอธบิ ายของ “อนุสยั ” ดใู นบทน�ำของคัมภรี ย์ มก ภาค ๑ - ตอน อนุสยยมกะ
อรรถกถาจารย์ผู้รจนาคัมภีร์ปปัญจสูทนีกล่าวยกย่องท่านพระสารีบุตรว่า แสดง
สมั มาทฏิ ฐสิ ตู รประดบั ประดาดว้ ยเหตถุ งึ ๖๔ ประการ คอื แสดงอรยิ สจั ๔ ดว้ ยเหตุ ๓๒ ประการ
และแสดงมรรค ๔ ด้วยเหตุ ๓๒ ประการเช่นนี้ ไม่ปรากฏในพระพุทธพจน์ใด ๆ บรรดาท่ี
ประมวลไว้ในพระไตรปิฎกทั้ง ๕ นิกาย (ม.มู.อ. ๑/๑๐๔/๒๓๙) พระสูตรนี้จึงแสดงให้เห็น
อัจฉรยิ ภาพของท่านพระสารบี ตุ ร อัครสาวก ผเู้ ลศิ ทางปญั ญาอกี สูตรหนง่ึ

๑๐. มหาสติปัฏฐานสตู ร

๑๐.๑ ทมี่ าของชื่อ
มหาสติปัฏฐานสูตร แปลว่า การเจริญสติปัฏฐาน สูตรใหญ่ ชื่อนี้ต้ังตามเนื้อหา

สาระของพระสูตร
๑๐.๒ ทม่ี าของพระสูตร

พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุท้ังหลาย ขณะประทับอยู่ ณ นิคมของ
ชาวกรุ ุ ชอื่ กมั มาสธัมมะ แควน้ กรุ ุ โดยทรงปรารภพุทธบริษัทชาวกมั มาสธัมมนคิ มวา่ มคี วาม
สนใจในการเจริญสติปัฏฐานกันอย่างมาก แม้พวกทาส กรรมกร และบริวารชนก็พูดกันแต่
เรอื่ งสติปัฏฐาน เหตุเกดิ ของพระสตู รน้ี จดั อยู่ในประเภท ปรชั ฌาสยะ
๑๐.๓ รูปแบบของพระสูตร

รูปแบบของมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นบรรยายโวหารแบบถามเอง - ตอบเองและมี
อุปมาอุปไมยผสมด้วย นับเป็นกระบวนบรรยายที่สมบูรณ์แบบ มีท้ังภาคอุทเทส ภาคนิทเทส
และภาคอานสิ งส์ เปน็ การบรรยายกัมมัฏฐานทเี่ ข้าใจงา่ ย
๑๐.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร

ภาคอทุ เทส
พระผู้มีพระภาคทรงยกหัวข้อการบรรยายข้ึนเป็นอุทเทสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้
เป็นทางสายเดียวเพื่อความบริสุทธ์ิของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงโสกะและปริเทวะ เพ่ือดับทุกข์และ
โทมนสั เพอ่ื บรรลญุ ายธรรม (อรยิ มรรค) เพอื่ ท�ำใหแ้ จง้ นพิ พาน ทางนคี้ อื สตปิ ฏั ฐาน ๔ ประการ”

เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๒ 159

สติปัฏฐาน คือการต้ังสติสัมปชัญญะ เพียรพิจารณากาย เวทนา จิตและธรรม
เพือ่ ก�ำจัดอภิชฌาและโทมนสั ในโลกให้ได้ โดยแยกพิจารณาเปน็ ๔ ประการ คอื
(๑) การพิจารณาเหน็ กายในกาย (๒) การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทัง้ หลาย
(๓) การพิจารณาเหน็ จติ ในจติ (๔) การพิจารณาเหน็ ธรรมในธรรมทั้งหลาย

ภาคนทิ เทส
- การพจิ ารณาเห็นกายในกาย แบ่งออกเป็น ๖ หมวดคอื
๑. พิจารณาลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ให้เห็นการไหลเข้า ไหลออกติดต่อกันเป็น
ล�ำ ยาว ส้ันสลบั กันไป
๒. พิจารณาอริ ิยาบถ คอื พจิ ารณาการเดิน ยืน นัง่ นอน ให้รคู้ วาม เปน็ ไปของอิริยาบถ
น้ัน ๆ
๓. พิจารณาสัมปชัญญะ คือ พิจารณาความรู้สึกตัวในการเคล่ือนไหวทางกาย
เช่น การก้าวไป การถอยกลับ การคู้แขนเข้า การเหยียดแขนออก โดยก�ำหนดให้รู้ทัน
ทุกอากัปกิริยานนั้ ๆ
๔. พิจารณาสิ่งปฏิกูล คือ พิจารณาอาการ ๓๒ ในกายของตนมี ผม ขน เล็บ ฟัน
หนัง เปน็ ตน้ ใหเ้ หน็ ว่าเป็นของนา่ เกลยี ด
๕. พจิ ารณาธาตุ คือ พิจารณา ดิน นำ้� ไฟ ลม ในกายของตน ให้เห็นโดยความเปน็
ธาตุ เหมือนคนฆ่าโคหรือลูกมือของคนฆ่าโคนั่งแบ่งอวัยวะของโคที่ฆ่าแล้วออกเป็นส่วน ๆ
อย่างช�ำนาญ
๖. พจิ ารณาซากศพ ซึง่ มีลกั ษณะตา่ ง ๆ กนั ถึง ๙ ลกั ษณะ เชน่ ซากศพทีต่ ายมาแล้ว
๑ วนั ถงึ ๓ วัน แลว้ น�ำมาเปรียบเทียบกบั กายของตนวา่ มีสภาพอยา่ งเดยี วกัน
- การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาท้ังหลาย คือ พิจารณาความรู้สึกสุข ทุกข์
ไม่ใชส่ ุข ไมใ่ ช่ทกุ ข์ (อเุ บกขา) ในตวั เอง แบ่งเปน็ ๙ ประการคอื
๑. เม่ือเสวยสขุ เวทนา กร็ ชู้ ดั เวทนานนั้
๒. เมอ่ื เสวยทกุ ขเวทนา กร็ ู้ชดั เวทนานนั้
๓. เมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รชู้ ดั เวทนาน้นั
๔. เมื่อเสวยสุขเวทนามีอามสิ ก็รชู้ ัดเวทนานั้น
๕. เมื่อเสวยสุขเวทนาไมม่ ีอามิส ก็รู้ชดั เวทนานน้ั
๖. เมื่อเสวยทกุ ขเวทนามีอามิส ก็รู้ชดั เวทนานัน้

160 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

๗. เม่อื เสวยทุกขเวทนาไมม่ ีอามสิ กร็ ู้ชดั เวทนาน้ัน
๘. เมือ่ เสวยอทกุ ขมสขุ เวทนามอี ามิส กร็ ู้ชดั เวทนาน้ัน
๙. เม่ือเสวยอทกุ ขมสขุ เวทนาไม่มอี ามสิ ก็รู้ชดั เวทนาน้ัน
- การพิจารณาเห็นจิตในจิต คือ พิจารณาจิตของตนให้เห็นสภาวะตามท่ีปรากฏ
ในขณะนั้น ๆ และรู้ชัดตามความเป็นจริง แบ่งเป็น ๑๐ ประการตามสภาวะของจิต เช่น
จิตมีราคะก็ร้ชู ดั ว่า จติ มีราคะ จติ ปราศจากราคะ ก็รชู้ ดั ว่า จติ ปราศจากราคะ
- การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมท้ังหลาย คือ พิจารณาว่าในขณะน้ัน ๆ มีธรรม
อะไรเกดิ อยใู่ นจิตของตน ก็ร้ชู ดั ธรรมน้ัน ๆ แบ่งเป็น ๕ หมวด คอื
๑. หมวดนวิ รณ์ ๒. หมวดขนั ธ์
๓. หมวดอายตนะ ๔. หมวดโพชฌงค์
๕. หมวดสัจจะ
ตวั อยา่ งการพจิ ารณาเหน็ นวิ รณ์ ๕ เชน่ เมอ่ื กามฉนั ทะภายในมอี ยู่ กร็ ชู้ ดั วา่ “กามฉนั ทะ
ภายในของเรามีอยู่” หรือเมื่อกามฉันทะภายในไม่มีอยู่ ก็รู้ชัดว่า “กามฉันทะภายในของเรา
ไมม่ ีอยู”่ นอกจากน้ียังพิจารณาให้รชู้ ดั ความเกิดแห่งกามฉนั ทะ ความดบั แหง่ กามฉนั ทะ และ
ขอ้ ปฏบิ ตั ิให้ถึงความดับแหง่ กามฉันทะนั้นด้วย
ภาคอานิสงสข์ องสตปิ ฏั ฐาน
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอานิสงส์ของการเจริญสติปัฏฐานไว้ในตอนท้ายของ
พระสูตรนี้ว่า บุคคลผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ประการน้ี แม้เพียง ๗ วันเป็นอย่างน้อย ก็หวังได้
ว่า จะมผี ลในปจั จุบนั อย่างใดอย่างหน่งึ ในจ�ำนวนผล ๒ อยา่ งคือ (๑) จะได้ บรรลอุ รหตั ตผล
(๒) ถ้ายังมอี ปุ าทเิ หลอื อยู่ จะบรรลอุ นาคามผิ ล
จึงทรงสรุปว่า สติปัฏฐาน ๔ ประการนี้ เป็นทางสายเดียว เพ่ือความบริสุทธ์ิของ
เหล่าสตั ว์ เพื่อลว่ งโสกะและปริเทวะ เพ่ือดบั ทกุ ข์และโทมนัส เพือ่ บรรลุญายธรรม เพอ่ื ท�ำให้
แจง้ นพิ พาน
๑๐.๕ ขอ้ สังเกต
ขอใหส้ งั เกตวา่ พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงสตปิ ฏั ฐานไวใ้ นทตี่ า่ ง ๆ หลายแหง่ ดงั ปรากฏ
ท่ัวไปทั้งในพระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก แต่ที่ตรัสไว้เต็มรูปนั้น ก็คือพระสูตรน้ี
ซ่ึงปรากฏในทนี่ ้ดี ว้ ย ในทีฆนกิ าย มหาวรรค คือ พระไตรปฎิ ก เลม่ ๑๐ ดว้ ย

เล่มท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๒ 161

ข้อสังเกตต่อไปคือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระสูตรใหญ่ ๆ และมีอรรถ ลึกซึ้ง
แก่ชาวกุรุ จ�ำนวนหลายสูตร คือ นอกจากพระสูตรท่ีก�ำลังพูดถึงอยู่น้ี ยังมีมหานิทานสูตร
และมหาสติปัฏฐานสูตรท่ีปรากฏในทีฆนิกาย สาโรปมสูตร รุกขูปมสูตร รัฏฐปาลสูตร
มาคัณฑิยสตู ร และอาเนญชสัปปายสตู ร ที่ปรากฏ ในมชั ฌมิ นิกายนี้ (ม.ม.ู อ. ๑/๑๐๖/๒๔๓,
ท.ี ม.อ. ๓๗๓/๓๕๗) ทั้งนเ้ี พราะชาวกรุ ุ มคี วามสนใจในการปฏบิ ตั ิธรรมกันมาก ดังได้กลา่ วไว้
ในข้อ ๑๐.๒

มีประเด็นน่าสนใจก็คือมหาสติปัฏฐานสูตรที่ปรากฏในมัชฌิมนิกายนี้มีข้อความ
เหมือนกับมหาสติปัฏฐานสูตรในทีฆนิกาย มหาวรรค แต่อรรถกถาได้ต้ังช่ือ สูตรให้ต่างกันไป
กล่าวคือเรียกช่ือสูตรน้ีในมัชฌิมนิกายว่า สติปัฏฐานสูตร และเรียกช่ือสูตรในทีฆนิกายว่า
มหาสติปัฏฐานสตู ร

สหี นาทวรรค

สีหนาทวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยการบันลือสีหนาท หมายถึงการประกาศอย่าง
องอาจดุจพญาราชสีห์ ชื่อวรรคต้ังตามช่ือพระสูตรท่ี ๑-๒ และตามสาระส�ำคัญของพระสูตร
ทุกสตู รในวรรคนีซ้ ึ่งมที ง้ั หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสูตรมสี าระส�ำคญั ดังน้ี

๑. จฬู สีหนาทสูตร

๑.๑ ทมี่ าของช่อื
จูฬสีหนาทสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยการบันลือสีหนาท สูตรเล็ก ช่ือนี้ ตั้งตาม

เนื้อหาสาระของพระสตู ร
ท่ีเรยี กวา่ สูตรเล็ก (จฬู ) นน้ั เพราะเมอ่ื เปรียบเทียบกับสหี นาทสตู รอีก สตู รหนึง่ ไดแ้ ก่

พระสูตรที่ ๒ ในวรรคน้ี พระสูตรที่ ๑ น้ีมีเน้ือหาและความละเอียดน้อยกว่าพระสูตรท่ี ๒
จึงเรียกพระสูตรน้ีว่า จูฬสีหนาทสูตร เรียกพระสูตรท่ี ๒ ว่า มหาสีหนาทสูตร (แปลว่า
พระสตู รว่าด้วยการบันลอื สีหนาทสตู รใหญ่)

162 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

๑.๒ ที่มาของพระสตู ร
พระสตู รน้ี พระผ้มู ีพระภาค ทรงแสดงแกภ่ กิ ษุทัง้ หลาย ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน

อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยทรงปรารภเหตุการณ์ในขณะนั้นว่า
มีลาภสักการะเป็นอันมากเกิดแก่พระองค์และภิกษุสงฆ์ แต่พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกกลับ
เสื่อมลาภสักการะจนอดอยากผอมโซไม่มีราศี จึงพากันร้องไห้คร�่ำครวญไปตามถนน ตาม
ตรอกซอกซอยน้อยใหญ่ และในท่ีชุมชนทั้งหลายว่า “ท่านสมณโคดมเท่าน้ันหรือท่ีเป็น
สมณะ เรามิได้เป็นสมณะหรือ สาวกของท่านสมณโคดมเท่าน้ันหรือที่เป็นสมณะ สาวกของ
เรามิได้เป็นสมณะหรือทานที่ให้แก่ท่านสมณโคดมและสาวกของท่านสมณโคดมเท่าน้ันหรือ
ทม่ี ีผลมาก ทานทีใ่ ห้แก่เราและสาวกของเราไม่มีผลมากหรอื ...” พระองคจ์ งึ ตรสั สอนให้ภกิ ษุ
ทั้งหลายบนั ลอื สีหนาทโดยชอบวา่ สมณะท่ี ๑ ท่ี ๒ ท่ี ๓ และท่ี ๔ มใี นพระศาสนาน้ี เทา่ นนั้
เหตเุ กดิ ของพระสูตรนี้ จัดอยูใ่ นประเภท อตั ถุปปตั ตกิ ะ
๑.๓ รูปแบบของพระสูตร

รปู แบบของจฬู สหี นาทสตู รเป็นบรรยายโวหารแบบถามเอง-ตอบเองโดยตลอด
๑.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร

ภาคอทุ เทส
พระผู้มีพระะภาคทรงยกประเด็นเป็นอุทเทสนัยขึ้นว่า “ภิกษุท้ังหลาย สมณะ ที่ ๑
มอี ยใู่ นธรรมวินัยน้ีเท่านัน้ สมณะที่ ๒ ... สมณะท่ี ๓ ... สมณะที่ ๔ กม็ ี ในธรรมวนิ ัยน้ี ลทั ธิ
ของศาสดาอน่ื ว่างเปล่าจากสมณะผู้รทู้ ั่วถึง เธอท้ังหลายจง บันลอื สหี นาทโดยชอบอย่างนแี้ ล”
ภาคนิทเทส
๑. อา้ งธรรม ๔ ประการ
จากน้ัน ทรงอธิบายความในอุทเทสนัยต่อไปว่า ถ้าหากอัญเดียรถีย์ปริพาชก ถามว่า
“อะไรท�ำใหพ้ วกทา่ นมคี วามมนั่ ใจ มกี �ำลงั ใจในการบนั ลอื สหี นาทอยา่ งน”้ี ใหต้ อบวา่ “พวกเรา
มีธรรม ๔ ประการ คือ (๑) มีความเลื่อมใสในพระศาสดา (๒) มีความเลื่อมใสในพระธรรม
(๓) บ�ำเพ็ญศีลได้บริบูรณ์ (๔) เพื่อนร่วมปฏิบัติธรรมทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์เป็นท่ีรักเป็นที่
พอใจของพวกเรา”
ถ้าพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกโต้แย้งว่า พวกเขาก็มีความเล่ือมใสในศาสดา ในธรรม
ของพวกเขา บ�ำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ตามลัทธิของพวกเขา และพวกเพ่ือนผู้ร่วมปฏิบัติธรรม
ของพวกเขาก็เป็นที่รักเป็นท่ีพอใจของพวกเขาเช่นกัน ในเรื่องน้ี มีความมุ่งหมายผิดแผก

เลม่ ที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๒ 163

แตกต่างกันอยา่ งไร
ทรงสอนใหต้ อบแบบยอ้ นถามวา่ ความมงุ่ หมายทพ่ี วกเขากลา่ วถงึ นนั้ มอี ยา่ งเดยี ว หรอื

มหี ลายอย่าง (ทรงชีแ้ จงวา่ ค�ำตอบทถี่ กู ตอ้ ง คือ มีอย่างเดยี ว ไมใ่ ช่หลายอย่าง หมายความวา่
ถา้ เขาตอบวา่ มีหลายอย่าง แสดงว่าตา่ งกนั )

ถ้าพวกเขาตอบว่า มีอย่างเดียว ให้ถามต่อไปว่า ความมุ่งหมายนั้น ส�ำหรับผู้มีราคะ
หรอื ผ้ปู ราศจากราคะ (ทรงชี้แจงว่า ค�ำตอบทถ่ี กู ตอ้ ง คอื ส�ำหรับผู้ปราศจากราคะ ถา้ เขาตอบ
อย่างอ่นื แสดงวา่ ต่างกัน)

ถา้ พวกเขาตอบวา่ ส�ำหรบั ผู้ปราศจากราคะ ใหย้ อ้ นถามท�ำนองเดยี วกันอกี ๗ ค�ำถาม
โดยเปลย่ี นจากราคะเปน็ (๑) โทสะ (๒) โมหะ (๓) ตณั หา (๔) อุปาทาน (๕) รแู้ จง้ ไม่รู้แจง้
(๖) ยินดี ยินรา้ ย (๗) พอใจยินดีในปปญั จธรรม (ธรรมอนั เป็นเหตุใหเ้ นิน่ ช้า) โดยทรงชีบ้ อก
ค�ำตอบทีถ่ ูกต้องใหด้ ้วย

๒. อา้ งทิฏฐิ ๒ ประการ
ทรงแนะน�ำให้ตรวจสอบความเป็นสมณะด้วยเรื่องทิฏฐิ ๒ ประการ คือ (๑) ภวทิฏฐิ
(ความเห็นว่า มี หมายถึง สัสสตทิฏฐิ คือ ลัทธิท่ีถือว่า อัตตาและ โลกเท่ียง) (๒) วิภวทิฏฐิ
(ความเห็นว่า ไม่มี หมายถึงอุจเฉททิฏฐิ คือ ลัทธิท่ี ถือว่า อัตตาและโลกขาดสูญ) เช่น
ถ้าสมณพราหมณ์ใดยึดติดทิฏฐิประการหนึ่ง สมณพราหมณ์นั้นช่ือว่าเป็นผู้ยินร้ายต่อทิฏฐิ
อกี ประการหนง่ึ สมณพราหมณ์ท่ไี ม่รคู้ วามเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเคร่ืองสลัดทิฏฐิ
ทั้ง ๒ ประการนน้ั ชอ่ื วา่ ยังมีราคะ โทสะ โมหะ ตณั หา อุปาทาน เปน็ ผู้ไม่รูแ้ จง้ เปน็ ผู้ยินรา้ ย
พอใจใน ปปญั จธรรม พวกเขาไม่พน้ จากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส
๓. อ้างอปุ าทาน ๔ ประการ
ทรงแนะน�ำให้ตรวจสอบความเป็นสมณะด้วยเรื่องอุปาทาน ๔ ประการ คือ
(๑) กามปุ าทาน (๒) ทฏิ ฐปุ าทาน (๓) สลี พั พตุปาทาน (๔) อตั ตวาทุปาทาน ที่สมณพราหมณ์
ทั้งหลายมกั อา้ งวา่ รอบรูอ้ ปุ าทานทุกอย่าง แตบ่ ัญญตั ิความรอบรู้ อุปาทานไว้เพยี งประการใด
ประการหนึ่งเท่านั้น ไม่บัญญัติให้ครบทุกประการ เมื่อเป็นเช่นน้ี ความเล่ือมใสในศาสดา
ในธรรม การบ�ำเพ็ญศีล และความเป็นท่ีรัก ท่ีพอใจของเพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรม ก็ไม่เป็นไป
ในทางทช่ี อบ เพราะศาสดาของ พวกเขากลา่ วไวผ้ ดิ
๔. อา้ งหลกั ปฏิจจสมปุ บาท
ในตอนท้าย ทรงอธิบายหลักปฏิจจสมุปบาทว่า อุปาทาน ๔ ประการ ดังกล่าวเกิด
จากตัณหา ตัณหาเกิดจากเวทนา เวทนาเกิดจากผัสสะ ผัสสะเกิดจากสฬายตนะ สฬายตนะ

164 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก

เกิดจากนามรูป นามรูปเกิดจากวิญญาณ วิญญาณเกิดจากสังขาร สังขารเกิดจากอวิชชา
เมอ่ื ละอวชิ ชาได้ ท�ำให้วชิ ชาเกดิ ข้ึน อปุ าทาน ท้งั ๔ ประการ กไ็ ม่เกดิ ขึ้น
๑.๕ ขอ้ สงั เกต

พระสูตรน้ีน่าศึกษาเป็นอย่างย่ิงอีกพระสูตรหนึ่ง เพราะทรงแสดงตามเหตุการณ์
ท่ีท้าทายและตรัสสอนให้ภิกษุท้ังหลายโต้ตอบการท้าทายน้ันอย่างมีเหตุผลและหลักการ
ส�ำนวนพระธรรมเทศนานี้จึงเร้าใจผู้อ่านเป็นอย่างย่ิง ผลแห่งพระธรรมเทศนานี้อาจมองได้
๒ ทาง คือ

๑. ทางตรง ทรงแนะน�ำวิธีโต้ตอบท่ีชอบธรรมให้ภิกษุท้ังหลายน�ำไปใช้เพื่อปกป้อง
พระศาสนา

๒. ทางอ้อม ทรงสอนให้ภิกษุเหล่านั้นเข้าใจอย่างถูกต้องว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ท่ี ๓
และท่ี ๔ นั้น มีคุณธรรมอะไรบ้าง เป็นได้ด้วยการปฏิบัติอย่างไร เพื่อให้ภิกษุเหล่าน้ันส�ำรวจ
ตวั เองและปฏิบัตใิ ห้ถูกตอ้ งด้วย

๒. มหาสีหนาทสตู ร

๒.๑ ท่มี าของชอ่ื
มหาสีหนาทสตู ร แปลว่า พระสูตรวา่ ด้วยการบันลอื สหี นาท สูตรใหญ่ ชือ่ นี้ตัง้ ตาม

เนื้อสาระของพระสูตรซ่ึงกล่าวถึงการบันลือสีหนาทคร้ังส�ำคัญยิ่งของพระผู้มีพระภาค แต่ชื่อ
ที่ตรัสไว้ตอนท้ายของพระสูตรนี้คือ โลมหังสนบรรยาย แปลว่า ธรรมบรรยายท่ีท�ำให้เกิด
ขนลกุ ชชู นั
๒.๒ ทม่ี าของพระสูตร

พระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ท่านพระสารีบุตร ขณะประทับอยู่
ณ ราวป่านอกเมอื งดา้ นทิศตะวนั ตกของกรงุ เวสาลี แควน้ วชั ชี โดยทรงปรารภ ค�ำกราบทลู ของ
ท่านพระสารีบุตรเรื่องโอรสของเจ้าลิจฉวีองค์หน่ึง ชื่อสุนักขัตตะ กล่าวตู่พระองค์ในท่ีชุมชน
ซ่ึงเป็นเหตุให้มีการโจษขานกัน พระเถระได้ยินค�ำกล่าวนี้ขณะเที่ยวบิณฑบาตในกรุงเวสาลี
เหตเุ กดิ ของพระสูตรน้ี จัดอยู่ในประเภท อัตถุปปตั ติกะ

เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๒ 165

๒.๓ รูปแบบของพระสูตร
รูปแบบของมหาสีหนาทสูตรเป็นบรรยายโวหารแบบถามเอง - ตอบเอง เช่นเดียวกับ

จูฬสีหนาทสตู ร
๒.๔ ใจความส�ำคัญของพระสตู ร

ภาคอุทเทส
ท่านพระสารบี ตุ รกราบทลู ว่า เจา้ สนุ ักขัตตะผูเ้ ป็นโอรสของเจ้าลิจฉวีองคห์ นง่ึ ได้กลา่ ว
ในท่ีชุมชนในกรุงเวสาลีว่า “สมณโคดมไม่มีญาณทัสสนะที่ประเสริฐ อันสามารถวิเศษย่ิงกว่า
ธรรมของมนุษย์ สมณโคดมแสดงธรรมท่ีประมวลมา ด้วยความตรึกท่ีไตร่ตรองด้วยการค้นคิด
แจ่มแจ้งได้เอง ธรรมท่ีสมณโคดมแสดงเพ่ือประโยชน์แก่บุคคล ย่อมน�ำไปเพื่อความสิ้นทุกข์
โดยชอบส�ำหรับบุคคลผู้ปฏิบตั ติ ามธรรมน้นั ”
ภาคนิทเทส
ตอนที่ ๑ พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเจา้ สุนักขตั ตะเป็นโมฆบุรุษ (คนโง่ คนพาล) เป็นคน
มักโกรธกล่าวค�ำน้ันด้วยความโกรธ โดยคิดจะติเตียน แต่กลับสรรเสริญพระองค์ว่า “ธรรมที่
สมณโคดมแสดงเพื่อประโยชน์แก่บุคคล ย่อมน�ำไปเพ่ือความส้ินทุกข์โดยชอบส�ำหรับบุคคล
ผปู้ ฏิบตั ติ ามธรรมนน้ั ”
ทรงย�้ำว่าเจ้าสุนักขัตตะไม่รู้ซ้ึงถึงพระพุทธคุณ ๙ และพระญาณหรือวิชชา ๓ คือ
อทิ ธวิ ธิ ญาณ ทพิ พโสตญาณ และเจโตปรยิ ญาณของพระองค์
ตอนท่ี ๒ ตรัสวา่ พระองคท์ รงมตี ถาคตพละ คือก�ำลังของพระตถาคต ๑๐ ประการ
ท่ีเป็นเหตุให้พระองค์ทรงปฏิญญาฐานะท่ีองอาจบันลือสีหนาทประกาศพรหมจักรในบริษัท
ทั้งหลายได้ แล้วทรงอธิบายตถาคตพละ ๑๐ ประการ โดยละเอียด และทรงสรุปตอนน้ีว่า
“ใครก็ตามท่ีกล่าวอย่างที่เจ้าสุนักขัตตะกล่าว ถ้าไม่ละวาจาน้ัน ไม่ละความคิดน้ัน ไม่สลัดทิ้ง
ทฏิ ฐนิ นั้ จะด�ำรงอยูใ่ นนรกเหมอื น ถูกน�ำไปฝังไว”้
ตอนที่ ๓ ตรัสวา่ พระองค์ทรงมีเวสารัชชญาณ ๔ ประการ ทเี่ ปน็ เหตุให้พระองค์ทรง
ปฏญิ ญาฐานะที่องอาจ บันลอื สีหนาทประกาศพรหมจกั รในบริษัททัง้ หลายได้ แลว้ ทรงอธิบาย
เวสารัชชญาณ ๔ ประการโดยละเอยี ด และทรงสรุปยนื ยนั ไวเ้ ช่นเดยี วกับตอนที่ ๒
ตอนท่ี ๔ ตรัสถึงบริษัท ๘ จ�ำพวก คือ ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท
สมณบริษทั จาตมุ หาราชบริษัท ดาวดึงสบริษัท มารบรษิ ัท และพรหมบริษทั ว่า พระองคท์ รง

166 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก

เข้าสู่บริษัทเหล่าน้ีหลายร้อยหลายพันครั้ง โดยไม่ทรงรู้สึกสะทกสะท้าน ทรงรู้สึกองอาจกล้า
หาญตลอดเวลา เพราะทรงมีเวสารัชชญาณ ๔ ประการ แล้วทรงสรุปลงอย่าง ๒ ตอนข้างต้น

ตอนที่ ๕-๖ ตรสั ถงึ ก�ำเนดิ ๔ ชนดิ และคติ ๕ ประการ เพอื่ ทรงยนื ยนั วา่ ทรงมพี ระญาณ
หยง่ั รเู้ รอ่ื งเหลา่ นโี้ ดยแจม่ แจง้ ไมใ่ ชป่ ระมวลมาดว้ ยความตรกึ แลว้ ทรง สรปุ อยา่ ง ๓ ตอนขา้ งตน้

ตอนท่ี ๗ ตรสั วา่ พระองคท์ รงบ�ำเพ็ญพรหมจรรยม์ อี งค์ ๔ มาแลว้ คือ (๑) ทรงบ�ำเพ็ญ
ตบะ และทรงบ�ำเพญ็ อยา่ งยอดเย่ียม (๒) ทรงประพฤตวิ ตั รถือสิ่งเศรา้ หมองและทรงประพฤติ
อยา่ งยอดเยย่ี ม (๓) ทรงประพฤตวิ ตั รกดี กนั บาป และประพฤตอิ ยา่ งยอดเยยี่ ม (๔) ทรงประพฤติ
สงดั และประพฤติอยา่ งยอดเยี่ยม ทรงอธบิ ายวธิ บี �ำเพญ็ พรหมจรรย์เหลา่ นี้โดยละเอยี ดพสิ ดาร
ท�ำใหท้ ราบพทุ ธประวตั ิตอนน้ไี ด้กว้างขวางยิง่ ขึน้

ตอนที่ ๘ ทรงเลา่ ถงึ การทดลองบ�ำเพ็ญธรรมตามลัทธิท่ีมีอยูข่ ณะนน้ั คือ
๑. ลัทธิท่ีถือว่า ความบริสุทธิ์มีได้เพราะอาหาร (อาหารสุทธิ) พระองค์จึงทรงอด
พระกระยาหาร ก็ไมท่ รงไดญ้ าณอะไร
๒. ลัทธิที่ถือว่า ความบริสุทธิ์มีได้เพราะสังสารวัฏ (สังสารสุทธิ) คือเวียนว่ายตาย
เกิดไปเร่ือย ๆ กบ็ ริสุทธ์ิเอง ทรงเล่าวา่ พระองคท์ รง ทราบ (หลงั จากตรสั รู้) วา่ ลัทธินี้ใชไ้ มไ่ ด้
เพราะในภพภูมิต่าง ๆ พระองค์ทรงท่องเท่ียวมาแล้ว ล้วนไม่อาจให้บริสุทธ์ิได้ นอกจาก
พรหมโลกชั้นสุทธาวาสซ่ึงพระองค์ยังไม่เคยไปอุบัติ เพราะผู้ไปอุบัติในชั้นนี้ก็บริสุทธิ์ได้เลย
ไม่ต้องกลบั มาเกิดในมนุษยโลกอกี
๓. ลัทธิที่ถือว่าความบริสุทธ์ิมีได้เพราะการเกิด (อุปปัตติสุทธิ) ทรงอธิบายเหมือน
ลทั ธิสงั สารสทุ ธิ
๔. ลัทธิที่ถือว่า ความบริสุทธิ์มีได้เพราะอาวาส (อาวาสสุทธิ) ทรงอธิบายไว้เหมือน
ลัทธสิ งั สารสทุ ธิ
๕. ลัทธิที่ถือว่า ความบริสุทธิ์มีได้เพราะการบูชายัญ (ยัญญสุทธิ) ทรงอธิบายว่า
ทรงเคยบชู ายญั ตา่ ง ๆ มาแลว้ เหมอื นกัน
๖. ลัทธิทีถ่ ือวา่ ความบรสิ ทุ ธมิ์ ีไดเ้ พราะการบ�ำเรอไฟ (อคั คิปารจิ ริยสทุ ธิ) ทรงอธิบาย
ว่า ทรงเคยบ�ำเรอไฟมาแลว้ เหมือนกัน
๗. ลัทธิที่ถือว่า คนที่อยู่ในปฐมวัยเท่านั้น มีปัญญาเฉลียวฉลาด พอล่วงกาลผ่านวัย
มีอายุ ๘๐ ปี ๙๐ ปี ๑๐๐ ปี ปัญญาของเขากเ็ สือ่ มไป ทรงอธบิ ายวา่ ไม่จรงิ ทรงยกพระองค์เอง
ซึง่ ขณะน้นั มีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา เปน็ ตวั อยา่ ง

เล่มท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๒ 167

ภาคนคิ มน์
ท่านพระนาคสมาละซ่ึงก�ำลังยืนถวายงานพัดพระผู้มีพระภาคอยู่ตลอดเวลาท่ีทรง
แสดงพระสูตรน้ี เม่ือพระองค์ตรัสจบลง ได้กราบทูลว่า ท่านเกิดขนลุกชูชันข้ึน ทูลถามว่า
ธรรมบรรยายน้ีชอ่ื อะไร ตรัสตอบวา่ ชื่อโลมหงั สนบรรยาย
๒.๕ ข้อสังเกต
พระสูตรนี้ให้ความรู้เกี่ยวกับพระผู้มีพระภาคอย่างลึกซ้ึงกว้างขวาง ยากจะหาได้จาก
ที่อน่ื โดยเฉพาะพุทธประวัติตอนต้น ๆ เม่อื ทรงแสวงหาโมกขธรรม เราไม่คอ่ ยทราบกันว่าทรง
ศึกษาลัทธิอะไรบ้าง ทรงทดลองปฏิบัติตามลัทธิอะไรบ้าง เราทราบกันแต่เพียงว่า ทรงศึกษา
จากดาบส ๒ องค์ คือ อาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบตุ ร ผทู้ �ำให้พระองค์
ทรงบรรลสุ มาบัติ ๘ นอกจากนี้ ยังให้ความร้เู กยี่ วกบั องค์คุณของพระพุทธเจ้าที่เปน็ เหตุให้ทรง
ประกาศยืนยนั ความเป็นพระพุทธเจา้ อยา่ งองอาจดุจพญาราชสหี ์
ในกระบวนการอธบิ ายความ นบั ไดว้ า่ พระสตู รนมี้ คี วามสมบรู ณใ์ นตวั เอง ผอู้ า่ นจะอา่ น
ดว้ ยความตน่ื เตน้ เรา้ ใจตลอดเรอ่ื ง จงึ ไมน่ า่ แปลกใจทที่ า่ นพระนาคสมาละกราบทลู ในตอนทา้ ย
พระสูตรว่า พระสตู รนที้ �ำให้ทา่ นรสู้ ึกขนลุกชูชนั

๓. มหาทุกขักขนั ธสูตร

๓.๑ ทม่ี าของช่ือ
มหาทุกขักขันธสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยกองทุกข์ สูตรใหญ่ ชื่อนี้ต้ังตาม

เนื้อหาสาระของพระสูตร เน่ืองจากทุกขักขันธสูตรมี ๒ สูตร มีเน้ือหาสาระอย่างเดียวกัน
แตพ่ ระสตู รนี้มีรายละเอียดมากกวา่ จึงเรยี กชือ่ วา่ มหาทกุ ขักขนั ธสูตร

๓.๒ ทม่ี าของพระสูตร
พระสตู รนี้ พระผ้มู ีพระภาคทรงแสดงแกภ่ ิกษุทงั้ หลาย ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวนั

อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยทรงปรารภค�ำถามของพวกอัญเดียรถีย์
ปริพาชกที่ภิกษุเหล่าน้ันน�ำมากราบทูลให้ทรงทราบ เหตุเกิดของพระสูตรน้ี จัดอยู่ในประเภท
ปจุ ฉาวสกิ ะ

168 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปิฎก

๓.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของมหาทุกขกั ขนั ธสตู รเปน็ บรรยายโวหารแบบถาม-ตอบ และมอี ปุ มาอปุ ไมย

ประกอบ
๓.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร

ภาคอุทเทส
ภกิ ษพุ วกหนงึ่ เขา้ ไปยงั อารามของพวกอญั เดยี รถยี ป์ รพิ าชกในกรงุ สาวตั ถี ไดร้ บั ค�ำถาม
ของนักบวชพวกน้ันมากราบทลู พระผมู้ พี ระภาคให้ทรงทราบ ค�ำถามน้ันว่าดังน้ี
- พระสมณโคดมบญั ญัติการละกามทั้งหลาย พวกเรากบ็ ัญญัติการละกามท้งั หลาย
- พระสมณโคดมบัญญตั ิการละรูปท้งั หลาย พวกเราก็บญั ญัตกิ ารละรูปทัง้ หลาย
- พระสมณโคดมบญั ญตั กิ ารละเวทนาทงั้ หลาย พวกเรากบ็ ญั ญตั กิ ารละ เวทนาทง้ั หลาย
- ในข้อนี้มีความผิดแผกแตกต่างกันอย่างไร ระหว่างค�ำสอนของพระสมณโคดมกับ
ค�ำสอนของพวกเรา
พระผู้มีพระภาคตรัสสอนให้ภิกษุเหล่านั้นตอบโต้วาทะของนักบวชพวกน้ันโดย
ใหต้ ้งั ค�ำถามยอ้ นกลับว่า
๑. อะไรเปน็ เหตแุ ห่งกามทงั้ หลาย
๒. อะไรเป็นโทษแห่งกามทงั้ หลาย
๓. อะไรเป็นการสลดั ออกจากกามท้ังหลาย
๔. อะไรเป็นคุณแห่งรปู ท้ังหลาย
๕. อะไรเป็นโทษแห่งรปู ทัง้ หลาย
๖. อะไรเปน็ การสลดั ออกจากรปู ทัง้ หลาย
๗. อะไรเป็นคุณแหง่ เวทนาทั้งหลาย
๘. อะไรเปน็ โทษแห่งเวทนาท้ังหลาย
๙. อะไรเป็นการสลดั ออกจากเวทนาท้งั หลาย
ภาคนทิ เทส
พระผู้มีพระภาคทรงย้�ำว่า ค�ำถามเหล่าน้ีนอกจากพระองค์และสาวกของพระองค์
ไม่มีผู้ใดสามารถตอบให้ถูกต้องสมบูรณ์ได้ เพราะมิใช่วิสัยของคนเหล่าอ่ืน จากนั้นทรงตอบ
ค�ำถามเหลา่ นโี้ ดยล�ำดับ มีใจความส�ำคัญดังนี้

เล่มที่ ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๒ 169

๑. กามท้ังหลาย หมายถงึ กาม ๕ ประการ คอื รปู เสยี ง กลิน่ รส และ โผฏฐัพพะ
(สมั ผัส) ทนี่ า่ ปรารถนา นา่ ใคร่ น่าพอใจ กาม ๕ ประการน้ีเป็นเหตุ ใหเ้ กดิ สุข และโสมนัสได้
จึงเรียกว่า กามคณุ ๕

๒. กามเหล่านี้เป็นเหตุให้ท�ำงาน ผู้ท�ำงานต้องได้รับทุกข์นานาชนิด เช่น ทุกข์จาก
การตรากตร�ำท�ำงาน ทกุ ข์จากความหนาว ความรอ้ น ลม แดด จาก ถกู สัตว์ เชน่ เหลือบ ยงุ
ขบ กดั จากความหวิ ความกระหาย นช้ี อ่ื วา่ โทษแหง่ กามทั้งหลาย

ผู้ท�ำงานแต่ไม่ได้รับผล ก็เป็นทุกข์ ผู้ท�ำงานจนได้รับผลก็เป็นทุกข์ในการรักษาผลงาน
น้ันมิใหถ้ ูกภัยตา่ ง ๆ เชน่ โจรภัย ราชภัย อุทกภยั น้ีกช็ ือ่ ว่า โทษแหง่ ทกุ ข์ทง้ั หลาย

นอกจากนี้ กามทั้งหลายยงั เป็นเหตุใหเ้ กิดโทษต่าง ๆ เชน่ เปน็ เหตใุ ห้เกิดการทะเลาะ
วิวาทกันในวงการต่าง ๆ เช่น พระราชาทะเลาะกับพระราชา กษัตริย์ ทะเลาะกับกษัตริย์
พราหมณท์ ะเลาะกบั พราหมณ์ คหบดีทะเลาะกับคหบดี

ตลอดจนการทะเลาะกันในครอบครัว การทะเลาะวิวาทเป็นเหตุให้ประหัตประหาร
ฆ่าฟันกันด้วยศัสตราอาวุธต่าง ๆ ซ่ึงก่อให้เกิดการบาดเจ็บและถึงเสียชีวิตก็มี กามท้ังหลาย
เปน็ เหตใุ หม้ ีการท�ำทจุ รติ อกี หลายประการ ท่เี ป็นเหตใุ หไ้ ปเกดิ ในทุคติ

๓. การก�ำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะในกามท้ังหลาย ชื่อว่าการสลัดออกจาก
กามท้งั หลาย

๔. ความงดงาม ความเปล่งปล่ังแหง่ รปู ทง้ั หลาย เป็นคณุ แห่งรปู ทง้ั หลาย
๕. ความงดงาม ความเปล่งปล่ังแห่งรูปทั้งหลาย เส่ือมคลายไปเม่ือคราวอาพาธ
เมื่อชรา และรา่ งกายกลายเปน็ ซากศพเมอ่ื มรณะ นีเ่ องคอื โทษแห่งรปู ท้งั หลาย
๖. การก�ำจัดความก�ำหนัดด้วยความพอใจ การละความก�ำหนัดด้วยความพอใจใน
รูปทง้ั หลาย ช่ือวา่ การสลดั ออกจากรูปทง้ั หลาย
๗. ความไม่มงุ่ เบยี ดเบียนกนั ขณะอยใู่ นปฐมฌาน ทตุ ิยฌาน ตตยิ ฌาน และจตตุ ถฌาน
เป็นคุณแห่งเวทนาทั้งหลาย
๘. การท่เี วทนาไม่เทีย่ ง เปน็ ทกุ ข์ มคี วามแปรผนั ไป เป็นโทษแหง่ เวทนา
๙. การก�ำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะในเวทนาทั้งหลาย ช่ือว่าการสลัดออกจาก
เวทนาทั้งหลาย
สรุป สมณะหรือพราหมณ์พวกใดก็ตาม ไม่รู้ชัดคุณ โทษ และการสลัดออกจากกาม
ทั้งหลาย จากรูปท้ังหลาย และจากเวทนาทั้งหลายตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์
พวกนนั้ ไมม่ ีทางรอบรกู้ ามทงั้ หลาย รูปทั้งหลาย และเวทนา ทั้งหลายได้เอง หรือชักชวนผอู้ น่ื

170 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

ให้รู้ได้และปฏิบัติตามจนรอบรู้ได้ ในทางตรงกันข้าม สมณะหรือพราหมณ์พวกใดก็ตามรู้ชัด
คณุ โทษ และการสลดั ออกจากกามทงั้ หลาย จากรปู ทงั้ หลายและจากเวทนาทงั้ หลายตามความ
เปน็ จรงิ สมณะหรอื พราหมณ์ พวกนนั้ ยอ่ มรอบรกู้ ามทงั้ หลาย รปู ทงั้ หลาย และเวทนาทงั้ หลาย
ไดเ้ อง หรือ ชักชวนผู้อ่นื ใหร้ ู้ตามไดแ้ ละปฏิบัตติ ามจนรอบร้ไู ด้
๓.๕ ข้อสงั เกต

๑. ขอใหส้ ังเกตวา่ ในพระสูตรน้ี พระผ้มู พี ระภาคก็ทรงบันลอื สีหนาทประกาศทา้ ทาย
ว่า ไมม่ ีสมณะหรือพราหมณ์พวกใดตอบค�ำถามของพระองค์ได้ นอกจากพระองคเ์ องและสาวก
ของพระองค์ เหมือนกับท่ีทรงบันลือสีหนาทประกาศท้าทายว่า ในลัทธิของศาสดาอื่นไม่มี
สมณะท่ี ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ นอกจากพระพุทธศาสนาดังปรากฏในพระสูตรที่ ๑ ของ
สหี นาทวรรคน้ี ด้วยเหตุน้ี พระธรรมสงั คาหกาจารยจ์ งึ จัดพระสูตรนี้เขา้ ไวใ้ นสหี นาทวรรคดว้ ย

๒. ขอให้สังเกตว่า ท�ำไมพระองค์ทรงประกาศท้าทายว่า ไม่มีสมณะหรือพราหมณ์
พวกใดสามารถตอบค�ำถามของพระองค์ได้ ท่านผู้อ่านลองวิเคราะห์ค�ำถามและค�ำตอบ
ท่ที รงแสดงไว้ใหถ้ ถี่ ว้ น จะพบวา่ ค�ำว่า รชู้ ดั กด็ ี รอบรู้ ก็ดี ไม่ใช่รู้ธรรมดา แตร่ ู้ดว้ ยปรีชาญาณ
ข้ันอริยมรรค เพราะสิ่งที่จะต้องรู้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่เป็นตัวปัญหา สมุทัย นิโรธ และ
นโิ รธคามินีปฏปิ ทาของปญั หา เรยี กรวมวา่ ตอ้ งรู้อรยิ สัจ ๔ ประการ น่ันเอง

พระสูตรนีจ้ ึงมคี วามส�ำคัญนา่ ศกึ ษาอยา่ งยิง่ อกี พระสูตรหนึ่ง

๔. จูฬทุกขกั ขนั ธสตู ร

๔.๑ ทมี่ าของช่ือ
จฬู ทกุ ขกั ขนั ธสตู ร แปลวา่ พระสตู รวา่ ดว้ ยกองทกุ ข์ สตู รเลก็ ชอ่ื นต้ี ง้ั ตามเนอ้ื หาสาระ

ของพระสูตรเชน่ เดยี วกบั มหาทกุ ขกั ขนั ธสูตร

๔.๒ ทีม่ าของพระสตู ร
พระสตู รนี้ พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกเ่ จา้ มหานามะ ขณะประทบั อยู่ ณ นโิ ครธาราม

เขตกรุงกบิลพัสดุ์ โดยทรงตอบข้อสงสัยในธรรมของเจ้ามหานามะ เหตุเกิดของพระสูตรน้ี
จดั อยู่ในประเภท ปุจฉาวสิกะ

เล่มท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๒ 171

๔.๓ รูปแบบของพระสูตร
รปู แบบของจฬู ทกุ ขกั ขนั ธสตู รเปน็ บรรยายโวหารแบบถามเอง-ตอบเอง โดยมขี อ้ สงสยั

ในธรรมของเจา้ มหานามะเปน็ อทุ เทส
๔.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร

ภาคอุทเทส
เจ้ามหานามะกราบทูลว่า พระองค์ทรงรู้ทั่วถึงธรรมท่ีพระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ว่า
โลภะ โทสะ และโมหะ เป็นเครือ่ งเศรา้ หมองแห่งจติ แตก่ ็ทรงรู้สึกวา่ บางคราวยงั ถูกโลภะบ้าง
โทสะบา้ ง และโมหะบ้าง ครอบง�ำพระทัยของพระองค์ จงึ ทลู ถามพระผู้มพี ระภาคว่าธรรมอะไร
เล่าที่พระองคย์ ังละไมไ่ ด้ภายใน ซง่ึ เปน็ เหตุให้โลภะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ครอบง�ำพระทยั
ของพระองค์เป็นบางคร้งั บางคราว
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ธรรมที่เจ้ามหานามะยังทรงละไม่ได้ คือ ธรรมภายใน
ถ้าทรงละได้ จะไมท่ รงครองเรอื น ไมท่ รงบรโิ ภคกาม แตเ่ พราะยงั ทรงละไม่ได้ เจา้ มหานามะ
จึงยงั ทรงครองเรือนยงั ทรงบรโิ ภคกามอยู่
ภาคนิทเทส
พระผมู้ พี ระภาคทรงอธบิ ายว่า ถึงอรยิ สาวกเห็นตามความเปน็ จริงด้วยปัญญาอนั ชอบ
ว่า “กามท้ังหลายมีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก มีโทษยิ่งใหญ่” แม้เป็น
ผู้ปราศจากกามท้ังหลายและปราศจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว แต่ถ้ายังไม่บรรลุถึงปีติและ
สุขหรือกุศลธรรมอื่นที่สงบกว่าฌานท้ังสองน้ัน ก็ยังจะต้องเวียนกลับมาหากามท้ังหลาย
อีกแน่นอน (ข้อความตรงนี้ อรรถกถาอธิบายว่า แม้เจ้ามหานามะทรงบรรลุโสดาปัตติผล
และสกทาคามิผลแล้ว แต่ถ้ายังไม่บรรลุอนาคามิผลและอรหัตตผล ก็จะกลับมาหากาม
ทง้ั หลายอกี - ม.มู.อ. ๑/๗๗/๓๘๕-๓๘๖)
จากน้ันทรงเล่าเรื่องการปฏิบัติของพระองค์เองตั้งแต่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้
ให้เจ้ามหานามะทรงสดับ กล่าวโดยสรุป ทรงแสดงถึงคุณแห่งกามและโทษแห่งกามทั้งหลาย
เหมือนทีต่ รสั ไว้ในมหาทกุ ขักขันธสตู ร ส่วนการสลดั ออกจากกามท้ังหลาย ทรงเล่าการสนทนา
เร่ืองความเชื่อและการปฏิบัติวัตรตามลัทธินิครนถ์ ซึ่งพระองค์ทรงพิสูจน์ให้คู่สนทนาคือ
นักบวชพวกหน่ึงในลัทธินิครนถ์เข้าใจว่า พวกนิครนถ์ไม่รู้ทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ และ
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอย่างแท้จริง การปฏิบัติวัตรเช่นนั้นจึงไม่ได้ผลอะไร เมื่อพวกเขา

172 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก

ทูลถามว่าพระองค์กับพระเจ้าพิมพิสารจอมทัพมคธรัฐ ใครมีความสุขย่ิงกว่า ก็ทรงพิสูจน์ให้
พวกเขาเข้าใจ และยอมรบั วา่ พระองคท์ รงมีความสุขย่งิ กว่า โดยทรงอ้างความสขุ ในผลสมาบัติ
ว่า พระองค์ทรงสามารถประทบั นั่งนง่ิ เสวยปีตแิ ละสขุ ได้นานถงึ ๗ วัน ๗ คืน โดยมไิ ด้เปล่ียน
พระอิริยาบถ แตพ่ ระเจา้ พิมพิสารทรงท�ำไมไ่ ด้
๔.๕ ข้อสังเกต

ขอให้สังเกตว่า ในพระสูตรนี้ก็มีการบันลือสีหนาทประกาศท้าทายไว้เหมือนกัน คือ
ทรงประกาศท้าทายต่อพวกนคิ รนถ์ ท่านจึงจดั พระสตู รน้ีเขา้ ไว้ในสีหนาทวรรคด้วย

เน้ือหาของพระสูตรน้ี เน้นการบรรลุอนาคามิมรรค อนาคามิผลซ่ึงเจ้ามหานามะเจ้า
ของปัญหายังไม่ทรงบรรลุ จึงทรงมุ่งอธิบายให้เจ้ามหานามะทรงเข้าพระทัย จนทรงหมด
ความสงสยั ในธรรม ดงั ขอ้ ความทา้ ยพระสูตรวา่ “เจ้าศากยะ พระนามว่า มหานามะ ทรงมใี จ
ยินดีชนื่ ชมพระภาษติ ของพระผูม้ พี ระภาค”

๕. อนมุ านสตู ร

๕.๑ ทีม่ าของชือ่
อนุมานสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยการเปรียบเทียบตนกับผู้อ่ืน ช่ือน้ีต้ังตาม

เนื้อหาสาระของพระสูตร ซ่ึงเน้นการอนุมานตน อรรถกถากล่าวว่าโบราณาจารย์ เรียก
พระสูตรนี้อกี ช่ือหนึ่งวา่ ภกิ ขุปาฏโิ มกขสูตร เพราะเนน้ การพิจารณาส�ำรวจตน วนั ละ ๓ ครง้ั วา่
มีกเิ ลสเทา่ นีห้ รอื ไม่ (ม.ม.ู อ. ๑/๑๘๔/๓๙๑)

๕.๒ ท่ีมาของพระสูตร
พระสูตรนี้ ท่านพระมหาโมคคัลลานะแสดงแก่ภิกษุจ�ำนวนหน่ึง ขณะพักอยู่

ณ เภสกฬาวนั เขตเมอื งสุงสมุ ารคิระ แคว้นภคั คะ โดยปรารภปวารณากรรมของภกิ ษบุ างรูปท่ี
เปน็ ผวู้ ่ายาก เหตเุ กดิ ของพระสูตรนี้ จัดอยใู่ นประเภท ปรัชฌาสยะ

๕.๓ รูปแบบของพระสูตร
รูปแบบของอนุมานสูตรเป็นบรรยายโวหารแบบถามเอง-ตอบเอง และมีอุปมาอุปไมย

ประกอบ

เล่มที่ ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๒ 173

๕.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
ภาคอทุ เทส
ทา่ นพระมหาโมคคัลลานะยกการปวารณาขึ้นต้งั เป็นอุทเทสนยั ว่า ถ้าภกิ ษุใด ปวารณา

ว่า ขอให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนตนได้ แต่ภิกษุนั้นเป็นผู้ว่ายาก มีธรรมที่ท�ำให้เป็นผู้ว่ายาก
ไมอ่ ดทน ไมย่ อมรบั ค�ำพรำ่� สอนโดยเคารพ เพือ่ นพรหมจารี ท้ังหลายจงึ เขา้ ใจวา่ ภกิ ษุนั้นเป็น
ผู้ไมค่ วรว่ากลา่ ว ไม่ควรพรำ�่ สอนและไม่ควร ไวว้ างใจ

ภาคนทิ เทส
ท่านพระมหาโมคคัลลานะน�ำข้อความในภาคอุทเทสมาตั้งเป็นประเด็นปัญหาแล้ว
ถามเองตอบเองตามล�ำดบั ดังนี้
๑. ถาม - ตอบ เรอ่ื งธรรมทท่ี �ำใหเ้ ปน็ ผวู้ า่ ยาก ๑๖ ประการ เชน่ เปน็ ผมู้ คี วามปรารถนา
ชัว่ ตกอยู่ในอ�ำนาจของความปรารถนานั้น
๒. ถาม - ตอบ เร่ืองธรรมท่ีท�ำให้เป็นผู้ว่าง่าย ๑๖ ประการ เช่น เป็นผู้ไม่มีความ
ปรารถนาช่ัว ไม่ตกอยูใ่ นความปรารถนานน้ั
๓. ยกธรรมทที่ �ำใหเ้ ปน็ ผวู้ า่ ยาก ๑๖ ประการ และธรรมทที่ �ำใหเ้ ปน็ ผวู้ า่ งา่ ย ๑๖ ประการ
มาตงั้ เปน็ ขอ้ อนุมานตนแตล่ ะประการ เช่น ควรอนุมานตนเองว่า บคุ คลผู้มคี วามปรารถนาชั่ว
ตกอยู่ในอ�ำนาจของความปรารถนาชั่วนั้น ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของเรา ถ้าเรามีความ
ปรารถนาเชน่ นน้ั ตกอยใู่ นอ�ำนาจของความปรารถนาเชน่ นนั้ เราเองกจ็ ะไมเ่ ปน็ ทร่ี กั ไมเ่ ปน็ ทพ่ี อใจ
ของผู้อื่นเหมือนกัน เมื่อรู้อย่างน้ีแล้วควรคิดว่า เราจักเป็นผู้ไม่มีความปรารถนาชั่ว ไม่ตกอยู่
ในอ�ำนาจของความปรารถนาชัว่ น้ัน
๔. ยกธรรมท่ีท�ำให้เป็นผู้ว่ายาก ๑๖ ประการ และธรรมท่ีท�ำให้เป็นผู้ว่าง่าย
๑๖ ประการมาตั้งเป็นหัวข้อพิจารณาตนเองแต่ละประการ เช่น ควรพิจารณาตนอย่างนี้ว่า
เราเป็นผู้มีความปรารถนาชั่ว ตกอยู่ในอ�ำนาจของความปรารถนาชั่ว จริงหรือ ถ้ารู้ว่าจริง
ก็ควรพยายามละเสีย แต่ถ้ารู้ว่าตนเองไม่มีความปรารถนาชั่วน้ัน ท้ังไม่ตกอยู่ในอ�ำนาจของ
ความปรารถนาชั่วน้ัน ก็ควรศึกษาและปฏิบัติตามกุศลธรรมทั้งหลายอย่างต่อเนื่องท้ังกลางวัน
และกลางคนื พึงอยู่ดว้ ยปีตแิ ละปราโมทยโ์ ดยแท้
๕. ท่านสรุปด้วยอุปมาโวหารว่า สตรีหรือบุรุษแรกรุ่นท่ีชอบแต่งตัว เมื่อส่องกระจก
ดูหน้าหรือมองดูใบหน้าในภาชนะน�้ำที่ใสสะอาด ถ้าพบไฝหรือฝ้าท่ีใบหน้า ก็จะพยายาม
ก�ำจัดไฝหรือฝ้านั้นออกไป แต่ถ้าไม่พบจะรู้สึกพอใจ ข้อนี้ฉันใด ภิกษุก็ควรพิจารณาส�ำรวจดู
ตนเอง ฉนั นัน้

174 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก

๕.๕ ขอ้ สังเกต
ขอให้สังเกตว่า ค�ำว่า อนมุ าน ที่ท่านพระมหาโมคคัลลานะใช้ในท่ีนม้ี คี วามหมายพเิ ศษ

มิใช่ความหมายตามรูปศัพท์ กล่าวคือ ค�ำน้แี ปลตามศพั ท์วา่ การค�ำนวณ การคาดคะเน
ในปรัชญาอินเดีย ใช้ค�ำน้ีเป็นช่ือประมาณคือเคร่ืองมือส�ำหรับหาความรู้แบบหนึ่ง

เรยี กว่า อนุมานประมาณ ค�ำ อนมุ าน ในปรชั ญาอนิ เดีย แปลว่า รตู้ าม หมายถึงรตู้ ามความ
รู้ข้ันประจักษ์ หรือประจักษประมาณ คือใช้ความรู้ข้ันประจักษ์เป็นส่ือ อนุมานไปหาความรู้
อีกอย่างหนึ่ง ซ่ึงไม่ประจักษ์ในขณะนั้น เช่น เห็นควันไฟพุ่งขึ้นท่ีปล่องไฟ ขณะน้ันยังไม่
เห็นไฟ แต่อนุมานได้ว่า ท่ีปล่องไฟนั้นมีไฟอยู่ด้วย เพราะมีหลักการท่ัวไปว่า ที่ใดมีควันไฟ
ท่นี ั้นย่อมมไี ฟอยู่ด้วยเสมอ

ในพระสูตรน้ี ท่านพระมหาโมคคัลลานะใช้ค�ำอนุมาน หมายถึงการเปรียบเทียบ
หรือเทียบเคียงกับตนเอง เป็นกระบวนวิธีพิจารณาส�ำรวจตรวจสอบ ตัวเองโดยใช้หลักธรรม
๒ หมวด คือ ธรรมท่ีท�ำให้เป็นผู้ว่ายาก ๑๖ ประการ กับ ธรรมท่ีท�ำให้เป็นผู้ว่าง่าย
๑๖ ประการ ซ่ึงมนี ยั ตรงกันข้าม มาตั้งเป็นมาตรการส�ำหรบั พิจารณาเปรยี บเทยี บควบคู่กนั ไป
ทง้ั ๒ หมวด และแยกพิจารณาเปน็ ๒ ลกั ษณะ ลกั ษณะแรกให้พจิ ารณาว่า ถา้ คนอน่ื มธี รรม
ที่ท�ำให้เป็นผู้ว่ายาก ตนเองไม่รัก ไม่ชอบเขา ฉันใด ถ้าตนเองเป็นเช่นน้ันบ้าง คนอื่นก็ไม่รัก
ไม่ชอบตน ฉันนนั้ คดิ ได้ดงั น้แี ลว้ ใหป้ ฏบิ ตั ธิ รรมท่ที �ำให้เปน็ ผ้วู ่าง่าย

ลักษณะที่ ๒ ให้พิจารณาว่า ตนมีธรรมท่ีท�ำให้เป็นผู้ว่ายากหรือไม่ ถ้ามีให้ละเสีย
ถ้าไม่มีใหศ้ ึกษาและปฏบิ ตั เิ ช่นนน้ั สืบไป

ท่านพระมหาโมคคัลลานะเปรียบวิธีการอนุมานของท่านว่า เหมือนคนส�ำรวจใบหน้า
ของตนในกระจกหรือในภาชนะน้ำ�

๖. เจโตขีลสูตร

๖.๑ ท่มี าของช่อื
เจโตขลี สูตร แปลว่า พระสตู รว่าด้วยกิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู ชือ่ นต้ี ้งั ตามเน้ือหา

สาระของพระสูตร ซึ่งกลา่ วถึงกเิ ลสเครอ่ื งตรงึ จติ ดุจตะปู ๕ ประการ

๖.๒ ทม่ี าของพระสตู ร
พระสูตรนี้ พระผูม้ ีพระภาคทรงแสดงแก่ภกิ ษทุ ้งั หลาย ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน

อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยทรงปรารภความเจริญงอกงามไพบูลย์ใน

เล่มที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๒ 175

พระศาสนาของภกิ ษเุ หล่าน้ัน เหตุเกดิ ของพระสตู รน้ี จดั อยู่ในประเภท ปรชั ฌาสยะ
๖.๓ รูปแบบของพระสตู ร

รปู แบบของเจโตขลี สตู รเปน็ บรรยายโวหารแบบถามเอง - ตอบเอง และมอี ปุ มาอปุ ไมย
ผสม
๖.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร

ภาคอทุ เทส
พระผู้มีพระภาคทรงยกประเด็นข้ึนเป็นอุทเทสนัยว่า ภิกษุรูปใดยังละกิเลสเคร่ือง
ตรึงจิตดุจตะปู ๕ ประการไม่ได้ และยังตัดกิเลสเครื่องผูกใจ ๕ ประการไม่ขาด เป็นไปไม่ได้
ที่ภกิ ษุรปู น้ันจะเจริญงอกงามไพบูลยใ์ นพระศาสนานี้
ภาคนทิ เทส
๑. ทรงอธบิ ายวา่ กเิ ลสเครอ่ื งตรงึ จติ ดจุ ตะปู ๕ ประการ ทภี่ กิ ษยุ งั ละไมไ่ ด้ คอื อะไรบา้ ง
๒. ทรงอธิบายวา่ กเิ ลสเครอื่ งผกู ใจ ๕ ประการ ท่ภี ิกษยุ ังตดั ไม่ขาดคอื อะไรบ้าง
๓. ทรงอธิบายว่า กเิ ลสเครื่องตรงึ จติ ดจุ ตะปู ๕ ประการ ที่ภกิ ษลุ ะไดแ้ ลว้ คืออะไรบ้าง
๔. ทรงอธิบายว่า กเิ ลสเคร่อื งผกู ใจ ๕ ประการ ทภ่ี ิกษตุ ัดได้ขาดแลว้ คอื อะไรบา้ ง
๕. ทรงอุปมาว่า ภิกษุผู้มีองค์ ๕ คือ มีอิทธิบาท ๔ ที่ประกอบด้วยปธานสังขาร
(ความเพยี รม่งุ ม่ัน) และมคี วามเพยี รยงิ่ อกี ๑ จะละกิเลสเคร่อื งตรงึ จิตดจุ ตะปู ๕ ประการได้
ตัดกิเลสเครื่องผูกใจ ๕ ประการได้ขาด ถึงความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ในพระศาสนาน้ีได้
แน่นอน เหมือนลูกไก่ในฟองไข่ที่แม่ไก่กกไว้อย่างดี ให้ความอบอุ่นอย่างสม�่ำเสมอ ลูกไก่นั้น
ก็จะใช้จะงอยปากเจาะเปลอื กไข่ออกมาได้เองโดยสวัสดิภาพ
๖.๕ ขอ้ สงั เกต
พระสูตรน้ีมีความชัดเจนและสมบูรณ์ในตัวเองโดยไม่ต้องอาศัยค�ำอธิบายจาก
อรรถกถาก็เข้าใจได้ดี สาระส�ำคัญของพระสูตรนี้มุ่งพัฒนาจิต จากระดับปุถุชนให้พัฒนาข้ึน
ถึงระดบั อริยบุคคล เหมาะส�ำหรบั ผปู้ ฏบิ ัติธรรมท่ัวไป ไมเ่ ฉพาะแตพ่ ระภกิ ษุเท่าน้นั

176 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก

๗. วนปตั ถสตู ร

๗.๑ ท่ีมาของชอ่ื
วนปัตถสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยการอยู่ป่า ชื่อน้ีต้ังตามเนื้อหาสาระของ

พระสูตร ซ่ึงทรงแสดงเหตผุ ลของการอยู่ปา่ ไว้อย่างพสิ ดาร
๗.๒ ทีม่ าของพระสตู ร

พระสตู รน้ี พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุทัง้ หลาย ขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวนั
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยมีพระประสงค์ให้ภิกษุเหล่าน้ันมองเห็น
เหตผุ ลและประโยชน์ของการอยปู่ า่ เหตเุ กดิ ของพระสตู รนี้ จดั อยใู่ นประเภท ปรชั ฌาสยะ
๗.๓ รูปแบบของพระสูตร

รปู แบบของวนปัตถสตู รเป็นบรรยายโวหารโดยไม่มกี ารถาม-ตอบ
๗.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร

พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายท่ีอยู่ในพระเชตวันขณะนั้นว่า พระองค์จะทรง
แสดงธรรมบรรยายว่าด้วยการอยู่ป่าให้ฟัง จงตั้งใจฟังให้ดี เมื่อภิกษุเหล่านั้น ทูลรับสนอง
พระด�ำรัสแล้ว จึงทรงแสดงเหตุผลการอยปู่ า่ ๔ ประการ คอื

๑. เมือ่ ภกิ ษเุ ขา้ ไปอยู่ในปา่ ใด (๑) สตทิ ี่ยงั ไมป่ รากฏกไ็ ม่ปรากฏ (๒) จิตที่ยังไมต่ ั้งมั่น
ก็ไม่ตั้งม่ัน (๓) อาสวะท่ียังไม่ส้ิน ก็ยังไม่สิ้นไป (๔) ไม่บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ซึ่งเป็น
ธรรมยอดเยี่ยม (หมายถึงอรหัตตผล) ท่ียังไม่บรรลุ (๕) ทั้งแสวงหาปัจจัยเคร่ืองด�ำรงชีวิตได้
โดยยากอกี ด้วย ปา่ นน้ั ไม่ควรอยู่ทง้ั กลางวันและกลางคืน ใหห้ ลกี ออกไปเสีย

๒. เมื่อภิกษุเข้าไปอยู่ในป่าใด แม้จะแสวงหาปัจจัยเคร่ืองด�ำรงชีวิตได้โดยง่าย แต่ถ้า
สติยังไม่ปรากฏ จิตยังไม่ตั้งมั่น อาสวะยังไม่ส้ินไป และยังไม่บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ
ปา่ นั้นกไ็ ม่ควรอยู่ เพราะมใิ ช่บวชเพอ่ื แสวงหาปจั จยั เคร่อื งด�ำรงชีวติ

๓. เมอื่ ภกิ ษเุ ขา้ ไปอยใู่ นปา่ ใด แสวงหาปจั จยั เครอื่ งด�ำรงชวี ติ ไดโ้ ดยยาก แตถ่ า้ สามารถ
ท�ำให้สติปรากฏได้ ท�ำให้จิตตั้งมั่นได้ ท�ำให้อาสวะสิ้นไปได้ และสามารถบรรลุธรรมอันเกษม
จากโยคะได้ ปา่ นั้นก็ควรอยู่

๔. เมอื่ ภิกษเุ ขา้ ไปอยใู่ นป่าใด แสวงหาปัจจัยเครอื่ งด�ำรงชวี ิตไดง้ ่ายด้วย และสามารถ
ท�ำให้สติปรากฏ ท�ำให้จิตตั้งมั่น ท�ำให้อาสวะส้ินไป และท�ำให้บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ

เล่มที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๒ 177

ได้ด้วย ภกิ ษคุ วรอยู่ในปา่ นน้ั ตลอดไป
นอกจากนนั้ ยงั ทรงแนะน�ำให้ภิกษนุ �ำเหตุผล ๔ ประการนี้ ไปปรับใช้กับการอยใู่ นบ้าน

นิคม เมืองหรือแคว้น หรอื การอยกู่ บั บคุ คลได้ด้วย
๗.๕ ขอ้ สงั เกต

พระสูตรน้ีแสดงให้เห็นจุดมุ่งหมายของการบวชและวิธีปฏิบัติธรรมได้อย่างดียิ่ง
โดยเฉพาะการปฏิบัติธรรมน้ันต้องอาศัยสถานท่ีและบุคคลที่เป็นสัปปายะ คือที่เหมาะสม
ก็จรงิ แต่หลกั การส�ำคญั คอื มงุ่ ใหเ้ กดิ ผลทางดา้ นจิตใจ แม้เสนาสนะ หรือบุคคลไมส่ ัปปายะ
ขาดแคลนปัจจัยเคร่ืองด�ำรงชีวิต เช่น อาหาร จีวร ยารักษาโรค แต่ถ้าท�ำให้บรรลุธรรมได้
กถ็ ือว่าอยู่ได้ ในทางตรงกันขา้ มถงึ เสนาสนะสปั ปายะ แต่ถา้ ไม่เอ้ือใหบ้ รรลุธรรม กไ็ ม่ควรอยู่

๘. มธุปิณฑิกสตู ร

๘.๑ ทมี่ าของชอ่ื
มธุปิณฑิกสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยธรรมบรรยายอันไพเราะ ช่ือนี้ตั้งตาม

เนือ้ หาสาระของพระสูตร ดังความปรากฏในตอนท้ายของพระสตู รนี้

๘.๒ ที่มาของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผ้มู ีพระภาคทรงแสดงแกภ่ กิ ษุทงั้ หลาย ขณะประทบั อยู่ ณ นิโครธาราม

เขตกรุงกบิลพัสดุ์ โดยทรงปรารภค�ำถามของเจ้าศากยะองค์หน่ึง พระนามว่า ทัณฑปาณิ
แต่ทรงแสดงเพียงภาคอทุ เทส แลว้ เสด็จเข้าพระวิหาร ทา่ นพระมหากัจจานะ (มหากัจจายนะ)
แสดงต่อจนจบภาคนิทเทส ท่ีทรงแสดงเพียงภาคอุทเทสก็เพราะทรงประสงค์จะชมเชย
ท่านพระมหากัจจายนะ ที่เรียกว่า ปุคฺคลโถมนตฺถํ (เพื่อชมเชยบุคคล) ดังกล่าวไว้ในบทน�ำ
ของธมั มทายาทสตู รข้างต้น เหตุเกิดของพระสตู รนี้ จดั อยู่ในประเภท ปจุ ฉาวสิกะ

๘.๓ รปู แบบของพระสูตร
รปู แบบของมธปุ ิณฑกิ สตู รเปน็ บรรยายโวหารแบบถาม-ตอบ

178 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

๘.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
ภาคอุทเทส
พระผมู้ พี ระภาคตรสั เลา่ ใหภ้ กิ ษทุ งั้ หลายฟงั วา่ ขณะทพี่ ระองคป์ ระทบั พกั ผอ่ นกลางวนั

ณ โคนต้นมะตูมหนุ่มต้นหน่ึงในป่ามหาวัน เขตกรุงกบิลพัสดุ์ เจ้าทัณฑปาณิ (พระเจ้าลุงของ
พระองคแ์ ตอ่ ยฝู่ า่ ยพระเทวทตั ) เขา้ ไปทลู ถามวา่ “พระสมณะ มปี กตกิ ลา่ วอยา่ งไร บอกอยา่ งไร”
ตรสั ตอบวา่ “ผมู้ อี ายุ บคุ คคลมปี กตกิ ลา่ วอยา่ งใด จงึ ไมโ่ ตเ้ ถยี งกบั ใคร ๆ ในโลกพรอ้ มทงั้ เทวโลก
มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์แล้วด�ำรงอยู่ในโลก
อนึ่ง สัญญาท้ังหลาย ย่อมไม่ครอบง�ำพราหมณ์ผู้อยู่ปราศจากกามท้ังหลาย ผู้ไม่มีความสงสัย
ผู้ตัดความคะนองได้ ผู้ปราศจากความทะยานอยากในภพน้อยภพใหญ่ได้โดยประการใด
เรามีปกติกล่าวอย่างน้ัน บอกอย่างนั้น โดยประการนั้น” ทรงเล่าต่อไปว่า เจ้าทัณฑปาณิ
สนั่ ศีรษะ แลบลิน้ ท�ำหนา้ ผากยน่ เปน็ ๓ รอย ถือไม้เท้ายันกายเดนิ จากไป

ภิกษุรูปหนงึ่ ทูลถามว่า พระองค์ตรัสอย่างไร ตรัสตอบวา่ ถา้ บุคคลไม่ยินดี ไม่ยอมรับ
ไม่ยึดถือส่ิงท่ีเป็นเหตุให้มีแง่ต่างแห่งปปัญจสัญญามาครอบง�ำได้ นั่นแหละเป็นท่ีสุดแห่ง
ราคานสุ ยั ปฏิฆานสุ ัย ทฏิ ฐานสุ ยั วิจกิ ิจฉานุสัย มานานุสัย ภวราคานุสัย อวชิ ชานุสยั และเป็น
ทส่ี ุดแหง่ การถือทอ่ นไม้ การถือศัสตรา การ ทะเลาะ การแก่งแย่ง การววิ าท การสอ่ เสียดยุยง
และการกลา่ วเทจ็ (รวมความวา่ ) บาปอกุศลธรรมเหลา่ น้ดี ับไปโดยไม่เหลอื เพราะเหตนุ ี้

คร้ันตรัสจบ ก็เสด็จเข้าสู่ท่ีประทับ ภิกษุทั้งหลายไม่เข้าใจพระพุทธพจน์ย่อน้ี จึง
ออ้ นวอนใหท้ า่ นพระมหากจั จายนะ(ซงึ่ นงั่ ฟงั อยดู่ ว้ ย) ชว่ ยอธบิ ายใหเ้ ขา้ ใจ พระเถระพดู ถอ่ มตน
อยู่นานพอสมควร ในท่ีสดุ ก็รบั ค�ำของภิกษุเหลา่ น้นั

ภาคนิทเทส
ทา่ นพระมหากจั จายนะอธบิ ายมีใจความดังน้ี
ก. สายเกดิ
๑. - จักขุวิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์ทางตา) เกิดข้ึนเพราะอาศัยจักขุ และ

รูปารมณ์
- เพราะจักขุ รปู ารมณ์ และจกั ขวุ ิญญาณมาประจวบกนั ผัสสะจงึ เกดิ ขน้ึ
- เพราะผัสสะเป็นปัจจยั เวทนาจงึ เกดิ
- บุคคลเสวยอารมณ์ใด กย็ อ่ มหมายรอู้ ารมณ์นัน้
- บุคคลหมายรู้อารมณใ์ ด กย็ ่อมตรึกอารมณน์ ้นั

เล่มท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๒ 179

- บคุ คลตรกึ อารมณ์ใด กย็ อ่ มคดิ ปรงุ แตง่ อารมณ์นั้น
- บุคคลคิดปรุงแต่งอารมณ์ใด เพราะคิดปรุงแต่งอารมณ์น้ันเป็นเหตุ แง่ต่าง

แห่งปปัญจสัญญาในรปู ทัง้ หลาย ท้ังทเี่ ป็นอดีต อนาคต และปัจจุบนั ก็จะ
เขา้ ครอบง�ำบคุ คลน้ัน
ในส่วนท่ีเก่ียวกับโสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ และ
มโนวญิ ญาณ ท่านพระมหากจั จายนะ ก็อธบิ ายโดยนัยเดยี วกันนี้
๒. - เมอื่ มจี กั ขุ มีรูปารมณแ์ ละจักขวุ ญิ ญาณ ก็เป็นไปได้ทเี่ ขาจะบญั ญัติผสั สะ
- เมือ่ มกี ารบญั ญัติผัสสะ กเ็ ป็นไปได้ท่ีเขาจะบัญญตั เิ วทนา
- เมอื่ มกี ารบัญญตั ิเวทนา ก็เปน็ ไปไดท้ ีเ่ ขาจะบัญญตั ิสญั ญา
- เม่อื มีการบญั ญัติสัญญา ก็เปน็ ไปได้ที่เขาจะบัญญตั ิวิตก
- เมื่อมีการบัญญัติวิตก ก็เป็นไปได้ที่เขาจะบัญญัติการครอบง�ำแง่ต่างแห่ง
ปปัญจสญั ญา
ในส่วนท่ีเดียวกับวิญญาณอีก ๕ ประการ ท่านพระมหากัจจายนะ ก็อธิบาย
โดยนัยนี้
ข. สายดับ
- เมื่อไมม่ จี กั ขุ ไมม่ ีรปู ารมณ์ ไมม่ จี กั ขุวญิ ญาณ เป็นไปไม่ได้ทเ่ี ขบญั ญัติผัสสะ
- เมอ่ื ไมม่ กี ารบัญญัตผิ ัสสะ ก็เปน็ ไปไมไ่ ด้ท่ีเขาจะบญั ญตั เิ วทนา
- เมอ่ื ไม่มีการบัญญัติเวทนา กเ็ ปน็ ไปไมไ่ ด้ท่เี ขาจะบญั ญตั สิ ญั ญา
- เมอื่ ไมม่ ีการบญั ญัตสิ ัญญา ก็เปน็ ไปไม่ไดท้ ่เี ขาจะบัญญัติวติ ก
- เมื่อไม่มีการบัญญัติวิตก ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะบัญญัติการครอบง�ำแง่ต่าง
แหง่ ปปัญจสัญญา
ในส่วนท่ีเกี่ยวกับวิญญาณอีก ๕ ประการ ท่านพระมหากัจจายนะก็อธิบายโดยนัยน้ี
แลว้ สรุปตามนยั ท่ีพระผู้มพี ระภาคตรสั ไวโ้ ดยย่อในภาคอุทเทส
ภิกษุเหล่าน้ันชื่นชมภาษิตของท่านพระมหากัจจายนะ กราบลาท่านแล้ว เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาค กราบทูลให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสชมเชยท่านพระมหากัจจายนะว่าเป็น
บณั ฑิตมปี ญั ญามาก ถา้ ภิกษุทลู ขอใหท้ รงอธิบาย ก็ทรงอธบิ ายเหมือนพระเถระอธบิ ายนี้แหละ
และรับสง่ั ใหภ้ กิ ษุท้ังหลายจ�ำธรรมบรรยายนไ้ี ว้
ท่านพระอานนท์กล่าวสรรเสริญด้วยอุปมาโวหารว่า คนท่ีถูกความหิวและความ
อ่อนเพลียครอบง�ำเม่ือได้กินขนมหวาน ย่อมได้รับรสหวานอร่อย ฉันใด ภิกษุผู้เป็นนักคิด

180 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

เป็นบัณฑิต เมื่อใคร่ครวญเน้ือความแห่งธรรมบรรยายน้ีด้วยปัญญาก็จะได้ความพอใจและ
ความเลื่อมใส ฉนั นัน้ ค�ำสรรเสริญนีเ้ องเปน็ ทีม่ าของช่อื พระสูตรน้ี
๘.๕ ข้อสงั เกต

๑. เจ้าทัณฑปาณิเป็นโอรสของพระเจ้าอัญชนะกับพระนางยโสธรา เป็นพระเชฏฐา
ของพระนางสริ มิ หามายาและพระนางปชาบดโี คตมี และเปน็ พระอนชุ าของพระเจา้ สปุ ปพทุ ธะ
พระบิดาของพระเทวทัตและพระนางพิมพา

๒. ค�ำถามของเจ้าทัณฑปาณิท่ีเป็นเหตุเกิดของพระสูตรน้ีเป็นค�ำถามเก่ียวกับลัทธิ
คือถามว่าพระสมณโคดมมีลัทธิว่าอย่างไร แต่เน่ืองจากผู้ถามไม่เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาค
เพราะโกรธท่ีทรงทอดท้ิงพระนางพิมพาไปและเป็นคู่ปรปักษ์กับพระเทวทัตผู้เป็นหลานตน
ผูถ้ ามจึงมไิ ดห้ วงั ค�ำตอบแต่อย่างใด

๓. ทรงเห็นว่า ค�ำถามน้ีมีประโยชน์แก่ภิกษุทั้งหลายจึงทรงน�ำมาตรัสเล่าให้ฟัง และ
ทรงหวังจะต้ังเป็นเพียงอทุ เทสนยั เพ่อื ให้ท่านพระมหากัจจายนะแสดงตอ่ ไปในนิทเทสนัย

๔. ค�ำว่า แง่ต่างแห่งปปัญจสัญญา หมายถึง การคิดปรุงแต่งอารมณ์ต่าง ๆ ด้วย
อ�ำนาจตัณหา มานะและทิฏฐิของตน ๆ จึงเกดิ แง่ตา่ ง ๆ หรือมุมมอง ท่ีแตกต่างกนั ทง้ั ๆ ที่คิด
เรอื่ งเดยี วกนั ค�ำนี้ เปน็ หวั ใจของพระพทุ ธพจนย์ อ่ ทที่ รงตอบค�ำถามของเจา้ ทณั ฑปาณิ กลา่ วคอื
เม่ือเจ้าทัณฑปาณิทูลถามว่า พระองค์ทรงกล่าว ทรงบอกอย่างไร ตรัสตอบว่า ทรงกล่าว
ทรงบอกอย่างท่จี ะไมต่ อ้ ง โต้เถียงกับผใู้ ด เพราะพระองคไ์ ม่มสี ัญญาใด ๆ และทรงขยายความ
ให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า เม่ือบุคคลยึดถือส่ิงใดก็จะมีแง่ต่างแห่งปปัญจสัญญาในสิ่งนั้นเกิดขึ้น
ถ้าไม่ยึดถือสิ่งใด แง่ต่างแห่งปปัญจสัญญาในสิ่งนั้นก็ไม่มี และนี้เองเป็นท่ีสิ้นสุดแห่งบาป
อกุศลธรรมทั้งหลาย และท่านพระมหากัจจายนะก็อธิบายขยายความการเกิดและการดับ
แหง่ สัญญาดงั กล่าวน้โี ดยละเอยี ด

เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๒ 181

๙. เทวฺ ธาวติ ักกสตู ร

๙.๑ ทม่ี าของช่ือ
เทฺวธาวิตักกสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยวิตกหรือความตรึก ๒ ประเภท ช่ือนี้ต้ัง

ตามเน้ือหาสาระของพระสตู ร

๙.๒ ทีม่ าของพระสตู ร
พระสตู รนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภกิ ษุทั้งหลายขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวนั

อารามของอนาถบิณฑกิ เศรษฐี เขตกรงุ สาวัตถี เพื่อใหต้ รึกตามอยา่ งทีท่ รงตรึกเมอ่ื ยงั มไิ ด้ตรัสรู้
เหตุเกดิ ของพระสตู รน้ี จดั อย่ใู นประเภท ปรัชฌาสยะ
๙.๓ รปู แบบของพระสูตร

รูปแบบของเทฺวธาวิตกั กสูตร เป็นบรรยายโวหารแบบมอี ปุ มาอปุ ไมยประกอบ
๙.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร

๑. พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุท้ังหลายว่า ในสมัยท่ีพระองค์ยังเป็นพระโพธิสัตว์
ทรงแสวงหาโมกขธรรมอยู่ ทรงแบ่งวิตกหรอื ความตรกึ ออกเป็น ๒ ประเภท คอื

๑) อกศุ ลวติ ก ไดแ้ ก่ (๑) กามวิตก (ความตรกึ เกยี่ วข้องกบั กาม) (๒) พยาบาทวิตก
(ความตรกึ เกยี่ วขอ้ งกบั ความปองรา้ ย) (๓) วหิ งิ สาวติ ก (ความตรกึ เกยี่ วขอ้ งกบั ความเบยี ดเบยี น
ผู้อนื่ )

๒) ศลวิตก ได้แก่ (๑) เนกขัมมวิตก (ความตรึกเกี่ยวข้องกับการออกจาก
กเิ ลส) (๒) อพยาบาทวติ ก (ความตรกึ เกยี่ วขอ้ งกบั ความไมป่ องรา้ ย) (๓) อวหิ งิ สาวติ ก (ความตรกึ
เกย่ี วข้องกับความไม่เบียดเบยี นผู้อื่น)

๒. ทรงเล่าว่า พระองค์ไม่ทรงประมาท ทรงมีความเพียรอุทิศกายและใจอยู่
เมื่ออกุศลวิตกแต่ละอย่างเกิดข้ึน ทรงรู้เท่าทันว่า อกุศลวิตกอย่างน้ัน ๆ เกิดแก่พระองค์แล้ว
แต่อกุศลวิตกน้ัน ๆ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียน
ท้ังตนเองและผู้อ่ืนบ้าง เป็นเหตุดับปัญญา เป็นส่วนแห่งความคับแค้น ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน
พอทรงรู้เท่าทันอย่างนน้ั อกุศลวติ กน้นั ๆ กด็ ับไป

ทรงสรุปว่า ทรงละ ทรงบรรเทา ทรงท�ำให้อกุศลวิตกที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งดับไป
แล้วตรัสสอนใหภ้ ิกษทุ ั้งหลายปฏบิ ตั ิอย่างพระองค์

182 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

๓. จากนน้ั ทรงเลา่ ถงึ กศุ ลวติ กวา่ ไดเ้ กดิ แกพ่ ระองคผ์ ไู้ มท่ รงประมาท ทรงมคี วามเพยี ร
อุทิศกายและใจอยู่ เมื่อกุศลวิตกแต่ละอย่างเกิดขึ้น ทรงรู้เท่าทัน และทรงเห็นว่า ไม่เป็นไป
เพ่ือเบียดเบียนตน เพ่ือเบยี ดเบยี นผู้อืน่ เพือ่ เบยี ดเบียนทง้ั ตนและผู้อืน่ เปน็ เหตุให้ปัญญาเจริญ
ไม่เป็นส่วนแห่งความคับแค้น เป็นไปเพื่อนิพพาน ถึงจะทรงตรึกท้ังวันทั้งคืนก็ไม่เป็นภัย
แต่จะท�ำให้ร่างกายเหน็ดเหนื่อย เมื่อร่างกายเหน็ดเหน่ือย จิตก็ฟุ้งซ่าน เมื่อจิตฟุ้งซ่าน
จิตก็ห่างจากสมาธิ จึงทรงท�ำจิตให้สงบ จนเกิดสมาธิ และทรงประคองสมาธินั้นไว้ด้วยดี
เพ่ือมิให้จิตฟุ้งซ่านอีก ทรงสอนให้ภิกษุท้ังหลายปฏิบัติอย่างพระองค์โดยทรงอุปมาว่า
ให้มสี ติก�ำกับตลอดเวลาเหมือนคนเลยี้ งโคทคี่ อยระวงั โคของตน

๔. ทรงเล่าต่อไปวา่ เมื่อทรงมีสติมน่ั คง ทรงมกี ายสงบ มจี ติ ตง้ั มนั่ มอี ารมณ์เปน็ หนึ่ง
ก็ทรงสงัดจากกามและอกุศลธรรมท้ังหลาย บรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และ
จตตุ ถฌานตามล�ำดับแล้ว ทรงไดว้ ิชชา ๓

๕. ทรงชีท้ างผิดและทางถูก โดยทรงอุปมาด้วยเน้อื ฝูงใหญ่ ทีไ่ ปอาศยั บึงใหญ่ ถูกชายผู้
ปรารถนาความพนิ าศ ไมต่ ้องการจะเกอื้ กูล ไมป่ ระสงค์ความปลอดภัย ปดิ ทางที่ปลอดภยั เสีย
เปิดทางที่ไม่สะดวกให้เดิน เพื่อจะจับ โดยใช้เนื้อต่อตัวผู้และตัวเมียเป็นตัวล่อ แต่มีชาย
ผปู้ รารถนาประโยชน์ ต้องการจะเกื้อกลู ประสงค์ความปลอดภัยมาชว่ ยเปดิ ทางที่ปลอดภยั ให้
ไปได้ตามใจชอบและปดิ ทางที่ไมส่ ะดวกให้ดว้ ย

ข้ออุปมาทั้งหลายน้ันทรงไขความเป็นองค์ธรรมไว้ท้ังหมด โดยเฉพาะชายผู้ปรารถนา
ประโยชน์ คือ พระองค์เอง
๙.๕ ข้อสงั เกต

ขอให้สังเกตข้อความในตอนท้ายของพระสูตรน้ีท่ีทรงสรุปไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ด้วย
ประการดังกล่าวมาแล้วน้ี เราไดเ้ ปิดทางทป่ี ลอดภัย มคี วามสวัสดีท่เี ธอทั้งหลาย ควรด�ำเนินไป
ไดต้ ามใจชอบใหแ้ ลว้ และปดิ ทางทีไ่ ม่สะดวกให้ด้วย (ทั้ง) ก�ำจดั เนื้อตอ่ ตวั ผแู้ ละท�ำลายนางเนอื้
ต่อใหแ้ ล้ว กจิ ใดท่ศี าสดาผูห้ วังประโยชน์เกือ้ กลู เออื้ เฟอื้ อาศยั ความอนเุ คราะห์ จะพงึ กระท�ำ
แก่สาวกทั้งหลาย กิจนั้นตถาคตก็ได้กระท�ำแก่เธอท้ังหลายแล้ว น่ันโคนไม้ น่ันเรือนว่าง
เธอทั้งหลายจงเพ่งพินิจ อย่าประมาท อย่าได้มีความเดือดร้อนในภายหลัง นี้เป็นค�ำพร่�ำสอน
ของตถาคตส�ำหรบั เธอทั้งหลาย”

ขอ้ ความน้บี ง่ บอกถงึ พระพทุ ธประสงค์ท่ที รงแสดงพระสูตรน้ไี ว้อยา่ งชัดเจน

เลม่ ที่ ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๒ 183

๑๐. วิตกั กสณั ฐานสูตร

๑๐.๑ ทมี่ าของชอ่ื
วิตักกสัณฐานสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยที่ต้ังแห่งวิตก ช่ือนี้ตั้งตามเนื้อหาสาระ

ของพระสตู ร
๑๐.๒ ที่มาของพระสูตร

พระสูตรนี้ พระผ้มู ีพระภาคทรงแสดงแกภ่ กิ ษทุ ัง้ หลาย ขณะประทบั อยู่ ณ พระเชตวัน
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยทรงปรารภภิกษุ ผู้ขวนขวายในอธิจิต
หมายถึง ผู้บ�ำเพ็ญเพียรเจริญสมาธิ ตรัสสอนให้ละวิตกฝ่ายอกุศล เหตุเกิดของพระสูตรนี้
จัดอยู่ในประเภท ปรชั ฌาสยะ
๑๐.๓ รปู แบบของพระสูตร

รูปแบบของวิตกั กสณั ฐานสตู ร เปน็ บรรยายโวหารแบบมีอุปมาอุปไมยประกอบ
๑๐.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร

พระผู้มีพระภาคตรัสสอนให้ภิกษุผู้ท�ำสมาธิ ตั้งใจมนสิการถึงนิมิตหรือเหตุ (ในที่นี้
หมายถึงอารมณ์กมั มัฏฐาน ๓๘ ประการ ตามนยั พระบาลี - ม.มู.อ. ๑/๒๑๖/๔๑๕) ตามเวลา
อันสมควร หมายถึงให้เลือกพิจารณานิมิตที่เหมาะกับจิตในสถานการณ์น้ัน ๆ ดังมีใจความ
ต่อไปน้ี

๑. วธิ พี ิจารณานิมิต ๕ ประการ
๑.๑ เมื่อมนสิการนิมิตใดอยู่ วิตกฝ่ายอกุศลอันประกอบด้วยฉันทะ (แทน
โลภะ) บา้ ง โทสะบ้าง โมหะบ้าง เกดิ ขน้ึ ใหเ้ ปลี่ยนไปมนสกิ ารนิมติ อื่น ซ่งึ เปน็ นมิ ิตฝ่ายกุศล
ก็จะละวิตกฝ่ายอกุศลได้ ท�ำให้จิตตั้งม่ัน สงบ เป็นอารมณ์เดียว เกิดสมาธิข้ึนได้ เหมือน
ชา่ งไม้ผชู้ �ำนาญใช้ลิม่ สลัก ตอก โยกและถอนลิ่มใหญ่ออกจากเนอ้ื ไม้ได้
๑.๒ ถ้าขณะมนสิการนิมิตท่ีเป็นฝ่ายกุศลน้ันอยู่ วิตกฝ่ายอกุศลยังเกิดข้ึนได้อีก
ใหพ้ ิจารณาถงึ โทษของวติ กเหล่านน้ั ก็จะละวิตกเหลา่ นนั้ ได้ ท�ำให้จติ ตั้งมัน่ สงบ เปน็ อารมณ์
เดยี ว เกดิ สมาธขิ นึ้ ได้ เหมอื นหนมุ่ สาวผแู้ ตง่ ตวั สวยงามรงั เกยี จ ซากงู เปน็ ตน้ ทเ่ี ขาน�ำมาคลอ้ งคอ
๑.๓ แม้เมื่อพิจารณาถึงโทษของวิตกฝ่ายอกุศลเหล่าน้ันอยู่ ถ้าวิตกเหล่าน้ัน
ยังเกิดขึ้นได้อีก ให้เลิกใส่ใจ เลิกมนสิการถึงวิตกเหล่าน้ัน ก็จะละวิตกเหล่าน้ันได้ เหมือน

184 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

คนตาดีไม่ต้องการเหน็ รปู ใด ๆ ท่ีผ่านเข้ามาโดยหลบั ตาหรอื มองไปทางอ่ืนเสยี
๑.๔ แม้เมื่อเลิกสนใจ เลิกมนสิการถึงวิตกฝ่ายอกุศลเหล่านั้นแล้ว ถ้าวิตก

เหล่านั้นยังเกิดขึ้นได้อีก ให้มนสิการถึงฐานหรือที่ต้ังอันม่ันคงแห่งเหตุเกิดของวิตกเหล่าน้ัน
(วิตักกสังขารสัณฐาน) ก็จะละวิตกเหล่านั้นได้ ท�ำให้จิตตั้งม่ัน สงบ เป็นอารมณ์เดียว เกิด
สมาธิขึ้นได้ เหมือนคนเดินเร็ว ชะลอความเร็ว เดินให้ ช้าลง หยุด ยืน นั่ง นอน (เสียบ้าง)
เพอ่ื ละอิริยาบถหยาบ ๆ เขากจ็ ะมีอริ ิยาบถละเอยี ดขน้ึ โดยล�ำดับ

๑.๕ แม้เมื่อมนสิการถึงฐานหรือท่ีตั้งแห่งเหตุเกิดของวิตกฝ่ายอกุศลเหล่านั้นอยู่
ถ้าวิตกเหล่าน้ันยังเกิดขึ้นได้อีก ให้ใช้ฟันกดฟัน ใช้ลิ้นกดเพดานให้แน่น ใช้จิตข่มขี่บีบค้ันจิต
ท�ำให้จติ เรา่ รอ้ นกจ็ ะละวติ กเหลา่ น้ันได้ ท�ำใหจ้ ติ ต้ังมั่น สงบ เป็นอารมณเ์ ดียว เกิดสมาธิขน้ึ ได้
เหมอื นคนมกี �ำลังมากจบั คอคนมีก�ำลังน้อยขม่ ข่บี ีบคัน้

๒. ทรงสรุปว่า เมื่อภิกษุมนสิการนิมิต ๕ ประการท่ีเหมาะสมตามเวลา อันสมควร
ดงั กลา่ วมาจนเกดิ ความช�ำนาญในวถิ ที างแหง่ วติ ก คอื ประสงคจ์ ะมนสกิ าร ถงึ วติ กใด กม็ นสกิ าร
ถึงวิตกนั้นได้ ไม่ประสงค์จะมนสิการถึงวิตกใด ก็ไม่มนสิการถึงวิตกน้ันได้ทันที โดยวิธีน้ีก็จะ
ตดั ตณั หาได้ คลายเคร่อื งผูกคอื สังโยชน์ได้ ท�ำท่ีสดุ แห่งทกุ ข์ได้ เพราะละมานะได้โดยชอบ
๑๐.๕ ข้อสงั เกต

เป็นท่ีน่าสังเกตว่า เม่ือพระผู้มีพระภาคทรงแสดงเทฺวธาวิตักกสูตรจบลง ทรงแนะน�ำ
ให้ภิกษุทงั้ หลายน�ำไปน่งั พจิ ารณาในทสี่ งดั เพื่อละวิตกฝ่ายอกศุ ล เป็นไปได้หรอื ไม่วา่ เมือ่ ภกิ ษุ
เหล่านั้นพิจารณาวิตกอยู่ได้เกิดปัญหาคือละวิตกฝ่ายอกุศลไม่ได้ จึงทรงแสดงพระสูตรนี้ต่อ
เพอ่ื ทรงแก้ปัญหาของภิกษุเหล่าน้นั

ความเป็นไปได้ของข้อสันนิษฐานน้ีคือ (๑) สถานท่ีเดียวกัน (๒) เร่ืองวิตกเหมือนกัน
(๓) ทรงมงุ่ หมายให้ผ้ฟู ังละวติ กฝา่ ยอกศุ ลเชน่ เดียวกัน

ฉะน้ัน ผู้ฟังพระธรรมเทศนา น่าจะเป็นพวกเดียวกัน นั้นคือทรงวางแผนในการสอน
เร่อื งน้ไี วเ้ รียบรอ้ ยแล้ว โดยตรสั สอนใหเ้ ข้าใจวติ ก ๒ ประเภท พรอ้ มทง้ั ความหมายรายละเอยี ด
เพื่อเปน็ พ้ืนฐานก่อน แล้วตรสั สอนวธิ พี ิจารณานิมติ ๕ ขน้ั ตอนเพ่อื ละอกศุ ลวิตกท้งั หลาย

ข้อสังเกตต่อไป คือ (๑) องค์ประกอบของอกุศลวิตกประการแรก ทรงเรียกว่า
ฉันทะ (ความพอใจ) แทนโลภะ (ความอยากได้) ซึ่งเป็น ๑ ในอกุศลมูล ๓ ประการ
อรรถกถาอธิบายว่า หมายถึงราคะ (ความก�ำหนัด) (๒) ค�ำว่าที่ต้ังแห่งเหตุเกิดของวิตก
วติ ักกสงั ขารสัณฐาน) นนั้ เป็นที่มาของชื่อพระสตู รน้ี จงึ ควรพจิ ารณาต่อไป

เลม่ ที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๒ 185

ค�ำว่า วิตักกสังขารสัณฐาน แยกออกเป็น ๓ ค�ำ คือ วิตักกะ + สังขาร + สัณฐาน
ค�ำว่า สังขาร หมายถึงปัจจัย หรือเหตุ คือปัจจัยหรือเหตุของวิตก ทั้งหลาย ค�ำว่า สัณฐาน
หมายถงึ ทต่ี ้งั ของสังขารคือเหตเุ กดิ ของวิตก (ม.มู.อ. ๑/๒๑๙/๔๒๐)

ในท่ีน้ี ทรงแนะน�ำว่า เม่ือพิจารณาโทษของวิตกฝ่ายอกุศลแล้ว ถ้าวิตกเหล่าน้ัน
ยงั เกดิ ได้อกี ใหพ้ จิ ารณาถึงทีต่ งั้ คอื มลู ฐานของปจั จยั ท่ีท�ำให้เกิดวิตกเหลา่ น้นั ตอ่ ไป

โอปมั มวรรค

โอปัมมวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยอุปมา ชื่อวรรคต้ังตามสาระส�ำคัญของพระสูตร
ทุกสูตรในวรรคนีซ้ ่งึ มที ัง้ หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมสี าระส�ำคญั ดงั นี้

๑. กกจปู มสตู ร

๑.๑ ทีม่ าของช่ือ
กกจปู มสูตร แปลว่า พระสูตรวา่ ด้วยอุปมาดว้ ยเลอ่ื ย ชอ่ื นต้ี ้งั ตามอปุ มา ขอ้ สุดท้าย

ของพระสตู รนี้

๑.๒ ที่มาของพระสูตร
พระสูตรนี้ พระผ้มู พี ระภาคทรงแสดงแกภ่ ิกษทุ ั้งหลาย ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวนั

อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยทรงปรารภความประพฤติของพระโมลิย-
ผัคคนุ ะ เหตเุ กดิ ของพระสูตรน้ี จดั อยู่ในประเภท อตั ถปุ ปตั ติกะ

๑.๓ รปู แบบของพระสตู ร
รูปแบบของกกจูปมสูตร เป็นบรรยายโวหารแบบมีการถาม-ตอบ และอุปมาอุปไมย

หลายเร่ือง จบลงดว้ ยอุปมาด้วยเลอ่ื ย

186 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

๑.๔ ใจความส�ำคัญของพระสูตร
ภาคอุทเทส
ภิกษุรูปหนึ่งกราบทูลว่า พระโมลิยผัคคุนะอยู่คลุกคลีกับพวกภิกษุณีเกินเวลา เมื่อ

ภิกษุบางรูปต�ำหนิภิกษุณีเหล่านั้นต่อหน้าท่าน ท่านโกรธแทนและก่ออธิกรณ์ขึ้นก็มี เม่ือภิกษุ
บางรปู ต�ำหนพิ ระโมลยิ ผคั คนุ ะตอ่ หนา้ ภกิ ษณุ เี หลา่ นน้ั พวกเธอกโ็ กรธแทนและกอ่ อธกิ รณน์ นั้ กม็ ี

พระผู้มีพระภาครับสั่งให้พระโมลิยผัคคุนะมาเฝ้า แล้วตรัสถามว่าข้อกล่าวหาน้ันเป็น
ความจรงิ หรอื ไม่ ท่านทูลตอบวา่ เปน็ ความจริง จึงตรัสสอนวา่ ถ้าใครท�ำรา้ ยภกิ ษุณีต่อหนา้ ทา่ น
หรอื ท�ำร้ายตวั ท่านเอง ให้ละฉันทะ (คือความพอใจ) และวติ กอนั อาศยั เรอื น (คือความนกึ คดิ
แบบชาวบ้าน) ควรส�ำเหนยี กอย่างน้ีว่า “จิตของเราจกั ไม่แปรผนั เราจกั ไม่เปล่งวาจาชัว่ หยาบ
และจักอนุเคราะห์ ด้วยสง่ิ ทเี่ ปน็ ประโยชน์อย่างผมู้ ีเมตตาจิต ไมม่ ีโทสะ”

ภาคนิทเทส
ทรงยกกรณีพระโมลิยผคั คนุ ะเป็นเหตุตรสั สอนภกิ ษุทั้งหลายดงั ตอ่ ไปนี้
๑. ทรงเลา่ วา่ ครงั้ หนง่ึ ทรงแนะน�ำใหภ้ กิ ษจุ �ำนวนหนง่ึ ฉนั อาหารมอื้ เดยี ว ภกิ ษเุ หลา่ นนั้
ก็รับไปปฏิบัติอย่างว่าง่าย ไม่ต้องทรงตักเตือนอีก ทรงอุปมาว่าเหมือน สารถีท่ีขับรถซ่ึงเทียม
ด้วยม้าดี จะให้แล่นไปหรือกลับ ก็ท�ำได้อย่างปรารถนา หมายความว่า ไม่ต้องลงแส้ตีม้า
ครั้งแล้วครั้งเล่า จากนั้นทรงสอนให้ละอกุศลธรรม หมั่นประพฤติแต่กุศลธรรม ก็จะเจริญ
งอกงามไพบูลย์ในพระศาสนานี้ เหมือนป่าสาละ อันกว้างใหญ่ ใกล้หมู่บ้านหรือนิคมที่มี
ต้นละหุง่ ข้ึนรก ถา้ มคี นหวงั ดี หวังประโยชนค์ อยบ�ำรงุ ตดั แตง่ ปา่ น้ันก็จะเจริญงอกงาม
๒. ตรสั เลา่ เรอ่ื งนางเวเทหกิ าวา่ เปน็ แมเ่ รอื นทไี่ ดร้ บั ยกยอ่ งวา่ เปน็ คนเรยี บรอ้ ย เจยี มตวั
ใจเยน็ ไม่โกรธ ตอ่ มา หญงิ รบั ใช้ชอื่ กาลแี กลง้ ท�ำให้นางโกรธเพ่ือทดสอบว่า นางเปน็ คนดจี รงิ
ตามค�ำเล่าลือหรือไม่ ปรากฏว่าไม่ดีจริง นางกาลีจึงถูกตีถูกด่าอย่างโหดร้ายทารุณ ทรง
สรุปวา่ จะรูว้ ่าภกิ ษใุ ดสงบเสงย่ี มหรอื ไม่ ก็ต่อเม่ือมถี ้อยค�ำไมน่ า่ พอใจมากระทบ ตรัสตอ่ ไปวา่
ภิกษุทเี่ ปน็ คนว่างา่ ย เพราะเห็นแกป่ ัจจยั ๔ พอไมไ่ ด้ปจั จยั ๔ กไ็ มเ่ ปน็ คนว่างา่ ย ภกิ ษุเชน่ นน้ั
ไมท่ รงถอื วา่ เป็นคนวา่ ง่าย แล้วทรงสอนให้เคารพนบั ถอื ธรรม ผ้เู คารพนบั ถือธรรมเท่าน้นั ทรง
เรยี กว่า ผูว้ ่าง่าย
๓. ทรงแนะน�ำให้ร้จู ักวธิ รี ะงบั ความโกรธตามขัน้ ตอนดังนี้
๓.๑ ใหร้ ูจ้ กั ถอ้ ยค�ำท่ใี ช้กันซง่ึ มีอยู่ ๕ ประเภท คือ (๑) ถูกกาละ หรือไมถ่ ูกกาละ
(๒) จริงหรือไม่จริง (๓) อ่อนหวาน หรือหยาบคาย (๔) ประกอบด้วยประโยชน์ หรือ
ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ (๕) พูดด้วยเมตตาจิต หรือพูดด้วยโทสจิต วิธีระงับความโกรธ

เล่มท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๒ 187

ตอ่ ถอ้ ยค�ำ คือ ขณะได้ฟังค�ำของผอู้ ื่นให้ควบคุมจิตตามพระโอวาทขา้ งตน้ (ในภาคอทุ เทส)
๓.๒ ในการควบคุมจิตตามพระโอวาทข้างตน้ ใหป้ ฏบิ ตั ิดงั อปุ มาตอ่ ไปน้ี
๓.๒.๑ ท�ำจิตใหห้ นักแน่นเหมอื นแผน่ ดิน
๓.๒.๒ ท�ำจติ ให้ว่างเหมือนอากาศ
๓.๒.๓ ท�ำจติ ใหเ้ ยน็ เหมอื นน�้ำ
๓.๒.๔ ท�ำจติ ให้อ่อนโยนเหมือนกระสอบหนงั แมว
๔. ทรงเน้นว่า ถ้าโจรใจทรามใช้เล่ือยที่มีคม ๒ ข้าง ตัดอวัยวะน้อยใหญ่ ผู้ใดโกรธ

คิดร้ายต่อโจร ผู้น้ันไม่ชื่อว่าท�ำตามพระโอวาทข้างต้น เพราะยังอดกล้ันไม่ได้ แล้วตรัสสอน
ให้ภิกษทุ ั้งหลายส�ำเหนยี กตามพระโอวาททมี่ ีอปุ มาด้วยเลอ่ื ยนอ้ี ยู่เสมอ
๑.๕ ขอ้ สังเกต

ขอให้สังเกตว่า ในพระสูตรน้ี มีอุปมาหลายประการ โดยมีอุปมาด้วยเล่ือย เป็น
ประการสุดท้าย แต่ท�ำไมอุปมาด้วยเลื่อย จึงใช้เป็นช่ือของพระสูตรน้ี ถ้าอ่านพระสูตรนี้ให้
ละเอียดรอบคอบ และดูอรรถกถาประกอบด้วยจะมองเห็นเหตุผลบางอย่าง เช่น จุดหมาย
สงู สุดของพระโอวาทครงั้ น้ี คือ ทรงเน้นใหร้ ะงับความโกรธโดยวธิ ี อดกลน้ั ขนาดถกู ตัดอวัยวะ
ด้วยเล่อื ย ๒ คม กไ็ มโ่ กรธ กลับมเี มตตาจิตต่อผู้น้ันได้ เหตทุ ่ีทรงสอนเรอื่ งนี้ เพราะทรงเรมิ่ จาก
พระโมลิยผัคคุนะซึ่งเป็นพระหัวดื้อ ประพฤติ ตัวไม่ดี ข้ีโกรธ โกรธแล้วชอบก่อเร่ือง จึงตรัส
สอนใหล้ ะความโกรธ ใหเ้ ปน็ คนวา่ ง่ายสอนง่าย

๒. อลคทั ทูปมสตู ร

๒.๑ ท่มี าของชื่อ
อลคัททูปสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยอุปมาด้วยอสรพิษ ชื่อน้ีตั้งตามเน้ือหาสาระ

ของพระสตู ร

๒.๒ ท่มี าของพระสูตร
พระสูตรน้ี พระผ้มู ีพระภาคทรงแสดงแกภ่ กิ ษทุ ง้ั หลายขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน

อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยทรงปรารภทิฏฐิชั่วของท่านพระอริฏฐะ
ผมู้ ีบรรพบรุ ษุ เปน็ พรานฆ่านกแรง้ เหตเุ กิดของพระสตู รน้ี จดั อยใู่ นประเภท อตั ถปุ ปตั ตกิ ะ

188 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

๒.๓ รูปแบบของพระสตู ร
รปู แบบของอลคทั ทปู มสตู รเปน็ บรรยายโวหารแบบมกี ารถาม-ตอบ และมอี ปุ มาอปุ ไมย

๒.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสตู ร
ภาคอุทเทส
ภกิ ษทุ ัง้ หลายกราบทูลว่า พระอริฏฐะมที ฏิ ฐิชวั่ ว่า “เรารู้ท่วั ถงึ ธรรมทพ่ี ระผมู้ พี ระภาค

ทรงแสดงแล้ว จนกระท่ังว่าธรรมตามท่ีพระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นธรรมก่ออันตราย ก็หา
สามารถก่ออันตรายแก่ผู้ซ่องเสพได้จริงไม่” และกราบทูลว่า พวกตนได้พยายามตักเตือน
หา้ มปรามพระอรฏิ ฐะมใิ ห้คดั ค้านพระพทุ ธพจน์โดยชี้แจงเหตตุ า่ ง ๆ ใหฟ้ งั แลว้ ก็ไมไ่ ด้ผล

พระผู้มีพระภาครับส่ังให้พระอริฏฐะเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามว่า ค�ำกล่าวหานั้นเป็น
ความจริงหรือไม่ พระอริฏฐะทูลตอบว่า เป็นความจริง จึงตรัสประณาม พระอริฏฐะว่า เป็น
โมฆบุรุษ มิได้รู้ทั่วถึงพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ ทรงยืนยันว่า ธรรมท่ีตรัสไว้ว่าเป็นธรรมก่อ
อันตรายโดยประการต่าง ๆ น้ันก่ออันตรายแก่ผู้ ซ่องเสพจริง ๆ เช่นที่ตรัสว่า กามท้ังหลาย
มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความ คับแค้นมาก มีโทษยิ่งใหญ่ จึงทรงเปรียบกามทั้งหลาย
เหมอื นโครงกระดกู บา้ ง เหมอื นชน้ิ เนอ้ื บา้ ง เหมอื นคบเพลงิ หญา้ บา้ ง เหมอื นหลมุ ถา่ นเพลงิ บา้ ง
... แล้วทรงสรุปว่า พระอริฏฐะกล่าวตู่พระองค์ด้วยทิฏฐิทเี่ ชือ่ ถือผดิ ๆ ชื่อว่าท�ำลาย ตัวเอง ...
ตรัสถามภิกษุทัง้ หลายวา่ พระอรฏิ ฐะจะสามารถมีญาณทีส่ ูงส่งใด ๆ ได้หรือไม่ ภกิ ษทุ ้ังหลาย
ทลู ตอบวา่ ไมไ่ ด้

พระอรฏิ ฐะนง่ั นง่ิ เก้อเขิน คอตก กม้ หน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ
ภาคนิทเทส
พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุท้ังหลายว่า มีความเห็นเช่นเดียวกับพระอริฏฐะหรือไม่
เม่ือภิกษุเหล่าน้ันทูลตอบว่า มิได้มีความเห็นเช่นน้ัน และกราบทูล ยืนยันว่า ธรรมท่ีตรัสว่า
ก่ออันตราย เป็นธรรมก่ออนั ตรายจรงิ ๆ จงึ ตรสั สอนดงั นี้
๑. ผเู้ รยี นธรรมบางคนไมพ่ จิ ารณาไตรต่ รองความหมายของธรรม (คอื นวงั คสตั ถศุ าสน)์
ด้วยปัญญา ธรรมของคนพวกนั้นจึงไม่ประจักษ์ และคนพวกน้ันเรียนธรรมเพื่อจะข่มขู่ผู้อ่ืน
เพอื่ ปลดเปลอ้ื งตนใหพ้ น้ จากค�ำนนิ ทาวา่ รา้ ย จงึ มไิ ดร้ บั ประโยชนจ์ าการเรยี นธรรม กลบั ใหโ้ ทษ
แก่ผเู้ รียน เหมอื นคนจบั งพู ษิ ผิดที่ คือจับทีข่ นดหางหรอื ทหี่ าง งูจึงแว้งกัดเอาได้ สว่ นคนทเี่ รยี น
ธรรมถกู วธิ ยี ่อมได้รับประโยชน์ไมม่ โี ทษ เหมือนคนจับงูพษิ ถูกวิธี

เล่มที่ ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๒ 189

๒. ทรงอุปมาด้วยแพว่า คนเดินทางไกล เมื่อพบห้วงน�้ำใหญ่ขวางหน้า และเห็นว่า
ฝง่ั นม้ี ภี ยั จงึ ท�ำแพใชม้ อื และเทา้ พายนำ�้ จนไปถงึ ฝง่ั โนน้ ไดโ้ ดยสวสั ดภิ าพ คดิ วา่ แพนมี้ ปี ระโยชน์
จึงแบกแพน้ันไปด้วย คนนั้นช่ือว่าท�ำไม่ถูก ท่ีถูกต้องทิ้งแพไว้ในน�้ำหรือยกวางไว้บนบก
แลว้ จากไป ขอ้ นี้ฉันใด ทรงแสดงธรรมเพื่อใหส้ ลัดออก มใิ ชใ่ หย้ ึดถอื ฉนั นัน้

๓. ทรงแสดงความเห็นของปุถุชนเปรียบเทียบกับของอริยสาวกไว้ว่า ปุถุชนเห็นเหตุ
แหง่ ทิฏฐิ ๖ ประการ คอื (๑) รปู (๒) เวทนา (๓) สญั ญา (๔) สงั ขาร (๕) อารมณ์ทร่ี ูไ้ ด้ทางตา หู
จมกู ลิ้น กายและใจ (๖) เหตุแหง่ ทิฏฐิท่วี า่ “นั้นโลก น้นั อัตตา เราตายแล้วจักเป็นผู้เที่ยง ย่งั ยนื
คงท่ี ไม่แปรผัน จักด�ำรงอยู่เทียบเท่า ส่ิงคงท่ีอย่างนั้น (เช่น พรหม) แล้วถือว่า “น่ันของเรา
เราเป็นน่นั นัน่ เปน็ อตั ตา ของเรา” สว่ นอริยสาวกเห็นเหตแุ ห่งทฏิ ฐเิ หล่านี้แลว้ ไมย่ ดึ ถือเชน่ น้ัน
จึงไม่สะด้งุ เพราะไมม่ เี หตุสะดุง้ คือภัยและตณั หา

๔. ตรสั ตอบปัญหาเรอื่ งเหตใุ หส้ ะดุง้ และเหตุให้ไม่สะดงุ้ รวม ๔ ขอ้ ดงั นี้
๔.๑ ถาม เมือ่ ไม่มสี ่ิงภายนอก ความสะดงุ้ มไี ด้หรือ
ตอบ มไี ด้ เชน่ บุคคลที่คดิ วา่ “เราเคยมีสิง่ ใด เราไม่มีส่ิงนน้ั เราควรมสี ิง่ ใด
เราไมม่ สี ิง่ น้นั ” ย่อมเศร้าโศกเสยี ใจ (เพราะความหวงแหน)
๔.๒ ถาม เมอื่ ไมม่ สี ่ิงภายนอก ความไม่สะดงุ้ มีไดห้ รอื
ตอบ มีได้ เช่น บุคคลผ้ไู ม่คดิ ดังตัวอยา่ งแรก
๔.๓ ถาม เมื่อไม่มสี ิ่งภายใน ความสะดุ้งมีไดห้ รอื
ตอบ มีได้ เช่นบุคคลที่คิดว่า “น้ันโลก น้ันอัตตา เราน้ันตายแล้วจักเป็น
ผูเ้ ท่ียง ย่ังยนื คงท่ี ไม่แปรผัน จกั ด�ำรงอย่เู ทยี บเท่าสง่ิ คงท่ีอย่างนัน้ ”
เม่ือได้ฟังพระธรรมเทศนาท่ีตรัสสอนให้ถอนทิฏฐิว่า มีอัตตา (หลัก
อนัตตา) ก็ย่อมเศรา้ โศกเสยี ใจวา่ เราขาดสูญ
๔.๔ ถาม เมื่อไม่มสี งิ่ ภายใน ความไมส่ ะด้งุ มไี ดห้ รือ
ตอบ มีได้ เช่น บุคคลผู้มีทิฏฐิผิดดังกล่าว แต่เม่ือได้ทราบความจริง
กไ็ ม่คดิ วา่ “เราขาดสญู ” จึงไมเ่ ศรา้ โศกเสียใจ

๕. ตรสั สอนเรอื่ งอนตั ตลกั ษณ์ เพอ่ื ใหล้ ะอตั ตวาทปุ าทาน (ความยดึ มนั่ ทฏิ ฐวิ า่ มอี ตั ตา)
ตรสั สอนใหล้ ะสงั โยชน์ และไม่ให้ยดึ ถือสงิ่ ใด ๆ วา่ เปน็ ของเรา

๖. ตอนท้าย ทรงแสดงล�ำดับของพระอริยบุคคลตั้งแต่พระอรหันต์ลงไปจนถึง
พระโสดาบันขนั้ สัทธานสุ ารี

190 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก

๒.๕ ขอ้ สังเกต
ขอให้สังเกตว่า พระสูตรน้ีเริ่มจากพระอริฏฐะผู้มีทิฏฐิช่ัว แล้วตรัสสอนให้ละทิฏฐิที่

ผิดหรอื มจิ ฉาทิฏฐิตา่ ง ๆ ตอนสุดท้าย ทรงแสดงสัมมาทิฏฐิ
ทฏิ ฐชิ วั่ ของพระอรฏิ ฐะทว่ี า่ คดั คา้ นพระพทุ ธพจนน์ นั้ หมายถงึ คดั คา้ น อนั ตรายกิ ธรรม

แห่งการละเมิดพระวินัยบญั ญัติ คือ ท่านคดิ ว่า พวกคฤหัสถ์ผู้ยุ่งเกย่ี วกับกามคุณเปน็ โสดาบนั ก็
มี เป็นสกทาคามีก็มี และเป็นอนาคามกี ็มี สว่ นพวก ภิกษผุ ้ยู งั ตอ้ งเหน็ รปู ฟงั เสียง ดมกล่ิน ล้มิ
รส ถูกตอ้ งสัมผสั เช่น ใช้สอยผ้าปู ผ้านุ่งห่มทีอ่ อ่ นน่มุ สง่ิ ทัง้ หมดเหลา่ นถ้ี อื วา่ ควรส�ำหรบั ภกิ ษุ
แลว้ ท�ำไม รปู เสยี ง กล่นิ รส และสัมผสั ของหญิง จงึ ไม่ควรส�ำหรบั ภกิ ษุ สง่ิ เหล่านั้นต้องถือวา่
ควร เหมือนกนั ท่านจงึ คัดคา้ นการบัญญัติพระวนิ ัยวา่ “ท�ำไมพระผมู้ ีพระภาค จงึ ทรงบญั ญตั ิ
ปฐมปาราชิกอย่างกวดขัน ประดุจก้นั มหาสมทุ ร ในข้อน้ีไมม่ ีโทษ” หมายความว่า “เมถุนธรรม
ไม่มีโทษ” ทิฏฐิน้ีเท่ากับใส่ตอและหนามลงในอริยมรรค ประหารอาณาจักรของพระชินเจ้า
ผู้มพี ระสพั พัญญุตญาณ จงึ ชอ่ื ว่า ทฏิ ฐิช่ัว (วิ.อ. ๒/๔๑๗/๔๑๘-๔๑๙, ม.มู.อ. ๒/๒๓๔/๙-๑๐)

๓. วัมมกิ สูตร

๓.๑ ทม่ี าของช่อื
วัมมิกสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยจอมปลวกปริศนา ช่ือน้ีต้ังตามเน้ือหาสาระของ

พระสูตร

๓.๒ ทมี่ าของพระสตู ร
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ท่านพระกุมารกัสสปะ ขณะประทับอยู่

ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยทรงตอบปัญหา ๑๕ ข้อ
ของเทวดา ท่ีท่านพระกุมารกัสสปะน�ำมาทูลถาม เหตุเกิดแห่งพระสูตรนี้ จัดอยู่ในประเภท
ปุจฉาวสิกะ

๓.๓ รปู แบบของพระสูตร
รูปแบบของวัมมกิ สูตร เปน็ บรรยายโวหารแบบถาม - ตอบ

เล่มท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๒ 191

๓.๔ ใจความส�ำคญั ของพระสูตร
ภาคอทุ เทส
เทวดาองคห์ น่งึ ถามปริศนาธรรมกับทา่ นพระกุมารกัสสปะ ขณะพักอยูท่ ่ปี ่าอนั ธวันว่า

มีจอมปลวกลูกหน่ึง พ่นควันในเวลากลางคืน ลุกโพลงในเวลากลางวัน พราหมณ์ให้สุเมธ
น�ำศสั ตราไปขดุ ดู สเุ มธขดุ พบลมิ่ สลกั พราหมณส์ ง่ั ใหย้ กขน้ึ มาแลว้ ขดุ ตอ่ ไป สเุ มธขดุ ตอ่ ไป พบองึ่
(เคร่อื งมอื ) พราหมณส์ ัง่ ใหน้ �ำขนึ้ มา แลว้ ขุดต่อไป สุเมธขุดตอ่ ไป พบทางสองแพร่งพราหมณ์
ส่ังให้ท�ำลายเสีย แล้วขุดต่อไป สุเมธขุดต่อไปพบหม้อกรองน�้ำด่าง พราหมณ์ส่ังให้ยกข้ึนมา
แลว้ ขดุ ตอ่ ไป สเุ มธขดุ ตอ่ ไปพบเตา่ พราหมณส์ งั่ ใหน้ �ำขน้ึ มาแลว้ ขดุ ตอ่ ไป สเุ มธขดุ ตอ่ ไปพบเขยี ง
หั่นเน้ือ พราหมณ์สั่งให้ยกขึ้นมาแล้วขุดต่อไป สุเมธขุดต่อไปพบชิ้นเน้ือ พราหมณ์ส่ังให้หยิบ
ช้ินเน้ือข้ึนมาแล้วขุดต่อไป สุเมธขุดต่อไปพบนาค พราหมณ์ส่ังว่า “นาค จงด�ำรงอยู่เถิด
เธออยา่ เบยี ดเบยี นนาคเลย จงท�ำความนอบน้อมนาค”

เทวดากล่าวสรุปว่า ขอให้ท่านพระกุมารกัสสปะน�ำปริศนาธรรม ๑๕ ข้อนี้ไป
ทูลถามพระผู้มีพระภาค เพราะไม่มีผู้ใดท้ังในโลกน้ีและโลกอื่น จะตอบปริศนาธรรมนี้ได้
นอกจากพระผ้มู ีพระภาค

ภาคนทิ เทส
ท่านพระกุมารกัสสปะจึงน�ำปริศนาธรรม ๑๕ ข้อน้ี ไปทูลถามพระผู้มีพระภาค
พระองค์ตรัสตอบดังนี้
๑. ถาม อะไรช่อื วา่ จอมปลวก ตอบ ร่างกาย
๒. ถาม อยา่ งไรชอื่ วา่ การพน่ ตอบ การท่บี คุ คลท�ำงานใน
ควนั ในเวลากลางคนื ตรกึ ตรองในเวลากลางวัน
๓. ถาม อย่างไรช่อื ว่า การลกุ ตอบ การท่ีบคุ คลตรึกตรอง
โพลงในเวลากลางวนั เวลากลางคืนแลว้ ท�ำงาน
ดว้ ยกายและวาจาในเวลากลางวนั
๔. ถาม ใครช่อื วา่ พราหมณ ์ ตอบ พระอรหนั ตสมั มาสัมพุทธเจา้
๕. ถาม ใครชอื่ ว่า สเุ มธ ตอบ พระภิกษุผ้เู ป็นเสขะ
๖. ถาม อะไรชือ่ วา่ ศสั ตรา ตอบ ปัญญาอันประเสรฐิ
๗. ถาม อยา่ งไรชอื่ วา่ การขดุ ตอบ การปรารภความเพียร
๘. ถาม อะไรชื่อว่า ล่ิมสลกั ตอบ อวิชชา
๙. ถาม อะไรช่ือว่า อึ่ง ตอบ ความคบั แคน้ ใจเนอื่ งจากความโกรธ


Click to View FlipBook Version