The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebookedba, 2021-08-17 05:56:14

4. แสงสว่างของทางเลือกใหม่ในการจัดการเรียนรู้ (Final 11-4-16)

แสงสว่างของทางเลือกใหม่




ในการจัดการเรียนรู้


















































ค ำอธิบำยกระบวนกำรเรียนกำรสอนที่เน้นกำรไตร่ตรอง

ด้วยบันทึกประสบกำรณ์จริงของครูผู้สอน


พร้อมตัวอย่ำงแผนกำรสอนครบทุกกลุ่มสำระ


โดย

สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย



แสงสว่างของทางเลือกใหม่




ในการจัดการเรียนรู้









ค ำอธิบำยกระบวนกำรเรียนกำรสอนที่เน้นกำรไตร่ตรอง


ด้วยบันทึกประสบกำรณ์จริงของครูผู้สอน

พร้อมตัวอย่ำงแผนกำรสอนครบทุกกลุ่มสำระ



โดย

สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย































พิมพ์คร้งแรก เมษายน พ.ศ. 2559

จานวน 2,000 เล่ม

จัดพิมพ์โดย สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย



พิมพ์ทโรงพิมพ์ เอส.พ การพิมพ บางขุนเทยน กรงเทพมหานคร
ี่

โทร. 0 2453 6173, โทรสาร 0 2453 6174 ต่อ 121

คํานิยม

กาวสูมิติใหมที่กวางไกล














ในหองเรยนทครเปนผูควบคุมการสอนนั้น ไม่ว่าครจะมความรและความเชยวชาญ


สักเพยงใด แต่กระบวนการเรียนการสอนของครอาจไม่พัฒนา ไม่มการปรบเปลยน นักเรยนขาด


















โอกาสทจะใชความคิดอย่างเต็มกาลัง แมในหองจะมแสงสว่างเพยงพอสาหรบครและนักเรยน











หากเปรยบเสมอนครสอนทอยูในทมด เพราะบางคร้งครอาจเจอคําถามท่ไม่สามารถตอบไดอย่าง






กระจ่างชัด หรอประสบกับสถานการณทไม่ไดคาดฝน รสึกว่าผูเรยนไม่ไดพัฒนาอย่างทคาดหวัง























เกดความไม่มันใจในการสอน อาจรสึกโดดเดยวและปรารถนาจะมเพอน มผูรับรสิ่งทเกดขึ้นใน




ห้องเรยน


กระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรอง ซึงเปนทางเลอกใหม่ของการจัดการเรยนร ้ ู



















ของโรงเรยนคาทอลิกในประเทศไทยเป็นวธการทมประสิทธภาพ เนองจากโครงสรางของการเรยน




รอยูบนพ้นฐานของวธการทางวทยาศาสตรทผ่านการทดลองและการทดสอบ ประกอบดวย














กระบวนการนาเสนอ การเพิมคุณค่าของเน้อหา การแบ่งปนประสบการณ การปลูกฝงใหผูสอน







และผูเรยนมคุณธรรม จรยธรรม และเหนคุณค่าของความเปนมนุษย เหนอสิงอนใดทาใหคร ู







ตระหนักถงความสาคัญของการไตรตรองในขณะทาการสอน (reflection in action) และการ




ไตรตรองการสอนทผ่านไป (reflection on action) รวมทั้งกระบวนทัศนวิธการสอนแบบของนักบุญ


ี่




อกญาซีโอ ซึงมพ้นฐานอยูบนความเขาใจเกยวกับการใครครวญไตรตรองและถายทอดดวยความ









รักความเมตตาซึ่งไม่เพยงแต่ทาใหบรรลุถงประสิทธผลและสัมฤทธผลทสามารถวัดและประเมินได ้
ี่


















เท่านั้น ทว่ายังกอใหเกดการปรบปรง ปรบเปลยนการสอนของคร การเรยนของนักเรยน การปรบ
มุมมองและกระบวนทัศนของทั้งสองฝาย








ขอโมทนาคุณพระเจาททาใหคุณครไดมโอกาสรวมกันวนจฉัยไตรตรอง เพอยกระดับ



















มาตรฐานการเรยนการสอนของเราและสารวจชวตของตนเอง เพอกาวสู่มิติกว้างไกลทเจิดจาดวย

“แสงสวางของทางเลอกใหมในการจดการเรยนรู” ขอขอบคุณสภาการศึกษาคาทอลิกแห่ง






ประเทศไทย คุณพ่อเดชา อาภรณรตนและอาจารยสุมิตรา พงศธร ทีนําการไตรตรองมาสูชวิตของ









ครโรงเรียน ในเครอคณะภคินเซนตปอล เดอ ชารตร ขอขอบคุณ คุณพ่อเฉลิม กจมงคล อาจารย ์











อนุพันธ กจนิจชวะ และอาจารยพงษนรนทร รตนรงสิกุล ทเสยสละเวลาเปนวิทยากรในการสัมมนา



ี่


ี่
ทผ่านไป


ขอพระเปนเจาโปรดประทานพระพรแห่งปรชาญาณแก่ทุกท่าน และขอพระเจาอวยพร



เซอรวาเลนติน มุงหมาย


30 มีนาคม 2016


เพื่อพัฒนามนุษยทั้งครบ




















พ่อไดรจักคุณอนุพันธ กจนจชวะ (โปง) และคุณพงษนรนทร รตนรงสิกุล (ใหญ) เมอห้า



ปก่อน หลังจากทพ่อไดรบมอบหมายใหดํารงตําแหน่งเลขาธการสภาการศึกษาคาทอลิกแห่ง










ประเทศไทย โปงและใหญอยูในทมงานอัตลักษณการศึกษาคาทอลิกนําโดยอาจารยสุมิตรา




พงศธร ประธานฝายอัตลักษณฯ ซึ่งช่วยเหลอพ่อในการเดินสายจัดสัมมนาเชิงปฏบัติการเรือง “อัต



ลักษณการศึกษาคาทอลิก” เพือศึกษา ทบทวน ร้อฟ้น และรวมกันกาหนดแนวทางในการพัฒนา




โรงเรยนตามอัตลักษณการศึกษาคาทอลิก






ี่
เมือทั้งสองไดเสนอโครงการผ่านทางอาจารยสุมิตราทจะจัดสัมมนาเชิงปฏบัติการใน


หัวขอ “เป้าหมายและกระบวนการเรียนการสอนทเนนการไตรตรอง” เปนโครงการขั้นที 2 ของ











ฝายอัตลักษณฯ เพอสนับสนุนพันธกจของโรงเรยนคาทอลิกเพอ “กาวไปขางหนาดวยอัตลักษณ ์







การศึกษาคาทอลิก” พ่อจึงไดอนุมัติ สนับสนุน และแวะไปเยยมเยยนใหกาลังใจแกผูเขารวม














สัมมนาไตรตรองฯ ทุกคร้งทมโอกาส





พ่อรสึกยนดเปนอย่างย่งทีบันทึกประสบการณตลอดจนตัวอย่างแผนการสอนแบบ














ไตรตรองของเหล่าคุณครผูรวมทางสายไตรตรองไดถูกถ่ายทอดและรอยเรยงจนพัฒนาเปนหนังสอ


“แสงสวางของทางเลอกใหมในการจดการเรยนรู” หนังสอน้เปนบันทึกประสบการณร่วมของ

















คนนาทางและครูผูรวมทาง พ่อเหนว่าหนังสอน้สามารถเอ้อประโยชนใหกับครผูรวมทางในอก 3






ประการ ไดแก่

ประการแรก หนังสอน้เป็นบันทึกช่วยจาทครผูรวมทางสามารถยอนกลับมาทบทวน















วิธการในการนากระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรองไปปฏบัติ พรอมทั้งได้เห็นถงคุณค่าท ี ่









ี่




ี่

เกดขึ้นและคุณประโยชนทไดรบดวยประสบการณจรงของครทนากระบวนการไตรตรองไปปรบใช








ประการทสอง หนังสอนี้เปนเครองพิสูจนกับครูผูร่วมทางว่า กระบวนการไตร่ตรอง









สามารถนาไปใชไดจรง ผ่านบันทึกประสบการณมากมายในหนังสอน้








ประการสุดทาย หนังสอนี้เป็นเสมอนทุนประเดิมทครผูรวมเดินทางสายไตรตรอง












สามารถนาไปพัฒนาต่อยอด โดยอาศัยกระบวนการ See-Judge-Act เพอใหเกดเปนมรรคเปนผล



กับการพัฒนานักเรยนของตน เพือพัฒนาพวกเขาเปนมนุษยทั้งครบจนเต็มตามศักยภาพทพระเปน







เจาประทานให








พ่อเชอว่า หนังสือเล่มน้จะเปนการจุดประกาย เรมตนในการพัฒนาวงการการศึกษาไทย


ึ้





โดยเรมจากโรงเรยนคาทอลิกของเรา “จงเปล่ยนแปลงตนเองโดยการฟนฟูความคดขนใหม เพ่อจะ








ได้รู้จักวนจฉัยวาสงใดเปนพระประสงคของพระเจา สงใดด และสงใดเปนท่พอพระทัยอันสมบูรณ์











พรอมของพระองค” (โรม 12:2)




ขอพระเปนเจาอานวยพระพรแกผูนาทางและผูรวมทางทุกท่านครบ







บาทหลวงเดชา อาภรณรัตน์

เลขาธการสภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย

1 เมษายน 2016








เปาหมาย กระบวนการ และการไตรตรอง






“การศึกษาคาทอลกมจดหมายทจะหลอหลอมนกเรยนใหเปนมนษยทสมบูรณใน



















ทกมิติ... รางกาย... สติปญญา... จิตใจ และจิตวิญญาณ บนพ้นฐานความเชอ... วามนษย ์





เกิดมาพรอมกบความสามารถดานตางๆ ทีพระเจาประทานใหมอยูในตน...”









ในฐานะทฉันเปนบราเดอรลาซาล... เปนคร... ทต้องดูแลคณะครและนักเรยนมากมาย...












ฉันมีทานนกบญ ยอหน แบพติสท เดอ ลาซาล เปนองคอุปถัมภ เปนแบบอย่างของครทัวไป...








ฉันจะทาอย่างไรใหคุณครและเด็กนักเรยนของฉันมคุณภาพ เพราะปรชญาของโรงเรยนฉันคอ






ื่
ี่
“คณภาพของโรงเรยน ขึ้นอยูกบคณภาพของครูและนกเรยนเปนสําคญ” แต่เปนเรองทยาก













เหลอเกนทจะบอกคุณครของฉันว่า ควรจะสอนอย่างไร... ใหประสบความสาเรจ... และจะทา







อย่างไรใหคุณครของฉันปรบเปลยนวิธการสอน เพอใหเกดประโยชนสูงสุด และใหคุณครสามารถ
















นาวิธการสอนไปหล่อหลอมนักเรยนจนบรรลุตามจุดมุงหมายของการศึกษาคาทอลิกได้







และแลวสิ่งทช่วยใหฉันไดพบกับคําตอบกคือ “เปาหมายและกระบวนการ การเรียน

การสอนทเนนการไตรตรอง ในการจดการศึกษาคาทอลก” ฉันใหคุณครของฉัน 40 กว่าคน










ื่

ี่


จาก 3 โรงเรยน เขารวมสัมมนาเชิงปฏบัติการเรองน้ ระหว่างวันท 6-9 มีนาคม 2014 ณ เดอะ ธารา










รีสอร์ท พัทยา ชลบุรี ซึงเปนช่วงทยากลาบากใจทสุด เพราะคุณครเพิ่งสอบเสรจ ตองการจะ






ตรวจขอสอบ และทาคะแนนปลายภาค อย่างไรกตาม ดวยความสามารถของวทยากร ทีมทักษะ


กระบวนการจัดกจกรรมทน่าสนใจ ทดูเหมอนจะง่ายๆ แต่คุณครตองรวมมอกัน ช่วยกันคิด ช่วยกัน
ี่




ี่





ปรบ ช่วยกันเปลยน เพอจะไดประสบการณ See Judge และ Act…คุณครทุกคนไดมโอกาส






ทบทวนชวต และใชเวลาในการไตรตรอง จึงทาใหช่วงเวลาสัมมนาทดูยาวนาน กลายเปนช่วงเวลา




















เพยงสั้นๆ ไปได คุณครของฉันตองเรยนรในการจัดกระบวนการเรยนร... ตั้งแต่ช้แจงภาพรวม Big






Picture วิธสอน การใชสอ การจัดหองเรยน การจัดกจกรรมการเรยนร วิธการวัดและประเมินผล ซึง









จะเหนไดจาก จะตองมการปรบแผนการสอนใหสอดคลอง...บางคนปรบเพียงเล็กนอย ในขณะท ่ ี



















หลายๆ คนตองปรบแลว ปรบอก จนรสึกทอ...สุดท้าย เมอมการช่วยเหลอแนะนา...ซึงกันและกัน...


ทุกๆ คนกพบความสุข และประสบความสาเรจ โดยถวนหนากัน แต่มันเปนแค่จุดเล็กๆ...ฉันมันใจ












ว่า แผนการสอนทปรบพัฒนาแลวจะนาไปใชสอนไดจริง จนเด็กๆ ในโรงเรยนของฉันไดถูกหล่อ







หลอมทุกมิติ เกิดการเรยนรแบบผสมผสานหลายๆ ดาน คุณครจะตองรจักเด็กๆ เปนรายบุคคล ม ี





การวัดผลทเหมาะสมอย่างหลากหลาย ปลูกฝงความเชอทางศาสนา ส่งเสรมคุณธรรมและ






จรยธรรม และยอมรบในความแตกต่างของแต่ละบุคคลอกดวย








ขอขอบคุณ คณพอเดชา อาภรณรตน นายกสมาคมสภาการศึกษาคาทอลก ทอนุมัติ








ใหจัดโครงการน้ ขอบคุณ อาจารยสมิตรา พงศธร ประธานฝายอตลกษณการศึกษาคาทอลก






















ทผลักดันให้เกดโครงการทีดและสรรหาวิทยากรทยอดเยยมมาแบ่งปนใหแกคณะคร ซึ่งไดแก คุณ




อนพนธ กิจนจชวะ และคณพงษนรนทร รตนรงสกล ซึงเปนวทยากรอบรมคณะครตลอดมา 3
















ปี รนแลว รนเล่า เปนเวลาประมาณ 30 กว่ารนแล้ว ดวยความหวังว่าจะมผูรวมเดินทางมากขึ้น...

ุ่








ี่




ี่
และจะมคุณครทนากระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรองไปใชโดยทั่วหนา...ซึงตั้งแต่ฉันอยู ่







ในสภาการศึกษาคาทอลิกฯ ไม่เคยเหนว่าจะมการอบรมเรองใดทจะมผูบรหารและคณะครให ้






ความสนใจและจองคิวต่อเนองมากมายขนาดน้...


















ฉันคงตองหาโอกาส ส่งคุณครของฉันรนใหม่มาเรยนร เพอจะไดรจัก “ไตรตรอง” ในชวต











ของครเอง เพอนาไปใชหล่อหลอมใหแกลูกศิษยทั้งหลาย ให้มคุณภาพมากขึ้น สาหรบท่านทสนใจ



และติดตาม “เปาหมาย กระบวนการ และการไตรตรอง ในการจดการศึกษาคาทอลก”









ี่

ขอใหลองเปดอ่านหนาต่อๆ ไป จนจบเล่มนะครับ...แลวท่านจะรสึกทึ่งเหมอนทฉันรสึกมากอน...




ขอขอบพระคุณจากใจจรง




ขอพระเจาอวยพระพรแด่ทุกท่าน




(ภราดาประภาส ศรเจรญ)


ผูรบใบอนุญาตโรงเรยนลาซาลโชติรวนครสวรรค ์


20 มีนาคม 2016




ยินดีเมื่อเก็บเกี่ยว













“ผูทหว่านดวยน้าตา ย่อมโห่ร้องยินดีเมอเกบเกยว”(สดด.126:5) ขอรวมโมทนาคุณพระ




เจาสาหรบความพยายามของสภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทยส่งเสรมแสวงหาวิถของการ





จัดกระบวนการเรยนการสอนสาหรบโรงเรยนคาทอลิกในประเทศไทย โดยใชวธการสอน





ี่


“กระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรอง” ส่วนหนึงของผลความพากเพยรคอ “แสงสว่างของ







ทางเลอกใหม่ในการจัดการเรยนร”

“แสงสว่างของทางเลอกใหม่ในการจัดการเรยนร” เปนบันทึกประสบการณ์ของ





กระบวนการจัดการเรยนการสอนทสะทอนถึงการเปลยนแปลงทั้งชวิตของครและชวตของนักเรยน












สูความเปนมนุษยทสมบูรณตามเป้าหมายของการศึกษา เปนบันทึกประสบการณเรยบง่าย












ี่
สะทอนถึงความสมหวังและความสุขในการจัดการเรยนการสอน เปนบันทึกประสบการณทเปนแรง

บันดาลใจสาหรบการทุมเทการจัดการเรยนการสอน จึงเปนบันทึกประสบการณทรงคุณค่ายิ่ง







“แสงสว่างของทางเลอกใหม่ในการจัดการเรยนร” เปนบันทึกประสบการณทสอว่าการ














จัดการเรยนการสอนเนนการไตรตรองนาไปสู่การบรรลุเป้าหมายของการจัดการเรยนการสอนตาม










หลักสูตรกระทรวงศึกษาธการ และเป้าหมายของการศึกษาทแทจรง ครูผูมอุดมการณการเปนครู








ทุกคนสามารถสรางประสบการณทรงคุณค่าของชวตคร และความมชวตชวาของการเป็นครด้วย


กระบวนการเรยนการสอนเนนการไตรตรอง







โรงเรียนดรณาราชบุร ขอบคุณสภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทยทส่งเสรมให ้


โรงเรยนดรณาราชบุรใชกระบวนการเรยนรทเนนการไตรตรอง พรอมการติดตามดูแลอย่างใกลชิด















จนกระทังครดรณาราชบุรใชเปนวธการจัดการเรยนรของโรงเรยน สนองต่อปณธานการกอตั้ง













โรงเรยนดรณาราชบุร “ภายใตรมเงาของหออันสูงเด่นน้ เด็กๆ ราชบุรจะพบแต่ความรในระดับสูง
















ศีลธรรมในระดับเด่น” และครูยังพรอมเรยนรทจะกาวหนาต่อไปในกระบวนการจัดการเรยนการ

สอนทีเนนการไตรตรอง












“ผูทหว่านดวยน้าตา ย่อมโห่รองยินดีเม่อเก็บเกยว” (สดด.126:5) ขอรวมโมทนาคุณพระ










สาหรบประสบการณดของครในหนังสอ “แสงสว่างของทางเลอกใหม่ในการจัดการเรยนร” ขอพร












พระสําหรับครทพากเพยรในการเปลยนแปลงการจัดการเรยนการสอนสู “กระบวนการเรยนการ








สอนทีเนนการไตรตรอง” และขอบคุณในความพยายามของผูส่งเสรมกระบวนการเรยนรท่เนนการ






ไตรตรองและคณะผูจัดทาหนังสอเล่มน้ ี






บาทหลวงสุรนทร จารยอุปการะ



ผูอานวยการโรงเรยนดรณาราชบุร ี




1 เมษายน 2016

































ควรอาน...ยิงตองอาน







กระบวนการเรยนการสอนตามแนวหลักสูตรใหม่ ป 2521 มุงพัฒนาใหนักเรยนเปนคนยุค



ใหม่ท “คิดเป็น ทาเป็น แกเป็น” โดยวางแนวทางทมุงใหนักเรยนมยุทธศาสตรในการคิด ยึด













ขอเทจจรง มทักษะทางเชาวปญญา ทักษะการเคลอนไหว และเจตคติ ทุกคนใหการตอบรบ















กระบวนการดังกล่าวดวยความปติยินด และเต็มไปดวยความหวัง บัดน้เปนเวลา 38 ป มาแลวทม ี


ความพยายามเสนอกระบวนการเรยนการสอนในลักษณะต่างๆ เพอใหหลักสูตรดังกล่าวเกด





ผลสัมฤทธ์ แต่ดูเหมอนทุกคนยังคงอยูบนเสนทางน้ ทค่อนขางมดสลัว





ี่




บัดน้ สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทยไดนาเสนอกระบวนการเรยนการสอน ทเนน
















การไตรตรอง ซึ่งมโรงเรยนต่าง ๆ จัดใหคุณครไดผ่านกระบวนการดังกล่าวน้ และนาไปปฏบัติจรง






พรอมทั้งไดบันทึกแบ่งปนประสบการณ์การเรยนการสอนดังกล่าวทเปนไปไดและเกดผล ซึ่งไดรบ
















การรวบรวมอยู่ในหนังสอเล่มน้ เปนประสบการณเชิงประจักษทอ่านแลวจะตองเกดรอยย้มปรากฏ
อยูบนใบหนา พรอมทั้งกล่าวว่า “ใช่เลย”




สาหรบคุณครทเคยผ่านการอบรมและใชกระบวนการดังกล่าวมาแลว “ควรอ่าน” อย่างยิ่ง












เพราะจะไดรบทราบประสบการณทหลากหลาย ซึงเปนจรงจากเหนอจรดใต จากตะวันออกจรด







ตะวันตก ส่วนคุณครทยังไม่เคยผ่านการอบรมและไม่เคยนาไปใช “ยงตองอ่าน” เพราะจะไดทาให ้




ิ่








มันใจว่า กระบวนการเรยนการสอนดังกล่าวไม่ยากแบบทคิด และเกดผลแบบคาดไม่ถงทเดยว










หนังสอเล่มน้จึงเปนคลังประสบการณทมคุณค่ามาก สาหรบผูทอยูในวงการศึกษา เพราะ











ทําใหเห็นภาพชัดว่า การเรยนการสอนทเนนการไตรตรอง เปนการพัฒนาศักดิ์ศรของนักเรยนแบบ




บูรณาการอย่างแทจรง เพราะทั้ง HEAD (หัว หรอ เกศ) HEART (หัวใจ หรอ กมล) และ HAND








(หัตถ หรอ กร) ไดรบการพัฒนาครบวงจร และเต็มรปแบบ




ขอพระเยซูครสต์เจา ผูทรงกลับคืนพระชนมชพ ซึงไดชนะความตายและความมด นาชวิต








และความสว่างมาใหแก่มวลมนุษย บันดาลใหหนังสอเล่มน้เปน “แสงสว่างของทางเลอกใหม่ใน









การจัดการเรยนร” ตลอดไป สุขสันต์วันพระครสตกลับคืนพระชนมชพแกทุกท่าน







ดวยความศรทธาและเชอมัน






(บาทหลวงเฉลิม กจมงคล)


สมโภชปสกา 27 มนาคม 2016


หองเรียนที่ไมมีมุมมืด


โรงเรยนสตรมารดาพิทักษ จันทบุร ไดเขารวม “สมมนาเชิงปฏบติการ เปาหมายและ











กระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรอง” ของสภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย












โดยอบรมครแกนนา 2 รนๆละ 40 คน รวมครแกนนา 80 คน และครทุกคนไดรบการอบรมทุกคน







โดยครแกนนาเปนพเล้ยง ครทุกคนไดนากระบวนการสอนมาใชจรง













การทาแผนการสอนทเนนการไตรตรองมาใชในการสอน ทาใหครสอนแลวนักเรยนเขาใจ








บทเรยนง่ายขึ้น ครติดตามและประเมินผลนักเรยนไดง่ายขึ้น การนากระบวนการ See Judge Act







มาใชในการสอน ช่วยใหนักเรยนไดมองเหนภาพรวม เกดจินตนาการ และคิดวเคราะหเปน มีเหตุมี






ผลตามหลักปรชญาของเศรษฐกจพอเพยง



การใชเทคนิคการตั้งคําถามแบบ R-C-A (Reflect, Connect, Apply) ช่วยใหนักเรยนได ้



หยุดคิดทบทวนบทเรยน นักเรยนทเรยนไม่ทันเพอนยังมโอกาสไดยนเพอนและคุณครโตตอบกัน















ี่












ทบทวนบทเรยนอกคร้ง ทาใหนักเรยนทชาไม่ถูกทิ้งไวขางหลัง หองเรยนไม่มมุมมดสาหรบเขา



ื่



ดิฉันเชอว่าหนังสอ “แสงสวางของทางเลอกใหมในการจดการเรยนรู” เปนหนังสอทด ี






















มคุณค่าสาหรับคร เป็นหนังสือท่มชวตท่สัมผัสไดเพราะมเรองเล่าของครทนาไปใชแลวเกดผลด ี










หนังสอเล่มน้จะเปนแสงสว่างใหครไดเดินตามในการเตรยมการสอน ครทอาจจะลมบางขั้นตอนไป










สามารถมาอ่านทบทวนได นักเรยนจะไดรบผลบุญน้อย่างมหาศาลอันจะเปนประโยชนและมผลด ี




ต่อการศึกษาไทย











ขอขอบคุณผูนาทางทย่งใหญของเราทุกท่าน ขอบคุณทุกท่านททาใหกระบวนการเรยน




การสอนทเนนการไตรตรองเกดขึ้นและเปนประโยชนแกครและนักเรยนของเรา ขอพระแม่มารยทรง




ี่



อวยพรท่านตลอดไป



ซิสเตอรลายงค อุนวุน




ผูอานวยการโรงเรยนสตรมารดาพิทักษ์




1 เมษายน 2016



Big Picture





Big Picture ของการเปนครในโรงเรยนคาทอลิก ในมุมมองหนึ่ง คือ




Interest ครูเป็นผู้จัดการเรียนการสอน ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาสาระอย่าง




น่าสนใจ มความหมายต่อชวตและสรางความสนุกสนานกระตอรอรนในการเรยนรสาระความร ้ ู







นั้นๆ

Need ครูตระหนักถึงความจําเป็นทีจะพัฒนาวิธีการของตนเองอยู่เสมอเพื่อให้นักเรียนได้


รและตระหนักในในกระบวนการเรยนรของตน ทั้งน้เพอใหนักเรยนมความใฝรใฝ่เรยนมทักษะ และ

















สมรรถนะตามการเรยกรองของชวิตในโลกสมัยใหม่



Time ไม่ว่าจะเปนในช่วงเวลา 1 คาบเรียน 1 หน่วยการเรียน 1 ภาคเรียน หรือ 1 ปี





การศึกษา ครใหความสาคัญกับปรมาณเวลา เพอทครูจะวางแผนล่วงหนาอย่างดีจนอาจทําใหการ





เรยนการสอนของครเปลยนทัศนคติ และชวิตนักเรยนได ้



ี่



Range แต่ละปีการศึกษาครูมองว่าเป็นโอกาสใหม่ทีจะกําหนดดูตนเองว่าในช่วงและ












ขั้นตอนของเสนทางการเรยนรของนักเรยนทีฉันไดรับโอกาสน้เพอทจะกาหนดลาดับความสาคัญ














ของเน้อหาทน่าจะอยูในช่วงน้ เลอกอย่างเหมาะสมดวยการทางานรวมกับครในชั้นกอนหนา และ

ชั้นต่อไป เพอประโยชนของนักเรยน

ื่




Objectives ครูบอกกับตัวเองว่า “ฉันจะเต็มทีกับการดําเนินการต่างๆ ทีจะทําให้นักเรียน




มความสุขกับการเรยนร ตระหนักว่าฉัน care และนักเรยนรกและเห็นความสาคัญในวิชาของฉัน



และเกิดทักษะการแสวงหาความรทฉันช่วยกระตุนใหแกเขา”











ี่


หนังสอทเปน Reflection หรือ การแบ่งปนประสบการณของคุณครหลายๆ ท่านทน่าจะ




เกิดจาก Big Picture เช่นนี้ เชิญชวนคุณครโรงเรยนคาทอลิกใหรวมสรางอัตลักษณการศึกษา




ื่
ี่






คาทอลิกดวยความตระหนักในความสาคัญของตนเองในการเปนฟนเฟองเล็กๆ ทเมอรวมกันแลว


เปนแม่แรงททรงพลังทจะสรางคุณภาพการจัดการเรยนการสอนใหโรงเรยนคาทอลิกอันจะนาศิษย ์









โรงเรยนคาทอลิกทุกคนสูความจรง ความดและความงาม













ขอขอบพระคุณ คุณอนุพันธ กจนิจชวะ และคุณพงษนรนทร รัตนรังสิกุล ทีทุ่มเทความ
เพียรพยายามใหเกดสิ่งดๆ ในการศึกษาคาทอลิกในประเทศไทยเช่นน้ ี







อาจารยสมิตรา พงศธร
ประธานฝายอัตลักษณการศึกษาคาทอลิก


สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย
4 มีนาคม 2016







































































ค ำน ำ





หนังสอทท่านอ่านอยูน้ ไม่ใช่ต าราทางวิชาการ แต่เปนบันทึกประสบการณของคนนาทางผู ้


ี่









ื่
ี่




ซึ่งไดนาพาเพอนรวมทางทเปนคุณครในโรงเรยนคาทอลิกใหไดรจักกระบวนการเรยนรทเนนการ

ี่


ื่


ไตรตรอง โดยผ่านการสัมมนาเปนเวลา 4 วัน 3 คน ชอ “สมมนาเชิงปฏิบติการ เปาหมายและ







กระบวนการเรยนการสอนทีเนนการไตรตรอง” ของสภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย







หลังจากไดนากระบวนการสอนแบบไตรตรองไปใชจรงในโรงเรยน คุณครมากกว่า 200 ท่านได ้
กลับมาเขยนบันทึกประสบการณและอธบายถึงวิธการนาไปปรบใชและเปลยนแปลงวิธการจัดการ








ี่




ี่


ี่
เรยนการสอนของตนเอง รวมทั้งไดช้ถึงคุณประโยชนทไดรบหรอคุณค่าทเกดขึ้นแก่นักเรยนและตัว




ี่


คร และการเปลยนแปลงทเกดขึ้นกับตัวนักเรยนและคร

ี่

หนังสอเล่มน้เปนบันทึกประสบการณของคนนาทางและคุณครผูนากระบวนการน้ไปใช ้











มากกว่า 60 ท่าน โดยคัดเลอกจากบันทึกประสบการณมากกว่า 200 ฉบับ บันทึกทถูกคัดสรรมาได ้
ี่
ื่


ถูกนามารอยเรยงและขัดเกลาเปนเรองราวโดยใชระเบียบวิธการวิจัยเชิงคุณภาพ เพออธบาย




ื่






ี่

วิธการใชและเปนตัวอย่างของการจัดการเรยนการสอนทเนนการไตรตรอง ในขั้นตอนทั้งหมด 6 ขั้น
พรอมทั้ง ไดรบรวมตัวอย่างแผนการสอนแบบไต่รตรองจานวน 131 แผนครอบคลุมทุกกลุ่มสาระ





ี่

วิชา ดังนั้น แมว่าหนังสอเล่มน้ไม่ใช่หนังสอทเขยนเปนวิชาการทางการศึกษา แต่มคุณค่าทาง







ี่







วิชาการอันเกดจากการนาไปปรบใชจรงแอบแฝงอยูอย่างเพียงพอทจะสรปไดว่า กระบวนการเรยน


ื่
การสอนทเนนการไตรตรอง เปน “แสงสวางของทางเลอกใหมในการจดการเรยนรู” อันเปนชอ
ี่









ื่

ของหนังสอเล่มน้ ซึ่งตั้งขึ้นตามชอของบันทึกประสบการณของคุณครท่านหนึ่งผูซึ่งแสดงความ




ื่

เชอมั่นว่า กระบวนการน้เปนทางเลอกใหม่ในการจัดการเรยนรของโรงเรยนคาทอลิก ซึ่งอาจรวมถึง





ระบบการศึกษาไทย




ี่
หนังสอเล่มน้เปนบันทึกประสบการณ จึงเต็มไปดวยสรรพนามบุคคลท 1 “ผม” และ “ฉัน”


ื่





ซึ่งแทนพวกเรา คนนาทางและคุณครเพอนรวมทางผูซึ่งเห็นคุณค่าและประโยชนจากการจัดการ



เรยนการสอนแบบไตรตรองดวยประสบการณของตัวเองและกาลังใชกระบวนการน้เปนแสงสว่าง





ื่
นาทางในการจัดการเรยนการสอน เพอนักเรยนผูเปนทรกของเรา บนเสนทางสายใหม่ของชวิตการ





ี่




ี่


เปนครทเรยกว่า เสนทางสายไตรตรอง








ี่



พวกเราทกาลังเดินทางบนเสนทางสายไตรตรองขอแบ่งปนประสบการณในการเดินบน
ื่




ื่
เสนทางสายน้ ดวยความหวังว่า ประสบการณเหล่าน้จะเปนแรงบันดาลใจใหเพอนครท่านอนๆ เขา










ี่
มาเดินทางบนเสนทางสายไตรตรองรวมกับเรา และเปนกาลังใจใหคุณครทกาลังรวมเดินทางทจะ




ี่


ยนหยัดมั่นคงในการเดินทางบนเสนสายน้ตลอดไป




คนนาทาง
3 กุมภาพันธ 2016





















































ค ำนิยม





ก้ำวสู่มิติใหม่ที่กว้ำงไกล เซอรวาเลนติน มงหมาย ก



เพื่อพัฒนำมนุษย์ทั้งครบ บาทหลวงเดชา อาภรณรตน ข


เป้ำหมำย กระบวนกำร และกำรไตร่ตรอง ภราดาประภาส ศรเจรญ ง





ยินดีเมื่อเก็บเกี่ยว บาทหลวงสรนทร จารยอปการะ ฉ
ควรอ่ำน...ยิ่งต้องอ่ำน บาทหลวงเฉลิม กิจมงคล ซ






ห้องเรียนที่ไม่มีมุมมืด ซิสเตอรล ายงค อนวน ฌ


Big Picture อาจารยสมิตรา พงศธร ญ

ค ำน ำ
สำรบัญ
ส่วนที่ 1 แสงสว่ำงของทำงเลือกใหม่ในกำรจัดกำรเรียนรู้
บทน า กวาจะเปนเสนทางสายไตรตรอง 1






บทที 1 เชิญติดตามอยางไตรตรอง 19






บทที 2 แสงสวางของทางเลอกใหมในการจดการการเรยนรู 35







บทที 3 บรรยากาศดีๆ เรมตนดวยเชอมนและศรทธา 55







บทที 4 Big Picture จดเรมตนแหงการอยากรู 73












บทที 5 น าเสนอบทเรยนดวย See-Judge-Act ก็งายๆ แคเนยะ 89

บทที 6 รอยยิ้มจากการ See-Judge-Act 103




บทที 7 ตบทายดวยไตรตรอง 121



บทที 8 วดและประเมินผลเพือการพัฒนา 133
บทที 9 จดหมายอยูทการพฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรม 145








สำรบัญแผนภำพและตำรำง



แผนภาพท 1 กระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรอง 46





แผนภาพท 2 แนวทางการน าเสนอบทเรยนดวยกระบวนการ See-Judge-Act 108





แผนภาพท 3 กรอบการประเมินแบบใหมส าหรบทักษะแหงศตวรรษที 21 - 137





กลมดาวของการเรยนรู



ตารางท 1 ปจจยก าหนดและสมมติฐานของการทดสอบ 136









ตารางท 2 พัฒนาการทางจรยธรรมตามทฤษฎีของโคหลเบิรก (1969) 145



ตารางท 3 ตารางพัฒนาการของเหตุผลเชิงจรยธรรม 152

บรรณานกรม 164

ส่วนที่ 2 ตัวอย่ำงแผนกำรสอนแบบไตร่ตรอง



บทน า กวาจะมาเปนแผนการสอนตัวอยาง 167




บทที 1 กลมสาระการเรยนรู วิทยาศาสตร ์ 179







บทที 2 กลมสาระการเรยนรู คณตศาสตร 232

บทที 3 กลมสาระการเรยนรู ศิลปะ 275









บทที 4 กลมสาระการเรยนรู ภาษาไทย 296




บทที 5 กลมสาระการเรยนรู ภาษาตางประเทศ 338






บทที 6 กลมสาระการเรยนรู สงคมศึกษา ศาสนาและวฒนธรรม 389




บทที 7 กลมสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี 435





บทที 8 กลมสาระการเรยนรู สขศึกษาและพละศึกษา 453





บทที 9 การศึกษาปฐมวัย 464



ส่วนที่ 1







แสงสว่ำงของทำงเลือกใหม่




ในกำรจัดกำรเรียนรู้

การงาน

“พระเจาจะประทานรางวัลแกทุกคน

ตามการงานของเขา” (มธ.16:27)

บทนํา



กวาจะเปนเสนทางสายไตรตรอง







ทั้งๆ ทไม่มความรหรือประสบการณด้านการศึกษามากอนเลย ผมไดรบใชงานดาน










การศึกษาคาทอลิกมาเปนเวลาประมาณ 10 ปี ผมประกอบวชาชพเปนทปรกษากฎหมาย


















เชยวชาญดานกฎหมายธุรกจ และไดเรมทางานเปนทปรกษากฎหมายหลังจากสาเรจการศึกษา








จากคณะนติศาสตร มหาวทยาลัยธรรมศาสตรมาเปนเวลาเกอบ 30 ปี แม้ว่าไดจบปรญญาเอก








ดานการบรหารการพัฒนาจากสถาบันบัณฑตพัฒนบรหารศาสตร แต่กไม่ทาใหผมมคุณสมบัติใดๆ









ทจะทางานดานการศึกษาคาทอลิก สิงเดียวทเชือมโยงผมกับการศึกษาคาทอลิกคอ ผมเรยนท ี ่




โรงเรยนเซนตคาเบรยล เปนเวลา 11 ปี



คร้งหนึ่ง เมอประมาณ 20 ปีมาแล้ว เพอนรวมงานคนหนึ่งถามผมว่า “หากถงจุดสูงสุดทาง


ื่
ื่








วิชาชพแล้ว พโปงอยากทาอะไรต่อไปเพอใหชวิตมความหมายมากกว่าน้” ผมตอบไปแบบอัตโนมัติ






ว่า “หากเปนพระประสงคของพระเจ้า ผมปรารถนาทจะทางานดานการศึกษา” ณ เวลานั้น ผมไม่













อาจล่วงรเลยว่า สิ่งน้เปนแผนการของพระเจาสาหรบผมหรอไม่ จนกระทัง 10 ปหลังจากนั้น เป็น




ื่





ช่วงเวลาทผมกาลังทบทวนและคนหาจุดประสงคในชวตของผมอกคร้ง เพอนรวมงานของผมอีกคน














หนึ่งซึ่งมลูกสาวเรยนอยูทโรงเรยนมาแตรเดอวทยาลัยไดทําหนาทีเปนผูแจงข่าวดใหกับผมว่า





ี่
“โรงเรยนมาแตรเดอฯ อยากทาแผนพัฒนาโรงเรยน พสนใจอยากช่วยไหม พกมลูกสาวนะ เผอพจะ

ี่


ี่




ื่

ไดเอาลูกสาวเขามาแตรฯ ไดไง” ในขณะนั้น ลูกสาวคนโตของผมอายุได้ 2 ขวบ






แมว่าผมรสึกเหมอนเปนลาทีต้องมีคนเอาแครอทมาล่อทีปลายจมูกใหเดินตาม แต่ผมรับ






โอกาสในทันทดวยความยนด เขาพาผมไปพบกับคนทเปดทางและนําทางผมสูการศึกษาคาทอลิก








ู้


อาจารยสมิตรา พงศธร ผประสานงานฝายการศึกษาอุร์สุลินและผูบรหารฝายบุคลากรและจิต











ตาภบาล โรงเรยนมาแตรเดอวทยาลัย เพอนคนนั้นเตือนใหผมทาใจไวระดับหนึงก่อนเขาพบ





อาจารยสุมิตราว่า “แต่พตองทาใจไวหน่อยนะ เพราะว่าอาจารยรกโรงเรยนมาก อาจารยเลอกคนท ี่





ี่







จะมาทางานใหโรงเรยนและไม่วางใจใครง่ายๆ” ผมทาใจไวระดับหนึงและสวดขอพระเจ้าสั้นๆ ว่า



“หากเปนพระประสงคของพระองค ลูกอยูทน ลูกขอโอกาสน้ทจะรบใชพระองค” หลังจาก




ี่



ี่





พบกันอาจารยสุมิตราวางใจในตัวผมและทมงาน ในเวลาอันรวดเรว แมว่าผมไดเรยนอาจารยอย่าง












ชัดเจนว่า ผมและทมงานไม่เคยทางานใหกับโรงเรยนใดๆ มากอน อาจารยพาเราไปแนะนาคุณครู


ผูปกครอง และศิษยเกาว่า “นี คุณอนุพันธและทมงาน จะมาช่วยเราทาแผนพัฒนาโรงเรยน” เราได้







1











ทางานรวมกับผูเกยวของอกมากมายและได้ทําแผนพัฒนาโรงเรยนฉบับท 1 เสรจสมบูรณ ภายใน


4 เดือนหลังจากนั้น

ผมได้รบใช้โรงเรยนมาแตรเดอวทยาลัย โดยได้มส่วนรวมในการทาแผนพัฒนาฉบับท 2












ี่

ี่

และฉบับท 3 ซึ่งเปนฉบับทใชอยูในปจจุบัน คุณครูบางคนเรยกว่า “แผนพัฒนาฉบับโดเรมอน” และ

ยังได้รบใช้ผูบรหารและคุณครในการอบรมและสัมมนาต่างๆ ในหลายโอกาส ผมแอบภูมิใจเล็กๆ




ทุกคร้งทอาจารยสุมิตราแนะนาผมกับคนอนๆ ว่า “นีคุณอนุพันธ โคชของดิฉันค่ะ”
ื่




ี่



ในอกฐานะหนึ่ง อาจารยสุมิตราเปนประธานฝายอัตลักษณการศึกษาคาทอลิก ของสภา









การศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย หนาทหลัก คอ เผยแพรอัตลักษณการศึกษาคาทอลิกในหมู ่




ื่




โรงเรยนคาทอลิก เพอใหดารงความเปนโรงเรยนคาทอลิกทแทจรงและเหมาะสมกับโลกในปจจุบัน



ื่


ิ่

ผมอาสาทีรับใช้สภาการศึกษาคาทอลิกในเรองน้ เรมตนจากการศึกษาสมณสาสนของพระศาสน



จักรคาทอลิกเกยวกับการศึกษาคาทอลิกจานวน 7 ฉบับ และยังกลาหาญพอทขันอาสาอาจารย ์






และบราเดอร เลโอ วิศิษฐ ศรวิชัยรตน เลขาธการสภาการศึกษาคาทอลิกในขณะนั้น จัดสัมมนาเชิง








ปฏบัติการเรอง “อัตลักษณการศึกษาคาทอลิก” ท่านทั้งสองคงตองใชความกลาหาญมากกว่าผมที ่








ตกลงใหจัดสัมมนาน้ ผมใชเวลาออกแบบการสัมมนาและเตรยมเอกสารสัมมนาอยู 6 เดือน งาน
หนึ่งทตองทาคือ การปรบปรงคาแปลสมณสาสนใหม่ใหอ่านเขาใจได้ง่ายขึ้น







ี่








งานแปลไม่ใช่งานถนัดของผม แลวพระเจาได้ประทาน คุณพงษนรนทร รตนรงสิกุล ใหญ ่




มาให ใหญมเหตุตองออกจากงานในช่วงเวลานั้นพอดี ผมจึงชวนใหญมาทางานทสานักงานและ






ทางานดานการศึกษาคาทอลิกควบคูไปดวย ใหญแปลสมณสาสนทตองใชทั้งหมด ซึ่งเปนงานใหญ ่









ี่













สาหรบใหญทีเดยว ใหญ่ยังทําหนาทเปนหนึงในทมวิทยากร รวมกับผมและคุณพ่อจรญ ทองปยะ
ภูมิ






ทมงานวทยากรเดินสายทัวประเทศในการจัดสัมมนาใหกับผูบริหารและครูโรงเรียน
คาทอลิกทสังกัดสังฆมณฑลและสังกัดคณะนักบวชต่างๆ รวมทั้งฆราวาสคาทอลิก เปนเวลากว่า 2

ี่

ปี มผบรหารและครูผ่านการสัมมนามากกว่า 800 คน โดยการสนับสนุนและผลักดันของ คุณพ่อ

ู้



เดชา อาภรณรตน เลขาธการสภาการศึกษาคาทอลิกคนปจจุบัน ในขั้นสุดท้าย ทมงานได ้










สังเคราะหผลของการสัมมนาทั้งหมดและจัดทาเอกสารชือ “กาวไปขางหนาดวยอตลกษณ ์





การศึกษาคาทอลิก ป ค.ศ. 2012-2015” เพอใหโรงเรยนนาไปใชเปนแนวทางการพัฒนาโรงเรยน
ื่




อย่างมอัตลักษณ อันเปนการเสรจสิ้นงานอัตลักษณ ขั้นท 1 อย่างสมบูรณในป 2012




ี่




2



คุณพ่อเดชา อาภรณรตน ได้ใหโจทยต่อว่า “แลวฝายอัตลักษณฯ จะทาอะไรต่อเป็นขั้นท่ ี
















2” หลังจากปรกษาหารอกันอยูนาน ทมงานอัตลักษณการศึกษาคาทอลิกทมอาจารยสุมิตรา เป็น


ู้






ผนาคิดว่า เราควรเน้นกระบวนการเรยนการสอน เพอใหโรงเรยนคาทอลิกมกระบวนการเรยนการ

สอนทีเปนอัตลักษณของตัวเอง เราคิดถงกระบวนการเรยนการสอนแบบไตรตรอง หรอ Reflective








Pedagogy Paradigm หรอทย่อว่า “RPP” กระบวนการนี้พัฒนาและเผยแพรในโรงเรยนในสังกัด












ของคณะสงฆเยสุอตซึงกอตั้งโดยนักบุญอกญาซโอ และในขณะนั้นโรงเรยนมาแตรเดอวิทยาลัยได ้




ทดลองและพัฒนากระบวนการน้ในการเรยนการสอนของโรงเรยนมาแลวประมาณ 2 ปีการศึกษา







ผมยังจาไดดถงจุดเรมตนของกระบวนการเรยนการสอนแบบไตรตรองของโรงเรยนมาแตร ์




ี่
ื่






เดอวิทยาลัย วันนั้น ผมนังรออาจารยสุมิตราในหองทางาน เพอปรกษาหารอเกยวกับแผนพัฒนา


โรงเรยน ผมไดชาเลองเห็นกระดาษแผ่นหนึงเขยนอยูบนทโต๊ะว่า St. Angela’s Learning Cycle










ผมแอบอ่านโดยไม่กล้าแตะตอง กระดาษแผ่นนั้นเขยนกระบวนการสอน 6 ขั้นตอน ในการจัดการ
เรยนการสอนทีมลักษณะเปนวัฏจักร ซึงน่าสนใจและน่านามาใชเปนอย่างมาก เมออาจารยมานัง

















ทโตะประชุม ผมเรมบทสนทนาว่า “ขอโทษทไดอ่านเอกสารบนโตะ โดยไม่ไดขออนุญาตกอน








เอกสารน้เกยวกับอะไรครบ” ผมช้ไปทเอกสาร อาจารยตอบว่า “เปนกระบวนการสอนของโรงเรียน









หนึ่งของคณะในต่างประเทศค่ะ พัฒนามาจากพ้นฐานของการสอนแบบ RPP” ผมไม่รดวยซ้าว่า







RPP คออะไร แต่ผมตอบไปว่า “กระบวนการน้ดมากเลย เรานํามาใชทมาแตรดมั้ยครบ” อาจารย ์








มองผมดวยหางตาพรอมกับภาษากาย โดยไม่ตองมคาพูดใดๆ แต่ผมรบรไดว่า “ยังไม่ถงเวลาค่ะ”








แลวอาจารยเรมคุยกันตามหัวข้อทของการประชุม และเราไม่ไดพูดกันถงกระดาษแผ่นนั้นอกเลย

ิ่











จนกระทั่งอีก 2 ปีต่อมา เปนช่วงเวลาการทาแผนพัฒนาโรงเรยนฉบับท 2 ผมได้กลับไปนังโต๊ะนั้น







อกคร้ง กระดาษแผ่นนั้นยังคงวางอยูทเดิม ผมรวบรวมความกลาและถามอาจารยอกคร้งว่า











ี่
“อาจารยครบ อาจารยคิดว่า ถึงเวลาแลวหรอยังทเราจะนากระบวนการสอนน้มาใชทีโรงเรียน” คร้ง





นี้ อาจารยเงยบและไตรตรองอยูระยะหนึง และทําลายความเงยบดวยคาตอบว่า “ค่ะ ถงเวลาแลว”







ื่

เราได้เชิญเพอนสนทของผมซึ่งเปนวทยากรมออาชีพ ชือ ดร. ธานินทร สุวงศ์วาร มาช่วย







ื่


พัฒนาและอบรมครในการสอนแบบไตรตรอง โดยใชชอว่า Mater Dei Learning Cycle เรยกอย่าง

ุ่
ย่อว่า MDLC โดยจัดอบรมใหกับคร 3 รน ๆ ละ 4 วัน 3 คืน โรงเรียนติดตาม ประเมินและปรบปรง



การใช MDLC อยู 2 ปีการศึกษา จนมการใชในทุกกลุมสาระและในทุกช่วงชั้นในโรงเรยน ผูบรหาร















และครพึงพอใจกับผลทไดรบและยังเชอว่า ยังตองพัฒนาต่อไปใหดียิ่งๆ ขึ้น




3





เมอสภาการศึกษาคาทอลิกตัดสินใจเรม ขั้นท 2 ของอัตลักษณการศึกษาคาทอลิก ด้วย









การเผยแพรกระบวนการเรยนการสอนแบบไตรตรอง ผมไดรบมอบหมายใหพัฒนาการอบรมใหแก ่

ครู โดยใชประสบการณของโรงเรยนมาแตรเดอวิทยาลัย บวกกับเอกสารกองโตทอาจารยสุมิตราม ี














เกยวกับกระบวนการน้ ซึ่งมเอกสารหลัก คอ “แนวการปฏบติกระบวนการเรยนการสอนทเนน







การไตรตรอง” แปลจาก “Ignatian Pedagogy: A Practical Approach” ภายใตการแนะนาของ






อาจารย ผมใชเวลาประมาณ 6 เดอน ในการออกแบบสัมมนาและจัดทาคูมอประกอบการสัมมนา


ชือ “ไตรตรอง – การเดินทางของฉนเพอเรยนรูกระบวนการเรยนการสอนทเนนการ










ไตรตรอง” โดยมใหญช่วยวาดภาพประกอบทสวยงาม สัมมนาคร้งแรกจัดขึ้นในเดอนกุมภาพันธ ์














2556 ใหแก่ครจากโรงเรยน 3 โรงเรยนในสังกัดคณะนักบวชอุร์สุลิน เพอเปนการทดลอง







“กระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรอง” หรือทขอเรียกอย่างสั้นๆว่า “การสอนแบบ







ไตรตรอง” จึงไดถอกาเนิดขึ้นอย่างเปนทางการ การสอนแบบไตรตรองถอไดว่าเปนนวัตกรรมทาง







การศึกษาของสภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย ทใหไวแก่โรงเรยนคาทอลิกและการศึกษา
ไทย

ทุกฝ่ายพอใจกับกระบวนการและผลของสัมมนาคร้งแรกยกเวนตัวผมเอง ผมได้ปรบปรุง












และเปล่ยนแปลงกระบวนการและวธการท่ใชสัมมนา เพ่อใหบังเกิดผลอย่างแทจรงในการ




เปลยนแปลงครผูเขารวมสัมมนา จนถงการสัมมนาคร้งท 5 ผมจึงเริมพึงพอใจกับกระบวนการ












สัมมนาในองค์รวม แต่ยังคงประเมินและปรบปรงในทุกคร้งเพอใหการสัมมนาดขึ้นอยูเสมอ ผม












เปรยบเทยบการสัมมนาน้ว่า เปนเหมือนการเรมตนของการเดินทางบนเสนทางสายไตรตรอง มีผม












และใหญเปนคนนาทาง ครผูเขาสัมมนาเปนเพอนรวมทาง คุณพ่อเฉลิม กจมงคล เปนผูนาฝายจิต









วญญาณร่วมกับเราในหลายๆ คร้งด้วย เราตระเวนจัดสัมมนาน้ใหกับโรงเรยนต่างๆ ทัวประเทศ








จนถึงสิ้นป 2015 เราจัดสัมมนาน้มาแลว 35 คร้ง มครูเขาร่วมคร้งละ 36-40 คน คุณครผ่านเสนทาง


การไตรตรองประมาณ 1,200 คน


ผมอดถามตัวเองไม่ไดว่า “อะไรหนา ทีทําใหฉันสามารถทําสัมมนานี้ครั้งแลวครั้งเล่า ฉัน










ไม่ใช่คนทชอบทาอะไรซ้าๆ” ทุกๆ คร้งหลังจบภารกจ ขณะทผมนังอย่างหมดเรยวหมดแรงในรถ









เพอเดินทางกลับ ผมมักจะอ่านใบประเมินสัมมนาทผมขอใหเพอนรวมทางเขยนตอบคาถามเพอ

















การไตรตรองเปนคร้งสุดทาย ผมเปลยนคําถามทั้งหมด 3 คร้ง คร้งแรก ผมใชคําถามว่า “ฉันรูสก







อยางไรตอการสมมนาน้” ครั้งที 2 คาถามเปลยนเปนว่า “ฉนคนพบอะไร จากการเดินทาง











ครั้งน้” และสุดทายคําถาม คือ “จากน้ไป เสนทางชวิตแหงความเปนครูของฉนจะ





เปลยนแปลงไปอยางไร” ผมต้นตันทุกคร้งทอ่านคําตอบแบบประเมิน จนหลายๆ คร้ง น้าตาแห่ง







4




ความปล้มปีติแอบหลังออกมาในใจ และนเอง เปนกาลังใจและพลังใหผมทําหนาทีคนนาทางใน












การเดินทางในคร้งแลวคร้งเล่าอย่างซอสัตย ์



ความรูสึกตอการเดินทาง




ความรสึกของเพอนรวมทางทแสดงออกมาดวยความจรงใจสะทอนใหเหนว่า ตลอดการ













เดินทาง 4 วัน 3 คืน พวกเขาไดพบประสบการณทแปลกใหม่ ทในแต่ละวันไม่เหมอนกันเลย และ












เมอถึงจุดหมายปลายทาง พวกเขารสึกคุมค่าและขอบพระคุณพระเจาสาหรบการเดินทาง สิ่งทได ้















คนพบและความตั้งใจทจะนาสิ่งทไดเรยนรไปปรบใช ต่อไปน้เปนตัวอย่างของความรสึกของพวก



เขาต่อการเดินทางบนเสนทางสายไตรตรอง









• เมอฉันได้ทราบถงกําหนดการเดนทาง และตนเองต้องเปนส่วนหนงในคณะคร้งน้ ี







ด้วย ความรสกแรก ฉันตั้งข้อตั้งใจให้กับตัวฉันเองว่า ฉันไม่รกทจะเดนทางสักเท่าไร แต่ในเมอฉัน













ต้องมาร่วมทรปน้ ฉันอาจจะได้ประสบการณใหม่ๆ ในชวิตทคนอนอาจไม่มสทธ์ ิได้ แตพระเจา















เลอกให้ฉนได้รบสิทธน้ เมอฉันเดนทางมาได้สักระยะหนง ฉันเร่มรสกว่า ฉันช่างเปนผู้โชคดทได้รบ








โอกาสให้ร่วมเดนทางในทรปน้ โดยมไกด์ทด มเพือนร่วมทางทคอยช่วยเหลอตลอดระยะเวลาของ

















การเดนทาง บางคร้งท้อ แต่ไม่คดจะถอย เพราะอยากไปถงซงจดหมายทอยู่ข้างหน้า









• วันน้ เปนวันสดท้ายของการเดนทาง วันน้ถงปลายทางแล้ว บอกได้เลยว่า ตลอด






การเดนทางของฉันทั้ง 4 วันน้ ในแต่ละวันไม่เหมอนกันเลย มทั้งเร่งรบ ตนเต้น หวาดหลัว รวมอยู่








ด้วยกัน แต่ได้บอกตนเองว่า จุดหมายทีเราเดินมาถึงไมใชความสาเรจทีเราคนพบ การเดินทางจะ










สมบูรณไดจรงก็ตอเมอฉันนําไปตอยอดไดจรง แล้วฉันจะนําไปใช้ให้ได้จรง สมกับทฉันต้องเดน



ทางผ่านขวากหนามมากมาย ฉันสัญญา ถงแม้ว่าจะยังทําได้ไม่ครบกระบวนการ แต่จะพัฒนาให้ด ี




ทสด เพือพัฒนาศักด์ศรความเปนมนษย์ของนักเรยนของฉัน
















• ฉันรู้สกว่า การอบรมครงน้แปลกใหมกวาทีอบรมทุกครงมา ฉันได้หันกลับมา



ไตร่ตรองชวิตการเปนครอกคร้ง เพื่อไปให้ถงจดหมายปลายทางตั้งแต่วันแรกจนถงวันสดท้าย การ








เดนทางร่วมกันมาได้แลกเปลยน ปรบพฤตกรรมต่างๆ ทั้งข้อเสนอแนะ ขอบคณพระพรของพระเจ้า




ทประทานพรมาให้ในการไตร่ตรอง ท้ายสดขอบคณท่านวิทยากรทั้ง 2 ท นําส่งแปลกใหม่ในวง









การศกษา เพือจะได้พัฒนาประเทศให้ยั่งยืน



5




สงทีคนพบจากการเดินทาง




การเดินทางคร้งน้ดูเหมอนจะหนักและเหนอยสาหรบคุณครเพ่อนรวมทางของผม แต่

















คุมค่ากับสิงน้ทพวกเขาไดคนพบจากการเรมตนในการเดินทางบนเสนทางสายไตรตรอง คอ











เป้าหมายของการศึกษาคาทอลิกและกระบวนการเรยนการสอน ทจะทาใหนักเรยนรจักคิด

วิเคราะห แยกแยะทางเลอกและตัดสินใจเลอกดวยเหตุผลเชิงจรยธรรมทดีงาม ต่อไปน้เปน








ตัวอย่างของสิ่งทคุณครเพอนรวมทางได้ค้นพบในระหว่างการเดินทางและเมอจบการเดินทาง
ื่
ี่
ื่



• การอบรมคร้งน้ทําให้ฉันกลับไปย้อนทบทวนเปาหมายของการศกษาคาทอลกทว่า




















ต้องเปนการหล่อหลอมนักเรยนส่ความเปนมนษย์ทสมบรณทั้งร่างกาย อารมณ สตปญญา จตใจ





และจตวิญญาณด้วยจตตารมณแห่งพระวรสาร เพือให้นักเรยนดําเนนชวิตในหนทางของการเปน







หนงเดยวกันและสรางสันตสขในสังคมไทยและสังคมโลก ทําให้ตระหนักถงหน้าทของครใน







โรงเรยนคาทอลกว่า ต้องมากกว่าการทําให้นักเรยนสอบได้คะแนนสงๆ และสอบเข้ามหาวิทยาลัย
















ได้เท่านั้น ฉนจาไมไดวา ตนเองไดออกนอกกรอบนี้ไปตังแตเมอไหร ทีเปนเปาหมายนี้คอยๆ ลาง



















เลอนไปเหลอเพียงใหนกเรยนเขาใจในสงทีฉนสอน เพอจะไดสอบไดคะแนนดีๆ เทานน และพอใจ



เพียงนน ขาดการตระหนักว่า ฉันต้องสามารถทําให้นักเรยนค้นพบความหมายของชวิต ช้ทางให้เขา


เหนว่า เขาเปนใครและเกิดมาในโลกน้ทําไม ซงจะทําให้เขาสามารถจัดความสําคัญและแยกแยะการ









ตัดสนใจต่างๆ ด้วยเหตผลทางจรยธรรมทดงามบนพื้นฐานของคณค่าพระวรสารหรอหลักธรรมทาง








ศาสนา ส่งทฉันได้ค้นพบในการอบรมน้ คอ การกลับไปยังเปาหมายของการศกษาคาทอลกนั่นเอง










ทฉันจะนําไปพัฒนาการเรยนการสอนของฉันหลังจากน้ เพือจะได้เปนครทสอนแบบพระอาจารย์



ของเรา
















• การเดนทางคร้งน้เปนอกเสนทางทฉันได้เดนเข้ามา เปนเสนทางทเต็มเปยมไปด้วย









ความหวัง ความตั้งใจ เปรยบเสมอนแผนททางหลวงทเมอเรามาใช้เสนทางคร้ ังแรกอาจจะเกิด

ความกลัว ความสงสัยว่า ทางสายน้จะพาเราไปทางไหน เมอเราเข้ามาแล้วต้องไปส่ปลายทาง แต่




รอบๆ ข้างทาง ฉันได้พบประสบการณในระหว่างเดนทางบางเสนทางอาจผิวเรยบ บางช่วงอาจม ี




หลม มบ่อ บางช่วงอาจมท่งดอกไม้สวยงาม บางช่วงอาจพบท่งหญ้าแห้งแล้ง ทําให้ฉันได้รบรส่ง










ต่างๆ มากมาย แต่สดท้ายเมอเราผ่านไปถงสดทางถนนสายน้ ฉันได้ค้นพบเสนทางใหมอีกเสน


















หนงของชวิต เป็นเสนทางการเดินทางแหงการเรยนรูที่ไม่สิ้นสุดแค่น้และยังมเสนทางอกหลาย
สายทีรอให้ฉันไปค้นพบบนการเดนทางสายไตร่ตรองของฉันนับจากน้ ี




6










• ฉันได้ค้นพบวิธการสอนอกรปแบบหนง ซงฉันคดว่า เปนการพัฒนาทั้งด้านความร ้ ู

(ด้านสมอง) ด้านจตใจ (คณธรรม) ด้านความร่วมมอช่วยเหลอกัน (ด้านปฏบัต) ฉันรสกว่า วิธการ




















สอนแบบไตรตรอง เปนการสอนที่ตองการใหผูเรยนรูเกิดกระบวนการเรยนรูที่จะนาไปตอยอดได ้








ใชไดจรงในชวิตประจาวัน และรจักการคาดการณแนวโน้มในอนาคตได้ ส่งทฉันจะแสวงหา




เพิ่มเตม คอ ความหลากหลายในการสอน การถาม การนําเข้าส่บทเรยน การหาตัวอย่าง หรอส่งอืน

















ทหลากหลายมากข้น เพือกระต้นให้นักเรยนและตนเอง อยากเรยนรส่งต่างๆ รอบตัว หรอส่ง




ใหม่ๆ เสมอ ฝกการคดโดยอาจให้นักเรยนตั้งคําถาม ฝกคดย้อนสวนทางกลับได้ เพือพัฒนา





ศักยภาพของนักเรยน พรอมสมรรถภาพด้านต่างๆ ในการเรยนรปจจบันให้มภมค้มกันของตนเอง











มากทีสดและยอมรบการเปลยนแปลงได้









• ฉันได้พบว่า กระบวนการเรยนการสอนแบบไตร่ตรอง ช่วยให้นักเรยนรจักการคด


การมอง การสังเกตประสบการณของผู้อนและตนเอง เพือค้นหาความจรงและข้อมลทสําคัญ











รวมทั้งรจักวิเคราะห แยกแยะทางเลอก และตัดสนเลอกด้วยเหตผลทางจรยธรรม ซงทําให้ฉันรสก











ดกับส่งทค้นพบน้ เพราะฉันมองว่า การศกษาในประเทศไทยจากผลการทดสอบ PISA พบว่า





นักเรยนไทยขาดในประเดนดังกล่าว ฉนคิดว่า ครูในประเทศไทยควรหนมาใชวิธการสอนแบบ












ไตรตรองมากข้น อาจจะทําให้นักเรยนของเรามผลการคดวิเคราะหมากข้น อันไปส่การดํารงชวต



ในอนาคตของเขา และประเทศไทยในอกหลายปข้างหน้า ส่งทฉันคดว่า ฉันจะแสวงหามาเพิ่มเตม













คือ ฉันจะเล่าหรอถ่ายทอดวิธการสอนแบบไตร่ตรองให้กับเพือนๆ คร ในโรงเรยนอนๆ เพื่อ

นําไปใช้พัฒนาเด็กไทยให้มากข้น ส่วนการสอนของฉันเอง ฉันคดว่า จะเปลยนรปแบบการสอน




แบบใหม่ มาใช้ในการสอนแบบไตร่ตรองมากข้น


การเปลยนแปลงหลงจากการเดินทาง





ผมตั้งความคาดหวังในทุกๆ การเดินทางว่า เพอนรวมทางของผมจะไดคนพบ








ประสบการณทนาไปสูการเปลยนแปลง (Transform) ตัวเอง เพอนรวมทางของผมมากมายท ่ ี









ยนยันทจะเปลยนแปลงและปรบปรงตัวเอง ต่อไปน้เปนตัวอย่างของการเปลยนแปลงทคุณคร ู











เพอนรวมทางได้ยนยันว่าจะเกดขึ้นในชวิตการเปนครของพวกเขา


ื่
















• การเดนทางคร้งน้ช่างตนตาตนใจเสยจรง ทกกิจกรรมทกบทเรยนมันช่างเราใจ ฉัน



ได้เรยนรมากมายจนบรรยายไม่ถก ฉันได้มองเหนตัวเองในอดต ฉันเคยภาคภมใจทใครๆ ชมว่า











ฉันสอนด สอนเก่ง นักเรยนเรยนกับฉันแล้วเข้าใจด อนจจา! ความจริงแล้ว ฉนหลงทาง ฉันยังม ี









ข้อบกพร่องทต้องปรบปรงอกมากมาย ฉันไม่พยายามให้นักเรยนร พัฒนา และเปนอย่างทฉัน





7



อยากคาดหวังให้เขาเปน ฉันไม่ได้คํานงถงตัวตนของเขาอย่างแท้จรง การสอนทีเน้นการ






ไตร่ตรองน้ จะช่วยให้ฉันพัฒนาเดกๆ ของฉันได้ด เขาจะเตบโตและพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน

และมั่นคงต่อไปในอนาคต











• เปลยนไปในจดทฉันจะต้องเปลยน ฉันยอมรบก่อนเลยครบว่า ก่อนฉันมา ฉันปด



ตัวเองทั้งหมด ฉันไม่อยากรบอะไรอกแล้ว การอบรม อบรม และอบรม ไม่มผลดอะไรกับชวิตฉัน








เลย อบรมไปก็ไม่ได้ใช้ แต่เมอมาถง ณ นาทน้ ฉันอยากบอกกับวิทยากรว่า ขอบคณครบ จากน้ไป


ฉันจะสอนให้ลกศษย์ของฉันเก่งและด ให้ได้ด้วยกระบวนการสอนแบบไตร่ตรอง นั่นก็



หมายความว่า ฉันต้องมาวางแผนการสอนของฉันใหม่ เพือศษย์ ฉันจะทํา เพราะฉันรดว่า ฉันม ี






วันน้เพราะมพระเจ้าอยู่เคยงข้างฉัน ฉันยินดทําตามนํ้าพระทัยของพระองค์ ดั่งคตพจนของฉันทว่า














“เรยนรูเพอชวยผูอน”





• แน่นอนต้องเปลยนแปลง เพราะการอบรม 3 คืน 4 วันน้ ทําให้ฉันประจักษ์ได้ว่า








ฉันยังมข้อบกพร่อง ละเลย ไม่รและสมควรปฏบัตเพิ่มเตมและไม่ควรปฏบัตต่อผู้เรยนเลย ขอบคุณ





สาหรบการอบรมในครงน้ทีอยางนอยไดจุดประกายใหฉนคิดไดวา ฉนควรและไมควรทําหลายๆ














สง เชน
- ไม่คาดหวัง แต่มความหวังกับตัวนักเรยนของฉัน





- ให้รตามธรรมชาต ไม่ยัดเยียด


- วัดผลหลายด้านทมากกว่าด้านความร ู ้



- ถ้าเขาตกคณต ฉันจะสอนให้เขาใหม่ ไม่กดดัน ไม่ทําลายความรสกอันมค่าของเขา






- ไม่ทําลายบรรยากาศทจะทําให้เขาเรยนรอย่างมความสข








- สอดแทรกหลักการดํารงชวิต คณธรรม เพือให้อยู่อย่างมความสข








ู้



ู้

- เลอกส่งทจะหยิบยืนให้เขา ไม่ยืนทกๆ อย่าง เลอกส่งทมประโยชน ต้องร ควรร ไม่ใช่ร ู้

ทกเรอง




เท่านี้พอหรอเปล่า หรอทําได้หรอเปล่า ฉันไม่รู้ แต่มัน คือ ประกายทเกิดข้ ึนใน




ความรสกของฉันและควรจะมตลอดไปและเพิ่มเตม เพื่อฉันเป็นครทดพัฒนาข้นอก
























• ฉันจะเปลยนแปลงชวิตการเปนครของฉันให้เปนครทเข้าใจนักเรยน ใช้คําพูดทให้







กําลังใจ มากกว่าการใช้อารมณและการด การตัดสนและลงโทษ แต่จะจูงใจให้เขาเหนในส่งทถูก





ให้คดและสํานกด้วยตัวของเขาเอง ฉันจะสอนให้นักเรยนรจักคดเชอมโยงและนําไปปรบใช้ใน





ชวิตประจําวันของเขาได้ ขอบคุณพระเจาสาหรบโอกาสทีทําใหไดมาเรยนรู และสมผัสกับ














ประสบการณความรกในการเปลี่ยนแปลงครงยิ่งใหญน้ ี

8








• จากนี้ไป ชวิตความเปนครของฉันจะเปลยนไป จากวันแรกทฉันเร่ ิมอบรม








ไตร่ตรอง ฉันได้เร่ ิมเรยนรส่งใหม่มากมาย มทั้งความสข สนกสนาน ได้รจักเพือนเพิ่มข้ ึน









แลกเปลยนเรยนรกันไป จนวันสดท้ายของการอบรม ฉนรูสกวา 4 วันน้มันเรวมากเลย ฉนมีไฟ ฉน













มีแรงบันดาลใจเพิมข้นทีจะเปนครูทีดีมีคุณภาพ ความรสกน้ ฉันเคยรสกว่า มันเคยเกิดข้นกับฉัน







ตอนฉันเรยนจบใหม่ๆ ความมไฟ อยากเปนครทมคณภาพ สอนนักเรยนให้มความเก่ง ด มสข แต่














หลายปีเข้า ทําให้ไฟนั้นอ่อนลง ด้วยระบบการศกษาของประเทศเรา ฉันไม่สามารถทําอย่างทตั้งใจ







ได้ แต่วันน้ ฉันได้มาเตมเช้อไฟในตัวอกคร้ง ฉันจะเอาความรทได้ไปพัฒนากระบวนการเรยนการ





สอนอย่างเต็มศักยภาพของฉัน เพราะฉันรกในอาชพน้ มความศรทธาในอาชพน้ ฉันจะทําให้ดทสด
















ความมุ่งมั่นของเพอนรวมทางน้แสดงออกมาในทุกใบประเมินผลเปนพลังขับเคลอนใหคน
ื่
ื่











นาทางคนนี้ยังคงทําหนาทีอย่างซอสัตยในการนาทางต่อไปคร้งแลวคร้งเล่า นอกจากน้ ผมยังไดรบ







ู้



พลังมากมายจากเพอนรวมทาง ผซึงไดกลับมาทาหนาทเปน Coach ในการเดินทางคร้งถัดไป ก่อน











การเดินทางเรมตน ผมกับใหญจะคุยกับ Coach และขอใหพวกเขาแบ่งปนประสบการณการนา









การสอนแบบไตรตรองไปใชจรง และคุณค่าทไดรบ บทแบ่งปนเหล่าน้เปนกาลังใจและพลัง








ขับเคล่อนใหผมท่จะนําทางในคราวนั้น ผมยังได้ขอให Coach ช่วยเขยนบันทึกประสบการณและ

คุณค่าทีไดรับหลังจากการนาการสอบแบบไตรตรองน้ไปใชจรง เพออ่านใหแก่เพอนร่วมทางใน













กลุมและนามาเผยแพรใน Face Book “ไตรตรอง สภาการศึกษาคาทอลิก” ผมรวบรวมบันทึกได ้


มากกว่า 200 ฉบับ

ี่



บันทึกประสบการณเหล่านี้เป็นทีประทับใจผมอย่างยง มฉบับหนึ่งทตรงใจผมเปนพิเศษ







เพราะเปนบันทึกประสบการณของครท่านหนึงทผมจาไดว่าเขาได้แสดงปฏกรยาอย่างชัดเจนว่า








เขาต่อตานผมและการสัมมนาตั้งแต่ตนจนจบ เขาเล่าว่าแม้ว่าแผนการสอนของเขาจะได้ 3 Likes


จากผมก็ตาม เขาตอบโตโดยเอาแผนนั้นเกบใส่ลิ้นชัก แต่หลังจากไดไตรตรองจากประสบการณ ์






จากการพูดคุยกับครคนอนๆ ทไดนาการสอนแบบไตรตรองไปใช คุณครกลับได้ลองแผนการสอน











แบบไตรตรองไปใชและเรมเห็นการเปลยนแปลงทเกดขึ้นกับบรรดานักเรยนด้วยตัวเอง จนในทสุด











ี่



คุณครูท่านนั้นติดกับการสอนแบบไตรตรอง จนไดอาสามาทาหนาทเปน Coach คุณครูท่านนั้นชอ









คณครูชุมพร ศรีนกุลชัย จากโรงเรยนดรณาราชบุร บันทึกประสบการณของคุณคร ชือ ตอต้าน


ตอบโต ติดตาม





9

ตอตาน ตอบโต ติดตาม







ฉัน นายชมพร ศรนกุลชัย เปนครคนหนง สอนภาษาอังกฤษชั้นมัธยมศกษาปท 5 โรงเรยน











ดรณาราชบร จังหวัดราชบร วันท 12-15 พ.ย. 57 ณ บ้านผู้หว่าน จ.นครปฐม เปนคร้งแรกทฉันเรยนร ู ้















กระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง จาก คณโปง คณใหญ่ เร่มต้น ฉันคดตอตานทั้งสอง














ทันท “ไมใชครโดยอาชพ บังอาจมาสอนคร เรองการจดการเรยนการสอนไดอยางไร?” สมองของ







ฉันปด ไม่อยากรบรเรองใดๆ ทั้งส้น






ฉันตอบโตพวกเขาทั้งสองโดยการเก็บแผนการสอนทฉันเขยนจนได้ 3 Likes วางท้งไว้ใน







ลิ้นชัก เมอฉันกลับไปส่โรงเรยน ฉันยังคงใช้รปแบบการสอนอย่างเดมๆ และคดว่า เพือนครของ






ฉันก็คงทําอย่างเดยวกันกับฉัน แต่แล้ววันหนง ฉันต้องรบกลับไปหยิบแผนการสอนของฉันข้นมา













และเร่มใช้อย่างเปนรปธรรม เมอเพือนครท่านหนงเล่าแบ่งปนประสบการณการนํากระบวนการ










ไตร่ตรองเข้าส่การจัดการเรยนการสอนในชั้นเรยน พรอมกับเล่าถงการเปลยนแปลงทเกิดข้นกับ

บรรดานักเรยนของครท่านนั้น




บทเรยนแรกทฉันนําเสนอนักเรยนคือ เรอง YOU ARE WHAT YOU EAT กระบวนการ










ต่างๆ ถกนํามาไล่เรยงตามทควรจะเปน ส่งททําให้ฉันประทับใจและมกําลังใจในการจัดการเรยน







การสอนมาข้นได้แก่ กระบวนการสารวจชวิต SEE-JUDGE-ACT คิดด้วยสมอง (HEAD) วินิจฉัย


ด้วยใจ (HEART) และลงมอทําด้วยสองมอ (HANDS)





ฉันมอบหมายให้นักเรยนลงมอทํา ด้วยการนําส่งทเรยนรมาส่การปฏบัตอย่างเป็น
ู้









รปธรรม พวกเขาต้องจัดเทศกาลอาหาร Food Festival ข้น โดยฉันให้เงอนไขพิเศษนอกเหนอจาก






ต้องนําเสนอด้วยภาษาอังกฤษแล้ว พวกนักเรยนต้องเชญครทพวกเขารกและนับถอ ร่นพีทเขา







ประทับใจ หรอบคลากรในโรงเรยนทพวกเขาอยากให้มามส่วนร่วมในกิจกรรมทพวกเขาจัดในคร้ง
















นี้ คอ 1. รบฟังขั้นตอนการปรงอาหารทเขาเตรยมมานําเสนอ 2. ชิมอาหารทเขาทําด้วยความ








ภาคภมใจ และ 3. ให้คะแนนความสําเรจทพวกเขาทําให้สําหรบคนทเขารก



ี่


กิจกรรม Food Festival ส้นสดลงด้วยคําถามไตร่ตรอง R-C-A และนคอช่วงเวลาทฉัน

ี่













ประทับใจมากทสด ฉันได้เหนการเปลยนแปลงทเกิดข้นเมอเปรยบเทยบการจัดการเรยนการสอน








เดมๆ ทผ่านมา ทจบเพียงแค่ความรในห้องเรยนและนําไปสอบ แต่ส่งทนักเรยนได้รบจาก









กระบวนการไตร่ตรองน้ คอ การได้คดย้อนกลับ การเรยนรบทเรยนจากชวิตจรง การเรียนรู้ทักษะ











การใช้ชีวิตทสอดแทรกเข้ามาใจกิจกรรมททํา ฉนเปนผูนาเสนอ นกเรยนของฉนเปนผูเรยนรูและลง











10












มอปฏิบัติ ส่งทพวกเขาได้รบ มใช่ความรทางวิชาการเพียงมตเดยว แต่เปนบทเรยนชวิตทมใช่เพียง









ถกบันทกในบทไตร่ตรองเท่านั้น แต่ยังฝงรากลกลงในจตใจของเขาแต่ละคนอกด้วย







เพือนครทรก ฉันเร่มต้นจากตอตานกระบวนการไตร่ตรอง และนําไปส่การตอบโตโดยไม่














สนใจกับส่งทได้รบจาการสัมมนาในคร้ น ปจจบัน ฉันยอมรบว่า ฉันกําลังติดกับการใช้
ังนั้


กระบวนการไตร่ตรอง ตามคําแนะนําจากท่านวิทยากรทั้งสอง พรอมเรยนรประสบการณจากเพือน








ครของฉัน แล้วเพือนๆ ละครบ ท่านพรอมจะเปดใจ นํากระบวนการไตร่ตรองไปใช้ในชั้นเรยนและ


ในชวิตของท่านแล้วหรอยัง






คณครชมพร ศรนกุลชัย



โรงเรยนดรณาราชบร ี


23 มกราคม 2016





ผมรวบรวมบันทึกประสบการณของ Coach ไดมากกว่า 200 ฉบับ บันทึกประสบการณน้ ี




เขยนขึ้นจากประสบการณจรงทีน่าประทับใจและมีคุณค่า จนกลายเปนแรงบันดาลใจให้ผมต้อง



รวบรวมบันทึกประสบการณคัดเลอก จัดหมวดหมู รอยเรยงและขัดเกลาโดยใชระเบยบวิธการวจัย














เชิงคุณภาพใหเปนคาอธบายกระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรองประกอบตัวอย่างของ









การนาไปใชทั้งทเปนองครวมและในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการเรยนการสอนแบบไตรตรอง


รวมทั้งไดช้ใหเห็นถึงคุณค่าทเกดขึ้นหรือประโยชน์ทไดนากระบวนการน้ไปใช จนเกดการ













ี่

เปลยนแปลงต่อนักเรยนและตัวครเอง

นอกจากน้ ผมขอใหใหญช่วยรวบรวมแผนการสอนแบบไตรตรองทเพอนรวมทางไดเขยน

















ขึ้นในวันสุดทายของการสัมมนา โดยเพอนรวมทางใชเวลาเพียง 2 ชัวโมงในการเขยนแผน ก่อนท ่ ี













จะนาเสนอใหเพ่อนครในกลุมงานสาระเพือใหคาแนะนาและปรบปรงแกไข ขั้นสุดทายผมอ่านและ



อนุมัติแผนดวยการรวมฉลองกับครเจาของแผนดวยการทา “High Ten” และเขียน Like ในขั้นตอน









ทผมประทับใจเปนพิเศษแผนการสอนท่ไดรบ Like จากผมตั้งแต่ 3 Likes ขึ้นไป ถอว่าเป็น “แผน


เด็ด” ทจะถูกนามาเผยแพรใน Face Book ชือ ไตรตรอง สภาการศึกษาคาทอลิก แผนการสอน






เหล่าน้อาจไม่สมบูรณแบบ 100% แต่มคุณค่าเพยงพอทจะเปนตัวอย่างในการเรยนรและพัฒนา










ต่อไป


11




ผมหวังอย่างย่งว่า หนังสอเล่มน้จะช่วยร้อฟ้นประสบการณของเพอนรวมทางทเคยเดิน














ทางผ่านประสบการณสายไตรตรอง และเปนแรงบันดาลใจและกาลังใจใหพวกเขายืนหยัดมันคง

ในการสอนแบบไตรตรองตลอดไป สาหรบผูอ่านทยังไม่เคยเดินทางสายไตรตรองร่วมกัน ผมหวังว่า






ท่านจะไดรบการโนมนาวใหมารวมทางสายไตรตรองกับเรา หนังสอเล่มน้จะใหแนวคิด แนวทาง



















และตัวอย่างเพยงพอทจะนาการสอนแบบไตรตรองไปปรับใช้ได้จรง เพยงแต่ขอใหเปดใจและกล้า
ทจะเปลยนแปลง
ี่
ี่







สุดทายน้ ผมขอโมทนาคุณพระเจาทีทรงบันดาลใหเกดกระบวนการเรยนการสอนทเน้น



การไตรตรอง และใชผมเปนเครองมอของพระองค ทั้งๆ ทผมไม่มคุณสมบัติใดๆ เลยกับงานน้ ี

















ขอบพระคุณคุณพ่อเดชาและอาจารยสุมิตรา ทใหโอกาส สนับสนุนและผลักดันใหเกดเสนทางสาย




ไตรตรอง ขอขอบพระคุณคุณพ่อ ซิสเตอร บราเดอร ผูอานวยการและครทุกโรงเรยนทเปดรบ







กระบวนการสอนแบบไตรตรองเขาสูโรงเรยน ขอบพระคุณคุณพ่อเฉลิมและใหญในการรวมนาทาง

















ขอบคุณหุนส่วนและเพอนรวมงานทสานักงานของผม ผูซึ่งตองรบภาระงานหนักขึ้นในทุกๆ ครั้งที ่


ผมและใหญออกมาจัดสัมมนา ขอบคุณภรรยาและลูกสาวทั้งสองของผมทยอมแบ่งเวลาทผมควร





ื่






ใชอยูกับพวกเขาเพอทาหนาทน้แทนทจะทาหนาทของสามและพ่อ ทสาคัญทสุด ขอขอบคุณเพือน


ี่


ี่
ี่


รวมทางสายไตรตรองทุกท่านทีเปดรับและกลาหาญทจะเปลยนแปลงตัวเอง และขอพระพรเป็น









พิเศษสาหรบทุกคําสัญญาทจะยนหยัดมั่นคงบนเสนทางสายไตรตรองน้ตลอดไป

ี่











ดวยความเชอมนและศรทธา

ดร. อนุพันธ กจนิจชวะ คนนาทาง




3 กุมภาพันธ 2016





ป.ล. คุณครโรงเรยนเซนตโยเซฟ บางนา ผูใชนามปากกาว่า “ว. วัณณัง” ไดประพันธบันทึก










ไตรตรองถึงประสบการณการเดินทางบนเสนทางสายไตรตรองในแต่ละกาวไวอย่างงดงาม ผมขอ



ี่
ื่
อนุญาตนามาแบ่งปนเพอราลึกถึงประสบการณทงดงามทเราเหล่าผูเดินทางมรวมกัน



ี่



12

บนทึกไตรตรอง





สมมนาเชงปฏิบัติการ เรอง




“กระบวนการเรยนการสอนทีเนนการไตรตรอง”


โดยสภาการศกษาคาทอลิกแหงประเทศไทย (ครงที ๓๘)




ระหวางวันที ๙ - ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙



ณ ศูนยฝกอบรมงานอภิบาล บานผูหวาน อ. สามพราน จ. นครปฐม






๑. บทนา (INTRO)

คณรสก อย่างไร ในวันหน้า (I)










กระเช้าลอยฟา กับภกระดง ซงเปลยนผัน




ความจําเปน ทต้องม วิพากย์กัน
เพียงสั้นสั้น โยงใย การไตรตรอง (R)



จดประสงค์ “คณโป่ง-คณใหญ่”ในคร้งนี้




เขยนแผนด คณภาพเด่น เปนร่นสอง (O)





สามคนกับ สวัน ตามครรลอง (T)



เซนต์โยเซฟ บางนา ต้อง คล่องเชยวชาญ (N)

“การเดินทาง ของฉน เพือเรยนรู ้





กระบวนการสอน นักเรยนคร สนกสนาน



ทีเนนการไตรตรอง ” ครองค่งาน


“ท่านอธการ วาเลนตน” ยินดครน ๒. CHANGE TO TRANSFORM




การลองผิด ลองถก ปลกสํานก





ได้รู้สก ว่า “เปลียน(Change)” เรียนรู้ “ ฉัน

(Self)


ทัศนคต เก่าใหม่ เปดใจพลัน

Transform ขั้น 180 องศา เรยกว่า “นิว (NEW)”
ลมเพ ลมเพ ลมพัด

ถามให้ชัด พัดอะไร ให้ลอยล่ว
ข้อตกลง ให้โยกย้าย ว่องไวปลว


พรอมแล้วพล้ว ผลงานด ตมอจอง






13






๓. กาวแรกเพอรูจก

ก้าวแรกการเดนทาง ไปเหยียบย่างเรองไตร่ตรอง


สดใสใจลําพอง เปนเรองของคดทบทวน





ส่งใดมในตน ได้คดค้นเปนกระบวน



ใช้ความสามารถล้วน ส่งทควรใคร่ครวญนํา



เสนทางอาจลําบาก มความยากการกระทํา



สตระลกจํา คําไตร่ตรองฉลองชัย

ปลายทางคอความสข เปลยนแปลงยุคทกสมัย










เร่มต้นทเปดใจ จบสดท้ายเปลยนตัวเอง



ส่ส่งทดกว่า กล้าทายท้ามกลัวเกรง





เปนครทดเก่ง เร่งร่วมทางอย่างมั่นใจ





๙ มนาคม ๒๕๕๙







๔. เชาวันน้ทีรมน้า
เปิดใจ เปิดตา เปิดห ู

พร้อมรบ เรยนร ส่งใหม่ใหม่





ื่



ซอสตย เล็กเล็กนอยนอย ค่อยใส่ไป

ใส่ใจ ฝกฝน วนเวียนวัน

รสก สบายสบาย ใจปลอดโปร่ง





แดง,ส้มโยง เขยว,เหลอง เรองสรางสรรค์




ฟ้า,นํ้าเงิน, ม่วงเหน เปนอัศจรรย์



พลังพลัน เร่งรบรบ กลับคนมา
“เหลองปรดฯ” โปรยปราย ในลานกว้าง



การเดนทาง ไตร่ตรอง ต้องหรรษา

สายลมโชย เย็นกาย สบายตา


งามแผ่นฟา ปาผืนนํ้า นํารนรมย์






14


๕. Moral Dilemma จุดวิกฤตทางจรยธรรม


นทานเรอง สมหมาย ชายใจกล้า ขโมยยา มะเรงราย ไม่เหมาะสม












จดวิกฤต จรยธรรม ความชนชม และขนขม เปนมมมอง สองเสนทาง


ฝกทักษะ ตัดสนใจ ให้เดกเลอก อย่างหมดเปลอก หกขั้นตอน สอนทกอย่าง







ให้รางวัล ตนเองได้ ภมใจวาง ชั่งใจอ้าง เหตผลใหม่ ใหญ่กว่าเดม


เปลยนวิกฤต เปนโอกาส สามารถมาก พลกเรองยาก ให้ดง่ายใช้ แรงเสรม












คณโปงซ่อม ทกกล่มสาระฯ ประจักษ์เตม วันน้เร่ม กระจ่างใจ ใน “INTRO”



๑๐ มนาคม ๒๕๕๙


๖. “ใสใจกันและกัน”


ยานี ๑๑ เช้าน้ทริมนํ้า ใส่ใจคําจําเรญโต



“See, Judge, Action” Show R-C-A โอ้ไตร่ตรองคด

โคลงสีสุภาพ ชวิตอย่าวาดไว้ สงนัก





เรอยเรอยเหนอยก็พัก ผ่อนบ้าง






รืนรืนร่วมคกคัก คดสนุก เสนาะฮา




ซ่อนทกข์อย่าเอ่ยอ้าง อวดให้ใครเหน

เปนคนควรจักได้ แบ่งปัน


เล็กใหญ่ใส่ใจกัน ถถ้วน


วิกฤตกลับเปลยนผัน โดยง่าย


สัมฤทธ์ผลเลศล้วน เลศลํ้าคําแถลง

แสดงบทสมมตรอย เรองราว





“See-Judge-Act”แพรวพราว อีกขั้น
ตาบอดสอดตายาว เรองยุ่ง






ต่างเผ่าต่างชนชั้น เชอมฟาปรากฏการณ(Cross Cultures)
เราท่านอยู่ร่วมได้ ไทยแลนด์
สามส่วน Head- Heart - Hand ร่วมส ู ้


สรางศษย์สบทอดแทน ถ้วนทั่ว

จากรุ่นส่รุ่นรู้ รบไว้ใจถวิล


๑๑ มนาคม ๒๕๕๙



15

๗. วันสุดทายของการเดินทาง






สามวันครง สามคน ยังตนเต้น Brain Gym เล่น ช่วยได้ ผ่อนคลายส้น









การเดนทาง ทถกทาง สรางชวิน ย้อนคนถ่น นําไปใช้ ไม่อาทร




เรางกงก ไตร่ตรองคว้า หาความร ลมใส่ใจ คณะคร ผู้สั่งสอน
ความบกพร่อง พลั้งพลาด อาจตัดรอน กราบวิงวอน ขอโทษ โปรดเมตตา

ขอบพระคณ ดร.อนุพันธ์กับทานใหญ่ หกวิทยากร มากนํ้าใจ ให้ปรกษา



คุณพ่อเฉลิม แล้วก้อ คุณพอเดชา ทกรณา นําทาง สว่างไตร่ตรอง

ี่





“ความรกยนยาว” งาม “ความจาสน” แต่คํามั่น สัญญาใจ มให้หมอง



จะทําแผนฯ นําแผนฯใช้ เพิ่มไลค์ (Like) ทอง ตมอฉลอง ความสําเรจ วิเศษไกล

(หน้า 93)
ลมเพ ลมเพ ลมพัด ไตร่ตรองชัด ภาพกระจ่าง สว่างใส
ครูเซนตโยเซฟ บางนา กราบลาไป ในหัวใจ ไม่ลมคร ผู้นําทาง



ขอพระเปนเจาประทานพระพรอยางอดมสมบรณแดคุณโปง, คุณใหญ่

















และผูชวยวทยากรทง ๖ ท่าน ตลอดถงครอบครวของทกๆ ทานดวยเทอญ


๘. สรุป
ฉันรสก อย่างไร ในวันน้ ี



เรมตนท จดหมาย ได้กว้างขวาง

ิ่
ี่




พัฒนาการของเหตผล เชงจรยธรรม จําตาราง (หน้า111)



เปนแบบอยาง ความวองไว จตใจงาม (Work Lunch)



ั้
ครูเอ(A)กับ ครซ(C) ดีทงค (หนา117)







ต้องเรยนร ให้ดกว่า ท้าทายถาม



เลอกคณธรรม ทสง กว่าพยามยาม








ศักด์ศรความ เปนมนษย์ สดอดม (หน้า131)




นักบญอก ญาซโอ ผู้ให้กําเนด
ไตร่ตรองเลศ รกกันไว้ ใช้เหมาะสม






เปนหนงเดยว ร่วมเดนทาง อย่างรนรมย์



“Sid the Science Kid” สอนคม ชมแบ่งปน






16

บ้านผู้หว่าน สงบเงยบ และเรยบง่าย




ชพบั้นปลาย ได้อยู่ ดสขสันต์ ิ


รบพรพระ...สมบรณพร...ขจร อนันต์



พันธะมั่น สัญญาใจ ไม่ลมเอย
ว.วัณณัง
๑๒ มนาคม ๒๕๕๙











































































17

อิสรภาพ


“อยาใชอิสรภาพนั้นเปนขอแกตัวที่จะทําตามใจตน แตจงรบ
ใชซึ่งกันและกันดวยความรัก” (กท. 5:13-14)
















18

บทที่ 1


เชิญติดตามอยางไตรตรอง




ี่


ด้วยกระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรอง นักเรยนสามารถพัฒนาทักษะในการคิด








วินิจฉัยและไตรตรอง นักเรยนจะรจักหาช่องว่างของเวลาเพอหยุดอยูชัวขณะ เพอคิดทบทวน

ู้











วนิจฉัยและไตรตรองกอนทจะตัดสินใจและลงมอทาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึงจาเปนเปนอย่างมากในสังคม




ี่




ปจจุบันทเต็มไปดวยสิ่งกระตุนและสิ่งเราตลอดเวลา กระบวนการสอนแบบนี้ช่วยฝกทักษะทจาเป็น











น้แกนักเรยน นแหล่ะ! เหตุผลทผมเชิญชวนใหคุณครูจัดการเรยนการสอนแบบไตรตรอง เรมต้น


จากการเปลยนแปลงตัวเอง 180 องศา





ในบทน้ ผมขอชวนเชิญติดตามอย่างไตรตรองว่า ทําไมจึงควรจดการเรยนการสอน





แบบไตรตรอง โดยพิจารณาจากประสบการณครหลายๆ ท่านทไดนาการสอนแบบไตรตรองไปใช ้
ี่










และผลลัพธทพวกเขาได้รบ ผมขอเรมต้นจากบันทึกเรอง “หองเรยนดิ้นได” ของคณครูฐานดา







พอชมภู โรงเรยนวาสุเทว คุณครไดเล่าประสบการณทีตัวเองไดเปลยนแปลงไป 180 องศา โดย


















การเปลยนทัศนคติและวธการสอน จากวธการครสูนักเรยน กลายเปนนักเรยนสูนักเรยน จากคร ู



















เปนผูสอน กลายเปนครผูอานวยการการเรยนร และจากวธการทมคาตอบทถูกเพยงคาตอบเดยว







ของคร กลายเปนคาตอบทใช่และหลากหลายของเด็กๆ ผลลัพธทได คอ นักเรยนประถมศึกษาปท ี ่





















1 ของคร รจักไตรตรองตามวัยวุฒิของเขา และหองเรยนกลายเปน “หองเรยนดิ้นได” ทครูและ





นักเรยนรวมกันวางแผนการเรยนรดวยความสนุกและสดใส



หองเรียนดิ้นได

“กระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง” หน้าตามันเปนยังไง? คําถามน้มันเร่ม







เกิดข้นในหัวของฉันและเร่มมคําถามต่อมาอกหลายๆ คําถามพลั่งพลเข้ามาเพือหาคําตอบ หลังจากท ่ ี















ฉันได้รบเชญการเข้าร่วมอบรม “มันจะใช้ได้จริงรึ” นีเปนคําถามทท้าทายความคดและความรสก
ของฉันมาก ฉันจะต้องหาคําตอบให้ได้ด้วยตัวของฉันเอง แน่นอนทสด ฉันต้องเข้าร่วมอบรม





19







จากวันนั้นวันทฉันตั้งคําถามให้กับตัวเอง จนถงวันน้วันทฉันได้นํารปแบบกระบวนการ




เรยนการสอนแบบไตร่ตรองมาใช้กับเดกนักเรยนในห้องเรยนชั้นประถมศกษาปท 1 ของฉัน ผ่าน









ไปมาปกว่าๆ แล้ว ฉันยังจําบรรยากาศวันแรกในชั่วโมงแรกทเร่มใช้กระบวนการน้ ฉันตงเครยด






และวิตกกังวล ราวกับว่า ฉันเปนครใหม่ก็ว่าได้ทั้งๆ ทฉันเองได้สอนมาตั้งหลายปแล้ว เมอย่างก้าว










เข้ามาในห้องเรยน ฉันเจอกับคําถามแรกของเดก “คณครจะให้หนเปดหน้าไหนเหรอคะ?” “ทํา






แบบฝกหัดหน้าไหนคะ” “หยิบสมดเล่มไหนคะคณคร” ตายล่ะ! ฉันเร่มหยุดคดกับคําถามของเดกๆ





นฉันสอนเดกรปแบบเดมๆ ซํ้าๆ จนเดกจําได้เลยเหรอว่า ฉันจะเร่มอย่างไรและลงท้ายอย่างไร










วันน้ฉันเปลยนไป ฉันตอบเดกๆ ด้วยรอยยิ้มทมมปากว่า “ยังค่ะเดกๆ วันน้เรามาทําอะไร




สนกๆ กันก่อนดกว่ามั้ยคะ?” เด็กๆ รองเย้ ! ปนความแปลกใจบนใบหน้า “งงล่ะซ ครมาแบบใหม่”












ฉันคดในใจ หลังจากทเราทําเรองสนกๆ กันแล้ว เราเร่มพูดคยกันว่า เราเรยนเรองอะไร ทําไมต้อง






เรยน เรยนอย่างไร และสดท้ายเรามาทบทวนไตร่ตรองหลังจบกิจกรรมกัน บรรยากาศตลอดในการ









เรยนการสอน ฉันพบปญหามากมาย ทเปนจดบกพร่องในการสอนในอดตของฉัน ส่งทตอกยํ้า







จดบกพร่องในการสอนของฉันมากทสด ฉันพบว่า เดกมความคดทค่อนข้างแคบ คดเองไม่เปน






กลัวผิดไม่กล้าลงมอทํา ไม่กล้าคดด้วยตนเอง เมอฉันเร่มให้เดกคดไตร่ตรองหลายๆ คาบ เดกๆ ยังคง















ไม่เข้าใจถงความหมายของการไตร่ตรอง หยุดน่งเพือคดทบทวนไม่เปน ความรสกของฉันในตอน








นั้นฉันห่อเหยวใจ ฉันเร่มไตร่ตรองตนเองและต้องยอมรบว่า เปนความผิดของฉันจรงๆ ผิดทฉัน









สอนเดก ฝกเดกให้เปนแบบน้พวกเขาได้สะท้อนกลับมายังตัวฉัน ฉันต้องกล้าทจะเปลยนตนเอง คร ู
One – Way ไม่เอาแล้ว ฉันต้องยืนหยัดเปนคร Two – Ways นับแต่นี้ไป



จากวันนั้น วันทฉันได้เปลยนตนเองและสอนกระบวนการเรยนการสอนแบบไตร่ตรอง



















อย่างจรงจัง จนถงวันน้ ฉันรสกภมใจในตัวเดกนักเรยนของฉันและภมในตัวเองทตัดสนใจถก ฉัน






เปรยบเทยบได้เลยว่า ก่อนและหลังแตกต่างกันมาก บรรยากาศในห้องเรยนของฉันสดใสสําหรบ









เดกๆ ไม่น่าเบอ มันเปนห้องเรยนทด้นได้ เดกๆ ตนเต้นและท้าทายอยู่เสมอว่า วันนี้เขาจะได้สนุก





อะไร เรยนอะไร รอะไร คดอย่างไร โดยทพวกเขาเองสามารถมส่วนร่วมในการวางแผนการเรยนร ้ ู





ของเขาร่วมกับเพื่อนๆ โดยเฉพาะเมอเดกได้มโอกาสหยุดคดฝกฝนกระบวนการไตร่ตรองด้วย







ตนเอง เดกได้ทบทวนตนเอง ถงแม้เขาจะยังไม่สามารถเขยนบรรยายหรอจดบันทกไตร่ตรองเปน







เรองราวทชัดเจนออกมาจากความรสกของเขาจรงๆ ได้ แต่เขาสามารถพูดสอความหมายถงส่งเล็กๆ

















ทเขาขดเขยนลงไป อาจจะเปนเพียงคําสั้นๆ ประโยคสั้นๆ หรอภาพวาด เขาเร่มมความคดรเร่ม






แปลกใหม่หลากหลาย และบ่งบอกถงตัวตนของเดกเอง เรยนรจาการลองผิดลองถก ซํ้าไปซํ้ามา
















โดยทตัวฉันไม่จําเปนต้องเปนฝายปอนข้อมลเพียงฝายเดยวเหมอนทผ่านมา ในชั่วโมงเรียนรู้ของฉัน
20








ไม่มคําตอบทีถกหรอผิดเพียงคําตอบเดยว มแต่คําตอบทใช่และหลากหลายของเดกๆ ฉันเปนเพียงผู้









อํานวยประสบการณ แต่เดกเองทเปนคนเรยนร ู ้

กระบวนการเรยนการสอนแบบไตร่ตรองสามารถนํามาใช้กับเดกเล็กๆ ของฉันได้จรงๆ



อย่าคดว่าเขาเปนเพียงแค่เดกแล้วจะคดไตร่ตรองไม่เปนนะ ฉันค้นพบแล้ว ฉันทึงและภมใจในตัว













เด็กของฉัน ไม่ใช่เพียงเด็กเท่านั้นทได้รบประโยชนจากการเรยนการสอบแบบไตร่ตรอง ตัวฉันเอง
นแหละ ทได้รบประโยชนมากมาย ฉันเร่มมองเหนคณค่าของตนเองในมมมองทหลากหลาย

















สดท้าย ฉันขอแบ่งปนการให้นยามความหมายของคําว่า “ไตร่ตรอง” ของเดกนักเรียนชั้น
ป.1 ของฉัน เปนคําถามและคําตอบทนักเรยนเขาสนทนากันว่า “ไตร่ตรอง” คือ “อะไรอ่ะ?” เดกที ่










แก่นและเฟยวทสดในห้องรบตอบเพือนไปว่า “มันก็เหมอนกับไต่ต้นไม้นั่นแหล่ะเธอ!! เธอไต่ข้น


ี้


ไปยังไง แล้วเธอจะไต่ลงมายังไงล่ะเท่านั้นเอง เธอกับฉันไต่ข้นกับไต่ลงไม่เหมอนกันนะ” น่าคิดนะ





เด็กแต่ละคนมกระบวนการคดและหาคําตอบทแตกต่างกัน ทักษะเทคนควิธการก็ย่อมแตกต่างกัน

การไต่ต้นไม้ข้นหรอลงก็คงจะเปรยบเหมอนกับการเรียนและการทบทวนการเรียนรู้ของเขา เข้าใจ







เปรยบเทยบนะลกเอ๊ย !!!

คณครูฐานิดา พ่อชมพู


โรงเรยนวาสเทวี

23 มกราคม 2016


ื่
ในบันทึกเรอง “เชิญติดตามอยางไตรตรอง” ของคณครูสขสราญ บวทอง โรงเรยนยอ






แซฟอุปถัมภ แผนกสามัญหญง หลังจากคุณครไดสัมผัสการเปลยนแปลงตัวเองและนักเรยนจาก











การนาการสอนแบบไตรตรองไปใช คุณครูได้สรปเหตุผลว่า ทําไมควรจะใชการสอนแบบไตรตรอง














ไว้ ดังน้ “นักเรยนของฉันเหนคุณคาในเน้อหาท่เรยนมากขน มความสนใจเรยนรู้ด้วยการสราง
บรรยากาศของฉัน นักเรยนของฉันได้ฝกการคดไตรตรอง การจดบันทกและการแบงปน ม ี







ปฏสัมพันธท่ดในกลุม ได้เหนคุณคาของตนเองและผู้อ่น และท่สาคัญ นักเรยนของฉันได้เรยนรู้
















ด้วยตนเอง” บักทึกของคุณครไดเขยนบรรยายขั้นตอนการสอนดวยการสอนแบบไตรตรองเปน




ขั้นๆ ในขั้นตอนอย่างชัดเจน บันทึกน้เปนตัวอย่างทดมากๆ ของการสอนแบบไตรตรอง






21

เชิญติดตามอยางไตรตรอง










ก่อนอืนหมดเรามารจักกันก่อนนะคะ ฉันเปนครสอนวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศกษาปท 5







โรงเรยนยอแซฟอปถัมภ์ แผนกสามัญหญง อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ชอครสขสราญ บัว






ทอง หรอเรยกง่ายๆ ว่า ครเจยบค่ะ





“การไตร่ตรอง” ฉันได้ยินคําน้บ่อยคร้ง เพราะเปนคําทปรากฏในคณค่าพระวรสารทฉัน











ต้องบรณาการในการเขยนแผนการจัดการเรยนรของฉันอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจดนักว่า





ทําไมจงต้องเน้นการไตร่ตรอง ฉันคดเบ้องต้นว่า “คงต้องการให้นักเรยนได้ฝกการคดอย่าง

รอบคอบมั้ง” จนกระทั่ง ฉันมโอกาสได้เข้ารบการอบรมเรองกระบวนการเรยนการสอนทเน้น












การไตร่ตรอง เมอวันท 28-31 สิงหาคม 2557 ซึ่งเป็นรุ่นที 19 ของการอบรมกระบวนการนี้




วิทยากรได้เปนผู้นําทางให้ฉันได้ศกษาค้นคว้าและค้นพบวิธการนํากระบวนการเรยนการสอนท ี ่





เน้นการไตร่ตรองมาใช้ในการเรยนการสอนว่า มคณค่า และมประโยชนแก่นักเรยนของฉันได้









อย่างไร เพือให้การอบรมคร้ ังน้ของฉันไม่สญเปล่าและเพือเปนการพิสจนว่ากระบวนการเรยน







การสอนทเน้นการไตร่ตรองเกิดคณค่าแก่นักเรยนจรง ฉันจงทดลองนํากระบวนการน้มาใช้ใน
การจัดการเรยนการสอนของฉัน



ฉันเลอกแผนการจัดการเรยนรเรือง การวิเคราะหและประเมินคุณคาของวรรณคดีและ












วรรณกรรมเรองโคลนติดลอ ตอนนยมความเปนเสมียน มาเปนแผนเร่มต้นการใช้กระบวนการ








เรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง ฉันเร่มสรางบรรยากาศแห่งการเรยนรบทเรยนด้วยการให้



นักเรยนร่วมกันขับรองบทเพลงปลกใจ เพลงสยามานสต ซงเปนพระราชนพนธของรชกาลท 6
















และพระองค์ท่านเปนผู้พระราชนพนธบทความเรองโคลนตดล้อ และพูดคยซักถามนักเรยน










เกียวกับคณค่าทได้รบจากบทเพลงด้านวรรณศลปและด้านสังคม




เมอนักเรยนของฉันเร่มจะสนกกับการเร่มต้นบทเรยนแล้ว ต่อมาฉันเปิดประตูส่ภาพรวม













ซงในการอบรมใช้ว่า “INTRO” ฉันบอกวัตถประสงค์การเรยนร (Objectives) เน้อหา (Range)









เวลาเรยน (Time) ของการเรยนรแก่นักเรยน ซงไม่ยากนักในขั้นตอนน้ ทําให้นักเรยนของฉันได้ร ู ้

ขอบเขตของการเรยนร พอมาถงขั้นความจําเปน (Need) ฉันต้องคิดแล้วว่า จะให้นักเรียนของฉัน





เหนความจําเปนหรอความสําคัญทต้องเรยนเน้อหาน้อย่างไรด และจะเกิดประโยชนแก่นักเรยน












ได้อย่างไร ฉันจงเรยบเรยงได้ว่า "การวิเคราะหคุณค่าวรรณกรรมทําให้นักเรียนเข้าใจแนวคิด







จดม่งหมายของผู้เขยนและสะท้อนค่านยม ความเชอ ขนบธรรมเนยม วัฒนธรรมของผู้เขยนในยุค





สมัยนั้น ซงนักเรยนสามารถเรยนรได้ด้วยการถ่ายทอดทางวรรณกรรม วรรณคด อย่างม ี





22







สนทรียภาพทางภาษา” เมอได้ความจําเปนแล้ว ฉันเร่มสรางความสนใจ (Interest) และโยงเข้าส่ ู







บทเรยน ด้วยการเชญชวนให้นักเรยนไปชมตอนหนงของภาพยนตรเรอง นเรศวรมหาราช ตอน

สงครามยุทธหัตถ ซงเปนภาพยนตรประวัตศาสตร และให้นักเรยนสังเกต จดจํา พร้อมทั้งบันทึก










ว่ามคําพูดใดของตัวละครทนักเรยนประทับใจ และคําพูดนั้นสะท้อนคณค่าด้านวรรณศลปหรอ










ด้านสังคมอย่างไร เหนไหมคะว่า นักเรยนของฉันไม่ได้ชมภาพยนตรเพียงแค่สนก แต่ฉันเริ่มนํา





กระบวนการไตร่ตรองและบันทกมาใช้กับพวกเขาแล้ว ซงตอนแรกก็มนักเรยนมาถามฉันว่า


“ทําไมต้องบันทกคําพูดของตัวละครด้วยล่ะคะ และถ้าบันทกไม่ครบ ครจะว่าไหม” ฉันตอบว่า

“นักเรยนลองพิจารณาดเองนะคะ”



ขั้นตอนต่อไปของฉันคอ การนําเสนอบทเรยน ฉันได้นํากระบวนการ See-Judge-Act มา



ใช้ในกระบวนการนําเสนอบทเรยน ดังน้ ี







ในขั้น See ฉันเร่มสรางประสบการณด้วยการแบ่งกล่มนักเรยน กล่มละ 3-5 คน เพื่อ

ช่วยกันระดมความคิดเกียวกับการประเมินคุณค่าด้านวรรณศิลป์ คุณค่าด้านสังคมจากการชม

ภาพยนตรเรองนเรศวรมหาราช ตอนสงครามยุทธหัตถ และถามนักเรยนว่า คณค่าด้านวรรณศลป ์








หรอคณค่าด้านสังคมนั้นสะท้อนหรือแฝงด้วยคุณธรรมใด โดยให้นักเรียนร่วมกันสรุป
ี่
หลักเกณฑ์ทได้









ในขั้น Judge ฉันเข้าส่เน้อหา โดยการแบ่งกล่มนักเรยนให้ศกษาเน้อหาเรองโคลนตดล้อ



ตอนนยมความเปนเสมยน ในหนังสอเรยนภาษาไทยพื้นฐาน เล่ม 2 พร้อมทั้งให้นักเรียนได้อ่าน








และศกษาหลักการวิเคราะหคณค่าของวรรณกรรมว่ามหลักการใดทสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ท ่ ี





นักเรยนช่วยกันสรปบ้าง ฉันสังเกตเหนว่านักเรยนของฉันบางคนมสหน้าภมใจและดใจท ่ ี












หลักการบางข้อในหนังสอตรงกับหลักการทนักเรยนเปนผู้สรป ฉันอธบายเพิ่มเตมประกอบ



ตัวอย่าง จากนั้นนักเรยนของฉันร่วมกันสรปหลักเกณฑ์การวิเคราะหคณค่าวรรณกรรมคดจาก











ความรทได้ศกษามา และฉันยังให้นักเรยนอ่านหนังสอแบบเรยน เพือตอกยํ้าการเรยนรอีกครั้ง




ประมาณ 10 นาที

ในขั้น Act นักเรียนของฉันต้องลงมือปฏิบัติแล้วนะ ฉันให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกัน


วิเคราะหคณค่าด้านวรรณศลปและด้านสังคมจากบทความเรองโคลนตดล้อ ตอนนยมความเปน









เสมยน และนําเสนอผลงานการวิเคราะห โดยมเพือนๆ แต่ละกล่มร่วมกันวิพากษ์ นอกจากน้ ฉัน










ยังมคําถามแถมให้นักเรยนคดอกว่า บทความตอนทเรยนน้สะท้อนคุณค่าเชิงจริยธรรมด้านใด


และสามารถนําไปใช้ได้อย่างไร
23

ก่อนจบคาบเรยน ฉันตั้งคําถามไตร่ตรองแบบ R-C-A เพื่อให้นักเรยนของฉันสามารถ












สะท้อนส่งทได้เรยนรและมความเข้าใจมากข้น สามารถเชอมโยงความรเดมกับความรใหม่ได้











และนักเรยนของฉันยังสามารถนําคณธรรมทปรากฏไปใช้ในการดําเนนชวิตได้อกด้วย นักเรยน










บันทกไตร่ตรอง ถงตอนน้มนักเรยนบางคนถามว่า “บันทกแล้วต้องอ่านให้เพือนฟงเหมอนเดม







ไหมคะ” ฉันยิ้ม เพราะนักเรยนเร่มเรยนรเรองการแบ่งปนด้วยแล้ว




จากการนํากระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองมาใช้คร้งน้ ฉันพบว่า นักเรยน
















ของฉันเหนคณค่าในเน้อหาทเรยนมากข้น มความสนใจเรยนรด้วยการสรางบรรยากาศของฉัน


นักเรยนของฉันได้ฝกการคดไตร่ตรอง การจดบันทก การแบ่งปน มปฏสัมพันธทดในกล่ม ได้






















เหนคณค่าของตนเองและผู้อน และทสําคัญ นักเรยนของฉันได้เรยนรด้วยตนเอง





ส่วนตัวฉันพบว่า ฉันได้เปนผู้นําทางให้นักเรยนได้เกิดการเรยนรด้วยตนเอง ฉันได้สราง



ความภาคภมใจให้เกิดข้นในตัวผู้เรยนด้วยกระบวนการไตร่ตรอง ฉันมส่วนกระต้นให้นักเรยนได้




















คดด้วยตนเอง ได้เขยนในส่งทคด และมโอกาสแบ่งปนแก่ผู้อน และทสําคัญฉันได้เหนความสข
ในการเรียนรู้ของผู้เรียน











ฉันจงอยากทจะเชญชวนคณครทยังลังเลหรอสงสัยในกระบวนการเรยนการสอนทเน้น









การไตร่ตรองว่าจะทําให้นักเรยนได้พัฒนาหรอเรยนได้ดข้นจรงหรอ ได้ลองนําวิธการน้ไปใช้กับ







การนําเสนอบทเรยน และสังเกตผลการเรยนรของนักเรยนด้วยตนเองของคณเอง ลองดนะคะ เร่ม



จากบางขั้นตอนบางกระบวนการก่อนก็ได้ค่ะ เพือเปรยบเทยบกับการจัดการเรยนการสอน




แบบเดมของเรา แล้วคณจะพบข้อพิสจนด้วยตนเอง






คณครสขสราญ บัวทอง



โรงเรยนยอแซฟอปถัมภ์ แผนกสามัญหญง



15 พฤศจกายน 2014






คุณครสุขสราญ บัวทอง ไดอธบายทุกขั้นทคุณครทาในการสอนแบบไตรตรอง ตั้งแต่ขั้นที ่





1 การสรางบรรยากาศหองเรยน ขั้นท 2 การใหภาพรวม ขั้นท 3 การนาเสนอดวย See-Judge-Act










และขั้นท 4 การไตรตรอง กอนจบคาบดวยคาถาม R-C-A การสอนทแบบไตรตรองนี้มจุดแข็งที ่











สาคัญ คอ

24





1. ใชกบหลกสูตร หรอสาระวิชาใดๆ ก็ได กระบวนการน้สามารถปรบใชไดอย่าง








ง่ายดาย กับหลักสูตรทกาหนดขึ้นโดยกระทรวงศึกษาธการหรอหน่วยงานการศึกษาใด โดยไม่










จาเปนตองเปลยนแปลงหลักสูตรหรอเน้อหาวชาทสอน เพยงแต่จะตองปรบปรงแผนการสอนดวย

















กระบวนการเรยนรน้ใหต่างจากวิธการสอนทใชอยูเดิม
2. ใช้กบกระบวนการจดการเรยนรูทกประเภท สามารถปรบใชกับทั้งการเรยน


















การสอนในคาบเรยนปกติ และยังใชไดกับกจกรรมการเรยนรอนๆ ไม่ว่าจะเปนกจกรรมเสรม



หลักสูตร กฬา โครงการบาเพ็ญประโยชน การเขาเงยบฟ้นฟูจิตใจ และกจกรรมพิเศษอนๆ












กระบวนการน้มศักยภาพอย่างยงในการช่วยใหนักเรยนเชอมโยงเน้อหาวิชาทไดเรยนรเขาดวยกัน













และบูรณาการการเรยนรกับสิ่งทไดรบมากอนหนาน้ ทั้งในวิชานั้นเองและกับวิชาอนๆ และทสาคัญ



ี่



ื่





ทสุดช่วยเชอมโยงวิชาความรกับชวิตของนักเรยน เพอนักเรยนจะสามารถใชวชาความรเพอลงมอ


















ปฏบัติในการเปลยนแปลงชวิตและโลกได ้

ี่




3. ทําใหครูสามารถเพิมคณคาของเน้อหาวิชาทสอน ครมวิธการเพิมขึ้นในการ












ส่งเสรมความคิดรเรมของนักเรยน เพอปรบปรงวธการสอนของตนเองอยูเสมอ และพัฒนาความ










เปนมออาชพของครู

4. เช้อเชิญใหนกเรยนไตรตรองถึงความหมายและความสําคญของสงท ่ ี











ศึกษาอยู ดวยการจูงใจใหนักเรยนมส่วนรวมในกระบวนการเรยนการสอนดวยความกระตอรอรน












โดยมจุดหมายเพอก่อใหเกดการเรยนรส่วนบุคคลมากขึ้น และสรางแรงกระตุนใหนักเรยนดวยการ












ี่
ื่






เปดโอกาสและชักชวนใหนักเรยนเชอมโยงสิ่งทไดเรยนรเขากับประสบการณในโลกของตนเอง
5. สงเสรมใหเกิดความรวมมอและการรวมแบงปนประสบการณซึงกนและ


















กนในหมูนกเรยนและครู นักเรยนและครจะค่อยๆ เรยนรว่าประสบการณทลึกซึ้งของตนเกดขึ้น







จากความสัมพันธและประสบการณกับบุคคลอนๆ การไตรตรองเปนแรงบันดาลใจไปสู่ความชนชม



ื่
ื่
ยินดีต่อชวิตของตนเองและของผูอน และนาไปสูการลงมอปฏบัติเพอเปลยนสังคมและโลก






ื่
ื่
ี่






ดวยจุดแขงของการสอนแบบไตรตรอง คณครูศรนยา ธนะศกดิ์ศร โรงเรยนดรณาราชบุร ี




เนนย้าถงเหตุผลว่า “ทําไม? ต้องเปล่ยน” การสอนแบบเดิมใหเปนการสอนแบบไตรตรองว่า “การ













ใช้กระบวนการจัดการเรยนการสอนท่เน้นการไตรตรอง ทาให้ฉันได้มเวลาทบทวนกับสงท่ได้ใช้ใน










การสอนกับนักเรยน ได้รู้ปญหาท่เกดขนในระหวางการสอน มการหาแนวทางแก้ไข เปรยบเสมอน





การบันทกหลังการสอน เพ่อปรับเปล่ยนหาแนวทางแก้ไข เพ่อนาไปสูการพัฒนาด้านการสอน....”






25

ทําไม? ตองเปลี่ยน







ในทกๆ วันตอนเช้าโรงเรยนมกิจกรรม Reading Time ก่อนเข้าแถวเคารพธงชาต ฉันเปน
ครประจําชั้น ม.2 ในเทอมแรก ในช่วงเวลานี้ครูทุกคนต้องเข้าไปให้ความรู้เด็กนักเรียนประมาณ













15 นาท ฉันเตรยมหาข้อมลแล้วเอาไปพูดทหน้าชั้นเรยน ให้นักเรยนจดบันทกส่งทคดว่าสําคัญลง











ไปในสมด นักเรยนบางคนกระตอรอรนจดทกคําพูดทครบอก แต่นักเรยนส่วนใหญ่ทไม่ได้สนใจ







ในส่งทฉันเตรยมเน้อหาความรมาให้ ฉันโมโหนักเรยนเหล่านั้น “ทําไมครเตรยมมาให้พวกเธอ




ไม่สนใจ” พอจบช่วง Reading Time เข้าสู่การสอนของครูประจําวิชา วิธีในการสอนของฉัน คือ


นักเรยนทักทายทําความเคารพ พรอมกับบอกให้นักเรยนหยิบหนังสอข้นมา อ่านบททเท่าไหร่










ฉันพูดๆ นักเรยนฟง ฟงอย่างเดยว ไม่ทําอะไร ท้ายคาบ สั่งให้ทําแบบฝกหัดแล้วนํามาส่ง ไม่ม ี
โอกาสทจะช้แนะเปนรายบคคล











นักเรยนได้รบความรตามหนังสอ ไม่ได้เกิดการเรยนร การทํางานของนักเรยนเปนแบบ









ขอไปท ขอให้เสรจเรวๆ ไม่เกิดการพัฒนาทางด้านภาษา สอบปบก็ลมป๊บ ตัวฉันเองเครยด






นักเรยนเรยนภาษาจนมาสองป พูดประโยคสั้นๆ ทใช้ในชวิตประจําวันไม่ได้ นักเรยนไม่ค่อยกล้า








แสดงออกในการพูด ทําให้ฉันรสกท้อมากๆ




การสอนที่เนนการไตรตรอง



ในช่วง Reading Time เช่นกัน ฉันได้เปลยนให้นักเรยนของฉันนั่งเฉยๆ ไม่ต้องเตรยมหา

ความรหรอบทความใดๆ มาแชรให้เพือนฟง ฉันลมบอกไปว่านักเรยนของฉันไม่ใช่ ม.2 แต่เป็น













ม.5 ซงในความคดของฉัน นักเรยนชั้น ม.5 ต้องรจักคด วิเคราะห หรอการให้เหตผล แต่ฉันต้อง





ผิดหวังเพราะนักเรยนชั้น ม.5 ก็ไม่ต่างอะไรกันกับชั้น ม.2 เลย หลังจากทีฉันได้ผ่านการสัมมนา





เชงปฏบัตการการจัดการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง ฉันลองนํากระบวนการเหล่าน้มาใช้




กับนักเรยนของชั้น ม.5 ด ฉันเร่มด้วยช่วง Reading Time ฉันให้นักเรียนของฉันนั่งหลับตา ทํา







สมาธกําหนดลมหายใจเข้า-ออกตามทฉันได้ฝกปฏบัตมา และให้นักเรยนเขยนการไตร่ตรองของ





แต่ละวันในช่วงเช้า พรอมทั้งผลัดเปลยนกันอ่านให้ฟง วันแรกนักเรยนของฉันบ่น และไม่ยอม




ปฏบัตตาม ฉันได้แต่ยิ้มๆ และบอกนักเรยนว่า “ลองทําดส” การเขยนไตร่ตรองทําให้ฉันได้รบร ู ้












ความคด ความรสกของนักเรยนแต่ละคน ฉันทําแบบน้ ีอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากนั้น
นักเรยนสอบปลายภาค



26





การเข้าส่การเรยนการสอนของฉันได้เปลยนไป ฉันเร่มด้วยการสรางบรรยากาศ ทกๆ














คาบทมการเรยนภาษาจนเพือเปนการกระต้นให้นักเรยนมาสนใจในตัวฉันว่า วันน้ครแวน จะม ี



อะไรมาเล่นกับนักเรยน ฉันเร่มด้วยการทักทายแบบยิ้มแย้ม พรอมให้นักเรยนทํา Brain Gym

สรางความสนใจ เพราะภาษาจนถกจัดคาบให้อยู่ในช่วงบ่าย บางคร้ ังฉันเล่นทายปญหากับ






นักเรยน และสอดแทรกมกขําขัน

ตอนให้ภาพรวม INTRO ฉันพูดโดยรวมว่า คาบน้เรยนอะไร ทําไมจงเรยน เรยนแล้วไป







ใช้ประโยชนอย่างไร ใช้เวลาเท่าไร บอกเกร่นนําเพือให้นักเรยนรว่า วันน้พวกเขาจะต้องเรยนเพือ







เนื้อหาอะไร อย่างไร


ในการนําเสนอบทเรยน ฉันให้นักเรยนเน้นปฏบัต ให้พวกเขาได้มส่วนร่วมในชั้นเรียน




ให้แสดงบทบาทสมมต ทตรงตามเน้อหาในแต่ละบทเรยนรวมทั้งฉันต้องมส่วนร่วมในการทํา












กิจกรรมของนักเรยนด้วย เพื่อให้นักเรยนกล้าแสดงออก และรสกเปนกันเองในชั้นเรยน ฉันให้







นักเรยนอ่านทบทวนเน้อหาในบทเรยนและจดบันทกย่อเปนอันเสรจส้นการนําเสนอบทเรยน






ส่วนของคําถามไตร่ตรองท้ายคาบเรยน นักเรยนสามารถแสดงความคดเหนออกมาเปน


รายบคคล แต่อาจไม่ทุกคนที่พูดออกมา



ประโยชนทีไดรบ







กระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง ทําให้นักเรยนของฉันสามารถรล่วงหน้า



ว่า พวกเขาจะต้องทําตัวอย่างไร เตรยมตัวอะไรบ้าง เรยนแล้วจะนําไปใช้อย่างไร เปนการฝกให้












นักเรยนเปนคนทใช้เหตและผลในการดํารงชวิต การเรยนของนักเรยนไม่เพียงแต่เรยนเพื่อให้ได้


คะแนนหรอเกรดทสงข้น แต่พวกเขาต้องเรยนรการดําเนนชวิตในสังคมอย่างไร













การใช้กระบวนการจัดการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง ทําให้ฉันได้มเวลาทบทวน








กับส่งทได้ใช้ในการสอนกับนักเรยน ได้รับรปญหาทเกิดข้นในระหว่างการสอน มการหาแนว



ทางแก้ไข เปรยบเสมอนการบันทกหลังการสอน เพือปรบเปลยนหาแนวทางแก้ไข เพือนําไปส่ ู











การพัฒนาด้านการสอน การใช้กระบวนการจัดการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง ทําให้ฉัน






เอาใจใส่นักเรยน สอนให้นักเรยนใช้ปญญามากกว่าอารมณ ให้รจักแยกแยะระหว่างเหมาะสมกับ





ไม่เหมาะสม พรอมทจะเข้าใจในตัวตนของนักเรยน และพรอมทจะให้อภัยในส่งทนักเรยนทํา






ผิดพลาด

27






ณ จดตรงน้ ฉันได้แน่ใจแล้วว่า “ทําไม ? ต้องเปลยน” และฉันก็คดว่า ถ้าใครได้ผ่าน
กระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง คงจะมความคดเหมอนกับฉันเช่นกัน








คณครศรนยา ธนะศักด์ศร




โรงเรยนดรณาราชบร ี



10 กุมภาพันธ 2014



บทเรยนของครแวนสะทอนจุดแขงของการสอนแบบไตรตรองอย่างชัดเจนว่า การสอน
















แบบไตรตรองทาใหครแวนปรบปรงตัวเองและพัฒนาความเปนมออาชพของครอยูเสมอ การ









เปลยนแปลงตัวเองและวธการสอนเพอใหไดรบผลลัพธทเช่นเดยวกับครแวนอาจไม่ใช่เรองง่าย แต่








ประสบการณของคณครูวิมลมาศ ป้อมงาม โรงเรยนลาซาล กรงเทพฯ แสดงใหเห็นว่า หากเรา










ี่


ื่





ตองการไดรบผลลัพธทแตกต่างจากเดิม ครตองยอมและกลาหาญทจะเปลยนแปลงเพอเปลยน













ผลลัพธทตองการดวยหวังว่า “นักเรยนผู้เปนเสมอนต้นไม้ของฉันจะเจรญเตบโตอยางยังยน ม ี

คุณคา สามารถยนได้ด้วยตนเองอยางรู้คุณคา”





ผลลัพธที่ตองการ






ฉัน นางวิมลมาศ ปอมงาม ครผู้สอนวิชาคณตศาสตร ชั้นมัธยมศกษาปท 3 โรงเรยน








ลาซาล ผู้ทถกคัดเลอกแล้วว่า ควรจะเปนคนสวนทสามารถจะดแลต้นไม้ใหญ่ให้เจรญเตบโตออก













ดอกออกผลได้อย่างน่าชนชมยินด ต้นไม้นั้นต้องมรากแก้วท่หยั่งลกลงไปใต้ดน สามารถยืนหยัด









ได้อย่างมั่นคง ต้นไม้ต้นนั้นเปรียบกับนักเรยนทฉันเฝาดแล รดนํ้า พรวนดน ใส่ปย และบางคร้ง
อาจจะมวัชพืชหรอแมลงรบกวน ถ้าคนสวนอย่างฉันดแลต้นไม้เหล่านั้นไม่ดพอ ความเจรญงอก






งามทควรจะเปนอาจจะลดน้อยลงไปทุกที ฉันคิดว่า ในกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการ








ไตร่ตรองนแหล่ะ ทีจะทําให้ฉันสามารถดแลต้นไม้ของฉันให้เจรญเตบโตได้ดยิ่งขึ้น








จากประสบการณสอนนักเรยนระดับมัธยมศกษาปท 3 มาเปนระยะเวลา 15 ป แต่ละร่น











แต่ละป นักเรยนของฉันมความหลากหลาย ทั้งทางด้านพื้นฐานครอบครว อารมณ จตใจ รวมถง


ความร แต่ส่งหนงทยังคงยืนหยัดอยู่กับฉันตลอด 15 ปีนี้ คือ วิธีการสอนและผลลัพธ์ ครูเลขอย่าง










ฉัน จะมอะไรมากไปกว่าการเข้ามาพูด บอก อธบาย ประโยคสดท้ายก่อนหมดคาบ ฉันมักจะพูด
28


Click to View FlipBook Version