4. การนําเสนอบทเรยน
ี
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
้
์
ื
ี
้
ิ
ิ
ี
- ครยกตัวอย่าง โดยใชวดิทัศน์ทมผูหญงคนหนึงใชชวตประจาวันในช่วงเชาตั้งแต่ตนมา
่
่
้
ํ
้
ู
ี
้
ี
่
ี
้
ํ
ํ
ี
ํ
ตมน้าทานกาแฟ ตากผา ฯลฯ และตั้งคาถามว่า “ในชวิตประจาวันของผูหญงคนน้มสิ่งใดบางท ี่
้
ิ
้
้
ี
ี่
มความเกยวของกับการเปลยนสถานะ และในการเปลยนแปลงสถานะนั้นๆ เปลยนจากสถานะ
ี่
ี
ี
่
ี
่
้
็
้
ใดเปนสถานะใดบาง”
ี
ื
ํ
ู
ี
ื
้
ิ
้
- ครนาเตาไฟฟ้ามาเสยบปลัก เพอใหเกดความรอน แลวใหนักเรยนเอามอมาใกลๆ จน
่
้
๊
้
้
ร้สึกร้อน และตั้งคาถามว่าความรอนเปลยนแปลงจากพลังงานรปใด?
ู
ํ
ี
ู
้
่
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)
ิ
์
่
ี
ี
่
้
ิ
- ครเริมอธบายหลักการเปลยนสถานะของสาร และใหนักเรยนรวมศึกษากระบวนการ
ู
่
ี
่
เปลยนสถานะของสาร
- ครอธบายหลักการถายโอนความรอน ใหความรเกยวกับความจุความรอน กฎการ
ิ
้
ู
้
่
ู
้
้
่
ี
ิ
อนุรกษพลังงาน และการเกดสมดุลความรอน
ั
้
์
ี
่
- ครอธบายหลักการเปลยนรปพลังงาน
ู
ู
ิ
ู
ื
่
ี
ื
้
้
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....
ื
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
ิ
- ใหนักเรยนทาแบบฝกหัดเรอง การถายโอนความรอน และคานวณ
ํ
้
ึ
ี
่
ํ
ื
่
้
่
ี
ิ
- ใหนักเรยนออกแบบการทดลองการนาสารทมอุณหภูมิต่างกัน มาผสมกันจะเกดผล
ี
ํ
้
ี
ั
ี
้
ํ
ิ
ื่
้
ุ
อย่างไร? นักเรยนนาผลการทดลองมาอภปรายใหเพอนฟง พรอมสรปผลการทดลอง
่
้
ิ
- นักเรยนอธบายเกยวกับการขยายตัวของวัตถุเนองจากความรอน
่
ื
ี
ี
ี
ํ
ี่
่
ี่
ี
ุ
ึ
- นักเรยนทาแบบฝกหัด สถานะและการเปลยนสถานะของสารและรวมกันสรปสิ่งทเรยน
ี
- นักเรยนเชอมโยงความรเกยวกับการถายโอนความรอนกับสิงทเกดขึ้นในชวิตประจาวันได ้
่
ู
ี
่
้
ี
ํ
ี
่
่
ิ
้
ื
่
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
ี
่
่
่
ี
้
5.1 Reflect - นักเรยนเขาใจเกยวกับหลักการเปลยนสถานะของสารและหลักการถายโอน
ี
่
ี
่
้
ความรอนอย่างไร?
ี
ิ
ี่
ี่
5.2 Connect - นักเรยนคิดว่าการเปลยนสถานะเกยวของกับเหตุการณในชวตประจาวัน เช่น
ี
้
ํ
์
ิ
้
้
การตมน้า การตากผา การเกดฝน ฯลฯ อย่างไร?
ํ
้
ี
ี
ํ
5.3 Apply - นักเรยนจะนาความรเกยวกับการถายโอนความรอนมาใชในชวิตประจาวันไดอย่างไร?
ู
้
่
ี
ํ
้
่
้
6. สอการเรยนการสอน
่
ื
ี
- เตาไฟฟ้า - วีดิทัศนเกยวกับการใชชวิตประจาวันของผูหญงคนหนึ่ง
์
ี่
ํ
ี
้
ิ
้
ํ
่
่
ื
ึ
้
- แบบฝกหัดเรอง การถายโอนความรอนและการคานวณ
229
สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร์ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5
ี
หนวยการเรยนรู้ 8) ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม - ภาวะโลกร้อน (Global Warming)
่
ี
ุ
์
ออกแบบโดย ครูกมลธร สิงหประ โรงเรียน เซนต์โยเซฟบางนา สมุทรปราการ
วันท่ ี 12 มนาคม 2016
ี
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
ั
้
- นักเรยนตระหนักถึงปญหาภาวะโลกรอนและเสนอแนวทางแกปญหา
้
ั
ี
ั
- นักเรยนมส่วนรวมในการเฝ้าระวังและเสนอแนะแนวทางแกปญหาในชวตจรง
่
ี
้
ี
ิ
ี
ิ
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
ํ
็
่
ํ
ั
้
ิ
้
ี
ี
- ปญหาภาวะโลกรอนเกดจากพฤติกรรมของมนุษย นักเรยนเปนส่วนหนึ่งทจะทาใหเกิด
็
์
่
ั
ั
้
์
ี
้
้
ปญหาดังกล่าว ดังนั้น เราจึงตองรกษาและพัฒนาสิงแวดลอมใหมความสมดุลยและช่วย
บรรเทาภาวะโลกรอน
้
ื
้
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
้
- ภาวะโลกรอน (Global Warming)
ื
์
- ปรากฏการณเรอนกระจก (Greenhouse Effect)
๊
ื
- แกสเรอนกระจก (Greenhouse Gases)
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
้
ั
ู
ี
- นักเรยนตอบคาถามครว่าปญหาโลกรอนส่งผลต่อชวิตประจาวันของนักเรยนอย่างไร
ํ
ี
้
ี
ํ
๐
ี
ี
- นักเรยนดูคลิปวดิโอ เรอง 6 C เปลียนโลก (6 C Change the World) และถามนักเรียน
๐
่
ื
่
ั
ี
้
็
้
ว่าถานักเรยนตองเผชิญกับปญหาดังวดโอคลิปจะรสึกอย่างไร? และจําเปนต่อพวกเราอย่างไร?
ี
ู
ิ
้
1.5 เวลา (Time)
- เวลา 2 คาบ คาบละ 50 นาที
ั
2. การประเมินและวดผล
- นักเรยนประมวลและสรปแนวทางการเฝ้าระวังดูแลและช่วยบรรเทาภาวะโลกรอนในรป
้
ุ
ู
ี
ของผังมโนทัศน ์
3. การสรางบรรยากาศ [LIKE]
้
ี
่
ื
ี
้
- สนทนาซักถามนักเรยนโดยใชเน้อหาทไดจากการดูคลิป วดิโอ เช่นกรณ ตนเชาขึ้นมา
ี
ื
ี
้
่
้
ู
ํ
้
้
์
พบว่าบานของเราโดนน้าท่วมเขามาถึงชั้น หนึ่งครใหนักเรยนช่วยกันวิเคราะหว่าเหตุการณแบบ
์
้
ี
ื
้
ี
ิ
ี
น้มโอกาสเกดขึ้นไดอกหรอไม่? และอะไรเปนสาเหตุ?
ี
็
230
ี
4. การนําเสนอบทเรยน
์
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
้
๐
๐
- จากการดูวดโอ เรอง 6 C เปลียนโลก (6 C Change the World) นักเรียนมีความเห็น
่
ิ
ี
่
ื
อย่างไร (วิดีโอ เรอง 6 C เปลี่ยนโลก เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ)
ื่
๐
- ปจจุบันมนุษยมพฤติกรรมส่งเสรมใหเกดภาวะโลกรอนไดอย่างไร?
ี
้
ิ
ิ
์
ั
้
้
้
ี
- นักเรยนทราบหรอไม่ว่าอะไรเปนสาเหตุของภาวะโลกรอน?
ื
็
ี
้
้
- นักเรยนมแนวทางในการเฝ้าระวังและบรรเทาภาวะโลกรอนไดอย่างไร?
ี
่
ี
ี
่
์
- แบ่งกลุ่มนักเรยน กลุมละ 4-5 คนช่วยกันทาผังมโนทัศนเกยวกับ (ก) สาเหตุ (ข)
ํ
ผลกระทบ (ค) การเฝ้าระวังและบรรเทาภาวะโลกรอน
้
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)
ิ
์
่
ู
- ครให้ความรเพิมเติม เรือง สาเหตุของภาวะโลกรอน ภาวะเรอนกระจกและแกสเรือน
้
ู
็
้
ื
่
กระจก
ื
ิ
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
่
้
ั
้
้
- นักเรยนแต่ละกลุมคนควาแนวทางแกปญหาดังกล่าว
ี
๊
ิ
ี
- นักเรยนช่วยกันนาเสนอแนวทางลดปรมาณแกสเรอนกระจกอันเปนตนเหตุของภาวะ
ํ
็
้
ื
โลกร้อน
ํ
- นักเรียนจะดําเนินชวิตประจาวันอย่างไรเพอลดปรมาณแกสเรอนกระจก
๊
ื
ื่
ิ
ี
- นักเรยนเสนอกจกรรมเพอช่วยลดปรมาณแกสเรอนกระจก
่
ิ
ื
ิ
ี
๊
ื
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน [LIKE]
ี
่
่
5.1 Reflect
่
้
ี
ื
้
้
่
ี
ี
- ใหนักเรยนคิดทบทวนสิงทเรยนมาและบันทึกลงสมุดในหัวขอ ภาวะโลกรอน ภาวะเรอน
๊
กระจกและแกสเรอนกระจก
ื
5.2 Connect
้
- นักเรยนคิดว่า เน้อหาเรองภาวะโลกรอนเกยวกับเรองชวตกับสิ่งแวดลอมอย่างไร?
ี
ิ
ื่
้
ี
ื
ี่
ื่
5.3 Apply
่
่
ื
่
ิ
ี
- จากบทเรยน เรือง ภาวะโลกรอน นักเรยนจะปรบเปลยนพฤติกรรมเพอช่วยลดปรมาณ
ี
ี
ั
้
แกสเรอนกระจกของตนเองอย่างไร?
ื
๊
6. สอการเรยนการสอน
่
ื
ี
่
๐
๐
- วีดิโอคลิปเรื่อง 6 C เปลียนโลก (6 C Change the World)
- หนังสอเรียน
ื
ู
ี
- ตัวครและนักเรยน
231
บทที่ 2
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
ประถม 1 1) จานวนนับ 1-10 233
ิ
ู
2) รปเรขาคณตสองมิติ 235
้
ประถม 2 1) การคูณจานวน 2 หลักดวยจานวนทม 1 หลัก 237
ี
ี่
ี่
ี
2) การวัดความยาวทมหน่วยเปนเซนติเมตร 239
็
ประถม 3 บันทึกรายรบ - รายจ่าย 241
ั
ี่
ื
ั
ประถม 4 1) การหาพ้นทสเหลยมจตุรส 243
ี่
ี่
2) การชั่ง - หน่วยการชั่ง 245
ประถม 5 1) สถติและความน่าจะเปน 247
ิ
็
ิ
ิ
2) รปเรขาคณตสามมิติและปรมาตร 249
ู
ี่
์
ั
มัธยม 2 1) การแกโจทยปญหาเกยวกับจานวน 251
้
้
2) พทาโกรส - การหาความยาวของดานทเหลอ 254
ั
ี่
ี
ื
ี่
ู
3) พหุนาม - การหาพ้นทในรปของตัวแปร 256
ื
มัธยม 3 1) ความคลายกับการนาไปใช 258
้
้
็
็
2) ความน่าจะเปน - วิธการหาความน่าจะเปนของเหตุการณ ์ 260
ี
3) ความน่าจะเปน (Sample Space) 262
็
4) ความน่าจะเปน 265
็
5) พาราโบลา 267
้
ั
์
มัธยม 6 1) การวิเคราะหความสัมพันธเชิงฟงกชันระหว่างขอมูล 269
์
์
็
2) ความน่าจะเปน 271
3) ลาดับและอนุกรม 273
232
สาระการเรยนรู้ คณิตศาสตร์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1
ี
หนวยการเรยนรู้ 1) จ านวนนับ 1-10
่
ี
่
่
ี
ออกแบบโดย ครูวิชญา แซเลยว โรงเรยน มาแตร์เดอีวิทยาลัย กรุงเทพฯ
ี
วันท่ ี 23 มกราคม 2016
1. การใหภาพรวม
้
์
1.1 วัตถุประสงค (Objectives)
- นักเรยนสามารถนับจานวนนับ 1-10 ได ้
ี
- นักเรยนสามารถอ่านและเขยนตัวเลขไทย ตัวเลขฮินดูอารบิกและตัวหนังสอได ้
ี
ื
ี
็
1.2 ความจาเปน (Needs)
้
- การนับทาใหรว่าสิ่งของมจานวนเท่าไร?
้
ี
ู
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
้
ื
- ความหมายของจานวนนับ
ื
ี
- การอ่านและเขยนตัวเลขไทย ตัวเลขฮินดูอารบิกและตัวหนังสอ
้
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest) [LIKE]
ี่
้
ี
- ถานักเรยนเจอป้ายราคาในรานคาหรอสอต่างๆ ทแสดงจานวน นักเรยนสามารถอ่าน
้
ื
ื่
้
ี
ื
็
ี
และเขยนเปนตัวเลขไทย ฮินดูอารบิกและตัวหนังสอได ้
1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ
2. การประเมินและวดผล
ั
- การตอบค าถาม
3. การสรางบรรยากาศ
้
ี
ิ
- การทาสมาธก่อนเรยน
4. การน าเสนอบทเรยน
ี
์
้
4.1 การสรางประสบการณ (See)
ี
่
่
้
ื
่
ี
- ครแบ่งใหนักเรยนแบ่งกลุมกลุมละ 6 คน โดยใหนักเรยนแต่ละกลุมยกมอตอบคาถาม
้
ู
จากบัตรตัวเลขแลวบันทึกค าตอบเปนตัวเลขไทย ตัวเลขฮินดูอารบิก และตัวหนังสอ
้
ื
็
่
ิ
ื่
่
- ครจัดกจกรรมเกมลมเพลมพัดจับกลุม เช่น จัดกลุม 2 คน 3 คน ไปเรอยๆ จนครบ 10 คน
ู
์
4.2 การคิดวินิจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]
้
ู
- ครใหนักเรยนอ่านความหมายของจานวนนับ
ี
ุ
ู
- ครและนักเรยนช่วยกันสรปความหมายของจานวนนับ
ี
233
ี
ี
ู
- ครนาสิ่งของต่าง ๆ ทหาไดจากในหองเรยน เช่น เครองเขยน มาวางไวบนโตะชูขึ้นทละ
้
๊
ี่
้
้
ี
ื่
้
คร้ง แลวถามถึงจานวนของสิ่งของชนิดนั้นว่า คืออะไร? จานวนเท่าไร?
ั
ู
ี
- ครและนักเรยนรวมกันเฉลยค าตอบบนกระดาน
่
ิ
ื
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
ี
ื่
ี
้
ื่
้
้
ู
- ครใหนักเรยนจับคู่กับเพอนแลวสลับกันสารวจอวัยวะของเพอน แลวตอบว่า มจานวน
เท่าใด? เช่น เธอมมอ 2 ขาง เธอมนิ้วมอ 10 นิ้ว
ี
้
ื
ื
ี
ื่
้
- ครใหนักเรยนทาแบบฝกหัด เรอง จานวนนับ 1-10
ี
ู
ึ
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
่
่
ี
5.1 Reflect
ื่
ู
้
้
ี
ี
้
- นักเรยนไดเรยนรอะไรในเรองจานวนนับ 1-10 น้บาง?
ี
้
- นักเรยนเห็นความแตกต่างของตัวเลขไทย ตัวเลขฮินดูอารบิก และตัวหนังสออย่างไรบาง?
ื
ี
5.2 Connect
้
ื
ื่
้
้
ี่
- นักเรยนคิดว่า จานวนนับ 1-10 เกยวของหรอสามารถเชอมโยงกับวิชาอะไรไดบาง?
ี
ื่
ี
้
ั
ื่
- นักเรยนคิดว่า เรองน้สามารถเชอมโยงกับวิชาสังคมในเรองครอบครวไดหรอไม่?
ี
ื
ื่
5.3 Apply
้
ี
- นักเรยนสามารถนาเน้อหาเรองจานวนนับ 1-10 ไปประยุกตใชในชวิตประจาวันได ้
ี
ื
ื่
์
อย่างไร?
6. สอการเรยนการสอน
ี
่
ื
- บัตรค า
ื่
- เครองเขยน
ี
234
สาระการเรยนรู้ คณิตศาสตร์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1
ี
หนวยการเรยนรู้ 2) รูปเรขาคณิตสองมิติ
ี
่
์
ุ
ออกแบบโดย ครูนพพร นะวะบตร โรงเรียน เซนตโยเซฟบางนา สมทรปราการ
ุ
วันท่ ี 12 มนาคม 2016
ี
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
- นักเรยนสามารถจาแนกรปสามเหลยม รปสเหลยม รปวงกลม รปวงร ี
ํ
่
ี
ี
ี
ู
ู
่
ี
ู
ู
่
1.2 ความจาเป็น (Needs) [LIKE]
ํ
ี
ู
่
็
ี
ู
ิ
- นักเรยนสามารถบอกลักษณะของรปรางของรปเรขาคณตสองมิติทพบเหนใน
่
ี
้
ชวิตประจาวันไดอย่างถูกตอง
้
ํ
ื
้
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
ิ
ู
- รปเรขาคณตสองมิติ
้
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
- เกม “เสอไล่วัว”
ื
1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ 50 นาที
ั
2. การประเมินและวดผล
้
ิ
ื
ิ
- สังเกตการเขารวมปฏบัติกจกรรม “เกมเสอไล่วัว”
่
- การถาม-ตอบ
ู
ํ
ี
ิ
- ภาพวาดรปเรขาคณตสองมิติในชวิตประจาวัน
3. การสรางบรรยากาศ
้
- การเล่นเกม
ํ
- การกาหนดกติกาในการเล่นเกม
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
4.1 การสรางประสบการณ (See): [LIKE]
้
์
- ใหนักเรยนเล่นเกม “เสอไล่วัว” โดยครใหนักเรยนในชั้นจับมอกันเปนร้ววงกลม ม ี
็
ั
ื
ี
้
ี
ู
ื
้
็
ิ
ื
่
ี
่
ี
็
นักเรียน 1 คน เปน “วัว” นักเรยนอก 1 คน เปน “เสอ” เสอจะไล่วัวโดยพยายามวงผ่านร้วซึง
ั
ื
เพอนๆจะพยายามไม่ใหมช่องว่าง วัวจะวิ่งไปรอบๆไม่ใหเสอจับได ้
ื่
ี
้
ื
้
ู
่
่
ี
่
ี
ู
่
็
ั
- นักเรยนรวมกันสนทนาเกยวกับรปรางของร้วว่ามรปรางเปนอย่างไร?
ี
235
่
ี
ี
้
๊
้
ื
ู
ี
- ครให้นักเรยน 4 คน ออกมายืนทมุมโตะหนาชั้นเรยนใหเพอนอก 2 คน นาเชอกมาคลอง
ํ
ี
ื
้
่
ี
ผ่านนักเรยนทั้ง 4 คน
่
ี
ู
- นักเรียนรวมกันแสดงความคิดเหนว่าเชอกมรปรางอย่างไร?
่
ื
็
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]
ิ
์
่
ี
ู
่
ี
่
้
ี
็
ี
ู
ื
- ครติดกระดาษรปวงกลม สเหลยม สามเหลยม และวงร บนกระดานใหเหนลักษณะหรอ
่
ู
ู
รปรางของรปเรขาคณตสองมิติแต่ละภาพ
ิ
ิ
้
็
ึ
ิ
- ครูอธบายถงลักษณะรูปร่างของรูปเรขาคณตสองมิติแต่ละภาพ เช่น วงกลมเปนเสนโคง
้
่
ี
ทั้งหมด มความกลม สเหลยมเปนเสนตรงทั้งหมด ม 4 ด้าน สามเหลยมเปนเสนตรงทั้งหมด ม ี
ี
้
ี
่
็
่
้
็
ี
ี
้
3 ด้าน และวงรีเปนเสนโคงทั้งหมด มความกลมร ี
็
ี
้
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)
ื
ิ
ู
ี
้
่
ี
่
ี
ิ
ี
่
- ใหนักเรยนสังเกตสิงทอยูรอบๆตัวเราว่า “มีสิ่งใดบางท่มองค์ประกอบของรปเรขาคณต
้
ี
ื่
ี
่
ู
รปวงกลม สเหลยม สามเหลยม และวงร? และบอกชอของสิ่งนั้น”
ี
่
ี
่
้
ิ
้
้
ื
่
- ใหผูแทนนักเรียนออกมาหยบบัตรชอของรปเรขาคณตสองมิติมาติดบนกระดาษใหตรง
ู
ิ
ื
กับรปพรอมบอกเหตุผลว่าทาไมจึงเลอกชอน้?
ํ
ู
้
ื
่
ี
ี
ี
้
่
่
- ครูแบ่งนักเรยนเป็นกลุม 5 กลุม และแจกกระดาษ A4 ใหนักเรยนแต่ละกลุม ช่วยกันหา
่
ู
สิงต่างๆ รอบตัวมาเปนแบบในการวาดรปเรขาคณตสองมิติ เช่น เงนเหรยญ ยางลบ ฯลฯ และ
ี
่
ิ
ิ
็
้
ตกแต่งใหสวยงาม
่
ี
- นักเรยนแต่ละกลุมส่งตัวแทนมานาเสนอผลงานหนาหองเรยน
้
้
ํ
ี
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
่
ี
่
5.1 Reflect
ิ
ู
้
ู
้
ี
ี
- นักเรยนไดเรยนรอะไรบางจากการเรยนเรอง “รปเรขาคณตสองมิติ”?
้
ี
่
ื
5.2 Connect
ู
ี
ื่
ิ
- นักเรยนคิดว่า เรองรปเรขาคณตสองมิติเกยวของกับวิชาใดไดบาง?
้
้
้
ี่
5.3 Apply
ี
ิ
ื
่
ื
่
ื
ิ
ี
- นักเรยนสามารถนาเรองเรขาคณตสองมิติไปใชในชวิตประจาวันหรอในการเรยนวชาอน
ํ
้
ี
ํ
อย่างไร?
ี
6. สอการเรยนการสอน
่
ื
- กระดาษรปวงกลม สเหลยม สามเหลยม และวงร ี
ู
่
ี
ี
่
่
ี
ู
ิ
- บัตรชอรปเรขาคณต
ื่
- กระดาษ A4
236
สาระการเรยนรู้ คณิตศาสตร์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2
ี
หนวยการเรยนรู้ 1) การคูณจํานวน 2 หลักด้วยจํานวนที่มี 1 หลัก
ี
่
์
ุ
่
์
ิ
ุ
ออกแบบโดย ครูกลมสาระคณตศาสตร โรงเรียน เซนตโยเซฟบางนา สมทรปราการ
วันท่ ี 11 มีนาคม 2016
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
ี
ํ
ี่
- นักเรยนสามารถหาผลคูณของจานวนทม 2 หลักกับจานวนทม 1 หลักได้
ี
ี
ํ
ี่
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
ํ
็
ํ
ํ
ี
่
ี
้
ํ
้
ํ
ิ
- การหาผลบวกจานวนทซ้ากันไดรวดเรวขึ้น สามารถนาไปใชในชวตประจาวันได เช่น
้
็
ิ
ี
์
ื
็
การซ้อของ และเปนพ้นฐานของการเรยนคณตศาสตรขั้นสูงต่อไป
ื
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
ื
้
ี
- การคูณจานวน 2 หลักกับจานวนทม 1 หลัก
ํ
ํ
ี่
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
้
- ครนานักเรยนรองเพลงสูตรคูณพาเพลิน
ู
้
ี
ํ
1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ 50 นาที
2. การประเมินและวดผล
ั
ึ
ี
- สังเกตการฝกปฏบัติของนักเรยน
ิ
- ทดสอบ
3. การสรางบรรยากาศ
้
้
- รองเพลงสูตรคูณพาเพลิน
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
์
้
ี
- ครูแบ่งกลุมนักเรยนออกเปน 5 กลุมๆ ละ 7 คน
่
็
่
ํ
่
้
ํ
ู
่
- ครแจกบัตรจานวนใหกลุมละ 14 ใบ กลุ่มที 1-5 จะไดบัตรจานวน 2, 3, 4, 5, 6
้
ตามลาดับ
ํ
ี่
ี
้
- ในแต่ละกลุม ใหหาผลรวมของจานวนเลขทได และเขยนคําตอบบนกระดานโดยตัวแทนกลุม
ํ
้
่
่
ื
- ครถามว่า นักเรยนใชเวลานานหรอไม่? อย่างไร?
ู
้
ี
- และถามว่า นักเรยนมวิธคิดเรวกว่าน้อกหรอไม่? อย่างไร?
็
ี
ี
ี
ี
ื
ี
237
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)
ิ
์
- ครูแจกแผ่นสูตรคูณใหนักเรยน
้
ี
- นักเรยนและครรวมกันรองเพลงสูตรคูณอก 4 คร้ง
ี
ี
ู
่
้
ั
่
่
ี
ํ
ี
ิ
ี
ิ
ี
ํ
- ครูสาธตวธการหาผลคูณของจานวนทม 2 หลัก กับจานวนทม 1 หลัก เช่น (14 x 5),
ี
ี
(12 x 3) มวิธการอย่างไร?
ี
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
ื
ิ
่
ี
- นักเรยนแต่ละกลุมทาใบงานสูตรคูณแสนสวย [สูตรคูณ แม่ 2 แม่ 3 และแม่ 7 ตาม
ํ
ภาพประกอบ]
่
ํ
- นักเรยนแต่ละกลุมนาเสนอภาพสูตรคูณแสนสวย
ี
ึ
่
ํ
้
ึ
ํ
ี
- นักเรยนทาแบบฝกหัดสูตรคูณแสนสวย แม่ 12 ถง แม่ 19 กลุมเดยวกันจะไดภาพไม่ซ้า
ี
กัน
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
่
ี
่
5.1 Reflect
ี
้
ู
้
ี
- นักเรยนไดเรยนรทักษะอะไรในชั่วโมงนี้?
ู
้
ี
ี
- นักเรยนอยากเรยนรอะไรเพิมเติมเกยวกับการคูณ?
่
ี
่
้
ํ
่
้
ี
- นักเรยนไดเรยนรอะไรบางในการทางานกลุม?
ี
้
ู
5.2 Connect
ี
ี่
ี่
ื
ื่
ี
ี
- นักเรยนคิดว่า เน้อหาทเรยนเรองการคูณน้เกยวกับเน้อหาทเรยนในคาบทแลวอย่างไร?
ี
ี่
ื
ี่
้
- นักเรียนคิดว่า เรองการคูณสามารถเชอมโยงกับวิชาใด?
ื
่
่
ื
ี
ี
- ในการทางานกลุมคร้งน้ นักเรยนมวิธการทาอย่างไรใหงานสาเรจ?
้
ี
ํ
ั
่
็
ี
ํ
ํ
5.3 Apply
ี
ํ
่
ี
ี
ื
ํ
ี
- นักเรยนสามารถนาเน้อหาทเรยนไปใชในชวิตประจาวันอย่างไร?
้
ี
็
- นักเรยนคิดว่าจะทาอย่างไร เพอใหงานกลุมมความสนุก มความสุขและสาเรจ?
ํ
ี
ํ
่
ี
่
้
ื
้
ี
- ถาเพอนในกลุมของนักเรยนท่องสูตรคูณไม่ได นักเรยนจะมวิธการช่วยเหลออย่างไร?
ื
ื่
่
ี
ี
้
ี
6. สอการเรยนการสอน
ื
ี
่
- แผ่นสูตรคูณ
- ใบงานสูตรคูณแสนสวย
ึ
- แบบฝกหัดสูตรคูณแสนสวย
238
สาระการเรยนรู้ คณิตศาสตร์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2
ี
หนวยการเรยนรู้ 2) การวัดความยาวที่มีหน่วยเป็นเซนติเมตร
่
ี
ั
่
ออกแบบโดย ครูรตนา หงวนเสงียม โรงเรียน เซนต์โยเซฟบางนา สมุทรปราการ
ี
วันท่ ี 12 มนาคม 2016
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
็
ี่
- เพอใหนักเรยนสามารถวัดความยาว สิ่งต่างๆทมหน่วยเปนเซนติเมตร ได้ถูกต้อง
ี
ื่
ี
้
1.2 ความจาเป็น (Needs) [LIKE]
ํ
่
่
้
ี
ี่
้
ี
- นักเรยนวัดความยาวของสิงของทตองการวัดไดขนาดทถูกตอง
้
้
ื
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
็
ี
ี
- การวัดความยาวทมหน่วยเปนเซนติเมตร
่
้
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest) [LIKE]
ํ
ี่
ี
- นักเรยนเล่นเกมจับไมสั้นไมยาวโดยใชหลอดดูดน้า ทมขนาดต่างๆ กัน 5 ขนาด
้
้
้
ี
1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ ( 50 นาที)
2. การประเมินและวดผล
ั
็
ิ
- จากการปฏบัติการวัดความยาวเปนรายบุคคล
3. การสรางบรรยากาศ
้
- เล่นเกมจับไม้สั้นไม้ยาว
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
์
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
้
- แบ่งกลุมนักเรยนตามขนาดของหลอดทจับได เป็น 5 กลุม
ี่
่
ี
่
้
- กลุ่มที 1 และ 2 ไดรับไมบรรทัด กลุ่มที 3 ไดรับไมเมตร กลุ่มที 4 ไดรับสายวัดตัว กลุ่มที ่
่
้
่
้
่
้
้
้
5 ไดรบตลับเมตร
ั
้
ึ
่
ี
- นักเรยนแต่ละกลุมศึกษาลักษณะและบอกถงความเหมาะสมในการใช ้
์
ิ
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)
ี
้
- ครูสาธตวิธใชไมบรรทัด ไมเมตร สายวัดตัว และตลับเมตร
ิ
้
้
่
- ครูแนะนาการอ่านหน่วยความยาวทเปนเซนติเมตร
ี
็
ํ
้
- นักเรยนปฏิบัติการวัด ขอบโตะ ขอบประตู ขอบหนาต่าง และรอบเอวโดยเลอกใช ้
ี
๊
ื
อุปกรณทเหมาะสม
ี่
์
239
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
ื
ิ
ี
้
- นักเรยนปฏบัติการวัด ขอบโตะ ขอบประตู ขอบหนาต่าง และรอบเอวโดยเลอกใช ้
๊
ิ
ื
อุปกรณทเหมาะสม
ี่
์
- ตัวแทนนักเรยนในแต่ละกลุมออกมารายงานผลการวัดความยาว
่
ี
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
ี
่
่
5.1 Reflect
ี
้
้
ี
ี
ํ
ั
ื
้
ู
ี
่
่
ี
- นักเรยนไดเรยนรอะไรบางเกยวกับ เรือง การวัดความยาว นักเรยนมคาถามหรอปญหา
ี่
้
ื่
อะไร ทตองการหาคําตอบเพิ่มเติมในเรองน้?
ี
5.2 Connect
่
- นักเรยนคิดว่า สิ่งทไดเรยนในวันน้จะเกดคุณค่าพระวรสารใน เรือง ความซอตรงอย่างไรบาง?
ิ
ี
่
ี่
้
ี
ื
้
ี
5.3 Apply
ี
้
ํ
้
้
ี
ู
ํ
่
้
- นักเรยนสามารถนาความรทีได้เรยนน้ ไปประยุกต์ใชในชวิตประจาวันไดอย่างไรบาง?
ี
ี
6. สอการเรยนการสอน
่
ื
ี
้
- ไมบรรทัด
- ไม้เมตร
ื
้
- สายวัดเส้อผา
- ตลับเมตร
240
สาระการเรยนรู้ คณิตศาสตร์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3
ี
หนวยการเรยนรู้ บันทึกรายรับ - รายจ่าย
่
ี
ี
ั
์
ิ
ุ
ิ
์
ออกแบบโดย ครูรชดารนทร มสกะโปดก โรงเรียน มาแตรเดอวิทยาลย กรงเทพฯ
ุ
ั
วันท่ ี 23 มกราคม 2016
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
ื
- นักเรยนสามารถอ่านได เมอกาหนดบันทึกรายรบ-รายจ่าย
่
ํ
ั
ี
้
้
ี
ื่
ํ
ั
- นักเรยนสามารถบันทึกได เมอกาหนดบันทึกรายรบ-รายจ่าย
็
ํ
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
้
ี
ู
ื
้
ี
้
- นักเรยนมความร ความเขาใจ และสามารถวางแผนการใชเงนในอนาคต เลอกใชจ่ายใน
ิ
้
็
ํ
ิ
ี่
้
็
สิ่งทจาเปน เปนการปลูกฝงนิสัยการใชเงนอย่างประหยัด
ั
ื
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
้
- การอ่านบันทึกรายรบ-รายจ่าย
ั
- การบันทึกรายรบ-รายจ่าย
ั
้
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
- ครใหนักเรยนเล่นเกมเศรษฐ โดยนักเรยนแต่ละคนบันทึกจานวนเงินทไดรับและจานวน
่
้
ํ
ี
ี
ี
ํ
้
ี
ู
เงนท่เสยไป
ี
ิ
ี
1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ
2. การประเมินและวดผล
ั
่
- สังเกตจากการรวมกจกรรม
ิ
- ตรวจผลงาน (สมุดบันทึกรายรบ-รายจ่ายของนักเรยน)
ี
ั
- การตอบคาถาม
ํ
3. การสรางบรรยากาศ
้
้
ู
ี
่
- ครและนักเรยนรวมกันรองเพลง “รวมเงิน”
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
์
้
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
่
ี
์
่
่
ี
- แบ่งกลุมนักเรยน กลุมละ 6 คน โดยแต่ละกลุมจะไดอุปกรณต่อไปน้ กระดานเกมเศรษฐ ี
้
้
พรอมกติกาในการเล่น และสมุดบันทึกเล่นเกมเศรษฐ ี
ี
ํ
้
ิ
ี่
ํ
ี่
ี
- นักเรยนแต่ละคนบันทึกจานวนเงนทไดและจานวนเงนทเสยไป
ิ
241
ิ
ํ
ี
่
ี
ู
ิ
่
่
ิ
ี
ี
ี
้
ํ
้
- ครและนักเรยนรวมกันอภปราย “จานวนเงนทไดมอะไรบาง? และจานวนเงนทเสยไปม ี
้
อะไรบาง?”
ิ
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)
์
ู
้
้
ี
ํ
ี
ี
- ครใหนักเรยนดูบันทึกรายรับ-รายจ่าย พรอมตอบคาถามต่อไปน้ “การเขยนบันทึก
็
้
ั
รายรบ-รายจ่าย แบ่งออกเปนกส่วน? และอะไรบาง?”
ี่
ู
- ครใหนักเรยนอ่านบันทึกรายรบ-รายจ่าย
ี
ั
้
ื
ิ
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
ี
้
ํ
- ใหนักเรยนทาสมุดบันทึกรายรบ-รายจ่ายของตนเอง ในเวลา 1 สัปดาห ์
ั
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
ี
่
่
5.1 Reflect
ิ
- การบันทึกรายรบ-รายจ่ายสามารถวางแผนการใชเงนไดอย่างไร?
ั
้
้
5.2 Connect
์
- เงนและบันทึกรายรบ-รายจ่ายเกยวของกับความรพ้นฐานทางคณตศาสตรอย่างไร?
้
ื
ิ
ู
ิ
่
้
ั
ี
5.3 Apply
้
ี
ิ
่
ื
ู
- นักเรยนจะนาความรเรองการวางแผนการใชเงนไปใชในแต่ละวันอย่างไร?
้
ํ
้
6. สอการเรยนการสอน
่
ื
ี
- PowerPoint
- เกมเศรษฐ ี
- สมุดบันทึกเล่นเกมเศรษฐ ี
242
ิ
ี
สาระการเรยนรู้ คณตศาสตร ์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4
หนวยการเรยนรู้ 1) การหาพื้นที่สี่เหลี่ยมจตุรัส
่
ี
ั
์
ออกแบบโดย ครูนพรตน จําปาจูม โรงเรียน เทพพิทักษ์พิทยา อุบลราชธานี
ุ
วันท่ ี 7 มิถนายน 2014
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
ี่
ู
ี่
ั
- นักเรยนสามารถหาพ้นทของรปสเหลยมจัตุรสได ้
ี่
ื
ี
็
ํ
1.2 ความจาเปน (Needs)
ื
่
ี
ู
่
ื
็
ี
ื
่
ํ
ื
่
ิ
- เพอเปนพ้นฐานในการหาพ้นทรปสเหลยมชนดต่างๆ และนาไปสูการหาพ้นท เช่น
ี
่
่
ี
ํ
หองเรยน หองนอน สนาม ฯลฯ (นาไปสูการแกปญหาในชวิตประจาวัน)
ํ
้
่
ั
้
ี
ี
้
้
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
ื
่
ี
ี
่
ี
์
่
ี
ื
่
ั
ู
- สมบัติของรปสเหลยมจัตุรส หน่วยการหาพ้นท และความสัมพันธของทมาของสูตรการ
ื
้
ี่
หาพ้นท (ดาน x ด้าน)
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
้
ี
้
ี่
ี่
็
ู
ี่
- ใหนักเรยนยกตัวอย่างสิ่งของทมลักษณะเปนรปสเหลยมจัตุรสทพบเห็นใน
ั
ี่
ี
ชวิตประจาวัน สนทนาแลกเปลยน และจดบันทึกขอมูล
้
ํ
ี
ี่
1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ (50 นาที)
2. การประเมินและวัดผล
- สนทนาแลกเปลยนกันนักเรยน
ี
ี่
้
3. การสรางบรรยากาศ
- ประเมินจากการอภปรายในกลุม
่
ิ
ี่
ั
ื่
ี่
ื
- ใบงาน เรอง การหาพ้นทสเหลยมจัตุรส
ี่
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
4.1 การสรางประสบการณ (See)
์
้
ู
ี
ี่
ี่
ี่
ู
ั
่
ั
้
ี
- ใหนักเรยนแบ่งกลุมๆ ละ 4-5 คน และรบกระดาษรปสเหลยมจัตุรสทครเตรยมมา
่
้
็
- ใหแต่ละกลุมแบ่งกระดาษออกเปนตาราง 10 x 10 ซม. จากนั้นช่วยกันหาความสัมพันธ ์
ี
ของจานวนตารางทเกดจากความยาวของแต่ละดาน
ิ
้
ํ
่
ี
่
ี
ิ
่
้
ิ
- นักเรยนรวมกันอภปรายความสัมพันธทเกดขึ้นจากการดาเนินกจกรรม และบันทึกขอมูล
์
ํ
ิ
243
ิ
์
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)
ื
้
่
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....
้
ู
ื
ี
ี
่
่
- ครอธบายเพิมเติมเกยวกับความสัมพันธระหว่างจานวนตารางทเกดขึ้น กับความยาว
ี
ิ
ู
่
ิ
ํ
์
ของดานของสเหลยมจัตุรส
ี่
้
ั
ี่
ู
ู
้
ี
ี
่
่
ี
ี
ั
่
ู
ี
ี
่
- ครยกตัวอย่าง รปสเหลยมจัตุรสทมความยาวของดานทแตกต่างกันออกไป ดังน้ รป
ื
ี
ี
ี
ี
่
ั
่
่
่
สเหลยมจัตุรสทมความยาว 2 ซม. จะมพ้นทีดังนี้
ี
้
้
้
ดานยาว = 2 ซม. และดานกวาง = 2 ซม.
= 2 x 2
= 4 ตารางเซนติเมตร
ี่
ี่
ี
ู
ี่
ื
ั
ู
ุ
- ครและนักเรยนช่วยกันสรป สูตรการหาพ้นทของรปสเหลยมจัตุรส
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)
ิ
ื
ี
ํ
่
- ใหนักเรยนแต่ละกลุมสารวจและหาพ้นท่สิงของทเปนสเหล่ยมจัตุรส และทําการจด
่
ี
ื
่
ี
ี
ั
้
ี
็
่
้
่
บันทึกมากลุมละ 5 อย่าง แลวมานาเสนอ
ํ
ี่
ํ
ื่
ี่
- ใหนักเรยนทาใบงาน เรอง การหาพ้นทสเหลยมจัตุรส
ี
่
ื
้
ี
ั
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
ี
่
่
5.1 Reflect
่
ี
ี
ี
่
่
้
้
ี
้
- นอกจากสูตรการหาพ้นทสเหลยมจัตุรส (ดาน x ดาน) แลว นักเรยนคิดว่า เราสามารถ
ื
ั
ี
้
ี่
หาพ้นทโดยใชวิธใดไดอก?
ื
ี
้
ั
่
ี
้
้
ี
ี
่
่
ื
- นักเรยนสามารถหาพ้นทสเหลยมจัตุรสไดอย่างไรบาง?
ี
5.2 Connect
ี
ื
่
ี
- นักเรยนคิดว่า การหาพ้นทสเหลยมจัตุรสมความเกยวของกับเน้อหาเรองการหาความ
ั
ื
ี
้
ี
่
่
่
่
ี
ี
ื
ู
ยาวรอบรปอย่างไร?
ู
- ถานักเรยนจะหาพ้นทสเหลยมจัตุรส นักเรยนตองมความรในเรองใดมาก่อนบาง?
ื
ี
ื่
ี
ี
้
ี่
้
ั
้
้
ี่
ี่
5.3 Apply
ื
ี
ี
่
้
ั
ี
ื
่
่
ี
- นักเรยนคิดว่า มอาชพใดบางทสามารถนาความรเรองการหาพ้นทสเหลยมจัตุรสไปใช?
ํ
้
่
ู
ี
่
ี
ี
้
ื
ั
้
ี
ี
- การหาพ้นทสเหลยมจัตุรสน้ นักเรยนจะสามารถนาไปประยุกต์ใชใน Program GSP ได้
่
ี
ํ
่
่
ี
ี
อย่างไร?
ื
6. สอการเรยนการสอน
ี
่
ี
ั
- กระดาษรปสเหลยมจัตุรส
ู
ี
่
่
ื
ี่
- ใบงาน เรอง การหาพ้นทสเหลยมจัตุรส
ี่
ี่
ั
ื่
244
สาระการเรยนรู้ คณิตศาสตร์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4
ี
หนวยการเรยนรู้ 2) การชั่ง - หน่วยการชั่ง
ี
่
ออกแบบโดย ครูสชานนทน ทองดี โรงเรียน เซนตโยเซฟบางนา สมทรปราการ
ั
ุ
์
์
ุ
ี
วันท่ ี 12 มนาคม 2016
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
- นักเรยนสามารถอธบาย หน่วยทใชในการชั่งน้าหนักของสิ่งของต่างๆ ไดถูกตอง
ี
ิ
ี่
้
้
้
ํ
1.2 ความจาเป็น (Needs)
ํ
ื
่
ํ
- นักเรยนอ่านน้าหนักจากเครองชัง และสามารถคาดคะเนได ้
ี
่
ื
้
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
่
- หน่วยการชัง
้
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
- เกมรวมน้าหนัก
ํ
1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบๆ ละ 50 นาที
ั
2. การประเมินและวดผล
ํ
- การตอบคาถาม
ึ
ํ
- การทาแบบฝกหัด
3. การสรางบรรยากาศ
้
- เล่นเกมรวมน้าหนัก
ํ
- ผัก-ผลไมของจรง
้
ิ
ี
4. การนําเสนอบทเรยน
์
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
้
ื
ิ
้
- ครูนาผัก-ผลไมของจรง เช่น แตงกวา มะเขอ หัวไช้เทา แตงโม แกวมังกร สม แอปเป้ล
้
ิ
้
ํ
้
ี่
ี
ฯลฯ แสดงใหนักเรยนดู และใหนักเรยนคาดคะเนน้าหนัก เช่น แตงกวา 1 ผล หนักกขด
้
ี
ํ
ี
้
ี
้
่
ํ
ู
ํ
ํ
ี
้
- คุณครทดลองชังน้าหนักแตงกวาใหนักเรยนดู และใหนักเรยนตอบคาถามว่าน้าหนัก
้
จรงของแตงกวา กับน้าหนักทนักเรยนคาดคะแนไว แต่งกันเท่าไร
ิ
ํ
ี่
ี
์
ิ
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]
ิ
- ครอธบายหน่วยบนเครองชั่ง ใหนักเรยนเขาใจตรงกัน
ู
ี
้
้
ื่
้
ื่
่
- ครใชสอการสอน “หน่วยการชังบนกระดาน”
ู
245
้
ํ
- ครสาธต การชั่งน้าหนักแตงโม (ก่อนชั่งใหนักเรยน คาดคะเน น้าหนักของแตงโมว่าหนัก
ู
ี
ิ
ํ
เท่าไร) และชั่งน้าหนักจรงของแตงโมใหดู
้
ํ
ิ
ี่
ี
- นักเรยนตอบคาถามว่าน้าหนักจรงของแตงโม กับน้าหนักทนักเรยนคาดคะเนไว ต่างกัน
ํ
ิ
้
ี
ํ
ํ
เท่าไร?
ิ
- บูรณาการคุณค่าพระวรสาร เรอง ความจรง
ื
่
็
ู
ี
ุ
ี
่
ิ
- นักเรยนและครรวมกันสรปจากการสาธต และใหนักเรยนรวมกันแสดงความคิดเหนและ
่
้
ื
ี่
ี่
์
ประสบการณทตนเองม เช่น เคยไปซ้อของกับคุณแม่ทตลาด
ี
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
ื
ิ
ิ
์
่
ื่
่
ั
ี
- นักเรยนแบ่งกลุม 5 กลุม กลุมละ 7 คน (ตัวแทนออกมารบอุปกรณ เครองชั่งสปรง ผัก
่
ี
ู
้
้
ผลไมของจรงทครเตรยมไวให และใบงาน)
้
่
ี
ิ
่
่
ํ
่
ํ
้
- นักเรยนในแต่ละกลุมรวมกันคาดคะเนน้าหนักผัก-ผลไม แต่ละชนด และชังน้าหนักจรง
ิ
ี
ิ
ํ
หลังจากนั้นสมาชิกในกลุม บันทึกความแตกต่างของน้าหนักผัก-ผลไม้ใน “ใบงาน” สมาชิกใน
่
่
กลุมร่วมกันสรุป
ํ
่
- ตัวแทนแต่ละกลุมออกมานาเสนอผลงาน
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
่
ี
่
5.1 Reflect
่
ื
่
ํ
ี
้
้
ี
ู
ี
- นักเรยนไดเรยนรอะไรบางเกยวกับเรอง หน่วยการชังน้าหนัก?
่
้
5.2 Connect
้
- นักเรยนคิดว่าสิ่งทไดเรยนรในวันน้ ทาใหนักเรยนคิดถึงหลักธรรมของศาสนาอย่างไร?
ี
ี
ู
ี่
ี
้
ํ
้
ี
5.3 Apply
ี
่
้
- จากสิ่งทได้เรียนในวันน้ นักเรยนและเพอนๆ ควรทาอะไรเพิมเติมใหเปนประโยชนต่อ
็
ํ
์
ี่
ื
่
ี
สังคมมากขึ้น?
ื
่
ี
6. สอการเรยนการสอน
- PowerPoint
- เครองชังสปรง
่
่
ิ
ื
- ผักผลไมของจรง
ิ
้
- ใบงาน
246
ี
สาระการเรยนรู้ คณตศาสตร ์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5
ิ
หนวยการเรยนรู้ 1) สถิติและความน่าจะเป็น
ี
่
ั
์
ออกแบบโดย ครูนนทนา เศษกระโทก โรงเรียน เซนตโยเซฟบางนา สมทรปราการ
ุ
วันท่ ี 10 ตุลาคม 2015
1. การใหภาพรวม [LIKE]
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
- นักเรยนสามารถอธบาย ความน่าจะเปนของเหตุการณทเกดขึ้นไดแน่นอนหรอ
้
์
่
ี
ิ
ี
ื
ิ
็
ี่
เหตุการณทไม่เกดขึ้นไดแน่นอน
์
้
ิ
ํ
็
1.2 ความจาเปน (Needs)
ื
ี
์
่
ี
ี
์
- นักเรยนนาไปใชตัดสินใจในเหตุการณทเกดขึ้นไดแน่นอนหรอเหตุการณท่ไม่เกิดขึ้นได ้
้
้
ํ
ิ
ี
้
ื
็
ี
ี
แน่นอนว่ามมากนอยเพยงใด และเปนพ้นฐานในการเรยนระดับชั้นสูงต่อไป
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
้
ื
้
็
- ความน่าจะเปนของเหตุการณทเกดขึ้นไดแน่นอนหรอเหตุการณทไม่เกดขึ้นไดแน่นอน
ิ
้
ี่
ื
์
์
ี่
ิ
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
้
ิ
- เกมการหยบลูกปงปองในกล่องทึบ
ิ
1.5 เวลา (Time) - 1 คาบ 50 นาที
ั
2. การประเมินและวดผล
- จากการตอบคาถาม - จากการทาแบบฝกหัด
ํ
ํ
ึ
3. การสรางบรรยากาศ
้
ิ
- เกมการหยบลูกปงปองในกล่องทึบ
ิ
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
้
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
์
ํ
ี
่
- ครูนากล่องเปล่าทึบบรรจุลูกปงปองสขาว 5 ลูก สสม 4 ลูก สุมนักเรยน 3 คน ออกมา
ี
้
ิ
ี
หยิบลูกปงปอง โดยไม่บอกว่าดานในบรรจุอะไรไว ้
้
ิ
ี
่
- ใหนักเรยนในหองสังเกตและเพอนๆในชั้นเรยนรวมกันทาย
้
้
ื่
ี
ี
ี
ํ
้
ิ
ี
้
- ใหตัวแทนนักเรยนนาลูกปงปอง สขาว 3 ลูก สสม 2 ลูก และสเหลอง 2 ลูก ใส่ลูก
ี
ื
้
ิ
ปงปองทเตรยมไว ลงในกล่องใบเดิม
ี
ี
่
์
- นักเรยนและครรวมกันสรปเหตุการณท่เกดขึ้นไดแน่นอนหรอเหตุการณท่ ไม่เกดขึ้นได ้
ุ
ิ
ิ
ี
ี
์
ี
่
ื
ู
้
แน่นอน
้
ี
ื
ู
่
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ...... เรอง .....
ื
้
247
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]
์
ิ
- ครอธบายถึงเหตุการณทเกดขึ้นไดแน่นอนหรอเหตุการณท ไม่เกดขึ้นได แน่นอน
์
ิ
ื
ู
ิ
้
ี่
้
ิ
์
ี่
ี
ํ
- ตั้งคาถาม 1.นักเรยนคิดว่า จะมโอกาสหยบลูกปงปองสขาวหรอไม่? เพราะอะไร?
ี
ี
ื
ิ
ิ
ื
ื
ี
2.นักเรยนคิดว่า จะมโอกาสหยบลูกปงปองสเหลองหรอไม่? เพราะอะไร?
ี
ี
ิ
ิ
ี
ี
ี
3.นักเรยนคิดว่า จะมโอกาสหยบลูกปงปองสแดงหรอไม่? เพราะอะไร?
ิ
ื
ิ
่
- บูรณาการคุณค่าพระวรสาร เรือง ความจรง
ิ
้
ื
ุ
ิ
ู
่
ี
่
ี
ี
- นักเรยนและครรวมกันสรปเหตุการณทเกดขึ้นไดแน่นอนหรอเหตุการณทไม่เกดขึ้นได ้
์
์
่
ิ
์
ี
แน่นอน พรอมทั้งยกตัวอย่างเหตุการณในชวิตประจาวันประกอบ เช่น ดวงอาทิตยขึ้นทางทิศ
ํ
์
้
ิ
ตะวันออกและดวงอาทิตยตกทางทิศตะวันตก (เหตุการณทเกดขึ้นไดแน่นอน) หรอ ไก่ออกลูก
์
์
ี่
ื
้
เป็นตัว (เหตุการณท ไม่เกดขึ้นได แน่นอน)
ิ
ี่
้
์
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)
ื
ิ
ี
ื
- นักเรยนทาแบบฝกหัดเรอง เหตุการณทเกดขึ้นไดแน่นอนหรอเหตุการณทไม่เกดขึ้นได ้
้
ิ
ิ
่
ี
ื
ี
่
ํ
์
ึ
์
่
แน่นอน
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน [LIKE]
่
ี
่
5.1 Reflect
ิ
ี
่
ี
ิ
ี
่
ี
์
้
็
- นักเรยนมความคิดเหนอย่างไร กับผลทเกดจากเหตุการณทเกดขึ้นไดแน่นอน หรือ
ี่
์
เหตุการณทไม่เกดขึ้นไดแน่นอน?
ิ
้
ํ
- นักเรยนไดเรยนรอะไรบาง จากการทากจกรรมการหยิบลูกปงปอง?
ิ
้
ี
้
ู
ิ
้
ี
5.2 Connect
ี
้
่
้
ี
ี
- นักเรยนคิดว่า สิงทีไดเรยนรทําใหนักเรยนคิดถึงหลักธรรมศาสนาอะไร? อย่างไร ?
ู
่
้
์
้
ี
- นักเรยนคิดว่า เหตุการณทเกดขึ้นไดแน่นอน หรอเหตุการณทไม่เกดขึ้นไดแน่นอน
ิ
่
ื
ี
์
ี
้
่
ิ
่
ื
้
สามารถเชอมโยงกับวิชาใดบาง? อย่างไร?
5.3 Apply
ํ
้
ี
ื
ื
่
่
- นักเรยนนาผลจากการเรยนเรอง เหตุการณทเกดขึ้นไดแน่นอน หรอเหตุการณทไม่
ี
ี
่
ิ
์
ี
์
ื่
้
้
้
ี
ิ
เกดขึ้นไดแน่นอนไปใชในชวิตประจาวันเรองอะไรบาง?
ํ
ิ
ี่
้
์
- นักเรยนคิดว่า เรองเหตุการณทเกดขึ้นไดแน่นอน หรือเหตุการณทไม่เกดขึ้นไดแน่นอน มี
์
ิ
ี่
ื่
้
ี
ผลกระทบต่อสังคมอย่างไร?
ื
่
ี
6. สอการเรยนการสอน
ี
ื
ี
ี
- ลูกปงปองสขาว 3 ลูก สส้ม 2 ลูก และสเหลอง 2 ลูก
ิ
- กล่องทึบ
- แบบฝกหัดเรอง เหตุการณทเกดขึ้นไดแน่นอนหรอเหตุการณทไม่เกดขึ้นไดแน่นอน
ี่
์
์
้
ื
ิ
ิ
ึ
้
ี่
ื
่
248
สาระการเรยนรู้ คณิตศาสตร์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5
ี
ี
่
หนวยการเรยนรู้ 2) รูปเรขาคณิตสามมิติและปริมาตร
ิ
์
ั
ุ
ออกแบบโดย ครูศิรพร คงคาสวสดิ์ โรงเรียน เซนตโยเซฟบางนา สมทรปราการ
วันท่ ี 12 มนาคม 2016
ี
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
ี
ี
ิ
่
ิ
ู
- นักเรียนสามารถอธบายรปเรขาคณสามมิติทมหลายลักษณะ เช่น ทรงกลม
ี
ทรงกระบอก ปรซึม พระมิด ทรงกรวย ลูกบาศกได้
์
ิ
ี
ิ
ี
ิ
ู
้
- นักเรยนสามารถบอกไดว่ารปเรขาคณตสามมิติมปรมาตร (ความจุ)
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
็
ํ
็
ี
ู
ํ
้
- นักเรยนนาไปใช้ในการหาอธบายส่วนประกอบของของใชในชวิตประจาวันว่าเปนรปทรง
ิ
ํ
ี
้
่
้
ี่
ื
ี่
อะไร สามารถจัดวางสิงของต่างๆ ภายในหอง/ บานใหมพ้นทใชสอยไดอย่างเหมาะสมทสุด
้
ี
้
้
ื
้
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
ิ
- รปเรขาคณตสามมิติและปรมาตร
ู
ิ
้
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
่
- เล่นเกมจับคูดูภาพ
1.5 เวลา (Time)
- เวลา 1 คาบ 50 นาที
2. การประเมินและวดผล
ั
- การถาม-ตอบ - สังเกตพฤติกรรมขณะเล่นเกม
ํ
ึ
ํ
- การทา Mind Map - การทาแบบฝกหัด
- การนาเสนอผลงาน
ํ
3. การสรางบรรยากาศ
้
- เล่นเกมจับคูดูภาพ
่
ี
4. การนําเสนอบทเรยน
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
้
์
ํ
ิ
- ครูนากล่องทีบบรรจุรปภาพจานวน 10 รป เปนรปเรขาคณตสองมิติและรปเรขาคณต
ู
ิ
ู
ู
็
ู
ํ
ี
สามมิติโดยไม่บอกนักเรยนว่าดานในกล่องบรรจุอะไรไว ้
้
ู
ื
่
้
ื
ี
ู
- ใหนักเรยนเลอกตัวแทน 10 คน ออกมาเพอหยบรปภาพในกล่องคนละ 1 รป (โดยไม่ให ้
ิ
ื
ู
เพอนๆ เห็นว่าถอรปอะไร)
ื่
249
ี
้
- ใหนักเรยนทเปนตัวแทนพลิกรปภาพทีละคน
ู
็
ี่
ู
ํ
ี
- ใหนักเรยนทั้งหมดแข่งกันตอบว่าเปนรปภาพอะไร (โดยการกากับของคร)
ู
้
็
- นักเรยนทเปนตัวแทนรวบรวมรปภาพใส่ลงในกล่องใบเดิม
ี
็
ู
ี่
ิ
- นักเรยนร่วมกันสรุปขอมูล เรือง ชนิดของรปเรขาคณตสองมิติและรปเรขาคณตสามมิติ
ี
ู
่
ู
ิ
้
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]
์
ิ
ู
ู
ิ
ู
ู
้
- ครให้ความรเพิ่มเติมถึงความแตกต่างระหว่างรปเรขาคณตสองมิติและรปเรขาคณตสาม
ิ
มิติ โดยการตั้งคาถาม
ํ
ี่
ิ
ี
ู
ู
ี
ิ
ิ
้
1) นักเรยนคิดว่า รปเรขาคณตสองมิติและรปเรขาคณตสามมิติมกชนด อะไรบาง
้
ู
่
2) นักเรยนยกตัวอย่างสิ่งของเครองใชในชีวตประจําวันทเปนรปเรขาคณตสองมิติ
ี
ิ
็
ิ
่
ื
ี
ิ
และรปเรขาคณตสามมิติ
ู
ิ
3) นักเรยนคิดว่า รปเรขาคณตสองมิติและรปเรขาคณตสามมิติมลักษณะ
ู
ี
ู
ิ
ี
ื
้
เหมอนกันหรอต่างกัน อย่างไร? ทราบไดอย่างไร?
ื
่
ิ
- บูรณาการคุณค่าพระวรสาร เรือง “ความจรง”
ิ
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
ื
่
่
ู
- ให้นักเรยนแบ่งกลุ่มๆ ละ 10 คน โดยครกาหนดให กลุมท 1-2 เขียนแผนภาพความคิด
ี
ํ
้
ี
(Mind Map) เรือง เรขาคณตสองมิติ กลุมท 3-4 เขยนแผนภาพความคิด เรอง เรขาคณตสามมิติ
่
ี
่
ิ
่
ี
ื่
ิ
- ใหแต่ละกลุมส่งตัวแทนมานาเสนอผลงานบนกระดาน
่
ํ
้
ื่
้
ี
ิ
- นักเรยนช่วยกันยกตัวอย่างสิ่งของเครองใชในชวิตประจาวันทมรปรางคลายเรขาคณตสามมิติ
ี
่
้
ี
ํ
ู
ี
่
ี
ิ
ู
- นักเรยนร่วมกันสรุป เรือง รปเรขาคณตสามมิติและปรมาตร
ิ
่
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน [LIKE]
่
ี
่
่
ี
้
้
5.1 Reflect - นักเรยนไดเรยนรอะไรบางจากการเล่นเกมจับคูดูภาพ
ี
ู
้
ํ
ื
่
ิ
5.2 Connect - นักเรยนคิดว่า เน้อหาเรองรปเรขาคณตสามมิติและปรมาตรสามารถนาไป
ู
ื
ิ
ี
่
ื
้
เชอมโยงกับวิชาใดไดบาง?
้
ื่
ู
้
ี
- นักเรยนคิดว่า สิ่งทไดเรยนรมความสัมพันธกับคุณค่าพระวรสารเรองใด
้
ี่
ี
ี
์
ิ
้
ี
ํ
ํ
ี
้
่
่
ู
้
5.3 Apply - นักเรยนสามารถนาความรทไดจากหัวขอน้ไปใชในชวตประจาวันในเรองใดได ้
้
ี
ี
ื
บาง? อย่างไร?
้
- นักเรยนคิดว่า เราเรยนรเรองน้ไปเพออะไร?
ี
ี
ู
ื่
ี
ื่
้
ื
่
ี
6. สอการเรยนการสอน
ู
- PowerPoint ใชในการนาเสนอรปเรขาคณตสองมิติและรปเรขาคณตสามมิติ
ิ
้
ํ
ู
ิ
250
สาระการเรยนรู้ คณิตศาสตร์ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2
ี
หนวยการเรยนรู้ 1) การแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับจํานวน
่
ี
ุ
ออกแบบโดย ครูกฤตน วิเศษประสิทธ์ ิ โรงเรียน มาแตร์เดอีวิทยาลัย
วันท่ ี 27 มกราคม 2559
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives) [LIKE]
ี
ั
ํ
- นักเรยนสามารถหาคําตอบของโจทย ปญหาเกยวกับจานวนโดยใชความรเรอง การแก ้
ี
่
ื
ู
่
์
้
้
ํ
สมการกาลังสองได ้
ั
้
์
ี
้
์
้
- นักเรยนสามารถใชกระบวนการแกโจทยปญหาในการแกโจทยปญหาได ้
ั
ิ
ี
ิ
์
ื
้
ี
้
ั
- นักเรยนสามารถวนจฉัยประสบการณทไดรบบนพ้นฐานของคุณค่าพระวรสารดาน
่
็
ความเปนหนึ่งได ้
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
็
ํ
้
ั
ึ
ี
้
ี
ี
็
่
- ในกระบวนการแกปญหา นักเรยนจะตองมการคิดทเปนระบบขั้นตอนรวมถงการ
ี
็
ํ
ี
ํ
่
ตความหมายของประโยคอย่างลึกซึ้ง ผ่านการทางานเปนทมและนาไปสูการคิดวางแผน การ
ตความ คิดอย่างรอบคอบและการอยูรวมกันกับเพอนมนุษยดวยความเคารพศักดิ์ศรซึงกันและ
่
ื
่
่
ี
ี
้
์
่
กัน
้
ื
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
้
- กระบวนการแกโจทยปญหา
ั
์
ั
- การแกโจทยปญหาเกยวกับจานวน
ี
ํ
่
้
์
็
- คุณค่าพระวรสาร “ความเปนหนึ่ง”
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest) [LIKE]
้
้
้
่
่
ี
ื
้
ู
- ครใหนักเรยน 2 กลุม ๆ ละ 5 คน แสดงบทบาทสมมติ เรอง “คบเด็กสรางบาน” โดยม ี
ํ
่
ี
ํ
ี
ลักษณะในการทางานทแตกต่างกัน คือ (1) มแบบแผน ทาตามขั้นตอนและมความสามัคคี (2)
ี
ี
้
ื
่
่
ไม่มแบบแผน ทาตามใจตัวเองและต่างคนต่างทางาน ไม่ไวใจผูอน แลวใหเพอนนักเรยนสังเกต
้
ื
้
ํ
ี
ํ
้
์
่
ู
ํ
ี
ี
่
พฤติกรรมการทางานของแต่ละกลุม หลังจากนั้นครและนักเรยนรวมกันวิพากยถงวิธการทางาน
ึ
ํ
ของทั้ง 2 กลุม
่
1.5 เวลา (Time) - 2 คาบ
2. การประเมินและวดผล
ั
่
ั
ี
์
- วัดความสามารถในการหาคําตอบของโจทย ปญหาเกยวกับจานวนจากพัฒนาการของการ
ํ
ี
ึ
้
ี
ั
่
์
แกโจทยปญหาในแบบฝกหัดทมความง่ายไปหายาก
251
ั
้
- วัดความสามารถในการใชกระบวนการแกปญหาจากการสังเกต พัฒนาการระหว่าง
้
ึ
่
กระบวนการกลุมและในแบบฝกหัด
- วัดประสบการณทไดรบคุณค่าพระวรสาร “ความเปนหนึง” จากการสังเกตพฤติกรรมใน
่
ี
็
่
ั
้
์
่
่
กระบวนการกลุม และการไตรตรอง
3. การสรางบรรยากาศ
้
- ครสรางบรรยากาศในหองเรยนดวยเกมกระจกเงา เพอใหนักเรยนสะทอนความคิดและ
ี
่
้
้
้
ี
ื
ู
้
้
ื
ู
้
้
้
็
ี
้
ื
ี
มองเหนผูอน เตรยมตัวเรยนรดวยความกระตอรอรน
่
ื
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
้
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
์
้
ี
่
ํ
- ครใหนักเรยนแบ่งกลุมๆ ละ 5 คน และใหแต่ละคนกาหนดหมายเลข 1-5
้
ู
ี
- ครใหนักเรยนหมายเลขต่างๆ ของแต่ละกลุมรวมกลุมกัน เพอรบผิดชอบหนาทในส่วน
ื
ั
่
่
่
ู
้
ี
้
่
ของแต่ละกลุม ดังน้ ี
่
ี่
้
1) เปนคนทตองหาวัสดุในการสรางบาน
้
้
็
้
้
2) เปนคนทตองหาความตองการเรองแบบของบาน
ื่
้
ี่
็
้
ี่
้
็
ี
3) เปนคนทตองเขยนแบบของบาน
้
็
ํ
้
ี่
้
4) เปนคนทตองทาตามขั้นตอนในการสรางบาน
ี
้
้
ี่
5) เปนคนทตองหาวิธตรวจสอบและแกไข
็
ื
ุ
่
- หลังจากนั้น ใหนักเรยนกลับกลุมเดิมเพอรวมกันอภปรายและสรปกระบวนการสราง
่
่
้
ี
้
ิ
้
บานลงในกระดาษ
ี
้
ึ
ู
่
ํ
็
้
- ครกล่าวถงความเปนหนึงในการทางานเช่นเดยวกับการสรางบาน
ื
่
้
ู
่
ี
ี
- ครใหนักเรยนหมายเลขต่างๆ รวมกลุมหมายเลขเดยวกัน เพอศึกษากระบวนการแก ้
โจทยปญหาตามหัวขอ ดังน้ ี
ั
้
์
1) ขั้นท 1 : โจทยกาหนดอะไรมาบาง?
ี่
ํ
์
้
2) ขั้นท 2 : โจทยตองการหาอะไร?
้
์
ี่
์
ี่
์
้
3) ขั้นท 3 : วิเคราะหเงอนไขในโจทยและสรางสมการ
ื่
4) ขั้นท 4 : แกสมการ
ี่
้
5) ขั้นท 5 : ตรวจสอบคําตอบของสมการตามเงอนไขในโจทย ์
ื่
ี่
่
้
ื
้
้
่
ี
้
ู
- ครใหนักเรยนกลับกลุมเดิม รวมกันบันทึกขอสังเกตความรทตองใชลงในกระดาษเพอ
้
ี
่
่
ู
นาไปศึกษาเพิมเติม
ํ
่
252
์
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)
ิ
- ครูแจกเอกสารประกอบการเรยนรู เรอง กระบวนการแกโจทยปญหา ให้นักเรยน
ี
ี
้
่
ื
้
์
ั
์
ู
ั
้
ิ
้
อ่าน หลังจากนั้นครอธบายกระบวนการแกโจทยปญหา พรอมยกตัวอย่าง
ํ
- ครตั้งคาถามกับนักเรยน ดังน้ ี
ี
ู
1) ข้อควรระวังทสุดในการแกโจทยปญหา คออะไร?
ี่
้
ั
ื
์
ี
้
(นักเรยนควรตอบว่า การตอบคาตอบตามสิงทโจทยตองการหา)
์
่
ี
่
ํ
ํ
ั
ื
์
ี่
้
2) ข้อสาคัญทสุดในการแกโจทยปญหา คออะไร?
ี
ํ
ื
่
(นักเรยนควรตอบว่า การตรวจสอบคาตอบตามเงอนไขของสมการ)
ิ
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)
ื
่
ู
- ครใหนักเรยนกลับกลุมหลัก หลังจากนั้น ครจัดกิจกรรม แขงกนแกโจทยปญหา โดย
้
ี
ู
ั
์
้
่
ั
ั
ี
ู
่
้
ี
ี
่
ํ
ื
จัดในลักษณะท่โจทย์ปญหาจะอยูท่ครและใหนักเรยนส่งตัวแทนทละ 1 คน เพอทาตาม
ี
กระบวนการแกปญหาและหามทาขามขั้น หรอยอนกลับ
้
้
ื
้
ํ
้
ั
- หลังจากนั้น นักเรยนแต่ละกลุมจะนาเสนอขั้นตอนในการหาคําตอบและมเพอนนักเรยน
ี
ื่
ํ
ี
่
ี
่
้
บันทึกขอสังเกตทได ้
ี
- ครูแจกแบบฝกหด เรอง การแกโจทยปญหาเกยวกบจํานวนใหนักเรยนฝกทาใน
ี
ึ
้
ํ
ึ
้
่
ั
ี
่
ั
ื
์
ั
คาบเรยน หากเวลาไม่พอจะใหกลับมาทาในคาบเรยนถัดไป
้
ี
ํ
ี
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
ี
่
่
็
้
่
้
ํ
ี
่
5.1 Reflect - นักเรยนคิดว่า กระบวนการกลุมจะสรางความเปนหนึงไดอย่างไร? และนาไปใช ้
้
ไดอย่างไรบาง?
้
5.2 Connect - นักเรยนคิดว่า กระบวนการแกโจทยปญหาเกยวโยงกับการทางานรวมกัน
ั
้
่
ํ
์
ี
ี
่
และคุณค่าพระวรสาร เรือง ความเปนหนึ่งเดียวกันอย่างไร?
่
็
้
้
์
ั
ั
5.3 Apply - นักเรยนคิดว่า กระบวนการแกโจทยปญหาสามารถนามาใชในการแกปญหา
ี
ํ
้
้
์
คณตศาสตรอะไรได? และอย่างไร?
ิ
6. สอการเรยนการสอน
ี
่
ื
ั
์
้
- เอกสารประกอบการศึกษา เรอง กระบวนการแกโจทยปญหา
ื
่
่
ู
ี
ี
่
ํ
้
ื
ื
่
ั
์
- สอประกอบการเรยนร PowerPoint เรอง สมการกาลังสองโจทยปญหาเกยวกับจานวน
ํ
ื่
- เอกสารประกอบการเรยนร เรอง กระบวนการแกโจทยปญหา
ั
้
ี
ู
้
์
์
ํ
ั
ิ
ั
- โจทยปญหาสาหรบกจกรรม แข่งกันแกโจทยปญหา
์
้
ั
- แบบฝกหัด เรอง การแกโจทยปญหาเกยวกับจานวน
่
้
ื
ี
ั
ํ
ึ
่
์
253
สาระการเรยนรู้ คณิตศาสตร์ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2
ี
หนวยการเรยนรู้ 2) พีทาโกรัส - การหาความยาวของด้านที่เหลือ
ี
่
ออกแบบโดย ครูนตินย ศรใส โรงเรียน มาแตร์เดอีวิทยาลัย กรุงเทพฯ
ิ
ี
ั
วันท่ ี 23 มกราคม 2016
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
- นักเรยนสามารถหาความยาวอกดานของรปสามเหลยมมุมฉากได เมอกาหนดความ
ี
่
ื
ี
่
้
้
ี
ู
ํ
้
่
ยาวของดาน 2 ดานใดๆของรปสามเหลยมมุมฉาก
ู
้
ี
ํ
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
็
้
้
ํ
ี
่
ู
- นักเรยนสามารถนาความรไปใชในการหาความสูงของสิงต่างๆ รอบตัว เช่น ความสูง
้
็
ตนไม้ ความสูงของตึก เปนตน
้
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
ื
้
้
- การหาความยาวของดานประกอบมุมฉาก
้
- การหาความยาวของดานตรงขามมุมฉาก
้
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
้
้
้
้
ี
ี
ํ
ี
ี
- ครูตั้งคาถามกับนักเรยนว่า ถานักเรยนตองการสรางมุมฉาก แต่ไม่มไมฉาก นักเรยน
้
้
ี
สามารถสรางมุมฉากไดดวยวิธใด?
้
้
1.5 เวลา (Time) - 1 คาบ
ั
2. การประเมินและวดผล
- ประเมินจากการตอบคําถามของนักเรยน
ี
่
ี
ี
- ประเมินจากแบบฝกหัด เรือง ทฤษฎบทพทาโกรส การหาความยาวของดานทเหลอ
่
ึ
้
ี
ั
ื
3. การสรางบรรยากาศ
้
้
ี
ี
ู
้
ี
้
้
ี
ํ
- ครตั้งคาถามกับนักเรยนว่า ถานักเรยนตองการสรางมุมฉาก แต่ไม่มไมฉาก นักเรยน
้
้
ี
สามารถสรางมุมฉากไดดวยวิธใด?
้
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
์
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
้
่
ี
่
- แบ่งกลุมนักเรยน กลุมละ 4 คน ใหนักเรยนแต่ละกลุมหาวิธการสรางมุมฉาก
ี
้
้
ี
่
ี
ี
ี
- ใหนักเรยนแต่ละกลุมออกมานาเสนอ วธการสรงมุมฉากว่านักเรยนมวธการสราง
ิ
้
ี
ิ
้
ี
ํ
่
้
อย่างไร?
่
้
ี
ี
ี
่
ี
ื
- ครูใหนักเรยนรวมกันอภปราย เพอเปรยบเทยบความแตกต่างของวิธการสรางมุมฉาก
้
ิ
254
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]
ิ
์
ิ
้
ั
้
- ครูใหนยามในการสรางมุมฉากจากทฤษฎบทพทาโกรส พรอมรวมกันสรปวธการสราง
ี
ี
ี
ิ
้
้
ุ
่
มุมฉาก
่
- ครยกตัวอย่างการหาความยาวของดานทเหลือของรปสามเหลยมมุมฉากจากทฤษฎบท
่
ี
ี
้
ู
ู
ี
ั
ี
พทาโกรส
่
ื
้
้
ื
้
ื
ี
่
ู
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง ......เพอตอบคําถามว่า “ถาความยาวของ
ี
ี
่
้
ี
้
่
ี
้
ดานประกอบมุมฉากเปลยนไป นักเรยนคิดว่าดานตรงขามมุมฉากจะมความยาวเปลยนไป
หรือไม่? อย่างไร?” ครูและนักเรยนร่วมกันสรุป
ี
ื
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
ิ
2
2
2
ั
- จากตัวอย่าง และสูตรทฤษฎบทพทาโกรส c = a +b ถานักเรยนทราบความยาวของ
ี
ี
ี
้
ดานประกอบมุมฉากเพยงดานเดยว และทราบความยาวของดานตรงขามมุมฉาก จะมวิธการ
ี
้
ี
ี
ี
้
้
้
่
หาความยาวของดานทเหลออย่างไร?
้
ื
ี
้
ิ
่
- ใหนักเรยนแสดงวิธการคิดว่า นักเรยนมวิธการอย่างไร? แลวรวมกันอภปราย
ี
ี
ี
ี
ี
้
ี
้
- ใหนักเรยนทาแบบฝกหัด เรอง ทฤษฎบทพทาโกรส หาความยาวของดานทเหลอเป็น
ั
ํ
ี
ี
ึ
่
้
ี
ื
ื่
การบาน
้
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
ี
่
่
5.1 Reflect
ั
ี
้
ู
ี
ี
ี
ื่
้
้
ี
ี
- นักเรยนไดเรยนรอะไรบาง จากบทเรยนเรองทฤษฎบทพทาโกรสในวันน้?
5.2 Connect
่
้
ื
ู
ิ
ี
ี
ั
ี
ี
่
- ความรเรอง ทฤษฎบทพทาโกรสเกยวโยงกับการเรยนรเรขาคณตอย่างไร?
้
ู
5.3 Apply
์
ู
ี
ี
้
ํ
่
- นักเรยนจะนําความรทีไดรับจากบทเรยนไปปรบใชกับเหตุการณในชวิตประจาวัน
ี
้
ั
้
อย่างไร?
่
6. สอการเรยนการสอน
ื
ี
่
ี
้
- แบบฝกหัดเรอง ทฤษฎบทพทาโกรส การหาความยาวของดานทเหลอ
ื
ึ
่
ี
ั
ื
ี
255
สาระการเรยนรู้ คณิตศาสตร์ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2
ี
หนวยการเรยนรู้ 3) พหุนาม - การหาพื้นที่ในรูปของตัวแปร
่
ี
ั
ั
ุ
ออกแบบโดย ครูวฒนชย สวรรณง โรงเรียน เซนต์โยเซฟบางนา สมุทรปราการ
ั
วันท่ ี 12 มนาคม 2016
ี
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
ื
ี
- นักเรยนสามารถหาพ้นทสเหลยมมุมฉากโดยใชตัวแปรได ้
ี
่
ี
่
้
่
ี
่
ี
ี
ื
่
้
่
ี
้
้
ื
- นักเรยนสามารถพัฒนาเพิมหรอลดดานกวาง ดานยาวทมตัวแปร และหาพ้นทได ้
ี
็
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
ํ
้
ิ
ํ
้
- นักเรยนสามารถนาความรไปใชในการเรยนวิชาคณตศาสตร เช่น การแยกตัวประกอบ
์
ี
ู
ี
ื
ื
ํ
- เขียนกราฟพาราโบลา และเปนพ้นฐานในการหาพ้นท่ใตกราฟสาหรบการเรยนแคลคูลัส
ั
็
ี
ี
้
หรอฟสิกสในชั้นทสูงขึ้น
ี่
ื
ิ
์
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
้
ื
- การคูณพหุนามดวยพหุนาม
้
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest) [LIKE]
้
ี
ื
ื
้
ื
้
็
- เล่นเกมจัตุรัส-ผนผา โดยแบ่งนักเรยนเปน 2 แถว ตั้งชอว่าแถวจัตุรัส และแถวผนผา
่
้
่
นักเรยนท่ยนตรงกันยนแขนขางเดียวกันไปดานหนาใหหลังมอสัมผัสกัน ถาครเรยกชอแถวใด
ื
้
ู
ี
ี
้
ื
่
้
ื
้
ื
ี
่
ู
้
้
่
ใหฝายนั้นจับมอฝายตรงขามชูขึ้นครใหคะแนน ฝายใดไดคะแนน 10 คะแนนก่อนชนะ สิ้นสุด
้
้
่
ื
เกม
1.5 เวลา (Time) - 2 คาบๆ ละ 50 นาที
ั
2. การประเมินและวดผล
- สังเกตการเขารวมปฏบัตกจกรรม - ทาใบงานเพอพัฒนาตนเอง
ื่
่
้
ํ
ิ
ิ
- ฝกทาแบบทดสอบคิดวิเคราะห 1-2 ข้อ
์
ํ
ึ
3. การสรางบรรยากาศ
้
- การเล่นเกม - การกาหนดกติกาในการเล่นเกม
ํ
ี
4. การนําเสนอบทเรยน
้
์
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
้
ี
- ครูใหนักเรยนสังเกตว่า ภายในหองเรยนน้ มสิ่งใดบางเปนรป สเหลยมจัตุรสและ
้
ั
่
ี
ี
็
ู
ี
่
ี
้
ี
้
่
ู
ี่
ี
ื
สเหลยมผนผา ครช่วยนักเรยนบันทึกการสังเกตบนกระดาน
ี
ี่
ี่
ื
้
ื
ี่
ี่
ี
้
- นักเรยนหาพ้นทสเหลยมผนผาและสเหลยมจัตุรสไดอย่างไร
ี่
ั
256
ี
ื
ี่
ู
้
- ครใหนักเรยนหาคําตอบจากพ้นท เช่น 3x3, 5x12, 6x15 บันทึกเพิ่มเติมในบันทึกการสังเกต
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)
์
ิ
ี่
ื
- นักเรยนเขยนความหมายของสเหลยมจัตุรสและสเหลยมผนผา และสูตรดวยตนเอง
ี
้
้
ี่
ี
ี่
ั
ี
้
้
ี
่
ี
ู
ี
้
ู
่
- นักเรยนอ่านใบความร เรือง เอกนามและพหุนามทครเตรยมไวพรอมตัวอย่างการคูณ
เอกนามกับพหุนาม หรอการคูณพหุนามกับพหุนาม
ื
ื
ิ
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
คาบ 1
ี
่
ี
่
ู
่
ั
้
้
ี
ี
้
- นักเรยนวาดรป สเหลยมจัตุรสและสเหลยมผนผาในสมุด เขียนขนาดดานกวางและดาน
ี
่
ื
้
ยาว เช่น
a b (a+2) (a+3) (a+3)
a b (a+1) (a-2) (a+2)
่
ู
ู
ี
้
ี
่
- นักเรยนหาผลคูณจากรปทครกาหนดใหและตรวจสอบคาตอบรวมกัน
ํ
ํ
ี
ั
้
ู
ั
ี
้
้
ี
- ครูใหนักเรยนสรางรปส่เหล่ยมจัตุรสและสเหล่ยมผืนผา อีกคร้งอย่างละ 1 รูปโดย
ี
ี
ื
ี
่
ํ
ื
ํ
กาหนดขนาดเพิ่มหรอลดดวยตนเอง เพอนาไปหาพ้นท(ผลคูณ)และนามาแลกเปลยนเรยนรใน
ี
ู้
้
่
ื
ี
ํ
่
คาบต่อไป
คาบ 2
ี่
ู
ี่
ี
ื่
ี
ู
- ครทบทวนสิ่งทนักเรยนรเรองการคูณพหุนามจากคาบเรยนทผ่านมา
้
่
ี
้
- นักเรยนสลับกันตรวจสอบแลกเปลยนเรยนรจากภาพทนักเรยนสรางเองโดยครสังเกต
ี
ี
ู
ี
้
ี
ู
่
่
ี
ิ
ํ
ื
นักเรยนรวมมอการตรวจสอบ การอธบาย และคาตอบ
ู
ิ
ึ
ํ
ี
ี
่
้
ู
ี
- ครใหนักเรยนทาแบบฝกหัด (ใบงาน) ทครเตรยมไว และแบบทดสอบคิดวเคราะห 1-2 ข้อ
้
์
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน [LIKE]
ี
่
่
่
้
ี
ํ
ู
่
ี
่
้
ี
้
5.1 Reflect - จากการทนักเรยนไดเรยนรเกยวกับการคูณพหุนาม ถาเปลยนจานวนตัวเลข
ี
ี
ี่
หรอเครองหมายจะทาใหผลคูณเปลยนอย่างไร?
ื่
ื
้
ํ
5.2 Connect - นักเรยนคิดว่า การหาความสัมพันธของการคูณน้เกยวของกับวชาใดบาง?
้
้
ิ
ี
์
ี
ี
่
อย่างไร?
้
ี
์
์
ํ
5.3 Apply - นักเรยนสามารถนาความสัมพันธของการคูณพหุนามไปประยุกตใชใน
้
ี
ํ
ชวิตประจาวันไดอย่างไร?
่
6. สอการเรยนการสอน
ื
ี
- PowerPoint - ใบงาน
- ใบความร ้ ู
257
สาระการเรยนรู้ คณตศาสตร ์ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3
ิ
ี
หนวยการเรยนรู้ 1) ความคล้ายกับการนําไปใช้
ี
่
ุ
์
ุ
ิ
่
์
ออกแบบโดย ครูกลมสาระวิชาคณตศาสตร โรงเรียน ยอเซฟอปถัมภ นครปฐม
วันท่ ี 9 พฤษภาคม 2015
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
ั
- นาความรเกยวกับสมบัติของรปสามเหลยมคลายไปใชแกปญหาในชวิตจรงได ้
้
ํ
้
้
้
ิ
ี
่
ู
่
ี
ี
ู
ี่
- ตระหนักถึงความสมเหตุสมผลของคําตอบทได ้
ํ
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
็
่
ี
่
ี
่
ื
์
- การหาระยะทาง หาความยาว ความสูงของสิงต่างๆ ทอยูรอบตัว เมอเราไม่มอุปกรณวัด
่
เช่น การหาความสูงของตึก ความกวางของแม่น้า ฯลฯ
้
ํ
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
ื
้
่
้
้
- การหาระยะทาง หาความยาว หาความสูงโดยใชสามเหลยมคลาย
ี
้
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
่
้
่
- ใหนักเรยนจับคูสิ่งของทอยูในหองเรยนทมลักษณะคลายกัน
ี
ี
้
ี่
ี
้
ี่
1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบเรียน (50 นาที)
2. การประเมินและวัดผล
้
ึ
่
- แบบฝกหัด เรือง ความคลาย
3. การสรางบรรยากาศ
้
ี่
ี
ี่
- เกมจับคูสิ่งของทอยูในหองเรยนทมลักษณะคลายกัน
่
้
่
ี
้
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
้
์
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
ู
ี
ื
ื
่
- ครมอบหมายใหนักเรยนไปวัดความสูงของเสาธง โดยไม่ใชเครองมอวัด บันทึก
้
้
ี
กระบวนการและผลทได ้
่
้
่
- นักเรยนกลับมาในหองเรยนแลวแบ่งกลุมออกเปนกลุมย่อยๆ แลวอภปรายภายในกลุม
ิ
้
้
่
่
ี
ี
็
้
ี
ี
ึ
ถงวิธการทตัวเองใชวัดความสูงของเสาธงพรอมนาเสนอหนาชั้นเรยน โดยเปรยบเทยบความ
ํ
ี
ี
้
้
ี
่
ี
ื
เหมอนและแตกต่างของแต่ละวิธการวัด
์
4.2 การคิดวินิจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]
้
ื
่
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง ......
ื
ู
ี
้
258
- ครบรรยายสรปสั้นๆ เพอทาความเขาใจเกยวกับเน้อหาหลัก พรอมยกตัวอย่างประกอบ
ํ
่
ู
ื
่
ี
ุ
้
้
ื
ี
่
้
ี
ี
้
้
ู
ู
ั
- ครใหนักเรยนกลับไปวัดความสูงของเสาธงอกคร้งโดยใชความรเกยวกับสามเหลยม
่
ี
คล้าย
้
ี
้
ี
ี
่
้
์
ู
ิ
- ครใหนักเรยนอภปราย พรอมบันทึกประสบการณเรยนรทได ้
ู
ิ
ื
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)
่
้
ํ
ู
- ครมอบหมายงานใหนักเรยนทาแบบฝกหัด เรือง ความคลาย
ึ
้
ี
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
ี
่
่
5.1 Reflect
ี
ี
ิ
้
- นักเรยนใชวิธการใดวัดความสูงของเสาธงใหมประสิทธภาพมากทสุด?
่
้
ี
ี
้
ํ
ั
ื
ี
ี
ี
่
- นักเรยนมคาถามหรอประสบปญหาอะไรเกยวกับการหาความสูงของเสาธงบาง?
5.2 Connect
ี
- นักเรยนคิดว่า เน้อหาทเรยนในคาบน้ต่อยอดจากเน้อหาในคาบกอนหนาน้อย่างไร?
ื
่
้
ี
่
ี
ื
ี
ี
้
่
ื
่
ื
้
ี
ํ
ู
้
- นักเรยนสามารถนาความร เรือง สามเหลยมคลายไปเชอมโยงกับวิชาอนไดอย่างไร?
่
ี
่
5.3 Apply
้
ู
้
- นักเรยนจะนาความร เรือง สามเหลยมคลาย ไปประยุกต์ใชในชวิตประจาวันอย่างไร?
ํ
ี
ี
ํ
ี
่
้
่
ํ
ี
่
้
- นักเรยนคิดว่า นักเรยนจะทาอะไรบางเพอใหการทางานกลุมสาเรจลุล่วง?
ื
ี
ํ
่
ํ
้
็
่
ื
ี
6. สอการเรยนการสอน
้
- แบบฝกหัด เรือง ความคลาย
ึ
่
259
สาระการเรยนรู้ คณิตศาสตร์ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3
ี
หนวยการเรยนรู้ 2) ความน่าจะเป็น - วิธีการหาความน่าจะเป็นของเหตุการณ์
ี
่
ุ
์
ออกแบบโดย ครูจินต จิระรยากล โรงเรียน มาแตร์เดอีวิทยาลัย กรุงเทพฯ
ิ
วันท่ ี 23 มกราคม 2016
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
ี
ี่
์
- นักเรยนสามารถหาความน่าจะเปนของเหตุการณ ตามเงอนไขทกาหนดใหได ้
้
็
ํ
ื่
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
็
ํ
่
์
์
ี
่
้
ี
ี
ิ
- นักเรยนสามารถคาดเดาโอกาสทจะเกดเหตุการณใดเหตุการณหนึงว่ามมากนอย
เพยงใด เพอประกอบการตัดสินใจ
ี
ื่
้
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
ื
- วิธการหาความน่าจะเปนของเหตุการณ ์
็
ี
้
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
ี
่
ี
- ครตั้งคําถามเกยวกับชวิตประจาวันของนักเรยน ในการแข่งขันบาสเกตบอล โดยมการ
ํ
ู
ี
ี
ี
้
ี
ั
ี
แข่งขันแบบพบกันหมด (สฟ้า สแดง สเหลอง และสเขยว) ถาสฟ้าแข่งขันไปแลว 2 คร้ง ชนะทั้ง
ื
ี
้
ี
ี
์
ี
่
ี
้
ี
ี
้
สองคร้ง นักเรยนคิดว่า สฟ้ามโอกาสทจะถวยแชมปในการแข่งขันปน้มากนอยเพยงใด
ี
ี
ั
ี
1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ
2. การประเมินและวดผล
ั
- ประเมินจากการตอบคําถามของนักเรยน
ี
- ประเมินจากแบบฝกหัด เรือง การหาความน่าจะเปนของเหตุการณ ์
ึ
่
็
3. การสรางบรรยากาศ
้
ี
ี
- ครตั้งคาถามเกยวกับชวตประจาวันของนักเรยน ในการแข่งขันบาสเกตบอล โดยมการ
ิ
ี
่
ี
ู
ํ
ํ
ั
้
้
ี
ี
ื
ี
ี
แข่งขันแบบพบกันหมด (สฟ้า สแดง สเหลอง และสเขยว) ถาสฟ้าแข่งขันไปแลว 2 คร้ง ชนะทั้งสอง
ี
ี
่
คร้ง นักเรยนคิดว่า สฟ้ามโอกาสทจะถวยแชมปในการแข่งขันปน้มากนอยเพยงใด?
้
ี
ี
ี
ี
ั
ี
์
้
ี
ี
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
้
์
ู
- ครแบ่งกลุมนักเรยน กลุมละ 6 คน ใหนักเรยนรวมกันวเคราะหปญหาเกยวกับการ
ี
่
่
่
้
ี
ิ
่
ั
ี
์
็
แข่งขันบาสเกตบอล เปน 2 ประเด็น คือ 1) ในการแข่งขันบาสเกตบอล แบบพบกันหมด จะม ี
260
ี
ั
ี
่
ั
ิ
การแข่งขันบาสเกตบอลเกดขึ้นกคร้ง อย่างไร? 2) ในการแข่งขันของสฟ้าในคร้งต่อไป มีผลการ
แข่งขันอย่างไรบาง?
้
ึ
- ใหนักเรยนแต่ละกลุมออกมานาเสนอผลการวเคราะห และรวมกันอภปรายถงโอกาสที ่
ี
ิ
่
่
ิ
์
ํ
้
ี
ทมของสฟ้าจะชนะไดถวยแชมปในการแข่งขันน้ ี
้
ี
์
้
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) ) [LIKE]
์
ิ
้
ื
ู
่
ื
ี
้
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง ......
- ครูยกตัวอย่างโอกาสทลูกเต๋าจะหงายแตมเปนจานวนคูจากการโยนลูกเต๋า 1 ลูก 1 คร้ง
้
ั
่
่
ี
็
ํ
ื
ิ
่
่
ซึงการโยนลูกเต๋า 1 ลูก ผลทั้งหมดทจะเกดขึ้น คอ S = { 1 , 2 , 3 , 4 , 5 , 6 } n(S) = 6 และ
ี
้
ี่
่
เหตุการณทจะออกแตมเปนจํานวนคู คอ E = { 2 , 4 , 6 } ดังนั้น โอกาสทลูกเต๋าจะหงาย
ื
่
ี
์
็
3
1
ํ
แตมเปนจานวนคู คือ =
่
้
็
6 2
่
ึ
ี
ู
ื
ี
- ครกล่าวถงการหาโอกาสทสฟ้าจะชนะในการแข่งขัน เช่อมโยงกับการหาโอกาสทลูกเต๋า
ี
่
ํ
่
ื
่
ี
็
้
์
้
จะหงายแตมเปนจานวนคู เพอนาไปสู่ วิธการหาความน่าจะเปนของเหตุการณ โดยใชสูตร
็
ํ
ี
P(E) = n(E) โดยครูและนักเรยนร่วมกันสรุป
n(S)
ี
ิ
ี
- ครสาธตวธการหาโอกาสในการชนะของสฟ้า โดยใชสูตรการหาความน่าจะเปนของ
ู
ิ
็
้
เหตุการณ ์
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
ิ
ื
ี
้
้
ี
ี
- จากตัวอย่างการโยนลูกเต๋าและโอกาสในการชนะของสฟ้า ใหนักเรยนใชวิธดังกล่าวหา
้
ั
ี
ั
ี
้
ี
โอกาสในการชนะของสแดง ถาสแดงแข่งไปแลว 2 คร้ง ชนะเพยงคร้งเดียว
ี
่
- ใหนักเรยนแต่ละกลุมออกมานาเสนอ แลวครและนักเรยนกลุมอนๆรวมกันอภปรายถึง
ู
ี
้
้
่
่
ิ
ื
่
ํ
คาตอบทถูกตอง
่
้
ี
ํ
- ใหนักเรยนทาแบบฝกหัด เรอง การหาความน่าจะเปนของเหตุการณ P(E) เปนการบาน
ึ
็
้
์
ื
้
็
่
ี
ํ
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
ี
่
่
่
์
ี
ี
ํ
็
5.1 Reflect - นักเรยนสามารถหาความน่าจะเปนของเหตุการณทกาหนดใหไดอย่างไร?
้
้
ึ
5.2 Connect - หากนักเรยนทราบถงโอกาสในการเกดเหตุการณว่ามมากหรอนอยเพยงใด
้
ี
ี
ี
ื
ิ
์
ํ
สามารถนาไปเปนเหตุผลประกอบการตัดสินใจไดอย่างไร M
้
็
5.3 Apply - นักเรยนสามารถนาความร เรอง การหาความน่าจะเปนของเหตุการณไปใชใน
้
ํ
ื
์
ู
ี
้
็
่
ื่
ิ
การจัดกจกรรมอนๆ ไดอย่างไร?
้
่
ี
ื
6. สอการเรยนการสอน
- คลิปวดโอ การแข่งขันบาสเกตบอล
ิ
ี
็
- แบบฝกหัด เรือง การหาความน่าจะเปนของเหตุการณ ์
่
ึ
261
สาระการเรยนรู้ คณิตศาสตร์ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3
ี
หนวยการเรยนรู้ 3) ความน่าจะเป็น (Sample Space)
่
ี
ุ
่
ออกแบบโดย ครูกลมสาระคณตศาสตร ์ โรงเรียน มาแตร์เดอีวิทยาลัย กรุงเทพฯ
ิ
วันท่ ี 23 มกราคม 2016
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives) [LIKE]
ิ
- นักเรยนสามารถหาผลลัพธทั้งหมดทอาจจะเกดขึ้น (Sample Space) จากการทดลอง
ี
ี
์
่
่
ํ
ี่
้
สุมของทกาหนดใหได ้
- นักเรยนสามารถหาจานวนเหตุการณทั้งหมดได ้
ี
์
ํ
ํ
็
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
้
้
ี
- นักเรยนสามารถนาความรทไดไปใชในการวางแผน และจัดการในการคาดเดาถงผลท ี ่
้
ึ
ี
ํ
่
ู
์
อาจจะเกดขึ้นทั้งหมดของเหตุการณใดเหตุการณหนึ่ง
ิ
์
ื
้
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
่
- ความหมายของผลลัพธทั้งหมดทอาจจะเกดขึ้น (Sample Space)
์
ี
ิ
่
ิ
ี
ี
ิ
- วธการหาผลลัพธทั้งหมดทอาจจะเกดขึ้น (Sample Space) และจํานวนของ Sample
์
Space
้
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest) [LIKE]
้
้
ํ
ี
ํ
ี
ู
- ครตั้งคาถามนักเรยน ถาวันหยุดน้นักเรียนจะจัดงานปาร์ต้และตองการทาน้าพั้นช โดยมี
์
ี
ํ
์
ํ
้
ํ
่
ํ
ี
ํ
ิ
ื
ส่วนผสม 4 ชนด คอ น้ามะนาว น้าสัปปะรด น้าสม น้าองุน นักเรยนสามารถผสมน้าพั้นชสูตร
ํ
ี่
้
พิเศษไดกแบบ?
1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบ
ั
2. การประเมินและวดผล
- ประเมินจากการตอบคําถามของนักเรยน
ี
- ประเมินจากแบบฝกหัด เรือง ผลลัพธทั้งหมดทอาจจะเกดขึ้น (Sample Space)
ิ
ี
่
่
์
ึ
้
3. การสรางบรรยากาศ
ี
์
์
ี
้
ํ
้
ํ
ี
ู
ี
- ครตั้งคําถามนักเรยน ถาวันหยุดน้ นักเรยนจะจัดงานปารต้และตองการทาน้าพั้นช โดยม ี
ํ
ํ
ื
ิ
ส่วนผสม 2ชนด จากส่วนผสมทั้งหมด 4 ชนด คอ น้ามะนาว น้าสัปปะรด น้าสม น้าองุ่น นักเรยน
้
ี
ํ
ํ
ิ
ํ
ี่
้
์
สามารถผสมน้าพั้นชสูตรพิเศษไดกแบบ?
262
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
์
้
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
์
- แบ่งกลุมนักเรยน กลุมละ 4 คน ให้แต่ละกลุมหาสูตรการผสมน้าพั้นชว่าผสมอย่างไร?
่
ํ
ี
่
่
้
ี่
และผสมไดทั้งหมดกแบบ?
- ใหนักเรยนแต่ละกลุมออกมานาเสนอ วิธการผสมพั้นช ว่าผสมอย่างไร? และผสมได ้
้
ี
่
์
ํ
ี
ทั้งหมดกแบบ?
ี่
่
ิ
ื
ู
ี
ี
่
ี
- ครสุมเลอกนักเรยน 2 กลุม นามารวมกันอภปรายเพอเปรยบเทยบความแตกต่างของ
่
่
ํ
ื
ี
ํ
วิธการหาสูตรน้าพั้นช ์
์
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]
ิ
้
ํ
- ครูใหนักเรยนอ่านเรื่อง ความหมายของ Sample Space และนาเสนอวิธการหา
ี
ี
Sample Space พร้อมยกตัวอย่างประกอบ ตัวอย่างท 1 ในการทาสลัดจากการเลอกวัตถุดิบ 2
ื
ี
ํ
่
ี
ิ
ื
ื
้
้
ิ
ชนด จากทั้งหมด 3 ชนด คอ ผักกาดหอม (ผ) มะเขอเทศ (ม) และขาวโพด (ข) ไดดังน้
S = { ผม , ผข , มข } n(S) = 3
- ครเนนย้าเรอง วธการเขยน Sample Space แบบแจกแจงสมาชิก สัญลักษณแทน
ู
ิ
ื
่
์
ํ
ี
ี
้
ํ
Sample Space และการหาจานวนของ Sample Space
่
ี
- ครตั้งคาถามเกยวกับการทาสลัดดวย ผักกาดหอมกับมะเขอเทศ มะเขอเทศและ
ื
ื
ํ
ู
ํ
้
ี
ผักกาดหอม เหมอนหรอต่างกันอย่างไร? โดยครูและนักเรยนร่วมกันสรุป
ื
ื
ิ
ื
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
ํ
ี
ิ
้
ู
ี
- จากตัวอย่างการทาสลัด ครใหนักเรยนนาวธการดังกล่าวไปใชในการหาสูตรน้าพั้นชได ้
ํ
้
ํ
์
ทั้งหมดกวิธ? มอะไรบาง?
ี
ี่
ี
้
- ครใหนักเรยนแต่ละกลุมออกมานาเสนอ แลวครและนักเรยนรวมกันอภปรายหาคําตอบ
ู
ํ
ี
้
่
่
้
ิ
ี
ู
ทถูกต้อง
ี
่
็
ี
ํ
ํ
้
่
่
ื
- ครูใหเง่อนไขเพิมเติม โดยเพิมส่วนผสมเปน 5 ชนิด นักเรยนจะสามารถหาสูตรทาน้า
้
์
พั้นชไดกแบบ? อะไรบาง?
้
ี่
ี
ํ
- ครูใหนักเรยนทาแบบฝกหัด เรอง การหาความน่าจะเปนของเหตุการณ P(E) เป็น
์
็
้
่
ื
ึ
้
การบาน
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
่
ี
่
5.1 Reflect
- นักเรยนอยากเรยนรอะไรเพิมเติมเกยวกับ Sample Space?
ี
่
ี
ู
้
ี
่
ี
้
ํ
ั
ู
้
์
ี
ี
- นักเรยนไดเรยนรอะไรจากการหาสูตรน้าพั้นชในคร้งน้?
263
่
ึ
ํ
ื
- ถาครเพิมเงอนไขในการผสมสูตรน้าพั้นช โดยคานึงถงลาดับในการผสม Sample
ู
่
์
ํ
้
ํ
ี่
ื
Space จะเปลยนแปลงหรอไม่? อย่างไร?
5.2 Connect
ิ
ี
ื
่
ื
่
่
ี
้
ี
- นักเรยนคิดว่า เรอง Sample Space สามารถเชอมโยงกับวิชาสถติทเรยนมาไดอย่างไร?
ั
่
ื
่
ื
ี
้
- นักเรยนคิดว่า เรอง Sample Space สามารถเชอมโยงกับชวิตจรงในปจจุบันไดอย่างไร?
ิ
ี
่
ื
ื่
ื่
ี
ื่
- นักเรยนคิดว่า เรอง Sample Space สามารถเชอมโยงวิชาอนๆในเรองใด อย่างไร?
5.3 Apply
ี
่
ํ
ี
้
ี
์
- นักเรยนสามารถนําความรเกยวกับ Sample Space ไปใชในเหตุการณในชวิตประจาวัน
ู
้
ไดอย่างไร?
้
์
้
์
่
ื
ู
ํ
้
- นักเรยนสามารถนาความร เรอง Sample Space ไปประยุกตใชในเหตุการณใด?
ี
อย่างไร?
็
ื
ี
่
- นักเรยนคิดว่านักเรยนจะทาอะไรบางเพอใหการทางานเปนกลุ่มราบรน สนุก และม ี
ื
้
่
้
ํ
ํ
ี
คุณค่ามากขึ้น?
่
ื
6. สอการเรยนการสอน
ี
- แบบฝกหัดเรอง Sample Space
ื
่
ึ
ํ
- คลิปการทาน้าพั้นช ์
ํ
264
ิ
สาระการเรยนรู้ คณตศาสตร ์ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3
ี
่
หนวยการเรยนรู้ 4) ความน่าจะเป็น
ี
ิ
์
ั
ออกแบบโดย ครูวชรนทร ชาคําฤทธ์ ิ โรงเรียน ยอเซฟอุปถัมภ์ นครปฐม
วันท่ ี 10 พฤษภาคม 2015
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives) [LIKE]
์
้
ู
- นักเรยนสามารถใชความรเกยวกับความน่าจะเปนในการคาดการณไดอย่าง
ี
้
็
้
ี
่
สมเหตุสมผล
ี
็
ู
้
้
- นักเรยนสามารถใชความรเกยวกับความน่าจะเปนประกอบการตัดสินใจได ้
่
ี
ี
้
่
์
- นักเรยนสามารถวินิจฉัยประสบการณทไดรบบนพ้นฐานของคุณค่าพระวารดานการ
ี
ื
ั
้
ไตรตรอง
่
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
ํ
็
ี
้
ิ
่
ี
ี
- นักเรยนสามารถประเมินโอกาสทจะเกดขึ้นไดอย่างมหลักการไม่ใช่เพยงการเดา
ี
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
ื
้
็
- ความน่าจะเปน
่
- คุณค่าพระวรสาร เรอง การไตรตรอง
่
ื
้
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
ี
ู
ี
ิ
ี
่
้
ี
ื
ื
- ใหนักเรยนเล่นเกม “ใครกันเกดวันเดยวกัน” โดยครถามนักเรยนว่า นักเรยนเชอหรอไม่
้
ว่าในหองเรยนของเรามอย่างนอย 2 คนทเกดวันเดียวกัน เพราะเหตุใด?
ี่
ิ
ี
ี
้
1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ
2. การประเมินและวดผล
ั
ิ
- การอภปรายกลุม
่
- การสังเกต
3. การสรางบรรยากาศ
้
ิ
- ใหนักเรยนดูคลิปวิดีโอ “วธสับไพ่” ความยาว 3 นาที
้
ี
ี
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
์
้
้
ั
- ครใหนักเรยนโยนลูกเต๋าคนละ 2 ลูกพรอมกัน จานวน 10 คร้ง พรอมกับจดบันทึกผลรวม
้
ู
ี
ํ
้
ของแตมทุกคร้ง
้
ั
265
ื
็
่
ู
ี
- ครถามนักเรยน “นักเรยนมคาถามอะไรหรอไม่?” แลวแบ่งนักเรยนออกเปนกลุมๆ ละ
้
ํ
ี
ี
ี
้
ี่
ิ
่
้
3-5 คน ใหอภปรายถึงสิ่งทคนพบภายในกลุม
์
ิ
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]
่
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง ......
ู
้
้
ื
ี
ื
้
ื
้
ิ
่
ื
่
ี
็
- ครอธบายสั้นๆ เพอความเขาใจเกยวกับเน้อหา (ความน่าจะเปน) พรอมยกตัวอย่าง
ู
ิ
ี
ประกอบ เปดโอกาสใหนักเรยนซักถามขอสงสัย
้
้
ี
้
- ใชโจทยสถานการณเกยวกับความน่าจะเปน 1 ข้อ
็
์
์
่
้
ี
ํ
ิ
้
ู
้
์
ํ
ี
ู
- ใหนักเรยนบันทึกประสบการณทไดเรยนรจากคาถามของคร แลวอภปรายหาคาตอบ
้
่
ี
รวมกัน จากนั้นนาเสนอหนาชั้น
ํ
้
่
ิ
ื
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)
้
- ใหนักเรยนทาแบบฝกหัด
ึ
ี
ํ
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
่
่
ี
5.1 Reflect
ื
็
้
ี
ี
- นักเรยนมความเขาใจ เรือง ความน่าจะเปนหรอไม่? อย่างไร?
่
5.2 Connect
้
- นักเรยนคิดว่า เรองความน่าจะเปนสามารถบูรณาการกับวิชาอนไดหรอไม่? อย่างไร?
ื
่
ื
็
่
ี
ื
5.3 Apply
้
ี
ํ
้
ั
- นักเรยนสามารถนาไปช่วยในการตัดสินใจและแกปญหาไดอย่างไร?
6. สอการเรยนการสอน
่
ี
ื
- ลูกเต๋า
- ไอแพด
- คลิปวดโอ
ิ
ี
266
สาระการเรยนรู้ คณิตศาสตร์ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3
ี
หนวยการเรยนรู้ 5) พาราโบลา
ี
่
ออกแบบโดย ครูพิมพภัทร เพ็งพิต โรงเรียน มาแตร์เดอีวิทยาลัย กรุงเทพฯ
์
์
วันท่ ี 23 มกราคม 2016
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
่
้
- นักเรยนสามารถวาดกราฟ โดยใชคูอันดับจากสมการทกาหนดใหได ้
้
ี
ํ
่
ี
- นักเรยนสามารถอธบายลักษณะของกราฟพาราโบลาได ้
ิ
ี
- นักเรยนสามารถหาจุดยอดของกราฟพาราโบลาได ้
ี
ํ
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
็
ี
่
ู
้
ี
ํ
์
ิ
ื
- นักเรยนสามารถนาความรไปใชในการเรียนวทยาศาสตร เช่น การเคลอนทแบบโพรเจก
้
่
้
ั
ื
ไทลและเปนพ้นฐานทางวิศวกรรมในดานการออกแบบสถาปตยกรรม
์
็
้
ื
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
ํ
่
ี
้
- การวาดกราฟจากสมการทกาหนดใหได ้
- ลักษณะของกราฟพาราโบลา
- การหาจุดยอดของกราฟพาราโบลา
้
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
่
ี
- ครูตั้งคาถามกับนักเรยนว่า ซตบาสกับพาราโบลา เกยวของกันอย่างไร?
ี
ํ
ู้
้
1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ
2. การประเมินและวดผล
ั
- ประเมินจากการตอบคําถามของนักเรยน
ี
ึ
่
- ประเมินจากแบบฝกหัด เรือง การวาดกราฟจากสมการทกาหนด
ํ
ี
่
้
3. การสรางบรรยากาศ
้
ู
ี
่
ํ
้
- ครตั้งคาถามกับนักเรยนว่า ซูตบาสกับพาราโบลา เกยวของกันอย่างไร?
ี
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
้
์
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
ํ
- ครูยกตัวอย่างภาพทพบเจอในชวตประจาวัน เช่น การชูตบาส สะพานแขวน การไหล
้
่
ิ
ี
ี
ํ
ของน้าพุ เกม Angry Bird ใหนักเรยนสังเกตความโค้งว่า เหมอนหรอต่างกันอย่างไร? พร้อม
ื
้
ื
ี
แยกตามลักษณะ
267
้
ี
้
ู
- ครแจกสมการพรอมรปกราฟใหนักเรยน แลวใหนักเรยนออกมาเขยนสมการทไดรบ ตาม
ู
้
่
้
ั
ี
้
ี
ี
ลักษณะของกราฟ บนกระดาน
- ครูและนักเรยนรวมกันตั้งขอสังเกตจากกราฟร่วมกัน
้
่
ี
ิ
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge))
์
่
- ครูอธบายลักษณะของกราฟ (หงาย/ ควํา) เพอเนนย้า
ื่
ํ
ิ
้
2
้
ู
2
- ครยกตัวอย่างสมการ เช่น y = x , y = - x , y = 2x แลวนาตัวอย่างมาวาดกราฟ
2
ํ
้
โดยใชคูอันดับ
่
ี
ี
ุ
่
- ครและนักเรยนรวมกันสังเกตและสรป เกยวกับลักษณะของกราฟ การวาดกราฟ และ
่
ู
การหาจุดยอด
ู
ี
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ...... เรอง ......
้
ื
่
้
ื
ื
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
ิ
้
- ครแจกสมการใหนักเรยน คนละ 1 สมการ ใหนักเรยนหาคู่ดันดับ วาดกราฟ บอก
ู
้
ี
ี
ลักษณะของกราฟ หาจุดยอด
่
ื
ํ
้
ี
- ใหนักเรยนทาแบบฝกหัด เรอง พาราโบลา การวาดกราฟพาราโบลาพรอมบอกลักษณะ
ึ
้
ของกราฟ เปนการบาน
็
้
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
่
่
ี
5.1 Reflect
ื
2
็
ี
้
ื
้
- ถาครเปล่ยนตัวเลขหนา x เปนเศษส่วน หรอทศนิยม กราฟจะเปลยนแปลงหรอไม่?
ู
ี
่
อย่างไร?
5.2 Connect
ี
์
์
- นักเรยนคิดว่า พาราโบลา มความสัมพันธกับวิทยาศาสตรอย่างไร
ี
5.3 Apply
ํ
้
ี
้
ู
ํ
- นักเรยนจะนาความรเรอง พาราโบลา ไปใชในชวิตประจาวันของนักเรยนไดอย่างไร?
ี
ี
้
่
ื
6. สอการเรยนการสอน
ี
่
ื
- แบบฝกหัด เรือง พาราโบลา การวาดกราฟพาราโบลา
่
ึ
268
ี
สาระการเรยนรู้ คณตศาสตร ์ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6
ิ
หนวยการเรยนรู้ 1) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงฟังก์ชันระหว่างข้อมูล
ี
่
ุ
ี
ี
์
ุ
ั
ั
ออกแบบโดย ครูศรรตน หงษาภรณบตร โรงเรียน อสสมชญคอนแวนต กรงเทพฯ
ั
์
ั
ี
วันท่ ี 13 มนาคม 2015
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
- นักเรยนเขยนแผนภาพการกระจายได ้
ี
ี
ี
็
้
้
ื
- นักเรยนตัดสินใจไดว่าแผนภาพการกระจายนั้นมีกราฟเปนเสนตรง หรอเส้นโค้งแบบ
์
ี
ื
พาราโบลา หรอแบบเอกซโพเนนเชยล
็
ี
่
์
ี
ี
้
ํ
- นักเรยนสามารถหาสมการความสัมพันธทมกราฟเปนเสนตรง และทานายค่าตัวแปรตามได ้
1.2 ความจาเปน (Needs)
ํ
็
ื
- ประโยชน์ในการทานายค่าตัวแปรตาม เม่อมีตัวแปร 2 ตัวทมความสัมพันธเชิงฟงกชัน
์
ํ
์
ี
ี
ั
่
่
กัน เพือเปนพ้นฐานในการเรยนชั้นสูงต่อไป
็
ี
ื
ื
้
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
- แผนภาพการกระจาย
ี
่
ํ
ํ
- วิธกาลังสองนอยทสุดในการทานายค่าตัวแปร
้
ี
้
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest) - ดูขั้น See
1.5 เวลา (Time) - 1 คาบ (50 นาที)
2. การประเมินและวดผล
ั
ี
ี
- ประเมินจากการเขยนแผนภาพการกระจายของนักเรยน
3. การสรางบรรยากาศ
้
ี่
- การสนทนาแลกเปลยนความคิดเห็นกับนักเรยนในขั้น See
ี
4. การนําเสนอบทเรยน [LIKE]
ี
4.1 การสรางประสบการณ (See)
์
้
้
ี
ู
่
- ครนาเสนอ PowerPoint ราคาไข่ไก่ โดยเฉลย 10 ปยอนหลัง อุณหภูมิเฉลยของโลก 10
ี
ํ
ี
่
ี
้
้
้
์
ี
้
ปยอนหลังแลวตั้งคําถาม ใหนักเรยนคาดการณว่าในอนาคต 10 ปขางหนา สถานการณราคา
์
้
ี
็
ไข่ อุณหภูมิของโลกจะเปนอย่างไร?
ี่
้
- ใหนักเรยนลองคิดหาสิ่งทมความสัมพันธเชิงฟงกชันโดยม 2 ตัวแปรประกอบดวยตัวแปร
์
ั
ี
ี
ี
์
้
อิสระและตัวแปรตาม
269
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)
์
ิ
- ครกล่าวสรปถึงผลทจะเกดขึ้นในอนาคต นาขอมูลใหนักเรยนเขยนแผนภาพการกระจาย
ี่
ี
ี
ิ
ู
้
ํ
ุ
้
ุ
ี
่
ี
นักเรยนสรปลักษณะกราฟทได ้
- ครอธบายเพิ่มเติมพรอมเสนอแนะ และแสดงการหาสมการความสัมพันธเชิงฟงกชันของ
้
์
ู
์
ิ
ั
ี
ํ
ขอมูล โดยระเบยบวิธกาลังสองนอยทสุด
ี
ี
่
้
้
้
้
ี
ู
ื
ื
่
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง ......
ื
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)
ิ
่
- ครใหขอมูลเรองท 2 แลวใหนักเรยนเขยนแผนภาพการกระจาย พรอมทั้งสรปว่า
ี
้
ุ
้
้
้
ี
่
ี
ื
ู
้
ี
็
แผนภาพน้มกราฟเปนลักษณะแบบใด?
ี
ํ
ี
ี
้
- ใหนักเรยนหาสมการแสดงความสัมพันธของแผนภาพทสอง โดยนักเรยนช่วยกันทา คร ู
่
ี
์
้
ํ
้
้
็
เปนผูใหคําแนะนาและขอเสนอแนะ
้
ํ
ํ
้
ี
ู
ิ
- ใหนักเรยนออกมาทานายค่าแปรตามในอนาคต 5-10 ป โดยครอธบายพรอมใหคา
้
ี
เสนอแนะควบคูกันไป
่
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน [LIKE]
่
่
ี
5.1 Reflect
- นักเรยนคิดว่า นักเรยนไดรบความรและจะนาไปปฏบัติอย่างไร?
้
ํ
ั
ี
ู
้
ิ
ี
ี
- นักเรยนอยากเรยนรอะไรเพิมเติมจากเรอง ความสัมพันธเชิงฟงกชันระหว่างขอมูล?
์
่
ั
์
ื
่
ู
้
ี
้
์
์
ั
้
ื
่
ู
- นักเรยนไดเรยนรอะไรในเรอง ความสัมพันธเชิงฟงกชันระหว่างขอมูลหลังจากการ
ี
้
้
ี
ํ
่
ทางานกลุมดวยกัน?
้
5.2 Connect
่
์
ั
ํ
ี
- นักเรยนคิดว่า ความสัมพันธเชิงฟงกชันน้สามารถนาไปเชอมโยงกับวิชาใดบาง?
้
ื
ี
์
์
ั
ี
- นักเรยนคิดว่า ความรในเรองความสัมพันธเชิงฟงกชันน้มีความเกยวโยงกับคุณธรรมใน
์
ี
ู
่
ื
ี
้
่
ื่
เรองใด?
้
ี
ู
ี
้
่
- หลังจากเรยนเรองน้แลว นักเรยนรสึกห่วงใยโลกของเราอย่างไรบาง? เพราะอะไร?
ื
้
ี
5.3 Apply
้
ํ
ี
ี
่
ี
- นักเรยนสามารถนาเรองความสัมพันธเชิงฟงกชันน้ไปประยุกต์ใชในชวิตประจาวัน
์
ื
ั
ํ
์
อย่างไร?
ี
ื่
ํ
ื่
้
ี
ี
ื
ั
- เมอเรยนเรองน้แลว นักเรยนสามารถทาอะไรเพิ่มเติมเพอรกษาโลกของเรา?
่
่
- นักเรยนจะปรบท่าทของตนอย่างไร หากมคนบอกว่าไม่ตองทาอะไรเพอรกษาโลก เพราะ
ื
ี
ี
ั
ํ
ั
ี
้
็
่
้
ํ
กว่าน้าจะท่วมโลก เรากตายกอนแลว?
ี
ี
6. สอการเรยนการสอน - PowerPoint ราคาไข่ไก โดยเฉลย 10 ปยอนหลัง
่
่
้
ี
่
ื
270
สาระการเรยนรู้ คณตศาสตร ์ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6
ี
ิ
หนวยการเรยนรู้ 2) ความน่าจะเป็น
่
ี
ั
ั
ี
ั
์
ี
ุ
ั
ุ
ออกแบบโดย ครูศรรตน หงษาภรณบตร โรงเรียน อสสมชญคอนแวนต กรงเทพฯ
์
วันท่ ี 14 มนาคม 2015
ี
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
ี
็
ื
ิ
์
่
- นักเรยนสามารถหาความน่าจะเปนหรอโอกาสในการเกดเหตุการณต่างๆ ทสนใจได ้
ี
ี
้
่
ี
้
ี
่
- นักเรยนจะเห็นไดชัดเจนว่า โอกาสทจะแพการพนันสูงกว่าโอกาสทจะชนะพนันเสมอ
็
1.2 ความจาเปน (Needs)
ํ
ี่
ี
ํ
- นักเรยนสามารถนาไปใชเปนเครองมอในการตัดสินใจเกยวกับเหตุการณทนักเรยนสนใจ
ื่
็
้
ื
ี่
ี
์
้
ี
ื
ํ
็
ไดอย่างแม่นยาและมหลักการมากขึ้น เปนพ้นฐานของการเรยนในระดับสูงขึ้นไป
ี
ื
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
้
- การหาจานวนวิธใน Sample Space
ี
ํ
ี
- การหาจานวนวิธใน Events
ํ
- การหาความน่าจะเปนของเหตุการณใด ๆ
์
็
- โอกาสในการชนะการพนันประเภทต่าง ๆ
้
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest) [LIKE]
์
ี
้
ี่
ี่
ื่
- เปนเรองทเกยวของกับการดําเนินชวิตของมนุษยทุกคน
็
ี
ี
ี
ื
่
ี
ื
ํ
ี
- นักเรยนสามารถนาเรองทเรยนน้ไปใชประกอบการตัดสินใจ เพ่อเลือกท่จะทําหรอไม่ทา
ํ
่
ื
้
่
บางสิงบางอย่าง
ี
ี
์
่
ี
ี
ี
้
์
ี
- นักเรยนสามารถคาดการณไดอย่างมเหตุผลว่า เหตุการณทนักเรยนสนใจน้ มโอกาสท ่ ี
์
จะเกดขึ้นกเปอรเซนต ์
่
ิ
ี
1.5 เวลา (Time) - 1 คาบ
2. การประเมินและวดผล
ั
่
ิ
ึ
ั
ี
้
ิ
่
- ใหนักเรยนอภปรายถงโอกาสทคนๆ หนึงจะถูกสลากกนแบ่งรฐบาล
ี
้
- ใหนักเรยนสรางโจทยปญหา เพอหาความน่าจะเปนของเหตุการณตามสถานการณท ่ ี
์
ี
้
์
ื
็
ั
์
่
นักเรยนสรางขึ้น
้
ี
3. การสรางบรรยากาศ
้
่
่
็
ู
ี
ี
- ครชวนนักเรยนสนทนาเกยวกับความน่าจะเปนของการสุมลูกปงปอง 1 ลูก จากกล่องทึบท ี่
ิ
ิ
ี
ี
ํ
ี
บรรจุลูกปงปองสต่างๆ 5 ลูก และมบางลูกทมสซ้ากัน
ี
่
ี
271
่
ี่
ี
ื่
ิ
ี
- ใหนักเรยนออกมาสุมประมาณ 3-4 คน และเปลยนเงอนไขสลูกปงปอง
้
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
์
้
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
- แบ่งกลุมนักเรยนเพอทาการทดลอง (1) โยนเหรยญเทยงตรง 1 อัน แลวทุกคนจดบันทึก
่
ี
ี
ี่
ื่
ํ
้
ผลการโยน และ (2) ใหนักเรยนทอยลูกเต๋า 50 คร้ง แลวจดบันทึกผลการทอยลูกเต๋า
้
ั
้
ี
ํ
้
้
- ใหนักเรยนช่วยกันสรปผลการกระทาในขอ (1) และ (2) ดวยตัวเอง
ุ
้
ี
์
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)
ิ
ิ
ี
ู
้
- ครช่วยอธบายและสรปผลการทดลองของนักเรยนในขอ 4.1
ุ
ี
์
้
็
ิ
ู
- ครอางองทฤษฎและสูตรการหาความน่าจะเปนของเหตุการณ ยกตัวอย่างประกอบ
้
ี
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....
้
่
ื
ื
ู
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
ื
ิ
ี่
์
ํ
ี
- ใหนักเรยนหาความน่าจะเปนของเหตุการณทครกาหนดใหบนกระดาน
ู
็
้
้
่
้
้
็
้
์
ี
ี
์
- ใหนักเรยนคิดสรางสถานการณแลวหาความน่าจะเปนของเหตุการณทสนใจ
็
ั
ิ
- ใหนักเรยนพิจารณาความน่าจะเปนของการถูกสลากกนแบ่งรฐบาล แลวช่วยกันสรป
ุ
้
ี
้
โดยครช่วยใหคําแนะนา และเสรมใหนักเรยนเห็นโทษของการพนัน
้
ิ
ํ
ี
ู
้
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
่
ี
่
5.1 Reflect
ํ
ิ
้
่
ํ
- เมอจบคาบน้แลว นักเรยนคิดว่าการเล่นการพนัน เช่น สลากกนแบ่งจะทาใหเรารารวย
ี
้
ื
่
ี
้
ื
ขึ้นไดแน่นอนหรอไม่? อย่างไร?
ี
- นักเรยนคิดว่าวิธการหาความน่าจะเปนน้ จะมประโยชนกับนักเรยนอย่างไร?
็
ี
์
ี
ี
ี
5.2 Connect
- เรองความน่าจะเปนน้แฝงหลักธรรมในเรองใด?
ี
็
ื่
ื่
็
ื
่
่
่
- เรองความน่าจะเปนน้นาไปเชอมโยงกับวิชาใด? เรืองใดได้บาง?
ี
ํ
้
ื
5.3 Apply
ิ
้
- ถาคนทนักเรยนรจักลุมหลงในการพนัน เช่น สลากกนแบ่ง นักเรยนจะช่วยเขาได ้
ี
ี
ี
่
ู
่
้
อย่างไร?
้
ั
- ใหนักเรยนอภปรายเกยวกับการแกกฎหมายเรอง สลากกนแบ่งรฐบาลในดานคุณธรรม
ื
่
ี
ิ
้
่
ิ
ี
้
6. สอการเรยนการสอน
่
ื
ี
ี
ิ
- ลูกปงปองสต่างๆ ประมาณ 5-6 ลูก และกล่องทึบแสง
- เหรยญ 10 บาท 1 เหรียญ
ี
272
สาระการเรยนรู้ คณตศาสตร ์ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6
ิ
ี
หนวยการเรยนรู้ 3) ลําดับและอนุกรม
่
ี
์
์
ุ
ออกแบบโดย ครูฤกษดี เจนวรกิจ โรงเรียน เซนตโยเซฟบางนา สมทรปราการ
วันท่ ี 10 ตุลาคม 2015
้
1. การใหภาพรวม
์
1.1 วัตถุประสงค (Objectives)
- นักเรยนสามารถหาผลบวก n พจนแรกของอนุกรมเลขคณตได ้
์
ี
ิ
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
็
ํ
ํ
์
ี
้
ี
- นักเรยนนาวิธในการหาผลบวก n พจนแรกของอนุกรมเลขคณตไปใชแทนการบวกเลข
ิ
็
ื
แบบเดิมๆ เพอความรวดเรวและถูกตองแม่นยา
่
ํ
้
้
ื
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
ิ
- หาผลบวก n พจนแรกของอนุกรมเลขคณตได ้
์
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
้
็
้
ํ
- เล่นเกมแข่งขันกันบวกเลขว่า ใครบวกเลขเรวกว่าและถูกตองแม่นยากว่ากัน
1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ 50 นาที
2. การประเมินและวดผล
ั
ํ
- การตอบคาถาม
ํ
- การทาแบบฝกหัด
ึ
3. การสรางบรรยากาศ
้
็
- เล่นเกมแข่งขันกันบวกเลขว่า ใครบวกเลขเรวกว่าและถูกตองแม่นยากว่ากัน
ํ
้
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
้
์
่
่
ี
ี
- จากกจกรรมในขั้น ( I ) ทผ่านมา นักเรยนคิดว่ามวิธในการบวกเลขทรวดเรวและถูกตอง
ี
ี
้
็
ิ
ี
ื
่
กว่าทนักเรยนคิดอยูหรอไม่?
ี
่
ี
่
้
- ครใหโจทยนักเรยนในแต่ละกลุม
ี
์
ู
้
้
ี
้
- ใหแต่ละกลุมช่วยกันคิดคนหาวิธในการบวกทรวดเรวและถูกตอง
็
่
ี่
ํ
- ใหแต่ละกลุมออกมานาเสนอวิธคิด
้
่
ี
273
4.2 การคิดวินิจฉัยประสบการณ (Judge)
์
ื
่
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....
ู
้
ี
ื
้
้
- ครอธบายถงทมาของสูตรการหาผลบวกพจน์ที n ของอนุกรมเลขคณตโดยใชโจทยท ี่
่
ิ
ี
่
ึ
ิ
์
ู
แจกใหกับนักเรยนในแต่ละกลุมในการอธบาย
ี
้
่
ิ
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
ิ
ื
ี
ี
ี่
่
็
้
้
- ให้นักเรยนในแต่ละกลุมแบ่งออกเปน 2 ส่วน ส่วนท 1 ใหใชวิธการบวกแบเดิมๆ ส่วนท 2
่
ี
ี
้
์
้
ใหใชวิธคิดแบบหาผลบวกพจน n ของอนุกรมเลขคณต
ิ
ี
้
์
ํ
ู
ํ
- ครกาหนดโจทยและใหนักเรยนใหแต่ละกลุมแข่งขันในการหาคาตอบ
่
้
ี
- ใหนักเรยนเปรยบเทยบว่าวิธไหนดีกว่ากัน
ี
ี
ี
้
ํ
์
่
ึ
ื
่
- ใหนักเรยนในแต่ละกลุมทาแบบฝกหัดเรอง การหาผลบวก n พจนแรกของอนุกรมเลข
้
ี
ิ
คณต
- นักเรยนรวมกันหาผลเฉลยในแต่ละขอ
้
ี
่
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
ี
่
่
5.1 Reflect
้
ี
ี
ี
้
- ครูใหนักเรยนเรยนสรปทมาของสูตร โดยใชภาษาของตัวเองและคิดว่าวิธน้มประโยชน ์
ี
ี
ุ
ี่
ี
อย่างไรกับนักเรยน?
5.2 Connect
็
- นักเรยนคิดว่า เน้อหาเรองลาดับและอนุกรมน้เชอมโยงกับเน้อหาในเรองความน่าจะเปน
ี
ํ
ื
ื่
ื่
ื่
ี
ื
อย่างไร?
5.3 Apply
ํ
้
ี
ู
่
ี
้
- นักเรยนสามารถนาความรทไดจากหัวขอน้ไปใชในชวิตประจาวันไดอย่างไร?
ี
ํ
้
ี
้
้
ื
ี
6. สอการเรยนการสอน
่
- PowerPoint ใชในการเล่นเกมและนาเสนอทฤษฎบท
ํ
้
ี
274
บทที่ 3
กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ
์
นาฏศิลป
้
ประถม 1 มอญซ่อนผา 276
มัธยม 1 ประเภทของละครไทย 278
ศิลปะ
ื
ประถม 4 1) พ้นผิว 280
2) สวรรณะรอน - เย็น (ทฤษฎีส) 282
ี
้
ี
้
ื
ประถม 6 เหมอนต่างสรางสรรค์ 284
มัธยม 1 1) แสงเงาและการวาดเสนจากการมองเห็น 286
้
ู
2) ความรเบื้องตนทางทัศนศิลป 288
้
์
้
3) ทัศนธาตุ - เสน 290
้
ี่
้
มัธยม 2 ความรเบื้องตนเกยวกับการโฆษณา 292
ู
้
์
มัธยม 6 เทคนคของศิลปนในการแสดงออกทางทัศนศิลป 294
ิ
ิ
275
ี
สาระการเรยนรู้ ศิลปะ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1
หนวยการเรยนรู้ มอญซ่อนผ้า
ี
่
์
ออกแบบโดย ครูอาจารย พูนเกษม โรงเรียน เซนตโยเซฟบางนา สมทรปราการ
ี
์
ุ
วันท่ ี 10 ตุลาคม 2015
้
1. การใหภาพรวม
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
ี
้
้
ู
- นักเรยนรและเขาใจ กฎ กติกา มารยาท ในการละเล่นของไทย
- นักเรยนรและเขาใจประเภทของการละเล่นของไทย
ี
้
ู
้
ี
ี
ี
้
ู
้
่
ํ
- นักเรยนสามารถนาสิงทเรยนรไปพัฒนาศักยภาพของตนเองได
่
- นักเรยนเขาถงคุณค่าพระวรสารในเรองการเคารพ/ ศักดิ์ศรี
ึ
ื่
ี
้
ํ
็
1.2 ความจาเปน (Needs)
ื
็
- การละเล่นของไทยถอเปนมรดกวัฒนธรรมของชาติ มีวิวัฒนาการของการละเล่นจาก
ี
ึ
ั
็
อดตถงปจจุบัน จนเปนส่วนหนึ่งของวิถชวิตไทย
ี
ี
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
ื
้
้
- กฎ กติกา มารยาท วิธการเล่นมอญซ่อนผา
ี
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
้
็
้
- ใหนักเรยนชม PowerPoint ประวัติความเปนมาของการละเล่นของเด็กไทย
ี
ี
ํ
่
ี
ี
้
- ใหนักเรยนอ่านออกเสยงตามคาทปรากฏบนจอภาพ
ํ
- รวมกันแข่งขันการตอบคาถามทครถาม
ู
่
่
ี
ี
้
ื่
ี่
ู
- ให้นักเรยนแข่งขันกันบอกชอการละเล่นของไทยทนักเรยนรจัก
ี
1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ
2. การประเมินและวดผล
ั
ี่
- แบ่งกลุมสอบตามทครกาหนด
่
ํ
ู
3. การสรางบรรยากาศ
้
ี
ี
่
ี
ี
ื
้
้
ู
้
่
ี
- ใหนักเรยนแบ่งกลุมตามใจชอบ นาเสนอการละเล่นทนักเรยนเคยเรยนรมาแลว (หากมเน้อ
ํ
ี
้
รองควรใหนักเรยนรองเพลงตาม)
้
้
276
ี
4. การนําเสนอบทเรยน
4.1 การสรางประสบการณ (See)
้
์
ํ
้
่
- ใหนักเรยนสารวจในหองเรยนว่า สิงใดสามารถนาเอามาเปนอุปกรณประกอบการเล่น
ี
ํ
ี
้
็
์
ของไทยไดบาง?
้
้
ิ
์
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)
้
ู
ู
้
้
- ครใหนักเรยนอ่านใบความร เรองการละเล่นมอญซ่อนผา
ื่
ี
่
ี
้
ิ
้
ึ
ู
- ครอธบายถงทมาและประวัติของการละเล่นของไทย พรอมยกตัวอย่างประกอบดวย
้
ี
่
PowerPoint ตั้งคําถามใหนักเรยนรวมกันแสดงความคิดเห็น
่
้
- นักเรียนสามารถนาคุณค่าพระวรสาร เรอง การเคารพ/ ศักดิ์ศรี รวมประยุกต์ใชได ้
่
ื
ํ
ิ
ื
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)
- ใหนักเรยนลงมอปฏบัติการเล่นมอญซ่อนผา
้
ื
ี
้
ิ
ี่
้
ี
- ครเสนอแนะวิธการเล่นทถูกตอง
ู
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
ี
่
่
5.1 Reflect
- นักเรยนมความรสึกและคิดเห็นอย่างไรกับการละเล่นมอญซ่อนผา?
ี
ู
้
้
ี
5.2 Connect
ื
่
้
- นักเรยนคิดว่า การเรยนรเรองการเล่นมอญซ่อนผาเชอมโยงกับวชาสังคมศึกษาและพล
้
ี
ี
ู
ื
่
ิ
ศึกษาอย่างไร?
5.3 Apply
ู
้
์
ี
้
่
ี
- นักเรยนจะนากฎ กติกา มารยาท ทไดเรยนรจากหัวขอน้ไปประยุกตใชกับการละเล่น
ํ
ี
ี
้
้
ื่
อนๆ อย่างไร?
ี
6. สอการเรยนการสอน
่
ื
็
- PowerPoint ประวัติความเปนมาของการละเล่นของเด็กไทย
277
สาระการเรยนรู้ ศิลปะ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1
ี
หนวยการเรยนรู้ ประเภทของละครไทย
่
ี
์
่
ี
ั
ออกแบบโดย ครูจรสศร ทิมละมอม โรงเรียน เซนตโยเซฟบางนา สมทรปราการ
ุ
ี
วันท่ ี 12 มนาคม 2016
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
- นักเรยนสามารถบอกประเภทของละครไทยในปจจุบันได้
ั
ี
ํ
ี
- นักเรยนเห็นความสาคัญของละครไทยทสะทอนชวตในปจจุบัน
้
ี
ี่
ั
ิ
1.2 ความจาเป็น (Needs) [LIKE]
ํ
ื่
่
้
ี
ี
- ละครไทยมีววัฒนาการทแตกต่างจากอดีตจนถึงปจจุบัน เมอนักเรยนดูละครไทยแลวได ้
ั
ิ
้
ี
เขาถงสุนทรยภาพทางดานการละคร
ึ
้
ื
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
้
- ประเภทของละครไทย
ี
ํ
- ละครรา ไดแก่ ละครชาตร ละครนอก ละครใน
้
- ละครโทรทัศน ์
- ละครเวท ี
้
1.4 การสรางความสนใจ (Interest)
ู
่
้
ี
้
ํ
ู
- ครนารปภาพการแสดงละคร ในแต่ละประเภทใหนักเรยนดู ไดแกละครรา , ละคร
ํ
โทรทัศน และละครเวท ี
์
1.5 เวลา ( Time )
- 3 คาบๆ ละ 50 นาที
ั
2. การประเมินและวดผล
- การสังเกต
- การปฏบัติจริง
ิ
- แบบฝกหัด
ึ
้
3. การสรางบรรยากาศ
ี
ี
ี
- เปดเพลงละครเวทเรื่อง “สแผ่นดิน” แลวถามนักเรยนว่านักเรยนนักเรยนเคยไดยนเพลงน้ ี
้
ิ
ิ
่
้
ี
ี
บางหรอไม่ เมอนักเรยนฟงแลวรสึกอย่างไร?
ั
ื
้
ื
่
ี
้
้
ู
278