The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebookedba, 2021-08-17 05:56:14

4. แสงสว่างของทางเลือกใหม่ในการจัดการเรียนรู้ (Final 11-4-16)


ี๋
ฉัน : “เดยวครจะใช้เวลาใน 1 คาบน้ ท าให้นักเรยนได้รจักกับค าราชา





ศัพท์มากข้น สามารถบอกความหมายของค าราชาศัพท์ได้ โดยเรา



ี่
จะใช้ค าราชาศัพท์ทปรากฏในข่าวดไหมคะ? ถ้าพรอมแล้วเตรยม
จดค าราชาศัพท์นะ”



ฉันเปดคลปเสยงข่าวในพระราชส านักให้นักเรยนฟง ขณะนั้นฉันสังเกตเหน “แก๊งค์ลก









หม” มความกระตอรอรนในการเรยนมากข้น ใหญ่ กลาง และเล็ก เอากระดาษและปากกาข้นมา




ี่
จดค าราชาศัพท์ทได้ยิน



พอหมดคาบ รอยยิ้มเล็กๆ บนหน้าของนักเรยนสรางความประทับใจในการสอนของฉัน






ี่
ฉันสามารถท าให้นักเรยนทไม่ตั้งใจเรยน หันกลับมาสนใจเรยนได้ ถงแม้ว่า ลกศษย์ของฉันจะไม่







เก่งทกคน แต่พวกเขามตั้งใจในการเรยนมากข้น ฉันเชอว่าสักวันหนงเขาจะเก่งข้นเอง
ื่



ฉันคดว่า ครหลายๆ ท่านคงประสบปญหาในการสอนเหมอนฉัน คอ นักเรยนชอบพูดคย





กันในขณะทครสอน ยิ่งเราห้ามไม่ให้นักเรยนพูด ก็เหมอนเราไม่เปดโอกาสในการคด ในการ




ี่








ื่
แสดงความคดเหนของนักเรยน แล้วอย่างน้เมอไหร่นักเรยนของเราจะเก่งข้นสักท ฉันอยากเชญ

ชวนให้คณครทกท่านพิจารณาใช้กระบวนการเรยนการสอนแบบไตร่ตรอง เร่มต้นทละเล็กทละ













น้อยก็ยังด ฉันมั่นใจว่า วันหนงครจะสามารถใช้กระบวนการไตร่ตรองได้ดยิ่งข้น ครอาจพบกับ




ี่




นักเรยนทกระตอรอรนในการเรยนมากยิ่งข้นเช่นเดยวกับฉันก็ได้





คณครสกรรจ์วงศ์ มตรประเสรฐ
โรงเรยนดาราสมทร ศรราชา ชลบร ี




5 กรกฎาคม 2014







เทคนิคการใหภาพรวมทาใหคณครูนสรา โรจนพานชกิจ คุณครอกท่านหนึ่งของ







ี่






โรงเรยนดาราสมุทร ศรราชา มความสุขเพิ่มมากขึ้นกับการเปนครมออาชพทไม่เปนเพยงอาชพคร ู





ิ่
ึ้

“ความสุข ความสนุกของฉันมันยงทวคูณเพมมากขน เม่อฉันเหนถงความกระตอรอรนของเดกๆ
ิ่




นักเรยนท่นารักของฉัน วันน้ฉันกหลับตาพรอมกับรางกายท่ยังสดช่นและสมองท่ปลอดโปรง และ











หัวใจท่เปยมสุขกับอาชพท่ฉันรัก”





79

ครูมืออาชีพที่ไม่ใช่เพียงอาชีพครู





ี่



ี่
ื่
เมอ 24 ปทแล้ว เดกผู้หญงคนหนงทเลอกอาชพคร ก่อนการตัดสนใจเรยนในคณะ







ี่
ศกษาศาสตร ม.ศ.ว. บางแสน จังหวัดชลบร พอเรยนจบฉันได้ท าหน้าทอันทรงเกียรต “คร” ท ี่



ฉันอยากเปน




ื่
ี่

เอาล่ะนะ ฉันจะเล่าให้ฟงว่า ท าไมฉันจงสมควรทจะเล่าเรองราวต่อจากน้ให้กับเพื่อนคร ู


ื่





ผู้ร่วมอาชพและร่วมอดมการณคนอนได้ฟง ก็เพราะว่า จังหวะชวิตท าให้ฉันมโอกาสได้เข้ารบ

การสัมมนาเชงปฏบัตการของโรงเรยนดาราสมทร ศรราชา จังหวัดชลบร เรอง “กระบวนการ



ื่




ี่



เรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง” นั่นเอง หลังจากนั้นไม่นาน ฝายวิชาการของโรงเรยนได้ม ี



แบบฟอรมการเขยนแผนการสอนแบบใหม่มาให้ฉัน ใช่แล้วล่ะ มันเปนแบบฟอรมส าหรบ



ี่
ี่

ี่
แผนการสอนทใช้กระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง แล้วฉันกล้าทจะเขยนแผนการ



สอนของฉัน โดยปรบเข้าไปในการเรยนการสอนของฉันจรงๆ


เพื่อนครทรก ฉันขอยกตัวอย่างเหตการณทฉันน าขั้นตอนของกระบวนการเรยนการสอน



ี่

ี่
ื่
ี่
ื่


ี่
ทเน้นการไตร่ตรองไปลองใช้ เรองของเรองมันก็มอยู่ว่าวันนั้นวันทฉันพรอมกับการสอนแบบ

ใหม่ของฉัน ฉันสอนวิชาหน้าทพลเมอง หน่วยการเรยนเรองกฎหมายระหว่างประเทศทควรร

ื่

ี่
ี่




ี่

ห้องทฉันทดลองสอน คอ นักเรยนมัธยมศกษาปท 5/1 เปนนักเรยนสายวิทย์ พอฉันเข้าห้องเรยน


ี่




พรอมกับโน้ตบ๊คค่ใจ นักเรยนท าความเคารพ ฉันยิ้มอย่างมั่นใจ จากนั้น ฉันทักทายนักเรยนทก






ี่
คนทั้งห้องด้วยค าว่า “สวัสดลกๆ ทน่ารก” ฉันกวาดสายตาไปรอบๆ ห้อง ฉันพบเด็กผู้ชายคน

หนง ซงเขามชอเล่นว่า “แชมป” ฉันเหนเขาก าลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับมอถอและเกมคกกี้รนอย่าง









ื่




เมามัน ฉันเดนไปใกล้ๆ เขา แล้วฉันบบหัวไหล่ของแชมปเบาๆ แล้วสายตาของเราสองคนสบกัน



ฉันรสกได้ว่า เขารว่าฉันเดนมาหาเขานั้นมาด้วยความห่วงใย แชมปเก็บโทรศัพท์มอถอลงใน










กระเปากางเกง แล้วบอกว่า “ผมขอโทษครบคร” ฉันอมยิ้ม... แล้วก็เดนมายืนหน้าชั้นเรยน







จากนั้น ฉันเร่มจากช้ถงความจ าเปนอย่างเร่งด่วนทพวกเดกๆ ต้องตั้งใจเรยนในคาบน้ ี

ี่


เพราะกฎหมายทั้ง 5 ประเภท ซงประกอบด้วย กฎหมายแรงงานระหว่างประเทศ / การค้ามนษย์



กฎหมายว่าด้วยผู้ล้ภัย กฎหมายว่าด้วยการส่งผู้รายข้ามแดน กฎหมายว่าด้วยคนชาต และ กฎหมาย

ส่งแวดล้อมระหว่างประเทศ



ฉันให้ “ภาพรวม” ของกรอบเน้อหาทั้งหมดว่า 3 คาบเรยนถัดจากน้ไป เราจะเรยนอะไร










ื่

ื่
กันบ้าง ฉันรสกได้ว่าเด็กๆ หลายคนรสกตนเต้น มันอาจจะเปนเรองใหม่ และมันถงระดับทันสมัย
80

ี่



ี่




ี่


เลยทเดยวทเรามความจ าเปนทจะต้องเตรยมตัวให้พรอมให้มากทสดของเด็กไทย ซงรวมถงมต ิ




ี่



ด้านกฎหมาย ทเราจะเข้าส่ประชาคมอาเซยน ในป 2558 น้ นั่นหมายถงปหน้าแล้ว เด็กผู้หญงท ี่


ี่
ื่

นั่งแถวหน้าชอน้องพลอย เธอยกมอและยืนข้น แล้วบอกกับฉันว่า “ประโยชน์ทเราจะได้จากการ






ี่


ทเรารกฎหมายระหว่างประเทศ มันจ าเปนจรงๆ เพราะพี่สาวของหนยังได้รบความช่วยเหลอจาก
สถานทตไทยในประเทศออสเตรเลยเลยค่ะ” มันส่งผลให้เพื่อนๆ ทกคนในห้องสนใจมากข้นไป





อก




ี่
จากนั้น เราเข้าส่เน้อหาสาระด้วยความกระหายทจะรของเดกๆ และพรอมกับความ




ื่

ี่



สนกสนานจากเกม ตนตาตนใจกับคลปทฉันได้ตัดต่อ ดาวนโหลดมาจากอนเตอรเนตจากสถาน ี
ื่

ไทยพีบเอส ช่มฉ าด้วยสาระของกฎหมายระหว่างประเทศทฉันได้วางแผนการสอนมาอย่างด ี


ี่

ี่

โดยน าเอากระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองมาใช้ มันช่างผ่านไปอย่างม ี


คณประโยชนอย่างยิ่ง ฉันคงต้องขอบคณเทคนคของ “การให้ภาพรวม” จรงๆ เสน่หของการให้





ภาพรวมมันช่างอัศจรรย์อย่างมากจรงๆ เพราะการทฉันต้องสอนนักเรยนระดับอายุ 16-17 ป เร่ม

ี่




ง่ายส าหรบฉันแล้ว เพราะถ้าพวกเขาเข้าใจถงความจ าเปนว่า “ท าไมต้องเรยน” เรยนไปแล้ว




ื่

สามารถน าไปใช้แก้ปญหา และสรางประโยชนให้กับตัวเขาเอง ต่อผู้อน และต่อส่วนรวม มันจง


ื่
เปนเรองใกล้ตัวทจ าเปน

ี่





การให้ภาพรวมมันท าให้ทั้งฉันและเดกๆ ได้เหนภาพใหญ่พรอมๆ กัน และมันยิ่งสนก




มากข้นไปอก ตนเต้นมากข้นไปอก ตรงทเราจะตามเข้าไปเจาะลงไปในรายละเอยดของเน้อหา



ื่
ี่


ี่
ื่



สาระของกรอบทเราได้คยกันไว้แล้ว ความสข ความสนกของฉันมันยิ่งทวีคณเพิ่มมากข้น เมอ





ี่




ฉันเหนถงความกระตอรอรนของเดกๆ นักเรยนทน่ารกของฉัน วันน้ ี ฉันหลับตาพรอมกับ
ี่
ี่
ื่
ร่างกายทยังสดชนและสมองทปลอดโปร่ง และหัวใจทเปยมสขกับอาชพทฉันรก



ี่
ี่
ี่

ื่
ื่
ื่
ื่

ดังนั้น ชอเรองของฉันจากประสบการณ ฉันขอตั้งชอเรองของฉันไว้ตอนสดท้ายของ

ี่

ประสบการณความสขน้ว่า “ครมออาชพทไม่เปนเพียงอาชพคร”












คณครนสรา โรจน์พานชกิจ



โรงเรยนดาราสมทร ศรราชา

3 พฤษภาคม 2014


81


ื่
คุณครนุสราและคุณครท่านอนๆ ไดช้ประโยชนของการใหภาพรวมอย่างชัดเจน สามารถ







สรปได 3 ประการ คือ




1. นักเรยนกระตอรอรนทจะเรยนรจากการปลุกเราความสนใจของคร ตั้งแต่เรมคาบเรยน
ิ่





ี่





ในเน้อหาทกาลังจะเรยน
ี่






ี่





2. นักเรยนเห็น “ความจาเปน” ทจะตองเรยนบทเรยนน้ อันนาไปสูการสรางปรบใชและ





สรางประโยชนในชวิตจรง

3. นักเรยนรล่วงหนาถึงกรอบเน้อหาและขั้นตอนการเรยน การเขาสูเน้อหาจึงเปนการ











ื่

ี่


ค่อยๆ เจาะลงไปในรายละเอยดของเน้อหาสาระน้ตามเครองนาทางทครไดใหไว ้





ประสบการณของคณครูอมรนทร แดงดอนไพร โรงเรยนยอแซฟอุปถัมภ แผนกสามัญ




ชาย เปนเครองยนยันว่า การใหภาพรวมมความสาคัญอย่างมาก เพราะมันเปนเหมอน Navigator

ื่









ทช่วยนาทาง ช่วยกระตุนนักเรยนมความสนใจในบทเรยน รแนวทางและประโยชนของการเรยน

ี่









ล่วงหนา ดังนั้น แมว่าเพอนครจะทักทวงคุณครอมรนทรว่า “ออย ทาไมต้องบอกภาพรวมเดกด้วย




ื่



ิ้



เสยเวลาเน้อหากเยอะ จะสอนทันมั้ย” ฉันได้แตยม แล้วพูดกับเพ่อนครูวา “ไตรตรอง ลองดู” ฉัน


ไมได้อธบายเหตุผลวาทาไม ไมใชเพราะฉันเรมเขวไปกับคาพูดของเพ่อนครูนะ แตฉันอยากให้เขา









ิ่

เหนผลของกจกรรมน้เอง”




ไตร่ตรอง ลองดู

ื่


เมอเอ่ยถงชอ “นาวสางอมรนทร แดงพอนไพร” พูดไปคงจะมน้อยคนทรจัก แต่ถ้าบอก
ื่



ี่






ว่า “ครออยหรอมสออย” หลายๆ คนจะรจักและค้นเคยดในฐานะครผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษของ






โรงเรยนยอแซฟอปถัมภ์ แผนกสามัญชาย ฉันสอนวิชาน้ สอนทนมา 11 ปแล้ว ชวิตของการสอน

ี่

ี่




ี่



ช่วงน้ ีเปรยบเสมอนชวิตของวัยร่นทไม่ชอบอะไรเดมๆ อยากร อยากลองท าอะไรใหม่ๆ ท ี่


สามารถพัฒนาการเรยนการสอนได้ จนฉันได้มาพบ มารจักกับกระบวนการเรยนการสอนแบบ




ี่




ไตร่ตรอง กระบวนการทเขาบอกว่า สามารถพัฒนาลกศษย์ของฉันให้มนสัยเรยนรตลอดชวิต


สามารถคดวินจฉัยไตร่ตรองเรองราวต่างๆ แล้วน ามาปฏบัตในชวิตประจ าวันได้ด้วยความถกต้อง





ื่

และเหมาะสม

82





ฉันเร่มลองผิดลองถกโดยใช้กิจกรรม INTRO ซงเปนขั้นตอนหนงของการจัดการเรยน








ื่
ี่
การสอนทเน้นการไตร่ตรอง เมอฉันลองใช้กิจกรรมน้คร้ ังแรก มเพื่อนครเดนมาพูดกับฉันว่า


“ออย ท าไมต้องบอกเด็กด้วย เสยเวลาเน้อหาก็เยอะ จะสอนทันมั้ย” ฉันได้แต่ยิ้ม แล้วพูดกับเพื่อน
ครว่า “ไตร่ตรอง ลองด” ฉันไม่ได้อธบายเหตผลว่าท าไม ไม่ใช่เพราะฉันเร่มเขวไปกับค าพูดของ






เพื่อนครนะ แต่ฉันอยากให้เขาเหนผลของกิจกรรมน้เอง โดยทฉันยังไม่รว่ามันจะดหรอไม่ แต่ฉัน





ี่



ม่งมั่นทจะท ามันอย่างจรงจัง
ี่


ื่
รมั้ยว่า กว่าฉันจะใช้ INTRO ในแต่ละเรองได้นั้น ฉันจะต้องคร่นคดก่อนเสมอว่า จะท า









มันอย่างไรให้มันน่าสนใจส าหรบลกศษย์วัยโจของฉัน เพราะพวกเขาอยู่ในวัยทอยากรอยากลอง
ี่



ื่


อะไรใหม่ จะท าอย่างไรให้ลกศษย์ของฉันรว่าเรองทเรยนน้มคณค่ามากเพียงใด มันไม่ใช่เรอง
ื่

ี่


ี่
ง่ายๆ เลยนะ แต่ฉันลองเสยงลองผิดลองถกใช้กิจกรรม INTRO ก่อนเร่ม INTRO ทกคร้ง ฉันให้







เด็กของฉันนั่งสมาธ โดยเปดเพลงบรรเลงเบาๆ โดยให้เขาคดว่า วันน้เขาจะท าส่งดๆ อะไรเพื่อให้








ี่
นักเรยนได้หยุดพักจากการเรยนในคาบก่อนและปรบจตใจให้พรอมทจะเรยนต่อในคาบเรยนของ





ฉันหลังจากนั้น ฉันจงเร่มพูดคยกับนักเรยนถงเรองทจะเรยนในวันน้ ฉันให้พวกเขาเล่นเกมต่อ
ี่

ื่





ื่
ี่
Jigsaw ทเปนรปอาหาร เมอเขาต่อเสรจ ฉันถามว่า





ี่


ฉัน : รปทต่อเสรจเปนรปอะไร มอะไรอยู่ในรปบ้างคะ?



นักเรยน : ขนมปง ข้าว ผลไม้...ค่ะ (เด็กๆ แย่งกันตอบ)
ื่


ฉัน : รไหมคะว่าวันน้เราจะเรยนเรองอะไรกัน?



นักเรยน : Food & drink, etc., etc.




ื่
ฉัน : วันน้ เราจะเรยนเรอง Five Food Groups รไหมคะ ว่าท าไมเราต้อง

ื่

เรยนเรองน้?








นักเรยน : (เด็กๆ ก็จะแย่งกันตอบ) รศัพท์ รกล่ม รประเภทค่ะ
ี่


ี่
ี่


ื่
ฉัน : เราเรยนเรองน้ ีเพื่อทเราจะได้เลอกอาหารทด ทมประโยชนต่อ

สขภาพของเราค่ะ นอกจากการรค าศัพท์ทจ าเปนเกี่ยวกับ Food
ี่




Groups



ื่




หลังจากนั้น ฉันถามเขาต่อว่า “นักเรยนรมั้ยว่า เมอเราเรยนเรองน้แล้ว เราจะรและท า

ื่
อะไรได้บ้าง เมอเดกๆ ตอบเสรจ ฉันบอกวัตถประสงค์ของบทเรยนน้ และบอกเวลาทจะใช้

ี่




ื่
ี่

รวมถงวิธการท างานกล่มทจะใช้ในบทเรยนน้ด้วย





83


ื่


เมอฉันบอกภาพรวมของบทเรยนจบ ฉันพบว่า ลกศษย์นั่งจับจ้องเตรยมพรอมทจะเรยนร ู ้

ี่


ี่


และระหว่างสอนยังพบว่า พวกเขารบทบาทหน้าทรว่า ก าลังเรยนอะไร มจดม่งหมายอะไรกับการ







ี่





เรยนคร้ ังน้ และทส าคัญ ฉันได้ผลพลอยได้จากกิจกรรม INTRO คอ บรรยากาศห้องเรยนดข้น

ี่




ฉันไม่ต้องเคยวเข็ญให้ลกลง/ ลกศษย์ของฉันสนใจตั้งใจเรยน แต่พวกเขามสมาธ จดจ่อ







กระตอรอรน อยากรว่าวันน้มสออยจะสอนอะไรนะ แค่น้ก็สขใจแล้วส าหรบครอย่างฉัน








เพราะฉะนั้น การให้ภาพรวมมความส าคัญอย่างมาก เพราะมันเปนเหมอน Navigator ท ี่





จะช่วยน าทาง ช่วยกระต้นนักเรยนของฉันให้มความสนใจในบทเรยน และยังช่วยให้เขาร ู ้



ื่






แนวทาง รประโยชนของการเรยนในเรองดังกล่าว แล้วส่งน้ยังท าให้ลกศษย์ของฉันมนสัยอยาก



เรยนรตลอดเวลา นฉันแค่ใช้กิจกรรม INTRO ในการสอน มันยังช่วยให้ฉันค้นพบความ
ี่


ี่
เปลยนแปลงในด้านบวกของลกศษย์ฉันมากมาย แล้วถ้าฉันใช้ See-Judge-Act ครบกระบวนการ



พรอมทั้งค าถาม R-C-A นักเรยนของฉันจะดข้นแค่ไหนนะ ฉันคงต้องเร่ม “ไตร่ตรอง






ลองด” ครบสตรแล้วล่ะ





คณครอมรนทร แดงดอนไพร

โรงเรยนยอแซฟอปถัมภ์ แผนกสามัญชาย



15 พฤศจกายน 2014









สาหรบครออย การใหภาพรวมเปนเหมอน Navigator ทช่วยนาทางโดยกระตุนนักเรยนให ้


ี่


ื่









มความสนใจในบทเรยน และรบรประโยชนของการเรยนในเรองน้ล่วงหนา แต่สาหรบ คณครูเพ็ญ

ศร เครองสกล โรงเรยนสันติวิทยา เชยงราย การใหภาพรวมเปนมากไปกว่านั้น การใหภาพรวม
















เปนความมหัศจรรยจากประสบการณน้คุณครไดรบในการทา Lab ผ่าตัดหัวใจหมู



ความมหัศจรรย์ของการให้ภาพรวม


ื่


ฉันครเพ็ญศร เครองสกุล นักเรยนเรยกฉันว่า ครนานา สอนวิชาชววิทยา นักเรยนชั้น ม.4/




ม.5/ ม.6 สายวิทย์-คณต นักเรยนของฉันเปนนักเรยนทค่อนข้างเก่ง เรยนรไว ฉันจงสามารถสอน





ี่



84









นักเรยนได้เรวและใช้เน้อหาทค่อนข้างยาก ซงท าให้นักเรยนของฉันสามารถน าความรไป
ี่
ื่
สอบแข่งขันกับนักเรยนคนอนๆ ได้



เมอประมาณเดอนพฤษภาคมทผ่านมา ฉันได้รบโอกาสได้เข้าร่วมการอบรม “กระบวนการ
ื่
ี่





ี่

เรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง” หลังจากอบรม ฉันได้รบความรใหม่ๆ แนวการคดใหม่ๆ ในการ






ี่
ด าเนนชวิต ฉันจงคดว่า ฉันควรน าเทคนคการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองมาปรบใช้ใน





กระบวนการเรยนการสอนจรงในห้องเรยนของฉัน เพื่อช่วยเปดทางให้นักเรยนสามารถคดได้แบบ




อสระมากยิ่งข้น

ี่







ในเบ้องต้น การให้ภาพรวมเปนเทคนคหนงทฉันเลอกใช้ในการเร่มคาบเรยนของฉัน โดย







ฉันจะใช้เวลาประมาณ 5-10 นาท ก่อนเข้าส่เน้อหาบทเรยนในการเกร่นน าเพื่อให้นักเรยนเกิดความ


สนใจเน้อหา และทราบถงความจ าเปนว่าท าไมนักเรยนต้องเรยนเรองน้และสามารถน าความรท ี่




ื่



เรยนไปใช้ในชวิตประจ าวันได้อย่างไร


ี่

วันท 5 กันยายน 2557 ณ ห้องปฏบัตการวิทยาศาสตร ฉันนัดนักเรยนห้อง ม.5/1 ท า Lab












ื่

ชววิทยา เรอง ระบบหมนเวียนเลอด นักเรยนห้องน้เปนนักเรยนสายวิทย์-คณต มนักเรยนประมาณ






ี่
20 คน นักเรยนส่วนใหญ่เปนคนทมความกระตอรอรนดอยู่แล้ว แต่ในวันน้ นักเรยนแต่ละคนดม ี




ื่
ี่

ความตนเต้นกว่าทผ่านมา เพราะพวกเขาตนเต้นทจะได้ท าการทดลอง ในคาบเรยนท 1 ฉันเดนเข้า

ื่
ี่
ี่



มาในห้องอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส และทักทายนักเรยน “สวัสดค่ะ นักเรยน” นักเรยนทกคนตอบอย่าง



พรอมเพียงกัน

ื่

ฉันเร่มการเรยนการสอนคาบน้โดยการให้ภาพรวม เนองจากเรองน้เปนเรองทมเน้อหาและ




ื่


ื่
ี่




ละเอยดเยอะ ฉันจงใช้เวลาการให้ภาพรวมไปประมาณ 10 นาท โดยอธบายถงความจ าเปนและส่งท ี่









นักเรยนควรรในการท า Lab “การผ่าตัดหัวใจหม” ว่าเกี่ยวข้องกับการศกษาระบบหมนเวียนเลอด


ี่


อย่างไร และเสนเลอดต่างๆ ว่าแต่ละเสนท างานเชอมโยงกันอย่างไร ในระหว่างทนักเรยนก าลัง

ื่
ผ่าตัดหัวใจหมอยู่นั้น มนักเรยนหลายคนเกิดค าถามและสงสัย ฉันจงพยายามกระต้นให้นักเรยน







ช่วยกันหาค าตอบภายในกล่มและถกเถยงกันเพื่อให้ได้ค าตอบ จนกระทั่งนักเรยนผ่าหัวใจหมเสรจ






กันทกกล่ม ฉันจงเสนอให้นักเรยนแต่ละกล่มร่วมกันอธบายหลักการท างานของระบบหมนเวียน







เลอด และแลกเปลยนกันระหว่างกล่มโดยทฉันแอบฟงอยู่ห่างๆ ฉันสังเกตเหนว่า นักเรยนแต่ละ
ี่



ี่








ี่
กล่มมความคดเหนทแตกต่างกัน บางกล่มถก บางกล่มผิด แต่ช่างเถอะค่ะ เรองเน้อหาจะถกหรอผิด


ื่



ฉันสามารถสอนนักเรยนให้ถกต้องในภายหลังได้ แต่ฉันเหนถงวิธการน าเสนอความคดเหน การให้





ี่

ี่
เหตผลของนักเรยนทมความเปนตัวเอง มกระบวนความคดทหลากหลายแตกต่างกันไป ฉันใช้เวลา




85

ี่






สักพักใหญ่ให้นักเรยนถกเถยงกัน และฉันให้นักเรยนหนงคนทคดว่าเขาเข้าใจเน้อหาและสามารถ




มาถ่ายทอดให้เพื่อนร่วมห้องได้ ออกมาบอกเล่าแบ่งปนความรและเทคนคการท า Lab ผ่าหัวใจหม ู


นักเรยนอกคนหนงยกมอเสนอตัวทจะออกมาเล่าประสบการณให้เพื่อนฟง ทกคนในห้อง





ี่








ื่
เงยบกันหมด พรอมทจะฟง เมอนักเรยนพูดจบ ฉันถงกับตกใจ! นักเรยนคนน้เขาพูดถงเน้อหาโดย


ี่


ื่
ี่



อธบายขยายความภาพรวมเหมอนทฉันพูดในตอนแรกเมอเร่มคาบเรยน และเขาสามารถอธบายได้


อย่างถกต้อง เพื่อนในห้องเข้าใจในส่งทเขาพูด ฉันแอบคดว่า “เขาใช้เทคนคการให้ภาพรวมได้ดกว่า



ี่










ฉันซะอก” ก่อนหน้าน้ ฉันใช้วิธการสอนโดยการอธบายเน้อหาโดยละเอยดให้นักเรยนฟง นักเรยน


ี่
ื่

ื่



ท าหน้าเบอๆ ทจะฟงฉัน ช่างแตกต่างจากวันน้ นักเรยนทกคนมความกระตอรอรน ตนเต้น ในการ



เรยนการสอนของฉันตั้งแต่เร่มต้น






หลังจากทฉันใช้เทคนคการให้ภาพรวมในการเรยนการสอนแล้ว ฉันรสกว่า ฉันมอสระใน



ี่

ื่

การคดมากข้น สามารถคดได้กว้างและไกลมากข้น โดยตนมาทกเช้า ฉันไตร่ตรองเพื่อเตรยม






ภาพรวมกับตัวเองว่าวันน้ฉันจะท าอะไร ท าอย่างไร เพื่อให้กิจกรรมในชวิตประจ าวันของฉันไม่


ี่

ี่
วุ่นวาย และส าเรจตามแผนทได้วางไว้ และพอมาท างานทโรงเรยน นักเรยนของฉันใช้การไตร่ตรอง

ในการวางแผนการเรยนในแต่ละวิชาและสามารถน าเสนอแนวคดของตนเองได้





ถงแม้ว่า ขั้นตอนการให้ภาพรวมเปนเพียงเทคนคเล็กๆ ในกระบวนการสอนแบบไตร่ตรอง


ี่







แต่ฉันคดว่า เปน “ส่งเล็กๆ ทจะท าให้เกิดส่งใหญ่ๆ ได้แน่นอน” ฉันจงอยากเชญชวนให้คณครน า

ี่


เทคนคการให้ภาพรวมไปใช้ในการเรยนการสอน เพื่อให้นักเรยนเหนภาพทชัดเจน เหนถงความ



ี่






จ าเปนและมการวางแผนการท างานอย่างเปนระบบ ทส าคัญ คอ นักเรยนเกิดกระบวนการคด
ี่
ไตร่ตรองทหลากหลายและแปลกใหม่



ื่

คณครเพ็ญศร เครองสกุล



โรงเรยนสันตวิทยา เชยงราย
6 กันยายน 2014


86






จากบันทึกประสบการณของคุณครทั้งหมดขางตน ผมขอสรปค าแนะนาในการใหภาพรวม


ดังน้ ี

1. ครควรเตรยมตัวเปนอย่างดและอย่างเต็มทว่าจะใหภาพรวมไดอย่างชัดเจนและ
ี่






น่าสนใจไดอย่างไร


ี่


ี่

2. ครควรใหภาพรวมทกระชับและมหัวขอไม่มากแต่ใหรายละเอยดทพอควร








ี่



3. ครไม่จาเปนตองกระตุนใหนักเรยนบันทึกทุกคาพูดทครพูด ในระหว่างการใหภาพรวม



ื่


ี่


ื่



ครควรใหนักเรยนตั้งใจฟงและทาบันทึกย่อเพอเปนเครองนาหลังจากทครพูดจบแลว




ตั้งแต่เรมคาบเรยน ครใหนักเรยนมองเห็นภาพรวม (Holistic) ในระหว่างเวลาเรยน คร ู


ิ่



ค่อยๆ แยกย่อยภาพรวมนั้นเปนภาพเล็กๆ ทเปนหัวขอย่อยต่างๆ และแสดงถึงความสัมพันธของ

ี่




หัวขอย่อยเหล่านั้น ก่อนจบคาบเรยน ดวยการไตรตรองอกคร้งหนึ่ง นักเรยนจะไดรบโอกาสท ี่






ทบทวนภาพเล็กๆ และประกอบใหกลับเปนภาพใหญในใจของเขาอกคร้ง และตรวจสอบว่าเขาได ้





ี่
เรยนรครบถวนอย่างทครตั้งใจไวตั้งแต่ตอนเรมคาบเรยนหรอไม่ เทคนิคน้จึงช่วยพัฒนาทักษะใน

ิ่









ี่

การเรยนรและการคิดในระดับทสูงขึ้น อันสามารถส่งผลต่อการเรยนรของนักเรยนไดอย่างน่า





มหัศจรรย ์

87

ความจริง

“ท่านจะเรียนรู้ความจริง และความจริง


จะท าใหท่านเป็นอิสระ” (ยน.8:32)













88

บทที่ 5



นําเสนอบทเรียนดวย See-Judge-Act ก็งายๆ แคเนี๊ยะ



ขั้นตอนการนาเสนอบทเรยนเปนขั้นท่ 3 ของการสอนแบบไตรตรองและเปนขั้นตอนททา













ทายครเพอนรวมทางของผมมากทสุด คุณครต้องหลุดพนจากความคุนเคยกับขั้นตอนการสอน


















แบบเดิมๆ ทมครเปนผูสอนและนักเรยนเปนผูฟัง ครเรมต้นการสอนดวยการบรรยาย บรรยายและ



บรรยายเน้อหา ทฤษฎและหลักการมากมาย และต่อด้วยการใหนักเรยนทาแบบฝกหัด ทารายงาน







แลวจบลงทการใหการบาน นักเรยนท่องจาเน้อหาเพือนําไปสอบอันเปนการจัดการเรยนแบบนรนัย




ี่




(Deduction) ในการจัดการเรยนการสอนแบบไตรตรอง ครตองจัดใหมการใชกระบวนการทั้งอุปนัย








(Induction) และ นิรนัย (Deduction) ในทุกหน่วยการเรยนร



ครเรมตนจากการใชกระบวนการอุปนัย (Induction) ด้วยการใหนักเรยนสังเกตและ









วิเคราะหขอมูลเชิงประจักษจากปรากฏการณหรอสถานการณต่างๆ ทเกดขึ้น แลวนาขอมูลนั้นมา























จัดหมวดหมู หาขอเหมอนและขอต่าง เพอนามาหาขอสรปทัวไปหรอสรางแนวคิดหรอขอ

สมมติฐาน หลังจากนั้น ครูจึงใชกระบวนการนิรนัย (Deduction) คอ ครูอธบายกฎ ทฤษฎ หรือ








ี่




หลักการต่างๆ ทสาคัญและเกยวของ และให้นักเรยนฝกฝนและตอกย้าการเรยนรดวยการให ้
ี่
ทางานหรอแบบฝกหัดต่างๆ











กระบวนการสารวจชวตดวย See-Judge-Act เปนเครองมอทมประสิทธภาพทโดยคร ู
















เรมตนการนาเสนอบทเรยนดวย Induction แลวต่อดวย Deduction กล่าวคอ ครเรมตนจากวิธการ





Induction ในขั้น See ครูใหนักเรยนสังเกตขอมูลในสถานการณต่างๆ เพอสรางและสรปเปน












เรองราวหรอขอสรปทัวไป จากนั้น จึงเขาสูขั้น Judge ซึ่งใชวิธ Deduction ครูอธบายกฎ ทฤษฎ ี



















หรอหลักการทัวไปมาอธบายหรอทดสอบเรองราวหรอขอสรปทัวไปทไดนั้น ในขั้นทายสุด ขั้น Act








ครูใหนักเรยนทาแบบฝกหัดหรอมอบหมายงานเพอฝกการแกปญหา หรอปรบใชบทเรยนทไดใน















สถานการณต่างๆ ในชวิตจรง








แมว่าในความคิดของผม การนาเสนอบทเรยนดวย See-Judge-Act เปนเรองยาก เพราะ






ในระบบการศึกษาไทยใชการจัดการเรยนรบนแนวคิด Induction นอยมาก หรอแทบไม่ใช้เลย แต่










ดวยความเปนครมออาชีพของครเพอนรวมทาง พวกเขาแสดงใหเหนว่าการนําเสนอบทเรยนดวย


See-Judge-Act เปนเรองง่ายๆ ดังจะเห็นไดจากบันทึกของคณครูสารภี กศลสง โรงเรียนเซนตโย
ื่






89








เซฟคอนเวนต์ ได้แบ่งปนประสบการณและยังได้สรปความเหนว่า การนาเสนอบทเรยนดวย See-



ื่



Judge-Act ก็งายๆ แคเน้ยะ และไดเชิญชวนและรบรองกับครท่านอนๆ ว่า “จะสนกในการสอน

มากกวาทีเปนอยู”






ก็งายๆ แคเนี้ยะ





ฉันชอ สารภ กุศลส่ง สอนวิชาภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศกษาปท 4 ส่งท่ฉันได้รับจาก


ื่








การใช้กระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง คอ การสอนทีเหนอยนอยลง ก่อนการ








อบรม ฉันจัดกิจกรรมการเรยนการสอนทเน้นการให้เน้อหา อธบาย และให้นักเรยนทําแบบฝกหัด
ฉันคิดว่า นักเรยนน่าจะเข้าใจ เพราะขณะอธบายไม่มคนคยและเล่น แต่เมอตรวจการทําการบ้าน







พบว่า หลายคนไม่ทําและบางคนไม่นําหนังสอมาเรยน แน่นอนว่า ฉันรู้สึกไม่พอใจ แต่ทําให้ฉัน


ย้อนกลับมองตนเองว่า การสอนของฉันคงไม่ได้สรางความประทับใจและทําให้เขาเกิดความ






กระตอรอรนในการทจะเรยนวิชาน้ ี เม่อฉันได้รับแนวทางการสอนท่เน้นการไตร่ตรอง จึง



นํามาใช้ในการจัดกิจกรรมซงฉันเองก็ไม่มั่นใจว่า ใช่ See Judge Act หรอไม่ โดยการให้นักเรยน





ทํา Mini Book เรอง The Best Vacation

ั้





ฉันเร่มจาก ขน See โดยให้นักเรยนดภาพสถานทท่องเทยวต่างๆ จาก Projector และถาม



คําถามเพื่อสํารวจข้อมูลจากประสบการณ์เดิมของนักเรียนเกียวกับการเดินทางไปในสถานที ่





ต่างๆ เพือสอให้นักเรยนเร่มสังเกตคําศัพท์เฉพาะทเกียวกับการท่องเทยวและรปประโยค จากนั้น






ฉันสรางสถานการณเพือเพิ่มพูนคําศัพท์ โดยทํางานเปนกล่ม กล่มละ 3-4 คน ให้นักเรยนแต่ละ













กล่มวางแผนในการไปเทยวสถานทต่างๆ ในวันหยุดด้วยการทํา Packing List รายการส่งของ

เครองใช้ทจะนําไปและเขยนคําศัพท์ในรปแบบต่างๆ เช่น วาดภาพกระเปาเดนทาง แล้วเขยน











คําศัพท์ลงไปในภาพ จากนั้นฉันและนักเรยนร่วมกันรวบรวมคําศัพท์ทได้จากการจัดทํา Packing
List โดยการวาดภาพบนกระดาน และให้แต่ละกล่มมาเขยนคําศัพท์ของตนเองทแตกต่างจากกล่ม






เพือน

ั้
ขน Judge ฉันอธบายหลักการและยกตัวอย่างประโยคทม Noun , Verb และ Adjective









และการใช้คําศัพท์ต่างๆ และเชอมโยงความรเดมทนักเรยนเคยเรยน และตั้งคําถามให้นักเรยน











วิเคราะหประเภทของคําศัพท์เพื่อเชอมโยงการทํา Mini Book และให้นักเรยนอ่านหนังสอเรยน


ในบททเกียวข้อง


90

ั้




ขน Act ฉันให้นักเรยนทํา Mini Book เรอง The Best Vacation โดยการเตมคําตามโครง
เรองทฉันกําหนดประเภทของคําไว้ให้ และให้นักเรียนในกลุ่มช่วยกันแต่งประโยคให้สมบูรณ์
ื่
ี่



จากการทํากิจกรรมน้ ทําให้ฉันสามารถตรวจสอบความเข้าใจบทเรยนของนักเรยนจากการทํางาน
ได้อกด้วย นักเรยนให้ความสนใจในการวาดภาพ ระบายสและนําเสนอผลงาน





จบคาบเรยนด้วยคําถามไตร่ตรอง “ What should you do when you go to the sea?”






เพือให้นักเรยนร่วมกันแสดงความคดเหนและสรปความรจากกิจกรรม






ฉันพบว่า นักเรยนได้ฝกทักษะการคดแบบไตร่ตรอง และถงแม้ว่าฉันเองไม่มั่นใจว่า จะ
ใช่ See Judge Act หรือไม่ แต่ฉันก็พบว่า นักเรียนของฉันบางคนทีไม่ค่อยมีหนังสือมาเรียน

เดยวน้มหนังสอมาเรยนแทบทกคร้ง ถึงแม้ว่าในบางคร้งจะยังลมบ้างก็ตาม ครเข้าใจ !!!















ฉันอยากเชญชวนครทกท่านให้มาใช้กระบวนการสอนทเน้นการไตร่ตรองเหมอนฉัน




รบรองว่า จะสนกในการสอนมากกว่าทเปนอยู่







คณครูสารภ กุศลส่ง

โรงเรยนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ กรงเทพฯ










ขั้น See ของคุณครูสารภ น่าประทับใจมากเปนพิเศษ ครไดใหโอกาสนักเรยนไดเรยนรดวย











ตัวเอง จากการสารวจขอมูลและสถานการณทครใหเพอเพิ่มพูนคําศัพท รวมทั้งไดใหนักเรยนไดจับ


ื่








กลุมแลกเปลยนและเพิมพูนคาศัพทจากกันและกัน โดยเฉพาะในตอนทายทคุณครใหแต่ละกลุม







เขยนคาศัพททแตกต่างจากเพอนกลุมอน











ไม่ใช่เพยงการสอนภาษาอังกฤษเท่านั้น กระบวนการ See-Judge-Act ยังใชไดดีกับการ







สอนภาษาไทยดวย ดังตัวอย่างของคณครูศิรพร กิจเจรญ โรงเรยนเซนต์ปเตอรธนบุรี คุณครูได้








บันทึกการสอนสุภาษตไทยดวย See-Judge-Act ในขั้น see คุณครูศิรพรไดใหนักเรยนมโอกาสเดา




และเรยนรจากการลองผิดลองถูก ทาใหนักเรยนสนุกสนานในการเรยน








91

เรียนสุภาษิตดวย See-Judge-Act









ฉันชอนางสาวศรพร กิจเจรญ ครสอนวิชาภาษาไทยชั้นประถมศกษาปท 4 โรงเรยนเซนต์












ปเตอรธนบร ฉันมโอกาสได้เข้ารบการอบรมวิธการจัดการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง






ในขณะทฉันอบรมอยู่นั้น ฉันมความวิตกกังวลว่า ฉันจะทําได้หรอไม่ ฉันจะนําวิธการจัดการเรยน







การสอนทเน้นการไตร่ตรองไปใช้กับนักเรยน และจะเกิดผลกับนักเรยนหรอไม่


หลังจากทฉันได้รบการอบรมแล้ว ฉันได้นําวิธการเรยนการสอนน้ไปใช้กับนักเรยน เช่น






ในการเรยนการสอนก่อนการอบรม ฉันเข้าไปในห้องเรยนแล้วสอนเลย ฉันได้เปลยนมาเปน













“นักเรยนวันน้เราจะมาอ่านบทรอยกรอง เรองภาษต คําพังเพย” ฉันใช้เวลา 1 คาบเรยน นักเรยนของ


ฉันเร่มให้ความสนใจในการอ่านบทรอยกรอง

ั้



ฉันเร่มเข้าส่กระบวนการ See-Judge-Act ในขน See ฉันให้นักเรยนดภาพสํานวน สภาษต









คําพังเพย ประมาณ 5-6 ภาพ และให้นักเรยนลองเดาชอสํานวน สภาษต หรอ คําพังเพยในแต่ละภาพ

พรอมทั้งลองอธบายความหมายตามจนตนาการของนักเรยน






ฉันขออาสาสมัครทละ 2 คน ประมาณ 5 ค่ ออกมาหน้าชั้นเรยน โดยมกตกาว่า คนแรกหยิบ









ภาพสํานวน สภาษต คําพังเพย คนทสองหยิบบัตรคําสํานวน สภาษต คําพังเพยให้ตรงกับภาพ และ






ลองบอกความหมายของสํานวน สภาษตหรอคําพังเพยทนักเรยนหยิบได้ นักเรยนส่วนใหญ่สนใจ







และให้ความร่วมมอในการทํากิจกรรมหน้าชั้นเรยนน้ บางคนตอบผิดตอบถก แต่ก็อยากทจะออก




มาร่วมสนกด้วยกัน ห้องเรยนเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสยงหัวเราะของนักเรยนอย่างทไม่เคยเกิดมา



ก่อนในห้องเรยนของฉัน





ในขน Judge ฉันอธบายความหมายของสํานวน สภาษต คําพังเพย และยกตัวอย่างประกอบ






ในแต่ละสํานวน เพือให้นักเรยนเข้าใจอย่างถกต้องมากข้น เช่น สํานวนจับปลาสองมอ


ครู : สํานวน จับปลาสองมอ หมายความว่าอะไรคะ?

นักเรยน : คอ การทําอะไรสองอย่างในเวลาเดยวกันค่ะ




ครู : นักเรยนลองยกตัวอย่างให้ฟงหน่อยได้ไหมคะ?






นักเรยน : เช่น การอ่านหนังสอพรอมกับดทวีครบ เราก็จะไม่ได้อะไรเลย เพราะ

อ่านหนังสอขณะดทวี มันจะทําให้เราไม่รเรองครบ








92






ฉันอธบายเพิ่มเตมถงความหมายและยกตัวอย่างจากสํานวน สภาษต คําพังเพย อกหลายต่อ









หลายตัวอย่าง เช่น ขช้างจับตั๊กแตน นํ้าท่วมปาก ไก่เหนตนง งเหนนมไก่ ดนพอกหางหม และฉันให้





นักเรยนอ่านหนังสอเพือทําความเข้าใจเพิ่มเตม

ในขั้น Act ฉันให้นักเรยนทําใบงานเรองสํานวน สภาษต คําพังเพย โดยให้ค้นคว้าจากบัตร





ภาพและบัตรคํา จากทนักเรยนได้เรยนไปในชั่วโมง









ก่อนจบคาบ ฉันให้นักเรยนไตร่ตรองด้วยคําถามว่า “สภาษตใดทนักเรยนสามารถนําไปใช้








เปนหลักการในการดําเนนชวิตทดได้? เพราะเหตใด”





ด้วยกระบวนการเรยนการสอนด้วย See-Judge-Act นักเรยนสนกสนาน สนใจเรยน กล้า



แสดงออกหน้าชั้นเรยนมากข้น ฉันจงอยากเชญชวนครทกท่านได้ลองสัมผัสกับวิธการเรยนการ








สอนทเน้นการไตร่ตรอง แล้วลองนําไปใช้กับการสอนในห้องเรยน ฉันเองก็ไม่รว่าจะถกหรอผิด












และไม่กล้าทจะลองในตอนแรก แต่เมอได้ลองนําไปใช้แล้ว รสกว่า นักเรยนสนใจและสนกสนาน




ในการเรยนมากข้น



คณครูศริพร กิจเจริญ




โรงเรยนเซนต์ปเตอรธนบร ี











การสอนของคุณครศิริพรเรมจาก Induction ดวยการใหนักเรยนวิเคราะหสานวน สุภาษต
และคาพังเพย ตามจินตนาการของตน เพอหาแนวความคิดอย่างไม่ตองกังวลว่าจะผิดหรอถูก







หลังจากนั้น ครจึงใช Deduction ดวยการอธบายความหมายทถูกต้องและยกตัวอย่างเพิ่มเติม


















คุณครยังใหนักเรยนอ่านหนังสอเพอทาความเขาใจดวยตัวเอง กอนทจะทาใบงานเพอตอกย้าและ



ฝกฝนในขั้นสุดทาย



คุณครนุจรย ผิวงาม โรงเรยนเซนต์โยเซฟคอนเวนต เปนอกท่านหนึงทยนยันว่า การ










นาเสนอบทเรยนดวย See-Judge-Act “ไมยากอยางทคิด” เพยงแต่ขอใหครเปลยนตัวเองจาก

















เปนผูอธบาย มาเปนผูตั้งคาถามและช้แนะ เปลยนจากครูเปนผูป้อนความรูมาเปนนักเรยนเปนผู ้

























คนควาและเรยนรดวยตัวเอง และเปลยนจากครเปนผูทาการสอนมาเปนนักเรยนทุกคนทางาน

รวมกันและไดเรยนรตามความถนัดของตนเอง




93

ไมยากอยางที่คิด




ฉันสอนวิชาภาษาไทย Grade 9 มาตั้งแต่เริ่มเข้าทํางานทีโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์


ถ้านับเวลาได้ 7-8 ปแล้ว เรองทฉันสอนเปนเรองเดมๆ ตามทกระทรวงฯ กําหนด จนบางคร้ง ฉัน


















คิดว่า “มันจะยากอะไร?” แต่ปญหามันอยู่ทว่า “เมอฉันเร่มอธบายเน้อหาต่างๆ นักเรยนก็จะเร่ม





พูดคยไปพรอมกับการอธบายของฉันด้วย” นั่นเปนการบอกว่า การสอนของฉันไม่น่าสนใจเลย

“แล้วฉันจะทําอย่างไรดล่ะ”








ฉันได้นํากระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองมาทดลองใช้ หรอจะเรยกให้ถก





คอ นํามาทําวิจัยในชั้นเรยนในหน่วยทชอว่า “มองโฆษณาอย่างวรรณกรรม” โดยใช้กระบวนการ

See-Judge-Act


See – นักเรยนชมคลปวิดโอ โฆษณา “TRUE Move H Giving” เมือจบคลิปวิดีโอ



โฆษณา นักเรยนพูดว่า “เน้อหาในโฆษณาไม่เหนเกียวกับตัวสนค้าเลยค่ะ” ฉันจงถามนักเรยนว่า








“นักเรยนคดว่า ทําไมเขาไม่โฆษณาสนค้าของเขาตรงๆ ล่ะ?” นักเรียนตอบว่า “หนูคิดว่า ถ้า


โฆษณาสนค้าอย่างเดยวไม่น่าสนใจค่ะ” ฉันถามต่อไปว่า “นักเรยนว่าโฆษณาทีดน่าจะต้องม ี






ลักษณะอย่างไร?” จากนั้นนักเรียนช่วยกันตอบลักษณะของโฆษณาทีดีตามทีนักเรียนคิดและได้


จากการชมคลปวิดโอ เช่น ต้องไม่บอกว่าเปนสนค้าอะไรในตอนแรก ให้คนดล้น เปนต้น ตลอด










กระบวนการในขั้นน้ ีทําให้ฉันเหนการเปลยนแปลงบางอย่าง นักเรยนทเคยคยนอกเรอง











ตลอดเวลาทฉันสอนนั้น พวกเขาตั้งใจชมคลปวิดโอ และร่วมกันวิพากษ์วิจารณอย่างสนกสนาน


Judge – ฉันอธิบายเกียวกับเทคนิคและวิธีการในการเขียนโฆษณา และมอบหมายให้




นักเรยนอ่านและค้นคว้าเพิ่มเตมเกียวกับเทคนคและวิธการในการเขยนโฆษณาในรปแบบต่างๆ



และหาตัวอย่างโปสเตอรโฆษณาต่างๆ แล้ว นํามาสรปร่วมกันถงเทคนคและวิธการเขยนโฆษณา















ในขั้นน้นักเรยนทํางานกันเปนกล่ม ทกคนให้ความสนใจในงานทตนได้รบมอบหมาย มคยเล่น



นอกเรองบ้างแต่น้อยลงกว่าตอนทฉันสอนโดยวิธการอธบาย และสดท้ายนักเรยนสรปออกมา









เป็นความรของตัวเองได้ ฉันเพียงแต่ตั้งคําถามเพือช้แนะบางอย่างเท่านั้น





Act – ฉันมอบหมายให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเขียนโฆษณาผลิตภัณฑ์ทีมีชือเสียงของ






ท้องถ่นบางรกโดยตั้งโจทย์ว่า “จะทําโฆษณาอย่างไร เพือให้ผลตภัณฑ์ท้องถ่นสะดดห สะดดตา




และสะดดใจคนนอกถ่น” นักเรยนแต่ละกล่มเลอกผลตภัณฑ์ทตนสนใจและลงมอเขยนโฆษณา












ในระหว่างทเขยนก็จะมการถกเถยงกันตลอดเวลา เช่น “ใช้คําแบบน้น่าสนใจกว่าตั้งเยอะ” หรือ


94



“รปน้ไม่สวย ไม่น่าสนใจ” หรือ “จําไม่ได้เหรอ โฆษณาต้องสะดดห สะดดตา สะดดใจ เราว่า







เปลยนข้อความดกว่านะ” เป็นต้น



หลังจากเรยนจบหน่วยน้ นักเรยนแต่ละกล่มได้ผลงานโฆษณาทด มข้อความโน้มน้าว


















ผู้อ่านมากกว่าทฉันเคยได้รบในอดต ส่งทฉันประทับใจมากทสด คอ นักเรยนทกคนทํางาน



ร่วมกันได้อย่างด รจักยอมรบความคดเหนซงกันและกัน จนทําให้ผลงานของทกกล่มออกมาด ี








มาก









ฉันรสกสนกกับการสอนมากข้น เดกๆ เองคยกันน้อยลง เนองจากสนกกับการเรยนมาก






ข้น เพราะว่าพวกเขาทํากิจกรรมตลอดทั้งคาบเรยน และได้เรยนรตามความถนัดของแต่ละคน




และทําให้ฉันเข้าใจมากข้นว่า การลงมอทําด้วยตนเองเข้าใจง่ายกว่าการนั่งฟงคนอนอธบาย และ









ฉันเชอว่าครทกคนก็สามารถมประสบการณแบบน้ได้เหมอนกัน กระบวนการเรยนการสอนท ่ ี




เน้นการไตร่ตรองไม่ยากอย่างทคด




คณครูนจรย์ ผิวงาม




โรงเรยนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ กรงเทพฯ

10 ตลาคม 2014







ื่






คุณครนุจรย ใชเทคนิคการตั้งคาถามเพอกระตุนการเรยนรของนักเรยนตลอดคาบเรยน ใน





ขั้น See คุณครใชเทคนคการตอบคาถามนักเรยนดวยคาถาม ในขั้น Judge อธบายเทคนคและ







ื่

วิธการ แล้วครตั้งคําถามเพอช้แนะ และในขั้น Act คุณครูมอบหมายงานดวยคาถามเช่นกัน คุณครู










ได้เปลยนการสอนจากการสอนแบบมครเปนศูนยกลาง ใหเปนการสอนทนักเรยนเปนศูนยกลาง


ี่










การเปลยนการนาเสนอบทเรยนจากแบบเดิมทมครเปนศูนยกลาง มาเปนการสอนดวย














กระบวนการ See-Judge-Act ทมนักเรยนเปนศูนยกลาง ทาใหนักเรยนของคณครูกนกวรรณ

ไทยรตน โรงเรยนมาแตรเดอวทยาลัยพบว่า “นักเรยนมการพัฒนาความคิด และไม่ยึดตดกับ















คาตอบเพยงแบบเดยว และมทัศนคตท่ดขนและถูกต้องในการเรยนวิชาคณตศาสตร”


ึ้




95

เมือฉันมาเปนครู







ฉันเปนครสอนวิชาคณตศาสตรในระดับประถมศกษา โดยทฉันไม่ได้เรยนวิชาครูมา





โดยตรง ฉันไม่เคยเรยนขั้นตอนของการสอน และฉันไม่มั่นใจว่า ฉันจะสอนนักเรียนอย่างไรดี
เมอฉันเร่มต้นทํางาน ฉันได้รจักกระบวนการ Mater Dei Learning Cycle หรือเรียกสั้นๆ ว่า







MDLC กระบวนการน้ช่วยฉันในการสอนเปนอย่างมากตลอดปแรกของการทํางาน ปต่อมา ฉัน



ได้มโอกาสเข้ารบการอบรมกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง ทําให้ฉันมความ










ชัดเจนมากยิ่งข้น และนักเรยนของฉันเข้าใจเน้อหาอย่างแท้จรง มากกว่าการท่องจํา นั่นคอม ี
“วิธการคิด”





ในปแรกสําหรบการสอนหัวข้อโจทย์ปญหาในระดับชั้น ป. 4 ฉันเร่มต้นด้วยการให้


ภาพรวม และนําเสนอบทเรยนด้วยการแจกโจทย์ 1 ข้อให้นักเรยนทกคน ให้นักเรยนหยิบสมาขด






เสนใต้ตามคําบอกของครว่า ประโยคน้ โจทย์กําหนดมาให้ ส่วนน้เปนคําถาม ข้อความน้คอ การ








บวก ลบ คณ หรอหาร แล้วฉันเฉลยประโยคสัญลักษณทถกต้อง จากนั้น ให้นักเรยนทํา











แบบฝกหัด ฉันพบว่า นักเรยนบางส่วนทําได้ด แต่บางคนจะมคําถามกับฉันว่า “ครขา ข้อน้ทํา



อย่างไรคะ มันไม่เหมอนตัวอย่างค่ะ” ส่งทฉันทําได้ตอนนั้นคอ อธบายเพิ่มเตมและพยายามหา




โจทย์ทหลากหลายมาให้นักเรยนดเท่านั้น












แต่เมอฉันได้รจักวิธการนําเสนอบทเรยนแบบ See-Judge-Act ในปีที 2 ของการเป็นครู


ฉันมแนวคดในการจัดกิจกรรมท “นักเรยนจะต้องสนกแน่ๆ เลย” ฉันเร่มต้นด้วยการให้ภาพรวม








และเปลยนโจทย์ 1 ข้อสําหรับนักเรียนทุกคน เป็นคนละ 1 ข้อทีแตกต่างกัน แล้วให้นักเรียน
วิเคราะหโจทย์ด้วยตัวเองก่อน จากนั้น ฉันให้นักเรยนทําข้ออนทตนเองสนใจ โดยสามารถ











ซักถามข้อสงสัยจากเพือนทเปนเจ้าของโจทย์ ฉันสัมผัสได้ถงบรรยากาศของการช่วยเหลอกัน







การโต้เถยงทสรางสรรค์ว่า ใช่หรอไม่ใช่ นักเรยนกล้าท่จะลองเขยนคําตอบทตนคดโดยไม่กังวล





ว่า จะถกหรอผิด และเมอถงตอนนําเสนอโจทย์หน้าห้อง ฉันพบว่า มนักเรยนยกมอข้นเมอเพือน












นําเสนอแล้วถามว่า “ครขา หนเข้าใจประโยคสัญลักษณทเพื่อนเฉลยนะคะ แต่หนคดได้อกแบบ













หนง ซงหนก็ว่าของหนใช้ได้ค่ะ” นักเรียนได้เรียนรู้ได้ว่า การเรียนคณิตศาสตร์สามารถหา


คําตอบได้หลากหลายวิธ นักเรยนเกิดความภมใจว่า สามารถหาคําตอบได้ด้วยตนเอง และ




สามารถเปนผู้ถ่ายทอดให้กับเพือนๆ ได้อกด้วย




96


จากนั้น ฉันจงได้อธบายเทคนคหรอวิธการวิเคราะหโจทย์ปญหา โดยทฉันมผู้ช่วยตัว













น้อยๆ ทแย่งกันยกมอตอบคําถามว่า เขาหาประโยคสัญลักษณมาได้อย่างไร ฉันทําหน้าทเปน










เพียงผู้คอยช้แนะ สําหรบคําตอบทไม่ตรงประเดนให้นักเรยนมความชัดเจนมากยิ่งข้น เมอได้









ข้อสรปแล้วจงให้นักเรยนทําแบบฝกหัดทบทวนความรและฝกฝนให้เกิดความชํานาญ





ี่




การทฉันได้ปรบเปลยนวิธการนําเสนอบทเรยนทําให้ฉันพบว่า นักเรยนของฉันมการ






พัฒนาความคด และไม่ยึดตดกับคําตอบเพียงแบบเดยว และนักเรยนมทัศนคตทดข้นและถกต้อง





ในการเรยนวิชาคณตศาสตร ์










เมอฉันได้เรยนรกระบวนการเรยนการ ได้นําไปใช้ และประเมนผล ฉันมั่นใจว่าฉันเป็น










ครทดได้ กระบวนการน้ทําให้ฉันมั่นใจว่านักเรยนของฉันเปนผู้เรยนรอย่างแท้จรง นักเรยน




สามารถต่อยอดความรทได้รบ ฉันเองได้รบมมมองใหม่ๆ จากนักเรยนททําให้ฉันประทับใจและ










ศรทธาในตัวเขามากข้น



คณครกนกวรรณ ไทยรตน ์



โรงเรยนมาแตรเดอวิทยาลัย

5 เมษายน 2014




เมอครูกนกวรรณเปลยนแปลงการจัดการเรยนการสอน จากการรบฟงความรโดยมีครเปน
















ผูถ่ายทอดและนักเรยนเปนผูฟง ใหเปนการใหนักเรยนแสวงหาและต่อยอดความรโดยมนักเรยน











เปนผูเรยนรและลงมอทา นักเรยนของคุณครไดพัฒนาความคิด กลาทจะลองผิดลองถูก มความคิด
















หลากหลายไม่ยึดติดกับคาตอบเดียว อันเปนทัศนคติทถูกตองตามวัตถุประสงค์ของการเรยนวชา
คณตศาสตร








เมือคณครูวนเพ็ญ ทินกร โรงเรยนเซนตโยเซฟคอนเวนต กรงเทพฯ เปลยนแปลงการ






สอน ผลลัพธทได คอ ครูเหนอยนอยลงในการสอน แต่นักเรยนเขาใจ ไดเรยนรมากขึ้น สนุกสนาน















กับการเรยนและเหนอยนอยลงเช่นกัน




97


เหนือยนอยลง





ฉันเป็นครูจากโรงเรยนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ ปการศกษาน้ ี ฉันได้ข้นมาสอนวิชา













ชววิทยาพื้นฐาน ม. 5 ซงเปนเน้อหาใหม่สําหรบฉันทต้องเตรยมการสอน เตรยมสอการสอน


ฉันมความประทับใจในการนํากระบวนการไตร่ตรองมาปรบใช้กับการจัดกระบวนการ



เรยนการสอนของฉัน เพือการกระต้นความสนใจของนักเรยน จากเดมทฉันสอนเน้อหามาระยะ
















หนง ฉันสังเกตเหนว่า นักเรยนไม่ค่อยสนใจเรยน เนองจากเปนเน้อหาท่องจําและเปนเดกโต ฉัน

รสกเครยดและเปนกังวลมากว่า จะสอนอย่างไรดนะทจะทําให้นักเรยนของฉันสนใจและมความ










ความเข้าใจในเน้อหาให้มากข้น ฉันคดได้ว่า เราเคยอบรมไตร่ตรองมา ทําไมไม่นํามาลองใช้ด ู







เผือจะมประโยชนข้นมาบ้าง

ั้
ฉันได้ลองใช้กระบวนการขน See โดยนําภาพมาประกอบการสอน โดยให้นักเรียนศึกษา
เกียวกับส่งมชวิตชนดต่างๆ ในแผนภาพและแหล่งข้อมลต่างๆ ว่า มอะไรบ้าง และวิเคราะห์












ส่งมชวิตพวกน้อยู่ร่วมกันได้อย่างไร (โดยใช้ภาพส่งมชวิตทอยู่ในแหล่งต่างๆ บนบก ในนํ้า ปา







ท่งหญ้า เปนต้น)





Judge – นักเรยนตอบจากการอ่านและศกษาค้นคว้าหาข้อมลมา นักเรยนโต้ตอบเหมอน






เดกมัธยมต้นเลย แต่ทําให้บรรยากาศในห้องสนกเปนกันเอง ฉันเลยถามนักเรยนต่อว่า ส่งมีชวิตท ่ ี



อาศัยอยู่ในนํ้ากับส่งมชวิตทอาศัยอยู่บนบกเหมอนกันหรอไม่? นักเรยนเคยเหนหรอสังเกต









ความสัมพันธของส่งมชวิตทอยู่รอบๆ ตัวหรอไม่? ฉันคอยกํากับบทสนทนา แก้ไขคําตอบบ้าง










แต่ส่วนใหญ่ตั้งคําถามเพือให้นักเรยนคดต่อหรอค้นคว้าเพิ่มเติม



Act – ฉันแจกใบกิจกรรมแล้วให้นักเรยนแบ่งกล่มลงไปสํารวจส่งมชวิตระบบนเวศบน










บกและในแหล่งนํ้ารอบๆ โรงเรยน โดยให้นักเรยนสังเกตว่า มอะไรบ้าง และส่งมชวิตเหล่านั้นมี





ความสัมพันธกันอย่างไร ขณะเดนสํารวจ ฉันสังเกตเหนว่านักเรยนมความสนใจและมความ




กระตอรอรนในการทํากิจกรรม นักเรยนบางคนถามเพือนว่า “ตัวอะไร?” บางกลุ่มก็มีเสียงร้อง









บางกล่มมโต้เถยงกันว่า “มันคอตัวอะไร?” สดท้าย นักเรยนนําข้อมลทศกษาได้มาสรปร่วมกัน






ประโยชนทฉันได้รบมความภาคภมใจและดใจทนักเรยนของฉันมความเข้าใจ สนใจและ

















สนกสนานกับการเรยน ทั้งยังเปนแรงกระต้นให้ฉันมกําลังใจในการสอน สอนสบาย ไม่เหนอย

98

ฉันอยากเชญชวนเพือนครมาใช้กระบวนการสอนแบบไตร่ตรอง เพราะนักเรยนจะได้













เรยนร คดและศกษาแก้ปญหาด้วยตนเอง ครจะลดภาระลง สอนสบายข้น ไม่เหนอยเหมอนทเคย









คอสอนเน้อหาบรรยายอธบายให้นักเรยนฟง ฉันรสกเหนอยน้อยลง







คณครูวันเพ็ญ ทนกร



โรงเรยนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ กรงเทพฯ

4 ตลาคม 2014











ในเสนทางไตรตรอง นอกจากผมเปรยบเทยบตัวเองเปนคนนาทางแลว ผมมักเปรยบเทยบ








ว่า ตัวผมเปนผูหว่านทาหนาทหว่านเมล็ดพันธุแห่งกระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรอง






ลงในใจของครผู้เป็นเพอนผูรวมเดินทาง เพอใหเขากลับไปทาหนาทเปนคนสวน ผูซึ่งตองดูแล





















ตนไมมากมายและหลายหลายทเขา และสรางโอกาสใหตนไมเหล่าน้เจรญงอกงามขึ้นจากภายใน



ของเขา คณครูปยะนนท ตันสวงษ โรงเรียนลาซาล กรงเทพฯ ไดรบคาทาทายของผูหว่านให้ลอง



















ี่

นาการสอนแบบไตรตรองไปทาดู ประสบการณทไดรบ คอ คุณครูปยะนันทเปนผูดูแลสวนทมความ





ี่

ยินดีทจะรบใช ้


ก็ลองดู

ี่





ฉันนางปยะนันท์ ตันสวงษ์ เป็นผู้ร่วมเดนทางหาประสบการณกับผู้หว่านทด ททําให้ฉัน






กลายเปนผู้ดแลสวนทด โดยผ่านประสบการณการเรยนกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการ














ไตร่ตรอง กระบวนการน้ทําให้ฉันกลายเปนผู้ดแลสวนทมความยินดทจะรบใช้





ฉันได้นําประสบการณการไตร่ตรองน้ไปใช้กับนักเรยนในระดับชั้น ป. 3 ห้องเรยนของ








ฉัน ในเรองของเวลา โดยฉันได้ถามนักเรยนว่า “ในแต่ละวันนักเรยนทําอะไรบ้างทคดว่าตัวเองม ี



ความสขทสด” หลายคําตอบพร่งพรออกมาเปนชด แตกต่างกัน ฉันให้เด็กสรปร่วมกันเปนหัวข้อ








ออกได้ 3 ข้อใหญ่ คือ ตอนเช้า ตอนกลางวัน และตอนเย็น ฉันย้อนถามกลับว่า “ตอนเช้าคือเวลา
เท่าไร กลางวันและเย็น ช่วงเวลาเท่าไร เดกๆ สงสัยจงเปดประเด็นด้วยการชักชวนให้อยาก






เรยนรเวลา เพราะเวลาจะช่วยให้นักเรยนสามารถปฏบัตกิจวัตรประจําวันได้ตรงต่อเวลา และอ่าน



เวลาได้ถกต้อง โดยใช้เวลาเรยน 1 คาบ


99






จากนั้น ฉันให้นักเรยนดชนดของนาฬกาจากของจรงและ Internet โดยใช้คําถามว่า “ที ่







บ้านของนักเรยนมนาฬกาชนดใดบ้าง จากนั้น ฉันให้นักเรยนดส่วนประกอบของนาฬกา ตัวเลข


บนหน้าปด และการฝกอ่านเวลาจากนาฬกาจาก YouTube โดยฉันให้ความรู้เพิ่มเติมในเรื่องของ









การอ่านเวลาบนหน้าปด แล้วให้นักเรยนฝกอ่านตามทละคน และแบ่งกล่มร่วมกันฝกอ่าน เมอ


นักเรยนเร่มเข้าใจจากการสังเกตร่วมกัน แสดงความคดเหนและนําเสนอของแต่ละกล่มแล้ว ฉัน






ให้นักเรยนเตรยมฟวเจอรบอร์ดที่ตัดมาแล้วจากบ้าน มีทั้งวงกลม สามเหลียม สีเหลียม ห้าเหลียม








มาทํานาฬกาคนละ 1 เรอน แล้วฝกอ่านจากการตั้งโจทย์เวลาด้วยตัวของนักเรยนเอง














เมอกิจกรรมเสรจส้นแล้ว ฉันถามนักเรยนว่า “ส่งทนักเรยนทําหรออปกรณทนักเรยนทํา






นั้นให้ประโยชนอะไรกับนักเรยนบ้าง?” เช่นเดม เด็กได้หยุดคดนดหนงก่อนจะตอบว่า “หนูอ่าน













เวลาได้แล้วค่ะ” แต่มคําตอบอยู่หนงคําตอบทชอบคอ “หนจะมเวลาเปนของตัวเองค่ะ” ฉันงงไป





นดหนง เดกคนเดมตอบว่า “หนจะกลับไปอ่านนาฬกาทหนทําเองให้คณพ่อคณแม่ฟงค่ะ”











จากคําพูดทว่า “ก็ลองดู” ทีผู้หว่านทเคยพูดกับฉัน ตอนน้ ฉันรแล้วว่า การลองทําอะไร







ด้วยตัวเอง เปนการสรางประสบการณด้วยตัวเอง ในวันน้ ฉันได้นําคําน้ไปใช้กับนักเรยนของฉัน










แล้วถงรว่า เดกหรอผู้ใหญ่ ถ้าได้ลองทําดด้วยตนเองจะมความสขมากแค่ไหน “ก็ลองดนะคะ”





ร่วมเดนทางหาประสบการณกับพวกเรา


คณครปยะนันท์ ตันสวงษ์




โรงเรยนลาซาล กรงเทพฯ


4 ตุลาคม 2014













หลังจากทเพอนรวทางไดลองทาดูแลว ผมเชอมั่นว่า เพอนรวมทางจะไดรบประสบการณ ์


ื่




ว่ากระบวนการ “See-Judge-Act” เป็นกระบวนการต่อเนองเพราะการปฏบัติเพยงคร้งเดยวอาจไม่


สามารถเปลยนแปลง หรอช่วยใหเหตุการณดีขึ้นในทันท แต่ตองการตอกย้าและปรบปรงเปนลาดับ

ี่









ไป การตอกย้าดวยการทาซ้าแลวซ้าอกสามารถช่วยในการเจรญเติบโตของนักเรยน









• ใหรจักแยกแยะแรงจูงใจสูทางทดีและรจักเลอกอย่างรอบคอบ






ี่

• สามารถเรยนรจากประสบการณทไดรบอย่างครบถวนสมบูรณ ์









• กระตุนตนเองดวยความมศีลธรรม จรยธรรมและมนุษยธรรม เพอทจะเลอกและ


ี่

ื่


ทาอย่างมสติและรอบคอบ


100






การนากระบวนการน้มาใชอย่างบ่อยๆ สามารถช่วยใหนักเรยนสรางนสัยแห่งการเรยนร ้ ู








ตลอดชวต จากการส่งเสรมใหสนใจประสบการณ การวินิจฉัย ไตรตรอง และการปฏบัติดวยความ






รบผิดชอบ เชอมั่นว่า เพอนรวมทางยนหยัดและมั่นคงในการเดินทางบนเสนทางสายน้ต่อไป


ื่
ื่

































































101

ความเชื่อศรัทธา


ั่
“ความเชื่อ คือ ความมนใจในสิ่งที่เราหวัง เปนขอพิสจนถึง สิ่งท ี่
มองไมเหน เพราะความเชื่อ เราจึงเขาใจวาพระวาจาของพระเจา

เนรมตสรางโลก” (ฮบ.11:1-5)


















102

บทที่ 6



รอยยิ้มจาก See-Judge-Act












ประสบการณของคุณครเพอนรวมทาง 6 ท่าน ในบทท 5 แสดงใหเห็นเปนทประจักษว่า








การนาเสนอบทเรยนดวยกระบวนการ See-Judge-Act สามารถทาไดจรง “ไม่ยากอย่างทีคิด” และ















ทสาคัญทาใหเกดการเปลยนแปลงการเรยนรแกนักเรยนในทางทดีขึ้น ในบทน้ ผมขอนาเสนอ





ี่

ประสบการณของคุณครเพ่อนรวมทางเพิ่มเติมทไดเล่าประสบการณทเปนตัวอย่างทชัดเจนว่า เขา

ี่



ี่

ไดใช้กระบวนการ See-Judge-Act กันอย่างไร เขาทาอะไรในขั้น See ทาอะไรในขั้น Judge และ










ทาอะไรในขั้น Act ตัวอย่างเหล่าน้ทอาจจุดประกายความคิดดๆ ทจะพัฒนาและปรบใช ้

ื่











กระบวนการน้แก่คุณครท่านอนๆ ทั้งน้ เพอนาสูการอธบายสรปว่า ครจะทาอะไรบางในแต่ละขั้น











“รอยยม เสยงหัวเราะและความสุขของนักเรยนในการเรยนรู้ คอ คุณคาท่สาคัญท่จะเปด









การเรยนรู้ท่ยังยน และยังเปนกาลังใจท่ดของครู” เปนประสบการณทคุณครูนพาภรณ ฟกทอง








โรงเรยนเรยนาเชลวิทยาลัย เชยงใหม่ ได้รบหลังจากน้ไดใชการสอนแบบไตรตรอง ผมขอใหผูอ่าน











สังเกตว่า คุณครนิพาภรณไดนาเสนอบทเรยนในขั้น See ขั้น Judge และขั้น Act อย่างไร








รอยยิมจาก See-Judge-Act



“Teacher” เป็นเสียงเรียกคุ้นเคยทีนักเรียนมักเรียกฉัน ฉันชือ คุณครูนิพาภรณ์ หรือ




บางคร้ ังนักเรยนเรยกสั้นๆ ว่า ครูจ๋ม ฉันเปนครสอนวิชาภาษาอังกฤษ ชั้นมัธยมปท 4 ที ่







โรงเรยนเรยีนาเชลวิทยาลัย ฉันได้มโอกาสเดนบนเสนทางการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง






เมอเดอนกันยายนทผ่านมา และได้นําไปใช้ ประสบการณคร้งนั้นมคณค่ามาก และนเองททําให้












ฉันอยากร่วมแบ่งปนให้เพือนครของฉัน













ประสบการณทประทับใจเกิดขึ้นในเช้าวันหนง ในคาบเรยนทเดกๆ ตนเต้น เพราะฉันได้



ให้ภาพรวมโดยเร่มจากได้นําคลปจาก YouTube เรอง “Food as Medicine” มาให้นักเรยนดพรอม






ื่
ี่


ี่


กัน ฉันได้บอกถึงความสําคัญและวัตถประสงค์ของเรองทจะสอนและส่งทนักเรยนจะได้รบ




หลังจากเรยน นักเรยนคนหนงยกมอถามฉันว่า “ครคะ เราจะต้องนําเสนอวิธไหนคะ”? คําถาม







เล็กๆ น้ ีทําให้เหนการเร่มต้นของการเปลยนแปลงว่า นักเรยนกระตอรอรนในการเรยนมาก





103






ึ่

กว่าเดม ฉันให้นักเรยนอ่านและค้นคว้าบทความต่างๆ ซงส่วนหนง ฉันเลอกมาและให้นักเรยน

ค้นหาเพิ่มเตมจาก Internet ในหัวข้อ “Food as Medicine” แล้วนํามาอภปรายและแลกเปลยนกัน







ในกลุ่มย่อย เพือเตรยมนําเสนอหน้าชั้นเรยนกล่มละ 5 นาทีในคาบต่อไป (See)



ทกคนทํางานในกล่มอย่างด เมอถงคาบเรยนทนักเรยนนําเสนองาน นักเรยนใช้












ภาษาอังกฤษนําเสนอข้อมลได้อย่างด และสนกสนาน บางกล่มนําอาหาร ผักและผลไม้ทม ี



สรรพคณทางยามาให้พวกเราลองชมอาหารแปลกๆ หลังจากนั้น ฉันเปดโอกาสให้เพือนๆของเขา





ได้ซักถาม แสดงความคดเหนร่วมกัน ฉันให้คําแนะนําเพิ่มเตม บรรยากาศในการซักถาม









สนกสนานมาก ฉันสรปบทเรยนด้วยการอธบายการใช้คําศัพท์ทเกียวข้องเมอจบการนําเสนอของ




ทกกล่ม (Judge)


ฉันได้นําใบงานเรอง “Food as Medicine” มาให้ทกคนได้ฝกทํา พรอมสรปเปนข้อความ








สั้นๆ เพือเชคความเข้าใจของนักเรยน (Act) คาบเรยนน้สนกมาก เพราะไม่เพียงแต่นักเรยนได้ม ี











โอกาสค้นคว้าความรด้วยตนเอง ฉันในฐานะครได้เรยนรไปพรอมๆ กับนักเรยนของฉันด้วย อ้อ!









ฉันไม่ลมทจะขอให้นักเรยนของฉันเขยนบันทกไตร่ตรองทกคร้งหลังจบคาบเรยนด้วย









การเปลยนแปลงของนักเรยนของฉันหลังจากทได้นํากระบวนการไตร่ตรองน้ไปใช้ ฉัน



ค้นพบ รอยยิ้มและเสยงหัวเราะในคาบเรยนภาษาอังกฤษทสญหายไปนาน คาบเรยนทเดกส่วน









ใหญ่ไม่ชอบเพราะเน้อหายาก แต่วันน้ นักเรยนได้เรยนรโดยทนักเรยนมส่วนในการออกแบบ















การเรยนรด้วยตัวของเขาเอง ฉันถามนักเรยนคนหนงว่า “ครูสอนแบบน้ หนคดว่าเปนอย่างไร











คะ” นักเรยนตอบว่า “สนกค่ะ ไม่น่าเบอ และหนรสกว่าภาษาอังกฤษง่ายกว่าทหนคดค่ะ” ฉันยิ้ม



และเดนกลับห้องพักคร ฉันไม่รรอทจะเล่าประสบการณประทับใจกับกระบวนการไตร่ตรองให้






เพือนครในห้องพักครฟง ฉันอยากให้เพื่อนครไม่เพียงแต่ในวิชาภาษาอังกฤษเท่านั้น ได้ลอง







เดนทางร่วมกับฉันบนเสนทางน้ ฉันมั่นใจว่า ประสบการณทดๆ จะเกิดข้นกับเพือนคร เหมอนที ่









เกิดข้นกับฉันแน่นอน



ี่

รอยยิ้ม เสยงหัวเราะและความสขของนักเรยนในการเรียนรู้ คือ คณค่าทสําคัญทจะเปด


ี่






การเรียนรู้ทยั่งยืน และยังเปนกําลังใจทดของ “ครู”





คณครนพาภรณ ฟกทอง



โรงเรยนเรยีนาเชลวิทยาลัย เชยงใหม่



22 กุมภาพันธ 2015
104








ในขั้น See คุณครนพาภรณใหนักเรยนศึกษาคนควาดวยตัวเองจากบทความทครใหและ









จาก Internet และนามาอภปรายแลกเปลยนการเรยนรในกลุมย่อย แลวรวมกันสรปเพอนาเสนอใน

















กลุมใหญ่ โดยไม่ไดมการบรรยายใดๆ ในขั้น Judge คุณครไดใหนักเรยนนาเสนองานกลุม โดยม ี








ื่
เพอนและครคอยซักถามและบรรยายเพิ่มเติม และทสาคัญ คือ คุณครไดใหนักเรยนอ่านแบบเรยน
ี่















เพอใหนักเรยนซึมซับประสบการณการเรยนร ในขั้น Act ครใหนักเรยนทาแบบฝกหัดและสรปเปน



ื่


ขอความสั้นๆ เพอตรวจสอบความเขาใจอกคร้ง





หากไดวเคราะหตัวอย่างการนาเสนอบทเรยนดวยกระบวนการ See-Judge-Act จาก








ตัวอย่างของคุณครนิพาภรณรวมถึงตัวอย่างอนๆ ในบทท 4 เราจะเห็นไดว่า กระบวนการนําเสนอ





บทเรยน ดวย See-Judge-Act ใชกระบวนการทั้ง Induction และ Deduction ในการนาเสนอ



บทเรียนในทุกหน่วยการเรยนร





ในการจัดการเรยนรบนวธการอุปนัย (Induction) ครูเรมตนดวยใหนักเรยนสังเกตและ

















วิเคราะหขอมูลเชิงประจักษจากปรากฏการณหรอสถานการณต่างๆ ทเกดขึ้น แลวนาขอมูลนั้นมา













จัดหมวดหมู หาขอเหมอนและขอต่าง เพอนามาหาขอสรปทัวไปหรอสรางแนวคิดหรอขอ



สมมติฐาน การสอนดวยวิธน้มจุดแขงคอ ทาใหนักเรยนมโอกาสลองผิดลองถูกเขาใจไดอย่างลึกซึ้ง












และสามารถคิดและคนพบความรใหม่ๆ จากการศึกษาดวยตัวเอง









หลังจากนั้น ครจะจัดการเรยนรบนวิธการนิรนัย (Deduction) โดยอาจเรมจากการอธิบาย



















กฎทฤษฎหรอหลักการต่างๆ ทเปนทยอมรบแลว แลวใหนักเรยนรจักใชกฎทฤษฎหรอหลักการ

ต่างๆ ในการแกปญหา และปรบใชในสถานการณต่างๆ














การนาเสนอบทเรยนด้วย See-Judge-Act เรมตนจากวธการ Induction ดวยการให ้
นักเรยนสังเกตขอมูลในสถานการณต่างๆ เพอสรางและสรปเปนเรองราวหรอขอสรปทัวไป (See)





















ี่

หลังจากนั้น จึงใชวิธการ Deduction ดวยการอธบายกฎ ทฤษฎ หรอหลักการทัวไปทเกยวของ
ี่











(Judge) และในทีสุด จึงใหนักเรยนทาแบบฝกหัดหรอมอบหมายงานเพอฝกการแกปญหา หรอ













ปรบใชบทเรยนทไดในสถานการณต่างๆ เพอตอกย้าความเขาใจและฝกฝนใหเกดความชานาญ




(Act) ในแต่ละขั้นของกระบวนการมรายละเอยด ดังต่อไปน้ ี




105




ข้นที 1 สรางประสบการณ (See)





การนาเสนอบทเรยนเรมตนดวยการทครสรางประสบการณใหนักเรยน โดยใหขอมูลหรอ


















สรางสถานการณ คาถาม และครทาทาย จูงใจ และตั้งคาถามเพอสรางประสบการณ (See) โดย





ละเวนการบรรยายตามปกติในขั้นน้ ี







ี่






ื่
เพอใหนักเรยนจะไดมประสบการณและศึกษาจากประสบการณทครให ครจะตองส่งเสรม


สนับสนุน และกากับดูแลใหนักเรยน




• ตั้งคาถาม สังเกต สารวจ คนควา ลองผิดลองถูก






• ถกเถยง แลกเปลยน ปรกษาหารอ อภปรายกลุม


• คิดวิเคราะห หาสาเหตุและผล








• คิดสังเคราะห จัดหมวดหมู เปรยบเทยบขอเหมอนและขอต่าง


• ทสุด สรปเรองราวหรอแนวคิด และบันทึกประสบการณการเรยนร ้ ู


ี่
ื่






ครช่วยนักเรยนดวยการกระตุนจินตนาการของนักเรยน ดวยการสรางสภาพแวดลอม







สรางสมมติฐานดานต่างๆ เช่น เวลา วัฒนธรรม สังคม การเมองและเศรษฐกจ เปนตน ครอาจใช ้



การจาลองแบบ การเล่นบทสมมติ และสรางเรองหรอเหตุการณทเปน Moral Dilemma และที ่










สาคัญคอการตั้งคาถามอยูเสมอๆ โดยเฉพาะคาถาม “ทําไม” เพอใหนักเรยนคิดถถวนมากขึ้น และ






ื่



ในหลากหลายแง่มุมมากขึ้น


ข้นที 2 คิดวินจฉยประสบการณ (Judge)








ครใหนักเรยนนาเสนอเรองราวทสรปได ครอาจรวมกับนักเรยนในการสรปหลักการท ี ่






















นักเรยนไดเรยนรและนาเสนอนั้น โดยครมส่วนรวมอย่างมากโดยอาศัยความเชยวชาญทาง








วิชาการของครในการเชอมโยงประสบการณการเรยนรของนักเรยนกับหลักการ ทฤษฎหรอกฎทาง







วิชาการทเกยวของ หรอครอาจบรรยายสรปสั้นๆ ประกอบ และหากมโอกาสทเหมาะสมครสามารถ







บูรณาการคุณค่าพระวรสารหรอหลักธรรมทเกยวของกับประสบการณนั้น

ี่


ี่










หลังจากนั้น ครอาจตั้งคาถามใหนักเรยนวนจฉัยใหลึกซึ้งไปถึงแนวคิดทอยูเบ้องหลังของ





หลักทางวิชาการ (Insight) ในขั้น Judge ครจะตองนาพานักเรยนให ้


106

• ทาความเขาใจจากประสบการณทไดรบว่าไดเรยนรอะไร อย่างไร และทาไม
















• ซึมซาบความจรงจากประสบการณทไดรบ






ี่
ื่



ื่
• เชอมโยงสิ่งทไดเรยนรกับหัวขอหรอสาขาวิชาอน และชวิตส่วนตัว



• รบแรงบันดาลใจจากความจรง หรอบูรณาการคุณค่าพระวรสาร เพอเปนแนวทางใน



การคิดวินิจฉัยเพอตัดสินใจ
ื่


วิธการเรยนรทครควรใชในขั้น Judge ทีมความสาคัญมากๆ คือ การอาน ครูควรให้เวลา

















ี่


นักเรยนไดอ่านและทาความเขาใจบทเรยนและเน้อหาทเรยนดวยตนเองและใหทาบันทึกย่อ การให ้








เวลาแก่นักเรยนอ่านและจดบันทึกย่อเปนการฝกฝนนสัยรกการอ่านและคนควาอันนาไปสูการ







เรยนรตลอดชวตของนักเรยนได ้



ข้นที 3 ลงมอปฏิบติ (Act)















ครมอบหมายงาน หรอแบบฝกหัดใหนักเรยนเพ่อใหนักเรยนนาความรและความเขาใจนั้น






ไปลงมอทา หลังจากครมอบหมายงาน ครควรจะคอยติดตามใหคําแนะนา ขอเสนอแนะและขอ















ปรบปรง ครควรใหนักเรยนไดลงมอทาดวยวธการต่างๆ ทเหมาะสม ทครควรจะเนน คอ ใหแน่ใจ








ว่านักเรยนจะสามารถนาไปใชในชวิตได โดยใหนักเรยน










• ฝึกฝน ฝึกซอม ท่องจา


• ทาแบบฝกหัด ใบงาน


• ถกเถยง คิดต่อยอด คิดสรางสรรค์




• ทารายงาน นาเสนอ และรบขอเสนอแนะ


• เขียนเรยงความ หรอ ทํา Mind Map






• ผลิตผลงานและนวัตกรรมเดียวหรองานกลุมเพือใชในชวตจรง









ในขั้น Act น้ ครควรหาโอกาสทจะเชอมโยงเน้อหาทเรยนกับชวิตประจาวัน เพอสรางความ















เขาใจและทักษะใหแก่นักเรยนในการประยุกต์ใชสิงท่เรยนรในชีวิตจรงและไม่ใช่การเรยนทีจบแค่





ในหองเรยนเท่านั้น








แนวทางการนาเสนอบทเรยนดวยกระบวนการ See-Judge-Act นาเสนอเปนแผนภาพท ่ ี


2 แนวทางการนําเสนอบทเรยนดวยกระบวนการ See – Judge – Act ดังนี้
107

108







ผมขอใชตัวอย่างการนาเสนอบทเรยนดวยวธการ See-Judge-Act จากบันทึก




ประสบการณของคุณครเพอนรวมทางอก 4 ท่านเพอตอกย้าการใหเหนถงจัดการเรยนรการสอน
























ดวยวธการน้ใหชัดเจนแจ่มแจงยงขึ้น ครแต่ละท่านปรับใชวิธการน้ในลักษณะทแตกต่างกัน แต่







นาไปสูผลลัพธทน่าพอใจเช่นเดยวกัน


โครงการพิเศษ


ื่

ฉันชอ คณครสธารทพย์ เวียงไชย สอนวิชาภาษาไทยระดับชั้นมัธยมศกษาตอนปลาย



โรงเรยนยอแซฟอปถัมภ์ แผนกสามัญหญง อ. สามพราน จ. นครปฐม ฉันมโอกาสได้เข้ารบการ









อบรม เรอง กระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง คร้งแรกทเข้ามาอบรมไม่รด้วยซํ้าไป









ว่า ไตร่ตรองเปนอย่างไร แล้วจะมาเข้ากับกระบวนการเรยนการสอนอย่างไร แต่หลังจากทได้มา






อบรมแล้วจงทําให้ฉันรสกว่าไปด้วยกันได้จรงๆ



ฉันได้นําแผนการสอนทเน้นกระบวนการไตร่ตรองไปสอนโดยใช้เน้อหา เรอง การ



ประเมนคณค่าด้านวรรณศลปและสังคมจากวรรณคด เรองอเหนา โดยใช้กระบวนการ See-








Judge-Act







ฉันเร่มต้นด้วยการสนทนากับนักเรยนเพือนําเข้าส่บทเรยนว่า “นักเรยนลองฟงบทเพลง







บษบาเสยงเทยนแล้วช่วยกันวิเคราะหว่า เน้อหาน้มคณค่าด้านวรรณศลปอย่างไรบ้าง” นักเรยน








ช่วยกันแสดงความคดเหน





นักเรยน 1 : “ภาษาทใช้มสํานวนภาษาไพเราะสละสลวยดค่ะ”


นักเรยน 2 : “หนว่ามคําสัมผัสพยัญชนะ และสัมผัสสระด้วยค่ะ”




เมอฉันพอใจในคําตอบแล้วฉันก็เสริมด้วยการให้ยกตัวอย่างประกอบด้วย


จากนั้น ฉันเร่มขั้น See ฉันให้นักเรยนอ่านตอนหนงของเรองขุนช้างขุนแผนและขอให้







นักเรยนสังเกตและพิจารณาเน้อหา คําพูด และลักษณะนสัยของตัวละครแล้วนํามาวิเคราะหว่า










เปนอย่างไรโดยใช้คําถาม เช่น “ขุนแผนเปนคนอย่างไร ขุนแผนเปนคนทมความรบผิดชอบต่อ


หน้าทดหรอไม่อย่างไร” “ขุนแผนกับขุนช้างแสดงความรบผิดชอบต่อหน้าทเหมอนกันหรือไม่






109





อย่างไร” “เน้อหาและลักษณะของตัวละครสะท้อนคณค่าทางสังคมด้านใด” และอนๆ ฉัน



แบ่งกล่มนักเรยนช่วยกันระดมพลังสมอง ว่า “นักเรยนคิดว่าการประเมนคณค่าด้านสังคมและ



วรรณศลปควรมหลักเกณฑ์อย่างไร” และให้แต่ละกล่มสรปหลักเกณฑ์เพือนําเสนอในคาบถัดไป









ในคาบที 2 เปนขั้น Judge ตัวแทนกล่มนําเสนอข้อสรปของกล่ม โดยครและนักเรยน







ช่วยกันซักถาม หลังจากทกกล่มนําเสนอเสรจ ฉันและนักเรยนร่วมกันอภปราย สังเคราะหและ








สรปหลักเกณฑ์ ฉันอธบายหลักการประเมนคณค่าทางวรรณศลปและสังคมหลักวิชาการพร้อม



ยกตัวอย่างประกอบ จากนั้นให้นักเรยนอ่านแบบเรยนและทําบันทกย่อ



ในขั้น Act ฉันให้นักเรยนทําแบบฝกหัดโดยวิเคราะหคณค่าด้านวรรณศลปและสังคม










จากวรรณคด เรอง อเหนา ตอนศกกะหมังกุหนง







ครและนักเรยนช่วยกันแสดงความคดเหนในเบ้องต้น ดังน้ ี






ฉัน : เรองการคลมถงชน นักเรยนมความคดเหนอย่างไร









นักเรยน 1 : ครคะถ้าหนเปนอเหนา หนก็หนค่ะ เพราะหนยังไม่เคยเหนหน้าเลย








จะให้หนแต่งงานกับคนทไม่รจักได้อย่างไร




นักเรยน 2 : หนไม่หนค่ะ เพราะหนรกพ่อรกแม่ค่ะ





นักเรยน 3 : หนว่าอเหนาเปนคนเหนแก่ตัวทมภรรยาหลายคน






นักเรยน 4 : หนคดว่าเรองอเหนาตอนศกกะหมังกุหนงน้ พ่อท้าวกะหมังกุหนง












รกลกวิหยาสะกํา ในทางทผิดนะคะตามใจลกมากเกินไป



ฉัน : ดมากนักเรยน นักเรยนสามารถแก้ไข ปรบปรง เพิ่มเตมในการ






วิเคราะห และทบทวนให้ถกต้องครบถ้วน ลงมอได้เลยค่ะ



ฉันมอบหมายให้เขยนบทวิเคราะห 1 หน้ากระดาษ เพือนําเสนอในคาบต่อไป และใน





คาบท 3 ฉันให้นักเรียนอ่านบทวิเคราะห์ให้เพือนในกลุ่มย่อยฟัง และให้แลกเปลียนความคิดเห็น


กัน แลกเปลยนการเรยนรแล้วนักเรยนและครช่วยกันสรปอกคร้ง













ก่อนจบคาบท 3 ฉันให้นักเรยนไตร่ตรองโดยฉันตั้งคําถามไตร่ตรองว่า “บทความตอนท ี ่





เรยนน้สะท้อนคณค่าเชงจรยธรรมด้านใดและสามารถนําไปปรับใช้ในชวิตจรงได้อย่างไร” และ




ให้นักเรยนบันทกคําตอบและอ่านให้กันและกันฟังเป็นค่ๆ



110






หลังจากทนําเทคนคกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองมาใช้ ฉันม ี













ความรสกว่านักเรยนตั้งใจเรยนมากข้น กล้าทจะแสดงความคดเหน ตนตัวอยู่ตลอดเวลาและม ี





หลักในการคดวิเคราะหจากคําถามมากข้น ฉันขอขอบคณกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการ




ไตร่ตรอง และฉันขอสัญญาว่า จะสอนโดยใช้กระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองเพือ



ลกศษย์ทกคนค่ะ







คณครสธารทพย์ เวียงไชย
โรงเรยนยอแซฟอปถัมภ์











คุณครสุธารทิพยใชคําถามกระตุนใหนักเรยนคิดวิเคราะหตลอดเวลา จึงไม่น่าแปลกใจ







ว่า ในตอนทาย ครสามารถทาใหนักเรยนกลาแสดงความคิดเหน และมหลักการในการคิด










วิเคราะห คุณครเรมการนาเสนอบทเรยนไดอย่างน่าสนใจดวยคาถาม ใหนักเรยนลองตอบแบบ



ไม่มผิดมถูก ในขั้น See คุณครูให้นักเรียนวิเคราะห์บทวรรณคดีโดยผ่านคําถามต่างๆ ของครู








และทน่าประทับใจมากๆ คือ คุณครใหนักเรยนมัธยมปลายของครลองสร้างหลักเกณฑการ


ประเมินคุณค่าดานวรรณศิลปและสังคมดวยตัวเอง แลวนากลับมาเปรยบเทยบกันผ่านการ







นาเสนอของแต่ละกลุม





ในขั้น Judge ครใชหลักเกณฑทแต่ละกลุมนาเสนอมาเชอมโยงกับหลักเกณฑการ










ประเมินทยอมรบกันตามหลักวชาการทยอมรบในปจจุบันดวยการบรรยาย และคุณครยังให ้








นักเรยนอ่านหลักการประเมินในบทเรยนเพอสรางความเขาใจอย่างถองแท ้



ื่

ในขั้น Act คุณครูไม่เพียงแต่ให้นักเรียนทําแบบฝึกหัดด้วยการให้เขียนบทประเมิน









วรรณคดีดวยหลักการประเมินทไดเรยนรในขั้น Judge คุณครยังใหนักเรยนอ่านบทประเมินใน








กลุมเพอแลกเปลยนการเรยนรจากกันและกัน


คุณครเชอมโยงบทเรยนเขากับชวตของนักเรยนไดอย่างน่าประทับใจดวยการใหตอบ




















คาถามไตรตรองว่า “บทความตอนทเรยนน้สะทอนคุณค่าเชิงจรยธรรมดานใดและสามารถ


นาไปใชในชวตจรงไดอย่างไร” และตอกย้าการเรยนรในขั้นสุดทายดวยการใหอ่านกันเปนคูๆ














111

ประสบการณอกประสบการณหนึงในการนําเสนอบทเรยนดวยกระบวนการ See-Judge-











Act เปนของอดตจิตตาธการ YCS คณครูสมิตตรา รงสสมบติศิร โรงเรยนเซนตโยเซฟคอนเวนต ์










ี่


เปนอกตัวอย่างหนึ่งทชัดเจนและน่าประทับใจจากบันทึกเรอง “ฉนเลอกเอง”


ฉันเลือกเอง












ฉันชอสมตตรา รงษสมบัตศร ฉันเปนครสอนวิทยาศาสตรในระดับชั้น ม.2 และ ม.5 ใน



ระดับชั้น ม.2 ฉันได้สอนวิชา โครงงานวิทยาศาสตรมาเปนเวลา 9 ปแล้ว










การสอนวิชาโครงงานวิทยาศาสตรเปนวิชาทไม่มใครๆอยากสอน เพราะ เปนวิชาทไม่ม ี





หนังสอเรยน ฉันต้องทํา Sheet ชดเก่งข้นเอง และเวลาทใช้ในการสอน 1 คาบต่อสัปดาหเท่านั้น






โดยนักเรยนต้องทําช้นโครงงาน เขยนรายงาน 5 บทให้เหมอนงานวิจัย และนําเสนอผลการทํา

โครงงานให้เสรจส้นภายในภาคเรยนนั้น สรป คอ เวลาไม่สัมพันธกับเน้อหานั่นเอง












ปญหาดังกล่าวทําให้ฉันเครยด เพราะฉันต้องปรบเปลยนกระบวนการสอน การจัด

กิจกรรมแต่ผลการเรยนรและเน้อหาเท่าเดม เมอฉันได้รบการอบรมในเรองการใช้กระบวนการ










เรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง ฉันมาหวนคดได้ว่า ฉันเคยผ่านการอบรมการเปนจตตาภบาล







ของ YCS จากบราเดอรจอห์นมาแล้ว จงทําให้ฉันกลับมาทบทวนหลักการ See – Judge – Act จน




ฉันคดว่า ฉันพอจะเข้าใจดแล้วและฉันมั่นใจว่า จะสามารถจัดการกับกระบวนการเรยนการสอน
ของฉันได้





SEE: ฉันสอนเรอง “การวิเคราะหโครงงาน” โดยฉันหาตัวอย่างบทคัดย่อมาให้นักเรยนได้








รจักหน้าค่าตาโดยไม่ได้อธบายใดๆ นักเรยนต่างพูดเปนเสยงเดยวกันว่า “อะไร ต้องเขยนอย่างน้ ี


ด้วยหรือคะครู” ฉันบอกว่า “ต้องเขยน แต่ไม่ยากค่ะ” ฉันให้นักเรยนอ่านและลองบอกประเภท

ของโครงงานจากตัวอย่างบทคัดย่อจากประสบการณของตัวเอง หลังจากนั้น ฉันให้นักเรยน


ทํางานเปนกล่มย่อย ช่วยกันวิเคราะหองค์ประกอบของบทคัดย่อทเปนตัวอย่าง แล้วนําเสนอใน





ห้อง


112



JUDGE: ฉันอธบายถงหลักการเขยนบทคัดย่อและองค์ประกอบของบทคัดย่อว่า











ประกอบด้วยทมาหรอความสําคัญ วัตถประสงค์ วิธดําเนนการอย่างย่อๆ และผลทได้หรอข้อสรป





จากการทําโครงงาน เมอนักเรยนเข้าใจในหลักการแล้ว จงฝกวิเคราะหโดยให้หา Key word ใน


บทคัดย่อนั้น ให้แข่งขันกันวิเคราะหเปนกล่ม มวิเคราะหผิดบ้าง ถกบ้าง หลงประเดนไปบ้าง แต่

















ก็สนกสนานด แล้วฉันจงอธบายหลักเกณฑ์ทถกต้องอกคร้งหนง เพือให้แน่ใจว่าความเข้าใจของ


นักเรยนถกต้อง


ACT: ฉันมอบหมายให้นักเรียนแต่ละกลุ่มไปหาบทคัดย่อของโครงงานวิทยาศาสตร์ที ่




ตนเองสนใจมากล่มละเรองโดยมข้อแม้ว่าไม่ควรซํ้ากันเพื่อนําเสนอในคาบถัดไป นักเรยนนํา


บทคัดย่อทค้นคว้ามานําเสนอโดย Power Point แล้ววิเคราะห์องค์ประกอบของบทคัดย่อ โดยมี










เพือนๆแลกเปลยนเรยนรร่วมกัน ในขณะทฉันเฝาดแก้ไขและเสรม เมอนักเรยนต้องการความ








คดเห็น สดท้ายฉันแจก Sheet ทีปกติฉันจะแจกตั้งแต่คาบแรก แต่คราวนี้แจกเป็นขั้นสุดท้าย


เพราะนักเรยนได้เรยนรเน้อหาด้วยตนเองและจากเพือนๆ แล้ว การอ่าน Sheet ของฉันจึงเปนเพียง







เครองมอในการตอกยํ้าความเข้าใจเท่านั้น



การใช้กระบวนการ See – Judge – Act ทําให้ฉันหวนระลกได้ว่า นักเรยนของฉันอยู่ในวัย







ทมพลังงานเยอะ ต้องการแสดงออกและการยอมรบ และฉันได้เรียนรู้อกว่า นักเรยนทกคนควรม ี










บทบาท ไม่เฉพาะแต่นักเรยนทเรยนเก่งเท่านั้น นักเรยนทฉันเคยคดว่า เขาเรยนอ่อนยังสามารถ


ึ่







วิเคราะหบทบทคัดย่อทเขาเลอกเองได้อย่างดซงเกิดจากการเรยนรด้วยตนเองโดยมฉันและ
เพือนๆ คอยช่วยเหลอ






ส่งทสําคัญยิ่งและเปนประโยชนทฉันได้รบเต็มๆ ตรงๆ คอ ฉันได้ตัวอย่างบทคัดย่อท ี่







หลากหลายน่าสนใจเพิ่มมากกว่า 30 บท จากทนักเรยนเลอกมานําเสนอ และสามารถมาแทน 4






บททฉันใช้มาตลอด 9 ปได้ อกทั้งสามารถแก้ปญหาเรองเวลาทไม่สัมพันธกับเน้อหาได้ ฉันจง









หายเครยดด้วย กระบวนการ See – Judge – Act ทีฉันเลอกเอง




คณครูสมตตรา รังสสมบัตศิร ิ





โรงเรยนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ กรงเทพฯ



10 ตลาคม 2014


113







ผมประทับใจกับการนาเสนอบทเรยนของคุณครสุมิตตราจรงๆ คุณครเรมตนในขั้น See


ดวยการให้นักเรยนสังเกตและลองผิดลองถูกดวยตัวเองถงองคประกอบของการเขยนโครงงานจาก








ตัวอย่างทครให เมอมาถงขั้น Judge หลังจากอธบายหลักการแลว ครยังใหนักเรยนลองผิดลองถูก

























อกคร้ง กอนทครจะ อธิบายหลักการทถูกตอง ในขั้น Act ครใหนักเรียนเรียนรดวยตัวเองอกคร้ง










จากบทคัดย่อน้นักเรยนตองออกแบบหาทตัวเองสนใจ และตอกย้าความเขาใจดวยการใหอ่าน
Sheet ชุดเกงของคุณคร ู




อกตัวอย่างหนึงเปนของคณครูนาตยา สมรรถการ โรงเรยนสตรมารดาพิทักษ จันทบุร ี
















ี่
คุณครไดใหนักเรยนไดทดลองทาผลงานใหลองผิดลองถูกกอนทจะสอนวธและเทคนคน้ถูกตอง สิ่ง




ทีครไดรับ คอ “จากการท่ฉันนา See-Judge-Act มาใช้ในการเรยนการสอน ทาให้ฉันรู้สกวา

















นักเรยนได้รบประโยชนจรงๆ นักเรยนรกและภูมใจในผลงานของตนเอง แตท่ฉันรู้สกดใจมากท่สุด













คอ “ฉันได้สอนถงสาระของเรองการงานอาชพ ได้อยางแท้จรง เพราะมนักเรยนกลุมหนงนาความรู้





ท่ฉันสอนไปประกอบอาชพได้จรงๆ”



คืนผลงานของหนูดวยคะ







ฉันชอนาตยา สมรรถการ เปนครในโรงเรยนสตรมารดาพิทักษ์ จังหวัดจันทบร สอน





วิชาการงานอาชพและเทคโนโลยี ฉันได้รบการอบรมวิธการสอนแบบไตร่ตรอง เมอเดอน















ธันวาคม พ . 2556 ฉันอยากรว่าเปนวิธการทดจรงหรอไม่? มันจะได้ผลกับเดกตามทวิทยากร


บอกแน่หรอ? มันเป็นสิ่งทีท้าทายมากสําหรับฉัน เพราะ ฉันอบรมวิธีการสอนมาหลายวิธีมาก













และทกวิธ ทกวิทยากรก็บอกว่าด แต่ก็ใช่ว่าได้ผลเช่นนั้นกับเดกจรงๆ จดเร่มต้นทฉันนําวิธการ


สอนไตร่ตรองมาใช้กับเดก คือ ฉันนํามาทดลองสอนกับนักเรยนประถมศกษาปท 5 เรอง การ









ประดษฐ์พวงกุญแจด้วยวิธเดคพาจ


ฉันนํากระบวนการ See-Judge-Act มาใช้ในการสอน เร่มต้นจากขั้น See ฉันนําอุปกรณ์
มาวางบนโต๊ะ และให้นักเรยนมาหยิบพวงกุญแจกับกระดาษทนักเรยนชอบ จากนั้น ฉันแนะนํา









เกียวกับอปกรณต่างๆ บนโต๊ะว่า มันคออะไรเท่านั้น ฉันให้นักเรยนลองลงมอทําพวงกุญแจด้วย




วิธการของนักเรยนเองเพียงด้านเดยวตามความคดของตัวเอง นักเรยนลองทํากันอย่างสนกสนาน




ถกบ้างผิดบ้าง ในขณะทนักเรยนต่างลงมอทําพวงกุญแจกันอยู่นั้น มนักเรยนหญงคนหนงไม่กล้า















เร่มทํา ฉันเข้าไปถามว่า “ทําไมนักเรยนไม่ลงมอทําคะ?” นักเรยนตอบว่า “หนกลัวมันเสยค่ะ” ฉัน
114





ให้กําลังใจและเสรมแรงว่า “หนทําไปเถอะ อย่ากลัว ถ้าเสย เราทําใหม่ได้ แต่ถ้าหนไม่ทํา พวง







กุญแจของหนจะเสรจไหมคะ?” นักเรยนตอบว่า “ไม่เสรจค่ะ” แล้วนักเรยนคนนั้นเร่มลงมอทํา





แบบกล้าๆ กลัวๆ นักเรยนหลายคนททําเสรจแล้วก็จะเอามาอวดฉัน และถามว่า “ครคะ พวง

กุญแจของหนสวยไหม?” ฉันตอบว่า “สวยค่ะ” แล้วฉันยิ้มให้นักเรยน แม้ใจฉันจะบอกว่า “ยังไม่






สวย ย่นด้วย ตัดกระดาษยังไม่เรยบรอย” ฉันให้นักเรยนช่วยกันสรปขั้นตอน วิธการทเขาได้ลอง






ทําและเรยนร และประเมนผลงานของตัวเอง


หลังจากนั้น ฉันเข้าส่ขั้น Judge ด้วยการอธบายพรอมทั้งสาธตวิธการและเทคนคการทํา











เดคพาจทถกต้องและสวยงามให้กับนักเรยน ในขั้น Act ฉันให้นักเรยนลงมอทําใหม่อกด้านหนง








ของพวงกุญแจ ในขณะทนักเรยนทกคนลงมอทํา มนักเรยน 4 คน เดนมาหาฉัน แล้วพูดว่า “ทําไม












ครไม่สอนหนตั้งแต่แรกคะ ทําให้พวงกุญแจของหนสวยด้านหนง อกด้านหนงไม่สวยเลย” ฉัน

ถามนักเรยนว่า “แล้วนักเรยนรสกอย่างไรคะ?” นักเรียนตอบว่า “หนูอยากทําใหม่ให้สวยๆ ได้




ไหมคะ” ฉันตอบว่า “ได้ค่ะ” ฉันสังเกตเห็นนักเรียนดีใจมาก มีความกระตือรือร้นในการทํางาน



และภมใจในผลงานของตนเองมากโดยมฉันคอยให้สังเกต ให้คําแนะนําและให้กําลังใจอยู่ห่างๆ











เมอทกคนทํางานเสรจ ฉันให้นักเรยนช่วยกันบอกวิธการทําเดคพาจอกคร้งหนง และให้นักเรยน









ช่วยกันคดว่า นักเรยนสามารถใช้วัสด อปกรณชนดใดมาใช้ในการทําเดคพาจได้อกบ้าง เพราะ
อะไร?




ความประทับใจสําหรบฉันมากทสดเกิดขึ้นเมอฉันให้นักเรยนส่งผลงาน นักเรยนไม่ยอม





ส่งฉันเลยสักคนเดยว ทกคนหวงผลงานของตนเอง กลัวว่าฉันจะไม่คนผลงานให้กับพวกเขา ต่าง






จากเมอก่อนทนักเรยนน้อยคนนักจะมารบผลงานคนจากฉัน นักเรยนต่อรองกับฉันว่า “ถ้าหนูส่ง









แล้ว คณครคนหนทันทได้ไหมคะ” ฉันตอบนักเรยนว่า “ครตรวจไม่ทัน เพราะ หมดเวลาสอน





ของครแล้วนะคะ”นักเรยนตอบว่า “งั้นครมาตรวจชั่วโมงหน้าได้ไหมครบ” ฉันตอบนักเรยนว่า





“ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะ ชั่วโมงหน้าต้องเรยนเรองใหม่แล้วค่ะ” นักเรยนตอบว่า “ถ้าอย่างนั้น




คณครต้องสัญญาว่า คนพวงกุญแจให้พวกหนนะคะ ไม่งั้นพวกหนไม่ส่ง” ฉันยิ้ม แล้วฉันสัญญา






กับนักเรยนว่าจะคนผลงานให้ทกคน

จากการทฉันนํา See-Judge-Act มาใช้ในการเรียนการสอนทําให้ฉันรู้สึกว่า นักเรียน








ได้รบประโยชนจรงๆ นักเรยนรกและภมใจในผลงานของตนเอง ถ้าฉันสอนแบบเดมๆ ทฉันเคย








ทํา จะมนักเรยนน้อยคนนักทีจะเห็นประโยชน์ รักและภูมิใจในผลงาน นําไปใช้จริง แต่ทีฉันรู้สึก









ดใจมากทสดคอ ฉันได้สอนถงสาระของเรองการงานการอาชพ ได้อย่างแท้จรง เพราะ ต่อมาม ี




นักเรยนกล่มหนงนําความรทฉันสอนไปประกอบอาชพจรงๆ และได้รบการสนับสนนจาก









115






ผู้ปกครอง นักเรยนกล่มน้ได้ทํากระเปา พวงกุญแจ ด้วยวิธเดคพาจขายทาง Facebook และพวก


เขานําผลงานมาให้ฉันด เพื่อขอคําช้แนะ ฉันถามนักเรยนว่า “ทําไปทําไม” นักเรยนตอบว่า “ขาย



ค่ะ” ฉันถามว่า “ราคาเท่าไร?” นักเรียนตอบว่า “150 บาทค่ะ” ฉันถามต่อไปว่า “ได้กําไรเท่าไร






ค้มไหมกับค่าเหนอย” นักเรยนคดราคาต้นทนกันและตอบฉันว่า “ได้กําไร 20 บาทค่ะ คุ้มค่ะ







เพราะ หนดใจทขายได้ หนไม่เหนอย หนชอบ” ฉันรสกภาคภมใจกับนักเรยนกล่มน้มาก เพราะ










พวกเขาไม่เหนแก่เงนทอง ฉันยิ้มและให้กําลังใจพวกเขา ให้พวกเขาทําต่อไป







ด้วยเหตน้ ฉันอยากจะเชญชวนให้เพือนครทกท่านนําเทคนคกระบวนการสอนแบบ









ไตร่ตรองน้ไปใช้กับนักเรยน แล้วคณครจะได้รบส่งดๆ กลับมาเหมอนกับฉัน


คณครนาตยา สมรรถการ



โรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ จันทบรี
5 กรกฎาคม 2014









คุณครนาตยามาใชการสอน ในขั้น See ดวยการใหนักเรยนเรยนรจากประสบการณลอง




ผิดลองถูกดวยตัวเอง คุณครเปนผูอานวยการการเรยนรให้กาลังใจกับนักเรยนให้ลองผิดลองถูก




















และในขั้น Act คุณครยังคงทาหนาทคอยเฝ้าสังเกต ใหคาแนะนาและใหกาลังใจ ปล่อยใหนักเรยน




ลงมือทําดวยตัวของเขาเอง นักเรยนจึงเกดความภูมิใจในผลงานของเขาจนกลาเสนอขายผลงาน









เหล่านั้นอันเปนการนาบทเรยนสูชวิตของนักเรยนไดอย่างแทจรง


คณครูสมภพ วรกิจจานวฒน โรงเรยนวาสุเทวไดลองใชวิธการ See-Judge-Act ในการ









สอนศิลปะ คุณครไดรบประสบการณว่า นักเรยนเขาใจ “ผลงานท่ออกมามความถูกต้องของ








ทศทางแสง-เงาและสวยงามกวารนกอนๆ ท่ฉันเคยสอนมา”







แสง-เงา มีชีวิต










ฉันเคยมคําถามในใจเสมอว่า เรองทฉันสอนทําไมนักเรยนไม่เข้าใจเรองทฉันอยากให้ร แต่




นักเรยนจะตอบเฉพาะทเขาได้ทํา เช่น การวาดภาพแสงเงาผลไม้ นักเรยนจะตอบว่า วาดเงาะ สม







อง่น แทนทจะตอบว่า ได้เรยนเรองของแสง-เงาและรปทรงผลไม้




116





ฉันชอนายสมภพ วรกิจจานวัฒน เปนครสอนวิชาทัศนศลป (ศลปะ) โดยแนวทางเดม ฉัน
















มักให้นักเรยนปฏบัตงานเลยหลังจากทฉันอธบายเน้นให้นักเรยนคดเอง ทํางานเงยบๆ นักเรยน



ทํางานเสรจไม่สามารถสรปบทเรยนทสอนว่า เขาเรยนเรองอะไรไป






เมอฉันได้มโอกาสอบรมการสอนแบบไตร่ตรองในวันแรกๆ ก็งง ไม่เข้าใจในขั้นตอน แต่



พยายามทําความเข้าใจ เรยนร กับคําต่างๆ ปรบเปลยนตัวเองเพือให้สามารถใช้กระบวนการน้ได้












“เพราะรสกว่า มันมความชัดเจนในการทจะทําให้นักเรยนของฉันเข้าใจส่งทฉันสอนมากข้น”
















พอกลับไปทโรงเรยน ฉันได้ใช้กระบวนการน้คร้งแรกกับนักเรยนในระดับมัธยมศกษาปท ่ ี






1 เรอง ของแสง-เงา รปทรงเรขาคณต ฉันได้เร่มต้นด้วยการให้นักเรยนเล่นเกม “กระจกเงา” นักเรยน








สนก มชวิตชวาและมพลังมากข้น พอจบเกมในขั้น See ฉันได้นํารปทรงเรขาคณตมา 1 ช้น และถาม




นักเรยนว่า ถ้าแสงเข้าทางซ้ายน้ เงาจะไปทางไหน นักเรยนตอบ จะได้คําตอบทมทั้งถูกและไม่ถูก











ฉันจงนําโคมไฟมาให้นักเรยนถอและให้นักเรยนอกคนวางรปทรงเรขาคณตบนโต๊ะและให้คนทถอ













โคมไฟส่องไปทวัตถและให้เพือนๆ สังเกต และตอบคําถามของครเพิ่มเตมและให้เพือนเปลยนมม







ของโคมไฟไปรอบๆ รปทรงเรขาคณต ฉันสังเกตว่า นักเรยนตนเต้นและมองเหนเรอง แสง-เงา มาก









ข้น ในขั้น Judge ฉันได้เปด Clip เรอง ของโครงสรางแสง-เงาและการใช้เสนให้นักเรียนดพอดจบ


ฉันให้นักเรยนช่วยกันอธบายการเดนทางของแสง-เงา ให้ฟงและเสนอแนะ ในขั้น Act ฉันให้เพื่อน





นักเรยนนํารปทรงเรขาคณต 3-4 รปทรง ไปจัดวางบนโต๊ะ เพือฝกการจัดวาง และเพือนๆ นั่งล้อมวง




เปนวงกลมรอบรปทรงเรขาคณตและเลอกมมด้วยตนเอง แล้วนักเรยนนําความรไปวาดภาพใน














กระดาษ A3 ลงแสง-เงา ด้วยดนสอ EE ผลงานทออกมา มความถกต้องของทศทางแสง-เงา และ
สวยงามมากกว่าร่นก่อนๆ ทฉันเคยสอนมา










กระบวนการเรยนการสอนแบบไตร่ตรองช่วยให้นักเรยนมความเข้าใจตามทสอนมากข้น

และทํางานได้ดมประสทธภาพมากข้น บรรยากาศในห้องเรยนมชวิตชวามากข้น ฉันจงอยากให้











เพือนครได้เปดใจและนํากระบวนการเรยนการสอนแบบไตร่ตรองน้ไปปรบใช้ แล้วเราจะได้เหน






ศักยภาพของนักเรยนทรกของเรามากข้นและได้เหนมมมองของนักเรยนมากข้น










คณครูสมภพ วรกิจจานวัฒน ์




โรงเรยนวาสเทวี

12 มนาคม 2016


117



ตัวอย่างสุดทายของการ “ลองผดลองถูก ดวย See-Judge-Act” ไปเปนบันทึก




ประสบการณของคณครูน้าผ้ง ภูมิชยศร โรงเรยนยอแซฟอุปถัมภ คุณครใหนักเรยนทดลองดวย



















ตัวเอง กอนทครมอบหมายและสาธตการทดลอง ผลทคุณครไดรบมคุณค่าทางจิตใจอย่างยงแก ่





คุณครและนักเรยนคนพิเศษจรงๆ ของคร ู




ลองผิดลองถูก See-Judge-Act







ฉัน นางสาวนํ้าผึ้ง ภมชัยศร ครผึ้ง สอนวิชาวิทยาศาสตร ชั้น ป.6 โรงเรยนยอแซฟอปถัมภ์




ฉันได้รบการอบรมกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง เมอวันท 28-31 สงหาคม พ. ศ.







2557 ฉันได้ลองนํากระบวนการเรยนการสอนแบบไตร่ตรองไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรยนการ















สอนของฉัน ฉันอยากทเล่าเรองของฉันให้กับเพือนครคนอนๆ ฟง เพือเปนการแลกเปลยนเรยนรกัน



ฉันสอนเรอง การทดสอบสารอาหารโดยใช้สารละลายไอโอดน ในชั่วโมงก่อนการเรยน








การสอน ฉันขอให้นักเรยนเตรยมอาหารมาจํานวน 5 ชนด คอ มันฝร่งทอด ข้าวสก เน้อหมต้ม












มะม่วงและกล้วย นักเรยนเตรยมมาด้วยความตนเต้น มนักเรยนถามว่า “ครครบ ผมเตรยมมะม่วง

สกมาใช้ได้ไหม” ฉันก็ตอบว่า “ใช้ได้ค่ะ” หลังจากนั้น ฉันถามนักเรยนว่า “นักเรยนลองทายซคดว่า








อาหารอะไรน่าจะเปลยนสของสารละลายไอโอดนได้” นักเรยนกล่มท 1 รบตอบด้วยความมั่นใจว่า









“ข้าวสก” กลุ่มท 2 ก็ตอบว่า “กล้วย” และทกกล่มตอบครบ ฉันบอกให้นักเรยนทายกันจนครบว่า








อาหารชนดใดทเปลยนสสารละลายไอโอดนบ้างในกระดาษของกล่ม








หลังจากนั้น ฉันจงให้นักเรยนทดลองหยดสารละลายไอโอดนลงในอาหารชนดต่างๆ ทเขา














นํามา ส่งทฉันได้ยินจากเสยงกล่มท 1 พบว่า “ครครบ ข้าวสกมันเปลยนเปนสดํา แล้วจะทําอย่างไรด ี





ผมหยดไป 2 หยดเอง จะทําอย่างไร ฉันจงบอกว่า “ดใจด้วย และให้นักเรยนหยดสารละลายไอโอดน





ในอาหารต่อไป” หลังจากนั้นกล่มอนๆ ก็ส่งเสยงดังลั่นเลยว่ากล่มของฉันก็เปลยน แต่มาตกใจอก










หนงอย่างกับเน้อหมต้ม ทําไมไม่เปลยนสครบ ฉันจงปล่อยคําถามนั้นไว้ก่อน ในห้องวุ่นวาย เสยง




ดัง ด้วยความตนเต้นของเดกๆ และให้นักเรยนจดบันทกการทดลองเปรยบเทยบกับผลทได้ทายไว้











นักเรยนตัวแทนกล่มได้ออกมานําเสนอผลการทดลองหน้าชั้นเรยนแต่ละกล่ม นักเรยนรอ













ฟงคําตอบของเพือน กล่มอนว่าเหมอนกับของกล่มของตัวเองไหม เมอนักเรยนนําเสนอจบ นักเรียน









ช่วยกันสรปว่า มกล้วย มันฝร่งทอด ข้าวสก มะม่วง (ดบ)สก เปลยนสสารละลายไอโอดน ฉันใช้


118







คําถามกับนักเรยนว่า “แล้วทําไมเน้อหมจงไม่เปลยนสสารละลายไอโอดนหล่ะ” ม ด.ช. รชานนท์












มั่นเขยว ตอบอย่างทันทว่า “เน้อหมต้องทดสอบโดยสารชนดอนครบคร แต่ผมไม่แน่ใจว่าทดสอบ
กับอะไร” ฉันจงให้ รชานนท์ กับเพือนๆ ไปหามาว่าจะทดสอบกับสารอะไร ฉันให้นักเรยนสังเกต



และอภปรายสรปว่า “ในประเภทของอาหารน้สารไอโอดน เปลยนสนั้นมสารอาหารประเภทใดท ี ่








เหมอนกัน”






หลังจากสรปข้อสังเกตแล้ว ฉันบรรยายถงว่า “สารละลายไอโอดน เปนสารทใช้ทดสอบ




อาหารจําพวกแปง ถ้าหยดสารละลายไอโอดนในอาหารทมแปงเปนองค์ประกอบจะเปลยนสอาหาร













ให้เปนสม่วงเข้ม สดํา หรอ สนํ้าเงนเข้ม ตามทเหน ถ้าอาหารชนดใดไม่เปลยนสเมอหยดสารละลาย
















ไอโอดน อาหารนั้นจะไม่มแปงเปนองค์ประกอบ” แล้วฉันสาธตให้นักเรยนดอกคร้ง





เดกชายพุฒพงศ์ งามสมโภชน นักเรยนชั้น ป.6/3 เปนนักเรยนพิเศษ ถามฉันว่า “ครครบ ผม















จะไปซ้อสารละลายไอโอดนได้ทไหนครบ” ฉันจงย้อนถามกับ พุฒพงศ์ว่า “โอ๊ต จะซ้อสารละลาย
ไอโอดนไปทําไม” เด็กชายพุฒพงศ์ตอบว่า “ผมจะซ้อไปตรวจสอบอาหารทอยู่ทบ้านครบ” ฉันจึง









บอกว่า “สามารถไปซ้อได้ทรานศกษาภัณฑ์”










เย็นวันนั้น เดกชายโอ๊ตก็ไปชวนแม่ไปซ้อในตอน 19.30 น. แต่ซ้อไม่ได้เพราะรานศกษา

ภัณฑ์ปดแล้ว และคนวันนั้นคณแม่โทรมาถามว่าคณครมอะไรหรอเปล่าทห้อง เนองจากวันน้ ี


















โอ๊ตรองให้ไปซ้อไอโอดน คณแม่พาไปแล้วรานมันปด ฉันจงอธบายให้ผู้ปกครองฟงว่า วันน้เรา



เรยนเรองทดสอบอาหารจําพวกแปงโดยใช้สารละลายไอโอดนทดสอบ และโอ๊ตถามคณครว่า จะ
















หาซ้อได้ทไหน ครเลยบอกว่าซ้อได้ทรานศกษาภัณฑ์ค่ะ โอ๊ตจะเอาไปทดสอบอาหารทบ้านค่ะคณ


แม่



หลังจากการทดลองผ่านไป 1 สัปดาห เดกชายโอ๊ตนํารายชออาหารททดสอบกับสารละลาย









ไอโอดนทเขาพอจะทดสอบได้มาให้ฉันดมประมาณ 7-8 อย่าง ฉันได้ให้โอ๊ตเดกพิเศษข้อายนําเสนอ





ผลการทดสอบอาหารทบ้านให้กับเพือนๆ ในห้องฟง หลังจากนําเสนอหน้าห้องจบ โอ๊ตได้รบเสยง




ปรบมออย่างดังจากเพือนๆ ของเขา หน้าของโอ๊ตเวลานั้นยิ้มจนแก้มแทบปรเลย มนักเรยนในห้อง





คนหนงพูดว่า “ไม่น่าเชอเลยว่าโอ๊ตจะสนใจ เอากลับไปทําต่อทบ้านอก”










เมอฉันได้ยิน ฉันจงบอกว่า “การเรียนรู้มันไม่ได้จบแค่ในห้องเรยนหรอก มันสามารถเอา







ไปใช้ได้ในชวิตของเรา” ขอแค่เราสนใจทจะเรยนร ใส่ใจ และเอาใจใส่กับการเรยนเท่านั้น ครเชอว่า






พวกเราก็ทําได้เหมอนกับทโอ๊ตทํา หรอดกว่าโอ๊ตอกค่ะ




119









ู้

บทเรยนรของฉัน มันมคณค่าทนักเรยนของฉันได้นําเอาเรองทได้จากการเรยนรใน

ู้








ห้องเรยนไปใช้ในชวิตจรงได้ และนํากลับมาแบ่งปนเล่าให้กับเพือนๆ ในชั้นเรยนได้เรยนร ฉัน






อยากจะให้เดกๆ ได้รจักทจะนําเอาเรองทเรยนไปใช้ในชวิตจรงมากๆ ฉันจงอยากเชญชวนให้คณคร ู




















ท่านอนๆ ได้ทําอะไรเพือทจะได้รบประสบการณดๆ เหมอนกันกับฉัน

คณครูนํ้าผึ้ง ภูมชัยศร ี



โรงเรยนยอแซฟอปถัมภ์








ตัวอย่างการสอนของคุณครน้าผึ้ง เปนการสอนวิทยาศาสตรแบบ Induction ดวยการให ้







นักเรยนไดทดลองและสังเกตผลการทดลองดวยตัวเอง ซึงในการสอนในวิธน้ นักเรยนจะเรยนรได ้










เองจากการสังเกต รวบรวมขอมูล และสรปผล การสอนดวยวธน้จึงจะทาใหนักเรยนสามารถ








แสวงหาและสรางความรใหม่ๆ ไดดวยตัวเอง มิใช่เพยงแค่ท่องจาเน้อหาทครสอนเท่านั้น และมิได ้











เปนการสอนทเรมตนและจบในหองเรยนเท่านั้น แต่เปนจุดเรมตนของการเรยนรตลอดชวตของ











ี่











นักเรยน อันเปนเป้าหมายทแทจรงของการศึกษา ซึงทาใหเกดขึ้นไดดวยวิธการ See-Judge-Act นี้


ความซือตรง


ี่
“ผูที่ซื่อสตยในเรื่องเล็กนอย ก็จะซื่อสตยในเรื่องใหญดวย ผูทไม 

ซื่อสัตยในเรื่องเล็กนอย ก็จะไมซื่อสตยในเรื่องใหญดวย” (ลก.16:10)

120

บทที่ 7



ตบท้ายด้วยไตร่ตรอง



ื่

แน่นอนว่าการไตรตรองตองเปนเครองมอหลักของกระบวนการเรยนการสอนทเนนการ

ี่





ี่


ไตรตรอง ในทน้ การไตรตรอง หมายถึง การพิจารณาทบทวนและไตรตรองประสบการณที ่














ไดรบใหมอกคร้งหนงอยางมวิจารณญาณ ถึงจดประสงค แนวความคิด หรอการปฏิบติที ่

ื่


ี่



ี่


เกิดขึ้น เพอทจะเขาใจถึงความหมายและคุณค่าของประสบการณของมนุษยทไดรบรแลวนั้นได ้
อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น การไตรตรองเปดโอกาสใหนักเรยนสามารถพิจารณาดวยตนเองถึงความหมาย






ื่


ี่



ี่
และคุณค่าทแทจรงของสิ่งทเขาเรยนรอยู่เพอรบเอาสิ่งนั้นมาเปนของตนเอง อันจะก่อใหเกดความ





เขาใจอย่างแทจรงได ้



ในขั้นท 4 ของการสอนแบบไตรตรอง ครเตรยมค าถามเพอใหนักเรยนไตรตรอง 3 - 5 นาท ี





ี่
ื่


ี่



ี่
ก่อนจบคาบเรยน ลักษณะคาถามเปนคาถามทจูงใจใหนักเรยนคิดทบทวนประสบการณทไดรบ







จากคาบนั้น หรอนาประสบการณนั้นมาคิดไตรตรองอกคร้งหนึ่งหรอเชอมโยงกับชวิตจรงของ






ื่







ี่






นักเรยน วิธการน้เปนการใหนักเรยนไดสรป บทเรยนดวยตัวเองแทนทครจะเปนผูสรป และจูงใจให ้





ี่






นักเรยนบันทึกขอเรยนรดวยคาพูดของนักเรยนเองทออกมาจากความรสึกและความคิดในขณะนั้น




สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้นฐานไดจัดทาแนวทางการพัฒนาทักษะชวิต







บูรณาการการเรยนการสอน 8 กลุมสาระการเรยนร หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นฐานตั้งแต่







ป 2551 โดยไดนาเสนอการพัฒนาทักษะชวิตดวยเทคนิคคาถาม R - C - A เพอพัฒนาทักษะชวิต

ื่



ดานการคิดวิเคราะห ตัดสินใจและแกปญหาอย่างสรางสรรคและการสอสารทมประสิทธภาพเปน



ื่
ี่




ทักษะชวิตพ้นฐานทเปนแกนของทักษะชวิตอนๆ โดยครตั้งประเด็นคาถามหลังจากเสรจสิ้น




ี่

ื่


กระบวนการเรยนการสอนเน้อหาสาระในคาบหรอหน่วยการเรยนร เพอใหผูเรยนทบทวนและ

ื่







ไตรตรองการเรยนร ผ่านการสะทอนความรสึกหรอมุมมอง (Reflect) ไดคิดเชอมโยงความรใหม่กับ

ื่










ประสบการณเดิมของผูเรยน (Connect) หรอไดประยุกตความรนั้น (Apply) ไปใชในชวิตจรงของ














ผูเรยน เรยกค าถามดังกลาวโดยยอวา ค าถาม R - C - A ซึงยอมาจาก Reflect: สะทอน









Connect: เชอมโยง Apply: ปรบใชหรอประยุกตใช ้





121



การพัฒนาทักษะชวิตดวยเทคนคค าถาม R - C - A น้ เปนการบูรณาการหรอ




ื่




สอดแทรกทักษะชวิตพ้นฐานในการเรยนการสอนใน 8 กลุ่มสาระการเรยนร ดวยการถามเพอการ




ื่

สะทอน (Reflect) เพอการเชอมโยง (Connect) หรอเพอการปรบใช (Apply) หลังจากเสรจสิ้น
ื่

ื่









กจกรรมการเรยนร รายคร้ง รายชั่วโมงหรอรายกจกรรม


ลักษณะและตัวอย่างของค าถาม R - C - A เปนดังต่อไปน้ ี


1. ค าถามเพือใหนกเรยนสะทอนความรูสึกหรอมมมองของตน (R: Reflect) เปน









ี่



ี่
การถามถึงสิ่งทผูเรยนสังเกตเห็นมองเห็นหรอสัมผัสหรอถามถึงความรสึกของนักเรยนทเกดขึ้น





ในขณะรวมกจกรรมการเรยนกลุมสาระการเรยนรในคาบเรยนนั้น







ื่






 นักเรยนไดเรยนรอะไรบางในเรองน้?

 ถาขอสมมติฐานเปลยนไป ค าตอบเรองน้จะเปลยนไปหรอไม่อย่างไร?


ี่

ี่

ื่
ี่


 อะไรทนักเรยนใหความสนใจเปนพิเศษ ทาไม?


ื่


ี่


 นักเรยนอยากเรยนรอะไรเพิ่มเติมเกยวกับเรองน้?




 นักเรยนมค าถามอะไรทตองการหาคาตอบเพิ่มเติมดวยตนเองในเรองน้?


ื่
ี่

 ฉันทางานรวมกับผูอนไดดีเพยงใด อย่างไร?


ื่





ื่
ี่
 นักเรยนคิดว่า เพอนในกลุ่มคิดว่านักเรยนเปนสมาชิกทดของกลุ่มหรอไม่ เพราะ



เหตุใด?






 อะไรคือสมมติฐานเบื้องตน อันทาใหเกดทฤษฎทางวิทยาศาสตรน้ ี?

 เราเรยนวิชาประวัติศาสตรไปเพออะไร? ประวัติศาสตรในส่วนน้ใหบทเรยนอะไร?





ื่

 ศิลปนไดรบแรงบันดาลใจจากสิ่งใดจึงไดผลิตผลงานชิ้นเอกชิ้นน้ขึ้น?






ี่



 อะไรคอผลกระทบทมแนวโนมจะเกดขึ้นไดจากภาวะโลกรอนทมผลต่อชวิตของ



ี่

ี่
นักเรยน ต่อครอบครว และต่อชวิตของผูคนในประเทศทยากจน?





ื่
2. ค าถามเพือใหนกเรยนไดคิดเชอมโยง (C: Connect) เปนการถามเพอใหเกดการ












ื่
เชอมโยงระหว่างประสบการณหรอความรทมมาก่อนกับประสบการณหรอความคิดทเกดจากการ



ี่


ี่

เรยนรใหม่ในคาบเรยนนั้น






122

ี่



ี่


ี่

 นักเรยนคิดว่าเน้อหาทเรยนในคาบน้ เกยวกับเน้อหาทเรยนในคาบก่อนอย่างไร?







ื่
 ทาไมครจึงใหเรยนเรองน้ต่อจากหัวขอก่อนน้?
ี่

ื่
ื่
 นักเรยนคิดว่าเกยวของหรอสามารถเชอมโยงกับหัวขออน ปญหาอน หรอวิชาอน

ื่



ื่

ี่



ทกาลังเรยนอยูอย่างไร?
ี่





 นักเรยนคิดว่าสิ่งทไดเรยนไปทาใหนักเรยนคิดถึงหลักธรรมทางศาสนาอะไร

อย่างไร?



ี่
ื่
 เมอเปรยบเทยบการทางานรวมกันทผ่านมาในชั่วโมงก่อน นักเรยนสังเกตว่า ม ี





ี่
ื่
อะไรทเปลยนแปลงในการช่วยกันทางาน กรยาอาการหรอพฤติกรรมของเพอนๆ
ี่

กับตัวเราเปลยนแปลงหรอไม่อย่างไร?
ี่







 บทเรยนน้มความสัมพันธกับชวิตนักเรยนในฐานะ...อย่างไร?





 การเกดสถานการณน้ขึ้นสะทอนว่าโลกกาลังขาดคุณค่าพระวรสารประการใด
เพราะเหตุใด?

 ประวัติศาสตรในเรองน้สะทอนใหเห็นไดในเหตุการณอะไรในปจจุบัน?


ื่







ื่

 ประสบการณน้แสดงถึงความรกของพระเจาต่อฉันและบุคคลอนอย่างไร?
ื่




ี่
 ฉันควรตัดสินใจทาอะไร อย่างไร เพอใหสิ่งทฉันทาแสดงถึงความรกของพระเจาท ี่


มต่อเขา?
ี่

ื่
 เรองทเกดขึ้นน้ ตอกย้าว่าโลกกาลังขาดคุณธรรมประการใด เพราะเหตุใด?





3. ค าถามเพือใหนกเรยนปรบใชในชวิตจรง (A: Apply) เปนการถามถึงสิ่งทได ้
ี่















ื่


เรยนรใหม่ในปจจุบันไปปรบใช เพอเตรยมความพรอมในการเผชิญกับเหตุการณหรอสถานการณ ์

ต่างๆ ในชวิตจรง




 เรองน้มความหมายหรอผลกระทบต่อชวิตของฉัน บุคคลอน หรอสังคมอย่างไร



ื่
ื่

ี่

และฉันควรทาอย่างไรบนพ้นฐานของหลักธรรมทางศาสนาทถูกตอง?



 นักเรยนสามารถนาเน้อหาทเรยนน้ ไปประยุกตใชในชวิตประจาวัน หรอ ในการ
ี่








เรยนวิชาอน อย่างไร?
ื่


ี่

ี่

 จากสิ่งทไดเรยนร นักเรยนจะเปลยนแปลงท่าท พฤติกรรม ทัศนคติของตนเอง





ื่
อย่างไรเพอเปนคนทสมบูรณขึ้น เพอทางานในกลุมไดดขึ้น หรอเพอช่วยเหลอ
ื่
ี่

ื่







ื่
ผูอนไดมากขึ้นใหโลกน่าอยูมากขึ้น?



123




 นักเรยนคิดว่านักเรยนจะทาอะไรบาง เพอใหการทางานในกลุมราบรน สนุกและม ี


ื่


ื่
คุณค่ามากขึ้น?

 หากเหตุการณน้เกดขึ้นในโรงเรยน นักเรยนจะไดรบผลกระทบอย่างไร? และจะ






แกปญหาอย่างไร?


ื่
 หากเรองน้เกดขึ้นกับนักเรยน นักเรยนจะมปฏกรยาตอบสนองอย่างไร ดวย









เหตุผลเชิงคุณธรรมทเหมาะสม?
ี่





ื่




ทั้งน้ ในหนึ่งคาบเรยน คาถามเพอไตรตรองควรมเพยง 1 หรออย่างมาก 2 คาถามเท่านั้น







เพราะมเวลาเพยง 3 - 5 นาท ครอาจเลอกใชค าถาม R, C หรอ A กได ตามความเหมาะสม



ประสบการณของคุณครบนเสนทางสายไตรตรองสะทอนถึงคุณค่าททั้งครและนักเรยน




ี่



ไดรบจากการไตรตรองก่อนสิ้นจบคาบ คณครูบณรดา ทัฬหชยกล โรงเรยนสตรมารดาพิทักษ ์










แบ่งปนประสบการณว่า “คุณครูมความสุขกับพฤตกรรมการเรยนท่เปล่ยนไปในทางท่ดขน และ






ึ้




นักเรยนเรยกรองให้คุณครูทากอนจบสนคาบ เม่อคุณครูแกล้งลม”




ิ้



คนเก่งของครู



ี่
ดฉันนาง บณรดา ทัฬหชัยกุล สอนอยู่ชั้นประถมศกษาปท 1 โรงเรยนสตรมารดาพิทักษ์





ื่







จันทบร เปนเวลา 27 ป เด็กๆ จะเรยกฉันว่า “ครสาว” เมอไม่นานมาน้ฉันได้เข้ารบการอบรม

ี่


กระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองของฉัน ฉันเปนร่นท 2 ของโรงเรยนทเข้ารบการ
ี่


ี่
อบรม ก่อนหน้าน้ฉันฟงร่นพี่ (ร่นท 1) มาเล่า แบ่งปนประสบการณ และท าแผนการจัดการเรยนร ู ้




ี่






ทเน้นการไตร่ตรองมาอวด ฉันน ามาเปดอ่านดแล้วก็ยังไม่เข้าใจเท่าไร หลังจากฉันเข้ารบการ
ี่






อบรม ลงมอปฏบัตจรง ท าความเข้าใจทละขั้นตอน วิทยากรใช้เทคนควิธและกิจกรรมท ี่


หลากหลาย ฉันน ากลับมาใช้บ้าง คร้ ังแรกก็จะน ามาเปนบางส่วน ไม่ครบทั้งกระบวนการ แต่ก็



ท าให้ฉันเหนภาพสะท้อนกลับจากตัวเดกทเปลยนไป สหน้ามความสข สนกกับการเรยน กล้าพูด

ี่
ี่




ื่


ี่
กล้าคด กล้าตอบค าถาม และเสนอตัวเองทจะท า ฉันจงอยากน าเรองน้มาเล่าส่ให้เพื่อนครได้ฟง






124



วันหนง หัวหน้าฝายวิชาการระดับประถมของโรงเรยนแจ้งว่า โรงเรยนของเราจะเข้า







ประกวดกิจกรรมส่งเสรมรกการอ่าน Read Thailand (อ่านเถดเดกไทย อ่านถวายเจ้าฟานักอ่าน)

ื่

ื่

เมอเดกอ่านเรองใดแล้วจะต้องมการบันทก เล่าเรองจากการอ่าน เขยนความประทับใจและข้อคด


ื่

ี่

ทได้จากการอ่าน ฉันไม่หนักใจเลย ถ้าเดกๆ ของฉันไม่ใช่นักเรยนชั้น ป.1 บางคนอ่านก็ยังไม่




คล่อง เขยนสะกดค าบางค าก็ไม่ได้ ถามอะไรก็ไม่ค่อยพูดค่อยตอบ (ถ้าเปนเน้อหาวิชาการ) ฉัน

ี่
จงเร่มน ากระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองมาใช้





ี่

ฉันวางแผนว่า ฉันจะต้องน าส่งทเดกๆ สนใจมาให้ดเปนภาพวาดลายเสนขาวด าเกี่ยวกับ


ี่






นทานอสปมาให้นักเรยนดและร่วมพูดคยเกี่ยวกับภาพ ครให้ค าชมนักเรยนทยกมอตอบค าถาม


ี่


และแจกภาพให้น าไประบายส (เด็กๆ ชอบวาดรประบายส) ท าให้เด็กๆ อยากจะตอบ กล้าทจะ




ตอบมากข้น เพราะอยากได้ภาพ จากนั้น ฉันน านทานอสปมาให้นักเรยนอ่านโดยขออาสาสมัคร

ตัวแทนให้ก าลังใจ ชนชมด้วยค าพูดว่า “เก่งมากค่ะ” “เก่งแล้วลก” “ครภมใจมากทหนอ่านได้ด ี
ื่


ี่



ี่


ื่
ข้น” ท าให้เด็กคนอนอยากจะออกมาเล่าบ้าง ฉันแอบยิ้มในใจ เพราะเด็กทเคยเงยบๆ ไม่พูดไม่จา


ี่
กับใครๆ สักเท่าไร ยกมอตอบ ยกมออาสาทจะอ่าน


หลังจากอ่าน ฉันใช้ค าถามกระต้นหลายๆ ค าถามฝกให้นักเรยนใช้เหตผล วิเคราะหเรอง



ื่

ี่

ทอ่าน เขยนความประทับใจและข้อคดทได้จากการอ่าน คร้งแรกฉันคอยช่วยเรยบเรยงค าพูดให้
ี่






บ้าง มส่วนร่วมในการคดและสรปบ้าง เขยนลงบนกระดาน และให้บันทกลงในสมดบันทกการ










อ่านของตนเอง ฉันใช้กระบวนการน้ในคาบสดท้ายของการเรยนทกวัน จนนักเรยนสามารถอ่าน
ี่


ี่

สรป บันทกได้ด้วยตนเอง ฉันมความสขกับพฤตกรรมการเรยนทเปลยนไปในทางทดข้น



ี่



ี่


นักเรยนกระตอรอรนทจะเรยน










ื่


วันหนงฉันแกล้งท าเปนลมสั่งให้ท างานอย่างอน นักเรยนบอกว่า “ครครบคร วันน้เรายัง






ไม่ได้ท าบันทกรกการอ่าน วันน้ผมขออ่านให้เพื่อนฟงนะครบ” ฉันยิ้มอย่างปล้มใจมาก เพราะ
เดกคนน้เปนเดกทมักจะหลับในห้องเสมอ ถ้าไม่หลับก็จะตนมาแกล้งเพื่อน สรางความป่นปวน




ื่

ี่




ในห้อง อ่านหนังสอไม่ค่อยคล่อง เขยนสะกดไม่ค่อยถก ฉันจงไม่แปลกใจเลยท เมอเพื่อนได้ยิน

ื่

ี่



ว่าเขาอาสาอ่าน เพื่อนๆ ได้ต่างท าสหน้าไม่ค่อยชอบใจ แต่ฉันพูดว่า “ครดใจมากเลยนะ ทหนจะ

ี่
อาสาอ่านให้เพื่อนๆ ฟง ครและเพื่อนอยากฟงค่ะ”





125



อ้อ! ลมบอกอกนด นักเรยนของฉันฝกตั้งค าถาม และสามารถตั้งค าถามให้เพื่อนๆ ใน



ห้องตอบได้ด้วยนะ ฉันจงเรยกเขาว่า นักเรยนของฉันว่า “คนเก่งของคร” ฉันมั่นใจว่าพวกเขา




ี่



พรอมทจะเข้าประกวดกิจกรรมรกการอ่านในนามของโรงเรยนแล้ว



คณครบณรดา ทัฬหชัยกุล

โรงเรยนสตรมารดาพิทักษ์




ี่









ดังทคุณครบุณรดาไดเนนไวตอนทาย ครไม่ควรนาบทไตรตรองของนักเรยนไปใชในการ




ี่

วัดและประเมินผลนักเรยนเพราะการไตรตรองก่อนสิ้นคาบเปนการทครจูงใจใหนักเรยนได ้


ไตรตรองดวยการมองยอนกลับไปและทบทวนถึงกระบวนการเรยนรตลอดคาบเรยนนั้น หรอ









ี่



อาจจะหลายๆ คาบ เพอพิจารณาความพรอมทจะเรมเรยนรในหัวขอต่อไป หรอนักเรยนจะตอง

ิ่
ื่







ทบทวนหัวขอเดิมอก การไตรตรองเปนกระบวนการททาใหประสบการณของนักเรยนมความ





ี่

ื่



กระจ่างชัดยิ่งขึ้นกับตนเอง เพอทาใหเกดความเขาใจอย่างลึกซึ้ง ดังนั้น หากนักเรยนคิดว่า บันทึก






ไตรตรองของเขาจะถูกใชในการใหคะแนน เขากจะเขยนใหถูกใจครเพอใหไดคะแนนดๆ แทนทจะ



ื่


ี่

บันทึกความเขาใจทแทจรงของเขา

ี่


คณครูบษยา เหลาเขตกิจ โรงเรยนมาแตรเดอวิทยาลัย ช้ถึงประโยชนทคุณครไดรบ



ี่















จากการใหนักเรยนไตรตรองก่อนจบคาบเรยนว่า นักเรยนจะมทัศนคติและความรติดทนนานให ้



ื่
ี่

ื่



คุณครไดชนใจอย่างแน่นอน ดังทไดแบ่งปนไวอย่างน่าประทับใจในบันทึกประสบการณ เรอง

ทัศนคติทีเปลยนไป




ทัศนคติเปลี่ยนไป



ฉันชอบษยา เหล่าเขตกิจ เปนครคณตศาสตรระดับชั้น ม. 4 โรงเรยนมาแตรเดอวิทยาลัย






ื่
ี่
ฉันได้เข้ารบการอบรมกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองร่นแรก เมอสองปทแล้ว
ี่

ื่



ี่




และได้น ากระบวนการน้มาปรบใช้ในห้องเรยนของฉันตลอด 2 ปทผ่านมา

126




การให้ภาพรวมเปนเทคนคทฉันเลอกใช้ในการเร่มคาบเรยนของฉัน โดยฉันใช้เวลา

ี่






ประมาณ 5-7 นาท ก่อนเข้าส่เน้อหาบทเรยนในการเกร่นน าเพื่อให้นักเรยนสนใจในเน้อหา และ



การใช้การไตร่ตรองก่อนหมดคาบประมาณ 5 นาท โดยให้นักเรยนเขยนลงในกระดาษ






ี่


เดมทกคร้งทฉันสอน ฉันจะบอกเฉพาะหัวข้อทจะเรยนในวันน้คออะไร และจากนั้นก็น า
ี่



ทฤษฎมาใช้อธบายในเน้อหา แล้วก็ตามด้วยการสอนตัวอย่างให้นักเรยนดและท าตาม ก่อนจะ




หมดคาบ ฉันจะให้แบบฝกหัดนักเรยนไปท าเปนการบ้าน




ี่

ี่
ี่


แต่หลังจากทได้รจักกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง ฉันเปลยนวิธการให้

ื่
ภาพรวมของฉัน ในคาบของการเรยนเรองเซต ฉันน าสไลด์รปภาพกล่มของสัตว์ประเภทเดยวกัน



ข้นบนจอโปรเจคเตอร ประมาณ 4 ภาพ จากทนักเรยนก าลังคยๆ กันอยู่ ก็หันมาสนใจ และถาม

ี่







ฉันว่า “วันน้เราไม่เรยนเลขหรอค่ะ?” ฉันตอบนักเรยนไปว่า “เรยนสิค่ะ” นักเรยนทั้งห้องพากัน


งง พากันสงสัยว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับรปภาพสัตว์พวกน้ ทันใดนั้น ฉันไม่รรอทจะตอบข้อ

ี่



สงสัยของนักเรยน ฉันตอบค าถามนักเรยนด้วยการใช้ค าถามว่า



คร ู : นักเรยนเหนอะไรบ้างจากสไลด์?



นักเรยน : เหนภาพสัตว์ ช้าง ม้าลาย ปลา นก

คร ู : จากภาพสัตว์ทนักเรยนเหน มลักษณะความเปนอยู่อย่างไร?


ี่



นักเรยน : อยู่รวมกันเปนกล่ม อยู่กันหลายตัว อยู่เฉพาะพวกเดยวกัน



ื่

ื่
ี่

คร ู : ส่งทนักเรยนตอบมาเมอคร่น้คอเรองทจะเรยนในวันน้ เราเรยกว่า



ี่


“เซต” ค่ะ ดังนั้น เซต เราใช้แทนอะไรคะ?

นักเรยน : กล่มของส่งต่างๆ ค่ะ






ี่

ื่

ฉันรสกได้ว่า นักเรยนเร่มเข้าใจเรองเซตด้วยตนเองโดยทฉันไม่ได้บอกความหมายก่อน







เรยนเลย ดนักเรยนกระตอรอรนและอยากจะเรยนในคาบน้ ก่อนจบคาบ 5 นาท ฉันให้นักเรยน



ี่


เขยนไตร่ตรอง หลังจากอ่านการไตร่ตรองทนักเรยนเขยน ฉันไม่คดเลยว่า การทฉันได้
ี่


ี่


ี่
ปรบเปลยนวิธการน าเสนอบทเรยนท าให้ฉันพบว่า นักเรยนของฉันมทัศนคตทดข้นในการเรยน







วิชาคณตศาสตร โดยนักเรยนคนหนงเขยนไตร่ตรองว่า “ครคะ แค่หนนกถงรปสัตว์ทครให้ด ู


ี่














ตอนต้นคาบ หนรแล้วค่ะว่า เซตคออะไร หนรสกสนก และชอบเรยนเลขมากข้นด้วย”









127

ี่
ด้วยเหตน้ ฉันจงอยากเชญชวนคณครให้ใช้วิธการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองแบบ








ฉัน ถงแม้ว่าขั้นตอนการให้ภาพรวมและการเขยนไตร่ตรองเปนเพียงเทคนคเล็กๆ ใน





ี่
ื่

ื่
กระบวนการน้ และในช่วงแรกๆ อาจจะเหนอยส าหรบการปรบตัว แต่ฉันเชอว่า ผลทสะท้อน









กลับมา นักเรยนจะมทัศนคตและความรตดทนนานให้คณครได้ชนใจอย่างแน่นอนค่ะ
ื่



คณครบษยา เหล่าเขตกิจ

โรงเรยนมาแตรเดอวิทยาลัย



5 เมษายน 2014




ื่
ดวยความประทับใจในคุณค่าทไดรบจากการไตรตรองก่อนจบคาบ เมอคุณครบุษยา


ี่


ี่









เหล่าเขตกจ ไดกลับมาทาหนาทเปน Coach อกคร้งหนึ่ง คุณครไดเขยนบันทึกประสบการณอก







ฉบับหนึ่ง เนนย้าถึงคุณค่าของการไตรตรองก่อนจบคาบในแง่มุมใหม่ คราวน้คุณครบุษยาช้ว่า ไม่

เพยงแต่นักเรยนจะมทัศนคติทเปลยนไป ครเองกมทัศนคติทเปลยนไปดวย การอ่านบทไตรตรอง
ี่
ี่



ี่




ี่







ก่อนจบคาบของนักเรยน ทาใหคุณครไดรบทราบถึงความรสึกทนักเรยนมต่อเน้อหาและต่อตัวคร ู





ี่


เอง ซึ่งทาใหคุณครพบขอบกพรองของตัวเอง อันนาไปสู่การปรบปรงวิธการสอนของคุณครในคาบ














ถัดไปทใหอสรภาพในการคิดแก่นักเรยนมากขึ้น นักเรยนเปนกระจกเงาสะทอนตัวคุณครในมุมท ี่
ี่

คาดไม่ถึง


กระจกเงาของฉัน



ฉันเปนครสอนวิชาคณตศาสตรในระดับชั้นมัธยมศกษาตอนปลาย ฉันได้เข้าร่วมการ



ี่


อบรมกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองตั้งแต่ร่นแรกเร่มเลย หลังจากการอบรมใน



คร้งนั้น ฉันได้ทดลองน ากระบวนการน้ไปใช้ในการสอนของฉัน





ก่อนได้รบการอบรม ฉันได้สอนนักเรยนตามวิธการทฉันได้เรยนรมาตอนสมัย ป. ตร



ี่




และตามประสบการณการสอนตอนเปนครฝกสอนเลย คอ มขั้นน า ขั้นสอน ขั้นสรป ขั้นน าของ




ื่

ฉันก็เปนการบอกนักเรยนเพียงว่า “วันน้เราจะมาเรยนเรองน้นะ” ในขั้นสอน ฉันบอกความหมาย




128


Click to View FlipBook Version