ู
ี๋
ฉัน : “เดยวครจะใช้เวลาใน 1 คาบน้ ท าให้นักเรยนได้รจักกับค าราชา
ี
ี
้
ู
ึ
ศัพท์มากข้น สามารถบอกความหมายของค าราชาศัพท์ได้ โดยเรา
ี
้
ี
ี่
จะใช้ค าราชาศัพท์ทปรากฏในข่าวดไหมคะ? ถ้าพรอมแล้วเตรยม
จดค าราชาศัพท์นะ”
ี
ิ
ฉันเปดคลปเสยงข่าวในพระราชส านักให้นักเรยนฟง ขณะนั้นฉันสังเกตเหน “แก๊งค์ลก
็
ิ
ู
ี
ั
ื
ึ
้
ื
หม” มความกระตอรอรนในการเรยนมากข้น ใหญ่ กลาง และเล็ก เอากระดาษและปากกาข้นมา
ี
ี
ึ
ี
ี่
จดค าราชาศัพท์ทได้ยิน
ี
้
พอหมดคาบ รอยยิ้มเล็กๆ บนหน้าของนักเรยนสรางความประทับใจในการสอนของฉัน
ึ
ี
ิ
ี
ี
ู
ี่
ฉันสามารถท าให้นักเรยนทไม่ตั้งใจเรยน หันกลับมาสนใจเรยนได้ ถงแม้ว่า ลกศษย์ของฉันจะไม่
ึ
ี
ึ
ึ
ี
ุ
่
เก่งทกคน แต่พวกเขามตั้งใจในการเรยนมากข้น ฉันเชอว่าสักวันหนงเขาจะเก่งข้นเอง
ื่
ิ
ุ
ฉันคดว่า ครหลายๆ ท่านคงประสบปญหาในการสอนเหมอนฉัน คอ นักเรยนชอบพูดคย
ื
ั
ู
ี
ื
กันในขณะทครสอน ยิ่งเราห้ามไม่ให้นักเรยนพูด ก็เหมอนเราไม่เปดโอกาสในการคด ในการ
ี
ิ
ื
ู
ี่
ิ
ี
ี
ึ
็
ิ
ิ
ี
ื่
แสดงความคดเหนของนักเรยน แล้วอย่างน้เมอไหร่นักเรยนของเราจะเก่งข้นสักท ฉันอยากเชญ
ี
ชวนให้คณครทกท่านพิจารณาใช้กระบวนการเรยนการสอนแบบไตร่ตรอง เร่มต้นทละเล็กทละ
ี
ุ
ี
ี
ิ
ู
ุ
ึ
ึ
่
ี
ี
ู
น้อยก็ยังด ฉันมั่นใจว่า วันหนงครจะสามารถใช้กระบวนการไตร่ตรองได้ดยิ่งข้น ครอาจพบกับ
ู
ื
ื
ี
ี่
ึ
ี
ี
้
นักเรยนทกระตอรอรนในการเรยนมากยิ่งข้นเช่นเดยวกับฉันก็ได้
ุ
ู
ิ
ิ
คณครสกรรจ์วงศ์ มตรประเสรฐ
โรงเรยนดาราสมทร ศรราชา ชลบร ี
ี
ุ
ุ
ี
5 กรกฎาคม 2014
ู
ี
้
้
เทคนิคการใหภาพรวมทาใหคณครูนสรา โรจนพานชกิจ คุณครอกท่านหนึ่งของ
ุ
ุ
์
ิ
ี
ี
ี
ี่
ี
ี
็
ู
ื
ี
โรงเรยนดาราสมุทร ศรราชา มความสุขเพิ่มมากขึ้นกับการเปนครมออาชพทไม่เปนเพยงอาชพคร ู
็
็
ื
้
ื
ิ่
ึ้
ี
“ความสุข ความสนุกของฉันมันยงทวคูณเพมมากขน เม่อฉันเหนถงความกระตอรอรนของเดกๆ
ิ่
ื
ึ
็
ี
นักเรยนท่นารักของฉัน วันน้ฉันกหลับตาพรอมกับรางกายท่ยังสดช่นและสมองท่ปลอดโปรง และ
่
ี
่
ี
้
ี
่
ี
ื
็
ี
หัวใจท่เปยมสุขกับอาชพท่ฉันรัก”
ี
ี
ี
่
79
ครูมืออาชีพที่ไม่ใช่เพียงอาชีพครู
ู
่
ิ
ื
ี่
ึ
ี
ี
ี่
ื่
เมอ 24 ปทแล้ว เดกผู้หญงคนหนงทเลอกอาชพคร ก่อนการตัดสนใจเรยนในคณะ
็
ิ
ี
ี
์
ึ
ุ
ี่
ศกษาศาสตร ม.ศ.ว. บางแสน จังหวัดชลบร พอเรยนจบฉันได้ท าหน้าทอันทรงเกียรต “คร” ท ี่
ู
ิ
ี
ฉันอยากเปน
็
ี
ึ
ื่
ี่
ั
เอาล่ะนะ ฉันจะเล่าให้ฟงว่า ท าไมฉันจงสมควรทจะเล่าเรองราวต่อจากน้ให้กับเพื่อนคร ู
ี
ั
ื่
ั
ี
ุ
ี
์
ผู้ร่วมอาชพและร่วมอดมการณคนอนได้ฟง ก็เพราะว่า จังหวะชวิตท าให้ฉันมโอกาสได้เข้ารบ
ี
การสัมมนาเชงปฏบัตการของโรงเรยนดาราสมทร ศรราชา จังหวัดชลบร เรอง “กระบวนการ
ิ
ิ
ิ
ื่
ี
ี
ุ
ุ
ี่
่
ี
ี
เรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง” นั่นเอง หลังจากนั้นไม่นาน ฝายวิชาการของโรงเรยนได้ม ี
็
์
์
แบบฟอรมการเขยนแผนการสอนแบบใหม่มาให้ฉัน ใช่แล้วล่ะ มันเปนแบบฟอรมส าหรบ
ั
ี
ี
ี่
ี่
ี
ี่
แผนการสอนทใช้กระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง แล้วฉันกล้าทจะเขยนแผนการ
ิ
ี
ั
สอนของฉัน โดยปรบเข้าไปในการเรยนการสอนของฉันจรงๆ
์
เพื่อนครทรก ฉันขอยกตัวอย่างเหตการณทฉันน าขั้นตอนของกระบวนการเรยนการสอน
ุ
ั
ู
ี่
ี
ี่
ื่
ี่
ื่
้
ี
ี่
ทเน้นการไตร่ตรองไปลองใช้ เรองของเรองมันก็มอยู่ว่าวันนั้นวันทฉันพรอมกับการสอนแบบ
ี
ใหม่ของฉัน ฉันสอนวิชาหน้าทพลเมอง หน่วยการเรยนเรองกฎหมายระหว่างประเทศทควรร
ื
ื่
้
ี่
ี่
ู
ี
ี
ึ
ี่
็
ห้องทฉันทดลองสอน คอ นักเรยนมัธยมศกษาปท 5/1 เปนนักเรยนสายวิทย์ พอฉันเข้าห้องเรยน
ี
ื
ี่
ี
ุ
ี
ี
พรอมกับโน้ตบ๊คค่ใจ นักเรยนท าความเคารพ ฉันยิ้มอย่างมั่นใจ จากนั้น ฉันทักทายนักเรยนทก
ู
้
ุ
ู
ี
ั
ี่
คนทั้งห้องด้วยค าว่า “สวัสดลกๆ ทน่ารก” ฉันกวาดสายตาไปรอบๆ ห้อง ฉันพบเด็กผู้ชายคน
่
หนง ซงเขามชอเล่นว่า “แชมป” ฉันเหนเขาก าลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับมอถอและเกมคกกี้รนอย่าง
ั
ื
ุ
ึ
ื
ี
่
็
์
ื่
ึ
์
ี
ิ
เมามัน ฉันเดนไปใกล้ๆ เขา แล้วฉันบบหัวไหล่ของแชมปเบาๆ แล้วสายตาของเราสองคนสบกัน
ู
้
์
ฉันรสกได้ว่า เขารว่าฉันเดนมาหาเขานั้นมาด้วยความห่วงใย แชมปเก็บโทรศัพท์มอถอลงใน
ิ
้
ู
ื
ึ
ื
ั
ิ
ู
ี
กระเปากางเกง แล้วบอกว่า “ผมขอโทษครบคร” ฉันอมยิ้ม... แล้วก็เดนมายืนหน้าชั้นเรยน
๋
ี
ี
ิ
็
ึ
จากนั้น ฉันเร่มจากช้ถงความจ าเปนอย่างเร่งด่วนทพวกเดกๆ ต้องตั้งใจเรยนในคาบน้ ี
็
ี่
ุ
่
เพราะกฎหมายทั้ง 5 ประเภท ซงประกอบด้วย กฎหมายแรงงานระหว่างประเทศ / การค้ามนษย์
ึ
ี
้
กฎหมายว่าด้วยผู้ล้ภัย กฎหมายว่าด้วยการส่งผู้รายข้ามแดน กฎหมายว่าด้วยคนชาต และ กฎหมาย
ิ
ส่งแวดล้อมระหว่างประเทศ
ิ
ี
ฉันให้ “ภาพรวม” ของกรอบเน้อหาทั้งหมดว่า 3 คาบเรยนถัดจากน้ไป เราจะเรยนอะไร
ื
ี
ี
ู
้
ึ
ู
้
ึ
็
ื่
ึ
ื่
กันบ้าง ฉันรสกได้ว่าเด็กๆ หลายคนรสกตนเต้น มันอาจจะเปนเรองใหม่ และมันถงระดับทันสมัย
80
ี่
ี
่
็
ี่
้
ี
ุ
ิ
ี่
ี
ึ
เลยทเดยวทเรามความจ าเปนทจะต้องเตรยมตัวให้พรอมให้มากทสดของเด็กไทย ซงรวมถงมต ิ
ึ
ี
ี
ู
ี่
ี
ี
ึ
ด้านกฎหมาย ทเราจะเข้าส่ประชาคมอาเซยน ในป 2558 น้ นั่นหมายถงปหน้าแล้ว เด็กผู้หญงท ี่
ิ
ี
ี่
ื่
ึ
นั่งแถวหน้าชอน้องพลอย เธอยกมอและยืนข้น แล้วบอกกับฉันว่า “ประโยชน์ทเราจะได้จากการ
ื
ู
็
ั
ื
ิ
ี่
ู
้
ทเรารกฎหมายระหว่างประเทศ มันจ าเปนจรงๆ เพราะพี่สาวของหนยังได้รบความช่วยเหลอจาก
สถานทตไทยในประเทศออสเตรเลยเลยค่ะ” มันส่งผลให้เพื่อนๆ ทกคนในห้องสนใจมากข้นไป
ุ
ึ
ี
ู
ี
อก
้
ู
้
ี่
จากนั้น เราเข้าส่เน้อหาสาระด้วยความกระหายทจะรของเดกๆ และพรอมกับความ
ื
ู
็
็
ื่
์
ี่
ิ
ุ
ิ
สนกสนานจากเกม ตนตาตนใจกับคลปทฉันได้ตัดต่อ ดาวนโหลดมาจากอนเตอรเนตจากสถาน ี
ื่
์
ไทยพีบเอส ช่มฉ าด้วยสาระของกฎหมายระหว่างประเทศทฉันได้วางแผนการสอนมาอย่างด ี
ุ
่
ี่
ี
ี่
ี
โดยน าเอากระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองมาใช้ มันช่างผ่านไปอย่างม ี
์
ิ
คณประโยชนอย่างยิ่ง ฉันคงต้องขอบคณเทคนคของ “การให้ภาพรวม” จรงๆ เสน่หของการให้
ุ
์
ุ
ิ
ิ
ภาพรวมมันช่างอัศจรรย์อย่างมากจรงๆ เพราะการทฉันต้องสอนนักเรยนระดับอายุ 16-17 ป เร่ม
ิ
ี่
ี
ี
ี
็
ง่ายส าหรบฉันแล้ว เพราะถ้าพวกเขาเข้าใจถงความจ าเปนว่า “ท าไมต้องเรยน” เรยนไปแล้ว
ี
ั
ึ
ึ
ื่
์
สามารถน าไปใช้แก้ปญหา และสรางประโยชนให้กับตัวเขาเอง ต่อผู้อน และต่อส่วนรวม มันจง
้
ั
ื่
เปนเรองใกล้ตัวทจ าเปน
็
ี่
็
้
ุ
็
การให้ภาพรวมมันท าให้ทั้งฉันและเดกๆ ได้เหนภาพใหญ่พรอมๆ กัน และมันยิ่งสนก
็
ึ
ี
ึ
มากข้นไปอก ตนเต้นมากข้นไปอก ตรงทเราจะตามเข้าไปเจาะลงไปในรายละเอยดของเน้อหา
ี
ี
ื
ื่
ี่
ุ
ู
ี่
ื่
ึ
ุ
ุ
สาระของกรอบทเราได้คยกันไว้แล้ว ความสข ความสนกของฉันมันยิ่งทวีคณเพิ่มมากข้น เมอ
็
้
ึ
ื
ี
ี่
ั
้
ื
็
ฉันเหนถงความกระตอรอรนของเดกๆ นักเรยนทน่ารกของฉัน วันน้ ี ฉันหลับตาพรอมกับ
ี่
ี่
ื่
ร่างกายทยังสดชนและสมองทปลอดโปร่ง และหัวใจทเปยมสขกับอาชพทฉันรก
ี
ั
ุ
ี่
ี่
ี่
ื่
ื่
ื่
ื่
์
ดังนั้น ชอเรองของฉันจากประสบการณ ฉันขอตั้งชอเรองของฉันไว้ตอนสดท้ายของ
ุ
ี่
ี
ประสบการณความสขน้ว่า “ครมออาชพทไม่เปนเพียงอาชพคร”
็
ื
ุ
์
ู
ี
ี
ู
ุ
ู
ิ
คณครนสรา โรจน์พานชกิจ
ุ
ี
ุ
โรงเรยนดาราสมทร ศรราชา
ี
3 พฤษภาคม 2014
81
ู
ื่
คุณครนุสราและคุณครท่านอนๆ ไดช้ประโยชนของการใหภาพรวมอย่างชัดเจน สามารถ
ู
์
้
้
ี
้
ุ
สรปได 3 ประการ คือ
ื
ื
ี
1. นักเรยนกระตอรอรนทจะเรยนรจากการปลุกเราความสนใจของคร ตั้งแต่เรมคาบเรยน
ิ่
ู
ู
้
้
้
ี่
ี
ี
ี
ื
ในเน้อหาทกาลังจะเรยน
ี่
ั
้
ี
ี
ี
ี
ี่
้
็
้
่
2. นักเรยนเห็น “ความจาเปน” ทจะตองเรยนบทเรยนน้ อันนาไปสูการสรางปรบใชและ
ี
์
ิ
้
สรางประโยชนในชวิตจรง
ี
3. นักเรยนรล่วงหนาถึงกรอบเน้อหาและขั้นตอนการเรยน การเขาสูเน้อหาจึงเปนการ
้
้
้
ื
ู
ี
็
่
ื
้
ู
ื่
ี
ี่
ี
ค่อยๆ เจาะลงไปในรายละเอยดของเน้อหาสาระน้ตามเครองนาทางทครไดใหไว ้
้
ื
์
ี
ประสบการณของคณครูอมรนทร แดงดอนไพร โรงเรยนยอแซฟอุปถัมภ แผนกสามัญ
์
ิ
์
ุ
ชาย เปนเครองยนยันว่า การใหภาพรวมมความสาคัญอย่างมาก เพราะมันเปนเหมอน Navigator
็
ื่
้
ื
ื
็
ี
ี
ู
้
ทช่วยนาทาง ช่วยกระตุนนักเรยนมความสนใจในบทเรยน รแนวทางและประโยชนของการเรยน
ี
ี่
ี
ี
้
์
์
ู
ิ
ล่วงหนา ดังนั้น แมว่าเพอนครจะทักทวงคุณครอมรนทรว่า “ออย ทาไมต้องบอกภาพรวมเดกด้วย
ู
็
้
้
ื่
้
ื
่
ิ้
็
ื
ี
เสยเวลาเน้อหากเยอะ จะสอนทันมั้ย” ฉันได้แตยม แล้วพูดกับเพ่อนครูวา “ไตรตรอง ลองดู” ฉัน
่
่
ไมได้อธบายเหตุผลวาทาไม ไมใชเพราะฉันเรมเขวไปกับคาพูดของเพ่อนครูนะ แตฉันอยากให้เขา
ื
่
่
่
่
ิ
่
ิ่
ี
เหนผลของกจกรรมน้เอง”
็
ิ
ไตร่ตรอง ลองดู
ื่
้
์
เมอเอ่ยถงชอ “นาวสางอมรนทร แดงพอนไพร” พูดไปคงจะมน้อยคนทรจัก แต่ถ้าบอก
ื่
ึ
ี
ิ
ี่
ู
ื
ู
ี
ิ
ู
ว่า “ครออยหรอมสออย” หลายๆ คนจะรจักและค้นเคยดในฐานะครผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษของ
ุ
้
ู
ี
ี
ี
โรงเรยนยอแซฟอปถัมภ์ แผนกสามัญชาย ฉันสอนวิชาน้ สอนทนมา 11 ปแล้ว ชวิตของการสอน
ี
ี่
ุ
ี่
ี
ี
ิ
ื
ี่
้
ู
ุ
ช่วงน้ ีเปรยบเสมอนชวิตของวัยร่นทไม่ชอบอะไรเดมๆ อยากร อยากลองท าอะไรใหม่ๆ ท ี่
ี
ี
สามารถพัฒนาการเรยนการสอนได้ จนฉันได้มาพบ มารจักกับกระบวนการเรยนการสอนแบบ
้
ู
้
ู
ี่
ิ
ี
ี
ิ
ไตร่ตรอง กระบวนการทเขาบอกว่า สามารถพัฒนาลกศษย์ของฉันให้มนสัยเรยนรตลอดชวิต
ี
ู
สามารถคดวินจฉัยไตร่ตรองเรองราวต่างๆ แล้วน ามาปฏบัตในชวิตประจ าวันได้ด้วยความถกต้อง
ู
ิ
ิ
ิ
ี
ื่
ิ
และเหมาะสม
82
่
็
่
ู
ฉันเร่มลองผิดลองถกโดยใช้กิจกรรม INTRO ซงเปนขั้นตอนหนงของการจัดการเรยน
ี
ิ
ึ
ึ
ี
ิ
ู
ี
ื่
ี่
การสอนทเน้นการไตร่ตรอง เมอฉันลองใช้กิจกรรมน้คร้ ังแรก มเพื่อนครเดนมาพูดกับฉันว่า
ื
ี
“ออย ท าไมต้องบอกเด็กด้วย เสยเวลาเน้อหาก็เยอะ จะสอนทันมั้ย” ฉันได้แต่ยิ้ม แล้วพูดกับเพื่อน
ครว่า “ไตร่ตรอง ลองด” ฉันไม่ได้อธบายเหตผลว่าท าไม ไม่ใช่เพราะฉันเร่มเขวไปกับค าพูดของ
ิ
ู
ุ
ู
ิ
ู
เพื่อนครนะ แต่ฉันอยากให้เขาเหนผลของกิจกรรมน้เอง โดยทฉันยังไม่รว่ามันจะดหรอไม่ แต่ฉัน
็
ี
ี
้
ู
ี่
ื
ิ
ุ
ม่งมั่นทจะท ามันอย่างจรงจัง
ี่
ิ
ื่
รมั้ยว่า กว่าฉันจะใช้ INTRO ในแต่ละเรองได้นั้น ฉันจะต้องคร่นคดก่อนเสมอว่า จะท า
้
ุ
ู
ิ
ั
ู
้
ู
๋
มันอย่างไรให้มันน่าสนใจส าหรบลกศษย์วัยโจของฉัน เพราะพวกเขาอยู่ในวัยทอยากรอยากลอง
ี่
ู
ี
ี
ื่
ิ
ุ
อะไรใหม่ จะท าอย่างไรให้ลกศษย์ของฉันรว่าเรองทเรยนน้มคณค่ามากเพียงใด มันไม่ใช่เรอง
ื่
ี
ี่
้
ู
ี่
ง่ายๆ เลยนะ แต่ฉันลองเสยงลองผิดลองถกใช้กิจกรรม INTRO ก่อนเร่ม INTRO ทกคร้ง ฉันให้
ั
ิ
ุ
ู
ิ
ิ
ิ
เด็กของฉันนั่งสมาธ โดยเปดเพลงบรรเลงเบาๆ โดยให้เขาคดว่า วันน้เขาจะท าส่งดๆ อะไรเพื่อให้
ิ
ี
ี
ั
ิ
ี
ี
ี
ี่
นักเรยนได้หยุดพักจากการเรยนในคาบก่อนและปรบจตใจให้พรอมทจะเรยนต่อในคาบเรยนของ
ี
้
ี
ิ
ึ
ฉันหลังจากนั้น ฉันจงเร่มพูดคยกับนักเรยนถงเรองทจะเรยนในวันน้ ฉันให้พวกเขาเล่นเกมต่อ
ี่
ึ
ื่
ี
ี
ุ
็
ู
ื่
ี่
Jigsaw ทเปนรปอาหาร เมอเขาต่อเสรจ ฉันถามว่า
็
็
ู
ี
ี่
็
ู
ฉัน : รปทต่อเสรจเปนรปอะไร มอะไรอยู่ในรปบ้างคะ?
ู
ั
ี
นักเรยน : ขนมปง ข้าว ผลไม้...ค่ะ (เด็กๆ แย่งกันตอบ)
ื่
้
ี
ฉัน : รไหมคะว่าวันน้เราจะเรยนเรองอะไรกัน?
ู
ี
ี
นักเรยน : Food & drink, etc., etc.
ู
้
ี
ี
ื่
ฉัน : วันน้ เราจะเรยนเรอง Five Food Groups รไหมคะ ว่าท าไมเราต้อง
ี
ื่
ี
เรยนเรองน้?
้
ู
ี
ู
้
ุ
้
ู
นักเรยน : (เด็กๆ ก็จะแย่งกันตอบ) รศัพท์ รกล่ม รประเภทค่ะ
ี่
ื
ี
ี่
ี่
ี
ี
ื่
ฉัน : เราเรยนเรองน้ ีเพื่อทเราจะได้เลอกอาหารทด ทมประโยชนต่อ
์
สขภาพของเราค่ะ นอกจากการรค าศัพท์ทจ าเปนเกี่ยวกับ Food
ี่
้
็
ุ
ู
Groups
ี
ี
ื่
ู
ี
ู
้
หลังจากนั้น ฉันถามเขาต่อว่า “นักเรยนรมั้ยว่า เมอเราเรยนเรองน้แล้ว เราจะรและท า
้
ื่
อะไรได้บ้าง เมอเดกๆ ตอบเสรจ ฉันบอกวัตถประสงค์ของบทเรยนน้ และบอกเวลาทจะใช้
ุ
ี่
ี
็
ี
็
ื่
ี่
ี
รวมถงวิธการท างานกล่มทจะใช้ในบทเรยนน้ด้วย
ี
ี
ึ
ุ
83
ิ
ื่
ี
้
เมอฉันบอกภาพรวมของบทเรยนจบ ฉันพบว่า ลกศษย์นั่งจับจ้องเตรยมพรอมทจะเรยนร ู ้
ี
ี่
ี
ู
ี่
ู
ู
และระหว่างสอนยังพบว่า พวกเขารบทบาทหน้าทรว่า ก าลังเรยนอะไร มจดม่งหมายอะไรกับการ
ุ
ี
ุ
ี
้
้
ื
ี่
ี
ึ
ี
ี
ี
เรยนคร้ ังน้ และทส าคัญ ฉันได้ผลพลอยได้จากกิจกรรม INTRO คอ บรรยากาศห้องเรยนดข้น
ิ
ี่
ู
ี
ู
ิ
ฉันไม่ต้องเคยวเข็ญให้ลกลง/ ลกศษย์ของฉันสนใจตั้งใจเรยน แต่พวกเขามสมาธ จดจ่อ
ี
ิ
้
ี
ื
ี
ู
กระตอรอรน อยากรว่าวันน้มสออยจะสอนอะไรนะ แค่น้ก็สขใจแล้วส าหรบครอย่างฉัน
ั
ื
ู
้
ิ
ุ
ี
เพราะฉะนั้น การให้ภาพรวมมความส าคัญอย่างมาก เพราะมันเปนเหมอน Navigator ท ี่
ื
็
ี
ุ
ี
จะช่วยน าทาง ช่วยกระต้นนักเรยนของฉันให้มความสนใจในบทเรยน และยังช่วยให้เขาร ู ้
ี
ิ
ี
ื่
ิ
ี
ี
ู
์
ิ
แนวทาง รประโยชนของการเรยนในเรองดังกล่าว แล้วส่งน้ยังท าให้ลกศษย์ของฉันมนสัยอยาก
้
ู
ี
เรยนรตลอดเวลา นฉันแค่ใช้กิจกรรม INTRO ในการสอน มันยังช่วยให้ฉันค้นพบความ
ี่
้
ู
ี่
เปลยนแปลงในด้านบวกของลกศษย์ฉันมากมาย แล้วถ้าฉันใช้ See-Judge-Act ครบกระบวนการ
ิ
ู
พรอมทั้งค าถาม R-C-A นักเรยนของฉันจะดข้นแค่ไหนนะ ฉันคงต้องเร่ม “ไตร่ตรอง
ี
ิ
ี
้
ึ
ู
ลองด” ครบสตรแล้วล่ะ
ู
ิ
์
ู
คณครอมรนทร แดงดอนไพร
ุ
โรงเรยนยอแซฟอปถัมภ์ แผนกสามัญชาย
ุ
ี
ิ
15 พฤศจกายน 2014
้
ู
ั
ี
้
สาหรบครออย การใหภาพรวมเปนเหมอน Navigator ทช่วยนาทางโดยกระตุนนักเรยนให ้
ื
็
ี่
ั
ื่
้
ี
้
ู
์
ี
ี
ั
ี
มความสนใจในบทเรยน และรบรประโยชนของการเรยนในเรองน้ล่วงหนา แต่สาหรบ คณครูเพ็ญ
ุ
ศร เครองสกล โรงเรยนสันติวิทยา เชยงราย การใหภาพรวมเปนมากไปกว่านั้น การใหภาพรวม
้
้
ี
็
ี
ุ
ื
ี
่
์
็
้
ั
ู
ี
เปนความมหัศจรรยจากประสบการณน้คุณครไดรบในการทา Lab ผ่าตัดหัวใจหมู
์
ความมหัศจรรย์ของการให้ภาพรวม
ี
ื่
ี
ี
ฉันครเพ็ญศร เครองสกุล นักเรยนเรยกฉันว่า ครนานา สอนวิชาชววิทยา นักเรยนชั้น ม.4/
ู
ี
ี
ู
ม.5/ ม.6 สายวิทย์-คณต นักเรยนของฉันเปนนักเรยนทค่อนข้างเก่ง เรยนรไว ฉันจงสามารถสอน
ี
ิ
ู
้
ี
ี่
ึ
ี
็
84
่
ู
้
ึ
ี
ี
็
ื
นักเรยนได้เรวและใช้เน้อหาทค่อนข้างยาก ซงท าให้นักเรยนของฉันสามารถน าความรไป
ี่
ื่
สอบแข่งขันกับนักเรยนคนอนๆ ได้
ี
ั
เมอประมาณเดอนพฤษภาคมทผ่านมา ฉันได้รบโอกาสได้เข้าร่วมการอบรม “กระบวนการ
ื่
ี่
ื
ู
้
ี
ั
ี่
ิ
เรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง” หลังจากอบรม ฉันได้รบความรใหม่ๆ แนวการคดใหม่ๆ ในการ
ึ
ิ
ิ
ี
ี
ิ
ี่
ด าเนนชวิต ฉันจงคดว่า ฉันควรน าเทคนคการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองมาปรบใช้ใน
ั
ิ
ี
ี
ิ
กระบวนการเรยนการสอนจรงในห้องเรยนของฉัน เพื่อช่วยเปดทางให้นักเรยนสามารถคดได้แบบ
ี
ิ
ิ
ึ
อสระมากยิ่งข้น
ี่
ื
ึ
ิ
็
ี
่
ิ
ในเบ้องต้น การให้ภาพรวมเปนเทคนคหนงทฉันเลอกใช้ในการเร่มคาบเรยนของฉัน โดย
ื
ี
ู
ี
ื
ิ
ี
ฉันจะใช้เวลาประมาณ 5-10 นาท ก่อนเข้าส่เน้อหาบทเรยนในการเกร่นน าเพื่อให้นักเรยนเกิดความ
ู
็
สนใจเน้อหา และทราบถงความจ าเปนว่าท าไมนักเรยนต้องเรยนเรองน้และสามารถน าความรท ี่
ึ
้
ื
ี
ื่
ี
ี
ี
เรยนไปใช้ในชวิตประจ าวันได้อย่างไร
ี
ี่
์
วันท 5 กันยายน 2557 ณ ห้องปฏบัตการวิทยาศาสตร ฉันนัดนักเรยนห้อง ม.5/1 ท า Lab
ิ
ิ
ี
ื
ี
็
ิ
ี
ี
ี
ี
ี
ื่
ุ
ชววิทยา เรอง ระบบหมนเวียนเลอด นักเรยนห้องน้เปนนักเรยนสายวิทย์-คณต มนักเรยนประมาณ
ี
ี
้
ื
ี
ื
ี่
20 คน นักเรยนส่วนใหญ่เปนคนทมความกระตอรอรนดอยู่แล้ว แต่ในวันน้ นักเรยนแต่ละคนดม ี
็
ู
ี
ี
ื่
ี่
ี
ความตนเต้นกว่าทผ่านมา เพราะพวกเขาตนเต้นทจะได้ท าการทดลอง ในคาบเรยนท 1 ฉันเดนเข้า
ิ
ื่
ี่
ี่
ี
ี
ี
มาในห้องอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส และทักทายนักเรยน “สวัสดค่ะ นักเรยน” นักเรยนทกคนตอบอย่าง
ุ
ี
้
พรอมเพียงกัน
ื่
ี
ฉันเร่มการเรยนการสอนคาบน้โดยการให้ภาพรวม เนองจากเรองน้เปนเรองทมเน้อหาและ
ื
ี
ิ
ี
ื่
ี
็
ื่
ี่
ี
็
ิ
ึ
ละเอยดเยอะ ฉันจงใช้เวลาการให้ภาพรวมไปประมาณ 10 นาท โดยอธบายถงความจ าเปนและส่งท ี่
ิ
ี
ึ
ึ
ู
ู
้
ี
ุ
นักเรยนควรรในการท า Lab “การผ่าตัดหัวใจหม” ว่าเกี่ยวข้องกับการศกษาระบบหมนเวียนเลอด
ื
้
ี่
ื
้
อย่างไร และเสนเลอดต่างๆ ว่าแต่ละเสนท างานเชอมโยงกันอย่างไร ในระหว่างทนักเรยนก าลัง
ี
ื่
ผ่าตัดหัวใจหมอยู่นั้น มนักเรยนหลายคนเกิดค าถามและสงสัย ฉันจงพยายามกระต้นให้นักเรยน
ึ
ี
ี
ุ
ู
ี
ี
ช่วยกันหาค าตอบภายในกล่มและถกเถยงกันเพื่อให้ได้ค าตอบ จนกระทั่งนักเรยนผ่าหัวใจหมเสรจ
็
ุ
ี
ู
ุ
ุ
กันทกกล่ม ฉันจงเสนอให้นักเรยนแต่ละกล่มร่วมกันอธบายหลักการท างานของระบบหมนเวียน
ุ
ุ
ี
ึ
ิ
ี
ุ
เลอด และแลกเปลยนกันระหว่างกล่มโดยทฉันแอบฟงอยู่ห่างๆ ฉันสังเกตเหนว่า นักเรยนแต่ละ
ี่
ื
ั
็
ี่
็
ิ
ุ
ู
ื
ุ
ุ
ี
ี่
กล่มมความคดเหนทแตกต่างกัน บางกล่มถก บางกล่มผิด แต่ช่างเถอะค่ะ เรองเน้อหาจะถกหรอผิด
ื
ู
ื่
ี
ู
ึ
ฉันสามารถสอนนักเรยนให้ถกต้องในภายหลังได้ แต่ฉันเหนถงวิธการน าเสนอความคดเหน การให้
็
็
ิ
ี
ิ
ี่
็
ี่
เหตผลของนักเรยนทมความเปนตัวเอง มกระบวนความคดทหลากหลายแตกต่างกันไป ฉันใช้เวลา
ี
ุ
ี
ี
85
ี่
ี
ิ
ี
ื
่
ี
สักพักใหญ่ให้นักเรยนถกเถยงกัน และฉันให้นักเรยนหนงคนทคดว่าเขาเข้าใจเน้อหาและสามารถ
ึ
ั
ู
้
มาถ่ายทอดให้เพื่อนร่วมห้องได้ ออกมาบอกเล่าแบ่งปนความรและเทคนคการท า Lab ผ่าหัวใจหม ู
ิ
นักเรยนอกคนหนงยกมอเสนอตัวทจะออกมาเล่าประสบการณให้เพื่อนฟง ทกคนในห้อง
ุ
ื
่
ึ
ี
ี่
ี
์
ั
้
ื
ึ
ี
ั
ื่
เงยบกันหมด พรอมทจะฟง เมอนักเรยนพูดจบ ฉันถงกับตกใจ! นักเรยนคนน้เขาพูดถงเน้อหาโดย
ี
ี
ี่
ึ
ี
ื่
ี่
ิ
ื
ิ
อธบายขยายความภาพรวมเหมอนทฉันพูดในตอนแรกเมอเร่มคาบเรยน และเขาสามารถอธบายได้
ิ
ี
อย่างถกต้อง เพื่อนในห้องเข้าใจในส่งทเขาพูด ฉันแอบคดว่า “เขาใช้เทคนคการให้ภาพรวมได้ดกว่า
ี
ู
ิ
ี่
ิ
ิ
ิ
ั
ื
ี
ี
ี
ี
ี
ฉันซะอก” ก่อนหน้าน้ ฉันใช้วิธการสอนโดยการอธบายเน้อหาโดยละเอยดให้นักเรยนฟง นักเรยน
ี
ี
ี่
ื่
ี
ื่
ี
ุ
้
ท าหน้าเบอๆ ทจะฟงฉัน ช่างแตกต่างจากวันน้ นักเรยนทกคนมความกระตอรอรน ตนเต้น ในการ
ื
ื
ั
เรยนการสอนของฉันตั้งแต่เร่มต้น
ิ
ี
ึ
ี
้
หลังจากทฉันใช้เทคนคการให้ภาพรวมในการเรยนการสอนแล้ว ฉันรสกว่า ฉันมอสระใน
ู
ิ
ี
ี่
ิ
ื่
ิ
การคดมากข้น สามารถคดได้กว้างและไกลมากข้น โดยตนมาทกเช้า ฉันไตร่ตรองเพื่อเตรยม
ุ
ิ
ี
ึ
ึ
ี
ภาพรวมกับตัวเองว่าวันน้ฉันจะท าอะไร ท าอย่างไร เพื่อให้กิจกรรมในชวิตประจ าวันของฉันไม่
ี
ี
ี่
ี
ี่
วุ่นวาย และส าเรจตามแผนทได้วางไว้ และพอมาท างานทโรงเรยน นักเรยนของฉันใช้การไตร่ตรอง
็
ในการวางแผนการเรยนในแต่ละวิชาและสามารถน าเสนอแนวคดของตนเองได้
ิ
ี
ิ
ึ
ถงแม้ว่า ขั้นตอนการให้ภาพรวมเปนเพียงเทคนคเล็กๆ ในกระบวนการสอนแบบไตร่ตรอง
็
ึ
ี่
ิ
ิ
็
ิ
ุ
ิ
ู
แต่ฉันคดว่า เปน “ส่งเล็กๆ ทจะท าให้เกิดส่งใหญ่ๆ ได้แน่นอน” ฉันจงอยากเชญชวนให้คณครน า
็
ี่
็
ึ
เทคนคการให้ภาพรวมไปใช้ในการเรยนการสอน เพื่อให้นักเรยนเหนภาพทชัดเจน เหนถงความ
ี
ี
ิ
ี่
็
ิ
ี
็
ื
ี
จ าเปนและมการวางแผนการท างานอย่างเปนระบบ ทส าคัญ คอ นักเรยนเกิดกระบวนการคด
ี่
ไตร่ตรองทหลากหลายและแปลกใหม่
ี
ู
ื่
ุ
คณครเพ็ญศร เครองสกุล
ี
ิ
ี
โรงเรยนสันตวิทยา เชยงราย
6 กันยายน 2014
86
้
ุ
์
้
จากบันทึกประสบการณของคุณครทั้งหมดขางตน ผมขอสรปค าแนะนาในการใหภาพรวม
ู
้
ดังน้ ี
1. ครควรเตรยมตัวเปนอย่างดและอย่างเต็มทว่าจะใหภาพรวมไดอย่างชัดเจนและ
ี่
ี
ู
ี
้
็
้
น่าสนใจไดอย่างไร
้
ู
ี่
้
้
ี่
ี
2. ครควรใหภาพรวมทกระชับและมหัวขอไม่มากแต่ใหรายละเอยดทพอควร
ี
้
ู
้
้
้
ี
้
ี่
ู
3. ครไม่จาเปนตองกระตุนใหนักเรยนบันทึกทุกคาพูดทครพูด ในระหว่างการใหภาพรวม
็
ู
ู
ื่
็
ี่
้
้
ื่
ี
ั
ครควรใหนักเรยนตั้งใจฟงและทาบันทึกย่อเพอเปนเครองนาหลังจากทครพูดจบแลว
้
ี
ี
ตั้งแต่เรมคาบเรยน ครใหนักเรยนมองเห็นภาพรวม (Holistic) ในระหว่างเวลาเรยน คร ู
ี
ู
ิ่
็
์
้
ค่อยๆ แยกย่อยภาพรวมนั้นเปนภาพเล็กๆ ทเปนหัวขอย่อยต่างๆ และแสดงถึงความสัมพันธของ
็
ี่
้
ี
ั
้
หัวขอย่อยเหล่านั้น ก่อนจบคาบเรยน ดวยการไตรตรองอกคร้งหนึ่ง นักเรยนจะไดรบโอกาสท ี่
้
ี
่
ั
ี
ั
ทบทวนภาพเล็กๆ และประกอบใหกลับเปนภาพใหญในใจของเขาอกคร้ง และตรวจสอบว่าเขาได ้
ี
็
่
้
ื
ี่
เรยนรครบถวนอย่างทครตั้งใจไวตั้งแต่ตอนเรมคาบเรยนหรอไม่ เทคนิคน้จึงช่วยพัฒนาทักษะใน
ี
ิ่
้
้
ู
ี
ี
้
ู
ู
้
ี่
ี
การเรยนรและการคิดในระดับทสูงขึ้น อันสามารถส่งผลต่อการเรยนรของนักเรยนไดอย่างน่า
ี
ี
ู
้
้
มหัศจรรย ์
87
ความจริง
“ท่านจะเรียนรู้ความจริง และความจริง
้
จะท าใหท่านเป็นอิสระ” (ยน.8:32)
88
บทที่ 5
นําเสนอบทเรียนดวย See-Judge-Act ก็งายๆ แคเนี๊ยะ
ขั้นตอนการนาเสนอบทเรยนเปนขั้นท่ 3 ของการสอนแบบไตรตรองและเปนขั้นตอนททา
ี
่
่
็
ํ
ี
็
ี
้
ี
้
่
้
ทายครเพอนรวมทางของผมมากทสุด คุณครต้องหลุดพนจากความคุนเคยกับขั้นตอนการสอน
ื
่
ู
่
ู
ู
่
็
้
้
้
ู
ิ
่
ี
ี
็
ี
แบบเดิมๆ ทมครเปนผูสอนและนักเรยนเปนผูฟัง ครเรมต้นการสอนดวยการบรรยาย บรรยายและ
้
ํ
ี
บรรยายเน้อหา ทฤษฎและหลักการมากมาย และต่อด้วยการใหนักเรยนทาแบบฝกหัด ทารายงาน
ํ
ึ
ื
ี
ื
ี
่
แลวจบลงทการใหการบาน นักเรยนท่องจาเน้อหาเพือนําไปสอบอันเปนการจัดการเรยนแบบนรนัย
ี
็
้
ิ
ี่
้
้
ํ
้
(Deduction) ในการจัดการเรยนการสอนแบบไตรตรอง ครตองจัดใหมการใชกระบวนการทั้งอุปนัย
่
ี
ู
ี
้
้
ู
้
(Induction) และ นิรนัย (Deduction) ในทุกหน่วยการเรยนร
ี
้
ครเรมตนจากการใชกระบวนการอุปนัย (Induction) ด้วยการใหนักเรยนสังเกตและ
ู
้
ิ
่
้
ี
์
่
์
วิเคราะหขอมูลเชิงประจักษจากปรากฏการณหรอสถานการณต่างๆ ทเกดขึ้น แลวนาขอมูลนั้นมา
์
์
ํ
้
ิ
ี
ื
้
้
้
้
้
ื
่
ุ
่
ื
้
ํ
ื
่
ื
้
จัดหมวดหมู หาขอเหมอนและขอต่าง เพอนามาหาขอสรปทัวไปหรอสรางแนวคิดหรอขอ
ี
สมมติฐาน หลังจากนั้น ครูจึงใชกระบวนการนิรนัย (Deduction) คอ ครูอธบายกฎ ทฤษฎ หรือ
ิ
้
ื
้
ํ
ู
ี
ี
ี่
้
ึ
ํ
้
หลักการต่างๆ ทสาคัญและเกยวของ และให้นักเรยนฝกฝนและตอกย้าการเรยนรดวยการให ้
ี่
ทางานหรอแบบฝกหัดต่างๆ
ึ
ํ
ื
่
ี
ิ
ิ
ื
้
ี
กระบวนการสารวจชวตดวย See-Judge-Act เปนเครองมอทมประสิทธภาพทโดยคร ู
่
ื
ี
ี
ํ
่
็
ื
้
ํ
ิ
่
้
้
ี
ี
เรมตนการนาเสนอบทเรยนดวย Induction แลวต่อดวย Deduction กล่าวคอ ครเรมตนจากวิธการ
้
่
้
ู
ิ
Induction ในขั้น See ครูใหนักเรยนสังเกตขอมูลในสถานการณต่างๆ เพอสรางและสรปเปน
ื
่
ุ
์
้
้
ี
้
็
ื
่
ิ
เรองราวหรอขอสรปทัวไป จากนั้น จึงเขาสูขั้น Judge ซึ่งใชวิธ Deduction ครูอธบายกฎ ทฤษฎ ี
ื
้
่
ี
่
ุ
้
้
้
ื
ื
ุ
่
่
้
ื
ื
่
ี
หรอหลักการทัวไปมาอธบายหรอทดสอบเรองราวหรอขอสรปทัวไปทไดนั้น ในขั้นทายสุด ขั้น Act
้
่
ิ
ื
้
่
ึ
ั
ครูใหนักเรยนทาแบบฝกหัดหรอมอบหมายงานเพอฝกการแกปญหา หรอปรบใชบทเรยนทไดใน
ึ
ี
้
ื
ั
้
ี
ี
ํ
ื
่
้
์
ี
ิ
สถานการณต่างๆ ในชวิตจรง
่
ื
ํ
็
้
้
ี
แมว่าในความคิดของผม การนาเสนอบทเรยนดวย See-Judge-Act เปนเรองยาก เพราะ
้
้
ู
้
ี
ื
ในระบบการศึกษาไทยใชการจัดการเรยนรบนแนวคิด Induction นอยมาก หรอแทบไม่ใช้เลย แต่
่
็
ู
ื
้
้
็
่
ื
้
ดวยความเปนครมออาชีพของครเพอนรวมทาง พวกเขาแสดงใหเหนว่าการนําเสนอบทเรยนดวย
ู
ี
See-Judge-Act เปนเรองง่ายๆ ดังจะเห็นไดจากบันทึกของคณครูสารภี กศลสง โรงเรียนเซนตโย
ื่
์
้
็
ุ
ุ
่
89
ั
ุ
์
ํ
็
้
ี
เซฟคอนเวนต์ ได้แบ่งปนประสบการณและยังได้สรปความเหนว่า การนาเสนอบทเรยนดวย See-
้
ั
ู
ื่
ุ
่
ี
Judge-Act ก็งายๆ แคเน้ยะ และไดเชิญชวนและรบรองกับครท่านอนๆ ว่า “จะสนกในการสอน
่
มากกวาทีเปนอยู”
่
็
่
่
ก็งายๆ แคเนี้ยะ
ี
่
ี
ี
ฉันชอ สารภ กุศลส่ง สอนวิชาภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศกษาปท 4 ส่งท่ฉันได้รับจาก
ี
ิ
ื่
ึ
่
้
่
ื
ี
ี
่
การใช้กระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง คอ การสอนทีเหนอยนอยลง ก่อนการ
ื
่
ี
ิ
ื
ี
ี
ึ
อบรม ฉันจัดกิจกรรมการเรยนการสอนทเน้นการให้เน้อหา อธบาย และให้นักเรยนทําแบบฝกหัด
ฉันคิดว่า นักเรยนน่าจะเข้าใจ เพราะขณะอธบายไม่มคนคยและเล่น แต่เมอตรวจการทําการบ้าน
ี
่
ื
ุ
ิ
ี
ื
พบว่า หลายคนไม่ทําและบางคนไม่นําหนังสอมาเรยน แน่นอนว่า ฉันรู้สึกไม่พอใจ แต่ทําให้ฉัน
ี
้
ย้อนกลับมองตนเองว่า การสอนของฉันคงไม่ได้สรางความประทับใจและทําให้เขาเกิดความ
ื
้
ื
ื
ี
ี
กระตอรอรนในการทจะเรยนวิชาน้ ี เม่อฉันได้รับแนวทางการสอนท่เน้นการไตร่ตรอง จึง
่
ี
่
นํามาใช้ในการจัดกิจกรรมซงฉันเองก็ไม่มั่นใจว่า ใช่ See Judge Act หรอไม่ โดยการให้นักเรยน
ี
ึ
ื
ื
่
ทํา Mini Book เรอง The Best Vacation
ั้
ู
ิ
่
ี
่
ฉันเร่มจาก ขน See โดยให้นักเรยนดภาพสถานทท่องเทยวต่างๆ จาก Projector และถาม
ี
ี
่
คําถามเพื่อสํารวจข้อมูลจากประสบการณ์เดิมของนักเรียนเกียวกับการเดินทางไปในสถานที ่
่
ู
่
ี
ิ
ต่างๆ เพือสอให้นักเรยนเร่มสังเกตคําศัพท์เฉพาะทเกียวกับการท่องเทยวและรปประโยค จากนั้น
่
ื
่
ี
ี
่
ฉันสรางสถานการณเพือเพิ่มพูนคําศัพท์ โดยทํางานเปนกล่ม กล่มละ 3-4 คน ให้นักเรยนแต่ละ
็
้
์
ุ
ุ
่
ี
ิ
ุ
ี
่
่
ี
กล่มวางแผนในการไปเทยวสถานทต่างๆ ในวันหยุดด้วยการทํา Packing List รายการส่งของ
ี
เครองใช้ทจะนําไปและเขยนคําศัพท์ในรปแบบต่างๆ เช่น วาดภาพกระเปาเดนทาง แล้วเขยน
่
ื
ิ
่
ี
๋
ู
ี
ี
ี
่
คําศัพท์ลงไปในภาพ จากนั้นฉันและนักเรยนร่วมกันรวบรวมคําศัพท์ทได้จากการจัดทํา Packing
List โดยการวาดภาพบนกระดาน และให้แต่ละกล่มมาเขยนคําศัพท์ของตนเองทแตกต่างจากกล่ม
ุ
ี
ุ
ี
่
่
เพือน
ั้
ขน Judge ฉันอธบายหลักการและยกตัวอย่างประโยคทม Noun , Verb และ Adjective
ิ
ี
่
ี
้
ู
ิ
ี
่
และการใช้คําศัพท์ต่างๆ และเชอมโยงความรเดมทนักเรยนเคยเรยน และตั้งคําถามให้นักเรยน
ี
ี
่
ี
ื
ี
์
ื
ื
่
ี
วิเคราะหประเภทของคําศัพท์เพื่อเชอมโยงการทํา Mini Book และให้นักเรยนอ่านหนังสอเรยน
ี
่
ในบททเกียวข้อง
่
90
ั้
ี
ิ
ื
่
ขน Act ฉันให้นักเรยนทํา Mini Book เรอง The Best Vacation โดยการเตมคําตามโครง
เรองทฉันกําหนดประเภทของคําไว้ให้ และให้นักเรียนในกลุ่มช่วยกันแต่งประโยคให้สมบูรณ์
ื่
ี่
ี
ี
ี
จากการทํากิจกรรมน้ ทําให้ฉันสามารถตรวจสอบความเข้าใจบทเรยนของนักเรยนจากการทํางาน
ได้อกด้วย นักเรยนให้ความสนใจในการวาดภาพ ระบายสและนําเสนอผลงาน
ี
ี
ี
ี
จบคาบเรยนด้วยคําถามไตร่ตรอง “ What should you do when you go to the sea?”
็
ี
่
ุ
ิ
ู
เพือให้นักเรยนร่วมกันแสดงความคดเหนและสรปความรจากกิจกรรม
้
ิ
ึ
ี
ึ
ฉันพบว่า นักเรยนได้ฝกทักษะการคดแบบไตร่ตรอง และถงแม้ว่าฉันเองไม่มั่นใจว่า จะ
ใช่ See Judge Act หรือไม่ แต่ฉันก็พบว่า นักเรียนของฉันบางคนทีไม่ค่อยมีหนังสือมาเรียน
่
เดยวน้มหนังสอมาเรยนแทบทกคร้ง ถึงแม้ว่าในบางคร้งจะยังลมบ้างก็ตาม ครเข้าใจ !!!
ั
ี
๋
ี
ั
ี
ู
ี
ื
ื
ุ
ุ
ิ
ู
ฉันอยากเชญชวนครทกท่านให้มาใช้กระบวนการสอนทเน้นการไตร่ตรองเหมอนฉัน
่
ี
ื
่
รบรองว่า จะสนกในการสอนมากกว่าทเปนอยู่
็
ี
ุ
ั
ุ
ี
คณครูสารภ กุศลส่ง
ี
โรงเรยนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ กรงเทพฯ
ุ
็
ี
้
ี
้
ี
้
ขั้น See ของคุณครูสารภ น่าประทับใจมากเปนพิเศษ ครไดใหโอกาสนักเรยนไดเรยนรดวย
้
ู
้
ู
้
้
่
ี
้
้
ู
ตัวเอง จากการสารวจขอมูลและสถานการณทครใหเพอเพิ่มพูนคําศัพท รวมทั้งไดใหนักเรยนไดจับ
ํ
์
ื่
ี
์
้
่
ู
้
ี
้
กลุมแลกเปลยนและเพิมพูนคาศัพทจากกันและกัน โดยเฉพาะในตอนทายทคุณครใหแต่ละกลุม
่
ํ
ี
่
่
์
่
เขยนคาศัพททแตกต่างจากเพอนกลุมอน
์
ื
ี
่
ํ
่
ี
่
่
ื
ไม่ใช่เพยงการสอนภาษาอังกฤษเท่านั้น กระบวนการ See-Judge-Act ยังใชไดดีกับการ
ี
้
้
์
ี
ี
้
สอนภาษาไทยดวย ดังตัวอย่างของคณครูศิรพร กิจเจรญ โรงเรยนเซนต์ปเตอรธนบุรี คุณครูได้
ุ
ิ
ิ
ี
ิ
้
ี
ิ
บันทึกการสอนสุภาษตไทยดวย See-Judge-Act ในขั้น see คุณครูศิรพรไดใหนักเรยนมโอกาสเดา
้
้
้
ู
และเรยนรจากการลองผิดลองถูก ทาใหนักเรยนสนุกสนานในการเรยน
ี
ํ
ี
ี
้
91
เรียนสุภาษิตดวย See-Judge-Act
ี
ิ
ิ
ึ
ี
่
่
ฉันชอนางสาวศรพร กิจเจรญ ครสอนวิชาภาษาไทยชั้นประถมศกษาปท 4 โรงเรยนเซนต์
ื
ี
ิ
ู
ั
ุ
ี
์
ี
ี
่
ี
ปเตอรธนบร ฉันมโอกาสได้เข้ารบการอบรมวิธการจัดการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง
ี
ี
่
ี
ี
ี
ในขณะทฉันอบรมอยู่นั้น ฉันมความวิตกกังวลว่า ฉันจะทําได้หรอไม่ ฉันจะนําวิธการจัดการเรยน
ื
ี
่
ี
ื
ี
ี
การสอนทเน้นการไตร่ตรองไปใช้กับนักเรยน และจะเกิดผลกับนักเรยนหรอไม่
ี
หลังจากทฉันได้รบการอบรมแล้ว ฉันได้นําวิธการเรยนการสอนน้ไปใช้กับนักเรยน เช่น
ี
ี
่
ั
ี
ี
ในการเรยนการสอนก่อนการอบรม ฉันเข้าไปในห้องเรยนแล้วสอนเลย ฉันได้เปลยนมาเปน
็
ี
ี
่
ี
ี
้
ี
ิ
่
ื
ี
ี
“นักเรยนวันน้เราจะมาอ่านบทรอยกรอง เรองภาษต คําพังเพย” ฉันใช้เวลา 1 คาบเรยน นักเรยนของ
้
ิ
ฉันเร่มให้ความสนใจในการอ่านบทรอยกรอง
ั้
ู
ิ
ู
ฉันเร่มเข้าส่กระบวนการ See-Judge-Act ในขน See ฉันให้นักเรยนดภาพสํานวน สภาษต
ิ
ุ
ี
ี
ื
ิ
ุ
่
ื
คําพังเพย ประมาณ 5-6 ภาพ และให้นักเรยนลองเดาชอสํานวน สภาษต หรอ คําพังเพยในแต่ละภาพ
้
พรอมทั้งลองอธบายความหมายตามจนตนาการของนักเรยน
ิ
ิ
ี
ู
ี
ฉันขออาสาสมัครทละ 2 คน ประมาณ 5 ค่ ออกมาหน้าชั้นเรยน โดยมกตกาว่า คนแรกหยิบ
ี
ี
ิ
ุ
่
ิ
ุ
ิ
ี
ภาพสํานวน สภาษต คําพังเพย คนทสองหยิบบัตรคําสํานวน สภาษต คําพังเพยให้ตรงกับภาพ และ
ี
่
ี
ิ
ี
ื
ลองบอกความหมายของสํานวน สภาษตหรอคําพังเพยทนักเรยนหยิบได้ นักเรยนส่วนใหญ่สนใจ
ุ
ี
ื
ี
ู
ี
่
และให้ความร่วมมอในการทํากิจกรรมหน้าชั้นเรยนน้ บางคนตอบผิดตอบถก แต่ก็อยากทจะออก
ุ
ี
่
ี
มาร่วมสนกด้วยกัน ห้องเรยนเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสยงหัวเราะของนักเรยนอย่างทไม่เคยเกิดมา
ี
ี
ี
ก่อนในห้องเรยนของฉัน
้
ั
ิ
ุ
ในขน Judge ฉันอธบายความหมายของสํานวน สภาษต คําพังเพย และยกตัวอย่างประกอบ
ิ
่
ื
ึ
ู
ี
ในแต่ละสํานวน เพือให้นักเรยนเข้าใจอย่างถกต้องมากข้น เช่น สํานวนจับปลาสองมอ
ื
ครู : สํานวน จับปลาสองมอ หมายความว่าอะไรคะ?
ื
นักเรยน : คอ การทําอะไรสองอย่างในเวลาเดยวกันค่ะ
ี
ี
ี
ั
ครู : นักเรยนลองยกตัวอย่างให้ฟงหน่อยได้ไหมคะ?
ี
ั
ี
ื
้
ู
นักเรยน : เช่น การอ่านหนังสอพรอมกับดทวีครบ เราก็จะไม่ได้อะไรเลย เพราะ
ี
อ่านหนังสอขณะดทวี มันจะทําให้เราไม่รเรองครบ
ู
ื
ื
้
ู
่
ั
92
ิ
ึ
ิ
ิ
ี
ฉันอธบายเพิ่มเตมถงความหมายและยกตัวอย่างจากสํานวน สภาษต คําพังเพย อกหลายต่อ
ุ
ู
ู
ี
่
็
ิ
็
ี
หลายตัวอย่าง เช่น ขช้างจับตั๊กแตน นํ้าท่วมปาก ไก่เหนตนง งเหนนมไก่ ดนพอกหางหม และฉันให้
ู
่
ื
ี
ิ
นักเรยนอ่านหนังสอเพือทําความเข้าใจเพิ่มเตม
ในขั้น Act ฉันให้นักเรยนทําใบงานเรองสํานวน สภาษต คําพังเพย โดยให้ค้นคว้าจากบัตร
ี
ิ
ุ
่
ื
ภาพและบัตรคํา จากทนักเรยนได้เรยนไปในชั่วโมง
ี
่
ี
ี
ิ
ุ
ี
ี
ก่อนจบคาบ ฉันให้นักเรยนไตร่ตรองด้วยคําถามว่า “สภาษตใดทนักเรยนสามารถนําไปใช้
่
ี
ิ
ี
็
่
ี
ุ
เปนหลักการในการดําเนนชวิตทดได้? เพราะเหตใด”
ี
ุ
ี
ี
ด้วยกระบวนการเรยนการสอนด้วย See-Judge-Act นักเรยนสนกสนาน สนใจเรยน กล้า
ี
ี
ิ
แสดงออกหน้าชั้นเรยนมากข้น ฉันจงอยากเชญชวนครทกท่านได้ลองสัมผัสกับวิธการเรยนการ
ึ
ุ
ี
ู
ี
ึ
่
ี
สอนทเน้นการไตร่ตรอง แล้วลองนําไปใช้กับการสอนในห้องเรยน ฉันเองก็ไม่รว่าจะถกหรอผิด
ื
ู
ี
้
ู
ี
ื
ึ
่
ุ
้
ู
และไม่กล้าทจะลองในตอนแรก แต่เมอได้ลองนําไปใช้แล้ว รสกว่า นักเรยนสนใจและสนกสนาน
่
ี
ี
ึ
ในการเรยนมากข้น
ุ
ิ
คณครูศริพร กิจเจริญ
ุ
ี
์
ี
โรงเรยนเซนต์ปเตอรธนบร ี
้
์
ิ
ี
ิ
่
ู
้
ํ
การสอนของคุณครศิริพรเรมจาก Induction ดวยการใหนักเรยนวิเคราะหสานวน สุภาษต
และคาพังเพย ตามจินตนาการของตน เพอหาแนวความคิดอย่างไม่ตองกังวลว่าจะผิดหรอถูก
ํ
้
ื
่
ื
ี
่
หลังจากนั้น ครจึงใช Deduction ดวยการอธบายความหมายทถูกต้องและยกตัวอย่างเพิ่มเติม
ู
้
ิ
้
ํ
่
่
ี
้
ํ
้
ื
ื
ู
ื
่
่
ี
คุณครยังใหนักเรยนอ่านหนังสอเพอทาความเขาใจดวยตัวเอง กอนทจะทาใบงานเพอตอกย้าและ
ํ
้
้
ฝกฝนในขั้นสุดทาย
ึ
ี
คุณครนุจรย ผิวงาม โรงเรยนเซนต์โยเซฟคอนเวนต เปนอกท่านหนึงทยนยันว่า การ
์
็
ี
ู
่
ื
่
์
ี
ี
นาเสนอบทเรยนดวย See-Judge-Act “ไมยากอยางทคิด” เพยงแต่ขอใหครเปลยนตัวเองจาก
ู
ํ
ี
้
ี
ี
่
้
ี
่
่
่
้
ี
็
็
่
เปนผูอธบาย มาเปนผูตั้งคาถามและช้แนะ เปลยนจากครูเปนผูป้อนความรูมาเปนนักเรยนเปนผู ้
้
้
ิ
ี
็
ํ
็
็
ี
้
ํ
ู
้
ี
้
้
ี
้
่
ํ
้
ี
็
็
ู
คนควาและเรยนรดวยตัวเอง และเปลยนจากครเปนผูทาการสอนมาเปนนักเรยนทุกคนทางาน
่
รวมกันและไดเรยนรตามความถนัดของตนเอง
้
ู
้
ี
93
ไมยากอยางที่คิด
่
ฉันสอนวิชาภาษาไทย Grade 9 มาตั้งแต่เริ่มเข้าทํางานทีโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์
ี
่
ถ้านับเวลาได้ 7-8 ปแล้ว เรองทฉันสอนเปนเรองเดมๆ ตามทกระทรวงฯ กําหนด จนบางคร้ง ฉัน
ี
่
ื
่
ี
ั
ิ
็
่
ื
ิ
ื
ื
ิ
่
ั
่
ี
คิดว่า “มันจะยากอะไร?” แต่ปญหามันอยู่ทว่า “เมอฉันเร่มอธบายเน้อหาต่างๆ นักเรยนก็จะเร่ม
ี
ิ
็
้
ิ
พูดคยไปพรอมกับการอธบายของฉันด้วย” นั่นเปนการบอกว่า การสอนของฉันไม่น่าสนใจเลย
ุ
“แล้วฉันจะทําอย่างไรดล่ะ”
ี
่
ี
ื
ู
ี
ี
ฉันได้นํากระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองมาทดลองใช้ หรอจะเรยกให้ถก
ื
่
ี
ี
่
คอ นํามาทําวิจัยในชั้นเรยนในหน่วยทชอว่า “มองโฆษณาอย่างวรรณกรรม” โดยใช้กระบวนการ
ื
See-Judge-Act
ี
See – นักเรยนชมคลปวิดโอ โฆษณา “TRUE Move H Giving” เมือจบคลิปวิดีโอ
ิ
ี
่
โฆษณา นักเรยนพูดว่า “เน้อหาในโฆษณาไม่เหนเกียวกับตัวสนค้าเลยค่ะ” ฉันจงถามนักเรยนว่า
ี
ื
ิ
่
ึ
็
ี
ิ
“นักเรยนคดว่า ทําไมเขาไม่โฆษณาสนค้าของเขาตรงๆ ล่ะ?” นักเรียนตอบว่า “หนูคิดว่า ถ้า
ิ
ี
โฆษณาสนค้าอย่างเดยวไม่น่าสนใจค่ะ” ฉันถามต่อไปว่า “นักเรยนว่าโฆษณาทีดน่าจะต้องม ี
ี
ี
่
ี
ิ
่
ลักษณะอย่างไร?” จากนั้นนักเรียนช่วยกันตอบลักษณะของโฆษณาทีดีตามทีนักเรียนคิดและได้
่
็
จากการชมคลปวิดโอ เช่น ต้องไม่บอกว่าเปนสนค้าอะไรในตอนแรก ให้คนดล้น เปนต้น ตลอด
ิ
ุ
ิ
็
ี
ู
ุ
่
ี
ี
กระบวนการในขั้นน้ ีทําให้ฉันเหนการเปลยนแปลงบางอย่าง นักเรยนทเคยคยนอกเรอง
ื
่
ี
็
่
ี
ี
่
ิ
์
ุ
ตลอดเวลาทฉันสอนนั้น พวกเขาตั้งใจชมคลปวิดโอ และร่วมกันวิพากษ์วิจารณอย่างสนกสนาน
่
Judge – ฉันอธิบายเกียวกับเทคนิคและวิธีการในการเขียนโฆษณา และมอบหมายให้
่
ี
ี
ี
นักเรยนอ่านและค้นคว้าเพิ่มเตมเกียวกับเทคนคและวิธการในการเขยนโฆษณาในรปแบบต่างๆ
ิ
ู
ิ
และหาตัวอย่างโปสเตอรโฆษณาต่างๆ แล้ว นํามาสรปร่วมกันถงเทคนคและวิธการเขยนโฆษณา
ิ
ึ
ี
์
ี
ุ
ั
ี
่
็
ี
ี
ุ
ี
ุ
ในขั้นน้นักเรยนทํางานกันเปนกล่ม ทกคนให้ความสนใจในงานทตนได้รบมอบหมาย มคยเล่น
ุ
ุ
ี
นอกเรองบ้างแต่น้อยลงกว่าตอนทฉันสอนโดยวิธการอธบาย และสดท้ายนักเรยนสรปออกมา
ุ
่
ี
ิ
่
ี
ื
ี
ู
เป็นความรของตัวเองได้ ฉันเพียงแต่ตั้งคําถามเพือช้แนะบางอย่างเท่านั้น
้
่
่
่
Act – ฉันมอบหมายให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเขียนโฆษณาผลิตภัณฑ์ทีมีชือเสียงของ
ั
ู
ุ
ุ
่
ิ
ท้องถ่นบางรกโดยตั้งโจทย์ว่า “จะทําโฆษณาอย่างไร เพือให้ผลตภัณฑ์ท้องถ่นสะดดห สะดดตา
ิ
ิ
ี
ี
และสะดดใจคนนอกถ่น” นักเรยนแต่ละกล่มเลอกผลตภัณฑ์ทตนสนใจและลงมอเขยนโฆษณา
ิ
ุ
ื
ื
ี
่
ิ
ุ
ี
ี
ี
ี
ในระหว่างทเขยนก็จะมการถกเถยงกันตลอดเวลา เช่น “ใช้คําแบบน้น่าสนใจกว่าตั้งเยอะ” หรือ
่
ี
94
ู
ุ
“รปน้ไม่สวย ไม่น่าสนใจ” หรือ “จําไม่ได้เหรอ โฆษณาต้องสะดดห สะดดตา สะดดใจ เราว่า
ี
ุ
ู
ุ
ี
่
ี
เปลยนข้อความดกว่านะ” เป็นต้น
่
ุ
หลังจากเรยนจบหน่วยน้ นักเรยนแต่ละกล่มได้ผลงานโฆษณาทด มข้อความโน้มน้าว
ี
ี
ี
ี
ี
ี
ี
่
ั
ี
่
ี
ิ
ุ
ุ
ื
ี
่
ผู้อ่านมากกว่าทฉันเคยได้รบในอดต ส่งทฉันประทับใจมากทสด คอ นักเรยนทกคนทํางาน
ี
ู
ิ
ร่วมกันได้อย่างด รจักยอมรบความคดเหนซงกันและกัน จนทําให้ผลงานของทกกล่มออกมาด ี
ั
็
่
ึ
ุ
้
ุ
ี
มาก
่
ี
ุ
ื
ุ
ึ
็
ุ
ฉันรสกสนกกับการสอนมากข้น เดกๆ เองคยกันน้อยลง เนองจากสนกกับการเรยนมาก
ึ
้
ู
ี
ี
ึ
ข้น เพราะว่าพวกเขาทํากิจกรรมตลอดทั้งคาบเรยน และได้เรยนรตามความถนัดของแต่ละคน
ู
้
ั
ิ
และทําให้ฉันเข้าใจมากข้นว่า การลงมอทําด้วยตนเองเข้าใจง่ายกว่าการนั่งฟงคนอนอธบาย และ
่
ื
ื
ึ
ี
์
ุ
ู
ื
ฉันเชอว่าครทกคนก็สามารถมประสบการณแบบน้ได้เหมอนกัน กระบวนการเรยนการสอนท ่ ี
่
ี
ื
ี
เน้นการไตร่ตรองไม่ยากอย่างทคด
ี
ิ
่
คณครูนจรย์ ผิวงาม
ุ
ี
ุ
ี
โรงเรยนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ กรงเทพฯ
ุ
10 ตลาคม 2014
ุ
์
ี
้
ู
ื่
ี
ี
้
ี
ู
้
คุณครนุจรย ใชเทคนิคการตั้งคาถามเพอกระตุนการเรยนรของนักเรยนตลอดคาบเรยน ใน
ํ
ิ
ู
้
ํ
ขั้น See คุณครใชเทคนคการตอบคาถามนักเรยนดวยคาถาม ในขั้น Judge อธบายเทคนคและ
ํ
ี
้
ิ
ิ
้
ี
ื่
ี
วิธการ แล้วครตั้งคําถามเพอช้แนะ และในขั้น Act คุณครูมอบหมายงานดวยคาถามเช่นกัน คุณครู
ู
ํ
็
็
่
ี
์
ี
็
้
ได้เปลยนการสอนจากการสอนแบบมครเปนศูนยกลาง ใหเปนการสอนทนักเรยนเปนศูนยกลาง
์
ู
ี่
ี
์
่
ี
้
ี
ี
่
ี
การเปลยนการนาเสนอบทเรยนจากแบบเดิมทมครเปนศูนยกลาง มาเปนการสอนดวย
ํ
็
็
ู
์
ี
็
้
ี
ี
ี
่
ํ
ุ
กระบวนการ See-Judge-Act ทมนักเรยนเปนศูนยกลาง ทาใหนักเรยนของคณครูกนกวรรณ
ิ
ไทยรตน โรงเรยนมาแตรเดอวทยาลัยพบว่า “นักเรยนมการพัฒนาความคิด และไม่ยึดตดกับ
ี
ี
ิ
ี
์
ี
์
ั
ี
ี
ิ
ี
ี
ี
ี
คาตอบเพยงแบบเดยว และมทัศนคตท่ดขนและถูกต้องในการเรยนวิชาคณตศาสตร”
ิ
ํ
ึ้
์
95
เมือฉันมาเปนครู
่
ิ
่
ี
ู
ฉันเปนครสอนวิชาคณตศาสตรในระดับประถมศกษา โดยทฉันไม่ได้เรยนวิชาครูมา
ี
็
์
ึ
ี
โดยตรง ฉันไม่เคยเรยนขั้นตอนของการสอน และฉันไม่มั่นใจว่า ฉันจะสอนนักเรียนอย่างไรดี
เมอฉันเร่มต้นทํางาน ฉันได้รจักกระบวนการ Mater Dei Learning Cycle หรือเรียกสั้นๆ ว่า
่
้
ิ
ื
ู
ี
ี
MDLC กระบวนการน้ช่วยฉันในการสอนเปนอย่างมากตลอดปแรกของการทํางาน ปต่อมา ฉัน
ี
็
ี
ได้มโอกาสเข้ารบการอบรมกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง ทําให้ฉันมความ
ี
ั
ี
่
ี
ิ
ื
ึ
ื
ี
ชัดเจนมากยิ่งข้น และนักเรยนของฉันเข้าใจเน้อหาอย่างแท้จรง มากกว่าการท่องจํา นั่นคอม ี
“วิธการคิด”
ี
ั
ิ
ั
ในปแรกสําหรบการสอนหัวข้อโจทย์ปญหาในระดับชั้น ป. 4 ฉันเร่มต้นด้วยการให้
ี
ี
ภาพรวม และนําเสนอบทเรยนด้วยการแจกโจทย์ 1 ข้อให้นักเรยนทกคน ให้นักเรยนหยิบสมาขด
ุ
ี
ี
ี
ี
้
เสนใต้ตามคําบอกของครว่า ประโยคน้ โจทย์กําหนดมาให้ ส่วนน้เปนคําถาม ข้อความน้คอ การ
็
ื
ี
ี
ี
ู
ี
์
บวก ลบ คณ หรอหาร แล้วฉันเฉลยประโยคสัญลักษณทถกต้อง จากนั้น ให้นักเรยนทํา
ู
ี
ู
่
ื
ี
ี
ี
ึ
ู
ี
แบบฝกหัด ฉันพบว่า นักเรยนบางส่วนทําได้ด แต่บางคนจะมคําถามกับฉันว่า “ครขา ข้อน้ทํา
่
ิ
ิ
อย่างไรคะ มันไม่เหมอนตัวอย่างค่ะ” ส่งทฉันทําได้ตอนนั้นคอ อธบายเพิ่มเตมและพยายามหา
ื
ื
ี
ิ
โจทย์ทหลากหลายมาให้นักเรยนดเท่านั้น
ู
่
ี
ี
ี
่
่
ู
ี
ื
้
แต่เมอฉันได้รจักวิธการนําเสนอบทเรยนแบบ See-Judge-Act ในปีที 2 ของการเป็นครู
ิ
ิ
ฉันมแนวคดในการจัดกิจกรรมท “นักเรยนจะต้องสนกแน่ๆ เลย” ฉันเร่มต้นด้วยการให้ภาพรวม
ี
่
ี
ี
ุ
่
ี
่
และเปลยนโจทย์ 1 ข้อสําหรับนักเรียนทุกคน เป็นคนละ 1 ข้อทีแตกต่างกัน แล้วให้นักเรียน
วิเคราะหโจทย์ด้วยตัวเองก่อน จากนั้น ฉันให้นักเรยนทําข้ออนทตนเองสนใจ โดยสามารถ
ี
ื
ี
์
่
่
ี
่
ึ
่
ื
ซักถามข้อสงสัยจากเพือนทเปนเจ้าของโจทย์ ฉันสัมผัสได้ถงบรรยากาศของการช่วยเหลอกัน
็
ี
ี
ี
ี
ี
่
การโต้เถยงทสรางสรรค์ว่า ใช่หรอไม่ใช่ นักเรยนกล้าท่จะลองเขยนคําตอบทตนคดโดยไม่กังวล
ิ
้
ื
ี
่
ว่า จะถกหรอผิด และเมอถงตอนนําเสนอโจทย์หน้าห้อง ฉันพบว่า มนักเรยนยกมอข้นเมอเพือน
ู
ี
ี
ื
่
่
ื
ื
ื
ึ
่
ึ
นําเสนอแล้วถามว่า “ครขา หนเข้าใจประโยคสัญลักษณทเพื่อนเฉลยนะคะ แต่หนคดได้อกแบบ
ี
ิ
ู
์
ู
ี
่
ู
ู
ู
ึ
่
ึ
หนง ซงหนก็ว่าของหนใช้ได้ค่ะ” นักเรียนได้เรียนรู้ได้ว่า การเรียนคณิตศาสตร์สามารถหา
่
ู
คําตอบได้หลากหลายวิธ นักเรยนเกิดความภมใจว่า สามารถหาคําตอบได้ด้วยตนเอง และ
ี
ี
ิ
็
สามารถเปนผู้ถ่ายทอดให้กับเพือนๆ ได้อกด้วย
่
ี
96
ี
จากนั้น ฉันจงได้อธบายเทคนคหรอวิธการวิเคราะหโจทย์ปญหา โดยทฉันมผู้ช่วยตัว
ี
์
ั
่
ิ
ิ
ึ
ี
ื
ื
่
ี
่
น้อยๆ ทแย่งกันยกมอตอบคําถามว่า เขาหาประโยคสัญลักษณมาได้อย่างไร ฉันทําหน้าทเปน
ี
์
็
ี
่
ั
ี
ึ
ี
ี
เพียงผู้คอยช้แนะ สําหรบคําตอบทไม่ตรงประเดนให้นักเรยนมความชัดเจนมากยิ่งข้น เมอได้
ื
่
็
ึ
้
ึ
ู
ี
ึ
ข้อสรปแล้วจงให้นักเรยนทําแบบฝกหัดทบทวนความรและฝกฝนให้เกิดความชํานาญ
ุ
ั
ี
ี
ี่
ี
ี
่
ี
การทฉันได้ปรบเปลยนวิธการนําเสนอบทเรยนทําให้ฉันพบว่า นักเรยนของฉันมการ
ิ
ี
ิ
ี
ี
ิ
พัฒนาความคด และไม่ยึดตดกับคําตอบเพียงแบบเดยว และนักเรยนมทัศนคตทดข้นและถกต้อง
ู
ึ
ี
ี
่
ในการเรยนวิชาคณตศาสตร ์
ิ
ี
ี
ู
้
่
ื
ี
ิ
เมอฉันได้เรยนรกระบวนการเรยนการ ได้นําไปใช้ และประเมนผล ฉันมั่นใจว่าฉันเป็น
ู
้
ี
ี
ี
ี
ิ
่
ี
็
ครทดได้ กระบวนการน้ทําให้ฉันมั่นใจว่านักเรยนของฉันเปนผู้เรยนรอย่างแท้จรง นักเรยน
ู
ี
ี
้
สามารถต่อยอดความรทได้รบ ฉันเองได้รบมมมองใหม่ๆ จากนักเรยนททําให้ฉันประทับใจและ
ู
ั
่
ี
ี
ุ
ั
่
ั
ึ
ศรทธาในตัวเขามากข้น
ุ
ั
คณครกนกวรรณ ไทยรตน ์
ู
ี
์
โรงเรยนมาแตรเดอวิทยาลัย
ี
5 เมษายน 2014
็
่
เมอครูกนกวรรณเปลยนแปลงการจัดการเรยนการสอน จากการรบฟงความรโดยมีครเปน
ี
้
ั
ี
ู
่
ื
ั
ู
้
ี
ี
ั
้
็
้
ผูถ่ายทอดและนักเรยนเปนผูฟง ใหเปนการใหนักเรยนแสวงหาและต่อยอดความรโดยมนักเรยน
ี
ี
้
็
ู
้
่
ี
ื
้
ู
เปนผูเรยนรและลงมอทา นักเรยนของคุณครไดพัฒนาความคิด กลาทจะลองผิดลองถูก มความคิด
ี
ู
็
้
ํ
้
้
ี
ี
ิ
้
ี
่
ํ
ี
็
หลากหลายไม่ยึดติดกับคาตอบเดียว อันเปนทัศนคติทถูกตองตามวัตถุประสงค์ของการเรยนวชา
คณตศาสตร
์
ิ
่
ุ
ี
่
์
เมือคณครูวนเพ็ญ ทินกร โรงเรยนเซนตโยเซฟคอนเวนต กรงเทพฯ เปลยนแปลงการ
ี
์
ั
ุ
่
้
สอน ผลลัพธทได คอ ครูเหนอยนอยลงในการสอน แต่นักเรยนเขาใจ ไดเรยนรมากขึ้น สนุกสนาน
ื
้
้
ู
ี
ี
์
้
ื
ี
่
้
ี
ื
้
กับการเรยนและเหนอยนอยลงเช่นกัน
่
97
่
เหนือยนอยลง
ึ
ี
ี
ฉันเป็นครูจากโรงเรยนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ ปการศกษาน้ ี ฉันได้ข้นมาสอนวิชา
ึ
ี
ื
่
่
ั
่
ี
ี
ึ
็
ื
ี
ชววิทยาพื้นฐาน ม. 5 ซงเปนเน้อหาใหม่สําหรบฉันทต้องเตรยมการสอน เตรยมสอการสอน
ี
ฉันมความประทับใจในการนํากระบวนการไตร่ตรองมาปรบใช้กับการจัดกระบวนการ
ั
่
ี
เรยนการสอนของฉัน เพือการกระต้นความสนใจของนักเรยน จากเดมทฉันสอนเน้อหามาระยะ
ี
ุ
ิ
ื
่
ี
ื
็
็
็
่
ื
็
ึ
ี
่
หนง ฉันสังเกตเหนว่า นักเรยนไม่ค่อยสนใจเรยน เนองจากเปนเน้อหาท่องจําและเปนเดกโต ฉัน
ี
รสกเครยดและเปนกังวลมากว่า จะสอนอย่างไรดนะทจะทําให้นักเรยนของฉันสนใจและมความ
่
ี
็
ี
ี
้
ู
ึ
ี
ี
ความเข้าใจในเน้อหาให้มากข้น ฉันคดได้ว่า เราเคยอบรมไตร่ตรองมา ทําไมไม่นํามาลองใช้ด ู
ื
ึ
ิ
์
ึ
ี
่
เผือจะมประโยชนข้นมาบ้าง
ั้
ฉันได้ลองใช้กระบวนการขน See โดยนําภาพมาประกอบการสอน โดยให้นักเรียนศึกษา
เกียวกับส่งมชวิตชนดต่างๆ ในแผนภาพและแหล่งข้อมลต่างๆ ว่า มอะไรบ้าง และวิเคราะห์
ี
ิ
่
ี
ู
ี
ิ
ี
ี
่
ี
่
ส่งมชวิตพวกน้อยู่ร่วมกันได้อย่างไร (โดยใช้ภาพส่งมชวิตทอยู่ในแหล่งต่างๆ บนบก ในนํ้า ปา
ี
ิ
ี
ี
ิ
็
ุ
ท่งหญ้า เปนต้น)
ู
ี
ึ
ี
Judge – นักเรยนตอบจากการอ่านและศกษาค้นคว้าหาข้อมลมา นักเรยนโต้ตอบเหมอน
ื
็
ี
ุ
็
ี
เดกมัธยมต้นเลย แต่ทําให้บรรยากาศในห้องสนกเปนกันเอง ฉันเลยถามนักเรยนต่อว่า ส่งมีชวิตท ่ ี
ิ
ื
ี
อาศัยอยู่ในนํ้ากับส่งมชวิตทอาศัยอยู่บนบกเหมอนกันหรอไม่? นักเรยนเคยเหนหรอสังเกต
่
ื
ี
ี
ื
็
ิ
ี
์
ความสัมพันธของส่งมชวิตทอยู่รอบๆ ตัวหรอไม่? ฉันคอยกํากับบทสนทนา แก้ไขคําตอบบ้าง
ิ
ี
่
ื
ี
ี
ี
ิ
ื
่
แต่ส่วนใหญ่ตั้งคําถามเพือให้นักเรยนคดต่อหรอค้นคว้าเพิ่มเติม
ุ
ี
Act – ฉันแจกใบกิจกรรมแล้วให้นักเรยนแบ่งกล่มลงไปสํารวจส่งมชวิตระบบนเวศบน
ิ
ี
ี
ิ
ี
ี
ิ
ี
ี
ี
บกและในแหล่งนํ้ารอบๆ โรงเรยน โดยให้นักเรยนสังเกตว่า มอะไรบ้าง และส่งมชวิตเหล่านั้นมี
ี
ี
ิ
ี
็
ความสัมพันธกันอย่างไร ขณะเดนสํารวจ ฉันสังเกตเหนว่านักเรยนมความสนใจและมความ
์
ื
ี
่
กระตอรอรนในการทํากิจกรรม นักเรยนบางคนถามเพือนว่า “ตัวอะไร?” บางกลุ่มก็มีเสียงร้อง
ื
้
ื
ี
ี
ุ
ี
ู
ุ
บางกล่มมโต้เถยงกันว่า “มันคอตัวอะไร?” สดท้าย นักเรยนนําข้อมลทศกษาได้มาสรปร่วมกัน
ี
ึ
ุ
่
์
ประโยชนทฉันได้รบมความภาคภมใจและดใจทนักเรยนของฉันมความเข้าใจ สนใจและ
ี
ิ
ู
ี
่
ี
ี
ี
ั
ี
่
ี
ื
่
ี
็
ุ
สนกสนานกับการเรยน ทั้งยังเปนแรงกระต้นให้ฉันมกําลังใจในการสอน สอนสบาย ไม่เหนอย
ุ
98
ฉันอยากเชญชวนเพือนครมาใช้กระบวนการสอนแบบไตร่ตรอง เพราะนักเรยนจะได้
่
ี
ู
ิ
่
ึ
ี
ิ
ื
้
ี
ู
ื
เรยนร คดและศกษาแก้ปญหาด้วยตนเอง ครจะลดภาระลง สอนสบายข้น ไม่เหนอยเหมอนทเคย
่
ู
ึ
ั
ี
ื
ึ
่
ู
คอสอนเน้อหาบรรยายอธบายให้นักเรยนฟง ฉันรสกเหนอยน้อยลง
ั
ิ
ื
้
ื
ิ
คณครูวันเพ็ญ ทนกร
ุ
ี
ุ
โรงเรยนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ กรงเทพฯ
ุ
4 ตลาคม 2014
ี
้
้
ี
ี
่
ํ
ี
็
ในเสนทางไตรตรอง นอกจากผมเปรยบเทยบตัวเองเปนคนนาทางแลว ผมมักเปรยบเทยบ
ี
์
ี
้
่
ํ
่
้
ว่า ตัวผมเปนผูหว่านทาหนาทหว่านเมล็ดพันธุแห่งกระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรอง
่
ี
็
้
ี
้
ลงในใจของครผู้เป็นเพอนผูรวมเดินทาง เพอใหเขากลับไปทาหนาทเปนคนสวน ผูซึ่งตองดูแล
็
่
่
้
้
่
ํ
ู
้
ื
่
้
ื
ี
้
้
้
ิ
้
้
้
ตนไมมากมายและหลายหลายทเขา และสรางโอกาสใหตนไมเหล่าน้เจรญงอกงามขึ้นจากภายใน
ี
่
ุ
ของเขา คณครูปยะนนท ตันสวงษ โรงเรียนลาซาล กรงเทพฯ ไดรบคาทาทายของผูหว่านให้ลอง
้
้
ั
้
ํ
ิ
ุ
ั
ุ
์
์
ื
์
ํ
้
ั
ํ
ิ
็
ี่
ี
นาการสอนแบบไตรตรองไปทาดู ประสบการณทไดรบ คอ คุณครูปยะนันทเปนผูดูแลสวนทมความ
่
่
้
ี
์
ี่
ั
ยินดีทจะรบใช ้
ก็ลองดู
ี่
ิ
ี
์
ุ
ิ
ฉันนางปยะนันท์ ตันสวงษ์ เป็นผู้ร่วมเดนทางหาประสบการณกับผู้หว่านทด ททําให้ฉัน
ี
่
่
ี
ี
ี
กลายเปนผู้ดแลสวนทด โดยผ่านประสบการณการเรยนกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการ
ู
่
ี
์
็
ี
่
ี
ี
่
ั
ี
ู
็
ไตร่ตรอง กระบวนการน้ทําให้ฉันกลายเปนผู้ดแลสวนทมความยินดทจะรบใช้
ี
ี
ี
ี
ฉันได้นําประสบการณการไตร่ตรองน้ไปใช้กับนักเรยนในระดับชั้น ป. 3 ห้องเรยนของ
ี
์
ิ
่
ี
่
ี
ื
ฉัน ในเรองของเวลา โดยฉันได้ถามนักเรยนว่า “ในแต่ละวันนักเรยนทําอะไรบ้างทคดว่าตัวเองม ี
ี
่
ี
ความสขทสด” หลายคําตอบพร่งพรออกมาเปนชด แตกต่างกัน ฉันให้เด็กสรปร่วมกันเปนหัวข้อ
ุ
็
ุ
ุ
็
ั
ุ
ู
ออกได้ 3 ข้อใหญ่ คือ ตอนเช้า ตอนกลางวัน และตอนเย็น ฉันย้อนถามกลับว่า “ตอนเช้าคือเวลา
เท่าไร กลางวันและเย็น ช่วงเวลาเท่าไร เดกๆ สงสัยจงเปดประเด็นด้วยการชักชวนให้อยาก
็
ึ
ิ
้
ี
ู
เรยนรเวลา เพราะเวลาจะช่วยให้นักเรยนสามารถปฏบัตกิจวัตรประจําวันได้ตรงต่อเวลา และอ่าน
ิ
ิ
ี
เวลาได้ถกต้อง โดยใช้เวลาเรยน 1 คาบ
ี
ู
99
ิ
ิ
ิ
ู
ี
จากนั้น ฉันให้นักเรยนดชนดของนาฬกาจากของจรงและ Internet โดยใช้คําถามว่า “ที ่
ิ
ี
ิ
ี
ี
ู
ิ
บ้านของนักเรยนมนาฬกาชนดใดบ้าง จากนั้น ฉันให้นักเรยนดส่วนประกอบของนาฬกา ตัวเลข
ั
ึ
บนหน้าปด และการฝกอ่านเวลาจากนาฬกาจาก YouTube โดยฉันให้ความรู้เพิ่มเติมในเรื่องของ
ิ
ั
ึ
ื
่
ุ
ี
ึ
ี
การอ่านเวลาบนหน้าปด แล้วให้นักเรยนฝกอ่านตามทละคน และแบ่งกล่มร่วมกันฝกอ่าน เมอ
ี
ิ
นักเรยนเร่มเข้าใจจากการสังเกตร่วมกัน แสดงความคดเหนและนําเสนอของแต่ละกล่มแล้ว ฉัน
ุ
ิ
็
ิ
่
ี
ให้นักเรยนเตรยมฟวเจอรบอร์ดที่ตัดมาแล้วจากบ้าน มีทั้งวงกลม สามเหลียม สีเหลียม ห้าเหลียม
ี
่
่
่
์
ึ
ี
ิ
มาทํานาฬกาคนละ 1 เรอน แล้วฝกอ่านจากการตั้งโจทย์เวลาด้วยตัวของนักเรยนเอง
ื
ี
็
ี
ุ
่
่
์
ี
ี
ิ
ี
ิ
เมอกิจกรรมเสรจส้นแล้ว ฉันถามนักเรยนว่า “ส่งทนักเรยนทําหรออปกรณทนักเรยนทํา
่
ื
ื
ิ
่
ิ
นั้นให้ประโยชนอะไรกับนักเรยนบ้าง?” เช่นเดม เด็กได้หยุดคดนดหนงก่อนจะตอบว่า “หนูอ่าน
์
ิ
ี
ึ
ู
ื
ึ
่
่
ี
ี
ี
็
เวลาได้แล้วค่ะ” แต่มคําตอบอยู่หนงคําตอบทชอบคอ “หนจะมเวลาเปนของตัวเองค่ะ” ฉันงงไป
็
ุ
่
่
ิ
นดหนง เดกคนเดมตอบว่า “หนจะกลับไปอ่านนาฬกาทหนทําเองให้คณพ่อคณแม่ฟงค่ะ”
ี
ุ
ิ
ู
ิ
ั
ู
ึ
ู
ี
จากคําพูดทว่า “ก็ลองดู” ทีผู้หว่านทเคยพูดกับฉัน ตอนน้ ฉันรแล้วว่า การลองทําอะไร
ี
ี
่
่
้
่
้
ด้วยตัวเอง เปนการสรางประสบการณด้วยตัวเอง ในวันน้ ฉันได้นําคําน้ไปใช้กับนักเรยนของฉัน
ี
ี
็
ี
์
ุ
ี
็
ื
ู
แล้วถงรว่า เดกหรอผู้ใหญ่ ถ้าได้ลองทําดด้วยตนเองจะมความสขมากแค่ไหน “ก็ลองดนะคะ”
ู
้
ู
ึ
์
ร่วมเดนทางหาประสบการณกับพวกเรา
ิ
คณครปยะนันท์ ตันสวงษ์
ู
ุ
ุ
ิ
โรงเรยนลาซาล กรงเทพฯ
ี
ุ
4 ตุลาคม 2014
่
่
่
ี
้
ั
้
ํ
่
่
ื
หลังจากทเพอนรวทางไดลองทาดูแลว ผมเชอมั่นว่า เพอนรวมทางจะไดรบประสบการณ ์
้
ื
ื่
ั
ี
ิ
ื
ว่ากระบวนการ “See-Judge-Act” เป็นกระบวนการต่อเนองเพราะการปฏบัติเพยงคร้งเดยวอาจไม่
ี
่
สามารถเปลยนแปลง หรอช่วยใหเหตุการณดีขึ้นในทันท แต่ตองการตอกย้าและปรบปรงเปนลาดับ
ํ
ี่
้
็
ื
ุ
์
ี
้
ํ
ั
ไป การตอกย้าดวยการทาซ้าแลวซ้าอกสามารถช่วยในการเจรญเติบโตของนักเรยน
ิ
ี
ํ
้
ํ
ํ
ํ
ี
้
• ใหรจักแยกแยะแรงจูงใจสูทางทดีและรจักเลอกอย่างรอบคอบ
ู
่
้
้
ู
ื
ี่
้
• สามารถเรยนรจากประสบการณทไดรบอย่างครบถวนสมบูรณ ์
่
้
ี
ี
์
ั
้
้
ู
• กระตุนตนเองดวยความมศีลธรรม จรยธรรมและมนุษยธรรม เพอทจะเลอกและ
้
ื
ี่
ิ
ื่
้
ี
ทาอย่างมสติและรอบคอบ
ํ
ี
100
้
ี
ํ
ี
้
การนากระบวนการน้มาใชอย่างบ่อยๆ สามารถช่วยใหนักเรยนสรางนสัยแห่งการเรยนร ้ ู
ิ
ี
้
้
้
่
ิ
์
ตลอดชวต จากการส่งเสรมใหสนใจประสบการณ การวินิจฉัย ไตรตรอง และการปฏบัติดวยความ
ี
ิ
ิ
ี
้
ั
รบผิดชอบ เชอมั่นว่า เพอนรวมทางยนหยัดและมั่นคงในการเดินทางบนเสนทางสายน้ต่อไป
ื
่
ื่
ื่
101
ความเชื่อศรัทธา
ู
ั่
“ความเชื่อ คือ ความมนใจในสิ่งที่เราหวัง เปนขอพิสจนถึง สิ่งท ี่
มองไมเหน เพราะความเชื่อ เราจึงเขาใจวาพระวาจาของพระเจา
็
เนรมตสรางโลก” (ฮบ.11:1-5)
ิ
102
บทที่ 6
รอยยิ้มจาก See-Judge-Act
็
์
ี
่
้
่
่
์
ู
ประสบการณของคุณครเพอนรวมทาง 6 ท่าน ในบทท 5 แสดงใหเห็นเปนทประจักษว่า
ี
่
ื
ี
ิ
ํ
่
ํ
การนาเสนอบทเรยนดวยกระบวนการ See-Judge-Act สามารถทาไดจรง “ไม่ยากอย่างทีคิด” และ
้
้
ํ
ี
ี
้
่
ี
่
้
ู
ิ
ี
ี
ํ
ทสาคัญทาใหเกดการเปลยนแปลงการเรยนรแกนักเรยนในทางทดีขึ้น ในบทน้ ผมขอนาเสนอ
ี
ํ
่
่
ื
ี่
็
ประสบการณของคุณครเพ่อนรวมทางเพิ่มเติมทไดเล่าประสบการณทเปนตัวอย่างทชัดเจนว่า เขา
ู
ี่
์
้
์
ี่
่
ไดใช้กระบวนการ See-Judge-Act กันอย่างไร เขาทาอะไรในขั้น See ทาอะไรในขั้น Judge และ
ํ
้
ํ
ี
ี
่
ํ
่
ี
ั
ทาอะไรในขั้น Act ตัวอย่างเหล่าน้ทอาจจุดประกายความคิดดๆ ทจะพัฒนาและปรบใช ้
ี
ื่
ี
ิ
ํ
ู
ุ
่
ื
้
ํ
่
ี
กระบวนการน้แก่คุณครท่านอนๆ ทั้งน้ เพอนาสูการอธบายสรปว่า ครจะทาอะไรบางในแต่ละขั้น
ู
ิ
ี
ี
ี
้
ํ
ี
ิ
ี
“รอยยม เสยงหัวเราะและความสุขของนักเรยนในการเรยนรู้ คอ คุณคาท่สาคัญท่จะเปด
ื
่
ี
์
่
ื
็
ี
็
การเรยนรู้ท่ยังยน และยังเปนกาลังใจท่ดของครู” เปนประสบการณทคุณครูนพาภรณ ฟกทอง
ํ
่
ี
ี
ี
ั
์
ิ
โรงเรยนเรยนาเชลวิทยาลัย เชยงใหม่ ได้รบหลังจากน้ไดใชการสอนแบบไตรตรอง ผมขอใหผูอ่าน
้
ี
ี
่
ี
้
้
ี
ั
้
ี
สังเกตว่า คุณครนิพาภรณไดนาเสนอบทเรยนในขั้น See ขั้น Judge และขั้น Act อย่างไร
ํ
้
ู
ี
์
้
รอยยิมจาก See-Judge-Act
่
่
“Teacher” เป็นเสียงเรียกคุ้นเคยทีนักเรียนมักเรียกฉัน ฉันชือ คุณครูนิพาภรณ์ หรือ
ุ
ี
ู
ี
บางคร้ ังนักเรยนเรยกสั้นๆ ว่า ครูจ๋ม ฉันเปนครสอนวิชาภาษาอังกฤษ ชั้นมัธยมปท 4 ที ่
ี
่
็
ี
้
ี
ี
โรงเรยนเรยีนาเชลวิทยาลัย ฉันได้มโอกาสเดนบนเสนทางการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง
่
ี
ี
ิ
ี
ี
เมอเดอนกันยายนทผ่านมา และได้นําไปใช้ ประสบการณคร้งนั้นมคณค่ามาก และนเองททําให้
ั
ุ
่
่
์
ื
ี
ี
่
ื
่
ี
ฉันอยากร่วมแบ่งปนให้เพือนครของฉัน
่
ู
ั
ี
่
ื
์
่
ี
ี
ึ
่
ประสบการณทประทับใจเกิดขึ้นในเช้าวันหนง ในคาบเรยนทเดกๆ ตนเต้น เพราะฉันได้
็
่
ี
ให้ภาพรวมโดยเร่มจากได้นําคลปจาก YouTube เรอง “Food as Medicine” มาให้นักเรยนดพรอม
ื
ิ
้
ู
่
ิ
ื่
ี่
ี
ั
ี่
ุ
ิ
กัน ฉันได้บอกถึงความสําคัญและวัตถประสงค์ของเรองทจะสอนและส่งทนักเรยนจะได้รบ
่
ู
ื
ี
หลังจากเรยน นักเรยนคนหนงยกมอถามฉันว่า “ครคะ เราจะต้องนําเสนอวิธไหนคะ”? คําถาม
ึ
ี
ี
ี
่
็
ื
เล็กๆ น้ ีทําให้เหนการเร่มต้นของการเปลยนแปลงว่า นักเรยนกระตอรอรนในการเรยนมาก
้
ื
ิ
ี
ี
103
่
ึ
ื
ี
ิ
ึ่
ี
กว่าเดม ฉันให้นักเรยนอ่านและค้นคว้าบทความต่างๆ ซงส่วนหนง ฉันเลอกมาและให้นักเรยน
ิ
ค้นหาเพิ่มเตมจาก Internet ในหัวข้อ “Food as Medicine” แล้วนํามาอภปรายและแลกเปลยนกัน
ิ
่
ี
่
ี
ี
ุ
ในกลุ่มย่อย เพือเตรยมนําเสนอหน้าชั้นเรยนกล่มละ 5 นาทีในคาบต่อไป (See)
ุ
ุ
ทกคนทํางานในกล่มอย่างด เมอถงคาบเรยนทนักเรยนนําเสนองาน นักเรยนใช้
่
ี
ี
ี
ี
ื
ี
ึ
่
่
ี
ู
ภาษาอังกฤษนําเสนอข้อมลได้อย่างด และสนกสนาน บางกล่มนําอาหาร ผักและผลไม้ทม ี
ุ
ุ
ี
สรรพคณทางยามาให้พวกเราลองชมอาหารแปลกๆ หลังจากนั้น ฉันเปดโอกาสให้เพือนๆของเขา
่
ุ
ิ
ิ
็
ได้ซักถาม แสดงความคดเหนร่วมกัน ฉันให้คําแนะนําเพิ่มเตม บรรยากาศในการซักถาม
ิ
ิ
่
่
ิ
ุ
่
ุ
ี
สนกสนานมาก ฉันสรปบทเรยนด้วยการอธบายการใช้คําศัพท์ทเกียวข้องเมอจบการนําเสนอของ
ี
ื
ุ
ุ
ทกกล่ม (Judge)
็
ฉันได้นําใบงานเรอง “Food as Medicine” มาให้ทกคนได้ฝกทํา พรอมสรปเปนข้อความ
่
ื
ุ
้
ึ
ุ
่
ี
สั้นๆ เพือเชคความเข้าใจของนักเรยน (Act) คาบเรยนน้สนกมาก เพราะไม่เพียงแต่นักเรยนได้ม ี
็
ี
ุ
ี
ี
ู
ู
ี
ี
้
้
โอกาสค้นคว้าความรด้วยตนเอง ฉันในฐานะครได้เรยนรไปพรอมๆ กับนักเรยนของฉันด้วย อ้อ!
ู
้
ี
ื
ี
่
ึ
ุ
ี
ฉันไม่ลมทจะขอให้นักเรยนของฉันเขยนบันทกไตร่ตรองทกคร้งหลังจบคาบเรยนด้วย
ั
ี
ี
ี
่
ี
ี
่
การเปลยนแปลงของนักเรยนของฉันหลังจากทได้นํากระบวนการไตร่ตรองน้ไปใช้ ฉัน
่
ี
ู
ค้นพบ รอยยิ้มและเสยงหัวเราะในคาบเรยนภาษาอังกฤษทสญหายไปนาน คาบเรยนทเดกส่วน
ี
ี
ี
็
่
ี
ี
ี
ื
ใหญ่ไม่ชอบเพราะเน้อหายาก แต่วันน้ นักเรยนได้เรยนรโดยทนักเรยนมส่วนในการออกแบบ
้
ี
ี
่
ู
ี
ี
็
ิ
ี
ู
้
ู
่
ึ
การเรยนรด้วยตัวของเขาเอง ฉันถามนักเรยนคนหนงว่า “ครูสอนแบบน้ หนคดว่าเปนอย่างไร
ี
ี
ู
่
ี
ี
ุ
ิ
ื
้
ึ
คะ” นักเรยนตอบว่า “สนกค่ะ ไม่น่าเบอ และหนรสกว่าภาษาอังกฤษง่ายกว่าทหนคดค่ะ” ฉันยิ้ม
่
ู
ู
และเดนกลับห้องพักคร ฉันไม่รรอทจะเล่าประสบการณประทับใจกับกระบวนการไตร่ตรองให้
ู
์
ี
่
ิ
ี
เพือนครในห้องพักครฟง ฉันอยากให้เพื่อนครไม่เพียงแต่ในวิชาภาษาอังกฤษเท่านั้น ได้ลอง
ู
่
ู
ู
ั
ื
ิ
เดนทางร่วมกับฉันบนเสนทางน้ ฉันมั่นใจว่า ประสบการณทดๆ จะเกิดข้นกับเพือนคร เหมอนที ่
ี
้
่
ู
ึ
ี
่
์
ี
เกิดข้นกับฉันแน่นอน
ึ
ี
ี่
ิ
รอยยิ้ม เสยงหัวเราะและความสขของนักเรยนในการเรียนรู้ คือ คณค่าทสําคัญทจะเปด
ุ
ุ
ี่
ี
่
ี
็
่
ี
การเรียนรู้ทยั่งยืน และยังเปนกําลังใจทดของ “ครู”
ี
ุ
ู
ิ
คณครนพาภรณ ฟกทอง
ั
์
ี
โรงเรยนเรยีนาเชลวิทยาลัย เชยงใหม่
ี
ี
์
22 กุมภาพันธ 2015
104
์
้
ี
่
ี
้
้
ในขั้น See คุณครนพาภรณใหนักเรยนศึกษาคนควาดวยตัวเองจากบทความทครใหและ
้
ู
้
ู
ิ
้
่
้
่
จาก Internet และนามาอภปรายแลกเปลยนการเรยนรในกลุมย่อย แลวรวมกันสรปเพอนาเสนอใน
ู
ํ
ี
ื
ุ
ํ
่
่
ิ
ี
ี
้
ู
ํ
ี
่
้
กลุมใหญ่ โดยไม่ไดมการบรรยายใดๆ ในขั้น Judge คุณครไดใหนักเรยนนาเสนองานกลุม โดยม ี
้
่
ี
ี
้
ู
้
ู
ื่
เพอนและครคอยซักถามและบรรยายเพิ่มเติม และทสาคัญ คือ คุณครไดใหนักเรยนอ่านแบบเรยน
ี่
ํ
์
ุ
็
ี
้
้
ู
ี
ึ
ู
ํ
ื
่
ี
เพอใหนักเรยนซึมซับประสบการณการเรยนร ในขั้น Act ครใหนักเรยนทาแบบฝกหัดและสรปเปน
้
ั
ี
ื่
้
้
ขอความสั้นๆ เพอตรวจสอบความเขาใจอกคร้ง
้
์
ํ
ี
หากไดวเคราะหตัวอย่างการนาเสนอบทเรยนดวยกระบวนการ See-Judge-Act จาก
้
ิ
้
ื
่
ี
่
์
ตัวอย่างของคุณครนิพาภรณรวมถึงตัวอย่างอนๆ ในบทท 4 เราจะเห็นไดว่า กระบวนการนําเสนอ
ู
้
ํ
้
ี
บทเรยน ดวย See-Judge-Act ใชกระบวนการทั้ง Induction และ Deduction ในการนาเสนอ
ู
้
ี
บทเรียนในทุกหน่วยการเรยนร
้
้
่
ี
ในการจัดการเรยนรบนวธการอุปนัย (Induction) ครูเรมตนดวยใหนักเรยนสังเกตและ
ิ
ี
ู
้
ี
ิ
้
้
์
์
้
ํ
้
์
์
่
ี
วิเคราะหขอมูลเชิงประจักษจากปรากฏการณหรอสถานการณต่างๆ ทเกดขึ้น แลวนาขอมูลนั้นมา
ิ
ื
ื
่
้
ื
ํ
้
้
่
้
่
ื
จัดหมวดหมู หาขอเหมอนและขอต่าง เพอนามาหาขอสรปทัวไปหรอสรางแนวคิดหรอขอ
้
ุ
ื
สมมติฐาน การสอนดวยวิธน้มจุดแขงคอ ทาใหนักเรยนมโอกาสลองผิดลองถูกเขาใจไดอย่างลึกซึ้ง
ี
ื
ี
ี
็
้
ี
้
ี
้
ํ
้
และสามารถคิดและคนพบความรใหม่ๆ จากการศึกษาดวยตัวเอง
้
้
ู
้
ู
ี
ู
ี
หลังจากนั้น ครจะจัดการเรยนรบนวิธการนิรนัย (Deduction) โดยอาจเรมจากการอธิบาย
่
ิ
้
้
ี
ู
ื
ี
่
ั
้
ี
่
ี
้
ี
ื
้
็
กฎทฤษฎหรอหลักการต่างๆ ทเปนทยอมรบแลว แลวใหนักเรยนรจักใชกฎทฤษฎหรอหลักการ
้
ต่างๆ ในการแกปญหา และปรบใชในสถานการณต่างๆ
ั
้
้
ั
์
ี
้
ิ
่
้
ี
ิ
ํ
การนาเสนอบทเรยนด้วย See-Judge-Act เรมตนจากวธการ Induction ดวยการให ้
นักเรยนสังเกตขอมูลในสถานการณต่างๆ เพอสรางและสรปเปนเรองราวหรอขอสรปทัวไป (See)
ื
ื
้
้
้
่
ุ
ุ
่
ี
ื
์
่
็
ี
้
่
้
ื
้
ิ
ี่
ี
หลังจากนั้น จึงใชวิธการ Deduction ดวยการอธบายกฎ ทฤษฎ หรอหลักการทัวไปทเกยวของ
ี่
่
ั
ื
ื
้
้
ํ
ี
ื
่
ึ
(Judge) และในทีสุด จึงใหนักเรยนทาแบบฝกหัดหรอมอบหมายงานเพอฝกการแกปญหา หรอ
ึ
ํ
์
้
ี
ํ
ื
้
่
ึ
ิ
่
้
ปรบใชบทเรยนทไดในสถานการณต่างๆ เพอตอกย้าความเขาใจและฝกฝนใหเกดความชานาญ
้
ั
ี
ี
(Act) ในแต่ละขั้นของกระบวนการมรายละเอยด ดังต่อไปน้ ี
ี
105
ั
่
้
ข้นที 1 สรางประสบการณ (See)
์
่
้
ิ
การนาเสนอบทเรยนเรมตนดวยการทครสรางประสบการณใหนักเรยน โดยใหขอมูลหรอ
ํ
ี
ี
้
้
ื
้
์
่
้
ี
้
ู
ํ
้
ื
่
ู
สรางสถานการณ คาถาม และครทาทาย จูงใจ และตั้งคาถามเพอสรางประสบการณ (See) โดย
้
ํ
์
้
์
ละเวนการบรรยายตามปกติในขั้นน้ ี
้
้
ี
้
ิ
้
ี่
์
ู
้
ี
ู
์
ื่
เพอใหนักเรยนจะไดมประสบการณและศึกษาจากประสบการณทครให ครจะตองส่งเสรม
ํ
ี
สนับสนุน และกากับดูแลใหนักเรยน
้
ํ
ํ
้
• ตั้งคาถาม สังเกต สารวจ คนควา ลองผิดลองถูก
้
ื
ึ
ี
่
ี
• ถกเถยง แลกเปลยน ปรกษาหารอ อภปรายกลุม
ิ
่
• คิดวิเคราะห หาสาเหตุและผล
์
้
์
่
้
ื
ี
ี
• คิดสังเคราะห จัดหมวดหมู เปรยบเทยบขอเหมอนและขอต่าง
ุ
ี
• ทสุด สรปเรองราวหรอแนวคิด และบันทึกประสบการณการเรยนร ้ ู
ื
์
ี่
ื่
้
ี
้
ี
้
ครช่วยนักเรยนดวยการกระตุนจินตนาการของนักเรยน ดวยการสรางสภาพแวดลอม
ู
้
้
็
ิ
้
ื
สรางสมมติฐานดานต่างๆ เช่น เวลา วัฒนธรรม สังคม การเมองและเศรษฐกจ เปนตน ครอาจใช ้
้
้
ู
การจาลองแบบ การเล่นบทสมมติ และสรางเรองหรอเหตุการณทเปน Moral Dilemma และที ่
ื
่
ํ
็
ี
้
ื
่
์
ํ
สาคัญคอการตั้งคาถามอยูเสมอๆ โดยเฉพาะคาถาม “ทําไม” เพอใหนักเรยนคิดถถวนมากขึ้น และ
ี
ื
ี
้
้
่
ื่
่
ํ
ํ
ในหลากหลายแง่มุมมากขึ้น
ั
ข้นที 2 คิดวินจฉยประสบการณ (Judge)
ั
์
่
ิ
ี
ุ
ื
ครใหนักเรยนนาเสนอเรองราวทสรปได ครอาจรวมกับนักเรยนในการสรปหลักการท ี ่
ู
ู
ี
้
ํ
ุ
ี
่
่
่
้
้
ํ
ี
ู
่
ี
้
ู
ี
ี
่
นักเรยนไดเรยนรและนาเสนอนั้น โดยครมส่วนรวมอย่างมากโดยอาศัยความเชยวชาญทาง
ู
่
ื
ื
ี
์
ู
ี
วิชาการของครในการเชอมโยงประสบการณการเรยนรของนักเรยนกับหลักการ ทฤษฎหรอกฎทาง
้
ี
ู
ื
ี
่
ุ
วิชาการทเกยวของ หรอครอาจบรรยายสรปสั้นๆ ประกอบ และหากมโอกาสทเหมาะสมครสามารถ
่
่
้
ี
ี
ี
ู
บูรณาการคุณค่าพระวรสารหรอหลักธรรมทเกยวของกับประสบการณนั้น
ื
ี่
้
์
ี่
ิ
้
้
ื
ู
ิ
ี
่
ี
หลังจากนั้น ครอาจตั้งคาถามใหนักเรยนวนจฉัยใหลึกซึ้งไปถึงแนวคิดทอยูเบ้องหลังของ
ํ
่
ู
้
ี
หลักทางวิชาการ (Insight) ในขั้น Judge ครจะตองนาพานักเรยนให ้
ํ
106
• ทาความเขาใจจากประสบการณทไดรบว่าไดเรยนรอะไร อย่างไร และทาไม
้
ู
ี
ั
้
้
์
ํ
ํ
ี
้
่
้
ี
่
์
• ซึมซาบความจรงจากประสบการณทไดรบ
ิ
ั
ู
้
ื
้
ี่
ื่
ี
้
ี
ื่
• เชอมโยงสิ่งทไดเรยนรกับหัวขอหรอสาขาวิชาอน และชวิตส่วนตัว
ิ
่
็
• รบแรงบันดาลใจจากความจรง หรอบูรณาการคุณค่าพระวรสาร เพอเปนแนวทางใน
ั
ื
ื
การคิดวินิจฉัยเพอตัดสินใจ
ื่
ู
วิธการเรยนรทครควรใชในขั้น Judge ทีมความสาคัญมากๆ คือ การอาน ครูควรให้เวลา
ี
่
ู
้
่
ี
ี
้
ี
ํ
่
ํ
้
ี
ื
ี
้
ี่
ํ
้
นักเรยนไดอ่านและทาความเขาใจบทเรยนและเน้อหาทเรยนดวยตนเองและใหทาบันทึกย่อ การให ้
้
ี
ั
ิ
็
้
ี
ึ
เวลาแก่นักเรยนอ่านและจดบันทึกย่อเปนการฝกฝนนสัยรกการอ่านและคนควาอันนาไปสูการ
ํ
่
้
้
ี
ี
ู
เรยนรตลอดชวตของนักเรยนได ้
ี
ิ
ข้นที 3 ลงมอปฏิบติ (Act)
ั
ื
ั
่
ื
้
ี
ึ
ื
ํ
้
ู
้
้
ครมอบหมายงาน หรอแบบฝกหัดใหนักเรยนเพ่อใหนักเรยนนาความรและความเขาใจนั้น
ู
ี
ู
ื
้
้
ไปลงมอทา หลังจากครมอบหมายงาน ครควรจะคอยติดตามใหคําแนะนา ขอเสนอแนะและขอ
้
ํ
ู
ํ
ื
ั
่
้
ี
้
ํ
ี
้
ุ
ู
ปรบปรง ครควรใหนักเรยนไดลงมอทาดวยวธการต่างๆ ทเหมาะสม ทครควรจะเนน คอ ใหแน่ใจ
ื
ู
้
ิ
ี
ี
้
่
ว่านักเรยนจะสามารถนาไปใชในชวิตได โดยใหนักเรยน
้
ี
ํ
ี
้
ี
้
้
ํ
• ฝึกฝน ฝึกซอม ท่องจา
ํ
ึ
• ทาแบบฝกหัด ใบงาน
ี
้
• ถกเถยง คิดต่อยอด คิดสรางสรรค์
ํ
ั
้
ํ
• ทารายงาน นาเสนอ และรบขอเสนอแนะ
ี
ื
• เขียนเรยงความ หรอ ทํา Mind Map
ี
ิ
้
่
่
ื
• ผลิตผลงานและนวัตกรรมเดียวหรองานกลุมเพือใชในชวตจรง
ิ
ู
่
ี
ี
้
ื
ํ
ในขั้น Act น้ ครควรหาโอกาสทจะเชอมโยงเน้อหาทเรยนกับชวิตประจาวัน เพอสรางความ
ี
่
ี
ื
ื
ี
่
่
ี
ี
ี
่
้
ู
้
เขาใจและทักษะใหแก่นักเรยนในการประยุกต์ใชสิงท่เรยนรในชีวิตจรงและไม่ใช่การเรยนทีจบแค่
ิ
้
้
่
ี
ในหองเรยนเท่านั้น
้
ี
ี
ํ
้
ํ
็
แนวทางการนาเสนอบทเรยนดวยกระบวนการ See-Judge-Act นาเสนอเปนแผนภาพท ่ ี
ี
้
2 แนวทางการนําเสนอบทเรยนดวยกระบวนการ See – Judge – Act ดังนี้
107
108
ํ
ี
ิ
้
ี
้
ผมขอใชตัวอย่างการนาเสนอบทเรยนดวยวธการ See-Judge-Act จากบันทึก
์
่
ึ
ื
ประสบการณของคุณครเพอนรวมทางอก 4 ท่านเพอตอกย้าการใหเหนถงจัดการเรยนรการสอน
้
่
ู
ู
ี
ํ
ื
่
้
็
ี
ี
้
ี
ู
่
้
ี
้
่
ิ
ี
ี
ิ
ดวยวธการน้ใหชัดเจนแจ่มแจงยงขึ้น ครแต่ละท่านปรับใชวิธการน้ในลักษณะทแตกต่างกัน แต่
้
ี
่
์
่
ี
ํ
นาไปสูผลลัพธทน่าพอใจเช่นเดยวกัน
โครงการพิเศษ
ู
ื่
ุ
ฉันชอ คณครสธารทพย์ เวียงไชย สอนวิชาภาษาไทยระดับชั้นมัธยมศกษาตอนปลาย
ึ
ุ
ิ
โรงเรยนยอแซฟอปถัมภ์ แผนกสามัญหญง อ. สามพราน จ. นครปฐม ฉันมโอกาสได้เข้ารบการ
ั
ี
ี
ิ
ุ
ั
้
ี
่
อบรม เรอง กระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง คร้งแรกทเข้ามาอบรมไม่รด้วยซํ้าไป
ู
ี
ื
่
่
ี
็
ี
ี
ว่า ไตร่ตรองเปนอย่างไร แล้วจะมาเข้ากับกระบวนการเรยนการสอนอย่างไร แต่หลังจากทได้มา
่
ิ
ึ
ึ
้
ู
อบรมแล้วจงทําให้ฉันรสกว่าไปด้วยกันได้จรงๆ
่
ี
ฉันได้นําแผนการสอนทเน้นกระบวนการไตร่ตรองไปสอนโดยใช้เน้อหา เรอง การ
ื
่
ื
ประเมนคณค่าด้านวรรณศลปและสังคมจากวรรณคด เรองอเหนา โดยใช้กระบวนการ See-
ื
ุ
ิ
ิ
ิ
่
ี
์
Judge-Act
่
ี
ี
ิ
ู
ั
ฉันเร่มต้นด้วยการสนทนากับนักเรยนเพือนําเข้าส่บทเรยนว่า “นักเรยนลองฟงบทเพลง
ี
ุ
์
ี
่
ี
ี
บษบาเสยงเทยนแล้วช่วยกันวิเคราะหว่า เน้อหาน้มคณค่าด้านวรรณศลปอย่างไรบ้าง” นักเรยน
ุ
ี
ี
ิ
์
ื
็
ิ
ช่วยกันแสดงความคดเหน
่
ี
ี
ี
นักเรยน 1 : “ภาษาทใช้มสํานวนภาษาไพเราะสละสลวยดค่ะ”
ี
ี
นักเรยน 2 : “หนว่ามคําสัมผัสพยัญชนะ และสัมผัสสระด้วยค่ะ”
ู
ี
่
เมอฉันพอใจในคําตอบแล้วฉันก็เสริมด้วยการให้ยกตัวอย่างประกอบด้วย
ื
จากนั้น ฉันเร่มขั้น See ฉันให้นักเรยนอ่านตอนหนงของเรองขุนช้างขุนแผนและขอให้
่
ื
ี
ึ
่
ิ
์
นักเรยนสังเกตและพิจารณาเน้อหา คําพูด และลักษณะนสัยของตัวละครแล้วนํามาวิเคราะหว่า
ิ
ี
ื
็
่
ี
็
ั
็
ี
เปนอย่างไรโดยใช้คําถาม เช่น “ขุนแผนเปนคนอย่างไร ขุนแผนเปนคนทมความรบผิดชอบต่อ
่
ี
หน้าทดหรอไม่อย่างไร” “ขุนแผนกับขุนช้างแสดงความรบผิดชอบต่อหน้าทเหมอนกันหรือไม่
่
ื
ั
ี
ื
ี
109
่
ุ
ื
ื
อย่างไร” “เน้อหาและลักษณะของตัวละครสะท้อนคณค่าทางสังคมด้านใด” และอนๆ ฉัน
ี
ิ
ุ
แบ่งกล่มนักเรยนช่วยกันระดมพลังสมอง ว่า “นักเรยนคิดว่าการประเมนคณค่าด้านสังคมและ
ี
ุ
ุ
วรรณศลปควรมหลักเกณฑ์อย่างไร” และให้แต่ละกล่มสรปหลักเกณฑ์เพือนําเสนอในคาบถัดไป
์
ิ
ุ
่
ี
ุ
ุ
็
ในคาบที 2 เปนขั้น Judge ตัวแทนกล่มนําเสนอข้อสรปของกล่ม โดยครและนักเรยน
ี
่
ู
ุ
ี
์
ิ
ช่วยกันซักถาม หลังจากทกกล่มนําเสนอเสรจ ฉันและนักเรยนร่วมกันอภปราย สังเคราะหและ
็
ุ
ุ
ุ
ิ
ิ
ิ
์
สรปหลักเกณฑ์ ฉันอธบายหลักการประเมนคณค่าทางวรรณศลปและสังคมหลักวิชาการพร้อม
ุ
ี
ี
ยกตัวอย่างประกอบ จากนั้นให้นักเรยนอ่านแบบเรยนและทําบันทกย่อ
ึ
ึ
ในขั้น Act ฉันให้นักเรยนทําแบบฝกหัดโดยวิเคราะหคณค่าด้านวรรณศลปและสังคม
ุ
์
์
ิ
ี
ิ
ิ
ึ
ี
่
จากวรรณคด เรอง อเหนา ตอนศกกะหมังกุหนง
ื
ิ
ื
็
ู
ี
ครและนักเรยนช่วยกันแสดงความคดเหนในเบ้องต้น ดังน้ ี
ื
่
ี
ุ
็
ฉัน : เรองการคลมถงชน นักเรยนมความคดเหนอย่างไร
ิ
ุ
ี
็
ี
ู
ู
ู
ี
นักเรยน 1 : ครคะถ้าหนเปนอเหนา หนก็หนค่ะ เพราะหนยังไม่เคยเหนหน้าเลย
็
ิ
ู
่
ี
ู
ู
้
จะให้หนแต่งงานกับคนทไม่รจักได้อย่างไร
ู
ั
ั
ู
นักเรยน 2 : หนไม่หนค่ะ เพราะหนรกพ่อรกแม่ค่ะ
ี
ี
ี
็
ี
นักเรยน 3 : หนว่าอเหนาเปนคนเหนแก่ตัวทมภรรยาหลายคน
่
ิ
ี
็
ู
ี
นักเรยน 4 : หนคดว่าเรองอเหนาตอนศกกะหมังกุหนงน้ พ่อท้าวกะหมังกุหนง
ิ
ิ
ิ
่
ื
ี
ึ
ิ
ู
ี
ู
่
รกลกวิหยาสะกํา ในทางทผิดนะคะตามใจลกมากเกินไป
ั
ู
ี
ฉัน : ดมากนักเรยน นักเรยนสามารถแก้ไข ปรบปรง เพิ่มเตมในการ
ิ
ุ
ั
ี
ี
ู
วิเคราะห และทบทวนให้ถกต้องครบถ้วน ลงมอได้เลยค่ะ
์
ื
ฉันมอบหมายให้เขยนบทวิเคราะห 1 หน้ากระดาษ เพือนําเสนอในคาบต่อไป และใน
์
ี
่
่
่
คาบท 3 ฉันให้นักเรียนอ่านบทวิเคราะห์ให้เพือนในกลุ่มย่อยฟัง และให้แลกเปลียนความคิดเห็น
ี
่
กัน แลกเปลยนการเรยนรแล้วนักเรยนและครช่วยกันสรปอกคร้ง
่
ี
ี
ุ
ู
้
ี
ี
ั
ู
ี
่
ก่อนจบคาบท 3 ฉันให้นักเรยนไตร่ตรองโดยฉันตั้งคําถามไตร่ตรองว่า “บทความตอนท ี ่
ี
ี
ุ
ี
ี
เรยนน้สะท้อนคณค่าเชงจรยธรรมด้านใดและสามารถนําไปปรับใช้ในชวิตจรงได้อย่างไร” และ
ิ
ิ
ิ
ู
ให้นักเรยนบันทกคําตอบและอ่านให้กันและกันฟังเป็นค่ๆ
ึ
ี
110
ี
่
ี
ิ
่
หลังจากทนําเทคนคกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองมาใช้ ฉันม ี
ี
้
ู
ึ
ี
ี
็
่
ื
ิ
ึ
่
ี
ความรสกว่านักเรยนตั้งใจเรยนมากข้น กล้าทจะแสดงความคดเหน ตนตัวอยู่ตลอดเวลาและม ี
ึ
ุ
่
ี
ี
หลักในการคดวิเคราะหจากคําถามมากข้น ฉันขอขอบคณกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการ
ิ
์
ี
่
ไตร่ตรอง และฉันขอสัญญาว่า จะสอนโดยใช้กระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองเพือ
ี
่
ุ
ลกศษย์ทกคนค่ะ
ิ
ู
ุ
ุ
ิ
ู
คณครสธารทพย์ เวียงไชย
โรงเรยนยอแซฟอปถัมภ์
ี
ุ
ู
ี
้
้
์
์
้
คุณครสุธารทิพยใชคําถามกระตุนใหนักเรยนคิดวิเคราะหตลอดเวลา จึงไม่น่าแปลกใจ
ี
็
ู
้
ี
้
ํ
ว่า ในตอนทาย ครสามารถทาใหนักเรยนกลาแสดงความคิดเหน และมหลักการในการคิด
้
้
์
ํ
ํ
ี
ิ
้
ู
้
วิเคราะห คุณครเรมการนาเสนอบทเรยนไดอย่างน่าสนใจดวยคาถาม ใหนักเรยนลองตอบแบบ
ี
่
ี
ไม่มผิดมถูก ในขั้น See คุณครูให้นักเรียนวิเคราะห์บทวรรณคดีโดยผ่านคําถามต่างๆ ของครู
ี
ู
ี
ี
ู
้
่
์
และทน่าประทับใจมากๆ คือ คุณครใหนักเรยนมัธยมปลายของครลองสร้างหลักเกณฑการ
้
ี
ประเมินคุณค่าดานวรรณศิลปและสังคมดวยตัวเอง แลวนากลับมาเปรยบเทยบกันผ่านการ
ํ
้
์
ี
้
ํ
่
นาเสนอของแต่ละกลุม
ื
่
์
ํ
ในขั้น Judge ครใชหลักเกณฑทแต่ละกลุมนาเสนอมาเชอมโยงกับหลักเกณฑการ
ู
์
่
้
ี
่
ั
่
ี
ั
ประเมินทยอมรบกันตามหลักวชาการทยอมรบในปจจุบันดวยการบรรยาย และคุณครยังให ้
ิ
ี
ู
่
ั
้
ี
้
นักเรยนอ่านหลักการประเมินในบทเรยนเพอสรางความเขาใจอย่างถองแท ้
่
ี
้
ื่
ในขั้น Act คุณครูไม่เพียงแต่ให้นักเรียนทําแบบฝึกหัดด้วยการให้เขียนบทประเมิน
ู
้
ี
้
้
ี
้
ู
่
วรรณคดีดวยหลักการประเมินทไดเรยนรในขั้น Judge คุณครยังใหนักเรยนอ่านบทประเมินใน
ี
้
ู
ี
ื
่
่
่
กลุมเพอแลกเปลยนการเรยนรจากกันและกัน
ี
คุณครเชอมโยงบทเรยนเขากับชวตของนักเรยนไดอย่างน่าประทับใจดวยการใหตอบ
่
ื
้
ู
้
ี
ี
้
ิ
ี
้
้
ี
้
่
ี
่
ี
ํ
ิ
คาถามไตรตรองว่า “บทความตอนทเรยนน้สะทอนคุณค่าเชิงจรยธรรมดานใดและสามารถ
้
็
นาไปใชในชวตจรงไดอย่างไร” และตอกย้าการเรยนรในขั้นสุดทายดวยการใหอ่านกันเปนคูๆ
ํ
่
ํ
้
้
ู
้
ี
้
ี
ิ
้
ิ
111
ประสบการณอกประสบการณหนึงในการนําเสนอบทเรยนดวยกระบวนการ See-Judge-
่
์
์
้
ี
ี
ิ
์
็
ี
ี
Act เปนของอดตจิตตาธการ YCS คณครูสมิตตรา รงสสมบติศิร โรงเรยนเซนตโยเซฟคอนเวนต ์
ั
ิ
ั
ุ
ุ
ี
็
ี
ื
่
ี่
ั
ื
เปนอกตัวอย่างหนึ่งทชัดเจนและน่าประทับใจจากบันทึกเรอง “ฉนเลอกเอง”
ฉันเลือกเอง
ื
ุ
ิ
็
ิ
ิ
ิ
ั
ู
ี
่
ฉันชอสมตตรา รงษสมบัตศร ฉันเปนครสอนวิทยาศาสตรในระดับชั้น ม.2 และ ม.5 ใน
์
์
็
ระดับชั้น ม.2 ฉันได้สอนวิชา โครงงานวิทยาศาสตรมาเปนเวลา 9 ปแล้ว
ี
ี
่
์
ี
็
็
ี
่
การสอนวิชาโครงงานวิทยาศาสตรเปนวิชาทไม่มใครๆอยากสอน เพราะ เปนวิชาทไม่ม ี
ี
่
์
ุ
ึ
หนังสอเรยน ฉันต้องทํา Sheet ชดเก่งข้นเอง และเวลาทใช้ในการสอน 1 คาบต่อสัปดาหเท่านั้น
ี
ื
ื
ี
ี
ิ
โดยนักเรยนต้องทําช้นโครงงาน เขยนรายงาน 5 บทให้เหมอนงานวิจัย และนําเสนอผลการทํา
ุ
โครงงานให้เสรจส้นภายในภาคเรยนนั้น สรป คอ เวลาไม่สัมพันธกับเน้อหานั่นเอง
ิ
์
็
ื
ี
ื
ี
ั
่
ี
ั
ปญหาดังกล่าวทําให้ฉันเครยด เพราะฉันต้องปรบเปลยนกระบวนการสอน การจัด
้
กิจกรรมแต่ผลการเรยนรและเน้อหาเท่าเดม เมอฉันได้รบการอบรมในเรองการใช้กระบวนการ
ื
ู
ี
ิ
ั
่
ื
่
ื
่
เรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง ฉันมาหวนคดได้ว่า ฉันเคยผ่านการอบรมการเปนจตตาภบาล
ี
ิ
ิ
ี
็
ิ
์
ของ YCS จากบราเดอรจอห์นมาแล้ว จงทําให้ฉันกลับมาทบทวนหลักการ See – Judge – Act จน
ึ
ิ
ี
ี
ฉันคดว่า ฉันพอจะเข้าใจดแล้วและฉันมั่นใจว่า จะสามารถจัดการกับกระบวนการเรยนการสอน
ของฉันได้
ี
ื
์
่
SEE: ฉันสอนเรอง “การวิเคราะหโครงงาน” โดยฉันหาตัวอย่างบทคัดย่อมาให้นักเรยนได้
ี
็
ี
ิ
ี
ู
้
ี
รจักหน้าค่าตาโดยไม่ได้อธบายใดๆ นักเรยนต่างพูดเปนเสยงเดยวกันว่า “อะไร ต้องเขยนอย่างน้ ี
ี
ี
ด้วยหรือคะครู” ฉันบอกว่า “ต้องเขยน แต่ไม่ยากค่ะ” ฉันให้นักเรยนอ่านและลองบอกประเภท
์
ของโครงงานจากตัวอย่างบทคัดย่อจากประสบการณของตัวเอง หลังจากนั้น ฉันให้นักเรยน
ี
์
ทํางานเปนกล่มย่อย ช่วยกันวิเคราะหองค์ประกอบของบทคัดย่อทเปนตัวอย่าง แล้วนําเสนอใน
็
ุ
็
ี
่
ห้อง
112
ิ
ึ
JUDGE: ฉันอธบายถงหลักการเขยนบทคัดย่อและองค์ประกอบของบทคัดย่อว่า
ี
่
ื
ี
่
ุ
ี
ิ
ี
ื
ุ
ประกอบด้วยทมาหรอความสําคัญ วัตถประสงค์ วิธดําเนนการอย่างย่อๆ และผลทได้หรอข้อสรป
ื
ึ
ี
่
์
จากการทําโครงงาน เมอนักเรยนเข้าใจในหลักการแล้ว จงฝกวิเคราะหโดยให้หา Key word ใน
ึ
ู
บทคัดย่อนั้น ให้แข่งขันกันวิเคราะหเปนกล่ม มวิเคราะหผิดบ้าง ถกบ้าง หลงประเดนไปบ้าง แต่
ุ
ี
์
์
็
็
ึ
ึ
่
ี
ุ
่
ั
ี
่
ู
ิ
ก็สนกสนานด แล้วฉันจงอธบายหลักเกณฑ์ทถกต้องอกคร้งหนง เพือให้แน่ใจว่าความเข้าใจของ
ี
ี
นักเรยนถกต้อง
ู
ACT: ฉันมอบหมายให้นักเรียนแต่ละกลุ่มไปหาบทคัดย่อของโครงงานวิทยาศาสตร์ที ่
่
ุ
ี
ื
ตนเองสนใจมากล่มละเรองโดยมข้อแม้ว่าไม่ควรซํ้ากันเพื่อนําเสนอในคาบถัดไป นักเรยนนํา
ี
ี
บทคัดย่อทค้นคว้ามานําเสนอโดย Power Point แล้ววิเคราะห์องค์ประกอบของบทคัดย่อ โดยมี
่
ู
่
้
่
ื
ู
ี
่
ี
เพือนๆแลกเปลยนเรยนรร่วมกัน ในขณะทฉันเฝาดแก้ไขและเสรม เมอนักเรยนต้องการความ
้
ิ
ี
่
ี
ุ
่
ิ
คดเห็น สดท้ายฉันแจก Sheet ทีปกติฉันจะแจกตั้งแต่คาบแรก แต่คราวนี้แจกเป็นขั้นสุดท้าย
็
่
เพราะนักเรยนได้เรยนรเน้อหาด้วยตนเองและจากเพือนๆ แล้ว การอ่าน Sheet ของฉันจึงเปนเพียง
ี
ื
ู
้
ี
ื
ื
เครองมอในการตอกยํ้าความเข้าใจเท่านั้น
่
ี
การใช้กระบวนการ See – Judge – Act ทําให้ฉันหวนระลกได้ว่า นักเรยนของฉันอยู่ในวัย
ึ
ี
ี
ุ
ี
ี
ั
ทมพลังงานเยอะ ต้องการแสดงออกและการยอมรบ และฉันได้เรียนรู้อกว่า นักเรยนทกคนควรม ี
่
ิ
ี
่
ี
ี
่
ี
ี
ี
บทบาท ไม่เฉพาะแต่นักเรยนทเรยนเก่งเท่านั้น นักเรยนทฉันเคยคดว่า เขาเรยนอ่อนยังสามารถ
ื
่
ึ่
ี
์
ี
ู
ี
้
ี
วิเคราะหบทบทคัดย่อทเขาเลอกเองได้อย่างดซงเกิดจากการเรยนรด้วยตนเองโดยมฉันและ
เพือนๆ คอยช่วยเหลอ
่
ื
ิ
็
่
ส่งทสําคัญยิ่งและเปนประโยชนทฉันได้รบเต็มๆ ตรงๆ คอ ฉันได้ตัวอย่างบทคัดย่อท ี่
ั
์
ื
ี
ี
่
ี
หลากหลายน่าสนใจเพิ่มมากกว่า 30 บท จากทนักเรยนเลอกมานําเสนอ และสามารถมาแทน 4
่
ื
ี
่
ี
์
บททฉันใช้มาตลอด 9 ปได้ อกทั้งสามารถแก้ปญหาเรองเวลาทไม่สัมพันธกับเน้อหาได้ ฉันจง
ึ
ื
ี
่
ื
ั
ี
่
ี
หายเครยดด้วย กระบวนการ See – Judge – Act ทีฉันเลอกเอง
ี
่
ื
คณครูสมตตรา รังสสมบัตศิร ิ
ิ
ุ
ี
ุ
ิ
โรงเรยนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ กรงเทพฯ
ุ
ี
ุ
10 ตลาคม 2014
113
้
ู
ํ
ี
ิ
ิ
ผมประทับใจกับการนาเสนอบทเรยนของคุณครสุมิตตราจรงๆ คุณครเรมตนในขั้น See
่
ู
ดวยการให้นักเรยนสังเกตและลองผิดลองถูกดวยตัวเองถงองคประกอบของการเขยนโครงงานจาก
้
ึ
์
้
ี
ี
ู
ี
ตัวอย่างทครให เมอมาถงขั้น Judge หลังจากอธบายหลักการแลว ครยังใหนักเรยนลองผิดลองถูก
ิ
ู
้
ื
่
ี
ึ
้
่
้
้
ั
่
ู
ี
้
ี
ู
ี
ั
่
่
ี
้
ู
อกคร้ง กอนทครจะ อธิบายหลักการทถูกตอง ในขั้น Act ครใหนักเรียนเรียนรดวยตัวเองอกคร้ง
้
ํ
ี
ี
่
้
้
ี
้
้
จากบทคัดย่อน้นักเรยนตองออกแบบหาทตัวเองสนใจ และตอกย้าความเขาใจดวยการใหอ่าน
Sheet ชุดเกงของคุณคร ู
่
์
่
อกตัวอย่างหนึงเปนของคณครูนาตยา สมรรถการ โรงเรยนสตรมารดาพิทักษ จันทบุร ี
ี
ี
ี
็
ุ
้
่
ํ
้
ู
้
ี
ิ
ี
้
ี
ี่
คุณครไดใหนักเรยนไดทดลองทาผลงานใหลองผิดลองถูกกอนทจะสอนวธและเทคนคน้ถูกตอง สิ่ง
้
ิ
ี
ํ
ทีครไดรับ คอ “จากการท่ฉันนา See-Judge-Act มาใช้ในการเรยนการสอน ทาให้ฉันรู้สกวา
่
ึ
ื
ู
้
ี
ํ
่
ี
่
ี
ี
ึ
ิ
ี
ั
ี
นักเรยนได้รบประโยชนจรงๆ นักเรยนรกและภูมใจในผลงานของตนเอง แตท่ฉันรู้สกดใจมากท่สุด
ิ
ั
์
ี
ึ
่
ิ
ํ
่
ี
ึ
ี
ื
คอ “ฉันได้สอนถงสาระของเรองการงานอาชพ ได้อยางแท้จรง เพราะมนักเรยนกลุมหนงนาความรู้
่
ื
่
ี
ี
ท่ฉันสอนไปประกอบอาชพได้จรงๆ”
ิ
คืนผลงานของหนูดวยคะ
ี
ู
ี
่
ุ
็
ฉันชอนาตยา สมรรถการ เปนครในโรงเรยนสตรมารดาพิทักษ์ จังหวัดจันทบร สอน
ื
ี
ื
่
ี
วิชาการงานอาชพและเทคโนโลยี ฉันได้รบการอบรมวิธการสอนแบบไตร่ตรอง เมอเดอน
ื
ี
ั
ี
่
ู
ี
ศ
็
ี
ี
ื
ิ
่
ธันวาคม พ . 2556 ฉันอยากรว่าเปนวิธการทดจรงหรอไม่? มันจะได้ผลกับเดกตามทวิทยากร
้
็
บอกแน่หรอ? มันเป็นสิ่งทีท้าทายมากสําหรับฉัน เพราะ ฉันอบรมวิธีการสอนมาหลายวิธีมาก
่
ื
ิ
็
ุ
ี
ี
่
ี
ี
ุ
ิ
ุ
และทกวิธ ทกวิทยากรก็บอกว่าด แต่ก็ใช่ว่าได้ผลเช่นนั้นกับเดกจรงๆ จดเร่มต้นทฉันนําวิธการ
็
ื
สอนไตร่ตรองมาใช้กับเดก คือ ฉันนํามาทดลองสอนกับนักเรยนประถมศกษาปท 5 เรอง การ
ี
ี
ึ
ี
่
่
ู
ี
ิ
ประดษฐ์พวงกุญแจด้วยวิธเดคพาจ
ิ
ฉันนํากระบวนการ See-Judge-Act มาใช้ในการสอน เร่มต้นจากขั้น See ฉันนําอุปกรณ์
มาวางบนโต๊ะ และให้นักเรยนมาหยิบพวงกุญแจกับกระดาษทนักเรยนชอบ จากนั้น ฉันแนะนํา
ี
ี
่
ี
ุ
ื
์
ี
่
เกียวกับอปกรณต่างๆ บนโต๊ะว่า มันคออะไรเท่านั้น ฉันให้นักเรยนลองลงมอทําพวงกุญแจด้วย
ื
ุ
ี
ิ
วิธการของนักเรยนเองเพียงด้านเดยวตามความคดของตัวเอง นักเรยนลองทํากันอย่างสนกสนาน
ี
ี
ี
ี
ถกบ้างผิดบ้าง ในขณะทนักเรยนต่างลงมอทําพวงกุญแจกันอยู่นั้น มนักเรยนหญงคนหนงไม่กล้า
ี
ื
ิ
่
ึ
ี
ี
่
ู
ี
ู
ี
ี
ื
ิ
เร่มทํา ฉันเข้าไปถามว่า “ทําไมนักเรยนไม่ลงมอทําคะ?” นักเรยนตอบว่า “หนกลัวมันเสยค่ะ” ฉัน
114
ิ
ู
ู
ี
ให้กําลังใจและเสรมแรงว่า “หนทําไปเถอะ อย่ากลัว ถ้าเสย เราทําใหม่ได้ แต่ถ้าหนไม่ทํา พวง
ื
ิ
ู
็
ี
็
ี
กุญแจของหนจะเสรจไหมคะ?” นักเรยนตอบว่า “ไม่เสรจค่ะ” แล้วนักเรยนคนนั้นเร่มลงมอทํา
ู
ี
่
็
ี
แบบกล้าๆ กลัวๆ นักเรยนหลายคนททําเสรจแล้วก็จะเอามาอวดฉัน และถามว่า “ครคะ พวง
ี
กุญแจของหนสวยไหม?” ฉันตอบว่า “สวยค่ะ” แล้วฉันยิ้มให้นักเรยน แม้ใจฉันจะบอกว่า “ยังไม่
ู
้
ี
่
ี
ี
สวย ย่นด้วย ตัดกระดาษยังไม่เรยบรอย” ฉันให้นักเรยนช่วยกันสรปขั้นตอน วิธการทเขาได้ลอง
ุ
ี
ิ
ี
ู
้
ทําและเรยนร และประเมนผลงานของตัวเอง
ิ
หลังจากนั้น ฉันเข้าส่ขั้น Judge ด้วยการอธบายพรอมทั้งสาธตวิธการและเทคนคการทํา
้
ิ
ู
ี
ิ
ึ
ี
่
่
ี
ู
เดคพาจทถกต้องและสวยงามให้กับนักเรยน ในขั้น Act ฉันให้นักเรยนลงมอทําใหม่อกด้านหนง
ี
ื
ี
ู
ี
่
ุ
ี
ของพวงกุญแจ ในขณะทนักเรยนทกคนลงมอทํา มนักเรยน 4 คน เดนมาหาฉัน แล้วพูดว่า “ทําไม
ื
ี
ิ
ี
ึ
ู
่
่
ี
ู
ึ
ู
ครไม่สอนหนตั้งแต่แรกคะ ทําให้พวงกุญแจของหนสวยด้านหนง อกด้านหนงไม่สวยเลย” ฉัน
ึ
ถามนักเรยนว่า “แล้วนักเรยนรสกอย่างไรคะ?” นักเรียนตอบว่า “หนูอยากทําใหม่ให้สวยๆ ได้
ี
ู
้
ี
ไหมคะ” ฉันตอบว่า “ได้ค่ะ” ฉันสังเกตเห็นนักเรียนดีใจมาก มีความกระตือรือร้นในการทํางาน
ี
ิ
ู
และภมใจในผลงานของตนเองมากโดยมฉันคอยให้สังเกต ให้คําแนะนําและให้กําลังใจอยู่ห่างๆ
ู
ึ
ี
ื
่
ี
ุ
ี
ั
็
ี
เมอทกคนทํางานเสรจ ฉันให้นักเรยนช่วยกันบอกวิธการทําเดคพาจอกคร้งหนง และให้นักเรยน
่
ิ
์
ู
ี
ุ
ุ
ิ
ี
ช่วยกันคดว่า นักเรยนสามารถใช้วัสด อปกรณชนดใดมาใช้ในการทําเดคพาจได้อกบ้าง เพราะ
อะไร?
ี
่
ี
ความประทับใจสําหรบฉันมากทสดเกิดขึ้นเมอฉันให้นักเรยนส่งผลงาน นักเรยนไม่ยอม
่
ุ
ื
ั
ี
ส่งฉันเลยสักคนเดยว ทกคนหวงผลงานของตนเอง กลัวว่าฉันจะไม่คนผลงานให้กับพวกเขา ต่าง
ื
ี
ุ
ี
ื
ื
จากเมอก่อนทนักเรยนน้อยคนนักจะมารบผลงานคนจากฉัน นักเรยนต่อรองกับฉันว่า “ถ้าหนูส่ง
ั
ี
่
่
ี
ู
ี
ู
ู
แล้ว คณครคนหนทันทได้ไหมคะ” ฉันตอบนักเรยนว่า “ครตรวจไม่ทัน เพราะ หมดเวลาสอน
ื
ุ
ี
ู
ู
ของครแล้วนะคะ”นักเรยนตอบว่า “งั้นครมาตรวจชั่วโมงหน้าได้ไหมครบ” ฉันตอบนักเรยนว่า
ี
ั
ี
ี
ี
“ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะ ชั่วโมงหน้าต้องเรยนเรองใหม่แล้วค่ะ” นักเรยนตอบว่า “ถ้าอย่างนั้น
ื
่
ู
ื
คณครต้องสัญญาว่า คนพวงกุญแจให้พวกหนนะคะ ไม่งั้นพวกหนไม่ส่ง” ฉันยิ้ม แล้วฉันสัญญา
ู
ู
ุ
ื
ี
ุ
กับนักเรยนว่าจะคนผลงานให้ทกคน
จากการทฉันนํา See-Judge-Act มาใช้ในการเรียนการสอนทําให้ฉันรู้สึกว่า นักเรียน
่
ี
ิ
่
ู
ั
ิ
์
ได้รบประโยชนจรงๆ นักเรยนรกและภมใจในผลงานของตนเอง ถ้าฉันสอนแบบเดมๆ ทฉันเคย
ี
ี
ั
ิ
ี
ี
่
่
ทํา จะมนักเรยนน้อยคนนักทีจะเห็นประโยชน์ รักและภูมิใจในผลงาน นําไปใช้จริง แต่ทีฉันรู้สึก
ิ
ึ
ี
่
ื
ุ
่
ี
ี
ดใจมากทสดคอ ฉันได้สอนถงสาระของเรองการงานการอาชพ ได้อย่างแท้จรง เพราะ ต่อมาม ี
ื
ุ
ี
ุ
นักเรยนกล่มหนงนําความรทฉันสอนไปประกอบอาชพจรงๆ และได้รบการสนับสนนจาก
ี
่
ั
ิ
ี
ึ
่
ู
้
115
ี
ุ
ี
ู
ี
ผู้ปกครอง นักเรยนกล่มน้ได้ทํากระเปา พวงกุญแจ ด้วยวิธเดคพาจขายทาง Facebook และพวก
๋
ี
เขานําผลงานมาให้ฉันด เพื่อขอคําช้แนะ ฉันถามนักเรยนว่า “ทําไปทําไม” นักเรยนตอบว่า “ขาย
ี
ี
ู
ค่ะ” ฉันถามว่า “ราคาเท่าไร?” นักเรียนตอบว่า “150 บาทค่ะ” ฉันถามต่อไปว่า “ได้กําไรเท่าไร
ุ
ื
ิ
ี
ุ
่
ค้มไหมกับค่าเหนอย” นักเรยนคดราคาต้นทนกันและตอบฉันว่า “ได้กําไร 20 บาทค่ะ คุ้มค่ะ
ิ
ี
ู
ุ
ู
ี
่
เพราะ หนดใจทขายได้ หนไม่เหนอย หนชอบ” ฉันรสกภาคภมใจกับนักเรยนกล่มน้มาก เพราะ
ี
ู
้
ื
ู
ู
่
ึ
ี
็
พวกเขาไม่เหนแก่เงนทอง ฉันยิ้มและให้กําลังใจพวกเขา ให้พวกเขาทําต่อไป
ิ
ุ
ิ
ี
ู
ุ
ด้วยเหตน้ ฉันอยากจะเชญชวนให้เพือนครทกท่านนําเทคนคกระบวนการสอนแบบ
่
ิ
ุ
ี
ั
ิ
ู
ื
ี
ไตร่ตรองน้ไปใช้กับนักเรยน แล้วคณครจะได้รบส่งดๆ กลับมาเหมอนกับฉัน
ี
คณครนาตยา สมรรถการ
ู
ุ
ุ
โรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ จันทบรี
5 กรกฎาคม 2014
์
้
ี
้
ู
้
้
คุณครนาตยามาใชการสอน ในขั้น See ดวยการใหนักเรยนเรยนรจากประสบการณลอง
ี
ู
้
ํ
ผิดลองถูกดวยตัวเอง คุณครเปนผูอานวยการการเรยนรให้กาลังใจกับนักเรยนให้ลองผิดลองถูก
้
ี
ู
้
ํ
ู
็
ี
ํ
ํ
้
้
ํ
ี
้
ู
่
ี
้
ํ
และในขั้น Act คุณครยังคงทาหนาทคอยเฝ้าสังเกต ใหคาแนะนาและใหกาลังใจ ปล่อยใหนักเรยน
ี
ิ
้
้
ลงมือทําดวยตัวของเขาเอง นักเรยนจึงเกดความภูมิใจในผลงานของเขาจนกลาเสนอขายผลงาน
้
่
้
ี
ี
ิ
็
ี
ํ
เหล่านั้นอันเปนการนาบทเรยนสูชวิตของนักเรยนไดอย่างแทจรง
ี
คณครูสมภพ วรกิจจานวฒน โรงเรยนวาสุเทวไดลองใชวิธการ See-Judge-Act ในการ
้
ี
้
ี
ุ
ุ
์
ั
้
สอนศิลปะ คุณครไดรบประสบการณว่า นักเรยนเขาใจ “ผลงานท่ออกมามความถูกต้องของ
ั
ี
ู
้
ี
์
ี
ิ
ทศทางแสง-เงาและสวยงามกวารนกอนๆ ท่ฉันเคยสอนมา”
่
ุ
่
่
ี
แสง-เงา มีชีวิต
่
ื
่
ู
่
้
ี
ื
่
ฉันเคยมคําถามในใจเสมอว่า เรองทฉันสอนทําไมนักเรยนไม่เข้าใจเรองทฉันอยากให้ร แต่
ี
ี
ี
้
นักเรยนจะตอบเฉพาะทเขาได้ทํา เช่น การวาดภาพแสงเงาผลไม้ นักเรยนจะตอบว่า วาดเงาะ สม
่
ี
ี
ี
ี
ื
่
อง่น แทนทจะตอบว่า ได้เรยนเรองของแสง-เงาและรปทรงผลไม้
่
ี
ู
ุ
116
์
็
ู
ุ
ฉันชอนายสมภพ วรกิจจานวัฒน เปนครสอนวิชาทัศนศลป (ศลปะ) โดยแนวทางเดม ฉัน
ื
่
์
ิ
ิ
ิ
ิ
ี
ี
ี
ิ
ิ
ี
ิ
่
ี
มักให้นักเรยนปฏบัตงานเลยหลังจากทฉันอธบายเน้นให้นักเรยนคดเอง ทํางานเงยบๆ นักเรยน
ี
ี
็
ทํางานเสรจไม่สามารถสรปบทเรยนทสอนว่า เขาเรยนเรองอะไรไป
ุ
ี
่
่
ื
เมอฉันได้มโอกาสอบรมการสอนแบบไตร่ตรองในวันแรกๆ ก็งง ไม่เข้าใจในขั้นตอน แต่
ี
ื
่
พยายามทําความเข้าใจ เรยนร กับคําต่างๆ ปรบเปลยนตัวเองเพือให้สามารถใช้กระบวนการน้ได้
ั
้
ี
ี
่
่
ู
ี
่
่
ี
ี
“เพราะรสกว่า มันมความชัดเจนในการทจะทําให้นักเรยนของฉันเข้าใจส่งทฉันสอนมากข้น”
ี
ิ
ู
ึ
้
ึ
ี
ึ
ี
่
ี
ั
ี
ี
ี
พอกลับไปทโรงเรยน ฉันได้ใช้กระบวนการน้คร้งแรกกับนักเรยนในระดับมัธยมศกษาปท ่ ี
ิ
ิ
ี
่
ี
ู
1 เรอง ของแสง-เงา รปทรงเรขาคณต ฉันได้เร่มต้นด้วยการให้นักเรยนเล่นเกม “กระจกเงา” นักเรยน
ื
ึ
ี
ิ
ี
ี
ู
ี
สนก มชวิตชวาและมพลังมากข้น พอจบเกมในขั้น See ฉันได้นํารปทรงเรขาคณตมา 1 ช้น และถาม
ุ
ิ
ี
ี
นักเรยนว่า ถ้าแสงเข้าทางซ้ายน้ เงาจะไปทางไหน นักเรยนตอบ จะได้คําตอบทมทั้งถูกและไม่ถูก
่
ี
ี
ี
ื
ี
่
ิ
ู
ี
ี
ฉันจงนําโคมไฟมาให้นักเรยนถอและให้นักเรยนอกคนวางรปทรงเรขาคณตบนโต๊ะและให้คนทถอ
ี
ึ
ื
ู
ี
่
ุ
ี
่
ุ
ิ
่
่
โคมไฟส่องไปทวัตถและให้เพือนๆ สังเกต และตอบคําถามของครเพิ่มเตมและให้เพือนเปลยนมม
ิ
ู
ื
่
ี
ื
่
ของโคมไฟไปรอบๆ รปทรงเรขาคณต ฉันสังเกตว่า นักเรยนตนเต้นและมองเหนเรอง แสง-เงา มาก
็
ิ
้
ึ
ู
ู
ื
่
้
ข้น ในขั้น Judge ฉันได้เปด Clip เรอง ของโครงสรางแสง-เงาและการใช้เสนให้นักเรียนดพอดจบ
ี
ั
ฉันให้นักเรยนช่วยกันอธบายการเดนทางของแสง-เงา ให้ฟงและเสนอแนะ ในขั้น Act ฉันให้เพื่อน
ิ
ิ
ู
ึ
ี
นักเรยนนํารปทรงเรขาคณต 3-4 รปทรง ไปจัดวางบนโต๊ะ เพือฝกการจัดวาง และเพือนๆ นั่งล้อมวง
่
ิ
่
ู
เปนวงกลมรอบรปทรงเรขาคณตและเลอกมมด้วยตนเอง แล้วนักเรยนนําความรไปวาดภาพใน
ื
ุ
้
ู
ิ
ี
็
ู
ู
่
ี
ิ
ี
ิ
กระดาษ A3 ลงแสง-เงา ด้วยดนสอ EE ผลงานทออกมา มความถกต้องของทศทางแสง-เงา และ
สวยงามมากกว่าร่นก่อนๆ ทฉันเคยสอนมา
ุ
่
ี
่
ี
ี
ี
ึ
ี
กระบวนการเรยนการสอนแบบไตร่ตรองช่วยให้นักเรยนมความเข้าใจตามทสอนมากข้น
ึ
และทํางานได้ดมประสทธภาพมากข้น บรรยากาศในห้องเรยนมชวิตชวามากข้น ฉันจงอยากให้
ี
ิ
ี
ี
ี
ี
ึ
ึ
ิ
ี
ี
เพือนครได้เปดใจและนํากระบวนการเรยนการสอนแบบไตร่ตรองน้ไปปรบใช้ แล้วเราจะได้เหน
็
่
ั
ู
ี
ิ
ศักยภาพของนักเรยนทรกของเรามากข้นและได้เหนมมมองของนักเรยนมากข้น
็
ี
ี
ั
่
ุ
ี
ึ
ึ
คณครูสมภพ วรกิจจานวัฒน ์
ุ
ุ
ี
ุ
โรงเรยนวาสเทวี
ี
12 มนาคม 2016
117
็
้
ตัวอย่างสุดทายของการ “ลองผดลองถูก ดวย See-Judge-Act” ไปเปนบันทึก
้
ิ
้
ี
ประสบการณของคณครูน้าผ้ง ภูมิชยศร โรงเรยนยอแซฟอุปถัมภ คุณครใหนักเรยนทดลองดวย
์
ู
้
ี
์
ุ
ํ
ี
ั
ึ
ี
ั
้
ู
่
่
ี
ิ
ี
ตัวเอง กอนทครมอบหมายและสาธตการทดลอง ผลทคุณครไดรบมคุณค่าทางจิตใจอย่างยงแก ่
ู
ิ
่
่
ู
คุณครและนักเรยนคนพิเศษจรงๆ ของคร ู
ิ
ี
ลองผิดลองถูก See-Judge-Act
ุ
ิ
ู
ี
ู
์
ฉัน นางสาวนํ้าผึ้ง ภมชัยศร ครผึ้ง สอนวิชาวิทยาศาสตร ชั้น ป.6 โรงเรยนยอแซฟอปถัมภ์
ี
ี
ื
่
ฉันได้รบการอบรมกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง เมอวันท 28-31 สงหาคม พ. ศ.
่
ี
่
ิ
ั
ี
ี
2557 ฉันได้ลองนํากระบวนการเรยนการสอนแบบไตร่ตรองไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรยนการ
ี
ู
่
่
ื
ื
่
ู
่
ี
็
่
ี
้
ี
สอนของฉัน ฉันอยากทเล่าเรองของฉันให้กับเพือนครคนอนๆ ฟง เพือเปนการแลกเปลยนเรยนรกัน
่
ั
ฉันสอนเรอง การทดสอบสารอาหารโดยใช้สารละลายไอโอดน ในชั่วโมงก่อนการเรยน
ื
่
ี
ี
ุ
ั
ี
ู
การสอน ฉันขอให้นักเรยนเตรยมอาหารมาจํานวน 5 ชนด คอ มันฝร่งทอด ข้าวสก เน้อหมต้ม
ื
ิ
ื
ี
ื
ี
ี
ั
ู
ี
่
ี
มะม่วงและกล้วย นักเรยนเตรยมมาด้วยความตนเต้น มนักเรยนถามว่า “ครครบ ผมเตรยมมะม่วง
ี
สกมาใช้ได้ไหม” ฉันก็ตอบว่า “ใช้ได้ค่ะ” หลังจากนั้น ฉันถามนักเรยนว่า “นักเรยนลองทายซคดว่า
ี
ี
ุ
ิ
ิ
่
ี
ี
อาหารอะไรน่าจะเปลยนสของสารละลายไอโอดนได้” นักเรยนกล่มท 1 รบตอบด้วยความมั่นใจว่า
ี
ี
ุ
่
ี
ี
ี
่
ุ
“ข้าวสก” กลุ่มท 2 ก็ตอบว่า “กล้วย” และทกกล่มตอบครบ ฉันบอกให้นักเรยนทายกันจนครบว่า
ุ
ุ
ี
ุ
ี
่
ี
ี
อาหารชนดใดทเปลยนสสารละลายไอโอดนบ้างในกระดาษของกล่ม
ี
ิ
่
ี
่
ี
ิ
หลังจากนั้น ฉันจงให้นักเรยนทดลองหยดสารละลายไอโอดนลงในอาหารชนดต่างๆ ทเขา
ึ
ี
ู
่
ี
่
ี
ั
ี
่
ี
ุ
็
ิ
นํามา ส่งทฉันได้ยินจากเสยงกล่มท 1 พบว่า “ครครบ ข้าวสกมันเปลยนเปนสดํา แล้วจะทําอย่างไรด ี
ุ
ี
ี
ึ
ี
ผมหยดไป 2 หยดเอง จะทําอย่างไร ฉันจงบอกว่า “ดใจด้วย และให้นักเรยนหยดสารละลายไอโอดน
ี
ี
ุ
ี
ื
ในอาหารต่อไป” หลังจากนั้นกล่มอนๆ ก็ส่งเสยงดังลั่นเลยว่ากล่มของฉันก็เปลยน แต่มาตกใจอก
่
่
ุ
ี
ั
ี
ี
่
ึ
ี
หนงอย่างกับเน้อหมต้ม ทําไมไม่เปลยนสครบ ฉันจงปล่อยคําถามนั้นไว้ก่อน ในห้องวุ่นวาย เสยง
่
ื
ึ
ู
ดัง ด้วยความตนเต้นของเดกๆ และให้นักเรยนจดบันทกการทดลองเปรยบเทยบกับผลทได้ทายไว้
ี
่
ี
่
ี
็
ี
ึ
ื
ี
นักเรยนตัวแทนกล่มได้ออกมานําเสนอผลการทดลองหน้าชั้นเรยนแต่ละกล่ม นักเรยนรอ
ุ
ี
ุ
ี
ุ
ี
ื
ื
ุ
่
่
ั
่
ฟงคําตอบของเพือน กล่มอนว่าเหมอนกับของกล่มของตัวเองไหม เมอนักเรยนนําเสนอจบ นักเรียน
ื
ุ
ี
่
ิ
ี
ุ
ุ
ั
ช่วยกันสรปว่า มกล้วย มันฝร่งทอด ข้าวสก มะม่วง (ดบ)สก เปลยนสสารละลายไอโอดน ฉันใช้
ี
ี
118
ึ
ี
ู
ื
ี
ี
คําถามกับนักเรยนว่า “แล้วทําไมเน้อหมจงไม่เปลยนสสารละลายไอโอดนหล่ะ” ม ด.ช. รชานนท์
ี
ี
่
ู
ี
ี
่
ื
ิ
ื
ู
ั
มั่นเขยว ตอบอย่างทันทว่า “เน้อหมต้องทดสอบโดยสารชนดอนครบคร แต่ผมไม่แน่ใจว่าทดสอบ
กับอะไร” ฉันจงให้ รชานนท์ กับเพือนๆ ไปหามาว่าจะทดสอบกับสารอะไร ฉันให้นักเรยนสังเกต
ึ
่
ี
และอภปรายสรปว่า “ในประเภทของอาหารน้สารไอโอดน เปลยนสนั้นมสารอาหารประเภทใดท ี ่
ี
ี
่
ี
ุ
ี
ี
ิ
เหมอนกัน”
ื
็
่
ุ
ี
หลังจากสรปข้อสังเกตแล้ว ฉันบรรยายถงว่า “สารละลายไอโอดน เปนสารทใช้ทดสอบ
ึ
ี
้
็
อาหารจําพวกแปง ถ้าหยดสารละลายไอโอดนในอาหารทมแปงเปนองค์ประกอบจะเปลยนสอาหาร
่
ี
่
ี
้
ี
ี
ี
่
ี
่
ี
ิ
ให้เปนสม่วงเข้ม สดํา หรอ สนํ้าเงนเข้ม ตามทเหน ถ้าอาหารชนดใดไม่เปลยนสเมอหยดสารละลาย
ี
ื
็
ิ
่
ื
ี
ี
็
ี
็
ี
ี
้
ั
ิ
ไอโอดน อาหารนั้นจะไม่มแปงเปนองค์ประกอบ” แล้วฉันสาธตให้นักเรยนดอกคร้ง
ี
ี
ู
ั
เดกชายพุฒพงศ์ งามสมโภชน นักเรยนชั้น ป.6/3 เปนนักเรยนพิเศษ ถามฉันว่า “ครครบ ผม
็
์
ี
ู
ี
ิ
็
ี
่
ั
ี
ื
ึ
ื
ิ
จะไปซ้อสารละลายไอโอดนได้ทไหนครบ” ฉันจงย้อนถามกับ พุฒพงศ์ว่า “โอ๊ต จะซ้อสารละลาย
ไอโอดนไปทําไม” เด็กชายพุฒพงศ์ตอบว่า “ผมจะซ้อไปตรวจสอบอาหารทอยู่ทบ้านครบ” ฉันจึง
ื
ั
ิ
่
่
ี
ี
ี
ื
บอกว่า “สามารถไปซ้อได้ทรานศกษาภัณฑ์”
้
ึ
ี
่
ึ
ื
็
้
ื
เย็นวันนั้น เดกชายโอ๊ตก็ไปชวนแม่ไปซ้อในตอน 19.30 น. แต่ซ้อไม่ได้เพราะรานศกษา
ู
ภัณฑ์ปดแล้ว และคนวันนั้นคณแม่โทรมาถามว่าคณครมอะไรหรอเปล่าทห้อง เนองจากวันน้ ี
่
ุ
ื
ี
ุ
ิ
ื
ี
ื
่
ั
ิ
ึ
ุ
ี
ี
ิ
้
โอ๊ตรองให้ไปซ้อไอโอดน คณแม่พาไปแล้วรานมันปด ฉันจงอธบายให้ผู้ปกครองฟงว่า วันน้เรา
้
ื
ุ
เรยนเรองทดสอบอาหารจําพวกแปงโดยใช้สารละลายไอโอดนทดสอบ และโอ๊ตถามคณครว่า จะ
่
ื
ี
้
ู
ี
่
ี
ู
ี
่
้
่
ื
ี
ุ
หาซ้อได้ทไหน ครเลยบอกว่าซ้อได้ทรานศกษาภัณฑ์ค่ะ โอ๊ตจะเอาไปทดสอบอาหารทบ้านค่ะคณ
ึ
ื
แม่
ี
่
หลังจากการทดลองผ่านไป 1 สัปดาห เดกชายโอ๊ตนํารายชออาหารททดสอบกับสารละลาย
์
ื
่
็
ี
ี
ี
็
่
ไอโอดนทเขาพอจะทดสอบได้มาให้ฉันดมประมาณ 7-8 อย่าง ฉันได้ให้โอ๊ตเดกพิเศษข้อายนําเสนอ
ี
ู
ั
ี
ั
ผลการทดสอบอาหารทบ้านให้กับเพือนๆ ในห้องฟง หลังจากนําเสนอหน้าห้องจบ โอ๊ตได้รบเสยง
่
ี
่
ี
ปรบมออย่างดังจากเพือนๆ ของเขา หน้าของโอ๊ตเวลานั้นยิ้มจนแก้มแทบปรเลย มนักเรยนในห้อง
ื
ิ
่
ี
่
คนหนงพูดว่า “ไม่น่าเชอเลยว่าโอ๊ตจะสนใจ เอากลับไปทําต่อทบ้านอก”
ื
ี
่
ึ
ี
่
ึ
ี
ื
เมอฉันได้ยิน ฉันจงบอกว่า “การเรียนรู้มันไม่ได้จบแค่ในห้องเรยนหรอก มันสามารถเอา
่
่
ื
ู
ี
ี
่
ไปใช้ได้ในชวิตของเรา” ขอแค่เราสนใจทจะเรยนร ใส่ใจ และเอาใจใส่กับการเรยนเท่านั้น ครเชอว่า
ี
้
ู
ี
ื
ี
พวกเราก็ทําได้เหมอนกับทโอ๊ตทํา หรอดกว่าโอ๊ตอกค่ะ
่
ี
ื
ี
119
ี
ี
ี
่
ื
่
่
ี
ู้
ี
บทเรยนรของฉัน มันมคณค่าทนักเรยนของฉันได้นําเอาเรองทได้จากการเรยนรใน
ุ
ู้
ี
ั
ี
ิ
ี
่
ี
ี
ห้องเรยนไปใช้ในชวิตจรงได้ และนํากลับมาแบ่งปนเล่าให้กับเพือนๆ ในชั้นเรยนได้เรยนร ฉัน
ู
้
่
ู
้
ี
อยากจะให้เดกๆ ได้รจักทจะนําเอาเรองทเรยนไปใช้ในชวิตจรงมากๆ ฉันจงอยากเชญชวนให้คณคร ู
่
ื
่
ึ
ิ
ี
็
ุ
ี
ิ
ี
ั
ื
์
ี
่
ี
ื
่
่
ท่านอนๆ ได้ทําอะไรเพือทจะได้รบประสบการณดๆ เหมอนกันกับฉัน
คณครูนํ้าผึ้ง ภูมชัยศร ี
ุ
ิ
ี
โรงเรยนยอแซฟอปถัมภ์
ุ
ู
ํ
้
็
์
ตัวอย่างการสอนของคุณครน้าผึ้ง เปนการสอนวิทยาศาสตรแบบ Induction ดวยการให ้
ี
ู
ี
้
้
ี
ี
นักเรยนไดทดลองและสังเกตผลการทดลองดวยตัวเอง ซึงในการสอนในวิธน้ นักเรยนจะเรยนรได ้
่
ี
้
ี
ิ
้
้
ํ
ี
ุ
เองจากการสังเกต รวบรวมขอมูล และสรปผล การสอนดวยวธน้จึงจะทาใหนักเรยนสามารถ
้
ี
ี
ํ
้
่
้
้
แสวงหาและสรางความรใหม่ๆ ไดดวยตัวเอง มิใช่เพยงแค่ท่องจาเน้อหาทครสอนเท่านั้น และมิได ้
ี
ื
ู
้
ู
ู
ี
ิ
้
็
ี
เปนการสอนทเรมตนและจบในหองเรยนเท่านั้น แต่เปนจุดเรมตนของการเรยนรตลอดชวตของ
ิ
้
ี
่
็
่
ี
้
้
่
ิ
ี่
่
ํ
ิ
้
็
ิ
ี
้
้
้
ี
นักเรยน อันเปนเป้าหมายทแทจรงของการศึกษา ซึงทาใหเกดขึ้นไดดวยวิธการ See-Judge-Act นี้
ความซือตรง
่
ั
ี่
“ผูที่ซื่อสตยในเรื่องเล็กนอย ก็จะซื่อสตยในเรื่องใหญดวย ผูทไม
ั
ซื่อสัตยในเรื่องเล็กนอย ก็จะไมซื่อสตยในเรื่องใหญดวย” (ลก.16:10)
ั
120
บทที่ 7
ตบท้ายด้วยไตร่ตรอง
่
ื่
้
แน่นอนว่าการไตรตรองตองเปนเครองมอหลักของกระบวนการเรยนการสอนทเนนการ
็
ี่
ี
ื
้
ี
่
ี่
่
่
ไตรตรอง ในทน้ การไตรตรอง หมายถึง การพิจารณาทบทวนและไตรตรองประสบการณที ่
์
่
ื
ุ
่
ึ
่
์
ี
ี
ั
ั
้
ั
ไดรบใหมอกคร้งหนงอยางมวิจารณญาณ ถึงจดประสงค แนวความคิด หรอการปฏิบติที ่
ั
ื่
ู
้
ี่
้
้
้
ี่
์
์
เกิดขึ้น เพอทจะเขาใจถึงความหมายและคุณค่าของประสบการณของมนุษยทไดรบรแลวนั้นได ้
อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น การไตรตรองเปดโอกาสใหนักเรยนสามารถพิจารณาดวยตนเองถึงความหมาย
้
่
ิ
้
ี
ี
ื่
็
ิ
ี่
ิ
้
ั
ี่
และคุณค่าทแทจรงของสิ่งทเขาเรยนรอยู่เพอรบเอาสิ่งนั้นมาเปนของตนเอง อันจะก่อใหเกดความ
้
ู
้
้
ิ
เขาใจอย่างแทจรงได ้
้
ี
ในขั้นท 4 ของการสอนแบบไตรตรอง ครเตรยมค าถามเพอใหนักเรยนไตรตรอง 3 - 5 นาท ี
้
ี
่
ู
่
ี่
ื่
็
ี่
์
ี
ี่
ก่อนจบคาบเรยน ลักษณะคาถามเปนคาถามทจูงใจใหนักเรยนคิดทบทวนประสบการณทไดรบ
ั
้
ี
้
ิ
์
จากคาบนั้น หรอนาประสบการณนั้นมาคิดไตรตรองอกคร้งหนึ่งหรอเชอมโยงกับชวิตจรงของ
่
ั
ื
ื
ี
ี
ื่
ุ
็
้
ุ
ู
ี
้
ี่
็
้
ี
ี
ี
ี
นักเรยน วิธการน้เปนการใหนักเรยนไดสรป บทเรยนดวยตัวเองแทนทครจะเปนผูสรป และจูงใจให ้
้
ู
้
้
ี่
ู
ี
้
ี
้
ี
นักเรยนบันทึกขอเรยนรดวยคาพูดของนักเรยนเองทออกมาจากความรสึกและความคิดในขณะนั้น
้
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้นฐานไดจัดทาแนวทางการพัฒนาทักษะชวิต
ี
ื
้
่
ู
ี
ี
บูรณาการการเรยนการสอน 8 กลุมสาระการเรยนร หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นฐานตั้งแต่
ื
้
ี
ี
ี
ป 2551 โดยไดนาเสนอการพัฒนาทักษะชวิตดวยเทคนิคคาถาม R - C - A เพอพัฒนาทักษะชวิต
้
ื่
็
ั
์
ดานการคิดวิเคราะห ตัดสินใจและแกปญหาอย่างสรางสรรคและการสอสารทมประสิทธภาพเปน
้
้
ิ
ื่
ี่
ี
์
้
ื
ทักษะชวิตพ้นฐานทเปนแกนของทักษะชวิตอนๆ โดยครตั้งประเด็นคาถามหลังจากเสรจสิ้น
ี
ู
ี
ี่
็
ื่
็
ื
กระบวนการเรยนการสอนเน้อหาสาระในคาบหรอหน่วยการเรยนร เพอใหผูเรยนทบทวนและ
ี
ื่
ื
ี
้
ี
้
ู
้
ไตรตรองการเรยนร ผ่านการสะทอนความรสึกหรอมุมมอง (Reflect) ไดคิดเชอมโยงความรใหม่กับ
ู
ื่
ู
้
้
ื
้
ี
้
้
่
ู
ประสบการณเดิมของผูเรยน (Connect) หรอไดประยุกตความรนั้น (Apply) ไปใชในชวิตจรงของ
ี
้
้
์
ี
ื
้
ู
ิ
์
้
ี
้
้
ผูเรยน เรยกค าถามดังกลาวโดยยอวา ค าถาม R - C - A ซึงยอมาจาก Reflect: สะทอน
่
่
่
่
่
ี
้
ื
ั
Connect: เชอมโยง Apply: ปรบใชหรอประยุกตใช ้
ื
่
์
121
ี
ื
การพัฒนาทักษะชวิตดวยเทคนคค าถาม R - C - A น้ เปนการบูรณาการหรอ
็
ิ
้
ี
ื่
้
ี
ู
ี
สอดแทรกทักษะชวิตพ้นฐานในการเรยนการสอนใน 8 กลุ่มสาระการเรยนร ดวยการถามเพอการ
ี
้
ื
ื
ื่
็
สะทอน (Reflect) เพอการเชอมโยง (Connect) หรอเพอการปรบใช (Apply) หลังจากเสรจสิ้น
ื่
้
ื่
้
ั
ี
ื
ั
ิ
้
ู
ิ
กจกรรมการเรยนร รายคร้ง รายชั่วโมงหรอรายกจกรรม
็
ลักษณะและตัวอย่างของค าถาม R - C - A เปนดังต่อไปน้ ี
็
1. ค าถามเพือใหนกเรยนสะทอนความรูสึกหรอมมมองของตน (R: Reflect) เปน
ี
้
่
ุ
ั
้
ื
้
ื
ี่
ิ
ื
้
ี่
การถามถึงสิ่งทผูเรยนสังเกตเห็นมองเห็นหรอสัมผัสหรอถามถึงความรสึกของนักเรยนทเกดขึ้น
้
ี
ี
ู
่
ในขณะรวมกจกรรมการเรยนกลุมสาระการเรยนรในคาบเรยนนั้น
ี
่
ิ
ี
ี
้
ู
ื่
ี
้
้
ู
ี
ี
นักเรยนไดเรยนรอะไรบางในเรองน้?
้
ถาขอสมมติฐานเปลยนไป ค าตอบเรองน้จะเปลยนไปหรอไม่อย่างไร?
ื
้
ี่
ี
ี่
้
ื่
ี่
ี
อะไรทนักเรยนใหความสนใจเปนพิเศษ ทาไม?
็
้
ื่
ี
ี
ี่
ี
้
นักเรยนอยากเรยนรอะไรเพิ่มเติมเกยวกับเรองน้?
ู
้
ี
นักเรยนมค าถามอะไรทตองการหาคาตอบเพิ่มเติมดวยตนเองในเรองน้?
ี
้
ื่
ี่
ี
ฉันทางานรวมกับผูอนไดดีเพยงใด อย่างไร?
้
ื่
ี
้
่
ี
ี
ื่
ี่
นักเรยนคิดว่า เพอนในกลุ่มคิดว่านักเรยนเปนสมาชิกทดของกลุ่มหรอไม่ เพราะ
ื
็
ี
เหตุใด?
้
์
ี
้
ิ
อะไรคือสมมติฐานเบื้องตน อันทาใหเกดทฤษฎทางวิทยาศาสตรน้ ี?
์
เราเรยนวิชาประวัติศาสตรไปเพออะไร? ประวัติศาสตรในส่วนน้ใหบทเรยนอะไร?
ี
ี
์
ี
้
ื่
้
ศิลปนไดรบแรงบันดาลใจจากสิ่งใดจึงไดผลิตผลงานชิ้นเอกชิ้นน้ขึ้น?
ิ
ี
้
ั
ี
ี
ี่
ิ
ี
ื
อะไรคอผลกระทบทมแนวโนมจะเกดขึ้นไดจากภาวะโลกรอนทมผลต่อชวิตของ
้
้
้
ี่
้
ี่
นักเรยน ต่อครอบครว และต่อชวิตของผูคนในประเทศทยากจน?
ี
ี
ั
้
ื่
2. ค าถามเพือใหนกเรยนไดคิดเชอมโยง (C: Connect) เปนการถามเพอใหเกดการ
ิ
็
้
่
ี
้
ั
ื
่
์
ื
ิ
ื่
เชอมโยงระหว่างประสบการณหรอความรทมมาก่อนกับประสบการณหรอความคิดทเกดจากการ
ื
์
ู
ี่
้
ี
ี่
้
เรยนรใหม่ในคาบเรยนนั้น
ี
ู
ี
122
ี่
ื
ื
ี
ี่
ี
ี
ี่
ี
นักเรยนคิดว่าเน้อหาทเรยนในคาบน้ เกยวกับเน้อหาทเรยนในคาบก่อนอย่างไร?
ู
ี
้
้
ี
ี
ื่
ทาไมครจึงใหเรยนเรองน้ต่อจากหัวขอก่อนน้?
ี่
ี
ื่
ื่
นักเรยนคิดว่าเกยวของหรอสามารถเชอมโยงกับหัวขออน ปญหาอน หรอวิชาอน
ื
ื่
ั
้
ื
ื่
้
ี่
่
ี
ทกาลังเรยนอยูอย่างไร?
ี่
ี
้
ี
ี
นักเรยนคิดว่าสิ่งทไดเรยนไปทาใหนักเรยนคิดถึงหลักธรรมทางศาสนาอะไร
้
อย่างไร?
ี
ี
ี่
ื่
เมอเปรยบเทยบการทางานรวมกันทผ่านมาในชั่วโมงก่อน นักเรยนสังเกตว่า ม ี
่
ี
ิ
ื
ิ
ี่
ื่
อะไรทเปลยนแปลงในการช่วยกันทางาน กรยาอาการหรอพฤติกรรมของเพอนๆ
ี่
กับตัวเราเปลยนแปลงหรอไม่อย่างไร?
ี่
ื
ี
ี
์
ี
ี
ี
บทเรยนน้มความสัมพันธกับชวิตนักเรยนในฐานะ...อย่างไร?
ี
้
์
ิ
การเกดสถานการณน้ขึ้นสะทอนว่าโลกกาลังขาดคุณค่าพระวรสารประการใด
เพราะเหตุใด?
้
ประวัติศาสตรในเรองน้สะทอนใหเห็นไดในเหตุการณอะไรในปจจุบัน?
้
์
ื่
์
ี
ั
้
้
ี
์
ื่
ั
ประสบการณน้แสดงถึงความรกของพระเจาต่อฉันและบุคคลอนอย่างไร?
ื่
ั
้
้
ี่
ฉันควรตัดสินใจทาอะไร อย่างไร เพอใหสิ่งทฉันทาแสดงถึงความรกของพระเจาท ี่
ี
มต่อเขา?
ี่
ื่
เรองทเกดขึ้นน้ ตอกย้าว่าโลกกาลังขาดคุณธรรมประการใด เพราะเหตุใด?
ี
ิ
็
3. ค าถามเพือใหนกเรยนปรบใชในชวิตจรง (A: Apply) เปนการถามถึงสิ่งทได ้
ี่
้
ั
ิ
ี
ี
่
ั
้
ื
์
้
้
ั
ี
้
ื่
ี
ั
เรยนรใหม่ในปจจุบันไปปรบใช เพอเตรยมความพรอมในการเผชิญกับเหตุการณหรอสถานการณ ์
ู
ต่างๆ ในชวิตจรง
ี
ิ
ื
ื
เรองน้มความหมายหรอผลกระทบต่อชวิตของฉัน บุคคลอน หรอสังคมอย่างไร
ี
ี
ี
ื่
ื่
ี่
ื
และฉันควรทาอย่างไรบนพ้นฐานของหลักธรรมทางศาสนาทถูกตอง?
้
์
้
นักเรยนสามารถนาเน้อหาทเรยนน้ ไปประยุกตใชในชวิตประจาวัน หรอ ในการ
ี่
ี
ื
ี
ื
ี
ี
เรยนวิชาอน อย่างไร?
ื่
ี
้
ี่
ี
ี่
ี
จากสิ่งทไดเรยนร นักเรยนจะเปลยนแปลงท่าท พฤติกรรม ทัศนคติของตนเอง
้
ู
ี
ื
ื
ื่
อย่างไรเพอเปนคนทสมบูรณขึ้น เพอทางานในกลุมไดดขึ้น หรอเพอช่วยเหลอ
ื่
ี่
์
ื่
ี
็
้
่
้
่
ื่
ผูอนไดมากขึ้นใหโลกน่าอยูมากขึ้น?
้
้
123
้
ี
นักเรยนคิดว่านักเรยนจะทาอะไรบาง เพอใหการทางานในกลุมราบรน สนุกและม ี
ี
ื่
้
่
ื่
คุณค่ามากขึ้น?
ี
หากเหตุการณน้เกดขึ้นในโรงเรยน นักเรยนจะไดรบผลกระทบอย่างไร? และจะ
์
ี
ั
ิ
้
ี
แกปญหาอย่างไร?
้
ั
ื่
หากเรองน้เกดขึ้นกับนักเรยน นักเรยนจะมปฏกรยาตอบสนองอย่างไร ดวย
ิ
ี
ิ
ี
ี
ิ
ิ
ี
้
เหตุผลเชิงคุณธรรมทเหมาะสม?
ี่
ื
่
ื่
ี
ี
ี
ี
ทั้งน้ ในหนึ่งคาบเรยน คาถามเพอไตรตรองควรมเพยง 1 หรออย่างมาก 2 คาถามเท่านั้น
้
ื
ี
ื
็
ี
ี
เพราะมเวลาเพยง 3 - 5 นาท ครอาจเลอกใชค าถาม R, C หรอ A กได ตามความเหมาะสม
้
ู
ประสบการณของคุณครบนเสนทางสายไตรตรองสะทอนถึงคุณค่าททั้งครและนักเรยน
ู
้
ู
ี
ี่
่
้
์
ไดรบจากการไตรตรองก่อนสิ้นจบคาบ คณครูบณรดา ทัฬหชยกล โรงเรยนสตรมารดาพิทักษ ์
ั
ี
่
้
ี
ั
ุ
ุ
ุ
ิ
แบ่งปนประสบการณว่า “คุณครูมความสุขกับพฤตกรรมการเรยนท่เปล่ยนไปในทางท่ดขน และ
์
ี
ั
ี
ี
ี
ึ้
ี
ี
ื
ื
นักเรยนเรยกรองให้คุณครูทากอนจบสนคาบ เม่อคุณครูแกล้งลม”
้
่
ี
ิ้
ี
คนเก่งของครู
ี
ี
ี่
ดฉันนาง บณรดา ทัฬหชัยกุล สอนอยู่ชั้นประถมศกษาปท 1 โรงเรยนสตรมารดาพิทักษ์
ี
ิ
ุ
ึ
ี
ื่
ี
็
ี
ุ
ู
ั
ี
จันทบร เปนเวลา 27 ป เด็กๆ จะเรยกฉันว่า “ครสาว” เมอไม่นานมาน้ฉันได้เข้ารบการอบรม
ุ
ี่
ั
ี
กระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองของฉัน ฉันเปนร่นท 2 ของโรงเรยนทเข้ารบการ
ี่
ี
็
ี่
อบรม ก่อนหน้าน้ฉันฟงร่นพี่ (ร่นท 1) มาเล่า แบ่งปนประสบการณ และท าแผนการจัดการเรยนร ู ้
์
ั
ี
ั
ี่
ุ
ุ
ี
ั
ิ
ู
ทเน้นการไตร่ตรองมาอวด ฉันน ามาเปดอ่านดแล้วก็ยังไม่เข้าใจเท่าไร หลังจากฉันเข้ารบการ
ี่
ิ
ิ
ี
ิ
ิ
ี
อบรม ลงมอปฏบัตจรง ท าความเข้าใจทละขั้นตอน วิทยากรใช้เทคนควิธและกิจกรรมท ี่
ื
็
หลากหลาย ฉันน ากลับมาใช้บ้าง คร้ ังแรกก็จะน ามาเปนบางส่วน ไม่ครบทั้งกระบวนการ แต่ก็
็
ี
ี
ท าให้ฉันเหนภาพสะท้อนกลับจากตัวเดกทเปลยนไป สหน้ามความสข สนกกับการเรยน กล้าพูด
ี
ี่
ี่
ุ
ุ
็
ู
ื่
ั
ิ
ี่
กล้าคด กล้าตอบค าถาม และเสนอตัวเองทจะท า ฉันจงอยากน าเรองน้มาเล่าส่ให้เพื่อนครได้ฟง
ี
ึ
ู
124
ี
ี
วันหนง หัวหน้าฝายวิชาการระดับประถมของโรงเรยนแจ้งว่า โรงเรยนของเราจะเข้า
่
่
ึ
็
ั
้
ิ
ประกวดกิจกรรมส่งเสรมรกการอ่าน Read Thailand (อ่านเถดเดกไทย อ่านถวายเจ้าฟานักอ่าน)
ิ
ื่
ี
ื่
ี
เมอเดกอ่านเรองใดแล้วจะต้องมการบันทก เล่าเรองจากการอ่าน เขยนความประทับใจและข้อคด
ิ
็
ื่
ึ
ี่
ี
ทได้จากการอ่าน ฉันไม่หนักใจเลย ถ้าเดกๆ ของฉันไม่ใช่นักเรยนชั้น ป.1 บางคนอ่านก็ยังไม่
็
ี
็
ื
คล่อง เขยนสะกดค าบางค าก็ไม่ได้ ถามอะไรก็ไม่ค่อยพูดค่อยตอบ (ถ้าเปนเน้อหาวิชาการ) ฉัน
ี
ี่
จงเร่มน ากระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองมาใช้
ึ
ิ
้
็
ี่
็
ฉันวางแผนว่า ฉันจะต้องน าส่งทเดกๆ สนใจมาให้ดเปนภาพวาดลายเสนขาวด าเกี่ยวกับ
ิ
ู
ี่
ี
ี
ู
ู
ุ
ื
นทานอสปมาให้นักเรยนดและร่วมพูดคยเกี่ยวกับภาพ ครให้ค าชมนักเรยนทยกมอตอบค าถาม
ี
ิ
ี่
ู
ี
และแจกภาพให้น าไประบายส (เด็กๆ ชอบวาดรประบายส) ท าให้เด็กๆ อยากจะตอบ กล้าทจะ
ี
ี
ี
ึ
ตอบมากข้น เพราะอยากได้ภาพ จากนั้น ฉันน านทานอสปมาให้นักเรยนอ่านโดยขออาสาสมัคร
ิ
ตัวแทนให้ก าลังใจ ชนชมด้วยค าพูดว่า “เก่งมากค่ะ” “เก่งแล้วลก” “ครภมใจมากทหนอ่านได้ด ี
ื่
ิ
ู
ี่
ู
ู
ู
ี่
ี
ึ
ื่
ข้น” ท าให้เด็กคนอนอยากจะออกมาเล่าบ้าง ฉันแอบยิ้มในใจ เพราะเด็กทเคยเงยบๆ ไม่พูดไม่จา
ื
ื
ี่
กับใครๆ สักเท่าไร ยกมอตอบ ยกมออาสาทจะอ่าน
ุ
หลังจากอ่าน ฉันใช้ค าถามกระต้นหลายๆ ค าถามฝกให้นักเรยนใช้เหตผล วิเคราะหเรอง
ึ
ุ
ี
ื่
์
ี่
ี
ทอ่าน เขยนความประทับใจและข้อคดทได้จากการอ่าน คร้งแรกฉันคอยช่วยเรยบเรยงค าพูดให้
ี่
ิ
ี
ี
ั
ึ
ุ
บ้าง มส่วนร่วมในการคดและสรปบ้าง เขยนลงบนกระดาน และให้บันทกลงในสมดบันทกการ
ี
ุ
ี
ึ
ิ
ุ
ี
ี
ุ
ี
อ่านของตนเอง ฉันใช้กระบวนการน้ในคาบสดท้ายของการเรยนทกวัน จนนักเรยนสามารถอ่าน
ี่
ี
ี
ี่
ึ
สรป บันทกได้ด้วยตนเอง ฉันมความสขกับพฤตกรรมการเรยนทเปลยนไปในทางทดข้น
ึ
ี
ุ
ี่
ุ
ิ
ี
ี่
ื
้
นักเรยนกระตอรอรนทจะเรยน
ี
ื
ั
ู
่
ึ
ี
ี
็
ื่
ื
ู
วันหนงฉันแกล้งท าเปนลมสั่งให้ท างานอย่างอน นักเรยนบอกว่า “ครครบคร วันน้เรายัง
ึ
ื
ี
ั
ั
ั
ไม่ได้ท าบันทกรกการอ่าน วันน้ผมขออ่านให้เพื่อนฟงนะครบ” ฉันยิ้มอย่างปล้มใจมาก เพราะ
เดกคนน้เปนเดกทมักจะหลับในห้องเสมอ ถ้าไม่หลับก็จะตนมาแกล้งเพื่อน สรางความป่นปวน
่
็
ั
้
ื่
็
ี่
็
ี
ื
ู
ในห้อง อ่านหนังสอไม่ค่อยคล่อง เขยนสะกดไม่ค่อยถก ฉันจงไม่แปลกใจเลยท เมอเพื่อนได้ยิน
ี
ื่
ึ
ี่
ู
ี
ู
ว่าเขาอาสาอ่าน เพื่อนๆ ได้ต่างท าสหน้าไม่ค่อยชอบใจ แต่ฉันพูดว่า “ครดใจมากเลยนะ ทหนจะ
ี
ี่
อาสาอ่านให้เพื่อนๆ ฟง ครและเพื่อนอยากฟงค่ะ”
ั
ู
ั
125
ี
ึ
อ้อ! ลมบอกอกนด นักเรยนของฉันฝกตั้งค าถาม และสามารถตั้งค าถามให้เพื่อนๆ ใน
ิ
ี
ื
ห้องตอบได้ด้วยนะ ฉันจงเรยกเขาว่า นักเรยนของฉันว่า “คนเก่งของคร” ฉันมั่นใจว่าพวกเขา
ี
ี
ู
ึ
ี่
้
ี
ั
พรอมทจะเข้าประกวดกิจกรรมรกการอ่านในนามของโรงเรยนแล้ว
ุ
ุ
คณครบณรดา ทัฬหชัยกุล
ู
โรงเรยนสตรมารดาพิทักษ์
ี
ี
ี่
ี
้
้
้
ู
ู
้
้
ดังทคุณครบุณรดาไดเนนไวตอนทาย ครไม่ควรนาบทไตรตรองของนักเรยนไปใชในการ
่
็
ี
ี
ี่
ู
วัดและประเมินผลนักเรยนเพราะการไตรตรองก่อนสิ้นคาบเปนการทครจูงใจใหนักเรยนได ้
่
้
ไตรตรองดวยการมองยอนกลับไปและทบทวนถึงกระบวนการเรยนรตลอดคาบเรยนนั้น หรอ
้
ื
่
ี
้
้
ี
ู
้
ี่
้
้
ู
อาจจะหลายๆ คาบ เพอพิจารณาความพรอมทจะเรมเรยนรในหัวขอต่อไป หรอนักเรยนจะตอง
้
ิ่
ื่
ื
ี
ี
็
ี
ี
ทบทวนหัวขอเดิมอก การไตรตรองเปนกระบวนการททาใหประสบการณของนักเรยนมความ
้
ี
่
์
้
ี่
ิ
ื่
้
ี
้
กระจ่างชัดยิ่งขึ้นกับตนเอง เพอทาใหเกดความเขาใจอย่างลึกซึ้ง ดังนั้น หากนักเรยนคิดว่า บันทึก
้
ู
็
ี
้
ไตรตรองของเขาจะถูกใชในการใหคะแนน เขากจะเขยนใหถูกใจครเพอใหไดคะแนนดๆ แทนทจะ
้
่
้
ื่
ี
้
ี่
้
บันทึกความเขาใจทแทจรงของเขา
้
ี่
ิ
คณครูบษยา เหลาเขตกิจ โรงเรยนมาแตรเดอวิทยาลัย ช้ถึงประโยชนทคุณครไดรบ
้
ี
ู
ี่
์
ี
ี
ั
์
ุ
ุ
่
้
ี
ู
้
่
ี
ี
จากการใหนักเรยนไตรตรองก่อนจบคาบเรยนว่า นักเรยนจะมทัศนคติและความรติดทนนานให ้
ี
้
้
ื่
ี่
์
ื่
้
ู
ั
คุณครไดชนใจอย่างแน่นอน ดังทไดแบ่งปนไวอย่างน่าประทับใจในบันทึกประสบการณ เรอง
่
ทัศนคติทีเปลยนไป
ี
่
ทัศนคติเปลี่ยนไป
์
ี
ฉันชอบษยา เหล่าเขตกิจ เปนครคณตศาสตรระดับชั้น ม. 4 โรงเรยนมาแตรเดอวิทยาลัย
็
ิ
ี
ุ
์
ู
ื่
ี่
ฉันได้เข้ารบการอบรมกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองร่นแรก เมอสองปทแล้ว
ี่
ี
ื่
ั
ี
ุ
ี่
ี
ั
ี
ี
และได้น ากระบวนการน้มาปรบใช้ในห้องเรยนของฉันตลอด 2 ปทผ่านมา
126
ื
ิ
ี
การให้ภาพรวมเปนเทคนคทฉันเลอกใช้ในการเร่มคาบเรยนของฉัน โดยฉันใช้เวลา
็
ี่
ิ
ี
ู
ื
ิ
ื
ประมาณ 5-7 นาท ก่อนเข้าส่เน้อหาบทเรยนในการเกร่นน าเพื่อให้นักเรยนสนใจในเน้อหา และ
ี
ี
ี
การใช้การไตร่ตรองก่อนหมดคาบประมาณ 5 นาท โดยให้นักเรยนเขยนลงในกระดาษ
ี
ี
ุ
ี
ื
ี่
ิ
ี
เดมทกคร้งทฉันสอน ฉันจะบอกเฉพาะหัวข้อทจะเรยนในวันน้คออะไร และจากนั้นก็น า
ี่
ั
ื
ี
ทฤษฎมาใช้อธบายในเน้อหา แล้วก็ตามด้วยการสอนตัวอย่างให้นักเรยนดและท าตาม ก่อนจะ
ู
ี
ิ
ึ
หมดคาบ ฉันจะให้แบบฝกหัดนักเรยนไปท าเปนการบ้าน
ี
็
ี
ี่
ี
ี่
ี่
้
ู
แต่หลังจากทได้รจักกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง ฉันเปลยนวิธการให้
ุ
ื่
ภาพรวมของฉัน ในคาบของการเรยนเรองเซต ฉันน าสไลด์รปภาพกล่มของสัตว์ประเภทเดยวกัน
ี
ู
ี
ข้นบนจอโปรเจคเตอร ประมาณ 4 ภาพ จากทนักเรยนก าลังคยๆ กันอยู่ ก็หันมาสนใจ และถาม
์
ี่
ุ
ี
ึ
ี
ื
ี
ี
ฉันว่า “วันน้เราไม่เรยนเลขหรอค่ะ?” ฉันตอบนักเรยนไปว่า “เรยนสิค่ะ” นักเรยนทั้งห้องพากัน
ี
ี
งง พากันสงสัยว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับรปภาพสัตว์พวกน้ ทันใดนั้น ฉันไม่รรอทจะตอบข้อ
ี
ี่
ี
ู
ี
สงสัยของนักเรยน ฉันตอบค าถามนักเรยนด้วยการใช้ค าถามว่า
ี
็
คร ู : นักเรยนเหนอะไรบ้างจากสไลด์?
ี
็
ี
นักเรยน : เหนภาพสัตว์ ช้าง ม้าลาย ปลา นก
็
คร ู : จากภาพสัตว์ทนักเรยนเหน มลักษณะความเปนอยู่อย่างไร?
ี
ี
ี่
็
ี
ุ
นักเรยน : อยู่รวมกันเปนกล่ม อยู่กันหลายตัว อยู่เฉพาะพวกเดยวกัน
ี
็
ื
ื่
ี
ื่
ี่
ี
คร ู : ส่งทนักเรยนตอบมาเมอคร่น้คอเรองทจะเรยนในวันน้ เราเรยกว่า
ู
ิ
ี
ี่
ี
ี
“เซต” ค่ะ ดังนั้น เซต เราใช้แทนอะไรคะ?
ุ
นักเรยน : กล่มของส่งต่างๆ ค่ะ
ิ
ี
ู
้
ึ
ี่
ี
ื่
ิ
ฉันรสกได้ว่า นักเรยนเร่มเข้าใจเรองเซตด้วยตนเองโดยทฉันไม่ได้บอกความหมายก่อน
ี
ู
ี
ี
ื
้
ี
เรยนเลย ดนักเรยนกระตอรอรนและอยากจะเรยนในคาบน้ ก่อนจบคาบ 5 นาท ฉันให้นักเรยน
ี
ื
ี
ี่
ี
ิ
เขยนไตร่ตรอง หลังจากอ่านการไตร่ตรองทนักเรยนเขยน ฉันไม่คดเลยว่า การทฉันได้
ี่
ี
ี
ี่
ิ
ั
ี่
ปรบเปลยนวิธการน าเสนอบทเรยนท าให้ฉันพบว่า นักเรยนของฉันมทัศนคตทดข้นในการเรยน
ี
ี
ี
ึ
ี
ี
ี
วิชาคณตศาสตร โดยนักเรยนคนหนงเขยนไตร่ตรองว่า “ครคะ แค่หนนกถงรปสัตว์ทครให้ด ู
์
ู
ี่
่
ู
ู
ี
ึ
ี
ู
ิ
ึ
ึ
้
ุ
ื
ึ
ตอนต้นคาบ หนรแล้วค่ะว่า เซตคออะไร หนรสกสนก และชอบเรยนเลขมากข้นด้วย”
ู
้
ึ
ู
ู
ี
ู
127
ี่
ด้วยเหตน้ ฉันจงอยากเชญชวนคณครให้ใช้วิธการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองแบบ
ึ
ี
ิ
ุ
ุ
ู
ี
ี
ฉัน ถงแม้ว่าขั้นตอนการให้ภาพรวมและการเขยนไตร่ตรองเปนเพียงเทคนคเล็กๆ ใน
ึ
ิ
ี
็
ั
ี่
ื่
ี
ื่
กระบวนการน้ และในช่วงแรกๆ อาจจะเหนอยส าหรบการปรบตัว แต่ฉันเชอว่า ผลทสะท้อน
ั
ี
้
ู
ิ
ี
ิ
ู
ุ
กลับมา นักเรยนจะมทัศนคตและความรตดทนนานให้คณครได้ชนใจอย่างแน่นอนค่ะ
ื่
ุ
ู
คณครบษยา เหล่าเขตกิจ
ุ
โรงเรยนมาแตรเดอวิทยาลัย
ี
ี
์
5 เมษายน 2014
ู
ั
ื่
ดวยความประทับใจในคุณค่าทไดรบจากการไตรตรองก่อนจบคาบ เมอคุณครบุษยา
้
่
ี่
้
ั
ี่
้
ี
้
ู
็
ี
ิ
้
์
เหล่าเขตกจ ไดกลับมาทาหนาทเปน Coach อกคร้งหนึ่ง คุณครไดเขยนบันทึกประสบการณอก
ี
ี
้
ี
ู
ฉบับหนึ่ง เนนย้าถึงคุณค่าของการไตรตรองก่อนจบคาบในแง่มุมใหม่ คราวน้คุณครบุษยาช้ว่า ไม่
่
เพยงแต่นักเรยนจะมทัศนคติทเปลยนไป ครเองกมทัศนคติทเปลยนไปดวย การอ่านบทไตรตรอง
ี่
ี่
ี
ู
่
ี่
ี
็
ี
้
ี่
ี
ี
้
้
ู
ู
ี
ก่อนจบคาบของนักเรยน ทาใหคุณครไดรบทราบถึงความรสึกทนักเรยนมต่อเน้อหาและต่อตัวคร ู
ั
้
ื
ี
ี่
ู
้
เอง ซึ่งทาใหคุณครพบขอบกพรองของตัวเอง อันนาไปสู่การปรบปรงวิธการสอนของคุณครในคาบ
ู
่
้
ุ
ั
ี
็
ิ
้
้
ี
ู
ถัดไปทใหอสรภาพในการคิดแก่นักเรยนมากขึ้น นักเรยนเปนกระจกเงาสะทอนตัวคุณครในมุมท ี่
ี่
ี
คาดไม่ถึง
กระจกเงาของฉัน
ิ
์
ฉันเปนครสอนวิชาคณตศาสตรในระดับชั้นมัธยมศกษาตอนปลาย ฉันได้เข้าร่วมการ
็
ู
ึ
ี่
ิ
ี
อบรมกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองตั้งแต่ร่นแรกเร่มเลย หลังจากการอบรมใน
ุ
ั
ี
คร้งนั้น ฉันได้ทดลองน ากระบวนการน้ไปใช้ในการสอนของฉัน
ั
้
ู
ี
ก่อนได้รบการอบรม ฉันได้สอนนักเรยนตามวิธการทฉันได้เรยนรมาตอนสมัย ป. ตร
ี
ี
ี
ี่
็
ื
ี
ู
และตามประสบการณการสอนตอนเปนครฝกสอนเลย คอ มขั้นน า ขั้นสอน ขั้นสรป ขั้นน าของ
ุ
ึ
์
ี
ื่
ี
ฉันก็เปนการบอกนักเรยนเพียงว่า “วันน้เราจะมาเรยนเรองน้นะ” ในขั้นสอน ฉันบอกความหมาย
ี
ี
็
128