The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebookedba, 2021-08-17 05:56:14

4. แสงสว่างของทางเลือกใหม่ในการจัดการเรียนรู้ (Final 11-4-16)





ว่า “ใครมอะไรสงสัยจะถามครไหมคะ” ทกคนเงยบ ทั้งห้องเงยบ หลังจากนั้น ตามด้วยประโยค










สดท้ายประโยคเดมๆ ทว่า “การบ้านในวันน้คอ ส่งพร่งน้เช้าไม่เกิน 8.30 นะคะ” แล้วเดนออก



จากห้องไป ผลลัพธคอ เช้าวันร่งข้น นักเรยนส่งการบ้านไม่ครบ ทส่งมาก็มองแล้วว่า ลอกกันมา




ฉันพูดกับนักเรยนเสมอว่า “เรยนแบบน้มาเกือบ 10 ปแล้ว ยังไม่คดเปลยนอกเหรอ!” จนวันหนง












ฉันมาคดได้ว่า “แล้วฉันล่ะ ฉันสอนแบบน้มา 15 ปีแล้ว ไม่คดจะเปลยนบ้างหรอไง? (ว่าแต่เดกๆ)








แล้วจะเปลยนอย่างไรด เพราะทผ่านมา ฉันเคยชนกับพฤตกรรมการสอนแบบเดมๆ เอาล่ะ ไหนๆ








ก็เคยเข้าอบรมการสอนแบบไตร่ตรองมาแล้ว 15 ปทผ่านมาแทบจะไม่มความหมาย วันน้ลองใช้


ไตร่ตรองดบ้าง มันคงไม่มอะไรทจะแย่ไปกว่าเดมแล้วล่ะ”









ในคาบน้ ฉันต้องสอนเรืองการหาพื้นทผิวและปรมาตรของทรงกระบอก ฉันเร่มสราง








จากการสรางบรรยากาศ Brain Gym ตามแบบฉบับทได้ราเรยนมา







ฉัน : นักเรยน คาบน้เรามาเรยนเรองทรงกระบอกกันนะ แต่ก่อนเรยน เดยว





ลองเปลยนบรรยากาศทํา Brain Gym กัน”








นักเรยน : (ซบซบ) “วันน้ครมาแปลก ปกตต้องนั่งเรยบรอย ห้ามคย หัวตรง มา


แนวไหนเนย”



ฉัน : “นักเรยนยืนข้น ยืดแขนขวาออกมาตรงๆ ยกน้วโปง กดไลค์ แล้ววาด





แขนอนฟนต้ในอากาศ ตามองตามน้วโปงนะ”










นักเรยน : “ขนาด Brain Gym ยังจะมอนฟนต้” ขํากันสนกสนาน




ฉันไม่ถอสานักเรยน เพราะตั้งใจเปลยนรปแบบของการสอน หลังจากนั้นได้สนกสนาน










กันพอสมควร ฉันเร่ ิมสนทนากับนักเรยนถงเหตจําเปนในการเรยนการหาปรมาตรของ





ทรงกระบอก “จําเปนต้องใช้ความรน้ในการทดสอบทจะมข้นในอกไม่นานน้ รวมถง นักเรยน ม.














3 ต้องใช้ในการสอบ O-Net ครเหนปีก่อนมสอบเรองน้ ีด้วย แล้วยังมในข้อสอบเรยนต่อ ม.4





แน่นอน ครรบประกัน” หลังจากนั้นแจ้งวัตถประสงค์ และแบ่งกล่มนักเรยน กล่มละ 7 คน ฉัน





เตรยมแก้วนํ้าทรงกระบอกไว้กล่มละ 5 ใบ ทมขนาด ความสง แตกต่างกันไป ให้นักเรยนลอง







คาดคะเนด้วยสายตาว่า แก้วใบไหนทคาดว่าจะมความจมากทสดจนถงน้อยทสด เรยงลําดับกันไป














แล้วจดบันทก หลังจากนั้น ลองตวงนํ้าใส่ในแก้วเพือดว่าจากการทนักเรยนคาดคะเนไว้นั้น ถกผิด


อย่างไร โดยอาศัยบกเกอรทเตรยมไว้ ผลปรากฏว่า สนกกันใหญ่เลย เหมอนจับปใส่กระด้ง คดผิด










29












หรอถกกันแน่เนยทให้นักเรยนได้ทํากิจกรรมน้ ฉันต้องใช้ทักษะและประสบการณทมอยู่เพือ




ควบคมห้องเรยนให้ดําเนนกิจกรรมการเรยนรโดยไม่กระทบต่อห้องข้างๆ และฉันต้องการพิสจน ์









ด้วยว่า กระบวนการไตร่ตรองใช้ได้จรง เมอการทดลองส้นสดลง ฉันให้นักเรยนช่วยกันนําเสนอ



ผลจากการทดลองน้ ทกกล่มใช้เวลาเพียงกล่มละ 1 นาทีเท่านั้น ฉันจึงตั้งคําถามกับนักเรียน






ฉัน : นักเรยนคดว่า ขนาดของแก้วนํ้า ความสง ความกว้างของปากแก้ว ม ี

ผลต่อปรมาตรหรอไม่ ?


นักเรยน 1 : “มผลสังเกตว่า ถ้าปากแก้วมความกว้างมาก และสง จะจนํ้าได้มาก





ทสด”




นักเรยน 2 : “แต่ของหนปากแก้วแคบกว่า ความสงมากกว่าของเพือน มความจ ุ




มากเหมอนกัน”



ครู : “แสดงว่า ปากแก้วกับความสงมผลต่อปรมาตรของนํ้าในแก้ว”



หลังจากนั้น ฉันเร่มอธบายวิธการหาปรมาตรของทรงกระบอกจนได้ข้อสรปร่วมกันเปน











สตร IIr2h ฉันเตรยมใบงานไว้สําหรบการหาปรมาตรทรงกระบอก 10 ข้อ นักเรยนทําพรอมกับ




ออกมานําเสนอหน้าชั้นเรยน จรงๆ แล้วฉันยังไม่มั่นใจว่า นักเรยนของฉันจะคํานวณได้จรง









หรอไม่ อกประการหนงคอ จะทําใบงานน้เสรจไหมด้วยตัวเอง ปรากฏว่า ทําได้ดเลยทเดยว ทํา


เองด้วย จรงหรอน ี ่







ครู : “นักเรียนรู้ไหม วันน้เธอทําให้ครรว่า เธอทําได้นะ นคอผลจากความ





พยายามเรยนรของเธอ”





นักเรยน : “แหม...มส ก็มาแนวแปลกน วันน้ สนกดครบ/ค่ะ”










แล้วฉันยังคงไม่ลมทจะสั่งการบ้าน แต่การบ้านวันน้เปลยนไป ฉันให้นักเรยนเขยนผัง





มโนทัศนในเรองทรงกระบอกมาส่งในคาบหน้า ผลคอ นักเรยนส่งงานครบ ฉันไม่ต้องทวงงาน/


การบ้าน แต่ฉันกลับถกทวงถามถงวิธการเรยนแบบน้อก












ฉันค้นพบแล้วว่า การเรยนการสอนแบบไตร่ตรองทําให้ฉันได้รบผลลัพธทแตกต่างจาก





เดม จากทเคยต้องทวงถามเรองงานและการบ้าน หรือการเรียนด้วยพฤติกรรมแน่นิ่งของนักเรียน












เปนห้องเรยนทมชวิตชวา สนก และผลลัพธทต้องการคอ ความยั่งยืนของความร ฉันคดว่า ฉัน





ได้รบมันนะ จะสอนแบบเดมหรอสอนแบบไตร่ตรอง มันก็เหนอยด้วยกันทั้งนั้น แต่ผลทได้รบนี ่






30


สต่างกันชัดเจน ฉันหวังว่า ต้นไม้ของฉันจะเจรญเตบโตได้อย่างยั่งยืน มคณค่า สามารถยืนได้ด้วย





ตนเองอย่างรคณค่า ลองดนะคะ ค่อยๆ ปรบเปลยนเพือผลลัพธทเราต้องการ











คณครวิมลมาศ ปอมงาม



โรงเรยนลาซาล กรงเทพฯ



15 พฤศจกายน 2014





ี่
ผลลัพธทสาคัญทคาดหวังจากการสอนแบบไตรตรอง คอ ป้องกันไม่ใหเกดอาการ 2





อาการนี้จึงมักเกดขึ้นจากระบบการศึกษาของโลกในปจจุบัน คอ






1. อาการความจําเสอมดานวิชาการ (Academic Amnesia) คอ นักเรยนลม














เน้อหาทเรยนทันทหลังจากสอบเสรจ อันมตนเหตุมาจากการขาดความเขาใจอย่างแทจรงในเน้อหา



ทได้เรยน และ



2. อาการตีบตันทางสติปญญา (Intellectual Constipation) คือ นักเรยนไม่รว่าจะ






นาสิ่งทเรยนในหองเรยนไปใชในชวิตจรงไดอย่างไร อันมสาเหตุมาจากการขาดแนวทจะปรบใชสิง
















ทเรยนรไปลงมอปฏบัติในชวิตจรง
ี่










หลังจากทคุณครปณฑารย คาศิร โรงเรยนดรณาราชบุร ไดทดลองนาการสอนแบบ













ี่

ไตรตรองไปใชเป็นคร้งแรก กเพยงพอททาใหครค้นพบว่า “กระบวนการเรยนการสอนแบบไตรตรอง















น้แหล่ะทจะเปนกระบวนการท่จะใหเด็กๆ ของฉันมความรทยังยน ไม่เกดอาการความจาเสอมทาง










วิชาการ ประสบการณการเรยนรทเกดขึ้นจรงกับตัวเขา จะทาใหเขามความรติดตัวเขาตลอดไป











第一次見面

ครังแรกกับการไตรตรอง




ฉันถามตัวเองอยู่บ่อยคร้งว่า “การสอนของฉันนั้นดจรงเหรอ?” “เด็กๆ จดจําคําศัพท์ได้
ใช่ไหม? มันต้องได้ซิ เพราะคุณครูของฉันก็ใช้วิธีการสอนแบบเดียวกันนี ฉันยังได้ความรู้เลย



แล้วนับภาษาอะไรกับเดกๆ ล่ะ ฉันสอนง่ายมากเลยนะ” ฉัน คณครูปองแปง ปณฑารย์ คําศร จาก









โรงเรยนดรณาราชบร ี
31






มคนบอกฉันว่า “อยากให้เดกเปนอย่างไร เราต้องปฏบัตตนอย่างนั้น” และในทาง





กลับกัน ตอนทฉันเปนเดกนักเรยน ฉันชอบทจะฟงแล้ว จดส่งต่างๆ ถ้าหากฉันทําอย่างนั้นกับ












เดกๆ เดกๆ ก็คงชอบเหมอนกันล่ะมั้ง และทําไมผลทได้กลายเปนนักเรยนมอาการความจําเสอม



ทางวิชาการล่ะ? ฉันสอนถกแล้วนะ ฉันยังคงยืนยันกับตัวเองในใจ



จนกระทั่งวันหนง ฉันได้รบโอกาสให้มาร่วมเปนหนงในผู้ร่วมเดนทางบนเสนทางการ






เรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองทบ้านผู้หว่าน ฉันยังคงจําคําพูดของคณอนพันธได้ “ผมไม่













เรยกรองอะไรจากคุณครูทุกคนมากมาย ขอแคใหครูเปลียนตัวเอง 180 องศาก็พอ” เอ๋? 180 เอง




นดเดยวเอง ฉันคด ก็แค่หน้ามอเปนหลังมอ เฮ้ย!! มันไม่ใช่แล้ว ขนาดนั้นเลยหรอ ฉันคด







หลังจากทฉันได้ค่อยๆ เปิดใจเปลยนตัวเองแล้ว ฉันได้พบกับกระบวนการเรยนการสอน








ทเน้นการไตร่ตรองอย่างเต็มรปแบบ การให้ภาพรวมโดยใช้เทคนค INTRO การนําเสนอบทเรยน
แบบ See-Judge-Act การไตร่ตรองโดยใช้คําถาม R-C-A การเขยนแบบการสอนด้วยเทคนค




Backward Design และความรอกมากมาย ถ้าเขยนหน้าเดยวคงไม่หมด









คนไทยเรามสํานวนไทยอยู่สํานวนหนงว่า “จะตเหล็กต้องตตอนรอน” ฉันเองก็



เหมอนกัน ฉันยังรอนวิชาอยู่ พอได้แผนมา ฉันนํามาสอนนักเรยนของฉันทันท ี










เมอเข้าห้องเรยน ฉันเร่มทักทายตามปกต และสรางบรรยากาศโดยให้นักเรยนเล่นเกมลก




สลับนั่ง แน่นอนอยู่แล้ว เดกๆ ส่งเสยงดังสนกสนาน หลังจากนั้น ฉันให้ภาพรวมของหน่วยน้/







คาบน้ ฉันได้ให้นักเรยนแบ่งกล่มเร่มทํากิจกรรมในขั้น See เดกๆ ดสบายไม่ค่อยเครยดเท่าไหร่





ต่างจากทฉันแอบกังวลนดๆ ฉันให้เดกๆ ร่วมกันทายภาพสถานท และให้ส่งตัวแทนกล่มมาเลอก











ภาพสถานทสําคัญของจนกล่มละ 1 รป โดยยังไม่บอกถงเงอนไขในการทํา และให้ชทใบความร ู ้










ปกหนาเตอะทรวบรวมทมาเน้อหาของทกสถานททยาวเกินความจําเปน แล้วฉันได้ท้งโจทย์บน







กระดานเปนภาษาจนแปลว่า “ค้นหา-->รปภาพ-->เรองราว-->สําคัญ-->สรุป” ยอมรบเลยว่า เดกๆ




งงมาก เดกๆ ยังถามฉันอยู่นั่นแหละว่า ให้ทําอะไรกันแน่? ฉันเลยบอกว่า “ลกทกกล่มได้ภาพใช่









ไหม? ได้ชทใช่ไหม? ทําตามขั้นตอนบนกระดาน ลองทําเองและเตรยมพรเซนท์ เดกๆ ก็เร่ม



โวยวายกันใหญ่ แต่สักพักก็เร่มทํา และทกอย่างก็ดําเนนไปตามขั้นตอนทวางไว้









เมือหมดคาบมเดกคนหนงเดนมาบอกฉันว่า “ครแปง คราวหน้าเข้ากล่มทําแบบน้อกนะ






คะ” เอ๋? มันดใช่ไหม? หรือยังไง? และแล้วก็ถึงขั้นตอนวัดผล เด็กๆ ได้ความรู้เรืองประวัติแต่ละ



สถานท รปแบบ ไวยากรณ แต่ไหง? เด็กๆ ถงลมคําศัพท์ล่ะ ฉันพลาดตรงไหนไปรปาว หรอฉัน







32














ลมไปว่าเดกๆ ของฉันอยู่แค่ชั้น ป.6 เองนะ แต่ส่งหนงทฉันรก็คอในคาบเรยนภาษาจนเรองนั้น

ของฉัน เดกๆ ไม่มความตงเครยด และเดกๆ ก็ดเปดใจเรยนภาษาจนทเขาบ่นว่ายาก มขดอะไรก็















ไม่รเยอะแยะมากมาย






พอมาถงตอนน้ฉันเร่มเข้าใจประโยคหนงแล้วว่า “คิดนะคิดได แตพอเวลาที่จะใชจรงนะ






ซิ มันทํายาก” คําพูดน้ดังในสมองของฉัน พรอมกับทฉันเร่มทําความเข้าใจกับประโยคน้ใหม่อก







ครั้ง




คร้ ังแรกของทกคนมันยากเสมออยู่แล้ว ยังจะกลัวอะไรอยู่อกเล่า เดกๆ ของฉันยังต้อง

See ทกคาบเลย ฉันลอง See ผ่านการสอนโดยกระบวนการไตร่ตรอง See-Judge-Act ซํ้าๆ มันคง



ไม่มอะไรยากกว่าทเราจะลงมอทําหรอก




หลังจากทฉันได้ทดลองใช้กระบวนการน้ด้วยตัวฉันเองแล้ว ฉันพบว่ากระบวนการเรยน













การสอนทเน้นการไตร่ตรองน้แหละ เปนกระบวนการทจะให้เดกๆ ของฉันจะได้ความรทยั่งยืน








ไม่เกิดอาการความจําเสอมทางวิชาการ ประสบการณการเรยนรทเกิดข้นจรงกับเขาจะทําให้เขาม ี


ความรตดตัวเขาตลอดไป




ฉันเชอว่า ต่อไปนี้ “มันจะไม่ใช่การพบกันคร้ ังแรกอกต่อไป แต่เราจะอยู่ด้วยกัน



ตลอดไป”










“นไมใชจุดจบของการเดินทางในครงน้ แตมันเปนการเรมตนของการเดินทางตางหาก”





คณครูปณฑารีย์ คําศริ




โรงเรยนดรณาราชบร ี


14 มนาคม 2015









ประสบการณของคุณครทั้ง 5 ท่าน คงจะเพยงพอทจะแสดงถงเหตุผลว่า ทาไมครูจึงควร




จัดการเรยนการสอนดวยการสอนแบบไตรตรอง ผลลัพธทได้น้มิใช่เพยงใหนักเรยนสามารถคิด








วินิจฉัยไตรตรองไดเท่านั้น แต่นักเรยนมทักษะในการเรยนรไดดวยตัวเอง อันนาไปสูการเรยนร ้ ู

















ตลอดชวตของเขา ยังคงมประสบการณของคุณครอกมากมายทแบ่งปนไวในหนังสอน้ทสะทอน









33

ี่


ี่
ี่


ผลลัพธในทานองเดียวกัน พวกเขากลาหาญทไดเปลยนทัศนคติและเปลยนแปลงตัวเอง 180 องศา




ตามทไดรบการทาทายไว้และไดนาการสอนแบบไตรตรองไปใช้ และนันเปนการเรมต้นการ








ี่






เดินทางบนเสนทางสายไตรตรองอันทาทายของพวกเขา และผลลัพธทจะเกดขึ้นกับนักเรยนของ
เขาและตัวเขาเอง














































มโนธรรม / วิจารณญาณ

“อยาใหความชั่วเอาชนะทาน แตจงชนะความชั่วดวยความดี”


(รม.12:21)






34

บทที่ 2



แสงสวางของทางเลือกใหมในการจัดการเรียนรู


แตกต่างจากการสอนทั่วไปทีเน้นใหนักเรยนไดรแต่เพยงว่า “ฉันเรยนรอะไร” การสอนแบบ
ู้



















ไตรตรองยังใหนักเรยนรว่า “ฉันเรยนรอย่างไร” และทสาคัญ ยังใหนักเรยนเรยนรอกว่า “ทําไมฉัน





















ต้องเรียนรเรืองน้” กระบวนการน้เปลยนวธการสอนทเราใช้คุนเคยอยูเดิมทีมลักษณะเป็น “การ



เรยนรูแบบการใหขอมูล” หรือ “Informative Learning” ให้เป็น “การเรยนรูเพอการ





เปลยนแปลง” เป็น “Transformative Learning” ในดานต่างๆ ดังน้ ี




1. เปลยนจากการสอนโดยครเปนผูถายทอดฝายเดยว (One-Way Learning:














Broadcast or Teacher-Centered) ให้เป็นการสอนทเปนสองทางโดยทนักเรยนมส่วนรวมและ






เปนศูนยกลางการเรยนร (Two-Ways Learning: Interactive or Student Centered)

2. เปลยนจากการรบฟงความรโดยมนักเรยนเปนผูฟงและครเปนผูถายทอด ให้เป็น






















การแสวงหาและต่อยอดความรโดยมนักเรยนเปนผูเรยนรและลงมอทา




3. เปลยนจากการท่องจาและทาซ้าเน้อหา ใหเปนการเขาใจเน้อหาและสามารถ












ปรบใชเน้อหานั้นในชวิตจรง



4. เปลยนจากการเรยนรทเรมตนและจบสิ้นทโรงเรยน (School-Long Learning) ให้
ี่
ี่







ิ่




เปนการเรยนรตลอดชวต (Life-Long Learning)



ในบทท 1 ประสบการณของคุณคร 5 ท่าน ช้ใหเห็นว่า ทาไมตองเปลยนแปลงการสอนให้













เปนการสอนแบบไตรตรอง บทที 2 นี้ช้ใหเห็นต่อไปว่า การสอนแบบไตรตรองมลักษณะเปนอย่างไร










และจะเปลยนการจัดการเรยนรอย่างไร เพอใหเปนการเรยนรเพอการเปลยนแปลงและในบทต่อๆ














ไปจะอธบายถึงขั้นตอนแต่ละขั้นของการสอนแบบไตรตรองโดยละเอยด






การเปลยนวธการจัดการเรยนรจาก Informative Learning ให้เป็น Transformative










ี่



Learning เปนเหตุผลทใชในการจูงใจและทาทายใหครเพอนรวมทางสายไตรตรองให้เปลยนแปลง





ตัวเองและวิธการสอน 180 องศา ผลลัพธทคณครูปทุมพร เขอนเพชร โรงเรยนสันติวิทยา








เชยงราย ได้รบคอการสอนแบบไตรตรอง กลายเป็นแสงสวางของการเลอกใหม่ในการจดการ




เรยนรู คุณครูแบ่งปนว่า “เปนความโชคดของฉันท่ได้รบและได้เรยนรู้เรองกระบวนการเรยนการ

















สอนท่เน้นการไตรตรอง ฉันได้กลับมาคด..ไตรตรอง..และพบวา ท่ฉันเคยคิดวา การจัดหรอการวาง
35






แผนการจัดการเรยนการสอนของฉันนันดและเหมาะสมแล้ว เพราะตัวฉันเองได้สงผลงานเขา









แข่งขัน..ได้รับรางวัลมากมาย..แตเม่อได้พจารณาอยางถ่ถ้วน ฉันคดวา ฉันต้องเตมเตมอกหลาย













สงหลายอยาง” บันทึกน้ได้ยนยันถงคุณค่าทไดรบจากประสบการณการเปลยนแปลงตนเองของ

คุณครู


แสงสวางของทางเลือกใหมในการจัดการเรียนรู









เปนความโชคดของฉันทได้รบและได้เรยนร “กระบวนการเรยนการสอนทเน้นการ





ไตร่ตรอง” ฉันได้กลับมาคด มาไตร่ตรองการจัดการเรยนการสอนของตนเอง และพบว่า ทฉันเคย






คิดว่า การจัดหรอการวางแผนการจัดการเรยนการสอนของฉันนั้นดและเหมาะสมแล้ว เพราะตัว
ฉันเองได้ส่งผลงานเข้าแข่งขัน เข้าประกวดในระดับต่างๆ จนได้รบรางวัลมากมาย ทั้งครดเด่น คร ู





ดศรสถาบัน และอีกหลายๆ รางวัล แต่เมือได้พิจารณาอย่างถีถ้วน ฉันคิดว่า ฉันต้องเติมเต็มอีก



หลายส่งหลายอย่าง

ฉันนําการสอนแบบไตร่ตรองมาพัฒนาและปรับใช้ในการเรยนการสอน ฉันรบรได้ทันท ี







ว่า การสอนนี้สามารถช่วยฉันและนักเรยนได้เรยนรร่วมกันอย่างมความสข และเกิดการพัฒนาได้




จรงในทกๆด้าน ฉันขอแบ่งปันประสบการณของฉัน ดังน้ ี







ในชั่วโมงการสอนวิชานาฏศลปไทย ชั้นม. 4 เรอง คุณค่าของนาฏศิลป์ ฉันเริ่มให้







ภาพรวมกับนักเรยน โดยปลุกเราความสนใจด้วยภาพการแสดงนาฏศลปไทยชดโขนเรอง



รามเกียรต์ ฉันตั้งคําถามว่า “นักเรยนทราบหรอไม่ว่าเปนภาพเกียวกับอะไร?” และ “ภาพนี้มี



ความสําคัญหรอเกียวข้องกับนักเรยนอย่างไร?”







นักเรยนเร่มมองดภาพและตอบคําถาม ฉันดใจมากทนักเรยนเปดใจรบ ฉันพูดคยกับ






นักเรยนถงความสําคัญของนาฏศลปไทย และบอกถงความจําเปนท่นักเรยนในฐานะคนไทยต้อง






















มความร หรอรจักการแสดงโขน ซงถอเปนเอกลักษณและเปนนาฏศลปชั้นสงของไทย ตลอดจน















นักเรยนจะเปนผู้มบคลกภาพทด เมอนักเรยนได้ฝกทักษะทางด้านนาฏศลป ฉันยังได้บอกอกว่า










เราจะมาร่วมเรยนรเรองใด เรยนแล้วนักเรยนจะได้เข้าใจเรองใด จะได้รบการพัฒนาทักษะด้านใด


และจะใช้เวลาในการเรยนรเท่าใด ผลจากการให้ภาพรวมและสรางบรรยากาศ นักเรยนทกคนให้






ความสนใจ ให้ความร่วมมอในการเรยนและตัวฉันมากข้น



36

ฉันเร่มขั้นตอนการนําเสนอบทเรยนด้วยการจัดกระบวนการเรยนการสอนแบบ See-





Judge-Act โดยการเตรยมคําถามในแต่ละขั้น เพือให้นักเรยนได้สรางประสบการณในการเรยนร















ให้นักเรยนแต่ละคนคดและนําเสนอแนวคด สรปเรองราวและบันทกประสบการณลงในสมด





งาน เมอเข้าส่ภาคปฏบัตกิจกรรม นักเรยนแต่ละคนกระตอรอรนทจะลงมอทํากิจกรรม ฉันได้







สอนการจัดท่าทางการแสดงโขนเบ้องต้น เช่น การยําเท้า การเดน เปนต้น ฉันดใจทนักเรยนสนก










และสขใจกับการเรยน






ด้านการวัดและประเมนผล ฉันแบ่งนักเรยนออกเปน 3 กล่ม ได้แก่ กล่มเดกเก่ง ปาน





กลาง และพอใช้ และใช้เกณฑ์การประเมนตามสภาพจรงของเด็กแต่ละกล่ม เมอแจ้งผลการ




ประเมนให้นักเรยน พรอมข้อเสนอแนะ ทกคนพอใจและภาคภมใจกับผลงานของตนเอง ฉันยิ้ม












อย่างมความสขกับการจัดการเรยนรในคร้งน้มาก และตั้งใจจะนําไปใช้กับการเรยนการสอนของ


ฉันในเรองต่อๆ ไป








ฉันได้รบรถงประโยชนจากการนํากระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองไปใช้

ทั้งต่อตนเองและต่อนักเรยน




ตอตนเอง ฉันได้มีแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน ตั้งแต่


แผนการจัดการเรยนร วิธการหรอกระบวนการจัดการเรยนร ทําให้ฉันใส่ใจนักเรยนเปน











รายบคคล เพือทราบพื้นฐาน ความพรอมของนักเรยน และสามารถหาวิธการ เทคนคให้เหมาะสม




กับนักเรยนแต่ละคน ทําให้เขาเปนผู้มีความรู้ มีประสบการณ์ รู้จักแยกแยะ สามารถนําความรู้


หรอประสบการณมาประยุกต์ใช้กับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสมและถกต้อง


















ตอนกเรยน นักเรยนสามารถรบรได้ว่า เขาต้องเรยนรเรองอะไร เรยนรอย่างไร และ






เรยนรไปทําไม ทําให้เขาเรยนรอย่างมความสข สามารถนําส่งทเรยนรไปใช้ในชวิตประจําวันของ











ตนเองและสังคมรอบตัวอย่างถกต้อง เหมาะสม


คณครปทมพร เขอนเพชร








โรงเรยนสันตวิทยา เชยงราย
6 กันยายน 2014



37


ผมไดนาชอบนทึกของคณครูปทมพรมาใชเปนชอหนงสอน้ ผมขออนญาตคุณครู

















มา ณ ทน้ดวยนะครับ









บันทึกของคุณครปทุมพร นอกจากไดบรรยายถึงความโชคดีทคุณครและนักเรยนไดรบ ยัง

ได้แสดงใหเห็นขั้นตอน 6 ขั้นของการสอนแบบไตรตรอง อันไดแก ่




ขั้นท 1. การสรางบรรยากาศการเรยนร ้ ู


ี่

ี่
ขั้นท 2. การใหภาพรวม ด้วยเทคนิค INTRO Model
ขั้นท 3. การนาเสนอบทเรยน ดวยกระบวนการ See-Judge-Act
ี่





ขั้นท 4. การไตรตรองกอนจบคาบดวยคาถาม R-C-A
ี่


ขั้นท 5. การวัดและประเมินผลเพอการพัฒนา
ื่
ี่

ี่

ขั้นท 6. การลงมอปฏบัติในชวิต





บันทึกประสบการณ เรอง “หยุดคิดสกนด” ของคุณครูพิชามญช ไตรพิทกษ โรงเรียน











เซนตโยเซฟคอนเวนตอธบายใหเหนไดชัดเจนยงขึ้น ถงขั้นตอนของการสอนแบบไตรตรอง โดยได้






เปรยบเทยบการสอนแบบเดิมของตนเองซึงเปน Informative Learning กับการสอนแบบไตรตรอง












ซึ่งเป็น Transformative Learning และแบ่งปนถงผลลัพธของการเปลยนแปลงทเกดขึ้นในตัว







นักเรยนอย่างน่ายนดว่า “ฉันลองทาดูเองแล้วจึงจะรู้ว่า มันใช้ได้กับเดกเราจรงๆ รู้ถงการ



เปล่ยนแปลงของนักเรยนของฉันว่า คําพูด คําถามท่นักเรยนใช้ได้เปล่ยนไป ครั้งแรกฉันรู้สกเหมอน














เดกกาลังเลยนแบบ แตพอผานไปสักพัก ความคดนันเปล่ยนไปเพราะนักเรยนฉันทาเองโดยไม ่



รู้ตัว” บันทึกน้ยืนยันว่า การสอนแบบไตรตรองนาไปสูการเปลยนแปลงในตัวครูและนักเรยนได ้




อย่างแท้จริง


หยุดคิดสักนิด

การสอนแบบเดิม








เมอก่อนฉันสอนแบบเดม คอ บอกนักเรยนว่า วันน้เราจะเรยนเรองอะไร และเร่มชักชวน
















นักเรยนพูดคยเกียวกับเรองนั้น เมอชวนพูดคยแล้ว อาจจะมเปนคลปวิดโอสั้นๆ ให้ด หรอใน










บางคร้ ัง จะเปนข้อมลเหตการณให้นักเรยนอ่านก่อน แล้วจึงจะเร่มเข้าถงเน้อหาในเรองนั้นโดย
การจับกล่มบ้าง เมอจบเน้อหาก็จะมคําถามถามเดกและให้ร่วมกันสรปว่าได้อะไรบ้าง







38

การสอนแบบใหม ่





เมอฉันได้ผ่านการอบรมคร้ ังนั้นไปฉันได้ลองนําไปสอนในห้องเรยนจรงๆ ตั้งแต่การ






สรางบรรยากาศด้วยการจับฉลาก เล่นเกม เข้ากล่ม การให้ภาพรวมของเน้อหาทจะเรยน ตั้ง




คําถามเกียวกับเรองน้ ให้เดกเกิดความสนใจและเหนถงความจําเปนทต้องเรยนเรองน้ ี














ในช่วงการนําเสนอบทเรยน ฉันจัดกิจกรรม ดวิดโอ อ่านเรองสั้น ฟังเรองสถานการณ ์









ื่
ต่างๆ และอนๆอกมากมาย ฉันให้ข้อมลนักเรยนเกี่ยวกับเรองทได้เรยนแล้ว แบ่งกล่มอ่านและ

ี่

ค้นคว้าเพิ่มเตม และให้นําเสนอในคาบนั้นนี้ บางทหากไม่ทันต้องให้นําเสนอในคาบต่อไป (แต่






ี่
การนําเสนอในคร้ ังนั้นจะได้ผลดกว่า) แล้วก็จะมาเข้าส่การบรรยายถงองค์ความรทเกี่ยวข้อง





สดท้าย ให้ลงมอทํางาน ทําแบบฝกหัด ฉันใช้คําถามเปนปลายเปดถามนักเรยนเพื่อให้ไตร่ตรอง





เช่น “นักเรยนจะนําไปประยุกต์ใช้อย่างไร” พอถงช่วงน้ทไร นักเรยนจะชอบถามว่า “ครจะถาม



อะไรอกแน่ๆ เลย”

ี่


ถ้าพูดถงการวัดประเมนผลวิธทจะใช้บ่อย คอ การสังเกต การมส่วนร่วม การแสดงความ



คดเหนในชั้น



ผลที่ได ้



นักเรยนจะคอยสนใจและคอยจับทางฉันว่า ฉันต้องถามแบบน้แน่เลย แต่นักเรยนมสติจด






จ่อและคดตามเราไปเรอยๆ ได้ดมาก และให้ความสนใจกับเน้อหานั้นๆ เปนอย่างด แต่ในช่วง


ี่


แรกๆ ทเปลยนการสอนสับสนกับตัวเองเหมอนกัน




ประโยชนทีได ้
- ตอครู







ฉันรว่าวันน้ ในคาบน้จะสอนอะไร อย่างไร และทําไม ตัวฉันเองมการใช้คําถามทเปน


การคดกับตัวเองมากข้น กระต้นให้ฉันคดดข้น เวลาฉันทําอะไรคอยคดว่า พูดแบบไหนน่าจะ







ดกว่า ได้ไตร่ตรองแผนการสอนมากข้น มความสขในการสอนเพิ่มข้นด้วย





- ตัวนกเรยน














นักเรยนสนใจเรยนมากข้น มสมาธดข้น นักเรยนชอบทจะเรยนวิชาเรยนของเขา แบบ
เต็มใจ ทําให้นักเรยนรสกว่าครูไม่ได้บังคับให้เขาคิด







39


ประเด็นที่อยากใหเห็น

ฉันได้ลองทําดเองแล้วฉันจงรู้ว่า มันใช้ได้ผลกับเดกเราจรงๆ รู้ถงการเปลยนแปลงของ










นักเรยนของฉันว่า คําพูด คําถามทนักเรยนใช้เปลยนไป คร้ ังแรก ฉันรู้สึกเหมือนเด็กกําลัง


เลยนแบบ แต่พอผ่านไปสักพัก ความคดนั้นเปลยนไป เพราะนักเรยนของฉันคิดเอง ทําเองโดยไม่





รู้ตัว



คณครูพิชามญช์ ไตรพิทักษ์

โรงเรยนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์
10 กุมภาพันธ 2014













คุณครพิชามญชุ ไดเปลยนการสอนแบบเดิมทมีครเปนศูนยกลาง ให้เป็นการสอนแบบ







ไตรตรองทมนักเรยนเปนศูนยกลาง อันมผลใหทั้งครและนักเรยนมความสุขในการเรยนร ู











เช่นเดยวกัน คณครูวนดา สพโส โรงเรยนลาซาล กรงเทพฯ ได้เปลยนความคิดต่อวิธการสอนของ
ี่








ตัวเองว่า “ฉันเคยคดวา ครูคอผู้ให้ความรู้ แตวันน้ ฉันได้รู้ความจรงแล้วว่า ครูต้องให้ผู้เรยนได้







เรยนรู้ด้วยตนเอง ถงจะทาให้เขาได้รบความรู้ท่แท้จรง ท่สามารถนาไปใช้ในชวตของเขาได้ และ










การนากระบวนการเรยนรู้แบบไตรตรองมาใช้ จะทาให้ครูและนักเรยนมความสุขในการเรยนรู้





ร่วมกัน” ดังเห็นไดจากบันทึกประสบการณของคุณครชอ “ตนไม้สแดง”
ื่




ตนไมสีแดง





ฉัน “ครูรุ้ง” นางสาววนดา สัพโส คณครอนบาลโรงเรยนลาซาล ฉันสอนเดกมา 19 ปี




โดยทฉันเปนผู้ให้ความรกับเดกมา คอ เดกเปนผู้รบ ฉันเปนผู้ให้ จนวันหนงทฉันได้ค้นพบความ


















จรงทว่า “เดกต้องเรยนรด้วยตนเอง” จึงจะเกิดการเรียนรู้ทียั่งยืน ความโชคดีของฉันและเด็กเริ่ม







จากทฉันได้รบการอบรมเรอง “กระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง” ฉันได้ค้นพบ






แนวทางททําให้เดกมความสขในการเรยนร และเดกนักเรยนตัวน้อยๆ ของฉันนําไปใช้ใน








ชวิตประจําวันของเขาได้



40


เช้าน้อากาศด ฉันบอกกับเดกว่า “เราจะไปสํารวจธรรมชาตรอบๆ โรงเรยนกัน” เดก








อนุบาล 3/2 ดใจกันทั้งห้อง ฉันและเด็กเร่มการสํารวจส่งต่างๆ ฉันเร่มสังเกตว่า เด็กๆ สนใจ







ต้นไม้ เดกๆ เร่มถามฉันว่า “ต้นไม้ต้นน้ชออะไร ปลกไว้ทําไม ทําไมใบใหญ่ ใบเล็ก” และอนๆ



มากมาย ฉันยิ้มให้กับตนเอง แล้วชวนเดกๆ กลับเข้าห้อง


ฉันรแล้วว่า เดกๆ สนใจเรอง “ต้นไม้” ฉันถามเดกว่า “ต้นไม้มประโยชนต่อเดกๆ










อย่างไร?” เดกๆ ช่วยกันตอบ ส่วนใหญ่จะบอกว่า “ทําให้อากาศสดชน” ฉันถามต่อไป “ถ้าไม่ม ี

ต้นไม้ จะเปนอย่างไร?” เดกๆ ช่วยกันตอบ



ฉันอยากให้เดกๆ ของฉันได้รบความรเพิ่มเตมยิ่งข้น ฉันให้พวกเขาวาดภาพระบายส ี












ต้นไม้ทเดกๆ ชอบ ในขั้นตอนน้ ฉันได้ยํ้ากับเดกๆ ว่า ให้วาดภาพระบายสต้นไม้ต้นทชอบจรงๆ







ประทับใจทเหน โดยให้เดกๆ หลับตาคดถงต้นไม้ทเขาชอบ 2 นาที แล้วลงมือวาดภาพระบายสี









ประมาณ 5 นาทผ่านไป ฉันได้ยินเสยงเดกๆ ถกเถยงกัน น้องเฟรม เดกผู้ชายตัวเล็กๆ คนหนงใน











ห้องรองไห้ ฉันเข้าไปถามจงได้รว่า น้องเฟรมโดนเพือนรมว่า ระบายสผิด เหตผลคอ “ต้นไม้
ของน้องเฟรมเปนสแดง”







“ต้นไม้สแดงไม่มจรง” เสยงของเดกๆ หลายคนบอก “ต้นไม้ต้องสเขยว” ฉันให้น้อง









เฟรมเล่าเรอง “ต้นไม้สแดง” น้องเฟรมบอกว่า “ต้นไม้สแดง คือ ต้นไม้ทประเทศเกาหล เคยเหน


ต้นไม้สแดงตอนไปเทยวกับครอบครว” เดกๆ เร่มสนใจอยากร ฉันเลยเปด iPad ให้เด็กๆ ด ู












ต้นไม้สแดง มันคอ “ต้นเมเปล”







ฉันคดว่า เดกๆ ของฉันเร่มรเรองต้นไม้เพิ่มข้น ฉันอยากให้เดกๆ ของฉันมประสบการณ ์







มากกว่าน้ ี ฉันจึงให้เดกปลกต้นไม้ ดการเจรญเตบโตของมัน ฉันถามเดกๆ ว่า “ต้นไม้



เจรญเตบโตอย่างไร?” เดกๆ จะทําอย่างไรให้ต้นไม้เจรญเตบโต?” เดกๆ ตนเต้นมากกับการทจะ















ได้ดแลชวิตของต้นไม้ ฉันรดว่า พวกเดกๆ ทกคนจะต้องให้ความรกความเอาใจใส่ดแลต้นไม้







ของตนเองเปนอย่างดแน่นอน โดยทตัวฉันเองไม่ต้องไปคอยบอกพวกเขาเลยว่า ต้องทําอะไร

อย่างไร







ฉันเคยคิดว่า ครคอผู้ให้ความรู้ แต่วันน้ ฉันได้รความจรงแล้วว่า ครต้องให้ผู้เรยนได้








เรยนรด้วยตนเอง ถงจะทําให้เขาได้รบความรทแท้จรง ทสามารถนําไปใช้ในชวิตของเขาได้ และ









การนํากระบวนการเรยนรแบบไตร่ตรองมาใช้ จะทําให้ครและนักเรยนมความสขในการเรยนร ู ้






41



ร่วมกัน และฉันอยากให้เพือนครร่วมอาชพของฉันนํากระบวนการเรยนรน้ไปใช้กับนักเรยนของ






ตนเอง

คณครวนดา สัพโส



โรงเรยนลาซาล กรงเทพฯ



4 ตลาคม 2014




การเปลยนจาก Informative Learning ให้เป็น Transformative Learning เป็นการ
ี่
เปลยนแปลงสูสิ่งทดกว่า ดังเหนไดจากประสบการณของคุณครูปาลกา ศรสารากร โรงเรียน





ี่


ู้




ดรณาราชบุร ผซึงไดย้อนกลับ คิดทบทวนและประเมินการสอนแบบเดิมของตนเองกับการสอน
แบบไตรตรองโดยได้เปรยบเทยบกันตาม 5 ขั้นตอนของการสอนแบบไตรตรอง คุณครแบ่งปัน










บทเรยนรูของครูว่า “กระบวนการเรยนการสอนท่เน้นการไตรตรองอาจจะยังใหมในความคด







สาหรบเรา แตขอให้เช่อและมันใจ ถ้าเราเช่อศรัทธาวา เราทาได้ เราจะเนรมตสรางนักเรยนท่รู้








คุณคาในตัวเอง และดาเนนชวตได้ด้วยตนเองอยางมความสุข”








Change for the Better



ในการสอนแบบเก่า ก่อนเร่มต้นเตรยมการสอน ฉันศึกษารายละเอียด ตัวช้ ีวัดจาก



หลักสตรแกนกลาง และศกษารายละเอยดคําอธบายรายวิชา ฉันกําหนดเน้อหาทจะสอนให้









เหมาะสมกับเวลา หลังจากนั้น ฉันจงจัดทําแผนการจัดการเรยนรรายคาบ เมอเร่มต้นการเรยนใน






ต้นปการศกษา ฉันบอกรายละเอยดเกียวกับเรองทจะสอน เวลา และวิธการวัดและประเมนผลให้







นักเรยนทราบ


หลังจากนั้น ทกชั่วโมงการสอน ฉันสอนตามแผนการสอนทฉันเตรยมไว้หลังส้นป ี









การศกษา ฉันวัดและประเมนผล นักเรยนได้เกรดแตกต่างกันไป เปรยบเทยบผลการสอบวัดและ







ประเมนผลระดับชาต นักเรยนของฉันมคะแนนเฉลยสงกว่าคะแนนเฉลยของประเทศเล็กน้อย





42






ฉันมโอกาสได้เข้ามาอบรม และได้รจักกระบวนการแบบใหม่ทเรยกว่า “กระบวนการ





เรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง” ระหว่างการอบรม ฉันคดว่า “ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่”
“ฉันรู้สกกังวลว่า ฉันจะนําสิ่งทีเรียนรู้ไปใช้ในการเรียนการสอนอย่างไร และทีสําคัญ มันจะ



ได้ผลจริงๆ หรอเปล่า?”


หลังเข้ารบการอบรม ส่งแรกๆ ทฉันทํา คอ ฉันนกย้อนกลับไปคดทบทวนตัวเองในแต่








ละขั้นตอน และนีคอ ส่งทฉันค้นพบ








1. ฉนเคยสรางบรรยากาศการเรยนรูดวยศรทธาหรอไม?







ฉันตอบตัวเองว่า “เคยทําบ้าง ไม่ทําบ้าง” แต่ทแน่ๆ ฉันไม่ได้ทําให้กับนักเรยนทกคน







แน่นอน เดมฉันมักจะมใจลําเอยงให้กับนักเรยนทตั้งใจเรยนอยู่แล้ว เมอฉันได้คําตอบว่า การสอน









แบบเก่าของฉันเปนแบบน้ ฉันได้ลองสรางบรรยากาศการเรยนรแบบทไปอบรมมา ฉันยังคด







อะไรใหม่ ไม่ได้มาก ฉันตัดสนใจลอกทอบรมมาเลยแล้วกัน เช่น ในการสอนแบบเก่า ฉันเคยเข้า


ห้องไปแล้วสอนเลย ฉันเปลยนมาเปน “นักเรยนวันน้ เรามาบรหารสมองกันเถอะ” ฉันค้นพบว่า














นักเรยนของฉันเร่มมความสขตั้งแต่ต้นคาบ โดยเฉพาะนักเรยนหลังห้องทรสกชอบกิจกรรมน้ ี

เปนพิเศษ







ผลทได้จากการสรางบรรยากาศ ฉันรสกได้ว่า นักเรยนของฉันทกคนได้หันมาสนใจการ


เรยน และตัวฉันมากข้น








2. ฉนเคยใหภาพรวมกอนการเรยนหรอไม?

คําตอบคอ“ใช่ ฉันให้ตอนต้นปการศกษาเท่านั้น” หลังจากนั้น ทกต้นชั่วโมงฉันบอก





เพียงเรองทกําลังจะสอน หลังจากการอบรม ฉันลองให้ภาพรวมด้วยเทคนิค INTRO แก่นักเรียน





ทกชั่วโมง ทําให้นักเรยนทราบขอบเขตการเรยนชัดเจนข้น โดยเฉพาะการบอกถงข้อมลความ









จําเปนทีต้องเรยนทีมผลต่อชวิตจรงๆ



ประโยชนทได้กับตัวฉันคอ ฉันสอนเฉพาะเน้อหาทจําเปนจรงๆ ส่วนเน้อหาทไม่สําคัญ















ฉันแนะนําให้นักเรยนไปต่อยอดจากการอ่านและสบค้นด้วยตัวเอง หรอสอบถามฉันนอก
ห้องเรยน




43


3. การจดกระบวนการเรยนดวย See-Judge-Act และ 4. การไตรตรองกอนจบคาบ




เรยน

ตรงน้ ฉันตอบตัวเองเลยว่า “ไม่เคยท า” แน่นอน ฉันลองน าไปใช้ แต่ฉันบอกได้เลยว่า

ในขั้นเตรยมการสอนมันยากมากและใช้เวลาคดนานพอสมควร เพื่อการจัดกระบวนการและแบ่ง


ื่

ขั้นตอนให้เปน See-Judge-Act และการเตรยมค าถามในแต่ละขั้น แต่เมอน าไปใช้แล้ว ผลทได้รบ


ี่


ื่


ค้มค่าจรงๆ ลกศษย์ของฉันไม่เกิดอาการความจ าเสอมด้านวิชาการ และไม่เกิดอาการตบตันทาง




สตปญญา ฉันประเมนได้จากไหนน่ะเหรอ ฉันอ่านจากการบันทกไตร่ตรองในสมดแบบฝกหัด





ของนักเรยนทฉันให้นักเรยนตอบค าถาม เพื่อการไตร่ตรองก่อนจบคาบ
ี่





ฉันประเมนได้อย่างชัดเจนว่า นักเรยนได้เรยนรและเข้าใจเน้อหาและกระบวนการได้ด ี



เพียงใด แต่ฉันไม่เคยใช้บันทกการไตร่ตรองเพื่อการให้คะแนนนะ

4. การวัดและประเมินผล

ฉันยังไม่ท าอะไรได้ไม่มากในหัวข้อน้ ส าหรบปการศกษาน้ เพราะปดภาคเรยนเสยก่อน









ฉันต้องใช้แบบประเมนผลแบบเก่าๆ ไปก่อน แต่ได้ลองน าไปใช้ในชั่วโมง Home room ซง





ได้ผลด ฉันตั้งใจว่าในปการศกษาหน้า ฉันจะน าไปใช้ให้มากข้นเพื่อให้การประเมนและวัดผล







ื่

ไม่ใช่เปนเพียงการให้คะแนน แต่เปนเครองมอในการพัฒนาการเรยนรของนักเรยนอย่างแท้จรง


ประโยชนจากการน ากระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองไปใช้ต่อตนเองและ
ี่


ต่อนักเรยน


ตอตนเอง

1. ท าให้ฉันได้ทราบ และมั่นใจในการสอนว่า ฉันจะสอนเรองอะไร และสอนไปเพื่อ
ื่


ี่
อะไร ได้ฝกตัวเองอยู่เสมอทจะคดหาวิธการสอนทหลากหลาย เพื่อจะประสบผลส าเรจในคาบ
ี่


สอนนั้นๆ



ี่


ี่




2. เกิดความภมใจทนักเรยนน าส่งทเรยนไปใช้ได้ในชวิตจรงอย่างมความสข

ี่
3. ตระหนักว่า กระบวนการไตร่ตรองไม่ใช่กระบวนการทใช้ได้แค่ห้องเรยน ส าหรบ




ฉัน นับตั้งแต่ผ่านการอบรม “กระบวนการไตร่ตรองจะใช้ได้ทกสถานการณ ทกช่วงเวลาจน
ตลอดชวิต”




44


ตอนกเรยน




1. สามารถบอกตัวเองได้ว่าเขาต้องเรยนอะไร อย่างไร และทําไม นักเรยนรขอบเขตการ






เรียน และสามารถนําความรไปประยุกต์ใช้ในชวิตจรงได้อย่างเหมาะสม
2. แคบลงไปอีกนิดการเรียนด้วยกระบวนการไตร่ตรองเป็นการเรียนทีนักเรียนเรียน






ด้วยตัวเอง วางแผนว่าตัวเองจะเรยนอย่างไร คดอย่างไร และเขาจะนําความรไปใช้จรงใน






สถานการณต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม ถกต้อง จงเปนการฝกฝนเขาให้สามารถเรยนรได้ด้วยตนเอง


จนตลอดชวิต
















ความเชอศรทธา คือ ความมั่นใจในส่งทเราหวัง เปนข้อพิสจนถงส่งทมองไม่เหน (ฮบ.
11:1-5) กระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองสําหรบเราอาจจะยังใหม่ในความคด แต่











ขอให้เชอและมั่นใจ ถ้าเราเชอศรทธาว่า เราทําได้ เราจะเนรมตสรางนักเรยนทรคณค่าในตัวเอง









และดําเนนชวิตได้ด้วยตนเองอย่างมความสข





คณครปาลกา ศรสารากร


โรงเรียนดรุณาราชบรี


16 กุมภาพันธ 2014








บันทึกของคุณครปาลิกาได้บรรยายถง 5 ขั้นตอนของกระบวนการเรยนการสอนทเนน







การไตรตรองไดอย่างครบถวนและเปนรปธรรม ขั้นตอนทั้งหมดแสดงไว้ใน แผนภาพท 1

กระบวนการเรยนการสอนเนนการไตรตรอง




45

46





กระบวนการสอนแบบไตรตรองมลักษณะเปนวัฏจักร กล่าวคอ หลังจากทนักเรยนไดนาสิง










ทเรยนรไปใชในชวิตนอกหองเรยนเปนขั้นตอนท 6 ดังทปรากฏในแผนภาพท 1 ดังนั้น ครจะตอง






















สนับสนุนใหนักเรยนมโอกาสทจะนาประสบการณทไดรบหรอความรเดิมมาเชอมโยงกับคาบเรียน








หรอกจกรรมการเรยนรใหม่แลวนากลับมาพูดคุยแบ่งปนกันในหองเรยน เพอใหเกดการเรยนรแบบ



ื่












ไม่รจบจนตลอดชวต ดังเห็นไดจากบันทึกประสบการณของคณครูกรรณกา คณชาเศรษฐ












โรงเรยนสันติวิทยา เชยงราย เรือง “คณคาทฉนไดรบจากกระบวนการไตรตรอง” คุณครได ้













แบ่งปนถึงคุณค่าของการสอนแบบไตรตรอง ทเชอมโยงเน้อหาการเรยนรกับชวตประจาวันของ














นักเรยน นักเรยนสามารถปรบใชบทเรยนกับชวตประจาวันไดและดาเนนชวตเปนประโยชนใน












ี่



สังคมไดอย่างดี ซึงคุมค่ากับความพยายามทจะฝาฟนอุปสรรคในการเปลยนแปลง





คุณคาทีตัวฉันไดรับจากกระบวนการไตรตรอง

บทเรยนอันทรงคณค่าทฉันได้รบจาก การเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง คอ ฉันได้









เรยนรว่า นักเรยนแต่ละคนมศักยภาพในด้านต่างๆ แต่ละคนไม่เหมอนกัน ทําให้ฉันรว่า จะต้อง











เปลยนแปลงในด้านกระบวนการเรยนการสอน ฉันบอกกับตัวเองว่า ฉันต้องเตรยมตัวการสอนการ










เรยนเปนอย่างด การค้นหา การสบค้น หาข้อมลจากแหล่งข้อมล และมวิธการกระบวนการเรยนการ







สอนทีด และมการไตร่ตรองเพือทจะนํามาใช้ในการเรยนการสอนทด ทั้งน้เพือให้นักเรยนมความร ู ้








ความเข้าใจในวิธการเรยนการสอน และทสําคัญคือ ฉันได้เรยนรว่า นักเรยนทกคนมศักยภาพท ่ ี










แตกต่างกันไปในตัวแต่ละบคคล ฉันต้องช่วยให้เหนคณค่าและทําให้เขาร และค้นพบตัวของเขาเอง





ตามศักยภาพของนักเรยนแต่ละคน และค้นพบในตัวเขาและความสามารถในตัวของนักเรยนเอง

เช่น ทักษะในการฟง พูด อ่าน และเขยน ซงจะทําให้พวกเขาเข้าใจวิธการคดแบบไตร่ตรองได้อย่างด ี







นักเรยนหลายคนจะได้รสกอยากร่วมเดนทางไปกับครไปพรอมๆกันกับฉัน กระบวนการ







ไตร่ตรองต้องสามารถให้นักเรยนเรยนร พวกเขาจะต้องรว่า พวกเขากําลังทําอะไร เตรยมตัว











อะไรบ้าง เรยนไปแล้วจะนําไปและสามารถไปเปนประโยชนได้อย่างไร การเรยนไม่ใช่ว่าแต่เรยน




ในบทเรยนเท่านั้น แต่สามารถนําไปดํารงชวิตเปนประโยชนในสังคมได้อย่างด เพราะจะทําให้พวก




เขาเห็นคุณค่าในเน้อหาบทเรยนมากข้น






ฉันเคยนํากระบวนการไตร่ตรองไปใช้กับนักเรยนชั้นประถมศกษาปท 3 สาระภาษาอังกฤษ





แรกๆ นักเรยนรสกตนเต้น แต่ตัวฉันเองรสกตนเต้นมากกว่า เพราะ ต้องค้นหาวิธการเรยนการสอน









47








ทเข้ากับผู้เรยนมากทสด และมการวิเคราะหผู้เรยนของตนเองเปนรายบคคล เพราะนักเรยนแต่ละคน










มวิธการเรยนรทแตกต่างกันไป อย่างแรก ฉันมวิธและกระบวนการสรางรากฐานสําคัญ คอ การ


















สรางความสัมพันธทดกับนักเรยน นักเรยนและครูมความสัมพันธทดต่อกันและกัน มความมั่นใจ






และศรทธาต่อกันและกัน ปรบเปลยนวิธการเรยน โดยการ INTRO ในเน้อหาบทเรยนให้เขาสนใจ



ี่


และทําให้บทเรยนในการนําเสนออย่างน่าสนใจ เพือสรางประสบการณ เร่มต้นทดในเน้อหา









บทเรยน กระต้นและสรางแรงจงใจส่การเรยนการสอนทดโดยการทักทายและแสดงสหน้าทยิ้มแย้ม














แจ่มใสกับนักเรยน ฉันพยายามกระต้นเดกให้มความสนใจในเน้อหาบทเรยน เพือให้นักเรยนม ี




วิธการเรยนทน่าสนใจมากยิ่งข้น







ในการใช้วิธการไตร่ตรองทําให้ฉันรว่า การให้ Big Picture ทําให้นักเรยนได้ทราบข้อมล









โดยรวมก่อนทจะได้เริ่มเรยน ให้นักเรยนมความคดไปในทศทางเดยวกัน วางแผนในการเรยนได้










อย่างมประสทธภาพมากข้น นักเรยนได้รบรวัตถประสงค์ของการเรยน และมความจําเปนต่อ







นักเรยน เกิดความสนใจในเน้อหามากข้น





การนําเสนอบทเรยนในชั้นเรยนเพือการพัฒนา กระบวนการเรยนรแบบไตร่ตรองให้



ความสําคัญด้านจตใจทสด ฉันโยงเน้อหาการเรยนรเข้ากับชวิตประจําวันของนักเรยน นักเรยน
















สามารถปรบใช้บทเรยนกับชวิตประจําวันได้จนเหนคณค่าในส่งทเขาได้เรียนรู้










แม้ขั้นตอนจะซับซ้อน แต่การเรยนแบบไตร่ตรองน้ทําให้ผู้เรยนสามารถเรยนรได้เรว และ














นักเรยนสามารถปรบเปลยนวิธการเรยนรให้มข้น และทําให้ครมเครองมอในการจัดการเรยนรทด ี








และมประสทธภาพ



คณครกรรณกา คัณชาเศรษฐ


โรงเรยนสันตวิทยา เชยงราย



6 กันยายน 2014


การเปลยนวิธการสอนจากการสอนแบบเดิมไปสู่การสอนแบบไตรตรอง อาจมปญหา









และอุปสรรคบางเช่นเดยวกับการเปล่ยนแปลงทุกอย่าง แต่คณครูวิจิตรา กนกชาติ โรงเรียนสตรี






มารดาพิทักษ จันทบุร ไดยนยันจากประสบการณของตนเองว่า อุปสรรคเหล่านี้เป็นอุปสรรคท ี ่








สวยงาม หากเรายนหยัดมันคงในการสอนแบบไตรตรอง คุณครแบ่งปนว่า “ในชวงแรกๆ ท่นา






กระบวนการเรยนการสอนท่เน้นการไตรตรองมาใช้ สวนใหญจะต้องเพมเวลาสอนจาก 1 คาบเป็น

48








2 คาบ เพราะเดกยังไมคุนชนกับการค้นหาคาตอบด้วยตนเอง เม่อให้ทางาน สืบค้น หาคาตอบ













มักจะจับกลุมคุย หรอรอครูเฉลยคาตอบมากกวา แตเม่อใช้บอยขน นักเรยนรู้วา ต้องหาคาตอบ




เอง เพราะครูไมเฉลยคําตอบแน่นอน นักเรยนจึงพยายามชวยกันหาคาตอบ และจะสอนได้พอใน
เวลา 1 คาบ”


อุปสรรคทีสวยงาม








ฉันชอวิจตรา กนกชาต เข้าสอนหลังจากโรงเรยนสตรมารดาพิทักษ์ เมอประมาณ 2 ปีท ่ ี





ผ่านมา สอนวิชาเคม ระดับชั้นมัธยมปลาย รายวิชาเคมพื้นฐาน/เคม 1 /เคม 2/ ชววิทยาพื้นฐาน /



โครงงานวิทย์ นักเรยนมักเรยกฉันว่า “ครกุ๊ก” นอกจากถนัดการสอนแล้ว ฉันยังถนัดการวีนและ




เหวียงด้วย (ฮ่าๆๆ เดกแอบเม้ากัน)





ประสบการณในการสอนของฉันหลังจากได้ใช้กระบวนการเรยนการสอนทเน้นการ
ไตร่ตรองแล้วนั้น ฉันมีความประทับใจและได้รับคุณค่าหลายๆ อย่าง ทีอยากจะแบ่งปันให้





เพือนๆ ได้ร ก่อนหน้าทฉันได้เรยนรเกียวกับกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง การ









สอนของฉันในแต่ละคาบเรยนเปนดังน้ ี



การสรางบรรยากาศ


ครู : “นักเรยนหลังห้องนอะไรเนย ทําไมรกแบบน้ เวร!!! เวรอยู่ไหน




ทําบ้างมั้ยเนีย”


นักเรยน : …. (T_T)
ครู : “เอ้า วันน้เราจะเรยนเรองตารางธาตนะ”






การใหภาพรวม




ไม่มีค่ะ สอนเลย อาจมบอกเน้อหาทจะเรยน และวัตถประสงค์บ้าง




การนาเสนอดวยกระบวนการ See-Judge-Act


See - ไม่มีค่ะ (“นักเรยนเปดหนังสอหน้า” … แล้วก็ท้งไว้แบบนั้น)




Judge - ให้เนื้อหาเลย ไม่มีการตั้งประเด็นคําถามให้นักเรียนเกิดการคิด และหา
คําตอบ สรปคอ จด จด จด!!!


49

Act - “นักเรยนทําแบบฝกหัดนะ” “ตารางธาตคอ ………. จดตามครนะ”





“แล้วคาบต่อไป สอบนะคะ”


การไตรตรอง (R-C-A)

ในบางคาบ เมอหมดเวลา จะมการถามคําถาม “นักเรียนวันน้ ีเราเรียนเรืองอะไร?”






“หมายความว่าไง?” “มกีแบบ?” “ใช้ประโยชนอย่างไร?”







แต่หลังจากทฉันได้เข้าอบรมกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง เมอ





ประมาณเดอนกรกฎาคม 2556 (บอกเลย แอบเบอ และไม่อยากไป แต่ไปแล้วสนก ได้ความรมา


พัฒนาตัวเอง ผิดคาด) ฉันลองนําการจัดการเรยนการสอนแบบไตร่ตรองมาใช้ มอะไรหลายๆ






อย่างเกิดข้น ฉันเล่าถงการสอนเคมพื้นฐาน นักเรยนชั้น ม. 5 ห้องหนง ซงได้ใช้การสอนแบบ




ไตร่ตรองเปนคร้งแรก






ในห้องเรยน ม. 5 สอนเรอง ตารางธาต ุ


การสรางบรรยากาศ
นักเรยน : “นักเรยนเคารพ” – “สวัสดค่ะ/ครบ”







ครู : “ค่ะ สวัสดค่ะนักเรยน” – “วันน้เปนไงบ้าง คาบทแล้วเรยนอะไร?”







นักเรยน : “เรยนคณตครบ/ค่ะ”


ครู : “ตอนเทยงกินอะไรกันมาเอ่ย”





นักเรยน : “กินก๋วยเตยว/กินข้าวราดแกง/กินยําวุ้นเสน”

การใหภาพรวม

Interest
ครู : “รอบๆ ตัวนักเรยนพบเจออะไรบ้าง”


นักเรยน : “หมา แมว โต๊ะ เก้าอ้ จาน ช้อน นํ้า ฯลฯ”

ครู : “แล้วส่งต่างๆ เหล่าน้แบ่งหมวดหม่ได้อย่างไร?”








นักเรยน : “สัตว์-ส่งของ, กินได้-กินไม่ได้, ของใช้-ของกิน, ส่งมชวิต-ไม่มีชวิต”





ครู : “มคนตอบถกแล้วค่ะ” “ดมากค่ะ ช่วยกันตอบ” “ตามทนักเรยนเสนอ


มานะคะ ส่งของต่างๆ รอบตัวเราแบ่งได้มากมายหลายหมวดหม่ ขึ้นอยู่






กับเราจะแยกตามบรบท แต่หมวดหม่ใหญ่ๆ ทเราใช้แยกได้นั้นก็คอ



ส่งมีชวิตและไม่มีชวิต”

50



ครู : “แล้วนักเรยนคดว่า ส่งไม่มีชวิตเนย มีอะไรบ้างเอ่ย?”








นักเรยน : “จาน ชาม ช้อน ยาง สารเคม เหล็ก กระเบ้อง พลาสตก”






ครู : “นักเรยนคดว่า ส่งไม่มชวิตเหล่าน้เกิดข้นได้อย่างไร/เกิดจากอะไร?”






ครยกตัวอย่างเช่น ส่งมชวิต หรอมนษย์จะเกิดจากการปฏสนธระหว่างอสจกับไข่ เปนตัว







อ่อน

นักเรยน : “……………” (-_-)

ครู : “อ๊ะ! ไม่เปนไรนะ เราจะมาหาคําตอบกันนะ” “นักเรียนเคยเหน/รู้จักส่ง


นี้มั้ย?” (นําตารางธาตมาให้เดกด)




นักเรยน : “เคย/ไม่เคย”

Time
ครู : “ค่ะ ใน 1 ชั่วโมงของคาบน้ เราจะมาเรยนเรองตารางธาตกันค่ะ”






Need
ครู : “ซงธาตต่างๆ ในตารางธาตเนยเปนสารตั้งต้นของสสารต่างๆ ใน









ส่งไม่มีชวิตรอบๆ ตัวเรา ค่ะ”

Range







ครู : “หัวข้อทเราจะเรยนม ธาตในตารางธาต และสมบัตของธาตตามหม่”




Objective









ครู : “เมอนักเรยนเรยนเรองน้แล้ว นักเรยนจะอธบายเกียวกับตารางธาต/ ุ



สมบัตของธาตต่างๆ ได้ด้วยค่ะ ...พรอมรยังคะ”



การนาเสนอบทเรยน


See




ครู : “จากตารางธาตน้ นักเรยนรอะไรบ้างคะ”

นักเรยน : “……….” (-_-)

ครู : “ตารางธาตน้แบ่งหมวดหม่ธาตอย่างไร?”




51

นักเรยน : “……….” (-_-)




ครู : “อะๆ เอาง้นะ นักเรยนจับกล่มกัน แล้วช่วยกันคดนะ”




นักเรยน : “#?? //^_^+%??*#” (คยสครบ)

ครู : “นักเรยนขาาาาา... ช่วยกันหาคําตอบค่ะ”



นักเรยน : “##??%+-+%#*” (คยต่อส)
















ผ่านไป 20 นาท ซงหนงคาบม 50 นาท และเวลาทพูดคยเสยไป 10 นาท สรปเวลาเหลอ
20 นาที ซึ่งไม่พอในการสอน เพราะทีให้เด็กอภิปรายหาคําตอบกันนั้นส่วนมากคุยงานไม่ได้




สรปคาบน้จบทขั้น See นี้ หมดเวลา




ครู : “นักเรยน เอาง้นะ คําถามทครให้หาคําตอบไปช่วยกันสบค้นต่อ และ




ส่งในคาบต่อไป”

นักเรยน : “ครบ/ค่ะ”







ในช่วงแรกๆ ทนํากระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองมาใช้ ส่วนใหญ่จะต้อง


เพิ่มเวลาสอนจาก 1 คาบเปน 2 คาบ เพราะเด็กยังไม่คุ้นชินกับการค้นหาคําตอบด้วยตนเอง เมือให้






ทํางาน สบค้น หาคําตอบ มักจะจับกล่มคย หรอรอครเฉลยคําตอบมากกว่า แต่เมือใช้บ่อยขึ้น





นักเรยนจะรว่าต้องหาคําตอบเอง เพราะครไม่เฉลยให้แน่นอน นักเรยนจึงพยายามช่วยกันหา

คําตอบ และจะสอนได้พอในเวลา 1 คาบ อย่างทีควรเป็น




ฉันอยากจะให้กําลังใจเพือนครทกําลังจะนํากระบวนการจัดการเรยนการสอนทเน้นการ






ไตร่ตรองไปใช้ว่า ให้ต่อสกับอปสรรค ปญหา เพือความเปลยนแปลงทดข้น ทั้งตัวเราและ









นักเรยนของเรา และโดยส่วนตัวของฉันเองก็จะพัฒนาตัวเองให้มากยิ่งข้น เพราะกระบวนการ





จัดการเรยนการสอนของฉันยังไม่เปนการสอนทีเน้นการไตร่ตรอง 100%

คณครวิจตรา กนกชาต ิ



โรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ จันทบรี

9 พฤษภาคม 2014






บันทึกของคุณครวิจิตราช้ใหเห็นว่า การสอนแบบไตรตรองหล่อหลอมบุคคลทั้งครบเปน


รายบุคคล ทั้งความรสึกนึกคิด จิตใจ และจิตวญญาณ มิใช่เพยงแต่สติปญญาเท่านั้น ครจะเหน






52

ี่








นักเรยนเปนตนไมทเจรญเติบโตขึ้นจากภายในของเขา มิใช่เพยงแค่จดจาสิ่งทเรยนอย่างขาดความ


เขาใจและขาดการลงมอปฏบัติ และเพอยนยันถึงคุณค่าน้

ื่















ผมขอจบบทน้ดวยบันทึกเรอง “เมอลมเปลยนทิศ...ความคิดก็เปลยนไป” ของคุณครู





ณชวรรณ ชูไธสง โรงเรยนดรณาราชบุร คุณครูได้แบ่งปนว่า เมือใชการสอนแบบไตรตรอง ครู














เปลยนการสอนจากเดิมทยึดครเปนศูนยกลาง มาเปนนักเรียนเป็นศูนยกลาง “สิงท่ได้เหน คอ



นักเรยนมความตังใจเรยน ชวยคดชวยทา มการซักถาม และมความพยายามท่จะแยกตัวประกอบ






















มากขน สามารถตอบคาถามได้ดขน ... สาหรบตัวฉันนัน จากวธการสอนท่ฉันเอาแตพูดๆ อธบายๆ










มาเปนการสอนท่พูดน้อยลง แตได้สาระสาคัญ และให้นักเรยนได้มบทบาทมากขน การใช้เวลาท่ ี


คุมคากวาเดม การใสใจนักเรยนให้มากขน” ในตอนทายคุณครไดชวนเชิญใหทุกท่านมาเปนเพ่อน












รวมเดินทางบนเสนทางสายไตรตรองด้วยกัน





เมื่อลมเปลี่ยนทิศ... ความคิดก็เปลี่ยนไป








เดมฉันเปนครทใช้วิธการสอนโดยยึดครเปนศนย์กลาง อย่างดทสด ก่อนสอนแจ้งกับ






นักเรยนว่า วันน้เราจะเรยนเรองอะไร ฉันเตรยมตัวอย่างมาอธบายให้นักเรยนฟง จากนั้นสั่งการบ้าน









(อ้อ! ลมบอกไปว่า ฉันสอนวิชาคณตศาสตร ชั้น ม.3) ถงเวลาสอบทไร นักเรยนก็จะบ่นว่า








คณตศาสตรทําไมยากจัง ฉันบอกกลับไปว่า “เวลาเรยนพวกเธอไม่สนใจเรยนน่ะส” จนกระทั่งฉัน








ได้มโอกาสมาเรยนร กระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง ฉันเร่มสนใจและเกิดความเชอ









ว่า กระบวนการไตร่ตรองน้น่าจะเปนอะไรทสามารถพัฒนานักเรยนของฉันให้มความเข้าใจใน




บทเรยนมากข้น


หลักจากทฉันกลับจากอบรม ฉันกังวลในเรอง เวลาทใช้สอน เพราะใกล้สอบปลายภาคแล้ว








ฉันมเวลาเพียง 2 อาทตย์ (4 คาบ) ฉันต้องสอนเรอง เศษส่วนพหนาม ให้จบ ฉันตัดสนใจใช้




กระบวนการไตร่ตรอง ฉันเตรยมเน้อหา และตัวอย่างทจะสอนนักเรยน และเตรยมใช้กระบวนการ





ไตร่ตรอง ฉันตัดขั้นตอนการสรางบรรยากาศออกไปก่อน ฉันเร่มด้วยการให้ภาพรวมแก่นักเรยน








(INTRO) ฉันบอกกับนักเรยนของฉันว่า เราจะเรยนเรองอะไร และเมอจบคาบน้แล้ว นักเรียนจะ


สามารถทําอะไรได้บ้าง สดท้ายนักเรยนต้องเขยนสรุปส่งทนักเรียนได้เรียนไปว่า ได้เรียนรู้อะไร












อย่างไร และมส่งใดทนักเรยนต้องการให้ครอธบายเพิ่มเตม



53






เมอฉันเร่มสอน ฉันสังเกตพฤตกรรมของนักเรยนว่าเปนอย่างไร ส่งทได้เหน คอ นักเรยนม ี












ความตั้งใจเรยน ช่วยคดช่วยทํา มการซักถาม และมความพยายามทจะแยกตัวประกอบมากข้น










สามารถตอบคําถามได้ดข้น เมอให้เขยนสรปท้ายคาบ มนักเรยนหลายคน เขยนบอกว่า วันน้รสก











เรยนเข้าใจ และสามารถทําแบบฝกหัดได้ดข้น มความเข้าใจว่าจะต้องทําอย่างไรมากข้น จากการทํา
กิจกรรมในคาบเรยน นักเรยนสามารถทําแบบฝกหัดได้ถกต้อง ฉันลองให้นักเรยนจับค่กันแล้วสราง








โจทย์ บวก-ลบ คณ-หาร เศษส่วนพหนาม 1 ข้อ พรอมทั้งแสดงวิธทําด้วย ซงนักเรยนทําได้เปนอย่าง












ด ดกว่าทเคยเปนมา

ฉันมั่นใจว่า ถ้าฉันหมั่นใช้กระบวนการไตร่ตรอง นักเรยนของฉันคงจะมพัฒนาการทดข้น












แน่ๆ (อ้อ! ลมบอกไป การสอบปลายภาควิชาคณตศาสตรเพิ่มเตม เรอง เศษส่วนพหนาม นักเรยน







สอบผ่านทกคนค่ะ) เพือประโยชนทั้ง 2 ฝาย คอ ทั้งตัวฉันและตัวนักเรยน










สําหรบตัวฉัน จากวิธการสอนทฉันเอาแต่พูดๆ อธบายๆ มาเปนการสอนทพูดน้อยลง แต่ได้
สาระสําคัญ และให้นักเรยนได้มบทบาทมากข้น การใช้เวลาทค้มค่ากว่าเดม การใส่ใจนักเรยนให้









มากข้น












สําหรบตัวนักเรยน เขาจะรเปาหมายของการเรยนว่าในแต่ละคร้ ังเขาจะต้องเรยนรเรอง


อะไร เรยนเพืออะไร และจะเรยนอย่างไร ทําให้เขาสนใจและเอาใจใส่ในการเรยนมากข้น เมอเขาได้








ไตร่ตรองท้ายชั่วโมงเรยน เขาเข้าใจในบทเรยนมากข้น ลกซ้งข้น ฉันเชออย่างน้จรงๆ เพราะฉันได้







พิสจน์มาแล้ว


ฉันจงอยากบอกเพือนๆ ผู้ร่วมเดนทางทั้งหลายว่า จงเชอเถด จงมั่นใจและเร่มเดนทางไป









ด้วยกัน ด้วยแนวทางเดยวกัน โดยมกระบวนการไตร่ตรองเปนผู้นําทางพวกเรา กระบวนการ









ไตร่ตรองเปรยบเสมอนต้รถไฟทมพนักงานขับรถพรอมจะนําพาพวกเราไปถงจดหมายปลายทาง






การผ่านไปแต่ละสถานต้องใช้เวลา บางสถานถงเรว บางสถานถงช้า แต่ในทสด เราจะถงปลายทาง







อย่างปลอดภัย ในกระบวนการมขั้นตอนต่างๆ หลายอย่าง บางขั้นตอนง่าย บางขั้นตอนยาก แต่ถ้า









เราตั้งใจจรง ในทสด เราจะทํามันสําเรจ ฉันหวังว่า ฉันจะมเพือนร่วมเดนทางไปกับฉันมากข้น มาก
ขึ้น และมากขึ้นค่ะ


คณครณชวรรณ ชไธสง





โรงเรยนดรณาราชบร ี

10 กุมภาพันธ 2014

54

บทที่ 3




บรรยากาศดีๆ เริ่มต้นด้วยเชื่อมั่นและศรัทธา



ี่

กระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรองอยู่บนพ้นฐานความเชอทว่า เปนนักเรยนเอง
ื่

ี่




ี่
ไม่ใช่คร ทจะตองรบผิดชอบมากทสุดต่อการเรยนรของตน และเปนนักเรยนเอง ไม่ใช่คร ทตอง
ี่






ี่






ทางานเปนส่วนใหญ ครมบทบาทสาคัญในการส่งเสรมการเรยนร แต่ตองไม่เปน “จุดสนใจหลัก”


















ในหองเรยนหรอทางานทั้งหมด ดังนั้น ครตองเอ้ออานวยใหเกดการเรยนรดวยการ














ื่
ี่
(1) สรางความสัมพันธเปนรายบุคคลกับนักเรยนเพอใหนักเรยนมแรงจูงใจทจะเรยนกับคร ู






ื่
(2) ใหนักเรยนรสึกปลอดภัยและปลอดจากความรนแรงใดๆ รวมทั้งเมอนักเรยนทา

ื่

ี่





ผิดพลาด ครตองใหกาลังใจ เพอใหนักเรยนไม่ย่อทอทจะพยายามเรยนรต่อไป และ







ื่



(3) แสดงใหนักเรยนเห็นในความเชยวชาญและความกระตือรอรนของคร เพอเปนตนแบบ

ี่

และเปนแรงบันดาลใจใหกับนักเรยน



ดังนั้น การสอนแบบไตรตรองจึงเรมตนดวยขั้นท 1 ดวยการสรางบรรยากาศการเรยนรทให ้

ี่




ี่
ิ่










เอ้ออานวยใหเกดการเรยนร ทั้งน้ โดยมความสัมพันธระหว่างครและนักเรยนเปนรายบุคคล เปน










หัวใจสาคัญของการสรางบรรยากาศ ดังทคณครูนฤภัทร วิชยประเสรฐ ชั้นประถมศึกษาปท 5
ี่
ี่




และ 6 โรงเรยนเซนตโยเซฟคอนเวนต แบ่งปนถึงการสรางบรรยากาศดๆ ของคุณครว่า “ฉันจะ








ค านึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรยนเสมอ ซึ่งแต่ละคนมความสามารถไม่เท่ากัน และ



มทักษะทแตกต่างกัน ฉันใหความสาคัญกับนักเรยนเปนรายบุคคล พยายามตั้งคาถามกระตุน

ี่






ความคิดเปนระยะๆ และสรางแรงจูงใจดวยการกล่าวชมเชย”


บรรยากาศดีๆ



ฉันชอ นฤภัทร วิชัยประเสรฐ นักเรยนเรยกว่า ครนาง สอนวิชาคณตศาสตรชั้น



ื่

ประถมศกษาปท 5 และ 6 โรงเรยนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์


ี่


55

จากประสบการณการใช้กระบวนการไตร่ตรอง ฉันชอบการสรางบรรยากาศการเรยนร









และได้น ามาปรบใช้ในชั่วโมงเรยน โดยการให้ความเปนกันเอง สนทนากับนักเรยนด้วยใบหน้า
ี่
ื่

ทยิ้มแย้มแจ่มใส ฉันพยายามจ าชอของนักเรยนแต่ละคนตั้งแต่ชั่วโมงแรกทเข้าสอน โดยให้
ี่


นักเรยนแต่ละคนบอกชอเล่นของตัวเอง และฉันเร่มทวนชอ หรอ ถ้าบางห้องเรยนมนักเรยนเข้า



ื่

ื่

ื่
ื่
ใหม่ ฉันจะแข่งขันกันจ าชอกับนักเรยน ให้แต่ละคนแข่งกันว่า ใครจ าได้ชอเพื่อนในห้องได้





ี่
มากกว่ากัน ส่งทขาดไม่ได้อกอย่าง คอ การใส่ใจรายละเอยดเปนรายบคคล เช่น ลายมอสวย



ี่






ตั้งใจเรยน แต่งกายเรยบรอย มความรบผิดชอบ ส่งงานครบทกคร้ ัง ขณะทสอนฉันจะมการ
ื่
ซักถามนักเรยนเปนรายบคคลโดยการเรยกชอเล่น และซักถามโดยรวม เพื่อตรวจสอบความเข้าใจ






ฉันค านงถงความแตกต่างระหว่างบคคลของนักเรยนเสมอ ซงแต่ละคนความสามารถไม่เท่ากัน







และมทักษะทแตกต่างกัน ฉันให้ความส าคัญกับนักเรยนเปนรายบคคล ตั้งค าถามกระต้นความคด

ี่



เปนระยะๆ และสรางแรงจงใจด้วยการกล่าวชมเชย





ฉันสรางบรรยากาศให้การเรยนดสนกสนานและได้รบความรไปพรอมๆ กัน ส่งหนงท ี่















ฉันเตรยมมาเพื่อสรางความเปนกันเองและสรางบรรยากาศการเรยนร ให้นักเรยนได้ผ่อนคลาย


ี่
ื่

และคลายความตงเครยดในช่วงท้ายๆ ของชั่วโมงสอนเสมอด้วยการเล่าเรองททันเหตการณ ์







บ้านเมอง หรอนทาน แล้วให้นักเรยนช่วยกันแสดงความคดเหน หรอบอกข้อคดหรอคณธรรม





ื่

ี่
จรยธรรมทได้จากเรองทฉันน ามาเล่าเสมอ
ี่



ส่งทฉันได้รบ คอ นักเรยนมความกระตอรอรน สนกสนานกับเรยนวิชาคณตศาสตร



ี่







ื่




เพราะเขาได้รบรางวัลตอบแทนความตั้งใจเรยนเปนเรองเล่าจากฉัน นักเรยนให้ความสนใจเสมอ
ี่

ว่า วันน้ ี ชั่วโมงน้ ี ฉันจะเล่าเรองอะไรให้พวกเขาฟง และส่งทเปนก าลังใจจากการสราง

ื่



บรรยากาศการเรยนรด้วยการให้ความเปนกันเองและเรองเล่าของฉัน คอ นักเรยนมเจตคตทดต่อ





ื่



ี่

ื่





การเรยนวิชาคณตศาสตรของฉันมากข้น ซงตัวฉันเองก็มความสขทจะค้นหาเรองราวและเตรยม



ี่
ตัวสอนในชั่วโมงถัดไปเสมอ


ื่
ฉันอยากเชญชวนเพื่อนครท่านอนๆ ให้หันมาสรางบรรยากาศการเรยนรเพื่อกระต้น






ความสนใจ โดยการสรางบรรยากาศในการเรยนให้สนกสนาน






คณครนฤภัทร วิชัยประเสรฐ


โรงเรยนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์


56






บรรยากาศภายในหองเรยน นกเรยนตองรูสึกปลอดภัยจากการใชความรนแรง










ดวยประการใดๆ อันอาจเกดจากครหรอนักเรยนดวยกัน ไม่ว่าดวยวิธการใดๆ วาจา การกระทา






ื่




หรอแมแต่ดวยภาษากาย เชอไหมว่า แมแต่สหนา สายตา น้าเสยงและภาษากายของคร ไม่ว่า












เล็กนอยแค่ไหน กหลอกนักเรยนไม่ได นักเรยนสามารถรสึกไดทันทว่า นักเรยนมความหมายม ี

ี่





คุณค่าแค่ไหนสาหรบคร โดยทครไม่ตองพูดอะไรสักคา เด็กนักเรยนมความสามารถมองครไดจาก









ขางหลังทะลุถึงหัวใจ เพราะครเปนคนทเขารกและเทิดทูน นักเรยนประเมินค่าของตนเองจากสิ่งท ี่
ี่

ครปฏบัติต่อเขา ปฏสัมพันธระหว่างครกับนักเรยนจึงมีความสาคัญยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ต่อบรรยากาศท ี่













เอ้อต่อการเรยนรของนักเรยน ดังจะเห็นไดจากประสบการณของคณครูภิญญาพัชญ ประเสรฐ




ี่




ี่






ธรพงค โรงเรยนดรณาราชบุร อันเปนหลักฐานทงดงามทยนยันไดว่า “เมอความรกของครู
เดินทางถึงหวใจของนกเรยน ครูจะไดความรกและการพฒนาของนกเรยนเปนการตอบ









แทน” จากบันทึกของคุณคร เรอง Love is an Action

ื่


Love is an Action






“ลูกที่รกทังหลาย เราอยารกกันแตปาก เพียงดวยค าพูดเทานน แตจงรกกันดวยการกระท าและ







ความจรง (1 ยน 3:18)”


ฉัน นางสาวภญญาพัชญ์ ประเสรฐธรพงค์ ครผู้สอนวิชาภาษาไทย นักเรยนชั้น







ประถมศกษาปท 5 โรงเรยนดรณาราชบร ฉันเชอว่า มนษย์ทกคนมความรกเปนพื้นฐาน ฉันใน



ี่



ื่







ฐานะครขอเปรยบตนเองเปนดั่ง “ความรก” และนักเรยนของฉันเปรยบเสมอน “หัวใจ” ฉันต้อง



เดนทางไปให้ถงหัวใจ เพื่อมอบความรกอันถกหล่อหลอมข้นจากความห่วงหาอาทรและความ







ห่วงใย ฉันจงใช้กระบวนการเรยนการสอนแบบไตร่ตรองทสอดแทรกคณค่าพระวรสารด้าน

ี่





ี่

ี่



ความรกนแหละ ทจะท าให้ฉันเดนไปถงจดหมาย ซงก็คอ นักเรยนผู้เปนหัวใจของฉัน



บนเสนทางการเปนครของฉัน ฉันยังอ่อนประสบการณอยู่มาก ฉันเกิดค าถามว่า ฉันท า






ี่


อะไร หรออย่างไร ส่งทฉันปฏบัตต่อนักเรยนในการจะพัฒนานักเรยนอย่างเต็มทถกต้องหรอไม่?
ี่


อย่างไร?


ฉันพูดกับนักเรยนว่า ใครไม่ท าการบ้าน ครจะท าโทษ และผลลัพธทเกิดข้นก็คอ นักเรยน




ี่



ท าการบ้านเสรจ แต่ท าอย่างไม่ตั้งใจ ท าเพื่อให้มส่ง ไม่ให้ครท าโทษ ฉันรได้อย่างไรว่าไม่ตั้งใจ



57



ี่


ื่

ี่
ลายมอทฉันคดว่า เปนอักษรโบราณ ค าตอบทไม่มค าตอบของนักเรยน เปนเครองหมายบ่งช้ และ





ยิ่งไปกว่านั้น คอ นักเรยนคนหนงยอมโดนท าโทษ แต่ไม่ท าการบ้าน เครองหมายค าถามเกิด
ื่

ข้นกับฉันอกแล้ว ตัวฉันมองข้ามส่งใดไปหรอเปล่า? จนกระทั่ง 12-15 พฤศจกายน 2557 ทผ่านมา
ี่







ี่

ฉันได้มโอกาสเข้ารบการอบรมไตร่ตรองทน าคณค่าพระวรสารมาใช้ในการเรยนการสอน ท าให้



ฉันเกิดแรงบันดาลใจทจะสอนนักเรยนด้วย “ความรก” ความรกน้แสดงออกด้วยการกระท ามใช่
ี่



ี่
ค าพูด ฉันต้องปรบเปลยนพฤตกรรมแล้วล่ะ





ี่




ฉันเร่มต้นสรางความสัมพันธระหว่างฉันและนักเรยนของฉัน เร่มจากตัวฉันทเปดใจ

และสรางความเปนกันเอง ดังน้ ี



1. เร่มจากเรยกชอเล่น เพื่อให้นักเรยนรสกค้นเคยใกล้ชด






ื่

2. ใช้น ้าเสยง ลลา ท่าทางการแสดงออกทสดชน ยิ้มแย้มแจ่มใส เพื่อสอให้นักเรยน

ื่
ื่
ี่




รบรว่า ฉันไม่ใช่ยักษ์นะ ไม่น่ากลัวเลยสักนด



ื่





ี่


3. ส่งส าคัญทสดคอ พูดคยเรองการเรยนอย่างเปนมตรตลอดคาบเรยน พยายามท าให้




นักเรยนรบรว่า ฉันใส่ใจ และรว่า นักเรยน คอ คนส าคัญของฉัน เปนหัวใจของฉัน






ี่


ฉันท าได้แล้ว นใครฉันหรอความรกนะ ฉันบอกกับตัวเอง?


ฉันเร่มรสกถงการเปลยนแปลงเล็กๆ จากนักเรยน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เดกชายผู้ไม่เคยท า


ี่







การบ้าน เขาเร่มท าการบ้านเสรจ และส่งตรงตามก าหนดเวลา ฉันยังคงใช้ความรกและสังเกตการ
ี่
ื่


พัฒนาของเขาอย่างต่อเนอง จนในทสด เขาเดนเข้ามาหาฉันแล้วพูดว่า



นักเรยน : ครน ้าครบ คัดลายมอแบบน้ถกต้องไหมครบ





ฉัน : ดมากเลย ถ้าเขยนให้ตรงจะดกว่าน้มาก และฉันเขยนเปนตัวอย่างให้






นักเรยนด ู


หลังจากบทสนทนาคร้งนั้น เขาตั้งใจเขยนหนังสอ ท างานจนเสรจ ส่งตรงเวลา และกล้า





ซักถาม ฉันบอกได้อย่างภมใจเลยว่า ความรกของฉันเดนทางถงหัวใจของนักเรยนแล้ว แม้เปน










58




เพียงหัวใจดวงเล็กๆ ดวงหนงก็พิสจนให้เหนแล้วว่า ความรก คอ การแสดงออกด้วยการกระท า







แล้วเพื่อนๆ ครล่ะคะ พวกเรามาร่วมกันมอบความรกให้กับหัวใจของนักเรยนกันเถอะค่ะ
“The heart of education is the education of the heart.”




คณครภญญาพัชญ์ ประเสรฐธรพงค์



โรงเรยนดรณาราชบร ี



14 มนาคม 2015


ี่

ื่



นอกจากนั้น การสอนแบบไตรตรองอยูบนพ้นฐานความเชอทว่า โดยแทจรงแลว การ





ี่

ี่

เจรญเติบโตของเด็กเกดขึ้นจากพลังทอยูภายในทผลักดันและสรางเสรมความเปนตัวตนของ




นักเรยนตามวัยและจังหวะชวิตของเขา ครจึงมหนาทสรางบรรยากาศและสภาพแวดลอมท ี่
ี่







ี่

เอ้ออานวยในการเติบโตใหเหมาะสมกับนักเรยนแต่ละคน การสอนทแบบไตรตรองใหความสาคัญ







ื่




กับความสัมพันธระหว่างครกับนักเรยนในฐานะเพอนแทแห่งการเรยนร ซึ่งถูกสรางขึ้นดวย



ี่

ี่
ื่


บรรยากาศแบบเชอมั่นและศรทธาทครและนักเรยนมต่อกันและกัน ดังทคณครูอนตร





ื่




ปรอดครบร โรงเรยนเซนต์นิโกลาส พิษณุโลก ไดแบ่งปนไวในบันทึกเรอง “ความหวงหลงรอยยิ้ม
เล็กๆ”


“ความหวังหลังรอยยิ้มเล็กๆ”





ี่
ครหนง อนตร ปรอดครบร สอนวิชาภาษาไทยทโรงเรยนเซนต์นโกลาส พิษณโลก วันเรยน







วันแรก หลังจากฉันได้มโอกาสร่วมเดนทางกับกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง ฉัน

ี่


ี่



กลับมามองห้องเรยนทว่างเปล่า แล้วคดหนักใจเล็กๆ อยู่ว่า ฉันจะท าไหม? จะเร่มอย่างไรด?


ี่

ื่

ฉันเลอกทจะเร่มต้นจากการสรางบรรยากาศด้วยศรทธา “เชอไหมว่า แม้แต่สหน้า สายตา







น ้าเสยง และภาษากายของคร ไม่ว่าเล็กน้อยแค่ไหนก็หลอกนักเรยนไม่ได้ นักเรยนสามารถรสกได้







ทันทว่า นักเรยนมความหมายมคณค่าแค่ไหนส าหรบคร โดยทครไม่ต้องพูดอะไรสักค า” (ทมา
ี่



ี่

ี่
หนังสอไตร่ตรอง) ข้อความน้แหล่ะทท าให้ฉันมก าลังใจทจะสรางบรรยากาศด้วยศรทธา




ี่

59




วันนั้น ฉันสอนเรองโคลงโลกนต เร่มต้นคาบเรยนไปได้ด้วยด แต่มอยู่ช่วงหนงทฉันให้
ื่


ี่







เดกๆ เลอกค าประพันธโคลงโลกนต แล้วแต่งนทานเทยบโคลงโลกนต มแววตาเศราๆ ค่หนง มอง










ฉันแล้วก้มหน้าลง ฉันเดนเข้าไปใกล้ๆ แล้วถามเจ้าของแววตาค่นั้นว่า “เปนอะไรลก” เจ้าของแววตา






ื่

ค่นั้นพูดว่า “ผมท าไม่ได้ ผมเรยนไม่เก่ง ผมโง่” ฉันได้โอกาสสรางบรรยากาศด้วยเชอมั่นและ

ศรทธาแล้ว?

ฉันหยิบธนบัตรฉบับละ1000 บาทขึ้นมา 1 ฉบับ ชูให้เด็กๆ ดู แล้วถามว่า “นักเรียนคะ นี่คือ
อะไร? เด็กๆ ตอบว่า “แบงค์หนงพัน” “อยากได้ไหมคะ?”เด็กๆ ต่างแย่งกันตอบ “อยากได้ค่ะ/ ครบ”




“แล้วมันมค่าเท่าไรคะ?” เด็กคนหนงในห้องตอบ “หนงพันบาทครบ” ฉันขย าแบงค์ใบนั้น แล้วถาม






ใหม่ว่า “ใครอยากได้บ้าง?” เด็กๆ ยังคงยืนยันว่า ต้องการเหมอนเดม “มันยับแล้วนะคะ จะเอาหรอ?”






ี่
เดกๆ ยังคงยืนยันว่า “เอา” รวมถงเดกแววตาเศราคนนั้นด้วย ฉันเจาะจงทจะถามเดกแววตาเศราคน





นั้นว่า “มันมค่าไหมคะ?” “มค่าครบ ก็หนงพันบาท”







ฉันอธบายว่า “เหนไหมคะว่า แบงค์พัน แม้มันจะยับแล้ว ก็ยังคงมค่าหนงพันบาทเช่นเดม



ี่
คนเราก็เหมอนกัน จะสงจะต าก็มค่าของคนเท่ากัน คนเรามความสามารถทต่างกัน แต่เราทกคนม ี





ความพยายามเหมอนกันได้ ลองท าดนะคะ” ฉันพูดด้วยรอยยิ้ม แล้วหันหน้าไปทางเด็กชายแววตา



ี่

ี่
เศราคนนั้นว่า “ครเชอมั่นว่า หนท าได้” ส่งทตอบฉันมา คอ แววตาทเปลยนไป รอยยิ้มทมมปาก



ี่

ื่
ี่

และการหยิบสมดปากกาข้นมาของเด็กชายคนนั้น ฉันมความหวังเล็กๆ กับรอยยิ้มนั้น







ี่


นั่นเปนอกหนงเหตการณ ทแสดงว่า ถาเรากลาปรบ ชวิตก็เปลี่ยนได ขอใหเชอมั่นและ





ื่

ศรทธาก็แลวกัน





คณครอนตร ปรอดครบร ี




โรงเรยนเซนต์นโกลาส พิษณโลก

22 กุมภาพันธ์ 2015









ี่


“ถาเรากลาปรบ ชวิตกเปลยนได ขอใหเชอมั่นและศรทธากแลวกัน” คุณครจันทรา พงษ ์

ื่

สวัสดิ์ โรงเรยนสตรมารดาพิทักษ จันทบุร เปนอกตัวอย่างของการกลาทจะปรบเปลยนตัวเองและ


ี่


ี่






การใหความสาคัญกับการสรางบรรยากาศดๆ โดยก่อนเรยน ครวางแผนว่า ครจะสราง






ื่


ความสัมพันธกับนักเรยนอย่างไร ก่อนอน ครตองสังเกตบรบทของนักเรยน โดยเฉพาะพ้นอารมณ ์





60


ี่









ิ่
และพ้นเพของนักเรยนในขณะนั้นว่า นักเรยนมความพรอมทจะเรยนหรอไม่ เพยงใด แลวครเรม

ดวยการทักทายอย่างเปนมิตร จัดกจกรรมเพอเรยกสติและสมาธของนักเรยนสั้นๆ เช่น นั่งนิ่งสงบ


ื่



ทาสมาธ ทา Brain Gym หรอ ทากจกรรมสั้นๆ เพอสรางความสนใจก่อนนาเขาสูบทเรยน ซึ่งเปน












ื่






ส่วนหนึ่งของการใหภาพรวม (Interest) เช่น คาถาม เกม เพลง หนังสั้น เปนตน บันทึกต่อไปน้เปน
ี่
อกตัวอย่างหนึ่งของการสรางบรรยากาศก่อนเรยนและคุณค่าทไดรบจากชวิตทเปลยนไป
ี่




ี่




บรรยากาศก่อนเรียน





ฉันชอครจันทรา พงษ์สวัสด์ เปนครโรงเรยนสตรมารดาพิทักษ์ จันทบรมาเปนเวลา 32 ป



ื่





โดยสอนในชั้นประถมศกษาเปนเวลา 10 ป ก่อนทจะได้ย้ายข้นมาสอนชั้นมัธยมในปจจบัน ฉัน

ี่




สอนชั้นมัธยมศกษาปท 2 วิชาคณตศาสตร ์

ี่


ื่



โรงเรยนสตรมารดาพิทักษ์เปนโรงเรยนคาทอลก มการเรยนการสอนโดยเน้นในเรอง





คณธรรมและจรยธรรม มการส่งคณครเข้ารบการอบรมเปนประจ า ฉันได้เข้ารบการอบรม








ี่
เกี่ยวกับกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง ก่อนทฉันจะได้รบการอบรมในกระบวน
ี่




การน้ ฉันสอนนักเรยนโดยเน้นการอธบายเน้อหา หรออธบายโจทย์คณตศาสตรให้นักเรยนฟง










แล้วให้นักเรยนได้ตอบถามไปพรอมๆ กัน หรอไม่ก็ยกตัวอย่างพรอมทั้งอธบาย เสรจแล้วให้







นักเรยนลอกตัวอย่างจากบนกระดาน บางคร้ ัง นักเรยนไม่สนใจฟง ไม่ตั้งใจ เพราะคดว่า

ี๋
ประเดยวครก็ท าตัวอย่างให้ดให้ลอก แต่พอให้กลับไปท าการบ้าน ก็จะท าไม่ได้


ี่
หลังจากทฉันได้รบการอบรม เรอง การสอนแบบไตร่ตรอง และน ากลับมาใช้ในการ

ื่

สอนคณตศาสตร โดยเร่มจากการสรางบรรยากาศก่อนเรยน ฉันมกิจกรรมให้นักเรยนท าก่อน









เปนเกมการปฏบัตตามค าสั่ง โดยแจกใบงานให้นักเรยนทกคน และให้ลงมอปฏบัตตามใบงาน









นั้น ฉันสังเกตว่า พอได้รบใบงาน นักเรยนทกคนรสกตนเต้น สนก และลงมอปฏบัตกิจกรรม

ื่





ี่
ี่



ทันท ในเวลาทก าหนด 3 นาทกับกิจกรรม 20 ข้อ ฉันสังเกตเหนว่า นักเรยนทกคนมใบหน้าทเอา









จรงเอาจัง บางคนยิ้ม บางคนหัวเราะ บางคนลกข้นท าตามค าสั่ง นักเรยนรสกสนก บางคนอาจ



ี่

รสกอายบ้างทจะท าตามใบค าสั่งนั้น



ี่

ี่





หลังจากทท าเสรจตามเวลาทก าหนด ฉันให้นักเรยนได้อ่านค าสั่งอกคร้งหนง ทกคนต่าง


หัวเราะกันทกคน เพราะไม่อ่านค าสั่งให้ด และหลังจากจบกิจกรรมน้ไป นักเรยนส่วนมากมความ



61

ี่

กระตอรอรนอยากเรยน และมความรอบคอบมากข้น ฉันโยงเข้าส่บทเรยนว่า ทกคร้งก่อนทจะท า

















อะไร ต้องมการคดให้รอบคอบบนหลักการน้ถกต้องก่อน แล้วจงลงมอปฏบัตเพื่อไม่ให้เกิดความ







ผิดพลาด ฉันยังได้บอกกับนักเรยนอกว่า ในการเรยนคณตศาสตรนั้น นักเรยนจะต้องมการอ่าน

ค าสั่งหรออ่านโจทย์ให้ดก่อนว่า โจทย์ก าหนดอะไรมาให้บ้าง และโจทย์ต้องการให้ท าอย่างไร

โจทย์ถามอะไร นักเรยนจะต้องคดวิเคราะหให้รอบคอบก่อน คดวินจฉัยจากหลักการทเกี่ยวข้อง




ี่


แล้วจงลงมอปฏบัต ิ











ี่
คณค่าหรอประโยชนทฉันได้รบคอ ฉันรสกดใจทนักเรยนมความกระตอรอรน อยากร ู ้



ี่




ี่







อยากเรยน และเรยนอย่างมความสข นักเรยนได้รบความสนกสนาน มการคดทรอบคอบมากข้น




ในการสรางบรรยากาศก่อนเรยน เปนอกวิธการหนงทจะดงนักเรยนให้มาสนใจกับบทเรยนท ี่



ี่





เรยนมากข้น





คณครจันทรา พงษ์สวัสด์ ิ

โรงเรยนสตรมารดาพิทักษ์ จันทบร ี


9 พฤษภาคม 2014





ในการเรยนการสอนแบบไตรตรอง ความสัมพันธของครกับนักเรยนในบรบทของนักเรยน







ตองตั้งอยูบนพ้นฐานทสาคัญ 4 ประการ คือ

ี่



(1) ความไววางใจและความเคารพนบถือ


ี่




ครสรางบรรยากาศทเปนกันเองในหองเรยนดวยความไววางใจและเคารพนับถอกันและ


กัน เพอนักเรยนจะไดผ่อนคลาย เปดใจ เปนกันเอง และรสึกปลอดภัย บรรยากาศน้จะช่วยให ้




ื่




นักเรยนกลาเขาหาคร กลาแสดงความรสึกนึกคิดต่างๆ กลานาเสนอ กลาถามคาถาม ครสามารถ












ทาไดโดย





ื่
ื่


ี่




 รจักและจาชอนักเรยนแต่ละคน และจาใหไดเรวทสุด เพอใชในหองเรยนและ

ื่

ื่


ี่



เพอใหเกดบรรยากาศในหองเรยนอย่างทพึงปรารถนา ดวยการเรยกนักเรยนดวยชอแต่ละคนอย่าง


ถูกตอง

 กาหนดใหนักเรยนอย่างชัดเจนว่า ครตองการใหนักเรยนกล่าวนามครอย่างไร








62


ื่


 ชวนใหนักเรยนคนหนึ่งอยู่ต่อสัก 1-2 นาท เมอสอนจบแต่ละคาบเพอคุยกับคร หา
ื่

ื่









เรองนาดวยการชมอะไรบางอย่าง เช่น บอกว่าถาไม่มนักเรยนคนน้อยู่ในหองครตองคิดถึง เพราะ



หนูใหความรวมมอดีมาก เปนตน




(2) การมสวนรวมและมิตรภาพ




ครช่วยใหนักเรยนมส่วนรวมไดโดยไม่ควบคุมความคิดของเขา หรอไม่กาหนดกจกรรมของเขา















ทั้งหมด เพราะนักเรยนจะทาตามครสั่งโดยไม่มโอกาสมส่วนรวม กระตุน ถาม ใหโอกาสแสดง


ความคิดเห็น และแสดงออกซึ่งความสามารถ เช่น วันน้เราเรมดวยกจกรรมอะไรกันดี นักเรยนจะ


ิ่
วางแผนทาโครงการน้อย่างไร นักเรยนจะแกปญหาน้อย่างไร? ครูสามารถสร้างบรรยากาศนี้โดย







ี่



 ฟงความคิดเห็นของนักเรยนดวยท่าทและจิตใจทจดจ่อ ตั้งใจฟง เสรมเติม












ความคิด แทนทจะบอกปดไม่ใหความสาคัญกับขอคิดของนักเรยน กล่าวคอ ทาใหนักเรยนรสึกว่า

ี่
ความคิดเห็นของเขามคุณค่า






 แสดงความจรงใจในความรสึก ความคิดเห็นและทัศนคติ ท่าทของครต่อนักเรยน







และต่อสาระเน้อหาความร กลายอมรบว่าครไม่มคาตอบสาหรบทุกคาถาม หากนักเรยนบอกเล่า








ี่

อะไร ใหฟงดวยความไววางใจ ใหความเคารพ หลกเลยงการตัดสิน ถูกผิด ดีชั่ว กับสิ่งทนักเรยนเล่า



ี่

ใหฟงไม่ว่าดวยวาจา หรออากัปกรยา










ิ่


 ใหนักเรยนมโอกาสเสนอแนะวิธการเรยนการสอนในหอง รวมถึงรเรมกจกรรมการ





เรยนรต่างๆ

(3) การยอมรบในตัวบคคล




ี่




ครตองรจักและยอมรบนักเรยนในสิ่งทเขาเปนในตัวตนของเขา ครแสดงออกถึงการยอมรบ





ตัวนักเรยนไดโดยการฟง การยอมรบความคิดเห็น ความรสึกของเขา พยายามทาความเขาใจเขา












ี่


แมแต่ ความคิดแปลกๆ อารมณความรสึกทอาจเปนความรสึกทางลบ เช่น ความเบื่อ เปนตน การ

ี่







ยอมรบเขาอย่างทเปนอยู ไม่ไดหมายความว่าเห็นดวยกับเขา แต่ยอมรบในศักดิ์ศรแห่งความเปน



มนุษยของเขา ครสามารถทาไดโดย




ื่

 เขาใจและเขาถึงบรบททแทจรงของชวิตพ้นเพของนักเรยน รวมถึงครอบครว เพอน




ี่


สถานะทางสังคมและเศรษฐกจ นิสัย หรอแมแต่ความสนใจ งานอดิเรก ความสามารถพิเศษ




ื่


 อดทนอดกลั้นกับนักเรยนและรจักมองขามความผิดพลาดบางประการ หรอเลอน


ี่



การวางโทษออกไปจนกว่าถึงช่วงเวลาทางจิตวิทยาทเหมาะสมและไม่ทาใหรสึกอับอาย ทาให ้


63








ี่
นักเรยนเห็นดานดของเขาพรอมๆ กับตัวเขา ทสาคัญ คอ ไม่จับผิด แต่ในทางตรงกันขาม จับถูก
เสมอ




 พยายามใหไดรบขอมูลสะทอนกลับจากนักเรยน เพอใหไดเรยนรถึงมุมมองของ





ื่



นักเรยนว่า ครมทัศนคติอย่างไรกับเขามองว่าครสนใจเขาสักเพยงไร






(4) การคนพบตัวเอง








นักเรยนจะกาวหนาหรอไม่ มิไดขึ้นอยูกับการสอนของคร แต่ดวยการทางานรวมกันของคร ู




ี่




ื่
กับนักเรยน เพอเขาจะคนพบดวยตนเอง โดยใหนักเรยนยกปญหา ยกประเด็นทเขาสนใจเอง ให ้



เขาจัดการอะไรต่างๆ ดวยตนเองบาง โดยครควรจะ

 ส่งเสรมใหนักเรยนไตรตรองถึงปจจัยแวดลอมทเขาประสบและไตรตรองถึง


ี่





ผลกระทบของปจจัยเหล่านั้นต่อตัวของเขา ทั้งในดานทัศนคติ การตัดสินใจและทางเลอก



 ตอกย้าพฤติกรรมดานบวกของนักเรยน และใหโอกาสนักเรยนพัฒนาพฤติกรรม









เหล่านั้นดวยการใหแรงจูงใจในทางบวกทุกคร้งทมโอกาสกล่าวชมเชย ตอบคาถามของนักเรยน
ี่


ดวยท่าทแห่งความเคารพและใหเกยรติ




ี่
 ยินยอมใหนักเรยนทาผิดพลาดได และไม่ย่อทอทจะพยายามต่อไป ตระหนักว่า







ความผิดพลาด บกพรองของนักเรยนในหองเรยนนั้นเปนคนละเรองกับความสาเรจหรอลมเหลวใน
ื่






ชวิต






บันทึกประสบการณของคณครูมาลาตร รกคน โรงเรยนสันติวิทยา เชยงราย ตอกย้าว่า




ิ่





ความเขาใจและไววางใจระหว่างครและนักเรยน เปนจุดเรมตนของความสัมพันธของครและ








นักเรยน และเปนจุดเรมตนของการเรยนรอันจะนาไปสูการคนพบตัวเอง
ิ่





การสร้างบรรยากาศเพื่อการไตร่ตรอง



ดฉันนางสาวมาลาตร รกคน สอนวิชาภาษาอังกฤษ ในระดับชั้นประถมศกษาปท 5 และชั้น


ี่


มัธยมศกษาปท 2 โรงเรยนสันตวิทยา ฉันได้น าประสบการณทได้รบจากการอบรมการไตร่ตรองท ี่



ี่
ี่


ี่

ผ่านมาแล้วไปใช้ โดยการสังเกตส่งทอยู่รอบๆ ตัวของฉันเองกับค าว่าไตร่ตรอง แม้ฉันยังไม่ได้

น าไปใช้กับการเขยนแผนการสอนเพื่อน าไปสอนเดก ยังคงเปนการไตร่ตรองทอยู่กับตัวของฉันเอง


ี่

ี่
ื่

แต่ผลทได้รบท าให้ฉันเข้าใจตัวของฉันเองมากข้น และเมอทราบตัวของฉันแน่ชัดและชัดเจนมาก
ข้นว่า ตัวเองต้องการอะไรแล้ว หลังจากนั้น ฉันน ามาปรบใช้กับคนอนๆ ทอยู่ใกล้ๆ กับตัวฉันเอง


ื่
ี่
64




ี่

โดยชัดเจนอยู่แล้ว คอ น ามาใช้กับเดกนักเรยนของฉันเอง ในคาบเรยนทสอนในรายวิชา

ี่

ี่
ภาษาอังกฤษของชั้นประถมศกษาปท 5/3 ทีแรกฉันไม่แน่ใจว่า ส่งทฉันได้อบรมมาจะช่วยในการ


พัฒนาเด็กนักเรยนของฉันได้อย่างไร และฉันคดอยู่นานมากพอควร




จนในทสด ฉันได้ตัดสินใจน าการสอนแบบไตร่ตรองมาใช้ เร่มต้นด้วยความสัมพันธของ

ี่



ี่



ตัวฉันเองกับนักเรยน ซงเดมท จากทสอนผ่านๆ มาของฉัน ฉันพูดได้เลยว่า ความสัมพันธของตัวฉัน




เองและนักเรยนยังมความสัมพันธกันน้อยอยู่ในระดับหนง แต่ยังไม่เกิดความไว้วางใจระหว่างคร ู

ี่




และนักเรยนเกิดข้น ฉันเร่มจากความไว้วางใจ ซงในระหว่างทอยู่ในคาบเรยนคาบสอนนั้น ฉันเร่ม




ื่

สรางบรรยากาศโดยการทักทายนักเรยน เพื่อให้นักเรยนไว้วางใจทจะเข้ามาถามในเน้อหาทสอนเมอ


ี่
ี่
ี่
ื่




นักเรยนไม่เข้าใจ เมอถงเวลาทเข้าส่เน้อหาในบทเรยนแล้ว ฉันให้นักเรยนมส่วนร่วมทจะตอบ

ี่





ี่

ค าถามจากส่งทฉันได้สอนไป และให้โอกาสนักเรยนได้แสดงความคดเหน เช่น ในคาบเรยน ฉัน


สอน Grammar เรอง Present Simple Tense ฉันได้ยกตัวอย่างประโยคข้นมาหนงประโยค และฉัน
ื่


ได้ตั้งค าถามนักเรยนทั้งห้องว่า “ประโยค She goes to school everyday นักเรยนคดว่า ประโยคทคร ู

ี่





ก าหนดให้บนกระดานต่อไปน้ถกหรอไม่ ? “What do you think about this sentence? True or false?”


ี่
หลังจากนั้น ฉันจะถามทละคนว่า ประโยคทฉันได้ยกตัวอย่างไปถกหรอผิด เพื่อให้นักเรยนแสดง



ความคดเหน





ี่
ตลอดเวลาทสอนในนั้น ฉันสรางบรรยากาศไม่ให้ตงเครยด มการพูดเล่น พูดจรง กับ



ี่


ื่



นักเรยนด้วย เมอนักเรยนได้ตอบแล้ว ฉันฟงความคดทนักเรยนได้พูดมา และแสดงความจรงใจใน


ี่




การแสดงความรสกนั้นๆ และฉันจะไม่ตัดสนว่า ส่งทนักเรยนแสดงความคดเหนมานั้น ถกหรอผิด





เพราะถ้าแสดงความคดเหนหรอตัดสนไปว่า ส่งทนักเรยนแสดงความคดเหนมานั้นผิด จะท าให้






ี่

นักเรยนเกิดความไม่มั่นใจในตัวเอง และไม่กล้าทจะตอบ ในบางคร้ง เวลาอยู่ในห้องเรยนคาบสอน


ี่








ฉันเองพยายามเข้าใจในตัวนักเรยน นักเรยนบางคนมความคดแปลกๆ อารมณความรสกของเขาเอง

ี่


ี่


ี่
เช่น ความเบอในวิชาทเรยนทผ่านมา แต่ฉันเองยอมรบในส่งทเขาเปนอยู่
ื่




นอกจากน้ ฉันยังส่งเสรมและจงใจให้นักเรยนค้นพบตัวเอง ถ้าจะพูดไปแล้ว การทจะท าให้
ี่

ใครสักคนค้นพบตัวเอง มันยากอยู่มาก แม้แต่ตัวของฉันเองกว่าจะค้นพบตัวเอง มันใช้เวลานาน



ี่

พอควร แต่ส่งทฉันจะพูดต่อไปน้ การทจะท าให้นักเรยนค้นพบตัวของนักเรยนเองนั้น คอ การทท า
ี่

ี่






ี่
ให้นักเรยนรว่าชอบทจะท าอะไร ไม่ชอบทจะท าอะไร ในระดับหนง อย่างทฉันได้พูดก่อนหน้าน้ว่า
ี่
ี่
ี่

การทจะค้นพบตัวตนของตัวเองนั้น มันต้องใช้เวลา บางคนกว่าจะรตัวเองว่าชอบอะไร ไม่ชอบ

ี่

ี่
ี่


ื่
อะไรก็จะท าในส่งทไม่ใช่ตัวเองไปแล้ว ต้องกลับมาแก้ไขในส่งทตัวเองท าอก ก่อนอน การทจะเพิ่ม
ื่
ความเชอมั่นให้นักเรยนค้นพบตัวเอง คอ การสรางแรงจงใจ ซงท าให้นักเรยนรสกปลอดภัย เมอท า








ื่


65

ี่


ี่
ี่

ผิดพลาด ไม่ย่อท้อทจะพยายามทจะเรยนในส่งทตนเองท าต่อไป และแสดงให้นักเรยนเหนในความ




กระตอรอรนของตัวของฉันเอง

ี่



การสรางบรรยากาศเปนส่งทส าคัญทสดในการเรยนการสอน หรอการเร่มต้นความสัมพันธ ์
ี่





ี่

ี่







ี่


ต่างๆ เพื่อทจะได้ผลดทสดทจะเกิดข้นตามมาคอ การเรยนร อันเปนเปาหมายสงสด



คณครมาลาตร รกคน





โรงเรยนสันตวิทยา เชยงราย
6 กันยายน 2014




ทั้งน้ เพอสรางความสัมพันธกับนักเรยน ครตองเขาใจนักเรยนในบรบทของเขาแต่ละคน


ื่









ื่
บรบทน้อาจแตกต่างกันเนองจากปจจัยต่างๆ ไดแก่







1. พ้นความรู นักเรยนมพ้นความรก่อนเขาหัวขอมากนอยเพยงใด มประสบการณท ี่








ี่

เกยวของมากนอยเพยงใด อย่างไร

2. พื้นฐานอารมณ ในวันนั้น ในขณะนั้น นักเรยนในชั้นแต่ละคนมอารมณ ความรสึก









ความพรอมในการเรยน มากนอยเพยงใด



3. พื้นเพ นักเรยนมพ้นเพทางครอบครว และชุมชนอย่างไร มเหตุการณใดในชุมชน




ี่



ี่
รวมถึงชุมชนโรงเรยนทเกดขึ้น ทอาจจะมผลกระทบต่อการเรยน


4. พื้นฐานทางสงคม มเหตุการณทเกดขึ้นในปจจุบันในระดับชุมชน ในระดับชาติ หรอ


ี่




ในระดับโลก ซึ่งอาจจะมผลกระทบต่อการเรยน




ตัวอย่างจากประสบการณของคณครูนตยารกษ คชเสนา โรงเรยนดาราสมุทร ศรราชา








แสดงใหเห็นประจักษชัดว่า ความเขาใจถึงพ้นฐานทางอารมณและพ้นฐานของนักเรยนนาไปสู ่







ื่

ี่
ปฏบัติต่อนักเรยนดวยความเชอมันและศรทธาในตัวเขา สามารถเปลยนแปลงพฤติกรรมของ

นักเรยนในทางทดขึ้นและรบผิดชอบต่อหนาทการเปนนักเรยนมากขึ้น อันนามาซึ่งความพอใจและ
ี่




ี่




สุขใจแก่ผูเปนคร ู




66

เชื่อมั่นและศรัทธา






ฉันเปนครโรงเรยนดาราสมทร ศรราชา ฉันสอนในวิชาคณตศาสตร ชั้น ม.6 มาเปนเวลา






ี่


20 ปแล้ว เนองจากการทฉันสอนมานาน รปแบบการสอนของฉันเปนเหมอนๆ เดม คอ ทันทท ี่

ื่






เข้าห้อง ฉันจะเร่มจากอธบายบทนยาม กฎ ทฤษฎ แล้วต่อด้วยการให้นักเรยนท าแบบฝกหัด



ี่

จนกระทั่ง ฉันได้อบรมกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองในตอนต้นป 2557 ฉัน


ี่








ตั้งใจน าหลักการหนงทได้เรยนรมาลองใช้ คอ การสรางบรรยากาศการเรยนร โดยการสราง

ี่

ความสัมพันธทดต่อกัน แสดงความเปนกันเอง ไว้วางใจและศรทธาซงกันและกัน










เมอปการศกษาน้ ฉันได้สอนนักเรยนห้อง ม. 6/5 ฉันเคยสอนพวกเขามาแล้วตอน ม.5 ซง

ื่

เปนห้องทครทกคน รวมทั้งฉันต่างกล่าวถงในทางลบว่า “ไม่ได้เรอง ไม่สนใจเรยน ข้เกียจ” ฉันม ี

ื่

ี่




ประสบการณว่า พวกเขามักไม่สนใจเน้อหาทฉันสอน แอบหลับ หรอแอบเล่นโทรศัพท์ แต่คราว
ี่



ี่

น้ วิธการของฉันเปลยนไป ฉันเข้าไปในห้อง ฉันยิ้มและทักทายสวัสดทกๆ คน แล้วได้เรยกชอ



ื่


ี่



นักเรยนคนหนงเปนพิเศษ คอ นายพรชัย ฉันรว่าเขานแหละ หัวโจกประจ าห้อง ฉันไม่มการ





จับผิดเขาเหมอนอย่างทฉันเคยท า ถ้าเขาหลับ ฉันค่อยๆ เรยกให้เขาตนอย่างน่มนวล ถามถง

ี่


ื่


ี่

สารทกข์สกดบของเขาในทกๆ คร้งทเข้าสอน บางคร้งก็ถามถงแม่ของเขาทขายกล้วยทอดอยู่ใน



ี่





ตลาด หลังจากเหตการณน้ผ่านไปได้ประมาณหนงเดอน ผลทตามมาคอ นายพรชัยสนใจเรยน



ี่

ี่

วิชาคณตศาสตรทฉันสอน ไม่เคยหลับ ไม่เคยส่งเสยงรบกวน และรบผิดชอบส่งการบ้านในทก





ื่


คาบ อกทั้ง อาสารวบรวมการบ้านของเพื่อนๆ มาส่งฉันทกคาบ ในบางคาบของครท่านอน นาย
พรชัยจะเปนคนรบผิดชอบรวบรวมการบ้านไปส่งครด้วย






ห้อง ม. 6/5 ทครต่างเคยลงความเหนกันว่า ไม่น่าเข้าสอน ไม่มบรรยากาศแห่งการเรยนร ู ้
ี่






กลับกลายเปนห้องทมบรรยากาศการเรยนรอย่างน่าอัศจรรย์ ฉันได้มโอกาสคยกับครประจ าชั้น


ี่











ม.6/5 คอครนช คณครนชได้บอกกับฉันว่า “บรรยากาศของห้อง ม.6/5 ดข้นมาก โดยมนายพร
ชัยเปนผู้น าการเปลยนแปลง”

ี่



ี่

แต่ยังมครทสอนวิชาภาษาไทยและสังคม มาบ่นกับฉันว่า “นายพรชัยแผลงฤทธ์อกแล้ว”



ฉันได้ขอครสองท่านน้ว่า “อย่าได้จับผิดพรชัยเลย ลองเปดใจตัวเอง ยอมรบความเปนพรชัยและพี่



เชอมั่นศรทธาในตัวเขา สังเกตและแสดงความชนชมการเปลยนแปลงเพียงเล็กๆน้อยๆ ในตัวเขา
ื่
ื่

ี่

ี่

เราไม่ควรคาดหวังอะไรมากมายนัก หากพวกเขาสามารถเปลยนแปลงพฤตกรรมไปในทศทางท ี่

ี่




ดข้น มความรบผิดชอบต่อหน้าทการเปนนักเรยนมากข้น ทละเล็กทละน้อย เราก็ควรพอใจและม ี




ความสขมากแล้ว”

67



ฉันอยากแบ่งปนแก่เพื่อนครว่า มันได้ผลจรงๆ นะ ฉันเพียงเร่มต้นจากจดเล็กๆ ใน



ื่

ี่


กระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองเท่านั้น คอ "การสรางบรรยากาศด้วยความเชอมั่น

ี่


และศรทธา” ฉันก็ได้รบประสบการณการเปลยนแปลงแล้ว

ื่

เชอมั่นและศรทธาในนกเรยน





คณครนตยารกษ์ คชเสนา


โรงเรยนดาราสมทร ศรราชา


3 พฤษภาคม 2014





ื่

ื่


ี่

เมอครเชอมั่นและศรทธาในศักดิ์ศรความเปนมนุษยและความสามารถทมอยูในตัว
ื่




ิ่

นักเรยน ดวยการเรมตน ดวยไวใจและยอมรบในตัวของนักเรยน ครจะกลายเปนเพอนรวมงานชวิต











ี่



ผูรบพรอมทจะเรยนรและเติบโตต่อไปพรอมๆ กับเขา เช่นเดยวกับ คณครูนยม ขนรองรมย











ี่




โรงเรยนมารยอนุสรณ บุรรมย ผูซึ่งไดรบจิตวิญญาณและกาลังใจของความเปนครทสูงขึ้นอย่าง



มหาศาล เปนรางวัลตอบแทนจากการรวมเดินทางกับนักเรยน คุณครแบ่งปนว่า “หลังจากท่ฉันได้






นาแผนแบบไตรตรองไปใช้ จตวญญาณของความเปนครูของฉันมันสูงขนอยางมหาศาล ฉันม ี





ึ้



กาลังใจสอนลูกศษยของฉันตอไป”




ก้าวแรกกับแผนไตร่ตรอง











ื่

ฉันชอ นยม ขุนรองรมย์ เปนครผู้สอนวิชาภาษาไทย โรงเรยนมารย์อนสรณ บรรมย์






วันน้ฉันมส่งดๆ มาเล่าให้คณครทกท่านฟง เพื่อเปนการแลกเปลยนเรยนรซงกันและกัน








ี่



ื่


ื่


หลังจากอบรมเรองแผนการจัดการเรยนรแบบไตร่ตรองมาหมาดๆ ฉันรสกตนเต้นกับ

ตัวเอง ฉันอยากสอนลกศษย์ของฉันเรวๆ ในคาบแรก ฉันไม่รอช้า ฉันเดนเข้าห้องเรยนกับหัวใจ




ี่

ี่
ี่

ทพองโต ทั้งๆ ทห้องน้เปนห้องทครหลายคนไม่อยากสอน รวมทั้งตัวฉันด้วย


ฉันเร่มต้นสรางบรรยากาศด้วยการสอนเรอง ไตรยางค์ ฉันเดนเข้าไปในห้อง ฉันรสก

ื่








ี่


เขนๆ เพราะมันเปนส่งทฉันไม่มั่นใจ ฉันชวนเด็กๆ รองเพลงไตรยางค์ เด็กๆ นั่งเงยบท าหน้างงๆ
ไม่มการตอบสนองเลย ฉันเกือบปดข้นสมอง อารมณโกรธเร่มกลับมาเยือนฉัน แต่ฉันพยายาม


ี๊


68












ควบคมมัน สักพักเด็กน้อยคนหนงยกมอข้นถามฉันว่า “คณครครบ วันน้คณครจะพารองเพลงใช่

ไหมครบ” เพื่อนๆ เงยบ แล้วเดกน้อยคนนั้นตะโกนบอกเพื่อนๆ ในห้องว่า “ดจัง พวกเรามารอง







เพลงกัน” บรรยากาศในห้องเงยบสงบในทันใด ทกคนในห้องมองมาหาฉันเหมอนรอต้น




เสยงเพลงจากฉัน ฉันไม่รอช้า ฉันเร่มรองเพลง




ื่



ไตรยางค์ นั้นม 3 หม่ เดกๆ ต้องรและก็ต้องจ า ผู้ใดจะเปนคนท า ขอเชญผู้น าคนนั้น ชอ


(เพื่อนๆ จะเลอกเพื่อนในห้อง 1 คน)


อักษรสง ได้แก่ ไก่ จก เด็ก ตาย บน ปาก โอ่ง ฎ ฏ



อักษรกลาง ได้แก่ ผี ฝาก ถง ฐง ข้าว ข้าว สาร ให้ ฉัน ศก ษา


ี่



อักษรต าเดยว ได้แก่ ง ใหญ่ นอน อยู่ ณ รม วัด โม ฬ โลก

อักษรต าค่ ู ได้แก่ พภ ฟ ทฑธฒ คตฆ ซ ช ฌ ฮ พระๆ ฟน ทนๆๆๆ

คนๆๆ เซ่อ เชย เฌอะ เฮอะ

ี่









เด็กๆ เร่มรองตามฉัน และทสดเด็กๆ ทกคนรองร่วมกัน สนกสนานมาก อารมณซมเศรา
ื่
กลับกลายเปนสดใสและตนตัวมากข้น






ื่
ในช่วงของการให้ภาพรวม ฉันใช้เวลากับลกศษย์ของฉันประมาณ 4 นาทเศษๆ เชอไหม
ี่



ว่า เดกๆมองฉันด้วยความสงสัยกับส่งทฉันให้ภาพรวม ในช่วงเวลาน้ เด็กหลายคนซักถามและ

ื่
ื่
ื่


สนใจมากเมอฉันอธบายว่า ท าไมต้องเรยนเรองไตรยางค์ว่ามันเกี่ยวข้องกับเน้อหาเรองต่อไป คอ

เรองของการผันวรรณยุกต์ ฉันบอกว่า ถ้าวันน้ลกศษย์ของครไม่สนใจเรยน จะไม่สามารถเรยนร ้ ู






ื่
ื่


เรองต่อไปได้เลย ฉันสังเกตไปรอบๆ ห้อง เด็กน้อยเร่มนั่งมองฉันแทบทกคน

ช่วงวินาทส าคัญต่อจากน้ ีไป ฉันเร่มให้ความรกับลกศษย์ของฉันด้วยการน าเสนอ






บทเรยนในรปแบบ See - Judge - Act ฉันเร่ม ขั้น see ด้วยการให้นักเรยนช่วยกันแยกอักษรใน




บัตรค าทฉันแจกให้เปนสามหม่ตามเพลงทรองร่วมกัน ฉันคอยดและให้ค าแนะน าอยู่ห่างๆ เวลา

ี่


ี่


ผ่านไปประมาณ 20 นาท เด็กๆ ส่งงานให้ฉัน ฉันดคร่าวๆ ฉันแปลกใจทเด็กน้อยท ากันได้ ฉัน

ี่



ี่
พูดข้นว่า “ครคนก่อนของเธอน สอนมาดมากเลยนะ” เชอไหมครบว่า เดกๆ ตอบเปนเสยง




ื่

ี่

เดยวกันว่า “พึงรจากครนแหล่ะ” ฉันภมใจจนพูดไม่ออก











ก่อนจบคาบเรยนในวันนั้น ฉันถามเดกๆ ว่า “นักเรยนได้ความรอะไรบ้างจากการเรยน






ในวันน้” เดกน้อยคนหนงบอกกับฉันว่า “ให้เพื่อนๆ ไปเขยนบนกระดานเลยครบ” เพื่อนๆ หัน

69


ไปทเด็กน้อยคนนั้นแล้วพูดเปนเสยงเดยวกัน “เธอนั่นแหละออกไป” เด็กน้อยคนนั้นไม่รอช้า รบ
ี่




วิ่งไปหยิบชอล์กไปเขยนบนกระดาน เขาไม่สามารถเขยนได้หมด เพื่อนๆ ในห้องโห่จนเดกน้อย





คนนั้นรองไห้ ฉันเข้าไปโอบกอดและบอกกับเพื่อนๆ ในห้องว่า “แค่ลกกล้าออกมาครก็ดใจแล้ว”

เด็กคนนั้นบอกกับฉันว่า “ผมจะเขยนใหม่” อยู่ๆ ก็มเสยงปรบมอดังในห้องจากเพื่อนทกๆ คน เขา







เขยนจนเสรจและถกต้องหมด



ี่
ความประทับใจทฉันเล่ามาทั้งหมด มันเปนความภาคภมใจของครคนหนงทเกิดจากพลัง


ี่




อันเต็มไปด้วยความพยายาม ฉันมองว่า เดกน้อยคนน้ เขายังมความรน้อยนด แต่ส่งทมองเหน


ี่










จากเขา เขามความพยายามอย่างล้นหลาม เขาท าให้จตวิญญาณของความเปนครของฉันมพลังท ี่


จะก้าวเดนต่อไป เปนชัยชนะทต้องขอบคณเด็กๆ ของฉัน
ี่



ี่

ท้ายทสดน้ ฉันอยากจะบอกเพื่อนๆ ผู้ร่วมวิชาชพครทกท่านว่า หลังจากทฉันได้น าแผน
ี่








แบบไตร่ตรองไปใช้ จตวิญญาณของความเปนครของฉันมันสงข้นอย่างมหาศาล ฉันมก าลังใจ





สอนลกศษย์ของฉัน ก่อนหน้าน้ ฉันเคยคดว่า ฉันอาจไม่เหมาะกับอาชพน้แล้ว แต่วันน้ ฉันกล้า







ยืดยัดว่า ฉันจะอยู่ค่กับอาชพน้อย่างมความสขแน่นอน


คณครนยม ขุนรองรมย์











โรงเรยนมารย์อนสรณ บรรมย์
7 มถนายน 2014










ประสบการณการสรางบรรยากาศของคุณครธดา ผูซึ่งมอายุการทางานมากว่า 30 ป และ



ถูกมองว่า เปนครยุคเก่าจึงมักไม่ยอมเปลยนแปลง สรางความประทับใจใหกับคุณครนิเทศอย่าง



ี่




คณครูมนตฤดี ศกดิ์ค า โรงเรยนดาราสมุทรศรราชา ผูซึ่งไดเล่าถึงในบรรยากาศการเรยนของ

















คุณครธดาว่า “นักเรยนแตละกลุมชวยกันคดและแบงกันนาเสนอ วุนวายดคะ และสหน้าเดกๆ ม ี


แตรอยยมและความสนุกสนาน”
ิ้






70

ท้าทายตัวเอง





ฉันเปนครทผ่านการท างานมา 23 ป ปจจบันฉันไม่ได้สอนหนังสอเด็กแล้ว เพื่อนๆ ถาม

ี่





ว่า ฉันรสกเหงาบ้างรเปล่า ฉันตอบในใจโดยไม่ต้องคด “เหงา!” ฉันเร่มต้นจากการเปนครดแล









ี่

นักเรยน แต่ตอนน้ ต้องมาดแลคณครแทน มันต่างกันค่ะ แต่ส่งทส าคัญส าหรบฉัน ฉันคงยังไม่




ี่

ละเลยทจะศกษาหาความรในเรองของกระบวนการต่างๆ ทใช้ในการจัดการเรยนการสอนให้กับ

ื่
ี่


ลกๆ ของเรา ฉันเข้าร่วมการอบรม “กระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง” ร่วมกับคร ู
ี่

ื่
ท่านอน


หลังจากการอบรม ฉันอยากทดลองใช้กับลกๆ แต่อย่างทฉันบอก ฉันไม่ได้สอน แต่ฉัน
ี่


ี่






ี่




ได้มโอกาสนเทศคณคร ซงเปนโอกาสดของฉันเหมอนกันทจะได้ใช้ความรทได้อบรมมาปรบใช้





ในอกรปแบบหนง ผ่านการนเทศ





ครท่านหนงท าให้ฉันประหลาดใจและประทับใจอย่างมาก ฉันขออนญาตเอ่ยนาม เขา




คอคร “ธดา” เปนคณครทอายุการท างานมากกว่า 30 ป เปนคณครยุคเก่า และมักเหนการ


ี่





ื่
เปลยนแปลงเปนเรองน่าเบอหน่าย และมักไม่ยอมเปลยนแปลง
ื่
ี่
ี่












วันหนงฉันเข้านเทศชั่วโมงของครธดา เมอเร่มเข้าบทเรยน ครธดาสรางบรรยากาศด้วย
ื่
การให้นักเรยนปรบมอเปนจังหวะ 1-2-123-12-12-1 ฉันแอบคดในใจ “ครธดามอารมณน้ด้วย”













แล้วครธดาให้นักเรยนแบ่งกล่ม ให้แต่ละกล่มได้คดวิธการตบมอเปนจังหวะของกล่ม นักเรยนแต่








ละกล่มช่วยกันคดและแย่งกันน าเสนอ วุ่นวายดค่ะ แต่สหน้าของเด็กๆ มแต่รอยยิ้ม และความ









สนกสนาน ฉันรสกประทับใจกับการสรางบรรยากาศในห้องเรยนของคณครธดา













จากนั้นคณครเข้าส่ช่วงสอนโดยน าของวิเศษ คอ กล่องนม มาตั้งไว้ทกกล่ม ครธดา


มอบหมายให้นักเรยนประดษฐ์ของใช้ข้นช้นหนงด้วยจนตนาการของตนเองโดยใช้กล่องนมน้ ี










ให้นักเรยนช่วยกันคดว่าในกล่มจะท าอะไร เด็กหญงคนหนงถามครว่า “คณครขา หนท าเปน








กระเปาได้มั้ยคะ” คณครตอบนักเรยนด้วยความใจดว่า “ได้ค่ะลก” คณครตอบนักเรยน ด้วยความ












ใจดว่า “หนจะได้น าไปใช้ประโยชน์ได้” กิจกรรมน้น าให้นักเรยนรสกมความสขและอยากท า





จรงๆ






ี่

อีกส่งหนงทฉันรสกประทับใจ คอ ท้ายชั่วโมงคณครแจกกระดาษให้นักเรยนเขยน






“ค าถามเพื่อการไตร่ตรอง” คณครให้นักเรยนแต่ละคนเขยนทบทวนเรองราวทเกิดข้นในคาบ


ี่


ื่
71



ี่









เรยนน้ว่า นักเรยนได้เรยนรอะไรบ้าง ส่งทครให้ท าน้ ฉันคดว่ามันจ าเปนมากๆ ท าให้นักเรยน






ของเราได้รจักตัวเองและทบทวนความรช่างวิเศษจรงๆ

ท้ายชั่วโมง คณครฝากข้อคดให้กับเด็กๆ ในเรองการท างาน “พระเจ้าประทานรางวัลแก่



ื่


ทกคนตามการงานของเขา” คณครจบลงทว่า “นักเรยนคะ สัปดาหหน้า นักเรยนน างานมาส่งคร ู
ี่






กล่มไหนทท างานแล้ว เพื่อนๆ โหวตได้สวยทสด คณครจะมรางวัลให้ด้วยนะคะ”
ี่
ี่






ี่
ี่





ฉันรสกทงจรงๆ นะ ทครเปลยนแปลงตัวเองได้ขนาดท่านอายุงาน 30 กว่าป ครธดา



ี่


ี่

เปลยนแปลงตนเองได้จรงๆ จากการสอนทเข้าไปสอนแบบเดม เปนการสอนด้วย “กระบวนการ
ี่

ี่



เรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง” เร่มต้นจากการเปลยนแปลงคร ส่การเปลยนแปลงนักเรยน
ี่





คณครมนต์ฤด ศักด์ค า


โรงเรยนดาราสมทร ศรราชา


3 พฤษภาคม 2014


ี่




ี่
ผมขอจบบทน้ดวยประโยคทสรางแรงบันดาลใจของคุณครมนตฤดว่า “เปลยนแปลงจาก







ี่



การสอนแบบเดิม เปนการสอนดวยกระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรอง เรมตนจากการ

ิ่

เปลยนแปลงครู สูการเปลยนแปลงนกเรยนเรมตน” เรมตนจากการเปดใจตัวเอง มองนักเรยน











ดวยสายตาแห่งความเชอมั่นและศรทธา และปฏบัติต่อเขาดวยความไววางใจและยอมรบ เพอว่า
ื่


ื่




ครและนักเรยนจะเปนเพอนแทแห่งการเรยนรทพรอมจะเรยนรและเติบโตไปพรอมๆ กัน นักเรยน
ื่



ี่












ี่


ประเมินคุณค่าของตนเองจากสิ่งทครปฏบัติต่อเขา ความสัมพันธระหว่างครกับนักเรยน จึงม ี


ี่

ความสัมพันธยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ต่อบรรยากาศทเอ้อต่อการเรยนรของนักเรยน






ความเคารพ / ศักดิ์ศรี
“ท่านทุกคนเป็นบุตรของพระเจ้า ไม่มีชาวยิวหรือชาวกรีก ไม่มีทาสหรือไท

ไม่มีชาย หรือหญิงอีกต่อไป เพราะท่านทุกคนเปนหนึ่งเดียวกัน”
(กท.3:26-28)
72

บทที่ 4



Big Picture จุดเริ่มต้นแห่งการอยากรู้








ิ่

ในการสอนแบบไตรตรอง ครจะใชเวลาประมาณ 5 นาท ก่อนเรมเขาสูเน้อหาหรอกจกรรม







ื่
ี่


การเรยนร ในการอธบายถึงสิ่งทกาลังจะเกดขึ้นในคาบเรยนนั้น เพอกระตุนความสนใจและทาให ้



เกดการมส่วนรวมในชั้นเรยน ในระหว่างการใหภาพรวม ครสามารถเพ่งความสนใจของนักเรยน









ี่


ื่







เพอเปดใจของนักเรยนสูเน้อหาสาระทครตองการใหนักเรยนเรยนรนั้น ขั้นตอนการใหภาพรวมน้ ี
ี่

เปนขั้นตอนท 2 ของการเรยนการสอนแบบไตรตรอง










ี่
การใหภาพรวมทดจะทาใหนักเรยนสามารถรล่วงหนาว่า เขากาลังจะไดเรยนรอะไร










ื่
ี่
อย่างไร และทาไม นักเรยนจะสามารถจินตนาการถึงขอบเขตและความจาเปนของเรองทกาลังจะ

ี่

เรยน เพอสามารถติดตามการสอนและทบทวนหรอไตรตรอง ตามแนวทางทจินตนาการไว อันเปน




ื่

การวางรากฐานของชวิตอย่างมเป้าหมายและการวางแผนในระยะสั้นและระยะยาว



ี่
เทคนิคทใชในการใหภาพรวม เรยกว่า INTRO Model มรายละเอยดดังต่อไปน้ ี







1. Interest (ความนาสนใจ) - ช้ใหเห็นว่าเน้อหาทกาลังจะเรยนมความน่าสนใจ
ี่






ี่

อย่างไร หรอเกยวของกับนักเรยนอย่างไร

ื่







2. Need (ความจ าเปน) - ช้ใหเห็นว่าทาไมนักเรยนจาเปนตองเรยนรเรองน้ ี




นักเรยนจะไดอะไรในชวิต นักเรยนจะเขาใจเรอง





ื่




ใด หรอจะไดรบการพัฒนาทักษะดานใด


3. Time (เวลา) - จะใชเวลาเท่าไหร และอย่างไร





4. Range (หัวขอและเน้อหา) - มหัวขอและหัวขอย่อยทจะเรยน หรอเน้อหาสาระ
ี่




ครอบคลุมเพยงใด
5. Objectives (วตถุประสงค) - มวัตถุประสงคอะไรในการเรยนร นักเรยนจะ












ื่

เขาใจเรองใด หรอจะไดรบการพัฒนาทักษะดาน
ใด



ประสบการณของคณครูบบผชาติ นมิตเดชวงศ โรงเรยนเซนตโยเซฟคอนเวนต ผูซึ่งได ้









ใหความสาคัญกับการใหภาพรวม หรอ Big Picture โดยใชเทคนิค INTRO Model แลวบอกว่า




73






“Yes! ใช่เลย มันเหมอนกับการ Promotion บทเรยนกว่าได” Big Picture เปนการโปรโมทบทเรยน

ี่



ิ่


ทจะสอนอันเปนจุดเรมตนของการเรยนร คุณครบุบผชาติไดบันทึกการเขยนแผนการสอนในขั้นการ



ใหภาพรวมดวย INTRO Model พรอมกับแสดงวิธการนาไปใชในหองเรยนไวอย่างเปนรปธรรมและ











เปนตัวอย่างทชัดเจน
ี่



Big Picture จุดเริ่มต้นแห่งการอยากรู้









บนเสนทางแห่งการเปนครของฉันครบบผชาต นมตเดชวงศ์ หรอครตอย ครสอน




ี่



ี่


ี่

ภาษาอังกฤษ ชั้น ป.6 ทโรงเรยนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ ไม่มค าว่าโรงเรยนทหนง ทสอง หรอ


สาม หากแต่เปนโรงเรยนเดยว ทั้งทแรก และทสดท้าย ด้วยกระมัง ตลอดระยะเวลา 32 ป
ี่

ี่




ี่


ี่
ื่
(2525- 2557) ของการเปนคร มทั้งทพบความส าเรจมากบ้างน้อยบ้าง ตามเงอนไขต่างๆทเกิดข้น

ื่

บ่อยคร้งเมอสอนเสรจ ฉันสังเกตท่าทของนักเรยนว่ามเสยงหัวเราะมั้ย? เรยนจบแล้วค้วผูกโบว์












มากน้อยเพียงใด คอ ฉันชอบเชค rating ของตัวเองว่านักเรยนเรยนแล้วสนกมั้ย? เข้าใจมั้ย ? ฉัน




ชอบทดลองใช้เทคนคการสอนหลายรปแบบ เพื่อท าให้นักเรยนเกิดความเข้าใจ ไม่ง่วงนอน ซง


ผลทได้ work บ้าง ไม่ work บ้าง จนเมอได้เข้ารบการอบรมกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการ

ี่
ี่
ื่
ไตร่ตรอง ร่น 1 ของโรงเรยน ฉันได้เข้าใจถงความส าคัญของการให้ภาพรวม หรอ Big Picture




โดยใช้เทคนค INTRO Model ฉันรสกว่า เปนเรองใหม่ น่าสนใจ น่าลอง จงได้น ากลับมาใช้ใน
ื่







การสอนของตัวเอง แล้วต้องบอกว่า Yes! ใช่เลย มันเหมอนการ Promotion บทเรยนก็ว่าได้


ี่



ื่

เมอก่อนทยังไม่รจักการให้ภาพรวมโดยใช้เทคนค INTRO Model ฉันใช้วิธทั่วๆไป
ี่



ตามทใช้กันมา คอ แจ้งให้นักเรยนรว่า “วันน้จะเรยนเรองอะไร” สั้นๆ แล้วสอนเลย ตามเทคนค




ื่
ี่







วิธการทเตรยมมา นักเรยนบางคนตั้งใจเรยนด แต่บางคนไม่ได้ฟงว่า วันน้ครจะสอนอะไร กว่าจะ

ื่
ี่

start เครองตดใช้เวลานาน และบางคนสนใจบ้างเล็กน้อย แต่น้อยคนทจะนั่งคย เพราะฉันเสยงดัง




ชอบเรยกชอคนคยให้ตอบค าถาม และไม่ปล่อยให้นักเรยนนั่งน่งนานๆ แต่ฉันอยากให้นักเรยน


ื่

ี่
ตดตามสนใจบทเรยนอย่างทเปนตัวเขาสนใจจรงๆ ฉันจงเปลยนความคดใหม่ว่าฉันต้องเปน sale






ี่







เพื่อขายสนค้า คอ บทเรยนของตัวเองให้ออก ท าอย่างไรบทเรยนจงจะน่าสนใจ น่าดงดดใจให้





เรยน ฉันเร่มใช้ INTRO Model ในการน าเสนอภาพรวมของบทเรยนวันน้ ี ฉันเรยกว่าการ



Promotion ด้วยการเขยนในแผนการจัดการเรยนร ดังน้




74

O = Objective (วัตถุประสงค)




1. นักเรยนสามารถน าเสนอค าขวัญการดแลรกษาส่งแวดล้อมบนโลกได้


2. นักเรยนเข้าใจถงคณค่าพระวรสารเรอง “การพิศเพ่งธรรมชาตส่งสราง”
ื่





N = Need (ความจ าเปน)




การเรยนรความส าคัญของธรรมชาต ท าให้นักเรยนตระหนักถงคณค่าของชวิตบนโลก








R = Range (หัวขอและเนอหา)

เน้อหาเกี่ยวกับ God’s Wonders / How to Save the Earth
I = Interest (ความนาสนใจ)


นักเรยนจะได้สนกกับเกมค้นหาค าศัพท์ ฟงเพลง และวาดภาพประกอบเกี่ยวกับ


ธรรมชาต ิ
T = Time (เวลา)
ใช้เวลา 1 คาบ

ื่




จากนั้นฉันเร่มน าเสนอบทเรยน เรอง Save the Earth ของฉันทันท “ก่อนเร่มเรยนเรอง
ื่






Save the Earth ฉันบอกให้นักเรยนเหนภาพรวมของบทเรยนก่อนว่ามอะไรบ้าง เร่มจาก






วัตถประสงค์ ม 2 ข้อ ได้แก่ 1. นักเรยนสามารถน าเสนอค าขวัญการดแลรกษาส่งแวดล้อมบนโลก
ได้ 2. นักเรยนเข้าใจถงคณค่าพระวรสารเรอง การพิศเพ่งธรรมชาตส่งสราง ส าหรบความจ าเปนท ี่




ื่





ต้องเรยนเรองน้ คอ เพื่อให้นักเรยนเหนความส าคัญของธรรมชาต และได้ตระหนักถงคณค่าของ



ื่





ชวิตบนโลก ส่วนเน้อหาทจะเรยน ได้แก่ God’s Wonders ส่งสรางอันน่าอัศจรรย์ของพระเจ้า และ



ี่


How to Save the Earth การดแลรกษาโลก เราจะสนกกับเกม เพลง ค้นหาค าศัพท์ วาดภาพ






ธรรมชาตด้วยกัน โดยบทเรยนน้ใช้เวลา 1 คาบน้ OK! พรอมแล้วนะ เรามาเร่มบทเรยนกัน”





ี่


หลังจากทฉันน าเสนอจบ นักเรยนเร่มมค าถามว่า “จรงรคะ ทมเพลงฟง” “เกมค้นหา




ี่



ค าศัพท์ ยากมั้ย” “วาดภาพน คดเองได้มั้ยคะ” “ค าขวัญ ช่วยกันคดได้มั้ย ต้องเปนภาษาอังกฤษ
ี่
ื่
ี่




หมดเลยร มภาษาไทยปนได้มั้ย” เมอฉันได้เหนภาพทนักเรยนสนใจ ซักถาม ตั้งแต่ยังไม่ได้เร่ม



บทเรยน ท าให้ฉันรสกว่า แค่เร่มต้นก็ work แล้ว จากนั้นตลอดคาบ นักเรยนคอยตดตามดว่า ฉัน








ด าเนนการสอนอย่างท Promote ไว้ในภาพรวมครบถ้วนหรอเปล่า ฉันแกล้งข้ามกิจกรรมเกม
ี่


ค้นหาค าศัพท์จาก God’s Wonders นักเรยนคอยถามว่า “เล่นเกมได้หรอยัง” หรอ “ขอเปด






dictionary หาค าศัพท์ มาเขยนค าขวัญได้มั้ย” และอกหลายค าถามทตามมา ท าให้ฉันรสกว่า
ี่


ี่
บทเรยนน้ “ขายได้” ด้วยการเร่มต้นให้ภาพรวม หรอ Big Picture ทฉันยังไม่เคยพบในต าราเล่ม





ี่
ไหนของกระบวนการจัดการเรยนการสอนมาก่อน นอกจากทได้จากการอบรมไตร่ตรองคร้งน้ ี

75

ส่งน้ท าให้ฉันเหนความส าคัญของการให้ภาพรวม Big Picture และรสกสนก ทจะเขยน




ี่







ี่


ภาพรวมในการท าแผนการจัดการเรยนรทเน้นการไตร่ตรองทกคร้ง และถ้าหน่วยไหน ฉันไม่ได้


ใช้กระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง นักเรยนได้ถามเสมอว่า “วันน้ ไม่ม Big Picture
ี่







ี่

มา Promotion หรอคะ” และส่งทน่าภมใจ คอ นักเรยนน าเทคนค การให้ภาพรวม Big Picture ไป


ใช้ในการพูดเกร่นน ารายงานของกล่มตนเอง ซงนับว่า “สดยอด!!!” กด Like เลย






ี่



เปนยังไงคะ เพื่อนๆทได้อ่านประสบการณของฉันแล้ว ลองดนะ น าไปใช้เร่มในการ


สอนแล้วมาแชรกัน ในรปแบบของการท าภาพรวม แต่ละบทเรยน น่าสนกนะ เหมอนการท า



ื่


Promote ภาพยนตรแต่ละเรอง ถ้าในการเรยนการสอน เราอาจท าเปน Big Picture เรอง Present
ื่

ื่


Continuous Tense เปนอย่างไร Big Picture เรอง Article เปนอย่างไร Big Picture เรอง My
ื่






family เปนอย่างไร แล้วตดบอรดให้นักเรยนดว่าถ้านักเรยนเรยนเรองน้ ีแล้ว จะได้อะไรบ้าง

ื่
เรยนไปท าไม ความน่าสนใจอยู่ทไหน อะไรท านองน้ ี

ี่

ลองมา Enjoy กับการท า Big Picture ในกล่มสาระของแต่ละระดับชั้น แล้วท า Big

Promotion ร่วมกันนะ

คณครบบผชาต นมตเดชวงศ์







โรงเรยนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์




ี่

คุณครบุบผาชาติ ใหตัวอย่างทชัดเจนในการใชเทคนิค INTRO ในการ Promotion บทเรยน






ของคร ดวยเทคนิคเดยวกันแต่ปรบใชแตกต่างกัน คณครูสกรรจวงศ มิตรประเสรฐ โรงเรยน









ดาราสมุทร ศรราชา ประทับใจกับประสบการณในการสอน เมอเรมตนดวยการใหภาพรวม

ิ่
ื่


เช่นเดยวกัน คุณครแบ่งปนว่า “พอหมดคาบรอยยิ้มเล็กๆ บนหนาของนักเรยน สรางความ





ี่




ประทับใจในการสอนของฉัน ฉันสามารถทาใหนักเรยนทไม่ตั้งใจเรยน หันกลับมาสนใจเรยนได ้
ถึงแมว่าลูกศิษยของฉันไม่เก่งทุกคน แต่พวกเขาตั้งใจในการเรยนมากขึ้น ฉันเชอว่า สักวันหนึ่งเขา
ื่



จะเก่งขึ้นเอง”




76

นักเรียนชอบพูด


ฉันเปนครสอนภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศกษาปท 2 ของโรงเรยนดาราสมทร ศรราชา


ี่









ี่

ฉันเปนครใหม่ทมประสบการณในการสอนน้อยมาก แน่นอนว่า ฉันไม่มเทคนคอะไรในการ

ี่
สอนเลย ฉันสอนในแบบทฉันอยากจะสอน

ฉันเคยสอนนักเรยนแบบน้ ี


ี่

ื่




“นักเรยน วันน้ครจะสอนเรอง ค าราชาศัพท์ ให้นักเรยนเปดหนังสอไปทหน้า 19 แล้ว


หยิบปากกาข้นมาจดตามครด้วยนะคะ” นักเรยนทกคนท าตามทฉันสั่ง

ี่



แต่ไม่นานฉันพบว่า “แก๊งค์ลกหม” เดกชายตัวอ้วนกลมสามคนไม่ได้ให้ความสนใจกับ




ี่


ี่

การเรยนเลย พวกเขานั่งคยกันอย่างสนกสนาน ในขณะทฉันก าลังเดนไปหาพวกเขาทโต๊ะ


ื่

ใหญ่ : “เฮ้ย เมอวานได้ดบอลหะ มันสมากเลย”

เล็ก : “เออๆ ดอยู่กับพ่อว่ะ ตอนยิงลกโทษอ่ะ ล้นแทบตาย”


ี๋
ใหญ่ : “อยากไปเตะบอลแล้วว่ะ เดยวพักเทยงรบไปจองสนามเลยนะ”
ี่



กลาง : “เออๆ ดๆ ก็อยากเล่นเหมอนกัน นั่งเรยนน่าเบอเลย”

ื่




ทันททฉันเดนไปถงโต๊ะของแก๊งค์ลกหม ี
ี่



ฉัน : “ท าไมถงยังไม่เปดหนังสออ่านตามคร จะนั่งคยกันอกนานไหม ถ้าไม่




อยากเรยน ก็ออกไปอยู่ข้างนอกเลย” (ตวาดด้วยเสยงอันดัง)






ี่
ด้วยความกลัว นักเรยนทั้งหมดจงก้มหน้าอ่านหนังสอ โดยทพวกเขาคงยังซบซบกันทั้ง


คาบ






สดสัปดาหต่อมา ครทกคนต้องเข้าอบรมการจัดการเรยนการสอนแบบไตร่ตรอง ด้วย
ความเหนดเหนอยเมอยล้า แต่ครอย่างฉันต้องอบรม ถงแม้จะไม่เข้าใจอะไรมาก แต่ต้องจัดการ


ื่
ื่




เรยนการสอนแบบไตร่ตรอง ในสัปดาหถัดมา เพื่อรบการนเทศ




ก่อนการนเทศ ฉันได้ลองใช้กระบวนการไตร่ตรองกับนักเรยน เหตการณเปนแบบน้ ี




77


ื่





ฉัน : “สวัสด นักเรยนทกคน เมอคนมใครดหนังบ้าง?”





ื่
ี๊

นักเรยน : “ดค่ะ เมอคนมเลฟซนด้วย กรด”




ใหญ่ : “คร คร ครชอบดหนังอ่ะด 555”



ฉัน : “ก็ชอบนะ แต่ก่อนดหนัง มรายการอะไรให้ดก่อนคะ?”



เล็ก : “ข่าวไงคร มทั้งข่าวบันเทง ข่าวพระราชวัง”

ฉัน : “นั่นเรยกว่า ข่าวในพระราชส านักจ๊ะ”

นักเรยน : “555”

ฉัน : “แสดงว่า ฟงข่าวในพระราชส านักไม่รเรองใช่ไหม?”
ื่





กลาง : “ก็เขาพูดอะไรก็ไม่ร”


ฉัน : “อะไรท าให้หนไม่รว่า เขาพูดอะไร?”


ใหญ่ : “ก็ ศัพท์ยากๆ ไงคร”
ฉัน : “แล้ว ศัพท์ยากๆ นั่นเรยกว่าอะไร?”

แก๊งค์ลกหม : “!?!?”



นักเรยน : “ค าราชาศัพท์ค่ะ”

ฉัน : “เก่งมากจ๊ะ ค าราชาศัพท์ท าให้หนฟงข่าวในพระราชส านักไม่ร ู ้


เรองใช่ไหม แล้วหนคดว่าหนควรรค าราชาศัพท์ไหม?”




ื่
นักเรยน : “ควรค่ะ” “ควรครบ”





ฉัน : “นักเรยนจะรค าราชาศัพท์ไปท าไม”
เล็ก : “เอาไว้ท าข้อสอบเหรอคร 555”

กลาง : “เอาไว้แปลข่าว ได้ปาวคับ”



ฉัน : “อม ครว่าใกล้เคยงแล้วนะ”



แก๊งค์ลกหม : “???” (ท าท่าคดหนัก น่งเงยบ)






ฉัน : “โอเคค่ะ เดยวครจะบอกให้ ถงแม้ว่านักเรยนจะไม่มโอกาสได้ใช้

ี๋



ค าราชาศัพท์ในชวิตประจ าวันสักเท่าไร แต่มันก็มความจ าเปนท ี่
นักเรยนจะต้องเรยน ถ้าหนเข้าใจความหมายของค าราชาศัพท์ หน ู



จะฟงข่าวในพระราชส านักรเรองใช่ไหม แล้วหนสามารถเล่าให้คน
ื่





ื่


อนฟงด้วยใช่ไหม ถ้านักเรยนสามารถใช้ค าราชาศัพท์ได้ถกต้อง

ี่

นักเรยนใช้ค าทสภาพได้เหมาะสมกับบคคล นักเรยนจะมความ






สภาพ และเปนทรกของทกคน”

ี่


78


Click to View FlipBook Version