บทที่ 1
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ประถม 1 ส่วนประกอบของพืช 180
ี่
ื่
็
ู
ประถม 2 1) การเปลยนแปลงพลังงานไฟฟ้าเปนพลังงานรปอน 182
ั
์
ิ่
้
2) การอนุรกษน้าในทองถน 185
ประถม 3 สมบัติของอากาศ 187
ประถม 5 การเปลยนแปลงสถานะของน้า 189
ี่
ประถม 6 ระบบหายใจ 192
มัธยม 1 การทดสอบค่าความเปนกรด-เบสดวยกระดาษยูนิเวอรซัลอินดิเคเตอร 194
็
์
์
้
ี
ื่
ี
มัธยม 2 อาหารกับการด ารงชวิต เรอง การทดสอบสารอาหารโปรตน 196
ื่
มัธยม 3 1) การถ่ายทอดพลังงาน เรอง สายใยอาหาร 198
2) การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม (โครโมโซม) 200
ี
้
ั
ื่
3) ชวิตกับสิ่งแวดลอม เรอง ทรพยากรน้า 202
มัธยม 4 1) โลกและอวกาศ เรอง แผ่นดินไหว 204
ื่
2) การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 206
3) การศึกษาชววิทยา เรอง การสังเกตและการตั้งค าถาม 208
ี
ื่
์
ิ
4) ฟสิกส เรอง แรงเสยดทาน 210
ี
ื่
มัธยม 5 1) เคม เรอง เซลลไฟฟ้าเคม 213
ี
ี
์
ื่
ื่
ี
2) เคม เรอง สมบัติของคารโบไฮเดรต 216
์
3) เลขออกเทน 218
4) แสงส (ปรากฏการณธรรมชาติของแสง) 220
ี
์
5) ชววิทยา เรอง ชนิดและบทบาทของฮอรโมนจากต่อมใตสมอง 222
ี
ื่
้
์
ื่
์
6) ชววิทยา เรอง ระบบประสาทส่วนกลาง-สมองของมนุษย 225
ี
์
ิ
ี่
ื่
7) ฟสิกส เรอง การเปลยนสถานะของสาร 228
้
ี
้
8) ชวิตกับสิ่งแวดลอม - ภาวะโลกรอน (Global Warming) 230
179
์
ี
สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1
หนวยการเรยนรู้ ส่วนประกอบของพืช
ี
่
ิ
ุ
ี
์
ออกแบบโดย ครูอษณย ลิมปศิร ิ โรงเรียน ยอแซฟอุปถัมภ์ นครปฐม
วันท่ ี 10 พฤษภาคม 2015
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
ื
- นักเรยนบอกส่วนประกอบของพชได ้
ี
- นักเรียนอธิบายความแตกต่างของส่วนประกอบของพชต่างชนดกันได ้
ิ
ื
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
็
ํ
ี
ํ
ํ
ี
็
้
่
ี
้
- นักเรยนสามารถนาไปสังเกตลักษณะของตนไมทพบเหนในชวิตประจาวัน
้
ื
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
- ส่วนประกอบของพช ราก ลาตน ใบ ดอก ผล
ื
้
ํ
ู
่
้
ี
ื
- พชแต่ละตนมรปรางของส่วนประกอบต่างกัน
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
้
- ครและนักเรยนรวมกันรองเพลง “กง กาน ใบ” และใหนักเรยนทําท่าตามจินตนาการของ
ี
้
่
้
ี
ิ่
ู
้
ตัวเอง
1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ
2. การประเมินและวดผล
ั
- การอภปราย
ิ
- การนาเสนอผลงาน
ํ
- การตอบคาถาม
ํ
3. การสรางบรรยากาศ
้
ิ่
- ครและนักเรยนรวมกันรองเพลง “กง กาน ใบ”
้
้
ู
่
ี
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
้
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
์
้
้
ิ
ู
่
ี
ี
้
- ครแบ่งกลุมนักเรยน และใหนักเรยนดูภาพตนไมต่างๆ หลายๆ ชนดจาก PowerPoint
ื
และตั้งคาถาม “ตนไมแต่ละตนเหมอนหรอต่างกันอย่างไร?” แลวรวมกันอภปรายหาความ
่
ิ
้
้
้
ื
้
ํ
แตกต่าง
180
้
้
้
ู
- ครพานักเรยนไปสวนสมุนไพร ใหแต่ละกลุมจับจองตนไมของตนเอง กลุมละ 1 ตน ให ้
่
่
ี
้
ช่วยกันบันทึกภาพตนไมของกลุมตนเอง และบอกส่วนประกอบของตนนั้น
้
้
้
่
์
ิ
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)
่
ี
่
- นักเรยนแต่ละกลุมนาเสนอผลงานของกลุมตนเอง
ํ
้
้
้
ี
ู
ิ
่
่
- ครและนักเรยนรวมกันอภปรายถึงส่วนประกอบของตนไมแต่ละกลุม และแต่ละตน ม ี
ุ
ลักษณะแตกต่างกันอย่างไร (สรป)
้
ี
่
ื
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ...... หนา ....... เรอง .......
ื
ู
้
ื
ิ
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
ี
่
็
้
้
- แต่ละกลุมแสดงบทบาทสมมุติเปนตนไมทกลุมตัวเองสนใจอกหนึงตน โดยใชอวัยวะ
่
ี
่
้
่
้
่
รางกายของสมาชิกกลุม แลวใหเพอนๆ ทายว่าคอส่วนใด
่
้
้
ื
ื
่
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน [LIKE]
ี
่
่
5.1 Reflect
ี
้
้
ู
ี
้
ํ
- นักเรยนรสึกอย่างไรกับการสารวจตนไมในวันน้?
้
้
- นักเรยนเห็นความแตกต่างของตนไมแต่ละตนอย่างไรบาง?
้
้
ี
5.2 Connect
้
ื
็
่
ี
ื
้
ี
้
็
้
ี
่
ี
- ตนไมทนักเรยนเคยเหนมามลักษณะเหมอนหรอแตกต่างจากตนไมทพบเหนในวันน้ ี
อย่างไร?
- ถานักเรยนมรปรางเหมอนตนไม นักเรยนจะเปนอย่างไร? จะใชชวตอย่างไร?
ี
ี
้
้
ี
็
ิ
ู
้
่
้
ี
ื
5.3 Apply
้
ี
็
้
้
ี
้
ี
- นักเรยนคิดว่า ถาตนไมขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป ตนไมจะเปนอย่างไร? และนักเรยนมส่วน
้
้
ช่วยตนไมนั้นอย่างไรบาง?
้
้
ี
ั
่
- นักเรยนจะทาอย่างไรเพอดูแลรกษาตนไมทบานและโรงเรยนของนักเรยน?
ื
่
ํ
้
ี
้
ี
ี
้
6. สอการเรยนการสอน
่
ี
ื
- PowerPoint
้
ู
- แหล่งการเรยนรสวนสมุนไพร
ี
181
สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2
ี
หนวยการเรยนรู้ 1) การเปลี่ยนแปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น
่
ี
ุ
ิ
้
ออกแบบโดย ครูชฎปภา แกวสจรต โรงเรียน มาแตร์เดอีวิทยาลัย กรุงเทพฯ
ั
วันท่ ี 23 มกราคม 2016
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
ิ
ี
ื
ู
็
่
่
ี
- นักเรยนอธบายการเปลยนแปลงพลังงานไฟฟ้าเปนพลังงานรปอน
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
็
ํ
์
ื
้
ื่
้
ิ
้
้
- การเลอกใชเครองใชไฟฟ้าใหเกดประโยชนและเหมาะสมในการใชงาน
้
ื
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
่
ี
็
ื
้
ู
่
ื
่
- การเปล่ยนแปลงพลังงานไฟฟ้าเปนพลังงานรปอนของเครองใชไฟฟ้าชนิดอน ได้แก
ื
่
การเปลยนแปลงจากพลังงานไฟฟ้า เปนพลังงานความรอน เป็น
่
้
ี
็
ก) พลังงานเสยง
ี
ข) พลังงานแสง
ค) พลังงานกล
้
1.4 การสรางความน่าสนใจ Interest)
ู
้
้
ี
ํ
ื
์
ู
ี
- ครถามนักเรยนว่ารจักอุปกรณเหล่าน้หรอไม่ (พัดลม, กระติกน้ารอน, หลอดไฟ, วิทยุ)
ี
้
- นักเรยนใชเครองใชไฟฟ้าเหล่าน้ทาอะไร?
ี
ํ
้
ื่
่
้
้
ํ
ี
- เครองใชไฟฟ้าเหล่าน้ทางานไดอย่างไร?
ื
- เครองใชไฟฟ้าเหล่าน้ใหพลังงานเหมอนกันหรอไม่?
ื
ื่
ื
้
ี
้
1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบ
2. การประเมินและวดผล
ั
- การสังเกตความรวมมอในการทากจกรรมกลุม การอภปรายการตอบคาถาม การแสดง
่
ิ
่
ํ
ํ
ิ
ื
็
้
ความคิดเหนและการบันทึกขอมูล
- แบบฝกหัด
ึ
ี
- การสอบปลายภาคเรยน
3. การสรางบรรยากาศ
้
่
ิ
ี
- นักเรยนรวมกจกรรม “Brain Gym”
182
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
์
้
4.1 การสรางประสบการณ(See) [LIKE]
ี
่
้
่
- นักเรยนแบ่งกลุม กลุมละ 3 คน ดวยความสมัครใจ
- นักเรยนดู Clip VDO เกยวกับการเปลยนรปพลังงานแลวครถามว่า
ี
่
้
ี
ู
ี
่
ู
่
ก) พัดลม เปลยนจากพลังงานอะไร เปนพลังงานอะไร?
ี
็
ข) กระติกน้ารอน เปลยนจากพลังงานอะไร เปนพลังงานอะไร?
ี
็
่
้
ํ
ี
็
ค) หลอดไฟ เปลยนจากพลังงานอะไร เปนพลังงานอะไร?
่
ี่
็
ง) วิทยุ เปลยนจากพลังงานอะไร เปนพลังงานอะไร?
้
ี
้
ื่
- นักเรยนบันทึกขอมูลโดยการวาดภาพลงในสมุด เสรจแลวผลัดกันอ่านใหเพอนในกลุมฟง
้
ั
่
็
ี
ิ
ี
- ใหนักเรยนยกตัวอย่างเครองใชไฟฟ้าอก 2-3 ชนด แลวรวมกันอภปรายว่ามการ
ื
่
้
้
ี
้
ิ
่
็
่
ี
เปลยนแปลงพลังงานจากพลังงานอะไรเปนพลังงานอะไร?
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]
ิ
์
่
ี
ู
ื
้
- ครอธบายการเปลยนแปลงพลังงานไฟฟ้าของเครองใชไฟฟ้าชนดต่างๆ ว่า สามารถ
ิ
่
ิ
ื
ื
่
่
ี
็
้
ู
เปลยนรปเปนพลังงานอนๆ ไดคอ พลังงานกล พลังงานความรอน พลังงานแสง และพลังงาน
้
้
่
ี
ื
ื
่
ี
้
ิ
่
้
ื
ั
เสยงโดยใชสอของจรง คอ เครองใชไฟฟ้าทมอยูในหองปฏบัติการ เช่น เครองปรบอากาศ
ี
่
ื
่
ิ
้
ื่
ตูเย็น และสอ PowerPoint
- ครใหนักเรยนอ่าน หนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....
ื
้
่
ื
ี
้
ู
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
ื
ิ
้
ึ
้
่
ั
่
็
ิ
- นักเรยนสังเกตขนมปงป้งและนมเยนปน แลวปรกษากันภายในกลุมว่า เราจะตองใช ้
ี
ั
ื่
้
้
วัตถุดิบชนิดใด และจะใชเครองใชไฟฟ้าชนิดใดบาง
้
้
้
- ตัวแทนนักเรยนแต่ละกลุ่มนาเสนอวัตถุดิบและเครองใชไฟฟ้าทจาเปนตองใชในการทา
้
ํ
่
ื
็
่
ํ
ี
ํ
ี
ั่
ั
ขนมปงป้งและนมเย็นปน
ิ
- นักเรยนแต่ละกลุมวางแผนการทาขนมปงป้งและนมเย็นปน
ิ
ี
ั่
่
ั
ํ
ิ
้
่
่
ั
ั
่
้
ํ
- นักเรยนแต่ละกลุมหยิบวัตถุดิบทตองใชในการทาขนมปงป้งและนมเยนปนจากวัตถุดิบ
็
ี
ี
ี่
๊
้
ี
ทมใหบนโตะคร ู
ั
ื
้
- นักเรยนแต่ละกลุมทาขนมปงป้งและนมเย็นปนโดยใชเครองใชไฟฟ้าบนโตะครโดยมคร ู
ํ
่
ิ
ี
่
ั
่
๊
ี
ู
้
่
คอยดูแลอยูใกลๆ
้
่
ื
่
ั
ิ
- นักเรยนรวมกันอภปรายว่า เครองใชไฟฟ้าทนักเรยนนามาทาขนมปงป้งและนมเย็นปน
ี
ํ
ี
ํ
ี
ั
ิ
้
่
่
คออะไร? และมการเปลยนแปลงพลังงานอย่างไร?
ี่
ื
ี
ั
ี
ิ
่
ั่
ั
ื่
- นักเรยนแบ่งขนมปงป้งและนมเย็นปนเพอรบประทานกันภายในกลุม
183
ี่
ื่
ี
่
้
้
้
ื่
- นักเรยนแต่ละกลุมช่วยกันคนควาขอมูลเพิ่มเติมเกยวกับ เครองใชไฟฟ้าชนิดอนๆ ว่ามี
้
การเปลยนแปลงพลังงานอย่างไร
่
ี
ี
- นักเรยนแต่ละกลุมนาเสนอ การเปลยนแปลงพลังงานของเครองใชไฟฟ้าชนดอนๆ ที ่
่
ํ
ิ
้
ื
่
ี
่
ื
่
้
ํ
้
นักเรยนคนความาโดยการเล่นเกมทายคาถาม
ี
ี
่
ึ
ี
่
ื
็
ํ
่
ื
ู
- นักเรยนทาแบบฝกหัดเรอง “การเปลยนแปลงพลังงานไฟฟ้าไปเปนพลังงานรปอน”
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรียน [LIKE]
่
่
5.1 Reflect
้
้
้
ี
ี
่
- เครองใชไฟฟ้าภายในบานชนิดใดบางทมการเปลยนแปลงพลังงานไฟฟ้าเปนพลังงาน
็
่
ื
่
ี
รปอนมากกว่า 1ประเภท และมการเปลยนแปลงอย่างไร?
ี
ี่
ู
่
ื
5.2 Connect
่
่
่
ู
ี
ื
ื
- การเปลยนรปพลังงานเหมอนหรอแตกต่างจากการเปลยนแปลงของรางกายอย่างไร?
ี
5.3 Apply
ั
- ถาโลกเรามปญหาการขาดแคลนพลังงานพลังงานไฟฟ้า นักเรยนจะมส่วนช่วยได ้
้
ี
ี
ี
อย่างไร?
่
ี
ื
่
่
ื
ื
ู
- เครองใชไฟฟ้า เปนเครองมอในการเปลยนแปลงพลังงานไฟฟ้าไปเปนพลังงานรปอน
็
้
ื
็
่
ี่
้
ี่
ี
ี
แลว นักเรยนจะประดิษฐเครองมอชนิดใหม่ๆทมการเปลยนแปลงพลังงานอย่างไร?
ื
ื่
์
ี
ื
6. สอการเรยนการสอน
่
- Clip VDO การเปลยนแปลงพลังงาน
่
ี
ื่
ู
้
- PowerPoint รปเครองใชไฟฟ้าชนิดต่างๆ
่
ื
ั
- เครองใชไฟฟ้าชนดต่างๆ เช่น พัดลมกระติกน้ารอนหลอดไฟวิทยุ เครองป้งขนมปง
ิ
ิ
ื
ํ
่
้
้
ื่
ื่
ํ
้
ั
เครองปนน้าผลไมตูเย็น เครองปรบอากาศเตาไฟฟ้า
ั่
้
็
ื
ี
ั
ํ
ํ
- ขนมปง บาโลน่า แฮม เนย ชส มะเขอเทศ แตงกวา น้าแดง น้าเขยว น้าแขง และนม เป็นตน
้
ี
ํ
ี
- จาน แกวน้า มดพลาสติก
ํ
้
ึ
็
ื
่
่
ื
- แบบฝกหัด เรอง “การเปลยนแปลงพลังงานไฟฟ้าไปเปนพลังงานรปอน”
่
ี
ู
184
สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2
ี
หนวยการเรยนรู้ 2) การอนุรักษ์นํ้าในท้องถิ่น
ี
่
์
ออกแบบโดย ครูปรยาวรรณ ชาญวิกรณ โรงเรียน เซนตโยเซฟบางนา สมทรปราการ
ี
ุ
์
วันท่ ี 12 มีนาคม 2016
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives) [LIKE]
้
ิ
ั
ี
ี
ํ
์
- นักเรยนสามารถบอกวิธอนุรกษน้าในทองถน
่
ั
ํ
ี
ื
ี
้
- นักเรยนมส่วนรวมในการดูแลและอนุรกษน้าในทองถนอย่างยั่งยน
ิ่
่
์
็
ํ
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
์
้
ี
ื
์
่
้
- น้ามความสัมพันธกับชีวิตมนุษยอย่างขาดไม่ได ผลทเกดจากสิงแวดลอมเส่อมโทรม
ิ
ํ
ี
่
ี
ํ
ํ
ี
(น้าเสย) จะส่งผลกระทบต่อการดารงชวิตมากมาย
้
้
็
ื
้
ั
้
ื
- หนาทของเรากคือ ตองช่วยกันรกษาและพัฒนาใหมความสมดุลคุมค่าและยั่งยนสบไป
ี่
ี
้
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
ื
้
ํ
่
ิ
ั
์
ั
- การอนุรกษทรพยากรน้าในทองถน
้
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
ํ
ี
ี
์
่
ิ
้
ั
ั
่
ี
- ใหนักเรยนดูวดีโอเกยวกับอนุรกษแหล่งน้า ปญหาการขาดแคลนน้าในสถานทต่าง ๆ
ํ
ี
และถามนักเรยนว่า
ก) ถานักเรยนประสบปญหาขาดแคลนน้าไม่มน้าใช นักเรยนรสึกอย่างไร?
ํ
้
้
ี
ั
้
ี
ี
ู
ํ
ข) น้ามความจาเปนต่อนักเรยนอย่างไร?
ํ
ี
ํ
็
ี
1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ (50 นาที)
2. การประเมินและวดผล
ั
่
ั
- นักเรยนสามารถสรปความรเกยวกับการอนุรกษน้าในทองถนในรปของ Mind Map
์
ิ
ุ
ี
ี
ู
่
ู
้
ํ
้
3. การสรางบรรยากาศ
้
ิ
ื
ี่
ี
้
- สนทนากับนักเรยนโดยใชเน้อหาทไดจากการดูวดีโอ
้
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
์
้
4.1 การสรางประสบการณ (See)
ี
- ดูวิดีโอแลวนักเรยนมความคิดเห็นอย่างไร?
้
ี
้
ํ
่
- ถานักเรยนใชน้าฟุมเฟอย จะกอใหเกดผลอย่างไร?
้
ี
ื
ิ
้
่
้
็
- ใหนักเรยนอภปรายกัน แลวบันทึกความคิดเหน
ิ
้
ี
185
ิ
์
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]
- ครให้นักเรยนอ่านใบงานความรเรองวัฏจักรของน้า แลวครอธบายสรป
ู
ู
ู
ิ
้
ี
้
ื
ุ
่
ํ
่
้
ื
ี
่
้
- ใหนักเรยนแต่ละกลุมคนควาเรองการอนุรกษน้า
ั
ํ
้
์
ํ
ั
ี
ิ
- นักเรยนจะปฏบัติตนอย่างไรในการอนุรกษน้า?
์
ั
ํ
่
ํ
้
ี
ี
ี
- นักเรยนมแนวทางในการเชิญชวนเพอน ๆ ใหมส่วนรวมอนุรกษน้าในชวิตประจาวัน
ี
์
ื
่
อย่างไร?
ิ
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
ื
- แบ่งกลุมนักเรยนเปน 2 กลุม โดย
ี
่
่
็
่
ี
่
ี
่
้
ิ
ี
ก) นักเรยนกลุมท 1 ระดมความคิดเขยนเปน Mind Map เกยวกับวธการใชน้าอย่าง
ี
ํ
ี
็
ประหยัดมวิธใดบาง?
ี
้
ี
ํ
ี
็
์
่
ี
ี
ี
่
ี
ั
ข) นักเรยนกลุมท 2 ระดมความคิดเขยนเปน Mind Map เกยวกับวิธอนุรกษน้า
่
็
ํ
- นักเรยนแต่ละกลุมนาเสนอผลงาน ช่วยกันแสดงความคิดเหนเพอนาไปใชใน
ี
่
ื
ํ
้
่
ิ
ชีวตประจําวัน
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน [LIKE]
่
ี
่
5.1 Reflect
ู
่
้
่
ี
ื
ํ
้
ี
ี
ี
ี
ู
้
- นักเรยนไดความรอะไรบางในคาบน้ และนักเรยนมคาถามทจะซักถามครในเรองน้ ี
หรือไม่?
5.2 Connect
่
ื
ี
่
ํ
้
ี
้
ี
่
ี
ี
- นักเรยนคิดว่า สิ่งทไดเรยนไป ทาใหนักเรยนตระหนักถึงคุณธรรมในเรองใดเกยวกับการ
อนุรักษนํ้า?
์
5.3 Apply
่
ี
ํ
- จากสิ่งทไดเรยนรในวันน้ นักเรยนคิดว่าจะปรบเปลยนพฤติกรรมในการใชน้าของตนเอง
้
้
ี
ี
ั
่
ี
ู
้
ี
อย่างไร?
6. สอการเรยนการสอน
่
ื
ี
- วิดีโอ
- หนังสอ
ื
้
- ใบความร ู
ํ
- ภาพวัฏจักรของน้า
186
ี
สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3
หนวยการเรยนรู้ สมบัติของอากาศ
่
ี
ั
ั
์
ออกแบบโดย ครูจิตดิพนธ ทีฆะพนธ ุ ์ โรงเรียน มาแตร์เดอีวิทยาลัย กรุงเทพฯ
วันท่ ี 23 มกราคม 2016
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
ิ
ี
- นักเรยนสามารถอธบายสมบัติของอากาศได ้
ํ
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
็
- สมบัติของอากาศใชประโยชนในการประดิษฐเครองมอเพออานวยความสะดวกในชวต
์
ํ
่
้
ื
ิ
่
ื
ี
์
ื
เช่น หลอดหยด ปากกาหมึกซึม เครองบิน
ื
่
ื
้
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
ี
ํ
ี
้
่
ี่
ี
- สมบัติของอากาศโดยทัวไป ไม่มส ไม่มกลิ่น ไม่มรส มน้าหนัก และ ตองการทอยู ่
ี
ี
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest) [LIKE]
้
่
ู
ี
ี
ี่
ู
ี
้
ู
้
ื
ี่
- ครใหนักเรยนสังเกตขวดทครเตรยมมา 2 ใบ ทเหมอนกัน ซึ่งใบหนึ่งเจาะรเล็ก ๆ ทกน
่
ขวดอกใบไม่ไดเจาะร นาลูกโปงขนาดเท่ากัน 2 ใบ ใหปากกาลูกโปงรัดทคอขวดแลวถามว่า
้
่
ี
ํ
ู
้
้
่
ี
ื
“ขวดทั้ง 2 ใบ เหมอน หรอ แตกต่างกันอย่างไร?”
ื
1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ
2. การประเมินและวดผล
ั
- สังเกตจากการตอบคาถาม
ํ
ํ
- สังเกตจากการทางานกลุมแลวบันทึกลงในตารางของคร ู
้
่
ี
- อ่านบันทึกของนักเรยน
3. การสรางบรรยากาศ
้
ี
่
- ครให้นักเรยนเปาลูกโปง แลวถามว่า “กอนเปา และ หลังเปา ลูกโปงต่างกันอย่างไร? อะไร
่
ู
่
่
่
่
้
อยูในลูกโปง?”
่
่
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
้
์
้
ี
- ครูใหนักเรยนแบ่งกลุม ๆ ละ 3 คน
่
187
ี
ี
้
่
ี
่
- นักเรยนแต่ละคนเปาลูกโปง เปรยบเทยบว่าใครเป่าไดขนาดใหญทสุด จดบันทึก แลว
ี
้
่
่
้
ื
่
ตอบคาถามว่า “แต่ละคนเปาไดขนาดไม่เท่ากัน เพราะเหตุใด? ถาเพอนบางคนปากเจ็บ คอเจ็บ
ํ
้
่
ี
ํ
่
้
เปาไม่ได นักเรยนจะทาอย่างไร?”
์
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]
ิ
ี
้
ํ
่
- นักเรยนแต่ละกลุมส่งตัวแทนนาเสนอหนาชั้น
- ครูและนักเรยนร่วมกันสรป สมบัติของอากาศ ว่ามอะไรบาง? และวันนี้การทํากจกรรมนี้
ี
ุ
ิ
้
ี
เปนสมบัติของอากาศในเรองใด?
็
ื่
่
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ...... หนา ..... เรอง อากาศ
ี
ื
้
ื
ู
้
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)
ิ
ื
ู
- ครใหนักเรยนปฏบัติกจกรรม
ิ
ิ
้
ี
ํ
้
ู
ี
่
- ครนาขวดทเตรยมมาแจกใหกลุมละ 2 ใบ นักเรยนตอบคาถามในบันทึกว่า ขวดทั้ง 2 ใบ
ํ
่
ี
ี
เหมอนกันหรอไม่? อย่างไร?
ื
ื
่
่
ี
- เมอเปาลูกโปงในขวด เหตุใดลูกโปงใบหนึ่งพองออก อกใบไม่พอง ตอบในบันทึก?
่
ื่
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
่
ี
่
5.1 Reflect
ี
็
ื
ี
่
่
ี
ี
ี
่
ี
- สมบัติของอากาศทเรยนในวันน้เปนสมบัติในเรองใด? นอกจากทเรยนในวันน้ อากาศม ี
สมบัติอย่างไรอก?
ี
5.2 Connect
้
ํ
้
่
- บทเรียนเรือง สมบัติของอากาศนี้เกยวของกับหัวขอสมบัติของน้าอย่างไร?
ี
่
5.3 Apply
ู
้
ํ
่
- นักเรยนนาความรเรอง สมบัติของอากาศไปประดิษฐของเล่นไดอย่างไร?
ี
้
์
ื
6. สอการเรยนการสอน
่
ี
ื
ื
- ขวด 2 ใบ ขนาดเดียวกัน เหมอนกัน ใบหนึ่งเจาะรทกน อกใบไม่เจาะร ู
้
ี
ี่
ู
- ลูกโป่ง
188
สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5
ี
หนวยการเรยนรู้ การเปลี่ยนแปลงสถานะของนํ้า
่
ี
้
์
ั
ออกแบบโดย กลมสาระการเรยนรูวิทยาศาสตร โรงเรียน มาแตรเดอวิทยาลย กรงเทพฯ
ุ
่
์
ี
ี
ุ
วันท่ ี 22 มกราคม 2016
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
ํ
ี
ํ
- นักเรยนสามารถจาแนกน้าในสถานะต่าง ๆ ได ้
- นักเรยนสามารถอธบายความหมายของสถานะของน้าในธรรมชาติได ้
ี
ิ
ํ
ํ
็
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
ึ
ี
ี
่
- การสังเกตการเปลยนแปลงสถานะของน้า ทาใหเขาใจถงการเปลยนแปลงสถานะของ
ํ
ํ
้
้
่
้
่
น้าและนาไปสูการเขาใจและเปนส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
็
ํ
ํ
ื
้
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
ํ
- สถานะของน้าในธรรมชาติ
ี
- การเปลยนสถานะของสาร
่
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
้
ิ
์
้
- นาภาพตัวอย่างของเหตุการณในสถานะต่าง ๆ เช่น แม่คะน้ง ลูกเหบ พายุ หมะ การตม
็
ํ
ิ
ี
ํ
่
ี
่
็
ี
น้า รถไฟไอน้า แลวลองใหนักเรยนแลกเปลยนประสบการณทเคยพบเหนว่าเคยพบทไหน?
์
่
้
ี
ํ
้
เมอใด?
ื่
1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบ
2. การประเมินและวดผล
ั
่
ํ
- กระบวนการทางานกลุม
- การตอบคําถาม
่
- การแสดงความคิดเห็นรวมกัน
3. การสรางบรรยากาศ
้
ิ
ํ
ํ
่
- นักเรยนทา Brain Gym และทาท่าทางประกอบเพลงเกยวกับวันครสตมาส
ี
์
ี
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
้
์
ี
่
ู
้
- ครใหนักเรยนแบ่งกลุม ๆ ละ 4 คน โดยใหนักเรยนแต่ละคนเลอกลาดับ 1-4
ื
ํ
้
ี
189
- ครใหนักเรยนแต่ละลาดับมาดูคลิป แม่คะน้ง การตมน้าเดอด หมอก ไอน้าเกาะกระจก
ี
ิ
้
ํ
ื
ู
้
ํ
ํ
ตามลาดับ
ํ
- ครให้นักเรยนแต่ละกลุมรวบรวมสิ่งทนักเรยนแต่ละคนสังเกตไดจากการดูคลิป
ี่
ี
ี
่
ู
้
่
่
ี
่
ี
ู
ี
- ครใหนักเรยนแต่ละกลุมนาเสนอสิงทนักเรยนสังเกตไดเกยวกับการเปลยนแปลงของ
่
่
ี
ี
้
ํ
้
์
เหตุการณต่าง ๆ
่
ี
ี
ี
- นักเรยนและครูร่วมกันเขยนสรุปกระบวนการเปลยนแปลงของสารทตรงประเด็นทได ้
ี
่
ี
่
ํ
จากคาตอบของนักเรยนบนกระดาน
ี
ิ
์
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]
ี
ู
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ/ใบงาน ....... หนา ...... เรอง .........
้
่
ื
้
ื
- ครอธบายความหมายของการเปลยนสถานะของน้า
ํ
ี่
ิ
ู
็
่
ี
ี
็
ํ
ู
ิ
- ครสาธตเหตุการณการเปลยนสถานะของน้าจากของแขงเปลยนสถานะเปนของเหลว /
์
่
๊
็
๊
็
ของเหลวเปล่ยนสถานะเปนกาซ / กาซเปลยนสถานะเปนของเหลว / ของเหลวเปลยนสถานะ
ี
่
ี
่
ี
เปนของแข็ง
็
ี
ี
์
- นักเรยนเขยนบันทึกการสังเกตของเหตุการณทั้ง 4 ลงในสมุด
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
ื
ิ
ู
้
่
- ครูให้นักเรยนแบ่งกลุม ๆ ละ 6 คน โดยครมสูตรทาวุนใหทุกกลุม
ี
่
ี
้
ํ
ํ
่
้
ู
้
- ครใหนักเรยนแต่ละกลุมตมน้าและสังเกตการเปลยนแปลงสถานะของน้า พรอมจด
้
ํ
่
ี
ี
บันทึก
ื
้
้
ี
่
ํ
้
่
ี
- ครใหนักเรยนแต่ละกลุมนาผงวุนใส่น้าเดอด แลวสังเกตการเปลยนแปลงสถานะของวุน
ํ
้
ู
้
พรอมจดบันทึก
่
ี
่
ู
- ครใหนักเรยนแต่ละกลุมนาวุนเทใส่ถาด แลวสังเกตการเปลยนสถานะของวุน พรอมจด
้
ํ
้
้
้
้
ี
บันทึก
ู
่
ี่
ี
- ครและนักเรยนรวมกันสรปการเปลยนแปลงสถานะของสาร
ุ
้
ํ
ํ
ี
ึ
- ครใหนักเรยนทาแบบฝกหัดการเปลยนแปลงสถานะของน้า
ี
่
ู
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน [LIKE]
ี
่
่
5.1 Reflect
- นักเรยนไดเรยนรอะไรบางเกยวกับการเปลยนสถานะของน้า?
ํ
ี
้
้
ู
ี
่
ี
ี
่
้
่
้
- นักเรยนไดเรยนรอะไรบางจากการทางานกลุม?
ู
ํ
ี
ี
้
้
่
ี
ู
่
ี
ี
ี
่
้
ํ
- นักเรยนอยากเรยนรอะไรเพิมเติมจาการเรยนเรองการเปลยนสถานะของน้า?
ื
190
5.2 Connect
ี
่
ี
ื
่
ี
ี
่
ี
ี
ื
ี
่
ี
- นักเรยนคิดว่า เน้อหาทเรยนในคาบน้เกยวกับเน้อหาทเรยนในคาบเรยนกอนอย่างไร?
่
ี
- นักเรยนคิดว่า การเปลยนสถานะของน้าสามารถเชอมโยงกับวชาอนในเรองใด?
่
ื
ํ
่
ื
่
ิ
ื
ี
อย่างไร?
้
ํ
้
ี่
์
- มปรากฏการณธรรมชาติใดบางทแสดงใหเห็นถึงการเปลยนสถานะของน้า?
ี่
ี
5.3 Apply
่
์
ี
้
- นักเรยนสามารถนาความรเกยวกับการเปลยนสถานะของน้าไปใชในเหตุการณใด?
ํ
ํ
ี
ี
่
้
ู
่
้
์
์
ี
ํ
ู
ี
่
ี
้
- นักเรยนสามารถนาความรเกยวกับการเปลยนสถานะของน้าไปประยุกตใชในเหตุการณใด?
ํ
ื
- นักเรยนคิดว่าจะทาอะไรบางเพอใหการทางานเปนกลุมราบรน สนุก และมคุณค่า?
ี
่
ี
ํ
่
้
ํ
็
้
่
ื
6. สอการเรยนการสอน
ื
่
ี
- คลิปวดโอ
ี
ี
- แผ่นภาพ
- PowerPoint
191
ี
สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6
หนวยการเรยนรู้ ระบบหายใจ
่
ี
ิ
ิ
ออกแบบโดย ครูนชนภา โตประส ี โรงเรียน ดรุณาราชบุรี
วันท่ ี 15 พฤศจิกายน 2014
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
- นักเรยนเขาใจกระบวนการ การทางานของระบบหายใจ
ํ
้
ี
ิ
้
ื
่
ื
- นักเรยนสามารถอธบายและเชอมโยงระบบหายใจเขากับระบบการงานอนๆ ภายใน
่
ี
่
รางกาย
ี
็
ี
ี่
- ระบบหายใจเปนระบบหนึ่งในรางกายทมความเปนระบบระเบียบและงดงาม นักเรยนจึง
็
่
ี
ควรมใจขอบพระคุณสาหรบการทรงสราง (โคโลส 1:15-17)
ั
้
ํ
ี
ํ
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
็
่
็
่
ี
ี
- ระบบหายใจเปนระบบหนึงทมความจาเปนในการดํารงชวิตอยูของมนุษย ถาไม่ม เราก ็
้
์
ี
่
ี
ํ
็
้
้
่
ไม่สามารถดํารงชวิตอยูได เพราะฉะนั้น เราจึงควรดูแลเปนอย่างดี เพอใหระบบหายใจของเรา
่
็
ื
ี
ี
ี
ํ
ิ
็
ี
้
ํ
้
นั้นทางานไดปกติ เราคงมความสุขเพราะมคากล่าวไวว่า “การไม่มโรคเปนลาภอันประเสรฐ”
ื
้
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
้
ี
่
๊
่
- ระบบหายใจทาหนาทแลกเปลยนแกสเขา-ออกจากรางกาย โดยการหายใจเขา-ออก
้
ี
ํ
้
่
อากาศจะผ่านจมูก ท่อลม ปอดและถุงลม
- อวัยวะทสาคัญในระบบหายใจไดแก่ จมูก ท่อลม ปอด
้
ี่
ํ
- การทางานของระบบหายใจ ได้แก การหายใจเขา การหายใจออก
ํ
้
่
้
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
้
็
ี่
- ใหนักเรยนลองบีบจมูกแข่งกันกับเพอนว่าใครสามารถกลั้นหายใจไดนานทสุดจะเปนผูชนะ
้
้
ี
ื่
ี
1.5 เวลา (Time) - 2 คาบเรยน คาบละ 50 นาที
2. การประเมินผลและวดผล
ั
ี
็
ํ
่
- นักเรยนสามารถทาแบบทดสอบเพอตอบคาถามเกยวกับการทางานของระบบหายใจว่าเปน
ี
ํ
ํ
่
ื
ี
้
้
่
ี
่
อย่างไร อวัยวะใดบางทเกยวของกับระบบหายใจ
้
้
ิ
ี
ี
้
- นักเรยนสามารถตอบคําถามไดว่า ถาเราไม่มระบบหายใจ อะไรจะเกดขึ้นและถาปอดถูกตัด
หรอทาใหเล็กลงจะเกดผลอย่างไรต่อระบบอนๆ ในรางกายของเรา
้
่
ื
ื่
ิ
ํ
3. การสรางบรรยากาศ
้
้
- การแข่งขันกลั้นลมหายใจ ตามขอ 1.4
192
4. การนําเสนอบทเรยน [LIKE]
ี
์
4.1 การสรางประสบการณ (See)
้
่
ี
่
้
ี
- ใหนักเรยนลองจับกระดูกซโครงของตนเองในขณะทหายใจเขา-ออกว่ามการ
้
ี
ี
์
เปลยนแปลงสัมพันธกันอย่างไร จดบันทึกผล
ี่
ี
ื
่
- ใหนักเรยนสบคนขอมูลและนามาอภิปรายรวมกันว่า นักเรยนคิดว่าอัตราการหายใจ
้
ํ
ี
้
้
้
ี
้
ี่
ี่
(ความถของการหายใจ) ของแต่ละคนเท่ากันหรอไม่อย่างไร? ถาต่างกัน อะไรบางทนักเรยนคิด
ื
ั
้
ี
ี่
ํ
็
ว่าเปนปจจัยททาใหคนเรามอัตราการหายใจต่างกัน?
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)
์
ิ
ุ
ิ
- ครูสาธตและสรปเปรยบเทยบขอมูลทนักเรยนบันทึก (เชอมโยงในขั้น See) จากนั้น
ี
้
ี
่
่
ี
ื
ี
ิ
ี่
ี่
ื
อธบายเน้อหาทเกยวของทั้งหมดในระบบหายใจ
้
้
ี
ี
้
้
ํ
้
ี
ิ
์
ี
้
์
้
์
- พระเจาไดทรงระบายลมปราณใหแก่มนุษย ทาใหมนุษยมชวิต (พระเจาใหมนุษยมชวต
ี
ี่
ทางลมหายใจ และเปนสิ่งททาใหเรารว่ามนุษยมชวตอยูหรอไม่ โดยดูจากลมหายใจ)
ิ
ู
้
ื
ํ
์
้
่
็
ี
ื
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ...... หนา ...... เรอง ......
้
ู
ี
่
ื
้
ื
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)
ิ
- ใหนักเรยนไปสบคนขอมูลว่าการดูแลระบบหายใจ เราสามารถทาไดอย่างไร ระบบ
้
ื
้
ํ
้
้
ี
่
่
ํ
หายใจของเราเกยวของอะไรกับรางกายของเรา นาไปสูการเชอมโยงต่อระบบต่างๆ ทาให ้
ื
่
ี
ํ
่
้
ี
ี
่
่
นักเรยนเห็นภาพเกยวกับรางกายของเรา
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน [LIKE]
่
่
ี
5.1 Reflect
ี
้
ี
ี
ี
ื
้
ู
ี
่
- นักเรยนรสึกอย่างไรถามคนสูบบุหรใกลๆ และนักเรยนคิดว่ามันมผลหรอไม่ อย่างไรต่อ
้
อวัยวะในระบบหายใจ?
5.2 Connect
้
ึ
ิ
ี
- นักเรยนเคยฝกสมาธโดยการกาหนดลมหายใจเขา-ออก และเคยไดยนไหมว่า ถาเรา
้
้
ํ
ิ
ี
่
ี
ี
ู
หายใจเขาลึกๆ ออกยาวๆ จะทาใหเรารสึกสดชนกระปร้กระเปรา นักเรยนคิดว่ามันมความ
้
ํ
่
้
้
ื
ื
่
้
่
ี
่
เกยวของอย่างไรกับอวัยวะอนๆ ภายในรางกายของเรา?
5.3 Apply
้
ี
ู
- เรารแลวว่า อากาศทเราหายใจมความสําคัญ นักเรยนมแนวทางการปฏิบัติอย่างไรใน
ี
้
ี
ี
่
ั
การรกษาคุณภาพอากาศ?
ี
6. สอการเรยนการสอน
ื
่
ื
์
์
ํ
ี
- หนังสอแบบเรยนวิทยาศาสตร ป. 6 สานักพิมพ พ.ว. หลักสูตรใหม่ 2551
193
สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ์ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1
ี
หนวยการเรยนรู้ การทดสอบค่าความเป็นกรด-เบสด้วยกระดาษยูนิเวอร์ซัลอินดิเคเตอร์
ี
่
่
ั
์
ั
ุ
์
ออกแบบโดย ครูจฬารตน หรงชะเอม โรงเรียน เซนตโยเซฟบางนา สมทรปราการ
ุ
วันท่ ี 10 ตุลาคม 2015
้
1. การใหภาพรวม
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives) [LIKE]
- นักเรยนสามารถตรวจสอบค่าความเปนกรด-เบสของสารละลายดวยกระดาษยูนิเวอร ์
้
็
ี
์
ซัลอินดิเคเตอรได ้
ี
ี
้
- นักเรยนสามารถจาแนกสารละลายกรด-เบสไดว่าสารละลายใดใดมค่า pH มากกว่า
้
ื
หรอนอยกว่า
ิ
้
ื่
ู
้
์
ี
ี่
- นักเรยนสามารถอธบายและนาความรทไดไปใชในเรองของการเลอกใชผลิตภัณฑได ้
้
้
ื
้
อย่างถูกตองและปลอดภัย
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
็
้
- สารละลายแต่ละชนิดมค่าความเปนกรด-เบสแตกต่างกัน ในการเลอกใชสารละลาย
ื
ี
็
้
ื่
้
้
ชนิดต่างๆ นักเรยนตองค านึงถึงการใชอย่างระมัดระวังเพอความปลอดภัยทั้งกับตัวเองและผูอน
ี
ื่
้
ื
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
็
- การทดสอบค่าความเปนกรด-เบสของสารละลายดวยกระดาษยูนิเวอรซัลอินดิเคเตอร ์
์
้
- การค านึงถึงความปลอดภัยในการเลอกใชสารหรอผลิตภัณฑโดยพิจารณาจากค่า pH
ื
้
์
ื
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
้
ี
ี
- ครใหนักเรยนจับกลุมสารและเปรยบเทยบค่า pH ของสารโดยการคาดเดา ไดแก่ น้า
ู
้
้
่
ี
ื่
ื
มะขาม น้าอัดลม น้าเกลอ น้าปูนใส น้าสมสายชู น้าเชอม และยาสระผม
้
1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ 50 นาท ี
2. การประเมินและวดผล
ั
ี
- แบบทดสอบก่อนเรยน-หลังเรยน
ี
- การนาเสนอผลการทดลอง
3. การสรางบรรยากาศ
้
ื
ี
ี
ู
ี
- เหมอนกับขั้น 1.4 Interest (ครใหนักเรยนจับกลุ่มสารและเปรยบเทยบค่า pH ของสารโดย
้
การคาดเดา ไดแก่ น้ามะขาม น้าอัดลม น้าเกลอ น้าปูนใส น้าสมสายชู น้าเชอม และยาสระผม)
ื
ื่
้
้
194
ี
4. การน าเสนอบทเรยน [LIKE]
์
4.1 การสรางประสบการณ (See)
้
ี่
- ใหนักเรยนสังเกตสารทนามา
ี
้
ี
- นักเรยนอ่านขั้นตอนการทดลอง
ี
- นักเรยนด าเนินการทดลองและบันทึกผล
- นักเรยนแต่ละกลุมนาเสนอผลการทดลองหนาชั้นเรยนและเปรยบเทยบจากสิ่งทนักเรยน
้
ี
่
ี
ี
ี
ี
ี่
คาดเดา
์
4.2 การคิดวินิจฉัยประสบการณ (Judge)
้
ู
ี
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ...... เรอง ......
ื่
้
ื
้
้
้
ิ
์
ื
ื่
้
์
้
ู
- ครใหความรเรองอนดิเคเตอรชนิดต่างๆ และการเลอกใชผลิตภัณฑไดอย่างถูกตอง
ู
เหมาะสมและปลอดภัย
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)
ิ
ื
่
็
- นักเรยนแต่ละกลุมวางแผนในเรองของการทดสอบค่าความเปนกรด-เบสของสารหรอ
ื่
ี
ื
ผลิตภัณฑทตัวเองสนใจหรอสงสัยว่าเปนกรด-เบส อย่างไร?
ื
็
ี่
์
- ตัวแทนกลุมนาเสนอผลการทดลอง
่
ู
- ครแนะนาเพิ่มเติม
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
่
ี
่
5.1 Reflect
ี
ื่
ู
ี
- นักเรยนอยากเรยนรอะไรเพิ่มเติมจากเรองน้? อย่างไร?
้
ี
5.2 Connect
์
ื
ี
ิ
ื
์
- นักเรยนคิดว่า การทดสอบกรด-เบสดวยกระดาษยูนิเวอรซัลอนดิเคเตอรเหมอนหรอ
้
แตกต่างจากการทดสอบดวยกระดาษลิตมัสและดอกอัญชันอย่างไร?
้
5.3 Apply
์
้
ี
ี
้
- นักเรยนจะนาความรจากเรองน้ไปประยุกตใชในการเลอกใชผลิตภัณฑต่างๆ รวมถึง
ู
ื่
้
ื
์
ี่
์
้
ภาชนะทใส่ผลิตภัณฑนั้นๆ ไดอย่างไร? จงอธบาย
ิ
ื
ี
่
6. สอการเรยนการสอน
- บิกเกอร 7 ใบ - น้ามะขาม น้าอัดลม น้าเกลอ น้าปูนใส
ื
์
ื่
้
- แท่งแกวคนสาร 7 อัน น้าสมสายชู น้าเชอม และยาสระผม
้
์
- กระดาษยูนิเวอรซัลอินดิเคเตอรกลุมละ 1 อัน - หนังสอเรยน
ื
ี
์
่
ี
- แบบทดสอบก่อนเรยน-หลังเรยน
ี
195
สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2
ี
์
หนวยการเรยนรู้ อาหารกับการดํารงชีวิต เรื่อง การทดสอบสารอาหารโปรตีน
ี
่
ออกแบบโดย ครูสภาภรณ เจรญสข โรงเรียน เซนตโยเซฟบางนา สมทรปราการ
์
์
ุ
ุ
ุ
ิ
วันท่ ี 10 ตุลาคม 2015
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
ี
ิ
- นักเรยนสามารถอธบายขั้นตอนในการทดสอบโปรตีนได ้
ี
- นักเรยนสามารถอธบายความสาคัญของสารอาหารประเภทโปรตีนทมต่อรางกาย และ
่
ี
่
ํ
ิ
ี
ู
้
ํ
นาความรไปใช ้
่
ี
ี
์
ี
ั
- ประโยชนในชวิตประจาวัน โดยการเลอกรบประทานอาหารทมสารอาหารประเภท
ื
ํ
้
ี
้
โปรตนไดเพยงพอกับความตองการของรางกาย
ี
่
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
็
ํ
้
ํ
์
- โปรตีนเปนส่วนประกอบสาคัญของเซลลทุกเซลล ช่วยเสรมสรางการเจรญเติบโตและ
็
ิ
์
ิ
ี
์
ซ่อมแซมเซลลต่างๆ ของรางกาย เราจึงควรรบประทานอาหารทมสารอาหารประเภทโปรตีนให ้
่
่
ั
ี
ี
เพยงพอกับความตองการของรางกาย ซึ่งมอยูในอาหารประเภท เน้อสัตว ไข่ นม ถั่วเมล็ดแหง
้
้
่
ื
่
์
ี
ื
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
้
- การทดสอบโปรตีน - ประโยชนของโปรตีนทมต่อรางกาย
์
ี่
่
ี
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
้
่
ู
ี
ื
ี
้
- ครใชคําถามว่า นักเรยนเคยเห็นคนแถบยุโรปหรอไม่? คนพวกน้มลักษณะรปรางอย่างไร
ู
ี
ู
ถาเทยบกับรปรางของคนแถบเอเชยอย่างเรา?
ี
ี
่
้
1.5 เวลา (Time) - 1 คาบ 50 นาที
ั
2. การประเมินและวดผล
- จากการทดสอบกอน-หลังเรียน
่
- จากผลการทดลอง
3. การสรางบรรยากาศ
้
้
ํ
ี
่
้
ู
ู
- ครใชคาถาม นักเรยนเคยเห็นคนแถบยุโรปหรอไม่? คนพวกน้มลักษณะรปรางอย่างไร ถา
ื
ี
ี
ู
ี
ี
็
ี
เทยบกับรปรางของคนแถบเอเชยอย่างเรา? นักเรยนคิดว่าเปนเพราะเหตุใด?
่
ี
ั
้
ี
้
้
้
ี
ู
- ครมอาหารมาใหนักเรยน 4 ชนิด ไดแก่ ขนมปง ไข่ขาว น้าเตาหู และนม นักเรยนคิดว่า
ํ
อาหารชนิดใดบางมสารอาหารประเภทโปรตีน?
้
ี
196
ี
4. การนําเสนอบทเรยน
์
้
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
้
้
ํ
ํ
- ใหนักเรยนสังเกตอาหารทครนามา 4 ชนด คอ ขนมปง ไข่ขาว น้าเตาหู และนม
ู
่
ี
ิ
้
ื
ั
ี
้
ี่
ี
ี
่
้
นักเรยนเขยนทายคําตอบว่าอาหารทมสารอาหารประเภทโปรตนไดแกอะไรบาง?
ี
ี
ื
ี
้
ํ
- ใหนักเรยนอ่านขั้นตอนการทดลอง ลงมอทาการทดลอง บันทึกผล
ี
่
ี
่
ํ
ื
ี
- นักเรยนแต่ละกลุมส่งตัวแทนนาเสนอผลการทดลองหนาชั้นเรยน เพอเปรยบเทยบผล
้
ี
่
ื
่
่
การทดลองของกลุมตัวเองกับกลุมอนๆ
่
ี
- นักเรยนรวมกันสรปถึงอาหารทมสารอาหารประเภทโปรตีน
ี
ี่
ุ
์
ิ
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)
ี
ู
่
์
ู
้
- ครใหความรเกยวกับการทดสอบสารอาหารประเภทโปรตีน ประโยชนของสารอาหาร
้
่
่
ี
ี
ี
ิ
ี
ประเภทโปรตนทมต่อรางกาย โทษของการขาดสารอาหารประเภทโปรตนและปรมาณของ
้
ี่
่
สารอาหารประเภทโปรตีนทรางกายตองการในแต่ละวัน
่
ื
ื
้
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ...... หนา ..... เรอง ......
ู
้
ี
ิ
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
ื
- นักเรยนแต่ละกลุมวางแผนในการเลอกรบประทานอาหารทมีสารอาหารประเภทโปรตีน
่
ั
ื
ี
่
ี
ใหเพยงพอกับความตองการของรางกายในแต่ละวัน
้
่
ี
้
- ตัวแทนแต่ละกลุมนาเสนอผลงาน ครใหคําแนะนาเพิ่มเติมในแต่ละกลุม
้
ํ
่
ู
ํ
่
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
่
ี
่
5.1 Reflect - นักเรยนอยากรอะไรเพิมเติมเกยวกับเรองน้อย่างไร?
่
ื
ี
ี
่
่
ู
้
ี
5.2 Connect - นักเรยนคิดว่า ความรเรองการทดสอบสารอาหารโปรตนเชอมโยงกับการ
ี
ื
ี
่
ื
ู
้
่
เรยนรเรองโภชนาการอย่างไร?
ื
ู
้
่
ี
ู
ี
้
่
ิ
ั
ี
5.3 Apply - จากความรทนักเรยนไดรบมา นักเรยนจะเปลยนแปลงพฤติกรรมการบรโภค
้
ี
ี
่
้
่
่
้
ั
่
ื
้
ี
อย่างไร เพอใหรางกายไดรบสารอาหารประเภทโปรตนเพยงพอกับความตองการของรางกายใน
ี
แต่ละวัน?
6. สอการเรยนการสอน
่
ื
ี
- หลอดทดลองขนาดกลาง 4 หลอด - สารละลายโซเดยมไฮดรอกไซต 10 ลูกบาศก ์
์
ี
- หลอดฉดยา 6 หลอด เซนติเมตร
ี
- หลอดหยด 2 หลอด - สารละลายคอปเปอรซัลเฟต 10 ลูกบาศก ์
์
ี
่
- ทวางหลอดทดลอง 1 ที ่ เซนติเมตร
ี
ื
่
ี
- แบบทดสอบกอน-หลังเรียน - หนังสอเรยนวิทยาศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปท 2
่
ี
์
197
ี
สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3
์
หนวยการเรยนรู้ 1) การถ่ายทอดพลังงาน เรื่อง สายใยอาหาร
่
ี
ั
ออกแบบโดย ครูโชติกา ตันนนตา โรงเรียน สันติวิทยา เชียงราย
ั
วันท่ ี 7 กนยายน 2014
1. การใหภาพรวม
้
1.1. วัตถุประสงค์ (Objectives)
- นักเรยนเขาใจถึงหลักการถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ
้
ี
ี
่
้
ู
ํ
ี
้
ี
ํ
้
- นักเรยนสามารถนาความรทไดไปใชในชวิตประจาวัน
1.2 ความจาเปน (Needs)
็
ํ
ี
- นักเรยนรหลักการสมดุลของสิ่งมชวิตในระบบนิเวศ
ี
ี
้
ู
ี
้
้
ี่
ั
ื่
ื
ั
- นักเรยนสามารถเลอกรบประทานอาหารเพอใหไดรบพลังงานทเหมาะสมกับตนเอง
ื
1.3 หัวข้อและเน้อหา (Range)
- หลักการถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ
ั
่
่
์
้
- ประโยชนของการถายทอดพลังงานทนักเรยนจะไดรบ
ี
ี
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
้
้
่
ื่
- ใหนักเรยนเล่นเกม “จับคู อาหารของฉัน” เพอใหนักเรยนรบทบาทของตน
้
ี
ู
ี
้
์
ี
ี่
ี
ี
- ใหนักเรยนดูวีดิทัศนเกยวกับพฤติกรรมของสิ่งมชวิต
้
1.5 เวลา (Time)
ี
- 1 คาบเรยน
ั
2. การประเมินและวดผล
ื
ี
่
- ประเมินจากผลงานของนักเรยนในใบงานเรองการถ่ายทอดพลังงาน และแผนผังเรอง
่
ื
การถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ
3. การสรางบรรยากาศ
้
่
- เกม “จับคู อาหารของฉัน”
ี
- ดูวดิทัศนเกยวกับพฤติกรรมของสิ่งมชวิต
์
ี่
ี
ี
ี
4. การนําเสนอบทเรยน
์
้
4.1 การสรางประสบการณ (See)
ื
์
้
ี
ี
่
้
้
ี
่
- ใหนักเรยนเล่นเกมจับคูอาหาร โดยนักเรยนแต่ละคนจะมป้ายชอสัตว แลวใหนักเรยนคิด
ี
ว่า นักเรยนจะกนสัตวอะไร?
ี
ิ
์
้
ิ
- ครใหนักเรยนเลอก/ เดาว่าสัตวชนิดไหนควรกนอะไรเปนอาหาร?
์
ื
็
ู
ี
198
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)
์
ิ
- ครอธบายกระบวนการ/ หลักการถ่ายทอดพลังงาน และเปดวีดิทัศนเรือง พฤติกรรมของ
ิ
ู
ิ
์
่
ี
สิ่งมชวิต
ี
่
ื
ื
ู
ี
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ...... หนา ...... เรอง ......
้
้
ี
ู
ี่
ี
ี
- ครและนักเรยนรวมกันยกตัวอย่างสิ่งมชวิตทมการถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ
ี
่
ู
ุ
- ครและนักเรยนรวมกันสรปประโยชนของการถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ
์
ี
่
ิ
ื
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)
่
่
ํ
- นักเรยนทาแบบฝกหัด ใบงานเรือง การถายทอดพลังงาน
ี
ึ
่
่
- นักเรยนทาแผนผังเรอง การถายทอดพลังงานในระบบนิเวศ
ื
ี
ํ
ี
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
่
่
5.1 Reflect
ู
ื่
- นักเรยนไดเรยนรอะไรบางในเรอง การถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ?
้
ี
ี
้
้
5.2 Connect
ี
้
- นักเรยนคิดว่าบทเรยนน้มความสัมพันธใกลชิดกับชวิตของนักเรยนอย่างไร?
ี
ี
์
ี
ี
ี
5.3 Apply
้
ี
ี
ื
่
ี
ิ
- นักเรยนจะเปลยนแปลงพฤติกรรมการกนอาหารของนักเรยนอย่างไร เพอใหเหมาะสม
่
ิ
กับชีวตประจําวัน?
6. สอการเรยนการสอน
่
ื
ี
์
ี
ี
ื่
- วีดิทัศนเรอง พฤติกรรมของสิ่งมชวิต
่
่
- ใบงานเรือง การถายทอดพลังงาน
199
สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร์ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3
ี
หนวยการเรยนรู้ 2) การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม (โครโมโซม)
่
ี
้
ั
ออกแบบโดย ครูขวญกลา นชนารถ โรงเรียน มาแตร์เดอีวิทยาลัย กรุงเทพฯ
ุ
วันท่ ี 25 มกราคม 2016
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
- นักเรยนสามารถอธบายความหมายและความสาคัญของโครโมโซมได ้
ี
ิ
ํ
ี
- นักเรยนสามารถจาแนกประเภทของโครโมโซมในรางกายมนุษยได้
์
่
ํ
ํ
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
็
้
ํ
่
็
ื
่
่
้
ื
้
ํ
- การศึกษาเรองโครโมโซมทาใหเหนคุณค่าของตนเองและผูอน และนาไปสูความเขาใจ
ั
และยอมรบและเคารพความแตกต่างของบุคคลตามธรรมชาติ
ื
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
้
- ความหมายของโครโมโซม
- ประเภทของโครโมโซมในรางกายมนุษย ์
่
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
้
ี
ิ
ี
ิ
้
- ครูนําภาพของดารานักแสดง เช่น ลโอนาโด วลสมิธ กวนเนธวรัทยาแลวใหนักเรยน
้
ี
่
ี
เปรยบเทยบความแตกต่างของแต่ละบุคคลว่ามลักษณะแตกต่างทไหน อย่างไร
ี
ี
1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบ
2. การประเมินและวดผล
ั
- กระบวนการทางานกลุม
่
ํ
- การตอบคําถาม
- การแสดงความคิดเห็นรวมกัน
่
3. การสรางบรรยากาศ
้
ี
- นักเรยนทา Brain Gym
ํ
- ครเปดเพลงโครโมโซมใหนักเรยนฟง
ิ
ู
ี
ั
้
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
4.1 การสรางประสบการณ(See) [LIKE]
้
์
่
ี
ี
้
ี
ี
ู
่
- ครแบ่งกลุ่มนักเรยน กลุ่มละ 4 คน ใหดูคลิปวดโอเกยวกับโรคทมสาเหตุมาจาก
ิ
ี
โครโมโซม
200
่
ิ
่
ี
ี
ู
ิ
้
- ครใหนักเรยนแต่ละกลุมสบเสาะหาความร จาแนกโรคทดูจากคลิปวดีโอว่าเกดจาก
ํ
ู
้
ื
อะไร? อย่างไร?
ี
่
- ครและนักเรยนเขยนประเภทของโครโมโซมททาใหเกดโรคทไดจากการสบเสาะหา
้
้
ื
ู
ิ
ี
่
ี
ี
ํ
ู
้
้
ู
ี
ความรความรของนักเรยนบนกระดาน
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)[LIKE]
์
ิ
ํ
ู
ิ
- ครอธบายความหมายของโครโมโซม ความสาคัญของโครโมโซม
ํ
ื
ิ
- ครูอธบายการจาแนกประเภทของโครโมโซมในรางกายมนุษยและดูคลิปวดโอเพอตอก
ี
่
่
ี
์
ย้าความเขาใจในเน้อหาโดยการถามคาถาม
ํ
้
ํ
ื
้
ี
ี
ี
้
ู
- ครให้นักเรยนเขยนบอกว่า โครโมโซมสามารถบ่งบอกอะไรกับชวิตของคนเราไดบาง?
์
ิ
ี
่
ี่
ู
- ครใหนักเรยนรวมกันอภปรายและบันทึกประสบการณในการแลกเปลยนเรยนรกัน
้
ี
้
ู
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
ิ
ื
ํ
้
- ครูให้นักเรยนคิดออกแบบโดยการตั้งคาถามว่า ถาโครโมโซมในรางกายของมนุษยม ี
์
ี
่
มากเกนหรอนอยลงกว่าปกติจะมผลต่อรางกายและจิตใจอย่างไรบาง?
้
้
ี
ิ
ื
่
้
่
ุ
- ครใหนักเรยนแสดงความคิดเห็นและสรปรวมกัน
ี
ู
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน[LIKE]
ี
่
่
5.1 Reflect
- นักเรยนมความรสึกอย่างไรกับผูทมโครโมโซมผิดปกติและเราควรจะปฏบัติต่อบุคคลทม ี
ิ
ี
ี่
ี
้
ี่
้
ู
ี
ความผิดปกติของโครโมโซมอย่างไร?
ี
้
- นักเรยนไดเรยนรอะไรบางเกยวกับเรองโครโมโซม?
ื
่
้
่
้
ี
ี
ู
5.2 Connect
ี
ี
ี
่
ื
่
ี
ี
่
่
ี
ี
- นักเรยนคิดว่า เน้อหาทเรยนในคาบเรยนน้เกยวกับเน้อหาทเรยนในคาบเรยนกอน
ี
ื
ี
อย่างไร?
่
ื
- นักเรยนคิดว่า การเรยนเรองการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมสามารถเชอมโยงกับ
ี
ี
่
ื
่
ื่
วิชาอนในเรองใด อย่างไร?
ื่
5.3 Apply
- นักเรยนคิดว่า ความรเรองโครโมโซมนาไปใชในวิชาชพอนๆ ไดหรอไม่? อย่างไร?
้
ี
ื
ื่
ู
้
ี
ํ
ื่
้
- นักเรยนสามารถนาความรเรองการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม (โครโมโซม) ไป
ี
้
่
ื
ํ
่
ู
้
ประยุกต์ใชในชวิตไดอย่างไร?
้
ี
6. สอการเรยนการสอน
ี
ื
่
ิ
ี
- คลิปวดโอ
- แผ่นภาพ
- PowerPoint
201
์
สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3
ี
หนวยการเรยนรู้ 3) ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เรื่อง ทรัพยากรนํ้า
ี
่
ุ
ุ
่
์
ั
ออกแบบโดย ครูผอบขวญ บญชวย โรงเรียน เซนตโยเซฟบางนา สมทรปราการ
วันท่ ี 10 ตุลาคม 2015
้
1. การใหภาพรวม
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
ี
้
้
ั
ิ
ั
- นักเรยนอภปรายปญหาสิ่งแวดลอมและเสนอแนะแนวทางการแกปญหา
่
ื
์
ิ
ี
้
ิ่
้
- นักเรยนอภปรายและมส่วนรวมในการดูแลและอนุรกษสิ่งแวดลอมในทองถนอย่างยั่งยน
ี
ั
็
1.2 ความจาเปน (Needs)
ํ
้
้
ี
ี
์
่
่
- สิ่งแวดลอมต่างๆมความสัมพันธกัน ผลทเกดขึ้นจากสิ่งแวดลอมชนิดหนึงจะส่งผล
ิ
้
ั
ี
ื
้
่
ื
ิ
กระทบหรอทาลายสิ่งแวดลอมอกชนดหนึงได หนาทของเราทุกคนคอ การรกษาและพัฒนา
้
่
ํ
ี
ั
ื
้
้
ี
้
สิ่งแวดลอมใหมความสมดุล ยั่งยนและใชทรพยากรธรรมชาติอย่างฉลาดและคุมค่า
้
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
้
ื
- ทรพยากรธรรมชาติในทองถน (น้า)
ิ่
ั
ํ
้
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
้
ี
ั
้
ํ
- ใหนักเรยนดู VDO เกยวกับปญหาการขาดแคลนน้าในสถานทต่างๆ และถามนักเรยนว่า
ี
ี่
ี่
้
ี
ี
็
ู
ั
“ถานักเรยนตองเผชิญกับปญหาดังกล่าวจะรสึกอย่างไร? น้ามความจาเปนต่อพวกเรา
ํ
้
ํ
้
อย่างไร?”
1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบ คาบละ 50 นาที
ั
2. การประเมินและวดผล
้
ํ
ั
ู
ุ
ิ่
ี
้
ี่
ู
- นักเรยนประมวลและสรปความรเกยวกับทรพยากรในทองถน (น้า) ในรปของผังมโนทัศน ์
3. การสรางบรรยากาศ
้
้
ี
- พูดคุยกับนักเรยนโดยใชเน้อหาทไดจากการดู VDO
ื
้
่
ี
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
์
้
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
ั
ี
่
- จากการดู VDO เกยวกับปญหาการขาดแคลนน้า
ํ
ี
ก) นักเรยนมความคิดเห็นอย่างไร?
ี
ํ
้
ั
้
ี
ั
ข) ในปจจุบันมนุษยใชทรพยากรน้าไดคุมค่ามากเพยงไร?
้
์
่
้
ค) ถาเราใชทรพยากรน้าอย่างฟุมเฟอยจะกอใหเกดผลอย่างไร?
ิ
่
้
ํ
้
ั
ื
202
ง) ในฐานะทนักเรยนเปนส่วนหนึงของจังหวัดสมุทรปราการ นักเรยนทราบหรอไม่
่
ี
็
ี
่
ี
ื
ิ
ว่าปญหาการเกดมลภาวะทางน้าของจังหวัดสมุทรปราการเกดจากสาเหตุใดบาง?
ั
้
ํ
ิ
- แบ่งกลุมนักเรยนกลุมละ 4-5 คนช่วยกันทาผังมโนทัศนเกยวกับเรองต่อไปน้ ี
่
่
่
์
่
ี
ํ
ื
ี
ก) ประโยชน์ของนํ้า
ิ
ข) ผลกระทบเมอเกดการขาดแคลนน้า
ื่
ํ
ค) สาเหตุของมลภาวะทางน้า และ
ํ
่
ื
้
ั
้
ง) การใชทรพยากรน้าอย่างคุมค่าและยังยน
ํ
ี
้
ู
ื่
ํ
็
่
ี่
จากนั้นตัวแทนแต่ละกลุมนาเสนอเพอเปนการแลกเปลยนเรยนรซึ่งกันและกัน
์
ิ
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]
้
ื
่
ี
ื
- ครใหนักเรยนอ่าน หนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....
ู
้
ื
่
ํ
ิ
่
- ครใหความรเพิมเติมเรองวัฏจักรของน้า การวัดค่าน้าด-น้าเสย การเกดมลภาวะทางน้า
ู
ี
้
ี
ํ
ํ
ู
้
ํ
ํ
วิธบาบัดน้าเสยจากแหล่งต่างๆ
ํ
ี
ี
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
ื
ิ
- นักเรยนช่วยกันวางแผนในการใชน้าอย่างประหยัดและคุมค่า และเลือกท่จะไม่กระทา
้
ี
ํ
ํ
้
ี
สิ่งต่างๆ ทมผลกระทบต่อการเกดมลภาวะทางน้า
ิ
่
ี
ี
ํ
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
่
่
ี
้
้
ี
ี
ครใหนักเรยนหยุดคิดและบันทึกหลังการเรยนในหัวขอต่อไปน้ ี
ู
5.1 Reflect
ี
ี
ี
ื่
ี
- นักเรยนไดเรยนรอะไรบางในชั่วโมงน้ และนักเรยนมปญหาหรอขอสงสัยในเรองใดบาง?
้
ื
้
ั
ู
้
้
้
ี
5.2 Connect
้
ี
ี
ํ
ึ
่
ํ
ั
- การเรยนรเกยวกับทรพยากรน้าในหัวขอน้ทาใหนักเรยนคิดถงคาสอนของพระ
ี
ู
้
้
ํ
ี
้
สันตะปาปาเรือง การสรรเสรญพระเจาดวยการดูแลรกษาสิงแวดลอมอย่างไร?
ิ
ั
้
้
่
่
5.3 Apply
- จากสิ่งทไดเรยนรในวันน้นักเรยนจะปรบเปลยนพฤติกรรมการใชน้าของตนเองอย่างไร?
ี
ํ
้
ี่
ี
ู
้
ี
ั
้
ี่
ี
6. สอการเรยนการสอน
ื่
้
- VDO สิ่งแวดลอม ข่าวสิ่งแวดลอม
้
ื
- หนังสอเรียน
ํ
- ภาพวัฏจักรของน้า
203
ี
สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4
์
หนวยการเรยนรู้ 1) โลกและอวกาศ เรื่อง แผ่นดินไหว
ี
่
ั
ั
์
ั
ุ
์
ิ
ั
ออกแบบโดย ครูจินตนา จนทรเจรญ โรงเรียน อสสมชญคอนแวนต กรงเทพฯ
ี
วันท่ ี 13 มนาคม 2015
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
ิ
ิ
ี
- นักเรยนสามารถอธบายสาเหตุการเกดแผ่นดินไหวได ้
ิ
ี
ุ
- นักเรยนสามารถอธบายขนาดและความรนแรงของแผ่นดินไหวได ้
- นักเรยนสามารถอธบายผลกระทบทเกดจากแผ่นดินไหวได ้
่
ี
ิ
ี
ิ
ี
ิ
่
ื
ิ
- นักเรยนสามารถบอกแนวทางปฏบัติตนเพอความปลอดภัยจากการเกดแผ่นดินไหวได ้
ํ
1.2 ความจาเปน (Needs)
็
้
ี
ู
ี
่
้
ี
ื
- เมอเกิดแผ่นดินไหว นักเรยนสามารถนําความรทไดไปปฏิบัติตนเพอใหมชีวิตรอดพน
้
้
่
่
ื
จากสถานการณแผ่นดินไหวได้
์
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
้
ื
ิ
- สาเหตุการเกดแผ่นดินไหว - ตําแหน่งทมโอกาสเกดแผ่นดินไหว
ี
ิ
ี่
่
ื
ิ
ุ
- ขนาดและความรนแรงของแผ่นดินไหว - แนวทางปฏบัติตนเพอความปลอดภัย
้
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
้
ี
ิ
์
- นักเรยนเล่นเกมกระจกเงาโดยใชท่าทางประกอบจากสถานการณการเกดแผ่นดินไหว
1.5 เวลา (Time) - 2 คาบเรยน
ี
ั
2. การประเมินและวดผล
ู
้
- ประเมินจากผลงานการสรปความร “แผ่นดินไหว” ในรปแบบ Mind Map
ุ
ู
3. การสร้างบรรยากาศ
์
ิ
- เกมกระจกเงาโดยใชท่าทางประกอบจากสถานการณการเกดแผ่นดินไหว
้
ี่
์
์
- วีดิทัศน “เหตุการณแผ่นดินไหวในประเทศญปุน”
่
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
์
4.1 การสรางประสบการณ (See)
้
่
่
็
ี
ู
- ครแบ่งนักเรยนออกเปนกลุม กลุมละ 4-5 คน
ิ
่
ี
ี
- นักเรยนดูวดิทัศน์ “เหตุการณแผ่นดินไหวในประเทศญปุน” และรวมกันอภปรายตาม
ี
์
่
่
หัวข้อ ดังน้ ี
์
์
ิ
(ก) วีดิทัศนเกดเหตุการณอะไร?
204
(ข) สาเหตุการเกดคืออะไร?
ิ
(ค) ส่งผลกระทบอย่างไร?
- สมาชิกในกลุมรวมกันสรปและวิเคราะหหาสาเหตุการเกด และผลกระทบจากเหตุการณ ์
์
ิ
่
ุ
่
ดังกล่าว
ิ
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)
์
่
ื
ี
ื
้
ู
้
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....
่
ุ
- ครบรรยายประกอบ PowerPoint เกยวกับหลักการเกด ขนาด ความรนแรง ผลกระทบ
ี
ิ
ู
และแนวทางปฏบัติก่อน ขณะเกด และหลังเกดแผ่นดินไหว
ิ
ิ
ิ
ู
้
ี
ิ
้
้
ื
ี
ู
้
้
ี
- ครใชคําถามกระตุนใหนักเรยนเกดการเรยนร และใหนักเรยนจดบันทึกเน้อหาระหว่าง
บรรยาย
ื
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)
ิ
- ใหนักเรยนทาแบบฝกหัดทบทวน “แผ่นดินไหว”
ี
้
ํ
ึ
ี
้
- ใหนักเรยนสรปความร “แผ่นดินไหว” ในรปแบบ Mind Map และนาเสนอผลงานกลุม
ุ
ํ
ู
่
ู
้
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
่
ี
่
5.1 Reflect
ี
ื
ี
ู
่
้
้
ี
ี
- นักเรยนไดเรยนรอะไรจากวดทัศน์เรองนี้?
้
ู
์
ี
- นักเรยนมความรสึกอย่างไรกับเหตุการณน้?
ี
ี
้
ี
่
ี
ํ
่
้
- นักเรยนไดเรยนรอะไรบางจากการทางานกลุมและมการแบ่งหนาทกันอย่างไรบาง?
ี
้
ี
้
ู
้
5.2 Connect
ี
ี
้
่
- นักเรยนคิดว่า เน้อหาทเรยนในคาบน้เกยวของกับคาบกอนอย่างไร?
่
ี
ื
ี
่
ี
ื
- นักเรยนคิดว่า จะสามารถเชอมโยงกับหัวขออนไดอย่างไร?
ี
้
่
ื
่
้
ี
- เมอเปรยบเทยบการทางานรวมกันท่ผ่านมาในชั่วโมงกอนมอะไรทควรเปลยนแปลงบาง
ื
่
้
ี
ํ
ี
ี่
ี
ี่
่
่
อย่างไร?
5.3 Apply
้
ี
ี
์
ี
้
ิ
ี
่
- ถานักเรยนอยูในสถานการณน้ นักเรยนจะมแนวทางปฏบัติตนอย่างไรใหปลอดภัยจาก
์
สถานการณดังกล่าว?
ิ
้
้
ื
ี
้
่
่
- จากสิงทไดเรยนมา นักเรยนคิดว่าควรทาอะไรเพอใหผูอนรถงความปลอดภัยเมอเกด
ํ
ี
้
ี
ื
ึ
ื
่
ู
่
่
แผ่นดินไหว?
ิ
้
ื
่
- นักเรยนคิดว่าควรจะทาอะไรบางเพอใหการทางานกลุมมประสิทธภาพมากขึ้น?
ี
ํ
ํ
่
ี
้
ี
ื
6. สอการเรยนการสอน
่
ี่
- วีดิทัศน “เหตุการณแผ่นดินไหวในประเทศญปุน”
่
์
์
205
สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4
์
ี
หนวยการเรยนรู้ 2) การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
่
ี
ุ
ออกแบบโดย ครูอรพรรณ พยัฆกล โรงเรียน เซนต์นิโกลาส พิษณุโลก
ุ
ั
วันท่ ี 22 กมภาพนธ 2015
์
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
่
- นักเรยนสามารถอธบายลักษณะและหนาทของสารพันธุกรรม อธบายกระบวนการ
ิ
ี
้
ิ
ี
ี
่
ํ
์
้
ถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม และนาความรไปใชประโยชนในชวิตประจาวันดานการระบุตัว
ํ
้
ู
้
ื
บุคคลและเครอญาติ
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
ํ
็
- นักเรยนสามารถระบุไดว่าพันธุกรรมเปนลักษณะทถายทอดจากรุนสูรุนไดโดยม ี
่
้
ี
่
่
่
็
ี
่
้
์
ื
ความสัมพันธกันในเครอญาติ
ื
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
้
่
ี
้
ู
ี
- เรยนรเกยวกับลักษณะของสารพันธุกรรม วธการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม และ
ิ
ี
้
้
่
์
ํ
การนาความรไปใชประโยชนในดานต่างๆ ทเกยวของ
ี
ู
ี
่
้
้
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest) [LIKE]
้
ี
ี
ี
้
่
่
ี
ื
ู
- ครซักถามนักเรยนว่า นักเรยนมพนองกคน? คิดว่าหนาตาเราเหมอนใครมากกว่ากัน
ี
้
่
ื
้
ื
ี
ู
ระหว่างพ่อกับแม่? เราหนาตาเหมอนปู-ย่า ตา-ยายหรอไม่? ครมภาพปะติด สมมุติเหตุการณ ์
่
ี
ี
แต่งงานและมลูกระหว่าง นายณเดชน์และนางสาวญาญา โดยใหนักเรยนทดลองติดอวัยวะ
้
ผสมหนาตาทกาหนดให ้
ี่
ํ
้
1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบ (120 นาที)
2. การประเมินและวดผล
ั
- ใบงานเรอง การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
่
ื่
ี
- แบบวิเคราะหผูเรยนรายกลุม
์
้
่
3. การสรางบรรยากาศ
้
ี
- ครซักถามนักเรยนว่า มหนาตาเหมอนกับพ่อแม่ ป-ย่า ตา-ยาย อย่างไร?
ู
ื
ู่
ี
้
- กจกรรมภาพปะติดอวัยวะผสมหนาตาทกาหนด
ิ
้
ี
่
ํ
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
์
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
้
206
ี
่
่
- ครแบ่งกลุมนักเรยน กลุมละ 6 คน (เก่ง กลาง อ่อน)
ู
- ครตั้งประเด็นศึกษาใหนักเรยน
ี
ู
้
(ก) ถาพูดถึงพันธุกรรม นักเรยนคิดถงอะไร?
ี
้
ึ
่
ี
(ข) นักเรยนคิดว่า ลักษณะทางพันธุกรรมมการถายทอดกันโดยกระบวนการใด?
ี
ี่
ํ
ื่
ื่
ี
- ใหนักเรยนดูสอแอนิเมชั่นเกยวกับการแบ่งเซลลเพอกาหนดลักษณะทางพันธุกรรม
์
้
ี
่
้
ี
่
ื
- นักเรยนรวมกันหาคาตอบ และสบคนขอมูลของประเด็นภายในกลุม พรอมเขยนออกมา
ํ
้
้
ี่
ู
เปนแผนภาพในรปแบบทน่าสนใจ
็
ิ
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]
์
่
่
ี
ํ
- ใหนักเรยนแต่ละกลุมนาเสนอภาพของกลุมตนเอง
้
ี
่
้
ิ
้
ื
ี่
ี่
- ใหนักเรยนรวมกันอภปรายเกยวกับผลการสบคนเกยวกับประเด็นทศึกษา
ี่
่
ื
ี
ื
้
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....
ู
้
ิ
ั
่
ี
- ครอธบายเพิมเติมอกคร้ง
ู
ี
ี
ี
ุ
่
่
่
่
(ก) สิ่งมชวิตมการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากรนหนึงมาสูรนลูกหลานได ้
ุ
่
่
้
ี
ซึงสังเกตไดจากลักษณะทปรากฏ
(ข) การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมผ่านยนทเปนหน่วยพันธุกรรมอยูบน
่
่
็
ี
ี
่
ื
โครโมโซม มลักษณะเรยงกันเหมอนสรอยลูกปด ทาหนาทควบคุมลักษณะต่างๆ
ี
ํ
ี
่
้
ั
ี
้
ิ
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)
ื
่
ื
- นักเรยนทาใบงานเรอง การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
ี
่
ํ
้
- นักเรยนสบคนขอมูลเรอง การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมไปปรบใชในชวตประจา
ี
้
ื
ั
้
ิ
ี
ํ
ื
่
่
ุ
่
วันในดานต่างๆ และรวมกันสรปและอภปรายในหองเรยน
้
ี
ิ
้
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
ี
่
่
5.1 Reflect
่
ี
้
้
- พันธุกรรมประกอบดวยอะไรบาง มการถายทอดลักษณะอย่างไร?
5.2 Connect
่
ื
์
- การเรยนเรอง การถ่ายทอดทางพันธุกรรมเปนประโยชนต่อวิชางานเกษตรอย่างไร?
็
ี
5.3 Apply
ี
์
้
- นักเรยนคิดว่า นอกจากจะใชประโยชนจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ในการระบุตัว
้
ื
ํ
บุคคลและเครอญาติ แลวยังสามารถนาไปใชประโยชนดานใดไดบาง?
้
้
์
้
้
่
6. สอการเรยนการสอน
ี
ื
้
- ภาพปะติดอวัยวะผสมหนาตา - ใบงานเรอง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
ื่
- สอแอนิเมชั่นเกยวกับการแบ่งเซลล
์
ี่
ื่
207
์
ี
สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4
หนวยการเรยนรู้ 3) การศึกษาชีววิทยา เรื่อง การสังเกตและการตั้งคําถาม
ี
่
์
ุ
่
ั
ออกแบบโดย ครูมิงขวญ กิจติถานนท โรงเรียน เซนตโยเซฟบางนา สมทรปราการ
์
วันท่ ี 10 ตุลาคม 2015
1. การใหภาพรวม
้
์
1.1 วัตถุประสงค (Objectives)
ี
ิ
่
้
ื
- เพอใหนักเรยนเกดทักษะการสังเกต
- นักเรยนสามารถตั้งคาถามจากการสังเกต
ี
ํ
ํ
็
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
ี
ี
ํ
้
ั
็
็
้
่
- การทนักเรยนเปนคนช่างสังเกตจะช่วยใหสามารถตั้งคาถามไดรดกุม และเปนแนวทางสู ่
การคนพบคําตอบอย่างเปนระบบ
้
็
้
ื
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
- การสังเกตและการตั้งคาถาม
ํ
์
- ประโยชนของการเปนคนช่างสังเกต
็
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
้
่
้
้
ี
- ใหนักเรยนแบ่งกลุมเล่นเกมจับผิดภาพ (ใชภาพ 2 ภาพเหมอนกัน แต่มจุดต่างกัน 10 จุด)
ื
ี
1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบ คาบละ 50 นาที
2. การประเมินและวดผล
ั
- แบบประเมินพฤติกรรม
ํ
- ผลงานการสังเกตและการตั้งคาถามของนักเรยน
ี
3. การสรางบรรยากาศ
้
- เหมือน 1.4 Interest นักเรยนสนุกพรอมเรยนแลว
ี
ี
้
้
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
์
้
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
ี
่
่
ํ
ี
- แบ่งกลุมทาการทดลองเกยวกับการสังเกต (เทยนไขของฉัน)
ี
ี
- นักเรยนอ่านวิธการทดลอง ดําเนินการทดลอง (สังเกตเทยนไขทถูกจุด)
ี่
ี
- นักเรยนบันทึกผลการทดลองและตั้งคาถามจากการสังเกต
ี
ํ
- นักเรยนแต่ละกลุมนาเสนอผลงานการสังเกตและคาถามทไดจากการสังเกต
่
ํ
้
ี
ี
ํ
่
208
4.2 การคิดวินิจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]
์
ี
ื่
ู
ํ
- ครนาผลงานของนักเรยนทไดมาใหความรในเรองของการสังเกต
้
ู
้
ี่
้
ู
้
ู
้
ี
่
ํ
ี
่
่
- ครใหความรเกยวกับการตั้งคาถามจากการสังเกต (สิงทสังเกตได)
้
ื
้
้
ี
ื
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....
่
ู
ื
ิ
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
ึ
้
้
- ใหนักเรยนฝกการสังเกตจากสอใกลตัวเช่น ลูกอมในกระเปา สวนหนาหองเรยน ภาพที ่
้
ื
ี
้
ี
่
๋
ํ
ํ
ฝาผนังหอง จากนั้นฝกตั้งคาถามและนาเสนอคาถาม
ํ
้
ึ
ํ
ี
- นักเรยนยกตัวอย่างการนาประโยชนจากการสังเกตไปใชในชวิตประจาวัน
ํ
ี
้
์
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
ี
่
่
5.1 Reflect
ื
่
ี
ี
ู
- นักเรยนไดเรยนรอะไรบาง จากการเรยนเรองการสังเกตและการตั้งคาถาม?
้
้
้
ํ
ี
ี่
ี
- นักเรยนอยากเรยนรอะไรเพิมเติม เกยวกับเรองน้ไหม?
้
ี
ู
ี
ื่
่
5.2 Connect
่
ี
ื
้
ู
่
ี
้
ี
้
ู
- นักเรยนคิดว่า ความรทไดจากหัวขอน้เชอมโยงกับการเรยนรในวิชาอนๆ อย่างไร?
้
ี
ื
่
5.3 Apply
้
ี
ํ
- นักเรยนคิดว่า จะนาทักษะเรองการสังเกตไปใชในชวิตประจาวันไดอย่างไร?
้
ื
่
ํ
ี
่
6. สอการเรยนการสอน
ื
ี
- เกมจับผิดภาพ
- ชุดทดลองเทยนไขของฉัน
ี
- ลูกอม และภาพ
209
สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ์ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4
ี
หนวยการเรยนรู้ 4) ฟิสิกส์ เรื่องแรงเสียดทาน
ี
่
ั
ี
ออกแบบโดย ครูพชร พรหมมาก โรงเรียน เซนต์โยเซฟคอนเวนต์ กรุงเทพฯ
วันท่ ี 10 ตุลาคม 2014
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
ี
้
ิ
- นักเรยนสามารถวเคราะหความสัมพันธของปรมาณทเกยวของกับแรงเสยดทาน และ
ี
ี
์
่
่
ี
ิ
์
อธบายขอดี ขอเสยของแรงเสยดทานได (K)
้
ิ
้
ี
ี
้
ี
ิ
ุ
้
- นักเรยนสามารถทดลองหาค่าสัมประสิทธ์ความเสียดทาน ตีความหมายและลงขอสรป
ได้ (P)
ํ
ี
้
้
้
- นักเรยนสามารถนาหลักการของแรงเสยดทานมาใชในการออกแบบของเล่นของใชใหม ี
ี
ํ
ี
ิ
ประสิทธภาพการทางานสูง และช่วยในการประหยัดพลังงาน (คุณค่าพระวรสาร ความเรยบ
ง่าย) (A)
ํ
็
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
ี
ิ
ี
ื
ี่
- นักเรยนมทักษะในการหาค่าสัมประสิทธ์ความเสยดทานระหว่างพ้นผิวทตนเองสนใจ
ี
ิ
ี
ี
ํ
- นักเรยนรนําหลักการของแรงเสยดทานไปออกแบบของเล่น ของใชในชีวตประจาวันได ้
ู
้
้
และเหมาะสมกับการใชงาน
้
้
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
ื
ี
- การหาสัมประสิทธ์ความเสยดทานระหว่างพ้นผิว
ิ
ื
้
้
ี
ี
- ขอดี ขอเสย การเพิ่มและการลดแรงเสยดทาน
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest) [LIKE]
้
- แรงเสยดทานมทั้งประโยชนและโทษ การเพิ่ม การลดแรงเสยดทานใหเหมาะสมจะทาให ้
ี
ี
้
ี
์
ํ
ี
้
้
ื
่
ี
ิ
การทางานของเครองกลมประสิทธภาพสูงสุดและสิ้นเปลองพลังงานนอยสุด ในชั้นน้เนนศึกษา
ํ
ื
ี
แรงเสยดทานระหว่างผิวสัมผัส
1.5 เวลา (Time)
ี
้
- ใชเวลาเรยน 4 คาบเรยน
ี
ั
2. การประเมินและวดผล
- ประเมินจากผลงานการคํานวณค่าสัมประสิทธ์ความเสยดทาน และการสรปเหตุผล
ิ
ุ
ี
ี
ั
ี่
- ประเมินจากผลงานการสรปปจจัยทมผลต่อแรงเสยดทาน และทิศทางของแรงเสยดทาน
ี
ี
ุ
- ใบงาน
210
้
3. การสรางบรรยากาศ
ี่
ิ
- สนทนาเกยวกับแรงเสยดทานในกจกรรมต่างๆ ในชวิตประจาวัน
ี
ํ
ี
้
- ใหนักเรยนดูภาพการออกแบบผลิตภัณฑ เช่น พ้นรองเทา ยางรถยนต ์
ื
้
์
ี
4. การนําเสนอบทเรยน (2 คาบ)
ี
้
์
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
- สนทนาเกยวกับแรงเสยดทานในกจกรรมต่างๆ ในชวิตประจาวัน เช่น การเดิน รถวิ่ง การ
ี
ี่
ี
ํ
ิ
้
ื
้
้
ํ
ลากของ การหยิบจับสิ่งของ ทาไมเราตองมลายมอ ลายเทา เป็นตน
ี
ี
ื
้
้
์
- ใหนักเรยนดูภาพการออกแบบ พ้นรองเทา ยางรถยนต แลวสนทนาซักถามว่า ทาไม
ํ
้
่
สิงของดังกล่าวจึงออกแบบในลักษณะน้?
ี
- ครตั้งคาถามว่า ถาออกแรงลากวัตถุบนพ้นลนกับพ้นฝด ผลจะเปนอย่างไร?
ํ
่
ื
ื
ู
ื
้
็
ื
ี
ั
ี
ี
่
้
ี
้
ี
- ใหนักเรยนตั้งสมมุติฐานว่า ปจจัยใดบางทมผลต่อแรงเสยดทาน และแรงเสยดทานม ี
ทิศทางอย่างไร?
- ใหนักเรยนแบ่งกลุมทากจกรรมการทดลอง หาค่าสัมประสิทธ์ ิความเสยดทานของพ้นผิว
้
ํ
ื
่
ี
ิ
ี
่
้
โดยแต่ละกลุมตองใชคูสัมผัสทแตกต่างกัน
้
่
่
ี
ํ
่
ุ
- นาผลการทดลองมาสรป และแต่ละกลุมนาเสนอผลการศึกษาของตนเอง
ํ
์
4.2 การคิดวินิจฉัยประสบการณ (Judge) (1 คาบ) [LIKE]
- ครอธบายถึงผลการทดลองของทุกกลุม เหตุผลทค่าสัมประสิทธ์ ิความเสยดทานของแต่
่
ิ
ี
ู
ี
่
่
์
ิ
ิ
้
ี
์
ละกลุมแตกต่างกัน โดยใชหลักการทางคณตศาสตรอธบายความความสัมพันธของแรงเสยด
ิ
ี่
ํ
ิ
ื
ทาน และแรงปฏกรยาทพ้นกระทากับวัตถุ
ิ
้
- ครใช้กฎการเคลอนทของนิวตัน ขอท 1 และ 3 อธบายแรงเสยดทานสถต และแรงเสยด
ิ
ิ
ู
ี
่
ื
ี
่
ี
่
ี
์
ี
ิ
ทานจลน และทิศทางของแรงเสยดทาน โดยวาดภาพประกอบการอธบาย
ู
่
ี
ี
ี
- ครใชกฎการเคลอนทของนิวตัน ขอท 2 อธบายเกยวกับแรงเสยดทานทมผลต่อการออก
ิ
ี
่
่
ี
้
้
่
่
ื
ี
ี
็
่
่
แรง และความเรวในการเคลอนท โดยวาดภาพประกอบการอธบาย
ื
ิ
้
้
่
ี
่
ี
ื
ื
ู
ี
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง ..... เพือใหนักเรยนศึกษา ขอดขอเสยของ
ี
้
้
้
แรงเสยดทาน การเพิม การลดแรงเสยดทานในแบบเรยน และครสนทนาซักถาม เพอใหได ้
ู
ื
่
่
้
ี
ี
ี
ขอสรุปร่วมกัน
้
ิ
ื
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) (1 คาบ)
ู
้
ี
้
ี
่
่
- ครใชคําถาม เพอใหนักเรยนรวมกันสรป ปจจัยทมผลต่อแรงเสยดทาน และทิศทางของ
ี
ี
ั
ื
ุ
่
ี
แรงเสยดทาน
ิ
่
- ใหแต่ละกลุมทาใบงาน การออกแบบ การทดลองหาสัมประสิทธ์ความเสยดทานระหว่าง
้
ํ
ี
่
ี่
คูผิวสัมผัสทนักเรยนสนใจ
ี
211
ิ
์
ี
- ใหนักเรยนศึกษา ภาพจากอนเตอรเนตเกยวกับแรงเสยดทาน การออกแบบของเล่น ของ
้
็
ี
่
ี
ใชและตอบคําถามในแบบฝกหัด
้
ึ
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
่
ี
่
5.1 Reflect
้
ู
ั
้
ี
ี
้
ื่
- นักเรยนไดรบความรอะไรบางในเรองแรงเสยดทานน้?
ี
5.2 Connect
ี
- แรงเสยดทานมีผลต่อการสูญเสยพลังงานอย่างไร? นักเรยนจะออกแบบของเล่นของใช ้
ี
ี
้
อย่างไรใหปลอดภัย และประหยัดพลังงาน?
5.3 Apply
ี
- นักเรยนจะนาหลักการของแรงเสยดทานไปใชในชวิตประจาวันไดอย่างไร? พร้อมกับ
ํ
ี
ํ
้
้
ี
ยกตัวอย่างประกอบ
ี
่
ื
6. สอการเรยนการสอน
ื
- ภาพผลิตภัณฑต่างๆ เช่น พ้นรองเทา ยางรถยนต์ ฯลฯ
์
้
ี
ื่
ี
- แบบเรยนเรอง แรงเสยดทาน
- ใบงาน
212
์
สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5
ี
หนวยการเรยนรู้ 1) เคมี เรื่องเซลล์ไฟฟ้าเคมี
ี
่
ิ
ออกแบบโดย ครูปยรตนศิร พันธจนทร ์ โรงเรียน เรยีนาเชลีวิทยาลัย เชียงใหม่
์
ุ
ั
ั
์
ิ
ั
วันท่ ี 21 กนยายน 2014
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
- สามารถอธบายความหมายของปฏกรยา Redox
ิ
ิ
ิ
ิ
้
่
ํ
ี
่
- สามารถระบุสารททาหนาทเปนตัว Oxidize และตัว Reduce ได้
็
ี
1.2 ความจาเปน (Need)
ํ
็
ี
ิ
ี
ี
็
ิ
้
ี
ิ
- ปฏิกิรยารดอกซ์เปนปฏิกรยาท่สาคัญมาก ท่สามารถนําไปใชในชวิตประจําวัน ในดาน
้
ํ
่
การป้องกันการผุกรอนของโลหะ
ื
้
- ปฏกรยาไฟฟ้าเคมมผลกระทบต่อนักเรยนดานการทางานของแบตเตอรในมอถอ
ิ
ี
ํ
ี
ื
ิ
ิ
ี
ี
่
นาฬิกา และรถยนต ์
้
ื
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
ิ
์
- ปฏกรยารดอกซและนอนรดอกซคออะไร?
ี
ิ
ื
ี
ิ
์
ํ
ี
์
- เซลลไฟฟ้าเคมมองค์ประกอบอะไรบาง แต่ละส่วนทาหนาทอย่างไร?
้
ี่
้
ี
ํ
ี
ี
่
ิ
ิ
ิ
้
- ตัว Reduce และ Oxidize ทาหนาทอย่างไรในปฏกรยาไฟฟ้าเคม?
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
้
่
- ครนาอุปกรณไดแก่ แผ่น Zn และแผ่น Cu จุมลงในสารละลายชนิดหนึ่ง แลวนาไปต่อกับ
์
ํ
ู
้
้
ํ
หลอดไฟ ใหนักเรยนสังเกตการเปลยนแปลงทเกดขึ้น
ิ
ี่
ี
ี่
้
1.5 (Time)
- 2 คาบ
2. การประเมินและวดผล
ั
- ประเมินจากพัฒนาการในการออกแบบและการทดลอง
ิ
่
ี
ื
- แบบทดสอบเรอง ปฏกรยารดอกซ ์
ิ
ิ
้
3. การสรางบรรยากาศ
- การสังเกตและการลงมอทดลองปฏกรยาไฟฟ้าเคม ี
ิ
ิ
ื
ิ
213
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
้
์
4.1 การสรางประสบการณ (See)
่
์
- นักเรยนออกแบบการทดลองเรอง การสว่างของหลอดไฟจากอุปกรณทครกาหนดให ้
ื
ี
่
ู
ี
ํ
ดวยกระบวนการของนักเรยน
ี
้
ํ
ั
ี
- นักเรยนสังเกตและบันทึกผลการทดลอง โดยการทาซ้า 3 คร้ง
ํ
ิ
้
้
ิ
ิ
้
ี
- นักเรยนตั้งขอสมมุติฐานและเขยนสมการปฏกรยาททาใหหลอดไฟสว่างตามขอ
ี
ํ
่
ี
สมมุติฐาน
์
ิ
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)
ิ
ิ
ี
ิ
่
ี
- นักเรยนอธบายขั้นตอนกระบวนการปฏกรยารดอกซของโลหะททาใหหลอดไฟสว่าง
้
ํ
ิ
ี
์
ิ
ิ
ิ
ิ
์
ี
- ครอธบายสมการการเกดปฏกรยารดอกซ ดังน้ ี
ิ
ู
Oxidation = A(s) à A+ (aq) + e-
Reduction = B+ (aq) + e- à B (s)
Redox = A(s)+ B+(aq) à A+(aq) + B(s)
ี
์
ิ
ิ
ิ
่
- นักเรยนรวมกันวิเคราะหส่วนประกอบของปฏกรยารดอกซ ์
ี
ื
ิ
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)
ิ
- นักเรยนทดสอบขอสมมุติฐานดวยสมการ Redox ทครอธบาย
ี
ู
้
่
ี
้
้
้
ู
่
ื
ื
ี
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....
ี
ึ
ิ
ี
่
ิ
ิ
ื
่
์
- จากนั้นใหนักเรยนทาแบบฝกหัดเรอง ปฏกรยารดอกซ เปนกลุม และนาเสนอหนาชั้น
้
็
้
ํ
ํ
เรียน
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
่
ี
่
5.1 Reflect
้
- สิงทนักเรยนสังเกตไดจากความสว่างของหลอดไฟมอะไรเกดขึ้นบาง?
ิ
ี
ี
่
่
ี
้
้
- อะไรทนักเรยนใหความสนใจเปนพิเศษเกยวกับการรบและการให e-?
็
ี่
้
ี
ี่
ั
ี
้
- นักเรยนไดเรยนรอะไรบางจากการทางานกลุม และใครมหนาทอย่างไร?
้
้
ี
ู
้
่
ี
ํ
่
ี
5.2 Connect
่
ี
ี่
ี
ื
ี่
- นักเรยนคิดว่า เน้อหาทเรยนในคาบน้เกยวของกับเน้อหาทเรยนในคาบกอนอย่างไร?
ี
ี่
ื
ี
้
่
้
ื
ื
ิ
ี
ี
- นักเรยนคิดว่า ปฏิกิรยา Oxidation และ Reduction เกยวของหรอสามารถเชอมโยงกับ
่
หัวขออนปญหาอน หรอวิชาอนทกาลังเรยนอย่างไร?
ื่
ี
ั
ี่
ํ
ื
ื่
ื่
้
่
้
- นักเรยนนาหลักการเรองใดจากพระวรสารมาใชในการทางานกลุม? อย่างไร?
ื
่
ี
ํ
ํ
214
5.3 Apply
- นักเรยนสามารถนาเน้อหาเรองความสว่างของหลอดไฟไปประยุกต์ใชในชวิตประจาวัน
้
ื
ี
ํ
ี
ํ
่
ื
ี
หรอในการเรยนวิชาอนอย่างไร?
ื
ื
่
ํ
์
ี
ิ
ิ
ิ
้
- นักเรยนคิดว่า ปฏกรยารดอกซสามารถนามาใชในประยุกตเพอประดิษฐอุปกรณท ่ ี
ี
ื
่
์
์
์
้
สามารถนามาใชประโยชนต่อสังคมดานใดบาง?
้
ํ
้
์
้
ํ
่
่
้
ื
่
ื
- นักเรยนคิดว่า นักเรยนจะทาอะไรบางเพอใหการทางานในกลุมราบรน?
ี
ี
ํ
ี
6. สอการเรยนการสอน
่
ื
ื
์
- อุปการณทดลองเรอง ปฏกรยารดอกซ ์
่
ิ
ิ
ี
ิ
ี
- แบบฝกหัดเรอง ปฏกรยารดอกซ ์
ึ
่
ื
ิ
ิ
ิ
215
ี
สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5
์
หนวยการเรยนรู้ 2) เคมี เรื่อง สมบัติของคาร์โบไฮเดรต
่
ี
ออกแบบโดย ครูชลิฎา ศรประดู ่ โรงเรียน อัสสัมชัญคอนแวนต์ กรุงเทพฯ
ี
วันท่ ี 14 มนาคม 2015
ี
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives) [LIKE]
์
ี
- นักเรยนสามารถทดลองสมบัติของคารโบไฮเดรตตามทฤษฎได ้
ี
ี
- นักเรยนเขาใจถงความสาคัญของคารโบไฮเดรตทมผลทาใหรางกายเจรญเติบโตและ
์
ึ
่
ิ
ํ
ี
่
ํ
ี
้
้
ื
ิ
เลอกบรโภคอาหารไดอย่างเหมาะสม
้
ํ
็
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
ี
้
ื
- นักเรยนสามารถเลอกรบประทานชนดของคารโบไฮเดรตใหถูกตองเหมาะสมและ
์
้
ิ
ั
้
่
์
สัมพันธกับความตองการของรางกาย
้
ื
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
์
- สมบัติของคารโบไฮเดรต
์
ี
้
- หนาทของคารโบไฮเดรต
่
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
้
ู
- ครใหนักเรยนเล่นเกมจับคูอาหารจาพวกคารโบไฮเดรต
์
ํ
่
ี
้
1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบ
2. การประเมินและวัดผล
- แบบประเมินการทดลอง
- แบบประเมินชิ้นงาน
3. การสรางบรรยากาศ
้
- ดูจากข้อ 1.4 Interest
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
คาบที 1
่
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
์
้
- แบ่งกลุมนักเรยนออกเปนกลุมๆ ละ 5-6 คน
่
่
ี
็
้
้
่
้
ื
่
์
- นักเรยนศึกษาใบความรเรองคารโบไฮเดรตและใหแต่ละกลุมทดลองดวยตนเอง พรอม
ี
้
ู
ี
กับบันทึกผลและสรปผลการทดลอง (คาบท 1)
ุ
่
216
คาบที 2
่
ุ
- นักเรยนนาเสนอผลการทดลองและสรปผล
ํ
ี
์
4.2 การคิดวินิจฉัยประสบการณ (Judge)
้
ู
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....
่
ื
้
ื
ี
ู
์
้
่
ื
- ครสอนเรองคารโบไฮเดรตโดยใช PowerPoint
ู
- ครเชอมโยงความรจากการนาเสนอผลการทดลอง สรปผลทดลองโดยอิงทฤษฎจากคลิป
ู
้
ุ
ื
่
ํ
ี
VDO เรองคารโบไฮเดรต
่
์
ื
ิ
ื
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
ี
่
ู
่
ี
ิ
ี
ั
ํ
ี
ี
- นักเรยนทดลองซ้าอกคร้งหนึงโดยองจากทฤษฎทครสอนและใหนักเรยนบันทึกผล
้
ึ
- ใหนักเรยนทาแบบฝกหัดเสรมเรอง คารโบไฮเดรต
้
์
ํ
ื
่
ิ
ี
้
- ใหนักเรยนทาชิ้นงาน Mind Map เรือง คารโบไฮเดรต
่
์
ํ
ี
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
ี
่
่
5.1 Reflect
ี
ี
้
่
ํ
้
่
้
้
้
ู
ี
- นักเรยนไดเรยนรอะไรบางจากการทางานกลุมและมการแบ่งหนาทกันอย่างไรบาง?
ี
5.2 Connect
้
่
ี
- นักเรยนคิดว่าจะสามารถเชอมโยงกับหัวขออนไดอย่างไร?
ื
้
ื
่
5.3 Apply
ํ
ี
ี
่
ิ
- นักเรยนคิดว่าควรจะทาอะไรบางเพอใหการทางานกลุมมประสิทธภาพมากขึ้น?
้
้
ื
ํ
่
6. สอการเรยนการสอน
ี
ื
่
- PowerPoint
- ชุดทดลอง เรือง คารโบไฮเดรต
์
่
- วีดิทัศน ์
- แบบฝึกหัด/ ใบความร ้ ู
217
สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร์ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5
ี
หนวยการเรยนรู้ 3) เลขออกเทน
ี
่
์
ุ
ออกแบบโดย ครูสปราณ วงศรกษ ์ โรงเรียน มาแตร์เดอีวิทยาลัย กรุงเทพฯ
ั
ี
วันท่ ี 23 มกราคม 2016
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
ื
ิ
- อธบายความหมาย องคประกอบ กระบวนการผลิตเช้อเพลิงทมเลขออกเทนต่างกัน
์
ี่
ี
- สามารถคานวณเลขออกเทนได ้
ํ
ื
- เลอกใชเช้อเพลิงไดถูกตองเหมาะสม
ื
้
้
้
็
ํ
1.2 ความจาเปน (Needs)
ื
้
ี
ื
้
้
- นักเรยนเลอกใชเช้อเพลิงไดถูกตองเหมาะสมตรงตามสมรรถนะของยานยนตเพอลด
์
่
ื
ื
ค่าใชจ่าย และลดการใชเช้อเพลิงซากดึกดําบรรพ ์
้
้
้
ื
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
- ความหมายของเลขออกเทน
ํ
- การคานวณหาค่าเลขออกเทน
ื
- ความแตกต่างของเช้อเพลิงแต่ละประเภท
1.4 กันการสรางความน่าสนใจ (Interest) [LIKE]
้
ํ
้
ํ
- ครูนาภาพตัวอย่างประกาศราคาน้ามันสาเรจรปในแต่ละวัน จานวน 5 วัน แลวให้
ํ
ู
็
ํ
๊
็
ู
ํ
ํ
ิ
ี
ี
ี
นักเรยนเปรยบเทยบราคาน้ามันสาเรจรปแต่ละชนดในไทย เช่น เบนซิน 91, เบนซิน 95 , แกส
์
๊
โซฮอล 91, แกสโซฮอล 95, E20 และ E85
์
1.5 เวลา (Time) - 2 คาบ
2. การประเมินและวดผล
ั
ํ
้
้
ิ
- ผลงานจากการคนควา - การอภปรายและนาเสนอขอมูล
้
ึ
- การตรวจแบบฝกหัด
3. การสรางบรรยากาศ
้
ี
ี
ื
่
ํ
ี
ี
่
- ครูพูดคุยกับนักเรยนเกยวกับราคาน้ามันในปจจุบันของไทย เมอเปรยบเทยบกับประเทศ
ั
ั
ื่
ื่
อนๆ ในอาเซยนดวยกัน เพอหาปจจัยทเกยวของกับการกาหนดราคาน้ามันของแต่ละประเทศ
้
ี่
ํ
ํ
้
ี
ี่
218
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
์
้
4.1 การสรางประสบการณ(See) [LIKE]
้
ู
ี
ี
- ครแบ่งกลุ่มนักเรยนออกเปน 6 กลุ่มๆ ละ 7 คน แล้วกาหนดงานใหนักเรยนคนควา
ํ
้
้
็
ี
่
่
ี
เกยวกับลักษณะทสําคัญของเช้อเพลิงแต่ละประเภทจาก Internet ไดแก่ น้ามันเบนซิน 91,
ํ
ื
้
๊
์
่
์
๊
่
ั
เบนซิน 95, แกสโซฮอล 91, แกสโซฮอล 95, E20 และ E85 โดยรบผิดชอบกลุมละ 1 หัวเรือง
้
้
ี
่
ํ
้
ี
้
้
- ครใหนักเรยนแต่ละกลุมนาเสนอขอมูลจากการคนควาหนาชั้นเรยนกลุมละ 5 นาที
ู
่
ุ
ี
- นักเรยนรวมกันลงขอสรปประเด็นสําคัญของเช้อเพลิงแต่ละประเภท และความแตกต่าง
้
ื
่
ื
ของเช้อเพลิงแต่ละประเภท
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)
ิ
์
ื
่
ี
- ครใหนักเรยนอ่าน หนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....
ู
้
ื
้
ู
ิ
- ครอธบายความหมายของเลขออกเทน และองคประกอบของ Isooctane, n-Heptane
์
- ครยกตัวอย่างวิธการคานวณหาค่าออกเทน
ี
ํ
ู
้
ั
ี่
้
- นักเรยนบันทึกขอสังเกตทไดรบลงในสมุด
ี
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
ิ
ื
้
่
ี
ํ
ี
ี
ู
- ครใหนักเรยนแต่ละคนผสมสารเคม (โดยกาหนดใหถัวแดง แทน Isooctane ถัวเขยว
้
่
ู
แทน n-Heptane) ตามเลขออกเทนทครกาหนด ลงในขวดพลาสติกทมปรมาตรต่างๆ กัน
ิ
ี่
่
ี
ํ
ี
ื่
ู
้
ึ
- ครกาหนดใหนักเรยนทาแบบฝกหัดเรองเลขออกเทน
ํ
ํ
ี
ี่
ํ
ี
ี
้
- ครใหนักเรยนเขยนแสดงความคิดเห็นในประเด็นทกาหนด
ู
1) ถานักเรยนเปนผูใชรถยนต นักเรยนจะเลอกซ้อรถยนตทใชเช้อเพลิงประเภทใด?
้
์
ี
ื
ื
์
้
ี
็
่
ี
้
้
ื
เพราะเหตุใด?
ื
้
ื
ี่
2) เลขออกเทนของเช้อเพลิง เกยวของกับสมรรถนะของยานยนต์หรอไม่? อย่างไร?
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
ี
่
่
ํ
ี
้
5.1 Reflect [LIKE] - นักเรยนคิดว่า เพราะเหตุใด น้ามันเบนซินจึงตองมเลขออกเทนหลาย
ี
ค่า?
5.2 Connect - นักเรยนคิดว่า หัวขอเรองเลขออกเทนน้เกยวโยงกับเรองสารเคมหัวขอใด?
ี
้
่
่
ี
ื
่
ี
ื
ี
้
อย่างไร?
์
้
5.3 Apply - นักเรยนสามารถนาความรเกยวกับเลขออกเทนไปใชในเหตุการณใดบาง?
ู
้
ํ
ี
้
่
ี
6. สอการเรยนการสอน
่
ื
ี
- PowerPoint - ใบงาน
ี
- เอกสารประกอบการเรยน
219
ี
สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ์ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5
หนวยการเรยนรู้ 4) แสงสี (ปรากฏการณ์ธรรมชาติของแสง)
่
ี
ุ
ั
์
ั
ั
์
ุ
์
ั
ั
ออกแบบโดย ครูนนทวรรณ ถงทรพย โรงเรียน อสสมชญคอนแวนต กรงเทพฯ
วันท่ ี 14 มนาคม 2015
ี
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
้
ํ
ิ
ิ
ุ
- นักเรยนสามารถอธบายหลักการเกดรงกนน้า พระอาทิตยทรงกลด พระจันทรทรงกลด
์
์
ิ
ี
ี
และเกดทองฟ้าสต่างๆ ตลอดจนนาไปใชประโยชนได ้
้
ํ
้
ิ
์
ี
้
้
- นักเรยนเขาใจถึงคุณค่าพระวรสารเรอง การพิศเพ่งธรรมชาติสิ่งสราง (Wonder)
ื่
็
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
ํ
ี
ิ
ี
ุ
ํ
้
้
ิ
้
ี
ี
- นักเรยนเขาใจปรากฏการณธรรมชาติทมาเกยวของในชวิตประจาวัน เช่น การเกดรงกน
่
์
่
้
้
็
ี
ํ
้
ํ
น้า ฯลฯ จะทาใหนักเรยนเหนความงามจากธรรมชาติของพระผูสราง
้
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
ื
้
ุ
ํ
- การเกิดรงกินน้า
์
์
์
- อาทิตยทรงกลด พระจันทรทรงกลด และปรากฏการณธรรมชาติของแสง
- การกระเจิงของแสง
้
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
้
ุ
์
- นักเรยนดู VDO การเกดปรากฏการณธรรมชาติ ไม่ว่าจะเปนการเกดรงกนน้า อาทตย ์
็
ิ
ิ
ี
ิ
ํ
ิ
้
ี
์
ทรงกลด พระจันทรทรงกลด พรอมทั้งจดบันทึกรายละเอยดต่างๆ ทไดจากการดู VDO
้
ี่
1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบ
2. การประเมินและวดผล
ั
- แบบประเมินใบงาน/ ชิ้นงาน (แบบ ว. 9)
3. การสรางบรรยากาศ
้
ี่
- นักเรยนศึกษาจากการดู VDO และแลกเปลยนความรจากสิ่งทได ้
ี่
ู
้
ี
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
้
์
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
่
ี
- แบ่งกลุมนักเรยน
ู
ี
้
ื
- ครตั้งประเด็นศึกษาใหนักเรยน คอ
้
ุ
(ก) นักเรยนคิดว่ารงกนน้าเกดขึ้นไดอย่างไร?
ี
ิ
้
ิ
ํ
220
ี
้
์
ิ
(ข) นักเรยนคิดว่าพระอาทิตยทรงกลดและพระจันทรทรงกลดเกดขึ้นไดอย่างไร?
์
้
ํ
้
(ค) นักเรยนรวมกันหาคาตอบและสบคนขอมูลของประเด็นศึกษาภายในกลุม
ื
่
ี
่
พรอมทั้งเขยนแผนภาพจาก VDO ทไดดู ออกมาในรปแบบทน่าสนใจ
้
้
ี่
ู
ี่
ี
ิ
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]
์
ี
่
ํ
- นักเรยนแต่ละกลุมนาเสนอแผนภาพของกลุม
่
่
ุ
ี
ี
่
้
ุ
ิ
ื
้
้
- นักเรยนรวมกันอภปรายสรปผลการสบคนจากใบงาน พรอมทั้งลงขอสรปเกยวกับ
ี่
้
ประเด็นทใหศึกษา
ื
ี
ู
่
ื
้
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....
้
ี
ิ
่
ิ
ื
- ครอธบายเพิมเติมอกคร้ง เพอทบทวนตามความหมายและหลักการเกดปรากฏการณ ์
ั
่
ู
ธรรมชาติของแสง
ื
ิ
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
- นักเรยนลงมอทาชิ้นงานตามใบงานเรองปรากฏการณธรรมชาติของแสง โดยมุงเนนให ้
์
ี
่
้
ื
่
ื
ํ
ี
ั
่
้
่
เห็นคุณค่าพระวรสารเรอง การพิศเพ่งธรรมชาติสิงสราง (Wonder) นักเรยนจะไดเหนและรบร ้ ู
้
็
ื
้
่
ี
้
่
เกยวกับธรรมชาติทสวยงามของพระผูสราง
ี
์
ึ
ี่
- ทาแบบฝกหัดทบทวนเกยวกับปรากฏการณธรรมชาติของแสง
ํ
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
่
่
ี
5.1 Reflect
ี
้
่
ื
ี
่
้
่
่
ู
- นักเรยนอยากเรยนรสิงใดเพิมเติมเกยวกับเรองน้บาง?
ี
ี
5.2 Connect
ื
้
ื่
้
ี
ี่
ี
ื่
- นักเรยนคิดว่า เรองทเรยนสามารถเชอมโยงกับหัวขออนๆ ไดหรอไม่? อย่างไร?
ื่
5.3 Apply
ั
่
- นักเรยนคิดว่า จะทาอะไรบาง เพอช่วยใหการทางานเปนกลุมของนักเรยนคร้งต่อไปม ี
ํ
ี
้
ื
ี
ํ
้
็
่
ื
ความราบรนและมคุณค่ามากขึ้น?
ี
่
6. สอการเรยนการสอน
ี
ื
่
์
- VDO ปรากฏการณธรรมชาติของแสง
- ใบงาน ปรากฏการณธรรมชาติของแสง
์
221
สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5
ี
์
หนวยการเรยนรู้ 5) ชีววิทยา เรื่องชนิดและบทบาทของฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง
่
ี
ี
ิ
ออกแบบโดย ครูวรญญา ทวโชติ โรงเรียน เซนต์โยเซฟบางนา สมุทรปราการ
วันท่ ี 10 ตุลาคม 2015
้
1. การใหภาพรวม
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
ี
- นักเรยนสามารถระบุแหล่งผลิตฮอรโมนต่างๆในรางกายได ้
่
์
้
์
- นักเรยนอธบายบทบาท/ หนาท และความสาคัญของฮอรโมนแต่ละชนดจากต่อมใต ้
ิ
่
ิ
ี
ํ
ี
สมอง
้
ี
ี
็
- นักเรยนเขาใจและสามารถวินิจฉัยถงสาเหตุของความผิดปกติทเปนผลมาจากระดับของ
่
ึ
่
ฮอรโมนในรางกาย
์
ํ
1.2 ความจาเป็น (Needs) [LIKE]
ํ
้
ี
ี
่
่
- ฮอรโมนโกรท (GH) มความสาคัญต่อรางกายของนักเรยนเมอขาดจะส่งผลทาใหการ
ื
์
ํ
้
้
ื
ิ
่
เจรญเติบโตไม่สมวัย และสามารถใชความรเพอดูแลสุขภาพของตนเอง
ู
ื
้
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
์
ี
ี
- บทบาทและความสาคัญของฮอรโมนโกรท (GH) จากต่อมใตสมองทมต่อรางกาย
ํ
่
้
่
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
้
่
ู
์
- เล่นเกมแข่งขันการแขวนป้ายชอแหล่งผลิตฮอรโมนบนรปภาพรางกายมนุษย ์
ื่
1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบ คาบละ 50 นาที
2. การประเมินและวดผล
ั
ี
่
- การทดสอบกอนเรยน-หลังเรียน
ี
- การสังเกตพฤติกรรมของนักเรยนรายบุคคล
- การรวมอภปราย อธบายและสบคนขอมูล
่
ิ
้
ื
้
ิ
ํ
ึ
ี
ํ
- การทาแบบฝกหัด การซักถาม และการตอบคาถามขณะเรยน
3. การสรางบรรยากาศ
้
่
ี
- นักเรยนจับคูเล่นเกมโพรงกับกระรอก
222
ี
4. การนําเสนอบทเรยน
้
์
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
- นักเรยนรวมวเคราะห์รปภาพทครนําเสนอ (รปภาพแสดงลักษณะอาการท่ผิดปกติของ
ู
ู
ี
ี
่
ิ
่
ี
ู
รางกาย)
่
ู
้
ํ
- ครใชคาถามว่า
์
ี
ิ
่
่
ู
่
ื
ก) จากรปภาพทแสดงความผิดปกติของรางกายมนุษยดังกล่าวเกดเนองมาจากสาเหตุ
ใด?
่
ี
ื
ี
ข) ลักษณะอาการทผิดปกติดังกล่าว นักเรยนคิดว่าสามารถแกไขไดหรอไม่อย่างไร?
้
้
่
- ครแบ่งกลุมนักเรยนแบบคละความสามารถ กลุมละ 4-5 คน ใหสบคนขอมูลเกยวกับ
ื
ู
่
ี
้
่
ี
้
้
่
้
ี
่
ี
่
ของความผิดปกติดังกล่าว (กลุมละ 1 กลุมอาการทผิดปกติ) จากแหล่งเรยนรต่างๆ เช่น
ู
์
ี
หนังสอเรยน อินเทอรเน็ต ฯลฯ
ื
้
ู
- นักเรยนแต่ละกลุมรวมสรปความรภายในกลุม และส่งตัวแทนเพอนาเสนอ
่
ื่
่
ุ
ี
่
ํ
ิ
์
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]
่
่
ู
ี
้
- ครและนักเรยนรวมสรปความรทเกยวกับสาเหตุของความผิดปกติ หรอลักษณะอาการ
ู
ุ
่
ื
ี
ี
ดังกล่าวแต่ละอาการ
ํ
ก) ครูให้คาถามว่า
์
ข) ฮอรโมนคออะไร?
ื
์
่
ค) แหล่งผลิตฮอรโมนของรางกายพบทไหนไดบาง?
้
ี่
์
ี่
ง) บทบาทและความสาคัญของฮอรโมนแต่ละชนิดจากต่อมใตสมองทมต่อรางกาย?
ี่
้
่
ํ
ี
ี
้
้
ี
ู
้
- ครอธบายใหความรเกยวกับลักษณะของต่อมไรท่อเปรยบเทยบกับต่อมมท่อ ตาแหน่ง
ู
ิ
ํ
่
ี
้
่
ี่
้
ํ
์
ของต่อมไรท่อทพบในรางกาย ชนิดและบทบาทความสาคัญของฮอรโมนจากต่อมใตสมอง
ู
ื
ํ
่
ื
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....เพอหาคาตอบ
่
้
้
ี
ื
ี
ี
- นักเรยนอ่านศึกษาและสบคนขอมูลจากแหล่งเรยนรอนเพิ่มเติม
้
ู
ื
ื่
้
้
ื
ิ
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)
้
้
้
่
ั
ื
- ใหนักเรยนแต่ละกลุมรวมวางแผน – สบคนขอมูล เพอหาแนวทางในการแกปญหา
่
ื
ี
่
้
่
ื่
้
ใหกับผูทมลักษณะเต้ยแคระ อันเนองมาจากการมระดับฮอรโมนโกรท (GH) ตากว่าปกติ
ี
ี
ํ
์
ี่
้
ี
ิ
ี
่
่
์
่
่
- นักเรยนแต่ละกลุมรวมเสนอแนวทางการแกปญหา และรวมวเคราะหเกยวกับการใช ้
ั
ี
้
ี
ี
ี
่
ชวิตของผูทมลักษณะอาการทผิดปกติดังกล่าว
ี
้
่
ึ
ิ
- นักเรยนทาแบบฝกหัด ครรวมอธบายเพิมเติมจากการตอบคาถามในแบบฝกหัดของ
ํ
่
่
ํ
ึ
ู
ี
นักเรยนแต่ละคนทตอบผิด
ี่
ี
223
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
ี
่
่
5.1 Reflect
ี
้
- นักเรยนไดเรยนรอะไรบาง เรองฮอรโมนจากต่อมใตสมอง?
ี
้
ื
่
์
ู
้
้
ี
ี
ื
ี
่
ี
ํ
้
- นักเรยนมคาถามอะไรทยังไม่เขาใจอกหรอไม่?
5.2 Connect [LIKE]
ี
ู
- นักเรยนสามารถเชอมโยงความรเกยวกับการผลิตฮอรโมนจากต่อมใตสมองกับการ
์
้
้
่
ี
ื
่
ํ
ทางานของระบบประสาทอย่างไร?
้
ี
ี
ื
่
ี
- นักเรยนคิดว่า ลักษณะเต้ยแคระเกยวของกับภาวะทางโภชนาการหรอไม่? อย่างไร?
5.3 Apply
้
้
์
ี
่
ี
ู
ื
ํ
ั
- นักเรยนสามารถนาความรทไดรบไปประยุกตใชในชวิตประจาวันหรอวิชาอนอย่างไร?
ี
ํ
้
่
ื
ื่
ื
้
ี่
้
ี
ี
ู
้
้
- นักเรยนจะใชสิ่งทเรยนรมาไปช่วยเหลอผูอนในสังคม-ชุมชน ไดอย่างไร?
6. สอการเรยนการสอน
ี
่
ื
- รปภาพรางกายของมนุษย ์
ู
่
์
ื่
- ป้ายชอแหล่งผลิตฮอรโมนของรางกาย
่
่
้
ี่
- รปภาพแสดงลักษณะของผูทมระดับฮอรโมนในรางกายผิดปกติ
ู
ี
์
ํ
- คาถาม แบบฝึกหัด
ี
์
- แหล่งเรยนรต่างๆ (เอกสารเสรม สิ่งตีพิมพ หนังสอเรยน อินเทอรเน็ต)
้
ื
ี
ิ
์
ู
224
สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5
ี
์
หนวยการเรยนรู้ 6) ชีววิทยา เรื่อง ระบบประสาทส่วนกลาง – สมองของมนุษย์
ี
่
์
ี
ออกแบบโดย ครูอิชยา ขวญจิตรชวะ โรงเรียน ยอแซฟอุปถัมภ์ นครปฐม
ั
วันท่ ี 10 พฤษภาคม 2015
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
ี
ิ
- นักเรยนสามารถอภปรายและอธบายโครงสรางและหนาทการทางานของสมองส่วน
่
้
ํ
ี
้
ิ
ต่างๆ ได ้
ิ
ี
้
่
ํ
ํ
ี
้
่
- นักเรยนเขาใจเกยวกับลาดับววัฒนาการของการทางาน การตอบสนองต่อสิงเราของ
สัตวมกระดูกสันหลัง
์
ี
ี
้
์
ี
- นักเรยนสามารถวินิจฉัยประสบการณท่ไดรบบนพ้นฐานของคุณค่าพระวรสารเรอง
ื
ื
ั
่
ิ
ความจรงและความศรทธา
ั
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
็
ํ
- นักเรยนสามารถนําความรทไดรบไปปรบใชกับการดูแลสุขภาพของตนเองและบุคคลใน
้
ั
ั
้
้
ู
ี
่
ี
ี
้
ั
ครอบครวใหการดําเนินชวตเปนไปอย่างปกติสุข
ิ
็
้
้
ี่
ํ
- นักเรยนเข้าใจโครงสรางและหนาทการทางานของสมองมนุษยได ้
ี
์
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
ื
้
้
- สมอง/การทางาน/โครงสรางของสมองส่วนต่างๆ ได (แบ่งเปน 3 ส่วน – สมองส่วนหนา
้
ํ
็
้
้
ส่วนกลาง ส่วนทาย)
ํ
์
ิ
ํ
้
- ลาดับการทางาน/การตอบสนอง/ความซับซอนของสมองตามววัฒนาการของสัตวม ี
กระดูกสันหลัง
้
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
่
- ครูนาคลิปวดโอเรอง พฤติกรรมของสัตวมกระดูกสันหลังชนดต่างๆ เปดใหนักเรยนไดดู
ี
ิ
์
ี
้
ิ
ี
้
ิ
ื
ํ
ี
ี
้
์
ใหนักเรยนช่วยกันสังเกตพฤติกรรมของสัตวจากคลิปวิดโอ และจดบันทึกไว ้
ํ
ี
้
ี
่
้
ิ
ื
ี
่
- เมอนักเรยนรวมกันสังเกตแลว ใหนักเรยนรวมกันเรยงลาดับตามววัฒนาการความ
่
ั
้
ซับซอนของสมองจากการแกปญหาของสัตว ์
้
1.5 เวลา (Time)
- แผนการเรยนเรอง ระบบประสาทส่วนกลางใชเวลา 4 คาบ
้
ี
ื่
ื
- เรองย่อย สมองของมนุษยใชเวลา 1 คาบ
์
้
่
225
2. การประเมินและวดผล
ั
ี
- นักเรยนหารปสมองของมนุษยติดลงบนกระดาษ 100 ปอนด ์
์
ู
ู
ี
- ครใชการถาม/ ตอบกับนักเรยน
้
3. การสรางบรรยากาศ
้
ี
ู
้
่
ี
่
ู
- ครพูดคุยกับนักเรยนจากสิงทครไดใหนักเรยนดูไปแลว
้
้
ี
4. การนําเสนอบทเรยน
ี
้
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
์
่
ู
ี
- ครแบ่งกลุมนักเรยน กลุมละ 5-6 คน คละความสามารถ
่
ู
- ครตั้งประเด็นศึกษาใหกับนักเรยนว่า
ี
้
ี
ํ
ี
ก) นักเรยนคิดว่าสมองของคนเรามการทางานอย่างไร?
่
้
ี
ู
้
ื
้
ํ
ี
้
ี
ข) ถานักเรยนไดเรยนรเรองสมองไปแลว นักเรยนจะสามารถนาไปใชใน
้
ี
ชวิตประจาวันไดอย่างไรบาง?
้
ํ
้
ี
้
ํ
ื
้
- ใหนักเรยนดู YouTube เรองการทางานของสมอง และใหเวลานักเรยนจดบันทึก
่
ี
้
้
่
- ใหนักเรยนรวมกันหาคําตอบและสบคนขอมูลของประเด็นศึกษาภายในกลุม พรอมทั้ง
้
ื
่
้
ี
ู
ี
ี่
็
เขยนออกมาเปนแผนภาพในรปแบบทน่าสนใจ
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)
์
ิ
่
ํ
- ใหนักเรยนแต่ละกลุมนาเสนอแผนภาพของกลุมตนเอง ตามรปแบบของแต่ละกลุม
ี
่
ู
่
้
ุ
ี
้
- ใหนักเรยนรวมกันอภปรายถงผลของการสบคน พรอมทั้งลงขอสรปเกยวกับประเด็นศึกษา
้
้
่
ึ
ิ
ื
่
ี
้
้
ื
่
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....
ื
ี
ู
้
็
ู
ี
ํ
์
ิ
่
่
ั
- ครอธบายเพิมเติมอกคร้งหนึ่งว่า สมองของมนุษยแบ่งการทางานเปน 3 ส่วนใหญ แต่ยังแยก
ํ
้
สมองส่วนต่างๆ ได 7 ส่วน แต่ละส่วนจะทางานประสานกัน เราจะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไปไม่ได ้
ู
ิ
่
ี
- นักเรยนและครรวมกันอภปรายระบบประสาทส่วนกลาง (สมอง) โดยบูรณาการการ
ั
วินจฉัยกับคุณค่าพระวรสารเรอง ความจรงและความศรทธา
ิ
ื
ิ
่
ื
ิ
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)
ี
่
ํ
- นักเรยนทาชิ้นงานของกลุมตนเอง
- นักเรยนนาความรเรองสมองของมนุษยไปใชในชวิตประจาวันได ้
ี
้
ื่
ํ
ี
้
ํ
์
ู
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน [LIKE]
่
ี
่
5.1 Reflect
ํ
้
้
ู
่
- นักเรยนมความรสึกอย่างไรกับสิงทไดเรยนมาในวันน้? และสามารถนาไปใชในการ
ี
ี
้
ี
ี
่
ี
ดําเนินชวิตของตนไดอย่างไร?
ี
้
226
ั
ี
ื
- นักเรยนเคยสังเกตตนเองหรอไม่ บางคร้งเรามความคิดขัดแยงกันในตนเอง แลวนักเรยน
ี
้
้
ี
้
จะใชสมองส่วนใดในการคิด การตัดสินแกปญหา?
้
ั
5.2 Connect
ี
ั
ี
่
ี
- ในช่วงเวลาทผ่านมา นักเรยนเคยสังเกตคนในครอบครวของนักเรยนว่า บุคคลใดจะม ี
้
ั
่
่
ี
ํ
ิ
ี
ปจจัยเสยงเกยวกับการปวยดวยโรคสมอง (การทางานของสมอง) และนักเรยนจะมวธป้องกัน
ี
ี
ี
่
และดูแลบุคคลในครอบครวของเราอย่างไร?
ั
ั
ั
ิ
็
ั
่
ี
- นักเรยนคิดว่าสังคมไทยในปจจุบัน ครอบครวเรมแยกตัวเปนครอบครวเล็กๆ จะมผล
ี
่
ี
อย่างไรต่อปูย่าตายายของนักเรยน?
5.3 Apply
์
้
- ในอนาคตถามนุษยเราเกบแต่ Stem Cell ของเซลลสมอง แลวมนุษยเราสามารถกลับมา
็
์
์
้
ั
ิ
มีชีวตไดอีกคร้ง นักเรยนคิดอย่างไรกับการกลับมาของมนุษย์ในอนาคต และจะมีผลต่อการใช ้
้
ี
ี
ิ
ื
ชวตหรอไม่? อย่างไร?
6. สอการเรยนการสอน
ี
่
ื
ี
์
ื่
- คลิปวิดีโอเรอง พฤติกรรมของสัตวมกระดูกสันหลัง
่
ํ
- YouTube เรือง การทางานของสมอง
227
สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5
ี
์
หนวยการเรยนรู้ 7) ฟิสิกส์ เรื่อง การเปลี่ยนสถานะของสาร
ี
่
ุ
ิ
ั
์
์
ออกแบบโดย ครูนรศรา ตันติศิลาชย โรงเรียน เซนตโยเซฟคอนเวนต กรงเทพฯ
วันท่ ี 10 ตุลาคม 2014
1. การใหภาพรวม
้
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives) [LIKE]
่
๊
- นักเรยนอธบายทฤษฎจลนของแกส การเปลยนสถานะของสาร การขยายตัวของสาร
ี
ี
ิ
์
ี
และการถายโอนความรอน
่
้
้
ํ
ื
่
ี
ี
ี
่
ี
้
- นักเรยนตรวจสอบเกยวกับผลของความรอนททาใหสารเปลยนอุณหภูมิหรอเปลยน
ี
่
่
ื
้
สถานะ หรอขยายตัว (คุณค่าพระวรสาร – การพิศเพ่งสิ่งสราง)
ี
่
้
่
ี
่
ี
ี
่
- นักเรยนตรวจสอบเกยวกับการถายโอนความรอนจากสารทมอุณหภูมิสูงกว่าไปสูสารทม ี
ี
่
้
ี่
็
ื่
อุณหภูมิตํ่ากว่า และหยุดถ่ายโอน เมอมอุณหภูมิเท่ากัน ซึ่งเปนสภาพทเรยกว่า สมดุลความรอน
ี
ี
ํ
็
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]
่
์
ี
ี
ี
ี
ํ
่
ี
ี
้
่
- ในชวิตประจาวันของนักเรยน มเหตุการณต่างๆ ทเกยวของกับการเปลยนสถานะ เช่น
้
็
การตมน้า การตากผา การเกดฝน เปนตน
้
ํ
ิ
้
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
ื
้
ั
- พลังงานความรอนทเปลยนมาจากพลังงานกลเปนไปตามกฎการอนุรกษ ์
็
้
ี
่
ี
่
้
้
่
้
ี
่
- สารมการถายโอนความรอนใหแกกัน (สมดุลความรอน)
่
ี
- การเปลยนสถานะของสาร
1.4 การสร้างความน่าสนใจ (Interest)
ํ
่
ี
ิ
ี
่
ํ
ี
- ครตั้งคาถามเกยวกับชวตประจาวันของนักเรยน มเหตุการณใดทเกยวของกับการ
์
ู
ี
้
ี
่
ี
เปลยนสถานะของสารบาง
ี
้
่
1.5 เวลา (Time) - 5 คาบ
2. การประเมินและวดผล
ั
ิ
- ประเมินจากการทดลองและการอธบายผลการทดลองของนักเรยน
ี
ี
่
ึ
- ประเมินจากผลงานในแบบฝกหัด สถานะและการเปลยนสถานะของสาร
- ประเมินจากการออกแบบการทดลองการนาสารทมอุณหภูมิต่างกัน มาผสมกันของนักเรยน
ี
ํ
่
ี
ี
้
3. การสรางบรรยากาศ
ํ
- ครตั้งคาถามและสนทนาเกยวกับการเปลยนสถานะของสารทพบในชวตประจาวันของ
ู
ํ
ี
่
ี
่
ี
ี
่
ิ
นักเรยน
ี
228