The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebookedba, 2021-08-17 05:56:14

4. แสงสว่างของทางเลือกใหม่ในการจัดการเรียนรู้ (Final 11-4-16)

บทที่ 1



กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์


ประถม 1 ส่วนประกอบของพืช 180

ี่
ื่


ประถม 2 1) การเปลยนแปลงพลังงานไฟฟ้าเปนพลังงานรปอน 182


ิ่


2) การอนุรกษน้าในทองถน 185
ประถม 3 สมบัติของอากาศ 187
ประถม 5 การเปลยนแปลงสถานะของน้า 189
ี่

ประถม 6 ระบบหายใจ 192
มัธยม 1 การทดสอบค่าความเปนกรด-เบสดวยกระดาษยูนิเวอรซัลอินดิเคเตอร 194





ื่

มัธยม 2 อาหารกับการด ารงชวิต เรอง การทดสอบสารอาหารโปรตน 196
ื่
มัธยม 3 1) การถ่ายทอดพลังงาน เรอง สายใยอาหาร 198
2) การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม (โครโมโซม) 200




ื่
3) ชวิตกับสิ่งแวดลอม เรอง ทรพยากรน้า 202
มัธยม 4 1) โลกและอวกาศ เรอง แผ่นดินไหว 204
ื่
2) การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 206
3) การศึกษาชววิทยา เรอง การสังเกตและการตั้งค าถาม 208

ื่


4) ฟสิกส เรอง แรงเสยดทาน 210

ื่
มัธยม 5 1) เคม เรอง เซลลไฟฟ้าเคม 213



ื่
ื่

2) เคม เรอง สมบัติของคารโบไฮเดรต 216

3) เลขออกเทน 218
4) แสงส (ปรากฏการณธรรมชาติของแสง) 220


5) ชววิทยา เรอง ชนิดและบทบาทของฮอรโมนจากต่อมใตสมอง 222

ื่


ื่

6) ชววิทยา เรอง ระบบประสาทส่วนกลาง-สมองของมนุษย 225



ี่
ื่
7) ฟสิกส เรอง การเปลยนสถานะของสาร 228



8) ชวิตกับสิ่งแวดลอม - ภาวะโลกรอน (Global Warming) 230



179



สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1
หนวยการเรยนรู้ ส่วนประกอบของพืช






ออกแบบโดย ครูอษณย ลิมปศิร ิ โรงเรียน ยอแซฟอุปถัมภ์ นครปฐม
วันท่ ี 10 พฤษภาคม 2015

1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)


- นักเรยนบอกส่วนประกอบของพชได ้

- นักเรียนอธิบายความแตกต่างของส่วนประกอบของพชต่างชนดกันได ้


1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]











- นักเรยนสามารถนาไปสังเกตลักษณะของตนไมทพบเหนในชวิตประจาวัน


1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
- ส่วนประกอบของพช ราก ลาตน ใบ ดอก ผล








- พชแต่ละตนมรปรางของส่วนประกอบต่างกัน
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)

- ครและนักเรยนรวมกันรองเพลง “กง กาน ใบ” และใหนักเรยนทําท่าตามจินตนาการของ





ิ่


ตัวเอง
1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ
2. การประเมินและวดผล

- การอภปราย

- การนาเสนอผลงาน

- การตอบคาถาม

3. การสรางบรรยากาศ

ิ่
- ครและนักเรยนรวมกันรองเพลง “กง กาน ใบ”





4. การนําเสนอบทเรยน


4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]









- ครแบ่งกลุมนักเรยน และใหนักเรยนดูภาพตนไมต่างๆ หลายๆ ชนดจาก PowerPoint

และตั้งคาถาม “ตนไมแต่ละตนเหมอนหรอต่างกันอย่างไร?” แลวรวมกันอภปรายหาความ








แตกต่าง
180





- ครพานักเรยนไปสวนสมุนไพร ใหแต่ละกลุมจับจองตนไมของตนเอง กลุมละ 1 ตน ให ้




ช่วยกันบันทึกภาพตนไมของกลุมตนเอง และบอกส่วนประกอบของตนนั้น






4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)



- นักเรยนแต่ละกลุมนาเสนอผลงานของกลุมตนเอง









- ครและนักเรยนรวมกันอภปรายถึงส่วนประกอบของตนไมแต่ละกลุม และแต่ละตน ม ี

ลักษณะแตกต่างกันอย่างไร (สรป)




- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ...... หนา ....... เรอง .......





4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]





- แต่ละกลุมแสดงบทบาทสมมุติเปนตนไมทกลุมตัวเองสนใจอกหนึงตน โดยใชอวัยวะ







รางกายของสมาชิกกลุม แลวใหเพอนๆ ทายว่าคอส่วนใด






5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน [LIKE]



5.1 Reflect







- นักเรยนรสึกอย่างไรกับการสารวจตนไมในวันน้?


- นักเรยนเห็นความแตกต่างของตนไมแต่ละตนอย่างไรบาง?



5.2 Connect














- ตนไมทนักเรยนเคยเหนมามลักษณะเหมอนหรอแตกต่างจากตนไมทพบเหนในวันน้ ี
อย่างไร?
- ถานักเรยนมรปรางเหมอนตนไม นักเรยนจะเปนอย่างไร? จะใชชวตอย่างไร?













5.3 Apply








- นักเรยนคิดว่า ถาตนไมขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป ตนไมจะเปนอย่างไร? และนักเรยนมส่วน


ช่วยตนไมนั้นอย่างไรบาง?





- นักเรยนจะทาอย่างไรเพอดูแลรกษาตนไมทบานและโรงเรยนของนักเรยน?









6. สอการเรยนการสอน



- PowerPoint


- แหล่งการเรยนรสวนสมุนไพร

181

สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2

หนวยการเรยนรู้ 1) การเปลี่ยนแปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น





ออกแบบโดย ครูชฎปภา แกวสจรต โรงเรียน มาแตร์เดอีวิทยาลัย กรุงเทพฯ

วันท่ ี 23 มกราคม 2016

1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)









- นักเรยนอธบายการเปลยนแปลงพลังงานไฟฟ้าเปนพลังงานรปอน
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]





ื่




- การเลอกใชเครองใชไฟฟ้าใหเกดประโยชนและเหมาะสมในการใชงาน


1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)









- การเปล่ยนแปลงพลังงานไฟฟ้าเปนพลังงานรปอนของเครองใชไฟฟ้าชนิดอน ได้แก


การเปลยนแปลงจากพลังงานไฟฟ้า เปนพลังงานความรอน เป็น




ก) พลังงานเสยง

ข) พลังงานแสง
ค) พลังงานกล

1.4 การสรางความน่าสนใจ Interest)









- ครถามนักเรยนว่ารจักอุปกรณเหล่าน้หรอไม่ (พัดลม, กระติกน้ารอน, หลอดไฟ, วิทยุ)


- นักเรยนใชเครองใชไฟฟ้าเหล่าน้ทาอะไร?



ื่





- เครองใชไฟฟ้าเหล่าน้ทางานไดอย่างไร?

- เครองใชไฟฟ้าเหล่าน้ใหพลังงานเหมอนกันหรอไม่?

ื่




1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบ
2. การประเมินและวดผล

- การสังเกตความรวมมอในการทากจกรรมกลุม การอภปรายการตอบคาถาม การแสดง









ความคิดเหนและการบันทึกขอมูล
- แบบฝกหัด


- การสอบปลายภาคเรยน
3. การสรางบรรยากาศ




- นักเรยนรวมกจกรรม “Brain Gym”


182

4. การนําเสนอบทเรยน



4.1 การสรางประสบการณ(See) [LIKE]




- นักเรยนแบ่งกลุม กลุมละ 3 คน ดวยความสมัครใจ
- นักเรยนดู Clip VDO เกยวกับการเปลยนรปพลังงานแลวครถามว่า









ก) พัดลม เปลยนจากพลังงานอะไร เปนพลังงานอะไร?


ข) กระติกน้ารอน เปลยนจากพลังงานอะไร เปนพลังงานอะไร?







ค) หลอดไฟ เปลยนจากพลังงานอะไร เปนพลังงานอะไร?

ี่

ง) วิทยุ เปลยนจากพลังงานอะไร เปนพลังงานอะไร?



ื่
- นักเรยนบันทึกขอมูลโดยการวาดภาพลงในสมุด เสรจแลวผลัดกันอ่านใหเพอนในกลุมฟง







- ใหนักเรยนยกตัวอย่างเครองใชไฟฟ้าอก 2-3 ชนด แลวรวมกันอภปรายว่ามการ











เปลยนแปลงพลังงานจากพลังงานอะไรเปนพลังงานอะไร?
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]







- ครอธบายการเปลยนแปลงพลังงานไฟฟ้าของเครองใชไฟฟ้าชนดต่างๆ ว่า สามารถ











เปลยนรปเปนพลังงานอนๆ ไดคอ พลังงานกล พลังงานความรอน พลังงานแสง และพลังงาน














เสยงโดยใชสอของจรง คอ เครองใชไฟฟ้าทมอยูในหองปฏบัติการ เช่น เครองปรบอากาศ






ื่
ตูเย็น และสอ PowerPoint
- ครใหนักเรยนอ่าน หนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....







4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]










- นักเรยนสังเกตขนมปงป้งและนมเยนปน แลวปรกษากันภายในกลุมว่า เราจะตองใช ้


ื่


วัตถุดิบชนิดใด และจะใชเครองใชไฟฟ้าชนิดใดบาง



- ตัวแทนนักเรยนแต่ละกลุ่มนาเสนอวัตถุดิบและเครองใชไฟฟ้าทจาเปนตองใชในการทา










ั่

ขนมปงป้งและนมเย็นปน

- นักเรยนแต่ละกลุมวางแผนการทาขนมปงป้งและนมเย็นปน


ั่












- นักเรยนแต่ละกลุมหยิบวัตถุดิบทตองใชในการทาขนมปงป้งและนมเยนปนจากวัตถุดิบ



ี่



ทมใหบนโตะคร ู



- นักเรยนแต่ละกลุมทาขนมปงป้งและนมเย็นปนโดยใชเครองใชไฟฟ้าบนโตะครโดยมคร ู












คอยดูแลอยูใกลๆ






- นักเรยนรวมกันอภปรายว่า เครองใชไฟฟ้าทนักเรยนนามาทาขนมปงป้งและนมเย็นปน










คออะไร? และมการเปลยนแปลงพลังงานอย่างไร?
ี่






ั่

ื่
- นักเรยนแบ่งขนมปงป้งและนมเย็นปนเพอรบประทานกันภายในกลุม
183

ี่
ื่





ื่
- นักเรยนแต่ละกลุมช่วยกันคนควาขอมูลเพิ่มเติมเกยวกับ เครองใชไฟฟ้าชนิดอนๆ ว่ามี

การเปลยนแปลงพลังงานอย่างไร



- นักเรยนแต่ละกลุมนาเสนอ การเปลยนแปลงพลังงานของเครองใชไฟฟ้าชนดอนๆ ที ่













นักเรยนคนความาโดยการเล่นเกมทายคาถาม












- นักเรยนทาแบบฝกหัดเรอง “การเปลยนแปลงพลังงานไฟฟ้าไปเปนพลังงานรปอน”
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรียน [LIKE]


5.1 Reflect






- เครองใชไฟฟ้าภายในบานชนิดใดบางทมการเปลยนแปลงพลังงานไฟฟ้าเปนพลังงาน





รปอนมากกว่า 1ประเภท และมการเปลยนแปลงอย่างไร?

ี่



5.2 Connect







- การเปลยนรปพลังงานเหมอนหรอแตกต่างจากการเปลยนแปลงของรางกายอย่างไร?

5.3 Apply

- ถาโลกเรามปญหาการขาดแคลนพลังงานพลังงานไฟฟ้า นักเรยนจะมส่วนช่วยได ้




อย่างไร?








- เครองใชไฟฟ้า เปนเครองมอในการเปลยนแปลงพลังงานไฟฟ้าไปเปนพลังงานรปอน





ี่

ี่


แลว นักเรยนจะประดิษฐเครองมอชนิดใหม่ๆทมการเปลยนแปลงพลังงานอย่างไร?

ื่



6. สอการเรยนการสอน

- Clip VDO การเปลยนแปลงพลังงาน


ื่


- PowerPoint รปเครองใชไฟฟ้าชนิดต่างๆ



- เครองใชไฟฟ้าชนดต่างๆ เช่น พัดลมกระติกน้ารอนหลอดไฟวิทยุ เครองป้งขนมปง







ื่
ื่



เครองปนน้าผลไมตูเย็น เครองปรบอากาศเตาไฟฟ้า
ั่







- ขนมปง บาโลน่า แฮม เนย ชส มะเขอเทศ แตงกวา น้าแดง น้าเขยว น้าแขง และนม เป็นตน




- จาน แกวน้า มดพลาสติก








- แบบฝกหัด เรอง “การเปลยนแปลงพลังงานไฟฟ้าไปเปนพลังงานรปอน”



184

สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2

หนวยการเรยนรู้ 2) การอนุรักษ์นํ้าในท้องถิ่น



ออกแบบโดย ครูปรยาวรรณ ชาญวิกรณ โรงเรียน เซนตโยเซฟบางนา สมทรปราการ



วันท่ ี 12 มีนาคม 2016

1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives) [LIKE]








- นักเรยนสามารถบอกวิธอนุรกษน้าในทองถน







- นักเรยนมส่วนรวมในการดูแลและอนุรกษน้าในทองถนอย่างยั่งยน
ิ่




1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]







- น้ามความสัมพันธกับชีวิตมนุษยอย่างขาดไม่ได ผลทเกดจากสิงแวดลอมเส่อมโทรม








(น้าเสย) จะส่งผลกระทบต่อการดารงชวิตมากมาย








- หนาทของเรากคือ ตองช่วยกันรกษาและพัฒนาใหมความสมดุลคุมค่าและยั่งยนสบไป
ี่


1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)








- การอนุรกษทรพยากรน้าในทองถน

1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)











- ใหนักเรยนดูวดีโอเกยวกับอนุรกษแหล่งน้า ปญหาการขาดแคลนน้าในสถานทต่าง ๆ


และถามนักเรยนว่า
ก) ถานักเรยนประสบปญหาขาดแคลนน้าไม่มน้าใช นักเรยนรสึกอย่างไร?










ข) น้ามความจาเปนต่อนักเรยนอย่างไร?





1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ (50 นาที)
2. การประเมินและวดผล



- นักเรยนสามารถสรปความรเกยวกับการอนุรกษน้าในทองถนในรปของ Mind Map











3. การสรางบรรยากาศ



ี่


- สนทนากับนักเรยนโดยใชเน้อหาทไดจากการดูวดีโอ

4. การนําเสนอบทเรยน



4.1 การสรางประสบการณ (See)

- ดูวิดีโอแลวนักเรยนมความคิดเห็นอย่างไร?





- ถานักเรยนใชน้าฟุมเฟอย จะกอใหเกดผลอย่างไร?








- ใหนักเรยนอภปรายกัน แลวบันทึกความคิดเหน



185



4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]
- ครให้นักเรยนอ่านใบงานความรเรองวัฏจักรของน้า แลวครอธบายสรป

















- ใหนักเรยนแต่ละกลุมคนควาเรองการอนุรกษน้า








- นักเรยนจะปฏบัติตนอย่างไรในการอนุรกษน้า?









- นักเรยนมแนวทางในการเชิญชวนเพอน ๆ ใหมส่วนรวมอนุรกษน้าในชวิตประจาวัน




อย่างไร?

4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]

- แบ่งกลุมนักเรยนเปน 2 กลุม โดย












ก) นักเรยนกลุมท 1 ระดมความคิดเขยนเปน Mind Map เกยวกับวธการใชน้าอย่าง




ประหยัดมวิธใดบาง?














ข) นักเรยนกลุมท 2 ระดมความคิดเขยนเปน Mind Map เกยวกับวิธอนุรกษน้า



- นักเรยนแต่ละกลุมนาเสนอผลงาน ช่วยกันแสดงความคิดเหนเพอนาไปใชใน







ชีวตประจําวัน
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน [LIKE]



5.1 Reflect














- นักเรยนไดความรอะไรบางในคาบน้ และนักเรยนมคาถามทจะซักถามครในเรองน้ ี
หรือไม่?
5.2 Connect












- นักเรยนคิดว่า สิ่งทไดเรยนไป ทาใหนักเรยนตระหนักถึงคุณธรรมในเรองใดเกยวกับการ
อนุรักษนํ้า?

5.3 Apply



- จากสิ่งทไดเรยนรในวันน้ นักเรยนคิดว่าจะปรบเปลยนพฤติกรรมในการใชน้าของตนเอง










อย่างไร?
6. สอการเรยนการสอน



- วิดีโอ
- หนังสอ


- ใบความร ู

- ภาพวัฏจักรของน้า
186


สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3
หนวยการเรยนรู้ สมบัติของอากาศ





ออกแบบโดย ครูจิตดิพนธ ทีฆะพนธ ุ ์ โรงเรียน มาแตร์เดอีวิทยาลัย กรุงเทพฯ
วันท่ ี 23 มกราคม 2016

1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)



- นักเรยนสามารถอธบายสมบัติของอากาศได ้

1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]

- สมบัติของอากาศใชประโยชนในการประดิษฐเครองมอเพออานวยความสะดวกในชวต











เช่น หลอดหยด ปากกาหมึกซึม เครองบิน




1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)





ี่

- สมบัติของอากาศโดยทัวไป ไม่มส ไม่มกลิ่น ไม่มรส มน้าหนัก และ ตองการทอยู ่


1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest) [LIKE]





ี่






ี่
- ครใหนักเรยนสังเกตขวดทครเตรยมมา 2 ใบ ทเหมอนกัน ซึ่งใบหนึ่งเจาะรเล็ก ๆ ทกน

ขวดอกใบไม่ไดเจาะร นาลูกโปงขนาดเท่ากัน 2 ใบ ใหปากกาลูกโปงรัดทคอขวดแลวถามว่า










“ขวดทั้ง 2 ใบ เหมอน หรอ แตกต่างกันอย่างไร?”

1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ
2. การประเมินและวดผล

- สังเกตจากการตอบคาถาม


- สังเกตจากการทางานกลุมแลวบันทึกลงในตารางของคร ู



- อ่านบันทึกของนักเรยน
3. การสรางบรรยากาศ



- ครให้นักเรยนเปาลูกโปง แลวถามว่า “กอนเปา และ หลังเปา ลูกโปงต่างกันอย่างไร? อะไร







อยูในลูกโปง?”


4. การนําเสนอบทเรยน

4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]




- ครูใหนักเรยนแบ่งกลุม ๆ ละ 3 คน

187







- นักเรยนแต่ละคนเปาลูกโปง เปรยบเทยบว่าใครเป่าไดขนาดใหญทสุด จดบันทึก แลว







ตอบคาถามว่า “แต่ละคนเปาไดขนาดไม่เท่ากัน เพราะเหตุใด? ถาเพอนบางคนปากเจ็บ คอเจ็บ







เปาไม่ได นักเรยนจะทาอย่างไร?”

4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]





- นักเรยนแต่ละกลุมส่งตัวแทนนาเสนอหนาชั้น
- ครูและนักเรยนร่วมกันสรป สมบัติของอากาศ ว่ามอะไรบาง? และวันนี้การทํากจกรรมนี้





เปนสมบัติของอากาศในเรองใด?

ื่

- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ...... หนา ..... เรอง อากาศ






4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)



- ครใหนักเรยนปฏบัติกจกรรม









- ครนาขวดทเตรยมมาแจกใหกลุมละ 2 ใบ นักเรยนตอบคาถามในบันทึกว่า ขวดทั้ง 2 ใบ




เหมอนกันหรอไม่? อย่างไร?





- เมอเปาลูกโปงในขวด เหตุใดลูกโปงใบหนึ่งพองออก อกใบไม่พอง ตอบในบันทึก?

ื่
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 Reflect











- สมบัติของอากาศทเรยนในวันน้เปนสมบัติในเรองใด? นอกจากทเรยนในวันน้ อากาศม ี
สมบัติอย่างไรอก?

5.2 Connect




- บทเรียนเรือง สมบัติของอากาศนี้เกยวของกับหัวขอสมบัติของน้าอย่างไร?


5.3 Apply




- นักเรยนนาความรเรอง สมบัติของอากาศไปประดิษฐของเล่นไดอย่างไร?




6. สอการเรยนการสอน




- ขวด 2 ใบ ขนาดเดียวกัน เหมอนกัน ใบหนึ่งเจาะรทกน อกใบไม่เจาะร ู


ี่

- ลูกโป่ง
188

สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5

หนวยการเรยนรู้ การเปลี่ยนแปลงสถานะของนํ้า





ออกแบบโดย กลมสาระการเรยนรูวิทยาศาสตร โรงเรียน มาแตรเดอวิทยาลย กรงเทพฯ






วันท่ ี 22 มกราคม 2016

1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)



- นักเรยนสามารถจาแนกน้าในสถานะต่าง ๆ ได ้
- นักเรยนสามารถอธบายความหมายของสถานะของน้าในธรรมชาติได ้





1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]




- การสังเกตการเปลยนแปลงสถานะของน้า ทาใหเขาใจถงการเปลยนแปลงสถานะของ







น้าและนาไปสูการเขาใจและเปนส่วนหนึ่งของธรรมชาติ





1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)

- สถานะของน้าในธรรมชาติ

- การเปลยนสถานะของสาร

1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)




- นาภาพตัวอย่างของเหตุการณในสถานะต่าง ๆ เช่น แม่คะน้ง ลูกเหบ พายุ หมะ การตม










น้า รถไฟไอน้า แลวลองใหนักเรยนแลกเปลยนประสบการณทเคยพบเหนว่าเคยพบทไหน?






เมอใด?
ื่
1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบ
2. การประเมินและวดผล



- กระบวนการทางานกลุม
- การตอบคําถาม

- การแสดงความคิดเห็นรวมกัน
3. การสรางบรรยากาศ





- นักเรยนทา Brain Gym และทาท่าทางประกอบเพลงเกยวกับวันครสตมาส



4. การนําเสนอบทเรยน

4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]






- ครใหนักเรยนแบ่งกลุม ๆ ละ 4 คน โดยใหนักเรยนแต่ละคนเลอกลาดับ 1-4




189

- ครใหนักเรยนแต่ละลาดับมาดูคลิป แม่คะน้ง การตมน้าเดอด หมอก ไอน้าเกาะกระจก









ตามลาดับ

- ครให้นักเรยนแต่ละกลุมรวบรวมสิ่งทนักเรยนแต่ละคนสังเกตไดจากการดูคลิป
ี่












- ครใหนักเรยนแต่ละกลุมนาเสนอสิงทนักเรยนสังเกตไดเกยวกับการเปลยนแปลงของ








เหตุการณต่าง ๆ




- นักเรยนและครูร่วมกันเขยนสรุปกระบวนการเปลยนแปลงของสารทตรงประเด็นทได ้





จากคาตอบของนักเรยนบนกระดาน



4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]


- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ/ใบงาน ....... หนา ...... เรอง .........





- ครอธบายความหมายของการเปลยนสถานะของน้า

ี่










- ครสาธตเหตุการณการเปลยนสถานะของน้าจากของแขงเปลยนสถานะเปนของเหลว /






ของเหลวเปล่ยนสถานะเปนกาซ / กาซเปลยนสถานะเปนของเหลว / ของเหลวเปลยนสถานะ





เปนของแข็ง




- นักเรยนเขยนบันทึกการสังเกตของเหตุการณทั้ง 4 ลงในสมุด
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]





- ครูให้นักเรยนแบ่งกลุม ๆ ละ 6 คน โดยครมสูตรทาวุนใหทุกกลุม










- ครใหนักเรยนแต่ละกลุมตมน้าและสังเกตการเปลยนแปลงสถานะของน้า พรอมจด





บันทึก









- ครใหนักเรยนแต่ละกลุมนาผงวุนใส่น้าเดอด แลวสังเกตการเปลยนแปลงสถานะของวุน




พรอมจดบันทึก




- ครใหนักเรยนแต่ละกลุมนาวุนเทใส่ถาด แลวสังเกตการเปลยนสถานะของวุน พรอมจด







บันทึก


ี่

- ครและนักเรยนรวมกันสรปการเปลยนแปลงสถานะของสาร






- ครใหนักเรยนทาแบบฝกหัดการเปลยนแปลงสถานะของน้า



5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน [LIKE]



5.1 Reflect
- นักเรยนไดเรยนรอะไรบางเกยวกับการเปลยนสถานะของน้า?













- นักเรยนไดเรยนรอะไรบางจากการทางานกลุม?
















- นักเรยนอยากเรยนรอะไรเพิมเติมจาการเรยนเรองการเปลยนสถานะของน้า?



190

5.2 Connect















- นักเรยนคิดว่า เน้อหาทเรยนในคาบน้เกยวกับเน้อหาทเรยนในคาบเรยนกอนอย่างไร?


- นักเรยนคิดว่า การเปลยนสถานะของน้าสามารถเชอมโยงกับวชาอนในเรองใด?









อย่างไร?



ี่

- มปรากฏการณธรรมชาติใดบางทแสดงใหเห็นถึงการเปลยนสถานะของน้า?
ี่

5.3 Apply




- นักเรยนสามารถนาความรเกยวกับการเปลยนสถานะของน้าไปใชในเหตุการณใด?


















- นักเรยนสามารถนาความรเกยวกับการเปลยนสถานะของน้าไปประยุกตใชในเหตุการณใด?


- นักเรยนคิดว่าจะทาอะไรบางเพอใหการทางานเปนกลุมราบรน สนุก และมคุณค่า?











6. สอการเรยนการสอน



- คลิปวดโอ


- แผ่นภาพ
- PowerPoint




191


สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6
หนวยการเรยนรู้ ระบบหายใจ




ออกแบบโดย ครูนชนภา โตประส ี โรงเรียน ดรุณาราชบุรี
วันท่ ี 15 พฤศจิกายน 2014


1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)

- นักเรยนเขาใจกระบวนการ การทางานของระบบหายใจ








- นักเรยนสามารถอธบายและเชอมโยงระบบหายใจเขากับระบบการงานอนๆ ภายใน



รางกาย



ี่
- ระบบหายใจเปนระบบหนึ่งในรางกายทมความเปนระบบระเบียบและงดงาม นักเรยนจึง



ควรมใจขอบพระคุณสาหรบการทรงสราง (โคโลส 1:15-17)





1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]






- ระบบหายใจเปนระบบหนึงทมความจาเปนในการดํารงชวิตอยูของมนุษย ถาไม่ม เราก ็










ไม่สามารถดํารงชวิตอยูได เพราะฉะนั้น เราจึงควรดูแลเปนอย่างดี เพอใหระบบหายใจของเรา













นั้นทางานไดปกติ เราคงมความสุขเพราะมคากล่าวไวว่า “การไม่มโรคเปนลาภอันประเสรฐ”


1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)





- ระบบหายใจทาหนาทแลกเปลยนแกสเขา-ออกจากรางกาย โดยการหายใจเขา-ออก





อากาศจะผ่านจมูก ท่อลม ปอดและถุงลม
- อวัยวะทสาคัญในระบบหายใจไดแก่ จมูก ท่อลม ปอด

ี่

- การทางานของระบบหายใจ ได้แก การหายใจเขา การหายใจออก




1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)


ี่
- ใหนักเรยนลองบีบจมูกแข่งกันกับเพอนว่าใครสามารถกลั้นหายใจไดนานทสุดจะเปนผูชนะ



ื่

1.5 เวลา (Time) - 2 คาบเรยน คาบละ 50 นาที
2. การประเมินผลและวดผล





- นักเรยนสามารถทาแบบทดสอบเพอตอบคาถามเกยวกับการทางานของระบบหายใจว่าเปน











อย่างไร อวัยวะใดบางทเกยวของกับระบบหายใจ






- นักเรยนสามารถตอบคําถามไดว่า ถาเราไม่มระบบหายใจ อะไรจะเกดขึ้นและถาปอดถูกตัด
หรอทาใหเล็กลงจะเกดผลอย่างไรต่อระบบอนๆ ในรางกายของเรา



ื่


3. การสรางบรรยากาศ


- การแข่งขันกลั้นลมหายใจ ตามขอ 1.4
192

4. การนําเสนอบทเรยน [LIKE]


4.1 การสรางประสบการณ (See)






- ใหนักเรยนลองจับกระดูกซโครงของตนเองในขณะทหายใจเขา-ออกว่ามการ




เปลยนแปลงสัมพันธกันอย่างไร จดบันทึกผล
ี่



- ใหนักเรยนสบคนขอมูลและนามาอภิปรายรวมกันว่า นักเรยนคิดว่าอัตราการหายใจ








ี่
ี่
(ความถของการหายใจ) ของแต่ละคนเท่ากันหรอไม่อย่างไร? ถาต่างกัน อะไรบางทนักเรยนคิด




ี่


ว่าเปนปจจัยททาใหคนเรามอัตราการหายใจต่างกัน?
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)




- ครูสาธตและสรปเปรยบเทยบขอมูลทนักเรยนบันทึก (เชอมโยงในขั้น See) จากนั้น









ี่
ี่

อธบายเน้อหาทเกยวของทั้งหมดในระบบหายใจ
















- พระเจาไดทรงระบายลมปราณใหแก่มนุษย ทาใหมนุษยมชวิต (พระเจาใหมนุษยมชวต

ี่
ทางลมหายใจ และเปนสิ่งททาใหเรารว่ามนุษยมชวตอยูหรอไม่ โดยดูจากลมหายใจ)











- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ...... หนา ...... เรอง ......







4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)

- ใหนักเรยนไปสบคนขอมูลว่าการดูแลระบบหายใจ เราสามารถทาไดอย่างไร ระบบ










หายใจของเราเกยวของอะไรกับรางกายของเรา นาไปสูการเชอมโยงต่อระบบต่างๆ ทาให ้










นักเรยนเห็นภาพเกยวกับรางกายของเรา
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน [LIKE]



5.1 Reflect










- นักเรยนรสึกอย่างไรถามคนสูบบุหรใกลๆ และนักเรยนคิดว่ามันมผลหรอไม่ อย่างไรต่อ

อวัยวะในระบบหายใจ?
5.2 Connect




- นักเรยนเคยฝกสมาธโดยการกาหนดลมหายใจเขา-ออก และเคยไดยนไหมว่า ถาเรา









หายใจเขาลึกๆ ออกยาวๆ จะทาใหเรารสึกสดชนกระปร้กระเปรา นักเรยนคิดว่ามันมความ












เกยวของอย่างไรกับอวัยวะอนๆ ภายในรางกายของเรา?
5.3 Apply



- เรารแลวว่า อากาศทเราหายใจมความสําคัญ นักเรยนมแนวทางการปฏิบัติอย่างไรใน






การรกษาคุณภาพอากาศ?

6. สอการเรยนการสอน







- หนังสอแบบเรยนวิทยาศาสตร ป. 6 สานักพิมพ พ.ว. หลักสูตรใหม่ 2551
193

สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ์ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1

หนวยการเรยนรู้ การทดสอบค่าความเป็นกรด-เบสด้วยกระดาษยูนิเวอร์ซัลอินดิเคเตอร์








ออกแบบโดย ครูจฬารตน หรงชะเอม โรงเรียน เซนตโยเซฟบางนา สมทรปราการ

วันท่ ี 10 ตุลาคม 2015


1. การใหภาพรวม
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives) [LIKE]
- นักเรยนสามารถตรวจสอบค่าความเปนกรด-เบสของสารละลายดวยกระดาษยูนิเวอร ์




ซัลอินดิเคเตอรได ้




- นักเรยนสามารถจาแนกสารละลายกรด-เบสไดว่าสารละลายใดใดมค่า pH มากกว่า


หรอนอยกว่า



ื่




ี่
- นักเรยนสามารถอธบายและนาความรทไดไปใชในเรองของการเลอกใชผลิตภัณฑได ้




อย่างถูกตองและปลอดภัย
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]



- สารละลายแต่ละชนิดมค่าความเปนกรด-เบสแตกต่างกัน ในการเลอกใชสารละลาย




ื่


ชนิดต่างๆ นักเรยนตองค านึงถึงการใชอย่างระมัดระวังเพอความปลอดภัยทั้งกับตัวเองและผูอน

ื่


1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)

- การทดสอบค่าความเปนกรด-เบสของสารละลายดวยกระดาษยูนิเวอรซัลอินดิเคเตอร ์


- การค านึงถึงความปลอดภัยในการเลอกใชสารหรอผลิตภัณฑโดยพิจารณาจากค่า pH




1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)



- ครใหนักเรยนจับกลุมสารและเปรยบเทยบค่า pH ของสารโดยการคาดเดา ไดแก่ น้า







ื่





มะขาม น้าอัดลม น้าเกลอ น้าปูนใส น้าสมสายชู น้าเชอม และยาสระผม

1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ 50 นาท ี
2. การประเมินและวดผล


- แบบทดสอบก่อนเรยน-หลังเรยน

- การนาเสนอผลการทดลอง

3. การสรางบรรยากาศ






- เหมอนกับขั้น 1.4 Interest (ครใหนักเรยนจับกลุ่มสารและเปรยบเทยบค่า pH ของสารโดย

การคาดเดา ไดแก่ น้ามะขาม น้าอัดลม น้าเกลอ น้าปูนใส น้าสมสายชู น้าเชอม และยาสระผม)





ื่





194


4. การน าเสนอบทเรยน [LIKE]

4.1 การสรางประสบการณ (See)


ี่
- ใหนักเรยนสังเกตสารทนามา



- นักเรยนอ่านขั้นตอนการทดลอง

- นักเรยนด าเนินการทดลองและบันทึกผล
- นักเรยนแต่ละกลุมนาเสนอผลการทดลองหนาชั้นเรยนและเปรยบเทยบจากสิ่งทนักเรยน








ี่
คาดเดา

4.2 การคิดวินิจฉัยประสบการณ (Judge)



- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ...... เรอง ......
ื่








ื่




- ครใหความรเรองอนดิเคเตอรชนิดต่างๆ และการเลอกใชผลิตภัณฑไดอย่างถูกตอง

เหมาะสมและปลอดภัย
4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)




- นักเรยนแต่ละกลุมวางแผนในเรองของการทดสอบค่าความเปนกรด-เบสของสารหรอ
ื่


ผลิตภัณฑทตัวเองสนใจหรอสงสัยว่าเปนกรด-เบส อย่างไร?


ี่

- ตัวแทนกลุมนาเสนอผลการทดลอง




- ครแนะนาเพิ่มเติม
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 Reflect

ื่


- นักเรยนอยากเรยนรอะไรเพิ่มเติมจากเรองน้? อย่างไร?


5.2 Connect






- นักเรยนคิดว่า การทดสอบกรด-เบสดวยกระดาษยูนิเวอรซัลอนดิเคเตอรเหมอนหรอ

แตกต่างจากการทดสอบดวยกระดาษลิตมัสและดอกอัญชันอย่างไร?

5.3 Apply






- นักเรยนจะนาความรจากเรองน้ไปประยุกตใชในการเลอกใชผลิตภัณฑต่างๆ รวมถึง

ื่



ี่


ภาชนะทใส่ผลิตภัณฑนั้นๆ ไดอย่างไร? จงอธบาย




6. สอการเรยนการสอน


- บิกเกอร 7 ใบ - น้ามะขาม น้าอัดลม น้าเกลอ น้าปูนใส




ื่


- แท่งแกวคนสาร 7 อัน น้าสมสายชู น้าเชอม และยาสระผม



- กระดาษยูนิเวอรซัลอินดิเคเตอรกลุมละ 1 อัน - หนังสอเรยน





- แบบทดสอบก่อนเรยน-หลังเรยน


195

สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2


หนวยการเรยนรู้ อาหารกับการดํารงชีวิต เรื่อง การทดสอบสารอาหารโปรตีน


ออกแบบโดย ครูสภาภรณ เจรญสข โรงเรียน เซนตโยเซฟบางนา สมทรปราการ






วันท่ ี 10 ตุลาคม 2015

1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)


- นักเรยนสามารถอธบายขั้นตอนในการทดสอบโปรตีนได ้

- นักเรยนสามารถอธบายความสาคัญของสารอาหารประเภทโปรตีนทมต่อรางกาย และ









นาความรไปใช ้






- ประโยชนในชวิตประจาวัน โดยการเลอกรบประทานอาหารทมสารอาหารประเภท





โปรตนไดเพยงพอกับความตองการของรางกาย


1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]





- โปรตีนเปนส่วนประกอบสาคัญของเซลลทุกเซลล ช่วยเสรมสรางการเจรญเติบโตและ






ซ่อมแซมเซลลต่างๆ ของรางกาย เราจึงควรรบประทานอาหารทมสารอาหารประเภทโปรตีนให ้





เพยงพอกับความตองการของรางกาย ซึ่งมอยูในอาหารประเภท เน้อสัตว ไข่ นม ถั่วเมล็ดแหง








1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)

- การทดสอบโปรตีน - ประโยชนของโปรตีนทมต่อรางกาย

ี่


1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)







- ครใชคําถามว่า นักเรยนเคยเห็นคนแถบยุโรปหรอไม่? คนพวกน้มลักษณะรปรางอย่างไร



ถาเทยบกับรปรางของคนแถบเอเชยอย่างเรา?




1.5 เวลา (Time) - 1 คาบ 50 นาที

2. การประเมินและวดผล
- จากการทดสอบกอน-หลังเรียน

- จากผลการทดลอง
3. การสรางบรรยากาศ








- ครใชคาถาม นักเรยนเคยเห็นคนแถบยุโรปหรอไม่? คนพวกน้มลักษณะรปรางอย่างไร ถา








เทยบกับรปรางของคนแถบเอเชยอย่างเรา? นักเรยนคิดว่าเปนเพราะเหตุใด?










- ครมอาหารมาใหนักเรยน 4 ชนิด ไดแก่ ขนมปง ไข่ขาว น้าเตาหู และนม นักเรยนคิดว่า

อาหารชนิดใดบางมสารอาหารประเภทโปรตีน?




196


4. การนําเสนอบทเรยน


4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]




- ใหนักเรยนสังเกตอาหารทครนามา 4 ชนด คอ ขนมปง ไข่ขาว น้าเตาหู และนม









ี่




นักเรยนเขยนทายคําตอบว่าอาหารทมสารอาหารประเภทโปรตนไดแกอะไรบาง?






- ใหนักเรยนอ่านขั้นตอนการทดลอง ลงมอทาการทดลอง บันทึกผล







- นักเรยนแต่ละกลุมส่งตัวแทนนาเสนอผลการทดลองหนาชั้นเรยน เพอเปรยบเทยบผล






การทดลองของกลุมตัวเองกับกลุมอนๆ


- นักเรยนรวมกันสรปถึงอาหารทมสารอาหารประเภทโปรตีน

ี่



4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)






- ครใหความรเกยวกับการทดสอบสารอาหารประเภทโปรตีน ประโยชนของสารอาหาร








ประเภทโปรตนทมต่อรางกาย โทษของการขาดสารอาหารประเภทโปรตนและปรมาณของ

ี่

สารอาหารประเภทโปรตีนทรางกายตองการในแต่ละวัน




- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ...... หนา ..... เรอง ......




4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]

- นักเรยนแต่ละกลุมวางแผนในการเลอกรบประทานอาหารทมีสารอาหารประเภทโปรตีน






ใหเพยงพอกับความตองการของรางกายในแต่ละวัน




- ตัวแทนแต่ละกลุมนาเสนอผลงาน ครใหคําแนะนาเพิ่มเติมในแต่ละกลุม






5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 Reflect - นักเรยนอยากรอะไรเพิมเติมเกยวกับเรองน้อย่างไร?









5.2 Connect - นักเรยนคิดว่า ความรเรองการทดสอบสารอาหารโปรตนเชอมโยงกับการ








เรยนรเรองโภชนาการอย่างไร?












5.3 Apply - จากความรทนักเรยนไดรบมา นักเรยนจะเปลยนแปลงพฤติกรรมการบรโภค













อย่างไร เพอใหรางกายไดรบสารอาหารประเภทโปรตนเพยงพอกับความตองการของรางกายใน

แต่ละวัน?
6. สอการเรยนการสอน



- หลอดทดลองขนาดกลาง 4 หลอด - สารละลายโซเดยมไฮดรอกไซต 10 ลูกบาศก ์


- หลอดฉดยา 6 หลอด เซนติเมตร

- หลอดหยด 2 หลอด - สารละลายคอปเปอรซัลเฟต 10 ลูกบาศก ์



- ทวางหลอดทดลอง 1 ที ่ เซนติเมตร




- แบบทดสอบกอน-หลังเรียน - หนังสอเรยนวิทยาศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปท 2




197


สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3

หนวยการเรยนรู้ 1) การถ่ายทอดพลังงาน เรื่อง สายใยอาหาร



ออกแบบโดย ครูโชติกา ตันนนตา โรงเรียน สันติวิทยา เชียงราย

วันท่ ี 7 กนยายน 2014


1. การใหภาพรวม

1.1. วัตถุประสงค์ (Objectives)

- นักเรยนเขาใจถึงหลักการถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ












- นักเรยนสามารถนาความรทไดไปใชในชวิตประจาวัน
1.2 ความจาเปน (Needs)



- นักเรยนรหลักการสมดุลของสิ่งมชวิตในระบบนิเวศ







ี่

ื่


- นักเรยนสามารถเลอกรบประทานอาหารเพอใหไดรบพลังงานทเหมาะสมกับตนเอง

1.3 หัวข้อและเน้อหา (Range)
- หลักการถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ





- ประโยชนของการถายทอดพลังงานทนักเรยนจะไดรบ


1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)



ื่
- ใหนักเรยนเล่นเกม “จับคู อาหารของฉัน” เพอใหนักเรยนรบทบาทของตน







ี่


- ใหนักเรยนดูวีดิทัศนเกยวกับพฤติกรรมของสิ่งมชวิต

1.5 เวลา (Time)

- 1 คาบเรยน

2. การประเมินและวดผล



- ประเมินจากผลงานของนักเรยนในใบงานเรองการถ่ายทอดพลังงาน และแผนผังเรอง


การถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ
3. การสรางบรรยากาศ


- เกม “จับคู อาหารของฉัน”

- ดูวดิทัศนเกยวกับพฤติกรรมของสิ่งมชวิต

ี่



4. การนําเสนอบทเรยน


4.1 การสรางประสบการณ (See)










- ใหนักเรยนเล่นเกมจับคูอาหาร โดยนักเรยนแต่ละคนจะมป้ายชอสัตว แลวใหนักเรยนคิด

ว่า นักเรยนจะกนสัตวอะไร?





- ครใหนักเรยนเลอก/ เดาว่าสัตวชนิดไหนควรกนอะไรเปนอาหาร?





198

4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)


- ครอธบายกระบวนการ/ หลักการถ่ายทอดพลังงาน และเปดวีดิทัศนเรือง พฤติกรรมของ






สิ่งมชวิต






- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ...... หนา ...... เรอง ......




ี่


- ครและนักเรยนรวมกันยกตัวอย่างสิ่งมชวิตทมการถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ




- ครและนักเรยนรวมกันสรปประโยชนของการถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ





4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)



- นักเรยนทาแบบฝกหัด ใบงานเรือง การถายทอดพลังงาน




- นักเรยนทาแผนผังเรอง การถายทอดพลังงานในระบบนิเวศ




5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน


5.1 Reflect

ื่
- นักเรยนไดเรยนรอะไรบางในเรอง การถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ?





5.2 Connect


- นักเรยนคิดว่าบทเรยนน้มความสัมพันธใกลชิดกับชวิตของนักเรยนอย่างไร?






5.3 Apply







- นักเรยนจะเปลยนแปลงพฤติกรรมการกนอาหารของนักเรยนอย่างไร เพอใหเหมาะสม


กับชีวตประจําวัน?
6. สอการเรยนการสอน






ื่
- วีดิทัศนเรอง พฤติกรรมของสิ่งมชวิต


- ใบงานเรือง การถายทอดพลังงาน
199

สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร์ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3

หนวยการเรยนรู้ 2) การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม (โครโมโซม)




ออกแบบโดย ครูขวญกลา นชนารถ โรงเรียน มาแตร์เดอีวิทยาลัย กรุงเทพฯ

วันท่ ี 25 มกราคม 2016

1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)

- นักเรยนสามารถอธบายความหมายและความสาคัญของโครโมโซมได ้




- นักเรยนสามารถจาแนกประเภทของโครโมโซมในรางกายมนุษยได้




1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]












- การศึกษาเรองโครโมโซมทาใหเหนคุณค่าของตนเองและผูอน และนาไปสูความเขาใจ

และยอมรบและเคารพความแตกต่างของบุคคลตามธรรมชาติ

1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)

- ความหมายของโครโมโซม
- ประเภทของโครโมโซมในรางกายมนุษย ์

1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)






- ครูนําภาพของดารานักแสดง เช่น ลโอนาโด วลสมิธ กวนเนธวรัทยาแลวใหนักเรยน




เปรยบเทยบความแตกต่างของแต่ละบุคคลว่ามลักษณะแตกต่างทไหน อย่างไร


1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบ
2. การประเมินและวดผล

- กระบวนการทางานกลุม


- การตอบคําถาม
- การแสดงความคิดเห็นรวมกัน

3. การสรางบรรยากาศ


- นักเรยนทา Brain Gym

- ครเปดเพลงโครโมโซมใหนักเรยนฟง





4. การนําเสนอบทเรยน

4.1 การสรางประสบการณ(See) [LIKE]










- ครแบ่งกลุ่มนักเรยน กลุ่มละ 4 คน ใหดูคลิปวดโอเกยวกับโรคทมสาเหตุมาจาก


โครโมโซม
200









- ครใหนักเรยนแต่ละกลุมสบเสาะหาความร จาแนกโรคทดูจากคลิปวดีโอว่าเกดจาก




อะไร? อย่างไร?


- ครและนักเรยนเขยนประเภทของโครโมโซมททาใหเกดโรคทไดจากการสบเสาะหา















ความรความรของนักเรยนบนกระดาน
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)[LIKE]





- ครอธบายความหมายของโครโมโซม ความสาคัญของโครโมโซม



- ครูอธบายการจาแนกประเภทของโครโมโซมในรางกายมนุษยและดูคลิปวดโอเพอตอก





ย้าความเขาใจในเน้อหาโดยการถามคาถาม










- ครให้นักเรยนเขยนบอกว่า โครโมโซมสามารถบ่งบอกอะไรกับชวิตของคนเราไดบาง?




ี่

- ครใหนักเรยนรวมกันอภปรายและบันทึกประสบการณในการแลกเปลยนเรยนรกัน




4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]




- ครูให้นักเรยนคิดออกแบบโดยการตั้งคาถามว่า ถาโครโมโซมในรางกายของมนุษยม ี



มากเกนหรอนอยลงกว่าปกติจะมผลต่อรางกายและจิตใจอย่างไรบาง?









- ครใหนักเรยนแสดงความคิดเห็นและสรปรวมกัน


5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน[LIKE]



5.1 Reflect
- นักเรยนมความรสึกอย่างไรกับผูทมโครโมโซมผิดปกติและเราควรจะปฏบัติต่อบุคคลทม ี


ี่


ี่



ความผิดปกติของโครโมโซมอย่างไร?


- นักเรยนไดเรยนรอะไรบางเกยวกับเรองโครโมโซม?








5.2 Connect












- นักเรยนคิดว่า เน้อหาทเรยนในคาบเรยนน้เกยวกับเน้อหาทเรยนในคาบเรยนกอน



อย่างไร?


- นักเรยนคิดว่า การเรยนเรองการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมสามารถเชอมโยงกับ





ื่
วิชาอนในเรองใด อย่างไร?
ื่
5.3 Apply
- นักเรยนคิดว่า ความรเรองโครโมโซมนาไปใชในวิชาชพอนๆ ไดหรอไม่? อย่างไร?



ื่




ื่

- นักเรยนสามารถนาความรเรองการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม (โครโมโซม) ไป








ประยุกต์ใชในชวิตไดอย่างไร?


6. สอการเรยนการสอน





- คลิปวดโอ
- แผ่นภาพ
- PowerPoint
201


สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3

หนวยการเรยนรู้ 3) ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เรื่อง ทรัพยากรนํ้า







ออกแบบโดย ครูผอบขวญ บญชวย โรงเรียน เซนตโยเซฟบางนา สมทรปราการ
วันท่ ี 10 ตุลาคม 2015


1. การใหภาพรวม
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)







- นักเรยนอภปรายปญหาสิ่งแวดลอมและเสนอแนะแนวทางการแกปญหา






ิ่

- นักเรยนอภปรายและมส่วนรวมในการดูแลและอนุรกษสิ่งแวดลอมในทองถนอย่างยั่งยน



1.2 ความจาเปน (Needs)








- สิ่งแวดลอมต่างๆมความสัมพันธกัน ผลทเกดขึ้นจากสิ่งแวดลอมชนิดหนึงจะส่งผล









กระทบหรอทาลายสิ่งแวดลอมอกชนดหนึงได หนาทของเราทุกคนคอ การรกษาและพัฒนา










สิ่งแวดลอมใหมความสมดุล ยั่งยนและใชทรพยากรธรรมชาติอย่างฉลาดและคุมค่า

1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)


- ทรพยากรธรรมชาติในทองถน (น้า)
ิ่



1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)





- ใหนักเรยนดู VDO เกยวกับปญหาการขาดแคลนน้าในสถานทต่างๆ และถามนักเรยนว่า

ี่
ี่






“ถานักเรยนตองเผชิญกับปญหาดังกล่าวจะรสึกอย่างไร? น้ามความจาเปนต่อพวกเรา




อย่างไร?”
1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบ คาบละ 50 นาที

2. การประเมินและวดผล





ิ่


ี่

- นักเรยนประมวลและสรปความรเกยวกับทรพยากรในทองถน (น้า) ในรปของผังมโนทัศน ์
3. การสรางบรรยากาศ



- พูดคุยกับนักเรยนโดยใชเน้อหาทไดจากการดู VDO




4. การนําเสนอบทเรยน



4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]



- จากการดู VDO เกยวกับปญหาการขาดแคลนน้า


ก) นักเรยนมความคิดเห็นอย่างไร?







ข) ในปจจุบันมนุษยใชทรพยากรน้าไดคุมค่ามากเพยงไร?




ค) ถาเราใชทรพยากรน้าอย่างฟุมเฟอยจะกอใหเกดผลอย่างไร?







202

ง) ในฐานะทนักเรยนเปนส่วนหนึงของจังหวัดสมุทรปราการ นักเรยนทราบหรอไม่








ว่าปญหาการเกดมลภาวะทางน้าของจังหวัดสมุทรปราการเกดจากสาเหตุใดบาง?




- แบ่งกลุมนักเรยนกลุมละ 4-5 คนช่วยกันทาผังมโนทัศนเกยวกับเรองต่อไปน้ ี









ก) ประโยชน์ของนํ้า

ข) ผลกระทบเมอเกดการขาดแคลนน้า
ื่

ค) สาเหตุของมลภาวะทางน้า และ






ง) การใชทรพยากรน้าอย่างคุมค่าและยังยน




ื่



ี่
จากนั้นตัวแทนแต่ละกลุมนาเสนอเพอเปนการแลกเปลยนเรยนรซึ่งกันและกัน


4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]





- ครใหนักเรยนอ่าน หนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....







- ครใหความรเพิมเติมเรองวัฏจักรของน้า การวัดค่าน้าด-น้าเสย การเกดมลภาวะทางน้า










วิธบาบัดน้าเสยจากแหล่งต่างๆ



4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]


- นักเรยนช่วยกันวางแผนในการใชน้าอย่างประหยัดและคุมค่า และเลือกท่จะไม่กระทา






สิ่งต่างๆ ทมผลกระทบต่อการเกดมลภาวะทางน้า





5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน







ครใหนักเรยนหยุดคิดและบันทึกหลังการเรยนในหัวขอต่อไปน้ ี

5.1 Reflect



ื่

- นักเรยนไดเรยนรอะไรบางในชั่วโมงน้ และนักเรยนมปญหาหรอขอสงสัยในเรองใดบาง?









5.2 Connect








- การเรยนรเกยวกับทรพยากรน้าในหัวขอน้ทาใหนักเรยนคิดถงคาสอนของพระ







สันตะปาปาเรือง การสรรเสรญพระเจาดวยการดูแลรกษาสิงแวดลอมอย่างไร?






5.3 Apply
- จากสิ่งทไดเรยนรในวันน้นักเรยนจะปรบเปลยนพฤติกรรมการใชน้าของตนเองอย่างไร?



ี่






ี่

6. สอการเรยนการสอน
ื่

- VDO สิ่งแวดลอม ข่าวสิ่งแวดลอม


- หนังสอเรียน

- ภาพวัฏจักรของน้า
203


สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4

หนวยการเรยนรู้ 1) โลกและอวกาศ เรื่อง แผ่นดินไหว










ออกแบบโดย ครูจินตนา จนทรเจรญ โรงเรียน อสสมชญคอนแวนต กรงเทพฯ

วันท่ ี 13 มนาคม 2015

1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)



- นักเรยนสามารถอธบายสาเหตุการเกดแผ่นดินไหวได ้



- นักเรยนสามารถอธบายขนาดและความรนแรงของแผ่นดินไหวได ้
- นักเรยนสามารถอธบายผลกระทบทเกดจากแผ่นดินไหวได ้










- นักเรยนสามารถบอกแนวทางปฏบัติตนเพอความปลอดภัยจากการเกดแผ่นดินไหวได ้

1.2 ความจาเปน (Needs)









- เมอเกิดแผ่นดินไหว นักเรยนสามารถนําความรทไดไปปฏิบัติตนเพอใหมชีวิตรอดพน





จากสถานการณแผ่นดินไหวได้

1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)



- สาเหตุการเกดแผ่นดินไหว - ตําแหน่งทมโอกาสเกดแผ่นดินไหว


ี่




- ขนาดและความรนแรงของแผ่นดินไหว - แนวทางปฏบัติตนเพอความปลอดภัย

1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)




- นักเรยนเล่นเกมกระจกเงาโดยใชท่าทางประกอบจากสถานการณการเกดแผ่นดินไหว
1.5 เวลา (Time) - 2 คาบเรยน


2. การประเมินและวดผล


- ประเมินจากผลงานการสรปความร “แผ่นดินไหว” ในรปแบบ Mind Map


3. การสร้างบรรยากาศ


- เกมกระจกเงาโดยใชท่าทางประกอบจากสถานการณการเกดแผ่นดินไหว

ี่


- วีดิทัศน “เหตุการณแผ่นดินไหวในประเทศญปุน”

4. การนําเสนอบทเรยน


4.1 การสรางประสบการณ (See)






- ครแบ่งนักเรยนออกเปนกลุม กลุมละ 4-5 คน




- นักเรยนดูวดิทัศน์ “เหตุการณแผ่นดินไหวในประเทศญปุน” และรวมกันอภปรายตาม




หัวข้อ ดังน้ ี



(ก) วีดิทัศนเกดเหตุการณอะไร?
204

(ข) สาเหตุการเกดคืออะไร?

(ค) ส่งผลกระทบอย่างไร?
- สมาชิกในกลุมรวมกันสรปและวิเคราะหหาสาเหตุการเกด และผลกระทบจากเหตุการณ ์





ดังกล่าว

4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)








- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....


- ครบรรยายประกอบ PowerPoint เกยวกับหลักการเกด ขนาด ความรนแรง ผลกระทบ



และแนวทางปฏบัติก่อน ขณะเกด และหลังเกดแผ่นดินไหว















- ครใชคําถามกระตุนใหนักเรยนเกดการเรยนร และใหนักเรยนจดบันทึกเน้อหาระหว่าง
บรรยาย

4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)

- ใหนักเรยนทาแบบฝกหัดทบทวน “แผ่นดินไหว”






- ใหนักเรยนสรปความร “แผ่นดินไหว” ในรปแบบ Mind Map และนาเสนอผลงานกลุม






5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 Reflect









- นักเรยนไดเรยนรอะไรจากวดทัศน์เรองนี้?




- นักเรยนมความรสึกอย่างไรกับเหตุการณน้?









- นักเรยนไดเรยนรอะไรบางจากการทางานกลุมและมการแบ่งหนาทกันอย่างไรบาง?






5.2 Connect




- นักเรยนคิดว่า เน้อหาทเรยนในคาบน้เกยวของกับคาบกอนอย่างไร?







- นักเรยนคิดว่า จะสามารถเชอมโยงกับหัวขออนไดอย่างไร?







- เมอเปรยบเทยบการทางานรวมกันท่ผ่านมาในชั่วโมงกอนมอะไรทควรเปลยนแปลงบาง






ี่

ี่


อย่างไร?
5.3 Apply









- ถานักเรยนอยูในสถานการณน้ นักเรยนจะมแนวทางปฏบัติตนอย่างไรใหปลอดภัยจาก

สถานการณดังกล่าว?








- จากสิงทไดเรยนมา นักเรยนคิดว่าควรทาอะไรเพอใหผูอนรถงความปลอดภัยเมอเกด











แผ่นดินไหว?




- นักเรยนคิดว่าควรจะทาอะไรบางเพอใหการทางานกลุมมประสิทธภาพมากขึ้น?








6. สอการเรยนการสอน

ี่
- วีดิทัศน “เหตุการณแผ่นดินไหวในประเทศญปุน”



205

สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4


หนวยการเรยนรู้ 2) การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม



ออกแบบโดย ครูอรพรรณ พยัฆกล โรงเรียน เซนต์นิโกลาส พิษณุโลก


วันท่ ี 22 กมภาพนธ 2015


1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)


- นักเรยนสามารถอธบายลักษณะและหนาทของสารพันธุกรรม อธบายกระบวนการ










ถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม และนาความรไปใชประโยชนในชวิตประจาวันดานการระบุตัว





บุคคลและเครอญาติ
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]


- นักเรยนสามารถระบุไดว่าพันธุกรรมเปนลักษณะทถายทอดจากรุนสูรุนไดโดยม ี












ความสัมพันธกันในเครอญาติ

1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)






- เรยนรเกยวกับลักษณะของสารพันธุกรรม วธการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม และ







การนาความรไปใชประโยชนในดานต่างๆ ทเกยวของ






1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest) [LIKE]










- ครซักถามนักเรยนว่า นักเรยนมพนองกคน? คิดว่าหนาตาเราเหมอนใครมากกว่ากัน








ระหว่างพ่อกับแม่? เราหนาตาเหมอนปู-ย่า ตา-ยายหรอไม่? ครมภาพปะติด สมมุติเหตุการณ ์



แต่งงานและมลูกระหว่าง นายณเดชน์และนางสาวญาญา โดยใหนักเรยนทดลองติดอวัยวะ

ผสมหนาตาทกาหนดให ้
ี่


1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบ (120 นาที)
2. การประเมินและวดผล

- ใบงานเรอง การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

ื่

- แบบวิเคราะหผูเรยนรายกลุม



3. การสรางบรรยากาศ


- ครซักถามนักเรยนว่า มหนาตาเหมอนกับพ่อแม่ ป-ย่า ตา-ยาย อย่างไร?


ู่


- กจกรรมภาพปะติดอวัยวะผสมหนาตาทกาหนด





4. การนําเสนอบทเรยน


4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]

206




- ครแบ่งกลุมนักเรยน กลุมละ 6 คน (เก่ง กลาง อ่อน)

- ครตั้งประเด็นศึกษาใหนักเรยน



(ก) ถาพูดถึงพันธุกรรม นักเรยนคิดถงอะไร?





(ข) นักเรยนคิดว่า ลักษณะทางพันธุกรรมมการถายทอดกันโดยกระบวนการใด?

ี่

ื่
ื่

- ใหนักเรยนดูสอแอนิเมชั่นเกยวกับการแบ่งเซลลเพอกาหนดลักษณะทางพันธุกรรม








- นักเรยนรวมกันหาคาตอบ และสบคนขอมูลของประเด็นภายในกลุม พรอมเขยนออกมา



ี่

เปนแผนภาพในรปแบบทน่าสนใจ


4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]





- ใหนักเรยนแต่ละกลุมนาเสนอภาพของกลุมตนเอง







ี่
ี่
- ใหนักเรยนรวมกันอภปรายเกยวกับผลการสบคนเกยวกับประเด็นทศึกษา
ี่





- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....






- ครอธบายเพิมเติมอกคร้ง









(ก) สิ่งมชวิตมการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากรนหนึงมาสูรนลูกหลานได ้





ซึงสังเกตไดจากลักษณะทปรากฏ
(ข) การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมผ่านยนทเปนหน่วยพันธุกรรมอยูบน







โครโมโซม มลักษณะเรยงกันเหมอนสรอยลูกปด ทาหนาทควบคุมลักษณะต่างๆ









4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)



- นักเรยนทาใบงานเรอง การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม




- นักเรยนสบคนขอมูลเรอง การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมไปปรบใชในชวตประจา













วันในดานต่างๆ และรวมกันสรปและอภปรายในหองเรยน




5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 Reflect




- พันธุกรรมประกอบดวยอะไรบาง มการถายทอดลักษณะอย่างไร?
5.2 Connect



- การเรยนเรอง การถ่ายทอดทางพันธุกรรมเปนประโยชนต่อวิชางานเกษตรอย่างไร?


5.3 Apply



- นักเรยนคิดว่า นอกจากจะใชประโยชนจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ในการระบุตัว



บุคคลและเครอญาติ แลวยังสามารถนาไปใชประโยชนดานใดไดบาง?






6. สอการเรยนการสอน



- ภาพปะติดอวัยวะผสมหนาตา - ใบงานเรอง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
ื่
- สอแอนิเมชั่นเกยวกับการแบ่งเซลล

ี่
ื่

207



สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4
หนวยการเรยนรู้ 3) การศึกษาชีววิทยา เรื่อง การสังเกตและการตั้งคําถาม






ออกแบบโดย ครูมิงขวญ กิจติถานนท โรงเรียน เซนตโยเซฟบางนา สมทรปราการ

วันท่ ี 10 ตุลาคม 2015

1. การใหภาพรวม


1.1 วัตถุประสงค (Objectives)





- เพอใหนักเรยนเกดทักษะการสังเกต
- นักเรยนสามารถตั้งคาถามจากการสังเกต




1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]









- การทนักเรยนเปนคนช่างสังเกตจะช่วยใหสามารถตั้งคาถามไดรดกุม และเปนแนวทางสู ่
การคนพบคําตอบอย่างเปนระบบ




1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
- การสังเกตและการตั้งคาถาม


- ประโยชนของการเปนคนช่างสังเกต

1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)





- ใหนักเรยนแบ่งกลุมเล่นเกมจับผิดภาพ (ใชภาพ 2 ภาพเหมอนกัน แต่มจุดต่างกัน 10 จุด)


1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบ คาบละ 50 นาที
2. การประเมินและวดผล

- แบบประเมินพฤติกรรม

- ผลงานการสังเกตและการตั้งคาถามของนักเรยน

3. การสรางบรรยากาศ

- เหมือน 1.4 Interest นักเรยนสนุกพรอมเรยนแลว




4. การนําเสนอบทเรยน



4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]





- แบ่งกลุมทาการทดลองเกยวกับการสังเกต (เทยนไขของฉัน)


- นักเรยนอ่านวิธการทดลอง ดําเนินการทดลอง (สังเกตเทยนไขทถูกจุด)
ี่

- นักเรยนบันทึกผลการทดลองและตั้งคาถามจากการสังเกต


- นักเรยนแต่ละกลุมนาเสนอผลงานการสังเกตและคาถามทไดจากการสังเกต








208

4.2 การคิดวินิจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]


ื่


- ครนาผลงานของนักเรยนทไดมาใหความรในเรองของการสังเกต



ี่











- ครใหความรเกยวกับการตั้งคาถามจากการสังเกต (สิงทสังเกตได)






- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....




4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]



- ใหนักเรยนฝกการสังเกตจากสอใกลตัวเช่น ลูกอมในกระเปา สวนหนาหองเรยน ภาพที ่









ฝาผนังหอง จากนั้นฝกตั้งคาถามและนาเสนอคาถาม





- นักเรยนยกตัวอย่างการนาประโยชนจากการสังเกตไปใชในชวิตประจาวัน




5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 Reflect





- นักเรยนไดเรยนรอะไรบาง จากการเรยนเรองการสังเกตและการตั้งคาถาม?





ี่

- นักเรยนอยากเรยนรอะไรเพิมเติม เกยวกับเรองน้ไหม?




ื่

5.2 Connect











- นักเรยนคิดว่า ความรทไดจากหัวขอน้เชอมโยงกับการเรยนรในวิชาอนๆ อย่างไร?




5.3 Apply



- นักเรยนคิดว่า จะนาทักษะเรองการสังเกตไปใชในชวิตประจาวันไดอย่างไร?






6. สอการเรยนการสอน


- เกมจับผิดภาพ
- ชุดทดลองเทยนไขของฉัน

- ลูกอม และภาพ
209

สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ์ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4

หนวยการเรยนรู้ 4) ฟิสิกส์ เรื่องแรงเสียดทาน




ออกแบบโดย ครูพชร พรหมมาก โรงเรียน เซนต์โยเซฟคอนเวนต์ กรุงเทพฯ
วันท่ ี 10 ตุลาคม 2014

1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)




- นักเรยนสามารถวเคราะหความสัมพันธของปรมาณทเกยวของกับแรงเสยดทาน และ








อธบายขอดี ขอเสยของแรงเสยดทานได (K)










- นักเรยนสามารถทดลองหาค่าสัมประสิทธ์ความเสียดทาน ตีความหมายและลงขอสรป
ได้ (P)





- นักเรยนสามารถนาหลักการของแรงเสยดทานมาใชในการออกแบบของเล่นของใชใหม ี




ประสิทธภาพการทางานสูง และช่วยในการประหยัดพลังงาน (คุณค่าพระวรสาร ความเรยบ
ง่าย) (A)


1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]




ี่
- นักเรยนมทักษะในการหาค่าสัมประสิทธ์ความเสยดทานระหว่างพ้นผิวทตนเองสนใจ





- นักเรยนรนําหลักการของแรงเสยดทานไปออกแบบของเล่น ของใชในชีวตประจาวันได ้



และเหมาะสมกับการใชงาน


1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)


- การหาสัมประสิทธ์ความเสยดทานระหว่างพ้นผิว






- ขอดี ขอเสย การเพิ่มและการลดแรงเสยดทาน
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest) [LIKE]

- แรงเสยดทานมทั้งประโยชนและโทษ การเพิ่ม การลดแรงเสยดทานใหเหมาะสมจะทาให ้













การทางานของเครองกลมประสิทธภาพสูงสุดและสิ้นเปลองพลังงานนอยสุด ในชั้นน้เนนศึกษา



แรงเสยดทานระหว่างผิวสัมผัส
1.5 เวลา (Time)


- ใชเวลาเรยน 4 คาบเรยน


2. การประเมินและวดผล
- ประเมินจากผลงานการคํานวณค่าสัมประสิทธ์ความเสยดทาน และการสรปเหตุผล





ี่
- ประเมินจากผลงานการสรปปจจัยทมผลต่อแรงเสยดทาน และทิศทางของแรงเสยดทาน



- ใบงาน
210


3. การสรางบรรยากาศ
ี่

- สนทนาเกยวกับแรงเสยดทานในกจกรรมต่างๆ ในชวิตประจาวัน




- ใหนักเรยนดูภาพการออกแบบผลิตภัณฑ เช่น พ้นรองเทา ยางรถยนต ์




4. การนําเสนอบทเรยน (2 คาบ)



4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
- สนทนาเกยวกับแรงเสยดทานในกจกรรมต่างๆ ในชวิตประจาวัน เช่น การเดิน รถวิ่ง การ

ี่








ลากของ การหยิบจับสิ่งของ ทาไมเราตองมลายมอ ลายเทา เป็นตน






- ใหนักเรยนดูภาพการออกแบบ พ้นรองเทา ยางรถยนต แลวสนทนาซักถามว่า ทาไม



สิงของดังกล่าวจึงออกแบบในลักษณะน้?

- ครตั้งคาถามว่า ถาออกแรงลากวัตถุบนพ้นลนกับพ้นฝด ผลจะเปนอย่างไร?


















- ใหนักเรยนตั้งสมมุติฐานว่า ปจจัยใดบางทมผลต่อแรงเสยดทาน และแรงเสยดทานม ี
ทิศทางอย่างไร?
- ใหนักเรยนแบ่งกลุมทากจกรรมการทดลอง หาค่าสัมประสิทธ์ ิความเสยดทานของพ้นผิว









โดยแต่ละกลุมตองใชคูสัมผัสทแตกต่างกัน







- นาผลการทดลองมาสรป และแต่ละกลุมนาเสนอผลการศึกษาของตนเอง


4.2 การคิดวินิจฉัยประสบการณ (Judge) (1 คาบ) [LIKE]
- ครอธบายถึงผลการทดลองของทุกกลุม เหตุผลทค่าสัมประสิทธ์ ิความเสยดทานของแต่













ละกลุมแตกต่างกัน โดยใชหลักการทางคณตศาสตรอธบายความความสัมพันธของแรงเสยด

ี่



ทาน และแรงปฏกรยาทพ้นกระทากับวัตถุ


- ครใช้กฎการเคลอนทของนิวตัน ขอท 1 และ 3 อธบายแรงเสยดทานสถต และแรงเสยด














ทานจลน และทิศทางของแรงเสยดทาน โดยวาดภาพประกอบการอธบาย





- ครใชกฎการเคลอนทของนิวตัน ขอท 2 อธบายเกยวกับแรงเสยดทานทมผลต่อการออก















แรง และความเรวในการเคลอนท โดยวาดภาพประกอบการอธบาย












- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง ..... เพือใหนักเรยนศึกษา ขอดขอเสยของ




แรงเสยดทาน การเพิม การลดแรงเสยดทานในแบบเรยน และครสนทนาซักถาม เพอใหได ้








ขอสรุปร่วมกัน



4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) (1 คาบ)







- ครใชคําถาม เพอใหนักเรยนรวมกันสรป ปจจัยทมผลต่อแรงเสยดทาน และทิศทางของ







แรงเสยดทาน


- ใหแต่ละกลุมทาใบงาน การออกแบบ การทดลองหาสัมประสิทธ์ความเสยดทานระหว่าง




ี่
คูผิวสัมผัสทนักเรยนสนใจ

211




- ใหนักเรยนศึกษา ภาพจากอนเตอรเนตเกยวกับแรงเสยดทาน การออกแบบของเล่น ของ





ใชและตอบคําถามในแบบฝกหัด


5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 Reflect







ื่
- นักเรยนไดรบความรอะไรบางในเรองแรงเสยดทานน้?

5.2 Connect

- แรงเสยดทานมีผลต่อการสูญเสยพลังงานอย่างไร? นักเรยนจะออกแบบของเล่นของใช ้



อย่างไรใหปลอดภัย และประหยัดพลังงาน?
5.3 Apply

- นักเรยนจะนาหลักการของแรงเสยดทานไปใชในชวิตประจาวันไดอย่างไร? พร้อมกับ






ยกตัวอย่างประกอบ



6. สอการเรยนการสอน

- ภาพผลิตภัณฑต่างๆ เช่น พ้นรองเทา ยางรถยนต์ ฯลฯ



ื่

- แบบเรยนเรอง แรงเสยดทาน
- ใบงาน


































212


สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5

หนวยการเรยนรู้ 1) เคมี เรื่องเซลล์ไฟฟ้าเคมี



ออกแบบโดย ครูปยรตนศิร พันธจนทร ์ โรงเรียน เรยีนาเชลีวิทยาลัย เชียงใหม่







วันท่ ี 21 กนยายน 2014

1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
- สามารถอธบายความหมายของปฏกรยา Redox









- สามารถระบุสารททาหนาทเปนตัว Oxidize และตัว Reduce ได้


1.2 ความจาเปน (Need)











- ปฏิกิรยารดอกซ์เปนปฏิกรยาท่สาคัญมาก ท่สามารถนําไปใชในชวิตประจําวัน ในดาน



การป้องกันการผุกรอนของโลหะ


- ปฏกรยาไฟฟ้าเคมมผลกระทบต่อนักเรยนดานการทางานของแบตเตอรในมอถอ










นาฬิกา และรถยนต ์


1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)


- ปฏกรยารดอกซและนอนรดอกซคออะไร?









- เซลลไฟฟ้าเคมมองค์ประกอบอะไรบาง แต่ละส่วนทาหนาทอย่างไร?

ี่










- ตัว Reduce และ Oxidize ทาหนาทอย่างไรในปฏกรยาไฟฟ้าเคม?
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)


- ครนาอุปกรณไดแก่ แผ่น Zn และแผ่น Cu จุมลงในสารละลายชนิดหนึ่ง แลวนาไปต่อกับ






หลอดไฟ ใหนักเรยนสังเกตการเปลยนแปลงทเกดขึ้น

ี่

ี่

1.5 (Time)
- 2 คาบ
2. การประเมินและวดผล

- ประเมินจากพัฒนาการในการออกแบบและการทดลอง




- แบบทดสอบเรอง ปฏกรยารดอกซ ์



3. การสรางบรรยากาศ
- การสังเกตและการลงมอทดลองปฏกรยาไฟฟ้าเคม ี








213

4. การนําเสนอบทเรยน



4.1 การสรางประสบการณ (See)


- นักเรยนออกแบบการทดลองเรอง การสว่างของหลอดไฟจากอุปกรณทครกาหนดให ้






ดวยกระบวนการของนักเรยน





- นักเรยนสังเกตและบันทึกผลการทดลอง โดยการทาซ้า 3 คร้ง








- นักเรยนตั้งขอสมมุติฐานและเขยนสมการปฏกรยาททาใหหลอดไฟสว่างตามขอ




สมมุติฐาน


4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)






- นักเรยนอธบายขั้นตอนกระบวนการปฏกรยารดอกซของโลหะททาใหหลอดไฟสว่าง











- ครอธบายสมการการเกดปฏกรยารดอกซ ดังน้ ี


Oxidation = A(s) à A+ (aq) + e-
Reduction = B+ (aq) + e- à B (s)
Redox = A(s)+ B+(aq) à A+(aq) + B(s)






- นักเรยนรวมกันวิเคราะหส่วนประกอบของปฏกรยารดอกซ ์



4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)

- นักเรยนทดสอบขอสมมุติฐานดวยสมการ Redox ทครอธบาย













- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....










- จากนั้นใหนักเรยนทาแบบฝกหัดเรอง ปฏกรยารดอกซ เปนกลุม และนาเสนอหนาชั้น





เรียน
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 Reflect

- สิงทนักเรยนสังเกตไดจากความสว่างของหลอดไฟมอะไรเกดขึ้นบาง?








- อะไรทนักเรยนใหความสนใจเปนพิเศษเกยวกับการรบและการให e-?

ี่


ี่



- นักเรยนไดเรยนรอะไรบางจากการทางานกลุม และใครมหนาทอย่างไร?










5.2 Connect


ี่


ี่
- นักเรยนคิดว่า เน้อหาทเรยนในคาบน้เกยวของกับเน้อหาทเรยนในคาบกอนอย่างไร?

ี่










- นักเรยนคิดว่า ปฏิกิรยา Oxidation และ Reduction เกยวของหรอสามารถเชอมโยงกับ

หัวขออนปญหาอน หรอวิชาอนทกาลังเรยนอย่างไร?
ื่


ี่


ื่
ื่



- นักเรยนนาหลักการเรองใดจากพระวรสารมาใชในการทางานกลุม? อย่างไร?







214

5.3 Apply

- นักเรยนสามารถนาเน้อหาเรองความสว่างของหลอดไฟไปประยุกต์ใชในชวิตประจาวัน









หรอในการเรยนวิชาอนอย่างไร?










- นักเรยนคิดว่า ปฏกรยารดอกซสามารถนามาใชในประยุกตเพอประดิษฐอุปกรณท ่ ี







สามารถนามาใชประโยชนต่อสังคมดานใดบาง?












- นักเรยนคิดว่า นักเรยนจะทาอะไรบางเพอใหการทางานในกลุมราบรน?




6. สอการเรยนการสอน




- อุปการณทดลองเรอง ปฏกรยารดอกซ ์






- แบบฝกหัดเรอง ปฏกรยารดอกซ ์




























215


สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5

หนวยการเรยนรู้ 2) เคมี เรื่อง สมบัติของคาร์โบไฮเดรต


ออกแบบโดย ครูชลิฎา ศรประดู ่ โรงเรียน อัสสัมชัญคอนแวนต์ กรุงเทพฯ

วันท่ ี 14 มนาคม 2015


1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives) [LIKE]



- นักเรยนสามารถทดลองสมบัติของคารโบไฮเดรตตามทฤษฎได ้


- นักเรยนเขาใจถงความสาคัญของคารโบไฮเดรตทมผลทาใหรางกายเจรญเติบโตและ













เลอกบรโภคอาหารไดอย่างเหมาะสม



1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]



- นักเรยนสามารถเลอกรบประทานชนดของคารโบไฮเดรตใหถูกตองเหมาะสมและ







สัมพันธกับความตองการของรางกาย


1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)

- สมบัติของคารโบไฮเดรต



- หนาทของคารโบไฮเดรต

1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)


- ครใหนักเรยนเล่นเกมจับคูอาหารจาพวกคารโบไฮเดรต





1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบ
2. การประเมินและวัดผล
- แบบประเมินการทดลอง
- แบบประเมินชิ้นงาน
3. การสรางบรรยากาศ

- ดูจากข้อ 1.4 Interest
4. การนําเสนอบทเรยน

คาบที 1

4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]


- แบ่งกลุมนักเรยนออกเปนกลุมๆ ละ 5-6 คน











- นักเรยนศึกษาใบความรเรองคารโบไฮเดรตและใหแต่ละกลุมทดลองดวยตนเอง พรอม




กับบันทึกผลและสรปผลการทดลอง (คาบท 1)



216

คาบที 2


- นักเรยนนาเสนอผลการทดลองและสรปผล



4.2 การคิดวินิจฉัยประสบการณ (Judge)


- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....










- ครสอนเรองคารโบไฮเดรตโดยใช PowerPoint

- ครเชอมโยงความรจากการนาเสนอผลการทดลอง สรปผลทดลองโดยอิงทฤษฎจากคลิป







VDO เรองคารโบไฮเดรต





4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]











- นักเรยนทดลองซ้าอกคร้งหนึงโดยองจากทฤษฎทครสอนและใหนักเรยนบันทึกผล


- ใหนักเรยนทาแบบฝกหัดเสรมเรอง คารโบไฮเดรต








- ใหนักเรยนทาชิ้นงาน Mind Map เรือง คารโบไฮเดรต




5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 Reflect












- นักเรยนไดเรยนรอะไรบางจากการทางานกลุมและมการแบ่งหนาทกันอย่างไรบาง?

5.2 Connect



- นักเรยนคิดว่าจะสามารถเชอมโยงกับหัวขออนไดอย่างไร?




5.3 Apply





- นักเรยนคิดว่าควรจะทาอะไรบางเพอใหการทางานกลุมมประสิทธภาพมากขึ้น?





6. สอการเรยนการสอน



- PowerPoint
- ชุดทดลอง เรือง คารโบไฮเดรต


- วีดิทัศน ์
- แบบฝึกหัด/ ใบความร ้ ู
217

สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร์ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5

หนวยการเรยนรู้ 3) เลขออกเทน




ออกแบบโดย ครูสปราณ วงศรกษ ์ โรงเรียน มาแตร์เดอีวิทยาลัย กรุงเทพฯ


วันท่ ี 23 มกราคม 2016

1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)



- อธบายความหมาย องคประกอบ กระบวนการผลิตเช้อเพลิงทมเลขออกเทนต่างกัน

ี่

- สามารถคานวณเลขออกเทนได ้


- เลอกใชเช้อเพลิงไดถูกตองเหมาะสม






1.2 ความจาเปน (Needs)






- นักเรยนเลอกใชเช้อเพลิงไดถูกตองเหมาะสมตรงตามสมรรถนะของยานยนตเพอลด




ค่าใชจ่าย และลดการใชเช้อเพลิงซากดึกดําบรรพ ์




1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
- ความหมายของเลขออกเทน

- การคานวณหาค่าเลขออกเทน

- ความแตกต่างของเช้อเพลิงแต่ละประเภท
1.4 กันการสรางความน่าสนใจ (Interest) [LIKE]




- ครูนาภาพตัวอย่างประกาศราคาน้ามันสาเรจรปในแต่ละวัน จานวน 5 วัน แลวให้













นักเรยนเปรยบเทยบราคาน้ามันสาเรจรปแต่ละชนดในไทย เช่น เบนซิน 91, เบนซิน 95 , แกส


โซฮอล 91, แกสโซฮอล 95, E20 และ E85

1.5 เวลา (Time) - 2 คาบ
2. การประเมินและวดผล





- ผลงานจากการคนควา - การอภปรายและนาเสนอขอมูล


- การตรวจแบบฝกหัด
3. การสรางบรรยากาศ









- ครูพูดคุยกับนักเรยนเกยวกับราคาน้ามันในปจจุบันของไทย เมอเปรยบเทยบกับประเทศ


ื่
ื่
อนๆ ในอาเซยนดวยกัน เพอหาปจจัยทเกยวของกับการกาหนดราคาน้ามันของแต่ละประเทศ

ี่




ี่




218

4. การนําเสนอบทเรยน



4.1 การสรางประสบการณ(See) [LIKE]




- ครแบ่งกลุ่มนักเรยนออกเปน 6 กลุ่มๆ ละ 7 คน แล้วกาหนดงานใหนักเรยนคนควา








เกยวกับลักษณะทสําคัญของเช้อเพลิงแต่ละประเภทจาก Internet ไดแก่ น้ามันเบนซิน 91,










เบนซิน 95, แกสโซฮอล 91, แกสโซฮอล 95, E20 และ E85 โดยรบผิดชอบกลุมละ 1 หัวเรือง









- ครใหนักเรยนแต่ละกลุมนาเสนอขอมูลจากการคนควาหนาชั้นเรยนกลุมละ 5 นาที




- นักเรยนรวมกันลงขอสรปประเด็นสําคัญของเช้อเพลิงแต่ละประเภท และความแตกต่าง




ของเช้อเพลิงแต่ละประเภท
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)





- ครใหนักเรยนอ่าน หนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....






- ครอธบายความหมายของเลขออกเทน และองคประกอบของ Isooctane, n-Heptane

- ครยกตัวอย่างวิธการคานวณหาค่าออกเทน





ี่

- นักเรยนบันทึกขอสังเกตทไดรบลงในสมุด

4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]









- ครใหนักเรยนแต่ละคนผสมสารเคม (โดยกาหนดใหถัวแดง แทน Isooctane ถัวเขยว



แทน n-Heptane) ตามเลขออกเทนทครกาหนด ลงในขวดพลาสติกทมปรมาตรต่างๆ กัน

ี่




ื่



- ครกาหนดใหนักเรยนทาแบบฝกหัดเรองเลขออกเทน



ี่




- ครใหนักเรยนเขยนแสดงความคิดเห็นในประเด็นทกาหนด

1) ถานักเรยนเปนผูใชรถยนต นักเรยนจะเลอกซ้อรถยนตทใชเช้อเพลิงประเภทใด?














เพราะเหตุใด?



ี่
2) เลขออกเทนของเช้อเพลิง เกยวของกับสมรรถนะของยานยนต์หรอไม่? อย่างไร?
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน






5.1 Reflect [LIKE] - นักเรยนคิดว่า เพราะเหตุใด น้ามันเบนซินจึงตองมเลขออกเทนหลาย

ค่า?
5.2 Connect - นักเรยนคิดว่า หัวขอเรองเลขออกเทนน้เกยวโยงกับเรองสารเคมหัวขอใด?











อย่างไร?


5.3 Apply - นักเรยนสามารถนาความรเกยวกับเลขออกเทนไปใชในเหตุการณใดบาง?







6. สอการเรยนการสอน



- PowerPoint - ใบงาน

- เอกสารประกอบการเรยน

219


สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ์ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5
หนวยการเรยนรู้ 4) แสงสี (ปรากฏการณ์ธรรมชาติของแสง)












ออกแบบโดย ครูนนทวรรณ ถงทรพย โรงเรียน อสสมชญคอนแวนต กรงเทพฯ
วันท่ ี 14 มนาคม 2015


1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)





- นักเรยนสามารถอธบายหลักการเกดรงกนน้า พระอาทิตยทรงกลด พระจันทรทรงกลด





และเกดทองฟ้าสต่างๆ ตลอดจนนาไปใชประโยชนได ้








- นักเรยนเขาใจถึงคุณค่าพระวรสารเรอง การพิศเพ่งธรรมชาติสิ่งสราง (Wonder)
ื่

1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]












- นักเรยนเขาใจปรากฏการณธรรมชาติทมาเกยวของในชวิตประจาวัน เช่น การเกดรงกน










น้า ฯลฯ จะทาใหนักเรยนเหนความงามจากธรรมชาติของพระผูสราง

1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)




- การเกิดรงกินน้า



- อาทิตยทรงกลด พระจันทรทรงกลด และปรากฏการณธรรมชาติของแสง
- การกระเจิงของแสง

1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)



- นักเรยนดู VDO การเกดปรากฏการณธรรมชาติ ไม่ว่าจะเปนการเกดรงกนน้า อาทตย ์










ทรงกลด พระจันทรทรงกลด พรอมทั้งจดบันทึกรายละเอยดต่างๆ ทไดจากการดู VDO

ี่
1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบ
2. การประเมินและวดผล

- แบบประเมินใบงาน/ ชิ้นงาน (แบบ ว. 9)
3. การสรางบรรยากาศ

ี่
- นักเรยนศึกษาจากการดู VDO และแลกเปลยนความรจากสิ่งทได ้
ี่



4. การนําเสนอบทเรยน



4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]


- แบ่งกลุมนักเรยน




- ครตั้งประเด็นศึกษาใหนักเรยน คอ


(ก) นักเรยนคิดว่ารงกนน้าเกดขึ้นไดอย่างไร?





220





(ข) นักเรยนคิดว่าพระอาทิตยทรงกลดและพระจันทรทรงกลดเกดขึ้นไดอย่างไร?




(ค) นักเรยนรวมกันหาคาตอบและสบคนขอมูลของประเด็นศึกษาภายในกลุม




พรอมทั้งเขยนแผนภาพจาก VDO ทไดดู ออกมาในรปแบบทน่าสนใจ


ี่

ี่


4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]




- นักเรยนแต่ละกลุมนาเสนอแผนภาพของกลุม












- นักเรยนรวมกันอภปรายสรปผลการสบคนจากใบงาน พรอมทั้งลงขอสรปเกยวกับ
ี่

ประเด็นทใหศึกษา






- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....






- ครอธบายเพิมเติมอกคร้ง เพอทบทวนตามความหมายและหลักการเกดปรากฏการณ ์



ธรรมชาติของแสง


4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]
- นักเรยนลงมอทาชิ้นงานตามใบงานเรองปรากฏการณธรรมชาติของแสง โดยมุงเนนให ้













เห็นคุณค่าพระวรสารเรอง การพิศเพ่งธรรมชาติสิงสราง (Wonder) นักเรยนจะไดเหนและรบร ้ ู








เกยวกับธรรมชาติทสวยงามของพระผูสราง



ี่
- ทาแบบฝกหัดทบทวนเกยวกับปรากฏการณธรรมชาติของแสง

5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 Reflect










- นักเรยนอยากเรยนรสิงใดเพิมเติมเกยวกับเรองน้บาง?


5.2 Connect


ื่


ี่

ื่
- นักเรยนคิดว่า เรองทเรยนสามารถเชอมโยงกับหัวขออนๆ ไดหรอไม่? อย่างไร?
ื่
5.3 Apply


- นักเรยนคิดว่า จะทาอะไรบาง เพอช่วยใหการทางานเปนกลุมของนักเรยนคร้งต่อไปม ี










ความราบรนและมคุณค่ามากขึ้น?


6. สอการเรยนการสอน




- VDO ปรากฏการณธรรมชาติของแสง
- ใบงาน ปรากฏการณธรรมชาติของแสง

221

สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5


หนวยการเรยนรู้ 5) ชีววิทยา เรื่องชนิดและบทบาทของฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง




ออกแบบโดย ครูวรญญา ทวโชติ โรงเรียน เซนต์โยเซฟบางนา สมุทรปราการ
วันท่ ี 10 ตุลาคม 2015



1. การใหภาพรวม
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)


- นักเรยนสามารถระบุแหล่งผลิตฮอรโมนต่างๆในรางกายได ้




- นักเรยนอธบายบทบาท/ หนาท และความสาคัญของฮอรโมนแต่ละชนดจากต่อมใต ้






สมอง




- นักเรยนเขาใจและสามารถวินิจฉัยถงสาเหตุของความผิดปกติทเปนผลมาจากระดับของ



ฮอรโมนในรางกาย


1.2 ความจาเป็น (Needs) [LIKE]






- ฮอรโมนโกรท (GH) มความสาคัญต่อรางกายของนักเรยนเมอขาดจะส่งผลทาใหการ








เจรญเติบโตไม่สมวัย และสามารถใชความรเพอดูแลสุขภาพของตนเอง



1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)



- บทบาทและความสาคัญของฮอรโมนโกรท (GH) จากต่อมใตสมองทมต่อรางกาย




1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)




- เล่นเกมแข่งขันการแขวนป้ายชอแหล่งผลิตฮอรโมนบนรปภาพรางกายมนุษย ์
ื่
1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบ คาบละ 50 นาที
2. การประเมินและวดผล



- การทดสอบกอนเรยน-หลังเรียน

- การสังเกตพฤติกรรมของนักเรยนรายบุคคล
- การรวมอภปราย อธบายและสบคนขอมูล










- การทาแบบฝกหัด การซักถาม และการตอบคาถามขณะเรยน
3. การสรางบรรยากาศ



- นักเรยนจับคูเล่นเกมโพรงกับกระรอก



222


4. การนําเสนอบทเรยน


4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]
- นักเรยนรวมวเคราะห์รปภาพทครนําเสนอ (รปภาพแสดงลักษณะอาการท่ผิดปกติของ









รางกาย)




- ครใชคาถามว่า








ก) จากรปภาพทแสดงความผิดปกติของรางกายมนุษยดังกล่าวเกดเนองมาจากสาเหตุ
ใด?




ข) ลักษณะอาการทผิดปกติดังกล่าว นักเรยนคิดว่าสามารถแกไขไดหรอไม่อย่างไร?



- ครแบ่งกลุมนักเรยนแบบคละความสามารถ กลุมละ 4-5 คน ใหสบคนขอมูลเกยวกับ















ของความผิดปกติดังกล่าว (กลุมละ 1 กลุมอาการทผิดปกติ) จากแหล่งเรยนรต่างๆ เช่น



หนังสอเรยน อินเทอรเน็ต ฯลฯ



- นักเรยนแต่ละกลุมรวมสรปความรภายในกลุม และส่งตัวแทนเพอนาเสนอ

ื่







4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]





- ครและนักเรยนรวมสรปความรทเกยวกับสาเหตุของความผิดปกติ หรอลักษณะอาการ






ดังกล่าวแต่ละอาการ

ก) ครูให้คาถามว่า

ข) ฮอรโมนคออะไร?



ค) แหล่งผลิตฮอรโมนของรางกายพบทไหนไดบาง?

ี่

ี่
ง) บทบาทและความสาคัญของฮอรโมนแต่ละชนิดจากต่อมใตสมองทมต่อรางกาย?
ี่










- ครอธบายใหความรเกยวกับลักษณะของต่อมไรท่อเปรยบเทยบกับต่อมมท่อ ตาแหน่ง







ี่



ของต่อมไรท่อทพบในรางกาย ชนิดและบทบาทความสาคัญของฮอรโมนจากต่อมใตสมอง





- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....เพอหาคาตอบ







- นักเรยนอ่านศึกษาและสบคนขอมูลจากแหล่งเรยนรอนเพิ่มเติม



ื่




4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)






- ใหนักเรยนแต่ละกลุมรวมวางแผน – สบคนขอมูล เพอหาแนวทางในการแกปญหา






ื่

ใหกับผูทมลักษณะเต้ยแคระ อันเนองมาจากการมระดับฮอรโมนโกรท (GH) ตากว่าปกติ




ี่









- นักเรยนแต่ละกลุมรวมเสนอแนวทางการแกปญหา และรวมวเคราะหเกยวกับการใช ้







ชวิตของผูทมลักษณะอาการทผิดปกติดังกล่าว





- นักเรยนทาแบบฝกหัด ครรวมอธบายเพิมเติมจากการตอบคาถามในแบบฝกหัดของ







นักเรยนแต่ละคนทตอบผิด
ี่


223

5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 Reflect


- นักเรยนไดเรยนรอะไรบาง เรองฮอรโมนจากต่อมใตสมอง?
















- นักเรยนมคาถามอะไรทยังไม่เขาใจอกหรอไม่?
5.2 Connect [LIKE]


- นักเรยนสามารถเชอมโยงความรเกยวกับการผลิตฮอรโมนจากต่อมใตสมองกับการ








ทางานของระบบประสาทอย่างไร?






- นักเรยนคิดว่า ลักษณะเต้ยแคระเกยวของกับภาวะทางโภชนาการหรอไม่? อย่างไร?
5.3 Apply










- นักเรยนสามารถนาความรทไดรบไปประยุกตใชในชวิตประจาวันหรอวิชาอนอย่างไร?





ื่


ี่






- นักเรยนจะใชสิ่งทเรยนรมาไปช่วยเหลอผูอนในสังคม-ชุมชน ไดอย่างไร?
6. สอการเรยนการสอน



- รปภาพรางกายของมนุษย ์



ื่
- ป้ายชอแหล่งผลิตฮอรโมนของรางกาย



ี่
- รปภาพแสดงลักษณะของผูทมระดับฮอรโมนในรางกายผิดปกติ




- คาถาม แบบฝึกหัด


- แหล่งเรยนรต่างๆ (เอกสารเสรม สิ่งตีพิมพ หนังสอเรยน อินเทอรเน็ต)






224

สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5


หนวยการเรยนรู้ 6) ชีววิทยา เรื่อง ระบบประสาทส่วนกลาง – สมองของมนุษย์




ออกแบบโดย ครูอิชยา ขวญจิตรชวะ โรงเรียน ยอแซฟอุปถัมภ์ นครปฐม

วันท่ ี 10 พฤษภาคม 2015

1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)



- นักเรยนสามารถอภปรายและอธบายโครงสรางและหนาทการทางานของสมองส่วน






ต่างๆ ได ้









- นักเรยนเขาใจเกยวกับลาดับววัฒนาการของการทางาน การตอบสนองต่อสิงเราของ
สัตวมกระดูกสันหลัง






- นักเรยนสามารถวินิจฉัยประสบการณท่ไดรบบนพ้นฐานของคุณค่าพระวรสารเรอง





ความจรงและความศรทธา

1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]


- นักเรยนสามารถนําความรทไดรบไปปรบใชกับการดูแลสุขภาพของตนเองและบุคคลใน












ครอบครวใหการดําเนินชวตเปนไปอย่างปกติสุข




ี่

- นักเรยนเข้าใจโครงสรางและหนาทการทางานของสมองมนุษยได ้


1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)



- สมอง/การทางาน/โครงสรางของสมองส่วนต่างๆ ได (แบ่งเปน 3 ส่วน – สมองส่วนหนา





ส่วนกลาง ส่วนทาย)





- ลาดับการทางาน/การตอบสนอง/ความซับซอนของสมองตามววัฒนาการของสัตวม ี
กระดูกสันหลัง

1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)

- ครูนาคลิปวดโอเรอง พฤติกรรมของสัตวมกระดูกสันหลังชนดต่างๆ เปดใหนักเรยนไดดู















ใหนักเรยนช่วยกันสังเกตพฤติกรรมของสัตวจากคลิปวิดโอ และจดบันทึกไว ้










- เมอนักเรยนรวมกันสังเกตแลว ใหนักเรยนรวมกันเรยงลาดับตามววัฒนาการความ



ซับซอนของสมองจากการแกปญหาของสัตว ์

1.5 เวลา (Time)
- แผนการเรยนเรอง ระบบประสาทส่วนกลางใชเวลา 4 คาบ


ื่

- เรองย่อย สมองของมนุษยใชเวลา 1 คาบ




225

2. การประเมินและวดผล


- นักเรยนหารปสมองของมนุษยติดลงบนกระดาษ 100 ปอนด ์




- ครใชการถาม/ ตอบกับนักเรยน

3. การสรางบรรยากาศ








- ครพูดคุยกับนักเรยนจากสิงทครไดใหนักเรยนดูไปแลว



4. การนําเสนอบทเรยน


4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]




- ครแบ่งกลุมนักเรยน กลุมละ 5-6 คน คละความสามารถ


- ครตั้งประเด็นศึกษาใหกับนักเรยนว่า





ก) นักเรยนคิดว่าสมองของคนเรามการทางานอย่างไร?











ข) ถานักเรยนไดเรยนรเรองสมองไปแลว นักเรยนจะสามารถนาไปใชใน


ชวิตประจาวันไดอย่างไรบาง?








- ใหนักเรยนดู YouTube เรองการทางานของสมอง และใหเวลานักเรยนจดบันทึก





- ใหนักเรยนรวมกันหาคําตอบและสบคนขอมูลของประเด็นศึกษาภายในกลุม พรอมทั้ง







ี่

เขยนออกมาเปนแผนภาพในรปแบบทน่าสนใจ
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)




- ใหนักเรยนแต่ละกลุมนาเสนอแผนภาพของกลุมตนเอง ตามรปแบบของแต่ละกลุม








- ใหนักเรยนรวมกันอภปรายถงผลของการสบคน พรอมทั้งลงขอสรปเกยวกับประเด็นศึกษา












- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....













- ครอธบายเพิมเติมอกคร้งหนึ่งว่า สมองของมนุษยแบ่งการทางานเปน 3 ส่วนใหญ แต่ยังแยก


สมองส่วนต่างๆ ได 7 ส่วน แต่ละส่วนจะทางานประสานกัน เราจะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไปไม่ได ้




- นักเรยนและครรวมกันอภปรายระบบประสาทส่วนกลาง (สมอง) โดยบูรณาการการ

วินจฉัยกับคุณค่าพระวรสารเรอง ความจรงและความศรทธา






4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)



- นักเรยนทาชิ้นงานของกลุมตนเอง
- นักเรยนนาความรเรองสมองของมนุษยไปใชในชวิตประจาวันได ้


ื่






5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน [LIKE]



5.1 Reflect





- นักเรยนมความรสึกอย่างไรกับสิงทไดเรยนมาในวันน้? และสามารถนาไปใชในการ







ดําเนินชวิตของตนไดอย่างไร?


226




- นักเรยนเคยสังเกตตนเองหรอไม่ บางคร้งเรามความคิดขัดแยงกันในตนเอง แลวนักเรยน





จะใชสมองส่วนใดในการคิด การตัดสินแกปญหา?


5.2 Connect





- ในช่วงเวลาทผ่านมา นักเรยนเคยสังเกตคนในครอบครวของนักเรยนว่า บุคคลใดจะม ี








ปจจัยเสยงเกยวกับการปวยดวยโรคสมอง (การทางานของสมอง) และนักเรยนจะมวธป้องกัน




และดูแลบุคคลในครอบครวของเราอย่างไร?








- นักเรยนคิดว่าสังคมไทยในปจจุบัน ครอบครวเรมแยกตัวเปนครอบครวเล็กๆ จะมผล



อย่างไรต่อปูย่าตายายของนักเรยน?
5.3 Apply


- ในอนาคตถามนุษยเราเกบแต่ Stem Cell ของเซลลสมอง แลวมนุษยเราสามารถกลับมา






มีชีวตไดอีกคร้ง นักเรยนคิดอย่างไรกับการกลับมาของมนุษย์ในอนาคต และจะมีผลต่อการใช ้





ชวตหรอไม่? อย่างไร?
6. สอการเรยนการสอน





ื่
- คลิปวิดีโอเรอง พฤติกรรมของสัตวมกระดูกสันหลัง


- YouTube เรือง การทางานของสมอง

















227

สาระการเรยนรู้ วิทยาศาสตร ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5


หนวยการเรยนรู้ 7) ฟิสิกส์ เรื่อง การเปลี่ยนสถานะของสาร







ออกแบบโดย ครูนรศรา ตันติศิลาชย โรงเรียน เซนตโยเซฟคอนเวนต กรงเทพฯ
วันท่ ี 10 ตุลาคม 2014

1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives) [LIKE]



- นักเรยนอธบายทฤษฎจลนของแกส การเปลยนสถานะของสาร การขยายตัวของสาร





และการถายโอนความรอน












- นักเรยนตรวจสอบเกยวกับผลของความรอนททาใหสารเปลยนอุณหภูมิหรอเปลยน





สถานะ หรอขยายตัว (คุณค่าพระวรสาร – การพิศเพ่งสิ่งสราง)









- นักเรยนตรวจสอบเกยวกับการถายโอนความรอนจากสารทมอุณหภูมิสูงกว่าไปสูสารทม ี



ี่

ื่
อุณหภูมิตํ่ากว่า และหยุดถ่ายโอน เมอมอุณหภูมิเท่ากัน ซึ่งเปนสภาพทเรยกว่า สมดุลความรอน




1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]












- ในชวิตประจาวันของนักเรยน มเหตุการณต่างๆ ทเกยวของกับการเปลยนสถานะ เช่น


การตมน้า การตากผา การเกดฝน เปนตน




1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)



- พลังงานความรอนทเปลยนมาจากพลังงานกลเปนไปตามกฎการอนุรกษ ์












- สารมการถายโอนความรอนใหแกกัน (สมดุลความรอน)


- การเปลยนสถานะของสาร
1.4 การสร้างความน่าสนใจ (Interest)








- ครตั้งคาถามเกยวกับชวตประจาวันของนักเรยน มเหตุการณใดทเกยวของกับการ







เปลยนสถานะของสารบาง



1.5 เวลา (Time) - 5 คาบ
2. การประเมินและวดผล


- ประเมินจากการทดลองและการอธบายผลการทดลองของนักเรยน




- ประเมินจากผลงานในแบบฝกหัด สถานะและการเปลยนสถานะของสาร
- ประเมินจากการออกแบบการทดลองการนาสารทมอุณหภูมิต่างกัน มาผสมกันของนักเรยน






3. การสรางบรรยากาศ

- ครตั้งคาถามและสนทนาเกยวกับการเปลยนสถานะของสารทพบในชวตประจาวันของ










นักเรยน

228


Click to View FlipBook Version