ี
ี
้
ั
ของทฤษฎว่าคออะไร พรอมทั้งยกตัวอย่างหลายๆ ตัวอย่างให้นักเรยนฟง ฉันมักจะถามนักเรยน
ื
ี
ี
ี
สั้นๆ ว่า “เข้าใจมั้ยคะ?” นักเรยนในห้องก็ได้แต่เงยบ ฉันถามต่อไปว่า “ถ้ามอะไรสงสัย ถามได้
ี
ี
ี
ิ
ิ
ื
ี
นะคะ?” นักเรยนในห้องยังคงเงยบเหมอนเดม ฉันเคยประเมนตัวเองว่า “อ้อ! นักเรยนคงเข้าใจ
ึ
็
แล้ว” จากนั้น ฉันสั่งให้ท าแบบฝกหัด แล้วเปนอันจบการสอน
ั
ี
แต่หลังจากทฉันได้รบการอบรมเรองกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง
ี่
ื่
ี่
ี
ึ
มาแล้ว แรกๆ มนๆ งงๆ บ้างว่า จะน าไปใช้อย่างไรด ให้ครบทกขั้นตอน ฉันท้าทายตัวเองและ
ุ
ี
ตั้งใจน าไปใช้เท่าทฉันเข้าใจ ฉันเร่มคาบเรยนด้วยการให้ภาพรวม เมอเข้าส่ขั้นน าเสนอบทเรยน
ื่
ี่
ิ
ู
ี
ื่
ี
ี่
ี
ิ
ฉันไม่อธบายเรองทจะเรยนและความหมายของหัวข้อนั้นในทันท แต่ให้นักเรยนท าความเข้าใจ
ี
ี
ี่
ื่
ด้วยตนเองจากตัวอย่างทหลากหลาย และฉันใช้ค าถามน าทางนักเรยน เมอนักเรยนช่วยกันตอบ
ี
ิ
ู
ู
ี
มาถกทางแล้ว ฉันจงอธบายสรปความหมายทถกต้องตามหลักการ และให้นักเรยนท าแบบฝกหัด
ุ
ี่
ึ
ึ
ี
เพื่อตอกย ้า และมฉันคอยให้ค าแนะน าเพิ่มเตม
ิ
ฉันให้นักเรยนไตร่ตรองท้ายคาบโดยการแจกกระดาษ A4 ให้นักเรยนเขยนไตร่ตรอง
ี
ี
ี
ึ
ฉันตั้งค าถามด้วยหลักการของ R-C-A โดยใช้เวลา 5 นาทในการเขยน แล้วส่ง ฉันได้อ่านบันทก
ี
ี
ี
ี
ึ
ื
ี่
ึ
ึ
้
ึ
่
ู
ุ
ไตร่ตรองของนักเรยนทกคน ฉันจงได้ทราบถงความรสกทนักเรยนมต่อเน้อหาและต่อตัวฉัน ซง
ี
ี่
ึ
ึ
ี
่
ี
ท าให้พบข้อบกพร่องของตัวฉันเอง อย่างทคาดไม่ถงมาก่อนเลย เช่น มนักเรยนคนหนงเขยน
ี
็
บันทกว่า “ครคะ หนว่า วิธคดของหนคดได้เรวกว่าวิธการของครนะคะ แล้วได้ค าตอบเหมอนกัน
ี
ู
ู
ู
ึ
ื
ิ
ิ
ี
ู
ด้วย แต่วิธของครท าได้ละเอยดดค่ะ”
ี
ี
ู
ี
ี
ุ
้
ู
ี
ึ
บันทกน้ท าให้ฉันอยากรว่า ฉันควรจะปรบปรงวิธการสอนของฉันอย่างไรในคาบถัดไป
ั
้
ี
ดังนั้น ฉันได้ให้นักเรยนคนน้แสดงวิธของเขาหน้าชั้นเรยน พรอมกับอธบายให้กับเพื่อนๆ ฟง
ั
ี
ิ
ี
ี
ส่งทเกิดข้น คอ มนักเรยนอกคนหนงยกมอ แล้วบอกฉันว่า “ครคะ หนก็คดไม่เหมอนเพื่อนกับคร ู
ื
ิ
ี่
ิ
ึ
ู
่
ู
ี
ี
ึ
ื
ี
ื
ุ
ี
ี
ื
ค่ะ แต่ได้ค าตอบเหมอนกัน” ฉันได้ขอให้เขาแสดงวิธของเขาเช่นกัน จากนั้น ทกคนในชั้นเรยน
ได้ช่วยกันวิเคราะหเปรยบเทยบวิธทั้งสามวิธร่วมกันอย่างสนกสนาน ประสบการณท าให้ฉันคด
์
ี
ี
ี
ิ
์
ุ
ี
ี
ว่า ทผ่านมาฉันได้ขดกรอบความคดของนักเรยน และฉันได้เรยนรทจะใช้วิธการสอนใหม่เพื่อให้
ิ
ี่
้
ู
ี
ี่
ี
ี
ิ
ิ
อสรภาพในการคดแก่นักเรยน
ี
129
็
ุ
ี
็
ประสบการณทน้ท าให้ฉันรว่า นักเรยนเปนกระจกสะท้อนให้ฉันได้เหนตัวเองในมมท ี่
์
ี่
้
ี
ู
ื
ี
ฉันคาดไม่ถงและทส าคัญ คอ ฉันไม่ใช้บันทกการไตร่ตรองของนักเรยนในการวัดและประเมน
ึ
ี่
ิ
ึ
ู
ุ
ี
ิ
ิ
ุ
ของนักเรยน แต่ใช้เพื่อวัดและประเมนตัวฉันเองเท่านั้น ฉันอยากเชญชวนให้คณครทกท่านลอง
น าส่งทได้รบจากการอบรมไปปรบใช้กับนักเรยนของคณคร เพื่อจะได้รบประสบการณดๆ
ั
์
ี
ี
ู
ั
ั
ี่
ิ
ุ
ื
ี
็
ี
เหมอนกับฉัน ฉันคงไม่มนักเรยนเปนกระจกของฉัน หากฉันไม่ให้นักเรยนได้ไตร่ตรอง
ี
ู
ุ
คณครบษยา เหล่าเขตกิจ
ุ
โรงเรยนมาแตรเดอวิทยาลัย
ี
ี
์
21 ธันวาคม 2014
จากบันทึกประสบการณ 3 ฉบับ เราสามารถสรปไดว่าคุณค่าของการใหนักเรยนได ้
ี
้
้
์
ุ
ี
่
ี
ไตรตรองก่อนจบคาบเรยน มดังต่อไปน้ ี
ี
์
ี่
้
ั
้
ี
ี
ี่
(1) นักเรยนมความกระจ่างชัดยิ่งขึ้นในบทเรยนทไดเรยนหรอประสบการณทไดรบ
ี
ื
ื่
้
ึ
ิ
์
้
้
ั
ี
(2) นักเรยนไดรบการฝกฝนใหคิด คิดต่อยอด และตั้งคาถามเชิงวิพากษ เพอใหเกด
่
ความเขาใจมากขึ้น อันนาไปสูการมทักษะในการเรยนรตลอดชวิต
ี
ี
ี
้
ู
้
ี
ู
ื่
ิ
ี
ี
้
ิ
ี
้
(3) นักเรยนรจักเชอมโยงบทเรยนกับชวิตจรง อันจะทาใหนักเรยนเกดทักษะในการ
ี
ี
ประยุกต์ใชบทเรยนในชวิตประจาวันได ้
้
ี
ั
ี
(4) นักเรยนมความลึกซึ้งกับตัวเองมากขึ้น อันนาไปสู่การคนพบและยอมรบตัวเอง ซึ่ง
้
ื
ี
เปนพ้นฐานของศักดิ์ศรความเปนมนุษยของนักเรยน
็
ี
์
็
้
ู
็
ครควรสนับสนุนใหมการจดบนทึกการไตรตรอง (Journaling) การจดบันทึกเปนวิธการ
ี
ี
ั
่
้
ี
้
ื
หนึ่งทนักเรยนจะไดมโอกาสบันทึกเน้อหาทไดจาการไตรตรองดวยถอยคาทไดจากการไตรตรอง
้
ี่
่
ี่
ี
้
่
้
ี่
ี
ของตัวนักเรยนเอง การจดบันทึกอยู่เสมอในหองเรยนจะช่วยใหนักเรยนมความคิดทลึกซึ้งขึ้น และ
ี่
ี
้
ี
ี
้
ี
ู
้
เปนเครองมอทช่วยใหนักเรยนไดบันทึกประสบการณของตนและติดตามกระบวนการการเรยนรได ้
็
ื่
้
ี
ี่
์
้
ื
้
ู
ี
่
้
ตลอดเสนทาง การใหนักเรยนไตรตรองและบันทึกหลังจากทากจกรรมการเรยนรโดยเฉพาะอย่าง
ี
้
ิ
ี
้
ั
่
ื
์
ยิ่งทั้งกจกรรมจิตอาสาหรอบ าเพ็ญประโยชนทุกคร้ง จะทาใหนักเรยนไดระลึกและดื่มดากับรสชาติ
ิ
้
้
ื่
้
็
ื่
ี
ั
ี
ู
ั
้
แห่งความสุขและความยินดีทไดทาตนเพอผูอนอกคร้ง เปนการถักทอความรสึกน้ใหฝงรากลงในใจ
้
ี่
ี
ของเขาใหลึกลงไปอก
้
130
ี
้
้
่
ในบางโอกาส การไตรตรองดวยความเงียบ (Silence) การใหนักเรยนไตรตรองดวย
้
่
ิ
ื่
ี
้
ี
ี
ี
ความเงยบช่วงเวลาสั้นๆ ในชั้นเรยน โดยเฉพาะการใหเงยบในระหว่างชั้นเรยน เมอเกดความ
้
ี
ื
้
้
ขัดแยงหรอโตเถยงจนเกนความเหมาะสม จะช่วยใหเห็นภาพไดชัดเจน เกดสติ อันนาไปสูการแกไข
้
ิ
ิ
้
่
ปญหาทดีได
ี่
ั
้
ี
่
ิ
ึ
็
ิ่
การไตรตรองเปนขั้นตอนท่สาคัญยงของกระบวนการการศกษาคาทอลก เพราะจะทาให้
ิ
ิ
ิ
์
ิ
ิ
เกดความสานกเชงวพากษในการพจารณาตรวจสอบข้อเทจจรง เพ่อให้เกดการไตรตรองจงควรม ี
ิ
่
ื
็
ึ
ึ
่
่
่
ี
ึ
การตั้งคาถามอยางสมาเสมอ ไมเพยงแตคาถาม ‘อะไร’ และ ‘อยางไร’ แตรวมถง ‘ทาไม’ ด้วย เพ่อ
่
่
่
ื
ี
์
์
ิ
ิ
็
ึ
ึ
็
ี
ช้ให้เหนและเจาะลกถงผลลัพธ เกดการตรวจสอบและตความข้อเทจจรงจากประสบการณ การ
ไตรตรองดวยค าถามท่ ีดีชวยใหนกเรยนมส านกเชิงวิพากษในการพิจารณาตรวจสอบ
ั
ี
้
้
่
่
์
ึ
ี
ื
็
ี
ิ
ั
้
่
ี
ิ
ขอเท็จจรง และรูจกคิดอยางมวิจารณญาณ แทนท่จะยอมรับข้อมูลหรอข้อเทจจรงใดๆ โดยไม ่
้
ิ
ิ
ื
ื
่
ิ
ลมหูลมตา และนาสูการสัมผัสสัจธรรมในระดับจตใจและจตวญญาณ
ู
ี่
ื
้
ั
ี่
ความทาทายทสาคัญสาหรบครในขั้นตอนการไตรตรอง คอ การตั้งคาถามทจะขยาย
่
้
้
ั
ื่
้
้
ขอบเขตการรบรของนักเรยน และกระตุนใหพวกเขาตองพิจารณาถึงมุมมองของคนอนเพอทาให ้
ื่
ี
ู
์
ี่
้
เขาเติบโตเปนคนทสมบูรณ ครตองกลาหาญพอทจะจัดสรรเวลา 5 - 10 นาทก่อนหมดคาบเรยน
ู
ี่
้
ี
็
ี
เพอใหโอกาสนักเรยนได “ไตรตรอง” กระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรองน้จะสมบูรณ ์
ี่
่
้
ื่
ี
้
้
ี
ี
่
้
ั
ไม่ไดเลย หากนักเรยนไม่ไดรบโอกาสน้ ี
้
ี
131
ความเป็นหนึ่ง
“มีอวัยวะหลายส่วน แต่มีร่างกายเดียว
อวัยวะแต่ละส่วนจะเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน”
(1คร.12:20, 25-26)
132
บทที่ 8
วัดและประเมินผลเพือการพัฒนา
่
่
ี
่
ในการเดินทางบนเสนทางสายไตรตรอง ใหญทาหนาทเปนคนนาทางในขั้นตอนท 5 คอ
้
่
ี
ํ
็
่
ํ
้
ื
่
ิ
่
้
้
้
้
้
การวัดและประเมินผล ใหญเรมตนใหภาพรวมดวยการสรางความน่าสนใจ (Interest) โดยใหดู
้
้
่
ํ
่
ภาพของผูประเมินท่านหนึงซึงกาลังบอกผูถูกประเมินว่า “เพอความยุติธรรม ทุกตัวจะถูก
ื
่
ทดสอบดวยวิธเดียวกน ขอใหทกตัวปนตนไมนน” ผูถูกประเมินประกอบดวย นก ลิง นกแพน
้
้
ี
้
ุ
้
้
่
ั
ี
ั
้
่
ํ
ี่
กวิน ช้าง ปลา(ทอยูในโถ) แมวน้า และ สุนัข ใหญตั้งคาถามว่า “การทดสอบนี้ยุติธรรมจริงหรือไม่?”
ํ
่
ู้
ี่
ี
็
่
้
ี
ทุกคนทเหนภาพคงทราบดว่า การทดสอบน้ไม่ยุติธรรมดังทีผประเมินกล่าวอางเลย ลิง
่
ี
ี
ย่อมไดเปรยบกว่าสัตวตัวอนๆ และในทางตรงกันขาม ไม่มทางเลยทปลาทอยูในโถจะปนตนไมได ้
้
์
ี
้
ี
่
ี
่
่
้
้
ื
ื
์
์
่
ี
่
ึ
่
์
ี
ํ
ํ
ํ
ุ
้
ใหญช้ประเด็นเพอนาสูการนาเสนอบทเรยนโดยอ้างถงคาของ อัลเบิรด ไอนสไตนว่า “ทกคนลวน
้
้
ี
้
ั
ิ
่
้
เปนอจฉรยะ แตถาเราตัดสนปลาดวยความสามารถของมนในการปนตนไมแลว มนจะ
็
ั
ิ
้
ั
ื่
เชอไปจนตลอดชวิตวา มนโง”
่
ั
่
ี
133
ื
้
การวัดและประเมินผลแบบเหมาโหลด้วยการให้คะแนนสอบโดยใช้ขอสอบหรอการ
ี
ั
ั
ทดสอบชุดเดยวกันไม่อาจเพียงพอสําหรบการศึกษาในปจจุบัน โดยเฉพาะหากเราตระหนักว่า
ิ
่
ี
หนาทของโรงเรยนคาทอลิก คือ ส่งเสรมใหนักเรยนเปนมนุษยทสมบูรณเต็มตามศักยภาพของเขา
ี
์
์
ี
ี
่
็
้
้
เป็นรายบุคคล
่
ี
้
ี
้
่
ี
ํ
กระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรองเขามาเติมเต็มในส่วนน้โดยให้ความสาคัญ
้
ื
ี
้
้
็
กับการประเมินความกาวหนาในดานผลสัมฤทธ์ทางการเรยนของนักเรยนเปนคร้งคราวเพ่อใหเกิด
ี
ั
ิ
้
้
การเรยนรและพัฒนา ไม่ว่าจะดวย แบบทดสอบประจาวัน รายสัปดาห รายเดอน หรอรายภาค
ื
ํ
ี
์
้
ู
ื
ู
การทดสอบเปนระยะๆ จะช่วยเตือนครและนักเรยนถึงระดับการเจรญเติบโตทางสติปญญา และได ้
ี
ิ
็
ั
้
ี
้
เหนส่วนทขาดหายไปและตองจัดการเติมใหเต็มดวยการทาเพิมเพอใหเกดการเรยนรและพัฒนา
่
้
ู
้
ิ
้
ํ
็
ื
ี
่
่
้
การวัดและประเมินผลตองมวัตถุประสงค์เพอประเมินความกาวหนาของนักเรยนเพอประโยชนใน
ื
่
ี
้
ื
์
ี
่
้
็
ี
็
การพัฒนานักเรยนเปนรายบุคคล มิใช่เปนเพยงเพอการใหคะแนนและเกรดเท่านั้น
ี
ื่
้
การวัดและประเมินผลตองคานึงถึงการเจรญเติบโตอย่างครบสมบูรณรอบดานของ
ํ
้
์
้
ิ
ี
้
นักเรยนไม่ใช่เพยงการเรยนรทางวชาการ ดังนั้น จึงตองมการวัดและประเมินผลในพัฒนาดาน
ี
ี
ิ
ู
ี
้
้
ทักษะชวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ทัศนคติ และเหตุผลเชิงจรยธรรม โดยใช้วธทหลากหลาย
ี
ิ
ิ
่
ี
ี
และคานึงถึงอายุและระดับการพัฒนาของนักเรยนแต่ละคนเปนสาคัญ ครทเปนคนช่างสังเกต
ํ
ํ
ู
็
ี
ี
็
่
้
ี
ึ
ู
ื
ี
ี
ย่อมจะรบรถงสัญญาณการพัฒนาการหรอการขาดการพัฒนาของนักเรยนในชั้นเรยนไดด ครู
้
ั
134
่
ี
ื
้
ิ
ํ
ื
้
้
ี
ี
ประเมินความกาวหนาของนักเรยนจากผลงานทนักเรยนไดลงมอทา และลงมอปฏบัติหลังจากได ้
์
่
ี
คิดวนิจฉัยและไตรตรองประสบการณทไดรบในระหว่างคาบเรยน นักบุญยอหน แบปติสท เดอ ลา
ิ
์
้
์
ั
ี่
ํ
ู
้
์
้
์
ู
ซาล องคอุปถัมภครคาทอลิก ไดใหคําแนะนาว่า ครควรศึกษาเด็กๆ เปนรายบุคคล สังเกต
็
ี
่
ความสามารถ บุคลิกภาพ และสิ่งทตองมการพัฒนาเพิ่มในเด็กๆ แต่ละคน โดยการจดบันทึก
ี
้
ี
ี
ู
่
รายละเอยดทั้งหมด และบันทึกน้จะถูกส่งต่อไปยังครทมีหนาทรับผิดชอบเด็กๆ ในชั้นเรยนถัดไป
่
ี
ี
้
ี
ั
้
้
่
ทาใหครในชั้นนั้นไดรบรถึงการเปลยนแปลงและความแตกต่างของนักเรยนในแต่ละช่วงของการ
ู
ี
ี
้
ํ
ู
เติบโตและพัฒนาไดอย่างชัดเจน
้
้
ู
่
ื
ุ
นอกจากนั้น ครอาจใหนักเรยนช่วยกันทบทวนการเรยนรเพอติดตามและปรบปรงการ
ั
ี
ู
้
ี
่
ุ
ู
ื
ั
่
ํ
ี
่
ี
็
ี
ื
่
ี
เรยนร และใชโอกาสน้เปนเครองมอทสาคัญของครทจะประเมินตนเอง เพอปรบปรงแผนการสอน
้
ู้
ื
ี
ี
และวิธสอนของครใหดีขึ้นในคาบต่อไป การไตรตรองกอนสิ้นคาบเรยนเปนโอกาสทดทครจะไดรบร ้ ู
ั
่
้
ี
่
่
้
ู
ี
่
็
ี
ู
ี
ถงความกาวหนาของนักเรยน แต่ครตองทาใหนักเรยนมันใจว่า การไตรตรองไม่ใช่การทดสอบและ
้
้
้
ี
่
ู
้
ํ
่
ึ
้
ไม่มการใหคะแนน มิฉะนั้นแลว นักเรยนจะไม่บันทึกประสบการณดวยคําพูดของตนเองอย่างอสระ
้
ิ
ี
ี
์
้
้
เพือสะท้อนความเขาใจทแทจรงของเขา แต่จะพยายามทาเช่นเดยวกับการตอบขอสอบเพอใหได ้
ี
่
่
ื
้
้
ี
่
้
ิ
ํ
คะแนนสูงๆ และเกรดดีๆ เท่านั้น
ี่
์
ี
่
ํ
ื
กรอบการประเมินทักษะแห่งศตวรรษท 21 นาเสนอโดย ดักลาส รฟส ในหนังสอชือ ทักษะ
ิ
ื
่
ุ
แหงอนาคตใหม การศึกษาเพอศตวรรษท 21 แปลโดย วรพจน วงศ์กจรงเรอง และอธป
ิ
์
ี
ื
่
่
่
่
้
่
ื
์
ี
้
ี
่
จิตตฤกษ (2554) สอดคลองกับแนวคิดพ้นฐานทางกระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรอง
่
ี
ํ
ั
ํ
์
ํ
รีฟสกาหนดปจจัยกาหนดและสมมติฐานของการทดสอบสาหรบการศึกษาในศตวรรษท 20 และที ่
ั
ี
่
่
ี
่
ควรจะเปลยนแปลงไปในศตวรรษท 21 ในตารางท 1 ปจจยกําหนดและสมมติฐานของการ
ั
ั
ี
ทดสอบ
135
่ อนความ
สมมติฐานของศตวรรษที่ 21 จุดประสงค์ของการทดสอบ คือ เพือ อนโลกความเป็นจริง ดังนั้น สะท้ เงือนไขในการทดสอบจึงผันแปรและ ่ เปลี่ยนแปลงได้ นักเรียนได้คะแนนจาก ความคิดสร้างสรรค์และการโต้ตอบสิ่ง ทีไม่ได้คาดคิด ่ ความเป็นธรรม หมายถึง การทีนักเรียน ่ ได้เป็นส่วนหนึงของกระบวนการ ่ ประเมิน ไม่เพียงรู้แต่ว่ามีความท้าทาย ใดบ้างในข้อสอบ แต่ยังมีส่วนช่วยคิด ความท้าทายเหล่านั้นด้วย ความสําเร็จเป็นสิงสะท้ ่ พยายามของบุคคลและความร่วมมือ
ตารางที่ 1 ปัจจัยกําหนดและสมมติฐานของการทดสอบ
ปัจจัยกําหนดของศตวรรษที่ 21 เงื่อนไขที่ไม่ต้องมีมาตรฐาน เดียวกัน ผลทดสอบในระดับบุคคล ส่วนผสมของผลงานจากแต่ละ คนและจากทั้งกลุ่ม
สมมติฐานของศตวรรษที่ 20 จุดประสงค์ของการทดสอบ คือ เพือ ่ เปรียบเทียบนักเรียน ดังนั้น ความแปร ผันอยู่ทีตัวนักเรียน ไม่ใช่ทีเงือนไขของ ่ ่ ่ การทดสอบ นักเรียนได้คะแนนจาก การจดจําและทําตามกฎทีวางไว้ ่ ความเป็นธรรม หมายถึง การทีไม่มี ่ นักเรียนคนใดรู้ข้อสอบล่วงหน้า ดังนั้น และจดจํา ยิงนักเรียนสะสมความรู้ ่ ่ ได้มากกจะทําข้อสอบได้เนื้อหาที ็ เปิดเผย ความสําเร็จ หมายถึง การเอาชนะ น นําคือคนที่เป็ ยนคนอืน ผู้ ่ นักเรี เ
ปัจจัยกําหนดของศตวรรษที่ 20 เงื่อนไขที่เปนมาตรฐานเดียวกัน ็ ความลับของเนื้อหา ผลทดสอบในระดับบุคคล
136
่
้
ี
รฟสไดนาเสนอกรอบการประเมินทักษะแห่งศตวรรษท 21 แบบใหม่ว่า กรอบการประเมิน
ํ
์
ี
ี
้
ื
่
็
ี
็
ี
่
นี้เปนเหมอนกลุมดาวๆ แต่ละดวงอาจสดใสและมพลัง แต่กเปนเพยงหนึงในดาวอกพันลานดวงท ี ่
็
ื
ี
ํ
่
่
่
ส่องสว่างยามคาคน ดาวแต่ละดวงในกลุมดาวมความหมายเพราะความสัมพันธทมต่อดาวดวงอน
ี
ื
่
ี
์
ี
ึ
ิ
่
ํ
้
ี
ี
่
ทาใหเกดภาพทตรงใจตามการตความของนักดูดาว ในแผนภาพท 3 กรอบการประเมินแบบ
่
ุ
ี
ใหมสําหรบทักษะแหงศตวรรษที 21 – กลมดาวของการเรยนรู
้
่
่
่
ั
่
่
ิ
แผนภาพที 3 กรอบการประเมนแบบใหมสําหรบทักษะแหงศตวรรษที 21 – กลมดาวของการเรยนรู ้
่
่
ุ
ี
่
ั
ี่
้
ํ
การประเมินทักษะแห่งศตวรรษท 21 ตองทาใน 5 มิติ ได้แก ่
ํ
ี
ี
ี
้
ู
• สํารวจ - นักเรยนไดเรยนรอะไรนอกจากในบทเรยน นักเรยนเคยทา
ี
้
ู
้
ี
ผิดพลาดอะไรและเรยนรอะไรจากสิ่งนั้น
์
้
้
ี
ู
้
่
ี
้
็
• สรางสรรค - นักเรยนเสนออะไรใหม่ๆ บางทเปนความคิด ความร ความเขาใจ
้
้
ี
้
้
ํ
ี
็
• เรียนรู - นักเรยนเขาใจอะไรบาง นักเรยนทาอะไรเปนบาง
ี
ี
ี
ู
้
ี
้
้
ู
่
• เข้าใจ - มีหลักฐานอะไรทแสดงว่านักเรยนรจักประยุกต์ใชสิ่งท่เรยนรใน
สถานการณอน
์
ื
่
137
่
ื
้
ู
ื
่
ื
้
้
่
ี
่
ี
• แบงปัน - นักเรยนจะใชสิงทเรยนรเพอช่วยเหลอผูอนในชั้นเรยน ชุมชน
่
ี
ี
หรอโลกไดอย่างไร
ื
้
กรอบของรฟสนี้สามารถปรบเขากับทุกระดับชั้นและทุกวชาได กรอบน้เสนอจุดเนนท ่ ี
ิ
์
้
ี
้
้
ั
ี
ํ
ี
ชัดเจนและสอดคลองสาหรบบทเรยนทสรางสมดุลระหว่างความตองการเรยนรและความเขาใจใน
้
่
ี
ี
้
ั
้
้
ู
้
ี
์
ื
ั
ื่
ี
้
้
เน้อหาเชิงวิชาการกับความตองการสรางสรรค สารวจ และแบ่งปน โรงเรยนสามารถใชกรอบน้เพอ
ํ
้
้
้
พิจารณาช่องว่างระหว่างการประเมินแบบดั้งเดิมและโอกาสในการสรางความทาทายใหม่ใหแก ่
้
่
ี
ี
็
่
ี
นักเรยน นเปนโอกาสทจะตอบสนองความตองการของศตวรรษใหม่ ตัวอย่างเช่น การทดสอบส่วน
้
่
ี
่
ํ
้
ู้
่
ี
่
่
้
่
ใหญมุงเนนไปททักษะการ “เรยนร” ซึงอยูดานขวาล่างของกรอบ โดยมักจะพิจารณาคาถามทว่า
ี
้
ู
้
ํ
้
ํ
“นักเรยนรอะไรบาง” และ “นักเรยนทาอะไรเปนบาง” เราอาจพัฒนาการประเมินน้อย่างมนัยสาคัญ
ี
ี
็
ี
ี
์
โดยการรวมองค์ประกอบอนๆ ในกรอบและคําถามทเกยวของกับองคประกอบเหล่านั้น
ื่
ี่
ี่
้
่
ื
่
้
้
้
่
่
ู
ในระหว่างการเดินทางสายไตรตรอง เราไดฝากกรอบความคิดน้ไวใหแกครเพอนรวมทาง
ี
พิจารณาดวยความแอบหวังเล็กๆ ว่า จะไดจุดประกายให้พวกเขาเริมปรับเปลยนวธการวัดและ
้
ี
่
ิ
้
่
ี
ื
ประเมินผลในการจัดการเรยนการสอนของพวกเขา เพอใหบรรลุตามเป้าหมายของการศึกษา
้
่
ี
็
ี
ี
คาทอลิก หลังจากการเดินทาง คณครูขวญเรอน ใหมใจ โรงเรยนสันติวิทยา เชยงราย เปนหนึ่งท ี่
่
ื
ั
ุ
ู
้
่
้
่
่
ิ
ี
้
ไดเรมตนการเปลยนแปลงของตนเอง ตามปรากฏจากบันทึกของคุณคร เรือง บนเสนทางการ
สอนของครูชนแดน
บนเสนทางการสอนของครูชนแดน
ฉันมองถงกระบวนการการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองว่าเปนรากฐานสําคัญในการ
ี
่
ี
็
ึ
่
ี
ี
จัดการเรยนการสอน และการพัฒนานักเรยน เพราะ กระบวนการสอนทเน้นการไตร่ตรองเปน
็
ี
ึ
ู
่
ี
่
ื
็
กระบวนการเรยนรทช่วยในการพัฒนาทักษะด้านความคดของนักเรยน ซงถอได้ว่าเปนทักษะ
้
ี
ิ
ี
สําคัญในการเรยนรและเปนทักษะทต้องรองรบการประเมนคณภาพภายนอกของ สมศ. ในเรอง
ื
ุ
็
ี
ั
ี
่
่
ู
ิ
้
็
่
ู
่
ี
็
ิ
็
ี
ี
ี
ของ “ผู้เรยนคดเปนทําเปน” และส่งทครผู้สอนคาดหวังจะเหนนักเรยนของตนเองเปนเยาวชนทม ี
ิ
็
่
ี
ั
ุ
ี
คณภาพต่อไป พอได้รบโอกาสเข้ารบการอบรมในเรองของ “กระบวนการเรยนการสอนทเน้น
ั
ื
่
ี
ึ
่
ิ
ุ
การไตร่ตรอง” จงเปนการกระต้นให้ฉันอยากทีจะให้ส่งดๆ ให้กับนักเรยนตัวเอง
็
ี
138
ี
ี
ื
่
ี
ฉันเริ่มจากการสรางบรรยากาศในห้องเรยนทเอ้อต่อการเรยนร ทําให้นักเรยนมแรงจงใจ
้
ู
ู
้
ี
ี
ี
ี
ี
็
ุ
ี
ี
ู
ในการเรยน เปนการเพิ่มสสัน เพิ่มชวิตชวาในการเรยนรของนักเรยนให้น่าประทับใจ กระต้นการ
ี
้
ี
้
ี
่
ี
ี
เรยนรของนักเรยนโดยการใช้คําถาม เพือให้ผู้เรยนเกิดการเรยนร ทําให้ผู้เรยนเกิดความ
ู
้
ู
ี
ี
ู
้
ี
กระตอรอรน และกระหายในการทจะเรยนร ฉันให้ภาพรวมก่อนทจะเร่มเข้าส่เน้อหาหรอ
ื
ื
ิ
้
ี
่
่
ู
ื
ื
ู
ิ
้
ี
กิจกรรมการเรยนร โดยการใช้เทคนค INTRO Model ฉันยืนยันได้ว่า เป็นเทคนิคนี้ช่วยพัฒนา
้
ี
ี
ิ
ู
้
ู
ทักษะในการเรยนรและการคด นักเรยนสามารถค้นคว้าความรเพิ่มเตมจากการเรยนรในห้องเรยน
้
ิ
ู
ี
ี
็
็
ี
้
ื
ู
ถอเปนการต่อยอดในการเรยนรได้เปนอย่างด ี
็
ี
ในส่วนของการนําเสนอบทเรยนด้วย See-Judge-Act เปนขั้นตอนกระบวนการเรยนการ
ี
ี
้
สอนทสําคัญ เปนขั้นตอนทครผู้สอนต้องชัดเจน พรอมถ่ายทอดให้กับผู้เรยน แล้วร่วมกันสนทนา
ู
่
ี
็
ี
่
ี
ี
ในชั้นเรยนในเน้อหา จะเหนได้ถงความสนใจของผู้เรยนในการเรยนร สามารถแยกแยะ
ู้
ื
ี
็
ึ
ความหมายระหว่างคําว่า “วรรณกรรมกับวรรณคด” ได้
ี
่
ิ
็
ิ
ี
ในการวัดและประเมนผล ฉันเปลยนการประเมนจากการตอบคําถามแบบปรนัยให้เปน
ู
่
้
ี
ี
ี
แบบอัตนัย รวมทั้งการสังเกตจากการทํางานและการมส่วนร่วมของนักเรยนในการเรยนร เพือให้
แน่ใจว่า นักเรยนเข้าใจวรรณกรรมและวรรณคดอย่างแท้จรง
ี
ิ
ี
ู
้
ในความเปนจรง ในทกเน้อหา ทกรายวิชา ครผู้สอนสามารถนํากระบวนการเรยนรทเน้น
ื
่
ุ
ี
ุ
ิ
ี
ู
็
การไตร่ตรองไปสอนได้ ซงจะสามารถปรบเปลยนทัศนคตของผู้ทไม่สนใจในการเรยน ง่วงนอน
ั
ิ
ี
ึ
่
ี
่
ี
่
ึ
ี
ึ
ี
็
ู
ในเวลาเรยน ไม่ชอบส่งงาน ได้เปนอย่างด และจะส่งผลถงผลสัมฤทธ์ ิของผู้เรยนให้สงข้นได้ อัน
ี
ี
จะทําให้ครูผู้สอนประทับใจในการเรยนรของผู้เรยน
้
ี
ู
ู
ื
ุ
คณครขวัญเรอน ใหม่ใจ
รองผู้อํานวยการฝายวิชาการ โรงเรยนสันตวิทยา เชยงราย
ี
ี
่
ิ
6 กันยายน 2014
บันทึกเรอง พฒนาเพยงเลกนอยก็ชนใจ ของคณครูนราภรณ จลลาย โรงเรยนดรณา
ุ
ื่
ี
ี
ั
้
็
ุ
์
ื
่
ุ
้
ราชบุร คุณครไดแบ่งปนประสบการณทไดเปลยนการจัดการเรยนการสอนและการวัดผลแบบเดิม
ี่
ี
ู
ี
์
ี่
้
ั
ี
ื
ใหเปนการสอนแบบไตรตรอง รวมถงสร้างการวัดผลเพอการพัฒนานักเรยน มิใช่เพยงเพอการให ้
้
็
่
ื
ึ
่
ี
่
คะแนนหรอเกรด
ื
139
พัฒนาเพียงเล็กนอยก็ชื่นใจ
ิ
ึ
ดฉันเปนครสอนวิชาวิทยาศาสตร ระดับชั้น ป.5 ฉันจะเล่าถงการสอนของฉันให้ฟงนะ
ู
็
์
ั
ุ
ี
่
ื
ิ
ี
เดมในการสอนแต่ละคร้ ัง ฉันบอกวัตถประสงค์กับนักเรยนเสมอว่า “จากการเรยนเมอจบ
่
ื
เรองนั้นแล้ว เธอจะต้องบอก อธบาย จําแนก และทําแบบทดสอบของครได้” ในการสอนฉันหาสอ
ิ
ู
ื
่
รปแบบต่างๆ หรอข้อมลจากดาวเทยม โหลดลงแผ่น CD มาสอนและอธบาย สาธต ให้ทดลอง
ู
ื
ิ
ิ
ู
ี
ุ
ิ
ี
ิ
ี
ื
(กิจกรรมกล่ม) และให้นักเรยนลงมอปฏบัต แล้วนํามาเสนอผลหน้าชั้นเรยน
ี
ี
การวัดผลทําโดยวิธหลายวิธตามความเหมาะสม
1. การสังเกต ด้วยแบบประเมนพฤตกรรม การทํากิจกรรม
ิ
ิ
ิ
ิ
ิ
ิ
ิ
ิ
2. การปฏบัต ด้วยแบบประเมนการปฏบัต ผลงาน ใบงาน การนําเสนอ อภปราย ทดลอง
รวมถงการสรปผล
ึ
ุ
3. การทดสอบ การตอบคําถาม แบบทดสอบปรนัย และแบบทดสอบอัตนัย
็
ี
ุ
ุ
ี
่
ี
่
ู
ื
นคอรปแบบการสอนของฉัน ทกคร้ ังทสอน ฉันสังเกตเหนนักเรยนสนกและให้ความ
ร่วมมอเสมอ สงสัยจะกลัวว่าหากไม่ปฏบัตตามจะถกหักคะแนน
ิ
ิ
ื
ู
ิ
่
ี
หลังจากฉันได้เข้าร่วมอบรมเชงปฏบัตการ เรอง การเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง ฉัน
ื
่
ิ
ี
ิ
ิ
ิ
็
ุ
ี
เร่มเหนมมมองใหม่ๆ ในการจัดการเรยนการสอนแต่ละคร้ ัง ฉันเร่มต้นด้วยการให้ภาพรวมในการ
สอน ไม่ใช่บอกเพียงจดประสงค์เท่านั้น แต่ครอบคลมถงความจําเปนในการเรียนเรืองน้ว่า นําไปใช้
ุ
ุ
ี
ึ
่
็
ี
ี
ื
ี
่
่
่
ื
์
ี
ี
่
อะไร หรอประโยชนทจะได้ในการเรยนคร้ ังน้ ี หัวข้อทจะเรยน เวลาทใช้ในแต่ละเรองและ
่
ุ
วัตถประสงค์ทเรยน ฉันสรางจดสนใจด้วยกิจกรรมเล็กๆ เพือลับสมองให้นักเรยนตนตัว เช่น ใช้
ื
้
ี
ุ
ี
่
ี
่
คําถามสรางประเดนให้คด กิจกรรม เกม สาธตสั้นๆ เพือสรางความน่าสนใจและให้ตนตัว
ื
่
ิ
่
ิ
้
็
้
ี
ี
เมอเข้าส่เน้อหาการสอน ฉันแบ่งกลุ่มนักเรยนตามความถนัด นักเรยนมส่วนร่วมใน
ื
ื
ี
ู
่
กิจกรรมทกคน
ุ
1. ตั้งประเดนคําถามจากการสังเกต สงสัย
็
2. คาดคะเนคําตอบ สมมตฐานจากข้อมลและประสบการณทม ี
ู
ิ
่
์
ี
ี
3. สบค้นข้อมล ทดลอง บันทกผล และนําเสนอหน้าชั้นเรยน
ื
ู
ึ
140
ี
ฉันเปนเพียงผู้ควบคมกิจกรรมและผู้สังเกตการณการทํางานของนักเรยน นักเรยนนําเสนอ
ี
ุ
์
็
ี
ู
ุ
็
ี
ุ
ุ
็
ู
ข้อมลหน้าชั้นเรยน นักเรยนทกคนเหนข้อมลของแต่ละกล่มและร่วมกันสรปประเดนแสดงความ
ึ
ี
คดเหนและซักถามเพิ่มเตม หลังจากนั้น ฉันจงอธบายหลักการหรอให้อ่านแบบเรยนและให้นักเรยน
็
ิ
ื
ี
ิ
ิ
็
่
ื
ี
ี
่
ุ
บันทึก ในขั้นสดท้าย ฉันจึงให้งานเพิ่มเตมเพือให้นักเรยนเหนความสําคัญเชอมโยงว่า เรยนแล้ว
ิ
ี
นักเรยนได้อะไร เปรยบเทียบกับชวิตจรงด้วยการสํารวจสบค้นในชวิตประจําวันเปนงานต่อไปและ
็
ิ
ี
ี
ี
ื
บันทกส่ง
ึ
ึ
ี
ิ
วิธการวัดผลของฉันหลากหลายมากข้น เช่น การสังเกตพฤตกรรมการพัฒนาของกล่ม การ
ุ
ู
ให้ความร่วมมอและการปฏบัต การนําเสนองาน การสบค้นข้อมล การพัฒนาการเรยนรของนักเรยน
ี
ิ
้
ิ
ื
ู
ื
ี
และฉันเลิกใช้ข้อสอบปรนัย
่
่
ั
ั
้
่
ี
ื
ผลทีเกิดการเปลียนแปลงทีฉนสงเกตได คอ นักเรยนมความสขกับการเรยน มการเตรยม
ุ
ี
ี
ี
ี
ั
้
ความพรอมและนําอปกรณใช้งานมาร่วมมากข้น นักเรยนมความรบผิดชอบ ไม่เกียงงานกัน และ
่
ี
์
ึ
ุ
ี
ื
่
ิ
์
ี
ื
ี
ั
นักเรยนช่วยเหลอกัน ฉันได้รบประโยชนตั้งแต่เริ่มเตรยมและคดงาน ฉันเหนอยมากนะ แต่ตอน
ุ
้
็
ึ
ี
สอนฉันรสกมความสขและสบาย เพราะฉันเปนเพียงผู้กํากับและผู้สังเกตเท่านั้น
ู
่
ั
่
็
ประเด็นทีอยากแบงปน คือ การสอนแบบไตร่ตรองทําให้ฉันเหนความพรอมของนักเรยน
ี
้
ึ
่
่
มากข้นในการเรยนและทํางานร่วมกัน อย่างน้อย ฉันทําให้นักเรยนคนหนงทเคยรสกว่า ตนเองต้อง
ี
ี
ี
้
ู
ึ
ึ
ี
ุ
พึงคนเก่งประจํากล่มเสมอ ในวันน้เขาได้ค้นพบว่า เขามค่าและสามารถมส่วนร่วมในการทํางาน
ี
่
ี
็
ี
ุ
กล่มของเขาได้เปนอย่างด นแหละ คอการพัฒนาแม้เพียงเล็กน้อยทฉันเห็นแต่ก็ทําให้ฉันชนใจ
่
ื
ี
่
่
ี
ื
ุ
ุ
คณครนราภรณ จลลาย
ู
์
ุ
ุ
ี
โรงเรยนดรณาราชบร ี
้
่
ี
่
ู
็
บันทึกของคุณคร 2 ท่านน้เปนตัวอย่างของการเรมตนของการเปลยนแนวความคิดและ
ี
ิ
วธการวัดและประเมินผล ทั้งน้ เพอใหการศึกษาไทยพัฒนาและกาวหนาได เราจาเปนตองมการ
้
้
็
ํ
ี
ิ
ี
้
้
ี
้
ื
่
ิ
้
ปฏรปการวัดและประเมินผลของนักเรยนใหเปนส่วนหนึงของการปฏรปการศึกษาไทยอย่างเปน
็
ี
็
ิ
ู
ู
่
ู
็
้
ระบบและมองครวม อันเปนความทาทายของครและนักการศึกษาคาทอลิกทจะเปนผูจุดประกาย
ี
ี
้
์
็
่
ิ
ี่
ิ
้
ื
่
ิ่
ิ
และรเรมการเปลยนแปลงเพอใหเกดผลอย่างแทจรง
้
141
่
ี
ผมเรมตนบทน้ดวยการใหภาพรวมของใหญในการเดินทางสายไตรตรองในขั้นตอนท่ 5
้
่
้
ี
ิ
่
้
้
ุ
่
้
่
่
ื
ี
้
ผมจึงขอจบบทน้ดวยบทสรปและการทาทายทีใหญให้ไวกับเพอนรวมทางในตอนจบของการนํา
่
่
ื
่
ํ
้
ั
้
การเดินทาง ใหญได้นาขอความจากหนังสอชือ ครูนอกกรอบกบหองเรยนนอกแบบ ของ
ี
้
ื
้
่
ี
เรฟ เอสควิท มาทาทายและจุดประกายเพอนรวมทาง ขอความน้ชี้ปญหาของการวัดและ
ั
่
้
้
ํ
ั
็
ึ
ประเมินผลในระบบการศึกษาในโลกปจจุบันไดอย่างตรงจุดและเจ็บปวด และยังตอกย้าใหเหนถง
็
ื
ี
่
้
่
่
ื
ี
ื
ิ
จุดประสงค์ทแทจรงประการเดยวของการวัดและประเมินผล นันคอ เปนเครองมอของครูในการ
ี
พัฒนานักเรยนทีเขารัก
่
เราจะไมถูกหลอกอีก
การทดสอบมาตรฐานกลายเปนฝนรายในโรงเรยนของเราไปแล้ว ครถกเรยกรองให้จัดการ
ู
็
้
ั
ี
ี
้
ู
ี
่
ี
ี
้
ทดสอบโน่นนเต็มไปหมด จนไม่มเวลาทจะสอนเดกนักเรยนในวิชาทพวกเขาควรมความร ส่วน
ี
่
็
ี
ี
่
ู
เดกๆ ก็หมดเรยวหมดแรงกับการทําข้อสอบจนไม่สนใจแล้วว่าคะแนนจะออกมาเปนอย่างไร ใน
็
ี
็
่
์
ี
้
ื
่
บรรดาเรองตลกรายของสถานการณเช่นน้ คงไม่มอะไรหดห่ไปกว่าความจรงทแม้การทดสอบ
ี
่
ิ
ี
ู
142
่
็
ึ
ู
ิ
มาตรฐานจะถกคดข้นมา เพือเปนตัวช่วยให้เด็กๆ ของเราประสบความสําเรจ แต่ในทางปฏบัตกลับ
็
ิ
ิ
กลายเปนว่าการทดสอบมาตรฐานนั่นแหละททําให้พวกเขาล้มเหลว
็
่
ี
ผลทีตามมา
่
ิ
ี
ิ
์
็
่
ื
ื
ื
การสอบนั้นเหมอนเทอรโมมเตอร มันเปนเพียงเครองมอท่ใช้ในการวัดเท่านั้นเองจรงๆ
์
ึ
แทนท่จะใช้วัดอณหภูม การสอบใช้วัดความเข้าใจทักษะอย่างหนง เดกๆ จําเปนต้องเข้าใจว่าการได้
่
็
็
ี
ิ
ุ
ั
คะแนนสอบน้อยไม่ได้แปลว่าโลกจะแตก ถงอย่างไรพ่อแม่ก็ยังรกพวกเขาอยู่ด ผมเองก็เหมอนกัน
ึ
ื
ี
ี
ื
ถ้านักเรยนทําข้อสอบการคณได้ไม่ด มันหมายความได้อย่างเดยวและอย่างเดยวเท่านั้น คอ เขายังไม่
ี
ี
ี
ู
เข้าใจทักษะในการคณ และผมก็ ยินดี จะสอนเขาใหม่
ู
143
ความรัก
“ความรักยอมอดทน มีใจเอือเฟอ
้
ไมอิจฉา ไมโออวดตนเอง
ไมจองหอง ไมหยาบคาย
ไมเห็นแกตัว ไมฉุนเฉียว
ไมจดจําความผิดที่ไดรับ
ไมยินดีในความชั่ว
แตรวมยินดีในความถกตอง
ู
ั
ุ
ความรักใหอภยทกอยาง
เชื่อทุกอยาง หวังทุกอยาง
อดทนทกอยาง” (1คร.13:1-8)
ุ
144
บทที่ 9
จุดหมายอยูที่การพัฒนาเหตุผลเชิงจริยธรรม
ี
์
็
ื
์
้
เป้าหมายของการศึกษาคาทอลิก คอ หล่อหลอมนักเรยนใหเปนมนุษยทสมบูรณในทุกมิติ
ี่
ื
่
้
่
ั
ิ
ื
ทั้งรางกาย สติปญญา จิตใจ และจิตวญญาณ บนความเชอพ้นฐานทีว่า มนุษยเกดมาพรอมกับ
ิ
์
่
ี่
้
้
้
้
ี
ความสามารถดานต่างๆ ทพระเจาประทานใหมอยู่ในตน ซึ่งสามารถพัฒนาใหปรากฏไดอย่างค่อย
้
ี
่
เปนค่อยไป จนบรรลุถงความเปนมนุษยแททมคุณค่า มความรบผิดชอบ รจักควบคุมตนจาก
็
ึ
้
ั
ี
้
ู
ี
์
็
ื
้
ภายใน และมความสามารถในการตัดสินใจเลอกและปฏิบัติไดอย่างอิสระและสอดคลองกับมโน
ี
้
ธรรมของตนทไดรบการหล่อหลอมจุดหมายขึ้นจุดหมายปลายทางของการศึกษาทแทจรงประการ
ิ
้
่
่
ี
้
ั
ี
ึ
ิ
้
ํ
็
ี
สาคัญประการหนึ่งจึงเปนพัฒนาการใชเหตุผลเชิงจรยธรรมของนักเรยนเหมาะสมตามวัยจนถงขั้น
่
่
็
้
ี
สูงสุดเต็มตามศักยภาพของเขา กระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรองจะสามารถเปน
ี
่
ี
ี
เครองมอทสาคัญของครทจะส่งเสรมใหนักเรยนไปสูจุดหมายปลายทางน้
่
ื
ื
่
ํ
ิ
้
ู
ี
่
ี
่
ิ
ี
ในการเดินทางสายไตรตรอง เรารวมกันศึกษาทฤษฎพัฒนาการของเหตุผลเชิงจรยธรรม
่
์
์
(The Cognitive Theory of Development of Moral Reasoning Ability) ของ 16ลอเรนซ โคหลเบิรก 16
์
ี
็
่
ิ
(Lawrence Kohlberg) เพือเปนแนวทางในการส่งเสรมจรยธรรมของนักเรยน หลักการพัฒนาการ
ิ
ิ
่
ี
่
้
์
ิ
์
ของเหตุผลเชิงจรยธรรมของโคหลเบิรก อยูบนขอสมมติฐานทว่า เหตุผลเชิงจรยธรรมมีการพัฒนา
้
ตามระดับความสามารถของการรการคิด แตกต่างกันไปตามอายุ บุคคลในวัยเด็กมเหตุผลเชิง
ู
ี
้
์
่
ิ
์
ิ
จรยธรรมตํ่ากว่าบุคคลในวัยผูใหญ โคหลเบิรกเสนอว่า พัฒนาการของเหตุผลเชิงจรยธรรม (Moral
็
Stages) มี 3 ระดับ ในแต่ละระดับยังแบ่งเปน 2 ขั้น ดังปรากฏตามตารางที 2
่
์
ั
์
ตารางที 2 พฒนาการทางจรยธรรมตามทฤษฎของโคหลเบิรก (1969)
่
ิ
ี
้
ิ
ั
ระดับจรยธรรม และอาย ุ ข้นการใชเหตุผลเชิงจรยธรรม
ิ
ระดับท 1 กอนกฎเกณฑ อายุ 2 - 10 ขวบ ขั้นท 1 การหลบหลกการถูกลงโทษ
์
ี่
ี
ี่
่
ี่
ขั้นท 2 การแสวงหารางวัล
ี่
ํ
้
ื
่
็
ี่
์
ระดับท 2 ตามกฎเกณฑ อายุ 10 - 16 ปี ขั้นท 3 การทาตามความเหนชอบของผูอน
ี่
้
ี
้
ํ
่
ขั้นท 4 การทาตามหนาทและกฎขอบังคับในสังคม
์
ี
ื
ระดับท 3 เหนอกฎเกณฑ อายุ 16 ปขึ้นไป ขั้นท 5 การทาตามคามันสัญญา
ี่
ํ
ํ
่
ี่
ี่
ขั้นท 6 การยึดอุดมคติสากล
145
ระดับและขั้นตอนของการพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมมรายละเอยดดังต่อไปน้ ี
ี
ี
ิ
ระดับที ่ 1 ระดับก่อนกฎเกณฑ์ (Preconventional Level)
ี
ิ
ิ
ี
เด็กอายุ 2 ถงประมาณ 10 ขวบมเหตุผลเชิงจรยธรรมในระดับน้ เด็กปฏบัติตามสิ่งทพ่อแม่
ึ
ี่
ื
ํ
ี่
ู
้
ื
หรอครบอกใหทา และเรยนรว่า สิ่งใดดีหรอสิ่งใดไม่ดีจากผลทเด็กกระทาว่าจะโดนลงโทษทางกาย
้
ํ
ู
ี
ั
้
ื
หรอไดรบรางวัลหรือไม่ เด็กคํานึงว่า “อะไรจะเกิดขึ้นกบตัวฉัน” (What is it for me?) เหตุผลเชิง
ั
ี
จรยธรรมในระดับน้แบ่งออกเปน 2 ขั้น คอ
ิ
็
ื
ี
่
ข้นที 1 การหลบหลกการถูกลงโทษ (Punishment and Obedience Orientation) –
ั
ั
ี
ฉันไม่อยากมปญหา
ี
ิ
็
ิ
็
ขั้นน้เปนพัฒนาการของเหตุผลเชิงจรยธรรมในขั้นแรก เปนจรยธรรมของเด็กอายุ 2 ถง 7
ึ
ื
ขวบ เด็กตัดสินใจหรอยอมกระทาพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึง เพราะความกลัวความเจ็บปวดจาก
ํ
่
ี
ื
่
่
่
ี
การถูกลงโทษทางกาย เช่น เด็กไม่ด้อ เด็กยอมทาตามสิงทผูเล้ยงบอกหรอสัง เพราะกลัวถูกต กลัว
ํ
้
ื
ี
ถูกลงโทษ
้
่
้
ี
ี
้
้
ในเสนทางสายไตรตรอง เราทาทายกันว่า การสอนแบบน้ดแลวเหรอ เราอยากใหเด็กๆ
ี
ของเราประพฤติตัวด ไม่ใช่เพราะพวกเขากลัวถูกลงโทษ เช่น หากนักเรยนไม่ทาเวร จะถูกลงโทษ
ํ
ี
้
ํ
ี่
่
จรยธรรมในขั้นน้ หากปรากฏในผูใหญทเหตุผลเชิงจรยธรรมไม่พัฒนาตามวัย พวกเขาจะทาหรือไม่
ิ
ิ
ี
ื่
ื
ํ
่
กระทาสิ่งใดสิ่งหนึง เพราะเพียงกลัวถูกลงโทษ หรอกลัวตกนรก หรือเพียงเพอป้องกันตัวเองหรือ
้
ั
้
ี
ี
่
็
ี
ู
หลกเลยงปญหา พวกเราเห็นพองกันว่า ครควรบ่มเพาะใหนักเรยนทําดีเพราะเขาเห็นว่าสิ่งนั้นเปน
ี
่
ี
้
ู
ี
้
ี
้
้
สิงด ถูกตองและดงาม ดังนั้น ครจึงไม่ควรกระตุนใหนักเรยนไม่ว่าระดับใดๆ ประพฤติดดวยการขู ่
จะลงโทษหรอตัดคะแนน
ื
้
่
ั
ั
ข้นที 2 การแสวงหารางวล (Instrumental-Relativist Orientation) – ฉันอยากไดรางวัล
ี
่
่
ี
ึ
็
ํ
ู
ขั้นท 2 เปนจรยธรรมของเด็กอายุ 7 ถง 10 ขวบ เด็กเริมเรยนรว่า การกระทาทถูกตองคอ
่
้
ี
้
ื
ิ
้
้
่
่
ี
ั
้
ี
ํ
ิ
การกระทาทไดรบผลตอบแทนทน่าพอใจ เช่น ขนม อาหาร ของเล่น หรือเงน เป็นตน ทําใหเกิด
ื
ํ
่
้
ี
่
พฤติกรรมทเขาทานองว่า “ยนหมู ยืนแมว” หรือ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” หรือ “ผลัดกันเกาหลัง” การ
่
146
ํ
ํ
ิ
ี
้
ื่
็
ํ
ี
ใหเหตุผลในการกระทาในจรยธรรมขั้นน้ เช่น เด็กจะทาตามคาสั่งกต่อเมอมสิ่งของตอบแทน เช่น
ขนม เงิน เป็นตน
้
้
แน่นอนว่าของรางวัลล่อใจทั้งหมายเปนแรงโนมนาวใหเกดพฤติกรรมทดีได แต่หากเด็กๆ
้
้
้
็
ิ
ี
่
้
ี
ื
็
่
ี
ิ
เติบโตเปนผูใหญทมเหตุผลเชิงจรยธรรมและยังชะงักในขั้นน้ พวกเขาจะมเหตุผลการกระทาหรอไม่
ี่
ํ
ี
ํ
ํ
่
้
ี
ํ
ึ
้
ํ
้
้
กระทา เช่น ทาแลวไม่คุมค่ากับทลงทุนลงแรง หรอทาแลวสูญเปล่า หรอจะทาสิ่งใด ถงแมจะเป็น
ื
ื
้
ื
ื
้
้
ี
็
่
่
่
ํ
ี
่
ี
้
ื
ํ
ี
หนาทกจะขอหรอตองไดสิงตอบแทน มิฉะนั้นจะไม่ทา หรอทาแบบขอไปท ทเลวรายทสุด คอ พวก
้
็
ี่
เขาอาจทาอะไรเพราะเหนแก่อามิสสินจางโดยไม่คานึงว่าสิ่งนั้นเปนทสิ่งทถูกตอง ชอบธรรมหรอไม่
ํ
ี่
ํ
้
็
ื
้
่
ี
ี
ู
ครนักเดินทางสายไตรตรองตระหนักว่า โรงเรยนคาทอลิกไม่ประสงค์ใหนักเรยนจัดหรอรวม
ื
่
กจกรรมจิตอาสาหรอกจกรรมสาธารณะประโยชนโดยหวังสิ่งตอบแทน
ิ
ิ
์
ื
ี
่
ิ
ี
เมอนักเรยนโตขึ้น หากนักเรยนเรมยังคงแสวงหารางวัลเพ่อตอบแทนการทาความดีของ
ํ
ื
ื
่
ํ
้
ั
ื
้
เขา และไม่สามารถพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมใหสูงขึ้น เนองจากถูกตอกย้าด้วยการใหรางวัลคร้ง
่
ิ
ํ
ั
่
่
แลวคร้งเล่า เท่ากับครูกาลังป้อนทอฟฟเคลอบยาพิษใหแกเขา ครูควรชักชวนนักเรยนใหทําในสิงท ี ่
ี
้
้
่
ื
้
ี
์
็
ี
่
ื
ิ
้
ี
ถูกตอง สิ่งทดงาม รวมกจกรรมจิตอาสาหรอบําเพ็ญประโยชน เพราะว่าสิ่งนั้นเปนสิ่งทถูกต้องด ี
่
ี่
็
้
ื
งาม โดยไม่คํานึงว่าจะไดสิ่งใดตอบแทนหรอไม่ อันเปนระดับขั้นของเหตุผลเชิงจรยธรรมในขั้นท ่ ี
ิ
ี
้
ั
็
้
้
้
สูงขึ้น การกระตุนใหนักเรยนประพฤติดดวยการใหรางวัลเปนคร้งคราว เช่น ผลงานติดดาว การ
ี
็
ี
มอบเกยรติบัตรเปนสิ่งด แต่ไม่เพยงพอ ครูตองส่งเสรมใหนักเรยนทาความดและภูมิใจท่ไดทาสิ่ง
้
ํ
ํ
ี
้
ี
ิ
ี
ี
ี
้
้
นั้นดวยตัวของเขาเองได ้
ระดับท 2 ระดับตามกฎเกณฑ์ (Conventional Level)
่
ี
่
ี
ิ
ิ
ี
ี
เหตุผลเชิงจรยธรรมในระดับน้เปนของเด็กทมพัฒนาการทางเหตุผลเชิงจรยธรรมมากขึ้น
็
่
็
่
ซึงโดยส่วนมากอยูในอายุระหว่าง 10 ถง 16 ปี ช่วงอายุนี้เปนช่วงทีเด็กไดรับการถายทอดทาง
่
้
่
ึ
สังคมจากหลายแหล่งโดยเฉพาะครอบครว เพอนและสังคม อิทธพลจากแหล่งเหล่าน้จึงมผลต่อ
ี
ั
ื
ิ
ี
่
ิ
้
ํ
เหตุผลเชิงจรยธรรมของเด็ก ทาใหพวกเขาเรมแสดงบทบาทของตนตามทบุคคลอืนและสังคม
่
ี
่
่
ิ
ี
ํ
คาดหวัง เด็กคานึงถงว่า “หลกเกณฑคออะไร” (What is the rule?) ระดับน้แบ่งเปน 2 ขั้น คือ
ึ
็
ั
์
ื
147
ข้นท 3 การทําตามความเห็นชอบของผูอน (Interpersonal Concordance) – ฉัน
้
่
ี่
ื
ั
อยากเอาใจใครสักคน
ิ
ี
ี
ในช่วงอายุนี้ เหตุผลท่สําคัญในการท่เด็กจะตัดสินใจกระทําหรอไม่กระทําพฤติกรรมเกด
ื
ื
้
ิ
ี
ื
็
่
ู
ี่
ั
จากการทเด็กรสึกว่า สิ่งทตัดสินใจกระทําหรอไม่นั้นไดรบความเหนชอบ ยนยอม หรอเปนไปตามท ี่
็
้
บุคคลรอบขางคาดหวังหรอยอมรบหรือไม่ ดังนั้น เด็กในช่วงอายุ 10 ถง 13 ปี มักมพฤติกรรมคลอย
ั
้
ี
ึ
้
ื
้
่
ํ
ี
็
ื
ื
ตามพฤติกรรมเลยนแบบ หรอพฤติกรรมททาใหตนเปนจุดเด่น เพอเรยกรองความสนใจและการ
้
ี
่
ี
ํ
่
ื
ื่
่
ี
้
ยอมรบจากผูอนโดยเฉพาะเพอน สาหรบเด็กบางคน การทจะเปนทยอมรบจากเพอนทําใหตนตอง
ั
ี
ั
ื่
้
็
้
่
ั
ู
ึ
ี
้
ื
็
่
ี่
้
แสดงพฤติกรรมทเด่น รสึกว่าตนเปนผูใหญ ซึ่งอาจรวมถงพฤติกรรมไม่น่าปรารถนาหรอเบ่ยงเบน
่
เช่น พฤติกรรมการขับรถซิง พฤติกรรมการเสพสารเสพติด เป็นตน
้
่
หากเด็กๆ หยุดชะงักจรยธรรมอยูในขั้นน้ เมอโตขึ้น พวกเขาจะกระทําการใดๆ โดยเห็นแก ่
ี
ื
ิ
่
เครือญาติหรือพวกพองเพอนฝูงมากกว่าทจะตัดสินใจกระทาสิงใด เพราะเห็นแกส่วนรวมเปนหลัก
ํ
้
่
่
็
่
ี
่
ื
์
็
ื
์
้
พวกเขาจะเลอกยึดเอาผลประโยชนของตนหรอพวกพองเปนหลักมากกว่าเอาประโยชนของ
ื
้
ี่
ํ
ี
ิ
ี
ี่
ี
้
ิ
ี่
ี
็
ส่วนรวมเปนหลัก พวกเขาจะพลาดการมชวตทมคุณค่าและมความหมายทแทจรง เด็กๆทตองทา
้
้
ี
ตามความกดดันน้จะตองเอาใจพ่อแม่ พวกเขาจะสูญเสียโอกาสการคนพบตัวเอง และไม่พึงพอใจ
ื
ี
ี่
ี
ี
กับชวิตของตนจนอาจถึงขั้นเกลยดตัวเองในทสุด เป้าหมายของการศึกษาคาทอลิก คอ ใหนักเรยน
้
ู
เติบโตจนเต็มศักยภาพของเขา ครนักเดินทางสายไตรตรองย่อมไม่ปล่อยใหนักเรยนหยุดชะงักการ
ี
้
่
ิ
ี
้
เติบโตทางจรยธรรมของนักเรยนไวในขั้นน้ ี
ข้นท 4 การทําตามหนาทและกฎขอบงคบในสงคม (Law and Order) – ฉันปฏบัติ
ิ
ี่
ั
ั
ั
้
ั
ี
้
่
็
ตามกฎ เพราะมันเปนกฎ
จรยธรรมในขั้นน้เปนจรยธรรมทสูงกว่าขั้นท 3 บุคคลกระทาสิ่งต่างๆ ตามกฎระเบียบหรอ
ี
ิ
่
ํ
ื
็
ี
่
ิ
ี
ื
ี
่
่
ิ
ื
่
ํ
้
ี
ํ
หนาททสังคมกาหนด โดยไม่คานึงถงเครือญาติหรอพวกพองเพอนฝูง จรยธรรมในขั้นน้เปน
ึ
้
ี
็
ิ
จรยธรรมของเด็กอายุ 13 ถง 16 ปี เช่น การปฏบัติตามกฎระเบยบโรงเรยน การปฏบัติตามกฎ
ี
ิ
ี
ึ
ิ
ิ
์
ื
จราจร การปฏบัติตามกฎระเบยบขององคการหรอหน่วยงาน การประพฤติปฏบัติตามศีล 5 เป็นต้น
ี
ิ
่
่
ี
้
หากเด็กๆ หยุดชะงักการพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมอยูในขั้นน้ โดยการทอางกฎระเบยบ
ิ
ี
ี
ํ
ขอบังคับมาเปนประโยชนในการทจะกระทาหรอไม่กระทาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเปนเพยงการนาระเบยบ
ํ
์
ี
็
ี่
ื
็
ี
ํ
้
่
ื่
์
์
้
่
้
ทมนุษยตั้งขึ้นมาอางโดยไม่ดูผลประโยชนทแทจรงของส่วนรวมในเรองนั้น
ี
ิ
ี
148
ี
ู
็
ี
ิ
้
่
หากครใหนักเรยนปฏบัติตามกฎระเบยบเพียงเพราะว่ามันเปนกฎระเบียบทีทุกคนยอมรับ
ี
่
ํ
ู
และพึงปฏิบัติตาม ครนาพาเขาถึงขั้นท 4 นักเรยนรูถงขอบเขตและพฤติกรรมทครูคาดหวัง แต่หาก
่
้
ี
ึ
ี
ี
ิ
้
ื
ี
่
ี
้
่
ํ
ครูทาใหนักเรยนปฏบัติตามกฎระเบยบดวยการขูลงโทษหรอตัดคะแนน ครูกลับพาเขาไปขั้นท 1
ื
้
ํ
้
ื
หรอหากทาดวยการเสนอใหรางวัลหรอใหคะแนน ครชะงักการพัฒนาของนักเรยนให้อยู่ในขั้นท 2
ี่
ี
้
ู
ั
้
ดังนั้น ครูต้องส่งเสริมใหนักเรยนมพัฒนาการถงขั้นน้ดวยการทาใหนักเรยนยอมรบ เขาใจ และ
ี
้
ี
ี
้
ี
ึ
ํ
้
็
ํ
้
ื
่
่
ี
้
่
ิ
็
ปฏบัติตามกฎระเบียบในฐานะทเปนขอตกลงทางสังคมของการอยู่รวมกัน ซึงหากทาได กถอว่าด ี
้
้
ี
ในช่วงอายุน้ แต่ครนักเดินทางสายไตรตรองเห็นพองตองกันว่า เราตองพยายามใหดกว่านั้น
้
้
่
ู
ี
่ 3 ระดับเหนือกฎเกณฑ์ (Postconventional Level)
ระดับที
เหตุผลเชิงจรยธรรมในระดับน้เปนของบุคคลทอายุตั้งแต่ 16 ปขึ้นไป บุคคลตัดสินใจ
ี
ี
ี
่
็
ิ
ื
ํ
็
กระทาหรอไม่กระทาสิ่งใดตามความคิดและเหตุผลของตน ซึงเหนว่าเหมาะสมแลว การตัดสินใจ
้
่
ํ
อยูบนพ้นฐานความถูกตอง ยุติธรรม หรอยึดประโยชนของส่วนรวมหรอสังคมเปนหลัก เด็ก
่
ื
ื
์
็
้
ื
คํานึงถึงว่า “อะไรเปนหลกการทอยูเบ้องหลงการกระทํา” (What is the principle behind the
่
ี
ั
่
็
ั
ื
ี่
action?) ระดับท 3 แบ่งเปน 2 ขั้น คือ
็
ั
ข้นที 5 การทําตามคํามนสญญาทางสงคม (Social-Contract Legalistic Orientation)
ั
ั
่
ั
่
่
ู้
ื
ู
้
– ฉันรจักเกรงใจผอน
ิ
ิ
ี
้
ื
ี
ิ่
้
บุคคลเรมเนนสิทธขั้นพ้นฐานและกระบวนการประชาธปไตยไดททุกคนมสิทธ มเสยง และ
ิ
ี
ี่
ี
่
ิ
่
มส่วนรวม บุคคลเรมตั้งคาถามว่า “อะไรทาใหสังคมดีงาม” ซึงคุณค่าทใหในแต่ละสังคมอาจ
่
ํ
่
้
ํ
ี
้
้
้
็
้
ื
แตกต่างกัน บุคคลยึดขอตกลงเพอประโยชนส่วนรวมและความถูกตองเปนหลัก จนกว่าขอตกลง
่
์
ิ
่
ี
นั้นจะถูกเปลยนแปลงดวยกระบวนการประชาธปไตย
้
ู
้
้
ิ
ี
ี
ื
้
ี
้
ครส่งเสรมใหนักเรยนมพัฒนาการถึงขั้นน้ ดวยการใหนักเรยนเขาใจถึงเหตุผลเบ้องหลัง
ี
ิ
้
ี
ี
ี
ี
ื
ของกฎระเบยบและใหนักเรยนเลอกทจะปฏบัติตามกฎระเบยบนั้น เพราะนักเรยนเหนว่าถูกตอง
็
้
ี
่
ิ
์
้
เหมาะสมในสถานการณนั้น ครสรางสภาพประชาธปไตยใหนักเรยนไดอภปราย ถกเถยงอย่าง
ู
้
ี
ิ
้
ี
ิ่
้
อิสระจนเห็นคุณค่าของการปฏบัติตามกฎ และสามารถเสนอใหปรบเปลยนกฎระเบียบ เรมตนจาก
ี่
้
ิ
ั
้
ิ
ี
ี
้
ระเบียบของหองหรอแมแต่ของโรงเรยน นันหมายความว่า ครและโรงเรยนตองพรอมทจะเปดรับ
ู
่
ี
่
ื
้
้
ขอเสนอของพวกเขา
้
149
ครโรงเรยนคาทอลิกปรารถนาใหนักเรยนรวมกจกรรมจิตอาสาและกจกรรมบาเพ็ญ
ู
ํ
ิ
ี
ี
้
ิ
่
์
่
้
ิ
้
ิ
ํ
ิ
ํ
ประโยชนดวยจิตสานึกของเขาเองว่า การทากจกรรมน้ทาใหสังคมดีงาม เรมตนจากกจกรรมเล็กๆ
้
ํ
ี
ี
ี
ี
ื
้
้
เหล่าน้ นักเรยนรจักเกรงใจคนอนและพรอมเสนอตัวใหความช่วยเหลอพรอมเสยสละในเวลาและ
ู
ื
้
้
่
ี
สถานการณทสมควร
่
์
ข้นท 6 การยึดอดมคติสากล (Universal-Ethic Principle Orientation) – ฉันมี
ั
ุ
ี่
ิ
ื
่
จรรยาบรรณของตัวเองทีฉันยึดถอปฏบัติ
็
่
์
ี
ี
บุคคลในขั้นท 6 แสดงเหตุผลทเปนหลักสากล ไม่ยึดติดต่อกฎเกณฑทางสังคมของตน
่
ื
บุคคลมความยดหยุนทางจรยธรรมจะกระทาหรอไม่กระทาสิ่งใดตามหลักอุดมคติสากลซึ่งสะทอน
่
ื
้
ํ
ิ
ํ
ี
ี่
้
ั
ี
ี่
ิ
ี
ี
ในหลักของสิทธมนุษยชนททุกคนพึงไดรบการปฏบัติทเท่าเทยมกันอย่างมศักดิ์ศรความเปนมนุษย ์
็
ิ
ี
ึ
้
เท่าเทยมกัน การตัดสินใจเชิงจรยธรรมอยู่ทบุคคลสามารถตัดสินอย่างยุติธรรมได โดยคํานึงถง
่
ี
ิ
ี
่
ผลกระทบทอาจมต่อบุคคลทเกยวของทั้งหมดในสถานการณนั้น การใชเหตุผลเชิงจรยธรรมจะ
ี
่
ี
์
ี
่
้
้
ิ
ื
พิจารณาโดยคานึงถงมุมมองของทุกฝายบนพ้นฐานของความยุติธรรมทางสังคมได
้
ึ
่
ํ
ิ
้
ิ
การบรรลุวุฒิภาวะเชิงจรยธรรมของบุคคลนั้นแสดงออกในทางการใชเหตุผลเชิงจรยธรรม
ไดอย่างชัดเจนทสุด เหตุผลเชิงจรยธรรมน้ไม่ขึ้นอยูกับกฎเกณฑของสังคมใดสังคมหนึงโดยเฉพาะ
ี
่
่
์
ี่
้
ิ
ํ
ํ
ี
ิ
็
เพราะเหตุผลเชิงจรยธรรมมิใช่การประเมินค่าการกระทาไปในทานองว่า “ด” หรือ “ชั่ว” แต่จะเปน
ี
่
่
้
ํ
การใชเหตุผลทลึกซึ้งและกวางขวาง ยากแกการเขาใจย่ง ขึ้นเปนลาดับไป บุคคลทาด เพราะด้วย
ิ
้
้
็
ี
ํ
ํ
้
่
ี
่
จรรยาบรรณของเขาเห็นว่าสิงนั้น “ด” และ ละเวนการทาชัว เพราะเห็นว่าสิ่งนั้น “ชั่ว” ไม่ใช่เพราะ
ื่
ี่
้
้
ื
เพอใหไดดีกลับคืนมา หรอกลัวความชั่วทจะเกดขึ้นกับตัวเอง
ิ
ื
ื
ี
็
ิ
ี
เม่อขั้นท่ 6 น้เปนเหมอนจุดหมายปลายทางของการพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมของ โคห์
็
ู
ิ
ี
ลเบิรก เปนขั้นของจรรยาบรรณทีอยู่ภายในจิตวญญาณของแต่ละคน ครไม่ควรปรารถนาทจะสอน
์
่
่
ให้นักเรยนของฉันปฏบัติตามกฎหมายและกฎระเบยบแบบแผนทางสังคมซึงรวมถงของโรงเรยน
ึ
่
ี
ี
ี
ิ
ื
ี
้
ื
็
ู
้
ั
ี
อย่างไม่ลมหูลมตา หรอเพยงเพอใหเปนทยอมรบของคนอืนในสังคมเท่านั้น ครตองชักนานักเรยน
ื
่
ี
ื
่
ํ
่
ปฏบัติตามกฎระเบียบเหล่านั้นอย่างมวิจารณญาณ เพราะเขาเห็นว่าเปนความถูกตอง เปนธรรม
็
ิ
้
็
ี
ื
ั
่
้
้
บนพ้นฐานและจรรยาบรรณของเขาทไดรบการปลูกฝงและเติบโตมาอย่างด ยงกว่านั้น เขาตอง
ิ
ี
ี
ั
่
ี
กลายนหยัดและสามารถทาทายกฎหมายหรอกฎระเบยบใดๆ ทไม่อยูบนพ้นฐานของความถูกตอง
ื
่
ื
ื
ี่
้
้
้
และเปนธรรมอันเปนสากล นแหละ คอ ความกลาหาญทางจรยธรรม
็
็
ิ
้
่
ี
ื
150
้
ั
็
ิ
์
์
ิ
โคหลเบิรกใหความเหนว่า บ่อเกดของเหตุผลเชิงจรยธรรมมาจากการพัฒนาทางการรบร ้ ู
่
ี
้
ี
้
็
์
และการนามาคิดจนกลายเปนการรคิดหรอความฉลาด ในขณะทเด็กไดมโอกาสติดต่อสัมพันธกับ
ื
ู
ํ
ื
ี
่
้
้
้
ี
้
ี
้
้
้
่
่
ผูอน การไดเขากลุมทางสังคมประเภทต่างๆ จะช่วยใหผูทมความฉลาด ไดเรยนรบทบาทของ
ู
้
็
ิ
ตนเองและของผูอน อันจะช่วยใหเขาพัฒนาทางจรยธรรมในขั้นทสูงขึ้นไปไดอย่างรวดเรว การ
ื
้
ี
่
่
้
พัฒนาทางจรยธรรมนั้น มิใช่การรบความรจากการพราสอนของผูอน
ิ
ื่
้
ํ่
ั
้
ู
้
ี
่
การพัฒนาทางการใชเหตุผลเชิงจรยธรรมเปนไปตามขั้น จากขั้นท่หนึงผ่านแต่ละขั้นไป
็
ิ
้
ิ
้
้
้
้
่
ี
ี
่
จนถึงขั้นทหก บุคคลจะพัฒนาขามขั้นมิได เพราะการใชเหตุผลในขั้นทสูงขึ้นไป จะเกดขึ้นไดดวย
้
่
ั
่
ี
้
้
ํ
ี
การมความสามารถในการใชเหตุผลในขั้นทต่ากว่าอยูก่อนแลว และต่อมาบุคคลไดรบ
์
้
ประสบการณทางสังคมใหม่ๆ หรอสามารถเขาใจความหมายของประสบการณเก่าๆ ไดดีขึ้น จึง
้
์
ื
้
่
ี
ิ
้
เกดการเปลยนแปลงทางความคิดและเหตุผล ทาใหการใชเหตุผลในขั้นทสูงต่อไปมมากขึ้นเปน
ี
ี
็
่
ํ
้
้
ี
ลาดับ ส่วนเหตุผลในขั้นทตากว่า กจะถูกใชนอยลงทุกท และถูกละทิ้งไปในทสุด นอกจากน้ มนุษย ์
ี
ี่
ํ่
ี่
ํ
็
่
ื
้
ิ
ทุกคนอาจจะไม่พัฒนาทางจรยธรรมไปถึงขั้นสุดทายคอขั้นทหก แต่หยุดชะงักอยูในขั้นใดขั้นหนึ่งท ี่
ี่
็
ี
ึ
์
้
ี
่
ํ
่
้
่
์
ตากว่ากได โคหลเบิรกพบว่า ผูใหญส่วนมากจะมพัฒนาการถงขั้นท 3 หรือ 4 เท่านั้น
ในการเดินทางสายไตรตรอง เราไดศึกษาหลักการและวธการพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรม
ิ
่
ิ
้
ี
ั
ิ
จากรายงานการสงเคราะหงานวิจยเกยวกบคณธรรม จรยธรรมในประเทศไทยและ
ี
ั
ั
ุ
่
์
์
ิ
ตางประเทศ (2550) โดย ผศ.ดร. ดุจเดือน พนธมนาวิน ศูนยส่งเสรมและพัฒนาพลังแผ่นดิน
่
ั
ุ
็
ํ
์
ื
่
ิ
ํ
เชิงคุณธรรม สานักงานบรหารและพัฒนาองคความร (องค์กรมหาชน) เพอเปนแนวทางการนา
้
ู
ิ
ิ
ี
ทฤษฎสูการปฏบัติจรง ดังน้ ี
่
1. หลกการพฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรม
ั
ั
ิ
ี
หลักในการพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมทสาคัญมดังน้ ี
ํ
ี่
ิ
ิ
ประการท 1 เหตุผลเชิงจรยธรรมพฒนาตามอาย เหตุผลเชิงจรยธรรมจะพัฒนาไป
ุ
่
ิ
ี
ั
ตามความสามารถทางการรการคิด เด็กมความสามารถทางการรการคิดนอยกว่าผูใหญ เหตุผล
้
ู
ี
่
้
้
้
ู
ึ
ิ
ื
ู
ึ
เชิงจรยธรรมจึงยังไม่พัฒนามาก เด็กเล็กควรฝกในเชิงรปธรรมหรอพฤติกรรมใหมาก ส่วนการฝก
้
็
่
ี
้
่
ึ
จิตใจยังควรเปนรอง ดังนั้น โครงการทเนนการสอนเด็กเกยวกับจรยธรรมขั้นสูง โดยไม่ฝกพฤติกรรม
ิ
ี
้
ํ
็
้
ใหมาก จะประสบความสาเรจนอย
151
้
ิ
ประการท 2 การพฒนาไมกระโดดขามข้น การพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมจะตอง
ั
ี
ั
่
่
้
ิ
้
ี
ํ
่
่
ี
ี
ี
้
ค่อยๆ พัฒนาทละขั้น เช่น บุคคลมจรยธรรมอยูขั้นท 3 มการทาตามพวกพอง ครูจะตองพัฒนาให ้
ิ
เขามเหตุผลเชิงจรยธรรมในขั้นท 4 การทาตามกฎระเบยบสังคม ก่อนทจะพัฒนาขึ้นขั้นท 5 การทา
ี่
ํ
ํ
ี่
ี
ี่
ี
็
้
ตามคํามั่นสัญญา การพยายามใหพัฒนาจากขั้น 3 เปนขั้น 5 โดยขามขั้น 4 จะเปนการพัฒนาแบบ
้
็
่
ื
่
ชัวคราว หรือทเรียกว่า “พัฒนาแบบใส่ซิลิโคน” ดังนั้น ผลการพัฒนาจะไม่ยังยน
ี
่
ู
ประการที 3 การพฒนาควรพฒนาในชวงทีไมมนคง ผูฝกไม่ว่าจะเปนพ่อแม่ คร หรือ
็
้
ึ
ั
่
่
่
ั
ั
่
่
ิ
ื
่
ิ
่
่
ี
ิ
นักพัฒนา ควรพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมของบุคคลในช่วงทเขาเกดความไม่มันคง เช่น เมอเกด
ื
้
่
็
ื
็
ทางเลอก 2 แพรง และจาเปนตองเลอกทางใดทางหนึ่ง เด็กในช่วงอายุ 9 - 12 ปี เปนช่วงวิกฤติของ
ํ
ิ
การพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรม
ั
่
ิ
ี
ประการท 4 การพฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมควรทํา ควบคูไปกบการปรบ
ั
ั
่
ื
่
้
พฤติกรรมและการใหรางวล หลักในการฝกอบรมและใหรางวัลเพอพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรม
ิ
ึ
้
ั
ิ
ในขั้นต่างๆ ดังตารางพัฒนาการของเหตุผลเชิงจรยธรรม ดังน้ ี
ิ
ตารางที 3 ตารางพฒนาการของเหตุผลเชิงจรยธรรม
ั
่
ึ
ั
พฒนาการของ ชนดของรางวล การฝกอบรม
ั
ิ
เหตุผลเชิงจรยธรรม
ิ
ั
ื่
้
ี
ี
1. การหลบหลกการถูกลงโทษ สัมผัสทางกายทอ่อนโยน ใหเชอฟง
่
(อายุ 2-7 ขวบ)
้
ื่
่
ั
2. การแสวงหารางวัล วัตถุสิงของ ใหเชอฟง
(อายุ 7 – 10 ขวบ)
3. การทาตามความเหนชอบของ กล่าวชมเชย และใหรางวัลท ี่ ใหรูจักควบคุมตน
ํ
็
้
้
้
็
ผอน (อายุ 10 - 13 ปี) เปนสัญลักษณ ์
ื
ู้
่
ี
่
้
ํ
4. การทาตามหนาทและกฎ เรมใหรางวัลตนเอง ใหรูจักควบคุมตน
ิ่
้
้
้
ขอบังคับในสังคม (อายุ 13 - 16 ปี)
้
ํ
ํ
่
5. การทาตามคามันสัญญา ความภาคภูมิใจในตนเอง ใหรางวัลตนเองได ้
้
(อายุ 16 ปขึ้นไป)
ี
้
6. การยึดอุดมคติสากล ความภาคภูมิใจในตนเอง ใหรางวัลตนเองได ้
(อายุ 16 ปขึ้นไป)
ี
152
่
้
็
ี
ิ
ประการท 5 ผูฝกหรอพฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรม จะตองเปนผูทมจรยธรรมสูง
ี
่
ื
ั
ิ
ึ
ี
้
้
ิ
้
กวาผูถูกฝกอยางนอย 1 ข้น การเลอกบุคคลมาเปนผูฝก หรอผนาการอภปรายกลุมในการทา
่
ํ
ู้
ื
ํ
ึ
ื
็
่
้
ั
่
ึ
้
ิ
้
ึ
ิ
ี
ื
่
้
ิ
้
กจกรรมพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมจะตองเลอกบุคคลทมจรยธรรมสูงกว่าผูถูกฝกอย่างนอย 1 ขั้น
ี
่
้
ื
ิ
ิ
ี
่
่
้
ครูเพอนรวมทางสายไตรตรองตระหนักว่า การพัฒนาเชิงจรยธรรมใหกับนักเรยนตองเรมตนจาก
้
่
่
ตนเองกอน
้
่
็
ี
ื
ประการท 6 เรองทจะนามาใชในการพฒนาจรยธรรมตองเปนเรองของความ
่
ั
่
ี
ื
้
ํ
ิ
่
้
ั
ุ
ั
์
้
ื
่
่
ขดแยงระหวางคณธรรมหลายตัว หรอความขดแยงของประโยชนหลายฝาย (Moral
้
ี
่
ิ
ี
ี
Dilemma) การพัฒนาคุณธรรมทละตัวมิใช่วิธการพัฒนาจรยธรรมทถูกตองตามหลักวิชาการ
ี
่
่
ิ
ั
ประการที 7 สภาพประชาธปไตยเปนสภาพทจะชวยในการพฒนาจรยธรรมไดดี
้
็
่
ิ
ี
ทสด การอบรมเล้ยงดูการปกครองแบบรกสนับสนุน และ การอบรมเล้ยงดูการปกครองแบบใช้
ั
ี
ุ
ี่
ี
้
ี
ิ
ี
์
เหตุผลมากกว่าอารมณ จะช่วยพัฒนาจรยธรรมของนักเรยนไดดท่สุด
2. วิธการพฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรม
ิ
ั
ี
ิ
ี
็
วิธการพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมแบ่งเปน 6 ขั้น ดังน้ ี
้
่
ข้นที 1 ผูฝกตองวดระดับเหตุผลเชิงจรยธรรมของผูถูกฝกกอน เพือจะไดทราบว่าผู ้
ิ
่
ึ
ึ
่
ั
้
้
้
ั
ิ
ถูกฝกมเหตุผลเชิงจรยธรรมในระดับใด ขั้นใด ควรใชหลายวิธในการวัดเหตุผลเชิงจรยธรรมเพอ
่
ี
้
ื
ิ
ี
ึ
้
ประกอบการพิจารณา เช่น การตอบแบบอิสระ การตอบแบบวัดเหตุผลเชิงจรยธรรม เป็นตน โดย
ิ
ิ
้
ิ
ิ
ื
้
้
ปกติแล้ว ผูตอบมักใหเหตุผลเชิงจรยธรรมในลักษณะของ “แซนวช” คอ จะใชเหตุผลเชิงจรยธรรม
้
ิ
ี
่
ี
ี
่
่
ี
ํ
ในขั้นทตนเองอยูเปนจานวนความถสูงทสุด และอาจใชเหตุผลเชิงจรยธรรมทั้งในขั้นทสูงกว่าและ
็
่
่
ี่
ิ
้
้
ตากว่าตนเองดวย แต่ในปรมาณทนอยกว่า
่
ํ
ิ
ึ
่
้
ี
ื
้
ี่
ั
ึ
้
ข้นท 2 เมอทราบว่าผูถูกฝกมเหตุผลเชิงจรยธรรมในขั้นใดแลว ผูฝกตองเสนอปญหา
ั
้
ู
้
หรอสถานการณขดแยงทางจรยธรรม ผูฝกตองเสนอความร หรอเหตุการณใหม่ๆ ทมีความ
้
่
์
้
ี
ึ
ื
ื
้
ั
ิ
์
้
ื
ํ
้
ํ
้
่
็
้
ิ
ึ
ี่
ขัดแยงกันหรอทาใหผูถูกฝกเกดความไม่พอใจกับเหตุผลเดิมทเขามักใชอยูเปนประจา
ั
ี่
ี่
ข้นที 3 ใหคิดตัดสินใจ และแสดงเหตุผลเกยวกับปญหาหรอสถานการณทเสนอไป
ื
์
ั
่
้
ข้นท 4 สรางใหเกิดความขดแยงภายใน จากการพบประสบการณใหม่ๆ หรอเหตุผล
์
ื
ั
ี่
้
ั
้
้
ู
ี
่
้
ี
ี
ใหม่ๆ ซึ่งมรปแบบวิธพัฒนาหลายวิธ เช่น วิธการอภปรายกลุม วิธการใชบทเรยนดวยตนเอง วิธใช ้
ี
ี
ี
ิ
้
ี
ี่
ี่
ี
ื่
้
ตัวแบบ วิธสวมบทบาทเพอรบทราบเหตุผลขั้นทสูงกว่าทตนใช เป็นต้น
ั
่
ขั้นท่ 5 สร้างความเขาใจหรอความกระจางในเหตุผลใหมทสูงกวา บุคคลจะเรม
ิ
่
่
่
ื
้
ี
่
ี
ยอมรับ หรอเห็นดวยกับเหตุผลขั้นสูงกว่า เช่น จากการอภปรายกลุมในขั้นส ดวยการนาเสนอ
ํ
่
ิ
ี
่
้
้
ื
ี
ื่
่
ิ
้
ึ
้
ํ
ี่
เหตุผลขั้นทสูงกว่าเดิมอกหนึ่งขั้นของเพอนๆ ในกลุม ทาใหผูถูกฝกเกดความไม่สมดุลทางความคิด
153
ํ
ี
่
้
ี
ิ
ึ
้
้
ั
้
้
้
ทาใหเกดความเครยด ซึงส่งผลใหผูถูกฝกตองคนควา แสวงหาและยอมรบเหตุผลขั้นทสูงกว่า เพือ
่
่
ั
ี
ลดความตึงเครยดและกลับสูสมดุลอกคร้ง
่
ี
ึ
ื
้
ั
ข้นท 6 การสรปยนยนการตัดสนใจ และแสดงเหตุผลอกคร้ง ผูฝกเสนอปญหาหรอ
ื
ิ
ั
ั
ุ
ี
ั
ี่
้
ิ
์
้
์
้
์
เหตุการณขัดแยงทางจรยธรรมเหตุการณใหม่ หลายๆ เหตุการณ แลวดูว่าผูถูกฝกจะใหเหตุผลใน
้
ึ
ี
้
ี
็
ื
่
ขั้นทสูงกว่าหรอไม่ ถาเหตุผลส่วนใหญทใหเปนขั้นทสูงกว่าเดิม แสดงว่าผูถูกฝกมพัฒนาการทาง
่
่
ึ
ี่
้
ี
้
จรยธรรมทสูงขึ้น
ี่
ิ
ิ
ี
้
หลังจากเรยนรทฤษฎและแนวทางการปฏบัติ คณครูชลละดา ชิวรมย โรงเรียนมารีย ์
ี
ู
ุ
ั
์
ิ
ี
ี
ั
้
ี
ั
้
์
์
อนุสรณ บุรรมย ไดนาการพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมไปเตรยมนักเรยนใหพรอมรบมอกับวิกฤตเชิง
ํ
ื
้
ู
้
้
คุณธรรม (Moral Dilemma) ทอาจจะเกดขึ้นไดกับเด็กๆ ของคุณครในอนาคต คุณครไดแบ่งปน
ั
ี
่
ู
ิ
ื่
์
่
ื
ประสบการณในบันทึกเรอง “เลอกตอบแบบไหนก็ไดคะ”
้
เลือกตอบแบบไหนก็ไดคะ
์
ุ
์
ุ
ื
ั
ฉันเปนครสอนวิชาคณตศาสตร ชั้น ป. 6 โรงเรียนมารีย์อนสรณ บรีรมย์ ในเดอน
็
ิ
ู
ั
ี
ึ
่
ี
ิ
ื
พฤศจกายน พ.ศ. 2556 โรงเรยนได้เลอกฉันไปอบรมในคร้งน้ ซงฉันยังไม่เข้าใจเท่าไรนักในตอน
ิ
่
ุ
ื
แรก แต่เมอจบการอบรม ฉันเร่มสนกกับการเดนทางบนเสนทางสายไตร่ตรอง และตั้งใจว่าฉัน
้
ิ
ี
่
จะต้องเปลยนแปลงตัวเองคร้งใหญ่
ั
ี
็
ุ
ฉันจําได้ว่า วั้นนั้นเปนวันพฤหัสบด ฉันสอนคาบแรกห้อง ป. 6/3 ฉันพูดคยกับนักเรียน
ตามปกต ในตอนนั้นฉันมองหน้าเดกๆ นักเรยนของฉัน ฉันกวาดสายตาไปทั่วห้อง นักเรยนจ้องมอง
็
ิ
ี
ี
มาทฉัน ฉันน่ง นักเรยนก็น่ง แต่มอยังยุกยิกหยิบสมด หนังสอ ปากกา เตรยมพรอมว่าครจะสั่งเปด
ิ
ิ
ี
ู
ิ
้
ี
ื
่
ี
ุ
ื
หนังสอหน้าไหน
ื
ู
ุ
่
ื
ี
์
ฉันพูดว่า “นักเรยนคะ เก็บอปกรณทกอย่างลงใต้โต๊ะค่ะ วันน้ครมเรองราวจะมาเล่าให้
ี
ุ
ี
ั
นักเรยนฟงนะคะ ขอให้พวกเราทกคนตั้งใจฟง และคดตามด้วยนะคะ” เรองมอยู่ว่า
ี
ั
ิ
ุ
่
ี
ื
เดกชายตะวันเรยนอยู่โรงเรยนมชอเสยงแห่งหนง ครอบครวมฐานะปานกลาง ในห้องเรยน
ี
ี
ั
ึ
่
ี
่
ื
็
ี
ี
ี
ื
ของตะวัน เพือนๆ จะคยเกียวกับโทรศัพท์มอถอร่นใหม่ล่าสด ทกคนมหมด ยกเว้นตะวัน ตะวัน
ื
ุ
ี
่
ุ
ุ
ุ
่
ิ
่
ี
ี
อยากได้โทรศัพท์ร่นน้มาก แต่ด้วยตอนน้แม่เขาปวยหนักต้องใช้เงนจํานวนมากเปนค่าผ่าตัด ตะวัน
็
ุ
154
ุ
ู
ึ
่
ื
้
ุ
่
ู
้
ี
รสกว่าไม่มใครคยด้วยเลย และตัวเองก็จะคยกับเพือนไม่รเรองว่าเขาคยอะไรกัน ตะวันอยากอยู่ใน
ุ
กล่มของเพือน และเพือนบางคนก็หัวเราะเยาะตะวัน
่
ุ
่
ิ
ิ
่
ี
ื
ี
่
ในขณะทตะวันเดนซ้อของทห้างสรรพสนค้าแห่งหนง ตะวันได้ไปรานโทรศัพท์ซงได้เหน
้
ึ
่
็
ึ
่
่
ุ
ี
ุ
ู
ี
ร่นทตนเองอยากได้ ร่นน้เลยทเพือนๆ กําลังฮอตกัน ตะวันได้แต่มอง และจับดบ้าง ตอนจะกลับ
่
่
ี
ตะวันได้เหลอบไปเหนกระเปาสตางค์ พอเปดดเหนเงนเยอะมาก มากพอทจะซ้อโทรศัพท์ร่นใหม่
็
ุ
ู
็
่
ี
ิ
ื
๋
ิ
ื
ุ
๋
ี
ิ
ได้แล้ว ตะวันอยากได้โทรศัพท์มากเลยเก็บเงนไว้ในกระเปาตนเอง ในขณะเดยวกันได้ยินพ่อคย
ิ
โทรศัพท์เกียวกับอาการปวยของแม่และยังไม่มเงนพอสําหรบค่าผ่าตัด ตะวันรสกสับสน แต่ตะวัน
ี
ั
ึ
่
่
้
ู
อยากได้โทรศัพท์มากๆ
ี
็
ี
ี
ั
พอฟงจบแล้ว ฉันถามนักเรยนว่า “ถ้านักเรยนเปนตะวัน นักเรยนจะทําอย่างไร?” นักเรียน
ี
ี
่
ิ
ต่างยกมอและตอบคําตอบของตนเอง ฉันให้นักเรยนทตอบว่า เอาเงนไปประกาศหาเจ้าของ เอาเงน
ื
ิ
ื
ั
ิ
ิ
ไปซ้อโทรศัพท์ และเอาเงนไปรกษาแม่ ให้มารวมกล่มกันและแสดงความคดเหนร่วมกันว่า ทําไม
็
ุ
ึ
ึ
่
ื
ี
ตัวเองคิดอย่างนั้น ให้นักเรยนจดบันทกไว้ด้วย มนักเรยนคนหนงถามฉันว่า “หนูเลอกแบบนี้ได้
ี
ี
ุ
ื
ไหมคะ” ฉันตอบไปว่า “นักเรยนเลอกตอบแบบไหนก็ได้ค่ะ” จากนั้นนักเรยนก็พูดคยกันในกล่ม
ุ
ี
ี
็
ิ
ู
ุ
ึ
ิ
ของตนเอง แสดงความคดเหนร่วมกัน ฉันมองดแล้วถงจะเสยงดังไปนดแต่ก็ค้มนะกับการให้
ี
ี
ิ
นักเรยนกล้าแสดงความคดเหนมส่วนร่วมในกล่ม
็
ุ
ี
ฉันถามเหตผลของการเลอกของแต่ละคน นักเรยนทคดต่างกันก็จะเกิดข้อถกกันแย้งกันบ้าง
ื
ี
ิ
ี
่
ุ
่
ฉันเห็นพัฒนาการของนักเรยนทไม่กล้าแสดงออก ไม่แสดงความคดเหน ได้มการแสดงความ
ิ
ี
ี
็
ี
ิ
็
็
คดเหนมาก เพราะฉันได้บอกไปว่า "เปนการแสดงความคดเหนสําคัญทเหตผลค่ะ” ฉันยังได้เหนว่า
ี
่
็
็
ุ
ิ
ื
่
่
นักเรยนได้พูดคยแลกเปลยนกัน มการยอมรบความคดเหนทแตกต่าง ฉันให้เงอนไขเพิ่มเตมว่า “ถ้า
็
ี
ิ
ี
ั
ี
ุ
ี
ิ
่
ิ
ิ
ื
ั
่
เงนจํานวนนั้นสามารถรกษาแม่ให้หายได้จะเปลยนความคดหรอไม่?” ให้พิจารณาคําตอบของ
ี
ตนเองอกรอบหนง และนักเรยนตอบมาตามความคดของนักเรยนเอง ฉันถามว่า “ใครบ้างทเปลยน
ี
่
ึ
่
ี
ิ
ี
่
ี
ี
ั
ี
ิ
ุ
ี
ใจ เพราะเหตผลอะไร?” นักเรยนตอบมาว่า “เอาเงนมารกษาแม่ดกว่า ถ้าแม่หายแล้วก็ทํางานหาเงน
ิ
ี
ี
ิ
ี
มาใช้หน้ ีเอง” ฉันถามอกว่า แล้วคนทเอาเงนไปซ้อโทรศัพท์ละคะ นักเรยนตอบว่า “อยากได้
ื
่
โทรศัพท์มากๆ ค่ะ”
ิ
ุ
ี
ุ
็
จากนั้นฉันก็นําความคดเหนของนักเรยนมาสรปว่า คณธรรม 2 อย่างมอะไรบ้าง? และโยง
ี
ุ
ี
ี
ิ
มาว่าให้นักเรยนรจักเลอกในส่งทจําเปนต่อชวิตมากทสด บางอย่างเราต้องเลอกและต้องใช้เหตผล
ี
็
่
้
ู
ื
ี
่
ุ
ื
ี
่
ี
ี
็
ี
ู
หลายๆ อย่างมาช่วย ฉันพูดชมเชยนักเรยนว่า “ครดใจทเหนนักเรยนสนใจกิจกรรมน้และเห็นบาง
ี
155
ึ
ี
ึ
่
ื
ื
ี
คนกล้าแสดงออกมากข้น” จากนั้นมานักเรยนทไม่เคยยกมอตอบ ก็ยกมอตอบมากข้น กล้าซักถาม
ึ
มากข้น กล้าแสดงออกมากข้น
ึ
นเปนก้าวแรกทฉันลองใช้วิธการพัฒนาพวกเขาเชงจรยธรรมด้วย Moral Dilemma และฉัน
ิ
็
ิ
ี่
ี
ี่
ิ
่
ี
จะพยายามพัฒนาการสอนของฉันต่อไป ฉันหวังว่าฉันจะมเพือนร่วมเดนทางบนเสนทางไตร่ตรอง
้
ึ
ร่วมกับฉันมากข้นนะคะ
ุ
คณครชลละดา ชวรมย์
ู
ิ
ั
์
ุ
ุ
โรงเรยนมารย์อนสรณ บรรมย์
ี
ี
ั
ี
7 มถนายน 2014
ุ
ิ
คณครูอรณย จิวประสาท โรงเรยนยอแซฟอุปถัมภ มั่นใจและภูมิใจในตัวนักเรยนมาก
ี
์
ี
์
ุ
ี
ุ
ื
ึ
ขึ้น เม่อเขายืนยันว่า “ยงไง หนูก็ยอมเปนขโมยคะ” หลังจากนักเรยนคนนั้นไดพิจารณาถง
ี
้
่
็
ั
่
ี
้
ี
ิ
ิ
็
้
เหตุการณทเกดขึ้น ผลกระทบน้คงเกดขึ้นกับบุคคลรอบขาง ตัดสินใจทจะยอมเปนขโมยดวย
์
่
ี
ื
เหตุผลเชิงจรยธรรม และเลอกทจะลงมอทาแม้ว่าสิ่งนั้นอาจไม่ถูกตองในสายตาของคนอน นแหละ
ี่
่
ื่
ํ
ิ
้
ี
ื
ิ
เปนการหล่อหลอมความกลาหาญทางจรยธรรมใหแก่นักเรยน
ี
้
้
็
ยังไง หนูก็ยอมเปนขโมยคะ
ิ
็
ุ
ี
ู
ู
ุ
ุ
ฉันคอคณครอรณย์ จวประสาท (ครกุ้ง) เปนครภาษาอังกฤษของโรงเรยนยอแซฟอปถัมภ์
ี
ู
ื
ู
่
้
ี
แผนก English Programme ได้มโอกาสเข้าร่วมการเดนทางเพือเรยนรกระบวนการเรยนการสอนท ่ ี
ี
ี
ิ
่
ึ
ี
ุ
ี
ึ
เน้นการไตร่ตรอง ซงเรยกกันว่า “ร่นบุกเบิก” ของโรงเรยน หลังจากการเดนทางจนถงทหมาย ฉัน
ี
ิ
่
ี
์
่
็
ได้เก็บเกียวประสบการณต่างๆ มากมายระหว่างการเดนทาง และมความต้องการเปนอย่างมากทจะ
ี
่
ิ
ึ
แบ่งปนประสบการณน้ส่นักเรยนทรกของฉัน และเปนโอกาสทดของฉันก็มาถง
ี
ั
็
ี
่
ั
์
ี
่
ี
ี
ู
ในบทเรยนทฉันต้องสอนภาษาอังกฤษ เรอง คณสมบัต คณลักษณะของคนในอาชพต่างๆ
ุ
ิ
ื
ี
ี
่
่
ุ
ี
่
่
ึ
ิ
ี
ี
และชั่วโมงจรยธรรม ฉันจงได้นําเรองสมหมายขโมยยาทคณโปงใช้ในการเดนทาง มาให้นักเรยน
ุ
่
ื
ิ
่
็
ุ
่
ิ
ี
ิ
ทกคนอ่านและแสดงความคดเหนเกียวกับเรองน้ ฉันได้ดําเนนการทกอย่างตามแบบทฉันเคยได้รับ
ุ
ื
ี
่
ิ
็
ิ
ี
ุ
มาจากเข้าร่วมการเดนทาง เร่มต้นให้นักเรยนอ่านตามลําพัง แสดงความคิดเหนในห้อง เข้ากล่มย่อย
156
ิ
ี
ิ
ี
่
ุ
ุ
ื
ื
่
อภปรายในกล่มของตนเอง และให้นักเรยนสรปของตนเอง ช่างเหลอเชอ! ส่งทฉันจดจําได้ดจากวัน
ี
็
์
ี
ื
ิ
นั้น คือ มเดก 2 คน คดเหนไม่เหมอนกัน คอ น้องเพชร และ น้องไนซ น้องเพชรเปนเดกพุทธท ่ ี
็
็
็
ื
ครอบครวเข้าวัดสมําเสมอ และได้มโอกาสบวชเณรภาคฤดรอนเปนประจํา ส่วนน้องไนซ เปนเดก
้
่
็
์
็
ี
ั
ู
็
ี
ี
่
่
ี
ี
็
ุ
ิ
่
ิ
ิ
คาทอลกทเข้าวัดทกวันอาทตย์ ไม่เคยขาด.. นเปนคําพูดและความคดของนักเรยน ม.3 หรือน!
็
ี
ี
ุ
ู
ื
ครกุ้ง : “ถ้านักเรยนเปนสมหมาย นักเรยนจะขโมย หรอไม่ขโมย เพราะเหตใด?”
ี
่
็
ั
เพชร : “ผมไม่ขโมยครบ เพราะการขโมยเปนส่งทไม่ดครบ ต่อให้ภรรยาหายก็อาจจะเปน
ั
ิ
็
ี
ี
่
ั
ิ
ความผิดทตดในใจผมไปตลอดครบ”
ู
ี
ู
ิ
ั
ี
ไนซ์ : “สําหรบหน หนจะขโมยค่ะคร เพราะชวิตคนมค่ามากกว่าส่งใดๆ นะคะ”
ู
่
ี
ั
็
ครูกุ้ง : “แล้วน้องเพชรจะทนเปนคนทรกตายไปต่อหน้าต่อตาได้เหรอ?”
เพชร : “คนทกคนเกิดมาก็ต้องตายนะครบคร ชวิตทกชวิตมค่าก็จรง แต่เราจะทําผิดต่อคน
ู
ุ
ั
ิ
ี
ุ
ี
ี
ี
ื
อนได้ยังไงครบ เภสัชเค้าเสยเงนทองมามากมาย เค้าอาจจะไปกู้ยืมใครมาก็ได้นะ
ิ
่
ั
ื
้
ครบ ถ้าเราไปขโมย เค้าก็จะเดอดรอนนะครบ”
ั
ั
ครูกุ้ง : “น้องไนซคะ ถ้าหนไม่ใช่สมหมาย หนจะขโมยยาหรอเปล่าคะ ถ้าหนบังเอญไปอยู่
ิ
์
ู
ู
ู
ื
ในสถานการณแบบนั้น?”
์
ั
ู
ั
ู
ื
ไนซ์ : “ครคะ ยังไงหนก็ยอมเปนขโมยค่ะ เพราะพระเจ้าบอกว่าให้รกผู้อนเหมอนรก
ื
็
่
ู
ตัวเอง ถ้าหนต้องตดคกอก ไม่นานหนก็จะออกมาค่ะ”
ู
ี
ุ
ิ
ครูกุ้ง : “นักเรยนเข้ากล่มของตนเองและลองอภปรายกันอกคร้งนะคะ เดยวเรามาลองดอก
ุ
ู
ี
ั
ิ
ี
๋
ี
ี
ั
ิ
ุ
์
ุ
ี
ี
คร้งว่า ทกคนมความคดเหนอย่างไรกับเหตการณน้”
็
ุ
็
ี
ุ
ิ
ุ
ี
หลังจากบทสนทนาน้ ฉันได้ให้ทกคนลองคยกันในกล่มของตนเองอกคร้ ังว่าใครคดเหน
ิ
อย่างไร มหลายคนเปลยนความคดของตนเองเมอได้ฟงเพือนคนอน หลายคนมความมั่นใจใน
ี
่
่
ี
ี
่
ื
ื
่
ั
ิ
็
ความคดของตนเองมากข้น ฉันได้มโอกาสเล่าเหตการณทเปน Moral Dilemma ของฉันให้เดกๆ ฟง
ั
ี
็
ี
ุ
์
่
ึ
ิ
่
ี
ี
์
ฉันให้ทุกคนลองตัดสนใจ ถ้าทกคนต้องอยู่ในสถานการณแบบเดยวกับทฉันเคยเจอ และฉันให้
ุ
็
ี
เดกๆ คดถงจดวิกฤตในชวิตของตนเองทผ่าน นักเรยนของฉันสามารถให้เหตผลในการตัดสนใจ
ึ
ุ
ี
่
ิ
ุ
ิ
ี
่
ี
่
ี
ิ
ึ
ั
ของตนเอง ซงฉันประทับใจมากกับส่งทได้ฟง หลังจากนั้นฉันได้เร่ ิมจัดกิจกรรมการเรยน
ี
ภาษาอังกฤษของฉันต่อไป ในชั่วโมงนั้นนักเรยนได้เขยนถงคณลักษณะและคณสมบัตของอาชพ
ี
ิ
ุ
ึ
ี
ุ
ู
ี
ี
่
ี
ต่างๆ ได้อย่างมเหตผลท่ชัดเจน ฉันภาคภมในตนเองมากททําให้นักเรยนของตนเองสามารถคด
ี
ิ
ุ
ิ
อย่างไตร่ตรอง
ุ
ื่
็
ุ
ฉันเชอว่า ทุกคนจะต้องเจอกับเหตการณท่เปน Moral Dilemma ด้วยกันทกคน แล้วฉันท ี ่
์
ี
ิ
ี
ึ
ี
้
ู
เปนครจะทําอย่างไรเพื่อให้นักเรยนของฉันสามารถตัดสนใจทําอะไรเพือทจะได้ไม่รสกเสยใจกับ
่
ู
ี
่
็
157
ิ
ี
ี
ื
ุ
ิ
่
ส่งทได้เลอกแล้ว ฉันพยายามให้นักเรยนของฉันชั่งนํ้าหนักกับความคดของตัวเองก่อนทกคร้ ังว่า
่
ี
ี
ี
ุ
ื
ื
์
ุ
่
ข้อดหรอข้อเสย ประโยชนหรอโทษ มากกว่ากัน ในมมมองด้านต่างๆ ของบคคลทเกียวข้องจากการ
ุ
ี
ี
็
ี
แลกเปลยนความคดเหนกันระหว่างเพือนๆ ทําให้นักเรยนเกิดแนวความคดใหม่ๆ และมเหตผลใน
ิ
ิ
่
่
ึ
การเลอกตัดสนใจมากยิ่งข้น
ิ
ื
ิ
ี
ุ
ื
ิ
“เราสามารถทําให้นักเรยนของคณพัฒนาเหตผลเชงจรยธรรมแล้วหรอยัง?” “เราได้พัฒนา
ุ
ื
ิ
และส่งเสรมให้นักเรยนของคณใช้เหตผลเชงจรยธรรมตามวัยของเขาหรือยัง?” ... นคอส่งทฉันคด
ี่
ิ
ิ
ิ
ุ
ุ
ี่
ิ
ี
ิ
ึ
ึ
่
ี
ุ
ว่าเราทกคนควรคํานงถง ฉันอยากให้ผู้ร่วมเดนทางของฉันนํากิจกรรมต่างๆ ทได้จากการฝกไปใช้
ึ
ึ
่
็
ี
ึ
่
กับนักเรยนของตนเอง อาจจะเปนส่วนใดส่วนหนง ซงฉันมั่นใจว่าจะเกิดประโยชนกับนักเรยนของ
์
ี
ทกคนอย่างแน่นอน
ุ
ุ
ู
ิ
ี
ุ
คณครอรณย์ จวประสาท
ุ
โรงเรยนยอแซฟอปถัมภ์
ี
ี
12 มนาคม 2014
ุ
หมายเหต:
สมหมายขโมยยา
่
็
ึ
ิ
ิ
ี
ึ
ี
ิ
่
ึ
่
หญงคนหนงกําลังจะเสยชวิตด้วยมะเรงชนดพิเศษชนดหนง ซงไม่พบบ่อยนักในคนไข้
็
ึ
่
ึ
ี
ั
่
ี
่
แพทย์ผู้รกษาเธอมองไม่เหนทางอนทจะช่วยเธอได้นอกจากว่า หากจะใช้ยาชนดหนงทผลตข้นมา
ิ
่
ื
ิ
ี
ึ
ใหม่ ยาน้อาจช่วยรกษาชวิตของเธอได้ ผู้คดผลตยาใหม่ทเปนเภสัชกรคนหนงและได้จดทะเบยน
่
ี
ี
ิ
ิ
ี
ั
็
่
่
ี
ึ
ั
ี
สทธบัตรไว้จงได้รบความค้มครองตามกฎหมาย ยามส่วนประกอบหลักททําจากแร่เรเดยม ค่าใช้จ่าย
ิ
ิ
ี
ุ
ี
ในการผลตยาสงมากและเภสัชกรผู้คดค้นต้องการขายยาน้ ในราคา 10 เท่าของต้นทนในการผลต
ิ
ู
ุ
ิ
ิ
ุ
ุ
ั
ิ
ิ
ุ
เภสัชกรได้จ่ายเงน 20,000 บาท สําหรบต้นทนการผลตและต้องขายยาชดเล็ก 1 ชด ในราคา 200,000
็
ี
็
บาท สมหมายเปนสามของหญงคนนั้นได้พยายามรวบรวมเงนรวมทั้งกู้ยืมรวมเบ็ดเสรจได้มาเพียง
ิ
ิ
่
100,000 บาท เท่ากับครงหนงของราคายาเท่านั้น
่
ึ
ึ
สมหมายขอเภสัชกรว่า ภรรยาของเขากําลังจะตายและอ้อนวอนให้เภสัชกรขายยาให้เขาใน
ราคาถกกว่าทกําหนด หรอมฉะนั้นก็ขอให้ยาแก่เขาก่อนแล้ว เขาจะนําเงนมาจ่ายให้ครบถ้วน
ิ
ิ
ู
ี
่
ื
158
ี
ิ
ภายหลัง แต่เภสัชกรยืนยันว่า “ไม่ได้ ผมคดค้นตัวยาน้มาด้วยความยากลําบากและต้องการทํากําไร
จากมัน”
ิ
ึ
สมหมายโกรธ จงคดทจะบกรกเข้าไปในรานขอเภสัชกรและขโมยยามาให้แก่ภรรยาของ
ี
ุ
้
่
ุ
เขา
ี
็
ถาคุณเปนสมหมาย คุณจะขโมยยาน้หรอไม่? เพราะเหตุใด?
ื
้
็
์
ี
คณครูบวจนทร ชาชมวงศ โรงเรยนสันติวิทยา เชยงราย ประสบกับเหตุการณทเปน
ี
ี
่
ุ
์
ั
ุ
ั
์
ิ
ี
็
ี
วิกฤตเชิงคุณธรรมและมโอกาสเปลยนวิกฤตนั้นเปนการพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมของนักเรยน
่
ี
็
ิ
ั
้
่
จนเกดเปนเด็กผูกลบใจบนเสนทางสายไตรตรอง
้
เด็กผูกลับใจบนเสนทางสายไตรตรอง
ู
ุ
็
์
ฉันชอครบัวจันทร ชาชมวงศ์ ฉันเปนครสอนวิชาวิทยาศาสตร ในระดับชั้นประถมศกษาป ี
ู
ึ
์
่
ื
์
ี
ี
่
ึ
่
ี
์
ี
่
ึ
่
ื
ที 2 โรงเรยนสันตวิทยา จังหวัดเชยงราย ฉันรสกประทับใจกับเหตการณทเกิดข้นเมอสัปดาหทผ่าน
ิ
้
ู
ุ
มา เปนประสบการณทมมากสําหรบฉันและฉันต้องการทจะแบ่งปนประสบการณน้ให้กับเพือนๆ
์
่
ั
ี
ี
่
็
์
่
ี
ี
ั
ู
ครทรักทกท่าน
ุ
ี
่
์
่
ื
เรองราวความเปนมา คอ เมอสัปดาหทผ่านมา ครท่านหนงมาเล่าให้ฉันฟงว่า มนักเรยนชั้น
ั
ี
ู
่
่
ื
็
ื
ี
ึ
ี
่
ม.5 ทอยู่ในความดแลของคร ได้ฝากโทรศัพท์ราคาแพงไว้กับครประจําชั้น ครประจําชั้นเก็บ
ี
ู
่
ู
ู
ู
ิ
ู
ี
่
ิ
ื
่
รวบรวมแล้วให้นักเรยนหญงชอฟา (นามสมมต) นําไปเก็บทล้นชักโต๊ะครและให้เด็กหญงฟาเก็บ
้
ิ
ี
ุ
ิ
้
่
่
ั
ื
็
ี
ิ
กุญแจไว้ เผือตอนเย็นหลังเลกเรยนจะได้นํามาคนเพือนๆ ได้ง่าย แต่ในระหว่างวัน เดกชายฝน (นาม
่
ุ
่
ี
ิ
ิ
่
สมมตเช่นกัน) ได้ขอกุญแจไปเปดเอาโทรศัพท์เพือทจะโทรหาผู้ปกครอง ขาไปเขาไปกับเพือนๆ แต่
ี
็
็
ั
ิ
ขากลับเดกชายฝนนําโทรศัพท์ไปเก็บคนเดยว พอหลังเลกเรยนปรากฏว่าโทรศัพท์ของเดกชายพี
ี
ุ
ิ
ี
(นามสมมต อกนั่นแหละ) หายไป
จากนั้นมามการสอบสวนเปนระยะ เวลาหนงสัปดาหไม่มีใครยอมรบและไม่มีใครนํามาคน
ื
ึ
ั
่
็
ี
์
ี
ฝายปกครองเรยกผู้ปกครองเดกชายฝันมาพบ ผู้ปกครองยินดจะชดใช้ให้ ทั้งๆ ทไม่ทราบว่าใคร
่
ี
็
ี
่
159
่
ิ
ื
ั
ื
ิ
ั
ขโมย เมอฉันรบฟงเรองราวทั้งหมดทั้งมวลแล้ว ฉันคดว่ามันไม่ยุตธรรมเลย เราหาทางออกอนด ี
ื
่
่
ื
่
ู
ไหม ฉันจะช่วยเอง โดยให้ครเรยกนักเรยนทถอกุญแจทั้งสองคนมาพบฉัน
ี
ี
ี
ี
ื
่
เวลาเกือบบ่ายโมง เดกชายฝน เดกหญงฟา ผู้ทถอกุญแจได้มาพบฉันเปนการส่วนตัว ท่าทาง
ั
็
็
็
ิ
้
่
็
ี
ุ
็
ี
ื
ี
่
เดกทั้งสองคนกลัวฉันมาก ฉันแสดงท่าทเปนมตรทดยิ้มแย้มกับเขาทั้งสอง ชวนคยเรองสัพเพเหระ
่
ิ
เพือให้เขาไว้ใจก่อน แล้วฉันคดในใจว่า ฉันต้องใช้ See-Judge-Act รวมถงยกคณค่าพระวรสารมาใช้
ิ
ึ
ุ
่
ี
ในกรณน้แล้วหละ ฉันจงพูดกับเด็กสองคนน้ว่า
ึ
ี
ี
ู
ี
ู
ื
ฉัน : ครมเรองรบกวน อยากถามหนทั้งสองคนค่ะ
่
ั
ื
็
เดก : เรองโทรศัพท์ใช่ไหมครบ?
่
็
ื
ฉัน : ใช่ค่ะ เรองเปนมาอย่างไรคะ?
่
ิ
เดก : เพือนคดว่าหนทั้งสองคนขโมยค่ะ
็
ู
่
ู
ึ
ฉัน : แล้วหนรสกอย่างไรคะ?
้
ู
ู
็
ั
ี
เดก : หนเสยใจค่ะ/ ครบ
ฉัน : กุญแจอยู่กับเราสองคน ใครๆ ก็คดแบบนั้น
ิ
ู
ู
ฉัน : ครรว่าบางคร้ ัง เราอาจจะทําอะไรโดยไม่รตัว โดยทเราไม่ทันคด ไม่คดว่าจะเปน
ิ
ิ
็
ี
้
ู
่
้
ื
่
ี
เรองใหญ่ แต่เราก็ได้ทําไปแล้ว เราเสยใจไหมคะ?
ี
ั
็
เดก : เสยใจครบ/ เสยใจค่ะ
ี
ิ
้
่
ฉัน : ครก็ไม่รว่าใครเอาไป แต่ส่งทเราเอาไปมันไม่มค่าสําหรบเราเลย มันเหมอนก้อน
ี
ื
ั
ู
ี
ู
ิ
ึ
ี
ี
ื
ั
่
ิ
หนแค่หนงก้อน เปดใช้ก็ไม่ได้ เราเอามาคนเจ้าของดกว่า มันมค่าสําหรบเขา ยิ่งถ้า
ิ
ี
เราเอาท้ง เรายิ่งเปนบาปตดตัวเราไปตลอดชวิต พ่อแม่ของเราเกิดความสงสัยในตัว
ิ
็
ื
ู
เรา เกิดความไม่ไว้วางใจเราอก ครขอให้นํามาคนไว้ทโต๊ะครูหรือครูประจําชั้นก็
ี
่
ี
ี
ี
ี
ี
ุ
็
ี
ุ
ได้ แล้วทกอย่างก็จะจบลงอย่างด ถ้าวันน้เราทําด พร่งน้ก็จะเปนอดตทดสําหรบเรา
ี
่
ี
ั
ี
ื
เราแก้ไขอดตไม่ได้ แต่เราเลอกทจะทําความดได้นะคะ
ี
ี
่
็
ั
เดก : ครบ/ ค่ะ
ั
ี
ี
ู
ุ
ื
ู
ื
่
็
ฉัน : ครหวังว่าพร่งน้ ครจะได้รบข่าวดและได้เดกดกลับคนมานะคะ เรองน้ขอให้เปน
็
ี
ี
ความลับระหว่างเราสามคมค่ะ หนไปเรยนได้แล้วค่ะ
ี
ู
ู
ู
ุ
วันต่อมา ครประจําชั้นบอกว่า เจอโทรศัพท์แล้วทโต๊ะของคณคร และได้นําไปคนให้
่
ี
ื
ิ
้
้
่
ี
่
ู
ื
็
ู
้
เจ้าของเรยบรอยแล้ว จากเรองราวทั้งหมดทกล่าวมา ทําให้ฉันรว่า เดกรจักคด รจักกลับใจได้ การขู่
้
ู
ี
่
็
ี
็
อาจจะไม่ใช่วิธทเดกชอบ แต่การพูดคยช้ให้เหนถงความจําเปนของเหตและผลทตามมา ทําให้เดก
่
ึ
ุ
็
็
ุ
ี
ี
ี
ิ
ิ
ิ
ึ
ู
คดได้เองและเกิดความสํานกและเลอกปฏบัตในส่งทถกต้องและดงามได้
ี
ื
ิ
่
ี
160
ี
ั
ึ
ั
ู
การนําเอากระบวนการไตร่ตรองเข้ามาปรบใช้กับนักเรยน ทําให้ได้รบผลดข้นทั้งตัวครและ
ี
์
ู
ุ
ี
่
ี
นักเรยน เกิดความเชอใจไว้ใจกันมากข้น ฉันอยากเชญชวนให้ครทกท่านทได้อ่านประสบการณน้ ี
ิ
ื
ึ
่
ั
็
แล้ว นําไปปรบเปลยนกระบวนการเรยนการสอนของตนเอง เพือพัฒนาเดกทเปนอนาคตของชาต ิ
ี
่
ี
ี
่
็
่
ต่อไป
์
ุ
คณครบัวจันทร ชาชมวงศ์
ู
ุ
ี
โรงเรยนสันตวิทยา เชยงราย
ี
ิ
6 กันยายน 2014
ี
ั
ิ
์
ั
ิ
้
ิ
ู
ี
์
คุณครนลรตน รจนสถต โรงเรยนอัสสัมชัญคอนแวนต ปรบใชวธการพัฒนาเหตุผลเชิง
ุ
้
ิ
จรยธรรมดวยการสรางสภาพประชาธปไตย ใหนักเรยนแสดงความคิดเหน อภปราย และแสดง
ิ
ิ
้
ี
้
็
ี
ู
่
่
ี
ู
ี
้
้
ิ
้
เหตุผลครทาทายใหเกดความขัดแยงภายใน จนในทสุดครไดนักเรยนทครภูมิใจในการกลับใจของ
ู
้
พวกเขา
ภูมิใจที่กลับใจ
ึ
ุ
ฉันเปนคณครูโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ ระดับชั้นมัธยมศกษาปท 4 สายศลปฝร่งเศส
็
่
ี
ั
ิ
์
ี
ุ
่
ี
ั
จากการทฉันได้รบการอบรมการไตร่ตรอง ฉันได้ใช้แนวทางการพัฒนาเหตผลเชงจรยธรรมมาปรบ
ิ
ิ
ั
ใช้กับนักเรยนของฉัน
ี
ี
ี
ี
่
ิ
นักเรยนบางส่วนชอบทําพฤตกรรมทผิดกฎระเบยบของโรงเรยน ในช่วงหลังเลกเรยน ฉัน
ี
ี
ิ
ี
เข้ามาตรวจเวรทําความสะอาดในห้องเรยน และตรวจถังขยะเพือให้นักเรยนช่วยกันแยกขยะ ขวด
่
ี
ี
ี
ู
ี
และกระดาษให้ถกต้อง แต่ฉันไปพบเศษอาหารทอยู่ในถังขยะ นักเรยนของฉันทําผิดกฎระเบยบของ
่
ี
ี
่
ี
ี
ึ
โรงเรยนข้อทว่า ห้ามนําอาหารข้นมาทานบนห้องเรยน ฉันมานั่งทบทวนว่าจะใช้วิธการอย่างไรด ี
ื
่
ุ
ึ
ฉันจงนกถงการสอน เรอง การใช้เหตผลเชงจรยธรรมทคณโปงเคยอบรม
ึ
ึ
ี
ุ
่
่
ิ
ิ
ี
ี
ึ
หลังจากนั้นในชั่วโมงจรยธรรม ฉันได้ถามนักเรยนว่า “ทําไมโรงเรยนจงออกกฎไม่ให้
ิ
ึ
ี
ึ
นักเรยนนําอาหารข้นมาทานบนตกเรยน” นักเรยนตอบคําถามด้วยเหตผลทหลายหลายว่า
ี
่
ี
ุ
ี
161
ู
็
“อาหารเปนบ่อเกิดทําให้หนและแมลงสาบเข้ามาอยู่ในห้อง”
็
ี
ี
“เพราะมันเปนกฎระเบยบของโรงเรยน”
ี
ี
“เพราะทําให้ห้องเรยนไม่น่าเรยน เพราะมกล่นอาหาร”
ิ
ี
ี
ิ
ี
ิ
ี
ี
ฉันถามนักเรยนต่อว่าไปว่า “นักเรยนควรปฏบัตตามกฎระเบยบของโรงเรยนไหม เพราะ
เหตุใด?” นักเรยนตอบว่า
ี
“ควร เพราะเปนส่งทถกต้อง”
ี
ิ
่
็
ู
ี
ี
“ควร เพราะมันเปนกฎระเบยบของโรงเรยน”
็
ิ
ู
ิ
“ไม่ควร เพราะหนมสทธ์”
ี
ี
็
ุ
ุ
ี
ึ
จากนั้น ฉันแบ่งกล่มนักเรยนออกเปน 2 กล่ม กล่มทหนงบอกข้อดการนําอาหารข้นมา
ุ
่
ึ
่
ี
่
ี
ทานบนห้องเรยน กล่มทสองให้บอกข้อเสยของการนําอาหารข้นมาทานบนห้องเรยน จากนั้น ฉันจง
ึ
ึ
ี
ี
ี
ุ
ุ
็
ี
ึ
ี
ึ
สรปให้นักเรยนเหนข้อดและข้อเสยของการนําอาหารข้นมาทานบนตกโดยไม่ได้ตัดสนว่า ส่งใด
ี
ิ
ิ
ิ
ิ
็
็
ู
เปนส่งผิดหรอส่งใดเปนส่งถก
ื
ิ
หลังจากเบรกชั่วโมงจรยธรรม ฉันแปลกใจมากทมนักเรยน 4 คนมาพบฉันและพูดกับฉัน
ี
ิ
่
ี
ี
ว่า “หนูขอโทษค่ะ ทเมอวานหนนําอาหารข้นมาทานบนห้องเรยน พวกหนเสยใจจรงๆค่ะ” ฉัน
ื
ิ
ู
ี
ี
ึ
่
ู
ี
่
ี
่
ี
็
ี
ี
สังเกตเหนว่า นักเรยนมสหน้าที่แจ่มใสขึ้น หลังจากทเขาได้สารภาพผิดด้วยตัวของเขาเองและทําใน
ื
ี
ิ
่
ี
ู
ิ
ส่งทถกต้องทเขามาบอกฉัน ฉันตอบพวกเขาสั้นๆ โดยไม่มการตัดสนหรอตําหนใดๆ ว่า “ครภูมิใจ
ิ
ู
ี
่
ิ
ู
ในตัวพวกหนมากทหนกล้าทําแบบน้ พวกหนก็ควรภมใจในตัวเองด้วย”
ี
ู
ู
ู
่
ี
่
ฉันรสกภมใจทนักเรยนของฉันได้ซมซับเหตผลทางจรยธรรมทฉันนํามาใช้ในการชี้แนะ
ิ
ี
ึ
ี
ิ
่
ึ
ุ
ู
ู
ี
้
้
ิ
ิ
ิ
ี
ี
เขา วิธการสอนการให้เหตผลเชงจรยธรรมมันได้ผลดมาก ถ้าฉันไม่ได้เดนทางบนเสนทางสาย
ุ
ี
ี
ไตร่ตรอง ฉันคงจะเรยกนักเรยนออกมาต่อว่า หน้าชั้นเรยนซงอะไรทําให้นักเรยนของฉันไม่
ี
ี
ึ
่
ุ
ิ
ิ
ิ
สามารถพัฒนาเหตผลเชงจรยธรรมแต่อย่างใด การเดนทางของฉันเร่มต้นแล้วและฉันจะยืนหยัด
ิ
มั่นคงตลอดไป
คณครูนลรตน รุจนสถต
ิ
ั
์
ิ
ุ
โรงเรยนอัสสัมชัญคอนแวนต์
ี
ี
12 มนาคม 2016
162
่
้
ู
ี
ื
ี
็
ในทสุด เรากมาถึงจุดหมายปลายทางของการเดินทางเพอรจักกระบวนการเรยนการสอน
่
ี
ี
ิ
้
่
่
่
ี
้
ู
ี
่
ื
ทเนนการไตรตรอง ครนักเดินทางสายไตรตรองจํานวนมากน้ไดเปลยนแปลงชวตของเขาและเลอก
ื่
้
้
ี
ั
ิ
ี่
่
ู
ี
ื
่
้
่
ทจะยนหยัดเสนทางชวตครใหอยูบนเสนทางสายไตรตรองเพอพัฒนานักเรยนทรกของเขาให้ม ี
ี
ํ
เหตุผลเชิงจรยธรรมขั้นสูงและมความกลาหาญทจะตัดสินใจทาในสิงทถูกตองดงาม อันจะทาให้
่
่
ี
้
ี
่
ิ
ี
ี
้
ํ
ี
ู
้
ี
ี
ิ
ี
พวกเขามชวตทมคุณค่าและมความหมาย การหล่อหลอมใหนักเรยนรจักคิด รจักไตรตรอง และ
ู
้
่
ี
ี
้
่
้
็
่
ี
้
ํ
ิ
ื
้
รูจักตัดสินใจลงมอทาบนพ้นฐานของคุณธรรมทถูกตองอย่างกลาหาญจนเปนปกตินิสัย จะเกดขึ้น
ื
่
ั
ี
้
เมอเขาผ่านกระบวนการสอนแบบไตรตรองน้คร้งแลวคร้งเล่า จนเขาซึมซับกระบวนการน้ให้เป็น
ั
ี
่
ื
ี
ี
ส่วนหนึงของชวิตเขา ชวิตของนักเรยนจะเปนการเดินทางจากจุดน้ “เขาเปน” ไปสูจุดท “เขาอาจ
่
็
ี่
่
ี
็
ี
้
ื่
เป็นได” ใหเต็มตามศักยภาพทพระเจาประทานให เพอสรางสังคมทดีกว่าและงดงามกว่าทเปนอยู ่
้
ี่
้
้
็
่
้
ี่
ี
ื่
ํ
ขอพระเจาโปรดสถตอยูกับคุณครนักเดินทางสายไตรตรอง และโปรดส่องแสงสว่างเพอนา
้
ู
ิ
่
่
ี
ทางพวกเขาดวยทางเลอกใหม่ของการจัดการเรยนรน้ จนตลอดการเดินทางในชวิตโรงเรยนดวย
ื
้
้
้
ู
ี
ี
ี
ทิศทางใหม่ทเขาไดเรมตน และโปรดประทานพละกาลังใหพวกเขายนหยัดมันคงในทิศทางใหม่
่
ี
่
ื
้
ํ
้
้
่
ิ
้
ตลอดไป ภายใตพระหรรษทานของพระองค ์
163
บรรณานุกรม
“คูคิดของมิตรวายฯ 1”, กรงเทพฯ, 1987
ุ
่
ี่
ื่
คาแถลงของสภาสังคายนาวาติกัน คร้งทสอง เรอง “การอบรมตามหลักพระครสตธรรม”,
ั
ิ
28 ตุลาคม 1965
ิ
ั
ี
“แนวทางการปฏบัติสาหรบกระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรอง” แปลจาก
ี่
่
้
“Ignatian Pedagogy: A Practical Approach”, สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย,
ุ
กรงเทพฯ, 2013
ิ
ี่
ผศ.ดร. ดุจเดือน พันธุมนาวิน, “รายงานการสังเคราะหงานวิจัยเกยวกับคุณธรรม จรยธรรม
์
ในประเทศไทยและต่างประเทศ”, ศูนยส่งเสรมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม สานักงาน
์
ิ
ุ
ู
้
ิ
บรหารและพัฒนาองค์ความร (องค์กรมหาชน), กรงเทพฯ, 2007
็
้
์
้
มิลินทร, “เด็กนอยโตเขาหาแสง: ประสบการณคบเด็ก (เปน) สรางบาน (ได) ของป้ามล
้
์
้
้
ิ
ี
์
ุ
(ทิชา ณ นคร)”, กรงเทพฯ, สานักพิมพสวนเงนมมา, 2012
ิ
้
ื่
วรพจน วงศ์กจรงเรอง และ อธป จิตตฤกษ ผูแปล, “ทักษะแห่งอนาคตใหม่: การศึกษาเพอ
์
ุ่
์
ื
ิ
ศตวรรษท 21”, กรงเทพฯ, สานักพิมพโอเพ่นเวิลด์ส, 2011
ี่
์
ุ
้
้
์
้
้
สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย, “กาวไปขางหนาดวยอัตลักษณการศึกษา
ุ
ี
คาทอลิก ป ค.ศ. 2012 - 2015”, กรงเทพฯ, 2012
ี
ื่
สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย, “ไตรตรอง การเดินทางของฉันเพอเรยนร ้ ู
่
ี
ี่
้
กระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรอง”, กรงเทพมหานคร, 2014
่
ุ
ี
ิ
้
ิ
สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.), “ครกับการเสรมสรางจรยธรรมแก่นักเรยน”,
ู
ุ
ิ
กรงเทพมหานคร, บรษัท โรงพิมพ์เดือนตุลา จากัด, 2015
ี
ี
สมณกระทรวงการศึกษาคาทอลิก, “โรงเรยนคาทอลิก”, 19 มนาคม 1977
164
้
สมณกระทรวงการศึกษาคาทอลิก, “มิติดานศาสนาของการศึกษาในโรงเรยนคาทอลิก”,
ี
7 เมษายน 1988
้
่
ี่
ี
สมณกระทรวงการศึกษาคาทอลิก, “โรงเรยนคาทอลิกขณะกาลังเขาสูสหัสวรรษทสาม”,
28 ธันวาคม 1997
สมณกระทรวงการศึกษาคาทอลิก, "นักบวชและพันธกจในโรงเรยน - ขอคิดและแนวทาง",
ิ
ี
้
28 ตุลาคม 2002
ื
สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้นฐาน,
่
ี
“แนวทางการพัฒนาทักษะชวิต บูรณาการการเรยนการสอน 8 กลุมสาระการเรยนร หลักสูตร
ี
ู
้
ี
ิ
ุ
แกนกลางการศึกษาขั้นพ้นฐาน”, กรงเทพฯ, กระทรวงศึกษาธการ, 2008
ื
้
้
ี
ี
้
ู
เอสควิท, เรฟ, “ครนอกกรอบกับหองเรยนนอกแบบ สรรพวิธและสารพัดลูกบาในหอง 56”,
ี่
ุ
ิ
กรงเทพมหานคร, สานักพิมพมหาวิทยาลัยธุรกจบัณฑิตย, พิมพ์คร้งท 3, 2014
์
ั
์
Johnny C. Go SJ, “The Ignatian Pedagogical Paradigm (IPP): Towards Reflective
and Transformative Learning”, Keynote Address, 2013 Annual Seminar, Catholic
Education Council of Thailand, 19 August 2013
Mike Deeb OP, “Discovering God through Action and Reflection: A Spirituality of
IYCS”, Paris, 2007
Wiggins, G. and Mc Tighe, J., “Understanding by Design: A Brief Introduction”
Center for Technology & School Change at Teachers College, Columbia University
165
ส่วนที่ 2
ตัวอย่างแผนการสอนแบบไตร่ตรอง
166
บทน า
กว่าจะมาเป็นแผนการสอนตัวอย่าง
บทนำสำหรบส่วนท 2 ตัวอยางแผนการสอนแบบไตรตรอง บทน้มเน้อหำแบ่งออกเปนสอง
ื
ั
่
ี
็
ี
ี่
่
่
ี
่
็
ส่วนใหญคือ ควำมเปนมำทั้งตัวผมและตัวแผน และวิธกำรนำแผนกำรสอนแบบไตรตรองไปใช เปน
้
็
กำรเกรนนำก่อนทเพอนรวมทำงจะไดพบกับตัวอย่ำงแผนกำรสอนแบบไตรตรองจำนวน 131 แผน
ิ่
้
่
่
ี่
ื่
ทรวบรวมจำกกำรสัมมนำตลอดระยะเวลำ 3 ปทผ่ำนมำ หำกนับจำนวนหนำทั้งหมด เน้อหำในบท
ี
้
ี่
ื
ี่
้
ี่
ื
่
ื่
ี
้
น้ออกจะยดยำว แต่ผมคิดว่ำประโยชนทเพอนรวมทำงจะไดจำกกำรศึกษำทำควำมเขำใจกับบทน้ ี
์
คุมค่ำกับเวลำทเสยไป ดวยเหตุผลสองประกำร คอ ประกำรแรก หำกกำรสัมมนำเป้ำหมำยและ
ี่
้
ี
้
ื
ี่
้
่
ื
ี
กระบวนกำรเรยนกำรสอนทเนนกำรไตรตรองเปรยบเหมอนกับกำรเดินทำงไกลแลว แผนกำรสอน
ี
้
่
ตัวอย่ำงน้ก็เปนเหมอนกับแผนททเพอนรวมทำงแต่ละคนไดวำงแผนสำหรบแต่ละทรปย่อยๆ ของ
ี่
ี่
ั
้
ิ
ื่
ี
ื
็
ี่
้
ี่
ตนเอง เปนกำรนำควำมคิดเกยวกับกระบวนกำรไตรตรองไปลงมอปฏบัติทเห็นเปนภำพไดชัดเจน
ื
็
็
ิ
่
้
่
ี่
่
้
ี
้
ื่
กำรศึกษำทำควำมเขำใจแผนทเหล่ำน้จึงช่วยใหเพอนรวมทำงเขำใจถึงกระบวนกำรไตรตรองอย่ำง
์
็
ี
เปนรปธรรมมำกยิ่งขึ้น ประกำรทสอง แผนกำรสอนตัวอย่ำงน้เปนประจักษพยำนชั้นเลิศว่ำ ครกว่ำ
ู
ู
็
ี่
ี่
ี
้
ั
้
็
ื
1,500 ท่ำนใชเวลำเพยง 4 วัน 3 คนกสำมำรถทจะปรบแผนกำรสอนของตนใหเปนแผนกำรสอนท ี่
็
ี่
ี
ี
่
้
้
เนนกำรไตรตรองได ยิ่งกว่ำนั้น ยังมคุณครอกมำกกว่ำ 100 ท่ำนทเขยนแผนกำรสอนไดอย่ำงด ี
้
ู
ี
็
่
ื่
้
ี่
เยยมเหมำะสมทจะนำมำเปนตัวอย่ำงใหแก่เพอนรวมเดินทำงทั้งหลำยไดศึกษำเพอต่อยอดและ
้
ี่
ื่
ี่
ั
ิ
้
้
ปรบเปลยนใหเขำกับบรบทของตนเองต่อไป...พรอมส ำหรบกำรเดินทำงรยังครบ?
ั
ั
้
ึ
ฉันเป็นใคร?
ื
ี
ื่
ื่
“ผมชอ พงษนรนทร รัตนรังสกุล ชอเล่นว่ำใหญ ครบ” ผมมักจะแนะนำตัวเองอย่ำงน้เกอบ
ิ
์
ิ
์
่
ั
ี่
ทุกคร้งทไปช่วยงำนสัมมนำของสภำกำรศึกษำคำทอลิกฯ ตลอดระยะเวลำกว่ำ 5 ปทผ่ำนมำน้ ี
ี่
ี
ั
ื
้
จำกนั้นผมจะตองออกตัวทุกคร้งว่ำ “ผมไม่ไดเรยนมำทำงดำนกำรศึกษำ ไม่ไดทำงำนเปนครหรอ
็
้
ู
ั
ี
้
้
์
์
ุ
ี
ี
ุ
ี่
อำจำรย เพรำะฉะนั้น กรณำอย่ำเรยกผมว่ำ อำจำรย และทสำคัญกรณำอย่ำเรยกผมว่ำ อาจารย ์
ใหญ นะครบ”
ั
่
ิ่
็
ผมเรมสนใจและออกจะเปนกังวลกับระบบกำรศึกษำของไทย ในฐำนะของหัวหนำงำน
้
และผูมหนำทสัมภำษณรบพนักงำนใหม่ทรสึกผิดหวังกับคุณภำพทลดนอยถอยลงของผลผลิตของ
้
ั
์
ี่
ี
้
ู
ี่
้
้
ี่
167
่
ี่
ี่
กำรศึกษำไทยทออกสูตลำดแรงงำน ผมสนใจเกยวกับกำรศึกษำคำทอลิกเปนพิเศษในฐำนะของ
็
่
ี
ี่
พ่อท (ขณะนั้น) ลูกชำยสองคนกำลังเรยนอยูในโรงเรยนคำทอลิก ผมมักจะพูดคุย และ “บน” อยู ่
่
ี
ั
ี่
ั
บ่อยๆ ถึงสภำพปญหำของระบบกำรศึกษำไทยทมองไม่เห็นทำงออกสำหรบคนนอกอย่ำงผม
้
ี
ั
็
้
์
โดยเฉพำะกับโปง อนุพันธ กจนจชวะ แลววันหนึ่ง ผมกไดรบขอเสนอจำกโปง และไดรบโอกำสจำก
่
ิ
ิ
้
้
่
ั
ี่
่
อาจารยสุมตรา พงศธร ทผมจะไดทำมำกกว่ำกำร “บน” ซึ่งช่วยไดเพยงแค่ทำใหสบำยใจขึ้น
ิ
้
้
้
์
ี
ี
้
ี
้
้
เล็กนอย แต่ในตอนน้ ผมขอขดเสนพักไวก่อน
ิ่
้
ี่
้
ก่อนทผมจะเรมตนเล่ำเรองรำวเบื้องหลังกำรรวบรวมตัวอย่ำงแผนกำรสอนทเนนกำร
ื่
ี่
ิ่
ื่
้
่
็
้
้
ี
้
่
่
ื
ี่
ไตรตรอง หรอทโปงตั้งชอใหว่ำ แผนเดด น้ โปงกับผมตกลงกันไวว่ำ เรำจะเรมตนดวยกำรแนะนำ
ื
ู
้
็
ี
้
้
ิ
ี่
ตัวเองใหทุกท่ำนไดรจักว่ำ เรำเปนใคร มพ้นเพมำอย่ำงไร ผมจะทำเช่นนั้น ก่อนทจะอธบำยต่อไป
ี
ี่
ี
ี่
ถึงทมำและวิธกำรคัดสรรรวบรวมแผนเด็ดทจะนำเสนอต่อไปน้
้
ี
ิ
็
ผมไม่ไดรำเรยนมำทำงดำนกำรศึกษำ ผมสำเรจกำรศึกษำปรญญำตรดำนเศรษฐศำสตร ์
้
ี
่
้
ี
้
จำกมหำวิทยำลัยธรรมศำสตร ในป 1984 หลังจำกนั้น ผมไดรบทุนกำรศึกษำจำกธนำคำรแห่ง
์
ั
้
ประเทศไทยใหศึกษำต่อในระดับปรญญำโท หลักสูตรภำษำอังกฤษทคณะเศรษฐศำสตร ์
ี่
ิ
ี
ี่
มหำวิทยำลัยธรรมศำสตร และเรยนจบหลักสูตรในป 1989 ดวยวิทยำนิพนธเกยวกับกำรคำ
์
์
้
้
ี
ี
์
้
ี
ระหว่ำงประเทศ พรอมกับรำงวัลวิทยำนิพนธดเด่นสำขำเศรษฐศำสตรในปนั้น จำก
์
มหำวิทยำลัยธรรมศำสตรและสมำคมสังคมศำสตรแห่งประเทศไทย
์
์
ี
้
หลังจำกจบกำรศึกษำ ผมใชเวลำ 10 ปแรกของชวิตกำรทำงำนไปกับอำชพนักวิเครำะห ์
ี
ี
ื่
กำรลงทุนในสำนักงำนสำขำประเทศไทยของธนำคำรเพอกำรลงทุนสัญชำติอังกฤษหลำยแห่ง และ
ิ
ี
ี
ี
ี่
ึ
ี
ใชชวิตทำงำนอก 10 ปถัดมำ เปนทปรกษำดำนกฎหมำยภำษอำกรใหกับบรษัทตรวจสอบบัญชชั้น
้
็
้
ี
้
ิ
ิ
ี่
ี
ั่
ี
นำระดับโลกสองแห่งจนกระทั่งในป 2010 ปทบรษัทฝรงทั้งหลำยเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกจ
ี
้
ื่
้
ิ
์
ั
็
ั
ั
์
้
แฮมเบอรเกอรในสหรฐอเมรกำ ผมเปนผูหนึ่งทไดรบเกยรติใหเสยสละเพอเพอนๆ รบเงนไดจ่ำยคร้ง
ั
ื่
ี
ิ
้
ี่
เดยวเพรำะเหตุออกจำกงำน ซึ่งทำใหผมมเวลำว่ำงเปนอันมำก ผมตั้งคำถำมกับตัวเองว่ำอยำกจะ
ี
ี
็
้
ทำอะไร? และถำมพระเจำอยูบ่อยคร้งว่ำ “อยำกใหลูกทำอะไร?”
้
่
้
ั
้
คำตอบของผมเรยบง่ำย ทำสิ่งตองทำ ผมหำเล้ยงชพดวยกำรทำงำนรำนอำหำรกับทบำน
้
ี่
้
ี
ี
ี
้
ึ
่
ี่
้
้
ี
้
บำงช่วงกไดทำงำนดำนทปรกษำภำษอำกรใหกับสำนักงำนของโปง และใชเวลำว่ำงไปกับงำนแปล
้
็
ี่
ี่
ี
่
์
์
ื
หนังสอภำษำอังกฤษ โดยหวังทจะส่งไปใหสำนักพิมพพิจำรณำตพิมพ ในช่วงเวลำน้เองทโปง
ี
้
ี่
ขอใหผมช่วยแปลสมณสำสนเกยวกับอัตลักษณกำรศึกษำคำทอลิกขึ้นใหม่ เพอใชประกอบกำร
์
้
ื่
้
์
168
ี
ี
ื่
่
สัมมนำในหัวขอเดยวกัน เมองำนแปลเสรจสิ้น โปงมคำถำมใหม่ ผมสนใจจะออกเดินสำยไปทั่ว
็
้
์
ี
ื่
้
้
ประเทศเพอจัดสัมมนำอัตลักษณกำรศึกษำคำทอลิกใหกับโรงเรยนต่ำงๆ ใชเวลำประมำณ 1 ป ี
และงำนน้เปนงำนอำสำสมัคร แปลว่ำ “งำนน้ไม่มค่ำตัว” ถำเปนสมัยทยังทำงำนกับบรษัทฝรง แม ้
้
ี
ั่
ิ
ี
ี่
ี
็
็
ี่
ใจอยำกจะทำ แต่เงอนไขดำนเวลำทตองทำงำน วันละแปดชั่วโมงหรอมำกกว่ำ สัปดำหละหำวัน
้
์
ื
ื่
้
้
คงทำใหผมตองตอบปฏเสธ แต่ตอนน้ พระเจำไดขจัดเงอนไขเหล่ำนั้นออกไปก่อนแลว ควำมคิด
้
้
ี
้
้
ิ
้
ื่
่
แรกทผุดขึ้นมำคอ “ผมมเวลำว่ำงมำกมำย เอำยังไงกเอำกัน” แลวผมกออกเดินสำยกับโปงไปทุกท ี่
ี่
็
้
ี
ื
็
ี
้
้
็
ทตองกำรใหเรำไป เปนเวลำ 5 ปกว่ำไดแลว
้
ี่
้
แผนการสอนตัวอย่าง – อะไร? อย่างไร? ท าไม?
ึ้
่
ิ่
ี่
ี
ิ
่
ี่
ก่อนทผมจะตอบคำถำมว่ำ “แผนการสอนตัวอยางเกดขนได้อยางไร?” ผมขอเรมตนทอก
้
สองคำถำมคอ “กระบวนการเรยนการสอนท่เน้นการไตรตรองคออะไร?” และ “แผนการสอน
ื
ี
ี
ื
่
ี่
้
ี
ี่
่
ื
่
ตัวอยางคออะไร?” สำหรบคำถำมแรกเกยวกับกระบวนกำรเรยนกำรสอนทเนนกำรไตรตรองนั้น
ั
โปงไดกล่ำวถึงกระบวนกำรน้ไวในส่วนท 1 แลวว่ำ “เปนวัฏจักรท่ม 6 ขั้นตอน” เรมตั้งแต่กำรสรำง
้
้
ี
็
ี่
่
้
ิ่
ี
้
ี
้
่
้
ี
บรรยำกำศ กำรใหภำพรวม มำถึงกำรนำเสนอบทเรยน กำรไตรตรองก่อนจบคำบเรยน และสุดทำย
ี
ิ
กำรประเมินและวัดผล ขำดไป 1 ขั้นตอน คอ กำรลงมอปฏบัติในชวิต ซึ่งเรำคงตองใหแต่ละคน
ื
้
้
ี
ื
รบผิดชอบกันเอง
ั
ู
สำหรบคำถำมทสอง แผนกำรสอนตัวอย่ำง คอ แผนกำรสอนทครผูรวมสัมมนำฯ ได ้
้
่
ี่
ั
ื
ี่
้
ปรบเปลยนแผนกำรสอนของตนเปนแผนกำรสอนของกระบวนกำรเรยนกำรสอนทเนนกำร
ี
ี่
ี่
ั
็
้
ไตรตรอง ตำมแนวทำงกำรเขยนแผนดังกล่ำวทโปงพัฒนำขึ้นดวยเทคนิคกำรออกแบบยอนกลับ
่
่
้
ี
ี่
ื่
ี
็
ี
(Backward Design) โดยโปงเขยนแนวทำงน้เปนขั้นๆ แต่ละขั้นจะมคำถำมนำเพอเปนแนวทำงใน
่
็
ี
ุ
กำรวำงแผนเบื้องตน ถำจะใหอธบำยเกยวกับเทคนิคกำรออกแบบยอนกลับ ผมขอใชบทสรปของ
ิ
้
้
ี่
้
้
้
ั
์
็
ิ
้
์
ตนต ำรบ คือ แกรนท วิกกนสและเจย แมคไทกว่ำเปน “การบูรณาการ หลักสูตร แผนการสอน และ
์
์
ี
ิ
็
้
ี่
ิ
ู
่
การประเมนผล ในหนวยการเรยนรู้ในทุกรายวชา” สิ่งทเห็นเปนรปธรรมชัดเจนไดแก่ แผนกำรสอน
ื
ี
้
้
์
ี
ิ่
้
ี
ี่
ทเขยนดวยเทคนิคน้ จะเรมตนทกำรกำหนดวัตถุประสงคว่ำ นักเรยนจะเขำใจเน้อหำกำรเรยนร ้ ู
ี่
ี
้
็
ื
อะไร ไดรบกำรพัฒนำทักษะหรอควำมสำมำรถดำนใด และควำมจำเปนต่อนักเรยน ทำไมถึงตอง
้
้
ั
ี
ี
้
เรยน ตำมดวยส่วนประกอบอนๆ ของกำรใหภำพรวมของกำรเรยนร จำกนั้นจะมำถึงจุดต่ำงของ
ี
้
ู
้
ื่
เทคนิคน้ คอ ผูออกแบบจะเรมคิดเหมอนกับผูประเมิน ไม่ใช่ผูออกแบบ และพิจำรณำว่ำกำร
้
ิ่
้
ี
ื
ื
้
้
ี
้
ี
็
ประเมินและวัดผลจะทำอย่ำงไร ใชวิธกำรใด จำกนั้นจึงเปนส่วนของกำรนำเสนอบทเรยนดวย
169
ี
ี่
ี
่
ี
วิธกำรทหลำกหลำยตำมกระบวนกำรสำรวจชวิต See-Judge-Act กำรไตรตรองก่อนจบคำบเรยน
้
ดวยค ำถำม Reflect-Connect-Apply และปดทำยดวยสอกำรเรยนกำรสอนทตองจัดเตรยม
ื่
ี
้
้
ี่
ี
ิ
้
ี่
ี
้
ี
ผมขอนำแนวทำงกำรเขยนแผนกำรเรยนกำรสอนของกระบวนกำรเรยนกำรสอนทเนนกำร
ี
่
ี
้
ไตรตรองมำสอดแทรกไว ณ ทน้เลย อำจจะทำใหบทนำน้อ่ำนยำกสักหน่อย แต่ผมอยำกใหผูอ่ำน
ี
้
้
ี่
้
่
้
ิ
ื่
้
ไดอ่ำนต่อเนองกันไป และเห็นภำพแนวทำงกำรเขยนแผนแบบครบถวน กอนทผมจะอธบำยถึง
ี
ี่
็
้
ี
ควำมเปนมำและวิธใชต่อไป
แนวทางการเขียนแผนการเรียนการสอนของ
กระบวนการเรียนการสอนที่เน้นการไตร่ตรอง
ด้วยเทคนิคการออกแบบย้อนกลับ (Backward Design)
แผนกำรสอนวิชำ ........................................... ชั้น .............
ู
หน่วยกำรเรยนรเรอง ..........................................................
้
ื่
ี
ื่
ื่
ี
้
1. การใหภาพรวม - เพอทำใหแน่ใจว่ำนักเรยนไดรล่วงหนำว่ำกำลังจะเรยนเรอง
ู
้
้
้
ี
้
อะไร? เพรำะเหตุใด?
1.1 วัตถุประสงค (Objectives)
์
้
ี
ู
ี่
ื่
ี
ู
้
- นักเรยนจะรและเขำใจเน้อหำกำรเรยนรทสำคัญในเรองใด?
้
ื
- นักเรยนจะไดรบกำรพัฒนำทักษะหรอควำมสำมำรถทสำคัญในดำนใด?
ื
ี่
ี
้
้
ั
- นักเรยนจะเขำใจถึงคุณค่ำพระวรสำรประกำรใด? หรอไดรบกำรพัฒนำเหตุผลเชิง
ั
ื
้
ี
้
ิ
จรยธรรมในดำนใด?
้
ิ่
วัตถุประสงค์ควรเรมตนดวย
้
้
(1) นักเรยนจะเขำใจถึง/ เกยวกับ ..........
้
ี
ี่
ี
(2) นักเรยนจะสำมำรถ ..........
ี
ื
ี่
้
ั
์
(3) นักเรยนจะสำมำรถวินิจฉัยประสบกำรณทไดรบบนพ้นฐำนของคุณค่ำ
พระวรสำรดำน ..........
้
็
1.2 ควำมจำเปน (Needs)
- กำรเรยนรน้มควำมจำเปนต่อนักเรยนอย่ำงไร? เพรำะเหตุใด?
ี
ี
็
้
ี
ี
ู
170
ั
็
ี
ี่
- ควำมสำมำรถและทักษะทจะไดรบกำรพัฒนำจำเปนต่อชวิตของนักเรยนอย่ำงไร?
้
ี
เพรำะเหตุใด?
1.3 หัวขอและเน้อหำ (Range)
้
ื
ู
- แก่นของสำระกำรเรยนรในเรองน้คออะไร? ทนักเรยนตองรและเขำใจ เพอให ้
ี
้
ื่
ู
้
ื่
้
้
ื
ี
ี
ี่
สำมำรถบรรลุวัตถุประสงค์ได ้
์
ี
ี
ื
ี่
- เน้อหำทจะสอนควรมขอบเขตเพยงใด จึงจะเหมำะสมกับวัตถุประสงคและเวลำท ี่
ี
้
็
้
ม และแบ่งออกไดเปนหัวขออะไร?
ี
้
ู
ี่
้
ื
- มคุณค่ำพระวรสำรประกำรใด ทจะสำมำรถบูรณำกำรเขำกับเน้อหำกำรเรยนรน้ ี
ี
้
ไดอย่ำงเหมำะสม?
้
1.4 กำรสรำงควำมน่ำสนใจ (Interest)
ิ่
้
้
ู
- ในกำรเรมตนคำบเรยน ฉันจะทำอะไรและอย่ำงไร? เพอใหนักเรยนสนใจและรสึก
ี
ี
ื่
้
สนุกในเน้อหำทฉันกำลังจะนำเสนอ
ื
ี่
ี
ื่
- ฉันจะทำอะไรและอย่ำงไร? เพอใหนักเรยนเห็นถึงคุณค่ำและควำมจำเปนท ี่
็
้
้
ู
้
ี
้
จะตองเขำใจหน่วยกำรเรยนรน้ ี
1.5 เวลำ (Time)
ั
้
- เพอใหบรรลุวัตถุประสงค์ ฉันควรจะใชเวลำสำหรบหน่วยกำรเรยนรน้ กคำบ?
ี
้
ู
ี่
ี
้
ื่
ี
้
้
ู
ู
ี
ื่
้
2. การประเมินและวดผล - เพอจะไดรว่ำนักเรยนเขำใจถึงแก่นของกำรเรยนรและ
้
ั
ไดพัฒนำทักษะและควำมสำมำรถทตองกำร เพอกำรพัฒนำนักเรยนเปนรำยบุคคล
ี
้
ื่
้
ี่
็
้
ื
้
ี
- ฉันจะรไดอย่ำงไร จำกหลักฐำนหรอรองรอยใดว่ำ นักเรยนไดเขำใจเน้อหำและได ้
้
ื
่
ู
้
ื
้
ิ
พัฒนำทักษะและควำมสำมำรถ หรอไดพัฒนำกำรใชเหตุผลเชิงจรยธรรม ตำม
้
์
วัตถุประสงค?
- ฉันจะประเมินกำรสอนของฉัน เพอกำรพัฒนำตนเองอย่ำงไร?
ื่
ั
3. การสรางบรรยากาศ - เพอจัดกำรเรยนรบนพ้นฐำนของควำมเคำรพและศรทธำ
ื่
้
ู
ี
ื
้
้
ื
ี
์
ี
- ฉันจะสรำงควำมสัมพันธกับนักเรยนอย่ำงไรในคำบน้ใหเหมำะสมกับเน้อหำกำร
้
ู
เรยนร เพอใหนักเรยนสนใจ/ มแรงจูงใจและควำมกระตือรอรนในกำรเรยน?
ื
้
ื่
ี
ี
ี
้
ี
้
้
ี
ื่
4. การน าเสนอบทเรยน - เพอจัดกำรเรยนกำรสอนใหบรรลุวัตถุประสงค์และควำม
ี
ี
ี่
้
็
จำเปนดวยวิธกำรทหลำกหลำย
171
์
4.1 กำรสรำงประสบกำรณ (See)
้
์
้
ื
์
ี
์
- ฉันจะสรำงประสบกำรณ สถำนกำรณหรอปรำกฎกำรณ อะไร และดวยวิธกำรใด?
้
ื่
้
ิ
ี
ื
หรอกจกรรมใด? หรอดวยคำถำมใด? เพอใหนักเรยน สำรวจ สบเสำะ และคนพบ โดย
้
้
ื
ื
ทำงำนดวยตนเองหรอเปนกลุม
ื
้
่
็
ี่
็
- ฉันจะสรำงสถำนกำรณทเปนจุดวิกฤตเชิงคุณธรรม (Moral Dilemma) ในกำร
์
้
ี
้
ื
้
ี
้
นำเสนอบทเรยนน้ไดอย่ำงเหมำะสมหรอไม่ ถำได ฉันจะทำอย่ำงไร?
4.2 กำรคิดวินิจฉัยประสบกำรณ (Judge)
์
ี่
้
ี
ื่
์
ื
- ฉันจะเชอมโยงประสบกำรณทนักเรยนไดคนพบเขำกับทฤษฎ หลักกำร หรอ
ี
้
้
้
ี
แนวควำมคิดทำงวิชำกำรใด? และดวยวิธกำรใด?
ิ
ิ
้
้
ื
- ฉันจะสำธต ยกตัวอย่ำง และตอกย้ำใหเกดควำมเขำใจในเน้อหำ และ
กระบวนกำรอย่ำงชัดเจนและลึกซึ้งขึ้นไดอย่ำงไร? ดวยวิธกำรใด?
ี
้
้
ี
ื
ื
้
ื
ิ
้
- ฉันจะอำงองหรอใหนักเรยนอ่ำนจำกตำรำ/หนังสอ หรอเอกสำรทำงวิชำกำรใด
บทใด?
้
ื
้
ื
- ฉันจะสำมำรถบูรณำกำรคุณค่ำพระวรสำรกับเน้อหำไดอย่ำงเหมำะสมหรอไม่ ถำ
้
ี
้
ได ดวยวิธกำรใด?
ื
4.3 กำรลงมอปฏบัติ (Act)
ิ
ิ
้
ึ
ี
ื
ี
ึ
้
- ฉันจะใหนักเรยนไดลงมือปฏบัติ ฝกฝนหรอทำแบบฝกหัดอย่ำงไร? ดวยวิธกำรใด
้
ู
้
้
ื
หรอดวยคำถำมใด? เพอใหนักเรยนทบทวนและซึมซับควำมรและควำมเขำใจในเน้อหำ
ี
้
ื
้
ื่
่
้
้
และกระบวนกำรใหลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยกำรทำดวยตนเองหรอเปนกลุม
็
ื
ื
ุ
ี
ี
ั
- ฉันจะให Feedback งำนทนักเรยนทำเพอปรบปรงหรอแกไขอย่ำงไร? จนนักเรยน
ี่
้
ื่
้
พัฒนำทักษะและควำมสำมำรถได ตำมวัตถุประสงค ์
้
ี
ิ
ื่
้
ี
ั
้
ื่
้
- ฉันจะเชอมโยงควำมรและควำมเขำใจในเรองน้ เพอใหนักเรยนปรบใชในชวิตจรง
ื่
ู
้
ี
ไดอย่ำงไร?
้
ี่
ี
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน – เพอใหโอกำสแก่นักเรยนทจะประเมินกำร
ื่
้
่
ี
่
้
้
ี
เรยนรของตน และบันทึกควำมเขำใจดวยถอยค ำของตนเอง
้
ู
้
- ฉันควรจะใชคำถำมประเภทใด Reflect (R), Connect (C) หรอ Apply (A) จึงจะ
ื
้
เหมำะสมกับบทเรยนทนำเสนอในคำบเรยนน้?
ี่
ี
ี
ี
172
้
ื
้
ื่
ั
สะทอน (R) - เมอตองกำรใหนักเรยนซึมซับควำมเขำใจดวยตนเองอกคร้งหรอ
ี
้
้
ี
้
ู
ประเมินกำรเรยนรของตนเอง
้
ี
ื่
เชอมโยง (C) - เมอตองกำรใหนักเรยนเชอมโยงบทเรยนเขำกับวิชำอน หรอ
ื่
ี
้
ื่
้
ี
้
ื
ื
่
ื่
ื
ี
บทเรยนอน หรอคุณค่ำพระวรสำร
้
ี
ี
ิ
้
้
ื่
ั
ี่
้
ั
้
ปรบใช (A) - เมอตองกำรใหนักเรยนปรบใชควำมเขำใจทไดรบกับชวิตจรง
ั
้
้
ื่
ี
ี
ิ
6. สอการเรยนการสอน - เพอใชสอกำรเรยนกำรสอนทเหมำะสม มประสิทธภำพ
ื่
ี่
ื
่
ี
และประหยัด
- ฉันจะอำงองตำรำ หนังสอ และเอกสำรทำงวิชำกำรใด บทใด และใชหนังสอ
้
้
ิ
ื
ื
แบบฝกหัดใด?
ึ
ื่
ี
้
- ฉันตองเตรยมสอและอุปกรณกำรเรยนกำรสอนอะไรบำง ในกำรนำเสนอ
์
ี
้
บทเรยน?
ี
่
้
ึ้
ี่
่
ิ่
ิ
ื
“แผนการสอนตัวอยางเกดขนได้อยางไร?” ผมขอเรมตนทภำพใหญคอ กำรสัมมนำฯ ของ
่
้
ิ่
ี่
ู
ี
ี
้
ี
้
่
ี่
้
เรำตั้งอยู่บนโครงสรำงของวัฎจักรแห่งกำรเรยนรทเนนกำรไตรตรองน้ โดยวัฏจักรน้เรมตนทคืนแรก
้
ี่
่
้
เมอโปงใหภำพรวมของกำรสัมมนำ และทสำคัญแจงเป้ำหมำยปลำยทำงใหครผูรวมสัมมนำรไว ้
้
่
ื่
้
ู
้
ู
ก่อนเลยว่ำ แต่ละคนไดรบมอบหมำยใหปรบแผนกำรสอนของตนเองใหเปนแผนกำรสอนทเนนกำร
็
้
ี่
้
ั
ั
้
้
่
ไตรตรอง
่
้
้
่
์
ื่
้
ู
เมอเขำสูกำรสัมมนำ โปงกับผมจะนำทำงใหครผูรวมสัมมนำไดผ่ำนประสบกำรณ คิด
่
้
้
ื
ี
ี
ิ
วินิจฉัย และลงมอปฏบัติ โดยในทุกขั้นตอนของกำรสัมมนำฯ น้จะมโครงสรำงตำมกระบวนกำร
้
่
เรยนกำรสอนทเนนกำรไตรตรองเหมอนกัน แมว่ำโปงจะออกแบบใหมวิธกำรนำเสนอทไม่ซ้ำกันใน
ื
ี
ี่
่
ี่
ี
้
ี
้
้
ั
์
้
ทั้ง 13 ขั้นตอน ดังนั้น ครผูรวมสัมมนำจะไดมประสบกำรณอย่ำงนอย 13 คร้ง กับกระบวนกำร
่
้
ี
ู
ู
ี่
ี่
ี
้
ื
ี
้
่
ไตรตรองทนำมำใชในกำรเรยนรเกยวกับแต่ละขั้นตอนของกระบวนกำรน้ นอกจำกกำรลงมอปรบ
ั
้
้
แผนของตนเองในแต่ละขั้นตอนของกำรสัมมนำแลว ครผูรวมสัมมนำจะไดทดลองนำประสบกำรณ ์
่
ู
้
ี
้
ุ่
น้มำรวมกันเขยนแผนกำรสอนแบบไตรตรองดวยกันในคืนสุดทำย และในวันรงขึ้น ครแต่ละท่ำนจะ
ี
ู
้
่
่
้
็
ี
มเวลำ 2 - 3 ชั่วโมงโดยประมำณเท่ำนั้นในกำรปรบแผนกำรสอนของตนใหเปนแผนแบบไตรตรอง
่
ั
ิ่
้
โดยโปงจะเปนผูตรวจและอนุมัติทุกแผนฯ ดวยกำรฉลองกับครเจำของแผน และเรมตั้งแต่กำร
่
็
้
้
ู
ี
ี่
ี
ั
์
ื่
ี
ี่
สัมมนำคร้งท 17 เมอมิถุนำยน 2014 ทโรงเรยนเทพพิทักษและโรงเรยนอำเวมำรอำ สังฆมณฑล
ื่
อุบลรำชธำน โปงเรมคัดเลอกแผนกำรสอนทเขยนขึ้นไดอย่ำงดี สำมำรถใชเปนตัวอย่ำงใหกับเพอน
้
้
็
ื
้
ี
ี่
่
ิ่
ี
ื่
ี
่
่
่
รวมทำงสำยไตรตรองในทอนๆ ได โปงตั้งชอแผนกำรสอนเหล่ำน้ว่ำ “แผนเด็ด”
ื่
้
ี่
173
ี่
กำรจะตอบคำถำมทว่ำ “ทาไมเราถงคัดเลอกตัวอยางแผนการสอน?” ผมตองยอนหลัง
ึ
้
้
ื
่
ั
ี
ี่
กลับไปตั้งแต่กำรสัมมนำไตรตรองคร้งท 3 เมอเมษำยน 2013 ทโรงเรยนดำรำสมุทร ศรรำชำ คร้ง
่
ื่
ี
ี่
ั
นั้น คุณพ่อลอชัย จันทรโป ไดแนะนำใหเรำหำทำงเตรยมครแกนนำทเคยผ่ำนกำรสัมมนำไตรตรอง
ื
้
ี่
้
ู
๊
์
ี
่
ี่
้
ใหพรอมทจะทำหนำทในกำรเผยแพรและพัฒนำกระบวนกำรน้ในโรงเรยนของตนเองดวย นเอง
้
้
่
ี่
ี่
ี
ี
้
ื่
ิ่
ื่
ิ่
่
้
เปนจุดเรมตนของคำเชิญใหเพอนรวมทำงไดกลับมำเปนโคชใหกับเพอนรนใหม่ เรมตั้งแต่กำร
็
้
ุ่
็
้
้
้
์
ี่
ี
ี
สัมมนำคร้งท 6 เมอพฤษภำคม 2013 ทโรงเรยนเซนตนิโกลำส พิษณุโลก แต่โครงกำรน้มขอจำกัด
ี่
ี
ื่
ั
้
่
้
้
็
้
้
่
ั
ื่
้
ดำนจำนวนของผูเขำรวม เพรำะเรำเชิญเพอนๆ กลับมำเปนโคชไดคร้งละ 6 ท่ำนเท่ำนั้น โปงจึงคิด
้
ื่
ู
ี
ี่
ื่
ทจะเพิ่มเติมช่องทำงใหเพอนๆ สำมำรถแลกเปลยนเรยนรกันไดโดยอำศัยสอสังคมออนไลน และ
้
์
้
ี่
ื
ี่
่
ู
ิ
้
้
้
ผมเสนอใหเลอกใช Facebook ทสำมำรถเผยแพรทั้งบทควำมและรปภำพต่ำงๆ ได เรำเปด
่
ึ
ื่
ื่
account ชอ “ไตรตรอง สภาการศกษาคาทอลก” ขึ้นเพอเปนสอกลำงของเพอนรวมทำงสำย
ื่
ื่
ิ
็
่
ื่
่
ี
่
ื่
ไตรตรองทุกคน ในระยะแรก เรำใชสอกลำงน้เพออัพเดทเกยวกับงำนสัมมนำและเผยแพรทบทวน
ี่
้
ี่
่
้
่
เน้อหำเกยวกับกระบวนกำรไตรตรอง และทสำคัญใชเผยแพรบทควำมของโคชทไดแบ่งปน
้
้
ื
ี่
ี่
ั
ประสบกำรณของแต่ละคนในกำรนำแผนกำรสอนไตรตรองไปใช เพอเปนแบบอย่ำงและเปน
็
์
้
ื่
็
่
กำลังใจใหแก่กันและกัน
้
ิ่
ิ
่
้
ี
จนมำถึงกำรสัมมนำทอุบลรำชธำนขำงตน โปงรเรมกุศโลบำยใหม่ โดยคัดเลอกแผนเด็ด
ื
ี่
้
้
จำกกำรสัมมนำ โดยขออนุญำตเจำของแผนฯ นำไปโพสต์บน Facebook น้ เพอเปนตัวอย่ำงใหแก่
็
ี
ื่
้
้
้
ี
่
่
ั
่
ื่
เพอนรวมทำง ทั่วประเทศ เรำไดเผยแพรแผนเด็ดจำกกำรสัมมนำไตรตรองน้ได 2 คร้ง จนมำถึง
้
้
่
้
คร้งท 19 เมอสิงหำคม 2014 ทยอแซฟอุปถัมภ สำมพรำน โปงเพิ่มควำมเขมขนใหกับแผนกำรสอน
ั
์
ี่
ื่
ี่
็
ี่
้
ิ่
ื่
ตัวอย่ำง โดยเรมเขยนเครองหมำย (L) เวลำตรวจอนุมัติแผน เปนกำรให LIKE ในแต่ละจุดทโดด
ี
ั
ี
เด่นเปนพิเศษในแผนกำรสอนนั้นๆ ในกำรสัมมนำคร้งน้นเองทเกดแผน 6 LIKEs ในต ำนำนของ ครู
ี่
ี่
็
ิ
็
้
้
ั
ี
สุขสราญ บัวทอง ขึ้น เพอนๆ จะลองขำมไปอ่ำนแผนตัวอย่ำงน้ก่อนเลยกไดนะครบ ดังนั้น เหตุผล
ื่
ในกำรคัดเลอกแผนกำรสอนตัวอย่ำงคอ กำรเพิ่มเครองมอทเพอนรวมทำงสำมำรถนำไปใชพัฒนำ
ื
ื่
ื
ื่
ี่
่
ื
้
้
ี
ี่
่
กระบวนกำรเรยนกำรสอนทเนนกำรไตรตรองในโรงเรยนไดดวยตนเอง โดยกำรแลกเปลยนเรยนร ้ ู
ี
ี
้
้
ี่
้
ทำควำมเขำใจจำกแผนกำรสอนทโดดเด่นของเพอนรวมทำงในโรงเรยนอนๆ และนำไปต่อยอด
ี
ี่
่
ื่
ื่
ั
ี่
ปรบเปลยนใหเหมำะสมกับนักเรยนและสภำพแวดลอมในโรงเรยนของตน
ี
้
ี
้
แผนกำรสอนตัวอย่ำงทแสดงไวในส่วนทำยของบทน้ ผมรวบรวมขึ้นจำกแผนเด็ดทุกแผนท ี่
้
ี
้
ี่
์
่
่
โปงไดคัดเลอกจำกกำรสัมมนำไตรตรองและโพสตบน Facebook ไตรตรอง สภำกำรศึกษำ
้
่
ื
ื
ี
่
ี
คำทอลิก ทั้งหมด 131 แผน ในหนังสอน้ ผมนำเสนอแผนกำรสอนไตรตรองเหล่ำน้โดยจัดหมวดหมู ่
ี
ู
ิ
่
์
์
้
ตำมสำระกำรเรยนรทั้ง 8 กลุมสำระ ตั้งแต่ วิทยำศำสตร คณตศำสตร ศิลปะ ภำษำไทย
174
ี
ภำษำต่ำงประเทศ สังคมศึกษำฯ กำรงำนอำชพฯ และสุขศึกษำ-พละศึกษำ โดยผมขออนุญำตเพิ่ม
่
่
ี
ื
ี
ี่
ี
กลุมท 9 คอ ปฐมวัย ทั้งน้ ใน 8 กลุมสำระ ผมจะจัดเรยงแผนกำรสอนตัวอย่ำงตำมระดับชั้นป
ี
ตั้งแต่ประถมศึกษำปท 1 จนถึงมัธยมศึกษำปท 6
ี
ี่
ี่
้
ั
่
ี่
โปงมักจะพูดในระหว่ำงกำรตรวจอนุมัติแผนกำรสอนว่ำ แผนทได LIKE ไดรบกำรคัดเลอก
้
ื
้
ื
็
ี
ี
ั
ี
เปนแผนเด็ดเหล่ำน้เปนแผนทดในเวลำน้ นั่นคอ แผนเด็ดเปนแผนทดสำหรบผูเขยนแผนไตรตรอง
ี
่
็
ี่
ี
็
ี่
ี
ื่
ื
้
ี
ู
้
่
็
้
่
เปนคร้งแรก ดวยเวลำเรยนรเพยง 4 วัน 3 คน แต่หำกเพอนรวมทำงไดกลับไปทบทวนไตรตรอง
ั
ี่
ี่
ี
ี
ี
้
เพิ่มเติม คงมอกหลำยจุดทจะพัฒนำใหแผนเหล่ำน้เปนแผนทดมำกกว่ำเดิมได เมอผมรบหนำทใน
ี
้
ั
้
ี่
ื่
็
ี
้
กำรรวบรวมแผนกำรสอนตัวอย่ำงเหล่ำน้ ผมพบว่ำขอจำกัดทำงดำนเวลำน้เองทำใหยังมจุดขำด
้
ี
้
ี
ี่
ื่
้
ื
่
ี
่
้
ตกบกพรองอยูบำง แผนบำงแผนไม่ไดระบุเกยวกับสอกำรสอน หรอวิธกำรประเมินและวัดผล
็
ี่
้
ี่
็
ั
บำงคร้ง ค ำถำมไตรตรองทระบุไวว่ำเปนค ำถำมแบบ Apply อันทจรงเปน Reflect เปนตน ผมจึงขอ
้
ิ
่
็
้
้
ู
ี
ี
อนุญำตครเจำของแผนกำรสอนเหล่ำน้ทุกท่ำนทจะแกไขปรบเปลยนแผนกำรสอนเหล่ำน้จำก
ี่
ี่
ั
ี่
ตนฉบับเดิมตำมทเห็นสมควร
้
้
ี่
้
ื
ี่
ี
่
ื่
อกประเด็นหนึ่งทโปงขอใหผมเพิ่มเติมเขำไปคอ “กำรอ่ำน” เมอผมนำเสนอเกยวกับ “กำร
้
ี
นำเสนอบทเรยน” ในกำรสัมมนำนั้น ประเด็นสำคัญทผมตองเนนย้ำคอ กำรนำเสนอบทเรยน
ื
ี่
ี
้
ี
ู
ี่
ี
้
ี
้
ี
ี่
็
จำเปนตองมวิธกำรทหลำกหลำย โดยคำนึงถึงควำมถนัดในกำรเรยนรทแตกต่ำงกันของนักเรยน
ื่
ั
ี
็
ทั้งกำรมอง กำรฟง และกำรเคลอนไหว เพอพัฒนำนักเรยนเปนรำยบุคคล เรำสังเกตจำกกำร
ื่
สัมมนำหลำยคร้งว่ำ ครมักจะออกแบบแผนกำรสอนโดยใหนักเรยนมโอกำสไดฝกทักษะกำรอ่ำน
้
ึ
้
ี
ั
ี
ู
ู
้
้
้
็
้
ั
ื
ั
ค่อนขำงนอย ในบำงคร้งครเองกยอมรบว่ำ “ตนเองไม่ค่อยไดอ่ำนหนังสอมำกนัก” ดวยเหตุท ี่
ื
่
ี
้
้
ี
ี
ี่
เป้ำหมำยหนึ่งของกระบวนกำรเรยนกำรสอนทเนนกำรไตรตรองคอช่วยใหนักเรยนสำมำรถเรยนร ้ ู
้
็
ี
ตลอดชวิต และปจจัยหนึ่งทจะทำใหบรรลุถึงเป้ำหมำยน้คอ “นิสัยรกกำรอ่ำน” เพรำะกำรอ่ำนเปน
ั
ั
ี
ื
ี่
เครองมอทสำคัญสำหรบกำรคนควำและกำรเรยนในระดับทสูงๆ ขึ้นไป ดังนั้น ผมขออนุญำตคร ู
ี
ื่
ื
ี่
ี่
้
ั
้
เจำของแผนเพิ่มเติมช่วงเวลำทครใหนักเรยนอ่ำนหนังสอ (ซึ่งอำจจะแทนทดวย ใบควำมร วำรสำร
้
ี
ู
้
ี่
้
ี่
้
ู
ื
หนังสอพิมพ์ ฯลฯ ตำมควำมเหมำะสม) เขำไปในแผนกำรสอนตัวอย่ำงทุกแผน โดยอำจจะเพิ่มเติม
้
ื
ู
ื
้
้
้
ื่
ี
ี
้
ุ
เขำไปในส่วนของ See ใหนักเรยนอ่ำนเพอประกอบในกำรหำขอสรปกำรเรยนร หรอในช่วง Judge
ี
้
ก่อนทครจะอธบำยเกยวกับบทเรยน หรอแมแต่ช่วง Act ก่อนทจะทำแบบฝกหัด ในทำงปฏบัติ คร ู
ิ
ู
ึ
ื
ิ
ี่
ี่
ี่
อำจจะตองจัดสรรเวลำสำหรบช่วงกำรอ่ำนน้คำบละประมำณ 5-10 นำท โดยผมหวังว่ำ เวลำสั้นๆ
ี
ั
ี
้
ี
็
ี
ี
ี
ในทุกคำบกำรเรยนน้อำจจะเปนประโยชนแก่นักเรยนของเรำไปทั้งชวิต
์
175
้
ี่
ในส่วนของวิธกำรนำแผนกำรสอนตัวอย่ำงไปใชนั้น พระเจำประทำนผูช่วยทยอดเยยมมำ
้
้
ี
ี่
ี
ใหผม ผมพบว่ำบทควำมแบ่งปนประสบกำรณของ ครูวระพจน รตนรตน จำกโรงเรยนดรณำ
้
์
ุ
ั
ั
ี
์
ั
์
ี
ั
ื่
ี
ื
ื่
ั
ี่
่
็
รำชบุร เมอคร้งทรบคำเชิญมำเปนโคชใหกับเพอนรวมทำงในเดอนมกรำคม ป 2016 น้เอง ช่วยให ้
้
ี
้
ี่
็
ี่
้
้
่
เห็นภำพกำรนำแผนกำรสอนทเนนกำรไตรตรองไปใชไดอย่ำงครบถวนและเด่นชัดเปนรปธรรมทสุด
้
้
ู
ี
ื่
้
่
์
่
ี
ผมขอเชิญชวนเพอนรวมทำงทุกคนศึกษำวิธกำรนำแผนกำรสอนไตรตรองไปใชของครวระพจนกัน
ู
ไดเลยครบ
้
ั
เติมเต็ม...ให้กัน
ั
ั
ฉันนายวีระพจน์ รตนรตน์ สอนวิชาการออกแบบและเทคโนโลยีในระดับชั้นมัธยมศกษาป ี
ึ
ี่
ุ
ี
ี
ี
้
ี
ุ
ท 6 โรงเรยนดรณาราชบร หลังจากทฉันได้ผ่านการเดนทางของฉันเพื่อเรยนรกระบวนการเรยน
ู
ี่
ิ
ี
ี
ื่
ี
ี่
การสอนทเน้นการไตร่ตรอง เช่นเดยวกับเพื่อนร่วมทางคนอนฉันได้เขยนแผนการจัดการเรยนการ
ู
สอนแบบไตร่ตรองแผนแรกในคาบสดท้ายของการอบรม ฉันได้ใช้ความเพียรพยายามอย่างสง ต้อง
ุ
แปลงโฉมความคดและวิธสอนอย่างส้นเชง จะว่าสวนทางกับแบบดั้งเดมก็ว่าได้ ฉันได้ปรบเปลยน
ิ
ิ
ิ
ั
ี
ิ
ี่
ี
ิ
ุ
ี่
ื่
ุ
่
ุ
ี่
มันหลายคร้ ัง ฉันดใจทสดเมอคณโปงฉลองและอนมัตแผนให้ฉัน ฉันตั้งใจอย่างแน่วแน่ทจะน า
ื่
ู
ี
ี
แผนแรกของฉันไปส่ห้องเรยนให้นักเรียนของฉันในทันท แผนไตร่ตรองแผนแรกของฉัน ชอ การ
ั
้
ื
จดการเทคโนโลยีแบบยั่งยนดวยพลังงานสะอาด
และแล้ววันนั้นก็มาถง ฉันเร่มด้วยการสรางบรรยากาศการเรยนร โดยให้นักเรยนและครจับ
้
ู
ิ
ู
ี
ี
้
ึ
ื
ี
ุ
ี
ี
ี
ึ
่
่
็
ึ
ึ่
มอเปนวงกลมแล้วให้ทกคนพูดต่อๆ ไปว่า “หนงเดยวใจเดยว” มนักเรยนคนหนงถามฉันว่า “หนง
ี
ี
้
ี
ี
เดียวใจเดียวมันเกี่ยวของอะไรกับการเรยนวันน้” ฉันดใจมากกับค าถามน้และตอบว่า “ในโลกใบน้ ี
ื
้
่
้
เราตองอยูรวมกันได ทุกอยางมีความสาคัญเหมอนกัน ธรรมชาติกับมนุษยมีความเก้อหนุนกัน มี
์
่
ื
่
ความรกมีความเปนหนงเดียวกัน เราถึงมีความสุขอยูรวมกันได”
้
็
่
่
ั
ึ่
้
ี
ึ
ี
็
ต่อจากนั้นฉันได้ให้ภาพรวมกับเดกๆ จงเปรยบเสมอนเข็มทศท าให้เปาหมายการเรยนรใน
้
ู
ิ
ื
ื่
ี่
ี่
ิ
ี
วันน้ให้ชัดเจนด้วย INTRO Model ฉันเร่มต้นทท าไมเรองน้น่าสนใจทจะเรยน? I (Interest) ฉันให้
ี
ี
นักเรยนดรปนวัตกรรมพลังงานแสงอาทตย์ ลม และ น ้า แล้วท าไมต้องเรยน? N (Need) เพราะว่า
ี
ิ
ู
ู
ี
ิ
ื
พลังงานส้นเปลอง เช่น น ้ามัน แก๊ส ก าลังจะหมดไป ดังนั้น พลังงานสะอาดทใช้แล้วไม่มวันหมดจะ
ี
ี่
ี
ื
็
ถกน ามาทดแทน และทักษะในการน าพลังงานสะอาดมาใช้ในครวเรอนมความจ าเปนยิ่ง และ
ั
ู
สามารถออกแบบสรางได้ด้วยตนเอง ใชเวลาเทาใด T (Time) ในเรองน้ใช้เวลา 4 คาบ (200 นาท) จะ
่
ื่
ี
้
ี
้
176
ู
ิ
ี
้
้
ี
เรยนอะไรบาง? R (Range) เรยนรเกี่ยวกับความหมายของ พลังงานสะอาด ชนดของพลังงาน
ี
ื
สะอาด หลักการจัดการเทคโนโลยีแบบยั่งยืนด้วยพลังงานสะอาด ฉันไม่ลมทจะบอกว่า เรยนแลวได ้
ี่
้
อะไร? O (Objectives) วันน้เดกๆ จะมความรเกี่ยวกับพลังงานสะอาดเพื่อสามารถเลอกใช้พลังงาน
ู
็
ื
ี
้
ี
้
ี
สะอาดอย่างเหมาะสม และมทักษะในการสรางนวัตกรรม Green Mech
ี
หลังจากนั้น ฉันท้าท้ายตัวเองด้วยการน าเสนอบทเรยนด้วยกระบวนการ See- Judge- Act
ื
ื
ุ
ี
ิ
็
ุ
ิ
เร่มกันทขันที่ 1การสรางประสบการณ (See) ฉันแบ่งนักเรยนเปน 2 กล่ม คอ กล่ม A ส้นเปลอง และ
ี่
้
้
์
ุ
ุ
ี
ี
กล่ม B ไม่มวันหมด ให้แต่ละกล่มระดมพลังสมองกล่ม A เขยนข้อดของพลังงานส้นเปลอง และ
ุ
ิ
ี
ื
ข้อเสยของพลังงานทดแทน และให้กล่ม B ท ากลับกันแล้วน าเสนอข้อคดเหนให้กับเพื่อนๆ ได้ชน
ิ
ื่
็
ี
ุ
ื
ชม ขันที่ 2 การคิดวินจฉยประสบการณ (Judge) ฉันเลอกการบรรยายประกอบ PowerPoint หัวข้อ
ั
ิ
้
์
ื่
ี่
ู
้
ี
พลังงานสะอาด และน ้ามัน ตอนน้มาถงความตนเต้นทเด็กๆ เข้าส่ขันที่ 3 การลงมอปฏิบัติ (Act) ฉัน
ึ
ื
ให้จัดกล่มและออกแบบศกษาและสรางนวัตกรรม Green Mech และน าเสนอ ตามกระบวนการ
ุ
้
ึ
่
ื
แก้ปญหาทางเทคโนโลยี ซงเปนการสรางกลไกพลังงานสะอาดช่วยเหลอผู้ประสบภัยทางธรรมชาต ิ
ั
้
ึ
็
ี่
ู
ึ
ึ
ุ
ี
ั
ี
ิ
และขณะนักเรยนปฏบัตการบันทกข้อมลทพบใหม่ แล้วน ามาปรบปรงงานให้ดข้นในคาบต่อๆ มา
ิ
ี
ุ
สดท้าย ฉันไม่ลมทจะจบด้วยการให้นักเรยนเขยนไตร่ตรองก่อนจบคาบด้วยค าถาม
ี
ื
ี่
ึ
ี
ี่
ื
่
ไตร่ตรองทเข้าถงชวิตว่า “มีกลุมคน 3 กลุม คอคนพิการแขนขา คนพิการทางสายตา คนพิการทาง
่
่
่
ี
สมอง นกเรยนคิดวาจะสรางนวัตกรรมพลังงานสะอาดชวยคนกลุมใด เพราะอะไร?”
ั
่
้
ี่
ี
ิ
ี
็
ู
สบกว่าปในการเปนครสอนฉันได้ใช้แผนการสอนทคดว่าดมากเสมอ แต่วันน้ตัดสนใจหัน
ิ
ิ
ี
้
่
หลังให้กับแผนเก่าๆ และใช้ “แผนกระบวนการเรยนการสอนที่เนนการไตรตรอง” เพราะว่า ท าให้
ี
ี
ื
นักเรยนของฉันเหนคณค่าของความดงามมากข้น มความกระตอรอรนในการใฝหาความรด้วย
ื
ี
้
็
ุ
ี
่
ู
้
ึ
ึ
ี
ิ
ตนเองมากข้น คดกันเองมากข้น มขั้นตอนในการท างานทชัดเจนข้น และสามารถสรางนวัตกรรม
ึ
้
ี่
ึ
ึ
ต่างๆ ข้นมาได้ ฉันอยากให้ความสขของฉันและเดกๆ ไปอยู่กับเพื่อนครบ้าง แค่เปดใจและต่างเตม
ิ
็
ู
ุ
ิ
ื
ั
็
ื่
เต็มให้กัน บางทการรบฟงและได้เหนจากคนอน มันไม่ได้สัมผัสความจรงเหมอนท าเองใช่ไหม
ี
ั
ิ
ั
ครบ?
ั
ั
ู
ุ
คณครวีระพจน์ รตนรตน์
โรงเรยนดรณาราชบร ี
ี
ุ
ุ
177
่
็
ี่
็
โดยสรป แผนกำรสอนแบบไตรตรองเปนเป้ำหมำยและเปนผลผลิตทเปนรปธรรมของกำร
ุ
ู
็
่
สัมมนำเป้ำหมำยและกระบวนกำรเรยนกำรสอนทเนนกำรไตรตรอง โปงไดคัดเลอกแผนกำรสอนท ี่
ื
้
ี
ี่
้
่
ี่
็
ี
ครบถวนดเยยม พรอมกับติดเครองหมำย [LIKE] ตรงจุดทแผนนั้นมลักษณะโดดเด่นเปนพิเศษ
้
้
ี
ื่
ี่
่
์
่
ื่
้
ื่
ี
โดยมวัตถุประสงคเบื้องตนเพอเผยแพรผ่ำน Facebook ไตรตรอง สภำกำรศึกษำคำทอลิก เพอน
้
่
้
ั
่
ี่
รวมทำงสำยไตรตรองทั้งหลำยสำมำรถศึกษำทำควำมเขำใจ นำไปต่อยอดและปรบเปลยนใหเขำ
้
กับบรบทของตนเองได วัตถุประสงค์ทโปงวำงแผนไวตั้งแต่แรกแลวคอ รวบรวมแผนเหล่ำน้เขำไวใน
ื
้
้
ี่
้
้
่
ิ
ี
้
้
หนังสอคูมอทครสำมำรถใชอำงองในกำรเขยนแผนกำรสอนแบบไตรตรอง และรวมกันขับเคลอน
้
ื
ิ
ี่
ี
ื่
่
่
ู
่
ื
ี
ี่
พัฒนำกระบวนกำรเรยนกำรสอนทเนนกำรไตรตรองน้ต่อไปในทำยทสุด ผมขอขอบพระคุณ คุณ
้
ี
่
้
ี่
์
ั
พ่อเดชำ อำภรณรตน อำจำรยสุมิตรำ พงศธร ทใหโอกำสผมและโปงไดทำงำนอันน่ำภำคภูมิใจน้ ี
้
ี่
้
์
่
์
่
็
ั
ิ
ี่
่
ขอบพระคุณเปนพิเศษสำหรบคุณพ่อเฉลิม กจมงคลทรวมคิดออกแบบ รวมเดินทำงไปกับเรำสอง
้
์
ี
คนเกอบทุกคร้ง ผมระลึกถึงควำมกรณำของบรรดำคุณพ่อ ซิสเตอร บรำเดอร ผูอำนวยกำรโรงเรยน
์
ั
ื
ุ
ี
ี
ี่
้
่
ิ
้
้
และผูช่วยบรหำรทุกท่ำนทใหโอกำสเรำไดนำเสนอกระบวนกำรไตรตรองน้ในโรงเรยนของท่ำน
่
ขอบพระคุณเปนพิเศษสำหรบโคชทุกท่ำนทรบคำเชิญกลับมำรวมเดินทำงไปกับเพอนใหม่ในต่ำง
ี่
ั
ื่
ั
้
็
้
ู
้
โรงเรยนออกไป ขอบคุณครเจำของแผนกำรสอนตัวอย่ำงทุกท่ำนทอนุญำตใหนำแผนทท่ำน
ี
ี่
ี่
ั
้
ื่
้
ี่
่
ออกแบบไปแบ่งปนใหกับเพอนรวมทำง ขอบคุณครผูรวมสัมมนำทุกท่ำนทรบคำทำทำยเขำรวม
ั
ู
้
้
่
่
่
้
ู
ี
ื่
่
ี
้
กำรสัมมนำและรวมขับเคลอนกระบวนกำรเรยนรแบบไตรตรองน้ต่อไป สุดทำย ขอบพระคุณพระ
้
้
เปนเจำทมอบหมำยใหผมไดทำงำนทน่ำสนุกและน่ำชนใจน้ ผมระลึกถึงคำของนักบุญเปำโลอยู ่
ี่
้
ี
ี่
็
ื่
เสมอว่ำ
่
้
้
“ข้าพเจาทางานหนักกวาคนอ่น แตมใชข้าพเจา เปนเพราะพระหรรษทานของพระเจาซง
้
็
่
ื
่
ึ่
ิ
อยูกับข้าพเจาท่ทางาน” (1 โครนธ 15:10)
่
ิ
์
้
ี
178