The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebookedba, 2021-08-17 05:56:14

4. แสงสว่างของทางเลือกใหม่ในการจัดการเรียนรู้ (Final 11-4-16)





ของทฤษฎว่าคออะไร พรอมทั้งยกตัวอย่างหลายๆ ตัวอย่างให้นักเรยนฟง ฉันมักจะถามนักเรยน




สั้นๆ ว่า “เข้าใจมั้ยคะ?” นักเรยนในห้องก็ได้แต่เงยบ ฉันถามต่อไปว่า “ถ้ามอะไรสงสัย ถามได้







นะคะ?” นักเรยนในห้องยังคงเงยบเหมอนเดม ฉันเคยประเมนตัวเองว่า “อ้อ! นักเรยนคงเข้าใจ


แล้ว” จากนั้น ฉันสั่งให้ท าแบบฝกหัด แล้วเปนอันจบการสอน



แต่หลังจากทฉันได้รบการอบรมเรองกระบวนการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง
ี่
ื่
ี่


มาแล้ว แรกๆ มนๆ งงๆ บ้างว่า จะน าไปใช้อย่างไรด ให้ครบทกขั้นตอน ฉันท้าทายตัวเองและ


ตั้งใจน าไปใช้เท่าทฉันเข้าใจ ฉันเร่มคาบเรยนด้วยการให้ภาพรวม เมอเข้าส่ขั้นน าเสนอบทเรยน
ื่
ี่



ื่

ี่


ฉันไม่อธบายเรองทจะเรยนและความหมายของหัวข้อนั้นในทันท แต่ให้นักเรยนท าความเข้าใจ


ี่
ื่
ด้วยตนเองจากตัวอย่างทหลากหลาย และฉันใช้ค าถามน าทางนักเรยน เมอนักเรยนช่วยกันตอบ





มาถกทางแล้ว ฉันจงอธบายสรปความหมายทถกต้องตามหลักการ และให้นักเรยนท าแบบฝกหัด

ี่



เพื่อตอกย ้า และมฉันคอยให้ค าแนะน าเพิ่มเตม


ฉันให้นักเรยนไตร่ตรองท้ายคาบโดยการแจกกระดาษ A4 ให้นักเรยนเขยนไตร่ตรอง




ฉันตั้งค าถามด้วยหลักการของ R-C-A โดยใช้เวลา 5 นาทในการเขยน แล้วส่ง ฉันได้อ่านบันทก






ี่







ไตร่ตรองของนักเรยนทกคน ฉันจงได้ทราบถงความรสกทนักเรยนมต่อเน้อหาและต่อตัวฉัน ซง

ี่





ท าให้พบข้อบกพร่องของตัวฉันเอง อย่างทคาดไม่ถงมาก่อนเลย เช่น มนักเรยนคนหนงเขยน


บันทกว่า “ครคะ หนว่า วิธคดของหนคดได้เรวกว่าวิธการของครนะคะ แล้วได้ค าตอบเหมอนกัน










ด้วย แต่วิธของครท าได้ละเอยดดค่ะ”











บันทกน้ท าให้ฉันอยากรว่า ฉันควรจะปรบปรงวิธการสอนของฉันอย่างไรในคาบถัดไป



ดังนั้น ฉันได้ให้นักเรยนคนน้แสดงวิธของเขาหน้าชั้นเรยน พรอมกับอธบายให้กับเพื่อนๆ ฟง





ส่งทเกิดข้น คอ มนักเรยนอกคนหนงยกมอ แล้วบอกฉันว่า “ครคะ หนก็คดไม่เหมอนเพื่อนกับคร ู


ี่















ค่ะ แต่ได้ค าตอบเหมอนกัน” ฉันได้ขอให้เขาแสดงวิธของเขาเช่นกัน จากนั้น ทกคนในชั้นเรยน
ได้ช่วยกันวิเคราะหเปรยบเทยบวิธทั้งสามวิธร่วมกันอย่างสนกสนาน ประสบการณท าให้ฉันคด









ว่า ทผ่านมาฉันได้ขดกรอบความคดของนักเรยน และฉันได้เรยนรทจะใช้วิธการสอนใหม่เพื่อให้

ี่



ี่




อสรภาพในการคดแก่นักเรยน





129





ประสบการณทน้ท าให้ฉันรว่า นักเรยนเปนกระจกสะท้อนให้ฉันได้เหนตัวเองในมมท ี่

ี่





ฉันคาดไม่ถงและทส าคัญ คอ ฉันไม่ใช้บันทกการไตร่ตรองของนักเรยนในการวัดและประเมน

ี่








ของนักเรยน แต่ใช้เพื่อวัดและประเมนตัวฉันเองเท่านั้น ฉันอยากเชญชวนให้คณครทกท่านลอง
น าส่งทได้รบจากการอบรมไปปรบใช้กับนักเรยนของคณคร เพื่อจะได้รบประสบการณดๆ







ี่






เหมอนกับฉัน ฉันคงไม่มนักเรยนเปนกระจกของฉัน หากฉันไม่ให้นักเรยนได้ไตร่ตรอง




คณครบษยา เหล่าเขตกิจ

โรงเรยนมาแตรเดอวิทยาลัย



21 ธันวาคม 2014


จากบันทึกประสบการณ 3 ฉบับ เราสามารถสรปไดว่าคุณค่าของการใหนักเรยนได ้








ไตรตรองก่อนจบคาบเรยน มดังต่อไปน้ ี



ี่





ี่
(1) นักเรยนมความกระจ่างชัดยิ่งขึ้นในบทเรยนทไดเรยนหรอประสบการณทไดรบ


ื่









(2) นักเรยนไดรบการฝกฝนใหคิด คิดต่อยอด และตั้งคาถามเชิงวิพากษ เพอใหเกด

ความเขาใจมากขึ้น อันนาไปสูการมทักษะในการเรยนรตลอดชวิต










ื่







(3) นักเรยนรจักเชอมโยงบทเรยนกับชวิตจรง อันจะทาใหนักเรยนเกดทักษะในการ


ประยุกต์ใชบทเรยนในชวิตประจาวันได ้






(4) นักเรยนมความลึกซึ้งกับตัวเองมากขึ้น อันนาไปสู่การคนพบและยอมรบตัวเอง ซึ่ง



เปนพ้นฐานของศักดิ์ศรความเปนมนุษยของนักเรยน








ครควรสนับสนุนใหมการจดบนทึกการไตรตรอง (Journaling) การจดบันทึกเปนวิธการ









หนึ่งทนักเรยนจะไดมโอกาสบันทึกเน้อหาทไดจาการไตรตรองดวยถอยคาทไดจากการไตรตรอง

ี่

ี่




ี่

ของตัวนักเรยนเอง การจดบันทึกอยู่เสมอในหองเรยนจะช่วยใหนักเรยนมความคิดทลึกซึ้งขึ้น และ
ี่








เปนเครองมอทช่วยใหนักเรยนไดบันทึกประสบการณของตนและติดตามกระบวนการการเรยนรได ้

ื่


ี่








ตลอดเสนทาง การใหนักเรยนไตรตรองและบันทึกหลังจากทากจกรรมการเรยนรโดยเฉพาะอย่าง










ยิ่งทั้งกจกรรมจิตอาสาหรอบ าเพ็ญประโยชนทุกคร้ง จะทาใหนักเรยนไดระลึกและดื่มดากับรสชาติ




ื่



ื่






แห่งความสุขและความยินดีทไดทาตนเพอผูอนอกคร้ง เปนการถักทอความรสึกน้ใหฝงรากลงในใจ

ี่

ของเขาใหลึกลงไปอก


130





ในบางโอกาส การไตรตรองดวยความเงียบ (Silence) การใหนักเรยนไตรตรองดวย



ื่





ความเงยบช่วงเวลาสั้นๆ ในชั้นเรยน โดยเฉพาะการใหเงยบในระหว่างชั้นเรยน เมอเกดความ






ขัดแยงหรอโตเถยงจนเกนความเหมาะสม จะช่วยใหเห็นภาพไดชัดเจน เกดสติ อันนาไปสูการแกไข





ปญหาทดีได
ี่










ิ่
การไตรตรองเปนขั้นตอนท่สาคัญยงของกระบวนการการศกษาคาทอลก เพราะจะทาให้






เกดความสานกเชงวพากษในการพจารณาตรวจสอบข้อเทจจรง เพ่อให้เกดการไตรตรองจงควรม ี














การตั้งคาถามอยางสมาเสมอ ไมเพยงแตคาถาม ‘อะไร’ และ ‘อยางไร’ แตรวมถง ‘ทาไม’ ด้วย เพ่อ















ช้ให้เหนและเจาะลกถงผลลัพธ เกดการตรวจสอบและตความข้อเทจจรงจากประสบการณ การ
ไตรตรองดวยค าถามท่ ีดีชวยใหนกเรยนมส านกเชิงวิพากษในการพิจารณาตรวจสอบ


















ขอเท็จจรง และรูจกคิดอยางมวิจารณญาณ แทนท่จะยอมรับข้อมูลหรอข้อเทจจรงใดๆ โดยไม ่








ลมหูลมตา และนาสูการสัมผัสสัจธรรมในระดับจตใจและจตวญญาณ


ี่



ี่

ความทาทายทสาคัญสาหรบครในขั้นตอนการไตรตรอง คอ การตั้งคาถามทจะขยาย






ื่



ขอบเขตการรบรของนักเรยน และกระตุนใหพวกเขาตองพิจารณาถึงมุมมองของคนอนเพอทาให ้
ื่



ี่

เขาเติบโตเปนคนทสมบูรณ ครตองกลาหาญพอทจะจัดสรรเวลา 5 - 10 นาทก่อนหมดคาบเรยน

ี่




เพอใหโอกาสนักเรยนได “ไตรตรอง” กระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรองน้จะสมบูรณ ์
ี่


ื่








ไม่ไดเลย หากนักเรยนไม่ไดรบโอกาสน้ ี


131

ความเป็นหนึ่ง

“มีอวัยวะหลายส่วน แต่มีร่างกายเดียว
อวัยวะแต่ละส่วนจะเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน”


(1คร.12:20, 25-26)






































132

บทที่ 8



วัดและประเมินผลเพือการพัฒนา






ในการเดินทางบนเสนทางสายไตรตรอง ใหญทาหนาทเปนคนนาทางในขั้นตอนท 5 คอ

















การวัดและประเมินผล ใหญเรมตนใหภาพรวมดวยการสรางความน่าสนใจ (Interest) โดยใหดู





ภาพของผูประเมินท่านหนึงซึงกาลังบอกผูถูกประเมินว่า “เพอความยุติธรรม ทุกตัวจะถูก


ทดสอบดวยวิธเดียวกน ขอใหทกตัวปนตนไมนน” ผูถูกประเมินประกอบดวย นก ลิง นกแพน














ี่
กวิน ช้าง ปลา(ทอยูในโถ) แมวน้า และ สุนัข ใหญตั้งคาถามว่า “การทดสอบนี้ยุติธรรมจริงหรือไม่?”





ู้
ี่





ทุกคนทเหนภาพคงทราบดว่า การทดสอบน้ไม่ยุติธรรมดังทีผประเมินกล่าวอางเลย ลิง



ย่อมไดเปรยบกว่าสัตวตัวอนๆ และในทางตรงกันขาม ไม่มทางเลยทปลาทอยูในโถจะปนตนไมได ้



























ใหญช้ประเด็นเพอนาสูการนาเสนอบทเรยนโดยอ้างถงคาของ อัลเบิรด ไอนสไตนว่า “ทกคนลวน








เปนอจฉรยะ แตถาเราตัดสนปลาดวยความสามารถของมนในการปนตนไมแลว มนจะ





ื่
เชอไปจนตลอดชวิตวา มนโง”







133



การวัดและประเมินผลแบบเหมาโหลด้วยการให้คะแนนสอบโดยใช้ขอสอบหรอการ



ทดสอบชุดเดยวกันไม่อาจเพียงพอสําหรบการศึกษาในปจจุบัน โดยเฉพาะหากเราตระหนักว่า



หนาทของโรงเรยนคาทอลิก คือ ส่งเสรมใหนักเรยนเปนมนุษยทสมบูรณเต็มตามศักยภาพของเขา









เป็นรายบุคคล









กระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรองเขามาเติมเต็มในส่วนน้โดยให้ความสาคัญ






กับการประเมินความกาวหนาในดานผลสัมฤทธ์ทางการเรยนของนักเรยนเปนคร้งคราวเพ่อใหเกิด





การเรยนรและพัฒนา ไม่ว่าจะดวย แบบทดสอบประจาวัน รายสัปดาห รายเดอน หรอรายภาค








การทดสอบเปนระยะๆ จะช่วยเตือนครและนักเรยนถึงระดับการเจรญเติบโตทางสติปญญา และได ้







เหนส่วนทขาดหายไปและตองจัดการเติมใหเต็มดวยการทาเพิมเพอใหเกดการเรยนรและพัฒนา













การวัดและประเมินผลตองมวัตถุประสงค์เพอประเมินความกาวหนาของนักเรยนเพอประโยชนใน












การพัฒนานักเรยนเปนรายบุคคล มิใช่เปนเพยงเพอการใหคะแนนและเกรดเท่านั้น

ื่


การวัดและประเมินผลตองคานึงถึงการเจรญเติบโตอย่างครบสมบูรณรอบดานของ







นักเรยนไม่ใช่เพยงการเรยนรทางวชาการ ดังนั้น จึงตองมการวัดและประเมินผลในพัฒนาดาน







ทักษะชวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ทัศนคติ และเหตุผลเชิงจรยธรรม โดยใช้วธทหลากหลาย






และคานึงถึงอายุและระดับการพัฒนาของนักเรยนแต่ละคนเปนสาคัญ ครทเปนคนช่างสังเกต















ย่อมจะรบรถงสัญญาณการพัฒนาการหรอการขาดการพัฒนาของนักเรยนในชั้นเรยนไดด ครู


134












ประเมินความกาวหนาของนักเรยนจากผลงานทนักเรยนไดลงมอทา และลงมอปฏบัติหลังจากได ้



คิดวนิจฉัยและไตรตรองประสบการณทไดรบในระหว่างคาบเรยน นักบุญยอหน แบปติสท เดอ ลา





ี่







ซาล องคอุปถัมภครคาทอลิก ไดใหคําแนะนาว่า ครควรศึกษาเด็กๆ เปนรายบุคคล สังเกต



ความสามารถ บุคลิกภาพ และสิ่งทตองมการพัฒนาเพิ่มในเด็กๆ แต่ละคน โดยการจดบันทึก






รายละเอยดทั้งหมด และบันทึกน้จะถูกส่งต่อไปยังครทมีหนาทรับผิดชอบเด็กๆ ในชั้นเรยนถัดไป









ทาใหครในชั้นนั้นไดรบรถึงการเปลยนแปลงและความแตกต่างของนักเรยนในแต่ละช่วงของการ






เติบโตและพัฒนาไดอย่างชัดเจน







นอกจากนั้น ครอาจใหนักเรยนช่วยกันทบทวนการเรยนรเพอติดตามและปรบปรงการ




















เรยนร และใชโอกาสน้เปนเครองมอทสาคัญของครทจะประเมินตนเอง เพอปรบปรงแผนการสอน

ู้



และวิธสอนของครใหดีขึ้นในคาบต่อไป การไตรตรองกอนสิ้นคาบเรยนเปนโอกาสทดทครจะไดรบร ้ ู














ถงความกาวหนาของนักเรยน แต่ครตองทาใหนักเรยนมันใจว่า การไตรตรองไม่ใช่การทดสอบและ











ไม่มการใหคะแนน มิฉะนั้นแลว นักเรยนจะไม่บันทึกประสบการณดวยคําพูดของตนเองอย่างอสระ







เพือสะท้อนความเขาใจทแทจรงของเขา แต่จะพยายามทาเช่นเดยวกับการตอบขอสอบเพอใหได ้











คะแนนสูงๆ และเกรดดีๆ เท่านั้น

ี่





กรอบการประเมินทักษะแห่งศตวรรษท 21 นาเสนอโดย ดักลาส รฟส ในหนังสอชือ ทักษะ




แหงอนาคตใหม การศึกษาเพอศตวรรษท 21 แปลโดย วรพจน วงศ์กจรงเรอง และอธป
















จิตตฤกษ (2554) สอดคลองกับแนวคิดพ้นฐานทางกระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรอง







รีฟสกาหนดปจจัยกาหนดและสมมติฐานของการทดสอบสาหรบการศึกษาในศตวรรษท 20 และที ่






ควรจะเปลยนแปลงไปในศตวรรษท 21 ในตารางท 1 ปจจยกําหนดและสมมติฐานของการ



ทดสอบ

135

่ อนความ



สมมติฐานของศตวรรษที่ 21 จุดประสงค์ของการทดสอบ คือ เพือ อนโลกความเป็นจริง ดังนั้น สะท้ เงือนไขในการทดสอบจึงผันแปรและ ่ เปลี่ยนแปลงได้ นักเรียนได้คะแนนจาก ความคิดสร้างสรรค์และการโต้ตอบสิ่ง ทีไม่ได้คาดคิด ่ ความเป็นธรรม หมายถึง การทีนักเรียน ่ ได้เป็นส่วนหนึงของกระบวนการ ่ ประเมิน ไม่เพียงรู้แต่ว่ามีความท้าทาย ใดบ้างในข้อสอบ แต่ยังมีส่วนช่วยคิด ความท้าทายเหล่านั้นด้วย ความสําเร็จเป็นสิงสะท้ ่ พยายามของบุคคลและความร่วมมือ















ตารางที่ 1 ปัจจัยกําหนดและสมมติฐานของการทดสอบ
ปัจจัยกําหนดของศตวรรษที่ 21 เงื่อนไขที่ไม่ต้องมีมาตรฐาน เดียวกัน ผลทดสอบในระดับบุคคล ส่วนผสมของผลงานจากแต่ละ คนและจากทั้งกลุ่ม



















สมมติฐานของศตวรรษที่ 20 จุดประสงค์ของการทดสอบ คือ เพือ ่ เปรียบเทียบนักเรียน ดังนั้น ความแปร ผันอยู่ทีตัวนักเรียน ไม่ใช่ทีเงือนไขของ ่ ่ ่ การทดสอบ นักเรียนได้คะแนนจาก การจดจําและทําตามกฎทีวางไว้ ่ ความเป็นธรรม หมายถึง การทีไม่มี ่ นักเรียนคนใดรู้ข้อสอบล่วงหน้า ดังนั้น และจดจํา ยิงนักเรียนสะสมความรู้ ่ ่ ได้มากกจะทําข้อสอบได้เนื้อหาที ็ เปิดเผย ความสําเร็จ หมายถึง การเอาชนะ น นําคือคนที่เป็ ยนคนอืน ผู้ ่ นักเรี เ

















ปัจจัยกําหนดของศตวรรษที่ 20 เงื่อนไขที่เปนมาตรฐานเดียวกัน ็ ความลับของเนื้อหา ผลทดสอบในระดับบุคคล


























136




รฟสไดนาเสนอกรอบการประเมินทักษะแห่งศตวรรษท 21 แบบใหม่ว่า กรอบการประเมิน












นี้เปนเหมอนกลุมดาวๆ แต่ละดวงอาจสดใสและมพลัง แต่กเปนเพยงหนึงในดาวอกพันลานดวงท ี ่







ส่องสว่างยามคาคน ดาวแต่ละดวงในกลุมดาวมความหมายเพราะความสัมพันธทมต่อดาวดวงอน














ทาใหเกดภาพทตรงใจตามการตความของนักดูดาว ในแผนภาพท 3 กรอบการประเมินแบบ



ใหมสําหรบทักษะแหงศตวรรษที 21 – กลมดาวของการเรยนรู












แผนภาพที 3 กรอบการประเมนแบบใหมสําหรบทักษะแหงศตวรรษที 21 – กลมดาวของการเรยนรู ้







ี่


การประเมินทักษะแห่งศตวรรษท 21 ตองทาใน 5 มิติ ได้แก ่






• สํารวจ - นักเรยนไดเรยนรอะไรนอกจากในบทเรยน นักเรยนเคยทา





ผิดพลาดอะไรและเรยนรอะไรจากสิ่งนั้น










• สรางสรรค - นักเรยนเสนออะไรใหม่ๆ บางทเปนความคิด ความร ความเขาใจ








• เรียนรู - นักเรยนเขาใจอะไรบาง นักเรยนทาอะไรเปนบาง










• เข้าใจ - มีหลักฐานอะไรทแสดงว่านักเรยนรจักประยุกต์ใชสิ่งท่เรยนรใน
สถานการณอน




137














• แบงปัน - นักเรยนจะใชสิงทเรยนรเพอช่วยเหลอผูอนในชั้นเรยน ชุมชน



หรอโลกไดอย่างไร



กรอบของรฟสนี้สามารถปรบเขากับทุกระดับชั้นและทุกวชาได กรอบน้เสนอจุดเนนท ่ ี










ชัดเจนและสอดคลองสาหรบบทเรยนทสรางสมดุลระหว่างความตองการเรยนรและความเขาใจใน














ื่



เน้อหาเชิงวิชาการกับความตองการสรางสรรค สารวจ และแบ่งปน โรงเรยนสามารถใชกรอบน้เพอ




พิจารณาช่องว่างระหว่างการประเมินแบบดั้งเดิมและโอกาสในการสรางความทาทายใหม่ใหแก ่







นักเรยน นเปนโอกาสทจะตอบสนองความตองการของศตวรรษใหม่ ตัวอย่างเช่น การทดสอบส่วน






ู้






ใหญมุงเนนไปททักษะการ “เรยนร” ซึงอยูดานขวาล่างของกรอบ โดยมักจะพิจารณาคาถามทว่า







“นักเรยนรอะไรบาง” และ “นักเรยนทาอะไรเปนบาง” เราอาจพัฒนาการประเมินน้อย่างมนัยสาคัญ






โดยการรวมองค์ประกอบอนๆ ในกรอบและคําถามทเกยวของกับองคประกอบเหล่านั้น
ื่
ี่
ี่











ในระหว่างการเดินทางสายไตรตรอง เราไดฝากกรอบความคิดน้ไวใหแกครเพอนรวมทาง

พิจารณาดวยความแอบหวังเล็กๆ ว่า จะไดจุดประกายให้พวกเขาเริมปรับเปลยนวธการวัดและ








ประเมินผลในการจัดการเรยนการสอนของพวกเขา เพอใหบรรลุตามเป้าหมายของการศึกษา






คาทอลิก หลังจากการเดินทาง คณครูขวญเรอน ใหมใจ โรงเรยนสันติวิทยา เชยงราย เปนหนึ่งท ี่













ไดเรมตนการเปลยนแปลงของตนเอง ตามปรากฏจากบันทึกของคุณคร เรือง บนเสนทางการ
สอนของครูชนแดน


บนเสนทางการสอนของครูชนแดน

ฉันมองถงกระบวนการการเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรองว่าเปนรากฐานสําคัญในการ








จัดการเรยนการสอน และการพัฒนานักเรยน เพราะ กระบวนการสอนทเน้นการไตร่ตรองเปน









กระบวนการเรยนรทช่วยในการพัฒนาทักษะด้านความคดของนักเรยน ซงถอได้ว่าเปนทักษะ




สําคัญในการเรยนรและเปนทักษะทต้องรองรบการประเมนคณภาพภายนอกของ สมศ. ในเรอง






















ของ “ผู้เรยนคดเปนทําเปน” และส่งทครผู้สอนคาดหวังจะเหนนักเรยนของตนเองเปนเยาวชนทม ี







คณภาพต่อไป พอได้รบโอกาสเข้ารบการอบรมในเรองของ “กระบวนการเรยนการสอนทเน้น








การไตร่ตรอง” จงเปนการกระต้นให้ฉันอยากทีจะให้ส่งดๆ ให้กับนักเรยนตัวเอง



138






ฉันเริ่มจากการสรางบรรยากาศในห้องเรยนทเอ้อต่อการเรยนร ทําให้นักเรยนมแรงจงใจ














ในการเรยน เปนการเพิ่มสสัน เพิ่มชวิตชวาในการเรยนรของนักเรยนให้น่าประทับใจ กระต้นการ








เรยนรของนักเรยนโดยการใช้คําถาม เพือให้ผู้เรยนเกิดการเรยนร ทําให้ผู้เรยนเกิดความ








กระตอรอรน และกระหายในการทจะเรยนร ฉันให้ภาพรวมก่อนทจะเร่มเข้าส่เน้อหาหรอ














กิจกรรมการเรยนร โดยการใช้เทคนค INTRO Model ฉันยืนยันได้ว่า เป็นเทคนิคนี้ช่วยพัฒนา







ทักษะในการเรยนรและการคด นักเรยนสามารถค้นคว้าความรเพิ่มเตมจากการเรยนรในห้องเรยน











ถอเปนการต่อยอดในการเรยนรได้เปนอย่างด ี



ในส่วนของการนําเสนอบทเรยนด้วย See-Judge-Act เปนขั้นตอนกระบวนการเรยนการ



สอนทสําคัญ เปนขั้นตอนทครผู้สอนต้องชัดเจน พรอมถ่ายทอดให้กับผู้เรยน แล้วร่วมกันสนทนา








ในชั้นเรยนในเน้อหา จะเหนได้ถงความสนใจของผู้เรยนในการเรยนร สามารถแยกแยะ
ู้




ความหมายระหว่างคําว่า “วรรณกรรมกับวรรณคด” ได้







ในการวัดและประเมนผล ฉันเปลยนการประเมนจากการตอบคําถามแบบปรนัยให้เปน






แบบอัตนัย รวมทั้งการสังเกตจากการทํางานและการมส่วนร่วมของนักเรยนในการเรยนร เพือให้
แน่ใจว่า นักเรยนเข้าใจวรรณกรรมและวรรณคดอย่างแท้จรง






ในความเปนจรง ในทกเน้อหา ทกรายวิชา ครผู้สอนสามารถนํากระบวนการเรยนรทเน้น









การไตร่ตรองไปสอนได้ ซงจะสามารถปรบเปลยนทัศนคตของผู้ทไม่สนใจในการเรยน ง่วงนอน















ในเวลาเรยน ไม่ชอบส่งงาน ได้เปนอย่างด และจะส่งผลถงผลสัมฤทธ์ ิของผู้เรยนให้สงข้นได้ อัน


จะทําให้ครูผู้สอนประทับใจในการเรยนรของผู้เรยน







คณครขวัญเรอน ใหม่ใจ
รองผู้อํานวยการฝายวิชาการ โรงเรยนสันตวิทยา เชยงราย




6 กันยายน 2014


บันทึกเรอง พฒนาเพยงเลกนอยก็ชนใจ ของคณครูนราภรณ จลลาย โรงเรยนดรณา

ื่











ราชบุร คุณครไดแบ่งปนประสบการณทไดเปลยนการจัดการเรยนการสอนและการวัดผลแบบเดิม
ี่




ี่




ใหเปนการสอนแบบไตรตรอง รวมถงสร้างการวัดผลเพอการพัฒนานักเรยน มิใช่เพยงเพอการให ้








คะแนนหรอเกรด


139

พัฒนาเพียงเล็กนอยก็ชื่นใจ





ดฉันเปนครสอนวิชาวิทยาศาสตร ระดับชั้น ป.5 ฉันจะเล่าถงการสอนของฉันให้ฟงนะ











เดมในการสอนแต่ละคร้ ัง ฉันบอกวัตถประสงค์กับนักเรยนเสมอว่า “จากการเรยนเมอจบ


เรองนั้นแล้ว เธอจะต้องบอก อธบาย จําแนก และทําแบบทดสอบของครได้” ในการสอนฉันหาสอ




รปแบบต่างๆ หรอข้อมลจากดาวเทยม โหลดลงแผ่น CD มาสอนและอธบาย สาธต ให้ทดลอง












(กิจกรรมกล่ม) และให้นักเรยนลงมอปฏบัต แล้วนํามาเสนอผลหน้าชั้นเรยน



การวัดผลทําโดยวิธหลายวิธตามความเหมาะสม
1. การสังเกต ด้วยแบบประเมนพฤตกรรม การทํากิจกรรม








2. การปฏบัต ด้วยแบบประเมนการปฏบัต ผลงาน ใบงาน การนําเสนอ อภปราย ทดลอง
รวมถงการสรปผล


3. การทดสอบ การตอบคําถาม แบบทดสอบปรนัย และแบบทดสอบอัตนัย











นคอรปแบบการสอนของฉัน ทกคร้ ังทสอน ฉันสังเกตเหนนักเรยนสนกและให้ความ
ร่วมมอเสมอ สงสัยจะกลัวว่าหากไม่ปฏบัตตามจะถกหักคะแนน








หลังจากฉันได้เข้าร่วมอบรมเชงปฏบัตการ เรอง การเรยนการสอนทเน้นการไตร่ตรอง ฉัน










เร่มเหนมมมองใหม่ๆ ในการจัดการเรยนการสอนแต่ละคร้ ัง ฉันเร่มต้นด้วยการให้ภาพรวมในการ
สอน ไม่ใช่บอกเพียงจดประสงค์เท่านั้น แต่ครอบคลมถงความจําเปนในการเรียนเรืองน้ว่า นําไปใช้


















อะไร หรอประโยชนทจะได้ในการเรยนคร้ ังน้ ี หัวข้อทจะเรยน เวลาทใช้ในแต่ละเรองและ


วัตถประสงค์ทเรยน ฉันสรางจดสนใจด้วยกิจกรรมเล็กๆ เพือลับสมองให้นักเรยนตนตัว เช่น ใช้








คําถามสรางประเดนให้คด กิจกรรม เกม สาธตสั้นๆ เพือสรางความน่าสนใจและให้ตนตัว











เมอเข้าส่เน้อหาการสอน ฉันแบ่งกลุ่มนักเรยนตามความถนัด นักเรยนมส่วนร่วมใน





กิจกรรมทกคน

1. ตั้งประเดนคําถามจากการสังเกต สงสัย

2. คาดคะเนคําตอบ สมมตฐานจากข้อมลและประสบการณทม ี






3. สบค้นข้อมล ทดลอง บันทกผล และนําเสนอหน้าชั้นเรยน




140


ฉันเปนเพียงผู้ควบคมกิจกรรมและผู้สังเกตการณการทํางานของนักเรยน นักเรยนนําเสนอ













ข้อมลหน้าชั้นเรยน นักเรยนทกคนเหนข้อมลของแต่ละกล่มและร่วมกันสรปประเดนแสดงความ


คดเหนและซักถามเพิ่มเตม หลังจากนั้น ฉันจงอธบายหลักการหรอให้อ่านแบบเรยนและให้นักเรยน













บันทึก ในขั้นสดท้าย ฉันจึงให้งานเพิ่มเตมเพือให้นักเรยนเหนความสําคัญเชอมโยงว่า เรยนแล้ว


นักเรยนได้อะไร เปรยบเทียบกับชวิตจรงด้วยการสํารวจสบค้นในชวิตประจําวันเปนงานต่อไปและ






บันทกส่ง





วิธการวัดผลของฉันหลากหลายมากข้น เช่น การสังเกตพฤตกรรมการพัฒนาของกล่ม การ


ให้ความร่วมมอและการปฏบัต การนําเสนองาน การสบค้นข้อมล การพัฒนาการเรยนรของนักเรยน








และฉันเลิกใช้ข้อสอบปรนัย









ผลทีเกิดการเปลียนแปลงทีฉนสงเกตได คอ นักเรยนมความสขกับการเรยน มการเตรยม







ความพรอมและนําอปกรณใช้งานมาร่วมมากข้น นักเรยนมความรบผิดชอบ ไม่เกียงงานกัน และ














นักเรยนช่วยเหลอกัน ฉันได้รบประโยชนตั้งแต่เริ่มเตรยมและคดงาน ฉันเหนอยมากนะ แต่ตอน





สอนฉันรสกมความสขและสบาย เพราะฉันเปนเพียงผู้กํากับและผู้สังเกตเท่านั้น






ประเด็นทีอยากแบงปน คือ การสอนแบบไตร่ตรองทําให้ฉันเหนความพรอมของนักเรยน





มากข้นในการเรยนและทํางานร่วมกัน อย่างน้อย ฉันทําให้นักเรยนคนหนงทเคยรสกว่า ตนเองต้อง









พึงคนเก่งประจํากล่มเสมอ ในวันน้เขาได้ค้นพบว่า เขามค่าและสามารถมส่วนร่วมในการทํางาน






กล่มของเขาได้เปนอย่างด นแหละ คอการพัฒนาแม้เพียงเล็กน้อยทฉันเห็นแต่ก็ทําให้ฉันชนใจ










คณครนราภรณ จลลาย





โรงเรยนดรณาราชบร ี








บันทึกของคุณคร 2 ท่านน้เปนตัวอย่างของการเรมตนของการเปลยนแนวความคิดและ


วธการวัดและประเมินผล ทั้งน้ เพอใหการศึกษาไทยพัฒนาและกาวหนาได เราจาเปนตองมการ















ปฏรปการวัดและประเมินผลของนักเรยนใหเปนส่วนหนึงของการปฏรปการศึกษาไทยอย่างเปน










ระบบและมองครวม อันเปนความทาทายของครและนักการศึกษาคาทอลิกทจะเปนผูจุดประกาย







ี่




ิ่

และรเรมการเปลยนแปลงเพอใหเกดผลอย่างแทจรง


141



ผมเรมตนบทน้ดวยการใหภาพรวมของใหญในการเดินทางสายไตรตรองในขั้นตอนท่ 5
















ผมจึงขอจบบทน้ดวยบทสรปและการทาทายทีใหญให้ไวกับเพอนรวมทางในตอนจบของการนํา








การเดินทาง ใหญได้นาขอความจากหนังสอชือ ครูนอกกรอบกบหองเรยนนอกแบบ ของ






เรฟ เอสควิท มาทาทายและจุดประกายเพอนรวมทาง ขอความน้ชี้ปญหาของการวัดและ








ประเมินผลในระบบการศึกษาในโลกปจจุบันไดอย่างตรงจุดและเจ็บปวด และยังตอกย้าใหเหนถง











จุดประสงค์ทแทจรงประการเดยวของการวัดและประเมินผล นันคอ เปนเครองมอของครูในการ

พัฒนานักเรยนทีเขารัก





เราจะไมถูกหลอกอีก



การทดสอบมาตรฐานกลายเปนฝนรายในโรงเรยนของเราไปแล้ว ครถกเรยกรองให้จัดการ













ทดสอบโน่นนเต็มไปหมด จนไม่มเวลาทจะสอนเดกนักเรยนในวิชาทพวกเขาควรมความร ส่วน







เดกๆ ก็หมดเรยวหมดแรงกับการทําข้อสอบจนไม่สนใจแล้วว่าคะแนนจะออกมาเปนอย่างไร ใน









บรรดาเรองตลกรายของสถานการณเช่นน้ คงไม่มอะไรหดห่ไปกว่าความจรงทแม้การทดสอบ





142






มาตรฐานจะถกคดข้นมา เพือเปนตัวช่วยให้เด็กๆ ของเราประสบความสําเรจ แต่ในทางปฏบัตกลับ



กลายเปนว่าการทดสอบมาตรฐานนั่นแหละททําให้พวกเขาล้มเหลว





ผลทีตามมา











การสอบนั้นเหมอนเทอรโมมเตอร มันเปนเพียงเครองมอท่ใช้ในการวัดเท่านั้นเองจรงๆ


แทนท่จะใช้วัดอณหภูม การสอบใช้วัดความเข้าใจทักษะอย่างหนง เดกๆ จําเปนต้องเข้าใจว่าการได้







คะแนนสอบน้อยไม่ได้แปลว่าโลกจะแตก ถงอย่างไรพ่อแม่ก็ยังรกพวกเขาอยู่ด ผมเองก็เหมอนกัน





ถ้านักเรยนทําข้อสอบการคณได้ไม่ด มันหมายความได้อย่างเดยวและอย่างเดยวเท่านั้น คอ เขายังไม่




เข้าใจทักษะในการคณ และผมก็ ยินดี จะสอนเขาใหม่









































143

ความรัก
“ความรักยอมอดทน มีใจเอือเฟอ


ไมอิจฉา ไมโออวดตนเอง

ไมจองหอง ไมหยาบคาย


ไมเห็นแกตัว ไมฉุนเฉียว
ไมจดจําความผิดที่ไดรับ

ไมยินดีในความชั่ว

แตรวมยินดีในความถกตอง



ความรักใหอภยทกอยาง

เชื่อทุกอยาง หวังทุกอยาง
อดทนทกอยาง” (1คร.13:1-8)



























144

บทที่ 9



จุดหมายอยูที่การพัฒนาเหตุผลเชิงจริยธรรม









เป้าหมายของการศึกษาคาทอลิก คอ หล่อหลอมนักเรยนใหเปนมนุษยทสมบูรณในทุกมิติ
ี่







ทั้งรางกาย สติปญญา จิตใจ และจิตวญญาณ บนความเชอพ้นฐานทีว่า มนุษยเกดมาพรอมกับ



ี่





ความสามารถดานต่างๆ ทพระเจาประทานใหมอยู่ในตน ซึ่งสามารถพัฒนาใหปรากฏไดอย่างค่อย



เปนค่อยไป จนบรรลุถงความเปนมนุษยแททมคุณค่า มความรบผิดชอบ รจักควบคุมตนจาก












ภายใน และมความสามารถในการตัดสินใจเลอกและปฏิบัติไดอย่างอิสระและสอดคลองกับมโน


ธรรมของตนทไดรบการหล่อหลอมจุดหมายขึ้นจุดหมายปลายทางของการศึกษาทแทจรงประการ














สาคัญประการหนึ่งจึงเปนพัฒนาการใชเหตุผลเชิงจรยธรรมของนักเรยนเหมาะสมตามวัยจนถงขั้น





สูงสุดเต็มตามศักยภาพของเขา กระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรองจะสามารถเปน




เครองมอทสาคัญของครทจะส่งเสรมใหนักเรยนไปสูจุดหมายปลายทางน้















ในการเดินทางสายไตรตรอง เรารวมกันศึกษาทฤษฎพัฒนาการของเหตุผลเชิงจรยธรรม



(The Cognitive Theory of Development of Moral Reasoning Ability) ของ 16ลอเรนซ โคหลเบิรก 16





(Lawrence Kohlberg) เพือเปนแนวทางในการส่งเสรมจรยธรรมของนักเรยน หลักการพัฒนาการ









ของเหตุผลเชิงจรยธรรมของโคหลเบิรก อยูบนขอสมมติฐานทว่า เหตุผลเชิงจรยธรรมมีการพัฒนา

ตามระดับความสามารถของการรการคิด แตกต่างกันไปตามอายุ บุคคลในวัยเด็กมเหตุผลเชิง








จรยธรรมตํ่ากว่าบุคคลในวัยผูใหญ โคหลเบิรกเสนอว่า พัฒนาการของเหตุผลเชิงจรยธรรม (Moral

Stages) มี 3 ระดับ ในแต่ละระดับยังแบ่งเปน 2 ขั้น ดังปรากฏตามตารางที 2





ตารางที 2 พฒนาการทางจรยธรรมตามทฤษฎของโคหลเบิรก (1969)






ระดับจรยธรรม และอาย ุ ข้นการใชเหตุผลเชิงจรยธรรม

ระดับท 1 กอนกฎเกณฑ อายุ 2 - 10 ขวบ ขั้นท 1 การหลบหลกการถูกลงโทษ

ี่

ี่

ี่
ขั้นท 2 การแสวงหารางวัล
ี่





ี่

ระดับท 2 ตามกฎเกณฑ อายุ 10 - 16 ปี ขั้นท 3 การทาตามความเหนชอบของผูอน
ี่





ขั้นท 4 การทาตามหนาทและกฎขอบังคับในสังคม



ระดับท 3 เหนอกฎเกณฑ อายุ 16 ปขึ้นไป ขั้นท 5 การทาตามคามันสัญญา
ี่



ี่
ี่
ขั้นท 6 การยึดอุดมคติสากล

145

ระดับและขั้นตอนของการพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมมรายละเอยดดังต่อไปน้ ี




ระดับที ่ 1 ระดับก่อนกฎเกณฑ์ (Preconventional Level)







เด็กอายุ 2 ถงประมาณ 10 ขวบมเหตุผลเชิงจรยธรรมในระดับน้ เด็กปฏบัติตามสิ่งทพ่อแม่

ี่


ี่



หรอครบอกใหทา และเรยนรว่า สิ่งใดดีหรอสิ่งใดไม่ดีจากผลทเด็กกระทาว่าจะโดนลงโทษทางกาย







หรอไดรบรางวัลหรือไม่ เด็กคํานึงว่า “อะไรจะเกิดขึ้นกบตัวฉัน” (What is it for me?) เหตุผลเชิง


จรยธรรมในระดับน้แบ่งออกเปน 2 ขั้น คอ






ข้นที 1 การหลบหลกการถูกลงโทษ (Punishment and Obedience Orientation) –



ฉันไม่อยากมปญหา






ขั้นน้เปนพัฒนาการของเหตุผลเชิงจรยธรรมในขั้นแรก เปนจรยธรรมของเด็กอายุ 2 ถง 7


ขวบ เด็กตัดสินใจหรอยอมกระทาพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึง เพราะความกลัวความเจ็บปวดจาก








การถูกลงโทษทางกาย เช่น เด็กไม่ด้อ เด็กยอมทาตามสิงทผูเล้ยงบอกหรอสัง เพราะกลัวถูกต กลัว




ถูกลงโทษ








ในเสนทางสายไตรตรอง เราทาทายกันว่า การสอนแบบน้ดแลวเหรอ เราอยากใหเด็กๆ

ของเราประพฤติตัวด ไม่ใช่เพราะพวกเขากลัวถูกลงโทษ เช่น หากนักเรยนไม่ทาเวร จะถูกลงโทษ




ี่

จรยธรรมในขั้นน้ หากปรากฏในผูใหญทเหตุผลเชิงจรยธรรมไม่พัฒนาตามวัย พวกเขาจะทาหรือไม่



ื่



กระทาสิ่งใดสิ่งหนึง เพราะเพียงกลัวถูกลงโทษ หรอกลัวตกนรก หรือเพียงเพอป้องกันตัวเองหรือ









หลกเลยงปญหา พวกเราเห็นพองกันว่า ครควรบ่มเพาะใหนักเรยนทําดีเพราะเขาเห็นว่าสิ่งนั้นเปน










สิงด ถูกตองและดงาม ดังนั้น ครจึงไม่ควรกระตุนใหนักเรยนไม่ว่าระดับใดๆ ประพฤติดดวยการขู ่
จะลงโทษหรอตัดคะแนน






ข้นที 2 การแสวงหารางวล (Instrumental-Relativist Orientation) – ฉันอยากไดรางวัล









ขั้นท 2 เปนจรยธรรมของเด็กอายุ 7 ถง 10 ขวบ เด็กเริมเรยนรว่า การกระทาทถูกตองคอ
















การกระทาทไดรบผลตอบแทนทน่าพอใจ เช่น ขนม อาหาร ของเล่น หรือเงน เป็นตน ทําใหเกิด






พฤติกรรมทเขาทานองว่า “ยนหมู ยืนแมว” หรือ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” หรือ “ผลัดกันเกาหลัง” การ

146






ื่



ใหเหตุผลในการกระทาในจรยธรรมขั้นน้ เช่น เด็กจะทาตามคาสั่งกต่อเมอมสิ่งของตอบแทน เช่น
ขนม เงิน เป็นตน



แน่นอนว่าของรางวัลล่อใจทั้งหมายเปนแรงโนมนาวใหเกดพฤติกรรมทดีได แต่หากเด็กๆ














เติบโตเปนผูใหญทมเหตุผลเชิงจรยธรรมและยังชะงักในขั้นน้ พวกเขาจะมเหตุผลการกระทาหรอไม่
ี่













กระทา เช่น ทาแลวไม่คุมค่ากับทลงทุนลงแรง หรอทาแลวสูญเปล่า หรอจะทาสิ่งใด ถงแมจะเป็น




















หนาทกจะขอหรอตองไดสิงตอบแทน มิฉะนั้นจะไม่ทา หรอทาแบบขอไปท ทเลวรายทสุด คอ พวก


ี่
เขาอาจทาอะไรเพราะเหนแก่อามิสสินจางโดยไม่คานึงว่าสิ่งนั้นเปนทสิ่งทถูกตอง ชอบธรรมหรอไม่

ี่









ครนักเดินทางสายไตรตรองตระหนักว่า โรงเรยนคาทอลิกไม่ประสงค์ใหนักเรยนจัดหรอรวม


กจกรรมจิตอาสาหรอกจกรรมสาธารณะประโยชนโดยหวังสิ่งตอบแทน









เมอนักเรยนโตขึ้น หากนักเรยนเรมยังคงแสวงหารางวัลเพ่อตอบแทนการทาความดีของ









เขา และไม่สามารถพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมใหสูงขึ้น เนองจากถูกตอกย้าด้วยการใหรางวัลคร้ง






แลวคร้งเล่า เท่ากับครูกาลังป้อนทอฟฟเคลอบยาพิษใหแกเขา ครูควรชักชวนนักเรยนใหทําในสิงท ี ่















ถูกตอง สิ่งทดงาม รวมกจกรรมจิตอาสาหรอบําเพ็ญประโยชน เพราะว่าสิ่งนั้นเปนสิ่งทถูกต้องด ี

ี่



งาม โดยไม่คํานึงว่าจะไดสิ่งใดตอบแทนหรอไม่ อันเปนระดับขั้นของเหตุผลเชิงจรยธรรมในขั้นท ่ ี








สูงขึ้น การกระตุนใหนักเรยนประพฤติดดวยการใหรางวัลเปนคร้งคราว เช่น ผลงานติดดาว การ



มอบเกยรติบัตรเปนสิ่งด แต่ไม่เพยงพอ ครูตองส่งเสรมใหนักเรยนทาความดและภูมิใจท่ไดทาสิ่ง












นั้นดวยตัวของเขาเองได ้

ระดับท 2 ระดับตามกฎเกณฑ์ (Conventional Level)










เหตุผลเชิงจรยธรรมในระดับน้เปนของเด็กทมพัฒนาการทางเหตุผลเชิงจรยธรรมมากขึ้น





ซึงโดยส่วนมากอยูในอายุระหว่าง 10 ถง 16 ปี ช่วงอายุนี้เปนช่วงทีเด็กไดรับการถายทอดทาง




สังคมจากหลายแหล่งโดยเฉพาะครอบครว เพอนและสังคม อิทธพลจากแหล่งเหล่าน้จึงมผลต่อ









เหตุผลเชิงจรยธรรมของเด็ก ทาใหพวกเขาเรมแสดงบทบาทของตนตามทบุคคลอืนและสังคม







คาดหวัง เด็กคานึงถงว่า “หลกเกณฑคออะไร” (What is the rule?) ระดับน้แบ่งเปน 2 ขั้น คือ








147

ข้นท 3 การทําตามความเห็นชอบของผูอน (Interpersonal Concordance) – ฉัน


ี่


อยากเอาใจใครสักคน




ในช่วงอายุนี้ เหตุผลท่สําคัญในการท่เด็กจะตัดสินใจกระทําหรอไม่กระทําพฤติกรรมเกด









ี่

จากการทเด็กรสึกว่า สิ่งทตัดสินใจกระทําหรอไม่นั้นไดรบความเหนชอบ ยนยอม หรอเปนไปตามท ี่


บุคคลรอบขางคาดหวังหรอยอมรบหรือไม่ ดังนั้น เด็กในช่วงอายุ 10 ถง 13 ปี มักมพฤติกรรมคลอย













ตามพฤติกรรมเลยนแบบ หรอพฤติกรรมททาใหตนเปนจุดเด่น เพอเรยกรองความสนใจและการ







ื่



ยอมรบจากผูอนโดยเฉพาะเพอน สาหรบเด็กบางคน การทจะเปนทยอมรบจากเพอนทําใหตนตอง



ื่












ี่

แสดงพฤติกรรมทเด่น รสึกว่าตนเปนผูใหญ ซึ่งอาจรวมถงพฤติกรรมไม่น่าปรารถนาหรอเบ่ยงเบน

เช่น พฤติกรรมการขับรถซิง พฤติกรรมการเสพสารเสพติด เป็นตน



หากเด็กๆ หยุดชะงักจรยธรรมอยูในขั้นน้ เมอโตขึ้น พวกเขาจะกระทําการใดๆ โดยเห็นแก ่




เครือญาติหรือพวกพองเพอนฝูงมากกว่าทจะตัดสินใจกระทาสิงใด เพราะเห็นแกส่วนรวมเปนหลัก














พวกเขาจะเลอกยึดเอาผลประโยชนของตนหรอพวกพองเปนหลักมากกว่าเอาประโยชนของ


ี่




ี่



ี่


ส่วนรวมเปนหลัก พวกเขาจะพลาดการมชวตทมคุณค่าและมความหมายทแทจรง เด็กๆทตองทา



ตามความกดดันน้จะตองเอาใจพ่อแม่ พวกเขาจะสูญเสียโอกาสการคนพบตัวเอง และไม่พึงพอใจ


ี่


กับชวิตของตนจนอาจถึงขั้นเกลยดตัวเองในทสุด เป้าหมายของการศึกษาคาทอลิก คอ ใหนักเรยน


เติบโตจนเต็มศักยภาพของเขา ครนักเดินทางสายไตรตรองย่อมไม่ปล่อยใหนักเรยนหยุดชะงักการ






เติบโตทางจรยธรรมของนักเรยนไวในขั้นน้ ี

ข้นท 4 การทําตามหนาทและกฎขอบงคบในสงคม (Law and Order) – ฉันปฏบัติ

ี่









ตามกฎ เพราะมันเปนกฎ

จรยธรรมในขั้นน้เปนจรยธรรมทสูงกว่าขั้นท 3 บุคคลกระทาสิ่งต่างๆ ตามกฎระเบียบหรอ





















หนาททสังคมกาหนด โดยไม่คานึงถงเครือญาติหรอพวกพองเพอนฝูง จรยธรรมในขั้นน้เปน





จรยธรรมของเด็กอายุ 13 ถง 16 ปี เช่น การปฏบัติตามกฎระเบยบโรงเรยน การปฏบัติตามกฎ








จราจร การปฏบัติตามกฎระเบยบขององคการหรอหน่วยงาน การประพฤติปฏบัติตามศีล 5 เป็นต้น







หากเด็กๆ หยุดชะงักการพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมอยูในขั้นน้ โดยการทอางกฎระเบยบ




ขอบังคับมาเปนประโยชนในการทจะกระทาหรอไม่กระทาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเปนเพยงการนาระเบยบ




ี่






ื่





ทมนุษยตั้งขึ้นมาอางโดยไม่ดูผลประโยชนทแทจรงของส่วนรวมในเรองนั้น



148








หากครใหนักเรยนปฏบัติตามกฎระเบยบเพียงเพราะว่ามันเปนกฎระเบียบทีทุกคนยอมรับ




และพึงปฏิบัติตาม ครนาพาเขาถึงขั้นท 4 นักเรยนรูถงขอบเขตและพฤติกรรมทครูคาดหวัง แต่หาก















ครูทาใหนักเรยนปฏบัติตามกฎระเบยบดวยการขูลงโทษหรอตัดคะแนน ครูกลับพาเขาไปขั้นท 1





หรอหากทาดวยการเสนอใหรางวัลหรอใหคะแนน ครชะงักการพัฒนาของนักเรยนให้อยู่ในขั้นท 2
ี่





ดังนั้น ครูต้องส่งเสริมใหนักเรยนมพัฒนาการถงขั้นน้ดวยการทาใหนักเรยนยอมรบ เขาใจ และ




















ปฏบัติตามกฎระเบียบในฐานะทเปนขอตกลงทางสังคมของการอยู่รวมกัน ซึงหากทาได กถอว่าด ี



ในช่วงอายุน้ แต่ครนักเดินทางสายไตรตรองเห็นพองตองกันว่า เราตองพยายามใหดกว่านั้น






่ 3 ระดับเหนือกฎเกณฑ์ (Postconventional Level)
ระดับที

เหตุผลเชิงจรยธรรมในระดับน้เปนของบุคคลทอายุตั้งแต่ 16 ปขึ้นไป บุคคลตัดสินใจ









กระทาหรอไม่กระทาสิ่งใดตามความคิดและเหตุผลของตน ซึงเหนว่าเหมาะสมแลว การตัดสินใจ



อยูบนพ้นฐานความถูกตอง ยุติธรรม หรอยึดประโยชนของส่วนรวมหรอสังคมเปนหลัก เด็ก







คํานึงถึงว่า “อะไรเปนหลกการทอยูเบ้องหลงการกระทํา” (What is the principle behind the







ี่
action?) ระดับท 3 แบ่งเปน 2 ขั้น คือ



ข้นที 5 การทําตามคํามนสญญาทางสงคม (Social-Contract Legalistic Orientation)






ู้



– ฉันรจักเกรงใจผอน







ิ่

บุคคลเรมเนนสิทธขั้นพ้นฐานและกระบวนการประชาธปไตยไดททุกคนมสิทธ มเสยง และ


ี่




มส่วนรวม บุคคลเรมตั้งคาถามว่า “อะไรทาใหสังคมดีงาม” ซึงคุณค่าทใหในแต่ละสังคมอาจ












แตกต่างกัน บุคคลยึดขอตกลงเพอประโยชนส่วนรวมและความถูกตองเปนหลัก จนกว่าขอตกลง





นั้นจะถูกเปลยนแปลงดวยกระบวนการประชาธปไตย












ครส่งเสรมใหนักเรยนมพัฒนาการถึงขั้นน้ ดวยการใหนักเรยนเขาใจถึงเหตุผลเบ้องหลัง








ของกฎระเบยบและใหนักเรยนเลอกทจะปฏบัติตามกฎระเบยบนั้น เพราะนักเรยนเหนว่าถูกตอง







เหมาะสมในสถานการณนั้น ครสรางสภาพประชาธปไตยใหนักเรยนไดอภปราย ถกเถยงอย่าง






ิ่

อิสระจนเห็นคุณค่าของการปฏบัติตามกฎ และสามารถเสนอใหปรบเปลยนกฎระเบียบ เรมตนจาก
ี่








ระเบียบของหองหรอแมแต่ของโรงเรยน นันหมายความว่า ครและโรงเรยนตองพรอมทจะเปดรับ







ขอเสนอของพวกเขา


149

ครโรงเรยนคาทอลิกปรารถนาใหนักเรยนรวมกจกรรมจิตอาสาและกจกรรมบาเพ็ญ

















ประโยชนดวยจิตสานึกของเขาเองว่า การทากจกรรมน้ทาใหสังคมดีงาม เรมตนจากกจกรรมเล็กๆ









เหล่าน้ นักเรยนรจักเกรงใจคนอนและพรอมเสนอตัวใหความช่วยเหลอพรอมเสยสละในเวลาและ






สถานการณทสมควร



ข้นท 6 การยึดอดมคติสากล (Universal-Ethic Principle Orientation) – ฉันมี


ี่



จรรยาบรรณของตัวเองทีฉันยึดถอปฏบัติ






บุคคลในขั้นท 6 แสดงเหตุผลทเปนหลักสากล ไม่ยึดติดต่อกฎเกณฑทางสังคมของตน


บุคคลมความยดหยุนทางจรยธรรมจะกระทาหรอไม่กระทาสิ่งใดตามหลักอุดมคติสากลซึ่งสะทอน







ี่



ี่



ในหลักของสิทธมนุษยชนททุกคนพึงไดรบการปฏบัติทเท่าเทยมกันอย่างมศักดิ์ศรความเปนมนุษย ์





เท่าเทยมกัน การตัดสินใจเชิงจรยธรรมอยู่ทบุคคลสามารถตัดสินอย่างยุติธรรมได โดยคํานึงถง





ผลกระทบทอาจมต่อบุคคลทเกยวของทั้งหมดในสถานการณนั้น การใชเหตุผลเชิงจรยธรรมจะ










พิจารณาโดยคานึงถงมุมมองของทุกฝายบนพ้นฐานของความยุติธรรมทางสังคมได








การบรรลุวุฒิภาวะเชิงจรยธรรมของบุคคลนั้นแสดงออกในทางการใชเหตุผลเชิงจรยธรรม
ไดอย่างชัดเจนทสุด เหตุผลเชิงจรยธรรมน้ไม่ขึ้นอยูกับกฎเกณฑของสังคมใดสังคมหนึงโดยเฉพาะ




ี่







เพราะเหตุผลเชิงจรยธรรมมิใช่การประเมินค่าการกระทาไปในทานองว่า “ด” หรือ “ชั่ว” แต่จะเปน





การใชเหตุผลทลึกซึ้งและกวางขวาง ยากแกการเขาใจย่ง ขึ้นเปนลาดับไป บุคคลทาด เพราะด้วย











จรรยาบรรณของเขาเห็นว่าสิงนั้น “ด” และ ละเวนการทาชัว เพราะเห็นว่าสิ่งนั้น “ชั่ว” ไม่ใช่เพราะ
ื่
ี่



เพอใหไดดีกลับคืนมา หรอกลัวความชั่วทจะเกดขึ้นกับตัวเอง








เม่อขั้นท่ 6 น้เปนเหมอนจุดหมายปลายทางของการพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมของ โคห์




ลเบิรก เปนขั้นของจรรยาบรรณทีอยู่ภายในจิตวญญาณของแต่ละคน ครไม่ควรปรารถนาทจะสอน



ให้นักเรยนของฉันปฏบัติตามกฎหมายและกฎระเบยบแบบแผนทางสังคมซึงรวมถงของโรงเรยน















อย่างไม่ลมหูลมตา หรอเพยงเพอใหเปนทยอมรบของคนอืนในสังคมเท่านั้น ครตองชักนานักเรยน







ปฏบัติตามกฎระเบียบเหล่านั้นอย่างมวิจารณญาณ เพราะเขาเห็นว่าเปนความถูกตอง เปนธรรม










บนพ้นฐานและจรรยาบรรณของเขาทไดรบการปลูกฝงและเติบโตมาอย่างด ยงกว่านั้น เขาตอง






กลายนหยัดและสามารถทาทายกฎหมายหรอกฎระเบยบใดๆ ทไม่อยูบนพ้นฐานของความถูกตอง




ี่



และเปนธรรมอันเปนสากล นแหละ คอ ความกลาหาญทางจรยธรรม







150








โคหลเบิรกใหความเหนว่า บ่อเกดของเหตุผลเชิงจรยธรรมมาจากการพัฒนาทางการรบร ้ ู







และการนามาคิดจนกลายเปนการรคิดหรอความฉลาด ในขณะทเด็กไดมโอกาสติดต่อสัมพันธกับ

















ผูอน การไดเขากลุมทางสังคมประเภทต่างๆ จะช่วยใหผูทมความฉลาด ไดเรยนรบทบาทของ




ตนเองและของผูอน อันจะช่วยใหเขาพัฒนาทางจรยธรรมในขั้นทสูงขึ้นไปไดอย่างรวดเรว การ






พัฒนาทางจรยธรรมนั้น มิใช่การรบความรจากการพราสอนของผูอน

ื่

ํ่







การพัฒนาทางการใชเหตุผลเชิงจรยธรรมเปนไปตามขั้น จากขั้นท่หนึงผ่านแต่ละขั้นไป












จนถึงขั้นทหก บุคคลจะพัฒนาขามขั้นมิได เพราะการใชเหตุผลในขั้นทสูงขึ้นไป จะเกดขึ้นไดดวย









การมความสามารถในการใชเหตุผลในขั้นทต่ากว่าอยูก่อนแลว และต่อมาบุคคลไดรบ


ประสบการณทางสังคมใหม่ๆ หรอสามารถเขาใจความหมายของประสบการณเก่าๆ ไดดีขึ้น จึง








เกดการเปลยนแปลงทางความคิดและเหตุผล ทาใหการใชเหตุผลในขั้นทสูงต่อไปมมากขึ้นเปน








ลาดับ ส่วนเหตุผลในขั้นทตากว่า กจะถูกใชนอยลงทุกท และถูกละทิ้งไปในทสุด นอกจากน้ มนุษย ์

ี่
ํ่
ี่






ทุกคนอาจจะไม่พัฒนาทางจรยธรรมไปถึงขั้นสุดทายคอขั้นทหก แต่หยุดชะงักอยูในขั้นใดขั้นหนึ่งท ี่
ี่












ตากว่ากได โคหลเบิรกพบว่า ผูใหญส่วนมากจะมพัฒนาการถงขั้นท 3 หรือ 4 เท่านั้น

ในการเดินทางสายไตรตรอง เราไดศึกษาหลักการและวธการพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรม







จากรายงานการสงเคราะหงานวิจยเกยวกบคณธรรม จรยธรรมในประเทศไทยและ








ตางประเทศ (2550) โดย ผศ.ดร. ดุจเดือน พนธมนาวิน ศูนยส่งเสรมและพัฒนาพลังแผ่นดิน










เชิงคุณธรรม สานักงานบรหารและพัฒนาองคความร (องค์กรมหาชน) เพอเปนแนวทางการนา





ทฤษฎสูการปฏบัติจรง ดังน้ ี


1. หลกการพฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรม





หลักในการพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมทสาคัญมดังน้ ี

ี่



ประการท 1 เหตุผลเชิงจรยธรรมพฒนาตามอาย เหตุผลเชิงจรยธรรมจะพัฒนาไป





ตามความสามารถทางการรการคิด เด็กมความสามารถทางการรการคิดนอยกว่าผูใหญ เหตุผล













เชิงจรยธรรมจึงยังไม่พัฒนามาก เด็กเล็กควรฝกในเชิงรปธรรมหรอพฤติกรรมใหมาก ส่วนการฝก







จิตใจยังควรเปนรอง ดังนั้น โครงการทเนนการสอนเด็กเกยวกับจรยธรรมขั้นสูง โดยไม่ฝกพฤติกรรม






ใหมาก จะประสบความสาเรจนอย
151



ประการท 2 การพฒนาไมกระโดดขามข้น การพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมจะตอง
















ค่อยๆ พัฒนาทละขั้น เช่น บุคคลมจรยธรรมอยูขั้นท 3 มการทาตามพวกพอง ครูจะตองพัฒนาให ้

เขามเหตุผลเชิงจรยธรรมในขั้นท 4 การทาตามกฎระเบยบสังคม ก่อนทจะพัฒนาขึ้นขั้นท 5 การทา
ี่


ี่

ี่



ตามคํามั่นสัญญา การพยายามใหพัฒนาจากขั้น 3 เปนขั้น 5 โดยขามขั้น 4 จะเปนการพัฒนาแบบ





ชัวคราว หรือทเรียกว่า “พัฒนาแบบใส่ซิลิโคน” ดังนั้น ผลการพัฒนาจะไม่ยังยน



ประการที 3 การพฒนาควรพฒนาในชวงทีไมมนคง ผูฝกไม่ว่าจะเปนพ่อแม่ คร หรือ



















นักพัฒนา ควรพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมของบุคคลในช่วงทเขาเกดความไม่มันคง เช่น เมอเกด






ทางเลอก 2 แพรง และจาเปนตองเลอกทางใดทางหนึ่ง เด็กในช่วงอายุ 9 - 12 ปี เปนช่วงวิกฤติของ


การพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรม




ประการท 4 การพฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมควรทํา ควบคูไปกบการปรบ






พฤติกรรมและการใหรางวล หลักในการฝกอบรมและใหรางวัลเพอพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรม





ในขั้นต่างๆ ดังตารางพัฒนาการของเหตุผลเชิงจรยธรรม ดังน้ ี


ตารางที 3 ตารางพฒนาการของเหตุผลเชิงจรยธรรม




พฒนาการของ ชนดของรางวล การฝกอบรม


เหตุผลเชิงจรยธรรม


ื่



1. การหลบหลกการถูกลงโทษ สัมผัสทางกายทอ่อนโยน ใหเชอฟง

(อายุ 2-7 ขวบ)

ื่


2. การแสวงหารางวัล วัตถุสิงของ ใหเชอฟง
(อายุ 7 – 10 ขวบ)
3. การทาตามความเหนชอบของ กล่าวชมเชย และใหรางวัลท ี่ ใหรูจักควบคุมตน






ผอน (อายุ 10 - 13 ปี) เปนสัญลักษณ ์

ู้





4. การทาตามหนาทและกฎ เรมใหรางวัลตนเอง ใหรูจักควบคุมตน
ิ่



ขอบังคับในสังคม (อายุ 13 - 16 ปี)




5. การทาตามคามันสัญญา ความภาคภูมิใจในตนเอง ใหรางวัลตนเองได ้

(อายุ 16 ปขึ้นไป)


6. การยึดอุดมคติสากล ความภาคภูมิใจในตนเอง ใหรางวัลตนเองได ้
(อายุ 16 ปขึ้นไป)




152






ประการท 5 ผูฝกหรอพฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรม จะตองเปนผูทมจรยธรรมสูง











กวาผูถูกฝกอยางนอย 1 ข้น การเลอกบุคคลมาเปนผูฝก หรอผนาการอภปรายกลุมในการทา


ู้





















กจกรรมพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมจะตองเลอกบุคคลทมจรยธรรมสูงกว่าผูถูกฝกอย่างนอย 1 ขั้น










ครูเพอนรวมทางสายไตรตรองตระหนักว่า การพัฒนาเชิงจรยธรรมใหกับนักเรยนตองเรมตนจาก



ตนเองกอน





ประการท 6 เรองทจะนามาใชในการพฒนาจรยธรรมตองเปนเรองของความ


















ขดแยงระหวางคณธรรมหลายตัว หรอความขดแยงของประโยชนหลายฝาย (Moral






Dilemma) การพัฒนาคุณธรรมทละตัวมิใช่วิธการพัฒนาจรยธรรมทถูกตองตามหลักวิชาการ





ประการที 7 สภาพประชาธปไตยเปนสภาพทจะชวยในการพฒนาจรยธรรมไดดี





ทสด การอบรมเล้ยงดูการปกครองแบบรกสนับสนุน และ การอบรมเล้ยงดูการปกครองแบบใช้



ี่






เหตุผลมากกว่าอารมณ จะช่วยพัฒนาจรยธรรมของนักเรยนไดดท่สุด

2. วิธการพฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรม







วิธการพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมแบ่งเปน 6 ขั้น ดังน้ ี



ข้นที 1 ผูฝกตองวดระดับเหตุผลเชิงจรยธรรมของผูถูกฝกกอน เพือจะไดทราบว่าผู ้











ถูกฝกมเหตุผลเชิงจรยธรรมในระดับใด ขั้นใด ควรใชหลายวิธในการวัดเหตุผลเชิงจรยธรรมเพอ








ประกอบการพิจารณา เช่น การตอบแบบอิสระ การตอบแบบวัดเหตุผลเชิงจรยธรรม เป็นตน โดย








ปกติแล้ว ผูตอบมักใหเหตุผลเชิงจรยธรรมในลักษณะของ “แซนวช” คอ จะใชเหตุผลเชิงจรยธรรม










ในขั้นทตนเองอยูเปนจานวนความถสูงทสุด และอาจใชเหตุผลเชิงจรยธรรมทั้งในขั้นทสูงกว่าและ



ี่



ตากว่าตนเองดวย แต่ในปรมาณทนอยกว่า









ี่



ข้นท 2 เมอทราบว่าผูถูกฝกมเหตุผลเชิงจรยธรรมในขั้นใดแลว ผูฝกตองเสนอปญหา




หรอสถานการณขดแยงทางจรยธรรม ผูฝกตองเสนอความร หรอเหตุการณใหม่ๆ ทมีความ























ี่
ขัดแยงกันหรอทาใหผูถูกฝกเกดความไม่พอใจกับเหตุผลเดิมทเขามักใชอยูเปนประจา

ี่
ี่
ข้นที 3 ใหคิดตัดสินใจ และแสดงเหตุผลเกยวกับปญหาหรอสถานการณทเสนอไป





ข้นท 4 สรางใหเกิดความขดแยงภายใน จากการพบประสบการณใหม่ๆ หรอเหตุผล



ี่










ใหม่ๆ ซึ่งมรปแบบวิธพัฒนาหลายวิธ เช่น วิธการอภปรายกลุม วิธการใชบทเรยนดวยตนเอง วิธใช ้






ี่
ี่

ื่

ตัวแบบ วิธสวมบทบาทเพอรบทราบเหตุผลขั้นทสูงกว่าทตนใช เป็นต้น


ขั้นท่ 5 สร้างความเขาใจหรอความกระจางในเหตุผลใหมทสูงกวา บุคคลจะเรม









ยอมรับ หรอเห็นดวยกับเหตุผลขั้นสูงกว่า เช่น จากการอภปรายกลุมในขั้นส ดวยการนาเสนอ









ื่






ี่
เหตุผลขั้นทสูงกว่าเดิมอกหนึ่งขั้นของเพอนๆ ในกลุม ทาใหผูถูกฝกเกดความไม่สมดุลทางความคิด
153














ทาใหเกดความเครยด ซึงส่งผลใหผูถูกฝกตองคนควา แสวงหาและยอมรบเหตุผลขั้นทสูงกว่า เพือ




ลดความตึงเครยดและกลับสูสมดุลอกคร้ง






ข้นท 6 การสรปยนยนการตัดสนใจ และแสดงเหตุผลอกคร้ง ผูฝกเสนอปญหาหรอ







ี่







เหตุการณขัดแยงทางจรยธรรมเหตุการณใหม่ หลายๆ เหตุการณ แลวดูว่าผูถูกฝกจะใหเหตุผลใน








ขั้นทสูงกว่าหรอไม่ ถาเหตุผลส่วนใหญทใหเปนขั้นทสูงกว่าเดิม แสดงว่าผูถูกฝกมพัฒนาการทาง



ี่



จรยธรรมทสูงขึ้น
ี่





หลังจากเรยนรทฤษฎและแนวทางการปฏบัติ คณครูชลละดา ชิวรมย โรงเรียนมารีย ์















อนุสรณ บุรรมย ไดนาการพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมไปเตรยมนักเรยนใหพรอมรบมอกับวิกฤตเชิง






คุณธรรม (Moral Dilemma) ทอาจจะเกดขึ้นไดกับเด็กๆ ของคุณครในอนาคต คุณครไดแบ่งปน





ื่



ประสบการณในบันทึกเรอง “เลอกตอบแบบไหนก็ไดคะ”



เลือกตอบแบบไหนก็ไดคะ







ฉันเปนครสอนวิชาคณตศาสตร ชั้น ป. 6 โรงเรียนมารีย์อนสรณ บรีรมย์ ในเดอน










พฤศจกายน พ.ศ. 2556 โรงเรยนได้เลอกฉันไปอบรมในคร้งน้ ซงฉันยังไม่เข้าใจเท่าไรนักในตอน




แรก แต่เมอจบการอบรม ฉันเร่มสนกกับการเดนทางบนเสนทางสายไตร่ตรอง และตั้งใจว่าฉัน




จะต้องเปลยนแปลงตัวเองคร้งใหญ่





ฉันจําได้ว่า วั้นนั้นเปนวันพฤหัสบด ฉันสอนคาบแรกห้อง ป. 6/3 ฉันพูดคยกับนักเรียน
ตามปกต ในตอนนั้นฉันมองหน้าเดกๆ นักเรยนของฉัน ฉันกวาดสายตาไปทั่วห้อง นักเรยนจ้องมอง




มาทฉัน ฉันน่ง นักเรยนก็น่ง แต่มอยังยุกยิกหยิบสมด หนังสอ ปากกา เตรยมพรอมว่าครจะสั่งเปด












หนังสอหน้าไหน








ฉันพูดว่า “นักเรยนคะ เก็บอปกรณทกอย่างลงใต้โต๊ะค่ะ วันน้ครมเรองราวจะมาเล่าให้




นักเรยนฟงนะคะ ขอให้พวกเราทกคนตั้งใจฟง และคดตามด้วยนะคะ” เรองมอยู่ว่า








เดกชายตะวันเรยนอยู่โรงเรยนมชอเสยงแห่งหนง ครอบครวมฐานะปานกลาง ในห้องเรยน













ของตะวัน เพือนๆ จะคยเกียวกับโทรศัพท์มอถอร่นใหม่ล่าสด ทกคนมหมด ยกเว้นตะวัน ตะวัน












อยากได้โทรศัพท์ร่นน้มาก แต่ด้วยตอนน้แม่เขาปวยหนักต้องใช้เงนจํานวนมากเปนค่าผ่าตัด ตะวัน


154












รสกว่าไม่มใครคยด้วยเลย และตัวเองก็จะคยกับเพือนไม่รเรองว่าเขาคยอะไรกัน ตะวันอยากอยู่ใน

กล่มของเพือน และเพือนบางคนก็หัวเราะเยาะตะวัน











ในขณะทตะวันเดนซ้อของทห้างสรรพสนค้าแห่งหนง ตะวันได้ไปรานโทรศัพท์ซงได้เหน












ร่นทตนเองอยากได้ ร่นน้เลยทเพือนๆ กําลังฮอตกัน ตะวันได้แต่มอง และจับดบ้าง ตอนจะกลับ



ตะวันได้เหลอบไปเหนกระเปาสตางค์ พอเปดดเหนเงนเยอะมาก มากพอทจะซ้อโทรศัพท์ร่นใหม่















ได้แล้ว ตะวันอยากได้โทรศัพท์มากเลยเก็บเงนไว้ในกระเปาตนเอง ในขณะเดยวกันได้ยินพ่อคย

โทรศัพท์เกียวกับอาการปวยของแม่และยังไม่มเงนพอสําหรบค่าผ่าตัด ตะวันรสกสับสน แต่ตะวัน







อยากได้โทรศัพท์มากๆ






พอฟงจบแล้ว ฉันถามนักเรยนว่า “ถ้านักเรยนเปนตะวัน นักเรยนจะทําอย่างไร?” นักเรียน




ต่างยกมอและตอบคําตอบของตนเอง ฉันให้นักเรยนทตอบว่า เอาเงนไปประกาศหาเจ้าของ เอาเงน






ไปซ้อโทรศัพท์ และเอาเงนไปรกษาแม่ ให้มารวมกล่มกันและแสดงความคดเหนร่วมกันว่า ทําไม







ตัวเองคิดอย่างนั้น ให้นักเรยนจดบันทกไว้ด้วย มนักเรยนคนหนงถามฉันว่า “หนูเลอกแบบนี้ได้




ไหมคะ” ฉันตอบไปว่า “นักเรยนเลอกตอบแบบไหนก็ได้ค่ะ” จากนั้นนักเรยนก็พูดคยกันในกล่ม









ของตนเอง แสดงความคดเหนร่วมกัน ฉันมองดแล้วถงจะเสยงดังไปนดแต่ก็ค้มนะกับการให้



นักเรยนกล้าแสดงความคดเหนมส่วนร่วมในกล่ม




ฉันถามเหตผลของการเลอกของแต่ละคน นักเรยนทคดต่างกันก็จะเกิดข้อถกกันแย้งกันบ้าง







ฉันเห็นพัฒนาการของนักเรยนทไม่กล้าแสดงออก ไม่แสดงความคดเหน ได้มการแสดงความ








คดเหนมาก เพราะฉันได้บอกไปว่า "เปนการแสดงความคดเหนสําคัญทเหตผลค่ะ” ฉันยังได้เหนว่า









นักเรยนได้พูดคยแลกเปลยนกัน มการยอมรบความคดเหนทแตกต่าง ฉันให้เงอนไขเพิ่มเตมว่า “ถ้า















เงนจํานวนนั้นสามารถรกษาแม่ให้หายได้จะเปลยนความคดหรอไม่?” ให้พิจารณาคําตอบของ

ตนเองอกรอบหนง และนักเรยนตอบมาตามความคดของนักเรยนเอง ฉันถามว่า “ใครบ้างทเปลยน















ใจ เพราะเหตผลอะไร?” นักเรยนตอบมาว่า “เอาเงนมารกษาแม่ดกว่า ถ้าแม่หายแล้วก็ทํางานหาเงน





มาใช้หน้ ีเอง” ฉันถามอกว่า แล้วคนทเอาเงนไปซ้อโทรศัพท์ละคะ นักเรยนตอบว่า “อยากได้


โทรศัพท์มากๆ ค่ะ”






จากนั้นฉันก็นําความคดเหนของนักเรยนมาสรปว่า คณธรรม 2 อย่างมอะไรบ้าง? และโยง





มาว่าให้นักเรยนรจักเลอกในส่งทจําเปนต่อชวิตมากทสด บางอย่างเราต้องเลอกและต้องใช้เหตผล

















หลายๆ อย่างมาช่วย ฉันพูดชมเชยนักเรยนว่า “ครดใจทเหนนักเรยนสนใจกิจกรรมน้และเห็นบาง

155








คนกล้าแสดงออกมากข้น” จากนั้นมานักเรยนทไม่เคยยกมอตอบ ก็ยกมอตอบมากข้น กล้าซักถาม

มากข้น กล้าแสดงออกมากข้น


นเปนก้าวแรกทฉันลองใช้วิธการพัฒนาพวกเขาเชงจรยธรรมด้วย Moral Dilemma และฉัน



ี่

ี่



จะพยายามพัฒนาการสอนของฉันต่อไป ฉันหวังว่าฉันจะมเพือนร่วมเดนทางบนเสนทางไตร่ตรอง


ร่วมกับฉันมากข้นนะคะ


คณครชลละดา ชวรมย์






โรงเรยนมารย์อนสรณ บรรมย์




7 มถนายน 2014




คณครูอรณย จิวประสาท โรงเรยนยอแซฟอุปถัมภ มั่นใจและภูมิใจในตัวนักเรยนมาก









ขึ้น เม่อเขายืนยันว่า “ยงไง หนูก็ยอมเปนขโมยคะ” หลังจากนักเรยนคนนั้นไดพิจารณาถง













เหตุการณทเกดขึ้น ผลกระทบน้คงเกดขึ้นกับบุคคลรอบขาง ตัดสินใจทจะยอมเปนขโมยดวย




เหตุผลเชิงจรยธรรม และเลอกทจะลงมอทาแม้ว่าสิ่งนั้นอาจไม่ถูกตองในสายตาของคนอน นแหละ
ี่

ื่






เปนการหล่อหลอมความกลาหาญทางจรยธรรมใหแก่นักเรยน






ยังไง หนูก็ยอมเปนขโมยคะ









ฉันคอคณครอรณย์ จวประสาท (ครกุ้ง) เปนครภาษาอังกฤษของโรงเรยนยอแซฟอปถัมภ์







แผนก English Programme ได้มโอกาสเข้าร่วมการเดนทางเพือเรยนรกระบวนการเรยนการสอนท ่ ี









เน้นการไตร่ตรอง ซงเรยกกันว่า “ร่นบุกเบิก” ของโรงเรยน หลังจากการเดนทางจนถงทหมาย ฉัน







ได้เก็บเกียวประสบการณต่างๆ มากมายระหว่างการเดนทาง และมความต้องการเปนอย่างมากทจะ




แบ่งปนประสบการณน้ส่นักเรยนทรกของฉัน และเปนโอกาสทดของฉันก็มาถง













ในบทเรยนทฉันต้องสอนภาษาอังกฤษ เรอง คณสมบัต คณลักษณะของคนในอาชพต่างๆ















และชั่วโมงจรยธรรม ฉันจงได้นําเรองสมหมายขโมยยาทคณโปงใช้ในการเดนทาง มาให้นักเรยน











ทกคนอ่านและแสดงความคดเหนเกียวกับเรองน้ ฉันได้ดําเนนการทกอย่างตามแบบทฉันเคยได้รับ









มาจากเข้าร่วมการเดนทาง เร่มต้นให้นักเรยนอ่านตามลําพัง แสดงความคิดเหนในห้อง เข้ากล่มย่อย
156











อภปรายในกล่มของตนเอง และให้นักเรยนสรปของตนเอง ช่างเหลอเชอ! ส่งทฉันจดจําได้ดจากวัน






นั้น คือ มเดก 2 คน คดเหนไม่เหมอนกัน คอ น้องเพชร และ น้องไนซ น้องเพชรเปนเดกพุทธท ่ ี




ครอบครวเข้าวัดสมําเสมอ และได้มโอกาสบวชเณรภาคฤดรอนเปนประจํา ส่วนน้องไนซ เปนเดก





















คาทอลกทเข้าวัดทกวันอาทตย์ ไม่เคยขาด.. นเปนคําพูดและความคดของนักเรยน ม.3 หรือน!







ครกุ้ง : “ถ้านักเรยนเปนสมหมาย นักเรยนจะขโมย หรอไม่ขโมย เพราะเหตใด?”




เพชร : “ผมไม่ขโมยครบ เพราะการขโมยเปนส่งทไม่ดครบ ต่อให้ภรรยาหายก็อาจจะเปน








ความผิดทตดในใจผมไปตลอดครบ”






ไนซ์ : “สําหรบหน หนจะขโมยค่ะคร เพราะชวิตคนมค่ามากกว่าส่งใดๆ นะคะ”





ครูกุ้ง : “แล้วน้องเพชรจะทนเปนคนทรกตายไปต่อหน้าต่อตาได้เหรอ?”
เพชร : “คนทกคนเกิดมาก็ต้องตายนะครบคร ชวิตทกชวิตมค่าก็จรง แต่เราจะทําผิดต่อคน










อนได้ยังไงครบ เภสัชเค้าเสยเงนทองมามากมาย เค้าอาจจะไปกู้ยืมใครมาก็ได้นะ





ครบ ถ้าเราไปขโมย เค้าก็จะเดอดรอนนะครบ”


ครูกุ้ง : “น้องไนซคะ ถ้าหนไม่ใช่สมหมาย หนจะขโมยยาหรอเปล่าคะ ถ้าหนบังเอญไปอยู่






ในสถานการณแบบนั้น?”






ไนซ์ : “ครคะ ยังไงหนก็ยอมเปนขโมยค่ะ เพราะพระเจ้าบอกว่าให้รกผู้อนเหมอนรก




ตัวเอง ถ้าหนต้องตดคกอก ไม่นานหนก็จะออกมาค่ะ”




ครูกุ้ง : “นักเรยนเข้ากล่มของตนเองและลองอภปรายกันอกคร้งนะคะ เดยวเรามาลองดอก
















คร้งว่า ทกคนมความคดเหนอย่างไรกับเหตการณน้”









หลังจากบทสนทนาน้ ฉันได้ให้ทกคนลองคยกันในกล่มของตนเองอกคร้ ังว่าใครคดเหน

อย่างไร มหลายคนเปลยนความคดของตนเองเมอได้ฟงเพือนคนอน หลายคนมความมั่นใจใน












ความคดของตนเองมากข้น ฉันได้มโอกาสเล่าเหตการณทเปน Moral Dilemma ของฉันให้เดกๆ ฟง













ฉันให้ทุกคนลองตัดสนใจ ถ้าทกคนต้องอยู่ในสถานการณแบบเดยวกับทฉันเคยเจอ และฉันให้



เดกๆ คดถงจดวิกฤตในชวิตของตนเองทผ่าน นักเรยนของฉันสามารถให้เหตผลในการตัดสนใจ















ของตนเอง ซงฉันประทับใจมากกับส่งทได้ฟง หลังจากนั้นฉันได้เร่ ิมจัดกิจกรรมการเรยน

ภาษาอังกฤษของฉันต่อไป ในชั่วโมงนั้นนักเรยนได้เขยนถงคณลักษณะและคณสมบัตของอาชพ











ต่างๆ ได้อย่างมเหตผลท่ชัดเจน ฉันภาคภมในตนเองมากททําให้นักเรยนของตนเองสามารถคด




อย่างไตร่ตรอง


ื่


ฉันเชอว่า ทุกคนจะต้องเจอกับเหตการณท่เปน Moral Dilemma ด้วยกันทกคน แล้วฉันท ี ่








เปนครจะทําอย่างไรเพื่อให้นักเรยนของฉันสามารถตัดสนใจทําอะไรเพือทจะได้ไม่รสกเสยใจกับ





157








ส่งทได้เลอกแล้ว ฉันพยายามให้นักเรยนของฉันชั่งนํ้าหนักกับความคดของตัวเองก่อนทกคร้ ังว่า










ข้อดหรอข้อเสย ประโยชนหรอโทษ มากกว่ากัน ในมมมองด้านต่างๆ ของบคคลทเกียวข้องจากการ





แลกเปลยนความคดเหนกันระหว่างเพือนๆ ทําให้นักเรยนเกิดแนวความคดใหม่ๆ และมเหตผลใน





การเลอกตัดสนใจมากยิ่งข้น








“เราสามารถทําให้นักเรยนของคณพัฒนาเหตผลเชงจรยธรรมแล้วหรอยัง?” “เราได้พัฒนา



และส่งเสรมให้นักเรยนของคณใช้เหตผลเชงจรยธรรมตามวัยของเขาหรือยัง?” ... นคอส่งทฉันคด
ี่





ี่








ว่าเราทกคนควรคํานงถง ฉันอยากให้ผู้ร่วมเดนทางของฉันนํากิจกรรมต่างๆ ทได้จากการฝกไปใช้







กับนักเรยนของตนเอง อาจจะเปนส่วนใดส่วนหนง ซงฉันมั่นใจว่าจะเกิดประโยชนกับนักเรยนของ


ทกคนอย่างแน่นอน







คณครอรณย์ จวประสาท

โรงเรยนยอแซฟอปถัมภ์


12 มนาคม 2014



หมายเหต:

สมหมายขโมยยา













หญงคนหนงกําลังจะเสยชวิตด้วยมะเรงชนดพิเศษชนดหนง ซงไม่พบบ่อยนักในคนไข้









แพทย์ผู้รกษาเธอมองไม่เหนทางอนทจะช่วยเธอได้นอกจากว่า หากจะใช้ยาชนดหนงทผลตข้นมา






ใหม่ ยาน้อาจช่วยรกษาชวิตของเธอได้ ผู้คดผลตยาใหม่ทเปนเภสัชกรคนหนงและได้จดทะเบยน














สทธบัตรไว้จงได้รบความค้มครองตามกฎหมาย ยามส่วนประกอบหลักททําจากแร่เรเดยม ค่าใช้จ่าย





ในการผลตยาสงมากและเภสัชกรผู้คดค้นต้องการขายยาน้ ในราคา 10 เท่าของต้นทนในการผลต











เภสัชกรได้จ่ายเงน 20,000 บาท สําหรบต้นทนการผลตและต้องขายยาชดเล็ก 1 ชด ในราคา 200,000



บาท สมหมายเปนสามของหญงคนนั้นได้พยายามรวบรวมเงนรวมทั้งกู้ยืมรวมเบ็ดเสรจได้มาเพียง



100,000 บาท เท่ากับครงหนงของราคายาเท่านั้น




สมหมายขอเภสัชกรว่า ภรรยาของเขากําลังจะตายและอ้อนวอนให้เภสัชกรขายยาให้เขาใน
ราคาถกกว่าทกําหนด หรอมฉะนั้นก็ขอให้ยาแก่เขาก่อนแล้ว เขาจะนําเงนมาจ่ายให้ครบถ้วน






158



ภายหลัง แต่เภสัชกรยืนยันว่า “ไม่ได้ ผมคดค้นตัวยาน้มาด้วยความยากลําบากและต้องการทํากําไร
จากมัน”




สมหมายโกรธ จงคดทจะบกรกเข้าไปในรานขอเภสัชกรและขโมยยามาให้แก่ภรรยาของ





เขา



ถาคุณเปนสมหมาย คุณจะขโมยยาน้หรอไม่? เพราะเหตุใด?







คณครูบวจนทร ชาชมวงศ โรงเรยนสันติวิทยา เชยงราย ประสบกับเหตุการณทเปน













วิกฤตเชิงคุณธรรมและมโอกาสเปลยนวิกฤตนั้นเปนการพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรมของนักเรยน







จนเกดเปนเด็กผูกลบใจบนเสนทางสายไตรตรอง



เด็กผูกลับใจบนเสนทางสายไตรตรอง





ฉันชอครบัวจันทร ชาชมวงศ์ ฉันเปนครสอนวิชาวิทยาศาสตร ในระดับชั้นประถมศกษาป ี


















ที 2 โรงเรยนสันตวิทยา จังหวัดเชยงราย ฉันรสกประทับใจกับเหตการณทเกิดข้นเมอสัปดาหทผ่าน




มา เปนประสบการณทมมากสําหรบฉันและฉันต้องการทจะแบ่งปนประสบการณน้ให้กับเพือนๆ













ครทรักทกท่าน







เรองราวความเปนมา คอ เมอสัปดาหทผ่านมา ครท่านหนงมาเล่าให้ฉันฟงว่า มนักเรยนชั้น












ม.5 ทอยู่ในความดแลของคร ได้ฝากโทรศัพท์ราคาแพงไว้กับครประจําชั้น ครประจําชั้นเก็บ













รวบรวมแล้วให้นักเรยนหญงชอฟา (นามสมมต) นําไปเก็บทล้นชักโต๊ะครและให้เด็กหญงฟาเก็บ













กุญแจไว้ เผือตอนเย็นหลังเลกเรยนจะได้นํามาคนเพือนๆ ได้ง่าย แต่ในระหว่างวัน เดกชายฝน (นาม







สมมตเช่นกัน) ได้ขอกุญแจไปเปดเอาโทรศัพท์เพือทจะโทรหาผู้ปกครอง ขาไปเขาไปกับเพือนๆ แต่





ขากลับเดกชายฝนนําโทรศัพท์ไปเก็บคนเดยว พอหลังเลกเรยนปรากฏว่าโทรศัพท์ของเดกชายพี




(นามสมมต อกนั่นแหละ) หายไป

จากนั้นมามการสอบสวนเปนระยะ เวลาหนงสัปดาหไม่มีใครยอมรบและไม่มีใครนํามาคน








ฝายปกครองเรยกผู้ปกครองเดกชายฝันมาพบ ผู้ปกครองยินดจะชดใช้ให้ ทั้งๆ ทไม่ทราบว่าใคร





159








ขโมย เมอฉันรบฟงเรองราวทั้งหมดทั้งมวลแล้ว ฉันคดว่ามันไม่ยุตธรรมเลย เราหาทางออกอนด ี






ไหม ฉันจะช่วยเอง โดยให้ครเรยกนักเรยนทถอกุญแจทั้งสองคนมาพบฉัน







เวลาเกือบบ่ายโมง เดกชายฝน เดกหญงฟา ผู้ทถอกุญแจได้มาพบฉันเปนการส่วนตัว ท่าทาง















เดกทั้งสองคนกลัวฉันมาก ฉันแสดงท่าทเปนมตรทดยิ้มแย้มกับเขาทั้งสอง ชวนคยเรองสัพเพเหระ


เพือให้เขาไว้ใจก่อน แล้วฉันคดในใจว่า ฉันต้องใช้ See-Judge-Act รวมถงยกคณค่าพระวรสารมาใช้





ในกรณน้แล้วหละ ฉันจงพูดกับเด็กสองคนน้ว่า








ฉัน : ครมเรองรบกวน อยากถามหนทั้งสองคนค่ะ




เดก : เรองโทรศัพท์ใช่ไหมครบ?



ฉัน : ใช่ค่ะ เรองเปนมาอย่างไรคะ?


เดก : เพือนคดว่าหนทั้งสองคนขโมยค่ะ





ฉัน : แล้วหนรสกอย่างไรคะ?






เดก : หนเสยใจค่ะ/ ครบ
ฉัน : กุญแจอยู่กับเราสองคน ใครๆ ก็คดแบบนั้น



ฉัน : ครรว่าบางคร้ ัง เราอาจจะทําอะไรโดยไม่รตัว โดยทเราไม่ทันคด ไม่คดว่าจะเปน











เรองใหญ่ แต่เราก็ได้ทําไปแล้ว เราเสยใจไหมคะ?



เดก : เสยใจครบ/ เสยใจค่ะ




ฉัน : ครก็ไม่รว่าใครเอาไป แต่ส่งทเราเอาไปมันไม่มค่าสําหรบเราเลย มันเหมอนก้อน














หนแค่หนงก้อน เปดใช้ก็ไม่ได้ เราเอามาคนเจ้าของดกว่า มันมค่าสําหรบเขา ยิ่งถ้า


เราเอาท้ง เรายิ่งเปนบาปตดตัวเราไปตลอดชวิต พ่อแม่ของเราเกิดความสงสัยในตัว




เรา เกิดความไม่ไว้วางใจเราอก ครขอให้นํามาคนไว้ทโต๊ะครูหรือครูประจําชั้นก็











ได้ แล้วทกอย่างก็จะจบลงอย่างด ถ้าวันน้เราทําด พร่งน้ก็จะเปนอดตทดสําหรบเรา






เราแก้ไขอดตไม่ได้ แต่เราเลอกทจะทําความดได้นะคะ





เดก : ครบ/ ค่ะ










ฉัน : ครหวังว่าพร่งน้ ครจะได้รบข่าวดและได้เดกดกลับคนมานะคะ เรองน้ขอให้เปน



ความลับระหว่างเราสามคมค่ะ หนไปเรยนได้แล้วค่ะ






วันต่อมา ครประจําชั้นบอกว่า เจอโทรศัพท์แล้วทโต๊ะของคณคร และได้นําไปคนให้














เจ้าของเรยบรอยแล้ว จากเรองราวทั้งหมดทกล่าวมา ทําให้ฉันรว่า เดกรจักคด รจักกลับใจได้ การขู่







อาจจะไม่ใช่วิธทเดกชอบ แต่การพูดคยช้ให้เหนถงความจําเปนของเหตและผลทตามมา ทําให้เดก














คดได้เองและเกิดความสํานกและเลอกปฏบัตในส่งทถกต้องและดงามได้





160






การนําเอากระบวนการไตร่ตรองเข้ามาปรบใช้กับนักเรยน ทําให้ได้รบผลดข้นทั้งตัวครและ







นักเรยน เกิดความเชอใจไว้ใจกันมากข้น ฉันอยากเชญชวนให้ครทกท่านทได้อ่านประสบการณน้ ี






แล้ว นําไปปรบเปลยนกระบวนการเรยนการสอนของตนเอง เพือพัฒนาเดกทเปนอนาคตของชาต ิ







ต่อไป



คณครบัวจันทร ชาชมวงศ์



โรงเรยนสันตวิทยา เชยงราย


6 กันยายน 2014













คุณครนลรตน รจนสถต โรงเรยนอัสสัมชัญคอนแวนต ปรบใชวธการพัฒนาเหตุผลเชิง



จรยธรรมดวยการสรางสภาพประชาธปไตย ใหนักเรยนแสดงความคิดเหน อภปราย และแสดง

















เหตุผลครทาทายใหเกดความขัดแยงภายใน จนในทสุดครไดนักเรยนทครภูมิใจในการกลับใจของ


พวกเขา


ภูมิใจที่กลับใจ



ฉันเปนคณครูโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ ระดับชั้นมัธยมศกษาปท 4 สายศลปฝร่งเศส











จากการทฉันได้รบการอบรมการไตร่ตรอง ฉันได้ใช้แนวทางการพัฒนาเหตผลเชงจรยธรรมมาปรบ



ใช้กับนักเรยนของฉัน







นักเรยนบางส่วนชอบทําพฤตกรรมทผิดกฎระเบยบของโรงเรยน ในช่วงหลังเลกเรยน ฉัน




เข้ามาตรวจเวรทําความสะอาดในห้องเรยน และตรวจถังขยะเพือให้นักเรยนช่วยกันแยกขยะ ขวด






และกระดาษให้ถกต้อง แต่ฉันไปพบเศษอาหารทอยู่ในถังขยะ นักเรยนของฉันทําผิดกฎระเบยบของ







โรงเรยนข้อทว่า ห้ามนําอาหารข้นมาทานบนห้องเรยน ฉันมานั่งทบทวนว่าจะใช้วิธการอย่างไรด ี




ฉันจงนกถงการสอน เรอง การใช้เหตผลเชงจรยธรรมทคณโปงเคยอบรม












หลังจากนั้นในชั่วโมงจรยธรรม ฉันได้ถามนักเรยนว่า “ทําไมโรงเรยนจงออกกฎไม่ให้




นักเรยนนําอาหารข้นมาทานบนตกเรยน” นักเรยนตอบคําถามด้วยเหตผลทหลายหลายว่า





161



“อาหารเปนบ่อเกิดทําให้หนและแมลงสาบเข้ามาอยู่ในห้อง”



“เพราะมันเปนกฎระเบยบของโรงเรยน”


“เพราะทําให้ห้องเรยนไม่น่าเรยน เพราะมกล่นอาหาร”









ฉันถามนักเรยนต่อว่าไปว่า “นักเรยนควรปฏบัตตามกฎระเบยบของโรงเรยนไหม เพราะ
เหตุใด?” นักเรยนตอบว่า

“ควร เพราะเปนส่งทถกต้อง”







“ควร เพราะมันเปนกฎระเบยบของโรงเรยน”




“ไม่ควร เพราะหนมสทธ์”








จากนั้น ฉันแบ่งกล่มนักเรยนออกเปน 2 กล่ม กล่มทหนงบอกข้อดการนําอาหารข้นมา







ทานบนห้องเรยน กล่มทสองให้บอกข้อเสยของการนําอาหารข้นมาทานบนห้องเรยน จากนั้น ฉันจง












สรปให้นักเรยนเหนข้อดและข้อเสยของการนําอาหารข้นมาทานบนตกโดยไม่ได้ตัดสนว่า ส่งใด








เปนส่งผิดหรอส่งใดเปนส่งถก



หลังจากเบรกชั่วโมงจรยธรรม ฉันแปลกใจมากทมนักเรยน 4 คนมาพบฉันและพูดกับฉัน





ว่า “หนูขอโทษค่ะ ทเมอวานหนนําอาหารข้นมาทานบนห้องเรยน พวกหนเสยใจจรงๆค่ะ” ฉัน
















สังเกตเหนว่า นักเรยนมสหน้าที่แจ่มใสขึ้น หลังจากทเขาได้สารภาพผิดด้วยตัวของเขาเองและทําใน







ส่งทถกต้องทเขามาบอกฉัน ฉันตอบพวกเขาสั้นๆ โดยไม่มการตัดสนหรอตําหนใดๆ ว่า “ครภูมิใจ






ในตัวพวกหนมากทหนกล้าทําแบบน้ พวกหนก็ควรภมใจในตัวเองด้วย”








ฉันรสกภมใจทนักเรยนของฉันได้ซมซับเหตผลทางจรยธรรมทฉันนํามาใช้ในการชี้แนะ


















เขา วิธการสอนการให้เหตผลเชงจรยธรรมมันได้ผลดมาก ถ้าฉันไม่ได้เดนทางบนเสนทางสาย



ไตร่ตรอง ฉันคงจะเรยกนักเรยนออกมาต่อว่า หน้าชั้นเรยนซงอะไรทําให้นักเรยนของฉันไม่








สามารถพัฒนาเหตผลเชงจรยธรรมแต่อย่างใด การเดนทางของฉันเร่มต้นแล้วและฉันจะยืนหยัด

มั่นคงตลอดไป

คณครูนลรตน รุจนสถต





โรงเรยนอัสสัมชัญคอนแวนต์


12 มนาคม 2016


162








ในทสุด เรากมาถึงจุดหมายปลายทางของการเดินทางเพอรจักกระบวนการเรยนการสอน














ทเนนการไตรตรอง ครนักเดินทางสายไตรตรองจํานวนมากน้ไดเปลยนแปลงชวตของเขาและเลอก
ื่





ี่







ทจะยนหยัดเสนทางชวตครใหอยูบนเสนทางสายไตรตรองเพอพัฒนานักเรยนทรกของเขาให้ม ี


เหตุผลเชิงจรยธรรมขั้นสูงและมความกลาหาญทจะตัดสินใจทาในสิงทถูกตองดงาม อันจะทาให้


















พวกเขามชวตทมคุณค่าและมความหมาย การหล่อหลอมใหนักเรยนรจักคิด รจักไตรตรอง และ
















รูจักตัดสินใจลงมอทาบนพ้นฐานของคุณธรรมทถูกตองอย่างกลาหาญจนเปนปกตินิสัย จะเกดขึ้น





เมอเขาผ่านกระบวนการสอนแบบไตรตรองน้คร้งแลวคร้งเล่า จนเขาซึมซับกระบวนการน้ให้เป็น






ส่วนหนึงของชวิตเขา ชวิตของนักเรยนจะเปนการเดินทางจากจุดน้ “เขาเปน” ไปสูจุดท “เขาอาจ


ี่





ื่
เป็นได” ใหเต็มตามศักยภาพทพระเจาประทานให เพอสรางสังคมทดีกว่าและงดงามกว่าทเปนอยู ่

ี่





ี่


ื่

ขอพระเจาโปรดสถตอยูกับคุณครนักเดินทางสายไตรตรอง และโปรดส่องแสงสว่างเพอนา






ทางพวกเขาดวยทางเลอกใหม่ของการจัดการเรยนรน้ จนตลอดการเดินทางในชวิตโรงเรยนดวย








ทิศทางใหม่ทเขาไดเรมตน และโปรดประทานพละกาลังใหพวกเขายนหยัดมันคงในทิศทางใหม่











ตลอดไป ภายใตพระหรรษทานของพระองค ์
163

บรรณานุกรม


“คูคิดของมิตรวายฯ 1”, กรงเทพฯ, 1987



ี่
ื่
คาแถลงของสภาสังคายนาวาติกัน คร้งทสอง เรอง “การอบรมตามหลักพระครสตธรรม”,



28 ตุลาคม 1965





“แนวทางการปฏบัติสาหรบกระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรอง” แปลจาก
ี่


“Ignatian Pedagogy: A Practical Approach”, สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย,

กรงเทพฯ, 2013


ี่
ผศ.ดร. ดุจเดือน พันธุมนาวิน, “รายงานการสังเคราะหงานวิจัยเกยวกับคุณธรรม จรยธรรม

ในประเทศไทยและต่างประเทศ”, ศูนยส่งเสรมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม สานักงาน







บรหารและพัฒนาองค์ความร (องค์กรมหาชน), กรงเทพฯ, 2007





มิลินทร, “เด็กนอยโตเขาหาแสง: ประสบการณคบเด็ก (เปน) สรางบาน (ได) ของป้ามล









(ทิชา ณ นคร)”, กรงเทพฯ, สานักพิมพสวนเงนมมา, 2012



ื่
วรพจน วงศ์กจรงเรอง และ อธป จิตตฤกษ ผูแปล, “ทักษะแห่งอนาคตใหม่: การศึกษาเพอ

ุ่



ศตวรรษท 21”, กรงเทพฯ, สานักพิมพโอเพ่นเวิลด์ส, 2011
ี่









สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย, “กาวไปขางหนาดวยอัตลักษณการศึกษา


คาทอลิก ป ค.ศ. 2012 - 2015”, กรงเทพฯ, 2012


ื่
สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย, “ไตรตรอง การเดินทางของฉันเพอเรยนร ้ ู


ี่

กระบวนการเรยนการสอนทเนนการไตรตรอง”, กรงเทพมหานคร, 2014








สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.), “ครกับการเสรมสรางจรยธรรมแก่นักเรยน”,




กรงเทพมหานคร, บรษัท โรงพิมพ์เดือนตุลา จากัด, 2015



สมณกระทรวงการศึกษาคาทอลิก, “โรงเรยนคาทอลิก”, 19 มนาคม 1977
164


สมณกระทรวงการศึกษาคาทอลิก, “มิติดานศาสนาของการศึกษาในโรงเรยนคาทอลิก”,

7 เมษายน 1988




ี่


สมณกระทรวงการศึกษาคาทอลิก, “โรงเรยนคาทอลิกขณะกาลังเขาสูสหัสวรรษทสาม”,
28 ธันวาคม 1997

สมณกระทรวงการศึกษาคาทอลิก, "นักบวชและพันธกจในโรงเรยน - ขอคิดและแนวทาง",



28 ตุลาคม 2002





สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้นฐาน,


“แนวทางการพัฒนาทักษะชวิต บูรณาการการเรยนการสอน 8 กลุมสาระการเรยนร หลักสูตร






แกนกลางการศึกษาขั้นพ้นฐาน”, กรงเทพฯ, กระทรวงศึกษาธการ, 2008








เอสควิท, เรฟ, “ครนอกกรอบกับหองเรยนนอกแบบ สรรพวิธและสารพัดลูกบาในหอง 56”,
ี่



กรงเทพมหานคร, สานักพิมพมหาวิทยาลัยธุรกจบัณฑิตย, พิมพ์คร้งท 3, 2014




Johnny C. Go SJ, “The Ignatian Pedagogical Paradigm (IPP): Towards Reflective
and Transformative Learning”, Keynote Address, 2013 Annual Seminar, Catholic
Education Council of Thailand, 19 August 2013

Mike Deeb OP, “Discovering God through Action and Reflection: A Spirituality of
IYCS”, Paris, 2007

Wiggins, G. and Mc Tighe, J., “Understanding by Design: A Brief Introduction”
Center for Technology & School Change at Teachers College, Columbia University





















165

ส่วนที่ 2





ตัวอย่างแผนการสอนแบบไตร่ตรอง































166

บทน า


กว่าจะมาเป็นแผนการสอนตัวอย่าง


บทนำสำหรบส่วนท 2 ตัวอยางแผนการสอนแบบไตรตรอง บทน้มเน้อหำแบ่งออกเปนสอง








ี่






ส่วนใหญคือ ควำมเปนมำทั้งตัวผมและตัวแผน และวิธกำรนำแผนกำรสอนแบบไตรตรองไปใช เปน



กำรเกรนนำก่อนทเพอนรวมทำงจะไดพบกับตัวอย่ำงแผนกำรสอนแบบไตรตรองจำนวน 131 แผน

ิ่



ี่
ื่
ทรวบรวมจำกกำรสัมมนำตลอดระยะเวลำ 3 ปทผ่ำนมำ หำกนับจำนวนหนำทั้งหมด เน้อหำในบท


ี่


ี่

ี่


ื่


น้ออกจะยดยำว แต่ผมคิดว่ำประโยชนทเพอนรวมทำงจะไดจำกกำรศึกษำทำควำมเขำใจกับบทน้ ี


คุมค่ำกับเวลำทเสยไป ดวยเหตุผลสองประกำร คอ ประกำรแรก หำกกำรสัมมนำเป้ำหมำยและ
ี่




ี่




กระบวนกำรเรยนกำรสอนทเนนกำรไตรตรองเปรยบเหมอนกับกำรเดินทำงไกลแลว แผนกำรสอน



ตัวอย่ำงน้ก็เปนเหมอนกับแผนททเพอนรวมทำงแต่ละคนไดวำงแผนสำหรบแต่ละทรปย่อยๆ ของ
ี่
ี่



ื่




ี่

ี่
ตนเอง เปนกำรนำควำมคิดเกยวกับกระบวนกำรไตรตรองไปลงมอปฏบัติทเห็นเปนภำพไดชัดเจน








ี่





ื่
กำรศึกษำทำควำมเขำใจแผนทเหล่ำน้จึงช่วยใหเพอนรวมทำงเขำใจถึงกระบวนกำรไตรตรองอย่ำง



เปนรปธรรมมำกยิ่งขึ้น ประกำรทสอง แผนกำรสอนตัวอย่ำงน้เปนประจักษพยำนชั้นเลิศว่ำ ครกว่ำ



ี่
ี่






1,500 ท่ำนใชเวลำเพยง 4 วัน 3 คนกสำมำรถทจะปรบแผนกำรสอนของตนใหเปนแผนกำรสอนท ี่

ี่





เนนกำรไตรตรองได ยิ่งกว่ำนั้น ยังมคุณครอกมำกกว่ำ 100 ท่ำนทเขยนแผนกำรสอนไดอย่ำงด ี






ื่

ี่
เยยมเหมำะสมทจะนำมำเปนตัวอย่ำงใหแก่เพอนรวมเดินทำงทั้งหลำยไดศึกษำเพอต่อยอดและ

ี่
ื่
ี่




ปรบเปลยนใหเขำกับบรบทของตนเองต่อไป...พรอมส ำหรบกำรเดินทำงรยังครบ?






ฉันเป็นใคร?




ื่
ื่
“ผมชอ พงษนรนทร รัตนรังสกุล ชอเล่นว่ำใหญ ครบ” ผมมักจะแนะนำตัวเองอย่ำงน้เกอบ






ี่
ทุกคร้งทไปช่วยงำนสัมมนำของสภำกำรศึกษำคำทอลิกฯ ตลอดระยะเวลำกว่ำ 5 ปทผ่ำนมำน้ ี
ี่




จำกนั้นผมจะตองออกตัวทุกคร้งว่ำ “ผมไม่ไดเรยนมำทำงดำนกำรศึกษำ ไม่ไดทำงำนเปนครหรอ














ี่

อำจำรย เพรำะฉะนั้น กรณำอย่ำเรยกผมว่ำ อำจำรย และทสำคัญกรณำอย่ำเรยกผมว่ำ อาจารย ์
ใหญ นะครบ”



ิ่

ผมเรมสนใจและออกจะเปนกังวลกับระบบกำรศึกษำของไทย ในฐำนะของหัวหนำงำน

และผูมหนำทสัมภำษณรบพนักงำนใหม่ทรสึกผิดหวังกับคุณภำพทลดนอยถอยลงของผลผลิตของ



ี่



ี่


ี่
167


ี่
ี่
กำรศึกษำไทยทออกสูตลำดแรงงำน ผมสนใจเกยวกับกำรศึกษำคำทอลิกเปนพิเศษในฐำนะของ



ี่

พ่อท (ขณะนั้น) ลูกชำยสองคนกำลังเรยนอยูในโรงเรยนคำทอลิก ผมมักจะพูดคุย และ “บน” อยู ่




ี่

บ่อยๆ ถึงสภำพปญหำของระบบกำรศึกษำไทยทมองไม่เห็นทำงออกสำหรบคนนอกอย่ำงผม






โดยเฉพำะกับโปง อนุพันธ กจนจชวะ แลววันหนึ่ง ผมกไดรบขอเสนอจำกโปง และไดรบโอกำสจำก







ี่

อาจารยสุมตรา พงศธร ทผมจะไดทำมำกกว่ำกำร “บน” ซึ่งช่วยไดเพยงแค่ทำใหสบำยใจขึ้น













เล็กนอย แต่ในตอนน้ ผมขอขดเสนพักไวก่อน

ิ่

ี่

ก่อนทผมจะเรมตนเล่ำเรองรำวเบื้องหลังกำรรวบรวมตัวอย่ำงแผนกำรสอนทเนนกำร
ื่
ี่
ิ่
ื่











ี่
ไตรตรอง หรอทโปงตั้งชอใหว่ำ แผนเดด น้ โปงกับผมตกลงกันไวว่ำ เรำจะเรมตนดวยกำรแนะนำ









ี่
ตัวเองใหทุกท่ำนไดรจักว่ำ เรำเปนใคร มพ้นเพมำอย่ำงไร ผมจะทำเช่นนั้น ก่อนทจะอธบำยต่อไป


ี่

ี่
ถึงทมำและวิธกำรคัดสรรรวบรวมแผนเด็ดทจะนำเสนอต่อไปน้





ผมไม่ไดรำเรยนมำทำงดำนกำรศึกษำ ผมสำเรจกำรศึกษำปรญญำตรดำนเศรษฐศำสตร ์







จำกมหำวิทยำลัยธรรมศำสตร ในป 1984 หลังจำกนั้น ผมไดรบทุนกำรศึกษำจำกธนำคำรแห่ง



ประเทศไทยใหศึกษำต่อในระดับปรญญำโท หลักสูตรภำษำอังกฤษทคณะเศรษฐศำสตร ์
ี่


ี่
มหำวิทยำลัยธรรมศำสตร และเรยนจบหลักสูตรในป 1989 ดวยวิทยำนิพนธเกยวกับกำรคำ









ระหว่ำงประเทศ พรอมกับรำงวัลวิทยำนิพนธดเด่นสำขำเศรษฐศำสตรในปนั้น จำก

มหำวิทยำลัยธรรมศำสตรและสมำคมสังคมศำสตรแห่งประเทศไทย






หลังจำกจบกำรศึกษำ ผมใชเวลำ 10 ปแรกของชวิตกำรทำงำนไปกับอำชพนักวิเครำะห ์


ื่
กำรลงทุนในสำนักงำนสำขำประเทศไทยของธนำคำรเพอกำรลงทุนสัญชำติอังกฤษหลำยแห่ง และ





ี่


ใชชวิตทำงำนอก 10 ปถัดมำ เปนทปรกษำดำนกฎหมำยภำษอำกรใหกับบรษัทตรวจสอบบัญชชั้น









ี่

ั่

นำระดับโลกสองแห่งจนกระทั่งในป 2010 ปทบรษัทฝรงทั้งหลำยเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกจ


ื่









แฮมเบอรเกอรในสหรฐอเมรกำ ผมเปนผูหนึ่งทไดรบเกยรติใหเสยสละเพอเพอนๆ รบเงนไดจ่ำยคร้ง

ื่



ี่

เดยวเพรำะเหตุออกจำกงำน ซึ่งทำใหผมมเวลำว่ำงเปนอันมำก ผมตั้งคำถำมกับตัวเองว่ำอยำกจะ







ทำอะไร? และถำมพระเจำอยูบ่อยคร้งว่ำ “อยำกใหลูกทำอะไร?”






คำตอบของผมเรยบง่ำย ทำสิ่งตองทำ ผมหำเล้ยงชพดวยกำรทำงำนรำนอำหำรกับทบำน



ี่









ี่





บำงช่วงกไดทำงำนดำนทปรกษำภำษอำกรใหกับสำนักงำนของโปง และใชเวลำว่ำงไปกับงำนแปล



ี่
ี่






หนังสอภำษำอังกฤษ โดยหวังทจะส่งไปใหสำนักพิมพพิจำรณำตพิมพ ในช่วงเวลำน้เองทโปง


ี่
ขอใหผมช่วยแปลสมณสำสนเกยวกับอัตลักษณกำรศึกษำคำทอลิกขึ้นใหม่ เพอใชประกอบกำร


ื่


168



ื่


สัมมนำในหัวขอเดยวกัน เมองำนแปลเสรจสิ้น โปงมคำถำมใหม่ ผมสนใจจะออกเดินสำยไปทั่ว




ื่


ประเทศเพอจัดสัมมนำอัตลักษณกำรศึกษำคำทอลิกใหกับโรงเรยนต่ำงๆ ใชเวลำประมำณ 1 ป ี
และงำนน้เปนงำนอำสำสมัคร แปลว่ำ “งำนน้ไม่มค่ำตัว” ถำเปนสมัยทยังทำงำนกับบรษัทฝรง แม ้


ั่


ี่




ี่

ใจอยำกจะทำ แต่เงอนไขดำนเวลำทตองทำงำน วันละแปดชั่วโมงหรอมำกกว่ำ สัปดำหละหำวัน




ื่


คงทำใหผมตองตอบปฏเสธ แต่ตอนน้ พระเจำไดขจัดเงอนไขเหล่ำนั้นออกไปก่อนแลว ควำมคิด








ื่

แรกทผุดขึ้นมำคอ “ผมมเวลำว่ำงมำกมำย เอำยังไงกเอำกัน” แลวผมกออกเดินสำยกับโปงไปทุกท ี่
ี่









ทตองกำรใหเรำไป เปนเวลำ 5 ปกว่ำไดแลว

ี่



แผนการสอนตัวอย่าง – อะไร? อย่างไร? ท าไม?

ึ้

ิ่
ี่



ี่
ก่อนทผมจะตอบคำถำมว่ำ “แผนการสอนตัวอยางเกดขนได้อยางไร?” ผมขอเรมตนทอก


สองคำถำมคอ “กระบวนการเรยนการสอนท่เน้นการไตรตรองคออะไร?” และ “แผนการสอน






ี่



ี่




ตัวอยางคออะไร?” สำหรบคำถำมแรกเกยวกับกระบวนกำรเรยนกำรสอนทเนนกำรไตรตรองนั้น

โปงไดกล่ำวถึงกระบวนกำรน้ไวในส่วนท 1 แลวว่ำ “เปนวัฏจักรท่ม 6 ขั้นตอน” เรมตั้งแต่กำรสรำง




ี่


ิ่








บรรยำกำศ กำรใหภำพรวม มำถึงกำรนำเสนอบทเรยน กำรไตรตรองก่อนจบคำบเรยน และสุดทำย


กำรประเมินและวัดผล ขำดไป 1 ขั้นตอน คอ กำรลงมอปฏบัติในชวิต ซึ่งเรำคงตองใหแต่ละคน





รบผิดชอบกันเอง



สำหรบคำถำมทสอง แผนกำรสอนตัวอย่ำง คอ แผนกำรสอนทครผูรวมสัมมนำฯ ได ้


ี่




ี่

ปรบเปลยนแผนกำรสอนของตนเปนแผนกำรสอนของกระบวนกำรเรยนกำรสอนทเนนกำร

ี่
ี่



ไตรตรอง ตำมแนวทำงกำรเขยนแผนดังกล่ำวทโปงพัฒนำขึ้นดวยเทคนิคกำรออกแบบยอนกลับ




ี่

ื่




(Backward Design) โดยโปงเขยนแนวทำงน้เปนขั้นๆ แต่ละขั้นจะมคำถำมนำเพอเปนแนวทำงใน




กำรวำงแผนเบื้องตน ถำจะใหอธบำยเกยวกับเทคนิคกำรออกแบบยอนกลับ ผมขอใชบทสรปของ



ี่









ตนต ำรบ คือ แกรนท วิกกนสและเจย แมคไทกว่ำเปน “การบูรณาการ หลักสูตร แผนการสอน และ






ี่



การประเมนผล ในหนวยการเรยนรู้ในทุกรายวชา” สิ่งทเห็นเปนรปธรรมชัดเจนไดแก่ แผนกำรสอน







ิ่


ี่
ทเขยนดวยเทคนิคน้ จะเรมตนทกำรกำหนดวัตถุประสงคว่ำ นักเรยนจะเขำใจเน้อหำกำรเรยนร ้ ู
ี่






อะไร ไดรบกำรพัฒนำทักษะหรอควำมสำมำรถดำนใด และควำมจำเปนต่อนักเรยน ทำไมถึงตอง






เรยน ตำมดวยส่วนประกอบอนๆ ของกำรใหภำพรวมของกำรเรยนร จำกนั้นจะมำถึงจุดต่ำงของ




ื่
เทคนิคน้ คอ ผูออกแบบจะเรมคิดเหมอนกับผูประเมิน ไม่ใช่ผูออกแบบ และพิจำรณำว่ำกำร

ิ่











ประเมินและวัดผลจะทำอย่ำงไร ใชวิธกำรใด จำกนั้นจึงเปนส่วนของกำรนำเสนอบทเรยนดวย

169


ี่




วิธกำรทหลำกหลำยตำมกระบวนกำรสำรวจชวิต See-Judge-Act กำรไตรตรองก่อนจบคำบเรยน

ดวยค ำถำม Reflect-Connect-Apply และปดทำยดวยสอกำรเรยนกำรสอนทตองจัดเตรยม
ื่



ี่




ี่



ผมขอนำแนวทำงกำรเขยนแผนกำรเรยนกำรสอนของกระบวนกำรเรยนกำรสอนทเนนกำร





ไตรตรองมำสอดแทรกไว ณ ทน้เลย อำจจะทำใหบทนำน้อ่ำนยำกสักหน่อย แต่ผมอยำกใหผูอ่ำน





ี่




ื่

ไดอ่ำนต่อเนองกันไป และเห็นภำพแนวทำงกำรเขยนแผนแบบครบถวน กอนทผมจะอธบำยถึง

ี่



ควำมเปนมำและวิธใชต่อไป


แนวทางการเขียนแผนการเรียนการสอนของ
กระบวนการเรียนการสอนที่เน้นการไตร่ตรอง
ด้วยเทคนิคการออกแบบย้อนกลับ (Backward Design)

แผนกำรสอนวิชำ ........................................... ชั้น .............

หน่วยกำรเรยนรเรอง ..........................................................

ื่



ื่
ื่



1. การใหภาพรวม - เพอทำใหแน่ใจว่ำนักเรยนไดรล่วงหนำว่ำกำลังจะเรยนเรอง






อะไร? เพรำะเหตุใด?
1.1 วัตถุประสงค (Objectives)





ี่
ื่



- นักเรยนจะรและเขำใจเน้อหำกำรเรยนรทสำคัญในเรองใด?


- นักเรยนจะไดรบกำรพัฒนำทักษะหรอควำมสำมำรถทสำคัญในดำนใด?

ี่





- นักเรยนจะเขำใจถึงคุณค่ำพระวรสำรประกำรใด? หรอไดรบกำรพัฒนำเหตุผลเชิง






จรยธรรมในดำนใด?

ิ่
วัตถุประสงค์ควรเรมตนดวย


(1) นักเรยนจะเขำใจถึง/ เกยวกับ ..........


ี่

(2) นักเรยนจะสำมำรถ ..........


ี่



(3) นักเรยนจะสำมำรถวินิจฉัยประสบกำรณทไดรบบนพ้นฐำนของคุณค่ำ
พระวรสำรดำน ..........



1.2 ควำมจำเปน (Needs)
- กำรเรยนรน้มควำมจำเปนต่อนักเรยนอย่ำงไร? เพรำะเหตุใด?








170





ี่
- ควำมสำมำรถและทักษะทจะไดรบกำรพัฒนำจำเปนต่อชวิตของนักเรยนอย่ำงไร?


เพรำะเหตุใด?

1.3 หัวขอและเน้อหำ (Range)



- แก่นของสำระกำรเรยนรในเรองน้คออะไร? ทนักเรยนตองรและเขำใจ เพอให ้


ื่


ื่





ี่
สำมำรถบรรลุวัตถุประสงค์ได ้




ี่
- เน้อหำทจะสอนควรมขอบเขตเพยงใด จึงจะเหมำะสมกับวัตถุประสงคและเวลำท ี่




ม และแบ่งออกไดเปนหัวขออะไร?



ี่


- มคุณค่ำพระวรสำรประกำรใด ทจะสำมำรถบูรณำกำรเขำกับเน้อหำกำรเรยนรน้ ี


ไดอย่ำงเหมำะสม?

1.4 กำรสรำงควำมน่ำสนใจ (Interest)
ิ่



- ในกำรเรมตนคำบเรยน ฉันจะทำอะไรและอย่ำงไร? เพอใหนักเรยนสนใจและรสึก



ื่

สนุกในเน้อหำทฉันกำลังจะนำเสนอ



ี่

ื่
- ฉันจะทำอะไรและอย่ำงไร? เพอใหนักเรยนเห็นถึงคุณค่ำและควำมจำเปนท ี่









จะตองเขำใจหน่วยกำรเรยนรน้ ี
1.5 เวลำ (Time)



- เพอใหบรรลุวัตถุประสงค์ ฉันควรจะใชเวลำสำหรบหน่วยกำรเรยนรน้ กคำบ?



ี่


ื่







ื่

2. การประเมินและวดผล - เพอจะไดรว่ำนักเรยนเขำใจถึงแก่นของกำรเรยนรและ


ไดพัฒนำทักษะและควำมสำมำรถทตองกำร เพอกำรพัฒนำนักเรยนเปนรำยบุคคล


ื่

ี่





- ฉันจะรไดอย่ำงไร จำกหลักฐำนหรอรองรอยใดว่ำ นักเรยนไดเขำใจเน้อหำและได ้








พัฒนำทักษะและควำมสำมำรถ หรอไดพัฒนำกำรใชเหตุผลเชิงจรยธรรม ตำม


วัตถุประสงค?
- ฉันจะประเมินกำรสอนของฉัน เพอกำรพัฒนำตนเองอย่ำงไร?
ื่


3. การสรางบรรยากาศ - เพอจัดกำรเรยนรบนพ้นฐำนของควำมเคำรพและศรทธำ
ื่










- ฉันจะสรำงควำมสัมพันธกับนักเรยนอย่ำงไรในคำบน้ใหเหมำะสมกับเน้อหำกำร


เรยนร เพอใหนักเรยนสนใจ/ มแรงจูงใจและควำมกระตือรอรนในกำรเรยน?


ื่









ื่
4. การน าเสนอบทเรยน - เพอจัดกำรเรยนกำรสอนใหบรรลุวัตถุประสงค์และควำม


ี่



จำเปนดวยวิธกำรทหลำกหลำย
171


4.1 กำรสรำงประสบกำรณ (See)







- ฉันจะสรำงประสบกำรณ สถำนกำรณหรอปรำกฎกำรณ อะไร และดวยวิธกำรใด?

ื่





หรอกจกรรมใด? หรอดวยคำถำมใด? เพอใหนักเรยน สำรวจ สบเสำะ และคนพบ โดย





ทำงำนดวยตนเองหรอเปนกลุม





ี่

- ฉันจะสรำงสถำนกำรณทเปนจุดวิกฤตเชิงคุณธรรม (Moral Dilemma) ในกำร










นำเสนอบทเรยนน้ไดอย่ำงเหมำะสมหรอไม่ ถำได ฉันจะทำอย่ำงไร?
4.2 กำรคิดวินิจฉัยประสบกำรณ (Judge)

ี่


ื่


- ฉันจะเชอมโยงประสบกำรณทนักเรยนไดคนพบเขำกับทฤษฎ หลักกำร หรอ





แนวควำมคิดทำงวิชำกำรใด? และดวยวิธกำรใด?






- ฉันจะสำธต ยกตัวอย่ำง และตอกย้ำใหเกดควำมเขำใจในเน้อหำ และ
กระบวนกำรอย่ำงชัดเจนและลึกซึ้งขึ้นไดอย่ำงไร? ดวยวิธกำรใด?











- ฉันจะอำงองหรอใหนักเรยนอ่ำนจำกตำรำ/หนังสอ หรอเอกสำรทำงวิชำกำรใด
บทใด?




- ฉันจะสำมำรถบูรณำกำรคุณค่ำพระวรสำรกับเน้อหำไดอย่ำงเหมำะสมหรอไม่ ถำ



ได ดวยวิธกำรใด?

4.3 กำรลงมอปฏบัติ (Act)










- ฉันจะใหนักเรยนไดลงมือปฏบัติ ฝกฝนหรอทำแบบฝกหัดอย่ำงไร? ดวยวิธกำรใด






หรอดวยคำถำมใด? เพอใหนักเรยนทบทวนและซึมซับควำมรและควำมเขำใจในเน้อหำ




ื่



และกระบวนกำรใหลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยกำรทำดวยตนเองหรอเปนกลุม








- ฉันจะให Feedback งำนทนักเรยนทำเพอปรบปรงหรอแกไขอย่ำงไร? จนนักเรยน
ี่


ื่

พัฒนำทักษะและควำมสำมำรถได ตำมวัตถุประสงค ์



ื่




ื่

- ฉันจะเชอมโยงควำมรและควำมเขำใจในเรองน้ เพอใหนักเรยนปรบใชในชวิตจรง
ื่



ไดอย่ำงไร?


ี่

5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน – เพอใหโอกำสแก่นักเรยนทจะประเมินกำร
ื่







เรยนรของตน และบันทึกควำมเขำใจดวยถอยค ำของตนเอง



- ฉันควรจะใชคำถำมประเภทใด Reflect (R), Connect (C) หรอ Apply (A) จึงจะ



เหมำะสมกับบทเรยนทนำเสนอในคำบเรยนน้?
ี่







172




ื่

สะทอน (R) - เมอตองกำรใหนักเรยนซึมซับควำมเขำใจดวยตนเองอกคร้งหรอ






ประเมินกำรเรยนรของตนเอง


ื่
เชอมโยง (C) - เมอตองกำรใหนักเรยนเชอมโยงบทเรยนเขำกับวิชำอน หรอ
ื่


ื่






ื่


บทเรยนอน หรอคุณค่ำพระวรสำร






ื่

ี่



ปรบใช (A) - เมอตองกำรใหนักเรยนปรบใชควำมเขำใจทไดรบกับชวิตจรง




ื่



6. สอการเรยนการสอน - เพอใชสอกำรเรยนกำรสอนทเหมำะสม มประสิทธภำพ
ื่
ี่



และประหยัด
- ฉันจะอำงองตำรำ หนังสอ และเอกสำรทำงวิชำกำรใด บทใด และใชหนังสอ






แบบฝกหัดใด?

ื่



- ฉันตองเตรยมสอและอุปกรณกำรเรยนกำรสอนอะไรบำง ในกำรนำเสนอ



บทเรยน?




ึ้
ี่

ิ่


“แผนการสอนตัวอยางเกดขนได้อยางไร?” ผมขอเรมตนทภำพใหญคอ กำรสัมมนำฯ ของ


ิ่
ี่







ี่

เรำตั้งอยู่บนโครงสรำงของวัฎจักรแห่งกำรเรยนรทเนนกำรไตรตรองน้ โดยวัฏจักรน้เรมตนทคืนแรก

ี่



เมอโปงใหภำพรวมของกำรสัมมนำ และทสำคัญแจงเป้ำหมำยปลำยทำงใหครผูรวมสัมมนำรไว ้


ื่




ก่อนเลยว่ำ แต่ละคนไดรบมอบหมำยใหปรบแผนกำรสอนของตนเองใหเปนแผนกำรสอนทเนนกำร


ี่






ไตรตรอง






ื่



เมอเขำสูกำรสัมมนำ โปงกับผมจะนำทำงใหครผูรวมสัมมนำไดผ่ำนประสบกำรณ คิด







วินิจฉัย และลงมอปฏบัติ โดยในทุกขั้นตอนของกำรสัมมนำฯ น้จะมโครงสรำงตำมกระบวนกำร


เรยนกำรสอนทเนนกำรไตรตรองเหมอนกัน แมว่ำโปงจะออกแบบใหมวิธกำรนำเสนอทไม่ซ้ำกันใน


ี่



ี่








ทั้ง 13 ขั้นตอน ดังนั้น ครผูรวมสัมมนำจะไดมประสบกำรณอย่ำงนอย 13 คร้ง กับกระบวนกำร






ี่
ี่






ไตรตรองทนำมำใชในกำรเรยนรเกยวกับแต่ละขั้นตอนของกระบวนกำรน้ นอกจำกกำรลงมอปรบ



แผนของตนเองในแต่ละขั้นตอนของกำรสัมมนำแลว ครผูรวมสัมมนำจะไดทดลองนำประสบกำรณ ์






ุ่
น้มำรวมกันเขยนแผนกำรสอนแบบไตรตรองดวยกันในคืนสุดทำย และในวันรงขึ้น ครแต่ละท่ำนจะ








มเวลำ 2 - 3 ชั่วโมงโดยประมำณเท่ำนั้นในกำรปรบแผนกำรสอนของตนใหเปนแผนแบบไตรตรอง


ิ่

โดยโปงจะเปนผูตรวจและอนุมัติทุกแผนฯ ดวยกำรฉลองกับครเจำของแผน และเรมตั้งแต่กำร






ี่



ื่

ี่
สัมมนำคร้งท 17 เมอมิถุนำยน 2014 ทโรงเรยนเทพพิทักษและโรงเรยนอำเวมำรอำ สังฆมณฑล
ื่
อุบลรำชธำน โปงเรมคัดเลอกแผนกำรสอนทเขยนขึ้นไดอย่ำงดี สำมำรถใชเปนตัวอย่ำงใหกับเพอน






ี่

ิ่

ื่




รวมทำงสำยไตรตรองในทอนๆ ได โปงตั้งชอแผนกำรสอนเหล่ำน้ว่ำ “แผนเด็ด”
ื่

ี่
173

ี่

กำรจะตอบคำถำมทว่ำ “ทาไมเราถงคัดเลอกตัวอยางแผนการสอน?” ผมตองยอนหลัง








ี่
กลับไปตั้งแต่กำรสัมมนำไตรตรองคร้งท 3 เมอเมษำยน 2013 ทโรงเรยนดำรำสมุทร ศรรำชำ คร้ง

ื่

ี่

นั้น คุณพ่อลอชัย จันทรโป ไดแนะนำใหเรำหำทำงเตรยมครแกนนำทเคยผ่ำนกำรสัมมนำไตรตรอง


ี่








ี่

ใหพรอมทจะทำหนำทในกำรเผยแพรและพัฒนำกระบวนกำรน้ในโรงเรยนของตนเองดวย นเอง




ี่
ี่



ื่
ิ่
ื่
ิ่


เปนจุดเรมตนของคำเชิญใหเพอนรวมทำงไดกลับมำเปนโคชใหกับเพอนรนใหม่ เรมตั้งแต่กำร



ุ่





ี่



สัมมนำคร้งท 6 เมอพฤษภำคม 2013 ทโรงเรยนเซนตนิโกลำส พิษณุโลก แต่โครงกำรน้มขอจำกัด
ี่

ื่











ื่

ดำนจำนวนของผูเขำรวม เพรำะเรำเชิญเพอนๆ กลับมำเปนโคชไดคร้งละ 6 ท่ำนเท่ำนั้น โปงจึงคิด

ื่


ี่
ื่
ทจะเพิ่มเติมช่องทำงใหเพอนๆ สำมำรถแลกเปลยนเรยนรกันไดโดยอำศัยสอสังคมออนไลน และ



ี่

ี่






ผมเสนอใหเลอกใช Facebook ทสำมำรถเผยแพรทั้งบทควำมและรปภำพต่ำงๆ ได เรำเปด


ื่
ื่
account ชอ “ไตรตรอง สภาการศกษาคาทอลก” ขึ้นเพอเปนสอกลำงของเพอนรวมทำงสำย
ื่
ื่



ื่



ื่
ไตรตรองทุกคน ในระยะแรก เรำใชสอกลำงน้เพออัพเดทเกยวกับงำนสัมมนำและเผยแพรทบทวน
ี่

ี่



เน้อหำเกยวกับกระบวนกำรไตรตรอง และทสำคัญใชเผยแพรบทควำมของโคชทไดแบ่งปน




ี่
ี่

ประสบกำรณของแต่ละคนในกำรนำแผนกำรสอนไตรตรองไปใช เพอเปนแบบอย่ำงและเปน




ื่



กำลังใจใหแก่กันและกัน


ิ่




จนมำถึงกำรสัมมนำทอุบลรำชธำนขำงตน โปงรเรมกุศโลบำยใหม่ โดยคัดเลอกแผนเด็ด

ี่


จำกกำรสัมมนำ โดยขออนุญำตเจำของแผนฯ นำไปโพสต์บน Facebook น้ เพอเปนตัวอย่ำงใหแก่



ื่








ื่
เพอนรวมทำง ทั่วประเทศ เรำไดเผยแพรแผนเด็ดจำกกำรสัมมนำไตรตรองน้ได 2 คร้ง จนมำถึง




คร้งท 19 เมอสิงหำคม 2014 ทยอแซฟอุปถัมภ สำมพรำน โปงเพิ่มควำมเขมขนใหกับแผนกำรสอน


ี่
ื่
ี่

ี่

ิ่
ื่
ตัวอย่ำง โดยเรมเขยนเครองหมำย (L) เวลำตรวจอนุมัติแผน เปนกำรให LIKE ในแต่ละจุดทโดด



เด่นเปนพิเศษในแผนกำรสอนนั้นๆ ในกำรสัมมนำคร้งน้นเองทเกดแผน 6 LIKEs ในต ำนำนของ ครู
ี่
ี่







สุขสราญ บัวทอง ขึ้น เพอนๆ จะลองขำมไปอ่ำนแผนตัวอย่ำงน้ก่อนเลยกไดนะครบ ดังนั้น เหตุผล
ื่
ในกำรคัดเลอกแผนกำรสอนตัวอย่ำงคอ กำรเพิ่มเครองมอทเพอนรวมทำงสำมำรถนำไปใชพัฒนำ

ื่


ื่
ี่





ี่

กระบวนกำรเรยนกำรสอนทเนนกำรไตรตรองในโรงเรยนไดดวยตนเอง โดยกำรแลกเปลยนเรยนร ้ ู




ี่


ทำควำมเขำใจจำกแผนกำรสอนทโดดเด่นของเพอนรวมทำงในโรงเรยนอนๆ และนำไปต่อยอด


ี่

ื่
ื่

ี่
ปรบเปลยนใหเหมำะสมกับนักเรยนและสภำพแวดลอมในโรงเรยนของตน





แผนกำรสอนตัวอย่ำงทแสดงไวในส่วนทำยของบทน้ ผมรวบรวมขึ้นจำกแผนเด็ดทุกแผนท ี่



ี่



โปงไดคัดเลอกจำกกำรสัมมนำไตรตรองและโพสตบน Facebook ไตรตรอง สภำกำรศึกษำ







คำทอลิก ทั้งหมด 131 แผน ในหนังสอน้ ผมนำเสนอแผนกำรสอนไตรตรองเหล่ำน้โดยจัดหมวดหมู ่








ตำมสำระกำรเรยนรทั้ง 8 กลุมสำระ ตั้งแต่ วิทยำศำสตร คณตศำสตร ศิลปะ ภำษำไทย
174


ภำษำต่ำงประเทศ สังคมศึกษำฯ กำรงำนอำชพฯ และสุขศึกษำ-พละศึกษำ โดยผมขออนุญำตเพิ่ม





ี่

กลุมท 9 คอ ปฐมวัย ทั้งน้ ใน 8 กลุมสำระ ผมจะจัดเรยงแผนกำรสอนตัวอย่ำงตำมระดับชั้นป

ตั้งแต่ประถมศึกษำปท 1 จนถึงมัธยมศึกษำปท 6

ี่
ี่




ี่
โปงมักจะพูดในระหว่ำงกำรตรวจอนุมัติแผนกำรสอนว่ำ แผนทได LIKE ไดรบกำรคัดเลอก









เปนแผนเด็ดเหล่ำน้เปนแผนทดในเวลำน้ นั่นคอ แผนเด็ดเปนแผนทดสำหรบผูเขยนแผนไตรตรอง




ี่


ี่

ื่









เปนคร้งแรก ดวยเวลำเรยนรเพยง 4 วัน 3 คน แต่หำกเพอนรวมทำงไดกลับไปทบทวนไตรตรอง

ี่
ี่




เพิ่มเติม คงมอกหลำยจุดทจะพัฒนำใหแผนเหล่ำน้เปนแผนทดมำกกว่ำเดิมได เมอผมรบหนำทใน




ี่
ื่



กำรรวบรวมแผนกำรสอนตัวอย่ำงเหล่ำน้ ผมพบว่ำขอจำกัดทำงดำนเวลำน้เองทำใหยังมจุดขำด






ี่
ื่






ตกบกพรองอยูบำง แผนบำงแผนไม่ไดระบุเกยวกับสอกำรสอน หรอวิธกำรประเมินและวัดผล

ี่

ี่


บำงคร้ง ค ำถำมไตรตรองทระบุไวว่ำเปนค ำถำมแบบ Apply อันทจรงเปน Reflect เปนตน ผมจึงขอ









อนุญำตครเจำของแผนกำรสอนเหล่ำน้ทุกท่ำนทจะแกไขปรบเปลยนแผนกำรสอนเหล่ำน้จำก
ี่
ี่

ี่
ตนฉบับเดิมตำมทเห็นสมควร



ี่


ี่


ื่

อกประเด็นหนึ่งทโปงขอใหผมเพิ่มเติมเขำไปคอ “กำรอ่ำน” เมอผมนำเสนอเกยวกับ “กำร



นำเสนอบทเรยน” ในกำรสัมมนำนั้น ประเด็นสำคัญทผมตองเนนย้ำคอ กำรนำเสนอบทเรยน


ี่






ี่





ี่



จำเปนตองมวิธกำรทหลำกหลำย โดยคำนึงถึงควำมถนัดในกำรเรยนรทแตกต่ำงกันของนักเรยน
ื่



ทั้งกำรมอง กำรฟง และกำรเคลอนไหว เพอพัฒนำนักเรยนเปนรำยบุคคล เรำสังเกตจำกกำร
ื่
สัมมนำหลำยคร้งว่ำ ครมักจะออกแบบแผนกำรสอนโดยใหนักเรยนมโอกำสไดฝกทักษะกำรอ่ำน
















ค่อนขำงนอย ในบำงคร้งครเองกยอมรบว่ำ “ตนเองไม่ค่อยไดอ่ำนหนังสอมำกนัก” ดวยเหตุท ี่







ี่
เป้ำหมำยหนึ่งของกระบวนกำรเรยนกำรสอนทเนนกำรไตรตรองคอช่วยใหนักเรยนสำมำรถเรยนร ้ ู



ตลอดชวิต และปจจัยหนึ่งทจะทำใหบรรลุถึงเป้ำหมำยน้คอ “นิสัยรกกำรอ่ำน” เพรำะกำรอ่ำนเปน




ี่

เครองมอทสำคัญสำหรบกำรคนควำและกำรเรยนในระดับทสูงๆ ขึ้นไป ดังนั้น ผมขออนุญำตคร ู


ื่

ี่

ี่



เจำของแผนเพิ่มเติมช่วงเวลำทครใหนักเรยนอ่ำนหนังสอ (ซึ่งอำจจะแทนทดวย ใบควำมร วำรสำร




ี่

ี่



หนังสอพิมพ์ ฯลฯ ตำมควำมเหมำะสม) เขำไปในแผนกำรสอนตัวอย่ำงทุกแผน โดยอำจจะเพิ่มเติม







ื่




เขำไปในส่วนของ See ใหนักเรยนอ่ำนเพอประกอบในกำรหำขอสรปกำรเรยนร หรอในช่วง Judge


ก่อนทครจะอธบำยเกยวกับบทเรยน หรอแมแต่ช่วง Act ก่อนทจะทำแบบฝกหัด ในทำงปฏบัติ คร ู






ี่
ี่
ี่
อำจจะตองจัดสรรเวลำสำหรบช่วงกำรอ่ำนน้คำบละประมำณ 5-10 นำท โดยผมหวังว่ำ เวลำสั้นๆ










ในทุกคำบกำรเรยนน้อำจจะเปนประโยชนแก่นักเรยนของเรำไปทั้งชวิต


175


ี่
ในส่วนของวิธกำรนำแผนกำรสอนตัวอย่ำงไปใชนั้น พระเจำประทำนผูช่วยทยอดเยยมมำ




ี่

ใหผม ผมพบว่ำบทควำมแบ่งปนประสบกำรณของ ครูวระพจน รตนรตน จำกโรงเรยนดรณำ











ื่


ื่

ี่



รำชบุร เมอคร้งทรบคำเชิญมำเปนโคชใหกับเพอนรวมทำงในเดอนมกรำคม ป 2016 น้เอง ช่วยให ้



ี่

ี่



เห็นภำพกำรนำแผนกำรสอนทเนนกำรไตรตรองไปใชไดอย่ำงครบถวนและเด่นชัดเปนรปธรรมทสุด






ื่





ผมขอเชิญชวนเพอนรวมทำงทุกคนศึกษำวิธกำรนำแผนกำรสอนไตรตรองไปใชของครวระพจนกัน

ไดเลยครบ




เติมเต็ม...ให้กัน



ฉันนายวีระพจน์ รตนรตน์ สอนวิชาการออกแบบและเทคโนโลยีในระดับชั้นมัธยมศกษาป ี

ี่







ท 6 โรงเรยนดรณาราชบร หลังจากทฉันได้ผ่านการเดนทางของฉันเพื่อเรยนรกระบวนการเรยน

ี่



ื่

ี่
การสอนทเน้นการไตร่ตรอง เช่นเดยวกับเพื่อนร่วมทางคนอนฉันได้เขยนแผนการจัดการเรยนการ

สอนแบบไตร่ตรองแผนแรกในคาบสดท้ายของการอบรม ฉันได้ใช้ความเพียรพยายามอย่างสง ต้อง

แปลงโฉมความคดและวิธสอนอย่างส้นเชง จะว่าสวนทางกับแบบดั้งเดมก็ว่าได้ ฉันได้ปรบเปลยน






ี่



ี่
ื่



ี่
มันหลายคร้ ัง ฉันดใจทสดเมอคณโปงฉลองและอนมัตแผนให้ฉัน ฉันตั้งใจอย่างแน่วแน่ทจะน า
ื่



แผนแรกของฉันไปส่ห้องเรยนให้นักเรียนของฉันในทันท แผนไตร่ตรองแผนแรกของฉัน ชอ การ



จดการเทคโนโลยีแบบยั่งยนดวยพลังงานสะอาด

และแล้ววันนั้นก็มาถง ฉันเร่มด้วยการสรางบรรยากาศการเรยนร โดยให้นักเรยนและครจับ



















ึ่
มอเปนวงกลมแล้วให้ทกคนพูดต่อๆ ไปว่า “หนงเดยวใจเดยว” มนักเรยนคนหนงถามฉันว่า “หนง





เดียวใจเดียวมันเกี่ยวของอะไรกับการเรยนวันน้” ฉันดใจมากกับค าถามน้และตอบว่า “ในโลกใบน้ ี





เราตองอยูรวมกันได ทุกอยางมีความสาคัญเหมอนกัน ธรรมชาติกับมนุษยมีความเก้อหนุนกัน มี




ความรกมีความเปนหนงเดียวกัน เราถึงมีความสุขอยูรวมกันได”





ึ่






ต่อจากนั้นฉันได้ให้ภาพรวมกับเดกๆ จงเปรยบเสมอนเข็มทศท าให้เปาหมายการเรยนรใน




ื่
ี่
ี่


วันน้ให้ชัดเจนด้วย INTRO Model ฉันเร่มต้นทท าไมเรองน้น่าสนใจทจะเรยน? I (Interest) ฉันให้


นักเรยนดรปนวัตกรรมพลังงานแสงอาทตย์ ลม และ น ้า แล้วท าไมต้องเรยน? N (Need) เพราะว่า







พลังงานส้นเปลอง เช่น น ้ามัน แก๊ส ก าลังจะหมดไป ดังนั้น พลังงานสะอาดทใช้แล้วไม่มวันหมดจะ

ี่



ถกน ามาทดแทน และทักษะในการน าพลังงานสะอาดมาใช้ในครวเรอนมความจ าเปนยิ่ง และ


สามารถออกแบบสรางได้ด้วยตนเอง ใชเวลาเทาใด T (Time) ในเรองน้ใช้เวลา 4 คาบ (200 นาท) จะ

ื่




176







เรยนอะไรบาง? R (Range) เรยนรเกี่ยวกับความหมายของ พลังงานสะอาด ชนดของพลังงาน


สะอาด หลักการจัดการเทคโนโลยีแบบยั่งยืนด้วยพลังงานสะอาด ฉันไม่ลมทจะบอกว่า เรยนแลวได ้
ี่

อะไร? O (Objectives) วันน้เดกๆ จะมความรเกี่ยวกับพลังงานสะอาดเพื่อสามารถเลอกใช้พลังงาน








สะอาดอย่างเหมาะสม และมทักษะในการสรางนวัตกรรม Green Mech


หลังจากนั้น ฉันท้าท้ายตัวเองด้วยการน าเสนอบทเรยนด้วยกระบวนการ See- Judge- Act








เร่มกันทขันที่ 1การสรางประสบการณ (See) ฉันแบ่งนักเรยนเปน 2 กล่ม คอ กล่ม A ส้นเปลอง และ
ี่







กล่ม B ไม่มวันหมด ให้แต่ละกล่มระดมพลังสมองกล่ม A เขยนข้อดของพลังงานส้นเปลอง และ




ข้อเสยของพลังงานทดแทน และให้กล่ม B ท ากลับกันแล้วน าเสนอข้อคดเหนให้กับเพื่อนๆ ได้ชน

ื่




ชม ขันที่ 2 การคิดวินจฉยประสบการณ (Judge) ฉันเลอกการบรรยายประกอบ PowerPoint หัวข้อ




ื่
ี่



พลังงานสะอาด และน ้ามัน ตอนน้มาถงความตนเต้นทเด็กๆ เข้าส่ขันที่ 3 การลงมอปฏิบัติ (Act) ฉัน


ให้จัดกล่มและออกแบบศกษาและสรางนวัตกรรม Green Mech และน าเสนอ ตามกระบวนการ





แก้ปญหาทางเทคโนโลยี ซงเปนการสรางกลไกพลังงานสะอาดช่วยเหลอผู้ประสบภัยทางธรรมชาต ิ




ี่








และขณะนักเรยนปฏบัตการบันทกข้อมลทพบใหม่ แล้วน ามาปรบปรงงานให้ดข้นในคาบต่อๆ มา




สดท้าย ฉันไม่ลมทจะจบด้วยการให้นักเรยนเขยนไตร่ตรองก่อนจบคาบด้วยค าถาม


ี่


ี่


ไตร่ตรองทเข้าถงชวิตว่า “มีกลุมคน 3 กลุม คอคนพิการแขนขา คนพิการทางสายตา คนพิการทาง




สมอง นกเรยนคิดวาจะสรางนวัตกรรมพลังงานสะอาดชวยคนกลุมใด เพราะอะไร?”




ี่





สบกว่าปในการเปนครสอนฉันได้ใช้แผนการสอนทคดว่าดมากเสมอ แต่วันน้ตัดสนใจหัน





หลังให้กับแผนเก่าๆ และใช้ “แผนกระบวนการเรยนการสอนที่เนนการไตรตรอง” เพราะว่า ท าให้



นักเรยนของฉันเหนคณค่าของความดงามมากข้น มความกระตอรอรนในการใฝหาความรด้วย













ตนเองมากข้น คดกันเองมากข้น มขั้นตอนในการท างานทชัดเจนข้น และสามารถสรางนวัตกรรม


ี่


ต่างๆ ข้นมาได้ ฉันอยากให้ความสขของฉันและเดกๆ ไปอยู่กับเพื่อนครบ้าง แค่เปดใจและต่างเตม








ื่
เต็มให้กัน บางทการรบฟงและได้เหนจากคนอน มันไม่ได้สัมผัสความจรงเหมอนท าเองใช่ไหม




ครบ?





คณครวีระพจน์ รตนรตน์
โรงเรยนดรณาราชบร ี





177



ี่

โดยสรป แผนกำรสอนแบบไตรตรองเปนเป้ำหมำยและเปนผลผลิตทเปนรปธรรมของกำร




สัมมนำเป้ำหมำยและกระบวนกำรเรยนกำรสอนทเนนกำรไตรตรอง โปงไดคัดเลอกแผนกำรสอนท ี่



ี่


ี่


ครบถวนดเยยม พรอมกับติดเครองหมำย [LIKE] ตรงจุดทแผนนั้นมลักษณะโดดเด่นเปนพิเศษ



ื่
ี่



ื่

ื่

โดยมวัตถุประสงคเบื้องตนเพอเผยแพรผ่ำน Facebook ไตรตรอง สภำกำรศึกษำคำทอลิก เพอน






ี่

รวมทำงสำยไตรตรองทั้งหลำยสำมำรถศึกษำทำควำมเขำใจ นำไปต่อยอดและปรบเปลยนใหเขำ

กับบรบทของตนเองได วัตถุประสงค์ทโปงวำงแผนไวตั้งแต่แรกแลวคอ รวบรวมแผนเหล่ำน้เขำไวใน



ี่







หนังสอคูมอทครสำมำรถใชอำงองในกำรเขยนแผนกำรสอนแบบไตรตรอง และรวมกันขับเคลอน



ี่

ื่






ี่
พัฒนำกระบวนกำรเรยนกำรสอนทเนนกำรไตรตรองน้ต่อไปในทำยทสุด ผมขอขอบพระคุณ คุณ




ี่


พ่อเดชำ อำภรณรตน อำจำรยสุมิตรำ พงศธร ทใหโอกำสผมและโปงไดทำงำนอันน่ำภำคภูมิใจน้ ี


ี่








ี่


ขอบพระคุณเปนพิเศษสำหรบคุณพ่อเฉลิม กจมงคลทรวมคิดออกแบบ รวมเดินทำงไปกับเรำสอง




คนเกอบทุกคร้ง ผมระลึกถึงควำมกรณำของบรรดำคุณพ่อ ซิสเตอร บรำเดอร ผูอำนวยกำรโรงเรยน







ี่





และผูช่วยบรหำรทุกท่ำนทใหโอกำสเรำไดนำเสนอกระบวนกำรไตรตรองน้ในโรงเรยนของท่ำน

ขอบพระคุณเปนพิเศษสำหรบโคชทุกท่ำนทรบคำเชิญกลับมำรวมเดินทำงไปกับเพอนใหม่ในต่ำง
ี่


ื่







โรงเรยนออกไป ขอบคุณครเจำของแผนกำรสอนตัวอย่ำงทุกท่ำนทอนุญำตใหนำแผนทท่ำน

ี่

ี่



ื่

ี่

ออกแบบไปแบ่งปนใหกับเพอนรวมทำง ขอบคุณครผูรวมสัมมนำทุกท่ำนทรบคำทำทำยเขำรวม










ื่



กำรสัมมนำและรวมขับเคลอนกระบวนกำรเรยนรแบบไตรตรองน้ต่อไป สุดทำย ขอบพระคุณพระ




เปนเจำทมอบหมำยใหผมไดทำงำนทน่ำสนุกและน่ำชนใจน้ ผมระลึกถึงคำของนักบุญเปำโลอยู ่
ี่


ี่

ื่
เสมอว่ำ




“ข้าพเจาทางานหนักกวาคนอ่น แตมใชข้าพเจา เปนเพราะพระหรรษทานของพระเจาซง






ึ่

อยูกับข้าพเจาท่ทางาน” (1 โครนธ 15:10)









178


Click to View FlipBook Version