The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebookedba, 2021-08-17 05:56:14

4. แสงสว่างของทางเลือกใหม่ในการจัดการเรียนรู้ (Final 11-4-16)


4. การนําเสนอบทเรยน
คาบท 1
ี่


4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]




- ครให้นักเรยนดูตัวอย่างละครแต่ละประเภท (3 ประเภท) โดยแบ่งนักเรยนเปน 3 กลุมๆ








ละ 2 เรืองๆ ละประมาณ 5 นาท เพอเปรยบเทยบละครใน ละครเวท ละครโทรทัศน์ ในเรือง

วิธการแสดง ลักษณะการแต่งกาย ดนตรประกอบ เปนตน







- นักเรยนสรปและบันทึกความเหมอนและแตกต่างของละครรา ละครเวท และละคร


โทรทัศน ์


4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)



- ครนาตัวอย่างรปภาพการแสดงละครใหนักเรยนสังเกต





- นักเรยนแบ่งกลุมๆ ละ 5-10 คน ศึกษาคนควาจาก PowerPoint







- ครูตั้งคาถามโดยสุม เปนรายบุคคล ใหนักเรยนตอบว่า ละครแต่ละประเภท มความ



แตกต่างกันอย่างไร (ในดานวิธการแสดง ลักษณะการแต่งกาย และดนตรประกอบ)
คาบ 2-3


4.3 ลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]


- นักเรยนนาเสนอผลงาน จาแนกความแตกต่างของละคร

- นักเรยนแบ่งกลุมๆละ 5-10 คน แสดงละครตามจินตนาการของนักเรยน



ื่

- นักเรยนเลอกแสดงละครกลุมละ 1 เรอง สั้นๆ




- นักเรยนคิดว่า ละครในอดีตและปจจุบันมความสัมพันธกันอย่างไร?


5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน [LIKE]



5.1 Reflect - นักเรยนรสึกอย่างไร หลังจากไดเรยนรเกยวกับประเภทของละครไทย?














5.2 Connect - ละครไทยทสะทอนเอกลักษณไทยในปจจุบันสามารถเชอมโยงกับวชาใดได ้




บาง? (ภาษาไทย/ สังคม)








5.3 Apply - นักเรยนสามารถนาสิ่งทไดเรยนร มาปรบใชในชวิตประจาวันไดอย่างไรบาง?



ี่




6. สอการเรยนการสอน



- หนังสอแบบเรยน วิชานาฏศิลปมัธยมศึกษาปท 1



- รปภาพการแสดงละคร

- วิทยุ CD และ CD เพลงสแผ่นดิน
ี่
- PowerPoint เกยวกับการแสดงละครรา ละครเวท และละครโทรทัศน ์




279


สาระการเรยนรู้ ศิลปะ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4

หนวยการเรยนรู้ 1) พื้นผิว



ออกแบบโดย ครูมนัสนันท ตาแกว โรงเรียน เซนตโยเซฟบางนาสมทรปราการ


วันท่ ี 10 ตุลาคม 2015

1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)

- นักเรยนสามารถนาพ้นผิวต่างๆ มาสรางสรรค์เปนผลงานได ้







- นักเรยนสามารถแยกแยะพ้นผิวแบบต่างๆได ้





- นักเรยนสามารถวินิจฉัยประสบการณทไดรบ บนพ้นฐานของคุณค่าพระวรสารดานการ



เพ่งพิศสิ่งสราง


1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]







- นักเรยนนาความรเรอง พ้นผิวไปสรางสรรค์ผลงานใหมความสวยงามและมมิติ






1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)

- พ้นผิวในธรรมชาติและสิ่งแวดลอม



1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)





- ครใหนักเรยนสัมผัสสิ่งใกลตัว เช่น โตะ กระเปานักเรยน ผนังหอง ฯลฯ










- ซักถามนักเรยนเกยวกับพ้นผิวทนักเรยนไดสัมผัสว่า มลักษณะแตกต่างกันอย่างไร?


1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ

2. การประเมินและวดผล
- สังเกต

- แบบประเมินพฤติกรรมการทางานกลุม


- แบบประเมินการปฏบัติ
3. การสรางบรรยากาศ




- เกมรวมเงน เพอใหนักเรยนจับกลุม




4. การนําเสนอบทเรยน
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]


- ใหนักเรยนจับกลุมกลุมละ 5-6 คน รวมกันศึกษาคันควาและออกไปสารวจพ้นผิว โดย








แต่ละกลุมตองบอกความหมายและลักษณะความแตกต่างของพ้นผิว จดบันทึกและวาด




ภาพประกอบตามหัวขอ
280


ก) พ้นผิวในธรรมชาติ
ข) พ้นผิวในสิ่งแวดลอม



- แต่ละกลุมนาเสนอ


4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]




- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ...... เรอง ......เพอตอบคาถามดังต่อไปน้ ี







ก) พ้นผิวในธรรมชาติสิ่งแวดลอมแตกต่างกันอย่างไร?


ข) พ้นผิวธรรมชาติมลักษณะอย่างไร?


ค) นักเรยนจะใชวิธการใดสรางสรรค์ชิ้นงานพ้นผิว?









- ครอธบายและบอกความหมายและลักษณะพ้นผิวประเภทต่างๆ และสาธตวธการ




สรางสรรค์งานพ้นผิวใหนักเรยนดู จากนั้นใหนักเรยนแต่ละกลุมอ่านศึกษาเพิ่มเติมจากหนังสอ






เรียน

4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)



- ให้นักเรยนแต่ละกลุมสรางสรรคผลงาน 1 ชิ้นโดยการนาพ้นผิวธรรมชาติและพ้นผิว









สิ่งแวดลอมมาปฏบัติเปนชิ้นงานพ้นผิวในงานทัศนศิลป แต่ละกลุมออกมานาเสนอผลงาน














- ใหนักเรยนเขยนสรปความรเรองพ้นผิวว่า มประโยชนอย่างไรต่องานศิลปะและใน









ชวิตประจาวันของนักเรยนและจะนาความรเรองพ้นผิวมาตกแต่งหองเรยน และการทางาน



ต่างๆใหสวยงามไดอย่างไร?


5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 Reflect







- นักเรยนไดประโยชนอะไรบางจากเรองพ้นผิว?

- พ้นผิวมประโยชนอย่างไรต่อการสรางสรรค์เปนผลงานศิลปะ?




5.2 Connect
- นักเรยนจะนาความรเรองพ้นผิวไปเชอมโยงกับวิชาใดไดบาง?











5.3 Apply


- นักเรยนสามารถนาสิ่งทไดเรยนมาไปสรางสรรค์ชิ้นงานอะไร? อย่างไร?

ี่


6. สอการเรยนการสอน












- รูปภาพ/ของจรงจากสิงรอบตัว เช่น เหรยญต่างๆ พ้นผิวผนัง โตะ เกาอ้ ตนไม ใบไม ตาข่าย

ฯลฯ

- สไม สมุดวาดเขยน หนังสอเรยน





281

สาระการเรยนรู้ ศิลปะ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4

หนวยการเรยนรู้ 2) สีวรรณะร้อน - เย็น (ทฤษฎีสี)




ออกแบบโดย ครูนตติยา แผนคํา โรงเรียน มาแตร์เดอีวิทยาลัย กรุงเทพฯ
วันท่ ี 23 มกราคม 2016

1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)




- นักเรยนสามารถเขาใจความหมายของสแต่ละสได ้




- นักเรยนสามารถนาสไปใชในการสรางสรรค์ผลงานของตนเองไดอย่างเหมาะสม




1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]








- สมความสาคัญต่อการสรางงานศิลปะ นอกจากสจะสอถงความหมายและบอกอารมณ





ยังสามารถใชสในการเลอกซ้อดอกไมใหคนทรกได ้


ี่




1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)



- ความหมายของสในวรรณะรอน-เยน


- การนาสวรรณะรอน-เย็น มาใชใหเหมาะสมกับวันพิเศษ



1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)














- ครมดอกกุหลาบหลากสใหนักเรยนเลอกสทนักเรยนชอบมา 1 ดอก และมอบใหเพอนท ่ ี


นักเรยนคิดว่าชอบสเดยวกับเรา

1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ
2. การประเมินและวดผล


- ตรวจผลงานนักเรยน
3. การสรางบรรยากาศ










- ครมดอกกุหลาบหลากสใหนักเรยนเลอกสทนักเรยนชอบมา 1 ดอก และมอบใหเพอนท ี ่






นักเรยนคิดว่า ชอบสเดยวกับเรา

4. การนําเสนอบทเรยน


4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]










- ครใหนักเรยนดูภาพ ภาพท 1ใชสวรรณะรอนทั้งหมด อกภาพใชสวรรณะเยนทั้งหมด

ี่








ลวนใหนักเรยนอธบายความเหมอนความต่าง ตามความรสึกของนักเรยนจากนั้นครและ


นักเรยนร่วมกันสรุป

282

4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)




- ครอธบายความหมายของสแต่ละส ดวย Power point



ื่






- ครให้นักเรยนอ่านและทาใบงานเรอง สวรรณะรอน เยน

4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]





ี่

- นักเรยนลงมอสรางสรรค์ผลงานของตนเองโดยการทา “ทคั่นหนังสอ”
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 Reflect



- สอะไร ทนักเรยนใหความสนใจชอบเปนพิเศษ เพราะอะไร?
ี่

5.2 Connect

- การเรยนเกยวกับสวรรณะรอน-เยนเกยวของกับการสรางงานศิลปะอย่างไร?









5.3 Apply











- หากนักเรยนตองการทาสหองนอนหรอหองอนๆ ในบาน นักเรยนจะเลอกใชสอะไร?


เพราะอะไร?
6. สอการเรยนการสอน



- PowerPoint
- ผลงานตัวอย่าง



















283

สาระการเรยนรู้ ศิลปะ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6

หนวยการเรยนรู้ เหมือนต่างสร้างสรรค์


ออกแบบโดย ครูจิตตนนท คณเวช โรงเรียน เซนต์โยเซฟคอนเวนต์กรุงเทพฯ



วันท่ ี 9 ตุลาคม 2014

1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)





- นักเรยนสามารถบรรยายเกยวกับจังหวะและตาแหน่งของสิงต่างๆ ทปรากฏใน




สิ่งแวดลอมและงานทัศนศิลปได ้



1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]


- นักเรยนสามารถใชความแตกต่างของจังหวะและตําแหน่งของสิ่งต่างๆ ในงานทัศนศิลป ์



และในสิ่งแวดลอมไดอย่างถูกตอง


1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
ี่

- จังหวะ คอ สิ่งทมองเห็นไดในธรรมชาติและงานศิลปะทั่วไป






- ตําแหน่ง คอ โครงสรางของเสนต่างๆ รปราง-รปทรงและสสันทมระยะใกล-ไกล



ี่


1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)



- ใหนักเรยนแสดงความคิดเห็นรวมกัน เกยวกับเน้อหาในบทเรยนทนักเรยนพบเห็นไดใน








ธรรมชาติและในงานศิลปะดานต่างๆ จากประสบการณตรงและออม กอนการวาดภาพและใชส ี






ตามความถนัดของนักเรยนแต่ละคน
1.5 เวลา (Time)

- 1 คาบเรยน
2. การประเมินและวดผล

- สังเกตจากการปฏบัติ

3. การสรางบรรยากาศ


- ครูซักถามพูดคุยกับนักเรยนเกยวกับสิงแวดลอมและงานศิลปะต่างๆ




4. การนําเสนอบทเรยน



4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]


- ครผูสอนพูดคุย ซักถามเกยวกับความสนใจในศิลปะดานต่างๆ ทนักเรยนรจักและสนใจ








กอนเขาสูบทเรยน





- ครนาภาพตัวอย่างจากเน้อหา เหมือน ต่าง สรางสรรค มาใหนักเรยนดูเพอเปนแนวทาง












ใหนักเรยนสรางสรรค์ผลงานเอง
284







- ครตั้งคาถามเกยวกับ เหมือน ต่าง สรางสรรค ในสิ่งแวดลอมหรอธรรมชาติกับงาน


ี่


ทัศนศิลปรปแบบต่างๆ ทพบเห็นในชวิตประจาวัน









- ครแนะนาการถายทอดผลงานดวยเทคนิคต่างๆ เช่น ดวยดินสอเปนภาพขาว-ดา/ การใช ้




ปากกาเคม/ การใชสประเภทต่างๆ ตามความถนัดของตนเอง เช่น สชอลค สีเทยน สไม สไม ้





ระบายน้า สน้า สโปสเตอร สอะคริลิค เป็นตน








4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]





- ใหนักเรยนอ่านทบทวนความรจากเน้อหาในบทเรยนเรอง จังหวะและตําแหน่งของสิง





ี่

ต่างๆ ทปรากฏในสิ่งแวดลอมทั่วไป
- ใหนักเรยนนาความรความเขาใจจากเน้อหานาไปสรางสรรค์ผลงานของตนเองเปนภาพ










ได้
- สอดแทรกคุณค่าพระวรสารในเรอง การงาน “พระเจาจะประทานรางวัลแก่ทุกคนตาม



การงานของเขา” (มัทธิว 16:27) และ






- ทายชัวโมงอธบายพระวรสารเกยวกับพรสวรรค ในการทางานตามความสามารถของแต่


ละคนทพระเจาไดประทานใหจากการคิดไตรตรอง
ี่





4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]




ี่



- ใหนักเรยนลงมอปฏบัติดวยความสามารถ/เทคนิค/รปแบบทหลากหลายและเปดโอกาส





ใหนักเรยนเขากลุมปรกษาหารอกันได ้

ี่

- นักเรยนลงมอปฏบัติดวยความมั่นใจในความสามารถของตนเองตามเน้อหาทกาหนด








- ใหนักเรยนรวมกันไตรตรองเกยวกับความเชอมันในตนเอง ในการทาผลงาน ดวย








ความสามารถของตนเองจนสัมฤทธ์ผลดวยความภาคภูมิใจของตนเอง


5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 Reflect




- นักเรยนไดเรยนรอะไรบาง จากเน้อหาเหมอนต่างสรางสรรค?






5.2 Connect

- จากเน้อหาทเรยนไป มส่วนเกยวของกับคุณธรรมขอใดบาง? เพราะอะไร?









5.3 Apply

- นักเรยนมความคิดเหนอย่างไรในการทากจกรรมชุดน้รวมกับเพอนๆ ไดอย่างมความสุข?










6. สอการเรยนการสอน





- สชอลค สเทยน สไม สไมระบายน้า สน้า สีโปสเตอร สอะคริลิค











285

สาระการเรยนรู้ ศิลปะ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1

หนวยการเรยนรู้ 1) แสงเงาและการวาดเส้นจากการมองเห็น




ออกแบบโดย ครูสมภพ วรกิจจานวฒน ์ โรงเรียน วาสุเทวี กรุงเทพฯ

วันท่ ี 21 ธนวาคม 2014

1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)




- นักเรยนเรยนรเรองแสง เงา สามารถวาดภาพของวัตถุทรงเรขาคณตและลงน้าหนักของ






แสง เงาทเกดจากการมองเหนได ้



1.2 ความจาเปน (Needs) (LIKE)


- การรทิศทางทแสงส่องมากระทบวัตถุและเงาทอดไปทิศทางใดไดถูกตอง นามาใชในการ


ี่





จัดวางสิ่งของต่างๆ ไดถูกตําแหน่ง เช่น การจัดวางตนไมใหไดรบแสงหรอตั้งอยูในททแสงส่อง


















ถง เพอตนไมจะไดเจรญเติบโตสวยงาม


1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)


- แสง เงา รปทรงเรขาคณต

- ระดับน้าหนักของแสง เงา
1.4 การสรางความสนใจ (Interest) (LIKE)





- ครหยิบรปทรงต่างๆ เช่น พีระมิด ลูกบาศก ทรงกลม ถามนักเรยนว่า มันคออะไร?



(รปรางหรอรปทรง) แตกต่างกันอย่างไร? มันคือรปทรงอะไรบาง? และใหนักเรยนอกคนหนึง








ถอโคมไฟมา และส่องไปทวัตถุทละชิ้น ใหนักเรยนตอบสิ่งทมองเห็น และเปลยนทิศทางของแสง


ี่

ี่
ี่


ใหนักเรยนสังเกตและบอกสิ่งทเห็นจนครบทั้ง 3 รปทรง


ี่
1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ 50 นาที
2. การประเมินและวดผล



- ผลงานของนักเรยนทวาดลงในกระดาษ ดูเรอง รปทรง และแสง-เงาของวัตถุ


ื่
3. การสรางบรรยากาศ (LIKE)




- ครูตั้งคาถามและใหนักเรยนตอบ จากแสง-เงาและระดับของการวาดภาพของแสง-เงาทีจะ

ทางาน


- ครให้นักเรยนเปลยนทและจับกันเปนวงกลมและใหตัวแทนจากมุม 4 มุม มาจัดวางรปทรง









พีระมิด ทรงกลม ลูกบาศก ตรงกลางของวงกลม เพอเปนแบบใหทุกคนวาดภาพจากมุมต่างๆ ท ี ่








ตนเองนั่ง และให 4 คนพูดคุย การจัดวางและวาดภาพ ใหเวลาไม่เกน 3 นาที ครเปดเพลงเบาๆ

286

4. การนําเสนอบทเรยน


4.1 การสรางประสบการณ (See)



- จากกจกรรมการสรางบรรยากาศในหัวขอ 3.

4.2 การคิดวินิจฉัยประสบการณ (Judge)


- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....











- ครอธบายเรอง แสง-เงา และน้าหนักของแสง-เงา โดยมวัตถุรปทรงต่างๆ ประกอบ



4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)









- ครใหนักเรยนวาดภาพวัตถุทรงเรขาคณตทไดจัดวางไว จากมุมทนักเรยนนัง ลงบน





กระดาษ A4 และลงน้าหนักแสง เงาโดยใชดินสอ EE

5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 Reflect



ี่
- นักเรยนคิดว่า แสง-เงามกทิศทาง? อะไรบาง?
5.2 Connect





- นักเรยนคิดว่า การทแสง-เงามการเปลยนทิศทาง มผลกับความรสึกของเราหรอไม่?





อย่างไร?
5.3 Apply







- นักเรยนจะนาการเปลยนของแสง-เงาไปประยุกต์ใชในชวตของเราไดอย่างไรบาง? เช่น






การวางกระถางตนไมใหอยูในทิศทแสงส่อง การวางตําแหน่งบานหรอการวางโคมไฟเวลาอ่าน





หนังสอ เปนตน


6. สอการเรยนการสอน




- รปทรงเรขาคณต พีระมิด ทรงกลม ลูกบาศก ์

- โคมไฟ
287


สาระการเรยนรู้ ศิลปะ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1
หนวยการเรยนรู้ 2) ความรู้เบื้องต้นทางทัศนศิลป์


ออกแบบโดย ครูบงกลด เรองทองดี โรงเรียน เซนต์โยเซฟบางนา สมุทรปราการ

วันท่ ี 10 ตุลาคม 2015



1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)

- นักเรยนมความเขาใจและสามารถอธบายความหมายของเสนในลักษณะต่างๆได ้






- นักเรยนไดรบการพัฒนาทักษะความสามารถในการใชเสนมาสรางสรรคในงาน






ทัศนศิลป์




ี่

- นักเรยนจะสามารถวนิจฉัยประสบการณทไดรบบนพ้นฐานของคุณค่าพระวรสารในดาน



เพ่งพิศในสิ่งสราง

1.2 ความจาเป็น (Needs) [LIKE]




- นักเรยนแยกประเภทของเสนในลักษณะต่างๆ เพือพัฒนาทักษะพ้นฐานในการ


สรางสรรค์งานทัศนศิลป


1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)





- การนาเสนประเภทต่างๆ มาใชสรางสรรค์ในงานทัศนศิลป




- การนาคุณค่าพระวรสาร เรอง เพ่งพิศในสิ่งสราง มาใชในการบูรณาการกับวชา


วิทยาศาสตร ์



1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest) - การจับกลุมเล่นเกม ต่อภาพจากเสน
1.5 เวลา (Time) - 1 คาบ
2. การประเมินและวดผล

- สังเกต
- แบบประเมินพฤติกรรมการทางานกลุม



- แบบประเมินการปฏบัติ
3. การสรางบรรยากาศ


ื่

ี่
ี่
- การจับคูแลกเปลยนความคิดเห็นการสัมภาษณ เรอง เสนทชอบมากทสุด และเพราะเหตุใด?
ี่


4. การนําเสนอบทเรยน
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]







- ครลากเสนวาดภาพใหนักเรยนสังเกตเสนหลายๆประเภท เช่น เสนในธรรมชาติ เส้นใน

สิ่งแวดลอม เสนในงานทัศนศิลป เสนเรขาคณต ลงบนกระดานหนาชั้นเรยน







288


- ใหนักเรยน สังเกตลักษณะความแตกต่างของเสน


- ใหนักเรยนจับกลุม กลุมละ 5-6 คน โดยครนาภาพตัวอย่างผลงานทางทัศนศิลปมาให้ดู












แลวรวมกันสังเกตตอบคาถามว่า ในภาพมเสนประเภทใดบาง?




- ใหนักเรยนแต่ละกลุมรวมกันศึกษาคันควาความหมายลักษณะของเสน วเคราะห






จดบันทึกและวาดภาพประกอบ แต่ละกลุมนาเสนอ

- ครอธบายและบอกความหมาย


4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)




ี่



- ครอธบายความรเกยวกับประเภทของเสนต่างๆ ในงานทัศนศิลป



- ครตั้งคาถามใหนักเรยนรวมกันตอบเพออ่านและคนควาเพิ่มเติม

ื่






ก) เสนหมายถงอะไร?
ข) ลักษณะของเสนพ้นฐานทั้ง 2 ลักษณะ





ค) เสนมความสาคัญต่องานทัศนศิลปอย่างไร?








- ครและนักเรยนรวมกันสรป พรอมมภาพตัวอย่างประกอบคาอธบาย


4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]










- ใหนักเรยนสรางสรรคผลงานวาดภาพลายเสน โดยสรางสรรคเปนเรองราวตาม


จินตนาการของตนเอง โดยแบ่งกลุมหัวขอ “เสนสรางสรรค์จินตนาการ”



ื่

- ใหนักเรยนส่งตัวแทน เพออภปรายหนาเรยนเพอแลกเปลยนความคิดเห็น

ี่
ื่









- ใหนักเรยนเขยนสรปว่า เสนในงานทัศนศิลปมความสาคัญต่อการนาไปใชกับงาน





ื่

ทัศนศิลปอนอย่างไรบาง?
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน




5.1 Reflect - นักเรยนอยากจะเรยนรเรองใดเพิมเติมเกยวกับเรองเสน?













5.2 Connect - นักเรยนสามารถนาความรเรองเสนในงานทัศนศิลป ไปเชอมโยงกับวิชาใดไดบาง?

















5.3 Apply - นักเรยนสามารถนาความรเรองเสนในงานทัศนศิลป ไปประยุกต์ใชในชวิตจรงได ้


ื่

อย่างไรบาง?


6. สอการเรยนการสอน



- หนังสอเรยนวิชาทัศนศิลป์ 1








- รูปภาพ/ ของจรงจากสิงรอบๆ ตัว เช่น เหรยญต่างๆ พ้นผิวผนัง โตะ เกาอ้ ตนไม้ ใบไม้ ตา
ข่าย ฯลฯ



- สไม ปากกาเคมสดา กระดาษ


289

สาระการเรยนรู้ ศิลปะ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1

หนวยการเรยนรู้ 3) ทัศนธาตุ - เส้น



ออกแบบโดย ครูไพสณฑ ศรสมฤทธ์ ิ โรงเรียน ยอแซฟอุปถัมภ์ นครปฐม


วันท่ ี 26 เมษายน 2015

1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)

- นักเรียนอธบายความหมายของเสน ในทางทฤษฎและในทางปฏบัติได ้









ี่
- นักเรยนจาแนกประเภท บอกชนิด บอกความรสึกทปรากฏในเสนชนิดต่างๆ ได ้
- นักเรยนนาเสนชนิดต่างๆ ไปใชในการสรางสรรค์ภาพตามความคิดของนักเรยนอย่างอิสระ








1.2 ความจาเปน (Needs)








- เสนเปนทัศนธาตุทมความสาคัญ ในการนาไปสรางทัศนธาตุอนๆ และใชในการ




สรางสรรค์งานศิลปะ


1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
- ความหมายของเสนในทางทฤษฎและในทางปฏบัติ



- ประเภทของเสนแบ่งออกเปน 2 ประเภท คือ 1) เสนตรง 2) เส้นโคง




ี่



- ความรสึกทปรากฏในเสนชนิดต่างๆ

1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest) [LIKE]

- ครตั้งคาถาม การวาดภาพตองใชประสาทสัมผัสอะไรบาง





นักเรยน : ตา-มอง และมอ-เคลอนไหว

ื่


ครู : อย่างนั้น เรามาลองหลับตาวาดภาพ ไม่ใชการมอง แต่ใชการฟงเขา





มาแทน ดูสิว่าเราจะสรางผลงานศิลปะไดหรอไม่?
- นักเรยนหลับตา ลากเสนไปบนกระดาษตามจังหวะและท่วงทานองของเสยงดนตร เสยง











สูงใหลากเสนขึ้น เสยงต่าใหลากเสนลง ดนตรเรวใหลากเสนไปมาเรว กลับกันดนตรชาให ้









ลากเสนชา มขอแมว่าเสนหามขาด อยูบนกระดาษ เสนทับกันได ้








- ขอเสนอแนะ: การลากเสนควรปล่อยเสนไปตามอารมณของเสยงดนตรและของตนเอง






1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ (50 นาที)
2. การประเมินและวดผล




- ประเมินจากการวาดภาพจากเสนชนดต่างๆ อย่างอสระและคาอธบายของนักเรยน




290


3. การสรางบรรยากาศ

- นักเรยนหลับตาและลากเสนไปตามจังหวะและท่วงทานองของเสยงดนตร ี



- เกมต่อเสนใหเปนรปราง





4. การนําเสนอบทเรยน


4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]




- ครนาภาพตัวอย่างใหนักเรยนสังเกตเปรยบเทยบว่า ภาพใดมประเภทและชนดของเสน






อยูในภาพมากทสุด ระหว่าง Drawing กับ Water Color เพราะอะไร?
ี่







- ครใหนักเรยนลองวาดภาพ แต่ไม่ใหใชดินสอ ปากกา ดินสอส สชอลค สเทยน






- ครสารวจวัสดุทนักเรยนใชในการวาดภาพ (ตรวจ, สอบถาม) และบันทึกลงตาราง






4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]





- ครอธบายความหมายของเสนในทางทฤษฎและในทางปฏบัติ ความสาคัญของเสนท ี ่






นาไปใชสรางสรรค์งานศิลปะ ความรสึกทแฝงอยูภายในเสน


ี่



ื่



- ครสาธตการลากเสนชนดต่างๆ มาประกอบกันเพอเปนทัศนธาตุอนๆ เช่น รปราง รปทรง



ื่

น้าหนัก






- ครสาธตการลากเสนชนิดต่างๆ อย่างอิสระ ใหเกดเปนภาพแนวนามธรรม ตามอารมณ ์
และความรสึกขณะนั้น


4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]




- นักเรยนสรางสรรคภาพวาดจากเสนชนดต่างๆ อย่างอสระ และสามารถอธบาย






ความหมายของภาพ แรงบันดาลใจในการสรางสรรค์ผลงาน


- ครทบทวนเน้อหาดวยการเล่นเกมต่อเสนใหเปนรปราง รปทรง (เพอโยงเขาสู่คาบเรยน












ต่อไป เรอง รูปร่าง รูปทรง)


- ครถาม เสนทนักเรยนชอบมากทสุด แลวบอกความรสึกของเสนโยงเขากับลักษณะนสัย














ของนักเรยน (เปนการทบทวน)
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 Reflect - เสนทใชวาดในภาพสมัยกอนประวัติศาสตรมลักษณะอย่างไร? ทาไมถงเปน










เช่นนั้น?














5.2 Connect - การเรยนรเกยวกับเสนในคาบน้จะเชอมโยงกับคาบเรยนต่อไปเรอง รปราง

รปทรงอย่างไร?






5.3 Apply - เสนมความสาคัญต่อการดารงชวิตของเราหรอไม่? อย่างไร?
6. สอการเรยนการสอน








- ดินสอ ปากกา ดินสอส สชอลค สเทยน
291


สาระการเรยนรู้ ศิลปะ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2
หนวยการเรยนรู้ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการโฆษณา


ออกแบบโดย ครูนนทกร ปรอดครบร ี โรงเรียน เซนต์นิโกลาส พิษณุโลก


วันท่ ี 22 กมภาพนธ 2015



1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)

- นักเรยนรและเขาใจความหมายของการโฆษณา





- นักเรยนสามารถอธบายรปแบบและจุดมุงหมายของโฆษณาได ้




1.2 ความจาเปน (Needs)






- การเขาใจรปแบบของโฆษณาจะทาใหนักเรยนรเท่าทันโฆษณาจากสอต่างๆ ได ้






1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)
- งานทัศนศิลปในการโฆษณา

1.4 การสร้างความน่าสนใจ (Interest)








- ครรองเพลงโฆษณาทเคยฟงในวิทยุ ถามนักเรยนถงสาระทไดจากโฆษณาน้ มอะไรบาง?





1.5 เวลา (Time)

- 2 คาบเรยน
2. การประเมินและวดผล


- แบบสังเกตพฤติกรรมการทางานรายบุคคล
- ใบงาน
3. การสรางบรรยากาศ










- ครนาเสนอสอโฆษณาหลากหลายประเภททเปนโปสเตอรหนาหองเรยน (โฆษณาภาพยนตร ์







โฆษณาคอนเสิรตเกาหล โฆษณาติวเตอร โฆษณาบานจัดสรร โฆษณาโทรศัพท โฆษณาสายการ
บิน ฯลฯ)



- ครเล่าประสบการณเกยวกับโปสเตอรต่างๆ ใหเกดความสนใจ




4. การนําเสนอบทเรยน



4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]








- ครรองเพลงโฆษณาจากวิทยุใหนักเรยนฟง แลวใหนักเรยนตอบคําถามว่า เปนโฆษณา

สินคาอะไร? ใชวิธการอย่างไร? ฟงแลวไดใจความอะไรบาง?









- ครใหนักเรยนดูโปสเตอรรปภาพชนดต่างๆ แลวตั้งคําถามว่า นักเรยนเห็นอะไร? คิดว่า







จุดเด่นของภาพมความเหมอน หรอต่างกันอย่างไร?


292

4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]




- ครอธบายเกยวกับประเภทของโฆษณา เป้าหมายของโฆษณาแต่ละประเภท ทนักเรยน






คิดว่าเหมาะสมกับวัยของนักเรยน/ ช่วงเวลาของโฆษณา









- ครใหนักเรยนอภปรายเพิมเติมเกยวกับความหมายของโฆษณาจากสอโปสเตอร ์


โฆษณา/ โฆษณาทน่าเชอถอและไม่น่าเชอถอต่างกันอย่างไร?







- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....











ี่

- ครใหนักเรยนคิดและเลอกโฆษณาทนักเรยนชนชอบ/ โฆษณาทไม่น่าสนใจ/ โฆษณาที ่



ไม่เหมาะสมกับวัย/ โฆษณาทไม่สรางสรรค ์





4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]








- ครใหนักเรยนศึกษาความรเกยวกับความหมายและรปแบบของการโฆษณาจากหนังสอ






- ครใหนักเรยนแต่ละคนบันทึกความรทไดจากการศึกษาลงในแบบบันทึกการอ่าน








- ครสุมใหนักเรยนบางคนออกมานาเสนอผลงานในใบงานหนาชั้นเรยน


5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 Reflect






- นักเรยนคิดว่า ประโยชนทสาคัญของโฆษณาคออะไร?
5.2 Connect












- นักเรยนคิดว่า ความรทไดรบจากการเรยนในวิชาภาษาไทยเกยวของกับหัวขอน้อย่างไร?

5.3 Apply





- นักเรยนใชการโฆษณารปแบบใดในการโฆษณากจการหรอสินคาของครอบครว



นักเรยน?
6. สอการเรยนการสอน



- ภาพโปสเตอรโฆษณาทหลากหลายรปแบบ






- หนังสอเรยน ทัศนศิลป ม. 2

- ใบงาน เรอง จุดมุงหมายของโฆษณา



293


สาระการเรยนรู้ ศิลปะ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6
หนวยการเรยนรู้ เทคนิคของศิลปินในการแสดงออกทางทัศนศิลป์



ออกแบบโดย ครูปกิจ เหมอนจนทรเชย โรงเรียน ดรุณาราชบุรี


วันท่ ี 15 พฤศจิกายน 2014


1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)





- นักเรยนจะมีความรความเขาใจแลววเคราะหเทคนิคของศิลปนในการแสดงออกทาง




ทัศนศิลป์ ได ้
- นักเรยนสามารถอธบายและตระหนักถึงความสาคัญของการวิเคราะหเทคนคของศิลปน







ในการแสดงออกทางทัศนศิลปได ้



- นักเรยนสามารถเลอกใชเทคนิคของศิลปนในการแสดงออกทางทัศนศิลปของตนเองได ้


1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]








- การรบรถึงเทคนคของศิลปนทมชอเสยงในการแสดงออกทางทัศนศิลป (ผลงาน) ทาให ้












นักเรยนสามารถสรางผลงานทางทัศนศิลปไดดี และสามารถต่อยอดนามาใชประกอบอาชีพใน

อนาคตได ้
1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)


- เทคนิคของศิลปนในการแสดงออกทางทัศนศิลป





- การวิเคราะหและเปรยบเทยบเทคนคต่างๆ


1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)



- ภาพผลงานทางทัศนศิลปของศิลปนระดับโลกและของไทย แขนงต่างๆ แสดงใหนักเรยน





ชม ใหนักเรยนสังเกตและวิเคราะหผลงานของศิลปนแต่ละท่านว่าใชอะไร? หรอมวิธการอย่างไร





ในการสรางสรรค์ผลงาน?
1.5 เวลา (Time) - 2 คาบเรยน


2. การประเมินและวดผล






- จากตัวแทนกลุมนักเรยนนาเสนอรายงานโดยการวิเคราะหและเปรยบเทยบผลงานของ
ศิลปนในการแสดงออกทางทัศนศิลป



3. การสรางบรรยากาศ
ี่



ื่

- ครคัดเลอกภาพผลงานของศิลปนทมชอเสยงสาขาต่างๆ จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ ์






ฯลฯ มาใหนักเรยนชม แลวใหนักเรยนสังเกต วเคราะห เปรยบเทยบผลงานสาขาเดยวกันแต่เปน







ผลงานของศิลปนคนละท่านว่า เลอกใชเทคนิคในการสรางผลงานอย่างไร?



294


4. การนําเสนอบทเรยน


4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]

- อธบายเชอมโยงการใชเทคนคการแสดงออกของศิลปนทสามารถนามาประยุกตใชกับ










การสรางสรรค์ผลงานของตนเองได ้


- แบ่งกลุมนักเรยนกลุมละ 3-4 คน รวมกันศึกษาคนควาการเลอกเทคนคใชของศิลปนใน









การแสดงออกทางทัศนศิลปจากหนังสอเรยน จัดทาเปนรายงาน พรอมจัดทาผลงานประกอบ








ตามหัวขอดังน้ ี


• ศิลปนไทย • ศิลปนสากล • การประยุกต์ใชเทคนิคการแสดงออก

4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)






- แต่ละกลุมออกมานาเสนอรายงานโดยการวเคราะหและเปรยบเทยบผลงานถงการ







ื่
เลอกใชเทคนิคของศิลปนในการแสดงออกของศิลปนใหครและเพอนๆ ฟง โดยครใหคําแนะนา













- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ...... เรอง .....เพิ่มเติม


4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)

- ครและนักเรยนรวมกันอธบาย สรปเรองราวการแสดงออกทางทัศนศิลปประเภทต่างๆ












ถ่ายทอดความหมายและเรองราวทสอดคลองกลมกลนกัน โดยครใหความรเสรมในส่วนท ี ่









นักเรยนไม่เขาใจหรอสรปไม่ตรงจุดประสงค์การเรยนร ้ ู


- ครและนักเรยนรวมกันวเคราะหรายงานทมีผลงานโดดเด่นของศิลปน เพอกระตุนให ้












นักเรยนเกดความสนใจนาเทคนิคของศิลปนไปประยุกต์ใชกับผลงานของตนเอง




5. การไตรตรองกอนจบคาบเรียน [LIKE]


5.1 Reflect



– เทคนิคการสรางผลงานของอาจารยประหยัด พงษคํา มลักษณะเด่นอย่างไรบาง?


5.2 Connect


- นักเรยนสามารถใชเทคนคการสรางผลงานของอาจารยประหยัด พงษคา มาใชในการ







สรางงานทัศนศิลปสาขาใดไดบาง? เพราะเหตุใด?



5.3 Apply








– นักเรยนจะนาเทคนคของอาจารยประหยัด พงษคา มาสรางสรรคผลงานของตนเอง
อย่างไร?

6. สอการเรยนการสอน


ื่
- ตัวอย่างภาพผลงานทัศนศิลปประเภทต่างๆ ของศิลปนทมชอเสยง


ี่


- หองสมุด หอศิลป หรอแหล่งเรยนรต่างๆ









- วัสดุ อุปกรณในการสรางผลงานทัศนศิลป
295

บทที่ 4



กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย




ประถม 1 1) การพูดแสดงความรสึกและแสดงความคิดเห็น 297
2) สระโอ 299

ี่

ประถม 3 1) ค าทประวิสรรชนย ์ 301
2) ค ามาตราแม่กม 303
3) ค าควบกล้าไม่แท ้ 305

ิ่
4) ภาษาถน 307

ประถม 4 ค าพองตองพิจารณา 309

ประถม 6 1) กลอนสุภาพ 311

2) การใชพจนานุกรม 313
มัธยม 1 1) กาพยยาน ๑๑ 315



2) การสรางค าไทย 317
3) นิราศภูเขาทอง 319
มัธยม 3 พระอภัยมณ ตอนหนนางผเส้อสมุทร 321




มัธยม 4 1) นิทานเวตาล 323


ื่

2) วิเคราะหวิจารณวรรณคดเรอง นิราศนรนทร ์ 325

มัธยม 5 1) การพูดสรปแนวคิดจากเรองทฟง 327
ี่


ื่
2) การวิเคราะหและประเมินคุณค่าของวรรณกรรม เรอง “โคลนติดลอ” 329


ื่
3) การอ่านตความ 331

มัธยม 6 1) การอ่านเพอแสดงความคิดเห็น 334
ื่
2) บทอาขยานกาพยเห่เรอ 336




















296


สาระการเรยนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1
หนวยการเรยนรู้ 1) การพูดแสดงความรู้สึกและแสดงความคิดเห็น


ออกแบบโดย ครูอมรพนธ พอชมพู โรงเรียน วาสุเทวี กรุงเทพฯ




วันท่ ี 21 ธนวาคม 2014

1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)




- นักเรยนสามารถพูดเปนสอทแสดงถงความรสึกและความตองการของผูพูดสูผูฟงได ้











- นักเรยนสามารถพูดไดถูกตองตามมารยาทของสังคม







ื่
- นักเรยนสามารถรวมสนทนาโตตอบและแสดงความคิดเห็นในกลุมเพอนได ้
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]


- การพูดเปนสอทแสดงความรสึกนึกคิดและความตองการของผูพูดสูผูฟง ซึงการพูดให ้













ถูกตองตามมารยาทของสังคมสามารถนาไปใชในชวิตประจาวันได ้






1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)


- การพูดสอความรสึกจากภาพ




- การวิเคราะหขอมูล

- การแสดงความคิดเหน

1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)



ี่
- เล่นเกมบอกสิ่งทพบเห็นในภาพใหไดมากทสุด
ี่

1.5 เวลา (Time) - 1 คาบเรยน 50 นาที
2. การประเมินและวดผล


- สังเกตความสนใจในการปฏบัติกจกรรม









- การใชคาพูดสอสารจากภาพของนักเรยนสูผูฟง
- การสนทนาวิเคราะหขอมูลและการรวมแสดงความคิดเห็น




3. การสรางบรรยากาศ

ี่

ี่
- เล่นเกมบอกสิ่งทพบเห็นในภาพใหไดมากทสุด
ี่
- สนทนาถึงสิ่งต่างๆ ทพบเห็นในชวิตประจาวัน


4. การนําเสนอบทเรยน


4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]





- นาภาพมาใหนักเรยนดู แลวใหนักเรยนช่วยกันพูดบอกถงขอมูลทเหนจากภาพใหมาก









ทสุด เช่น ภาพใคร? มีอะไร? กาลังทาอะไร? อยูทไหน? ทาเพออะไร? และจะเกดผลอย่างไร?

ี่







297

ี่




- นักเรยนช่วยกันวิเคราะหถึงสิ่งทเห็นในภาพ ซึ่งแต่ละภาพมสถานการณทแตกต่างกัน
ี่

- รวมกันสนทนาถงสิงต่างๆ ในชวตประจาวันทนักเรยนพบเหนหรอไดยนไดฟงมา























วเคราะห สนทนาโตตอบถงผลดผลเสยอย่างไร? และช่วยกันสรปในสิงทถูกตองจาก


สถานการณ ์

4.2 การคิดวินิจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]









- ครยกตัวอย่างเหตุการณหรอข่าวสารในปจจุบัน อธบายและเชอมโยงกับเหตุการณหรอ

ื่




ี่

สถานการณทนักเรยนยกตัวอย่างมา เพอใหนักเรยนเกดความเขาใจในแง่มุมทหลากหลายและ
ี่

เชอมโยงเขากับคุณค่าพระวรสารเรองของความเรยบง่าย ความซอตรง และความกตัญ�ู








- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ...... เรอง ......







4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)


- นักเรยนแบ่งกลุมๆ ละ 3 คน และเลอกภาพทสนใจ นาไปวเคราะหขอมูลภายในกลุม










ื่
ื่
ี่


และช่วยกันสรปเกยวกับขอมูลทแต่ละคนตองพูดสอใหผูอนเขาใจจากภาพ


ี่






- แต่ละกลุมออกมานาเสนอขอมูลทกลุมไดรวมกันวิเคราะหหนาชั้นเรยน






5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 สะท้อน (Reflect)
- นักเรยนรสึกอย่างไร เกยวกับการเรยนเรองการพูดและการแสดงความรสึกในวันน้?












- นักเรยนไดเรยนรอะไร เกยวกับการพูดและแสดงความคิดเห็นในวันน้?




ี่


5.2 เชือมโยง (Connect)








- เหตุการณหรอสถานการณทนักเรยนยกตัวอย่างมาในคาบเรยนน้เชอมโยงเขากับคุณค่า




พระวรสารเรอง ความเรยบง่าย ความซอตรง และความกตัญ�ูอย่างไร?


ื่












- การเรยนเรอง การพูดแสดงความรสึก/ ความคิดเหนน้เกยวของกับการเรยนในวชาอนๆ


อย่างไร?
5.3 ปรบใช (Apply)


- จากการรวมกจกรรมในคร้งน้ นักเรยนสามารถนาไปใชในชวิตประจาวันไดอย่างไร?



















- จากสิงทไดเรยนในวันน้ นักเรยนจะนาไปเปลยนแปลงการพูดแสดงความรสึก/ ความ



คิดเห็นของตนเองอย่างไร?
6. สอการเรยนการสอน



- เกม
- รูปภาพ
298

สาระการเรยนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1

หนวยการเรยนรู้ 2) สระโอ





ออกแบบโดย ครูสดา บญคลาย โรงเรียน เซนต์โยเซฟคอนเวนต์ กรุงเทพฯ
วันท่ ี 9 ตุลาคม 2014

1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)


- นักเรยนสามารถ อ่านและเขยนสระโอได ้

- นักเรยนสามารถบอกไดว่าคาใดเปนสระโอ






1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]






ื่
- การเรยนรเรองสระโอเปนพ้นฐานในการอ่านและเขยนภาษาไทย

1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)



- เน้อหาต่างๆ เกยวกับสระโอ

1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)

- ในการเรมคาบเรยน ฉันจะนาเสนอเพลงเพอใหเด็กรสึกสนุกสนานและกระตุนใหเราใจ
ิ่










1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบเรยน

2. การประเมินและวดผล




- สังเกตจากการรวมกจกรรมรองเพลง

- สังเกตจากการทาแบบฝกหัด

3 การสรางบรรยากาศในหองเรยน






- ฉันจะทาใหนักเรยนสนุกสนานคร้นเครงกับการหาคําและรองเพลงสระโอ


4. การนําเสนอบทเรยน

4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]






- ครยกตัวอย่างคาสระโอทอยูในหมวดเดยวกัน เช่น ผลไม อาหาร





- นักเรยนบอกคําสระโอทอยูในหมวดหมูเดียวกัน

ี่

- นักเรยนอ่านเน้อเพลงสระโอ



- นักเรยนฟงครรองเพลงสระโอ และรองตามในคร้งต่อไป






4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)
- นักเรยนรวมกันวิเคราะหเน้อหาในบทเพลงและคนหาคําสระโอ








- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....




299



ื่




- ครูเนนย้าคุณค่าพระวรสารในเรอง ความกตัญ�ู “บุตรจงเชอฟงบิดามารดา จงใหเกยรติ







บิดามารดาเปนบัญญัติแรก แลวท่านจะอยูบนแผ่นดินอย่างเปนสุขและมอายุยน” ไม่ว่าเราจะ












เติบโตหรอไดเรยนรมากมายพรอมกับความเจรญเติบโตของรางกาย เรากตองไม่ลมนึกถึงทจะ


มความกตัญ�ูต่อท่านทั้งหลายผูมพระคุณ


4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)



1) ครใหนักเรยนคิดคําสระโอใหอยู่ในหมวดหมูและประเภทเดยวกัน เช่น





เล็ก -> โต
ซาลาเปา -> ปาท่องโก๋
มะม่วง -> แตงโม
กาแฟ -> ไมโล


2) ครใหนักเรยนรองเพลงและช่วยกันหาคําตอบลงในสมุด



โอ โอะ โอ / โอะ โอ / โอะ โอ (ซ้า)



ทุเรียน ไม่เอา ฉันจะเอา แตงโม
มะพราว ไม่เอา ฉันจะเอา ส้มโอ

กาแฟ ไม่เอา ฉันจะเอา ไมโล
เล็กๆ ไม่เอา ฉันจะเอา โตๆ
ซาลาเปา ไม่เอา ฉันจะเอา ปาท่องโก๋
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 สะท้อน (Reflect)
- นักเรยนเรยนสระอะไร?



5.2 เชือมโยง (Connect)


- นักเรยนสามารถหาคาสระอนๆ นอกจากสระโอได ้



5.3 ปรบใช (Apply)

- นักเรยนอ่านและเขยนคําสระโอได ้


6. สอการเรยนการสอน



- เพลง

300

สาระการเรยนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3

หนวยการเรยนรู้ 1) คําที่ประวิสรรชนีย์


ออกแบบโดย ครูพรพิมล ถาวรวฒนะ โรงเรียน มาแตร์เดอีวิทยาลัย กรุงเทพฯ

วันท่ ี 23 มกราคม 2016


1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)










- นักเรยนสามารถอ่านและเขียนคาท่ประวสรรชนยครงเสียง และคําทประวิสรรชนียเต็ม



เสยง













- นักเรยนอธบายความแตกต่างของคาทประวสรรชนยเต็มเสยงและคาทประวิสรรชนย ์
ครงเสยงได ้




1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]


ื่



ี่




ึ่
- คาไทยทควรศึกษา เพอเขาใจความแตกต่างการประสมคําทประวสรรชนยครงเสยง และ











คําทประวิสรรชนยเต็มเสยง และนาไปสู่การอ่านออกเสยงและอธบายลักษณะคํา เพอนาไปใช ้


ในการออกเสยงในภาษาไทยไดอย่างถูกตอง


1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)

ี่

ี่
- คําทประวิสรรชนยครงเสยง และคําทประวสรรชนยเต็มเสยง




ึ่


ี่

ี่
- การแยกแยะคําทประวิสรรชนยครงเสยง และคําทประวิสรรชนยเต็มเสยง
ึ่






1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
- ครูใหนักเรยนเล่นเกมบัตรตัวอักษร (จับคูตัวอักษร)



1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ
2. การประเมินและวดผล

- ตรวจใบงาน
- การนาเสนอผลงาน


- การตอบคาถาม



- สังเกตการมส่วนรวมในการทางาน
3. การสรางบรรยากาศ



- ครูให้นักเรยนเล่นเกมบัตรตัวอักษร (จับคูตัวอักษร)



301

4. การนําเสนอบทเรยน


4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]


- นักเรยนแบ่งกลุมเล่นเกม ปรศนาคาทาย อะไรเอ่ยขึ้นตนดวยสระอะ โดยใหนักเรยน


















ช่วยกันตอบคาถามใหไดคามากทสุดและช่วยกันแยกคาทมรปสระ (อะ) กับคาทไม่มรปสระ





(อะ)




ี่


ี่




- นักเรยนแต่ละกลุมนาเสนอคาทมรปสระ (อะ) กับคาทไม่มรปสระ (อะ) ของแต่ละกลุม

บนกระดานไวทบอรด

4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ์ (Judge) [LIKE]

ี่
ี่


- ครอธบายความแตกต่างของคาทประวิสรรชนยครงเสยง และคําทประวิสรรชนยเต็มเสยง





ึ่


- ครูใหนักเรยนอ่านคําบนกระดานคําทประวิสรรชนย และไม่ประวิสรรชนยและร่วมกันสรุป





ี่

- นักเรยนเขยนบันทึกคําลงในสมุด




4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)








- ครูใหนักเรยนอ่านและคนคว้าเพิ่มเติมจากแหล่งเรยนร มุมความรในหองเรยน




ี่

- นักเรยนทาใบงานคําทประวิสรรชนยและไม่ประวิสรรชนย ์


5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 Reflect

ี่
- คําทประวิสรรชนย และไม่ประวิสรรชนย แตกต่างกันอย่างไร?



5.2 Connect



- ทาไมครจึงใหเรยนเรอง คําทประวิสรรชนยและไม่ประวิสรรชนยน้ต่อจากหัวขอกอน?






ื่
ี่


5.3 Apply


- นักเรยนสามารถนาความรทได ไปปรบใชในการออกเสยงของนักเรยนไดอย่างไร?










6. สอการเรยนการสอน



- บัตรตัวอักษร
- ใบงาน


- กระดานไวทบอรด
- PowerPoint
302

สาระการเรยนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3

หนวยการเรยนรู้ 2) คํามาตราแมกม





ออกแบบโดย ครูสรนดา บรรจงรกษา โรงเรียน ยอแซฟอุปถัมภ์ นครปฐม

วันท่ ี 26 เมษายน 2015

1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)



- สามารถอ่านเขยนคาแม่กมได ้
- สามารถนาคาแม่กมมาแต่งประโยคได ้




1.2 ความจาเปน (Needs)





- การอ่านและเขยนคาแม่กมจะทาใหนักเรยนเขาใจความหมายของคา และนาไปใช ้






สอสารไดอย่างถูกตอง

1.3 หัวขอและเน้อหา (Range) [LIKE]






- การเขยนคําแม่กมและแต่งประโยคพ้นฐาน และนาไปใชในชวิตประจาวัน


- คุณค่าพระวรสาร ความเปนหนึง (มอวัยวะหลายส่วน แต่มรางกายเดยว อวัยวะแต่ละ






ส่วนจะเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน

1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest) - รองเพลงมาตราแม่กม

1.5 เวลา (Time) - 1 คาบ (50 นาที)
2. การประเมินและวดผล

- สังเกตพฤติกรรมของนักเรยน ในการรวมกจกรรม




- สังเกตการณอ่านและการเขยนคา การแต่งประโยค


- ตรวจผลงานการแต่งประโยค การอ่านเขยนคา


3. การสรางบรรยากาศ

- การเล่นเกม/ ร้องเพลง
4. การนําเสนอบทเรยน


4.1 การสรางประสบการณ (See)



- ใหนักเรยนเล่นเกมทายปญหาอะไรเอ่ย ตัวอย่างเช่น

ถาม : ของอะไรใชคูกับ “ช้อน” ตอบ : “ส้อม”


ถาม : คาอะไรตรงขามกับ “อ้วน” ตอบ : “ผอม”




ถาม : คาอะไรตรงขามกับ “หิว” ตอบ : “อิ่ม”
- ครเขยนคําตอบลงบนกระดาน/ ติดบัตรคําตอบลงบนกระดาน และใหนักเรยนอ่านพรอมกัน





303

4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]



- ทบทวนความรเดิมเรอง การประสมคาว่าประกอบดวยพยัญชนะตน สระ ตัวสะกด


ื่







- ครติดบัตรคา “นาม งาม ยาม ...” บนกระดานใหนักเรยนอ่านพรอมกัน
- ครซักถามว่า นักเรยนสังเกตหรอไม่ว่าคําเหล่าน้มตัวสะกดอะไร เหมอนกันหรอไม่







(ม.สะกด)?







- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....

- ครอธบายว่า คาเหล่าน้เรยกว่า มาตรากม หรอ แม่กม





4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]





- ครใหนักเรยนแบ่งกลุมๆ ละ 3-4 คน


- แต่ละกลุมช่วยกันคิดคาแม่กมใหมากทสุด และแต่งประโยคจากคาภายในเวลา 5 นาที





- แต่ละกลุมส่งตัวแทนออกมานาเสนอผลงานของตน โดยเขยนบนกระดาน



- ครและนักเรยนทเหลอช่วยกันตรวจคาและประโยคทเพอนออกมานาเสนอ (ครชมเชย














ื่

โดยใหเพอนปรบมอให)
- ครนาแผนภูมิเพลงมาติดบนกระดาน ใหนักเรยนรองพรอมกัน เพอเปนการสรปบทเรยน








ื่


เน้อเพลง
นาม งาม ยาม ย่อม
น้อม พร้อม ล้อม ซ่อม



คาเหล่าน้ลวนมตัว “ม”



จงจาไวใหมั่นว่า คือคํา “แม่กม”



- ใหนักเรยนวาดภาพและเขยนคาแม่กม พรอมแต่งประโยค ครตรวจผลงาน




5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 สะท้อน (Reflect)







- นักเรยนไดรบความรอะไร จากบทเรยนน้?

5.2 เชือมโยง (Connect)
ี่


- นักเรยนคิดว่า กจกรรมทเรยนในคร้งน้แตกต่างจากการเรยนเรองแม่กง แม่เกย อย่างไร?







5.3 ปรบใช (Apply)






- กจกรรมกลุมทาใหนักเรยน ไดขอคิดอะไรบาง?



6. สอการเรยนการสอน
ื่

- บัตรคํา
- แผนภูมิเพลง
304

สาระการเรยนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3

หนวยการเรยนรู้ 3) คําควบกลํ้าไม่แท้



ออกแบบโดย ครูอาภรณ ชิตกล โรงเรียน เซนต์โยเซฟบางนา สมุทรปราการ

วันท่ ี 12 มนาคม 2016




1. การใหภาพรวม
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)


- นักเรยนสามารถอธบายลักษณะของคาควบกล้าไม่แทได ้







- นักเรยนสามารถสามารถออกเสยงคาควบกล้าไม่แทใชในการพูดสอสารได ้





1.2 ความจาเป็น (Needs) [LIKE]















- การเรยนรเรองคาควบกล้าไม่แทจะทาใหนักเรยนอ่าน – เขยนและการพูดสอสารได ้
ถูกต้อง



เช่น จรง อ่านว่า จิง/ สราง อ่านว่า ส้าง/ ทราบ อ่านว่า ซาบ / ทรพย อ่านว่า ซับ เป็นตน


1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)




- คาควบกล้าไม่แท ้

1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)









- นักเรยนรองเพลงคาควบกล้าไม่แท จากเวบไซต YouTube แลวบอกคาควบกล้าไม่แท ้


จากเน้อเพลง
1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ

2. การประเมินและวดผล


- แบบประเมินการอ่านออกเสยงคาควบกล้าไม่แท ้

- แบบประเมินการเขยนเรองโดยใชคําควบกล้าไม่แท ้

ื่


3. การสรางบรรยากาศ








- ใชเพลง “คาควบกล้าไม่แท” จากเว็บไซต YouTube พรอมปรบมอประกอบจังหวะ
4. การนําเสนอบทเรยน



4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]




- นักเรยนแบ่งกลุมเล่นเกมทายคําควบกล้าไม่แท ซึงรวมอยู่กับคาควบกล้าแทพรอมอ่าน








ออกเสยงใหชัดเจนโดยใชคาจาก PowerPoint


- นักเรยนแสดงความคิดเหนเกยวกับลักษณะของคาควบกล้าไม่แทจากเกม







305

4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)


- นักเรยนอ่านเน้อหาเรองคาควบกล้าไม่แทจากใบความร ู












- นักเรยนรวมกันสรปลักษณะของคาควบกล้าไม่แท ้










- ครอธบายแกไขหรอเพิมเติมพรอมฝกอ่านออกเสยงคาควบกล้าไม่แท ้

4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]


- นักเรยนแต่ละกลุมเล่นเกมทายคาควบกล้าไม่แท ้





- นักเรยนนาคาควบกล้าไม่แทจากใบงานมาแต่งเปนเรอง.... เสนอหนาชั้นเรยน











- นักเรยนแต่ละกลุมนาผลงานการเขยนเรองเสนอหนาชั้นเรยน






5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน [LIKE]



5.1 Reflect








- นักเรยนไดเรยนรอะไรบาง จากการเรยนเรองคาควบกล้าไม่แท?




5.2 Connect





- นักเรยนนาหลักการอ่านออกเสยงคาควบกล้าไม่แทไปปรบใชกับวิชาใดไดบาง?





5.3 Apply






- นักเรยนคิดว่าจะนาเรองการอ่านออกเสยงคาควบกล้าไม่แทไปใชในชวตประจาวันได ้






อย่างไร?



6. สอการเรยนการสอน


- เพลงคาควบกล้าไม่แทจาก YouTube


- ใบความร เรือง คาควบกล้าไม่แท ้






- ใบงานการเขยน เรองโดยใชคาควบกล้าไม่แท ้




306


สาระการเรยนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3
หนวยการเรยนรู้ 4) ภาษาถิ่น






ออกแบบโดย ครูประจิตรา ผงรกษ โรงเรียน เซนตโยเซฟบางนา สมทรปราการ

วันท่ ี 12 มนาคม 2016



1. การใหภาพรวม
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)

- นักเรยนสามารถเรยนร และเขาใจในภาษาถนอสาน



ิ่








- นักเรยนอธบายความหมายคาในภาษาถนอสาน

- นักเรยนพัฒนาทักษะ การฟง การเขยน การอ่าน และการพูด




1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]




- ภาษาถนอสาน สรางความเขาใจและยอมรบในความแตกต่าง และมความสวยงามในภาษา




1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)


- ภาษาถนอสาน



1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest) [LIKE]





- เกมหาคาภาษาถนอสาน จากเพลง “ไสบ่สิว่าถมกัน” (ไหนว่าจะไม่ทิ้งกัน)



- นักเรยนเล่นเกมใบคาบอกความหมาย

1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบ

2. การประเมินและวดผล
- สังเกตพฤติกรรมในการรวมกจกรรม






- มอบหมายงานในกลุมย่อย ใหคนควาและนาเสนอ


3. การสรางบรรยากาศ




- เกมหาคาภาษาถนอสาน


- เล่นเกมใบคาบอกความหมายแข่งขันกัน
4. การนําเสนอบทเรยน



4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]

- จากกจกรรมในขั้นการสรางความน่าสนใจ (Interest)







- ครใหแบ่งกลุมศึกษาจากเพลง และใบแสดงความคิดเห็นและความรสึก อธบายคําและ
เดาความหมาย
307



- นักเรยนเล่นเกมใบคาบอกความหมาย โดยแบ่งนักเรยนเปนกลุมย่อย แข่งขันกันหยบ






บัตรคาจากกล่องปรศนา (มบัตรคาภาษาถนอสาน จากเพลง “ไสบ่สิว่าถมกัน” (ไหนว่าจะไม่ทิ้ง








กัน)






- ครใหตัวแทนแต่ละกลุมผลัดกันหยิบจากกล่องปรศนา โชวบัตรคําแต่ไม่ใหบอก


ื่





ความหมายแต่ใชท่าทางบอก โดยเพอนๆ กลุมอนมตัวแทนทายคาใช ทายถูกได 1 คะแนน ใคร



ไดมากทสุดเปนผูชนะ

ี่

4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)







- ครูใหนักเรยนศึกษาใบความรในเพลง และอธบายเกยวกับคาภาษาถนอีสานในเพลง





4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)

- ใบงานเขยนภาษาทองถนอสาน (งานกลุม)






- ครและนักเรยนพิจารณา และเพิ่มเติมภาษาถนอสานเปรยบเทยบกับไทยมาตรฐาน


ิ่




5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน


5.1 Reflect











- การเรยนรเกยวกับภาษาถนอสานมประโยชนอย่างไรกับนักเรยน?
5.2 Connect

- นักเรยนคิดว่าเน้อหาทเรยนในวันน้สามารถเชอมโยงกับวิชาใด เพราะอะไร?







5.3 Apply




- นักเรยนจะนาความรทไดจากหัวขอน้ไปใชในชวิตประจาวันอย่างไร?










6. สอการเรยนการสอน

- บัตรคํา
- ใบความเพลง
- กล่องปรศนา

- เพลงจาก YouTube
308

สาระการเรยนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4

หนวยการเรยนรู้ คําพ้องต้องพิจารณา



ออกแบบโดย ครูนนทนา หาญวงศ ์ โรงเรียน เรยีนาเชลีวิทยาลัย เชียงใหม่

วันท่ ี 14 มิถนายน 2015


1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)


- นักเรยนบอกลักษณะคาพองเสยงได ้







- นักเรยนยกตัวอย่างและบอกคาพองเสยงตามความหมายได ้









- นักเรยนรวมกจกรรมไดอย่างมความสุขโดยมความเปนหนึงเดยว
1.2 ความจาเปน (Needs)







- ลักษณะและความหมายของคาพองเสยงนาไปเขยนสอสารไดถูกตองและงดงาม




1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)


ี่





- คาพองเสยง คอ คําทออกเสยงเหมอนกันแต่เขยนต่างกันและมความหมายไม่เหมอนกัน





- บูรณาการคุณค่าพระวรสารเรอง ความเปนหนึงเดยวกัน





1.4 การสรางความสนใจ (Interest)


- รองเพลงคาพองเสยง


1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ (60 นาที)

2. การประเมินและวดผล

- สังเกตพฤติกรรมในการรวมกจกรรมของนักเรยน




- สังเกตการยกตัวอย่างและบอกความหมายคาพองเสยงได ้

- ตรวจผลงานของนักเรยนจากใบงาน


3. การสรางบรรยากาศ




- รองเพลงคาพองเสยง (ตามวีดิทัศน)

4. การนําเสนอบทเรยน [LIKE]



4.1 การสรางประสบการณ (See)
- นักเรยนรวมอ่านเน้อเพลงคาพองเสยงพรอมกัน















- แบ่งกลุมนักเรยน กลุมละ 3-4 คน ใหนักเรยนรวมกันหาความหมายของคําพองเสยงใน
เน้อเพลงทครกาหนดใหจากพจนานุกรม

ี่





- นักเรยนนาเสนอผลงาน ครรวมตรวจสอบความถูกตอง



309

4.2 การคิดวินิจฉัยประสบการณ (Judge)


- นักเรยนส่งตัวแทนกลุมออกมาเขยนคาบนกระดานตามคาบอกทครกาหนดให เช่น









1) กุม-พา-พัน = กุมภาพันธ ์ 3) ผ้า-พัน-แผล = ผาพันแผล

2) แพร่-พัน = แพร่พันธ ุ์ 4) สุ-พัน-บุ-รี สุพรรณบุร เป็นตน







- นักเรยนและครรวมตรวจสอบความถูกตองของคา


- นักเรยนสังเกตคาทั้ง 4 คําว่ามคําใดทเหมอนหรอต่างกัน?
ี่






- ครและนักเรยนรวมสรปคาท่ออกเสียงเหมอนกันแต่เขียนต่างกันและความหมายไม่






เหมอนกัน เรยกว่า คาพองเสยง





- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....















- ครอธบายเพิมเติม การจะเขยนคาพองเสยงใหถูกตองนั้นตองสังเกตและพิจารณาคา






ขอความทแวดลอมคานั้นๆ จึงจะเขาใจความหมายและนาคาพองเสยงมาใชไดถูกตอง










4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)





- นักเรยนแต่ละกลุมรวมกันเขยนคาพองเสยงกับคาทครกาหนดใหในกระดาษใบงาน “คา















พองเสยง” ใหไดมากทสุด เช่น

1) กัน = กรรไกร, พระกัณฑ (คอ), พระกรรณ (หู)
2) สุข = วันศุกร, ผาสุก

3) เงินบาท = บ่วงบาศ, มีดบาด, บาตรพระ

- แต่ละกลุมนาเสนอผลงานบนกระดานดํา





- ครและเพอนกลุมอนรวมตรวจผลงานและปรบมอเปนกาลังใจ เพอใหเกดความ












กระตือรอรน มั่นใจในตนเองยิ่งขึ้นและสนใจรวมกจกรรมอย่างมความสุข








- ครติดแผนภูมิเพลงคาพองเสยง นักเรยนรวมรองเพลงเพอเปนการสรปบทเรยน










5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน
5.1 สะท้อน (Reflect) - นักเรยนไดความรอะไรบางจากบทเรยนน้?















5.2 เชือมโยง (Connect) - นักเรยนคิดว่า การเรยนคาพองเสยงแตกต่างจากคาพองรปอย่างไร?

ื่




- นักเรยนคิดว่า จะนาเรองคําพองเสยงไปใชกับการเรยนเรองการแต่งประโยคไดหรอไม่? อย่างไร?



ื่













5.3 ปรบใช (Apply) - นักเรยนคิดว่า จะทาอะไรบางเพอใหการทางานในกลุมราบรน สนุก
และมคุณค่ามากขึ้น?

6. สอการเรยนการสอน
ื่

- แผนภูมิเพลงคําพองเสยง - หนังสอพจนานุกรม








- ใบงาน “คาพองเสยง” - วดิทัศน เพลงคําพองเสยง



310

สาระการเรยนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6


หนวยการเรยนรู้ 1) กลอนสภาพ


ออกแบบโดย ครูจนทิมา เสกาจารย ์ โรงเรียน เซนต์นิโกลาส พิษณุโลก



วันท่ ี 22 กมภาพนธ 2015


1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives) [LIKE]

- นักเรยนรและเขาใจแผนผังกลอนสุภาพ




- นักเรยนหาคาสัมผัสสระจากกลอนสุภาพ




- นักเรยนวินจฉัยประสบการณตามคุณค่าพระวรสารดานความเคารพ/ ศักดิ์ศรี




1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]




- กลอนสุภาพเปนวัฒนธรรมทางภาษาอย่างหนึงของไทยทตองช่วยกันอนุรกษไว ทั้งยัง












ช่วยใหเราเปนผูมใจอ่อนโยน มสุนทรยภาพทางอารมณใชชวิตอย่างมความสุข


1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)


- กลอนสุภาพ

1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
- นักเรยนเล่นเกมต่อคาคลองจอง



1.5 เวลา (Time)
- 1 ชั่วโมง
2. การประเมินและวดผล


- ตรวจแบบฝกหัด
3. การสรางบรรยากาศ




- ครเปดแถบบันทึกเสยงบทรอยกรองทไพเราะใหนักเรยนฟง



ี่

4. การนําเสนอบทเรยน


4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]











- แบ่งนักเรยนเปนกลุมใหแข่งขันต่อบัตรขอความใหคลองจองกันภายในเวลาทกาหนด

แลวรวมกันตรวจสอบความถูกตอง


- ซักถามนักเรยนว่า เคยพบและไดอ่านคาหรอขอความคลองจองจากทใดหรอไม่? และให ้










ยกตัวอย่างใหเพอนๆ ฟง





311

4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)





- ครอธบายใหนักเรยนว่า ตัวสะกดคําทายเหมอนหรอมีมาตราเดยวกันกับตัวสะกดคา






แรกของวรรคต่อไป ใหดูว่าสระตองเหมอนกันดวย เรยกว่า สัมผัสสระ










- ครนาแผนผังกลอนสุภาพมาใหอ่าน และอธบายลักษณะบังคับ และมตัวอย่างกลอนมา

ใหนักเรยนอ่านพรอมกัน


4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)




- นักเรยนทาแบบฝกหัด หาคาสัมผัสสระ แลวโยงเสนสัมผัสตามลักษณะบังคับ




5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 สะท้อน (Reflect)



ื่


- นักเรยนไดเรยนรอะไรในเรองน้?

5.2 เชือมโยง (Connect)






- นักเรยนคิดว่า บทรอยกรองและบทรอยแกวมความแตกต่างกันอย่างไร?

5.3 ปรบใช (Apply)

- นักเรยนจะนาความร เรือง กลอนสุภาพไปใชใหเปนประโยชนกับการใชภาษาไทยใน












ชวิตประจาวันของนักเรยนอย่างไร?

6. สอการเรยนการสอน



- บัตรคํา
- แถบบันทึกเสยงบทรอยกรอง


- แผนผังกลอนสุภาพ
- ใบงาน



312

สาระการเรยนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6

หนวยการเรยนรู้ 2) การใช้พจนานุกรม





ออกแบบโดย ครูภูรชญา ครฑเมอง โรงเรียน เซนต์นิโกลาส พิษณุโลก


วันท่ ี 22 กมภาพนธ 2015


1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)

- นักเรยนสามารถอ่านสะกดคาไดถูกตองตามอักขรวิธ ี





- นักเรยนสามารถบอกความหมายของคาศัพทไดถูกตอง




1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]






- ในปจจุบันนักเรยนใชภาษาเขยนในการสอสารไม่ถูกตองและยังไม่ทราบความหมายท ่ ี







แทจรง นักเรยนจึงตองเขยนสะกดคา และคนหาความหมายของคาไดอย่างถูกตอง







1.3 หัวขอและเน้อหา (Range) [LIKE]

- การเขยนสะกดคา และบอกความหมายของคาศัพท ์



1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
- นาคาศัพททนักเรยนไม่คุนเคยติดตามหอง (การเล่นเกม)











- ถามคาศัพททนักเรยนหาไดว่าอ่านอย่างไร? หมายถึงอะไร?



1.5 เวลา (Time)
- 1 ชั่วโมง
2. การประเมินและวดผล








- นักเรยนคนหาคาศัพทตามทกาหนดไดถูกตองตามความหมาย




- ถามคาศัพททนักเรยนหาไดอ่านอย่างไร? หมายถึงอะไร?




3. การสรางบรรยากาศ

- นักเรยนคนหาคาศัพทจากเกมทครกาหนด








4. การนําเสนอบทเรยน



4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]

- ครเล่านทานเรอง “พญานกแขกเตา” แลวดึงคาศัพททนักเรยนไม่คุนเคยมาสอบถาม











ความหมายและการอ่านคาศัพทนั้น



- ครใหนักเรยนแบ่งกลุม กลุมละ 4-5 คน แลวใหแต่ละกลุมช่วยกันหาความหมายของ












ี่
คําศัพทและการอ่านคําศัพทจากใบความรทกาหนดให ้
313





- ครใหนักเรยนแต่ละกลุมออกมานาเสนอผลงานหนาชั้น โดยครและเพอนกลุมอนรวมกัน









ตรวจสอบความถูกตอง


4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)







- ครูใหนักเรยนอ่านหนังสอหัวข้อ “การใชพจนานุกรม” โดยครอธบายอกคร้งหนึง



- ครูและนักเรยนร่วมกันสรุปความรู เรือง การใชพจนานุกรม






4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)
- นักเรยนทาแบบฝกหัด




- ครใหนักเรยนนาคาศัพททครกาหนด มาแต่งนิทานตามจินตนาการของนักเรยนแต่ละ











คนอกคร้ง

5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 สะท้อน (Reflect)


- นักเรยนไดเรยนรอะไร เกยวกับการใชพจนานุกรม?







5.2 เชือมโยง (Connect)
- นักเรยนคิดว่า การใชพจนานุกรมสาคัญกับวิชาอะไรอีก? อย่างไร?





5.3 ปรบใช (Apply)


ื่
- นักเรยนคิดว่า เราสามารถจะนาการใชพจนานุกรมไปใชประโยชนในเรองใดบาง?




6. สอการเรยนการสอน




- บัตรคํา (คําอ่าน คําศัพท)
- ใบงานคําศัพท ์


- สอการเรยนร ้ ู


- วรรณกรรมเรอง “พญานกแขกเตา”
ื่
314


สาระการเรยนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1
หนวยการเรยนรู้ 1) กาพย์ยานี ๑๑






ออกแบบโดย ครูธดารตน อิมใจ โรงเรียน เซนต์โยเซฟบางนา สมุทรปราการ
วันท่ ี 10 ตุลาคม 2015


1. การใหภาพรวม
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)




- นักเรยนสามารถแต่งกาพยยาน 11 ได้
- นักเรยนไดรบความสุขจากการเรยน




1.2 ความจาเปน (Needs)







- นักเรยนมความสุขจากการแต่งกาพยยาน 11 และภูมิใจในเอกลักษณของภาษาประจา

ชาติ


1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)




- กาพยยาน 11 (แต่งกาพยยาน 11)
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)












- เล่นเกมจับคู กาพยยาน 11 โดยหนึงบัตรคํามเพยง 1 วรรค นักเรยนตองจับคูคนทม ี

วรรคคลองจองกับบัตรคาของตน

1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ 50 นาที
2. การประเมินและวดผล



- ใบงานการแต่งกาพยยาน 11
- แบบสังเกตพฤติกรรม
3. การสรางบรรยากาศ




- เล่นเกมจับคูกาพยยาน 11

4. การนําเสนอบทเรยน


4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]






- แบ่งนักเรยนเปนกลุมตามความสมัครใจ กลุมละ 5 คน ใหนักเรยนคิดคาคลองจอง อย่าง






น้อย 20 คา โดยกาหนดพยางค 2 - 6 พยางค




- นักเรยนแต่ละกลุม นาคําคลองจองทช่วยกันแต่งเสนอหนาชั้นเรยนและอ่านใหเพ่อนๆ







ในหองฟง

- นักเรยนแต่ละคน นาดาวไปติดบนแผ่นคําคลองจองทตนชอบมากทสุด







315








- ครใหนักเรยนแต่ละคน อ่านออกเสยงคําคลองจองทตนชอบมากทสุดพรอมกัน







- สอบถามนักเรยนว่า คาคลองจองทมดาวมากทสุดนั้นนักเรยนชอบ เพราะอะไรบาง?








4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]








- ครช่วยเพิ่มเติมช้แนะใหนักเรยนเห็นว่าการแต่งกาพยยาน 11 ทไพเราะตองคํานึงถง


อะไรบาง?

- นักเรยนอ่านเพิมเติมจากใบความรเรอง การแต่งกาพยยาน 11








4.3 การลงมอปฏบัติ (Act) [LIKE]









- นักเรยนจับคูแต่งกาพยยาน 11 โดยเลอกอาหารทตนสนในมา 1 ชนด ช่วยกันแต่งให ้

ถูกตองตามหลักเกณฑการแต่งกาพยยาน 11 ในใบความร (บูรณาการกับวชาการงาน เรือง









อาหารประจาชาติ)



ี่





- เสนอแนะใหนักเรยนกลับไปสอบถามผูใหญทบานแลวเปรยบเทยบว่าอาหารไทยในอดต




กับปจจุบันแตกต่างกันอย่างไร? อะไรทาใหอาหารแต่ละสมัยแตกต่างกัน?
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 สะท้อน (Reflect)










- นักเรยนไดเรยนรอะไรบางเกยวกับกาพยยาน 11?
5.2 เชือมโยง (Connect)

- นักเรยนคิดว่า การแต่งกาพยยาน 11 เรือง อาหารไทยสามารถเชอมโยงกับวิชาอะไรไดบาง?










5.3 ปรบใช (Apply)






ื่
- นักเรยนคิดว่า จะทาอะไรเพิ่มเติมเพอใหมความสุขจากการเรยนเรองกาพยยาน 11 และ



ื่

คําประพันธอนๆ?

6. สอการเรยนการสอน



- บัตรคําประพันธ


- ใบความรกาพยยาน 11




- ใบงานการแต่งกาพยยาน 11 เรือง อาหารไทย

316


สาระการเรยนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1
หนวยการเรยนรู้ 2) การสร้างคําไทย





ออกแบบโดย ครูศรญญา พงษพก โรงเรียน เซนต์นิโกลาส พิษณุโลก



วันท่ ี 22 กมภาพนธ 2015

1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
- นักเรยนสามารถอธบายความหมายของคาประสมได ้











- นักเรยนสรางคาประสมจากคาทกาหนดใหได ้
1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]




- การเรยนรเรอง การสรางคามความจาเปนต่อนักเรยน เพราะ ลักษณะของคาไทย คา



















ภาษาถน คาภาษาต่างประเทศ ทปรากฏในภาษาไทยทาใหมคาใชมากขึ้น









- การสรางคาไทย โดยเฉพาะคาประสม มความจาเปนทจะตองไดรบการพัฒนา




1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)


- ความหมายของคาประสม




- การสรางคาประสมจากคาทกาหนดให ้




1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)





- นักเรยนเล่นเกมจับคูคําประสม เช่น น้า + แข็ง = น้าแข็ง หรอ พ่อ + เล้ยง = พ่อเล้ยง


1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ
2. การประเมินและวดผล



- นักเรยนอธบายความหมายของคําประสมไดถูกตอง






- นักเรยนสรางคาประสมจากคาทครกาหนดใหไดถูกตอง







3. การสรางบรรยากาศ








- ครและนักเรยนรวมกันเล่นเกมโดยใชบัตรภาพ 2 ภาพ แลวใหตอบเปนคําประสม พรอม

ความหมาย
4. การนําเสนอบทเรยน



4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]









- ครนาเกมปรศนารอยกรอง แลวตอบคาถามโดยมคาว่า “น้า” ขึ้นตน






- ครแบ่งนักเรยนออกเปน 2 กลุม เพอแข่งขันตอบคําถามของเกมปรศนา


317




- ครใหนักเรยนสังเกตคาว่า…เปนคาอะไร (คําประสม) แลวรวมกันสนทนาว่า ทาไมจึงม ี






คําประสม?
- ครนาคําประสมและคําซอนมาใหนักเรยนดู ถามว่า คาใดเปนคาประสม? คาใดเปนคา











ซ้อน? เพราะเหตุใด?




- ใหนักเรยนแต่ละกลุมสนทนากันเพอหาคําตอบ พรอมกับนาเสนอ
ื่

4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]










- ครนาคําประสมกับคําซอนมายกตัวอย่าง ครอธบายวิธการสรางคําประสม และวิธการ


สังเกตความแตกต่าง (แตกต่างทความหมายของคา)


- ครนาคําประสมและคําซอนมาใหนักเรยนจาแนกคํา 20 คา







- ครใหคามูล 1 คา แลวใหนักเรยนสรางคาประสมจากคาทกาหนดให ้
















- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....





4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)


- ครใหนักเรยนทาแบบฝกหัด เรอง การสรางคาประสม







- ใหนักเรยนบอกคําประสมทพบเห็นในชวิตประจาวัน พรอมกับบันทึกในสมุด





ี่
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 สะท้อน (Reflect)


- นักเรยนไดเรยนรอะไรบางจากเรองน้?







5.2 เชือมโยง (Connect)

- ทาไมครจึงใหเรยน เรือง คาประสมต่อจากเรองคํามูล?








5.3 ปรบใช (Apply)


- นักเรยนคิดว่า จะสามารถนาคําประสมไปประยุกต์ใชอย่างไรบาง?







6. สอการเรยนการสอน
- บัตรภาพ
- แบบฝกหัด เรอง การสรางคาประสม





318

สาระการเรยนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1

หนวยการเรยนรู้ 3) นิราศภูเขาทอง




ออกแบบโดย ครูศิรรตน ตันรตนะ โรงเรียน เซนต์โยเซฟคอนเวนต์ กรุงเทพฯ


วันท่ ี 9 ตุลาคม 2014

1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)


- นักเรยนสามารถอธบายความหมายของกลอนนราศ และเขยนแผนผังของกลอนนราศได ้




1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]








- การเรยนรถึงลักษณะของคําประพันธประเภทต่างๆ เปนการดํารงไวซึงภูมิปญญาและ



เอกลักษณความงามทางภาษาของคนไทย

1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)

- แผนผังและลักษณะของกลอนนิราศ

1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)
- นักเรยนชมคลิปวดโอเกยวกับการเดินทางของสุนทรภูไปในสถานท่ต่างๆ โดยมการอ่าน









ทานองเสนาะประกอบ
1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ
2. การประเมินและวดผล

- ใบงานกลอนนิราศ
3. การสรางบรรยากาศ

ี่

- คลิปวีดิทัศนเกยวกับการเดินทางของสุนทรภู ่
4. การนําเสนอบทเรยน


4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]







- นักเรยนสังเกตคาประพันธประเภทต่างๆ ไดแก กลอนส กาพยยาน 11 กลอนสุภาพ และ



กลอนนิราศ โดยครนาเสนอบน PowerPoint



- ครใหนักเรยนทดลองเขยนแผนผังจากคําประพันธตัวอย่างลงในสมุด






4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)
- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....













- ครอธบายลักษณะและแผนผังของกลอนนราศ และใหนักเรยนเปรยบเทยบกับสิงท ่ ี


นักเรยนบันทึกลงในสมุดกอนหนาน้ พรอมเปรยบเทยบว่าถูกตองหรอผิดอย่างไร?









319

- หากผิดครใหนักเรยนคนหาจุดบกพรองของตนเองกอน แลวเพิ่มเติมเน้อหาใหถูกตอง











และบันทึกลงในสมุดใหเรยบรอย




4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)



- นักเรยนแต่งกลอนนิราศ เรือง “การท่องเทยวของฉัน” ลงในใบงาน

5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 สะท้อน (Reflect)

- ลักษณะทสาคัญของกลอนนิราศมีอะไรบาง?

ี่
5.2 เชือมโยง (Connect)

ี่
ื่
ื่

- บทเรียน เรือง กลอนนิราศเชอมโยงกับเรองกลอนสและกลอนสุภาพอย่างไร?

5.3 ปรบใช (Apply)



- นักเรยนจะนากลอนนิราศไปใชในชวิตประจาวันไดอย่างไร?




6. สอการเรยนการสอน



- วีดิทัศนการเดินทางของสุนทรภู ่



- PowerPoint ตัวอย่างคาประพันธต่างๆ

































320


สาระการเรยนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3
หนวยการเรยนรู้ พระอภัยมณี ตอนหนีนางผีเสื้อสมุทร


ออกแบบโดย ครูกาญจนา บญอําพล โรงเรียน เซนตโยเซฟบางนา สมทรปราการ



วันท่ ี 10 ตุลาคม 2015



1. การใหภาพรวม
1.1 วัตถุประสงค (Objectives)

- นักเรยนถอดคําประพันธเปนรอยแกวได ้









- นักเรยนเปรยบเทยบความรกในรปแบบต่างๆ ได ้

1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]







- นักเรยนเหนคุณค่าและมมุมมองของความรกทถูกตองและเหมาะสมตามวัย




1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)







- บทประพันธ เรอง พระอภัยมณ ตอนหนนางผเส้อสมุทร
- คุณค่าของวรรณคดี

1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)




ื่

- นักเรยนดูคลิปวิดโอ เรอง พระอภัยมณ และสนทนากับนักเรยนเกยวกับเน้อหาในคลิปวิดโอ



1.5 เวลา (Time)
- 1 คาบ

2. การประเมินและวดผล
- ใบงาน ถอดคําประพันธ ์


- แบบประเมินสังเกตการทางานกลุม
3. การสรางบรรยากาศ







- นักเรยนแต่ละกลุมสนทนาแลกเปลยนความคิดเกยวกับคลิปวิดโอ


4. การนําเสนอบทเรยน
4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]




- จัดกลุมนักเรยน กลุมละ 4-5 คน แบ่งเน้อหาในบทประพันธใหนักเรยนแต่ละกลุมหา








ความหมายของคําศัพทยาก และช่วยกันถอดคําประพันธเปนรอยแกว









- นักเรยนแต่ละกลุมนาเสนอหนาชั้นเรยน ครและนักเรยนช่วยกันพิจารณาการนาเสนอ


ของแต่ละกลุม



321

4.2 การคิดวินิจฉัยประสบการณ (Judge)




- นักเรยนและครช่วยกันทบทวนเน้อหาจากบทประพันธตั้งแต่ตนจนจบ และตั้งคําถาม




ทดสอบความรของนักเรยน




ี่

- นักเรยนหยบยกบทประพันธทประทับใจคนละ 1 บท พรอมทั้งบอกเหตุผล


4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)
ี่





- นักเรยนพิจารณาคุณธรรมทปรากฏในบทประพันธทนาไปใชในชวิตจรง

ี่
ื่





- นักเรยนทาแบบฝกหัด เพอทบทวนความเขาใจในเน้อหา
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 สะท้อน (Reflect)






- นักเรยนมความรสึกอย่างไรกับการเรยนเรองน้?




- นักเรยนตองการเรยนรอะไรเพิ่มเติมเกยวกับเรองน้?
ี่
ื่





5.2 เชอมโยง (Connect)







ี่
- นักเรยนคิดว่า สิ่งทไดเรยนไปทาใหนักเรยนคิดถึงหลักธรรมทางศาสนาอะไรบาง?



5.3 ปรบใช (Apply)


- นักเรยนคิดว่า จะตองทาอย่างไรเพอใหการทางานกลุมสนุกและมคุณค่ามากขึ้น?










6. สอการเรยนการสอน
- หนังสอเรียน



- คลิปวดโอ
322

สาระการเรยนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4

หนวยการเรยนรู้ 1) นิทานเวตาล


ออกแบบโดย ครูภคกนก ทองตําลึง โรงเรียน เซนต์โยเซฟคอนเวนต์ กรุงเทพฯ
วันท่ ี 10 ตุลาคม 2014


1. การใหภาพรวม

- เพอใหแน่ใจว่า นักเรยนไดรล่วงหนาว่า กาลังจะเรยนเรองนิทานเวตาล เพราะนิทานใหความ



ื่











สนุกสนานเพลิดเพลิน และแฝงคติธรรมทนามาใชในชวิตประจาวันของผูอ่านได ้
ี่



คาบที 1
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)
ื่

ี่

ื่


ี่


- นักเรยนสามารถวิเคราะหวิจารณเน้อเรองทไดศึกษาอย่างมเหตุผล (นิทานเวตาลเรองท 10)

1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]








- การมคุณธรรม ความกลาหาญ รจักอดทน และรกษาคาพูดเปนสิงทตองกระทา





1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)


ื่
- เน้อหาเรองนิทานเวตาล เรองท 10

ี่
ื่

1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)

- เปิด YouTube นักเรยนดูนิทานเวตาลตอนใดตอนหนึ่ง ประมาณ 5 นาที
1.5 เวลา (Time) - 3 คาบ

2. การประเมินและวดผล


- ประเมินจากการแสดงความคิดเห็นและการนาเสนอหนาชั้นเรยน




- แบบทดสอบโดยใหนักเรยนเขยนวิเคราะหวิจารณเน้อหา ขอคิดและคุณค่าทางดานสังคม






ี่

ของนิทานเวตาลตอนทนักเรยนเลอกศึกษา

3. การสรางบรรยากาศ
- เปิด YouTube ใหนักเรยนดูนิทานเวตาลตอนใดตอนหนึ่ง


- การสนทนาแลกเปลยนความคิดเห็น
ี่
4. การนําเสนอบทเรยน

4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]


- นักเรยนดู YouTube แลวไดอะไรบาง? ตัวละครแต่ละตัวมลักษณะนสัยอย่างไร? ใคร






น่าสนใจ ควรนามาเปนแบบอย่างในชวิตประจาวัน? แบ่งปนใหเพอนๆ ฟง
ื่









4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)

ี่


ื่


- ครอธบายเกยวกับเน้อเรองนิทานเวตาลในหนังสอวรรณคดีวิจักษ หนา 23-90

323


4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)



- นักเรยนวิเคราะหวิจารณเน้อหา ขอคิดและคุณค่าทางดานสังคมของวรรณคดีอย่างม ี






เหตุผล มคําสอนอะไรบาง? (นิสัยรกการอ่าน)?



คาบที 2 การลงมอปฏบัติ (Act) (ต่อ) [LIKE]



- ครใหนักเรยนอ่าน นิทานเวตาลเรองท 10 และสรปขอคิด คุณค่าด้านสังคมทได้จากเรองน้ ี


ี่



ื่


- ครูและนักเรยนสนทนาเกยวกับตัวละครสองพ่อลูกจากเรองนิทานเวตาล

ื่
ี่






- ครใหนักเรยนช่วยกันวิเคราะหว่า การใชปญญาในการตอบปญหาของพระวกรมาทตย ์



กับเวตาลเปนอย่างไร บาง (แบบฝกหัดคิดวิเคราะห)?








ื่

ื่
- ครสุมนักเรยนทละคนใหช่วยแสดงความคิดเห็น และใหศึกษานิทานเวตาลเรองอนๆ โดย


ศึกษาเพิมเติมไดจากอนเทอรเนต www.thaigooview.com หรือ www.trueplookpanya.com




เปนการบาน



คาบที 3 การลงมอปฏบัติ (Act) (ต่อ) [LIKE]








- ครสนทนากับนักเรยนเกยวกับนทานเวตาลเรองอนๆ ทไปศึกษามา ใครประทับใจเรอง









ื่

ใด? ใหช่วยแบ่งปนใหเพอนฟง (ครสุม)










- นักเรยนแบ่งกลุมประมาณ 5-6 คน แบ่งปนนิทานเวตาลทแต่ละคนศึกษามาใหเพอนใน









กลุมฟัง จากนั้นเลอกกลุมทคิดว่าดีทสุดออกมานาเสนอหนาชั้นเรยน พรอมบอกเหตุผลในการ



เลอกและคุณธรรมทไดจากเรองนั้น

ี่
ื่





- ครอธบายเพิมเติมจากทนักเรยนนาเสนอหนาชั้นเรยน บูรณาการคุณค่าพระวรสาร





เกยวกับความหวังทาใหเรามีความอดทนและความเพียรในการทาสิงใดไดสาเรจ และการทเรา




























รจักรกและเมตตาผูอน จะทาใหเราไดรบความช่วยเหลอจากผูอนตอบแทน แต่ตองรจักเคารพ



ศักดิ์ศรของตนเอง (คุณค่าพระวรสาร เรอง ความหวัง ความเมตตา ความเคารพศักดิ์ศร)

5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน











5.1 สะท้อน (Reflect) - นักเรยนมความคิดเหนอย่างไรเกยวกับนทานเวตาลแต่ละเรอง และ


ี่
คุณธรรมทไดจากเรองทั้งหมดมอะไรบาง?
ื่

ี่
ี่
ื่


5.2 เชือมโยง (Connect) - จากเรองทนักเรยนศึกษา นักเรยนคิดว่า คุณธรรมและคําสอนทได ้





ื่
จากนิทานเวตาลแต่ละเรองมความเหมอนหรอแตกต่างกันหรอไม่? อย่างไร?











5.3 ปรบใช (Apply) - นักเรยนจะนาคุณธรรมและคาสอนทไดจากเรองไปปฏบัติใน

ชวิตประจาวันอย่างไร?




6. สอการเรยนการสอน
- YouTube นิทานเวตาลตอนต่างๆ - หนังสอวรรณคดีวิจักษ ์




- แบบฝกหัดคิดวเคราะห ์ - พระคัมภร ์

324


สาระการเรยนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4








หนวยการเรยนรู้ 2) วิเคราะหวิจารณวรรณคดีเรอง นราศนรนทร ์
ออกแบบโดย ครูวราล จินดาศิร ิ โรงเรียน อัสสัมชัญคอนแวนต์ กรุงเทพฯ

วันท่ ี 14 มนาคม 2015


1. การใหภาพรวม









- ครใหนักเรยนอ่านบทรอยกรองในตอนหนึงของนิราศนรนทร “เอยงอกเทออกอาง อวดองค ์

อรเอย”
1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives) [LIKE]




- นักเรยนอธบายหลักการวิเคราะหวิจารณได ้
- นักเรยนสามารถวิเคราะหวจารณลักษณะเด่นของวรรณคดเชอมโยงกับการเรยนรทาง










ประวัติศาสตร และวิถชวิตของสังคมไทยในอดีต






- นักเรยนสามารถนาคุณค่าพระวรสารดานการคิดวนจฉัยไตรตรอง มาช่วยในการ



วิเคราะหและวิจารณวรรณคด ี




1.2 ความจาเปน (Needs) [LIKE]









- การวิเคราะหคุณค่าวรรณคดีทาใหนักเรยนเขาใจแนวคิด ความตองของผูแต่งทสะทอน

ื่




ค่านิยม ความเชอ วัฒนธรรมของผูแต่งในสมัยนั้น ซึ่งนักเรยนจะเรยนรไดจากการอ่านวรรณคด ี






ทมสุนทรยภาพทางภาษา




- นักเรยนพัฒนาทักษะในการอ่าน การเชอมโยงเหตุการณจากการอ่านและนาแนวคิดมา


ปรบใชในชวิตจรง



1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)




- การวิเคราะหและวิจารณวรรณคด เรือง “นิเทศนรนทร”






- บูรณาการคุณค่าพระวรสาร ดานการคิดไตรตรอง
1.4 การสรางความน่าสนใจ (Interest)










- ครใหนักเรยนฟงเพลง “รักเอย” และรองตาม แลววเคราะหภาษา/ สังคม จากนั้นเปด


คลิปวดโอเพลงภาษากับดอกไม แลววิเคราะหความแตกต่างดานภาษา/ สังคม แลวบันทึก





1.5 เวลา (Time 2 คาบ
2. การประเมินและวดผล


- อภปรายกลุม


- การนาเสนอผลงาน

- แบบประเมินการทางานกลุม

325

3. การสรางบรรยากาศ









- ดูข้อ 1.5 หรอดูคลิปวดโอตอน “พ่อมากลาแม่นาคไปรบ” แลวใหนักเรยนบอกความรสึกของ

แต่ละคน แลวบันทึก
4. การนําเสนอบทเรยน

4.1 การสรางประสบการณ (See) [LIKE]



- แบ่งกลุมนักเรยน 4-6 คน ช่วยกันวเคราะห วจารณคุณค่าดานสังคมจากบทรอยกรอง











เรือง ขุนชางขุนแผน รามเกยรติ์ จากประสบการณของตนเอง











- ครซักถามนักเรยนเรอง ใชหลักการใดบางในการวเคราะห วจารณคุณค่าวรรณคดและ
ี่



คุณค่านั้นแฝงคุณธรรมใด จากนั้นสรปหลักเกณฑทไดรวมกัน

4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge) [LIKE]





- ครใหนักเรยนอ่านหนังสอ ..... หนา ..... เรอง .....







- ครอธบายหลักการในการวิเคราะห วิจารณวรรณคด ี




- ใหนักเรยนแต่ละกลุมศึกษาเน้อหาในเรอง “นิราศนรนทร” จากหนังสอเรยนภาษาไทย







และศึกษาหลักการวิเคราะห วิจารณคุณค่าวรรณกรรม









- นักเรยนรวมกันอภปรายและสรปหลักเกณฑการวิเคราะห วิจารณคุณค่าวรรณกรรม

4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)







- นักเรยนแต่ละกลุมรวมกันวเคราะหคุณค่าดานวรรณศิลป ดานสังคมจากบทรอยกรอง





เรือง นิราศนรนทร และนาเสนอผลงานการวิเคราะหวิจารณ ์



- นักเรยนแต่ละกลุม วิพากษ การนาเสนอผลงานของเพอนๆ












- ครใหนักเรยนสรปบทรอยกรองทสะทอนคุณค่าเชิงจรยธรรมดานใด? และสามารถ




นาไปใชไดอย่างไร?



5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน





5.1 สะท้อน (Reflect) - นักเรยนไดความรเรองใดบาง จากการศึกษาบทรอยกรองเรองนราศ









นรนทร? แลวบันทึกลงในสมุด





5.2 เชือมโยง (Connect) - นักเรยนคิดว่า สังคมในอดีตกับปจจุบันยังมความเชอ หรือม ี




ี่
ค่านิยมใดทเหมอนหรอต่างกันอย่างไร?







5.3 ปรบใช (Apply) - นักเรยนคิดว่า คุณธรรมขอใดทพบในบทรอยกรองเรองน้ และม ี





ี่









ประโยชนหรอคุณค่าแก่นักเรยนในการนาไปประยุกต์ใชในชวตจรงไดมากทสุด? เพราะเหตุใด?
6. สอการเรยนการสอน




- คลิปวดโอเพลง “รักเอย” “ภาษากับดอกไม” และ “แม่นาคพระโขนง”



- หนังสอเรยนภาษาไทย ม. 4

326


สาระการเรยนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5
หนวยการเรยนรู้ 1) การพูดสรุปแนวคิดจากเรื่องที่ฟัง




ออกแบบโดย ครูกลมสาระภาษาไทย โรงเรียน ยอแซฟอุปถัมภ์ นครปฐม
วันท่ ี 31 สิงหาคม 2014


1. การใหภาพรวม

1.1 วัตถุประสงค์ (Objectives)

- นักเรยนอธบายหลักการพูดสรปแนวคิดได ้





- นักเรยนพูดสรปแนวคิดจากเรองทฟงได ้








ื่


- นักเรยนนาความรทไดรบไปประยุกต์ในการฟงเรองต่างๆ ในชวิตประจาวันได ้



ี่


1.2 ความจาเปน (Needs)

- การฟงเปนทักษะทางภาษาทสาคัญ และเปนทักษะทนักเรยนนาไปใชในชวิตประจาวัน












มากทสุด


1.3 หัวขอและเน้อหา (Range)





- การสรปแนวคิดจากเรองทฟง



1.4 การสรางความสนใจ (Interest)





- แบ่งนักเรยนเปน 2 กลุม เพอแข่งขันหาสานวนเกยวกับการพูด พรอมทั้งบอกความหมาย





1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบ

2. การประเมินและวดผล


- แบบประเมินพฤติกรรมผูเรยน


- แบบประเมินการทางานกลุม
- แบบประเมินชิ้นงาน
3. การสรางบรรยากาศ



- นักเรยนแข่งขันหาสานวนเกยวกับการพูด


4. การนําเสนอบทเรยน



4.1 การสรางประสบการณ (See)



- ครอ่านบทความเรอง ..... [ทเหมาะกับการพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรม] ใหนักเรยนฟง







แลวใหนักเรยนเขยนสาระความรทไดรบ











- ตั้งคาถามว่า นักเรยนมวิธการฟงอย่างไรจึงจับประเด็นสาคัญได?





327




- นักเรยนช่วยกันรวบรวมเทคนควิธการจับใจความสาคัญจากเรองทฟง แลวนาไปใชตอบ










คาถามในบทความต่อไป
4.2 การคิดวินจฉัยประสบการณ (Judge)









- ครใหนักเรยนจับคูผลัดกันอ่านหนังสอ .... หนา .... เรอง ..... ใหคูของตนฟง










- นักเรยนศึกษาหลักการสรปแนวคิดจากเรองทฟงจากหนังสอ






- รวมกันสรปแนวคิดหลัก จากเรองทฟงเชอมโยงจากประสบการณเดิม







- ครใหนักเรยนเชอมโยงจากหลักการ/ ทฤษฎเพอใหสอดคลองกับประสบการณเดิม



















- ครอ่านบทความ แลวใหนักเรยนสรปแนวคิดทไดจากการฟงบทความ


4.3 การลงมอปฏบัติ (Act)






- แบ่งกลุมนักเรยนทาใบงาน แลวนาเสนอหนาชั้นเรยน

ื่




ื่

- ครและนักเรยนรวมกันอภปราย เพอเสนอแนะเพิ่มเติม เพอนาไปปรบใชในชวิตประจาวัน




5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยน



5.1 สะท้อน (Reflect)

- นักเรยนไดรบความรอะไรบาง จากการฟงบทความ (ระบุเรอง)?











- นักเรยนมความคิดเหนต่อบทความทไดฟงอย่างไร?





5.2 เชือมโยง (Connect)
- ทาไมครจึงใหนักเรยน เรยนเรองการสรปแนวคิดจากเรองทฟงต่อจากชั่วโมงทแลว?
ี่

ี่

ื่




ื่











- นักเรยนคิดว่า บทความทนักเรยนฟงเกยวของกับวิชาใดบาง?

5.3 ปรบใช (Apply)







- บทความทนักเรยนไดฟงมผลกระทบต่อชวิตของนักเรยนหรอบุคคลอนอย่างไร?
ื่
ี่



ี่


- นักเรยนสามารถนาแนวคิดทไดจากเรอง....ไปประยุกต์ใชในชวิตประจาวันไดอย่างไร?


ื่



6. สอการเรยนการสอน

- บทความเรอง ..... [ทเหมาะกับการพัฒนาเหตุผลเชิงจรยธรรม]

ี่
ื่
328


Click to View FlipBook Version