โรคของจติ คอื เรอื่ งของกเิ ลส “ยา” กค็ อื ธรรม “หมอ” กไ็ ดแ้ กค่ รแู กอ่ าจารย์ หรอื
ตำ� รบั ตำ� ราทท่ี า่ นสอนไว้ เรานำ� มาประพฤตปิ ฏบิ ตั กิ ำ� จดั เชอื้ โรคอนั สำ� คญั ทฝี่ งั อยภู่ ายใน
อย่างจมมิดนี้ ให้ถอนดว้ ยความพากเพียรอยา่ ลดละท้อถอย ความหวังท่ีปรารถนา
ด้วยกนั นั้นจะพงึ สำ� เร็จไปโดยล�ำดับๆ
เฉพาะอย่างย่ิงคือการพิจารณาเร่ืองธาตุเรื่องขันธ์ เรื่องความเป็นความตายใน
สกลกายน้ี เปน็ สง่ิ สำ� คญั มากยง่ิ กวา่ ไปคดิ ถงึ เรอ่ื งอน่ื ๆ เรอื่ งความตายตดิ แนบกบั ตวั เรา
ทกุ คน ความเจบ็ ความทกุ ข์ ความลำ� บาก ในรา่ งกายและจติ ใจ กต็ ดิ แนบอยกู่ บั รา่ งกาย
และจติ ใจเรา ไมไ่ ดป้ ลอ่ ยไมไ่ ดว้ าง นอนอยมู่ นั กท็ บั นงั่ อยมู่ นั กท็ บั อริ ยิ าบถทงั้ สมี่ แี ต่
เรอ่ื งความแก่ ความเจบ็ ความตาย นท่ี บั เราอยทู่ งั้ นนั้ ความทกุ ขค์ วามลำ� บากทบั เราอยู่
ตลอดเวลา เราจะหาอบุ ายวธิ ไี หนเพอื่ จะใหร้ เู้ ทา่ ทนั กบั สงิ่ เหลา่ นเ้ี พอื่ จะถอดถอนสงิ่ ที่
ควรถอดถอนด้วยอบุ ายวธิ ีใดบ้าง?
นเี่ รยี กวา่ “เรยี นรตู้ วั เราเอง” สง่ิ ทเ่ี กย่ี วกบั ตวั เรามอี ะไรบา้ งใหร้ ใู้ หเ้ ขา้ ใจ สมกบั
ศาสนาทอี่ อกมาจากทา่ นผฉู้ ลาดแหลมคมมาสอนเราซงึ่ เปน็ พทุ ธบรษิ ทั เพอื่ ความฉลาด
แหลมคมใหท้ นั กบั กลมารยาแห่งความโง่ของตนทมี่ อี ยภู่ ายใน ความโง่ก็คอื กิเลสพา
ใหโ้ ง่ ธรรมพาใหฉ้ ลาด เราวา่ กเิ ลสมนั โงน่ ะ่ แตค่ วามจรงิ กเิ ลสมนั ฉลาดทส่ี ดุ แตท่ ำ� คน
ให้โง่และโง่ท่ีสุดได้อย่างสบายมาก เช่น เราถูกกล่อมไว้เรื่อยอย่างน้ีด้วยความ
แหลมคมของกิเลสทัง้ นัน้ แลว้ จะวา่ กิเลสมันโงไ่ ดอ้ ย่างไร ผทู้ ่ีเชือ่ กิเลสน้ันแลคอื ผ้โู ง่
วา่ อยา่ งนถ้ี กู ตอ้ งดี แลว้ ใครละ่ เชอื่ กเิ ลสโดยลำ� ดบั ลำ� ดา มใี ครบา้ ง? กส็ ตั วโ์ ลกนเ้ี องเปน็
พวกโงเ่ พราะเชอื่ กเิ ลส มนั กลอ่ มเมอ่ื ไรกห็ ลบั เมอื่ นนั้ เคลมิ้ เมอ่ื นนั้ ราบไปเมอื่ นน้ั ยง่ิ กวา่
เดก็ ถกู กลอ่ มดว้ ยบทเพลง ไมเ่ คยตน่ื เนอื้ ตน่ื ตวั ไมเ่ คยเหน็ ภยั แหง่ การกลอ่ มของมนั
กค็ ือพวกเราน่แี ล
พระพทุ ธเจา้ และพระสาวกทา่ นเปน็ ผรู้ สู้ กึ พระองคแ์ ละรสู้ กึ ตวั ไดน้ ำ� ธรรมเขา้ ไป
รอื้ ถอนตนออกจากไฟทงั้ หลายเหลา่ นเี้ สยี ได้ แลว้ นำ� ธรรมเหลา่ นนั้ มาสง่ั สอนพวกเรา
ประกาศทงั้ คุณทงั้ โทษ “โทษ” ได้แกค่ วามล่มุ หลงไปตามกเิ ลสตัณหาอาสวะ “คณุ ”
142
ก็ได้แกส่ ติปัญญาศรัทธาความเพียร ทจี่ ะร้ือถอนส่งิ เหล่านีอ้ อกจากใจ ใหก้ ลายเปน็
ผฉู้ ลาดแหลมคมขน้ึ มา และหลดุ พน้ ออกจาก “แอก” ทม่ี นั กดถว่ งอยบู่ นคอ ไดแ้ กห่ วั ใจ
ของเราน่ี จนกลายเปน็ อสิ ระขน้ึ มาได้ ดงั พระพทุ ธเจา้ และพระสาวกทา่ น พระพทุ ธเจา้
ทา่ นหมด หมดสง่ิ กดถว่ งใจ ยดึ อะไรหลงอะไร อนั นน้ั แหละกดถว่ ง ความยดึ ความถอื
ของตัวเองน้ันแลมันกดถ่วงตวั เอง ไปยึดภเู ขาท้งั ลกู ภเู ขานั้นไม่ไดม้ ากดถว่ งเรา แต่
ความยดึ ภเู ขาทง้ั ลกู นนั้ แลมนั มากดถว่ งเรา ยดึ อะไรหลงอะไร ความยดึ ความหลงอนั
นน้ั แหละมนั มากดถว่ ง มาบบี บงั คบั จติ ใจเรา สงิ่ ทเ่ี ราไปยดึ ไปถอื นน่ั มนั ไมไ่ ดม้ าทำ� เรา
เชน่ เงนิ ทอง ขา้ วของ ตกึ ราม บา้ นชอ่ ง ทไ่ี รท่ น่ี าอะไรกต็ าม มนั กอ็ ยตู่ ามเรอื่ งของมนั
มันไม่ถือว่ามันเป็นข้าศึกหรือเป็นคุณเป็นโทษแก่ผู้ใด แต่ผู้ที่ไปหลงไปยึดไปถือ
สงิ่ เหล่านั้นนั่นแหละมันกลบั มาทบั ตัวเอง จงึ ต้องแกต้ วั น้ดี ้วยสตปิ ญั ญา
การภาวนากเ็ พอื่ ใหร้ เู้ รอื่ งความคะนองของใจทค่ี ดิ ไมเ่ ขา้ เรอื่ งเขา้ ราวอยา่ งนแ้ี หละ
ส่ังสมทุกข์ให้แก่ตัวมากเท่าไร ยังไม่เคยเห็นโทษของมัน เมื่อได้เรียนทางด้าน
ภาวนาแลว้ เรมิ่ จะทราบขนึ้ โดยลำ� ดบั ๆ จนมาถงึ เรอ่ื งธาตเุ รอื่ งขนั ธอ์ นั เปน็ สมบตั สิ ำ� คญั
ของเรา ไดแ้ ก่ ร่างกาย เลอื่ นเข้ามาตรงน้ี ร่างกายทกุ ส่วนน้ีมันกจ็ ะต้องสลายไปใน
วันหน่ึง ทุกวันนี้มันก็เริ่มของมันแล้วตลอดเวลา เปล่ียนแปลงอยู่เรื่อยๆ ความ
เปลยี่ นแปลงของธาตขุ นั ธแ์ ตล่ ะชนิ้ ละอนั นี้ มนั ทำ� ความทกุ ขใ์ หแ้ กเ่ รามากนอ้ ยเพยี งไร
ถา้ มนั แสดงออกอยา่ งเปดิ เผยกท็ ราบชดั วา่ นม่ี นั เจบ็ ตรงนน้ั ปวดตรงนี้ เชน่ เจบ็ ทอ้ ง
ปวดหวั เปน็ ตน้ ถา้ มนั ไมแ่ สดงอยา่ งเปดิ เผย เปน็ ไปอยอู่ ยา่ งลบั ๆ เราไมท่ ราบได้ เรอ่ื งธาตุ
เร่ืองขันธ์เป็นอย่างน้ี “เวทนา” ก็ความทุกข์ คือทุกขเวทนาบีบอยู่อย่างนั้นแหละ
ยนื เดนิ นงั่ นอน มนั กบ็ บี บงั คบั อยอู่ ยา่ งนนั้ พจิ ารณาใหร้ นู้ แี้ ลว้ แมธ้ าตขุ นั ธจ์ ะยงั อยู่
กบั เรากต็ ามกไ็ มก่ ดถว่ งเราได้ เพราะความยดึ ถอื ของเราไมม่ ี เนอื่ งจากเรารเู้ ทา่ ทนั กบั
สิง่ เหล่าน้ี ปลอ่ ยวางได้ตามความเปน็ จรงิ เช่นเดียวกับสภาวธรรมทง้ั หลาย ใจก็สบาย
อยใู่ นทา่ มกลางแหง่ ธาตขุ นั ธก์ ไ็ มห่ ลงธาตขุ นั ธ์ ธาตขุ นั ธก์ ไ็ มม่ าทบั ถมเราได้ เรากเ็ ปน็
อิสระอยภู่ ายในจติ ใจ
143
นี่เรียกว่า “ผฉู้ ลาดครองขันธ์ ผู้ฉลาดรักษาขันธ”์ ขนั ธ์ไมส่ ามารถมาเปน็ ภัยตอ่
เราได้ เพราะมปี ญั ญาความเฉลยี วฉลาดทนั กบั มนั นกั ปราชญท์ า่ นวา่ “นค้ี อื ความฉลาด
ฉลาดแกต้ วั ใหร้ อดพน้ ไปได”้ นน้ั แลเปน็ ความฉลาดของนกั ปราชญท์ ง้ั หลาย มพี ระพทุ ธเจา้
เป็นต้น ความฉลาดนอกนั้นพาให้เจ้าของเสียมาก พระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงชมเชยว่า
นน้ั เปน็ ความฉลาดอยา่ งแทจ้ รงิ ความฉลาดใดทเ่ี ปน็ ไปเพอื่ ความสขุ ความเจรญิ แกต่ น
และสว่ นรวมนนั้ แล เป็นความฉลาดแท้ เฉพาะอยา่ งยง่ิ ความฉลาดเอาตัวรอดนเี่ ปน็
สำ� คญั ! เอาตวั รอดได้ก่อน แลว้ ก็นำ� ผู้อนื่ ใหร้ อดพน้ ไปได้โดยล�ำดับๆ นชี่ อ่ื ว่า ความ
ฉลาดแท!้
จงึ ขอยตุ ิการแสดง ฯ
144
ปรยิ ัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
วันนี้เทศน์เร่ืองมนุษย์สูงกว่าบรรดาสัตว์ โลกสูงกว่ามนุษย์ ธรรมสูงกว่าโลก
เพราะฉะนน้ั ธรรมกบั มนษุ ยจ์ งึ เปน็ คคู่ วรกนั มนษุ ยก์ เ็ หมาะสมกบั ธรรมทจี่ ะรบั ธรรม
ไว้บนดวงใจเพ่ือประพฤติปฏิบัติ ธรรมก็สมควรแก่มนุษย์ที่จะเทิดทูนสักการบูชา
นอกเหนือจากธรรมแล้วก็ยังมองไม่เห็นอะไรท่ีเป็นความเลิศประเสริฐในสกลโลกนี้
ไม่มีอะไรทยี่ อดเยย่ี มย่ิงกว่าธรรม
ความฉลาดของโลกก็ไม่มีใครจะเยี่ยมยิ่งไปกว่ามนุษย์ ในโลกมนุษย์ที่มี
พทุ ธศาสนาประจำ� จงึ เหมาะสมกบั มนษุ ยผ์ ใู้ ครธ่ รรมและมธี รรมในใจ แตศ่ าสนธรรม
ไมเ่ หมาะสมกบั ผเู้ ปน็ มนษุ ยเ์ พยี งแตร่ า่ งไมม่ ธี รรมภายในใจบา้ งเลย ทง้ั นา่ เสยี ดายภมู ิ
แหง่ มนษุ ยชาติ สสู้ ตั วบ์ างประเภทบางตวั ทม่ี จี ติ ใจสงู สง่ กไ็ มไ่ ด้ นบั วา่ ขาดทนุ สญู ดอก
ไมม่ คี วามดงี ามงอกเงยได้บ้างเลย เกิดมาเป็นมนุษยท์ ้ังที!
เราทง้ั หลายไดป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ิ ไดน้ บั ถอื พระพทุ ธศาสนาซง่ึ เปน็ สงิ่ ทเ่ี ลศิ ประเสรฐิ
อยแู่ ลว้ โดยหลกั ธรรมชาตขิ องธรรม ชอ่ื วา่ เราเปน็ ผเู้ หมาะสม ทง้ั ไดเ้ กดิ มาเปน็ มนษุ ย์
ท้ังได้นับถือพระพุทธศาสนา ได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมตามก�ำลังความสามารถ
ของตนๆ
เฉพาะอย่างยง่ิ ทางจติ ภาวนาเป็นสง่ิ สำ� คัญมาก ทีจ่ ะทำ� ให้มองเห็นเหตผุ ลตา่ งๆ
ซึ่งมีอยู่ภายในตัวเราใกล้ไกลรอบด้าน จะรู้เห็นได้ด้วยภาคปฏิบัติคือ “จิตภาวนา”
145
การภาวนาท่านถือเป็นส�ำคัญในภาคปฏิบัติศาสนา ครั้งพุทธกาลจึงถือภาคปฏิบัติ
เปน็ เย่ยี ม เช่นท่านกลา่ วไว้ว่า “ปริยตั ิ ปฏบิ ัติ ปฏเิ วธ” แน่ะ!
“ปริยตั ิ” ไดแ้ กก่ ารศกึ ษาเลา่ เรียน
“ปฏิบัต”ิ ไดแ้ กศ่ กึ ษาเลา่ เรียนมาเปน็ ที่เขา้ ใจแลว้ ออกไปประพฤติปฏบิ ตั ิตาม
เขม็ ทศิ ทางเดนิ ของธรรมทไี่ ดเ้ รยี นมาแล้วนั้น
“ปฏเิ วธ” คอื ความรูแ้ จ้งแทงตลอดไปเปน็ ล�ำดับๆ กระทงั่ รแู้ จ้งแทงตลอดโดย
ทวั่ ถึง ธรรมทั้งสามนี้เกย่ี วเน่อื งกนั เหมอื นเชือกสามเกลยี วทฟ่ี นั่ ตดิ กนั ไว้
คำ� วา่ “ปรยิ ตั ”ิ นน้ั เมอื่ ครงั้ พทุ ธกาลสว่ นมากทา่ นเรยี นเฉพาะเรยี นจากพระโอษฐ์
ของพระพุทธเจา้ มากกว่าอย่างอ่นื ผจู้ ะมาเปน็ สาวกอรหัตอรหันต์ ส่วนมากเรียนจาก
พระโอษฐข์ องพระพุทธเจ้า เรยี นอะไร? ขณะทีจ่ ะบวชทา่ นทรงสงั่ สอน “ตจปญั จก-
กรรมฐาน” ให้ คอื “เกสา โลมา นขา ทนั ตา ตโจ, ตโจ ทนั ตา นขา โลมา เกสา”
โดยอนุโลม ปฏโิ ลม ยอ้ นกนั ไปกนั มาเพื่อความช�ำนิชำ� นาญ นค่ี อื ทา่ นสอนธรรมเปน็
เครอ่ื งดำ� เนนิ ของนกั บวช การสอนธรรมเปน็ เครอื่ งดำ� เนนิ นนั้ แลเปน็ การใหโ้ อวาท ผทู้ ่ี
สดับฟังในขณะท่ีพระพุทธเจ้าประทานพระโอวาทก็ได้ชื่อว่าการเรียนด้วยและการ
ปฏิบัตไิ ปในตัวดว้ ย
การสอนวา่ “สิง่ นน้ั เปน็ นนั้ ๆ” เชน่ ทา่ นสอนว่า “เกสา โลมา นขา ทนั ตา ตโจ”
อย่างนเี้ ปน็ ต้น นค่ี อื ทา่ นสอนธรรมซึง่ เป็นปริยตั ิจากพระโอษฐ์ เรากเ็ รียนให้ทราบว่า
“เกสา คืออะไร โลมา นขา ทนั ตา ตโจ แตล่ ะอย่างๆ คืออะไร
ผูเ้ รียนก็เรียน และปฏิบตั ิด้วยความสนใจใคร่ร้ใู คร่เห็นจริงๆ ไม่สักวา่ เรียนว่า
ปฏิบัติเพื่อเกียรติยศช่ือเสียงใดๆ พระพุทธเจ้าทรงสอนสภาพความเป็นจริง ความ
เป็นอยู่และเป็นไปของสิ่งเหลา่ นี้ทม่ี ีอยกู่ บั ตวั เอง ตลอดถงึ อาการ ๓๒ ทกุ แง่ทุกมมุ
โดยล�ำดบั ใหท้ ราบวา่ สง่ิ นนั้ เปน็ น้ัน ส่งิ น้ันเปน็ จริงๆ ตลอดความเป็นอยู่ของส่ิงนัน้
ความแปรสภาพของสงิ่ นน้ั วา่ เปน็ อยา่ งไร และธรรมชาตนิ น้ั คอื อะไรตามหลกั ความจรงิ
146
ของมัน ให้พจิ ารณาทราบอย่างถงึ ใจ เพื่อจะแก้ “สมมุต”ิ ทเ่ี ปน็ เครื่องผกู พันจติ ใจ
มานาน
ความสมมุตขิ องโลกวา่ ส่งิ นัน้ เปน็ นนั้ สงิ่ น้ีเป็นน้ี ไมม่ สี น้ิ สุด แม้จะสมมุตวิ า่
สงิ่ ใดเปน็ อะไรกย็ ดึ ถอื ในสงิ่ นน้ั รกั กย็ ดึ ชงั กย็ ดึ เกลยี ดกย็ ดึ โกรธกย็ ดึ อะไรๆ กย็ ดึ
ท้ังน้ัน เพราะเรอ่ื งของโลกก็คอื กเิ ลสเป็นสำ� คญั มีแตเ่ รอ่ื งยึดและผูกพนั ไมม่ ีคำ� ว่า
“ปลอ่ ยวาง” กนั บา้ งเลย ความยดึ ถอื เปน็ สาเหตใุ หเ้ กดิ ทกุ ขก์ งั วล โลกจงึ มแี ตค่ วามทกุ ข์
ความกงั วลเพราะความยดึ ถอื ถา้ ความยดึ ถอื เปน็ เหมอื นวตั ถุ มองเหน็ ไดด้ ว้ ยตาเนอื้ แลว้
มนุษยเ์ ราแบกหามกันทง้ั โลกคงดกู นั ไมไ่ ด้ เพราะบนหัวบนบ่าเต็มไปด้วยภาระความ
แบกหามพะรงุ พะรงั ทต่ี า่ งคนตา่ งไมม่ ที ปี่ ลงวาง ราวกบั เปน็ บา้ กนั ทง้ั โลกนน่ั แล ยงั จะวา่
“ดี มเี กยี รตยิ ศชอ่ื เสยี ง” อยหู่ รอื ? จนปราชญท์ า่ นไมอ่ าจทนดไู ดเ้ พราะทา่ นสงสารสงั เวช
ความพะรงุ พะรังของสตั ว์โลกผ้หู า “เมืองพอดี” ไมม่ ี ภาระเต็มตัวเต็มหัวเตม็ บ่า
ธรรมทา่ นสอนใหร้ แู้ ละปลอ่ ยวางเปน็ ลำ� ดบั คอื ปลอ่ ยวางภาระความยดึ มน่ั ถอื มนั่
ซงึ่ เปน็ ภาระอนั หนกั เพราะความลมุ่ หลงพาใหย้ ดึ พาใหแ้ บกหาม ตนจงึ หนกั และหนกั
ตลอดเวลา ทา่ นจงึ สอนใหร้ ทู้ ว่ั ถงึ ตามหลกั ธรรมชาตขิ องมนั แลว้ ปลอ่ ยวางโดยสนิ้ เชงิ
ทงั้ นส้ี บื เนอ่ื งมาจากการไดย้ นิ ไดฟ้ งั มาจากพระพทุ ธเจา้ แลว้ นำ� ไปปฏบิ ตั ิ จนกลายเปน็
“ปฏิเวธ” คือความรูแ้ จง้ เหน็ จรงิ ขน้ึ โดยลำ� ดบั
ครง้ั พทุ ธกาลทา่ นสอนกนั อยา่ งนเ้ี ปน็ สว่ นมาก สอนใหม้ คี วามหนกั แนน่ มนั่ คงใน
การประพฤตปิ ฏบิ ตั ยิ ง่ิ กวา่ สง่ิ อนื่ ใด พระในครงั้ พทุ ธกาลทอ่ี อกบวชจากตระกลู ตา่ งๆ มี
ตระกลู พระราชา เปน็ ตน้ ทา่ นตง้ั หนา้ บวชเพอื่ หนที กุ ขจ์ รงิ ๆ จงึ สนใจอยากรอู้ ยากเหน็
ธรรมดว้ ยการปฏบิ ตั เิ ปน็ อยา่ งยง่ิ ทงั้ ตง้ั ใจฟงั ทง้ั ตง้ั ใจปฏบิ ตั ดิ ว้ ยความจดจอ่ ตอ่ เนอ่ื งใน
ทางความเพยี ร พยายามสอนตนใหร้ เู้ หน็ ธรรมกอ่ น แลว้ จงึ นำ� ธรรมนน้ั มาสงั่ สอนโลก
ทา่ นเปน็ “พระธรรมกถกึ ” เพอ่ื องคท์ า่ นเองกอ่ นแลว้ จงึ เพอ่ื ผอู้ น่ื ธรรมทา่ นจงึ สมบรู ณ์
ดว้ ยความจรงิ มากกวา่ จะสมบรู ณ์ดว้ ยความจดจำ�
147
พระธรรมกถกึ ในครง้ั พทุ ธกาลเชน่ “พระปณุ ณมนั ตานบี ตุ ร” ทา่ นเปน็ พระธรรมกถกึ เอก
ซง่ึ ไดร้ บั คำ� ยกยอ่ งชมเชยจากพระศาสดา ทา่ นมกั ยก “สลั เลขธรรม” ขนึ้ แสดง กลา่ วถงึ
เรอื่ งควรขดั เกลากเิ ลสทง้ั นนั้ นบั แต่ “อปั ปจิ ฉตา” ความมกั นอ้ ยขน้ึ ไปจนถงึ “วมิ ตุ ต”ิ
“วิมุตติญาณทสั สนะ” คอื ความรู้แจ้งแหง่ การหลดุ พ้น
พระพทุ ธเจา้ ทา่ นทรงยกยอ่ งใหเ้ ปน็ “เอตทคั คะ” ในทางธรรมกถกึ เรยี กวา่ เปน็
ธรรมกถกึ เอก พระปณุ ณมนั ตานบี ตุ รนน้ั ทา่ นเปน็ พระอรหนั ตด์ ว้ ย รแู้ จง้ สจั ธรรมทง้ั สี่
โดยตลอดทว่ั ถงึ ดว้ ย เพราะฉะนน้ั ทา่ นจงึ สอนดว้ ยเหตดุ ว้ ยผล ดว้ ยความสตั ยค์ วามจรงิ
ซงึ่ ออกมาจากจติ ใจของทา่ นทรี่ แู้ ลว้ จรงิ ๆ ไมไ่ ดส้ อนแบบ “ลบู ๆ คลำ� ๆ” ตามทเี่ รยี นมา
ซงึ่ ตนเองกไ็ มแ่ นใ่ จวา่ เปน็ อะไรกนั แน่ เพราะจติ ใจยงั ไมส่ มั ผสั ธรรม เปน็ แตเ่ รยี นจำ� ชอ่ื
ของธรรมไดเ้ ทา่ นน้ั เพราะฉะนน้ั ทา่ นจงึ อธบิ าย “สลั เลขธรรม ทง้ั ๑๐ ประการนไ้ี ดโ้ ดย
ถูกต้องถอ่ งแท้ ไม่มอี ะไรคลาดเคลอ่ื นจากหลกั ความจริง เน่อื งจากจติ ทา่ นทรงหลัก
ความจรงิ ไวเ้ ตม็ สว่ น นธี่ รรมกถกึ ทเ่ี ปน็ อรรถเปน็ ธรรม เปน็ ความถกู ตอ้ งดงี ามแทเ้ ปน็
อยา่ งน้ัน
สว่ นธรรมกถกึ อยา่ งเราๆ ทา่ นๆ ที่มกี เิ ลสนน้ั ผดิ กนั แตไ่ ม่ต้องกล่าวไปมากก็
เขา้ ใจกนั เพราะตา่ งคนตา่ งมี ตา่ งคนต่างรูด้ ้วยกนั ครั้งพทุ ธกาลก็ยังมีอย่บู ้างทีท่ ่าน
เรยี นจนจบพระไตรปฎิ ก และมลี กู ศษิ ยล์ กู หาเปน็ จำ� นวนมากนบั รอ้ ยๆ ทไ่ี ปเรยี นธรรม
กับท่าน ทา่ นสอนทางด้านปรยิ ตั ิถ่ายเดยี ว พระพุทธเจา้ ทรงต�ำหนิ
ทท่ี รงตำ� หนนิ น้ั ดว้ ยทรงเหน็ อปุ นสิ ยั ของทา่ นสมควรแกม่ รรคผลนพิ พาน ทา่ นชอ่ื
“โปฐลิ ะ” ซง่ึ แปลวา่ “ใบลานเปลา่ ” ทา่ นเปน็ ผทู้ รงธรรมไวไ้ ดม้ ากมายจนเปน็ “พหสู ตู ”
แตไ่ มใ่ ช่ “พหสู ตู ” อยา่ งพระอานนท์ ทา่ นเปน็ ผเู้ รยี นมาก มลี กู ศษิ ยบ์ รวิ ารตงั้ ๕๐๐ ทา่ นมี
อปุ นสิ ยั อยู่ แตก่ ล็ มื ตวั ในเวลานนั้ เมอ่ื ไปเฝา้ พระพทุ ธเจา้ พระองคจ์ งึ ทรงแสดงเปน็ เชงิ
ตำ� หนิ เพราะพระพทุ ธเจา้ ทรงตำ� หนใิ ครกต็ าม ทรงสรรเสรญิ ใครกต็ าม ตอ้ งมเี หตมุ ผี ล
โดยสมบรู ณใ์ นความติชมนั้นๆ
148
เมอ่ื ทา่ นทรงตำ� หนิ “พระโปฐลิ ะ” พระโปฐลิ ะจงึ เกดิ สงั เวชสลดใจขณะทเ่ี ขา้ ไปเฝา้
พระองคท์ รงยำ้� แลว้ ยำ�้ เลา่ อยนู่ น่ั แหละวา่ “โปฐลิ ะ” กแ็ ปลวา่ “ใบลานเปลา่ ” เรยี นเปลา่ ๆ
ไดแ้ ตค่ วามจำ� เตม็ หวั ใจ สว่ นความจรงิ ไมส่ นใจ
อยา่ งทา่ นอาจารย์มั่นทา่ นเคยเทศน์อยา่ งนัน้ นี่! “เรยี นเปลา่ ๆ” “หัวโลน้ เปล่าๆ”
“กนิ เปลา่ ๆ นอนเปลา่ ๆ” ยำ�้ ไปยำ�้ มาจนผฟู้ งั ตวั ชาไปโนน่ แนะ่ ทา่ นวา่ ไป ทา่ นแปลศพั ท์
ของทา่ น “โปฐลิ ะ” องคเ์ ดยี วนแ่ี หละ คอื ทา่ นสอนพระลกู ศษิ ยข์ องทา่ น ทา่ นยกเอาเรอ่ื ง
พระโปฐิละมาแสดงให้เป็นประโยชน์ส�ำหรับพระผู้ที่ฟังอยู่ในขณะนั้นซึ่งมุ่งถือเอา
ประโยชน์อยแู่ ลว้ อยา่ งเตม็ ใจ
เมอ่ื พระพทุ ธองคท์ รงเรยี ก “พระโปฐลิ ะ” วา่ “โปฐลิ ะ เขา้ มา โปฐลิ ะ จงไป อะไรๆ
กโ็ ปฐลิ ะๆ โปฐลิ ะ”...ใบลานเปลา่ ๆ เรยี นเปลา่ ๆ แกก้ เิ ลสสกั ตวั เดยี วกไ็ มไ่ ด้ เรยี นเปลา่ ๆ
กิเลสมากและพอกพนู ขน้ึ โดยล�ำดบั ท่านประทานอุบายให้พระโปฐิละรู้สึกตวั และ
เหน็ โทษแหง่ ความลมื ตัวมว่ั สุมเกลอ่ื นกล่นดว้ ยพระเณรท้งั หลาย ไมห่ าอุบายสง่ั สอน
ตนเองบ้างเพื่อทางออกจากทกุ ขต์ าม “สวากขาตธรรม”
เวลาทลู ลากลบั ไปแลว้ ดว้ ยความสลดสงั เวชเปน็ เหตใุ หฝ้ งั ใจลกึ พอไปถงึ วดั เทา่ นนั้
ก็ขโมยหนจี ากพระท้ังหลายซ่งึ มจี ำ� นวนตั้ง ๕๐๐ องคด์ ว้ ยกนั บรรดาท่เี ป็นลูกศิษย์
ออกปฏบิ ตั กิ รรมฐานโดยลำ� พงั องคเ์ ดยี วเทา่ นนั้ ทา่ นมงุ่ หนา้ ไปสสู่ ำ� นกั หนงึ่ ซงึ่ มแี ตเ่ ปน็
พระอรหนั ตท์ งั้ นน้ั นบั แตพ่ ระมหาเถระลงไปจนกระทงั่ ถงึ สามเณรนอ้ ย เปน็ พระอรหนั ต์
ดว้ ยกนั ทงั้ หมด เหตทุ ท่ี า่ นออกไปทา่ นเกดิ ความสลดสงั เวชวา่ “เรากเ็ รยี นมาถงึ ขนาดน้ี
แทนทีพ่ ระพทุ ธเจ้าจะทรงชมเชยในการท่ีได้ศึกษาเล่าเรยี นมาของเรา ไมม่ เี ลย มีแต่
อะไรๆ ก็ “โปฐลิ ะๆ” ไปเสียหมด ทุกอาการเคลอื่ นไหวไม่มแี ง่ใดท่จี ะทรงชมเชยเลย
แสดงวา่ เราน้ีไมม่ ีสารประโยชน์อะไรจากการศกึ ษาเล่าเรียนมา หากจะเป็นประโยชน์
อยู่บ้าง พระองค์ย่อมทรงชมเชยในแง่ใดแง่หน่ึงแน่นอน” ท่านน�ำธรรมเหล่าน้ีมา
พจิ ารณา แลว้ ก็ออกประพฤติปฏิบตั ิธรรมด้วยความเอาจริงเอาจงั
149
พอกา้ วเขา้ ไปสสู่ ำ� นกั พระมหาเถระดงั ทกี่ ลา่ วแลว้ นน้ั กไ็ ปถวายตวั เปน็ ลกู ศษิ ยท์ า่ น
แต่บรรดาพระอรหันต์ท่านฉลาดแหลมคมอย่างลึกซ้ึง ฉลาดออกมาจากหลักธรรม
หลกั ใจทบ่ี รสิ ทุ ธิ์ เวลาพระโปฐลิ ะเขา้ ไปมอบกายถวายตวั ตอ่ ทา่ น ทา่ นกลบั พดู ถอ่ มตวั
ไปเสยี ทกุ องคเ์ พอ่ื จะหลกี เลยี่ งภาระหนกั นนั้ เพราะราวกบั สอนพระสงั ฆราช หรอื จะเปน็
อบุ ายอะไรก็ยากที่จะคาดคะเนท่านได้ถูก
ทา่ นกลบั พดู วา่ “อา้ ว! ทา่ นกเ็ ปน็ ผทู้ ไ่ี ดศ้ กึ ษาเลา่ เรยี นมาจนถงึ ขนาดนแี้ ลว้ เปน็
คณาจารยม์ าเปน็ เวลานาน จะใหพ้ วกผมสอนทา่ นอยา่ งไรได้ ผมไมม่ คี วามสามารถจะ
สงั่ สอนทา่ นได”้ ท้ังๆ ท่ีท่านเป็นพระอรหนั ตท์ ้งั องค์ เตม็ ไปด้วยความสามารถฉลาด
รทู้ กุ แงท่ ุกมุม
“ท่านกลับไปถามท่านองค์น้ันลองดู บางทีท่านอาจมีอุบายแนะน�ำสั่งสอน
ท่านได”้
ทา่ นกไ็ ปจากองคน์ แี้ ลว้ ไปถวายตวั ตอ่ องคน์ น้ั องคน์ น้ั กห็ าอบุ ายพดู แบบเดยี วกนั
ใหไ้ ปหาองคน์ น้ั ๆๆ องคไ์ หนกพ็ ดู อยา่ งเดยี วกนั หมด จนกระทง่ั ถงึ สามเณรองคส์ ดุ ทา้ ย
แน่ะ! ยังพูดแบบเดียวกัน คือท่านขอถวายตัวเป็นลูกศิษย์เณร เณรก็พูดท�ำนอง
เดียวกนั
ทีน้ีพระมหาเถระท่านเห็นท่าจะไม่ได้การ หรือว่าท่านจะหากลอุบายให้เณรรับ
พระองค์น้ี หรือใหอ้ งคน์ เี้ ข้าไปเปน็ ลกู ศิษย์เณรเพ่อื ดดั เสียบ้าง เพราะทา่ นเป็นพระที่
เรยี นมาก อาจมที ฐิ มิ ามากกค็ าดไมถ่ งึ คาดยาก พระมหาเถระทา่ นวา่ “กท็ ดลองดซู ิ เณร
จะพอมีอบุ ายสงั่ สอนท่านได้บา้ งไหม?”
พอทราบอบุ ายเช่นนัน้ แลว้ พระโปฐลิ ะกม็ อบกายถวายตัวตอ่ สามเณรนัน้ ทันที
แลว้ เณรกส็ ่ังสอนดว้ ยอบุ ายต่างๆ อย่างเตม็ ภมู ิ
เราลองฟงั ซิ เณรสอนพระทเ่ี ปน็ มหาเถระ หาอบุ ายสอนดว้ ยวธิ ตี า่ งๆ เชน่ ใหพ้ ระ
มหาเถระไปเอาอนั นนั้ มาให้ ไปเอาอนั นมี้ าใหบ้ า้ ง แลว้ ใหค้ รองจวี ร เชน่ ตอ้ งการสง่ิ ของ
150
อะไรทอี่ ยใู่ นนำ�้ กใ็ หม้ หาเถระครองผา้ ไป ถา้ จะเปยี กจวี รจรงิ ๆ กใ็ หข้ นึ้ มาเสยี “พอแลว้
ไม่เอา” ความจริงเปน็ การทดลองท้ังน้ัน
ท่านมหาเถระท่ีเป็นธรรมกถึกเอกน้ันไม่มีขัดขืนไม่มีทิฐิมานะ สมกับค�ำว่า
“มอบกายถวายตัว” จรงิ ๆ เณรใชใ้ ห้ไปไหนไปหมด บางทใี ห้ไปเอาอะไรอยูใ่ นกอไผ่
หนามๆ รกๆ ทา่ นกไ็ ป แลว้ ใหค้ รองผา้ ไปดว้ ย ทา่ นกท็ ำ� เวลาถงึ หนามเขา้ จรงิ ๆ เณรก็
ใหถ้ อยมาเสยี “หยดุ เสยี อาจารย์ ผมไมเ่ อาละมนั ลำ� บาก หนามเกาะผา้ ” เณรหาอบุ าย
หลายแงห่ ลายมมุ จนกระทงั่ ทราบชดั วา่ พระองคน์ น้ั ไมม่ ที ฐิ มิ านะ เปน็ ผมู้ งุ่ หนา้ ตอ่ อรรถ
ต่อธรรมจริงๆ แลว้ เณรจึงได้เริม่ สอนพระมหาเถระด้วยอบุ ายตา่ งๆ
เณรสอนพระมหาเถระโดยอบุ ายวา่ “มจี อมปลวกแหง่ หนง่ึ มรี อู ยู่ ๖ รู เหยี้ ใหญ่
มนั อยใู่ นจอมปลวกนี้ และเทย่ี วออกหากนิ ทางชอ่ งตา่ งๆ เพอื่ จะจบั ตวั เหยี้ ใหไ้ ด้ ทา่ นจง
ปดิ ๕ ชอ่ งเสยี เหลือเอาไวเ้ พยี งชอ่ งเดียว แล้วนัง่ เฝา้ อยทู่ ีช่ อ่ งนน้ั เห้ยี ไมม่ ที างออก
จะออกมาทางชอ่ งเดยี วน้ี แล้วกจ็ บั ตวั เห้ยี ได้” นี่เป็นข้อเปรียบเทยี บ แมภ้ ายในตัว
ของเราน้กี เ็ ป็นเหมือนจอมปลวกน่นั แล
ทา่ นแยกสอนอยา่ งนี้ ทา่ นอปุ มาอปุ มยั เขา้ มาใน “ทวาร ๖” คอื ตาเปน็ ชอ่ งหนง่ึ
หเู ปน็ ชอ่ งหนง่ึ จมกู เปน็ ชอ่ งหนง่ึ ลนิ้ ชอ่ งหนงึ่ กายชอ่ งหนง่ึ ใจชอ่ งหนง่ึ ใหท้ า่ นปดิ เสยี
๕ ทวารนนั้ คอื ตา หู จมกู ลนิ้ กาย เหลอื ไวแ้ ตใ่ จเพยี งชอ่ งเดยี ว แลว้ ใหม้ สี ตริ กั ษา
อยทู่ ใี่ จแหง่ เดยี ว ขณะรกั ษาใจดว้ ยสติ จงทำ� เหมอื นไมร่ ไู้ มเ่ หน็ ไมร่ ไู้ มช่ อี้ ะไรทงั้ หมด
ทม่ี าสมั ผสั ทำ� เหมอื นวา่ โลกอนั นไ้ี มม่ เี ลย มเี ฉพาะความรคู้ อื ใจอนั เดยี วทม่ี สี ตคิ วบคมุ
รกั ษาอยเู่ ทา่ นน้ั ไมเ่ ปน็ กงั วลกบั สง่ิ ใดๆ ในโลกภายนอกมรี ปู เสยี ง เปน็ ตน้ จงตงั้ ขอ้
สงั เกตดใู ห้ดวี า่ อารมณต์ ่างๆ มนั จะเกิดขึ้นทจ่ี ติ แห่งเดียว ไม่ว่าอารมณ์ดีอารมณ์ชั่ว
มันจะปรากฏขึ้นท่ีจิตซ่ึงมีช่องเดียวเท่านั้น เมื่อเรามีสติจ้องมองดูอยู่ตลอดเวลาไม่
ประมาทแล้ว ก็จะจับเหยี้ คอื จติ และความคิดปรงุ ต่างๆ ของจิตได้
จติ จะปรงุ ออกในทางดที างชว่ั อดตี อนาคต ปรงุ ไปรกั ปรงุ ไปชงั เกลยี ด โกรธ
กบั อะไร กจ็ ะทราบไดท้ กุ ระยะๆ เพราะความมสี ตกิ ำ� กบั รกั ษาอยกู่ บั ความรคู้ อื ใจ ใหท้ ำ�
อยา่ งนอ้ี ยตู่ ลอดไปจนกวา่ จะมกี ารเปลย่ี นแปลงโดยทางอารมณ์ และวธิ ดี ดั แปลงแกไ้ ข
151
พระเถระพยายามท�ำตามอุบายท่ีเณรสอนทุกประการ ไม่มีมานะความถือตัว
พระเถระองคน์ นั้ เมอื่ ไดฟ้ งั และปฏบิ ตั ติ ามสามเณร กไ็ ดส้ ตแิ ละไดอ้ บุ ายขน้ึ มาโดยลำ� ดบั
จนมหี ลกั ใจ เณรเห็นวา่ สมควรท่จี ะพาไปเฝา้ พระพทุ ธเจ้าได้แลว้ กพ็ าพระเถระน่ไี ป
เณรเปน็ อาจารย์ พระมหาเถระเปน็ ลูกศษิ ย์
เมอื่ ไปถงึ สำ� นกั พระศาสดา พระองคต์ รสั ถามวา่ “เปน็ อยา่ งไรเณร ลกู ศษิ ยเ์ ธอนะ่ ?”
เณรกราบทลู “ดมี ากพระเจา้ คะ่ ทา่ นไมม่ ที ฐิ มิ านะใดๆ ทงั้ สนิ้ และตงั้ ใจปฏบิ ตั ดิ ี นา่ เคารพ
เลอื่ มใสมาก แมจ้ ะเปน็ ผเู้ รยี นมากและเปน็ ขนาดมหาเถระกต็ าม แตก่ ริ ยิ าอาการทท่ี า่ น
แสดงเปน็ ความสนใจ เปน็ ความออ่ นนอ้ มถอ่ มตน เปน็ ความสนใจทจ่ี ะรเู้ หน็ ความจรงิ
ทงั้ หลายตลอดมา” นน่ั ! ฟงั ซเิ ปน็ ยงั ไง นกั ปราชญส์ นทนากนั และปฏบิ ตั ติ อ่ กนั ระหวา่ ง
พระมหาเถระกบั สามเณรผูเ้ ปน็ อาจารย์ ซงึ่ หาฟังไดย้ าก
หลงั จากนนั้ พระพทุ ธเจา้ กท็ รงสอนพระมหาเถระวา่ “ปญั ญา เว ชายเต ภรู ”ิ ปญั ญา
ซึ่งมีความหนกั แน่นมน่ั คงเหมือนแผ่นดนิ ยอ่ มเกิดขน้ึ แก่ผใู้ คร่ครวญเสมอ! ฉะนั้น
จงพยายามท�ำปัญญาให้ม่ันคงเหมือนแผ่นดิน และสามารถจะแทงทะลุอะไรๆ ได้
ใหเ้ กดิ ขน้ึ ดว้ ยการพจิ ารณาอยเู่ สมอ ไมม่ อี ะไรจะแหลมคมยง่ิ กวา่ ปญั ญา ปญั ญานแี้ ล
เปน็ เครอื่ งตดั กเิ ลสทง้ั มวล ไมม่ อี ะไรจะเหนอื ปญั ญาไปได้ พระองคท์ รงสอน “วปิ สั สนา”
ในขณะนนั้ โดยสอนใหแ้ ยกธาตแุ ยกขนั ธ์ อายตนะ สว่ นตา่ งๆ ออกเปน็ ชนิ้ เปน็ อนั อนั นี้
เปน็ อยา่ งนี้ อนั นน้ั เปน็ อยา่ งนน้ั ใหพ้ ระมหาเถระเขา้ ใจเปน็ ลำ� ดบั ๆ โดยทาง “วปิ สั สนา”
จากนน้ั กแ็ สดงเร่อื งรปู เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ แตล่ ะอยา่ งๆ อนั เปน็ อาการ
ของจิต สรปุ ธรรมทท่ี รงแสดงแก่พระโปฐลิ ะกค็ อื อรยิ สจั สี่ ปรากฏวา่ ท่านได้บรรลุ
อรหตั ผลในวาระสดุ ท้ายแห่งการประทานธรรม
จะอธบิ ายขนั ธห์ า้ ตอ่ สว่ นมากจติ ไปหลงอาการเหลา่ น้ี จงึ ไมท่ ราบวา่ ตวั ของตวั อยู่
ทไ่ี หน ไปองิ อยกู่ บั อาการคอื รปู วา่ รปู เปน็ ตนบา้ ง วา่ เวทนาเปน็ ตนบา้ ง สญั ญาเปน็ ตนบา้ ง
สงั ขาร วญิ ญาณ เปน็ ตนบ้าง เลยหาตนไม่ได้ อะไรๆ ก็วา่ “ตน” เสยี ส้ิน เวลาจะจับ
“ตน” เพอ่ื เอาตวั จรงิ เลยหาตวั จรงิ ไมไ่ ด!้ ทงั้ นกี้ เ็ พราะจติ หลงไปควา้ ไปยดึ เอาสง่ิ ไมใ่ ชต่ น
มาเป็นตนเปน็ ตวั นน่ั แล ซ่งึ เป็นเพียงอาการหนงึ่ ๆ ทีอ่ าศยั กนั อยู่ช่ัวระยะกาลเทา่ นน้ั
จงึ ทำ� ใหจ้ ติ เสยี เวลาเพราะความเกดิ ตายๆ อยู่เปลา่ ๆ แต่ละภพละชาต!ิ
152
นอกจากเสียเวลาเพราะความหลงกับสิ่งเหล่าน้ีแล้ว ยังได้รับความทุกข์ความ
บอบชำ้� ทง้ั ทางกายและทางจติ ใจอกี ดว้ ย เพราะฉะนน้ั จงใชป้ ญั ญาพจิ ารณาใหเ้ หน็ ตาม
ความจรงิ ของมนั เสยี แตบ่ ดั นซี้ งึ่ เปน็ กาลอนั ควรอยู่ ตายแลว้ หมดวสิ ยั จะรคู้ วามจรงิ ได้
พระพทุ ธเจา้ ประทานพระโอวาทไวอ้ ยา่ งชดั เจนแลว้ ไมน่ า่ สงสยั วา่ จะมอี ะไรดกี วา่
ความพน้ จากทกุ ข์ อนั มีการเกิดตายเปน็ ต้นเหตุ เอา้ ! พิจารณาลงไป!
“รปู ” มอี ะไรบา้ งทเี่ รยี กวา่ “รปู ?” มนั ผสมกบั อะไรบา้ ง? คำ� วา่ “รปู ” นมี้ กี อี่ าการ?
อาการหนงึ่ ๆ คอื อะไร? ทรี่ วมกนั อยู่ สภาพความเปน็ อยขู่ องมนั เปน็ อยา่ งไร? เปน็ อยู่
ดว้ ยความบำ� บดั รกั ษา เปน็ อยดู่ ว้ ยความปฏกิ ลู โสโครก เหมอื นกบั ปา่ ชา้ ผดี บิ ซง่ึ เตม็ อยู่
ภายในรา่ งกายนี้ แตใ่ จเรากย็ งั ดอ้ื ดา้ นอาจหาญถอื วา่ รปู นเ้ี ปน็ เราเปน็ ของเรา ไมท่ ราบวา่
สง่ิ นีเ้ ปน็ ของสกปรกโสมม เปน็ กอง อนจิ จงั ทุกขงั อนัตตา เปน็ ป่าช้าผดี ิบบา้ งเลย
ตา่ งคนตา่ งมปี า่ ชา้ เตม็ ตวั ทำ� ไมมวั เพลดิ เพลนิ มวั เสกสรรปน้ั ยอ ชนดิ ไมร่ เู้ นอ้ื รตู้ วั วา่
เปน็ ปา่ ชา้ ผดี ิบกันบา้ งเลย เวลา “เขา” แตกดับไป “เรา” จะเอาสาระอะไรเป็นเครอื่ ง
อบอุ่นใจ ถ้าปัญญาไมถ่ ากถางให้เหน็ ความจริงไว้กอ่ นแต่บดั นี้
ในหลักธรรมชาติของมนั ก็คอื ธาตุ สมมตุ ิเพิม่ เขา้ มากค็ ือสกลกาย เตม็ ไปด้วย
“ปพุ โพ โลหติ ” นำ�้ เหลอื ง นำ้� เลอื ด แสดงความปฏกิ ลู โสโครก และความทกุ ขใ์ หร้ ใู้ หเ้ หน็
อยตู่ ลอดเวลานบั แตว่ นั เกดิ มา ไมเ่ คยขาดวรรคขาดตอนเลย มอี นั ใดสง่ิ ใดทจี่ ะควรยดึ
ว่าเป็น “เรา” เปน็ “ของเรา” ด้วยความสนิทใจ? ไม่มเี ลย!
จงึ ควรพจิ ารณาดตู ามหลกั ความจรงิ นี้ ทง้ั ความเปน็ อยู่ ทง้ั ความสลายทำ� ลายลงไป
มันลงไปเปน็ อย่างนั้น คอื ลงไปเปน็ ธาตุดนิ ธาตนุ ้ำ� ธาตลุ ม ธาตุไฟ
สว่ น “เวทนา” กพ็ จิ ารณาแยกแยะใหเ้ หน็ ความสขุ กด็ ี ความทกุ ขก์ ด็ ี ความเฉยๆ
ก็ดี มนั เกดิ ข้นึ ได้ทงั้ ทางกายและทางใจ สกั แต่ว่าอาการอันหน่ึงๆ เกดิ ข้นึ และดับไป
เท่าน้ัน รู้อยู่เห็นอยู่ประจักษ์ตาประจักษ์ใจ ทุกข์ปรากฏขึ้นมาก็เป็นเพียงความจริง
อนั หนง่ึ ของมนั ตวั มนั เองกไ็ มท่ ราบความหมายของมนั การทเี่ ราไปใหค้ วามหมายมนั นนั้
กเ็ ทา่ กบั ผกู มดั ตนเอง เทา่ กบั เอาไฟมาเผาลนตนเอง เพราะความลมุ่ หลงนเี้ องจงึ ไปหมาย
153
“เขา” ในทางทผ่ี ดิ โดยทถี่ อื เอาวา่ เปน็ “เรา” ทกุ ขก์ เ็ ปน็ เรา เปน็ ไฟทงั้ กองยงั ถอื วา่ เปน็ เรา
อะไรๆ กเ็ ปน็ เราๆ หมดท้ังทหี่ าตัวเราไมเ่ จอ ไปเจอแตค่ วามทุกข์ตลอดเวลาที่ส�ำคัญ
มน่ั หมาย
สัญญา ก็คือความจำ� จ�ำแลว้ หายไปๆ เมอื่ ตอ้ งการกจ็ �ำขน้ึ มาใหม่ มีความเกิด
ความดบั ๆ ประจำ� ตัวของเขา ทง้ั เวทนา ทั้งสัญญา ทงั้ สงั ขาร ทง้ั วิญญาณ มีลักษณะ
เชน่ เดยี วกนั ถา้ พจิ ารณาสงิ่ หนง่ึ ใหเ้ ขา้ ใจแจม่ แจง้ หรอื ประจกั ษด์ ว้ ยปญั ญาแลว้ อาการ
ทั้งหา้ นีก้ ็เหมอื นกันหมด ความเข้าใจหากกระจายทว่ั ถึงกนั ไปเอง
เมือ่ สรปุ ความแลว้ กองธาตุกองขันธ์เหลา่ นไี้ ม่ใชเ่ รา ไมใ่ ชข่ องเราทัง้ น้นั เป็น
ความจริงของเขาแตล่ ะอยา่ งๆ ทั้งรูปธรรมและนามธรรมกเ็ ป็นสาเหตุมาจากจติ แต่
เพราะ “ใจ” เปน็ ใหญ่ ใจเปน็ ประธาน จงึ สดุ ทา้ ยกใ็ จเปน็ “บอ๋ ยเขา” เพราะรบั ใชด้ ว้ ย
ความลุ่มหลง ตวั เองยงั ยนื ยนั ว่า “เขา” เปน็ “เรา” “เปน็ ของเรา” กเ็ ท่ากับถือ “เขา”
เปน็ นายเรานน่ั เอง ฟงั ซฟิ งั ใหถ้ งึ ใจ จะไดถ้ งึ ตวั กเิ ลสเสยี บา้ งและทำ� ลายมนั ลงไดด้ ว้ ย
สตปิ ญั ญา
ธรรมของนกั ปราชญท์ า่ นสอนพวกเรา ยงั จะพากนั มามวั เมาไปหาความวเิ ศษวโิ ส
จากธาตขุ นั ธ์ ซงึ่ เหมอื นปา่ ชา้ อะไรกนั อกี ! นอกเหนอื จากความรยู้ ง่ิ เหน็ จรงิ ในสง่ิ เหลา่ น้ี
เท่าน้ัน พวกเราพากันหลงตามความเสกสรรธาตุขันธ์ว่าเป็นเราเป็นของเรามาก่ีกัป
กี่กัลป์แลว้ ส่วนผลเปน็ อยา่ งไร? เราภาคภูมิใจกับค�ำวา่ “เรา” “ของเรา” เหมือนเรามี
อ�ำนาจวาสนาเหนือสิ่งเหล่านีแ้ ละเป็นผู้ปกครองสิง่ เหลา่ น้ี
ความจรงิ เราเปน็ “คนรบั ใช้” สิ่งเหลา่ นี้ ลุม่ หลงก็คือเรา ได้รบั ความทกุ ขค์ วาม
ลำ� บาก ไดร้ บั ความกระทบกระเทอื นและแบกหามสงิ่ เหลา่ นดี้ ว้ ยความลมุ่ หลง กค็ อื เรา
ผลสุดท้ายเราเป็นคนแย่และแย่กว่าอะไรบรรดามีในโลกเดียวกัน สิ่งท้ังหลายไม่ใช่
ผ้หู ลงผู้ยึดถอื ไม่ใช่ผู้แบกหาม ไมใ่ ชผ่ ้รู บั ความทุกข์ทรมาน ผูร้ บั ภาระทั้งปวงจาก
สง่ิ เหล่าน้ี คอื เราคนเดยี วตา่ งหากน่ี
154
เพราะฉะน้ันจึงควรแยกส่ิงเหล่านี้ออกให้เห็นตามความจริงของมัน จิตจะได้
ถอนตนออกมาอยู่ตามหลักธรรมชาติไม่มีเครื่องจองจ�ำ การพิจารณาน้ันเมื่อถึง
ความจรงิ แลว้ กต็ า่ งอนั ตา่ งจรงิ ไมก่ ระทบกระเทอื นกนั และปลดเปลอ้ื งภาระทงั้ หลาย
จากความยดึ ถือคอื อุปาทานเสยี ได้ ใจเป็นอสิ รเสรแี ละเรืองฤทธ์เิ รืองเดชตลอดกาล
ระหวา่ งใจกบั ขนั ธก์ ท็ ราบกนั ตามความจรงิ และไมย่ ดึ ไมถ่ อื กนั การพะวกั พะวน
กนั เรอ่ื งขนั ธเ์ พราะอำ� นาจแหง่ อปุ าทานนไ้ี มม่ ี เวลายงั ครองขนั ธอ์ ยกู่ อ็ ยดู่ ว้ ยกนั ราวกบั
มติ รสหาย ไมห่ าเรอื่ งรา้ ยปา้ ยสกี นั ดงั ทเ่ี คยเปน็ มา ฉะนน้ั จงึ อยากใหเ้ ราชาวปฏบิ ตั ธิ รรม
พจิ ารณาเขา้ ไปถงึ ตวั จติ นนั้ แล “เหย้ี จรงิ ๆ คอื ตวั จติ ” เหยี้ นน้ั มนั ออกชอ่ งนถี้ งึ ไดพ้ จิ ารณา
ช่องนี้ จนกระทั่งเข้าไปหาตวั มัน คอื จิต
“จิต” คืออะไร? คือรังแหง่ “วัฏจกั ร” เพราะกเิ ลสอาสวะส่วนละเอียดสดุ ฝงั จม
อยู่ภายในจิต ต้องใช้ปญั ญาพจิ ารณาแยกแยะ ก�ำหนดเอาจิตนนั้ เปน็ เปา้ หมายแห่ง
การพจิ ารณา เชน่ เดยี วกบั อาการตา่ งๆ ทเ่ี ราไดพ้ จิ ารณาลงไปเปน็ ลำ� ดบั ๆ ดว้ ยปญั ญา
มาแลว้
เมื่อถือจิตเป็นเป้าหมายแห่งการพิจารณาด้วยความไม่สงวนส่ิงใดไว้ท้ังสิ้น
ต้องการทราบความจริงจากจิตท่ีเป็นแหล่งสร้างปัญหาท้ังมวลน้ีโดยตลอดทั่วถึง
การพจิ ารณาไมห่ ยดุ ยง้ั กจ็ ะทราบดว้ ยปญั ญาวา่ ในจติ นน้ั มอี ะไรฝงั จมอยอู่ ยา่ งลกึ ลบั
สลบั ซบั ซอ้ นอยูด่ ว้ ยกลมารยาของกิเลสท้งั ปวง
จงก�ำหนดเขา้ ไป พจิ ารณาเขา้ ไป จติ ถา้ พดู ตามหลักการพิจารณาแลว้ จติ ก็เปน็
ตวั อนจิ จงั เปน็ ตวั ทกุ ขงั เปน็ ตวั อนตั ตา เพราะยงั มสี มมตุ แิ ทรกอยู่ จงึ ตอ้ งเปน็ ลกั ษณะ
สาม คอื “ไตรลักษณ์” ได้ จงฟาดฟนั หัน่ แหลกลงไปที่ตรงนัน้ โดยไม่ตอ้ งยดึ มน่ั
ถอื มน่ั วา่ จติ นเี้ ปน็ เรา จติ นเ้ี ปน็ ของเรา ไมเ่ พยี งแตไ่ มย่ ดึ มน่ั ถอื มน่ั ในรปู เวทนา สญั ญา
สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นเราเป็นของเราเท่านั้น ยังก�ำหนดให้เห็นชัดเจนในตัวจิต
อกี วา่ ควรจะถอื เปน็ เราเปน็ ของเราหรอื ไม่ เพราะเหตไุ ร! เอา้ กำ� หนดลงไปพจิ ารณาลงไป
แยกแยะให้เหน็ ชัดตามความเปน็ จริง
155
สง่ิ ทเ่ี ปน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ภายในจติ นจี้ ะกระจายออกหมดไมม่ อี ะไรเหลอื เลย
เมือ่ ธรรมชาตนิ ีไ้ ดก้ ระจายหายไปไมม่ อี ะไรเหลือแลว้ อนจิ จัง ทุกขงั อนตั ตา ท่ีมอี ยู่
ภายในจิตก็หายไปพรอ้ มกัน เปน็ จิตทสี่ นิ้ สมมุตโิ ดยประการท้งั ปวงแลว้ !
การใชค้ ำ� วา่ “จติ ” เราจะเรยี ก “จติ ” กไ็ ด้ ไมเ่ รยี กกไ็ ด้ เพราะนอกโลกนอกสมมตุ ิ
ไปแลว้ เม่ือจติ แยกตวั ออกจากสมมุตแิ ล้ว คำ� วา่ “อนิจจัง ทุกขงั อนตั ตา” จงึ ไมม่ ี
ในจิตอีกตอ่ ไปตลอดอนนั ตกาล
เมอื่ ทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ งสลายตวั ไปแลว้ แตค่ วามรนู้ น้ั กลบั บรสิ ทุ ธข์ิ น้ึ มา ไมส่ ลายหรอื
ไมฉ่ บิ หายไปกบั สง่ิ ทงั้ หลาย นเ่ี รยี กวา่ “จบั ตวั เหย้ี ไดแ้ ลว้ !” เหย้ี ใหญค่ อื จติ นเ้ี อง! ทเ่ี ณร
สงั่ สอนพระโปฐลิ ะนะ่ ! จงจบั ตวั นใี้ หไ้ ดจ้ ะเปน็ ผสู้ นิ้ จากทกุ ข์ พระโปฐลิ ะกไ็ ดห้ ลดุ พน้ จาก
กิเลสอาสวะในขณะที่พระพุทธเจ้าประทานพระโอวาทจบลง เพราะเข้าถึงจุดน้ีคือ
เหย้ี ใหญต่ วั นี้ และทำ� ลายเหย้ี ใหญต่ วั นไี้ ดด้ ว้ ยปญั ญา ทท่ี า่ นวา่ “ปญั ญา เว ชายเต ภรู ”ิ
ทำ� ปญั ญาใหเ้ ปน็ เหมอื นแผน่ ดนิ มนั่ คงตอ่ ความจรงิ ทงั้ หลาย พจิ ารณาใหเ้ ขา้ ถงึ ความจรงิ
ใหร้ คู้ วามจรงิ สมกบั ปญั ญาคอื ความจรงิ อนั ฉลาดแหลมคมมากในองค์ “มรรคแปด”
ทที่ า่ นสอนใหห้ ยงั่ เขา้ ถงึ จดุ สดุ ยอดแหง่ กเิ ลสทง้ั หลายคอื อะไร? กค็ อื จติ ทเ่ี ตม็ ไป
ดว้ ย “อวชิ ชา” นน่ั แล เมอื่ พจิ ารณาธรรมชาตนิ ใี้ หแ้ ตกกระจายออกไปแลว้ จติ กบ็ รสิ ทุ ธ์ิ
เมอื่ จติ บรสิ ทุ ธข์ิ นึ้ แลว้ คำ� วา่ “เหย้ี ” จะเรยี กวา่ “ถกู จบั ไดแ้ ละทำ� ลายได”้ กถ็ กู “ถงึ ตวั จรงิ
ของธรรม” ก็ถูก และหมดปัญหา!
น่แี หละการพิจารณาธรรม พระพทุ ธเจ้าของพวกเราชาวพุทธท่านสอนอย่างนี้
ส่วนพวกเราชาวพุทธพากันงวั เงียตนื่ หรือยงั ? หรอื ยังหลับสนิทพากันฝนั เพลนิ
วาดวิมานเพ่อื ราคะตัณหาอยู่ร่ำ� ไป?
วนั นพี้ ดู เรอ่ื ง “ปรยิ ตั ิ ปฏบิ ตั ิ ปฏเิ วธ” ในครงั้ พทุ ธกาลกม็ มี าอยา่ งนน้ั เหมอื นกนั
แต่ท่านมีความหนักแน่นในการประพฤติปฏิบัติมากกว่าอย่างอ่ืน ไม่เหมือนสมัย
ปจั จบุ นั นซี้ ง่ึ มแี ตก่ ารเรยี นมากๆ ไมส่ นใจในการประพฤตปิ ฏบิ ตั กิ นั บา้ งเลย ความจำ�
156
อรรถจำ� ธรรมไดม้ นั กไ็ มผ่ ดิ อะไรกบั นกขนุ ทองทว่ี า่ “แกว้ เจา้ ขาๆ” แตเ่ วลาเอาแกว้ มาให้
นกขนุ ทองดจู รงิ ๆ แลว้ มนั กไ็ มท่ ราบเลยวา่ นนั่ คอื อะไร นอกจากเปน็ ผลไม้ นกขนุ ทอง
จะทราบและทราบดกี วา่ คน แตแ่ กว้ นกขนุ ทองไมส่ นใจทราบ!
ธรรมเปรยี บเหมอื นแกว้ ดวงประเสรฐิ อยา่ พากนั จำ� แตช่ อื่ จะเปน็ นกขนุ ทองไป
จงค้นดูแก้ว คือธรรมภายในใจให้รู้ เม่อื รแู้ ลว้ ช่อื ของธรรมก็เจอกันทีน่ ัน่ เอง
คำ� วา่ “ธรรม” คอื อะไร? ถา้ ไมส่ นใจกบั การประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามหลกั ธรรมทไ่ี ด้
รำ�่ เรยี นมา กเ็ ทา่ กบั วา่ “แกว้ คอื อะไร” นนั้ เอง “ธรรมคอื อะไรกไ็ มท่ ราบ “สมาธ”ิ คอื อะไร
ใจไมเ่ คยสมั ผัส เพราะไมเ่ คยนง่ั สมาธิ “ปญั ญา” คืออะไร? ก็ไม่ได้สัมผสั อีก เพราะ
ไมไ่ ดเ้ จรญิ ปญั ญาทางดา้ นการปฏบิ ตั ิ “วมิ ตุ ต”ิ คอื อะไร? ไมท่ ราบ เพราะจติ ไมเ่ คยหลดุ
พน้ นอกจากจะสั่งสมกิเลสให้เต็มหวั ใจจนแบกไมไ่ หว นั่งอยกู่ ค็ ราง นอนอยกู่ ค็ ราง
ไปไหนกบ็ น่ เปน็ ทกุ ขย์ งุ่ ไปตลอดกาลสถานที่ ทง้ั ๆ ทเี่ ขา้ ใจวา่ ตนฉลาดเรยี นรมู้ าก แตก่ ็
บน่ ว่า “ทกุ ข์ๆ” ไม่ไดว้ ายแตล่ ะวัน
เพราะฉะนน้ั เพอื่ ทราบธรรมชาตคิ วามจรงิ นแ้ี ละหายบน่ จงึ ตอ้ งเรยี นและปฏบิ ตั ิ
ใหเ้ ขา้ ถงึ ความจรงิ ใหส้ มั ผสั สมาธถิ งึ ความสงบเยน็ ใจดว้ ยการปฏบิ ตั ิ ใหส้ มั ผสั ปญั ญา
คอื ความฉลาดแหลมคมดว้ ยการปฏบิ ตั ภิ าวนา ใหส้ มั ผสั “วมิ ตุ ต”ิ ความหลดุ พน้ จาก
กิเลสท้ังมวลดว้ ยการปฏิบตั ภิ าวนา
การสมั ผสั สมาธิ ปญั ญา วมิ ตุ ติ ดว้ ยการปฏบิ ตั ขิ องตวั และธรรมเหลา่ นเ้ี ปน็ สมบตั ิ
ของตวั แทแ้ ลว้ ยอ่ มหายสงสยั ไมถ่ ามใคร แมพ้ ระพทุ ธเจา้ ประทบั อยตู่ รงหนา้ เรานกี้ ต็ าม
จะไม่ทูลถามพระพุทธเจ้าให้ทรงร�ำคาญและเสียเวล่�ำเวลาเลย เพราะเป็นการแสดง
ความโงอ่ อกมาทง้ั ๆ ทตี่ นรแู้ ลว้ ใครจะแสดงออกมาละ่ กร็ แู้ ลว้ ถามทำ� ไม นน่ั ! เพราะ
ความจรงิ เหมอื นกนั และเสมอกนั กหี่ มนื่ กแ่ี สนองค์ กพี่ นั กห่ี มนื่ คน ทไ่ี ดส้ มั ผสั วมิ ตุ ตธิ รรม
ด้วยใจตัวเองแล้ว ไม่มีแม้รายหนึ่งจะทูลถามพระพุทธเจ้าให้ทรงล�ำบากร�ำคาญเลย
เพราะคำ� วา่ “สันทิฏฐิโก” ผู้ปฏิบตั จิ ะพึงร้เู องเห็นเองน้ัน พระพุทธเจ้าไมท่ รงผูกขาด
แตม่ ไี วส้ ำ� หรบั ผปู้ ฏบิ ตั โิ ดยทว่ั กนั ตง้ั แตค่ รงั้ นนั้ มาจนกระทงั่ บดั น้ี ตามหลกั ธรรมทท่ี า่ น
157
ทรงสอนไวไ้ มม่ เี ปลยี่ นแปลงแตอ่ ยา่ งใด ตง้ั แตค่ รง้ั พทุ ธกาลมาจนถงึ บดั น้ี ธรรมเปน็
ธรรมชาตทิ ค่ี งเสน้ คงวาเสมอมา ถา้ ผปู้ ฏบิ ตั ใิ หเ้ ปน็ ไปตามหลกั ธรรมนน้ั เรอื่ งมรรคผล
นพิ พานไมต่ อ้ งไปถามใคร ผปู้ ฏบิ ตั จิ ะพงึ ขดุ คน้ ขนึ้ มาชมอยา่ งเตม็ ใจไดด้ ว้ ยการปฏบิ ตั ิ
โดยทางศีล สมาธิ ปญั ญา ทีเ่ ปน็ “สวากขาตธรรม” ไมต่ ้องสงสยั และไมม่ สี งิ่ อืน่ ใด
ทจี่ ะมอี ำ� นาจมาปดิ กน้ั มรรคผลนพิ พานใหส้ น้ิ เขตสนิ้ สมยั ได้ และไมม่ สี งิ่ ใดทจี่ ะขดุ คน้
มรรคผลนพิ พานขน้ึ มาใหร้ เู้ หน็ ได้ นอกจากการประพฤตปิ ฏบิ ตั ดิ ว้ ยศลี สมาธิ ปญั ญา
น้เี ท่านนั้
เพราะฉะนน้ั หลกั มรรคแปด มสี มั มาทฏิ ฐิ เปน็ ตน้ มสี มั มาสมาธเิ ปน็ ทส่ี ดุ ทท่ี า่ น
เรยี กวา่ “มชั ฌมิ า” จงึ เปน็ ธรรมคงเสน้ คงวาตอ่ ทางมรรคทางผลอยา่ งสมบรู ณ์ และเปน็
ธรรมสมำ่� เสมอ เปน็ ธรรมศนู ยก์ ลางในการแกก้ เิ ลสอาสวะทกุ ประเภทตลอดมาตง้ั แตโ่ นน้
จนบัดนแี้ ละตลอดไปไม่มีทางส้นิ สุด ตอ้ งเปน็ “มชั ฌมิ าปฏิปทา” แกผ่ ู้ปฏิบตั ิถูกต้อง
ตามนัน้ ตลอดกาลสถานที่
ผลทพี่ งึ ไดร้ บั จากการปฏบิ ตั จิ ะไมต่ อ้ งไปถามใคร ขอใหด้ ำ� เนนิ ไปตามหลกั ธรรมนี้
ใหถ้ กู ตอ้ งเทา่ นนั้ จะเหมาะสมอยา่ งยง่ิ ตอ่ มรรคผลนพิ พาน อนั เปน็ สมบตั ลิ น้ คา่ ของตนๆ
แตผ่ เู้ ดยี ว ไมม่ ีใครเขา้ ยุ่งได้
ท่ีว่า “มรรคผลนิพพานสิ้นเขตสิ้นสมัยไปแล้ว” นั้น ก็คือคนท่ีไม่เคยปฏิบัติ
คนไม่เคยสนใจกบั ธรรมเลย แตอ่ ุตริตั้งตนเป็นศาสดาเหนอื พระพทุ ธเจ้า พระธรรม
พระสงฆ์ คอยใหค้ ะแนนตดั คะแนนพระรตั นตรยั และชาวพทุ ธทงั้ หลาย เขาคนนน้ั คอื
“ตวั แทนเทวทตั ” จะไปรู้เรือ่ งมรรคผลนพิ พานสิ้นเขตสน้ิ สมยั ได้อย่างไร ไมม่ ีอะไร
มาคยุ อวด มอี ยา่ งไรกพ็ ดู ไปอยา่ งนนั้ ตามประสาของคนทมี่ นี สิ ยั ตา่ งกนั เพอื่ คนอน่ื แม้
ไม่เช่ือแตส่ นใจฟงั บ้างชว่ั ขณะก็ยังดี
พระพทุ ธเจา้ สตั วโ์ ลกรแู้ ละกราบไหวก้ นั ทงั้ นนั้ แตส่ ตั วแ์ ปลกประหลาดไมม่ ตี น
มตี วั ปรากฏแตค่ ำ� อวดฉลาด ไมม่ ใี ครนบั ถอื และกราบไหวก้ พ็ ดู อยา่ งนน้ั เอง ผลของ
การพูดก็ทำ� ให้คนอน่ื พลอยโง่ไปดว้ ย ถา้ ผู้ตอ้ งการจะโงอ่ ยูแ่ ลว้ กโ็ งไ่ ด้จริงๆ เพราะ
158
คำ� พดู คำ� นเ้ี ปน็ คำ� พดู ทท่ี ำ� คนใหโ้ ง่ ไมใ่ ชเ่ ปน็ คำ� พดู ใหค้ นฉลาด ถา้ ผปู้ ฏบิ ตั มิ เี หตมุ ผี ล
ถอดแบบ “พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ” แล้วจะไมส่ นใจกบั ค�ำนเี้ ลย แต่สนใจกบั หลกั ธรรม
ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้แล้วปฏิบัติตามน้ัน น่ันแลเป็นส่ิงที่เหมาะสมหรือถูกต้อง
ท่สี ดุ เราทั้งหลายไดร้ บั พระโอวาทคือศาสนธรรมจากพระพุทธเจา้ มาโดยถูกตอ้ งแลว้
จึงพากันน�ำไปประพฤติปฏิบัติก�ำจัดสิ่งที่เป็นภัยแก่ตน ผลท่ีจะพึงได้รับจะเป็นที่พึง
พอใจ เพราะเราจะเป็นผูร้ ับ จะเป็นผ้คู รอง จะเป็นเจ้าของสมบัตทิ ่ีตนปฏิบัตไิ ด้โดย
ท่วั กัน ตามหลกั ธรรมวา่ “ผูท้ �ำดีย่อมได้ดี ผ้ทู ำ� ชั่วยอ่ มไดช้ วั่ ผ้ทู �ำตนถงึ ขั้นบรสิ ุทธิ์
ยอ่ มพน้ จากทุกข์ท้ังมวล”
จงจำ� ใหถ้ งึ ใจ ปฏบิ ตั ใิ หถ้ งึ ธรรม ผลพงึ ใจทง้ั มวลคอื เราเปน็ ผเู้ สวย ไมม่ ใี ครแยง่ ชงิ
ได้ตลอดไป จงึ ขอยตุ เิ พียงน้ี
159
ภาค ๒
“เรา กบั ธรรม”
161
ศาสนาทาํ ให้คนตา่ งกบั สตั ว์
วนั นที้ า่ นทง้ั หลายไดม้ าเยย่ี มวดั ปา่ บา้ นตาด เปน็ โอกาสทเี่ หมาะสมทไี่ ดม้ าเยย่ี ม
ผ้ปู ่วย คอื คุณเพาดว้ ย คุณเพากไ็ ด้รักษาตัวที่โรงพยาบาล และได้รกั ษามาเตม็ ก�ำลัง
ความสามารถ จากนนั้ ก็ไดม้ ารักษาทนี่ ี่ ฟงั เสยี งตอนน้กี ็เหมือนว่า วดั ป่าบ้านตาดนี้
เปน็ เรอื นพยาบาล แตห่ มายถงึ ธรรมโอสถ คณุ เพามาเพอื่ อบรมจติ ใจ ทเ่ี รยี กวา่ “ภาวนา”
ฟงั คำ� อบรมของพระทา่ นแสดง เพอื่ รกั ษาจติ ใจอยเู่ ปน็ ประจำ� ในอริ ยิ าบถทงั้ สี่ สว่ นยา
กร็ บั ประทานไป จิตก็ทานธรรมโอสถคือการฟังธรรมและการภาวนาไปอกี เหมือนกนั
การไดย้ นิ ไดฟ้ งั จากครอู าจารยท์ า่ นสอนอยเู่ สมอ และการอบรมตนโดยทางจติ ภาวนา
นเี้ รยี กว่า “รกั ษาจติ ดว้ ยธรรม”
โดยทวั่ ไป กายนม้ี กี ารรกั ษากนั แตจ่ ติ ใจไมค่ อ่ ยมกี ารรกั ษา เพราะฉะนนั้ แมส้ ว่ น
รา่ งกายพอมคี วามสขุ อยบู่ า้ ง แตค่ วามสขุ ทางดา้ นจติ ใจมกั ไมค่ อ่ ยมกี นั สว่ นใหญ่ คอื
ใจไม่ค่อยมีความสขุ แตส่ ่วนย่อยคอื กายมคี วามสุข ร่างกายจัดเปน็ ส่วนย่อยของใจ
ใจเปน็ สว่ นใหญใ่ นตวั บคุ คลแตล่ ะคน แตแ่ ทนทจี่ ะบำ� บดั รกั ษาจติ ใจ ซงึ่ เปน็ สว่ นใหญ่
อันเปน็ รากฐานส�ำคญั ของสว่ นร่างกาย แต่ไม่คอ่ ยจะมกี ารเหลยี วแลกนั หากจติ ใจนี้
เป็นสิ่งที่ไม่เหนียวแน่นม่ันคงกว่าร่างกายแล้ว ต้องพังทลายแหลกเหลวไปนานแล้ว
ไม่สามารถท่ีจะครองร่างกายมาได้ถึงขนาดนี้เลย ท้ังนี้ก็เพราะจิตมีความแน่นหนา
มนั่ คงและทนทานอยมู่ ากในการกระทบกระเทอื นกบั สง่ิ ตา่ งๆ ทเ่ี ขา้ ไปสมั ผสั กบั จติ อยู่
ตลอดเวลา ไม่วา่ จะมาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ท่สี ืบเนอื่ งมาจาก รูป
163
เสยี ง กลนิ่ รส สมั ผสั ซงึ่ ตอ้ งไหลลงรวมในจติ ใจ เชน่ เดยี วกบั นำ�้ สายตา่ งๆ ไหลลงรวม
ในมหาสมุทรทะเลนัน้ แล
สภาพอารมณ์สกปรกไหลลงสู่จติ ใจซง่ึ เป็นของส�ำคญั อยูท่ ุกเวลานาที จนกลาย
เปน็ ภาชนะสำ� หรับรบั ใส่ขยะไปเสยี จงึ หาความแปลกประหลาด ความอัศจรรย์ และ
หาความสขุ ความสบายไมไ่ ด้ ฉะนน้ั การทม่ี าอบรมศลี ธรรมทางดา้ นจติ ใจ จงึ เปน็ ความ
เหมาะสมอยา่ งยงิ่ กบั สว่ นใหญ่ คอื ใจทเี่ ปน็ สว่ นใหญข่ องรา่ งกาย หากวา่ ใจมเี หตมุ ผี ล
มีอรรถมีธรรมภายในตัวอยู่แล้ว เวลาระบายออกทางกายและวาจาก็ถูกต้องดีงาม
ไมค่ อ่ ยผดิ พลาด การกระทำ� อะไรไมค่ อ่ ยผดิ พลาด ใจกม็ คี วามสขุ กายกเ็ ปน็ ปกตสิ ขุ
หากจะเกดิ โรคภัยไข้เจบ็ ขน้ึ บา้ งก็ไม่เดอื ดร้อนวนุ่ วายกระเทอื นเข้าไปถงึ ใจ จนกลาย
เป็นโรคชนดิ หน่ึงข้ึนมา
การอบรมธรรมเขา้ สจู่ ติ ใจจงึ เปน็ ความจำ� เปน็ อยา่ งยงิ่ ทา่ นสอนเรอื่ งพระพทุ ธ-
ศาสนาวา่ “พทุ ธะ” กแ็ ปลวา่ “ผรู้ ”ู้ ไมม่ ใี ครทจี่ ะรยู้ งิ่ เหน็ จรงิ ประเสรฐิ ยง่ิ กวา่ พระพทุ ธเจา้
ทเ่ี ปน็ เจา้ ของศาสนา ตรสั ออกมาแตล่ ะประโยคแตล่ ะคำ� ลว้ นเปน็ สงิ่ ทชี่ อบโดยความจรงิ
ทง้ั นนั้ ไมม่ ผี ดิ พลาดคลาดเคลอ่ื นเหมอื นอยา่ งสามญั ชนทง้ั หลายพดู กนั เลย ธรรมดา
สามญั ชนอยา่ งเราทง้ั หลายพดู กนั นนั้ พดู กนั ไมค่ อ่ ยมเี หตผุ ล ไมม่ ขี อบเขตกวา้ งแคบ
ลกึ ตน้ื หยาบละเอยี ด วา่ กนั ไปแลว้ แตน่ ำ้� ลายจะพาฟงุ้ พาไป ฟงุ้ ไปไดห้ มด พดู วนั ยงั คำ่�
กไ็ ด้ ความสนใจทจี่ ะใครค่ รวญตามคำ� พดู คำ� จา ทง้ั ของเขา ของเรา เพอื่ จะเหน็ ประโยชน์
น�ำมาประพฤติปฏิบัติให้เป็นความสุขสบายท้ังทางร่างกายและจิตใจ ตลอดหน้าที่
การงานนน้ั ไมค่ อ่ ยมกี นั เพราะเหตวุ า่ คำ� พดู เหลา่ นนั้ ไมค่ อ่ ยเปน็ สาระเทา่ ทค่ี วรจะเปน็
และควรนำ� มาพจิ ารณาถือเอาประโยชนไ์ ด้
แตค่ ำ� พดู ของพระพทุ ธเจา้ นน้ั ออกมาจากความสตั ยค์ วามจรงิ คอื ออกมาจากใจ
ทบ่ี รสิ ทุ ธล์ิ ว้ นๆ ซงึ่ เปน็ ธรรมทง้ั แทง่ ภายในพระทยั เมอื่ แสดงออกเพอ่ื สตั วโ์ ลก กแ็ สดง
ออกมาดว้ ยพระเมตตาอยา่ งยง่ิ หรอื เมตตาอยา่ งถงึ ใจทง้ั สองฝา่ ย การสงั่ สอนสตั วโ์ ลก
ไม่ใช่เป็นเรื่องเลก็ น้อย เปน็ ประโยคหรือเปน็ ภาระอันหนกั มาก สำ� หรับศาสดาทเ่ี ป็น
“ครขู องโลกทง้ั สาม” ไมเ่ ปน็ เพยี งครขู องมนษุ ยเ์ ทา่ นนั้ ยงั เปน็ ครขู องเทวดา ดงั ทม่ี ใี น
164
หลกั ธรรมวา่ “สตั ถา เทวมนสุ สานงั พทุ โธ ภควา” นน่ั ! คอื เปน็ ทงั้ ครขู องเทวดา และ
มนุษย์ทั้งหลาย เท่ียวแจกเที่ยวแบ่งอรรถธรรมเพื่อให้เข้าถึงใจของประชาชน และ
สตั วท์ วั่ ไปใหไ้ ดร้ บั ความสขุ ความเจรญิ ทางใจ เหตไุ รจงึ ตอ้ งเทย่ี วแจกเทย่ี วแจง เทยี่ ว
แนะน�ำสั่งสอน? ก็เพราะสัตว์โลกยังโง่ ส่ิงที่ตาเห็นอยู่ก็ผิด สิ่งท่ีหูได้ยินอยู่ก็ผิด
อะไรๆ ท่ีมาสมั ผสั สัมพันธก์ ็คอยแต่จะคิดเปน็ เรอ่ื งผดิ ท้งั นั้น เน่อื งจากความโงเ่ ขลา
อยู่ภายในใจพาให้ผิด สงิ่ ท่เี ห็นอยูร่ ู้อยกู่ ผ็ ดิ ไปได้ ปฏิบตั ติ อ่ ส่งิ น้ันๆ ไมถ่ ูก
พระองค์ทรงเห็นเหตุเห็นผลของสัตว์โลกว่าเป็นผู้โง่เขลาอย่างนี้ จึงได้น�ำพระ
โอวาทที่ถูกตอ้ งดีงามมาส่งั สอน ทเี่ รยี กว่า “ศาสนา” ก็ศาสนานั้นทา่ นสอนเพอ่ื ใคร?
นอกจากเพอ่ื มนษุ ยเ์ ราเทา่ นนั้ พระองคเ์ องกเ็ ปน็ ผบู้ รสิ ทุ ธิ์ ถงึ วมิ ตุ ตนิ พิ พานแลว้ ตงั้ แต่
วันตรัสรู้ทีแรก ไม่มีความจ�ำเป็นอะไรที่จะมาเท่ียวแบ่งสันปันส่วนเอาจากบรรดา
สัตว์โลกท้ังหลายด้วยการอบรมส่ังสอน ไม่มี แม้กระนั้นภาระใครในโลกน้ีจะสู้กับ
ภาระของพระพทุ ธเจา้ ได้ เราทำ� งานแมแ้ ตเ่ พยี งเลก็ นอ้ ยกบ็ น่ กนั อบุ อบิ ๆ วนั ยงั คำ่� คนื
ยังรุง่ อย่ใู นสถานทใี่ ดมแี ตค่ นบ่นยงุ่ ไปตามๆ กัน
พระพทุ ธเจา้ ทรงทำ� ประโยชนใ์ หแ้ กโ่ ลกมากมาย ตง้ั ๓ โลกธาตุ ฟงั ซ!ิ แลว้ ทำ� ไม
พระองคไ์ มบ่ น่ เหมอื นพวกเราละ่ ภาระของพระองค์ ทงั้ กวา้ ง ทง้ั ใหญ่ ขนาด ๓ โลกธาตุ
มจี ำ� นวนมากเพยี งไรซง่ึ เกยี่ วขอ้ งกบั พระองคท์ จี่ ะทรงแนะนำ� สงั่ สอน แมใ้ นทสี่ ดุ ขณะท่ี
กำ� ลงั จะปรนิ พิ พาน กย็ งั ตอ้ งมสี ตั วโ์ ลกเขา้ ไปเกยี่ วขอ้ ง คอื “สภุ ทั ทปรพิ าชก” เขา้ ไปทลู
ถามปญั หา ถกู พระอานนทก์ ดี กนั เอาไว้ กลวั จะเปน็ การรบกวนพระองคท์ า่ นใหเ้ ปน็ การ
ลำ� บากในพระกายขณะทจ่ี ะปรนิ พิ พาน แมเ้ ชน่ นน้ั กไ็ มท่ รงปลอ่ ยวางพระเมตตา รบั สงั่
ใหส้ ภุ ทั ทปรพิ าชกเขา้ เฝา้ ประทานพระโอวาทยอ่ ๆ แลว้ รบั สงั่ ใหพ้ ระอานนทบ์ วชใหใ้ น
ขณะนนั้ เวลาไดร้ บั พระโอวาทเปน็ ทพ่ี อใจจากพระพทุ ธเจา้ แลว้ กอ็ อกมาบำ� เพญ็ เพยี ร
ไดบ้ รรลุธรรมในคนื วันนนั้ เปน็ พระอรหนั ต์องคส์ ดุ ท้ายทีพ่ ระพทุ ธเจา้ ทรงสง่ั สอนมา
ตงั้ แตเ่ รม่ิ แรกประกาศศาสนาจนถงึ ปรนิ พิ พาน มพี ระ “สภุ ทั ทปรพิ าชก” เปน็ พระสาวก
อรหันต์องคส์ ดุ ท้าย นน่ั ! ฟังซิ อัศจรรยไ์ หมล่ะ พระเมตตาของพระพุทธเจา้ ทมี่ ีตอ่
สัตว์โลก!
165
ถา้ เปน็ พวกเราๆ ทา่ นๆ แลว้ จะไดย้ นิ แตเ่ สยี งครวญครางราวกบั เสอื ถกู ปนื นนั่ แล
แทนเสียงอรรถเสียงธรรมในเวลานนั้
ถา้ พดู ถงึ ความเมตตากไ็ มม่ ลี ดละ แมข้ ณะทจ่ี ะปรนิ พิ พาน กย็ งั ประทานพระโอวาท
อันเป็นยอดค�ำสอนว่า “อามันตะยามิ โว ภิกขะเว, ปะฏิเวทะยามิ โว ภิกขะเว,
ขะยะวะยะธมั มา สงั ขารา, อปั ปะมาเทนะ สมั ปาเทถะ” “ดกู อ่ น ภกิ ษทุ ง้ั หลาย (ซง่ึ ตอนนนั้
นา่ จะมแี ตภ่ กิ ษทุ ง้ั นนั้ ทา่ นจงึ วา่ ภกิ ขะเว) บดั นเ้ี ราเตอื นเธอทง้ั หลายใหพ้ จิ ารณาสงั ขาร-
ธรรม ซงึ่ มคี วามเกดิ ความดบั อยตู่ ามหลกั ธรรมชาตขิ องมนั ดว้ ยความไมป่ ระมาทเถดิ ”
เพยี งเทา่ นแ้ี ลว้ กป็ ดิ พระโอษฐ์เปน็ วาระสุดทา้ ย ไมร่ ับส่งั อะไรอกี
คำ� วา่ “ปดิ พระโอษฐ”์ คอื ไมร่ บั สง่ั อะไรตอ่ ไปอกี ทำ� หนา้ ทปี่ รนิ พิ พานโดยลำ� ดบั ๆ
ต้งั แต่ ปฐมฌาน เขา้ ปฐมฌาน แล้วก็ ทตุ ยิ ฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เป็นล�ำดบั
จนถงึ “อากาสานัญจายตนะ” คอื ท่เี รยี กวา่ “อรปู ฌาน” อรปู ฌาน ๔ แล้วก็กา้ วเข้าสู่
“นิโรธสมาบตั ิ” ท่ีเรยี กว่า “สญั ญาเวทยติ นิโรธ” ดบั สัญญา เวทนา อยู่ทนี่ ัน่ แล้ว
ถอยกลบั ออกมาเรอื่ ยๆ จนกระทง่ั ถงึ “ปฐมฌาน” แลว้ เขา้ สปู่ ฐมฌานอกี พอกา้ วผา่ น
รปู ฌานส่ี คอื จตตุ ถฌานแลว้ ไมเ่ สดจ็ เขา้ ฌานไหนตอ่ ไปอกี ปรนิ พิ พานไปในขณะนน้ั
เปน็ อันวา่ หมดภาระในการสัง่ สอนสตั วโ์ ลก
ตงั้ แตว่ นั ตรสั รมู้ าจนถงึ วนั ทำ� หนา้ ทปี่ รนิ พิ พานในวาระสดุ ทา้ ยนน้ั พระองคไ์ มท่ รง
วา่ งเลย เรยี กวา่ “ทรงมพี ทุ ธกจิ หา้ ” คอื ประจำ� พระองค์ แมจ้ ะทรงงดเวน้ บา้ งกเ็ ปน็ เพยี ง
บางสมยั เทา่ นัน้
(๑) ตอนบา่ ย ๓ โมง ๔ โมง ทรงแสดงธรรมแกป่ ระชาชน มพี ระราชามหากษตั รยิ ์
เปน็ ต้น
(๒) ตอนคำ�่ ๒ ท่มุ ๓ ทมุ่ ประทานโอวาทแกพ่ ระสงฆ์
(๓) ตอน ๖ ทมุ่ ไปแลว้ ทรงแกป้ ญั หาเทวดา และประทานโอวาทแกเ่ ทวดาชนั้ ตา่ งๆ
166
(๔) ตอนปจั ฉมิ ยาม ทรงเลง็ ญาณดสู ตั วโลกวา่ ใครทจ่ี ะมอี ปุ นสิ ยั สามารถบรรลุ
ธรรมอยา่ งรวดเรว็ แตช่ วี ติ จะเปน็ อปุ สรรคตอ่ มรรคผลนพิ พานเสยี กอ่ น พดู อยา่ งภาษา
เราๆ ก็วา่ “จะตายไปง่ายๆ” กต็ ้องเสด็จไปโปรดคนนั้นกอ่ น เหลา่ น้เี ป็นภาระทงั้ นั้น
การพจิ ารณาเลง็ ญาณดสู ตั วโลก กค็ อื “พทุ ธกจิ ๆ” กค็ อื งานของพระพทุ ธเจา้ เปน็ ประจำ�
อยู่ในโลก
(๕) ตอนเช้าเสด็จออกบิณฑบาตเป็นประจ�ำอยู่อย่างน้ี ไม่ทรงละเลยและลืม
พระองค์ต่อหนา้ ที่
ในโลกนใี้ ครทจ่ี ะมภี าระมากเหมอื นพระพทุ ธเจา้ ทที่ รงรบั ภาระทงั้ “๓ โลกธาต”ุ เลา่ !
สามญั ชนดงั เราๆ ทา่ นๆ เพยี งทำ� อะไรนดิ ๆ หนอ่ ยๆ กบ็ น่ วา่ งานมาก งานหนกั รอู้ ะไร
นดิ ๆ หนอ่ ยๆ กส็ ำ� คญั ตนวา่ รมู้ าก แทบจะหารถไฟมาขนความรอู้ อกจา่ ยตลาดใหโ้ ลก
ไดร้ ำ่� ลอื ซงึ่ ความจรงิ เทา่ ขผ้ี งเทา่ นน้ั เราประกอบความพากเพยี รหรอื ทำ� หนา้ ทก่ี ารงาน
เลก็ ๆ นอ้ ยๆ เทา่ นนั้ ถอื วา่ เปน็ ความลำ� บากลำ� บน ยงิ่ จะทำ� ภาวนาเพอ่ื อรรถเพอ่ื ธรรมเพอื่
จะนำ� ความสขุ เขา้ สใู่ จใหม้ คี วามสงบเยน็ ใจบา้ ง กถ็ อื วา่ เปน็ ของยากของลำ� บากไปเสยี
อำ� นาจวาสนานอ้ ย ไมค่ วรจะทำ� มากมาย ใหก้ เิ ลสมนั หลอกไปทงั้ วนั ทง้ั คนื ในเวลาทจี่ ะ
สง่ั สมกเิ ลส ไมเ่ หน็ คดิ ถงึ อำ� นาจวาสนาและความหนกั เบาใดๆ บา้ งเลย จงึ เสยี เปรยี บ
ให้กิเลสอยูต่ ลอดเวลา
เมอื่ กเิ ลสเตม็ หวั ใจแลว้ เกดิ ความเดอื ดรอ้ นวนุ่ วาย แลว้ บน่ ใหก้ เิ ลส บน่ แตฝ่ า่ ยผล
แตฝ่ า่ ยเหตไุ มบ่ น่ ไมแ่ ก้ มนั กไ็ มส่ ำ� เรจ็ ประโยชนอ์ ะไรขนึ้ มา ฉะนนั้ เพอ่ื ความเหมาะสม
ไมใ่ หเ้ สยี กาลเสยี เวลาทไ่ี ดเ้ กดิ มาเปน็ มนษุ ยน์ ้ี กผ็ า่ นมานาน กปี่ แี ลว้ ตงั้ แตว่ นั ตกคลอด
จากทอ้ งแมจ่ นกระทงั่ ปา่ นน้ี เราไดก้ ป่ี กี เ่ี ดอื น เราไดผ้ า่ นกาลผา่ นสมยั ผา่ นหนา้ ทก่ี ารงาน
ผา่ นความทกุ ขค์ วามลำ� บากมานานเพยี งไร เคยประสบพบเหน็ สงิ่ ตา่ งๆ ไดผ้ ลมากนอ้ ย
เพยี งไร ไดน้ ำ� มาบวกและลบบา้ งหรอื ยงั ผลทป่ี รากฏนนั้ มอี ะไรบา้ ง สญู หายไปหรอื ได้
กำ� ไรมากนอ้ ยเพยี งใดบา้ ง เวลาทจี่ ะกา้ วไปขา้ งหนา้ จะมสี ง่ิ ใดเปน็ ชวี ติ จติ ใจเพอื่ ยดึ ถอื
เกาะเก่ียวเพอ่ื ประทังความเป็นอยู่ในภพน้ัน?
167
งานทางโลกนน้ั ท�ำจนถงึ วนั ตายกไ็ ม่มีสน้ิ สุด ต้องปลอ่ ยวางและตายไปจนได้
วนั ตายนน่ั แหละถงึ จะวา่ งสำ� หรบั งานของโลกเรา เปน็ อยา่ งนไี้ มว่ า่ ใครๆ เหมอื นกนั หมด
ใครอยทู่ ไ่ี หนไมม่ วี า่ ง มนั วา่ งไดแ้ ตข่ ณะทตี่ าย เพราะเหตไุ ร? เพราะความตายมนั เหนอื
งานการทั้งหลายท่ีจะต้องปลอ่ ยขณะนนั้
ถา้ เราคอยเวลาวา่ ง จะไมม่ เี วลาวา่ งเลย จนกระทง่ั วนั สน้ิ ลมหายใจนนั่ แลถงึ จะวา่ ง
วา่ งเพอ่ื สน้ิ ลม ในขณะทยี่ งั เปน็ ๆ อยนู่ ี้ พอคดิ อา่ นอะไรๆ ไดท้ ง้ั ภายนอกภายใน กจิ การ
ที่จะเกิดผลเกิดประโยชน์แก่ตนก็ควรจะเร่งรีบขวนขวายเสียแต่บัดนี้ น่ียังเป็นกาล
อนั ควร เฉพาะอยา่ งยงิ่ คอื จติ ภาวนา ซงึ่ เปน็ อาหารสำ� คญั อยา่ งยง่ิ ของใจ ทา่ นเรยี กวา่
“ธรรม” “ธรรมโอสถ” นี้แลเป็นเครอ่ื งเยยี วยาจิตใจให้ปราศจากความฟ้งุ ซา่ นวนุ่ วาย
ท�ำใหเ้ กิดความสงบสขุ ได้เป็นอยา่ งดี เพราะมีอาหารคอื “ธรรม” เป็นเครื่องเสวย
ในเบอื้ งตน้ ของการอบรมจติ ใจน้ี ทา่ นสอนใหม้ ี “ธรรม” บทใดบทหนง่ึ เปน็ เครอื่ ง
กำ� กบั รกั ษาใจ ไมเ่ ชน่ นน้ั จะสา่ ยแสไ่ ปสอู่ ารมณต์ า่ งๆ ซง่ึ เปน็ ของทเี่ คยชนิ แลว้ กอ่ ความ
ทกุ ขใ์ หจ้ นเปน็ ทเ่ี ดอื ดรอ้ นอยเู่ สมอ ทา่ นจงึ สอนใหภ้ าวนา เชน่ “ภาวนา พทุ โธ หรอื ธมั โม
หรือ สังโฆ” หรือ ก�ำหนด “อานาปานสติ” หรือ ตามลมดว้ ย “พทุ โธ” เชน่ “พุท” เข้า
“โธ” ออก ดังน้ี ก็ได้ทง้ั นน้ั ตามจรติ นสิ ยั ที่ชอบในธรรมบทใด
แตก่ ารกำ� หนดนนั้ ใหค้ วามรสู้ กึ อยภู่ ายในจติ ใจของตนโดยเฉพาะ เชน่ กำ� หนด
ลมหายใจเขา้ ออกกใ็ หร้ ขู้ ณะทลี่ มเขา้ ขณะทล่ี มออกไป จนกระทง่ั หยดุ ภาวนา จะตงั้ ลม
ทจ่ี ดุ ไหน ทไี่ หนเปน็ ทเี่ ดน่ สำ� หรบั ความรสู้ กึ ลมทมี่ าสมั ผสั นนั้ เดน่ ทตี่ รงไหน เชน่ ดงั้ จมกู
เปน็ ตน้ ถา้ เดน่ ทต่ี รงไหนกต็ ง้ั ลมทตี่ รงนนั้ คอื ตง้ั สตลิ งทจ่ี ดุ นน้ั ลมเขา้ ลมออก กำ� หนด
ใหร้ ู้ เชน่ เราจะตามดว้ ย “พทุ โธ” เวลาลมเขา้ ก็ “พทุ ” ลมออกก็ “โธ” กไ็ ด้ ใหม้ คี วาม
รูส้ กึ อยโู่ ดยเฉพาะกบั ลมหายใจเทา่ นั้น ไมต่ ้องไปหมายถึงเหตถุ งึ ผลอันใดท่นี อกไป
จากการท�ำงาน คือ กำ� หนดลมหายใจในขณะน้นั
ฉะนน้ั เมอ่ื เวลาสตขิ องเรามตี ดิ ตอ่ สบื เนอื่ งกนั ไปเปน็ ลำ� ดบั จติ กไ็ มม่ โี อกาสทจ่ี ะ
แลบไปสอู่ ารมณต์ า่ งๆ ทเ่ี ปน็ พษิ เปน็ ภยั จติ จะหยง่ั เขา้ สคู่ วามสงบโดยลำ� ดบั ๆ แมแ้ ต่
168
ลมหายใจ ซงึ่ เคยหายใจวา่ “หยาบ” ในขณะทเี่ รากำ� หนดเบอื้ งตน้ กจ็ ะคอ่ ยๆ กลายเขา้
สคู่ วามละเอยี ดไปโดยลำ� ดบั ๆ บางครง้ั จนถงึ กบั ลมหายไปหมดในความรสู้ กึ นเ่ี พราะ
ความละเอียดมากของลม ละเอียดจนถงึ ขนาดลมหายไปแล้วในขณะน้ี ไม่มีลมเลย
เหลอื แตค่ วามร้ลู ว้ นๆ อยา่ งน้ันกม็ ี นแี่ หละเรื่องของการภาวนา
ใจขณะนนั้ จะมคี วามสงบมากและเปน็ ทอี่ ศั จรรย์ เมอ่ื ลมดบั ไปไมม่ อี ะไรเหลอื เลย
กายกด็ ับไปพรอ้ มกัน คอื ดบั ในความร้สู ึก ไม่ใชว่ า่ กายนด้ี ับหายไปไหน กายกน็ ัง่ อยู่
เชน่ นน้ี แี่ ล แตค่ วามรสู้ กึ นน้ั ไมม่ าเกย่ี วขอ้ งกบั กาย คอื เปน็ ความรลู้ ว้ นๆ เปน็ เอกเทศอยู่
โดยลำ� พงั ตนเอง นที่ า่ นเรยี กวา่ “จติ สงบ” จติ เปน็ ตวั ของตวั ในชน้ั น้ี เปน็ ความสขุ ขน้ึ มา
อย่างแปลก แปลกประหลาด และอศั จรรย์!
ในขณะทจี่ ติ สงบ ไมย่ ่งุ เหยิงวนุ่ วาย กาลเวลาสถานทไ่ี มม่ เี ลยในขณะที่จิตเป็น
ความสงบ เพราะจติ ไมส่ ำ� คญั มน่ั หมายกบั กาล สถานท่ี เวลำ่� เวลา ทไี่ หนเลย มแี ต่ “ความร”ู้
ท่ีทรงตวั อย่เู ท่าน้นั นีเ่ ปน็ ความสขุ ทเ่ี กิดขนึ้ จากการภาวนา เรียกวา่ “เปน็ ผลของการ
ภาวนา” ก็ได้
ผกู้ ำ� หนด “พทุ โธ” กม็ ลี กั ษณะอาการอยา่ งเดยี วกนั ถา้ กำ� หนด “พทุ โธ” โดยไม่
เกยี่ วข้องกบั ลม กใ็ ห้มคี วามรูส้ กึ อยกู่ ับคำ� วา่ “พทุ โธๆๆๆ” โดยล�ำดับ ไม่ต้องไปคาด
ไปหมายถงึ ผลวา่ จะเกดิ ขน้ึ อยา่ งไรบา้ ง บางทอี าจมคี นมาหลอกวา่ “เวลาภาวนาประเดยี๋ ว
เกดิ นมิ ติ อยา่ งนน้ั ขนึ้ มา อยา่ งนขี้ น้ึ มา จะเปน็ บา้ นะ” คนทเี่ ขาพดู อยา่ งนก้ี ม็ ี แตส่ ว่ นมาก
คนทพ่ี ดู อยา่ งนน้ั ไมเ่ คยภาวนา มาพดู ปาวๆ อยา่ งนน้ั แหละ หลอกคน คนทค่ี อยจะเชอื่
อยูแ่ ล้ว เพราะเป็นคนลกั ษณะเดยี วกันแลว้ ก็เช่ือกันงา่ ยๆ กลัวกันงา่ ยๆ เสรมิ ความ
ข้เี กยี จกันงา่ ยๆ จนถึงขั้นไม่ทำ� ภาวนาเลยก็มี ตรงน้รี ะวังใหด้ ี เพราะมารในสงั คม
พุทธศาสนามอี ยู่มาก จะว่าไมบ่ อก
ถา้ มหี ลักมเี กณฑ์ มีเหตุมีผลภายในตนเอง ซงึ่ เคยกระทำ� ในการภาวนามาแลว้
จะไมเ่ ชอื่ คำ� พดู เชน่ นน้ั เพราะเหตไุ ร เพราะพระพทุ ธเจา้ ตรสั สอนสตั วโ์ ลก ไมไ่ ดส้ อน
สตั วโ์ ลกใหเ้ ปน็ บา้ พระพทุ ธเจา้ ทา่ นเปน็ ศาสดา กไ็ มใ่ ชศ่ าสดาบา้ จะมาสอนสตั วโ์ ลก
169
ให้เป็นบ้าได้อย่างไร ผู้ปฏิบัติธรรมเมื่อปฏิบัติตามหลักธรรมท่ีท่านทรงสอนไว้โดย
ถกู ตอ้ งแลว้ จะเปน็ บา้ ไปไดอ้ ยา่ งไร เปน็ ไปไมไ่ ด้ จงึ ไมค่ วรเชอื่ อยา่ งงมงาย จะเสยี การ
เหตทุ จี่ ะเปน็ บา้ นนั้ กม็ ที างเปน็ ได้ เพราะแยกจากธรรม คดิ ผดิ จากหลกั ธรรมทที่ า่ น
สอนไว้ เช่น ก�ำหนดภาวนา “พุทโธๆๆๆ” แตป่ ล่อยจติ ส่งไปรูเ้ หน็ อะไร กเ็ พลนิ ไป
ตามน้นั เสีย จนกระทั่งลืมคำ� บริกรรม และหลงไปตามนมิ ติ นน้ั ๆ เชน่ นม้ี ที างผดิ ได้
คนกว็ า่ เปน็ บา้ เปน็ บอ เพราะผดิ จากหลกั ของการภาวนา ผดิ จากหลกั ของศาสนา และเอา
ศาสนาไปตำ� หนติ ิเตียนว่า “ภาวนาแล้วจะเปน็ บา้ ”
เมอื่ เรากำ� หนดอยเู่ ชน่ นไี้ มม่ อี ะไร กำ� หนดคำ� วา่ “พทุ โธๆๆๆ” กใ็ หร้ อู้ ยกู่ บั ใจของ
เราน่ี ไมต่ อ้ งไปคดิ วาดภาพวา่ สวรรคเ์ ปน็ อยา่ งนี้ นพิ พานเปน็ อยา่ งนนั้ เทวบตุ รเทวดา
เปน็ อยา่ งนน้ั เหมอื นทเี่ ราเรยี นมานน่ั ทา่ นเหน็ ดว้ ยความจรงิ ดว้ ยญาณของทา่ น ในหลกั
ธรรมชาติของท่านท่ีรู้ แต่เราไปเห็นด้วยการวาดภาพ ด้วยการคาดคะเนเดาเอา
การวาดภาพหลอกตัวเองเชน่ น้ัน ก็เลยหลอกตัวเองจรงิ ๆ เพราะตัวเองชอบอยา่ งน้นั
เมื่อถูกหลอกขึ้นมาแล้ว ผลของมันก็คือความเป็นบ้า ใจฟุ้งซ่านไม่มีหลักธรรมยึด
บางรายกเ็ สียสติและเปน็ บ้าไปเลยก็มี นเ่ี ปน็ ความผดิ ควรระวัง
เพราะฉะนน้ั จงึ ไมค่ วรไปคาดหมายผลอะไรทงั้ หมด นอกจากทำ� ความเพยี รอยกู่ บั
ค�ำบริกรรมภาวนาเท่านนั้ นแี้ ลเป็นงานท่ีจะสืบต่อเนือ่ ง ยังผลให้เกิดข้ึนเป็นลำ� ดับๆ
ไมม่ กี าล ไมม่ สี ถานทใี่ ด ไมม่ วี นั ใด ทจ่ี ะทำ� ผลใหป้ รากฏขน้ึ ในขณะภาวนา นอกจากงาน
คอื ค�ำบริกรรมภาวนา ทเ่ี รากำ� ลงั ภาวนาอยดู่ ว้ ยความนึกอยา่ งน้เี ท่านั้น
นเ่ี ปน็ หลกั ใหญเ่ ปน็ หลกั รบั รองแหง่ การภาวนา ถา้ จติ กบั คำ� บรกิ รรมไดส้ มั พนั ธ์
อยกู่ บั ลมแลว้ จะไมม่ อี ะไรทน่ี า่ กลวั เกดิ ขนึ้ แนน่ อน เรอ่ื งทเ่ี ขาพดู โกหกกนั ตามทไ่ี มเ่ คย
ภาวนานั้น เป็นเร่ืองลมๆ แลง้ ๆ อย่างนัน้ แหละไมใ่ ชค่ วามจรงิ ความจริงเปน็ ดงั ทไ่ี ด้
อธิบายมาน้ี ตามหลกั ธรรมท่านสอนไว้อยา่ งนี้ จงเริ่มภาวนาอยา่ งท่วี ่าน้ี จะไมเ่ ปน็ บ้า
นอกจากเปน็ คนดี คนฉลาด ทงั้ กจิ นอกการใน และความสงา่ งามทางจติ ใจโดยถา่ ยเดยี ว
170
ผทู้ ภี่ าวนา “อานาปานสต”ิ นนั้ มคี วามสำ� คญั อยตู่ อนหนง่ึ แตต่ ะกน้ี ไี้ มไ่ ดอ้ ธบิ าย
ให้ถึงเหตุถึงผลของลมนั้น คือขณะที่ภาวนาไปถึงข้ันที่ลมละเอียด ละเอียดลงไป
ละเอยี ดลงไป จติ รอู้ ยเู่ ปน็ ลำ� ดบั ๆ แลว้ ปรากฏวา่ ลมนห้ี ายไปเลย เหลอื แตค่ วามรลู้ ว้ นๆ
นี่จะเกดิ ความวิตกขึน้ มาภายในใจ ซ่ึงเป็นเคร่ืองหลอกคนอกี เหมือนกัน จงึ ได้แทรก
ตรงนไ้ี ว้เพ่ือใหเ้ ขา้ ใจ
เมอื่ ปรากฏวา่ ลมไดห้ ายไปในความรสู้ กึ แลว้ มนั จะเกดิ ความวติ กขนึ้ มาวา่ “เมอื่
ลมหายไปแลว้ จะไมต่ ายเหรอ?” นแี่ หละหลอกตนเอง ถา้ เปน็ อยา่ งนนั้ กต็ อ้ งกลวั ตาย
เมอ่ื วติ กขนึ้ มาอยา่ งนี้ ลมกป็ รากฏขน้ึ มาทเี ดยี ว และไดเ้ พยี งแคน่ ี้ ไมล่ ะเอยี ดยงิ่ ไปกวา่
นน้ั เพราะฉะนนั้ เพอ่ื ตดั ปญั ญาขอ้ นี้ เมอ่ื ลมหายไปในขณะทเ่ี ราภาวนา กใ็ หท้ ำ� ความรู้
กบั ตนเอง “ลมจะหายไปกต็ าม เมอ่ื จติ ยงั ครองรา่ งกายอยแู่ ลว้ จะไมต่ าย” เพยี งเทา่ นี้
กต็ ดั ปญั หาความกลวั ตายซ่ึงเปน็ อารมณ์รบกวนเสยี ได้
เวลาเรานอนหลบั ซงึ่ ราวกบั คนตาย ลมจะหายหรอื ไมห่ าย เราไมเ่ หน็ มกี ำ� หนด
กฎเกณฑม์ นั และเรากย็ งั ไมต่ าย เวลาเราภาวนา เรายง่ิ รลู้ ะเอยี ดยง่ิ กวา่ นน้ั วา่ ลมหายไป
ดว้ ยความรสู้ กึ ในการภาวนาของเรา นา่ จะมสี ตยิ งิ่ กวา่ การนอนหลบั แตไ่ ปกลวั นนั่ แสดง
ว่า ไม่ทนั กลมายาของกิเลส เพือ่ ใหร้ ูท้ นั กลมายาของกเิ ลส จึงตอ้ งท�ำความร้ตู วั ตาม
หลกั ความจรงิ วา่ “เมอื่ ลมหายไปแลว้ จติ ยงั ครองกายอยู่ ไมต่ าย” เพยี งเทา่ นจ้ี ติ จะทะลุ
ถงึ ธรรมขน้ั ละเอยี ด จนหายไปหมดทง้ั รา่ งกายและลม ไมป่ รากฏในความรสู้ กึ นนั้ เลย
นช่ี อื่ วา่ “ภาวนาเขา้ สจู่ ดุ ละเอยี ดของอานาปานสต”ิ บางรายกท็ รงตวั อยเู่ ปน็ ชวั่ โมงๆ กม็ ี
บางรายกไ็ ม่นาน แล้วแตก่ ำ� ลงั ของผปู้ ฏบิ ัติ
สงิ่ ท่ีได้รบั อันเปน็ ส่วนผลในขณะนนั้ ได้แกจ่ ติ มีความละเอยี ด รู้อยู่โดยลำ� พงั
ตนเองเทา่ นนั้ รอู้ ยโู่ ดยเฉพาะในขณะนน้ั ไมเ่ กยี่ วขอ้ งกบั อารมณใ์ ดทงั้ สนิ้ นท่ี า่ นเรยี กวา่
“เอกัคคตาจิต” ถ้าจิตไม่คิดเกยี่ วขอ้ งกบั อารมณ์ใดๆ เลย เหลอื แต่ความรู้อนั เดียว
เรยี กวา่ “เอกคั คตา” แปลวา่ ถงึ ความเปน็ หนง่ึ หนงึ่ กเ็ ปน็ หนงึ่ กบั ความรเู้ ทา่ นน้ั ไมเ่ ปน็
สองกบั อารมณ์ ไมม่ สี องกบั คำ� บรกิ รรมภาวนาใดๆ ทงั้ หมด เพราะในขณะนนั้ ไดป้ ลอ่ ย
วางโดยสน้ิ เชงิ เหลอื แตค่ วามรทู้ ท่ี รงตวั อยโู่ ดยลำ� พงั เทา่ นน้ั ทา่ นเรยี กวา่ “เอกคั คตาจติ ”
171
ในการภาวนาเปน็ อยา่ งน้ี ยงั ผปู้ ฏบิ ตั ใิ หป้ ระจกั ษใ์ นจติ ใจโดยลำ� ดบั ถา้ ลงไดท้ ำ�
ตามหลกั ธรรมของพระพทุ ธเจา้ แลว้ ไมไ่ ปไหน ตอ้ งเขา้ สคู่ วามจรงิ คอื ผลทพี่ งึ ไดร้ บั ตอ้ ง
ไดร้ บั ตามเหตทุ เ่ี ราดำ� เนนิ ถกู ตอ้ ง แตถ่ า้ จติ มคี วามสขุ มากนอ้ ยเพยี งไร พอจติ ปรากฏเปน็
ความสงบข้ึนมา เราจะเกดิ ความสะดุดใจทนั ทวี ่า “ออ้ ! ความสขุ เปน็ อย่างน้”ี เพราะ
ความสุขภายในจิต ไมเ่ หมือนความสุขอนั ใดท่ีเคยผ่านมาแลว้ เปน็ ความสุขที่แปลก
ประหลาดอศั จรรย์ย่งิ กว่าความสขุ ใดๆ ท้ังหมดในโลกนี้!
เพราะฉะนั้น ศาสนาจึงมีมาประจ�ำตลอดทุกวนั น้ี ไมเ่ ช่นนน้ั ศาสนาสูญหายไป
นานแลว้ เพราะรสชาตขิ องศาสนาสรู้ สชาตขิ องโลกไมไ่ ด้ นเี่ รยี กวา่ “รสนยิ ม” กส็ ขู้ อง
โลกไม่ได้ ความแปลกประหลาดอัศจรรย์ใดๆ และสาระสำ� คญั ก็สู้โลกไม่ได้ ศาสนา
ล้มไปนานแล้ว ไม่มีใครสนใจพอศาสนธรรมจะจีรังมาถึงปัจจบุ ันน้ี
แตน่ เ่ี พราะศาสนาเปน็ สงิ่ สำ� คญั ยงิ่ กวา่ โลกใดๆ ทงั้ หมดในบรรดาโลกทง้ั สามน้ี
เพยี งแตจ่ ติ สงบเทา่ นนั้ เรากเ็ หน็ ความแปลกของเราแลว้ ภายในรา่ งกาย จติ ใจ ซงึ่ ไม่
เคยแปลก ไมเ่ คยเหน็ ความอศั จรรย์ ทปี่ รากฏขนึ้ มาเพราะความสงบนนั้ เลย แตข่ ณะท่ี
ภาวนา จติ กม็ คี วามสงบขน้ึ มา นนั่ ! เปน็ ผลขนึ้ มาแลว้ เรอื่ งความเพยี ร ความอตุ สา่ ห์
พยายาม หรอื ความขยนั ความมเี วลำ่� เวลา นนั้ มาเอง มากบั ความพอใจ มากบั ความเชอ่ื
ทีเ่ ราไดเ้ ห็นผลน้นั เปน็ ประจักษ์พยานแล้ว เร่ืองเวล่�ำเวลากด็ ี สถานทอี่ ะไรทีต่ นจะทำ�
ภาวนา หรอื ทำ� ความสงบใจ หรอื ทำ� ความเพยี รในดา้ นจติ ใจ ไมต่ อ้ งถาม เมอ่ื จติ มคี วาม
พอใจแล้ว มันเสาะแสวงหาไดเ้ องทีเดียว นีเ่ ปน็ “ขน้ั หน่ึงของการภาวนา”
วธิ กี ารภาวนาเป็นอยา่ งนี้ ให้เราฝกึ ถึงขั้นภาวนาเพื่อความสงบ
ทีน้ีขั้นของปัญญาที่เรียกว่า “วิปัสสนาแท้” ดังท่ีเราพูดกันน้ัน พูดติดปากว่า
“ไปทำ� วปิ สั สนา” คำ� วา่ “วปิ สั สนา” แปลวา่ ความเหน็ แจง้ ดว้ ยการพจิ ารณาทางปญั ญา
ถา้ พดู รวมๆ แลว้ เรยี กวา่ “ภาวนา” นค้ี รอบทง้ั “สมถวปิ สั สนา” เพยี งพดู กนั วา่ “ทำ� วปิ สั สนา”
กเ็ ข้าใจกันว่า “ท�ำภาวนา” นัน้ แล
172
ข้ัน “วิปัสสนา” จริงๆ นัน้ ก็คอื การพินจิ พจิ ารณา เมอื่ จติ มคี วามสงบเย็นแล้ว
จติ ย่อมมอี ุบายต่างๆ ในเม่ือเราพาคดิ พาพจิ ารณาแยกแยะธาตขุ ันธ์ เร่ือง “อนิจจงั
ทุกขงั อนัตตา” เราเคยได้อ่านจากตำ� รับต�ำราวา่ “อนิจจังอยู่ทไ่ี หน ทกุ ขังอยทู่ ี่นน่ั
ทกุ ขงั อยทู่ ไี่ หน อนตั ตากอ็ ยทู่ น่ี น่ั ” เหน็ แตค่ นนน้ั แก่ คนนตี้ าย เหน็ แตค่ นนนั้ พลดั พราก
ลม้ หายตายจากกนั ตวั ของเรากค็ อื ตวั พลดั พราก ตวั อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา เหมอื นกนั
“โอปนยโิ ก” นอ้ มเขา้ มาสตู่ วั เรา ซง่ึ แกข่ นึ้ มาทกุ วนั ๆ นบั แตว่ นั ตกคลอดออกมา แกข่ นึ้
เรือ่ ยๆ แก่ข้ึนมาโดยล�ำดับ แปรสภาพข้ึนมาเรื่อยๆ นี้เรียกว่า “อนจิ จัง”
ความทกุ ขก์ ต็ ดิ แนบมาตง้ั แตว่ นั เกดิ ขณะทต่ี กคลอดออกมานน้ั สลบไสล ตวั ของ
เด็กนั้นไม่รู้ตัวเลย ความทุกข์เหลือประมาณ บางรายก็ตายไปเสียต้ังแต่อยู่ในท้อง
ขณะตกคลอดออกมาตายกม็ ี เพราะทนทกุ ขท์ ส่ี าหสั ไมไ่ หว เรอ่ื งความทกุ ขม์ นั ตดิ แนบ
มาตงั้ แตเ่ ลก็ จนกระทง่ั บดั น้ี เรายงั จะสงสยั เรอื่ ง “อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา” ทไี่ หนไปอกี
กองอนจิ จัง ทกุ ขัง อนตั ตา อยูก่ ับเราอย่างสมบูรณ์อยู่แลว้ ตลอดเวลา
อนจิ จัง คือ ความแปรสภาพไปทุกขณะ แมแ้ ตเ่ วลานี้ นงั่ อยูส่ กั ครู่เดียวมันก็
เหน่ือยแล้วละ่ มนั แปรแล้ว ธาตุขันธม์ ันแปรเป็นอยา่ งอน่ื เกิดความทุกขข์ ้ึนมาแล้ว
อนตั ตา เราจะถอื เปน็ สาระแกน่ สารอะไรในธาตใุ นขนั ธอ์ นั นี้ มนั กเ็ ปน็ แตก่ องดนิ
นำ้� ลม ไฟ ทป่ี ระชมุ กนั อยอู่ ยา่ งธาตเุ ทา่ นนั้ เรยี กวา่ “ธาตสุ ”่ี ขนั ธก์ เ็ รยี กวา่ “ขนั ธห์ า้ ” คอื รปู
ได้แก่รา่ งกายของเรานี้ เปน็ ขันธ์ หมายถงึ กอง หรือหมวด เป็นหมวดๆ เวทนา คือ
ความสขุ ความทกุ ข์ เฉยๆ หรอื ความเปน็ หมวด เปน็ กองอนั หนงึ่ สญั ญา คอื ความจำ� ได้
หมายรู้ สงั ขาร คอื ความคดิ ความปรงุ วญิ ญาณ คอื ความรบั ทราบ เมอื่ ตาสมั ผสั รปู
ฯลฯ ทง้ั หา้ นี้ ทา่ นเรยี กวา่ “ขนั ธห์ า้ ” เพราะฉะนนั้ ขนั ธห์ า้ นม้ี นั มสี าระอะไรอยภู่ ายใน
ตวั ของมันพอจะไปยึดไปถอื วา่ “สิ่งน้ีเปน็ เรา” น่หี มายถึงเรอื่ ง “วิปสั สนา” นค่ี อื การ
แยกหาความจริง แยกให้เห็นความจรงิ ทีม่ ีอย่ใู นตัวเราเอง แต่เราโง่ ไม่สามารถทจ่ี ะ
มองเหน็ ความจริงนไ้ี ด้ จึงเรยี กว่า “อนั นน้ั เปน็ เรา อนั นี้เป็นของเรา” พออะไรมคี วาม
เปลย่ี นแปลงไปบา้ ง เกดิ ความสลดหดหู่ เสยี อกเสยี ใจ กลายเปน็ โรคจติ ขน้ึ มาภายในตน
ก็มีแยะ เพราะความคิดปรุงเลยเถดิ
173
โรคจติ กค็ อื โรควนุ่ วาย โรคความทกุ ข์ เดอื ดรอ้ น นนั่ เอง ยงั ไมถ่ งึ กบั วา่ “โรคจติ ”
จนกระท่ังถงึ กบั เป็นบ้า น่นั มันหนกั มากไป ถึงกบั ไม่มีสติ มนั กเ็ ปน็ บ้า
เมอื่ พจิ ารณาแยกแยะดดู ว้ ยปญั ญาอยา่ งน้ี เราจะเหน็ อบุ ายของปญั ญา มคี วาม
สามารถท่จี ะตดั กเิ ลสออกไดเ้ ปน็ ตอนๆ เป็นระยะๆ จนกระทัง่ สามารถตดั ขาดออก
ไดห้ มดภายในขนั ธ์หา้
ทว่ี า่ อันนน้ั เป็นเรา อนั นีเ้ ปน็ เรา จิตกบั ขันธ์หา้ เป็นอนั เดียวกัน แยกกนั ไม่ออก
เวลาปัญญาได้แยกแยะพินิจพิจารณาด้วยอ�ำนาจของความฉลาดท่ีฝึกหัดมาจนช�ำนิ
ช�ำนาญ สามารถแยกออกได้ นท่ี ราบว่า รูป เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ รปู กร็ ูป
สงิ่ นนั้ ๆ กเ็ ปน็ สงิ่ นนั้ ๆ แตเ่ ราไมใ่ ชส่ ง่ิ นน้ั ๆ มนั แยกกนั ไดโ้ ดยลำ� ดบั ๆ จนกระทง่ั สามารถ
แยกจติ ออกจากอาสวะกเิ ลสทฝี่ งั จมอยใู่ นจติ นน้ั ออกได้ เลยไมม่ อี ะไรเหลอื ภายในจติ
นั่นแลทา่ นเรียกวา่ “พทุ โธ” แท้
ผลของการปฏิบัตจิ ติ ภาวนา เม่อื ถงึ ขนั้ สดุ ท้ายแล้ว ไดเ้ ป็น “พุทโธ” แท้ เชน่
เดียวกับ “พุทโธ” ของพระพทุ ธเจา้ แตไ่ ม่ได้หมายถงึ “พทุ โธ” ของพระพทุ ธเจา้
องคน์ น้ั แท้ แตห่ มายถงึ “พทุ โธ” ของเรา เทยี บเคยี งกนั ความบรสิ ทุ ธนิ์ เ้ี สมอกนั กบั ของ
พระพทุ ธเจา้ แต่ “พทุ ธวสิ ยั ” และ “สาวกวสิ ยั ” นผี้ ดิ กนั ไปตามอำ� นาจวาสนา ซง่ึ นอกไป
จากความบริสทุ ธิ์
ความสามารถอาจรดู้ ว้ ยการแนะนำ� สงั่ สอน ความเฉลยี วฉลาดของพระพทุ ธเจา้
ตอ้ งสมภมู พิ ระองคท์ ่าน แค่พวกสาวกกเ็ ตม็ ตามภมู ิของตน ส�ำหรบั ความบริสทุ ธ์ินนั้
เสมอกนั ทา่ นวา่ “นตั ถิ เสยโยว ปาปโิ ย” นบั ตง้ั แตพ่ ระพทุ ธเจา้ ลงมาจนถงึ พระสาวกองค์
สดุ ทา้ ย บรรดาทเี่ ปน็ พระอรหนั ตแ์ ลว้ ความบรสิ ทุ ธเิ์ สมอกนั ไมม่ ยี งิ่ หยอ่ นตา่ งกนั เลย
น่ี เหมือนกนั ตรงน้ี นแ้ี ลคอื ผลทเ่ี กดิ จากการท่ที ำ� จิตด้วยการภาวนา ท�ำไปโดยลำ� ดับ
แกก้ เิ ลสไปโดยลำ� ดบั จนกระทงั่ หมดโดยสนิ้ เชงิ แลว้ เหลอื แตค่ วามบรสิ ทุ ธล์ิ ว้ นๆ นน่ั แล
ผู้ทรงความสุขอย่างยอดเย่ียม ไม่มีอนั ใดเหนือกวา่ ความสขุ ประเภทน้ี ท่านเรียกวา่
“โลกตุ รธรรมอนั สูงสดุ ” คอื ธรรมเหนือโลก
174
เหนอื โลก คอื เหนอื ธาตุ เหนอื ขนั ธ์ เหนอื สง่ิ ใดทงั้ หมด ไมม่ อี ะไรจะยงิ่ กวา่ สง่ิ ที่
บรสิ ทุ ธนิ์ ้ี นคี้ อื ผลทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการภาวนา ซงึ่ มพี ระพทุ ธเจา้ เปน็ ผทู้ รงทำ� กอ่ นใครในโลก
สมยั นน้ั และพาด�ำเนนิ มากอ่ น จนถงึ สมยั ปัจจบุ ันถงึ พวกเราชาวพุทธทบ่ี �ำเพญ็ ตาม
พระองคอ์ ยเู่ วลาน้ี
ศาสนธรรมทา่ นสอนอยา่ งมเี หตมุ ผี ล พวกเราควรดำ� เนนิ ไปตามหลกั ทา่ นสอนไว้
และผลจะตอ้ งปรากฏข้ึนตามนัน้ อยา่ งนั้นๆ น่!ี เหตมุ อี ยู่ ผลต้องมี ผู้ปฏบิ ตั ิถูกต้อง
ดีงามตามหลกั ธรรมที่ทา่ นสอน ผลจะไม่ไดร้ บั อยา่ งไร!
คำ� วา่ “ธรรม” กค็ อื “สวากขาตธรรม” ทต่ี รสั ไวช้ อบแลว้ ไมใ่ ช่ “โมฆธรรม” ผปู้ ฏบิ ตั ิ
ท�ำไมจะไม่ไดร้ ับผล มรรค ผล นพิ พาน ท่ีวา่ สญู ๆ น้ัน สญู ไปไหน? นอกจากจะสญู
จากบคุ คลทไี่ มส่ นใจตอ่ การปฏบิ ตั เิ ทา่ นนั้ แมแ้ ตค่ รง้ั พทุ ธกาล มรรค ผล นพิ พาน กไ็ มม่ ี
ส�ำหรับบุคคลที่ไมส่ นใจ แต่มสี �ำหรับผู้สนใจปฏบิ ตั ติ ามหลกั ธรรมของพระพุทธเจา้
สมยั นี้กเ็ หมือนกัน “มัชฌิมา” คอื ศนู ยก์ ลางตอ่ ความจริงอยเู่ สมอ ศนู ย์กลาง
เพอ่ื การแกก้ เิ ลส เหมาะสมเพอื่ การแกก้ เิ ลสอยตู่ ลอดไป ไมว่ า่ กเิ ลสตวั ใด ประเภทใด
ไมส่ ามารถทจ่ี ะผา่ นพน้ อำ� นาจของ “มชั ฌมิ าปฏปิ ทา” นไี้ ปไดเ้ ลย จงึ เปน็ ธรรมทเี่ หมาะสม
อยา่ งยง่ิ ในการแกก้ เิ ลสของสตั วโ์ ลก ทา่ นเรยี กวา่ “มชั ฌมิ า” จะเปน็ “มชั ฌมิ า” สมยั ทกุ
วนั น้ี หรอื “มชั ฌมิ า” สมยั พทุ ธกาลกต็ าม จะตา่ งกนั อยา่ งไร ไมม่ อี ะไรตา่ งกนั เพราะ
เปน็ “สวากขาตธรรม” อยา่ งเดยี วกนั กเิ ลสกป็ ระเภทเดยี วกนั มชั ฌมิ าเครอ่ื งแกก้ เิ ลส
กป็ ระเภทเดยี วกัน ที่เราน�ำมาปฏิบตั กิ �ำจดั กเิ ลส ท�ำไมกิเลสจะไม่หลุดลอยไปได้ด้วย
อำ� นาจแหง่ การปฏบิ ตั ธิ รรมทถ่ี กู ตอ้ งดงี ามตามหลกั “มชั ฌมิ า” นนั่ แลว้ จะตอ้ งไดผ้ ล
เหมอื นกนั แต่ มรรค ผล นพิ พาน ไมม่ สี ำ� หรบั ผไู้ มป่ ฏบิ ตั เิ ทา่ นน้ั ไมว่ า่ สมยั ใดๆ จะมี
เฉพาะผู้ปฏบิ ตั ิ มีมากมนี ้อยตามกำ� ลงั แห่งการปฏิบัตขิ องตนๆ มอี ยเู่ พียงนี้
เรยี กวา่ “สวากขาตธรรม” ตรสั ไวช้ อบแลว้ “นยิ ยานกิ ธรรม” นำ� ผปู้ ฏบิ ตั ใิ หพ้ น้
จากทกุ ขไ์ ปไดโ้ ดยลำ� ดบั จนกระทงั่ พน้ ทกุ ขโ์ ดยสน้ิ เชงิ ไมม่ อี นั ใดทจี่ ะเหนอื จากธรรม
ของพระพทุ ธเจา้ ไปได้ ทจี่ ะเปน็ เครอื่ งแกก้ เิ ลสใหห้ มดสน้ิ ไปจากจติ ใจ จงึ เปน็ ท่ี “ลงใจ”
175
ในการประพฤติปฏิบัติธรรม โลกทั้งหลายยังไม่มีใครพูดได้ถูกต้องแม่นย�ำยิ่งกว่า
ศาสดาทีเ่ ป็นผูส้ นิ้ กิเลสแล้ว และพูดออกมาจากความจริงทั้งนนั้
ความคดโกง ความหลอกลวง ตม้ ตนุ๋ อยา่ งโลกน้ี พระพทุ ธเจา้ ไมน่ ำ� มาพดู เพราะ
นมี้ นั เปน็ เรอื่ งของกเิ ลส เรอ่ื ง “ธรรม” ตอ้ งพดู ตรงไปตรงมา พดู ตามเหตตุ ามผล พดู ตาม
ความสัตยค์ วามจรงิ ผปู้ ฏบิ ตั ิตามความสตั ยค์ วามจรงิ ท�ำไมจะไมร่ ้คู วามจริง ต้องรู้!
ความยิ่งใหญ่อยู่ทีต่ รงน้ี ไม่อยู่ทอี่ น่ื อย่าพากนั สงสยั ลบู คล�ำเหมอื นคนตาบอด ทั้งท่ี
มีธรรมซ่งึ เปน็ องค์แทนศาสดาอยเู่ ต็มเมืองไทยชาวพทุ ธ!
ในอวสานแหง่ การแสดงธรรมน้ี ขอใหท้ า่ นทงั้ หลายไดน้ ำ� ไปพนิ จิ พจิ ารณา หากวา่
ธรรมทแี่ สดงมานห้ี นกั เบามากนอ้ ยเพยี งใด จะเปน็ ทแี่ สลงหแู สลงใจ กข็ ออภยั ไวด้ ว้ ย
เพราะธรรมน้ี เปน็ “ธรรมปา่ ” หวงั วา่ จะเปน็ ประโยชนแ์ กท่ า่ นผฟู้ งั ทง้ั หลายไมม่ ากกน็ อ้ ย
เอาละ จบ
176
จงพยายามเปลี่ยนเสื้อให้ทันสมยั ก่อนตาย
เมอื่ ตะกนี้ เี้ ราไดพ้ ดู กนั ถงึ เรอื่ ง “เปลยี่ นเสอ้ื ” เปลย่ี นเสอ้ื นนั้ มหี ลายชนดิ เปลยี่ น
เสอื้ ดเี ปน็ เสอ้ื ขาดกม็ ี ระวงั ใหด้ นี ะ เปลย่ี นเสอ้ื คน เอาเสอื้ สตั วม์ าใสก่ ม็ ี นน่ั ระวงั ! เชน่
เรานงั่ อยู่เวลานี้ เราสมมุตินะ เราจะขยะแขยงไหม เราน่งั อย่เู วลานี้ เราใส่เสอ้ื มนษุ ย์
แล้วไปเอาเสอื้ หมามาใส่ มนั ยุ่งไหม นั่นตอ้ งคิด!
การพดู เชน่ นี้ กรณุ าอยา่ ถอื วา่ เปน็ การตำ�่ เปน็ ความตำ�่ แตเ่ ปน็ เรอ่ื งความจรงิ ทเ่ี อา
มาเทยี บเคียงใหท้ ราบว่า ความสูง ความต�่ำ เกิดจากความดีและชัว่ ท่พี าใหเ้ หลอ่ื มล้�ำ
ต�่ำสูงตา่ งกันภายในจติ ใจของสัตว์โลก จึงต้องเทยี บให้ฟงั นีเ่ ราเทียบใกล้ๆ นกี้ ็น่า
ขยะแขยงแลว้ แลว้ เรอื่ งมนั จะเปน็ อยา่ งนนั้ จรงิ ๆ ถา้ หากเราประมาทใหต้ วั เอง เคยสงู แลว้
มนั จะตำ่� ลงไปได้ เคยดแี ลว้ มันจะช่วั ลงได้ เพราะฉะน้นั เราจงพยายามทจ่ี ะให้ดีขนึ้
ยิ่งกว่าน้ีไปโดยล�ำดับ ถ้าเปล่ียนเสื้อ ก็เปลี่ยนเสื้อท่ีราคาเท่านี้ข้ึนเป็นราคาเท่าน้ัน
เสอ้ื คณุ ภาพของมนั เปน็ อยา่ งนแ้ี ลว้ เลอื่ นคณุ ภาพของมนั ขน้ึ ไปโดยลำ� ดบั ตามคณุ ภาพ
ของจติ เราทม่ี ีมากน้อยนน่ั แหละ
คณุ ธรรม คณุ ภาพ คณุ ธรรมทม่ี อี ยภู่ ายในจติ ใจนนั้ แล เปน็ เหตทุ จี่ ะทำ� ใหเ้ ปลยี่ น
สภาพสงู ขน้ึ ไปเรอื่ ยๆ ถา้ หากคณุ ธรรมไมค่ อ่ ยมี มนั เปน็ บาปธรรมแทรกอยภู่ ายในจติ
กเ็ ปล่ียน “ลงไป” เรือ่ ยๆ เปลี่ยนเสือ้ ดีเปน็ เสอ้ื ขาดไปละ เปลี่ยนเสื้อคนเปน็ เสอื้ สัตว์
เปน็ เสือ้ เปรต เสอื้ ผี เป็นไปได้หมด
177
จติ นเี่ ปน็ ของไมแ่ นน่ อน เพราะมเี ครอื่ งหมนุ จติ ใหเ้ ปน็ ไปในแงต่ า่ งๆ ได้ เครอ่ื งหมนุ
อนั นนั้ กเ็ ปน็ ความชวั่ นน่ั เองทห่ี มนุ ไปทางตำ่� ไมม่ คี วามดที จี่ ะหมนุ ใหไ้ ปทางสงู เลย มแี ต่
เหตุชว่ั ทงั้ นั้น แล้วเรามักจะคลอ้ ยตามส่ิงที่ชว่ั ส่ิงที่ไมด่ ีอยเู่ สมอ ท้งั ทเี่ ราไม่ปรารถนา
ความชว่ั แตค่ วามคลอ้ ยตามนนั้ บง่ บอกอยา่ งชดั เจน เราควรสงั เกตตอนนี้ ระมดั ระวงั
ตอนน้ใี ห้ดี!
การปฏบิ ตั ใิ ดๆ กต็ าม งานใดกต็ ามในโลกน้ี ไมเ่ หมอื นกบั งานคอื การปฏบิ ตั ติ อ่
จติ ใจ ซึ่งเป็นงานละเอยี ดลออและรวดเรว็ ที่สดุ กำ� หนดไม่ทัน รไู้ ม่ทัน ทงั้ ๆ ที่ตัวจิต
กเ็ ปน็ ตวั รเู้ ปน็ ตวั ปรงุ แตท่ ว่ี า่ “รไู้ มท่ นั ” คอื สตริ ไู้ มท่ นั สตเิ ราตอ้ งผลติ ขน้ึ มา ตอ้ งพยายาม
อบรม พยายามตง้ั สติ ตัง้ ทา่ ตง้ั ทาง เช่นเดยี วกบั เราเดินไปในสถานที่ท่ีไม่ปลอดภยั
เชน่ ทเี่ ปน็ ขวากเปน็ หนาม เปน็ ตน้ เราตอ้ งระมดั ระวงั ความระมดั ระวงั ตงั้ จติ ตงั้ ใจเดนิ
นน้ั แล ทา่ นเรยี กวา่ “สต”ิ เชน่ ระวงั จติ ไมใ่ หค้ ดิ ไปในแงต่ า่ งๆ ซงึ่ เปน็ สงิ่ ไมด่ ี ขดั กบั ธรรม
คอื ความตอ้ งการของเราทจ่ี ะใหจ้ ติ สงบในเวลาภาวนา เปน็ ตน้ ความระมดั ระวงั เชน่ น้ี
ทา่ นเรยี กวา่ “สต”ิ เราพยายามระมดั ระวงั เสมอ พยายามอบรมความระวงั นใี้ หม้ ากขนึ้
ความระวงั เรอื่ ยๆ กเ็ ปน็ ความเคยชนิ ภายในตวั เอง แลว้ คอ่ ยรเู้ รอื่ งรรู้ าว มสี ตเิ ปน็ พน้ื
ขน้ึ มาโดยลำ� ดบั จนกลายเปน็ “มหาสติ มหาปญั ญา” ขน้ึ ได้ จากสตทิ ล่ี ม้ ลกุ คลกุ คลาน
จากปญั ญาทล่ี ม้ ลกุ คลกุ คลาน นแ่ี หละทา่ นจงึ สอนใหอ้ บรม สอนใหบ้ ำ� รงุ สตโิ ดยลำ� ดบั
พวกเราอยใู่ นฐานะทจ่ี ะตอ้ งเปลย่ี นเสอื้ อยา่ งทว่ี า่ นนั้ เพราะกฎบงั คบั มอี ยภู่ ายในใจ
แมเ้ ราจะไมร่ กู้ ต็ าม กฎอนั นเ้ี ปน็ สงิ่ ทล่ี ล้ี บั อนั เกนิ ความรขู้ องตนจะสามารถรเู้ หน็ เรอ่ื ง
ของตวั ได้ แตม่ ที า่ นผสู้ ามารถรไู้ ดเ้ ปน็ พระองคแ์ รก คอื พระพทุ ธเจา้ พระอรหนั ตท์ า่ น
ท่านเหล่านี้ไม่ต้องสงสัยว่าท่านจะไม่ทราบสิ่งลึกลับเหล่าน้ี ถ้าท่านไม่ทราบ ท่านก็
ถอดถอนแกไ้ ขไมไ่ ด้ สง่ิ ลกึ ลบั อนั นจี้ ะเปน็ ความลกึ ลบั เฉพาะสตปิ ญั ญาทย่ี งั ไมส่ ามารถ
เทา่ นนั้ แต่เมื่อสติปญั ญาสามารถแลว้ กเ็ ปดิ เผยข้นึ มาหมด ไม่มีอะไรล้ีลับ
ขึ้นชื่อว่า “สมมุติภายในใจ” แลว้ จะตอ้ งถูกปญั ญาร้ือถอนขน้ึ มาจนหมดสนิ้
แลว้ พน้ จากความ “สมมตุ ”ิ ทา่ นเรยี กวา่ “วมิ ตุ ต”ิ นนั่ แหละ ความจรงิ ทงั้ หลายทม่ี อี ยู่
178
ภายในจติ ใจของเราน้ี ไมว่ า่ สว่ นดสี ว่ นชวั่ มนั เปน็ ความจรงิ แตล่ ะอยา่ งๆ ดว้ ยกนั แตเ่ รา
ไมส่ ามารถทจ่ี ะทราบสงิ่ ลกึ ลบั ทม่ี อี ยใู่ นตวั เราได้ นเี่ ปน็ เหตใุ หเ้ กดิ ความประมาทนอนใจ
ไมร่ ะมดั ระวงั โดยเขา้ ใจวา่ “สงิ่ นนั้ ไมม่ ”ี บา้ ง ทง้ั ๆ ทที่ า่ นผรู้ กู้ บ็ อกวา่ “ม”ี สงิ่ นน้ั เปน็ ภยั
เราเขา้ ใจวา่ ไมเ่ ปน็ ภยั บา้ ง ทง้ั ๆ ทส่ี ง่ิ นนั้ เปน็ ภยั ทมี่ อี ยภู่ ายในใจเราดว้ ย เลยทำ� ใหป้ ระมาท
นอนใจ แลว้ เปน็ ความไมส่ นใจดว้ ย เปน็ ความเขา้ ใจดยี ง่ิ กวา่ ทา่ นผรู้ อู้ กี ดว้ ย ทงั้ ๆ ทโี่ ง่
ทส่ี ดุ มนั กอ็ ยกู่ บั ความโงน่ น่ั แหละ กเิ ลสตวั วา่ ฉลาด! ผทู้ ฉ่ี ลาดจรงิ ๆ แลว้ ทา่ นไมอ่ วด
คนโง่มักอวดฉลาดเสมอ ไมว่ ่าใครๆ มักอวด นี่เราพดู กนั ในเรอ่ื งของ “ธรรม”
หากว่าเราแม้มีความหยิ่งภายในใจเราว่าเป็นผู้ฉลาด แต่ใคร่ต่อการปฏิบัติ
จิตภาวนา ยงั ไงก็ไปไมพ่ ้นทีจ่ ะทราบตามความจรงิ ทพ่ี ระพทุ ธเจ้าทรงสัง่ สอนซ่งึ มอี ยู่
กบั ตวั เราเองตง้ั แตข่ น้ั หยาบจนถงึ ขนั้ ละเอยี ด และขน้ั ละเอยี ดสดุ เพราะพระองคท์ รง
นำ� ส่งิ ที่จริงอยูภ่ ายในใจของสัตวท์ ง้ั น้นั ออกมาแสดงให้สัตวโ์ ลกทัง้ หลายไดร้ ู้ ไดเ้ หน็
ไดด้ ู ไดช้ ม ไมใ่ ชเ่ อามาจากทอี่ นื่ ใด เพราะ “ธรรม” ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงสอนนี้ ไมไ่ ดส้ อน
แบบปลอมๆ
พระพทุ ธเจา้ ไมไ่ ดร้ ู้ “ธรรม” อยา่ งปลอมๆ จะมาสอนโลกแบบหลอกลวงไดอ้ ยา่ งไร
ปฏบิ ตั กิ จ็ รงิ รกู้ จ็ รงิ สง่ิ ทรี่ ู้ สงิ่ ทล่ี ะ กเ็ ปน็ ของมจี รงิ และรไู้ ดจ้ รงิ ละไดจ้ รงิ จงึ มาสอน
โลกด้วยความจรงิ นน้ั ๆ
สอนพวกเราก็น�ำเรื่องของพวกเราทง้ั น้นั ออกมาสอนเรา แมจ้ ะนำ� เร่ืองของผูใ้ ด
ออกมาสอนกต็ าม เรอ่ื งนนั้ เปน็ อยา่ งเดยี วกนั เชน่ ความโลภ พระพทุ ธเจา้ ทา่ นทรงแสดง
ถงึ เรอื่ ง ความโลภ ความโกรธ ความหลง แมจ้ ะแสดงเรอื่ งของบคุ คลใดกต็ าม กค็ อื เรอื่ ง
ของเรานั่นแหละ
สำ� หรบั เราผตู้ ง้ั ใจศกึ ษาเพอื่ ถอดเพอื่ ถอนกเิ ลส หรอื เพอื่ สง่ เสรมิ ธรรม สงิ่ เหลา่ นน้ั
มอี ยภู่ ายในใจเราดว้ ยกนั เพราะฉะนนั้ พระพทุ ธเจา้ สอนโลกจงึ ไมไ่ ดม้ งุ่ ตอ่ ผหู้ นง่ึ ผใู้ ด
โดยเฉพาะ แต่มุ่งต่อสัตว์โลกที่ควรจะได้รับประโยชน์ตามก�ำลังของตน เพราะ
179
พระพุทธเจ้ามิใช่ผู้คับแคบตีบตัน เว้นเฉพาะบุคคลที่ควรสงเคราะห์เป็นกรณีพิเศษ
พระองค์กท็ รงสงเคราะหเ์ ป็นรายบุคคลไปบ้าง นอกนัน้ ธรรมก็เป็นธรรมกลางๆ ให้
เหมาะสมกับพุทธบริษทั ที่สดบั ธรรมจากท่าน พุทธบรษิ ทั น้ันๆ ยอ่ มมีกิเลสประเภท
เดยี วกนั
ฉะนนั้ การสอนธรรมแตล่ ะครงั้ จงึ ปรากฏวา่ มผี ไู้ ดร้ บั ผลประโยชน์ ตลอดถงึ บรรลุ
มรรค ผล นพิ พาน มจี ำ� นวนมาก เพราะเหตไุ รจงึ เปน็ เชน่ นน้ั ? กเ็ พราะเรอ่ื งความจรงิ นนั้
เหมอื นกนั แสดงเรอื่ งความจรงิ ออกมาเปน็ กลางๆ เทา่ นนั้ ใครก็ “โอปนยโิ ก” คอื นอ้ ม
เขา้ มาสตู่ ัว ท่านพดู ถึงความโลภ ความโลภของเราก็มี พูดถงึ ความโกรธ ความหลง
กต็ า่ งคนต่างมี พดู ถงึ เรือ่ งละความโลภ ความโกรธ ความหลง ตา่ งคนก็พยายามละ
ดว้ ยกนั ทา่ นเทศนใ์ หร้ ู้ สอนใหร้ ู้ ตา่ งคนตา่ งมคี วามรอู้ ยแู่ ลว้ และสนใจฟงั ดว้ ย ทำ� ไม
จะไม่รู้
ธรรมเหมือนกัน กิเลสอาสวะเหมือนกัน พระพุทธเจ้าประทานแก่ผู้ใดก็ตาม
บรรดาผู้ที่มีความสนใจหวังผลประโยชน์จากการฟังก็ต้องได้รับผลมากไปตามเหตุ
ถา้ เราจะเสาะแสวงดโู ทษทม่ี อี ยภู่ ายในตวั เรา เรากค็ วรจะทราบไดอ้ ยา่ งชดั เจน ทำ� ไมจะ
ไม่ทราบ สิ่งทีพ่ ระพทุ ธเจา้ ทรงสั่งสอนและต�ำหนติ เิ ตียนน้ันมอี ยู่กับใคร ถ้าไมม่ อี ยู่
กับพวกเราทมี่ กี ิเลสดว้ ยกนั นี้ กเ็ มื่ออยกู่ ับพวกเราแลว้ ท�ำไมเราจะไม่ทราบวา่ อันใด
เปน็ กเิ ลส ถา้ ทราบวา่ อนั นนั้ เปน็ กเิ ลส และกเิ ลสเปน็ ภยั เราจะตอ้ งมคี วามกลวั ความ
ขยะแขยง ถา้ ทา่ นสอนวธิ ี “ละ” เราจะตอ้ งรบี นำ� มาปฏบิ ตั ติ อ่ สง่ิ นน้ั ๆ แลว้ ไดผ้ ลขน้ึ มา
โดยลำ� ดบั นี้ประการหนง่ึ
อกี ประการหนง่ึ สงิ่ ทม่ี อี ยใู่ นตนกใ็ หท้ า่ นสอน ถา้ ไมโ่ ง่ จะใหท้ า่ นสอนทำ� ไม มนั มี
ดว้ ยกนั ทกุ คน สตปิ ญั ญากม็ อี ยดู่ ว้ ยกนั แตไ่ มท่ ราบ นแ่ี หละทา่ นจงึ เรยี กวา่ “พวกเราโง”่
เหยยี บยำ่� ไปมาอยูก่ ับความจรงิ ทงั้ หลายกไ็ มท่ ราบ
180
ใหพ้ ยายามเปลยี่ นเสอื้ เปลยี่ นเสอ้ื เรอ่ื ยๆ เอาจนกระทง่ั ถงึ “เสอื้ ทนั สมยั ” ไมต่ อ้ ง
ไปหามาจากเมอื งนอกเมอื งนาทไ่ี หนกนั สว่ นมากสงิ่ ใดทว่ี า่ ทนั สมยั แลว้ จะตอ้ งมาจาก
เมอื งนอก เมืองเราไมม่ ี เพราะเหตุใดถงึ ไมม่ ?ี น่าคดิ อย่มู าก สติปญั ญาเราก็พอมี
มอื เทา้ เรากพ็ อมี ทำ� ไมถงึ ไมท่ นั สมยั มนั ไมท่ นั ทห่ี วั ใจของกเิ ลสนนั่ เอง ทมี่ นั พาคน “เหอ่ ”
จนลมื เนอื้ ลืมตวั และเอาจนฉบิ หาย เพราะมันยงั ไม่ยอมรูส้ กึ ตัววา่ โง่ ลา้ สมยั ส่งิ ท่ี
ซ้ือมานนั้ ทันสมัยอยู่หรอก แต่ตนน่ันซิ มนั เหอ่ มันโง่ มนั จึงล้าสมัยไปโดยไม่รตู้ วั
พูดง่ายๆ อย่างน้ี ถ้าจะพิจารณาตามเหตุตามผลแล้ว มันทันด้วยกันน่ันแล
สตั วก์ ท็ นั สมยั ไปตามสตั วแ์ ตล่ ะประเภท คนกท็ นั สมยั กนั แตล่ ะชาตแิ ตล่ ะภาษา ถา้ ไมโ่ ง่
ไมด่ ูถกู กนั ตา่ งสัตว์ ตา่ งคน ตา่ งหาเล้ียงตวั เอง ไปดูถูกกันทำ� ไม ถ้าไม่ใชค่ นเลว
คนลา้ สมัยของมนษุ ยน์ ่ะ!
เอา้ ยน่ เขา้ ภายในอกี การทนั สมยั นะ่ คอื อะไร? เปลยี่ นเรอื่ ยๆ ดว้ ยสตปิ ญั ญา คอื
เปลย่ี นอารมณส์ ว่ นหยาบดว้ ยอบุ ายวธิ แี หง่ การพจิ ารณา เราจะทราบภายในใจเราโดย
ล�ำดับ
ครั้งแรกที่ยังไม่เคยอบรมไม่เคยปฏิบัติศึกษาศาสนาเลย จิตใจของเราเป็น
อยา่ งไร? พดู ไมถ่ กู เพราะเราไมส่ นใจ พอมาปฏบิ ตั ศิ าสนา เฉพาะอยา่ งยงิ่ คอื การอบรม
“ภาวนา” จติ ทงั้ ๆ ทเี่ คยคดิ เคยปรงุ เรอื่ งราวอยตู่ ลอดเวลา แตก่ อ่ นเราไมค่ อ่ ยสนใจวา่
“อะไรเปน็ คณุ อะไรเปน็ โทษ” แตพ่ อมาฝกึ หดั อบรมภาวนา ชกั จะทราบขน้ึ มาโดยลำ� ดบั
“วนั นจี้ ติ ชกั ยงุ่ ” ซงึ่ แตก่ อ่ นมนั กย็ งุ่ อยแู่ ลว้ แตเ่ ราไมท่ ราบ พอมาฝกึ หดั ภาวนาเขา้ พอจติ
ชกั ยงุ่ และจิตกระทบกระเทอื นอะไร กร็ ู้ได้เรว็ ขึน้ อะไรมาสัมผสั คอยแตจ่ ะกระทบ
กระเทือนใจใหเ้ จา้ ตวั ร้เู สมอ
แต่กอ่ นขออภยั ! ใจเปน็ หลังหมี มันด�ำไปหมดจึงไม่รู้ อะไรมาถูกก็ด�ำไปดว้ ย
กนั หมด มนั ดำ� เตม็ ทจ่ี นหาทสี่ กปรกไมเ่ จอ อะไรมาถกู มนั กด็ ำ� เหมอื นกนั ไปหมด แตถ่ า้
มีดำ� ๆ ด่างๆ บา้ ง อะไรมาถกู มันก็ทราบไดบ้ ้าง นี่เวลาอบรมกับไม่เคยอบรมเลย
181
มนั ผดิ กนั มาก อะไรมากระทบกระเทอื น มนั เปน็ อนั เดยี วกนั หมด ทนี พี้ อจติ เราไดร้ บั
การอบรมแลว้ มีความสงบเยอื กเยน็ บา้ ง พอมีสง่ิ ไรมาสมั ผสั มากระทบกระเทอื นบ้าง
มันรู้ได้เรว็ แตเ่ ราไมไ่ ดค้ ดิ ว่า ความรู้ไดเ้ รว็ นี้เกดิ ข้ึนมาเปน็ ข้ึนมาเพราะการอบรม
เรากม็ าคดิ เสยี วา่ โอ้ แตก่ อ่ นเราไมภ่ าวนา กไ็ มเ่ หน็ เปน็ อะไร พอมาภาวนาแลว้
จติ ชกั เปน็ นน่ั ชกั เปน็ น่ี สง่ิ ทม่ี ากระทบกระเทอื น ทำ� ใหร้ ไู้ ดเ้ รว็ เพราะความรบั รขู้ องเรา
มนั คลอ่ งแคลว่ ขน้ึ สตมิ พี อจะทราบสงิ่ นน้ั สง่ิ นแี้ ลว้ กค็ อ่ ยทราบขน้ึ เปน็ ลำ� ดบั ยง่ิ จติ มี
ความสงบเยอื กเยน็ มากข้ึน เป็นฐานแหง่ ความสงบประจำ� ใจ อะไรมาผ่านให้ผิดปกติ
แหง่ ความสงบ จะทราบทนั ทๆี แลว้ พยายามแกไ้ ข จะทราบทงั้ สาเหตดุ ว้ ยวา่ วนั นจ้ี ติ
ไมค่ อ่ ยสะดวก เปน็ เพราะเหตนุ นั้ ๆ นค่ี อื ความระมดั ระวงั เพราะเรอ่ื งสตทิ เ่ี ราเคยอบรม
มาเร่อื ยๆ จนมีสติให้ทราบเรื่องของตัวได้เรว็ ขน้ึ แม้ทส่ี ดุ ความเคลือ่ นไหวของตัวเอง
เกย่ี วขอ้ งกบั เรอื่ งใดกท็ ราบ สงิ่ อนื่ เขา้ มาเกย่ี วขอ้ งมาสมั ผสั จติ เรานำ� สง่ิ เหลา่ นน้ั เขา้ มา
ครนุ่ คดิ ตา่ งๆ จนเกดิ เปน็ อารมณข์ นึ้ มา ใจกท็ ราบวา่ วนั นใี้ จไมส่ ะดวก ใจมสี ง่ิ นนั้ เปน็
อารมณ์ มีสงิ่ นี้เปน็ อารมณ์ ความทราบนแ้ี หละเป็นสักขีพยานอันหน่งึ ของการปฏบิ ตั ิ
ทจ่ี ะทำ� ใหไ้ ดย้ ง่ิ ขนึ้ ไปกวา่ นี้ ใหท้ ราบไดร้ วดเรว็ ยง่ิ กวา่ นี้ และแกก้ นั ไดอ้ ยา่ งรวดเรว็
เพยี งขนั้ ความสงบของจติ กท็ ราบอยู่แลว้ ถา้ พูดถึงข้ัน “ปญั ญา” น้นั ยิง่ รวดเรว็ !
อะไรจะมคี วามสวยงามยง่ิ กวา่ จติ จะสงา่ ผา่ เผยยง่ิ กวา่ จติ จะมคี ณุ คา่ ยงิ่ กวา่ จติ
จะเป็นธรรมชาตทิ ีอ่ ศั จรรย์ยง่ิ กวา่ จิต จะรู้ไดร้ วดเร็วยงิ่ กวา่ จิต ไมม่ ใี นโลกทง้ั สามน!้ี
สง่ิ ไรกต็ ามทอี่ ยใู่ นวสิ ยั เราทจี่ ะทราบไดด้ ว้ ยความสมั ผสั จะเปน็ ทางตา หู จมกู ลนิ้ กาย
กต็ าม จะไมเ่ หมอื นจติ ทไ่ี ดร้ บั การอบรมมาดว้ ยดแี ลว้ รเู้ รอื่ งของตวั จากผลแหง่ การชำ� ระ
มาโดยลำ� ดบั เลย ใจจะปรากฏมคี วามสงา่ ผา่ เผย มคี วามสงบเยอื กเยน็ มคี วามผอ่ งใส
เปน็ ส่ิงที่ไมจ่ ดื จางด้วย ท�ำใหม้ ีความละเอียดลออ มคี วามอศั จรรย์อะไรบอกไมถ่ ูก
มคี วามดดู ดมื่ ในความสง่าผา่ เผย ในความผอ่ งใส ในความสงบสุขของตนไปเรือ่ ยๆ
182
น!่ี เพียงเทา่ น้ีเราก็พอทราบได้แลว้ วา่ “รสแหง่ ธรรม คอื ความสงบน้ี เหนือรส
ทัง้ หลายอยแู่ ลว้ ” ยงิ่ มกี ารชำ� ระไปเร่ือยๆ ความผอ่ งใสน้กี จ็ ะเปล่ยี นสภาพไปเร่ือยๆ
เหมอื นเราเปลยี่ นเส้ือเป็นเสอ้ื ทันสมยั นั่นเอง
เปลย่ี นเรอื่ ยๆ ความสงา่ ผา่ เผยกเ็ ปลยี่ นอาการ เปน็ ความละเอยี ดเขา้ ไปอกี เชน่
พดู วา่ สวยงาม กเ็ ปลย่ี นๆ ไปตามกนั หมด จนกระทง่ั ความอศั จรรยก์ เ็ ปลยี่ น อศั จรรย์
แคน่ ้ี อศั จรรย์แคน่ ั้น แปลกประหลาดแค่น้ี แปลกประหลาดแค่นัน้ ในขนั้ ของจติ
จนกระทงั่ เป็นอัศจรรยย์ ิ่งเลย “สมมตุ ”ิ ทัง้ หลายไป น่ัน! ความอัศจรรย์กลายเป็น
ความอัศจรรย์ “นอกสมมตุ ”ิ อกี เพยี งความอัศจรรย์ข้ันในสมมุติ มันกย็ ิ่งกวา่ ความ
อศั จรรยท์ งั้ หลายในโลกนแ้ี ลว้ เพราะฉะนนั้ เราจงึ ควรทราบวา่ สงิ่ ทมี่ คี ณุ คา่ มากทสี่ ดุ
ในโลกน้ไี ดแ้ ก่ใจน่ีเอง!
ใจจึงควรได้รับความเหลยี วแลเชน่ เดยี วกับกิจการหรือวตั ถุสมบัติอนื่ ๆ ย่ิงเรา
ต้องการทราบจากผลของการบวกลบ แห่งความเป็นมาและเป็นไปข้างหน้าด้วยแล้ว
กย็ ง่ิ จะเกดิ ความสนใจตอ่ สมบตั ิ คอื ใจนมี้ ากขน้ึ และเกดิ ความสนใจในการประพฤติ
ปฏบิ ตั ิ การรกั ษา การอบรมตวั เอง มนี ำ�้ หนกั มากขน้ึ โดยลำ� ดบั ๆ ไมท่ อ้ ถอย ยง่ิ กวา่ งาน
อน่ื ใดทผ่ี า่ นมา และพยายามสรา้ งสมบตั หิ รอื สง่ เสรมิ สมบตั อิ นั นใี้ หเ้ ดน่ มากขนึ้ ใหเ้ ปน็
ทีน่ ่าพอใจภายในตวั เอง
ปจั จบุ นั ขณะปฏบิ ตั ิ ขณะทยี่ งั มชี วี ติ อยู่ เรากไ็ ดช้ มความรู้ ความเดน่ ความสงบ
เยน็ ใจ ความสบายใจ ความแปลกประหลาดความอัศจรรยอ์ ยู่ภายในใจดวงนี้ เวลา
จะตายกไ็ มค่ ดิ เดอื ดรอ้ น เพราะอนั นเี้ องเปน็ ตวั ประกนั แหง่ การเปลยี่ นภพเปลย่ี นชาติ
ไปสู่ภพใด แดนใด หรอื สสู่ ถานทใ่ี ด จะได้เสวยผลเช่นไร ความจริงกบั ตวั เองกบ็ อก
อยแู่ ลว้ โดยผลซงึ่ กำ� ลงั รบั อยู่ รอู้ ยเู่ วลานี้ ใจอยกู่ บั อนั นี้ ทราบแลว้ ไมเ่ ดอื ดรอ้ น ไมเ่ สยี ใจ
เพยี งเทา่ นก้ี ช็ ่อื ว่า “เราได้ความมัน่ ใจ” สมบตั ิอันน้ีเปน็ ที่แนใ่ จ สมบัติน้ีไม่หลอกลวง
สมบตั ิช้นิ นเ้ี ปน็ สมบัตทิ ่ีตดิ ตัว คือตดิ กับใจไป!
183
ไมเ่ หมอื นสมบตั อิ น่ื ซง่ึ ทำ� ใหม้ คี วามดใี จในขณะนแ้ี ลว้ เสยี ใจในขณะตอ่ ไป คอื
ตอ้ งมกี ารพลดั พรากจากสง่ิ นนั้ สงิ่ นี้ อยา่ งทา่ นวา่ “ยมั ปจิ ฉงั น ลภติ ตมั ปิ ทกุ ขงั ” ปรารถนา
ไมส่ มหวงั กเ็ ปน็ ทกุ ข์ ไดม้ าแลว้ เวลาพลดั พรากจากกนั กเ็ ปน็ ทกุ ขอ์ กี แตส่ มบตั ทิ ว่ี า่ น้ี
ไมเ่ ป็นเช่นนั้น ตรงกันข้าม ตดิ แนบกบั ตวั ไปเลย สมกบั ทเ่ี ป็น “อตั สมบตั ิ” โดยแท้
ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ประทานพระโอวาทแกบ่ รรดาสตั ว์ กเ็ พอ่ื จะใหน้ อ้ มเขา้ มาปฏบิ ตั ติ อ่
จติ ใจทเ่ี ปน็ สมบตั อิ นั สำ� คญั นใี้ หเ้ ดน่ ขน้ึ ภายในตวั และใหจ้ ติ เปน็ เจา้ ของ “ธรรมสมบตั ”ิ น้ี
จะเป็นท่ีภาคภูมิใจทั้งปัจจุบันที่เป็นอยู่เวลานี้ และอนาคตที่จะเปลี่ยนสภาพน้ีไปสู่
ภพหนา้ จติ นีจ้ ะไปอย่างสงา่ ผา่ เผย ไปอยา่ งมเี หตุมีผล มีธรรมเปน็ เครอื่ งบ�ำรุงรกั ษา
ดังท่ีทา่ นสอนไว้ว่า “ธัมโม หเว รักขติ ธมั มจาริง” ธรรมยอ่ มรกั ษาผปู้ ฏิบัตธิ รรม
ธรรมทไ่ี หนมารกั ษาเรา? เอา้ ใหเ้ ราคดิ ดตู รงนี้ ธรรมในคมั ภรี น์ นั้ หรอื ธรรมใน
หนงั สอื เลม่ นนั้ เชน่ นเี้ หรอ? ไมใ่ ช่ คอื เรยี น “ธรรม” จากตำ� รา รแู้ ลว้ นำ� มาปฏบิ ตั ติ วั เอง
จนปรากฏผลขึน้ มา “ธรรมอันน้แี ล” ท่ปี รากฏเปน็ ผลขึ้นมาประจกั ษ์อยใู่ นใจเวลานี้
เป็น “ธรรมท่รี ักษาผู้ปฏิบตั ิ” คอื เราเอง ไมใ่ ห้ตกไปในทชี่ ่วั
คำ� วา่ “ชวั่ ” คอื สง่ิ ทไ่ี มพ่ งึ ปรารถนา ไมต่ กไปในสง่ิ ทไ่ี มพ่ งึ ปรารถนานนั้ เอง “ธรรม”
จะพาเปน็ ไปตามผลแหง่ ความดีทไ่ี ดป้ ฏบิ ตั มิ าแล้วนีเ้ ท่านั้น ไม่เปน็ อย่างอื่น
สมบตั นิ อ้ี ยกู่ บั เรา ใหพ้ ยายามสง่ เสรมิ สมบตั นิ ใ้ี หไ้ ดป้ ระจกั ษ์ อยา่ งนอ้ ยใหเ้ ปน็
ความเย็นใจเถอะ น้ีเปน็ ท่ีแนใ่ จ เปน็ ท่ีตายใจได้จริงๆ เพียงจิตใจมคี วามสงบเทา่ นนั้
กป็ รากฏเปน็ ความเยน็ ใจขนึ้ มา เปน็ หลกั ใจขนึ้ มาประกนั ตวั จงพยายามอบรมขนึ้ เรอ่ื ยๆ
เมือ่ ความสงบนน้ั เปน็ รากเป็นฐานใหม้ ีความม่นั คงข้ึนเป็นลำ� ดบั ก็ยงิ่ เป็นความมัน่ ใจ
ของผปู้ ฏิบัตินน้ั ๆ มากขนึ้
เอา้ พิจารณาทางดา้ น “ปัญญา” เพื่อจะเปดิ สงิ่ ที่ปกคลุมห้มุ ห่อภายในใจนอ้ี อก
อะไรทมี่ าปกคลมุ ? กค็ วามยดึ มน่ั ถอื มน่ั ความสำ� คญั ผดิ ของตนนน้ั แล กลบั มาเปน็ ภยั
แกต่ นเอง มาปกคลมุ จติ ใจเสยี เอง ความสำ� คญั มนั่ หมาย ความคดิ ความยดึ มน่ั ถอื มนั่
184
ในส่งิ ใด เพราะไมร่ ูใ้ นสงิ่ ใด จงึ ต้องยดึ มัน่ ถอื มั่น ทา่ นแสดงออกไป เร่อื งภายนอกมี
มากมาย รูป เสียง กล่นิ รส เครอ่ื งสัมผสั พดู กวา้ งๆ นะนี่
รูป รูปอะไร เราแยกขยายออกไปเตม็ โลกเต็มสงสาร รูปหญงิ รปู ชาย รูปพัสดุ
สง่ิ ของ สมบตั เิ งนิ ทองอะไร เรยี กวา่ “รปู ” ทง้ั นน้ั เสยี ง กเ็ สยี งอะไรตา่ งๆ วา่ กนั ไป เชน่
เสยี งขบั ลำ� ทำ� เพลง เปน็ ตน้ ทจี่ ติ ไปสำ� คญั มน่ั หมายกบั เสยี งเหลา่ นี้ แลว้ สรา้ งความปดิ บงั
ตัวเองโดยไมร่ ูส้ กึ ตวั ความส�ำคญั มั่นหมายนีแ้ ลปกคลมุ หุ้มห่อจิตใจใหม้ ดื มิดปดิ ตา
ไมท่ ราบความจรงิ ของสงิ่ เหลา่ น้ัน เพราะไม่ทราบความจรงิ ของจติ ทห่ี ลอกลวงตัวเอง
ท่านจึงสอนใหพ้ ิจารณา “ภายนอก” เช่น รปู เสียง กล่นิ รส เปน็ ต้น ดว้ ยสตปิ ัญญา
นเ่ี ปน็ “ปญั ญาชน้ั หนง่ึ ” ทจ่ี ะถอนตัวออกมาจากส่งิ เหลา่ นนั้ แลว้ กย็ อ้ นเขา้ มาถงึ สิ่ง
สำ� คญั ทตี่ ดิ แนบอยกู่ บั ตวั เรา ทถี่ อื วา่ เปน็ “เรา” มาตงั้ แตว่ นั เกดิ “ผม” กเ็ หน็ วา่ เปน็ เรา
เปน็ ของเรา “ขน” กว็ า่ เปน็ เรา “เลบ็ ” กเ็ รา “ฟนั ” กเ็ รา เนอ้ื หนงั กระดกู ทกุ ชน้ิ ทกุ สงิ่
ทกุ อนั ภายในรา่ งกายน้ี เปน็ เราและเปน็ ของเรา เหลา่ นเ้ี ปน็ สงิ่ ทจ่ี ติ ตดิ มากทเี ดยี ว ใจกบั
กายตดิ กนั จนแยกไมอ่ อก ถา้ ไม่แยกด้วยสตปิ ัญญา ดังทไ่ี ด้อธิบายมาน้ี
รปู ทเ่ี รยี กวา่ “กาย” น้ี มนั ตดิ เปน็ อนั เดยี วกบั ใจ ใจกบั กายนกี้ เ็ ปน็ เรา เราเปน็ ใจ
ใจก็เป็นกายน้ี ทง้ั กายทั้งใจน้ีเปน็ เรา และเรยี กวา่ “เรา” โดยความรู้สกึ ของสามัญชน
ท่วั ๆ ไปเปน็ อยา่ งนน้ั
เวทนา ความสขุ กต็ าม ความทกุ ขก์ ต็ าม เฉยๆ กต็ าม เกดิ ขน้ึ กบั รา่ งกายหรอื ใจ
ใจจะถือว่าเปน็ เรา เป็นของเราทง้ั สน้ิ เราเปน็ ทกุ ข์ ทกุ ขเ์ ป็นเรา ยุ่งไปหมด เราเปน็ สขุ
สุขเปน็ เรา อะไรๆ ก็เปน็ เราเสยี สนิ้
สญั ญา ความจำ� ก็เราจำ� อะไรก็เราจ�ำ ความจำ� เป็นเรา เปน็ ของเรา
สงั ขาร กเ็ ราคดิ เราปรงุ ดี ชว่ั เปน็ เรา เปน็ ของเรา คดิ กนั ยงุ่ จนแทบลม้ แทบตาย
เพราะความคิดมันก่อกวนวุ่นวาย กย็ ังว่าเปน็ เรา นนั่ เห็นไหมล่ะ? มันหลงอยา่ งน้เี อง
185
วญิ ญาณ รบั ทราบอะไร กเ็ ปน็ เราทง้ั หมด ไดย้ นิ วา่ “นรก” พอไดย้ นิ กถ็ อื เอาคำ� วา่
“ได้ยนิ ” นั้นเป็นเรา เปน็ ของเราเขา้ ไปอีก และเรอ่ื งท้ังหลายกม็ ากองอยภู่ ายใน “จิต”
จติ จงึ แย่ อะไรกข็ นเขา้ มา ขนเขา้ มา จอมปลอมอะไร กข็ นเขา้ มาใหจ้ ติ แบก จติ รบั จติ หาม
วนุ่ ไปหมด แลว้ จะไม่ทุกขอ์ ย่างไร
นแี่ ลสง่ิ ทป่ี ดิ บงั จติ ใจ สงิ่ กดขบ่ี งั คบั สงิ่ ทบั ถมจติ ใจ สงิ่ เสยี ดแทงจติ ใจ คอื ความ
หลงของใจเองท่ีไปกว้านเอาสิ่งเหล่าน้ันเข้ามาเป็นภัยแก่ตัวเอง เพราะฉะนั้นจึงต้อง
ใช้ปญั ญาเป็นผู้บกุ เบกิ เป็นผ้แู ยกแยะใหเ้ หน็ ตามความจรงิ เอา้ รปู “รูปงั อนจิ จงั ”
มนั ไมเ่ ทย่ี ง มนั แปรปรวน กร็ กู้ นั อยแู่ ลว้ “รปู งั อนตั ตา” ไมใ่ ชต่ น ไมใ่ ชเ่ รา ไมใ่ ชข่ องเรา
ไมใ่ ชใ่ คร และไมใ่ ชข่ องใคร เปน็ ความจรงิ อยตู่ ามสภาพของมนั “อนจิ จงั ทกุ ขงั ” กท็ กุ ข์
เหน็ กนั อยพู่ อแลว้ ถอื วา่ เปน็ “ตน” ทไี่ หนได้ ฟงั แตว่ า่ “อนตั ตา อนตั ตา” มนั ไมใ่ ชท่ ง้ั นนั้
เรายังจะฝนื ความไม่ใช่ตนที่พระพทุ ธเจา้ ทรงส่ังสอนอยู่หรือ?
ถ้าไม่อยากจะอยู่กับกองขันธ์ห้า ก็จงพิจารณาแยกตัวออกตามท่ีท่านสั่งสอน
อย่าเอากเิ ลสโสมมไปยอ้ื แยง่ แขง่ ดกี บั “สวากขตธรรม” ทา่ น ทีต่ รัสไว้โดยชอบแล้ว
มนั ขวางธรรมท่าน
พระพทุ ธเจา้ เปน็ ผูร้ ู้จริงเห็นจริงแท้ๆ ท�ำไมไม่เชือ่ พระพุทธเจา้ “รปู งั อนัตตา”
เรายงั ถอื วา่ เปน็ อตั ตาตวั ตนอยหู่ รอื ทา่ นผรู้ แู้ ทๆ้ เปน็ ผสู้ อนเรา ทำ� ไมเราไมเ่ ชอื่ เรากราบ
“พทุ ธงั ธัมมัง สังฆงั สรณัง คัจฉามิ” ไปทำ� ไม เมอื่ เราไมเ่ ชือ่ ค�ำวา่ “รูปงั อนัตตา,
เวทนา อนตั ตา, สญั ญา อนตั ตา, สงั ขารา อนตั ตา, วญิ ญาณงั อนตั ตา” ซง่ึ เปน็ “อนตั ตา”
ทั้งส้นิ น้ี เรายังจะถือวา่ น้เี ป็นเรา เปน็ ของเราอยูแ่ ล้ว เราจะเช่ือพระพุทธเจ้าไปท�ำไม
เรากล่าวถึง พระพุทธเจา้ พระธรรม พระสงฆ์ วา่ เปน็ สรณะ มีความหมายอะไรเลา่
ถา้ เรายังไม่เชอ่ื ความจรงิ คอื ธรรมทพี่ ระองค์ประทานไว้ว่าเปน็ ความจรงิ พวกเราน่ี
มันคอื “เทวทัต” ในร่างของพุทธบริษัท จงึ ไมเ่ ชื่อธรรมทา่ น
186
ควรจะละความจอมปลอมของตนเอง ใหเ้ หน็ ความจรงิ อยา่ งทา่ นวา่ ดว้ ยปญั ญา
พระพทุ ธเจ้าว่าอย่างนน้ั แตเ่ รากลบั ว่าอยา่ งน้ี ท่านวา่ “อนัตตา” ปฏิเสธตลอดเวลา
ถา้ เปน็ ภาษาของเรา กน็ า่ จะวา่ “เอา้ ตขี อ้ มอื ไว้ เดยี๋ วเออ้ื มไปจบั โนน่ เดย๋ี วเออื้ มไปจบั น”ี่
ทา่ นตขี อ้ มอื ไว้ “อยา่ จบั อยา่ ไปจบั อยา่ ไปแตะตอ้ ง ไปๆ อยา่ ยงุ่ พวกดอ้ื ดา้ นนย้ี งุ่ จรงิ ”
วา่ ยงั ง้นั เปน็ ผู้ใหญ่แลว้ ยงั ดื้อด้านหาญทำ� ไม่เขา้ เรอ่ื งย่งิ กว่าเด็กตัวซนๆ เสยี อกี นี่
รปู งั อนตั ตา อยา่ ไปยงุ่ เวทนา อนตั ตา อยา่ ไปยงุ่ สญั ญา อนตั ตา, สงั ขารา อนตั ตา,
วิญญาณงั อนัตตา อยา่ ยงุ่ อย่ายงุ่ นะ เด๋ียวตีมอื เพราะเป็นไฟทั้งนัน้ รไู้ หม? พวกนี้
พวกยุ่ง พวกเผาตัวเองนี่ เราถกู เผาลนมานานเทา่ ไรแล้ว เพราะความถือว่าเปน็ เรา
เป็นของเรานี่น่ะ ยงั ไมเ่ ข็ดหลาบอยหู่ รือ จะพากันด้อื ไปถึงไหนกันน่ี
เราพจิ ารณาใหร้ ชู้ ดั เจน และปลอ่ ยวางไวต้ ามความจรงิ ของมนั จะสขุ กใ็ หร้ ตู้ าม
ความจรงิ ของมนั สุขเกิดขน้ึ สุขดบั ไป สขุ เป็นไตรลักษณ์ ทกุ ขเ์ กิดข้นึ ทกุ ข์ดับไป
ทกุ ขเ์ ปน็ ไตรลกั ษณ์ รปู เปน็ ไตรลกั ษณ์ สญั ญาเปน็ ไตรลกั ษณ์ สงั ขารเปน็ ไตรลกั ษณ์
วญิ ญาณเปน็ ไตรลกั ษณ์ ใหเ้ หน็ วา่ เปน็ ไตรลกั ษณ์ เปน็ ความจรงิ อนั หนงึ่ ๆ รแู้ ลว้ ถอนตวั
เขา้ มาอย่เู ป็นอสิ ระ อยา่ ไปยุ่ง อยา่ ไปแบกไปหาม น่เี รียกวา่ “ปญั ญาคน้ ดใู ห้เหน็
ชดั เจน”
เมอ่ื พจิ ารณาสงิ่ เหลา่ นรี้ อบตวั หมดแลว้ มนั ไมไ่ ปไหน สตปิ ญั ญาจะหมนุ ตว้ิ เขา้ ไป
สจู่ ติ ตวั ลมุ่ หลงทกี่ ลมกลนื กบั “อวชิ ชา” นน่ั แหละ นนั่ แลบอ่ แหง่ “อวชิ ชา” แท้ บอ่ แหง่
ความเกดิ แท้ บอ่ แหง่ ความเปลยี่ นเสอ้ื เปลย่ี นแสง เปลยี่ นภพ เปลย่ี นชาติ เปลยี่ นอยู่
ที่ตรง “จิต” นัน่ แหละ
เอา้ สตปิ ญั ญาคน้ เขา้ ไปทำ� ลายมนั รงั ของ “อวชิ ชา” มนั ฝงั อยใู่ นจติ นี้ เมอ่ื แยก
ออกไดห้ มดแลว้ ดว้ ยสตปิ ญั ญา ทางฝา่ ยขนั ธก์ ย็ อ้ นเขา้ ไปถงึ “อะวชิ ชาปจั จะยา สงั ขารา”
อะวชิ ชาปจั จะยา จรงิ ๆ มันมาจากไหน ใครเปน็ อวิชชา? ถา้ ไมใ่ ช่ผทู้ ี่รู้ซ่งึ เตม็ ไปดว้ ย
ความหลงฝงั อยภู่ ายในตวั นนั้ ปญั ญาสอดแทรกเขา้ ไป พจิ ารณาเขา้ ไปใหเ้ หน็ ธรรมชาติ
187
นคี้ อื อะไรกนั แน?่ มนั กไ็ ตรลกั ษณด์ ๆี นนั่ เอง พวกกเิ ลสตณั หาอวชิ ชาจะเปน็ อะไรไป
ใหพ้ จิ ารณาตรงน้ี ตอนนเี้ รยี กวา่ พจิ ารณา “จติ ” ใหเ้ ปน็ ไตรลกั ษณ์ เชน่ เดยี วกนั ไมผ่ ดิ
ถา้ เราถอื วา่ เปน็ ตนแลว้ กเ็ ทา่ กบั เรากนิ ปลาทงั้ กา้ ง หรอื กนิ ไกท่ ง้ั กระดกู กนิ ขา้ วทงั้ เปลอื ก
โดยไมเ่ ลอื กเฟน้ จะเปน็ อนั ตรายแกใ่ ครเลา่ คดิ ใหด้ กี อ่ นจะกลนื ลงไป ไมง่ นั้ ตาย! เพราะ
ก้างและกระดูกขวางคอ
ทว่ี า่ จติ เปน็ ไตรลกั ษณต์ อนน้ี คอื จติ มสี ง่ิ ทเ่ี ปน็ ไตรลกั ษณค์ รอบงำ� อยนู่ น่ั เอง เราจะ
ถอื วา่ จติ เปน็ ตนในขณะนน้ั ไมไ่ ด้ ตอ้ งพจิ ารณาตรงนน้ั ใหเ้ หน็ ความจรงิ ของไตรลกั ษณ์
ซง่ึ มอี ยู่ภายในจิต
เราเหน็ แตไ่ ตรลักษณท์ ่ีมอี ยู่ตามรปู เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ แต่เรา
ตอ้ งการเหน็ ไตรลกั ษณอ์ นั ละเอยี ดแหง่ “สมมตุ ”ิ ฝงั อยภู่ ายในจติ จงึ ตอ้ งพจิ ารณา “จติ ”
เชน่ เดยี วกับพจิ ารณาอาการทัง้ ห้า คือ รูป เวทนา สญั ญา สังขาร วญิ ญาณ ใหเ้ ป็น
ไตรลกั ษณ์ ดใู ห้เห็นจริงด้วยสติปัญญา สิง่ ทีม่ ันไมอ่ าจทนทานอยู่ไดด้ ้วยอำ� นาจของ
ปญั ญาผทู้ ำ� ลาย มนั จะสลายตวั ลงไป คอื จะแตกกระจายลงไป สง่ิ ทเี่ ปน็ ความจรงิ โดย
ธรรมชาติของตัว สงิ่ น้นั จะคงอยู่ เช่น “ผรู้ ู”้
เมอ่ื สง่ิ ทจ่ี อมปลอมทง้ั หลายสลายตวั ลงไปแลว้ ผรู้ นู้ จี้ ะทรงตวั อยกู่ ลายเปน็ ผรู้ ทู้ ่ี
บรสิ ทุ ธขิ์ นึ้ มา ผนู้ ไ้ี มฉ่ บิ หาย ผนู้ ไ้ี มเ่ ปน็ ไตรลกั ษณ์ ไตรลกั ษณก์ ห็ มดปญั หาในขณะท่ี
กเิ ลสอาสวะทง้ั หมดสน้ิ สดุ ไปจากใจ คำ� วา่ “ไตรลกั ษณ”์ ภายในใจจงึ หมดไป เรอื่ งอนจิ จงั
ทกุ ขัง อนตั ตา ภายนอกกต็ าม ภายในก็ตาม รูป เสียง กลิน่ รส เครื่องสัมผสั รปู
เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ กต็ าม ยอ่ มหมดปญั หาไป เมอื่ “อวชิ ชา” สนิ้ ไปจากใจ
โดยเดด็ ขาดแลว้
เมอื่ จติ พ้นจาก “สมมุต”ิ แล้ว อะไรๆ ก็เปน็ ความจรงิ ไปตามๆ กนั ไม่มีอะไร
เปน็ ปญั หาต่อไปอกี เพราะใจไม่สรา้ งปญั หาใหแ้ ก่ตวั เอง เน่ืองจากสตปิ ญั ญาร้รู อบ
ขอบชดิ แล้ว
188
นเี่ รยี กวา่ “เสอ้ื ทที่ นั สมยั ทสี่ ดุ ” การเปลย่ี นใหเ้ ปลยี่ นตรงนี้ เราไมต่ อ้ งไปหาเปลย่ี น
ท่ไี หนอกี เปล่ยี นตรงน้ีแล้ว ไมต่ อ้ งไปหาตดั ทไี่ หนมาเย็บมายอ้ ม มาย่งุ วนุ่ วายอกี
เปลี่ยนเส้ือนี้ไปเป็นเสื้อนั้น เสื้อนั้นเป็นเส้ือนี้ แบบหมุนไม่หยุด! จงพยายามเอา
“เสอื้ ตวั เดยี วน”้ี ไวเ้ สยี “นพิ พานงั ปรมงั สญุ ญงั ” อะไรจะสญู กส็ ญู ไปเถอะ ขอใหไ้ ด้
“เสอื้ ทนั สมยั น”้ี แลว้ เปน็ ทพ่ี อใจ พากนั เขา้ ใจไหมละ่ ? เทศนจ์ ะจบแลว้ ยงั ไมเ่ ขา้ ใจกนั อยู่
หรือน่ี
เอาละ เทศนเ์ ท่าน้ี เอวัง จบจรงิ ๆ
189
ส.ค.ส. สนิ คา้ ประเสริฐ
คำ� วา่ “ศาสนา” นนั้ เปน็ กริ ยิ า หรอื เปน็ อาการทอี่ อกมาจาก “ธรรม” แท้ เมอ่ื แยก
ออกมาเปน็ คำ� พดู เปน็ อาการหรอื เปน็ คำ� สอน ไมว่ า่ จะเปน็ “พระสตู ร” “พระวนิ ยั ” หรอื
“พระปรมตั ถ”์ เปน็ อาการแหง่ “ธรรม” ทงั้ นนั้ คำ� วา่ “ศาสนา คอื คำ� สงั่ สอน” ถา้ หากมี
เพียงเทา่ นี้กไ็ มซ่ ้งึ แตค่ ำ� สง่ั สอนนอ้ี อกมาจาก “ธรรมแท้” ทีพ่ ระพุทธเจา้ ทรงค้นพบ
สง่ิ ทพ่ี ระองคท์ รงครองอยภู่ ายในพระทยั นนั้ แล คอื “ธรรมแท”้ ดงั ทเี่ ทศนผ์ า่ นมาแลว้
ทา่ นน�ำธรรมท่ที ่านแยกเป็นอาการออกมา มาแสดงในทางเหตุ คือวธิ ีการปฏบิ ัตอิ อก
เปน็ ผลเพอ่ื ความสขุ หรอื เพอื่ ความสงบสขุ เปน็ ขนั้ ๆ ขนึ้ ไป จนถงึ “ธรรมแท”้ ถา้ ไมม่ ี
“ปฏปิ ทา” เครอ่ื งดำ� เนนิ กไ็ มส่ ามารถทจ่ี ะเขา้ ถงึ ความสงบสขุ เปน็ ลำ� ดบั ๆ จนถงึ ความสขุ
อันสดุ ยอดได้
คำ� วา่ “ผล” กเ็ ปน็ อาการหนงึ่ คอื เปน็ ชอื่ แหง่ ธรรมทป่ี รากฏอยใู่ นจติ ใจ ตามขน้ั
ตามภมู ิ ของใจ ของธรรม ทเี่ รยี กวา่ “ธรรมแท”้ เปน็ ลำ� ดบั ๆขน้ึ ไป ดงั ทา่ นวา่ “โสดาปตั ตผิ ล
สกทิ าคามผี ล อนาคามีผล อรหัตผล” นเี่ ปน็ ธรรมแท้ คอื แท้ไปตามขัน้ แหง่ ธรรมที่
ผู้ส�ำเรจ็ หรอื ผ้บู รรลุไดเ้ ข้าถึงธรรมขั้นนั้นๆ เรียกวา่ “ธรรมแท”้
สว่ นชอ่ื “โสดา สกทิ า อนาคา และอรหตั ” นเ้ี ปน็ อาการอนั หนงึ่ ออกมา ทา่ นแสดงผล
ก็เป็นอาการทัง้ นั้นแหละ ผลท่แี ทจ้ ริง ก็คือใจเป็นผูค้ รอง ใจเป็นผู้ร้เู หน็ เปน็ สมบตั ิ
ของใจ ตดิ อยู่กับใจ เพราะเกิดขึน้ กับใจ
190
ฉะนน้ั เมื่อพดู ถงึ ศาสนา หรือศาสนธรรม จงึ ไม่คอ่ ยซ้ึง เพราะเป็นอาการออก
มาแล้ว ไมใ่ ช่ตัวจริง แตเ่ มอ่ื ปฏิบัติเข้าไปโดยล�ำดบั จนปรากฏผลขึน้ แกผ่ ปู้ ฏิบัตเิ ป็น
ข้นั ๆ นั่นแหละ จึงเรียกวา่ “ธรรม” ตามขน้ั ของธรรมแท้ทไ่ี ด้บรรลภุ ายในจิตใจของ
ผ้ปู ฏบิ ัติ
ศาสนธรรมฝา่ ยเหตุ กเ็ ปรยี บเหมือนเครือ่ งมือท�ำงาน ถ้ามีแตเ่ ครื่องมอื จะมี
มากนอ้ ยเพยี งไร กเ็ พยี งกองเตม็ อยใู่ นบา้ นในเรอื น ไมส่ ำ� เรจ็ ประโยชนอ์ ะไร ถา้ ผเู้ ปน็
เจ้าของไมน่ �ำเคร่อื งมอื นัน้ ไปประกอบการงานตามหน้าท่ีของเครื่องมือนนั้ ๆ ทค่ี วรจะ
ใช้ในกิจการใดตามความต้องการและความฉลาดของตน เคร่ืองมือน้ันจึงจะส�ำเร็จ
ประโยชนแ์ ก่ผูท้ �ำข้นึ มาเป็นล�ำดบั
ศาสนธรรมจะมแี ตค่ ำ� พดู มแี ตก่ ารศกึ ษาเลา่ เรยี นจดจำ� ไวม้ ากนอ้ ยเพยี งไร กจ็ ดจำ�
ไว้ท่ีใจเปล่าๆ ไมเ่ กิดผลเกดิ ประโยชน์อะไร ต้องอาศยั การปฏบิ ตั ติ ามธรรมทีไ่ ด้ฟัง
ไดจ้ ดจำ� ไวน้ นั้ จงึ จะเกดิ ผลขน้ึ มาภายในใจ นน้ั แลชอ่ื วา่ “เปน็ ผลทสี่ ำ� เรจ็ ขนึ้ มา” จากการ
ปฏบิ ัติธรรม เช่นเดียวกับบา้ นเรอื น เป็นต้น ที่สำ� เร็จมาจากเครอ่ื งมือที่เรานำ� มาใช้
ดว้ ยเหตนุ ้ี เราจงึ ไมค่ วรเอาเครอ่ื งมอื ทไ่ี ดร้ บั จากการศกึ ษาเลา่ เรยี น หรอื อา่ นในหนงั สอื
พทุ ธศาสนาเลม่ ใดกต็ าม มาทงิ้ ไวก้ บั “ความจำ� ” เฉยๆ แลว้ ถอื เอาความจำ� นนั้ มาเปน็
สมบตั ขิ องตน โดยมแี ตช่ อ่ื มแี ตเ่ งา ไมป่ รากฏตวั จรงิ เลย นน้ั ไมถ่ กู ตอ้ ง สง่ิ ทถี่ กู และ
เหมาะสมอยา่ งยงิ่ คอื การปฏบิ ตั !ิ ทา่ นสอนวา่ อยา่ งไรกป็ ฏบิ ตั ติ ามนนั้ เฉพาะอยา่ งยง่ิ
สอนใหร้ กั ษาจติ ใจ ซง่ึ เปน็ สงิ่ สำ� คญั และเปน็ ตน้ เหตอุ นั ยงิ่ ใหญภ่ ายในตวั เรา จงึ ควร
ระมัดระวงั รักษาจิตนดี้ ว้ ยดีตลอดไป
จิตน้ีมีส่ิงสลับซับซ้อนแทรกซึมอยู่มากนับไม่ถ้วนจนเต็มไปหมดภายในดวงใจ
ซง่ึ เปน็ นกั ธรุ กจิ และนกั สง่ั สมอารมณต์ า่ งๆ ตลอดเวลา จนมองหาดวงใจแทไ้ มป่ รากฏ
มแี ตส่ งิ่ จอมปลอมทงั้ นน้ั คดิ ออกมาในแงใ่ ดมแี ตเ่ รอ่ื งจอมปลอม เมอื่ พสิ จู นต์ ามหลกั
จติ ภาวนาแลว้ ยอ่ มจะทราบสง่ิ จอมปลอมทงั้ หลายทแี่ สดงออกมาจากใจจนนบั ไมถ่ ว้ น
วา่ มเี รอ่ื งอะไรบา้ ง ความเปน็ ทงั้ นเี้ พราะอะไร? กเ็ พราะวา่ สง่ิ ทบี่ รรจอุ ยภู่ ายในใจนน้ั มี
191