ชีวประวัติและพระธรรมเทศนา
พระจนฺทสาโร หลวงปหู่ ลุย
วดั ถำ้� ผาบิง้ อ�ำเภอวังสะพุง จังหวดั เลย
อนุสรณพ์ พิ ธิ ภณั ฑฉ์ นั ทกรานุสรณ์
วัดป่าอมั พโรปัญญาวนาราม ในพระสงั ฆราชูปถัมภ์
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก
ชวี ประวัติและพระธรรมเทศนา
พระจนฺทสาโร หลวงปู่หลยุ
เลขมาตรฐานหนังสอื : ๙๗๘-๖๑๖-๔๔๕-๐๐๘-๐
พิมพค์ รัง้ ที่ ๑ : สงิ หาคม ๒๕๖๐
จำ� นวนพมิ พ์ : ๕,๐๐๐ เล่ม
จัดพิมพโ์ ดย : มลู นธิ ิพุทธสมนุ ไพรคแู่ ผน่ ดนิ ไทย ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
สงวนลขิ สิทธ์ิ : หา้ มคัดลอก ตดั ตอน เปลี่ยนแปลง แกไ้ ข ปรับปรงุ
ข้อความใดๆ ทัง้ สน้ิ หรอื นำ� ไปพิมพจ์ ำ� หนา่ ย
หากท่านใดประสงค์จะพมิ พ์เพ่อื ใหเ้ ป็นธรรมทาน
โปรดตดิ ตอ่ ขออนญุ าตจากทางมูลนิธิพทุ ธสมนุ ไพรค่แู ผ่นดินไทย
ในพระบรมราชูปถัมภ์ โทร. ๐๘๙-๑๗๒-๔๔๒๘
พิมพ์ท่ี : บรษิ ทั ศลิ ปส์ ยามบรรจุภณั ฑ์และการพมิ พ์ จ�ำกดั
๖๑ ถนนเลียบคลองภาษเี จริญฝ่ังเหนือ ซ.เพชรเกษม๖๙
แขวงหนองแขม เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร
โทรศพั ท์ ๐-๒๔๔๔-๓๓๕๑-๙ โทรสาร ๐-๒๔๔๔-๐๐๗๘
E-mail: [email protected] www.silpasiam.com
ค�ำปรารภ
เร่ืองการจัดท�ำหนังสือมรดกธรรมยอดโอวาทค�ำสอนของสมณะนักปราชญ์
วสิ ทุ ธเิ ทวา (พระปา่ ) จดั ทำ� ขน้ึ ๓๔ องค์ สมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ระหวา่ งปี พทุ ธศกั ราช
๒๔๖๐-๒๕๕๔ โอวาทธรรมยอดแห่งค�ำสอนของวิสุทธิบุคคล ท่านแสดงบริสุทธิ์
สมบรู ณไ์ มว่ า่ ยคุ ใดสมยั ใด นำ� ผสู้ นใจพยายามตง้ั ใจปฏบิ ตั ติ าม ยอ่ มกา้ วลว่ งทกุ ขไ์ ปได้
สมความปรารถนา คณะปสาทะศรทั ธาเห็นควรจัดทำ� ข้ึนสงวนรกั ษาไว้ เพ่อื กุลบตุ ร
สุดท้ายภายหลังที่ พิพิธภัณฑ์ฉันทกรานุสรณ์ วัดป่าอัมพโรปัญญาวนาราม บ้าน
หนองกลางดอน ต�ำบลคลองกว่ิ อ�ำเภอบา้ นบึง จังหวดั ชลบุรี ผสู้ นใจกรณุ าเขา้ ไป
ศกึ ษาได้ตามโอกาส เวลาพอดี
ผฉู้ ลาดยึดหลักนักปราชญ์เปน็ แบบฉบับพาดำ� เนนิ ปกครองรกั ษาตน
คณะปสาทะศรทั ธา
ห้ามพิมพเ์ พือ่ จ�ำหนา่ ย สงวนลขิ สทิ ธ์ิ
สารบญั
พระจนฺทสาโร หลวงปูห่ ลุย ๑
๗
ชวี ประวัติและพระธรรมเทศนา พระจนทฺ สาโร หลวงป่หู ลุย ๒๕๗
ชวี ประวตั ิ พระจนฺทสาโร หลวงปู่หลุย ๓๓๙
พระธรรมเทศนา พระจนทฺ สาโร หลวงปู่หลยุ ๔๑๗
ธารแหง่ ธรรม ๔๓๙
อาจารยิ ธรรม
ปกณิ กธรรม
พระจนทฺ สาโร หลวงป่หู ลยุ
วัดถ้�ำ ผาบงิ้ อำ�เภอวงั สะพุง จงั หวดั เลย
พระจนฺทสาโร หลวงปู่หลยุ
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช รชั กาลท่ี ๙
ชวี ประวัตแิ ละพระธรรมเทศนา
พระจนทฺ สาโร หลวงปู่หลยุ
1
2
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทาน
ในงานพระราชทานเพลิงศพ
พระอาจารย์หลุย จนฺทสาโร
ณ เมรุวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร
วันเสาร์ที่ ๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๓๓
สงวนลิขสิทธิ์
3
4
5
ชีวประวตั ิ
พระจนฺทสาโร หลวงปูห่ ลุย
เมอ่ื ถงึ วนั องั คาร ขน้ึ ๔ คำ่� เดอื น ๓ ปฉี ลู ตรศี ก อนั ตรงกบั วนั ท่ี ๑๑ กมุ ภาพนั ธ์
พ.ศ. ๒๔๔๔ ในสถานภาพเชน่ นน้ั ในชาตติ ระกลู ดงั นน้ั ทารกชายผหู้ นงึ่ กไ็ ดถ้ อื กำ� เนดิ
ข้ึนมาในสกุล “วรบุตร” ในเวลาเช้าตรู่ เวลาพระออกบิณฑบาต เป็นผู้ซ่ึงต่อมา
ในภายหลงั ไดเ้ ปน็ ทร่ี จู้ กั เปน็ ทเ่ี คารพรกั เลอื่ มใสศรทั ธาของปวงพทุ ธศาสนกิ ชนไทย
ท่วั ประเทศ ในนามว่า พระคุณเจ้า หลวงปู่หลยุ จนั ทสาโร
เกย่ี วกบั การเกดิ ของทา่ นน้ี ตอ่ มาในภายหลงั ใน พ.ศ. ๒๔๘๐ เมอ่ื หลวงปธู่ ดุ งค์
ออกจากบา้ นไปกวา่ สิบปี กก็ ลบั มาเย่ียมจังหวดั เลย มาพกั ทป่ี ่าชา้ วัดหนองหมากผาง
ตำ� บลนาออ้ อำ� เภอเมอื ง ไดม้ าโปรดโยมมารดา ไดถ้ าม “เจา้ แมน่ างกวย” หรอื “แมก่ วย”
ของทา่ นถงึ เร่อื งนี้ ทราบความแล้วท่านไดบ้ ันทกึ ไว้ดงั น้ี
“พ.ศ. ๒๔๘๐ ไดถ้ ามแมก่ วย กำ� เนดิ ในทอ้ ง ๑๐ เดอื น อยกู่ รรมสบาย ไมป่ ว่ ย
เราอยู่ในท้องแม่ แม่สมาทานอุโบสถหลวง แรกเกิดคนชอบมาก บิดาฝันได้แก้ว
เกดิ ทีแรกรกพนั คอ คนอื่นทายว่าจะได้บวช เจ็บท้อง ๑ คืน รุง่ จวนสวา่ งคลอด
อยู่กรรม ๒๑ วัน แม่โซน้ เลีย้ ง นอนไว้ทไ่ี หนกน็ อนงา่ ย ร้องไหแ้ ตอ่ ยู่กรรม นอกน้ัน
ไมร่ ้องไห้ ตกต้นไม้ ไม่ใชต่ ายคืน ครเู่ ดยี วก็รสู้ กึ ตัว อย่กู รรมหนาวจัด เกดิ ทแี รก
รปู งาม ใครๆ กช็ อบอมุ้ อยใู่ นทอ้ งนน้ั ใหญ่ จนแมต่ ำ� แย แมโ่ ซน้ พนั ทกั ทว้ งวา่ ใหญน่ กั
จะออกไม่ได้ แม่เลยตกใจ นี้แหละพระคณุ ของแม่เช่นนี้ เราไม่กลา้ สึก เพราะฉลอง
คณุ บิดามารดาให้เตม็ เป่ียมในชาติน…”้ี
7
หมายความวา่ การเกดิ ของทา่ นมลี กั ษณะพเิ ศษ คอื โยมมารดามคี รรภถ์ งึ ๑๐ เดอื น
จงึ คลอดบุตรชายผนู้ ี้ ระหวา่ งอยไู่ ฟ สขุ ภาพของมารดาและบตุ รดมี าก ไม่ปว่ ยเลย
ระหว่างท่บี ตุ รอย่ใู นครรภ์ มารดาสมาทานรบั ศีลอุโบสถใหญ่ตลอด แรกเกดิ เป็นที่
รกั ใครเ่ อน็ ดขู องผทู้ พ่ี บเหน็ มาก โยมบดิ าฝนั เปน็ มงคลวา่ “ไดแ้ กว้ ” เปน็ นมิ ติ หมายที่
ดีมาก เม่อื เกิดรกพันคอ จงึ มคี นทำ� นายวา่ ต่อไปทารกน้ีจะไดบ้ วช มารดาเจ็บทอ้ ง
ตลอดคนื จนจะรงุ่ สวา่ งจงึ ไดค้ ลอด อยไู่ ฟนานถงึ ๒๑ วนั เปน็ เดก็ เลย้ี งงา่ ย ยายเลย้ี ง
ใหน้ อนท่ีไหนก็นอนง่ายมาก ไม่ข้ีอ้อนโยเย มีการรอ้ งไหบ้ า้ งแต่ตอนแมอ่ ยู่ไฟเท่านน้ั
หลังจากนั้นกแ็ ทบไมร่ อ้ งไห้เลย (ท่านคงซนพอดี) ตกต้นไม้ก็ไมเ่ จ็บหรือสลบ เพียง
ครเู่ ดยี วกร็ สู้ กึ ตวั ระหวา่ งอยไู่ ฟอากาศหนาวจดั เปน็ เดก็ สวย รปู งาม ใครๆ กช็ อบอมุ้
เวลาทา่ นอยู่ในทอ้ งมารดานั้น ครรภ์ใหญ่มาก ใหญ่จนทุกคนขู่แม่ ไมว่ ่าจะเปน็ หมอ
ตำ� แย หรอื คณุ ยาย ตา่ งพากนั วา่ ถา้ ทอ้ งใหญน่ กั เชน่ นจ้ี ะออกไมไ่ ด้ ทำ� ใหโ้ ยมมารดา
ของทา่ นตกใจมาก เพราะในชนบทไกลๆ นน้ั ถา้ ทอ้ งใหญม่ ากจนทารกออกไมไ่ ด้ กม็ กั
จะเป็นอนั ตรายถงึ ชวี ิตทงั้ แมแ่ ละเด็ก
เม่ือหลวงปู่ร�ำพึงถึงพระคุณของแม่ท่ียอมเส่ียงภัยอันตรายอย่างใหญ่หลวง
เพื่อลูกดังนั้น ความตั้งใจท่ีจะคงอยู่ในเพศพรหมจรรย์ต่อไปจึงย่ิงแน่นแฟ้นขึ้น
ไม่กล้าสึก เพ่ือให้บุญกุศลจาการบวชอุทิศตนให้แก่พระบวรพุทธศาสนาน้ีมีผล
เต็มเป่ียม บูชาฉลองพระคณุ บิดามารดา
วัยดรณุ
ชวี ติ ในวยั เดก็ ของหลวงปู่ คงจะเปน็ ชวี ติ ทส่ี มบรู ณพ์ นู สขุ มากอยู่ นอกจากการมี
ก�ำเนิดในครอบครัวที่มีอันจะกิน หรือความจริงควรจะเรียกได้ว่า ร่�ำรวยทีเดียว
โดยเปรียบเทียบกับเพ่ือนละแวกนั้น บิดามารดาก็คงประคบประหงมอย่างดี ดังที่
มารดา เจา้ แมน่ างกวยเลา่ ใหห้ ลวงปู่ฟงั ว่า “เกิดทแี รกรปู งาม ใครๆ ก็ชอบอมุ้ ” แถม
เปน็ เดก็ เลี้ยงง่าย ไม่ใครร่ อ้ งไห้ ญาตทิ ุกคนจงึ เอน็ ดู แย่งกันอุ้ม ทา่ นบนั ทกึ ไว้ตอ่ มา
อีกหลายปีวา่
8
“หนาวจดั ในสมัยน้ันเราเปน็ เดก็ บดิ าอมุ้ เราไปเย่ียมบา้ นแกน่ ทา้ ว แม่กบั พ่อ
อ้มุ เราไป แต่เราไมร่ ู้เดยี งสานน้ั ครัง้ หน่งึ ”
น้องชายของท่าน “สุข วรบตุ ร” เกดิ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๘ หลังทา่ น ๔ ปี ทา่ นจึง
ด�ำรงความเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตระกูลอยู่หลายปีกว่าน้องชายผู้เกิดใหม่
จะมาแทนทีจ่ ุดรวมแหง่ ความสนใจของบิดามารดาและญาติพี่นอ้ ง ทา่ นว่า แตท่ ่าน
กไ็ มไ่ ดน้ กึ อจิ ฉารษิ ยาอะไรนอ้ ง คงเหน็ นอ้ งเหมอื นของเลน่ มชี วี ติ ทจ่ี ะเลน่ ดว้ ย พสี่ าว
ของท่าน แม้จะตา่ งบิดากนั แตก่ ร็ ักใครก่ นั สนิท ชว่ ยมารดาดแู ลท่านดว้ ยความรัก
มาอย่างไร ท่านก็ช่วยมารดาอุ้มชูน้องด้วยความรักเช่นกันอย่างนั้น แต่น่ันแหละ
เด็กผู้ชายไหนเลยจะเหมอื นเดก็ ผูห้ ญงิ ทา่ นกล่าวว่า ทา่ นดูน้องอย่ปู ระเดี๋ยวประดา๋ ว
กล็ งจากเรอื น เปน็ หวั หนา้ พากลมุ่ เดก็ ลกู คนใชอ้ อกลงนำ�้ บา้ ง ออกไปเทย่ี วในทงุ่ นาบา้ ง
สนุกสนานไปวนั ๆ ตามประสาเดก็
ชวี ติ ทีพ่ ร้อมหนา้ พรอ้ มตาดว้ ยพอ่ แม่ พสี่ าว และนอ้ งชาย ต้องสะดุดหยดุ ลง
เมอ่ื บดิ ามาถงึ แก่กรรมลงขณะทที่ ่านอายไุ ด้เพยี ง ๗ ขวบ และนอ้ งอายุ ๓ ขวบ
เทา่ นัน้ ความสขุ แจ่มใสท่ีเคยมีในบ้าน ก็คล้ายกับมหี มอกควนั บางๆ มาปกคลมุ อยู่
ไมต่ อ้ งสงสยั เจา้ แมน่ างกวยจะตอ้ งรสู้ กึ ถงึ การ “จาก” เปน็ อยา่ งมาก ชวี ติ การแตง่ งาน
ของทา่ น มีแต่การพลดั พรากจากกัน จากเปน็ แล้วกจ็ ากตาย ความเป็นหญิงคนเก่ง
ขม่ี า้ ไปตรวจสวน ตรวจทน่ี า อยา่ งทเี่ คยปฏบิ ตั ิ กเ็ นอื ยๆ ไป มแี ตค่ วามเหงา เฉอื่ ยชา
มากขน้ึ ท่านไม่กลัวการจากเปน็ ซึง่ อาจอยใู่ นลิขิตของมนษุ ย์ การจากตายน้ันเปน็ สง่ิ
ทไ่ี ม่มีใครจะยือ้ ยุดฉุดกระชากชวี ิตท่จี ะจากไปไวไ้ ด้
มารดาท่านเร่มิ เหน็ ทุกข์ ประจักษถ์ ึงการพลัดพรากจากสิง่ ท่รี กั ท่ีชอบใจไปเปน็
ความทกุ ข์ การงานบา้ น การดแู ลทรพั ยส์ มบตั ิ กเ็ รม่ิ ปลอ่ ยใหอ้ ยใู่ นภาระของบตุ รสาว
ตวั ทา่ นสนใจเขา้ วดั ฟงั ธรรมมากกวา่ ระหวา่ งนนั้ พสี่ าวของทา่ นเพง่ิ จะรนุ่ สาว แตพ่ วก
คนในบ้านและเพ่ือนบ้านก็ยกย่องเกรงใจ เรียกกันเป็น “เจ้าแม่นาง” เช่นมารดา
ในบ้านจงึ มีทงั้ เจา้ แม่นางกวย และ เจา้ แม่นางบวย
9
ทา่ นเลา่ วา่ การนา การสวน การทอผา้ มารดามคิ อ่ ยสนใจนกั แตท่ ท่ี า่ นยงั จำ� ได้
วา่ มารดายังทำ� เปน็ ประจำ� คือ การทำ� บญุ ตักบาตร ท�ำด้วยตนเองตลอด รวมทั้งการ
โอบเออื้ อารกี บั หมเู่ พอื่ นบา้ น เวลาตรษุ สงกรานต์ ซงึ่ มารดาเคยใหน้ ำ� เครอื่ งโถเคลอื บ
น้อยใหญ่ออกมาขัดล้าง โถใบใหญ่เป็นท่ีจัดท�ำน�้ำปรุง ประกอบด้วยเคร่ืองหอม
เคร่อื งเทศ อบรำ�่ เปน็ “หัวนำ้� อบไทย” ขันถมทองใบใหญ่ ใช้เป็นท่ผี สมหัวน้ำ� อบ
เจอื จางกบั นำ้� อบรำ่� ของหอม ใหเ้ ปน็ นำ�้ อบไทย แจกจา่ ยใหข้ า้ ทาสบรวิ ารในบา้ น รวมทงั้
ใหน้ ำ� ไปมอบเป็นของขวัญสงกรานตป์ ีใหม่ ระยะน้นั วนั ปใี หม่ของไทยเรา ยังตั้งตน
วันท่ี ๑ เมษายน วนั สงกรานต์ ๑๓ เมษายน จงึ มีความสำ� คญั ต่อความรสู้ ึกของ
คนไทยมาก เพราะเป็นวันเถลิงศกปีใหม่ตามโบราณประเพณี และใกลก้ ับวันปีใหม่
ของทางการ ทกุ บา้ นเรอื นจะรู้สึกถึงความพเิ ศษอันนี้ จดั นำ� ของขวัญใหก้ นั ผนู้ ้อย
ก็น�ำผ้านุ่ง ผ้าห่ม น้�ำอบไทย ไปกราบคารวะผู้ใหญ่ด้วยความเคารพและขอพรผู้
เกิดก่อน ผู้ใหญ่ก็ให้พรประพรมน�้ำหอมให้ ถ้าเป็นผู้มีฐานะดี ก็จะมีของขวัญ
ตอบแทน ในกรณมี ารดาทา่ นนน้ั ไมแ่ ตป่ ระพรมนำ�้ หอมให้ ยงั แจกนำ้� อบไทยใหด้ ว้ ยซำ้�
งานนเ้ี จา้ แมน่ างกวยไมไ่ ดม้ อบใหใ้ ครทำ� แทน ทา่ นทำ� เปน็ ประจำ� ตลอดมา จนสมยั เหลน
เกดิ แลว้ กย็ งั จำ� ภาพคณุ ทวด เจา้ แมน่ าง ทำ� นำ�้ อบไทย เกบ็ หวั นำ�้ อบไทยไวใ้ นโถใหญ่
แลว้ แบง่ ออกมาปรงุ ในขนั ถมทองใบใหญ่ มจี อกถมทองอนั นอ้ ยลอยอยใู่ นขนั สำ� หรบั
เป็นทต่ี ักแจกนำ�้ อบไทย
เจ้าแมน่ างกวยว่า เป็นการทำ� บญุ และรกั ษาประเพณอี ันดงี ามของไทยไว้
นิมิตท่บี อกอนาคต
เม่ือบรรยากาศแห่งความร่าเริงภายในบ้านแปรเปล่ียนไป หลวงปู่ซึ่งเคยถอด
แบบความรนื่ เรงิ สนกุ สนานของบดิ าไว้ กพ็ ลอยรสู้ กึ ไปดว้ ย ทา่ นวา่ ทเ่ี คยเปน็ “หวั โจก”
พาเดก็ ในบา้ นสนกุ สนาน กระโดดนำ�้ ปนี ปา่ ยตน้ ไม้ ซนไปตา่ งๆ นานา กแ็ ทบหมดสนกุ
พส่ี าวก็ครำ่� เคร่งกับการดูแลว่ากลา่ วคนในบ้าน น้องชายกเ็ ล็กนัก ไมเ่ ขา้ ใจอะไรเลย
10
ทา่ นจงึ มกั ปลกี ตวั ไปนง่ั คนเดยี วรมิ แมน่ ำ้� มองดนู ำ�้ ทไี่ หลระเรอื่ ยผา่ นไป เศษใบไม้
ทป่ี ลิวตกลงมา ไมช่ า้ กถ็ ูกกระแสน�ำ้ นน้ั พดั พาลอยไป
นำ�้ มาจากไหน จะไหลไปไหน มแี ตไ่ หลไปทางเดยี ว ไมม่ ไี หลกลบั ดแู ตเ่ ศษใบไม้
ทปี่ ลวิ ตกลงในนำ�้ ไมช่ า้ กถ็ กู กระแสนำ�้ มว้ นตวั พดั พาลอยละลวิ่ ไปจนสดุ สายตา ครทู ่ี
โรงเรยี นสอนวา่ เวลาและกระแสนำ�้ ไมร่ อใคร แตท่ า่ นไมค่ ดิ ถงึ ในเรอ่ื ง “เวลา” กลบั คดิ
ไปในแงเ่ ปรียบเทียบกับ “ชีวติ ” มากกวา่
ชีวิตมนษุ ย์กเ็ หมอื นกระแสน้�ำ เกดิ มาแล้วกล็ ่วงวนั ไป ผ่านไป ชีวิตมีแตล่ ่วงไป
ทกุ วนั ทกุ คนื ไมเ่ คยหยดุ อยกู่ บั ที่ เกดิ แลว้ ทำ� ไมไมห่ ยดุ อยู่ ทเี่ คยพบเหน็ กนั กจ็ ากกนั
เหมอื นใบไม้ทล่ี อยลว่ิ ไปกับน�้ำ ดูแต่บิดา ท่านเมตตาอุ้มเรา จูงเรา หวั เราะกับเรา
รกั เรา อาทรเรา อยูไ่ ม่นานกไ็ ม่มบี ิดาอกี แลว้
ชีวติ นช้ี ่างนอ้ ยนิดนีก่ ระไร ชวี ิตนช้ี ่างไม่เท่ยี งแทจ้ รงิ ๆ
ท่านครุ่นคิด คิดๆ อยู่ ไม่ทราบว่าเป็นการคิดเพ้อเจ้อหรือไร้สาระหรือไม่
เคยปรารภกบั พี่ พกี่ ท็ ำ� ทา่ เหมอื นนอ้ งชายจะกลายเปน็ คนสตเิ สยี หรอื เปลา่ ทา่ นกเ็ ลย
ไมก่ ล้าพดู เลา่ ความคดิ เหลา่ นี้ให้ใครฟัง ไดแ้ ตค่ ดิ คิด ดูกระแสน�ำ้ ในแม่นำ�้ เฉยอยู่
ราวกบั จะเปน็ เพอื่ นรบั ฟงั ความคดิ ของทา่ น เพง่ นำ�้ ดนู ำ�้ มนั สงบ มนั เยน็ ดี มนั ปลอดโปรง่
ใจดี
ทา่ นไม่ทราบวา่ นัน่ เปน็ การหนั เหจิตเข้าสู่ความสงดั วเิ วก นัน่ เปน็ การเริ่มของ
ความคดิ ทางธรรม การเพง่ นำ�้ ดนู ำ้� ทสี่ งบ ทเี่ ยน็ นนั้ ทจี่ รงิ กเ็ ปน็ การภาวนาโดยอาศยั
น้�ำเป็นอารมณ์ อันอาจจะเปน็ อาโปกสณิ กสิณน�้ำของผู้ร้ตู อ่ ไปได้
ทา่ นวา่ ทา่ นไมท่ ราบอะไรทงั้ สน้ิ วนั หนง่ึ ขณะทนี่ งั่ อยรู่ มิ สะพานนำ�้ นง่ั มองนำ�้ เพลนิ
คดิ เรอื่ งชวี ติ ตา่ งๆ อยา่ งหมกมนุ่ เกนิ วยั จติ ตกภวงั คว์ บู ลง เกดิ นมิ ติ เหน็ เปน็ แสงสวา่ ง
สสี วยคลา้ ยสรี งุ้ แตต่ า่ งกบั รงุ้ ทไ่ี มเ่ ปน็ วงโคง้ ครอบลงกบั ขอบฟา้ เปน็ วงกลม ลำ� แสงนี้
เป็นลำ� พุง่ ขึ้นไปกลางฟา้ แลว้ ก็สว่างอยู่บนนน้ั ไม่ทอดลำ� แสงลงแต่อยา่ งใด ลำ� แสง
11
ระยะต้นดเู ปน็ สีเทาดำ� ไม่สว่าง สว่ นที่สวา่ งจ้านัน้ เริ่มแต่ตอนกลางเปน็ ต้นไป ย่ิงถงึ
ปลายล�ำแสงกย็ ง่ิ สว่างจา้ ย่งิ ขึน้
จติ ถามวา่ “แสงอะไร” ในใจตอบวา่ แสงนแ้ี สดงนมิ ติ ของชวี ติ เรา ตอนตน้ ไมส่ วา่ ง
เพราะเราอาภพั บดิ าตายแตเ่ ลก็ ชวี ติ จะลำ� บาก ชว่ งเทย่ี งวนั ทา่ นวา่ ทำ� ไมเรยี กเชน่ นนั้
ก็ไม่ทราบ คงเป็นเพราะเห็นว่าระยะน้ันแสงพงุ่ ข้ึนสูง สูงสดุ ยอด เปน็ ชว่ งตอนกลาง
ของลำ� แสง ถือเปน็ เทีย่ งวันหรือชว่ งวัยกลางของชวี ิต จะเริ่มเป็นคนมีชื่อเสียง เปน็ ท่ี
รูจ้ ักของคนท่ัวไป แสงน้นั ไม่ตกลงเลย ความท่ีเปน็ ท่รี จู้ ักของคนทวั่ ไป กจ็ ะไมล่ ดละ
ลงเลยเชน่ กัน แล้วในใจก็รขู้ ึ้นมาอกี วา่ “ต่อไปจะตอ้ งบวช และบวชแบบกมั มฏั ฐาน”
ขณะนนั้ ยงั เปน็ เดก็ ไมร่ จู้ กั คำ� วา่ “กมั มฏั ฐาน” มากอ่ นเลย แตใ่ นใจกค็ ดิ ขน้ึ มา
เชน่ นน้ั เองไดอ้ ยา่ งไรกไ็ มท่ ราบ ทา่ นเลา่ ใหศ้ ษิ ยฟ์ งั วา่ “คงเปน็ นสิ ยั วาสนาทเี่ คยสงั่ สม
อบรมมาแต่ชาตกิ อ่ นๆ มาบอกมาเตือน” น่ันเอง
เปน็ นมิ ติ ทปี่ ระหลาดมาก ทา่ นเองลมื ไปนาน จนกระทงั่ ภายหลงั เวลามาอนสุ รณ์
ถงึ ความหลงั ระหวา่ งเจรญิ ภาวนาสงบวเิ วกอยู่ นมิ ติ นกี้ ผ็ ดุ ขน้ึ มาอกี เปน็ การบอกอนาคต
ในภายภาคหน้า มีตัว “ผ้รู ู”้ อยู่กบั ตัวนานแล้ว แตไ่ ม่รจู้ ัก
ท่านว่า จำ� ไดว้ า่ ระยะท่มี นี ิมิตนี้ ท่านมีอายปุ ระมาณ ๙ ขวบเทา่ นัน้
วอ-บา-หลยุ
ในสมยั เมอ่ื เจด็ สบิ แปดสบิ กวา่ ปกี อ่ นโนน้ ระบบการศกึ ษาของจงั หวดั เลย มเี พยี ง
แคร่ ะดบั ประถมศกึ ษาเทา่ นน้ั หากตอ้ งการจะเรยี นสงู กวา่ นน้ั จะตอ้ งมาตอ่ ทกี่ รงุ เทพฯ
อันเป็นเมืองหลวงของประเทศ การคมนาคมเดินทางจากจังหวัดหัวเมืองจะมา
นครหลวงนนั้ แสนล�ำบาก ไม่มที างที่คนธรรมดาสามัญไม่ใชข่ า้ ราชการจะเดนิ ทางกนั
ไปเองได้ เพราะต้องเดนิ ทางรอนแรมกันไปกลางป่ากลางดง มเี กวยี น มชี า้ ง มีม้า
ตา่ งไปเปน็ ขบวน โดยทถ่ี า้ ใครจะใหบ้ ตุ รหลานไปเรยี นสงู กวา่ ชน้ั ประถม จะตอ้ งฝากฝงั
12
ไปกับขบวนข้าราชการท่ีจะต้องเดินทาง ถ้าไม่สบจังหวะเวลา ไม่มีการไปราชการ
กรงุ เทพฯ ไมม่ กี ารโยกยา้ ยตำ� แหนง่ กไ็ มม่ โี อกาสเดนิ ทางเขา้ เมอื งหลวง นอกจากนนั้
เขา้ เมอื งหลวงไดแ้ ลว้ กจ็ ะตอ้ งหาบา้ นผหู้ ลกั ผใู้ หญห่ รอื ญาตมิ ติ รใหบ้ ตุ รหลานไดพ้ กั พงิ
ระหวา่ งการศึกษาด้วย
หลวงปู่ต้องการจะไปเรยี นตอ่ กรุงเทพฯ แต่มารดากไ็ มย่ อมสง่ ไป อ้างว่า ไมม่ ี
ญาตมิ ติ รทจี่ ะคอยดแู ลได้ ความจรงิ คงเปน็ ความรสู้ กึ ลกึ ๆ เรอื่ งกลวั “การจาก” ยงั ฝงั
อยมู่ ากกวา่ สามกี ไ็ มอ่ ยแู่ ลว้ หากลกู ชายคนโตพลอยเปน็ อะไรไปจะทำ� อยา่ งไร เพราะ
มบี อ่ ยครง้ั ทไ่ี ดย้ นิ ขา่ ววา่ เดก็ ชายทเี่ ดนิ ทางไปเพอื่ ศกึ ษาตอ้ งเปน็ ไขป้ า่ ลม้ หายตายจาก
ไปเสยี กอ่ นกม็ ี มารดาจงึ ไมย่ อมใหบ้ ตุ รจากมา หลวงปจู่ งึ มโี อกาสศกึ ษาเลา่ เรยี นแคจ่ บ
ประถมปที ่ี ๓ เทา่ นนั้ ซง่ึ ขณะนนั้ นบั เปน็ การศกึ ษาทส่ี งู มากสำ� หรบั บา้ นเมอื งทหี่ า่ งไกล
นครหลวงไปจนสุดกูอ่ ยา่ งจงั หวัดเลย
โรงเรยี นท่ที ่านเรียนน้นั ช่ือโรงเรียนวดั ศรสี ะอาด ฉะนน้ั จึงไม่นา่ ประหลาดใจ
ท่สี ภาพอันสงบรม่ เยน็ ของ “วัด” จะมสี ว่ นกลอ่ มเกลาใหจ้ ติ ใจเดก็ ชายน้อยแหง่ สกุล
“วรบตุ ร” หันไปสู่ทางธรรม ด้วยโรงเรียนก็อยู่ในเขตวดั การเรียนการเล่นก็ไม่ห่าง
เสยี งสวดมนตไ์ หวพ้ ระ มหิ นำ� ซำ�้ โรงเรยี นขาดแคลนครู บางเวลาตอ้ งอาศยั พระชว่ ยมา
สอนหนังสือด้วย ชีวิตของท่านจึงโน้มน้าวไปหาความสงบของวัด แนบแน่นกับวัด
โดยไมร่ ้ตู วั
แตเ่ ดมิ บดิ ามารดาตง้ั ชอ่ื บตุ รชายคนนว้ี า่ “วอ” แตเ่ มอื่ มาเขา้ โรงเรยี น ความทม่ี ี
นสิ ยั ชา่ งซัก ช่างเจรจา ชา่ งออกความเหน็ เหมอื น “ครบู า” ทางครูและเพื่อนๆ ก็เลย
เรยี กชอื่ ทา่ นวา่ “บา” ทา่ นไดใ้ ชช้ อื่ ใหม่วา่ “บา” น้ี จนกระทงั่ ได้เปลย่ี นเป็น “หลุย”
ในภายหลงั ดงั จะกลา่ วตอ่ ไป
13
ทางทีห่ ลงไป
ทา่ นเคยเลา่ วา่ การทมี่ ารดาไมย่ อมสง่ เสยี ใหท้ า่ นมาเรยี นตอ่ ทก่ี รงุ เทพฯ หลงั จาก
จบชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๓ แล้วนี้ ทำ� ให้ท่านเสยี ใจมากว่ามารดาไมร่ กั ทรพั ยส์ มบตั ิ
กม็ ีมากมาย เพียงแค่นกี้ ็ไม่ยอมเสยี เงิน ท่านวา่ ระยะนน้ั ไม่เขา้ ใจถึงความรู้สึกของ
มารดาทจ่ี ะตอ้ งหว่ งหาอาทรตอ่ บตุ ร ทา่ นไดแ้ สดงกริ ยิ าทคี่ ลา้ ยกบั “ทำ� ฤทธ”์ิ กบั มารดา
หลายประการ มาคิดไดใ้ นภายหลงั ก็ออกอายใจเหลอื ประมาณ มีการใดท่จี ะท�ำเพื่อ
ทดแทนพระคณุ มารดา ทา่ นจะรบี ทำ� เชน่ เรอ่ื งการบวชไมย่ อมสกึ การทำ� กลด แจกกลด
ในระยะหลงั ท่ีทำ� บูชาคุณมารดา
ทา่ นกลา่ ววา่ ทที่ า่ นคดิ อยากไปศกึ ษาตอ่ นน้ั เปน็ เพราะเมอ่ื บดิ าขา้ มมาจากเมอื ง
แก่นทา้ ว ก็มากับเพอ่ื นคนหนึ่ง ตอ่ มาเพื่อนของบิดาคนนี้ไดเ้ ข้ารบั ราชการ มคี วาม
เจรญิ กา้ วหนา้ ไดร้ บั บรรดาศกั ดเ์ิ ปน็ ถงึ “หลวง...” บดิ าของทา่ นบญุ นอ้ ย เสยี ชวี ติ กอ่ น
จึงไม่มบี รรดาศักดิ์ และมพี วกขา้ ราชการหลายคนลว้ นมีบรรดาศกั ดเิ์ ปน็ ขนุ หลวง
พระ พระยา กัน ซึ่งจะตอ้ งมพี น้ื ความรูด้ ี จึงจะกา้ วหน้าทางราชการได้ ท่านก็เลยคิด
อยากจะเรียนหาความรูใ้ ส่ตัวเพอื่ เปน็ ฐานทางราชการบา้ ง
มารดาเหน็ ทา่ นเปน็ คนมวี าทะโวหารดี และสนใจจะเอาดที างราชการ เผอญิ ทาง
บุตรเขยของท่านย้ายจากจังหวัดเลย ไปเป็นสมุห์บัญชี แผนกสรรพากร ท่ีอ�ำเภอ
เชียงคาน มารดาจึงฝากฝังให้ท่านไปอยู่กับพี่เขยหรือสามีเจ้าแม่นางบวย ท่ีอ�ำเภอ
เชียงคาน ตง้ั แต่ปี ๒๔๖๐
ทา่ นไดไ้ ปเรมิ่ ทำ� งานเปน็ เสมยี นฝกึ หดั กอ่ น เพราะอายยุ งั ไมค่ รบ ๑๘ ปี ทจี่ ะรบั
ราชการได้ รอจนอายคุ รบ ๑๘ พ่เี ขยจึงให้เป็นเสมียนจรงิ ๆ ทำ� อยู่จนถงึ ปี ๒๔๖๔
ทา่ นอยั การภาค ผมู้ คี วามคนุ้ เคยกบั ครอบครวั หลวงปู่ กฝ็ ากใหไ้ ปทำ� งานทหี่ อ้ งอยั การ
จงั หวดั รอ้ ยเอด็ ทา่ นจงึ ยา้ ยจากเชยี งคานไปอยรู่ อ้ ยเอด็ โดยไปทำ� งานอำ� เภอแซงบาดาลบา้ ง
ห้องอัยการบ้าง
14
เมอื่ เปน็ เดก็ หนมุ่ คะนองอยทู่ เ่ี ชยี งคาน ไดเ้ ขา้ โบสถ์ นบั ถอื ศาสนาครสิ ต์ เพราะ
ชอบสวดมนต์ และลึกๆ ลงไปในใจ อยากจะแกล้งท�ำให้มารดาซ่ึงมีศรัทธาทาง
พระพุทธศาสนามาก ผดิ หวงั ทล่ี ูกชายเปลีย่ นไปศาสนาอื่น แกล้งมารดาดว้ ย ท่านวา่
อ�ำเภอเชียงคานอยตู่ ดิ แม่น�้ำโขง มีการติดต่อกบั ฝร่ังทางฝง่ั ลาวมาก ท่านจงึ ได้
รับการฝึกหัดให้รู้จักการเสิร์ฟอาหารแบบตั้งโต๊ะดินเนอร์ รู้จักการต้ังแก้วเหล้าขาว
เหลา้ แดง รจู้ กั อาหารทค่ี วรรบั ประทานกบั เหลา้ ขาว เหลา้ แดง เสริ ฟ์ แบบฝรงั่ เศสอยา่ ง
ถกู ตอ้ งคลอ่ งแคลว่ ทา่ นนบั ถอื ศาสนาครสิ ตอ์ ยู่ ๕ ปี จนคณุ พระเชยี งคาน ลงุ ของทา่ น
ใหช้ อื่ ทา่ นวา่ “เซนตห์ ลยุ ” หรอื “นกั บญุ หลยุ ” ทา่ นมชี อ่ื “หลยุ ” มาดว้ ยประการฉะน้ี
การคลกุ คลอี ยกู่ บั การจดั อาหารเลย้ี งบอ่ ยๆ นี้ ทำ� ใหท้ า่ นไดเ้ หน็ การฆา่ สตั วต์ ดั ชวี ติ
มากมาย บังเกดิ ความสงั เวชสลดใจ จึงออกจากศาสนาครสิ ต์
ทา่ นอธบิ ายถงึ บาปจากการฆา่ สตั วต์ ดั ชวี ติ วา่ สมยั นนั้ ทางจงั หวดั เลยไมม่ กี ารขาย
เนอื้ สตั วท์ ฆี่ า่ แลว้ เชน่ เมอื่ บา้ นใดตอ้ งการปรงุ อาหารไก่ กจ็ ะซอื้ ไกเ่ ปน็ ๆ ไปจากตลาด
แลว้ จดั การฆา่ กนั เอง สว่ นเนอ้ื หมู เนอ้ื ววั กจ็ ะขายกนั ตอ่ เมอื่ หลายๆ บา้ นรวมกนั จะซอื้
บอกกลา่ วกันครบ ๑ ตัว ก็จะฆา่ สักครง้ั หน่งึ การซอ้ื สตั วเ์ ป็นๆ มาฆา่ เปน็ อาหารน้ี
ความจรงิ กม็ ไิ ดท้ ำ� กนั บอ่ ยนกั ดว้ ยพอหา ปลา กบ เขยี ด ในแมน่ ำ�้ ไดโ้ ดยงา่ ย บา้ นเมอื ง
สมัยน้ันยังอดุ มสมบูรณ์ สมกบั คำ� ทว่ี า่ “ในนำ้� มปี ลา ในนามขี า้ ว” จรงิ ๆ ตั้งแกงใน
หม้อบนเตาไฟ ไปเก็บผกั ในไร่ บ้านทา่ นอยู่ริมแมน่ �้ำ ก็ให้คนลงทอดแหทอดอวน
ประเด๋ยี วก็ไดป้ ลาได้กงุ้ ทันลงหมอ้ แกงทก่ี ำ� ลังเดือดอยู่
จริงอยู่ ไมว่ า่ ปลา ไม่ว่ากงุ้ ไมว่ ่าไก่ ต่างกเ็ ป็นสตั วม์ ีชีวิต ตวั หนึง่ ก็ชวี ติ หน่งึ
แตช่ วี ติ ของสตั วโ์ ตกวา่ เมอื่ จะฆา่ นยั นต์ าของมนั วงิ วอนอยา่ งนา่ สงสารยงิ่ แถมยงั ดนิ้
สดุ ชวี ติ พลางสง่ เสยี งรอ้ งอทุ ธรณข์ อชวี ติ จะดงั ลน่ั กระเทอื นโสตประสาทอยา่ งใด คงจะ
พออนุมานได้ ถ้าไก่มันไม่พยายามทั้งดิ้นทั้งร้องอย่างมาก ภาษาไทยเราคงไม่มีวลี
เปรยี บเทยี บเสยี งรอ้ งทแี่ สดงถงึ ความเจบ็ ปวดดน้ิ รนเพอื่ ชวี ติ วา่ “รอ้ งราวกบั ไกถ่ กู เชอื ด”
ดอก
15
ทา่ นวา่ เวลาอยกู่ บั บา้ นไทยทเ่ี ปน็ พทุ ธ กม็ ไิ ดร้ สู้ กึ ความนา่ สงสารของไกท่ ถี่ กู ฆา่
น้ีมากนัก ด้วยการฆ่าน้ัน พวกคนใช้ก็ท�ำกันทางในครัว ไม่เห็นต�ำตาก็ไม่เป็นไร
นอกจากน้นั ทางบ้านเรือนคนไทยไมไ่ ด้ตอ้ งปรงุ อาหารทีเ่ ป็นไกม่ ากนัก นอกจากใน
โอกาสพิเศษ หรือเทศกาลตรุษสงกรานต์ อกี ประการหนึ่ง การประกอบอาหารไทย
ไมต่ อ้ งใชเ้ นอื้ สตั วม์ ากสำ� หรบั อาหารมอ้ื หนง่ึ ๆ อาหารของไทยจะมอี าหารหลกั เปน็ ขา้ ว
สว่ นกบั ขา้ วกจ็ ะเปน็ เนอื้ สตั วแ์ ตเ่ พยี งนอ้ ย พรอ้ มทง้ั ผกั มากๆ แตอ่ าหารแบบของครสิ ต์
ทจ่ี ดั ใหฝ้ รง่ั นนั้ อาหารดนิ เนอรม์ อ้ื หนง่ึ ๆ นอกจากซปุ ทเ่ี ปน็ อาหารจานแรกแลว้ จะกอปร
ดว้ ยอาหารอกี ๒ จาน จานแรกเป็นเน้อื ปลาหรอื สตั วป์ ีกทีม่ ี ๒ เท้า จานที่สอง เป็น
อาหารเนอื้ สตั วพ์ วกสตั ว์ ๔ เทา้ ถา้ จานแรกเปน็ ไก่ กต็ อ้ งใชไ้ กค่ รงึ่ ตวั สำ� หรบั แขก ๑ คน
ถ้าเลี้ยงดนิ เนอร์ ๔๐ คน จะต้องฆา่ ไกอ่ ย่างนอ้ ย ๒๐ ตัว แลว้ ยงั พวกอาหารจาน
เน้อื หมูอบ สเตค็ เนือ้ อีกเล่า กต็ ้องฆา่ หมฆู า่ ววั เชน่ กัน บางวันเห็นการฆ่าไกเ่ กินกวา่
ร้อยตัว เสียงมนั ร้องล่ันดนิ้ รนทรุ นทุรายน่าสงสารเปน็ ที่สุด
ออกบวช
ทา่ นออกจากศาสนาครสิ ต์แล้ว แตภ่ าพไกท่ ี่เห็นถูกเชือดทุกๆ วนั ยงั ตามมา
รบกวนความร้สู กึ อย่ใู นมโนภาพ ทา่ นเคยไดย้ นิ วา่ การบวชอาจจะแผ่บุญกศุ ลไปให้
ผูท้ ี่ตายไปแลว้ ได้ ไกต่ ายไปแล้ว บางทีการบวชอาจจะอุทศิ สว่ นกุศลไปใหไ้ ด้กระมัง
ประจวบกบั ระยะนน้ั การทำ� ราชการไมส่ จู้ ะปลอดโปรง่ ใจ ดว้ ยผบู้ งั คบั บญั ชาเกดิ
กนิ แหนงแคลงใจในตวั ทา่ น ทำ� ใหท้ า่ นรสู้ กึ อดึ อดั ใจในชวี ติ ฆราวาสอยา่ งยง่ิ ผบู้ งั คบั
บญั ชาเคยรกั ใคร่ เอน็ ดู กลบั เปลยี่ นแปลง (ซง่ึ ทา่ นบนั ทกึ วจิ ารณไ์ วใ้ นภายหลงั วา่ เปน็
อนจิ จงั เปน็ เหตสุ ว่ นหนงึ่ ทที่ ำ� ใหท้ า่ นตดั สนิ ใจละโลกฆราวาสไดง้ า่ ยดายขน้ึ ) ทา่ นจงึ ขอ
ลาออกจากราชการ แลว้ เขา้ สพู่ ธิ อี ปุ สมบท เมอื่ ปี พ.ศ. ๒๔๖๖ โดยมที า่ นอยั การภาค
เปน็ เจา้ ภาพบวชให้ บวชเปน็ พระมหานกิ าย จำ� พรรษาอยู่ ณ อำ� เภอแซงบาดาล ปจั จบุ นั
คืออ�ำเภอธวัชบรุ ี จังหวดั รอ้ ยเอด็
16
ไดก้ ลดแรกในชวี ติ
ระหว่างพรรษาแรกที่อ�ำเภอธวัชบุรีน้ี หลวงปู่ได้พยายามศึกษาพระธรรมวินัย
ตามขนบธรรมเนยี มของสมณะ ซงึ่ มที ง้ั ปรยิ ตั แิ ละปฏบิ ตั ิ สำ� หรบั เรอ่ื งปฏบิ ตั นิ นั้ ทา่ นวา่
รสู้ กึ ดม่ื ดำ�่ มาก ราวกบั ไดไ้ ปพบเพอ่ื นเกา่ ทจี่ ากกนั มาชา้ นานแลว้ เมอ่ื ออกพรรษาแลว้
ท่านก็ลาอาจารย์กลับเพื่อกลับไปเตรียมคัดเลือกเกณฑ์ทหารที่จังหวัดเลย อันเป็น
ภูมลิ ำ� เนาเดมิ
ทา่ นออกเดนิ ทางไปจงั หวดั นครพนม เพราะคดิ วา่ กอ่ นจะกลบั บา้ นกค็ วรหาโอกาส
ไปนมสั การพระธาตพุ นมอนั เปน็ พระธาตอุ นั ศกั ดสิ์ ทิ ธทิ์ เี่ คารพอนั สงู สดุ ของชาวอสี าน
และชาวไทยทงั้ ประเทศ เพอื่ ความสริ มิ งคลกอ่ น ระหวา่ งทางไดพ้ บพระธดุ งคกมั มฏั ฐาน
รปู หนงึ่ มาจากอำ� เภอโพนทอง สนทนาปราศรยั กนั ดว้ ยความชอบอธั ยาศยั ซง่ึ กนั และกนั
หลวงปเู่ ปน็ พระหนมุ่ เพง่ิ บวชพรรษาแรก ยงั ไมม่ ปี ระสบการณใ์ ดในการธดุ งค์ สว่ นพระ
กมั มฏั ฐานรปู นนั้ แกพ่ รรษากวา่ ผา่ นการธดุ งคม์ าอยา่ งโชกโชนแลว้ ทา่ นไดท้ ราบความ
มุ่งมนั่ ปรารถนาของหลวงปู่ท่ีจะเปน็ พระธดุ งค์ท่ดี ี ประพฤตปิ ฏิบตั เิ พอ่ื ความหมดไป
สิ้นไป แล้วท่านกอ็ นโุ มทนาด้วย
ก่อนจะแยกจากกัน ทราบว่าหลวงปู่ยังไม่มีอัฐบริขารกลดและมุ้งกลด พระ
กมั มฏั ฐานรปู นัน้ ก็มอบกลดและมุ้งกลดของท่านให้หลวงปไู่ วใ้ ช้ ครง้ั แรก หลวงปู่
ปฏิเสธด้วยความเกรงใจ แต่ท่านกค็ ะยัน้ คะยอใหร้ ับไว้ บอกวา่ “หากตอ่ ไปท่านได้
ภาวนาดเี ปน็ ผลดี ผมกจ็ ะไดม้ สี ว่ นแหง่ ผลดนี น้ั ดว้ ย และผมขออนโุ มทนาลว่ งหนา้ ไว้
เชอ่ื ว่าทา่ นคงจะไดเ้ ป็นพระปฏิบตั ิดี เปน็ ทีเ่ ชดิ ชขู องพระพุทธศาสนาสบื ตอ่ ไป”
หลวงปกู่ ลา่ ววา่ เปน็ กลดคนั แรกในชวี ติ ทีท่ ่านไดร้ ับ ทำ� ใหท้ ่านรูส้ กึ ในพระคณุ
ของพระธดุ งคกมั มัฏฐานรูปนน้ั อย่างท่สี ดุ ได้ใช้ในการภาวนาตลอดมา จนกลดและ
มุ้งขาด ซอ่ มแซมปะชุนไมไ่ ดอ้ กี ต่อไป ท่านไมเ่ คยลืมพระคุณนี้ และนีเ่ ป็นเหตปุ ัจจยั
ประการหนงึ่ ทที่ ำ� ใหท้ า่ นไดท้ ำ� กลดแจกจา่ ยไปใหพ้ ระ เณร แมช่ ี มาตลอดเวลา อทุ ศิ กศุ ล
ทง้ั มวลใหพ้ ระธุดงคจ์ ากอ�ำเภอโพนทองรปู นน้ั ดว้ ยความส�ำนกึ ในพระคณุ เปน็ ทส่ี ุด
17
ไปถงึ พระธาตพุ นม ทา่ นไดม้ โี อกาสใชป้ ระโยชนจ์ ากกลดคนั แรกนนั้ อยา่ งเตม็ ท่ี
พรอ้ มทัง้ ไดท้ ดลองความรเู้ รอื่ งการปฏิบตั ภิ าวนาที่พระธดุ งคแ์ นะน�ำทา่ นดว้ ย อาจจะ
เปน็ เพราะสถานทเ่ี ปน็ มงคลอยา่ งเยยี่ มยอด ไดป้ ระเดมิ กลดทล่ี านพระธาตเุ จดยี ท์ บี่ รรจุ
พระอรุ งั คธาตขุ องสมเดจ็ พระบรมศาสดาสมั มาสมั พทุ ธเจา้ อนั ศกั ดสิ์ ทิ ธยิ์ งิ่ ไดถ้ วายการ
ภาวนาเปน็ พทุ ธบชู า ไมน่ อนตลอดคนื บงั เกดิ ความอศั จรรยใ์ นจติ คอื เกดิ กายลหตุ า
จติ ลหตุ า กายเบา จติ เบา ทำ� ใหท้ า่ นรสู้ กึ ดม่ื ดำ�่ ในการภาวนามาก แลว้ ตงั้ สจั จาธษิ ฐาน
วา่ “กลบั ไปจงั หวดั เลยครงั้ น้ี หากไมไ่ ดร้ บั เกณฑเ์ ปน็ ทหาร จะบวชกมั มฏั ฐานตลอดชวี ติ ”
ท่านเล่าว่า ไมท่ ราบวา่ เหตุใด คำ� วา่ “กัมมฏั ฐาน” ในนมิ ิตคร้งั เป็นเดก็ ชายวยั
๙ ขวบนั้น ได้กลับคืนมาสอู่ นสุ ติอีก
พบทา่ นพระอาจารย์บุญ
พกั ภาวนาอยู่ ณ พระธาตุพนม พอสมควร ท่านกอ็ อกเดนิ ทางเตรียมกลบั
จงั หวดั เลย ผา่ นอำ� เภอนาแก จงั หวดั สกลนคร อำ� เภอพรรณานคิ ม วารชิ ภมู ิ สวา่ งแดนดนิ
หนองหาน จงั หวดั อดุ รธานี ปากดง
มาถงึ อำ� เภอหนองววั ซอ ไดก้ ติ ตศิ พั ทว์ า่ มพี ระอาจารยท์ มี่ ชี อ่ื ทางธดุ งคกมั มฏั ฐาน
องคห์ นง่ึ ไดพ้ าชาวบา้ นอพยพมาจากจงั หวดั อบุ ลราชธานี มาตงั้ บา้ นเรอื นและสรา้ งวดั
อยู่ทีห่ นองววั ซอ มีผคู้ นพากันไปฟังธรรมจากท่านกันอย่างลน้ หลาม ทา่ นไดย้ ินค�ำวา่
“กมั มฏั ฐาน” กส็ นใจ เลยเเวะเขา้ ไปดลู าดเลากบั เขาบา้ ง ปรากฏวา่ การแวะเขา้ ไปดลู าดเลา
กับเขาบ้างในครั้งนั้น ท�ำให้ท่านอยู่ต่อมากับพระธุดงคกัมมัฏฐานรูปนั้นไปอีก
หลายเดอื น จนถึงเวลาเดือนเมษายน ใกลจ้ ะเกณฑท์ หาร จึงลาจากทา่ นไป
เปน็ วาระเเรกที่ท่านได้พบ ท่านพระอาจารย์บญุ ปัญญาวโุ ธ
ท่านเล่าว่า ได้เห็นศีลาจารานุวัตรและข้อปฏิบัติ ได้ฟังธรรมเทศนาของท่าน
พระอาจารยบ์ ญุ แลว้ กเ็ ลอื่ มใสมาก ขอถวายตวั เปน็ ศษิ ย์ ตามแตท่ า่ นจะเมตตาสง่ั สอน
18
แตก่ ม็ ีปัญหา ดว้ ยการบวชของทา่ นน้ันยังเป็นมหานิกายอยู่ ทา่ นพระอาจารย์บุญจงึ
แนะนำ� วา่ หากไมไ่ ดร้ บั การเกณฑท์ หารแลว้ กใ็ หข้ อญตั ตเิ ปน็ ธรรมยตุ เสยี ทจ่ี งั หวดั เลย
หลวงปจู่ งึ ไดไ้ ปขอญตั ตจิ ตตุ ถกรรมใหมเ่ ปน็ พระธรรมยตุ ทวี่ ดั ศรสี ะอาด อำ� เภอเมอื ง
จังหวดั เลย โดยมี ท่านพระครอู ดสิ ยั คณุ าธาร (อ่ำ� อรโก) เปน็ พระอปุ ัชฌาย์
พบทา่ นพระอาจารย์เสารแ์ ละท่านพระอาจารยม์ ่ัน
ทา่ นไดอ้ ยกู่ บั พระอปุ ชั ฌายพ์ อสมควร แลว้ กไ็ ดเ้ ดนิ ทางจากจงั หวดั เลย กลบั ไป
อยกู่ บั ทา่ นพระอาจารยบ์ ญุ ทอ่ี ำ� เภอหนองววั ซอ อกี และไดต้ ดิ ตามทา่ นพระอาจารยบ์ ญุ
ไปยงั วดั พระบาทบวั บก ณ ทนี่ เี้ อง ทหี่ ลวงปไู่ ดพ้ บกบั ทา่ นพระอาจารยเ์ สาร์ กนั ตสโี ล
และไดอ้ ยปู่ ฏบิ ตั ริ บั ฟงั โอวาทจากทา่ นพระอาจารยเ์ สาร์ โดยมที า่ นพระอาจารยบ์ ญุ เปน็
พระพเี่ ล้ยี ง ผชู้ ี้แนะในข้อทท่ี า่ นไม่เขา้ ใจอกี ชนั้ หนงึ่ ดว้ ย
จากนั้น ท่านพระอาจารย์บุญก็ได้พาหมู่คณะศิษย์พร้อมด้วยหลวงปู่ไปกราบ
นมสั การทา่ นพระอาจารยม์ ั่น ภูรทิ ตั ตมหาเถระ ที่ทา่ บ่อ อ�ำเภอศรเี ชียงใหม่ จังหวดั
หนองคาย คณะท่านพระอาจารย์บญุ ได้อยู่อบรมรับฟงั โอวาทและฝกึ ปฏบิ ัติจากท่าน
พระอาจารย์มั่น จนกระทงั่ จวนจะเขา้ พรรษา จึงได้พากนั ย้อนกลับมาจำ� พรรษาท่วี ดั
พระบาทบัวบก
หลวงปนู่ ับหน่งึ ๓ คร้งั
ในพรรษาน้ี การภาวนาของหลวงปกู่ ย็ งั มอี ปุ สรรคเกดิ ขนึ้ คอื เมอ่ื ภาวนาจติ รวม
ลงแลว้ เกดิ อาการสะดงุ้ จติ ถอนขนึ้ มาเองโดยไมไ่ ดก้ ำ� หนด บางครงั้ กไ็ มม่ กี ารเปน็ ไป
เกดิ การขดั ขอ้ งอยใู่ นจติ เสมอ จงึ ไดน้ ำ� ความไปกราบเรยี นถามทา่ นพระอาจารยบ์ ญุ กไ็ ด้
รบั คำ� แนะนำ� ใหท้ �ำญตั ติจตตุ ถกรรมใหม่ เพราะสงสัยวา่ การญตั ตคิ รงั้ ท่ีแล้วคงจะไม่
ถูกต้องนัก
19
หลวงปู่ก็ได้ปฏิบัติตามค�ำแนะน�ำ โดยไปท�ำพิธีญัตติจตุตถกรรมใหม่ ท่ีวัด
โพธสิ มภรณ์ ตำ� บลหมากแขง้ อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั อดุ รธานี เมอ่ื วนั ที่ ๑๔ พฤษภาคม
พ.ศ. ๒๔๖๘ เวลา ๑๓.๐๘ น. โดยมี ท่านเจ้าคณุ ธรรมเจดยี ์ (จมู พันธโุ ล) แตเ่ มื่อ
ครง้ั เปน็ ท่ี พระครสู งั ฆวฒุ กิ ร เปน็ พระอปุ ชั ฌาย์ และ ทา่ นพระอาจารยบ์ ญุ ปญั ญาวโุ ธ
เป็นพระกรรมวาจาจารย์
หลวงปเู่ ลา่ ขนั ๆ วา่ ทา่ นนบั พรรษาหนงึ่ อยถู่ งึ ๓ ครงั้ “หนงึ่ ” ครงั้ แรก เปน็ พระ
มหานกิ าย “หน่งึ ” ครง้ั ท่ีสอง เม่อื ญัตติเปน็ ธรรมยุตครงั้ แรก พ.ศ. ๒๔๖๗ “หนง่ึ ”
คร้ังท่ีสาม เม่ือญัตติเป็นธรรมยตุ ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๔๖๘
หลวงปู่นับ “หนงึ่ ” ๓ คร้ัง ด้วยประการฉะน้ี
20
พรรษาท่ี ๑-๖ พ.ศ. ๒๔๖๘-๒๔๗๓
จำ� พรรษาอยกู่ บั ทา่ นพระอาจารยบ์ ญุ ปญั ญาวุโธ
พ.ศ. ๒๔๖๘ จ�ำพรรษา ณ วดั พระบาทบวั บก อ.บา้ นผอื จ.อุดรธานี
พ.ศ. ๒๔๖๙-๒๔๗๓ จ�ำพรรษา ณ วดั ปา่ หนองววั ซอ อ.หนองววั ซอ จ.อดุ รธานี
เสร็จจากการท�ำพิธีญัตติจตุตถกรรมใหม่แล้ว ท่านก็กลับมาจ�ำพรรษาร่วมกับ
ทา่ นพระอาจารยบ์ ญุ ทวี่ ดั พระบาทบวั บก อ.บา้ นผอื จ.อดุ รธานี ในพรรษาแรกปี พ.ศ.
๒๔๖๘ และตอ่ มาพรรษาหลงั ๆ ตงั้ แต่ พ.ศ. ๒๔๖๙ กไ็ ด้มาอยู่ท่ีวัดปา่ หนองวัวซอ
ตลอดเวลา ๕ พรรษา
สำ� หรับวดั ปา่ หนองวัวซอนน้ั หลวงปเู่ ลา่ ว่า เปน็ วดั ทีท่ า่ นพระอาจารยบ์ ญุ ได้พา
ชาวบ้านมาจากจังหวัดอุบลราชธานี อพยพโยกย้ายมาต้ังถ่ินฐานบ้านเรือนที่อ�ำเภอ
หนองววั ซอ แลว้ กจ็ ดั ตงั้ วดั ขนึ้ ทบ่ี า้ นนาเหลา่ ปจั จบุ นั มชี อ่ื วา่ “วดั บญุ ญานสุ รณ”์ เปน็
ชอื่ ท่ตี ัง้ เปน็ อนสุ รณส์ ำ� หรับทา่ นพระอาจารยบ์ ุญ
ในสมัยน้ัน บริเวณวัดป่าหนองวัวซออุดมด้วยสัตว์ป่านานาชนิด ท้ังสัตว์เล็ก
อย่างกระต่าย ไกป่ า่ นก ลิง ค่าง บ่าง ชะนี และทัง้ สตั ว์ใหญ่อยา่ งเสือ กระทงิ เมน่
หมี และหมปู า่ โดยเฉพาะจา้ วปา่ ใหญอ่ ยา่ งชา้ งปา่ จะผา่ นมาในเขตวดั เปน็ ประจำ� สำ� หรบั
เสอื นั้นมีมากมาย ได้ยนิ เสียงมันรอ้ ง “อ่าว...อือ อา่ ...ววว ออื ” แต่ไกลแทบทุกคนื
สงัดวิเวกมาก บริเวณวัดก็มีสภาพเป็นป่าจริงๆ บริบูรณ์ดว้ ยตน้ ไมใ้ หญส่ งู เสยี ดฟา้
มดื ครมึ้ มเี ถาวลั ยร์ กเลย้ี วคลมุ หนาแนน่ หนามไผห่ นามหวายปกคลมุ แนน่ ไปหมด เปน็ ท่ี
เหมาะแกก่ ารเจริญสมณธรรมบำ� เพ็ญเพยี รภาวนาอยา่ งย่ิง
21
ทา่ นเล่าว่า หนองววั ซอสมัยนนั้ บริบรู ณ์ดว้ ยชา้ งปา่ มากมายเหลอื เกนิ ใกล้วัดมี
ตน้ มะขามปอ้ มป่ามาก พระเณรไดฉ้ ันเปน็ ยาปรมัตถ์ แต่ขณะเดียวกัน พวกสัตวป์ ่า
กเ็ ยยี่ มกรายเขา้ มาเพอื่ จะอาศยั ลกู มะขามปอ้ มเปน็ อาหารมากเหมอื นกนั จงึ มหี ลายครงั้
ท่ีขณะซึ่งบรรดาเณรก�ำลังเก็บมะขามป้อมร่วงตามโคนต้น มักจะมีพวกเก้ง กวาง
โผล่หน้าเยี่ยมเข้ามาหาอาหารบ้าง ต่างฝ่ายต่างก็จะผงะถอยหลัง ฝ่ายเณรก็ตกใจ
ฝ่ายกวางก็ตกใจ กระโดดหนไี ป มีแม้กระทั่งกระทงิ หมปู ่า เม่น ท้ังมนษุ ยแ์ ละสัตว์
ตา่ งกอ็ าศยั ผนื แผน่ ดนิ ในโลกเปน็ ทอี่ ยอู่ าศยั เชน่ เดยี วกนั ไมม่ กี ารปกั ปา้ ยกน้ั เขตแดน
ไปเลยวา่ นั่นเปน็ เขตของมนษุ ย์ นี่คือเขตของสัตว์ บริเวณแถบนน้ั ยงั เปน็ ป่า ไมม่ ีที่
จะสำ� แดงวา่ เป็นเมอื ง มแี ตพ่ ระธุดงคกมั มัฏฐานทไ่ี ปพำ� นกั อย่ตู ามแครต่ ามกฏุ ิเล็กๆ
หรอื ใตร้ กุ ขมลู รม่ ไมเ้ ทา่ นน้ั กลางคนื จะไดย้ นิ เสยี งนกหรอื ลงิ รอ้ งกรดี ในเวลากลางคนื
พระปา่ ก็อยใู่ นปา่ สัตว์ป่ากเ็ ปน็ ของปา่ กลมกลืนกนั ไป
ทา่ นพระอาจารยบ์ ญุ อาจารยข์ องทา่ นนน้ั เปน็ สทั ธวิ หิ ารกิ ของทา่ นเทวธมั มี (มา้ ว)
ทา่ นอธบิ ายว่า ทา่ นเทวธัมมี (มา้ ว) พระอปุ ชั ฌายข์ องทา่ นพระอาจารย์บญุ น้นั เป็น
สัทธิวิหาริกของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะยังทรงผนวชอยู่
ทา่ นเทวธมั มี (มา้ ว) เปน็ พระเถราจารยอ์ งคห์ นง่ึ ทเี่ ปน็ ผนู้ ำ� ขอ้ วตั รปฏบิ ตั ริ ะเบยี บวนิ ยั
และจารีตประเพณีดีงามของสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตให้เจริญรุ่งเรืองอยู่ในภาคอีสาน
ทา่ นพระอาจารยบ์ ญุ เปน็ พระเถราจารยฝ์ า่ ยวปิ สั สนาธรุ ะทม่ี ชี อ่ื มากองคห์ นงึ่ ทา่ นเลา่ วา่
สมัยนั้นครูบาอาจารย์ฝ่ายกัมมัฏฐานซ่ึงเป็นที่เคารพยกย่องมีอยู่ไม่กี่องค์ อาทิเช่น
ทา่ นพระอาจารยเ์ สาร์ กนั ตสโี ล ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ภรู ทิ ตั โต ทา่ นพระอาจารยส์ วุ รรณ
สจุ ณิ โณ ทา่ นพระอาจารยพ์ า และทา่ นพระอาจารยบ์ ญุ พระอาจารยอ์ งคแ์ รกของทา่ น
ความจรงิ ระหวา่ งทหี่ ลวงปเู่ ทสก์ เทสรงั สี ไดเ้ รยี บเรยี งประวตั วิ ดั พระบาทคอแกง้
ทอ่ี ำ� เภอศรเี ชยี งใหม่ จงั หวดั หนองคาย หลวงปเู่ ทสกท์ า่ นไดเ้ ลา่ ในตอนหนง่ึ วา่ สมยั ท่ี
ทา่ นอายุ ๑๒ ปี ยงั เปน็ เดก็ พระอาจารยข์ องทา่ นเคยพาทา่ นไปเทยี่ วทพี่ ระบาทคอแกง้
ก็ได้พบท่านพระอาจารย์บุญพาลูกศิษย์คณะใหญ่ ๘-๙ องค์ มาบ�ำเพ็ญเพียรที่
พระบาทคอแกง้ แสดงวา่ ทา่ นพระอาจารยบ์ ญุ เปน็ คณาจารยท์ ม่ี ชี อ่ื ทางดา้ นวปิ สั สนาธรุ ะ
มลี ูกศษิ ยล์ ูกหามากมายมาแต่ครั้งหลวงปู่เทสก์ยังเป็นเดก็ อายุ ๑๒ ปแี ล้ว
22
หลวงปเู่ ปน็ ผทู้ ลี่ ะเอยี ดลออมาก ทา่ นพบใคร ทา่ นกจ็ ะจดบนั ทกึ ถงึ ประวตั แิ ละ
โวหารธรรมทไ่ี ดฟ้ งั มาอยา่ งมาก สำ� หรบั ทา่ นพระอาจารยบ์ ญุ น้ี หลวงปไู่ ดบ้ นั ทกึ ประวตั ิ
ไว้ว่า
“ท่านอาจารยบ์ ญุ เกิดเม่ือปี ๒๔๒๙ ท่ีบ้านกอก ต�ำบลหนองไขน่ ก อ�ำเภอเมอื ง
จงั หวดั อบุ ลราชธานี มารดาของทา่ นชอื่ แมอ่ นุ่ ทา่ นบวชปี พ.ศ. ๒๔๔๙ โดยมที า่ นเจา้ คณุ
พระอบุ าลีคุณูปมาจารย์ สิรจิ นั โท (จนั ทร์) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ศึกษาธรรมและ
ปฏบิ ตั ิธรรมอย่กู บั ทา่ นเจา้ คุณอุบาลีฯ เป็นเวลา ๕ พรรษา จงึ ได้ออกปฏิบตั ิธรรม
ตามอัธยาศัย ท่านชอบศกึ ษาเล่าเรียนและชอบปฏบิ ัติ แตไ่ มค่ ่อยชอบสอนเทา่ ไรนัก”
หลวงปไู่ ด้บนั ทึกไวอ้ กี วา่
“เมอ่ื สมยั ทา่ นพระอาจารยบ์ ญุ อยถู่ ำ�้ บวั บก ทา่ นนงั่ อยภู่ ายในถำ้� มดื ๆ กม็ แี สงสวา่ ง
เกดิ ขนึ้ แลเหน็ สวา่ งไปทงั้ ถำ�้ ความมดื นนั่ หายไปหมด ทา่ นเคยมปี ระสบการณง์ อู ยใู่ น
ถำ้� ขา้ งบน กต็ า่ งออกเขา้ หากนิ ตามภาษาของมนั มไิ ดส้ นใจพระ บางครงั้ ทา่ นกางกลดอยู่
ก็มีตัวเหมน็ เขา้ ไปอยูใ่ นมงุ้ คอยหยอกทา่ นเรอ่ื ยๆ”
หลวงปู่ไดบ้ ันทึกตอ่ ไปอกี วา่
“ทา่ นกลา้ หาญ พดู เรอื่ งเสอื ทไ่ี ปภาวนาอยบู่ นเขากบั ทา่ นอาจารยส์ ที า ทา่ นอาจารยม์ น่ั
ได้พิจารณาแล้วว่า นิสัยพระอนุรุทธ ท่านอาจารย์บุญก็ว่าท่านอาจารย์ม่ันเป็นนิสัย
พระกสั สปะ นสิ ยั ทา่ นอาจารยบ์ ญุ ชอบสงบเสงย่ี ม ไมโ่ ลดโผน พดู ชา้ ๆ ลกึ ๆ เสยี งนอ้ ย
รกั ษาสนั โดษย่ิง รกั ษากริ ิยามารยาท รปู สวยมาก มหาชนตดิ ท่าน เปน็ ผู้แตกฉานใน
ทางปรยิ ตั พิ อสมควร เปน็ นายชา่ งแกน้ าฬกิ าเครอื่ งกลทกุ อยา่ ง เคยเปน็ นกั เรยี นโรงเรยี น
มหาดเลก็ หลวง จบเพยี งแคช่ นั้ ปที ่ี ๒ กอ็ อกไป แลว้ ไปบวช ทา่ นสง่ั สอนศษิ ยต์ ามวาสนา
ทา่ นอาจารยม์ นั่ วา่ ทา่ นบญุ เอาตวั รอดไปได้ แตล่ กู ศษิ ยไ์ มไ่ ดน้ สิ ยั ทา่ นหลยุ อยา่ เอาอยา่ ง
ทา่ นบุญเป็นวัณโรค ต้องเดนิ จงกรมใหเ้ ก่ง ไมง่ ัน้ ชวี ิตจะสั้น เราชอบมารยาททา่ น
แตจ่ ติ นนั้ เราชอบทา่ นอาจารยม์ นั่ ทา่ นอาจารยบ์ ญุ บอกวา่ ทถี่ ำ้� บวั บกนนั้ รกุ ขเทพมาก
ใครทำ� ผดิ แล้วมกั เกิดวิบตั ิ”
23
หลวงปู่เล่าเพิม่ เตมิ อีกวา่
“ทา่ นพระอาจารยบ์ ญุ นน้ั หมดสนิ้ อาสวกเิ ลส ณ ถำ�้ แหง่ หนงึ่ ในจงั หวดั อดุ รธานี
ทา่ นรปู รา่ งงาม ขาว สงู ใหญ่ และกริ ยิ านม่ิ นวล “เดนิ ตามฟากไมด่ งั เลย” เหมอื นกริ ยิ า
ของแมว ไดพ้ าหลวงปเู่ ทยี่ ววเิ วกไปตามภเู ขาตา่ งๆ ในเขตภพู าน ซง่ึ อดุ มดว้ ยถำ้� เงอ้ื มหนิ
มากมาย รวมทงั้ ทพ่ี ระบาทคอแกง้ อำ� เภอศรเี ชยี งใหม่ จงั หวดั หนองคายดว้ ย ระหวา่ งที่
อยทู่ ว่ี ดั ปา่ หนองววั ซอ กพ็ ากลบั ไปวเิ วกทวี่ ดั พระบาทบวั บก อำ� เภอบา้ นผอื ซง่ึ ทา่ นไดพ้ บ
ทา่ นพระอาจารยเ์ สาร์ กนั ตสโี ล เปน็ คำ� รบแรก ณ ทน่ี นั้ การอยกู่ บั ทา่ นพระอาจารยบ์ ญุ น้ี
ทำ� ใหห้ ลวงปสู่ ามารถเรยี นรวู้ ธิ กี ารปฏบิ ตั อิ ปุ ฏั ฐากครบู าอาจารยผ์ ใู้ หญอ่ ยา่ งคลอ่ งแคลว่
ว่องไว”
กจิ วตั รต่อครูบาอาจารย์
สิ่งท่ที า่ นจ�ำไดไ้ มล่ มื คอื หลักการทพ่ี ระอาจารย์บุญไดส้ อนไว้ว่า เปน็ พระเล็ก
เณรน้อยไดโ้ อกาสมาอยู่ด้วยเพ่อื จะเรยี นรูจ้ ากพระผูใ้ หญ่ กต็ อ้ งหัดจ�ำขอ้ วัตรปฏิบัติ
ให้ได้ หลกั ง่ายๆ ๔ อย่าง ควรจ�ำใหข้ ึน้ ใจ คือ
๑. ตอ้ งฉันหลังอาจารย์
๒. ต้องฉนั ใหเ้ สรจ็ กอ่ นอาจารย์
๓. ตอ้ งนอนหลงั อาจารย์
๔. ตอ้ งตื่นกอ่ นอาจารย์
หลกั ๔ อย่างน้ี ฟังดูสน้ั และง่าย แตก่ ารปฏิบัตจิ ริงๆ จะตอ้ งมขี ้อวัตรท่ีจะต้อง
ปฏบิ ตั มิ ากมาย ผทู้ จ่ี ะเรยี กไดว้ า่ เปน็ พระปฏบิ ตั อิ ปุ ฏั ฐากครบู าอาจารยน์ น้ั จะตอ้ งเปน็
ผทู้ คี่ ลอ่ งแคลว่ วอ่ งไว กลา่ วคอื พอสวา่ งไดอ้ รณุ แลว้ ตอ้ งรบี นำ� บาตรและบรขิ ารของตน
ไปโรงฉนั จดั แจงโรงฉันให้เรยี บรอ้ ย ต้องหัดนอนดึก ลุกเช้า เมอ่ื จดั โรงฉนั เสรจ็
เรยี บรอ้ ยแลว้ กต็ อ้ งรบี ไปเพอื่ ทำ� กจิ วตั รตอ่ ทา่ นอาจารยใ์ หญใ่ นทพ่ี กั ของทา่ น รอเวลา
ท่านจะออกห้อง โดยคอยอยู่ตามบริเวณใกล้เคียงน้ัน ระหว่างท่ีรอคอย ต้องทำ�
24
ความเพยี รรอเวลาทา่ นออกมา ไมค่ วรจะนงั่ จบั กลมุ่ คยุ กนั กบั หมพู่ วก พอไดย้ นิ เสยี ง
ทา่ นกระแอมหรอื ไอ หรอื เกดิ เสยี งกระเทอื นจากการไหวตวั ของทา่ น เนอื่ งจากทา่ นมกั จะ
พกั อยตู่ ามแครซ่ ่ึงทำ� ดว้ ยฟากไม้ไผ่ เพียงท่านขยับตัวนิดเดยี ว เสียงสะเทอื นก็จะดัง
ต้องรีบเอาบรขิ ารทา่ นลงไปโรงฉัน โดยกอ่ นหนา้ นนั้ จะตอ้ งจัดกระโถนและหม้อมตู ร
ไปชำ� ระเสยี กอ่ น เมอื่ นำ� บรขิ ารของทา่ นไปถงึ โรงฉนั แลว้ กร็ อเวลาไปบณิ ฑบาต หากทา่ น
ยงั ลงมาไม่ทนั โอกาสมีกไ็ ปเดนิ จงกรมเสยี ก่อน หรอื น่งั กำ� หนดจติ ไปพลางๆ
พอไดเ้ วลาบณิ ฑบาต ทา่ นกใ็ หเ้ ดนิ ไปทโี่ รงฉนั หรอื แหง่ ใดแหง่ หนงึ่ แลว้ แตค่ วาม
สะดวกของทา่ น คอยรบั เกบ็ รองเทา้ ทา่ น (ถา้ ม)ี หรอื ผลดั เปลย่ี นผา้ หม่ ผา้ ตดิ ลกู ดมุ
ถวายทา่ นกอ่ น ครองผา้ ถวายทา่ นเสรจ็ แลว้ ตอ้ งครองผา้ ของตนใหเ้ สรจ็ กอ่ นทา่ นอกี
แล้วเอาบาตรของตนและของท่านเดินล่วงหน้าไปก่อน รอคอยท่านอยู่ท่ีใกล้ทางเข้า
หมู่บ้านท่ีจะบิณฑบาต เมื่อท่านไปถึง ให้เอาบาตรถวายท่าน แล้วเข้าแถวเดินไป
ตามลำ� ดบั พรรษา เดินไปตามหลังท่าน เสรจ็ การรบั บณิ ฑบาตแล้ว ตอ้ งรบี เดนิ ออก
ลว่ งหนา้ ทา่ นกลบั กอ่ น เพอื่ จะไดร้ บี ไปจดั ทำ� กจิ ทกุ อยา่ งใหเ้ สรจ็ กอ่ น จะไดเ้ พยี งแตค่ อย
นั่งฉันอยเู่ ท่าน้นั ก็หาไม่
กอ่ นทา่ นฉนั อาหาร จะตอ้ งคอยดแู ลปฏบิ ตั ถิ วายทา่ น เชน่ รบั ประเคนบาตรและ
อาหาร จดั อาหารใสบ่ าตรถวายอาจารยใ์ หเ้ รยี บรอ้ ย แลว้ จงึ กลบั มานงั่ ณ ทอ่ี าสนะของตน
ความจรงิ ระหวา่ งการจดั อาหารถวายทา่ นนน้ั ตอ้ งคอยดดู ว้ ยความฉลาดวา่ ควรจะเปน็
อาหารท่ีเหมาะกับธาตขุ นั ธข์ องท่าน เป็นทส่ี บายต่อสุขภาพของท่าน หากเปน็ อาหาร
ท่ไี ม่สมควร ทา่ นอาจจะไม่รบั เลยกไ็ ด้
ในดา้ นการฉนั ผปู้ ฏบิ ตั ติ อ้ งรบี ฉนั ใหอ้ มิ่ กอ่ นทา่ นเสมอ สงั เกตวา่ ทา่ นฉนั อาหาร
คาวสร็จแลว้ ลงมอื ฉนั อาหารหวาน ต้องให้อ่มิ ทนั ตอนนั้นพอดี ถา้ เลยไปกวา่ นี้แล้ว
จะไม่ทันต่อการทำ� กจิ วัตรอยา่ งอนื่ คอื การเตรยี มถวายน้�ำลา้ งมอื ถวายไม้สฟี ัน ซึง่ มี
๓ ขนาด คือ ทง้ั เล็ก กลาง ใหญ่ นำ�้ สำ� หรบั บว้ นปาก เสรจ็ กน็ ำ� บาตรอาจารย์ไปล้าง
เช็ดให้แหง้ น�ำไปเกบ็ ไวใ้ ห้เรียบรอ้ ย กลบั มาดูแลเก็บบรขิ าร นำ� บริขารไปส่งยังท่พี กั
ของอาจารย์ ตอ่ นั้นจึงจะกลับไปปฏบิ ัติภาวนาได้ จนได้เวลาที่ต้องท�ำกจิ วัตรรว่ มกับ
25
หมคู่ ณะ ตอ้ งมารว่ มท�ำกิจวตั รนัน้ จนสรจ็ เรยี บร้อย แล้วจึงถวายน้�ำปานะ ตลอดจน
การเตรียมนำ�้ รอ้ นสำ� หรับใหอ้ าจารย์สรงให้เรียบรอ้ ย แลว้ จึงกลบั ไปท�ำธุรกิจส่วนตน
การปฏบิ ตั ภิ าวนากจ็ ะตอ้ งทำ� ไปดว้ ยควบคกู่ นั จนไดเ้ วลากอ่ นทำ� วตั รเยน็ และตอ้ งรบี
กลบั มาตระเตรยี มดแู ลสถานทส่ี ำ� หรบั อาจารยใ์ หเ้ รยี บรอ้ ยกอ่ นทที่ า่ นจะลงมาทำ� วตั รเยน็
ในเวลาประมาณท่มุ ครึ่ง
ในการทำ� วตั รเยน็ ทา่ นพระอาจารยบ์ ญุ จะกลา่ วนำ� บชู าพระรตั นตรยั แลว้ พาสวด
ตามต�ำรับ “ยมหํ” ทหี่ ลวงปู่ไดย้ ึดถือนำ� มาปฏิบตั ิจนตลอดชีวิตของทา่ น ต่อจากนั้น
กร็ บั ฟงั เทศน์ ถามตอบปญั หาในภาคปฏบิ ตั ิ แลว้ นง่ั สมาธภิ าวนา จนทา่ นอาจารยเ์ หน็
สมควรแกเ่ วลาจงึ ได้ส่ังเลกิ ไป
เมอื่ การประชุมเสร็จสิ้นลง กต็ อ้ งดแู ลเกบ็ บรขิ ารและไปสง่ ทา่ นอาจารยถ์ ึงทีพ่ ัก
ตลอดทงั้ ตอ้ งถวายการนวดเฟน้ ซงึ่ หลวงปใู่ ชค้ ำ� วา่ “คน้ั เอน็ ” แกค่ รบู าอาจารย์ จนกระทง่ั
ส่งั หยดุ แลว้ กลบั มาดแู ลความเรยี บร้อยที่ศาลาต่อ จึงจะกลบั ไปทพี่ กั ปฏิบตั ิภาวนา
พจิ ารณาคำ� สง่ั สอนทไี่ ดร้ บั มาจากทา่ นอาจารย์ ไดน้ ำ� เอาอบุ ายและวธิ ตี า่ งๆ มาเปน็ แนว
ชแ้ี นะในทางปฏบิ ตั ิอันเป็นงานส�ำคญั ย่งิ สำ� หรบั พระ
การปฏบิ ตั ภิ าวนาน้ี จะใชเ้ วลามากนอ้ ยขน้ึ อยกู่ บั ความสงบของจติ ทจี่ ะตามเขา้ ไปรู้
เหน็ ธรรมนน้ั ตามสภาพความเปน็ จรงิ จนเปน็ ทเ่ี ขา้ ใจอยา่ งหมดสงสยั แลว้ จงึ พกั ผอ่ นได้
แตถ่ า้ ยงั ไมเ่ ปน็ ทเ่ี ขา้ ใจ ยงั มคี วามสงสยั อยู่ บางครงั้ อาจจะไมไ่ ดพ้ กั ผอ่ นกนั เลย ซง่ึ ขอ้ น้ี
อยู่ในเร่ืองท่ีว่าต้องนอนหลังอาจารย์ ก่อนท่ีจะเข้าท่ีพักผ่อน ก็ต้องก�ำหนดจิตก่อน
คอื ตงั้ เจตนาใหจ้ ติ รสู้ กึ และตน่ื กอ่ นทา่ นอาจารย์ เพอ่ื จะไดไ้ ปเตรยี มนำ�้ ลา้ งหนา้ นำ้� สฟี นั
น้�ำบว้ นปาก ถวายทา่ น ถ้าอยกู่ ันหลายองค์ กจ็ ะได้แข่งกนั ข้ึนปฏบิ ัตอิ าจารย์เพอ่ื เปน็
การฝกึ หัดและตั้งสตริ อบรู้ของตนให้พรอ้ มอย่เู สมอ
เมอ่ื ถวายการปฏบิ ตั ติ อ่ อาจารยเ์ รยี บรอ้ ยแลว้ กก็ ลบั มาทำ� ภตั วตั ร ปดั กวาด ปลู าด
เสนาสนะ จัดเตรียมท่ฉี ัน แลว้ ดแู ลอปุ กรณข์ องใช้ในการฉนั ใหเ้ รยี บรอ้ ย จึงลงไป
เดนิ จงกรมภาวนาจนถงึ เวลาออกบิณฑบาต วนเวยี นกันไปเชน่ นั้น
26
หลวงปู่มีความเลื่อมใสศรัทธาในปฏิปทาของท่านพระอาจารย์บุญมาก ท่าน
อปุ ฏั ฐากรบั ใชจ้ นทา่ นพระอาจารยบ์ ญุ มรณภาพในกลางปี ๒๔๗๓ ระหวา่ งพรรษานน้ั
ซง่ึ ทา่ นพระอาจารย์บญุ จ�ำพรรษาอยู่ทวี่ ดั ป่ามหาชัย เสร็จงานถวายเพลิงแล้ว ทา่ นได้
น�ำอัฐิธาตุพระอาจารย์ของท่านไปไว้ที่วัดพระบาทบัวบก อันเป็นสถานท่ีที่ท่านพระ
อาจารย์บุญอยจู่ �ำพรรษานานทส่ี ุด พระเณรและญาตโิ ยม โดยมีทา่ นพระอาจารย์ขนั
อาภสั สโร เปน็ ประธาน ไดช้ ว่ ยกนั สรา้ งเจดยี บ์ รรจอุ ฐั ธิ าตขุ องทา่ นให้ เมอ่ื หมดสน้ิ ภาระ
หน้าที่อันควรถวายครูบาอาจารย์แล้ว หลวงปู่ก็ออกวิเวกต่อไปโดยไปทางหล่มสัก
เพชรบรู ณบ์ ้าง จงั หวดั เลยบา้ ง
ได้พบและจำ� พรรษากับกลั ยาณมิตร
ณ ท่ีวดั ป่าหนองววั ซอน้ี หลวงปู่เลา่ วา่ เปน็ ที่ซึง่ ทา่ นได้พบและจำ� พรรษากบั
กลั ยาณมติ ร ๒ องค์ กลา่ วคอื หลวงปขู่ าว อนาลโย และ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม สำ� หรบั
หลวงปู่ขาว นับแต่ที่ได้บวชเป็นคู่นาคกันแล้ว เป็นการพบกันคร้ังแรก แต่ส�ำหรับ
หลวงปู่ชอบนั้น ท่านเล่าว่าเคยพบกันมาก่อนแล้วระหว่างธุดงค์อยู่ตามป่าเขาแถบ
จังหวัดเลย อันเป็นภูมิล�ำเนาบ้านเกิดของท่านท้ังสองแต่ครั้งยังเป็นพระน้อยเพิ่ง
เรมิ่ บวช
การมาอยจู่ ำ� พรรษาดว้ ยกนั ทง้ั ๓ องค์ ในพรรษาที่ ๖ พ.ศ. ๒๔๗๓ ทำ� ใหช้ อบ
อธั ยาศยั และใกลช้ ดิ ถกู นสิ ยั แลกเปลยี่ นธรรมสากจั ฉา เปน็ กลั ยาณมติ รเออื้ เฟอ้ื ตอ่ กนั
ตลอดมา จนหลวงปขู่ าวมรณภาพจากไปกอ่ นในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ และองคห์ ลวงปเู่ อง
ในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ ซง่ึ ยังคงเหลอื หลวงปชู่ อบ ฐานสโม เทา่ น้นั ส�ำหรับ
เป็นหลกั ชยั เปน็ เพชรบนยอดมงกุฎแหง่ จังหวดั เลยเพียงองคเ์ ดียว
ณ ทว่ี ดั ปา่ หนองวัวซอ นี้ เป็นท่ีหลวงปู่เลา่ เสมอวา่ ท่านได้ประจักษใ์ นบุญญา
บารมีในกลั ยาณมติ รของท่าน กลา่ วคือ ระหวา่ งจ�ำพรรษาด้วยกัน คืนหน่ึงเกิดฝน
ตกหนกั ลมพายพุ ดั รนุ แรง ฝนตกหนกั ตลอดทง้ั วนั ทง้ั คนื ครน้ั ถงึ เวลากลางวนั ขณะที่
27
หลวงปชู่ อบกำ� ลงั จำ� วดั กต็ อ้ งสะดงุ้ ตนื่ ดว้ ยไดย้ นิ เสยี งโยมมารดามารอ้ งเรยี กใหอ้ อกไป
รบั เสดจ็ พระนางมทั รี พอทา่ นออกมานอกกฏุ ติ ามเสยี งเรยี กของโยมมารดา ตน้ ไมใ้ หญ่
กห็ กั โคน่ ลงทบั กฏุ ขิ องหลวงปชู่ อบพงั เปน็ จณุ ไป ทำ� ใหห้ ลวงปชู่ อบพน้ อนั ตรายไปอยา่ ง
นา่ อัศจรรย์
ความจริงเรื่องที่ว่าโยมมารดาเห็นพระนางมัทรีนั้น เม่ือหลังจากท่ีเกิดเหตุแล้ว
ก็พาหลวงปู่ไปที่ศาลาที่ว่านางมัทรีมารออยู่ โยมมารดาเล่าว่าได้เห็นพระนางมัทรี
ลงมาหา เปน็ หญงิ ทสี่ วยงามทส่ี ดุ ครง้ั แรกไมร่ จู้ กั ชอ่ื พอถาม นางกบ็ อกวา่ นางเองคอื
พระนางมัทรี โยมมารดาเห็นหญงิ น้ันงามเหลือทจ่ี ะประมาณ งามย่งิ กว่านางฟ้าที่เคย
เหน็ ในรูป รู้สึกตนื่ เตน้ จึงวิง่ ไปตามพระลูกชายดังกลา่ ว แตเ่ ม่ือมาถึงศาลา ไม่มีใคร
เห็นหญงิ ทโี่ ยมมารดากลา่ วอ้างเลย คงเหน็ แต่รปู พระนางมทั รตี ิดอยู่บนศาลาเท่านน้ั
น่าคิดว่านางฟ้าหรือเทพยดาอารักษ์เทพธิดาองค์ใดไปช่วยปรากฏกายให้โยมมารดา
ไปเรียกหลวงปชู่ อบออกมาได้ เพราะถา้ ท่านยังคงจ�ำวดั อยู่ ทา่ นต้องมรณภาพแน่
สำ� หรบั กรณหี ลวงปขู่ าวนนั้ ทา่ นเลา่ วา่ ตน้ ไมห้ กั โคน่ ลงมาเหมอื นกนั แตต่ น้ ทล่ี ม้ ลง
ระเนระนาดนน้ั มจี ำ� นวนมาก แตล่ ะตน้ ตา่ งลอ้ มกฏุ หิ ลวงปขู่ าวไวโ้ ดยรอบเปน็ วงกลม ไมม่ ี
แมแ้ ตต่ น้ เดยี วกง่ิ เดยี วทจ่ี ะหกั มาทบั หรอื กา่ ยกฏุ หิ ลวงปขู่ าวเลย เปน็ ประหนง่ึ เทวดา
ช่วยจบั เวียนต้นไมล้ อ้ มรอบกฏุ ิหลวงปูข่ าวเอาไวฉ้ ะน้นั
เป็นเรื่องที่หลวงปู่หลุยจะเล่าให้ศิษย์ใกล้ชิดฟังเสมอว่า บุญบารมีท่ีแต่ละคน
สรา้ งสมอบรมมานนั้ โดยเฉพาะทา่ นผจู้ ะเดนิ ไปสมู่ รรคผลนพิ พานนนั้ จะตอ้ งมเี ทพยดา
อารกั ษม์ าบ�ำรุงรกั ษาปกป้องคุ้มครองให้พ้นจากภยั อนั ตรายเสมอ
พระบาทบัวบก
พระบาทบวั บก ตัง้ อยใู่ นเขตต�ำบลเมืองพาน อำ� เภอบ้านผือ จงั หวดั อุดรธานี
เปน็ สถานทที่ ส่ี วยสดงดงาม สงบเยอื กเยน็ อยใู่ นระหวา่ งไหลเ่ ขาภพู าน เปน็ เนอ้ื ทอี่ นั
กวา้ งใหญ่ สถานทีเ่ ป็นพระพุทธบาทน้ัน ตง้ั อยู่บนเขา ประกอบด้วยศลิ ปวฒั นธรรม
28
วรรณคดตี า่ งๆ ตลอดทงั้ ภาพเขยี นสกี อ่ นประวตั ศิ าสตรต์ ดิ อยทู่ เ่ี พงิ หนิ เปน็ จำ� นวนมาก
นับว่าเป็นปูชนียวัตถุท่ีส�ำคัญยิ่งแห่งหน่ึงของชาวจังหวัดอุดรธานี เชื่อกันว่าเป็นท่ี
ประดษิ ฐานรอยพระบาทของพระพุทธเจา้ เม่ือพระองคย์ งั ทรงพระชนมอ์ ยู่ ไดเ้ สด็จ
มาดว้ ยบญุ ฤทธมิ์ าประทานรอยพระบาทไว้ ณ ทน่ี ี้ เพอ่ื ใหส้ าธชุ นผมู้ คี วามเลอื่ มใสใน
พระองคไ์ ดก้ ราบไหวบ้ ชู า บรเิ วณวดั เปน็ ทท่ี งี่ ดงามมาก มพี ลาญหนิ กวา้ งใหญ่ และมถี ำ�้
มากมายหลายถ้ำ� ชะงอ่ นหินหลายแห่งเป็นเงื้อมหินยนื่ แผ่ออกมา ประดุจพญานาค
แผเ่ ศียรพังพานใหร้ ่มเงา เหมาะแก่การเป็นทพ่ี กั บำ� เพ็ญเพยี รท้งั นั้น
ทา่ นพระอาจารยบ์ ญุ ชอบใจทน่ี ม่ี าก ทา่ นไดม้ าจ�ำพรรษาอยู่ ณ ทน่ี ้ีหลายครั้ง
หลายหนแลว้ เพราะฉะนนั้ เมอ่ื มศี ษิ ยห์ นา้ ใหมม่ ารบั การอบรม ทา่ นกจ็ ะพามาใหพ้ กั
จ�ำพรรษาบา้ ง หรือกลบั มาแสวงหาความวเิ วกบ้าง
ระยะนน้ั บา้ นเมอื งยงั อดุ มสมบรู ณด์ ว้ ยปา่ ไม้ นำ้� ประปาธรรมชาตกิ ม็ สี ะดวกทงั้ ปี
มีน�้ำไหลมาตามร่องของหินจากภูเขาแล้วก็กระโจนลงมาเหมือนน�้ำตก ผู้ท่ีมาพักก็
สามารถดัดแปลงนำ�้ ตกนน้ั ใหก้ ลายเป็นนำ้� ประปาได้ โดยหาไม้ไผ่มาผา่ ครึง่ ตลอดล�ำ
แลว้ เซาะเอาปลอ้ งกลางออกเพอ่ื ใหน้ ำ้� ไหลไปตามรางไดโ้ ดยสะดวก แลว้ เอาลำ� ไมไ้ ผท่ ่ี
แตง่ ดแี ลว้ นนั้ ไปรองรบั นำ้� ทพี่ งุ่ ออกมาตามรอ่ งหนิ นนั้ ใหม้ นั ไหลไปเปน็ ประปาธรรมชาติ
ตามรางไมไ้ ผ่ แลว้ แตจ่ ะตอ้ งการจะใหห้ นั เหไปทางใด นำ�้ ใสมาก เยน็ เฉยี บ มนี ำ้� ไหล
ไดต้ ลอดปี ซง่ึ เดย๋ี วนน้ี า่ เสยี ดายทไ่ี มม่ นี ำ้� ไหลอกี แลว้ เพราะแมแ้ ตบ่ นเขาภพู านเอง กห็ า
ตน้ ไมใ้ หญแ่ ทบไมพ่ บ แทบจะไมม่ ปี า่ อยบู่ นภเู ขา กลายเปน็ ภเู ขาหวั โลน้ ไปเกอื บหมด
ท�ำใหน้ �้ำแห้งไปตลอดด้วย
รอยพระบาทนน้ั อยทู่ า่ มกลางพลาญหนิ ยาวประมาณ ๒ เมตร กวา้ ง ๗๐ เซนตเิ มตร
ลึกประมาณ ๖๐ เซนติเมตร ไดเ้ ปน็ ท่ีทพ่ี วกพรานปา่ ได้มาพบ เนื่องจากเขาเหล่าน้นั
ไดพ้ ยายามจะยงิ สตั ว์ แตเ่ มอื่ สตั วว์ งิ่ มาทตี่ รงกลางพมุ่ ไมน้ ้ี พรานตามมายงิ เทา่ ไรกไ็ ม่
สามารถทำ� อนั ตรายแกพ่ วกกวางเกง้ นนั้ ได้ เมอ่ื ตามกวางเกง้ ทถี่ กู ยงิ มาถงึ ทนี่ ี้ กเ็ หน็ วา่
เมอื่ มนั มากนิ นำ้� นแี้ ลว้ แผลทง้ั หมดกห็ ายไปดว้ ย พวกพรานปา่ เหน็ เปน็ อศั จรรย์ จงึ แหวก
พงหญา้ เขา้ มาจนพบรอยพระบาทน้ี ไดม้ กี ารสรา้ งเจดยี ค์ รอบพระพทุ ธบาทหลายครงั้
29
ครง้ั สดุ ทา้ ย ทา่ นอาจารยส์ ที ดั ชาวนครพนม ไดเ้ ดนิ ธดุ งคม์ าเหน็ ทา่ นไดเ้ คยบรู ณะสรา้ ง
เจดยี ท์ นี่ ครพนมมาแลว้ มาเหน็ พระบาทบวั บกรสู้ กึ เลอ่ื มใสมาก ทา่ นเลยพาญาตโิ ยม
มาสร้างเจดีย์ครอบพระบาทบัวบก ลักษณะรูปทรงเหมือนเจดีย์พระธาตุพนม สูง
ประมาณ ๑ เสน้ ยอดเจดยี เ์ ปน็ ฉตั รทองเหลอื ง จงึ แลดงู ดงามยง่ิ นกั เจดยี ธ์ าตทุ า่ นพระ
อาจารยบ์ ญุ กไ็ ดส้ รา้ งหา่ งออกมาจากเจดยี พ์ ระบาทบวั บกเพยี งเลก็ นอ้ ย อยใู่ นลกั ษณะ
รูปพรรณสัณฐานคลา้ ยกนั
บริเวณพระบาทบัวบกยังมีรูปหินธรรมชาตอิ ันงดงาม มเี ร่อื งราวเล่ากันถงึ เรอื่ ง
นางอุษา เป็นต�ำนานท่ีเล่าสู่กันมา แต่ทางพระธุดงคกัมมัฏฐานได้พอใจพากันมา
แสวงหาความวเิ วก ณ ทน่ี ตี้ ลอดมาจนกระทง่ั ปจั จบุ นั นี้ ถงึ จะมคี วามแหง้ แลง้ อยา่ งไร
แตพ่ ลาญหนิ เงอ้ื มถ�ำ้ ยงั คงอยู่พอจะแสวงหาความสงดั วเิ วกได้
สำ� หรับคำ� ว่า “บัวบก” น้นั เปน็ คำ� บอกช่อื พันธ์ุไม้ดอกชนิดหนง่ึ ซ่ึงแต่ก่อนน้ัน
เคยเกิดอยู่ตามพื้นดิน แต่ไม่ชอบน้�ำ กล่าวกันว่ามีดอกสีขาวและลักษณะของกลีบ
คลา้ ยกลบี บวั แตพ่ นั ธไ์ุ มช้ นดิ นถ้ี กู คนทำ� ลายไดส้ ญู พนั ธไ์ุ ปเกอื บหมดแลว้ ปจั จบุ นั นี้
จึงหาดไู ด้ยาก เป็นพนั ธ์ุไม้ทค่ี นอีสานเรยี กวา่ ตน้ บวั บก หรอื หวั บวั บก น่ันเอง
สมยั กอ่ นทห่ี ลวงปไู่ ดธ้ ดุ งคไ์ ป ยงั พบพนั ธไ์ุ มบ้ วั บกนม้ี มี ากอยโู่ ดยเฉพาะรอบองคเ์ จดยี ์
องคซ์ งึ่ หกั โคน่ ลงแลว้ เหลอื ใหเ้ หน็ ซากอฐิ เปน็ กอง ประมาณไดเ้ มอ่ื ตอนนน้ั สงู ประมาณ
๘ เมตร มียอดทิ้งไว้ มสี ามยอดตดิ กัน ตน้ บวั บกเต็มไปหมด ข้นึ อยู่ตามซากเจดยี ์
พอถงึ ฤดแู ลง้ ใบและดอกกจ็ ะตาย พอถงึ ฤดฝู น ตน้ บวั บกกจ็ ะผลดิ อกขาวเตม็ ไปหมด
ตามลกั ษณะของดอกไมป้ า่ ทมี่ กั จะมอี ดุ มสมบรู ณอ์ ยตู่ ามพลาญหนิ ในเขตหบุ เขาและ
ป่าทางอีสาน สำ� หรับบัวบกนี้ เมอ่ื มีคนไปบูรณะเจดยี ์ สว่ นมากก็จะถางทิง้ เพอ่ื ความ
สะดวกในการก่อสรา้ งบา้ ง ในการไปมาบา้ ง ภายหลังจึงแทบจะสูญพนั ธไ์ุ ป
ณ ที่ฐานเจดีย์ท่านพระอาจารย์บุญ ได้มีค�ำจารึกโดยละเอียด เห็นควรเชิญ
มาลงพมิ พด์ ว้ ย ที่นา่ สนใจอย่างยิง่ คือราคาคา่ กอ่ สร้างเจดยี ส์ ูง ๖ วา ๓ ศอก ใน
พ.ศ. ๒๔๗๓ นน้ั เปน็ เงนิ เพยี ง ๓๒๕ บาท ๒๑ สตางค์ นา่ คดิ วา่ คา่ ของเงนิ ปจั จบุ นั น้ี
แตกตา่ งกว่าสมยั กอ่ นน้ันเพยี งไร
30
ธาตสุ าวก
สร้าง พ.ศ. ๒๔๗๓
คำ� ไหว้
มยาหํ อาจารยิ ํ ปุญฺนามกํ อฏฺ€ิธาตุ สริ สา นะมามิ ฯ
พระปัญญาวโุ ธ (บญุ ) อายุ ๔๔ ปี พรรษา ๒๔ ถึงแกม่ รณภาพ
พระอาภสั สโร (ขัน) พรอ้ มภกิ ษุ สามเณร และ อบุ าสก อุบาสกิ า ทงั้ หลาย
ได้พากันสรา้ งธาตบุ รรจุอัฐิของท่านไว้ ณ ท่ีนี้
ฝา่ ยอบุ าสก อุบาสิกา ไดอ้ อกทรพั ย์รวมเปน็ เงนิ ๓๒๕ บาท ๒๑ สตางค์
ขอวุฒธิ รรมท้งั ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สขุ ะ พละ
จงมแี กข่ ้าพเจา้ ทง้ั หลายสน้ิ กาลนานเทอญ ฯ
สูง ๖ วา ๓ ศอก
อดตี ที่ฝงั รอยมาจากบพุ ชาติ
หลังจากที่เสร็จงานพิธีบรรจุอัฐิธาตุท่านพระอาจารย์บุญ ในเจดีย์ที่ก่อขึ้นมา
ณ บรเิ วณวดั พระบาทบวั บกแลว้ หลวงปกู่ อ็ อกธดุ งคว์ เิ วกทางจงั หวดั เลยและเพชรบรู ณ์
ทางสายนน้ั ขณะนนั้ ยงั เปน็ ปา่ เขาทอ่ี ดุ มสมบรู ณม์ ากทส่ี ดุ มภี เู ขาใหญน่ อ้ ยเรยี งรายกนั
เปน็ ดจุ ทะเลภเู ขา เวลาเยน็ เหน็ แสงพระอาทติ ยส์ อ่ งผา่ นไปใหส้ สี นั ตา่ งๆ กนั เหมอื นคลน่ื
ภเู ขาเหล่านัน้ ก�ำลงั ตฟี องคะนองอยู่ในอากาศ อากาศวิเวกชวนใหภ้ าวนา
ทา่ นเลา่ วา่ การเดนิ แบบนนั้ ไดป้ ระสบรสแหง่ ความวเิ วกอยา่ งดที ส่ี ดุ ซง่ึ ในปจั จบุ นั น้ี
แทบจะหาความสงบสงดั วเิ วกทำ� นองนนั้ ไมไ่ ดอ้ กี แลว้ เพราะไดม้ รี ถยนตเ์ ปน็ ยานพาหนะ
จะไปไหนมาไหนกร็ วดเรว็ การสงบจติ ตดิ ตามไป มไิ ดว้ งั เวงวเิ วกเชน่ การเดนิ ดว้ ยเทา้
ดังคร้ังกอ่ น ท่านแวะมาทหี่ ลม่ สกั ดว้ ยโยมมารดาของท่านมพี ้ืนเพภมู ลิ �ำเนาอยู่ที่น้นั
จงึ ยงั มบี า้ นญาตบิ า้ นพบ่ี า้ นนอ้ ง คนคนุ้ เคยอยมู่ าก ทา่ นมาถงึ ไดท้ ราบวา่ บา้ นญาตคิ นหนงึ่
มีงานศพ นมิ นต์พระไปสวดมนต์ ทา่ นกไ็ ดร้ ับนิมนตไ์ ปในงานสวดมนตน์ ้ันดว้ ย
31
หลวงปู่เล่าให้ฟังว่า ทา่ นไม่เคยคิดเลยว่า การแวะไปเยยี่ มญาตแิ ละสวดมนต์
ในครงั้ นน้ั จะทำ� ใหท้ า่ นถงึ กบั ซวดเซลงแทบจะลม้ ลงทงั้ ยนื ลม้ ลม้ อยา่ งไมม่ สี ตสิ ตงั
เลยทีเดยี ว
ทา่ นเลา่ ใหเ้ ฉพาะผใู้ กลช้ ดิ ฟงั วา่ วนั นนั้ ทา่ นกำ� ลงั สวดมนตเ์ พลนิ อยู่ ระหวา่ งหยดุ
พกั การสวด เจา้ บา้ นกน็ ำ� นำ้� ปานะมาถวายพระแกค้ อแหง้ บงั เอญิ ตาทา่ นชำ� เลอื งมองไป
ในหม่แู ขกท่กี ำ� ลงั นงั่ ฟังสวดมนตอ์ ยู่ เพียงตาสบตา ท่านก็ร้สู กึ แปลบ๊ เข้าไปในหวั ใจ
เหมือนสายฟ้าฟาด แทบจะไม่เป็นสติสมประดี ท่านกลา่ วว่า เพียงตาพบแวบ้ เดียว
ไม่เขา้ ใจว่าทำ� ไมถงึ เป็นเช่นนัน้ ทา่ นก็เซแทบจะลม้
เผอิญขณะนน้ั ท่านพระอาจารยส์ ิงห์ ขนั ตยาคโม ได้รบั นมิ นตไ์ ปดว้ ย ท่านคง
สงั เกตถงึ อาการ หรอื วา่ ทา่ นอาจจะกำ� หนดจติ ทราบเหตกุ ารณก์ ไ็ ด้ ทา่ นจงึ เขา้ มาประคองไว้
เพราะมิฉะน้ัน หลวงปู่คงจะล้มลงจริงๆ ฝ่ายหญิงที่น่ังอยู่ทางด้านโน้นก็เป็นลมไป
เช่นกัน คงจะเป็นอ�ำนาจความเก่ียวข้องแต่บุพชาติมาท่ีมาบังคับให้เกิดความรู้สึก
เชน่ น้ัน
ทา่ นบอกวา่ ในหวั อกเหมอื นจะมอี ะไร แตภ่ ายหลงั ไดพ้ จิ ารณากลบั มา และเมอ่ื
ทา่ นพระอาจารยส์ งิ หไ์ ดอ้ ธบิ ายใหท้ า่ นทราบในภายหลงั วา่ การครง้ั นเ้ี ปน็ นมิ ติ เนอื่ งจาก
บุพเพสันนิวาส ท่านและสุภาพสตรีผู้นั้นเคยเป็นเน้ือคู่เกี่ยวข้องกันต่อมาช้านาน
เคยบำ� เพญ็ บารมีค่กู นั มา โดยเฉพาะเมื่อภายหลัง หลวงป่ไู ด้สารภาพถงึ ความในใจ
ที่ต้ังปรารถนาพุทธภูมิ ท่านพระอาจารย์สิงห์ก็อธิบายว่า เธอผู้น้ันก็คงได้ปรารถนา
บ�ำเพญ็ บารมีคู่กันมาเชน่ กนั
ทา่ นก็เลยเล่าวา่ ครงั้ หนง่ึ หลวงปู่อีกองคห์ น่ึงก็เช่นกนั ระหว่างท่มี ากรุงเทพฯ
เดินบณิ ฑบาตอยู่แถววดั สระปทมุ ได้พบสตรคี นหนง่ึ นงั่ รถสามลอ้ ผา่ นไป (สมยั นั้น
ในกรงุ เทพฯ มรี ถสามลอ้ เปน็ ยานพาหนะดว้ ย-ผเู้ ขยี น) ทา่ นบอก เพยี งตาพบตาเทา่ นนั้
ความรสู้ กึ มนั ปลา๊ บไปทง้ั ตวั แทบจะวงิ่ ตามเขาไป คราวนนั้ พระเถระผใู้ หญต่ อ้ งใหส้ ติ
และขงั ทา่ นไวใ้ นโบสถ์ พจิ ารณาดบั ความรสู้ กึ กนั อยนู่ านดว้ ยการเจรญิ อสภุ ะจงึ สำ� เรจ็
คราวนน้ั หลวงปู่องคน์ ้นั ท่านก็เล่าว่า ไมร่ ู้จกั ผูห้ ญงิ คนน้ันมาก่อน แล้วกไ็ ม่รู้วา่ เขาอยู่
32
ทไี่ หนดว้ ยซำ้� เขาจะไปทไี่ หนอยา่ งไรกไ็ มท่ ราบ แตใ่ จมนั วง่ิ เตลดิ ตามเขาไป พจิ ารณาแลว้
กไ็ ดค้ วามเชน่ กนั วา่ เปน็ คทู่ เ่ี คยมบี พุ เพสนั นวิ าสกนั มาแตช่ าตกิ อ่ น อำ� นาจกรรมนนั้ จงึ มา
ประจกั ษ์ แตห่ ากวา่ บญุ บารมยี งั มใี นเพศพรหมจรรย์ ทา่ นจงึ ปลอดภยั ไปจากกรรมนไี้ ด้
ส�ำหรับกรณีของหลวงปู่ก็เช่นกัน แต่ของท่านน้ันเนื่องจากเป็นการปรารถนา
พทุ ธภมู เิ คยี งคกู่ นั มา จงึ มอี ำ� นาจรนุ แรงมาก และเนอื่ งจากวา่ ฝา่ ยหญงิ มไิ ดพ้ บกนั แลว้
ก็ห่างกันไปแบบในกรณีของหลวงปู่องค์น้ัน ต้องพบประจันหน้ากันอีกหลายคร้ัง
เน่ืองด้วยผู้ใหญ่ท้ังสองฝ่ายเป็นผู้คุ้นเคยกันประหนึ่งญาติ และมีความเกี่ยวข้อง
สมั พนั ธก์ นั มาหลายชนั้ ตง้ั แตค่ รง้ั บดิ ามารดา ตอ้ งพบเหน็ กนั ไมใ่ ชว่ า่ เปน็ การพบกนั แลว้
กผ็ า่ นจากไปเชน่ นนั้ อาจจะเปน็ กรณที งี่ า่ ยหนอ่ ย แตก่ ารนห้ี ลงั จากพบครงั้ แรกแลว้ นน้ั
กย็ งั ตอ้ งเหน็ กนั อกี กรณจี งึ แตกตา่ งจากพระเถระครบู าอาจารยฝ์ า่ ยกมั มฏั ฐานองคอ์ น่ื
ในชาติน้ี นอกจากท่วี ่าชัน้ บดิ ามารดารู้จกั คุ้นเคยกันประหนงึ่ ญาตพิ ่นี อ้ ง อาจจะเคย
เหน็ กันในสมยั วยั เดก็ แตอ่ ย่างไรกต็ าม ฝ่ายหญงิ ได้ถกู สง่ ตัวเขา้ มารับการศกึ ษาใน
พระนคร เสยี ตง้ั แตย่ งั เดก็ ไดร้ บั การศกึ ษาชนั้ สงู จงึ แทบมไิ ดพ้ บหนา้ กนั อกี เมอ่ื มาพบ
ฝา่ ยหญงิ นน้ั ทา่ นอยใู่ นเพศบรรพชติ แลว้ อกี ฝา่ ยหนงึ่ เปน็ กลุ สตรแี สนสวย เปน็ รอยแหง่
อดีตที่มาพบพานกนั
ความจรงิ ทา่ นไมเ่ คยเลา่ ถงึ รปู ลกั ษณะของ “รอยอดตี ” ของทา่ น แตบ่ งั เอญิ ผเู้ ขยี น
เกดิ ทราบขน้ึ มาเอง วนั นนั้ เปน็ เวลาทมี่ กี ารสนทนาธรรมกนั หลวงปกู่ ำ� ลงั เทศนาอธบิ าย
ถงึ แรงกรรม โดยเฉพาะกรรมเกี่ยวกับบุพเพสันนวิ าสทีพ่ ระเณรจะต้องประสบ และ
จะตอ้ งมกี ำ� ลงั ใจอยา่ งมากทจี่ ะเอาชนะใหไ้ ดใ้ นทสี่ ดุ สดุ ทา้ ยวนั นน้ั ทา่ นไดย้ กกรณขี อง
ท่านขึ้นมาว่า องค์ท่านเองยังแทบเป็นลม ฝ่ายท่านนั้น พระเถระต้องเข้าประคอง
ฝา่ ยหญงิ เป็นลม ญาตผิ ู้ใหญ่และมารดาต้องเข้าประคอง
ขณะฟงั ไมท่ ราบวา่ เพราะอะไร ผเู้ ขยี นรสู้ กึ สวา่ งวาบขน้ึ ในใจ เขา้ ใจนกึ ถงึ ชอ่ื เธอ
ขึ้นมา กราบเรียนท่าน โดยเอ่ยชื่อเธอ......ว่าใช่ไหม สุภาพสตรีท่านน้ัน หลวงปู่
คอ่ นขา้ งจะตกใจทที่ ำ� ไมศษิ ยเ์ กดิ รจู้ กั ขนึ้ มาได้ แตท่ า่ นกอ็ งึ้ และยอมรบั วา่ เขา้ ใจถกู แลว้
ฉะนนั้ การพรรณนารปู รา่ งลกั ษณะของเธอ ซึ่งผเู้ ขยี นเผอญิ รูจ้ ักและมคี วามเคารพ
33
นบั ถอื นบั ถอื ในอจั ฉรยิ ะของเธอ จงึ เปน็ การบรรยายจากผเู้ ขยี นฝา่ ยเดยี ว หลวงปทู่ า่ น
มไิ ดเ้ ลา่ รายละเอยี ดเหลา่ นน้ั ผเู้ ขยี นเพยี งแตช่ ว่ ยวาดภาพใหท้ า่ นผอู้ า่ นไดน้ กึ ถงึ เรอ่ื ง
และเข้าใจตามไปด้วยเท่านั้นว่าเป็นการยากล�ำบากหรือต้องการพลังใจอันเด็ดเดี่ยว
เพยี งใด ทห่ี ลวงปทู่ า่ นจะสามารถตดั กระแสความผกู พนั จากรอยอดตี โดยเฉพาะผทู้ ี่
เป็นคู่บารมมี าส�ำหรบั การปรารถนาพทุ ธภูมิ
“รอยอดีต” ของทา่ น เปน็ กลุ สตรีทไ่ี ด้รบั การศึกษามาอย่างดี จบการศกึ ษาช้ัน
มธั ยมบรบิ รู ณจ์ ากโรงเรยี นสตรที มี่ ชี อ่ื ทางภาษาตา่ งประเทศ นานๆ เมอ่ื กลบั ไปเยย่ี ม
บ้าน ก็กลบั ไปแบบหญิงสาวสมยั ใหม่ รปู สวย นยั นต์ าโตงาม มีคนหลายคนท่ีเล่าว่า
เวลาทเี่ หน็ เธอกลบั ไปเยยี่ มบา้ นนนั้ เสมอื นหนง่ึ เหน็ เทพธดิ าลอ่ งลอยอยใู่ นฟา้ ขม่ี า้ เกง่
แตง่ ตัวสวยแบบสาวชาวกรงุ แท้ ผมสวย หนา้ สวย
ความจรงิ แลว้ เจา้ แมน่ างกวย มารดาของทา่ นนน้ั กเ็ ปน็ ผทู้ ม่ี ชี อื่ อยมู่ ากในเรอื่ ง
แตง่ ตวั งาม ผมของทา่ นจะจบั หยง่ ใชข้ ผี้ งึ้ จบั จอนใหง้ ดงาม เปน็ ทเี่ ลอื่ งลอื กนั ทงั้ หมบู่ า้ น
และมีชาวบา้ น มีเพอ่ื นบา้ นใกลเ้ คยี ง ผู้ท่ีเปน็ หญงิ สาว มักจะมาขอเรียนการท�ำผมที่
ทำ� ไมจงึ จะสวยไดอ้ ยา่ งเจา้ แมน่ างกวย กลายเปน็ ทพ่ี ดู กนั วา่ ทา่ นเปน็ ประหนง่ึ ผทู้ ำ� ผม
ใหก้ บั หญงิ สาวทงั้ หมบู่ า้ น แตน่ น้ั กเ็ ปน็ แบบผมในสมยั ของทา่ น กลุ สตรที า่ นนเ้ี ปน็ แบบ
สาวสมัยใหม่ ผมงามแบบผมท่าน ข่ีม้าเก่ง และไม่ได้แต่งตัวแบบหญิงสาวชนบท
สวมกางเกงขม่ี า้ ใสร่ องเทา้ ทอ็ ปบตู๊ ตอ่ มาภายหลงั หลงั จากทต่ี อ้ งจากกนั แลว้ เมอื่ เธอ
กลบั มาใชช้ วี ติ อยใู่ นกรงุ เทพมหานคร เธอกไ็ ดม้ ามชี อื่ เสยี งอยา่ งมาก และเปน็ ทรี่ จู้ กั กนั ดี
สำ� หรบั ผทู้ รี่ กั หนงั สอื ทง้ั หลาย เขา้ ใจวา่ ผทู้ มี่ อี ายปุ ระมาณ ๕๐ ปขี น้ึ ไปน้ี จะตอ้ งเคยไดย้ นิ
ชอื่ ของเธอมามาก
หลวงปจู่ งึ เลา่ ภายหลงั วา่ ทา่ นรสู้ กึ เหมอื นกบั วา่ หวั อกแทบจะระเบดิ อกกลดั เปน็
หนอง แตใ่ จหนงึ่ กค็ ดิ มงุ่ มนั่ วา่ จะตอ้ งบำ� เพญ็ เพศพรหมจรรยต์ อ่ ไป ทา่ นพระอาจารยส์ งิ ห์
ขนั ตยาคโม เข้าใจในความรูส้ ึกของหลวงป่ผู เู้ ปน็ ศิษยใ์ หม่ได้ดี ทา่ นจึงจัดการพาตัว
หลวงปู่รีบจากหล่มสักมาโดยเร็วที่สุด หลวงปู่กล่าวว่าไม่ใช่เป็นการพาตัวมาอย่าง
ธรรมดา แตเ่ ปน็ การควบคมุ นกั โทษผนู้ ใี้ หห้ นอี อกมาจากมารทรี่ บกวนหวั ใจแตโ่ ดยเรว็
34
พรรษาที่ ๗-๘ พ.ศ. ๒๔๗๔-๒๔๗๕
ในกองทพั ธรรม
พ.ศ. ๒๔๗๔ จำ� พรรษา วัดป่าบา้ นเหลา่ งา ต.บา้ นเหล่างา จ.ขอนแก่น
พ.ศ. ๒๔๗๕ จำ� พรรษา วัดป่าศรทั ธารวม ต.หวั ทะเล อ.เมอื ง จ.นครราชสมี า
หลวงปกู่ ลา่ ววา่ เปน็ การเคราะหด์ อี ยา่ งยง่ิ ทบี่ งั เอญิ เจา้ ภาพทห่ี ลม่ สกั นน้ั ไดน้ มิ นต์
ทา่ นพระอาจารยส์ งิ ห์ ขนั ตยาคโม ไปรว่ มในงานศพในครงั้ นนั้ ดว้ ย หากไมม่ พี ระเถระ
ชว่ ยให้สตปิ รบั ปรุงแถมยังคอยควบคุมตัว ท่านวา่ ไมท่ ราบวา่ จะรอดพ้นปากเหย่ียว
ปากกามาได้หรือไม่ ท่านได้เห็นจริงในตอนนั้นว่า มาตุคามเป็นภัยแก่ตนอย่างยิ่ง
เม่ือพระอานนท์กราบทูลถามสมเด็จพระพุทธองค์ว่า ควรปฏิบัติต่อมาตุคามเช่นใด
พระพทุ ธเจา้ ไดต้ รสั วา่ “ไมค่ วรมอง ถา้ จำ� เปน็ จะตอ้ งมอง กไ็ มค่ วรพดู ดว้ ย ถา้ จำ� เปน็
จะต้องพดู ดว้ ย กใ็ ห้ต้ังสต”ิ ท่านตรัสบอกขนั้ ตอนปฏบิ ัติตอ่ มาตคุ ามเป็นลำ� ดบั ๆ ไป
แตน่ หี่ ลวงปเู่ พยี งโดนขนั้ แรก มองกถ็ กู เปรยี้ งเสยี แลว้ ถา้ เปน็ นกั มวยกข็ น้ึ เวทยี งั ไมท่ นั
จะเริม่ ต่อยก็ถกู นอ็ ค
ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนั ตยาคโม นเ้ี ป็นศิษยร์ ุน่ ใหญ่ของท่านพระอาจารย์มนั่
ต่อมาได้รับสมณศักด์ิเป็นท่ี พระญาณวิศิษฏ์ ท่านได้เห็นพระรุ่นน้องแสดงกิริยา
ดูน่ากลัวว่าจะพ่ายแพ้อ�ำนาจของกิเลส ถ้าเป็นนักสู้ก็เป็นนักสู้ที่ยินยอมจะให้เขายก
กรธี าพาเขา้ สู่ท่ปี ระหารชีวิตแตโ่ ดยดี ไม่พยายามฝนื ต่อสู้แตอ่ ยา่ งใด ท่านจงึ ควบคุม
นักโทษซึ่งเป็นนักโทษหวั ใจผู้นั้น รีบหนีออกจากหลม่ สักโดยเร็ว ออกมาจากสถานท่ี
เกิดเหตุคอื เมอื งหลม่ สักโดยเรว็ ท่ีสุด เทีย่ ววิเวกลงมาตามปา่ ตามเขา และเรง่ ทำ� ตบะ
35
ความเพยี รอยา่ งหนกั ทา่ นพระอาจารยส์ งิ หส์ นบั สนนุ ใหห้ ลวงปอู่ ดนอน อดอาหาร เพอื่
ผ่อนคลายความนกึ คดิ ถึงมาตุคาม ให้เรง่ ภาวนาพทุ โธ...พุทโธ ถี่ยิบ และนง่ั ขม่ ขนั ธ์
แตค่ วามกลบั กลายเปน็ โทษ เคราะหด์ ที า่ นไมต่ ามนมิ ติ ซงึ่ แทนทจี่ ะยอมสโิ รราบตาม
เคราะหก์ รรมทมี่ อี ยเู่ ชน่ นน้ั เพราะเคยมกี รรมตอ่ กนั มาเชน่ นนั้ ทำ� ใหพ้ อเหน็ กม็ อื ออ่ น
เทา้ ออ่ นยอมตายงา่ ยๆ ทา่ นกลบั เขา้ หาครู เชอื่ ครู เลา่ นมิ ติ ถวายทา่ นพระอาจารยส์ งิ ห์
ทา่ นได้โอกาสจึงได้อบรมกระหน�่ำเฆ่ียนตีทนั ควนั
ทา่ นกลา่ ววา่ ตวั ทา่ นผา่ นเหตกุ ารณอ์ นั นา่ สยดสยองมาไดแ้ ลว้ ทา่ นหลวงปมู่ อง
ยอ้ นกลับไปจึงได้คดิ ว่า ผู้ท่ีมญี าณซึ่งสามารถหยั่งรเู้ หตุการณใ์ นอดีตกด็ ี หรือภาพ
อนาคตก็ดี หากผลู้ ่วงรอู้ ดตี อนาคตนน้ั ไมม่ คี ุณธรรมม่นั คงแข็งแรง กอ็ าจจะเป็นผล
เสยี ได้ อยดู่ ๆี เกดิ ไปรู้ว่าเคยชอบเคยรักกับใครก็จะล�ำเอียงไปตามนั้น ถา้ ไปพบวา่
มเี รอื่ งผกู พนั กนั โกรธกนั ไปรเู้ ขา้ กจ็ ะยงุ่ แน่ ดงั เชน่ เกดิ ญาณรอู้ ยู่ คนนนั้ เคยมาขม่ เหงเรา
ฆา่ เรา พอรเู้ ขา้ ในชาตนิ ก้ี ลบั อยากจะอาฆาต เตรยี มตวั ทจ่ี ะไปขม่ เหงเขา ฆา่ เขาตอบแทน
เรื่อยๆ นีแ่ หละ ท่านถงึ ไม่ให้ปุถุชนคนกิเลสหนาปัญญาหยาบได้ล่วงรู้ถึงอดีต รู้ถึง
อนาคต ดว้ ยจิตยงั มีริษยาอาฆาตโกรธแคน้ ตอ่ กนั อยู่
ชว่ งระยะเวลาเหลา่ นน้ั ระหวา่ งทา่ นพระอาจารยม์ น่ั กำ� ลงั หลบจากเขตอสี านขนึ้ ไป
วเิ วกอยทู่ างภาคเหนอื ในเขตจงั หวดั เชยี งใหมแ่ ละจงั หวดั เชยี งราย ทา่ นพระอาจารยส์ งิ ห์
ขันตยาคโม ได้จัดต้ังกองทัพธรรมสั่งสอนประชาชนทางภาคอีสานให้รู้จักหลัก
พระพทุ ธศาสนาทแี่ ทจ้ รงิ เพอื่ ใหเ้ ลกิ ถอื ผไี ท้ ผฟี า้ ผปี ตู่ า กลบั มารบั พระไตรสรณคมน์
ให้มากขน้ึ พระกัมมัฏฐานทา่ นมาชุมนุมกนั ที่วัดปา่ บา้ นเหลา่ งานัน้ มาก
ในปี ๒๔๗๔ มพี ระเถระมาจำ� พรรษาอยดู่ ว้ ยกนั หลายทา่ นหลายองค์ นอกจากองค์
ทา่ นแลว้ ยงั มหี ลวงปอู่ อ่ น ญาณสริ ิ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม และหลวงปฝู่ น้ั อาจาโร ดว้ ย
ครน้ั ตอ่ มาในปี ๒๔๗๕ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ตสิ โส อ้วน ป.ธ. ๕) เมอ่ื ครัง้ ดำ� รง
ตำ� แหนง่ พระเทพเวที เจา้ คณะมณฑลนครราชสมี า ไดม้ บี ญั ชาเมอื่ วนั ที่ ๖ พฤษภาคม
พ.ศ. ๒๔๗๕ ให้พระกัมมัฏฐานที่มีอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น เดินทางไปที่จังหวัด
นครราชสมี า เพอื่ สัง่ สอนประชาชนรว่ มกบั ข้าราชการ ดงั นัน้ ท่านพระอาจารยส์ ิงห์
36
ขันตยาคโม และท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปัญญาพโล ป.ธ. ๕ ซึ่งเป็นน้องชาย
ทา่ นพระอาจารยส์ งิ ห์ จงึ ไดน้ ำ� พระจรไปดว้ ยหลายรปู มหี ลวงปอู่ อ่ น ญาณสริ ิ หลวงปฝู่ น้ั
อาจาโร เดินทางร่วมไปดว้ ย ในปี ๒๔๗๕ น้ันเอง พนั ตำ� รวจตรีหลวงชาญนิยมเขต
กองเมอื ง ๒ ได้ถวายที่ดินยกกรรมสิทธใิ์ หพ้ ระกมั มฏั ฐานสรา้ งวดั มเี น้ือท่ี ๘๐ ไร่
จึงได้ลงมอื สร้างวัดขนึ้ ในทแี่ ปลงน้ี ตง้ั ชอื่ ว่า “วัดป่าสาลวนั ” จนถงึ ทกุ วนั นี้
ไดม้ กี ารอบรมศลี ธรรมใหแ้ กป่ ระชาชน จนประชาชนเกดิ ความเลอ่ื มใสและตง้ั ตน
อยใู่ นพระไตรสรณคมน์ ถอื วดั ปา่ สาลวนั เปน็ จดุ ศนู ยก์ ลางปฏบิ ตั กิ มั มฏั ฐานและเปน็
สถานทชี่ ุมนมุ ประจำ� ครัน้ เมอ่ื จะเขา้ พรรษากใ็ หแ้ ยกยา้ ยพระไปวเิ วกจำ� พรรษาในวดั
ตา่ งๆ ทไี่ ปต้ังขนึ้ ตัวท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนั ตยาคโม ไปจำ� อย่ทู ่ีศนู ยก์ ลาง คือ
วัดป่าสาลวนั น้ี แต่ท่านได้มอบหมายให้ท่านพระอาจารย์มหาปน่ิ ปญั ญาพโล ไปตงั้
วัดกมั มัฏฐานอกี วัดหนงึ่ ทีข่ า้ งกรมทหาร ต.หวั ทะเล อ.เมอื ง จ.นครราชสมี า ให้ช่อื วา่
วดั ปา่ ศรทั ธารวม ณ ทน่ี ้ี หลวงปกู่ ไ็ ดไ้ ปจำ� พรรษารว่ มอยทู่ ว่ี ดั ปา่ ศรทั ธารวมดว้ ย พรรษานี้
พระกัมมัฏฐานในสายของท่านพระอาจารย์มั่นก็มาอยู่ด้วยกันมากเป็นพิเศษ เช่น
หลวงปเู่ ทสก์ เทสรงั สี หลวงปอู่ อ่ น ญาณสริ ิ หลวงปฝู่ น้ั อาจาโร ทา่ นพระอาจารยภ์ มู ี
ฐิตธัมโม ท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ เป็นอาทิ มีท่านพระอาจารย์มหาปิ่น
ปญั ญาพโล เป็นหวั หน้าทจี่ ะเทศน์อบรม โดยมที า่ นองค์อน่ื ๆ เป็นผูช้ ่วยเหลือในการ
เทศน์อบรมประชาชนด้วย
แมก้ บั หมพู่ วกพระเณร หลวงปหู่ ลยุ ทา่ นจะไมค่ อ่ ยพดู ชอบอยอู่ งคเ์ ดยี ว โดยหา
กระตอ๊ บเลก็ ๆ ทำ� แครพ่ กั อยทู่ ชี่ ายปา่ หา่ งจากหมเู่ พอ่ื น แตเ่ วลาทา่ นพดู คยุ กบั ญาตโิ ยม
ญาตโิ ยมมกั จะชอบใจส�ำนวนโวหารของท่านมาก ด้วยท่านเปน็ กันเอง ทา่ นได้เขยี น
บันทึกไว้หลายแห่งท่ีแสดงกุศโลบายของท่านในการเอาใจประชาชนว่า เพื่อจะให้
ญาตโิ ยมเข้าใจหรือมนี ้�ำใจทีจ่ ะยอมฟังธรรมโดยงา่ ย จะทำ� พดู คยุ ธรรมดาให้เขารสู้ ึก
คุ้นเคยเป็นกันเองก่อนแล้วจึงจะเทศน์ เม่ือคุ้นเคยเป็นกันเองแล้ว เขาก็จะตั้งอก
ต้ังใจฟังเทศน์การอบรมเป็นอย่างดี วิธีการของท่านนี้ ท�ำให้ท่านเป็นก�ำลังส�ำคัญ
องคห์ น่งึ ที่ชว่ ยในการเทศนาอบรมประชาชน
37
ทา่ นไดอ้ ยจู่ ำ� พรรษาอยกู่ บั ทา่ นพระอาจารยส์ งิ ห์ และทา่ นพระอาจารยม์ หาปน่ิ ในปี
๒๔๗๔-๒๔๗๕ นี้ ตอ่ มาทา่ นเหน็ วา่ กองทพั ธรรมมกี ำ� ลงั แนน่ หนาเพยี งพอแลว้ โดย
ได้มีครูบาอาจารย์แต่ละองค์ได้ไปสร้างวัดอยู่โดยรอบในจังหวัดนครราชสีมาน้ี เช่น
พระอาจารยค์ ำ� ดี ปภาโส หรอื พระครญู าณทสั สี ไปสรา้ งวดั ปา่ สะแกราช ที่ อ.ปกั ธงชยั
หลวงปอู่ อ่ น ญาณสริ ิ หลวงปฝู่ น้ั อาจาโร พระอาจารยก์ งมา จริ ปญุ โญ ไปสรา้ งวดั ปา่
บา้ นใหมส่ ำ� โรง ที่ อ.สคี ว้ิ ตงั้ ชอ่ื วา่ วดั ปา่ สวา่ งอารมณ์ หลวงปฝู่ น้ั อาจาโร ไปสรา้ งวดั ปา่
บา้ นมะรุม อ.โนนสงู เปน็ การต้งั วัดเรียงรายกันอยู่โดยรอบ
ออกพรรษาปี ๒๔๗๕ ทา่ นหลวงปกู่ อ็ อกธดุ งคต์ อ่ ไป แยกจากหมู่ เตรยี มจะไป
ทางทา่ อเุ ทน มกุ ดาหาร และนครพนม ด้วยเห็นวา่ กองทพั ธรรมมีกำ� ลังเปน็ ปกึ แผน่
แนน่ หนาเพยี งพอแลว้ หลวงปเู่ ปน็ คนละเอยี ดละออ เวลาอยกู่ บั ครบู าอาจารยอ์ งคใ์ ด
ทา่ นจะมบี นั ทกึ กลา่ วถงึ ครบู าอาจารยอ์ งคน์ นั้ ๆ อยเู่ สมอ ในบนั ทกึ ปี ๒๔๗๕ ทา่ นได้
บนั ทึกเกย่ี วกับท่านพระอาจารยส์ ิงหไ์ วว้ า่
“ทา่ นพระอาจารยส์ งิ ห์ เกดิ ปฉี ลู วนั จนั ทร์ เดอื น ๓ อายุ ๔๔ พรรษา ๒๓ ออกบวช
อายุ ๒๑ นับในครรภ์ ๑๐ เดอื น”
“อาจารย์มหาป่ิน เกิดปมี ะโรง เดอื น ๔ วนั พฤหัสบดี อายุ ๔๑ พรรษา ๑๘
ป.ธ. ๕ ”
สำ� หรบั นสิ ยั ทา่ นกบ็ นั ทกึ ไวเ้ ชน่ กนั คงจะไดเ้ หน็ ตอ่ ไปในภายหลงั ทา่ นจะบนั ทกึ
นิสัยครบู าอาจารย์แต่ละองค์ไว้ดว้ ย ท่านกลา่ วไวว้ า่
“ทา่ นสงิ ห์ นสิ ยั เทศนอ์ ธบิ ายธรรมดี ใจคอกวา้ งขวางดี เปน็ คนสขุ มุ รกั ษาความสงบ
เยอื กเยน็ ดี เปน็ คนหวงั ดใี นศาสนาดี ชอบสนั โดษ จติ อทุ ศิ ดใี นศาสนา จติ อทุ ศิ เฉพาะ
ขอ้ ปฏบิ ตั ิ น�ำ้ ใจเดด็ เดี่ยว ยกธรรมาธษิ ฐานลว้ น”
38
อกี แหง่ หนึ่ง ทา่ นได้บันทึกไวเ้ ป็นเชิงวิจารณว์ า่
“ท่านอาจารย์สิงห์ กาย วาจา ใจ เป็นอาชาไนย ลักษณะเป็นคนที่ว่องไว
ไหวพรบิ ดี นำ�้ ใจเดด็ เดยี่ ว ทรมาน * คนไดท้ กุ ๆ ชน้ั ทงั้ อบุ ายละเอยี ด เปน็ คนราคจรติ
เปน็ นกั พดู ชอบคดิ อบุ ายธรรมตา่ งๆ ชอบมหี มเู่ พอื่ นมาก นสิ ยั พระโมคคลั ลาน์ มคี วามรู้
ทง้ั สมถะและวิปสั สนา ข้อวตั รดที ง้ั ภายในและภายนอก ชอบโอโ่ ถง อดิเรกลาภมาก
ไมเ่ อาแงเ่ อางอนแกพ่ ทุ ธบรษิ ทั ปญั ญาเปน็ คนทรมาน* คน เพง่ ประโยชนใ์ หญใ่ นศาสนา
กาย วาจา ใจ ปลาบปลม้ื มาก มกั พดู ตามความรคู้ วามเหน็ ของตน มกั ทรมานคนหนมุ่ ๆ
นอ้ ยๆ บรษิ ทั ของทา่ นเปน็ คนแกน่ สารในทา่ มกลางบรษิ ทั รจู้ กั ชาตขิ องคนทจ่ี ะดหี รอื ชวั่
ไม่กลวั ต่อความตาย รูจ้ กั เหตุผล อดตี อนาคต ปจั จบุ นั เป็นคนม่ันในสมั มาปฏบิ ัติ
ฉลาดพดู ฉลาดพลิกจิต สมถวิปสั สนา”
39
พรรษาที่ ๙-๑๐ พ.ศ. ๒๔๗๖-๒๔๗๗
เดินธดุ งคก์ บั ทา่ นพระอาจารยเ์ สาร์ และได้วชิ าม้างกาย
จ�ำพรรษา ณ ถำ�้ บ้านโพนงาม ต.ผักค�ำภู อ.กดุ บาก จ.สกลนคร
เมอ่ื ออกพรรษาปี ๒๔๗๕ แลว้ หลวงปเู่ ห็นว่ากองทพั ธรรมมกี ำ� ลงั แนน่ หนา
เพยี งพอแลว้ หมเู่ พอื่ นสหธรรมกิ ทอี่ ยชู่ ว่ ยทา่ นพระอาจารยส์ งิ ห์ ขนั ตยาคโม และทา่ น
พระอาจารยม์ หาปน่ิ ปญั ญาพโล กม็ อี ยอู่ ยา่ งอนุ่ หนาฝาคงั่ แตล่ ะทา่ นแตล่ ะองคต์ า่ งมี
อบุ ายธรรมชว่ ยตนเองและอบรมญาตโิ ยมไดอ้ ยา่ งมนั่ คง สว่ นองคท์ า่ นเองนนั้ แมพ้ วก
ญาติโยมจะพอใจในการมาฟังธรรมหรือปรับทุกข์ปรับร้อนในปัญหาการครองตน
กบั ทา่ น แต่ก็เปน็ ไปแบบทางโลกอยู่มาก ทา่ นเลา่ ว่า เม่ือหวนระลกึ ถึงตนแลว้ กค็ ดิ วา่
ยังไม่มีภูมิธรรมที่จะทันหน้าทันตาหมู่เพื่อนได้ ด้วยความเพียรและอุบายยังอ่อน
อยู่มาก ทา่ นจึงคดิ จะไปปรารภความเพียรให้ยง่ิ ข้ึนต่อไป
ทา่ นออกธดุ งคต์ อ่ ไปทางทา่ อเุ ทน มกุ ดาหาร และนครพนม ไปพบทา่ นพระอาจารย์
เสาร์ กันตสีโล ที่จังหวัดอุบลราชธานี เห็นเป็นโอกาสท่ีจะได้อยู่ศึกษาอุบายธรรม
จากทา่ น จึงอยปู่ รนนบิ ัติรบั ใช้ ขณะนน้ั ท่านรสู้ กึ ว่าตนยงั ขาดท่พี งึ่ อยู่มาก ตั้งแตท่ ่าน
พระอาจารยบ์ ญุ อาจารยอ์ งคแ์ รกของทา่ นมรณภาพไป กค็ ดิ จะหาครบู าอาจารยอ์ งคใ์ หม่
อยา่ งทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ใหท้ า่ นเมตตาสงั่ สอนอบรมกระหนำ่� ฟาดฟนั กเิ ลสให้ แตท่ า่ น
กเ็ ดนิ ธดุ งคห์ ลบหลกี เรน้ หมศู่ ษิ ยไ์ ปทางภาคเหนอื โนน้ แลว้ ไดอ้ ยใู่ กลช้ ดิ รบั การอบรม
จากทา่ นพระอาจารย์สงิ ห์ แตก่ ็ยงั ไม่จใุ จ มาได้โอกาสพบอาจารย์วเิ ศษอีกองคห์ น่งึ
ท่านจงึ ยินดยี งิ่
40
ท่านพระอาจารย์เสาร์พาท่านเดินธุดงค์รอนแรมมาจากอุบลฯ และมาพักอยู่ท่ี
แถบเขตจังหวัดสกลนคร แล้วจัดให้ท่านแยกไปท�ำความเพียรที่ถ�้ำแห่งหน่ึงในเขต
อำ� เภอกุดบาก
ทา่ นเลา่ ถงึ ถำ้� นน้ั วา่ ชาวบา้ นเรยี กวา่ “ถำ�้ โพนงาม” อยบู่ นภเู ขาตง้ั อยรู่ ะหวา่ งหมบู่ า้ น
๓-๔ หมู่บา้ น คือบา้ นโพนงาม บ้านหนองสะไน และบา้ นโพนสว่าง อยู่ในเขตตำ� บล
ผักค�ำภู ห่างจากหมู่บ้านไม่กี่กิโลเมตร แต่ในสมัยนั้นยังเป็นป่าเป็นดงพงทึบอยู่
ทางไม่กก่ี ิโลเมตรก็ดแู สนไกล ท่านพระอาจารยเ์ สารบ์ อกท่านว่า ใหไ้ ปภาวนาทใี่ นถ้�ำ
บนเขาโน้น ท่านกแ็ บบกลดขึ้นภูเขาไป
ทา่ นเลา่ วา่ ขณะนน้ั ทา่ นผา่ นพรรษา ๘ มาแลว้ และถา้ หากจะนบั ทงั้ พรรษาทบ่ี วช
มหานกิ าย ๑ พรรษา และทบี่ วชธรรมยตุ คราวแรก ๑ พรรษา โดยไมม่ คี วามเชอื่ มนั่ วา่
เปน็ การบวชทถ่ี กู ตอ้ ง จงึ ขอบวชธรรมยตุ ซำ�้ อกี กจ็ ะกลายเปน็ บวชถงึ ๑๐ พรรษาแลว้
ไดอ้ อกธดุ งคท์ กุ ปี แตก่ เ็ ปน็ การไปอยา่ งทเี่ รยี กวา่ อยใู่ นรศั มใี บบญุ ของครอู าจารย์ เชน่
๖ พรรษาแรกนน้ั ท่านอาจารยบ์ ุญจะน�ำไปเกอื บตลอด มาธุดงคก์ บั ท่านพระอาจารย์
เสาร์ ท่านกด็ ูแลเชน่ กัน ทไี่ ดธ้ ุดงคอ์ งคเ์ ดียวก็เปน็ ป่าเขาใกล้ๆ กับรศั มีครบู าอาจารย์
หรือเป็นป่าโปร่ง ไม่ลึกลับซับซ้อนน่ากลัวเท่าใดนัก การถูกส่งมาถ้�ำโพนงามคร้ังน้ี
จงึ เท่ากับเปน็ การสอบไล่ใหญ่ทเี ดียว
ทา่ นมองเหน็ ยอดเขาแลว้ กห็ มายตาไวว้ า่ จะตอ้ งขน้ึ ไปบนโนน้ เขาชใ้ี หด้ วู า่ ถำ้� อยู่
ตรงนนั้ หมู่ไมน้ ั้น ลิบๆ โนน้ ยอดยาวนน้ั เหน็ แต่ยอดไม้สงู แผ่ก่งิ ก้านต่อเนือ่ งกนั
ราวกับทะเลสีเขียว ดูไม่ไกลเทา่ ไร แต่เดินไป เดินไป พบภูเขาเป็นแท่งหนิ ใหญ่ขวาง
หนา้ อยู่ ไม่มที างไป กต็ ้องย้อนกลบั มาตงั้ หลกั ใหม่ สมยั นัน้ ปา่ ยงั เป็น “ป่า” รกชฏั
ตน้ ไมส้ งู ใหญ่ มดื ครมึ้ ทางเดนิ ในปา่ กแ็ ทบไมม่ ี ฝนเพงิ่ ตกใหมๆ่ ไมอ้ อ่ นระบดั กลบทาง
เดนิ ของพรานปา่ หมด เคราะหด์ ที ย่ี งั พอมชี าวบา้ นชว่ ยถอื มดี พรา้ ไปดว้ ย จงึ พอตดั ฟนั
ก่งิ ไม้แหวกเปน็ ช่องทางใหเ้ ดินขนึ้ ไปได้
ทา่ นเล่าว่า ออกเดนิ ทางแต่ฉนั จงั หันเสรจ็ ในตอนเช้า กว่าจะขน้ึ ไปได้ถึงบนถำ�้
กต็ กบา่ ย สภาพภเู ขาสว่ นใหญเ่ ปน็ หนิ ผาแทง่ ทบึ บางแหง่ กด็ รู าวกบั เปน็ หนิ เนอ้ื เดยี วกนั
41
แตเ่ มอื่ สงั เกตใหด้ จี ะเหน็ วา่ เบอื้ งหลงั ตน้ ไมใ้ หญท่ ข่ี น้ึ เบยี ดเสยี ดกนั นน้ั มชี ะเงอื้ มหนิ
เปน็ แผ่นผาวางซ้อนกันอยู่ ระหว่างรอยตอ่ พลาญหนิ ดา้ นล่างและเงือ้ มผาทเี่ ป็นแผ่น
เรยี บแผ่ชะโงกอยู่ดา้ นบนนัน้ มจี อมปลวกและเถาวลั ยต์ ้นไม้เลก็ ๆ ขน้ึ อยู่เต็ม แต่ถ้า
หากรอ้ื เถาวลั ยแ์ ละตน้ ไมเ้ ลก็ พรอ้ มจอมปลวกออก ตกแตง่ พน้ื หนิ ใหส้ ะอาดแลว้ กค็ ง
พออาศยั เปน็ ทีภ่ าวนาทรมานกายไดเ้ ปน็ อยา่ งดี ที่เรยี กวา่ ทภ่ี าวนาทรมานกาย กด็ ว้ ย
เลง็ เหน็ วา่ ความสงู ของเพดาน (ซง่ึ ถา้ จะรอื้ ตน้ ไมเ้ ปดิ ออกเปน็ ถำ�้ ) นน้ั คงเพยี งแคส่ ามารถ
นอนและนงั่ เทา่ นนั้ เวลานง่ั ศรี ษะคงจะพอครอื ๆ กบั เพดานถำ้� พอดี เปน็ การบงั คบั ให้
สติอยกู่ บั จิต ขนื เผลอขยับตวั แรงไป ศีรษะจะตอ้ งกระแทกกับเพดานหินแนน่ อน
เฉพาะส่วนท่ีชาวบ้านผู้น�ำทางบอกว่าเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า ช่ือ “ถ้�ำโพนงาม”
และเปน็ ถำ�้ ทหี่ ลวงปเู่ สารส์ งั่ ใหท้ า่ นมาอยภู่ าวนานน้ั เปน็ ถำ�้ ใหญย่ าวตอ่ เนอื่ งกนั ไปไกล
แตพ่ น้ื ถำ้� ซง่ึ คงเคยราบเรยี บเมอ่ื มผี ธู้ ุดงคผ์ า่ นมาทำ� ความเพยี รนน้ั บดั นเ้ี มอ่ื กาลเวลา
ลว่ งไป และผา่ นฝนมาเพยี งฤดหู นง่ึ หรอื สองฤดู ใบไมแ้ หง้ ทร่ี ว่ งทบั ถมลงมาซำ้� แลว้ ซำ�้ เลา่
กก็ ลายเปน็ ปยุ๋ ใหเ้ กดิ ไมใ้ บสเี ขยี วขจเี กาะกอดอยบู่ นพลาญหนิ ทา่ นจงึ ใหช้ าวบา้ นชว่ ย
รื้อพืชสีเขียวออก ส่วนใบไม้แห้งเหล่าน้ันก็ได้อาศัยก่ิงไผ่แขนงไม้บริเวณน้ันท่ี
ชาวบา้ นชว่ ยหกั มาใหร้ วบเปน็ กำ� ใชแ้ ทนไมก้ วาดปดั กวาดออก ไมน่ านกพ็ อเหน็ เปน็ รปู
เปน็ รา่ งวา่ พอจะใช้อาศัยเป็นท่ีสำ� หรับอยู่ท�ำความเพยี รได้ เขาชว่ ยตัดไมไ้ ผม่ าทบุ แผ่
ออกเปน็ ฟาก และหาเถาวลั ยบ์ รเิ วณนน้ั มาผกู มดั ไมฟ้ ากใหต้ ดิ กนั แลว้ จดั ทำ� เปน็ แคร่
เลก็ ๆ ขนาดพอเปน็ ทพ่ี กั ของรา่ งกายทกี่ วา้ งศอก ยาววา หนาคบื ได้ ยกสงู ขน้ึ จากพน้ื
เล็กน้อยใหไ้ ด้พ้นจากมดตวั แดงแมงตวั นอ้ ยทีม่ กั จะอาศัยพลาญหนิ เป็นทางสัญจร
ชาวบา้ นชว่ ยจดั ทำ� เสรจ็ แลว้ กร็ บี ลากลบั ไป บอกวา่ เกรงจะไปมดื กลางทาง เดยี๋ ว
จะลำ� บาก ทา่ นถามวา่ “ลำ� บากเรอื่ งอะไร” เขาตอบวา่ “ลำ� บากเพราะแถวนเี้ จา้ ปา่ ชมุ มาก
การเดนิ ทางในเวลากลางคนื อนั ตรายมาก” “เจา้ ปา่ ” เขาพยายามเลย่ี งไมอ่ ยากใชค้ ำ� วา่
“เสอื ” ตรงๆ เคยคาบชาวบ้านปา่ ท่ีออกมาหาหน่อไม้หน่อหวายบนเขาเอาไปกนิ สอง
สามรายแล้ว “เจา้ ปา่ ” พวกนีช้ ะลา่ ใจมาก บางทีถึงกับไปลา่ เหยือ่ ถงึ ท่ชี ายป่าทเี ดยี ว
เคยมาเอาววั เอาควายจากในบา้ นไปกินก็หลายคร้ัง
42
ท่านว่า ฟงั แลว้ ก็ออกเสยี วๆ อยมู่ าก แตก่ ย็ ังท�ำใจดีสู้ ชาวบ้านลากลบั ไปแล้ว
ท่านก็รีบจัดบริขารเข้าท่ีเพื่อเตรียมภาวนา ความจริงบริขารก็มิได้มีมากมายอะไร
ผา้ อาบน้ันใช้ไดส้ ารพัดประโยชน์ นอกจากเพือ่ การอาบน�ำ้ ตามช่อื แลว้ ยงั เผอื่ เหตอุ นื่
ด้วย ท้ังเชด็ ตวั เชด็ บาตร เชด็ ฝาบาตร ปัดกวาดแคร่ ปแู คร่ หรอื ห่อผา้ สงั ฆาฏแิ ทน
ปลอกหมอน ชาวบา้ นสญั ญาวา่ รงุ่ ขนึ้ จะชว่ ยกนั หาบนำ้� ขนึ้ มาใหส้ กั ๒-๓ ครุ แตก่ ย็ งั
ไม่แนน่ อนอะไร ฉะนนั้ ท่านจึงต้องระวงั กาน�้ำเป็นพเิ ศษ เพราะเป็นภาชนะอนั เดียว
ท่ีใส่นำ�้ ขน้ึ เขามา จะต้องใชท้ ั้งฉนั และล้างหนา้ ล้างตวั และลา้ งเทา้ ถา้ ปลอ่ ยใหน้ ำ�้ หก
จากกาไปไดจ้ ะล�ำบาก ท่านยังไมไ่ ดอ้ อกเดินส�ำรวจหาแหล่งน�้ำบนเขา อาจจะมีนำ้� ฝน
หลงเหลอื อยบู่ นแอง่ หินใดแอ่งหินหน่ึงกไ็ ด้
สมยั นนั้ พระธดุ งคกมั มฏั ฐานแทบจะไมร่ จู้ กั ไฟฉาย แมแ้ ตไ่ มข้ ดี เทยี นไข กห็ ายาก
ท่านว่าพระธุดงคกัมมัฏฐานพ่ึงพาแต่แสงไฟธรรมชาติ กลางวันก็อาศัยแสงอาทิตย์
กลางคนื กแ็ ลว้ แตเ่ ดอื นดาวจะใหค้ วามเมตตาใหแ้ สงสวา่ งเพยี งไร เดอื นหงายกย็ งั พอ
เห็นอะไรบ้าง แต่ถ้าเป็นเดอื นแรมกเ็ รียกวา่ มืดสนิท
คืนแรกน้ัน ท่านว่าแต่แรกก็ยังดีอยู่ มองธรรมชาติรอบตัวดูมีความสงบสงัด
งามอยู่ ตน้ ไมก้ ส็ วย ฟา้ กง็ าม แตไ่ ปๆ ชกั สลวั ลง มดื ลง คำ� ชาวบา้ นทวี่ า่ เสอื ชมุ กด็ จู ะ
มากระซบิ ซำ�้ ซากอยทู่ ข่ี า้ งหู ตน้ ไมด้ ทู มนึ ตะคมุ่ ๆ ฟา้ กม็ ดื ดสู งดั วงั เวงอยา่ งบอกไมถ่ กู
ไดย้ นิ เสยี งเสอื คาํ รามอยแู่ ตไ่ กล ทา่ นเคยไดย้ นิ ครงั้ อยวู่ ดั ปา่ หนองววั ซอ แตเ่ สยี งนนั้ ก็
หา่ งอยู่ และกฏุ กิ อ็ ยใู่ นเขตวดั ไมฟ่ งั วงั เวงเหมอื นครงั้ น้ี เผอญิ คนื นนั้ เปน็ คนื ขา้ งแรมแก่
ตะวันลับขอบฟ้าเพียงไม่นานก็มืดจนมองไม่เห็นอะไร เพียงยื่นมือออกไปข้างหน้า
ก็มองไมเ่ ห็นแมแ้ ต่แขนหรอื ปลายมือของเราเอง ท่านวา่ เขา้ ใจในครั้งนนั้ เลย ค�ำวลีที่
วา่ “มืดเหมอื นเข้าถำ�้ ”
ท่านบันทึกไว้ว่า “ภาวนาท่ีถ�้ำโพนงามน้ันดีเหลือท่ีสุด” ภาวนา กายเปล่ียว
จิตเปลย่ี ว กายวิเวก จติ วเิ วก เป็นอยา่ งไร แทบจะไมต่ อ้ งมีใครมาธิบายใหฟ้ ัง
กายเปลยี่ ว จติ เปล่ยี ว จรงิ ๆ
43