จิตท่ีควรขม่ กข็ อให้ข่มไว้ จติ ท่ีควรเดนิ ก็เดนิ ฯ
ตาสติ หสู ติ จมกู สติ ลนิ้ สติ กายสติ ใจสติ ตอ้ งประกอบดว้ ยสตทิ งั้ นน้ั จงึ จะรู้
จะฉลาด เป็น มหาสติ โดยรอบทางกาย โดยรอบทางจติ
ใหพ้ จิ ารณากาย อยา่ ตดิ หนงั ใหล้ งถงึ ฐาน จงึ จะถอนมจิ ฉาทฐิ ขิ องจติ ได้ ถา้ จติ
ยินดีในรูป หนงั สัณฐาน แลว้ ผิดอริยสัจ ๔ ผดิ มรรค
อยา่ ติดในอาหาร ใหม้ ักนอ้ ยจริงๆ จติ จึงเปน็ ไป ถา้ ยนิ ดใี นโลกธรรมในวาระ
จิตใด วาระจิตนนั้ ต้องเสยี จติ ไมเ่ ปน็ ไป จติ ติดอามิส ดุจไม้ปักขค้ี วายไม่แน่น
ฉนั ใด
กายโดดเด่ยี วชอ่ื ว่า กายวิเวก สมาบตั ิ ๘ - จติ วเิ วก นิพพาน - อปุ ธิวิเวก
กายวเิ วก ไมค่ ลกุ คลดี ว้ ยหมู่ จติ วเิ วก ยอ่ มบรรเทาหมกมนุ่ ดว้ ยกเิ ลส อปุ ธวิ เิ วก
ยอ่ มบรรเทาความเกี่ยวขอ้ งด้วยสังขาร สมกับพระสารบี ตุ รเถรเจา้ ว่า กายวิเวก
ความสงบกาย ยนิ ดีย่ิงด้วยการออกบวช จิตวเิ วก ของผูม้ จี ิตบริสุทธิ์ ถงึ ความ
ผอ่ งแผ้วอยา่ งย่ิง อปุ ธิวิเวก ของบคุ คลผู้ไมม่ อี ปุ ธิ คือพระนิพพาน พงึ เขา้ ไป
ส�ำเร็จวเิ วก ๓ นี้อย่างบัณฑติ
จติ ต้องใหเ้ ข้าพักในสมาธิ ออกสมาธแิ ล้วต้องใหค้ ิด จึงจะรู้ ต้องเพง่ กายกบั
จิตเป็นตัววิวัฏฏะ จึงจะถูกมรรค พระอรหันต์มีสันติสุขแล้วเที่ยวอยู่ในโลก
ต้องเอาพระพุทธองค์เป็นแบบฉบับ ตัวอย่างพระองค์ท�ำทุกรกิริยาทุกอย่าง
แสนสาหัส และกระทบกระทงั่ แสนสาหสั
เจริญอานาปานสติ เพอื่ ให้หมดความก�ำหนัดยินดี ความโกรธ ความหลง ไมม่ ี
เพราะใจยา้ ยทเ่ี กา่ มาอยทู่ ใี่ หมเ่ สยี จงึ มสี ตกิ ำ� กบั อยกู่ บั ตวั เวลาโกรธ สตไิ มอ่ ยู่
กบั ตวั ทิง้ ตวั เสยี ไปอยูท่ ่คี นโกรธกนั นกึ เห็นหน้าคนโกรธวา่ วา่ เปน็ อยา่ งนัน้
ทำ� กิริยาอาการอย่างน้นั ความโกรธก็จะมาแรงๆ
ค้นดูกาย ถึงหลัก แลเห็นอริยสัจของจรงิ แลว้ เดินตามมรรค เห็นตัวสมุทยั
เหน็ ทกุ ขสัจ
394
พระอนาคาขน้ึ ไปถงึ พระอรหนั ต์ เขา้ สญั ญาเวทยติ นโิ รธได้ พระอนาคารสู้ งั โยชน์
ขา้ งบน แตป่ ญั ญายงั ออ่ น มไิ ดต้ ดั ใหข้ าด จงึ ไปเกดิ สทุ ธาวาส เจรญิ ตวั สงั โยชน์
ท�ำปัญญาใหย้ งิ่ ถึงนพิ พานในภพนั้น
โลกยี ์ ทกุ ข์ ปญจฺ กฺขนฺธา ทกุ ฺขา ทุกข์ดว้ ยชาติ ทกุ ข์ชรา พยาธิ มรณะ ทกุ ข์
ด้วยอากาศเปล่ียนแปลง ทุกข์ด้วยถือขันธ์ว่าเป็นของเรา ทุกข์ด้วยไม่อยาก
พลัดพรากจากขันธ์ นี้แหละเป็นทุกข์อย่างยิ่ง โลกีย์เป็นทุกข์ที่แปรปรวน
เปน็ ทกุ ข์ ไมเ่ ทย่ี ง เปน็ อนตั ตา แปรปรวนเสมอไป ไมม่ เี วลาหยดุ ทกุ ปี ทกุ เดอื น
ทกุ ชว่ั โมง จะบำ� รุงอย่างไรกไ็ ม่คงทปี่ กตเิ หมือนเดมิ เพราะเหตนุ ี้ พระอริยเจา้
เบ่ือหน่าย รีบภาวนาเดินไตรลักษณ์ให้สิ้นไปแห่งกิเลสท้ังหลาย เพราะกิเลส
เป็นพิษ เป็นมหาภัยใหญ่โต ควรเพียรละ เพยี รวาง เพยี รกวาด
ให้ฝึกจิต ไม่หวั่นไหว เป็นทางปฏิปทาของพระพุทธองค์และพระอริยเจ้า
ถา้ หว่นั ไหวอยู่ ไม่ใชท่ าง
กท็ ำ� ไมเรารวู้ า่ เราตายอยเู่ สมอ ตอ้ งมองดวู า่ แตก่ อ่ นเราเปน็ เดก็ เดก็ หายไปไหน
สาว สาวงามของเราหายไปอยทู่ ่ไี หนหมด น้นั ก็เปน็ พยาน เมอื่ วา่ เกดิ แก่ เจบ็
ตาย มีอยู่เสมอ แล้วตัวภวตัณหาก็ดับเท่าน้ันเอง เม่ือตัวภวตัณหาดับแล้ว
กามตณั หา วภิ วตณั หา จะอยอู่ ยา่ งไรได้ กด็ บั ไปหมด เมอื่ รวู้ า่ ความเกดิ แก่ ตาย
มอี ยใู่ นตวั ของเราแลว้ ไดช้ อื่ วา่ มรรค มอี ยใู่ หผ้ ล จงึ เปน็ นโิ รธ เมอื่ ตณั หาดบั แลว้
จงึ เกดิ ความรจู้ รงิ เหน็ จรงิ ขน้ึ ปญั ญาอนั นเี้ ปน็ ไตรลกั ษณ์ ควรบรษิ ทั ตรองใหม้ าก
ทเี ดยี วเพราะเปน็ ของลกึ ลับคมั ภรี ภาพ
รทู้ งั้ เกดิ แลกบั ทเ่ี กดิ กบั จติ ทง้ั เปลยี่ นแปลงของจติ ทกุ ขณะเปลย่ี นแปลง สขุ ทกุ ข์
รู้ เปลยี่ นแปลง เศรา้ หมองผอ่ งแผว้ กร็ ู้ เปลย่ี นแปลงดว้ ยความโงเ่ ขลาหรอื ฉลาด
กร็ ู้ เปลยี่ นแปลงดว้ ยความกลา้ หาญแลออ่ นแอกร็ ู้ อาการเชน่ นเี้ ปน็ ลกั ษณะของ
ไตรลักษณ์ประจ�ำจิต ต้องรู้ระยะเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหว รู้เช่นน้ีก็หมด
ตณั หา มเี รอ่ื งรกั ชงั ติ ชม เพราะ อดตี อนาคต กร็ ทู้ นั ปจั จบุ นั ไมย่ ดึ ปรากฏ
เปน็ ความรบู้ รสิ ทุ ธล์ิ ว้ นๆ อยกู่ บั ความรใู้ นธรรมชาตโิ ดยประจกั ษแ์ ลว้ ตา หู จมกู
395
ไม่เป็นภยั เรยี กว่า สุคโต ไปดี เพราะข้างในไม่เป็นมหาโจรยแุ หย่ (สติปัญญา
เปน็ ก�ำลงั ใหญ่)
วนั นเ้ี ปน็ วนั มาฆะ เจรญิ ภาวนาใหเ้ ตม็ ที่ อยา่ มกี ารนอน ปฏบิ ตั บิ ชู าใหย้ งิ่ ทรมานจติ
ของตนใหไ้ ดเ้ นอ้ื ธรรม สละความนอน สละชวี ติ จติ เดด็ เดยี่ วใหถ้ งึ ปรมตั ถ์ ใหข้ งึ
ใหก้ รองการทรมานจิตของตน
ให้ภาวนาไตรลักษณ์ให้มาก แก้ได้ท้ังรูปธรรม นามธรรม แต่ให้เข้าภาวนา
อพั ยากตธรรม ไปสายกลาง ไมด่ ลความรกั และความชงั ไมม่ มี ารรบกวน เดนิ มรรค
ถกู ตอ้ งดี ไมบ่ ดิ พลว้ิ ไปทางอน่ื ใหล้ ำ� บากจติ ไตรลกั ษณห์ า้ มสงั ขารได้ ทำ� ใหร้ แู้ จง้
แทงตลอดพระธรรมทง้ั ปวง ท�ำให้สนิ้ กเิ ลสโดยส้ินเชงิ
ภาวนาต้องอย่าหนจี ากกาย ยึดกายเปน็ หลกั ตอ่ นัน้ ภาวนาไตรลักษณ์ เห็นจติ
บงั คบั กเิ ลสใหถ้ อยออกจากจติ ไมต่ ดิ ตอ่ อะไร ไตรลกั ษณ์ ทกุ ขฺ ํ อนจิ จฺ ํ อนตตฺ า
ชำ� ระกเิ ลส ใหจ้ ติ ถงึ พระนพิ พาน ดจุ ชกั สะพานขาดจากกเิ ลส ไมต่ ดิ ตอ่ กบั กเิ ลส
ภาวนาถงึ อปั ปนาสมาธิ แล้วเกิดนิมิตอันละเอียด ประกอบด้วยญาณทสั สนะ
เปน็ ธรรมชนั้ ละเอยี ด เราไมต่ อ้ นรบั หนง่ึ นมิ ติ กห็ ายไปอกี เพง่ ไตรลกั ษณล์ า้ งอกี ที
นิมติ กห็ ายไป เพราะมันไม่เที่ยง แกจ้ ติ สัญญาวิปลาส ทา่ นอาจารย์บญุ พูดวา่
วางเจตนา กห็ ายวติ กวจิ ารถอื ของนนั้ เปน็ ของดี นมิ ติ ทง้ั หลายกเ็ กดิ อ�ำนาจสมาธิ
อย่างเดียว ท่านอาจารยม์ ่ันกลา่ วว่า ทวนกลบั เข้าจติ เดมิ กห็ าย อย่าอธิษฐาน
นิมติ นน้ั ว่าเปน็ ของดี ไมเ่ ที่ยงมนั กห็ ายไปเอง ถ้าไม่เช่นน้ันเป็นบ้าไม่หาย
ภาวนาเขา้ ถงึ จติ เปน็ อปั ปนาภาวนา เขา้ สว่ น แยกปฏภิ าคนมิ ติ และใหภ้ าวนานมิ ติ
รวมสู่ภวงั ค์ ส่ไู ตรลกั ษณ์ ตัดกระแสของกเิ ลส กลายเป็น ดนิ น�ำ้ ลม ไฟ
ฐานของมัน ก็จะเกิดความเบือ่ หน่าย
ภาวนาไตรลกั ษณ์ทุกขณะจติ ใหเ้ หน็ ภายในสว่างเสมอไป เปน็ ตัววิปัสสนาลา้ ง
เชด็ ใหจ้ ติ สะอาด ทกุ อิริยาบถ นง่ั นอน ยืน เดิน อย่าประมาทดว้ ยประการใด
ประการหน่งึ
396
ตวั สมาธพิ กั จติ วปิ สั สนานกั คน้ ควา้ หาความจรงิ เมอื่ เหน็ แลว้ จติ ไมก่ ำ� เรบิ เกดิ
เกิดไป ตาย ตายไป เป็นเรื่องของสงั ขาร มนั เกดิ ดบั อยเู่ ช่นนนั้ กไ็ มร่ ู้ จงึ ไป
ยดึ เอาเปน็ ของเรา บริบูรณใ์ นวปิ สั สนาจึงละกิเลสได้ ไม่ยึดถือขนั ธ์ไปเกิดอีก
มนั เกิดท่ีไหนก็วางไว้ ณ ที่นั้น เหตเุ กิดทีไ่ หน ตอ้ งดับ ณ ที่นนั้
ความป่วนปั่น เปน็ ธรรมเทศนาใหญ่โต ประกาศอยูเ่ ช่นนัน้ ทง้ั ภายนอกและ
ภายในไมห่ ยุดยง้ั เดนิ แปรปรวนอยู่เชน่ นัน้ สอนอย่เู ชน่ นั้น
ภาวนาช�ำนาญแล้ว ไมม่ ีนิวรณ์ออกจากดวงจิต ต่อนนั้ จิตขาวสะอาด สะเทอื น
ถงึ สวรรค์ พระนพิ พาน อำ� นาจพทุ โธ ดจุ สบฟู่ อกหวั ใจใหข้ าวสะอาด พระภกิ ษุ
สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ภาวนาพุทโธฟอกหัวใจให้ขาวสะอาดอยู่เสมอ
อริ ยิ าบถ ๔ นง่ั นอน ยนื เดิน ก็ไม่ละพระพทุ โธภายในจติ ส�ำเหนยี กภาวนา
พระพทุ โธอยเู่ สมอ โดยไมข่ าดสาย มพี รอ้ มทง้ั ศลี ๘ กศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ทบั จติ อยเู่ สมอ จงึ เหน็ อศั จรรยข์ องธรรม กลา่ วคอื พทุ โธเลยี้ งหวั ใจใหส้ ะอาด ไมม่ ี
การเศรา้ หมองดว้ ยประการใด พระองคต์ รสั วา่ ใครเหน็ ธรรม ผนู้ น้ั เหน็ พระองค์
ความสะดงุ้ กลัวมาถงึ แลว้ ขนพองสยองเกลา้ มาถึงแลว้ ในระยะธาตจุ ะตีลงั กา
เขา้ สูค่ วามตายเชน่ น้นั ให้ระลกึ ถึงตถาคต ความกลัวหาย ดงั นี้ เป็นวาจาของ
ทา่ นศาสดา ขลงั ดี เพราะพระองคไ์ มก่ ลวั ตาย นำ้� พระทยั ของพระองคถ์ งึ อมตธรรม
แล้วดังน้ี เป็นอทุ าหรณส์ ังคายนาสง่ั สอนกนั สบื ๆ มา จนถงึ ทุกวันน้ี เปน็ วาจา
ของพระองค์ตรสั ไว้ เปน็ มรดกให้แกพ่ วกเราพุทธบริษัท เปน็ น่าอศั จรรย์ ซ่งึ มี
ในพระไตรปฎิ ก ควรพวกเราพงึ สนใจภาวนาพุทโธใหม้ ากๆ
หวงสงั ขาร คือ หวงทุกข์ ปลอ่ ยสงั ขาร เป็นสุขอย่างยิง่
เอาไตรลกั ษณเ์ ขา้ ไปฟอก ใหร้ แู้ จง้ เหน็ จรงิ ใหร้ อู้ รรถธรรม จนอารมณช์ นดิ นน้ั
เปน็ ตวั กรรมฐาน ไมใ่ หพ้ ลงั้ เผลอ มสี ตกิ ำ� กบั อยใู่ นตวั ทกุ อริ ยิ าบถ ๔ นงั่ นอน
ยืน เดิน
ความรแู้ จง้ แทงตลอดแหง่ ธรรมนี้ อกี ประเภทหนง่ึ อำ� นาจไตรลกั ษณ์ มา้ งเขา้ ไป
แทงทะลุ เกดิ แสงสวา่ ง เกดิ แสงสวา่ งในนนั้ ทำ� ใหจ้ ติ ปรโุ ปรง่ ในนน้ั ทำ� ใหร้ แู้ จง้
397
แหง่ ธรรมในนนั้ พรอ้ มดว้ ยสตปิ ญั ญา โดยมคั คสมงั คพี รอ้ มกนั สตแิ นน่ ดี สมถะ
แนน่ ดี ปญั ญาแนน่ ดี ความรคู้ วามพจิ ารณาแนน่ ดี เปน็ ตวั สตทิ กี่ ลน่ั กรองมาจาก
สังขารท้ังปวง นีก้ ร็ แู้ นน่ พจิ ารณารู้ทนั อุบายของกิเลส เขาจะแสดงมาอยา่ งไร
รู้เทา่ ทันไมบ่ กพร่อง
วปิ สั สนา เพง่ ไตรลกั ษณป์ ระหารไถถ่ อนกเิ ลสออกจากจติ ใหร้ ธู้ รรม ใหเ้ หน็ ธรรม
มสี ตเิ ปน็ ใหญ่ ไมว่ ง่ิ ไปตามกระแสของกเิ ลส เปน็ ตวั อมตะ อกปุ ปธรรม วโิ มกข์
วมิ ตุ ติ ความหลดุ พ้นจากกเิ ลสทงั้ ปวง
ใชต้ บะทรมานจติ เปน็ ความเพยี รอยา่ งยงิ่ พงึ่ ไตรลกั ษณป์ ระกอบอารมณล์ งไป
รา่ งกายหวนั่ ไหวดนิ้ ใหญท่ วั่ อวยั วะทกุ สว่ น เรยี กวา่ ปตี ิ สะทา้ นหวนั่ ไหว เปน็ นา่
อัศจรรย์อย่างยงิ่ พงึ ให้เกดิ เรือ่ ยๆ ใหล้ ะกิเลส ให้ถอนกิเลส ใหช้ �ำนิชำ� นาญ
ในกริ ิยาอันนัน้ เพือ่ จติ จะไมห่ วนั่ ไหว ใหร้ ูเ้ ทา่ เอาทนั พร้อมสติ รู้สึกว่ารา่ งกาย
และจติ ใจเบา เปน็ ตวั ปตี โิ ดยตรง ยงิ่ ทำ� ใหม้ าก ภายหลงั จะรตู้ ามความเปน็ จรงิ
ของสงั ขารทงั้ ปวง เปน็ ฤทธช์ิ นดิ หนง่ึ เปน็ อศั จรรยข์ องธรรมชนดิ หนง่ึ นา่ สนใจ
เปน็ อยา่ งยง่ิ เปน็ วชิ ชาอนั ลกึ ลบั อยา่ งสขุ มุ คมั ภรี ภาพ ตอ้ งมไี ตรลกั ษณก์ ำ� กบั จติ
อยเู่ สมอนนั้ เปน็ การดี เพอ่ื ตดั กระแสของสงั ขารของสงั โยชนท์ งั้ หลายไมใ่ หต้ ดิ ตอ่
เปน็ พิษเปน็ ภัย เปน็ เวรเปน็ ภยั ต่อไปในอนาคต
มา้ งกาย ใหเ้ หน็ แปรปรวน ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตตฺ า ไมถ่ อื ตนถอื ตัว
ไตรลกั ษณป์ ระหารกเิ ลส ทง้ั รปู ธรรม ทงั้ นามธรรม ใหม้ ากใหช้ ำ� นชิ ำ� นาญ จงึ จะ
ละกิเลสได้ส้ินเชิง ไม่อย่างน้ันละกิเลสไม่ได้ แปลว่าท�ำความชัดเจนท้ังรูปท้ัง
นามธรรม ลา้ งเชด็ ใหส้ ะอาดหมดมลทนิ จงึ จะอยเู่ ปน็ สขุ เพราะอำ� นาจไตรลกั ษณ์
ทกุ ขฺ ํ อนิจฺจํ อนตฺตา พระธรรมแสดงอยูเ่ ชน่ นั้นใน ๓ ภพ ไตรลกั ษณป์ ระหาร
ไม่ได้แต่ชัน้ นิพพาน โลกุตระ จติ หยุด ไม่ปรงุ แตง่ อกี ต่อไป เป็น ปจฺจตตฺ ํ
รู้เฉพาะตัว
อบุ ายของวปิ สั สนาทจ่ี ะไถถ่ อนกเิ ลสธรรมชาตขิ องสวยงาม ตอ้ งเกดิ แตข่ องทไี่ มด่ ี
ดุจดอกปทมุ ชาติ เกดิ ณ ท่ีเปือกตม ธรรมวิเศษตอ้ งพจิ ารณาออกจากกาย
อันเปอ่ื ยเนา่
398
ใจไมห่ า่ งจากกาย ทำ� ใหร้ วมงา่ ย อรยิ โคตร อรยิ วงศ์ อรยิ ประเพณี เดนิ สายกลาง
เบื้องต้นต้องผิดมาก่อน พระพุทธองค์ต้องโดนความรัก ความชัง พิจารณา
สายกลางถกู มรรค ตอ้ งผดิ กอ่ น พระสารบี ตุ ร พระโมคคลั ลาน์ ตอ้ งผดิ มากอ่ น
ธรรมเกดิ เพราะเหตุ กบั เหน็ เหตกุ อ่ น โลกธรรม ๘ มรรคก็ ๘ แกก้ นั คนตดิ โลก
หลงอยู่ในโลก แล้วจะสงบระงับได้อย่างไร ใจไม่ห่างจากกาย จงท�ำให้มาก
พิจารณาให้มาก การวิปัสสนาเป็นครั้งแรก การภาวนาพร้อมทั้งอิริยาบถ ๔
ขาดเกนิ ไปก่อน เดาเอาก่อน เม่อื ท�ำบ่อยๆ กร็ แู้ จ้งเหน็ จริงของอริยสจั
นกั ปราชญ์รกั ษาความบริสุทธย์ิ ่ิงกว่าชวี ิต คนพาลถอื ตัว ถอื ตน ถอื ดี ถอื ชั่ว
ถอื ตณั หา ถอื ของทไ่ี มจ่ รงิ ถอื ความแปรปรวน ทง้ิ โนน้ วางนี้ เศรา้ โศกอยเู่ ปน็ นจิ
ไฟไหมห้ วั ใจอยเู่ ปน็ นจิ เอาไฟจดุ ตวั อยเู่ ปน็ นจิ รอ้ นอยเู่ ปน็ นจิ แบกหามเบญจขนั ธ์
อยู่เป็นนจิ
ตณั หา ธาตขุ นั ธ์ กเิ ลส นานาประการ ละวางดว้ ยไตรลกั ษณ์ ทกุ ขฺ ํ อนจิ จฺ ํ อนตตฺ า
ละวางไวใ้ นโลก ถือเอา อนตตฺ า
การม้างกายมีปีติประจ�ำร่างกายเร่ือยๆ ถ้าร่างกายทุพพลภาพให้ล้มเหลว
ออ่ นเพลยี อาพาธประจำ� กำ� ลงั แรงนอ้ ย จะเดนิ ไปสมู่ รณะ ชาตทิ กุ ข์ พยาธทิ กุ ข์
ชราทกุ ข์ มรณทุกข์ ดุจภูเขากลิง้ มา ๔ ทิศ บดสัตวเ์ ป็นจุรณ (จุณ) ไป ไม่มี
ขอ้ ยกเวน้ เลย เรง่ ภาวนาตอนนี้ จติ ไมเ่ พลดิ เพลนิ ในโลกธรรมทงั้ ๘ ใหภ้ าวนา
ส้ินภพสนิ้ ชาติไปจากวฏั ทกุ ข์
พจิ ารณากายใหม้ าก เปน็ อคุ คหนมิ ติ พจิ ารณาอคุ คหนมิ ติ ใหม้ าก เปน็ ปฏภิ าคนมิ ติ
พิจารณาปฏิภาคใหม้ าก จิตรวมเปน็ อรยิ สจั เหน็ แจ้งพรอ้ มดว้ ย ญาณสัมปยตุ
เกดิ ข้นึ มา เรยี กวา่ วฏุ ฐานคามินีวปิ สั สนา ทำ� จนทนี ใ้ี ห้ช�ำนาญแลว้ เห็นพร้อม
กับการรวมใหญ่ มี ญาณสมั ปยตุ ทวนกระแส แก้อนสุ ยั สมมุตเิ ป็นวมิ ุตติฯ
การพิจารณากาย ต้องใหก้ ้าวเขา้ ไป ถอยออกมา เป็นอนโุ ลม ปฏโิ ลม จนให้
ชำ� นาญ ตอ่ ไปจติ เปน็ เอง จติ ยอ่ มจะรวมใหญ่ จงึ เหน็ ความเปน็ อนั เดยี วกนั หมด
ทง้ั โลก เปน็ ธาตทุ ง้ั สนิ้ นมิ ติ จะปรากฏขนึ้ พรอ้ มกนั วา่ โลก โลกราบดจุ หนา้ กลอง
เพราะมีสภาพเป็นอนั เดียว
399
อริยสจั เป็นท่ีแก้สมมตุ ใิ นจิต
บรกิ รรมไตรลักษณ์ ชนะกเิ ลสทงั้ หลาย ลบล้างกิเลสให้ส้ินไปได้ ไตรลักษณ์
เป็นเคร่ืองมอื เป็นมรรค ภาวนาไตรลักษณ์จล้ี ง ณ ทีไ่ หน สิง่ นัน้ แตกขวากๆ
เป็นจรุ ณ (จุณ) ไป อ�ำนาจไตรลักษณม์ ีเดชานภุ าพชำ� ระกเิ ลสใหส้ ิน้ ไป
การอยเู่ สนาสนะปา่ นั้น เห็นไม้ภูเขา ปา่ ใหญ่ จิตใจตน่ื เตน้ ดว้ ยสติทกุ อิริยาบถ
ทั้งวิเวกสงัดไตรทวาร ประกอบด้วยภัยอันตรายต่างๆ สะดวกแก่การภาวนา
จิตใจถึงมรรคผลไดเ้ รว็ ไมม่ ีนวิ รณ์ตา่ งๆ รบกวน
อย่าไปหวงธาตุ ยินดีในธาตุ ปล่อยธาตุไปตาม ทกุ ขฺ ํ อนิจจฺ ํ อนตฺตา พิจารณา
ความเป็นไปตามสภาพของเขาน้ันแหละ สบาย เพราะไม่ถือมั่นในสังขาร
พจิ ารณาตามสภาพท่เี ปน็ จริงของสงั ขาร
เหน็ ความไมเ่ ทย่ี งนนั้ แหละ จงึ เหน็ จติ เทย่ี ง มนั แฝงกนั อยเู่ ชน่ นน้ั เกดิ กบั ดบั
สง่ิ ทตี่ าย และ ไมต่ าย โลกีย์หมุนเวียนอยู่เชน่ ดจุ กงจกั ร สูงๆ ตำ่� ๆ ขนึ้ ๆ ลงๆ
ไมเ่ หมอื นโลกตุ ระ ห้ามสงั ขารได้ ไม่เกดิ อกี มันทกุ ข์
ความตเิ ตยี น และ สรรเสรญิ มอี ยใู่ นโลก โลกตุ ระเทย่ี งอยเู่ ชน่ นน้ั เปน็ สภาพหนง่ึ
ตา่ งหาก เปน็ ของอศั จรรย์ เพราะรู้เทา่ ความเปน็ จริง
เหน็ รา่ งกายทรดุ โทรมเร่อื ยๆ เหน็ ความแปรปรวนเรอ่ื ยๆ จงึ ได้ชอ่ื วา่ เห็นธรรม
จติ จะไมม่ วั เมาต่อกิเลสท้งั ปวง
ทำ� ความเพียรใหม้ าก ทั้งกลางวันกลางคนื ความเพียรพยายามไมท่ อ้ ถอยดว้ ย
ประการใดๆ พระโยคาวจรเหน็ สถานทวี่ เิ วก บ�ำเพญ็ สมณธรรม พระโยคาวจร
ชำ� ระจิตใหบ้ รสิ ทุ ธิท์ กุ อริ ยิ าบถ ธรรมะของพระองค์ไม่เนนิ่ ช้า
ไตรลกั ษณ์ ตดั กระแสในภพทงั้ ๓ ไมใ่ หต้ ดิ อยู่ เพราะเปน็ ตวั วฏั สงสาร เวยี นตาย
เวียนเกิดมิมีท่สี ิน้ สดุ โลกุตระอยู่เหนอื โลกีย์ เปน็ โลกหนงึ่ เกษม
ใหบ้ รบิ รู ณใ์ น ศลี รกั ษากาย วาจา สมาธิ ความเปน็ หนง่ึ สงบสงดั เกดิ ปญั ญา
รู้เท่าทางวิปัสสนาในอริยสัจของธาตุขันธ์ด้วยไตรลักษณ์ ตัดกระแสธรรม
400
โลกยี ท์ ง้ั หลาย จติ จงึ เขา้ โลกตุ ระ ถงึ อมตธรรม อกปุ ปธรรม วโิ มกข์ วมิ ตุ ตธิ รรม
ความเท่ียงของโลกีย์มีแปรปรวนอยู่เช่นน้ันไม่หยุดหย่อน ทั้งกลางวันและ
กลางคืน สว่างอยู่ไม่ปิดบัง พระโยคาวจรเจ้าทั้งหลายพึงเห็นอยู่เช่นน้ัน
ไม่อ้างกาลอา้ งเวลา ธรรมเตอื นอยเู่ ช่นนนั้ ความประมาทไม่ดี ใครเห็นธรรม
คนนนั้ เห็นตถาคต
โลกีย์แปรปรวน เกดิ สงครามอยูเ่ ชน่ น้ันแตไ่ หนแตไ่ รมา ไมส่ งบ กงั วล วุ่นวาย
ฆา่ กนั เบียดเบยี นกันอยู่เชน่ นัน้ สตั ว์ มดรบกัน นาครบกัน มนษุ ยร์ บกนั
พระอนิ ทรอ์ สรู รบกนั (สรปุ สัตวร์ บกนั อยอู่ ยา่ งนน้ั ไมส่ งบ) สมณะไมร่ บฆา่ กนั
เพราะมแี ตพ่ ระอรยิ เจา้ ประเภทเดยี ว และทา่ นเหลา่ นนั้ ไมถ่ อื ราคะ โทสะ โมหะ
ให้เดอื นรอ้ น มแี ต่เมตตากัน มธี รรมเป็นวิหารธรรม
แมส้ มบตั ใิ นโลกกด็ จุ เดยี วกนั มนั อยไู่ ตรลกั ษณท์ งั้ นนั้ อยา่ ไปยนิ ดแี ละยนิ รา้ ย
ปรุงสังขารต่อไปให้เป็นทุกข์ โลกียสมบัติ เป็นวรรคเป็นตอน มีแล้วหายไป
ทเ่ี ขาอยนู่ านนนั้ เขาทำ� บญุ มาดว้ ยกนั จนตลอด สธู้ รรมเปน็ ทานรกั ษาใจภาวนา
ไมไ่ ด้
ปญฺจกขฺ นฺธา ทุกขฺ า โลกทง้ั ๓ ภพ มีทุกข์เป็นประจ�ำ ไมก่ ล่าวว่ามคี วามสุขเลย
นอกจากโลกตุ ระ คือพระนพิ พานเป็นสถานทีเ่ กษม ปฏบิ ตั ิถูกทางมรรค ก็จะ
พน้ ทกุ ข์ ถา้ ปฏบิ ตั ไิ มถ่ กู แลว้ กห็ ลง่ั ไหลนำ้� ตาทกุ ชาตไิ ป กษตั รยิ ์ พราหมณ์ แพศย์
ศูทร ล้วนแต่รับทุกข์ด้วยกันท้ังน้ัน ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ล้วนแต่เป็น
ทกุ ข์ท้งั น้นั ไมม่ ีสุข ตามพระไตรปฎิ กกลา่ ว ตอ้ งองิ ศาสนา ปฏิบัตใิ หส้ ิ้นทุกข์
เป็นสภาพทถ่ี กู ไตรลกั ษณท์ ัง้ นัน้
ทกุ ขเ์ ปน็ หนามบงั้ จติ ทกุ ขอ์ ยทู่ กุ เวลานาที ทกุ ขไ์ ดผ้ า่ นมาแลว้ อเนกชาติ อนาคต
จะหามทกุ ขไ์ ปไมม่ สี น้ิ สดุ ไมค่ วรหมนุ ตวั ใหท้ กุ ขต์ ลอดไป เมอ่ื เหน็ เชน่ นี้ กค็ วร
เตรียมตวั หาหนทางมรรค ๘ ทางพระอรยิ เจ้า เดินเข้านิพพาน
ความรูท้ างปรยิ ัตเิ พยี งสญั ญาเท่าน้นั เปน็ ใบลานเปลา่ ภพทงั้ ๓ หมุนไปไมม่ ี
เวลาจบ ตกอยใู่ นภพใด ภพน้ันเป็นทุกข์ทัง้ นน้ั เพราะยงั ถอื สงั ขารอยู่ พอใน
401
กามคุณ อ่ิมในกามคุณแลว้ หรอื ยงั ทส่ี ดุ กามคุณอยู่ที่ไหนหารูเ้ ห็นไม่ ยงั ตดิ
ลาภ ยศ สรรเสรญิ อยรู่ ำ�่ ไป ธรรมสวา่ งโรไ่ มม่ อี ะไรปดิ บงั เปดิ เผยดว้ ยไตรลกั ษณ์
เปน็ นจิ นา่ รนู้ า่ เหน็ ของจรงิ สงั ขารไมเ่ ทย่ี ง เพราะฉะนนั้ จะหาความสขุ ทางโลกยี ์
ไมม่ เี ลย บดั นี้ เราอดทนความทกุ ข์ ทนอยโู่ ลกยี เ์ ทา่ นนั้ ความสขุ มนี อ้ ย ความทกุ ข์
มีมากมาย
พทุ โธๆ ๑ อานาปาน ๑ เปน็ คๆู่ กนั ไป เกดิ ปาฏหิ ารยิ ต์ า่ งๆ พทุ โธ ชอบไตรลกั ษณ์
อานาปาน ชอบละเอยี ดสะด้งุ ท�ำใหเ้ กิดความรู้ ๒ อย่างเทยี บเคยี งกันไปเลย
ทเี ดยี ว การนอนอานาปานน้นั ดีมาก
กอ่ นทีจ่ ะรธู้ รรม เกิดภาวนาดีเสยี กอ่ น ต่อนัน้ เกดิ วิบตั ิสงสยั ใหญ่ วิบตั เิ ทา่ ใด
รธู้ รรมเทา่ น้ัน เพราะความรกั ความชงั มนั ตอบแทนกัน ให้ทั้งร้ายและทางดี
แม้วันสดุ ทา้ ยที่พระองค์ตรสั รู้ ตอ้ งเกิดมารใหญเ่ สียในราตรนี ้นั เปน็ พยาน
พญามารมี ๓ ชนิด มารบกวนอยา่ งหยาบๆ ๑ รบกวนอยา่ งกลาง ๑ รบกวน
กิเลสอย่างละเอยี ด ๑ บางรายท่ีเป็นพระอรหนั ตก์ ร็ บกวน แตท่ า่ นรู้เทา่ ทัน
ไตรลักษณ์ม้างไปได้ทั้งไตรภพ มีอ�ำนาจเหนือโลกีย์ โลกุตระเป็นโลกหนึ่ง
ตา่ งหาก
พจิ ารณาตามเร่อื งของสังขาร แตอ่ ยา่ ท้ิงไตรลกั ษณ์ ลบล้างใหห้ ายไป อยา่ ปรงุ
มันข้ึนมา เห็นความไมเ่ ท่ียงแล้ว เหน็ ความเท่ยี งของอรยิ สจั
กายานปุ สั สนา กรรมฐาน ๕ เปน็ มรรคทจี่ ติ เดนิ ถกู ตอ้ ง เรง่ ความเพยี รเดนิ มรรค
เปน็ หนทางของพระอริยเจ้า
รา่ งกาย อวยั วะ เปน็ ธรรมทแี่ ปรผนั อยใู่ นไตรลกั ษณ์ เมอ่ื เหน็ ความไมจ่ รงิ แลว้
ยอ่ มเหน็ ความจรงิ ของอรยิ สจั จติ ไมแ่ ปรผนั เปน็ อยา่ งอน่ื แกไ้ ขเดนิ มรรคใหถ้ กู
เปน็ อนั ที่แลว้ กัน เดินมรรคผดิ แล้วยุ่งว่นุ วายใหญ่โต
สงั ขารทั้งหลาย เกดิ มาแลว้ หนั ไปหา ความตายอย่างเดยี ว ไม่วา่ สัตว์มนุษย์
402
สตั วเ์ ดรจั ฉาน และตน้ ไม้ ภเู ขา กด็ จุ เดยี วกนั หนั ไปหาความตาย ดว้ ยธาตขุ นั ธ์
แปรปรวนดงั น้ี
ท�ำความเพียรเด็ดเดี่ยว ย่ิงเห็นอานิสงส์ใหญ่โต แล้วจะเกิดวิบัติ วิบัติแล้ว
จะเกดิ ภาวนาดี หมายความวา่ ความดคี วามชว่ั เปน็ คกู่ นั ไป เมอ่ื เหน็ ดแี ลว้ เหน็ ชวั่
เห็นชั่วแลว้ เหน็ ดี มดื กบั สว่าง เป็นคู่กัน วิปสั สนูกับวปิ ัสสนา คกู่ นั ทุกข์กับสุข
เป็นค่กู ัน
ใน ๓ ภพ เร่ารอ้ นอยู่ เพราะจะได้เกิด แก่ เจบ็ ตาย ร�่ำไป พระนพิ พานเป็น
ยอดแหง่ ความสขุ คงที่ ไม่แปรปรวนเป็นอยา่ งอื่น
ขอใหอ้ ุบาสก อุบาสิกา ฟังเทศนก์ ณั ฑ์น้ี ราคาแพง เป็นความจริงลว้ นๆ ไมใ่ ช่
ของปลอม พดู เดด็ เดย่ี ว ยนื ยนั อรยิ สจั ใหเ้ ปน็ ของจรงิ เสมอไป กำ� จดั ของปลอม
ออกจากดวงจติ ให้จิตบรสิ ุทธ์ิ จิตปกติ จติ บรสิ ทุ ธ์ิ ขาวสะอาด จติ นนั้ ควรแก่
สวรรค์ นพิ พาน
ไตรภพ ๓ ล้วนเปน็ กองทกุ ขท์ ั้งนั้น ทุกข์อยา่ งหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอยี ด
เพราะยงั เวียนวา่ ยตายเกดิ อยรู่ �ำ่ ไป หาท่ีสดุ มไิ ด้ ดุจปลวกไต่ขอบดง้ วนเวียน
อยู่เชน่ นนั้ มหี นา้ ท่แี ต่งตัณหาอย่างเดยี ว เป็นทาสแหง่ ตณั หา มวั เมาอยตู่ ณั หา
อย่างเดยี ว มรรค ๘ แก้โลกธรรม ๘ ร้เู ท่าถึงการณ์ จิตไมก่ �ำเรบิ ตามตัณหา
ซงึ่ เปน็ ของไม่เท่ยี ง
บญุ นนั้ เปน็ แกว้ สารพดั นกึ ความทกุ ขบ์ างอยา่ ง ถา้ ไมม่ บี ญุ แลว้ ชว่ ยไมไ่ ดจ้ รงิ ๆ
สว่ นความทกุ ขธ์ รรมดา ทกุ ขห์ นาว ทกุ ขร์ อ้ น อยา่ งนคี้ นจนๆ เขากช็ ว่ ยตวั ไดเ้ อง
บุญ บุญน้ีไมเ่ ปน็ ของซอื้ ขายกนั ได้ หรือขอกนั ได้ เปน็ ของประจ�ำใจของบคุ คล
ไมเ่ หมือนทรพั ยส์ ินภายนอก เช่น กรุงเทพฯ ขอทานทงั้ ผวั ท้ังเมียท้ังลกู ขอจน
เกือบเป็นเศรษฐี บุญนไ้ี มเ่ ป็นเชน่ น้ัน
บญุ นน้ั ใหผ้ ลเปน็ คราวๆ สว่ นผทู้ ม่ี ธี รรมะนนั้ ใหผ้ ลกบั ดวงจติ เปน็ นจิ เหตขุ อง
บุญนนั้ ไดท้ �ำเปน็ คราวๆ แลว้ กห็ ยดุ หยดุ แลว้ ทำ� อกี เพราะอยา่ งนน้ั บญุ ใหผ้ ล
ขน้ึ ๆ ลงๆ ไมเ่ หมอื นธรรมะ ธรรมะนน้ั ตง้ั อยใู่ นดวงจติ เสมอๆ (เปน็ พระอรยิ เจา้ )
403
อ�ำนาจจิต กระแสจิต มันแรงทะลโุ ลกเลย ย่ิงกวา่ ฝรั่งท�ำวิทยนุ ั้นอกี
ภาวนา ลมทำ� งาน จติ กท็ �ำงาน ให้รูอ้ ยใู่ นกองลม ทุกส่วนของรา่ งกายมี ทกุ ฺขํ
อนิจฺจํ อนตฺตา ปรากฏเร่อื ยๆ ไดช้ ือ่ ว่าได้ฟงั ธรรมเรอ่ื ยๆ รู้เรื่อยๆ จิตท�ำความ
ดิน้ รน จะต้องพ้นเรอ่ื ยๆ
เจริญวปิ ัสสนา กายานปุ ัสสนา ตั้งแต่เทา้ ขนึ้ ถงึ บนศรี ษะ ตั้งแต่บนศรี ษะถงึ เทา้
เปน็ ทกุ ขฺ ํ อนจิ จฺ ํ อนตตฺ า ทำ� ใหม้ ากแลว้ ทำ� ใหช้ ำ� นาญแลว้ ทำ� ใหค้ ลอ่ งแคลว่ แลว้
จะเกดิ นิพพทิ าญาณ คือความเบือ่ หนา่ ยในอวัยวะทุกสว่ น แลว้ เจรญิ ความ
เบือ่ หน่ายใหม้ าก แล้วจะเกิด วิราโค แปลว่า ส�ำรอกออก ไมย่ ินดใี นกามคณุ
จิตจะถึงความเกษม ไมม่ ัวเมาในกามคณุ
การตบแต่งสังขาร เป็นทกุ ขอ์ ยา่ งยิง่ สมหวังก็เปน็ ทกุ ข์ ไม่สมหวังกเ็ ป็นทุกข์
เพราะสงั ขารไมเ่ ทย่ี ง สงิ่ ใดไมเ่ ทยี่ ง สงิ่ นนั้ เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนตั ตา สงั ขารใชช้ วั่ คราว
ก็หายไป สมบัติในโลก เอาไปอนาคตไมไ่ ด้ เอาไปได้แตบ่ ุญและบาปเทา่ นัน้
สมบตั โิ ลกอยา่ ไปถอื วา่ เปน็ ของดี ธรรมแสดงโรท่ งั้ กลางวนั และกลางคนื ทงั้ ภายใน
และภายนอก ธรรมไม่ปิดบงั เหมอื นกิเลส อรหนั ต์ แปลว่า ไมเ่ ปน็ ของลล้ี บั
เปดิ เผย ของลลี้ บั ในโลกไมม่ ี มนษุ ยไ์ มเ่ หน็ กเ็ ทวดาทา่ นเหน็ ปดิ ความชว่ั ไมไ่ ด้
ใหผ้ ลตามล�ำดับ หนกั หรือเบา บาป บุญ ดุจเดียวกนั
ใช้ความเพียรเดินประกอบด้วยความรู้ความเห็นในทางธรรม อิงในอริยสัจ
เป็นตบะ-ความเพียรอย่างย่ิง ทั้งหมุนตัวเป็นเกลียว ไม่ส่งจิตสู่อารมณ์นอก
วนเวียนมศี รัทธาในอริยสัจ ๔ ในตวั ฟอกจิตใหส้ ิน้ ทุกข์ให้ส้ินเชิง อย่าใหม้ ี
เชอื้ กเิ ลสติดตอ่ อนาคตขา้ งหน้าปรงุ แตง่ กิเลสตอ่ ไป
อยา่ ยนิ ดใี นการอยู่ อยา่ ยนิ ดใี นการตาย ไมเ่ จบ็ กด็ ี เจบ็ กด็ ี เพราะทำ� ใหเ้ รารจู้ กั
ทกุ ขฯ์
ทางฝ่ายโลก เขาถือความสุขทางกายเป็นใหญ่ จิตใจจะทุกข์อย่างไรก็ช่างมัน
ทางธรรม หมายความว่า ความสุขทางใจเป็นใหญ่ ถือว่าใจเป็นส่วนส�ำคัญ
ร่างกายภายนอกถือวา่ เป็นของต�ำ่ มแี ตน่ ำ� ความทกุ ข์เดือดรอ้ นมาให้
404
การภาวนา ไมต่ อ้ งกลัวตาย เพราะปล่อยวางของรา่ งกาย เม่ือตายแล้วปลูกตกึ
ขนึ้ ใหม่ ดงั น้ีส�ำหรับผทู้ ่ีมบี ญุ ถา้ เปน็ คนบาปก็ตกนรกแยล่ ะ
เอาสมาธหิ รือสติ ขยายลมออกไปท่วั กาย นัน้ เปน็ ปญั ญา
คนติดอวชิ ชา ดจุ เขาเลีย้ งสุกรด้วยแกลบ รำ� ไวฆ้ ่า เพอ่ื เป็นอาหาร
การมปี ญั ญาอบรมสมาธิ นน้ั หมายความวา่ ไมใ่ หต้ ดิ สมาธนิ น้ั อยา่ งเดยี ว เพอื่ มี
ปัญญาแกส้ มาธิใหส้ ้ินกเิ ลสอาสวะเท่าน้นั
จติ วปิ สั สนานน้ั เพอื่ ใหร้ เู้ ทา่ สงั ขาร ใหเ้ กดิ ความเบอื่ หนา่ ย ไมใ่ หต้ ดิ ในธาตใุ นขนั ธ์
ท้ังหลาย บริสทุ ธดิ์ ้วยไตรลกั ษณ์
แกจ้ ติ ตอ้ งเหน็ จติ อรยิ สจั เปน็ อาการผเู้ หน็ อสภุ ะของตนอยเู่ สมอนนั้ เอง ทา่ นรบั รอง
ในทม่ี ชี วี ติ อยนู่ นั้ ทำ� บญุ ทตี่ ายแลว้ ไมร่ บั รอง จะบอกการดำ� เนนิ ของจติ โดยเฉพาะ
นั้นไม่ได้ เพราะจิตของคนต่างๆ กัน ให้พิจารณาค้นกายและจิตให้พอ เพื่อจติ
จะไดไ้ มพ่ ลกิ นอกจากนนั้ ไปเปน็ ธรรมเทศนาของพระองคต์ า่ งหาก ลกั ษณะปญั ญา
ให้รู้สงิ่ ท่ีควรและไม่ควร ลักษณะสมาธิ เขา้ พกั ของจิตชั่วคราว แล้วออกมาทำ�
ปญั ญาอีก จนกวา่ จะสิ้นกเิ ลส ใหร้ ธู้ าตขุ องเก่า อยา่ หลงของเกา่ ใหร้ จู้ กั สมมุติ
ให้รูจ้ ักอาการ ๓๒ ว่าเป็นของเก่า
การท�ำความเพียร จิตจะเปล่ียนแปลงสภาพไปเรื่อยๆ เปลี่ยนท้ังสมถวิธี
วปิ สั สนาวธิ ี กวา่ จะถงึ ผลทส่ี ดุ จะเหน็ ความรู้ ความฉลาด ความละเอยี ด ขยายสว่ น
ไปเรอื่ ยๆ ดงั น้ี แตค่ วามเพยี ร อยา่ ใหถ้ อย และใหเ้ ดนิ มรรคใหถ้ กู ตอ้ ง ประกอบ
ไตรลกั ษณ์ ทกุ ฺขํ อนิจฺจํ อนตตฺ า ไปเรอื่ ยๆ กา้ วหน้าเร่อื ยๆ จนถึงผลท่สี ดุ
ความนับถือท่ีงมงาย ภูตผีปีศาจ ถือผี เจ้าที่ ถือเข้าทรง ถือเทพเจ้าต่างๆ
ถือศาลพระภูมิ ถือต้นไม้ใหญ่ ถืออารามเก่าแก่ ถือส่ิงเหล่านี้ผิดค�ำส่ังสอน
พระพทุ ธเจา้ ออ่ นการศกึ ษา ขาดปญั ญา ถอื เหลา่ นลี้ ว้ นแตเ่ ปน็ ของตำ�่ ไมเ่ หมอื น
พระรตั นตรยั ฉะนั้น ในภาคอสี านตอ้ งมา้ งปตู่ า* เสยี กอ่ น จึงสรา้ งวัดปา่ ดังนี้
* ม้างปตู่ า = ร้อื ศาล (เจา้ ทเ่ี จา้ ทาง)
405
มชั ฌมิ า คอื ความพอดพี องาม มคี วามกวา้ งขวาง คอื กนิ อยหู่ ลบั นอน กใ็ หเ้ ปน็
ปานกลาง ไปมา ก้าวหน้าถอยหลัง ก็ให้พอดีพองาม ข้อปฏิปทาข้อปฏิบัติ
ทกุ อยา่ งกพ็ อดพี องาม ความรเู้ หน็ กเ็ ปน็ มชั ฌมิ า การทำ� การพดู การคดิ ทกุ กริ ยิ า
เคลอ่ื นไหวกใ็ หเ้ ปน็ มชั ฌมิ า แมท้ ส่ี ดุ ความบรสิ ทุ ธขิ์ องจติ กใ็ หเ้ ปน็ มชั ฌมิ า คอื รู้
กลางๆ สมั ปยตุ ดว้ ยญาณ แตไ่ มใ่ ชก่ ลางคอื มรรค เรยี กวา่ กลางสมมตุ กิ บั วมิ ตุ ติ
สมมตุ ิกร็ ้เู ท่า วมิ ตุ ตกิ ร็ ูท้ ัน ปลอ่ ยวางทงั้ ๒ เงอ่ื นไวต้ ามเปน็ จริง (ยงั เหยยี บย่�ำ
อตั ตาลง ยกอนตั ตาขน้ึ ซงึ่ เปน็ การยกขา้ งนอ้ี อกขา้ งโนน้ ไมจ่ ดั รวมธรรมไดเ้ ลย
เพราะส่วนที่ตนส�ำคัญว่าเป็นอนัตตา ยังถือไว้อยู่ ก็เรียกว่ารู้โลกแล้วกลับ
หลงธรรม) คนทงั้ โลกขา้ มนำ�้ ดว้ ยเรอื ถงึ ฝง่ั ปลอดภยั ปลอ่ ยเรอื ไวใ้ นแมน่ ำ้� เพราะ
เรือเป็นทอ่ี าศัยช่ัวคราวในเวลาเดินทาง มิไดแ้ บกหามไปด้วย อนัตตา เปรยี บ
เหมือนลูกคล่นื แมน่ �้ำ อตั ตา เหมือนเรือขข่ี า้ มนำ�้ ถึงฝ่งั เปน็ ที่ปลอดภัย อัตตา
เป็นเรืออาศัยช่ัวคราว เป็นธรรมท่ีควรปล่อยวางโดยแท้ ไม่ควรถือมั่นเอาไว้
โดยประการท้ังปวง จิตทรงความเป็นยถาภูตญาณทัสนานุตริยะตลอดกาล
คอื ความเปน็ จรงิ จรงิ ทงั้ ธรรมฝา่ ยอนตั ตา ทง้ั ฝา่ ยอตั ตา พทุ ธะ ธรรมะ ไมม่ ชี อ่ งวา่ ง
ซงึ่ ไมพ่ อลมุ่ หลงสงั ขารแตน่ อ้ ย เรยี กวา่ มชั ฌมิ าโดยธรรมชาติ เปน็ กลางระหวา่ ง
ธรรมทง้ั หลายกบั จติ ระหวา่ งจติ กบั ธรรมทงั้ หลาย ระหวา่ งจติ กบั จติ อกี วาระหนง่ึ
เป็นสดุ ทา้ ย เปล่ยี นบาทบทพลิกสันเปน็ คมจากมีดเลม่ เดยี ว
การภาวนาลมหายใจเขา้ ออก เพอ่ื เปน็ การพยงุ ความรใู้ หเ้ ดน่ จะไดป้ รากฏลมชดั
ข้ึนกบั ใจ ช�ำนาญลมแลว้ นอ้ มเข้าไปท่ามกลางอก โดยเฉพาะสำ� คญั อยดู่ ้วยสติ
มสี ตกิ ำ� กบั ใจ ใหม้ กี ำ� หนดลมทกุ ขณะเขา้ ออกสนั้ ยาว จนลมละเอยี ดเขา้ ไปทกุ ที
จนละเอียด กองลมกับจิตเป็นอันเดียวกัน ทีน้ีให้ก�ำหนดลมอยู่โดยเฉพาะ
ใจไม่ต้องกังวลบริกรรมใดๆ ทั้งน้ัน เม่ือลมกับจิตละเอียดแล้ว จะเกิด
ความสว่างไสว เยอื กเย็น เป็นความสงบสขุ ร้อู ยู่ในเฉพาะใจ ไมเ่ ก่ียวขอ้ งกับ
อารมณ์ใดๆ เพราะจิตวางภาระ มีความร้อู ยู่เฉพาะใจดวงเดียว คอื เป็นหน่ึง
(เอกคั คตารมณ)์ นี่ ผลทไี่ ดจ้ ากอานาปานสตกิ รรมฐาน สว่ นการภาวนาสว่ นอนื่ ๆ
กด็ ุจเดยี วกัน นเ่ี ปน็ ความสขุ ที่สุขุมยิง่ กว่าท่ีเปน็ มาแตเ่ กา่ ก่อน
406
อ�ำนาจ ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตตฺ า ช�ำนชิ ำ� นาญแลว้ ไม่มีเวลาดบั สวา่ งเรือ่ ยๆ เพราะ
กำ� จดั ความมดื คอื อวชิ ชา นเ้ี ปน็ สมบตั ขิ องพระอรหนั ต์ จติ คงที่ จติ ไมก่ ลบั กลอก
เพราะทา่ นมีญาณและปญั ญาผลิมาจากไตรลักษณ์
อวิชชา ความรู้โกหกอันเดียว เที่ยวรังแกอริยสัจความจริงของพระธรรม
เม่อื รู้ธรรมแล้ว จติ กาย ปกตดิ ี ไมก่ ดขีบ่ ังคับหรอื ส่งเสรมิ ใดๆ จากใจที่เคย
เปน็ มา ทั้งนี้เน่อื งจากเป็นธรรมมคี วามเสมอภาค และใหค้ วามเสมอภาคในสงิ่
ทง้ั ปวง จงึ หมดศตั รตู อ่ กนั เพยี งน้ี ถงึ อรหนั ตแ์ ลว้ ชนะอวชิ ชา ไมม่ ตี ำ� หนติ ชิ มให้
เขาเป็นอะไรอกี แล้ว ชาวเมอื งอยูเ่ ปน็ สุข เพราะอวิชชาเปน็ มหาโจรเบยี ดเบยี น
ชาวเมอื งไปตา่ งๆ พระอรหนั ตท์ า่ นรกั ษาธาตขุ นั ธข์ องทา่ นไป แตไ่ มป่ ระคองราคะ
โทสะ โมหะ ให้เดือดรอ้ น เป็นสุขอย่างยิง่
ภาวนานน้ั ถา้ มแี ตส่ มาธอิ ยา่ งเดยี ว ตอ้ งมนี มิ ติ ตา่ งๆ หลอกอยเู่ รอ่ื ยๆ เกดิ จาก
อปุ จารสมาธิ มอี คุ คหนมิ ติ ทำ� ใหเ้ ปน็ บา้ ไปได้ ทำ� ใหจ้ มอยใู่ นสมาธคิ วามสงบและ
สขุ ไปได้ ถา้ ภาวนาเอาวปิ สั สนาผสมสมาธแิ ลว้ ยอ่ มไมเ่ กดิ นมิ ติ เพราะไตรลกั ษณ์
ลา้ งอยเู่ สมอ และไม่ส�ำคัญตนและไมเ่ ปน็ บา้ เกิดนมิ ติ ทง้ั หลายกร็ ู้เทา่ ทัน ดังน้ี
เปน็ ตน้
ทรมานกายนน้ั ทรมานดว้ ยปฏภิ าคนมิ ติ และอคุ คหนมิ ติ ทำ� อปุ จาระ อปั ปนาสมาธิ
ใหแ้ จม่ แจง้ ชำ� นิชำ� นาญ จึงจะถอนอุปาทานในรูปขันธ์เสียได้ (คือเบ่อื หน่าย)
สว่ นทรมานนามธรรม เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ นน้ั ใหล้ ะดว้ ยไตรลกั ษณ์
อยา่ งเดยี ว เพราะเป็นชัน้ ละเอยี ด
อวิชชาครองเป็นบัลลังกม์ าอเนกชาติ อวิชชาดวงนจ้ี ะเท่ียว เกดิ แก่ เจบ็ ตาย
หมนุ เวยี นไปได้ทกุ ก�ำเนิด สงู ต่ำ� ดี ชวั่ ในภพทงั้ ๓ แมจ้ ะแบง่ ภพของสัตว์
ไว้ตา่ งๆ กัน ในภพนัน้ ๆ ไว้มากเท่าไร ใจอวชิ ชาดวงนส้ี ามารถเกิดได้ทุกภพ
ทกุ ชาติ ทใี่ จดวงนม้ี กี ารเกย่ี วขอ้ ง ถอื เรอื่ งผดิ ของตนเปน็ ลำ� ดบั อวชิ ชาดวงเดยี วนี้
กอ่ เหตุร้ายปา้ ยสีไปทวั่ โลกธาตุ ใหแ้ ปรสภาพคอื ธาตุลว้ นของเดมิ คืออรยิ สจั
ไปตา่ งๆ ตามแตอ่ วชิ ชาจะตบแตง่ พระอรหนั ตช์ นะดว้ ยปญั ญาเหน็ ชอบ เหน็ ตรง
ตามอริยสัจ
407
อวิชชากบั จติ กลมเกลียวกัน ท�ำบาปกรรมต่างๆ ในภพนอ้ ยใหญ่ เท่ียวเร่ร่อน
ในไตรภพไม่รจู้ กั จบ
นกั ปฏิบัติอยา่ หลงกิเลสอยา่ งละเอยี ด ใหใ้ ช้ปญั ญาอริยสจั ให้มากๆ ประกอบ
ความเท็จจริง อรยิ สัจ ไตรลกั ษณ์ เปน็ ขอบเขต ล้างกเิ ลสทั้งหลายใหพ้ นิ าศไป
เมือ่ เหน็ ความไม่เทีย่ งแลว้ จะเหน็ ความเที่ยงของจิตกล่ันมาจากความไมเ่ ทีย่ ง
ทกุ ฺขํ อนจิ ฺจํ อนตฺตา นักปฏิบตั ิตอ้ งท�ำใจใหเ้ ข้มแข็งตอ่ การทรมานจิตของตน
ไม่ให้กระทบกระเทือน อัตตกิลมถานุโยค กามสุขัลลิกานุโยค ให้ไปโดย
สายกลาง
ใหใ้ ชป้ ญั ญาเรง่ ความเพยี รไมห่ ยดุ ยงั้ ขอใหป้ ระกอบดว้ ยไตรลกั ษณ์ กเิ ลสมนั
จะเกดิ ข้นึ ณ ทีไ่ หน กเิ ลสกอ็ ยู่ ณ ท่ีใจ ปญั ญาก็อยู่ ณ ทใ่ี จ ไตรลักษณ์เปน็
ธรรมอุกฤษฏ์ ช�ำระกิเลสออกจากจิต ได้เดินมรรคพอแล้ว มันแก้เอง
คนในโลกต้องมีข้ีมีเย่ียวด้วยกัน แห่งความสกปรก ไม่แปลกต่างกันอะไร
ใครอยใู่ นโลกตอ้ งเป็นเช่นน้ันเหมือนกัน กายนท้ี ุกข์มาก ได้สมหวงั ก็เป็นทกุ ข์
ไมส่ มหวงั ก็เป็นทกุ ข์ ทุกข์การเปล่ยี นแปลงของธาตขุ ันธ์ ทุกข์หนาว ทุกข์รอ้ น
ทกุ ขเ์ ยน็ ทกุ ขพ์ ยาธิ ทกุ ขก์ ลวั ภยั ภายนอก มคี นอน่ื เขาฆา่ ตที ำ� รา้ ยตา่ งๆ ชวี ติ นี้
อยดู่ ว้ ยความฝดื เคอื งยง่ิ นกั หาความสขุ แทบไมไ่ ดเ้ ลย นพี้ ระอรยิ เจา้ ทา่ นถอื นกั
เบอ่ื หน่ายนกั ยิ่งทำ� ความเพียรให้ถึงนพิ พาน
การชนะกเิ ลสดว้ ยมรรคภาวนาแลว้ โดยไมต่ อ้ งแตง่ ทนายขนึ้ ฟอ้ งในศาลสงู กบั
ดวงใจ กบั ความสงสยั ในศาลใดๆ จะเป็นการเลกิ แล้วด้วยตัดสิน ด้วยน้ำ� ใจ
ของตนเอง ตรงกบั ค�ำทวี่ า่ ปจจฺ ตตฺ ํ เวทติ พฺโพ วญิ ญฺ หู ิติ (อเสขบุคคล)
อรยิ สจั เปน็ ของจรงิ พระอรยิ เจ้าเป็นของคงที่ ศาสนธรรมจงึ เป็นของประเสรฐิ
ไมเ่ อนเอยี งไปตามสง่ิ แวดลอ้ มของโลกทแ่ี สดงขนึ้ มาเคลอื บแฝงหรอื หลอกลวง
ทกุ วถิ ที าง บคุ คลทค่ี น้ พบธรรมของพระพทุ ธเจา้ ได้ ตอ้ งเปน็ ผหู้ นกั ดว้ ยเหตผุ ล
คอื อรยิ สจั เชือ่ กรรม เชอื่ ผลของกรรม ทกุ ข์ สมุทยั นิโรธ มรรค มจี ริง
ลว้ นแตอ่ ยทู่ กี่ ายและทใี่ จของเรานเ่ี อง แมพ้ ทุ ธเจา้ องคก์ อ่ นๆ ทท่ี า่ นตรสั รไู้ ปแลว้
408
ทา่ นกไ็ ม่ขนึ้ เหนอื อรยิ สัจ ๔ ไป ด้วยอริยสัจมีอย่ใู นตวั ของเราอยา่ งสมบูรณ์
ไม่เปน็ ท่สี ัญจรมาจากทไ่ี หน มีเฉพาะตวั เราทัง้ สนิ้ เมือ่ รูจ้ รงิ เห็นจรงิ ลงไปตาม
อรยิ สัจแล้ว ก็ถึงอมตะ ถ้าเห็นวา่ ไมจ่ รงิ ฝนื ธรรมดาลงไปแล้วกอ่ ภพกอ่ ชาติ
วนเวยี นอยใู่ นวฏั สงสาร เชอ่ื ทกุ ข์ สมทุ ยั วา่ เปน็ ของเรา คลา้ ยสนุ ขั ทม่ี ดั เวยี นวน
อยใู่ นเสา ฉะนัน้
มาร แปลวา่ เครอ่ื งตาย มี ๕ มมี ารยามากทสี่ ดุ หาประมาณมไิ ด้ อาจทำ� บคุ คลให้
เปน็ บา้ เสยี จรติ ได้ ทำ� ใหต้ ายได้ ทำ� ใหเ้ ปน็ อจุ เฉททฐิ ิ สสั สตทฐิ ิ และเปน็ มจิ ฉาทฐิ ไิ ด้
เพราะอย่างน้ันท�ำให้พระพุทธองค์ พระสาวก พระปัจเจก เกิดข้ึนในโลกน้ี
ยากนกั
ทุกจริตท�ำสมาธิ กห็ มายความใหจ้ ติ สงบเท่านั้น ความช�ำนาญในสมาธิ เพือ่ ให้
ความสงบได้ดว้ ยความต้องการทุกเวลา ความช�ำนาญในปัญญา แยกส่วนของ
อวัยวะร่างกายได้ทุกเวลาที่ตอ้ งการ จนเห็นคนอื่น สัตว์ ดุจตายเช่นนั้นด้วย
ไตรลักษณ์ อย่าหมายต�ำรามาเป็นความรู้ของตน จะไม่เป็นประโยชน์ในตน
ให้เห็นธรรมด้วยตนเอง น้นั จะพ้นทุกขไ์ ปได้
การภาวนาหาทางแกไ้ ขดว้ ยอบุ ายตา่ งๆ เทา่ ทจ่ี ะเปน็ ไดใ้ นหลกั ธรรม เปน็ รวั้ กน้ั
(อรยิ สจั ไตรลกั ษณ)์
สังขารธรรมมากไปด้วยโทษ มูลไปด้วยทุกข์ ประกอบไปด้วยกิเลสท้ังปวง
ชราทกุ ขต์ ดิ ตาม สงั ขารมากไปดว้ ยพยาธิ มรณทกุ ขม์ ากไปดว้ ยโศกเศรา้ เดอื ดรอ้ น
กระสบั กระสา่ ย สะอนื้ อาลยั รา่ งกายดจุ หวั ฝแี ตกออกเรอ่ื ยๆ เนา่ เปอ่ื ยๆ สงั ขาร
รา่ งกายจัญไรร้ายกาจ ฉิบหายไปเปน็ อันมาก เป็นบ่อเกดิ แหง่ ภัยทัง้ มวล ชาติ
ความเกดิ แก่ เจ็บ ตาย แวดลอ้ มอยู่ในบรุ ุษและสตรีทงั้ หลายท่ีเกิดเป็นชาติ
มนษุ ย์
ไตรลกั ษณญาณ เหน็ สภาพธรรมทงั้ หลายเปน็ ทกุ ขฺ ํ อนจิ จฺ ํ อนตตฺ า ใหเ้ ปน็ ไปทกุ
อริ ยิ าบถ เมอื่ ปญั ญาไดเ้ คลอื่ นยา้ ยจากสมาธแิ ลว้ นบั วนั เรง่ เครอื่ ง คอื อบุ ายตา่ งๆ
ไหวตวั อยู่ตลอดเวลากับอารมณ์ท่ีมากระทบ ไมม่ ีระยะ ตอนนี้จะไดเ้ ห็นกิเลส
409
พงุ่ ตวั เตม็ ท่ี ซงึ่ แตก่ อ่ นมาไมเ่ คยปรากฏ ประหนง่ึ เสนามารออกหนา้ สวดเรอื่ ยๆ
มอี าพาธต่างๆ เปน็ สมรภูมิแห่งสงคราม เราจะเหน็ ก�ำลงั ปญั ญา เหน็ สติ
ละกิเลสวางไว้ ณ ท่ไี หน วางไว้ ณ โลกียโ์ ลกนแี้ หละ เพราะมันเกิดตอ้ งวางไว้
ณ ท่นี นั้
โลกตุ ระ ไมม่ กี ารเกดิ ดบั สวา่ งอยเู่ ชน่ นนั้ โลกยี ์ มดื อยเู่ ชน่ นน้ั ไมเ่ หน็ อรรถธรรม
มดื กบั แจง้ เปน็ คกู่ นั ความรกู้ บั ความไมร่ ู้ กศุ ลกบั อกศุ ล ตายกบั ไมต่ าย คกู่ นั อยู่
ในโลกนี้ทงั้ นน้ั
วิปัสสนู สญั ญาวปิ ลาส เกิดนิมติ มาจากสมาธิ อาการของจิตท้งั นั้น อย่าไปท้ิง
ไตรลกั ษณ์ นมิ ติ ทง้ั หลายไมเ่ ทยี่ ง เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนตั ตา มนั กห็ ายไปเอง อยา่ ไป
ถอื นมิ ติ นน้ั วา่ เปน็ ของดี มนั เกดิ แลว้ ดบั ไป ไมจ่ รงิ เหมอื นอรยิ สจั องคไ์ หนเปน็ บา้
แลว้ แกไ้ ด้ องคน์ นั้ ฉลาดมาก กลา้ หาญมาก มปี าฏหิ ารยิ ห์ ลายอยา่ ง แปลกกวา่
ผู้ทไี่ ม่เคยเปน็ บา้
ภาวนาเกดิ นมิ ติ ขน้ึ มา รแู้ ลว้ ใหม้ นั ผา่ นไป ผา่ นไป เอาไตรลกั ษณบ์ งั คบั อยเู่ สมอ
นน้ั ลทั ธบิ า้ ไมเ่ กดิ เชอ่ื ไตรลกั ษณล์ บลา้ งอยเู่ สมอ แตค่ นนน้ั ไมก่ ลา้ หาญในธรรม
ทง้ั หลาย ไมเ่ ห็นอัศจรรยใ์ นธรรมท้ังหลาย เพราะไมไ่ ดผ้ ่านความผดิ มาก่อน
แกร้ ปู ธรรม นามธรรม ตอ้ งเจรญิ ทางวปิ สั สนา ไถถ่ อนกเิ ลสทง้ั ปวงออกจากจติ
แลเหน็ ของจรงิ ถงึ โลกตุ ระเหนอื ของโลกยี ์ เพราะไดฝ้ กึ ปรอื การภาวนา ใหส้ นิ้ เชงิ
ของกเิ ลสทง้ั ปวง ใหส้ นิ้ ไปเปน็ อมตะ เจรญิ ไตรลกั ษณไ์ มต่ ดิ ตอ่ กบั กเิ ลสทง้ั ปวง
ชักสะพานไม่ใหม้ ารไต่เข้าไป พระพทุ ธเจา้ พระปจั เจกพทุ ธเจ้า พระอรหันต์
ชนะมารไดด้ ี อกุปปธรรม จิตไมก่ �ำเรบิ จิตปกติ จิตบรสิ ทุ ธิ์ จติ คงที่ จิตเกษม
จติ อรยิ สจั ไมใ่ ชจ่ ติ กเิ ลสลามก จติ สกปรก จติ ชมสภุ ะความสวยงาม ชมสงั ขาร
ท่ีไมเ่ ทย่ี ง จติ ทุกข์ โทมนัส อบุ าทว์ โศกรำ� พนั ไปตา่ งๆ จิตอกุศล จติ นรก
เปรต อสรุ กาย สตั วเ์ ดรจั ฉาน จติ ประกอบดว้ ยความทุกข์ ปญจฺ กขฺ นฺธา ทกุ ขฺ า
ปญั จขนั ธเ์ ป็นทกุ ขอ์ ยา่ งยง่ิ ชาติทกุ ข์ ชรา มรณะ พยาธิ รวม ๔ อยา่ ง สงั ขาร
ท้ังหลายเว้นจาก ๔ อย่างนี้ไปไมไ่ ด้
410
ทแี รกมเี มตตาเตม็ ท่ี หากทรมานไมไ่ ด้ กม็ าเจรญิ กรณุ า กรณุ าไมไ่ ด้ ตอ้ งเจรญิ
มทุ ติ า มทุ ติ าไมไ่ ด้ ควรเจริญอุเบกขา
สง่ิ ทง้ั หลายเกดิ มาในโลกและความแปรปรวนนน้ั สคู้ วามจรงิ ไมไ่ ด้ ความจรงิ ใน
ศาสนามเี หตมุ ผี ลจะพงึ ไดร้ บั ครบ เสวยทกุ ขแ์ ละสขุ ในปจั จบุ นั ทง้ั หยาบ ละเอยี ด
ซอกแซกไปได้อยา่ งไมม่ ีประมาณ
ละกิเลส - สตมิ ที างเดียว
วปิ ัสสนาชนะกเิ ลสดว้ ยความเปน็ เอง อัพยากฤต พระโยคาวจรเจา้ เมื่อจติ เดิน
วปิ สั สนานน้ั ละเจตนา จติ ไปเองละเอง กริ ยิ าของจติ ทำ� ธาตขุ นั ธใ์ หห้ นั ซา้ ยหนั ขวา
บางครั้งยกเทา้ ขึน้ บนอากาศบา้ ง นแ้ี หละเปน็ วธิ ขี องวปิ ัสสนาจะละกิเลส กิเลส
รอ้ ยแปด ตอ้ งมา้ งกายใหเ้ หน็ ความจรงิ ตา่ งๆ ใหร้ เู้ ทา่ ทนั แหง่ กเิ ลสทงั้ หลาย แปลวา่
เห็นกิเลสโดยรวมจึงจะละกิเลสน้ันได้โดยส้ินเชิง เรื่องน้ีเป็นมานาน มารู้เท่า
ณ ท่นี ้แี หละ ความสะอ้ืนใหญ่ รา่ งกายหวัน่ ไหวใหญ่ ละกเิ ลส เห็นวิปสั สนา
โดยละเอยี ด ร่างกายไมเ่ จ็บปวดเพราะความช�ำนาญละกเิ ลสเอง ไหลไปด้วย
ธรรมะ จึงไม่แพ้รา่ งกาย ยงิ่ ทำ� ยิ่งเห็นมรรคผล เบากายเบาใจ และมโี วหารอัน
เฉยี บขาด เปน็ อัศจรรย์
ตดิ ธาตตุ อ้ งแกธ้ าตุ เป็นธรรมท่ไี มต่ าย หนามปักเอาหนามบง่ ไฟไหมท้ ไี่ หน
ต้องดบั ท่ีนัน่ คนั ที่ไหน เกา ณ ท่นี ั้น
ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ๔ อยา่ งนแ้ี คบเกนิ ไป ไตรลกั ษณ์ ทกุ ขฺ ํ อนจิ จฺ ํ อนตตฺ า
กว้างขวางรอบจักรวาล เจริญ ทกุ ฺขํ อนิจจฺ ํ อนตฺตา ลบลา้ งมานะไดท้ กุ อยา่ ง
ได้ท้งั นอกและทง้ั ใน ทง้ั ไตรภพ ภพนอ้ ยภพใหญใ่ นสงสาร
จติ พน้ น้ัน ไม่มไี ตรลกั ษณเ์ ข้าไปเกีย่ วข้องของจติ
ท�ำให้ธาตุปกตนิ นั้ นอนหลับ กินข้าวมีรส อยา่ คิดมาก
อยาก เมอื่ จติ ปรงุ แตง่ เพราะเปน็ บา้ กร็ แู้ ลว้ วา่ ปรงุ แตง่ เปน็ ตวั สงั ขาร แตม่ นั นอน
ไม่หลบั นี้ เป็นบ้าในสังขาร บังคับนอนไม่หลบั มนั เป็นบ้า แต่งสงั ขาร ก็รแู้ ล้ว
ปรงุ แต่งเปน็ ตัวสงั ขาร มนั เป็นไตรลกั ษณ์
411
แท้ท่ีจริง จิตวิบัติเสียก่อนจึงเกิดความรู้ธรรมต่างๆ อย่างน้ีเคยมีเสมอไป
เหมือนพระองค์ มารดลเสยี กอ่ นจึงตรสั รพู้ ระธรรม
เมอื่ ภาวนาอารมณอ์ นั ใดกด็ ี เมอ่ื จติ ละเอยี ดดแี ลว้ จงึ ปรากฏจติ สวา่ งไสว เยอื กเยน็
มคี วามสงบสขุ จำ� เพาะใจ ไมเ่ กยี่ วกบั อารมณอ์ นั ใด จะเกดิ ปตี ิ สขุ เอกคั คตา ในที่
วเิ วกทางด้านจติ ใจ
เมอื่ พจิ ารณาถกู อรยิ สจั แลว้ จติ หด ไมม่ กี ารสง่ จติ ถา้ ไมถ่ กู แลว้ มอี าการสง่ จติ
ข้างนอกจิต นั้นมีเรื่อยๆ เป็นที่อุ่นใจในตอนน้ี เพราะความเพียรไม่ถอย
แลเห็นโทษและเห็นคุณของสังขารท่ีประพฤติพรหมจรรย์มาช้านาน เกิดใน
วิถจี ิตบ่อยๆ (เมอ่ื ใหจ้ ิตเข้าสูอ่ ารมณแ์ ห่งความตายนส้ี ำ� คญั มาก) ธาตุขันธ์จะ
เปลย่ี นภพ เพอ่ื ไมใ่ หจ้ ติ สะดงุ้ กลวั แหง่ ความตายในระยะนนั้ เปน็ มหนั ตทกุ ขใ์ หญ่
เพื่อเห็นความบรสิ ทุ ธิ์ของจิต ไมใ่ ห้สังโยชน์ตดิ จิตไปเกิดภพใหม่ เวลาจิตเขา้ สู่
ภวงั คแ์ หง่ การตายนน้ั ละเอยี ดนกั จงึ แลเหน็ ไดว้ า่ ผไู้ มม่ คี วามประมาท มรี าตรี
อนั เดยี ว ดกี วา่ ผทู้ ีป่ ระมาทแลว้ มอี ายตุ ั้ง ๑๐๐ ปี ให้เหน็ เฉพาะในดวงจิตเปน็
ปจจฺ ตตฺ ํ จงึ จะเกดิ สงั เวช ภพทงั้ ๓ เปน็ กองไฟเผาลนสตั วอ์ ยเู่ ปน็ นจิ อยใู่ นโลก
กไ็ มม่ ปี ระโยชน์ ตายหรอื กไ็ มม่ ปี ระโยชน์ เพราะชาติ ชรา มรณะ ใหส้ ตั วส์ ะดงุ้
อยเู่ รอื่ ยๆ เพราะอยใู่ นสังขาร สังขารมาแปรปรวน
การภาวนาใหช้ ำ� นชิ ำ� นาญ ชวี ติ ของเราเผชญิ กบั ความตายจะมาถงึ เขา้ น้ี ผจญภยั
ร้ายกาจ นี้ตอ่ ชีวติ ของเราเพอื่ เข้าอารมณ์การตายได้งา่ ย
พิจารณาการตายไปสภู่ พใหมจ่ ะเปน็ กริ ยิ าอย่างไร ในขณะท่ธี าตุขนั ธ์จะตลี ังกา
นนั้ แหละ ใจหายขวญั เสยี เอาสตไิ ดเ้ ปน็ การดี ถา้ เอาไมไ่ ด้ กเ็ สยี ทา่ ใหญโ่ ต ความรู้
แจง้ แทงตลอดของอวยั วะเป็นสมบัติอยา่ งยิง่ แลเหน็ อรยิ สจั ดว้ ยความจรงิ
ปฏิบตั ิเขา้ มากๆ อะไรกพ็ จิ ารณาหมด เร่ืองโลกธาตุกวา้ งแคบมากนอ้ ยเทา่ ไร
รูแ้ ล้วปล่อยวางไว้โดยล�ำดับ ด้วยการเข้าใจแล้ว
ให้เหน็ ธรรมแสดงโร่ ทง้ั กลางวนั และกลางคนื ไมข่ าดระยะ รับความแปรปรวน
อยเู่ ชน่ นัน้ เปน็ เทวทูตบอกเหน็ เหตอุ ยู่เช่นนั้น ไม่ควรมวั เมา เมื่อเหน็ อยู่แลว้
412
จติ กเ็ ท่ียง ไมก่ �ำเรบิ ตามกิริยาของกิเลส จติ อยากเขา้ อมตธรรม วางโลกโลกยี ์
ดว้ ยกำ� ลังไตรลกั ษณ์
โรคทง้ั หลายเกดิ ในกาย กเิ ลสทงั้ หลายเกดิ ในจติ คอื ใหพ้ จิ ารณาธาตุ ใหร้ แู้ จง้ ธาตุ
อย่าหลงธาตุ จิตหลดุ พ้นจากธาตคุ ืออวชิ ชาตณั หา
ขอเตอื นคณะอบุ าสกอบุ าสกิ าทงั้ หลายทราบไวว้ า่ ชวี ติ เปน็ อยขู่ องพวกเรา ไมม่ ี
เครอื่ งหมายบอก อายจุ ะมนี อ้ ยหรอื มาก วา่ จะตอ้ งตาย วนั ไหน เดอื นไหน ปไี หน
และวา่ จะตายด้วยโรคอันใด แม้ชีวิตของพวกเราแตล่ ะคนๆ ตงั้ อยู่ด้วยความ
ฝดื เคอื ง ในขณะทมี่ ชี วี ติ อยนู่ ้ี ลว้ นแตพ่ ากนั หลบหลกี อนั ตรายรอ้ ยแปดประการ
ออกจากมจั จรุ าชคอื ความตาย จนมาถงึ ทกุ วนั นี้ นกี่ เ็ ปน็ โอกาสอนั ดแี ลว้ พวกเรา
จะไดพ้ ากนั บำ� เพญ็ กศุ ลใหย้ งิ่ ไปตามฐานะทจ่ี ะกระทำ� ได้ ใหส้ มกบั วา่ พวกเราทมี่ ี
ชวี ติ มคี า่ อนั สงู สมกบั พระพทุ ธเจา้ พระองคต์ รสั ไวใ้ นพระไตรปฎิ กวา่ อคคฺ ํ €านํ
มนุสฺเสสุ มคคฺ ํ สตฺตวิสุทฺธยิ า มนษุ ยอ์ ยใู่ นฐานะอนั ดเี ลิศ ท�ำความบริสทุ ธิใ์ ห้
สน้ิ ทกุ ข์ได้ เมือ่ เป็นเชน่ นแี้ ล้ว สตั วไ์ หนในไตรภพจะเลิศยง่ิ กว่ามนุษย์ไปไมม่ ี
แมท้ า้ วมหาพรหม พญายม ยักษ์ จะเลศิ ไปกว่ามนุษยไ์ มม่ ี ดงั นี้ พระพุทธเจา้
พระปจั เจก พระอสตี มิ หาสาวกเจา้ ทงั้ หลาย ทา่ นทงั้ หลายนนั้ ลว้ นแตเ่ ปน็ มนษุ ย์
ท้งั น้ัน จึงชอ่ื วา่ มนษุ ย์อนั เลศิ เหมอื นพระพทุ ธองค์ตรสั ไว้ดแี ล้ว พวกเราทา่ น
ทงั้ หลายควรพจิ ารณา ควรสนใจรู้ ควรสนใจปฏบิ ตั ใิ นศาสนา ใหส้ น้ิ ทกุ ข์ ชาตทิ กุ ข์
พยาธทิ กุ ข์ ชราทกุ ข์ มรณทุกข์ ดุจพระขณี าสวเจา้ ท้งั หลายนั้น
เมอ่ื ภาวนาจติ เปน็ แลว้ สงิ่ ทไ่ี มร่ นู้ นั้ ใจคอ่ ยผอ่ งใสขน้ึ มา ความรกู้ เ็ กดิ ขนึ้ ความฉลาด
กม็ ีมาพรอ้ มกัน ใจก็เบกิ บาน ยมิ้ แย้มแจ่มใส มองดูจิตก็มคี ุณค่าโดยลำ� ดบั
จนกลายเปน็ อัศจรรยข์ น้ึ ในจติ ใจของตน
จติ ประกอบไตรลกั ษณก์ ำ� กบั ภาวนา ความรปู้ รโุ ปรง่ สวา่ ง รแู้ จง้ แทงตลอดสงั ขาร
ชักสะพาน ธรรมเกิดในจิตถาวรม่ันคง ไม่แปรปรวน เพราะรู้จริง เห็นจริง
จติ ชนื่ ชมอยดู่ ว้ ยธรรม บำ� รงุ ความเพยี รใหเ้ ดน่ ถา้ เปน็ อยเู่ ชน่ นี้ วนั เวลามรี าคา
สงู มาก
413
เห็นความเส่ือมของร่างกายอย่างเดียว ไม่เหน็ ความเจริญเลย ความเกดิ มีแล้ว
มีความเสือ่ มไปจนตายของรา่ งกายดังน้ี ธรรมสว่างโร่ทัง้ กลางวันและกลางคนื
ไมม่ ปี ิดบงั ด้วยประการใดๆ
โลกตุ ระมนั เหนอื โลกสงสาร มคี รบหมดทกุ อยา่ ง ไมบ่ กพรอ่ งเหมอื นโลกโลกยี เ์ ลย
โลกตุ ระมสี มบตั มิ าก เหนอื โลกยี ท์ กุ อยา่ ง ไมบ่ กพรอ่ งไดเ้ ลย โลกยี น์ ยิ มตำ�่ กวา่
โลกตุ ระเปน็ ไหนๆ
การได้ยินได้ฟังธรรมเทศนาเป็นของยาก ท�ำจิตให้เด่น ท�ำความเพียร
ไมเ่ กยี จครา้ นตอ่ ทำ� ความเพยี ร ปรงุ จติ ใหต้ นื่ เตน้ อยเู่ สมอไป ความเพยี รตดิ ตอ่ กนั
ไมข่ าดระยะ เปน็ วรรคเป็นตอน ไม่เสียกำ� ลัง
เรอ่ื งกเิ ลส เราไมต่ ดิ ตอ่ เรากส็ บายใจ เราไมป่ รงุ อกี เหน็ วา่ กเิ ลสเปน็ อสรพษิ ใหญโ่ ต
เราไมค่ วรเขา้ ไปใกล้ มนษุ ยต์ ดิ ทกุ ขท์ ง้ั หญงิ ชาย ไปนพิ พานไมไ่ ด้ ชมชอบมตู ร
ของเนา่ ของอวยั วะรา่ งกาย เปน็ รสชาตขิ องกาม บรรพชติ ไมค่ วรเขา้ ไปเสพ เปน็ ของ
ชาวบา้ น มนษุ ย์ไมม่ คี วามสุขเลย มีแตท่ กุ ข์ร�ำ่ ไป ปัญจขนั ธ์เปน็ ทกุ ข์อยา่ งย่งิ
เดมิ รา่ งกายเราดจุ ภเู ขาแทง่ ทบึ ทงั้ ลกู ถา้ มไี ตรลกั ษณภ์ าวนาเรอื่ ยๆ ความสวา่ งไสว
แทงทะลปุ รโุ ปรง่ ไปหมด รา่ งกายเหมอื นไมม่ ี มกี เ็ ปน็ เงาๆ เทา่ นน้ั เพราะอำ� นาจ
แห่งความรู้ความสว่างปรากฏอย่างเด่นชัดภายในใจเป็นประจ�ำอยู่ ร่างอันนี้
มองอะไรก็สวา่ งไปหมด จึงมอี ศั จรรย์ น่ังอยูท่ ่ีไหน นอน ยนื เดิน อยทู่ ไ่ี หน
มองสวา่ งไปหมด จิตดวงเดียวนี้แหละ อศั จรรย์ เด่นอยใู่ นรา่ งน้ี
ปฏบิ ตั ธิ รรมใหถ้ กู กบั มรรคแลว้ เกดิ อศั จรรยป์ รากฏของจติ รอ้ ยแปด โดยไมเ่ คยรู้
เคยเห็นมาแต่เก่าก่อน
ผทู้ จ่ี ะเหน็ มรรคผลนพิ พานจรงิ ๆ ตอ้ งเพยี รตบะ ความเพยี รอยา่ งยงิ่ ทรมานตวั
นอนใจไมไ่ ด้ เกยี จครา้ นไมไ่ ด้ เพราะมรรคผลนพิ พานมจี รงิ ๆ ประมาทนนั้ ไมไ่ ด้
ตอ้ งเดนิ สายมรรค ๘ ประการ เปน็ หนทางของพระอรยิ เจา้ และพระพุทธเจา้
พระปัจเจก พระอรหันตขณี าสพทั้งหลาย
414
ภาวนาถงึ หลกั อรยิ สจั นมิ ติ แสดงออกมาใหป้ รากฏ รปู รา่ งเหมอื นมนษุ ยท์ บ่ี รสิ ทุ ธ์ิ
ตอ่ นนั้ นอ้ มนมิ ติ ใหเ้ ปน็ ไตรลกั ษณ์ เพราะนมิ ติ นน้ั จะแปรปรวนเปน็ อาการตา่ งๆ
จะตดิ ดี แกค้ วามดใี หเ้ ปน็ อรยิ สจั กลนั่ กรองใหเ้ ปน็ ชาตนิ พิ พาน ขอ้ นส้ี �ำคญั นกั
ตอ้ งเดนิ มรรคใหถ้ กู ตอ้ งขยนั หมนั่ เพยี ร อดทน จงึ จะสำ� เรจ็ ประกอบดว้ ยวาสนา
บารมอี ดุ หนนุ จงึ สำ� เร็จขั้นพระนพิ พาน ประกอบด้วยสร้างบารมเี ป็นการใหญ่
เมอ่ื ภาวนาพจิ ารณาแยบคายแลว้ สังขารโลก ปลงใหเ้ ขาเสีย แลว้ แตเ่ ขาจะแก่
เจบ็ ตาย เปน็ เรอื่ งของเขา รบี เดนิ มรรคใหพ้ น้ ไปจากสงั ขารโลก เพราะสงั ขารโลก
เปน็ ภยั ใหญโ่ ต จะอยไู่ ปกเ็ ปน็ เรอื่ งของเขา จะตายกเ็ ปน็ เรอ่ื งของเขา แตภ่ าวนา
ความรคู้ วามเห็นในอมตธรรมนนั้ ใหม้ าก นั้นเองเป็นวิหารธรรม ทพ่ี ึ่งของจิต
เมอ่ื ตายแลว้ นน้ั เองจะไปเกดิ ในทดี่ ี แปลวา่ ไมอ่ ทุ ธรณร์ อ้ นใจในความแก่ เจบ็ ตาย
นั้นเป็นเรอ่ื งของสงั ขาร
เมื่อรู้เท่าแล้ววางเฉย เป็นความสุขอย่างยิ่ง ถ้ามีความรักความชังอยู่น้ันเอง
เป็นทุกข์อย่างยิ่ง เพราะยินดียินร้ายในเร่ืองนั้น แปลว่า เจ็บแสบร้อนไป
ดว้ ยเขา จึงเปน็ ทุกข์
กศุ ลธรรมทงั้ ปวง ต้ังอยู่ในศลี แล้ว ไม่มีการเสอ่ื ม กุศลธรรมท้งั หลายมี สมาธิ
เปน็ หวั หนา้ สติ เปน็ ลกั ษณะเลอื กเฟน้ ธรรมทงั้ หลาย ศรทั ธา หยง่ั ลงสไู่ ตรลกั ษณ์
แลว้ ไม่มเี สอื่ ม ปญั ญา พิจารณาตามไตรลกั ษณ์ ตดั กระแสของกเิ ลสอาสวะ
ท้งั หลายให้สน้ิ ไปได้
จติ บรสิ ทุ ธด์ิ ว้ ยศลี ดว้ ยสมาธคิ วามเปน็ หนงึ่ มปี ญั ญาเกดิ ขนึ้ พรอ้ ม ตอ่ นน้ั จะเกดิ
มโนภาพ จติ จะมอี ำ� นาจใหพ้ ลกิ แพลงไปตา่ งๆ เกดิ ความฉลาดรอบรอู้ รยิ สจั ธรรม
คำ� ว่า มโนภาพ จิตมฤี ทธิ์ ต่อนนั้ ค้นควา้ ธรรมะมีหลักฐาน แต่เดนิ มรรคให้ถูก
ปญั ญาเห็นชอบ เปน็ ต้นนน้ั เหน็ รา่ งกายแปรปรวนไปตา่ งๆ ไม่ยึดม่นั ถอื มน่ั
ในกเิ ลสทง้ั หลาย เพราะผ่านความเบ่ือหน่ายมาแล้ว ขน้ึ วิปสั สนา อัพยากฤต
รวมดแี ล้ว ถึงวิโมกขว์ ิมตุ ติ ความหลดุ พ้นกเิ ลส จติ เสวยสขุ เร่อื ยๆ ไปจนกวา่
เข้านพิ พาน
415
สมบัตขิ องบรมโพธสิ ตั ว์ กับพระโสดาบนั นนั้ ดุจเดยี วกนั ที่เกิดเทวโลกนั้น
ยงิ่ กวา่ เทพยดาทงั้ หลาย ทา่ นมาอยา่ งเตม็ ไมเ้ ตม็ มอื อยา่ งใจปำ้� อยา่ งเดด็ เดย่ี ว
อยา่ งเขม้ แขง็ ไมต่ อ้ งระวงั หนา้ ระวงั หลงั ไมก่ ลวั ความทกุ ขค์ วามจนดจุ คนสามญั
เพราะฉะนนั้ สมบัติของทา่ นจงึ หรหู ราอยา่ งมหึมา ดังนี้
รู้โลกีย์ รู้ตามอาการของขันธ์ ใจรญู้ าณทสั นวิวัฏฏะ
ใหร้ แู้ จ้งแทงตลอดสงั ขารท้งั ปวง จงึ จะไปนพิ พานได้
วิเวกธรรม สนั ติธรรม นิโรธธรรม วมิ ุตตธิ รรม นพิ พานธรรม ดงั นี้
พระนิพพานท่ีอยูเ่ หนอื ตาย ต้องทำ� ความเพยี ร กัดเหลก็ กดั ขางเข้าไป จติ จงึ ถงึ
อมตธรรม กา้ วหนา้ อดทน เอาเปน็ เอาตาย จงึ จะไดพ้ ระนพิ พาน เปน็ พระบรมสขุ
อนั เกษม
ปฏภิ าคเปน็ ตน้ ของวปิ สั สนา ไมห่ ลงอารมณเ์ หมอื นนมิ ติ ภาวนา มรรคทำ� ใหแ้ จง้
ใหส้ วา่ ง นโิ รธทำ� ใหส้ วา่ ง ธรรมทานจดั เปน็ เลศิ ประเสรฐิ กเ็ พราะชนะอามสิ ทง้ั ปวง
เหตนุ ้นั พระพทุ ธองคต์ รัสว่า ธรรมทาน ยอ่ มชนะอามสิ ทงั้ ปวง รสแห่งธรรม
ยอ่ มชนะรสทง้ั ปวง ความยนิ ดใี นธรรม ยอ่ มชนะความยนิ ดที ง้ั ปวง ความสน้ิ ไป
แห่งตัณหา ยอ่ มชนะทุกข์ท้ังปวง
มา้ งกายใหฉ้ ลาดทางกายดว้ ยไตรลกั ษณ์ มา้ งอนสุ ยั ใหฉ้ ลาดทางจติ และเจตสกิ
รวมท้ัง ๒ ประเภท แลว้ เกดิ ในไตรภพว่าเป็น ทุกขฺ ํ อนิจจฺ ํ อนตตฺ า โดยธรรม
๒ ประเภท ช�ำระกิเลสออกจากดวงจิตจนเห็น ไม่ถือไปเกิดอีกในภพหน้า
มว้ นกลมในปจั จบุ นั พระอรหนั ตไ์ มก่ อ่ กเิ ลสในปจั จบุ นั ละกเิ ลสทง้ั อดตี อนาคต
ไมท่ ำ� กเิ ลสเกดิ ขึน้ ในปัจจบุ นั เสวยความสุขในปจั จบุ ัน กว่าจะเขา้ พระนพิ พาน
ในครั้งสุดท้าย รอรถรอเรอื จะขึ้นไปพระนิพพาน ส้ินภพส้ินชาติ ท�ำความรู้แจง้
แทงตลอดเญยยธรรม
416
อาจาริยธรรม
พระจนทฺ สาโร หลวงปหู่ ลยุ
417
ระหวา่ งทคี่ น้ ในสมดุ บนั ทกึ ของหลวงปู่ ไดพ้ บขอ้ ความทเี่ ปน็ ธรรม
โอวาทของครูบาอาจารย์อย่างมากมายที่หลวงปู่จดไว้ บันทึกไว้ ด้วย
ความเคารพ ซาบซงึ้ ใจ เพื่อกนั ลืม เพ่อื ใครค่ รวญแลว้ น�ำไปปฏบิ ัตติ ่อ
โอวาทเหลา่ นี้ พระนอ้ ย เณรเลก็ หรอื แมแ้ ตพ่ ระเถรานเุ ถระ ควรตอ้ ง
จดจ�ำ เปน็ ปฏปิ ทาที่ควรนบั ถอื เป็นเนติ เป็นแบบอย่างตอ่ ไป
จึงได้น�ำมารวบรวมไว้ในภาคน้ี ใหช้ ่อื วา่ “อาจารยิ ธรรม”
418
ทา่ นพระอาจารยบ์ ุญ ปัญญาวโุ ธ
ผบู้ �ำเพญ็ ธดุ งค์ ควรเปน็ ผอู้ ยดู่ กี นิ ดี (อยงู่ า่ ยกนิ งา่ ย) ไปดมี าดี ไมม่ ภี ยั ไมม่ เี วร
มีสัมมาคารวะเป็นอันท่ีงาม เว้นจากยกตนข่มท่าน ประพฤติไม่นอกธรรม
ไม่นอกวนิ ัย ไม่ละเมดิ ตนตอ่ กฎหมาย เพ่ือจะใหเ้ ป็นตัวอยา่ งอันดี นกั ปฏิบัติ
มีจำ� นวนนอ้ ย ควรส่งเสริม
จะคว�่ำบาตรแก่คฤหัสถ์ ควรพิจารณาเสียก่อน พยายามเพ่ือความเส่ือมของ
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ๑ พยายามเพอื่ ภกิ ษอุ ยไู่ มไ่ ด้ ๑ ดา่ ตดั พอ้ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ๑ ยยุ งให้
ภิกษแุ ตกคอกนั ๑ พูดตเิ ตียนพระพุทธ ๑ พระธรรม ๑ พระสงฆ์ ๑
ผปู้ ฏบิ ตั ธิ รรม คอื อบรมจติ ใหก้ วา้ งขวาง มคี วามเผอ่ื แผเ่ จอื จาน มกั นอ้ ย สนั โดษ
ประกอบด้วยเมตตาภาวนา ใหเ้ ฉลยี วฉลาดในศาสนาฯ
ปฏภิ าคนมิ ติ เกดิ มาจากผลของสมาธิ เมอื่ เหน็ จรงิ ตามปฏภิ าคนมิ ติ แลว้ เปน็ ตวั
ปญั ญา
ไม่ใหเ้ อาเดก็ และนางชผี กู้ ำ� ลังศึกษาไปดว้ ย ฤาไมใ่ หท้ �ำตะกรุด เปน็ ต้นฯ
ใหม้ หี วั หนา้ ไปเดนิ ธดุ งค์ อยา่ งนอ้ ยใหไ้ ด้ ๕ พรรษา ตอ้ งปกครองหมไู่ ดฯ้ ควรให้
มีความรูข้ ้ันนกั ธรรมฯ เปน็ ผใู้ หน้ ิสยั ได้ฯ
ต้องมีหนังสือผู้ปกครองไปด้วย ส�ำหรับฝากเจ้าของถ่ิน หนังสือน้ันฟังได้ใน
วนั เขา้ พรรษาทุกๆ ปฯี
เดนิ ธดุ งคแ์ ลว้ ควรกลบั จำ� พรรษาถนิ่ เดมิ เวน้ แตข่ ดั ขอ้ ง ตอ้ งมหี นงั สอื ถงึ ถน่ิ เดมิ
419
เดินทางต้องมีจ�ำกัดอยู่วัดใดวัดหน่ึง ซ่ึงมีที่นิกายเดียวกัน ไม่เช่นน้ันจะเป็น
พระจรจดั ฯ
ควรปฏิบัตกิ ารลงพระปาตโิ มกข์ตามพระวนิ ัยฯ
นักปฏิบตั ิจะไมห่ ่วง ๔ อย่าง คือ
๑. นอนทหี ลงั อาจารย์ เมอ่ื าจารยเ์ ขา้ นอนแลว้ กจ็ ะตอ้ งเกบ็ กวาดขา้ วของเสนาสนะ
แลว้ จงึ เตรยี มตวั เข้านอน เรยี กว่า นอนทีหลงั อาจารย์
๒. ตน่ื กอ่ นอาจารย์ หมายถงึ วา่ ตอ้ งตนื่ ลกุ ขน้ึ กอ่ นอาจารยต์ นื่ เมอื่ ตนื่ ขนึ้ มาแลว้
ต้องรบี จดั ส่งิ ของให้อาจารย์ เชน่ นำ้� ลา้ งหนา้ ยาสฟี นั แปรงสีฟัน ผา้ เชด็ หน้า
สบู่ ฯลฯ เสรจ็ แล้วจงึ ไปจัดเสนาสนะ ปูผ้านงั่ จัดเตรียมบาตร จวี ร เพอื่ ออก
บิณฑบาต
๓. ฉันทีหลงั อาจารย์ หมายถึง ตอ้ งจัดอาหาร แบ่งอาหาร จัดแจงใหอ้ าจารย์
อาจารย์ลงมอื ฉันแลว้ จงึ ฉัน
๔. อ่ิมกอ่ นอาจารย์ หมายถึง การฉนั เราต้องอ่ิมก่อนทา่ น เพือ่ ไปจดั นำ�้ ล้างมือ
เก็บบาตร ลา้ งบาตร เก็บบรขิ ารให้อาจารย์
แกบ้ า้ ใหล้ ะวติ กวิจาร ท�ำเป็นอุเบกขากห็ าย บ้ามนั เกดิ ด้วยสมาธติ ่างหาก
ขอบอก แก้จิตบ้าท่เี กดิ จากภาวนา คืออยา่ อธษิ ฐานจิตในนิมติ นัน้ วา่ เป็นของดี
ให้ละเจตนา ละวิตกวิจาร อย่าเช่ือนิมิตน้ันว่าเป็นของจริง ให้ดูหนังสือกลับ
จติ บา้ ใหต้ รง วปิ สั สนู ปฏภิ าค อคุ คหนมิ ติ เกดิ จากสมาธภิ าวนาทงั้ นน้ั อยา่ เชอื่
อารมณ์และเช่ือจิตของตน เพราะของเหล่านี้เป็นตัวกิเลส ท�ำให้จิตไม่ปกติ
มีขึ้นๆ ลงๆ
420
ท่านพระอาจารย์ม่ัน ภรู ทิ ตั ตมหาเถระ
ธรรมะ ธมั โม เรยี นมาจากธรรมชาติ เหน็ ความเกดิ ความแปรปรวนของสงั ขาร
ประกอบด้วยไตรลักษณ์
อย่าเชอ่ื หมอมากนกั ให้เช่ือธรรมมากจึงดี เช่ือกรรม เช่ือผลของกรรม
อรหนั ตก์ เ็ ปน็ คณุ อนนั ต์ นบั หาประมาณมไิ ด้ พระอรหนั ตต์ รสั รใู้ นตวั เหน็ ในตวั
มญี าณแจ่มแจง้ ดี ลว้ นแตเ่ ล่าเรียนธรรมชาตทิ ัง้ นน้ั ฯ
ธรรมะช้ีเขา้ กายกับจิตเปน็ คมั ภรี ์เดมิ
ภเู ขาสงู ทก่ี ลงิ้ มาบดสตั วใ์ หเ้ ปน็ จรุ ณไปนนั้ อายุ ๗๐ ปแี ลว้ ไมเ่ คยเหน็ ภเู ขา เหน็ แต่
ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ เท่าน้ันแล ทิฐิมานะเป็นภูเขาสูง
หาทีป่ ระมาณมิได้
ธรรมะเปน็ ตน้ เอโกมอี นั เดยี ว แตแ่ สดงอาการโดยนยั ๘๔,๐๐๐ ธาตุ ๔ ธาตุ ๖
ธาตุ ๑๘ ใหเ้ ห็นด้วยจักษุด้วย ใหเ้ หน็ ด้วยญาณ คอื ปัญญาดว้ ย นโม ดนิ น�้ำ
บดิ า มารดา ปน้ั ขนึ้ มา
๘๔,๐๐๐ เปน็ อุบายทใ่ี หพ้ ระองค์ทรมานสัตว์ สตั วย์ ่อมร้แู ต่ ๘๔,๐๐๐ เท่านนั้
จะรยู้ ิ่งไปกวา่ นน้ั เป็นไมม่ ี เว้นแตน่ สิ ัยพทุ ธภูมิฯ รู้อนันตนยั หาประมาณมไิ ด้
พน้ จากนสิ ัยของสาวก สาวกรแู้ ต่ ๘๔,๐๐๐ เท่าน้นั จะรู้ยิง่ ไปกวา่ นัน้ มไิ ด้
ใหร้ ู้ นโม นะ-นำ�้ โม-ดนิ (อ-ิ อะ) อติ ปิ โิ สฯ อรหํ เมอ่ื รแู้ ลว้ ความรหู้ าประมาณ
มิได้ อะ อิ ส�ำคญั นกั เป็นคณุ สมบตั ขิ องพระอรหนั ตฯ์
421
ธาตุดิน ธาตนุ ำ้� ธาตุลม ธาตไุ ฟ นเี้ อง ท�ำใหบ้ ุคคลเป็นพระอรหนั ต์
ญาณของพระพทุ ธเจา้ ทา่ นหมายเอาสกนธก์ าย เชน่ นมิ ติ ธาตไุ ฟ ธาตลุ ม ธาตนุ ำ้�
ธาตุดิน และอาการ ๓๒ เปน็ นมิ ติ ทา่ นบอกวา่ รู้เหน็ เช่นนี้ บรรดาท่านเจ้าคณุ
ทงั้ หลายไมค่ ดั ค้านเลยฯ
สตั วเ์ กดิ ในทอ้ งมารดาทกุ ขแ์ สน กามเปน็ ของตำ�่ ชา้ เปน็ ของทนี่ ำ� ทกุ ขเ์ ดอื ดรอ้ นฯ
โลกสันนวิ าส มีความแปรปรวนตง้ั เท่ียงอยเู่ ช่นนนั้ แต่จิตของเรารกั ษาไวใ้ ห้ดี
อยา่ ใหต้ ดิ ถา้ ไมต่ ิดกไ็ ด้ชื่อว่าเป็นสุข ในตอนนี้ทา่ นแสดงทบไปทบมาเพอ่ื ให้
ศษิ ย์รู้
พจิ ารณาคน้ กาย ตรวจกายถกู ดแี ลว้ ไมเ่ ปน็ ปญั หาขน้ึ มาได้ ถา้ ไมถ่ กู ยอ่ มเปน็
ปญั หาขนึ้ มา
ค้นดูกายถึงหลัก แลเห็นอริยสัจของจริงแล้ว เดินตามมรรค เห็นตัวสมุทัย
เห็นทุกขสัจ
ต้องท�ำจติ ให้เปน็ เอก ตอ้ งสงเคราะหธ์ รรมใหเ้ ปน็ เอกเสมอฯ
อริยสัจ ทกุ ข์ สมทุ ยั นิโรธ มรรค มรรค คอื กาย วาจา ใจ เป็นมรรค เขา้ ไป
ดบั ทกุ ข์ ดบั สมทุ ยั ดบั นโิ รธ นโิ รธดบั ไมเ่ อา เอาทไ่ี มด่ บั คอื ดบั นน้ั ยงั เปน็ ตวั มรรค
เอาสง่ิ ทไี่ มด่ ับ สิ่งทต่ี ัง้ อยนู่ ัน้ แหละเป็นตัวใหส้ ้นิ ทุกข์
ปฏภิ าค นนั้ อาศยั ผทู้ ม่ี วี าสนาจงึ จะบงั เกดิ ขนึ้ ได้ อคุ คหนมิ ติ นน้ั เปน็ ของทไี่ มถ่ าวร
พิจารณาให้ช�ำนาญแล้วเป็นปฏภิ าคนมิ ติ ช�ำนาญทางปฏภิ าค แล้วทวนเขา้ มา
เปน็ ตน ปฏิภาคนน้ั เปน็ สว่ นวิปัสสนาฯ
ทา่ นพจิ ารณารา่ งกระดกู ได้ ๕๐๐ ชาตมิ าแลว้ ตงั้ แตเ่ กดิ เปน็ เสนาบดเี มอื งกรุ รุ าช
เปน็ อุบาสกถึงพระรัตนตรัย
422
เจรญิ ทางจิตอย่างเดยี ว ต้งั แตอ่ ปุ จารสมาธิ รู้วาระจิตของผู้อ่ืนได้ แกน้ วิ รณ์ได้
แตโ่ มหะคมุ จติ ถา้ เจรญิ วปิ สั สนาถงึ อปั ปนาสมาธิ ทา่ นอาจารยบ์ อกเชน่ นน้ั และ
บอกวา่ ท�ำความรู้ให้พอเสียกอ่ นจงึ ไม่หว่นั ไหว
ใหร้ ทู้ จ่ี ะแกจ้ ติ ของตน ใหร้ จู้ กั ภพของตนทจ่ี ะไปเกดิ ฯ ทา่ นอาจารยไ์ ดพ้ จิ ารณา
วัฏฏะ ๕๐๐ ชาติ
ตอ้ งผ่านความผิดมาเสยี กอ่ น จงึ ปฏิบตั ถิ กู ความผิดเป็นเหตุ ความถกู เป็นผล
ของความดีทัง้ หลาย ต้องเดินมรรค ๘ ใหถ้ กู จงึ จะแก้ได้ เดินตามสายหนทาง
ของพระอรยิ เจา้ ใชต้ บะอยา่ งยงิ่ คอื ความเพยี ร จงึ จะสอนตนได้ โลกยี ์ โลกตุ ระ
๒ อย่างประจำ� อยู่ในโลก ๓ ภพ
ปญั ญามสี มั ปยตุ ทกุ ๆ ภมู ิ กามาวจร รปู าวจร อรปู าวจร โลกตุ ระ เหลา่ น้ี ลว้ นแต่
มีปัญญาประกอบ ควรท่ีเป็นเสียมก็เป็น ควรท่ีเป็นขวานก็เป็น ส่วนที่เฉยๆ
เรอ่ื ยๆ นัน้ เชน่ เหล็กเปน็ แท่งกลม จะเอามาใชอ้ ะไรก็ไมไ่ ด้ นี้ฉันใด
จะบอกการดำ� เนนิ วปิ สั สนา และ สมถะ โดยเฉพาะนนั้ มไิ ด้ เพราะมนั ไปหนา้ เดยี ว
จรติ ของคนตา่ งๆ กนั แล้วแตค่ วามฉลาดไหวพรบิ ของใคร เพราะด�ำเนินจติ
หลายแงแ่ ลว้ แต่ความสะดวก
อยา่ ใหจ้ ติ เพง่ นอก ใหร้ ใู้ นตวั เหน็ ในตวั เมอ่ื รใู้ นตวั แลว้ รทู้ ว่ั ไป เพราะตวั เปน็
ตน้ เหตุ
เทศนเ์ รอ่ื งมงคลวเิ สส ทม่ี นษุ ย์ เทวดามคี วามสงสยั มไิ ดแ้ กอ้ ตั ถะแปลไดเ้ หมอื น
พระพทุ ธองค์ มนษุ ยเ์ ปน็ สถานกลาง อะไรดหี รอื ชว่ั กต็ อ้ งกลน่ั ออกไปจากมนษุ ยน์ ี้
ท้ังนั้น ท�ำใหเ้ ปน็ ดีกม็ นุษย์ ทำ� ใหช้ ั่วกม็ นุษย์ จะเป็นปถุ ุชนกม็ นุษย์ จะเป็น
พระพทุ ธเจา้ ก็มนุษย์
ทา่ นเทศนใ์ หส้ งเคราะหเ์ ขา้ ตนทง้ั นน้ั สภุ ะ เปน็ ธาตบุ ดู เนา่ เปน็ ธรรมชาตขิ องเขา
รา้ ยแต่มนษุ ย์ จติ ติดสภุ ะ ดม่ื สรุ า ทา่ นยกพระโพธสิ ัตว์ ยศเป็นกษัตริย์ มเี มีย
423
๖ หมื่น บุตรราหุล ทา่ นกไ็ ม่เมา ไหนเรามเี มยี ตาเปยี กคนเดียว ติดกนั จนตาย
ธาตุเมาอนั น้เี ปน็ ธรรมชาตไิ ม่ใหค้ นสิน้ ทกุ ขไ์ ปได้
บคุ คลรักษาจติ ได้แล้วท้งั ศีล แมร้ กั ษาทางปญั ญาได้แลว้ ทัง้ ศีล สมาธิ ปญั ญา
ดุจข้าวสุกที่ส�ำเร็จแล้ว เราจะตวงกิน ไม่ต้องไปกังวลท�ำนาเก็บเกี่ยว และ
ขา้ วเปลอื ก ขา้ วสารเลย กินข้าวสกุ แล้วกเ็ ปน็ พอ นกี้ ็ฉนั นน้ั เป็นสถานท่ีส�ำรวม
ภายนอกให้ละเอียดเสียกอ่ น แล้วภายในจงึ ละเอียด
คร้ังพทุ ธกาล บางองคต์ ดิ ทางสมาธิ ๕๐ ปี จึงได้สำ� เรจ็ ก็มี
พระอานนท์ เปน็ คลงั แหง่ พระธรรม อะไรทา่ นรู้หมด ทำ� เนน่ิ ช้า เพราะท่าน
ตดิ พระสตู ร อภธิ รรม ไมน่ อ้ มลงมาปฏบิ ตั ิ จึงส�ำเร็จชา้ อายุ ๘๐ ปี หลังพทุ ธ-
ปรนิ ิพพาน ๓ เดอื น
พระอานนทท์ ำ� ความเพยี รในกายวปิ สั สนา กำ� หนดจติ โดยมไิ ดล้ ะ จนขาตรงทเี ดยี ว
จงึ ไดท้ อดกายดว้ ยสติ หวั ยงั ไมถ่ งึ หมอน จติ กเ็ ขา้ สภู่ วงั ค์ ภวงั คห์ ายไป เกดิ ความรู้
เญยยธรรมทั้งหลายฯ
พระโมคคลั ลาน์ สารบี ตุ ร ลว้ นแตเ่ กดิ ในตระกลู มจิ ฉาทฐิ ิ โมคคลั ลานส์ งั่ สอนแม่
ไมไ่ ดเ้ ลยทีเดยี วฯ
เหตุปจจฺ โย โหติ ธรรมทั้งหลายเกิดเพราะเหตุ ดบั เพราะเหตฯุ
อยา่ เชอื่ อภญิ ญาฯ ปฏิบตั เิ พ่ือลาภ ยศ สรรเสรญิ เปน็ อาบตั ทิ กุ กฎ
ธรรมเปน็ ของเยน็ พระกรรมฐานอยทู่ ไ่ี หน สตั วป์ า่ ตอ้ งอาศยั อยู่ หมปู า่ เหน็ คฤหสั ถ์
เปน็ ยกั ษเ์ ปน็ มาร เบยี ดเบยี นสตั ว์ ยงิ จนไมม่ เี หลอื เสอื ภวู วั ทา่ นอาจารยท์ ำ� อโุ บสถ
มนั มารอ้ ง เมือ่ ฟังปาติโมกขจ์ บแล้ว มันก็หายไป ทา่ นอาจารย์มน่ั คุน้ เคยสตั ว์
เหล่าน้ี ท่านรวู้ าระจิตสตั วเ์ หล่านี้ เป็นมิตรสหายกันดว้ ยธรรมเคร่อื งเย็นใจ
สตั วเ์ ดรจั ฉาน เขากม็ ีสญั ญา ปัญญา นามธรรม รู้เหมอื นกับมนุษย์ แต่เขาพูด
ไม่ได้
424
ธรรมทงั้ หลายเกดิ ขนึ้ นน้ั อยา่ ยา้ ย มนั เตม็ แลว้ มนั ยา้ ยเอง ทา่ นเตอื นทา่ นมหาบวั
ฉะนน้ั พระโยคาวจรเจา้ ละกเิ ลสสว่ นใดไดแ้ ลว้ ทา่ นไมก่ ลบั มาละอกี เพราะมรรค
ประหารสน้ิ ไปแล้ว เดินหน้าแก้กเิ ลสใหม่เรอ่ื ยไป จนละกิเลสรอบ ไมเ่ กิดอกี
น้ีกเ็ ปน็ อศั จรรย์
ให้ม้างกายเป็นนจิ นัน้ ดี อย่าให้มันหุ้ม
สถานทเ่ี ขด็ ขวาง ทา่ นบอกวา่ เปน็ พวกเปรต ตอ้ งทำ� บญุ ใหท้ านอทุ ศิ ถงึ เขากไ็ ดร้ บั
อนุโมทนา หายไปเกดิ ณ ที่อน่ื ฯ
ท่านไม่ชอบฤทธ์ิ ชอบภาวนาให้ส้ินกิเลส ฤทธ์ิท้ังหลายเกิดด้วยก�ำลังสมถะ
ญานสมาบัติทั้งนน้ั ใชว้ ิปสั สนาอย่างเดียวไมม่ ีฤทธิ์ สำ� เรจ็ อรหันต์
ฝึกหัดจิตดีแล้ว จิตเข้มแข็งมีอ�ำนาจมาก ย่อมกระท�ำจิตสารพัดได้ทุกอย่าง
เมื่อเห็นอำ� นาจของจิตแลว้ แลเหน็ กายเปน็ ของออ่ น จติ บังคับกายไดฯ้
เขาโกรธเรา แต่เราอย่าตอบ ให้พิจารณาความบริสุทธลิ์ ะลาย แลว้ ยกธงชยั ขน้ึ
และมอี ะไรก็สงเคราะหเ์ ขาผปู้ ระมาท ไม่นานเขากลับคืนดี ไมก่ ลบั คนื ดีกว็ ิบัติ
ถงึ ตายทเี ดียว
ใครจะไปบงั คบั จติ นน้ั ไมไ่ ดเ้ ลย ตอ้ งสอนจติ ใหอ้ ยดู่ ว้ ยอบุ าย แมค้ ำ� สง่ั สอนของ
พระองค์ ลว้ นแตเ่ ปน็ นโยบายทงั้ นน้ั เหตนุ นั้ ทา่ นจงึ ไมช่ อ้ี บุ ายตรงๆ ลงไปทเี ดยี ว
จึงชักอน่ื มาเปรยี บเทยี บฯ
นิมิตทั้งหลาย เกดิ ดว้ ยปีตสิ มาธอิ ย่างเดียว ทแ่ี สดงเปน็ นิมติ ออกมา อยา่ หลง
ตามนิมิต ให้ทวนกระแสเข้าจติ เดมิ เพราะนิมติ เป็นของไมเ่ ท่ยี ง หลงเชอื่ นิมิต
ประเดย๋ี วเป็นบา้
ปฏภิ าคนมิ ติ เกดิ เฉพาะผทู้ ม่ี วี าสนาอยา่ งเดยี ว การภาวนา อยา่ ใหท้ งิ้ กายกบั จติ
นี้เป็นกรรมฐานเดิม แต่ให้จิตเด็ดเดย่ี วอยา่ งทส่ี ุด จึงเปน็ ผูท้ ร่ี ธู้ รรมในธรรมฯ
425
ใหเ้ ปน็ มหาสติ มหาปญั ญา รอบกาย รอบจติ มรณะรา้ ยมาถงึ แลว้ ตอ้ งเขา้ แยง่ กนั
ในช่องแคบ แมโ้ พธิสัตวช์ นะมาร ชนะในช่องแคบ
สนมิ มันเกดิ ในเน้ือเหลก็ กเิ ลสมนั เกิดในดวงจติ ตอ้ งประหารจติ ใหเ้ ป็นธรรม
ในโลกนเ้ี ปน็ อนตั ตาหมด ไมม่ ตี น้ ไมแ้ ละภเู ขา วปิ สั สนาลบลา้ งหมด ไมม่ เี ชอื้ โรค
อยู่ในโลกชือ่ วา่ โลกุตระ
เร่ือง กรรมฐาน ๕ ภาวนาใหม้ าก ในรา่ งกายเหน็ อสุภะ เปน็ ยาปรมัตถ์แก้จติ
พระเณรท่ีบรรพชาอุปสมบท ลว้ นแตพ่ ระอุปัชฌายะใหก้ รรมฐาน ๕ มาทัง้ นน้ั
เป็นหลักส�ำคัญที่กุลบุตรจะภาวนารู้แจ้งในรูปธรรมเป็น สนฺทิฏฺ€โิ ก เห็นเอง
เบื่อหน่ายรูปธรรม อรูปธรรม และเหน็ นามธรรมไปพรอ้ มกัน
การนอน การสงบเข้าฌาน เป็นอาหารของจิตและร่างกายอย่างหนึ่ง สมถะ
ตอ้ งพกั จติ สอบอารมณ์ สว่ น วปิ สั สนา จติ เดนิ ไตรลกั ษณใ์ หร้ อู้ รยิ สจั เหนอ่ื ยแลว้
เขา้ พกั จติ พกั จติ หายเหนอื่ ยแลว้ จติ ตรวจอรยิ สจั อกี ดงั น้ี ฉะนนั้ ใหฉ้ ลาดการ
พกั จติ การเดนิ จติ ทงั้ วปิ สั สนาและสมถะ พระโยคาวจรเจา้ ทง้ิ ไมไ่ ด้ ชำ� นชิ ำ� นาญ
ทั้งสองวิธี จึงเอาตัวพ้นจากกิเลสทั้งหลายไปได้ เป็นมหาศีล เป็นมหาสมาธิ
เป็นมหาปัญญา มีศลี ทัง้ อยา่ งหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอยี ด พร้อมทงั้ จิต
เจตสกิ พรอ้ มทง้ั กรรมบถ ๑๐ ไมก่ ระทำ� ผดิ ในทลี่ บั และทแี่ จง้ สวา่ งทง้ั ภายในและ
ภายนอก มมี หาสตริ อบคอบหมด วโิ มกข์ วมิ ตุ ติ อกปุ ปธรรม จติ บรสิ ทุ ธิ์ จติ ปกติ
เปน็ จติ พระอรหนั ต์ สวา่ งแจง้ ทงั้ ภายนอกภายใน สวา่ งโร่ ปถุ ชุ นตเิ ตยี นเกดิ บาป
เพราะพระอรหนั ตบ์ รสิ ทุ ธ์ิ กายเปน็ ชาตนิ พิ พาน วาจา ใจ เปน็ ชาตนิ พิ พาน นพิ พาน
มี ๒ อย่าง นิพพานยงั มีชวี ิตอยู่ ๑ นพิ พานตายแลว้ ๑ พระอรหนั ต์รอขน้ึ รถ
ขนึ้ เรอื ไปนพิ พานฉะนัน้
สทุ โธทนะหา้ มพระองคไ์ มใ่ หไ้ ปบณิ ฑบาต กรงุ กบลิ พสั ดเ์ุ ราไมอ่ ด พระองคต์ อบวา่
ไปตามประเพณีพระพุทธเจา้ สุทโธทนะฟังโอวาทแล้วไดโ้ สดาบนั
ใหเ้ หน็ ปัจจบุ ันธรรม อยา่ ส่งจิตอนาคตและอดตี ฯ
426
ปัญญากับสติให้รู้เท่าทันกัน พิจารณากาย จิต ความไม่เที่ยงของสังขาร
เปน็ ธรรมะสอ่ ให้เหน็ เรื่อยๆ ท�ำความรู้ในนน้ั เหน็ ในนัน้ ฯ
ในโลกนีเ้ ปน็ ธาตทุ ง้ั น้นั ใหร้ ู้เท่าทันกบั ธาตุ อย่าหลงตามธาตฯุ
มหาสตเิ รียนกายจิตใหม้ ากๆ ใหเ้ ห็นจริง ธรรมะจรงิ สมมตุ ิ อยา่ หลงรปู เสียง
กลนิ่ รส ของอันนี้เตม็ โลกอยูเ่ ช่นนนั้ ฯ
ธาตุ ๘๔,๐๐๐ ธาตุ ออกมาจากจติ หมดฯ
นโิ รธเปน็ ของดบั เพราะรเู้ ทา่ แลว้ จติ ไมเ่ กดิ ยนิ ดยี นิ รา้ ย ดบั ไป เชน่ นชี้ อ่ื วา่ นโิ รธฯ
ฌานเป็นทพี่ กั ชว่ั คราว แลว้ เจริญจติ ตอ่ ๆ ไปฯ
ให้เอากาย วาจา ใจ นี้ยกข้นึ พจิ ารณา อย่าเพิม่ อย่าเอาออก ใหเ้ ปน็ ปกตฯิ
มรรค ๘ น้นั สมาธิมรรคเป็นองค์ ๑ นอกน้ัน น้ันเป็นปรยิ ายฯ
ให้รู้ธรรม และอาการของธรรมถงึ ขนั้ ละเอียด แล้วกจ็ ะร้เู องเหน็ เองฯ
พระอานนทท์ รงไวซ้ ง่ึ พระสทั ธรรมวา่ เปน็ ของภายนอก ตอ่ หนั เขา้ มาปฏบิ ตั ภิ ายใน
จงึ ส�ำเรจ็ ฯ
หนัง คนในโลกยนิ ดใี นหนังและเครือ่ งอุปโภคบรโิ ภค หนังอนั นี้ทำ� ใหม้ นุษย์
หลงยนิ ดี พากนั ตกทุกข์กันมากฯ
ธรรมธาตุ สตั ว์หลงธาตุ ชมธาตุ ยนิ ดีธาตุ ยนิ รา้ ยธาตุ จึงไดท้ �ำกรรมไปต่างๆ
เรยี นแบบต�ำราเปน็ ของทไ่ี มแ่ นน่ อน สเู้ รยี นทางกายและจติ ใหเ้ ปน็ ธรรมชาตไิ มไ่ ด้
ฉะนน้ั ผู้เรยี นกาย วาจา จติ ไมใ่ ครส่ กึ ปฏบิ ัตแิ ตธ่ รรมที่รู้ย่งิ เห็นจรงิ ฯ
ปัจจบุ นั ให้รู้ทางจติ ฯ
ปฏภิ าคเป็นเร่ืองของปัญญาฯ
427
ให้เรยี นทางจิตทวนกระแส ตัดรากเหง้าเครือ่ งผูก ดุจร้อื เครอื่ งฟกั
ปฏภิ าคนมิ ติ เปน็ ปาฏหิ ารยิ ข์ องจติ มอี ำ� นาจทำ� ใหเ้ ปน็ อากาศวา่ งเปลา่ ได้ อนั เปน็
อศั จรรย์ใหญ่หลวงฯ
ผมู้ รี าคะ ยอ่ มเศร้าโศกเสยี ใจเพราะราคะฯ
เกิดตาย เกดิ แล้วตาย ชมแต่หนงั ของเก่า ไม่หันไปหาทางท่จี ะพ้นทุกขฯ์
ท�ำจติ ใหเ้ สมออยู่ อยา่ ขึ้นอยา่ ลง อยา่ ไปอยา่ มา ใหร้ ้เู ฉพาะปกติของจิตฯ
ฐานของธรรม เปน็ บ่อเกดิ อริยสัจของจริงฯ
เกิดความรู้อยา่ งวเิ ศษแลว้ ยอ่ มหาอานสิ งสป์ ระมาณไมไ่ ด้ฯ
อตฺตาหิ ฯลฯ เปน็ ของลกึ ลับเหลอื ทส่ี ดุ ฯ
ถา้ สง่ จติ รเู้ หน็ นอกกาย เปน็ มจิ ฉาทฐิ ิ ใหร้ เู้ หน็ อยใู่ นกายกบั จติ นน้ั เปน็ สมั มาทฐิ ิ
นกั ปฏิบัติใจตอ้ งเดด็ เด่ยี วกลา้ หาญท่ีสดุ จงึ จะรู้ธรรมเห็นธรรมฯ
ให้รูธ้ าตุ เห็นธาตุ จติ จึงไม่ตดิ ทางราคะ
คนเราจะดีจะชัว่ ต้องเกิดวิบตั เิ สียก่อนฯ
ธรรมท่ีลึกลับ ไม่ควรพูดให้คนอื่นรู้ เพราะคนอื่นไม่เห็นตาม ธรรมจะเสีย
ตอ้ งพูดต่อผู้ปฏิบตั เิ หมอื นกัน
ใหถ้ อื ตามมตี ามได้ หนั หาธรรมชาติ อยา่ กอ่ ความกงั วลนน้ั ดมี าก เมอื่ ปฏบิ ตั ไิ ดแ้ ลว้
กไ็ มด่ ีใจ เสยี ใจ
มรรค โลก เทวทตู ชาติ ชรา มรณะ พยาธิ ใหโ้ พธสิ ตั วอ์ อกบวช พระองคบ์ วชแลว้
ทำ� ทกุ รกริ ยิ า ในวนั ทต่ี รสั รู้ ปฐมยาม ทางราคะเกดิ ในดวงจติ ของพระองคป์ ว่ นปน่ั
428
พระองคท์ วนกระแสวา่ เราเหน็ แล้วไมใ่ ชห่ รือทเ่ี ราออกบวช เราจะไมก่ ลับแน่
ตอ่ นน้ั ทำ� จติ เขา้ สภู่ วงั ค์ สงบอยใู่ นอปั ปนาสมาธิ ตอ่ นนั้ ถงึ เกดิ ปญั ญาความรขู้ นึ้ มา
ระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้ในมัชฌิมสมัย ต่อน้ันพระองค์ตรวจปฏิจจสมุปบาท
ทวนไปทวนมาดว้ ยปญั ญาอนั ยง่ิ จติ ลงสภู่ วงั ค์ เกดิ ความรขู้ นึ้ มาตรสั รดู้ บั อวชิ ชา
ตณั หา เปน็ สยมภู พทุ ธปจั ฉมิ สมัย กาลคร้ังน้นั
เพง่ นอกนั้นไม่สนิ้ สงสยั เพราะยังหมายนอกหมายในอยู่ ตกอยใู่ นกระแสของ
สมุทัย
ใหร้ ะงบั สงั โยชน์ ทล่ี ะเอียดสงิ อยใู่ นดวงจติ นั้นฯ
บรจิ าคทาน โลภนน้ั คอื ปรารถนา เมอ่ื ไดแ้ ลว้ ปรารถนาอยากไดม้ าก พระเวสสนั ดร
ทา่ นไม่เป็นเชน่ นั้น พระองคท์ า่ นปรารถนาโพธิญาณ เป็นปรมัตถบารมี
มรรค ๘ ใครภาวนาเจรญิ ดแี ลว้ แกโ้ ลกธรรม ๘ ประการ ฉะนน้ั จติ ทา่ นอรหนั ต์
ไมห่ วั่นไหวดว้ ยโลกธรรม ๘ ประการ มีไตรลักษณ์บังคบั แม้โลกีย์ทง้ั หลาย
มไี ตรลกั ษณบ์ งั คบั อยเู่ สมอ ไตรลกั ษณบ์ งั คบั ไมไ่ ดน้ น้ั มโี ลกตุ ระเทา่ นนั้ โลกตุ ระ
อันน้ีอยู่เหนือไตรลกั ษณ์ สถานทเ่ี กษม บุคคลท่จี ะพ้นโลกโลกยี ์ไปถงึ โลกุตระ
ตอ้ งสรา้ งพระบารมเี ปน็ การใหญ่ บคุ คล ๓ จำ� พวก คอื พระพทุ ธเจา้ ๑ พระปจั เจก ๑
พระอรหนั ต์ ๑ พระพุทธเจา้ สรา้ งบารมี ๓ ชนดิ ปญั ญาบารมี ๔ อสงไขย
แสนกำ� ไรมหากปั ศรทั ธาบารมี ๘ อสงไขย แสนกำ� ไรมหากปั วริ ยิ บารมี ๑๖ อสงไขย
แสนกำ� ไรมหากปั พระปจั เจกสรา้ งบารมี ๒ อสงไขย แสนกำ� ไรมหากปั พระอรหนั ต์
สรา้ งบารมี ๑ อสงไขย แสนกำ� ไรมหากปั ดงั น้ี สรา้ งพระบารมมี ใิ ชน่ อ้ ย กวา่ จะ
ส�ำเร็จพระนิพพานได้ดังน้ี ช�ำนาญมากที่สุด ๑ อสงไขย เหลือท่ีจะนับนั้น
ประการหนง่ึ เอาสวรรค์ เอานรก เปน็ เรอื นอยู่ สรา้ งพระบารมพี ระนพิ พานเปน็
ของแพงที่สุด ตอ้ งสรา้ งบารมีแลกเปล่ียนเอา จงึ จะได้พระนพิ พาน
อคคฺ ํ มนสุ เฺ สสุ (มาจากประโยคเตม็ ซง่ึ ปรากฏในหนงั สอื มตุ โตทยั วา่ อคคฺ ํ €านํ
มนสุ เสสุ มคคฺ ํ สตฺตวิสุทธยิ า) มนุษย์เลิศ มนุษยม์ ีน้ำ� ใจสูง มที กุ ข์ มีสมุทยั
429
มมี รรค มนี โิ รธ ครบทกุ อยา่ ง จงึ สำ� เรจ็ นพิ พานได้ พระอนิ ทร์ พระพรหม เปน็ ตน้
บวชเป็นพระเป็นเณรไม่ได้เหมือนมนุษย์ มนุษย์เป็นธาตุพอ ดุจแม่ครัวแกง
ช่างเอร็ดอร่อย มันพอพรกิ พอเกลอื จึงให้สำ� เร็จมรรคผลได้ ไมข่ ัดขอ้ งด้วย
ประการใดๆ ฉะนนั้ มนษุ ย์ไมค่ วรนอ้ ยเน้อื ต่�ำใจ ปฏบิ ตั ิให้ได้สวรรค์ นพิ พาน
ได้ธาตพุ อเป็นชนดิ ทสี่ ูงสุด
ชีวิตและนิพพาน ธาตขุ นั ธ์มจี ติ สิงอยู่เรียกว่า ชวี ติ เม่อื พจิ ารณาวางตามสภาพ
ไดแ้ ลว้ จติ หดหาจติ เดมิ เขา้ รเู้ หน็ ในปจั จบุ นั เจรญิ มหาสตริ อบในสติ มหาปญั ญา
รอบในปัญญา แล้วเห็นปกติฯ
นพิ พาน นน้ั คอื จติ หดโดยเหน็ ธาตุ รแู้ จง้ ธาตุ จติ €ตี ภิ ตู ํ รอู้ ยนู่ นั้ เปน็ ตวั นพิ พานฯ
วชิ ชา ๓ ของพระพุทธเจ้า ลึกลับสุขมุ มาก ในยามท่ี ๑ พระองคท์ �ำความร้เู ทา่
อยา่ งนน้ั ยามท่ี ๒ พระองคท์ ำ� ความรเู้ ทา่ นน้ั นนั้ ยามท่ี ๓ พระองคท์ ำ� ความรเู้ ทา่
คอื แกอ้ วชิ ชาและปฏจิ จสมปุ บาทในของจติ ในชอ่ งแคบ มารแยง่ ไมไ่ ด้ มคี วามรู้
อนั พเิ ศษขน้ึ มาวา่ พระองคเ์ ปน็ สยมภู ความทท่ี า่ นแกอ้ วชิ ชาเปน็ ของขนั้ ละเอยี ด
ย่ิงนกั บุคคลจะรูเ้ หน็ ตามน้นั นอ้ ยท่สี ดุ สดุ อำ� นาจของจิต เมือ่ กำ� หนดร้ลู งไป
เป็นของว่างหมด ไม่ใชต่ วั ตนสตั ว์บุคคลเราเขา ไมใ่ ช่ผู้หญงิ ผู้ชาย ธาตุสุญโฺ
เป็นธาตุสญู แลว้ กำ� หนดจติ ร้จู ิต ตั้งอยูใ่ นฐีติธรรม
ธาตกุ ับจติ ติดกนั จงึ วนเวียนแก่ เจบ็ ตาย อยู่ทกุ ชาติหาทีส่ ้ินสุดมไิ ด้ ธาตุเปน็
ของทมี่ อี ยเู่ ชน่ นน้ั ตง้ั แตด่ งั้ เดมิ มา และแปรปรวนอยเู่ ชน่ นน้ั จติ ของคนไมไ่ ปยดึ
ไปถอื กเ็ ป็นจติ สน้ิ ทกุ ขไ์ ด้ฯ
อายตนะภายในภายนอกแปรปรวนอยเู่ ป็นนิจ สว่างโรท่ ั้งภายนอกและภายใน
ไม่ขาดระยะของ ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา ฟังเทศน์ธรรมชาติแสดงเรื่อยๆ
พระโยคาวจรฟงั เทศนใ์ นตอนน้ี ฉลาดในตอนน้ี สน้ิ กเิ ลสในตอนนี้ เปน็ ปจจฺ ตตฺ ํ
ความเพียร มรรคผล ถอื สมถะพอ วปิ ัสสนาพอ มนั ผลกั กิเลสมันเอง
บรรพชิตจะตอ้ งปฏิบตั ิตรงต่อพระนพิ พาน
430
พทุ ธองคเ์ กดิ ในปา่ ลมุ พนิ วี นั ปลงสงั ขารในปา่ ใหโ้ อวาทปาตโิ มกขใ์ นปา่ ตรสั รู้
ในปา่ เปลยี่ ว นพิ พานในปา่ เปลย่ี ว วจิ ยั ธรรมในปา่ ชนะมารในปา่ ธรรมทงั้ หลาย
ลว้ นแตเ่ กดิ ในปา่ เป็นธรรมราคาสูง ธรรมโลกุตระเหนือโลกีย์
จติ ตง้ั จติ มไิ ด้ ตง้ั จติ ตง้ั ธาตุ จงึ แสดงรเู้ หน็ ดว้ ยกนั ได้ เพราะจติ มนั เปน็ นามธรรม
อย่าถอนท�ำความเพยี ร มันจะเคยตวั ให้ท�ำจนชิน ใหไ้ ด้เนอ้ื หรือคนุ้ เคย จงึ จะ
เหน็ มรรคเหน็ ผล
ปญั จวคั คยี ์นัน้ ทางปรมัตถ์วา่ หัว ๑ แขน ๒ ขา ๒ เปน็ หา้ ภิกษุ แปลว่า
คนตอ่ ยกิเลส ปญั จวคั คยี ก์ ็เป็นภิกษเุ หมือนกะเราฯ
วาจาของท่านเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ไม่มีลาภ ยศ
อามิส เจือวาจาของท่าน เทศน์จงึ ขลังดี พดู ถูกธรรม ตรงไปตรงมา ไมเ่ หน็ แก่
หนา้ บุคคลและอามิส
ทา่ นไมใ่ หศ้ ลี แกโ่ ยมทร่ี ศู้ ลี อา้ งวา่ แมพ้ ระภกิ ษทุ บ่ี วชนนั้ กไ็ มใ่ หศ้ ลี ๒๒๗ เลย
ใหแ้ ตเ่ พยี งศลี ๑๐ ชน้ั สามเณรเทา่ นนั้ ตอ่ นนั้ ประกาศสงฆต์ ง้ั สมมตใิ หก้ นั เอง
แลว้ กพ็ ากนั รกั ษาพระปาตโิ มกข์ นฉ้ี นั ใด เพยี งศลี ๕ ใหเ้ จตนารกั ษาแตเ่ ฉพาะ
ตนเอง เทา่ น้ันกเ็ ปน็ พอ
จติ นั้นเมา สรุ าไมไ่ ด้เมา สรุ าไม่ตดิ คน คนติดสุราตา่ งหาก เมอื่ คนดืม่ ไปแลว้
ท�ำใหเ้ ปน็ บา้ ไปต่างๆ ฯ
เรอื่ งของโลกยอ่ มมีการยุ่งอยูเ่ รอื่ ยๆ มาตัง้ แต่ไหนฯ
วิธีละกิเลสฝังแน่นอยู่ในสันดานนั้น ตีลิ่มใหม่ใส่ลงไป ลิ่มเก่ากระดอนออก
นฉ้ี นั ใด มรรคเขา้ ไปฟอกกเิ ลสเกา่ ออกมาแลว้ จงึ เห็นความบรสิ ทุ ธ์ิ
จติ เสวยเวทนาอยา่ งละเอยี ดนนั้ ใหล้ ะลายเวทนาเขา้ ไปอกี เอามรรคเขา้ ไปฟอก
แลว้ ท�ำความรตู้ ัง้ อย่แู ทนเวทนา จึงจะเห็นตน เหน็ ธรรม เหน็ ความบริสุทธ์ิฯ
431
สมณะ พราหมณ์ มกี ารเพง่ อยเู่ ปน็ นจิ มนั ไมร่ ไู้ มฉ่ ลาดแลว้ จะไปอยู่ ณ ทไี่ หน
อาพาธก็หาย บุญก็ไดด้ ว้ ย พระองค์ตรสั ใหพ้ ระสารีบุตรท�ำเช่นนั้น แทท้ จี่ รงิ
พระสารีบุตรกท็ ำ� ช�ำนาญมาแลว้ แลว้ ทำ� อีก อาพาธกห็ ายฯ
ใหพ้ ิจารณาธาตุ เมือ่ เหน็ ธาตแุ ปรปรวนอยู่เป็นนจิ เรียกวา่ สัมมาทิฐิ เหน็ ชอบ
มนษุ ยเ์ ปน็ สตั วเ์ ลศิ เปน็ ทต่ี ง้ั พระพทุ ธศาสนา ทวปี ทงั้ ๓ กเ็ ปน็ มนษุ ย์ เชน่ อดุ ร
กุรทุ วปี แต่ไมส่ มบรู ณ์ พระองคไ์ มโ่ ปรดตงั้ ศาสนา เทวดาก็เหมอื นกัน มนุษย์
ทีม่ าเกิดในชมพทู วปี เป็นมนุษย์วเิ ศษ รับรชั ทายาทฯ
อารมณภ์ ายนอกและภายใน เปน็ ของทตี่ งั้ อยเู่ ปน็ ธรรมดา แตจ่ ติ เปน็ ของทรี่ บั รู้
ฉะนน้ั ตอ้ งทรมานทางจติ ใหม้ ากๆ แกอ้ วชิ ชา แกอ้ าสวะ แกท้ กุ ข์ แกส้ มทุ ยั นโิ รธ
เกิดญาณต้งั อยู่ เป็นอมตธรรมท่ีไมต่ ายฯ
แกโ้ ทษคอื แกอ้ าบัติ ให้แกป้ ัจจุบันจติ อย่าส่งจิตอดตี อนาคต แล้วบอกจติ วา่
ไมม่ โี ทษ เมอ่ื ทา่ นไปจำ� พรรษาอยเู่ ทอื กเขาใหญ่ ทา่ นเกดิ อาบตั จิ นฉนั อาหารเขา้ ไป
กเ็ ปน็ อันนัน้ ออกมา เพราะจติ วิบตั แิ ล้ว ธาตกุ ว็ ิบตั ดิ ้วย ต่อนนั้ แก้จติ ไดแ้ ลว้
อาพาธ ๓ วนั หายเป็นปกตดิ ี การอาบัติ เชน่ อาบัตอิ กุ ฤษฏ์ อยา่ พึงล่วงงา่ ยๆ
เพราะมนั เคยตวั ฯ
ภมุ เทวดา อยากด้อื ทดลองเสมอทเี ดยี ว ไปอยู่ท่เี ขด็ ขวางต้องระวงั ตอ้ งตรวจ
จิตเสมอฯ
อจินไตย เกดิ ความรู้ ความฉลาด น้นั หาประมาณมิไดฯ้
ปฏบิ ตั ผิ ดิ นน้ั ลบสงั ขารดว้ ยไตรลกั ษณไ์ มไ่ ด้ ประพฤตไิ ปตามสงั ขาร ปฏบิ ตั ถิ กู นนั้
คอื ลบสงั ขารดว้ ยไตรลักษณ์ได้
พวกสทุ ธาวาสท้งั หลาย คือเจริญฌานและวิปัสสนาต่อไป จึงสำ� เรจ็ ไดใ้ นทนี่ ้ัน
ผทู้ ร่ี ธู้ รรมแลว้ เปน็ ผวู้ ิเศษ อานสิ งสห์ าประมาณมิได้
432
สกลกายอันเดยี วนีแ้ หละเปน็ ตัวธรรม
ละกิเลสด้วยสติ สติฟอกอาสวกเิ ลสเอง
ธรรมเป็นฐตี ธิ รรม ต้งั เที่ยงอยเู่ ช่นน้นั แปรปรวนอยู่เชน่ น้ัน ให้รู้ใหเ้ หน็ เฉพาะ
ท่ีเกดิ กับจติ
คณาจารย์บางองคแ์ สดงอรยิ สัจ มีลาภ ยศ เจอื อรยิ สัจเป็นสว่ นมาก
จติ เปน็ ธรรมที่บริสุทธิ์ หมดจดทกุ อย่าง มนษุ ย์ เทวดา ไมม่ ที ่คี รหาเลย
บรรดานกั ปฏบิ ตั ใิ หเ้ ฉลยี วฉลาดรเู้ ทา่ ทนั โจร เมอื่ รเู้ ทา่ ทนั โจรแลว้ โจรยอ่ มไมม่ ี
โอกาสลกั สง่ิ ของไปได้ แมฉ้ นั ใด ปฏบิ ตั ใิ หม้ สี ตแิ ลปญั ญารกั ษาตน กเิ ลสมอิ าจ
เขา้ ถึงไดฯ้
ทแ่ี ผน่ ดนิ ยอ่ มเปน็ ฝนุ่ ผที งั้ สนิ้ ใหจ้ ติ พจิ ารณาตกลงถงึ ฐานฯ จติ จงึ ไมก่ งั วลฟงุ้ ซา่ น
กระสบั กระสา่ ยฯ
มนษุ ยต์ าย จะเอาไปกนิ และเอาไปใชไ้ ม่ได้ ไม่เหมอื นววั ควาย วัวควายเอาเนอ้ื
กนิ ได้
ในขณะท่มี ชี ีวิตน้ัน ทำ� บญุ ดีมาก การทำ� ศพถึงผตู้ ายน้นั ไม่ไดเ้ ป็นสว่ นมาก แต่
ทำ� ตามประเพณเี ทา่ นน้ั พระอรหนั ตน์ พิ พาน ภเู ขา ถำ�้ ตา่ งๆ ใครทำ� ศพใหท้ า่ นเลา่
ทา่ นทำ� ไมถึงนิพพาน
ใช้ไหวพริบเปน็ อาชาไนยอยู่เนืองนิจฯ
ธรรมทงั้ หลาย จติ ประกอบกายยกขนึ้ แสดง ปราศจากกายแลว้ จะยกนามธรรม
ขึน้ แสดงไม่ได้เลย
เหตุเกดิ กอ่ น ปจั จยั เกดิ ทีหลงั ฯ
433
จติ เปน็ คนเรยี กสมมตุ เิ อง จติ เปน็ เหตทุ กี่ ระสบั กระสา่ ย จติ ปกตดิ แี ลว้ กเ็ ปน็ อนั
ได้รบั ความสุขฯ
ท�ำจิตใหส้ วา่ งโพลง ก�ำหนดรู้ฐีติธรรม นั้นเรียกว่าปญั ญาโดยแท้
ให้แกอ้ วชิ ชา แก้อนสุ ัยความไมร่ ้ไู มฉ่ ลาดน้นั ใหก้ ลับเปน็ คนฉลาดฯ
พระโมคคลั ลาน์ สารบี ตุ ร พระองคเ์ กดิ ในตระกลู มจิ ฉาทฐิ ิ ดจุ ดอกบวั ยอ่ มเกดิ
ในตมฉันใด
ตอ้ งเจริญทุกข์ใหพ้ อเสยี ก่อน ดับตอ้ งอยใู่ นท่ีน้ัน ดจุ ตีล่ิมลงไป ล่มิ เกา่ ถอน
ล่ิมใหม่เข้าแทน คือกิเลสออก ความบริสุทธ์ิเข้าแทน ดุจของดีอยู่ในของชั่ว
คืออวิชชาออก วชิ ชาเข้าแทนฯ
เดนิ มรรคใหเ้ หน็ ทกุ ข์ ใหเ้ ดนิ มรรคเหน็ สมทุ ยั ใหย้ งิ่ ในมรรค ใหย้ งิ่ มรรคนโิ รธ
จึงจะพน้ ทกุ ขฯ์
ขอ้ เปรยี บชนั้ นิพพาน คอื นับ ๑ ไปถึง ๐ ๐ (สูญ) โลกเขาแปลว่าไมม่ ี แตส่ ญู
มีอยู่ นี้ฉนั ใด นพิ พานเปน็ ของที่มอี ยู่ฯ
โลกียสัจจะ คอื โพธิสัตว์เห็นเทวทูต โลกุตรสจั จะ คือโพธิสัตวต์ รสั ร้ฯู
ความรคู้ วามฉลาด มอี ย่ใู นสถานท่ไี ม่รฯู้
ธรรมทง้ั หลายมาจากเหตุ คอื จติ ออกจากจติ เรยี กเจตสกิ ตอ่ นอกนนั้ เปน็ อาการ
ท้ังหมด ดุจสันหรือคมของดาบมาจากเหลก็ ฉะนัน้ ฯ
มีแตจ่ ิต รูปไมม่ ี แสดงไม่ได้ ตอ้ งอาศยั กันเปน็ ไป จงึ แสดงไดฯ้
พระอรหนั ตท์ ้ังหลายจิตไมม่ ี มีแตส่ ติ เพราะจติ สังขารมนั เปน็ ตัวสังขาร สังขาร
ไมม่ ีในจติ ของพระอรหนั ต์
434
เอกมลู า เหตผุ ลมาจากความทเ่ี ปน็ หนงึ่ ของจติ เปน็ เหตุ เปน็ ปจั จยั (เหตุ ปจจฺ โย)
ประกอบกัน จึงตง้ั เปน็ บทบาทคาถาฯ
มนี ยั หลายนัย ถงึ แปดหม่ืนส่พี ันอาการฯ
มนุษย์วนเวียนเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด ติดของเก่า กามาวจรสวรรค์ ๑
สตั วเ์ ดรจั ฉาน ๑ มนษุ ย์ ๑ ทา่ นพวกนตี้ ดิ ของเกา่ พระไตรปฎิ ก มกี นิ ๑ มนี อน ๑
สบื พนั ธ์ุ ๑ แมป้ ยู่ า่ ตายายของเราลว้ นแตต่ ดิ ของเกา่ พระพทุ ธเจา้ กด็ ี พระปจั เจก
ก็ดี พระอรหนั ต์ก็ดี เมือ่ ทา่ นยังไม่ตรสั รู้ก็ตดิ ของเก่า เพลิดเพลนิ ของเกา่ ใน
รปู เสยี ง กลน่ิ รส ของเกา่ ทงั้ นไ้ี มม่ ฝี ง่ั ไมม่ แี ดน ไมม่ ตี น้ ไมม่ ปี ลาย ยอ่ มปรากฏ
อยู่เช่นน้นั ตน่ื เต้นกบั ของเกา่ ตดิ รสชาตขิ องเกา่ ใชม้ รรค ๘ ให้ถอนของเก่า
ใชอ้ ิทธิบาท ๔ ตลี มิ่ สะเทอื นใหญ่ปังๆ ลม่ิ เกา่ ถอนคอื อวชิ ชา ลมิ่ ใหมค่ อื วิชชา
เข้าแทน ดงั น้ี ทา่ นอาจารย์ม่ันท่านพูด ใชต้ บะความเพียรอยา่ งยิง่ ทีจ่ ะถอนได้
ต้องสร้างพระบารมีนมนานจึงจะถอนได้ เพราะของเก่ามันบัดกรีกัน ได้เน้ือ
เช้ือสายของกเิ ลสมาพอแลว้ ยอ่ มเป็นอศั จรรย์ของโลกนน้ั ทเี ดยี ว
แกบ้ า้ นนั้ ใหท้ วนกระแสเขา้ จติ เดมิ แกไ้ ด้ เสอื มาเฝา้ เราทเ่ี ปน็ พระโยคาวจรเจา้
เป็นเทพโดยมาก ถา้ เปน็ เสอื มันเอาไปกนิ แล้ว
ธรรมแสดงอยเู่ รอ่ื ยๆ เว้นแตน่ อนหลบั โดยมิได้กำ� หนด จะไม่รไู้ มเ่ หน็ ขณะน้นั
สง่ จติ ออกนอกกาย ท�ำใหเ้ ผลอสตฯิ
มัคโค หนทางดำ� เนนิ มีท่ีสุด ส่วนหนทางเดนิ เทา้ ไมม่ ที สี่ ิน้ สุดฯ
น้�ำใจของสัตว์ยุ่งด้วยธาตุ ระคนอยู่ด้วยธาตุ ธาตุไม่มีท่ีส้ินสุด แม้จิตก็ไม่มี
สนิ้ สดุ ฯ
จิตรับธุระหมดทุกอย่าง จิตเป็นแดนเกิด รู้เท่าอาการของจิตได้แล้ว รู้ปกติ
ของธาตฯุ
435
เอโก มคฺโค หนทางอันเอก วิสุทธฺ ยิ า เปน็ หนทางอนั บริสทุ ธ์ิ มที างเดยี วเทา่ นี้
มโน ปุพพฺ ํ จติ เปน็ บุพภาคทจี่ ะได้เป็นใหญ่ จิตถึงก่อน ส�ำเร็จดว้ ยจิตฯ (มโน
ปุพพฺ งฺคมา ธมฺมา มโน เสฏฺ€า มโนมยา)
จิตเป็นเคร่อื งบังคับกายกบั วาจาใหพ้ ูดและใหท้ ำ� การงานฯ
จติ ทไ่ี มต่ ดิ พวั พนั ในอารมณ์ทั้งปวง เรยี กวา่ บริสทุ ธ์ิ
พระองคแ์ สดงอนปุ พุ พกิ ถาไปโดยลำ� ดบั ยกทานขนึ้ กอ่ น ดจุ บนั ไดขนั้ ตน้ แมฉ้ นั ใด
โลกตุ ระ โลกีย์ กด็ ี กต็ อ้ งเจรญิ ตน้ ข้ึนไปกอ่ น ไม่เจรญิ ขน้ั ต้นไปก่อน เป็นผิด
จะกระโดดขนึ้ สูงทเี ดยี วไมไ่ ด้ ตายกนั
มแี ป้น (ไมก้ ระดาน) แล้วกม็ ีบ้าน มีบ้านแล้วกม็ แี ป้น พูดอยา่ งน้ีจงึ แจม่ แจง้ ดี
ธรรมเปน็ ของธรรมดาตง้ั อยอู่ ยา่ งนนั้ คอื ตง้ั อยดู่ ว้ ยความแก่ ความเจบ็ ความตาย
จงึ ไดช้ อื่ วา่ ธรรมของจรงิ ไมม่ อี าการไป ไมม่ อี าการมา ไมม่ ขี นึ้ ไมม่ ลี ง เปน็ สภาพ
ทีต่ ้งั ไว้ดจุ กลา่ วไว้ขา้ งต้นฯ
ไมอ่ า้ งสวรรค์ นพิ พาน ไมอ่ า้ งทคุ ติ อา้ งความเปน็ ไปทางปจั จบุ นั อยา่ งเดยี ว เพราะ
ชว่ั ดี กป็ ัจจบุ ันทยี่ ังเปน็ ชาติมนุษย์
เอาธรรมชน้ิ เดยี วนเ้ี อง คอื กายนเี้ องไปเจบ็ กายชนิ้ เดยี วนเี้ องไปแก่ กายชนิ้ เดยี ว
นเี้ องไปตาย เมอื่ ตายแลว้ กไ็ ปเกดิ อกี ลว้ นแตต่ น่ื เตน้ อยดู่ ว้ ยธาตอุ นั นเ้ี อง หาที่
จะจบไมไ่ ดแ้ ละส้ินสุดมไิ ดฯ้
ความรขู้ องพระพทุ ธเจา้ เปน็ อนนั ตนยั มากมายยง่ิ กวา่ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ์
เป็นอบุ ายท่ีจะทรมานสตั ว์ พ้นวิสัยของสาวกท่ีจะรตู้ ามเห็นตามได้หมด สาวก
กำ� หนดรู้แตเ่ พยี ง ๘๔,๐๐๐ เท่าน้ัน น้ีก็เปน็ อศั จรรยฯ์
436
ให้แกป้ ัจจบุ ัน เมอื่ แกป้ จั จบุ ันไดแ้ ล้ว ภพ ๓ น้ันหลดุ หมด ไม่ต้องส่งอดตี
อนาคต ให้ลบอารมณ์ภายนอกให้หมด จึงจะเข้าอารมณภ์ ายในได้ เพ่งนอก
เป็นตวั สมทุ ยั เป็นตัวทกุ ข์ และเป็นตวั มิจฉาทฐิ ิ เพ่งใน เปน็ ตวั สมั มาทิฐิ
เรอ่ื งของโลกธาตุน้ัน กระทบกระเทือนถึงกนั หมด กำ� หนดรเู้ ฉพาะจติ ก็รู้สิ้น
ทางอนื่ หมด
พระธรรมแสดงท้งั กลางวนั และกลางคนื อกาลโิ ก ก�ำหนดกาลเวลามไิ ด้ แสดง
ท้งั ภายนอกและภายใน
ใหก้ �ำหนดจติ ใหก้ ลา้ แขง็ เรยี นมรรคใหแ้ ขง็ แรง จงึ จะเหน็ หนทางสน้ิ ทกุ ขไ์ ปได้
ใหป้ ลอ่ ยจติ อยา่ กดจติ เหตผุ ลเคลอื่ นคลนื่ อยใู่ น ใหพ้ จิ ารณาความรกั ความชงั
พจิ ารณานสิ ยั ของตน จติ ดอ้ื บรษิ ทั มาก พงึ่ นสิ ยั เดมิ มไิ ด้ ตะครบุ จติ จงึ มกี ำ� ลงั ฯ
คนในโลกหลงของเก่า คือหลงธาตุนั้นเองแหละ ชังแล้วมารัก รักแล้วมาชัง
หาท่สี ิ้นสุดมิได้ พระองคไ์ มห่ ลง
ธาตมุ นษุ ยเ์ ปน็ ธาตตุ ายตวั ไมเ่ ปน็ อน่ื เหมอื นนาค เทวดาทง้ั หลาย ทเ่ี ปลย่ี นเปน็
อ่นื ได้ มนุษย์มีนสิ ยั ภาวนาใหส้ �ำเร็จงา่ ยกว่าภพอ่ืน อคฺคํ €านํ มนุสเฺ สสุ มคคฺ ํ
สตฺตวิสุทฺธิยา มนุษย์มีปัญญาเฉียบแหลมคม คอยประดิษฐ์ กุศล อกุศล
ส�ำเรจ็ อกศุ ล มหาอเวจีเปน็ ทสี่ ดุ ฝ่ายกศุ ล มพี ระนิพพานใหส้ �ำเร็จได้ ภพอ่ืน
ไมเ่ ลศิ เหมอื นมนษุ ย์ เพราะมธี าตทุ บ่ี กพรอ่ ง ไมเ่ ฉยี บขาดเหมอื นชาตมิ นษุ ย์ ไมม่ ี
ปญั ญากวา้ งขวางพสิ ดารเหมอื นมนษุ ย์ มนษุ ยธ์ าตพุ อหยดุ ทกุ อยา่ ง สวรรคไ์ มพ่ อ
อบายภมู ธิ าตไุ มพ่ อ มนษุ ยม์ ที กุ ข์ สมทุ ยั -ฝา่ ยชวั่ ฝา่ ยด-ี กศุ ลมรรคแปด นโิ รธ
รวมเป็น ๔ อยา่ ง มนษุ ย์จึงทำ� อะไรส�ำเรจ็ ดงั นี้ ไมอ่ าภัพเหมอื นภพอื่น
สตปิ ัฏฐาน เป็นความร้อู นนั ตนยั หาประมาณมิได้ ไม่เหมอื นความรชู้ นิดอ่นื
สนทฺ ฏิ €ฺ โิ ก เหน็ ด้วยเฉพาะนักปฏิบตั ิ ปจจฺ ตฺตํ ร้เู ฉพาะในดวงจติ รธู้ รรมลกึ ลับ
สขุ ุมคมั ภีรภาพ
437
“พจิ ารณาธรรมภาวนา รา่ งกายเกดิ ความวาง เบอื่ หนา่ ยมาก ปลอ่ ย
สังขารตามเรื่องของเขา จะอยู่หรือจะตายเป็นเรื่องของกรรมสังขาร
เพราะหนีไม่พ้น ต้องตายแน่นอน จะไม่ฟังสังขารเหมือนเก่าก่อน
มนั เปน็ ทกุ ข์ เกิดสญั ญาวิปลาสบอ่ ยๆ สงั ขารบดั นป้ี ลอ่ ยมันแลว้ อายุก็
สงู แล้ว ชราก็เกิดข้ึนแลว้ อาพาธก็เกิดขน้ึ แล้ว ภาวนาระลึกถงึ ความตาย
บอ่ ยๆ เพอ่ื ใหช้ ำ� นชิ ำ� นาญ เขา้ อารมณแ์ หง่ ความตายสะดวก ไมพ่ ลง้ั พลาด
ทำ� ความสำ� รวมในอรยิ สจั ๔ ประการ โดยสงดั เงยี บเหงา เพง่ ความสงบวเิ วก
อย่างเดียว เข้าสู่ความตายไม่เป็นห่วงใคร พ่อแม่พี่น้องก็ตายไปแล้ว
จะเปน็ ห่วงใครเลา่ ”
438
ปกณิ กธรรม
พระจนฺทสาโร หลวงปหู่ ลยุ
439
พระองค์ตรสั วา่ ราคะ โทสะ โมหะ ตัณหา เปน็ ของใหญ่
กว้างขวางย่งิ กวา่ จกั รวาล สูงกวา่ พรหมโลก ลึกกวา่ น�้ำมหาสมุทรสาคร
๙๐,๐๐๐ โยชน์ เป็นประมาณ ตัณหาน้ีท่านเปรียบเหมือนกองไฟ
ใครจะเอาฟนื มาใสเ่ ทา่ ไร กไ็ มร่ จู้ กั พอ ตณั หานโี้ ตใหญย่ ง่ิ หาทจ่ี ะเปรยี บ
มิได้ เพราะฉะนัน้ พระองคจ์ งึ ใหล้ ะ
พระองคส์ อนใหล้ ะกเิ ลส มากกวา่ จ�ำชอ่ื กเิ ลสนน้ั ดงั น้ี จะตอ้ ง
รู้จักกิเลสก็ตาม ไม่รู้ก็ตาม ดุจกินอาหารโดยไม่รู้จักชื่อ แม่ครัวแต่ง
กนิ อร่อย เล้ยี งรา่ งกายไดก้ ็เป็นพอ
440
หลวงปู่ “มา้ งกาย” ชาวจังหวัดพระนคร
ระหวา่ งทเี่ ตรยี มรวบรวมขอ้ ความในสมดุ บนั ทกึ ของทา่ น เพอ่ื นำ� มาอา้ งองิ จดั ทำ�
เป็นหมวดหมู่ ทั้งด้านชีวประวตั ิ และบนั ทึกขอ้ อรรถธรรมต่างๆ น้ัน ไดพ้ บขอ้ ความ
หลายตอนทห่ี ลวงปบู่ นั ทกึ ไว้ เปน็ ความคดิ เหน็ ทท่ี า่ นประมวลไวเ้ กย่ี วกบั “ชาวจงั หวดั
พระนคร”
“ชาวจงั หวดั พระนคร” ใชช้ วี ติ ประจำ� วนั เชน่ ไร ตน่ื ขน้ึ มา แตง่ ตวั ไปทำ� งานอยา่ ง
เฉดิ ฉาย รกุ ลนทำ� งานแตเ่ ชา้ จรดเยน็ เราคดิ กนั วา่ เรากา้ วหนา้ ในชวี ติ มเี กยี รติ มคี น
นบั หนา้ ถอื ตา ธรุ กจิ เจรญิ กา้ วหนา้ ตอ้ งมเี ลขานกุ ารจดรายการนดั ประชมุ ใครจะมาพบ
ตอ้ งนดั หมายกอ่ น เพราะเราเป็นคนส�ำคัญ อาหารการกิน เลอื กแต่ท่ปี ระณีต หรหู รา
ราคาแพง อวดกนั ภมู ใิ จกนั วา่ เราเกง่ กวา่ เรารวยกวา่ เรามคี วามสำ� คญั กวา่ ...”
นนั่ เปน็ ทศั นะของพวกเราเอง พวกเรา ชาวจงั หวดั พระนคร (ตามสำ� นวนทที่ า่ น
เรยี กชาวกรงุ แต่ภายหลังเมือ่ จงั หวดั พระนคร กลายเปน็ กรุงเทพมหานคร หลวงปู่
ก็เปลยี่ นค�ำเรียกเปน็ คนกรงุ เทพฯ ท่านว่า ตอ้ งทันสมยั หน่อย)
แต่มองจาก “แงม่ มุ ” ของหลวงปู่ กเ็ ปน็ อกี ประการหนึง่
ระหวา่ งทเ่ี ราคดิ กนั วา่ เราประสบผลสำ� เรจ็ ในชวี ติ ทง้ั สามภี รรยาสามารถมอี าชพี
อย่างดีท้ังสองคน ท่านก็เห็นว่า คนอยู่พระนครไม่มีความสุขเหมือนต่างจังหวัด
ตอ้ งท�ำงานท้ังผัวทัง้ เมีย เหน็ กนั แต่เวลาเชา้ เวลาเย็นเทา่ นั้น นอกนนั้ ว่งิ เต้นการอาชีพ
ล�ำบากมากกวา่ คนตา่ งจังหวดั
441
ระหวา่ งทเี่ ราคดิ กนั วา่ เปน็ บคุ คลสำ� คญั ถา้ ไมส่ ำ� คญั คงไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งมเี ลขานกุ าร
นดั หมายการพบกบั บคุ คลอนื่ เปน็ คนใหญโ่ ตโกห้ รู เปน็ ผอู้ ำ� นวยการ ประธานบรษิ ทั
เปน็ อธบิ ดี ฯลฯ แตห่ ลวงปทู่ า่ นมองไปอกี ประการหนง่ึ คนกรงุ เทพฯ ทกุ ขม์ าก จะไป
เยยี่ มตระกลู ใหญก่ ด็ ี ตระกลู นอ้ ยกด็ ี ตอ้ งโทรไปกอ่ น จงึ ไดพ้ บ เพราะตา่ งคนตา่ งไป
ทำ� งาน แตค่ นใช้อยู่เรือน
ท่านคงขัน อุตส่าห์สร้างบ้านกันอย่างใหญ่โตหรูหรา วันหนึ่งๆ จะได้อยู่สัก
กี่ชั่วโมง คนใชต้ า่ งหากเล่าท่ีได้อยเู่ รอื น ไดช้ ่นื ชมความใหญ่โตหรูหรานน้ั ๆ
อารมณ์ขันของหลวงปู่นั้น ถ้าเป็นคนธรรมดา เราก็คงว่า “ร้ายนัก” แต่น่ี
เปน็ ทา่ น เราจงึ ไดแ้ ตค่ ดิ วา่ ทา่ นได้ มา้ งกาย พวกเรา ปอกเปลอื ก กเิ ลส ทเี่ ปน็ ประดจุ
หนัง-ตโจ ซ่ึงหุ้มตวั เราออก ฉกี โลภะ โมหะ โทสะ ออกเปน็ ช้นิ ๆ สับความทะยาน
อยาก สอ่ งดูกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ของชาวกรุง
แล้วก็ นั่นซี ทำ� ไม เราจงึ ไม่รจู้ ักประมาณการใชเ้ งนิ ท�ำไม เราชอบเป็นหนี้
เป็นสนิ กัน ท�ำไม เราชอบเปล่ียนเครื่องแต่งตัวกันวนั ละหลายๆ ครง้ั มชี ุดเชา้ ชุดไป
ทำ� งาน ชุดค้อกเทล ชุดค�่ำ ชุดนอน ท�ำไม เราชอบผกั ชีโรยหนา้ ชอบยอ
นั่นซี ทำ� ไม
ถา้ เราอา่ นขอ้ คดิ ทที่ า่ น “มา้ งกาย” ชาวจงั หวดั พระนคร หรอื ชาวกรงุ เทพฯ แลว้
เราคงจะเกิดความคดิ เห็นใหมๆ่ ในการมองตัวเราเองไดอ้ กี มากทเี ดียว
ความทนี่ ำ� มารวบรวมไวภ้ ายใตห้ วั ขอ้ น้ี เปน็ ความทท่ี า่ นบนั ทกึ ไวใ้ นวาระตา่ งๆ กนั
ไม่ได้อยู่ในโอกาสใกล้เคียงกัน แต่คงเป็นความนึกคิดที่เกิดข้ึนเม่ือท่านประสบ
เหตกุ ารณใ์ ดเหตกุ ารณห์ นง่ึ แตล่ ะครงั้ แตล่ ะคราว ไดน้ ำ� มารวมไวพ้ อเปน็ ขอ้ คดิ แกพ่ วก
ชาวกรงุ ท่ีเข้าใจวา่ ตนมคี วามสุข ความสำ� เร็จ หรหู รา ดว้ ยประการท้งั ปวง สขุ กว่า
ชาวตา่ งจงั หวดั มากมายนน้ั หลวงปทู่ า่ นเขยี นไวใ้ นสมดุ บนั ทกึ ของทา่ นเชน่ ไร ผเู้ ขยี น
ขอนำ� ขอ้ เขยี นชิน้ นีม้ าลงพิมพ์ก่อน เพ่ือท่านผู้อา่ นจะได้รู้สึก “ร่ืนอารมณ”์ สบายใจ
442
“ก่อสร้างพุทธรูปหลายสมัย ชาวจังหวัดพระนคร ออกเงินก่อสร้างหลายเจ้า
หลายคน ซึ่งเป็นเจ้าของ บางคนมีเงินออกเงินตามฐานะของคนมี คนมีออกมาก
ออกอยา่ งสงู ๆ ออกปานกลางๆ คนจนไมไ่ ดอ้ อกเงิน ใช้กำ� ลังกายก�ำลงั ใจบากบั่น
รวมหลายคนชว่ ยกนั คลา้ ยปลวกหลายลา้ นตวั กอ่ จอมใหส้ งู ใหญไ่ ด้ ทา่ นพวกนท้ี ำ� เหตดุ ี
ผลกต็ ้องไดร้ บั ดี พากันไปเกิดสวรรค์ เปน็ มณฑลใหญ่ เป็นกรงุ ใหญ่ เพราะเหตุ
ได้ท�ำบุญก่อสร้างพุทธรูปประดิษฐานไว้ในโลก เหตุดีผลก็ต้องได้รับดี เช่นหนึ่งๆ
มีบริวารตั้งหม่ืนๆ ดังนี้ ท่ีพากันเกิดในโลกสวรรค์ในอนาคตข้างหน้า ได้พากัน
ทำ� กรรมดี สว่ นกรรมนั่นแหละ แบ่งปันให้เทวโลกได้นอ้ ยมากกว่ากัน ไม่มีการแขง่
ฟ้องร้องกันดว้ ยประการใดประการหน่งึ เพราะกรรมน้ันแบง่ สว่ นได้”
“บคุ คลอยพู่ ระนคร ไมม่ คี วามสขุ เหมอื นตา่ งจงั หวดั เพราะความทะเยอทะยาน
น้นั มาก เพราะท�ำงานทั้งผวั เมีย เหน็ กันแตเ่ วลาเชา้ เวลาเย็นเทา่ นั้น นอกนั้นว่งิ เต้น
การอาชีพ ลำ� บากมากกว่าคนต่างจังหวดั ”
“คนจนอยพู่ ระนครไมไ่ ด้ เพราะใชเ้ งินเปลอื งมาก ไปไหนๆ ต้องขึ้นรถขนึ้ รา
อาหารการกินอย่างประณีต สุขุมมาก เขาถือการกินเป็นใหญ่ บุคคลที่สนใจทาง
ธรรมะมนี อ้ ยกวา่ ตา่ งจงั หวดั ชอบใชไ้ หวพรบิ ไปทางโกงโดยมาก ซอื่ ตรงแตบ่ คุ คลเปน็
อุบาสกอบุ าสกิ า ผทู้ ่รี กั ใครใ่ นศีลธรรม เปน็ คนชอบแต่งตวั สะอาด ทง้ั บา้ นเรอื นทอ่ี ยู่
ไมเ่ ศร้าหมอง สะอาดงามมากในครัวเรอื น”
“คนกรุงเทพฯ ไม่ชอบมีผัวเมยี กันแต่เล็กอายุ ๑๔-๑๕ ไม่เหมือนภาคอสี าน
เพราะค่าครองชีพสงู ชอบกันงา่ ย เบอ่ื หนา่ ยกันง่าย ผชู้ ายทิง้ เมยี ไปแล้ว ไม่เป็นหว่ ง
ลกู เตา้ เลย หาใหม่ ยนิ ดใี หมไ่ ปเรอื่ ยๆ คนกรงุ เทพฯ ชอบอาหารดๆี กนิ นอนเตยี งดๆี
ชอบสะอาดในบ้านชอ่ ง มเี รือนอยา่ งหรหู ราใหญ่โต”
“คนกรงุ เทพฯ ทุกข์มาก จะไปเยีย่ มตระกลู ใหญก่ ็ดี ตระกลู น้อยกด็ ี ต้องโทร
ไปใหท้ ราบเสียกอ่ นจงึ ได้พบ เพราะตา่ งคนต่างไปท�ำงาน อาชพี มี แต่คนใชอ้ ยู่เรอื น
ดังนี้ ไม่เหมือนคนต่างจังหวัด เขาท�ำนา ท�ำสวน เอาข้าวขน้ึ ยุ้งแล้วสบายดี”
443