The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลวงปู่หลุย จันทสาโร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-23 20:53:06

หลวงปู่หลุย จันทสาโร

หลวงปู่หลุย จันทสาโร

ญาณแจม่ แจง้ รทู้ ง้ั เหตผุ ลพรอ้ มกนั เพราะฉะนนั้ แสดงธรรมมนี ำ�้ หนกั มาก พน้ วสิ ยั
คนทจ่ี ะรตู้ ามเหน็ ตาม เวน้ แตบ่ คุ คลบรบิ รู ณด์ ว้ ยศลี และสมาธมิ าแลว้ อาจทฟ่ี งั เทศนา
ทา่ นเขา้ ใจแจม่ แจ้งดี และบคุ คลน้ันทำ� ปัญญาสืบสมาธติ ่อ”

จติ ทา่ นอาจารยม์ นั่ ตน่ื เตน้ อยดู่ ว้ ยความรู้ ไมห่ ยดุ นงิ่ ได้ มสี ตริ อบเสมอ ไมเ่ ผลอ
ทง้ั กายและวาจา เปน็ ผมู้ อี รยิ ธรรมฝงั มนั่ อยใู่ นสนั ดาน ไมห่ วนั่ ไหว ตอนนไี้ มม่ ใี ครที่
จะค้านธรรมเทศนาของท่านได้ เพราะวาจาเป็นอาชาไนย และมไี หวพริบแก้ปฤษณา
ธรรมกายได้ฯ”

“ธาตขุ องทา่ นอาจารยเ์ ปน็ ธาตนุ กั รู้ เปน็ ธาตทุ ต่ี นื่ เตน้ ในทางธรรมะ เปน็ ผทู้ ร่ี ยู้ งิ่
เหน็ จริงในอรยิ สจั ธรรม ท่านดัดแปลงนิสัยให้เปน็ บรรพชติ ไมใ่ หม้ ีนิสัยหินเพศติด
สนั ดาน ทา่ นประพฤตติ นของทา่ นใหเ้ ทวดาและมนษุ ยเ์ คารพ และทา่ นไมป่ ระมาทใน
ข้อวตั รนอ้ ยใหญ่ฯ”

“ท่านไม่ให้จติ ของทา่ นนอนนิง่ อย่อู ารมณ์อนั เดยี ว ทา่ นกระตกุ จติ จติ ของทา่ น
ค้นคว้าหาเหตุหาผลของธรรมะอยู่เสมอ ท่านหัดสติให้รอบรู้ในอารมณ์และสังขาร
ทัง้ ปวงฯ”

“ท่านว่า ทา่ นอาจารย์เสารห์ นักอย่ใู นสมาธิและพรหมวิหารธรรม และท่านขาด
การตรวจกายสงั ขารฯ”

“นสิ ยั ทา่ นอาจารยเ์ สาร์ อนโุ ลมตามนสิ ัยบคุ คลเสียโดยมาก และท่านรู้รบั ว่าดี
อยเู่ สมอ ดเี ฉพาะกเิ ลสของผศู้ กึ ษา แตไ่ มด่ ธี รรมะทจี่ ะใหส้ น้ิ ทกุ ข์ เฉพาะตวั ของทา่ น
อาจารย์มน่ั หดั ฝืนธรรมดาเพือ่ ดัดแปลงนสิ ัยไมอ่ นุโลมไปตามกเิ ลส”

อีกวันหนึ่ง ท่านบันทึกถึงท่านพระอาจารย์ม่ันอย่างอัศจรรย์ใจในอัจริยภาพ
ของท่านต่อไปวา่

“ทา่ นอาจารยม์ น่ั ทา่ นเกง่ ทางวปิ สั สนา ทา่ นเทศนใ์ หบ้ รษิ ทั ฟงั สญั ญา มานะ เขาลด
เจตสกิ เขาไมเ่ กาะ เมอ่ื ไมเ่ กาะเชน่ นน้ั ยง่ิ ทำ� ความรเู้ ทา่ เฉพาะในจติ ตรวจตราในดวงจติ

94

ขณะที่นั่งฟัง ต่อนั้นจะเห็นอานิสงส์ทีเดียว ไม่ท�ำเช่นนั้น หาอานิสงส์การฟังธรรม
มิได้ ถา้ ประมาทแลว้ จะเกิดวิบตั เิ พราะคามานะทฐิ ิของตน วินจิ ฉัยธรรมมไิ ด”้

“ท่านเทศน์อ้างอิงต�ำราและแก้ไขต�ำราดุจของจริงทีเดียว เพราะท่านบริบูรณ์
วปิ สั สนาและสมถะพอ และท่านยกบาลีเปน็ ตัวเหตุผลแจ่มแจ้ง”

“ทา่ นอาจารย์มัน่ อุบายจติ ของท่านพอทุกอย่าง ไมบ่ กพร่อง คือพอท้งั สมถะ
พอทง้ั วปิ สั สนาทกุ อยา่ ง เพราะฉะนน้ั ทา่ นเทศนาจติ ของผฟู้ งั หดและสงบ และกลวั อำ� นาจ
เพราะนสิ ยั คนอนื่ ไมม่ ปี ญั ญาทจี่ ะชอนเขม็ โตถ้ ามได้ ตรงกบั คำ� วา่ พอทง้ั ปญั ญา พอทง้ั
สติ ทกุ อยา่ งเป็นอาชาไนยลว้ น รวบรัดจิตเจตสกิ ของคนอ่ืนๆ มิอาจจะโตแ้ ย้งได้”

“ท่านวา่ แตก่ อ่ นท่านเปน็ คนโกง คนซน คนมานะกลา้ แตท่ า่ นมีธุดงคข์ อ้ วัตร
ทุกอย่างเป็นยอด ท�ำความรู้เท่าทันกิเลสเหล่าน้ัน เดี๋ยวน้ีนิสัยก่อนนั้นกลายเป็น
ธรรมลว้ น เช่น โกงสติ ซนสติ มานะสติ เป็นคุณสมบัติสำ� หรับตวั ของท่าน”

“ความรคู้ วามฉลาดของทา่ นไปตามธรรม คอื อรยิ สจั ใชไ้ หวพรบิ ทกุ อยา่ งตรงตาม
อรยิ สจั ตรงกบั คำ� วา่ ใชธ้ รรมเปน็ อำ� นาจ คณาจารยบ์ างองคถ์ อื อรยิ สจั กจ็ รงิ แตม่ โี กง
นอกอริยสัจ เป็นอำ� นาจบา้ งแฝง แฝงอริยสจั ตรงกับค�ำท่วี ่า ใช้อำ� นาจเป็นธรรมแฝง
กับความจรงิ ”

“ทา่ นอาจารย์เป็นนกั ปราชญแ์ ปดเหล่ยี มคม คมย่งิ นกั ธรรมชาติจติ ของท่านท่ี
บรสิ ทุ ธน์ิ นั้ กลง้ิ ไปไดท้ กุ อยา่ งและไมต่ ดิ ในสง่ิ นนั้ ดว้ ย ดจุ นำ้� อยใู่ นใบบวั กลง้ิ ไปไมต่ ดิ
กบั สิง่ อน่ื ๆ เพราะฉะนนั้ จติ ของทา่ นถงึ ผลท่ีสุดแลว้ มอิ าจจะกระทำ� ความชว่ั ในทล่ี บั
และที่แจ้ง เพราะสติกับปญั ญารดั จิตบริสทุ ธใิ์ ห้มน่ั คง ใชไ้ หวพริบเปน็ อาชาไนยอยู่
เนืองนติ ย”์

95

พรรษา ๑๗-๑๙ พ.ศ. ๒๔๘๔-๒๔๘๖

ในรศั มบี ารมพี อ่ แมค่ รจู ารย์

พ.ศ. ๒๔๘๔ จำ� พรรษา บา้ นห้วยหีบ อ.ศรีสุวรรณ จ.สกลนคร
พ.ศ. ๒๔๘๕ - ๒๔๘๖ จำ� พรรษา บา้ นอนุ่ โคก และชายปา่ ใกลส้ ำ� นกั วดั ปา่ บา้ นนามน

หลวงปู่เล่าวา่ ในระหวา่ งเวลาจากออกพรรษา ปี ๒๔๘๓ มาจนถงึ ระยะก่อน
จะเข้าพรรษา ปี ๒๔๘๔ ทา่ นไดเ้ วยี นเข้าออกอยู่ใกล้ชิดทา่ นพระอาจารย์ม่นั เพอื่ รับ
ฟังการอบรม นับแต่จากท่านพระอาจารย์เสาร์มาแต่เมื่อปีที่จำ� พรรษาอยู่ด้วยท่านที่
วดั ปา่ สทุ ธาวาสแลว้ จติ ของทา่ นกต็ อ้ งพงึ่ ตนเองมาโดยตลอด อยคู่ นเดยี ว การภาวนา
ติดขดั อะไร ก็ต้องปล�ำ้ ผลี ุก ปลุกผีน่งั แกไ้ ขไปเอง ไมร่ ผู้ ิดไม่รถู้ ูก ได้แตค่ าดเดาเอา
จริงอยู่ พยายามจะใช้ไตรลักษณ์เข้าก�ำกับ แต่ก็ยังดูเลือนรางไม่หนักแน่นเด่นชัด
เพยี รท�ำ เพยี รแก้ แตก่ ด็ คู ล้ายกบั ลิงติดตงั ยุง่ อนี งั ตงั นงุ เชอื กทีค่ วรจะผ่อนคลาย
กลบั รดั ตวั แนน่ เขา้ การไดว้ ชิ า “มา้ งกาย” ซงึ่ ทา่ นฝกึ หดั ทำ� อยา่ งคลอ่ งแคลว่ เปน็ ปฏภิ าค-
นิมติ กำ� หนดแยกส่วนกายได้ทุกระยะ กเ็ ป็นเพยี งหนักไปทางดา้ นสมถะ เป็นเอกทาง
สมถะเท่านั้น ท่านทราบดีว่าท่านควรต้องอยู่ไม่ห่างครูบาอาจารย์เพื่อรับอุบายธรรม
จากทา่ น จติ ของทา่ นคลา้ ยกบั ผทู้ ตี่ กอยทู่ ะเลทรายกระหายนำ้� มาชา้ นาน ไดพ้ บบอ่ นำ้�
วเิ ศษก็เข้าดม่ื กนิ โสรจสรงอมฤตธรรมอยา่ งเต็มท่ี

พรรษาปี ๒๔๘๔ ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ จำ� พรรษาอยทู่ โ่ี นนนเิ วศน์ อดุ รธานี เปน็
พรรษาทส่ี อง หลวงปคู่ ดิ วา่ ทา่ นรบั อบุ ายธรรมมาระยะหนงึ่ แลว้ ควรจะลองมา “ฝกึ เดยี่ ว”
เองบา้ ง ประกอบกบั ทา่ นไดย้ นิ ขา่ ววา่ ในปพี รรษาหนา้ นี้ ศรทั ธาญาตโิ ยมทางสกลนคร

96

หมายมน่ั ปน้ั มอื กนั มากวา่ จะกราบเทา้ ออ้ นวอนทา่ นพระอาจารยม์ น่ั นมิ นตใ์ หท้ า่ นไป
โปรดทางจังหวัดสกลนคร ถ่ินซึ่งท่านเคยอยู่มาก่อนบ้าง ศรัทธาญาติโยมเหล่านั้น
ลว้ นเปน็ ลกู ศษิ ยเ์ กา่ แกข่ องท่าน และทา่ นเคยเมตตามากด้วย จงึ เช่ือว่าออกพรรษา
ปี ๒๔๘๔ น้ี ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั คงจะเมตตารบั อาราธนานมิ นตศ์ รทั ธาทางสกลนคร
หลวงปจู่ งึ คดิ มุ่งจะไปหาทจี่ ำ� พรรษารออยู่ท่ีสกลนครก่อน

ปกตหิ ลวงปูอ่ าจจะเปน็ ผ้อู ยู่ไปคล่อง หรือกล่าวตามคำ� ของปถุ ุชนก็ตอ้ งว่าเป็น
คนใจรอ้ น ถา้ คดิ จะไปกแ็ ตง่ ของใสบ่ าตร แบกกลด สะพายยา่ ม ไปเลย ไปทนั ทไี มร่ รี อ
รอใคร อยงู่ า่ ย ไปเรว็ เปน็ คตขิ องทา่ น เมอื่ จากถำ้� โพนงาม มาอดุ ร ทา่ นใชเ้ วลาเพยี ง
วนั เดยี ว แตข่ ากลบั จากอดุ รไปสกลนครน้ี ทา่ นธดุ งคไ์ ปเรอ่ื ยๆ แบบตามสบาย ระยะนน้ั
ก�ำลังเป็นเวลาระหว่างสงครามโลกคร้ังที่สอง เมืองไทยเพ่ิงผ่านสงครามอินโดจีน
มาหมาดๆ สงครามโลกยังไมแ่ ผข่ ยายมาถงึ เมอื งไทย แตก่ อ็ ยู่ในระยะคุกรนุ่ เตม็ ท่ี
เพราะหลังจากวันเข้าพรรษาไปเพียง ๔-๕ เดือน กองทัพญ่ีปุ่นก็บุกเข้ามาใน
ประเทศไทย ทำ� ให้บ้านเมอื งของเราเขา้ ส่ภู าวะสงครามติดตอ่ ไปอีกเกือบ ๔ ปีเตม็
ถนนจากอุดรธานีไปสกลนครมีแล้ว แต่ยังเป็นทางซึ่งมิได้ลาดยางดีเช่นทุกวันน้ี
รถยนต์ก็มิได้ว่ิงไปมาไม่ขาดสายดังปัจจุบัน ท่านไม่ได้คิดพึ่งรถยนต์ แต่อาศัย
ยานพาหนะของตน คือขา เดนิ ธุดงค์รอนแรมเลยี่ งทางถนนมาตามทางทวิ เขาภูพาน
อยา่ งไมร่ บี รอ้ น คำ่� ในนากพ็ กั ในนา คำ่� ในสวนกพ็ กั ในสวน คำ่� ในปา่ กพ็ กั ในปา่ คำ�่ บนเขา
กพ็ ักบนเขา ระหว่างเดนิ ทางภาวนาไปด้วยในตวั การเดินทางจึงเปน็ การเดินจงกรม
กำ� หนดใหส้ ตอิ ยกู่ บั จติ จะกา้ วเดนิ เรว็ หรอื จะยา่ งเทา้ ชา้ กเ็ ปน็ ไปตามวถิ ขี องจติ ทก่ี ำ� ลงั
ภาวนาเป็นไป

หลายต่อหลายครั้งที่ท่านหวนค�ำนึงถึงโอวาทท่ีได้รับมาระหว่างไปกราบท่าน
พระอาจารย์มั่นที่โนนนิเวศน์และหนองน�้ำเค็ม โดยเฉพาะตอนที่เทศนาของท่านจะ
กวาดเอาตัวท่านปลวิ ไปด้วยแรงพายกุ ล้า ทา่ นว่า ท่านพระอาจารยม์ ่นั คงรูว้ า่ ทา่ นมี
มานะกลา้ ถอื ดี ติดดี เวลาเทศนท์ ่านจึงแฉลบมาวา่

“ทา่ นอาจารยบ์ ุญเอาตวั รอดได้ แตล่ ูกศิษย์ไมไ่ ดส้ กั คน และไมไ่ ดน้ สิ ัยดว้ ย”

97

ทา่ นวา่ พลางชำ� เลอื งมองมาทางหลวงปู่ ซง่ึ ดเู หมอื นจะเปน็ ลกู ศษิ ยท์ า่ นอาจารยบ์ ญุ
อยอู่ งคเ์ ดยี วในทน่ี น้ั นยั นต์ าทา่ นพระอาจารยค์ มปลาบราวกบั แสงเพชร แล้วท่านกว็ ่า
ต่อไป

“แกต้ ดิ ดนี แี้ กย้ าก เพราะความไมด่ นี น้ั แกง้ า่ ย เพราะเหน็ วา่ ไมด่ อี ยแู่ ลว้ ผทู้ ตี่ ดิ ดี
ตอ้ งพยายามแกห้ ลายอยา่ ง เพราะมนั เปน็ ชนั้ ปญั ญาทเี่ กดิ ขนึ้ ภายใน มพี รอ้ มทงั้ เหตผุ ล
จนทำ� ใหเ้ ชอื่ จนได้ วปิ สั สนาไปสอู่ รยิ สจั อยแู่ ลว้ แตด่ ำ� เนนิ ไมม่ คี วามรรู้ อบพอกเ็ ลยเปน็
วิปสั สนูไป ท่านอาจารย์มนั่ หา้ มไมใ่ หต้ ิดฌานและญาณ”

ดูราวกบั ท่านจงใจจะว่าเราโดยเฉพาะ

“ทา่ นแนะนำ� อยา่ หลงฌาน ผจู้ ะพน้ ทกุ ขจ์ รงิ แลว้ ไมห่ ลง ญาณ คอื ความรวู้ เิ ศษ
ท่ีเกดิ ข้ึนจากสมาธิสงบ ระลึกชาตหิ นหลงั ได้ ๑ ญาณเหตกุ ารณ์อดตี ๑ ญาณรจู้ ัก
อนาคต ๑ รู้จักความนึกคิดของคนอนื่ เปน็ ต้น เปน็ วิชาทีอ่ ศั จรรย์ทงั้ นัน้ เมือ่ ตดิ อยู่
ส่งิ เหลา่ นที้ �ำใหล้ ่าชา้ เขา้ สู่อรยิ สจั ธรรม ฌานเหล่านีเ้ ปน็ อปุ กรณว์ เิ ศษ แต่สมัยน้ัน
เทวทตั ตดิ กลบั เสอ่ื มได้ เกดิ ทฐิ มิ านะแขง่ ขนั สพู้ ทุ ธเจา้ ทา่ นอาจารยม์ นั่ วา่ ฌานเหลา่ น้ี
มนั นา่ ติดจรงิ วิเศษได้ทางโลกีย์ ฉะนั้น ท่านฤาษีทง้ั หลายตดิ ฌานอันน้ี ทา่ นอาจารย์
หนูใหญ่ตดิ ฌานอันนเี้ อง เส่อื มแล้วก็สึกกนั เท่านัน้ ”

“ท่านเห็นความรูน้ น้ั วา่ ธาตจุ ริง ฌานรจู้ รงิ มนั จรงิ ทางวิปัสสนู แต่ท�ำความรู้นนั้
ให้ยิ่งจึงเป็นวิปัสสนา เคร่ืองเย็นใจ ท่านอาจารย์มั่นสอนศิษย์ในทางอย่าหลงฌาน
อยา่ หลงญาณ โยคาวจรเจ้าติดในตอนนม้ี าก ตดิ พรหมโลก อ่อนทางวิปสั สนา”

ทา่ นเดนิ ไปครนุ่ คำ� นงึ ไป เมอ่ื สมยั เกอื บหา้ สบิ ปกี อ่ น หมบู่ า้ นยงั อยหู่ า่ งกนั ไมแ่ ออดั
ดว้ ยผคู้ นและบา้ นเรอื นเชน่ สมยั ปจั จุบนั ปา่ ยังคงเป็นป่า เขายงั คงเปน็ เขา

ปา่ ยงั คงเปน็ ปา่ ตน้ ไมข้ นึ้ เบยี ดเสยี ด สงู ชะเงอ้ื ม แผก่ ง่ิ กา้ นสาขา กงิ่ หนาใบดก
เขยี วครมึ้ ระกา่ ยกนั เดนิ อยตู่ ามทางในปา่ แทบจะไมเ่ หน็ แสงเดอื นแสงตะวนั ไมต้ ะเคยี น
ไมม้ ะคา่ ไม้ประดู่ ไม้โปง่ เปือยหรือตะแบก อนิ ทนนิ ยูง ยาง แตล่ ะต้นมลี ำ� ตน้ ใหญ่
ขนาดคนสองสามคนจึงจะโอบรอบ

98

เขายงั คงเปน็ เขา ภเู ขายงั เปน็ สเี ขยี วขจดี ว้ ยคลนื่ แมกไมน้ อ้ ยใหญ่ ไมล่ า้ นเลยี่ น
เปน็ ภเู ขาหวั โล้นสีนำ้� ตาลลกู แล้วลูกเล่าอยา่ งนา่ สลดใจดงั ในทกุ วนั นี้

ทอ่ ธารละหานหว้ ย ยงั มนี ำ�้ ใสไหลเยน็ แทบตลอดปี นำ�้ หว้ ยนำ้� ซบั มใี หไ้ ดพ้ บเหน็
ไดอ้ าศยั อาบกนิ เปน็ ระยะๆ ไมเ่ คยอด แตกตา่ งกบั สภาพโขดหนิ ทแี่ ตกระแหงแหง้ นำ�้
เชน่ ปัจจุบัน

สัตว์ป่าก็อุดมสมบรู ณ์ เสือ ชา้ ง กวาง เม่น หมี ลงิ บ่าง ค่าง ชะนี นกยูง
ก็ยังมีให้ประสบพบเห็นบ่อยๆ ในราวป่า อย่างน้อยไม่ต้องพานพบประสบตัวให้
กลวั เกรง อยา่ งเสือ อย่างชา้ ง แต่กไ็ ดย้ ินเสียงกระหึม่ ค�ำรามของเสือ เสียงหกั กง่ิ ไม้
ของพญาคชสาร ดงั แหวกความวิเวกมาให้ได้ยนิ ไมเ่ ว้นวาง

เดินไปตามทางซึ่งยังมีร่องรอยของพรานป่า แต่บางครั้งก็หลงทิศ ต้องหยุด
กำ� หนดจติ ตง้ั ทศิ ทางทจ่ี ะดำ� เนนิ ตอ่ ไป แลว้ กอ็ ดทรี่ ะลกึ ถงึ ความรคู้ วามเหน็ ของครบู า-
อาจารยต์ อ่ ไปมไิ ด้ ด้วยความซาบซง้ึ เหลือจะกลา่ ว

“ความรขู้ องทา่ นทม่ี นั่ คงอยนู่ น้ั สดุ วสิ ยั ของสตั วท์ จี่ ะรตู้ ามเหน็ ตาม เพราะฝา่ อนั ตราย
ลงไปหลายชน้ั หลายเชงิ จงึ เหน็ ธรรมของทา่ นลกึ ลบั สขุ มุ คมั ภรี ภาพ จงึ เหน็ คณุ ธรรม
ของทา่ นเกดิ ขน้ึ ในเฉพาะหนา้ ถา้ จติ ฟตู ามกเิ ลสไมเ่ หน็ คณุ ธรรมของทา่ นเลย เพราะอยู่
คนละโลกเสียแล้ว จะเห็นหน้าทา่ นไดอ้ ย่างไร”

“คนอน่ื จะฟงั เทศนท์ า่ นเขา้ ใจนน้ั เมอ่ื จติ หดแลว้ รบี ทำ� ความรคู้ วามเหน็ จติ ของตวั
อยา่ นอนใจความวนุ่ ความวายในจติ ของตวั ไดแ้ ลว้ ทวนกระแสของจติ เขา้ ไป ตง้ั ใจฟงั
เรือ่ ยๆ ก็จะเห็นอานสิ งสด์ ูดดืม่ ธรรมรสนนั้ ทเี ดยี ว เต็มทอี ย่างเดยี ว มนั ย่งุ น�ำหวั ใจ
ของตน กรรมของตน ไม่เปิดออกจะรับธรรมไดอ้ ย่างไร”

“สตขิ องทา่ นจับจิตอยเู่ สมอ ทา่ นทำ� การงานอะไรลงไปไมผ่ ดิ ”

“ทา่ นไมส่ ง่ จติ ออกนอก เกรงจะเปน็ มจิ ฉาทฐิ ิ ทา่ นพจิ ารณาแตก่ ายกบั จติ แสงตา
ตกต่�ำ เพราะทา่ นสำ� รวม ท่านท�ำปัญญาและสตคิ ลอ่ งแคล่วชำ� นชิ �ำนาญมาก ความรู้

99

ความเห็นของทา่ นหนักแน่นมาก ไม่มที จ่ี ะชอนเข็ม ฉะน้นั ทา่ นพูดธรรมไปไมม่ ีใคร
ชอนเขม็ คดั คา้ นไดเ้ ลย (นเ้ี ปน็ อศั จรรยอ์ นั ใหญห่ ลวง) เรยี กวา่ ทา่ นมนี ทิ ศั นญาณภายใน
แจม่ แจง้ ทา่ นพจิ ารณาดโู ลกไมม่ ผี หู้ ญงิ ผชู้ าย เพราะธรรมเปน็ สภาพธรรมอนั เดยี ว
ไม่มีนอก ไม่มใี น ไมม่ ีไป ไมม่ ีมา โลกเป็นอยู่เช่นนน้ั ส่วนร้เู ห็นธรรมกร็ ู้เห็นอยู่
เชน่ นน้ั ”

หลวงปูค่ ุยให้ฟงั วา่ ทา่ นเพลนิ คิด เพลนิ นกึ ตรกึ ถึงธรรมะท่ไี ด้รับถ่ายทอดมา
ทกุ คนื วนั จติ ทรงเปน็ สมาธิ นบั เปน็ สงั ฆานสุ ตไิ ดเ้ ปน็ อยา่ งดี เดนิ วเิ วกมาถงึ สกลนคร
ไดอ้ ยา่ งไม่ทันร้ตู วั

ปี ๒๔๘๔ นี้ ทา่ นไดจ้ �ำพรรษาท่ีบา้ นห้วยหบี อ.ศรสี ุวรรณ จ.สกลนคร และ
กจ็ รงิ ดงั คาด ออกพรรษาแลว้ คณะศรทั ธาทางสกลนครกพ็ รอ้ มกนั จดั รถไปอาราธนา
นิมนต์ท่านพระอาจารย์ม่ันให้มาโปรดพวกคณะญาติโยมทางนี้ ปลายปี ๒๔๘๔
ท่านพระอาจารยม์ ัน่ ไปพกั ทว่ี ดั ปา่ สุทธาวาสช่ัวระยะหน่ึง มพี ระเณรมากราบนมัสการ
และฟังโอวาทท่านมิได้ขาด จากนั้นท่านก็ออกเดินทางไปพักท่ีส�ำนักป่าบ้านนามน
ซงึ่ เปน็ สถานทซ่ี ง่ึ มปี า่ ไมร้ ม่ รน่ื ดเี หมาะแกก่ ารบำ� เพญ็ ธรรม ทา่ นพกั บา้ นนามน เทศนา
อบรมพระเณรและญาติโยมผู้ศรัทธามาฝึกสมาธิภาวนาตามควร แล้วก็มาพักและ
จ�ำพรรษาปี ๒๔๘๕ ท่ีบ้านโคก ซงึ่ อยู่ไกลออกไปจากบา้ นนามนไม่กี่กิโลเมตร

ออกพรรษา ปี ๒๔๘๕ ทา่ นยอ้ นกลบั ไปพกั ทบ่ี า้ นนามนอกี และจำ� พรรษาปี ๒๔๘๖
ณ ทบ่ี า้ นนามน หากทวา่ ระหวา่ งทอี่ ยบู่ า้ นนามนน้ี ทา่ นไดอ้ อกไปวเิ วกตามหมบู่ า้ นตา่ งๆ
ในบรเิ วณใกลเ้ คยี ง เชน่ บ้านห้วยหบี บ้านห้วยแคนในป่า บ้านนาสนี วน เป็นอาทิ
มที งั้ พระเณรตดิ ตามไปอยกู่ บั ทา่ นตามจำ� นวนพอดกี บั เสนาสนะ หรอื มฉิ ะนนั้ กอ็ าศยั
รกุ ขมลู รม่ ไมเ้ ปน็ เสนาสนะได้ ทกุ วนั พระธรรมสวนะ จะมพี ระเณรและประชาชนตดิ ตาม
เข้าไปฟงั โอวาทของท่านเสมอมไิ ดข้ าด

หลวงปูเ่ ป็นผูห้ น่ึงที่ไม่ยอมพลาดโอกาสอนั วิเศษนี้ ท่านมไิ ด้จ�ำพรรษาอยู่ด้วย
และก็คงหาที่จ�ำพรรษาในบริเวณใกล้เคียงอันอยู่ในรัศมีที่แวดวงบารมีของพ่อแม่-
ครูจารยจ์ ะแผ่ไปคมุ้ ครองเปน็ มงคลแกเ่ ศยี รเกล้าได้

100

ปี ๒๔๘๕ ท่านจ�ำพรรษาทีบ่ า้ นอุ่นโคก ปี ๒๔๘๖ จ�ำพรรษา ณ กระต๊อบเล็กๆ
ท่ีชายป่าใกล้กบั ท่พี ักสงฆ์ ณ บา้ นนามน

บางเวลาทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ออกวเิ วกไปตามหมบู่ า้ นอนื่ ๆ ทา่ นกไ็ ดโ้ อกาสขอไป
พักอาศัยบารมีพกั ฟังเทศนฟ์ ังธรรมด้วย

ในภายหลงั ปี ๒๕๒๕ ทา่ นรำ� พงึ ไว้ ณ ถำ�้ เจา้ ผขู้ า้ รำ� ลกึ ถงึ ความเพยี รพยายามที่
ทา่ นบ�ำเพ็ญมาในหนหลงั วา่

๔ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๕ ถ้�ำผ้ขู ้า

“เมอ่ื คราวเราอยกู่ ะทา่ นอาจารยม์ น่ั หว้ ยหบี จ.สกลนคร นน้ั เราทรมานตนอยา่ ง
ขนาดใหญม่ ปี ระการตา่ งๆ กำ� ลงั มา้ งกาย ประกอบจติ เดด็ เดยี่ ว กลา้ ตาย สง่ เขา้ ภายใน
มารตวั สำ� คญั คลา้ ยมนั ปดั ออก แตเ่ ราสละตายเขา้ ไป เกดิ ระเบดิ ใหญภ่ ายในนน้ั ขอ้ ๑
ถือธรรมะนสิ ัยท่านอาจารย์มั่นจงึ ชนะได้”

คราวทา่ นอาจารยม์ น่ั ไปจดุ ศพ (เผาศพ - ผเู้ ขยี น) ทา่ นอาจารยเ์ สาร์ ณ จงั หวดั
อบุ ลราชธานี นัน้ เราเดนิ จงกรมระลกึ ถึงท่านเปน็ ทีห่ นึ่ง พร้อมทั้งอิทธบิ าท ๔ ไมล่ ะ
ซึ่งความเพียร”

“๑/๑๑/๘๔ (ตรงกบั ๑ พฤศจกิ ายน ๒๔๘๔ - ผเู้ ขยี น) การภาวนาอยกู่ บั ทา่ น
เหน็ ปาฏหิ ารยิ ข์ องท่านหลายอยา่ งหลายประการ ท�ำให้ผู้นอ้ ยไม่นอนใจ เร่งท�ำความ
เพยี รเสมอ จติ ไมส่ ง่ ไป ณ ทอ่ี ่ืน จติ ดูดดืม่ ธรรมมาก ความประมาทมีน้อย จะไมใ่ ห้
ลกู ศิษยไ์ ด้นสิ ัยและไดด้ ีอย่างไรได้ ยอ่ มได้ดีทกุ รปู ผใู้ หญ่มักพดู บอ่ ยๆ ผู้นอ้ ยมสี ติ
เพราะระวงั ตวั ทา่ นปกตทิ รมานผทู้ ตี่ งั้ ใจปฏบิ ตั จิ รงิ ๆ ไปทา่ ยอ่ แก สกล ทา่ นไมอ่ ยากไป
เพราะไมม่ คี นปฏบิ ตั ติ าม มแี ตท่ า่ นอยทู่ ไี่ หนกท็ นได้ ทา่ นเพง่ ประโยชนเ์ สยี กอ่ นจงึ ไป
และมีคนอาราธนานิมนตด์ ้วย”

หลวงป่บู ันทกึ ไว้อกี ในปี ๒๔๘๔ นั้นวา่

101

ลัทธขิ องทา่ นอาจารย์มัน่ ๑๐.๑.๘๔

“เสยี งดงั เปน็ เสยี งของบรุ ษุ เสยี งเปน็ รศั มอี ำ� นาจเลย้ี งจติ มาก ฉลาดใชไ้ หวพรบิ
ทางจติ ไมเ่ ชอ่ื นมิ ติ ทา่ นเชอ่ื ธรรมะทเ่ี กดิ ปจั จบุ นั ปญั ญาบรบิ รู ณไ์ มบ่ กพรอ่ ง กาย วาจา จติ
เขม้ แขง็ มาก พจิ ารณาธรรมะถงึ แกน่ เปน็ ผบู้ รบิ รู ณท์ างปรยิ ตั แิ ละปฏบิ ตั ิ กายวาจาใจ
เปน็ อาชาไนยเสมอ จิตไมม่ กี ารหดหู่ จติ ชืน่ ตน่ื เต้นอยู่ดว้ ยสติ”

“สานุศษิ ยท์ ีอ่ ยดู่ ว้ ยมีการปฏบิ ตั ิ คอื .-

จติ ไมอ่ อกรบั เหตภุ ายนอก จติ เยอื กเยน็ ขนหวั ลกุ จติ กลวั เกรงทา่ นมาก ดจุ ทา่ น
เห็นจิตของเราอยู่เสมอ จิตของเราพิจารณาค้นเหตุผลอยู่เสมอไม่นอนใจ ฉะนั้น
สานศุ ษิ ยจ์ งึ มสี ตเิ รว็ รเู้ รว็ เหน็ ธรรมะเรว็ ผมู้ วี าสนานอ้ ยไมต่ ดิ ตามทา่ นเพราะขอ้ วตั ร
ของทา่ นเขม้ แขง็ นำ�้ ใจเดด็ เดย่ี วกะเพช็ ร ทา่ นพดู มธี รรมะภายในภายนอกเปน็ ทอ่ี า้ งองิ
สานศุ ษิ ย์เขา้ หาท่านรอ้ น ทำ� ให้จิตผูน้ อ้ ยค้นคว้าหาเหตุผล เมื่อออกมาแล้วจิตจงึ เหน็
อานสิ งส์ เมอื่ อยกู่ ะทา่ นไปแลว้ ยง่ิ เหน็ อศั จรรยใ์ หญ่ ทา่ นเปน็ คนเกรงใจคน ทา่ นเปน็
คนใหมใ่ นตระกลู ทง้ั หลาย ไมต่ ิดอามสิ และตดิ ตระกูล เป็นคนชอบสนั โดษ ไมย่ ุง่
กงั วลทกุ อยา่ ง อบุ ายธรรมะแยบคายมาก อามสิ ไดด้ ว้ ยการเปน็ เอง กนิ อรอ่ ยดจุ แมลงภู่
ชมเกสร มีความรู้เท่าทันเหตผุ ล มญี าณความรทู้ ุกเสน้ ขน เปน็ คนราคะกบั โทสะจริต
ทา่ นไดพ้ ดู ทำ� ลงไปแลว้ ไมม่ ใี ครคดั คา้ น สตปิ ญั ญาแนน่ หนามาก หาทจี่ ะซอนเขม็ มไิ ด้
(เปน็ นกั รนู้ กั ปฏบิ ตั )ิ พดู ไมเ่ กรงใจคน พดู ถกู ธรรมะกเ็ ปน็ อนั ทแ่ี ลว้ กนั มจี ติ นอ้ มไปเพอื่
ปฏิบตั ิให้ส้ินทุกข์ทเี ดียว ไม่พูดตลกคะนอง”

“แรงทางสมาธแิ ละปัญญา แรงทางสติหนาแน่นมาก เพราะทา่ นค้นกายจติ พอ
เพราะฉะน้ัน สตขิ องท่านจึงไม่เผลอ”

ภยั สงครามครง้ั ทสี่ องลามมาถงึ ประเทศไทยดว้ ย ตงั้ แตว่ นั ท่ี ๘ ธนั วาคม ๒๔๘๔
บา้ นเมอื งเขา้ สสู่ ภาวะขาดแคลนเครอ่ื งอปุ โภค บรโิ ภค ภายหลงั เรมิ่ มกี ารถกู ทงิ้ ระเบดิ
ระหว่างอยบู่ ้านอ่นุ โคก พ.ศ. ๒๔๘๕ ทา่ นบนั ทึกไว้ถงึ ความเป็นห่วงทางบา้ น อาจจะ
หวาดเกรงภัยสงคราม จิตจะไม่มีท่ีพ่งึ

102

อยบู่ ้านอนุ่ โคก เดอื น ๕-๖ พ.ศ. ๘๕

“จติ ไดว้ เิ วก บงั เกดิ ความกลวั ตอ่ สทู้ างอากาศ พจิ ารณากายปฏภิ าคนมิ ติ แยบคาย
มาก คดิ ถงึ คณุ ของทา่ นอาจารยใ์ หญม่ าก แตว่ ติ กทางบา้ นเรอื่ ยๆ นมิ ติ ความฝนั กเ็ ปน็
มงคล พงึ่ ธรรมไม่พ่ึงยาเหมือนแตก่ อ่ น ทอ่ งปาฏโิ มกขก์ ส็ ะดวก รา่ งกายกใ็ หโ้ อกาส
ไมเ่ จบ็ ปว่ ย สญั ญาในอดตี เกดิ มาก แตพ่ จิ ารณาถึงหลักของธรรมแลว้ หาย อยวู่ เิ วก
คนเดียวมีความสุขมาก จิตพงึ่ ธรรมะ ไมพ่ ง่ึ คนอืน่ ”

“เฉพาะตวั ของเราเมอ่ื อยใู่ นสำ� นกั ของทา่ นแลว้ ใหส้ ำ� คญั วา่ เราเปน็ สามเณรเพอื่
ถอนทฐิ มิ านะแขง่ ดกี บั ทา่ น พจิ ารณาแลว้ สะดวก เขา้ อปุ ฏั ฐากทา่ น แหม่ ลมื อารมณบ์ ว่ ง
มานาน พ่งึ มาต้งั จิตได้อนจิ จาเอย ประมาทมามากมายฯ”

“พจิ ารณากายใหม้ ากเปน็ อคุ คหนมิ ติ พจิ ารณาอคุ คหนมิ ติ ใหม้ ากเปน็ ปฏภิ าคนมิ ติ
พจิ ารณาปฏภิ าคใหม้ าก จติ รวมเปน็ อรยิ สจั เหน็ แจง้ พรอ้ มดว้ ยญาณสมั ปยตุ เกดิ ขน้ึ มา
เรยี กว่า อุฏฐาคามินวี ิปัสสนา ท�ำในท่ีน้ีใหช้ �ำนาญแล้ว เห็นพรอ้ มด้วยการรวมใหญ่
มีญาณสัมปยตุ ทวนกระแส แกอ้ นสุ ยั สมมตุ เิ ปน็ วมิ ตุ ตฯิ ”

“อบุ ายของวปิ สั สนาทจี่ ะถา่ ยถอนกเิ ลส ธรรมชาตขิ องสวยของงามตอ้ งมาแตข่ อง
ทไี่ มด่ ี ดจุ ดอกประทมุ ชาตเิ กดิ ณ ทเ่ี ปลอื กตม ธรรมวเิ ศษตอ้ งพจิ ารณาออกจากกาย
อันเป่อื ยเนา่ ”

“การพจิ ารณากาย ตอ้ งใหก้ า้ วเขา้ ไป ถอยออกมา เปน็ อนโุ ลมปฏโิ ลม จนใหช้ ำ� นาญ
ตอ่ ไป จติ เปน็ เองจติ ยอ่ มจะรวมใหญ่ จงึ เหน็ ความเปน็ อนั เดยี วกนั หมดทงั้ โลกเปน็ ธาตุ
ท้ังสน้ิ นิมิตจะปรากฏขน้ึ พรอ้ มกันว่าโลก โลกราบดุจหน้ากลอง เพราะมสี ภาพเป็น
อันเดียว”

“อริยสัจเป็นทีแ่ ก้สมมุตใิ นจติ ”

103

พรรษาท่ี ๒๐-๒๕ พ.ศ. ๒๔๘๗-๒๔๙๒

ดจุ นายทวารบาลแหง่ บา้ นหนองผือ

พ.ศ. ๒๔๘๗ - ๒๔๘๘
จ�ำพรรษา ณ บ้านหนองผือ ต.นาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

พ.ศ. ๒๔๘๙ - ๒๔๙๐
จำ� พรรษา ณ บา้ นอ่นุ ดง จ.สกลนคร

พ.ศ. ๒๔๙๑
จำ� พรรษา ณ บา้ นโคกมะนาว จ.สกลนคร

พ.ศ. ๒๔๙๒
จ�ำพรรษา ณ บ้านหว้ ยบุ่น ต.นาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

ในปี ๒๔๘๗ นี้ ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ จำ� พรรษาอยทู่ บ่ี า้ นโคก ซง่ึ ไมใ่ ชส่ ำ� นกั เดมิ
ทเี่ คยจำ� มาแลว้ เปน็ สำ� นกั ใหมท่ พี่ ระอาจารยก์ งมา จริ ปญุ โญ สรา้ งถวายในปเี ดยี วกนั น้ี
ขณะน้ันหลวงปู่หลุยจ�ำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ต.นาใน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก
บา้ นโคกนกั ระยะนน้ั ทา่ นกำ� ลงั มคี วามคดิ วา่ ควรจะใหช้ าวบา้ นหนองผอื ไดม้ โี อกาสได้
บญุ กศุ ลอยา่ งมหาศาล โดยการอาราธนานมิ นตท์ า่ นพระอาจารยม์ นั่ ภรู ทิ ตั ตมหาเถระ
ใหม้ าจำ� พรรษาโปรดพวกเขาบา้ ง ทบ่ี า้ นหนองผอื นาใน นบ้ี า้ ง ความจรงิ ในระยะเวลานนั้
ครบู าอาจารยห์ ลายองคก์ ม็ คี วามปรารถนาอยากใหท้ า่ นพระอาจารยม์ น่ั มาจำ� พรรษาท่ี
สำ� นักสงฆห์ รือวัดท่ีทา่ นก�ำลังปฏบิ ัตอิ ยู่ ระหว่างท่ที า่ นพระอาจารยม์ ่นั จ�ำพรรษาอยูท่ ี่
ส�ำนกั ปา่ บา้ นโคกก็ดี บา้ นนามนก็ดี หรอื ยอ้ นกลบั มาท่ีบา้ นโคก แตว่ า่ เป็นคนละแหง่

104

กับบ้านโคกท่ีท่านพักจ�ำพรรษาเม่ือปี ๒๔๘๕ หลายต่อหลายองค์ก็คิดว่าควรจะหา
ทางอาราธนานิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่นให้ไปโปรดญาติโยมท่ีส�ำนักสงฆ์หรือวัดป่าท่ี
ทา่ นเคยคนุ้ เคยกับญาตโิ ยมเหล่านนั้

ขณะนน้ั หลวงปู่หลยุ ไดม้ าทบี่ ้านหนองผืออีกคร้ังหนึ่ง นอกจากการท่ที ่านจะได้
ไปฟงั ธรรมจากครบู าอาจารยแ์ ลว้ ทา่ นกย็ งั ไดส้ อนอบรมพวกชาวบา้ นในเขตหนองผอื
ในเรื่องการฟังธรรมอีกคร้ังหนึ่งด้วย ตามแบบฉบับท่ีท่านเคยได้สอนไว้แต่คร้ังแรก
ทที่ า่ นมาพกั จำ� พรรษาแตใ่ นปี ๒๔๗๘ กอ่ นโนน้ กเ็ ปน็ เวลาเกอื บ ๙ ปที แี่ ลว้ ในระยะน้ี
เผอิญเป็นระยะท่ีก�ำลังมีสงคราม พ.ศ. ๒๔๘๗ เป็นเวลาท่ีสงครามโลกครั้งท่ี ๒
ที่ยุโรปก�ำลังเริ่มจะแตกหัก ส่วนทางมหาเอเชียบูรพา ญ่ีปุ่นก็ก�ำลังรบรุกอย่างหนัก
สภาพการขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคมีอย่างมากที่สุด เสื้อผ้าแพรพรรณอาศัย
ของนอกไมไ่ ด้ ตอ้ งใชก้ ารทออยภู่ ายใน ระหวา่ งนน้ั การขาดแคลนเรอื่ งผา้ เครอื่ งนงุ่ หม่
ตา่ งๆ รวมทั้งพระเณรกข็ าดแคลนสบง จวี ร จนกระทง่ั วา่ วดั ทท่ี า่ นพระอาจารยม์ น่ั
จ�ำพรรษาอยู่ทีบ่ ้านนามนนั้น ออกพรรษาแลว้ กไ็ ม่มีผา้ จะเปลี่ยนผา้ สบงจวี ร

เมอื่ หลวงป่ทู า่ นมาอยูบ่ า้ นหนองผอื ครัง้ ที่ ๒ มาอย่จู �ำพรรษา ออกพรรษาแล้ว
ทา่ นกพ็ าชาวบา้ นทท่ี า่ นฝกึ ไวต้ งั้ แตเ่ มอ่ื ตอนตน้ ปนี ท้ี อผา้ วา่ ทออยา่ งไร ออกพรรษาแลว้
ก็พาเขาไปถวายผ้า แล้วพร้อมกับแนะให้เขาอาราธนานิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่นให้
ขนึ้ มาพกั อยทู่ บี่ า้ นหนองผอื แสดงความเคารพนอบนอ้ ม ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ กม็ องดู
เหน็ วา่ ชาวบา้ นหนองผอื นมี้ คี วามเลอื่ มใสศรทั ธาอยา่ งแทจ้ รงิ การเขา้ ใกลค้ รบู าอาจารย์
กม็ คี วามนอบนอ้ ม แสดงความคารวะ เจรจาความใด แสดงวา่ มศี ลี มธี รรม มคี วามเคารพ
ตงั้ ใจจะปฏบิ ตั ภิ าวนา ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั กบ็ งั เกดิ ความเมตตา สดุ ทา้ ยทา่ นกย็ อมรบั วา่
จะมาอยจู่ ำ� พรรษาหนา้ ให้

เมอื่ ออกจากบา้ นนามนแลว้ ทา่ นมาพกั อยทู่ บี่ า้ นหว้ ยหบี โดยพกั อยทู่ บ่ี า้ นหว้ ยหบี
๓ เดือนเศษ ระหว่างทอ่ี ยูบ่ า้ นหว้ ยหบี นี้ หลวงป่หู ลยุ ก็ไดไ้ ปพกั อยดู่ ้วยทา่ น เรื่องนี้
ทา่ นไดเ้ ลา่ ไวใ้ นภายหลัง โดยบนั ทึกไว้ระหว่างทีท่ า่ นอยู่ถำ้� เจ้าผขู้ า้ เม่อื ปี ๒๕๒๕ ว่า

105

“เมื่อคราวเราอยูก่ ะทา่ นอาจารยม์ นั่ ห้วยหบี สกลนคร น้นั เราทรมานตนอยา่ ง
ขนาดใหญ่ มปี ระการตา่ งๆ กำ� ลงั มา้ งกาย ประกอบจติ เดด็ เดยี่ ว กลา้ ตาย สง่ เขา้ ภายใน
มารตวั สำ� คญั คลา้ ยมนั ตดั ออก แตเ่ ราสละตายเขา้ ไป เกดิ ระเบดิ ใหญภ่ ายในนนั้ ถอื ธรรม
นิสัยทา่ นอาจารย์มัน่ จึงชนะได”้

เมอื่ ไดย้ นิ ขา่ ววา่ ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั รบั อาราธนานมิ นตแ์ ลว้ วา่ จะมา เพยี งแตท่ า่ น
ออกทอ่ งเทยี่ วธดุ งคม์ าเรอื่ ยๆ แตห่ ลวงปกู่ ท็ ราบดวี า่ ปกตทิ า่ นพระอาจารยม์ น่ั ไมช่ อบ
เบยี ดเบยี นพระเณรในวดั ใด ทา่ นจะปลอ่ ยใหอ้ ยตู่ ามสบายๆ หากพบวา่ เมอ่ื ทา่ นมาแลว้
จะทำ� ใหพ้ ระเณรลำ� บากตอ้ งจากทไี่ ป ทา่ นกจ็ ะผา่ นเลยไปหาความสะดวกสบายทวี่ เิ วก
สถานท่อี ่ืนแหง่ อ่นื ต่อไป

หลวงปู่ทราบนิสัยของครูบาอาจารย์ดี ท่านจึงรีบกลับมาเตรียมจัดเสนาสนะที่
บา้ นหนองผอื “ทางชาวบา้ นเรยี กวา่ เปน็ “วทิ ยายทุ ธของเพน่ิ ” เพราะวา่ ทา่ นรวู้ า่ หลวงปมู่ น่ั
ซบิ ไ่ ปเบยี ดเบยี นพระเณรในวดั ใด๋ ปลอ่ ยใหอ้ ยตู่ ามสบายๆ หลวงปเู่ พน่ิ จงึ ขน้ึ มากอ่ น
เพ่นิ มาสะสาง ปรากฏวา่ ขณะนั้นมีหลวงตาองค์หนงึ่ อยูท่ บ่ี า้ นหนองผอื อยากอยู่กบั
หลวงปู่มั่น ถือว่าอย่กู ่อนหลวงปูม่ นั่ กไ็ ม่ยอมไป ถอื โอกาสจะครอบครองวัดนน้ั อยู่
หลวงปขู่ น้ึ มา เพน่ิ ไลห่ ลวงตานห้ี นไี ปกอ่ นเพอื่ ปลอ่ ยใหเ้ ปน็ วดั รา้ ง บใ่ หไ้ ผอยู่ ตวั เพนิ่ เอง
กห็ นีไปอยทู่ ่ีบ้านหว้ ยบุ่นบ้าง ทางบา้ นนาเหลา่ บ้าง บ่อยขู่ ดั ขวางทางท่านอาจารย”์

ซึ่งเป็นค�ำพูดของหลวงตาบู่เล่าให้ฟัง และเล่าถึงการมาวัดหนองผือของท่าน
พระอาจารยม์ น่ั วา่ “เพนิ่ ซยิ า่ งมาทางอนุ่ ดง ทางอนุ่ โคก ทางหนองสะไน ทางทเ่ี พนิ่ เคยอยู่
หลวงปมู่ นั่ เพนิ่ เดนิ ทางมานอนทบี่ า้ นหว้ ยหบี บา้ นหนองนำ้� ใส กดุ นำ�้ ใส คนื หนง่ึ เสรจ็ แลว้
หลวงปู่กม็ าถงึ คนื ท่ี ๒ ก็มาถึงหนองผอื แล้ว”

หลวงตาบู่เล่าต่อไปว่า เม่ือท่านพระอาจารย์ม่ันเข้ามาพักอยู่เรียบร้อยแล้ว
หลวงปหู่ ลยุ กท็ ำ� ทา่ ทางไมร่ ไู้ มช่ ้ี คอ่ ยๆ ออกมาจากบา้ นหว้ ยบนุ่ แลว้ กม็ ากราบนมสั การ
หลวงปมู่ นั่ ในตอนบา่ ยของวนั รงุ่ ขน้ึ ทำ� เหมอื นวา่ ทา่ นไมร่ เู้ รอ่ื งรรู้ าวทพ่ี วกราษฎรบา้ น
หนองผือไปอาราธนานิมนต์ท่านพระอาจารยม์ ัน่ มา

106

ทา่ นว่า ความจริงหลวงปมู่ น่ั กพ็ อรูๆ้ อยู่ แต่ทา่ นก็ท�ำเฉยเสยี เหมอื นทา่ นไมร่ ู้
เรอื่ งอะไรในการทหี่ ลวงปหู่ ลยุ ไดต้ ระเตรยี มสถานทแ่ี บบน้ี ทงั้ ๆ ทว่ี ดั ปา่ บา้ นหนองผอื นี้
ทา่ นจำ� พรรษามาตงั้ แตป่ ี พ.ศ. ๒๔๘๗ อยตู่ ลอดมา แตท่ า่ นกท็ ำ� เปน็ กลบั ออกไปหลบ
อยทู่ ขี่ า้ งนอก บา้ นหนองผอื กลายเปน็ สถานทรี่ า้ ง เมอ่ื ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ทา่ นอาจารย์
ของทา่ นไดม้ าเหน็ ทา่ นกพ็ อใจ เพราะเปน็ วดั รา้ งจรงิ ๆ ไมม่ ใี ครอยู่ ณ ทน่ี นั้ แตก่ ด็ ปู ดั กวาด
อยา่ งเรยี บรอ้ ย พวกชาวบา้ นกพ็ ากนั มากราบพรอ้ มกนั เปน็ การแสดงความยนิ ดที ไี่ ดม้ ี
ครูบาอาจารยอ์ งค์สำ� คัญเมตตากรุณาพวกเขาเดนิ ทางมาถงึ หลวงปู่หลุยท�ำให้ทุกคน
เขา้ ใจวา่ ชาวบา้ นคดิ เอง ทำ� เอง มจี ติ เลอื่ มใสเอง การทกุ อยา่ งดชู า่ งแนบเนยี นไมใ่ หใ้ คร
เข้าใจได้ ท�ำให้ทุกคนรู้สึกเมตตาสงสารชาวบ้านอย่างย่ิง เม่ือคณะเข้ามาพักอยู่
เรียบร้อยแลว้ หลวงปู่หลยุ จงึ ค่อยเขา้ มากราบ

อันที่จริงหลวงปู่เป็นคนท่ีมีนิสัยชอบอยู่องค์เดียว ท่านไปช่วยสร้างวัดใดแล้ว
เม่ือเวลาท่านกลับมามีพระเณรอยู่ อย่างเช่นท่ีวัดหนองผือที่ท่านเข้ามาในระยะแรก
ทา่ นก็ไม่เขา้ มาอยู่ในวัด ท่านกลบั ไปนอนนอกวดั ตามกระต๊อบนาบ้าง ตามโคนไม้
รกุ ขมูลบ้าง หรอื ไปนอนตามป่า ท่านไม่เข้าไปอย่ใู นวัดเพื่อให้พระเณรท่อี ยใู่ นวัดนนั้
เกรงใจ อันนเ้ี ปน็ นิสัยของท่าน ถ้ามีผอู้ ยูใ่ นวดั แลว้ ท่านจะไมเ่ ขา้ ไปในเขตวดั เลย
ทง้ั ๆ ที่เป็นวดั ทท่ี า่ นได้จดั สร้างขึน้ มาแท้ๆ

หลวงตาบผู่ เู้ ลา่ เรอื่ งนเ้ี มอ่ื สมยั หลวงปมู่ าอยบู่ า้ นหนองผอื แตส่ มยั แรก ปี ๒๔๗๘
ยงั เปน็ เด็กหน่มุ อยู่ ต่อมาในสมยั หลัง พ.ศ. ๒๔๘๗-๒๔๘๘ ก็เปน็ กำ� ลงั ศรัทธาอนั
เขม้ แขง็ แตป่ จั จบุ นั นกี้ ก็ ำ� ลงั บวชเปน็ ภกิ ษอุ ยู่ ไดเ้ ลา่ ตอ่ ไปวา่ เรอ่ื งหลวงปมู่ น่ั ทจี่ ะกลบั
มานัน้ หลวงปหู่ ลุยท่านไดว้ างแผนประชมุ พวกชาวบา้ นซง่ึ รวมทงั้ หลวงตาบขู่ ณะนน้ั
ใหเ้ ข้าใจด้วย มกี ารอบรมชาวบา้ นใหเ้ ขา้ ใจเรอ่ื งศีล เร่ืองธรรม เรื่องขอ้ วัตรปฏิบัติ
เรอื่ งการทำ� บญุ สนุ ทาน รกั ษาศลี ภาวนา เปน็ อยา่ งดี เปน็ การเตรยี มตวั ไมไ่ ดเ้ ตรยี ม
สถานท่ีเสนาสนะไว้เทา่ น้ัน แมแ้ ตเ่ ตรียมบคุ คล เตรยี มผทู้ ่ีจะท�ำขอ้ วัตรอปุ ฏั ฐากท่าน
อาจารยด์ ว้ ย เปน็ การทที่ ำ� ใหท้ า่ นพระอาจารยม์ น่ั พอใจและมเี มตตาชาวบา้ นหนองผอื
เปน็ พเิ ศษ ถงึ ไดอ้ ยจู่ ำ� พรรษาอยู่ ณ ทนี่ นั้ เปน็ เวลานานตดิ ตอ่ กนั ถงึ ๕ พรรษา ตง้ั แต่
ปี ๒๔๘๘-๒๔๙๒ จนกระทงั่ ทา่ นเข้าส่นู ิพพาน ท่วี ดั ปา่ สทุ ธาวาส ในภายหลงั

107

หลวงตาบยู่ ืนยันวา่ เมือ่ ก่อนนน้ั กไ็ มม่ ีใครรปู้ ระวัติวัดหนองผือนเี้ ลยวา่ เป็นมา
อย่างไร ถ้าไมใ่ ช่หลวงปหู่ ลุยเปน็ ผู้รเิ ร่มิ จัดสร้างข้นึ ต้งั แต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๘ แลว้ ไดม้ ี
อุบายวธิ นี มิ นต์หลวงปมู่ ั่นมาจ�ำพรรษา ก็คงไมม่ ชี ื่อท่ีจะติดอยใู่ นประวตั ศิ าสตรช์ ีวติ
พระกมั มฏั ฐานเชน่ ทุกวนั น้ี

หลวงตาบไู่ ดเ้ ลา่ ถงึ การอบรมสงั่ สอนของหลวงปหู่ ลยุ ตอ่ ไปอกี วา่ “การสอนของเพน่ิ
สอนตง้ั แตพ่ อ่ ถงึ ลกู ถงึ หลานถงึ เหลน เปน็ ทจ่ี บั ใจ สอนกส็ อนแบบงา่ ยๆ รสู้ กึ วา่ เพน่ิ ซเิ ปน็
ทส่ี นทิ สนมทส่ี ดุ ของชาวบา้ น ชาวบา้ นกซ็ คิ นุ้ เคยกบั เพนิ่ ทส่ี ดุ เรยี กวา่ คนุ้ เคยแบบพดู ได้
ทุกประโยค แบบพอ่ แมพ่ ูดกับลูก แบบพ่อแม่อบรมสั่งสอนลกู น่นั แหละ” ชาวบา้ น
หนองผอื กบั หลวงป่จู ึงเป็นอันหนึ่งอนั เดยี วกัน แต่ท่านเม่ือจำ� พรรษาท่ีบ้านหนองผอื
กบั หลวงปมู่ นั่ ในปี ๒๔๘๘ แลว้ ระยะตอ่ มาทา่ นกแ็ ยกไปจำ� พรรษาอยทู่ อ่ี น่ื หรอื ระหวา่ ง
พรรษาหนง่ึ กับอกี พรรษาหนงึ่ ทา่ นกห็ ลบไปอยู่ทีอ่ นื่ เช่นกนั เชน่ ปี ๒๔๘๙, ๒๔๙๐
ทา่ นไปอยอู่ นุ่ ดง ๒๔๙๑ จำ� พรรษาทบี่ า้ นโคกมะนาว ซงึ่ ในพรรษานม้ี ที า่ นพระอาจารย์
สิงห์ทองจ�ำพรรษาอยู่ดว้ ย ๒๔๙๒ อนั เปน็ ปีทที่ ่านพระอาจารย์มั่นมรณภาพ ท่าน
จำ� พรรษาทบ่ี า้ นหว้ ยบนุ่ สำ� หรบั ปี ๒๔๘๘ ทท่ี า่ นอยจู่ ำ� พรรษากบั ทา่ นพระอาจารยม์ นั่
ณ บา้ นหนองผอื ไดม้ พี ระอน่ื ทจี่ ำ� พรรษาดว้ ยอกี คอื ทา่ นอาจารยพ์ ระมหาบวั ญาณ-
สมั ปนั โน ทา่ นอาจารยม์ นู ทา่ นครบู าออ่ นสา ทา่ นครบู าเนตร กนั ตสโี ล ทา่ นอาจารยว์ นั
อุตตโม และเณรดวง ผา้ ขาวเถงิ

ในระหวา่ งฤดูแล้งออกพรรษาแล้ว ทา่ นจะอยบู่ ้านนาเหล่าบ้าง วนเวยี นอยแู่ ถว
บ้านอนุ่ ดง บ้านอ่นุ โคก ไปอยู่ทางน้ี หลวงตาบวู่ า่ รู้สึกว่า ๓ ปี อย่ทู างตะวนั ตกของ
บา้ นหนองผอื ๒ ปี มาอยทู่ างตะวนั ออก ๓ ปี ถอื วดั ปา่ บา้ นหนองผอื เปน็ จดุ ศนู ยก์ ลาง
โดยรอบวดั สำ� คญั ทที่ า่ นพระอาจารยม์ น่ั อยู่ เพราะทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ไมช่ อบใหพ้ ระ
เณรอยใู่ นวัดเดียวมากเกนิ ไป อีกทั้งระยะหลงั ท่านก็เร่มิ มอี ายุมากแลว้ การจะปลอ่ ย
ใหพ้ ระเลก็ เณรนอ้ ยทไี่ มไ่ ดผ้ า่ นการอบรมบม่ นสิ ยั เขา้ ไปใกลช้ ดิ ทา่ น กจ็ ะเปน็ ภาระอนั
หนกั แกท่ า่ น บรรดาพระเถระผใู้ หญจ่ งึ ตอ้ งเปน็ คลา้ ยนายทวารบาลชว่ ยดแู ลอบรมกนั
เป็นลำ� ดับๆ ช้ันก่อน ต่อเม่อื เห็นองค์ใดมีนิสัยพอจะมี “ประกายแวววาว” ก็จะส่งต่อ
ไปให้ได้รับการอบรมข้นั สูงต่อไป

108

หลวงปู่กลา่ วอยา่ งถ่อมองค์เสมอว่า “เวลาอยู่กบั ทา่ นพระอาจารยม์ ่ัน ท่านเป็น
ประดจุ เขยี งเชด็ เทา้ ของทา่ นอาจารย์ เหมอื นผนื หนงั ทก่ี อ่ นจะถกู ฟอกใหอ้ อ่ นนมุ่ จะตอ้ ง
ผา่ นกรรมวธิ ี ถกู ทงั้ ทบุ ทงั้ ตอี ยา่ งหนกั จนกวา่ จติ ทก่ี ำ� เรบิ ฟงุ้ ซา่ นจะออ่ นยวบสยบลง”
ส�ำนวนท่านเรียกว่า “จติ กำ� เหริบ” (จิตก�ำเรบิ )

ทา่ นเล่าวา่ เมือ่ ตอนทีม่ าอยู่กบั ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ระยะนัน้ ท่านก็เพ่ิงผ่านพ้น
สนามทดลองมาใหมๆ่ จติ กำ� ลงั มกี ำ� ลงั กลา้ ไดฝ้ กึ ปรอื ดา้ นการมา้ งกายมา ทำ� ปฏภิ าคนมิ ติ
ขยายใหญ่ขน้ึ ทำ� ให้เลก็ ลง เป็นอนโุ ลมปฏิโลมอย่างคลอ่ งแคล่ว กำ� หนดร้จู ติ คนกร็ ู้
ได้มาก

ดงั นั้น วนั หน่ึงอดไม่ได้ ไปแอบมา้ งกายทา่ นพระอาจารยม์ ัน่ เหน็ แสงแหง่ จิต
ของทา่ นกำ� หนดแยกสว่ นออกเปน็ ชน้ิ ๆ สว่ น เพราะหลวงปถู่ อื ตำ� ราอยวู่ า่ หากกำ� หนด
ม้างกายใครแล้ว ก็จะร้จู ติ คนนั้น ทรมานจติ คนนัน้ ให้อ่อนลงได้ ทา่ นเคยปฏิบัติกับ
บคุ คลอนื่ ตลอด วนั นนั้ อวดกลา้ ลองดไี ปลองวชิ าเอากบั ครบู าอาจารย์ ถกู ทา่ นอาจารย์
เอ็ดกลับมาเสียงดังสนั่นลั่นศาลา แต่วันหลังก็ยังไม่เข็ด ก็ยังแอบดูอีก แอบคิด
ทา่ นเรียกวา่ เหมือนบ้าๆ ขน้ึ มาเอง อยากจะดูนักว่าจิตพระอรหันตเ์ ปน็ อย่างไร และ
เชน่ เดยี วกับคร้ังกอ่ น ถูกเอ็ดเปรยี้ งลงมาเชน่ เดียวกัน ความจริงตอ่ มาในบันทึกท่าน
ได้กล่าวอยา่ งชัดวา่

“การดบู คุ คลใด คนไหนมบี ญุ มวี าสนา มนี สิ ยั อยา่ งไร จะเหน็ แสงแหง่ จติ ไดช้ ดั ”

นีก่ เ็ ช่นเดียวกนั วนั หน่ึงในระหวา่ งเรียนภาวนา ก�ำลังพดู ถึงการปฏิบตั ภิ าวนา
กบั ศษิ ย์ มศี ษิ ยค์ นหนง่ึ มนี สิ ยั ออกโลดโผนปรารภถงึ เรอ่ื งนี้ วนั นนั้ ทา่ นกเ็ ผลอคยุ ให้
ฟงั วา่ ทา่ นเองเคยแอบดจู ติ ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั โดยทา่ นใชว้ ธิ หี ลายวธิ ี บางครงั้ ดใู น
เวลาสงบเงยี บอยู่ ก็เห็นจิตสวา่ งไสวเป็นธรรมดา ท่านอยากจะคดิ วา่ พระอรหันตน์ ้นั
มจี ติ เปน็ อยา่ งไร จะมอี ารมณร์ าบเรยี บอยเู่ ชน่ นน้ั ตลอดไปหรอื ไม่ ทา่ นกล็ องใชว้ ธิ พี ดู
เพอ่ื จะทำ� ใหถ้ กู ทา่ นอาจารยใ์ หญด่ ุ แลว้ กแ็ อบดจู ติ ของทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ทา่ นบอกวา่
เปน็ แสงแดงจา้ สวา่ ง สวา่ งแตอ่ อกข้างแดง

109

ความซนของทา่ นน้นั ก็เปน็ ท่ีประจักษ์แก่ทา่ นอาจารย์อยู่ ถึงถกู ท้งั ดทุ ้ังว่าตา่ งๆ
ทา่ นเองเคยเขยี นไวว้ ่า

“ครง้ั หนงึ่ ทภี่ าวนาแลว้ ทา่ นอาจารยใ์ หญจ่ ะยกโทษเรา แตเ่ มอ่ื เหน็ รศั มกี ายของเรา
กเ็ ลยหยุดอย”ู่ ทา่ นกล่าววา่ “นี้กเ็ ป็นข้ออศั จรรย์อยา่ งหน่ึง”

ขอ้ ท่ที ่านบันทกึ ไวเ้ ร่ืองรัศมกี ายนี้ ทำ� ใหค้ ิดขึ้นได้ถึงเรอ่ื งรัศมกี ายของหลวงปทู่ ี่
เราเคยพบมา ลกู ศษิ ยไ์ ดเ้ คยถา่ ยรปู ทา่ นในปี ๒๕๒๐ การถา่ ยรปู ครง้ั นน้ั เปน็ การถา่ ย
ในอริ ยิ าบถตา่ งๆ ทา่ นมาเยยี่ มบา้ นลกู ศษิ ยค์ นหนงึ่ เผอญิ ศษิ ยท์ มี่ นี สิ ยั ในการถา่ ยรปู
ได้ถือกล้องมาด้วย กข็ ออนญุ าตถา่ ยรปู ทา่ น เธอได้ถ่ายรูปหลวงป่ทู ั้งมว้ น จำ� นวน
๓๖ รปู เมอ่ื ล้างออกมาแล้ว มอี ย่รู ปู หนึ่งได้มีรศั มวี งกลมเอยี งไปทางขวา ด้านขวา
บนเศยี รของทา่ น รปู นที้ า่ นเจา้ ของบา้ นไดน้ ำ� ไปกราบเรยี นใหค้ รบู าอาจารยด์ หู ลายองค์
เช่น หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านพระอาจารย์วัน อุตตโม
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ตา่ งกลา่ ววา่ เปน็ รศั มีของท่าน อกี องคห์ นงึ่ กลา่ ววา่
เป็นรังสีของทา่ น รังสีนเี้ ปน็ วงกลมสีขาว เขา้ ใจวา่ เวียนอยูร่ อบเศยี รท่าน เมอ่ื มาพบ
บนั ทกึ ทท่ี า่ นกลา่ ววา่ “ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ไดม้ องเหน็ รศั มกี ายของทา่ น กไ็ มค่ อ่ ยไดด้ ุ
อีกตอ่ ไป หรือต่อหนา้ คนอน่ื ท่านก็ยังดุบา้ ง แต่ดว้ ยความเมตตาอยตู่ ลอด”

อกี เรอื่ งหนงึ่ ทห่ี ลวงปเู่ คยเลา่ กค็ อื วา่ ทา่ นถกู ลองทดลองจติ จากหลวงปมู่ นั่ อยเู่ สมอ
บางครง้ั ถกู ดเุ รอ่ื งนนั้ เรอ่ื งน้ี แตท่ จ่ี รงิ ทา่ นกท็ ราบวา่ เปน็ อบุ ายทหี่ ลวงปหู่ ลยุ ทจี่ ะแกลง้
พูดเพอื่ ใหถ้ ูกดุ และเพื่อใหท้ กุ คนได้ฟังเทศนเ์ สมอกนั บางคร้งั ท่านไลถ่ งึ กับบอกวา่
“ไอผ้ บี า้ ไปใหพ้ น้ ออกไป ออกไป” หลวงปกู่ เ็ กบ็ ขา้ วเกบ็ ของหอบผา้ แลว้ เขา้ มากราบลา
มาถงึ แลว้ ทา่ นอาจารยม์ นั่ ถามวา่ “มาทำ� ไม ใครบอกใหไ้ ป เรอื่ งอะไรกนั ” ทา่ นพดู เสรจ็
ก็อมยิ้ม หลวงปู่ก็ต้องเก็บของกลับอยู่ต่อไป ท่านบอกว่าโดนอย่างนี้ ๒-๓ ครั้ง
คร้ังแรกไม่เข้าใจ แต่ตอนต่อไปก็ทราบว่า ท่านต้องการจะทดลองจิตของศิษย์ว่า
เมอื่ การทถ่ี กู ดถุ กู วา่ นนั้ ศษิ ยท์ เี่ ขา้ มาหมอบกราบบอกวา่ “ขอมอบกายถวายชวี ติ ตอ่ ทา่ น
อาจารย์ตามแตท่ า่ นจะเมตตาสั่งสอนทกุ อย่าง กระผมยอมทุกประการ” แต่เมื่อถูกดุ
ถกู วา่ ถกู ไล่ จติ ของศษิ ยน์ น้ั มแี ขง็ กระดา้ งโตแ้ ยง้ ทา่ นอวดดตี อ่ ทา่ นหรอื ไมป่ ระการใด

110

แตถ่ ้าศษิ ยย์ อมสยบ จิตหดเขา้ สู่ภายในแนบสนทิ เวลาท่ีถกู ดนุ ้ันจะกลบั เป็นธรรมที่
วิเศษท่สี ดุ กลบั ทำ� ใหจ้ ติ รวม จติ ออ่ น จิตนอบน้อม จิตควรแก่การงาน เปน็ อบุ ายวธิ ี
ของท่านพระอาจารย์มั่นท่ีใช้อยู่เสมอกับศิษย์ และหลวงปู่ก็เป็นองค์ท่ีถูกทดลอง
ดงั ที่ทา่ นกล่าววา่ “เป็นประดจุ เขียงเชด็ เท้าท่ีถกู เหยยี บยำ่� อย่ตู ลอดเวลา”

ในระหวา่ งทที่ า่ นเรมิ่ มาสรา้ งวดั ปา่ บา้ นหนองผอื ทา่ นกไ็ มไ่ ดท้ ำ� เสนาสนะเปน็ กฏุ ิ
วหิ ารใหญโ่ ตอะไรนกั เพยี งแตป่ ลกู กระทอ่ มมงุ หญา้ อยเู่ ทา่ นนั้ อยถู่ งึ เกอื บ ๒ ปี แลว้
มาอย่ปู หี ลงั กม็ าซอ่ มแซมเพ่อื วา่ ครบู าอาจารย์เข้ามาอยูไ่ ด้โดยสะดวก ปี ๒๔๘๗ นนั้
ท่านเริ่มเตรียมจัดท�ำกุฏิท่ีหลวงปู่มั่นอยู่ โดยจะขออนุญาตหลวงปู่มั่นอยู่ปีหน่ึง
ทา่ นไมไ่ ดเ้ ปน็ คนขอโดยตรง แตอ่ บุ ายใหช้ าวบา้ นมาขออนญุ าต กราบเรยี นวา่ ขอสรา้ งกฏุ ิ
หลงั หนงึ่ เปน็ หลงั สดุ ทา้ ย พวกชาวบา้ นกเ็ ตรยี มของมาพรอ้ ม ขอกข็ อไป แตห่ ลวงปมู่ นั่
ก็ไม่อนุญาต หลวงปู่ม่ันไม่อนุญาตให้สร้าง ก็มากราบเรียนหลวงปู่หลุยว่าจะท�ำ
ประการใด ท่านก็บอกว่าให้รอไปก่อน แต่ปฏิบัติตัวให้เป็นคนดีให้หลวงปู่ม่ันเพิ่น
เห็นใจ ให้แอบกระซิบสอนไว้ เวลาใส่บาตรก็ให้ขอ ลงมาชงน�้ำร้อนถวายก็ให้ขอ
ใหอ้ า้ งเหตผุ ลวา่ “ขอสรา้ งกฏุ ิ ดว้ ยถอื วา่ เพนิ่ ชราภาพแลว้ ขอใหเ้ พน่ิ พกั บา้ งทต่ี อ้ งอยู่
รกุ ขมลู รม่ ไม้ ชาวบ้านแสนจะสงสาร”

พวกชาวบา้ นไดฟ้ งั กเ็ ชอื่ ฟงั ครน้ั หลวงปมู่ นั่ เขา้ ไปบณิ ฑบาตในหมบู่ า้ น กค็ กุ เขา่
ออ้ นวอนขอสรา้ งกฏุ ถิ วาย เอานำ้� รอ้ นเอาของไปถวายกอ็ อ้ นวอนขออกี บางคนขอแลว้
นำ�้ จติ นำ้� ใจนนั้ โนม้ นอ้ มลงไปจรงิ ๆ ถงึ กบั นำ้� ตาคลอ อา้ งวา่ “สงสารพอ่ แมค่ รจู ารยน์ กั
ทต่ี อ้ งอยรู่ กุ ขมลู รม่ ไม้ ไมไ่ ดอ้ ยดู่ ว้ ยความสะดวกสบาย ใครจ่ ะขออนญุ าตสรา้ งกฏุ ถิ วาย
ถึงองคท์ า่ นไมเ่ หน็ แกอ่ งค์เอง แตก่ โ็ ปรดใหเ้ ห็นแกพ่ วกขะนอ้ ยจะไดบ้ ญุ ได้กศุ ลบา้ ง
ชาตนิ ี้พวกขะน้อยมีวาสนา ทา่ นมาโปรดอยา่ งใกล้ชิดเชน่ นี้ ทา่ นผูท้ ่ีมคี ุณธรรมวเิ ศษ
ไดม้ าถงึ ปานฉะนแ้ี ลว้ ยงั ไมใ่ หโ้ อกาสไดท้ ำ� บญุ เลยกระนน้ั หรอื ขอทา่ นไดโ้ ปรดกรณุ า
เมตตาแกพ่ วกขะนอ้ ยทง้ั หลายดว้ ย” ขอไปนำ�้ ตากค็ ลอไป แถมบางคนถงึ กบั รว่ งพรลู ง
สดุ ทา้ ยหลวงปมู่ นั่ กค็ งจะทนสงสารเมตตาไมไ่ หว เหน็ วา่ ดอ้ื ขออยตู่ ลอดเวลา จงึ อนญุ าต
ใหส้ ร้างกฏุ ินไ่ี ดม้ า

111

สภาพของเสนาสนะยคุ บา้ นหนองผอื ผทู้ ไ่ี มท่ ราบความหลงั กจ็ ะเลา่ แตเ่ พยี งสนั้ ๆ
ว่าอย่างในหนังสอื เลม่ หนึง่ กลา่ วว่า

“ทท่ี ำ� กพ็ ออยไู่ ดเ้ ทา่ นนั้ อยา่ งสงู กป็ กู ระดาน ปกู ระดานกไ็ มไ่ สกบ ฝากเ็ หมอื นกนั
สมยั นน้ั มปี กู ระดาน มงุ กระดาน ๔ หลงั เทา่ นนั้ กบั ศาลาอโุ บสถอกี ๑ หลงั กวา้ งประมาณ
๖ เมตร ยาวประมาณ ๘ เมตร เปน็ ศาลาเกา่ โบราณทเ่ี ขาปลกู ไวก้ อ่ นหลวงปมู่ นั่ ไปอยู่
สว่ นศาลาฉันทปี่ ูฟากได้กลา่ วแล้ว หลงั อื่นๆ ที่พระเณรอยู่นัน้ ปูฟากมัดดว้ ยเครอื
เถาวลั ยแ์ ละมดั ดว้ ยตอก ทา่ นไดฝ้ าแถบตอง ใบตองกอ่ และใบหกู วางทง้ั นนั้ ประตทู ำ�
เปน็ ฝาแถบตองเปน็ หผู ลกั ไปมา หนา้ ตา่ งทำ� เปน็ ฝาแถบตองเสยี้ มไมไ้ ผเ่ ปน็ งา่ มคำ�้ เอา
ในเวลาเปดิ เชือกระเบียงตากผ้ากฟ็ ่ันเอาฝ้ายเป็น ๓ เกลยี ว เพราะฝ้ายไม่หด สว่ น
เคร่ืองมุงกุฏิก็หญา้ คาเป็นส่วนมาก”

ในหนงั สอื ไดเ้ ขยี นไวเ้ ชน่ นน้ั แตจ่ ะมใี ครทท่ี ราบหรอื ไมว่ า่ ศาลาเกา่ โบราณทเี่ ขา
ปลกู ไว้ก่อนหลวงปู่มัน่ ไปอยกู่ ด็ ี หรือกุฏติ ่างๆ น้ันก็ดี ได้เกดิ ขึน้ ด้วยจากความคิด
ความนึกจากท่หี ลวงปู่หลุยได้ด�ำเนนิ การไว้

พวกผเู้ ฒา่ ผแู้ กท่ หี่ มบู่ า้ นหนองผอื นาใน เลา่ บอกวา่ กระดานทา่ นกไ็ มใ่ หไ้ สกบ
ทา่ นสอนเอาไว้ เพราะถา้ ทำ� ดนี กั หลวงปมู่ นั่ กจ็ ะไมย่ อมอยู่ ตอ้ งมสี ภาพดบิ ๆ เหมอื นปา่
เพราะพอ่ แมค่ รบู าอาจารยห์ ลวงปมู่ นั่ นน้ั รกั ความวเิ วกแหง่ ปา่ อยา่ งยง่ิ ทา่ นเคยพรำ�่ สอน
ลกู ศษิ ยอ์ ย่เู สมอว่า“สมเด็จพระพทุ ธองค์นัน้ ท่านประสตู ใิ นปา่ ตรสั รใู้ นปา่ ประทาน
ปฐมเทศนากใ็ นป่า ปรินพิ พานก็ในป่า ปา่ เปน็ คณุ แกพ่ ระกัมมัฏฐาน เป็นทนี่ ่าเคารพ
บูชาของพระกมั มฏั ฐาน ธรรมท้ังหลายท่พี ระธุดงคจ์ ะได้มานน้ั ท้ังหมดนน้ั จะมาจาก
ความสงดั วิเวกทัง้ น้ัน ในปา่ นัน้ อุดมไปดว้ ยเทพที่จะมาอนุโมทนาสาธกุ ารเม่ือพระได้
ปฏบิ ัตบิ �ำเพญ็ ความเพยี รอยา่ งดี ทั้งชืน่ ใจ ทั้งอนุโมทนายนิ ดปี รดี าด้วย เม่ือพระได้
บำ� เพญ็ ความเพยี รและแผเ่ มตตาใหไ้ ปโดยรอบไมม่ ปี ระมาณ ไมแ่ ตม่ นษุ ย์ เทพ เทวดา
อนิ ทร์ พรหม ยม ยกั ษ์ แมแ้ ตส่ ตั วน์ อ้ ยใหญ่ ทวบิ าท จตบุ าท โดยรอบกไ็ ดร้ บั กระแส
แห่งความเยือกเย็นของการแผ่เมตตาบารมีของพระตลอดกาล การจัดสร้างสิ่งใดที่
หรหู รามากมาย ถือวา่ เป็นของรกรุงรัง ไมค่ วรจะเป็น”

112

ส่ิงเหล่านี้หลวงปู่หลุยได้แอบอบรมชาวบ้านให้เข้าใจอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุ
ดงั นน้ั ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ จงึ พักภาวนาอยทู่ บี่ า้ นหนองผอื นานกวา่ ทอ่ี น่ื ดว้ ยถอื เปน็
ที่สปั ปายะ ทั้งทางเสนาสนะ อากาศ อาหาร และบุคคล

หลวงปไู่ ดบ้ นั ทกึ ธรรมของทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ณ ทบ่ี า้ นหนองผอื นไี้ วม้ ากมาย
ซง่ึ ไดแ้ ยกนำ� ไปลงพมิ พใ์ นภาคอาจารยิ ธรรมเรยี บรอ้ ยแลว้ ทา่ นมคี วามเคารพอาจารย์
ของทา่ นเปน็ อยา่ งมาก ไมว่ า่ จะกลา่ วสงิ่ ใด เทศนต์ อนใด แมใ้ นระยะหลงั นเี้ กอื บจะทกุ
ค�ำพดู ทที่ า่ นจะตอ้ งยกอ้าง “ทา่ นอาจารยม์ ัน่ บอกวา่ ” หรอื “หนังสอื มตุ โตทัยบอกว่า”
ท่านจะอ้างธรรมของครูบาอาจารย์มาเป็นประดุจค�ำไหว้ครูก่อนเสมอ เสร็จแล้วใน
ตอนจบบางครั้งกห็ ลดุ มาว่า “ความจริงก็เปน็ เชน่ น้ัน”

อันที่จริงธรรมบางประการท่ีท่านปฏิบัติตามมาแล้ว ประสบผลส�ำเร็จแล้ว
ทา่ นอาจจะกล่าวไดว้ า่ เปน็ ธรรมทที่ ่านพบ บางทา่ นอาจจะไม่เคยต้องมาอา้ งวา่ เป็นค�ำ
ของครบู าอาจารยท์ ี่สัง่ สอนมา เพราะเมอ่ื ปฏบิ ัตไิ ปประสบความเยือกเย็นเห็นดว้ ยจิต
เชน่ เดยี วกบั อาจารย์ การเทศนาสงั่ สอนกม็ กั จะขา้ มเลยไป ไมไ่ ดเ้ อย่ อา้ งถงึ แตห่ ลวงปู่
มใิ ช่เชน่ นั้น หลวงปู่จะยกวา่ เปน็ คำ� ที่ “ท่านอาจารย์ม่ันวา่ ” เกือบจะตลอด ฟงั เผินๆ
เหมอื นวา่ ทา่ นไมไ่ ดม้ คี วามรอู้ ะไรดว้ ยตนเอง แตอ่ า้ งทา่ นอาจารยม์ นั่ ตลอด แตก่ อ็ ยา่ ง
ที่กล่าวแล้วหลายครั้งที่ท่านก็เผลอตบท้ายตอนหลังว่า “แต่ความจริงก็เป็นเช่นน้ัน”
หมายความวา่ ทา่ นไดป้ ฏบิ ตั แิ ลว้ ไดป้ ระสบผลแลว้ พบแลว้ แตด่ ว้ ยความเคารพสงู สดุ
ต่อท่านอาจารย์ เหมือนกับว่าจะยกมือขึ้นประนมกราบไหว้บูรพาจารย์ของท่านก่อน
ถงึ จะให้คำ� เทศนาอบรมของทา่ นตอ่ ไป

หลวงปู่ไดเ้ คยยกเรือ่ งความน่าเคารพอย่างยงิ่ ของทา่ นพระอาจารยม์ ัน่ อาจารย์
ของทา่ นมากลา่ ววา่ “ทา่ นเปน็ คนทถ่ี อ่ มองค์ และมอี บุ ายวธิ อี บรมศษิ ยข์ องทา่ นอยเู่ สมอ”
บางครงั้ ทา่ นจะดุ บางครงั้ ทา่ นจะปลอบ บางครง้ั ทา่ นจะเปรย หรอื บางครงั้ ทา่ นอาจจะ
ยกยอ แตม่ อี ยคู่ รง้ั หนง่ึ ทปี่ ระทบั ใจหลวงปมู่ ากนน้ั ทา่ นเลา่ วา่ ดเู หมอื นจะเปน็ ปปี ระมาณ
๒๔๙๐ ซ่งึ ท่านไม่ไดจ้ ำ� พรรษาอยู่ ณ วัดปา่ หนองผอื ด้วย แต่ทา่ นอยู่ท่วี ัดบา้ นอนุ่ ดง
พอถงึ ฤดแู ลง้ ทา่ นกไ็ ดเ้ ขา้ ไปกราบฟงั เทศนอ์ ยเู่ สมอ วนั นน้ั เปน็ วนั โอกาสเหมาะทบี่ งั เอญิ

113

มพี ระผใู้ หญท่ เ่ี ปน็ พระเถระมาจากจงั หวดั ตา่ งๆ หลายทศิ หลายทางเขา้ ไปศกึ ษาหารอื
ธรรมะกบั หลวงปูม่ ั่นพรอ้ มกันในวนั เดยี ว โดยมิไดน้ ัดหมายกันมากอ่ นเลย มที ่าน
เจา้ คณุ ธรรมเจดยี ์ องคอ์ ปุ ชั ฌายข์ องทา่ นมาจากอดุ ร ทา่ นพระอาจารยส์ งิ ห์ ขนั ตยาคโม
มาจากนครราชสมี า ทา่ นเจา้ คณุ อรยิ เวที (เขยี น) มาจากกาฬสนิ ธ์ุ หลวงปอู่ อ่ น ญาณสริ ิ
หลวงปฝู่ น้ั อาจาโร ทา่ นพระอาจารยม์ หาทองสขุ สจุ ติ โต และทา่ นอาจารยก์ งมา จริ ปญุ โญ
บางท่านก็มาจากพื้นท่ีที่อยู่ห่างไกล อย่างเช่นมาจากอุดร นครราชสีมา กาฬสินธุ์
แตห่ ลายองค์ก็มาพกั อยทู่ วี่ ดั ซึง่ ไม่ห่างไกลจากวัดบา้ นหนองผือนัก เช่น หลวงปอู่ ่อน
ญาณสริ ิ อย่ทู ี่วัดปา่ หนองโดก อ.พรรณานิคม พระมหาทองสขุ สจุ ิตโต อยวู่ ัดป่า
สทุ ธาวาส หลวงปฝู่ น้ั อาจาโร อยวู่ ดั ธาตนุ าเวง วดั ปา่ ภธู รพทิ กั ษ์ อ.เมอื ง จ.สกลนคร
ทา่ นอาจารยก์ งมา จริ ปุญโญ อย่วู ดั ดอยธรรมเจดยี ์ ซ่งึ ขณะนนั้ ยงั ไมต่ งั้ ชอ่ื วัด แตม่ า
ตั้งใหม่

เปรียบเสมือนท่านแต่ละองค์ได้พักอยู่ตามวัดท่ีอยู่โดยรอบวัดป่าบ้านหนองผือ
ต่างองค์ต่างทำ� หน้าทดี่ จุ นายทวารบาลทร่ี ักษาพระราชาซง่ึ อยกู่ ลางพระนคร ตา่ งองค์
ตา่ งมาเยย่ี มมากราบทา่ นพระอาจารยม์ น่ั โดยมไิ ดน้ ดั หมายกนั เชน่ น้ี ทำ� ใหไ้ ดร้ ะลกึ ถงึ
วนั มาฆบชู า ทวี่ นั นน้ั พระอรหนั ต์ ๑,๒๕๐ องค์ มากราบสมเดจ็ พระบรมศาสดาสมั มา-
สมั พุทธเจ้า ในวันเพ็ญเดอื น ๓ โดยมิไดน้ ดั หมายเชน่ กัน

ในวันน้ัน เมือ่ พระผู้ใหญม่ าเย่ียมกนั หลายองคเ์ ช่นนนั้ ถงึ เวลา ท่านก็ใหม้ กี าร
ตีระฆังลงไปรวมกันที่ศาลา จุดตะเกียงเจ้าพายุดวงใหญ่ ทุกองค์ต่างก็ก้มลงกราบ
ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั พรอ้ มกนั ทกุ องคต์ า่ งกน็ งั่ สงบเสงยี่ มพบั เพยี บโดยมไิ ดก้ ลา่ วอนั ใด
คอยสดบั ฟงั คำ� ของครบู าอาจารยอ์ ยอู่ ยา่ งสงบสงดั หลวงปเู่ ลา่ วา่ วนั นน้ั ทา่ นจำ� ไดไ้ มล่ มื
แต่ทำ� ใหร้ �ำลึกอยตู่ ลอดวา่ นเี่ องคอื วิธขี อง “ปราชญ”์ ท่านเลา่ ว่า หลวงปมู่ น่ั ไดก้ ลา่ ว
อารมั ภกถาขน้ึ ในทำ� นองนว้ี า่ “เออ วนั นเ้ี ปน็ การสมควรแลว้ ทผี่ มจะไดศ้ กึ ษากบั พวกทา่ น
จะผดิ ถูกประการใด อยากใหพ้ วกท่านปรารภได้ เตือนได้ ไม่ตอ้ งเกรงใจ เพราะผม
ได้ศกึ ษานอ้ ย เรยี นนอ้ ย...”

114

หลวงปเู่ ลา่ วา่ ทา่ นไดย้ นิ คำ� เชน่ นนั้ ทา่ นรสู้ กึ นำ�้ ตาแทบจะปรม่ิ ออกมา ไหลเลอ่ื น
ออกมาจากขอบตา ทั้งซาบซ้ึงและต้ืนตันใจเป็นท่ีสุด ดูหรือท่านเป็นครูบาอาจารย์
เคยขเู่ ขญ็ กำ� ราบ คำ� ราม ดดั นสิ ยั ศษิ ยม์ าตา่ งๆ ศษิ ยท์ กุ คนสยบยอมรบั แทบบารมที า่ น
แทบเท้าทา่ น เคารพทัง้ ถอื เปน็ พอ่ เปน็ แม่ เป็นครอู าจารย์ ทา่ นสง่ั ใหไ้ ปตายกต็ ายได้
ทา่ นจะฆา่ กย็ อมทกุ อยา่ ง ทา่ นตกี ไ็ มห่ ลบ ทา่ นทบุ กไ็ มห่ นี แตแ่ ทนทท่ี า่ นจะเรมิ่ ตน้ วา่
วนั นจ้ี ะสอนเชน่ นน้ั เชน่ นน้ั เราไดเ้ หน็ เปน็ อยา่ งนน้ั อยา่ งนน้ั ทา่ นกลบั กลา่ วอยา่ งแสน
ทจ่ี ะสงบเยอื กเยน็ เปน็ ทำ� นองยกยอ่ งศษิ ย์ ในขณะเดยี วกนั กแ็ สนจะถอ่ มองคว์ า่ ทา่ นนนั้
ไดศ้ กึ ษานอ้ ยเรยี นนอ้ ย ขอใหท้ า่ นไดศ้ กึ ษากบั พวกศษิ ยบ์ า้ ง ขอวา่ ถา้ ผดิ ถกู ประการใด
ขอใหพ้ วกท่านปรารภไดไ้ ม่ต้องเกรงใจ นีแ่ หละปราชญแ์ ท้ เป็นความทหี่ ลวงปหู่ ลุย
ยกน�ำมาใหล้ กู ศิษยไ์ ดฟ้ ังเสมอ

ท่านเล่าต่อไปว่า วันน้ันธรรมกแ็ สนจะวจิ ติ รบรรจงมาก ซาบซง้ึ มาก แตส่ ิง่ ที่
ประทับใจมากที่สุดติดมาจนกระทั่งถึงทุกวันน้ี คือการพูดอย่างอ่อนน้อมถ่อมองค์
ของทา่ นพระอาจารยม์ ่นั ซง่ึ ท่านไมเ่ คยลมื เลย

แต่เดิมคิดว่าจะได้มีการเขียนเล่าถึงสภาพวัดป่าบ้านหนองผือ และชีวิตความ
เปน็ อยขู่ องพระธดุ งคกัมมัฏฐานในสมัยนน้ั ทีไ่ ดอ้ ย่ใู กลท้ า่ นพระอาจารยม์ ัน่ อยดู่ ว้ ย
ความเคารพ ดว้ ยความซาบซง้ึ และสงบเสงย่ี มสำ� รวมกายเปน็ อยา่ งดี แตไ่ ดม้ าระลกึ วา่
จะไมม่ ใี ครสามารถบรรยายถงึ ภาพสงิ่ เหลา่ นไี้ ดด้ ยี งิ่ กวา่ การทจ่ี ะไปอา่ นหนงั สอื ประวตั ิ
ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ภรู ทิ ตั ตมหาเถระ เขยี นโดย ทา่ นอาจารยพ์ ระมหาบวั ญาณสมั ปนั โน
ซง่ึ เปน็ หนงั สอื ทที่ รงคณุ คา่ วเิ ศษทสี่ ดุ ไมม่ หี นงั สอื ใดทส่ี ามารถจะกลา่ วไดด้ ไี ปกวา่ นนั้
ถึงสภาพส่ิงเหล่าน้ัน จึงใคร่ขอให้ท่านผู้อ่านได้ไปอ่านความในช่วงน้ันจะเข้าใจและ
ซาบซึ้งได้ดีย่ิงขน้ึ

115

พรรษาที่ ๒๖-๓๑ พ.ศ. ๒๔๙๓-๒๔๙๘

แลว้ ก็ออกธุดงคเ์ รือ่ ยไป

พ.ศ. ๒๔๙๓ จ�ำพรรษา วดั ศรีพนมมาศ อ.เชียงคาน จ.เลย
พ.ศ. ๒๔๙๔ จำ� พรรษา ถ้�ำพระนาใน อ.พรรณานคิ ม จ.สกลนคร
พ.ศ. ๒๔๙๕ จ�ำพรรษา เขาสวนกวาง กงิ่ อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น
พ.ศ. ๒๔๙๖ จำ� พรรษา วัดดอนเลยหลง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.เลย
พ.ศ. ๒๔๙๗ จ�ำพรรษา บา้ นไรม่ ว่ ง (วดั ป่าอัมพวัน) ท่าแพ อ.เมอื ง จ.เลย
พ.ศ. ๒๔๙๘ จำ� พรรษา สวนพอ่ หนจู ันทร์ บ้านฟากเลย จ.เลย

หลังจากท่ีประทีปแก้วของพระกัมมัฏฐานท่ีโชติช่วงอยู่ที่บริเวณทางภาคอีสาน
โดยเฉพาะทว่ี ดั ปา่ บา้ นหนองผอื เปน็ เวลาชา้ นานกวา่ ๕ พรรษา ไดด้ บั ลงทวี่ ดั ปา่ สทุ ธาวาส
จ.สกลนคร ในวนั ท่ี ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ ไดม้ กี ารถวายเพลงิ ท่านในต้นปี
๒๔๙๓ หลวงปไู่ ดช้ ว่ ยจดั งานศพเปน็ การสนองคณุ พอ่ แมค่ รบู าอาจารยเ์ ปน็ ครง้ั สดุ ทา้ ย
เสรจ็ แลว้ ทา่ นกอ็ อกธดุ งคเ์ รอื่ ยๆ ไปอยา่ งทท่ี า่ นเคยบอกวา่ อาชพี คอื ออกธดุ งคเ์ รอื่ ยไป
ทา่ นเลา่ วา่ ระหว่างน้นั รสู้ ึกวา่ จะมีสภาพเหมอื นบ้านแตกสาแหรกขาด ทกุ คนซบเซา
จติ ใจหดหู่ พดู จากนั แทบจะไมไ่ ด้ เหมอื นคลา้ ยกบั วา่ ไม่รู้จะท�ำสิ่งใดต่อไป ตา่ งองค์
กต็ า่ งแยกกนั พระหนมุ่ เณรนอ้ ย ไดอ้ าศยั รม่ บารมขี องพระเถระผใู้ หญ่ ผเู้ ปน็ เสมอื น
พช่ี ายใหญ่ ซง่ึ บางทา่ นบางองคก์ ไ็ ปกบั หลวงปเู่ ทสก์ เทสรงั สี บางองคก์ ไ็ ปอยกู่ บั หลวงปู่
ขาว อนาลโย บางองคก์ ไ็ ปอยกู่ บั ทา่ นอาจารยพ์ ระมหาบวั ญาณสมั ปนั โน ลกู เลก็ ลกู หลา้
ก็ย่อมต้องการพช่ี ายใหญท่ ่จี ะโอบอุ้มใหค้ วามเมตตาดแู ลฝกึ ปรือตอ่ ไป

116

หลวงปนู่ น้ั ทา่ นยงั พงึ่ ตวั เองไมไ่ ด้ ทา่ นกแ็ ยกองคจ์ ากหมเู่ พอื่ นเดนิ ทางรอนแรม
วเิ วกตอ่ ไป รำ� พงึ ถงึ ความไมเ่ ทย่ี งแทข้ องสงั ขาร ไดเ้ คยหวงั พง่ึ อาศยั พอ่ แมค่ รบู าอาจารย์
ไดอ้ ยใู่ นรม่ เงาใตร้ ศั มบี ารมที า่ นหลายปี และถงึ เวลาแลว้ ทจี่ ะตอ้ งแยกตวั ออกมาเหมอื น
ลูกนกท่ีปีกกล้าขาแข็งแล้ว จะอยู่กับแม่อาศัยไออุ่นแม่ปกปักรักษาต่อไปย่อมไม่ได้
จะตอ้ งบินออกไปส่โู ลกกวา้ งตามลำ� พงั

ระยะเวลาตงั้ แตพ่ รรษาท่ี ๒๖-๓๑ แตป่ ี พ.ศ. ๒๔๙๓-๒๔๙๘ อาจจะถอื ไดว้ า่
เปน็ เวลาทท่ี า่ นออกธดุ งคเ์ รอื่ ยไปตลอด ปแี รกทา่ นไปที่ อ.เชยี งคาน จ.เลย จำ� พรรษา
ทว่ี ดั ศรีพนมมาศ อ.เชยี งคาน ซึง่ เป็นวัดทที่ ่านเคยได้ช่วยเหลือดูแลในการงานบุญ
บอ่ ยครงั้ ดว้ ยเปน็ ถน่ิ ทห่ี ลวงปไู่ ดเ้ คยมาอยทู่ ำ� งานตงั้ แตส่ มยั เปน็ เดก็ หนมุ่ ฝง่ั ตรงขา้ ม
เปน็ ฝง่ั ลาว ชาวบา้ นยงั มคี วามศรทั ธาอย่มู าก ท่านก็ได้อบรมใหเ้ ปน็ อยา่ งดี

พ.ศ. ๒๔๙๔ ทา่ นเทยี่ วธดุ งคม์ งุ่ ผา่ นจากเลยมาอดุ รฯ ไปสกลนคร กลบั ไปจำ� พรรษา
ที่ถ้�ำพระนาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ซ่ึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของถ้�ำโพนงาม
ซงึ่ เคยจำ� พรรษาเม่อื ปี ๒๔๗๖-๒๔๗๗ และปี พ.ศ. ๒๔๘๓ บรเิ วณถำ้� นน้ั กวา้ งยาว
ไปไกล อยใู่ นเขตเทอื กเขาภพู าน อาจจะเดนิ ทางจากดา้ นหนงึ่ ไปทะลอุ กี ดา้ นหนงึ่ แลว้ ไป
ออกอีกหมู่บ้านหน่ึงได้ ลึกลับซับซ้อนต่อกัน ในช่วงบริเวณตอนที่จ�ำพรรษาในปีน้ี
มีพระพทุ ธรปู ตง้ั เรยี งรายอยู่มาก จงึ ได้ช่ือว่า “ถำ�้ พระ” ในคร้งั น้ีทา่ นไม่ไดผ้ จญเสือ
โดยเผชญิ หน้าอยา่ งที่เคยไดพ้ บกนั ในปี ๒๔๘๓ ในคร้ังนนั้ แต่ท่านก็เลา่ วา่ ยังมีเสือ
อยมู่ ากเชน่ กนั ทซ่ี งึ่ หลวงปไู่ ปนง่ั ภาวนานน้ั เปน็ หลบื หนิ มพี ระพทุ ธรปู ปางสมาธขิ นาด
เทา่ ตวั คนตง้ั อยู่ เวลาเชา้ ทา่ นออกไปบณิ ฑบาต ทา่ นไดเ้ อาผา้ จวี รคลมุ บา่ พระพทุ ธรปู ไว้
พอทา่ นกลับจากบิณฑบาต ปรากฏว่าเสือเข้ามาตบพระพุทธรูปเศียรหกั จวี รขาดเลย
ในกาลตอ่ ๆ มา ทา่ นมักจะเล่าอยา่ งมีอารมณข์ นั ว่า ใครวา่ เสอื มนั ไม่กินพระ ไม่ท�ำ
อะไรพระ แตข่ นาดพระพุทธรูปท่นี ง่ั หม่ จีวรอยู่ เสอื ยังมาตบเสยี พระพุทธรปู คอหัก
จะวา่ เสือไม่กนิ พระได้อยา่ งไร

จากนน้ั อกี ปหี นงึ่ ทา่ นกว็ กกลบั ไปจำ� พรรษาทเี่ ขาสวนกวาง กง่ิ อำ� เภอเขาสวนกวาง
จงั หวดั ขอนแกน่ ดว้ ยความพบปะใกลช้ ดิ กบั ทา่ นเจา้ คณุ อรยิ คณุ าธาร แหง่ เขาสวนกวาง

117

ซึ่งเดิมท่านเคยเป็นเจ้าคณะจังหวัด ได้พบพูดคุยกับท่านระหว่างงานถวายเพลิงศพ
ท่านพระอาจารย์ม่ัน ภูริทัตตมหาเถระ ท่านก็ได้ชวนหลวงปู่ให้มาจ�ำพรรษาที่
เขาสวนกวางบ้าง คราวน้ไี ดส้ บโอกาส ทา่ นจงึ ไดเ้ ดินทางเลยมาจำ� พรรษาที่ ๒๘ ท่ี
เขาสวนกวาง

ทา่ นเลา่ วา่ พระอรยิ คณุ าธารเปน็ พระทม่ี อี ธั ยาศยั มาก ทา่ นพดู คยุ ในสง่ิ ทลี่ กึ ลบั
มากมาย แตน่ า่ เสยี ดายทไ่ี มไ่ ดเ้ ดนิ ตรงสอู่ รยิ สจั ๔ โดยเรว็ ไมไ่ ดใ้ ชไ้ ตรลกั ษณเ์ ขา้ ชว่ ย
ความรทู้ างดา้ นอภญิ ญาทท่ี า่ นไดม้ าเกา่ เชน่ การรวู้ าระจติ กด็ ี ญาณตา่ งๆ กด็ ี ในภายหลงั
จงึ เสอ่ื มอย่างนา่ เสยี ดายถงึ กบั ต้องสึก ทัง้ ๆ ทเี่ ม่ือกอ่ นน้ันท่านเปน็ พระเถระผู้ใหญ่
องคห์ นง่ึ

สิน้ ปี ๒๔๙๕ ท่านกก็ ลับไปทจ่ี งั หวดั เลย ได้จำ� พรรษาที่วดั ดอนเลยหลง ในปี
พ.ศ. ๒๔๙๖ อยใู่ นเมอื ง จ.เลย ซงึ่ นบั วา่ ไดใ้ กลก้ บั บา้ นเกดิ ทา่ น ความจรงิ เจา้ แมน่ างกวย
โยมมารดาของท่านไดถ้ งึ แก่กรรม ตงั้ แตป่ ี ๒๔๘๘ เมื่อวันที่ ๑๕ กนั ยายน อายรุ วม
๗๐ ปี ระหวา่ งนน้ั เปน็ ระยะเวลาเขา้ พรรษา ทา่ นไดท้ ราบขา่ วภายหลงั เตรยี มจะไปเยยี่ ม
ศพมารดา แตห่ ลวงปมู่ น่ั ไดห้ า้ มไว้ บอกวา่ ไมจ่ ำ� เปน็ ใหบ้ ำ� เพญ็ ภาวนาแผเ่ มตตาไปถงึ
มารดากไ็ ด้ เพราะเดนิ ทางไปแลว้ กใ็ ชว่ า่ จะชว่ ยใหม้ ารดาคนื ชวี ติ มาได้ เพราะขณะนน้ั
โยมมารดาถึงแก่กรรมแล้ว ไม่มีทางที่จะช่วยเหลืออะไรได้ การทำ� ความเพียรอุทิศ
ส่วนกศุ ลให้นนั้ จะเปน็ ประโยชนม์ ากกว่า

ทา่ นกลบั ไปครงั้ นจ้ี งึ เทา่ กบั วา่ ไปเยย่ี มบา้ น เสรจ็ จากนน้ั ทา่ นกว็ เิ วกไปตามทตี่ า่ งๆ
เชน่ บ้านหนองบง บา้ นกกกอก ถำ้� ผาปู่ ถ้ำ� มโหฬาร ซ่ึงเปน็ ถ่นิ เก่าท่ีทา่ นเคยอยู่
ระยะนเี้ ร่มิ จะเปน็ วดั ขน้ึ แลว้ ทา่ นพอใจในการพกั ภาวนา ทา่ นได้ไปอยู่ทีบ่ ้านไร่ม่วง
ทา่ แพ อ.เมอื ง จ.เลย จำ� พรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๗ วดั นต้ี อ่ มาหลวงปซู่ ามา อจตุ โต มาจดั ตง้ั
ขึน้ เปน็ วัด ชอ่ื วดั ปา่ อัมพวนั ทา่ นเปน็ พระท่ีควรเคารพอกี องคห์ นงึ่ ของจงั หวดั เลย
เป็นรุ่นน้องของหลวงปู่ ได้ธุดงค์ไปกับหลวงปู่ในเขตจังหวัดเลยหลายต่อหลายครั้ง
ปัจจบุ ันนี้น่าเสียดายท่ที ่านมรณภาพแลว้

118

ปี ๒๔๙๘ ทา่ นมาจำ� พรรษาทส่ี วนแหง่ หนง่ึ ชอ่ื วา่ สวนพอ่ หนจู นั ทร์ บา้ นฟากเลย
จ.เลย ทน่ี ท่ี า่ นมบี นั ทึกไว้ว่า

“ไดจ้ ำ� พรรษาทสี่ วนพอ่ หนจู นั ทร์ ฝนั วา่ ไดน้ วดขาทา่ นพระอาจารยเ์ สาร์ รสู้ กึ เปน็
บุญกศุ ลมากไดเ้ หน็ พระเถระผ้ใู หญ่”

ทา่ นไมไ่ ดอ้ ยทู่ ไี่ หนนานนอกจากเวลาเขา้ พรรษา ออกพรรษาแลว้ กเ็ ดนิ ทางไปตาม
ทตี่ า่ งๆ กลดและมงุ้ กลด ยา่ ม บาตร เปน็ อาวธุ ประจำ� ตวั ของทา่ น ทา่ นเลา่ วา่ ระยะนนั้
กเ็ ดนิ ด้วยเทา้ ตลอด ไมม่ ีแมแ้ ตร่ องเทา้ แตก่ ด็ ที ีว่ า่ ทุกย่างทกุ ก้าวทล่ี งสมั ผสั พ้ืนดิน
จะกระทบดินหรือกรวดหิน ท�ำให้มีสตริ ูท้ กุ อริ ิยาบถ ไม่เหมือนพระธุดงคกัมมฏั ฐาน
สมยั หลังท่นี ยิ มใส่รองเทา้ เทา้ แตะดนิ ไมไ่ ด้ จะเจบ็ จะพอง แตส่ มั ผัสถึงแผน่ ดินน้ัน
พระธดุ งคกมั มฏั ฐานสมยั เกา่ ทา่ นธดุ งคภ์ าวนาพจิ ารณาธรรมอยา่ งละเอยี ดลกึ ซงึ้ สขุ มุ
ยงิ่ นกั

119

พรรษาที่ ๓๒ พ.ศ. ๒๔๙๙

อย่บู ้านกกกอก และผจญพญานาคทีภ่ บู ักบดิ

จำ� พรรษาทบี่ ้านกกกอก ต.หนองงิว้ อ.วังสะพงุ จ.เลย

สถานทีซ่ ่งึ หลวงปูจ่ ำ� พรรษาในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ นัน้ อยทู่ ่ีเชงิ ภหู ลวง เปน็ ปา่ เขา
อนั สงดั วเิ วก มตี น้ ไมใ้ หญแ่ ผร่ ม่ เงากงิ่ กา้ นประสานกนั แทบไมเ่ หน็ แสงตะวนั เปน็ ปา่ สงู
สดุ หนาทบึ ทเี่ ปน็ คลา้ ยบนั ไดขนั้ แรกทจ่ี ะนำ� ขน้ึ ไปสยู่ อดภู ซง่ึ สงู ราวกบั จะชยู อดไมข้ นึ้
ไประแผน่ ฟ้า ตน้ ไมแ้ ตล่ ะต้นใหญข่ นาด (สำ� นวนของท่าน หมายความว่าใหญม่ าก)
เอามอื “กอดไมห่ มุ้ ” (สำ� นวนของทา่ นอกี เชน่ กนั แปลวา่ โอบไมร่ อบ) ดมู ดื ครมึ้ อยเู่ รอื่ ย
มนี ำ�้ ซำ� หรอื นำ้� ซบั อยใู่ กลบ้ รเิ วณทเี่ ปน็ ทที่ ำ� ความเพยี ร เรยี กกนั วา่ เปน็ ซำ� เงนิ ซำ� ทอง
หรอื น้ำ� ซับเงนิ น้ำ� ซบั ทอง น�ำ้ ไมม่ แี ห้ง ไหลออกมาตลอดปี บรเิ วณนำ้� ซ�ำนี้ ชาวบา้ น
ถือกันวา่ เปน็ ทศี่ ักดิส์ ทิ ธิ์ เทพยดาอารักษ์รกั ษา ตัดต้นไม้ไมไ่ ด้ จะมีโทษ มลี กั ษณะ
คลา้ ยนำ้� ซำ� ทห่ี นองบง ทเี่ คยกลา่ วมาแลว้ ในบททว่ี า่ ดว้ ยหนองบง ในปจี ำ� พรรษาที่ ๑๕
พ.ศ. ๒๔๘๒ เหตนุ ัน้ บริเวณใกล้น้ำ� ซ�ำซึ่งมีน�้ำซมึ ซับมาหล่อเลยี้ งต้นไมใ้ หเ้ ขยี วขจี
อยตู่ ลอดแลว้ ผคู้ นยงั เกรงกลัว ไมก่ ล้าตัดฟันไมอ้ ีก จงึ ย่งิ ทำ� ให้สภาพป่าบรเิ วณน้ัน
รม่ ครม้ึ อากาศเยอื กเยน็ ตลอดคนื ตลอดวนั ทา่ นวา่ ไมว่ า่ จะไปภาวนาใตต้ น้ ไมต้ น้ ใด
จิตจะ “แจบจม” ดีเสมอ

เคยมพี ระกมั มฏั ฐานมาทำ� ความเพยี รและบรรลธุ รรม ณ ทบ่ี า้ นกกกอก มากอ่ นแลว้
ชอ่ื หลวงปเู่ อยี ชาวบา้ นนบั ถอื กนั มากวา่ ทา่ นไดห้ ทู พิ ยด์ ว้ ย ใครอยทู่ ไ่ี หน ในบา้ นในชอ่ ง

120

จะพดู อะไรไว้ ไปถงึ ทา่ น ไปกราบทา่ น ทา่ นจะเอย่ ทกั ถงึ ขอ้ ความทพี่ ดู จากนั นนั้ ไดเ้ สมอ
ทำ� ใหช้ าวบา้ นทงั้ รกั ทงั้ กลวั ทา่ นมาก ทา่ นอา่ นหนงั สอื ไมอ่ อก แตก่ ลา้ ในทางความเพยี รมาก
ทา่ นภาวนาไป ภาวนาไป วันหน่ึงตวั หนงั สือกผ็ ดุ ออกมา ท่านวา่ มันเหมือนฉายหนงั
ในจอเปน็ แถวเปน็ แนวไป และร้ขู ้นึ มาเองว่านนั่ คอื พระปาฏโิ มกข์

ทา่ นบอกวา่ พระธรรมสอนทา่ นใหอ้ า่ นใหท้ อ่ ง และรคู้ วามหมายของตวั บาลนี น้ั หมด
ทา่ นหดั ทอ่ งพระปาฏโิ มกขท์ างภาวนา รวมทง้ั บทสวดมนตต์ า่ งๆ ในเจด็ ตำ� นาน สบิ สอง
ตำ� นาน กส็ วดไดค้ ลอ่ งแคลว่ ใหพ้ ระเณรอน่ื ถอื หนงั สอื ปาฏโิ มกข์ หนงั สอื เจด็ ตำ� นาน
สบิ สองตำ� นาน คอยสอบทานเวลาทที่ า่ นทอ่ ง ไมม่ ผี ดิ เลยสกั คำ� เดยี ว ทา่ นสวดมนตไ์ ด้
อา่ นหนงั สอื ได้ โดยเรยี นจากสมาธภิ าวนาน้ี หากสำ� หรบั การเขยี นนนั้ ทา่ นยงั ทำ� ไมไ่ ด้
ดว้ ยบอกวา่ ไมค่ ดิ จะเรยี นเขยี นดว้ ยเลย แคก่ ารอา่ นได้ สวดมนตไ์ ด้ ทา่ นกค็ ดิ วา่ เพยี งพอ
สำ� หรบั นักปฏบิ ตั ิกัมมฏั ฐานซึ่งพดู กนั ดว้ ยใจแล้ว

วา่ กนั วา่ “ของเกา่ ” หลวงปเู่ อยี ทา่ นมอี ยู่ เปน็ ปพุ เฺ พ กตปญุ ฺ ตา ไดท้ ำ� บญุ มาแลว้
ด้วยดีแต่ปุเรชาติ ความรู้ทางหนังสือท้ังหลายจึงผุดข้ึนมาทางการภาวนาอย่างน่า
อศั จรรย์ใจ คลา้ ยกับเรื่องของ หลวงป่หู ล้า ผ้เู ปน็ คนมาจากเวียงจันทน์ ท่านมาเรยี น
ภาวนากบั หลวงปเู่ สาร์ ไมม่ คี วามรทู้ างภาษาไทยเลย อา่ นไมไ่ ด้ เขยี นไมไ่ ด้ แตส่ ดุ ทา้ ย
ท่านก็สามารถเรียนหนังสือไทยได้ทางสมาธิภาวนาเช่นเดียวกับหลวงปู่เอียนี้ การ
ภาวนานม้ี ผี ลอนั นา่ อศั จรรยแ์ กผ่ ทู้ ต่ี ง้ั ใจทำ� จรงิ เสมอ ถา้ ทำ� อยา่ งแนว่ แน่ ทำ� อยา่ งมน่ั คง
ท�ำอย่างมอบกายถวายชีวิต ก็มักจะประสบผลอย่างคาดไม่ถึงเสมอ ปัจจุบันน้ี
บ้านกกกอกได้จัดต้งั เปน็ วดั แลว้ ชอื่ วา่ วัดปรติ ตบรรพต

หลวงปไู่ ปภาวนาท่ีใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้น�ำ้ ซำ� ได้ความสงบเยอื กเยน็ “สิง่ ไม่เคยรู้
กไ็ ดร้ ู้ สง่ิ ไมเ่ คยเหน็ กไ็ ดเ้ หน็ ...” สำ� นวนของทา่ นเรยี กวา่ “เทพอมุ้ ” บรเิ วณตน้ ไมใ้ หญ่
กง่ิ หนาใบดกนั้น มีรุกขเทพอาศัยอยมู่ าก มีฤทธิ์เดชเดชานุภาพ มรี ัศมกี ายมากน้อย
แตกตา่ งกนั ตามบารมที ส่ี รา้ งสมอบรมมา ทา่ นเคยอธบิ ายวา่ ตน้ ไมใ้ หญ่ ลำ� ตน้ เทา่ กนั
จะมเี ทพไมเ่ ทา่ กนั แตห่ ากตน้ ทมี่ กี งิ่ กา้ นแผข่ ยายออกไปกวา้ งไกลนน้ั จะมรี กุ ขเทพอาศยั
อยมู่ ากกวา่ ตน้ ทีส่ งู ชลดู ตรงข้นึ ไปถา่ ยเดยี ว

121

กเ็ ฉกเชน่ บคุ คลธรรมดานเี้ อง บางคนมตี ำ� แหนง่ การงานใหญโ่ ต แตไ่ มม่ เี พอื่ นพอ้ ง
บรวิ าร บางคนมตี ำ� แหนง่ เทา่ เทยี มกนั แตม่ เี พอื่ นพอ้ งบรวิ ารหอ้ มลอ้ มดงั่ ดาวลอ้ มเดอื น
วาสนาบารมีไมเ่ หมอื นกันฉนั ใด ในกรณตี ้นไมใ้ หญ่กฉ็ ันน้ัน

การภาวนานนั้ ถา้ เลอื กทไ่ี ด้ ควรเลอื กทซ่ี ง่ึ อยใู่ ตต้ น้ ไมใ้ หญ่ ตน้ หนากงิ่ กา้ นดก
เทพทอ่ี ยตู่ ามยอดพฤกษาทกุ กงิ่ กา้ นสาขาจะชว่ ยอนโุ มทนา “อมุ้ จติ ” เราใหเ้ ขา้ สคู่ วาม
สงบโดยงา่ ย แตก่ อ็ ยา่ มวั “รบั ตอ้ น” แขก เพลดิ เพลนิ ไป (รบั ตอ้ น - ตอ้ นรบั สำ� นวน
ทา่ น) เพยี งแผเ่ มตตาให้เขาก็พอแลว้ มัวตามต่นื เตน้ กับนมิ ติ ในภาวนา (ซึ่งอาจจะ
ท้งั ท่ีเห็นได้ด้วยตาเน้ือ อนั เปน็ ผลเน่อื งมาจากสมาธดิ ้วย) จะเปน็ บา้ ไปเสยี เปล่า

เหน็ เขา เหน็ วมิ านของเขา นนั่ กต็ วั เขา วมิ านของเขา ซง่ึ ลว้ นแตไ่ มเ่ ทย่ี ง เปน็ ทกุ ข์
เปน็ อนัตตา เทวดาก็เสื่อมสลายได้ เคลอ่ื นจากภพภูมิได้ ไมเ่ ท่ยี งเหมือนกนั ไดก้ ลิน่
ดอกไมห้ อม เวลานงั่ ภาวนา หรอื เดนิ จงกรม จะเปน็ นมิ ติ ใหก้ ลนิ่ ทเี่ ทพถอื พานดอกไม้
มาอนโุ มทนาบชู าการทำ� ความเพยี รของเราหรอื ไมก่ ช็ า่ ง กลน่ิ หอมมไี ดก้ ด็ บั ได้ ของใด
เกดิ ขนึ้ แลว้ ยอ่ มดบั ไป ดแู ตจ่ ติ ของเรา ใหจ้ ติ เปน็ กลางๆ เปน็ อพั ยากฤต เอาไตรลกั ษณ์
เข้าฟอกจิต

เขียนเพลินไปตามธรรมะที่หลวงปู่หลุยท่านเคยสอน ขออนุญาตน�ำกลับเข้า
เรื่องตอ่ ไป

ทา่ นพอใจในความเปน็ สปั ปายะของทบ่ี า้ นกกกอกมาก จงึ ตกลงอธษิ ฐานพรรษา
ท่ี ๓๒ ทบี่ า้ นกกกอกนี้ ความจรงิ เมอื่ พดู ถงึ “สปั ปายะ” หรอื ความสบายแหง่ การภาวนานนั้
ควรจะบรบิ รู ณด์ ว้ ยความสบาย ๔ ประการ คอื สถานทีส่ ปั ปายะ อากาศสปั ปายะ
บคุ คลสปั ปายะ และอาหารสปั ปายะ

สถานทส่ี ปั ปายะ หมายถึง สถานท่ซี ึ่งชวนใหด้ ูดดม่ื ในการภาวนา ไมเ่ บอ่ื หนา่ ย
ในการปรารภความเพยี ร

อากาศสปั ปายะ หมายถึง อากาศดี อากาศโปรง่ อากาศไมห่ นกั ไมก่ ดทบั จติ

122

บคุ คลสปั ปายะ หมายถงึ ผอู้ ปุ ฏั ฐากดแู ล รสู้ ง่ิ ทคี่ วรประเคน รกู้ าลทค่ี วรประเคน
เชน่ ไมพ่ รวดพราดเขา้ ไปในเวลาทท่ี า่ นกำ� ลงั สงบจติ อยใู่ นสมาธิ รเู้ วลาทเี่ มอ่ื ทา่ นตอ้ งการ
ทำ� ความเพยี รอยา่ งอกุ ฤษฏ์ ไมบ่ ณิ ฑบาต กไ็ มต่ อ้ งวนุ่ วายเซา้ ซอ้ี อ้ นวอนทา่ น บคุ คลนี้
รวมทัง้ ท่านท่ีเราไม่อาจเห็นได้ด้วยตามนษุ ย์ธรรมดาด้วย

อาหารสัปปายะ หมายถงึ อาหารท่ีถกู จริตกบั ธาตุขันธข์ องท่าน ไมท่ �ำใหท้ ่าน
เจ็บป่วย เปน็ ไข้ พอสบายแก่ธาตขุ ันธ์ ไมห่ นกั เกนิ ไป ไมเ่ บาเกนิ ไป พอเป็นไปให้
สะดวกแก่การภาวนา

โดยมากสถานทท่ี ำ� ความเพยี รนนั้ หลวงปทู่ า่ นพจิ ารณาเพยี งสปั ปายะ ๓ ขอ้ แรก
เทา่ นนั้ ส่วนข้ออาหารนั้น ท่านจะแทบไม่สนใจเลย เป็นการบิณฑบาตตามมีตามได้
โดยแท้ เชน่ ไดพ้ รกิ ได้เกลอื ก็ฉันกับพริกกับเกลือ ไดข้ ้าวเปล่าๆ ก็ฉนั ขา้ วเปล่าๆ
ท่านว่า พระพุทธเจ้าก็สอน ทา่ นอาจารย์มั่นก็ส่ัง พรกิ กบั เกลือก็ดี ขา้ วเปลา่ ๆ ก็ดี
สงิ่ เหลา่ นเี้ ปน็ สง่ิ ทไี่ ดม้ าจากการบณิ ฑบาต ถอื เปน็ อดเิ รกลาภทงั้ สน้ิ เปน็ ลาภทพ่ี ระธดุ งค์
ควรมีความสันโดษ พอใจแล้ว เพราะความจนเป็นทรพั ย์ของบรรพชติ

การภาวนาในพรรษานเ้ี ปน็ เชน่ ไร เหน็ จะไมต่ อ้ งกลา่ วมาก เพราะทา่ นวา่ “นงั่ ได้
ทกุ ที่ เดนิ จงกรมไดท้ กุ แหง่ เปน็ ภาวนาไปหมด...ภาวนาไดท้ ะลทุ งั้ ตวั ภาวนาลมหายใจ
ทุกเส้นขน...”

ทา่ นยอ่ มพอใจสถานท่ี อากาศ และบคุ คล ทงั้ เหน็ ดว้ ยตากด็ ี ไมเ่ หน็ ดว้ ยตากด็ ี
ทเี่ ปน็ สปั ปายะน้ี ในเวลาอกี ๘ ปตี อ่ มา ทา่ นกไ็ ดเ้ วยี นกลบั มาจำ� พรรษา ณ ทบ่ี า้ นกกกอก
นี้อีกครงั้ หนงึ่ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ พรรษาที่ ๔๐ และเปน็ วาระทีท่ �ำให้ท่านตอ้ งระลกึ
ถึงบุญคณุ ของสถานทนี่ ีเ้ ปน็ ทส่ี ุด

123

ผจญพญานาคท่ีภบู กั บดิ

ภบู กั บดิ เปน็ ภเู ขาเลก็ ๆ อยหู่ า่ งจากตวั จงั หวดั เลยไมม่ ากนกั ตง้ั อยแู่ หง่ ละฟาก
ฝง่ั แมน่ ำ�้ เลยกบั ตวั เมอื ง ทเ่ี ชงิ เขามวี ดั เลก็ ๆ อยวู่ ดั หนง่ึ ชาวบา้ นเรยี กกนั วา่ วดั ภบู กั บดิ
ปัจจุบันน้ีมีชื่อว่า วัดประชานิมิต สถานท่ีซ่ึงหลวงปู่ขึ้นไปประกอบความเพียรน้ัน
เป็นถ้ำ� อยบู่ นยอดภู ซึ่งจะตอ้ งเดินข้ึนไปจากเชงิ เขาอกี ประมาณเกอื บ ๓ กโิ ลเมตร
ทาง ๓ กโิ ลเมตรนี้ หากเปน็ พ้นื ที่ราบก็ไม่เปน็ ปญั หาแต่อย่างใด แต่น่เี ปน็ ทางข้ึนเขา
ประกอบด้วยโขดหินตะปุ่มตะปำ�่ แหลมคม ตอ้ งบกุ ป่าบุกเขา แหวกเถาวัลย์ กอไม้
พงหนาม พงหวาย ไป ก็เปน็ ทางท่ีลำ� บากพอดู ที่โคจรบิณฑบาตอยทู่ ่หี ม่บู ้านเชิงเขา
อนั หมายความวา่ ทา่ นจะตอ้ งสะพายบาตรลงจากเขาอยทู่ กุ วนั เพอื่ มาบณิ ฑบาตอาหาร
มาขบฉนั โดยทนี่ ำ�้ บนยอดภนู นั้ ไมม่ ี ตอ้ งใสก่ ระตกิ ใสก่ าขนึ้ ไป ทา่ นจงึ มกั จะฉนั ทเี่ ชงิ เขา
เพอื่ ตดั ปญั หาทจ่ี ะตอ้ งเปน็ ภาระหานำ้� มาลา้ งบาตร และเมอ่ื วนั ใดการภาวนาดี จติ รวมดี
แจบจมดี (สำ� นวนของทา่ น เคยเรยี นถาม ทา่ นวา่ จติ รวมนง่ิ สนทิ ถงึ อปั ปนาสมาธ)ิ ถอน
ออกมาพิจารณาธรรมหมนุ ตวั เป็นเกลียวตอ่ เน่อื งกนั เช่นน้ี ทา่ นก็จะงดการบิณฑบาต
ไปเลย ซึง่ อาจจะเป็นคราวละสองวัน สามวัน หรอื แมแ้ ตเ่ จ็ดวนั กเ็ คยมี ทา่ นกลา่ ววา่
อาหารทางกายไมม่ ีความหมายเทา่ อาหารทางจิต

เม่ือกล่าวว่าทา่ นไมล่ งเขามาสองวนั สามวัน หรอื เจด็ วนั นั้นก็หมายความวา่
ไม่เพียงแต่ท่านจะไม่ฉันอาหารติดต่อกันเป็นเวลาสองวันสามวันหรือเจ็ดวันเท่านั้น
หากในกรณขี องทภ่ี บู กั บดิ ซงึ่ เปน็ ทกี่ นั ดารนำ�้ อยา่ งฉกาจฉกรรจ์ หลวงปจู่ ะตอ้ งแบกกา
ใสน่ ำ้� ขน้ึ ไปเองทกุ วนั จงึ หมายความวา่ ทา่ นจะตอ้ งอดนำ�้ ตอ่ ไปดว้ ยตลอดเวลาสองวนั
หรือสามวนั หรือเจด็ วันนน้ั

การบำ� เพญ็ เพยี ร ณ ท่ภี ูบกั บดิ น้ีเป็นทีเ่ ล่อื งลอื กันว่า ในวนั หน่ึงๆ ท่านใช้น้ำ�
เพยี งกาเดยี ว กลา่ วคอื ทา่ นสามารถใชน้ ำ�้ กาเดยี วนเ้ี พอ่ื ทงั้ ฉนั ทงั้ ชำ� ระกาย ทง้ั ลา้ งหนา้
ลา้ งมอื ลา้ งเทา้ ได้ แตค่ วามจรงิ นน้ั รา้ ยยง่ิ กวา่ นนั้ กลา่ วคอื หากเปน็ เวลาทำ� ความเพยี ร
อยา่ งอกุ ฤษฏ์ นำ้� กาเดยี วนนั้ กจ็ ะตอ้ งถนอมใชใ้ หเ้ พยี งพอไปจนกวา่ จะลงมาบณิ ฑบาต

124

ซงึ่ อาจมใิ ชเ่ พยี งวนั เดยี ว แตอ่ าจเปน็ เวลาสองวนั สามวนั หรอื เจด็ วนั ดงั กลา่ ว เคยกราบเรยี น
ถามทา่ น ทา่ นอธบิ ายวา่ ทา่ นฉนั นำ�้ เพยี งจบิ เลก็ นอ้ ย หรอื เมอื่ จะตอ้ งอยหู่ ลายวนั กเ็ พยี ง
แตะปลายลนิ้ ใหร้ สู้ กึ ถงึ ความชมุ่ ฉำ่� เทา่ นน้ั นำ้� ใชล้ า้ งหนา้ ลา้ งมอื แลว้ กเ็ กบ็ ไวใ้ ชส้ ำ� หรบั
สรงหรอื ลา้ งเทา้ ตอ่ ไป การสรงการลา้ งเทา้ กเ็ พยี งใชผ้ า้ ชบุ นำ�้ คอ่ ยๆ เชด็ ตวั เชด็ เทา้ เอา
ความจรงิ เรอ่ื งอาหารและนำ�้ ดื่มนี้ ผ้เู คยผา่ นการบำ� เพ็ญภาวนาไดผ้ ลดยี ่อมทราบดวี า่
ระหวา่ งเวลาจิตทรงอย่ใู นสมาธิ รา่ งกายจะแทบไมร่ สู้ ึกถงึ ความหวิ โหยแตป่ ระการใด
จติ จะเอบิ อม่ิ ไมห่ วิ อาหาร ไมก่ ระหายนำ�้ ไมง่ ว่ งเหงาหาวนอน จติ “ตนื่ ” รบั สมั ผสั ธรรม
ทม่ี ากระทบตลอดเวลา การทรงอยูใ่ นสมาธหิ รือฌานน้ัน มิไดห้ มายความว่าจะตอ้ ง
นง่ั หลบั ตา ขดั สมาธิ เปน็ ฤาษบี ำ� เพญ็ ตบะอยตู่ ลอดไป แตอ่ าจจะยนื เดนิ พดู สนทนา
อยู่ในอริ ิยาบถปกติของบคุ คลธรรมดากไ็ ด้

ถำ�้ ทหี่ ลวงปไู่ ปทำ� ความพากความเพยี รอยา่ งเตม็ ทนี่ ี้ ปากถำ้� แคบอยสู่ กั หนอ่ ย แต่
ภายในกวา้ งขวาง สวยงาม ผนงั ถำ้� เปน็ รเู ปน็ ซอกมากมาย เลา่ กนั วา่ แตก่ อ่ นภายในถำ้�
กวา้ งขวางเว้งิ วา้ งกว่านี้ ด้วยมเี ขตของพวก “บงั บด” หรอื พวก “ภุมมเทวดา” ดูแล
รกั ษาอยดู่ ว้ ย มสี มบตั ภิ ายในถำ�้ มากมายมหาศาล เปน็ สมบตั ขิ อง “เทวดา” ผมู้ ศี ลี ธรรม
มจี ติ บรสิ ทุ ธ์ิ ไดป้ ลอ่ ยทง้ิ ไวใ้ หเ้ ปน็ ทรพั ยส์ มบตั ขิ องสว่ นกลางใหม้ นษุ ยน์ ำ� มากราบไหว้
บูชาหรอื มีสิทธนิ �ำไปใช้สอยได้ สว่ นทใี่ หน้ �ำมากราบไหว้บชู า คอื พระพุทธรปู ทองคำ�
พระพทุ ธรปู เงิน นาก ขนาดต่างๆ กัน อนั แสดงถงึ ความเล่ือมใสศรัทธาอย่างสงู สดุ
ของคนในสมยั โบราณ จงึ ไดจ้ ดั สรา้ งพระพทุ ธรปู ดว้ ยวสั ดมุ คี า่ ไวส้ กั การบชู า สว่ นทใี่ ห้
นำ� ไปใชส้ อยกเ็ ปน็ พวกสรอ้ ยสนมิ พมิ พาภรณ์ แกว้ แหวนเงนิ ทอง เชน่ สรอ้ ยตวั สรอ้ ยคอ
สร้อยสังวาลย์ ก�ำไลแขน ก�ำไลข้อมือ เข็มขัดทอง นาก ส่ิงเหล่าน้ีกองทิ้งอยู่บน
แทน่ หนิ ภายในถ�ำ้ อยา่ งระเกะระกะ

เป็นท่ีอนุญาตกันว่า เม่ือเข้าไปในเขตถ�้ำอันเป็นที่ศักดิ์สิทธ์ิด้วยเป็นเขตของ
เทพยดาแลว้ ทกุ คนจะสามารถนำ� พระพทุ ธรปู หรอื เครอ่ื งประดบั เหลา่ นนั้ ตดิ ตวั ออกมา
ได้ ๑ กำ� มอื เตม็ ๆ จะเปน็ สรอ้ ยตวั สรอ้ ยคอ เขม็ ขดั จ้ี สรอ้ ยปะวะหลำ่� กำ� ไล อยา่ งใด
กต็ าม สิง่ เดียวหรอื หลายสิง่ อนุญาตใหน้ �ำออกมาได้คนละ ๑ กำ� มอื เมอื่ นำ� มาใช้
เสร็จธุระแล้ว กใ็ หน้ �ำกลับขึน้ ไปคืนยงั สถานทเี่ ดมิ ที่ตนไปขอยืมมา

125

ไมท่ ราบวา่ จะเปน็ เพราะเหตใุ ด เพอ่ื เปน็ การแสดงความเคารพสถานทอ่ี นั ศกั ดสิ์ ทิ ธ์ิ
จงึ ตอ้ งใหแ้ สดงความบรสิ ทุ ธก์ิ ายเชน่ นน้ั หรอื เพราะเกรงวา่ จะหยบิ ฉวยเกนิ เลย ซกุ ซอ่ น
ใสก่ ระเปา๋ เสอื้ กางเกง หรอื เหนบ็ เขม็ ขดั คาดผา้ มาดว้ ยกไ็ มท่ ราบ แตข่ อ้ กำ� หนดกฎเกณฑ์
นนั้ มอี ยวู่ า่ ผทู้ จ่ี ะสามารถเขา้ ไปในเขตถำ�้ ตอนทม่ี สี มบตั เิ ทวดารกั ษาไวน้ ้ี จะตอ้ งเขา้ ไป
แตต่ วั เปลา่ กลา่ วคือ ต้องเปลื้องเส้อื ผา้ ออกหมด ไมใ่ หม้ ีเครื่องนงุ่ ห่มชิน้ ใดตดิ กาย
อยเู่ ลยแมแ้ ตช่ นิ้ เดยี ว ขอ้ กำ� หนดกฎเกณฑน์ ใี้ ชท้ วั่ ถงึ กนั ไมว่ า่ หญงิ หรอื ชาย ไมว่ า่ เดก็
หรอื ผใู้ หญ่ ทกุ คนทป่ี รารถนาจะขอยมื เครอ่ื งประดบั ของใชเ้ ทวดามาประดบั กาย หรอื
เชญิ พระพทุ ธรปู มาในงานบญุ กจ็ ะตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามน้ี มฉิ ะนน้ั แลว้ เมอื่ เขา้ ไปภายในถำ้�
จะมองไม่เห็นทรัพย์สมบัติมีค่าเหล่านั้นเลยสักช้ินเดียว จะเห็นเป็นผนังถ้�ำแลโล่ง
ไปหมด

ดังนัน้ ในสมัยโบราณ ถึงเวลาตรษุ สงกรานต์ วนั สารท วนั ทำ� การมงคล มกี าร
แต่งงาน โกนจกุ ทำ� บญุ บ้าน ชาวบา้ นก็จะพากนั ขน้ึ เขาไปขอยืมส่งิ ของเคร่ืองประดับ
มาใช้ ผ้คู นสมัยนั้นตา่ งมีศลี ธรรมอันดี เหน็ วา่ ของเหล่านี้ไมใ่ ชข่ องๆ ตน ไมใ่ ชข่ อง
แหง่ ตน เปน็ สมบัติของกลาง ยืมมาใช้สอยสมประสงค์ของตนแล้วก็น�ำไปคืนโดยดี
จวบจนภายหลงั เรมิ่ มผี โู้ ลภโมโทสนั ชกั จะไมค่ อ่ ยยอมสง่ คนื ยดึ ถอื เกบ็ ไวก้ บั บา้ นตน
เรอื นตน ทกึ ทกั เปน็ ของๆ ตน เทา่ กบั เปน็ การผดิ ศลี ขอ้ อทนิ นาทาน ถอื เอาของทเ่ี ขา
ไมใ่ หม้ าเปน็ ของตน สมบตั ใิ นถำ้� กเ็ รม่ิ ลดนอ้ ยลง เครอ่ื งสนมิ พมิ พาภรณท์ เ่ี ปน็ ทองคำ�
สกุ ปลงั่ กเ็ รมิ่ หมองลง ดำ� คลำ้� ลง คลา้ ยเปน็ ทองเหลอื ง เปน็ ทส่ี งั เกตของผคู้ นในระยะหลงั
ทร่ี า้ ยแรงทสี่ ดุ คอื ไดม้ เี ณรนอ้ ยคนหนง่ึ ตามหลงั เขา้ ไปในถำ้� ดว้ ย เหน็ “แมอ่ อก” หรอื
หญงิ ชาวบา้ นเดินอยขู่ ้างหน้า ก็ไป “บดิ ” ก้นแม่ออก (บดิ คือ หยกิ แบบบดิ ดว้ ย -
ผเู้ ขยี น) เปน็ การหยอกเอนิ ผดิ ทง้ั ศลี ทไ่ี ปจบั ตอ้ งตวั ผหู้ ญงิ และไมส่ ำ� รวมกริ ยิ า ผดิ ทง้ั
การไมเ่ คารพ ดหู มน่ิ สถานที่ ทำ� ใหป้ ากถ้ำ� บริเวณมีสมบตั นิ ั้นถลม่ ลงปิดทางเขา้ หมด
วา่ กนั วา่ เณรผทู้ ำ� ความผดิ ศลี วบิ ตั นิ น้ั รอดชวี ติ ตกไปในรพู ญานาค ไปโผลท่ ก่ี ดุ ปอ่ งได้
การรอดชวี ิตนนั้ เพียงเพอ่ื มาบอกเล่าทำ� ใหไ้ ด้ทราบสาเหตขุ องการท่ถี ้ำ� ถลม่ ทลายได้
เพราะกลายเปน็ คนเสยี จรติ เลอะเลอื น ไดแ้ ตพ่ รำ่� เพอ้ ถงึ กรรมไมด่ ขี องตน และสดุ ทา้ ย
ก็ตายไป จึงเรียกชอื่ ภเู ขาน้วี ่า “ภบู ักบดิ ” ดว้ ยประการฉะน้ี

126

หลวงปูเ่ ลา่ ว่า สมยั เม่ือทา่ นเป็นเด็กขึน้ ภูไปท่ีถำ้� น้ี ยงั ทันได้เห็นฆ้องเภรโี บราณ
ขนาดคอ่ นขา้ งเขอ่ื งตง้ั เรยี งรายอยู่ และพระพทุ ธรปู ทองคำ� กย็ งั หลงเหลอื อยบู่ า้ ง แตเ่ ปน็
พระพทุ ธรปู องคเ์ ลก็ ๆ มแี ผน่ เงนิ หรอื แผน่ ทองแผห่ มุ้ องค์ ไมเ่ ปน็ ทองคำ� ทงั้ องคอ์ ยา่ งท่ี
กลา่ วกัน พระพุทธรปู เลก็ ๆ เหล่านต้ี ง้ั อยบู่ นแทน่ หนิ ในหลืบถำ้� ขณะนนั้ ราคาทอง
ราคาเงนิ กไ็ ม่สูงเท่าไร จงึ ไมม่ ผี ู้ใดสนใจ มีพระพุทธรูปปั้นดนิ เผาบรรจุอยใู่ นไหเต็ม
หลายตอ่ หลายใบ สง่ิ เหลา่ นภี้ ายหลงั เมอื่ ทา่ นกลบั ไปทำ� ความเพยี ร คงเหลอื แตพ่ ระดนิ
ในไหเทา่ นนั้ ชาวบา้ นยงั ยนื ยนั กนั วา่ ความศกั ดส์ิ ทิ ธทิ์ ถี่ ำ้� ในภบู กั บดิ นยี้ งั มอี ยู่ มพี ญานาค
อาศยั อยใู่ นถำ�้ โพรงของพญานาคนน้ั หากเอามะพรา้ วทงิ้ ลงไป จะไปโผลท่ กี่ ดุ ปอ่ งเลย
ทเี ดยี ว

หลวงปเู่ ลา่ วา่ แตแ่ รกทา่ นมไิ ดเ้ ชอ่ื ถอื เรอื่ งพญานาค ทข่ี นึ้ ไปทำ� ความเพยี รกเ็ พอื่
เปลีย่ นสถานท่ี ดว้ ยปี ๒๔๙๙ นี้ทา่ นจำ� พรรษาอย่ทู ี่บ้านกกกอก เปน็ พ้นื ทเ่ี ชงิ เขา
ออกพรรษาแลว้ จงึ เปลย่ี นขน้ึ ภบู า้ ง และเหน็ วา่ บนยอดภนู นั้ ปา่ เขายงั บรบิ รู ณอ์ ยมู่ าก
และประวตั ขิ องภบู กั บดิ แตส่ มยั โบราณกด็ ขู ลงั ดี (สำ� นวนของทา่ น-ขลงั ด-ี ทา่ นใชอ้ ยู่
บ่อยๆ) คงมเี ทพมากเช่นเดยี วกัน ทา่ นไปถึงภูบกั บิดน้ใี นเดอื นอา้ ย ตรงกบั เดือน
ธันวาคม หมายความว่าออกพรรษาเพียงเดอื นเศษก็ไปเลย

เมอ่ื ขน้ึ ไปภาวนา เพยี งคนื แรกกเ็ หน็ มอื ใหญด่ ำ� ยนื่ ออกมาจากถำ�้ เปน็ มอื ทใ่ี หญโ่ ต
เกนิ ขนาดทจี่ ะเป็นมือมนษุ ย์ ขนยาวรุงรงั ไมเ่ หน็ อวัยวะสว่ นอ่นื นอกจากมอื ท่ชี รู อ่ น
เหมอื นจะขอบญุ กศุ ล หลบั ตากเ็ หน็ ลมื ตากเ็ หน็ กำ� หนดจติ ถามไดค้ วามวา่ เปน็ เปรต
มาขอสว่ นบุญ ท่านจึงไดต้ ัง้ จติ แผ่เมตตาให้

ส�ำหรับเร่ืองพญานาคน้ัน ผลสุดท้ายท่านก็ต้องยอมรับว่ามีสิ่งลึกลับน้ีอยู่จริง
ทา่ นเลา่ วา่ พญานาคทภ่ี บู กั บดิ นน้ั เดมิ เปน็ มจิ ฉาทิฏฐิ ระหวา่ งทท่ี า่ นภาวนากม็ าลองดี
เอาสว่ นหางพนั รอบกายท่านหลายรอบ แลว้ รดั แน่น “หนกั อกึ่ ซก่ึ อึก่ ซ่กึ ” อึดอัดมาก
ทนั ทที ร่ี สู้ กึ ตง้ั สตไิ มท่ นั ทำ� ใหต้ กใจ ทา่ นวา่ “เกอื บเสยี ทเี ขา” แมท้ า่ นจะเปน็ พระเถระแลว้
พรรษากว่าสามสบิ แต่ประสบการณ์ด้านพญานาคเคยมอี ยู่ แต่การทีม่ าพันรัดตวั นี้
เพ่ิงจะพบ จงึ อดสะดุ้งไม่ได้ แต่แลว้ เมื่อตัง้ สติได้ กก็ �ำหนดจติ “เอาพุทโธ... พทุ โธ

127

เปา่ เข้าไป เป่าเขา้ ไป ทีม่ นั รัดแนน่ ก็คลายวบั ๆ เลย คลายเร็ว...เรว็ เลย” เป็นบางทา่ น
บางองค์ อาจจะแบกกลดหนเี ลยกไ็ ด้ แต่หลวงปกู่ ค็ งอยทู่ ำ� ความเพียรต่อไปอย่างไม่
ลดละ แผเ่ มตตาใหพ้ ญานาคผู้นั้น จนภายหลังจติ ของเขาอ่อนน้อมยอมลงต่อท่าน
กลายเป็นเพื่อนเป็นมิตรกัน

จากปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ทา่ นได้กลับไปภบู กั บดิ อกี หลายคร้งั โดยในภายหลังทา่ น
ถือเป็นสถานท่ีซึง่ ทา่ นจะพาพระเลก็ เณรนอ้ ยไปเร่งความเพียร โดยมพี ญานาคเพ่อื น
คมู่ ติ รของทา่ นเปน็ ผชู้ ว่ ยทรมานทดสอบความมนั่ คงของจติ ใจ เคยกราบเรยี นถามวา่
การทดสอบของพญานาคทำ� อยา่ งไร ทา่ นกห็ วั เราะเฉยเสยี คาดวา่ พญานาคนน้ั ยอ่ มมี
ฤทธ์ิในการแปลงกาย หรือเนรมิตสิ่งหน่ึงสิ่งใดได้รวดเร็วมาก คงจะเป็นการทำ� ให้
ผูภ้ าวนาเกรงกลวั จติ จะไม่กล้าสง่ นอก แนบแน่นอยกู่ บั พุทโธ จนรวมลงเป็นสมาธิ
โดยเรว็

การภาวนาทภี่ ูบกั บิดน้ี แรกๆ ทา่ นบันทึกไวว้ า่ “สถานที่เป็นมงคลดี เทพมาก
จิตแจบจมดี แทบไม่อยากจะจากไปท่ีอื่นเลย ลืมมืด ลืมแจ้ง” ท่านยังกลับไป
หลายคร้งั ดังกลา่ ว แตภ่ ายหลงั ท่านบน่ วา่ “มนั จดื ไปแล้ว” เข้าใจว่าความเคยชนิ ตอ่
ภูบักบิด ท�ำให้ความรู้สึกตื่นเต้น “ใหม่” ต่อสถานที่อันเป็นปกติวิสัยที่พระธุดงค์
แสวงหานัน้ คลายลง ท่านจึงบ่นวา่ “จดื ” ไป

ภายในถำ�้ ปจั จบุ นั มพี ระพทุ ธรปู ประธานทที่ า่ นพระครอู ดศิ ยั คณุ าธารสรา้ งขน้ึ ไว้
แตป่ ี ๒๕๑๕ หนงึ่ องค์ ภายหลงั ในปี ๒๕๒๙ นเ้ี อง หลวงปไู่ ดม้ อบพระประธานองคใ์ หญ่
ไปประดษิ ฐานไวอ้ กี ๑ องค์ คกู่ บั พระพทุ ธรปู องคเ์ ดมิ แลว้ รวบรวมพระพทุ ธรปู โบราณ
องคเ์ ลก็ องคน์ อ้ ยทยี่ งั หลงเหลอื อยใู่ นถำ้� บรรจเุ ขา้ ไวใ้ นองคพ์ ระพทุ ธรปู องคใ์ หญด่ ว้ ย
ทา่ นไดม้ อบเงนิ ไปใหจ้ ำ� นวนหนงึ่ ๔,๐๐๐ บาท สมทบกบั ทญ่ี าตโิ ยมคนอน่ื ๆ บรจิ าคอกี
๑๔,๐๐๐ บาท ใหจ้ ดั สรา้ งแทน่ พระสำ� หรบั ประดษิ ฐานพระพทุ ธรปู หาจา้ งชา่ งรบั เหมา
ไมม่ คี นยนิ ยอม เพราะต้องขนอฐิ ปนู ทราย และนำ�้ ขนึ้ ไปท�ำ ต้องเดนิ ทางขน้ึ เขาไป
ลำ� บากอกี ประมาณ ๓ กโิ ลเมตร ผรู้ บั คำ� สง่ั จากทา่ นใหจ้ ดั ทำ� ไมท่ ราบจะทำ� ประการใด
จงึ อธษิ ฐานถงึ หลวงปู่ ขอใหง้ านลลุ ว่ งไปดว้ ยดี พระพทุ ธรปู ตง้ั อยกู่ บั พนื้ ถำ้� ไมเ่ หมาะสม

128

เธอเลา่ วา่ ประหลาดใจทจ่ี ๆู่ กม็ ผี มู้ าอนเุ คราะหจ์ ดั หารถโฟรว์ ลี และลกู นอ้ งมาชว่ ยขนอฐิ
ปนู ทราย บกุ เขาขน้ึ ไปสง่ ได้ สว่ นนำ�้ ไมต่ อ้ งขนขน้ึ ไป เพราะบงั เอญิ (ไมท่ ราบวา่ บงั เอญิ
หรอื ไม)่ ฝนตกหนกั ทำ� ใหไ้ ดร้ องนำ�้ ใสแ่ ทง็ กน์ ำ้� และตมุ่ ทำ� ใหก้ อ่ สรา้ งแทน่ พระพทุ ธรปู
ได้ส�ำเรจ็ และสามารถอญั เชิญพระพทุ ธรูปของหลวงป่ขู น้ึ ประดิษฐานบนแท่นได้

ชาวจงั หวดั เลยเลา่ ใหฟ้ งั ถงึ โบสถว์ ดั ประชานมิ ติ ทก่ี อ่ สรา้ งขนึ้ มา ณ ทเี่ ชงิ ภบู กั บดิ นนั้
ในปี ๒๕๒๐ ทพี่ ระคณุ เจา้ หลวงปศู่ รจี นั ทรเ์ ปน็ ประธานในพธิ วี างศลิ าฤกษ์ เชา้ วนั งาน
รอบบรเิ วณภายนอกวดั ฝนตกหนกั แตใ่ นบรเิ วณงานไมม่ ฝี นเลย ครนั้ เมอ่ื ถงึ เวลาพธิ ี
ก็มีละอองน้�ำโปรยปรายท่ัวบริเวณ เหมือนพญานาคมาพ่นน้�ำเป็นฟองฝอยอวยชัย
ใหพ้ รแสดงสาธุการฉะน้นั ผู้ที่มาร่วมงานต่างเหน็ เป็นอศั จรรย์กันทุกคน

ความจริงชอื่ ภูน้ี เวลาชาวจังหวัดเลยเรยี กกนั วา่ ภูบอบดิ บ้าง ภบู อ่ บิด บ้าง
แตใ่ นบันทกึ ของหลวงปู่ ทา่ นเรียก ภบู ักบดิ ทุกครง้ั ผู้เขียนนำ� ความเรยี นปรกึ ษา
พระเถระผใู้ หญ่ ทา่ นวา่ ควรเขยี นตามชอื่ ทหี่ ลวงปใู่ ช้ เพราะทา่ นยอ่ มพจิ ารณาและทราบ
เรอ่ื งอนั อยเู่ หนอื กวา่ ทบี่ คุ คลธรรมดาจะเขา้ ใจ และความจรงิ ชอ่ื “ภบู กั บดิ ” ของทา่ น
กส็ อดคลอ้ งกบั ประวตั ขิ องถำ้� ดว้ ย กลา่ วคอื ภทู ม่ี เี จา้ หนมุ่ (เณร) ผไู้ ป “บดิ ” หยกิ สาว

หลายปีตอ่ มา ท่านกลบั มาบนั ทึกถึงภบู ักบิดอีก โดยเฉพาะเกี่ยวกับการภาวนา
ระหว่างเดือนธนั วาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ อันเป็นครั้งท่ีท่านได้ไปพบพญานาคมารัดกาย

ทีแ่ หง่ หนึ่ง ทา่ นกล่าวสรปุ ถึงการภาวนาท่เี กอื บเสียของท่านทง้ั หมด ดังน้ี

“ภูเก้า ๐๑ ภาวนาเกือบเสีย

“ถ�ำ้ ผาบงิ้ ๐๒ เกอื บเสยี ”

“๐๓ ถำ้� ผาพรา้ ว ฝง่ั ซา้ ย (อยทู่ างนครเวยี งจนั ทน์ - ผเู้ ขยี น) เกอื บเสยี บญุ วาสนา
แกท้ ัน เพราะอยูค่ นเดียวเสียด้วย น้เี ถระผู้ใหญ่ (ท่านมีพรรษาถึง ๓๖ พรรษาแลว้
ในปี ๒๕๐๓ - ผเู้ ขยี น) ยงั มีนมิ ิตหลอกได”้

129

“ภบู ักบดิ เกือบเสียเหมอื นกัน พ.ศ. ๙๙”

“ถำ�้ โพนงาม พ.ศ. ๗๗ เกอื บเสยี เหมอื นกนั ระยะผลรา้ ยทส่ี ดุ เกอื บสกึ เกอื บบา้
เกือบเสียชีวติ สกลนคร”

ท่ีถ้�ำโพนงาม พ.ศ. ๗๗ ที่ท่านว่า “เกือบเสียเหมือนกัน...ฯลฯ” นั้นต่อมา
ทา่ นกเ็ ขียนว่า “การทำ� ความเพยี รอยูถ่ ้�ำโพนงาม ปี ๗๗ นั้น เด่นมาก หากเราได้ฟงั
เทศนท์ า่ นอาจารย์มั่น เราอาจไดส้ ำ� เรจ็ อรหนั ต”์

“เกือบเสยี ...” ของท่าน
ดังน้นั ทีภ่ บู กั บิดนเี้ ช่นกนั ทา่ นวา่ “เกือบเสีย” แต่กรณุ าฟังทีท่ า่ นบนั ทึกไว้
ณ อกี แห่งหนึง่ ว่า
“ถำ้� ภบู กั บดิ เปน็ สถานทท่ี ำ� ความเพยี ร ไมเ่ บอื่ จติ ไมค่ นุ้ เคยในสถาน เกรงกลวั
ในสถานเสมอ นำ� มาซงึ่ ความเจรญิ นมิ ติ ไมร่ า้ ย เมตตาจติ เสมอภาค ไมม่ อี คติ แผเ่ มตตา
จติ เยอื กเยน็ ดี ถำ�้ นปี้ รโุ ปรง่ ทว่ั ธนั วาคม พ.ศ. ๙๙ เดอื นอา้ ย พ.ศ. ๙๙ ถำ�้ นไี้ ดพ้ จิ ารณาตาย
ตายทส่ี งดั ดี เปน็ หนทางพระอรยิ เจา้ ตายคนเดยี ว ตายดว้ ยกเิ ลส คอื ตายดว้ ยหมไู่ มด่ ”ี
“ถำ�้ นพี้ จิ ารณาธรรมะแจม่ ใส พจิ ารณาแหง่ เดยี วรทู้ ว่ั ภาวนาไดท้ ะลทุ ง้ั ตวั ภาวนา
ลมหายใจทกุ เสน้ ขน เทพ อมนษุ ย์ นาค ในทน่ี ชี้ อบเอาใจมาก แผเ่ มตตาจติ นน้ั ชอบนกั
มีเมตตาเสมอภาคตอ่ บคุ คลทั้งปวง จติ สงู มอี ำ� นาจมาก ความรเู้ ลอื่ นจากฐานะเดมิ สู่
ทส่ี งู มาก ประหวดั ถงึ กงึ่ พทุ ธกาลเสมอ มปี าฏหิ ารยิ ด์ กี วา่ ถำ้� อน่ื ๆ จติ อมุ้ หนนุ เออื้ เรอื่ ยๆ
อยู่ถ�้ำน้ีไปนานๆ จะมีความรู้ใหญ่โต จิตประหวัดคิดถึงกามไม่มี เหมือนท่ีถ้�ำผาปู่
นมิ ติ ความฝนั เป็นมงคล”
เราคงจะเขา้ ใจค�ำวา่ “เกอื บเสีย” ของท่านไดด้ ีแล้ว

130

พรรษาท่ี ๓๓-๓๕

จำ� พรรษารว่ มกบั กัลยาณมิตร

พ.ศ. ๒๕๐๐ ณ วัดป่าแก้ว บา้ นชุมพล อ.สว่างแดนดนิ จ.สกลนคร
พ.ศ. ๒๕๐๑-๒๕๐๒ ณ ถ้�ำกลองเพล อ.หนองบวั ล�ำภู จ.อดุ รธานี

จากวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ ทห่ี ลวงปู่ได้ญตั ติเปน็ ธรรมยตุ ณ
วดั โพธสิ มภรณ์ ได้เปน็ นาคขวาของเจา้ คณุ ธรรมเจดีย์ ผ้เู ป็นองคอ์ ปุ ัชฌายะ โดยมี
พระคณุ เจา้ หลวงปขู่ าว อนาลโย เปน็ นาคซา้ ย ทา่ นทง้ั สององคผ์ เู้ ปน็ คนู่ าคขวาและซา้ ย
ของกนั และกนั กเ็ ปน็ กลั ยาณมติ รเออื้ เฟอ้ื ตอ่ กนั ตลอดมา ดว้ ยตา่ งมใี จตรงกนั หวงั จะ
ปฏบิ ตั ธิ รรมเพอ่ื ความเกษมหลดุ พน้ จากโอฆสงสารเชน่ เดยี วกนั นบั แตป่ ี พ.ศ. ๒๔๗๓
ซงึ่ ทา่ นและหลวงปขู่ าว ไดจ้ ำ� พรรษารว่ มกนั ณ วดั ปา่ บา้ นหนองววั ซอ ซงึ่ มหี ลวงปชู่ อบ
ฐานสโม จำ� พรรษาอยู่รว่ มด้วยแลว้ ทา่ นต่างกแ็ ยกยา้ ยกนั ไปแสวงหาภูเขา เงื้อมถ�้ำ
โคนไม้ ตามป่าเปลีย่ ว เขาสูง เพอื่ ทรมานกิเลส ต่างถิ่นตา่ งสถานทก่ี ันไปตามนสิ ยั
ความพอใจของแตล่ ะองค์ บางโอกาส บางสถานที่ ทา่ นอาจจะโคจรมาพบกนั บา้ ง แต่
เมอ่ื ตา่ งองคต์ ่างพอใจในความวิเวก สันโดษ อยคู่ นเดยี ว ไปคนเดยี ว เป็นปกตินสิ ัย
การจะมาจำ� พรรษาดว้ ยกนั อกี จงึ เปน็ การยาก กระทง่ั เวลาผา่ นไปถงึ ๒๗ ปี คนู่ าคขวาซา้ ย
จงึ มาปวารณาเขา้ พรรษาด้วยกันอีกคร้ังหนึง่

ท่านท่องเที่ยววเิ วกจ�ำพรรษาอยู่ทาง อดุ ร ขอนแกน่ นครราชสีมา และใช้เวลา
ส่วนใหญอ่ ยูต่ ามถ�้ำเขาในเขตจงั หวัดเลยอันเปน็ จงั หวัดบา้ นเกิด พร้อมทงั้ ตดิ ตามไป

131

อยจู่ ำ� พรรษาใกลก้ บั ครบู าอาจารยใ์ นสกลนคร ในขณะทห่ี ลวงปขู่ าวจากอดุ ร สกลนคร
นครพนม ข้ึนไปแสวงหาความวิเวกในจังหวัดภาคเหนือ จนได้ธรรมอันเป็นที่ยอด
ปรารถนาแลว้ ทา่ นกก็ ลบั มาภาคอสี าน ไดพ้ บกบั หลวงปหู่ ลยุ บา้ งในระหวา่ งเวลาทท่ี า่ น
เข้ามากราบเยี่ยมฟังธรรมหลวงปู่มนั่ แลว้ ทา่ นกจ็ ะเทย่ี วธดุ งคต์ อ่ ไปทางจังหวดั อดุ ร
หนองคาย ระยะเวลาท่เี ส้นทางโคจรมาประสานกันจงึ คอ่ นข้างสั้น

ระยะนั้นญาติโยมแถบอ�ำเภอสว่างแดนดินได้นิมนต์ให้หลวงปู่ขาวมาเป็น
ประธานให้ทีพ่ ่ึงทางใจแก่พวกเขา ที่วดั ปา่ แกว้ บ้านชมุ พล ต.ค้อใต้ ทา่ นอยู่โปรด
พวกเขาบ้าง แต่สถานท่ีน้ันไม่มีภูมิประเทศลักษณะถ�้ำลักษณะขุนเขาท่ีท่านพึงใจ
ได้โอกาส หลวงปู่ขาวทา่ นก็จะหลีกเรน้ ไปวเิ วก และบางคร้งั ก็อยู่ต่อไปจนเข้าพรรษา
อยา่ งเช่นที่ดงหมอ้ ทอง อำ� เภอวานรนิวาส สกลนคร ใน พ.ศ. ๒๔๙๗ หรอื ทถ่ี ำ้� แก้ว
ตาดปอ บ้านทุ่งทรายจก ภูววั หนองคาย ใน พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นตน้

ออกพรรษา ปี ๒๔๙๙ ชาวบา้ นแถบบา้ นคอ้ ใต้ กม็ าอาราธนาออ้ นวอนใหห้ ลวงปขู่ าว
กลบั มาอยู่ ณ วดั ปา่ แกว้ อกี ทา่ นรบั นมิ นต์ และปี ๒๕๐๐ นเ้ี ปน็ ปสี ดุ ทา้ ยทท่ี า่ นจำ� พรรษา
อยโู่ ปรดชาวบา้ นชุมพลและบา้ นค้อใต้ เพราะต่อมาทา่ นกเ็ ทีย่ วธดุ งคกรรมฐานได้ไป
พบสถานทสี่ �ำคญั แห่งหนง่ึ ณ อ�ำเภอหนองบวั ล�ำภู จงั หวัดอดุ รธานี เป็นปา่ รกชฏั
บริบูรณ์ด้วยพลาญหิน ละหานห้วย เง้ือมเขา และเถ่ือนถ้�ำ ต้นไม้สูงใหญ่ขึ้น
เบียดเสยี ดกัน เหมาะแกอ่ ัธยาศยั ในการอยบู่ �ำเพญ็ ภาวนา หลวงปขู่ าวจงึ พกั อยู่ ณ
บรเิ วณสถานท่นี ้นั และตอ่ มาก็ได้จัดต้ังข้ึนเป็นวัดมีนามว่า วัดถ้�ำกลองเพล ซงึ่ เปน็ ท่ี
ซึ่งท่านอยู่บ�ำเพ็ญสมณธรรมตลอดมาจนวาระสุดท้ายของชีวิตของท่าน ในเดือน
พฤษภาคม ๒๕๒๖

หลวงปู่หลุยเที่ยววิเวกมาจากทางจังหวัดเลย มาพบหลวงปู่ขาวที่วัดป่าแก้ว
กอ่ นจะเขา้ พรรษา ปี ๒๕๐๐ เลก็ นอ้ ย เมอ่ื เพอ่ื นสหธรรมกิ ชวนใหอ้ ยจู่ ำ� พรรษาดว้ ยกนั
แมส้ ภาพของวัดป่าแก้วจะอยูใ่ นพื้นทรี่ าบ ไม่ใช่ถำ�้ ไมใ่ ช่เขา อย่างแถบจงั หวัดเลย
หรอื สกลนครทท่ี า่ นพงึ ใจ แตเ่ พอ่ื นสหธรรมกิ ทจ่ี ะอยรู่ ว่ มดว้ ยเปน็ ผทู้ ม่ี อี ธั ยาศยั ตอ้ งกนั
มีคุณธรรมที่ทา่ นยกยอ่ ง ทา่ นก็ตกลงจ�ำพรรษาอยูด่ ้วย

132

ทา่ นกลา่ ววา่ สถานท่นี ี้ออกจะเป็นท่ซี ง่ึ “ลวงตา” อยู่ กลา่ วคอื เดิมคิดวา่ คงจะ
ไมม่ ีอะไรเลย แต่เม่อื พอใจจะได้อยู่กับกัลยาณมติ ร ได้มีเวลาธรรมสากจั ฉากันบ้าง
ซึ่งก็คงเปน็ “สัปปายะ” อันเพยี งพอแลว้ ทีท่ า่ นต้องการ อย่างไรกด็ ี ท่านได้พบด้วย
ความประหลาดใจวา่ นอกจากบคุ คลสปั ปายะแลว้ แมส้ ถานทกี่ ส็ ปั ปายะ และอากาศ
กส็ ปั ปายะด้วย

ทา่ นและหลวงปขู่ าวถกู อธั ยาศยั กนั มาก ทา่ นเลา่ วา่ นอกเหนอื จากเวลาทญี่ าตโิ ยม
มาหา ซงึ่ เปน็ เวลาทท่ี า่ นชว่ ยหลวงปขู่ าวรบั แขกแลว้ ทา่ นกต็ า่ งองคต์ า่ งเขา้ ทภ่ี าวนา หรอื
เดินจงกรมกัน อยู่คนละแห่งคนละแดนของวัด วันๆ หน่ึงแทบไม่ได้พบหน้ากัน
พดู คยุ กนั นอกจากเวลาเตรยี มตวั ไปบณิ ฑบาตหรอื ฉนั นำ�้ รอ้ น ท่านยอมรบั ว่านสิ ัย
ของทา่ นทง้ั สองตา่ งคลา้ ยกนั คอื ชอบเปลย่ี นทที่ ำ� ความเพยี ร เชน่ เวลาเชา้ นง่ั ภาวนาอยู่
ณ ใต้ร่มไม้แห่งหนงึ่ เวลาบา่ ยไปทำ� ความเพียรอีกแหง่ หน่งึ ตกคำ�่ เปล่ียนท่ีตอ่ ไปอีก
เปล่ยี นทิศ เปลี่ยนสถานท่ี แม้แตเ่ ส้นทางจงกรมก็ตาม ท่านก็ยงั จดั ท�ำไว้หลายสาย
สายหนง่ึ สำ� หรบั บรเิ วณนี้ อกี สายหนงึ่ สำ� หรบั บรเิ วณตอนโนน้ บรเิ วณวดั นนั้ กวา้ งขวาง
มาก ดว้ ยยังเปน็ ป่าเป็นแนวไพรอยู่ ผู้ภาวนาจึงสามารถเทยี่ วเลอื กหาแบง่ ปักปันเขต
ภาวนากันตามอธั ยาศยั แดนน้ี สุดชายป่านี้ เป็นขององคน์ ้ี แดนโน้น สุดชายปา่ โนน้
เป็นขององค์นนั้ “ก้อสมมตกิ นั นะ่ แหละว่าเป็นแดนของใคร...” ทา่ นเล่าขันๆ แตบ่ าง
เวลาเปลีย่ นทศิ ทางไปซา้ ย ไปขวา ไปใกล้ ไปไกล ภาวนาเพลินไป ออกจากทภ่ี าวนา
ปรากฏวา่ มาทบั แดนกนั อยูห่ า่ งกันเพยี งกอไม้กลุ่มเดยี วกเ็ คยมี

ท่านตอ้ งอัธยาศยั กนั มาก ทงั้ ๆ ที่ทา่ นตา่ งชอบสันโดษไปองคเ์ ดยี ว แตส่ ำ� หรับ
กับหลวงป่ขู าว ดจู ะเป็นกรณียกเวน้ เมื่อหลวงปู่ขาวไปพบถ�้ำกลองเพล ท่านจงึ ชวน
หลวงปหู่ ลยุ ใหไ้ ปจำ� พรรษาอยดู่ ว้ ยกนั อกี ในปพี รรษา ๒๕๐๑ และ ๒๕๐๒ หลวงปหู่ ลยุ
จงึ อยรู่ ว่ มกบั หลวงปขู่ าวตอ่ ไป รวมเปน็ เวลาทท่ี า่ นจำ� พรรษาอยดู่ ว้ ยกนั ถงึ ๓ ปตี ดิ ตอ่ กนั
ซงึ่ ท่านกล่าววา่ ทา่ นมไิ ด้เคยจำ� พรรษาอยู่ด้วยใครนานเช่นนมี้ ากอ่ นเลย

ยิ่งถ้ำ� กลองเพลมีอาณาบรเิ วณกว้างขวาง เป็นป่ารกชฏั บริบรู ณ์ดว้ ยพลาญหนิ
ละหานห้วย เงอื้ มเขา และเถอ่ื นถ�ำ้ ดงั กลา่ วแล้ว การท่ีหลวงปู่ท้งั สององค์จะแยกกนั

133

หลกี เรน้ ไปหาทสี่ งดั วเิ วก จงึ แทบไมม่ โี อกาสทจี่ ะมา “ทบั แดน” กนั ไดเ้ ลย อยอู่ งคล์ ะ
เง้อื มหิน องค์ละถ้�ำ ไมต่ ้องพูดคยุ กนั ในภายหลงั ได้มาพบบนั ทกึ ของหลวงป่หู ลยุ
ท่านกลา่ วไว้ตอนหน่งึ ว่า

“พระเถระไปเยย่ี มกนั ทา่ นใชฌ้ านของจติ ไมต่ อ้ งพดู กนั อยา่ งคนธรรมดา รสู้ ขุ
รทู้ ุกข์ ร้ทู นั ที ผดิ กบั คนสามัญ ต้องถามสขุ ทุกขก์ ันเสียจงึ รไู้ ด้”

คงจะพอเข้าใจแลว้ ทำ� ไมท่านไมจ่ ำ� เปน็ ต้องพดู คุยกนั

เฉพาะในถำ�้ กลองเพล ซง่ึ เปน็ ถำ้� ใหญก่ วา้ งขวาง เพดานถำ้� สงู มอี ากาศโปรง่ โลง่
สบาย ลมพดั ถา่ ยเทได้ ปากถำ�้ กก็ วา้ ง คนเขา้ ไปอยใู่ นบรเิ วณถำ�้ ไดเ้ ปน็ จำ� นวนเรอื นพนั
กลา่ วกนั วา่ ภายในถำ�้ เคยมกี ลองเพลใหญป่ ระจำ� อยลู่ กู หนงึ่ ขนาดใหญม่ หมึ า ไมท่ ราบ
สรา้ งกนั มาแต่กาลใด สมยั ใด คงจะเป็นเวลานับดว้ ยรอ้ ยๆ ปีผ่านมาแล้ว บ้างกว็ ่า
เกดิ ขน้ึ เองพรอ้ มกบั ถำ้� บา้ งกว็ า่ เปน็ กลองเทพเนรมติ ขนึ้ สำ� หรบั ผมู้ บี ญุ กลองเพลนน้ั
อยู่คู่กับถ้�ำมาช้านาน สุดท้ายก็เสื่อมสลายลงเป็นดินตามกฎแห่งอนิจจังท่ีว่า มีเกิด
ย่อมมีดับ มีอุบัติย่อมมีเส่ือมสลายท�ำลายลง พวกที่เคยเข้าไปล่าสัตว์อาศัยเข้าไป
พักเหน่ือยหรือหุงหาอาหารเลา่ วา่ เคยเหน็ เศษไมข้ องกลองยักษน์ ั้นทก่ี ระจดั กระจาย
อย่ใู นหลบื ถ้ำ� เอามาเปน็ ฟนื หงุ ต้มอาหารได้ ทีส่ ำ� คญั กค็ อื ภายในถำ้� นน้ั มีพระพทุ ธรปู
ขนาดตา่ งๆ มากมาย ประดิษฐานไว้ตามหลบื เขา และในถ้�ำ ส่วนทีก่ ล่าวกันวา่ เป็น
พระพทุ ธรปู ทอง หรือพระพทุ ธรูปเงินแท้ นน้ั ได้ถูกคนในสมัยหลังยดึ ถอื เอาไปเป็น
สมบัตสิ ่วนตัวกันหมดแลว้

โดยที่ปี ๒๕๐๑ เป็นปีแรกทีห่ ลวงปู่ขาวทา่ นมาเริ่มต้ังวดั ถ้�ำกลองเพล ดังนนั้
หลวงป่หู ลุยจึงเทา่ กบั มาร่วมอยู่ในยคุ “บกุ เบกิ แรกตง้ั ” ด้วย ท่านมิไดม้ ีนิสัยในทาง
ก่อสร้าง แต่ท่านก็คงช่วยเพื่อนสหธรรมิกของท่านในการเทศนาอบรม โดยเฉพาะ
เชญิ ชวนพทุ ธบรษิ ทั ใหม้ ารว่ มทำ� นบุ ำ� รงุ วดั ถำ้� กลองเพลดว้ ย ไดพ้ บขอ้ ความในสมดุ บนั ทกึ
ของท่านหลายแห่ง ซ่ึงท่านให้ช่ือไว้ว่า “โฆษณาเชยชมถ�้ำกลองเพลโดยเอกเทศ”
ขอเลอื กนำ� มาลงพิมพ์ไว้เป็นอนุสรณ์ในทนี่ ีส้ ำ� นวนหนึง่ ดังน้ี

134

“ถ�้ำกลองเพล เปน็ สถานท่ปี ระชมุ ของพุทธบริษัท มที ้งั ภกิ ษุสงฆ์สามเณร มที ง้ั
ศษิ ยว์ ดั มที งั้ แมข่ าว นางชี และมที า่ นอาจารยข์ าว ผเู้ ปน็ เถระผใู้ หญฝ่ า่ ยวปิ สั สนาเปน็
เจา้ อาวาส ประกอบทง้ั มคี ณุ วฒุ ทิ างธรรมวนิ ยั ทไ่ี ดอ้ บรม และฉายความรมู้ าจากเถระ
ผใู้ หญ่ กลา่ วคอื ทา่ นอาจารยม์ น่ั โลกนยิ มกนั วา่ เปน็ คณาจารยฝ์ า่ ยวปิ สั สนากรรมฐาน
ท่สี �ำคญั ของภาคอีสาน”

“แมท้ า่ นอาจารยข์ าวองคน์ เ้ี ปน็ ทน่ี บั ถอื ของพระเถรานเุ ถระผใู้ หญม่ านาน ทง้ั ทา่ น
ไดม้ โี อกาสมาจำ� พรรษา ณ ถำ้� กลองเพล ทถ่ี ำ้� กลองเพลนกี้ ไ็ ดท้ ราบวา่ พระภกิ ษุ สามเณร
แมข่ าว นางชี มาจากตา่ งถนิ่ ตา่ งจงั หวดั เชน่ อบุ ล อดุ ร ขอนแกน่ เลย หนองบวั ลำ� ภู
สกลนคร พร้อมฉนั ทะมาจ�ำพรรษา ณ ถ�้ำกลองเพลนปี้ ีละมากๆ หากวา่ เช่นนนั้ เปน็
สายชะนวนใหพ้ ุทธบรษิ ทั ดำ� เนินการกอ่ สรา้ งวดั ถ้�ำกลองเพล”

“ถ�้ำกลองเพลน้ี เนือ้ ท่ีของวัดกว้างขวาง ประมาณ.....ไร่ ภูเขาถ�้ำกลองเพลเปน็
ธรรมชาตภิ เู ขามาตงั้ แตป่ ฐมกปั มเี รอื กเกณฑภ์ มู ลิ ำ� เนาดี มนี ำ�้ อปุ โภค บรโิ ภค มถี ำ�้ ใหญ่
มีพุทธรูปปฏิมากรเป็นพยานน่าชื่นใจ น่าบูชา และมีเหล่ียมหินที่เล็กๆ หลายแห่ง
ซอกเขาต่างๆ เปน็ ทีซ่ ่อนใจซ่อนตัวในเวลากลางวันได้ สถานทขี่ ้ึนไปหาถำ้� บ้ิงข้ึนแต่
ถำ�้ หารไป มสี งู ๆ ตำ่� ๆ และมกี ฎุ ปี ลกู ขน้ึ ไปโดยลำ� ดบั สวยงาม สว่ นผาผงึ้ นน้ั มดี านหนิ
ทสี่ ะอาด เดนิ ภาวนาเปลยี่ นอริ ยิ าบถไดต้ ามสบาย ทง้ั มกี อ้ นหนิ สงู ๆ ตำ่� ๆ สะอาด เจรญิ ใจ
ทง้ั มลี ำ� คลองน้ำ� เล็กๆ ท่มี นี ำ้� ใช้ ฤดูฝนใสสะอาด บริโภค อุปโภค ได้เปน็ อย่างดี
ถำ�้ กลองเพลนป้ี ระกอบไปดว้ ยปา่ ใหญท่ เี่ กดิ จากธรรมชาติ เปน็ เทอื กดงแนวปา่ เปลยี่ ว
สดช่ืน ปา่ ไม้นนั้ ล้วนอยู่ในบรเิ วณถ้�ำกลองเพลท้งั น้นั ”

“ถ้�ำกลองเพลน้ี หนทางเข้าวัดติดกับทางรถยนต์ระหว่างอุดรไปหนองบัวล�ำภู
ทางแยกรถยนต์เข้ามาทางวัด ๕ กิโลเมตร สะดวก ไม่ขัดข้องด้วยประการใดๆ
ถำ้� กลองเพลเป็นสถานท่หี ่างไกลจากบ้าน เปน็ สถานท่เี จริญสมณธรรม เป็นสถานที่
ศักด์ิสิทธ์ิมาแต่โบราณกาลนานหนักหนา เป็นสถานท่ีมงคลดุจเทพรักษาถิ่นนี้มาก
เปน็ สถานทดี่ ึงดดู น้�ำใจพวกเราพทุ ธบรษิ ทั ใหม้ าดูสภาพของถ�้ำกลองเพลเรอ่ื ยๆ เป็น
สถานทมี่ ีช่ือเสียงเดน่ ไปตา่ งจงั หวดั อน่ื เป็นสถานที่ร่วมใจของชาวเมือง มีข้าราชการ

135

พอ่ ค้าพาณชิ ย์ และชาวไร่ชาวนา พากนั มานมสั การพระพุทธรปู ปฏมิ ากร เจดยี สถาน
แมใ้ นฤดูกาลปใี หม่ ทา่ นศาสนกิ ชนทง้ั หลายพากันมาสระสรงพระพทุ ธรปู เพื่อขอฟ้า
ขอฝน และขออยู่อายุ วรรณะ สุขะ พละ ส�ำหรบั ปีใหม”่

“ถำ�้ กลองเพล มที งั้ ตน้ กลว้ ย ตน้ ขนนุ ตน้ มะละกอ เปน็ พเิ ศษ หมากไมบ้ รโิ ภคท่ี
เกดิ จากธรรมชาตไิ มแ่ สลงโรค ครน้ั พากนั บรโิ ภคแลว้ บงั เกดิ ความสขุ หากวา่ เปน็ เชน่ น้ี
พวกเราพุทธศาสนิกชนควรปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมสาธารณวัตถุเพื่ออุทิศบูชาไว้ใน
พระพุทธศาสนา ซงึ่ มีอานิสงส์อยา่ งใหญ่ไพศาล”

“ถำ�้ กลองเพลน้ี มที า่ นอาจารยข์ าวเปน็ เจา้ อาวาส ทา่ นเปน็ คณาจารยฝ์ า่ ยวปิ สั สนา
ทง้ั มพี ระภกิ ษสุ ามเณรเปน็ จำ� นวนมาก มที ง้ั ฤดแู ลง้ ฤดฝู น มไิ ดข้ าด ทา่ นโยคาวจรเจา้
ทงั้ หลายผทู้ แ่ี สวงหาวโิ มกขธรรมยอ่ มไปๆ มาๆ อยอู่ ยา่ งนนั้ มไิ ดข้ าดสาย ทา่ นเหลา่ นน้ั
มาพกั พาอาศยั พงึ่ รม่ พงึ่ เยน็ ทคี่ ณะอบุ าสกอบุ าสกิ าทง้ั หลายทา่ นพากนั กอ่ สรา้ งไวด้ งั นี้
แมเ้ สนาสนะไมเ่ พยี งพอกอ็ ยู่ ทา่ นเหลา่ นน้ั พากนั อยใู่ นรกุ ขมลู ตน้ ไมบ้ า้ ง อยใู่ นถำ้� บา้ ง
อยงู่ า่ มภูเขาบ้าง แลว้ แตค่ วามผาสุกของทา่ นเหล่านัน้ ”

“ถ�ำ้ กลองเพล ตอ่ อนาคตข้างหน้าจะเป็นวัดสำ� นักใหญ่ เป็นสถานที่เป็นมงคล
อยา่ งยง่ิ ในอนาคตขา้ งหนา้ หากวา่ เปน็ เชน่ น้ี การกอ่ สรา้ งใดๆ จะเปน็ กฎุ กี ด็ ี หรอื จะเปน็
สรณวตั ถสุ ง่ิ อน่ื ๆ กด็ ี ลว้ นแตเ่ ปน็ สถานทเี่ สนาสนะตอ้ นรบั พระโยคาวจรเจา้ ทงั้ หลาย
ท่มี าแตจ่ ตุรทศิ ท้ัง ๔ ซง่ึ มอี านิสงส์อย่างไพศาล”

“...นำ� มาซง่ึ ความชนื่ ใจของทา่ นศาสนกิ ชนพทุ ธบรษิ ทั ตอ่ หลายฟา้ หลายปี จะเปน็
สำ� นกั ใหญร่ งุ่ เรอื งดว้ ยผา้ กาสาวพสั ตรอ์ นั เปน็ ธงชยั ของพระอรหนั ต์ ทา่ นผมู้ าพบเหน็
กพ็ ากนั ใครอ่ ยากจะกอ่ สรา้ งเปน็ อนสุ าวรยี ไ์ วใ้ นศาสนาทงั้ นน้ั เพอื่ สบื บญุ ลกู บญุ หลาน
บญุ เหลน ตอ่ ไป อนชุ นเหลา่ นน้ั กจ็ ะไดพ้ ากนั ระลกึ ไดว้ า่ ปขู่ องเรา ยา่ ของเรา ทวดของเรา
บดิ ามารดาของเรา ท่านเหล่าน้ันไดพ้ ากนั ก่อสรา้ งไวแ้ ล้ว อนชุ นเหล่าน้นั จะไดพ้ ากนั
ก่อสรา้ งสบื ตอ่ อนาคต ดังน้ี”

136

พรรษาท่ี ๓๖ พ.ศ. ๒๕๐๓

ในถ้ำ� เขตจังหวัดเลย

จำ� พรรษา ณ ถำ้� มโหฬาร ต.หนองหิน อ.ภกู ระดงึ จ.เลย

พอออกพรรษา ปี ๒๕๐๒ แลว้ หลวงปกู่ แ็ ยกจากกลั ยาณมติ รของทา่ น ออกจาก
วดั ถำ้� กลองเพล ทอ่ งเทยี่ ววเิ วกมงุ่ กลบั ไปทางจงั หวดั เลย ซง่ึ ขณะนน้ั ยงั สมบรู ณด์ ว้ ยปา่
ด้วยเขา มองเหน็ ภูเขาลูกแลว้ ลูกเลา่ ต่อเน่อื งเนอื งนันตก์ ันไปเปน็ สเี ขียวอ่อนแกส่ ลบั
ซับซ้อนกนั

แม้บริเวณแถวถ้�ำกลองเพลเอง ก็ยังเป็นป่าดงพงทึบอยู่ มีเสือมีช้างเข้ามา
เยย่ี มกรายในบรเิ วณวดั อยเู่ สมอ ฉะนนั้ เมอื่ พน้ เขตทว่ี ดั กไ็ มต่ อ้ งสงสยั วา่ ตอ่ ไปจากนน้ั
บรเิ วณปา่ เขาลำ� เนาไพรกจ็ ะยงั คงสภาพ “ปา่ ดงพงทบึ ” จรงิ ๆ เพยี งใด ตน้ ไมแ้ ตล่ ะตน้
ใหญม่ าก สำ� นวนทา่ นเรยี กวา่ “กอดไมห่ มุ้ ” หมายความวา่ ใหญจ่ นคนโอบไมร่ อบ สตั วป์ า่
ยังคงอุดมสมบรู ณ์ บา้ นเรอื นผู้คนห่างกนั เล่าวา่ จากอุดรไปเลยนนั้ เปน็ ภูเขามาก
ทเ่ี หน็ เปน็ ถนนลาดยางคดเคยี้ วไปตามไหลเ่ ขานนั้ เพง่ิ จะมาทำ� กนั ในสมยั หลงั ๆ นด้ี อก
การเดินทางสมัยหลังๆ นี้ จึงกลายเป็นของสะดวกง่ายดาย พระธุดงคกัมมัฏฐาน
สมัยหลังจึงอาศัยความเจริญก้าวหน้าของการคมนาคมเดินทางไปมาอย่างสะดวก
สบาย

หลวงป่เู คยเทศนาไว้ในภายหลัง วจิ ารณก์ ัมมฏั ฐานสมยั ใหม่ไว้วา่

137

“...ทุกวนั นี้ กมั มฏั ฐานขนุ นาง เปน็ ยังไงขุนนาง หรหู รามากเหลือเกิน ขุนนาง
หมายความวา่ ยงั ไง เดนิ ธดุ งคข์ น้ึ รถแลว้ นน่ั เดนิ ธดุ งคข์ น้ึ เรอื บนิ แลว้ นนั่ แตก่ อ่ นนะ่
ไมไ่ ด้ทเี ดยี ว แบกกลด ข้นึ ภเู ขา ลงภเู ขา แหม เหน่ือยยากเหลอื เกินนะ แต่ก่อนนะ
อาหารการกนิ กไ็ ม่บรบิ รู ณ์เหมือนทกุ วนั น้นี ะ กนิ พรกิ กินเกลอื ไป แลว้ มอ้ื แลว้ วันไป
หวิ มาก หวิ มากเทียวเวลาเยน็ นะ นั่น”

“เดี๋ยวนี้อะไร ป้อนอาหารใหญ่โต หรหู รามาก เลี้ยงกเิ ลสนะ มนั จะมคี วามรู้
ความฉลาดอะไรไดน้ ะ แลว้ ขึน้ เรือบินดว้ ย แลว้ ข้นึ รถขน้ึ ราดว้ ย”

“กมั มฏั ฐานขนุ นาง ทกุ วนั นนี้ ะ่ ลาภเกดิ กอ่ นธรรม ลาภมนั เกดิ กอ่ นนะ เมอื่ เกดิ กอ่ น
ซะแลว้ มนั ยกจติ ไมข่ นึ้ ทเี ดยี ว ลาภมนั เกดิ ขนึ้ กอ่ น มนั ถว่ งหวั ทบุ หาง มนั ยกจติ ไมข่ น้ึ
มันติดลาภติดยศอย.ู่ ..”

นบั เปน็ ภยั อยา่ งยงิ่ ตอ่ ผทู้ ย่ี งั ไมถ่ งึ มรรคถงึ ผล เพราะลาภสกั การะยอ่ มฆา่ บรรพชติ
หัวกถ็ ูกถว่ ง หางก็ถูกทุบ ก็ได้แต่แบนเละตาย มแี ตต่ ายลกู เดยี วเทา่ นน้ั

ทา่ นเลา่ ถงึ สภาพปา่ เขาแถบจงั หวดั อดุ รตอ่ เนอื่ งไปจงั หวดั เลย ในสมยั ทที่ า่ นยงั
เดนิ ธุดงคไ์ ปมาอย่างโชกโชนอยา่ งละเอยี ด แม้ขณะในปี ๒๕๐๑-๐๒-๐๓-๐๔ กย็ ัง
คงสภาพป่าอยู่ เดนิ ไปนานๆ จึงจะพบบา้ นผู้บ้านคนสักครั้ง ลว้ นขดุ ดนิ ทำ� ไร่กันตวั
เปน็ เกลยี ว สตั วป์ า่ กย็ งั มากมาย บางแหง่ ชาวบา้ นเหน็ หนา้ พระกป็ รบั ทกุ ข์ กลางวนั แทๆ้
ไปเกี่ยวหญ้ากันห้าหกคน อยู่ใกล้ๆ กันด้วย แต่ต่างคนต่างก็หมกมุ่นอยู่กับงาน
เฉพาะหนา้ ไดย้ นิ เสยี งเพอื่ นรอ้ งคำ� เดยี ว เหลยี วไป เสอื มนั ตะปบไปแลว้ มนั คาบรา่ ง
ตใี สด่ นิ ตมู เดยี ว เพอื่ นกเ็ งยี บเสยี ง ทกุ คนเหน็ อยกู่ บั ตาตะลงึ งนั กนั ไปหมด ไมท่ ราบ
จะทำ� อยา่ งไร เพอื่ นเงยี บเสยี ง ตวั ออ่ นนงิ่ ไปแลว้ จา้ วปา่ มนั ยงั ชำ� เลอื งดู แลว้ กเ็ ยอื้ งยา่ ง
เดนิ ฉากไป โดยมรี า่ งเลอื ดโทรมของเพอ่ื นตดิ อยใู่ นปาก นา่ สยดสยอง นา่ สลดสงั เวช
อยา่ งย่ิง สัตวเ์ ลก็ ย่อมพา่ ยสัตวใ์ หญ่ สตั ว์ออ่ นแอยอ่ มแพแ้ ก่สตั ว์แข็งแรง ชีวติ ชา่ ง
ไม่มีคุณค่า หาที่พึ่งมิได้เลย พ่ึงได้แต่พระธรรมอย่างเดียว ท่านจึงได้แต่เทศน์
ปลอบใจเขา อบรมสง่ั สอนใหเ้ ขาพากนั ยดึ ถอื พระรตั นตรยั เปน็ สรณะทพ่ี ง่ึ รจู้ กั รกั ษาศลี
ศลี เปน็ ธรรมเครอ่ื งคำ�้ จนุ โลก โดยเฉพาะการฆา่ สตั วต์ ดั ชวี ติ ชวี ติ ยอ่ มเปน็ ทร่ี กั ทหี่ วง

138

ของทกุ คน ไมม่ ใี ครอยากเจบ็ อยากตาย สตั วก์ เ็ ชน่ กนั เขากม็ ชี วี ติ เหมอื นกบั เรามนษุ ย์
เวลานเ้ี ขามาเกดิ เปน็ สตั วต์ ามกรรมทกี่ ระทำ� มา ตา่ งมคี วามคดิ ความนกึ เจบ็ รอ้ น ออ่ น
หิว กลวั ตาย เชน่ มนษุ ยเ์ หมือนกนั เพยี งแตพ่ ูดออกมาเป็นภาษามนุษยไ์ มไ่ ด้เท่านั้น
การมาอยใู่ นปา่ เปลย่ี วทา่ มกลางสตั วร์ า้ ยเชน่ นี้ ยงิ่ ตอ้ งพยายามรกั ษาศลี ขอ้ ไมฆ่ า่ สตั วน์ ้ี
ใหม้ ากใหย้ ง่ิ ใหม้ ใี จเมตตากรณุ าตอ่ สตั ว์ ผลของความเมตตาตอ่ สตั วน์ นั้ จะเปน็ เครอ่ื ง
คมุ้ ครองตนเองและครอบครวั ให้แคล้วคลาดจากภยนั ตรายจากสัตวเ์ ชน่ กัน เมอ่ื เรา
เมตตาเขา เขา พวกเขา ย่อมเมตตาเรา เสือและเพื่อนผนู้ ้นั คงเป็นคกู่ รรมเวรกนั มา
ทำ� ไมอยกู่ นั หลายคน มนั จงึ เจาะจงคาบเอาไปแตค่ นนน้ั คนเดยี ว ขอใหป้ ลงใจเสยี เถดิ
ปัจจุบนั ก็ใหท้ �ำแตก่ รรมดี อย่ากอ่ เวรต่อไป

ท่านเล่าว่า ขณะท่ีสั่งสอนเขานั้น ภาพเหตุการณ์เม่ือท่านเองได้ผจญกับเสือที่
ถำ้� โพนงาม กก็ ลบั มาเปน็ ภาพอนสุ รณใ์ หไ้ ดร้ ำ� ลกึ ถงึ อกี ทำ� ใหส้ งสารพวกชาวบา้ นเหลา่ นน้ั
ย่งิ นกั

หลวงปธู่ ดุ งคต์ ดั มงุ่ ตรงไปทางรมิ แมน่ ำ�้ โขง ทา่ นเคยอยเู่ ชยี งคานในสมยั ยงั หนมุ่
กอ่ นบวชหลายปี จงึ กลบั ไปเยยี่ มผคู้ นทางนน้ั ดว้ ย และเลยขา้ มฝง่ั ไปฝง่ั ลาว ไปเมอื ง
แกน่ ท้าว

กลางเดือนมนี าคม ๒๕๐๓ ทา่ นบันทึกไว้วา่

“อยปู่ ากเหอื ง ขา้ งแรม ๓ คำ่� เดอื น ๔ พ.ศ. ๐๓ (วนั องั คารท่ี ๑๕ มนี าคม พ.ศ.
๒๕๐๓ - ผเู้ ขยี น) เทวดานมิ ติ นมิ นตไ์ ปแผเ่ มตตาจนนกเขาขนั กลางคนื ภาวนาดแี จบจม
แมค่ รูอ้วนอุปัฏฐาก นำ�้ โขงไม่เป็นสปั ปายะ”

ท่ีฝั่งซ้ายของแม่น�้ำโขง ท่านไปภาวนาที่ถ�้ำผาพร้าว ซึ่งท่านว่าภาวนาดีมาก
อีกหลายปตี ่อมา ทา่ นบนั ทกึ เก่ยี วกบั การอยถู่ �้ำผาพร้าวในปี ๒๕๐๓ ไว้อกี ว่า

“ถ�้ำผาพร้าว ฝง่ั ซา้ ย เกือบเสยี บุญวาสนาแกท้ นั เพราะอยคู่ นเดียวเสียดว้ ย...”
ทา่ นรำ� พึงต่อไปว่า “นี้พระเถระผใู้ หญย่ งั มีนมิ ติ หลอกได้”

139

ดงั ไดเ้ คยกลา่ วมาแลว้ วา่ คำ� วา่ “เกอื บเสยี ” ของหลวงปนู่ นั้ มคี วามหมายเฉพาะ
องค์ท่าน ใครมาเห็นบันทึกของท่านกล่าวถึงสถานท่ีบ�ำเพ็ญความเพียรที่ใดว่าเป็นที่
“เกอื บเสยี ” หรือ “เป็นบ้า” แลว้ เข้าใจตามภาษาของเราเองกจ็ ะผิดถนดั “เกอื บเสีย”
หรือ “เปน็ บา้ ” ของท่าน คอื การภาวนาจนจิตลงถึงอัปปนาสมาธิ เม่อื ถอนออกมา
เกดิ มนี มิ ิตรเู้ ห็นเหตกุ ารณต์ า่ งๆ ซึ่งเปน็ วิสัยของทา่ นผเู้ คยมีนสิ ยั วาสนาทางอภญิ ญา
มากอ่ น มิได้พยายามปลอ่ ยวางนิมิต คงเพลิดเพลนิ ไปตามนิมิตและความรูเ้ หน็ น้ัน
ถา้ ปลอ่ ยไปกจ็ ะ “เสยี ” หรอื “เปน็ บา้ ” ไปเลย จงึ ตอ้ งมกี าร “แกบ้ า้ ” หรอื “แกไ้ มใ่ หเ้ สยี ”
โดยใชไ้ ตรลกั ษณเ์ ขา้ พจิ ารณาใหเ้ หน็ เปน็ ทกุ ขฺ ํ อนจิ จฺ ํ อนตตฺ า ตามสำ� นวนของทา่ นวา่
“ลา้ งเชด็ ” หรอื “ฟอก” จติ ใหบ้ รสิ ทุ ธิ์ การภาวนาท่ี “เกอื บเสยี ” หรอื “แกบ้ า้ ” ไดแ้ ลว้
หมายความวา่ จติ จะเด่นดวง เปน็ จติ ที่มีปาฏิหาริย์แกลว้ กลา้ มาก

ยกตวั อยา่ งทที่ า่ นเคยวจิ ารณก์ ารภาวนาทถ่ี ำ�้ โพนงามไวว้ า่ “...ถำ�้ โพนงาม พ.ศ. ๗๗
เกอื บเสยี เหมอื นกนั ระยะผลรา้ ยทส่ี ดุ เกอื บสกึ เกอื บบา้ เกอื บเสยี ชวี ติ ...” และในขณะ
เดยี วกนั ทา่ นกก็ ลา่ วไวอ้ กี เชน่ กนั ถงึ การเจรญิ ภาวนา ณ ทถี่ ำ้� โพนงามนนั้ ในชว่ งระยะ
เวลาเดยี วกนั วา่ “ความเพยี รอยถู่ ำ�้ โพนงามนนั้ เดน่ มาก เอาลทั ธทิ า่ นอาจารยส์ งิ หแ์ ละ
ทา่ นมหาปน่ิ (ทา่ นเพง่ิ กลบั มาจากการไปจำ� พรรษาอยกู่ บั ทา่ นอาจารยส์ งิ ห์ ณ ทวี่ ดั ปา่
บา้ นเหลา่ งา ปี ๒๔๗๔ และกบั ทา่ นอาจารยพ์ ระมหาปน่ิ ณ วดั ปา่ ศรทั ธารวม ปี ๒๔๗๕
-ผเู้ ขยี น) หากเราได้ฟังเทศนาทา่ นอาจารย์มนั่ เราอาจไดส้ �ำเร็จอรหนั ต”์ “เกอื บเสยี ”
ของทา่ นยงั เดน่ ดวง จนทา่ นอทุ านวา่ หากไดฟ้ งั เทศนาทา่ นอาจารย์ ทา่ นอาจไดส้ ำ� เรจ็
อรหันต์

ทา่ นเคยเลา่ ใหศ้ ษิ ยใ์ กลช้ ดิ ฟงั วา่ ทางฝง่ั ประเทศลาวยงั มปี า่ ดงพงไพรเหมาะเปน็
ที่วิเวกเจริญสมณธรรมอีกมาก เพราะบ้านเมืองยังไม่ถูกความเจริญเข้ารุกไล่อย่าง
รวดเรว็ เชน่ ทางประเทศไทย ทส่ี งบสงดั เถอ่ื นถำ้� เงอ้ื มเขาสงู ยงั โดดเดยี่ วปกคลมุ ดว้ ย
ไพรพฤกษาเขยี วครมึ้ และสมยั นนั้ การเดนิ ทางขา้ มไปมาระหวา่ งไทยและลาวกง็ า่ ยดาย
ไมม่ พี ธิ กี ารเขม้ งวดกวดขนั ดงั ในสมยั ทลี่ าวเปลยี่ นการปกครองมาเปน็ สาธารณรฐั แลว้
พระธดุ งคกมั มฏั ฐานทเี่ คยไปแสวงหาความสงบวเิ วกยงั ถนิ่ โนน้ จงึ ตอ้ งลดละไป เปน็ ท่ี

140

นา่ เสยี ดายมาก ระหวา่ งอยทู่ างฝง่ั ลาว กพ็ กั ตามเถยี งนาบา้ ง วดั รา้ งบา้ ง บางทกี ม็ ผี นู้ มิ นต์
ใหไ้ ปโปรดตามบา้ นชอ่ งหอ้ งหอของศรทั ธาญาตโิ ยม ซง่ึ มกั จะเคยคนุ้ ตอ่ การขา้ มมากราบ
ครบู าอาจารยพ์ ระกัมมัฏฐานสายนี้อยแู่ ล้ว

การเดินทางไปเที่ยวกมั มัฏฐานของหลวงปู่น้ี เท่าท่เี รยี นถามพระเณรทเ่ี คยไดม้ ี
โอกาสไปกบั ทา่ นเลา่ วา่ ทา่ นมกั จะไปผเู้ ดยี วตลอดมา จนระยะหลงั พ.ศ. ๒๕๐๐ ลว่ งแลว้ น้ี
ทา่ นจงึ มเี ณรตดิ ตามบา้ งเปน็ บางครงั้ ทใ่ี ดทา่ นไดอ้ ยอู่ งคเ์ ดยี ว ทา่ นกอ็ ยนู่ านหนอ่ ย ถา้ มี
หมพู่ วกอยดู่ ว้ ย ทา่ นกจ็ ะไมอ่ ยนู่ าน ทา่ นมกั เคลอ่ื นทท่ี กุ สามวนั หา้ วนั หากการภาวนาดี
กจ็ ะอยู่ถึงเจด็ วันแปดวนั หมู่พวกมาอยู่ด้วย ทา่ นกป็ ลอ่ ยใหห้ ม่พู วกอยู่ แลว้ ทา่ นจะ
หลกี หนไี ปเอง พอถงึ ตน้ เดอื นพฤษภาคม ทา่ นกก็ ลบั มาจากแถบรมิ ฝง่ั แมน่ ำ้� โขง มาใน
เขตอ�ำเภอภูกระดึง มุ่งมาถำ�้ มโหฬาร

“ขน้ึ ๑๔ คำ�่ เดอื น ๖ พ.ศ. ๐๓ (ตรงกบั วนั ที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๓ - ผเู้ ขยี น)
กลบั มาอยถู่ ำ�้ มโหฬาร วเิ วกดี นำ� มาซงึ่ ความสขุ ใหญ่ มโี อกาสภาวนาชำ� ระจติ อยา่ งเดยี ว
ดกี วา่ ถำ้� ผาปู่ ถำ�้ ผาพรา้ ว ไมข่ ดั ขอ้ งดว้ ยสงิ่ อนั ใด แตอ่ าพาธบางประการ เบอ่ื ผกั หวาน
หมู่เพอื่ นชว่ ยเหลอื ทุกอย่าง...”

ไดค้ วามว่า ระยะน้ันเณรเกบ็ ผักหวานมาตม้ ถวายทกุ วันๆ และโปรดอยา่ ลมื วา่
ระยะนนั้ ทา่ นทำ� ความเพยี รอยา่ งอกุ ฤษฏ์ อาหารนน้ั กม็ กั จะเปน็ ปลารา้ ละลายนำ้� ตม้ กบั
ผกั ใบไม้ท่พี อหาได้ใกล้ถ�ำ้

“แรม ๒ คำ�่ เดอื น ๖ พ.ศ. ๐๓ (วนั ท่ี ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๓ -ผเู้ ขยี น)
ภาวนาสละตายลงไป เชอ่ื นมิ ติ องิ อรยิ สจั ๔ บงั คบั จติ อยเู่ สมอ ตง้ั สตใิ หร้ ะวงั อยอู่ าการนนั้
เพอื่ ความชำ� นชิ ำ� นาญของสติ เมอ่ื รเู้ ทา่ อนั นแี้ ลว้ เปน็ แกน่ สารของจติ แกน่ สารของอรยิ สจั
จติ จะปกติ ตง้ั เทย่ี งอยใู่ นโลกตุ ระ บรรดานมิ ติ เขา้ หลอกไมไ่ ด้ สตกิ บั หลกั อรยิ สจั องิ กนั
อยโู่ ดยด.ี ..”

ในปี ๒๕๐๓ นี้ ทา่ นกต็ กลงจ�ำพรรษา ณ ถ�ำ้ มโหฬาร สว่ นปี พ.ศ. ๒๕๐๔
ทา่ นจำ� พรรษา ณ ถ�้ำแกง้ ยาว ซง่ึ อยู่ ณ บ้านโคกแฝก ต.ผาน้อย อ.วังสะพงุ จ.เลย

141

พรรษาท่ี ๓๗ พ.ศ. ๒๕๐๔

พบงูใหญม่ าอย่ใู ต้แคร่

จ�ำพรรษา ณ ถ�้ำแก้งยาว บา้ นโคกแฝก ต.ผานอ้ ย อ.วงั สะพุง จ.เลย

พ.ศ. ๒๕๐๔ หลวงปจู่ ำ� พรรษา ณ ถำ้� แกง้ ยาว บา้ นโคกแฝก ต.ผานอ้ ย อ.วงั สะพงุ
เป็นการกลับมาจ�ำพรรษาท่ีจงั หวัดเลยเปน็ ปีที่สอง

ในปนี ้ที า่ นไดม้ โี อกาสเขา้ ไปในกรงุ เทพฯ ซ่ึงคงจะเปน็ คร้ังแรกของทา่ นในชีวิต
สมณเพศ ทา่ นเลา่ วา่ เคยเขา้ มาครง้ั หนงึ่ มากบั พวกบาทหลวงสมยั ยงั เปน็ ครสิ ต์ เปน็
เดก็ หนมุ่ เขาพาไปทโ่ี บสถส์ ามเสน ไดไ้ ปสวดมนต์ แลว้ กถ็ กู พากลบั ไมท่ นั เหน็ หนอะไร...
ค�ำนวณจากประวตั ิ ขณะเมื่อท่านยงั เป็นคริสต์ คงอายุต่�ำกวา่ ๒๐ ปี คงจะเป็นราว
พ.ศ. ๒๔๖๓ หรอื กอ่ นนนั้ มากรงุ เทพฯ ครง้ั น้ี คงจะมผี นู้ ำ� ทางไปชมเมอื ง ทา่ นบนั ทกึ
สรปุ ถึงสถานทซ่ี ึง่ ไดไ้ ปโดยยอ่ ดังน้-ี

“พ.ศ. ๐๔ วดั พระแกว้ โรงพยาบาลสงฆ์ วดั นรนาถ วดั มหานกิ าย พระพทุ ธรปู
ทองคำ� (วดั ไตรมติ รวทิ ยาราม - ผเู้ ขยี น) วดั มงคล สะพานพระพทุ ธยอดฟา้ พระเจา้
ตากสนิ ทรงมา้ บางแค ผา่ นโรงทหาร กระทรวงกลาโหม สถานทเี่ ลย้ี งสตั ว์ แตเ่ ขา้ ไมถ่ งึ
วดั สมั พนั ธวงศ์ ภูเขาทองในพระนคร น�ำ้ พุ วดั อโศการาม สมุทรปราการ นครปฐม
ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรขี ันธ์ เขาวัง พระพทุ ธรูปใหญน่ อน วัดสนามพราหมณ์
สถานท่พี ิพธิ ภัณฑ์ ไปกรงุ เทพฯ ๑ คนื ๕-๖ เขาพระงาม ลพบุรี ถ้�ำสงิ หโ์ ต โคราช
เขาวงพระจนั ทร์”

142

ภูมิสถานของถ�้ำแก้งยาวทหี่ ลวงปูไ่ ปจำ� พรรษานี้ อยสู่ ูงขึ้นไปบนภูเขาในบรเิ วณ
เขตวัดป่าถ�้ำแก้งยาว ซ่ึงในสมุดบันทึกได้มีลายมือของท่านพรรณนากล่าวขวัญถึง
วดั ปา่ ถ�ำ้ แกง้ ยาว ดังนี้

“วดั ปา่ ถำ้� แกง้ ยาว มภี เู ขาลกู หนง่ึ ตา่ งหาก มถี ำ้� เลก็ ตดิ ตอ่ กบั ชายทงุ่ นา ประกอบ
ดว้ ยอากาศท่ีพัดเขา้ มาในวัดไดส้ ะดวก บริบูรณ์ด้วยน�้ำอุปโภค บริโภค มีท้งั ฤดูแล้ง
ฤดูฝน ฤดูหนาว มีล�ำคลองรอบวัด มีไม้ไผ่ตามล�ำคลองเขียวชอุ่มเยือกเย็นดี
ไมพ่ ลุกพลา่ นแกค่ นสัญจรไปมา ถ้�ำแกง้ ยาวนมี้ หาชนนิยมถอื กันมาแต่โบราณาจารย์
ถงึ ฤดปู เี ทศกาลปใี หม่ คณะญาติโยมพากนั ไปนมสั การขอพระ ขอฟา้ ขอฝน และ
บวงสรวงเพอื่ อายุ วรรณะ สขุ ะ พละ สำ� หรบั ปใี หมด่ ว้ ย วดั ถำ้� แกง้ ยาวเปน็ วดั ทส่ี วยงาม
เป็นวัดท่มี ่นั คง เป็นวดั ทถ่ี าวร วดั ท่นี บั ถือกนั มาตงั้ แตโ่ บราณาจารย์ เปน็ ที่มหาชน
นยิ มกันมาก เป็นวดั ที่วิเวกของพระโยคาวจรเจา้ ท้ังหลายมาพกั เจริญสมณธรรม...”

“ฉะนั้น ควรที่คณะอุบาสกอุบาสกิ าทัง้ หลายพึงสนใจ พงึ ตรติ รอง พงึ พจิ ารณา
ชว่ ยกนั ทะนบุ ำ� รงุ การกอ่ สรา้ ง เปน็ อนสุ าวรยี เ์ พอ่ื ยวุ ชนกลุ บตุ รชน้ั ลกู ๆ หลานๆ เหลนๆ
ของพวกเราสบื อายุพทุ ธศาสนา รบั รัชทายาทสืบมรดกมาจากองค์สมเด็จพระสมั มา-
สมั พุทธเจา้ ด้วยกนั ทง้ั นั้น...”

พรรณนาโวหารของหลวงปู่ ท�ำให้พวกเราออกนึกอายใจ และย่ิงคิดว่าท่านมี
พน้ื ความรเู้ พยี งแคช่ นั้ ประถมปที ี่ ๓ ในปี ๒๕๐๔ น้ี ทา่ นเพง่ิ จะไดเ้ ขา้ มากรงุ เทพฯ เพยี ง
ครั้งแรก (โดยไม่นับครัง้ ทที่ า่ นมาสมยั เป็นเดก็ หนุ่มชาวครสิ ต)์ ก็ควรนบั เปน็ โวหาร
อันทันสมยั ยงิ่

เผอญิ ได้พบทที่ า่ นบนั ทึกไว้อกี ตอนหนง่ึ เป็นการพรรณนาพระคณุ ของหลวงปู่
คำ� ดี ปภาโส (พระครญู าณทสั ส)ี และเรอ่ื งของถำ้� ผาปู่ จงึ ใครข่ ออญั เชญิ นำ� มาลงดว้ ย
เป็นคเู่ คยี งกัน แสดงถอ้ ยคำ� ส�ำนวนทที่ ่านเขยี นไว้ใน พ.ศ. ๒๕๐๔ เชน่ เดียวกนั

143


Click to View FlipBook Version