The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลวงปู่หลุย จันทสาโร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-23 20:53:06

หลวงปู่หลุย จันทสาโร

หลวงปู่หลุย จันทสาโร

กายวิเวก จติ วเิ วก จริงๆ

เสียงสตั ว์ปา่ ร้องในเวลาค�ำ่ คนื ดงั แหวกความสงดั ขนึ้ มาเปน็ ระยะๆ ยิ่งนกึ ถึงค�ำ
ของชาวบา้ นท่ีว่า เสอื ชมุ งูชมุ ทำ� ใหย้ ่งิ รู้สึกถงึ ความสงัดวังเวงมากย่ิงขึ้น ท่านเล่าวา่
เวลาอยใู่ นถำ�้ บนเขา ในปา่ อยา่ วา่ แตเ่ สยี งเสอื เสยี งชา้ งเลย แมแ้ ตเ่ สยี งเกง้ ทร่ี อ้ งเปบ๊
เปบ๊ ลน่ั ขน้ึ ในความสงดั ของราวปา่ กท็ ำ� ใหส้ ะดงุ้ ตกใจไดโ้ ดยงา่ ย จติ สะดงุ้ จติ หดเขา้
หดเข้า แนบแนน่ อย่กู บั พทุ โธท่ีอาศัยเปน็ สรณะที่พ่ึงรวมลงสูส่ มาธิ

ทา่ นวา่ เคราะหด์ ที อี่ ยถู่ ำ้� โพนงามรอบแรก ในปี ๒๔๗๖ และ ๒๔๗๗ นนั้ ไมเ่ คย
พบเสอื อยา่ งจงั ๆ สักที ทงั้ ๆ ที่ทา่ นพระอาจารย์เสารส์ ง่ ทา่ นมาอยทู่ น่ี กี่ เ็ พ่ือให้พบเสือ
อาจจะเปน็ เพราะระยะนัน้ ยังนกึ “กลัวๆ” อยู่ ภาวนาไมอ่ ยากให้พบเสือ ถงึ จะมาอยู่
แดนเสอื จงึ ไมไ่ ดพ้ บเสอื เลย กระทง่ั ตอ่ มาอกี หลายปภี ายหลงั จงึ ไดพ้ บเสอื อยา่ งจงั หนา้
ซึ่งก็แถวถ้ำ� บริเวณใกลๆ้ กบั ถ้�ำโพนงามนเี้ อง หลงั จากที่ได้ธุดงค์วิเวกไปไหนตอ่ ไหน
เสีย ๕-๖ ปี ทำ� ให้ไดธ้ รรมอันน่าอศั จรรยใ์ จ

ท่านกล่าวภายหลงั ว่า ความจรงิ ท่ีกลา่ ววา่ เคราะหด์ ที ไ่ี ม่ไดเ้ จอเสอื ในคร้ังแรกที่
ถ�้ำโพนงามน้นั ควรจะเรยี กว่าเคราะหร์ า้ ยมากกว่า เพราะถ้าหากทราบว่าเจอเสือแล้ว
จะเปน็ เชน่ ไร ความกลวั จนถงึ ทสี่ ดุ ทำ� ใหจ้ ติ กลบั แกลว้ กลา้ ขนึ้ จนถงึ ทสี่ ดุ เชน่ กนั ใครๆ ก็
ตอ้ งอยากพบเสอื กนั ทง้ั นน้ั การไมไ่ ดพ้ บเสอื จงึ กลายเปน็ เคราะหร์ า้ ยของพระกมั มฏั ฐาน
ดว้ ยเหตุนี้

ทา่ นวา่ ออกไปเดนิ เลน่ เหน็ รอยเทา้ เสอื หมาดๆ เตม็ ไปหมด จะวา่ กลวั หรอื จะวา่
ไมก่ ลัวกบ็ อกไม่ถกู แต่ก็ต้องเอาเท้าไปเกลี่ยรอยเท้าเสือทงิ้ เสีย ไม่อยากเห็นแม้แต่
รอยเทา้ ของมนั

มีงูตัวโตๆ แต่ก็ต่างคนต่างอยู่ แผ่เมตตาไปโดยรอบ แผ่เมตตาไปโดยไม่มี
ประมาณ ใหท้ ้ังเทพยดา อารักษ์ อมนุษย์ สำ่� สัตว์ทัง้ หลายโดยรอบ ความสงดั วเิ วก
บริบูรณ์ จิตรวมง่าย บางวนั ถงึ ๒ ครั้ง ๓ คร้ัง

44

เม่ือท่านลงเขามา ได้ข่าวว่าท่านพระอาจารย์เสาร์กลับไปทางนครพนมแล้ว
ทา่ นพอใจความวิเวกที่นนั้ จึงกลับข้ึนไปจำ� พรรษาอยู่ ณ ถำ้� โพนงามน้นั เอง เป็น
พรรษาแรก ณ ทน่ี ัน้ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖

วนั หนงึ่ ไปบณิ ฑบาตในหมบู่ า้ น ไดย้ นิ ขา่ ววา่ มแี มช่ อี ภญิ ญาสงู อยทู่ ว่ี ดั ปา่ บา้ นสองคร
ภาวนาเกง่ มาก ร้วู าระจติ คนอื่น มหี ทู ิพย์ ตาทิพย์ อย่างเชน่ ไปฟงั พระเทศน์องคไ์ หน
ไปติดท่ีธรรมขน้ั ไหนๆ แมช่ ีจะรหู้ มด บอกไดถ้ กู หมด ไดย้ ินว่าชอื่ แม่ชีจนั ทร์ และ
แมช่ ียอ เฉพาะแม่ชียอน้ันตาบอด แต่ทางธรรมะนนั้ เลิศมากและไม่ต้องอาศัยสายตา
กร็ เู้ หน็ ทกุ อยา่ งหมด ตาเนอ้ื เสยี กไ็ มต่ อ้ งใช้ ใชแ้ ตต่ าใน แมช่ ที งั้ สองเปน็ คนบา้ นโพนสวา่ ง
ใกล้บ้านหนองบัว ในเขตอ�ำเภอสว่างแดนดิน หลวงปู่ได้ยินเรื่องราวแม่ชีท้ังสอง
กส็ นใจ

พอดีออกพรรษามีงานฉลองศพท่ีวัดนั้น หลวงปู่ได้รับนิมนต์ไปด้วยงานน้ัน
หลวงปอู่ อ่ น ญาณสริ ิ และหลวงปฝู่ น้ั อาจาโร กไ็ ปดว้ ย เมอื่ ทงั้ สององคผ์ ลดั กนั ขนึ้ เทศน์
แมช่ ไี ปฟงั ดว้ ย หลวงปจู่ งึ ไปลองซกั ถามด ู ถามวา่ ทา่ นทข่ี นึ้ เทศนน์ เี้ ปน็ อยา่ งไร แมช่ ี
กบ็ อกใหฟ้ งั ทา่ นแปลกใจวา่ แมช่ ที ำ� อยา่ งไร รไู้ ดอ้ ยา่ งไร แมช่ กี ก็ ราบเรยี นวธิ กี ารภาวนา
ของตนใหท้ า่ นทราบโดยละเอยี ด ทำ� ใหห้ ลวงปไู่ ดอ้ บุ ายวธิ ใี นทางปฏบิ ตั จิ ากแมช่ ที ง้ั สอง
เป็นหนทางด�ำเนินในการปฏิบัติธรรมของท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณา
กายานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน แบบทหี่ ลวงปเู่ ทศนาสอนในภายหลงั เรยี กวธิ กี าร “มา้ งกาย”
นี่เอง

“มา้ ง” เป็นภาษาอีสาน แปลว่า แยกออกเปน็ ส่วนๆ หรอื รอื้ ออก แยกออก เช่น
มา้ งบา้ น กค็ อื รอ้ื บา้ น แยกบา้ น มา้ งกาย กค็ อื รอ้ื กาย แยกกายออกเปน็ สว่ น ทำ� ใหม้ าก
ทำ� ใหย้ ง่ิ จนเปน็ อคุ คหนมิ ติ เปน็ ปฏภิ าคนมิ ติ แลว้ ดำ� เนนิ วปิ สั สนาใชป้ ญั ญาพจิ ารณา
กายตอ่ ไปใหเ้ หน็ เปน็ ไตรลกั ษณ์ ทกุ ฺขํ อนิจจฺ ํ อนตตฺ า

หลวงปเู่ ลา่ วา่ พอทา่ นไดฟ้ งั อบุ ายวธิ ี ทา่ นกแ็ บกกลดกลบั ขน้ึ เขาไปทนั ที ไมไ่ ดร้ อ
แม้แต่จะอย่ตู ่อไปจนกระทัง่ ให้งานท่ีเขานิมนต์มานั้นเสรจ็ เรยี บร้อยเสยี ก่อน

45

ทา่ นบนั ทกึ เลา่ ไวข้ ณะเมอื่ อยจู่ ำ� พรรษาทถี่ ำ�้ เจา้ ผขู้ า้ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ เปน็ เวลา
เกือบ ๕๐ ปตี อ่ มาในภายหลังเหตกุ ารณค์ รง้ั น้ันวา่

“เราเขา้ ปา่ หดั มา้ งกายอยา่ งเตม็ ที่ จนรา่ งกายเกดิ วบิ ตั ิ จนกระดกู คลา้ ยๆ ออกจากกนั
แมเ้ ราเดนิ เสียงกรอบแกรบ แต่นานไปหาย มกี �ำลงั ทางจิต”

ทา่ นเลา่ วา่ การทาํ ความเพยี รชว่ งนน้ั ทา่ นปฏบิ ตั ไิ ปอยา่ งลมื มดื ลมื แจง้ เลยทเี ดยี ว
คดิ วา่ ผ้หู ญงิ เขาท�ำได้ ท�ำไมเราจึงจะท�ำไมไ่ ด้ จะแพ้ผหู้ ญิงเขาหรือไร ยิ่งคิดกย็ ิ่งเกิด
มมุ านะ เจรญิ อทิ ธบิ าท ๔ หดั มา้ งกายอยา่ งเตม็ สตปิ ญั ญาความสามารถ คลา้ ยกบั กระดกู
จะแยกออกจากกนั จะหลดุ ออกจากกนั จรงิ ๆ เวลาเดนิ ไดย้ นิ เสยี งกระดกู ภายในกาย
ลน่ั ดงั กรอบแกรบตลอดเวลา บางโอกาสกน็ กึ สนกุ มา้ งตน้ ไมแ้ ยกออกเปน็ สว่ นๆ จน
ตน้ ไม้แตกล่ันดังเปร๊ียะเปร๊ียะทีเดยี ว ม้างกอ้ นหิน ภูเขา ดจู ะสนกุ ทสี่ ดุ

“มา้ ง” สิง่ ใด สิง่ นนั้ ก็แทบจะแตกแยกละเอยี ดลงเป็นภสั มธ์ ุลี ก�ำหนดใหมใ่ ห้
กายนน้ั สงิ่ นน้ั กลบั รวมรปู ขนึ้ มาใหม่ กำ� หนดใหท้ ำ� ลายลงเปน็ ผยุ ผง รวมพบึ่ ลง ขยาย
ใหใ้ หญป่ านภเู ขา ยอ่ ใหเ้ ลก็ ลงเหลอื แทบเทา่ หวั ไมข้ ดี สงิ่ ของ บคุ คล ทำ� ไดค้ ลอ่ งแคลว่
ว่องไว มนั ช่างน่าสนกุ จริงๆ

ทา่ นเลา่ ใหศ้ ษิ ยใ์ กลช้ ดิ ผมู้ าฝกึ เรยี น “มา้ งกาย” วา่ เมอ่ื “มา้ งกาย” ไดใ้ หมๆ่ กเ็ กดิ
อาการ “รอ้ นวชิ า” ลองมา้ งกายคนทพ่ี บเหน็ พบใครกล็ อง “มา้ งกาย” ดู ผลพลอยได้
ท่ีทราบในภายหลังและท่านบันทึกไว้คือ หลังจากม้างกายบุคคลใดแล้ว ท่านจะรู้
วาระจติ บคุ คลนน้ั ดว้ ย คดิ ในใจอยา่ งไร เคยท�ำอะไรมา และจะทำ� อะไรตอ่ ไป จะมี
ของแถมเปน็ ปรจติ วิชชา อตีตงั สญาณ อนาคตังสญาณ เหล่านี้ตามมาด้วย

ระหวา่ งทท่ี า่ นมาอยถู่ ำ้� โพนงามระยะแรก ไดย้ นิ เสยี งเทวดาพระอรหนั ตส์ วดมนต์
เผอญิ ตอนนนั้ มพี ระและเณรตามมาอยดู่ ว้ ยอกี ๒ องค์ ทา่ นวา่ ไดย้ นิ เสยี งสวดมนตก์ นั
ทง้ั ๓ องค์ ตอ่ มาทา่ นไดก้ ราบเรยี นถามทา่ นพระอาจารยม์ น่ั เลา่ ถวายใหท้ า่ นฟงั ทา่ นก็
รับรองตามทีห่ ลวงปูป่ ระสบ

46

การมาอยู่ที่ถ�้ำโพนงามน้ี ท�ำให้ท่านได้เห็นพญานาคเป็นคร้ังแรกในชีวิตด้วย
ท่านเล่าว่า เป็นเวลาระหว่างท่ีท่านก�ำลังพักผ่อนหลังจากท�ำความเพียรมาอย่างหนัก
จึงออกมาเดินเล่นตามป่าเขา และเล่นพิจารณาการม้างกายไปด้วย ขณะท่ีท่านเล่น
“ม้าง” ต้นไม้ให้แตกเปรี๊ยะปร๊ะ ก็เห็นพญานาคมาเล่นกัน เอาดินตมดินโคลนมา
ปาใสก่ นั ดินบางก้อนขึ้นไปตดิ บนยอดยางทเี ดยี ว

รูปร่างพญานาคก็คล้ายกับที่เห็นที่หน้ากลักไม้ขีดไฟ หรือท่ีเขาปั้นไว้ตามหน้า
โบสถ์ บนั ไดนาค อะไรเหลา่ นนั้ ทา่ นวา่ ในเวลาทเ่ี ขาไมไ่ ดเ้ นรมติ กายใหเ้ ปน็ อยา่ งอนื่
เสยี ดายไมไ่ ดเ้ รยี นถามรายละเอยี ดอน่ื อกี มวั แตต่ น่ื เตน้ เรยี นซกั ถามเรอื่ งอน่ื จงึ ไมไ่ ด้
เรยี นถามใหแ้ นใ่ จวา่ ระหวา่ งนนั้ ทท่ี า่ นมองเหน็ พญานาคนนั้ จติ ทา่ นคงจะละเอยี ดมาก
ควรแก่การเห็นผ้ทู ีอ่ ยใู่ นภพภูมิอนั ละเอยี ดระดับเดียวกบั จิตในขณะนัน้ ของท่าน

47

พรรษาท่ี ๑๑ พ.ศ. ๒๔๗๘

สรา้ งวดั ป่าบ้านหนองผือ

จ�ำพรรษา ณ วดั ป่าบา้ นหนองผือ ต.นาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

ในปี ๒๔๗๘ หลวงปู่ได้มาพบสถานท่ีอันเป็นมงคลแห่งหน่ึง ซ่ึงต่อมาได้
กลายเปน็ วดั ภรู ิทัตตถริ าวาส หรอื วัดปา่ บา้ นหนองผือ ทีม่ ีช่ือเสียงโด่งดงั ส�ำหรับ
ผปู้ ฏบิ ตั กิ มั มฏั ฐานไปทว่ั ประเทศ ในฐานะทพ่ี ระคณุ เจา้ ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ภรู ทิ ตั ต-
มหาเถระ บดิ าแหง่ พระกมั มฏั ฐาน ไดจ้ ำ� พรรษาอยู่ ณ ทแ่ี หง่ นนั้ เปน็ เวลาถงึ ๕ พรรษา
ตดิ ตอ่ กัน โดยทา่ นไมเ่ คยจ�ำพรรษาอยู่ ณ ทใ่ี ดนานเช่นนน้ั มาก่อน

หลวงปหู่ ลยุ ทา่ นเปน็ ผทู้ พ่ี บสถานทแี่ หง่ นน้ั และกเ็ ปน็ ทน่ี า่ ประหลาดวา่ การทท่ี า่ น
จะไปอยทู่ น่ี นั่ นน้ั มเี หตมุ าจากเรอ่ื งเลก็ ๆ เรอื่ งหนง่ึ กลา่ วคอื ในระยะนนั้ หลวงปกู่ ำ� ลงั
วเิ วกอยใู่ นแถวอำ� เภอกดุ บาก และพรรณานคิ ม ปรากฏวา่ ชาวบา้ นเกดิ เปน็ โรคเหนบ็ ชา
เป็นโรคอัมพฤกษ์กันมาก คือไมเ่ ชงิ ถงึ กับเปน็ ไข้ แตต่ า่ งคนตา่ งไม่มีแรงจะทำ� อะไร
กอ็ อ่ นเปลย้ี กนั ไปทง้ั หมบู่ า้ น พวกผหู้ ญงิ กป็ านนนั้ พวกผชู้ ายกป็ านนน้ั ไมส่ ามารถจะ
ท�ำไร่ท�ำนากันได้ ดว้ ยความเมตตาทีเ่ ห็นชาวบา้ นปว่ ยไข้ ท้ังขาดแคลนไม่มเี งินจะซอื้
จะหายามารกั ษาพยาบาลหรอื บำ� รงุ ตนใหห้ ายจากโรคได้ เผอญิ ทา่ นระลกึ ไดถ้ งึ ยาตำ� รบั
ท่เี คยมีกล่าวอย่ใู นบพุ พสกิ ขา เป็นยาท่พี ระพทุ ธองคท์ รงกำ� หนดไวใ้ หภ้ ิกษอุ าพาธใช้
ท่านก็เลยทดลองจัดท�ำข้ึนตามต�ำรับท่ีท่านเห็นกล่าวไว้ในหนังสือบุพพสิกขาฯ น้ัน
เรยี กกันวา่ ยาน�ำ้ มูตรเน่า

48

หลังจากทำ� แลว้ กป็ รากฏว่าโด่งดงั ไปทั่วท้งั อำ� เภอกดุ บาก อ�ำเภอพรรณานคิ ม
อ�ำเภอเมือง เล่าลือกันต่อๆ ไปว่า มีพระกัมมัฏฐานมาปกั กลดโปรดสัตวอ์ ยู่ ทา่ นมี
ยารักษาโรคเหน็บชาโรคอมั พฤกษ์ได้ ในระหวา่ งน้นั ใครมาขอ ทา่ นกแ็ จกกนั ให้ไป
ครอบครวั ละ ๑ ขวดใหญ่ ใครกนิ แลว้ กห็ ายจากโรครา้ ยกนั ทงั้ นนั้ ตา่ งมแี รงไดท้ ำ� ไร่
ทำ� นากนั เปน็ ปกติ แถมยงั ขยนั ขนั แขง็ มเี รยี่ วแรงดกี วา่ เดมิ ดว้ ยซำ้� เลอ่ื งลอื กนั ไปจนถงึ
บา้ นหนองผอื นาใน เพราะทนี่ น่ั มคี นเปน็ โรคอมั พาต เหนบ็ ชา กนั หลายคนอยู่ จงึ พากนั
ชวนกนั ไปอาราธนานิมนตใ์ ห้ท่านมาโปรดพวกชาวบา้ นหนองผอื บ้าง

เลา่ กนั ว่า เมอื่ ตอนที่ยกขบวนกันไปรบั ท่านมาน้ัน ปนี เขากันมาจนถงึ หมู่บ้าน
หนองผือ รับมาพร้อมกับหาบหม้อยามาด้วยกับท่านเลย เพราะบ้านหนองผือเป็น
หมบู่ า้ นใหญ่ มผี คู้ นหนาแนน่ ไดย้ นิ ขา่ วเรอื่ งพระธดุ งคม์ ยี าวเิ ศษ กด็ นั้ ดน้ ไปถงึ แลว้
กข็ อยามาไดม้ าทลี ะน้อย มาถึงมากินแลว้ กห็ าย จะไปเอามาแจกกันกไ็ มท่ นั อกทันใจ
เลยคิดว่าไปนิมนต์ท่านมาจะดีกว่า สถานที่ซึ่งท่านพักอยู่ก่อนทางเขาด้านโน้นทาง
กดุ บากนั้นอยไู่ กล มอี ันตรายมาก สมัยนั้นเสือสางคางแดงมนั ก็มีมาก ทง้ั มีข่าวเรอ่ื ง
เสอื มากนิ ววั กนิ ควายอยตู่ ลอดเวลา กเ็ ลยไปรบั หลวงปมู่ า ใหท้ า่ นมาพกั อยตู่ รงขา้ งๆ
ทสี่ รา้ งวดั ทกุ วนั นี้ ฝง่ั ทงุ่ นาทเ่ี รยี กวา่ วดั ภรู ทิ ตั ตถริ าวาส คดิ กนั วา่ แทนทจี่ ะไปเอายามา
กไ็ ปรบั องคท์ า่ นมาเลย แลว้ กม็ าทำ� ยาทบ่ี า้ นหนองผอื นเี้ ลย การณป์ รากฏวา่ พวกทเี่ ปน็
โรคเหนบ็ ชาทง้ั หลายพากนั หายจากโรคกนั หมด การทที่ า่ นชว่ ยใหเ้ ขาหายจากโรคภยั
ไขเ้ จ็บน้ี ท�ำใหพ้ วกชาวบา้ นเรม่ิ มีศรัทธานบั ถือท่านเคารพทา่ นมากขึน้ ถือวา่ ทา่ นมา
โปรดพวกเขาโดยแท้

ยาหมอ้ ใหญน่ ้เี ป็นต้นเหตุใหท้ า่ นไดอ้ ุบายฝกึ ทรมานคน กลา่ วคอื เมอ่ื ศรทั ธา
ความเชอ่ื ของคนไดบ้ งั เกดิ ขนึ้ แลว้ ทา่ นกเ็ รม่ิ อบรมสง่ั สอนชาวบา้ น ในเบอ้ื งตน้ เรมิ่ จาก
การใหท้ าน การรกั ษาศลี การภาวนา ตามลำ� ดบั ไป ทา่ นทมุ่ เทชว่ ยในการรกั ษาพยาบาล
ชาวบา้ นจนหายจากโรคภยั ไขเ้ จบ็ แลว้ กย็ งั มาทมุ่ เทรกั ษาชาวบา้ นดว้ ยวธิ กี ารทางดา้ น
จิตใจอกี ชาวบา้ นหนองผอื จึงเกิดความเชอ่ื ม่ันในองคท์ า่ นอย่างมาก

49

เมือ่ ถงึ เวลาทีเ่ ราก�ำลังจะจดั ทำ� ชีวประวัตขิ องทา่ นในคร้งั น้ี ไดก้ ลบั ไปสัมภาษณ์
พดู คยุ กบั พวกชาวบ้านหนองผอื ซึ่งเคยเป็นคนหนมุ่ คนสาวสมยั ท่ีหลวงปู่ยังไปบ้าน
หนองผอื ใหมๆ่ เคยชว่ ยทา่ นเฮด็ แครเ่ ฮด็ กฏุ ิ และหดั ทอผา้ จากทา่ น เคยฝกึ หดั สวดมนต์
ไหว้พระ หัดภาวนาจากท่าน เคยกราบเคยไหว้หลวงปู่ใหญ่ม่ันมาแต่คร้ังกระโน้น
ปจั จุบนั นล้ี ว้ นเป็นพ่อเฒา่ แมแ่ ก่ ต่างมีอายมุ ากไปตามๆ กัน

พวกเขาคยุ ใหฟ้ งั วา่ “ชาวบา้ นหนองผอื นี่ ตง้ั แตต่ วั เลก็ เดก็ แดง ผเู้ ฒา่ ผใู้ หญ่ คนทกุ
ร่นุ ทุกวยั ทา่ นได้สอนหมด ตา่ งก็เชอ่ื ฟังท่าน โดยคร้งั แรกทา่ นสอนการให้ทานกอ่ น
ใหร้ จู้ กั การทำ� บญุ สนุ ทานตามโอกาสตามเวลาทมี่ ี โอกาสทม่ี นี น่ั คอื วา่ ถา้ นงึ่ ขา้ วสกุ ทนั
กใ็ สบ่ าตร ตำ� พรกิ ทนั กใ็ หใ้ สพ่ รกิ ถา้ ไมม่ ี กต็ ำ� กบั เกลอื ถา้ ตำ� บท่ นั กใ็ หเ้ อาลกู มนั ใส่
เพ่ินสอนไปหมด” ค�ำให้สัมภาษณ์น้ีก็มาจากหลวงตาบู่ ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นคนหนุ่ม
ยงั ไมไ่ ดบ้ วชเรยี นแตอ่ ยา่ งใด แตจ่ ากการทไี่ ดใ้ กลช้ ดิ รบั ใชท้ า่ น กเ็ กดิ เลอ่ื มใสศรทั ธา
บดั นไ้ี ดบ้ วชแลว้ อยทู่ ว่ี ดั ปา่ บา้ นหนองผอื นเ่ี อง หลวงตาบทู่ า่ นเลา่ วา่ “หลวงปหู่ ลยุ ทา่ น
สอนต้ังแต่ พ่อแม่ ปยู่ ่า ตายาย จนถงึ หลาน ถงึ เหลน ถงึ โหลน”

ข้อน้ีคงจะจริง เพราะทา่ นจะนึกถงึ ประชาชนทกุ เพศทุกวยั ในค�ำทที่ ่านเทศนา
สำ� หรบั วดั ตา่ งๆ ในโอกาสงานบญุ ตา่ งๆ ทา่ นจะพดู ถงึ บตุ รหลาน บตุ รเหลน บตุ รโหลน
หลวงตาบ่บู อกว่า “เพิน่ มีวธิ กี ารสอน เมอื่ เพน่ิ ทุ่มเทใหช้ าวบา้ นหนองผือน่ีอยา่ งมาก
ชาวบ้านก็มีความเคารพท่าน เช่ือฟังท่านด้วย แทบทุกคนก็ได้หายมาจากโรคแล้ว
ทา่ นจะใหท้ ำ� อะไร ปฏบิ ตั ติ วั เชน่ ไร กเ็ ชอ่ื ฟงั เปน็ อนั ดี ถอื เสมอื นวา่ ทา่ นเปน็ พระมาลยั
มาโปรดให้หายเจ็บหายไข”้

การงานใดในวดั ทอี่ ยากทำ� จะสรา้ งกฏุ ิ ศาลา ชาวบา้ นกม็ าชว่ ย เมอ่ื เราพดู ถงึ คำ� วา่
กฏุ ิ กบั ศาลา น้ัน ไมไ่ ดห้ มายถงึ ถาวรวัตถมุ ากมายอะไร กเ็ พียงแต่การท่ีเอาไมไ้ ผ่
มาตดั ทบุ ทำ� เปน็ ฟาก แลว้ กย็ กแครข่ น้ึ เอาใบไมใ้ หญๆ่ มาใสป่ ระกบั เขา้ โดยใชไ้ มไ้ ผ่
มาผา่ เปน็ ซกี เลก็ ๆ ยาวๆ แลว้ กเ็ อาใบไมไ้ วต้ รงกลาง ประกบั หนา้ ประกบั หลงั กส็ ามารถ
ใชเ้ ปน็ ฝาได้ สว่ นหลงั คากเ็ กย่ี วหญา้ มามงุ อยกู่ นั เพยี งแบบนน้ั แตก่ ส็ ามารถเปน็ ทเี่ จรญิ
ภาวนาได้เปน็ อย่างดี

50

พูดถึงต�ำรายาหม้อใหญ่ของหลวงปู่นั้น คงจะมีผู้ท่ีสงสัยว่าจะประกอบด้วย
อะไรบา้ ง ความจรงิ ในภายหลงั ในปหี ลงั ๆ ทา่ นกไ็ ดบ้ นั ทกึ ไวเ้ หมอื นกนั จงึ จะขอนำ� มา
ลงพิมพ์เปน็ ประวัตไิ วโ้ ดยรกั ษาถอ้ ยค�ำส�ำนวนของท่านโดยตลอด ดังน้ี

ทา่ นบนั ทกึ ไวเ้ มอื่ วนั ที่ ๑๐ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๓๐ ทห่ี วั หนิ จงั หวดั ประจวบครี ขี นั ธ์

“ยาดองอยา่ งดี เย่ยี วววั ด�ำ น้ำ� มตู รเน่า ของพระพทุ ธเจ้า มอี ยใู่ นบพุ พสิกขา
เปน็ อนศุ าสน์ พระอปุ ชั ฌายใ์ หแ้ กก่ ลุ บตุ รทบี่ วชใหม่ เปน็ ยาทสี่ ำ� คญั มชี อื่ เสยี งอยา่ งดี
โดยไมแ่ พก้ บั ยารัฐบาลตามรา้ นตา่ งๆ

หมากขามป้อม ๑
สมอ ๑
กระชาย ๑
ข่า ๑
ขิง ๑
กระเทียม ๑
เขาฮอ ๑ (บอระเพ็ด)
พริกไทย ๑
ตะไคร้ ๑
เกลือ ๑
น้ำ� ผง้ึ ๑
วา่ นไพร ๑
ใบมะกรูด ๑
ใบมะนาว ๑
ผกั หนอก ๑
ผกั อเี ลิศ ๑
ดปี ลี ๑
ใบมะขาม ๑

51

เย่ียวววั ดำ� ตม้ เสยี กอ่ น
ใบสะเดา ใสบ่ า้ งนดิ หน่อย
ใบสอ่ งฟ้า ท้ังราก ใบ
ใบแมงลัก
ใบกะเพรา
พริกใหญธ่ รรมดา เอาพรกิ ไทยลว้ นย่งิ ดี

เยย่ี วววั ดำ� เปน็ อนั ขาดไมไ่ ด้ เปน็ โอสถสำ� คญั มากทเี ดยี ว แกโ้ รคเบาหวาน ทำ� ที่
จงั หวดั จนั ทบรุ ี ผา่ นมาครง้ั หนง่ึ บา้ นผอื ตำ� บลนาใน ถำ้� โพนงาม ทำ� คราวนน้ั มชี อื่ เสยี ง
ดงั มาก วดั ปา่ จงั หวดั ปทมุ ธานกี ท็ ำ� เหมอื นกนั กนิ ขา้ วเอรด็ อรอ่ ยมาก เมอ่ื กนิ แลว้ ใครๆ
ก็ติดใจ อุบาสกอุบาสิกาท้ังหลายได้ด�ำเนินมาแล้ว ได้ผ่านมาแล้วตั้งหลายปี ดังนี้
เห็นอานิสงส์ทกุ ครัง้ เป็นยาปรมัตถ์ของพระพุทธเจ้าโดยแท้ เป็นยาในพระพทุ ธองค์
ศาสนาโดยตรง จนได้ส่ังสอนสบื ๆ มาจนทกุ วันน้ี”

นค่ี อื ตำ� รบั ยาหมอ้ ใหญ่ หรอื ทถี่ กู คอื ยาปรมตั ถข์ องพระพทุ ธเจา้ ตอนหลงั มาอยู่
ที่หวั หนิ ทา่ นก็ไดจ้ ดั ท�ำขึ้นเหมอื นกัน แจกจา่ ยกนั ไป

ท่านพักอยู่ทีบ่ ้านหนองผือ นาใน นี้ในปี ๒๔๗๘ และปี ๒๔๗๙ แตเ่ ฉพาะที่
จำ� พรรษาน้นั อย่เู พียงปีเดียว คือปี ๒๔๗๘ ออกจากถ�้ำโพนงาม ท่านกว็ ิเวกไปแถว
อำ� เภอกดุ บาก พรรณานคิ ม เรอื่ ยมา จนไดก้ ลบั มาอยทู่ บี่ า้ นหนองผอื ดงั กลา่ ว กลา่ วไดว้ า่
การจัดท�ำยาหม้อใหญ่นั้น เป็นอุบายน�ำคร้ังแรกที่ท�ำให้ท่านสามารถอบรมสั่งสอน
ชาวบา้ นหนองผอื ได้ ทา่ นใชค้ ำ� วา่ สามารถทรมานเขาได้ ชาวบา้ นรกั ทา่ นมาก เมอ่ื ทา่ น
พดู บอกว่า ท่านจะออกจากที่น่ีไปเพื่อจะธุดงค์วิเวกไปตามวสิ ัยพระธดุ งคกมั มฏั ฐาน
ตา่ งกไ็ มย่ อม รอ้ งหม่ ร้องไหอ้ ้อนวอน ท่านไม่ทราบจะทำ� ประการใด สงสารชาวบ้าน
กส็ งสาร สดุ ทา้ ยจึงต้องใช้วิธีหนีออกไป จนกระท่ังไดก้ ลับมาอกี ทีหน่ึงในปี ๒๔๘๗
เปน็ การมาจำ� พรรษาและเตรยี มจดั เสนาสนะรบั ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั โดยหลวงปไู่ ดอ้ อก
อบุ ายแนะใหช้ าวบา้ นหนองผอื อาราธนานมิ นตท์ า่ นพระอาจารยม์ น่ั มาจำ� พรรษา ณ ทน่ี ้ี
จนเปน็ ผลสำ� เร็จ

52

พรรษา ๑๒ พ.ศ. ๒๔๗๙

อย่ดู ว้ ยท่านพระอาจารยเ์ สาร์

จำ� พรรษา ณ วดั ปา่ สทุ ธาวาส อ.เมอื ง จ.สกลนคร

เสรจ็ ธรุ ะจากการอบรมชาวบา้ นทางบา้ นหนองผอื แลว้ หลวงปกู่ ล็ าจากญาตโิ ยม
ทนี่ น่ั มา ทา่ นรบั วา่ การลาจากพวกชาวบา้ น บา้ นหนองผอื ทำ� ใหท้ า่ นบงั เกดิ ความอาลยั
อาวรณ์คล้ายกับจะต้องจากญาติมิตรสนิทไปแดนไกลเช่นน้ัน เป็นความรู้สึกที่ท่าน
ไมเ่ คยเกดิ กบั ศรทั ธาในหมใู่ ดถนิ่ ใดมากอ่ น ทง้ั ๆ ทค่ี รบู าอาจารยเ์ คยสง่ั สอนอบรมมาวา่
พระธดุ งคกมั มฏั ฐานไมค่ วรจะตดิ ตระกลู ตดิ ทอี่ ยู่ ควรทำ� ตวั ใหเ้ หมอื นนก ทเี่ มอ่ื เกาะ
กง่ิ ไมใ้ ด ถงึ คราจะตอ้ งบนิ จากไป กจ็ ะโผไปจากกง่ิ ไมน้ น้ั ไดโ้ ดยพลนั ไมม่ หี ว่ งหาอาลยั
หรือร่องรอยที่จะแสดงให้เห็นได้ว่า เท้าของเจ้านกน้อยนั้นเคยเกาะพ�ำนักอยู่กับไม้
ตน้ น้นั กง่ิ นน้ั

แตส่ ำ� หรบั ชาวบา้ นหนองผอื นน้ั ทา่ นมคี วามสนทิ ใจดว้ ยอยา่ งมาก ดว้ ยเปน็ คน
วา่ นอนสอนงา่ ย อบรมเชน่ ไรกเ็ ชอ่ื ฟงั พยายามปฏบิ ตั ติ าม สว่ นฝา่ ยชาวบา้ นกเ็ คารพทา่ น
รักบชู าทา่ นอยา่ งเทิดทูน เห็นทา่ นดุจเทวดามาโปรด ต้ังแต่การทไี่ ดย้ า “วเิ ศษ” ของ
ทา่ นมารกั ษาโรคกนั ทงั้ หมบู่ า้ น ดงั กลา่ วมาแลว้ และยงั ชว่ ยเมตตาสงั่ สอนใหร้ จู้ กั ทาง
สวรรคท์ างนพิ พานอีก ดงั นน้ั พอทราบขา่ ววา่ ท่านจะลาจากไป จึงพากันร้องไหอ้ าลัย
อนั ทำ� ใหท้ า่ นสารภาพในภายหลงั วา่ ทำ� ใหท้ า่ นใจคอไมค่ อ่ ยปกตไิ ปเหมอื นกนั ทา่ นกลา่ ววา่
คงจะเปน็ กศุ ลวาสนาทเ่ี คยเกยี่ วขอ้ งอบรมทรมานกนั มาในชาตกิ อ่ นๆ กเ็ ปน็ ได้ ทที่ ำ� ให้
เกดิ ความค้นุ เคยกนั เชน่ น้ี

53

ตอ่ มาในอนาคตเกอื บ ๑๐ ปตี อ่ มา ทา่ นกไ็ ดก้ ลบั มา ณ ทล่ี ะแวกบา้ นหนองผอื นอ้ี กี
ได้มาจ�ำพรรษาอกี ครัง้ หนงึ่ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ และแนะนำ� สั่งสอนให้อุบายชาวบา้ น
คณะนใ้ี หไ้ ดม้ โี อกาสอนั ยง่ิ ใหญ่ สามารถอาราธนานมิ นตท์ า่ นพระอาจารยม์ น่ั พระบดิ า
พระธดุ งคกมั มฏั ฐานภาคอสี าน ใหม้ าอยจู่ ำ� พรรษาเปน็ ประทปี สอ่ งทางธรรม อยตู่ ดิ ตอ่
กนั ถงึ ๕ พรรษา นบั เปน็ สถานทซ่ี งึ่ ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั จำ� พรรษาอยนู่ านทสี่ ดุ และเปน็
เวลาชว่ งสดุ ทา้ ยแหง่ ปจั ฉิมสมยั ของท่านด้วย ทำ� ให้ “บา้ นหนองผอื ” เป็นนามทโ่ี ลก
ทางธรรมตอ้ งรจู้ ักและจารกึ ไว้ในประวตั ิศาสตร์ตลอดไป

ครง้ั แรกทา่ นคดิ จะเดนิ ทางกลบั ไปทางจงั หวดั บา้ นเกดิ เพราะมนี มิ ติ ถงึ โยมมารดา
และตวั ทา่ นกธ็ ดุ งคจ์ ากบา้ นเกดิ มาชา้ นาน อยา่ งไรกด็ ี พอดไี ดท้ ราบวา่ ทา่ นพระอาจารย์
เสาร์ กนั ตสโี ล อยู่ทว่ี ดั ป่าสุทธาวาส ทา่ นจงึ รบี ไปกราบดว้ ยความเคารพ ทงั้ นเ้ี พื่อจะ
รายงานเร่ืองการท่ีทา่ นสง่ ใหไ้ ปอยทู่ ถ่ี �้ำโพนงามแตเ่ มือ่ ปีกอ่ นโนน้ ใหท้ ราบดว้ ย

การไดม้ าอยปู่ รนนบิ ตั ริ บั ใชค้ รบู าอาจารยผ์ ใู้ หญอ่ กี วาระหนง่ึ ทำ� ใหท้ า่ นคดิ วา่ เปน็
โอกาสอนั ประเสรฐิ เหมอื นจๆู่ ไดเ้ หน็ แกว้ วเิ ศษลอยมาใกลต้ วั จะไมเ่ ชญิ แกว้ ดวงวเิ ศษ
ไว้บชู าหรือ จะปลอ่ ยให้ลอยผา่ นพน้ ไปได้อย่างไร โอกาสเชน่ นมี้ ไี มไ่ ด้งา่ ยๆ ส�ำหรบั
การกลบั ไปเยย่ี มบา้ นนนั้ นา่ จะรอตอ่ ไปได้ บา้ นโยมมารดากค็ งอยู่ ณ ทเ่ี กา่ ไมไ่ ดถ้ อน
เสาเรือนหายไปไหน อีกท้ังเราไดแ้ ผเ่ มตตาใหม้ ารดา ท�ำรม่ มุ้งกลดแจกจา่ ยพระเณร
แมช่ ี อุทิศกุศลใหม้ ารดาตลอดมาอย่แู ล้ว

ปี ๒๔๗๙ ทา่ นจงึ ไดอ้ ธษิ ฐานพรรษาอยู่ดว้ ยทา่ นพระอาจารยเ์ สาร์ ณ วัดปา่
สทุ ธาวาส เนอื่ งจากทา่ นไมม่ นี ิสยั ชอบเทศนาอบรมเอง หลวงปู่หลุยจึงรบั หนา้ ท่ีเป็น
ผู้คอยดูแลอบรมพระเณรที่มาอยู่กับท่านพระอาจารย์เสาร์ ให้อยู่ในธรรมวินัยและ
อาจาริยวัตรข้อปฏิบัติอันดีงาม อาจาริยวัตรที่ท่านฝึกปรือมาแต่สมัยอยู่กับท่านพระ
อาจารย์บุญ ปฏิบัติรับใช้อาจารย์องค์แรกของท่านมาด้วยความเลื่อมใสศรัทธาเป็น
เวลา ๖-๗ ปี มาครัง้ นที้ ่านก็ใช้อย่างเตม็ ที่ แมท้ ่านจะมีพรรษากว่าสบิ แลว้ แตท่ า่ น
ก็คงนอบน้อมถ่อมองค์ให้พระเณรรุ่นหลังได้เห็นเป็นตัวอย่าง ให้ตระหนักในวัตร
เหล่าน้ัน

54

- ตอ้ งฉนั ทีหลังอาจารย์
- ฉนั ใหเ้ สร็จกอ่ นอาจารย์
- นอนหลังอาจารย์ และ
- ตนื่ ก่อนอาจารย์ เป็นอาทิ

การอปุ ฏั ฐากพเิ ศษทพี่ ระเณรพยายามปฏบิ ตั เิ ปน็ กจิ วตั ร แตท่ ำ� ไมค่ อ่ ยคลอ่ ง กค็ อื
การกดเอน็ ทอ้ งใหท้ า่ นในเวลานวดเสน้ ตอนกลางคนื ทา่ นเปน็ คนรปู รา่ งใหญ่ หนงั ทอ้ ง
คอ่ นขา้ งหนาดว้ ยทา่ นมอี ายมุ ากแลว้ อกี ประการหนงึ่ ทา่ นกเ็ คยชนิ ตอ่ การนวดแรงๆ
มาแลว้ การกดคน้ั เอน็ ทอ้ งของทา่ นจงึ ตอ้ งใชพ้ ละกำ� ลงั แขง็ แรงมากเปน็ พเิ ศษ พระเณร
ผปู้ ฏบิ ตั ไิ มค่ อ่ ยมกี ำ� ลงั นวิ้ มอื แขง็ แรงพอ จงึ มาปรารภกนั หลวงปไู่ ดเ้ ขา้ ไปขออนญุ าต
นวดเอ็นทา่ น และสดุ ท้ายก็ไดอ้ บุ ายมาสอนกัน คือใหพ้ ยายามกำ� หนดภาวนาไปด้วย
เม่ือจติ เป็นสมาธิ กำ� ลงั มอื ก็จะหนักหนว่ ง แข็งแรง ใจส่ใู จ ผรู้ ับนวดกจ็ ะสบายกาย
ผู้นวดก็จะไม่เปลอื งแรง ดดี ว้ ยกนั ท้งั สองฝ่าย

หลวงปบู่ นั ทกึ เรอ่ื งเกย่ี วกบั หลวงปเู่ สารไ์ วห้ ลายแหง่ หลายวาระ คงจะเปน็ ความ
ประทบั ใจของทา่ นอย่างมากทีไ่ ดเ้ คยเดินธุดงคแ์ ละจำ� พรรษากับหลวงปูเ่ สาร์

“ทา่ นเกดิ ทบี่ า้ นขา่ โคม อำ� เภอเขอื่ งใน จงั หวดั อบุ ลราชธานี เมอื่ วนั ที่ ๒ พฤศจกิ ายน
พ.ศ. ๒๔๐๒ ทา่ นเปน็ คณาจารย์ใหญ่ของพระกมั มฏั ฐานท้ังหมด

ไดม้ รณภาพในทา่ น่งั สมาธิ ในอโุ บสถวัดอำ� มาตย์ จำ� ปาศกั ด์ิ ลาว เมอ่ื วนั ที่ ๓
กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ ตรงกับ (วันจันทร์ ข้ึน ๗ ค่ำ� เดอื น ๓ - ผูเ้ ขียน)
ปีมะโรง เชิญศพมาจุดศพ ณ วัดบูรพาราม อ�ำเภอเมืองอบุ ล จงั หวดั อบุ ลราชธานี
ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๘๖”

ส�ำหรบั เรื่องนิสยั หลวงปูห่ ลุยบันทกึ ไว้ว่า

“นสิ ัยทา่ นอาจารย์เสาร์ นสิ ัยชอบก่อสร้าง ชอบปลูกพริกหมากไม้ ลักษณะจติ
เยือกเยน็ มพี รหมวิหาร ท�ำจติ ดจุ แผน่ ดิน มีเมตตาเปน็ สาธารณะ เปน็ คนพดู นอ้ ย

55

ยกจติ ขน้ึ สอู่ งคเ์ มตตา สกุ ใสรงุ่ เรอื ง เปน็ คนเออ้ื เฟอ้ื ในพระวนิ ยั ทำ� ความเพยี รเปน็ กลาง
ไมย่ ง่ิ ไมห่ ยอ่ น พจิ ารณาถงึ ขน้ั ภมู ธิ รรมละเอยี ดมาก ทา่ นบอกใหเ้ ราภาวนาเปลย่ี นอารมณ์
แกอ้ าพาธได้ฯ อยขู่ ้างนอกว่นุ วาย เข้าไปหาทา่ นจิตสงบดฯี เป็นอศั จรรย์ปาฏิหาริย์
หลายอยา่ ง จติ ของทา่ นชอบสนั โดษ ไมม่ กั ใหญใ่ ฝส่ งู หมากไมก่ นิ บหุ รไ่ี มส่ บู ทา่ นแดดงั
เป็นอุปัชฌายะฯ เดินจงกรมภาวนาเสมอไม่ละกาล น�้ำใจดี ไม่เคยโกรธเคยขึ้งให้
พระ เณร อุบาสก อุบาสิกา มักจะวางสังฆทานอทุ ิศในสงฆ์สนั นิบาต แก้วปิ สั สนูแก่
สานศุ ษิ ยไ์ ด้ อำ� นาจวางจรติ เฉยๆ เรอื่ ยๆ ชอบดตู ำ� ราเรอ่ื งพทุ ธเจา้ รปู รา่ งใหญ่ สนั ทดั
เปน็ มหานกิ าย ๑๐ พรรษา จงึ มาญตั ติเป็นธรรมยุตฯ ชอบรกั เดก็ เป็นคนภมู ิใหญ่
กวา้ งขวาง ยนิ ดที งั้ ปรยิ ตั ิ ปฏบิ ตั ิ ลกั ษณะเปน็ คนโบราณพรอ้ ม ทงั้ กาย วาจา ใจ เปน็
โบราณทง้ั ส้ิน ไมเ่ หอ่ ตามลาภยศสรรเสรญิ อาหารชอบเหด็ ผลไมต้ า่ งๆ ชอบน้�ำผึ้ง”

เปน็ ทนี่ า่ สงั เกตวา่ ทา่ นบนั ทกึ ไวแ้ มแ้ ตว่ า่ อาหารนน้ั อาจารยข์ องทา่ นจะชอบอะไร
ทง้ั นแ้ี สดงวา่ สทั ธวิ หิ ารกิ หรอื อนั เตวาสกิ ตอ้ งพยายามอปุ ฏั ฐากปฏบิ ตั คิ รบู าอาจารย์
โดยหาอาหารทถ่ี กู รสถวายให้ฉนั ได้ เพราะครบู าอาจารย์ผูม้ ีอายนุ ัน้ ธาตขุ นั ธ์ก�ำลัง
ทรดุ โทรม ควรจะตอ้ งพยายามถวายอาหารที่จะช่วยบ�ำรงุ ธาตุขนั ธใ์ ห้ยนื ยาว

ต่อมาอกี ๑๙ ปี ระหว่างจำ� พรรษาท่ีสวนพ่อหนจู ันทร์ ทา่ นบนั ทกึ ว่า

“พ.ศ. ๒๔๙๘ จำ� พรรษาสวนพอ่ หนจู ันทร์ ฝันไดน้ วดขาทา่ นพระอาจารยเ์ สาร์
คลา้ ยอยู่กฎุ ี ขอโอกาสทา่ นนวดขาเขา้ จะไดข้ ้ึนรถและเกวยี นไปทอี่ นื่ ”

และแม้ในปี ๒๕๒๙ ท่านยังได้บนั ทกึ ไวอ้ ีกว่า

“ลทั ธทิ า่ นอาจารย์เสาร์ พระครวู เิ วกพทุ ธกิจ มเี มตตาแก่สัตว์ เปน็ มหากรุณา
อยา่ งยง่ิ วางเป็นกลาง เยือกเยน็ ท่สี ุด เมตตาของทา่ นสดใส เหน็ ปาฏิหารยิ ์ของทา่ น
สมัยขุนบ�ำรุงบริจาคที่ดินและไม้ท�ำส�ำนักแม่ขาวสาริกา วัดสุทธาวาส จ.สกลนคร
แกส้ ญั ญาวปิ ลาส ทา่ นอาจารยม์ น่ั กบั ทา่ นเจา้ คณุ หนู วดั สระปทมุ ในสมยั นน้ั จนสำ� เรจ็
เป็นอัศจรรย์ เรียกว่าเป็นพ่อพระกรรมฐานภาคอีสาน น้ีท่านอาจารย์เสาร์เล่าให้ฟัง
สมัยทเี่ ราอยกู่ ับท่าน เดนิ ธดุ งคไ์ ปด้วยทา่ น ปรารถนาเปน็ พระปัจเจก กับปรารถนา

56

เป็นสาวกส�ำเร็จอรหันต์ในศาสนาสมณโคดมพุทธเจ้าของเรา แก้บ้าท่านอาจารย์หนู
ไม่ส�ำเร็จ เพราะเธอเชื้อบ้าติดแต่ก�ำเนิด ท่านอาจารย์ม่ันเคารพท่านอาจารย์เสาร์
มากท่ีสดุ เพราะเป็นเณรของทา่ นมา แต่ก่อนทา่ นเรียกท่านอาจารย์วา่ เจา้ ๆ ขอ้ ยๆ”
(เจา้ ๆ คือแทนตวั ของหลวงปมู่ นั่ ข้อยๆ คอื แทนตัวหลวงป่เู สาร์ - ผ้เู ขยี น)

ในเรื่องการปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าของหลวงปู่เสาร์น้ี ในภายหลัง
เมอื่ หลวงปหู่ ลยุ เลา่ เรอ่ื งนใี้ หศ้ ษิ ยฟ์ งั ทา่ นกไ็ ดส้ ารภาพใหศ้ ษิ ยใ์ กลช้ ดิ ฟงั เหมอื นกนั วา่
ตวั หลวงปหู่ ลยุ เองกเ็ คยปรารถนาเปน็ พระปจั เจกพทุ ธเจา้ เชน่ เดยี วกนั กบั หลวงปเู่ สาร์
เหมือนกนั ท่านเองก็มีนิสัยไมอ่ ยากอยู่น�ำหมูน่ �ำพวก ชอบอยคู่ นเดยี ว ไปคนเดียว
เหมอื นกนั พระปจั เจกพทุ ธเจ้าทีอ่ ยูเ่ ขาคันธมาทนน์ ้นั แม้จะอย่กู นั ถงึ ๕๐๐ องค์ แต่
กไ็ ปบณิ ฑบาตองคเ์ ดยี วมาเลยี้ งกนั ทา่ นเหน็ ความสบายและกไ็ มค่ อ่ ยหว่ งพวกหว่ งหมู่
ดว้ ย จงึ ปรารถนาเปน็ พระปจั เจกพทุ ธเจา้ ตอ่ เมอ่ื พบพอ่ แมค่ รบู าอาจารยเ์ ทศนาสง่ั สอน
อบรมเหน็ โทษของการเวียนเกิดเวียนตาย หลวงปูม่ นั่ ประเสรฐิ เลศิ ลอยกวา่ ท่านเปน็
หมนื่ เทา่ แสนเทา่ ทา่ นยงั ตอ้ งไปเวยี นวนเกดิ เปน็ สนุ ขั ถงึ อสงไขยชาติ หลวงปเู่ สารก์ ย็ งั
ยอมเลกิ ปรารถนาพทุ ธภมู ิ ทา่ นอาจารยบ์ ญุ อาจารยอ์ งคแ์ รกของทา่ นกน็ พิ พานไปแลว้
ท่านเองเปน็ ศษิ ยจ์ ะอวดเก่งกลา้ กวา่ พ่อแมค่ รูจารย์ไดอ้ ยา่ งไร

ทา่ นชใ้ี หฟ้ งั วา่ ผเู้ คยปรารถนาพทุ ธภมู นิ น้ั แมจ้ ะละเลกิ ความปรารถนาแลว้ กต็ าม
แตส่ ายใยแหง่ ความปรารถนาเดมิ จะยงั คงแนน่ เหนยี วอยมู่ าก การพจิ ารณาตดั ขาดจงึ ทำ�
ไมค่ อ่ ยไดง้ า่ ยๆ ปากวา่ ละเลกิ ความปรารถนาแลว้ แตใ่ นกน้ บงึ้ ของจติ มนั ยงั ซกุ ซอ่ น
ตวั เกาะรากฝงั แนน่ อยู่ ตอ้ งตดั ใหข้ าด การทำ� ความเพยี รเพอื่ ใหแ้ จง้ ซงึ่ พระนพิ พาน
จงึ จะรุดหนา้ ตวั ท่านเองกว่าจะฟันฝา่ มาได้ก็ลำ� บากพอดู

อนง่ึ โดยทหี่ ลวงปทู่ า่ นมกั จะบนั ทกึ เหตกุ ารณไ์ วม้ ขี อ้ ความสนั้ ๆ สว่ นใหญค่ งเปน็
เพยี งบนั ทกึ ยอ่ เพอ่ื ชว่ ยความจำ� ในเรอ่ื งราวเกย่ี วกบั หลวงปเู่ สารก์ เ็ ชน่ เดยี วกนั ดงั เชน่
บางตอนทา่ นบนั ทึกวา่

“ท่านอาจารย์เสาร์หนักอยู่ในสมาธิและพรหมวิหาร ท่านชอบอนุโลมตามนิสัย
ของสัตว.์ ..”

57

และ “ทา่ นอาจารย์เสาร์ท�ำจติ ยกก้นพ้นฟากแลว้ ๑ ศอก พลิกจิตอย่างไรไมร่ ู้
ตกต่าง ไมอ่ ย่างนัน้ เหาะไปท่ีไหนไมร่ ้.ู ..”

ดังนั้น เพ่ือให้ท่านผู้อ่านได้อรรถรสในเรื่องน้ีอย่างเต็มเปี่ยม จึงขอกราบเท้า
นมสั การพระคุณเจ้าทา่ นอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมั ปันโน ขออนญุ าตนำ� ข้อความ
ตอนทที่ า่ นไดเ้ ขยี นไวเ้ กย่ี วกบั พระคณุ เจา้ หลวงปเู่ สาร์ กนั ตสโี ล ในหนงั สอื “ประวตั ิ
ท่านพระอาจารยม์ ั่น ภูริทตั ตเถระ” มาลงพิมพด์ ว้ ยความเคารพรกั และเทิดทนู อยา่ ง
สงู สดุ ดังน้ี

ความตอ่ ไปนี้ ขอเชญิ มาจากหนงั สอื “ประวตั ทิ า่ นพระอาจารยม์ นั่ ภรู ทิ ตั ตเถระ”
โดยพระคณุ เจา้ ทา่ นอาจารยพ์ ระมหาบวั ญาณสมั ปนั โน เปน็ ตอนทท่ี า่ นพระอาจารยม์ นั่
เลา่ ถงึ ท่านพระอาจารย์เสาร์

“ท่าน* เลา่ ว่านสิ ยั ของทา่ นพระอาจารยเ์ สาร์เปน็ ไปอย่างเรียบๆ และเยือกเย็น
นา่ เลอื่ มใสมาก ทมี่ แี ปลกอยบู่ า้ งกเ็ วลาทา่ นเขา้ ทนี่ งั่ สมาธิ ตวั ของทา่ นชอบลอยขน้ึ เสมอ
บางครงั้ ตวั ทา่ นลอยขน้ึ ไปจนผดิ สงั เกตเวลาทา่ นนง่ั สมาธอิ ยู่ ทา่ นเองเกดิ ความแปลกใจ
ในขณะนนั้ วา่ “ตวั เราถา้ จะลอยขน้ึ จากพน้ื แนๆ่ ” เลยลมื ตาขน้ึ ดตู วั เอง ขณะนนั้ จติ ทา่ น
ถอนออกจากสมาธพิ อดี เพราะพะวกั พะวงกบั เรอื่ งตวั ลอย ทา่ นเลยตกลงมากน้ กระแทก
กับพ้ืนอยา่ งแรง ตอ้ งเจบ็ เอวอยหู่ ลายวัน ความจรงิ ตวั ท่านลอยขน้ึ จากพ้ืนจรงิ ๆ สูง
ประมาณ ๑ เมตร ขณะทที่ า่ นลมื ตาดตู วั เองนนั้ จติ ไดถ้ อนออกจากสมาธิ จงึ ไมม่ สี ติ
พอยบั ยงั้ ไวบ้ า้ ง จงึ ทำ� ใหท้ า่ นตกลงสพู่ น้ื อยา่ งแรงเชน่ เดยี วกบั สงิ่ ตา่ งๆ ตกลงจากทส่ี งู
ในคราวตอ่ ไป เวลาทา่ นนง่ั สมาธิ พอรสู้ กึ วา่ ตวั ทา่ นลอยขน้ึ จากพนื้ ทา่ นพยายามทำ� สติ
ใหอ้ ยใู่ นองคข์ องสมาธิ แลว้ คอ่ ยๆ ลมื ตาขน้ึ ดตู วั เอง กป็ ระจกั ษว์ า่ ตวั ทา่ นลอยขน้ึ จรงิ ๆ
แตม่ ไิ ดต้ กลงสพู่ น้ื เหมอื นคราวแรก เพราะทา่ นมไิ ดป้ ราศจากสติ และคอยประคองใจ
ใหอ้ ยใู่ นองคส์ มาธิ ทา่ นจงึ รเู้ รอื่ งของทา่ นไดด้ ี ทา่ นเปน็ คนละเอยี ดถถี่ ว้ นอยมู่ าก แมจ้ ะ
เห็นดว้ ยตาแลว้ ท่านยงั ไม่แน่ใจ ตอ้ งเอาวตั ถุชิน้ เล็กๆ ขนึ้ ไปเหน็บไวบ้ นหญา้ หลังกุฏิ
แลว้ กลบั มาทำ� สมาธอิ กี พอจติ สงบและตวั เรม่ิ ลอยขน้ึ ไปอกี ทา่ นพยายามประคองจติ

*ทา่ น หมายถึง ทา่ นพระอาจารย์มน่ั ภรู ิทตั ตมหาเถระ

58

ใหม้ น่ั อยใู่ นสมาธเิ พอ่ื ตวั จะไดล้ อยขน้ึ ไปจนถงึ วตั ถเุ ครอื่ งหมายทท่ี า่ นนำ� ขน้ึ ไปเหนบ็ ไว้
แลว้ คอ่ ยๆ เออ้ื มมอื จบั ดว้ ยความมสี ติ แลว้ นำ� วตั ถนุ นั้ ลงมาโดยทางสมาธภิ าวนา คอื
พอหยบิ ไดว้ ตั ถนุ นั้ แลว้ กค็ อ่ ยๆ ถอนจติ ออกจากสมาธิ เพอื่ กายจะไดค้ อ่ ยๆ ลงมาจนถงึ
พืน้ อย่างปลอดภยั แต่ไม่ถงึ กับใหจ้ ติ ถอนออกจากสมาธิจริงๆ เมื่อไดท้ ดลองจนเปน็
ทแี่ นใ่ จแลว้ ทา่ นจงึ เชอ่ื ตวั เองวา่ ตวั ทา่ นลอยขน้ึ ไดจ้ รงิ ในเวลาเขา้ สมาธใิ นบางครง้ั แต่
มไิ ดล้ อยขน้ึ เสมอไป นเ้ี ปน็ จรติ นสิ ยั แหง่ จติ ของทา่ นพระอาจารยเ์ สาร์ รสู้ กึ ผดิ กบั นสิ ยั
ของท่านพระอาจารยม์ ั่นอยู่มากในปฏปิ ทาทางใจ”

“จติ ของทา่ นพระอาจารยเ์ สารเ์ ปน็ ไปอยา่ งเรยี บๆ สงบเยน็ โดยสมำ�่ เสมอ นบั แต่
ขนั้ เรม่ิ แรกจนถงึ สดุ ทา้ ยปลายแดนแหง่ ปฏปิ ทาของทา่ น ไมค่ อ่ ยลอ่ แหลมตอ่ อนั ตราย
และไม่ค่อยมีอุบายต่างๆ และความรู้แปลกๆ เหมือนจิตทา่ นพระอาจารยม์ ่ัน”

“ทา่ นเลา่ วา่ ทา่ นพระอาจารยเ์ สารเ์ ดมิ ทา่ นปรารถนาเปน็ พระปจั เจกพทุ ธเจา้ เวลา
ออกบำ� เพญ็ พอเรง่ ความเพยี รเขา้ มากๆ ใจรสู้ กึ ประหวดั ๆ ถงึ ความปรารถนาเดมิ เพอ่ื
ความเปน็ พระปจั เจกพทุ ธเจา้ แสดงออกเปน็ เชงิ อาลยั เสยี ดาย ยงั ไมอ่ ยากไปนพิ พาน
ทา่ นเหน็ วา่ เปน็ อปุ สรรคตอ่ ความเพยี รเพอ่ื ความรแู้ จง้ ซงึ่ พระนพิ พานในชาตปิ จั จบุ นั นี้
ท่านเลยอธิษฐานของดจากความปรารถนานัน้ และขอประมวลมาเพือ่ ความร้แู จ้งซ่ึง
พระนิพพานในชาติน้ี ไม่ขอเกิดมารับความทุกข์ทรมานในภพชาติต่างๆ อีกต่อไป
พอท่านปลอ่ ยวางความปรารถนาเดมิ แล้ว การบ�ำเพญ็ เพียรรู้สกึ สะดวกแลเหน็ ผลไป
โดยลำ� ดับ ไม่มีอารมณ์เคร่อื งเกาะเกย่ี วเหมอื นแตก่ ่อน สุดทา้ ย ทา่ นก็บรรลถุ ึงแดน
แหง่ ความเกษมดงั ใจหมาย แตก่ ารแนะนำ� สง่ั สอนผอู้ นื่ ทา่ นไมค่ อ่ ยมคี วามรแู้ ตกฉาน
กวา้ งขวางนกั ทงั้ นอ้ี าจเปน็ ไปตามภมู นิ สิ ยั เดมิ ของทา่ นทม่ี งุ่ เปน็ พระปจั เจกพทุ ธเจา้ ซงึ่
ตรสั รเู้ องชอบ แตไ่ มส่ นใจสงั่ สอนใครกไ็ ด้ อกี ประการหนงึ่ ทที่ า่ นกลบั ความปรารถนา
ไดส้ ำ� เร็จตามใจนั้น คงอยูใ่ นขัน้ พอแกไ้ ขได้ซง่ึ ยงั ไมส่ มบรู ณเตม็ ภูมิแท้”

“แมท้ า่ นพระอาจารยม์ นั่ เอง ตามทา่ นเลา่ วา่ ทา่ นกเ็ คยปรารถนาพทุ ธภมู มิ าแลว้
เช่นเดียวกัน ท่านเพ่ิงมากลับความปรารถนาเมื่อออกบ�ำเพ็ญธุดงคกรรมฐานนี่เอง
โดยเห็นว่าเน่ินนานเกินไปกว่าจะได้ส�ำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าข้ึนมาตามความปรารถนา

59

จ�ำตอ้ งท่องเทย่ี ว เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยูใ่ นวัฏสงสารหลายกัปหลายกลั ป์ ไม่ชนะ
จะแบกขนทนความทกุ ขท์ รมานไมม่ วี นั จบสนิ้ นไี้ ด้ เวลาเรง่ ความเพยี รมากๆ จติ ทา่ นมี
ประหวดั ประหวดั ในความหลงั แสดงเปน็ ความอาลยั เสยี ดายความเปน็ พระพทุ ธเจา้
ยงั ไมอ่ ยากนพิ พานในชาตนิ เี้ หมอื นทา่ นพระอาจารยเ์ สาร์ พออธษิ ฐานของดจากความ
ปรารถนาเดมิ เทา่ นนั้ รสู้ กึ เบาใจหายหว่ ง และบำ� เพญ็ ธรรมไดร้ บั ความสะดวกไปตาม
ลำ� ดบั ไมข่ ดั ขอ้ งเหมอื นแตก่ อ่ น และปรากฏวา่ ทา่ นผา่ นความปรารถนาเดมิ ไปไดอ้ ยา่ ง
ราบรน่ื ชน่ื ใจ เขา้ ใจวา่ ภมู แิ หง่ ความปรารถนาเดมิ คงยงั ไมแ่ กก่ ลา้ พอ จงึ มที างแยกตวั
ผา่ นไปได้”

“เวลาท่านออกเท่ียวธุดงคกรรมฐานทางภาคอีสานตามจังหวัดต่างๆ ในระยะ
ตน้ วัย ท่านมกั จะไปกับทา่ นพระอาจารย์เสารเ์ สมอ แม้ความรทู้ างภายในจะมคี วาม
แตกตา่ งกนั บา้ งตามนสิ ยั แตก่ ช็ อบไปดว้ ยกนั สำ� หรบั ทา่ นพระอาจารยเ์ สาร์ ทา่ นเปน็
คนไม่ชอบพูด ไมช่ อบเทศน์ ไม่ชอบมคี วามรูแ้ ปลกๆ ตา่ งๆ กวนใจเหมือนทา่ นพระ
อาจารยม์ น่ั เวลาจำ� เปน็ ตอ้ งเทศน์ ทา่ นกเ็ ทศนเ์ พยี งประโยคหนงึ่ หรอื สองเทา่ นนั้ แลว้
ก็ลงธรรมาสนไ์ ปเสีย ประโยคธรรมท่ที ่านเทศน์ซงึ่ พอจบั ใจความได้วา่ “ใหพ้ ากันละ
บาปและบำ� เพญ็ บญุ อยา่ ใหเ้ สยี ชวี ติ ลมหายใจไปเปลา่ ทไี่ ดม้ วี าสนามาเกดิ เปน็ มนษุ ย”์
และ “เราเกิดเป็นมนุษย์ มีความสูงศักดิ์มาก แต่อย่านำ� เรื่องของสัตว์มาประพฤติ
มนุษย์ของเราจะต่�ำลงกว่าสัตว์และจะเลวกว่าสัตว์อีกมาก เวลาตกนรกจะตกหลุมท่ี
ร้อนกว่าสตั ว์มากมาย อย่าพากนั ท�ำ” แลว้ กล็ งธรรมาสน์ไปกุฏิ โดยไม่สนใจกบั ใคร
ตอ่ ไปอกี ปกตนิ สิ ยั ของทา่ นเปน็ คนไมช่ อบพดู พดู นอ้ ยทส่ี ดุ ทง้ั วนั ไมพ่ ดู อะไรกบั ใคร
เกนิ ๒-๓ ประโยค เวลานงั่ กท็ นทาน นงั่ อยไู่ ดเ้ ปน็ เวลาหลายๆ ชวั่ โมง เดนิ กท็ ำ� นอง
เดยี วกนั แตล่ กั ษณะทา่ ทางของทา่ นมคี วามสงา่ ผา่ เผย นา่ เคารพเลอ่ื มใสมาก มองเหน็
ทา่ นแลว้ เยน็ ตาเยน็ ใจไปหลายวนั ประชาชนและพระเณรเคารพเลอ่ื มใสทา่ นมาก ทา่ นมี
ลกู ศิษยม์ ากมายเหมือนทา่ นอาจารยม์ นั่ ...”

“ทราบว่าท่านพระอาจารย์ทั้งสององค์นี้รักและเคารพกันมาก ในระยะวัยต้น
ไปทไ่ี หนทา่ นชอบไปดว้ ยกนั อยดู่ ว้ ยกนั ทง้ั ในและนอกพรรษา พอมาถงึ วยั กลางผา่ นไป

60

เวลาพักจ�ำพรรษามักแยกกันอยู่ แต่ไม่ห่างไกลกันนัก พอไปมาหาสู่กันได้สะดวก
มีน้อยครั้งที่จ�ำพรรษาร่วมกัน ทั้งน้ีอาจเกี่ยวกับบรรดาศิษย์ซ่ึงต่างฝ่ายต่างก็มีมาก
ดว้ ยกนั และตา่ งก็เพมิ่ จำ� นวนมากขน้ึ ทุกที ถ้าจ�ำพรรษาร่วมกนั จะเป็นความล�ำบาก
ในการจัดที่พักอาศัย จ�ำต้องแยกกันอยู่เพื่อเบาภาระในการจัดท่ีพักอาศัยไปบ้าง
ทั้งสองพระอาจารย์ขณะที่แยกกันอยู่จ�ำพรรษาหรือนอกพรรษา รู้สึกคิดถึงกันมาก
และเปน็ ห่วงกันมาก เวลามพี ระท่ีเป็นลูกศษิ ย์ของแตล่ ะฝา่ ยมากราบนมัสการ จะมา
กราบนมสั การทา่ นพระอาจารยเ์ สารห์ รอื มากราบนมสั การทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ตา่ งจะ
ตอ้ งถามถงึ ความสขุ ทกุ ขข์ องกนั และกนั กอ่ นเรอ่ื งอน่ื ๆ จากนน้ั กบ็ อกกบั พระทม่ี ากราบ
วา่ “คดิ ถงึ ทา่ นพระอาจารย.์ ..” และฝากความเคารพคดิ ถงึ ไปกบั พระลกู ศษิ ยท์ มี่ ากราบ
เย่ียมตามความสมควรแก่ “อาวุโส ภันเต” ทุกๆ คร้ังท่ีพระมากราบพระอาจารย์
ทงั้ สองแตล่ ะองค”์

61

พรรษาท่ี ๑๓-๑๔ พ.ศ. ๒๔๘๐-๒๔๘๑

กลับมาสแู่ ผ่นดินถ่นิ กำ� เนดิ

จำ� พรรษา ณ ปา่ ชา้ หนองหมากผาง ต.นาออ้ อ.เมือง จ.เลย

เมอื่ อกพรรษาปี ๒๔๗๙ แลว้ ทา่ นกค็ งปรนนบิ ตั ริ บั ใชห้ ลวงปเู่ สารอ์ ยู่ ณ วดั ปา่
สุทธาวาส ต่อไปอกี ระยะหนึ่ง อากาศแหง้ หมดฝน หลวงปเู่ สารก์ ็เตรยี มตัวจะออก
วเิ วกตอ่ ไปตามวสิ ยั พระธดุ งคกมั มฏั ฐาน ทา่ นไดอ้ อกธดุ งคต์ ดิ ตามหลวงปเู่ สารไ์ ปทาง
ทา่ อุเทน มกุ ดาหาร และนครพนม ด้วย ต่อมาไดม้ พี ระเณรมาพงึ่ บารมหี ลวงปเู่ สาร์
มากขน้ึ กลายเป็นกล่มุ คณะใหญ่ ท่านซึง่ ปกติไม่คอ่ ยชอบหม่พู วก ชอบอยคู่ นเดียว
ไปคนเดยี วอยา่ งสะดวกใจ คดิ จะอยกู่ อ็ ยู่ คดิ จะไปกไ็ ป จงึ คดิ หนี เพราะการอยจู่ ำ� พรรษา
ดว้ ยหลวงปเู่ สารน์ น้ั เปน็ ดว้ ยความเคารพเทดิ ทนู อยา่ งสงู สดุ ตอ่ ครบู าอาจารย์ คดิ ชว่ ย
ผอ่ นคลายรบั ภาระอบรมพระเณรแทนทา่ นเทา่ นน้ั บดั นร้ี ะหวา่ งเวลาธดุ งค์ แตล่ ะองค์
ตา่ งกท็ ำ� จติ ของทา่ นไป ภาระในการอบรมกแ็ ทบไมต่ อ้ งมี ทา่ นจงึ กราบลาหลวงปเู่ สาร์
แยกจากหมพู่ วกมา

ระยะนนั้ มนี มิ ติ ถงึ โยมมารดาและทางบา้ นมารบกวนในสมาธบิ อ่ ยครง้ั ท่านจึง
คิดจะม่งุ หน้ากลับไปแผ่นดนิ ถน่ิ ก�ำเนดิ ด้วยได้จากมาชา้ นานแล้ว แทบจะกลา่ วไดว้ า่
พอบวชแลว้ ท่านก็ไมไ่ ด้กลบั ไปใหม้ ารดาและญาตพิ ี่นอ้ งไดเ้ หน็ หนา้ เลย ทา่ นได้ออก
ธดุ งคเ์ ทยี่ วไปโดยตลอด อดุ ร ขอนแกน่ นครราชสมี า สกลนคร นครพนม กาฬสนิ ธ์ุ
รอ้ ยเอด็ มหาสารคาม ส�ำหรับแถบบา้ นเกิดเมืองนอนน้นั แทบจะไม่ยอมมาใกลบ้ า้ น
ดเู หมอื นจะมเี พยี งครงั้ เดยี วทท่ี า่ นกรายไปใกลญ้ าตพิ นี่ อ้ ง คอื การไปรว่ มงานศพญาติ
ทางโยมมารดาทห่ี ลม่ สกั ใน พ.ศ. ๒๔๗๔ แตก่ ไ็ ดร้ บั แผลชวี ติ กระหนำ่� เอาอยา่ งหนกั

62

แทบจะตอ้ งสกึ หาลาเพศเตลดิ เปดิ เปงิ ไปทเี ดยี ว เคราะหย์ งั ดที ไ่ี ดอ้ บุ ายวธิ จี ากพระเถระ
ผใู้ หญช่ ว่ ยสงเคราะห์ จึงสามารถครองเพศพรหมจรรย์ตอ่ ไปไดอ้ ยา่ งเตม็ ภาคภมู ิ

เหตผุ ลสำ� คญั ทท่ี ำ� ใหท้ า่ นไมต่ อ้ งการจะกลบั มาจำ� พรรษาประพฤตปิ ฏบิ ตั ธิ รรมอยู่
ณ ทใ่ี กลบ้ า้ นเกดิ เพราะตระกลู ของทา่ นเปน็ ตระกลู ใหญ่ มคี นรจู้ กั มากหนา้ หลายตา
การบวชนนั้ ถา้ เปน็ การบวชตามประเพณนี ยิ มเพยี งชวั่ ระยะ ๑ เดอื น ๓ เดอื น ทกุ คน
กพ็ อจะเขา้ ใจ ดว้ ยเชอื่ ถอื กนั วา่ จะเปน็ บญุ เปน็ กศุ ลแกบ่ ดิ ามารดาปยู่ า่ ตายาย แตน่ เี้ ปน็
การบวชทวี่ า่ จะบวชตลอดชวี ติ มหิ นำ� ซำ้� ยงั แบกกลด แบกบาตร เตรยี มออกปา่ ออกดง
ตลอดไป จะอยอู่ ยา่ งไร จะกนิ อยา่ งไร เจบ็ ไขจ้ ะไดใ้ ครพยาบาลใหห้ ยกู ใหย้ า ญาตพิ นี่ อ้ ง
ก็จะพร�่ำร�ำพันขอให้สึกเถิด ทรัพย์สมบัติก็มีมากมาย โยมมารดาก็เป็นเจ้าแม่นาง
คนรู้จักนบั หน้าถือตาทั้งต�ำบล “พระ” ทา่ นเป็นลูกชายคนเดียวจะไม่อยู่สืบตอ่ หนอ่
แนวแถวตระกูลเลยหรือ ตระกูลนี้จะจบสิ้นลงแล้วหรือ ล้วนแต่มีผู้ห่วงหาอาทร
ออ้ นวอนใหส้ กึ ทง้ั นนั้ บา้ งกย็ งิ่ สงสาร ดว้ ยเหน็ “พระ” ครองจวี รอนั เกา่ ครำ่� ครา่ ผอม
จนหลือแต่กระดกู ตามส�ำนวนของญาติ อดอยากปากแห้ง ไมเ่ ข้าใจเรอื่ งการถือผา้
บงั สกุ ลุ เป็นวตั ร ไมเ่ ข้าใจเรื่องการทรมานกายเผาผลาญกเิ ลส ไม่เข้าใจเรือ่ งการฉัน
มอื้ เดยี วอนั เปน็ วตั รของพระธดุ งค์ รมุ ลอ้ มกนั ชกั จงู ใหท้ า่ นสกึ ทา่ นจงึ คดิ วา่ ควรจะไป
อยู่หา่ งไกลพวกญาติพนี่ ้องใหไ้ กลทีส่ ดุ เทา่ ใดจะย่ิงดีที่สดุ ได้เท่านั้น

แตท่ วา่ บดั น้ี ทา่ นคดิ วา่ ไดค้ รองเพศบรรพชติ มาไดน้ าน “พอตวั ” แลว้ ทางฝา่ ย
ญาติโยมทางบ้านคงจะท�ำใจได้แล้ว และคงเข้าใจได้แล้วว่าท่านจะต้องมีความสุข
สนั โดษในชวี ติ สมณเพศของทา่ นอยา่ งมากพอ ทา่ นจงึ อยมู่ าไดถ้ งึ ปา่ นน้ี คงจะไมม่ ใี คร
มารบเร้าอ้อนวอนให้ท่านสึกให้ร�ำคาญอีก หลวงปู่จึงคิดว่าถึงเวลาแล้วท่ีท่านควรจะ
ไปหาท่จี �ำพรรษาอยู่ในเขตจังหวดั เลยเพือ่ โปรดสงเคราะห์โยมมารดาโดยเฉพาะ

ท่านเกดิ ในสกุล “วรบุตร” อนั แปลว่า สกลุ แห่ง บุตรอนั ประเสริฐ ท่านกค็ ดิ วา่
ทา่ นไดท้ ำ� หนา้ ทบ่ี ตุ รอนั ประเสรฐิ ใหแ้ กบ่ ดิ ามารดาแลว้ คอื บวชในเพศอนั อตุ ตมะเปน็
“พระ” ซ่งึ ค�ำวา่ “พระ” กม็ าจากค�ำ “วร” ค�ำเดยี วกัน อันแปลว่า ประเสรฐิ เหมอื นกนั
บวชเรยี นอทุ ศิ สว่ นกศุ ลใหบ้ พุ การี อบรมสงั่ สอนใหโ้ ยมไดม้ คี วามรคู้ วามเขา้ ใจในการ

63

ทาน การศลี การภาวนา ใหม้ อี รยิ ทรพั ยต์ ดิ ตวั ตอ่ ไปทกุ ภพทกุ ชาติ สถานทซี่ งึ่ หลวงปู่
ไดไ้ ปอยจู่ ำ� พรรษาโปรดสงเคราะหโ์ ยมมารดาและญาตนิ น้ั คอื ท่ี ปา่ ชา้ วดั หนองหมากผาง
และทถ่ี ้ำ� ผาปู่ ต.นาอ้อ อ.เมอื ง จ.เลย ท่านจ�ำพรรษาอยใู่ นระหว่างสถานที่ ๒ แห่งน้ี
รวม ๓ พรรษา คือพรรษาในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ถึง ๒๔๘๒

เล่ากนั ว่า คร้งั แรกเมื่อท่านโผลเ่ ข้าไปในบ้าน แทบจะไมม่ ใี ครจำ� ท่านได้ เพราะ
ทา่ นท้งั ผอม ทง้ั ด�ำ ภาพชายหนมุ่ รา่ งโปรง่ ผิวขาว หน้าตาสะสวย ยมิ้ ง่าย ทเี่ จ้าแม่
นางกวยจำ� ได้ ไมม่ เี คา้ เหลอื อยเู่ ลย แถมจวี รทค่ี รองกด็ ขู ะมกุ ขมอมเกา่ คราครำ่� มรี อย
ปะชุน โยมมารดาซึ่งมีช่ือในทางแตง่ กายงามสะอาดเอี่ยมอยเู่ สมอ จงึ ตกใจเม่อื เหน็
พระลกู ชายอยใู่ นสภาพนนั้ และสำ� คญั ทส่ี ดุ ทกุ คนเขา้ ใจวา่ ทา่ นตายไปแลว้ ดว้ ยเหน็
ทา่ นหายสาบสญู ไปนานแลว้ ไมเ่ หน็ ทา่ นเยย่ี มกรายกลบั มาบา้ น แถมสภาพบา้ นเมอื งใน
สมยั นน้ั กย็ งั เปน็ ปา่ ดงพงทบึ ทางจากเมอื งหนงึ่ ไปอกี เมอื งหนงึ่ มแี ตต่ อ้ งใชช้ า้ งใชเ้ กวยี น
เปน็ พาหนะ เดนิ ทางตดั ผา่ นเขา้ ไปในปา่ เปลยี่ ว น่ี “พระ” เดนิ เทา้ เปลา่ แบกกลด บาตร
จะผา่ นดงไดห้ รอื แถมในปา่ ยงั มที งั้ สงิ สาราสตั ว์ ทงั้ ไขป้ า่ “พระ” จะผา่ นไปไดอ้ ยา่ งไร

เห็นหน้าท่าน ทุกคนในบ้านก็ร้องไห้ด้วยความปีติ ไม่แต่เจ้าแม่นางกวยหรือ
เจา้ แมน่ างบวย ผเู้ ปน็ โยมมารดาและโยมพสี่ าว แมแ้ ตค่ นใชบ้ รวิ ารในบา้ นทเ่ี ปน็ คนเกา่
คนแก่ตา่ งก็พลอยเสียน�้ำตากนั ไปดว้ ย

ในการบนั ทกึ ท�ำประวตั ิครั้งน้ี ไดพ้ บลูกของคนใชเ้ กา่ ของทา่ น เกิดทนั และอยู่
ในเวลาที่หลวงปู่กลับเข้าบ้านเป็นวาระแรกด้วย ได้เล่าภาพการร้องห่มร้องไห้ให้ฟัง
และเสรมิ ว่า

“เขาคิดกนั วา่ ท่านตายแลว้ เจ้าแมน่ างร้องไหใ้ หญ่ ก็นีแ่ หละ ไปเรียกชื่อท่านวา่
หลยุ ทา่ นก็เลยหลยุ ไปหลุยมา”

ไดค้ วามวา่ ชอ่ื ของทา่ น ซง่ึ คณุ พระเชยี งคานใหช้ อื่ วา่ “หลยุ ” อนั มที ม่ี าจากการ
ทท่ี า่ นไปถอื ศาสนาครสิ ต์ กเ็ ลยใหช้ อ่ื ตามนกั บญุ หลยุ นน้ั ในภาษาอสี านกม็ คี ำ� วา่ “หลยุ ”
เหมอื นกนั แปลวา่ หลดุ ไปหลดุ มา นกึ จะมากม็ า นกึ จะไปกไ็ ป ซง่ึ กลายเปน็ การตรงตอ่
บคุ ลกิ ลักษณะของทา่ นในภายหลังอย่างถูกตอ้ งท่สี ุด

64

ในปี ๒๔๘๐ น้ี ทา่ นกไ็ ด้ถามเจ้าแมน่ างกวยถงึ กำ� เนิดของท่าน การอยู่ในท้อง
อยไู่ ฟ ฯลฯ ดงั ทีท่ ่านบนั ทกึ ไว้ และได้น�ำมากล่าวไว้แตต่ ้นแลว้ คร้งั หนึง่

“พ.ศ. ๒๔๘๐ ไดถ้ ามแมก่ วย --- ก�ำเนดิ ในทอ้ ง ๑๐ เดอื น อยกู่ รรมสบาย
ไมป่ ว่ ย เราอยใู่ นทอ้ งแม่ แมส่ มาทานอโุ บสถหลวง แรกเกดิ คนชอบมาก บดิ าฝนั ไดแ้ กว้
เกดิ ทแี รกรกพนั คอ คนอนื่ ทายวา่ จะไดบ้ วช เจบ็ ทอ้ ง ๑ คนื รงุ่ จวนสวา่ งคลอด อยกู่ รรม
๒๑ วัน แมโ่ ซน้ เลย้ี ง นอนไวท้ ่ไี หนกน็ อนงา่ ย รอ้ งไหแ้ ต่อยกู่ รรม นอกนั้นไม่รอ้ งไห้
ตกตน้ ไมไ้ มใ่ ชต่ ายคนื ครเู่ ดยี วกร็ สู้ กึ ตวั อยกู่ รรมหนาวจดั เกดิ ทแี รกรปู งาม ใครๆ ก็
ชอบอุ้ม อยใู่ นท้องนน้ั ใหญ่จนแม่ต�ำแย แมโ่ ซน้ พนั ทกั ท้วงวา่ ใหญน่ กั จะออกไมไ่ ด้
แม่เลยตกใจ น้ีแหละคุณของแมเ่ ชน่ น้ี เราไม่กล้าสกึ เพราะฉลองคณุ บดิ ามารดาให้
เตม็ เป่ียมในชาตนิ ี้”

การอบรมโยมมารดาระหว่างการอยู่ ณ วัดป่าช้าหนองหมากผาง น้ีจะมีผล
ประการใด ท่านมิไดบ้ นั ทกึ ไว้ แต่จากท่ผี ้เู ปน็ หลานทวดของเจ้าแม่นางกวย และเปน็
หลานยายคนเดียวของเจ้าแมน่ างบวย (ตระกลู ของท่าน ฝา่ ยโยมพสี่ าวเสียชีวติ หมด
เหลอื หลานสาวผนู้ คี้ นเดยี ว - ผเู้ ขยี น) เลา่ ใหฟ้ งั ถงึ ภาพคณุ ทวด เจา้ แมน่ างกวย ทเ่ี ธอ
เม่อื อายุ ๖-๗ ขวบ ยงั จ�ำได้

“...คณุ ทวดขณะนน้ั อายคุ งราว ๘๐ ปี อว้ นขาว นงุ่ ผา้ ซนิ่ ไหมมดั หม่ี ซง่ึ ใหค้ นใช้
ในบา้ นทอให้ ใสเ่ ส้อื ขาว ซกั รีดเรยี บ น่ังอยูท่ ใี่ ด จะมหี นังสือธรรมะตดิ ตัวอยูต่ ลอด
เวลา คุณทวดจะอ่านหนงั สือธรรมะออกเสยี งดงั บางทกี ็เรยี กคนในบ้านหรือหลาน
มาฟังด้วย”

“...จำ� ไดว้ า่ คณุ ทวดจะออกนอกบา้ น ทา่ นจะหม่ ผา้ สะพายแพร แบบคนถอื ศลี
เสมอ... สายตาของทา่ นดมี าก อ่านหนังสอื เอง ไมต่ อ้ งใชใ้ ห้ใครอา่ นให้ฟัง”

ดเู หมอื นหลวงปจู่ ะถา่ ยทอดนสิ ยั จากโยมมารดาไมน่ อ้ ยเลย เชน่ เวลาทา่ นไปไหน
หลวงปจู่ ะตอ้ งมหี นงั สอื ตดิ องคไ์ ปตลอดเวลา และสายตาของทา่ นดมี าก อา่ นหนงั สอื
ไมเ่ คยตอ้ งใชแ้ วน่ สายตาชว่ ยเลยจนตลอดชวี ติ และการทผี่ มู้ อี ายุ ๘๘ ปี จะสามารถ

65

อา่ นหนงั สอื อยา่ งแคลว่ คลอ่ งวอ่ งไว ไมใ่ ชแ้ วน่ สายตาเลยนน้ั ผเู้ ขยี นเหน็ จะตอ้ งขอยมื
ส�ำนวนของทา่ นเองมากลา่ วในที่นี้วา่ “นา่ อศั จรรย์นัก”

*********

ระหว่างเวลาที่มาจ�ำพรรษาอยู่สงเคราะห์โยมมารดาและพ่ีสาว ท่ีวัดป่าหนอง
หมากผางนี้ เมอื่ ถงึ เวลาออกพรรษา หมดฝน ทา่ นกจ็ ะออกเดนิ ธดุ งคไ์ ปแสวงหาความ
วเิ วกเรอื่ ยไป ทซี่ ง่ึ ทา่ นสะพายบาตร แบกกลด ไปทำ� ความเพยี รในระยะนน้ี นั้ สว่ นใหญ่
เปน็ ป่าเขาในเขตจงั หวัดเลย อนั เปน็ ดนิ แดนของแผน่ ดินถน่ิ กำ� เนิดของทา่ น บางแห่ง
ทา่ นจะหยดุ พกั เจรญิ สมณธรรมเพยี งไมก่ วี่ นั กผ็ า่ นเลยไป เชน่ ทท่ี า่ ลี่ แกง่ คดุ คู้ เชยี งคาน
บางแหง่ จะพกั อยนู่ านดว้ ยภาวนาไดผ้ ลดี ถกู จรติ นสิ ยั และตอ่ ไปในปหี ลงั ๆ ทา่ นกจ็ ะ
เวยี นกลบั ไปบอ่ ยๆ

ในระยะนี้เองท่ีทา่ นได้พบสถานท่เี ปน็ มงคล มนี ามวา่ ถ้ำ� ผาบิ้ง เปน็ สถานทีซ่ ่งึ
ตอ่ มาทา่ นไดบ้ รู ณะจดั ตงั้ ขนึ้ เปน็ วดั และไดจ้ ำ� พรรษาอยู่ ณ ถำ�้ ผาบง้ิ เปน็ เวลาตดิ ตอ่ กนั
ถงึ ๖ ปี แตป่ ี พ.ศ. ๒๕๑๐ ถงึ พ.ศ. ๒๕๑๕ จนปจั จบุ นั ถำ�้ ผาบงิ้ มชี อ่ื เสยี งขจรขจาย
เปน็ ทร่ี ู้จักของนักปฏบิ ัติธรรมทว่ั ประเทศเป็นอย่างดี

“อยถู่ ำ้� ผาบงิ้ ๑๔/๘/๘๑ (วนั ที่ ๑๔ พฤศจกิ ายน ๒๔๘๑ - ผเู้ ขยี น) ทำ� จติ สงดั
เงยี บมาก วถิ จี ติ สขุ มุ กลวั แตท่ แี รก ตอ่ ไปไมก่ ลวั ปฏภิ าคเกดิ มาก จติ เกดิ ความรแู้ ปลกๆ
ถำ้� โพนงามท่ี ๑ ถำ�้ ผาบงิ้ ท่ี ๒ ถำ้� ผาปทู่ ี่ ๓ ไมช่ อบบงั คบั จติ ไมช่ อบปลอบจติ ใหจ้ ติ รู้
เหน็ ไปตามสายกลาง รกู้ ว้างขวางเยือกเยน็ วิถีจติ ชนดิ นป้ี รารถนามานาน ความกลวั
มเี ท่าไร ความกล้ามเี ท่าน้นั ถา้ จติ ไปกลางเป็นจิตเสมอ”

ทา่ นบนั ทึกเพมิ่ เติมวา่

“๑๔/๘/๘๑ (วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๔๘๑ - ผู้เขียน) ณ ถ�ำ้ ผาบิง้ วงั สะพงุ
ทำ� จติ สงดั เงยี บมาก วถิ จี ติ วปิ สั สนาสขุ มุ กลวั แตท่ แี รก ตอ่ ไปไมก่ ลวั ปฏภิ าคเกดิ มาก
จิตเกิดความรูแ้ ปลกๆ สถานทไ่ี มเ่ ป็นมงคลเทา่ ไร สูถ้ ำ�้ โพนงามมไิ ด้ วถิ ีจิตเดินไป
ตามลำ� ดบั ไมช่ อบบงั คบั จติ ไปตามสายกลาง รตู้ ามความเปน็ จรงิ รกู้ วา้ งขวางเยอื กเยน็

66

จติ ไมด่ ว่ นไมช่ า้ รตู้ ามสภาพธรรม จติ ไปสายกลาง ไมด่ ลอตั ตะไปหรอื ตดิ กามสขุ วถิ จี ติ
ชนิดน้ีปรารถนามานาน เชอื่ ความกล้าเทา่ ไร ความกลัวมีเทา่ น้นั เช่อื ความรักเทา่ ไร
ความชงั มเี ทา่ นั้น เชอ่ื ปัญญาเทา่ ไร ความเขลามีเทา่ นน้ั เพราะจติ เดินผิด ไมเ่ ดินตาม
สายกลางน้ีเปน็ สำ� คญั ”

“ใหล้ ะอปุ าทานอานสิ งส์ ใหจ้ ติ เบา เพราะจติ ไมห่ าบปญั จขนั ธ์ ใหร้ จู้ กั ความเปน็ เอง
ของสงั ขาร อยา่ เปลยี่ นแปลงจติ จติ จะเปน็ สงั ขารรคู้ วามเปน็ กนั เองจงึ รธู้ รรมเหน็ ธรรม
วางตามกรรม วางไมเ่ ดือดร้อน อยา่ ให้จติ เสวยปตี เิ พราะจติ จะคลอนแคลน ใหเ้ สวย
ความรคู้ วามเหน็ ตามสภาพธรรม จิตจงึ แน่นอนมหี ลักฐาน ความอยากความหวิ เปน็
ลักษณะเปรต”

“ถำ�้ ผาบงิ้ ตน้ เดอื นอา้ ย พ.ศ. ๘๑ (วนั ที่ ๒๓ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๔๘๑ - ผเู้ ขยี น)
จติ ยงั บรโิ ภคกามมากและยนิ ดใี นอามสิ สขุ ยินดีในการบำ� เพญ็ ทาน จติ ละเอยี ดบา้ ง
เป็นบางอารมณ์”

“๔ คำ่� ขา้ งขน้ึ เดอื นอา้ ย พ.ศ. ๘๑ (ตรงกบั วนั ที่ ๒๖ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๔๘๑
- ผเู้ ขยี น) นสิ ยั ถกู กบั ถำ้� ผาบง้ิ เจรญิ ธรรมะเปน็ อศั จรรย์ ละเอยี ดสขุ มุ เปน็ ชนั้ ๆ นำ้� ใจ
หนกั แนน่ นำ�้ ใจมอี ำ� นาจวาสนา โรคคอ่ ยๆ หายเปน็ ชน้ั ๆ นำ้� ใจเบา แลเหน็ ความบรสิ ทุ ธ์ิ
ความกลวั มกี อ่ น ความกลา้ มที หี ลงั แลเหน็ นสิ ยั ของตนชดั เจน จติ มกี ำ� ลงั ขยบั ขน้ึ เปน็
ชนั้ ๆ ความบางละเอยี ดมกี ำ� ลงั เทา่ กนั กลางวนั ไมส่ ดู้ ี กลางคนื ดมี าก วางจติ เปน็ กลาง
สตพิ จิ ารณาสงั ขารธรรม แปลเลา่ เรยี นรใู้ นนนั้ พจิ ารณาธรรมะถงึ ที่แลว้ ไมต่ อ้ งแสดง
อาบตั กิ ็ได้ แต่ก่อนนั้นไม่แสดงอาบัติก่อนนนั้ ไม่ได”้

“อยูถ่ ำ�้ ผาบ้งิ จติ กล้าแขง็ เปน็ คนใจเดยี ว เวลาเช้าดี เวลาบ่ายไมส่ ้ดู ี โรคกำ� เริบ
กลางคืนดี ดที ุกขณะจติ ประกอบด้วยเหตุผลดี จิตยนิ ดีในมัชฌิมะฯ”

“๑๓ คำ�่ เดอื นอา้ ย พ.ศ. ๘๑ (วนั ที่ ๕ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ - ผเู้ ขยี น) ถำ้� ผาบงิ้
เจรญิ สมณธรรมดี มกั ปลอ่ ยจติ ไปตามอารมณใ์ หร้ ตู้ ามเหน็ ตาม แลว้ ทำ� จติ ใหเ้ ปน็ กลางๆ
จิตรเู้ ทา่ สว่ นทั้งสอง แลเห็นธรรมะแจ่มแจ้งดีมาก”

67

พรรษาที่ ๑๕ พ.ศ. ๒๔๘๒

คงอยใู่ นเขตเถื่อนถำ�้ จังหวดั เลย

จ�ำพรรษา ณ ถำ�้ ผาปู่ ต.นาออ้ อ.เมือง จ.เลย

ในเขตจังหวดั เลยนนั้ เดือนธนั วาคม มกราคม เป็นเดือนที่อากาศหนาวทีส่ ดุ
บางปถี งึ กบั มี “แมค่ ะนง้ิ ” หรอื นำ�้ คา้ งแขง็ จบั ตามใบไม้ ปี ๒๔๘๑ นนั้ วนั ขนึ้ ปใี หมย่ งั
เปน็ วนั ท่ี ๑ เดอื นเมษายน และวนั สน้ิ ปคี อื วนั ท่ี ๓๑ มนี าคม ฤดหู นาวปลายปี ๒๔๘๑
ซึ่งคือปลายธันวาคม มกราคม ท่านก็หลบอากาศชื้นของถ้�ำผาบ้ิงออกวิเวกต่อไป
ทางพนื้ ทร่ี าบ ทา่ นแวะพกั บา้ นมว่ ง แลว้ เลยไปทางทา่ ล่ี ขา้ มแมน่ ำ้� โขงไปเมอื งแกน่ ทา้ ว
ฝั่งลาว เพื่อโปรดญาติฝ่ายโยมบิดา พักอยู่เดือนเศษ แล้วกลับมาทางเพชรบูรณ์
ไปหลม่ สัก โปรดญาติฝ่ายโยมมารดาด้วย วเิ วกไปด้วย

อนั ทีจ่ ริงการวกมาทางเพชรบรู ณน์ ัน้ กม็ ิได้เป็นการหลบความหนาวของอากาศ
ภเู ขาเท่าใดนัก เพราะเขาทางเพชรบูรณก์ ็สงู ลิว่ และหนาวเช่นกนั หากเป็นตอนปลาย
ฤดูหนาวแลว้ จึงคอ่ ยยังช่วั มาก ท่านบอกวา่ การเท่ยี วธุดงคส์ มยั นน้ั ธรรมชาตจิ ะมี
ความสงดั วงั เวงมาก ตน้ ไมส้ งู ใหญแ่ หงนคอตงั้ บา่ พวกไมม้ คี า่ เนอื้ แขง็ เชน่ ตะเคยี นทอง
มะคา่ ไมแ้ ดง ไมป้ ระดู่ ยงั เกลอ่ื นปา่ เวลาอยบู่ นยอดภู ไมว่ า่ จะเปน็ ทจี่ งั หวดั เลย หรอื
เพชรบรู ณ์ เช่น ภเู รือ ภูหลวง หรือภูหอ มองเห็นภูเขาลูกแลว้ ลูกเลา่ สลับซบั ซ้อนกัน
ดจุ ละลอกคลนื่ ในทะเลลกึ ภเู ขาเหลา่ นน้ั ยงั ปกคลมุ ดว้ ยตน้ ไมใ้ หญข่ น้ึ เบยี ดเสยี ดกนั
ไมก่ ลายเปน็ ภเู ขาหวั โล้นไปมากมายแลว้ เช่นในทุกวนั นี้

68

ทา่ นจะสรรเสริญการธุดงคแ์ ละเสนาสนะป่าอยู่เสมอ ทา่ นบนั ทกึ ไวว้ ่า

“เห็นไม้ ภูเขา ป่าใหญ่ จิตใจต่ืนเต้นด้วยสติทุกอิริยาบถ ท้ังวิเวกสงัดด้วย
ไตรทวาร ประกอบดว้ ยภยั อนั ตรายตา่ งๆ สะดวกแกก่ ารภาวนา จติ ใจถงึ มรรคผลไดเ้ รว็
ไม่มีนวิ รณ์ตามรบกวน”

จากหล่มสัก ท่านกลับมาถ�้ำผาบิ้งก่อนวันวิสาขบูชาเพียงวันเดียว (เหมือน
แกน่ ทา้ ว) จากหลม่ สกั มาถงึ ถำ้� ผาบงิ้ วนั ขนึ้ ๑๔ คำ�่ เดอื นหก พ.ศ. ๘๒ (ตรงกบั วนั ที่
๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ - ผเู้ ขียน) “เจริญสมณธรรม จติ เสมอดกี วา่ แตก่ อ่ น
นั้นมาก ถึงอาพาธท�ำจิตให้เป็นส่วนๆ แสดงธรรมพอเป็นไปได้ ดีกว่าอยู่หล่มสัก
หลายเทา่ พันทว”ี

ทา่ นพกั บ�ำเพ็ญเพยี รท่ถี ำ้� ผาบิ้งจนถึงเดอื นเจ็ด

“๑๙-๒-๘๒ (วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๔๘๒ เดือนท่ี ๒ ของปี ๒๔๘๒ คอื
พฤษภาคม - ผเู้ ขยี น) พจิ ารณาจติ เปน็ อพั ยากฤต รเู้ องเหน็ เอง พง่ึ เหน็ อานสิ งสใ์ หญ่
คอื จิตหย่ังลงไปรากแก้ว รกู้ รรมของนามธรรมและรูปธรรมอาศยั กันเป็นอยู่ แตช่ อบ
เขา้ ทางนมิ ติ ของหญงิ ธรรมะแสดงเอง ปลอ่ ยรตู้ ามเหน็ ตามความเปน็ เองของธรรมชาติ
หายสงสยั จิตฟสู งสยั (จิตรู้มากกวา่ เก่า กว้างขวางกวา่ เกา่ มาก มมี โนภาพอนั แปลกๆ
เปน็ อัศจรรย์ของธรรมะชนั้ ละเอยี ด) จติ ยงั ขอ้ งอยใู่ นโลก...ไม่มวี นิ ยั คมุ อาศยั มีแต่
ธรรมะคุม อาศยั พจิ ารณาความตายเห็นประจักษ์”

ปี ๒๔๘๒ ทา่ นจำ� พรรษา ณ ถำ้� ผาปู่ ระยะนนั้ เข้าใจวา่ ยังมิได้มกี ารจัดตัง้ เป็น
วัดดังในสมยั ปจั จุบัน ขณะอยทู่ ่ีถ้�ำผาปู่ ท่านกอ็ นุสรณ์ถึงการภาวนาตามสถานท่ีได้
วเิ วกมาวา่

“การอยแู่ กน่ ทา้ ว ทำ� ความเพยี รไมส่ ดู้ ี ทา่ ลี่ ไมส่ ดู้ ี บา้ นมว่ ง กไ็ มส่ ดู้ ี ในถำ�้ ผาปู่
ดมี าก หมเู่ พอื่ นไมส่ ดู้ ี เพราะเปน็ คนใหมแ่ ตเ่ ขาตงั้ ใจดี เณรพระกงั วลในกาลหนา้ มาก
อยแู่ กน่ ทา้ วและบา้ นเมอื งเดอื นกวา่ หมเู่ พอื่ นเปน็ คนบา้ นปา่ บา้ นดอน เปน็ คนไรก้ ารศกึ ษา
สอนยาก หยาบทง้ั กายและวาจาทง้ั ใจ”

69

“ทางถ�้ำผาปู่ดี แต่อาพาธมกั ปว่ ย แตภ่ าวนาดที ้ังกลางวันกลางคืน ภายในจติ
ละเอยี ดมาก แตก่ งั วลดว้ ยอาหารไมช่ ว่ ยขม่ จติ ไมช่ อบปลอ่ ยจติ นเ้ี ปน็ จติ กำ� เรบิ แตเ่ มอื่
เวลาผ่อนอารมณ์ปันส่วนวางอุปาทานค่อยปลอบจติ จึงวางอารมณ์ได้ จึงร้อู ารมณ์ท่ี
เป็นปกติ นเี้ ปน็ กระทู้ส�ำคญั แล้วมีนิมิตปฏภิ าคแสดงแลว้ วางจติ นอน ทำ� วธิ ีนร้ี สู้ ึกวา่
โรคหายมาก จึงรู้ว่าโรคเกิดขึ้นเพราะกดจิตและข่มจิต ตรึงจิต เส้นประสาทตรึง
เลอื ดลมเดนิ ไมส่ ะดวก ใหธ้ าตพุ กิ าร จติ กพ็ กิ าร (ทำ� ใหจ้ ติ ฟู วางตามสภาพนนั้ ดมี าก)
พจิ ารณาใหร้ จู้ กั นสิ ยั ของจติ และอารมณ์ กลนั่ เอาทน่ี น้ั มาเปน็ ตวั ธรรมบำ� รงุ ความรคู้ วาม
ฉลาด อยใู่ นถำ�้ ภมู สิ ถานอมุ้ จติ จติ อมุ้ ภมู สิ ถาน จติ แจบจมดี รสู้ กึ และตนื้ จติ รสู้ กึ วา่
มีกำ� ลงั มากๆ ฝันก็เป็นมงคลดี ไมเ่ ป็นลามก แต่มกั ป่วย จิตชอบแสวงหาปญั ญาใน
ทางราคะ ชอบเพง่ นมิ ติ หญงิ เพอ่ื รเู้ ทา่ อสภุ ะ เปน็ ตวั ภาวนาหลกั ของจติ จะแกไ้ ขใหภ้ าวนา
ทางอนื่ นั้นไม่ได”้

การจะกล่าวถึงลักษณะสถานทีจ่ ำ� พรรษาของหลวงปู่ ณ ถำ�้ ผาปนู่ ี้ สมควรจะ
เชญิ โวหารสำ� นวนทท่ี า่ นเขยี นไวเ้ องในเวลาอกี ๒๔ ปตี อ่ มา กลา่ วพรรณนาถงึ ถำ�้ ผาปู่
ในโอกาสถวายกฐนิ ทาน ปี ๒๕๐๖ ความวา่

“ถำ้� ผาปู่ เปน็ ภเู ขาเอกเทศลกู หนง่ึ ตา่ งหาก มถี ำ้� เลก็ ถำ้� ใหญโ่ ดยรอบภเู ขา มหี นิ ผา
ขึ้นสูงๆ ต�่ำๆ มีหนิ ผาเปน็ ที่เจริญตาเจรญิ ใจ ประกอบต้นไม้แนวป่านา่ ทศั นาการน้นั
หนักหนา เปน็ ถิน่ ทห่ี า่ งไกลจากบ้าน เปน็ ท่ีน่าเจรญิ สมณธรรมแกพ่ ระโยคาวจรเจ้า
ทง้ั หลายทเ่ี ดนิ จรมาจากจตรุ ทศิ ทงั้ ๔ ถำ�้ ผาปเู่ ปน็ สถานทเี่ ปน็ มงคล เปน็ สถานทวี่ เิ วก
เงยี บสงดั เปน็ สถานทศ่ี กั ดส์ิ ทิ ธ์ิ เปน็ สถานทเ่ี อกชนนยิ มมาก เปน็ สถานทน่ี บั ถอื กนั สบื มา
แตโ่ บราณกาล เปน็ มงคลดจุ เทพมมี าก เปน็ สถานทดี่ งึ ดดู นำ้� ใจของเอกชนใหม้ าดสู ภาพ
ถำ�้ ผาปู่นนั้ เรื่อยๆ ถ้ำ� ผาปู่เป็นสถานท่ีมชี ่ือเดน่ ไปต่างจงั หวดั อื่นในระยะทางใกล้และ
ทางไกลของประเทศไทย สถานทถี่ ำ้� ผาปเู่ ปน็ สถานทหี่ ยอ่ นใจของชาวเมอื ง มขี า้ ราชการ
พอ่ คา้ พาณชิ ย์ ตลอดชาวไร่ ชาวนา พากนั มานมสั การพระพทุ ธรปู ปฏมิ ากร เจดยี สถาน
ในฤดเู ทศกาลปใี หมเ่ รอื่ ยๆ หากวา่ เปน็ เชน่ น้ี กค็ วรหนกั ควรหนาทช่ี าวจงั หวดั เลยของ
พวกเราจะไดช้ ว่ ยกนั บรู ณะปฏสิ งั ขรณข์ นึ้ เปน็ อยา่ งดี เพอื่ บตุ รลกู บตุ รหลาน บตุ รเหลน
สบื มรดกไปอนาคตข้างหนา้ ”

70

“การนำ� กฐนิ ทานมาถวายสงฆ์ ณ ถำ�้ ผาปู่ โดยเหน็ ประโยชนไ์ พศาลวา่ พระภกิ ษสุ งฆ์
ซง่ึ ไดพ้ รอ้ มฉนั ทะ ตา่ งถน่ิ ตา่ งจงั หวดั ตา่ งอำ� เภอ พากนั มาจำ� พรรษา ณ ถำ�้ ผาปู่ ตลอด
ไตรมาส ๓ เดอื น เฉพาะเปน็ พระวปิ สั สนาธรุ ะ รกั ษาธดุ งค์ ความสนั โดษ มรี บั ภตั ตาหาร
วนั ละครง้ั เปน็ อาทิ ซงึ่ พากนั ประพฤตพิ รตพรหมจรรยต์ ามศาสโนวาทขององคส์ มเดจ็
พระพุทธเจ้าท้ังส้ิน แมภ้ ิกษุสามเณรมีจำ� พรรษา ณ อาวาสน้ี บางองคม์ สี มณบรขิ าร
ไตรจวี รช�ำรุด เพอ่ื จะไดผ้ ลดั เปลีย่ นใหถ้ ูกตอ้ งตามพระวินยั นิยม”

“อนงึ่ ผถู้ วายกฐนิ ทานนนั้ จำ� เปน็ แทท้ จ่ี ะตอ้ งสน้ิ เปลอื งเงนิ ทองไปมาก ไหนจะตอ้ ง
จา่ ยซอื้ เครอื่ งสมณบรขิ ารอปุ กรณท์ กุ อยา่ ง ไหนจะตอ้ งงบงนั เลย้ี งแขกเลย้ี งคนทกุ อยา่ ง
มที งั้ ครภุ ณั ฑล์ หภุ ณั ฑห์ ลายอยา่ งหลายประการ ซงึ่ เหน็ แกพ่ ระพทุ ธศาสนา มพี ระพทุ ธ
พระธรรม พระสงฆ์ เปน็ อยา่ งยง่ิ เพราะผถู้ วายมงุ่ ตอ่ อานสิ งสใ์ หญไ่ พศาลทจ่ี ะนำ� ไปสู่
สคุ ตโิ ลกสวรรค์”

“สงฆต์ งั้ แต่ ๕ รปู ขนึ้ ไป เปน็ สงฆป์ วารณา เปน็ สงฆค์ วรรบั กรานกฐนิ ทา่ นเปน็ สงฆ์
บวชในปจั จนั ตประเทศได้ ทพ่ี ระองคต์ รสั ไวใ้ นพระวนิ ยั นยิ ม สงฆเ์ หลา่ นล้ี ว้ นแตบ่ วช
ญตั ติจตุตถกรรม สืบเนื่องมาจากองคส์ มเด็จพระพุทธเจา้ ทั้งน้นั ไม่ใชส่ งฆ์ลักเพศ
บวชดว้ ยตนเอง สงฆเ์ หลา่ นม้ี สี ทิ ธทิ จ่ี ะทำ� สงั ฆกรรมนอ้ ยใหญใ่ หส้ ำ� เรจ็ ได้ เพราะฉะนนั้
การถวายสงั ฆทานตอ่ สงฆด์ ังทีก่ ลา่ วแล้วจึงมีอานสิ งส์มาก”

“ผลทานที่พวกท่านทั้งหลายถวายแล้วในวันน้ี ขออ�ำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย
แก้วท้ัง ๓ ประการ จงดลบนั ดาลให้...”

*********

ความจริงแต่แรกคิดจะน�ำความเฉพาะที่ท่านพรรณนาถึงลักษณะถ้�ำผาปู่มาลง
พิมพเ์ ท่าน้ัน แตเ่ ม่ืออา่ นไป เห็นความงามในกวีรสทที่ ่านรจนาเขยี นถึงการกฐนิ ทาน
อย่างไพเราะ จึงอดมิได้ที่จะน�ำมาลงจนจบกระแสความให้เราช่ืนชมกับอัจฉริยภาพ
ในการเขยี นของทา่ นอีกประการหนงึ่

71

ออกพรรษา ปวารณาแลว้ แมจ้ ะป่วยบอ่ ยๆ แต่การภาวนายังดีมากอยู่ ท่านจึง
ยังคงพกั ทำ� ความเพยี รอยู่ ณ ถ้ำ� ผาปู่ตอ่ ไปอีกระยะหน่งึ แลว้ ออกเทยี่ วธุดงค์ต่อไป
ตามวสิ ยั พระกมั มฏั ฐาน

“มาพกั เจรญิ สมณธรรมที่ วดั โพนนาออ้ กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. ๘๒ ภาวนาดกี วา่ อยู่
ทกุ แหง่ มไิ ดก้ งั วลอะไรทง้ั หมด ไดค้ ตทิ ส่ี ำ� คญั อกี หลายนยั อาหารเปน็ สปั ปายะ อากาศ
เปน็ สปั ปายะ บุคคลเป็นสัปปายะ เสนาสนะเปน็ สัปปายะ ธาตุขันธก์ ห็ ายใหโ้ อกาส”

ระหวา่ งการเดนิ ธดุ งคไ์ ปเรอ่ื ยๆ ในปลายปี ๒๔๘๒ นี้ ทา่ นไดพ้ บสถานทแ่ี หง่ หนงึ่
ซง่ึ มชี ยั ภมู ดิ ี เปน็ มงคลแกก่ ารบำ� เพญ็ ความเพยี ร ชอ่ื “บา้ นหนองบง” อยใู่ นเขตตำ� บล
หนองง้ิว อ�ำเภอเดียวกบั ถำ้� ผาบง้ิ คืออ�ำเภอวงั สะพงุ ความจรงิ ท่านต้ังใจจะกลับไป
ถำ�้ ผาบิง้ ด้วยรสู้ กึ ถึงรสชาตอิ ันนา่ พอใจในการภาวนา ณ ที่ถ�ำ้ ผาบ้ิง อยู่มาก และมี
ญาตโิ ยมรออยู่ ณ ทนี่ นั้ ดว้ ย แตบ่ งั เอญิ มาพบสถานทถี่ กู ใจแหง่ ใหม่ คอื บา้ นหนองบง
แหง่ นเ้ี ข้า จงึ เลอ่ื นการเดนิ ทางไปถำ�้ ผาบิ้งออกไปกอ่ น

บา้ นหนองบงมลี ักษณะเปน็ เนนิ สูงข้นึ มา มลี ำ� คลองเลก็ ๆ ผ่านกลาง ตน้ ไม้ใน
บริเวณบนเนินน้ันแต่ละต้นสูงใหญ่ เขียวขจีตลอดปี บนไหล่เนินตอนหนึ่งมีน้�ำซับ
กลา่ วคอื เป็นบอ่ น้ำ� เลก็ ๆ จะตกั น้ำ� ไปเท่าไหร่กไ็ ม่มหี มดไม่มแี ห้ง คงมนี ้ำ� ผุดไหลรนิ
ซบั ขน้ึ มาจากพนื้ ดนิ ชาวบา้ นเรยี กกนั วา่ นำ้� ซำ� แตน่ ำ้� ซำ� ทหี่ นองบงน้ี มลี กั ษณะพเิ ศษ
เปน็ สีเหลอื งอ่อนๆ ซ่งึ ถือกนั วา่ ศกั ดิ์สิทธ์ิ เปน็ น�ำ้ ค�ำ หรือนำ้� ทองค�ำ

ทางอีสานถอื กันว่า นำ�้ ซ�ำท่ีใดเปน็ นำ้� ค�ำ เป็นนำ�้ ของพวกบงั บด หรือภุมมเทวดา
ซึง่ ถือศลี ๕ มีชาติภูมอิ ยใู่ กล้กบั มนษุ ยท์ ่สี ุด เมื่อจะไปขอมากนิ มาใช้ กต็ ้องท�ำด้วย
ความเคารพต่อเจ้าของ น�้ำค�ำจะไม่แห้งเลยตลอดปี ไม่ว่าดินฟ้าอากาศจะแห้งแล้ว
ทำ� ใหบ้ อ่ นำ้� ตา่ งๆ ในภาคอสี านแหง้ จนเหลอื แตท่ รายเพยี งใด แตน่ ำ้� ซำ� ทเี่ ปน็ นำ้� คำ� นจ้ี ะ
ยังคงมีน้�ำอยู่ให้เห็นเต็มแอ่งเต็มบ่อตลอด บริเวณรอบน้�ำซ�ำถือเป็นที่หวงแหนของ
เทพยดาอารกั ษโ์ ดยรอบ ไมม่ ใี ครกลา้ ไปตดั ฟนั ตน้ ไมใ้ หญ่ เพราะจะเกดิ ปว่ ยเจบ็ ลม้ ตาย
หรอื สตเิ สยี บางครง้ั มคี นไมเ่ ชอื่ ไปตดั ทำ� ลายตน้ ไม้ กอ็ าจมมี า้ หรอื สนุ ขั รปู รา่ งประหลาด

72

วง่ิ เข้าไปในหมูบ่ ้านในเวลาค�่ำคนื เห็นประจกั ษก์ ันหลายคน แลว้ ก็จะเกดิ เหตใุ ห้ผู้ทำ�
ผิดอาเพศหรอื ครอบครวั ของผู้นน้ั ปว่ ยไขข้ ึน้ มา ต้องใหไ้ ปสมาลาโทษกัน

ผู้เขียนเอง ระหว่างติดตามครูบาอาจารย์ไปธุดงค์ พบน้�ำซ�ำหรือน้�ำซับแบบนี้
สหี่ า้ ครง้ั คราวหนง่ึ เปน็ แอง่ หนิ เลก็ ๆ กวา้ งยาวไมถ่ งึ เมตร ลกึ เพยี งครง่ึ เมตร มนี ำ้� ไหลรนิ
ตลอดเวลา แตก่ ไ็ ม่ลน้ เกนิ ขอบอ่าง หากตักมาใช้ อาบ กิน ท�ำอาหาร ก็จะผุดข้นึ มา
ทดแทนใหต้ กั ไปไดไ้ มม่ ขี าด แอง่ หนิ แหง่ น้ี เราไปธดุ งคก์ นั ยสี่ บิ กวา่ คนกค็ งมนี ำ�้ ใหพ้ อใช้
ตลอด อยา่ งไรกด็ ี วนั หนงึ่ พวกเราคนหนงึ่ ไปอาบนำ�้ ตรงแอง่ นนั้ ทงั้ ๆ ทห่ี า้ มกนั แลว้ วา่
นำ�้ นนั้ ทงั้ ใชเ้ ปน็ นำ้� ดม่ื เปน็ นำ้� ทำ� อาหาร และนำ้� ใช้ นำ�้ อาบ ซงึ่ รวมทง้ั ของพระและเณรดว้ ย
นำ้� จากทอ่ี าบคงจะกระเซน็ ลงไปในแอง่ หนิ ผลกค็ อื นำ้� ทเ่ี คยเปย่ี มขอบแอง่ หนิ กลบั แหง้
สนทิ ทนั ที ทา่ นอาจารย์วา่ “ไปท�ำผดิ เขาไมใ่ หน้ ้ำ� ใชแ้ ล้ว” เราตอ้ งย้ายทว่ี เิ วกทนั ที

อกี แหง่ หนงึ่ เปน็ แอง่ ดนิ บนยอดเขา ขนาดบอ่ ใหญก่ วา่ รายทก่ี ลา่ วมาแลว้ หนงึ่ เทา่
เมอื่ การ “ผดิ ” ขนึ้ กแ็ หง้ ลงทนั ทเี ชน่ กนั แตจ่ ำ� นวนคนไปนอ้ ยกวา่ ทา่ นอาจารยท์ า่ นจงึ
มเี วลาเจรจา “ขอ” กนั ขออยู่ ๒ วนั ทา่ นวา่ ถา้ เขาไมย่ อมกต็ อ้ ง “หน”ี อยบู่ นยอดเขา
ไมม่ ีน้�ำจะท�ำอยา่ งไร ผลสุดทา้ ย “เขา” กย็ อมให้ รุ่งเช้าบอ่ ที่แหง้ สนทิ ก็มีน�ำ้ เต็มทันที
ยงั กบั เปดิ กอ๊ กนำ้� ใสต่ มุ่ รายหลงั นี้ ทา่ นวา่ เปน็ พญานาค ไมใ่ ชพ่ วกบงั บดอยา่ งรายแรก

ณ ท่ีบรเิ วณน�ำ้ ซ�ำ บ้านหนองบงน้ีเอง ทีห่ ลวงปูแ่ วะมาพักเจริญสมณธรรมใน
ตน้ เดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๔๘๒

“๑๐/๑๑/๘๒ (ตรงกบั วนั ที่ ๑๐ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๔๘๒ - ผเู้ ขยี น) พกั เจรญิ สมณธรรม
ทหี่ นองบง สถานทว่ี เิ วกทง้ั กลางวนั กลางคนื ดนี กั จติ เจตสกิ นม่ิ นวล สขุ มุ มาก ปฏภิ าคนมิ ติ
แสดงสอ่ ขน้ึ ในดวงจติ เสมอ ดกี วา่ ทกุ ๆ แหง่ อยไู่ ดแ้ ตฤ่ ดแู ลง้ ฤดหู นาว ฤดฝู น อยไู่ มไ่ ด้
ภาวนาดที ั้งกลางวนั และกลางคนื ราคะกำ� เริบเป็นคราวๆ สงบเป็นคราวๆ โรคภยั ให้
โอกาสดี อาหารเปน็ สปั ปายะ อากาศเปน็ สปั ปายะ บคุ คลเปน็ สปั ปายะ ฝนั กเ็ ปน็ มงคล
สถานทเี่ ที่ยววิเวกมีจำ� นวนมาก อารมณไ์ มม่ าก รกั ษาความสนั โดษดี เปน็ สถานที่
พระโยคาวจรเจา้ แสวงหา โคจรคามไมใ่ กลไ้ มไ่ กล - พอดี รกั ษามนั่ คงอยใู่ นการภาวนา
จติ ไม่กำ� เริบฟุ้งซ่าน”

73

โดยทที่ ่านต้ังใจจะไปนำ� ชาวบ้านสวดมนตไ์ หว้พระในวันมาฆบชู า ทา่ นจึงกลบั
ถำ้� ผาบงิ้ อีก

“วันเพ็ญเดือน ๓ พ.ศ. ๘๒ (ตรงกบั วันท่ี ๒๓ กุมภาพนั ธ์ ๒๔๘๒ - ผู้เขียน)
ผาบง้ิ ค้นดูอนสุ ยั สิ่งทีไ่ ม่ร้กู ร็ ู้ ส่ิงทไี่ ม่เห็นก็เห็น ธาตพุ กิ ารเหมือนแตก่ อ่ น อนสุ ัยฟงุ้
ขนึ้ มาใหเ้ หน็ แจม่ แจง้ ดี จติ ยงั่ ยนื ในการทรมานจติ ไมย่ อ่ ทอ้ พจิ ารณาถงึ ขนอนอนสุ ยั
การเทศนาดนี น้ั จติ เสยี การพดู ดนี นั้ จติ เสยี อารมณน์ อกดดู เอาไปกนิ หมด กรรมอาพาธ
มกั ติดนสิ ยั เป็นนจิ ตา่ งแต่ราคะมักเกดิ ใกลอ้ ันตรายเสยี จริง ผดิ แตก่ อ่ นนั้นมาก”

“ขอ้ สำ� คญั เลอื กฟน้ั เอาธรรมะทเ่ี กดิ เฉพาะในดวงจติ พจิ ารณาตามนสิ ยั ของตน
ไปตามล�ำดบั ๑ เพง่ ไมใ่ หจ้ ิตเปน็ ตัณหา ๑ ให้จติ ไปอยา่ งกลางๆ อยา่ ใหด้ ลความรัก
ความชวั่ เหน็ ความรเู้ ขยบิ ขนึ้ ทกุ ทๆี ราคะเบาบาง รบั รอู้ ารมณท์ กุ ๆ อยา่ ง จติ ชอบสงดั
เพง่ เหตผุ ลปจั จบุ นั ถกู ไมผ่ ดิ เหน็ เหตผุ ลยดื ยาว อาพาธกถ็ อย ไมค่ อ่ ยกำ� เรบิ ตา่ งแต่
น�ำ้ ใจไมส่ ู้เด็ดเดี่ยว เห็นความม่ันคงของศาสนา”

“เจรญิ ภาวนาดกี วา่ เมอ่ื คราวกอ่ นนนั้ มาก ตรวจดจู ติ ละเอยี ดดี รคู้ วามเสอ่ื มความ
เจรญิ ของจติ น�้ำใจกลา้ หาญตอ่ ความเพยี ร เพ่งอยูเ่ ป็นนิจ พจิ ารณาความเปน็ เองจิต
นิมิตความฝนั กเ็ ป็นมงคล โรคก็ให้โอกาส”

เมื่อได้น�ำชาวบ้านถือศีลภาวนาระยะหน่ึง หลวงปู่ร�ำลึกถึงความเย็นอกเย็นใจ
จากการบ�ำเพ็ญเพยี รทบี่ ้านนาหนองบง สถานทส่ี งัดเงยี บ ท่านเล่าให้ฟงั ภายหลังวา่
มีรุกขเทพมาก ท่านก็ย้อนกลบั ไปทีบ่ ้านหนองบง

“มาพกั เจรญิ สมณธรรมทหี่ นองบง วนั ขนึ้ ๑๑ คำ่� เดอื น ๔ พ.ศ. ๘๒ (วนั ที่ ๑๙
มนี าคม ๒๔๘๒ - ผเู้ ขยี น) ไดร้ บั ความเยน็ ใจมาก ดกี วา่ อยทู่ กุ ๆ แหง่ ไดท้ ำ� ความเพยี ร
ทง้ั กลางวนั กลางคืน ความร้เู กดิ สุขมุ มาก ปฏิภาคนิมิตแสดงมาก ฝันกเ็ ปน็ มงคลดี
โรคไม่คอ่ ยกำ� เรบิ ดกี วา่ ถ�้ำผาปู่”

74

“หนองบง วนั แรม ๕ ค�ำ่ เดือน ๔ พ.ศ. ๘๒ (วันท่ี ๒๘ มนี าคม ๒๔๘๒ -
ผเู้ ขยี น) ภาวนานน้ั จติ สงดั เงยี บ พจิ ารณาความตายแนบเนยี นสนทิ ดี พน้ จากวจิ กิ จิ ฉา
ความสงสยั ดตี ลอดวนั ตลอดคนื มไิ ดก้ งั วลในสงิ่ ทงั้ ปวง จติ ไมฟ่ งุ้ ซา่ น เหน็ อานสิ งสว์ า่
อยคู่ นเดยี วจะมกี ำ� ลงั มาก สญั ญาไมม่ าก ไมร่ ะคนดว้ ยหมู่ เหน็ ความรทู้ เ่ี กดิ ในปจั จบุ นั จติ
แมจ้ ะดหู นงั สอื มากกไ็ มต่ ดิ สญั ญา ชอบพจิ ารณาความเกดิ ในสตปิ ฏั ฐาน จติ ปนี ม้ี กี ำ� ลงั
กวา่ เม่อื ปีกลายนี้ จติ ไม่ตดิ ทางอาหาร”

ระยะนน้ั กำ� ลงั เปน็ เวลาสงครามอนิ โดจนี กลา่ วคอื ไทยไดเ้ รยี กรอ้ งดนิ แดนทาง
ฝัง่ ซา้ ยของแม่น�้ำโขงคนื จากฝรั่งเศส มกี ารสงครามกันบ้าง เรียกสัน้ ๆ ว่า สงคราม
อนิ โดจนี เปน็ ผลใหป้ ระเทศไทยไดด้ นิ แดนบางสว่ นคนื มา เชน่ พระตะบอง เสยี มราฐ
ศรีโสภณ รวมท้ังนครจ�ำปาศักดิ์ แต่ภายหลังสงครามโลกคร้ังท่ี ๒ ก็ต้องคืนไป
อยา่ งไรกด็ ี ขา่ วการสรู้ บของสงครามกย็ งั มี ในฐานะอยใู่ นเพศบรรพชติ นอกจากการ
แผเ่ มตตาแล้ว ท่านได้ใชภ้ าวะการสงครามเป็นบาทของการภาวนา

“ดหู นังสอื พิมพ์เร่อื งสงครามเท่าไร จติ ยงิ่ มีก�ำลัง เพราะเป็นเทวทตู ส่งขา่ วบอก
ความตาย และปลงกระแสของจิตใหว้ ่ิงไปตามนั้น ยงิ่ ท�ำจติ เร่งใหภ้ าวนาเขา้ เนอื งๆ
ความกลวั และความประมาทก็น้อยลง นอกจากธรรมะเปน็ ทพ่ี ึง่ แล้ว ไมม่ ีอะไรเป็น
ท่พี ง่ึ ”

“ภายในจิตชอบอุ้มบริษัทคือพรหมวิหาร นิสัยชอบเป็นสาธารณะ ไม่เพ่งให้
ความสขุ เฉพาะตวั และตระกูล ชอบเพ่งทว่ั ไป เข้าใจแต่วา่ ชวี ติ จะไมค่ งทนอย่เู สมอ”

“มาระลกึ ถงึ โทษไดว้ า่ อาพาธเพราะทำ� จติ ๑ เกดิ ความสงสยั วนิ ยั ๑ จติ วบิ ตั ิ ๑
รวม ๓ อย่างนโ้ี ทษถงึ ตาย”

75

พรรษาท่ี ๑๖ พ.ศ. ๒๔๘๓

เกดิ อศั จรรยใ์ นดวงจติ

จ�ำพรรษา ณ โพนสวา่ ง ต.นาอ้อ อ.กุดบาก จ.สกลนคร

หลวงปพู่ กั ปฏบิ ตั ธิ รรมทำ� ความเพยี รอยู่ ณ บา้ นหนองบง ตอ่ ไปจนถงึ วนั ขน้ึ ปใี หม่
เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๘๓ จากหนองบง ท่านตอ่ ไปไร่ม่วง ไปหนองผกั ก้าม แล้ว
กลบั มาถ้�ำผาปู่ แต่ต้นเดอื นกรกฎาคม อยจู่ นถึงวันขึน้ ๑๓ ค�่ำ เดอื น ๘ ก็ออกจาก
ถำ�้ ผาปู่ ไปถงึ บา้ นโพนสวา่ ง นาออ้ ในวนั รงุ่ ขนึ้ วนั ขน้ึ ๑๔ คำ�่ เดอื น ๘ เตรยี มปวารณา
เข้าพรรษา ปี ๒๔๘๓ ท่บี ้านโพนสวา่ ง สกลนคร ทันที แสดงวา่ ท่านเดินทางเปลี่ยน
สถานทร่ี วดเร็วมาก

“วนั แรม ๑๐ คำ่� เดอื น ๕ พ.ศ. ๘๓ (วันที่ ๑๔ เมษายน ๒๔๘๓ - ผเู้ ขยี น)
นาพ่อสว่างไรม่ ว่ ง สถานทอี่ ากาศดี อาหารดี แตไ่ มส่ งบดว้ ยคนและสตั ว์ ลกั ษณะจติ
กลางคืนดี เพ่งดนู สิ ัยและนมิ ิตดี ต้งั แตห่ วั ค่�ำไป กลางวันจติ ไมอ่ ยู่ ท�ำให้หงดุ หงดิ
ไมส่ บาย ใครอ่ ยากหนไี ปอยแู่ หง่ อน่ื แตก่ ลางคนื จติ อยู่ และธรรมทเ่ี กดิ ในจติ สขุ มุ มาก
คณะอุบาสกอบุ าสกิ าดี เด็กก็ดี บางกลางวนั ทำ� จติ ก็ด”ี

“พกั หนองผกั กา้ ม ๑๙/๒/๘๓ (๑๙ พฤษภาคม ๒๔๘๓ - ผเู้ ขยี น) เจรญิ ภาวนาดี
ทงั้ กลางคืนกลางวัน ดีกวา่ บา้ นมว่ งมาก เงยี บสงดั ดี อากาศดี เสนาสนะดี อาหารพอ
ภาวนาไดด้ เี หมอื นกะอยหู่ นองบง เกดิ ความรอู้ ยา่ งสขุ มุ เสนาสนะหา่ งกนั ดกี วา่ ทกุ แหง่
กฏุ กิ วา้ งขวางปรโุ ปรง่ ดี นำ�้ ดี มไิ ดฝ้ นั รา้ ย ผคู้ นไมพ่ ลกุ พลา่ น สตั วก์ ไ็ มพ่ ลกุ พลา่ น สญั ญา
ไม่มาก ไม่อยากหนีไปท่ไี หน แม้แตจ่ ะออกเดินไปเปล่ยี นอิริยาบถ”

76

ความจรงิ ระหวา่ งอย่หู นองผกั กา้ มนี้ ทา่ นเคยคดิ จะจ�ำพรรษาทีน่ ้ี เพราะเหน็ ว่า
เงยี บสงดั ดี อากาศดี เสนาสนะดี การภาวนากด็ เี ชน่ ทหี่ นองบง ซง่ึ ทา่ นพอใจมาก หากเหน็ วา่
ทีน่ ั่นอากาศชื้นมาก อยู่ไดแ้ ต่ฤดแู ลง้ เม่ือมาพบทส่ี ปั ปายะ อากาศดี ท่ีหนองผกั กา้ ม
ทา่ นจงึ ตง้ั ใจจะจำ� พรรษา แตส่ ดุ ทา้ ยทา่ นกค็ งตอ้ งเปลย่ี นความคดิ อา่ นทท่ี า่ นบนั ทกึ ไว้
ในตอนต่อไปแล้ว อดน�้ำตาคลอไม่ได้ด้วยรู้สึกสงสารท่านสุดหัวใจ โดยเฉพาะ
ตอนสดุ ท้ายท่ที า่ นว่า “พอจ�ำพรรษาได้กจ็ �ำ ถา้ ไมพ่ อกต็ ้องออกเดิน”

“๒๖/๒/๘๓ (๒๖ พฤษภาคม ๒๔๘๓ - ผเู้ ขยี น) ภาวนาดที งั้ กลางวนั กลางคนื
โรครา้ ยกใ็ หโ้ อกาสดี จติ ไมง่ อ้ คน จะมอี ปุ ฏั ฐากหรอื ไมน่ นั้ ไมน่ อ้ ยใจ ตง้ั ใจอยแู่ ตภ่ าวนา
อย่างเดียว ไมห่ วังทรมานคน พอจำ� พรรษากจ็ ำ� ถ้าไมพ่ อต้องออกเดิน”

แล้วทา่ นก็ “ตอ้ งออกเดิน” จริงๆ ท่านยอ้ นกลบั ไปถำ�้ ผาปูอ่ กี

“มาถงึ เดอื น ๘ ขน้ึ ๑ คำ่� พ.ศ. ๘๓ (ตรงกบั วนั ที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๓)
ณ ถำ้� ผาปู่ กเิ ลสเกดิ อยา่ งเตม็ ท่ี การกอ่ สรา้ งเกดิ เตม็ ท่ี แตส่ ตติ ามทนั รวู้ า่ นกั บวชสมยั น้ี
มารมาก โดยอยู่ได้จะมีปัญญาใหญ่ ถ้าอยู่ไม่ได้เสียหายใหญ่ เพราะโลกอยู่กับ
ธรรมชนกัน (สมัยราคะ โทสะ โมหะ จัด) ใครอยู่ได้เปน็ ปราชญเ์ ยย่ี มฯ”

“นกั ปราชญจ์ ะอยไู่ ดต้ อ้ งรกั ษาความสงบ รบี เรง่ ทำ� ความดี เพยี รใหย้ งิ่ พอประทงั ตวั
อยไู่ ด้ หากไมท่ ำ� ความเพยี รเสยี หายใหญโ่ ต เพราะนกั บวชกเ็ สอื่ ม อบุ าสกิ า อบุ าสก กเ็ สอ่ื ม
ต้องปฏิบตั ติ ามมกั นอ้ ยจริงๆ จงึ ปฏิบตั ศิ าสนาได้ จนอภิชน ลาภกเ็ สอ่ื ม คนนบั ถอื
กเ็ สอ่ื ม จงึ เหน็ ไดว้ า่ เสอื่ มพรอ้ มกนั เจรญิ พรอ้ มกนั ดจุ สตั วต์ ายในสงครามหมด
สตั วอ์ อ้ นวอนขอเกดิ ตอ่ ไปศาสนาจะเปน็ อยา่ งไรทราบไมไ่ ดฯ้ ราคะแรงกวา่ ทกุ อยา่ งฯ”

“ผปู้ ฏบิ ัตเิ หน็ ประโยชน์ในศาสนาน้อย”

“จติ ภาวนาอยู่ แมค้ ดิ ถงึ คนใดคนนนั้ ยอ่ มปว่ ย แมจ้ ะเปน็ พระภกิ ษหุ รอื คฤหสั ถ์
กเ็ หมอื นกนั ถา้ ไมป่ ว่ ยกส็ ง่ เมตตาจติ ถงึ กนั เชน่ ทา่ นอาจารยม์ น่ั มาอดุ รฯ จติ เราอยากไป
อดุ รฯ กอ่ นท่ีไมไ่ ดย้ ินขา่ วมา ส่วนป่วยน้นั เมอื่ เราจำ� พรรษาอยอู่ �ำเภอพล คดิ ถงึ ทา่ น
อาจารย์สงิ ห์ มาหาท่านกป็ ่วยจรงิ ๆ”

77

“๗/๔/๘๓ (๗ กรกฎาคม ๒๔๘๓ - ผเู้ ขยี น) อยถู่ ำ�้ ผาปู่ ในคราวนก้ี เิ ลสเกดิ มาก
โทสะไมค่ อ่ ยเกดิ แตก่ ารกอ่ สรา้ งนนั้ เกิดมาก จติ ไมม่ ีหริ ิโอตตปั ปะ เหตมุ ากอยู่ทีอ่ ื่น
ไมค่ อ่ ยเกดิ รา้ ยแรงเหมอื นอยา่ งนี้ ถงึ เกดิ กไ็ มน่ านกเู่ ดยี วเหน็ แตจ่ ติ แนบเนยี นดี สขุ มุ ดี
เห็นเหตุเหน็ ผล จติ ตดิ อันใดยอ่ มอยู่ ณ ท่นี ้ันนาน”

“๑๐/๔/๘๓ (๑๐ กรกฎาคม ๒๔๘๓ - ผเู้ ขยี น) ผาปู่ นาออ้ กเิ ลสรบกวนทกุ คนื
ใครจ่ ะออกเดนิ เมอื งอน่ื ทกุ คนื วางอารมณย์ งั ไมไ่ ด้ เหตอุ ดตี อนาคตนนั้ มาก พจิ ารณา
ธรรมในปัจจุบันยังไม่ได้ จิตลงไปไม่ได้ท�ำให้อาพาธ ถอนจิตพิจารณาตามอารมณ์
พอประทงั ตัวได้ จิตพงุ่ ตัดสนิ ธรรมวินยั ไมไ่ ด้ พจิ ารณากรรมน้ันมาก โรคภยั เกดิ ข้ึน
ตามจิตวิบตั ิ แตจ่ ติ ยงั ม่นั อยูใ่ นทว่ี ิเวก ไมช่ อบระคนด้วยหมู่ ส�ำคัญว่าชวี ติ จะไม่ยนื
นอนยาก เขา้ อานาปานสุ ตจิ งึ นอนหลบั วสิ ยั จติ ไมว่ งิ่ ไปตามสญั ญา จติ สนั โดษในสมณบรขิ าร
ชอบเปน็ พอ่ คา้ เพง่ สมบตั บิ า้ ง นำ้� จติ ยงั กลวั ตาย ปาฏหิ ารยิ ข์ องทา่ นอาจารยม์ นั่ สำ� คญั มาก
ย่งิ กว่าท่านอาจารยส์ ิงห์ ท่านอาจารยเ์ สาร์ ชอบรกั ษาจิตยิง่ กวา่ เทศน์หรอื ทรมานคน
พจิ ารณาศาสนาตกตำ�่ มาก ดีแต่พิจารณาอวัยวะรา่ งกายทะลุปรุโปรง่ มไิ ด้เปน็ ก้อน
เหมอื นเดมิ จติ เชอื่ มน่ั ในตอนนมี้ ากเพราะทำ� ใหล้ ะอปุ าทาน จติ คฤหสั ถเ์ กดิ ขน้ึ มากนนั้
เป็นคราวๆ สงบเปน็ คราวๆ สงสัยในพระวินัยเปน็ บางประการ แตท่ �ำจติ แกไ้ ด”้

“พจิ ารณาดจุ เราถอดซากผี ลอยใกลฝ้ ง่ั แลว้ กระโดดขนึ้ ฝง่ั อานสิ งสอ์ พั ยากฤตน้ี
ดมี าก พจิ ารณาธรรมใหเ้ กดิ จากนสิ ยั ละเจตนา ละตงั้ ใจ พจิ ารณาความเปน็ เอง เพราะธรรม
เปน็ อพั ยากฤต ให้รเู้ อง เห็นเอง ตามจริตและนสิ ยั ”

“มาอยถู่ ำ�้ เหตผุ ลยงิ่ เกดิ กวา่ ทอี่ นื่ ใกลต้ อ่ อนั ตรายมาก ไมค่ น้ อนสุ ยั แลว้ แตอ่ นสุ ยั
จะฟงุ้ ขน้ึ มาใหป้ รากฏแลว้ กอ็ า่ นดตู ามเรอื่ งนนั้ อยา่ เชอ่ื จติ ใหเ้ ชอื่ ธรรมะ คอื ความเปน็ เอง
คอื ความเกดิ ความดบั ของสงั ขาร จติ จงึ ไมร่ อ้ นกระสบั กระสา่ ย จงึ แลเหน็ ปกตขิ องจติ
ก็ไดช้ อื่ ว่าเหน็ ธรรม”

“ถำ้� ผาปู่ ข้นึ ๑๐-๑๑ เดือน ๘ พ.ศ. ๘๓ (ตรงกบั วนั ที่ ๑๔-๑๕ กรกฎาคม
๒๔๘๓ - ผเู้ ขยี น) จติ ยนิ ดรี บั พจิ ารณาอารมณต์ า่ งๆ ไมอ่ ยากทวนกระแสเขา้ จติ เดมิ

78

เพราะมนั รอ้ น พจิ ารณาไตรลกั ษณไ์ มใ่ ครไ่ ด้ กเิ ลสกำ� เรบิ ตา่ งแตพ่ จิ ารณาธรรมะสขุ มุ
ละลงเปน็ ชนั้ ๆ เยอื กเยน็ และพจิ ารณานสิ ยั ของตนหวงั เพอ่ื ความสปั ปายะของจรติ จติ ใจ
ไมข่ ม่ จติ และไมก่ ด ใหพ้ จิ ารณาความเปน็ เองของนสิ ยั ของจติ และพจิ ารณาบญุ วาสนา
ของตน (ใหจ้ ติ เขา้ เอง ใหเ้ หน็ เอง ใหอ้ อกเอง หนกั หรอื เบา แขง็ หรอื ออ่ น เมอ่ื จติ เบอ่ื ใน
การออกแลว้ เขา้ เอง) รสู้ กึ วา่ ใจคอกก็ วา้ งขวาง รนู้ อกมากกวา่ ใน ใกลต้ อ่ อนั ตรายมาก
รสู้ กึ วา่ โรคไมค่ อ่ ยกำ� เรบิ รชู้ า้ ไปชา้ พสิ ดาร ตา่ งแตค่ วามรสู้ กึ นอ้ ย สตนิ อ้ ย ปญั ญานอ้ ย
แตม่ คี วามสบายกายสบายใจมากเพราะไมข่ ดั กบั นสิ ยั กเิ ลสแรงมากกวา่ อยทู่ อี่ น่ื จติ ไมร่ ู้
เท่าทันเหตุ จิตรู้เท่าทันนิมิตท่ีแสดงออกมา ไม่เผลอเหมือนเม่ือก่อน ไม่เชื่อนิมิต
มีสติระวังเสมอ อานิสงส์ที่ทรมานตัวอยู่ในถ�้ำจะขยายไปได้นานเพราะตั้งใจภาวนา
อยา่ งเตม็ ท่ี ไมอ่ า้ งกาลอ้างเวลา จิตมธั ยสั ถ์แตก่ ารภาวนา”

“ถำ�้ ผาปู่ขนึ้ ๑๓ คำ่� เดอื น ๘ พ.ศ. ๘๓ (๑๗ กรกฎาคม ๒๔๘๓ - ผเู้ ขยี น) การภาวนา
ถำ�้ ผาปู่ จติ ดดู ดมื่ มาก ถงึ จะวบิ ตั เิ ทา่ ไรไมเ่ สยี เพราะไมไ่ ดค้ ลกุ ดว้ ยอารมณต์ า่ งๆ เมอื่
วบิ ตั แิ ลว้ กเ็ หน็ ความเจรญิ เมอื่ เหน็ ความเจรญิ แลว้ กเ็ หน็ ความวบิ ตั ิ อยใู่ นถำ�้ เดอื นหนง่ึ
นิสัยเปลี่ยนแปลงมาก จิตไม่เบื่อในถ้�ำ จึงเรียกว่าจิตดื่มธรรมะเสมอ มีอานิสงส์
หลายอยา่ งหลายประการ สถานทเี่ ทยี่ ววเิ วกมาก จติ เปลยี่ นอารมณเ์ สมอ จติ ไมเ่ ศรา้ หมอง
เกิดความรูต้ า่ งๆ นิมติ ฝนั เป็นมงคลดกี วา่ ทกุ แห่งเทา่ กบั หนองบง”

ณ ท่ีถำ้� ผาปู่ ระยะนี้เองทที่ ่านถึงกับอุทานวา่

“เราคดิ ถงึ คนใด คนนัน้ คิดถงึ เรา คนนนั้ ป่วย หรอื คนน้ันมาหาเรา หรือคนนน้ั
มาใกล้ท่ีเราอยู่ อยา่ งคิดถึงทา่ นอาจารย์ เปน็ ต้น ท่านก็ป่วยจริง”

ทา่ นเรม่ิ ได้ข่าวทา่ นพระอาจารย์มนั่ กลบั มาจากเชยี งใหมแ่ ล้ว และบดั นก้ี ำ� ลงั จะ
มาทอ่ี ุดรฯ ท�ำใหท้ า่ นรำ� พงึ ไวใ้ นสมุดบันทกึ ต่อไปในวันน้ันวา่

“อยากไปอดุ รฯ แตก่ ่อนทา่ นอาจารยม์ ่นั มา”

79

แตเ่ ดมิ ทา่ นคดิ จะอยจู่ ำ� พรรษาทถี่ ำ�้ ผาปซู่ ำ�้ อกี ปหี นงึ่ อยา่ งไรกด็ ี ทา่ นกลบั คดิ ไดว้ า่
หากท่านพระอาจารย์มั่นมา การอยู่จ�ำพรรษาที่ถ้�ำผาปู่จะท�ำให้ท่านไม่มีโอกาสไปฟัง
ธรรมได้ เพราะสมยั นนั้ การคมนาคมระหวา่ งเลยและอดุ รฯ ยงั ลำ� บากอยมู่ าก เปน็ การ
ยากย่ิงท่ีจะฟังธรรมแล้วกลับวัดในวันเดียว หากท่านหาท่ีจ�ำพรรษาอยู่ทางอุดรฯ
หรือสกลนคร ยังจะมีโอกาสมากกว่า ข่าวยังไม่แน่นอนว่าท่านพระอาจารย์ม่ันจะ
จำ� พรรษาอยทู่ อี่ ดุ รฯ หรอื สกลนคร หลวงปจู่ งึ คดิ จะไปดกั รอทส่ี กลนคร เพราะขณะนน้ั
ในใจทา่ นเรม่ิ คิดถงึ ถ้�ำโพนงาม ทท่ี า่ นได้วิชาม้างกาย ทำ� ปฏิภาคนิมิตได้คล่องแคลว่
ณ ทนี่ นั้ รวมทงั้ ไดม้ ปี ระสบการณด์ า้ นผา่ นการพบสตั วเ์ สอื งู มาแลว้ ทถี่ ำ้� โพนงามดว้ ย
ทา่ นระลกึ ถงึ รสชาตคิ วามซาบซงึ้ ดดู ดม่ื ในธรรมทไ่ี ดร้ บั ระหวา่ งทำ� ความเพยี รอยทู่ น่ี นั่
จงึ ใครจ่ ะกลบั ไปอกี ครงั้ หนง่ึ หากโชคดที า่ นพระอาจารยม์ น่ั ไปจำ� พรรษาอยทู่ สี่ กลนคร
ซึง่ กค็ งใกลถ้ ้ำ� โพนงามมากเข้าไปอกี กจ็ ะเปน็ โชค ๒ ชน้ั ส�ำหรบั หลวงปู่เลยทีเดียว

คดิ สระตะไดล้ งตวั เชน่ นนั้ จากทย่ี งั คงอยทู่ ถี่ ำ�้ ผาปใู่ นวนั ขนึ้ ๑๓ คำ�่ เดอื น ๘ รงุ่ ขนึ้
วันข้นึ ๑๔ ค่�ำ เดือน ๘ พ.ศ. ๒๔๘๓ อันตรงกับวนั ท่ี ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๓
หลวงปกู่ ็เดินทางไปสกลนคร และจดลงในสมุดบันทกึ ของทา่ นว่า

“วนั ขนึ้ ๑๔ คำ่� เดอื น ๘ พ.ศ. ๘๓ จำ� พรรษาโพนสวา่ ง นาออ้ ภาวนากลางคนื ดี
กลางวันไม่สูด้ ี เพราะกลางคนื สงดั กลางวนั ไมส่ งดั ”

ความจรงิ โพนสวา่ ง นาออ้ ทท่ี า่ นจำ� พรรษาครง้ั นน้ี น้ั เปน็ สถานทบ่ี รเิ วณเดยี วกบั
ถำ�้ โพนงาม ซง่ึ บางครง้ั ทา่ นกเ็ รยี กโพนเชยี งหวาง บางทกี เ็ รยี กหนองสะไน ทง้ั นเ้ี พราะ
ถำ�้ โพนงามนอ้ี ยใู่ นระหวา่ งบา้ นโพนงาม บา้ นโพนสวา่ ง หรอื บางทกี เ็ รยี กโพนเชยี งหวาง
บา้ นนาอ้อ และบ้านหนองสะไน การโคจรบิณฑบาต ทา่ นอาจไปทางหม่บู า้ นใดก็ได้
ผูฟ้ งั จึงต้องระวังไม่ให้เข้าใจผิดสับสนกนั คิดว่าเปน็ สถานทใี่ หมอ่ กี แห่งหนึง่

สำ� หรบั ถำ�้ โพนงาม หรอื โพนสวา่ งน้ี หลวงปไู่ ด้บันทึกไวใ้ นปลายปี ๒๔๘๑ ณ
ถำ้� ผาบิง้ ถงึ การภาวนาในถำ้� ต่างๆ ท่ีท่านเคยพกั ปฏิบตั ธิ รรมมาแลว้ วา่

“จิตเกิดความรู้แปลกๆ ถ้�ำโพนงามที่ ๑ ถ�้ำผาบิ้งที่ ๒ ถ้ำ� ผาปทู่ ่ี ๓”

80

และความจรงิ เมอื่ กลา่ วถงึ จำ� พรรษาที่ “ถำ�้ โพนงาม” กม็ ไิ ดห้ มายความวา่ จะอยู่
แตถ่ ำ�้ ยาวถำ�้ นนั้ ถำ�้ เดยี ว ทา่ นอาจจะไปภาวนาในถำ�้ เลก็ ถำ้� นอ้ ยในเขตบรเิ วณเทอื กเขา
ภพู านทใ่ี กลเ้ คยี งกบั ถำ้� ใหญน่ น้ั กไ็ ด้ เหตกุ ารณใ์ ดทปี่ ระสบระหวา่ งระยะเวลานนั้ กถ็ อื วา่
เกดิ ณ “ถ้ำ� โพนงาม” ทงั้ ส้ิน

กลบั จากเลยครงั้ น้ี ทา่ นรสู้ กึ วา่ ใจเบากายเบากวา่ ทเี่ คยเปน็ มา อาจเปน็ ไดว้ า่ ทา่ น
ไดก้ ลบั ไปอบรมสงั่ สอน “แมก่ วย” โยมมารดาของทา่ นใหม้ สี รณะทพ่ี ง่ึ ทางใจอยา่ งมน่ั คง
ไม่คลอนแคลนแล้ว แม้แตเ่ ดิมเมื่อธุดงคจ์ ากมาครั้งแรกว่า ตัดขาดจากชวี ิตทางโลก
สนิ้ เชงิ แลว้ แตล่ กึ ๆ ลงไปในใจ บางครง้ั ความระลกึ ถงึ โยมมารดายงั มอี ยู่ ไมท่ ราบวา่
จะอยดู่ ีมีไข้หรือไม่ “แม่กวย” เข้าวดั ถอื ศีล ๕ โดยเฉพาะวันอโุ บสถ ถือศีลหลวง
ศลี ใหญ่ คอื ศลี ๘ แตก่ ารปกครองบา้ นเรอื นทม่ี ที รพั ยศ์ ฤงคาร บรวิ ารหญงิ ชาย อาจจะ
ดวู ่าศีลดา่ งพรอ้ ย ศลี ขาด ศลี ทะลุ ใครจะชว่ ยตกั เตอื นสัง่ สอนอบรมให้มีหลกั ฐาน
ทางใจอยา่ งม่ันคง โดยเฉพาะการภาวนา ซ่ึงคงยงั ลม้ ลุกคลกุ คลานอยู่ หนา้ ทีข่ องเรา
ผูเ้ ปน็ บุตรยังมไิ ด้ตอบแทนบุพการใี หถ้ งึ ใจเลย

เหตนุ ี้ การกลบั ไปจำ� พรรษาใกลบ้ า้ นครงั้ น้ี จงึ ทำ� ใหท้ า่ นหายหว่ งไดอ้ ยา่ งปลอด
โปรง่ ใจ นอกจากการอบรมทางจติ ใจ ซงึ่ ทา่ นอบรมตลอดไปถงึ ญาตพิ นี่ อ้ งคนในบา้ น
แล้ว ทางดา้ นทรพั ย์สมบตั ิของนอกกาย ทา่ นกไ็ ด้บอกสลัดตัดเปล้ืองอย่างเด็ดขาด
ซำ�้ อกี ครงั้ จรงิ อยู่ เมอ่ื ออกบวช ทา่ นกไ็ ดส้ ละสทิ ธใิ นทรพั ยม์ รดกแลว้ แตเ่ จา้ แมน่ างกวย
กย็ งั มีความหวงั อยู่วา่ พระลกู ชายอาจจะสกึ มาครองชีวิตฆราวาสอีกคร้งั กไ็ ด้ ทา่ นจงึ
พยายามจะรกั ษาสมบตั สิ ว่ นทคี่ ดิ วา่ ควรเปน็ ของบตุ รชายคนโตไวอ้ กี โดยเฉพาะพวก
เครื่องประดับทเ่ี ป็นทองอนั เป็นสมบัติของโยมบดิ าของท่าน เปน็ ของตระกลู เจ้าเมือง
แกน่ ทา้ วตกทอดมา กค็ วรจะเป็นของหลวงปแู่ ละนอ้ งชายซงึ่ เป็นเชอื้ สายโดยตรง

ทา่ นไดก้ ลา่ วปฏญิ าณใหโ้ ยมมารดาเขา้ ใจซำ้� วา่ ทรพั ยศ์ ฤงคารประเภทเรอื กสวน
ไรน่ า ตลาด โรงหนงั ทด่ี นิ บรรดามขี องมารดานนั้ ทา่ นขอสละสทิ ธทิ์ กุ ประการ เฉพาะ
เครอื่ งประดบั ทเ่ี ปน็ ทอง อยา่ งสรอ้ ยตวั สรอ้ ยสงั วาลยใ์ ดๆ นน้ั แมโ้ ยมพี่ เจา้ แมน่ างบวย
จะมใิ ชบ่ ุตรสาวของโยมพอ่ แตโ่ ยมพ่ีกไ็ ด้ดูแลเลี้ยงน้องมาเสมอื นด่ังเปน็ พี่น้องบดิ า

81

มารดาเดยี วกนั และโยมพมี่ ลี กู สาวคนเดยี ว สมบตั สิ ว่ นนี้ หากโยมมารดายงั ยนื ยนั ถอื วา่
ควรเปน็ ของทา่ น ทา่ นกข็ อสละยกใหโ้ ยมพเี่ พอื่ เปน็ มรดกใหท้ ายาทของสกลุ ผเู้ ปน็ หญงิ

ทา่ นเลา่ วา่ การเปน็ ผปู้ ราศจากบา้ น ปราศจากสมบตั ิ ทำ� ใหใ้ จเปน็ สขุ ไมห่ ว่ งหา
อาลยั หรอื กงั วลสง่ิ ใด แมจ้ ะบอกแลว้ วา่ สละบา้ น สละสมบตั ิ แตม่ ารดาพนี่ อ้ งยงั ไมแ่ นใ่ จ
หว่ งหากงั วลถงึ จติ ของบคุ คลเหลา่ นน้ั กค็ งมาเกาะเกย่ี วกบั ทา่ น ทำ� ใหท้ า่ นรสู้ กึ อยบู่ า้ ง
เม่อื ท�ำความเข้าใจให้ชัดเจนได้ สง่ิ ท่ีท�ำให้ค้างคาจติ กห็ ลุดผลัวะไป กายเบา ใจเบา
อยา่ งไม่เคยเป็นมากอ่ น

ระหวา่ งพรรษาน้ี ทา่ นไดเ้ กดิ อศั จรรยใ์ นดวงจติ ทำ� ใหเ้ ชอื่ ในบญุ ในบาป เชอ่ื ใน
ธรรมค�ำสง่ั สอนของพระพทุ ธเจ้า เช่อื ในอำ� นาจของพทุ โธอย่างสุดจติ สดุ ใจเลย

ทา่ นเลา่ วา่ วนั นนั้ ทา่ นยา้ ยทภ่ี าวนาไปอยทู่ ถี่ ำ�้ เลก็ ๆ แหง่ หนง่ึ ทอ่ี ยตู่ อ่ ไปจากถำ้� ยาว
ทเี่ คยเปน็ ทีพ่ กั ใกล้กันนัน้ เปน็ ซอกเลก็ ๆ ซ่ึงอาจจะเดนิ ขน้ึ หลังเขาข้ึนไปหาถำ้� ใหญ่
ข้างบนได้ ความจริงบริเวณน้ีเป็นเขตใหม่ซึ่งท่านไม่ได้เดินเล่นมาส�ำรวจเท่าใดนัก
เมอ่ื มาอยจู่ ำ� พรรษาครงั้ ปี ๒๔๗๖ และ ๒๔๗๗ กม็ ไิ ดเ้ ดนิ เลยมาทางถำ้� ซกี ดา้ นบา้ นนาออ้
เทา่ ใดนกั อยแู่ ตซ่ กี ดา้ นบา้ นโพนงามมากกวา่ ถำ�้ ทางดา้ นบา้ นโพนสวา่ งนจ้ี งึ ออกจะเปน็
ที่ “ใหม่” ของทา่ นอยู่มาก

ทา่ นหารอยแตกบนเพดานถำ้� ตอกไมล้ มิ่ เพอ่ื แขวนกลดได้ แตก่ ค็ ดิ วา่ จะไมป่ ลด
มงุ้ ลง คงรวบชายมงุ้ แขวนหอ้ ยอยู่ เพยี งเรมิ่ ลดตวั ลงนงั่ ยงั ไมท่ นั วางเทา้ วางมอื กไ็ ดย้ นิ
เสยี ง อา่ ว...ออื ...อา่ ว...ออื แวว่ มา แรกๆ กย็ งั เฉยอยู่ ชว่ั อดึ ใจหนงึ่ จติ กเ็ รมิ่ รบั รเู้ สยี งนนั้
วา่ เปน็ เสยี งของอะไร เมอ่ื มนั เรมิ่ ดงั ใกลเ้ ขา้ มา ทา่ นเคยไดย้ นิ เสยี งครางอยา่ งนม้ี ามาก
ทบ่ี า้ นหนองววั ซอและทถ่ี ้�ำโพนงามน้ี แตก่ ็เป็นเสยี งร้องแต่ไกลๆ นี่ฟังดูราวกับวา่ มนั
จะตรงเขา้ มาหาฉะน้ัน

ใชไ่ หม เสยี งเสอื ขณะทจ่ี ติ เรมิ่ รบั วา่ ใช่ เสยี งทใี่ กลเ้ ขา้ มากก็ ลบั เพมิ่ เปน็ ๒ เสยี ง
ไอต้ วั เลก็ กร็ อ้ ง ไอต้ วั ใหญก่ ร็ อ้ ง ใกลเ้ ขา้ มาทกุ ที แลว้ กเ็ หน็ มนั มายนื เยอื้ งยา่ งอยปู่ ากถำ้�
ท้ังตัวใหญแ่ ละตวั เล็ก คงจะเปน็ แม่ลกู กัน ตัวแม่หรอกที่มองมายงั ทา่ นอย่างสนใจ

82

แต่เจ้าตัวเล็กดูจะไม่รู้เดียงสาอะไร คลอเคลียอยู่ข้างแม่ของมันเหมือนทารกน้อยท่ี
คอยแต่จะเกาะแขนขามารดาอยทู่ า่ เดียว กล่นิ สาบของมันโชยมาออ่ นๆ นัยนต์ าของ
ตวั แมม่ องดทู า่ นอยา่ งระแวงปนหยง่ั เชงิ ทา่ นรับว่าขวญั เสยี มาก จติ มนั แวบ่ รขู้ น้ึ มา
ทนั วา่ ทา่ นผดิ เองทม่ี าเลอื กถำ�้ เลก็ ทเี่ ปน็ ทางเสอื ผา่ นขนึ้ ถำ้� ของมนั ตรงซอกหนิ นนั้ คง
เปน็ บนั ไดอยา่ งดที จี่ ะขน้ึ ไปบนถำ�้ ชน้ั บน มนั จะตรงมาหาเรา หรอื มนั จะเดนิ ไปทโี่ ขดหนิ
ซอกนนั้ ซง่ึ เรากแ็ ยจ่ รงิ ๆ มาแขวนกลดอยขู่ า้ งทางซอกหนิ อนั เปน็ ทางเสอื ผา่ นได้ มนั จะ
มาคาบเราไปกินไหม เนอ้ื เราคงจะมีรสโอชะเป็นอาหารให้มนั และลกู เปน็ อยา่ งดี

ทา่ นเลา่ วา่ ทา่ นนกึ ถงึ คณุ พระพทุ ธเจา้ ทนั ที เหงอ่ื ออกราวกบั นำ�้ รชู้ ดั คราวนเี้ ลยวา่
“ความกลวั ตายเปน็ อยา่ งไร” มนั ขยบั ตวั เดนิ คดิ ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทา่ นเคยเทศนส์ อนไวว้ า่
ความกลวั มาถึงแลว้ ขนพองสยองเกล้ามาถึงแลว้ พึงระลกึ ถงึ ตถาคต ความกลัวจะ
ปราศนาการไป

มนั ตรงมา ตวั แมน่ ำ� หนา้ ลกู ตามมา นยั นต์ าตวั แมใ่ สแจว๋ มองตรงมาราวกบั พญางู
สะกดเหยอื่ มนั เรม่ิ เดนิ ใกลเ้ ขา้ มา ทา่ นเลา่ วา่ เหงอ่ื ออก ไคคา้ วกอ็ อก เหงอื่ กาฬออก
ด้วยความกลัวอยา่ งบอกไม่ถูก ทา่ นเร่งภาวนาอยา่ งถีย่ บิ ภาวนาหนัก และรสู้ กึ ว่า
พร้อมกบั ทเ่ี สอื ๒ ตวั แม่ลูกย่างเท้าใกลเ้ ขา้ มานั้น จติ กร็ วมลงสู่สมาธอิ ยา่ งรวดเรว็
และถงึ ฐานของอัปปนาสมาธิ หายเงยี บไปทง้ั คนและเสือ ๒ ตัวน้ัน ราวกบั มที หาร
มาอารกั ขาตวั ทา่ นเปน็ ชน้ั ๆ ชน้ั ๆ ชนั้ ๆ ทเี ดยี ว ทา่ นวา่ เหน็ ปาฏหิ ารยิ เ์ หน็ อศั จรรยใ์ น
ดวงจติ เกดิ ความมน่ั คงทางศาสนาตลอดมา เหน็ คณุ ของพทุ โธ เหน็ อศั จรรยข์ องพทุ โธ
อยา่ งซาบซึง้ ถึงใจเปน็ ท่ีสุด ทา่ นว่า ถา้ ไมเ่ ห็นอานิสงส์ในคราวนัน้ จะบวชตลอดชีวิต
อยู่ตลอดมาถึงขณะน้ีได้อย่างไร ต้องเห็นปาฏิหาริย์ต้องเห็นอัศจรรย์เสียก่อนจึงจะ
ต้งั ตวั ได้

คนื วนั นน้ั จติ รวมแนบสนทิ แตเ่ วลาหวั คำ�่ จนกระทงั่ สายวนั รงุ่ ขน้ึ เหน็ ตะวนั ขน้ึ สงู
ในท้องฟ้าแลว้ ไมท่ ราบวา่ เสอื แม่ลกู จากไปแต่เมือ่ ไร ทา่ นมีความอ่ิมเอบิ ใจ เวลาคง
ผ่านพน้ เวลาบณิ ฑบาตมานานแล้ว แต่กไ็ มไ่ ดร้ ้สู ึกหิวโหยแต่อย่างใด ทา่ นจึงเดินขน้ึ
ซอกเขาขน้ึ ไปสำ� รวจเขาดา้ นบน ปรากฏวา่ กอ่ นจะถงึ ถำ�้ ใหญช่ นั้ บน มซี อกถำ้� เปน็ เพงิ ผา

83

คงเปน็ ทำ� เลทน่ี างเสอื แมล่ กู ใชเ้ ปน็ ทพี่ ำ� นกั ดว้ ยเหน็ รอยหญา้ ทม่ี นั คาบมาเปน็ ทรี่ องนอน
ให้ลูกของมนั คงหลงเหลืออยู่

ที่ถ�ำ้ โพนงามด้านบา้ นโพนสวา่ งนี้ มพี วกรกุ ขเทพมากเหมอื นกนั

ไดโ้ สรจสรงอมฤตธรรม

วนั ปวารณาออกพรรษา อนั เป็นวันแรม ๑ ค�ำ่ เดือน ๑๑ นนั้ ในปี ๒๔๘๓ นี้
ตรงกบั วนั ท่ี ๑๗ ตลุ าคม ถงึ แมท้ า่ นจะยงั อาลยั ถำ�้ โพนงามอยมู่ าก ดว้ ยสถานทท่ี กุ แหง่
ในบรเิ วณถน่ิ นนั้ ดจู ะเปน็ ทเ่ี ออื้ อำ� นวยตอ่ การบำ� เพญ็ เพยี รภาวนาของทา่ นอยา่ งเหลอื ลน้
จะเปน็ เงือ้ มหนิ ตรงไหน ก้อนใด ใตร้ ม่ รุกขมลู ต้นไม้ต้นไหน ถิน่ ถ�้ำน้อยใหญ่แห่งใด
น่ังลงภาวนา จติ จะรวม “แจบจม” ดอี ยทู่ กุ แหง่

ปกตนิ กั ปฏบิ ตั จิ ะสงั เกตกนั วา่ ทใ่ี ดภาวนาแลว้ จติ รวมงา่ ย ไมม่ ถี นี มทิ ธะ ไมซ่ บเซา
ง่วงเหงา มสี ติตนื่ อยู่ พิจารณาธรรมเพลิดเพลินอยู่ ทน่ี ้ัน จะเปน็ แทน่ หินแทน่ นนั้
เง้อื มหนิ เพงิ ผาจดุ นน้ั ใตโ้ คนไม้ต้นน้นั นักปฏิบัตผิ ้นู ้นั จะสงั เกตได้ และพยายามไป
น่ังภาวนาอยู่ ณ สถานท่นี น้ั เป็นอาจณิ ถือเปน็ ทีส่ ปั ปายะแกก่ ารภาวนา ส�ำหรับท่ถี ้ำ�
โพนงามนี้ ทา่ นวา่ ทกุ แหง่ ทกุ จดุ เปน็ ทส่ี ปั ปายะ เขา้ จติ งา่ ยทดั เทยี มกนั เกอื บจะทกุ แหง่
ฉะนน้ั จงึ ออกพรรษาแลว้ ทา่ นกค็ วรจะรงั้ รออยตู่ อ่ ไป มหิ นำ� ซำ้� ชาวบา้ นโดยรอบ เชน่
ทบี่ า้ นโพนงาม บา้ นโพนเชียงหวาง บ้านหนองสะไน บา้ นนาออ้ ตา่ งลว้ นมีศรทั ธา
ตอ่ ทา่ น พากนั อปุ ฏั ฐากดว้ ยความเคารพนอบนอ้ มควรแกก่ ารอยเู่ มตตาโปรดพวกเขา
ต่อไปอีกนานเท่านาน

แต่เหตุผลส�ำคัญที่ท�ำให้ท่านรีบแบกกลดลงเขามาทันที ละอาวาสอันสัปปายะ
อากาศอนั สปั ปายะ บคุ คลอนั สปั ปายะ มาโดยพลนั อยา่ งไมอ่ าลยั ใยดี ทา่ นเลา่ วา่ เปรยี บ
เสมือนบุคคลซึ่งถูกจ�ำกัดอยู่ในท้องที่กันดารน้�ำ เพียงได้แต่อาศัยน�้ำโคลน น้�ำตม
น้�ำตามแอ่งรอยเท้าเสือ ชา้ ง กรองด่มื พอแก้กระหายไปเพียงวนั ๆ หลุดจากข้อจ�ำกัด
(ออกพรรษา) ไดย้ ินขา่ ววา่ ณ บ้านนัน้ ปา่ น้นั มบี อ่ นำ�้ ทิพย์ น้�ำอมฤตอันใสสะอาด

84

รออยู่ จะไมโ่ ลดแลน่ ไปสทู่ น่ี ั้นอย่างไรได้ เพื่อด่มื กินโสรจสรงน�ำ้ ทพิ ยน์ ำ�้ อมฤตน้นั
ให้สมกับท่ีกระหายรอคอยมาช้านาน

บคุ คลผนู้ น้ั ฉนั ใด ทา่ นกฉ็ นั นน้ั ทา่ นไดข้ า่ ววา่ ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั จำ� พรรษาอยู่
ท่ีวดั ป่าโนนนิเวศน์ อุดรธานี ก่อนหน้านั้น ทา่ นพระอาจารย์มนั่ ไดอ้ อกธดุ งค์ไปทาง
จังหวดั ภาคเหนือ มีเชียงใหม่ เชียงราย เป็นอาทิ ท่านจากหมู่ศษิ ยไ์ ปแตป่ ี ๒๔๗๕
ไปตามลำ� พงั องคเ์ ดยี ว ไมใ่ หม้ ผี ตู้ ดิ ตามเลย บรรดาศษิ ยพ์ ยายามตามหาทา่ นจนไดพ้ บ
และไดป้ ฏบิ ตั ธิ รรมกบั ทา่ นบา้ ง เชน่ ทา่ นพระอาจารยเ์ ทสก์ เทสรงั สี ทา่ นพระอาจารย์
ขาว อนาลโย ท่านพระอาจารย์แหวน สุจิณโณ ท่านพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ
ทา่ นพระอาจารยช์ อบ ฐานสโม แตล่ ะทา่ นตา่ งซอกซอนตามไปดว้ ยความลำ� บาก และ
เมอ่ื ไดพ้ บไดอ้ ยปู่ ฏบิ ตั ดิ ว้ ย ตา่ งกไ็ ดร้ บั อบุ ายธรรมจากทา่ นพระอาจารยม์ น่ั อยา่ งคมุ้ คา่
ทา่ นเทย่ี ววเิ วกอยทู่ างภาคเหนอื เกอื บสบิ ปี นอกจากบรรดาทา่ นทธ่ี ดุ งคต์ ดิ ตามไปแลว้
หมศู่ ษิ ย์ทเ่ี หลอื ทางภาคอีสานต่างรู้สกึ อา้ งว้างว้าเหว่ย่งิ นัก ดว้ ยขาดครบู าอาจารย์จะ
สงั่ สอนอบรม ตา่ งรอคอยทา่ นพระอาจารยม์ นั่ จะกลบั มาโปรด เหมอื นขา้ วในฤดแู ลง้ นำ�้
รอคอยนำ�้ ฝนจากฟากฟา้ จะโปรยปรายลงมา

หลวงปนู่ น้ั พยายามจำ� พรรษารออยทู่ ถ่ี ำ้� โพนงาม ดว้ ยคดิ วา่ ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั
จะมาจำ� พรรษาแถบสกลนคร แตเ่ มอื่ คาดผดิ ทา่ นกต็ อ้ งอยตู่ อ่ ไป ซงึ่ แมจ้ ะผดิ หวงั เรอื่ ง
นบี้ า้ ง แตท่ า่ นกก็ ลบั ไดธ้ รรมะดี “อยตู่ วั เลย” อยา่ งทท่ี า่ นวา่ อยา่ งไรกด็ ี เมอื่ ออกพรรษา
ไมม่ จี ำ� กดั เรอ่ื งอาวาสทพี่ กั แลว้ ทา่ นกร็ บี รดุ ไปกราบทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ทโี่ นนนเิ วศน์
ทันที “ยง้ั ไม่หยดุ ฉดุ ไมอ่ ยู่” ทเี ดียวละ ทา่ นเล่า

ท่ีวัดป่าโนนนิเวศน์ มีพระเณรเข้ามาฟังธรรมของท่านพระอาจารย์มั่นอย่าง
เนอื งแน่น ทา่ นทราบว่าท่านพระอาจารย์มัน่ จะแสดงธรรมทกุ ๕-๖ วนั โดยเฉพาะ
วันธรรมสวนะ ธรรมท่ีท่านแสดงจะละเอียดลออวจิ ติ รบรรจงมาก หลวงปไู่ ด้บันทึก
ธรรมของทา่ นทไ่ี ดส้ ดบั รบั ฟงั ไวม้ ากมายตามความนกึ คดิ ทรี่ ะลกึ ไดห้ ลงั จากจบโอวาท
ค�ำส่ังสอนแล้ว ธรรมที่บันทึกไว้ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นห้วงสั้นๆ คล้ายเป็นหัวข้อ
ธรรมทบี่ ันทกึ ไวด้ ้วยความประทบั ใจ ทัง้ เพ่อื กันลืม และเพือ่ เป็นขอ้ อรรถธรรมที่จะ

85

นกึ ขยายสอนตนในภายหลงั ทจี่ ะมยี ดื ยาวตอ่ เนอื่ งกนั เปน็ ประหนง่ึ เทศนาบา้ ง กจ็ ดไว้
เฉพาะเร่ืองๆ เชน่ เรอื่ งศลี เร่ืองการภาวนาทำ� จิต เหลา่ น้ีเปน็ ต้น

ท่านบันทึกไว้หลายแห่งหลายตอน บางแห่งได้มีวันที่หรือสถานท่ีก�ำกับจาก
สมุดบันทกึ หลายเล่มท่ลี อกคัด จงึ พออนุมานวนั เดือนปีและสถานทซี่ งึ่ ทา่ นเข้าไปฟงั
เทศนไ์ ด้ เนอื่ งจากทา่ นมไิ ดบ้ นั ทกึ ตอ่ เนอื่ งกนั ในเลม่ เดยี วกนั ทา่ นบนั ทกึ ลงไปในสมดุ
ตามแตจ่ ะหยบิ ฉวยได้ เพราะธรรมะทเ่ี กดิ ขน้ึ ระลกึ ขนึ้ ไดน้ นั้ ไมร่ อเวลา ถา้ มวั เสยี เวลาหา
สมดุ เลม่ ทต่ี อ้ งการ ธรรมะนนั้ กอ็ าจจะลมื เลอื นไปแลว้ หรอื กระแสธารแหง่ ธรรมสะดดุ
หยดุ ลงได้ เป็นเหตใุ ห้พลาดโอกาสท่ีจะบนั ทกึ ธรรมน้ันๆ ไปอย่างน่าเสียดายทีส่ ดุ

จากสมดุ บนั ทกึ หลายเลม่ เหลา่ นนั้ แสดงถงึ วนั ทฟี่ งั ธรรมโอวาทในชว่ งนไี้ วด้ งั น้ี

๑๙-๗-๘๓ (ตรงกบั ๑๙ ตลุ าคม - ผเู้ ขยี น) คงเปน็ วนั แรกทฟ่ี งั โอวาททโี่ นนนเิ วศน์
อดุ รธานี หลังจากวนั ออกพรรษาทถี่ ำ�้ โพนงาม สกลนคร วนั ที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๔๘๓
เพยี ง ๒ วนั การเดนิ ทางลงจากเขา ขา้ มจงั หวดั และทางคมนาคมสมยั นน้ั ยากลำ� บาก
ไมม่ ถี นนลาดยางเชน่ สมยั นี้ ตอ้ งนบั วา่ ทา่ นใจรอ้ นกระหายตอ่ การฟงั ธรรมจากพอ่ แม-่
ครจู ารย์เพยี งไร

๒๘-๗-๘๓ (๒๘ ตุลาคม ๒๔๘๓)
๒๙-๗-๘๓ (๒๘ ตุลาคม ๒๔๘๓)
วนั แรม ๑ คำ�่ เดอื น ๑๒ พ.ศ. ๘๓ (ตรงกบั ๑๕ พฤศจกิ ายน ๒๔๘๓ - ผเู้ ขยี น)
วนั แรม ๑๐ คำ่� เดอื น ๑๒ พ.ศ. ๘๓ (ตรงกบั ๒๙ พฤศจกิ ายน ๒๔๘๓-ผเู้ ขยี น)
๑๕ ค�ำ่ ดบั เดอื น ๑๒ พ.ศ. ๘๓ (ตรงกับ ๒๙ พฤศจกิ ายน ๒๔๘๓-ผ้เู ขียน)
วนั ท่ี ๓๐ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๘๓

ธรรมะที่แสดงตามวันเดือนข้างต้นนั้น หลวงปู่บันทึกไว้ชัดเจนว่าเป็นธรรมะท่ี
แสดงทโ่ี นนนเิ วศน์ ตอ่ มาเพยี ง ๒ วนั ทา่ นกบ็ นั ทกึ เปน็ สถานทใ่ี หม่ ณ หนองนำ้� เคม็

86

อดุ ร ซง่ึ แสดงว่า ทา่ นพระอาจารย์ม่ันได้ไปพักวิเวกท่ีหนองนำ�้ เค็ม อันเปน็ หมูบ่ า้ นที่
อย่ไู ม่ไกลจากวดั ป่าโนนนิเวศนน์ ัก และหลวงปู่กต็ ดิ ตามไปฟังธรรม

หนองนำ้� เคม็ อดุ ร ขนึ้ ๓ คำ่� เดอื นอา้ ย พ.ศ. ๘๓ (ตรงกบั ๒ ธนั วาคม ๒๔๘๓-
ผ้เู ขียน)

หนองนำ้� เคม็ ๑๐-๙-๘๓ (ตรงกบั ๑๐ ธนั วาคม ๒๔๘๓-ผู้เขียน)
วันอุโบสถ ตน้ เดอื นอ้าย พ.ศ. ๘๓ (ตรงกบั ๑๔ ธนั วาคม ๒๔๘๓ ปี ๒๔๘๓
มเี พยี ง ๙ เดอื น นบั จาก ๑ เมษายน ถงึ ๓๑ ธนั วาคม ขน้ึ ปใี หม่ ๑ มกราคม เรมิ่ จาก
ปี ๒๔๘๔ เป็นปแี รก-ผเู้ ขยี น)
๕-๑-๘๔ (ตรงกบั วันท่ี ๕ มกราคม ๒๔๘๔)
๑๐-๑-๘๔ (ตรงกับวนั ท่ี ๑๐ มกราคม ๒๔๘๔)
โรงเรยี นบา้ นเชยี งยนื ขน้ึ ๙ คำ�่ เดอื น ๓ พ.ศ. ๘๔ (ตรงกบั วนั ที่ ๕ กมุ ภาพนั ธ์
พ.ศ. ๒๔๘๔-ผู้เขียน)

ฯลฯ

ส�ำหรับธรรมะและโอวาทของท่านพระอาจารย์มั่นท่ีท่านบันทึกไว้นั้นมีมากมาย
ซึ่งได้แยกรวบรวมไว้ในภาคอาจาริยธรรมโดยต่างหากแล้ว ในท่ีนี้จึงจะไม่ขอน�ำ
มากล่าวซ้�ำ นอกจากจะขอน�ำมาสาธกแสดงตัวอย่างการบันทึกธรรมในวันหนึ่งของ
หลวงปู่เทา่ นั้น

อน่ึง เน่ืองจากระหว่างบันทึกธรรม ซ่ึงท่านคงจะฟังด้วยความซาบซึ้งและ
อศั จรรยใ์ จในรสพระธรรมท่ีหล่ังไหลออกมา ความซาบซ้ึงอศั จรรยใ์ จของทา่ นคงจะ
รู้สึกตอ่ เน่ืองไปถึงองค์ทา่ นผ้แู สดงธรรมะนนั้ ดว้ ย วสิ ยั ของปราชญ์ หลวงปูก่ ็อดมไิ ด้
จะตรึกนกึ วิจารณ์วิจัยทา่ นอาจารยข์ องท่านไปดว้ ย แตแ่ นล่ ะ ต้องด้วยความซาบซ้งึ
อศั จรรย์ใจเป็นท่ียงิ่ และต้องด้วยความเคารพรกั เทดิ ทนู อย่างสงู สดุ เปน็ ส�ำนวนอนั
บริสทุ ธิ์ใจ ตรงไปตรงมา

87

โวหารของทา่ นอาจารยม์ ั่น

พ.ศ. ๘๓ หลุย โนนนิเวศน์
๒๘-๗-๘๓ (ตรงกบั วันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ - ผเู้ ขียน)

• ปัญญากบั สติใหร้ ู้เท่าทันกนั
• พจิ ารณากาย จติ ความไมเ่ ทยี่ งของสงั ขาร เปน็ ธรรมะสอ่ ใหเ้ หน็ เรอ่ื ยๆ ทำ� ความรู้

ในนน้ั เหน็ ในน้นั

• ในโลกนเ้ี ป็นธาตุท้งั น้นั ให้รเู้ ท่าทนั กับธาตุ อย่าหลงตามธาตุ
• มหาสตเิ รยี นกาย จิต ให้มากๆ
• ใหเ้ หน็ จรงิ ธรรมะจรงิ สมมติ อยา่ หลงรปู เสยี ง กล่นิ รส ของอนั นเ้ี ตม็ โลก

อยู่เช่นนั้น

• ใหเ้ หน็ ปัจจบุ นั ธรรม อย่าสง่ จติ อนาคตและอดตี
• ธาตุ ๘๔,๐๐๐ ธาตุ ออกมาจากจิตหมด
• นิโรธเป็นของดบั เพราะรูเ้ ท่าแลว้ จิตไมเ่ กิดยนิ ดียนิ รา้ ย ดับไปเช่นน้ีช่ือวา่ นโิ รธ
• แสดงฌานเป็นทพี่ กั ชั่วคราว แลว้ เจริญจติ ตอ่ ๆ ไป
• ใหเ้ อากาย วาจา ใจ นี้ ยกข้นึ พจิ ารณา อย่าเพม่ิ อย่าเอาออก ให้เห็นเป็นปรกติ

88

• มรรค ๘ น้ัน สมาธิมรรคเป็นองค์ ๑ นอกนน้ั เป็นปรยิ าย
• ให้รู้ธรรมะและอาการของธรรมถึงช้ันละเอยี ดแลว้ ก็จะรู้เองเหน็ เอง
• แสดงตนดถู กู ทา่ นวา่ ทา่ นเปน็ คนโกรธ เพราะผฟู้ งั ไมเ่ หน็ ตามความเปน็ จรงิ เพราะ

ยุ่งแต่จิตของตัวเท่านน้ั

• เกดิ ตาย เกิดแล้วตาย ชมแตห่ นงั ของเกา่ ไมห่ ันไปหาที่จะพน้ ทุกข์
• ท�ำจิตให้เสมอ อย่าขึ้นอยา่ ลง อย่าไปอย่ามา ใหร้ เู้ ฉพาะปรกติของจติ
• แสดงฐานของธรรมะเป็นบ่อเกิดอริยสจั ของจรงิ
• เกดิ ความรูอ้ ย่างวเิ ศษแล้วยอ่ มหาอานิสงส์ประมาณไมไ่ ด้
• อตั ตาห.ิ ..ฯลฯ เปน็ ของลกึ ลบั เหลือทส่ี ดุ
• ถา้ ส่งจติ รเู้ หน็ นอกกายเป็นมิจฉาทฐิ ิ ใหร้ เู้ หน็ อย่ใู นกายกับจติ น้ันเป็นสัมมาทิฐิ
• นกั ปฏิบตั ิ ใจตอ้ งเดด็ เดย่ี วกลา้ หาญท่สี ดุ จงึ จะรู้ธรรมเหน็ ธรรม
• ให้รธู้ าตเุ หน็ ธาตุ จิตจงึ ไม่ตดิ ทางราคะ
• คนเราจะดจี ะชวั่ ตอ้ งเกดิ วิบตั เิ สยี ก่อน
• ท่านบอกว่าทา่ นเป็นคนราคะโทสะจรติ แรงทางราคะ ทางโทสะ กดั ตดิ ดังควาย

นิสยั ใจคอเดด็ เด่ียวมาก

• แสดงแก้ตำ� ราพราหมณด์ ีนัก หนงั สือล้วนๆ ไม่มบี าลอี า้ ง
• นสิ ยั ของทา่ นอาจารยม์ นั่ เปน็ คนใจคอเดด็ เดยี่ วดี มงุ่ ตอ่ มรรคผลจรงิ โวหารโบราณ

ขอ้ วตั รหมดจดดี เปน็ คนไมม่ อี คติ พดู ธรรมะถงึ อรยิ สจั ถงึ พรกิ ถงึ ขงิ ดี ไมอ่ นโุ ลม
ตามบุคคล เป็นคนที่ใคร่ต่อความสันโดษดี ข้อวัตรเรียบร้อยหมดจดดี เป็น
อาชาไนยดี รู้จริตของคนอ่ืนดี ท่านไม่พูดไปแล้ว ท่านไม่ถือ ธรรมของท่าน

89

ทา่ นสงเคราะหเ์ ขา้ ปจั จบุ นั ดี เปน็ คนไมเ่ หน็ แกห่ นา้ บคุ คล โลกไมเ่ อยี งไปทางกาม
และทางโทสะ โมหะ ไปตามความรู้ความเหน็ ท่เี กิดจากปฏิปทาของทา่ น อา้ งอิง
ของจรงิ เสมอ เปน็ คนทว่ี างเฉยได้ ไมส่ ง่ จติ ออกนอกกาย ทา่ นบรบิ รู ณท์ ง้ั มหาสติ
มหาปญั ญา ไมเ่ พง่ ลาภ ยศ สรรเสรญิ อาชพี บรสิ ทุ ธดิ์ ว้ ยสมาธิ ปญั ญา ขา้ มศลี
ไปเสยี แลว้ จติ ของทา่ นปรกตดิ ี ไมล่ ำ� เอยี งไปดว้ ยคติ กาย วาจา ใจ เปน็ อาชาไนย
พระอรยิ เจา้ เปน็ ผเู้ ลศิ เปน็ ผวู้ เิ ศษหาประมาณมไิ ด้ ทา่ นอาจารยม์ น่ั เปน็ ผขู้ วนขวาย
นอ้ ย เปน็ ผทู้ เี่ ลยี้ งงา่ ย สนั โดษ ชอบสงดั เปน็ ผทู้ รมานตนเสมอ เปน็ ผทู้ ไ่ี มล่ ะกาล
จิตของท่านใหมอ่ ยใู่ นธรรมเสมอ ไมเ่ บื่อ ไมต่ ดิ ตระกลู ไม่ติดทอ่ี ยู่ ไม่ตดิ ลาภ
และยศ อา้ งธรรมะคำ� สงั่ สอนของพระพทุ ธเจา้ วา่ เปน็ ของจรงิ และของเทยี่ ง นสิ ยั
ท่านอาจารยม์ ัน่ ถูกกับนิสยั เราเสยี โดยมาก

• ทา่ นแสดงไมอ่ า้ งสวรรค์ นพิ พาน ไมอ่ า้ งทคุ ติ อา้ งความเปน็ ไปทางปจั จบุ นั อยา่ ง

เดยี ว เพราะชวั่ ดกี ็ปจั จุบนั ทีย่ ังเป็นชาตมิ นุษย์

• ความรขู้ องพระพุทธเจ้าเป็นอนันตนัย มากมายย่งิ กวา่ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

เปน็ อบุ ายทจ่ี ะทรมานสตั ว์ พน้ วสิ ยั ของสาวกทจี่ ะรตู้ ามเหน็ ตามได้ สาวกกำ� หนดรู้
แต่เพียง ๘๔,๐๐๐ เท่าน้กี ็เปน็ อศั จรรย์

• ทา่ นกำ� ชบั วา่ อยา่ ใหจ้ ติ เพง่ นอก ใหร้ ใู้ นตวั เหน็ ในตวั เมอื่ รใู้ นตวั แลว้ รทู้ วั่ ไป เพราะ

ตวั เปน็ ต้นเหตุ

• ปฏภิ าคนนั้ อาศยั ผทู้ มี่ วี าสนาจงึ จะบงั เกดิ ขนึ้ ได้ อคุ คหนมิ ติ นน้ั เปน็ ของทไ่ี มถ่ าวร

พจิ ารณาใหช้ ำ� นาญแลว้ เปน็ ปฏภิ าคนมิ ติ ชำ� นาญทางปฏภิ าคแลว้ ทวนเขา้ มาเปน็ ตน
ปฏิภาคนั้นเป็นสว่ นวปิ ัสสนา

• ใหแ้ กป้ จั จบุ นั เมอื่ แกป้ จั จบุ นั ไดแ้ ลว้ ภพ ๓ นน้ั หลดุ หมด ไมต่ อ้ งสง่ อดตี อนาคต

ใหล้ บอารมณภ์ ายนอกใหห้ มดจงึ จะเขา้ อารมณภ์ ายในได้ เพง่ นอกเปน็ ตวั สมทุ ยั
เป็นทกุ ข์ และเปน็ ตวั มจิ ฉาทิฐิ เพ่งในเป็นตวั สัมมาทฐิ ิ เพ่งในตวั เป็นสมั มาทฐิ ิ

• เลน่ นมิ ติ ก็ดี ยินดียินรา้ ยกด็ ี เรยี กวา่ คมุ้ เงาตน เชือ่ นิมิตเปน็ บ้า

90

นนั่ เปน็ ตวั อยา่ งทหี่ ลวงปบู่ นั ทกึ ขอ้ ธรรมไวใ้ นวนั หนงึ่ ทโ่ี นนนเิ วศน์ โดยรวมทงั้
การวจิ ารณล์ กั ษณะนสิ ยั ของครบู าอาจารยข์ องทา่ นด้วย ซึ่งเปน็ การ “มา้ งกาย” ของ
ทา่ นอยา่ งหนงึ่

สำ� หรับลกั ษณะอุปนสิ ัยของท่านพระอาจารยม์ น่ั นั้น หลวงปู่ไดบ้ ันทกึ ตอ่ มาอีก
หลายครงั้ ดว้ ยความชื่นชมและศรัทธาย่งิ

“ทา่ นภาวนาสถานทเี่ ปน็ มงคล มเี ทวดามานมสั การตงั้ หมนื่ ทา่ นรไู้ ดด้ ว้ ยภาวนา
ข้นั ละเอยี ดฯ อมนษุ ย์ทา่ นก็รูไ้ ด”้

“ท่านอาจารยม์ ัน่ ท่านเป็นคนเด็ดเด่ยี ว สละชวี ิตถงึ ตาย สลบไป ๓ คราว และ
ท่านตอ้ งการคนใจเดด็ เปน็ สานศุ ษิ ย์ฯ”

“ท่านท�ำตัวของท่านใหม่อยู่ในตระกูลท้ังหลาย ไม่ท�ำตัวของท่านให้คุ้นเคยใน
ตระกลู เลย การไปมาของทา่ น ไปโดยสะดวก มาโดยสะดวก ไม่ขัดข้องในตระกูล”

“เปน็ คนมกั นอ้ ย ชอบใชบ้ รขิ ารของเกา่ ๆ ถงึ ไดใ้ หม่ บรจิ าคทานใหค้ นอน่ื ขอ้ วตั ร
หมดจดดี สตติ ้ังอยู่ในสตปิ ัฏฐานเสมอ เป็นผู้ไม่ละกาล วาจาพดู ก็ดี เทศนก์ ็ดี ไมอ่ งิ
อามสิ ลาภ สรรเสรญิ วาจาตรงตามอรยิ สจั ตามความรคู้ วามเหน็ อา้ งอรยิ สจั เปน็ หลกั ฐาน
เสมอ กาย วาจา ใจ เป็นอาชาไนยล้วน”

“ทา่ นประพฤตติ นเปน็ คนขวนขวายนอ้ ยอามสิ หมดจดในขอ้ วตั ร และหมดจดใน
ธรรมะ พน้ วสิ ยั เทวดาและมนษุ ยท์ จ่ี ะตเิ ตยี นได้ ไมเ่ ปน็ ขอ้ ลอ่ แหลมในศาสนา ทา่ นได้
วตั ถสุ ่งิ ใดมา ท่านสละทันที สงเคราะห์หมพู่ รหมจรรยฯ์ ”

“สง่ิ ของอนั ใด ทา่ นอยทู่ ไ่ี หนเขาถวาย ทา่ นกเ็ อาไวใ้ หพ้ ระเณรใช้ ณ ทน่ี น้ั ทา่ นไมไ่ ด้
เอาไปดว้ ยฯ”

“มคี นไปหาทา่ นอาจารยม์ นั่ ทา่ นไมด่ คู น ทา่ นดจู ติ ของทา่ นเสยี กอ่ นจงึ แสดงออก
ไปตอ้ นรับแขกผูม้ าถึงถ่ิน อน่ึง ทา่ นหันขา้ งและหนั หลงั ใสแ่ ขก ท่านพิจารณาจติ ของ

91

ท่านก่อน แลว้ พจิ ารณานสิ ัยของผู้อ่นื นี้เป็นขอ้ ลล้ี บั มาก ตอ่ นั้นถ้าจะเอาจริงจงั ต้อง
ประชนั ต่อหนา้ กนั จงึ เห็นความจริงฯ”

“จติ ของทา่ นผา่ อนั ตรายลงไปถงึ ฐานของธรรมะนมี้ รี าคามาก บง่ ความเหน็ วา่ เปน็
อาชาไนยโดยแท”้

“ปฏบิ ตั ธิ รรม ทา่ นพูดทรมานใครแลว้ ยอ่ มได้ดีทุกๆ คน ถ้าหมน่ิ ประมาทแลว้
ย่อมเกดิ วิบตั ใิ หญ่โต”

“ทา่ นมนี สิ ยั ปลอบโยนเพอื่ คดั เลอื กคนดหี รอื ไมด่ ี ในขณะทา่ นพดู เชน่ นนั้ ทา่ นหนั
กลับเอาความจรงิ เพราะกลวั ศิษย์จะเพลนิ ฯ”

“นิสัยทา่ นเป็นคนใจเดียว ไมเ่ ห็นแก่หน้าบุคคล ในเวลาถึงคราวเดด็ เดี่ยวต่อ
ธรรมะวินยั จริงๆ ฯ”

“บุคคลใจเด็ดจึงอยกู่ บั ทา่ นได้ เพราะนิสัยของท่านเป็นเชน่ นนั้ เปน็ คนท�ำจรงิ
เอาจรงิ ฯ”

“ท่านเปน็ คนไมอ่ วดรู้ แตธ่ รรมะของทา่ นบอกเหตุผลไปต่างหาก นีเ้ ปน็ ข้อพงึ
วินิจฉัย”

“หาบคุ คลทจี่ ะดจู รติ ของทา่ นรไู้ ดย้ าก เพราะทา่ นเปน็ คนนสิ ยั ลกึ ลบั จะรนู้ สิ ยั ได้
ตอ่ เมอ่ื บุคคลทีม่ ภี มู จิ ิตสว่ นเดียวฯ”

“ทา่ นผมู้ อี ำ� นาจในทางธรรมะ ทำ� อะไรไดไ้ มค่ รน่ั ครา้ ม ชเี้ ดด็ ขาดลงไป ไมม่ ใี คร
คดั ค้าน นี่เป็นอัศจรรย์มากฯ”

“ทา่ นถอื ขา้ งใน ปฏปิ ทาความรคู้ วามเหน็ ของทา่ นเกดิ จากสนั ตฏุ ฐี ความสนั โดษ
ของท่าน ทา่ นนิสัยไม่เปน็ คนเกียจครา้ น ขยนั ตามสมณกิจวสิ ัย หวงั ประโยชนใ์ หญ่
ในศาสนาฯ”

92

“ท่านอาจารย์ม่ันเป็นผู้ที่สะอาด ไตรจีวรและเคร่ืองอุปโภคของท่านไม่ให้มี
กล่ินเลย ถยู ้อมบอ่ ยๆ”

“ท่านบวชในส�ำนักพระอรหนั ต์ ๓ องค์ แต่เม่อื ชาตกิ ่อนๆ โนน้ ”

“ทา่ นไมใ่ ครพ่ ยากรณใ์ ครๆ เหมอื นแตก่ อ่ น ทา่ นพดู แตป่ จั จบุ นั อยา่ งเดยี ว นสิ ยั
ทา่ นชอบเกบ็ เอาเครอ่ื งบรขิ ารของเกา่ ไวใ้ ช้ เพราะมนั ภาวนาดี เชน่ จวี รเกา่ เปน็ ตน้ ฯ”

“ทา่ นไมต่ ดิ อามิส ติดบคุ คล ตดิ ลาภ ยศ สรรเสริญ ทา่ นถือธรรมะเป็นใหญ่
ไปตามธรรมะ อยตู่ ามธรรมะฯ”

“ทา่ นพดู ธรรมะไมเ่ กรงใจใคร ทา่ นกลา้ หาญ ทา่ นรบั รองความรขู้ องทา่ น ฉะนนั้
ทา่ นจงึ พดู ถงึ พรกิ ถงึ ขงิ ตรงอรยิ สจั พดู ดงั ดว้ ย พดู มปี าฏหิ ารยิ ด์ ว้ ย เปน็ วาจาทบี่ คุ คล
จะใหส้ นิ้ ทกุ ขไ์ ดจ้ รงิ ๆ เปน็ วาจาทสี่ มถะวปิ สั สนาพอ ไมบ่ กพรอ่ ง กำ� หนดรตู้ ามในขณะ
กาย วาจา จติ วกิ าลตรงกบั ไตรทวารสามคั คี เปน็ วาจาท่เี ด็ดเดยี่ วขลังดี เข้มแขง็ ดี
เปน็ อาชาไนยลว้ น วาจาไมม่ โี ลกธรรมตดิ เปน็ ธรรมชาตทิ บี่ รสิ ทุ ธิ์ พระเณรอยใู่ นอาวาส
ท่านไดส้ ติมาก เพราะบารมขี องท่าน ถ้าขนื ประมาทท่านเกิดวบิ ัตฯิ ”

“ท่านอาจารย์ม่ัน เทวดา และอมนุษย์ ไปนมสั การทา่ นเทา่ ไร พันหรอื หมน่ื
ทา่ นกำ� หนดได”้

“ท่านรักษาระวังเทวดา มนุษย์ ประมาททา่ น เชน่ เย่ียงทา่ นก็มรี ะเบยี บ แมก้ ิจ
เลก็ ๆ นอ้ ยๆ เปน็ ระเบยี บหมดฯ”

“ทา่ นอาจารยท์ ่านพูดโน้น คำ� น้อี ยู่เสมอเพอื่ จะใหส้ านุศิษย์หลงเพ่อื ละอุปาทาน
ถอื ในส่งิ น้ันๆ ท่านทำ� สง่ิ ทีบ่ คุ คลไม่ด�ำรไิ ว้ สิง่ ใดดำ� รไิ ว้ ทา่ นไม่ทำ� น้สี ่อใหเ้ ห็นท่าน
ไม่ท�ำตามตณั หาของบคุ คลท่ีด�ำรไิ ว้ฯ”

“จิตของท่านอาจารย์มั่นผ่าอันตรายลงไปต้ังอยู่ด้วยอมตธรรม บริบูรณ์ด้วย
มหาสติ มหาปญั ญา มีไตรทวารรรู้ อบ มไิ ด้กระทำ� ความชั่วในที่ลบั และท่ีแจง้ และมี

93


Click to View FlipBook Version