The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Yves 02, 2023-04-07 04:11:39

หนังสือ สามประสบ สามชาติพันธุ์ สังขละบุรี

ปกหนังสือสังขละบุรี

สามชาติพันธุ์ สามประสบ สังขละบุรี The Three Ethnicities and the Three Tributaries in Sangkhla Buri


สามชาติพันธุ์ สามประสบ สังขละบุรี ศาสตราจารย์ ดร. จิรวัฒน์ พิระสันต์ ได้รับทุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โครงการส่งเสริมและการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตามแนวตะเข็บชายแดนและระเบียงเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ระยะที่ 2 (กรณีอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี)


สามชาติพันธุ์ สามประสบ สังขละบุรี The Three Ethnicities and the Three Tributaries in Sangkhla Buri ที่ปรึกษา ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กาญจนา เงารังษี ดร.ดารัตน์ ศิริวิริยะ วิภาตะกลัศ ผู้แต่ง ศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ พิระสันต์ คณะนักวิจัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรเชษฐ์ กานต์ประชา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อังกาบ บุญสูง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พัชรวัฒน์ สุริยงค์ ดร.วราภรณ์ มามี ดร.วิมล ทองดอนกลิ้ง อาจารย์วิเชียร โสมวิภาต อาจารย์มะรอแซะ เล๊าะและ อาจารย์ดารารัตน์ รุ่งเรือง อาจารย์ปนัสขนันชา สุขสำราญ พิมพ์ครั้งแรก มกราคม 2567 จำนวน 300 เล่ม รูปเล่ม นางสาววราพร เผ่าคนชม ออกแบบปก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พัชรวัฒน์ สุริยงค์ ที่มาปก ศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ พิระสันต์ พิสูจน์อักษร นางสาวกาญจนา ลีส้มซ่า จัดพิมพ์โดย มหาวิทยาลัยนเรศวร ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000 พิมพ์ที่ รัตนสุวรรณการพิมพ์ 30-31 ถนนพญาลิไท อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000


บทบรรณาธิการ การจัดการฐานความรู้(KM : Knowledge Management) ณ ปัจุบันถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะสังคมโลกกาภิวัตน์ สภาพแวดล้อมทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไป หลายด้าน แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมของชุมชมยังมีความรู้ อีกมากมายที่ยังไม่ได้รับการเผยแพร่และจัดการองค์ความรู้ให้สู่สาธารณได้ รับรู้อัตลักษณ์ของชุมชนประกอบกับรัฐบาลมีนโยบาย การพัฒนาชุมชนอย่าง ยั่งยืนโดยการส่งเสริมการอนุรักษ์ ฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการ ท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ในการพัฒนาประเทศให้มีประสิทธิ์ภาพที่สะท้อนผ่าน วงจรความรู้ อาจกล่าวได้ว่า ความรู้ที่กำลังค้นหานี้มีอยู่ทั้งภายใน ภายนอก องค์กร และชุมชน การหาและค้นคว้าเอาความรู้จากภายนอกมาใช้ จำเป็นต้องทำด้วยความระมัดระวัง ตรวจสอบนำมาดัดแปลงประยุกต์ให้ เหมาะสม ดังวงจรความรู้ประกอบไปด้วย ความรู้จากภายนอก กำหนด เป้าหมาย คลังความรู้ (ภายใน) งานเป้าหมาย เป็นสิ่งสำคัญในการจัดการ องค์วามรู้ การดักจับข้อมูลและจัดระบบความรู้ให้มีประสิทธิภาพและเกิด ความรู้ที่เป็นระบบมีประสิทธิ์ภาพ ความรู้มี 2 ประเภท คือ 1) ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (TacitKnowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละ บุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอด ออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบ นามธรรม 2) ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถ


รวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และองค์ประกอบสำคัญของวงจรความรู้มี 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1.คน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดเนื่องจากเป็นแหล่งข้อมูล และ เป็นผู้นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ 2. เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเพื่อให้คน สามารถค้นหาจัดเก็บแลกเปลี่ยน นำความรู้ไปใช้ได้อย่างง่ายและรวดเร็วขึ้น 3. กระบวนการความรู้ เป็นการบริหารการจัดการ เพื่อนำความรู้จากแหล่ง ความรู้ไปให้ผู้ใช้ เพื่อทำให้เกิดการปรับปรุงและเกิดนวัตกรรม การพัฒนาประเทศไทยภายใต้เการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ต้องให้ความสำคัญกกับการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น อัตลักษณ์ ชุมชนและวัฒนธรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาประเทศให้ยังยืนและมี ประสิทธิภาพ โดยเป็นลักษณะของการพึ่งพาตนเอง เพื่อให้ประชาชนมีส่วน ร่วมในการพัฒนาประเทศพร้อมกับโลกยุคใหม่โลกาภิวัตน์ที่เป็นการพัฒนา บนรากฐานวัฒนธรรมชุมชน แนวทางการพัฒนาชุมชนภายใต้พลวัตรการ เปลี่ยนแปลงโลกยุคใหม่ ชุมชนท้องถิ่นเน้นแนวคิดการพึ่งพาตนเอง (Self - Reliance) และการจัดการตนเอง (Self-Govemance) ของชุมชน ท้องถิ่น ประเทศไทยมีการเชือมโยงกับกรอบยุทธศาสตร์ 20 ปี (2560-2579) ที่มีเป้าหมายให้ประเทศไทยเกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ซึ่งคำ ว่า มั่นคง การพัฒนาประเทศที่เน้นการพัฒนาให้เกิดความเท่าเทียม ผ่านการส่งเสริม ผลักดันให้เกิดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อนำไปสู่การลดความ เหลื่อมล้ำทางสังคม คำว่า มั่งคั่ง เพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ส่งเสริมการ พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยการนำความคิดสร้างสรรค์มาผสมผสานทุนทาง วัฒนธรรมให้กลายเป็น สินค้า ของกิน ของฝาก เพื่อแก้ปัญหาประชาชนมี รายได้ปานกลาง และคำว่า ยั่งยืนพัฒนาที่ควบคู่กับการเป็นมิตรกับ


สิ่งแวดล้อม ค้นหาพลังงานทดแทน เพื่อให้เกิดความสมดุลของ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็น ยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศที่สร้างความเข้มแข็งภายใน และเชื่อมต่อกับ ประชาคมภายนอก ด้านอัตลักษณ์ชุมชนต้องการถ่ายทอดและนำเสนออัตลักษณ์ของ ชุมชนให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ต้องการเพิ่มศักยภาพของคนในชุมชน และหน่วยงานต่าง ๆ ในการประชาสัมพันธ์เพื่อเพิ่มภาพลักษณ์ที่ดีต่อชุมชน และองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการบริการและการจัดการการ ท่องเที่ยว สำหรับผู้ประกอบการจึงนำวัฒนธรรม เอกลักษณ์ท้องถิ่นเข้ามา เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศและเป็นเครื่องมือในการสืบทอด วัฒนธรรมของชุมชนจึงทำให้กลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่นหลายแห่งใน สังคมไทยเกิดการตื่นตัวลุกขึ้นมาฟื้นฟู ประดิษฐ์ และสร้างสรรค์วัฒนธรรม อันเป็นอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นใหม่ แสดงถึงความรู้สึกของกลุ่มหรือความ เจริญงอกงามที่แสดงออกมาในรูปแบบของภาษา คติ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปะที่มีการสืบทอดปฏิบัติ และมีการยอมรับในระดับบุคคลและสังคม อำเภอสังขละบุรี ซึ่งเป็น 1 ใน 13 อำเภอของจังหวัดกาญจนบุรี มี แนวชายแดนติดต่อกับประเทศสหภาพเมียนมา เป็นเมืองหน้าด่านที่มี ความสำคัญมาก ในอดีตเมียนมาจะใช้เส้นทางเดินทัพผ่านสังขละบุรีเข้ามา รุกรานประเทศไทยเสมอ นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา ด้วยเหตุที่มี แนวชายแดนติดกับสหภาพเมียนมา จึงทำให้สังขละบุรีเป็นดินแดนที่เต็มไป ด้วยเรื่องราวของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ทั้งกลุ่มชาติพันธุ์มอญ กลุ่มชาติ พันธุ์พม่า กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ดังนั้น การศึกษาสภาพวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ซึ่งได้แก่ กลุ่มชาติพันธุ์มอญ กลุ่มชาติพันธุ์พม่า กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ซึ่งเป็นการ


รวบรวมหลักฐานทางวัฒนธรรม บริบท และรูปแบบวิถีชีวิต เพื่อพัฒนาการ ท่องเที่ยวและอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิม ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นอย่าง ยั่งยืน ซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์ในอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี มีอัตลักษณ์ วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ที่มีเอกลักษณ์เป็นจุดเด่นและดึงดูกความสนใจในการ ท่องเที่ยวส่งผลต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อตอบสนองความต้องการของ คนยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวและเพิ่มภาพลักษณ์ ให้แก่ชุมชน ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์มีส่วนร่วมในการจัดการท่องเที่ยวในด้าน การรับจ้าง การผลิตสินค้า ที่พัก และมีอาชีพที่ส่งผลต่อการท่องเที่ยวสังขละ บุรีให้มีจุดเด่นดึงดูดนักท่องเที่ยว และพัฒนาภาพลักษณ์ของอำเภอสังขละบุรี ให้มีความแตกต่างและโดนเด่นมากขึ้น คณะผู้จัดทำขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการทำงานและ จัดทำหนังสือรวมทั้งสำนักงานวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่เล็งเห็นประโยชน์ของการ จัดทำโครงการส่งเสริมและจัดการความรู้เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนว ตะเข็บชายแดนและระเบียงเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ระยะที่ 2 กรณี อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ขอขอบคุณปราชญ์ท้องถิ่นชุมชน ทุกท่านที่ให้ข้อมูลให้เกิดผลสำเร็จฝนการจัดทำหนังสือครั้งนี้ เพื่อให้เกิด ประโยชน์ต่อสาธารณะส่งเสริมการเรียนรู้ของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่อไป ศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ พิระสันต์ และคณะ 2566


สารบัญ บทบรรณาธิการ ข้อมูลทั่วไปของอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 1 กลุ่มชาติพันธุ์อำเภอสังขละบุรี 5 กลุ่มชาติพันธุ์มอญ ภูมิหลังกลุ่มชาติพันธุ์มอญ 7 การอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์มอญเข้ามาสู่ประเทศไทย 23 การอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์มอญในสังขละบุรี 50 วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ 56 บริบททั่วไปของชุมชนมอญบ้านวังกะ 62 รูปแบบบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ 79 ครอบครัวและเครือญาติ 87 การแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ 91 การประกอบอาชีพ 93 อัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์มอญ 98 ภาษามอญ 100 วัฒนธรรมอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ 108 ประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ 123 ศาสนาและความเชื่อของชุมชนชาติพันธุ์มอญ 174 การละเล่นและการแสดงพื้นบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ 192


สารบัญ (ต่อ) กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ประวัติความเป็นมาของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 219 กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงอพยพเข้ามาในประเทศไทย 220 กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในจังหวัดกาญจนบุรี 225 บริบทชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 239 ระบบเครือญาติ ความสัมพันธ์ของคนในชุมชน 247 ระบบครอบครัวและความสัมพันธ์ภายในครอบครัว 252 ลักษณะนิสัยของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 256 ลักษณะสรีระร่างกายของชาวกะเหรี่ยง 257 ภูมิปัญญาอาหารของชาวกะเหรี่ยง 258 วัฒนธรรมภาษากลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 281 ประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 284 ศาสนาและความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 323 การละเล่นและการแสดงของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 336 นิทานพื้นบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 365 กลุ่มชาติพันธุ์พม่า เขตแดนไทยพม่า 391 การอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์พม่าในประเทศไทย 400 การอพยพยของกลุ่มชาติพันธุ์พม่าในอำเภอสังขละบุรี 415 การแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์พม่า 430 ภาษาพม่า 431 วัฒนธรรมอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์พม่า 433


สารบัญ (ต่อ) ศาสนาและความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์พม่า 435 การละเล่นและการแสดงพื้นบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์พม่า 457


สารบัญภาพ ภาพ 1 แสดงแผนที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 5 ภาพ 2 แสดงสะพานมอญ 55 ภาพ 3 แสดงวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์มอญ 58 ภาพ 4 แสดงบริบทชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์มอญ 68 ภาพ 5 แสดงวัดเก่าจมน้ำ 74 ภาพ 6 แสดงวัดสมเด็จ 75 ภาพ 7 แสดงภาพวัดวังก์วิเวการาม 76 ภาพ 8 แสดงลักษณะบ้านกลุ่มชาติพันธุ์มอญ 83 ภาพ 9 แสดงสะพานอุตตมานุสรณ์ หรือ สะพานมอญ 86 ภาพ 10 แสดงการแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ 93 ภาพ 11 แสดงการประกอบขับเรือรับจ้างของกลุ่มชาติพันธุ์ มอญ 94 ภาพ 12 แสดงอาชีพกลุ่มชาติพันธุ์มอญค้าขายบริเวณสะพาน มอญ 95 ภาพ 13 แสดงลักษณะที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ 97 ภาพ 14 แสดงอัตลักษณ์หงส์มอญ 98 ภาพ 15 แสดงธงชาติประจำชาติมอญ 99 ภาพ 16 แสดงพยัญชนะภาษามอญ 102 ภาพ 17 แสดงวัฒนธรรมอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ 112 ภาพ 18 แสดงขนมทองโย๊ะ 122 ภาพ 19 แสดงการใส่บาตรกลุ่มชาติพันธุ์มอญ 153 ภาพ 20 แสดงบุญทอดกฐิน 171


สารบัญภาพ ภาพ 21 แสดงแผนผังแสดงการปักกิ่งไม้แบะวางกระทงเซ่น ไหว้เทพารักษ์ ก่อนปลูกเรือน 173 ภาพ 22 แสดงชุดการแสดงกลุ่มชาติพันธุ์มอญ 206 ภาพ 23 แสดงการรำกลุ่มชาติพันธุ์มอญ 210 ภาพ 24 แสดงเครื่องดนตรีจระเข้กลุ่มชาติพันธุ์มอญ 212 ภาพ 25 แสดงเครื่องดนตรีกลุ่มชาติพันธุ์มอญ 213 ภาพ 26 แสดงกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 220 ภาพ 27 แสดงกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในอำเภอสังขละบุรี 232 ภาพ 28 แสดงการทำอาหารกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 241 ภาพ 29 แสดงความเคารพและนับถือ 246 ภาพ 30 แสดงการประกอบอาชีพของกลุ่มชาติพันธุ์ กะเหรี่ยง 252 ภาพ 31 แสดงบ้านเรือนของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 254 ภาพ 32 แสดงความสัมพันธ์ครอบครัว 255 ภาพ 33 แสดงภูมิปัญญาอาหารกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 259 ภาพ 34 แสดงต้นผักเหลียง 280 ภาพ 35 แสดงภาษากะเหรี่ยง 282 ภาพ 36 เครื่องดนตรีกะเหรี่ยง กลองมโหระทึก 341 ภาพ 37 แสดงเครื่องดนตรีกะเหรี่ยง “เตหน่า” 342 ภาพ 38 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างถะคู กับวิถีชีวิตของ ชาติพันธ์กะเหรี่ยง 355 ภาพ 39 แสดงภาพด่านเจดีย์สามองค์ 404 ภาพ 40 แสดงลักษณะบ้านเรือนกลุ่มชาติพันธุ์พม่า 429


สารบัญภาพ ภาพ 41 แสดงตัวอักษรพม่า 431 ภาพ 42 แสดงคำทักทายภาษาพม่า 432 ภาพ 43 แสดงร้านอาหารพม่าในพื้นที่อำเภอสังขละบุรี 434


1 ข้อมูลทั่วไปของอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ข้อมูลอำเภอสังขละบุรี อำเภอสังขละบุรีแบ่งการปกครองเป็น 3 ตำบล 20 หมู่บ้าน ตำบล หนองลู มี 10 หมู่บ้าน ตำบลปรังเผล มี 4 หมู่บ้าน ตำบลไล่โว่ มี 6 หมู่บ้าน มีจำนวนประชากร 42,391 คน แบ่งเป็นประชากรชาย 21,928 คน ประชากรหญิง 20,463 คน มีจำนวนครัวเรือน 13,142 ครัวเรือน (พ.ศ.2564) ตารางที่ 1 แสดงข้อมูลจำนวนประชากรระดับอำเภอ ข้อมูล ปี พ.ศ. 2560 2561 2562 2563 2564 จำนวนประชากรระดับ อำเภอ ชาย (คน) 19,848 20,149 20,484 21,761 21,928 หญิง (คน) 18,475 18,780 19,087 20,312 20,463 รวม 38,323 38,929 39,571 42,073 42,391 ตารางที่ 2 แสดงข้อมูลจำนวนครัวเรือนระดับอำเภอ ข้อมูล ปี พ.ศ. 2560 2561 2562 2563 2564 จำนวนครัวเรือน (หลัง) 11,816 11,910 12,066 12,201 12,329 ปัจจุบันอำเภอสังขละบุรีอยู่ทางทิศเหนือของจังหวดกาญจนบุรี ระยะทาง 230 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ป่าเขา 3,349 ตารางกิโลเมตร (71.4%) พื้นที่ 335 ตารางกิโลเมตร (9.6%)พื้นที่อำเภอสังขละบุรีเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ที่สำคัญของแม่น้ำ 3 สาย คือ แม่น้ำรันตี แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำซองกาเลีย


2 ไหลมารวมกันที่บริเวณสามประสบ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำแควน้อย แต่ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตน้ำท่วมของเขื่อนวชิราลงกรณ์ อำเภอสังขละบุรีมีพื้นที่ติดต่อกับบริเวณใกล้เคียง ดังนี้ ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอชะแล อำเภอทองผาภูมิ ทิศใต้ ติดต่อกับตำบลปิล็อก อำเภอทองผาภูมิ ทิศตะวันตก ติดต่อกับสหภาพเมียนมา ที่ตั้งของอำเภอสังขละบุรี มีลักษณะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มี ความสำคัญมากแห่งหนึ่งในของจังหวัด เนื่องจากกพรมแดนด้านทิศตะวันตก มีพื้นที่ติดต่อกับสหภาพเมียนมาเป็นระยะทาง 160 กิโลเมตร โดยมีเทือกเขา ตะนาวศรีเป็นพรมแดนธรรมชาติ (มณฑล คงแถวทอง, 2545 หน้า 2541) ที่ว่าการอำเภอสังขละบุรีตั้งอยู่ที่เขตเทศบาลตำบลวังกะ หมู่ที่ 2 ในเขตตำบลหนองลู ประชากรของบ้านวังกะนั้นจะเป็นชาวไทยเชื้อสาย กะเหรี่ยง โดยประมาณถึงร้อยละ 80 ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณฝั่งอำเภอ หรือที่มักเรียกกันว่า “วังกะฝั่งไทย” ที่เหลืออีกร้อยละ 15 นั้นส่วนหนึ่งจะ เป็นคนเชื้อสายมอญที่หลบหนีมาการสู้รบมาจากสหภาพเมียนมาซึ่งจัดเป็น “ผู้พลัดถิ่นสัญชาติเมียนมา” และอาศัยอยู่ที่บ้านวังกะ หมู่ 2 ตำบลหนองลู หรือที่เรียกกันว่า “วังกะฝั่งมอญ” และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นชนกลุ่มน้อยที่ หลบหนีเข้ามาเป็นชาวเมียนมา เชื้อสายเมียนมา ชาวเมียนมาเชื้อสาย กะเหรี่ยง ชาวเมียนมาเชื้อสายมอญ ฯลฯ ซึ่งจัดเป็น “ผู้หลบหนีเข้าเมืองเชื้อ สายเมียนมา” กลุ่มนี้จะอาศัยอยู่กระจัดกระจายเกือบทุกหมู่บ้านในเขต


3 ตำบลหนองลู ส่วนอีกร้อยละ 5 จะเป็นคนไทยที่เข้ามาทำมาค้าขายประกอบ ธุรกิจ และรับราชการ ในตำบลหนองลู นอกจากหมู่ที่ 2 บ้านวังกะ ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนเขตวังกะฝั่งไทยและชุมชนเขตวังกะฝั่งมอญแล้วมี อีก 9 หมู่บ้านที่ เหลือประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ชาวกะเหรี่ยงที่เป็น บุคคลบนพื้นที่สูง ชาวไทยเชื้อสายมอญ และผู้หลบหนีเข้าเมืองสัญชาติ เมียนมาที่มีทั้งชาวเมียนมาสัญชาติเมียนมา ชาวเมียนมาชนชาติกะเหรี่ยง และชาวเมียนมาสัญชาติมอญ ใช้รูปแบบการปกครองท้องถิ่นเหมือนหมู่บ้าน ไทยทั่วไปคือ จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ตามลำดับชั้น โดยมีผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้ดูแลและมีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านอีก 4 คน ช่วยดูแล โดยแยกออกเป็นฝ่าย ปกครองและฝ่ายปราบปราม ในปัจจุบันที่หมู่บ้านวังกะ มีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เป็นชาวมอญ 2 คน นอกจากนั้น ก็ยังมีการแบ่งกลุ่มการปกครองออกเป็นคุ้ม จำนวน 28 คุ้ม มีสมาชิกกลุ่มละ 20 หลังคาเรือนโดยในแต่ละกลุ่มจะมี หัวหน้าคุ้ม และรองหัวหน้าคุ้มคอยดูแล ซึ่งลูกบ้านในแต่ละกลุ่มจะเป็นผู้ เลือกหัวหน้าคุ้มกันเอง โดยเลือกจากผู้สูงอายุและผู้ที่มีคนเคารพนับถือ ทั้งนี้ หากหัวหน้าคุ้มหรือรองหัวหน้าคุ้มทำผิดลูกบ้านก็จะเป็นผู้ปลดออกจาก ตำแหน่งได้ ในกรณีที่มีข้อพิพาทหรือเรื่องใด ๆ เกิดขึ้นลูกบ้านจะแจ้งที่ หัวหน้าคุ้มเพื่อให้หัวหน้าคุ้มไกล่เกลี่ย และตัดสินหากไม่สามารถตกลงกันได้ ซึ่งจะส่งเรื่องต่อไปยังผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและผู้ใหญ่บ้านตามลำดับ สรุปอำเภอสังขละบุรี ซึ่งเป็น 1 ใน 13 อำเภอของจังหวัด กาญจนบุรี มีแนวชายแดนติดต่อกับประเทศสหภาพเมียนมาเป็นเมืองหน้า ด่านที่มีความสำคัญมาก ในอดีตเมียนมาจะใช้เส้นทางเดินทัพผ่านสังขละบุรี เข้ามารุกรานประเทศไทยเสมอ นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นต้นมา ด้วยเหตุที่มีแนวชายแดนติดกับสหภาพเมียนมาจึงทำให้สังขละบุรีเป็น


4 ดินแดนที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้คนหลากหลายจากภาษาทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ มอญ กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง และกลุ่มชาติพันธุ์พม่า กลุ่มชนสำคัญกลุ่มหนึ่งในอำเภอสังขละบุรี กาญจนบุรี คือ ชาวมอญซึ่งได้อพยพเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.2490 (ค.ศ.1947) ด้วยสาเหตุของสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่สงบในประเทศ สหภาพเมียนมา ทางราชการไทยจัดให้เป็นผู้พลัดถิ่นสัญชาติเมียนมา และมี บางส่วนที่จัดเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านวังกะ ตำบลหนองลู ชาวมอญเป็นผู้ที่มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และมี สิ่งสำคัญที่เป็นศูนย์รวมจิตใจ คือ หลวงพ่ออุตตมะ แห่งวัดวังก์วิเวการาม ซึ่งทุกคนให้ความเคารพและศรัทธาอย่างยิ่ง ด้วยเหตุที่ชาวมอญส่วนใหญ่ที่บ้านวังกะเหล่านี้ ยังคงมีสถานภาพ เป็นเพียงผู้พลัดถิ่นสัญชาติเมียนมา และผู้หลบหนีเข้าเมืองทำให้ยังคงไม่ได้รับ สัญชาติไทย ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน แม้ว่าจะเกิดบนผืนแผ่นดินไทยฟัง พูดอ่านเขียนได้ดีเหมือนคนไทยทั่ว ๆ ไป ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา เช่น เมื่อไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนมีเพียงบัตรผู้พลัดถิ่นสีต่าง ๆ จึงไม่สามารถ ออกนอกพื้นที่เพื่อไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น หรือออกไปทำงานนอก หมู่บ้าน หากไปนอกพื้นที่ครั้งใดก็จะต้องทำเรื่องเพื่อขออนุมัติ อย่างไรก็ตามแม้ว่าอำเภอสังขละบุรีในทุกวันนี้ จะประกอบไปด้วย คนหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งมอญ กะเหรี่ยง ไทยแต่ทุกคนก็สามารถอยู่ร่วมกัน ด้วยความสงบสุข เพราะต่างมีศูนย์รวมจิตใจซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือ หลวงพ่ออุตตมะ สมดังชื่อซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาพอำเภอได้อย่างแท้จริง กล่าวคือ สัง หมายถึงว่า “ร่วม” ขละ หมายความว่า “ร่วมกัน” และ บุรี คือ “เมือง” สังขละบุรีจึงน่าจะมีความหมายว่า เมืองแห่งความหลากหลายของ กลุ่มชน ซึ่งผสานจิตใจรวมเป็นหนึ่งเดียว


5 ภาพ 1 แสดงแผนที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี


6 กลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดกาญจนบุรี นับตั้งแต่อดีตมาประชากรในจังหวัดกาญจนบุรีประกอบด้วยหลาย กลุ่มเชื้อชาติดังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง พระราชนิพนธ์เกี่ยวกับประชากรของจังหวัดกาญจนบุรีในสมัยของพระองค์ ว่า “มีทั้งกลุ่มคนไทย คนจีน ลาว มอญ กะเหรี่ยง พม่า และขรุ จนมากระทั่ง ในปัจจุบันนี้ประชากรจังหวัดกาญจนบุรียังคงประกอบด้วยหลายเชื้อชาติ กล่าวคือ กลุ่มคนไทย จีน กะเหรี่ยง ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่บนพื้นที่สูง มอญซึ่งมีทั้งที่ อยู่แต่เดิมและอพยพเข้ามาใหม่ พม่า ขมุ ละว้า ลาวโซ่ง และลาวเวียง หนึ่งที่อพยพยจากพม่าเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ทางจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งรัฐบาล ไทยอนุญาตให้พักพิงในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวผู้พลัดถิ่นเหล่านี้ ประกอบด้วยประชากรเชื้อชาติต่าง ๆ เช่น มอญ กะเหรี่ยง พม่า และได้เข้า มาตั้งถิ่นฐานในอำเภอสังขละบรี อำเภอทองผาภูมิ อำเภอท่ามะกา และ อำเภอไทรโยค


7 ภูมิหลังกลุ่มชาติพันธุ์มอญ มอญ เป็นชนชาติเก่าแก่ชาติหนึ่งในเอเชีย ซึ่งมีวัฒนธรรม ประเพณี ต่าง ๆ เช่นรำมอญ การละเล่นทะแย มอญ เจ้าเข้า รวมทั้งดนตรีและเพลง มอญ ซึ่งล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะประเพณีและดนตรีนั้น คนไทย ได้นำเข้ามาใช้ประกอบพิธีต่าง ๆ ของไทยอยู่เป็นประจำซึ่งชนชาติมอญแต่ เดิมอาศัยอยู่บริเวณตอนใต้ของพม่า เมืองหลวงคือ “หงสาวดี” แต่เนื่องจาก มอญกับพม่าเป็นศัตรูกันมาช้านานมีสงครามสู้รบกันอยู่ตลอดผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ ต่อมามอญตกในความปกครองของพม่าในปีพุทธศักราช 2206 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นับแต่นั้นเป็นต้นมา มอญจึงเริ่มหนีสงครามเข้ามาอยู่ในประเทศไทยชาวมอญเป็นชนเผ่า มองโกลอยด์(Mongoloid) มีถิ่นฐานเดิมอยู่ทางตะวันตกของประเทศจีน นักปราชญ์ ทํางานภาษาศาสตร์และนักมนุษย์วิทยาได้จัดชาวมอญไว้ใน ตระกูล Austro Asiantic (ภาษาเอเชียตะวันออก) ชาวมอญได้อพยพจากจีน ลงมาตอนใต้ และมาตังอาณาจักรทางฝั่งตะวันออกของอิระวดี และอพยพมา ตั้งแหล่งอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะ ๆ และเป็นกำลังสำคัญของไทย ในการทำศึกกับพม่าทุกครั้งมอญยังได้สมรสกับคนไทยสืบลูกหลานมาจน ปัจจุบัน มอญอดีตเคยเป็นชาติที่รุ่งเรืองและเจริญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวมอญมีความผูกพันกับคนไทยมาแต่โบราณกาล มีการไปมาหาสู่กันเสมอ แต่ด้วยสาเหตุของสงครามที่ชาวมอญถูกกดขี่ข่มเหงจากพม่าเป็นเหตุให้ ชาวมอญได้อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทยการ อพยพเข้ามาสู่ประเทศไทยหลายระลอกด้วยกัน


8 ชาวมอญเรียกตัวเองว่า “มอญ” (Mon) คนไทยเรียกชาวมอญว่า “มอญ” หรือ “รามัญ” (Raman) คนพม่าเรียกมอญว่า “มอญ” หรือ “ตะเลง” (Talaing) ชาวตะวันตกในสมัยโบราณ เช่น ชาวอังกฤษเคยเรียก ชาวมอญว่า “เพกวน” (Peguan) เป็นชื่อที่เริ่มใช้เมืองหงสาวดี (Pegu) ได้รับ การสถาปนาเป็นเมืองหลวงของบริเวณพม่าตอนล่าง ในช่วงหลังชาวตะวันตก ใช้ชื่อนี้เรียกทั้งชาวมอญและชาวพม่า ปัจจุบันชาวตะวันตกก็เรียกชาวมอญ ว่า “มอญ” (Mon) ส่วนคำว่า Remen Raman Rman ได้ปรากฏตั้งแต่ พุทธศตวรรษที่ 6 ดังมีหลักฐานอยู่ในศิลาจารึกหลายหลักในเขมรก่อนเมือง พระนคร (สมทรง บุรุษพัฒน์ และคณะ, 2552) นอกจากนี้ยังมีข้อมูลกล่าวถึงมอญ ว่าเป็นชนชาติที่สืบเชื้อสายมา จากชาวพยู ซึ่งเป็นเผ่ามองโกลอยด์ ตั้งถิ่นฐานอยู่ทั่วบริเวณทั่วไปทางตอนใต้ ของพม่าและไทย มีผู้สันนิษฐานว่าชาวมอญอพยพมาจากเมืองเตลงคนา (Telegana) ซึ่งอยู่บนฝั่งทะเลด้านตะวันออกของอินเดียซึ่งนักประวัติศาสตร์ เชื่อว่าชนชาติมอญสืบเชื้อสายมาจากอินเดีย แต่นักประวัติศาสตร์บางท่าน บอกว่ามอญมีเชื้อสายทิเบตเหมือนพม่า (ไพโรจน์ โพธิ์ไทร, เศรษฐชัย ชัยสนิท, นิชาภา เนตรศิริและกาญจนา รัตรสาร, 2555, หน้า 1-2) ความเป็นมาของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ มอญ เป็นทั้งชื่อของชนชาติและกลุ่มชาติพันธุ์มีประวัติศาสตร์แห่ง อาณาจักรอันรุ่งเรืองด้วยสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม ประเพณี จนถือได้ว่ามอญเป็นครูหรือต้นแบบของอาณาจักรทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนบ้าน ทั้งพม่า ไทย ลาว หรือเขมร บรรพชนของชาวมอญได้ดิ้นรน ต่อสู้เพื่อรักษาอาณาจักรต่าง ๆ ของตนเองเอาไว้อย่างสุดกำลังความสามารถ แต่ถึงกระนั้นก็ต้องสูญเสียอาณาจักรสุดท้ายแก่พม่าเมื่อปี พ.ศ. 2300 และ


9 ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพม่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อย่างไรก็ดีจาก กาลเวลาที่ผ่านมาคนมอญทั้งปวงยังคงรักษาไว้ซึ่งความเป็นมอญไว้อย่าง เข้มข้นแม้ว่าจะถูกกดบังคับโดยพม่าผู้ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นผู้มีชัยชนะเหนือมอญ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ชนชาติมอญนับว่าเป็นกลุ่มที่เคยมีอารยธรรมอันเจริญรุ่งเรืองสูงสุด กลุ่มหนึ่งในอุษาคเนย์ สันนิษฐานกันว่าอาณาจักรมอญโบราณในประเทศไทย ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่เป็นจังหวัดนครปฐมในปัจจุบัน คือ อาณาจักรทวารวดีและบริเวณที่ราบลุ่มเชียงใหม่ คือ รัฐหริภุญไชย หลังจาก นั้นได้เกิดอาณาจักรมอญขึ้นในบริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำอริวดี ซึ่งปัจจุบัน ในเขตพม่าตอนล่าง (Lower Burma) ในช่วงเวลา 700 ปีของอาณาจักรมอญ ในพม่าและจากศึกภายในอาณาจักรที่เกิดการแย่งชิงอำนาจกันเอง จนกระทั่ง อาณาจักรมอญต้องล่มสลายไปในที่สุด ด้วยเหตุดังกล่าวปัจจุบันนี้ กลุ่มชาติพันธุ์มอญจึงได้กลายเป็น “ชนกลุ่มน้อยอยู่ในสหภาพเมียนมาไม่มี ประเทศมอญในแผนที่โลกเพราะถูกพม่าปราบปรามแบบล้างเผ่าพันธุ์ และผนวกดินแดนของมอญเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพเมียนมาเมื่อมีการสู้ รบระหว่างพม่ากับมอญ ชาวมอญจะอพยพย้ายถิ่นเข้าสู่ประเทศไทยครั้งละ เป็นจำนวนมาก” อย่างไรก็ดีชาวมอญ ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในบริเวณพม่า ตอนล่าง อีกส่วนหนึ่งอพยพเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในบริเวณภาคกลางของ ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยธนบุรีและสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (เทียมจิตร์ พ่วงสมจิตร์, 2541, หน้า 26; สุจริตลักษณ์ ดีผดุง, พรทิพย์ อุสุภ รัตน์ และประภาศรี ดำสะอาด, 2542, หน้า 5)


10 อาณาจักรมอญโบราณในประเทศไทย อาณาจักรทวารดี ในระยะเวลาอันยาวนานก่อนที่กลุ่มชนที่พูดภาษาไทยกลุ่มแรกมา ตั้งถิ่นฐานในที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในภาคกลางของประเทศไทยซึ่งเป็นที่ ตั้งอยู่ดั้งเดิมของชาวมอญ ได้เกิดอาณาจักรมอญที่มีชื่อเป็นภาษาสันสกฤตว่า อมวารดี Gordon H. Luce (1965) ได้ให้คำอธิบายว่าอาณาจักรแห่งนี้เป็น ดินแดนของชาวมอญ (Monland) และเป็นศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมมอญ แต่ข้อสันนิษฐาน Luce ยังไม่อาจด่วนสรุป หรือถือเป็นข้อยุติได้ เพราะ วาทกรรม “ความเป็นมอญ” นั้นแม่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เองก็ได้เคยตั้ง ข้อสังเกตว่า คำว่ามอญ “น่าจะเป็นชื่อเรียกวัฒนธรรม” มากกว่าเป็นชื่อกลุ่ม ชาติพันธุ์ เช่นเดียวกับคำว่า “ขอม” ชาวมอญถือได้ว่าบรรพชนสายวัฒนธรรมหนึ่งของกลุ่มชนในสมัย ปัจจุบันที่อาศัยอยู่ในภาคกลางของประเทศไทยและสหภาพเมียนมา ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดย์ กล่าวว่าอาณาจักรซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชนมอญใน ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาแต่ครั้งโบราณ มีนามว่าทวารดี หรือที่นักเดินทาง ชาวจีน ซึ่งเดินทางจากจีนไปอินเดียในช่วงคริสศตวรรษที่เจ็ด (พุทธศตวรรษที่สิบสอง)ได้ กล่าวถึงอาณาจักรที่นับถือพุทธศาสนา ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างพม่าและกัมพูชา ชื่อ ตัวหลัวปัวตี้ (T’o-lo-po-ti) หรือ ฉวนหลัวปัวตี้(Tch’ouan-lo-po-ti) หรือฉัวหัวปัวตี้ Samuel Beal ได้อ่านตัวอักษรจีนดังกล่าว และถ่ายทอดเป็น ตัวเขียนภาษาสันสกฤตว่า ทวารวดี (Dvaravati) นักโบราณคดีในสมัยต่อ ๆ มาได้ตรวจสอบหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดพบในบริเวณจังหวัด พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ปราจีนบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี และราชบุรี ประเภทโบราณวัตถุ คือ พระพุทธรูปและสถาปัตยกรรม หลังจารึกภาษา มอญและมีการขุดพบประติมากรรมปูนปั้นรวมทั้งดินเผาต่อมาได้มีการ


11 เปิดเผยเกี่ยวกับเหรียญเงินสองเหรียญที่ขุดพบในบริเวณซากปรักหักพังของ องค์พระปฐมเจดีย์ ด้านหน้าของเหรียญหนึ่ง อีกเหรียญหนึ่งเป็นรูปหม้อ ปูรณะฆฏะ ด้านหลังของเหรียญจารึกคำว่า “ศรีทวารวดีศวรปุณย” แปลว่า “แด่บุญของพระราชาแห่งศรีทวารวดี” แสดงว่าเหรียญที่ระลึกในพิธีก่อสร้าง ที่สำคัญในพุทธศาสนาจากหลักฐานต่าง ๆ ดังกล่าวจึงสรุปได้ว่ากลุ่มชนที่พูด ภาษามอญแห่งอาณาจักรทวารวดีมีบทบาทสำคัญในการตั้งชุมชนโบราณใน ตอนกลางของคาบสมุทรอินโดจีนและเป็นผู้เผยแพร่พุทธศาสนาในประเทศ แถบนี้อีกด้วย วัฒนธรรมทางศาสนาของอาณาจักรทวารวดีได้แผ่ขยาย ออกไปในอาณาบริเวณทางภาคเหนือของประเทศไทย คือ รัฐหริภุญไชยซึ่งมี หลักฐานชี้บ่งว่าสถาปนาขึ้นโดยพระนางจามเทวีแห่งลวปุระเป็นสตรีผู้นำ คณะสงฆ์ขึ้นไปเผยแพร่พุทธศาสนายังรับใหม่ที่ตนก่อตั้งขึ้นดังกล่าว (ยอร์ช เซเดย์, 2542, หน้า. 166-175; Guillon, 1999, pp. 101-102; hall, 1981, p.182) นอกจากนี้ Foster (1972, p.8) ระบุอาณาจักรทวารวดีตกอยู่ ภายใต้อำนาจของขอมในราวพุทธศตวรรษที่ 11 ส่วนหริภุญไชยที่ลำพูนนั้นก็ ตกอยู่ในอำนาจของอาณาจักรล้านนา (เชียงใหม่) ในราว ปี พ.ศ. 1833–1835 ทั้งนี้ Seidenfaden (1985, p. 117) ได้กล่าวว่า “มอญแห่งอาณาจักร ทวารวดี (ละโว้) และหริภุญไชย (ลำพูน) ได้ถูกกลืนจนกลายเป็นคนไทยมา เป็นระยะเวลานานแล้ว” ดังนั้นในปัจจุบันการรับรู้ของคนไทยโดยทั่วไปเมื่อ เรากล่าวถึงคนมอญในเมืองไทยจึงหมายถึงคนที่สืบสายมาจากมอญที่อพยพ มาจากพม่าในภายหลัง คือ นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา (สุจริตลักษณ์ ดีผดุง และคณะ, 2542, หน้า.7)


12 อาณาจักรหริภุญไชย ศรีศักร วัลลิโภดม (2545) ได้กล่าวถึงความเป็นมาของอาณาจักร หริภัญไชยซึ่งตั้งอยู่ในที่ราบลุ่มซึ่งเป็นมที่ตั้งของจังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบันไว้ใน หนังสือเรื่อง “ประวัติศาสตร์โบราณคดีของล้านนาประเทศ” ซึ่งได้อาศัยหลักฐาน ทางด้านโบราณคดีประเภทโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ขุดพบในบริเวณ ดังกล่าว รวมทั้งเอกสารประเภทพงศาวดารและตำนานต่าง ๆ เช่น ชินกาลมาลาลีปกรณ์ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระนางจามเทวีและราชวงศ์ของ กษัตริย์ที่ครองนครหริภุญไชยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่สิบสาม และกล่าวถึงคงผู้คนพลเมืองดั้งเดิมของท้องถิ่นว่าเป็นสังคมพหุชาติพันธ์ซึ่ง ประกอบไปด้วยกลุ่มสำคัญได้แก่ชาวเมงและชาวลัวะผู้มีความเชื่อในเรื่องการ นับถือผีและการเคารพรูปสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มชนสายตระกูลหรือ ชมรมโครตวงศ์ (Totemism) ต่อมามีกลุ่มชนจากถิ่นอื่นซึ่งมีการประท้วงกับเมืองในทางภาค กลางอพยพเข้ามาแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์กับชนพื้นเมืองจึงมีการสร้าง เมืองขึ้นที่เชิงดอยสุเทพ บริเวณใกล้แม่น้ำแม่คาน ทำให้โครงสร้างของสังคม เปลี่ยนจากสังคมชุมชนบรรพกาลมาเป็นสังคม “รัฐ” แบบมีแว่นแคว้น อาณาจักร จากนั้นจึงเริ่มมีการแบ่งแยกทางชนชั้น เชื้อสายของกลุ่มชน พื้นเมืองดั้งเดิมซึ่งแต่งงานกับพวกที่อพยพเข้ามาใหม่ ซึ่งมี “ความรู้” เป็นอำนาจที่เหนือกว่าก็ได้กลายเป็นชนชั้นปกครอง อย่างไรก็ตาม แว่นแคว้น ที่เกิดขึ้นในยุคนี้เป็นเมืองเล็ก ๆ บริเวณเชิงดอยตีนเขาและหุบเขาด้อยความ เจริญและอยู่ห่างไกลจากลุ่มเมืองที่เจริญในภาคกลางมักประสบกับอุทกภัย จนเกิดเหตุการณ์เมืองล่มอยู่บ่อยครั้ง ระบบความเชื่อก็ยังคงเป็นลัทธิความ เชื่อดั้งเดิม คือ นับถือผีบรรพชนและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติ ป่า เขา ฯลฯ


13 สภาพสังคมและวัฒนธรรมของเมืองเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปเมื่อมี การขยายที่ทำกินออกไปยังที่ราบลุ่มห่างจากดอยสุเทพออกมาและมีหลักฐาน ระบุว่าฤๅษีวาสุเทพสนับสนุนให้นางจามเทวีสร้างเมืองหริภุญไชยขึ้นใน พุทธศตวรรษที่สิบสามในขณะเดียวกันก็มีการติดต่อทางด้านสังคมและ วัฒนธรรมกับเมืองในภาคกลางเฉพาะอย่างยิ่งละโว้ซึ่งเป็นศูนย์กลางของ ศิลปวิทยาการเทียบได้กับตักศิลาในยุคนั้น ดังนั้นการเสด็จขึ้นมาสร้างบ้าน แปลงเมืองและครองราชย์ของพระนางจามเทวีจึงสะท้อนให้เห็นการ เคลื่อนย้ายประชากรและการแพร่วัฒนธรรมของบ้านเมืองที่รับวัฒนธรรม พราหมณ์เข้ามายังภาคเหนือพระพุทธศาสนาแบบได้เข้ามาแทนที่ระบบความ เชื่อเดิม มีการสร้างวัดวาอารามและการสอนศาสนาโดยเหล่าพระสงฆ์ รวมทั้งมีนักปราชญ์ ช่างฝีมือและชำนาญการเกิดขึ้นมีสถาบันกษัตริย์ และ เริ่มมีการสืบสันติวงศ์ เช่น มีการสร้างเมืองใหม่ในพื้นที่อันเป็นเขตจังหวัด ลำปางนั้น คือ เขลาคนครวมเอาคนกลุ่มชนพื้นเมืองหลายกลุ่มให้เขามาอยู่ใน การปกครอง เช่น ชาวเมงและชาวละว้า อาณาจักรหริภุญไชยมีการปะทะสังสรรค์ทางด้านสังคมและ วัฒนะรรมกับแว่นแคว้นทั้งใกล้และไกล เช่น ทางใต้ ได้แก่ อาณาจักรลพบุรี และศรีวิชัย ส่วนทางตะวันตก ได้แก่ สุธรรมวดีและหงสาวดี และทางทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เชียงแสน ต่อมาเมื่อมีคติศาสนาฝ่ายมหายาน และตันตระเผยแพร่จากแหลมมลายูขึ้นทางภาคกลาง คือ จากอาณาจักร ละโว้ (ลงนคร) ทางอาณาจักรหริภุญไชย (ลวะพูน) ก็ได้รับอิทธิพลด้วย เช่นกัน ดังจะเห็นได้จากความนิยมในการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องสวม มงกุฎเทริดขนนก มาทำพระพิมพ์ พระเครื่อง เป็นเครื่องรางของขลังเป็นต้น


14 หลังจากนั้นได้เกิดโรคระบาดขึ้นในอาณาจักรหริภุญไชยทำให้ คนอพยพเข้าไปอยู่ในเมืองสุธรรมนครและหงสาวดีเกิดการผสมผสานผู้คนทั้ง สองฝ่าย เป็นเหตุให้ชาวหริภุญไชยได้รับอิทธิพลทางด้านภาษามอญและ ตัวหนังสือมอญจากชาวมอญ ดังปรากฎหลังฐานจากการพบศิลาจารึกอักษร มอญในเขตเมืองโบราณสมัยหริภุญไชย ภาษามอญและอักษรมอญที่พบใน หริภุญไชยมีอายุรุ่นเดียวกับภาษาและอักษรมอญทมี่พบในศิลาจารึกใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และจารึกพม่าโบราณใน สมัยพระเจ้าจันสิตถาราว พ.ศ. 1628 -1655 ตำนวนชินกาลมาลีปกรณ์กล่าวว่า หริภุญไชยเป็นแว่นแคว้นที่มี กษัตริย์ปกครองตั้งแต่พระนางจามเทวีไปจนถึงพระเจ้าญีบา รวมทั้งสิ้นสิบห้า องค์คิดเป็นระยะเวลา 631 ปี เมื่อเสียอิสรภาพให้แก่พญามังรายใน พ.ศ. 1836 อาณาจักรหริภุญไชยจึงสูญสลายไป เหลือเพียงร่องรอยของเมือง โบราณ โบราณสถานและโบราณวัตถุเป็นเครื่องแสดงถึงการมีตัวตนแต่ครั้ง การที่หริภุญไชยแพ่สงครามครั้งนี้เป็นปรากฎการณ์ทางสังคมที่ ก่อให้เกิดการรวมตัวกันขึ้นระหว่างประชาชนในที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงกับ ที่ราบลุ่มแม่น้ำกกและน้ำว้า มีการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนที่พูดภาษาตระกูล ไท-ลาวเข้าผสมผสานกับชาวหริภุญไชย ซึ่งเดิมน่าจะเป็นกลุ่มชนที่พูดภาษา ตระกูลมอญ-เขมร ทำให้เกิดการสร้างเมืองขึ้นใหม่อีกหลายเมือง เช่น เวียง กุมกามและเมืองเชียงใหม่เป็นต้น วัฒนธรรมมอญของอาณาจักรหริภุญไชยร่องรอยเชื่อมต่อ สังคมไทยในปัจจุบันที่สำคัญอยู่สองประการ คือ ศิลปกรรม และระบบความ เชื่อในด้านศิลปกรรมนั้น ยังมีซากศิลปวัตถุและโบราณสถาน ณ เมืองโบราณ ต่าง ๆ คือ เมืองลำพูน เวียงท่ากาน เวียงมโน และเวียงเถาะอนุชนรุ่นหลังได้ ศึกษาถึงความเจริญรุ่งเรืองของสังคมในที่ราบลุ่มทางตอนเหนือของประเทศ


15 ไทยแต่ครั้งอดีต ส่วนด้านระบบความเชื่อนั้น โบราณสถานวัตถุของ หริภุญไชยนับว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพุทธนิยมเดินทางไปสักการะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระบรมธาตุหริภุญไชยอันเป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุด ของภาคเหนือ รวมทั้งพระพิมพ์และพระเครื่องที่สร้างขึ้นตามความเชื่อใน สมัยนั้น เช่น พระรอด พระลำพูน พระเปิม พระลือ พระสาม พระสิบสอง ฯลฯ ซึ่งมีอิทธิพลต่อความเชื่อในเครื่องรางของขลังของชาวไทยที่เป็น พุทธมามกะในปัจจุบัน อาณาจักรมอญในพม่า เรื่องราวของชาวมอญกลับปรากฏขึ้นในปริบมบาททางการเมือง อุษาคเนยือีกครั้งหนึ่งเมื่อมีการอพยพลงมาตั้งหลักแหล่งอยู่ทางฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำอิรวดีในพม่าตอนล่างและตั้งอาณาจักรของตนขึ้นโดยมีศูนย์กลาง ความเจริญระยะแรกหลายแห่งด้วยกัน คือ เมืองสะเทิม (Thaton) หรือ สุธรรมวดี (Sudhammavati) ทวันเท (Twante) และหงสาวดี (Pegu) ซึ่ง ต่างก็เป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกันแต่ได้ร่วมกันสร้างสมอารยธรรมความเจริญต่าง ๆ มากมาย (สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า.17) อาณาจักรสะเทิม ประวัติการสร้างเมืองสะเทิมหรือสุธรรมวดีปรากฏอยู่ในพงศาวดาร ชนชาติมอญว่าสร้างขึ้นก่อนปี พ.ศ. 241 โดยพระเจ้าสีหราชา อาณาจักร สะเทิมมีกษัตริย์ปกครองต่อมารวมทั้งสิ้นถึง 59 พระองค์ (พระมหาช่วง อู้เจริญ, 2540, หน้า.16-17) แต่เอ้มมานูเอล กิลยอง ได้แสดงทัศนะว่าประวัติ ดังกล่าวยังขาดหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุน (Guillon, 199, p.104)


16 ในคริสต์ศตวรรษที่ 11 (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 14 ) ชาวมอญได้ ยึดครองเมืองแปรโบราณซึ่งกษัตริย์ของชาวพยูเคยปกครองมาก่อน ต่อมา Guillon ได้สันนิษฐานเกี่ยวกับที่ตั้งของอาณาจักรสะเทิมโบราณหรือสุธรรม วดีว่าอยู่ห่างจากเมืองสะเทิมปัจจุบบันเล็กน้อย โดยตั้งอยู่เหนือปากแม่น้ำ บิลิน (bilin) ในบริเวณที่เรียกว่าเตกะละ (Taikala) ซึ่งอยู่ใกล้หมู่บ้านวินกะ (winka) หลังจากทำการจขุดค้นอย่างคร่าว ๆ จึงพบฐานรากของอาหารที่ สำคัญรวมทั้งจารึกของพระเจ้าจันสิตถา (Kyanzittha’ s inscription) ในบริเวณนี้อีกด้วย (Guillon, 199, p. 105) อาณาจักรสะเทิมมีบทบาทสำคัญทางด้านพุทธศาสนาดังจะเห็นได้ จากตำนานเกี่ยวกับการเดินทางมายังสะเทิมของพระพุทธโกษา (ก่อนคริสต์ศักราช 500 ปี) ชาวเมืองสะเทิมซึ่งเดินทางกลับมาจากการไป ศึกษาเล่าเรียนทางด้านพุทธศาสนาทมี่ศรีลังกาพร้อมนำไวยากรณ์บาลีและ กฎพระมนู (the lae of manu) มาด้วย การเดินทางมาเป็นพระธรรมทูต เพื่อเผยแพร่พุทธศาสนายังดินแดนสุวรรณภูมิของพระโสณเถระและ พระอุตระเถระนี้ ปรากฏว่าชาวมอญที่อยู่ในเขตพม่าตอนล่างในยุคต้น ๆ ไม่ได้รับรู้เรื่องตำนานเกี่ยวกับพระธรรมทูตทั้งสองรูปนี้จนเมื่อปรากฏในบน หลักศิลาจารึกในคริสต์ศตวรรษที่สิบห้า - สิบหก (ราวพุทธศตวรรษที่ยี่สิบ - ยี่สิบเอ็ด) เฉพาะอย่างยิ่ง ในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในสมัยพระเจ้าธรรม เจดีย์โดยได้รับอิทธิพลจากศรีลังกา (Guillon, 1999, p.107) ในพุทธศตวรรษที่ 16 อาณาจักรมอญที่สะเทิมเจริญถึงขีดสุดยิ่ง กว่าอาณาจักรใด ๆ ในบริเวณใกล้เคียง ทั้งทางด้านวัฒนะรรม ศาสนาและ การค้า แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่มอญไม่สามารถรักษาอาณาจักร ของตนเองไว้ได้ เพราะทันที่ที่พม่าซึ่งอพยพเข้ามาทางตอนเหนือสามารถตั้ง อาณาจักรเป็นปึกแผ่นขึ้นได้ที่พุกามก็ได้แพ่อำนาจมารุกรานมอญ มอญจึง


17 ต้องสูญเสียอิสรภาพแก่พม่าใน พ.ศ. 1600 สงครามครั้งนี้แม้ว่ามอญจะเป็น ฝ่ายพ่ายแพ้แต่อารยธรรมความเจริญของมอญกลับไปมีอิทธิพลเหมือนพม่า ดังตะเห็นได้จากการที่พระเจ้าอนิรุธ (Anawrahta พ.ศ. 1587 -1620) ได้ทรงกวาดต้อนนักปราชญ์ราชบัณฑิต พระสงฆ์ช่างฝีมือ ตลอดจนข้าทาส จำนวนกว่า 30,000 คน จากสะเทิมไปยังพุกามและได้หล่อหลอมเป็น ศิลปวัฒนธรรมของพม่าทั้งในด้านการปกครอง ศาสนา อักษรศาสตร์ และ สถาปัตยกรรม (กิตติ วรกุลกิตติ, 2533, หน้า. 23; ชายวิทย์ เกษตรศิริ, 2544, หน้า.21; สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า. 16-17; Fink, 2001, p. 17Lintner, 1994, p.42) พม่ามีนโยบายที่จะรวมมอญเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรตน ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอนิรุธและสืบทอดมายังกษัตริย์องค์ต่อ ๆ มาเฉพาะอย่าง ยิ่งในสมัยพระเจ้าครรชิตหรือจันสิตถาผู้ทรงใช้ความพยายามที่จะผสมผสาน คนทั้งสองกลุ่มชาติพันธ์นี้เข้าด้วยกัน แต่นโยบายนี้กลับไม่มีความต่อเนื่อง ทั้งนี้เนื่องมาจากชาวมอญได้พยายามดิ้นรนเพื่อความมีอิสรภาพในการ ปกครองตนเองอยู่เสมอมา และในที่สุดก็สามารถฟื้นตัวและสถาปนา อาณาจักรขึ้นอีกสองแห่งในระยะเวลาที่ต่อเนื่องกัน (สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า.18) อาณาจักรเมาะตะมะ ความพยายามของมอญในการปลดแอกพม่าเพื่อตั้งอาณาจักรอิสระ ของตนได้ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 1830 พ่อค้าชาวมอญ ชื่อ มะกะโท ซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าฟ้ารั่ว หรือ วาเรรุ (Wareru) ได้กอบกู้เอกราช และสถาปนาราชวงศ์ขึ้นปกครองอาณาจักรมอญ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเมาะตะมะ บริเวณปากแม่น้ำสาละวิน ราชวงศ์นี้ได ปกครองอาณษจักรมอญที่สืบต่อมาจนถึง พ.ศ. 2087 (สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า.18)


18 พระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระเจ้าฟ้ารั่ว นอกเหนือจากการ สถาปนาอาณาจักรมอญแล้วยังทรงสร้างประมวลกฎหมายใหม่โดยดัดแปลง มาจากพระมนูธรรมศาสตร์ แท้ที่จริงแล้วก็คือการแปลจากต้นฉบับในภาษา อินเดียมาเป็นภาษามอญนั่นเอง ซึ่งรู้จักกันตามพระนามของพระองค์ว่า พระธรรมศาสตร์ฉบับพระเจ้าฟ้ารั่ว ประมวลกฎหมายนี้ต่อมาได้กลายเป็น รากฐานของวรรณกรรมทางกฎหมายของพม่า มอญ รวมทั้งไทยด้วย (Guillon} 1999, p.157; South) เหตุการณ์สำคัญทางด้านพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นในอาณาจักรนี้มี ปรากฏในตำนวนมูลศาสนา คือ กษัตริย์แห่งรามัญเทศะหรือเมาะตะมะ ได้ทรงส่งพระสงฆ์ไปอุปสมบทใหม่ ณ วัดอุทุมพรคีรี ประเทศศรีลังกา และ กลับมาใน พ.ศ. 1874 พร้อมกับสานุศิษย์ของเจ้าอาวาสวัดอุทุมพรคีรี พระสงฆ์ไปอุปสมบทใหม่ ณ วัดอุทุพรคีรี พระสงฆ์รูปนี้ได้จัดตั้งเสมาหิน สิบสองหลัก เพื่อกำหนดสถานที่ทำสังฆกรรม ได้รับความนิยมมากจนกระทั่ง ได้รับพระราชทานนามว่า มหาสวามีอุทุมพรบุปผา คณะสงฆ์ที่มาจาก ศรีลังกานี้แตกต่างจากสงฆ์คณะอื่น ๆ ในขณะนั้นเพราะเป็นสายอรัญญวาสี หรือพระป่าผู้ถือ ธุดงควัตร ต่อมาได้แพร่หลายไปยังสุโขทัย และเป็นที่นิยม จนกระทั่งทุกวันนี้ จากหนังสือ สลาพัท ราชวงศ์ (Slapat rajavan) ที่จัดพิมพ์ขึ้นโดย Halliday เมื่อ ปี พ.ศ. 2466 (ค.ศ. 1923) มีข้อมูลสอดรับกับเอกสารอีกสอง ฉบับว่าหลังจากรัชสมัยของพระเจ้าวาเรรุ ได้มีกษัตริย์ขึ้นครองราชย์สืบต่อ จากพระองค์อีกแปดองค์ซึ่งทรงมีพระสมัญญานามว่า “พระเจ้าช้างเผือก” (Possessors of White Elephan) ในจำนวนนี้พระกษัตริย์องค์หนึ่งซึ่งมี พระนามขึ้นต้นด้วยคำว่าพญา คือพญาอ้ายลาว (Bana E Law) ผู้ขึ้น ครองราชย์ต่อจากพระเจ้าวาเรรุในอันดับที่ 4 ในช่วงปี พ.ศ. 1874 -1891


19 (ค.ศ. 1331-1348) ซึ่ง Guillon (1999, p.160) มีทัศนะว่าน่าจะเป็นมอญ หลังจากนั้นกษัตริย์พระองค์ต่อมาพระนามจะมีคำว่าพญานำหน้า ทุกพระองค์ พระเจ้าช้างเผือกอีกพระองค์หนึ่งซึ่งมีความสามารถในการทำ ศึกสงคราม คือ พญาอู่ (Bana U) ผู้ขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.1891 (ค.ศ. 1348) ในตอนต้นรัชกาลพระองค์ต้องป้องกันอาณาจักรจากการรุกราน ของอาณาจักรล้านนา หรือเชียงใหม่ซึ่งประสงค์ที่จะเข้ามาสร้างที่มั่นใน รัฐหริภุญไชยที่มีชาวมอญอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ต่อมาพญาอู่ได้ทรงย้ายเมืองหลวงจากเมาะตะมะไปยังหงสาวดีใน พ.ศ. 1912 (ค.ศ. 1369) เพื่อให้ปลอดภัยจากการโจมตีของฝ่ายไทย เนื่องจากมอญตกอยู่ในสมัยแห่งศึกภายในอาณาจักรอันเกิดจากการแย่งชิง ราชสมบัติติดต่อกันเป็นเวลานานหลายปี เห็นเหตุให้ประเทศเพื่อนบ้านได้แก่ ไทย และไทใหญ่หรือฉานถือโอกาสเข้ามาแทรกแซงแต่พญาอู่ก็ทรงสามารถ รักษาอาณาจักรไว้ได้ในที่สุด (สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า. 18-19) อาณาจักรหงสาวดี อาณาจักรมอญในพม่าตอนล่างรวมกันเป็นอาณาจักรเดียวกันได้ เป็นครั้งแรกใยสมัยพระเจ้าราชาธิราช (Razadarit พ.ศ. 1928 -1967) ผู้ทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดาคือพญาอู่ทรงสร้างสัมพันธไมตรีอันดีต่อ กรุงศรีอยุธยา พระองค์จึงสามารถป้องกันการรุกรานจากพม่าและไทยใหญ่ ได้ตลอดรัชสมัยของพระองค์จึงสามารถป้องกันการรุกรายจากพม่าและไทย ใหญ่ได้ ตลอดรัชสมัยของพระองค์มีเรื่องของการศึกสงคราม เฉพาะอย่างยิ่ง กับพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องกษัตริย์พม่าแห่งกรุงอังวะ แต่พระเจ้าราชาธิราชทรงใช้ นโยบายให้อังวะกับรัฐต่าง ๆ ของไทยใหญ่แตกสามัคคีกัน ทำให้สงคราม


20 แผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างจนกระทั่งพระองค์ทรงสามารถป้องกันอาณาจักร มอญไว้ได้ (สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า. 20) อาณาจักรมอญในช่วงปี พ.ศ. 1966 -2082 (ค.ศ. 1423 -1539) ถือได้ว่าเป็นยุคทองแห่งความสงบและรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมรวมทั้งการค้า ขายกับต่างประเทศมีกษัตริย์ที่สำคัญ คือพระยาวารุ (Binnyawaru พ.ศ.1989 - 1993) ผู้มีชื่อเสียงในความเที่ยงธรรมในการปกครอง พระนางเชงสอบู (Shinsawbu พ.ศ.1996 -2015) และพระเจ้าธรรมเจดีย์ (Dammazedi พ.ศ. 2015 – พ.ศ. 2035) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนักปกครองดีเยี่ยม และยังได้ทำการปฏิรูปพุทธศาสนาในอาณาจักรมอญ ทั้งด้านพิธีกรรมและ วินัยสงฆ์ เป็นต้น ในระยะเวลาดังกล่าวพม่าเกิดจากการจลาจลภายใน อาณาจักรของตนเอง จึงไม่มีโอกาสมารุกรานมอญ มอญจึงสามารถทำนุบำรุง บ้านเมืองได้อย่างเต็มที่รวมทั้งการติดต่อขายกับต่างประเทศ เมืองท่าที่สำคัญ คือ สิเรียม (Syriam) พะสิม (Bassein) เมาะตะมะ (Martaban) และ หงสาวดี (Pegu) ซึ่งทำการค้าขายกับอินเดีย มะละกา และหมู่เกาะมาเลย์ (ชลธิรา สัตยาวัฒนา, ประภัสสร เยรปัญญา และคณะ, 2547, หน้า.39) ในปี พ.ศ. 2401 เมื่อชาวโปรตุเกสเปิดเส้นทางเดินทางเรือจาก ยุโรปมายังตะวันออกทำให้ชาวยุโรปเดินทางเข้ามายังประเทศต่าง ๆ ในภาคตะวันออกมากยิ่งขึ้น หลังจากที่โปรตุเกสยึดมะละกาได้อัลฟองโซ เดอ อัลบูร์ เกอกี (Alfonso de Albuqueque) ได้ส่งตัวแทน คือ แอนโทนี่คอร์เรีย (Anthony Correa) เข้ามาทำสัญญาการค้ากับเจ้าเมืองเมาะตะมะในปีพ.ศ. 2062 มอญ ได้อนุญาตให้พ่อค้าชาวโปรตุเกสเข้ามาทำการค้าที่เมืองเมาะตะมะและ หงสาวดี ในเวลาเดียวกันนั้นโปรตุเกสก็ได้ตั้งสถานีการค้าขึ้นมาที่เมาะตะมะ ด้วย (สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า.21)


21 การค้าของมอญในระยะเวลาดังกล่าวเป็นการค้าขายทางทะเลกับ ประเทศ ทั้งในเอเชียและยุโรป ซึ่งก่อให้เกิดความมั่นคงแก่หงสาวดี เมาะตะมะ และตะนาวศรีเป็นอย่างมาก แต่ปรากฎว่าการค้าภายในภูมิภาคมี น้อย เนื่องจากสถานการณ์ในพม่าตอนเหนือไม่สู่สงบนัก ทางด้านการศาสนานั้นพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงหงสาวดีในยุคนี้มี ความเหลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง เช่น นางพญาท้าวและ พระเจ้าธรรมเจดีย์ได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง บริจาคทรัพย์สิน และเครื่องประดับเพื่อใช้ในการบูรณะตกแต่งเจดีย์ชเวดากองและถวายทาส ชายหญิงจำนวนมากเพื่อเป็นข้าวัด ส่วนพระเจ้าธรรมเจดีย์ได้ทรงส่งทูตไป ศรีลังกาทำให้เกิดการปฏิรูปศาสนาในด้านพิธีกรรมและวินัยสงฆ์ โดยมี ศูนย์กลางอยู่ที่พัทธสีมากัลป์ยานี (Kalayanithein) ใกล้กรุงหงสาวดี ซึ่งใช้ สถานที่ในการอุปสมบทพระสงฆ์ โดยพระธรรมเจดีย์ได้ทรงชักชวนพระสงฆ์ จากประเทศเพื่อนบ้านให้มาทำการบวชอีกครั้งที่สวีมากัลยานี พิธีกรรมการ บวชในอุษาคเนย์จึงมีมาตรฐานแบบเดียวกันแต่นั้นเป็นต้นมา และยังมีการ จารึกเรื่องราวการปฏิรูปพุทธศาสนาในครั้งนั้นลงบนแท่งหินสิบแท่งที่เรียกว่า จารึกกัลยาณีอีกด้วย (สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า.23) กษัตริย์ที่เรืองพระนามทางด้านการปกครองแห่งกรุงหงสาวดีใน ระยะเวลาดังกล่าวได้แก่ พระเจ้าฟ้ารั่ว ผู้ทรงความเที่ยงธรรมในการปกครอง และลงโทษผู้กระทำความผิดด้วยมาตรการอันเฉียบขาด บ้านเมืองจึงมีความ สงบเรียบร้อย จำนวนอาชญากรลดน้อยลง และพระเจ้าธรรมเจดีย์ทรงมี ผลงานในการรวบรวมหลักระเบียบการปกครองที่เรียกว่า ธรรมเจดีย์เพียตธัง (Demazedi pyatton) รวมทั้งการแปลตำราพระธรรมศาสตร์ของพระเจ้าฟ้ารั่วหรือ วารุ (Wagaru dhammathat) จากภาษามอญมาเป็นภาษาพม่าอีกด้วย (ชลธิรา สัตยาวัฒนา, ประภัสสร เธียรปัญญา และคณะ, 2547, หน้า.43)


22 ความเจริญของมอญในยุคนี้สิ้นสุดลง เพราะถูกพม่าแห่งราชวงศ์ ตองอูรุกรานและถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของพม่าอีกครั้งใน พ.ศ. 2082 แม้ว่า พระเจ้าตะเบงชเวตี้ (Tabinshweti พ.ศ. 2074 – 2093) จะทรงมีนโยบายที่ จะสมานไมตรีกับมอญ และรวมมอญกับพม่าเข้าเป็นชาติเดียวกันถึงกับ ทรงย้ายราชธานีมาอยู่หงสาวดี และรับอารยธรรมต่าง ๆ จากมอญมาใช้ใน พม่า เช่นเมื่อทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกเพื่อขึ้นครองราชย์ใน ปี พ.ศ. 2089 ก็ทรงใช้พระราชพิธีทั้งแบบมอญและพม่า ทรงไว้พระเกศา แบบมอญและทรงให้ความนับถือแก่สมาชิกของราชวงศ์มอญแห่งกรุงหงสาวดี ทั้งนี้มีผู้ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่าพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเอาชนะใจ ชาวมอญผู้จำยอมต้องตกเป็นพสกนิกรของพระองค์อย่างไม่มีทางเลือก (ชลธิรา สัตยาวัฒนา, ประภัสสร เธียรปัญญา และคณะ, 2547, หน้า. 43; Halliday in Smithies, 1986, p. 9; South, 2003, p.74) เมื่อสิ้นรัชกาลของพระเจ้าตะเบงชเวตี้ มอญก็ต้องประสบกับความ เดือดร้อนเนื่องจากกษัตริย์พม่าองค์ต่อ ๆ มาปกครองมอญอย่างกดขี่และบีบ คั้นในเรื่องภาษีและการเกณฑ์แรงงานในกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในยามสงบและ ยามศึกสงครามเป็นเหตุให้มอญก่อการจลาจลอยู่เนือง ๆ และในที่สุดตอน ปลายสมัยราชวงศ์ตองอู ขณะที่พม่าต้องผจญทั้งศึกฮ่อและสงครามกับไทย มอญก็สามารถรวบรวมกำลังและประกาศอิสรภาพอีกครั้งใน พ.ศ. 2283 โดย มีสมิงทอพุทธเกษ (Smin Htaw Buddhaketi) (พ.ศ. 2283 -2290) เป็นหัวหน้าหลังจากยึดที่มั่นในหงสาวดีได้แล้ว มอญได้ขยายอาณาเขตขึ้นไป ทางเหนืออย่างรวดเร็วยึดได้แปรตองอู และรุกขึ้นไปตามลุ่มแม่น้ำอิรวดี จนกระทั่งถึงอังวะในปีต่อมาพระยาทะละ(Binnya Dala พ.ศ.2290 - 2300) ได้ครองอำนาจแทนสมิงทอพุทธเกศ ก็ได้ทำการขยายอาณาเขตออกไป ยึดได้เจ๊าะกเซ (Kyaukse) ในพ.ศ. 2294 และอังวะใน พ.ศ. 2295 แต่ชัยชนะ


23 ของมอญก็เป็นอยู่เพียงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น เพราะในไม่ช้าพม่าก็มีผู้กู้ชาติ คนหนึ่งแห่งเมืองมุกโซโบ (Moksobomyo) คือ อลองพญาซึ่งได้ตีกองทัพ มอญจนต้องถอยออกจากที่มั่นทางเหนือ และอลองพญายังได้ยกกองทัพตาม ลงมาปราบมอญจนถึงหงสาวดีและได้มอญไว้ในอำนาจโดยเด็ดขาด ในพ.ศ. 2300 มอญจึงถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของพม่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยไม่มีโอกาสฟื้นตัวได้อีกจนกระทั้งปัจจุบัน การอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์มอญเข้ามาสู่ประเทศไทย การอพยพเข้าสู่สยามของชาวมอญนั้นมีอยู่สามลักษณะด้วยกัน คือ 1. เข้ามาในฐานะเป็นเชลยลงคราม 2. เข้ามาโดยหลบหนีจากองทัพพม่าซึ่ง มักเกณฑ์ให้ไปทำสงครามอยู่เสมอและ 3. เข้ามาในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง ภายหลังจากที่ได้ก่อการกบฏและถูกปราบปรามหรือถูกพม่ากดขี่เบียดเบียน เช่น การอพยพเข้ามาในรัชสมัยรชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อย่างไรก็ ตามโดยมากแล้วมอญจะอพยพยเข้ามาในฐานะผู้ลี้ภัยและมาด้วยความสมัคร ใจมากกว่าถูกกวาดต้อนเป็นเชลย และมอญที่อพยพเข้ามานั้น ส่วนมากมา จากเมืองเมาะตะมะซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ใกล้พรมแดนไทย และเป็นชุมทางซึ่งมี ทางร่วมที่เข้าสู่ไทยถึงสองสายด้วยกัน เมืองเมาะตะมะเป็นเมืองที่ได้รับความ กดดันและบีบคั้นจากพม่ามาก เนื่องจากพม่ามักใช้สถานที่ชุมนุมทัพก่อนยก มาตีไทยและยังเกณฑ์เสบียงอาหารและชาวเมืองเข้ากองทัพอีกด้วย ทำให้ ชาวมอญได้รับความเดือดร้อนจึงพยายามที่จะก่อกบฏเพื่อต่อต้านพม่าเมื่อไม่ สำเร็จก็พากันอพยพหนีมาเมืองไทยนอกจากนี้ยังมีมอญอพยพจากเมืองอื่น ๆ เช่น หงสาวดี เมาะลำเลิง แครง เริง เป็นต้น(สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า. 56-61)


24 เส้นทางในการอพยพยของชาวมอญมีอยู่สามทางด้วยกันโดยมี จุดตั้งต้นอยู่ที่เมืองเมาะตะมะ คือ 1. ทางเหนือ อพยพเข้ามายังเมืองตากหรือ ระแหง ทางด่านเม่ละเมา 2.ทางใต้อพยพเข้ามายังเมืองกาญจนบุรี ทางด่าน เจดีย์สามองค์ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้กันมากและ3. เข้ามาทางเมืองอุทัยธานี เช่น การอพยพในสมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ในราว พ.ศ.2353 (Halliday,1986,p.13) จากการศึกษาของ Robert Halliday โดยใช้หลักฐานจากทั้งฝ่าย พม่าและฝ่ายมอญทำให้สรุปได้ว่าการอพยพครั้งสำคัญของชาวมอญเข้าสู่ เมืองไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ไปจนกระทั่งสมัยธนบุรี และรัตนโกสินทร์ในปลายพุทธศตวรรษ 23 มีเพียงสามครั้ง คือ ครั้งแรกเมื่อ ปี พ.ศ. 2203 ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชหลังจากการ ก่อกบฏของมอญที่เมืองเมาะตะมะ ชาวมอญจำนวนนับหมื่นคนได้หนีเข้ามา พึ่งพระบรมโพธิสมภารของกษัตริย์ไทยโดยได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี และ ได้รับพระราชทานที่ดินให้ตั้งบ้านเรือนในกรุงศรีอยุธยา การอพยพครั้งที่สอง เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2317 หลังการล่มสลายของกรุงหงสาวดีในปี พ.ศ. 2300 Robert Halliday (1986,p.10) ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุที่ชาวมอญ มิได้ทำการอพยพโดยทันทีเมื่อเสียกรุงหงสาวดี เนื่องจากชาวมอญจำนวน มากถูกสังหารหมู่ทั้งคนธรรมดาสามัญและไม่เว้นแม้กระทั่งพระภิกษุโดย กองทัพพม่า เพื่อปราบปรามคนมอญอย่างเด็ดขาดไม่ให้สามารถลุกขึ้นมา เคลื่อนไหวเพื่อกอบกู้เอกราชได้อีกต่อไป ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเวลานั้น กล่าวกันว่ามีจีวรของพระสงฆ์กองทับถมเคลื่อนไปทั่วพื้นดินและท้องน้ำและ ได้ทำให้คูคลองรอบกรุงหงสาวดี “แดงฉานไปด้วยโลหิต” (run red with gore) (South, 2003,p 80)


25 ด้วยเหตุนี้ในครั้งนั้นเพื่อความอยู่รอดของตนเอง คนมอญจำนวน หนึ่งได้หันไปสวามิภักดิ์ต่อกษัตริย์พม่าและเปลี่ยนอัตลักษณ์ของตนเองไม่ว่า จะเป็นภาษา ชื่อ การไว้ทรงผม และการแต่งกายให้กลายเป็นพม่า การอพยพ ครั้งที่สามประกอลด้วยชาวมอญจำนวนประมาณ 30,000 ถึง 40,000 คน ซึ่งได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีเช่นเดิมโดยมีตัวแทนจากราชสำนักไปต้อนรับ เป็นอย่างดีเช่นเดิมโดยให้มีตัวแทนจากราชสำนักไปต้อนรับครัวมอญถึง กาญจนบุรี คือ เจ้าฟ้ามงกุฏซึ่งต่อมาทรงขึ้นครองราชย์ เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 (Halliday} 1986, p.10; Lang, 2002,pp. 134-135; South,2003,p.80) ในขณะที่สุภรณ์ โอเจริญ (2541, หน้า. 52-74) มีความเห็นว่า หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พอจะสืบค้นได้มีการอพยพยของชาวมอญครั้ง สำคัญอยู่ถึงเจ็ดครั้ง ซึ่งเป็นการอพยพยในสมัยอยุธยาห้าครั้ง คือ ใน สมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา (พ.ศ. 2112 -2133) สมัยสมเด็จพระนเรศวร (พ.ศ.2133-2148) สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2173–2198) สมัยสมเด็จพระนารายณ์ (พ.ศ. 2199-2231) และสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บรมโกศ (พ.ศ. 2275-2301) ส่วนอีกสองครั้งอยู่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย นอกจากการอพยพครั้งสำคัญ ๆ ดังกล่าวแล้ว สันนิษฐานว่า ในระหว่างการอพยพเหล่านั้น คงจะมีการอพยพครั้งบ่อย ๆ เข้ามาเรื่อย ๆ โดยไม่มีการบันทึก เนื่องจากหลังราชวงศ์ตองอูแล้วพม่ามี นโยบายในการปกครองมอญอย่างกดขี่ มีการเกณฑ์แรงงานเกือบตลอดเวลา และในบางสมัยพมาก็ยังมีนโยบายปราบปรามมอญอีกด้วย นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ (2546, น. 128-132) กล่าวถึงการอพยพของ ชาวมอญเข้าสู่เมืองไทยว่า มีถึงเก้าระลอกด้วยกัน นับแต่สมัยอยุธยาเป็นต้น มาจนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น การอพยพของคนมอญมีสาเหตุแบบต่างกรรม


26 ต่างวาระกัน ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในลักษณะที่มอญแพ้สงครามและสูญ อาณาจักรให้แก่พม่าซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่พระเจ้าตะเบงชเวตี้กรุง หงสาวดีแตกเมื่อปี พ.ศ. 2082 เป็นต้นมา แต่มอญก็พยายามดิ้นรนฟื้นตัว ขึ้นมาสร้างอาณาจักรต่าง ๆ ขึ้นใหม่อีกหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่ง ท้ายที่สุดมอญก็ถูกปราบปรามอย่างสิ้นซากใน พ.ศ. 2300 และถูกกลืนให้ เป็นพม่า (Burmanization) ด้วยวิธีการอันรุนแรง นับแต่นั้นเป็นต้นมามอญ ไม่สามารถฟื้นตัวได้อีกเลย แต่ถึงกระนั้นมอญก็ได้พยายามก่อกบฏหลายต่อ หลายครั้ง เช่น มอญเมืองเมาะตะมะก่อกบฏขึ้นถึงสองครั้ง คือ ครั้งแรก เมื่อ ปี พ.ศ. 2204 หรือ พ.ศ. 2205 และครั้งหลังสุดในปี พ.ศ. 2357 เป็นต้น กล่าวได้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับการอพยพยของคนมอญเข้าสู่ประเทศไทย แต่ครั้งสมัยอยุธยาจนกระทั่งถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น ยังไม่มีการสอบ ทานให้สอดคล้องกันในบรรดานักวิชาการทางด้านมอญศึกษาทั้งในประเทศ ไทยและสหภาพเมียนมาเฉพาะอย่างยิ่งการอพยพครั้งสำคัญ ๆ ด้วยสาเหตุที่ อาจเป็นได้อยู่สองประการคือ ในประการแรกพรมแดนระหว่างไทยกับพม่ามี ระยะทางยางหลายกิโลเมตรและมีช่องทางติดต่อกันหลายช่องทางทำให้ คนมอญอพยพเข้ามาได้โดยสะดวกตลอดเวลาในทางปฏิบัติแล้วคงไม่มีผู้ใดที่ จะสามารถรวบรวมจำนวนครั้งและจำนวนคนที่อพยพยเข้ามาได้ทั้งหมด ในประการสุดท้าย การศึกษาค้นคว้าหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ ความเป็นมาของชนชาติมอญเป็นเรื่องต้องห้ามในสหภาพเมียนมาด้วยเหตุผล ทางการเมืองเพราะเกรงว่ามอญจะกลับมาเรืองอำนาจได้อีกครั้ง เนื่องจาก กลุ่มมอญเป็นกลุ่มที่มีอุดมการณ์ในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการ ปกครองตนเองอย่างต่อเนื่องนับแต่สมัยหลังอาณานิคมเป็นต้นมา จึงพยายามกดบังคับเอาไว้แม้กระทั่งการแสดงออกทางวัฒนธรรมและ ภาษามอญ


27 ต่อมาในสมัยอาณานิคมด้วยนโยบานชนการแบ่งแยกและ การปกครองของอังกฤษทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ของคนกลุ่มน้อยที่จัดกลุ่มที่มี ขนาดใหญ่รองลงมาจากชาวเบอร์มัน ซึ่งมีเจ็ดกลุ่มหนึ่งในนั้นคือกลุ่มมอญ พอจะลืมตาอ้าปากได้บ้าง แต่เมื่อพม่าได้เอกราชเป็นต้นมาสภาพการณ์ก็เป็น เช่นเดิม สืบเนื่องมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ที่มีการอพยพของคนมอญระลอก แล้วระลอกเล่านานนับไม่ถ้วนเพื่อหนีร้อนมาพึ่งเย็นและแสวงหาโอกาศที่คิด ว่าดีกว่าทางด้านเศรษฐกิจแต่ในที่สุดแล้วก็กลายเป็น “การหนีเสือปะจระเข้”ก็ อาจเป็นได้ (เจือจันทร์ วงศ์พลกานันท์, 2549) ถิ่นที่อยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์มอญในเมืองไทย ชาวมอญที่อพยพยเข้ามาอยู่ในเมืองไทยเป็นที่ต้องการของ พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์เกือบทุกครั้งที่มีครอบครัวชาวมอญอพยพ เข้ามายังประเทศไทยก็จะโปรดเกล้าฯ ให้มีคนไปรับครัวมอญพระราชทาน ที่ตั้งให้บ้านเรือนและที่ทำกิน ข้างของเครื่องใช้ที่จำเป็นทั้งยังโปรดเกล้าฯ ให้มีหัวหน้าผู้ดูแลเป็นคนเชื้อชาติมอญด้วยกันเองบริเวณที่จัดให้ชาวมอญ อาศัยส่วนใหญ่จะอยู่ริมแม่น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่น้ำทางตอนเหนือของ กรุงเทพฯ และลำน้ำแม่กลอง มอญที่อพยพยเข้ามาในกรุงศรีอยุธยาตั้ง บ้านเรือนอยู่แถบชายพระนครและบริเวณที่ติดต่อกับจังหวัดนนทบุรี มาถึง สมัยกรุงธนบุรีก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้มอญที่เข้าในขณะนั้นปอยู่ที่ปากเกร็ด แขวงเมืองนนทบุรี และสามโคก แขวงเมืองปทุมธานีในสมัยพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้มีการสร้างป้อมขึ้นที่ปากลัดแล้วจึงกำหนดให้เป็น เมืองใหม่ชื่อว่า “เมืองนครเขื่อนขันธ์” โดยรวมเอาเนื้อที่บางส่วนของเมือง สมุทรปราการและกรุงเทพมหานครเข้าด้วยกัน และได้โปรดเกล้าฯ


28 ตั้งพระยาราม (สมิงทอมา) บุตรพระยามหาโยธาขึ้นเป็นพระยานครเขื่อนขันธ์ รามัญราชชาติเสนาบดีศรีสงคราม ผู้รักษาเมือง (สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า.96) ส่วนมอญเข้ามาหลังสุดก็โปรดเกล้าฯ ให้แยกย้ายไปอยู่ตามเมือง ต่าง ๆ คือนครเขื่อนขันธ์ ปทุมธานี และนนทบุรีในปัจจุบันที่มีชาวมอญอยู่ เป็นจำนวนมาก คือ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อำเภอสามโคก จังหวัด ปทุมธานี และเมืองปากลัดหรือนครเขื่อนขันธ์ หรืออำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการในปัจจุบัน จากปากลัด มอญได้ขยายตัวไปตามลำน้ำถึง แม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำแม่กลอง ได้แก่อำเภอบ้านปาง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และจังหวัดกาญจนบุรี จากการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคน มอญของศาสตราจารย์ นายแพทย์สุเอ็ด คชเสนี ปรากฏว่ายังมีมอญอยู่ที่ ลำพูน ลำปางและยังพบมอญที่อาศัยอยู่อย่างหนาแน่ในอีกหลาย ๆ จังหวัด เช่น ที่ตามลำน้ำมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดลพบุรี และจังหวัด อุทัยธานีซึ่งเป็นเส้นทางของการอพยพยเข้าสู่ประเทศไทยจากสหภาพเมียนมา นอกจากนี้ยังอาจพบมอญอยู่กันกระจัดกระจายในจังหวัดต่าง ๆ เช่นธนบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี นครปฐม พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี นครราชสีมา นครสวรรค์ และปราจีนบุรี (จารุเกต กาญจนาภา, 2515, หน้า. 3-5; สุจริตลักษณ์ ดีผดุง และคณะ, 2542 ก, หน้า.10-11; สุภรณ์ โอเจริญ, 2541 หน้า. 74-112; Halliday, 1986, pp. 17-19) นอกจากนี้ ชาวมอญยังได้รับอนุญาตจากทางรัฐบาลไทยให้ได้ ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตามวินัยปฏิบัติของตนซึ่งแตกต่างไปจากไทย เล็กน้อยตลอดจนสามาถปฏิบัติกิจกรรมตามขนบประเพณีความเชื่อของตน เช่น การนับถือผี การฉลองเทศกาลต่าง ๆ อาทิเช่น มอญบางแห่ง แต่อาจจะ มีการเปลี่ยนเปลงจากเดิมบ้างเล็กน้อย ส่วนเรื่องภาษานั้น รัฐบาลก็ไม่ได้ บังคับให้หันมาใช้ภาษาไทยแต่เพียงภาษาเดียวแต่ให้ใช้ภาษาเดิมได้ตามใจ


29 สมัครภาษามอญจึงมีใช้กันอยู่ในปัจจุบันตามวัดมอญและในชุมชนมอญ ว่าจะมีภาษาไทยเข้าไปปะปนอยู่ด้วยก็ตาม (สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า.66) อนึ่ง ชาวมอญที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยยังได้รับอนุญาตให้มี การติดต่อกับญาติมิตรที่อยู่ในเมืองมอญ การอนุญาตให้มีการติดต่อนี้ นอกจากจะมีส่งผลทางด้านจิตวิทยาในการปกครองมอญอพยพยแล้ว ยังเป็น ประโยชน์แก่ไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ ทำให้ไทยสามารถทราบข่าว ความเคลื่อนไหวทางด้านการเมืองและการทหารในสหภาพเมียนมาอีกด้วย (สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า.67) เส้นทางในการอพยพยของชาวมอญ เส้นทางในการอพยพของชาวมอญมีอยู่สามทางด้วยกัน โดยมีจุดตั้ง ต้นอยู่ที่เมืองเมาะตะมะ คือ 1. ทางเหนือ อพยพเข้ามายังเมืองกาญจนบุรี ทางด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้กันมาก และ3. เข้ามาทางเมือง อุทัยธานี เช่น การอพยพในสมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ในราว พ.ศ. 2353 (Halliday, 1986, p.13) ชาวมอญพากันอพยพเข้ามาทำมาหากินในประเทศไทยซึ่งอยู่ทาง ทิศตะวันออกของรัฐมอญ โดยเข้ามาทาง จังหวัดกาญจนบุรีและราชบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่ทุรกันดารยากต่อการติดต่อกับตัวจังหวัด และมีช่อง ทางเข้าออกระหว่างประเทศไทยกับพม่าหลายแห่งซึ่งทำให้การเคลื่อนย้าย เข้าออกเป็นไปได้โดยง่าย การควบคุมดูแลจากเจ้าหน้าที่ไม่ทั่วถึงด้วยมี อัตรากำลังไม่เพียงพอ จึงทำให้มีผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าอพยพเข้ามาอยู่ ประเทศไทยซึ่งเป็นการเข้าเมืองที่ผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก บ้านวังกะนี้มี ประชากรประมาณ 1,000 กว่าครัวเรือน ชาวมอญที่บ้านวังกะส่วนใหญ่ ประมาณ 90% อพยพมา จากหมู่บ้านต่าง ๆ ในเมืองเย ในเมืองเมาะละแหม่ง


30 ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐมอญ สหภาพเมียนมาชาวมอญที่บ้านวังกะอพยพ มาจาก เมือง ต่าง ๆ ได้แก่ เมืองเยในเมืองสอบปีก เมืองมูเดิง เมืองเมาะลำเลิง เมืองจัสโดว เมืองจัสแมะราว เมืองจัสมะ กอยเมืองสะเทิม เมืองปีอะเรียงและเมืองอะ ปอง เฉลิมศักดิ์ บุญมานำ (2528,หน้า 28) ได้กล่าวว่าถึงเรื่องราวของ ชาวมอญได้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช ซึ่งในครั้งนั้นมอญเริ่มเข้ามาเป็นระยะ ๆ โดยจัดให้อยู่บริเวณพื้นที่ จังหวัดปทุมธานีบ้าง ปากเกร็ดบ้าง เมื่อสมัยกรุงธนบุรีมอญได้อพยพเข้ามา ทางด่านเจดีย์สามองค์ พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงได้จัดให้ทางปากลัด พระประแดง ฝั่งธนบุรีมอญได้อพยพเข้ามาทางด่านเจดีย์สสามองค์ พระเจ้กรุงธนบุรีจึงได้ จัดให้ทางปากลัด พระประแดง ฝั่งธนบุรีซึ่งในแต่ละครั้งที่เข้ามา พระมหากษัตริย์ของไทยจะรับเอาผู้อพยพของชาวมอญไว้ทุกครั้งโดยแบ่งให้ อยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ตามที่มีชาวมอญอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ในเรื่องของการ อพยพชาวมอญเข้ามาในเมืองไทยนั้นในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทาน เพลิงศพพระครูปทุมธรรมโชติ(2540, หน้า 41) ยังได้กล่าวถึงการอพยพของ ชาวมอญที่มาอยู่ในเมืองไทยว่า “ชาวมอญได้มีการสู้รบ”กับพม่าอยู่ ตลอดเวลา ซึ่งแต่ละครั้งจะมีการอพยพหลีบหนีไม่แว้นแต่ละครั้ง โดยมากจะ หนีมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระมหากษัตริย์ไทย โดยได้มีการอพยพครั้ง ใหญ่ได้ 9 ครั้ง เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2108 สมัยสมเด็จพระธรรมราชาและ ครั้งสุดท้ายสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งในครั้งนี้ชาวมอญได้อพยพมา ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ตำบลหลุมช้าง แขวงเมืองกาญจนบุรี สมเด็จพระนั่งเกล้าฯ จึงได้โปรดเกล้าให้พระยาธรรมราชารามัญไปตั้งบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำ เจ้าพระยานอกกำแพงพระนครตรงหน้าวัดชนะสงคราม ส่วนครอบครัวมอญ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นครเขื่อนขันธ์ หรือพระประแดงในปัจจุบันในการเข้า


31 มาแต่ละครั้งชาวมอญจะนำเอาวัฒนธรรมประเพณีต่าง ๆ เข้ามาด้วยเช่นกัน เช่น ประเพณีการเล่นสะบ้า มอญซ่อนผ้าการรำ ผี ฯลฯ ในการดนตรี นาฏศิลป์ก็เช่นกัน ได้ถูกถ่ายทอดให้คนไทยได้รู้จักและสืบทอดจากชาวมอญ ไว้มากมายในสารานุกรมพม่า (2509, หน้า 68) ได้กล่าวถึงจากรึกมอญในที่ ต่าง ๆ ดังนี้ จารึกมอญ ในประเทศไทย ในบริเวณภาคตะวันตกของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เป็นแหล่งที่เคย ได้รับอารยธรรมจากประเทศอินเดียมาแต่โบราณกาลแม้ว่าจะมีหลักฐานทาง เอกสารรับรองอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมาก็ตามถ้าพิจารณาตาม สภาพทางภูมิศาสตร์สามารถสันนิษฐานได้ว่าอารยธรรมอินเดียน่าจะได้เข้ามา สู่พื้นที่แถบนี้ได้รวดเร็วและลึกซึ่งยิ่งกว่าบริเวณส่วนอื่น ๆ ของเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้เพราะเป็นดินแดนที่อยู่ใกล้กว่า และมีพื้นที่ติดต่อกับ ชายฝั่งทะเล ซึ่งสามารถเดินทางผ่านเข้ามาได้ถึงสองทาง คือ ทางทะเล และ ทางบก แต่เนื่องจากหลักฐานทางด้านโบราณคดีและจารึกมีจำนวนน้อยและ ไม่แพร่หลายดังนั้นเรื่องราวของอาณาจักรโบราณในภูมิภาคดังกล่าวจึงยังมี การศึกษาค้นคว้าในวงจำกัดจากหลักฐานที่มีอยู่ทราบแต่เพียงคร่าว ๆ ว่า ใน ระหว่างพุทธ ศตวรรษที่ 11 ชนชาติปยู (Pyu) ตั้งอาณาจักรอยู่ ณ ลุ่มแม่น้ำ อิระวดี ซึ่งเป็นที่ตังของเมืองแปรในปัจจุบัน มีชนชาติพม่าตั้งอาณาจักร อยู่ทางตอนเหนือ และ ชนชาติมอญ ตั้งอาณาจักรอยู่ทางตอนใต้ ชาวปยู นับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท จากหลักฐานจารึกแผ่นทองคำที่พบ ณ เมืองมวงคุณ (Maungun) จารึกด้วย รูปอักษรปัลลวะภาษาบาลี จารึก ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ เช่น จารึก เย ธมมาฯ จํารึกอิติปิโสฯ เป็นต้น นอกจากนั้นยังได้พบจารึกที่ใช้ภาษาสันสกฤตอีกด้วย


32 จารึกวัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐม อาณาจักรของชนชาติปยู ที่กล่าวถึงข้างต้น ก็คืออาณาจักรศรีเกษตร ซึ่งในจดหมายของภิกษุจีนชื่อ อิ้จิง บันทึกไว้ว่า อาณาจักรศรีเกษตรนี้ อยู่ทาง ทิศตะวันตกของอาณาจักรทวารวดี จากหลักฐานทางโบราณคดีได้พบว่า โบราณสถาน ณ บริเวณโมซาใกล้กับเมืองแปรนั้นปัจจุบันมีแนวกำแพงอิฐ เป็นรูปวงกลมล้อมรอบพระพุทธรูปที่ได้พบ ณ ที่นั้นมีพระลักษณะแบบ เดียวกับศิลปะอินเดีย สมัยหลังคุปตะ อาณาจักรปยูเจริญรุ่งเรืองอยู่ถึง ต้นพุทธศตวรรษที่ 14 ก็เริ่มเสื่อมอำนาจลงพร้อม ๆ กับความเจริญของ อาณาจักรน่านเจ้า ซึ่งได้แผ่อาณาเขตเข้ามาสู่บริเวณตอนเหนือของ ลุ่มแม่น้ำอิระวดี และเป็นช่วงเวลาที่อาณาจักรปยูมีโอกาสติดต่อโดยตรงกับ ประเทศจีน จารึกฐานพระพุทธรูปวัดป่าข่อย จังหวัดลพบุรี ในตอนปลายพุทธศตวรรษที่ 14 นั่นเอง ชนชาติปยูได้อพยพย้าย ถิ่นพำนักไปอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ แต่ไม่มีหลักฐานบ่งบอกถึงสาเหตุแห่งการ เคลื่อนย้ายนั้นคงทราบว่าอาณาจักรน่านเจ้าได้อพยพชาวปยูจำนวน 3,000คน ไปที่เมืองจาตุง (Chatung) ได้แก่เมืองยูนานฟู หรือ คุนมิง ในปัจจุบัน และ ชาวปยูบางพวกได้เคลื่อนย้ายไปอยู่ในพุกามบริเวณรัฐฉานปัจจุบัน และใน ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 14 นั้นเอง พม่าได้เริ่มต้นมีความสัมพันธ์กับมอญ พร้อมทั้งรับอารยธรรมความเจริญต่างของมอญไว้ด้วย รวมถึงการยอมรับ นับถือพุทธศาสนาและการใช้ตัวอักษรบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่งมอญได้รับ การถ่ายทอดมาจากอินเดียอีกต่อหนึ่งที่อาณาจักรปยูเสื่อมอำนาจลงและ เคลื่อนย้ายถิ่นไปนั้นอาณาจักรมอญซึ่งอยู่ทางตอนใต้ก็ได้ขยายอาณาเขต ออกไปทางทิศตะวันตก มีศูนย์กลางของอาณาจักรอยู่ที่ เมืองพะโค หรือ


33 หงสาวดี อาณาเขตของมอญ ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 14 นี้ จึงน่าจะ ครอบคลุมไปถึงบริเวณตลอดจนชายฝั่งทะเลอ่าวเมาะตะมะ และทะเลอันดามัน คือ บริเวณภาคตะวันตกและภาคใต้ของประเทศไทยปัจจุบันศูนย์กลางแห่ง ความเจริญรุ่งเรืองของอารยธรรมมอญ ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11 ถึงก่อน การสร้างเมืองพะโคในพุทธศตวรรษที่ 14 นั้น ไม่ได้อยู่ในบริเวณตอนใต้ของ อาณาจักรปยูและพม่า หลักฐานที่ได้ในการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณ ภาคกลางของประเทศไทยปัจจุบันแถบจังหวัดราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี ลพบุรี และนครสวรรค์เป็นต้น ทำให้ทราบได้อย่างแน่ชัดว่า บริเวณดังกล่าว เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรทวารดีมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองอู่ทอง จังหวัด สุพรรณบุรี ในทางศิลปะกำหนดระยะเวลาของศิลปะสมัยทวารวดีให้อยู่ใน ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11- 16 ศิลปะทวารดีนั้น แผ่ขยายอิทธิพลออกไป อย่างกว้างขวางเกือบทุกภูมิภาคของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้หลักฐาน ดังกล่าวมีกระจักระจายอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำบางปะกง แม่น้ำมูลแม่น้ำป่าสัก แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งแม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน ซึ่งเป็นต้น กำเนิดของแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำกลองและเรื่อยไปทางทิศใต้ตลอด แหลมมลายู จารึกมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากได้พบจารึกภาษามอญโบราณในภูมิภาคต่าง ๆ ของ อาณาจักรทวารวดีดังนั้นจึงเชื่อได้ว่าในอาณาจักรทวารวดีนั้นมีกลุ่มชนที่ใช้ ภาษามอญกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปความสัมพันธ์ของชนชาติมอญใน อาณาจักรทวารดีกับชนชาติมอญที่ตั้งหลักแหล่งอยู่ในบริเวณตอนใต้ของ อาณาจักรปยู ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11 – 14 นั้น น่าจะมีความสัมพันธ์ ในฐานะเป็นกลุ่มชนที่มีเชื้อชาติเดียวกันเท่านั้น และต่างแยกการปกครองตน


34 เป็นกลุ่มเมืองใหญ่น้อยแต่มีความสัมพันธ์ต่อกันภายใต้อารยธรรม ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและที่ สำคัญที่สุดอารยธรรมที่ได้รับอิทธิพลจากประเทศอินเดียโดยเฉพาะ อารยธรรมทางด้านอักษร ปรากฏหลักฐานในจารึกที่ใช้รูปอักษร ซึ่งได้รับ อิทธิพลมาจากรูปอักษรที่ใช้อยู่ในสมัยราชวงศ์ปัลลวะประเทศอินเดียระหว่าง พุทธศตวรรษที่ 10 - 11 จารึกดังกล่าวบันทึกไว้ด้วยรูปอักษรปัลลวะ ภาษา มอญโบราณพุทธศตวรรษที่ 11 ได้แก่ จารึกวัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครราชศรีธรรมราช จารึกวัดโพธิ์ร้าง จังหวดนครปฐม จารึกฐานพระพุทธรูปยืนวัดข่อย จังหวัดลพบุรี จารึกถ้ำพระนารายณ์ จังหวัดสระบุรี จารึกเมืองบึงคอกช้าง จังหวัดอุทัยธานี ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 14 - 15 ก็ได้พบจารึกใช้รูปอักษร หลังปัลลวะ ภาษามอญโบราณ ได้แก่ จารึกเสาแปดเหลี่ยม จังหวัดลพบุรี จารึกใบเสมาวัดโนนศิลา จังหวัดขอนแก่น จารึกพระพิมพ์ดินเผานาดูน จังหวัดมหาสารคาม จารึกพระพิมพ์ดินเผาเมืองฟ้าแดด จารึกวัดโพธิ์ชัยเสมาราม จังหวัดกาฬสินธุ์ จารึกสถูปดินเผาเมืองทัพชุมพล จังหวัดนครสวรรค์ใน บริเวณที่พบจารึกภาษามอญโบราณ ดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ยังได้พบจารึก เขมร บาลี และสันสกฤต ปะปนกันไป หลักฐานดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่า ในพุทธศตวรรษที่ 12 – 14 นั้นชนชาติมอญเป็นกลุ่มชนใหญ่ที่นับถือ พุทธศาสนามีการดำรงชีวิต และขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นเอกลักษณ์ของ ตนเองแม้จะอยู่ร่วมกันกับชนชาติอื่น มีชนชาติที่ใช้ภาษาเขมรเป็นต้น ซึ่งนับถือศาสนาและลัทธิความเชื่อถือที่แตกต่างกันออกไปก็ตาม ความเป็นอยู่ของอดีตชนในยุคนั้น จึงน่าจะอยู่กันเป็นกลุ่มสังคมย่อย กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งนี้จะเห็นได้จากการใช้ รูปอักษรปัลลวะจารึกเรื่องราวต่าง ๆ ไว้เป็นภาษามอญทั้งที่ในช่วงระยะเวลา


35 นั้น เป็นระยะเวลาเริ่มแรกที่อิทธิพลของรูปอักษรปัลลวะเพิ่งจะได้เข้ามาสู่ ภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จารึกหลังพระพิมพ์ดินเผานาดูน จังหวัดมหาสารคาม นับตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา จนมาถึงปลายพุทธ ศตวรรษที่ 15 ติดต่อถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 17 กลุ่ม มอญแถบลุ่มแม่น้ำสะโตง ทางตอนเหนือของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือมอญที่อยู่ตอนใต้ของ อาณาจักรปยูนั้น ได้เคลื่อนย้ายไปทางทิศตะวันตก และสร้างเมืองใหม่ขึ้นที่ เมืองพะโค หรือหงสาวดีเป็นศูนย์กลางเอเซียตะวันออกเฉียงใต้แถบลุ่มแม่น้ำ เจ้าพระยา ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13 ได้มีการเคลื่อนย้ายถิ่นพำนักที่อยู่ อาศัยขึ้นสู่ตอนเหนือของลุ่มแม่น้ำเจ้าพนะยาขึ้นไปถึงลุ่มแม่น้ำปิง และได้ สร้างเมือง หริภุญไชย สถาปนา พระนางจามเทวี ราชธิดาแห่งเมืองลัวปุระ เดินทางขึ้นไปเป็นผู้ปกครอง อาณาจักรหริภุญไชย พระองค์แรกและยังได้มี กษัตริย์ปกครอง อาณาจักรหริภุญไชย สืบต่อกันมาโดยลำดับ จนถึงพุทธ ศตวรรษ ที่ 19 พระยายีบากษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรหริภุญไชย ได้เสียอำนาจการปกครองให้แก่พระยามังรายแห่งราชอาณาจักรล้านนา ในปี พ.ศ. 1839 จึงสิ้นสุดลงนับแต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อสิ้นสุดพุทธศตวรรษที่ 14 และเริ่มต้นพุทธศตวรรษที่ 15 มอญในภาษากลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือบริเวณภาคกลางของประเทศไทยปัจจุบันจะต่อย ๆ หมดไป กลุ่มชนที่ใช้ภาษาเขมรโบราณได้เข้ามาครอบครองและ เจริญรุ่งเรืองขึ้นแทนที่ จะเห็นได้ว่าเจริญของกลุ่มชนที่ใช้ภาษาเขมรโบราณ นั้น เริ่มมาจากบริเวณภาคอีสาน ภาคตะวันออกของประเทศไทยปัจจุบัน ดังนั้นทั่วบริเวณดังกล่าวจึงมีอิทธิพลของขอมซึ่งเป็นเจ้าของภาษาเขมร


36 ครอบคลุมทั่วไป ได้พบหลักฐานในจารึกพระสุริยวรมันที่ 1 ณ จังหวัดลพบุรี จากรึกด้วย อักษรขอมโบราณ ภาษาเขมรพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นต้น ในต้นพุทธศตวรรษที่ 17 ณ อาณาจักรหริภุญไชย ปัจจุบันคือ จังหวัดลำพูน ได้พบจารึกด้วย อักษรมอญโบราณ ภาษามอญโบราณ 7 หลัก ได้แก่ จารึกวัดดอนแก้ว 1 จากรึกวัดดอนแก้ว 2 จารึกวัดมหาวันจารึก วัดบ้านหลวย จารึกวัดแสนข้าวห่อ จารึกวัดกู่กุด1 และจารึกวัดกู่กุด 2 นอกจากนั้น ยังได้พบจารึกมอญที่จังหวัดเชียงใหม่อีก 2 ชิ้น คือ จารึกวักกานโถม 2 ชิ้น เป็นเศษ จารึกลักษณะรูปอักษรเหมือนจารึก 7 หลัก ที่จังหวัดลำพูน และจารึกแม่หินบดเวียงมะโนจังหวัดเชียงใหม่ ข้อความใน จารึกเหล่านี้ เป็นหลักฐานที่บอกให้ทราบว่า มอญ ในอาณาจักรหริภุญไชย ได้เจริญรุ่งเรือง และยังคงนับถือพระพุทธศาสนาอย่างเถรวาทอยู่เช่นเดิม จารึกวิหารโพธิ์ลังกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนบริเวณภาคใต้ของประเทศไทยปัจจุบัน ตลอดจนถึง แหลมมลายูนั้น หลังจากพุทธศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมาจนกระทั่ง พุทธศตวรรษที่ 15 บ้านเมืองถูกตกอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์โศเลนทร แห่งอาณาจักรศรีวิชัยและพุทธศาสนาก็ได้เจริญขึ้นเป็นลำดับมาสังเกตได้ว่า จุดยืนของสังคมในบริเวณนี้ได้เปลี่ยนจากศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาพุทธ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้มีการค้นพบเทวรูปและศาสนสถานในศาสนา พราหมณ์ซึ่งปะปนอยู่รวมกลุ่มกับหลักฐานทางพระพุทธศาสนา ความเจริญ และความเสื่อมของศาสนาที่เป็นไปตามสภาพของบ้านเมืองผู้ปกครองใน ศตวรรษต่อมา คือ ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ติดต่อจนถึงต้นพุทธศตวรรษ ที่ 17 อาณาจักรพุกามหรือที่เรียกในปัจจุบันว่าสหภาพเมียนมามีสัมพันธ์ภาพ กับอาณาจักรหริภุญไชยและประเทศลังกาพร้อมทั้งได้รับอารยธรรม วัฒนธรรม รวมทั้งลัทธิศาสนาเข้าที่สู่อาณาจักรด้วยกษัตริย์แห่งอาณาจักร


Click to View FlipBook Version