The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Yves 02, 2023-04-07 04:11:39

หนังสือ สามประสบ สามชาติพันธุ์ สังขละบุรี

ปกหนังสือสังขละบุรี

337 การนำมาทอยเล่น การเล่นลูกสะบ้านั้นจะแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายละ ประมาณ 5 – 6 คน อาจแบ่งเป็นชาย หญิงก็ได้ การทอยต้องพยายามทอย ให้ลูกสะบ้าของฝ่ายตรงข้ามล้มให้หมดแล้วจึงจะเป็นผู้ชนะ และให้โอกาส ฝ่ายตรงข้ามได้แก้ตัวอีกครั้งโดยการสลับข้าง หากแพ้จะถือว่าผู้แพ้ในการเล่น แต่หากชนะต้องเล่นต่ออีก โดยเปลี่ยนข้างเล่น หากชนะ 2 ใน 3 ก็ถือว่าเป็น ผู้ชนะ 2. การปีนเสาน้ำมัน การปีนเสาน้ำมันเป็นการละเล่นเพื่อทดสอบความสามารถและ ความอดทนของผู้เล่น ซึ่งไม่จำกัดผู้เล่นขึ้นอยู่กับความสมัครใจ การเล่นจะนำ ไม้ไผ่ลำยาวประมาณ 4 – 5 เมตร เกลาให้เรียบทาเคลือบด้วยน้ำมัน หรือ จาระบี จากนั้นนำลำไม้ไผ่มาตั้งในหลุมที่เตรียมไว้ยึดฐานให้มั่นคง จากนั้นผู้ เล่นจะต้องปีนเสาน้ำมันโดยวิธีการอย่างไรก็ได้เพื่อขึ้นไปให้ถึงยอดและ นำรางวัลกลับลงมา แต่หากไม่มีผู้ใดพิชิตรางวัลในครั้งนี้ได้ของรางวัลทุกอย่าง ที่อยู่บนยอดจะต้องนำไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ต่อไป การละเล่นนี้นิยมเล่น ในช่วงเทศกาลสงกรานต์เช่นกัน 3. การไต่สะพานลิง การเล่นไต่สะพานลิงจัดเป็นการทดสอบความสามารถและ ความเพียรพยายามของผู้ชายที่อาสาสมัครในการไต่และปีนอยู่บนสะพานที่ แกว่งไปแกว่งมา การเล่นผู้เล่นจะต้องไต่ลำไม้ไผ่ที่ผูกเชือกจากพื้นดินก่อน เมื่อขึ้นไปไม้ไผ่จะแกว่งซึ่งผู้เล่นอาจตกลงมาได้แต่ก็สามารถแก้ตัวได้ ตลอดเวลาเมื่อผ่านด่านแรกจะพบกับด่านที่สองซึ่งอยู่สูงขึ้นไปอีกบนด่านนี้จะ มีการทาน้ำมันหรือจาระบีบนลำไม้ไผ่ ผู้เล่นจะต้องกระโดดจับไม้ไผ่ที่คล้อง


338 กับเหล็กให้ได้หากไม่ได้ต้องเริ่มต้นใหม่ ซึ่งโดยมากมักไม่มีผู้ใดสามารถพิชิต ด่านนี้ได้มากนัก และหากผู้เล่นสามารถผ่านด่านนี้ได้ก็จะต้องปีนขึ้นด่านที่ 3 เพื่อขึ้นให้ถึงบนยอดสูงสุด โดยบนยอดนั้นจะมีรางวัลอาจจะเป็น ธนบัตร ใบละ100 – 500 บาท หรือเป็นของกำนัลอื่น ๆ แล้วแต่กำหนด เมื่อชายหนุ่ม คนใดสามารถพิชิตของรางวัลต่าง ๆ นั้นได้ เขาผู้นั้นก็จะต้องมอบของรางวัล เหล่านั้นให้แก่สาวที่ตนหลงรัก หรืออาจมอบให้กับบุคคลที่ตนนับถือก็ได้ การละเล่นนี้มักจะเล่นกันในช่วงเทศกาลสงกรานต์เนื่องจากเป็นวันหยุดยาว ซึ่งหนุ่มสาวจะว่างเว้นจากการทำงานและมีโอกาสได้พบปะสังสรรค์กัน ดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกะเหรี่ยง ดนตรีดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยงและดนตรีที่ได้รับอิทธิพลจากมอญ และพม่า โดยแบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้ 1. เครื่องดีด ได้แก่ นาเด่ย และ เมตารี่ 2. เครื่องตี ได้แก่ ปาตาล่า โหม่งวาย ตะโพ้ว ตาคู้ว โป้ว เวเหล่เคาะจี เจ่งจี ก๊อง โคร๊ะ 3. เครื่องเป่า ได้แก่ ฆ่วย ขะน่วย และปี่ปา สำหรับเพลงร้อง ชาวกะเหรี่ยงนั้นเป็นเพลงดั้งเดิมที่สืบทอดต่อมาจากบรรพบุรุษมีเนื้อหา ต่าง ๆ เช่น ประวัติศาสตร์ชนเผ่า ธรรมชาติ ศาสนา ฯลฯ บทเพลงต่าง ๆ นี้ยังแสดงถึงการถ่ายทอดทางวรรณกรรมและอนุรักษ์ภาษาโผล่วไว้ด้วย บทเพลงนี้นิยมร้องเพลงประกอบการบรรเลง นาเด่ย หรือปี่ปา เพื่อ ความบันเทิงในโอกาสต่าง ๆ และประกอบพิธีกรรมโดยเชื่อว่าดนตรีสามารถ เป็นสื่อกลางระหว่างชาวโผล่วและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ วงชะพูชะอู ดนตรีประกอบการแสดงชาวกะเหรี่ยง หมู่บ้านกอง ม่องมะ ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี วงชะพูชะอู เป็นวง ดนตรีสำหรับประกอบการแสดงของชาวกะเหรี่ยงได้แก่ รำตง รำอะเย้ย และก่วยเจ๊าะ การประสมวงประกอบด้วยกลุ่มเครื่องตี หรือชะพู


339 ประกอบด้วย ตะโพ้ว ตะคู้ว โป้ว โหม่งวาย จีวาย ปาตาล่า วาเลาะเคาะ จีและเจ่งจี เครื่องเป่า หรือชะอู ประกอบด้วย ขะน่วยผะดู ขะน่วยผะดู ขะน่วยปี๊ และตะหลาะ เป็นเครื่องดนตรีที่ชาวกะเหรี่ยงได้รับอิทธิพลมาจาก ดนตรีของชาวพม่ามีความเชื่อมโยงกันระหว่าง ทั้งสองชนชาติจนกลมกลืน กลายเป็นวัฒนธรรมร่วมกันทางดนตี บทเพลงที่บรรเลงอยู่ในปัจจุบัน ส่วนมากเป็นบทเพลงที่นักดนตรีบ้านกองม่องทะสืบทอดมาจากดนตรี ชาวกะเหรี่ยงในอำเภอสังขละบุรี ซึ่งได้เรียนมาจากครูและนักดนตรีอาชีพใน สหภาพเมียนมาจะแตกต่างกันก็เพียงชาวกะเหรี่ยงได้แต่งเนื้อร้องหรือแปลง เนื้อร้องมาเป็นกะเหรี่ยง ปัจจุบันวงชะพูชะอูมักจะบรรเลงในวันสำคัญหรือใน ประเพณีประจำปีที่จัดขึ้นอยู่เป็นประจำ 1. ดนตรีดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยง ดนตรีดั้งเดิมของ นี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตนเองสืบทอดมา ทั้งบทเพลงร้อง และเครื่องดนตรีต่าง ๆ โดยมีปรากฏอยู่เป็นบทเพลงร้องจำนวนมาก เพลงขับร้องลำนำ ของชาวกะเหรี่ยงเรียกว่า “ถะดู” ถะคู้เป็นบทลำนำที่มีมา ตั้งแต่ปู่ย่า ตายาย ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด บางเพลงสืบทอดต่อมา จากบรรพบุรุษ บางเพลงก็มีคนแต่งขึ้นมาใหม่ เพลงขับร้องลำนำที่เรียกว่า “ถะคู” นี้เป็นเพลงที่มีมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ บทเพลงดังกล่าวมีทำนองที่ ไพเราะ และมีเนื้อหาต่าง ๆ เช่น ด้านประวัติชาติพันธุ์ของชาวกะเหรี่ยง ด้านศาสนาและความเชื่อ นิทาน ธรรมชาติ การทำมาหากิน และเพลงจีบ สาวเป็นต้นบทเพลงต่าง ๆ เหล่านี้ ชาวกะเหรี่ยงส่วนมากทุกคนจะสามารถ ร้องลำนำได้ เพลงร้องลำนำนี้ ปัจจุบันร้องและบรรเลงดนตรีประกอบ เครื่อง ดนตรีที่บรรเลงประกอบนี้ เรียกว่า “นาเด่ย”


340 นาเด่ย เป็นเครื่องดนตรี ที่เป็นดนตรีดั้งเดิมชนิดหนึ่งของ ชาวกะเหรี่ยงเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีด รูปพิณ มี 6 สาย มีรูปร่าง คล้ายพิณพม่า แต่ไม่มีการตกแต่งเครื่องดนตรีให้สวยงามอย่างพิณพม่า (ซองก๊อก) กะเหรี่ยงไล่โว่นี้ว่า “เตหน่า” เป็นเครื่องดนตรีประเภทดีด มีรูปร่างคล้ายนาเด่ย มีความแตกต่างกันนาเด่ยตรงที่ นาเด่ยนั้นมี 6 สาย แต่เตหน่านั้นมี 6-10 สาย ลักษณะการเล่นคล้ายนาเด่ย นาเด่ยเป็นเครื่องดนตรีที่นิยมมากของชาวกะเหรี่ยงในตำบลไล่โว่ ชาวกะเหรี่ยงสามารถสร้างเครื่องดนตรีชนิดนี้ขึ้นเอง โดยวัสดุจากท้องถิ่น ปัจจุบันในหมู่บ้านกองม่องทะ ผู้ที่สามารถบรรเลงได้ หลายคน ผู้ที่มีชื่อเสียง ในการเล่นยาเด่ยและร้องเพลงที่มีอยู่ในหมู่บ้านกองม่องทะมีอยู่หลายคน เครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ ที่เคยปรากฏอยู่ในตำบลไล่โว่ ตามคำบอกเล่านี้ยังมี อีก 4 ชนิด คือ 1. คะนะ คะนะเป็นเครื่องดนตรีประเภทดีด มีสาย คะนะนี้ปัจจุบันมี ผู้ที่สามารถเล่นได้เพียงคนเดียวเท่านั้น อยู่ที่หมู่บ้านทิไล่ป้า 2. ปี่บา ปี่ปาคือ แคน 7 ลูก แคนหรือปี่ปานี้ แต่ก่อนใช้บรรเลง ประกอบการร้องลำนำเช่นกัน สามารถเป่าได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายปัจจุบัน หมู่บ้านกองม่องทะยังมีผู้ที่สามารถเป่าปี่บารี้ได้ ปี่บานี้เป็นเครื่องดนตรี ที่ปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมดนตรีชาวกะเหรี่ยงอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และชาวกะเหรี่ยงอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี แต่ไม่ ปรากฏว่าแคนนี้เข้ามาอยู่ในวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงตั้งแต่เมื่อใด 3. เหย่ย เหย่ย เป็นเครื่องดนตรี ชนิดหนึ่ง ทำจากไม้แผ่น ผ่าไม้เป็น ร่อง สอดเข้าไปในปากเพื่อเป็นกล่องเสียง แล้วดีดมีเสียงดังกังวาน คล้ายจ้องหน่องในภาคเหนือ


341 4. กลองมโหระทึก กลองมะโหระทึก บางครั้งเรียกว่า กลองกบ หรือ กลองกะเหรี่ยงภาษากะเหรี่ยงเรียกกลองชนิดนี้ว่า “กลู” ทำมาจากโลหะ ไม่ปรากฎแน่ชัดว่าเป็นกลองที่ชนชาติใกเป็นผู้สร้างหรือเป็นเจ้าของอย่าง แท้จริง ตามหลักฐานกลองชนิดนี้ค้นพบมาตั้งแต่ ยุคสมัยวัฒนธรรมดองซอน หรือบริเวณประเทศเวียดนามในปัจจุบัน รวมไปถึงประเทศจีนตอนใต้ และ สหภาพเมียนมากลองมะโหระมึกนี้มีตำนานเรื่องเล่าที่สำคัญและผูกพันกับ ชาวกะเหรี่ยงมาแต่อดีต ภาพ 36 แสดงเครื่องดนตรีกะเหรี่ยง กลองมโหระทึก ตำนวนเรื่องกลองมะโหรทึก (กลู) กับชาติพันธุ์ มีตำนานเรื่องกลองมโหระทึก ว่า ฤๅษีจุ่งยุ ได้แบ่งมรดกให้ลูก สืบทอด โดยจุ่งยุได้กล่าวว่ากลองมโหระทึกจะมอบเป็นสมบัติให้ลูกสาวทั้ง สอง ลูกสาวส่องจะได้ไม้ตีกลองมะโหระทึก ลูกสาวซูจะได้ตัวกลองมโหระทึก เพื่อเป็นสมบัติประจำชนเผ่าต่อไป โดยมีความหมายที่สำคัญในเชิงวัฒนธรรม


342 ฤๅษีว่ามีความประสงค์ให้ชนเผ่าซูและส่องได้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมและ การดำรงรักษาประวัติศาสตร์ของชาติพันธุ์เอาไว้ให้ยาวนาน การมอบไม้ตี กลองมโหระทึกกับกลองมโหระทึกนั้น เป็นการแบ่งบทบาทหน้าที่ในการ ดำรงรักษาและสืบทอดมรดกอันล้ำค่านี้ให้กับลูกทั้งสองเผ่า ตัวกลอง มโหระทึก หมายถึงมิติทางวัฒนธรรม จารีตประเพณี และความเชื่อ ไม้ตี กลองมโหระทึก หมายถึงมิติทางการเมืองและอำนาจในการปกครองเผ่าพันธุ์ ตนเอง ปกครอง ควบคุมดูแลจุดมุ่งหมายเพื่อให้ชาติพันธุ์และวัฒนธรรมของ ชนเผ่าอยู่ต่อไป ภาพ 37 แสดงเครื่องดนตรีกะเหรี่ยง “เตหน่า” ดนตรีที่ได้รับอิทธิพลจากภายนอก ดนตรีที่รับอิทธิพลจากภายนอกนั้น เป็นดนตรีที่มีการแพร่กระจาย ทางวัฒนธรรมเพิ่งมาจากมอญ และพม่า ไทใหญ่ ไทย ลาว ซึ่งแต่เดิม กะเหรี่ยง มอญ ไทใหญ่ และพม่านั้น มีประวัติศาสตร์ร่วมกันตั้งถิ่นที่อยู่อาศัย ใกล้ชิดกันมายาวนาน วัฒนธรรมบางอย่างจึงได้มีการถ่ายโยงซึ่งกันและกัน


343 บางครั้งกะเหรี่ยงในกองม่องทะ หรือในอำเภอสังขละบุรี ก็ถูกเรียกว่า กะเหรี่ยงมอญ ใกล้ชิดทางวัฒนธรรมกับมอญเป็นอย่างมาก พม่าเรียก กะเหรี่ยงในพื้นที่นี้ว่า “ตะเลง คะยิน” ตะเลง คือ มอญ คะยิน คือกะเหรี่ยง ตะเลง คะยิน ก็คือกะเหรี่ยงมอญ ดนตรีชาวกะเหรี่ยง มีความคล้ายคลึงกับดนตรีของมอญ พม่า และ ไทยใหญ่ อย่างเห็นได้ชัดคือ เครื่องดนตรีในวงปาตาล่า วงปาตาล่า นี้เป็น วงดนตรีที่ประกอบด้วยเครื่องตีและเครื่องเป่า สาเหตุที่เรียกว่า “วงปาตาล่า” นั้นก็เพราะว่าเรียกตามเครื่องดนตรีที่นำวงคือ ปาตาล่า มีลักษณะคล้าย ระนาดเหล็ก วงปาตาล่า เป็นวงดนตรีที่ใช้ในโอกาส ประกอบการแสดง รำและละครที่เล่นบนเวที ละครเล่นเป็นเรื่องราว ต่าง ๆ เช่น ชาดก นิทาน ต่าง ๆ ตำนวน รวมทั้งการแสดงแบบประยุกต์ของเนื้อเรื่องที่มีเรื่อง การปกครองหรือ การเมืองมาเกี่ยวข้องเพื่อความบันเทิง มีตัวละครหลายตัว พระเอก นางเอก ตัวตลก ฯลฯ ลักษณะแบบวงปาตาล่า ชาวไทใหญ่ เรียก วงดนตรีนี้ว่า “วงจ๊าตไต” ลักษณะแบบวงปาตาล่านั้น ชาวมอญก็การเล่นกัน อย่างหลากหลาย กะเหรี่ยงในฝั่งสหภาพเมียนมาก็มีเล่นกันอย่างแพร่หลาย บทเพลงต่าง ๆ ก็คล้านคลึงกัน บทร้องที่ใช้ในการแสดงละครนั้น มีทั้งภาษา มอญ และกะเหรี่ยง ผู้ที่มีความสามารถและมีชื่อเสียงนั้นส่วนมากเป็น นักแสดงที่เป็นคนมอญ ที่อำเภอสังขละบุรี และเป็นชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ในฝั่ง สหภาพเมียนมาที่สำคัญที่เป็นเครื่องยืนยันว่าดนตรีในวงปาตาล่า ในกองม่อง ทะนั้น ได้รับอิทธิพลมาจากภานนอกชุมชนโดยมาจากชนชาติใกล้เคียง เพราะ เครื่องดนตรีบางชิ้น ได้ซื้อมาจากชุมชนมอญในสหภาพเมียนมาเมืองมะละแห ม่งมาเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเครื่องดนตรีต่าง ๆ ในวงปาตาล่า ชาวกะเหรี่ยงกองม่องทะนั้นไม่นิยมสร้างเครื่องดนตรีขึ้นเอง แต่นิยมซื้อ


344 เครื่องดนตรีจากฝั่งพม่า และมอญมากกว่า แต่มีบางชิ้นเป็นสมบัติส่วนตัวของ ชาวกะเหรี่ยงที่อพยพมาจากสหภาพเมียนมา เช่น ปี่ (ขะน่วย) เมตารี่ เป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมมากของคนหนุ่มสาว เป็นเครื่องดีดมีลักษณะเหมือนกีต้าร์ แต่เล็กกว่ากีต้าร์ มี 6 สาย เมตารี่นี้เป็น เครื่องดนตรีที่ได้รับอิทธิพลมาจากกะเหรี่ยงฝั่งสหภาพเมียนมาชาวกะเหรี่ยง ในหมู่บ้านไม่สามารถสร้างเครื่องดนตรีประเภทนี้ขึ้นมาเองได้แต่ต้องซื้อมา จากฝั่งสหภาพเมียนมาหรือบริเวณชายแดนติดต่อไทย-พม่า ที่ด่านเจดีย์สามองค์ ราคาประมาณตัวละ 200-300 บาท เมตาลี่นี้ เริ่มมาเป็นที่นิยมเมื่อประมาณ 20-30 ปี บทเพลงที่ร้องประกอบเมตารี่นี้ ชาวกะเหรี่ยงเรียกว่า ถะคู เช่นเดียวกับเพลงร้องประกอบนาเด่ย เมตารี่เริ่มเข้ามาในชุมชนกะเหรี่ยงไล่โว่ เมื่อประมาณ ปี 2517 ซึ่ง แต่เดิมเมาตารี่เป็นเครื่องดนตรีที่นิยมมากของกะเหรี่ยงในฝั่งสหภาพเมียนมา มีศิลปินชาวกะเหรี่ยงที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักทั่งฝั่งสหภาพเมียนมาและไทย จนกระทั่งเวลาผ่านไปกระแสเครื่องเมตารี่ก็เริ่มเข้าสู่กะเหรี่ยงที่อยู่ใน ฝั่งประเทศไทย เมื่อปี่ พ.ศ. 2517 เป็นช่วงที่เมตาลี่เริ่มเข้ามาสู่ในเขตไทย ทางหนึ่งคือ นายหล่ง เกียรติเกื้อกูล ชาวกะเหรี่ยงที่เกิดในรัฐกะเหรี่ยง สหภาพเมียนมาเป็นผู้มีความสามารถในด้านดนตรี ละคร รำตง เป็นผู้หนึ่งที่ เป็นผู้เริ่มต้นการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมดนตรีโดยการนำเมตารี่ มาจาก สหภาพเมียนมาปัจจุบันอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านกองม่องทะ และมาสอนให้กับผู้ที่ สนใจ ซึ่งเมตารี่นี้เป็นเครื่องดนตรีที่นิยมมากของชาวกะเหรี่ยงในฝั่งสหภาพ เมียนมาและแพร่เข้ามาในฝั่งไทย เป็นเครื่องดนตรีที่นิยมของวัยรุ่น คล้าย กับกีต้าร์ ที่วัยรุ่นนิยมหัดเล่นเพื่อความบันเทิง ชาวกะเหรี่ยงในฝั่งสหภาพ เมียนมานั้นได้มีศิลปินออกเทปเป็นศิลปินนักร้อง เล่นเมตารี่ ออกเทปวางขาย ในตลาดสหภาพเมียนมาและชายตลาดชายแดนไทย - พม่า


345 ในตำบลไล่โว่นี้ เป็นพื้นที่ติดกับชายแดนไทย-พม่า ชาวกะเหรี่ยง สามารถเดินเท้า เข้าออก ไทย-พม่า ได้ จึงทำให้เมตารี่นี้เข้าสู่ไล่โว่ได้อย่างง่าย ภายหลังไม่นานเมตารี่ ก็เริ่มเป็นเครื่องดนตรีที่นิยมและแพร่หลายมากขึ้น เด็กหนุ่มทุกคนจะหัดเล่นเมตารี่ บางครั้งก็นำเมตารี่ ไปร้องเพลจีบสาว หรือ เพื่อความบันเทิงในโอกาสต่าง ๆ นอกจากการร้องลำนำประกอบนาเด่ย และเมตารี่ แล้วยังมีเครื่อง ดนตรีอีกหลายชนิดไว้บรรเลงประกอบการรำตง รำอะเย้ย และละคร ก่วยเจ๊าะ วงดนตรีประเภทนี้เรียกว่า วงปาตาล่า เป็นวงดนตรีที่ประกอบด้วย เครื่องดนตรีประเภทตี และเป่าเป็นหลัก มีทั้งเครื่องดนตรีที่บรรเลงทำนอง ประกอบด้วย ระนาดเหล็ก (ปาตาล่า) ปี่ (ขะน่วย) ฆ้องราง 3 ชุด (โหม่งวาย) เครื่องดนตรีประเภทประกอบจังหวะ ประเภทเครื่องหนังเช่น กลองสองหน้า 4 ใบอยู่ในราง (โป้ว) กลองตะโพนเล็ก (ตาคู้ว) กลองตะโพนใหญ่ (ตะโพ้ว) และเครื่องดนตรีประเภทกำกับจังหวัดเช่นฉาบใหญ่ (เจ่งจี) เกราะ (เวหล่าเคาะ) วงปาตาลี่ที่ปรากฏอยู่ในหมู่บ้านกองม่องทะนี้มีอยู่ 2 คณะ คือ วงปาตาล่าดั้งเดิมชาวบ้าน และวงปาตาล่าคณะเยาวชน 1. วงปาตาล่าคณะดั้งเดิม เป็นวงดนตรีที่เกิดจากการรวมกลุ่มของชาวบ้าน ในสมัยก่อน ชาวบ้านซักซ้อมดนตรี และฝึกรำตงในฤดูว่างเง้นจากการทำไร่ เพื่อผ่อน คลายจากการทำงานหนักมาตลอดปี และเพื่อเตรียมพร้อมที่จะเล่นดนตรี และแสดงรำตงในกิจกรรม และประเพณีต่าง ๆ ประจำปีของชนเผ่า วงดนตรี วงนี้ นายอภิชาต เสตะพันธ์ เล่าว่า สมัยบวชเป็นพระประมาณ ปี พ.ศ. 2517 ท่านได้ไปซื้อปาตาล่ามาจากหมู่บ้านมอญ เมืองมะละแหม่งสหภาพเมียนมา มาราคา 800 บาท ซื้อและแบกกลับมาฝั่งประเทศไทย ปัจจุบันเครื่องดนตรี


346 ชิ้นนี้อยู่ที่หมู่บ้านเกาะสะเดิ่ง เพราะกลุ่มนักดนตรีเยาวชนบ้านเกาะสะเดิ่งได้ ขอยืมไปทำการฝึกซ้อมที่หมู่บ้านส่วนเครื่องดนตรีชิ้นอื่น เช่น กลองประเภท ต่าง ๆ นั้นมีอยู่ที่หมู่บ้านมาเป็นเวลานานแล้ว ไม่ทราบประวัติความเป็นมา 2. วงปาตาล่าคณะเยาวชน เป็นคณะดนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ โดยมี นาย บุญโย ยืนเครือ อายุ 59 ปี เป็นชาวไทยเกิดที่อำเภอบ้านโปง จังหวัด ราชบุรี ได้สมรสกับชาวกะเหรี่ยงใน กองม่องทะ และอาศัยอยู่ที่กองม่องทะ วงดนตรีคณะรี้ เดิมผู้ควบคุมคือ นายเสริฐจริง โชคศรีเจริญ ผู้ดูแลด้านรำตงประจำหมู่บ้าน ซึ่งเป็นพ่อตาของ นายบุญโกย เป็นผู้ดูแล ต่อมาได้มอบหมายให้นายบุญโกย ซึ่งเป็นบุตรเขย เป็นผู้ควบคุมดูแลต่อมาจนถึงปัจจุบัน ต่อมานายบุญโกย ได้รับงบประมาณ จากภายนอกมาจำนวนหนึ่งเพื่อมาสนับสนุนศิลปวัฒนธรรมด้านการแสดง และดนตรีของหมู่บ้านกองม่องทะ จึงได้ซื้อเครื่องดนตรีเพิ่มใหม่และ อุปกรณ์ ชุดการแสดงต่าง ๆ มาใหม่และรวบรวมนักดนตรีและนักแสดง เยาวชนทั้งหญิงและชายจากหมู่บ้านกองม่องทะ และชาวบ้านที่มี ความสามารถเล่นเครื่องดนตรีได้มาเข้ากลุ่มเป็นสมาชิกของคณะฝึกซ้อมอยู่ เป็นประจำ เพื่อไปแสดงตามที่ต่าง ๆ นอกหมู่บ้าน คณะดนตรีคณะนี้จึงได้รับ การติดต่อให้ไปแสดงตามที่ต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ ครั้งหนึ่งเคยมาแสดงที่ สนามหลวง งาน 5 ธันวามหาราช เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อองค์ พระมหากษัตริย์ไทย บทเพลง บทเพลง ของชาวกะเหรี่ยงเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงภูมิปัญญา ด้วยชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติบทเพลงต่าง ๆ จึงสะท้อนเรื่องราวความเชื่อ


347 ความศรัทธา ภายใต้ความเคารพที่มีต่อธรรมชาติบอกเล่าเรื่องราวของชีวิต ตำนวน จารีตประเพณี และเรื่องความรัก ออกมาเป็นบทเพลงต่าง ๆ มากมาย บทเพลงนี้กะเหรี่ยงเรียกว่า “ถะคู” ถะคูเป็นเนื้อเพลงที่ใช้ร้องคลอ กับนาเด่ย เมตารี่ และปี่ปา (แคน) ซึ่งระดับความยากง่ายของถะคู นั้นขึ้นอยู่ กับรูปแบบและการใช้ภาษา ถะคู มีลักษณะเป็นบทร้อยกรองที่ มีลักษณะเป็นคำประพันธ์ร้อย กรองสัมผัสท้ายวรรค แต่ละวรรค มี 6-7 พยางค์ ได้แบ่งประเภทของ ถะคูไว้ 2 ลักษณะคือ 1) ถะคูหนี่มุง ถะคูหนี่มุง คือ เพลงหนางบทมีคำร้อง สองวรรค วรรคละเจ็ด พยางค์ นิยมร้องคลอกับปี่ปา(แคน) และร้องในโอกาสเกี่ยวข้าว ฟาดข้าว ซี่มี ฉันทลักษณ์ ดังนี้ เช่น เก้หล่องพือไปพูเก้หล่อง เก้หล่องเพาะส่งบือบล่อง คำแปล น้องเอ๋ยลงมา ลงมา ลงมาฟาดข้าวเหลืองอร่าม ในเพลงนี้ เป็นบทเพลงที่ใช้ในงานฟาดข้าว ฝ่ายชายเป็นคนร้อง เชิญชวนให้ฝ่ายหญิงมาร่วมฟาดข้าว ถะคู่หนี่มุ่ง เป็นบทเพลงที่มีความยาก ส่วนมากผู้เฒ่าผู้แก่จะร้องกัน ได้ เพราะมีความลึกซึ้งทางภาษา คำบางครั้งเป็นคำเชิงภาษาบาลี มา ประพันธ์ ซึ่งก็ทำให้ถะคูหนี่ทุ่งนี้มี เอกลักษณ์ในการประพันธ์ คือ การที่ผู้ร้อง บางคนเป็นผู้ที่มีความรู้ทางธรรม รู้เรื่องสัจธรรม ของชีวิต ก็สามารถที่จะแต่ง เนื้อร้องใหม่โดยใช้ปฏิพานไหวพริบแต่งเนื้อร้องออกมาในคณะที่ร้องเพลงได้ ทันที ยิ่งเพลงมีเนื้อร้องออกมาในคณะที่ร้องเพลงทันที ยิ่งเนื้อเพลงมีเนื้อหา


348 เข้าใกล้ สอนทางพุทธศาสนา เข้าใกล้สอนทางพุทธศาสนา เข้าใกล้นิพพาน เพลงก็จะยากขึ้นตามลำดับ เปียวผ่อทิเจี่ยะเลเตอเล้อ เราะไป่โอช่วยเกลียไต คำแปล ทำตามเส้นทางพระพุทธเจ้าไม่หลง มีสามสิ่งทั่วโลกทั่วแผ่นดิน บทเพลงนี้เป็นวรรณหนึ่งในการร้องโต้ตอบชิงไหวพริบกัน ของฝ่าย ชายและฝ่ายหญิงในงานฟาดข้าว ฝ่ายชายเป็นผู้ร้องเพื่อตอบคำถามให้กับ ฝ่ายหญิงเรื่อการปฏิบัติตน ให้ยึดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า สามสิ่งที่ต้อง ระลึกถึงอยู่เสมอคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ว่าจะอยู่ ที่ไหนหาก ระลึกถึงสามสิ่งนี้อยู่เป็นนิจ ชีวิตก็จะพบแต่ความสุข 2) ถะคูลีมุ่ง ถะคูลีมุ่ง คือเพลงหนึ่งบทมีคำร้องสี่วรรค วรรคละเจ็ดพยางค์ นิยม ใช้ร้องทั่วไป อาจร้องกับนาเด่ย (พิณกะเหรี่ยง) หรือในการแสดงเทอลีโตว (รำตง) ถะคูลีมุ่งมีลักษณ์ดังนี้ เช่น เลอโผล่ซาเฆ้พะต่งโก่ เอ้อไถ่เมอพี่เลอฆ่าโหล่ หล่องไถ่ดาเป่อไบไน้โห้ย ขวยเผ่ยซ่าโอเอตะโม่ คำแปล บรรพบุรุษโผล่วที่เกิดมา ต้นกำเนิดคือยายคนเดียว กลับมาจนถึงตอนนี้ ทุกชนชาติภาษาอยู่ให้สงบสุข จากบทเพลงดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการสัมผัสของพยางค์ท้าย วรรคแรก คือ โก่ กับคำสุดท้ายของวรรคที่สองคือคำว่า โหล่ แล้วส่งสัมผัส


349 ต่อไปยังคำสุดท้ายของวรรคที่สามคือคำว่า โห่ยแล้วส่งสัมผัสไปยังคำสุดท้าย ของวรรคที่สี่คือคำว่า โม่ บทเพลงนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติต้นกำเนิดของชาวกะเหรี่ยงที่ เชื่อว่า กะเหรี่ยงมีต้นกำเนิดมากจากยายแก่คนหนึ่ง เป็นบทเพลงร้องคลอกับ การเล่นน่าเด่ย ถะคูลีมุ่งนี้ เป็นบทเพลงที่หนุ่มสามนิยมร้องโต้ตอบกันเรื่องความรัก เพราะเป็นบทเพลงที่ง่ายสามารถใช้คำได้มา ความลึกซึ่ง และความซับซ้อน ทางภาษาไม่ยากเท่าถะคูหนึ่มุง เพลงร้องประกอบนาเด่ย วงปาตาล่า เป็นวงดนตรีที่ใช้สำหรับเป็นเครื่องประโคม ในงาน ต่างๆ ภาษษกะเหรี่ยงเรียกวงดนตรีนี้ว่า “ชะพูชะอู” หมายถึง เครื่องตี เครื่องเป่า ที่สามารถบรรเลงประโคมได้ในงานต่าง ๆ ทั้งงานบุญและงานศพ รวมทั้งใช้เป็นวงดนตรีประกอบการแสดงละครก่วยเจ๊าะ รำอะเย้ย และรำตง ทุกครั้งหากคณะดนตรีต้องเดินทางไปแสดงนอกหมู่บ้าน หรือเล่น ในงานศพ จำเป็นจะต้องไหว้ครู หรือ ไหว้กะเต๊าะปวย (กะเตาะป๊วย คือ ถาดสำหรับใส่ของเพื่อไหว้ครู หมายถึง เป็นสัญลักษณ์ของความศักดิ์ที่เป็น ตัวแทนของครู และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่อยู่ภายในชุมชน) หลังจากไหว้ กะเต๊าะปวยแล้ว จึงเริ่มบรรเลง เพลงไหว้ครู เพื่อแสดงความเคารพและ ระลึกถึงครูอาจารย์ รวมทั้งเป็นการบอกกล่าวเจ้าที่ และสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลาย ขออนุญาตแสดงดนตรี และการแสดงต่าง ๆ เพื่อ เป็นขวัญกำลังใจแก่ นักแสดง และความเป็นสิริมงคล แก่ผู้เล่นดนตรี และผู้รำ ชุดต่าง ๆ ให้การ แสดงมีความราบรื่นและสมบูรณ์ เพลงไหว้ครูนี้ ภาษากะเหรี่ยง “เพลงนาโต ส้อง” 1) เพลงประกอบการรำตง


350 รำตง เป็นการแสดงของชาวกะเหรี่ยงที่ใช้คนรำ 16 คน จัดแถวละ 4 คน 4 แถว ร่ายรำ และแปลแถว ตามจังหวะของเพลง มีเวหล่าเคาะ (เกราะ) เป็นเครื่องประกอบจังหวะที่สำคัญกำกับจังหวะอย่างสม่ำเสมอตลอด ทั้งเพลง ผู้รำทุกคนต้องร้องเพลงและรำไปพร้อมกัน รำตงมีหลายประเภท เช่น ตงอะบละ ตงไอ่มิ ตงคะเฉะ ตงด่องยอง ตงเวียดุก ตงพูเลียวเฮ่ ตงหม่อง เนเจ้ละ ฯลฯ ตงมิชา เป็นรำตง ชนิดหนึ่งหรือรำตงคนแก่ ผู้แสดงทกุคน ต้องเป็น ผู้หญิงที่มีอายุมาก หรือผู้หญิงที่แต่งงานแล้วรำเท่านั้น ดนตรีที่ประกอบ การรำตงมิซานั้น ใช้เวหล่าเคาะ (เกราะ) เพียงชิ้นเดียวก็ได้ หรืออาจใช้โป้ว (กลอง) มาตี ประกอบจังหวะก็ได้ ปกติเครื่องดนตรีที่ใช้แสดงรำตงมิซานั้น เป็นเพียงเครื่องประกอบจังหวะเท่านั้น ทำนองและไพเราะของบทเพลง อยู่ที่เนื้อร้อง ที่มีทำนองสั้น ๆ ไม่กี่ทำนอง ร้องซ้ำทำนองเดิม เปลี่ยนเนื้อ เพลงไปเรื้อย ๆ อีกทั้งสำเนียงของภาษามีความไพเราะที่เป็นเอกลักษณ์ของ กะเหรี่ยง เนื้อหาของบทเพลงมีมากมาย เช่น ตำนวน นิทานต่าง ๆ เรื่อง ประวัติของชนเผ่าเรื่องของพุทธประวัติบางครั้งภาษาอาจลึกซึ้งถึงธรรมะ เช่น เรื่องของฌานและนิพพาน เป็นต้น ตัวอย่างเนื้อเพลงรำตงที่แปลเป็นไทยแล้ว จะกล่าวถึงพระพุทธองค์ แสวงหาธรรมหกปีก็ไม่พบ ไม่แตะต้องอาหารเฝ้าอดอาหาร ไม่แตะต้องอาหารเฝ้าอดอาหาร ร่างกายซูบผอมอย่างมากมาย พระองค์หาธรรมโดยไม่รับอาหาร ร่างกายซูบผอมไปทั้งกาย พระองค์ก็หาธรรมไม่พบ หกปีที่นั่งหาะรรม แต่ธรรมก็ไม่เกิดในพระองค์ หนังตัวย่น เนื้อก็น้อยลง...


351 (สงพงษ์ จันเรือง แปลจากภาษากะเหรี่ยง อ้างใน เยาวภา ภริตานนท์,รำตง ,หน้า 12) บางครั้งดนตรีประกอบการแสดงรำตง สามารถใช้วงปาตาล่า บรรเลงประกอบการแสดงได้บรรเลงตามทำนอง เครื่องดนตรีที่ใช้เลน ประกอบการรำตง คือ วงปาตาล่า ประกอบด้วย ปาตาล่า (ระนาดเหล็ก), โหม่งวาย (ฆ้องราง), ขะน่วย (ปี่), โปว้(กลอง 4 ใบ), ตะโพว้(ตะโพนมอญ), ตาคู้ว (ตะโพนเล็ก), เวหล่าเคาะ (เกราะ), และเข่งจี (ฉาบใหญ่) นาเด่ง ประวัติและเรื่องราวเกี่ยวกับนาเด่ง ส่วนมากเป็นเรื่องราวที่เล่าต่อ กันมา เช่นตำนานการสร้างนาเด่ง นิทานเกี่ยวกับนาเด่ง สำหรับหลักฐาน นาเด่งมีเพียงเอกสารที่เขียนด้วยลายมือ ไม่ทราบนามผู้เขียน เป็นเอกสารที่ ไม่ได้เผยแพร่และมีการใช้คำศัพท์ ไวยากรณ์เป็นภาษากะเหรี่ยง มอญ กล่าวคือ น่าเด่ง ของกะเหรี่ยง เวลาร้อง ถ้าดีดขึ้นมันสนุก เวลาตั้งใจเล่น เราจะฟังแพราะมาก บรรดาดนตรีกะเหรี่ยง นาเด่งเพราะที่สุด นาเด่ง กะเหรี่ยงไม่เหมือนนาเด่งพม่า นาเด่งกะเหรี่ยงมี 6 สาย 7 สายก็มี พม่ามี 13 สาย ถ้ากะเหรี่ยงสายมากที่สุด 7 สาย บางกลุ่ม 9 สายก็มี นาเด่งประกอบด้วย อะบ่ง (คอนาเด่ง) อะนาไว้ (ลูกบิด) แต่ก่อน นาเด่งคุกละ (ที่ปิด) ทำจากหนังกวาง หนัง เก้ง สายนาเด่งทำจาก เถาวัลย์ ชนิดหนึ่งมีใส้ หรือทำจากไม้ไผ่ ปัจจุบันทำด้วย เดสะไลป๊ะ” สายทำจาก ทองและเหล็กถ้าทำด้วยทองและเหล็กเสียงจะดังมากขึ้น ปัจจุบันในวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงโปจังหวัดกาญจนบุรียังคงมีการ สืบทอด และดีดนาเด่ง อยู่ 3 อําเภอ คือ อําเภอสังขละบุรี อําเภอทองผาภูมิ และอําเภอศรีสวัสดิ์ ซึ่งชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ทั้งสามอําเภอนี้มีความ


352 สัมพันธ์และติดต่อกันอยู่สม่ำเสมอศูนย์รวมภูมิปัญญาด้านนาเด่งในปัจจุบัน อยู่ที่อำเภอสังขละบุรีเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีผู้เล่นนาเด่งและจดจําบทเพลง นาเด่งได้มากกว่าอําเภออื่น ๆ รวมถึงยัง ได้มีโอกาสสอนให้กับเพื่อน ชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ในต่างอําเภอ นอกจากนี้แล้วอําเภอ สังขละบุรียังเป็นศูนย์ รวมจิตใจของชาวกะเหรี่ยงอีกประการหนึ่งคือเป็นสถาน ที่จัดประเพณีที่ สําคัญของชาวกะเหรี่ยง คือ ประเพณีผูกข้อมือ เดือน 9 ซึ่งจัดขึ้น ทุกปีที่ วัดศรีสุวรรณ ในอําเภอสังขละบุรี ชาวกะเหรี่ยงจากอําเภอต่าง ๆ จะมาร่วม พิธี นักนาเด่งจากหมู่บ้านต่าง ๆ จะมารวมกันผลัดเปลี่ยนกันดีดและร้องเพลง ในพิธีผูกข้อมือทําให้บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความรักและภูมิใจใน ชาติพันธุ์ของตนเอง นาเด่ง เป็นเครื่องดนตรีที่สําคัญ ในวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยง มีบทบาทและหน้าที่ในสังคมชัดเจน ผู้ที่ดีดและ ร้องเพลงนาเด่งได้เป็นผู้ที่ ได้รับการยอมรับจากชุมชนทํานองเพลงนาเด่ง คําร้อง ภาษา และสําเนียง สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นตัวตนของชาวกะเหรี่ยงได้ดียิ่งขึ้น และที่สําคัญ มากกว่านั้นในความรู้สึกของชาวกะเหรี่ยงนาเด่งมิได้เป็นเพียงเครื่อง ที่ใช้เล่น เพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่นาเด่ง เปรียบเสมือนจิตวิญญาณและ เป็นสัญลักษณ์เปรียบเสมือนตัวแทนทางชาติพันธ์ุของกะเหรี่ยงที่สําคัญ สิ่งหนึ่ง ลักษณะทางกายภาพ นาเด่ง เป็นเครื่องมือที่จัดอยู่ในประเภทพิณ (Harp) มีส่วนประกอบ ต่าง ๆ ดังนี้ 1. อะบ่ง (คอนาเด่ง) คือ ส่วนที่เชื่อมต่อกับกล่องเสียง เจาะรู สำหรับใส่ลูกบิด จำนวน 6 รู เรียงตามความยาวของรูปทรง


353 2. อะเดอะ (ตัวนาเด่ง หรือ กล่องเสียง) เป็นส่วนที่เป็นกล่อง เสียงติดกับคอนาเด่ง ส่วนนี้ต้องเจาะเนื้อไม้ออกให้เป็นร่อง และปิดด้วยสังกะสีเพื่อทำเป็นกล่องเสียง ให้เกิดเสียงกังวาน 3. อะพล่ะ (รูข้างกล่องเสียง) คือ รูข้างกล่องเสียง เจาะเพื่อให้ เสียงดังกังวาน 4. อะพลี (รูข้างกล่องเสียง) คือ รูข้างกล่องเสียง เจาะเพื่อให้เสียง ดังกังวาน 5. นาเด่งไว้ (ลูกบิด) คือ ลูกบิดเป็นส่วนที่ใช้สำหรับหมุนปรับ ระดับเสียงของสายให้ได้เสียงตามต้องการ ลูกบิดทั้งหมด 6 อัน ทำจากไม้ไผ่ 6. อะเงอคู (ที่รองปลายสาย หรือสันสังกะสี) ภาษาไทยเรียกว่า “หย่อง” ใช้สังกะสีตีขึ้นรูปเป็นสันเจาะรู แล้วนำมาปิดกล่อง เสียงที่ตัวนาเด่งบริเวณสังกะสีที่ทำเป็นหย่องนี้เจาะรู 6 รู เพื่อ ใส่สายนาเด่งขึงโยงผูกติดกับปลายลูกบิดด้านบน 7. อะคุกละ (ฝาปิด) คือส่วนที่ปิดกล่องเสียงของตัวนาเด่ง สมัยก่อนทำจากหนังกวาง หรือ หนังเก้ง ปัจจุบันเป็นแผ่น สังกะสี เพลงนาเด่ง เพลงนาเด่ง หรือที่เรียกว่า “ถะคู นาเด่ง” หมายถึง บทเพลงที่มี ลักษณะเป็นคำกลอนประเภท 4 วรรค ถะคู นาเด่ง จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่อง ต่าง ๆ ที่อยู่ในวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง คนเล่นนาเด่ง ประเพณีสำคัญ ธรรมชาติ ความรัก คำสอน นิทาน เป็นต้น ประเภทของเพลงนาเด่งสามารถแบ่งได้


354 6 ประเภท คือ เพลงเกี่ยวกับประวัติชนเผ่า เพลงเกี่ยวกับธรรมชาติ เพลงเกี่ยวกับประเพณี เพลงเกี่ยวกับสัจธรรมและพุทธทำนาย เพลงเกี่ยวกับ ความรักเพลงของกะเหรี่ยงเผ่าอื่น บทบาทและหน้าที่ของนาเด่งในวัฒนธรรมกะเหรี่ยง 1. เพื่อความบันเทิง นาเด่ง ในความรู้สึกของชาวกะเหรี่ยงเปรียบเสมือนเพื่อน ที่ช่วยให้ ผ่อนคลายจากการทำงานหนัก นิยมร้องเล่นคนเดียว สมัยก่อนนิยมร้องเพลง เพื่อจีบสาว และเล่นในงานสำคัญอื่น ๆ ของชุมชน เช่น งานฟาดข้าว งานแต่งงาน เป็นต้น 2. ประกอบพิธีกรรม สมัยอดีตนาเด่ง ไม่ได้มีบทบาทในพิธีกรรม แต่ในปัจจุบันนิยมนำมา บรรเลงประกอบพิธีกรรม คือ ทำบุญข้าวใหม่ พิธีผูกข้อมือ การสืบทอดนาเด่ง การสืบทอดนาเด่งใน จังหวัดกาญจนบุรี นาเด่ง นั้นมีความ เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับกลุ่มชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ในทั้ง ๓ เส้นทาง โดย อธิบาย การสืบทอดนาเด่ง ดังนี้ 1. กะเหรี่ยงฝั่งพม่า เข้าสู่กะเหรี่ยงในจังหวัดกาญจนบุรี 2. กะเหรี่ยงในจังหวัดตากและอุทัยธานีเข้าสู่กะเหรี่ยงใน อําเภอสังขละบุรี 3. กะเหรี่ยงในอําเภอสังขละบุรีเข้าสู่กะเหรี่ยงในอําเภออื่น ๆ ของกาญจนบุรี


355 ดนตรีชาวกะเหรี่ยงในประเพณีต่าง ๆ ดนตรี มีบทบาทสำคัญในสังคมอย่างแท้จริง เช่น เพื่อความบันเทิง เพื่อประกอบพิธีกรรมล้วนแล้วยังแฝง ภาพ 38 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างถะคู กับวิถีชีวิตของชาติพันธ์กะเหรี่ยง การแสดงดนตรี ในประเพณีต่าง ๆ ดนตรี มีบทบาทสำคัญในสังคมอย่างแท้จริง เช่น เพื่อความบันเทิง เพื่อประกอบพิธีกรรมล้วนแล้วยังมีนัยยะที่ซ้อนเร้นอยู่ทุกขณะในเนื้อหาของ


356 ดนตรี ดนตรีจึงมีบทบาทและโอกาสต่าง ๆ กันไปตามวาระเวลาในรอบปีที่ สังคมชาวกะเหรี่ยงเป็นผู้กำหนด ให้มีกิจกรรมต่าง ๆ ในรอบปี ดังนี้ 1. มกราคม งานทำบุญข้าวใหม่ - เพลงสรรเสริญแม่โพสพ - ดนตรีประกอบรำ และละครโดยวงปาตาล่า 2. เมษายน สงกรานต์ - ดนตรีประกอบรำและละครโดยวงปาตาล่า 3. กรกฎาคม บุญเข้าพรรษา - บอกลา กะเต๊าะปวย 4. สิงหาคมเรียกวีหล่าประจำปี - เพลงพิธีผูกข้อมือ - ดนตรีประกอบรำ และละครโดยวงปาตาล่า 5. ตุลาคม บุญออกพรรษา - เพลงเกี่ยวข้าว - ไหว้กะเต๊าะปวยประจำปี เพื่อตั้งคณะ 6. พฤศจิกายน ฟาดข้าว - เพลงฟาดข้าว / โต้ตอบเรื่องธรรมะ ดนตรีชาวกะเหรี่ยง เป็นสิ่งที่มีความสำคัญในความรู้สึกของคนใน ชนเผ่า และยังมีความหายในเชิงสัญลักษณ์ ที่เป็นดังตัวแทนของชาวกะเหรี่ยง คือ กลองมะโหระทึก (กลู๊) และฆ่วย (ปี่เขาควาย) เครื่องดนตรี 2 ชนิดนี้ ชาวกะเหรี่ยงได้นำมาเป็นสัญลักษณ์ในมิติของชาติพันธุ์และวัฒนธรรม และนำเครื่องดนตรีทั้งสองชนิดไปเป็นสัญลักษณ์บนผืนธงที่เป็นสื่อรวมจิตใจ ของชาวกะเหรี่ยงทั้งหมด 1. กลองมะโหระทึก (กลู) เป็นสัญลักษณ์ แทนชาติพันธ์ที่เป็นศูนย์ รวมจิตใจของคนในชนเผ่า 2. ปี่เขาควาย (ฆ่วย) เป็นสัญลักษณ์ แทนศิลปะวัฒนะธรรมของ ชาวกะเหรี่ยง


357 วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับดนตรี วัฒนธรรม ประเพณี ต่าง ๆ ของชาวกะเหรี่ยงหมู่บ้านกองม่องทะ ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี นี้เป็นสิ่งที่สืบทอดต่อกันมา เป็นเวลานานนับตั้งแต่ ชาวกะเหรี่ยงได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บริเวณแห่งนี้ ดนตรีของชาวกะเหรี่ยงหมู่บ้านกองม่องทะ ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการสืบทอดมาเป็นเวลา หลายร้อยปี ดนตรี เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม และที่มีการประสาน สอดคล้องกับเหตุกาณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมของชนเผ่าชาวกะเหรี่ยง 1. กระบวนการเรียนรู้และถ่ายทอด กระบวนการเรียนรู้และถ่ายทอด เป็นวัฒนธรรมหนึ่งที่ ประกอบด้วย 1) ประเพณีการไหว้ครู 2) การสร้างเครื่องดนตรี และ 3) การถ่ายทอดเครื่องดนตรี ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นลักษณะของวัฒนธรรม ที่มี ลักษณะเป็นกระบวนการที่ทำให้ดนตรีชาวกะเหรี่ยง แสดงออกมามี เอกลักษณ์ที่ชัดเจน รวมถึงการคงอยู่ของดนตรีของชนเผ่าที่ได้รับการ ถ่ายทอดสืบต่อกันมา มีตำนาน เรื่องเล่า และรวบรวมองค์ความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับดนตรีชนเผ่ากะเหรี่ยงไว้ เป็น องค์ความรู้ที่สำคัญ ที่สามารถเชื่อมโยง และอธิบาย หาอัตลักษณ์ของดนตรีกะเหรี่ยงที่แท้จริงได้ ภายในกรอบของ วัฒนธรรมที่ปรากฏอยู่ 2. ประเพณีและพิธีเกี่ยวกับชีวิต ประเพณี และพิธีกรรมกับชีวิต ตั้งแต่เกิด มีความรักและแต่งงาน จนกระทั่งตายนั้น เป็นช่วงเหตุการณ์ชีวิตที่สำคัญ ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ชาวกะเหรี่ยง หมู่บ้านกองม่องทะ จะมีพิธีกรรมเฉพาะงาน จัดทำตาม


358 ประเพณีสืบต่อกันมาเป็นวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยง ดนตรี ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง คือ 2.1 ช่วงการเกิด ดนตรีที่ปรากฏคือ เพลงกล่อมลูก ซึ่งทำหน้าที่เป็น สื่อกลางของสายสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่าง พ่อ แม่ ลูก อีกทั้งยังเป็นสื่อใน การขัดอบรมสั่งสอนลูก ขัดเกลาจิตใจ เพื่อให้เติบโตขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของ สังคมที่มีความสุขได้ 2.2 การแต่งงาน ก็มีดนตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง เพื่อสร้างบรรยากาศ ของความรื่นเริง ยินดี พร้อมทั้ง สอดแทรกสอนใจบ่าวสาว ดนตรีจึงมีหน้าที่ ที่เชื่อมโยง วาระเหตุกาณ์ต่าง ๆ ให้มีความสมบูรณ์ในบรรยากาศมากขึ้น ในช่วงเวลาสุดท้ายคือ การตาย ดนตรีก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องมีในพิธี ทั้งเพลงร้องส่งวิญญาณ และวงดนตรีประโคมงาน ทั้งนี้เพื่อเป็นการแสดง น้ำใจ ความรัก ความสามัคคีที่ชาวกะเหรี่ยงมีให้ต่อกันและที่สำคัญนั้น 2.3 งานศพชาวกะเหรี่ยงถือว่า เป็นงานที่สำคัญที่สุด ทุกคนใน หมู่บ้าน จะต้องไปร่วมงาน โดยมีดนตรีเป็นขั้นตอนหนึ่งในพิธีกรรมงานศพ ตั้งแต่การเกิด การแต่งงาน การตาย ล้วนแล้วแต่มีดนตรีเข้าไปเป็น ส่วนร่วม แสดงให้เห็นว่าดนตรีในสังคมชนเผ่าชาวกะเหรี่ยง หมู่บ้านกองม่องทะ นั้น เป็นสิ่งสำคัญเป็นสิ่งที่มีค่าทางวัฒนธรรม สร้างความรัก ความสามัคคี ซึ่งกันและกันระหว่างคนในชนเผ่า 3. เกี่ยวกับความเชื่อ การปฏิบัติเกี่ยวกับการดำรงชีวิต การปฏิบัติ ตามความชื่อเกี่ยวกับการดำรงชีวิตที่สำคัญที่สุดคือ การ ประกอบอาชีพ การประกอบอาชีพนั้น เป็นขั้นตอนของการดำรงชีวิต การ ปลูกข้าว ด้วยมีจิตสำนึกในบุญคุณของธรรมชาติผสมผสานกับความเชื่อเรื่อง จิตวิญญาณที่เป็นขวัญกำลังใจกับการปลูกข้าว คือ พิบือโย เป็น


359 จิตวิญญาณที่คอยดูแลข้าว และพืชพันธุ์ต่าง ๆ ตามความเชื่อของ ชาวกะเหรี่ยง ในรอบปีการปลูกช้าวต้องอาศัยฤดูการที่เหมาะสมและ ขวัญกำลังใจ เพื่อต่อสู้กับความเหน็ดเหนื่อย ดนตรี มีส่วนมากช่วยเยียวยา ความรู้สึกดังกล่าวและเป็นพลัง สร้างความรู้สึกที่ดี เพื่อให้การงานสำเร็จ ลุล่วงไปได้การเกี่ยวข้าวก่อนเกี่ยวข้าว ต้องเป่าปี่เขาควาย เพื่อเป็นสัญญาณ ของการร่วมรงร่วมใจกันเกี่ยวข้าว อีกทั้งยังก่อให้เกิดความรู้สึกทีขวัญกำลังใจ จากการได้ยินเสียงที่เป็นสิริมงคลปี่เขาควาย จึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ที่สุดใน พิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าว และความเชื่ออีกนัยหนึ่ง คือ สามารถเป็นสื่อกลาง ระหว่าง พิบือโย กับ โผล่ว ส่อง ได้ ขณะที่ช่วยกันลงแรง เกี่ยวข้าว ของหนุ่มสาว ก็จะมีการร้องเพลง โต้ตอบ ระหว่างกัน เพื่อให้ลืมความเมื่อยล้า กับงานที่กำลังทำ เพลงเกี่ยว กับข้าวจึงเป็นกิจกรรมทางดนตรีชนิดหนึ่งที่ชาวโผล่ว ส่อง ได้ร่วมกันรักษาไว้ คุณค่าของเพลงเกี่ยวข้าวนี้ ไม่ใช่อยู่ที่ความไพเราะของทำนอง แต่สิ่งที่สำคัญ กว่า คือ การประสานสอดคล้องกันระหว่างวัฒนธรรมหนึ่ง กับวัฒนธรรมหนึ่ง ที่มีความหาย นำมาสู่กิจกรรมสื่อสารทางสังคม และช่วยให้สังคมคงอยู่ อีกทั้ง ยังสะท้อนและบ่งบอกถึงมุมมองต่าง ๆ ให้เห็นภาพวิถีชีวิตในวัฒนธรรมของ ชาวกะเหรี่ยงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยศึกษาจากวัฒนธรรมดนตรีและวัฒนธรรม อื่นที่มีความสัมพันธ์กัน 4. พิธีสำคัญในรอบปี ในรอบหนึ่งปี วิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงนั้น คือ กิจกรรมดนตรี ที่มี กำหนดระยะเวลาที่แน่นอนในรอบปี เป็นการนัดหมายของคนในชุมชน เช่น ประเพณีการทำบุญข้าวใหม่ และประเพณีการผูกข้อมือประจำปี เป็นต้น


360 การทำบุญข้าวใหม่นี้ จำเป็นที่จะต้องมีดนตรี เป็นส่วนประกอบ ในเรื่องของประกอบพิธีกรรม คือ ปี่เขาควายเป็นสัญญาณเริ่มงานและ ร้องเพลงสรรเสริญแม่โพสพของนักดนตรีที่บรรเลงดนตรีประกอบพิธีกรรม ขณะทำพิธีบูชาแม่โพสพที่ประรำพิธีจะต้องร้องเพลงสรรเสริญแม่โพสพของ นักดนตรีที่บรรเลงดนตรีประกอบพิธีกรรม ขณะทำพิธีบูชาแม่โพสพที่ ปะรำพิธีจะต้องร้องเพลงสรรเสริญแม่โพสพ ก่อนที่จะเริ่มพิธีกรรมอื่นต่อไป 5. ดนตรีประกอบการแสดง เพื่อความบันเทิง ดนตรีประกอบการแสดง ที่ใช้ คือ วงปาตาล่า ซึ่งเป็นวงดนตรีที่ ได้รับอิทธิพลมาจากมอญ และพม่า วงดนตรีปาตาล่านี้ เป็นวงดนตรีที่ต้อง บรรเลงประกอบการแสดงรำอะเย้ย ละครก่วยเจ๊าะ ต่อมาได้มาบรรเลง ประกอบรำตงด้วย ซึ่งแต่ก่อนรำตงนี้ ไม่มีวงปาตาล่าบรรเลงประกอบ มีเพราะคนร้องที่เป็นผู้รำทุกคน และเครื่องประกอบจังหวะเท่านั้น การแสดงพื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยง การแสดงพื้นบ้านในแต่ละท้องถิ่นย่อมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ซึ่งแตกต่างกันออกไปตามสภาพแวดล้อมทางด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การดำรงชีวิต สภาพเศรษฐกิจ ขนบธรรมเนียม ประเพณี คติความเชื่อและ ค่านิยม ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าในประเทศไทย ภายใต้ของการรวมเป็นหนึ่งเดียว ของประเทศชาตินั้น ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นที่หลากหลายและสามารถ แบ่งแยกออกเป็นภูมิภาคต่าง ๆ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ นอกจากนี้ยังรวมไปถุงเอกลักษณ์ของชนกลุ่มน้อยใน แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์อีกด้วย เช่น กะเหรี่ยง มอญ แม้ว ม้ง ญวน ลาว เป็นต้น


361 คำกล่างข้างต้นเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมที่ ปรากฏในอดีตที่มีมาอย่างช้านาน ซึ่งในปัจจุบันวัฒนธรรมบางส่วนอาจ สูญหายไปด้วยขาดการสืบทอดอย่างต่อเนื่องจากอนุชนรุ่นหลัง แม้ว่าจะมี ความพยายามในการฟื้นฟูวัฒนะรรม แต่ก็ยากที่จะรื้อฟื้นให้กลับมาเช่นเดิม ได้และสภาพท้องที่อำเภอสังขละบุรีเป็นพื้นที่ห่างไกลยากที่ผู้ใดจะเข้าถึง วัฒนธรรมบางส่วนที่หลงเหลืออยู่จึงไม่ได้ถูกนำมาเผยแพร่ให้คนภายนอกได้ รับรู้มากเท่าใดนัก วัฒนธรรมเหล่านี้ยังรวมไปถึงศิลปะการแสดงพื้นบ้านของ ชาวกะเหรี่ยง ที่มีปรากฏมาช้านานกว่า 200 ปี ในเมืองสังขละบุรีมีชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่รวมกันมากกว่า 95% และเป็นชาวกะเหรี่ยงที่นับถือศาสนาพุทธจำนวน 97% ซึ่งเป็นจำนวนมาก ที่สุดในจังหวัดกาญจนบุรีหมู่บ้านของชาวกะเหรี่ยงที่มีจำนวนประชาชนมาก ที่สุดคือ บ้านใหม่พัฒนา มีจำนวนประชากรเกือบ 3,000 คน ชาวกะเหรี่ยงใน พื้นที่นี้ คือชนกลุ่มน้อยกลุ่มแรกที่ได้อพยพเข้ามาด้วยเหตุผลทางการเมือง คือ ต้องการหนีภัยการสู้รบในเขตสหภาพเมียนมาและหนีภาวะความยากจน ดังนั้นการเข้ามาอาศัยอยู่ของชาวกะเหรี่ยงจึงเป็นเรื่องที่ทางหน่วยงาน ราชการจำเป็นต้องจำกัดพื้นที่บริเวณในการอยู่อาศัยและประกอบอาชีพ จึงเป็นผลสืบเนื่องทำให้ชาวกะเหรี่ยงไม่สามารถเดินทางออกสู่เขตพื้นที่ ภายนอกได้ ด้วยประการนี้วัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงในเขตชายแดนจึงมา ปรากฏเป็นที่แพร่หลายมากนัก ในด้านของการดำรงรักษาเอกลักษณ์อันแสดงถึงวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวกะเหรี่ยงบ้านใหม่พัฒนานั้น ในปัจจุบันก็ ยังคงมีปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง แม้ว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมบางประเภทจะหาชมได้ น้อยเต็มที โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมการแสดงพื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นสุนทรียกรรมอันจะสะท้อนให้เห็นถึงชีวิต สภาพความเป็นอยู่


362 ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้รับการปลูกฝัง ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษของกลุ่มชน ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ก็เป็นด้วยสาเหตุจากสภาพสังคมและ เศรษฐกิจ ซึ่งท้องที่นี้เป็นถิ่นทุรกันดาร ประชากรประกอบอาชีพทำ การเกษตรเป็นหลัก และมีฐานะยากจน ด้วยเหตุนี้คนรุ่นหนุ่มสาวที่อยู่ในวัย ทำงานจึงได้เริ่มเดินทางออกนอกพื้นที่เพื่อประกอบอาชีพใหม่และแสวงหา ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงทำให้ความสนใจการสืบสานศิลปวัฒนธรรมของตนเริ่ม ลดน้อยลง ลักษณะการแสดงพื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยงโดยส่วนใหญ่ เป็น การแสดงที่ผสมผสานกันทั้งการร้อง รำและการทำจังหวะ พร้อมกับแสดง อารมณ์และความรู้สึกออกมาอย่างอิสระ บทร้องใช้ภาษาประจำกลุ่มชน คือ ภาษากะเหรี่ยงและภาษาพม่า ท่ารำมักเป็นท่าที่เน้นความพร้อมเพียงและมัก ทำซ้ำ ต่อมาเมื่อชุมชนชาวกะเหรี่ยงมีการติดต่อสัมพันธ์กับชุมชนอื่น ทำให้ เกิดการดัดแปลงและปรับปรุงการแสดงโดยใช้เป็นรูปแบบของตนเองซึ่งเกิด จากความคิดสร้างสรรค์ และการได้รับอิทธิพลภายนอกเป็นส่วนสำคัญ ศิลปะการแสดงพื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยงที่ปรากฏ และมีชื่อเสียงเป็นที่นิยม ชื่นชอบของชาวกะเหรี่ยงโดยทั่วไป คือ การแสดงรำตง รำตง หรือ เท่อลี่ตง เป็นชื่อที่ใช้เรียกการแสดงของชาวกะเหรี่ยงที่ มีการำประกอบเพลงโดยมีเครื่องกำกับจังหวะเฉพาะคือ วาเหล่เคาะ และ กลองตะโพน คำว่า “ตง” สันนิษฐานว่าน่าจะเรียกตามเสียงเคาะของไม้ไผ่ที่ กระทบกันดัง โตว์ โตว์ โตว์ สันนิษฐานว่าการแสดงรำตงน่าจะมีที่มาอยู่ 2 ประการ คือ 1. มาจากพิธีการบวงสรวงแก้บน 2. พัฒนามาจากการเล่านิทาน


363 ลักษณะของการแสดงรำตงนั้นจะใช้ผู้แสดงทั้งผู้ชายและผู้หญิง นักแสดงที่เป็นเด็กจะมีอายุระหว่าง 8-16 ปี และนักแสดงที่เป็นผู้ใหญ่จะมี อายุตั้งแต่ 15-17 ปีขึ้นไป การคัดเลือกนักแสดงโดยพิจารณาจากผู้ที่มีใจรัก ทางด้านการแสดงและสามารถเสียสละเวลาในการซ้อมได้เป็นหลักมากกว่า ในเรื่องรูปร่างหน้าตาและความสามารถ จำนวนนักแสดงนิยมแสดงเป็นเลขคู่ อย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่า 12-16 คน การแต่งกายทั้งชายและหญิงจะแต่งกาย ด้วยชุดแต่งประจำชนเผ่า หากเป็นหญิงที่ยังไม่ผ่านการแต่งงานจะแต่งกาย ด้วยชุดกระโปรงชาวกรอมเท่า (ไซ่กูกี๋) ส่วนหญิงที่แต่งงานนั้นจะสวมเสื้อแขน ล้ำสีแดงและนุ่งผ้าซิ่น ชายสวมเสื้อแขนล้ำสีแดงทับเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว นุ่งโสร่ง อุปกรณ์ประกอบการแสดงมี ผ้าเช็ดหน้าสีขาว ดอกไม้ และคบไฟ เพลงที่ร้องประกอบการแสดงเป็นภาษากะเหรี่ยง และภาษาพม่า ลำดับขั้นตอนของการแสดงที่สำคัญจะเริ่มด้วยพิธีบูชาครู โดยครูฝึกจะเป็นผู้ไปขอขมาบอกเจ้าที่เจ้าทางหรือสถานที่ที่ชาวกะเหรี่ยงให้ ความเคารพนับถือ จากนั้นครูฝึกจะต้องทำเครื่องบูชาครูไปถวายที่ศาลเคารพ และไว้ ณ ที่แสดง เมื่อถึงเวลาแสดงผู้แสดงทกุคนรวมทั้งครูฝึกจะต้องขอขมา บอกกล่าวครูบาอาจารย์ และรับการพรมน้ำขมิ้นส้มป่อย เมื่อเสร็จพิธีจึงเริ่ม เข้าสู่การแสดงที่เป็นการโหมโรงเพื่อเป็นการเรียกผู้ชม โดยเป็นการบรรเลง เครื่องดนตรีพื้นบ้านประกอบการ้องเพลงกะเหรี่ยง ใช้เวลาในการสดง ประมาณ 30 นาทีจนถึง 1 ชั่วโมงโดยประมาณ แล้วจึงเริ่มดำเนินการแสดง รำตงในแต่ละชุดการแสดงต่อไป ระยะเวลาในการแสดงทั้งสิ้นประมาณ 3 - 4 ชั่วโมง รำตง เป็นการแสดงที่มีความสัมพันธ์อย่างแนบชิดกับวิถีชีวิตของ ชาวกะเหรี่ยงมาตั้งแต่อดีต จากคำบอกเล่าของผู้อาวุโสในหมู่บ้าน ที่เคยได้ชม การแสดงรำตงเมื่อสมัยยังเป็นเด็กนั้น ท่านเล่าว่าการแสดงรำตงจะไม่นิยม


364 แสดงบ่อยครั้งนัก แต่จะแสดงเฉพาะในงานบุญพิธีที่เกี่ยวกับการทำนา คือ ประเพณีทำบุญข้าวเปลือกใหม่ ซึ่งประเพณีดังกล่าวจะมีพิธีกรรมที่สำคัญ อย่างหนึ่งคือ พิธีกรรมทำบุญรับขวัญข้าวใหม่ และขอบคุณแม่พระโพสพ ในการรำตงนำมาใช้เป็นเครื่องถวายสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล พิธีกรรมนี้จะกระทำต่อเนื่องหลักจากการทำบุญข้าวเปลือกเสร็จเรียบร้อย แล้ว ซึ่งเริ่มในเดือนอ้าย (มกราคม) ลำดับขั้นตอนของพิธีกรรมคือ เมื่อเสร็จ สิ้นการทำบุญข้าวเปลือกแล้วในวันรุ่งขึ้นชาวบ้านจะเตรียมอาหารคาวหวาน (อาหารเจ) เครื่องเซ่นบูชา และสถานที่ประทับของแม่โพสพ (ศาลเจ้า) กัน ช่วงกลางคืนก่อนวันเริ่มงาน พิธีกรรมนี้จะกระทำกัน ณ บริเวณทุ่งนาซึ่งเป็น ลานกว้าง พอรุ่งเช้าจึงประกอบพิธีทำบุญใส่บาตร และนำอาหารที่เตรียมไว้ ถวายแม่โพสพ หลักจากนั้นเป็นการทำพิธีผูกข้อ และมีการแสดง ในการนี้ ชาวกะเหรี่ยงนิยมจัดการแสดงรำตงเพื่อใช้รำถวายด้วย รำตงที่นำมาถวายนี้ มักเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะอย่ายิ่ง เรื่องราวของ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อมาก็มีการพัฒนาเนื้อหาในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความหลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น การสั่งสอนลูกหลานโดย สอดแทรกคติความเชื่อในกลุ่มของชาวกะเหรี่ยงการเล่าเรื่องราวความเป็นมา ของกลุ่มชน หรือความเป็นมาของหมู่บ้าน เป็นต้น ในสมัยต่อมารำตงยังได้ถูกนำมาแสดงในงานมหรสพ หรืองาน ประเพณีประจำกลุ่มชนอีกด้วยเช่นกัน อาทิ ในงานประเพณีผูกข้อมือเรียก ขวัญ (หล่าเขาะไค่จุง) งานฉลองพระเจดีย์ประจำปีของกลุ่มแต่ละหมู่บ้าน งานปีใหม่ตรุษสงกราณ์ หรือแม้กระมั้งในงานศพ ทั้งนี้เพราะในอดีตชุมชน ชาวกะเหรี่ยงยุคนั้นยังไม่มีการแสดง หรือการละเล่นอื่นที่หลากหลายมากนัก นาเด่ง : พิณกะเหรี่ยง


365 นาเด่ง เป็นพิณ 6 สาย ปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยง โปว์ จังหวัดกาญจนบุรี ที่อาศัยอยู่ในบริเวณป่าด้านทิศตะวันตกของอุทยาน แห่งชาติทุ่งใหญ่นเรศวร ในอดีตแพร่หลายมากในกลุ่มชาวกะเหรี่ยงโปว์และ กะเหรี่ยงสะกอทั้งในสหภาพเมียนมาและประเทศไทยในภาคเหนือและ ภาคตะวันตก นาเด่ง เริ่มแพร่หลายและนิยมเล่นในกลุ่มกะเหรี่ยงจังหวัด กาญจนบุรี เมื่อประมาณ 50-60 ปี ที่ผ่านมาได้ นิทานพื้นบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ๑. ที่มาของภาษากะเหรี่ยง ชาวกะเหรี่ยงเป็นกะเหรี่ยงโพล่ง (โพล่ว) นักภาษาศาสตร์จะเรียก กะเหรี่ยง พื้นที่ดังกล่าวนี้ว่ากะเหรี่ยงโปว์ มีภาษาพูดเป็นของตนเอง นักภาษาศาสตร์ชาวตะวันตกได้จัดภาษา กะเหรี่ยงไปอยู่ในตระกูลภาษาจีน ทิเบต เป็นภาษาคําโดดใช้คําเหมือนภาษาไทย มีข้อสรุปว่าภาษา กะเหรี่ยงที่ ใช้กันอยู่มีเสียงพยัญชนะเดี่ยว 24 เสียง พยัญชนะประสมมี 32 เสียง เสียงสระเดี่ยวมี 9 เสียง เสียงสระประสมมี 3 เสียงและเสียงวรรณยุกต์มี 4เสียง ส่วนภาษาเขียนมีลักษณะตัวอักษรคล้ายภาษาของชาวพม่าและชาวมอญ มีนิทานเกี่ยวกับภาษากะเหรี่ยงซึ่งเล่าสืบต่อกันมาว่า “ตั้งแต่สมัยพุทธกาลมีครอบครัวยุคแรกเกิดขึ้นมีพี่น้องด้วยกัน 8 คน มีพี่คนโตเป็นชาวกะเหรี่ยง คนเล็กเป็นชาวจีน คนกลางเป็นมอญ พม่า ไทย แขก และชาวฝรั่งผิวขาว ต่างก็แยกย้ายไปอาศัยอยู่ใน พื้นที่ต่าง ๆ พระพุทธองค์เสด็จมาเผยแพร่ศาสนาได้พบเห็นเจ็ดพี่น้อง เป็นคนดีจึงมอง หนังสือให้ทุกคน มีชาวกะเหรี่ยงและชาวจีนที่มัวแต่ทํางานในไร่นาเพลินจึงมิ ได้มารับหนังสือที่วางไว้บนตอไม้ ครั้นเวลาผ่าน ไปนานหนังสือที่เหลืออยู่ก็ หล่นลงมาบนพื้นดิน มีไก่ป่ามาคุ้ยเพื่อทําให้ไม่สวยงาม ลางเลือน น้องเล็กที่


366 เป็นจีนมารับไปก่อน ภาษาของจีนจึงดูไม่สวยเหมือนของพี่ ๆ พี่น้องคนอื่น ๆ เมื่อได้รับไปต่างก็ฝึกฝนและเผยแพร่ภาษาของตน จนสืบทอดมาถึงปัจจุบัน ส่วนพี่คนโตชาวกะเหรี่ยงจึงไม่มีตัวอักษรใช้แต่พยายามขอเรียนจากน้อง ๆ จึงพอมีใช้บ้างแต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นอักษรของน้องคนใด ได้แต่ผสมผสานขอยืม หนังสือของพี่ น้อง ตัวอักษรชาวกะเหรี่ยงจึงคล้ายพม่าคล้ายมอญ แต่มี ตัวเลขกะเหรี่ยงมีมากกว่าพี่น้องคนอื่น ๆ 1 ตัว พระพุทธองค์ให้ตัวเลข มากกว่าพี่น้องคนอื่น ๆ เพราะเห็นปฏิบัติตามคําสอนของพระองค์ได้ อย่างเคร่งครัด เมื่อครั้งเสด็จโปรดสัตว์ พี่น้องทั้ง 7 คน ได้นําอาหารมาถวาย มีเฉพาะอาหารของพี่คนโตที่เป็นกะเหรี่ยง เท่านั้นที่ไม่มีเนื้อสัตว์ แต่มีผัก ผลไม้เท่านั้นที่นํามาถวาย แต่ก็น่าเสียดายที่ตัวเลขที่เพิ่มมา 1 ตัวนั้นไม่มีอยู่ ในปัจจุบัน เพราะชาวกะเหรี่ยงไม่มีภาษาเขียน จึงมิได้บันทึกไว้ จึงคงมีแต่ ภาษาของพี่น้องคนอื่น ๆ” นิทานดังกล่าวแม้จะไม่สามารถบอกที่มาในเรื่องภาษาได้ชัดเจน มากนัก แต่ก็นักสามารถสะท้อน เรื่องราวด้านอื่น ๆ ของชาวกะเหรี่ยงได้เช่น ความใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนา การทํามาหากิน ความ เสียสละของชนชาติ ตามความเชื่อของตน และยังมีผลต่อเรื่องการนับถือคริสต์ศาสนาอีกด้วย กล่าวคือจาก นิทานเรื่องพี่น้อง 7 คนของสุวัฒนา เลี่ยมประวัติที่ศึกษา ชาวกะเหรี่ยงตําบลไร่ไว่ อําเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ได้กล่าวว่าพี่คน โตอักขระตกหายไปจึงต้องตกระกําลําบากเป็นชนกลุ่มน้อยขาด ความเจริญ โดยมีความหวังว่าวันหนึ่งน้องชายผิวขาวจะนําแผ่นอักขระ ข้ามน้ำข้ามทะเลมาช่วยเหลือพี่กะเหรี่ยง ให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น เมื่อมีหมอ สอนศาสนาเข้ามาในกลุ่มชาวกะเหรี่ยงจึงได้รับการยอมรับจากชาวกะเหรี่ยง มาก


367 2. นิทานพื้นบ้าน 2.1 เรื่อง การเกิดหมู่บ้านห้วยแห้ง มีพี่น้องสองคนทํานากันคนละฟากตรงห้วยบ้านลุงสวงศ์ แต่คนโบราณเขาถือ ว่าห้ามทํานาตรง ข้ามกัน แล้วมีมาวันหนึ่งเสือโคร่งก็เหยียบลงบนสะพานที่ พี่น้องสองคนทําพอรุ่งเช้าแม่คงคาเห็นรอยเท้า เสือโคร่งก็โกรธ คิดว่าพี่น้อง สองคนทําทางให้เสือโคร่งเดิน น้ำจึงเปลี่ยนทิศทางการไหลและน้ำสายนั้นก็ แห้งหมด จึงเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านห้วยแห้ง 2.2 เรื่อง นางหมึ่งไอ่ (นางข้าวเหนียว) มีตายายสองคน เมียชื่อ นางหมึ่งไอ่ ผัวชื่อสุหล้า อยู่ไปอยู่ไปก็ อยากจะไปค้าขาย ก็ไปค้าขาย ตอนที่ไปค้าขายก็สั่งเมียว่า “เอ้อ อยู่บ้านอย่า ไปลงเรือนนะ พ่อนอนฝันไม่ดี” เขาว่าห้ามเด็ดขาดไม่ให้ ลงเรือน ทีนี้แกก็เลย ไปค้าขาย เมียก็อยู่บ้านอยู่ไปอยู่มาก็มีงูเหลือมตัวหนึ่ง เลื้อยเข้ามาทางใต้ถุน แก เลี้ยงหมูไว้ตัวหนึ่ง ก็เลยกัดหมูเข้าให้ กัดฟันหมูใหญ่เลย ทีนี้ถ้าแกไม่ช่วย หมูก็ตาย ถ้าจะลงไปช่วยหรึอ ผัวก็ห้ามลงดิน ถ้าไม่ช่วยหมูจะตายให้ได้แกก็ เลยลงดิน ลงดินไปแล้วเอาสากครกที่ตําข้าวไปตีงูเหลือม ตีทีหนึ่งก็หลุดไปขด หนึ่งตีสองทีก็สองขด สามทีก็สามขด จนหลุดหมด งูเหลือมก็ปล่อยหมู ปล่อย หมูก็ รัดพันตัวเอง ทีนี้หมูก็ช่วยเจ้าของนั้นแหละ ช่วยถีบช่วยกัด กัดงูนั้นก็ไม่ ยอมปล่อย ช่วยไม่ได้งูก็เลยพัน พาเข้าไปในรู เลยพานางเข้าไปด้วย เอาไปทํา เป็นเมีย ทีนี้แกอยู่ในนั้น ในนั้นก็สว่างไสวดี เป็นบ้านเป็น ช่องเหมือนกัน ไม่ได้ทําอะไร เมียทอผ้าอย่างเดียว อยู่มาอยู่ไปเบื่อหน่าย ตอนเช้าขึ้นมาที่ ปากหลุมก็ มองไปมองมา จะออกมาเลยก็งูเหลือมไม่ให้ออกมา ทีนี้เห็น นกเหยี่ยวบินมาตัวหนึ่ง ก็เรียกนกเหยี่ยวว่า “เอ้อ ลงมาที่นี่ดู๋นก” เหยี่ยวก็ลง มาก็ถามว่า “เป็นไรรึ” “งูมันพันเข้าไปในรู ออกไม่ได้ผัวก็ไม่อยู่บ้าน” ถาม


368 นกอีกว่า“เหยี่ยวตัวนี้มันร้องยังไง” เหยี่ยวก็ร้อง “กรอก กรอก กรึ้ย ๆ” “ร้องอย่างงี้ก็ยังตามผัว ไม่ได้” เขาว่ามาอีกวันหนึ่งก็ขึ้นมามองที่ปากหลุมอีก มองไปมองมาก็เห็นอีกาบินมาตัวหนึ่ง ก็ถามอีกา ว่า “อีกาเอ๋ยลงมานี่ก่อน” อีกาถามว่า “เป็นไรรึ” “’งูเหลือมมันพันมาในรูนี้ออกไม่ได้ งูเหลือมไม่ให้ ออกมา” แล้วก็ถามอีกาว่า “อีการ้องยังไง” อีกาก็ร้องว่า “กา กา กา ” “เอ้อ ตามผัวไม่ได้” เขาว่า ที นี้อยู่ไปอยู่มาก็มองปากหลุมอีก มองไปมองมา เห็นนกเขาบินมาตัวหนึ่ง เรียกนกเขาลงมา นกเขาถามว่า “เป็นไรรึ” “เป็นทุกข์ ไม่ใช่เราะอะไรหรอก เพราะงูเหลือมมันพันเข้ามาในรู ผัวก็ไม่อยู่ บ้าน จะออกก็ ไม่ได้ ” ผู้หญิงก็ถามว่า“นกเขานี่ร้องยังไง” “เขาก็ร้องตอบ ว่า” “ กุ๊ก กรู๊ กุ๊ก ” ทีนี้เขาว่า “เอ้อ ถ้ารอ้ ง อย่างนี้ก็ตามผัวฉันได้ ” เขาว่า “ตามไปได้ไหม ” “ตามไปได้” นกว่า ทีนี้เขาก็ให้นกตามผัวไปเลย ทีนี้ไป ถึงเมือง เมืองหนึ่ง นกก็เลยเกาะดูต้นไม้ที่แลดูไปแลดูมาแกก็ร้องเรียก ไอ้สุหล้า “สุหล้าเอ๋ย มาเถอะ มา เถอะ อยู่ข้างหลัง งูก็พันนางหมึ่งไอ่ไปเข้ารู เสียแล้ว ” ทีนี้ก็ไป ไปอีกไปถึงเมือง อีกเมืองหนึ่งอีก ก็ร้อง แบบนั้นอีก “มาเถอะ มาเถอะสุหล้าเอ๋ย นางหมึ่งไอ่งูพันเข้าไปในรูเสียแล้ว ขอให้สุหล้า กลับมาพูด ความเถอะ ” ก็ไปอีกเมืองหนึ่งอีก ไปไปก็เจอเกาะต้นไม้อีก ก็แลดูไป แลดูมา เจอพวกกะหร่างพวก หนึ่ง ถามพวกกะหร่างว่า “เจอสุหล้า ไหม” กะหร่างก็ว่า “ไม่เจอ ” ไม่เจอก็ร้องเรียกอีก “มาเถอะ มา เถอะ สุหล้า เอ๋ยนางหมึ่งไอ่อยู่ข้างหลัง งูเหลือมพันเข้าไปในรูแล้ว ไม่รู้จะช่วยยังไง ให้สุหล้ากลับมาพูด ความเถอะ " ทีนี้ก็ไปอีก ก็เรียกแบบนั้นอีกแหละ ไปอีก เมืองหนึ่งก็เรียกอีก เรียกทีหนึ่งก็ยังไม่ได้ยิน เรียกทีที่สองก็ยังไม่ได้ยินอีก ไอ้สุหล้ากําลังเมาเหล้าอยู่ เมาเหล้าอยู่ก็ เอ้ นกนี่มันร้องแปลก ๆ เลยบอก ให้ เพื่อนเงียบ เพื่อฟังเสียงนก นกก็ร้องแบบนั้นอีก ก็ได้ยินก็บอกเพื่อนว่า “ เอ้อ เขามาตามทันแล้ว ”


369 เขาก็สั่งเพื่อนว่า “ ไปแล้วเพื่อนเอ๋ย ที่บ้านมันยุ่ง ” แล้วเขาก็ เดินทางมาเรื่อยๆ มาถึงบ้านก็มองเห็นเมีย อยู่ในรูงู ทีนี้ก็บอกพวกชาวบ้าน ให้ไปช่วยกันขุดรูงู ชาวบ้านก็มาช่วยกันขุด ขุดไปขุดมา พอจะถึงตัว แล้วก็ หยุดพัก พอหยุดพักงูเหลือมก็หายใจฟู่ขึ้นมาดินก็เต็มขึ้นมาอย่างเก่า ขุดเข้า ไปอีก ขุดเข้าไป ขุด ขุด พอจะถึงไอ้งูเหลือมก็หายใจขึ้นมาอีก “ฟู่” ดินก็เต็ม ขึ้นมาอย่างเก่า ทีนี้ไม่รู้ปัญญาจะทําอย่างไร ก็ ตัดเอานิ้วมือตัวมานิ้วหนึ่ง แล้วเอาไปวางไว้ที่ปากหลุมงูเหลือม พอเน่าขึ้นมา หนอนก็ขึ้นก็ตกไปในหลุม เมียก็บอกว่า “เอ้อ งูเหลือมเอ๋ย ผัวฉันตายแล้ว นี่หนอนกลิ้งลงมานี่” “ไหน ไหน เอามาดมดูซิ” งู เหลือมเอามาดม ดมดูก็ “ เอ้ย ไม่ใช่เขาหรอก นิ้วมือ” ทีนี้อยู่ไปอยู่มา ไม่มีปัญญาก็ฆ่าหมูมาตัวหนึ่ง ไปใส่ไว้ในปากหลุมงู เหลือมจนเน่า หนอนยุบยับ หนอนกลิ้งลงไปในหลุมเยอะแยะ ทีนี้เลย ไปถึง เมียก็ ว่า “เอ้อ ผัวฉันตายไปแล้ว งูเหลือมเอ้ยปล่อยฉันเถอะ ” “ไหนมาดมดูซิ” เขาก็เอาหนอนไปให้งู เหลือมดม ดมดูก็ว่า โอ้ “ ไม่ใช่ผัวแกหรอก” เขาว่า “หนอนหมู” อยู่ไปอยู่ไปวันหนึ่งคิดอุบายไม่ออก ตัดนิ้วก็เจ็บ ฆ่าหมูก็เจ็บ เมียก็ไม่มาสักที อยู่มาวันหนึ่ง ก็เลยฆ่าตัวตายเลย ฆ่าตัวตายก็ไปนอนที่ปาก หลุมนั่นแหละ จนเน่าหนอนยุบลงยับลงไปในรูไปถึงเมีย เมียก็เก็บได้อีก “เอ้อ งูเหลือมเอ๋ยนี่หนอนผัว ฉันแน่นอนเลย หนอนตัวใหญ่นั้น” “ไหน ไหน” งูเหลือมก็มาดมดู ไปเอาหนอนมาดมดู “เอ้อ ใช่แล้วผัวแกแน่” เลยปล่อยเมียปล่อยนางหมึ่งไอ่ขึ้นมาดูผัว “ไปจัดการศพผัวให้เรียบร้อยเถอะ ” เขาสั่งว่า นางหมึ่งไอ่ก็มาเผาผัว ก็เลยเรียกเอาแมงป่องช้างตัวหนึ่ง ตะขาบตัว หนึ่ง งูเห่าดําตัวหนึ่ง ของที่มีพิษ ๆ นั่นแหละ เรียกเอาไว้ด้วยกันหมดแหละ ไปเผาผัว เอาน้ําไปสามปี๊บ เดินทางไปเดินทางมา ตัดฟืนตัด ไม่กองรุมไว้กอง เบอเริ่ม ทีนี้ถามว่า “พอแล้วยัง” นางหมึ่งไอ่บอกว่า “ยัง” ตัดไปตัดมาจนพอ ทีนี้ก็จุด ไฟจนลุกใหญ่แล้ว เอากระดูกผัวใส่ไฟเสร็จแล้ว นางหมึ่งไอ่ก็กระโดด


370 เข้ากองไฟไปเลย พอกระโดดเข้า กองไฟ พวกแม่งป่องช้าง งูเห่าดํา แมงป่อง ตะขาบนั่นแหละช่วยนางหมึ่งไอ่ เอาน้ำรดไฟ รดไฟ ก็ช่วย ไม่ได้ นางหมึ่งไอ่ ตายในกองไฟ แมงป่องก็ช่วยจนตัวเหลืองหมด ตะขาบช่วยจนตัวเหลือง งูเห่า ก็ช่วยจน ไฟไหม้ดําหมด แมงป่องกับแมงป่องช้าง ช่วยจนไฟไหม้จนหางงอ หมด นางหมึ่งไอ่ก็ตายก็ช่วยไม่ได้ 2.3 เรื่อง เด็กกําพร้าลากโง มีตายายสองคน มีลูกสองคนเหมือนกัน ทีนี้ตายายจะตายแล้วจึง เรียกลูกสองคนมาสั่งไว้ว่า “ลูกเอ๋ย นี่แหละพ่อแม่จะตายแล้ว ” เขาบอก “เอ้อ แล้วลูกจะทําอะไรกิน” นี่แหละ พอพ่อแม่ตาย แล้ว ให้เอาขอบ่าที่โง ของเอาขอบ่าของพ่อนี่แหละโงขึ้นเขาลากไปก็ลากมา ขอบ่าอันนี้ติดตรงไหน ก็ ขอให้ลูกทําไร่ที่ตรงนั้นนั่นแหละ พอพ่อแม่ตายสองพี่น้องก็เอาขอบ่าลาก ขึ้นไปบนเขา ที่ลุ่มที่ดอนหรือที่ ไหนไม่ติด ไปติดตรงผาหิน พี่ชายก็บอกน้อง ว่า “เอ้อ นี่จะทําไร่ยังไง มีแต่ผาทั้งนั้นแหละ น้องจะทําก็ ทําเถอะแต่พี่ไม่ทํา หรอก มีแต่หินผา” น้องก็ไม่เชื่อพี่หรอก “ เอ้อ ฉันจะเชื่อพ่อนี่แหละ พี่ชาย ว่าขอบ่า นี้ติดตรงไหนให้ทําไร่ที่ตรงนั้นแหละ ”น้องชายก็ทําไร่ไปเรื่อย ๆ พี่ชายก็เดินไปเรื่อยๆ ไม่เอา น้องชายทํา ไร่ไปเรื่อย ๆ ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ปลูก อะไรก็ไม่ขึ้น ปลูกอะไรก็ตาย ขึ้นอยู่เถาเดียวคือเถาแตงไทย แตงไทย เถานั้น มีลูกเดียวด้วย จะกินก็เสียดายเอาไว้อยู่นั่นแหละ เอาไว้ไปเอาไว้มา ทีนี้มีตา แก่คนหนึ่งลงมาหา เขาว่า “แตงลูกนี้ให้พ่อคุณกินดู๋หนู” เอ้อ เอาเถอะ พ่อคุณ เอาไปเถอะ ไม่ว่าหรอก” ตาแก่คนนั้นจึงเอาแตงไป กิน เอาแตงไปกิน ตาแก่ก็สาปว่าเด็กคนนี้ทําอะไรก็ขอให้ร่ําขอให้รวยทําอะไรขอให้ได้ดังใจ อายุมั่นขวัญยืน เขาสาปไว้ที่นี้เอาเมล็ดแตงไทยออกมาเป็นตั๊กแตนตัวหนึ่ง ตั๊กแตนตัวนี้ชายหนุ่มก็มาดูว่าแปลก ๆ จึงเอาไปเลี้ยงไว้ใส่กรงไว้อย่างดีเลยที


371 นี้ตาแก่คนนั้นแหละลงมาอีกบอกว่า“หนูเจออะไรมั่งเรอะ” “เอ้อไม่เจออะไร หรอกพ่อคุณ เจอตั๊กแตนตัวเดียว” “ได้เลี้ยงไว้ไหม” “เลี้ยงไว้แล้วนั่นแหละ ใส่กรงไว้แล้ว” “เออ นี่ หนูจะบอกให้นะตั๊กแตนตัวนี้ ถ้าอยากจะได้ทองก็ให้ เอาข้าวเปลือกให้กิน ถ้าอยากจะได้เงินก็ให้เอา ข้าวสารให้กินขี้ออกมาเป็น เงินเป็นทองเลย” เลี้ยงไปเลี้ยงมาฝ่ายพี่ชายไปได้เมียอยู่กันอย่างอดยากจะ ตายโหงตายห่าแล้วข้าวปลาก็ไม่มีกิน ทีนี้น้องชายก็ร่ำรวยขึ้นมาเงินทองใส่ยุ้ง ใส่ฉางก็ไม่หมด พี่ชายได้ยิน ข่าวน้องชายร่ำรวยขึ้นมา มีข้าวมีปลากิน มี ทองมีหยองใช้ ทีนี้แกอดข้าวก็จะไปหาข้าวของน้องชายกิน พอไปหาข้าว น้องชาย น้องชายก็จําได้ว่าพี่ชายแต่ทําไม่รู้ไม่ชี้ “มาทําไรหรือ พ่อแก่” “เอ้อ มานี่แหละ” เขาว่า “ได้ยินข่าวว่ามีข้าวมีปลาเยอะแยะไม่ใช่รึ” “มีมีเขาว่า“ในยุ้งในฉางเยอะแยะ” เขาว่า“ไหนไหน มาแล้วนอนสักคืนก็ยังดี นอนคุยกันสักหน่อยหนึ่ง” น้องชายเขาบอกเขาเลยนอนด้วยกันนอนด้วยกัน แล้วตอนเช้า“เอ้อจะไปก็กินข้าวกินปลาเสียก่อน” แล้วก็คุยกัน“นี่แหละ” “อะไรหรือ” “ตั๊กแตน” “ตั๊กแตนตัวนี้อะไรหรือ”ถามน้อง“นี่ละตั๊กแตนตัวนี้ ทําให้ฉันร่ำรวยขึ้นมาแล้วไป” เขาว่า“อย่าทําให้ ตายนะ ตั๊กแตนตัวนี้ทําให้ ร่ำรวย ทําให้สุขสบาย ขี้มาเป็นเงินก็ได้เป็นทองได้” น้องเขาเล่าให้ฟัง เขาก็ ฟังไว้ ในใจ “เอ้า ตวงข้าวไป เอาไปกินคนละถัง ๆ “แล้วก็เอาข้าวไปกิน พอ กินข้าวหมดเมียก็ให้ไปขอที่น้องชาย มาอีก “เอะ น้องชายมีของดี ตั๊กแตนจะ ขอยืมได้ไหม” ก็เลยขึ้นไปหาน้องอีกแหละ พอขึ้นไปหาน้อง บอก ว่า “เอ้อตั๊กแตนตัวนี้ขอยืมสักหน่อยได้ไหมน้อง” “เอาไปได้เหมือนกันแต่ว่าทํา ให้ดีนะอย่าให้เสียหายนะเลี้ยงให้ดีๆ เหมือนที่ฉันเลี้ยงนะ อยากได้เงินก็เอา ข้าวสารให้กิน อยากได้ทองก็ให้เอาข้าวเปลือกให้กิน จะขี้ออกมาเป็นเงินเป็น ทอง” ทีนี้แกก็เอาไปเลี้ยง เลี้ยงไปให้กินข้าวเปลือกก็ไม่ขี้มาเป็นทอง ข้าวสารขี้มาก็ ไม่เป็นเงินทําไปทํามา” เอ้น้องนี่มันโกหกตอแหล”ฆ่าตั๊กแตน


372 นั้นตายเสียอีกฆ่าตายเสียอีกทีนี้“เอ้อ ทํายังไงละ” ไปหาน้องอีก น้องถามว่า เป็นเงินเลย ให้กินอะไรก็ไม่เห็นขี้เป็นทองเลย ฆ่าทิ้งเสียแล้ว” “ฆ่า ทิ้งตรงไหนเล่า บอกทีดู๋” พี่ชายก็พาน้องไป “นั่นแหละฆ่าทิ้งตรงนั้น แหละ” ไปเห็นก็มีต้นไม้อยู่หนึ่ง น้องชายจึงตัดต้นไม้เอามาทําหน้าไม้ได้ อันหนึ่ง ทีนี้เอาหน้าไม้ไปเก็บรักษาไว้ มีลูกศรอีกดอกหนึ่ง ทีนี้น้องก็เอาไป รักษา รักษาไปรักษามาอยากกินปลาก็เอาลูกศรยิงลงไปในน้ำ ปลามาเป็นฝูง เบ้อเร่อเลย อยากกินเก้ง กินกวาง กินสัตว์ ยิงเข้าไปในป่าสัตว์มาเป็นฝูงเลย ขายเนื้อสัตว์ ขายปลา ก็ร่ำรวยขึ้นมา อีก ได้ยินถึงพี่ชายอีกแหละ พี่ชายก็มา หาและขอหน้าไม้น้องชายไปเที่ยวป่า ไป ไป ไปเจอเก้งตัวหนึ่งยิงไปไม่ถูกเก้ง หรอก ไอ้ลูกศรกลับมาถูกเมียตาบอดเลย ทีนี้เมียก็ถามว่า “ยิงอะไรเมื่อกี้นี้ ” “ยิงเก้ง” “ยิงเก้งอะไรลูกศรกลับมาถูกตาบอดนี่เห็นไหม”ไอ้นี่ก็โมโหยิงสัตว์ ทําไมกลับมาถูกเมียตาบอด อับปรีย์ จัญไรหน้าไม้อันนี้ก็ฟาดหักทิ้งไปเลย น้องก็อยู่ไปอยู่มา พี่เอาหน้าไม้ไปนานแล้ว เห็นยังไม่คืนก็เลยตามไปดู ตามไป ก็“ ไหนพี่หน้าไม้หายไปไหนแล้ว” “มันอับปรีย์จัญไร เอาไปยิงสัตว์กลับมา ถูกเมียตา บอดเลย เลยหักทิ้งไปตรงนั้นแหละ” “ไหนตรงไหน” “นี่ตรงนี้ แหละ” เขาเลยไปเก็บซากห่อผ้าข้าวม้ามาซากนั้นทําอะไรก็ไม่ได้มีแต่เศษนิดๆ หน่อย ๆ เลยเอาไปทําไม้จิ้มฟัน ทําได้หลายอันทีเดียวแหละ กินข้าวทีหนึ่ง เอาไม้จิ้มฟัน ทองก็ตกลงมาก้อนหนึ่ง จิ้มทีหนึ่งทองก็ตกมาก้อนหนึ่ง ทีนี้อยู่ ไปอยู่มาทองก็เยอะ เงินก็ เยอะ ข่าวถึงพี่ชายเขาอีกแหละ ทีนี้แกก็ไปขอ น้องชาย เขาอีก “ไหนไม้จิ้มฟันดีนักหนารึ จิ้มแล้วมี ทองมีหยองออกมาด้วย รึ” เขาถามน้องชาย “ขอเอาไปทีดู๋” น้องชายก็บอกว่าเอาไปไม่ได้ เอาไปทีไร เสียหายทุกที ไม่ให้เอาไปแล้ว” ทีนี้พี่ก็ไม่ยอมแย่งเอาไปเลย แย่งเอาไปจนได้ เลยเอาไปบ้าน เอาไปบ้านก็ เอาไปแคะฟันแคะเท่าไหร่ก็ออกมาเป็นน้ำลาย นั่นแหละ แคะสองทีก็ออกมาเป็นน้ำลายนั่นแหละ แคะ เท่าไหร่ก็ออกมาเป็น


373 น้ำลายนั่นแหละ ก็เลยถามน้องว่า ทําไมไม้จิ้มฟันศักดิ์สิทธิ์แคะออกมาเป็น น้ำลาย ไม่ เป็นเงิน เป็นทอง น้องชายเลยถามว่าเอาไปไหนแล้วละ พี่ชายก็ บอกว่าเผาไฟไปแล้ว ไม่เหลือซากแล้ว 2.4 เรื่อง จะลึยเซิ้ง มีหญิงงาม 7 คน อยู่บ้านก็รู้สึกเบื่อ พี่สาวก็พูดขึ้นว่า “ถ้าเราได้ เลี้ยงเด็กสักคนก็คงดีเราขึ้นไป ไร่กลับมาบ้านเราอยู่คนเดียวก็รู้สึกเหงา” “ความคิดพี่ดีมาก” เผอิญนางยักษ์ได้ยินเข้าก็แปลงกลายเป็น เด็กร้องอุแว๊ ๆ “นั่นๆ น้องมีเด็กร้องไปอุ้มมาซิ” แล้วเมื่อได้เด็กมาแล้วก็แบ่งกันเลี้ยงคนละ วัน พอเลี้ยง ได้ 7 วันก็ครบรอบพี่สาวคนโตเลี้ยง นางยักษ์กินไม่อิ่มรู้สึกหิว พี่สาวคนโตลงไปตักน้ำ นางยักษ์อยู่ใน เปล ตัวนางยักษ์ก็อยู่ในเปลส่วนหัวก็ ออกหากินในครัวในที่นอน พี่สาวคนโตกลับมาเห็นแล้วนึกในใจว่า “มันไม่ใช่ เรื่องดีแล้วนี่” นางรู้สึกกลัวไม่รู้จะทําอย่างไรดีเลยกระแอมขึ้นแล้วพูดขึ้นว่า “น้องสาวคนเล็ก น้องร้องเปล่าก็ไม่รู้” แล้วนางยักษ์ก็หดตัวกลับมาอยู่ในเปล เหมือนเดิม แล้วร้อง อุแว๊ ๆ แล้วพี่สาวคนโต ก็เข้าไปโอ๋ แล้วพี่สาวก็พูดขึ้นว่า “คงหิวมากแล้วซินะ” แล้วนางก็จัดหาอาหารมาป้อนให้นางยักษ์ พอ น้องสาวทั้งหกกลับมาก็เรียกไปคุยที่ใต้ถุน และเล่าให้น้องฟังว่า “ไม่ใช่ เรื่องดีที่เรานําเด็กมาเลี้ยง เพราะ เด็กคนนั้นคือยักษ์” “แล้วเราจะทํายังไงดี ล่ะพี่” “เราต้องหนีแล้ว” “แล้วเราจะหนีไปอย่างไง” แล้ว ทั้งหมดก็ได้ ช่วยกันขนข้าวของออกจากบ้านหมดทุกอย่าง เหลือแต่สากที่ลืมไว้ แล้ว ทั้งหมดก็หนีไป โดย ถือด้ายไปด้วยจนด้ายหมด เมื่อหมดด้ายเจอแม่ไก่ป่าตัว หนึ่งกําลังกกไข่ หญิงทั้ง 7 ก็พูดขึ้นว่า “ช่วยฉัน หน่อยมีอะไรก็ไม่รู้ ตัวใหญ่ มากตามพวกฉันมา” “อะไรหรือนางคนสาว” “ไม่รู้เหมือนกันตัวที่ตามฉันมา ตาเท่าลูกสะบ้า ลิ้นเท่ากับฝักลิ้นฟ้า” “งั้นก็หมุดอยู่ใต้ปีกฉันนี้” แล้วนางงาม


374 ทั้ง 7 ก็หมุดอยู่ใต้ปีก ทางด้านนางยักษ์ก็ตื่นขึ้นมาก็พูดว่า “โอ้โฮฉันนอน ขนาดบ้านหลังนี้ขึ้นราเชียวเรอะถ้างั้นฉันกินเสียจะอิ่ม ก็คงจะดี” และเดินดู ข้าวของในบ้านก็ไม่เห็นข้าวของเหลืออยู่ก็รื้อข้าวของก็ไปเจอสากอันหนึ่ง แล้วถือ สากขึ้นไปบนขื่อบ้านแล้วนางยักษ์ก็ได้พูดขึ้นว่า “สากฉันทํานาย อะไรให้เป็นไปตามปากว่าแล้วฉันจะเดิน ตามไป” แล้วโยนสากลงไปไปตรงที่ นางยักษ์ก็เดินตามไป เดินไป ๆ ๆ ไปเจอไก่ป่า นางก็ถามไก่ป่าว่า “ไก่ป่า เจอ หญิงงามบ้างหรือเปล่า” “หญิงงาม อะไรฉันไม่เคยเห็น ไม่รู้ ไม่เห็น ฉันอุตา สาห์ฝักไข่จน เหงื่อแตก” “ก็ฉันเห็นรอยเท้าหายอยู่ตรงนี้นี่นา” “บอกว่าไม่ เห็นก็ไม่เห็นฉันกกไปร้อนไปหมดแล้ว เดี๋ยวฉันจิกตาบอดเลย” นางยักษ์กลัว ไก่ป่าจักตา ตามคําขู่ของไก่ป่านางยักษ์ก็เลยกลับ แล้วไก่ป่าพูด กับหญิงงาม ว่า “ไปเถอะไปให้พ้นอันตรายฉันก็กลัวเหมือนกันฉันก็ขู่ไปงั้นเอง”แล้วหญิง งามก็เดินจากไป เดิน ๆ ไปก็ไปเจอซากไม้กําลังจะล้ม แล้วสาวงามพูดขึ้นว่า “ปู่ซากไม้ช่วยฉันหน่อยเถอะ” “เป็นอะไร แหละสาวงาม” “ไม่รู้เหมือนกัน ว่าสิ่งที่ตามมาตัวมันใหญ่มาก” “งั้นก็เข้ามาอยู่ในโพรงฉันนี้แล้วเอาไม้ เข้าไป สักท่อนปิดปากโพรงเมื่อเจ้าเอาไม้ตีข้าข้าจะได้เปิดโพรง”ทางด้านนางยักษ์ก็ ไปที่บ้านจับสากขึ้นไป อยู่บนขือบ้านและพูดกับสากว่า “สากหนอ ๆ โกหก กันได้ทีนี้ต้องทําปากฉันว่า” แล้วนางยักษ์ก็โยนสาก ลงไปอยู่แบบเก่าเทื่อครั้ง ก่อน เดินไปเจอไก่ป่า แต่ไม่สนใจก็เดินต่อไป ไปเจอซากไม้ก็ถามขึ้นว่า “ปู่ซาก ไม้เจ้าเห็นสาวงามทั้ง 7 ไหม” ปู่ซากไม้ไม่ตอบ “จะไปเจอที่ไหนกัน” “ก็บอกว่าไม่เห็นก็ไม่เห็นซิถ้าฉัน ล้มทับนางยักษ์ เดี๋ยวกระดูกก็หักหลอก” มี เสียงคล้ายกับซากไม้จะหักนางยักษ์ก็กลัว ก็เดินกลับไปเมื่อ นางยักษ์เดิน กลับไปแล้วปู่ซากไม้ก็บอกสาวงามว่า“ไปเถอะฉันก็กลัวเหมือนกัน” สาวงาม ก็เดินออกไปเจอช้าง สาวงามพูดว่า “ช่วยฉันหน่อยเถอะช้างขาว” “จะให้ข้า ช่วยอย่างไรแหละ” “มีตัวอะไรตามฉันมา ตัวใหญ่มาก ช้างก็พูดขึ้นว่า”.


375 “เข้ามาอยู่ในคอฉันนี้” แล้วทั้ง ๗ ก็เข้าไปอยู่ในคอช้าง แล้วนางยักษ์ก็กลับไป ทําเหมือนเดิมก็เดินออกไปเจอไก่ป่าก็เดินผ่านไปแล้วเจอชากไม้ที่เดินผ่านไป แล้ว เดินไปเจอช้าง แล้วถาม ช้างว่า “เจอสาวงามไหม” ช้างตอบว่า “ไม่ เจอ” นี้งับก็ชายผ้า “ใครว่านี่ลิ้นฉันต่างหาก ก็บอกว่าไม่เห็น เดี๋ยวเอางาทิ่มอกตายหรอกเดี๋ยวไส้ก็ทะลักออกมาหรอก” ถ้าหาก เป็นลิ้นจริงก็ขอให้อยู่อย่างนี้ตลอดไป เมื่อนางยักษ์แช่งเสร็จก็เดินไป แล้วหญิงงามก็เดินออกจากคอช้าง แล้วช้างก็พูดว่า “ไปเถอะไปไปอยู่ในที่ ปลอดภัย ฉันก็ขู่ไปยังงั้นเอง ฉันก็กลัวเหมือนกัน” แล้วทั้งเจ็ดนางก็เดินไป เจอ นางเงือก แล้วบอกนางเงือก ว่าตัวอะไรก็ไม่รู้ตามหลังฉันมา ตัวใหญ่มาก ถ้ามันมาถึงช่วยบอกทีว่าไม่เจอ ช่วยฉันทีเหอะ นางเงือกแล้วพี่คนโตก็พูดว่า เอาลูกนัยน์ตาออก ถ้าไม่เอาออกก็จะมองเห็น ก็จะบอกนางยักษ์ เชื่อไม่ได้ หรอกนางเงือกนี่แล้วเอาลูกนัยตานางเงือกออกหมด เหลือน้องคนเล็ก เหลือตาไว้หนึ่งข้าง เมื่อเอาลูกตาออกก็เดินต่อไป พอดีเจอทหารในวังออกมา ตักน้ำก็มาเจอสาวงามทั้งเจ็ด ก็ไปทูลกษัตริย์ว่าเจอสาวงามทั้งเจ็ด สวยมาก สวยกว่าเมียของพระองค์อีก “งั้นไปชวนมา” ทหารก็ลงไปชวนสาวงามทั้งเจ็ด ไปที่วัง เมื่อไปอยู่วังก็ไปเป็น เมียกษัตริย์ ทางด้านนางยักษ์ก็กลับไปทําเหมือน เก่า แล้วเดินตามทางนั้น เมื่อไปถึงวังกษัตริย์ก็ไปเจอนาง เงือกก็ถามว่า “เจอสาวงามทั้งเจ็ดไหม” “เจอถ้าไม่เอาลูกตาฉันไปก็จะไม่บอกหรอกแต่นี้เอ่ ลูกตาเรา ออกเหลือแต่คนเล็กหนึ่งข้างตอนนี้ขึ้นไปอยู่ที่วังแล้ว” แล้วนาง ยักษ์ก็ไปที่วังลัวทหารก็ลงมาเจอแล้วไป บอกกษัตริย์ว่า “สวยยิ่งกว่าสาว ๆ ทั้งเจ็ด” แล้วกษัตริย์ก็บอกว่า “งั้นไปตามมาฉัน” แล้วทหารก็จะไปตาม ให้ ขึ้นมา “ฉันไม่ขึ้นไปหรอกเมื่อมีสาวงามทั้งเจ็ดอยู่ ต้องเอาไปปล่อยก่อน แล้ว เอาลูกตาออกก่อนเหลือคน เล็กไว้หนึ่งข้างแล้วเอาลูกตาเก็บไว้ที่ถ้ำ” แล้ว นางยักษ์ก็ขึ้นไปอยู่ที่วังเมื่อสาวงามทั้งเจ็ดอยู่ที่ถ้ำนาน ๆ ไปก็ท้องและคลอด


376 ลูกออกมา ร้องอุแว๊ ๆ ๆ น้อง ๆ แต่ละคนก็จะกินลูกพี่สาว แล้วพี่สาวก็พูดว่า “เดี๋ยว ๆ จะแบ่งให้” คนที่มองไม่เห็นก็กินเนื้อหลาน ส่วนคนเล็กมองเห็นจึง ไม่กินเอาเก็บไว้ เป็นแบบนี้ทุกคน คือ คลอดแต่ละคนก็กินหมดจนครบ 6 คน จนน้องคนสุดท้องคลอดลูกพี่แต่ละคนก็จะกินเนื้อหลานแล้ว น้องก็บอกว่า “เดี๋ยวๆจะแบ่งให้กินแล้วน้องก็เอาเนื้อลูกแต่ละคนมาแบ่งให้กินพี่ ๆ ก็บอก ว่า” “ลูกของ น้องเนื้อแข็งจัง” ส่วนลูกของน้องคนเล็กก็เก็บไว้ในถ้ำจนโต อยากยิงนกดักกระรอกจึงไปบอกกับแม่ว่า “อยากได้ไก่ต่อสักตัว แม่หาให้ที” “ลูกเราอยู่ในนี้แล้วแม่จะหาไก่ต่อมาจากไหน” “แม่ต้องให้ลูกให้ได้ ไม่ งั้นลูก จะไม่ยอม” ร้อง ๆ จนหลับไป พระอินทร์ลงมาเห็นก็เกิดความสงสาร ก็เอา ท่อนไม้ท่อนหนึ่งให้ กลายเป็นไก่ต่อ แล้วจึงนําไปมัดไว้ เมื่อจะลึ้ยเซิ้งเห็นไก่ก็ พูดกับแม่ไม่ทัน วิ่งไปจับไก่แล้วก็ไป ไปดักไก่ยิ่งวัน ยิ่งไกล จนไปถึงวัน กษัตริย์ก็พูดว่า “ท้าชนไก่กับฉันไหมลูกกําพร้า” แล้วจะลึ้ยเซิ้งก็ตอบตกลง มีข้อแม้ว่า ถ้าจะลึ้ยเซิ้งแพ้จะเป็นคนรับใช้ แต่ถ้ากษัตริย์แพ้จะขอ ข้าวกํามือ หนึ่ง จํานวน 7 กํามือ พอพูดจบต่างคน ต่างก็วางไก่ลง แล้วไก่ก็ขันว่า “เอก อี เอก ” “เอก อี เอก” “เอกอีเอก”แล้วไก่จิกกัน แล้วกษัตริย์ก็พูดว่า “ไก่ฉันแพ้แล้วทหารไปกําข้าวมา๗กํามือแล้วด้าย๗ เส้น” จะลึ้ยเวิ้งไม่ได้กิน แต่เอามาให้แม่และป้า แล้วพูดว่า “แม่ตั้งมัดข้อมือตั้งชื่อให้ที อยู่นี่ไม่มีชื่อมี แต่คนเรียกว่าลูกกําพร้าฉันไม่สบายใจเลย” แล้วแม่ก็ พูดว่า “จะไปเจอข้าว ร้อนๆ และด้ายที่ไหนลูก” “แม่ไม่ต้องบ่นหรอก นี่ข้าว 7 กํามือ ด้าย 7 เส้น แบ่งให้ ป้าคนละกํามือ ของแม่ 1 กํามือ แล้วมาผูกแขนให้กับลูก” เมื่อลูกนํา ข้าวไปให้แม่ แม่ก็ไปแบ่งให้กับป้าคน ละ 1 กํา แล้วป้าก็พูดว่า “เออ ได้กิน ข้าวที่มาจากพระราชวัง” แล้วพี่ก็ไปถามว่า ไปเอาข้าวนี่มาจากไหน” จะบอก ก็ไม่กล้าบอกกลัวพี่สาวจะกินเนื้อลูกตัวเอง พี่ก็อ้อนวอนว่า “บอกเถอะ ถ้ามี อะไรก็จะรักและดูแล อย่างดี” “ก็ลูกชายฉันที่พี่ๆ กินไง แต่ที่พี่กินนั้นคือ


377 ลูกพี่เอง” “งั้นสิ ไม่น่ามันถึงได้แข็ง” แล้วต่างก็มาผูก แขนให้กับหลานตัวเอง เมื่อผูกแขนเสร็จ แม่ก็พูดว่า จะตั้งชื่อให้ลูกสักคนเอาชื่อที่ชนะทุกอย่าง ที่ไม่ แพ้ใคร ก็ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์รับรู้ด้วยแล้วนางก็ตั้งชื่อลูกว่า จะลึยเซิ้ง แล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ดีใจสําแดงฤทธิ์รับรู้แล้วแม่ก็ พูดว่า “ลูกอย่าไปที่วังเลย” “ไม่เป็นไรแม่” ทําไปทํามาจะลึยเซิ้งก็ขึ้นไปที่วังกษัตริย์อีก นางยักษ์ก็เลยรู้ว่า เด็กคนนั้นเป็นลูกของสาวงามทั้งเจ็ด แล้วนางยักษ์ก็บอกกษัตริย์ว่า “รับเด็กคนนั้นมาเป็นลูกบุญธรรมซิ สติปัญญาก็ดี ลูกท่านสติปัญญาสู้เขา ไม่ได้เลย” แล้วกษัตริย์ก็รับเป็นลูกบุญธรรมและกษัตริย์ก็บอกว่า “ต่อไปนี้ขอให้มาอยู่ในวังกับข้า เรารับเป็นลูกบุญธรรม ไม่ใช่คนรับใช้ ส่วน แม่จะให้กินข้าวเหมือนเดิมอย่างที่เคยกิน” แล้วกษัตริย์ก็ให้กินข้าวทุกมื้อแล้ว นางยักษ์ก็คิดที่จะกินจะลึยเซิ้งนางยักษ์ก็คิดที่จะกิน จะลึยเซิ้ง นางยักษ์ก็ออก อุบายให้จะลึยเซิ้งมานอนด้วย แล้วนางยักษ์ก็ชวนว่า “มานอนกับฉันซิ” “ไม่เอา หรอกถ้านอนต้องมีเพื่อนนอนสองคน” “งั้นนอนสองคนก็นอน สองคน” พอเวลานางยักษ์หลับจะลึยเซิ้งกับ เพื่อนก็สลับที่กันนอน แล้วนาง ยักษ์ก็ลุกขึ้นมากินเด็กคนนั้น พอเวลาเช้าก็เจอจะลึยเซิ้ง นางยักษ์ก็ออก อุบายว่า รู้สึกคันหัวให้จะลึยเซิ้งโกนหัว เพราะรําคาญเหลือเกิน จะลึยเซิ้ง บอกว่า “โกนคนเดียวไม่ได้ต้อง โกน 2 คน” “โกน 2 คนก็โกน 2 คน” พอถึง เวลานอนนางก็เอาจะลึยเซิ้งมานอนอีก จะลึยเซิ้งก็ทํา เหมือนเดิม คือ สลับที่ กันนอน พอนางยักษ์กินก็จะกินโดนเพื่อน ตื่นเช้าขึ้นมาก็เจอจะลึยเซิ้ง เหมือนเดิม แล้วนางยักษ์คิดว่าทําอย่างไรจึงจะได้กินจะลึยเซิ้ง เราต้องส่ง จะลึยเซิ้งให้ลูกสาวกิน แล้วจึงเขียนจดหมาย ไปว่า ถ้าถึงตอนเช้าให้กินตอน เช้าได้ เย็นกินเย็น อย่าให้ค้างคืน แล้วจึงให้จะลึยเซิ้งนําจดหมายไปส่งลูก สาว แล้วจะลึยเซิ้งก็กลับไปหาแม่ และบอกแม่ว่าจะต้องนําจดหมายนางยักษ์ ไปส่งให้ลูกนางยักษ์ แม่ก็พูด ว่า “น่าสงสารลูกจังต้องเอาจดหมายไปให้ลูก


378 สาวนางยักษ์” “แม่ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก ฉันมียาตายแล้ว ฟื้น” จะลึยเซิ้ง ก็เดินไปตั้งแต่เช้าจนเที่ยงด้วยไม่เคยเดินทางมาก่อนก็รู้สึกเหนื่อยก็เลยนอน พักใต้ต้นไทร แล้วก็หลับไป เทวดาประจําต้นไทร เห็นก็สงสารแล้วพูดว่า “ถ้า ไม่ช่วยไว้ต้องตายแน่ เราต้องช่วยไว้” เทวดาจึงเปลี่ยนเนื้อหาจดหมาย เป็น ถ้าถึงตอนเช้าให้แต่งตอนเช้า ถึงเย็นแต่งเย็น อย่าค้างวันค้างคืน รีบ ๆ แต่ง ซะ” จึงนิ มิตม้าให้ตัวหนึ่ง เมื่อตื่นมาเห็นม้าก็ขี่ม้าไปเลย เมื่อถึงบ้านลูกสาว นางบักษ์ มีแต่พวกจะกิน จะลึยเซิ้ง จะลึยเซิ้งจึงบอกว่า “ฉันมาถึงบ้านเมือง แล้วขอพักให้เหงื่อแห้งก่อนแล้วก่อนกิน ฉันหนีไม่พ้น หรอก มาถึงบ้านเมือง ท่านแล้ว” ลูกนางยักษ์เห็นด้วยจึงปล่อยให้จะลึยเซิ้งพักผ่อนให้เต็มที่ก่อน แล้วจะได้ กินเนื้ออร่อยแล้วจะลึยเซิ้งก็พูดว่า “นี่มีจดหมาย ถ้าไม่มีจดหมายก็ ไม่มาหรอก” แล้วนางยักษ์ก็บอกบริวาร ว่า“ชายคนนี้กินไม่ได้แม่ส่งมาให้เป็น ผัวของฉัน” เมื่อต้องแต่งก็แต่งเมื่อแต่งเสร็จจะลึยเซิ้งก็เหม่อลอย นางยักษ์ก็ ถามว่า “เป็นอะไร” “จะไม่ให้เหม่อได้ยังไงอยู่แต่ในบ้านไม่ได้ไปไหนเลย” “งั้นไปเที่ยวสวนแม่ดี ไหม” “ไปก็ไปซิ” เดิน ๆ ไปก็เจอยาตายแล้วฟื้น แล้ว จึงจับดู แล้วถามเมียว่า “นี่อะไร” “นี่คือยาตายแล้ว ฟื้นของแม่เราเอง” “งั้นเหรอ” “ใช่” เมื่อเมียเผลอจะลึยเซิ้งก็เด็ดมาใบหนึ่ง เดิน ๆ ไปก็ไปเจอยา ภูเขา ก็ ถามอีกว่าเป็นยาอะไร มีประโยชน์อะไร นางยักษ์ก็ตอบว่าหากมีใคร ตามเรา เราก็ใช้ยานี้ เราจะเดินในที่ ราบแต่คนที่ตามเราต้องเดินขึ้นภูเขา “ใช่ เหรอ” เมื่อเมียเผลอก็เด็ดมาอีกหนึ่งใบ แล้วต้นยาก็ร้องขึ้น “โอ้ย” แล้วเมียก็ ถามว่า “ทํายาแม่อย่างไรเหรอ พ่อเฒ่า” แล้วเดินต่อไปไปพบทะเล “แล้วนี่ หละแม่เฒ่า อะไร ”“นี่คือของวิเศษ” “ไว้ทําอะไรละ” “ก็เราเดินเปล่า ๆ คน อื่นเขาเดินกับน้ำ เขาก็เดินไม่ทันเรานะซิ” “เหรอ” เขามอง เมื่อเมียเผลอก็ เก็บใบมาใบหนึ่ง แล้วก็ร้อง “โอ้ย” “ไปทําของแม่อย่างนั้นละ” “ไม่รู้ซิ ของ แม่สวยดีเราลูบก็ร้อง” “ของแม่เขาหวงมาก” แล้วก็เดินต่อไปไปเจอลูก


379 มะนาว“แล้วนี่ละอะไร” “หัวใจแม่ ถึงแม่จะอยู่ที่โน่น คนเขาฆ่าตายก็ไม่ตาย หรอก ถ้าเขาผ่าลูกมะนาวนี่แม่ก็จะตาย” “เออดีที่ยัง ไม่เอาไปด้วย” “จริงด้วยเหน้อ” เขาบอกให้สามีฟัง พอเมียเผลอก็เก็บไว้ลูกหนึ่ง ก็มีเสียงร้อง “โอ้ย” “ไป ทําของแม่อย่างไรละ” “ก็แค่โยนเล่นเอง” “อย่าไปโยนเล่น แม่ จะใจสั่นไม่สบาย แล้วถ้าเราผ่าก็จะตาย” “เหรอ” เขานึก แล้วเขาก็เดิน ๆ ไป เจอลูกนัยน์ตา ซึ่งลูกนัยตานั้นเป็นนัยตาของแม่จะลึยเซิ้งกับพวกป้า “แล้วนั่นหละอะไร” “ไม่รู้ของแม่ แม่ บอกว่าเป็นลูกนัยน์ตาของหญิงงามทั้ง เจ็ด แม่เอามาให้ฉันเก็บไว้” “จะทําอะไรก็ไม่รู้” “ไม่รู้ซิก็เขาเอามานี่” พอเผลอเขาก็เก็บไว้ พอเมียไม่เจอเขาเอาเก็บใส่ย่ามไว้ แล้วเขา ก็ไป “มีอีก หรือเปล่า” เขาถามเมีย “ไม่มีแล้ว หมดแล้ว สวนแม่ฉันมีแค่นี้ กลับกันเถอะ” “กลับก็กลับซิ” พอกลับไปอยู่ได้ 2 - 3 คืน เขาก็พูดว่า เราแต่งงานกันเมื่อวัน ก่อนไม่เห็นสนุกเลย เราแต่งอีกสักครั้งดีไหม แต่งอะไรก็ไม่รู้ พอมาถึงก็แต่ง เลย ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ยังไม่ทันได้ตั้งหลักอะไรเลย “แต่งก็แต่ง” เมียพูดแล้ว เมียเขาก็ยอมพอจัดงานแต่งแล้วเขาก็เอาขี้ผึ้งบิดตาเมีย แล้วตบให้แน่นแล้ว ตบให้แน่นแล้วก็ไปขึ้น ม้าที่มาด้วยกัน แล้วพูดว่ากลับกันเถอะ นี่ไม่ใช่เรื่องดีหรอก เขา บอกว่า ชะกะไล่ แล้วม้าก็พูดว่า “แล้วไม่ รอเมียก่อนเหรอ นาย” “ไม่เรียกหรอก” “ยิ่งท้องยิ่งใส้เดี๋ยวก็บาปหรอก นาย” “ไม่กล้าเรียกเขา ไม่ใช่คน เขาเป็นยักษ์” เขาบอกม้า แล้วม้าก็สะกิดเมียจะลึยเซิ้ง แล้วก็วิ่งไป แล้วเมียจะลึยเซิ้งก็ตื่นขึ้น ตื่นขึ้น มาแล้วก็เกาะตัวแล้วแกะขี้ผึ้งออกจนหมด เห็นว่าจะลึยเซิ้งนั้นได้ไปไกลแล้ว ก็ขี่หมูสีขาวตามพอตามจะทัน ก็เกือบไม่ทัน แล้วจะลึยเซิ้งก็ทิ้งต้นอ้อ หมูสีขาวก็ยังข้ามไปได้ แล้วจะลึยเซิ้งก็ทิ้งไป หมูสี ขาวก็ยังข้ามไปได้ อีก แล้วเขาก็ทําให้เกิดทะเล หมูสีขาวก็สามารถข้ามไปได้ อีก แล้วนางก็ร้องเป็นทํานองเพลงขึ้นว่า “รอจะ บีบลูกในท้องออก” เขาก็ตี


380 หน้าอกของตัวเอง ลูกก็ออกมาพอลูกออกมาก็ฉีกลูกออกเป็นสองส่วน แล้ว เขา ก็โยนไปให้จะลึยเซิ้งครึ่งหนึ่ง แล้วเก็บไว้กินเองครึ่งหนึ่ง “บีบออกจาก ท้อง ลูกของฉันกับจะลึยเซิ้ง แบ่งกัน กินคนละนิดกินกันแบบยักษ์” จะลึยเซิ้ง ก็มองศพลูกแล้วพูดกินไปเถอะนางยักษ์ฉันไม่ใช่ยักษ์ฉันไม่กิน แล้วนางยักษ์ก็ กินลูกตัวเอง แล้วฆ่าตัวตาย แล้วม้าก็พูดว่า กลับไปทําบุญ ฝังศพให้เรียบร้อย ก่อนเถอะ เดี๋ยวจะบาปติดตัว แล้วจะลึยเซิ้งก็กลับไปเอาเนื้อนางยักษ์ซึ่งเป็น เมียของตนเองทําแหนม 1 กระปอด แล้วเอาโอ่งมา 1 ใบ ใส่กระปอดแหนม ไว้ที่ก้นโอ่งแล้วก็กลับมา เมื่อกลับมาถึง แม่จะลึยเซิ้งก็พูดว่า “ลูก กลับ มาแล้ว” จะลึยเซิ้งพูดว่า “นี่แม่ของ อย่าเพิ่งทําอะไรนะฉันจะขึ้นเป็นกษัตริย์ ก่อน” เมื่อขึ้นไปถึงเขาก็ พูดกับนางยักษ์ว่า “นี่นางยักษ์ลูกสาวนางฝาก แหนมมาโอ่งหนึ่ง” แล้วนางยักษ์ก็พูดในใจว่า “เอ๋ ฉันบอก ให้กินกลับไม่กิน โง่จริงเลย” เมื่อนางยักษ์ได้แหนมก็เดินไป เดินมา ก็หยิบกินเดินไปเดินมาก็ หยิบกิน ส่วน ทางด้านจะลึยเซิ้งเมื่อกลับมาถึงถ้ำ“มานี่ซิแม่ฉันจะติดตาให้ พวกแม่” เมื่อเขาติดลูกในตาให้แม่และป้า เสร็จทุกคนก็สามารถมองเห็น แล้วเขาก็ทายาตายแล้วฟื้น เมื่อมองเห็นทุกคนแล้ว จะลึยเซิ้งก็ขึ้นไปหา กษัตริย์ แล้วนางยักษ์ก็ถามว่า “ลูกสาวฉันได้สั่งอะไรบ้างไหม จะลึยเซิ้ง” “ไม่ได้สั่งอะไรเลย ก็แค่ฝาก แหนมเท่านั้น ฉันกลับมาไม่นานเดี๋ยวเขาก็จะมา เที่ยวหาท่าน” เมื่อนางยักษ์กินแหนมจนหมดก็เห็นต่างหู ลูกสาวแล้วพูดในใจ ว่า “จะลึยเซิ้งไปฆ่าลูกฉันกินแล้ว” แล้วนางยักษ์ก็คิดว่า คราวนี้จะต้องกิน ต้องกินแน่ ๆ “แล้วนางยักษ์ก็พูดกับกษัตริย์ว่า พ่อเฒ่า หมากพลูหมดก็ไม่ ยอมไปหา หมาก พลู หมดก็ทําเป็นไม่รู้ไม่ เห็น เดี๋ยวนี้ร้ายนักนะ” “อย่าไปบ่นไปนะแม่เฒ่าพรุ่งนี้ฉันจะไปเอาเอง” เมื่อกษัตริย์จะไปนางยักก็ จัดเตรียมย่ามหมากแล้วนางก็แอบซ่อนปูนไว้ แล้วกษัตริย์ก็ไป ๆ ไปจนถึงต้น หมากก็จะกินหมาก ก็ไม่เห็น ปูนก็พูดว่า “จะลึยเซิ้งกลับไปเอาปูนให้ฉัน


381 หน่อยซิ ฉันไม่มีปูน ฉันไม่ได้กินหมากฉันไปไหนไม่ได้แน่ ๆ ” “ไปก็ไป แต่ฉัน กลัวแม่หมาสีดํา ไม่รู้จะกล้ากลับหรือป่าว” “ไม่เห็นหมาดําที่ไหน ฉันอยู่มา นานไม่เห็นมา ก่อนเลย” “มี มีหมาดําอยู่ตัวหนึ่ง กระโดดกัดฉันทุกวันแต่ไม่ ทัน” “งั้น เอาไม้เท้าฉันไป ถ้ากระโดดกัดก็ตี ถ้าตายก็ให้ตายไป” เมื่อได้ ไม้เท้าเขาก็กลับไปส่วนนางยักษ์ก็รอจะลึยเซิ้งไปนอนรอที่ทางใต้ประตูแล้ว จะลึยเซิ้งก็กลับมาเรียก “นายหญิง ๆ” “วู้” “เอากระปุกปูนมาให้หน่อย นายลืมปูนเอาไว้” “จะลึยเซิ้ง หนาวออกอย่างนี้จะให้เปิดผ้าห่มได้อย่างไรละ หนาวสั่นออกอย่างนี้เธอขึ้นมาเอาหน่อยไม่ได้เหรอ” “ไม่ กล้า” “ทําไมละ” “เอามาให้เถอะ” “เอ้ ก็บอกว่าไม่สบายก็ไม่เชื่อ” แล้วจะลึยเซิ้งก็เข้าไป ค่อย ๆ ย่องเข้า ไป แล้วหยิบกระปุกปูนขณะนั้น นางยักษ์ก็กระโดดเข้ามาแต่ไม่ทัน จะลึยเซิ้ง แล้วจะลึยเซิ้งก็ใช้ไม้เท้าตีนาง ยักษ์ แล้วนางยักษ์ก็ล้มลง เมื่อนาง ยักษ์ล้มลง จะลึยเซิ้งก็รีบออกไป กลับไปหากษัตริย์ เมื่อกษัตริย์เห็น หน้าก็ ถามว่า “เจอไหมหมาสีดํา” “เจอซิเมื่อกี้ยังกระโดดกัดอยู่ฉันตีไม่รู้ว่าจะเป็น ตายยังไม่รู้” “ช่าง เถอะ อยู่ดี ๆ ก็จะกัดกัน” ทางด้านนางยักษ์ก็เอาถ่านไป เก็บไว้บนที่นอน แล้วขึ้นไปนอน พอกษัตริย์ กลับมาก็ถามว่า “ค่อยยังชั่วหรือ ยังแม่เฒ่า” “อือ อือ” เสียงครางของนางยักษ์บนที่นอน “อย่าถามฉัน เลย กษัตริย์ จะไปไหนมาไหนไม่ยอมดูว่ามีอะไรลืมไว้ แต่นี่ให้คนใกล้ชิดมาตีกัน” “เออ คนใกล้ชิดมาตี อย่างไร จะลึยเซิ้งไหนบอกว่าไม่ยอมดูว่ามีอะไรลืมไว้ แต่นี่ให้คนใกล้ชิดมาตีกัน” “เออ คนใกล้ชิดมาตี อย่างไร จะลึยเซิ้ง ไหนบอก มาว่าหมาดําเนี้ยนะเหรอ” “เออ ก็ใช่หมาดํา จะกระโดดกัดฉันทุกวัน” “เลี้ยง ไม่เชื่องทหารเอาไปฆ่าเลี้ยงไม่เชื่องนายตัวเองตีจนกระดูกแตก” “จะฆ่าก็ฆ่าเถอะฉันจะเล่นให้ดูเสร็จ ก่อน” แล้ว กษัตริย์ก็สั่งทหารที่ประทับ ซึ่งสูงกว่าคนอื่น แล้วปลูกคอกม้า 1 คอก คอกวัว 1 คอก คอกช้าง 1 คอก


382 เอานางยักษ์ไว้เตี้ยกว่ากษัตริย์ “ดู นะกษัตริย์ฉันจะเล่น” แล้วจะลึ้ยเซิ้งก็ ทิ้งต้นอ้อ ทิ้งภูเขา ทิ้งใบ ทําให้เกิดทะเล แล้วเขาก็โยนมะนาวไปมา “แล้ว นางยักษ์ก็ลุกขึ้น เพราะรู้สึกสบายใจ แล้วนางยักษ์ก็ตัว เท่าวัง แล้วมอง กษัตริย์ แล้วเลียผัวตัวเองเกือบถึง “นั้นกษัตริย์ท่านบอกว่าเมียท่านดี ดูข้างบนซิ” เมื่อ กษัตริย์มองดูก็ร้องอุทาน“ช่วยฉันซิทหารช่วยฉันซิจะลึย เซิ้ง” นางยักษ์ก็เลียผัวเกือบถึงแล้วกษัตริย์ก็ กระโดดหนีวิ่งรอบวัง นางยักษ์ก็ ตาม จะลึ้ยเซิ้งมองดูอยู่เห็นว่ากษัตริย์จะหมดแรง แล้วก็ผ่ามะนาว นาง ยักษ์ ก็ล้มลงตายเมื่อนางยักษ์ตายแล้วก็พูดกับกษัตริย์ว่า “ดูซิท่านว่าเมียท่านจะดู ดี ดูข้างวังซิ” เมื่อ กษัตริย์มองรอบ ๆ วังก็พบว่ามีศพทหารอยู่มากมายก่าย กอง แล้วกษัตริย์ก็พูดว่า “เออ ลูก แม่ลูกยังรักพ่อ อยู่หรือป่าว” “ไม่รู้ซิ ก็ ลองให้ทหารไปถามดูซิ” แล้วทหารก็ไปหาหญิงงามทั้งเจ็ดแล้วพูดว่า “กษัตริย์ให้ ถามว่าพวกท่านทั้งเจ็ดยังรักท่านอยู่หรือป่าว” “ไม่เอาหรอก ถ้า ไม่ล้างนางยักษ์ด้วยน้ำเย็นเจ็ดครั้งน้ำร้อน เจ็ดครั้ง พรมด้วยน้ำขมิ้นละก็ไป บอกกษัตริย์เถอะ” กษัตริย์ก็ให้ทหารเอาน้ำร้อน น้ำเย็นมาล้างน้ำขมิ้นมา พรม เมื่อล้างเสร็จแล้วจะลึ้ยเซิ้งก็ลงไปหาแม่แล้วบอกว่า “พ่อทําถึงขนาดนี้ แล้ว แม่ขึ้นไปอยู่บนวังเถอะ” แล้วนางก็ขึ้นไปอยู่บนวัง ก็ได้อยู่พร้อมกันทั้ง กษัตริย์ จะลึ้ยเซิ้ง แม่และป้าจะลึยเซิ้ง แล้วทั้งหมดก็อยู่กัน อย่างมีความสุข 2.5 เรื่อง พั่งคู่จว้อง (เป็นนิทานที่มีการขับร้องประกอบด้วยแคน ตลอดทั้งเรื่อง) มีกษัตริย์อยู่เมืองหนึ่ง ได้เรียกลูกน้องมาคนหนึ่งเป็นคนใหญ่ เพชฌฆาตเรียกมาถามพระเจ้าว่า “อะไรเหรอพระเจ้า เรียกทําไมเหรอ” “เป็นทุกข์เป็นร้อนแล้วจึงเรียกพวกเธอขึ้นมาเฝ้า” กษัตริย์องค์นี้ ไม่มีลูก ทีนี้ อยากจะได้ลูกสักองค์หนึ่ง เลยไปดูหมอให้จับยามให้ดู ไปดูหมอ ก็


383 “เออ กษัตริย์ไม่ต้อง เป็นทุกข์เป็นร้อนเดี๋ยวก็มีเอง” ทีนี้ไปทําบุญอยู่ในวัด แล้วเมื่อไหร่วันเดือนปีจะถึงได้มีลูก ทีนี้เพชฌฆาต บอกว่า ทําบุญสักสามวัน ถึงจะได้เห็นผล ทีนี้ไปถามพระอินทร์ก็ตอบว่ากษัตริย์ไม่ต้องเป็นทุกข์อะไร หรอก ทีนี้ไปอาบน้ำมนต์กับพระอินทร์ กษัตริย์ก็ถามพระอินทร์ว่าจะมีลูกได้ สักกี่คน พระอินทร์ตอบว่า จะกี่คน มีชื่ออะไรบ้างก็ยังไม่แน่ใจ ทีนี้กษัตริย์ก็ ถามว่าเมื่อไหร่จะมา ก็บอกว่า พระอินทร์บอกว่า เจ็ด วันจะมา ทีนี้กษัตริย์ นอนฝันเห็นลูกชายแล้ว บอกพระอินทร์ พอได้ลูกชายแล้วก็ให้ไม้เท้าทอง อันหนึ่ง ลูกชายนั้นชื่อพั่งคู่จว้อง ทีนี้ให้ลูกชายไปหามนุษย์ ให้ไปหาก็บอกลูก ชายว่า “ไปให้ดีนะ อย่าไปทําให้ เสียชื่อเสียเสียง อย่าให้เสียประวัติ ให้ชื่อ สัตย์สุจริต” เขาสั่งลูกชาย ทีนี้ลงไปก็ลงไปกับเพื่อนยักษ์ลงไป คนหนึ่ง ลงไป จากพระอินทร์ ทีนี้ก็ไปเจอเมืองหนึ่งมียักษ์มากินคน ทีนี้เจ้าเมืองนี้เรียก ลูกน้องไปห้าคน ไปทําจั่นดักยักษ์ ได้มาอันหนึ่ง ทีนี้ก็ว่าจั่นทําเสร็จแล้วจะให้ ใครไปดักยักษ์ เรียกชาวบ้านทุกคนให้ไป ดักยักษ์กัน แล้วให้ลูกสาวของพระ เจ้าไปเป็นเหยื่อของจั่น ก็ให้นั่งในจั่นไป ทีนี้พอประมาณสักสี่ห้าโมง ยักษ์ตัว นั้นก็เข้ามาแล้ว ไปนั่งที่บนจั่นเลย ทีนี้พอเห็นสาวก็คุยกับสาวเลย สาวก็ถาม ว่า “ลงมานี้เถอะ พี่ชายเอ๋ย มีของกินของหวานของคาวเยอะแยะเลย” “ลงไม่ได้หรอกน้องสาวเอ๋ย เดี๋ยวจั่นนั้นมันจะตก ลงมา” เขาว่า ลูกสาว กษัตริย์ก็ว่าลงมาเถอะพี่ชาย เชือกนี้จะจับดึงไว้เอง ไม่ได้จั่นลั่นลงมา จะจับไว้ ให้ ลงมาเถอะ ทีนี้ยักษ์ก็บอกว่า เอ้อ ก็ดีใจทีจะช่วย เดี๋ยวจะลงไปหาให้จับไว้ จะลงไปพูดกันใกล้ ๆ หน่อย ที่นี้พอลงไปสาวลูกกษัตริย์ก็ปล่อยเชือกลงมาจั่น ก็ลงมาดักยักษ์ไว้พอดี ขังไว้เลยเพราะจั่นมีสอง ข้าง พอขังยักษ์ไว้แล้วลูก กษัตริย์ก็ออกไป ทีนี้พั่งคู่จว้องได้ออกไปเล่นลูกกะบ้าที่ใกล้จั่นดักยักษ์นั้น - ลูกกะ


384 บ้าก็เลยกระเด็นเข้าไปในจั่นที่ดักยักษ์ ลูกกะบ้านี้เป็นลูกกะบ้า ศักดิ์สิทธิ์สามารถเล่นชนะกินบ้านกิน เมืองได้ เล่นกันสนุกสนานก็ชนะ ทุกรายทีนี้ลูกกะบ้าเข้าไปในจั่นยักษ์ก็ริบไว้ ทีนี่ยักษ์ก็บอกว่านี้แหละ ให้ไป เอากุญแจของพ่อมาให้เปิดจั่นนี้ถึงจะเอาลูกกะบ้าให้ ไปเอามาเร็ว ๆ จะได้ เล่นลูกกะบ้าเร็ว ๆ ที นี้พั่งคู่จว้องก็เอาลูกกุญแจมาให้เปิดจั่นให้ยักษ์ออกมาที นี้สัญญากับยักษ์ว่าปล่อยออกมาแล้วก็อย่าให้กิน คนในเมืองอีกไม่ว่าที่เมือง ไหนก็ตาม สัญญากันไว้อย่าไปกินที่ไหนต่อไปบ้านเมืองไหนก็อย่าไปกิน ถ้ากิน เมื่อไหร่อุบัติเหตุจะถึงตัว พั่งคู่จว้องสั่งยักษ์ไว้ แล้วบอกว่า ไปเร็ว ๆ เถอะ เดี๋ยวพ่อจะเห็น ไปให้ไกล ๆ ทีนี้กษัตริย์ก็ไม่รู้ว่ายักษ์ถูกปล่อยออกมาแล้ว ตอนเช้าเลยให้เพชฌฆาตห้าคนมาตัดคอยักษ์ ทีนี้เพชฌฆาตลงมาก็ไม่เห็น ก็ เลยไปบอกกษัตริย์ว่า ไม่มีแล้วยักษ์หนีไปแล้ว ใครปล่อยไปก็ไม่รู้ ทีนี้กษัตริย์ ฉิวใหญ่ซิ ทีนี้ทําหน้าตาแดง ถามเพชฌฆาตว่าใครปล่อยยักษ์ไปจะฆ่าให้หมด เลย ทีนี้คิดว่าเพชฌฆาตจะไปปล่อยจะตัดคอสักคนหนึ่ง ตัดคอไปแล้วคนหนึ่ง ก็ยังไม่พอทีนี้เหลือก็เลยเศร้า คิดไปคิดมาก็บอกกษัตริย์ว่าขอเวลาสักเจ็ดวัน จะสืบให้ได้ว่าใครปล่อยไป ถ้าสืบไม่ได้จะยอมตายเอง ทีนี้สืบไปสืบมาจาก ชาวบ้านถามเด็กคนนั้นที คนโน้นที เด็กก็บอกว่านั่นแหละลูกกษัตริย์นั่น แหละปล่อยเอง คนที่จะเข้าถึงที่นอนกษัตริย์นั่นมีพั่งคู่จว้องคนเดียว ที่จะเอา กุญแจไปได้ เด็กก็บอก ทีนี้เพชฌฆาตก็ไปบอกกษัตริย์ กษัตริย์ก็บอกว่าเอา เถอะลงไปตัดคอเสียอยู่ไปก็ไม่สมกับลูกกษัตริย์ ทีนี้นางคะนางไจ่สงสารลูกก็ บอกกษัตริย์ว่าไม่ต้องฆ่าจะเอาลูกไปทิ้งไว้ที่ในป่า ทีนี้ก็เอาไปทิ้งที่ป่า พั่งคู่ จว้องก็บอกแม่ว่าขอเจ็ดวันค่อยไป ทีนี้ก็เป็นทุกข์ว่าไม่เคยเดินป่าจะทํายังไง หนอ แต่ต้องไปแล้ว เลยเอาธูปเอาเทียนมาจุดบูชาพ่อ บูชาแม่ บอกพ่อแม่ว่า นี่แหละพ่อเอ๋ยแม่เอ๋ย จะต้องเดินป่าแล้ว เดินกลางดงกลางป่าแล้ว ทีนี้แม่ก็ พูดเบา ๆ ว่า “เอ้อ ไปให้ดี ๆ นะลูก ไปให้พ้นภัย” ลูกก็บอกว่าไม่ต้องเป็น


385 ห่วงหรอกแม่ ไม่ต้องเป็นทุกข์เป็นร้อน ไม่เป็นอะไรหรอก ให้อยู่สบาย ๆ เถอะ หากมีวาสนาก็จะพ้นภัยไปวันข้างหน้า ทีนี้เอาเพื่อนยักษ์นั่นไป ด้วย แม่ สั่งว่าไปให้ดี อย่าให้เสียชื่อ เสียประวัติ ทีนี้ลูกน้องที่เอาไปด้วย ชื่อ เล่อจ้วย ก็ บอกว่า เล่อจ้วยเอ๋ย ไปด้วยกันเถอะ ไปกลางแดด กลางฝนนี่แหละ แล้วก็ เดินกันไป ๆ ไปเจอสระน้ำสระหนึ่ง “พักเสียก่อนมั่งมันร้อนนัก” เล่อจ้วยก็ บอกว่า ตามแต่เจ้าพักก็พัก ทีนี้ก็ชวนกันพัก ทีนี้พออิ่มแล้วก็ หายก็ชวนกันไป ต่อ ไปก็ไป พากันไปสองคน เดินต่อไปกลางแดด กลางฝนอีกแหละ ไม่ได้กิน น้ำเลย เล่อจ้วยก็บอกพั่งคู่จว้องว่า “เอ้ เดินมาทั้งวันไม่ได้กินน้ำเลยหิวแท้ ๆ” ทีนี้ไปเจอห้วยหนึ่งไม่มีน้ำ ก็ เลาะห้วยไป เลาะไปไปเจอเขาสูงลูกหนึ่ง ไปเจอ น้ำขึ้นมาสองแคว ที่นี้เลาะน้ำนั่นขึ้นไปแควหนึ่ง เลาะไปเลาะมา ไปเจอครุฑ มัดพญานาคไว้ตัวหนึ่ง จะกินพญานาค พญานาคตัวนั้นเป็นพญานาคเผือก เจอ พญานาคเผือกก็ถามว่า “ช่วยเขาได้ไหม” ก็พูดกันไปพูดกันมาก็เลย ปล่อยพญานาค บอกลูกน้องว่า จะ ปล่อยแล้วนะนาคตัวนี้ ลูกน้องก็บอกว่า เอาเถอะ ปล่อยก็ปล่อย แต่ฉันเองไม่ปล่อย พั่งคู่จว้องก็เลยปล่อยแล้วให้ พญานาคกินเลือดกันไว้เป็นกัลยานมิตรกันให้เลือดพญานาคกิน ให้เลือดพั่งคู่ จว้องกินพอเป็นเพื่อนกันแล้วก็สั่งไว้ว่า ถ้าไปที่ไหนเป็นทุกข์เป็นร้อน ให้นึกถึง ชื่อกันแล้วให้มาหาทันทีนะ สั่งกันไว้ สองคนสั่งกันไปสั่งกันมา ทีนี้คุยกันคุย มาพญานาคก็บอกว่าเอาเถอะไม่ต้องเป็นทุกข์ เขาว่าเพื่อนคน เดียวช่วยได้ เขาว่า ช่วยให้พ้นทุกข์ได้ ทีนี้ก็เดินกันไปคนละทาง พั่งคู่จว้องบอกว่าต้องเดิน ไปอีกไกล ที นี้ก็สั่งพญานาคว่าให้อยู่ดี ๆ นะอย่าให้เขามาเจอได้อีกนะ เขาว่า หลบให้มิด ๆ แล้วเขาก็เดินต่อไปกับ เล่อจ้วย ทีนี้เดินไป ๆ ก็เห็นสว่าง ๆ อยู่ ข้างหน้า สนั่นหวั่นไหวอึกทึกครึกโครม เล่อจ้วยก็บอกพั่งคู่จว้อง ว่าเราไปดู กันเถอะ เป็นอะไรกัน ที่เมื่องนั่นทําไมอึกทึกดีแท้ ๆ ทีนี้ก็เดินลงไปเดินลงไป ก็ใกล้ค่ำก็ไปถึง หน้าบ้านยายคนหนึ่งไม่มีลูกไม่มีผัวอยู่คนเดียว ใกล้บ้านยาย


386 ยายก็ถามว่า “เอ้ หลานสองคนนี่จะไปไหน กันรึ” หลานสองคนก็ตอบว่า “เอ้อ เรามาเที่ยว คนเราเกิดมาไม่แน่นอนพึ่ย เดินทางลําบากลําบน มาถึงนี่ แหละ” ทีนี้ก็นั่งถามพึ่ยว่า “เมืองนี้เป็นอะไรพึ่ย ทําไมอึกทึกครึกโครมกันนัก” พึ่ยก็ตอบว่า บอกไม่ได้หรอกหลานเอ๋ย อายตัวนัก พึ่ยบอก พั่งคู่จว้องก็ว่า “บอกเถอะนะพึ่ย บอกตรงไปตรงมา แหละ ไม่ต้องกลัว” ทีนี้พึ่ยก็ว่า เจ้าเมืองนี้มีลูกสาวสวยอยู่จะต้องเอาไปให้ยักษ์กิน ถ้าไม่ให้กินเขาจะมา กินตัวเอง ทีนี้เขาก็ยกลูกสาวนั่นไปไว้ที่ศาลาวัดแห่งหนึ่ง ทีนี้ยักษ์จะมากินเขา เอาไปไว้ ใกล้เวลายักษ์ จะมากินก็เอาไปไว้ก่อน เผื่อไว้ ลูกสาวก็ยอมตาย เอาไปไว้ที่ศาลาวัดแห่งหนึ่ง กษัตริย์ก็บอกว่าใครเก่งก็ ให้มาช่วย ทีนี้ยายคนนี้ ก็ไปบอกพระเจ้าว่า เด็กเขามาอยู่ที่บ้านเขาสองคน จะดีจะชั่วไม่รู้แหละ เห็น ถามหาอยู่ จะเก่งหรือไม่เก่งลองไปถามดูทีดู๋ ยายบอกกษัตริย์ ตอนที่เอา ลูกสาวไปไว้ก็ให้ลูกสาวแต่งตัว สวย ๆ ผ้าทอ ตุ้มหู สร้อยอะไรให้หมด ให้แต่งตัวสวยๆ ตุ้มหูเป็นเพชรดวงใหญ่เบ้อเร่อ กลางคืนแสง สว่างเท่า ตะเกียงดวงหนึ่ง เขาถามลูกสาวว่าอยากได้อีกไหม อยู่ที่ไหนจะซื้อให้อีก เขาถามลูกสาว เสียดายลูกสาวอยู่เหมือนกันแหละจะต้องเป็นสาวเป็นบ่าวแต่ ไม่รู้จะทําอย่างไร จําเป็นไปแล้วลูกสาว จะต้องตายกลางคืนแล้วเสียงก็ดี เสียงก็เพราะเสียงดีด้วย เขาก็ว่าไม่ต้องเสียดาย เกิดชาติหน้าแล้วค่อย ให้ได้ดี พ่อก็ว่าเสียดายลูกเอ๋ยจะหาที่ไหนไม่มีอีกแล้ว ทีนี้ก็ไปหาพั่งคู่จว้องให้มาช่วย ฆ่ายักษ์ว่า ช่วยฆ่า ยักษ์จะได้ไหม พั่งคู่จว้องก็บอกว่าอยากไปดูสักทียักษ์ตัว เท่าไหน กษัตริย์ก็ข้าไม่ตายสักที พึ่ยบอกว่า ใหญ่โตรโหฐานตัวเท่าต้นตาล นะก็ถามพึ่ยว่าไปอีกไกลไหม พึ่ยบอกว่าไม่ใกล้ไม่ไกลต้องข้างเกาะไปอีก เกาะหนึ่ง ถึงจะถึงเมืองเมืองนี้ ทีนี้ก็ชวนเล่อจ้วยไปดูสาวคนนั้นสักที เดินไป เดินมาไปถึงเกาะเห็น สะพานสะพานหนึ่งไต่สะพานลงไปไปเห็นสาวอยู่ที่


Click to View FlipBook Version