The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Yves 02, 2023-04-07 04:11:39

หนังสือ สามประสบ สามชาติพันธุ์ สังขละบุรี

ปกหนังสือสังขละบุรี

437 เซ่นไหว้ บวงสรวงเทพยาดาฟ้าดิน สร้างเทพปกรณัม ไสยศาสตร์ ความเชื่อ เกี่ยวกับภูตผีปีศาจ วิญญาณและพระผู้เป็นเจ้า ศาสนามีความสัมพันธ์อย่าง แนบแน่น กับความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเหนือธรรมชาติ ศาสนาโยง ใยกับสถาบันทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองความเชื่อของศาสนามี อิทธิพลแทรกซึมเข้าสู่ปริมณฑลของสังคมวัฒนธรรม และประสบการณ์ชีวิต ของมนุษย์ศาสนาต่าง ๆ ของมนุษย์มีความแตกต่างหลากหลายทั้งใน ด้านรูปแบบ เช่น การจัดองค์กรและพิธีกรรม และในด้านของเนื้อหาและ ความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น บางศาสนามีความเชื่อในเทพเจ้าหลายองค์ บางศาสนา มีความเชื่อพระเจ้างองค์เดียว บางศาสนาไม่มีเลย และบางศาสนามีความเชื่อ ในเรื่องผีหรือวิญญาณขอบเขตของอำนาจของเทพเจ้าและจิตวิญญาณ ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่แตกต่างกันออกไป เทพเจ้าในศาสนาบางองค์เป็นทั้ง ผู้สร้างและผู้ทำลายล้างมนุษย์ บางศาสนาแบ่งแยกงานและอำนาจหน้าที่ให้ เทพเจ้าแต่ละองค์ลดหลั่นกันออกไป เทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ามายุ่ง เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์โดยตรงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงมี ลักษณะความเกรงขามและความหวาดกลัวก่อให้เกิดพิธีกรรมเซ่นสรวงบูชา เพื่อความเอาใจและต่อรองกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นศาสนาตามทัศนะทาง มานุษยวิทยาจึงบ่งบอกนับถึงการขยายความทางสัมพันธ์ทางสังคมของ มนุษย์ออกไปสู่ความสัมพันธ์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีอำนาจเหนือมนุษย์และ ธรรมชาติ วัฒนธรรมเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง เพราะวัฒนธรรมหมายถึงวิถีชีวิต ร่วมกันของกลุ่มชนอันสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมในแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน มนุษย์แต่ละแห่งจึงมีวิถีชีวิตต่างกัน (สุวรรณ เพชรนิย 2523 หน้า 34)


438 วัฒนธรรม คือ วิถีชีวิตของคน เกิดจากระลวนการอันซับซ้อนทาง สังคมหรือกลุ่มชนโดยรวมเอามิติทางด้านจิตใจ วัตถุ ภูมิปัญญาและอารมณ์ เข้าไว้ด้วยกันจนเป็นรูปแบบเอกลักษณ์ของสังคมนั้น มิใช่เพียงเรื่องของ ศิลปะและวรรณกรรมหมายความถึงรูปแบบวิถีชีวิต สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ระบบค่านิยม ตลอดจนขบนธรรมเนียม จารีตประเพณีและความเชื่อต่าง ๆ (นิคม มูสิกะคามะ 2545 หน้า 4) มนุษย์รับวัฒนธรรมบางส่วนมาจากสังคมข้างเคียงได้ แต่ทั้งนี้ย่อม หมายความว่าส่วนของวัฒนธรรมที่รับมาจากสังคมข้างเคียงนั้นไม่ขัดกับ ค่านิยมหลักสังคม ส่วนของวัฒนธรรมของสังคมข้างเคียงที่รับมาจะต้อง สอดคล้องกับของเดิมที่มีอยู่ และเมื่อสอดคล้องกันได้ก็จะค่อย ๆ รับกันไป และในที่สุดก็จะแยกไม่ออกว่า วัฒนธรรมส่วนใดเป็นของเดิมและวัฒนธรรม ส่วนใดรับมาจากสังคมอื่น การรับเอาวัฒนธรรมของสังคมอื่นมาในระยะแรก อาจเรียกได้ว่าเป็นการยืมวัฒนธรรม แต่เมื่อนาน ๆ ไปเข้าการยืมก็ กลายเป็นการรับ (อมรา พงศาพิชญ์, 2537 หน้า 21) ประเวศ วะสี (2532 หน้า 1-22) ได้กล่าวถึงวัฒนธรรมในหนังสือ วัฒนธรรมกับการพัฒนามีเนื้อหาสรุปได้ว่า วัฒนธรรมคือพลังปัญญาซึ่งเป็น รากฐานของสังคม เศรษฐกิจ การเมืองของชุมชนซึ่งได้มาจากการเลือกสรร การกลั่นกรอง ทดลองให้และถ่ายทอดด้วยการปฏิบัติสืบทอดต่อเนื่องกันมา วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ทำให้สังคมเข้มแข็ง ซึ่งมีคุณลักษณะที่สำคัญ 8 ประการ ดังนี้ 1. มีความหลากหลาย กระจายอำนาจ จึงเสริมสร้างการเมืองระบบ ประชาธิปไตย 2. กระจายรายได้ และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ 3. ส่งเสริมศักดิ์ศรีของชุมชนท้องถิ่น


439 4. มีความบูรณาการ 5. สร้างความประสานสอดคล้อง และความสมดุลที่ยั่งยืน 6. มีการพัฒนาจิตใจ และจิตวิญญาณอันลึกซึ้ง 7. ส่งเสริมความเข้มแข็งของสังคม 8. เป็นการผดุงศีลธรรมของสังคม วัฒนธรรมนั้นเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเข้มแข็งความเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกันของสังคมหรือชุมชนนั้น ๆ สังคมหรือชุมชนใดหากมีซึ่งวัฒนธรรมที่ แข็งแรงวัฒนธรรมเองก็จะเป็นภูมิคุ้มกันชุมชนให้มีความมั่นคงและดำรงอยู่ อย่างมีความสุขมั่นคงยากที่จะมีวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่ไม่ใช่วัฒนธรรมของตนเอง เข้ามามีบทบาทในสังคมวัฒนธรรมที่เข้มแข็งสามารถเลือกที่จะรับหรือไม่รับ ค่านิยมต่าง ๆ ที่ไม่ส่อดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของตน ซึ่งต่างกับ สังคมที่มีวัฒนธรรมที่อ่อนแอ เมื่อมีวัฒนธรรมต่าง ๆ เข้ามาในสังคมก็จะขาด ซึ่งการไต่ตร่อง วิเคราะห์ถึงผลกระทบต่าง ๆ ที่จะตามมาทําให้รับวัฒนธรรม ต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่วัฒนธรรมของตนเองได้โดยง่ายและทําให้วัฒนธรรมในสังคม นั้นเปลี่ยนแปลงและอาจสูญหายไปได้ ดังนั้นการสร้างความเข้มแข็งทาง วัฒนธรรมเป็นหนทางหนึ่งในการที่ทําให้สังคมนั้น ๆ เข้มแข็งตามมา ความเชื่อเรื่องผี และพิธีกรรมต่าง ๆ ของชาวพม่า ณรงค์ สมิทธิธรรม (2545, หน้า 93) ได้กล่าวถึงการนับถือผีของชน เผ่าในแถบเอเชียอาคเนย์ว่า “ทางแถบเอเซียอาคเนย์” อันเป็นที่อยู่ของ เผ่าพันธุ์ต่าง ๆ เช่น พม่า มอญ ไทย ลาว เขมร ญวน มาเลย์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเผ่าพันธุ์ที่ชนกลุ่มน้อยไม่ว่าจะเป็น ลัวะ กระเหรี่ยง ขมุ มุซอร์ ม้ง เย้า ผีตองเหลือง เงาะ ฯลฯ นับเป็นร้อย ๆ เผ่าพันธุ์ ผู้คนในย่านนี้ต่างก็มี


440 ความเชื่อที่คล้ายกันอยู่อย่างหนึ่งนั้น ก็คือ ความเชื่อในเรื่องของผี บาง เผ่าพันธุ์นั้นว่าไปแล้วความเชื่อของเขามีมากจนแทบจะเป็นการนับถือศาสนา ผี ซึ่งผีนั้นมีหลายประเภทว่ากันตั้งแต่ที่อยู่ใกล้ตัวก่อน นั้นคือผีบรรพบุรุษ หรือที่บ้านเราเรียกว่าผีปู่ย่านั้นแหละ ในบ้านเรือนก็มีผีเรือน ออกนอกบ้านก็ มีผีเต็มไปหมด บางทีก็เรียกว่าผีเจ้าที่ขอให้เป็นสิ่งที่ดูแล้ว น่าเกรงขามต้องมีผี ไว้ก่อน ต้นไม้ใหญ่ ถ้ำ ป่า ดอย ฯลฯ มีผีมาสถิตอยู่แทบทั้งสิ้นพิธีกรรมความ เชื่อเกี่ยวกับการรับถือผีมีการเซ่นสังเวยด้วยสุราอาหารต่าง ๆ ที่เรียกกันว่า “เลี้ยงผี” มีคนทรงที่เรียกกันว่า “ม้าขี่” หรือ “ที่นั่ง” เป็นผู้ประกอบพิธีกรรม โดยมีดนตรีขับกล่อมเพื่อให้ผีได้ฟ้อนรำปัจจุบันยังมีการฟ้อนผีปู่ย่าที่สามารถ หาชมได้ตามชุมชนต่าง ๆ ในเขตเทศบางนครลำปาง และปริมณฑลรอบเมือง ย่านที่มีการฟ้อนผีมากคือในเขตเวียงเก่า ฝั่งตำบลเวียงเหนือ โดยเฉพาะแถว บ้าน ท่ามะโอ ท่านางลอย วัดนางเหลียว วัดพระแก้วดอนเต้า และประตูม้า ชุมชนเหล่านี้ครั้ง หนึ่งชาวบ้าน มักเรียกย่านนี้ว่าเป็นดงผี” ทวีวัฒน์ ปณุฑริกวิวัฒน์ (2543 หน้า 89) ได้กล่าวถึงเรื่องทรงเจ้า ในหนังสือไสยศาสตร์ครองเมืองว่าด้วยเรื่องไสยศาสตร์แห่งการทรงเจ้าเข้าผี ว่าลัทธิ “ทรงเจ้าเข้าผี” เป็นลัทธิที่เกี่ยวข้องกับการติดต่ออำนาจลึกลับ โดยตรง ไม่ว่าอํานาจนั้นจะเป็น “เทพ” หรือ “ผี” ที่มนุษย์ต้องการติดต่อ ด้วยลัทธิทรงเจ้าเข้าผีมีหลายรูปแบบ เช่น การเข้าทรง “เทพ” จากเทพนิยาย ที่ไม่มีตัวจริงในประวัติศาสตร์การเข้าทรงบุคคลในประวัติศาสตร์ (เช่น กษัตริย์ในอดีตหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงในอดีต) การเลน่ “ผีถ้วยแก้ว” หรือ “ผีตะกร้า” เป็นต้น นอกจากนี้บางครั้งในระหว่างพิธีอาจจะมีการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ด้วย การแทงลิ้นแทงแก้มหรือลุยไฟอีกด้วยความลี้ลับซับซ้อนของธรรมชาติมี ผลกระทบถึงตัวมนุษย์ จึงทําให้มนุษย์พยายามศึกษาหาเหตุผลจากความคิด


441 คำนึงของตนความลี้ลับของธรรมชาติทำให้มนุษย์เกิดความทุกข์ลําบากใจ มนุษย์ จึงคิดหาว่าหากมีการกระทําอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยวิธีการที่ถูกต้อง และเหมาะสมแล้วอาจความคุมสิ่งเหล่านั้นได้ มนุษย์จะแสดงออกให้เห็น ซึ่งความเชื่อทางศาสนาโดยได้จาก พิธีกรรม เพราะการที่มนุษย์ทั้งหลายสร้างพิธีกรรมต่าง ๆ ขึ้นมามนุษย์ เหล่านั้นก็ย่อมจะต้องรู้วัตถุประสงค์และความหมายความเข้าใจอันเกิดจาก พื้นฐานความเชื่อทางศาสนาของตน กล่าวอย่างสั้น ๆ ก็คือ ตัวพิธีกรรมเอง นั้นแท้ที่จริงแล้วก็คือพฤติกรรมที่มนุษย์พึ่งปฏิบัติต่อความเชื่อทางศาสนาของ ตน ปัญญารุ่งเรืองได้จําแนกดนตรีที่ใช้ประกอบพิธีกรรมไว้เป็น 2 ประเภท คือ ดนตรีพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา และดนตรีพิธีกรรมในราช สำนักบทบาทหน้าที่ในดนตรีพิธีกรรม ทางพระพุทธศาสนาของดนตรีไทยนั้น ต่างจากดนตรีเชิงศาสนาของตะวันตกตรงที่ทางตะวันตก บรรดานักบวชและ ฆราวาสใช้ดนตรีโดยตรงในพิธีกรรมทางศาสนา ส่วนดนตรีไทยใช้บรรเลง ประกอบ พิธีกรรม ก็เพื่อให้พิธีกรรมนั้นมีผลทางใจสมบูรณ์ขึ้นแต่ไม่ใช่ส่วน หนึ่งของพิธีกรรม จึงไม่มีดนตรี ประกอบการสวดมนต์แต่มีดนตรีเพื่อการบูชา วิถีชีวิตของชาวพม่ายังคงฝังแน่นในวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน การปิดประเทศของพม่ามีผลให้วัตถุนิยมเข้าไปมีบทบาทในสังคมพม่าน้อย มาก ขณะเดียวกันแม้พม่าจะมีสงครามการเมืองระหว่างชาวพม่าและชนกลุ่ม น้อยตลอดเวลาวิถีชีวิตของชาวพม่ายังได้รับการกล่าวขานว่าเป็น พุทธศาสนิกชนที่เคร่งครัด และคงรักษาศิลปวัฒนธรรมของตนเองไว้ได้เป็น อย่างดี เมื่อมีโอกาสชาวพม่ามักจัดงานฉลองรื่นเริง จะจัดให้มีมหรสพต่าง ๆ เช่น ภาพยนตร์ หุ่นเชิดพบเห็นได้ทั่วไปทั้งในงานฉลองเจดีย์ งานบูชานัตครูที่ บ้านต่องปะโยง งานสงกรานต์ หรือปีใหม่พม่า งานลอยกระทงหรืองานบูชา


442 ดวงประทีปเนื่องด้วยวิถีชีวิตเดิมของชาวพม่าขึ้นอยู่กับวิถีแห่งธรรมชาติที่ เกษตรกรรมเป็น พื้นฐานสำคัญจึงมีความเชื่อในลัทธิวิญญาณ (animism) และด้วย ความเชื่อดั้งเดิมที่มีอยู่กับการยอมรับอิทธิพลความเชื่อจากอินเดียไม่ว่าจะ เป็นพุทธศาสนานิกายเถรวาท นิกายมหายานนิกาย อารี โดยเฉพาะศาสนา พราหมณ์-ฮินดู เกี่ยวกับเรื่องจักรวาทินในระยะแรกที่ได้ให้ความสําคัญกับ จักรวาลโดยใช้สัญลักษณ์เขาพระสุเมรเป็นศูนย์กลางของโลกนั้นมีอิทธิพลกับ การตั้งศูนย์ความเชื่อบนภูเขาโปปาของชาวพม่าและเมื่ออิทธิพลทางพุทธ ศาสนานิกายต่าง ๆ เข้ามาผสานอีกระลอกหนึ่ง ความเชื่อเรื่อง นัต ประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับนัต นัต มีความสําคัญในวิถีชีวิตประจําวันของชาวพม่าเป็นอย่างมาก ทั้งด้านความเชื่อ ทัศนคติ และเป็นที่พึ่งทางจิตใจชาวพม่าเชื่อว่า นัต คือผี บรรพบุรุษ หรือวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของผู้ที่ตายโหง ที่คอยดูแลปกปักษ์รักษา สถานที่ต่าง ๆ มีฐานะกึ่งเทพกับผีล้วนมีอิทธิฤทธิ์มีพลังเหนือธรรมชาติ อายุขัยยืนยาวกว่ามนษุย์หลายเท่าแต่ไม่ได้เป็นอมตะยังคงมีความเชื่อกันว่ามี การเวียนว่ายตายเกิดขึ้นอยู่กับกรรมหรือการกระทําที่สามารถตายและเกิด เป็นมนุษย์สัตว์ หรือนัตก็ได้ ชาวพม่าให้ความเคารพแก่นัตมาก ซึ่งมีทั้งนัต ประจำถิ่น นัตหลวง นัตประจําบ้าน มีการประกอบพิธีกรรมบวงสรวง เพื่อเป็นการบูชา ให้ความเคารพแก่นัตชาวพม่าเชื่อว่านัต มีจิตวิญญาณ โดย พวกเขาจะตั้งศาลเพียงตาไว้ เพื่อบูชานัต ความเชื่อเรื่องนัต นั้นเป็นความเชื่อ ที่มีมาก่อนที่พุทธศาสนาจะเข้ามามีบทบาท เมื่อพระเจ้าอโนรธามังช่อนํา ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเข้ามา ทรงได้รวมความเชื่อเรื่องนัตเข้ามาไว้ใน


443 ศาสนาให้ มาเป็นผู้ดูแลปกป้องศาสนาและทรงยกระดับนัต 37 ตนเป็นนัต หลวงโดยได้ตั้งศาลของนัตหลวงไว้ที่ เขาโปปา นัต หมายถึง อํานาจศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เหนือธรรมชาติทั้งในป่าบน อากาศดวงดาวที่บ้านบนภูเขาแม่น้ำ จนถึงทวยเทพที่สิงสถิตอยู่เบื้องบนความ เชื่อเรื่องนัต มีเอกสารระบุว่า เป็นความเชื่อ ของท้องถิ่นที่มีมากกว่า 1,500 ปี มาแล้ว ( Hofer Han อ้างใน ณัฏฐวี ทศรฐ, 2540 หน้า16) ส่วนนัตตาม ความหมายในพจนานุกรมพม่าของรัฐบาลเมียนมากล่าวถึงนัตไว้ 3 นัยคือ 1. เทพอุปัตติ ทรงฤทธิ์ผู้คุ้มครองมนุษย์ 2. วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของผู้ตายร้าย 3.คําขายของสิ่งที่อุบัติขึ้นเองอาทิ นัตสะยา (นัต + ข้าว) ข้าวนัต–ข้าวป่าและนัตเย คะวีง (นัต+น้ำ + บ่อ ) “สระนัต – สระ ธรรมชาติ” เป็นต้น สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจึงถึงว่าเป็นด้วยอํานาจนัต นัตตามคติ ของชาวพม่าจึงหมายถึงผู้ทรงฤทธิ์เป็นไปได้ทั้งเทพยดาและวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่ร่วมถึงพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ตลอดจนพระราชาหรือราชตระกลู) วิรัช นิยมธรรม และ อรนชุ นิยมธรรม ได้ให้ความหมายของคำว่า นัต สรุป ความได้ว่า ปราชญ์ชาวพม่า มักเชื่อว่าคํานี้มาจากภาษาบาลีว่า นาถ ซึ่ง หมายถึง “ผู้เป็นที่พึ่ง” ตามที่ได้กล่าวไว้ในตํารานิรุกศาสตร์เก่าแก่เล่มหนึ่ง ของพม่าที่ชื่อว่า โวหารลีนัตถฺทีปนี แต่งโดย มหาเชยสงฺขยาและใน สารานุกรมพม่า เล่มที่ 6 ได้นิยามคําว่า นัต ไว้ในทํานองเดียวกันโดย จัดแบ่งนัตไว้ 3 ส่วนคือ วิสุทธินัต หมายถึงผู้บริสุทธิ์อันหมายถึงพระพุทธเจ้า ปัจเจกพุทธ และ พระอรหันต์อุปุปตฺนัต หมายถึง เทวดาผู้อยู่บนสรวงสวรรค์ สมฺมุตินัต หมายถึง พระราชา พระราชินี ตลอดจนบุตรราชธิดา


444 บุญเทียม พลายชมภู ได้กล่าวเรื่อง นัต (ผีหลวง) สรุปความได้ว่า คำว่า “นัต” (Nat) มาจากภาษาบาลีสันสกฤตว่า “นาทะ” (Natha) หมายถึง “เทวดาผู้ปกปักรักษา” ในอดีตเมื่อ ประมาณ 1,500 ปีมาแล้ว ชาวพม่าเชื่อ ว่า นัตเป็นภูตผีปีศาจที่มีความชั่วร้ายหากบ้านใดหรือครอบครัวใดไม่ได้สร้าง ศาลหรือบ้านเล็ก ๆ ไว้บูชานัตบ้านนั้นหรือครอบครัวนั้น ๆ ก็จะพบความกับ ความเดือดร้อน ชาวพม่าจึงกลัวและมีการบูชานัตเกิดขึ้นโดยใช้ อาหาร ดอกไม้ และเครื่องประดับอย่างสมํ่าเสมอ แต่ละหมู่บ้านจะมีภูตผีหรือนัต ประจําหมู่บ้าน ประจําต้นไม้ ทุ่งนา มีเทวดาแห่งการเก็บเกี่ยวเทวดาแห่งลม และฝน ในสมัยพระเจ้าอโนรธาต้องการขจัดความเชื่อของชาวพม่าโดยได้ทรง นําศาสนาพุทธลัทธิเถรวาทเข้ามาเป็นศาสนาประจําชาติของ พม่าแต่ก็ไม่ สามารถที่จะขจัดหรือเปลี่ยนความเชื่อการบูชานัตของชาวพม่าได้ แม้จะใช้ การปราบปรามอย่างรุนแรงก็ตาม แต่ก็ยังมีนัตถึง 36 ตน จากนัตต่าง ๆ จํานวนมากมาย ดังนั้น พระองค์จึงนําและตั้งนัตตนที่ 37 เพื่อเป็นกษัตริย์ ของนัตทั้ง 36 ตนมีนามว่า “ตะจามนิ” (Thagyamin–พระอินทร์) แล้ว อนุญาตผ่อนปรนให้ชาวบ้านสามารถนับถือบูชานัตทั้ง 37 ตนต่อไป โดยถือ ว่านัตเหล่านี้เป็นสาวกผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมคําสอนของพระพุทธเจ้าด้วย นัตทั้ง 37 ตนที่ชาวพม่าบูชากันอยู่ในปัจจุบันนั้นไม่ใช่นัต 37 ตนที่บูชากันใน สมัยพระเจ้าอโนรธา เพราะได้มีการนําบุคคลสําคัญทางประวัติศาสตร์เข้ามา แทนที่นัตเดิมถึง 15 ตน นั้นทั้ง 37 ตนของชาวพม่าได้รวมเรื่องราวชีวิตอัน โศกสลดเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์พม่าเรื่องราวตํานานและนิทาน ปรัมปรา ของนัตสิ่งเหล่านี้ล้วนได้แฝงไปด้วยความรู้เรื่องราวเกี่ยวกับประวัตศาสตร์ พม่าไว้ได้เป็นอย่างดี ทั้งยังมีความเชื่อกันว่านัตเหล่านี้มีอํานาจในการรักษา โรคทํานายอนาคตได้โดยผ่านทางโหรศาสตร์หมอดู คนเข้าทรงและหมอผี นัต จํานวน 22 ตน ที่มีมาก่อนตั้งแต่สมัยอาณาจักรพุกาม ได้แก่


445 1. ตะจามิน (พระอินทร์) เป็นกษัตริย์ของหมู่ทวยเทพ 2. งะตินเด หรือมินมหาคิรีนัต 3. ชเวเมี้ยตนา หรือเจ้าทองหน้าทอง 4. เจ้านางสีข้างทอง 5. นางงามสามเวลา 6. เจ้านางผวิขลุ่ย 7. เจ้าสีน้ำตาลแห่งทิศใต้ 8. เจ้าสีขาวแห่งทิศเหนือ 9. เจ้าฉัตรขาว 10. พระมารดาหลวงของเจ้าฉัตรขาว 11. เจ้าแห่งปะเยมมา 12. เจ้าเทพทองใหญ่ 13. เจ้าเทพทองน้อย 14. ปู่เจ้าแห่งมัณฑะเลย์ 15. นางขาโก่ง 16. ชายชราต้นกล้วยเดี่ยว 17. เจ้าสิทธู 18. เจ้าชิงช้าหนุ่ม 19. เจ้าจ่อส่วยผู้กล้าหาญ 20. แม่ทัพใหญ่แห่งอังวะ 21. นักเรียนนายทหารหลวง 22. เจ้านางทองคำ มารดานักเรียนนายทหารหลวง ส่วนนัตอีก 15 ตน ที่เข้ามาทดแทนนัตเดิมที่ยัง ปรากฏเป็นที่นับถือกัน ใน ปัจจุบันหลังรัชสมัยของพระเจ้าอโนธรา ได้แก่


446 1. พระเจ้าแห่งช้าง 5 เชือก 2. จอมกษัตริย์เจ้าแหง่ความยุติธรรม 3. หม่องโปตู 4. ราชินีแห่งวังตะวันตก 5. เจ้าอองปินแล เจ้าแห่งช้างเผือก 6. นางตัวงอ 7. นอระธาทอง 8. เจ้าอองดินผู้กล้าหาญ 9. เจ้าขาวน้อย 10. เจ้าเณร 11. พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ 12. เจ้านางแห่งทิศเหนือ 13. เจ้ามนิ กาวง์แห่งตาวน์งู (ตองอู) 14. ราชเลขาธิการหลวง 15. กษัตริย์แห่งเชียงใหม่ ธิดา สาระยา (2538 หน้า 231)ได้พูดถึงเรื่อง พิธีฟ้อนรําบูชาผีแน้ต ในหนังสือเรื่องชีวิตในมัณฑะเล ความว่าพิธีฟ้อนรําบชูาผีแน้ตที่ขึ้นชื่อ ของมัณฑะเล อยู่ที่หมู่บ้านตองบะโยงหมู่บ้านนี้อยู่ห่างไปทางเหนือ ของมัณฑะเล 20 กิโลเมตร ขึ้นชื่อมากในเรื่องเทศกาลฉลองผีตองบะโยง ผู้คนนอกหมู่บ้านพากันร่วมด้วยมากมาย เดิมผี 2 พี่น้องสกุลตองบะโยง เป็นคนอยู่หมู่บ้านนี้ทั้งสองพี่น้อง มีความเป็นมาในประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัย พระเจ้าอโนรธาครองอาณาจักรบากาน พวกตองบะโยงนั้นเป็นเชื้อสายนักรบ มุสสลิมจากอินเดีย มีบิดาชื่อว่า เบี้ยตตะ เป็นทหารของพระจ้าอโนรธา ได้ไป


447 ตกหลุมรักกับนางไม้ เมวุนน่ะ ซึ่งได้อาศัยอยู่ตรงเชิงเขาบุปผาเมืองบากานทั้ง สองได้ใช้ชีวิตร่วมกันจนมีบุตรชาย 2 คนชื่อ ว่า ชเวปพิงเง และ ชเวปพิงจี วันหนึ่งเบี้ยตตะ ได้กลับมาเยี่ยมครอบครัวของตนเองที่เชิงเขาบุปผา และ ไม่ สามารถกลับไปปฎิบัติหน้าที่รับใช้พระเจ้าอโนรธาได้ทัน พระองค์ทรงสั่ง ประหารเบี้ยตตะเสีย หลังจากนั้นพระองค์ทรงรู้สึกเสียพระทัยมากจึงได้นํา บุตรชายทั้งสองของเบี้ยตตะมาเลี้ยงดูและได้พาไปทําศึกที่ยูนาน หลังจาก เสร็จสิ้นจากสงครามได้โปรดให้สร้างสถูป ณ ที่นั้น ระหว่างการก่อสร้างสถูป อิฐ ทั้งสองพี่น้องหลบเลี่ยงงานหนักพระเจ้าอโนรธาทรงกริ้วมากและได้มี คําสั่งประหารชีวิตทั้งสองคนเสียสองพี่น้องเมื่อตายแล้วกลายเป็นผีแน้ต เป็น ที่นับถือของคนทั้งหลาย จนกระทั่งพระเจ้าอโนรธา ต้องสถาปนาให้เป็นผีแน้ ตของพระราชอาณาจักรซึ่งรวมมีทั้งหมด 37 ตนด้วยกันแล้วโปรดให้สร้าง ศาลสําหรับผีนัตทั้งสองตน พร้อมทั้งให้มีพิธีเฉลิมฉลองเป็นเกียรติด้วย ณัฏฐวี ทศรฐ (2540 หน้า 17) ได้กล่าวถึงยุคของนัตไว้ดังนี้ความ เชื่อเรื่องนัตมีพัฒนาการสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและ ศาสนาของชาวพม่า ความเชื่อบางอย่างถูกผสานเข้าเป็นระบบเดียวกันดัง จะเห็นได้ชัดเจน เมื่อสมัยที่ชาวพม่าได้รับพุทธศาสนาเถรวาทเป็นศาสนา ประจําชาติในสมัยของพระเจ้าอโนรธาแห่งราชวงศ์พุกามความเชื่อเรื่องนัตได้ มีการจัดระเบียบให้เป็นระบบมากขึ้นมีการตั้งนัตสําคัญอยู่ในบัญชีรายชื่อ ประกาศโดยราชสํานักภายใต้ศูนย์กลางอํานาจรัฐ ความเชื่อเรื่องนัตจึงเป็น พัฒนาการที่สืบเนื่องและสามารถจัดแบ่งความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ไว้อย่าง กว้าง ๆ ดังนี้นัตยุค เริ่มต้น เป็นความเชื่อจากจุดเริ่มต้นของลัทธิ Animism ให้ความสําคัญต่อการนับถือวิญญาณต่าง ๆ ที่อยู่ในธรรมชาติและเหนือ ธรรมชาติ ทั้งในป่า ภูเขา ดวงดาว ฯลฯ


448 นัตในยุคของการจัดระบบและอิทธิพลของพุทธศาสนา แม้ว่า นัตจะพบได้ทั่วไป แต่เมื่อ พระเจ้าอโนรธาทรงได้อุปถัมภ์พุทธศาสนาเถรวาท เป็นศาสนาประจําชาติของพม่านั้น นัตได้มีการจัดระเบียบใหม่ นัตได้ถูกรวม ศูนย์อํานาจโดยรัฐ มีการจัดตั้งเป็นระบบพระเจ้าอโนรธาต้องการที่จะลด ความสำคัญของนัตลง แต่ก็ไม่ได้ให้เลิกบูชานัตทรงได้ประกาศรายชื่อนัตที่ สำคัญโดยให้องค์สักกะ หรือเทวดาในพุทธศาสนาเป็นนัตใหญ่ที่สุดปกครอง ดูแลนัตพื้นถิ่นเดิมและนัตมหาคีรี “ครั้งหนึ่งพระเจ้าอโนรธาแห่งอาณาจักรปากาน พยายามจัดระบบ ความเชื่อเกี่ยวกับผีแน๊ตของคนหลายกลุ่มเหล่าทรงไม่ปฏิเสธในท้องถิ่นต่าง ๆ แต่พยายามยกระดับแน๊ตกลุ่มหนึ่งเป็นแน๊ตระดับรัฐมีพิธีกรรมเฉพาะซึ่ง อํานาจรัฐส่งเสริมและทุกคนทุกเหล่าต่างมีส่วนร่วมในพิธีกรรมเคารพต่อแน๊ต กลุ่มนี้ด้วยกัน” (ธิดา สาระยา , 2538 หน้า 57) นัตหลังยุคของพระเจ้าอโนรธา การจัดนัตเป็นระบบเป็นกลุ่ม ชัดเจนมากขึ้นสอดรับกับความต้องการของราชสํานักที่ต่างกันสมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอกรมพระยาดํารงราชานุภาพ ทรงได้กล่าวเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ ปาฏิหาริย์ของผีนัตในช่วงรัชสมัยของพระเจ้ามินดงเนื่องจากพระเจ้ามินดงได้ ทรงมีพระดําริให้ทําการรื้อศาลผีนัตแห่งหนึ่งทําให้พระองค์ประชวร ดังมี ข้อความดังนี้ "...ครั้งหนึ่งในรัชกาลพระเจ้ามินดง ผีแน็ตที่ศาลแห่งหนึ่งดุร้าย ทําให้เกิดอันตรายแก่ผู้คนจนร้อนถึงพระเจ้ามินดง จึงโปรดให้ทำพิธีส่ง วิญญาณด้วยประการอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย ตรัสว่าผีแน็ตไปปฏิสนธิแล้วให้ รื้อศาลเสียเถิดคนจะได้หายครั่นคร้าม ...อยู่ต่อมาพระเจ้ามินดงประชวร มีอาการให้จุกแดกเป็นกําลังหมอ หลวงถวายพระโอสถเสวย ก็ไม่หายพวกเข้าเฝ้าปรึกษากันเห็นว่า คงเป็นด้วย


449 ถูกผีแน็ตที่ดำรัสสั่งให้รื้อศาลกระทําร้ายด้วยยังมิได้ไปเกิดใหม่ดังพระราช บริหาร จึงให้ทำศาลขึ้นอย่างเดิม พระเจ้ามินดงก็หายประชวร..." พิธีกรรมทรงเจ้าเข้าผี (นัต) “นัต ปเว” เป็นชื่อที่ชาวพม่าใช้เรียกใน พิธีบูชานัต คำว่า ปเว หรือ ปแว หมายถึง งานเทศกาลงานฉลองต่าง ๆ นัต ปเว เป็นพิธีกรรมหนึ่งที่ใช้ สื่อสารกันระหว่างนัตกับชาวพม่า การจะติดต่อกับนัตนั้น เช่นเดียวกันกับการ ติดต่อกับเจ้าพ่อ เจ้าแม่ หรือสิ่งที่คนไทยนับถือ คือ การกราบไหว้ การสวด มนต์ การบนบาน เซ่นไหว้ เป็นต้น วิธีเหล่านี้เป็นการติดต่อกับนัต เพียงด้าน เดียว ไม่มีการโต้ตอบหรือสามารถพูดคุยกับนัตไม่เป็นรูปธรรม การเข้าทรง เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างชาวพม่า กับนัตพิธีบูชานัตล้วนอยู่ บนพื้นฐานของความเชื่อ ความศรัทธาที่เกิดขึ้นความคาดหวังในสิ่งที่ต้องการ สะท้อนถึงความต้องการทางจิตใจ แม้จะมีศาสนาซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แล้วนั้นนัตเป็นอีกตัวแทนนึงของการเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวพม่าไม่ว่า จะไปอยู่ที่ใดก็ตาม นักดนตรี ร่างทรง ผู้เข้าร่วมพิธีกรรม ของไหว้ต่าง ๆ ล้วน เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมนี้ซึ่งจะขาดสิ่งใดไปไม่ได้หากขาดก็จะทําให้ พิธีกรรมไม่สมบูรณ์และอาจจะไม่สามารถดําเนินพิธีกรรมได้ การประกอบพิธีกรรมบูชานัตของชาวพม่า สะท้อนให้เห็น ความสำคัญของพิธีกรรมและความเชื่อถือนัตในหมู่สาวกได้เป็นอย่างดี นัตจึง ดูจะได้รับการปฏิบัติดุจเดียวกับเทพเจ้า และมีรูปแบบพิธีกรรมที่ออกจะ ซับซ้อนกว่าการบูชาผีเจ้าพ่อ เจ้าแม่ของไทย จากการที่นัตของชาวพม่ามี ความเป็นสาธารณะมากกว่าผีเรือนหรือผีประจำท้องถิ่น สาวกหรือผู้เชื่อถือ จึงมีจิตผูกพันธ์กับนัตแต่ละตนได้เป็นอย่างอิสระ แต่กระนั้นก็มักจะอยู่ภายใต้ คำแนะนำ (หรือคำบงการ) ของร่างทรง ดั้งนั้นร่างทรงหรือผู้เชี่ยวชาญในพิธี


450 จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนัต พิธีกรรม และเหล่าผู้นับถือ พิธีกรรมไหว้เจ้าของชาวพม่า มีการปฏิบัติสืบต่อกันมาหลายปี พิธีกรรมจะเป็นชาวพม่าที่เป็นชาวบ้าน ซึ่งเป็นผู้อพยพย้ายถิ่นฐานมาจาก สหภาพเมียนมาด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่างตามที่ได้กล่าวไว้ แต่ชาวพม่า เหล่านี้ก็มิได้ทิ้งวัฒนธรรม พิธีกรรมบูชานัต ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดตัวมาด้วยจาก สหภาพเมียนมาเป็นเอกลักษณ์ ความศรัทธา ความเชื่อ ที่ยังคงอยู่มิได้สูญ หายไป พิธีกรรมจะจัดในช่วงปลายเดือนธันวาคมของทุกปี ใช้ระยะเวลา 2 วัน 2 คืน การดำเนินพิธีกรรม ก่อนพิธีกรรมจะเริ่มจะมีการเตรียมเครื่องเซ่นไว้สำหรับไหว้เจ้า ซึ่ง เป็นการร่วมมือร่วมใจกันของชาวพม่าในชุมชน ได้มีการจัดสถานที่ อุปกรณ์ ต่าง ๆ ของสำหรับไหว้ การจัดเตรียมพิธีกรรม ของไหว้ซึ่งเป็นของโปรด ของนัต ชาวพม่าเรียกว่า “กระดอบ๋วย” เป็นกะละมังใส่ของไหว้คือ 1. ธูป 2. เทียน 3. มะพร้าว 1 ลูก + ผ้าแดง 4. อ้อย 5. กล้วยดิบ 6. เงิน 7. หมาก 8. พลู อยู่ในกะละมัง ซึ่งมีทั้งหมด 37 ชุด เท่ากับจำนวนนัต และนำของไหว้ เหล่านี้ไปวางไว้ในตำแหน่งที่ได้จัดเตรียมไว้ตามแผนผังการจัดพิธีกรรม


451 ตำแหน่งในการจัดพิธีกรรม รูปแบบของเครื่องบูชานัต แตกต่างไปตามความต้องการของนัตแต่ ละตนและตามสถานที่ จัดพานบูชา-มะพร้าว 1 ผล ต้องเป็นมะพร้าวสดไม่มี ตำหนิ บางครั้งทาด้วยสีทอง บ้างก็ชโลมน้ำหอม กล้วย 3-5 หวี หมาก พลู ยา เส้น ไหว้ด้วยเครื่องทรง - ผ้าคาดศรีษะ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าโสร่ง บูชาพระ หลังจากได้จัดเตรียมของไหว้เรียบร้อยแล้วนั้นก็จะเริ่มเข้าสู่ พิธีกรรมไหว้เจ้า พิธีกรรมจะเริ่มด้วยการบูชาพระ โดยร่างทรง ผู้เข้าร่วมพิธี นักดนตรี ซึ่งชาวพม่าเชื่อว่าก่อนจะไหว้เจ้านั้น ต้องไหว้พระก่อนซึ่งเป็นสิ่งที่ เขานับถือสูงสุด เพื่อเป็นศิริมงคล และเป็นการแสดงความเคารพในช่วงการ ไหว้พระ วงซายวายก็จะมีการบรรเลงดนตรีประกอบสลับบทไหว้ ไม่มีชื่อ เรียกบทเพลง เริ่มไหว้เจ้า-ยองเชวพุพุ (เจ้าพ่อ) ขั้นตอนต่อไปคือการเข้าสู่พิธีกรรมไหว้เจ้าเริ่มด้วยเจ้าที่คุมหมู่บ้าน ที่ชาวพม่าอาศัยอยู่มีชื่อเจ้ายองเชวพุพุ นายอองวิน นักดนตรีในวงซายวาย ได้พูดเกี่ยวกับพิธีในตอนนี้สรุปความได้ ว่าการไหว้เจ้าจะต้องเริ่มด้วยการเชิญ เจ้าตนนี้ก่อนเสมอทุกครั้งเพราะเป็นเจ้าที่คอยดูแลชาวพม่าในชุมชนอยู่ เปรียบเสมือนเจ้าที่นักดนตรีจะบรรเลง “เพลงเชิญเจ้า” เป็นเพลงที่ใช้สําหรับ เชิญเจ้าเข้าและ ออกทุกเจ้าจะเล่นเพลงเชิญเหมือนกันทั้งหมด โดยเริ่มจาก เพลงเชิญเจ้าหลังจากเจ้าได้เข้าร่างทรง แล้วนักดนตรีก็จะบรรเลงเพลง ประจําแต่ละเจ้า ซึ่งเพลงที่ใช้กับเจ้ายองเชวพุพุ นักดนตรีเรียกว่า “เพลง เจ้าพ่อ” หลังจากที่เจ้าเข้าร่างทรงอาวุโสแล้วจะมีผู้ช่วยนําผ้าสีแดงมา


452 แต่งกายให้ร่างทรงนําผ้า มาโผกหัวผูกเอว ถือไม้เท้า และมีอาการตัวสั่นอยู่ ตลอดเวลา มีการสูบบุหรี่เป็นจํานวนมากเจ้าที่จะมาเข้าร่างทรงนั้นก็มิอาจ คาดเดาได้ว่าจะเป็นเจ้าอะไร เมื่อเข้าร่างทรงแล้ว นักดนตรี จะรู้ว่าต้องเล่น เพลงอะไร เจ้าตนนี้ชอบเพลงแบบไหน เล่นเพื่อให้เจ้าสนุกสนาน เต้นรํา จน ชอบใจ และจะออกจากร่างทรงไป เจ้าตนนี้จะเข้าอยู่ในร่างของผู้อาวุโสท่านนี้อยู่นาน เพื่อคอยเฝ้าดู พิธีกรรมและเพื่อให้ชาวบ้านเข้าไปสนทนากับเจ้าตนนี้เพื่อบนบานขอในสิ่งที่ อยากได้สิ่งที่คาดหวังสนทนาเรื่องต่าง ๆ เรื่องชีวิต เรื่องการงานคอยดูแล ลูกหลาน บำบัดความเจ็บไข้ เป็นต้น - เจ้าบะหยู่ -เจ้าผู้เฝ้าบันได “เจ้าบะหยู่” เป็นเจ้าที่มีความสําคัญลําดับต่อไป เป็นเจ้าที่คอยเฝ้า ประตูบ้าน ดูแลบันได บันไดบ้าน สิ่งไหนดี ๆ ก็จะให้เข้าบ้าน สิ่งไหนไม่ดีก็จะ คอยปกป้องผู้อาศัยนายสุเหง่ นักดนตรี หัวหน้าวงซายวาย ได้กล่าวเกี่ยวกับ “เจ้าบะหยู่” สรุปความได้ว่าเจ้าตนนี้จะคอยดูแลทุกเรื่องที่ดีให้ไหลเข้าบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง การงานโชคลาภสิ่งดี ๆ ต่าง ๆ และจะคอยป้องกันสิ่ง ชั่วร้ายไม่ให้เข้าสู่บ้าน (นายสุเหง่:2555.สัมภาษณ์) เจ้าตนนี้จะมีค้อนขนาด ใหญ่ที่ทําด้วยไม้เป็นอาวุธประจํากายอยู่ ตลอดเวลา มีการแต่งกายด้วย เสื้อผ้าสีขาว โผกผ้าสีแดง นุ่งสโร่ง เจ้าบะหยู่จะมีลักษณะท่าทางที่น่ากลัว สายตาที่น่าเกรงขามบุคลิกคล้ายคนเมาหลังจาก“เจ้าบะหยู่” เข้าร่างทรงนัก ดนตรีก็จะบรรเลง เพลงให้ท่านพอใจ และจะอยู่ไปเป็นเวลานาน อีกความสําคัญ หนึ่งของเจ้าตนนี้ คือ การคอยรักษาคน ป่วย โดยใช้ค้อนใน การรักษา กดไปที่บริเวณปวด บาดเจ็บ


453 - เหมยจา นัต ที่มีความสำคัญอีกตนนึง ก็คือ เหมยจา ซึ่งเป็นพี่ของเจ้าบะหยู่ คอยรักษาผู้ที่ไม่สบายปวดตามส่วนต่าง ๆ เช่นเดียวกันกับเจ้าบะหยู่นัตตนนี้ หลัง จากเข้าร่างทรงแล้วจะใส่ชุดสีดำ โผก ผ้าสีดํา เป็นชดุประจําตน การ แต่งกายเป็นสัญลักษณ์ที่ไว้คอยบอกว่าเจ้าได้เข้าร่างทรงคนนี้แล้ว หลังจาก เข้าร่างทรงนักดนตรีก็จะบรรเลงเพลงเช่นเดียวกันหลังจากเต้นรํา เสร็จแล้วก็ จะเริ่มรักษา หลังจากรักษาจนหมด นักดนตรีก็จะเล่นเพลงเชิญ ให้ออกจาก ร่างทรง - เจ้าทะเล (มองเชง) เจ้าที่มีความสำคัญมากอีกตนนึง เจ้าทะเล (มองเชง) ซึ่งถือเป็น หัวใจของงานไหว้เจ้า ทั้ง 2 วัน นายอองวิน นักดนตรีวงซายวาย ได้อธิบาย เรื่องเจ้าทะเล สรุปความได้ว่า เมื่อก่อนมองเชงครอบครัวยากจนทําอาชีพตัด ไม้ วันหนึ่งได้นั่งเรือไปกับพี่ชายเพื่อตัดไม้ที่เกาะแห่งหนึ่งหาเงินให้มองเช งบวช และได้พามองเชงไปด้วย พี่ได้จอดเรือไว้และให้มองเชงเป็นคนเฝ้าเรือ และได้สั่งไว้ว่า ถ้าเห็นอะไร ไม่ดีอย่าไปทักให้อยู่เฉย ๆ ไว้หลังจากที่อยู่บนเรือ เพียงคนเดียวมองเชงได้หยิบพิณขึ้นมาเล่น (พิณ พมา่ ) และได้มีเจ้าที่บริเวณ นั้นได้ยินเพลงที่มองเชงบรรเลง จึงเกิดความชอบและหลงใหลในเสียงเพลง อันไพเราะของมองเชง เจ้าตนนี้จึงแปลงเป็นคนขึ้นมาบนเรือ และได้พาเด็ก คนนั้นลงไปอยู่ด้วยในทะเล เมื่อพี่กลับก็ไม่พบกระโดดลงน้ำเพื่อตามหาก็ไม่ เจอพบเพียงแค่ตะเคียนท่อนหนึ่งลอยอยู่เท่านั้นจึงเกิด เป็นเจ้าทะเลที่ ชาวพม่าเคารพนับถือตลอดมาเจ้าทะเลจะมีเครื่องดนตรีคือพิณพม่าติดตัว ด้วยตลอด คอยปกปักษ์ดูแลชาวพม่าอยากได้สิ่งใดขอแล้วจะสมหวังคอย


454 ส่งเสริมให้การงานการใช้ชีวิตของเรามีแต่เรื่องดี ๆ และช่วยในเรื่องการทํามา หากิน เจ้าทะเลจะมีเสือเป็นสัตว์ประจํากาย และพาหนะ ในวันแรกจะมี การเชิญเจ้าทะเลมาอยู่ในพิธีแต่ยังมิได้เขาร่างทรงของใครเพียงแค่เชิญเข้ามา อยู่ในพิธีเท่านั้นเจ้าตนนี้ถือว่าเป็นเจ้าที่มี ความสำคัญมากอีกตนนึงของชาว พม่าในวันที่ 2 ชาวพม่าจะมีการเตรียมแท่นซึ่งทําจากไม้ไผ่สานกันเสากลาง ทําจากไม้ไผ่ขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บริเวณนอกพิธี มีการตกแต่งด้วยใบอ้อยและ ดอกไม้อย่างสวยงาม นายบอล ชาวพม่าได้อธิบายถึงแท่นพิธี สรุปความได้ว่า เนื่องจากตอนมองชินตายได้สั่งแม่ไว้ถ้าแม่อยากเจอหน้า ให้นําไม้ไผ่มาทํา เป็นแท่นไว้และให้เอามะพร้าว น้ำตาลอาหารมาวางไว้เดี๋ยวผมจะลงมากิน เจ้าทะเลจะมีเจ้าที่ดูแลอีก 4 ตน คือเจ้ากะเหรี่ยง และมีเสือเป็น พาหนะ ในพิธีคืนวันที่ 2 เจ้าทะเลจะต้องขึ้นไปที่อยู่ที่แท่น พิธีที่ได้เตรียมไว้ โดยในขณะที่เดินไปยังแท่นพิธีจะไม่มีการสัมผัส ดินโดยในปีแรก (2553) เจ้าทะเลจะยืนอยู่บนหลังร่างทรงที่เป็นเสือ เสือจะเดิน ไปส่งยัง แท่นพิธี และชาวบ้านจะมีการช่วยกันนําร่างเจ้าทะเลขึ้นไปยังแท่นพิธี แต่ใน ปีพ.ศ.2554ได้เปลี่ยนมาเป็นเจ้ากระเหรี่ยงช่วยกันพาเจ้าทะเลไปยังแท่นพิธี ไม่มีร่างทรงที่เป็นเสือแต่ที่เหมือนกันก็คือจะมีชาวบ้านช่วยกันนําร่างเจ้าทะเล ขึ้นสู่แท่นพิธีหลังจากขึ้นสู่แท่นเจ้าทะเลก็จะมีการ โปรยเงิน ให้ชาวบ้านได้ เก็บไว้เพื่อเป็นศิริมงคล หลังจากนั้นก็ได้มีการช่วยกันพาเจ้าทะเลลงมาจาก แท่นพิธีหลังจากนั้นเจ้ากะเหรี่ยงทั้ง 4 ก็จะช่วยกันพากลับเข้าบริเวณพิธี หลังจากที่เจ้าทะเลได้ลงมาจากแท่นพิธีแล้ว ชาวบ้านก็จะไปแย่ง ของที่ใช้ในพิธีเซ่น ดอกไม้ ใบอ้อย นําไปเก็บไว้เพื่อเป็นศิริมงคลต่อจากนั้น “เจ้าพะออง” ซึ่งเป็นพี่ชายของเจ้าทะเลก็จะไปทําการรื้อแท่นพิธีออกจาก พื้นดินและนําแท่นพิธีเดินแบกไปตามบ้านในหมู่บ้าน โดยที่หน้าบ้านของแต่


455 ละบ้านจะมีการก่อกองเล็ก ๆ ไว้ เจ้าพะอองกับเจ้ากะเหรี่ยงทั้ง 4 ตน ก็จะไป ช่วยกันดับไฟที่ได้ก่อไว้แต่ละบ้านเชื่อว่าเพื่อเป็นการดับสิ่งชั่วร้ายที่จะเข้ามา ในบ้าน และได้มีการโปรยข้าวสารไปยังบนหลังคาเพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้าย สิ่งที่ ไม่ดีให้เข้าบ้านของแต่ละครอบครัว หลังจากนั้นก็กลับเข้าสู่บริเวณที่จัด พิธีกรรมนักดนตรีบรรเลงเชิญเจ้าออกเป็นอันัเสร็จขั้นตอนนี้ เจ้าอินเดีย (แขก) มีการแต่งกายด้วยชุดสีขาว เป็นเจ้าที่ชอบความสนุกสนานรื่นเริง ออกมาเต้นรําด้วยจังหวะที่สนุกสนานตามบทเพลง ในพิธีจะการนํานมใส่แก้ว และไปวางไว้บนหัวของร่างทรงและเต้นรํากันอย่างสนุกสนาน โดยที่แก้วที่ใส่ นมจะไม่หล่นลงมา เจ้ากะเหรี่ยง มีการแต่งกายด้วยชุดกะเหรี่ยงมี 4 ตน เป็นผู้ค่อยดูแลเจ้าทะเล เต้นรํากันอย่างสนุกสนาน เป็นร่างทรงชาวพม่าได้เล่าถึงประวัติเจ้ากะเหรี่ยง สรุปความได้ว่าเจ้ากะเหรี่ยงมีเป็นเรื่องราวที่ยาวมากเป็นละครที่พม่าชอบ นํามาแสดงในพิธีเป็นแค่ตอนหนึ่งในละครเจ้ากะเหรี่ยง 4 ตน ได้เข้าไปล่า สัตว์ในป่าโดยก่อนล่าสัตว์นั้นได้เข้าไปบนบานกับเจ้าทะเล ขอให้ล่าสัตว์ใน ครั้งนี้ได้ แต่เนื่องจากเจ้าทะเลไม่อยู่เนื่องจากไปประชุมกับเหล่าเจ้าในวันนั้น เจ้ากะเหรี่ยงไม่สามารถล่าสัตว์ได้เลย จึงมีความโกรธมาก เลยไปต่อว่าเจ้า ทะเล ไม่ยอมนําของไปไหว้บูชา เจ้าทะเล เห็นดังนั้นจึงสั่งให้เสือที่เป็นสัตว์คู่ กายไปกัดเจ้ากะเหรี่ยงทั้ง 4 หลังจากเจ้ากะเหรี่ยงตายก็ได้กลายมาเป็นผู้ที่ คอยดูแลเจ้าทะเล


456 เจ้าเด็ก มีบุคลิกที่เหมือนเด็กหลังจากที่ได้เข้าร่างทรงแล้วเสียงของร่างทรง จะกลายเป็นเสียงเล็กเหมือนเด็กมีการทาแป้ง ทาปาก ชอบความสนุกสนาน รื่นเริง และชอบกินไข่ต้มในพิธีเจ้าเด็กจะนําไข่มาเพื่อแจกให้ชาวบ้านแต่ก็ ต้องแลกมาด้วยเงินตามศรัทธานัตเด็กเป็นลูกของละตินเดหรือมหาคีรีนัตกับ นางคมะเนเลบูชาด้วยข้าวสุก หุงด้วยน้ำมันงา ไข่ต้ม นอกจากนี้อาจจะเป็น เสื้อผ้าหรือของเล่นเดก็ตามแต่ความเหมาะสม เจ้ามอญ มีการรําด้วยท่าทางที่เรียบง่าย ดูสงบนิ่ง แต่งกายด้วยชุดสีเหลือง โผกผ้าสีแดง เจ้าไทยใหญ่ แต่งกายด้วยชุดปกติมีการคาดผ้าสีดําที่ลำตัวและโผกผ้าสีแดง ใน มือทั้งสองถือดาบ และใบไม้เป็นตัวแทนของป่าดอยเต้นรําด้วยท่าทางที่ สนุกสนานพม่าเรียกว่าโกมโยะฉิ่งจีเป็นนัตเชื้อสายไทยใหญ่ดูแลป่าดงดอย - เจ้าควาย (นางกะไร) พม่าในพื้นที่เรียก นัตกะได ซึ่งก็คือความหมายเดียวกันเป็นตัวแทน แห่งความสมบูรณ์รูปปั้นนัตในพม่าศีรษะจะเป็นรูปกระบือ สองมือถือปลา ใน พิธีเจ้าตนนี้จะเป็นเจ้าที่มีความเศร้า เพลงบรรเลงประกอบจะเป็นเพลงช้า จะ ไม่มีการร่ายรําของเจ้าแต่จะคล้ายการเล่าเรื่องย่อ ๆ เหมือนการแสดงละคร ของเจ้าตนนี้โดยมีดนตรีประกอบผู้ร่วมพิธีบางคนถึงกับร้องไห้ออกมาด้วย


457 ความสงสารเจ้าตนนี้ตามประวัติเจ้าตนนี้ประวัติมีว่าได้มีคนคนนําเด็กมาทิ้งไว้ ในป่า และกระบือหรือควายได้เก็บเด็กคนนี้มาเลี้ยง วันหนึ่งเด็กคนนี้โตไปจน ได้ดีเด็กคนนี้ไม่กล้าที่จะบอกใครว่ากระบือแม่ของตนเองเลยฆ่ากระบือตัวนี้ กระบือตัวนี้เลยได้กลายมาเป็นเจ้านางกะไร หรือพะโคเมด่อ เจ้า 4 พี่น้อง ชาวพม่าเรียกว่าเจ้า สี่พี่น้องมีลักษณะสนุกสนาน ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เชื่อว่าสามารถให้ผลใน เรื่องโชคลาภ การค้าขาย การละเล่นและการแสดงพื้นบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์พม่า วงดนตรีพม่า ซายวาย มีความหมายได้สองนัย นัยหนึ่งหมายถึง เปิงมางคอก และอีกนัยหนึ่งหมายถึง วงปี่พาทย์ที่มีเปิงมางคอกเป็นเครื่องดนตรีชิ้นเอก และอาจเรียกวงปี่พาทย์ชนิดนี้ว่า ปัตซาย ส่วนตัวเปิงมางคอกนั้น จะเรียกว่า ปัตวาย ซายงายเป็นวงดนตรีประจำชาติของพม่า ที่ใช้ในงานพิธีและงาน บันเทิง มีเล่นทั้งในงานหลวง งานวัด และงานราษฎร์ ปัจจุบันพม่ายังคงมี ความนิยมนำวงซายวายมาเล่นในงานพิธีต่าง ๆ เช่น งานบวช งานเจาะหู งานทรงเจ้า งานรับปริญญา และงานต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง เสียบงดนตรี ที่บรรเลงจากวงซายวายนั้นมีลีลาเคร่งขรึม แต่นุ่มนวล ให้ทั้งอาร มณ์ สนุกสนาน เร้าใจ และโศกสลด ซายวายจึงนับเป็นเครื่องดนตรีที่เล่นได้หลาย รสและถือเป็นเอกลักษณ์ทางคีตศิลป์อย่างหนึ่งของพม่า จากบันทึกการส่ง คณะนักดนตรีชาวพยูไปเจริญสัมพันธไมตรีกับจีนในปี ค.ศ. 802 ไม่มีการ กล่าวถึงซายวาย อีกทั้งภาพฝาผนังในพระเจดีย์อนันดาที่พุกามในราว


458 ค.ศ. 1084 ก็ไม่พบภาพของซายวาย ซายวายเพิ่งมีกล่าวในพงศาวดารพม่า ฉบับห่อแก้ว หรือ มังนันยาซะวีง ว่า ในเมียนมาศักราช 906 ซึ่งตรงกับปี ค.ศ. 1544 นั้น พระเจ้าธรรมราชาชเวที หรือ พระเจ้าตะเบงชเวตี้แห่งตองอู ได้ยกทัพไปยังเขตฉาน เมื่อถึงเมืองสะหลิ่น พระองค์ได้ตั้งทัพ รอท่านั้นเมือง นั้น ซึ่งกำลังมีงานฉลองพระเจดีย์ เมื่อพระเจ้าตะเบงชเวตี้ได้ทรงสดับ เสียงดนตรีจากงานฉลองนั้น จึงทรงไต่ถามข้าราชบริพาร และทรงทราบว่า เป็นเสียงของปัตซายหรือวงพาทย์ พระองค์จึงมีรับสั่งให้นำคณะดนตรีนั้น กลับตองอู หลังจากมีชัยชนะต่อเมืองสะหลิ่น จากหลักฐานที่กล่าวนี้จึงพอ อนุมานได้ว่าวงซายวายให้งดงามสมตามศักดิ์ฐานะอีกด้วย อาทิ เส่งซายด่อ เป็นซายวายเพชรสำหรับกษัตริย์จะปิดทองลงกระจกสีขาว มยะซายด่อ เป็นซายวายมรกตสำหรับอุปราชจะตกแต่งด้วยกระจกสีเขียวปัตตะมยาซายด่อ เป็นซายวายทับทิมสำหรับอำมาตย์จะประดับด้วยกระจกสีแดง นวรัตซายด่อ เป็นซายวายนพรัตน์สำหรับอำมาตย์ชั้นรองลงมา จะประดับด้วยกระจกท ลากสี และชเวซายด่อ เป็นซายวายประดับสีทอง และหง่วยซายด่อ เป็นซา ยวายประดับสีเงิน ใช้บรรเลงกับการแสดงละครในราชสำนัก ในสมัยที่พม่า ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ มีการปิดทองทั้งคอกปัตวายและคอกฆ้องวง พร้อมทั้งมีการสลักคานแขวนกลองใหญ่หรือปัตะจีเป็นรูปนาค วงซายวายทั้ง วงจึงดูตระการตา พอหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นิยมทำคานแขวนกลองใหญ่ เป็นตัวเบญจรูปหรือ ปิงซะรูปะตัวเบญจนั้น เป็นสัตว์ในจินตนาการ มีรูปผสม ของสัตว์ 5 ชนิด คือ ส่วนหัวมีงวงและงาอย่างช้าง มีเขาอย่างตัวโต มีขาอย่าง ม้า มีปีกอย่าง และมีหางอย่างปลา ตัวเบญจรูปเป็นทั้งสัตว์บก สัตว์น้ำ และ สัตว์ปีก สามารถอยู่ได้ทั้งบนบก ในน้ำ และกลางเวหา ตามคติของชาวพม่า เชื่อว่า ตัวเบญจรูปเป็นสัตว์ที่ให้คุณ ปกป้องสิ่งร้าย และเป็นเครื่องหมายแห่ง พละกำลังและความปราดเปรียว


459 การจัดวางเครื่องดนตรีซายวายในเวลาบรรเลงนั้น ปัตวาย ซึ่งถือ เป็นเครื่องมือดนตรีชิ้นสำคัญ จะต้องวางอยู่ส่วนหน้าของวงขนาบด้วยปัตมะจี ทางด้านซ้ายกับเจวายทางด้านขวา เครื่องดนตรีทั้งสามชิ้นนี้จัดเป็นเครื่อง ดนตรีแถวหน้า เรียกว่า เชะตาน ส่วนเครื่องดนตรีที่เหลือจะจัดว่าเป็นกลุ่ม แถวหลัง เรียกว่า เน่าก์ตาน และเรียกผู้บรรเลงดนตรีแถวหลังว่าเน้าก์ไถ่ แปลว่า “นั่งหลัง” นอกจากนักดนตรีแล้ว ในวงซายวายอาจมีนักร้องและ ตัวตลกประจำวง คอยเล่นประกอบอยู่ส่วนหลังของวง จึงเรียกว่า เน่าก์ทะ แปลว่า “ลุกจากด้านหลัง” พม่าจัดแบ่งซายวายไว้ 4 ประเภท คือ บะลาชายเป็นการบรรเลง ประโคมในงานพิธี อาทิงานบวช งานเจาะหู งานศพ งานฉลองพระเจดีย์ : ยะเตซาย เป็นปี่พาทย์บรรเลงประกอบการเล่นหุ่นชัก : ซัตซาย เป็นปี่พาทย์ใช้เล่น ประกอบละคร และนัตซาย เป็นปี่พาทย์ที่ใช้แสดงประกอบการลงทรง เทพนัตหรืองานทรงเจ้า ในการบรรเลงซายวายแต่ละประเภทนั้น จะต้องใช้ เทคนิคการบรรเลงที่แตกต่างกัน แต่ผู้เล่นซายวายเก่ง ๆ จะสามารถเล่น บรรเลงได้ทุกประเภท นับแต่ที่พระเจ้าตะเบงชเวตี้นำวงซายวายมาสู่ราชสำนัก การเล่น ซายวายก็เป็นที่นิยมเรื่อยมา โดยเฉพาะสมัยอังวะและคอนบองนั้น ถือเป็น ยุครุ่งเรืองทางศิลปการดนตรีและการละครทั้งในและนอกราชสำนักสำหรับ ซายวายนิยมเล่นในงานพระราชพิธีและใช้บรรเลงประกอบการแสดงละคร และหุ่นชักนอกจากนี้ยังนิยมนำวงซายวายมาเล่นในงานทรงเจ้าตามที่มีกล่าว ในหนังสือ ป่างตยาคีตะ ลางญ่นว่าในสมัยของพระเจ้าโพด่อ มยะวดีมีงจีอูซะ ได้รวบรวมเพลงนัตที่เคยมีมาตั้งแต่อดีต และมีการใช้วงซายวายเล่นประกอบ เพลงมอญในการทรงเจ้า แม้ซายวายจะเสื่อมความนิยมในให้คนยุคใหม่แต่ก็ ยังได้รับการยอมรับในฐานะเป็นดนตรีคลาสสิกของพม่า เสียงของซายวาย


460 ยังคงรับฟังได้ในเพลงทางพุทธศาสนาและเพลงปลุกใจส่วนวงซายวายนั้น ยังหาชม ได้ในงานแสดงทางวัฒนะรรม อาทิ การแสดงละครการแสดงหุ่นซัก งานทาง ศาสนาพิธี งานประเพณี งานรับพิธี และงานทรงเจ้า เป็นต้น ปัจจุบันรัฐบาลพม่าได้ให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์วงซายวาย เช่นเดียวกับการแสดงพื้นบ้านอื่น ๆ โดยจัดให้มีการประกวดกันทุกปี อีกทั้ง สถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐจะออกอากาศเพลงบรรเลงซายวายเป็นประจำ นฤมล ธีรวัฒน์และชาวคณะ (2551 หน้า 203-206) ได้กล่างถึง ดนตรีในสหภาพเมียนมาสรุปความได้ว่า ก่อนที่จะเป็นสหภาพเมียนมาใน ปัจจุบันนั้น สังคมพม่าเป็นสังคมที่อยู่กับแบบเผ่าพันธุ์กระจัดกระจายกันเป็น หมู่เหล่าอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งในแต่ละกลุ่มต่าง ๆ ก็มีการพัฒนาการทาง สังคมที่เป็นแบบของตนเองจนเจริญเติบโตขึ้นเป็นสังคมเมืองขึ้นมา การ ติดต่อกับสังคมภายนอกซึ่งมีความแตกต่างกันในชาติพันธุ์ โดยการติอต่อ ค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าหรือสงครามการสู้รบเพื่อแสดงความแข็งแกร่ง ทรัพย์สินและอำนาจเหนือกลุ่มอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตาม ถือว่าเกิดการ ติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างกลุ่ม หลังจากที่วัฒนธรรมที่คิดว่าดีกว่า ใหม่กว่า ของกลุ่มอื่นมาใช้ในกลุ่มของตน จังเกิดการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม แต่ ก็ยังสามารถจำแนกได้ว่าอันไหนเป็นของใคร กรณีนี้เป็นลักษณะดนตรีและ นาฏศิลป์พม่าในปัจจุบัน ซึ่งได้มีการรับเอาอิทธิพลวัฒนธรรมจากลุ่มอื่นมาใช้ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของตนเองในที่สุด จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พม่าได้กล่าวถึงเมืองต่าง ๆ ที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านวัฒนธรรม โดยเฉพาะ ปยู มอญ และยะไช่ ซึ้งทั้ง 3 กลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มที่รวมกันหล่อ หลอมมาเป็นวัฒนธรรมพม่า โดยผ่านขั้นตอนการใช้สอยกลั่นกรองมาตาม ช่วงสมัยต่าง ๆ มาจนถึงสมัยที่วัฒนธรรมตะวันตก เข้ามาโดยผ่านมิชชันนารี ที่เข้ามาสำรวจและเผยแพร่ศาสนา และการเข้ามายึดครองของอังกฤษซึ่งเป็น


461 ตัวกลางสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมดนตรีและการแสดง ที่สืบเนืองมาจนถึงปัจจุบัน ลักษณะของการแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ของ ทุกลกุ่ม นั้นจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานและคติความเชื่อของประเพณีในกลุ่ม ๆ นั้น ซึ่งในอดีตพม่ามีกษัตริย์ปกครองจึงทำให้เกิดประเพณีของราชสำนัก หรือ ประเพณีหลวงขึ้นมา และเป็นตัวควบคุมแบ่งชนชั้นทางสังคมกับประเพณี ราษฏร์ แต่อย่างไรก็ตามพื้นฐานของประเพณีหลวงก็น่าจะมาจากประเพณี ราษฏร์ ซึ่งได้รับการขัดเกลาให้เกิดความประณีตวิจิตรขึ้นมานั้นเอง โดยมี บุคคลในราชสำนักเป็นผู้ดำเนินการภายใต้การอุปถัมภ์ของกษัตริย์เป็นหลัก วงซายวาย วงซายวายเป็นวงดนตรีพื้นเมืองวงใหญ่สุดของพม่าตามมาตรฐาน ของวงจะมีเครื่องดนตรี เครื่องดนตรีสําหรับวงซายวายทั้งหมด มี 12 ชิ้นเป็น อย่างน้อย มีทั้งเครื่องหนังเครื่องโลหะ และ เครื่องไม้ เป็นวงดนตรีที่มีเฉพาะ เครื่องตีและเครื่องเป่าจะไม่มีเครื่องสี เครื่องดนตรีทั้ง 12 ชิ้นในวง ซายวาย ได้แก่ 1. เปิงมางคอก 2. กลองใหญ่ 3. กลองสั้น 4. ตะโพน 5. กลองชุด 6. หกใบ 7. ฆ้องวง 8. ฆ้องแผง 9. ฉิ่ง 10. ฉาบ


462 11. เกราะกรับไม้ไผ่ 12. ปี่แนแต่วง กาญจนบุรีนั้น เป็นวงดนตรีขนาดเล็กมีเครื่องดนตรีเพียง 5 ชิ้น เท่านั้นที่ใช้ในการบรรเลง คือ เปิงมาง, กลองชุดหกใบ,กลองเล็ก,เกราะ,ฉิ่ง, ฉาบ,ฆ้องวง,หากจะแบ่งตามหน้าที่จะแบ่งได้ดังนี้ 1.กลุ่มเครื่องดนตรีดําเนินทํานอง 2.กลุ่มเครื่องดนตรีประกอบจังหวะ 3.กลุ่มเครื่องดนตรีให้จังหวะ วงซายวายหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วงปี่พาทย์พม่าเป็นวงดนตรีที่อยู่ ในชุมชนพม่าพลัดถิ่น หรือพม่าอพยพ กลุ่มชาติพันธุ์ของนักดนตรีในพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นชาวพม่าและมีชาวมอญเพียง 1 คน วงดนตรีซายวายในพื้นที่นั้น มีการตั้งวงมากกว่า 40 ปีแล้ว ด้วยความศรัทธาของคนในพื้นที่ชื่อนางเล็ก ซึ่งเป็นเจ้าของวงดนตรี ได้ซื้อเครื่องดนตรีมากจากเมืองพม่าผ่านทางชายแดน ด้วยราคาประมาณ 3-4 หมื่นบาทต่อ 1 วง ราคานี้ถ้าเป็น สมัย 20 ปีก่อนถือ ว่าสูงมาก สาเหตุหลักในการตั้งวงดนตรีขึ้นมาก็คือ เพื่อใช้ในพิธีกรรมไหว้เจ้า บูชานัตวงดนตรีซายวายในพื้นที่นี้เป็นวงแรกที่ถูกตั้งขึ้นด้วย ชาวพม่าอาศัย อยู่กันเพิ่มมากขึ้นด้วยความศรัทธาความเชื่อต่าง ๆ จึงทําให้เกิดวงดนตรี ซายวายขึ้นมา และในช่วง 4 - 5 ปี ที่ผ่านมาได้เกิดวงซายวายขึ้นอีกประมาณ 2-3 วงในบริเวณ กลุ่มนักดนตรีก็จะช่วยเหลือกันนักดนตรีบางคนอาจจะเล่น ถึง 2 – 3 วงหากวงดนตรี วงใดขาดผู้เล่นก็จะมีการช่วยกันไปเล่นกลายเป็น สังคมนักดนตรีชาวพม่านักดนตรีวงซายวายถือเป็น อีกอาชีพหนึ่งที่สร้าง รายได้ให้แก่นักดนตรีได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ถือเป็นอาชีพรองจากอาชีพหลักที่ เขาเหล่านั้นได้ทํางานอยู่


463 เครื่องดนตรีวิธีการบรรเลง 1. ซายวาย เป็นเครื่องดนตรีประเภทกลองใช้ดําเนินทํานองเป็น หลักและเล่นประกอบจังหวะ ซายวายเป็นเครื่องดนตรีหลักในวงดนตรีปี่ พาทย์พม่าถือเป็นพระเอกของวงบางที่ เรียกว่าปัตวาย ในพื้นที่ใช้คำว่า ซายวาย 2. ปัตตาล่า เป็นเครื่องดนตรีประเภทตี แบบมีระดับเสียง ภาษาไทยเรียกว่าระนาดเหล็กดนตรีชนิดนี้ใช้ดําเนินทํานองเช่นเดียวกับ ซายวาย 3. จีวาย (ฆ้องวง) เป็นเครื่องดนตรีประเภทตี บรรเลงทํานองเพลง ทั้งทํานองหลักและ ทํานองประสาน ลักษะโทนเสียง จะคล้ายกับฆ้องไทย 4. ชอนลูปะ (กลอง 6 ใบ) เป็นเครื่องดนตรีประเภทกลอง บรรเลง กําหนดกระสวนจังหวะและเล่นประกอบจังหวะให้กับวงดนตรีเป็นส่วนสําคัญ ของวง ซึ่งหากขาดเครื่องดนตรีชนิดนี้แล้วจะทําให้เพลงไม่ม่ีความหนักแน่น ขาดซึ่งอารมณ์ของเพลงและความรู้สึกของบทเพลงนั้น ๆ 5. กลุ่มเครื่องดนตรีประกอบจังหวะ กลุ่มนี้ประกอบเครื่องดนตรี 3 ชนิด ใช้ผู้บรรเลงคนเดียวเพื่อ ประกอบจังหวะ และ กํากับจังหวะของวง ประกอบด้วย 5.1 โก้ว (กลอง1ใบ) ลักษณะคล้ายลูกของเปิงมากแต่มีขนาดหน้า ตัดที่ใหญ่กว่าความสูงของกลองนั้นมีขนาดเล็กกว่า


464 การประสมวงซายวาย การประสมวง หมายถึง การนํากลุ่ม เครื่องดนตรี หรือเครื่องดนตรี แต่ละประเภทที่ได้กล่าว มาแล้วนั้นนํามาบรรเลงรวมวง บรรเลงด้วยกันแต่ ละเครื่องดนตรีก็จะทําหน้าที่ของตนเอง มีทั้งเครื่อง ดนตรีที่เป็นเครื่องดนตรี ดําเนินทํานอง และเครื่องดนตรีที่กําหนดกระสวนจังหวะ กํากับจังหวะและ ประกอบจังหวะ เมื่อเครื่องดนตรีเหล่านี้มาบรรเลงรวมกันตามหลักเกณฑ์ที่ ถูกต้องและมีแบบแผน จะทําให้เกิดการประสมวงที่สมบูรณ์ และเกิดเป็น เพลงที่มีทั้งอารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ มากมาย ถูกถ่ายถอดออกมาเป็น บทเพลง การประสมวงซายวาย จังหวัดกาญจนบุรีนั้นมีความสำคัญใน พิธีกรรมไหว้เจ้าบูชานัตของชาวพม่าเป็นอย่างมากซึ่งขาดวงดนตรีไม่ได้บท เพลงถูก ถ่ายถอดออกมาจากจิตวิญญาณ ความศรัทธา ความเชื่อ ของเหล่า นักดนตรี ผ่านเครื่องดนตรี เสียงเพลงที่ออกมานั้น ล้วนแฝงไปด้วยอารมณ์ มากมาย การปลุกเร้า ปลุกใจ ให้กับผู้เข้าร่วมพิธีกรรม และร่างทรง เครื่องดนตรีแต่ละประเภทต่างช่วยกันเสริมกันในบทเพลง กลุ่มเครื่องดนตรีที่ ใช้บรรเลง อาจจะไม่ครบตามแบบแผนของพม่ามีการประสมเครื่องดนตรีใน ยุคสมัยใหม่ มีการใช้เครื่องขยายเสียงแต่เครื่องดนตรีหลักก็ยังอยู่ครบ ไม่ว่า จะเป็นเครื่องดนตรีที่มีความสําคัญอันดับแรกคือ ซายวาย ซึ่งเป็นเครื่องดนตรี ที่ดําเนินทั้งทํานองและกระสวนจังหวะ บางหน้าที่ก็เล่นเป็น Melodic Background ผู้เล่นในตำแหน่งนี้ส่วนมากมักเป็นหัวหน้าวง ต่อมาคือ ฆ้องวง ซึ่งมีหน้าที่คล้ายกับ ซายวาย เล่นทํานองเพลงเป็นหลักเครื่องดนตรีที่สําคัญ มากอีกชนิดนึ่ง ก็คือ กลุ่มเครื่องดนตรีกํากับจังหวะกลุ่มเครื่องดนตรีกลุ่มนี้จะ เป็นเครื่องดนตรีที่คอยกํากับจังหวะประกอบจังหวะให้กับวงดนตรีและบท เพลง คอยสร้างสีสันและอารมณ์ของบทเพลงวงซายวายในหมู่บ้าน


465 การแต่งกายของนักดนตรี การแต่งกายของนักดนตรีในพื้นที่ไม่มีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจน อย่างจะแต่งแบบไหนก็ แต่งไม่มีการบังคับแต่ในงานพิธีกรรมนักดนตรีทุกคน ยังคงนุ่งโสร่งชาวพม่าเรียกว่า “ลองยี”เสื้อก็จะ เป็นเสื้อยืดธรรมดา ตามสมัย นิยมซึ่งแตกต่าง กับวงดนตรีซายวายที่เป็นแบบแผนของชาวพม่าที่จะมีการ แต่งตัวที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนทุกคนจะแต่งชุดเหมือนกันซึ่งเป็นชุดประจําชาติ ของชาวพม่าโดยมส่วนประกอบดังนี้ 1. ลองยี (Longyi)เป็นผ้าโสร่ง 2. เสื้อเชิ้ตคอปกจีนแมนดารินและเสื้อคลุมไม่มีปก 3. มีการใส่ผ้าโพกศีรษะที่เรียกว่า กองบอง (Guang Baung) ซึ้ง เป็นชุดพิธีการของชาวพม่า กลุ่มชาติพันธุ์ คือ กลุ่มคนที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษเดียวกันมี ลักษณะทางชีวภาพและเชื้อชาติเหมือนกัน รวมทั้งบรรพบุรุษทางวัฒนธรรม ผู้ที่อยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันมีความผูกพันทางสายเลือดและทางวัฒนธรรม เป็นความรู้สึกผูกพันที่ช่วยเสริมสร้างอัตลักษณ์ของบุคคลและของกลุ่มชาติ พันธุ์ ทำให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มชาติ พันธุ์นั้นนับถือศาสนาเดียวกัน ความรู้สึกผูกพันเรียกว่า “สำนึก” ทางชาติพันธ์ ชาติพันธุ์สภาวะ (Ethnicity) เป็นสิ่งที่ช่วยชี้ให้เห็นคุณสมบัติทาง ชาติพันธุ์ทางสังคมต่าง ๆ พยายามค้นหา อธิบายสภาวะตัวตนทางสังคมของ ตน โดยมีเงื่อนไงของบริบทเป็นองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งเป็นผลต่อการอธิบาย ตัวตนผ่านบริบทต่าง ๆ โดยมีวัฒนธรรมและภาษาพูดเป็นเอกลักษณ์ของ ตนเอง กลุ่มชาติพันธุ์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เป็นการรวมตัว กันของกลุ่มคนหลายเชื้อชาติ ได้แก่ มอญ พม่า กะเหรี่ยง ฯลฯ ซึ่งทำให้กลุ่ม


466 ชาติพันธุ์ในอำเภอสังขละบุรี ได้แก่ กลุ่มชาติพันธุ์มอญ กลุ่มชาติพันธุ์ กะเหรี่ยง และกลุ่มชาติพันธุ์พม่า เป็นต้น อำเภอสังขละบุรีอยู่ทางทิศเหนือ ของจังหวัดกาญจนบุรีและเป็นอำเภอชายแดนบนสุดของจังหวัดกาญจนบุรี เป็นเขตการติดต่อกับสหภาพเมียนมาซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์ได้อพยพเข้ามาเป็น เวลาหลายร้อยปี ซี่งในแต่ละชาติพันธุ์ต่างมีวัฒนธรรม ประเพณี วิถีการดำเนิน ชีวิตศิลปะการละเล่น ภาษา ที่แตกต่างกัน และมีเอกลักษณ์เฉพาะของ ตนเองตามแต่กลุ่มชาติพันธุ์


467 บรรณานุกรม จักรกฤษณ์ โพธิ์แพงพุ่ม และกรัณย์พล วิวรรธมงคล, (2553). รายงายวิจัย การสืบค้นประวัติศาสตร์สิทธิคุ้มครองที่ดินทำกิน: การเสริม ศักยภาพความยั่งยืนการดำรงชีวิตในพื้นที่หมู่บ้านเวียคะดี้ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จรัญ กาญจนประดิษฐ์. (2553). นาเด่ง พิณกะเหรี่ยงจังหวัดกาญจนบุรี. วารสารศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2553) จรัญ กาญจนาประเสริฐ. (2547). การศึกษาดนตรีชาวกะเหรี่ยงบ้านกองม่องทะ ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี. กรุงเทพฯ: บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. เจือจันทร์ วงศ์พลกานันท์. (2549). กระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของสตรี ชายแดนกลุ่มชาติพันธุ์มอญและปฏิสัมพันธุ์กับกลุ่มพม่าและไทย : กรณีศึกษาชุมชนมอญในจังหวัดกาญจนบุรี. กรุงเทพฯ: ดุษฎี บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ฐิดารีย์ โกมะ. (2558). การปรับตัวต่อประเพณีการแต่งงานของชาวมอญบ้าน วังกะ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณฤดล เผือกอำไผ. (2558). การศึกษา ลึ่ยเติ่น ดนตรีในพิธีว่อน วะ ซ่าง ชาวมอญบ้านวังกะ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัด กาญจนบุรี. ฐานข้อมูลงานวิจัยกรมส่งเสริมวัฒนธรรมในประเทศไทย. สืบค้น 22 กันยายน 2565, จากhttp://research.culture.go.th


468 ณัชชา สกุลงาม. (2555). พลวัตทางสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของชนชาติมอญ: กรณีศึกษาชุมชนชาวมอญบ้านแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง หมู่ 2 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ณัฐกานต์ บุญศิริ. (2548). การแสดงพื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยง: กรณีศึกษา รำตงบ้านใหม่พัฒนา อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี. สืบค้น 26 ตุลาคม 2565, จาก https://www.car.chula.ac.th ปิ่นแก้ว เหลืองอร่างศรี. (2539). ภูมิปัญญานิเวศวิทยาชนพื้นเมือง กรณีศึกษาชุมชนกระเหรี่ยงในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร.โครงการฟื้นฟู ชีวิตและรรมชาติ. อานันท์ กาญจนพันธุ์. (2543).พลวัลของชุมชนในการจัดการทรัพยากร: กระบวนทัศน์และนโยบาย.กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุน การวิจัย. ภควดี ทองชมภูนุช และพัชรินทร์ ลาภานันท์. (2563). “บ้าน” ของชาวมอญ วังกะ : ความหมายและเงื่อนไขเบื้องหลัง การให้นิยาม. วารสาร มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ปีที่ 37 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2563) ตวงสิทธิ์ ตงสิริ. (2555). การเกื้อกูลที่ดินทำกินเพื่อความอยู่รอดของ ชาวกะเหรี่ยง: กรณีศึกษาบ้านเวียคะดี้ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จ ั ง ห ว ั ด ก า ญ จ น บ ุ ร ี . สืบ ค ้ น 28 ต ุ ล า ค ม 2565, จ า ก http://cmruir.cmru.ac.th นพรัตน์ ไชยและคณะ. (2564). กระบวนการเรียนรู้อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ มอญ:กรณีศึกษา บ้านวังกะ ตําบลหนองลู อําเภอสังขละบุรี จ ั ง ห ว ั ด ก า ญ จ น บุร ี . ส ื บ ค ้ น 25 ต ุ ล า ค ม 2565, จ า ก https://www.sac.or.th


469 นริศรา โฉมสิริ. (2547). การศึกษาบริบททางภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมของ ชื่อชาวมอญ : กรณีศึกษาชาวมอญ บ้านวังกะ ตำบลหนองลู อำเภอ สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี. สืบค้น 25 ตุลาคม 2565, จากhttps://dric.nrct.go.th พรทิพย์ พร้อมมูล. (2552). การศึกษาวงดนตรีเครื่องสายมอญ ตำบลเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัด สมุทรสาคร. ปริญญานิพนธ์ ศป.ม. (มานุษยดุริยางควิทยา). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย ศรีนครินทร วิโรฒ. พวงเพชร์ ธนสิน. (2554). โครงการ"ทายาทรุ่นที่ 2 ของผู้ย้ายถิ่นจากประเทศ พม่า : สถานการณ์และการอพยพโยกย้าย". สืบค้น 25 ตุลาคม 2565, จาก https://dric.nrct.go.th ไพรวัลย์ ตันติวัฒนเสถียร และคณะ. (2560). การศึกษาวัฒนธรรมการ อาหารท้องถิ่นที่เหมาะสมของหญิงเจริญพันธุ์ในกลุ่มชาติพันธุ์ (กะเหรี่ยง) ภาคตะวันตก : กรณีศึกษาบ้านสะเน่ ตำบลไล่โว่ อำเภอ สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี. สืบค้น 26 ตุลาคม 2565, จาก http://research.culture.go.th ศุภชัย ศรีนวล. (2565). ดนตรีพิธีกรรมของชาวพม่า หมู่บ้านสมใจนึก ตำบลท่าขนุน อำเภอทางผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี. สืบค้น 25 ตุลาคม 2565, จาก https://ir.swu.ac.th. ลงขิ่งโพ่ ไทรสังขชวาลลิน และคณะ. (2558). การปรับใช้ภูมิปัญญา “ซีเหม่ย ละ” เพื่อการอนุรักษา ฟื้นฟู และถ่ายทอดองค์ ความรู้การใช้ยาป่า รักษาโรคภัยไข้เจ็บในวิถีชีวิตชาวไทย-กะเหรี่ยง (โผล่ว) กรณีบ้าน กองม่องทะ ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี. สืบค้น 27 ตุลาคม 2565, จาก https://elibrary.trf.or.th


470 วัฒนา บุรกสิกร. (2541). รายงานการวิจัยเรื่องลักษณะคำไทยที่มาจากภาษา มอญ. กรุงเทพฯ. วัชรกิติ วัชโรทัย และคณะ. (2537). 84 ปี หลวงพ่ออุตตมะ. กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิซซิ่ง. สุภรณ์ โอเจริญ. มอญในประเทศไทย. มูลนิธิโครงการดำรงสังคมศาสตร์และ มนุษย์ศาสตร์. มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์. สืบค้นเมื่อ 10 ตุลาคม 2565, จาก https://www.car.chula.ac.th สุมิตร ปณณะการี. (2537). “รอยต่างประวัติศาสตร์: เมืองโบราณ” สยาม อารยะ. ถ่ายเอกสาร. สุจริตลักษณ์ ดีผดุง. (2545). รายงานการวิจัย ชุมชนมอญบ้านวังกะ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี. สำนักงานวิจัยแห่งชาติ. สุจิตลักษณ์ ดีผดุงและประภาศรี คำนวล. (2548) จากละเมาะละแหม่งสู่ สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี. วารสารภาษาและวัฒนธรรม ปีที่ 24 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2548) สุนทร พุ่มไพรวัลย์. (2557). การพัฒนาพื้นที่ “กลุซุ” ที่เหมาะสมต่อวิถีชีวิต โดยการปรับใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร และยาของกลุ่มชาติพันธุ์ไทย - กะเหรี่ยง (โผล่ว) บ้านสะเนพ่อง ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี. สืบค้น 26 ตุลาคม 2565, จาก http://digital.library.tu.ac.th ส่วยจีโหม่ง สังขวิมลและคณะ. (2554). โครงการ การปรับภูมิใช้ปัญญา “ลือกาเวาะ” ในการดูรักษาพื้นที่หาอยู่หากินของกลุ่มชาติพันธุ์ กะเหรี่ยง บ้านสะเน่พ่อง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี. สืบค้น 27 ตุลาคม 2565, จาก http://elibrary.trf.or.th.


471 สํานักงานคณะกรรมการ ข้าราชการพลเรือน. (ไม่ระบุปี). ASEAN Do’s and Don’ts สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา. นนทบุรี : กรกนกการ พิมพ์. สำนักศิลปะและวัฒนธรรม (ม.ป.ป.). วิถีชีวิตของชุมชนมอญวัดวังก์วิเวการาม. มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี. สืบค้น 9 กันยายน 2565, จาก http://culture.kru.ac.th เสรี ทองมาก.(2560). นวัตกรรมสังคมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยคนสอง ถิ่นชายแดนไทย-พม่า จังหวัดกาญจนบุรี. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัย รังสิต. อภิชาต ทัพวิเศษ. (2552). วงก่วนกว๊านมอญ: ดนตรีชุมชนมอญ บ้านวังกะ หมู่ที่ 2 ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี. สืบค้น เมื่อ 20 ตุลาคม 2565, จากhttp://thesis.swu.ac.th องค์ บรรจุน. “ข้าวแช่: ติดสินบนเทวดาขอให้ได้ลูก”. ข้าวสำรับมอญ. กรุงเทพฯ : มติชน, 2557. น.95-106. อัญชัญ ตัณฑเทศ. (2562). การท่องเที่ยวเพื่อสืบสานวัฒนธรรมและ ภูมิปัญญาทางอาหารของกลุ่มวัฒนธรรมตามชายขอบ จังหวัด กาญจนบุรี. สืบค้น 28 ตุลาคม 2565, จาก http://www.thaiexplore.net อรงนงค์ ทิพิมลและคณะ. (2554). เขตแดนสยามประเทศไทยมาเลเซีย-พม่า ลาว-กัมพูชา. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และ มนุษย์ศาสตร์. อุบลนภา อินพลอย. (2561). ประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับข้าว: ความสัมพันธ์ระหว่างกะเหรี่ยงกับสิ่งเหนือธรรมชาติ. สืบค้น 5 ตุลาคม 2565, จากhttp://dcms.lib.nu.ac.th.


Click to View FlipBook Version