237 ชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนใน ใช้ เรียกตนเอง ชื่อเรียกต่าง ๆ โดย คนอื่น ชุมชนชาติพันธุ์ กะเหรี่ยง ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ ยางขาว ยางเผือก ญาง ยางเบียง ย า งก ะ เ ลอ จ ก อ ส่องปากี กะ หร่าง ยางป่า บาม่า กะวิน สกอ ก ะ เ ร น ก ะ ห ยิ่ น เกรี่ยง กะเรง กะเหรี่ยง (อ.แม่สอด จ.ตาก) กะเหรี่ยง (อ.แม่สอด จ.ตาก) กะเหรี่ยง (อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี) กะเหรี่ยง (บ้านแม่โพ ต.แม่ต้าน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก) กะเหรี่ยง (บ้านเลอตอ อ.แม่ระมาด จ. ตาก) กะเหรี่ยง (บ้านพะเด๊ะ ต.พระธาตุผาแดง อ.แม่สอด จ.ตาก) กะเหรี่ยง (บ้านปูแป้ ต.พะวอ อ.แม่สอด จ.ตาก) กะเหรี่ยง (บ้านป่าหมาก อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์) กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่ เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี)
238 ชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนใน ใช้ เรียกตนเอง ชื่อเรียกต่าง ๆ โดย คนอื่น ชุมชนชาติพันธุ์ กะเหรี่ยงคอยาว คะยัน แล เคอ กะเหรี่ยงคอยาว แลเคอ คะยัน กะจ๊าง ปะดอง ปาด่อง กะยอ กะเหรี่ยงโป โพล่ง โผล่ง โพล่ว กะเหรี่ยง ยางแดง เลากัง กะยิน นี่ คะยาห์ กะเรนนี บเว กะเหรี่ยงโป โพล่ง โผล่ง โพล่ว กะเหรี่ยงโป พล่อ โพล่ง ยาง เด้าะแด้ ยางบ้าน กะเหรี่ยง (บ้านไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ. กาญจนบุรี) กะเหรี่ยง (บ้านยางน้ำกลัดใต้ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี) โพล่ง โผล่ง โพล่ว ซู กะเหรี่ยง (บ้านห้วย หินดํา อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี) โพล่ง โผล่ง โพล่ว ซู กะเหรี่ยง (บ้านภูเหม็น อ.ห้วยคต จ.อุทัยธานี)
239 บริบทชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง บริบทชุมชน ชุมชนเวียคะดี้และชุมชนโมรข่า บ้านเวี้ยคะดี้และบ้านโมรข่าอยู่ติดเขตป่าสงวนแห่งชาติเขา ช้างเผือกและเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ อยู่ห่างจากแนวชายแดน ไทย -พม่าประมาณ 9 กิโลเมตร ประชากรเกือบทั้งหมดเป็นชาวกะเหรี่ยงทั้ง ที่ถือบัตรประชาชนคนไทยและบัตรแสดงสถานะบุคคลบนพื้นที่สูง (บัตรสี) มีจำนวนครัวเรือนโดยรวมประมาณ 200 กว่าครัวเรือน ในอดีตบรรพบุรุษ อพยพโยกย้ายถิ่นฐานมาจากประเทศเมียนมาเข้ามาตั้งรากฐานมาจาก ประเทศเมียนมาเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในประเทศไทยเมื่อประมาณ 200 กว่าปี ก่อน (สันนิฐานว่ามีการก่อตั้งหมู่บ้านมาตั้งแต่ปี 2348) แต่เดิมชาวบ้านทำมา หากินอยู่กับป่า เก็บหาของป่าทั้งที่เป็นอาหารและยารักษาโรค เพาะปลูกข้าว บนเขาในลักษณะไร่หมุนเวียนเป็นหลักซึ่งพื้นที่ทำไร่อยู่ไม่ไกลจากตัวหมู่บ้าน มากนักสามารถเดินไป - กลับได้ภายในวันเดียว การทำไร่หมุนเวียนของ ชาวบ้านเป็นการใช้พื้นที่เพาะปลูกแบบหมุนเวียนกันไป โดยในปีแรกมีการ บุกเบิกพื้นที่ใหม่และใช้พื้นที่เพาะปลูกอย่างน้อย 1-2 ปี ปีต่อมาจึงย้ายไป บุกเบิกพื้นที่ใหม่โดยทิ้งพื้นที่เดิมให้มีการฟื้นตัวตามธรรมชาติประมาณ 6 - 10 ปี หรืออย่างน้อย 4 - 5 ปี ลักษณะพื้นที่ดังกล่าวชาวบ้านจะเรียกว่า ไร่ซาก หลักจากพื้นที่มีการฟื้นตัวดี เหมาะแก่การเพาะปลูกชาวบ้านจะ หมุนเวียนกลับไปใช้พื้นที่อีกครั้ง เมื่อมีการหมุนเวียนพื้นที่เป็นระยะเวลานาน พื้นที่หมุนเวียนเหล่านั้นจึงเป็นพื้นที่ไร่ บริบทชุมชน ที่ตั้งอาณาเขต ชุมชนเวียคะดี้และชุมชนโมรข่า อยู่ในเขตการ ปกครองหมู่ที่ 5 ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โดยมี อาณาเขตติอต่อกับหมู่บ้านอื่น ๆ โดยรอบ ทิศเหนือติอต่อกับชุมชนโมรข่า
240 ศูนย์อพยพบ้านต้นยาง และประเทศเมียนม่า ทิศใต้ติอต่อกับชุมชน บ้าน ชุแหละ บ้านช่องลุ และบ้านใหม่พัฒนา หมู่ 7 ตำบลหนองลุ ทิศตะวันออกติดต่อกับห้วยคลิทุ บ้านห้วยมาลัย หมู่ 6 ตำบลหนองลู ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ห้วยตะโก่ และประเทศเมียนมา ภายในบ้านเวียคะดี้มีวัดเวียคะดี้และเจดีย์พระธาตุสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่ บ้านเป็นจุดศูนย์รวมของชาวบ้านทั้งในด้านการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และเป็นที่ประชุมของหมู่บ้าน มีที่ทำการกำนันตำบลหนองลู มีสถานศึกษา 1 แห่ง คือ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสหธนาคารกรุงเทพเปิดสอน ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษาชั้นปีที่ 6 มีร้านค้าประมาณ 9 ร้าน มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 1 แห่ง ธนาคารข้าว 1 แห่ง มีสถานีอนามัยบ้ายเวียคะดี้ 1 แห่ง มีศูนย์ฝึกอบรมของมูลนิธิพัฒนรักษ์ 1 แห่ง มีศูนย์มาลาเรีย 1 แห่ง หน่วยพิทักษ์ป่าที่ ทภ.7 (เวียคะกี้) อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ 1 แห่ง และ ฐานปฏิบัติการหน่วยทหารพราน 1 แห่ง สำหรับบ้านโมรข่ามีสำนักสงฆ์บ้าน โมรข่า 1 แห่ง โบสถ์คริสต์ 1 แห่ง และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 1 แห่ง ลักษณะทางภูมิศาสตร์ พื้นที่หมู่บ้านเวียคะดี้และหมู่บ้านโมรข่า หมู่บ้านเวียคะดี้เป็นพื้นที่ราบอยู่ในหุบเขามีภูเขาล้อมรอบหมู่บ้านเวียคะดี้ เป็นพื้นที่ราบอยู่ในหุบเขาภูเขาล้อมรอบหมู่บ้านมีห้วยตะโก่เป็นสายหลักและ ลำห้วยเล็ก ๆ ที่ไหลลงสู่ห้วยตะโก่ คือ 1 ลำห้วยที่เซดา 2 ลำห้วยหม่องโขลง 3 ลำห้วยก่ายดู 4 ลำห้วยที่ลำพูนหม้องมีสองสาย 5 ลำห้วยโมรข่า 6 ลำห้วยที่พลาอี
241 7 ลำห้วยซ่าฮี 8 ลำห้วยสะผลู 9 ลำห้วยที่พูเลอั่ว 10 ลำห้วยทุ่งคาดีหรือลำห้วยยั่วคาดี้ 11 ลำห้วยหวาช่องแหง 12 ลำห้วยคลิ่ทุ รวมถึงหนองน้ำนูวาชู ซึ่งหมู่บ้านเวียคะดี้และโมรข่าอยู่ไม่ไกลจากชายแดนไทยกับพม่า และศูนย์อพยพผู้ลี้ภัยไม่มากนัก ภาพ 28 แสดงการทำอาหารกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง
242 สภาพทางสังคมและวัฒนธรรม 1. การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน และการปลูกสร้างบ้านเรือน บ้านเวียคะดี้มีห้วยตะโก่ไหลผ่านตลอดทั้งปี และห้วยยั่วคาดี้ไหล ผ่านกลางหมู่บ้านซึ่งมีน้ำเฉพาะหน้าฝน แต่มีน้ำพอเพียงสำหรับการใช้สอย ทำนา ปลูกผัก หรือใช้ในครัวเรือน การตั้งบ้านเรือนจึงอยู่ใกล้แหล่งน้ำไปตาม ห้วยตะโก่ มีถนนคอนกรีตผ่านหมู่บ้าน และมีไฟฟ้าใช้เกือบทุกครัวเรือน กลามหมู่บ้านจะมีทุ่งนา ชุมชนจะแบ่งพื้นที่ไว้ 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นพื้นที่ทำนา และส่วนที่สองเป็นพื้นที่สร้างบ้าน นอกจากนี้ยังมีการเรียกชื่อตามเขตที่ตั้งบ้าน เช่น - กลุ่มฝั่งนา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของบ้านเวียคะดี้ อยู่ติดห้วย คลิทุ เป็นชุมชนใหม่ย้ายมาจากประเทศเมียนม่าแล้วไม่ต่ำกว่า 30 ปีเป็น ชุมชนกะเหรี่ยงเช่นกัน - กลุ่มบ้านที่อยู่บริเวณวัดบ้านเวียคะดี้และโรงเรียนตำรวจตระเวน ชายแดน สหธนาคารกรุงเทพจะเรียกว่า ตะว่องคูทอง มีความหมายว่า อยู่ข้างบน - กลุ่มบ้านที่อยู่บริเวณสถานีอนามัยที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้เรียกว่า ตะว่องไขร่องมีความหมายว่า ท้ายหมู่บ้าน - กลุ่มบ้านที่อยู่บริเวณสถานีอนามัยที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ เรียกว่า ตะว่องไขร่อง มีความหมายว่า ท้ายหมู่บ้าน - กลุ่มบ้านที่อยู่ทางทิศตะวันตกฝั่งห้วยตะโก่ เรียกว่า ที่ว่า เป็น แหล่งเก็บพืชผักและสมุนไพรต่าง ๆ - กลุ่มบ้านที่อยู่ทางทิศตะวันออกของวัดบ้านเวียคะดี้ เป็นที่ตั้งของ ชะซัวคู คือป่าช้าหรือที่เผาศพ
243 ลักษณะการสร้างบ้านเรือน สร้างเป็นบ้านชั้นเดียว ยกพื้นสูง บริเวณใต้ถุน บ้านเป็นที่เก็บของหรือเก็บฟืนสำหรับหุงต้มอาหาร และสำหรับใช้พักผ่อน ช่วงหน้าร้อน ประเภทแรก สร้างด้วยไม่ไผ่ทั้งหลัง เสาบ้านและโครงบ้านทำด้วย ไม้ไผ่เป็นลำวิธีการสร้างบ้าน โดยโครงสร้างไม้ไผ่บางคนชอบเจาะรูเสาบ้าน และใส่หลักเพื่อตั้งคานหรือบางคนชอบใช้ตอกมัด บ้านไม้ไผ่หลังคาจะมุงด้วย ใบตองและใบหญ้าคา ระหว่างพื้นกับฝาจะใช้ไผ่เช่นกัน ซึ่งนำลำไม้ไผ่มาทุบ ให้เป็นแผ่นเพื่อปูพื้นและทำเป็นฝาบ้าน ส่วนบันไดใช้ไม้ไผ่ 2 ลำเจาะรูทั้ง 2 ลำตรงกัน และนำไม้ไผ่ผ่าซีกเกลาให้เรียบ สอดเข้าไปในรูเพื่อทำเป็นชั้นบันได เวลาขึ้นลงจะนำมาพาดกับหน้าบ้าน กลางคืนและช่วงเจ้าของบ้านไม่อยู่จะ นำบันไดขึ้นบ้านไปพาดไว้กับฝาบ้าน บ้านลักษณะนี้ไม่ทนทาน มีอายุเพียง 1-2 ปีเท่านั้น ประเภทที่สอง จะสร้างโดยใช้ไม้เนื้อแข็ง เช่น เสาบ้าน เลื่อยเป็น สี่เหลี่ยมหรือเสากลมประเภทบ้านลักษณะนี้ หลังคาจะมุงด้วยสังกะสี พื้นและฝาจะใช้ไม้ไผ่ โครงของบ้านจะเป็นไม้เนื้อแข็งทั้งหลัง บ้านสองประเภทนี้ หลังไหนมีลูกสาวจะต้องมีห้องนอนอีก 1 ห้อง ส่วนห้องน้ำจะอยู่ห่างจากบ้านพอเหมาะ ปัจจุบันมีบ้านประเภทใหม่ เป็น บ้านชั้นเดียว ติดพื้น สร้างด้วยปูน เช่น พื้นเทปูน ฝาใช้ปูน หลังคาเป็น กระเบื้องหรือสังกะสี หรือบ้านสองชั้น ชั้นล่างเป็นปูน ชั้นบนเป็นไม้เนื้อแข็ง ปัจจุบันมีคนนิยมสร้างบ้านด้วยปูนมากขึ้นเพราะวัตถุ เช่น ไม้ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ห้ามนำมาใช้สอย บ้านติดพื้นกับบ้านสองชั้น ห้องน้ำจะอยู่ในตัวบ้าน ส่วนห้องนอนจะมีมากกว่า 2 ห้อง ห้องครัวก็จะอยู่ในตัวบ้านเช่นกัน ถ้าเป็น บ้านสองชั้น ห้องครัวจะอยู่ชั้นล่าง บ้านทุกประเภทนี้ขาดไม่ได้คือห้องพระ หรือทิ้งบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผีประจำตระกูล
244 เส้นทางคมนาคม การเดินทางเข้าออกหมู่บ้าน ภายในหมู่บ้านเวียคะดี้ ถนนเป็นถนน คอนกรีตมาถึงบ้านชูแหละและจากบ้านชูแหละเป็นถนนลาดยางไปถึงบ้าน ห้วยมาลัย หมู่ที่ 6ตำบลหนองลู ระยะทางรวมประมาณ 3 กม. ครึ่ง (บ้านเวียคะดี้ถึงบ้าน ห้วยมาลัย)และจากบ้านห้วยมาลัย ถึง อำเภอสังขละบุรี ระยะทางประมาณ 20 กม. บ้านเวียคะดี้ไม่มีรถโดยสารประจำทางวิ่งเข้าออก ชาวบ้านจึงใช้ รถส่วนตัวหรืออาศัยเพื่อบ้านในการเดินทาง รถสองแถวโดยสารจาก อำเภอสังขละบุรีจะมาถึงปลายทางเพียงบ้านห้วยมาลัย สำหรับการเดิน ทางเข้าออกหมู่บ้านโมรข่าไม่สะดวกเหมือนบ้านเวียคะดี้เพราะถนนเป็น ดินลูกรัง หน้าฝนดินทางเข้าออกลำบาก จากบ้านโมขร่ามาถึงบ้านเวียคะดี้ ระยะทางประมาณ 3 กม. ครึ่งพาหนะที่ใช้เดินทางเข้าออกจะอาศัยมอเตอร์ไซต์ รับจ้าง รถมอเตอร์ไซต์ส่วนตัวมีน้อย ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดิน ทางเข้าออกหมู่บ้านไปอำเภอสังขละบุรีค่อนข้างมาก บ้านเวียคะดี้มีโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสหธนาคารกรุงเทพ 1 แห่ง สอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 6 มีศูนย์พัฒนา เด็กเล็ก 2 แห่ง ที่บ้านเวียคะดี้ 1 แห่ง และโมรข่า 1 แห่ง นักเรียนที่เรียนอยู่ ในดรงเรียน ตชด. มีทั้งเด็กจากบ้านเวียคะดี้ โมรข่า ชูแหละ และช่องลุ เมื่อจบการศึกษาจากโรงเรียน ตชด. แล้วทางโรงเรียนจะส่งไปสอบชิงทุน พระราชทานของสมเด็จพระเทพฯ ที่ค่ายพระพุทธยอดฟ้า (ปีละ 1 ทุน) ผู้ที่ได้รับทุนจะได้ไปเรียนต่อที่โรงเรียนสงเคราะห์พนมทวน อำเภอพนมทวน จ.กาญจนบุรี เด็กนักเรียนคนไหนไม่ได้รับทุนจะต้องสมัครเข้าเรียนเอง ถ้าสมัครได้พ่อหรือแม่ต้องไปส่งเพื่อฝากเรียน แต่ส่วนใหญ่เด็กที่จบชั้น ป.6 จากโรงเรียน ตชด บ้านเวียคะดี้จะไปเรียนต่อที่โรงเรียนบ้านห้วยมาลัย เพราะว่าใกล้บ้าน ได้อยู่กับพ่อแม่ ในขณะที่ปี ๆ หนึ่ง จะมีเด็กที่จบชั้น ป.6
245 แล้วไม่ได้เรียนต่อหลายคนเพราะว่าพ่อแม่ไม่มีเงินส่งเรียน ส่วนเด็กผู้ชาย หลายคนต้องเลือกไปบวชเรียนที่สัดเพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก โดยไป อาศัยรุ่นพี่ที่บวชเรียนอยู่ก่อนที่วัด เช่น วัดชัยชุมพลชนะสงคราม จังหวัดกาญจนบุรี หรือไปบวชวัดอื่นที่มีการเรียนการสอนแบบโรงเรียนทั่ว ๆ ไป หรือเรียกว่า สอนทางโลกควบคู่กับสอนทางธรรม สาธารณสุข บ้านเวียคะดี้มีสถานีอนามัยและศูนย์เจาะเลือดที่เจ้าหน้าที่ อสม. ดูแลรับผิดชอบเวลาไม่สบาย เป็นไข้จะไปหาหมอที่สถานีอนามัยหรือ เจาะเลือดที่หน่วยก่อน ถ้าหมอสถานีอนามัยรักษาไม่ได้ จะไปรักษาต่อที่ โรงพยาบาลสังขละบุรีหรือโรงพยาบาลคริสเตียน (แม่น้ำน้อย) ที่บ้านช่องลุ ส่วนใหญ่โมรข่าไม่มีสถานีอนามัย มีแต่เจ้าหน้าที่ อสม. ที่รับผิดชอบดูแลอยู่ ถ้ามีคนไม่สบาย เจ้าหน้าที่ อสม. จะรักษาในเบื้องต้นเท่าที่พอรักษาได้ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นจะแนะนำให้ไปเจาะเลือดหรือไปสถานีอนามัยบ้านเวียคะดี้ แต่ยังมีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่ยังเชื่อความรู้ด้านภูมิปัญญาการ รักษาพยาบาลพื้นบ้านของผู้รู้ หรือรักษาด้วยยาสมุนไพร หรือให้ผู้รู้จับชีพจร ให้เพื่อตรวจดูว่าป่วยเป็นอะไรและทำการรักษาต่อไป ศาสนา ความเชื่อ และการเคารพนับถือ ชาวบ้านเวียคะดี้และโมรข่านับถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ ถือวัน พระเป็นวันสำคัญของชุมชน เป็นวันหยุดทำงานในไร่นา ซึ่งความเชื่อนี้ได้สืบ ทอดกันมาถึงปัจจุบัน วันพระชาวบ้านจะไปไหว้เจดีย์พระธาตุก่อนแล้วจึงขึ้น วันรับศีล 5 ทำบุญ ตักบาตร ส่วนผู้สูงอายุจะถือศีลกินเจหรืออาจถือศีลกินเจ กันทั้งครอบครัว การที่วันพระเป็นวันหยุดงานในไร่ ในนาด้วยความเชื่อว่า
246 หากทำไร่ ทำนาในวันพระจะทำกินไม่ขึ้น เพราะวันพระ เจ้าที่เจ้าทางจะเข้า ไปจำศีลในพื้นที่ของท่าน เช่น เจ้าที่เจ้าทางประจำต้นไม้จะเข้าไปจำศีลใน ต้นไม้ถ้าเราไปตัดต้นไม้ต้นนั้นเท่ากับไปทำลายบ้านของเจ้าที่เจ้าทางคน ๆ นั้นต้องทำงานใช้หนี้ไปตลอด ภาพ 29 แสดงความเคารพและนับถือ ดังนั้นจึงถือเป็นหยุดงานกันทั้งหมู่บ้าน นอกจากนี้ชาวบ้านยังมี ความเชื่อเกี่ยวกับสัตว์ เช่น เก้งตัวผู้กับตัวเมีย ถ้ามีการร้องตอบโต้กันจะต้อง มีเหตุไม่ดีเกิดขึ้นกับผู้หญิงและผู้ชาย ต้องมีการทะเลาะกันถึงขั้นขึ้นโรงขึ้น ศาล หรือในตอนกลางคืนถ้ามีนกเขาร้องเป็นระยะ ๆ ขวัญของผู้หญิงจะจาก เจ้าของไป จะต้องให้ชายหนุ่มมาเรียกขวัญของหญิงสาวกลับมาโดยการ ผูกข้อมือด้วยด้ายขาวจากการผลิตจากฝ้าย ชายหนุ่มก็เช่นกัน ถ้ามีกระรอก
247 ร้องเป็นระยะ ๆ ขวัญของผู้ชายจะจากเจ้าของไป จะต้องให้ผู้หญิงมาผูก ข้อมือเรียกขวัญกลับมา การปกครอง ในสมัยของพู่จาปิ้งมีการปกครองแบบเครือญาติเหมือนพ่อปกครอง ลูก เมื่อพู่จาปิ้งล่วงลับไปแล้ว ผู้นำคนใหม่ต่อมาคือ หม่องละจี่ ต่อมาคือ หม่องย่องขุ่ง ซึ่งตรงกับช่วงที่มีสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสงครามสงบลง มีชาวบ้านอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้น และทางราชการได้มีการสำรวจ ประชากร และได้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านจากหยัวคาดี มาเป็นเวียคะดี้ในปัจจุบัน โดยอยู่ในเขตการปกครองของหมู่ที่ 5 ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และจัดให้มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยมีลำดับผู้ใหญ่บ้าน - พ.ศ. 2499-2511 นายจาง่วย เป็นผู้ใหญ่บ้าน - พ.ศ. 2511-2557 นายไมพ่อ ไทรสังขเชวงรบ เป็นผู้ใหญ่บ้าน - พ.ศ. 2527-2547 นายมูล สีมา เป็นผู้ใหญ่บ้าน - พ.ศ. 2547-2553 นายพุทธชาย หลวงวิเศษ เป็นผู้ใหญ่บ้าน - พ.ศ. 2553-ปัจจุบัน นายพุทธชาย หลวงวิเศษ ได้รับเลือกเป็น กำนันตำบลหนองลู ระบบเครือญาติ ความสัมพันธ์ของคนในชุมชน ในการสร้างครอบครับ ไม่ว่าชายหรือหญิงจะต้องพิสูจน์ความจริงใจ หรือความพร้อมในการเป็นผู้นำ เช่น ผู้ชายพิสูจน์หญิงที่ห้องครัวเป็นอันดับ แรกว่าในครัวนั้น หม้อข้าว ถ้วย จาน ช้อนและของใช้ในครัวอื่น ๆ ถูกจัดไว้ เป็นระบบระเบียบหรือไม่ มีความสามารถพร้อมเป็นแม่บ้านแม่เรือนแล้วหรือ ยังส่วนหญิงสาวจะดูที่ข้างบ้านชายหนุ่มว่ามียุ้งข้าวหรือไม่ ถ้ามียุ้งข้าวถือว่า
248 พร้อมเป็นผู้นำครอบครัว เมื่อหยิงสาวกับชายหนุ่มแต่งงานกัน ฝ่ายชายต้อง ไปอยู่กับฝ่ายหญิงก่อนในกรณีที่ครอบครัวทางฝ่ายหญิงไม่มีลูกชายเพื่อไป ช่วยครอบครัวของฝ่ายหญิงทำมาหากินเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี หรือฝ่าย หญิงมาอยู่กับฝ่ายชายกรณีที่ครอบครัวของฝ่ายชายไม่มีลูกสาวก็ต้องอยู่อย่าง น้อย 3 ปีเช่นกัน จึงจะออกมาสร้างบ้านของตัวเองได้ สร้างบ้านหลังแรกต้อง สร้างบ้านด้วยไม้ไผ่ก่อนเพื่อเป็นการพิสูจน์ความรู้ความสามารถของฝ่ายชาย ที่ได้รับการสืบทอดมาจากพ่อ เรียกได้ว่าผู้ชายที่สร้างบ้านด้วยตนเองได้มี ความเป็นผู้นำครอบครัว แต่ปัจจุบันจะพบเห็นการพิสูจน์ในลักษณะนี้น้อยลง ชายหนุ่มหญิงสาวจะรู้จักกันทางโทรศัพท์ หรือการสร้างครอบครัวไม่จำเป็น จะต้องเจอหน้ากันหรือรู้จักฐานะครอบครัวของทั้ง 2 ฝ่าย ไม่จำเป็นต้องดู ความสามารถความพร้อมในการสร้างครอบครัว การรวมเครือญาติ อดีตจะพบเห็นใน 2 โอกาสสำคัญ คือ กินข้าว ใหม่ และผูกข้อมือ ทั้ง 2 ประเพณีนี้อดีตจะจัดกันตามบ้าน เครือญาติบ้าน ไหนที่มีอายุมากที่สุด บ้านหลังนั้นจะมีการจัดประเพณีเกิดขึ้น เครือญาติไม่ว่า จะอยู่ใกล้หรือไกล (ถ้าไม่เจ็บป่วย) ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่จะต้องมาร่วมกิจกรรม นี้ทุกคน สภาพทางเศรษฐกิจ 1.การถือครองที่ดิน การถือครองที่ดินในชุมชนเวียคะดี้และโมรข่าถือเป็นการถือครอง แบบมีขอบเขตเป็นของครอบครัวนั้น ๆ เฉพาะที่ดินปลูกบ้านและทำสวน ทำนาปีเท่านั้น ส่วนพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนไม่มีขอบเขตและไม่เป็นคนใดคน หนึ่งเป็นเจ้าของ ใครจะไปทำกินก็ได้ เพราะชุมชนเชื่อว่าดินนั้นเป็นของ แม่ธรณีไม่มีใครเป็นเจ้าของนอกจากแม่ธรณี ชุมชนเป็นผู้อาศัยอยู่และอาศัย
249 ทำกินเท่านั้นแต่ปัจจุบันพื้นที่ไร่หมุนเวียนและไร่ซากของชาวบ้านส่วนหนึ่งอยู่ ในเขตพื้นที่โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติของการปิโตรเลียมแห่ง ประเทศไทย และส่วนหนึ่งถูกประกาศทับโดยอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิจัง ไม่สามารถเข้าไปทำกินได้อีกต่อไป พื้นที่ไร่หมนุเวียนของชาวบ้านจึงอยู่ไกล ออกไปจากหมู่บ้านแต่อยู่ใกล้แนวชายแดนไทย - พม่าจึงมีความเสี่ยงในการ ทำไร่และขนย้ายข้าวในแต่ละครั้ง การถือครองสิทธิที่ดินทำกินจากอดีตสู่ปัจจุบัน เป็นการถือครอง สิทธิในการทำมาหากินของคนในชุมขนมีมานานแล้ว แต่ไม่มีใครถือกรรมสิทธิ์ เป็นของตนเองอย่างจริงจัง เพราะเชื่อว่าพระแม่ธรณีเป็นของทุกคน ใครจะ ทำการเกษตร หรือปลูกพืชพรรณธัญญาหารก็ให้ถางตามความเชื่อนั้นให้ เตียนเหมาะสมกับการปลูก พอเหมาะสมกับกำลังแรงที่มีอยู่ โดยเลือกทำเลที่ พอเหมาะที่ปลุกข้าวเลี้ยงครอบครัวได้ การจับจองที่ดินเพื่อการทำการเกษตร และการเป็นที่อาศัยสำรหับครอบครัวหนึ่งบนผืนดินไทยก็เพื่อหวังความ ปลอดภัยและที่ดินทำมาหากินเพื่อเลี้ยงครอบครัวไม่ให้อดอยากเพียงเท่านั้น แต่เมื่อจำนวนคนได้เพิ่มขึ้น การแสวงหาที่ดินทำกินก็ได้เพิ่มขึ้นตามลำดับ ใน กาลต่อมาการทำมาหากินได้แปรเปลี่ยนไป เมื่อรัฐบาลในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) มีพระราชบัญญัติการขึ้นทะเบียนสิทธิคุ้มครองที่ดินทำกิน 2 ความยั่งยืนการถือครองที่ดินทำกินของชุมชนเวียคะดี้ ความยั่งยืนการถือครองที่ดินททำกินของชุมชนเวียคะดี้เริ่มจะมี ความหวังขึ้น ได้แผ่นดินเป็นของตนเอง และสามารถพัฒนาให้ชาวชุมชน เวียคะดี้ได้มีที่อยู่อาศัยในความยังยืนของการถือครองสิทธิที่ดินทำกิน สิ่งที่มองเห็นเป็นความยั่งยืนประการแรก คือ การไม่นำที่ดินของตนเอง ๆ ไป จำนองที่ดิน จำนำกับผู้ค้าคนกลาง นายทุนในประเทศไทยหรือนายทุน
250 ข้ามชาติประเด็นที่สำคัญอีกกระบวนการหนึ่งคือ การพัฒนากิจกรรมการ เรียนรู้และเห็นคุณค่าของผืนดินที่ลูกหลานรุ่นหลังควรได้เห็นสิ่งที่บรรพบุรุษ ได้ปฏิบัติพัฒนามา วิธีการถือครอบครองทำกินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ความยั่งยืนได้ปรากฎมาในลักษณะตามสภาพทางการเมืองและการให้ ความสำคัญในเรื่องหนึ่งของประเทศที่พยายามขับเคลื่อนทุกทิศทางในศักดิ์ และสิทธิ์ของมนุษย์ที่เท่าเทียมกันความยั่งยืนในหมู่บ้านเวียคะดี้ได้บังเกิดขึ้น เมื่อได้รับโฉนดทุกพื้นที่มีเอกสารสิทธิคุ้มครองที่ดินทำกินในไม่ช้าโดยการ ดำเนินจากภาครัฐ และไม่สามารถเปลี่ยนได้อีกตามระบบกฎหมายที่สร้าง ความยั่งยืนให้ไว้กับคนในชุมชนเวียคะดี้ นี่คือความยั่งยืนในตัวบทกฎหมายที่ เกิดขึ้น ทุกคนในชุมชนเวียคะดี้ได้รู้ได้เห็นการพัฒนาความยั่งยืน ความเจริญ งอกงามในชุมชน หมู่บ้านมีทั้งทางดีและไม่ดีโดยใช้เกณฑ์ตามวิถีเดิมมาใช้ใน การบ่งชี้ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 3 ระบบเศรษฐกิจ รายได้ รายจ่าย ระบบเศรษฐกิจมาจากการเกษตร เช่น ทำไร่หมุนเวียนเป็นส่วน น้อย ทำนาปี และทำสวนผสม เช่น ข้าวจะได้ผลผลิตปีละหนึ่งครั้งแต่หลาย สายพันธุ์ทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียวไม่น้อยกว่าสิบสายพันธุ์ ข้าวเจ้าและ ข้าวเหนียวที่ได้จากการทำไร่หมุนเวียนและนาปีนั้นอันดับแรกชาวบ้านจะเก็บ ไว้ในยุ้งฉางของตัวเองก่อนเพราะว่าความพอเพียง อันที่เหนือนั้นจะเอาไป แลกเปลี่ยนสิ่งของต่าง ๆ เช่น เกลือ กะปิ เป็นหลักหรือเครื่องนุ่งห่มเป็น บางส่วน เครื่องนุ่งห่มนั้นส่วนมากชุมชนทอผลิตกันเอง บางครอบครัวที่มี เครื่องนุ่งห่มจากการทอจะแลกเปลี่ยนกับข้าวได้ หรือคนที่ได้ข้าวเยอะเหลือ จากที่ใส่ยุ้งฉาง ทั้งข้าวเหนียวกับข้าวเจ้าจะเอาไปแลกเปลี่ยนกับเครื่องนุ่งห่ม ปัจจุบันวิธีคิดเหล่านั้นหายจากชุมชนเวียคะดี้และโมรข่าเกือบหมดแล้ว เหลือ
251 บางคนและบางเครือญาติเท่านั้นที่ยังใช้วิถีคิดและยึดถือเหมือนในอดีต ผลผลิตจากสวนก็มีผลไม้หลากหลายชนิดด้วยกัน เช่น มะพร้าว มะม่วง มะปราง ขนม ส้มโอ ส้มเปลือกหนา สับปะรด หมาก พลู และอีกหลายชนิด เช่น ตระกูลเผือกหรือพืชชนิดหัวมันต่าง ๆ ผลไม้และพืชต่าง ๆ เห็นได้ว่า ชุมชนจะแลกเปลี่ยนกันและแบ่งปันกันเสมอในชุมชน ปัจจุบันสังคม แลกเปลี่ยนหรือแบ่งปันเหลือน้อยมาก การประกอบอาชีพ การประกอบอาชีพของชุมชนเวียคะดี้และโมรข่าในอดีตส่วนใหญ่ ทำไร่หมุนเวียนทำนาปีส่วนน้อย เพราะการทำไร่หมุนเวียนนั้นเป็นการทำ ตามความเชื่อแบบวัฒนธรรมและเชื่อมต่อกับพิธีกรรมหลายเรื่อง การทำไร่ หมุนเวียนนั้นจะมีข้าวเจ้าและข้าวเหนียวตลอดปี นอกเหนือจากเกิดเหตุทาง ภัยธรรมชาติเท่านั้นที่ได้ผลผลิตไม่พอเพียง ชนิดพืชผักสวนครัวต่าง ๆ ในไร่ หมุนเวียนมีกินตลอดทั้งปีหลายชนิด เช่น พริก จะอยู่ในไร่หมนุนเวียนได้ไม่ ต่ำกว่า 2-3 ปีและมะเขืออีกหลายชนิด ตระกูลแตงอีกหลากหลายชนิด หรือ พืชที่กิน หน่อ-ใบ-ดอก-ยอด และเครื่องหอมเครื่องเทศต่าง ๆ หลากหลาย ชนิดที่อยู่ในไร่หมุนเวียน และลืมไม่ได้ก็คือฝ้าย ซึ่งฝ้ายนั้นเอาไว้ผลิตด้ายเพื่อ อาไปทอเป็นเครื่องนุ่งห่ม ด้ายนั้นเกี่ยวข้องกกับวิถีชีวิตอีกหลายรูปแบบ เช่น ด้ายนั้นทำเป็นไส้เทียนหรือเอาไว้ผูกข้อมือตามความเชื่อ ตามประเพณี และ ประกอบพิธีกรรมอีกหลาย ๆ เรื่องต้องใช้ด้ายฝ้ายทุก ๆ พิธีกรรม ไร่หมุนเวียนจึงเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางความเชื่อเป็นอย่างมาก แต่ปัจจุบัน ชาวบ้านทำนาปี ทำสวน รับจ้างกรีดยางในหมู่บ้านหรือรับจ้างทำงานเล็กน้อย ในหมู่บ้าน เช่น ดายหญ้า และออกไปทำงานนอกหมู่บ้าน เพราะไม่สามารถ ทำไร่หมุนเวียนได้อีกเพราะถูกผนวกให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์
252 ภาพ 30 แสดงการประกอบอาชีพของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ระบบครอบครัวและความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ครอบครัวกะเหรี่ยงนั้นมีลักษณะชุมชนที่มีลักษณะสังคมเมือง ปะปนอยู่ด้วย แต่ครอบครัวก็มีความสำคัญต่อทุกคนเป็นอย่างสูง ครอบครัว ชาวกะเหรี่ยงจัดได้ว่ามีความแตกต่างกับครอบครัวในสังคมสมัยใหม่ในเรื่อง บทบาทและหน้าที่ สมาชิกในครอบครัวของชาวกะเหรี่ยงมีกิจกรรมทำต่าง ๆ ร่วมกันอยู่ตลอดเวลา แต่มักเป็นไประหว่างปู่ ย่า ตา ยายกับลูกหลานที่ยัง เล็กอยู่ ส่วนคนในวัยหนุ่มสาวหรือวัยทำงานต่างก็แยกย้ายออกไปหางานทำ หรือไปศึกษาต่อยังที่ต่าง ๆ ทั้งในตัวอำเภอ ต่างอำเภอ หรือตัวจังหวัด เป็น ต้น แต่ทั้งนี้สมาชิกในครอบครัวแต่ละคนต่างก็มีความสำคัญกับความมั่นคง ละฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว รวมทั้งการทำมาหากิน การเลี้ยงดู
253 อบรมการสั่งสอนบุตรหลานในเรื่องการรู้จักช่วยเหลือตนเองและครอบครัว รวมทั้งการให้รู้จักระเบียบของชุมชน การรู้จักปฏิบัติในสิ่งที่สอดคล้องกับ ขนบธรรมเนียมประเพณี ถ่ายทอดคุณค่า วิถีประพฤติซึ่งเรียกได้ว่าครอบครัว ทำหน้าที่ทุกอย่างในชุมชน ความสัมพันธ์ระหว่างสามีและภรรยา ภรรยาชาวกะเหรี่ยงจะ ยกย่องสามีให้เป็นผู้นำในเรื่องการตัดสินใจในเรื่องภายนอกบ้าน เช่น การประกอบอาชีพ การลงโทษบุตรหลาน ส่วนภรรยาจะได้รับการยกย่อง ดูแลให้ตัดสินใจเรื่องภายในบ้าน เช่น ค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว การดูแลบ้าน อบรมบุตรหลานและสิ่งที่พบได้อย่างทั่วไปคือชาวกะเหรี่ยงแต่ละครอบครัวมี ความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ในบางครอบครัวเริ่มพัฒนาให้เหมือนสังคมเมือง คือ ชาวบ้านเริ่มที่จะใช้เครื่องอำนวยความสะดวกมากขึ้น เช่น มีตู้เย็น หม้อหุง ข้าวไฟฟ้า ทีวี จานดาวเทียม วิทยุ เทป โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ เป็นต้น สามีภรรยาชาวกะเหรี่ยงมักอยู่ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่มี การทะเลาะข่มขู่ทุบตี คู่สามีภรรยามีอายุที่ไม่แตกต่างกันมากนัก โดยสามีจะ มีอายุมากกว่าภรรยาเล็กน้อย ในเรื่องหย่าร้างนั้นไม่พบเห็นเนื่องจากสังคม ชาวกะเหรี่ยงไม่นิยมเรื่องการหย่าร้าง ซึ่งจากการสัมภาษณ์ทำให้ทราบว่า ชาวกะเหรี่ยงจะมั่นคงต่อคู่สามีภรรยาของตนเองอย่างสูง การผิดลูกผิดเมียใน เรื่องชู้สาวเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากในสังคมชาวกะเหรี่ยง ซึ่งหากพบว่ามีเรื่องที่ ผิดศีลธรรมเหล่านี้จะมีการได้รับการลงโทษจากสังคมอย่างรุนแรง เช่น การจับเปลื้องผ้าเดินประจานรอบหมู่บ้านหรือการไล่ออกจากหมู่บ้าน เป็นต้น ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ แม่ ลูก หลาน สะใภ้ เขย ทุกคนอยู่ ร่วมกันอย่างสงบสุขและต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันทั้งในเรื่องหน้าที่การ งานและเรื่องส่วนตัว แม้เมื่อลูกมีครอบครัวและแยกย้ายออกไปตั้งบ้านเรือน ต่างหาก แต่ก็จะกลับมาเยี่ยมพ่อแม่เมื่อถึงเทศกาลหรือมีงาน สมาชิกทุกคน
254 ในครอบครัวต่างให้ความเคารพผู้ใหญ่โดยเฉพาะปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ซึ่งผู้ที่ เด็กกว่าจะให้ความเคารพยำเกรง หากมีการกระทำผิดจะต้องถูกลงโทษ โดยส่วนใหญ่ไม่พบว่าผู้ใดจะฝ่าฝืนกฎในครอบครัว ความสัมพันธ์ระหว่างพี่ น้องก็เป็นไปอย่างรักใคร่กลมเกลียว แม้ว่าจะมีการทะเลาะกันบ้าง แต่ก็ยังรัก และช่วยเหลือกันดี บางครอบครัวบทบาทของพ่อแม่เริ่มลดลงไปโดยมีครูเริ่ม เข้าทำหน้าที่แทนมากขึ้น ภาพ 31 แสดงบ้านเรือนของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ครอบครัวเป็นสถาบันที่เล็กที่สุดและมีความสำคัญที่สุดที่จะปลูกฝัง สิ่งต่าง ๆ ให้กับลูกหลานตามความเชื่อ ประเพณีให้อยู่ในสังคมได้อย่างมี ความสุขความเชื่อเป็นสิ่งสำคัญระดับแรกที่เป็นตัวกำหนดสิ่งต่าง ๆ ให้อยู่ใน กรอบตามระบบความคิดดังกล่าว ชาวกะเหรี่ยงมีความเชื่อในเรื่องของ
255 สายตระกูล มีการนับถือผีบรรพบุรุษ และยึดถือต้นไม้ได้ต้นไม้หนึ่งเป็นหลัก ของสายตระกูล ผู้หญิงเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญมากที่สุดในครอบครัว เพราะเป็น ผู้ที่สืบทอดสายตระกูลในอนาคต ผู้หญิงจึงมีบทบาทที่สำคัญในครัวเรือนมาก การดูแลกิจการต่าง ๆ ในครัวเรือนการหุงหาอาหาร ดูแลบ้านเรือนเป็นหน้าที่ ของผู้หญิงและที่สำคัญคือ การดูแลใส่ใจการไหว้ผีบรรพบุรุษและเป็นแกนนำ ในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เสื้อผู้ชายที่แต่งงานด้วยจะเป็นฝ่ายเข้ามา อาศัยอยู่ในครอบครัวของภรรยาเมื่อถึงเวลาสมควรจึงสามารถแยกออกไปตั้ง ครอบครัวต่างหากได้ ภาพ 32 แสดงความสัมพันธ์ครอบครัว
256 ลักษณะนิสัยของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ชาวกะเหรี่ยงมีลักษณะประจำกลุ่มคือ มีชีวิตความเป็นอยู่อย่าง เรียบง่ายอยู่กับธรรมชาติ รักสันโดษ รักสงบ มักเก็บความรู้สึกและเกรงใจคน ไม่นิยมการใช้กิริยาวาจาที่ก้าวร้าวหรือกระทบกระแทก มักจะหลีกเหลี่ยง ความขัดแย้งหรือความไม่พอใจโดยการปลีกตัวหนีเสมอ ชอบอยู่ถาวรใน ถิ่นที่อยู่ รักพวกพ้อง ไม่ลักขโมย ลักษณะที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การไม่ยอมรับอิทธิพลจากคนนอกกลุ่มและไม่ยอมรับอิทธิพลการ เปลี่ยนแปลงธรรมเนียมประเพณีของตนได้ง่าย แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้รู้สึกแบ่งแยกว่า ตนนั้นมิใช่คนไทยกลับภาคภูมิใจที่ได้อยู่บนผืนแผ่นดินไทยและมีความสำนึก ต่อพระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างล้นพ้น เป็นที่สังเกต ได้ว่าบ้านของชาวกะเหรี่ยงทุกครอบครัวจะมีธงชาติประดับอยู่หน้าบ้านและ ภายในบ้านจะมีพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระบรมราชินีนาถอยู่โดยทั่วไป นอกจากนี้ลักษณะนิสัยโดยทั่วไปของกลุ่มชนชาวกะเหรี่ยงทั้งชาย และหญิงจะมีความเป็นกันเอง และเป็นมิตรกับคนทั่วไป ชอบการพูดคุยทั้ง คนที่รู้จักและคนแปลกหน้า แต่หากเป็นฝ่ายหญิงจะค่อนข้างขี้อายและกลัว การแสดงออกกับคนแปลกหน้า ชาวกะเหรี่ยงรักความสงบ รักและผูกพันกับ พื้นที่ที่อยู่อาศัยซึ่งก็ส่งผลไปถึงการมีความรักและและหวงแหนในสิ่งแวดล้อม บริเวณชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ นอกจากนี้นิสัยพื้นฐานของชาวกะเหรี่ยงทั้งชาย และหญิงต่างก็เป็นผู้ที่มีใจรักในการเล่านิทาน หรือนิยายปรัมปรากันเป็นส่วน ใหญ่ ดังปรากฎเป็นตำนานประจำชนเผ่าที่ยังคงนิยมเล่าสืบต่อกันมาใน ปัจจุบัน
257 ลักษณะสรีระร่างกายของชาวกะเหรี่ยง ชาวกะเหรี่ยงโดยทั่วไปมักมีรูปร่างลักษณะที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ในเอกสารเล่าเรื่องเมืองไทยของพระสังฆราชปาลเลกัวซ์กล่าวไว้ว่า ชาวกะเหรี่ยงมีรูปร่างที่สูงใหญ่และทรวดทรงดีเป็นคนว่องไว แข็งแรง ร่างกาย ล่ำสันซึ่งที่นี้กล่าวไว้ว่าเป็นการมองภาพของชาวกะเหรี่ยงในอดีตในสายตาของ ชาวตะวันตก ในสมุดกาญจนบุรี พ.ศ.2492 มีข้อมูลบันทึกไว้ว่า ชาวกะเหรี่ยงมี เค้าหน้าและความเป็นอยู่คล้ายคลึงกับชนชาติมองโกล หรือมองโกเลียน หนังสือชาวเผ่ากะเหรี่ยง ของคณะกรรมการการปฏิบัติการจิตวิทยา แห่งชาติกล่าวไว้ว่า กะเหรี่ยงโดยทั่วไปมีขนาดความสูงปานกลาง กะเหรี่ยงใน พื้นที่ราบมีความสูงเฉลี่ยประมาณ 5 ฟุต 4 นิ้ว และกะเหรี่ยงบนภูเขาต่ำกว่า ประมาณ 3 นิ้ว ผู้หญิงมีรูปร่างเล็กกว่าผู้ชาย กะเหรี่ยงที่อยู่บนภูเขามักจะ ทำงานหนักและต้องผจญภัยกับไข้มาเลเรียอยู่เสมอ จึงทำให้ร่างกาย แคระแกรนบ้างเล็กน้อย ผู้หญิงสรีระสมบูรณ์กว่าผู้ชาย ฟันมักมีรอยเปื้อน คราบหมากเนื่องจากกินหมากเป็นประจำ กะเหรี่ยงมีสีผิวที่แตกต่างกันตั้งแต่ สีเหลืองไปจนถึงสีน้ำตาลคล้ำ หน้าแบน มีโหนกแก้ม ตามีลักษณะหยีเล็กน้อย จมูกแบนกว้างไม่มีสัน ผมสีดำเหยียดตรงและเส้นค่อนข้างหยาบ บางคนอาจมี ผมหยิกเป็นคลื่น ผู้ชายชาวกะเหรี่ยงส่วนมากไม่นิยมไว้เครา นอกจากนี้พิพัฒน์ เรืองนาม ได้ทำการศึกษาและบรรยายรูปร่าง ของชาวกะเหรี่ยงว่าชาวกะเหรี่ยงมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับชนชาติไต สีผิวมี ตั้งแต่ผิวเหลืองจนถึงผิวสีน้ำตาลคล้ำ รูปหน้าค่อนข้างเหลี่ยม หน้าแบน จมูก แบนกว้าง มักไม่มีสันและโหนกแก้มสูง ตาหยีเล็กน้อย มีผมสีดำเหยียดตรง เส้นผมใหญ่และหนา บางคนผมหยักศก ส่วนใหญ่ไม่นิยมไว้หนวดและเครา
258 ชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่มีรูปร่างสันทัด เป็นคนว่องไว ล่ำสัน แข็งแรง ช่วงขาใหญ่ ขาสั้นแต่ได้สัดส่วนกับร่างกาย เรือนร่างตั้งตรง ผู้หญิงมักมีรูปร่าง เล็กกว่าผู้ชาย ผิวมีสีเหลือไปจนถึงสีน้ำตาลรูปหน้าค่อนข้างเหลี่ยม มีโหนกแก้มสูง จมูกแบนกว้าง สันจมูกไม่โด่ง ตาหยี เฉียงขึ้นเล็กน้อย ริม ฝีปากบาง ฟันมีคราบหมาก ผมมีสีดำเข้ม เส้นผมหนาและเหยียดตรงเป็นส่วน ใหญ่ บ้างก็หยักศกแต่เป็นส่วนน้อย ผู้ชายไม่นิยมไว้เครา ภูมิปัญญาอาหารของชาวกะเหรี่ยง กลุ่มกะเหรี่ยงมักรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก กับข้าวส่วนใหญ่ เป็นอาหารที่ปรุงได้ง่ายโดยการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น ผักหวานป่า (Melientha Suavis)และผักพื้นบ้านต่าง ๆ มันหมู ปลาในแหล่งน้ำ ตามธรรมชาติ เนื้อสัตว์จากป่า เป็นต้น กะเหรี่ยงมักนิยมกินอาหารรสจัดและ รสเผ็ดมาก ไม่นิยมกินหวานและอาหารที่มีลักษณะมัน ภูมิปัญญาใน การประกอบอาหารคือประเภทการแกงและการต้ม ส่วนการถนอมอาหาร ส่วนใหญ่เป็นอาหารประเภทการตากและการดอง ได้แก่ เนื้อตากแห้ง หน่อไม้ดอง เป็นต้น อาหารที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นและยังคงมีอยู่ใน ปัจจุบันที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยงได้แก่ “ข้าวแช่ (ข้าวสงกรานต์)” เป็นอาหารที่ปรุงตามความเชื่อและความเป็นสิริมงคล ในอดีตจะทำเฉพาะ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงมีอีกชื่อว่า ข้าวสงกรานต์และ “ทองโย๊ะ” เป็น อาหารพื้นเมืองของชาวกะเหรี่ยงที่จัดอยู่ในกลุ่มอาหารหวานหรือของว่าง แต่ ปัจจุบันวัฒนธรรมการกินมีการเปลี่ยนแปลงไปตามความยากง่ายในการ เข้าถึงพื้นที่เนื่องจากปัจจุบันสามารถเข้าถึงได้ง่ายทำให้การขนถ่ายสินค้าและ อาหารจากภายนอกเข้ามาได้สะดวกวิถีชีวิตและการประกอบอาหารบางส่วน
259 จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมเมือง แต่อย่างไรก็ตามการผลิตอาหารยังคงเป็น การผลิตเพื่อนำมาบริโภคภายในชุมชนและภายในครอบครัว อาหารท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เหมือนกันของทั้งกลุ่มมอญ สังขละบุรีและกลุ่มกะเหรี่ยงอำเภอทองผาภูมิ คือ อาหารประกอบขึ้นตาม วัฒนธรรมและขนบธรรมประเพณี ได้แก่ ข้าวแช่ (ข้าวสงกรานต์) และแกงป่า ใส่เนื้อสัตว์ประเภทต่างๆ ตามที่หาได้ในท้องถิ่น ในแง่ของความมั่นคงทาง อาหารท้องถิ่นของกลุ่มวัฒนธรรมตามชายขอบพบว่า จากองค์ประกอบของ ความมั่นคงทางอาหาร ได้แก่ การมีอาหารเพียงพอ (Food Availability) การเข้าถึงอาหาร (Food Access) โดยที่ชุมชนท้องถิ่นสามารถเข้าถึงอาหาร โดยการผลิตเองในครัวเรือนหรือซื้อมาบริโภคได้อย่างต่อเนื่อง และการใช้ ประโยชน์จากอาหาร (Utilization) อันเกิดจากความมีเสถียรภาพด้านอาหาร (Stability) (FAO, 2002) ถือได้ว่า ทั้ง 2 พื้นที่ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีต้นทุนทาง ทรัพยากรที่ส่งเสริมให้เกิดความมั่นคงทางอาหารอย่างมาก ทำให้ เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาที่ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมทางอาหาร ของกลุ่มวัฒนธรรมตามชายขอบนี้ได้ ภาพ 33 แสดงภูมิปัญญาอาหารกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง
260 ปัจจุบันสภาพวัฒนธรรมทางอาหารและความมั่นคงทางทรัพยากร อาหารของทั้งอำเภอสังขละบุรีและอำเภอทองผาภูมิ มีพื้นฐานมาจาก สภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่เอื้อประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต เป็นหลักทั้งการทำการประมง การทำเกษตรกรรมและการใช้ประโยชน์จาก การเก็บหาของป่าด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นเดิมที่สั่งสมมาตั้งแต่บรรพบุรุษ นอกจากนี้ยังมีการเข้าถึงแหล่งอาหารและการต่อยอดภูมิปัญญาเพื่อการเพิ่ม ศักยภาพในการเข้าถึงทรัพยากรทางอาหารในรูปแบบของการทำไร่หมุนเวียน หรือการปลูกพืชผักเพื่อการประกอบอาหารเพิ่มเติมจากฐานทรัพยากรเดิมที่ มีอยู่ เมื่อมีการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและมีการท่องเที่ยวเข้าถึงย่อม นำพามาซึ่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการรับเอาวัฒนธรรมที่แปลก ใหม่เข้ามาทดแทนวัฒนธรรมเดินที่มีอยู่ ดังนั้นวัฒนธรรมทางอาหารของ กลุ่มชายขอบจึงมีการเปลี่ยนแปลงไปบางส่วนตามความสะดวกสบายที่ สามารถจับต้องได้แต่ก็ไม่ส่งผลทางลบต่อเอกลักษณ์ท้องถิ่นมาก ซึ่งไปทิศทาง เดียวกับผลการศึกษาของ Kaewsuwan, K.(1999) และ Thabsakul, O. (2003) ว่าการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อชาวมอญรุ่นใหม่ที่ อาจลืมเลือนวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาติพันธุ์ไป แต่วัฒนธรรมทางอาหารและ กระบวนการผลิตอาหารของกลุ่มชายขอบยังไม่ถูกกระแสโลกาภิวัฒน์กลืน หายไป โดยยังยึดถือแนวคิดและภูมิปัญญาเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ไว้ องค์ประกอบของการท่องเที่ยวนั้นประกอบด้วยปัจจัยต่าง ๆ หนึ่งในปัจจัยที่ หลอมรวมเป็นองค์ประกอบทางการท่องเที่ยวนั้นย่อมคืออาหาร ไม่แม้แต่ นักท่องเที่ยว มนุษย์เรานั้นย่อมต้องการอาหารเพื่อการดำรงชีวิตแต่ การดำรงชีวิตอย่างมีสุนทรียะย่อมต้องมีการรับรู้รสชาติและวัฒนธรรมทาง อาหารที่แตกต่างจากรสชาติที่คุ้นเคยหรือที่พ่อแม่ทำให้กินตั้งแต่เด็ก การท่องเที่ยวเพื่อการสืบสานวัฒนธรรมทางอาหารนั้น สิ่งสำคัญที่ต้อง
261 คำนึงถึงคือการเรียนรู้และสัมผัสชีวิตท้องถิ่นอย่างแท้จริง ไม่ถวิลหาความ คุ้นชินหรือโหยหาอาหารบ้านเกิดในถิ่นที่ไม่ใช่ถิ่นฐานเดิม ไม่เช่นนั้นย่อม นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเดิม ความเป็นอยู่ ตลอดจนวัฒนธรรม ดั้งเดิมของชุมชนท้องถิ่นเพื่อตอบสนองความต้องการแก่นักท่องเที่ยวหรือ ผู้มาเยือนซึ่งสิ่งเหล่านั้นจะเป็นการทำให้มรดกทางวัฒนธรรมอันเกิดจาก ภูมิปัญญาด้านอาหารเฉพาะกลุ่มต้องสูญหายไป อาหาร ผัก ผลไม้ สมุนไพรพื้นบ้านและต้นไม้ของชาวกะเหรี่ยง อาหารกะเหรี่ยง จากวิถีชีวิตที่อาศัยอยู่บนที่สูงตามป่าเขา ดังนั้น อาหารหลักของคน กะเหรี่ยงส่วนใหญ่ได้แก่ พืชผัก ที่หาได้จากธรรมชาติมาปรุงแต่งด้วยวิธีการ ต่าง ๆ อาหารในชีวิตประจําวันของคนกะเหรี่ยงคือ ข้าว พริก เกลือ และนิยม บริโภคอาหารที่มีรสเผ็ดจัด เช่น น้ำพริก แกงเผ็ด แกงส้ม เป็นต้น ชาวกะเหรี่ยงนิยมบริโภค อาหารเผ็ด กับข้าวของชาวกะเหรี่ยง แทบทุกชนิดต้องใส่พริก มีสํานวนกะเหรี่ยงที่กล่าวว่า “หวิ โดะโดะ แฮ โดะ โดะ หรือ แอ โดะ โดะ หวิ โดะ โดะ” ซึ่งแปลว่า ยิ่งเผ็ดยิ่งอร่อย ยิ่งอร่อยยิ่ง เผ็ด (หวิ หมายถึง อร่อย) (แฮ หมายถึง เผ็ด) ( โดะ หมายถึง มาก ๆ ) น้ำพริกของคนกะเหรี่ยงมีปลาร้าเป็นเครื่องปรุงหลักตํากับพริก ปรุงรสด้วยเกลือ ปลาร้าหรือที่คนกะเหรี่ยงเรียกว่า กะปิมีวิธีการทําคือ ใช้ปลาเล็กปลาน้อยที่หาได้จากลําน้ำมาขอดเกล็ดควักไส้ทิ้ง ล้างให้ สะอาด นําไปผึ่งแดด จากนั้นโขลกรวมกับเกลือและรําข้าว อัดใส่กระบอกไม้ไผ่ ทิ้งไว้ ประมาณ 1 สัปดาห์ ก็นํามากินได้ ส่วนแกงเผ็ด แกงส้มของคนกะเหรี่ยง มีวิธีการปรุงเครื่องแกงโดยนําพริก ข่า ตะไคร้ ใบ มะกรูด และปลาร้าที่สับ ละเอียดเผาจนหอม ตําให้เข้ากัน โดยแกงเผ็ดจะใช้เนื้อสัตว์และมะเขือเทศ
262 เป็นส่วนประกอบ ส่วนแกงส้มไม่นิยมใส่เนื้อสัตว์ แต่ใช้ผักที่มีรสเปรี้ยวได้แก่ ใบกระเจี๊ยบป่า มะเขือส้ม ฯลฯ เพื่อช่วยในการปรุงรสอาหาร อาหารพื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยงที่นิยม ได้แก่ 1. แกงข้าวคั่ว แกงข้าวคั่ว เป็นอาหารสูตรเด็ดของชาวกะเหรี่ยง แกงข้าวคั่วใส่ เนื้อสัตว์ที่ชายชาวกะเหรี่ยงล่าได้ จากป่า เช่น เก้ง กวาง ค่าง กระต่าย อึ่ง ฯลฯ แกงกับผักที่หาได้ตามบ้าน เช่น หยวกกล้วย แตงเปรี้ยว (แตงกวาหรือแตงร้านที่ทิ้งไว้จนสุกเปลือกเป็นสีเหลือง) ยอดผักป่า หรือ หน่อไม้เปรี้ยวที่ชาวกะเหรี่ยงดองไว้กินเอง เป็นแกงเผ็ดยอดนิยมของ ชาวกะเหรี่ยงในอดีต ลักษณะคล้ายแกงป่า แต่จะใส่ปลาร้ากะเหรี่ยง รสชาติ จะเผ็ดจัดและเค็ม อาจจะด้วยเพราะต้องการดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ป่าที่ นํามาใช้แกงก็เป็นได้ เครื่องปรุงน้ำพริกแกง ได้แก่ พริกกะเหรี่ยง กระเทียม ข่าและ ตระไคร้ นํามาโขลกรวมกัน ผสมลง ในน้ำตั้งไฟคนให้น้ำพริกแกงได้ที่ เมื่อน้ำ เดือดจึงใส่ไก่บ้านและผักที่เตรียมไว้ จากนั้นใส่ข้าวคั่ว (ขาวคั่วนี้ใช้ ข้าวเจ้าคั่ว แล้วนํามาตําให้ละเอียด) ส่วนผสมรสชาติ ได้แก่ เกลือ น้ำปลาร้า และใบกระ เพราหรือใบยี่หรา คนไทยกระเหรี่ยงไม่ใช้กะปิในการปรุงน้ำพริก ไม่นิยมใส่ น้ำตาล และน้ำปลา รสเค็มจะใช้เกลือในการปรุง 2. ยําผักเสี้ยวฝา ผักเสี้ยวฝาเป็นชื่อเรียกว่า ชะอม เป็นอาหารพื้นบ้านของ ชนเผ่าไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ชะอมนั้นเป็นผักที่มีเส้นใยสูงจะช่วยในเรื่อง ระบบขับถ่ายเครื่องปรุง-ส่วนผสม ได้แก่ ชะอมนึ่งที่เด็ดแล้ว มะเขือเทศ ข่า
263 หั่นเป็นแว่น ๆ ผักชีหั่นหยาบ ๆ ต้นหอมหั่นหยาบ ๆ หอมซอย และน้ำมันพืช เครื่องพริก ได้แก่ พริกแห้ง หอมหัวเล็ก ถั่วปิ้งให้กรอบหอม และเกลือป่น นําส่วนผสมทั้งหมด โขลกให้ละเอียดแล้วพักไว้ (กระทรวงวัฒนธรรม, 2559) ขั้นตอนวิธีทํา 1. นําเครื่องพริกที่โขลกมาผัดกับน้ำมันพืชแล้วมะเขือเทศแล้วตักขึ้น 2. นําพริกพัดที่ได้แล้วมาคลุกกับชะอมข่า หอมซอย ผักชี ต้นหอม 3. แกงชักส้ม มีวิธีแกงคล้ายแกงส้ม หรือแกงผัดเผ็ด ส่วนผักที่นิยมใช้ผักบุ้งไทย มากกว่าผักชนิด อื่น เครื่องปรุง-ส่วนผสม ได้แก่ ปลาเทโพหรือปลาสวายหั่นเป็นชิ้นหนา ๆ ผักบุ้ง ไทยหั่นเป็นท่อน น้ำปลา น้ำตาลทราย น้ำส้มมะขาม ใบมะขาม น้ำมะกรูด น้ำเปล่า และน้ำมันพืช เครื่องพริกแกง ได้แก่ พริกแห้ง ข่าหั่นฝอย ตะไคร้ซอย หอมแดง กระเทียม ซอย กะปิ ผิว มะกรูดหั่นฝอย และเกลือ ขั้นตอนวิธีทํา 1. โขลกเครื่องพริกแกงทั้งหมดให้ละเอียด 2. ตั้งกระทะใส่น้ำมัน ผัดพริกแกง แล้วใส่ปลาลงไปผัดพอสุกแล้ว ตักใส่หม้อเติมน้ำเปล่าเมื่อแกงเดือด ใส่ผักบุ้งคนให้เขากันแล้ว รับประทานได้
264 4. ขนมจีนน้ำยากะเหรี่ยง เป็นอาหารพื้นบ้านที่ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง อำเภอสังขละบุรีทำ ขึ้นรับประทาน ซึ่งจะแตกต่างจากขนมจีนนน้ำยาแทนน้ำพริกและ รับประทานกับลอดช่อง เหมาะสำหรับคนไข้ โดยมีส่วนประกอบ คือ ปลาสูบ หรือปลานวลจันทร์ นำมาต้มแล้วแกะเอาแต่เนื้อปลา นำมาโขลกและสับให้ ละเอียด โขลกพริกแกงซึ่งจะมีพริกพราน (มีกลิ่นหอมธรรมชาติและจะบอก ได้ว่านี่คือ น้ำยากะเหรี่ยง) ตะไคร้ข่า กระเทียม หอมแดง กระชาย (จะทุบใส่หรือโขลกรวมกับพริกแกงก็ได้) เมื่อโขลกพริกแกงเสร็จแล้วจึงทำ การปรุงโดยใช้น้ำปลา ใส่พริกแกงเคี่ยวพอแห้งใส่ปลาที่โขลกได้เติมน้ำปรุงรส ด้วยเกลือ (กระทรวงวัฒนธรรม, 2559) 5. ข้าวแช่ หรือ ข้าวสงกรานต์ ในเทศกาลสงกรานต์ของชาวมอญในอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรีนั้น จะมีประเพณีกินข้าวแช่อยู่ด้วย ประเพณีการกินข้าวแช่ นี้ถือเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมานานซี่งชาวบ้านที่พอจะมีอันจะกินหรือพอมี ความสามารถที่จัดทำได้จะเตรียมการกันตั่งแต่ก่อนวันสงกรานต์ 3 วัน ประเพณีกินข้าวของแช่ของชาวมอญนี้เชื่อกันว่าเป็นการแสดง ความระลึกถึงบรรพบุรุษและการทำบุญให้ทานอีกด้วย ข้าวแช่จะให้เลี้ยงดู กันในหมู่เครือญาติ บ้านใกล้เรือนเคียง มิตรสหายทั่วไปและส่วนหนึ่งจะนำไป ทำบุญที่วัด ข้าวแช่ของชาวสังขละนั้นจะนำข้าวสวยใส่ในน้ำฝนหรือน้ำต้มสุก อบเทียนขี้ผึ้งใส่ในโองดินเผา เมื่อรับประทานจะรู้สึกหอมและเย็นชุ่มฉ่ำ เครื่องเคียงจะประกอบไปด้วย ปลาช่อนแห้งต้มนำไปโขลกกับหอม กระเทียม มะม่วงดิบ ก่อนนำไปผัดน้ำมันโรยด้วยพริกแห้งทอด นอกจากนี้ยัง
265 มีถั่วผัดและอาหารอื่นๆอีกมากมายการกินข้าวแช่ของชาวสังขละนี้นับเป็น กุศโลบายอีกอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดความรักใคร่ปรองดองในหมู่เครือญาติ และเพื่อนบ้านใกล้เคียง ปรุงขึ้นตามความเชื่อว่าเป็นอาหารที่เป็นสิริมงคล ชาวกะเหรี่ยงบ้าน ไร่ป้าเชื่อว่า ผู้ที่ทานข้าวแช่ หรือข้าวสงกรานต์ จะมีความเป็นสิริมงคลถือเป็น การสะเดาะเคราะห์สิ่งไม่ดีจะหมดไปจะมีแต่สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นกับตนและ ครอบครัว ข้าวแช่หรือข้าวสงกรานต์จะทำเฉพาะช่วงวันสงกรานต์เท่านั้น เครื่องปรุงประกอบด้วย 1. ข้าว 2. ปลาช่อนเค็ม หรือปลากระเบนแห้ง ตามแต่จะหาได้ 3. หัวหอม 4. น้ำมันพืช 5. มะม่วงสับ ขั้นตอนการเตรียมข้าวตามประเพณี ก่อนวันสงกรานต์ ชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้านทุกบ้านจะนำข้าวสารมา รวมกัน ณ บ้านที่นัดหมายจะเป็นบ้านที่ประกอบพิธีตำข้าวเพื่อนำมาทำ ข้าวแช่ หรือข้าวสงกรานต์ ส่วนใหญ่จะเป็นบ้านของผู้เฒ่า ผู้แก่ที่คนใน หมู่บ้านนับถือ ปัจจุบันคือนายช่วยเยีย เชิงผาสุวรรณ ต่อจากนั้นจะเตรียมคน เพื่อทำพิธีโดยผู้เฒ่าผู้แก่หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำข้าวแช่หรือข้าว สงกรานต์ คัดเลือกหญิงสาวพรหมจรรย์ จำนวน 7 คน เพื่อทำหน้าที่ตำข้าว พิธีตำข้าวสารเริ่มจากนำข้าวสารที่ชาวบ้านร่วมมือร่วมใจนำมารวมกันเพื่อให้ หญิงสาวพรหมจรรย์ทำพิธีโดยการตำข้าวสาร 7 รอบ แต่ละรอบต้องฝัดข้าว
266 7 ครั้ง ครบเจ็ดครั้งแล้วจึงนำมาที่วัดเพื่อหุง ต้องเก็บไว้ในที่สูงหรือที่อัน เหมาะสมเพื่อเตรียมทำข้าวแช่ หรือข้าวสงกรานต์ต่อไป (กระทรวงวัฒนธรรม, 2548) เครื่องเคียงที่รับประทานกับข้าวแช่ 1. นำปลาช่อนเค็มที่เตรียมไว้แช่น้ำเพื่อให้ปลาเค็มนิ่ม 2. นำปลาเค็มที่แช่จนนิ่มมาสับพอให้ละเอียด 3. ปอกหัวหอม แล้วซอยหยาบ 4. นำกระทะตั้งไฟ ใส่น้ำมันพืช พอน้ำมันร้อนใส่หอมเจียวให้หอม ใส่ปลาช่อนเค็มลงไปผัด ใส่มะม่วง รสชาติ เปรี้ยวเค็ม ขั้นตอนวิธีทําข้าวแช่ ช่วงเช้ามืดของประเพณีสงกรานต์ จะทำข้าวแช่ทุกวัน โดยนำข้าวที่ ผ่านพิธีจากหญิงสาวพรหมจรรย์ มาหุงให้สุกแล้วนำไปล้างน้ำ หลังจากนั้น นำไปแช่น้ำไว้ในโอ่งพร้อมทั้งอบเทียนหรือแช่ดอกมะลิ บางครั้งก็นำไม้จันทร์ หอมโรยลงไป ก็จะได้ข้าวแช่ การทำเครื่องปรุงและทำข้าวแช่จะทำที่วัด เท่านั้น 6. ชะเงซาทุง ถิซาไซ (น้ำพริกแตงเปรี้ยว) วิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงทั่วไป เรียบง่าย พึ่งพิงธรรมชาติ ไม่ทำลาย ธรรมชาติ อาชีพส่วนใหญ่ คิดการทำการเกษตร ซึ่งเป็นการเกษตรแบบ ผสมผสาน มักจะไม่ทำอย่างเดียว ปลูกพืชก็จะปลูกปลายชนิดในที่ดินแปลง เดียวกัน เช่น การทำไร่ข้าว ก็จะไม่ทำอย่างเดียว จะปลูกแตงเปรี้ยว เผือก อ้อย รวมกันไป พอถึงฤดูเก็บเกี่ยว ก็จะมีข้าวใหม่กินกับอาหารที่ปรุงจากแตง เปรี้ยว หรือเผือกอ้อย คู่กัน ๆ ไป น้ำพริกแตงเปรี้ยว ถือเป็นอาหารที่เป็น เอกลักษณ์ชนิดหนึ่งของชาวกะเหรี่ยง เพราะชาวกะเหรี่ยงมีวิธีการในการ
267 ปลูก การเก็บ การถนอมแตงเปรี้ยว ไว้กินได้เป็นปี ดังนั้น แตงเปรี้ยวจึง สามารถนำมาปรุงอาหารได้ตลอดทั้งปีแต่จะนำมาปรับปรุงได้อร่อยมากที่สุด และเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป คือ น้ำพริกแตงเปรี้ยวซึ่งวิธีการทำง่าย ๆ มี ประโยชน์ต่อร่างกาย น้ำพริกแตงเปรี้ยว แตงเปรี้ยวเป็นผักชนิดหนึ่งผลคล้ายแตงกวาแต่ จะมีขนาดใหญ่กว่าและมีลักษณะกลมรี ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงจะปลูกทิ้ง ไว้ในไร่ข้าว และจะเก็บเกี่ยวในเดือนตุลาคม หรือช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวซึ่ง แตงเปรี้ยวจะสุข เมล็ดและเนื้อข้างในจะมีรสเปรี้ยว ชาวไทยเชื้อสาย กะเหรี่ยงจึงนิยมนำมาทำน้ำพริก ประกอบด้วย 1. ปลาน้ำจืดย่างแกะเอาแต่เนื้อ 2. กะปิมอญ (เผา) 3. พริกสดคั่ว 4. หอมแดงคั่ว 5. กระเทียมคั่ว 6. แตงเปรี้ยวใช้เฉพาะใส้แตง 7. ผงชูรส 8. เกลือหรือน้ำปลา ขั้นตอนวิธีทํา 1. น้ำพริก หอมแดง กระเทียม ตำใส่ปลาย่าง กะปิแล้วตักออกใส่ ชาม 2. ปรุงรสด้วยผงชูรส เกลือและแตงเปรี้ยว ชิมดูจะมีรสเปรี้ยว ของแตงที่ใส่
268 3. รับประทานแก้มกับผักสดหรือเปลือกของแตงเปรี้ยวที่ปอก เก็บไว้ 7. ข้าวยำหน่อไม้ ข้าวยำหน่อไม้ เป็นอาหารพื้นบ้านของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง อำเภอสังขละบุรีชนิดหนึ่ง ที่นิยมทำรับประทานกันในครอบครัวหรือชุมชน วัตุดิบที่ใช้จะมีตามธรรมชาติหาได้ง่าย ประกอบด้วย 1. หน่อไม้ไร่ (หน่อไม้รวก) ต้มเป็นเส้นฝอยยาวประมาณ 1- 2 นิ้ว 2. ข้าวสาย 3. หอมแดงเจียว 4. กระเทียมเจียว 5. กุ้งแห้งทอด 6. พริกแห้งเม็ดทอด 7. เกลือ 8. มะนาว 9. ผงชูรส 10 หมูสับ 11. ไข่ต้มผ่าซีก ขั้นตอนวิธีทํา นำหน่อไม้ผัดสุก ใส่หอมเจียว กระเทียมเจียว ใส่ข้าวสวย คลุกเคล้า ใส่กุ้งแห้งปรุงรสด้วยเกลือ ผงชูรส เมื่อจะรับประทานจะบีบ มะนาว ใส่หมูสับ รับประทานกับไข่ต้มผ่าซีก (กระทรวงวัฒนธรรม, 2559)
269 8. ข้าวยาฮู ข้าว"ยาฮู้" (ข้าวทิพย์) เป็นอาหารกึ่งคาวกึ่งหวานพื้นเมือง ชาวกะเหรี่ยง เป็นการนำส่วนผสมเช่นข้าวเหนียวถั่วลิสงคั่ว งาดำ ขิงหั่นฝอย มะพร้าวคั่ว ตั้งกะทะใบใหญ่ใส่น้ำมันพืชนำส่วนผสมตั้งหมดเทลงกะทะแล้ว เคี้ยวให้ได้ที่ ปกติข้าวยาฮู้จะทำเพียงปีละครั้งเท่านั้นโดยจะทำเป็นประเพณี กวนข้าวยาฮู้ในเดือนสามของทุกปีซึ่งชาวกะเหรี่ยงเชื่อกันว่าข้าวยาฮู้นั้นเป็น อาหารที่ทำขึ้นเพื่อจะนำไปถวายให้เป็นภัตตราหารสำหรับเทวดา 9. แกงส้มป่อย ส้มป่อย ส้มพอดี หรือเบ๊อะฉี่สะ ที่ชาวกะเหรี่ยงนิยมเรียก จัดเป็นพืช สมุนไพรมากด้วยคุณค่า มีการเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ราบเชิงเขา โดยยอด อ่อนและใบอ่อนมีรสเปรี้ยวใช้รับประทานเป็นผักสดร่วมกับลาบ แจ่ว หรือ นำมาปรุงเป็นอาหาร เช่น ทำแกงส้ม ต้มส้มไก่ ต้มข่าไก่ ต้มส้มป่อย เป็นต้น ส้มป่อยถือเป็นพืชผักที่มีวิตามินเอและเบต้าแคโรทีนสูง จากผลการ ทดสอบฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระของยอดส้มป่อยพบว่ามีสูงมาก และยังมี สารซาโปนินในฝักส้มป่อยที่ทำให้ทีเซลล์ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยทำให้ภูมิคุ้มกัน ของร่างกายดีขึ้นด้วย ชุมชนบ้านเวียคะดี้ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็น อีกพื้นที่ชาวบ้านนิยมปลูกกันมาก เพื่อใช้ประโยชน์ในการประกอบอาหารได้ หลากหลายเมนู (กระทรวงวัฒนธรรม, 2559) ประกอบด้วย 1. พริกแห้ง 2. หอมแดง 3. กระเทียม 4. ตะไคร้ข่า
270 ขั้นตอนวิธีทํา นำส่วนประกอบทั้งหมดมาโขลกรวมกันให้ละเอียด นำหม้อตั้งบน เตาใส่น้ำมันเล็กน้อย ใส่พริกแกงที่โขลกไว้ให้หอม ใส่น้ำต้มให้เดือด ใส่ปลา เนื้อแข็ง พอปลาสุกใส่ใบส้มป่อย (ใช้ยอดหรือใบอ่อน) ปรุงรสด้วยเกลือ ผงชูรส 10. เซิ่ง ฮังเล ช่อง ทุยา ยา (แกงฮังเลไก่หรือหมูหรือปลา) ประกอบด้วย 1. พริกป่น 1 ถุงเล็ก 2. ขิงหั่นขวาง 4 – 5 แว่น 3. ผงมัสหร่า 4 – 5 ซองเล็ก 4. ขมิ้นผง 1 – 2 ช้อนชา 5. หมูหรือไก่หรือปลา 5 ขีด 6. หัวหอมแกะเปลือก 3 หัว 7. กระเทียมแกะเปลือก 1 - 2 หัว 8. กะปิเล็กน้อย 1 ช้อนชา 9. มันฝรั่งผ่าครึ่ง 10 หัว 10. น้ำมันพืช 1 – 2 ขีด ขั้นตอนวิธีทํา 1. นำพริกป่น หัวหอมใส่ครก ตำให้ละเอียดแล้วใส่กะปิ 2. ตั้งกระทะใส่น้ำมัน ใส่เครื่องแกง เขียวให้หอม 3. นำหมูหรือไก่หรือปลาใส่ลงไป ผัดให้เข้ากัน
271 4. เติมน้ำให้ท่วม เมื่อน้ำเดือด เนื้อเปื่อย ใส่มันฝรั่งผ่า ครึ่ง 5. เมื่อมันฝรั่งสุก ปรุงรสตามใจชอบ พร้อมรับประทาน ขนมและอาหารทานเล่นของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 1. หมี่สิ (ข้าวแดกงา หรือข้าวปั้นชาวกะเหรี่ยง) หมี่สิ หรือข้าวปั้นชาวกะเหรี่ยงเป็นการถนอม อาหารของชาวไทย เชื้อสายกะเหรี่ยง แปรรูปและถนอมอาหารในยามที่เดินทางไกล หรือเข้าป่า ล่าสัตว์จะนําข้าวปั้นติดตัวไปเมื่อต้องการรับประทาน เครื่องปรุง-ส่วนผสม ได้แก่ ข้าวเหนียวนึ่ง งาดํา งาขาว และเกลือ ขั้นตอนวิธีทํา 1. ข้าวเหนียวแช่น้ำไว้อย่างน้อยครึ่งวัน แล้วนําไปนึ่งให้สุก คั่วงาให้สุก ตําให้แหลกคลุกเกลือ เมื่อนึ่ง 2. ข้าวเหนียวแล้วนวดให้นุ่ม แล้วใส่ครกตํากับข้าวที่ร้อน ๆ แหลก แล้วพร้อมโรยเกลืองาเมื่อแหลกดีแล้วนําข้น ใส่กระด้งแผ่ให้บานแล้ว รับประทานได้ หมี่สิ (ข้าวแดกงา หรือข้าวปั้นชาวกะเหรี่ยง) ในงานประเพณี กินข้าวห่อ 2. ข้าวเหนียวคลุกมะพร้าว ข้าวเหนียวคลุกมะพร้าวเป็นอาหารหวานแบบง่าย ๆ ของคนไทย เชื้อ สายกะเหรี่ยง แต่รสชาติอร่อยกินแล้วเพลิน โดยนําข้าวเหนียงนึ่งใส่ มะพร้าวขูดและเกลือคลุกเคล้าให้เข้ากัน
272 เครื่องปรุง-ส่วนผสม ได้แก่ ข้าวเหนียวนึ่ง มะพร้าวขูด และเกลือ ขั้นตอนวิธีทํา นําข้าวเหนียวที่สุกแล้วมานวดให้นิ่มใส่มะพร้าวขูดและเกลือ คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วรับประทานได้ 3. ขนมทองโย๊ะ (หมี่สิ) ทองโยะ กะเหรี่ยงเรียกว่า หมี่สี่ ชาวบ้านถูกเกณฑ์ให้มาเป็น แม่ครัวที่บ้านระศรีสุวรรณคีรี่ทะเจียงโปรยที่บ้านตะนี่พุ่ง (เสน่ห์พ่องปัจจุบัน) เพื่อต้นรับเจ้านายไทย คือ พระยาวรเดชศักดาวุธ (เจ๊กจารุจินดา) ผู้ตรวจ ราชการเทศาภิบาลมณฑลราชบุรีกับพระยาประสิทธิสงคราม (นุช มหานิรานนท์) เจ้าเมืองกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2443–2444 และพำนักที่บ้านพระศรีสุวรรณคีรีทะเจียงโปรย ระหว่างพำนักอยู่นั้นได้ ทำอาหารคาวหวานเลี้ยงพระท่านพระยาทั้งสอง วันหนึ่งแม่ครัวทำหมี่สิขนม ที่เป็นมงคลต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง เมื่อพระยาทั้งสองได้ทานแล้วจึงถาม พระยาศรีสุวรรณคีรีว่า ขนมที่ทานเรียกว่าอะไร พระยาศรีสุวรรณคีรีจึงตอบ ว่าขนมหมี่สี ภาษาไทยเรียกว่าอะไรมิทราบ ท่านพระยาทั้งสองจึงได้ปรึกษา กันว่าจะตั้งเป็นภาษาไทยว่าอย่างไร เพราะขนมไทยในพระราชวังมีมากมาย เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ทองม้วน ประกอบกับตระกูลของท่านมีคำว่า “สุวรรณ” แปลว่า “ทอง” ดังนั้นจึงตั้งขนมหมี่สีว่า ทองเยอะ ต่อมาแผลงมา เป็น ทองโย๊ะใช้อยู่จนปัจจุบัน (จากสันนิษฐานผู้ที่ตั้งชื่อคือ พระยาวรเดชศักดาวุธและ พระยาประสิทธิสงคราม เมื่อมาตรวจราชการ) เมื่อปี พ.ศ. 2420 – 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เสด็จประพาสไทรโยค กะเหรี่ยงได้นำขนมทองโย๊ะ ถวายเพื่อเสวยด้วย
273 ปัจจุบันนี้ ทองโย๊ะได้แพร่หลายกับนักท่องเที่ยว แม้กระทั่ง ชาวต่างประเทศแล้ว ขนมทองโย๊ะ (หมี่สิ) อาหารพื้นเมืองของชาวกะเหรี่ยง จัดอยู่ใน ประเภทอาหารหวาน หรือของว่าง ภาษากะเหรี่ยงเรียกว่า หมี่สิ แปลว่า ข้าวบดทำจากข้าวเหนียวนึ่ง งาดำคั่ว กับเกลือ โขลกรวมกันจนเป็นเนื้อเดียว รสชาติ เค็มมันนิยมทำเพื่อการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงรับไปแล้วถือ เสมือนการถวายสังฆทานของชาวไทยพุทธ เมื่อต้องเดินทางไกลชาวกะเหรี่ยง นิยมทาทองโย๊ะ ใส่กระบอกไม้ไผ่ติดตัวไป รับประทานระหว่างทาง เพราะ เก็บไว้ได้นาน อัตลักษณ์ (ที่โดดเด่น) หมี่สิเป็นอาหารที่ชาวกะเหรี่ยงใช้ประกอบ พิธีกรรมสำคัญและเป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่า สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นในอดีต ชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ในพื้นที่อำเภอศรีสวัสดิ์เดินทางลัดเลาะแนว ตะเข็บชายแดนเป็นระยะทางไกลเพื่อหาถิ่นที่อยู่ที่สงบอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องสามารถเก็บไว้กินได้หลายวันกว่าจะพบที่อยู่ที่เหมาะสมหรือจุดหมาย ปลายทางบางครั้งเมื่อเข้าป่าไปทำไร่หลาย ๆ วันชาวกะเหรี่ยงก็นำหมี่สิเป็น อาหารที่นำเข้าไปด้วย เพราะหมี่สิทำจากข้าวเหนียว ขนมทองโย๊ะ (หมี่สิ) ของทานเล่นประเภทอาหารว่างของคนไทย เชื้อสายกะเหรี่ยงจังหวัดกาญจนบุรีเป็นขนมมงคลทำจากข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้ว นำไปคลุกเคล้ากับเกลือ เมล็ดงา หรือเมล็ดแง (เป็นเมล็ดงาชนิดหนึ่งมีกลิ่นหอม สีน้ำตาล อ่อน)แล้วนำไปตำในครกกระเดื่องจนข้าวเหนียวและส่วนผสมแหลกเป็นเนื้อ เดียวกัน “จากนั้นนำไปปั้นเป็นแผ่นแล้วหั่นเป็นท่อน ๆ พอดีคำ นำไปทอดน้ำมันรับประทานเปล่า ๆ จะกรอบ นอกนุ่มใน หอมกลิ่นเมล็ดงาจาง ๆ รสชาติอมหวานอม
274 เค็มเล็กน้อย หากใครที่ชอบรับประทานรสหวานก็ สามารถนำไปจิ้มกับนมข้นหวาน หรือน้ำผึ้งรับประทานก็ ได้ ซึ่งนับวันจะหารับประทานยาก เนื่องจากขั้นตอนการ ทำยุ่งยากและมีคนสนใจทำน้อยลง” ประกอบด้วย 1. ข้าวเหนียวแช่น้ำ 1 คืน 2 กก. 2. งาดำต้มสุก 1 กระป๋องนม 3. เกลือเม็ด 1 – 2 ช้อนโต๊ะ 4. น้ำผึ้งแท้หรือนมข้นหวานรน 1 ถ้วยเล็ก ขั้นตอนวิธีทํา 1. นำข้าวเหนียวมานึ่งให้สุก 2. นำงาดำมาตำผสมเกลือให้แหลกละเอียด 3. นำข้าวเหนียวนึ่งแล้วตำให้เหนียว ใส่งาดำลงในครก คลุกเคล้า กับข้าวเหนียว ตำให้เข้ากัน ระหว่างตำก็โรยงาไปเรื่อย ๆ จนข้าว เหนียวแหลกและเป็นสีดำเข้ากับงา 4. เมื่อเหนียวเข้าที่แล้ว ยกมาใส่ถาดบี้ให้แบนตามถาดหรือภาชนะ 5. นำน้ำผึ้งหรือนมข้นหวานใส่ถ้วย เพื่อจิ้มกับทองดยะที่ทำเสร็จใหม่ 6. ขนมทองโย๊ะนี้จะเก็บไว้ได้นาน สามารถนำมาย่างหรือทอดกับ น้ำมันก็ได้
275 ผัก ผลไม้ สมุนไพรพื้นบ้านและต้นไม้ของชาวกะเหรี่ยง 1. มะเขือเปราะหรือยังกิ่วใช้เป็นผักเคียงรับประทานคู่กับน้ำพริก 2. มะเขือบัวลอยหรือยังคี๊จุ๊งมึ๊ยใช้เป็นผักเคียงรับประทานคู่กับ น้ำพริก 3. มะตาด หรือ ทะปล็อกส๊า ใช้ประกอบอาหารประเภทแกงทําให้ อาหารมีรสเปรี้ยว 4. มะรุม หรือ มะหล่ง ในภาษากะเหรี่ยงเรียกว่า ใช้ประกอบอาหาร ประเภทแกง หรือเป็นผักเคียง รับประทานคู่กับน้ำพริก 5. ส้มป่อย หรือ เผิ่งไช๊ยุ ใช้ประกอบอาหารประเภทแกงทําให้อาหารมี รสเปรี้ยว 6. ใบเหลียงหรือไหล่ค๊องดุ่ในภาษากะเหรี่ยงใช้ประกอบอาหาร ประเภทต้ม 7. มะแว้ง หรือ ด่ง-คะ-บั่ง ในภาษากะเหรี่ยง ใช้รับประทานเป็น เครื่องเคียงกับน้ำพริก และใช้ใสใ่ น แกงข้าวคั่ว หรือ เซิ้ง-เกี๊ยง 8. มะเขือม่วง หรือ หยั่ง-ซ๊ะ ในภาษากะเหรี่ยง เป็นผักพื้นบ้านที่ใช้ใน การประกอบอาหารประเภท เครื่องเคียงกับน้ำพริก 9. มะเขือยาว หรือ หยั่ง-มอ-ล่าย ในภาษากะเหรี่ยง เป็นผักพื้นบ้านที่ ใช้ในการประกอบอาหาร ประเภทเครื่องเคียงกับน้ำพริก และใช้ชุบ ไข่ทอด หรือนําไปผัดกับเนื้อหมู 10. ข่า หรือ เอ่ย-ไช่-ทึ้ย ในภาษากะเหรี่ยง เป็นทั้งผักพื้นบ้านที่ช่วยทํา ให้อาหารมีกลิ่นหอม และเป็นพืชสมุนไพรที่ช่วยในการขับลม
276 11. กระทือหรือผะ-ดุ้ง ในภาษากะเหรี่ยงเป็นพืชสมุนไพรที่ช่วยในการ บํารุงและขับน้ำนมและขับ ปัสสาวะ แก้ท้องอืด บิด แก้เคล็ดขัด ยอก และท้องอืดท้องเฟ้อ 12. ไผ่ที่ไม่มีหนาม (ไม้ผาก) หรือหว้า-ฉุ้ง ในภาษากะเหรี่ยง ใบไผ่ชนิดนี้ ใช้ในการห่อข้าวห่อของ ชาวกะเหรี่ยง ในขณะที่ลําต้นไผ่จะนําไปใช้ เป็นราวตากผ้า 13. ฝรั่ง หรือ ย่าง-กะ ในภาษากะเหรี่ยงเป็นผลไม้ที่ชาวกะเหรี่ยงนิยม รับประทานแก้กระหายน้ำ 14. มะนาวมอญ หรือ ปะ-น่อง-ไก่-มอญ เป็นผลไม้ที่ชาวกะเหรี่ยงบ้าน บางกะม่าบนโป่งกระทิงบน นํามาทดลองปลูก ปลูกอยู่ประมาณ ๒- ๓ ครัวเรือน รสชาติเหมือนมะละกอ และส้มโอ 15. มะนาว หรือ ปะ-น่อง-ไก่ ในภาษากะเหรี่ยง เป็นพืชผักผลไม้ที่ชาวะ เหรี่ยงในทุก ๆ ครัวเรือนนิยม ปลูกไว้บริเวณบ้าน 16. บวบกะเหรี่ยง หรือ ทะ-กุ๊-ซ๊า ในภาษากะเหรี่ยง เป็นผักพื้นบ้านที่ ชาวกะเหรี่ยงปลูกไว้ รับประทานเป็นเครื่องเคียงคู่กับน้ำพริก หรือ นําไปผัดกับไข่ 17. กระเจี๊ยบหรือนั๊ง-บ่ง-ไช่ในภาษากะเหรี่ยงชาวกะเหรี่ยงนําใบ กระเจี๊ยบไปแกงส้มรับประทาน คู่กับน้ำพริก และนําดอกไปคั้นเป็น น้ำ 18. ขมิ้น หรือ ยั้ง-บั่ง ในภาษากะเหรี่ยง ขมิ้นเป็นพืชสมุนไพรที่นํามา ประกอบอาหารประเภทแกง 19. ผักกูด หรือ ไก่ชะดุ ในภาษากะเหรี่ยง เป็นผักที่อยู่ในตระกูลเฟิร์น ใช้ต้มน้ำดื่มหรือกินสดกับ น้ำพริก แก้ไข้ตัวร้อน แก้พิษอักเสบ บํารุง สายตา บํารุงโลหิต
277 20. ใบพลูหรือพึง-ล๊า ในภาษากะเหรี่ยง มีรสเผ็ดร้อนเป็นไม้เลื้อยที่มี สรรพคุณแก้ลมพิษรักษา อาการคัน หญิงอาวุโสนิยมนําใบพลูมาทา กับปูนแดงเคี้ยวร่วมกับหมากนอกจากนี้ใบพลูยังใช้ในพิธีมงคล เป็น เครื่องเซ่นไหว้เครื่องบายศรีสู่ขวัญและบางบ้านนําใบพลูมา ประกอบอาหารประเภทแกง 21. ผักชีกะเหรี่ยงหรือโพ๊-เก่ ในภาษากะเหรี่ยง ในภาษาไทยเรียกผักชี กะเหรี่ยงว่าผักหอมเหย่ประโยชน์ของผักชนิดนี้มีสารขับปัสสาวะ มีธาตุเหล็กป้องกันโรคโลหิตจางช่วยให้ระบบการย่อยอาหารเป็นไป ด้วยดี แก้อาการปวดเสียด โรคหอบหืด ลดอาการไอ และช่วยขจัด กลิ่นปากที่เกิดจากแบคทีเรีย ผักชีกะเหรี่ยงนําไปประกอบอาหาร ประเภท น้ำพริก ลาบ 22. ลูกหมากหรือสิ-ซ่า ในภาษากะเหรี่ยง หมากเป็นไม้ยืนต้นตระกูล ปาล์มเช่นเดียวกับมะพร้าว หมากสด หมากแห้ง เป็นที่นิยมของคน รุ่นอาวุโสที่ใช้รับประทานร่วมกับใบพลูและปูนแดง ประโยชน์ของ ลูกหมาก เป็นยาสมานแผล ทําให้เลือดหยุดไหล ใช้เป็นยาถ่าย พยาธิในสัตว์ รักษาอาการท้องเดิน ท้องเสีย รากของหมากนํามาต้ม กินเป็นยาขับพิษ นํามาทาแก้คัน 23. กล้วยแดง หรือ ตะกุย-โฆ่ง หรือ เก่ย ในภาษากะเหรี่ยง หรือ กล้วยนาก ในภาษาไทย เป็นกล้วย ป่าที่มีลูกสีแดงขนาดใหญ่ยาว ชาวกะเหรี่ยงนํากล้วยแดงมาเป็นของไหว้ในพิธีผูกแขนรับขวัญ ช่วงเทศกาลกินข้าวห่อและกล้วยแดงยังถูกนํามาใช้เลี้ยงแขกที่มา ร่วมงานในเทศกาลต่าง ๆ 24. กล้วยป่า หรือ ตะ-กุย-เม่ย ในภาษากะเหรี่ยง กล้วยป่าเป็นไม้ล้มลุก นํามาปรุงอาหารได้สารพัด ชาวกะเหรี่ยงนําหยวกกล้วยป่ามาแกง
278 ใส่ไก่กระดูกหมู หรือปลาแห้ง บางบ้านนํากล้วยป่ามากินกับน้ำพริก ได้ทั้งดิบและสุกบางบ้านนําส่วนหัวปลีมาห่อนึ่งใส่เนื้อหมูหรือยํากับ เนื้อไก่ 25. ผักเสี้ยนดองหรือผักเฆี่ยนไช้ในภาษากะเหรี่ยงผักเสี้ยนที่ ชาวกะเหรี่ยงนํามาประกอบอาหารมีสรรพคุณช่วยบํารุงเลือดลม ช่วยต่อต้านมะเร็ง มีฤทธิ์ช่วยฆ่าเชื้อ 26. ฟักทอง หรือ เลิ่ง-เฆ้ ในภาษากะเหรี่ยง ชาวกะเหรี่ยงนําฟักทองมา ประกอบอาหารที่มีความใกล้เคียงกับอาหารของคนไทยฟักทองมี ประโยชน์หลากหลายประการ อาทิ บํารุงรักษาสายตา เสริมสร้าง ระบบภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย บํารุงประสาท ช่วยลดระดับน้ำตาล ในเลือด เป็นต้น 27. แตงเปรี้ยวหรือทึ๊ย-ซ้า-ไช้ ในภาษากะเหรี่ยง แตงเปรี้ยวเป็นผัก ชนิดหนึ่งคล้ายแตงกวาแต่มีขนาดใหญ่กว่าและมีลักษณะกลมรี ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงจะปลูกทิ้งไว้ในไร่ข้าวและจะเก็บเกี่ยวใน เดือนตุลาคมเมล็ดและเนื้อข้างในจะมีรสเปรี้ยวชาวกะเหรี่ยงจึง นิยมนํามาทําน้ำพริก 28. ต้นผึ้ง หรือ นี่-เถิ้ง ในภาษากะเหรี่ยง เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ มีสีขาว นวล ไม่มีเปลือกกะเทาะหรือ ลอกให้เห็น และที่สําคัญจะมีผึ้งและ มิ้มจํานวนมาก ชอบมาอาศัยทํารัง ทําให้ชาวบ้านกะเหรี่ยงมักมา ตีรัง ผึ้ง เพื่อเก็บน้ำผึ้ง ซึ่งเปรียบเสมือนน้ำหวานป่ามายังชีพ โดย เรียกรังผึ้งนี้ว่า ไหมซ่าเลียง 29. ต้นนุ่น หรือ เก้ย ในภาษากะเหรี่ยง เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลําต้น สูงประมาณ ๑๐ -๑๕ เมตร ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ผลอ่อน สีเขียวลักษณะยาว ๆ คล้ายผลแตงกวาแต่มีขนาดใหญ่กว่า เมื่อแก่
279 จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เนื้อข้างในเป็นปุยและมีเมล็ดสีดําจํานวน มาก ชาวกะเหรียงนําปุยนุ่นมายัดใส่หมอนที่ ใช้หนุนนอน 30. ต้นกระวาน หรือ กระวาน ในภาษากะเหรี่ยงยืมคําภาษาไทยมาใช้ เรียกสมุนไพร “กระวาน” ที่เป็นเครื่องหอมและพืชสมุนไพรชนิด หนึ่ง 31. ไม้กฤษณา หรือ หน่า-เมื้อง ในภาษากะเหรี่ยง เป็นไม้ยืนต้น ใบเดี่ยวรูปรี ปลายเรียวแหลม ช่วงที่มีดอก ดอกจะมีสีเขียวอม เหลือง เปลือกไม้นํามาเป็นเครื่องหอมหรือเครื่องกํายาน 32. ต้นมะเดื่อ หรือ เอิ่ง-หน๊า ในภาษากะเหรี่ยง เป็นไม้ยืนต้นขนาด กลาง ลูกมะเดื่อเป็น ผลไม้กินสดหรอื ใช้ทําขนม มีใยอาหารสูงเป็น ยาระบาย 33. ไม้เลี่ยน (ยาสมุนไพร) หรือ โพ๊-เก่ ในภาษากะเหรี่ยง เป็นพืช สมุนไพรที่เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ผลัดใบ มีรสขมใบบํารุงร่างกาย ให้แข็งแรง บํารุงธาตุไฟในร่างกาย แก้อาการปวดศีรษะ หากใช้ เปลือก นํามาต้มน้ำใช้แก้ผดผื่นคัน และอาการปวดตามร่างกาย 34. ต้นหางนกยูง หรือ โด่งนางโย่ง ในภาษากะเหรี่ยง เป็นไม้ยืนต้น ขนาดใหญ่ หากนํารากมาต้มหรือ ทอดรับประทานจะเป็นยาขับ โลหิตในสตรี แก้อาการบวมต่าง ๆ ลําต้นนํามาฝนทาแก้พิษ ถอน พิษสัตว์ต่อย ได้เมล็ดอ่อนของหางนกยูงนํามากินสด ๆ ได้ สําหรับ เมล็ดแก่ต้องนํามาทําให้สุกเสียก่อนจึงจะใช้กินได้เป็นพิษแต่จะถูก ทำลายด้วยความร้อน
280 35. ต้นบุกหรือ เกวี่ยว ในภาษากะเหรี่ยง สามารถลดน้ำตาลในเลือดได้ 36. ไม้ตาเสือ หรือ กุ๊งบ่าง ในภาษากะเหรี่ยง เป็นพืชสมุนไพรใช้ขับ โลหิต กล่อมเสมหะ แก้ธาตุพิการ แก้ท้องเสีย แก้ปวดข้อต่าง ๆ ใน ร่างกาย 37. ต้นไทรใหญ่ หรือ โคล้ง ในภาษากะเหรี่ยง สรรพคุณของต้นไทร ราก อากาศ ใช้ขับปัสสาวะ แก้ไต พิการ แก้กษัย (อาการป่วยที่เกิดจาก หลายสาเหตุทําให้ร่างการเสื่อมโทรม ซูบผอม โลหิตจาง ปวดเมื่อย) ภาพ 34 แสดงต้นผักเหลียง
281 วัฒนธรรมภาษากลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ใช้ภาษากะเหรี่ยงโปในการสื่อสารระหว่างชาวกะเหรี่ยงด้วยกัน ใช้ ภาษาไทยในการติดต่อราชการต่าง ๆ และใช้สื่อสารกับบุคคลภายนอก ที่สามารถพูดภาษาไทยได้ปานกลางมีประมาณร้อยละ 50 ส่วนใหญ่กลุ่มอายุ ระหว่าง 10-40 ปี มีบางส่วนที่เข้าใจภาษาไทยแต่พูดไม่ได้ มีประมาณร้อยละ 35 หรือได้เพียงเล็กน้อยส่วนใหญ่อายุระหว่าง 40-60 ปี และบางส่วนไม่ สามารถเข้าใจภาษาไทยได้เลยมีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ส่วนมากอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป แต่อีกร้อยละ 5 เป็นชาวกะเหรี่ยงบางที่ย้ายถิ่นฐานมาจาก สหภาพเมียนมาสามารถพูด อ่าน เขียน ได้หลายภาษา คือ ภาษามอญ พม่า ภาษากะเหรี่ยง ชาวกะเหรี่ยง บ้านกองม่องทะนี้ บางคนมีความรู้หลายภาษา เนื่องจากมีความใกล้ชิดและติดต่อสื่อสารกับชาวพม่าและชาวมอญ เพราะส่วนมากความรู้เรื่องภาษามอญและพม่าชาวกะเหรี่ยงจะได้ศึกษาและ คุ้นเคยเมื่อขณะบวชเป็นเณรหรืออุปสมบทเป็นพระภิกษุ ภาษาของเผ่าพันธุ์กะเหรี่ยงนั้นมีผู้กล่าวว่าดั้งเดิม ชาวกะเหรี่ยงมี ภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง คือ ภาษา “ไล้ช่องวิ” เป็นภาษาของ เผ่าพันธุ์แต่ถูกกดขี่จากชาติอื่นๆไม่ให้มีการเปิดเผย ภาษาไล้ช่องวิ จึงมีได้ เผยแพร่มาตั้งแต่ครั้งที่มอญกับพม่าครองเมือง ต่อมา ชาวกะเหรี่ยงได้ถูก บังคับให้เรียนภาษามอญ (ไล้ตะหละยา) และภาษาพม่า ปัจจุบันชาวกะเหรี่ยงพยายามให้มีการฟื้นฟูภาษากะเหรี่ยงให้มาก ขึ้น แต่ก่อนชาวบ้านกองม่องทะ และเด็ก ๆ จะได้เรียนภาษากะเหรี่ยงในบาง ช่วงบางปีเท่านั้น แต่ก็ไม่ต่อเนื่องบางปีไม่ได้มีการสอนภาษากะเหรี่ยง ภาษากะเหรี่ยงนี้ใช้อักษร พยัญชนะของภาษามอญ และไวยกรณ์ของภาษา มอญเป็นแบบในการศึกษา แต่คำสำเนียง และความหมายนั้นยังคงเป็นภาษา
282 กะเหรี่ยง เพียงแต่ใช้ตัวอักษร และไวยกรณ์เหมือนมอญเท่านั้น ตัว อักษารของภาษา มอญ พม่า และกะเหรี่ยง จึงมีความคล้ายคลึงกันมาก ชาวโผล่ว หรือกะเหรี่ยงโป นี้ พม่าเรียกว่า “ตะเลงกะวิน” หรือ กะเหรี่ยงตะเลง ซึ่งเป็น กะเหรี่ยงที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมอญมากมีการ ผสมผสานทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมกับมอญมากกว่ากะเหรี่ยงกลุ่มอื่น ๆ หลักฐานฝ่ายมอนได้กล่าวไว้ในหนังสือบันทึกเมืองมอนของ สเวจินไว้ ดังนี้ “… ในขณะที่ชนชาติมอญมีพระมหากษัตริย์ ปกครองประเทศในครั้งกว่านั้น ชนเผ่าที่ใกล้ชิดกับชน ชาติมอญก็คือ กะเหรี่ยงได้มีนักปราชมรช่วยคิด ประดิษฐ์ตัวหนังสือกะเหรี่ยงขึ้น โดยใช้อักษรมอญเป็น บรรทัดฐานการเขียนภาษากะเหรี่ยงด้วยการใช้อักษร มอญนั้น ยังมีหลักฐานปรากฏอยู่ชัดเจนจวบจนกระทั่ง บัดนี้ …” ภาพ 35 แสดงภาษากะเหรี่ยง
283 ภาษาและความหมายของเชื้อชาติชนเผ่า ปกา หมายถึง เรา กะญอ หมายถึง คน,หรือมนุษย์ชาติ ปกากะญอ หมายถึง เรา เป็นคนหรือเราเป็นมนุษย์ชาติ โผล่ว หมายถึง เรา, หรือมนุษย์ชาติ เหง่อ หมายถึง เรา เหง่อโผล่ว หมายถึง เราเป็นคนหรือเราเป็นมนุษย์ชาติ คำว่า “กะเหรี่ยง” นั้น บางครั้งใช้สื่อความหมายเรียกพวก “โป,โผล่ว,ซู” คำว่า “กะหร่าว” เป็นคำที่ใช้สื่อความหมายเรียก “สะกอ ปาเกอญอ ส่อง” เพื่อเป็นการสื่อทำความเข้าใจให้ผู้อื่นที่อยู่นอกวัฒนธรรมซึ่ง ข้อมูลทางวิชาการแต่เดิมนั้นได้จัดให้กะเหรี่ยงที่อยู่ในพื้นที่ ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี อยู่ในกลุ่มของ “กะเหรี่ยงโป” แต่ในงานวิจัยเรื่อง “ย้อนร้อยอดีตชนเผ่าซู” โดย เบญจมาส ชุมวรฐายี และคณะ ได้ศึกษาในพื้นที่ตำบลไล่โว่นี้มีผลการศึกษาที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์อย่างมาก โดยใช้คำเรียกว่า “เผ่าซู” แทนคำว่า “กะเหรี่ยง” โดยอธิบายไว้ดังนี้ “… คนทั่วไปเรียกคนเผ่าซู ว่าเป็นกะเหรี่ยง ซึ่งถ้าอธิบายแล้วคำว่า “กะเหรี่ยง” ไม่มีความหมายอะไรเลยในสำนึกประวัติศาสตร์ของชนเผ่าซู คำว่า กะเหรี่ยง จึงเป็นคำที่คนอื่นที่มาใช้เรียกกัน ถามว่าซูไม่ได้มีความหมาย เป็นอย่างอื่น เป็นคำเรียกชนเผ่าของตนเอง ชนเผ่าซูได้แตกออกมาจากชน ชาติมอญซึ่งชนชาติมอญจะเรียกชนเผ่านี้ว่า “เกรียง” ภายในชนเผ่าซูแยก ออกเป็นสองกลุ่มคือ “โผล่วซู” และโผล่วทูกลีบ่อง …”
284 ประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เดือนมกราคม ประเพณีกินข้าวใหม่ เป็นงานประเพณีที่จัดร่วมกัน ภายในชุมชนและในแต่ละครอบครัว ในกรณีกินข้าวใหม่ที่บ้าน ก่อนวันกิน ข้าวใหม่ คนในครอบครัวจะช่วยกันจัดเตียม โดยนำข้าวจากยุ้งมาตากแดดให้ แห้งแล้วนำมาดำให้เป็นข้าวสารในตอนเย็น และหาพืชผักอาหาร เช่น เผือก (คู้ถิง) หัวมัน (แนถิง) หน่อไม้ดอง (บองไซ) หอย (ดถุ) กุ้ง (ซะดอง) และปู (ฉวย) ในตอนเช้าของอีกวัน เอาข้าวใหม่ในปีนี้ที่ดำเรียบร้อยแล้วมาหุง แล้ว นำเอาเถาทุก่ายคูดุมามัดสิ่งเหล่านี้อย่างละหนึ่งเถา หลักจากให้กิน (พ่องออง) เรียบร้อยแล้ว เจ้าของบ้านจึงเอาข้างใหม่มากินได้ ส่วนการกินข้างใหม่ใน ระดับชุมชนเป็นงานบุญร่วมกันโดยคนในชุมชนจะช่วยกันจัดเตรียมงาน หาไม้ไผ่จำนวน 12 ลำ ความสูงประมาณสองศอกกับหนึ่งคืบทั้ง 12 ลำเพื่อ นำมาทำปักหลักแสดงเขตพื้นที่ลานแม่โพสพ เมื่อได้ไผ่มาแล้ว จะปักหลักไม้ ไผ่ลำที่หนึ่งเป็นตัวยืนและวัดความกว้างจากหลักที่หนึ่งถึงหลักที่สองห่างกัน ประมาณ 8 ศอก จากหลักที่สองถึงหลักที่สามอีก 8 ดอกและจากลำที่สามถึง ลำที่สี่อีก 8 ศอก ให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม หลังกจากนั้นจะทำเสาประตูระหว่าง หลักที่หนึ่งถึงหลักที่สอง หลักที่สองถึงหลักที่สาม หลักที่สามถึงหลักที่สี่ โดย ให้มีความกว้างระหว่างประตู 2 ศอก 1 คืบทั้ง 4 ประตู เมื่อได้เสาหลักเป็นที่ เรียบร้อยแล้วจะสานไม้ไผ่มาทำเป็นรั้วรอบ โดยเว้นช่องประตูให้สามารถ เปิด-ปิด ได้หลังจาดนั้นนำไม่ไผ่มาอีก 8 ลำเพื่อมาทำเสาสะเดิ่งปักไว้ใกล้กับ ประตูด้านนอกลานแม่โพสพทั้ง 4 ด้านตัวสะเดิ่งจะทำจากไม้ที่นำมาเหลาให้ มีลักษระแบนคล้ายใบโพธิ์ให้ได้จำนวนมากพอสำหรับแขวนไว้กับต้นเสา สะเดิ่งจำนวน 3 ชั้นทั้ง 8 ลำ บริเวณด้านในลานแม่โพสพ ทำยุ้งโดยนำไม้ไผ่ มา 4 ลำ ปักหลักทั้ง 4 ด้านโดยให้มีเนื้อที่ด้านในหลักมากพอสำหรับวาง
285 เครื่องมือทำมาหากินไว้บนเสื่อที่นำมาปูไว้ ตรงกลางลาน นำไม้ไผ่ที่มีความ ยาวพอเอื้อมถึงมาปักไว้ ยอดไม้ไผ่นำร่มสานด้วยไม้ไผ่ (คูมุซ่า) มาคลุมเสา แล้วเอาบือหมู (แม่โพสพ) มาแขวนไว้ใต้ร่ม แล้วประดับด้วย เคียวเกี่ยวข้าว กับมิ่งถุ่ง (ข้าวเหนียวห่อด้วยใบดอกหญ้ามัดรวมกันเจ็ดลูก) นำโพ่หว่อ โพ่บ่อง โพ่เมาะกูล โพ่ญาเทอะ ฮองฮุย โพ่แก่ มาแขวนไว้ใต้ร่มเช่นกัน สาน ไม้ไผ่นำมาทำเป็นรั่วรอบอีกครั้งโดยเว้นช่องไว้ 4 ด้านเพื่อเป็นประตูรอบ ๆ ประตูปักด้วยสะนูลา (ธง) จำนวน 108 อัน ทะเดิ่งซา (ลูกศร) จำนวน 108 ดอก (บรรพบุรุษให้ความหมายจำนวนตัวเลข 108 คือ คุณดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศ) และเอาดอกไม้ชนิดต่าง ๆ มาตกแต่งสถานที่ลานแม่โพสพ แล้ว เอาข้าวใหม่พร้อมด้วยพันธุ์ข้าวเจ้า ข้าวเหนียวมาวางที่ยุ้ง เมื่อถึงวันพระขึ้น 15 ค่ำ จะเริ่มด้วยการเรียกขวัญแม่โพสพ โดยนำ ชุดผู้หญิงที่ทอด้วยมือชุดใหม่ 1 ชุด กล้วยน้ำหว้า 2 หวี มะพร้าว 1 ลูก กรวย ดอกไม้ 5 ดอก เทียน 5 เล่ม เงิน 5 บาท ข้าวสาร 1 กำมือมาวางไว้ในตะกร้า (ปวย) เป็นการยกครูไหว้แม่โพสพ นำผงขมิ้นและเม็ดส้มป่อยที่ผ่านการเผา พอหอมใส่ลงไปขันน้ำไว้พรม เอาหม้อข้าว หม้อแกง มีด ขวาน จอบ หินลับ มีด จอมปลวกพืชผักต่าง ๆที่อยู่ในไร่ ในนาในสวนเอามาวางไว้ที่ลานพิบือโย แล้วนำทูไก่คูดุมามัดสิ่งเห่ลานี้เป้นกองเดียวกันแล้วทำพิธีเรียกขวัญ หลังจาก นั้นนำเอากระด้ง 4 ใบ ในกระดงทั้ง 4 ใบประกอบด้วยไม้คนข้าว ด้าย น้ำ ข้าวที่ปั้ยด้วยมือ 7 ก้อน กล้วยสุก 1 หวี อ้อย 1 ต้น ม่องถิ่งเชาะ 1 พวงมี7 ลูก มิ่งสิ(ทองโย๊ะ) และดอกไม้ เช่น โพ่หว่อ โพ่บ่อง กี่ดอกก้ได้ สำหรับผูก ข้อมือ หลังจากนั้นผู้อาวุโสสี่คู่ (หนองหงี่โจ่อั่ว หมายถึง ผัวเดียวเมียเดียว) แต่งกายด้วยชุดกะเหรี่ยง ไม่ใส่หมวก รองเท้า กางเกง เป็นผู้ผูกข้อมือให้แม่ โพสพหลังจากนั้นผูกข้อมือซึ่งกันและกันแล้วจึงผูกข้อมือให้ผู้มาร่วมงาน จากนั้นจะตักบาตรและถวายภัตตาหารเพล และในตอนกลางคืนจะมีการ
286 แสดงบนเวที เช่น รำเต นาเต่ ตบอดทั้งคืน ในตอนเช้าและเที่ยงของวัน แรม 1 ค่ำ ชาวบ้านจะร่วมกันถวายภัตตาหารพระสงฆ์ ในตอนเย็นจะร่วมกัน นำสังฆทาน และสิ่งของต่าง ๆ แห่รอบวัด 3 รอบแล้วจึงนำไปถวายพระสงฆ์ พระสงฆ์สวดมนต์ให้ศีลให้พร และกวาดน้ำร่วมกัน เดือนกุมภาพันธ์มีประเพณีถวายราหุล เป็นการสะเดาะเคราะห์ ของชุมชน โดยคนในชุมชนจะช่วยกันทำหรืออกข้าวของต่าง ๆ เพื่อทำ ย่าฮุ ซึ่งมีส่วนผสมของข้าวเหนียว มะพร้าว กระเทียม น้ำมันพืช ถั่ว ขิง เกลือ และ งาดำ ขั้นตอนการทำย่าฮุจะเริ่มโดยนำน้ำมันใส่ลงในกระทะ พอน้ำมันเดือด ใส่ข้าวเหนียวลงไปคั่วให้ข้าเหนียวพอเหลือง แล้วเติมน้ำพอประมาณ คั่ว ต่อไปจนเข้ากัน นำส่วนผสม เช่น มะพร้าว กระเทียม ถั่ว ขิง เกลือ งาดำ ลงไปคั่วรวมกับข้าวเหนียวให้เข้ากัน แล้วนำใบกล้วยมาปิด รอให้สุก ระหว่าง ที่ทำน่าฮุนั้นคนที่จับไม้คนย่าฮุจะเดินหมุนรอบ ๆ กระทะ 3 รอบ โดยหมุนไป ทางซ้าย พอสุกแล้วคั่วอีกครั้ง การคั่วครั้งนี้จะต้องมีการสวด คนที่สวดส่วน ใหญ่จะเป็นผู้อาวุโส คือสวดให้คนที่มาร่วมพิธีทำย่าฮุ หรือลูกหลานใน ครอบครัวที่ตกเคราะห์กรรมไม่ดีให้พ้นจากภัยอันตรายทั้งปวง คนที่มา ร่วมงานจะนำย่าฮุใส่บนหัวคนละนิดเพื่อให้ตัวเองพ้นภัยอันตรายทั้งปวง แล้วนำย่าฮุไปถวายวัด พระสงฆ์ทำพิธี กรวดน้ำ แผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศล หลังจากทำพิธีเสร็จและพระสงฆ์ฉันเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านจะกินย่าฮุแล้วนำ กลับมาโปรยรอบ ๆ บ้านเพื่อกันไม่ให้ผีหรือสิ่งไม่ดีเข้าบ้าน เดือนมีนาคม มีประเพณีทำบุญไหว้เจดีย์พระธาตุโดยจัดงานในช่วง ขึ้น 13-14-15 ค่ำของเดือนมีนาคมทุกปี โดยชาวบ้านจะร่วมกันเตรียมงาน ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม การเตรียมงานเริ่มตั้งแต่กรรมการวัดและผู้นำหมู่บ้าน