The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Yves 02, 2023-04-07 04:11:39

หนังสือ สามประสบ สามชาติพันธุ์ สังขละบุรี

ปกหนังสือสังขละบุรี

287 ประชุมชาวบ้านเพื่อแบ่งหน้าที่กันช่วยงาน ผู้ชายจัดหาฝืนหุงข้าว เตรียมไม้ไผ่ สร้างเวที ส่วนกลุ่มแม่บ้านและเยาวชนจะเตรียมดอกไม้ธูป เทียนเพื่อนำไป วางไว้ที่กองอำนวยการสำหรับคนที่มาเที่ยวงานบุญพระธาตุเจดีย์นำไปบูชา สักการะกราบไหว้เจดีย์ พระธาตุ การทำบุญพระธาตุเจดีย์ เริ่มในช่วงเย็นของ วันนั้น 13 ค่ำ จะมีการไหว้พระสงฆ์ในบริเวณพระธาตุเจดีย์ เมื่อไหว้พระสงฆ์ รับศีลรับพรเสร็จ ในงานจะมีการแสดง เช่น รำตงที่มาหลาย ๆ คณะหลาย ๆ หมู่บ้านเดินทางมาทำบุญร่วมกัน วันงานสุดท้ายกรวดน้ำ แผ่เมตตา อุทิศ ส่วนบุญส่วนกุศลที่ได้สร้างไว้ เดือนเมษายน เป็นเดือนสำคัญของปีที่ชาวบ้านเวียคะดี้และโมรข่า จะร่วมกันสืบทอดประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมา โดยมีพิธีกรรมสำคัญ เช่น การไหว้ถะเหมาะ และงานสงการณ์ขึ้นปีใหม่ของคนกะเหรี่ยง การไหว้ ถะเหมาะจะมีการสร้างถะเหมาะพิบือโย่หรือพิบือโย่แม่โพสพ ถะเหมาะพีบือ โย่นั้นชาวบ้านจะต้องเตรียมเมล็ดพันธุ์พืชต่าง ๆ รวมถึงพันธุ์ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว นำมากองรวมกันไว้ใต้ถะเหมาะ หรือ ข้าง ๆ ถะเหมาะ ด้วยเชื่อ กันว่านำพันธุ์ข้าวนานาชนิดและพันธุ์พืชต่าง ๆ มาเก็บไว้ที่นี่จะทำมาหากิน ได้ดีหรือได้ผลผลิตมากขึ้น เพราะพิบือโย่ได้ดูแลไว้ตั้งแต่พันธุ์จนถึงออกใบ ออกดอกออกผลและเก็บเกี่ยว อีกทั้งเดือนเมษายนเป็นเดือนที่ธาตุดินเริ่ม เปลี่ยน ชาวบ้านจึงต้องเตรียมพันธุ์พืชชนิดหัวต้น เพื่อเริ่มปลูกตามฤดู เมื่อถึงเดือน 5 ขึ้น 8 ค่ำชุมชนจะต้องเริ่มพิธีกรรมถะเหมาะ เพราะ เมื่อก่อนคนในชุมชนมีวิถีชีวิตทำไร่ข้าว ทำนา ทำสวน การทำข้าวไร่มี วัฒนธรรมการปลูกข้าวที่มีบือฉิเบาะหรือแม่โพสพ มีการเลือกพื้นที่ที่ให้ ความเคารพต่อซ่งถะรีหรือพระแม่ธรณี และวิธีการเก็บรักษาพันธุ์พืชในไร่


288 ข้าว โดยเฉพาะพิธีกรรมการเลือกพื้นที่ อย่างเช่น พื้นที่ต้นน้ำ ความเชื่อ เกี่ยวกับสัตว์ต่าง ๆ ความเชื่อเหล่านี้ในปัจจุบันแทบไม่มีอีกแล้ว เพราะคนรุ่น ใหม่อยู่กับการศึกษาในปัจจุบันที่ให้คุณค่าความสำคัญของวิถีชีวิตกับการ พึ่งพิงทรัพยากรสิ่งแวดล้อมน้อยมาก เมื่อก่อนชาวบ้านขึ้นวัดไหว้เจดีย์ทุกวัน พระและชาวบ้านจะนำน้ำหอม ขมิ้น ผลลูกส้มป่อยเผาไฟเพื่อเอาไปพรม เจดีย์เป็นการป้องกันไม่ให้มีสิ่งจัญไร สิ่งไม่ดีเข้ามาสู่เจดีย์และทุกครอบครัวใน หมู่บ้านได้ แต่ปัจจุบันการถือปฏิบัติดังกล่าวมีน้อยลง ส่วนพิธีถะเหมาะนั้น เป็นพิธีกรรมที่บูชาเทพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย การส้รางถะเหมาะจะสร้างด้วยไม้ไผ่ สร้างออกมาเป็นชั้นเพื่อวางของที่จะ บูชาถะเหมาะมีด้วยกันหลายแบบ หลายประเภท ดังนี้ 1. ถะเหมาะไจก คือ ถะเหมาะพระพุทธเจ้า บูชาระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ 2. ถะเหมาะซ่งธะรี เป็นถะเหมาะพระแม่ธานีบูชาระลึกถึงคุณของ แผ่นดิน 3. ถะเหมาะสี่ทิศ ทิศตะวันตก คือ หมึงเนอะ ทิศตะวันออก คือ หมึงทอง ทิศเหนือ คือ หลี่คี่ ทิศใต้ คือ หลี่ไถก เป็นถะเหมาะบูชา เพื่อปกป้องภัยพิบัติที่จะเข้ามาตามทิศต่าง ๆ 4. ถะเหมาะกรื๋อ เป็นถะเหมาะบูชาเพื่อป้องกันเคราะห์กรรมของ คนและหมู่บ้าน 5. ถะเหมาะพิบือโหน่ เป็นถะเหมาะบูชาพระแม่โพสพ ของผลผลิต อาหารการกินทั้งหลาย 6. ถะเหมาะเต่วะต่า เป็นถะเหมาะที่บูชาเทพเทวดาเพื่อปกป้อง คุ้มครองโลกมนุษย์ 7. ถะเหมาะหม่องไปล๋ เป็นที่บูชาเทพเหมือนกัน


289 8. ถะเหมาะตะเกาะเปิ่ง เป็นถะเหมาะบูชาเทพเหมือนกัน แต่ต้อง บูชาในช่วงเวลาตอนเย็นเท่านั้น 9. ถะเหมาะเกาะ เป็นถะเหมาะป้องกันภัยจากความอดอยาก ความเจ็บไข้ได้ป่วยความทุกข์ทรมาน 10. ถะเหมาะเต่มี่ต่อ เป็นที่บูชาเทพเต่มี่ต่อ 11. ถะเหมาะเมาะฉอ เป็นถะเหมาะ พราน คือเมาะฉอของซ่าวะ ถะเหมาะเหล่านี้ต้องบูชาในเวลารุ่งสางใกล้สว่างเท่านั้น การเตรียม พิธี ถะเหมาะ คนที่จะไปหาอุปกรณ์ คือ ไม้ไผ่ ลากือลา มิงยุได้นั้น บุคคลกลุ่มนี้ถ้าพรุ้งนี้จะต้องไปหาอุปกรณ์มาสร้างถะเหมาะ คืนก่อนไปหาอุปกรณ์ห้ามมีความสัมพันธ์ทางเพศกับภรรยาโดยเด็ดขาด และ อุปกรณ์ทั้ง 3 อย่างนี้จัดหาได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงห้ามเป็นคนจัดหา โดยเด็ดขาดเช่นกัน ไม้ไผ่ที่นำมาทำถะเหมาะนั้นจะทำด้วยไม้ไผ่ทั้งลำ ไม้ไผ่ นั้นใช้ลำไม่ใหญ่มากนัก ไม้ไผ่ที่จะทำถะเหมาะได้ต้องเป็นไผ่วาเหล่หรือไผ่ วากะเท่านั้น ไม้ไผ่ชนิดอื่นทำไม่ได้ถะเหมาะแต่ละอันจะทำเป็นช่องไว้ทั้งหมด 17 ช่อง ลักษณะเหมือนขั้นบันไดทิศละสี่ขั้น มี 4 ทิศ ขั้นเท่ากับหนึ่งช่อง วัน เตรียมพื้นที่ประกอบพิธีกรรมกะเหมาะ ผู้ดูแลป๋วย (ป๋วย คือ เครื่องพิธีกรรม ประกอบไปด้วย ป๋วย พระพุทธเจ้า และป๋วยเทพ 4 ทิศ) ทั้ง 5 คนต้องกิน อาหารเจตั้งแต่เริ่มพิธีกรรมจนจบพิธีกรรม ชาวบ้านจะช่วยกันสร้างขอบเขต สำหรับประกอบพิธีกรรม โดยห้ามผู้หญิงและบุคลากรภายนอกที่ไม่ใช่ คนกะเหรี่ยง เข้าไปด้านในของสถานที่ประกอบพิธีกรรมจนกว่าจะไหว้และ กรวดน้ำเสร็จ จะอยู่ได้พาะบริเวณรอบ ๆ นอกของสถานที่ประกอบพิธี เท่านั้น อาหารที่จะนำมาเข้าร่วมในพิธีกรรมถะเหมาะโดยเฉพาะแป้งข้าวจ้าว กับแป้งข้าวเหนียวจะต้องมาจากข้าวไร่ ข้าวนาที่ปลูกอยู่ในชุมชนเท่านั้น


290 บุคคลที่จะตำข้าวเจ้า ข้าวเหนียวเป็นแป้งเพื่อทำขนม ถ้าเป็นผู้หญิงต้องเป็น หญิงที่ยังไม่มีประจำเดือน แต่ถ้าเป็นหญิงชราต้องเป็นหญิงที่หมด ประจำเดือนแล้ว ส่วนใหญ่ไม่มีข้อห้ามข้าวเจ้าและข้าวเหนียวที่จะนำมาทำ ขนมหรือหุงข้าวที่จะต้องทำ 7 ครั้ง (ดำ 7 ครั้ง หมายความว่า นำข้างเปลือก มาใส่ครกและตำข้าวพอให้เปลือกออก แล้วเอาออกมาฝัดให้แกลบออก ทำ เช่นนี้ 7 ครั้ง) วิธีการบวงสรวงถะเหมาะจะใช้เวลาช่วงหัวค่ำ ต้องบวงสรวง ด้วยมิ่งยุ, โพ่ค่อง, หมากหนึ่งคำ และน้ำ 1 กระบอก การบวงสรวงถะเหมาะ จะเริ่มขึ้นในช่วงเย็นของวันที่ 14 ค่ำเดือนเมษายน ถะเหมาะตะเถ่าเปิ่นจะ บวงสรวงช่วงหัวค่ำพร้อมกับมิ่งยุ,โพ่ค่องและหมาก ขนม อาหารที่ต้อง บวงสรวง คือ ขนมบัวลอย มิงสิ อ้อย ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว กูไท่ควง จ่องตะก้า งาดำกล้วยสุก ส่วนถะเหมาะที่เหลือต้องบวงสรวงในตอนรุ่งเช้ามืดของวัน ใหม่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น อย่างไรก็ตามการประกอบพิธีกรรมถะเหมาะแทบจะมีให้เห็นน้อย มากในปัจจุบันด้วยสภาพการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมในชุมชน เพราะพิธีกรรมถะเหมาะเป็นพิธีกรรมที่บริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ในอดีตจึงห้าม ไม่ให้มีการนำสิ่งของมึนเมา และหมู ไก่เข้ามาเลี้ยงในหมู่บ้าน แต่เมื่อมีการนำ สิ่งเหล่านี้เข้ามาในหมู่บ้าน พิธีกรรมถะเหมาะจึงไม่สามารถประกอบพิธีกรรม ได้อีกต่อไปเพราะจะเป็นภัยต่อคนทำพิธีและคนในชุมชน งานสงกรานต์วันขึ้นปีใหม่ของคนกะเหรี่ยง เพราะคนกะเหรี่ยงจะ นับเดือนเมษายนเป็นเดือนแรกของปี มีพิธีบวงสรวงนางสงกรานต์ ชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่านางสงกรานต์เป็นเทพแห่งนิมิตหมาย มีการทำนายให้รู้ ว่าฝนจะตกหนักหรือน้อย หรือจะมีอันตรายใด ๆ เกิดขึ้น พิธีกรรมสำคัญ ในช่วงเดือนนี้ คือ


291 บ่งเข่อ หรือการค้ำต้นโพธิ์ ชาวบ้านเชื่อว่าต้นโพธิ์เป็นเทพแห่งดวง วิญญาณ มีซุ่งทะเนียงสิงสถิตย์อยู่เป็นผู้ถือบัญชีชีวิตของมนุษย์แต่ละคนที่เกิด มาบนโลกแล้วได้ทำความดี บุญ บาป มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาต้องมาพึ่งพา อาศัยต้นโพธิ์ ต้นไทรก่อน เป็นประเพณีที่ต้องปฏิบัติกันทุกคนทุกครัวเรือน โดยนำน้ำจากห้วยใส่ขมิ้นและของหอมต่าง ๆ แล้วนำไปล้างต้นโพธิ์ซึ่งเป็นต้น โพธิ์ชนิดใดก็ได้และอยู่ในบริเวณ ไหนก็ได้พร้อมทั้งอธิษฐาน กรวดน้ำ แผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศลในระหว่างทำพิธีกรรมเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ ต่ออายุให้กับตนเอง บ่งโถ่ว หรือการสร้างสะพาน โดยนำน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านการทำพิธี แล้วไปล้างหรือพรมตามสะพานพร้อมทั้งอธิษฐาน กรวดน้ำ แผ่เมตตา อุทิศ ส่วนกุศลเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ต่ออายุให้กับตนเองเช่นเดียวกัน หรือ ปล่อยนกปล่อยปลาร่วมด้วยก็ได้ สะเดาะเคราะห์เป็นการต่อชะตาชีวิตตามฤกษ์ยามของมนุษย์ ทุกคน มนุษย์แต่ละคนมีเคราะห์ของตนเองที่เป็นไปตามฤกษ์ยาม เพราะ มนุษย์เกิดมาตามการหมุนเวียนของโลก ตามทิศตามเวลาที่อยู่รอบตัวฤกษ์ ยามจึงมีอิทธิพลต่อวิญญาณของมนุษย์ การสร้างเจดีย์ทราย เพื่อให้จิตใจและร่างกายอยู่เย็นเป็นสุขกับ การเข้ามาของฤดูฝน พร้อมทั้งป้องกันไม่ให้ภัยพิบัติจากธรรมชาติเข้ามา สู่ชุมชนนอกจากนี้ ยังมีการนำพระพุทธรูปลงมาสรงน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคล ของคนในหมู่บเนรวมถึงการไหว้ผู้อาวุโสที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป การเล่น สะบ้าที่ถือเป็นประเพณีดั้งเดิมของชุมชน เดือนพฤษภาคม มีพิธีกรรมไล่ผีชั่วร้ายออกจากหมู่บ้าน เป็นพิธีกรรมเก่าแก่ดั้งเดิมของหมู่บ้านอีกเช่นกัน ในการประกอบพิธีกรรม ผู้นำพิธีกรรมจะตัดไม้ไผ่มาหนึ่งลำ เอามาจับตอก สานเหมือนกระด้งฝัด


292 ข้าวสาดออกมาเป็นรูปวงกลม ความกว้างประมาณหนึ่งวา ด้านล่างทำเป็น ช่อง 1 ช่อง เรียกว่า คุ่งหละมิแล้วเอาเชือกผูกเป็นสายคล้องไว้ทั้งสองด้าน ของกระด้ง เปาไม้ไผ่สอดเข้าไปตรงกลางโดยให้ไม้ไผ่นั้นมีความยาวพอดีกับ คนแบกสองคนหน้าและหลัง เป็นคุ่งหละมิของหมู่บ้าน และแต่ละครอบครัว จะทำคุ่งหละมิไว้เช่นกันแต่มีขนาดเล็กกว่าคุ่งหละมิของหมู่บ้าน เมื่อถึงเวลา เย็น แต่ละครอบครัวจะไปหากิ่งหวายที่มีหนาม หรือไม่ไผ่ ใบไม้ที่มีเสี้ยนคม แหลมเพื่อเอามากวาดความชั่วร้ายสิ่งจัญไรให้ออกไปจากตัวเรา ครอบครัว และหมู่บ้าน โดยเอาสิ่งที่หามาได้กวาดตั้งแต่หัวจรดเท้าทั้งด้านหน้าและ ด้านหลังแล้วโดยนทิ้งลงในคุ่งหละมิที่แต่ละครอลครัวทำขึ้นเองและรอที่จะ ทิ้งคุ่งหละมิอันเล็กที่กวาดสิ่งจัญไร สิ่งชั่วร้ายแล้วลงทิ้งในคุ่งหละมิอันใหญ่ที่ จะเข้ามากวาดสิ่งชั่วร้ายออกจากหมู่บ้าน เมื่อได้เวลาหกโมงเย็นบ้านหลังแรก หรือที่อยู่หัวหมู่บ้านคือบ้านหลังแรก และเดินไปเรื่อย ๆ เพื่อให้บ้านแต่ละ หลังนำคุ่งหละมิของครอบครัวมาทิ้งจนกระทั่งถึงท้ายหมู่บ้านผ่านบ้านหลัง สุดท้าย พอมาถึงท้ายหมู่บ้านขบวนพิธีกรรมจะเอาคุ่งหละมิอันใหญ่วางบน ถนนเข้าออกหมู่บ้าน ผู้นำพิธีกรรมจะปิดถนนหนึ่งคืน ห้ามไม่ให้คนเข้าออก ภายในคืนนั้น เพราะถ้ามีคนเข้าออกได้ภัยชั่วร้ายจะมาพร้อมกับคน ๆ นั้น เมือนำคุ่งหละมิปิดถนนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขบวนพิธีกรรมจะกลับมารวมกลุ่ม กับผู้นำพิธีกรรมจะเตรียมธูป เทียน ดอกไม้ ไหว้พระเพื่อสะเดาะเคราะห์ใน คืนนั้น พระภิกษุ 5 รูปสวดพระคาถา หลังจากพระภิกษุสวดพระคาถาเสร็จ ฆราวาสจะจุดไหว้เทียนอธิษฐานพร้อม ๆ กันเป็นอันเสร็จพิธีกรรม และในคืน นั้นห้ามไม่ให้ชาวบ้านอกเดินเที่ยวหากัน แต่อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบันไม่มีการประกอบพิธีกรรมดังกล่าว ตั้งแต่มีหน่วยงานความมั่นคงเข้ามาในหมู่บ้าน โดยหน่วยงานความมั่นคงให้ เหตุผลในความไม่สะดวกในการปฏิบัติงานที่ต้องเดินทางเข้าออกระหว่าง


293 หมู่บ้านกับที่ตั้งของหน่วยงานความมั่นคง การปิดถนนหนึ่งคืนอาจส่งผล กระทบหากมีความไม่สงบเกิดขึ้นตามแนวชายแดน ในขณะที่ทางหมู่บ้านก็ไม่ อาจปรับเปลี่ยนรูปแบบการประกอบพิธีกรรมได้ เพราะทางเข้าออกของคนก็ คือทางเข้าออกของผีหรือสิ่งไม่ดีเช่นเดียวกัน หากนำคุ่งละมิไปไว้ริมทางถนน แล้วยังมีการเดินทางเข้าออกอยู่ ผีหรือสิ่งไม่ดีก็ยังเข้าออกหมู่บ้านได้ เหมือนเดิม การประกอบพิธีกรรมดังกล่าวจึงต้องยกเลิกไปเช่นกัน แต่ยังมีให้ เห็นบ้างตามบ้าน เดือนมิถุนายน ชาวไร่ ชาวนา จะเริ่มสร้างกระต๊อบหรือแต่จ่องเพื่อ ไปค้างคืนเวลาทำไร่ทำนาพืชพันธุ์ต่าง ๆ เช่น พันธุ์ข้าวเจ้า พันธุ์ข้าวเหนียวที่ นิยมกินและใช้จะเริ่มหว่านในช่วงเดือนนี้ ดังนั้นก่อนจะเนิ่มทำไร่ ทำนา จะต้องมีพิธีกรรมบวงสรวงเจ้าที่เจ้าทางเพื่อให้ได้ผลผลิตเพียงพอต่อ ความต้องการภายในครอบครัว โดยมีความเชื่อว่าถ้าไม่มีพิธีกรรมบวงสรวง เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขาจะทำให้ได้ผลผลิตไม่ดี ไม่งาม เดือนกรกฎาคม ประเพณีเข้าพรรษาจะมีงานบุญ 3 วัน 3 คืน ชาวบ้านจะเข้าวัดฟังเทศน์ตั้งแต่คืนวันขึ้น 14 ค่ำเดือน 8 พอเช้าวันรุ่งขึ้นซึ่ง เป็นวันพระใหญ่ ขึ้น 115 ค่ำเอน 8 เป็นวันเข้าพรราของฆราวาสไหว้พระ ตักบาตรในตอนเช้าและกลางคืนชาวบ้านจะไปไหว้เจดีย์ใช้เทียน 1 เล่ม และ มีกรวยดอกไม้พร้อมเทียนจำนวน 3 เล่มแทนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สวดมนต์ ไหว้พระซึ่งจะจุดเทียนทีละเล่มหลังจากจบสวดมนต์แต่ละบท วันรุ่งขึ้น แรม 1 ค่ำเดือน 8 จะเป็นวันเข้าพรรษาของพระสงฆ์ ตอนเช้า ไหว้พระ ตักบาตร และกลางคืนสวดมนต์ไหว้พระ และในทุกวันพระตลอด 3 เดือนคนที่ถือศีลตั้งแต่วันพระใหญ่จะเข้าวัดถือศีล 8


294 เดือนสิงหาคม เป็นเดือนเรียกขวัญของหมู่บ้าน หรือเรียกขวัญหล่าเคาะ พีเรียกขวัญจะทำในทุกครัวเรือน และในระดับหมู่บ้าน ในแต่ละครัวเรือนผู้ที่ อายุมากที่สุดจะเป็นผู้เรียกขวัญให้กับคนในครอบครัวสิ่งที่ต้องเตรียม 1. ด้ายขาว ที่ผลิตมาจากฝ้ายที่เก็บมาจากไร่หมุนเวียน 2. มิ่งถ่ง ใช้ข้าว เหนียวม้วนด้วยใบดอกหญ้า หัวแหลม ท้ายตัด 3.น้ำสะอาด 1 แก้ว หรือ 1 ขัน เพื่อแช่ด้ายผูกข้อมือและแช่สิ่งของที่ใช้เรียขวัญ 4. อ้อยผ่าซีก เป็น ส่วนประกอบเรียกขวัญ 5. ข้าวหุงสุก ปั้นเป็นก้อนเล็กไม่ต่ำกว่า 7 ก้อน 6. กล้วยน้ำหว้าสุก 1 หวี 7. โพ่วี 8. นูวะ 9. กระด้ง (นูวะทำหน้าที่ตีเสาบันได ช่วงเรียกขวัญ และตีกระด้งเรียกขวัญ) เย็นวันพระขึ้น 15 ค่ำชาวบ้านทั้ง หมู่บ้านร่วมกันทำสังฆทาน และกองผ้าป่า สิ่งของต่าง ๆ ผลไม้ อาหารแห้ง ถวายวัด ก่อนขึ้นวัดชาวบ้านจะแห่สิ่งของต่าง ๆ รอบเจดีย์พระธาตุ 3 รอบ กราบไหว้เจดีย์พระธาตุเสร็จ รับศีลรับพรเรียบร้อย จึงกลับมาแห่รอบวัดอีก 3 รอบแล้วนำสิ่งของขึ้นไปถวายพระสงฆ์ พระสงฆ์สวดมนต์ให้ศีลให้พร และ กรวดน้ำ เดือนกันยายน ประเพณีเบอเกอบ่อง เป็นการทำบุญถวายอาหาร ให้กับพระสงฆ์ โดยนำไม้ไผ่มาทำเป็นเรือให้มีขนาดพอเหมาะกับอาหารที่ ชาวบ้านนำมาใส่ ซึ่งอาหารที่นำมาจะเป็นของที่อยู่ในไร่เป็นส่วนใหญ่รวมทั้ง น้ำตาล หรือน้ำผึ้งเพื่อชาติหน้าจะได้มีอาหารกิน เดือนตุลาคม ประเพณีออกพรรษาจะมีงาน 3 วัน 3 คืน แรก ชาวบ้านจะเข้าวัด สวดมนต์ฟังเทศน์ ช่วงเช้าของอีกวันชาวบ้านจะทำบุญตัก บาตร กลางวันพระสงฆ์แสดงธรรมเทศนา ในคืนสุดท้ายของวันออกพรรษา ชาวบ้านจะเข้าวัด สวดมนต์ ทำบุญถวายพระและถวายทานแม่น้ำโดยคนใน ชุมชนจะช่วยกันสานตะกร้าไม้ไผ่วางบนแพในห้วยและบนบกเพื่อให้ชาวบ้าน


295 นำอาหารต่าง ๆ ที่ต้องการถวายมาใส่ในตะกร้าก่อนทำพิธีปล่อยแพไปให้ไหล ไปตามสายน้ำ และไหว้เจดีย์ไฟ ซึ่งแต่ละคนจะนำเทียนที่ทำเองจำนวน 3 เล่ม ซึ่งไส้เทียนนับจำนวนเส้นด้ายมากกว่าอายุจริง 1 เส้น (ปัจจุบันจะนิยม ซื้อเทียนตามร้านค้ามากขึ้น) มาปักไว้ที่เจดีย์ที่ทำขึ้นจากไม้ไผ่สานแล้วจุด เทียน หลังจากนั้นมคทายกจะนำสวดมนต์แล้วเดินรอบเจดีย์ไฟและศาลา 1 รอบ จะทำจนครบ 3 รอบซึ่งในแต่ละวันรอบชาวบ้านจะนั่งยอง ๆ พนมมือใน รอบแรก รอบที่สองจะเปลี่ยนเป็นยืนแต่ก้มตัวไปข้างหน้า พนมมือ และรอบ สุดท้ายจะยืนตัวตรง พนมมือ แล้วกลับขึ้นมาบนศาลาทำพิธีต่อจนเสร็จ งานบุญออกพรรษา และบังสุกุล (โบวบ่ากลุ่งมีและโบวบุ่งสะกุ่ง) พิธีกรรมที่สําคัญคือ การไหว้เจดีย์ไฟและการทําบุญลอยแพ ในช่วง ออกพรรษานี้จะมีพิธีไหว้เจดีย์ไฟ (กลุ่งมี) ซึ่งถือเป็นการไหว้เพื่อสะเดาะ เคราะห์ในตอนกลางคืน ในช่วงกลางวันมีการตักบาตร ทําบุญ แล้วเพิ่ม การทําแพใส่ขนมต้ม กล้วย อ้อย แตงโม ผลไม้ ดอกไม้ลอยไปในน้ำ แพไปติด ที่ไหน ผู้คนก็กินขนม พืชพรรณหรืออาหารนั้นได้ เป็นการบังสุกุลเพื่อบูชา เทพแห่งสายน้ำ ผู้มีพระคุณด้วย ส่วนแพอีกอันหนึ่งจะวางบนดินถวายแก่ซ่ง ทะรีหรือพระธรณี (บุ้งสะ กุ้งคุ่ง) ระยะเวลาของงานเริ่มตั้งแต่ ขึ้น 13 ค่ำถึง แรม 1 ค่ำวันขึ้น 13 ค่ำ ช่วงเช้าชาวบ้านช่วยทําความสะอาดวัด แล้วกั้นเสา ไม้ไผ่รอบ ๆ ศาลาวัดทั้งหมด 8 เสา สําหรับ 8 ทิศ มีชื่อเรียกว่า สะนะสะรอย เทิ้ง เพื่อให้เป็นบริเวณสําหรับพระเทศน์ เสาประกอบด้วย ต้นกล้วย ต้น อ้อย ดอกไม้ ไม้ไผ่สานเป็นแผ่นมัดติดกับทุกเสาทําเพื่อป้องกันสิ่งร้าย ผีร้าย เข้ามารบกวนพื้นที่ฟังเทศน์ ธรรมาสนที่พระนั่งเทศน์ทําด้วยไม้ เป็นทรง สี่เหลี่ยมด้านเท่า และรอบ ๆ จะปักประดับด้วยใบสะนูลา 1,000 ใบ ใบ สะเดิ่งลา 1,000 ใบ ดอกไม้ 1,000 ดอก เทียน 1,000 เล่ม ใบพลูมวน 1,000


296 มวน โดยมีขัน้ำมนต์ประกอบด้วย น้ำ ก้อนหินเล็ก ๆ 7 ก้อน น้ำหอมฝนจาก ไม่ หรือแป้งหอม ขมิ้นผง ฝักส้มป่อย ยอดมะพร้าว กิ่งยอดไม้ ดอกไม้ตั้งไว้ หน้าพระสงฆ์ช่วงค่ำ รับศีล สวดมนต์นําน้ำมนต์กลับบ้าน นําก้อนหินใส่ยุ้ง ข้าวสาร เชื่อว่าทําให้อุดมสมบูรณ์ โชคลาภเข้าบ้าน ป้องกันผีร้าย วันขึ้น 14 ค่ำ ช่วงเช้า ไหว้พระ รับศีล ใส่บาตร ถวายอาหาร ช่วง สายราว 10.00 น. จุดเทียนทั้ง 8 ทิศ นําของถวายในบาตร เช่น เหรียญ ข้าวตอก ก่อนจะฟังเทศน์ต้องรับศีล 8 ก่อน ชาวบ้านจะอยู่วัดกันทั้งวัน เมื่อ พระสงฆ์เริ่มเทศน์โดยอ่านบทในคัมภีร์ใบลานเป็นภาษาบาลี ก็นําข้าวตอก ดอกไม้โปรยหน้าธรรมาสน์ เนื้อหาที่นํามาเทศน์ก็คือเรื่องพระเวสสันดร 12 ตอนโดยมีคําสวดถวายให้เทวดารับฟังก่อนทุกตอน เมื่อจบตอนและจะเริ่ม ตอนใหม่ มัคทายกจะตีระฆังเทศน์ได้ 4 ตอน เมื่อเทศน์จบแต่ละวัน ชาวบ้าน เตรียมน้ำคนละ 1 ถังคอยล้างเท้าพระ ช่วงค่ำ ชาวบ้านทั้งผู้รับศีล 8 และศีล 5 ขึ้นวัดรับศีลวันขึ้น 15 ค่ำ ช่วงเช้า รับศีล ใส่บาตร ช่วงสาย พระขึ้นเทศน์ อีก 5 ตอน มัคทายกช่วยกันทําเจดีย์ไฟ ช่วงค่ำชาวบ้านทุกคนจุดเทียนนําไป ปักไว้ที่เจดีย์ไฟ เทียนแท่ทํามาจากรวงผึ้ง ไส่เทียนเป็นด้ายดิบจํานวนเพิ่มจาก อายุผู้ไหว้ 1 เส้น โดยส่วนประกอบเกี่ยวกับเจดีย์ไฟนั้นยังมีดอกไม้ 108 ชุด เทียนขี้ผึ้ง 108 เล่ม ใบพลูม้วน 108 ม้วน ใบสะนู 108 ชิ้น และถะเดิ่ง 108 ชิ้น อันแสดงถึงคุณของพระรัตนตรัย คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์ ตลอดจนคุณของมิตรสหายและตนเอง มัคนายกนําสวดนําไหว้เจดีย์ โดยจะมี วิธีไหว้ 5 ลักษณะ ครั้งแรกให้นั่งพับเพียบ ครั้งที่สองให้ นั่งคุกเข่า ครั้งที่สาม ให้นั่งยอง ๆ ครั้งที่สี่ให้ยืนก้ม ๆ แล้วจะสวดเดินรอบเจดีย์ไฟ 3 รอบ ครั้ง สุดท้ายให้ยืนตรง ๆ แล้ววนรอบเจดีย์ไฟ 3 รอบทางขวามือเช่นกัน ถ้าทํา เจดีย์ไฟ 5 กองแล้วนอกจากเป็นการสะเดาะเคราะห์ยังถือเป็นการไหว้ พระพุทธเจ้าในภัทรกัปนี้ด้วย คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ


297 พระโคดม และพระศรีอาริย์หรือพระศรีอริยเมตไตรยจากนั้นขึ้นศาลา รับศีลสวดมนต์ต่อไป วันแรม 1 ค่ำ ช่วงเช้าใส่บาตร สวดมนต์ ช่วงสายมีการทําแพไม้ไผ่ 2 แพ ทําไว้ใส่พืชผลอาหารใส่แพโดยแพหนึ่งที่ทําขึ้นไว้บนบกจะให้แม่ธรณี อีกแพหนึ่งวางไว้ที่ท่าน้ำจะมีการปล่อยลงในตอนเย็น โดยจะทําพิธีอธิษฐาน โดยการอ่านคําอธิษฐานที่เขียนลงในกระดาษยาวถึง 5 แผ่น หรือแล้วแต่ ผู้อธิษฐานเรียกว่า “เรียทะเนีย” อ่านคําอธิษฐาน แล้วนํากระดาษแขนไว้ที่ไม้ ไผ่ กรวดน้ำแจ้งแม่ธรณีโดยจับตัวต่อ ๆ กันโดยจุดเทียนที่แพก้อนสวด กรวดน้ำ จากนั้นก็ปล่อยแพลงน้ำ พอเวลาตอนค่ำชาวบ้านเดินเวียนรอบ ศาลาวัด 3 รอบจากขวาไปซ้าย ระหว่างเดินร้องรําทําเพลง แห่สังฆทาน แล้ว นําขึ้นศาลาถวายวัด ไหว้พระ และกรวดน้ำเป็นอันเสร็จพิธีนอกจากนี้ในแต่ ละคืนในช่วงงานบุญออกพรรษาจะมีการจุดโคมไฟ (มิโป) ขึ้นทุกคืนซึ่ง บางครั้งชาวบ้านก็จะทําเองจากกระดาษหนังสือพิมพ์ซึ่งต้องใช้จํานวนถึง 100 - 200 แผ่น โดยจะมีไส่ที่อาบน้ำมันไว้ที่จะทํากันก่อนออกพรรษาเป็น เวลาเกือบเดือนเป็นกิจกรรมเพื่อความเพลิดเพลินในวัน เดือนพฤศจิกายน ในเดือนพฤศจิกายนมีประเพณีและพิธีกรรมที่สำคัญ คือ การทำ โฟโตกุ๊หรือเจ้าแห่งน้ำ และงานบุญทอดกฐิน และผ้าป่าลอยฟ้า (โบวเหล่อเห ลียกะเท่อและโบวกะกุ้งหล่องทิ)


298 การทำบุญโพ่โตกุ๊หรือเจ้าแห่งน้ำ ประเพณีการทำบุญโพ่โตกุ๊หรือเจ้าแห่งน้ำเป็นประเพณีที่จัดขึ้น เพื่อแสดงความคารวะและขอขมาต่อแม่น้ำที่ชาวกะเหรี่ยงได้นำมาใช้อุปโภค และบริโภค ในการเพาะปลูกและในการดำเนินชีวิต ชาวกะเหรี่ยงต้องใช้น้ำใน การอุปโภคและบริโภคอยู่เสมอ ดังนั้น เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายนชาวกะเหรี่ยง จึงต้องทำพิธีขอขมาและขอบคุณผู้คุ้มครองน้ำที่คอยดูแลและอนุญาตให้ ชาวกะเหรี่ยงได้มีน้ำกินน้ำใช้ ผ้าป่าลอยฟ้า (โบวเหล่อเหลียกะเท่อและโบวกะกุ้งหล่องทิ) ชาวบ้านจะนําข้าวของอุปกรณ์เครื่องใช้ทั้งหลาย และผ้ากฐิน ถวายวัด เพราะมีความเชื่อว่าจะได้มีสิ่งของเหล่านี้ใช้ไม่ขาดทั้งชาตินี้และ ชาติหน้าบางครั้งก็จะมีกฐินจากนอกหมู่บ้านเข้าไป นอกจากนี้ในเดือนพฤศจิกายนนี้จะมีประเพณีผ้าป่าลอยฟ้า (โบวกะกุ้งหล่องทิ) คือ จะมีการนําไปทอดหมู่บ้านอื่นโดยจะเดินทางในเวลา กลางคืน และไม่ให้ทางฝ่ายหมู่บ้านที่จะไปรู้ล่วงหน้า นิยมไปกันหลังเที่ยงคืน เป็นต้นไป เมื่อไปถึงเวลาใดก็ตามชาวบ้านในหมู่บ้านนั้นก็จะจัดการต้อนรับใน เวลาดังกล่าวไม่ว่าจะดึกเพียงใดก็ตาม และจะทําพิธีถวายในวันรุ้งเช้าของอีก วัน ซึ่งพิธีทําผ้าป่าลอยฟ้านี้จะทําหรือไม่ก็ได้แล้วแต่ความสะดวก ถือเป็นการ ขโมยบุญกับหมู่บ้านอื่น นอกจากนี้ในเดือนดังกล่าวยังมีงานลอยกระทงเหมือนประเพณีไทย ทั่วไป แต่การลอยกระทงในชุมชนทุ่งใหญ่ฯ จะใส่ข้าวสาร ข้าวเหนียว ถ่าน เงิน ดอกไม้ และธูปเทียนลงในกระทงด้วย


299 เดือนพฤศจิกายน ในเดือนธันวาคมมีประเพณีและพิธีกรรมที่สำคัญ ได้แก่ พิธีเลี้ยงผี เรือนและผีบรรพบุรุษ, การเลี้ยงผีน้ำ พิธีเลี้ยงผีเรือนและผีบรรพบุรุษ พิธีเลี้ยงผีเรือนและผีบรรพบุรุษของชาวกะเหรี่ยงจะทำกันปีละครั้ง หลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คุ้มครองป้องกันภัยอันตราย ให้กับคนในครอบครัว ในสังคมกะเหรี่ยงการเลี้ยงผีเรือนและผีบรรพบุรุษจะทำกัน หลังจากการเก็บเกี่ยวข้าว เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนในครอบครัวจะต้องมาอยู่ พร้อมหน้ากันทั้งหมด การทำพิธีนี้ก็เพื่อให้ผีเรือนและผีบรรพบุรุษคุ้มครอง คนในครอบครัวให้ดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติสุข การเลี้ยงผีน้ำ การเลี้ยงผีน้ำหรือพิดุขะเป็นพิธีกรรมที่ชาวกะเหรี่ยงทำในช่วงขน ข้าวขึ้นยุ้งพิธีกรรมนี้จัดกระทำขึ้นเพื่อเป็นการเลี้ยงผีน้ำหรือพิดุขะให้เกิด ความพอใจและไม่มารบกวนมนุษย์ เมื่อเก็บข้าวไว้ในยุ้งแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังสำหรับข้าวก็คือ ความชื้น ดังนั้น ในสังคมกะเหรี่ยงจึงมีพิธีกรรมการเลี้ยงผีน้ำ เพื่อไม่ให้ผีน้ำ มารบกวนข้าวและทำให้ข้าวเกิดความเสียหาย พิธีกรรมเกี่ยวกับข้าว เลือกพื้นที่ทำไร่ไปจนกระทั่งถึงการเก็บเกี่ยวข้าวขึ้นสู่ยุ้งฉาง อย่างไรก็ตาม ชาวกระเหรี่ยงมีความเคารพต่อสิ่งเหนือธรรมชาติในฐานะของ ผู้คุ้มครอง ซึ่งผู้คุ้มครองนี้ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยการมองเห็น การเคารพฝน


300 ผู้คุ้มครองทำให้ชาวกะเหรี่ยงต้องปฏิบัติตนต่อธรรมชาติด้วยความเคารพยิ่ง ด้วยการเซ่นสรวงบูชาและกราบไว้ เพราะถ้าผู้คุ้มครองเกิดความขุ่นเคืองอาจ นำภัยพิบัตินานาชนิดมาสู่ชาวกะเหรี่ยงได้ สื่อสัญลักษณ์ในพิธีกรรมเกี่ยวกับข้าว : การสื่อสารกับสิ่งเหนือธรรมชาติ การประกอบพิธีกรรมเป็นการแสดงออกต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ ควบคู่ไปกับวิถีการดำเนินชีวิต เป็นสื่อสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงภูมปัญญาของ ชาวกะเหรี่ยง ซึ่งภายใต้ความรู้ที่ใช้ในการทำไร่หมุนเวียน ชาวกะเหรี่ยงไม่ได้ ใช้ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติในทางกายภาพเพียงเท่านั้น แต่ชาวกะเหรี่ยงได้ใช้ความรู้ในสิ่งเหนือธรรมชาติประกอบกัน และถือเป็น องค์ประกอบทีมีความสำคัญที่สุดเหนือกว่าความรู้ทางด้านกายภาพของ มนุษย์ ความสำคัญดังที่กล่าวมาสะท้อนให้เห็นผ่านทางพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ ต้องทำในทุก ๆ ขั้นตอนของการทำไร่ พิธีกรรมซึ่งจัดทำขึ้นนั้นเป็นสัญลักษณ์ แห่งการสื่อสารกับธรรมชาติ เพื่อแสดงความเคารพนอบน้อม และขอความ ยินยอมจากสิ่งเหนือธรรมชาติหรือสิ่งคุ้มครองธรรมชาติ เพื่อให้มนุษย์ได้มี โอกาสใช้ประโยชน์จากธรรมชาติในช่วงเวลาหนึ่ง พิธีกรรมแห่งการสื่อสารนั้น มีอยู่ในทุกขั้นตอนของการทำไร่โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. การเลือกพื้นที่ทำไร่ ชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าแผ่นดินนั้นถูกปั้นขึ้นโดยสิ่งศักดิ์สิทธิ์มนุษย์เป็น เพียงผู้ที่ขอเข้ามาทำประโยชน์ ดังนั้นแม้มนุษย์ได้เลือกแล้วว่าที่ดินนั้น เหมาะสมที่จะทำไร่ แต่หากสิ่งศักดิ์ไม่อนุญาตจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มนุษย์ก็ จำเป็นต้องเชื่อฟังธรรมชาติ เพราะถ้าหากมนุษย์ไม่เชื่อฟังธรรมชาตินั้นก็จะ ดลบันดาลให้ประสบแต่ความโชคร้ายต่าง ๆ นานา เช่นเดียวกับการเลือกพื้น


301 ทีทำไร่ ความเชื่อและการนับถือในแผ่นดินทำกินถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่สำหรับ ชาวกะเหรี่ยง ดังนั้น เมื่อมีการเลือกพื้นที่ทำไร ชาวกะเหรี่ยงจะต้องทำพิธีใน การบอกกล่าวและขออนุญาตต่อซ่งธะรีก่อน จากข้อความตัวอย่างต่าง ๆ ในข้างต้นจะเห็นได้ว่าในการเลือกพื้นที่ทำไร่นั้นมีสัญลักษณ์ทางพิธีกรรม ปรากฏอยู่ นั่นคือ การเสี่ยงทายด้วยการเคาะไม้หรือการตีไม้ ซึ่งการเคาะไม้ กับพื้นดินนั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งการบอกกล่าวแก่ผู้คุ้มครองแผ่นดินหรือซ่งธะ รีถ้าที่ดินบริเวณนั้นได้รับการอนุญาต คนกะเหรี่ยงเชื่อว่าการทำไร่ข้าวใน บริเวณนั้นก็จะมีแต่ผลสำเร็จ เนื่องจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ความคุ้มครอง แต่หาก ผู้คุ้มครองแผ่นดินหรือซ่งธะรีไม่อนุญาต ผู้ขอให้ที่ดินก็จะต้องขยับพื้นที่ที่ เลือกไว้ออกไปประมาณ 50 เมตร อย่างไรก็ตาม การอนุญาตให้ใช้พื้นที่ของ สิ่งนั้น ชาวกะเหรี่ยงจะรับรู้ได้จากวิธีการสังเกต อย่างเช่น การสังเกตจาก ความยาวของไม้ ความฝันหรือเสียงร้องของสัตว์ป่า กล่าวคือ ประการแรก การเคาะไม้หรือตีไม้กับพื้นดิน ชาวกะเหรี่ยงจะอธิษฐานต่อซ่งธะรีก่อน เคาะไม้ เมื่อเคาะหรือตีเสร็จแล้วไม้มีขนาดยาวขึ้นแสดงว่าได้รับการอนุญาต ประการที่สอง การสังเกตจากความฝัน เพราะเมื่อก่อนการเคาะไม้นอกจาก จะอธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องความยาวของไม้แล้ว ชาวกะเหรี่ยงจะอธิษฐานใน เรื่องของความฝันด้วยว่าถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์อนุญาตก็ขอให้ฝันดี แต่ถ้าสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ไม่อนุญาตก็ขอให้ฝันถึงสิ่งไม่ดี ส่วนประการที่สามนั้นคือลางบอก เหตุเพราะถ้าได้ยินเสียงสัตว์ป่าเช่น นกขุนแผนหรือเก้งร้องแสดงว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่อนุญาต แต่ถ้าไม่มีเสียงสัตว์พวกนี้แสดงว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์อนุญาต อย่างไรก็ดี ในความเชื่อของชาวกะเหรี่ยงพวกเขาเชื่อว่านกขุนแผนหรือเก้งนี้ เป็นสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของ ความชั่วร้าย แต่ในความเป็นจริง สัตว์พวกนี้ เป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าลึกจึงอาจเป็นไปได้ว่า ถ้าได้ยินเสียงสัตว์พวกนี้แสดง ว่าเข้าไปในป่าลึกมากเกินไป และพื้นที่ที่เข้าไปในป่าลึกเกินไป ชาวกะเหรี่ยง


302 ไม่นิยมเลือกมาเป็นพื้นที่เพาะปลูกเพราะในระหว่างการเพาะปลูกอาจจะเจอ สัตว์ร้ายมาทำอันตรายได้นั่นเอง ในขั้นตอนการเลือกพื้นที่ไร่ดังตัวอย่างที่ยกมา สิ่งที่สังเกตได้จาก สื่อสัญลักษณ์ทางพิธีกรรมคือ ขั้นตอนของพิธีกรรมที่ชาวกะเหรี่ยงได้กระทำ นั้นไม่ว่าจะเป็นกะเหรี่ยงที่นับถือศาสนาใดก็ยังมีการกระทำที่เหมือนกันใน การเลือกพื้นที่ไร่ นั่นคือ การเคาะไม้หรือการตีไม้กับพื้นดินเพื่ออธิษฐานบอก กล่าวและขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือซ่งธะรีอนุญาตเพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่ นั้น ๆ แต่ด้วยการดำรงชีวิตหรือการนับถือศาสนาของชาวกะเหรี่ยงต่าง เผ่าพันธุ์ก็อาจทำให้มีสิ่งที่แตกต่างกันไปบ้างในเรื่องของวิถีการปฏิบัติ อย่างเช่น ในเรื่องของการบูชาเซ่นสรวง ชาวกะเหรี่ยงบางคนอาจต้องมี ดอกไม้ธูปเทียนประกอบการอธิษฐาน แต่บางคนก็ไม่เพียงแค่ตั้งจิตอธิษฐาน เท่านั้น หรือในเรื่องของการเคาะไม้หรือตีไม้ชาวกะเหรี่ยงบางคนเคาะไม้กับ พื้นดินบนผืนที่ตนเองเลือกเพื่อทำไร่นั้นเลย แต่บางคนก็ต้องนำก้อนดินมา วางไว้บนใบไม้แล้วค่อยตีก็มี แต่อย่างไรก็ดีไม่ว่าจะด้วยวิถีการปฏิบัติที่มี องค์ประกอบที่หลากหลายมากเพียงไร แต่สิ่งที่ชาวกะเหรี่ยงต้องทำ เหมือนกันนั่น คือ การเสี่ยงทายด้วยการเคาะไม้หรือการตีไม้กับพื้นดิน เพื่อการติดต่อสื่อสารต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้รับรู้และอนุญาตนั่นเอง นอกจากการเคาะไม้หรือการตีไม้กับพื้นดินที่เป็นสื่อสัญลักษณ์ใน พิธีกรรมที่เชื่อมโยงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ในการเลือกพื้นที่ทำไร่ของ ชาวกะเหรี่ยงยังพบสื่อสัญลักษณ์อื่นอีก คือในพิธีซื้อไร่ของชาวกะเหรี่ยง การซื้อไร่ในที่นี่ไม่ได้หมายถึงการซื้อขายในผืนดินเพื่อจับจองเป็นของตนเอง โดยเด็ดขาดแต่เป็นการซื้อไร่ที่เกิดจากเหตุบังเอิญ ในชุมชนกะเหรี่ยง การใช้พื้นที่ในการทำไร่มีลักษณะแยกกันเป็น กลุ่ม ๆ ตามสายเครือญาติ ในแต่ละปีก่อนที่จะเริ่มเลือกพื้นนที่จะมีการถาม


303 ไถ่กันให้แน่ชัดว่าใครจะเลือกพื้นที่ตรงไหน หากมีเหตุการณ์ที่บังเอิญพลัดเข้า ไปทำไร่อยู่ระหว่างกลางของกลุ่มเครือญาติอื่น เจ้าของไร่จะต้องทำพิธีซื้อไร่ จากไร่ข้าง ๆ ด้านใดด้านหนึ่ง โดยอาจเสียเงิน 1-10 บาท และในปีนั้นต้อง รับผิดชอบทำไร่ทั้งผืนของตนเองและผืนที่ทำพิธีซื้อไว้ทั้งหมด จากตัวอย่างข้อความในข้างต้น ในการเลือกพื้นที่ทำไร่ของคน กะเหรี่ยง การถือผีและการสืบสายเลือดฝ่ายมารดาเป็นหลักสำคัญใน การแบ่งกลุ่มเชื้อสายและเครือญาติในสังคมกะเหรี่ยง คนที่ถือผีคนละเชื้อ สายมักจะตั้งบ้านเรือนแยกห่างจากกันพอประมาณ รวมทั้งการทำไร่ก็ต้องทำ กันคนละบริเวณ ทั้งนี้เพราะมีข้อห้ามที่ไม่ให้คนกะเหรี่ยงจากกลุ่มเชื้อสายอื่น ตั้งบ้านเรือนหรือทำไร่อยู่ระหว่างกลางของคนในกลุ่มเครือญาติเดียวกัน หาก มีการฝ่าฝืนชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าผีที่คุ้มครองกลุ่มเครือญาตินั้นจะบีบผีของผู้ พลัดเข้ามาอยู่ระหว่างกลางพื้นที่การทำไร่ของคนในกลุ่มเครือญาติเดียวกัน จนทำให้คนผู้นั้นเกิดโรคภัยไข้เจ็บและประสบกับปัญหาต่าง ๆ ได้ วิธีแก้ไขคือ การทำพิธีซื้อไร่โดยผู้ที่พลัดเข้ามาทำไร่ในระหว่างกลางพื้นที่ของ กลุ่มเครือญาติจะต้องจ่ายเงิน 1-10 บาท เพื่อทำการซื้อไร่ข้างใดข้างหนึ่งของ ตนเองและต้องทำไร่ในพื้นที่ที่ซื้อด้วยในปีนั้น อย่างไรก็ตามจากพิธีกรรมดังกล่าว การซื้อไร่ด้วยการจ่ายเงิน 1-10 บาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่มาก ถือเป็นสัญลักษณ์ของการสื่อสารและการบอก กล่าวให้กับซ่งธะรีได้รับรู้และอนุญาตให้เข้าไปทำไร่ข้าวในพื้นที่นั้นได้เป็น การชั่วคราวแต่ในครั้งถัดไปก็ต้องหาพื้นที่อื่นทำแทน จากเหตุบังเอิญดังกล่าว นี้เมื่อถึงฤดูกาลการเลือกพื้นที่ทำไร ชาวกะเหรี่ยงจึงมักใช้วิธีการถามไถ่เพื่อ เป็นการป้องกันเหตุบังเอิญในข้างต้นนั้นเกิดขึ้น


304 แผ่นดินและซ่งธะรี ถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในชีวิตคนกะเหรี่ยง เพราะหากปราศจากการคุ้มครองจากผืนแผ่นดินแล้ว มนุษย์ก็ไม่อาจ ดำรงชีวิตอยู่ได้ ความเคารพในแผ่นดินหรือซ่งธะรีจึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญเป็น อย่างยิ่ง โดยจะเห็นได้จากการเลือกพื้นที่ไร่ดังที่ได้กล่าวมา ในกระบวนการ เลือกพื้นที่เพื่อการทำไร่นั้นจะมีรายละเอียดที่ซับซ้อนมาก แม้ว่าเจ้าของไร่จะ เลือกพื้นที่ที่มีความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์และสภาพดินแล้วก็ตาม แต่ถ้า หากมีเหตุอันแสดงให้เห็นว่า เจ้าธรณีไม่อนุญาต หรือมีลางบอกเหตุที่ไม่ดี ก็จำเป็นต้องทิ้งพื้นที่นั้นไปเพื่อเลือกพื้นที่ใหม่ ฉะนั้นความเคารพนี้ถือเป็นสิ่ง ที่เคร่งครัดมากสำหรับชาวกะเหรี่ยง 2. การเตรียมฟันไร่หรือการถางที่ การฟันไร่หรือการถางไร่ชาวกะเหรี่ยงจะเริ่มทำภายหลังจากเลือก พื้นที่ไร่แล้ว โดยในขณะเลือกพื้นที่ทำไร่ชาว กะเหรี่ยงจะคอยสังเกตดูว่าลักษณะพื้นที่และเนื้อที่เช่นนั้น จะต้อง ใช้เวลาในการถางไร่กี่วันก่อนที่จะทำการเผาไร่ได้ ซึ่งถ้าหากมีเวลาเหลืออยู่ มากพวกเขาก็จะไปทำงานอย่างอื่นก่อน การดูเวลาของชาวกะเหรี่ยงหมายถึง การดูระยะเวลาที่ใช้ในการถางไร่ หรือการดูสภาพภูมิอากาศว่าในช่วงเวลาใด ที่แดดจัดมากพอที่จะตากไร่ให้แห้งสนิทได้ก่อนที่จะเริ่มลงมือเผาไร่ได้ ทั้งนี้ เพราะชาวกะเหรี่ยงจะต้องกะระยะเวลาของการถางไร่และตากไร่ให้พอดี เหมาะสมไม่ให้อยู่ในช่วงที่ฝนตก ซึ่งจะทำให้ไร่ชื้นแฉะและเผายาก อย่างไรก็ ตามขั้นตอนการทำงานในช่วงนี้ดูแล้วเหมือนจะไม่มีอะไรยุ่งยากเป็นแค่เพียง การเตรียมพื้นที่สำหรับการทำไร่ แต่สำหรับชาวกะเหรี่ยงแล้วทุก ๆ ขั้นตอน ของการทำไร่ล้วนมีพิธีรีตองและพิธีรีตองนั้นก็เกี่ยวข้องกับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือ สิ่งเหนือธรรมชาติที่พวกเขาจะต้องบอกกล่าวและขออนุญาตก่อนเสมอ


305 หลังจากการเลือกพื้นที่ไร่มาถึงการฟันไร่ก็เช่นกัน เมื่อชาวกะเหรี่ยงจะเริ่มฟัน ไร่หรือถางไร่ก็ต้องบอกกล่าวแก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง ...ก่อนที่จะเริ่มฟันไร่นั้นจะต้องมีพิธีบอกแก่ซ่งธะรีและเจ้าป่าเจ้าเขา อีกครั้งหนึ่งในช่วงของการทำพิธีหากมีลางบอกเหตุที่ไม่ดี เช่น ได้ยินเสียงนก ทูส่อง (นกขุนแผนแดง) ร้อง ถือกันว่าเป็นลางบอกเหตุที่ไม่ดี เพราะจะไม่ ค่อยพบนกชนิดนี้ร้องบ่อยนัก คนกะเหรี่ยงมักเลือกพื้นที่ใหม่ ในช่วงของ การเลือกพื้นที่ทำไร่ไปจนถึงก่อนที่จะมีการฟันไร่นั้น จะมีขั้นตอนที่ ละเอียดอ่อนซับซ้อนมาก เพราะถือว่าหากเลือกที่ได้ไม่ดีไม่เหมาะสมก็ หมายความว่าปีนั้นผลผลิตข้าวที่ออกมาจะไม่ดี ซึ่งจะมีผลต่อการดำรงชีวิตทั้ง ปี การเลือกพื้นที่จึงเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญที่สุดอันหนึ่งของการทำไร่ เมื่อเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมได้แล้วและกำลังเริ่มจะฟันไร่ ก่อนที่จะมี การฟันต้นไม้คนกะเหรี่ยงจะทำการอธิษฐานบอกแก่เจ้าต้นไม้ทั้งหลายที่ สิงสถิตอยู่ ณ ต้นไม้ นั้น ๆ ให้ออกไปก่อน ถือเป็นการขออโหสิกรรมที่ได้ รบกวนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองต้นไม้ โดยปกติแล้วคนกะเหรี่ยงจะไม่ตัดไม้ใหญ่ ในพื้นที่ที่จะทำไร่ ด้วยความเชื่อหลายประการด้วยกันเช่น ไม้ใหญ่บางชนิด ถือเป็นไม้ที่มีบารมี เช่น ต้นตะเคียน ต้นโพธิ์ ต้นประดู่ เป็นต้น ต้นไม้จำพวก นี้จะได้รับการยกเว้น ความเชื่อนี้เป็นสิ่งที่ได้รับอิทธิพลมาจาก พระพุทธศาสนา นอกจากนี้แล้วโดยปกติไม้ที่มีแก่นแข็ง เช่น ไม้แดง ไม้ประดู่ เชื่อกันว่าเป็นไม้ที่ทำลายข้าว การฟันไม้ในไร่มักจะเป็นไม้เนื้ออ่อน เช่น ต้นปอ ต้นส้าน หรือไม้ที่มีเถาวัลย์พันเกี่ยวอยู่ ซึ่งเชื่อว่าเป็นไม้ที่ทำลายข้าว หรือที่เรียกกันในภาษากะเหรี่ยงว่า เตะชี้ หรือไม้ปัสสาวะรดข้าว ซึ่งได้มี การอธิบายกันว่าไม้เนื้ออ่อนนั้นมักเป็นไม้ที่มีใบกว้างและมีขนาดใหญ่ น้ำฝน ที่ตกผ่านใบเหล่านี้มาสู่พื้นดินมักทให้หน้าดินเสียหายมากกว่าใบของไม้เนื้อ แข็งซึ่งส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก ดังจะสังเกตได้จากดินบริเวณโคนต้นส้นหลังฝน


306 ตกใหม่ ๆ มักจะถูกฝนซะจนกระจุยกระจาย หน้าดินที่เสียหายนี้จะมี ผลกระทบต่อต้นข้าวโดยเฉพาะในช่วงที่กำลังเติบโต นอกจากนี้แล้วใบที่ใหญ่ ของไม้เนื้ออ่อนหากไม่ตัดทิ้งจะบังแสงแดดทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตไม่เต็มที่ อีกด้วย หลังจากถามและฟันไร่เสร็จหมดแล้วก็จะทำการเก็บริบ แล้วนำมา สุมเป็นกอง ๆ รวมกันไว้แล้วทำการตากไร่หรือโอลุโก่ ซึ่งจะใช้ระยะเวลา ประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ต้นไม้และกิ่งไม้แห้งสนิท แล้วจึงจะเริ่มเผาไร่ ...เมื่อเริ่มจะทำการฟันไร่ก็จะต้องมีพิธีกรรมเพื่อบอกเล่าแก่ซ่งธะรี อีกครั้งหนึ่งโดยต้องเลือกบริเวณที่จะเริ่มฟันไร่ขึ้นมา 3 จุด เพื่อใช้ใน การประกอบพิธีกรรม โดยในจุดแรกก่อนที่จะทำการฟันไร่นั้นจะต้องนำเทียน 3 เล่ม ดอกไม้ 3 ดอก แล้วกรวดน้ำอธิษฐานแก่ซ่งธะรี เพื่อขอเริ่มทำไร่ใน บริเวณนั้น เทียนและดอกไม้เป็นสัญลักษณ์แห่งการขออำนาจและบารมีของ พระรัตนตรัยให้ช่วยคุ้มครอง การประกอบพิธีกรรมดังกล่าวจะทำภายใน 3 วัน ทั้ง 3 จุด และหากภายใน 3 วันนี้ไม่มีลางบอกเหตุใด ๆ ที่ถือว่าไม่เป็น มงคลในวันที่ 4 ก็สามารถเริ่มทำไร่ในฤดูกาลผลิตนั้นได้ แต่หากภายใน 3 วัน มีสิ่งแสดงให้เห็นถึงลางอันไม่เป็นมงคล เช่น นกขุนแผนแดง (ทูส่อง) ร้องทัก ขึ้นทางด้านซ้ายมือของผู้จะทำไร่ หรือได้ยินเก้ง กระรอก ร้องขึ้นในบริเวณไร่ ถือว่าเป็นลางไม่ดี จะต้องทิ้งพื้นที่นั้นไปทำในพื้นที่อื่นแทน เพราะการทำไร่ใน พื้นที่นั้นอาจทำให้ประสบกับปัญหาหรืออุปสรรคต่าง ๆ ได้ จากตัวอย่างดังกล่าวข้างต้น การเซ่นสรวงบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียน และการกรวดน้ำรดลงสู่พื้นดิน ถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งแห่งการสื่อสารต่อ สิ่งเหนือธรรมชาติหรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวกะเหรี่ยง ชาวกะเหรี่ยงเคารพใน ธรรมชาติ เมื่อจะทำการอันใดก็ต้องบอกกล่าวให้แน่ใจว่าได้รับการอนุญาต จากธรรมชาติแล้ว โดยชาวกะเหรี่ยงจะรู้คำตอบของการอนุญาตได้ใน 2 วิธี


307 วิธีแรกถ้านกขุนแผนแดง (ทูส่อง) ร้องทักขึ้นทางด้านซ้ายมือของผู้จะทำไร่ หรือเมื่อได้ยินเสียงเก้ง เสียงกระรอก ร้องขึ้นบริเวณไร่ ซึ่งถ้าได้ยินเสียงของ สัตว์พวกนี้แสดงว่าซ่งธะรีหรือผู้คุ้มครองแผ่นดินไม่อนุญาต ชาวกะเหรี่ยงจะ ไม่สามารถทำไร่ในพื้นที่ที่เลือกไว้ได้ต้องหาพื้นที่ในการทำไร่ใหม่ ส่วนวิธีที่ 2 ถ้าไม่มีลางบอกเหตุดังที่กล่าวมาในวิธีแรกก็แสดงว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์อนุญาต ชาวกะเหรี่ยงก็จะเริ่มลงมือทำไร่ต่อไปได้ทันที แต่อย่างไรก็ตาม ในการบอก กล่าวและขออนุญาตต่อซ่งธะรีนั้นอาจจะเป็นการบอกกล่าวด้วยวาจากแต่ไม่ มีเครื่องเซ่นสรวงประกอบพิธีก็ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าเป็นกะเหรี่ยงที่นับถือ คริสต์ศาสนาจะไม่มีการนำดอกไม้ธูปเทียนมาประกอบในพิธีกรรมดังเช่น ตัวอย่างที่ยกมาในข้างต้น ส่วนการกล่าวอธิษฐานต่อผู้ที่คุ้มครองต้นไม้หรือเจ้าป่าเจ้าเขา สิ่งนี้ ก็ถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในการสื่อสารและเชื่อมโยงถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือ สิ่งเหนือธรรมชาติ ด้วยชาวกะเหรี่ยงเห็นคุณค่าของธรรมชาติและมีความเชื่อ ว่าธรรมชาติต่าง ๆ ล้วนมีผู้คุ้มครอง เมื่อจะต้องตัดต้นไม้ด้วยเหตุจำเป็น ชาวกะเหรี่ยงก็จะต้องบอกกล่าวให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองต้นไม้นั้นได้ รับทราบและออกไปจากพื้นที่ที่มีการฟันไร่หรือถางไร่ก่อน ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าถ้าไม่บอกกล่าวให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทราบ สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นก็ อาจจะตกใจและกลับมาทำอันตรายใด ๆ ให้เกิดขึ้นกับพวกเขาทั้งหลายนี้ได้ ดังนั้น การอธิษฐานจิตต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งการบอกกล่าว เพื่อให้ชาวกะเหรี่ยงเกิดความสบายใดและสามารถทำงานต่อไปได้อย่างมี ความสุขไม่เป็นกังวล 3. การเผาไร่ การเผาไร่คือการจุดไฟเผาเศษไม้ที่เกิดขึ้นจากขั้นตอนการฟันไร่ กล่าวคือ หลังจากชาวกะเหรี่ยงฟันไร่เสร็จเรียบร้อย พวกเขาจะตากไร่หรือ


308 ตากเศษไม้ที่ได้จากการฟันไร่ไว้ในพื้นที่ที่จะทำการเพาะปลูกพอเศษไม้ เหล่านั้นแห้งดีแล้วชาวกะเหรี่ยงจะเผาเศษไม้นั้นให้กลายเป็นเถ้าถ่านเพราะ ชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าขี้เถ้าที่ได้จากการเผาพืชต่างๆ ในพื้นที่จะเป็นปุ๋ยชั้นดี สำหรับต้นข้าวของพวกเขา ในขั้นตอนการเผาไร่จะมีสื่อสัญลักษณ์ปรากฏใน รูปแบบของการบอกกล่าวและการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่ง (โกวิท แก้วสุวรรณ, 2543) ได้กล่าวไว้ ดังนี้ ...หลังจากที่ตากไร่แห้งดีแล้ว ชาวกะเหรี่ยงจะเลือกวันที่ท้องฟ้า โปร่งเป็นวันเผาไร่ก่อนลงมือจุดไฟเจ้าของไร่จะอธิษฐานขอให้สิ่งที่สิงสถิตอยู่ ในไร่ในต้อนไม้ที่ตัดนั้นออกไปจากพื้นที่ไร่ก่อน เมื่ออธิษฐานเสร็จแล้วจึงลง มือเผา จากตัวอย่าง การอธิษฐานถือเป็นสื่อสัญลักษณ์อย่างหนึ่งใน พิธีกรรม ซึ่งเป็นการแสดงถึงการบอกกล่าว การให้เกียรติ การแสดง ความเคารพ และการเห็นคุณค่าของธรรมชาติและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะชาว กะเหรี่ยงเชื่อว่าธรรมชาติกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นมีความเคารพยำเกรงไม่ว่าจะทำ อะไรจะต้องมีการบอกกล่าวก่อนเสมอ เพราะถ้าทำอะไรโดยไม่บอกกล่าว ชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นจะบันดาลโชคร้ายให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ พวกเขาไม่พึงปรารถนา หรือความในหน้าเดียวกันที่ปรากฏสื่อสัญลักษณ์ในรูปแบบของ การบวงสรวงบูชาที่ว่า ...ในขณะเดียวกันฝ่ายหญิงที่อยู่บ้านหรือกระต๊อบที่สร้างไว้ใกล้กับ ที่ทำไร่ เมื่อเห็นมีควันลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าในทิศทางที่ทำไร่ก็จะนำขี้เถ้ามากอง เป็นเจดีย์ที่หน้าบันไดบ้านจำนวน 3 กอง แล้วนำเอาพริกแห้งมาปักบนกอง ขี้เถ้านั้น ซึ่งพิธีกรรมนี้ชาวกะเหรี่ยงเชื่อกันว่าจะช่วงให้การเผาไร่นั้นเกิด


309 การเผาไหม้ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นการป้องกันสิ่งไม่ดีที่อยู่ในไร่ไม่ให้หนี เข้ามาอยู่ในบ้านเพื่อทำให้คนในบ้านเจ็บไข้ได้ป่วยได้อีกด้วย จากตัวอย่างกองขี้เถ้าที่มีพริกปักอยู่บนยอดนั้นถือเป็นสื่อ สัญลักษณ์อย่างหนึ่งในพิธีกรรม เป็นการแสดงถึงการเซ่นสรวงบูชาต่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นผู้ดูแลไฟ เพื่อขอให้การเผาไร่เป็นไปอย่างสมบูรณ์ เพราะ ถ้าเผาไร่ไม่ดีก็จะทำให้วัชพืชที่ไม่ต้องการขึ้นได้เร็ว ทำให้ชาวกะเหรี่ยงต้อง พบกับความลำบากในการดายหญ้าเพื่อทำลายวัชพืชเหล่านั้นอีกหลายครั้ง ดังนั้น การบูชาไฟด้วยความเชื่อว่ามีผู้คุ้มครองชาวกะเหรี่ยงจึงเกิด ความสบายใจว่าการเผาไร่ของตนนั้นต้องสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เพราะฉะนั้น ทุกครั้งก่อนที่จะมีการเผาไร่ชาวกะเหรี่ยงจึงต้องทำพิธีบูชาไฟก่อนทุกครั้ง 4.การหยอดข้าว การหยอดข้าว คือ การใช้เสียมขุดดินให้เป็นหลุมเล็ก ๆ แล้วนำเมล็ดพันธุ์ข้าว หยอดลงไปในหลุม แล้วรอให้เมล็ดพันธุ์นั้นเจริญเติบโตหลังจากได้รับน้ำจาก ฝนแรกที่ตกลงมา ในขั้นตอนนี้จะมีสื่อสัญลักษณ์ในพิธีกรรมที่เชื่อมโยงถึง สิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาก ดังที่นักวิชาการและผู้รู้ได้กล่าวถึงไว้ดังนี้ ปิ่นแก้ว เหลืออร่ามศรี(2539) ได้กล่าวถึงขั้นตอนและพิธีกรรมใน การหยอดข้าวไว้ว่า ....ก่อนจะเริ่มทำการหยอดข้าว เจ้าของไร่จะต้องทำพิธีบอกกล่าว แก่ซ่งธะรีเสียก่อน แล้วจึงทำการหยอดข้าว 9 กอ หรือบือฉิเบาะ อันถือเป็น แม่ข้าว ซึ่งคัดจากข้าวกอที่ดีที่สุดในปีการผลิตก่อน ข้าว 9 ก่อจะทำ การหยอดไว้ตรงกลางไร่ ภายในกรอบวงไม้ไผ่ซึ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยม โดยใน กึ่งกลางของข้าว 9 กอ จะปักไม้ซึ่งหุ้มปลายด้วยเมล็ดข้าวที่หุ้มดินเอาไว้ อัน ถือเป็นสัญลักษณ์ในการบอกกล่าวแก่พิบุ๊โย ซึ่งเป็นเพศหญิงเช่นเดียวกับแม่


310 โพสพของไทย ข้าว 9 กอบนนี้จะมีความสำคัญมาก หากวัวควายที่อื่นมากิน เจ้าของวัวจะต้องทำพิธีผูกขวัญให้กับเจ้าของไร่ การอธิษฐานต่อซ่งธะรีก็เพื่อ ขอใช้ผืนดินในการเพาะปลูกถือเป็นการแสดงตนอันนอบน้อมถ่อมตนต่อ ธรรมชาติตามวิสัยคนกะเหรี่ยงการบอกกล่าวแก่พิบุ๊โยซึ่งสิงสถิตอยู่ในสรวง สวรรค์ผ่านสัญลักษณ์ของแม่ข้าวซึ่งชูขึ้นสูงเหนือข้าวกออื่น ๆ ก็เพื่อขอให้พิบุ๊ โยได้ลงมาทำหน้าที่คุ้มครองต้นข้าวในไร่ให้เจริญงอกงาม สมบูรณ์ ลำต้นสูง เหมือนแม่ข้าวที่ปักไว้สูงกับหลักนั้น พิบุ๊โยจะทำหน้าที่ปกปักรักษาต้นข้าวให้ ปราศจากโรคและศัตรูพืชรบกวน จวบจนกระทั่งข้าวถูกเก็บเกี่ยวและนำขึ้น ยุ้งฉาง หลังจากนั้นพิบุ๊โยจะกลับขึ้นไปสิงสถิตอยู่ในสรวงสวรรค์อีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งปีการผลิตต่อไป ในพิธีไหว้ซ่งธะรีหรือผู้คุ้มครองแผ่นดินปรากฏสื่อสัญลักษณ์คือ การกล่าวคำอธิษฐานและการตบพื้นดิน ซึ่งก่อนจะหยอดข้าวชาวกะเหรี่ยงจะ ทำการอธิษฐาน พออธิษฐานเสร็จจะใช้ ฝ่ามือตบลงบนพื้นดิน 3 ครั้ง คำกล่าวหรือฝ่ามือที่สัมผัสพื้นดินถือเป็นสื่อสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการ ติดต่อสื่อสารกับสิ่งเหนือธรรมชาติ เพื่อเป็นการบอกกล่าว การขออนุญาต เพื่อขอใช้ผืนดินในการเพาะปลูก และเป็นการฝากฝังให้ผู้คุ้มครองแผ่นดิน หรือซ่งธะรีช่วยปกปักรักษาไร่ข้าว อย่าให้มีสัตว์ร้ายมารบกวนหรือทำลายต้น ข้าว ให้ดูแลต้นข้าวและพืชต่าง ๆ ในไร่ให้เจริญงอกงาม ส่วนในพิธีทำขวัญพิบุ๊โยหรือผู้คุ้มครองดูแลต้นข้าวก็ปรากฏสื่อ สัญลักษณ์ในการเชื่อมโยงกับสิ่งเหนือธรรมชาติด้วยเช่นเดียวกัน โดยปรากฏ ในรูปแบบของการทำบือฉิเบาะหรือการปลูกข้าว 9 กอ อันเป็นหัวใจสำคัญ ของไร่ข้าว เพราะจะเป็นที่สำหรับอยู่อาศัยของพิบุ๊โยเมื่อชาวกระเหรี่ยงได้ อัญเชิญลงมาเพื่อปกปักคุ้มครองดูแลไร่ ข้าว 9 กอ จะหยอดไว้ตรงกลางไร่ ภายในกรอบวงไม้ไผ่ซึ่งทำเป็นรูปสี่เหลี่ยม โดยในกึ่งกลางของข้าว 9 กอ


311 ชาวกะเหรี่ยงจะปักไม้ซึ่งหุ้มปลายด้วยเมล็ดข้าวที่หุ้มดินเอาไว้ หรือใน บางครั้งอาจจะเอาเมล็ดข้าวคลุกกับดินแล้วห่อด้วยใบไม้นำไปหนีบไว้ตรง ปลายไม้ที่ทำเป็นง่ามก็มี สิ่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ในการบอกกล่าวแก่พิบุ๊โย การบอกกล่าวไว้ตรงปลายไม้ที่ทำเป็นง่ามก็มี สิ่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ใน การบอกกล่าวแก่พิบุ๊โย การบอกกล่าวแกพิบุ๊โยที่สิงสถิตอยุ่ในสวรรค์ชั้นฟ้า ผ่านสัญลักษณ์ของแม่ข้าวหรือข้าว 9 กอ ที่ชูต้นขึ้นสูงเหนือข้าวกออื่น ๆ ก็ เพื่อขอให้พิบุ๊โยได้ลงมาทำหน้าที่คุ้มครองต้นข้าวในไร่ให้เจริญงอกงามและ สมบูรณ์ซึ่งในการทำพิธีกรรมนี้ชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าพิบุ๊โยจะลงมาทำหน้าที่ ปกปักรักษาต้นข้าวให้ปราศจากโรคและศัตรูพืชรบกวนจวบจนกระทั่งข้าวถูก เก็บเกี่ยวและนำขึ้นยุ้งฉาง หลังจากนั้นพิบุ๊โยจึงจะกลับขึ้นไปสิงสถิตอยู่บน สวรรค์จนเมื่อถึงปีการผลิตครั้งหน้าที่ชาวกะเหรี่ยงจะอัญเชิญลงมาอีก นอกจากบือฉิเบาะหรือข้าว 9 กอ ที่เป็นสื่อสัญลักษณ์ที่ปรากฏใน พิธีกรรม การหยอดข้าวแล้ว ในการขุดหลุมหยอดข้าวยังปรากฏสื่อสัญลักษณ์ ที่เชื่อมโยงถึงสิ่งเหนือธรรมชาติด้วยเช่นเดียวกัน ในการขุดหลุมหยอดข้าวยัง ปรากฏสื่อสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงถึงสิ่งเหนือธรรมชาติด้วยเช่นเดียวกัน ใน การขุดหลุมหยอดข้าวมีวิธีปฏิบัติที่เป็นแบบแผน เสียมที่ใช้ในการขุดต้องทำ ด้ามจับขึ้นมาเป็นพิเศษ โดยชาวกะเหรี่ยงจะนำไม้ไผ่ลำขนาดพอเหมาะ สำหรับการทำเป็นด้ามมาเหลาให้เรียบร้อยตรงปลายของกระบอกไม้ไผ่จะตัด ข้อปล้องออกเหลือให้เป็นพื้นไม่ให้ท่อนไม้เล็ก ๆ นั้นหลุดออกมาพอเวลาขุด หลุมจะเกิดเสียงดังกังวานขึ้นจากก้อนหินหรือท่อนไม้ที่กระทบกับกระบอกไม้ ไผ่ เสียงนี้ถือเป็นสื่อสัญลักษณ์เพื่อบอกกล่าวแก่พิบุ๊โยและซ่งธะรี เพื่อให้สิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ได้ยินและรับรู้ แล้วมาช่วยกันปกปักคุ้มครอง ดูแลรักษาไร่ และช่วย ให้ได้ผลผลิตดีสมบูรณ์


312 5. การสร้างยุ้งข้าว ยุ้งข้าวมีความสำคัญต่อระบบการผลิตแบบยังชีพ เพราะเมื่อ ชาวกะเหรี่ยงเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก็จะนำมาเก็บไว้ในยุ้งฉางสำหรับเอาไว้ใช้ใน การบริโภคการสร้างยุ้งข้าวนั้นมีวิธีการแบบเดียวกับการสร้างบ้าน คือเมื่อจะ สร้างจะต้องมีการบอกกล่าวแก่ซ่งธะรีให้ซ่งธะรีหรือ ผู้คุ้มครองแผ่นดิน อนุญาตเสียก่อนจึงจะลงมือปลูกสร้างยุ้งข้าวได้ วิธีการสร้างยุ้งข้าวนั้นมีผู้รู้ได้ กล่าวถึงไว้ดังนี้ ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี (2539) ได้กล่าวถึงการสร้าง ยุ้งข้าวว่า ก่อนที่จะเริ่มลงเสาเพื่อสร้างยุ้งข้าว จะต้องอธิษฐานบอกแก่ซ่งธะรี ก่อน โดยนำข้าวสาร 7 เมล็ด ครอบด้วยกะลามะพร้าว ณ จุดที่จะทำการ สร้างยุ้งข้าว แล้วอธิษฐานต่อซ่งธะรีว่า “จะขอทำการปลูกยุ้งฉางในบริเวณนี้ หากเจ้าธรณีอนุญาตก็ขอดลบันดาลให้คืนนี้หลับฝันถึงสิ่งที่ดี หากที่บริเวณนี้ ผีแรงเจ้าธรณีไม่อนุญาต ก็ขอให้หลับฝันถึงแต่สิ่งที่ร้ายแรง” หลังจาก อธิษฐานหากคืนนั้นกลับไปฝันถึงสิ่งที่ไม่ดี ผู้ที่จะสร้างยุ้งข้าวจะต้องขยับพื้นที่ ออกไปสักเล็กน้อย จากตัวอย่างข้างต้น คำกล่าวอธิษฐานและการนำข้าวสาร 7 เมล็ด ครอบด้วยกะลามะพร้าว นำมาวางตั้งไว้ในจุดที่จะทำการสร้างยุ้งข้าว ถือเป็น สื่อสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในพิธีกรรมที่มีการเชื่อมโยงกับสิ่งเหนือธรรมชาติหรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ การกระทำเช่นนี้สื่อถึงการติดต่อสื่อสารระหว่างชาวกะเหรี่ยงกับ สิ่งเหนือธรรมชาติ เพื่อเป็นการบูชาเซ่นสรวงและขออนุญาตต่อซ่งธะรีหรือ ผู้คุ้มครองแผ่นดินเพื่อขอใช้พื้นที่ในการสร้างยุ้งข้าวสำหรับเก็บผลผลิต ซึ่งชาวกะเหรี่ยงจะรู้คำตอบจากสิ่งเหนือธรรมชาติได้ผ่านทางความฝันที่เกิด


313 ขึ้นกับตนเองหรือคนในครอบครัว ถ้าฝันดีก็แสดงว่าซ่งธะรีอนุญาต แต่ถ้า ฝันร้ายก็แสดงว่าซ่งธะรีไม่อนุญาต ชาวกะเหรี่ยงก็ต้องเปลี่ยนพื้นที่สำหรับ การสร้างยุ้งข้าวใหม่ 6. การเกี่ยวข้าว การเกี่ยวข้าวจะเป็นการช่วยกันในหมู่เครือญาติ โดยเริ่มจาก ข้าวแปลงที่เริ่มสุกก่อนการเกี่ยวกับข้าวจะเกี่ยวและมัดรวมกันเป็นกอแล้ว กองรวมกันไว้ ในการเกี่ยวข้าวนั้นชาวกะเหรี่ยงมีระเบียบวิธีปฏิบัติที่เป็น แบบแผนเนื่องจากต้องเกี่ยวข้าว 9 กอ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของไร่ข้าวเสียก่อน หลังจากนั้นจึงจะสามารถเกี่ยวข้าวในกออื่นๆได้ วิธีการดังกล่าวนี้มีผู้รู้ได้ กล่าวถึงไว้ดังนี้ กุลวดี บุญภินนท์ (2536)ได้กล่าวถึงพิธีกรรมในการเก็บเกี่ยวของ ชาวกะเหรี่ยงไว้ว่า ....เมื่อข้าวออกรวงสุกเต็มที่ ถึงเวลาเก็บเกี่ยวข้าว ชาวบ้านจะเกี่ยว ข้าว 9 กอ ในที่ทำพิธีก่อน แล้วนำมาผูกไว้ที่ต้นไม้ จากนั้นก็นำไม้มาวางต่อ กัน จากโคนต้อนไม้มายังลานฟาดข้าว ซึ่งเป็นพื้นที่ปูด้วยเสื่อรำแพน เพื่อเป็น ทางให้แม่โพสพเดินมายังลานได้ การเกี่ยวข้าว 9 กอแล้วนำมาผูกไว้ที่ต้นไม้ เป็นสัญลักษณ์อย่าง หนึ่งที่แสดงถึงการติดต่อสื่อสารกับสิ่งเหนือธรรมชาติหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของ ชาวกะเหรี่ยง เป็นการบอกกล่าวแก่พิบุ๊โยว่าถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้วและ ขอให้พิบุ๊โยมาปกป้องคุ้มครองและช่วยให้การเกี่ยวข้าวสำเร็จผลไปด้วยดี นอกจากนี้การเกี่ยวข้าว 9 กอในที่ทำพิธีก่อนที่จะเกี่ยวข้าวกออื่นๆ ในไร่ ยัง เป็นสื่อสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการให้เกียรติและความเคารพที่ชาวกะเหรี่ยงมี ต่อพิบุ๊โยหรือผู้คุ้มครองดูแลต้นข้าว เมื่อจะทำอะไรก็ต้องมีการอัญเชิญ


314 การบอกกล่าว และการขออนุญาต นากจากนี้การให้เกียรติและการแสดง ความเคารพนี้ชาวกะเหรี่ยงยังแสดงออกผ่านทางการนำไม้มาวางต่อกันแล้วปู ด้วยเสื่อลำแพนเพื่อเป็นทางเดินให้กับพิบุ๊โยจากโคนต้นไม้ที่ผูกข้าว 9 กอ ไว้ไปจนถึงลาดฟาดข้าวสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าชาวกะเหรี่ยงให้ความสำคัญต่อ เทพผู้คุ้มครองดูแลต้นข้าวของพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง 7. การฟาดข้าว การฟาดข้าวของชาวกะเหรี่ยงคือการนำมัดข้าวที่เกี่ยวและตากไว้ดี แล้วมาฟาดกับรางไม้เพื่อให้เมล็ดข้าวหลุดร่วงออกจากรวงข้าวในพิธีการฟาด ข้าวพบว่ามีสื่อสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับสิ่งเหนือธรรมชาติโดยปรากฏอยู่ใน รูปแบบของการบูชาเซ่นสรวง ดังที่มีนักวิชาการและผู้รู้ได้กล่าวถึงไว้ดังนี้ สมชาย ศรีสุข (2556) ได้กล่าวถึงพิธีกรรมในการฟาดข้าวที่แสดง ให้เห็นถึงสื่อสัญลักษณ์ในพิธีกรรมที่มีการเชื่อมโยงกับสิ่งเหนือธรรมชาติไว้ว่า ...ในลานข้าวจะมีศาลเล็กๆ ตั้งตรงหน้าลานเพื่อทำพิธีไหว้พระแม่ โพสพ (พิบุ๊โย) บนศาลจะมีอาหารคาวหวาน ดอกไม้ ธูปเทียน และเครื่องบูชา ส่วนใต้ศาลจะมีที่เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวที่จะนำไปปลูกในปีต่อไป มีการแต่งศาล ด้วยดอกไม้ในไร่ และนำดอกไม้มาแต่งเป็นพวงผูกกับยอดไม้ไผ่มาตั้งที่ศาล ให้ดอกไม้ย้อยลงมาในลานฟาดข้าวให้ได้ตรงกึ่งกลางของที่สำหรับฟาดข้าว พอดี เมื่อถึงเวลาที่นัดหมายตอนกลางคืน ชาวกะเหรี่ยงจะมารวมตัวกัน ในบริเวณลาดฟาดข้าว เมื่อถึงเวลาเจ้าของไร่ข้าวจะบอกกล่าวอัญเชิญ พระแม่โพส พระแม่ธรณี เจ้าที่เจ้าทาง รุกขเทวดา มาประทับยังสถานที่ที่ได้ จัดไว้ให้ และจากนั้นจะประกอบพิธีขอขมาและขอบคุณพระแม่ธรณี (ซ่งทะรี) พระแม่โพสพ (พิบุ๊โย) และอธิษฐานขอให้ปีต่อไปได้พืชพันธุ์ธัญญาหารที่


315 สมบูรณ์ เมื่อเสร็จพิธีกรรมแล้วเจ้าของไร่ข้าวจะนำกำข้าว 3 กำมาฟาดก่อน จากนั้นชาวบ้านจึงจะเริ่มช่วยกันฟาดข้าวต่อไป โดยชาวบ้านจะแบ่งกันเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงมีการร้องเพลงโต้ตอบกันโดยมีพ่อเพลงและแม่ เพลงร้องเกี้ยวพาราสีเป็นที่สนุกสนาน และพิธีการจะดำเนินไปจนกว่าข้าวจะ หมดลาน ซึ่งบางครั้งอาจจะฟาดข้าวจนถึงรุ่งเช้าก็มีถ้าข้าวมีปริมาณมาก ส่วนบุณรอด ชลารักษ์ (2552) ก็ได้กล่าวถึงพิธีกรรมในขั้นตอนของ การฟาดข้าวไว้ดังนี้ ....เจ้าภาพจะจัดเตรียมสถานที่ ได้แก่ กองข้าว รางฟาดข้าวทำด้วย ไม้ไผ่ ตั้งไว้ตรงกลางลาน พื้นลานในสมัยโบราณจะปูด้วยเสื่อลำแพน (เสื่อที่ทำจากไม้ไผ่สาน) ข้าวจะต้องกองเป็นแถว 2 ด้าน เพื่อกันไม่ให้ข้าวกระ เด็กนออกไปข้างนอกลาน ใน ลานข้าวจะมีศาลเล็ก ๆ ตั้งตรงหน้าลานเพื่อทำ พิธีไหว้พระแม่โพสพ บนศาลจะมี อาหารคาวหวาน ดอกไม้ ธูปเทียนและ เครื่องบูชา ส่วนใต้ศาลจะมีที่เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวที่จะนำไปปลูกในปีต่อไป มี การแต่งศาลเจ้าด้วยดอกไม้ในไร่ และนำดอกไม้มาแต่งเป็นพวงผูกกับยอดไม้ ไผ่มาตั้งที่ศาลให้ดอกไม้ย้อยลงมาในลานฟาดข้าวให้ได้ตรงกึ่งกลางของรางที่ จะฟาดข้าว เมื่อถึงเวลาที่นัดหมายตอนกลางคืน ชาวกะเหรี่ยงจะมารวมกันใน บริเวณลานฟาดข้าว เมื่อถึงเวลาเจ้าของไร่ข้าวจะประกอบพิธีขอขมาและ ขอบคุณพระแม่ธรณี พระแม่โพสพ และอธิษฐานขอให้ปีต่อไปได้พืชพันธุ์ ธัญญาหารที่สมบูรณ์ เมื่อเสร็จพิธีกรรมแล้วเจ้าของไร่ข้าวจะนำกำข้าวมาฟาด ก่อนจากนั้นผู้ร่วมงานจะช่วยกันฟาดข้าว โดยแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายชายและ ฝ่ายหญิงมีการร้องเพลงโต้ตอบกันโดยมีพ่อเพลงและ แม่เพลงร้องเกี้ยวพา ราสีกันเป็นที่สนุกสนานจนกว่าข้าวจะหมดลาน บางครั้งอาจจะฟาดข้าวจนถึง


316 รุ่งเช้าเพราะมีข้าวมาก เมื่อฟาดข้าวหมดแล้วเจ้าของไร่จะนำอาหารมาเลี้ยง ซึ่งจะประกอบด้วยข้าวห่อ ข้าวเหนียวห่อ แกง น้ำพริกผัก จากขั้นตอนการฟาดข้าวดังตัวอย่าง การตั้งศาลถือเป็น สื่อสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในพิธีกรรมที่มีความสัมพันธ์และเกี่ยวโยงกับสิ่งเหนือ ธรรมชาติ เป็นสื่อที่แสดงออกถึงการเคารพบูชาของชาวกะเหรี่ยงที่มีต่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ให้ความคุ้มครองในกระบวนการผลิตข้าว โดยจะมี เครื่องเซ่น สรวงที่ประกอบด้วยอาหารคาวหวาน ดอกไม้ ธูปเทียนและเครื่องบูชาต่าง ๆ วางไว้บนศาล ส่วนด้านล่างศาลจะมีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่จะนำไปใช้สำหรับปลูก ในปีต่อไว้วางตั้งอยู่ อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นกะเหรียงที่นับถือศาสนาคริสต์ก็จะ ไม่มีธูปเทียนหรือเครื่องบูชาทางพระพุทธศาสนา แต่จะมีการตั้งศาลให้กับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นล้วนเป็นสื่อสัญลักษณ์ที่ ชาวกะเหรี่ยงจัดทำขึ้นเพื่อเป็นการเซ่นสรวงบูชา การขอขมา และเป็น การขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งพิบุ๊โยผู้คุ้มครองดูแลต้นข้าว ซ่งธะรีผู้คุ้มครอง ดูแลแผ่นดิน และสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ ที่ให้ความคุ้มครองดูแลตลอดฤดูกาลผลิต ส่วนเมล็ดข้าวที่ตั้งไว้ด้านล่างศาลคือสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการอ้อนวอนและ ขอร้องไห้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองดูแลการเพาะปลูกในปีถัดไปให้ได้ผลผลิตที่ดี และสมบูรณ์ 8. การขนข้าวขึ้นยุ้ง หลังจากฟาดข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชาวกะเหรี่ยงก็จะนำ ข้าวเปลือกที่ได้นำขึ้นไปเก็บไว้บนยุ้งฉาง การขนข้าวขึ้นยุ้งฉางของกะเหรี่ยง นั้นมีวิธีปฏิบัติที่เป็นแบบแผนที่มีพิธีรีตองมากมายและพิธีกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นก็แฝงไว้ด้วยสื่อสัญลักษณ์ที่มีความเชื่อมโยงต่อสิ่งเหนือธรรมชาติดัง จะเห็นได้จากที่นักวิชาการและผู้รู้ได้กล่าวถึงได้ดังนี้


317 ข้าว 9 กอหรือแม่ข้าว ถือเป็นสื่อสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในพิธีกรรมนี้ ข้าว 9 กอที่ชาวกะเหรี่ยงนำมาแขวนไว้บนยุ้งข้าว ชาวกะเหรี่ยงเปรียบ ข้าว 9 กอ นี้เสมือนเป็นตัวแทนของพิบุ๊โยหรือผู้คุ้มครองดูแลต้นข้าว การนำ ข้าว 9 กอ มาแขวนบนยุ้ง เพื่อเป็นสื่อที่แสดงถึงการเคารพบูชา การให้ เกียรติ และการขอบคุณ ที่พิบุ๊โยได้ดูแลรักษาต้นข้าวมาโดยตลอด ซึ่งชาวกะเหรี่ยงจะมีเครื่องเซ่นไหว้เพื่อแสดงความขอบคุณอันประกอบด้วย ดอกไม้และอาหารประเภทมันเทศหรือมันสำปะหลังที่เป็นผลผลิตที่ได้จากไร่ ข้าวในปีนั้นเมื่อพิบุ๊โยพอใจชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าในปีถัด ๆ ไปพิบุ๊โยก็จะลงมา ช่วยดูแลไร่ข้าวอีก ยุ้งข้าวที่ยังไม่มุงหลังคา สิ่งนี้ก็ถือเป็นอีกสื่อสัญลักษณ์หนึ่งที่ ปรากฏในพิธีขนข้าวขึ้นยุ้ง ในการประกอบพิธีกรรมก่อนที่จะขนข้าวขึ้นยุ้ง ชาวกะเหรี่ยงจะยังไม่มุงหลังคายุ้งข้าว เพราะบนยุ้งข้าวนั้นชาวกะเหรี่ยงจะ นำข้าว 9 กอที่เป็นตัวแทนของพิบุ๊โยขึ้นไปแขวนไว้บนยุ้งข้าว เพื่อทำพิธีแสดง ความขอบคุณต่อพิบุ๊โย ถ้ามุงหลังคาชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าพอเสร็จพิธีพิบุ๊โยก็ ไม่สามารถกลับขึ้นไปบนฟ้าได้ แต่ถ้ายังไม่มุงหลังคาเมื่อพิธีเสร็จเรียบร้อยดี แล้วพิบุ๊โยก็สามารถกลับขึ้นสู่ท้องฟ้าได้โดยสะดวกนั่นเอง ยุ้งข้าวผี ก็เป็นอีกสื่อสัญลักษณ์หนึ่งที่อยู่ในพิธีกรรม ยุ้งข้าวผีเป็น ยุ้งข้าวจำลองเล็ก ๆ ที่สร้างไว้ใต้ถุนยุ้งข้าวจริง ภายในยุ้งข้าวจำลอง ชาวกะเหรี่ยงจะนำดินมาใส่ให้เต็ม แล้วนำธนู มีด พร้า ขวาน จอบ เสียม เครื่องมือหากินจำลองที่ทำขึ้นด้วยไม้ ฯลฯ มาวางไว้ในยุ้งข้าวจำลองนี้การ กระทำเช่นนี้เป็นสื่อที่แสดงถึงการขอบคุณและการบูชาเครื่องมือทำกินของ ชาวกะเหรี่ยงให้ชาวกะเหรี่ยงได้ระลึกถึงบุญคุณของเครื่องมือต่าง ๆ นั้น เพราะตลอดระยะเวล 1 ปีของการผลิตเครื่องมือต่าง ๆ เหล่านี้ต้องถูกใช้ งานอย่างหนักอยู่ตลอดเวลาและนอกจากนี้กะเหรี่ยงในบางพื้นที่สร้างยุ้ง


318 ข้าวผีขึ้นมานอกเหนือจากเป็นการบูชาเครื่องมือทำมาหากินแล้วยังทำขึ้นเพื่อ เป็นการบูชาผีน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้ผีน้ำมารบกวนและทำให้เกิดความเสียหาย กับข้าวที่อยู่บนยุ้งด้วย กองข้าวที่มีการปักเคียว ชิง ดิน เถาวัลย์ ดอกดาวเรือง ดอกหงอนไก่ ไว้บนยอด เป็นสื่อสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการขอร้องให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครอง ธรรมชาติให้ช่วยดูแลข้าวให้มีอยู่เต็มยุ้งตลอดไป การแสดงความอ้อนวอน และขอร้องนั้น ชาวกะเหรี่ยงจะกระทำผ่านทางการเคี้ยวขิงและดินแล้วถ่มลง บนกองข้าว การตวงข้างตรงปลายสุดของกองข้าวใส่กระบุงแล้วแบกเดิน วนรอบกองข้าว 3 รอบ พร้อมกับตะโกนบอกให้เถาวัลย์ เคียว ขิง ยึดกองข้าว ไว้ ให้กองข้าวสูงเท่าเดิมไม่ให้ข้าวยุบตัวลงมา จากนั้นก็จะแบกข้าวขึ้นไปบน ยุ้ง 3 ครั้ง การกระทำเช่นนี้สื่อถึงการขอร้องและอ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ คุ้มครองธรรมชาติให้เห็นใจและช่วยรักษาข้าวไว้ไม่ให้หมดลงเร็วเกินไป การใช้มีดไม้และหน้าไม้ขนาดเล็กแทงจากใต้ถุนขึ้นไปบนยุ้งข้าวที่มี การนำข้าวขนขึ้นมาเทบนยุ้งแล้วและการคำอธิษฐานที่ว่า “ข้าวแม่เอ๊ย จงสูง ขึ้นมา ยายพิบุ๊โยเจ้าขา ช่วยสลัดตัวให้ข้าวสูงขึ้นมา ยายพิบุ๊โยจงดูดาวดูเดือน เถิด” การกระทำและคำกล่าวเช่นนี้ล้วนเป็นสื่อสัญลักษณ์ที่แสดงถึง การขอร้องและอ้อนวอนเพื่อขอให้พิบุ๊โยช่วยดูแลข้าวให้มีข้าวเพิ่มมากขึ้น อย่าได้ลดลงไปนั่นเอง


319 1. พิธีทำบุญข้าวเปลือก การทำบุญข้าวเปลือกเป็นประเพณีที่ชาวกะเหรี่ยงปฏิบัติสืบทอด กันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ จัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและแสดงการรำลึกถึง พระคุณของพิบุ๊โยที่ให้การดูแลและคุ้มครองข้าวให้มีความอุดมสมบูรณ์ พิธีกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งเหนือธรรมชาตินี้มักจะมีสื่อสัญลักษณ์ ปรากฏอยู่ในพิธีกรรมอย่างมากมาย ในพิธีทำบุญข้าวเปลือกนี้ การตั้งศาลถือเป็นสื่อสัญลักษณ์อย่าง หนึ่งในพิธีกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ศาลนี้ตั้งขึ้นเพื่อให้ เป็นที่ประทับของพิบุ๊โยหรือผู้คุ้มครองดูแลต้นข้าว บนศาลจะมีเครื่องเซ่น สรวงบูชาต่อพิบุ๊โยดังที่ปรากฏในตัวอย่างซึ่งจะมีอยู่อย่างมากมาย และใต้ ศาลนั้นก็จะมีกระบุงที่ใส่ข้าวเปลือกตั้งไว้ เครื่องเซ่นไหว้และเครื่องประกอบ พิธีนี้แสดงให้เห็นว่าคนกะเหรี่ยงนั้นให้ความสำคัญและมีความเคารพต่อ พิบุ๊โยเป็นอย่างยิ่ง เครื่องเซ่นสรวงบูชาที่ชาวกะเหรี่ยงได้เตรียมไว้เป็น การแสดงออกถึงการเคารพบูชาและการแสดงความขอบคุณที่พิบุ๊โยได้ คุ้มครองดูแลต้นข้าวมาตลอดฤดูกาลผลิต ส่วนข้าวเปลือกในกระบุงที่อยู่ใต้ ศาลตั้งไว้เพื่อแสดงถึงการขอร้องและการอ้อนวอนให้พิบุ๊โยกลับมาเพื่อ คุ้มครองการทำไร่ข้าวอีกในฤดูกาลถัดไป อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นกะเหรียงนับ ถือศาสนาคริสต์หรือศาสนาอื่น ๆ ในการประกอบพิธีกรรมจะมีเพียงการตั้ง ศาลเพื่อแสดงความเคารพและแสดงความขอบคุณต่อพิบุ๊โยเท่านั้น แต่จะไม่ มีพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้อง


320 2. พิธีทำบุญรับขวัญข้าวใหม่ พิธีทำบุญข้าวใหม่จัดขึ้นเพื่อเป็นการแสดงความเคารพและรำลึกถึง พระคุณของพิบุ๊โย อีกทั้งยังเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์และพืชที่ได้ ตายไปในช่วงของการเผาไร่และทำไร่ ดังนั้น ในพิธีกรรมจึงมีเสื่อสัญลักษณ์ที่ เชื่อมโยงกับพิบุ๊โยปรากฏอยู่ เครื่องเซ่นสรวงบูชาที่ใช้ในพิธีกรรมนี้ เป็นสื่อสัญลักษณ์หนึ่งที่ แสดงออกถึงความเคารพและแสดงการขอบคุณต่อพิบุ๊โยผู้ปกปักคุ้มครอง ดูแลข้าว ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวหวาน ขนม ผลไม้และพืชผลที่ได้จากไร่ สิ่งของที่จำเป็นสำหรับการแต่งตัวของพิบุ๊โยอย่างเช่น กระจก หวี ปิ่น ของพวกนี้เป็นเครื่องประดับเพื่อความสวยงามและที่สำคัญยังแสดงถึง ความเป็นเพศหญิงของพิบุ๊โยด้วย นอกจากนี้ยังมีข้าวเปลือก ซึ่งอาหารคาว หวาน ขนม หรือข้าวเปลือกนี้ จะต้องเป็นข้าวใหม่หรือทำมาข้าวใหม่เท่านั้น เพราะพิบุ๊โยคือผู้ที่คุ้มครองดูแลต้นข้าว ดังนั้นในพิธีกรรมที่มีความเกี่ยงข้อง กับพิบุ๊โย เครื่องเซ่นไหว้ต่าง ๆ จึงต้องมีข้าวเป็นองค์ประกอบสำคัญ การเซ่น สรวงด้วยของที่ดีของที่ถูกใจชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็จะเกิดความ พึงพอใจและให้ความคุ้มครอง 3 พิธีผูกข้อมือเรียกขวัญพิบุ๊โย พิธีผูกข้อมือเรียกขวัญพิบุ๊โยหรือที่ชาวกะเหรี่ยงเรียกกันว่าพิธีผูก มือเรียกขวัญวีหล่ายายข้าว (ไข่จูพิบุ๊โยหล่า) เป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นเพื่อ จุดมุ่งหมายในการเรียกวีหล่าหรือเรียกขวัญของพิบุ๊โยหรือผู้คุ้มครองดูแล ต้นข้าวให้มาอยู่กับคนกะเหรี่ยง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำไร่ข้าวที่ ฤดูกาลผลิตในรอบปีใหม่กำลังจะเริ่มขึ้น ในเรื่องที่เกี่ยวกับข้าวชาวกะเหรี่ยง จะให้ความสำคัญต่อพิบุ๊โยมาก เพราะชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าพิบุ๊โยสามารถช่วย ปกปักคุ้มครองให้การเพาะปลูกข้าวได้ผลดีและสมบูรณ์ ดังนั้น ขั้นตอนและ


321 องค์ประกอบในพิธีกรรมจึงมีสื่อสัญลักษณ์ที่แฝงไว้ด้วยความเกี่ยวโยงและ สัมพันธ์กับพิบุ๊โยทั้งสิ้น เครื่องเซ่นสรวงบูชา เป็นสื่อสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่แสดงถึง การเคารพบูชาของชาวกะเหรี่ยงที่มีต่อพิบุ๊โย เครื่องเซ่นสรวงบูชาในพิธีกรรม นี้ประกอบด้วยข้าวห่อที่ทำจากข้าวเหนียวห่อด้วยหญ้าใบไผ่แล้วนำไปต้มและ ข้าวแตกงาที่ทำจากข้าวเหนียวใส่งาคั่วแล้วนำไปตำด้วยครกกระเดื่อง อาหาร ที่ใช้การเซ่นสรวงนี้ล้วนทำมาจากข้าวทั้งสิ้น เพราะชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่า ข้าวกับพิบุ๊โยมีความสัมพันธ์กัน อีกทั้งข้าวยังเปรียบเสมือนเป็นตัวแทน ของพิบุ๊โยด้วย ดังนั้น ในการประกอบพิธีกรรมเพื่อเซ่นสรวงแกพิบุ๊โยจะ สังเกตได้ว่าต้องมีข้าวเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ การผูกข้อมือ เป็นสื่อสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่แสดงถึงการเคารพบูชา การขอร้องการอ้อนวอน ให้พิบุ๊โยช่วยปกปักคุ้มครอง คนกะเหรี่ยงมีความเชื่อ ในเรื่องของขวัญ เชื่อว่าคนเราทุกคนมีขวัญประจำกาย ทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนมี ขวัญประจำกาย เมื่อขวัญอยู่กับตัวชีวิตก็จะมีแต่ความสุข ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย หรือเป็นอันตราย แต่การผูกข้อมือในพิธีกรรมนี้ไม่ใช่การผูกข้อมือเรียกขวัญ ของตนเอง แต่เป็นการผูกข้อมือเรียกขวัญของพิบุ๊โยให้มาอยู่กับคนกะเหรี่ยง คอยช่วยเหลือดูแลและคุ้มครองให้การเพาะปลูกในปีที่จะเริ่มประสบ ความสำเร็จ ดังนั้น ด้ายดิบที่ใช้ผู้ข้อมือในพิธีกรรมนี้จึงเป็นเสมือนเป็น สัญลักษณ์หนึ่งที่ชาวกะเหรียงเชื่อว่าขวัญของพิบุ๊โยมาอยู่กับพวกเขาเวลาเริ่ม การเพาะปลูกก็จะทำด้วยความอบอุ่นใจและสบายใจเพราะเชื่อว่าพิบุ๊โยจะ คอยช่วยเหลืออย่างไรก็ตาม การกวาด้ายดิบขึ้นจากข้อมือไปถึงต้นแขนพร้อม กับปรู้เหล่าหรือเรียกขวัญที่มีชื่อผู้ถูกผูกมือเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการ เรียกให้ขวัญเข้ามาอยู่กับตัวคน ส่วนการวางอาหารและดอกไม้ไว้บนศรีษะ


322 ไหล่หรือมือ ก็เพื่อให้ขวัญกลับมากิน ซึ่งชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าบนศรีษะ ไหล่ และมือนั้นมีขวัญประจำอยู่ เมื่อขวัญกินเสร็จก็จะได้ไม่ไปไหน เป็นต้น คำสวดเรียกขวัญ (ปรู้หล่า) และการเคาะเรียกขวัญ (ดูทูหล่า) เป็นสื่อสัญลักษณ์หนึ่งที่แสดงถึงการติดต่อสื่อสารกับสิ่งเหนือธรรมชาติโดยใช้ วาจาและการเคาะ เพื่อเป็นการบอกกล่าวและอ้อนวอนให้ขวัญของพิบุ๊โยนั้น มาปกป้องคุ้มครองคนกะเหรี่ยง เมื่อพิบุ๊โยก็จะลงมาช่วยเหลือมนุษย์ในการ ทำการเพราะปลูกหรือการทำไร่ข้าว การแสดงรำตงและการร้องเพลงสรรเสริญพิบุ๊โย เป็นสัญลักษณ์ หนึ่งของการสื่อสารเพื่อแสดงความขอบคุณที่พิบุ๊โยได้ลงมาช่วยเหลือ ชาวกะเหรี่ยง ซึ่งการสื่อสารนั้นชาวกะเหรี่ยงได้แสดงออกผ่านทางการแสดง และการร้องเพลงเพื่อมอบให้แก่พิบุ๊โย 4 พิธีกวนข้าวทิพย์ พิธีกวนข้าวทิพย์ชาวกะเหรียงจัดขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อถวายข้าว ให้เป็นพุทธบูชาสำหรับพระราหุลและเป็นการสะเดาะเคราะห์ของชุมชน ในพิธีนี้มีสื่อสัญลักษณ์มากมายในพิธีกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับ สิ่งเหนือธรรมชาติ หญิงสาวพรหมจารีจำนวน 4 คนเป็นสื่อสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทน ของเทพเจ้าแห่งดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งเป็นสิ่งศักดืสิทธิที่ชาวกะเหรี่ยงให้ความ เคารพนับถือชาวกะเหรี่ยงนั้นมีความเชื่อว่าทุกสรรพสิ่งบนโลกล้วนมีจิต วิญญาณและมีเจ้าของคุ้มครองอยู่ดังนั้น ชาวกะเหรี่ยงจึงเชื่อว่าทุกสรรพสิ่ง บนโลกล้วนมีจิตวิญญาณและมีเจ้าของคุ้มครองอยู่ ดังนั้น ชาวกะเหรี่ยงจึง เชื่อว่าในธรรมชาติที่อยู่แวดล้อมรอบตัวล้วนมีสิ่งคุ้มครอง ชาวกะเหรี่ยงจึงให้ การนับถือและปฏิบัติตนต่อธรรมชาติด้วยความเคารพ ดังนั้น เทพเจ้าแห่ง


323 ธรรมชาติจึงควรเป็นผู้กวนข้าวทิพย์ซึ่งเป็นข้าวที่มีความสำคัญต่อศาสนาและ ต่อวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง เครื่องเซ่นไหว้ เป็นสื่อสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการเคารพบูชา จากความเชื่อในเรื่องของสรรพสิ่งดังที่ได้กล่าวมา ดังนั้น เมื่อมีการจัดงานพิธี ขึ้นชาวกะเหรี่ยงจะต้องมีเครื่องเซ่นไหว้เพื่อบวงสรวงบูชาต่อบรรดาเทพเจ้า เจ้าป่าเจ้าเขา เจ้าที่เจ้าทาอง ผีบรรพบุรษ หรือเจ้ากรรมนายเวรที่ตนเองเคย ได้ล่วงเกิน เพื่อให้สิ่งเหนือธรรมชาติเหล่านี้เกิดความพึงพอใจและช่วยเหลือ ให้งานออกมาสมบูรณ์ ข้าวทิพย์ เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่แสดงถึงการเคารพบูชา อย่างสูงกล่าวคือในการกวนข้าวทิพย์นั้นผู้ที่ทำหน้าที่กาวคือหญิงสาว พรหมจารีซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของเทพเจ้าแห่งดิน น้ำ ลม ไฟ ข้าวทิพย์จึงมี ความสำคัญเพราะเป็นข้าวที่ถือว่าเทพเจ้าเป็นผู้กวนขึ้นมาเพื่อนำไปถวายเป็น พุทธบูชา ดังนั้น ข้าวทิพย์จึงเป็นข้าวที่มีความสำคัญมากต่อ ชาวกะเหรี่ยง อีกทั้งข้าวคือหัวใจสำคัญในการดำรงชีวิตของพวกเขาและข้าวยังมี จิตวิญญาณของพิบุ๊โยคอยดูแลอยู่เพราะฉะนั้น นอกจากการนำข้าวทิพย์ไป เซ่นสรวงบูชาเทพเจ้าแล้วถ้าได้บริโภคข้าวทิพย์ ชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าจะเป็น สิริมงคลกับชีวิตของตนเองเป็นอย่างยิ่ง ศาสนาและความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ศาสนาและความเชื่อ ปัจจุบันชาวกะเหรี่ยงในอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธซึ่งมีความเสื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา อัน จะเห็นได้จากการที่ชาวกะเหรี่ยงร่วมกันสร้างวัดเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจไว้


324 ประจำหมู่บ้านเพื่อประกอบพิธีต่าง ๆ ปัจจุบันการจัดกิจกรรมประเพณีทาง พระพุทธศาสนาในวันสำคัญต่าง ๆ ชาวกะเหรี่ยงยังคงร่วมมือร่วมใจกันจัด งานอย่างเข้มแข็ง นอกจากนี้ชาวกะเหรี่ยงยังมีความเชื่อแบบดั้งเดิมคือ ความเชื่อใน เรื่องผี วิญญาณ ชาวกะเหรี่ยงจึงมีประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับ การเลี้ยงผีอยู่เสมอ ผีที่ชาวกะเหรี่ยงนับถือมีอยู่ 2 อย่าง คือ ผีดี กับผีร้าย ผีดี คือผีบ้าน ซึ่งมีหน้าที่ดูและรักษาหมู่บ้านหรือผีเจ้าที่นั้นเอง และผีเรือน คือ ผีบรรพบุรุษ เช่น ผีปู่ย่าตายายที่ตายไปแล้ว วิญญาณยังวนเวียน คุ้มครอง ลูกหลานอยู่ ชาวกะเหรี่ยงจะมีพิธี เซ่น บวงสรวงบูชาผีเรือนอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้ปลอดภัยจากการเจ็บไข้ได้ป่วยหรือรอดพ้นจากภัยทั้งปวง นอกจาก เลี้ยงผีบ้านผีเรือนแล้ว ชาวกะเหรี่ยงยังมีพิธีเลี้ยงผีไร่ ผีนา ผีป่า ผีดอย อีก ด้วย ทั้งนี้โดยอาศัยหมอผีผู้มีความรู้ในเรื่องไสยศาสตร์ เวทมนตร์คาถา เน้น ผู้ประกอบพิธีเลี้ยงผีเหล่านี้ ซึ่งอาจจะมีทั้งผีดีและผีร้าย ที่อยู่ตามป่าเขาลำ ธารทั่วไป คอยลงโทษผู้ที่ผ่านไปให้ได้รับความเดือดร้อน ดั้งนั้น ความเชื่อถือ ในเรื่องผีและวิญยาณของชาวกะเหรี่ยงจึงมีผลดีต่อสังคม ชาวกะเหรี่ยงอย่าง มากและทำให้เกิดคุณธรรมขึ้น เพราะไม่มีใครกล้าทำความผิดแม้แต่ต่อหน้า และลับหลัง เช่น การลักขโมยหรือการผิดลูกผิดเมียผู้อื่น แม้คนไม่เป็นแต่ผี เห็นเสมอเป็นต้น นอกจากการนับถือผีแล้ว ชาวกะเหรี่ยงยังนับถือศาสนา คริสต์และพุทธศาสนาอีกด้วยซึ่งก่อให้เกิดประเพณีและวัฒนธรรมในเผ่าขึ้น เช่น ประเพณีใหม่ ประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ประเพณีเกี้ยวสาวและแต่งงานหรือ แม้กระทั่งประเพณีงานศพประเพณีปีใหม่ซึ่งเป็นประเพณีที่สำคัญที่สุดของ ชาวกะเหรี่ยงโดยถือกำเนิดเอาเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีแต่การจัดงานอาจจะ ไม่ตรงกันทุกปีก็ได้และแต่หัวหน้าหมู่บ้านหรือฮีโข่ จะแจ้งให้ทราบ ส่วนใหญ่


325 และจะเป็นระยะเวลาก่อนจะถึง ฤดูกาลเกษตร คือหลังจากงานปีใหม่และ กะเหรี่ยงจะเริ่มทำงานในไร่ ในนา ความเชื่อในพุทธศาสนา ตามตำนานในการรับพุทธศาสนา ได้กล่าวถึงความเชื่อดั้งเดิมของ ชาวกะเหรี่ยงที่นับถือฤๅษีในสมัยนั้นชาวกะเหรี่ยงนับถือผีแต่เพียงอย่างเดียว ยังไม่นับถือพุทธศาสนา แต่มีฤๅษีเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ และมีบทบาทใน การชี้นำสังคมได้ ฤๅษีมีความเห็นว่าพุทธศาสนามีแนวคิดที่ดีอยากจะรับพุทธ ศาสนามาให้คนกะเหรี่ยงได้นับถือ จึงสั่งสอนศิษย์จำนวน 3 คน ได้แก่ ย่องโท่ ย่องสตะ และยองเข้หมะ ให้มีความรู้ตามแบบฤๅษีจนแตกฉานแล้วทรงสิทธิ์ ทั้งสามให้เดินทางไปขอบวชและรับใช้พุทธศาสนาจากชนชาติมอญ พม่า และ ไทยเข้ามาเผยแพร่แก่ชาวกะเหรี่ยง ในการเดินทางไปขอบวชในครั้งนั้น ทั้งสามคนต่างได้รับการปฏิเสธ จากชนชาติทั้งสามทำให้สิทธิ์ของฤๅษีทั่งสองคือย่องโท่ และย่องเข้หมะท้อใจ ล้มเลิกความพยายาม แต่ย่องสตะไม่ยอมล้มเลิกจึงตัดสินใจเดินทางไปยังที่ ประชุมธรรมะในสหภาพเมียนมาซึ่งขณะนั้นพระผู้ใหญ่ของสหภาพเมียนมา กำลังสังคยานาพระไตรปิฏก และกำลังถกปัญหาเกี่ยวกับเรื่องมงคลสูตร ซึ่งมี คาถาว่า “พฺรูหิ มงฺคลมุตฺตมํ” ย่องสตะ ได้ลุกขึ้นตอบข้อปุจฉาและอธิบาย คาถาดังกล่าว จนครบถ้วย จะได้รับการยกย่องว่ามีความรู้ทางพุทธศาสนา เป็นอย่างดี เมื่อย่องสตะขอบวชเป็นภิกษุก็ได้รับการคัดค้าน โดยให้เหตุผลว่า กะเหรี่ยงเป็นคนป่าไม่ควรได้รับการบวช ย่องสตะ จึงได้อ้างถึงเรื่องเล่าเมื่อ ครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จธุดงค์ไปในป่าได้พบกับลูกลิงตกในลำธาร พระพุทธเจ้า ได้ช่วยชีวิตนึงนั้นไว้ผลจากการจมน้ำตายอีกทั้งยังเอาจีวรหอลูกลิงนั้นไว้ ลิงซึ่งเป็นสัตว์เดียรฉานยังได้ห่มจีวรแต่ก็เรียนเป็นคนทำไมไม่มีสิทธิ์ใน


326 การบวชจากคำถามของย่องสตะ นี้เอง ทำให้พระผู้ใหญ่ทั้งหลายยอมบวชให้ ย่องสตะ และให้ฉายาว่า “ต่าไม๊ย(ตมิภิกขุ)” คนกะเหรี่ยงเรียกกันว่า “ผู้ต่าไมย่” ชาวกะเหรี่ยงจึงได้บวชในพุทธศาสนาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เรื่องการบวชเรียนในพุทธศาสนาในปัจจุบันนี้ ก็ยังถือว่าผู้ที่ได้ผ่าน การบวชเรียนมานั้นเป็นผู้ที่น่าเคารพเลื่อมใส ผู้ที่บวชหลายพรรษาก็จะได้รับ การยกย่องจากสังคมมาก การบวชเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้หลักคำสอนใน พระธรรมและพระวินัยรวมทั้งคัมภีร์ต่าง ๆ ชาวกะเหรี่ยงจึงนิยมบวชกัน หลายพรรษา เดินทางไปศึกษาธรรมและเดินธุดงค์เข้าไปในสหภาพเมียนมา ทำให้ชาวกะเหรี่ยงในประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับเช้าก็ยังในสหภาพเมียน มาทางหนึ่ง การศึกษาพระธรรมนั้นเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับ คนในหมู่บ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ นิยมให้ลูกหลานเป็นศิษย์วัดหรือบวชเป็นเณร ในช่วงเข้าพรรษาที่วัดกองม่องทะ เป็นวัดเก่าแก่ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของ ชาวบ้าน ไปหาภิกษุหรือสามเณรรูปใดมีความรู้ความสามารถ ก็สามารถเดิน ทางเข้าไปศึกษาธรรมะต่อในตัวจังหวัดกาญจนบุรี คือวัดไชยชุมพลชนะ สงคราม (วัดใต้) และวัดในอำเภอโพธารามจังหวัดราชบุรี เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถก็สามารถศึกษาต่อในมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยใน กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันบ้านกองม่องทะนี้ มีผู้ที่จบหลักสูตรปริญญาตรี สาขาพุทธศาสนาบัณฑิตเอกปรัชญา ณ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุ อยู่ 1 ท่าน คือ นายอภิชาต เสตะพันธ์ ในขณะที่เป็นภิกษุอยู่นั้น ได้ศึกษาคำภีร์ทั้งในวัดมอญ วัดพม่า และวัดไทย ความเลื่อมใสและศรัทธาในพระพุทธศาสนา ให้ชาวกะเหรี่ยง ร่วมใจในการสร้างวัดเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจและมีโอกาสบทเรียน ศึกษาธรรม วัดเป็นที่รู้จักของชาวกะเหรี่ยงและเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวกะเหรี่ยงอีกวัด หนึ่ง ตั้งอยู่ในตัวอำเภอสังขละบุรี คือ วัดศรีสุวรรณ ชื่อวัดแห่งนี้ได้จัดตั้งขึ้น


327 ตามชื่อบรรพบุรุษชาวกะเหรี่ยงในอดีตที่เป็นเจ้าเมืองสังขละบุรี ซึ่งได้ทำ คุณงามความดีให้กับประเทศไทยสมัยสงครามไทยคุณงามความดีให้กับ ประเทศไทยสมัยสงครามไทย-พม่า พระมหากษัตริย์ไทยจึงได้ให้บรรดาศักดิ์ กับเจ้าเมือง เชื้อสายกะเหรี่ยงเป็น พระยาศรีสุวรรณ และได้สืบทอดตำแหน่ง มาถึง 4 ชั่วอายุคน พระศรีสุวรรณคนสุดท้ายได้เป็นนายอำเภอคนแรก ของสังขละบุรี ได้รับพระราชทานนามสกุลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ว่า “เสตะพันธ์” วัดศรีสุวรรณนี้เป็นวัดของชาวกะเหรี่ยงที่ตั้งขึ้น ด้วยความศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแท้จริง วัดนี้มักมีการกิจกรรมตาม ประเพณี ของชาวกะเหรี่ยงจัดทุกปี เช่นประเพณีผูกข้อมือประจำปี การรับพุทธศาสนาของชาวกะเหรี่ยงนั้นยังมีเรื่องเล่าว่า คนกะเหรี่ยงรับต่อมาจากชาวพม่าอีกทอดหนึ่ง คือ หลังจากที่ชนชาติพม่ายึด เอาคัมภีร์พุทธศาสนามาจากชนชาติมอญ ในอดีตชนชาติมอญไม่ยอมให้ชาว กะเหรี่ยงได้บวช ภายหลังกษัตริย์พม่าพระองค์นึงได้ตีเมืองกาญจน์แตกแล้ว รับเอาพุทธศาสนาแบบเถรวาทมาจากชนชาติมอญมา มีพระบรมราชานุญาต ให้คนกะเหรี่ยงสามารถบวชเรียนเป็นภิกษุในพุทธศาสนาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้น มา ปัจจุบันนี้พระภิกษุ สามเณร ในวัดกองม่องทะ อ่านคัมภีร์ไหว้พระสวด มนต์ภาษาบาลีด้วยสำเนียงแบบมอญ ความเชื่อแบบฤๅษี ความเชื่อแบบฤๅษีเป็นความเชื่อที่เชื่อเรื่องการเกิดในชาติหน้า ต้องสะสมบุญบารมี ต้องประพฤติดี ถึงจะได้เกิดในแดนอันเป็นสุขในชาติหน้า ชนเผ่าก็เลี้ยงเชื่อว่าฤๅษีเธอกำเนิดในสหภาพเมียนมาที่หมู่บ้านแมกะน่อง แมกะหวะ เดิมฤๅษีส่วนใหญ่จะบำเพ็ญชานบารมีอยู่ตามถ้ำตามป่าเขาไม่ยุ่ง เกี่ยวกับอบายมุขทั้งหลาย นึกก่อนเพื่อสร้างบารมีให้กับตนเองเป็นแบบอย่าง


328 การปฏิบัติที่ดีงามให้กับผู้ที่นับถือ สืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่า สมัยปัจจุบันฤๅษีหรือผู้บำเพ็ญเพียรจะไม่มีอยู่ในบริเวณหมู่บ้านกองม่องทะ และตำบลไล่โว่แล้วก้ตาม แต่ความเชื่อ ความศรัทธาที่เป็นผลให้เกิด ประเพณี และพิธีกรรมต่าง ๆ ยังมีให้เห็นกันในปัจจุบัน ซึ่งชาวกะเหรี่ยงเรียกความเชื่อ ฤๅษีนี้ว่า “ตะหละโคว” คำว่า “ตะหละโคว” เป็นภาษามอญ ตะหละ คือ ผู้ถือครอง/โคว คือ คุณงามความดี ตะหละโคว จึงหมายถึงผู้ที่มีคุณสมบัติถือครองความจริง ที่ดีที่ชอบ แต่ถ้าฉันเรียกให้ตรงกับภาษาของชนเผ่ามากที่สุดคำว่า ฤๅษี หมายถึง “อิสิ” หรือ “อั่ยสั่ย” นั้นเอง ตะหละโควนี้ เป็นความเชื่อที่เกี่ยวโยง กับพุทธศาสนา ความเชื่อแบบตะหละโคว เป็นความเชื่อแบบพุทธศาสนา นิกายตะ หละโคว ซึ่งเป็นสถานที่ คนในชนเผ่าให้การยอมรับนับถือ สิ่งที่ความเชื่อ แบบตะหละโคว ยึดถือนั่นคือ “อาริยะ” หรือ พระศรีอาริยเมตไตย ซึ่งเป็น พระพุทธเจ้าองค์ถัดไปจากพระพุทธสมณโคดม ตามความเชื่อแบบตะหละ โควนั้นมีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้าจะมีอายุเพียง 5000 ปี เมื่อพุทธศาสนา ผ่านเลยไป 2500 ปี ความเจริญของพุทธศาสนาจะเสื่อมถอยลง ผู้ที่นับถือ พุทธศาสนาบางจาก 2500 ปี ไปแล้ว จะไม่สามารถพบพระศรีอาริยะได้ถึงจะ ตามทันก็ต้องรอขออยู่ในชั้นอบายภูมิ อบายภูมิ คือ แดนทั้งสามที่อยู่ในแดนกามภูมิ คือ 1. สัตว์ที่ไปเกิด เป็นสัตว์นรกในแดนนรก 2. ไปเกิดเป็นเปรตในแดนเปรต 3. ไปเกิดเป็นยักษ์ มารในแดนอรสูรกาย สามแดนนี้เรียกว่า อบายภูมิ คือดินแดนที่เป็นธุระ เดือดร้อนมากเป็นเรื่องที่เชื่อกันแพร่หลายในเรื่อง “ไตรภูมิ ” ไตรภูมิ แปลว่า แดนสาม ซึ่งแยกเป็น กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ กามภูมิ แดนที่คงอยู่ด้วย กามตันหา ยังมีความโลภ โกรธ หลง ดิ้นรนระคนอยู่ด้วยเรื่องอยาก ๆ


329 เรื่องรัก ๆ ใคร่ มีสุข มีทุกข์ ในกามภูมินี้ มีอบายภูมิ 4 แดน และสุคติภูมิ 7 แดน (มนุษย์ และสวรรค์ 6 ชั้น) รวมเป็น กามภูมิ 11 ชั้น ในชั้นอบายภูมินี้ เป็นที่ของผู้ที่ยังไม่ละจากกิเลส และต้องมารอคอยพระศรีอรนะเมตไตยจะมา ส่วนผู้ที่นับถือพระอริยะจะทนทุกข์ทรมานอยู่เพียงชาตินี้ ชาติเดียว หลังจาก สิ้นชาตินี้ไปแล้วจะไปเกิดบนสวรรค์เพื่อรอพระศรีอริยะ แล้วลงไปเกิดเป็น มนุษย์ในโลกมนุษย์ และเข้าสู่พระนิพพานพร้อมกับอริยะ ตำนานและเรื่องเล่าเกี่ยวกับความเชื่อแบบฤๅษี และพิธีกรรมอัน ศักดิ์สิทธิ์ จากผู้เฒ่าผู้แก่ของชนเผ่านั้นยังมีความเชื่อถือ และยึดปฏิบัติมาถึง ปัจจุบัน ซึ่งในสมัยพระศรีสุวรรณ ถือกันว่าเป็นช่วงสุดท้าย ที่มีการนับถือฤๅษี อย่างกว้างขวางและเคร่งครัด ปัจจุบันได้มีการคลี่คลายเรื่องฤๅษีไปบ้าง เพราะไม่มีฤๅษี หรือนักบวช อยู่ในบริเวณบ้านกองม่องทะ แต่ยังคงมี ความเชื่อที่ถือปฏิบัติกันอยู่ ความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณในธรรมชาติ วิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่กับป่า ภูเขา แม่น้ำ มีธรรมชาติที่อยู่ รอบตัวธรรมชาติเป็นผู้ให้ชีวิต และหล่อเลี้ยงชีวิต อาหาร แหล่งทำกิน ที่อยู่ อาศัย วิถีชีวิตตั้งแต่เกิด จนตาย ผูกพันกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง มีป่าไม้เป็น ที่พึ่งมีภูเขาเป็นเขตแดน และมีน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต ชาวกะเหรี่ยงจึงเป็นผู้ที่มี ความเคารพในผืนแผ่นดินและป่าไม้อย่างยิ่ง ด้วยความจริงของชีวิตอย่างนี้ เอง ธรรมชาติจึงเป็นสิ่งหวงแหนและมีอิทธิพลทางด้านจิตวิญญาณของ ชาวกะเหรี่ยงเป็นอย่างมาก มีผลกำหนดวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงให้อยู่ใน ระเบียบ ประเพณีและเคารพในสถานที่ที่เชื่อว่า ทุกที่มีเทพยดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คอยคุ้มครองอยู่


330 ชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าธรรมชาติและสรรพสิ่งนั้นมีจิตวิญญาณและ เทพยาดาคอยคุ้มครองธรรมชาติไม่ใช่ของผู้ใดผู้หนึ่งที่สามารถจับจองเป็น ของตนเองได้ ทุกคนมีสิทธิ์แค่อยู่อาศัยเท่านั้น ธรรมชาติเป็นสมบัติของ มวลมนุษย์ทั้งหมดที่ต้องรักษาไว้ ธรรมชาติหรือป่าไม้ที่เป็นแหล่งที่พึ่งของ ชีวิตและเป็นแหล่งกำเนิดของทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งที่ ให้คุณประโยชน์อย่างมหาศาลของทุกคน ฉะนั้นหากป่าหมดชีวิตก็หมดลง เช่นกัน 1. กองคาชา คือ เทพที่คุ้มครองธรรมชาติหรือเจ้าป่า 2. ซ่งทะรี คือ เทพเจ้าผู้ดูแลแผ่นดิน 3. โพ่ตุกุ๊ คือ เทพเจ้าผู้ดูแลสายน้ำ 4. รุกขจือ คือ เทพเจ้าผู้ดูแลต้นไม้ 5. พิบือโย คือ เทพเจ้าผู้ดูแลต้นข้าว กองคาชา เป็นเทพที่มีความสำคัญที่สุด เพราะธรรมชาตินี้เป็นต้น กำเนิดของสรรพสิ่งและมนุษย์ต้องพึ่งพาอาศัยธรรมชาติในการดำรงชีวิต การใช้ประโยชน์จากธรรมชาตินั้น ด้วยความเคารพ บอกกล่าวเจ้าที่ผู้ดูแลทุก ครั้งหากทำผิดจารีต ประเพณีว่าอาจจะมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้นกับคนใน หมู่บ้าน มีความเชื่อว่า กองคาชา พี่สามารถติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ได้ในแบบ เพศภัยต่าง ๆ เช่น 1. ถ้ามีเสือเข้ามาในหมู่บ้าน แสดงว่ามีคนทำผิดชู้สาว 2. ถ้ามีเก้งเข้ามาในหมู่บ้าน จะเกิดโรคภัยไข้เจ็บในหมู่บ้าน 3. ถ้าชะนีร้องกลางดึก คนในหมู่บ้านต้องอพยพหนีไปนอน หน้าหมู่บ้านหนึ่งคืนเพราะจะมีโรคเข้ามาในหมู่บ้าน 4. ชะนีตัวเมียร้อง หญิงจะเป็นแม่ม่าย 5. ชะนีตัวผู้ร้อง ชายจะเป็นพ่อม่าย


331 6. นกเขาร้องกลางคืน หญิงโสดเสียชีวิต 7. กระรอกร้องกลางคืน ชายโสดเสียชีวิต ซ่งทะรี คือ เทพที่ดูแลดิน หรือแม่ธรณีความเชื่อตามฤๅษีดินเป็น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องให้ความเคารพเพราะดินเป็นผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่งการกราบไหว้ บอกกล่าว แก่ซ่งทะรีจำเป็นต้องกระทำทุกครั้งที่ทำกิจเกี่ยวกับการทำมาหา กินหรือมีงานบุญในหมู่บ้านรวมถึงการบอกกล่าว ก่อนออกเดินทางเพื่อให้ ปลอดภัยขณะเดินทางด้วย ความเชื่อเรื่องวีหล่า วีหล่าเป็นความเชื่อดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยงที่มีมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ และสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน วีหล่า อีความเกี่ยวข้องกับวัฎจักรชีวิตตั้งแต่ เกิด แต่งงาน เจ็บป่วยและตาย และเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมในรอบปีวีหล่านี้มี ความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “ขวัญ” ของไทย วีหล่า ความหมายของชาวกะเหรี่ยง คือ จิตวิญญาณที่ก่อให้เกิด อาการต่าง ๆ ขึ้น เช่น ความรู้สึกหิวรู้สึกอยากและรับรู้ความอร่อยในรสต่างๆ เมื่อวีหล่าอยู่กับร่างกาย สุขภาพร่างกายก็จะเป็นปกติสุข แต่หากวีหล่าออก จากร่างกายเมื่อใด ร่างกายก็จะไม่สดชื่น หรือไม่สบายเจ็บไข้ได้ป่วยหรือ เสียชีวิตได้ วีหล่าออกจากร่างกายนี้เกิดจากเจ้าของ วีหล่ามีเหตุให้ตกใจ การ ประกอบพิธีเกี่ยวกับวีหล่า หรือเรียกวีหล่ากลับคืนสู่ เจ้าของวีหล่านั้น ด้วย การผูกข้อมือการเรียกขวัญกลับมานี้เชื่อว่ายามปกติเวลาออกไปทำไร่หรือเข้า ป่า วีหล่า อาจพลัดหลงอยู่ตามที่ต่าง ๆ ไปอยู่กับเจ้าของวีหล่า เพราะฉะนั้น ชาวกะเหรี่ยงจึงมีพิธีประจำปีที่เรียกวีหล่ากับมาสู่เจ้าของวีหล่า นั้นคือ พิธีผูก ข้อมือประจำปีเดือนเก้า


332 พิธีกรรมของชีวิตที่เรียกว่าวีหล่านี้ เช่น การเกิด ต้องมีการเรียก วี หล่าครั้งหนึ่งในเวลาภายหลังที่ทารกเกิดได้ 7 วัน ท่าใหม่นั้นมีการตั้งชื่อให้ ทารก และเรียกวีหล่าให้อยากับทารก อีกโอกาสหนึ่งที่เรียกวีหล่าคือ พิธีแต่งงาน ส่วนการเรียกวีหล่าในรอบปี นี้ เช่น พิธีทำบุญข้าวใหม่ และพิธีผูกข้อมือเดือนเก้า ซึ่งเรื่องความเชื่อที่ผสมผสานดังกล่าวทำให้เกิด หลักปฏิบัติตนที่ดี งามในสังคมชนเผ่า แต่ก่อ เกิดรูปแบบของประเพณีและการอนุรักษ์ประเพณี ไปพร้อมกัน รวมถึงวัฒนธรรมที่สำคัญของชนเผ่าและวัฒนธรรมด้านดนตรี ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงโดยมีความเชื่อเป็นบรรทัดฐาน สำคัญในการสืบทอดและคงอยู่ของวัฒนธรรมดนตรี ตัวอย่างประเพณีการทำบุญข้าวใหม่นี้เป็นประเพณีที่ปรากฏถึงการ ผสมผสาน ความเชื่อทั้งสามอย่าง คือ พุทธศาสนา ฤๅษี และจิตวิญญาณ ซึ่งปรากฏออกมาใน สามลักษณะคือ งานบุญ งานบูชา และงานบวงสรวง รวมถึงงานบันเทิง (ละครกร และรำตง) ในยามค่ำคืน ในงานทำบุญข้าวใหม่นี้ได้มีกิจกรรมต่างๆที่ผสมผสานความเชื่อ ของพุทธศาสนา ฤๅษี และวีหล่า (ขวัญ) ดังนี้ กิจกรรมทางพุทธศาสนาคือ งานบุญ ชาวบ้านจะนิมนต์พระสงฆ์มา เจริญพระพุทธมนต์ในประรำพิธีบูชาแม่โพสพ ตอนเย็นของงานวันแรก ขึ้น 13 ค้ำ กิจกรรมทางฤๅษี คือ การบวงสรวง เป็นพื้นฐานความเชื่อดั้งเดิมใน เรื่องดินแดนศักดิ์สิทธิ์และการบวงสรวงด้วยเครื่องสังเวยต่าง ๆ ที่ไม่มี เนื้อสัตว์ในของสังเวย ถือว่าเป็นหลักในการปฏิบัติตนในเขตส่งปะไตย ภายใน ประรำพิธีบูชาแม่โพสพ ถือเป็นเขตหวงห้ามของคนภายนอกที่ไม่ได้ทำ


333 พิธีกรรมและห้ามคนภายนอกเข้าไปในประรำพิธีขณะทำพิธี ในเขตประรำพิธี ผู้ที่มีสิทธิ์ คือ ผู้ประกอบพิธีกรรมเท่านั้น กิจกรรมทางวิญญาณ คือเรื่องวีหล่า (ขวัญ) การบูชา การบูชาแม่ โพสพ ด้วยการร้องเพลงสรรเสริญแม่โพสพ ที่เป็นจิตวิญญาณดูแลข้าวและ ธัญพืชต่าง ๆ ขณะเดียวกัน ก็ทำการผูกข้อมือเรียกขวัญของผู้เข้าร่วมพิธีใน วันนี้ด้วย การผสมผสานความเชื่อของชาวกะเหรี่ยงบ้านกองม่องทะนั้น ได้ปรากฏออกมาในลักษณะข้างต้น ซึ่งทั้งนี้ ดนตรีเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ ทำให้บรรยากาศพิธีกรรมนั้นสมบูรณ์มากขึ้น ความเชื่อหมู่บ้านกองม่องทะ ชาวบ้านกองม่องทะนับถือศาสนาพุทธเป็นหลัก มีการทําบุญ ตักบาตร เข้าวัดฟังเทศน์ 1. ในทุกวันพระ และทุกวันพระก็ถือเป็นการหยุดงานส่วนตัว หลังจากเลิกกิจกรรมการทําบุญในช่วงเช้า 2. ในหมู่บ้านจะร่วมกันพัฒนาชุมชน บางครั้งอาจจะใช้โอกาสนี้ ประชุมเรื่องภายในหมู่บ้าน 3. ชาวบ้านส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าธรรมชาติมีเจ้าของมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คอยปกป้องคุ้มครองดูแลรักษา ความเชื่อเกี่ยวกับสัตว์ 4. ความเชื่อเกี่ยวต้นไม้ ความเชื่อเกี่ยวกับพื้นที่ใช้ประโยชน์ (ไร่หมุนเวียน) เช่น ถ้าเก้งเข้ามาภายในหมู่บ้าน เป็นการเตือนภัย ถึงสิ่งไม่ดีที่กําลังจะเกิดขึ้นภายในหมู่บ้าน หรือถ้าเสือเข้ามากัดกิน วัวภายในหมู่บ้าน ถือว่ามีคนทําผิดศีลธรรม ประพฤติตนไม่ดี ต้องทําพิธีโดยให้พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์และจุดเทียนสะเดาะ


334 เคราะห์ ภายในหมู่บ้านจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพอยู่เป็นศาลเจ้า ขนาดใหญ่ เรียกว่า “ผู้ผะดู” ซึ่งจะมีการประกอบพิธีกรรมในช่วง เดือนพฤษภาคมของทุกปี ความเชื่อเกี่ยวกับ “เจ้า” (ความฝัน ลางบอกเหตุ) 1. ถ้าฝันถึงคนตายทําแล้วได้ผลผลิตน้อยต้องลําบากหน่อย 2. ถ้าฝันเห็นช้างทํามาหากินดี 3. ถ้าฝันเห็นยุ้งข้าวดีมาก 4. ถ้าฝันว่าไฟไหม้ น้ำท่วม ลมพัดแรง ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ที่ตรง นั้นไม่ควรไปทําไร่อีกเพราะสิ่ง ๆ ร้ายอาจจะเข้ามาหา ถ้าทําไร่ตรง นั้นอาจมีโรคภัยไข้เจ็บหรือถึงขั้นเสียชีวิตเกิดขึ้นกับตัวเจ้าของไร่ หรือคนในครอบครัวได้ ข้อห้ามที่เป็น “กระ” 1. ทําไร่ในลักษณะคล้ายไม่ปลองปลา คือพื้นที่ตรงกลางระหว่าง ไร่ซากกับไร่ใหม่ หรือไร่ใหม่กับไร่ใหม่ที่เจ้าของเป็นคนเดียวกัน ห้ามคนอื่น เข้าไปทําตรงกลาง แต่ให้ทําต่อในแถวเดียวกัน 2. ทำไร่เหมือนเตาไฟสามเส้าใน 2 กรณีนี้หากทําผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ จะต้องแก้เคล็ด โดยเจ้าของไร่ที่อยู่ตรงกลางต้องขายไร่ให้กับเจ้าของพื้นที่ที่ ขนาบข้างในราคา 5 หรือ 10 บาทแล้วแต่จะตกลงกัน คนที่ขายไร่จะเหมือน เป็นคนที่มาเช่าที่ทําไร่หลังจากขายแล้วเจ้าของไร่ที่อยู่ตรงกลางจะทําบือชีเบาะ ไม่ได้ ทําพิบือโยไม่ได้ ทําที่ฟาดข้าวไม่ได้ ต้องทําร่วมกับเจ้าของไร่ที่ซื้อที่ไป เท่านั้น 3. พื้นที่ 2 ฝั่งแม่น้ำ ฝั่งหนึ่งห้ามทําไร่ติดกัน 2 ผืน อีกฝั่งหนึ่งก็ห้าม ทําไร่ติดกัน 2 ผืน


335 4. ห้ามทําไร่ใหม่ใกล้กับไร่ซากเกินไป ในลักษณะกลับเกวียนไม่ได้ หรือนกเขามองเห็นกันถ้าจะทําต้องทําให้ติดกัน 5. แม่น้ำ 1 สายแยกออกเป็น 2 ทางแล้วมาบรรจบกัน พื้นที่ ๆ อยู่ ตรงกลางห้ามทํา 6. เวลาหยอดข้าวห่ามหยอดข้าวในลักษณะ ข้าวเหนียว ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว หรือข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวเจ้า แต่จะต้องหยอดข้าวเหนียวใกล้ กระต๊อบ แล้วหยอดข้าวเจ้าต่อไป 7. ห้ามปลูกกระต๊อบตรงกลางระหว่างไร่ 2 ผืนที่ทําติดกันแต่คนละ เจ้าของ เพราะเวลาฝนตกน้ำจะไหลลงทั้ง 2 ฝั่ง 8. ห้ามปลูกกระต๊อบใกล้กับสันเขา เพราะจะเจ็บไข้ได้ป่วยบ่อย มี ปัญหาในครอบครัว 9. พื้นที่ 2 ฝั่งแม่น้ำ ฝั่งหนึ่งเป็นไร่ซาก อีกฝั่งหนึ่งเป็นไร่ใหม่ ห้าม ปลูกกระต๊อบบนฝั่งไร่ซาก 10. ไม้สด (ที่ยังแตกใหม่ได้อีก) ห้ามเอามาปลูกกระต๊อบ 11. ไม้ไผ่ลําเดียวปล้องไม้เท่ากัน ห้ามเอาไปเป็นไม้โครงสร้าง เพราะทําให้เด็กอยู่ไม่สบายเจ็บป่วยร้องไห้บ่อย 12. ไม้ไผ่ลําเดียวใช้ได้ 2 ท่อนให้ทําโครงสร้างแถวเดียวกัน 13. ห้ามเอาหัวไม้ไผ่ปักลงดิ


336 การละเล่นและการแสดงของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง การละเล่นพื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยงในท้องที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี พบการละเล่นที่สำคัญมากมาย เช่น การร้องเพลงจีบสาว การทอยสะบ้า การปีนเสาน้ำมัน ไต่สะพานลิง ส่วนการแสดงที่พบ คือ การแสดงรำละคร (ลุก๊วยเจ๊าะ) และการแสดงรำตง การละเล่นของชาวกะเหรี่ยงโดยทั่วไปเป็นการละเล่นที่ใช้วัสดุ อุปกรณ์ที่สามารถหาได้ในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นการกระโดดเชือก การตีลูกหิน การเคาะไม้ โดยการนำไม้ไผ่มาตัดแล้วเคาะเป็นจังหวะ นอกจากนี้เด็ก ๆ ที่ ไปโรงเรียนยังได้ร้องเพลงสมัยต่าง ๆ รวมทั้งเพลงที่ได้แต่งขึ้นเป็นภาษา กะเหรี่ยง หรือบทเพลงที่เล่าถึงการอยู่บ้านไม้ไผ่ไม่เคยอยู่บ้านกระดาน พ่อแม่ทำไร่ส่วนมากเนื้อเพลงที่แต่งขึ้นมักจะมีเนื้อความบ่งบอกถึงสภาพ ความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย นิสัยขยันขันแข็งที่จะทำมาหากิน การละเล่นของชาวกะเหรี่ยง 1. การทอยสะบ้า ชาวกะเหรี่ยงนิยมเล่นทอยลูกสะบ้าในเทศกาลสงกรานต์ การเล่น ลูกสะบ้ายังเป็นอีกวิธีที่หนุ่มสาวจะได้มีโอกาสสร้างความคุ้นเคยกัน การเล่น อาจเล่นกันภายในหมู่บ้านหรือไปเล่นหมู่บ้านที่ใกล้เคียงเพื่อเป็นการเชื่อม ความสามัคคีอีกทางหนึ่ง ลูกสะบ้าที่นำมาเล่นนั้นเป็นพืชชนิดหนึ่ง ลำต้นมี ลักษณะเป็นเถาวัลย์เกาะติดกับต้นไม้ยืนต้น ออกผลเป็นฝักยาวประมาณ 1 – 2 ฟุต กว้างประมาณ 2 – 3 นิ้ว รูปร่างแบน ภายในฝักมีเมล็ดประมาณ 5 – 10 เมล็ด ลักษณะเป็นวงกลมแบน มีเปลือกแข็ง มีขนาดเส้นผ่าน ศูนย์กลางประมาณ 1 – 2 นิ้ว เมื่อเมล็ดแห้งจะมีความแข็งจึงเหมาะแก่


Click to View FlipBook Version