The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Yves 02, 2023-04-07 04:11:39

หนังสือ สามประสบ สามชาติพันธุ์ สังขละบุรี

ปกหนังสือสังขละบุรี

37 พุกามนับตั้งแต่พระเจ้าอนุรุทธมหาราชเป็นต้นมา จนถึงพระเจ้ากยันซิตถา และพระเจ้าอลองคสิถุทรงเลื่อมใสและสนพระทัยพระพุทธศาสนาฝ่ายลังกาวงศ์ อย่างยิ่งจนถึงกับส่งคณะสงฆ์ไปศึกษาที่ลังกา และเมื่อพระเจ้าอลองสคิถุนี้เอง อาณาจักรพุกามได้แผ่ขยายออกสู่ชายฝั่งทะเลพระเจ้าอลองคสิถุได้เสด็จไปถึง ดินแดนในแหลมมลายูด้วย (ณฤดล เผือกอำไพ, 2558) ดังนั้นในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 17 พระพุทธศาสนาฝ่ายลังกาวงศ์ ก็น่าจะได้เข้ามาสู่บริเวณภาคใต้ของประเทศไทยปัจจุบันด้วยเช่นกันใน พุทธศตวรรษที่ 18 พม่ากับลังกาเกิดสู่รบกัน พระเจ้าปรากรมพาหุกษัตริย์ แห่งลังกาส่งกองทัพเรือมาคอยปล้นสดมภ์พม่า และเมื่อการสู้สิ้นสุดลง พุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ในพม่ากลับยิ่งมั่นคงขึ้น และได้ถ่ายทอดให้แก่ ดินแดนแถบแหลมมลายูด้วยหลักฐานทางพงศาวดารพม่าที่กล่าวข้างต้นนี้ สนับสนุนให้เห็นว่าอารยธรรมมอญในอาณาจักรหริภุญไชยนั้น ได้เข้าไปสู่ อาณาจักรพม่าเมื่อพุทธศตวรรษที่ 16 - 17 และรุ่งเรืองขึ้นในรัชกาล พระเจ้ากยันชิตถานั่นเอง หลังจากนั้นจึงให้อิทธิพลต่ออาณาจักรในบริเวณ ภาคใต้ของประเทศไทยปัจจุบันทางด้านอาณาจักรหริภุญไชยนั้นไม่มี หลักฐานของการเสื่อมกำลังอำนาจเพราะเหตุอื่นนอกจากทุพภิกขภัย และ โรคระบาด ตลอดจนพุทธศตวรรษที่ 18 จนกระทั้งมีกลุ่มชนกลุ่มหนึ่ง ใช้ภาษาไทย มีผู้นำชื่อพระยามังราย หรือ พ่อขุนมังราย ได้ก่อตั้ง อาณาจักรล้านนาขึ้นใน บริเวณลุ่มแม่น้ำสาย จังหวัดเชียงราย รวมถึงแม่น้ำปิง จังหวัดลำพูน และ แม่น้ำวัง จังหวัดลำปางด้วย พระเจ้ามังรายทรงดำเนินพระราโชบายเข้ายึดครอง หริภุญไชย จากพระยายีบา กษัตริย์องค์สุดท้ายของกลุ่มชนที่ใช้อักษรมอญ ภาษามอญ แห่งนครหริภุญไชย เมื่อพุทธศตวรรษที่ 19 ในศิลาจารึกวัดเชียงมั่นบันทึกไว้ ตรงกับ พ.ศ. 1839 ส่วนอาณาจักรพุกามนั้น ภายในอาณาจักรเกิดจลาจล


38 ด้วยเรื่องเกี่ยวกับการแบ่งชิงอำนาจราชบัลลังก์ของกษัตริย์ผู้ปกครอง อาณาจักรครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ตลอดเวลาจนถึงปลาย พุทธศตวรรษที่ 19 ชาวมอญแถบลุ่มแม่น้ำสะโตงก็ได้ตั้งตัวเป็นอาณาจักรได้อีกครั้งหนึ่ง โดยได้ กำลังเสริมจากมอญที่หนีภัยมาจากลุ่มแม่น้ำปิง อาณาจักรมอญนี้ได้เป็นอิสระ อยู่จนถึง พ.ศ. 2082 จึงได้เสียเมืองให้แก่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้กษัตริย์พม่า แห่งเมืองตองอู และนับแต่นั้นมามอญมีฐานะเป็นเพียงชนกลุ่มน้อยที่ ตั้งฐานบ้านอยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่บริเวณ รัฐฉานประเทศสหภาพพม่าในปัจจุบัน และในบริเวณบางส่วนในประเทศไทย (ณฤดล เผือกอำไพ, 2558) จารึกตะจุ๊มหาเถร (วัดแสนข้าวห่อ) จังหวัดลำพูน มอญยังคงรักษาอารยธรรม ขนบธรรมเรียม ประเพณี ตลอดจน การใช้อักษรและภาษาไว้ตลอดมา และหลังจากพุทธศตวรรษที่ 19 เป็นต้น หลักฐานทางจารึกของมอญในประเทศไทยมีอยู่น้อยมาก ได้พบจารึกลาน หอยแดง 1 แผ่น สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2048 แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าพบ ณ ที่ใด ในปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกอง หอสมุดแห่งชาติ และได้พบจารึก อีกชิ้นหนึ่งสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2018 เป็นจารึกฐานพระพุทธรูปวัดชัยพระเกียรติ์ นับจากอดีตมอญเป็นชนชาติโบราณที่มีความเป็นมายิ่งใหญ่และมีอารยธรรม ของตนเอง ซึ่งรวมไปถึงการรู้จักใช้ภาษาและอักษรที่เป็นของมอญโดยเฉพาะ ด้วย แต่เนื่องจากความเป็นประเทศของมอญได้สูญเสียสิ้นไปนานนับร้อย ๆ ปีล่วงมาแล้ว จึงส่งผลทำให้ชนชาติมอญ ในปัจจุบันเป็นเพียงชนกลุ่มน้อยที่ อาศัยอยู่ในประเทศเมียนมาและประเทศไทยพร้อมกันนันก็ยอมรับวัฒนธรรม อารยธรรมที่มอญตังหลักแหล่งอยู่สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ความเป็นมอญ ของชนชาติมอญได้ลดน้อยลง โดยเฉพาะด้านภาษาและอักษร ซึ่งในปัจจุบัน


39 นี้มีผู้ที่รู้ภาษาน้อยมาก คนมอญรุ่นใหม่อ่านและเขียนภาษามอญไม่ได้แล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้อยู่อีกสืบไปไม่นานภาษามอญ จะปรากฏหลักฐานอยู่แต่ใน หนังสือเท่านั้นบ้างเชื่อว่าชาวมอญอพยพพม่าจากมองโกเลียมีถิ่นกำเนิดจาก ที่ราบทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีนและก่อนที่มอญจะมาอาศัย อยู่ที่เมืองสะเทิมในสหภาพเมียนมานั้นก็เคยตั้งอาณาจักรทวารวดี ในพื้นที่ ตอนล่างของประเทศไทย ดังปรากฏเป็นหลักฐานเป็นจารึกมอญที่นครปฐม หรือจังหวัดลพบุรี จารึกนั้นเก่าแก่กว่าจารึกภาษามอญที่สะเทิมและพุกามถึง ราว 5,000 ปี ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 10 อาณาจักรทวารวดีของมอญก็ถูก พวกเขมรหรือขมาโจมตีจนต้องย้ายขึ้นเหนือไปตั้งเมืองหริภุญไชย ซึ่งปัจจุบันคือ ลำพูน จากนั้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 12 – 13 ชาวไทยก็อพยพจากตอนบน ลงมาตีอีก ทวารวดีจึงถึงกาลล่มสลาย ส่วนนามรามัญพบเก่าสุดในมหาวังสะ ของสิงหลในสมัยพระเจ้าจันสิตตาแห่งพุกาม พบคำนี้ในศิลาจารึกมอญ เขียน ออกเสียงว่า รมีง ซึ่งในจารึกนั้น ก็พบคำ เรียกพม่าอ่านว่า มิรมา อีกด้วย (ณฤดล เผือกอำไพ, 2558) ส่วนในสมัยหงสาวดี พบจารึกแผ่นทอง เขียนอ่านว่า รมัน คล้ายกับ ที่ไทยเรียก รามัญ ส่วนในเขตรามัญ เทสะ จะเรียกว่า มัน หรือ มูน ซึ่งใกล้กับ คำว่า มอญ ในภาษาไทย อันที่จริงพม่าเคยนิยมเรียกมอญว่า ตะลาย หรือ ตะเลง คำเรียกนี้พบในศิลาจารึกพุกาม และบางจารึกที่น่าจะจารึกใน ต้นสมัยอังวะอีกทั้งในพงศาวดารมอญ กล่าวถึงเจ้าชายจากเมือง กาลิงคะติลิงคนะแห่งมัชฌิมเทสะเสด็จมายังสะเทิมสุวรรณภูมิเพื่อปกครอง ชาวมอญโดยมีท้าวสักกะอุปถัมภ์ เป็นไปได้ว่าชาวติลิงคนะคงจะเดินทางมาสู่ รามัญเทสะอยู่เรื่อย ๆ จึงเรียกเหมาชาวมอญว่าเป็นชาวติลิงคนะไปด้วย จนที่สุดก็เพี้ยนมาเป็นตะลายในภายหลัง แต่เนื่องจาก คำว่า ตะลายนั้น ชาวมอญเห็นว่าเป็นคำดูหมิ่น มีความหมายไปในทาง “พันธุ์ทางไร้พ่อ”


40 ชาวมอญจึงไม่อยากให้ใช้ชื่อนี้มาเรียกชาวมอญอีกต่อไปซึ่งรัฐบาลพม่าก็ได้ เคยประกาศห้ามใช้ชื่อ ตะลาย เรียกชาวมอญและกำหนดให้เรียกว่า มูน หรือ มอญเท่านั้นในประเทศไทย เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 5- 6 ปรากฏศิลาจารึกมอญ ที่นครปฐม ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 7 - 8 มีจารึกมอญที่ลพบุรี และใน ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 - 12 มีจารึกมอญที่ลำพูน ส่วนในสหภาพเมียนมา นั้นพบศิลาจารึกมอญในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 ณ ถ้ำเก๊าะกูมใกล้เมือง บาอังในรัฐกะเหรี่ยงและพบที่เจดีย์ชเวซายังในเมือง สะเทิม ส่วนศิลาจารึก มอญที่เมืองพุกามซึ่งพบมากที่สุดนั้นจารึกขึ้น ในคริสต์ศตวรรษที่ 11 นอกจากนี้ยังพบศิลาจารึกมอญ ประปราย ตามเมืองต่าง ๆ อาทิ เจาก์แซ แปร พะโค ชเวนั่งต่าตะวันออกและสะเทิม ส่วนในยุคหงสาวดีนัน พบศิลาจารึกมอญและจารึกบนองค์ระฆังที่ พะสิม ย่างกุ้ง พะโค พุกาม สะเทิม ดอยเกลาสะ เมาะตะมะ ไจก์มะยอ และ ทวายจารึกภาษามอญบนใบลานนั้นพบมากมายตามหมู่บ้านมอญใน ประเทศ ไทยส่วนที่สหภาพเมียนมาพบมากตามหมู่บ้านมอญในเมืองสะเทิมและเมือง ไจก์ขมี ซึ่งมีการคัดลอกและรวบรวมน้ำมาเก็บไว้ ที่หอสมุดแห่งชาติเมืองย่าง กุ้ง และที่ห้องสมุดมอญเมืองเมาะลำเลิง ซึ่งนอกจากนี้กองโบราณคดีและกอง วัฒนธรรม ยังได้จัดพิมพ์วรรณกรรม ชาดก ตำรามอญและเคยมีการริเริ่ม จัดพิมพ์พจนานุกรม มอญ-พม่าอีกด้วย ในด้านประวัติศาสตร์การสร้าง อาณาจักรของชนชาติมอญนั้น อาจจำแนกตามวงศ์กษัตริย์ได้ 3 ยุค ยุคแรก คือยุคราชวงศ์สะเทิม-สุธรรมวดี มีกษัตริย์ปกครอง 57 พระองค์ เริ่มจาก สมัยพระเจ้าสีหราชา มาจนถึงสมัยพระเจ้ามนูหา เชื่อกันว่ายุคนี้ครอบครอง พื้นที่ได้ทั้งอาณาจักรทวารวดี และอาณาจักรสะเทิม ยุคแรกได้สิ้นสุดลงด้วย พระเจ้าอโนรธาแห่งพุกามยกทัพมาตีเมืองสะเทิมในสมัยพระเจ้ามนูหา ซึ่ง นักประวัติศาสตร์ไทยบ้างท่านเชื่อว่าพระเจ้าอโนรธาน่าจะยกมาตีถึง


41 นครปฐมยุคที่สองเป็นยุคราชวงศ์พะโค-หงสาวดี มีกษัตริย์ปกครอง 17 พระองค์ องค์แรก ๆ คือ พระเจ้าสมละและพระเจ้าวิมละ และสิ้นสุดใน สมัยพระเจ้าติสสะ ส่วนยุคที่ 3 คือยุค ราชวงศ์เมาะตะมะ พะโค เริ่มจากสมัย พระเจ้าวารีรู หรือพระเจ้าฟ้ารั่วพระองค์มีมเหสีเป็นราชธิดาของกษัตริย์ไทย ต่อมาในสมัยพญาอูได้ย้ายราชธานีมาอยู่ ณ เมืองพะโคหรือหงสาวดี ราชบุตรของพระองค์คือพญาน้อย ซึ่งต่อมาก็คือพระเจ้าราชาธิราช ผู้ทำสงครามยาวนานกับกษัตริย์พม่าในสมัยพระเจ้าซวาส่อแกกับพระเจ้ามีงคอง ขุนพลสำคัญของพระเจ้าราชาธิราชก็คือ สมิงพระราม ละกูนเอง และแอมูนทยา กษัตริย์องค์สุดท้ายของมอญคือ พระเจ้าพยะมองธิราช ซึ่งพระเจ้า อลองพยา ปราบมอญจนพ่ายในปี ค.ศ.1757 สุจริตลักษณ์ ดีผดุง,ประภาศรี ดำ สะอาด (2545 หน้า.15) กลุ่มชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ตั้งถิ่นฐานในจังหวัดกาญจนบุรีเป็น จำนวนมาก คือ ชาวมอญแต่ไม่สามารถระบุจำนวนประชากรที่แน่นอนได้ ทั้งนี้เพราะยังไม่มีการสำรวจอย่างเป็นทางการคงมีข้อมูลที่ได้กลับคืนมาจาก การตอบแบบสอบถามของโครงการวิจัยแผนที่ภาษาของชนกลุ่มชาติพันธ์ต่าง ๆ ในประเทศไทยของสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดลได้รวบรวมไว้เป็นเบื้องต้นที่พอจะกล่าวได้ว่า ชาวมอญใน จังหวัดกาญจนบุรีมีประมาณ 8,000 คนและตั้งรกรากอยู่ใน 4 อำเภอ คือ อำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ อำเภอท่ามะกา อำเภอไทรโยค ชาวมอญที่อยู่ในจังหวัดกาญจนบุรีทั้งหมด เป็นพวกที่อพยพพม่า จากสหภาพเมียนมาเช่นกัน โดยที่อพยพ เข้ามาจากในราว พ.ศ.2591 สุมิตร ปุณณะการี (2537 หน้า 72) ทั้งนี้เพราะถูกรุกรานและก่อกวนจาก กองทหารของพม่า ในอดีตนั้นชาวมอญส่วนหนึ่งได้เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ตั้งแต่ที่กรุงหงสาวดีแตกสลายลงใน พ.ศ. 2300 และได้มาตั้งรกรากใน จังหวัดปทุมธานี นนทบุรี ราชบุรี ฯลฯ จนรุ่นลูกรุ่นหลานได้กลายเป็นคนไทย


42 ไปแล้วชาวมอญที่อพยพพม่าอยู่ที่สังขละบุรีใน พ.ศ. 2490 จัดเป็นชาวมอญ อีกส่วนหนึ่งที่อพยพหลบหนีด้วยความหวาดกลัวการปราบปรามของทหาร พม่าเข้ามาภายหลัง การอพยพเข้ามาสู่ประเทศไทยปรากฏเป็นหลักฐานครั้งแรกใน พ.ศ. 2127 คนมอญในดินแดนพม่าเดินทางไปมาหาสู่ เคลื่อนย้ายเข้ามา ตั้งแต่แหล่งในดินแดนไทยเป็นปกติตั้งแต่โบราณกาล แต่มีการอพยพครั้งใหญ่ ๆ ทยอยมาเป็นระลอก มี 9 คราวด้วยกัน สมัยอยุธยา 6 คราว สมัยธนบุรี 1 คราว และ สมัยรัตนโกสินทร์ 2 คราว 1. การอพยพในสมัยกรุงศรีอยุธยาสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา (พ.ศ. 2112-2133) คือหลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรได้ประกาศอิสรภาพที่ เมืองแครง ชาวมอญไม่สามารถทนความเดือดร้อนที่ได้รับจากพม่าต่อมามี การอพยพอีกหลายครั้งในสมัยอยุธยา 2. สมัยธนบุรี เนื่องจากพระเจ้ามังระ จะมาตีกรุงธนบุรีจึงเกณฑ์ พวกมอญมาเตรียมตั้งยุ้งฉางและทำทางพวกมอญไม่พอใจพากันอพยพ 3. สมัยรัตนโกสินทร์ อพยพครั้งใหญ่ในสมัยพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยในปี พ.ศ.2358 เนื่องจากทนการกดขี่ของพม่าไม่ได้ และอพยพย่อยอีกตอนต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. 2367 ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยามหาโยธา (ทอเรียะ) คุมกองทัพ รามัญไปรับครอบครัวมอญจากเมืองมอญ (สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 52-74)


43 การอพยพของชาวมอญเข้าสู่ประเทศไทยมาในลักษณะต่าง ๆ กันคือ 1. เข้ามาในฐานะเป็นเชลยสงคราม เช่น ใน พ.ศ.2137 สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกกองทัพไปตีหวงสาวดีแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ เมื่อเสด็จยกทัพกลับ พระองค์ก็ได้กวาดต้อนครอบครัวมอญมาเป็นเชลย จำนวนมาก 2. เข้ามาโดยการหลบหนีออกจากกองทัพพม่า ซึ่งมักเกณฑ์ให้ไป ทำสงครามอยู่เสมอเช่น การอพยพในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ราวพ.ศ. 2205 3. เข้ามาในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง ภายหลังที่ได้ก่อการกบฏและ ถูกพม่าปราบเช่นการอพยพในสมัยสมเด็จพระจ้าปราสาททอง หรือผู้ลี้ภัย จากสงครามภายในประเทศ เพราะถูกพม่ากดขี่ เช่น การอพยพในสมัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์มอญที่อพยพส่วนใหญ่มาจากเมืองเมาะตะมะ ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ใกล้พรมแดนไทยนอกจากนั้นยังมีมอญอพยพมาจาก เมืองอื่น ๆ เช่น หงสาวดี เมืองมะละแหม่ง เมืองเร เมืองแครงเป็นต้น โดยใช้ เส้นทางที่ใช้อพยพมี 4 เส้นทาง โยทั้งต้นจากเมืองเมาะตะมะ คือ 1. ทางเหนือ อพยพ เข้ามายังเมืองตาก หรือเมืองแหง ทางด่าน เจดีย์สามองค์ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้กันมาก เช่น การอพยพสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ใน พ.ศ. 2317 2. ทางใต้ อพยพเข้ามายังเมืองกาญจนบุรี ทางด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้กะนมาก เช่น การอพยพในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ราว พ.ศ. 2358 3. เข้ามาทางเมืองอุทัยธานี เช่น การอพยพในสมัยรัชกาลที่ 2 แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ราวพ.ศ. 2353


44 4. เข้ามาทางเมืองเชียงใหม่ เช่น การอพยพในสมัยสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พ.ศ. 2290 มีพระยาราม พระยากลางเมือง และ พระยาน้อยวันดีเป็นหัวหน้า (สุภรณ์ โอเจริญ, 2552,หน้า 3) ถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวมอญในเมืองไทย ชาวมอญที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย จะได้รับการต้อนรับและ เลี้ยงดูอย่างดีจากพระมหากษัตริย์ไทย โดบจัดหาหลักแหล่งที่เหมาะสมให้ เป็นที่อยู่ส่วนมากจะอยู่ริมน้ำ โดยเฉพาะบริเวณสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ตอนเหนือของกรุงเทพขึ้นไปบริเวณที่มีชาวมอญตั้งหลักแหล่งอยู่เป็น กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ปากเกร็ด นนทบุรี สามโคก ปทุมธานี และนครเขื่อนขันฑ์ หรือปากลัด พระประแดง รองลงมา ได้แก่ ตามลำน้ำแม่กลอง ในอำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี นอกจากนั้นยังพบชาวมอญที่อยู่กันหนาแน่นในอีกหลาย ๆ จังหวัด เช่น ตามลำน้ำมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นชาวมอญที่เข้ามารับจ้าง ขุดคลอง และที่จังหวัดลพบุรี และอุทัยธานี ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านการอพยพ เข้าสู่ประเทศไทยจากสหภาพเมียนมายังมีมอญซึ่งกระจัดกระจายอยู่ใน จังหวัดต่าง ๆ เช่น เพชรบุรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี อยุธยา นครราชสีมา นครสวรรค์และปราจีนบุรีเป็นต้น ชาวไทยเชื้อสาย มอญ (รามัญ) ในทุกวันนี้มีเป็นจำนวนมาก แต่ ไม่มีการสำรวจอย่างเป็นทางการเท่าที่มีการสำรวจเอาไว้โดยศาสตราจารย์ เกียรติคุณนายแพทย์สุเอ็ด คชเสนีเมื่อปี พ.ศ. 2512-2515 พบว่ามีประชากรมอญ อยู่ในประเทศไทยประมาณ 100,000 คน และสถาบันวิจัยภาษาและ วัฒนธรรมเพื่อพัฒนา มหาวิทยาลัยมหิดลได้ดำเนินโครงการวิจัยเพื่อจัดทำ แผนที่ภาษาแสดงกลุ่มชาติพันธ์ต่าง ๆ ในประเทศไทยซึ่งเป็นการศึกษาโดยใช้


45 ภาษาพูดในชีวิตประจำวันในครอบครัว หรือภาษาที่ใช้สืบต่อกันมาตั้งแต่ บรรพบุรุษ กาญจนบุรี : สมรภูมิสงคราม กาญจนบุรีเป็นเมืองหน้าด่านด้านตะวันตกของไทย มีความเป็นมา ทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกลงครามระหว่างไทยกับพม่ามาอย่าง ต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัย กรุงศรีอยุธยา สมัยกรุงธนบุรีจนถึงสมัย กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นทั้งนี้สืบเนื่องมาจากสภาพภูมิประเทศซึ่งเป็น เทือกเขาซึ่งเป็นพรมแดนธรรมชาติกั้นอาณาเขตระหว่างไทยกับพม่าทั้งยังมี ช่องทางการติดต่อกันได้ถึงสองช่องทางด้วยกัน คือ ด่านเจดีย์สามองค์ในเขต ชายแดนอำเภอสังขละบุรี และด่านบ้องตี้ซึ่งอยู่ชายแดนอำเภอไทรโยค รวมทั้งครั้งล่าสุดเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง กาญจนบุรียังเป็น จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของกองทัพญี่ปุ่นอีกด้วย (วรวุธ สุวรรณฤทธิ์, 2543, หน้า.57) เมืองกาญจนบุรีกลายเป็นเมืองที่มีความสำคัญมากขึ้นใน แง่ยุทธศาสตร์ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งมีการย้ายที่ตั้งของเมือง กาญจนบุรีเก่าที่เขาชนไก่มาตั้งที่ปากแพรกซึ่งเป็นอำเภอเมืองในปัจจุบัน ผลจากปรับยุทธศาสตร์ในการตั้งรับศึกพม่าหลังสงครามเสียกรุง พ.ศ. 2310 จากการใช้ตัวพระนครเป็นฐานตั้งรับศึกมาเป็นการใช้หัวเมืองที่ตั้งอยู่ใน จุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เส้นทางเดินทัพผ่านเป็นฐานรับศึก ได้ทำให้เมือง ราชบุรีและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองกาญจนบุรี ซึ่งเคยมีฐานะเป็นเพียงเมืองที่ อยู่ในเส้นทางเดินทัพของพม่า ได้รับการยกฐานะขึ้นมาเป็นศูนย์บัญชาการ และสมรภูมิรับศึกที่สำคัญ ๆ หลายต่อหลายครั้ง เฉพาะอย่างยิ่งที่ปากแพรกมีหลักฐานแสดงถึงพัฒนาอย่างเป็นขึ้น ตอนเริ่มจากศึกบางแก้วในสมัยกรุงธนบุรี มาจนถึงศึกเก้าทัพ ซึ่งนับว่าเป็น


46 ช่วงเวลาที่ยุทธศาสตร์การตั้งรับของฝ่ายไทยได้มีการพัฒนาไป จนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปากแพรกจึงได้ถูกปรับปรุงให้เป็นที่ตั้งทัพหลวงรับ ทัพพระเจ้าปดุง เมืองปากแพรกมีความสำคัญในฐานะจุดตั้งรับศึกพม่า มาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงสมัยรัชกาลที่สอง ต่อมาในรัชกาลที่สามมีการย้าย ที่ตั้งของเมืองอย่างเป็นศูนย์บัญชาการและสมรภูมิรับศึกที่สำคัญ ๆ หลายต่อ หลายครั้ง เฉพาะอย่างยิ่ง ที่ปากแพรกมีหลักฐานแสดงถึงพัฒนาการอย่างเป็น ขั้นตอน เริ่มจากศึกบางแก้วในสมัยกรุงธนบุรี มาจนถึงศึกเก้าทัพ ซึ่งนับว่า เป็นช่วงเวลาที่ยุทธศาสตร์การตั้งรับของฝ่ายไทยได้มีการพัฒนาไปจนมี ประสิทธิภาพมากขึ้น ปากแพรกจึงได้ถูกปรับปรุงให้เป็นที่ตั้งทัพหลวงรับทัพ พระเจ้าปดุง เมืองปากแพรกมีความสำคัญในฐานะจุดตั้งรับศึกพม่ามาอย่าง ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยรัชกาลที่สอง ต่อมาในรัชกาลที่สามมีการย้ายที่ตั้งของ เมืองอย่างเป็นการถาวร ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า กรมหมื่นเจษฎา บดินทร์เมื่อทรงขึ้นครองราชย์ได้ “โปรดเกล้าโปรดกะหม่อมให้เจ้าพระยา พระคลังว่าที่สมุหกลาโหมออกไปดูที่สร้างป้อมกำแพงขึ้นที่เมืองกาญจนบุรี เกณฑ์ให้พวกรามัญทำอิฐปักหน้าที่ให้เลขเมืองราชบุรีเลขเมืองกาญจนบุรี ก่อกำแพงพระยากาญจนบุรีเป็นแม่กองท่า” (กรมศิลปากร, 2511 หน้า. 55; สุเนตร ชุติทรานนท์, 2547 หน้า. 192) ความสำคัญในการตั้งเป็นฐานที่ตั้งของเมืองกาญจนบุรีใน สมัยรัตนโกสินทร์นั้น ในการสงครามระหว่างไทยกับพม่ารวมสิบครั้ง ฐานตั้ง รับศึกอยู่ในเขตกาญจนบุรีถึงเจ็ดครั้งด้วยกัน การรบครั้งสำคัญที่มีเมืองสังข ละบุรีเป็นฐานตั้งรับศึกเกิดขึ้นเมื่อไทยรบกับพม่าที่ท่าดินแดง พ.ศ. 2329ใน รัชกาลที่1หลังจากพม่าแพ้สงครามเมื่อคราวศึกเก้าทัพในปี พ.ศ. 2328 พม่า ได้เตรียมกำลังรี้พลพร้อมทั้งเสบียงอาหาร ยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์


47 แล้วมาตั้งค่ายอยู่ที่บ้านท่าดินแดงและสามสบในเขตเมืองกาญจนบุรี ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ในอำเภอสังขละบุรี รัชกาลที่ 1 และกรมพระราชวังบวรมหา สุรสีหนาทผู้เป็นพระอนุชา จึงเสด็จยกกองทัพเข้าคลองบางกอกน้อย ผ่านคลองดำเนินสะดวก ออกลำน้ำแม่กลอง เข้าสู่ลำน้ำแควน้อยจนถึงเมือง ไทรโยคแล้วยกทัพไปทางบกจนถึงเมืองท่าขนุน กรมพระวังบวรฯ ได้เสด็จขึ้น ไปตีทัพพม่าที่สามสบ เมืองสังขละบุรีใต้ ด่านเจดีย์สามองค์ส่วนรัชกาลที่หนึ่ง ทรงยกทัพเข้าตีพม่าที่ท่าดินแดงพร้อมกันถึงสองทัพการรบครั้งนั้นประชิดติด พันกันเป็นเวลานานถึงสามวันสามคืนจนกระทั่งพม่าพ่ายแพ้อย่างยับเยิน จากที่กล่าวมาข้าวต้นเกี่ยวกับความสำคัญของเมืองกาญจนบุรีใน ฐานะที่เป็นจุดยุทธศาสตร์จะเห็นได้ว่ามีปัจจัยเกื้อหนุนที่สำคัญ คือ เส้นทาง คมนาคมทางน้ำ เนื่องจากเมืองกาญจนบุรีเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำที่สำคัญ คือ แม่น้ำแม่กลอง ซึ่งสามารถเชื่อมลงมาถึงกรุงเทพมหานครโดยผ่าน คลองดำเนินสะดวกและคลองบางกอกน้อยตามลำดับ ต่อมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากเข้าโจมตีฐานทัพเรือ ของสหรัฐอเมริกาที่เพิร์ล ฮาเบอร์ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 แล้ว ญี่ปุ่นได้ บุกเข้าโจมตีประเทศต่าง ๆ ในเอเชียบูรพา และยกพลขึ้นบกทางตอนใต้ของ ไทยรัฐบาลไทยกับญี่ปุ่นตกลงเป็นพันธมิตรกันญี่ปุ่นยื่นคำขาดขอสร้างทาง รถไฟผ่านไปยังพม่า เพื่อรุกเข้าไปยังอินเดีย ซึ่งขณะนั้นอยู่ในการปกครอง ของอังกฤษ นายกรัฐมนตรีของไทยในเวลานั้น คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม จำเป้นต้องตกลงและยินยอมตามข้อเสนอ และทำการลงนามในข้อตกลง สร้างทางรถไฟเชื่อมระหว่างไทยกับพม่า เมืองกาญจนบุรีจึงเข้ามามี ส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สงครามในครั้งนี้ ทางรถไฟสายนี้มีจุดเริ่มต้นโดยแยกจากทางรถไฟสายใต้ที่บ้าน หนองปลาดุก อำเภอบ้านบ้านโปง จังหวัดราชบุรี เป็นเส้นทางรถไฟสายเดี่ยว


48 มีรางกว้างหนึ่งเมตร เลียบตามลำน้ำแม่กลอง ตรงไปยังจังหวัดกาญจนุบรี แล้วตัดขึ้นเหนือข้ามแม่น้ำแควใหญ่ที่บ้านมะขาม เลียบลำน้ำแควน้อย ผ่าน ภูเขา หน้าผา และป่ารกชัฏไปสิ้นสุดที่ชายแดนไทย ณ ด่านเจดีย์สามองค์ จนถึงเมืองธันบวิเซยัต ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเมืองมะละแหม่งกับอำเภอเย สหภาพเมียนมารวมเป็นระยะทางทั้งสิ้น 405 กิโลเมตร ใช้เวลาในการ ก่อสร้างเป็นเวลานานถึงสิบสี่เดือน โดยใช้แรงงานที่เป็นเชลยศึก ฝ่ายสัมพันธมิตรที่ถูกจับจากยุทธภูมิในเอเชียแปซิฟิค ซึ่งมีทั้งชาวอังกฤษ ชาวดัชท์ชาวออสเตรเลีย และชาวอเมริกัน รวมทั้งกรรมกรต่างชาติอีกเป็น จำนวนมาก การก่อสร้าวเริ่มขึ้นพร้อมกับการสูญเสียชีวิตของเชลยสงคราม และกรรมกรจำนวนหลายพันคน เนื่องจากต้องทำงานแข่งกับเวลาประกอบกับ สภาพการณ์อันเลวร้าย ไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บ สภาพดินฟ้าอากาศ ค่ายพักความเป็นอยู่ที่ทุกข์ทรมานและงานที่หนักหนาสาหัส จนกระทั่งทาง รถไฟสายนี้ได้รับ การขนานนามว่า “ทางรถไฟสายมรณะ” (The Death Railway) (วรวุธ สุวรรณฤทธิ์, 2543, หน้า. 110-111) ในสมัยรัตนโกสินทร์ สังขละบุรีหรือ “เมืองท่าขนุน” มีฐานะเป็น เมืองหน้าด่านเมืองหนึ่งในบรรดารามัญเจ็ดหัวเมืองขึ้นอยู่กับเมืองกาญจนบุรี เมืองหน้าด่านตะวันตก มีช่องทางติดต่อกับพม่าทางด่านเจดีย์สามองค์ ชาวมอญมักอพยพหนีการกดขี่ของพม่าเข้ามาสู่แดนไทยอยู่เนือง ๆ ฝ่ายไทย จึงได้อาณาจักรชาวมอญรวมไว้เป็นกลุ่ม ๆ ตามตำบลรายทางที่พม่าจะยก กองทัพเข้ามา แล้วตั้งหัวหน้าชุมชนขึ้นเป็นเจ้าเมือง เมืองทั้งเจ็ดประกอบด้วย 1. เมืองสิงห์ 2. เมืองลุ่มสุ่ม 3. เมืองท่าตะกั่ว 4. เมืองไทรโยค 5.เมืองท่าขุนน 6.เมืองทองผาภูมิ 7. เมืองท่ากระดาน ชายฉกรรจ์จากเมืองรามัญทั้ง เจ็ดมี หน้าที่ในยามศึกสงครามในการช่วยรบ นำทาง เตรียมเสบียงอาหารส่วนใน ยามสงบมีหน้าที่ลาดตระเวนสืบความเคลื่อนไหวของกองทัพพม่า


49 ชาวมอญเหล่านี้มีความชำนาญในการตระเวนด่าน เพราะรู้จักเส้นทางเดินทัพ ของพม่าและรู้ภาษาดีกว่าคนไทย ประชากรของรามัญเจ็ดหัวเมืองมีฐานะ เป็นไพร่ส่วยต้องเสียเงินปี ส่งส่วยทองคำ และส่วยดีบุก ให้แก่รัฐบาลไทย อาชีพหาของป่า ทำน้ำมันยางทำได้เป็นต้น (วรวุธ สุวรรณฤทธิ์, 2532, หน้า. 70) เมืองรามัญเจ็ดเมืองมีเจ้าเมืองหรือผู้สำเร็จราชการเมืองเป็น ผู้ปกครองดูแล มีหลวงปลัด ยกกระบัตร หลวงพล กรมการ ขุนหมื่นไพร่ จำนวนมาก ล้วนแล้วแต่เป็นคนมอญทั้งสิ้น (วรวุธ สุวรรณฤทธิ์, 2532, หน้า. 73) ต่อมาเมืองต่าง ๆ เหล่านี้ถูกยุบลงให้มีฐานะเป็นอำเภอ ตำบล และ หมู่บ้าน ทายาทของเจ้าเมืองกลายเป็นคนไทยไปหมดแล้ว ปัจจุบันเมือง สังขละบุรีเก่าอยุ่ในเขตหมู่บ้านเสน่ห์พ่องเจ้าเมืองสังขละบุรีที่ผ่านมาล้วน แล้วแต่คนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงทั้งสิ้น ต่อมาในภายหลังเมื่อมี การเปลี่ยนแปลงการปกครองในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้า เจ้าอยู่หัวมีการแต่งตั้งตำแหน่งนายอำเภอแทนเจ้าเมือง คือ พระศรีสุวรรณ (ทะเจียงโปรย เสตะพันธ์) เป็นนายอำเภอสังขละบุรีตั้งแต่ พ.ศ. 2444 ถึงพ.ศ. 2457 แต่ที่ทำการอำเภอกลับไม่ได้ตั้งอยู่ที่สังขละบุรีซึ่งเป็นที่พำนัก ของนายอำเภอ แต่อยู่ที่บ้านวังกะ ในบริเวณ “สามสบ” หรือ “สามประสบ” ซึ่งปัจจุบันนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบ อ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ์ ต่อมาในระยะหนึ่งอำเภอนี้ได้เปลี่ยนสถานที่ไปอยู่ที่เมืองท่าขนุน แล้วถูกลด ฐานะลงเป็นเพียงกิ่งอำเภอ ครั้งสุดท้ายได้ย้ายกลับไปยอู่ที่วังกะอย่างเดิม ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอสังขละบุรี เมื่อน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์จึง ย้ายไปอยู่ ณ ที่ตั้งปัจจุบัน


50 การอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์มอญในสังขละบุรี นับตั้งแต่อดีตมา ประชากรในจังหวัดกาญจนบุรีประกอบด้วยหลาย กลุ่มเชื้อชาติ ดังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ เกี่ยวกับประชากรของจังหวัดกาญจนบุรีในสมัยของพระองค์ว่า “มีทั้งกลุ่มคนไทย คนจีน ลาว มอญ กระเหรี่ยงและขมุ กระทั่งในปัจจุบันนี้ ประชากรจังหวัดกาญจนบุรีก็ยังคงประกอบด้วยหลายเชื้อชาติ กล่าวคือ กลุ่มคนไทย จีน กะเหรี่ยง ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่บนพื้นที่สูง มอญซึ่งมีทั้งที่อยู่มาตั้งแต่ เดิมและอพยพเข้ามาใหม่ พม่า ขมุ ละว้า ลาวโซ่ง และลาวเวียง และ ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมาย” อย่างไรก็ตาม ภายหลังยังมีประชากรอีกจำนวนหนึ่งที่อพยพจากพม่าเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ ทางจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งรัฐบาลไทยอนุญาตให้พักพิงในราชอาณาจักรเป็น การชั่วคราวผู้พลัดถิ่นเหล่านี้ประกอบด้วยปะชากรเชื้อชาติต่าง ๆ เช่น มอญ และกะเหรี่ยง แต่ไม่สามารถระบุจำนวนประชากรได้ ทั้งนี้ เพราะยังไม่มีการ สำรวจอย่างเป็นทางการ คงมีแต่ข้อมูลที่ได้กลับคืนมาจากตอบแบบสอบถาม ของ โครงการวิจัยแผนที่ภาษาชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศไทยของ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดลได้ รวบรวมไว้เป็นเบื้องต้นที่พอจะกล่าวได้ว่าชาวมอญในจังหวัดกาญจนบุรีมี ประมาณ 8,000 คน และตั้งรกรากอยู่ใน 4 อำเภอคือ อำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ อำเภอท่ามะกํา และอำเภอไทรโยค ชาวมอญที่อำเภอสังขละบุรี เป็นชาวมอญที่อพยพออกมารุ่นหลัง มีสาเหตุมาจากสถานการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะนโยบายของพม่าที่มี การปราบปรามชนกลุ่มน้อยอย่างรุ่นแรง ในช่วงฤดูแล้ง ทำให้ชนกลุ่มน้อย ตาม ชายแดนหลบหนีเข้ามาในประเทศไทย เมื่อถึงฤดูฝนไม่มีการปราบปราม ราษฎรเหล่านี้ก็จะเดินทางกลับเข้าไปอยู่อาศัยในหมู่บ้านเดิมของตน แต่ใน


51 พ.ศ.2527 ตั้งแต่พม่ามีการวางกำลังประจำไว้ในพื้นที่หลังจากยึดได้ โดยที่ ถอน กำลังกลับไปในช่วงฤดูฝนอย่างเคยปฏิบัติ ทำให้ชนกลุ่มน้อยที่หลบหนี มาพักพิงในเขตไทยเดินทางกลับหมู่บ้านเดิม ของตนไม่ได้ชนกลุ่มน้อยส่วน ใหญ่ที่หลบหนีเข้ามายังประเทศไทย นอกจากชาวมอญแล้วยังมี ชาวกะเหรี่ยงและชาวคะยาห์ โดยเข้ามาอยู่ในบริเวณอำเภอพบพระ อำเภอแม่สอด อำเภอแม่ระมาด อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก อำเภอสบเมย อำเภอแม่สะเรียงอำเภอขุนยวม อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และอำเภอ สังขละบุรีจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งชาวมอญ หมู่บ้านมอญ เป็นชาวมอญที่ อพยพมารุ่นนี้ ชนชาติมอญเป็นชนชาติที่อาศัยอยู่ในรัฐมอญ สาธารณรัฐแห่ง สหภาพเมียนมา หรือ สหภาพเมียนมาเป็นชนชาติที่เก่าแก่ ตามพงศาวดาร พม่าได้กล่าวว่ามอญเป็นชนชาติแรกที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ บริเวณตอนล่างของ แม่น้ำอิรวดีตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาล ได้รับอิทธิพลศิลปะวัฒนธรรมจาก ประเทศอินเดียและเผยแพร่ไปยังชนชาติต่าง ๆ ในภูมิภาค มอญเสียเอกราช ครั้งแรกให้พม่าในปีพุทธศักราช 1600 และทําสงครามกับพม่าเรื่อยมาจน ถูกรวมเข้ากับพม่าในปีพุทธศักราช 2300 เนื่องจากภัย สงครามที่ยาวนาน ชาวมอญได้อพยพเข้ามาในประเทศไทยหลายครั้ง โดยเส้นทางหนึ่งที่ ชาวมอญใช้อพยพเข้ามาคือเส้นทางด่านเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย ชาวมอญได้อพยพเข้าสู่ ประเทศไทย 2 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดคือในปีพุทธศักราช 2491 และได้ตั้งถิ่นฐาน อยู่บริเวณอําเภอสังขละบุรีโดยมีหลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้นําและผู้ยึดเหนี่ยว จิตใจให้ชาวมอญ เกิดความสามัคคีและเกิดความร่วมมือร่วมใจกันระหว่าง ผู้อพยพชนชาติต่าง ๆ และคนไทย และเริ่มตั้งถิ่นฐานจนเกิดเป็นชุมชนมอญ ขึ้นมาบริเวณบ้านวังกะล่าง หลวงพ่ออุตตมะได้นําเหล่าชาวบ้านสร้างวัด


52 โรงเรียน โรงพยาบาล ตลอดจนเป็นผู้นําแต่ชาวบ้านจนเป็นที่ศรัทธาเลื่อมใส เป็นอย่างมากทั้งกับชาวมอญ ชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ และชาวไทย ต่อมาใน พุทธศักราช 2527 การไฟฟ้าแห่งประเทศไทยต้องการสร้าง เขื่อนเขาแหลม (เขื่อนวชิราลงกรณ์ในปัจจุบัน) บริเวณอําเภอสังขละบุรีเดิม หมู่บ้านต่าง ๆ และที่ทําการอําเภอจึงต้องอพยพไปยังพื้นที่เชิงเขาที่สูงขึ้นไปโดยหมู่บ้าน ชาวมอญได้ย้ายไปอยู่ในพื้นที่ของวัดวังก์วิเวการาม หรือวัดหลวงพ่ออุตตมะ ซึ่งคือชุมชนมอญ สังขละบุรีในปัจจุบัน ชาวมอญที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองไทยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้า มาในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่เรียกกันว่า “มอญเก่า” หรือผู้ที่อพยพเข้ามาในสมัย กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่เรียกกันว่า “มอญใหม่” หรือกลุ่มชาวมอญที่ อพยพเข้ามาภายหลังพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ ยังคงรักษาภาษา วัฒนธรรมและความเป็นอยู่แบบมอญเอาไว้ แม้ว่าบางส่วนอาจจะกลมกลืน ไปกับคนไทย ชุมชนมอญ บ้านวังกะ หมู่ 2 ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เป็นหมู่บ้านเก่าแก่มากว่า 100 ปี ซึ่งมีหลักฐานปรากฏ ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ตั้งแต่ครั้ง เป็น อำเภอวังกะ กิ่งอำเภอวังกะ แล้วกลับมาเป็นอำเภอวังกะ จนปัจจุบัน เป็นอำเภอสังขละบุรี และบ้านวังกะเป็นหมู่ หนึ่ง ของอำเภอสังขละบุรี ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ ที่มีการอพยพเข้ามาของกลุ่มชาติพันธ์ต่าง ๆ ซึ่งมีกลุ่มชาติ มอญได้ อพยพเข้ามาด้วย กลุ่มแรกได้เข้าเมื่อ ปี พ.ศ.2492 กลุ่มที่ 2 ใน ปีพ.ศ.2493 และกลุ่มที่ 3 เดิมทางเข้ามาถึง 40 ครอบครัวในปีพ.ศ.2495 รวมเป็น 60 ครอบครัวโดยใช้เส้นทางด่านเจดีย์สามองค์และเส้นทางแม่น้ำบีคลี่ ซึ่งอพยพมาจากเมาะกะเนียง เจ้าคะเล และเมาะละแหม่ง ซึ่ง


53 มีนายเจริญปลัดอำเภอ เป็นผู้ดูแล และผลบุญของหลวงพ่ออุตตะมะ (พระราชอุดมมงคล) ที่ทำให้ชาวมอญมีแหล่งพักพิงทำมาหากินจนถึงปัจจุบัน คนมอญพลัดถิ่นบ้านวังกะ คือกลุ่มชาตพันธุ์มอญ ที่อพยพจาก เมืองเมาะละแหม่งรัฐมอญ สหภาพเมียนมาเข้าสู่ประเทศไทยจำนวน 4 ครั้ง ตั้งแต่ พ.ศ.2491 โดยมีสาเหตุจากการสู้รบระหว่างกองทัพทหารพม่ากับ กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อผนวกรวมความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และ สร้างความเป็นหนึ่งเดียวของสหภาพเมียนมา ภายใต้นโยบาย Burmanization ซึ่งส่งผลให้คนมอญที่อาศัยอยู่ฝ่ายเขตสู้รบต้องเผชิญ สถานการณ์เผาทำลายหมู่บ้านปล้นเสบียงอาหารรวมถึงเผาทำลายที่ทำกิน เพื่อป้องกันฝ่ายตรงข้ามใช้ผลผลิตทางการเกษตรเป็นเสยีบง อีกทั้งเมื่อสิ้นสุด สงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ภาวะแร้นแค้น ความ ไม่ปลอดภัยในชีวิตตนเองและครอบครัวเป็นอีกสาเหตุที่ส่งผลให้คนมอญ ตัดสินใจอพยพเข้าสู่ประเทศไทย โดยการอพยพครั้งแรก ถึงครั้งที่สาม ช่วง พ.ศ. 2491 ถึง พ.ศ. 2494 คนมอญได้มาตั้งบ้านเรือนที่หมู่บ้านนิเถะ อาศัยอยู่ร่วมกับชาวกะเหรี่ยง ซึ่งคนมอญวังกะยังระลึกถึงความสัมพันธ์ ระหว่างกะเหรี่ยงกับมอญได้เป็นอย่างดี (ภควดี ทองชมภูนุช และพัชรินทร์ ลาภานันท์, 2563) หลังการอพยพครั้งที่สาม หมู่บ้านนิเถอะมีภาวะแออัดและขาด แคลนที่ดินทำกินเพราะคนมอญอพยพมาตั้งบ้านเรือนมากกว่า 100 หลังคาเรือน หลวงพ่ออุตตมะพระสงฆ์ชาวมอญและผู้นำทางจิตวิญญาณของชุมชน พิจารณาว่าควรตั้งชุมชนมอญแห่งใหม่ เพื่อคนมอญพลัดถิ่นเหล่านี้ จะสามารถรวมกลุ่มกัน ปกครองดูแลอย่างทั่วถึงหลวงพ่ออุตตมะขอที่ดิน ฝั่งตรงข้ามอำเภอสังขละบุรีบริเวณพื้นที่สามประสบเพื่อสร้างหมู่บ้านแห่งใหม่ เมื่อพ.ศ. 2496 โดยคนมอญช่วยกันถางป่าและปลูกสร้างบ้านเรือน


54 ส่วนหลวงพ่ออุตตมะทำหน้าที่จัดสรรที่ดินให้แต่ละครอบครัวด้วยวิธีการ จับสลากเรียกชื่อหมู่บ้านแห่งใหม่ว่า “วังกะล่าง” เพราะตั้งอยู่ด้านล่าง ฝั่งอำเภอสังขละบุรีและห่างจากบ้านนิเถะประมาณ 2 กิโลเมตร วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนมอญที่บ้านวังกะล่างมีความมั่นคง มากกว่าอดีตประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก เช่น ลุกข้าวไร่ ปลูกผักริมน้ำ โดยเฉพาะกระเจี๊ยบเป็นผักที่คู่ครัวมอญ ทุกครัวเรือนต้อง บริโภคและอาจมีเหลือจำหน่ายด้วย คนมอญบางรายเลือกประกอบอาชีพ รับจ้างทำสวนทำไร่ บางครอบครัวขายสร้อยทองนำเงินไปซื้อจักรเย็บผ้าเพื่อ รับจ้างเย็บผ้าหรือลงทุนค้าขายสินค้านอกจากนี้คนวังกะร่วมกันสร้างโรงเรียน และวัดประจำชุมชนเป็นสถานศึกษาและจัดกิจกรรมทางศาสนา กล่าวไว้ว่า คนมอญวังกะตั้งถิ่นที่ “วังกะล่าง” ในฐานะ “เจ้าของบ้าน” ต่างกับการอาศัย อยู่ที่หมู่บ้านนิเถะในฐานะ “ผู้อาศัย” ทว่าวังกะล่าง อันเป็น “บ้าน” มีขอบเขตกายภาพชัดเจนคนมอญสามารถดำรงชีพอย่างปลอดภัยและมั่นคง มาจนกระทั่ง พ.ศ. 2527 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เริ่มก่อสร้าง เขื่อนวชิราลงกรณ์หมู่บ้านหลายแห่งในอำเภอสังขละบุรีต้องกลายเป็นพื้นที่ รับน้ำถึงหมู่บ้านวังกะล่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยยินดีรับผิดชอบ ความเสียหายด้วยการจัดสรรที่ดินจำนวน 614 ไร่ ถวายกรมศาสนาเพื่อมอบ ให้หลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้ดูแลจัดสรรที่ดิน สำหรับสร้างบ้านให้คนมอญวังกะ และสร้างวัดวังก์วิเวการาม เป็นต้น (วัชรกิติ วัชโรทัย และคณะ, 2537) ที่ดินผืนใหม่ ตั้งอยู่ห่างจากบ้านวังกะล่างประมาณ 3 กิโลเมตร สภาพเป็นเนินเขาสูง หลังการปรับพื้นที่ คนมอญอพยพย้ายครัวเรือนของตน นำสิ่งของที่จำเป็นขึ้นเกวียน บางครอบครัวใช้ไม้จากบ้านหลังเดิม มาสร้าง บ้านหลังใหม่ตามแบบสถาปัตยกรรมมอญดั้งเดิม คนมอญเรียกชื่อหมู่บ้าน แห่งใหม่ว่า “บ้านวังกะ ” หรือบ้านวังกะบน กระทั้ง พ.ศ. 2531


55 หลังเหตุการณ์ 8888 มีคนมอญพลัดถิ่นรุ่นใหม่อพยพมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านวัง กะ นับเป็นการอพยพครั้งที่ 4 แม่ค้าขายอาหารมอญเล่าว่า “คนมอญกลุ่มนี้มี ความรู้สูงมีอุดมการณ์ อพยพมาที่วังกะ คนมอญในหมู่บ้านกังวลว่าคนมอญ กลุ่มนี้จะใช้พื้นที่บ้านวังกะเป็นที่เคลื่อนไหวทางการเมือง สร้างความไม่สงบ บริเวณชายแดน รัฐบาลไทยอาจผลักดันพวกเขาออกนอกเขตประเทศไทย แต่หลวงพ่ออุตตมะท่านเมตตาคนมอญกลุ่มนี้จึงแบ่งที่ดินของวัดให้สร้างบ้าน อยู่อาศัยในหมู่บ้าน” ที่ดินของวัดวังก์วิเวการามบริเวณนี้เป็นพื้นที่ปลึกต้นสัก เพื่อเตรียมใช้เป็นวัสดุก่อสร้าง คนวังกะเรียกพื้นที่บริเวณนี้ว่า “บ้านดงสัก” หรือ “ชุมชนดงสัก” ภาพ 2 แสดงสะพานมอญ


56 วังกะเป็นหมู่บ้านที่ธำรงรักษาอัตลักษณ์มอญอย่างเข้มแข็ง เห็นได้ จากสิ่งปลูกสร้างภายในหมู่บ้าน เช่น บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ศาลาวัด เจดีย์ ป้ายชื่อถนน ศาลผีประจำหมู่บ้าน รวมถึงการตั้งศูนย์วัฒนะรรมมอญ ยึดถือ รูปแบบและตกแต่งด้วยสัญลักษณ์ ตามแบบสถาปัตยกรรมมอญ ยิ่งกว่านั้น คนวังกะส่วนมากสื่อสารด้วยภาษามอญแต่งกายแบบมอญทั้งในโอกาสสำคัญ และชีวิตประจำวัน ปัจจุบันหมู่บ้านนี้มีประชากรประมาณ 10,000 คน วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ วิถีชีวิตประจำวันของชาวมอญทั้งชายและหญิงส่วนใหญ่ออกไปทำไร่ ทำนา ฝ่ายหญิงเมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า จัดเตรียมหุงหาข้าวปลาอาหารไว้ สำหรับตักบาตร และเป็นเสบียงอาหารในตอนกลางวัน ส่วนฝ่ายชาย จัดเตรียมอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ เช่น นั่งซ่อมแซมแหที่ใช้จับปลาใน แม่น้ำ ส่วนตะกร้า กระบุง เหลาไม้ทำจอบเสียม เป็นต้น จากนั้นในช่วงสาย จึงพากันออกไปที่ไร่ที่นา โดยใช้เรือในการเดินทาง ถ้าครอบครัวที่มีลูกยังเล็ก ก็อาจนำลูกติดตัวไปเลี้ยงด้วย ส่วนมากแล้วบริเวณที่ไร่ที่นาของทุกครอบครัว จะมีกระท่อมเล็ก ๆ ไว้สำหรับพักผ่อนและกินข้าวปลาอาหารที่เตรียมมา พอตกเย็นก็พากันกลับบ้าน ฝ่ายหญิงเตรียมหุงหาอาหารสำหรับมื้อเย็น บางครอบครัวที่ฝ่ายหญิงไม่ต้องออกไปช่วยทำไร่ทำนาจะอยู่ทำงาน ในบ้าน เช่น ชักผ้า ทำความสะอาดบ้าน เลี้ยงลูก เป็นต้น ถ้าครอบครัวใดมี ลูกที่โตแล้วโดยเฉพาะถ้าเป็นลูกสาว ก็มีแรงงานในบ้านเพิ่มขึ้นมา เนื่องจากในสมัยก่อนยังไม่มีไฟฟ้า ทุกบ้านต้องใช้แสงเทียนหรือแสงจาก ตะเกียงเจ้าพายุ ดังนั้น ถ้าไม่มีกิจกรรมพิเศษใด ๆ ทุกครัวเรือนจะพากันเข้า นอนตั้งแต่หัวค่ำ เพื่อจะได้มีเรี่ยวแรงตื่นแต่เช้าไปทำงานในวันถัดไป


57 ในช่วงเช้ามืดหรือตอนพลบค่ำ ระหว่างที่แม่บ้านเตรียมอาหารเด็ก ๆ กับผู้เฒ่าผู้แก่ฝ่ายหญิงจะเก็บดอกไม้ทั้งที่ปลูกไว้ตามบ้านหรือที่ขึ้นเองตาม ธรรมชาติ อาทิ ดอกมะลิ ดอกพุด ดอกกรรณิการ์ ดอกอัญชัน เป็นต้น จากนั้นจะนำมาเสียบก้านทางมะพร้าว ปักแจกันถวายหิ้งพระ ซึ่งเป็นช่อง คล้ายหน้าต่างยื่นออกไปจากตัวเรือนของบ้านชาวมอญทุกหลังคาเรือน ส่วนผู้ชายมักจะทำกิจกรรมนอกบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องการใช้ แรงงาน โดยเฉพาะช่วงที่ชาวมอญอพยพเข้ามาใหม่ ๆ ประมาณ ปี พ.ศ. 2491-2500 ช่วงนั้นทั้งในหมู่บ้านชาวมอญและชาวกะเหรี่ยง รวมไป ถึงทางอำเภอสังขละบุรีอยู่ในช่วงกำลังพัฒนาความเป็นบ้านและเมือง จึงมี การก่อสร้างและบูรณะซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างเป็นจำนวนมาก ในการก่อสร้าง และบูรณะซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างใดๆ ก็ตาม ด้วยการนำของหลวงพ่ออุตตมะ เช่น วัด ถนน โรงเรียน เป็นต้น ก็ได้อาศัยแรงงานจากชาวมอญทั้งในหมู่บ้าน มอญ ไทย และกะเหรี่ยง ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้คอยช่วยเหลือในด้านจัดหาเสบียง อาหารมาเลี้ยงร่วมกัน (อรวรรณ ทับสกุล, 2546)


58 ภาพ 3 แสดงวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์มอญ เมื่อถึงวันพระหรือวันสำคัญทางศาสนาต่าง ๆ ชาวมอญทั้งชายและ หญิง ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้เฒ่าผู้แก่ เกือบทั้งหมดในหมู่บ้านจะหยุดกิจการ งานทั้งปวงเพื่อขึ้นไปรวมตัวกันที่วัด โดยจักเตรียมข้าวปลาอาหาร แต่งตัว อย่างสวยงาม เพื่อทำบุญตักบาตร และรักษาศีล ยิ่งถ้าเป็นงานเทศกาล เฉลิมฉลอง อย่างเช่น งานบุญสงกรานต์ ทุกคนจะช่วยกันจัดเตรียมบริเวณวัด เพื่อเฉลิมฉลองร่วมกันทั้งหมู่บ้าน วิถีชีวิตภายหลังการสร้างเขื่อนเขาแหลมภายหลังการสร้างเขื่อนเขา แหลมตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2527 เป็นต้นมา วิถีการดำรงชีพของชาวมอญเกิด การเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะเรื่องอาชีพและการทำมาหากิน เนื่องจากเกิด ปัญหาการขาดแคลนที่ทำกิน ดังนั้นชาวมอญส่วนใหญ่จึงหันมาประกอบอาชีพ


59 ใหม่ ๆที่ไม่จำเป็นต้องใช้ที่ดิน เช่น การปลูกผักริมน้ำในฤดูน้ำลดสำหรับ รับประทานและขาย ทำการประมงในแหล่งน้ำที่มีอยู่มากขึ้นรวมถึง อาชีพค้าขายและอาชีพรับจ้างทั่วไป เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ด้วยความศรัทธาในวิถีพุทธของชาวมอญที่ยังคง เหนียวแน่น ดังนั้น เมื่อถึงวันพระและวันสำคัญทางศาสนา ชาวมอญเกือบ ทุกคนในหมู่บ้านจึงยังถือเป็นวัตรปฏิบัติในการหยุดกิจการงานทั้งปวง แล้วไป ทำหน้าที่พุทธศาสนิกชนที่ดีโดยจัดข้าวปลาอาหาร แต่งตัวสวยงามไปทำบุญ ตักบาตรและรักษาศีลที่วัด วิถีชีวิตประจำวันของชาวมอญตอนเช้ามืด ผู้เฒ่าผู้แก่ฝ่ายหญิงจะ ออกไปเก็บดอกไม้ตามบ้านเพื่อมาเสียบก้านสำหรับบูชาถวายหิ้งพระในบ้าน หรือเตรียมไว้สำหรับนำไปวัดในวันพระ ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่ฝ่ายชายเมื่อตื่นเช้ามา ก็ออกไปนั่งพูดคุยถกเถียงเรื่องราวต่าง ๆ รวมไปถึงเรื่องราวความเป็นไปใน หมู่บ้านกับเพื่อนฝูงรุ่นราวคราวเดียวกันที่ร้านกาแฟที่มีอยู่ 2-3 ร้านใน หมู่บ้าน ฝ่ายแม่บ้านจะออกไปตลาดเช้าในหมู่บ้านเพื่อจับจ่ายชื้อของแห้ง และของสดนำกลับมาเตรียมหุงหาอาหาร สำหรับตักบาตรในตอนเช้า และ ทุกคนในบ้านได้กินกัน โดยแบ่งส่วนหนึ่งเป็นเสบียงมื้อกลางวันสำหรับคนที่ ออกไปทำงานนอกบ้านหรือลูกที่จะไปโรงเรียน ผู้ที่ไม่ต้องออกไปทำงานนอก บ้านก็จะอยู่ทำงานบ้าน เช่น ชักผ้า ทำความสะอาดบ้าน เลี้ยงลูกที่ยังเล็ก ดูแลคนแก่ในบ้าน เป็นต้น ส่วนแม่บ้านบางคนที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน หลังจากที่เตรียม อาหารให้สมาชิกในครอบครัวและตนเองเสร็จก็พากันเดินเป็นกลุ่ม ๆ ข้าม สะพานไปยังที่ทำงาน พอตกเย็นเมื่อกลับมาจากทำงานนอกบ้านแล้วจึงค่อย ทำงานบ้าน เช่น หุงหาอาหารสำหรับมื้อเย็น ทำความสะอาดบ้าน เป็นต้น


60 เสร็จแล้วจึงพักผ่อน นั่งเล่น พูดคุยกับเพื่อนฝูงละแวกบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะ พูดคุยในเรื่องทั่วไปทั้งความเป็นไปของผู้คนในหมู่บ้าน หรือเรื่องจะตัดชุดใหม่ ที่จะใส่ในวันพระถัดไป ฝ่ายพ่อบ้านมีหน้าที่ด้านช่างแขนงต่าง ๆ เช่น ช่างไม้ ช่างประปา หรือทำสวนครัว ส่วนงานนอกบ้านมักเป็นอาชีพรับจ้าง เช่น ช่างไม้ ช่างก่อสร้าง หรือออกไปจับปลาในเขื่อน ดังนั้นเมื่อตื่นเช้าอาบน้ำแต่งตัวแล้ว เสร็จก็หิ้วปิ่นโตและอุปกรณ์การทำงานที่แม่บ้านเตรียมไว้ให้ เดินข้ามสะพาน ไปทำงานที่อำเภอ พอตกเย็นก็กลับบ้านมาพักผ่อน หรืออาจจะออกไปพูดคุย เจรจากับเพื่อนฝูงละแวกบ้าน ช่วงระหว่างเย็นจนถึงหัวค่ำเป็นเวลาที่ทุกคนในบ้านกลับมากินข้าวมื้อ เย็นร่วมกัน จากนั้นก็นั่งชมข่าวสารบ้านเมือง ดูหนังดูละครจากโทรทัศน์ จนกระทั่งเข้านอน ฝ่ายรุ่นเด็กที่อยู่ในวัยเรียนตื่นเช้ามาก็ช่วยพ่อแม่ทำงาน บ้านบ้างเล็กน้อยจากนั้นก็เตรียมตัวหิ้วกระเป๋า พร้อมปิ่นโตอาหารเดินไป โรงเรียนหรือบางคนที่ไม่ได้เตรียมไปก็กลับมากินข้าวที่บ้านในช่วงพักกลางวัน พอตอนเย็นเลิกเรียนกลับมาทำการบ้าน ช่วยงานบ้าน จากนั้นจึงออกไปเที่ยว เล่นกับเพื่อน ในปัจจุบันวัยรุ่นหรือชาวมอญรุ่นใหม่โดยเฉพาะกลุ่มเด็กผู้ชาย จะนิยมออกไปเที่ยวกลางคืน เช่น ออกไปขับรถมอเตอร์ไซค์ในหมู่บ้านหรือ ออกไปเที่ยวเล่นอยู่บ้านเพื่อนจนดึกจึงค่อยกลับมานอนที่บ้าน ช่วงวันสำคัญทางศาสนาหรือวันงานเทศกาลจะคล้ายกับสมัยก่อน คือ ชาวมอญจะหยุดกิจการงานเพื่อเตรียมตัวไปทำบุญ ตักบาตร ถือศีล ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่การถือศีลจะปฏิบัติเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ที่ไม่ต้องทำงาน และร่วมเฉลิมฉลองงานประเพณีต่างๆ ที่วัด โดยในวันพระใหญ่หรือวันสำคัญ ทางศาสนา คนแก่จะตื่นเช้าแต่งกายด้วยชุดจำศีลแล้วเดินถือดอกไม้ไปวัด บางคนที่เดินไม่ไหวจะมีลูกหลานขับรถไปส่ง พอช่วงสายลูกหลานก็จะทูน


61 สำหรับอาหารคาวหวาน พร้อมทั้งเครื่องนอนไปส่งให้ญาติผู้ใหญ่ของตนที่ จำศีลที่วัด การทูนสำรับอาหารบนหัวนั้น เพราะชาวมอญถือว่าอาหารที่ จัดสำรับนำไปถวายพระหรือญาติผู้ใหญ่ที่วัดเป็นของสูงจึงควรไว้ที่สูง ฝ่ายคนเฒ่าคนแก่ที่จำศีลอยู่วัด นอกเหนือจากทำวัตรเช้าและวัตรเย็นแล้ว ระหว่างวันก็จะช่วยเหลืองานที่วัดโดยการช่วยทำความสะอาดบริเวณวัด เช่น กวาดลาน เผาใบไม้และหญ้าแห้ง ขัดพื้น เป็นต้น หรือยามว่างจะนั่งเสียบ ดอกไม้ที่ลูกหลานเก็บมาให้สำหรับบูชาไหว้พระ ในตอนเย็นถ้ามีงานบุญที่ไม่ ใหญ่มากหรือเป็นวันพระธรรมดาชาวบ้านที่มีฐานะไม่ค่อยดีและต้องดิ้นรน ต่อสู้ทำมาหากินค่อนข้างหนักจะไม่หยุดทำงาน หรืออาจจะไปทำบุญตอนเช้า แล้วก็ไปทำงานต่อทันที ร้อยละ 70 เป็นคนมอญไม่ได้รับสัญชาติไทยยังคงเป็นผู้พลัดถิ่น ตามกฎหมาย สถานภาพทางกฎหมายมีผลต่อการดำรงชีพ เพราะไม่สามารถ เดินทางไปประกอบอาชีพในแหล่งจ้างงาน แต่คนมอญวังกะล้วนปรับตัว เพื่อให้ตนเองและครอบครัวสามารถดำรงชีพ ด้วยการเลือกประกอบอาชีพที่ หลากหลาย เช่น รับจ้าง ทำไร่ทำสวน หาของป่า ขับรถจักรยานยนต์รับส่ง คน ขับรถยนต์ขนส่งคนสินค้าจากอำเภอสังขละบุรีไปด่านเจดีย์สามองค์ บาง รายขนส่งคนและสินค้าไปสหภาพเมียนมาค้าขายสินค้าอุปโภคบริโภคใน หมู่บ้าน ตัดเย็บเสื้อผ้าโหล หรือเดินทางไปค้าขายสินค้าข้ามแดนที่สหภาพ เมียนมา ยิ่งกว่านั้นเมื่อบ้านวังกะเป็นแหล่งท่องเที่ยวชาติพันธุ์ เป็นเงื่อนไขที่ เพิ่มโอกาสการประกอบอาชีพของคนในหมู่บ้าน เพื่อตอบสนองความต้องการ ของนักท่องเที่ยว เช่น จำหน่ายสินค้าที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยว เปิดโฮมสเตย์ ให้บริการที่พักนักท่องเที่ยวเปิดร้านอาหารมอญ เป็นต้น คนวังกะประกอบ อาชีพหลากหลาย ไม่จำนนต่อข้อจำกัด การดิ้นรนแสวงหาแนวทางประกอบ


62 อาชีพที่มั่นคงเพื่อเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัว พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ สภาพชุมชนที่ดำรงความเป็นมอญ โอกาสทางเศรษฐกิจ การปรับตัวผสม กลมกลืนสู่สังคมไทยด้วยคุณสมบัติของผู้กระทำการล้วนเป็นเงื่อนไขที่อยู่ เบื้องหลังการให้คำนิยามความหมาย คำว่า “บ้าน” ของคนมอญวังกะ (ภควดี ทองชมภูนุช และพัชรินทร์ ลาภานันท์, 2563) บริบททั่วไปของชุมชนมอญบ้านวังกะ ชาวมอญที่บ้านวังกะ หมู่ที่ 2 ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี กลุ่มแรกที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย ครั้งแรกในช่วง พ.ศ. 2492 กลุ่มที่สองเขาในราวเดือนมีนาคม พ.ศ. 2493 และกลุ่มที่สาม เข้ามาในราวเดือน มีนาคม พ.ศ.2494 โดยกลุ่มที่สามเดินทางเข้ามาด้วยกัน ถึง 40 ครอบครัว มารวมกับพวกที่เข้ามาสองกลุ่มแรก ได้ชาวมอญประมาณ 60 ครอบครัว โดยเดินทางเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์และทางบีคลี่ มารวมตัวกันอยู่ที่บ้านนิเถะ กิ่งอำเภอสังขละบุรี ชาวมอญเหล่านี้เดินทาง มาจากโมกกะเนียง เจ้าคะเล และมะละอหม่ง โดยมีนายเจริญผู้เป็น ปลัดอำเภอ ทำหน้าที่หัวหน้ากิ่งอำเภอสังขละบุรีต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างหนัก ทั้งดูแลและเลี้ยงอาหารแก่คนมอญอพยพเหล่านี้ หลวงพ่ออุตตมะซึ่งเดิน ทางเข้ามาเมืองไทยก่อนหน้านี้ ได้ทราบข่าวว่ามีชาวมอญอพยพเข้ามา มากมายจึงได้แวะไปเยี่ยมชาวมอญทั้งหมดนี้ต่างรู้จักหลวงพ่ออุตตมะเป็น อย่างดีพอได้พบกับหลวงพ่ออุตตมะก็ดีใจร้องไห้กันระงมโดยหลวงพ่ออุตตมะ ได้พาชาวมอญไปอาศัยอยู่ที่บ้านวังกะล่าง (บ้านวังกะล่างอยู่ระหว่างตัว อำเภอกับบ้านนะว้า) ต่อมาปี พ.ศ. 2495 ก็มีชาวมอญอพยพมาทางบีคลี่อีก ชุดหนึ่งตำรวจสกัดให้หยุดอยู่ที่บีคลี่ซึ่งเป็นพื้นที่ทำกินของพวกกะเหรี่ยง


63 หลวงพ่ออุตตมะได้ทราบข่าวก็เดินทางไปบีคลี่ เพื่อเจรจากับตำรวจและ กำนันผู้ดูแลท้องที่ขอให้ชาวมอญได้มาอยู่รวมกันโดยหลวงพ่ออุตตมะได้ไป พักที่วัดร้างในบีคลี่ซึ่งเป็นวัดของกะเหรี่ยง และนำชาวมอญไปช่วยฟื้นฟู บูรณะวัดร้างแห่งนี้จนพวกกะเหรี่ยงเห็นใจยอมเป็นมิตรกับชาวมอญและให้ ชาวมอญไปทำไร่ข้าวได้ชาวมอญที่อาศัยอยู่บ้านวังกะล่างนั้นไม่มีที่ทำกิน หลวงพ่ออุตตมะจึงพาชาวมอญวังกะล่างครอบครัวละ 2-3 ไปช่วยทำไร่ข้าว ด้วยชาวมอญจึงเริ่มรวมตัวกันติดบีคลี่นี้เอง (วัชรกิติ วัชโรทัย, 2537) เหตุที่ชาวมอญต่างพากันอพยพเข้ามายังเมืองไทยนั้น เพราะทางฝั่ง สหภาพเมียนมาเกิดความไม่สงบทางการเมือง ข้าวยากหมากแพง โจรผู้ร้าย ชุกชุม มีแต่ความวุ่นวายและความป่าเถื่อน เมื่อได้เข้ามาฝั่งไทยนั้น มี ความสงบสุขมากกว่า ชาวมอญที่เข้ามาก่อนก็ได้ส่งข่าวกลับไปยังชาวมอญที่ ยังอยู่ในพม่า เพื่อจะได้พากันอพยพกันเข้ามาแต่ก็มีบางพวกที่เข้าได้ไม่นาน แล้วก็กลับไปก็มี พ.ศ. 2492 ชาวมอญกลุ่มแรกเริ่มอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณ ชายแดนอำเภอสังขละบุรี พ.ศ. 2493 ชาวมอญกลุ่มที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานสมทบลกับกลุ่ม แรก พ.ศ. 2494 ชาวมอญกลุ่มที่สามจำนวน 40 ครอบครัว อพยพเข้า มาตั้งถิ่นฐานสมทบกับสองกลุ่มแรกรวมเป็นจำนวน 40 ครอบครัว อพยพเข้า มาตั้งถิ่นฐานสมทบกับสองกลุ่มแรกรวมเป็นจำนวน 60 ครอบครัว อาศัย รวมกันอยู่บ้านนิเถะ พ.ศ. 2496 หลวงพ่ออุตตมะได้ทำการเจรจากับปลัดเจริญ โดย ขอให้ชาวมอญที่อพยพมาได้ตั้งหมู่บ้านอยู่ใกล้ ๆ กับกิ่งอำเภอสังขละบุรี โดย ให้คำมั่นว่าชาวมอญจะช่วยทำให้ตัวอำเภอมีความเจริญคึกคักขึ้น เพราะถ้า


64 อยู่ที่บ้านวังกะล่างยังห่างจากตัวอำเภอ 3 กิโลเมตร ต้องเดินทางไกล อีกทั้งปี พ.ศ. 2496 นี้ตามตำราถ้าสร้างหมู่บ้านใหม่จะดี จึงได้ขอสร้างหมู่บ้านตรง อำเภอ ซึ่งอยู่คนละฝั่งแม่น้ำแควน้อย โดยที่เจ้าหน้าที่อำเภอจะเรียกชาวมอญ มาใช้สอย เช่น ดายหญ้าให้ทางอำเภอ หรือจะใช้งานอื่น ๆ ก็ได้ ปลัดเจริญ จึงไปเจรจากับกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยเป็นที่ตกลง ดังนั้น หลังจากที่ชาวมอญ ทำไร่เสร็จ ก็ได้ทำแพรบรรทุกข้าวไร่ล่องตามแม่น้ำบีคลี่ลงมาถึงหน้าอำเภอ ซึ่งแต่เดิมพื้นที่นี้เป็นป่าเสือหมอบและป่าไผ่ ชาวมอญได้ช่วยกันหักร้างถางพง จนโล่งเตียน เพื่อเตรียมปักหลักจัดที่อยู่ ในตอนแรกหลวงพ่ออุตตมะจะแบ่ง ให้บ้านกว้าง 10 วา ยาว 10 วา (ประมาณ 100 ตารางวา) แต่ปลัดเจริญมาดู เห็นว่าเท่านี้แคบไป วัวควายจะอยู่ไม่ได้ จึงขออนุญาตให้บ้านละกว้างยาว 20 ตารางวา ชาวมอญต่างดำใจมาก จึงทำการแบ่งพื้นที่จนได้ 100 แปลง ก็เหลือเก็บไว้หนึ่งแปลง สำหรับพระมาสวดมนต์ทำบุญ และที่ริมน้ำทางตอน เหนือเป็นที่สำหรับสร้างวัด จากนั้นหลวงพ่ออุตตมะจึงให้ชาวมอญทำการจับ สลาก บ้างก็ได้ที่ริมน้ำ บ้างก็ได้เหนือขึ้นไป บางคนฉลาดก็ขอแลกกับคนที่ไม่ มีวัวควายที่ได้อยู่ริมน้ำ คนที่ยอมแลกก็เห็นกับเงิน 20 บาท ซึ่ง หลวงพ่ออุตตมะบอกว่าเป็นคนโง่ ก่อนการเริ่มสร้างบ้านกันนั้น หลวงพ่อได้เรียกประชุมชาวมอญ โดยเชิญปลัดเจริญมาร่วมด้วยเพื่อชี้แจ้งให้ชาวมอญอพยพรับมราบว่า การที่ ชาวมอญได้มาอยู่ที่บ้านวังกะ ได้เข้ามาอาศัยอยู่เมืองไทย ก็เพราะหลวงพ่อ อุตตมะได้ไปขอร้องปลัดเจริญไว้ ดังนั้นใครจะมาอยู่ที่หมู่บ้านนี้ จะต้องปฏิบัติ ตามกฎ 3 ข้อ คือ 1. ห้ามดื่มสุรา 2. ห้ามเล่นการพนัน 3. ห้ามลักทรัพย์และห้ามผิดลูกผิดเมียใคร


65 ถ้าแม้หลวงพ่ออุตตมะทราบว่าใครทำผิดกฎในวันใด ท่านจะไล่ออก วันนัน ชาวมอญทุกคนก็รับคำ ซึ่งปลดเจริญผู้ชอบดื่มสุราแก้หนาวเป็นประจำ ทดลองชวนชาวมอญดื่มเป็นเพื่อน ก็ไม่มีใครยอมดื่มด้วย ซึ่งทั้ง 3 ข้อนี้ ก็ยัง ใช้กฎของหมู่บ้านมาจนถึงปัจจุบัน พ.ศ. 2499 หลวงพ่ออุตตมะได้เริ่มทำการสร้างวัดขึ้นที่หมู่บ้าน มอญแห่งนี้โดยเห็นว่าชาวมอญต้องข้ามแม่น้ำทำบุญยังวัดนิเถะ ซึ่งแต่ก่อน เป็นวัดร้าง โดยหลวงพ่อได้ทำการพัฒนาและเป็นเจ้าอาวาส เมื่อมีงานบุญก็ ทำร่วมกันทั้งชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญ โดยการข้ามมานั้นมีความลำบาก ซึ่งชาวกะเหรี่ยงก็เห็นใจ เมื่อตกลงกันได้แล้ว หลวงพ่ออุตตมะจึงได้กำหนด ฤกษ์งามยามดี คือ แรม 9 ค่ำ เดือน 4 เป็นกำหนดวันทำพิธียกเสา วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวมอญเมื่อครั้งตั้งหมู่บ้านใ นปี พ.ศ. 2496 เป็นต้นมา หรือที่เรียกว่า บ้านวังกะบน จะทำอาชีพเกษตรกรรม เป็นหลัก ถึงฤดูนาก็ทำนา หมดฤดูทำนาก็ทำถั่วลิสงพอน้ำลดก็ทำผัก อีกทั้ง ยังปลุกผลไม้อีกหลายชนิด คือจะทำงานกันทั้งปีไม่มีหยุด จะได้หยุดยาว ในช่วงสงกรานต์ แต่เขาสามารถกำหนดตัวเองได้ และมีความเป็นอิสระ อาหารการกินต่าง ๆ ก็หาได้ง่าย แทบไม่ต้องซื้อ เมื่อถึงฤดูฝนน้ำจะเยอะ ก็จะมีเรือเอี้ยมจุ๊ยจากมหาชัย ขนขึ้นมาขาย จำพวกเกลือ กะปิ น้ำปลา ชาวมอญก็จะซื้อตุ๋นกันไว้ พวกเรือที่มาขายก็ซื้อข้าวเปลือกบ้าง มะพร้าวบ้าง กลับไป คือเขาจะมีกินมีใช้กันอย่างสมบูรณ์ (ฐิดารีย์ โกมะ,2558) ในพ.ศ. 2519 ได้มีเจ้าหน้าที่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ ไทยได้แจ้งว่าจะมีการสร้างเขื่อนเขาแหลม เพราะต่อไปน้ำจะไม่มีต้องกักเก็บ น้ำไว้หลวงพ่ออุตตมะเองก็เห็นดีด้วย ซึ่งเดิมทีนั้นการไฟฟ้าฯ จะสร้างเขื่อน ทางใต้วังโพธิ์ลงไปที่ภูเขาจระเข้แต่พบว่าภูเขานี้มีรูมาก กักน้ำไม่อยู่จึงคิดเป็น ทางตรงก็ราว 63 กิโลเมตร ซึ่งตอนแรกหลวงพ่ออุตตมะคิดว่าวัดของท่านนั้น


66 อยู่สูง น้ำคงจะท่วมไม่ถึง หลังจากนั้นหลวงพ่ออุตตมะจึงได้แจ้งข่าวแก่ ชาวมอญว่าน้ำจะท่วมมาถึงวัดวังก์ ชาวมอญต่างพากันตกใจ เป็นทุกข์ว่าจะ อพยพไปอยู่ที่ไหนในปีใหม่ พ.ศ.2520 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้ขุดคลองทำทาง เบี่ยงของแม่น้ำให้ระดับน้ำในแม่น้ำลดลง เพื่อสะดวกแก่การทำรากฐาน จากนั้นได้ส่งหนังสือมาแจ้งค่าชดเชยแก่วัดต่าง ๆ ว่าได้เท่าไรแต่วัดวังก์ของ หลวงพ่ออุตตมะไม่ได้แจ้งเพราะเป็นกรณีพิเศษ ปี พ.ศ.2523 หลวงพ่ออุตตมะได้ดูที่ใหม่ที่จะย้ายเข้ามาซึ่งตอนแรก ท่านคิดว่าจะใช้ที่สามประสบเป็นที่สร้างเจดีย์พุทธคยาอยู่แล้ว ท่านจึงได้ขอที่ เฉพาะของวัดอีก 500 ไร่และได้เงินชดเชยจากทางการไฟฟ้าฯ มา 13 ล้าน บาท โดยได้กันพื้นที่ไว้ให้ชาวมอญได้มาอยู่ด้วยแต่ก็ถือว่าเป็นที่ของ วัดและได้ขอให้การไฟฟ้ามาช่วยปรับพื้นที่ และทำถนนให้ด้วย ในตอนนั้น หลวงพ่ออุตตมะมีชาวมอญอยู่ในความดูแล 400 กว่าหลังคาเรือน ซึ่งพื้นที่ที่ กันไว้ให้ชาวมอญนั้นก็ได้แต่ที่อยู่อาศัยเท่านั้น ไม่มีที่ทำกินพอรับพื้นที่เสร็จ แล้วหลวงพ่ออุตตมะยังได้ให้การไฟฟ้าฯ สร้างโรงเรียนให้ด้วย การไฟฟ้าก็ สร้างไว้ให้ 5 ห้องเรียน (จากนั้นหลวงพ่ออุตตมะไปสร้างเพิ่มเติมในภายหลัง) ขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2524 การไฟฟ้าฯ ไถที่ให้วัดวังก์เสร็จและระหว่างนี้การไฟฟ้าฯ ได้มาช่วยรื้อบ้านให้ชาวบ้านและบรรทุกรถไปแต่ก็มีชาวบ้านบางคน ไม่ยอมย้าย โดยบอกว่าจะรอจนกว่าน้ำจะมาการไฟฟ้าฯ จึงชี้แจ้งว่าถ้ารอ จนกว่าน้ำมารถของการไฟฟ้าฯ ก็วิ่งไม่ได้ ชาวบ้านจะลำบาก กระนั้นชาวบ้าน ก็ยอมย้ายไปเพียงไม่กี่หลังชาวมอญเองก็ยังไม่ได้ย้ายไปเมื่อปรับที่ใหม่เสร็จ เรียบร้อยแล้ว หลวงพ่ออุตตมะได้จัดการเรื่องปักหลักจัดสรรที่ให้แก่ชาวมอญ โดยแบ่งให้คนละ 30 ตารางวา แต่ว่าไม่มีที่ทำกิน วัวควายต้องทำคอกขังไว้ ใต้ถุนบ้าน และให้ชาวมอญมาจับสลากว่าใครจะได้ที่แปลงไหน โดยให้ นายอำเภอและปลัดมาเป็นพยานด้วย


67 ครั้นต่อมาออกพรรษา พ.ศ. 2525 หลวงพ่ออุตตมะได้ระดม ชาวบ้านที่เกี่ยวข้าวไร่แล้วช่วยกันขนของหนัก ๆ บรรทุกรถของการไฟฟ้าฯ ไปก่อน อาทิ เครื่องสีข้าว เป็นต้น แล้วสร้างกระต๊อบเก็บของไว้ บางบ้านก็ เริ่มทำพิธียกเสาบ้านใหม่กันแล้ว ในปีใหม่ พ.ศ.2526 การไฟฟ้าฯ ได้ประกาศ ว่าให้ชาวบ้านรื้อบ้านไปให้หมด เพราะถ้าไม่รื้อ ทางการไฟฟ้าฯ จะไม่ รับผิดชอบแล้ว ชาวบ้านจึงต้องเร่งมือขนของกันเป็นการใหญ่ เดือน 6 ปี เดียวกันนี้ชาวบ้านย้ายไปอยู่ที่บ้านใหม่กันหมดแล้ว ยังคงเหลืออยู่แต่พวกที่ เนินเขาตรงวัดเก่า ในระหว่างนี้หลงพ่ออุตตมะก็ด่ำการรื้อวัดเก่าและสร้างวัดใหม่ที่ หมู่บ้านนี้ โดยในเดือน 4 พ.ศ. 2527 ได้ทำพิธียกเสาหลังใหญ่และกุฏิ ซึ่งทางการไฟฟ้าฯ ออกประกาศว่า จะปิดเขื่อนในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2527 จึงมีเวลาเหลืออีก 2 เดือน จึงต้องรีบมุมหลังคากุฏิและขนย้าย พระหินอ่อน ซึ่งน้ำหนัก 9 ตัน มาประดิษฐานยังวิหารหลังปัจจุบันด้วย ซึ่ง วัดใหม่ที่สร้างขึ้นยังไม่มีความแข็งแรงทนทาน ต่อมาจึงได้ทำการซ่อมแซม และเปลี่ยนแปลงจนมีความแข็งแรงสวยงามอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน (วัชรกิติ วัชโรทัย และคณะ, 2537) หลังจากย้ายมาอยู่หมู่บ้านนี้ อาชีพของชาวมอญก็เปลี่ยนจาก เกษตรกรรมมาเป็นรับจ้างและการค้าขายแทน และด้วยผลบุญและบรามีของ หลวงพ่ออุตตมะ (พระราชอุดมมงคล พหลนราทร มหาคณิสสร บวรสังฆารามคามวาสี) จึงทำให้ชาวบ้านบ้านวังกะได้มีที่พักพิงอยู่อาศัยกันอย่างสงบสุขมาจนถึงทุก วันนี้ อันส่งผลให้หมู่บ้านมอญบ้านวังกะถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีก แห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรีที่มีสถานที่ให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชม อย่างเจดีย์พุทธคยา วัดวังก์วิเวการาม เจดีย์พุทธคยา ที่ถือเป็นสถานที่สำคัญ ทางพระพุทธศาสนาของชาวมอญเพื่อใช้ในการปฏิบัติตนและทำกิจกรรมต่างๆ


68 ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วังวังก์วิเวการามเก่าหรือที่เรียกว่า เมืองบาดาล ที่เมื่อถึงฤดูน้ำลดจะเห็นโบสถ์หรือหอระฆังโผล่พ้นน้ำให้เห็น อย่างสวยงาม สะพานไม้อุตตมานุสรณ์หรือสะพานมอญ เพื่อใช้สำหรับการ สัญจรไปมาระหว่างหมู่บ้านกับตัวอำเภอ หรือจะเป็นวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรม ประเพณีต่าง ๆ ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเหล่านี้ทำให้หมู่บ้านมอญวังกะมี ความเจริญเข้ามาอย่างรวดเร็ว (ฐิดารีย์ โกมะ, 2558) ภาพ 4 แสดงบริบทชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์มอญ


69 สภาพพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ลักษณะทางภูมิประเทศของอำเภอสังขละบุรี ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดกาญจนบุรี ได้ย้ายที่ว่า การอำเภอเดิม สถานที่ราชการต่าง ๆ และราษฎรอพยพมาอยู่ในพื้นที่แห่ง ใหม่ซึ่งห่างจากที่เดิมประมาณ 30 กิโลเมตร เนื่องจากถูกผลกระทบจากการ สร้างเขื่อนเขาแหลม เมื่อพ.ศ. 2527 สภาพพื้นที่เป็นป่าเขา ประมาณ ร้อยละ 75 เป็นที่ราบ ร้อยละ 15 เป็นบริเวณอ่างเก็บน้า ร้อยละ 10 มีเนื้อที่ ทั้งหมดประมาณ 3,350 ตารางกิโลเมตร เป็นที่อยู่อาศัย 515 ตาราง กิโลเมตร มีลำน้ำสำคัญ 3 สาย คือ ลำน้ำซองกาเลีย ลำน้ำบีคลี่ ลำน้ำรันตี หมู่บ้านมอญบ้านวังกะ (ชุมชนวัดวังก์วิเวการาม) ตั้งอยู่บนพื้นที่ ราบบนเนินเขาสูง อยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอสังขละบุรี มีพื้นที่ 617 ไร่ ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดเป็นของวัดวังก์วิเวการาม มีแม่น้ำซองกาเลียที่ไหลมาจาก สหภาพเมียนมาคั่นกลางระหว่างตัวอำเภอและล้อมรอบด้วยแม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำรัยตี และแม่น้ำบีคลี่ ที่ไหลมาบรรจบกัน และยังเต็มไปด้วยป่าและ ภูเขาสูง บริเวณโดยรอบมีพื้นที่ติดต่อ ดังนี้ (อรวรรณ ทับสกุล, 2546) ทิศเหนือ จรดเทศบาลตำบลวังกะ อำเภอสังขละบุรี ทิศใต้ จรดอ่างก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม ทิศตะวันออก จรดบ้านนิเถะ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี ทิศตะวันตก จรดบ้านหม่องสะเทอ บ้านห้วยกบ บ้านใหม่ พัฒนา ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี ลักษณะภูมิประเทศ (Topography) ลักษณะภูมิประเทศของอําเภอสังขละบุรี จะประกอบไปด้วยทิวเขา ยาวต่อเนื่องมาจากภูมิภาคทางเหนือลงไปสู่ทางใต้คือ ทิวเขาตะนาวศรี


70 เริ่มต้นที่บริเวณทางตอนเหนือของ ด่านพระเจดีย์สามองค์อําเภอสังขละบุรีลง ไปจนถึงจังหวัดระนอง ทิวเขาตะนาวศรี และทิวเขาถนนธงชัยกลาง ทิวเขา ถนนธงชัยกลางเริ่มต้นจากภาคเหนือและสิ้นสุดที่ด้านตะวันออกของลุ่มแม่น้ำ แควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี ทิวเขาทั้งสองประกอบไปด้วยภูเขาสูงใหญ่ มีความสูงเกิน 1,000 เมตร เป็นจํานวนมาก บริเวณอําเภอสังขละบุรียังมี แหล่งต้นน้ำหลายสายรวมไปถึงบริเวณที่ตั้งชุมชนมอญซึ่ง เรียกกันว่า บริเวณ สามประสบ หรือ สามสบ เกิดจากลําน้ำ3 สายไหลมารวมกัน คือ แม่น้ำรันตี ลําน้ำบีคลี และลําห้วยซองกาเลีย ทําให้พื้นที่บริเวณดังกล่าวมีที่ราบลุ่มเป็น ลักษณะทางแยกของสายน้ำมีความงดงามมาก พื้นที่นี้มีพื้นที่ป่าเป็นจํานวนมาก ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเขาแหลม เขตรักษาพันธุ์ สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ป่าสงวนแห่งชาติเขาช้างเผือก และป่า สงวนแห่งชาติเขาพระฤๅษีและป่าเขาบ่อ แร่แปลงที่ 2 โดยชุมชนจะอยู่ใกล้ บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรซึ่งเป็นแหล่งน้ำ ธรรมชาติ ที่สําคัญของชุมชน ทําให้อากาศและแหล่งน้ำผิวดินของพื้นที่นี้ยังคงความ บริสุทธิ์สะอาด นอกจากนี้ในช่วงเช้าบริเวณพื้นที่นี้มักจะมีหมอกปกคลุมไป ทั่วบริเวณเป็นภูมิทัศน์ของสายน้ำ ภูเขา ป่าไม้ และสายหมอกซึ่งทําให้เกิด เส้นขอบฟ้าขอบน้ำที่สวยงามน่าประทับใจ นอกจากองค์ประกอบทางธรรมชาติที่สวยงามของขอบฟ้าและขอบ น้ำแล้ว ยังมีองค์ประกอบที่สําคัญทางวัฒนธรรมที่ช่วยส่งเสริมให้ภูมิทัศน์แห่ง นี้เป็นภูมิทัศน์วัฒนธรรม คือ วิถีชีวิต ของชาวบ้านในน้ำ เช่น เรือนแพ การใช้ เรือเป็นพาหนะ การตกปลา จับปลา การเล่นน้ำกระโดดน้ำ ของเด็ก ๆ การ ปลูกผักบริเวณพื้นที่ริมน้ำ โดยเฉพาะเรือนแพ การจอดเรือและการใช้พื้นที่ บริเวณริมน้ำ มีผลต่อลักษณะภูมิทัศน์ของเส้นขอบน้ำเป็นอย่างมากและยัง เป็นภาพที่สามารถมองเห็นได้เป็นมุมกว้างของชุมชนอีกด้วย


71 พืชพรรณ (Vegetation) พืชพรรณในพื้นที่จะมี 2 ลักษณะ คือ พืชพรรณที่เกิดขึ้นเองใน ลักษณะของพืช ท้องถิ่นและป่าไม้ และพืชพรรณที่เลือกปลูกในลักษณะของ การค้าการเกษตร และลักษณะที่ปลูกตามความเชื่อความศรัทธา พืชพรรณที่ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในพื้นที่นี้ส่วนใหญ่จะเป็นป่าไผ่และป่ารวก ซึ่งมีอยู่ เป็นจํานวนมาก นอกจากนี้ยังเป็นป่าจําพวกป่าเบญจพรรณ พืชพรรณพวกนี้ มักจะอยู่บริเวณโดยรอบพื้นที่ของชุมชนสามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามริมทาง นอกจากนี้ยังมีพื้นที่หาได้ตามป่าที่ชาวบ้านนิยมเก็บมาขาย ได้แก่ เห็ดโคน เห็ดเผาะ ผักกูด มะม่วงหิมพานต์ ผักหวาน เป็นต้น พืชพรรณที่เลือกปลูกในลักษณะการค้าและการเกษตรกรรม ได้แก่ กระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบแดง ข้าวโพด อ้อย ยางพารา กล้วย มะม่วง สับปะรด มะละกอ ถั่วฝักยาว และพืชสวนครัวอื่น ๆ โดยจะอาศัยพื้นที่ว่างรก ร้างตามเนินเขาและพื้นที่ราบลุ่มริมน้ำจนช่วงที่น้ำลด ทําให้เมื่อมองดู พื้นที่ บริเวณริมน้ำในช่วงน้ำแล้งจะเห็นเป็นภูมิทัศน์เกษตรกรรมอยู่ทั่วไป นอกจากนี้ยังมีพืชพรรณที่ปลูกขึ้นตามความเชื่อและความศรัทธา โดยบริเวณวัดวังก์วิเวการามและเจดีย์พุทธคยาจําลองจะเห็นต้นสาระปลูกอยู่ เป็นจํานวนมาก ทั้งนี้เกิดจากความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของพระและ ชาวบ้านในชุมชนและยังมีต้นโพธิ์ที่หลวงพ่ออุตตมะนํามาจากประเทศ ศรีลังกาพร้อมกับพระบรมสารีริกธาตุ อยู่บริเวณเจดีย์พุทธคยาจำลอง โดยมี ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับต้นโพธิ์นี้ คือ ประเพณีค้ำต้นไม้ในวันสงกรานต์โดย ชาวบ้านจะนําไม้ไผ่มาค้ำกิ่งก้านของต้นโพธิ์และต้นสาละโดยรอบเป็นความ เชื่อหรือกุศโลบาย หมายถึงการค้ำพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง โดยให้ต้น โพธิ์เป็นตัวแทนของพระพุทธศาสนาและยังเชื่อว่าเป็นการสะเดาเคราะห์ต่อ อายุอีกด้วยประเพณีรดน้ำต้นโพธิ์ในวันวิสาขบูชา โดยพระสงฆ์จะลงไปที่ต้น


72 โพธิ์และสวดมนต์และรดน้ำที่ต้นโพธิ์ จากนั้นชาวบ้านจะนําน้ำหอมที่ จัดเตรียมมารดน้ำที่ต้นโพธิ์ นอกจากความศรัทธาทางพระพุทธศาสนาแล้วชาวมอญยังมีความ เชื่อต่อเรื่องดวง ชะตาว่าการปลูกต้นไม้ในบ้านมีผลต่อการดํารงชีวิตของคน ในบ้านซึ่งส่งผลต่อการปลูกพืชพรรณ บริเวณเรือนพักอาศัยด้วย ดังนี้ ทิศตะวันออก ปลูก กล้วย มะพร้าว ทิศอีสาน ปลูก มะตูม ทิศตะวันตก ปลูก พุทรา ทิศเหนือลม(ใต้) ปลูก มะม่วง ทิศใต้ลม(เหนือ) ปลูก มะขามป้อม ทิศพายัพ ปลูก บุณฑริก ทิศอาคเนย์ ปลูก ดอกรัก ทิศหรดี ปลูก ขนุน แต่เนื่องจากพื้นที่ปลูกเรือนของชาวบ้านมีพื้นที่จํากัดจึงไม่ค่อยพบ เห็นการปลูกพืชพรรณตามบัญญัตินี้นัก จะพบเห็นคือการปลูกพืชผักสําหรับ รับประทานและดอกไม้เท่านั้น นอกจากนี้ในพื้นที่ยังจะพบเห็นต้นสักอยู่เป็นจํานวนมากโดยเฉพาะ บ้านดงสักซึ่งเกิดจากหลวงพ่ออุตตมะได้ปลูกป่าสักไว้บริเวณนี้เพื่อให้เป็น พื้นที่ป่าของวัด แต่ด้วยชาวมอญที่อพยพเข้ามาใหม่มีมากขึ้นไม่มีที่อยู่อาศัย หลวงพ่อจึงให้ชาวมอญที่ไม่มีที่อยู่ปลูกเรือนบริเวณป่าสักโดยห้ามตัด ต้นสัก เด็ดขาด พื้นที่บริเวณบ้านดงสักจึงมีลักษณะเป็นเรือนพักอาศัยแทรกอยู่ ระหว่างต้นสักกระจายกันไป


73 สิ่งปลูกสร้าง (Structure) สิ่งปลูกสร้างในภูมิทัศน์วัฒนธรรมนี้จะรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างสําหรับ การใช้งานของคน ปศุสัตว์ เมื่อการอยู่อาศัย ประกอบอาชีพ โดยในพื้นที่ ชุมชนมอญจะประกอบไปด้วยสิ่งปลูกสร้าง 2 ลักษณะ คือ สิ่งปลูกสร้างตาม ประเพณี ได้แก่ วัดวังก์วิเวการาม ทั้งวัดเก่าที่จมน้ำและวัดที่สร้างขึ้นใหม่ และเจดีย์พุทธคยา และสิ่งปลูกสร้างที่สร้างขึ้นเพื่อการอยู่อาศัยและการ ดําเนินชีวิต ได้แก่ เรือน - พักอาศัย โรงสีข้าว โรงละคร ศาลาพักริมทางเป็นต้น สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมีลักษณะดังนี้ วัดเก่าจมน้ำ เดิมวัดวังก์วิเวการามสร้างอยู่บริเวณบ้านวังกะล่างก่อนที่จะเกิดน้ำ ท่วมจาก การปิดเขื่อนริเริ่มโดยหลวงพ่ออุตตมะ เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2499 โดยแรกเริ่มมีเพียงศาลาขนาด กว้าง 10 เมตร ยาว 20 เมตร เท่านั้น ต่อมา จึงมีการสร้างศาลาการเปรียญ สร้างโบสถ์ โดยโบสถ์ของวัดวังก์วิเวการาม เดิมนั้นรวมระเบียงแล้วมีความกว้าง 15.5 เมตร ยาว 30 เมตร เฉพาะตัว โบสถ์กว้าง 10 เมตร ยาว 25 เมตร ใช้เสาไม้แดงขนาดหนึ่งคนโอบ หลังคามุง กระเบื้อง ผนังใช้อิฐที่ชาวมอญร่วมกันเผาตามความรู้ภูมิปัญญาเดิมที่ ถ่ายทอดกันมา ผนังด้านบนประดับซุ้มพระพุทธรูปถึง 2,500 องค์ แต่ปัจจุบัน ถูกน้ำเซาะหลุดหายหรือแตกหักไปบางส่วน ซุ้มประตูประดับยอดด้วยเจดีย์ เนื่องด้วย เจดีย์เป็นสัญลักษณ์ประจําอําเภอสังขละบุรี นั่นคือ ด่านเจดีย์ 3 องค์ พื้นที่สังขละบุรีนี้ในอดีตวัดวังก์วิเวการามเป็นวัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เพราะชาวบ้านต่างมีความศรัทธาต่อหลวงพ่ออุตตมะวัดวังก์วิเวการามนี้จึง เป็นศูนย์รวมทั้งชาวมอญ ไทย กะเหรี่ยง และชนชาติอื่น ๆ เข้ามาทํากิจกรรม ทางพระพุทธศาสนาร่วมกัน


74 ภาพ 5 แสดงวัดเก่าจมน้ำ นอกจากวัดนี้ยังมีอีก 2 วัดซึ่งจมน้ำจากการปิดเขื่อนเช่นกัน คือ วัดศรีสุวรรณาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกกันทั่วไปว่า วัดนิเถะ ซึ่งเป็นวัดของ ชาวกะเหรี่ยง และวัดสมเด็จสร้างขึ้นโดยคําริของสมเด็จพระวันรัตน (ปุ่น ปุณณะสิริ) ซึ่งมาเป็นพระธรรมทูตในปี พ.ศ.2509 เมื่อเกิด น้ำท่วมใหญ่ ในปี พ.ศ.2527 จากการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์ วัดศรีสุวรรณารามสร้างอยู่ ในพื้นที่ลุ่มจึง ถูกน้ำท่วมเป็นลําดับแรก ปัจจุบันเมื่อน้ำลด วัดศรีสุวรรณาราม เดิมนี้ยังคงมีส่วนที่จมน้ำอยู่ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมที่น้ำแล้งจึงจะ สามารถเข้าไปเดินในตัวโบสถ์ของวัดศรีสุวรรณารามได้ วัดสมเด็จตั้งอยู่บริเวณเนินดินสูงจึงไม่ถูกน้ำท่วมและยังมี พระประธานอยู่ในโบสถ์ รวมถึงทับหลังประดับตกแต่งที่ยังคงเหลืออยู่จาก ภาพจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของโบสถ์ที่ถูกทิ้งร้างจนมีต้นไม้มาที่ปรับตัว


75 ตามสภาพปัจจุบันแทรกตัวอยู่ตามผนัง โครงสร้างแสดงถึงความ เปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมจากการพัฒนาพื้นที่และธรรมชาติต่าง ๆ แต่ ปัจจุบันเนื่องจากชุมชนย้ายไป วัดสมเด็จจึงถูกทิ้งร้างมีเพียงนักท่องเที่ยวที่นั่ง เรือมาเท่านั้นที่เข้ามาไหว้พระ ภาพ 6 แสดงวัดสมเด็จ วัดวังก์วิเวการามเดิมอยู่ที่พื้นที่สูงกว่าวัดศรีสุวรรณารามและมี ขนาดใหญ่กว่าจึงมีส่วนที่หลงเหลืออยู่มาก และในช่วงที่ปิดเขื่อนชาวบ้านไม่ สามารถรื้อและย้ายวัดได้ทัน วัดวังก์วิเวการามจึงยังคงเหลืออาคารอยู่หลาย ส่วน คือ หอระฆัง กฏิสงฆ์และโบสถ์ ในช่วงฤดูน้ำจะเห็นเพียง ส่วนยอดของ หอระฆังเท่านั้นที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาในฤดูแล้งหรือช่วงที่เขื่อนปล่อยน้ำพื้นที่ของ โบสถ์ ระเบียง และกุฏิสงฆ์จะพ้นจากน้ำจนสามารถเดินในพื้นที่ได้ และ สามารถเห็นส่วนประกอบต่าง ๆ ที่แสดงถึงศิลปวัฒนธรรมเดิมที่เคยเกิดขึ้น เช่น การประดับปูนปั้น ลักษณะของสถาปัตยกรรมแบบประเพณีแบบมอญ หรือแบบเฉพาะตามค่านิยมของพื้นที่เป็นต้น


76 ภาพ 7 แสดงภาพวัดวังก์วิเวการาม นอกจากนี้ยังมีคําบอกเล่าว่า เหล็ก ที่นํามาทําคานกุฏิของสงฆ์คือเหล็กที่ได้ จากรางรถไฟสายมรณะสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งอาจต้องทําการพิสูจน์ ต่อไป การปกครอง การปกครองใช้รูปแบบการปกครองท้องถิ่นเหมือนหมู่บ้านไทยทั่ว ๆ ไป คือ จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ตามลำดับชั้น หมู่บ้านวังกะปกครองโดยมี ผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ดูแลและมีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านอีก 3 คน ช่วยดูแลโดยแยก ออกเป็นฝ่ายปกครอง 2 คน และฝ่ายปราบปราม 1 คน รวมทั้งมี คณะกรรมการหมู่บ้านด้วย สำหรับฝ่ายปกครองจะมีรองหัวหน้าคุ้มรองลงมา


77 อีกทีหนึ่ง ซึ่งก็มาจากการที่ชาวมอญเป็นชนชาติที่นิยมปกครองตนเอง จึงทำ ให้หมู่บ้านวังกะมีการตั้งแบ่งกลุ่มการปกครองออกเป็นคุ้ม จำนวน 28 คุ้ม มีสมาชิกแต่ละคุ้มแตกต่างกันออกไปตามแต่โซนพื้นที่ คือบางคุ้มมีสมาชิก คุ้มละ 100 หลังคาเรือน บางคุ้มเกือบ 200 หลังคาเรือน บางคุ้ม 30 หลังคาเรือน น้อยสุดก็ 20 หลังคาเรือน เหตุเพราะสมัยก่อนที่เริ่มก่อตั้งหัวหน้าคุ้มขึ้นมา ในโซนที่มีพื้นที่กว้าง พอสมาชิกในชุมชนเริ่มขยายจำนวนครัวเรือนมากขึ้น ก็ย้ายเข้ามาอยู่ในโซนที่มีพื้นที่กว้างนี้ จึงทำให้มีจำนวนลูกคุ้มเยอะขึ้น ตามลำดับ หัวหน้าคุ้มก็จะมีรองหัวหน้าคุ้มช่วยดูแลอีกทีหนึ่ง ซึ่งหัวหน้าคุ้ม และรองหัวหน้าคุ้มนี้ลูกบ้านในแต่ละคุ้มจะเป็นผู้เลือกกันเอง โดยเลือกจาก ผู้สูงอายุและผู้ที่มีคนเคารพนับถือ ทั้งนี้หากหัวหน้าคุ้มหรือรองหัวหน้าคุ้มจะ เป็นผู้เลือกกันเอง โดยเลือกจากผู้สูงอายุและผู้ที่มีคนเคารพนับถือ ทั้งนี้หาก หัวหน้าคุ้มหรือรองหัวหน้าคุ้มทำผิด ลูกบ้านก็จะเป็นปลดออกจากตำแหน่ง ได้ ส่วนฝ่ายปราบปรามนั้น จะมีฝ่ายชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และตำรวจชุมชน ภายใต้อำนาจของฝ่ายปราบปรามอีกทีหนึ่ง ซึ่งฝ่าย ปราบปรามจะช่วยดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายใน หมู่บ้านเมื่อมีงานและกิจกรรมต่าง ๆ การทำงานในชุมชนก็คือ เมื่อผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมีการ ประชุมประจำเดือนที่อำเภอสังขละบุรี จะกลับมาประชุมกับหัวหน้าคุ้มและ กรรมการหมู่บ้านและหัวหน้าคุ้มจะกลับไปประชุมลูกบ้านอีกทีหนึ่ง เป็นการ กระจายงานและกระจายอำนาจกันออกไป เพราะหัวหน้าคุ้มจะมีความ ใกล้ชิดกับลูกบ้านมากกว่า การทำงานก็เป็นไปได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น และสำหรับคุ้มแต่ละคุ้มนั้นจะมี อาสาสมัครสาธารณสุขประจำ หมู่บ้าน (อสม.) ประจำคุ้ม คุ้มหนึ่งประมาณ 3-4 คน เมื่อเวลา อสม. ประชุม ก็จะมาประกาศและกระจายงานให้กับลูกบ้านอีกทีหนึ่งเช่นกัน


78 ในกรณีที่มีข้อพิพาทหรือเรื่องใด ๆ เกิดขึ้น อันดับแรกลูกบ้าน จะแจ้งเจ้าหน้าที่คุ้มเพื่อให้หัวหน้าคุ้มไกล่เกลี่ยและตัดสิน คือในกรณีที่ไม่ หนักหนาอะไร หากปัญหาหนักหรือหัวหน้าคุ้มไม่สามารถตัดสินได้ จึงจะส่ง เรื่องต่อไปยังผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครองหรือฝ่ายปราบปรามและผู้ใหญ่บ้าน ตามลำดับเพื่อดำเนินการต่อไป แต่ในปัจจุบันหัวหน้าคุ้มแต่ละคุ้มมีบทบาท ลดลงไปมากแทบไม่มีบทบาทเลย เพราะใช้ระบบการปกครองจากส่วนกลาง เป็นหลัก การศึกษา ปัจจุบัน เด็ก ๆ หรือเยาวชนส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง มีโรงเรียนภายในหมู่บ้านคือ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนวัดวังก์วิเวการาม เปิดระดับอนุบาลถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เด็กก็จะมีโอกาสได้เรียนมากขึ้น บางครอบครัวมีฐานะทางเศรษฐกิจดี ก็จะส่งลูกไปเรียที่โรงเรียนอนุบาล สังขละบุรีซึ่งอยู่ที่ฝั่งอำเภอและมีโรงเรียนประจำอำเภอคือ โรงเรียน อุดมสิทธิศึกษา เปิดสอนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อจบชั้น มัธยมศึกษาตอนปลายแล้ว ส่วนใหญ่จะเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยใน ตัวเมืองกาญจนบุรีหรือในกรุงเทพมหานคร ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่ได้เรียนต่อในระดับสูง ๆ เพราะต้องออกมาช่วยพ่อแม่ ทำงานหรือบางส่วนก็เต็มใจที่จะออกเอง รวมถึงคนที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย ด้วย ถ้าเป็นคนรุ่นก่อน ๆ ส่วนใหญ่จะจบการศึกษาสูงสุด คือ ประถมศึกษาปีที่ 6 หรือไม่ก็มัธยมศึกษาปีที่ 3-6 ภายในหมู่บ้านจะมีศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านวัง กะซึ่งเป็นห้องสมุดของชุมชน และมีการจัดสอนพิเศษสำหรับเด็กนักเรียนใน หมู่บ้านที่สนใจ ในช่วงเวลาเย็นหลังเลิกเรียน หรือวันหยุดเสาร์ -อาทิตย์และช่วงการ ปิดภาคการศึกษาโดยคนในชุมชนเอง ในช่วงเวลาเย็น ๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย


79 ใด ๆ รวมถึงมีศูนย์การเรียนรู้การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ของอำเภอสังขละบุรี มาให้บริการแก่ผู้เรียนในพื้นที่ คือตั้งทำการอยู่ที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนของ หมู่บ้านด้วยเพื่อความสะดวกแก่ชาวมอญมากขึ้น รูปแบบบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ เรือนพื้นถิ่นไทย-มอญ เรือนพักอาศัยของชาวมอญจะมีรูปแบบและความเชื่อที่มี เอกลักษณ์ของตัวเองโดยเกิดจากความเชื่อทางโชคชะตาและความศรัทธา ทางพระพุทธศาสนา มักมีความสัมพันธ์ กับเรื่องของทิศและสัดส่วนของเส้น ผ่านศูนย์กลางเสาโดยเรือนที่มีความเก่าแก่ดั้งเดิมจะได้รับการ ออกแบบโดย หมอบ้านตามความเชื่อและสูตรการสร้างเรือนซึ่งได้กล่าวไว้ในบทที่ 2 ซึ่งลักษณะและ องค์ประกอบของเรือนมอญแบบดั้งเดิมจะมีลักษณะที่ คล้ายคลึงกัน ดังนี้ ลักษณะของเรือน เป็นเรือนยกพื้นมีใต้ถุนเรือนสูงเพื่อปกกันน้ำ หลากสําหรับช่วงฤดูฝนส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณริมแม่น้ำ แต่บริเวณที่สูงขึ้นมา ก็รับลักษณะเรือนแบบนี้มาใช้เช่นกัน โดยจะปรับพื้นที่ใช้ประโยชน์ใช้สอยอื่น ๆ เช่น เก็บอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ เลี้ยงสัตว์ เป็นพื้นที่ พักผ่อนในตอน กลางวัน แต่ในปัจจุบันจะไม่ค่อยพบเห็นเรือนที่ยกใต้ถุนสูง แต่จะมีการ ปรับเปลี่ยนต่อเติมขึ้นมาเป็นห้องหรือปรับเรือนมาเป็น 2 ชั้นมากกว่า มีหลังคาทรงจั่วแบบบ้านและหลังคาปีกนก ประกอบ ส่วนใหญ่จะมีระเบียง และบันไดอยู่นอกเรือน วัสดุจะเป็นไม้หรือไม้ไผ่ หลังคาจะเป็นสังกะสี กระเบื้องลอน หรือหญ้าแฝก โดยส่วนมากมักเป็นวัสดุหาได้ในท้องถิ่น ระเบียง (อะเมียงเติงมอญ) เป็นส่วนที่ต่อจากบันไดและโถง ใช้เป็น พื้นที่ พักผ่อน รับแขกและกิจกรรมของครอบครัว


80 โถง (พังม๊อย) มีลักษณะเปิดโล่ง มักอยู่บริเวณกึ่งกลางบ้านปกคลุม ด้วยหลังคาหลักทําหน้าที่เป็นพื้นที่ใช้สอยร่วมกันของคนในบ้าน เช่น พักผ่อน เลี้ยงลูกโดยผนังด้านทิศตะวันตกหรือทิศใต้มักมีหิ้งพระ (อ๊อยเนิงมะเงิย) ตั้งอยู่ บันได (อะแนน) จะอยู่บริเวณภายนอกอาคาร อยู่บริเวณด้านข้าง ของเรือน หรือ เชื่อมกับบริเวณระเบียงมีหลังคาปีกนกต่อกับหลังคาหลักคลุม โดยบันไดจะต้องไม่อยู่ตรงกับจั่วของหลังคาหลักและนิยมให้ลูกนอนเป็นเลขคี่ หิ้งพระ (ฮ๊อยเนิงมะเงิย) มีลักษณะเป็นช่องกลายกล่องยื่นออกมา จากผนัง เรือนสู่ภายนอกอาคาร ในหิ้งพระจะประกอบไปด้วย พระพุทธรูป หรือ รูปที่เคารพของพระพุทธเจ้าหรือพระสงฆ์ แจกันดอกไม้ และตกแต่ง ด้วยไฟประดับ มักทําจากวัสดุธรรมชาติเช่นไม้ หรือไม้ไผ่ และประดับด้วย กระจก หรือ กระจกสี หิ้งพระของชาวมอญที่มีลักษณะนี้เกิดจากความเชื่อ ที่ว่าพื้นที่ของ พระนั้นเป็นพื้นที่บริสุทธิ์ไม่ควรอยู่ระดับพื้นเดียวกันหรือพื้นที่ เดียวกันกับคนทั่วไป ชุมชนยังคงมีเรือนที่มีลักษณะเด่นแบบมอญประเพณีได้ทั่วไป ทั้งเรือนที่สร้างจากไม้ ไม้ไผ่ และปูน โดยส่วนมากยังคงมีลักษณะดั้งเดิมของ เรือนแบบไทยมอญอยู่ แต่จะพบเห็นอาคารที่มีลักษณะแตกต่างจากเรือน แบบไทยมอญอยู่คือ บริเวณใกล้เคียงกับสะพานไม้ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามามาก ทําให้เรือนเดิมถูกแปรสภาพให้เป็นบ้านพัก สําหรับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้บริเวณถนนของซอยอุตตมานุสรณ์ 5 นั้นยัง เป็นถนนที่เชื่อมต่อกับสะพานไม้จึงเป็นถนนที่มีความสําคัญต่อภูมิทัศน์ วัฒนธรรมของพื้นที่ชุมชนมอญบริเวณใกล้สะพานไม้มีความเข้มข้นการ ใช้สอยพื้นที่เชิงท่องเที่ยว


81 เมื่อกาลเวลาผ่านไปรูปแบบของเรือนพักอาศัยมีการเปลี่ยนแปลง ไปตามการใช้งานและฐานะของเจ้าของบ้าน เมื่อเริ่มแรกที่ชาวมอญอพยพมา ที่ไทยการปลูกเรือนพักอาศัยจะเป็นลักษณะเรือนเครื่องผูก วัสดุไม้ไผ่เพราะ หาได้ง่ายในพื้นที่ ปัจจุบันยังพบเรือนไม้ไผ่อยู่เป็นส่วนมากในพื้นที่เนื่องจาก ยังมีชาวมอญและชาวพม่าลักลอบเข้ามาอยู่บ้างรวมไปถึงกลุ่มชาวมอญที่ อพยพเข้ามากลุ่มหลังซึ่งยังไม่ได้รับสัญชาติไทยหรือไม่มีรายได้มากพอที่จะ ขยับขยายเรือนให้เป็นวัสดุถาวรได้จึงยังสามารถพบเห็นเรือนเครื่องผูกหรือ เรือนไม้ไผ่ได้มากบริเวณบ้านดงสัก และรอบนอกหมู่บ้าน หรือเรือนแพ บริเวณริมน้ำ เรือนเครื่องสับ หรือเรือนที่สร้างจากวัสดุไม้จริง มักจะเป็นเรือนที่ สร้างมาให้ ช่วงที่ย้ายหมู่บ้านขึ้นมาตอนน้ำท่วม โดยจะเป็นไม้เดิมที่รื้อขึ้นมา สร้างใหม่หรือเป็นไม้ที่ยืนต้นตายจากน้ำท่วม เจ้าของบ้านเป็นชาวมอญที่ อพยพมากลุ่มแรกจึงสามารถตั้งรกราก มีอาชีพมาตั้งแต่ดั้งเดิม มีรายได้ที่ดี จนสามารถสร้างเรือนถาวรและได้รับสัญชาติไทยแล้ว การวางผังและลักษณะ ของเรือนเครื่องผูกกับเรือนเครื่องสับนั้นจะมีลักษณะที่คล้ายกันโดยยังคง รูปแบบของเรือนไทยมอญอยู่ เรือนที่สร้างด้วยวัสดุจากปูนจะมี 2 ลักษณะ คือ เรือนพักอาศัย ของชาวมอญ จะมีการวางผังและลักษณะของเรือนแบบดั้งเดิมอยู่แต่ใช้วัสดุ สมัยใหม่ ซึ่งเป็นยุคหลังเนื่องจากขนส่ง วัสดุมีความสะดวกมากขึ้นและมีอายุ การใช้งานมากกว่าวัสดุตามธรรมชาติ สีที่ใช้มักจะใช้สีสดใส เช่น สีชมพู ฟ้า ม่วง อีกส่วนหนึ่งจะเป็นอาคารที่ไม่ได้สร้างเพื่อวัตถุประสงค์ในการพักอาศัย ของชาวมอญจึงไม่มีลักษณะของเรือนแบบไทยมอญอยู่เลย ได้แก่ อาคารที่ พักนักท่องเที่ยว โรงแรม ร้านค้าสําหรับ นักท่องเที่ยว ฯลฯ จะมีลักษณะตาม สมัยนิยมและรสนิยมของเจ้าของมักจะมีสีสันเช่นเดียวกัน


82 นอกจากบ้านไม้บริเวณถนนอุตตมานุสรณ์5 ยังสามารถพบเห็น เรือนไม้ไผ่ เครื่องผูกบริเวณพื้นที่ริมน้ำเป็นเรือนที่มีลักษณะพื้นถิ่น การใช้ ภูมิปัญญาชาวบ้านในการสร้างที่อยู่อาศัยจากวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นโดย เรือนเครื่องผูกนี้จะมีลักษณะผนังที่สานเป็นลายที่มีเอกลักษณ์ของที่แห่งนี้ นอกจากนี้ชาวบ้านยังได้นําไม้ไผ่มาประยุกต์ใช้ในองค์ประกอบอื่น ๆ ของที่ อยู่อาศัย เช่น รั้วบ้าน พื้นปิดรางระบายน้ำ สะพานเล็ก ๆ เก้าอี้ม้านั่ง แผงขายของหน้าบ้าน ฯลฯ จนกลายเป็นองค์ประกอบที่เป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่ไป รูปแบบการตั้งถิ่นฐาน (Settlement Patterns) การตั้งถิ่นฐานของชาวมอญในพื้นที่อําเภอสังขละบุรีนั้นเริ่มมา ตั้งแต่สมัยอยุธยาแต่เป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ และเริ่มมีผู้อพยพมากขึ้นเนื่องจาก การกดดันจากรัฐบาลทหารของพม่า ในปี พ.ศ. 2495 มีชาวมอญอพยพเข้า มาในประเทศไทยทางด่านเจดีย์สามองค์ ที่อําเภอสังขละบุรี และเริ่ม ตั้งรกรากบริเวณบ้านวังกะล่างมีจํานวน 60 หลังคาเรือน และมีมีผู้อพยพเข้า มาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนมีจนมี ประมาณ 100 หลังคาเรือน ชาวมอญได้สร้าง หมู่บ้านขึ้นบริเวณอีกฝั่งของแม่น้ำของอําเภอด้านทิศตะวันตกโดยการนําของ หลวงพ่ออุตตมะ ชาวมอญได้ขอแบ่งพื้นที่ทํากินกับชาวกะเหรี่ยงที่อยู่มาก่อน และสร้างบ้านเรือนขึ้นโดยแบ่งพื้นที่ครอบครัวละ 400 ตารางวาใช้ทั้งอยู่ อาศัย เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เพื่อการดํารงชีวิต โดยส่วนทําการปลูกข้าว เพราะพื้นที่เป็นดินปากแม่น้ำมีความอุดมสมบูรณ์ในหมู่บ้านจึงมาทั้งลานตาก ข้าวและโรงสี นอกจากนี้ยังมีการสร้างวัด โรงเรียน และโรงพยาบาลอีกด้วย


83 ภาพ 8 แสดงลักษณะบ้านกลุ่มชาติพันธุ์มอญ ในปี พ.ศ.2527 ชาวบ้านต้องย้ายบ้านเรือนขึ้นสู่พื้นที่สูงหรือพื้นที่ ในปัจจุบัน เนื่องจากการปิดเขื่อนทําให้น้ำท่วม การไฟฟ้าแห่งประเทศไทยได้ มีการเวนคืนที่ดินได้ชาวมอญได้รับเพียงเงินสําหรับบ้านเรือนเท่านั้นไม่ได้ ที่ดินเนื่องจากชาวมอญเป็นผู้อพยพไม่มีสัญชาติไทยจึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หลวงพ่ออุตตมะจึงได้แบ่งที่ดินของวัดวังก์วิเวการามที่ได้รับชดเชยมาบริเวณ บ้านวัง กะให้ชาวมอญใช้อยู่อาศัย ครอบครัวละ 100 ตารางวาใช้ชื่อว่า หมู่บ้านแผ่นดินไทยแผ่นดินทอง การเปลี่ยนแปลงนี้ทําให้ชาวมอญเดือดร้อน เนื่องจากไม่มีพื้นที่ทําการเกษตรหรือทํานา ทําให้โรงสีที่ย้ายมาต้องปิดตัวลง ชาวบ้านบางส่วนเปลี่ยนมาทําอาชีพรับจ้าง บางส่วนยังทําเกษตรอยู่บริเวณ พื้นที่ว่างริมน้ำ อาศัยช่วงน้ำลดทําให้มีพื้นที่มากขึ้น และพื้นบริเวณเนินเขา


84 พื้นที่ว่างต่าง ๆ จึงสามารถเห็นภูมิทัศน์ริมน้ำเต็มไปด้วยพืชผักทางการเกษตร ปลูกอยู่มาก การตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ใหม่มีการไฟฟ้านํารถมาปรับพื้นที่ให้เรียบ จากเดิมที่เป็นป่ารกร้างได้ทําถนนและทางเข้าหมู่บ้านและในหมู่บ้าน จะเห็น ได้ว่าในส่วนถนนของหมู่บ้านจะมีลักษณะเป็นกริดที่ชัดเจนและมีความกว้าง ของถนนที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยการแบ่งพื้นที่ของชุมชนจะแบ่งให้พื้นที่ ของวัดอยู่บริเวณเนินเขาที่สูงที่สุดเพื่อเป็นที่ของศาสนสถานและพระสงฆ์ ชุมชนจะอยู่บริเวณที่ราบและริมแม่น้ำเพื่อการดํารงชีวิตและการเกษตร นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนและตลาดที่บริเวณเดียวกันกับชุมชน นอกจากส่วนของบ้านวังกะแล้วยังมีพื้นที่ของบ้านดงสักซึ่งชาวบ้าน ได้อพยพมาในช่วงหลังทําให้มีพื้นที่ไม่พอในการแบ่งส่วนให้พักอาศัย หลวงพ่อจึงได้ให้ไปสร้างที่พักอาศัยบริเวณป่าสักของวัดโดยห้ามไม่ให้ตัด ต้นไม้เด็ดขาดชาวบ้านจึงสร้างบ้านเรือนแทรกอยู่ตามพื้นที่ว่างระหว่าง ต้นสักทําให้ผังของหมู่บ้านมีความกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบเหมือน บริเวณบ้านวังกะ สาธารณูปโภคของชุมชนมีลักษณะตามแบบชาวบ้านไม่ได้มีการ จัดระเบียบที่ดีนักจะเห็นได้ชัดในส่วนของรางระบายน้ำที่เชื่อมต่อกันไหลลง สู่แม่น้ำโดยไม่มีการบําบัดและทางน้ำที่มีการขุดไว้เพื่อให้น้ำจากแหล่งน้ำใน ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรไหลลงมาสู่พื้นที่ใช้ในการทําการเกษตรและอุปโภคบริโภค บางส่วน


85 สถานที่สำคัญในชุมชนมอญ สะพานอุตตมานุสรณ์ หรือ สะพานมอญ เป็นสะพานที่สร้างขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2529-2530 เพื่อใช้ข้ามจาก ชุมชนมอญ บ้านวังกะไปยังตัวอําเภอสังขละบุรีหลังจากการย้ายหมู่บ้าน เนื่องจากการสร้างเขื่อน โดยก่อนหน้าที่จะ สร้างสะพานไม้นั้นชาวบ้านได้ ร่วมกันสร้างสะพานที่ทําจากแพไม้ไผ่มาเรียงต่อกันจนเป็นสะพานโดย เก็บเงินค่าข้ามฟากคนละ 1 บาท ต่อมาหลวงพ่ออุตตมะได้คิดให้สร้างสะพาน ไม้ขึ้นมาเพื่อให้ชาวบ้านได้ใช้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย สะพานที่สร้างขึ้นนี้ สร้างขึ้นด้วยแรงงานของชาวบ้านในพื้นที่โดยไม่ใช้เครื่องจักรเป็นการร่วมใจ กันด้วยความศรัทธาต่อหลวงพ่ออุตตมะของทั้งชาวมอญ ไทย กะเหรี่ยง พม่า ช่วยกันสร้างสะพานขึ้นมาโดยใช้ไม้แดงเป็นวัสดุในการก่อสร้างซึ่งเป็นไม้แดง ที่ยืนต้นตายจากการ ถูกน้ำท่วม ใช้เสาประมาณ 60 ต้น ช่วงกลางของ สะพานห่างกัน 10 ศอก เพื่อให้เรือสามารถสัญจร ผ่านได้ โดยลักษณะ โครงสร้างของสะพานจะใช้โครงสร้างแบบเดิมในอดีตที่เคยใช้สร้างสะพาน ข้าม แม่น้ำแควน้อยในปี พ.ศ. 2506 โครงสร้างของสะพานจะเป็นลักษณะ เสาปะทะ 4 ต้นต่อเสาสะพาน 1 ต้น โดยเสาปะทะมีหน้าที่ป้องกันสวะที่ลอย มากับน้ำเข้าปะทะกับเสาสะพาน วิธีลงเสาจะใช้แรงคน เนื่องจากที่พื้นแม่น้ำ เป็นกรวดจึงต้องใช้วิธีหมุนต้นเสาลงไปเพื่อให้กรวดหลีกออกและเสาค่อย ๆ จมลง ไป ใช้คนหมุน 4-5 คน คนขย่มเสา 7-8 คน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน มาตั้งแต่ดั้งเดิมราวสะพาน และพื้นสะพานใช้ไม้กระดานตัดเป็นท่อน ๆ หน้ากว้างไม่มากนํามาต่อ ๆ กัน เมื่อแล้วเสร็จหมู่ที่ 2 กับหมู่ที่ 3 ของตําบล หนองลูจึงได้เชื่อมต่อกันโดยสะพานไม้ซึ่งมีความยาวประมาณ 850 เมตร เป็นสะพานที่ทําด้วยไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และยาวเป็นอันดับ 2 ของ โลก และเมื่อประกอบด้วยธรรมชาติอัน สวยงามของลําน้ำ ภูเขา และ


86 สายหมอกทําให้สะพานอุตตมานุสรณ์แห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว Unseen ของประเทศไทย สะพานแห่งนี้ได้รับการซ่อมแซมมาแล้วถึง 5 ครั้ง ในปี พ.ศ.2554 ได้ทําการติดเสาไฟรูปหงส์ซึ่งเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของชนชาติมอญเพิ่มเข้าไป และในวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เกิดมรสุมฝนตกหนักจนทําให้เกิด น้ำป่าไหลหลากจากอุทยานแห่งชาติทุ่งใหญ่นเรศวรทําให้เกิดน้ำพัดพาขยะ และเศษไม้เข้าปะทะกับเสาสะพานพังลงมา 30-70 เมตร เมื่อสะพานที่ใช้อยู่ พังลง พระมหาสุชาติ สิริปัญโญ เจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการามองค์ปัจจุบันจึงได้ นําชาวบ้านใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมสร้างแพลูกบวบขึ้นมาใช้ชั่วคราวโดยใช้ กุศโลบายให้ชาวบ้านนําไม่ไผ่มา 1 ลํา ต่อ 1 คนสร้างแพลูกบวบมีความ กว้าง 6 เมตร มาต่อกันเป็นสะพานยาว 300 เมตร ตามความกว้างของลําน้ำ และสร้างส่วนที่ยกขึ้นให้ เรือรอดผ่านได้ ใช้เวลาสร้างเพียง 6 วันเท่านั้น เพราะด้วยความสามัคคีของชาวบ้านในชุมชน ภาพ 9 แสดงสะพานอุตตมานุสรณ์ หรือ สะพานมอญ


Click to View FlipBook Version