The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Yves 02, 2023-04-07 04:11:39

หนังสือ สามประสบ สามชาติพันธุ์ สังขละบุรี

ปกหนังสือสังขละบุรี

387 ศาลาวัดพอดีเห็นสาวกษัตริย์นุ่งขาวห่มขาว คุยกับสาว สาวก็ไม่มองหน้า สักทีสงสัยว่าเป็นยักษ์ตัวนั้นแหละมา ทีนี้คุยกันไปคุยกันมาเอาเถอะมองหน้า ฉันเถอะ ไม่ใช่ยักษ์หรอก นี่มนุษย์ สาวก็บอกว่ามองไม่ได้หรอก กลัวยักษ์ตัว ใหญ่ พั่งคู่จว้องก็บอกว่า ไม่ใช่ยักษ์หรอก สาวก็บอกว่ามองไม่ได้หรอกกลัว มงกุฎแหลม พั่งคู่จว้องก็บอกว่าเอาเถอะมองเถอะน่า ไม่ใช่ยักษ์ เป็นคนใจ บุญใจธรรม นี่ดูผมซิ” ก็แกคลี่ผมลงมายาวเลย ถึงเท้าเลย ทีนี้สาวก็มองดูว่า “เอ้อ จริง ๆ เป็นคนดีจริง ๆ ผมยาว มีผ้าสีกองลงมาเลย” ทีนี้สาวก็ว่า ไป เถอะ ไปเถอะ เดี๋ยวยักษ์ จะกินเสียเปล่า ๆ เป็นคนดีแท้ ๆพั่งคู่จว้องก็ไม่ยอม บอกว่า “เอาเถอะ เดี๋ยวจะได้ไปที่เมืองน้อง ยักษ์นี่ จะจับเอง” เขาก็ไม่ไป บอกว่า ยักษ์นี้ถ้าฆ่าตายแล้วจะตอบแทนอะไรมั่ง” เขาถามผู้หญิง เขาก็ว่าจะ ช่วยเท่าที่ช่วยได้ จะแต่งงานเป็นแฟนพี่ ไปนั่งเป็นกษัตริย์ด้วยกัน พั่งคู่จว้องก็ ว่าแล้วเมื่อไหร่ยักษ์นั่นจะ มา โน่นแหละท้องฟ้าเหลือง ๆ นั่นแหละยักษ์จะ มา พั่งคู่จว้องก็ว่ามาเห็นหน้าน้องนี่ดีอกดีใจ มีความ สวยความงาม ยักษ์ใหญ่ เท่าไหร่ก็ไม่กลัว ทีนี้เขาก็เอาของคาวของหวานมาให้ยักษ์กิน ยักษ์ยังไม่ทัน กิน พั่งคู่จว้องก็กินก่อน กินเสร็จก็ทํากระจุยกระจายหมดซิ เทเลอะแถวนั่น แหละ แล้วนั่งเฉยๆ ก็เรียกยักษ์ ลงมา ยักษ์ก็ไม่ลงมาเห็นว่ากษัตริย์นี้ทําอะไร ไม่ดี อับปรีย์จัญไร ทํากินเหมือนหมูเหมือนหมา ทีนี้พั่งคู่ จว้องก็ว่า เอาเถอะ อยากจะกินก็กิน ไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน ทีนี้กษัตริย์ก็บอกว่า พั่งคู่จว้องเอ๋ย ไปเถอะ เดี๋ยวจะตายเปล่า พั่งคู่จว้องก็ไม่ยอมอยากจะสู้ยักษ์ดู ยักษ์ตัวนี้เขา เคยปล่อย เคยช่วยไว้ เรียกยักษ์อยู่ หลายครั้ง ว่าลงมาเถอะเราสองคนคุยกัน ได้ ยักษ์ก็บอกว่าจะตัดคอนี่ให้คุยกันเสียก่อนมั้ง ทีนี้พั่งคู่จว้องก็ ว่าห้าม เท่าไหร่ก็ไม่ฟังจะตัดคอแน่นอน ก็ฟันคอขาด มาอีกสองตัวฟันอีก มาอีกสาม ตัวก็ฟันอีก กลายเป็นมา เป็นฝูงเลยทีนี้ พั่งคู้จว้องก็น้อยใจว่าจะฆ่าเท่าไหร่ก็ ไม่ตาย เลยนึกถึงเพื่อนพญานาค พญานาคก็มาว่าเป็นทุกข์อะไรเพื่อนก็บอก


388 ว่าฟันยักษ์สู้ไม่ไหวแล้วพักเสียก่อน ยักษ์ก็ไม่ยอมพัก เลยเพลีย เพื่อนก็บอก ว่า เอ้า จะสู้ต่อ เป็นทุกข์เหมือนพระอินทร์กินหมาก อมหมากไว้แล้ว สู้เขาไม่ได้ทีนี้พญานาคก็ บอกว่าให้ไปถอนหนวดเขา เอาไปสู้ ทีนี้แกก็เชื่อ เพื่อน จะถอนหนวดเพื่อนไม่ได้บอกเพื่อน พอเพื่อนอยู่ เฉย ๆ เขาก็ถอนตึก เพื่อนก็เจ็บแสบซิไม่ได้บอกไว้ก่อนก็เลยสลบไปเลย สลบไปนานหุงข้าวได้ หม้อหนึ่ง พอ ได้หนวดเพื่อนแล้วก็ดีใจจะไปสู้ ตั้งสติดีๆ เดี๋ยวยักษ์ก็หายไป เอง พั่งคู่จว้องบอกว่าถ้าฆ่ายักษ์ไม่ได้หรือหรือ ทําไม่ดีจะเสียทั้งบ้านทั้งเมือง เลย ทีนี้ก็รบชนะยักษ์แล้วก็ขอนอนด้วยสาว ขอนอนกับลูกกษัตริย์ ลูกกษัตริย์ก็ไม่ยอม บอกว่าไหนๆ ถ้ารักกันจริงก็รอให้สว่างเสียก่อน รอสักพัก ก็สว่างอยู่แล้ว ทีนี้พั่งคู่จว้องก็ไม่ ยอมจะไปทีเดียว จะกลับ จะทํายังไงก็ไม่ ยอม จะกลับท่าเดียว สว่างแล้วพั่งคู้จว้องก็กลับ ลูกกษัตริย์ก็ถาม ว่าจะไป ไหนอยู่ที่ไหน บ้านไหน พั่งคู่จว้อง ก็ว่า ไปอยู่ที่กษัตริย์นู่นแหละ กษัตริย์ที่ ไหนก็ไม่บอก ทีนี้ลูก กษัตริย์ก็กอดขาฉีกเอาชายผ้ากระเบนมาหน่อยหนึ่ง ลูกกษัตริย์ก็เสียใจ ทีนี้พั่งคู่จว้องก็เศร้าใจได้ยินเสียง นะได่(พิณเจ็ดสายคล้าย ของพม่า) ก็เศร้าใจ ข้างลูกกษัตริย์ก็กลับวัง กษัตริย์ก็ดีอกดีใจลูกสาวยังไม่ ตาย ก็ ถามว่าคนที่ช่วยนั้นทําไมไม่มาด้วยอยู่ที่ไหนทําไมไม่ยึดไว้ ลูกสาวก็ว่า ห้ามไม่ฟังจะไปให้ได้ แต่ได้ฉีกผ้าถุง ไว้ชิ้นหนึ่ง ทีนี้ลูกน้องเขาไอ้เล่อจ้วย นั่นนะมาบอกกษัตริย์ว่ายักษ์นั่นเขาฆ่าตาย เอาโงใส่หัวยักษ์มาเต็มเลย มาบอกกษัตริย์ กษัตริย์ก็บอกว่าไม่ใช่เธอฟันหรอก มีอีกคนหนึ่งฟัน เล่อจ้วยก็ บอกว่า “ช่วยเหลือแล้วไม่มี บุญคุณเลย” นี่แหละฟันคอยักษ์เองนี่แหละหัว ยักษ์ ทีนี้ลูกสาวกษัตริย์ก็ว่าถ้ากษัตริย์ให้เอากับผู้ชายคนนี้ จะตัดคอฉันเอง ดีกว่า กษัตริย์ก็ไม่ยอมจะเอาให้ลูกสาว เอากับเล่อจ้วย ทีนี้ลูกกษัตริย์ก็บอก ว่าคนที่ช่วยเขา ชื่อพั่งคู่จว้อง ไอ้คนนี้ชื่อเล่อจ้วย ถ้าพ่อให้เอานี้ตัดคอเสีย ดีกว่า แต่คนที่ช่วยชื่อพั่งคู่จว้อง พั่งคู่จว้องนั่น ตอนที่ฆ่ายักษ์ได้ตัดลิ้นยักษ์ใส่


389 กระเป๋าไป แต่ไอ้เล่อจ้วยไม่รู้ เอาหัวมา ทีนี้พั่งคู่จว้องก็เขามา ก็ถามว่าถ้า ฟัน ยักษ์แล้วเอาลิ้นไปไว้ที่ไหน ฉันนี่ฆ่าเอาลิ้นมานี่เขาเลยแพ้พั่งคู่จว้องเลยโดด หนีไปเลย ทีนี้กษัตริย์ก็เอา เกวียนทองเกวียนเงินไปบรรทุกพั่งคู่จว้องเข้ามา แต่งงานการเสร็จแล้ว พั่งคู่จว้องก็จะกลับบ้าน ก็ถามเมีย ว่า “จะไปไหมฉัน จะไปเที่ยวบ้าน จะไปหรือเปล่า” เมียก็ถามพ่อ พ่อก็ว่าไปเถอะลูกเอ๋ยอย่าให้ เสียชื่อเสีย เสียง ทําประวัติให้ดีเหมือนอย่างพ่อนี่ ทําประวัติให้เรียบร้อยให้ดี กษัตริย์สั่ง พอกราบลาพ่อตาแม่ยายแล้ว ก็กลับ ทีนี้เมียพั่งคู่จว้องก็ปวดหัวตัว ร้อน ก็ไม่รู้เป็นอะไรมาดีๆ ก็ปวดหัวตัวร้อน ที่นี่ลูกน้องว่าเมียพั่งคู่ จว้องไป กินน้ำในสระ พั่งคู่จว้องก็ว่าสงสัยว่าบาปตั้งแต่ที่ถอนหนวดเพื่อนนาคไม่บอก นั่นแหละ ทีนี้เวรตาม ทันแล้ว ทีนี้เมียสั่งพั่งคู่จว้องว่าถ้าตายบนบกให้เอา เกวียนทองลากลงไป ถ้าตายในน้ำให้เอาเกวียนเงินลง ไป ทีนี้พั่งคู่จว้องเอา เมียลงไปอาบน้ำไปถูหลาวของเพื่อนพญานาคตาย เมียไม่ถูกถูกแต่ผัวก็เลย เอาเกวียน ทองมารับลอยน้ำไปเลย พอลอยน้ำปลอยน้ำมาไปติดที่ท่าตาฤๅษี ตาฤๅษีก็ว่า “เอะ อะไรลอยมาตุบ ป่อง ๆ ถ้าเป็นของดีก็ให้ลอยมาทางนี้ ถ้าเป็นของชั่วก็อย่าให้มาทางนี้ให้ไปทางนู่น”ที่นี้ก็กวักมือเรียก เกวียนนั้นมา หาตาฤๅษีตาฤๅษีก็มองว่า “เอ้อ นี่คนตายนี้หว่า ไอ้นี่คนนี่หว่า” ที่นี้เขาเอาน้ำ ที่ทําให้คนเป็น ขึ้นมาได้น้ำประสานทองน้ำประสานเงินทําให้คนเป็นขึ้นมาได้ เอามาพรมๆ แล้วฤๅษีก็ถามว่า “หลานมานี่ กี่คน เศร้าโศกเสียใจ ไม่พูดไม่ จา” เขาว่า พั่งคู่จว้องก็ว่า “ที่มานี้มาสองคนนะ เมียตามหลังมาอีกคนหนึ่ง จะตายหรือเป็นก็ไม่รู้”“เมียนั่นสวยไหม” ตาฤๅษีถาม แล้วเอาไม้แก่นหอมมา เสกเป็นสาวสวย “สวยอย่าง งี้ได้ไหมเมียนะ” “เอ้อจะสวยกว่านี้อีก” “เอองั้นเอานี้แหละไปด้วยไปตามเมียแต่ให้เอาน้ำประสานเงิน ประสานทอง ติดตัวไปด้วย” เขาบอก “ถ้าเห็นเมียเป็นกระดูกก็ให้ลองดูว่าจะใช่เมียไหม เมียจะอยู่ที่ไหน” เขาบอก ทีนี้ก็เดินไปๆ ไปเจอกองกระดูกเมีย เมียนั้นตาม


390 ผัวจนตายไปเลย ทีนี้ก็ “เอ้ จะใช่กระดูกเมียหรือ เปล่า”ก็เอากระดูกมา ซ้อนๆกันเมียน้ำมาพรมกลายเป็นเมียขึ้นมาอีกจริงๆด้วยทีนี้ได้เมียแล้วก็บอก นาง แก่นจันทร์ว่า เขาได้เมียแล้วให้กลับบ้านไปเถอะ นางแก่นจันทร์ก็ว่า “เอ้อ ทําไมมาทิ้งกลางดงกลางป่านี่ ไปส่งให้ถึงบ้านก่อนซิ” เขาว่า ทีนี้นาง แก่นหอมนั่นก็กลับบ้านเสียพั่งคู่จว้องก็เอาเมียกลับบ้านไป สร้างบ้านสร้าง ช่องอยู่อย่างมีความสุข 2.6 นิทานดาป้านิว (คนขี้เกียจ) มีชายขี้เกียจคนหนึ่งที่วัน ๆ ไม่ยอมทําอะไร คนแก่ก็หาว่าขี้เกียจ วันหนึ่งเขาได้ออกไปหาปลาจนได้ ลิงมาหนึ่งตัว ซึ่งตอนไปดักปลานั้นเขาได้ ไปดักปลาบนต้นไม้เลยติดลิงลงมา เด็กชายจึงนําลิงไปให้ยาย พอยายเห็น ยายก็จะเอาลิงไปประกอบอาหาร แต่ยังไม่ทันได้ทําเพราะลิงได้ไปหยิบแคน มาเป่าเล่น เมื่อดาป้า นิวได้ยินก็เกิดรู้สึกว่ามันไพเราะจนนกยูงทองมาร่ายรํา ป้าดานิวจึงเห็นว่าลิงตัวนี้มีประโยชน์ เพราะ สามารถเป่าแคนได้ก็เลยไป ขอร้องให้ยายไว้ชีวิตลิง เพื่อให้ลิงได้อยู่เป็นเพื่อนและเป่าแคนให้ฟัง ยายจึงไม่ ฆ่าลิงตัวนี้ ยังมีนางฟ้าเทวดาลงมาเข้าฝันยายว่า ถ้าทําความดี ขยัน ก็จะ เจริญรุ่งเรือง แล้วยายก็จะได้นอน ตายตาหลับ ยายจึงได้สมบัติอย่างที่เทวดา นางฟ้าลงมาบอก ยายจึงทําตามที่เทวดาบอก จนวันหนึ่งมี กษัตริย์มีลูกสาว มาด้วยแล้วก็เจอคนงานของดาป้านิว จึงได้ยกลูกสาวให้ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าเป็นคนขี้เกียจ ถ้าเป็นคนขี้เกียจจะไม่มีใครรัก ทํามาหากินก็ไม่ เจริญรุ่งเรือง


391 กลุ่มชาติพันธุ์พม่า เขตแดนไทยพม่า เขตแดน (Boundary) มีความสำคัญในฐานะองค์ประกอบหนึ่งของ รัฐสมัยใหม่ (Modrem state).ที่บ่งบอกถึงขอบเขตอำนาจอธิปไตยของรัฐนั้น ๆ ซึ่งทำให้เกิดการติดต่อทางกายภาพระหว่างประเทศ (Glassner, 1993) ขณะเดียวกัน เขตแดนก็เปรียบเสมือนกับเส้นสมมติบนแผ่นกระดาษที่ กำหนดอาณาบริเวรซึ่งรัฐใดรัฐหนึ่งจะถือเอาเป็นพื้นที่ของตนเพื่อสถาปนา อำนาจการปกครองเหนือดินแดนของรับคู่ปรปักษ์ ซึ่งผลของความขัดแย้ง อาจนำไปสู่สงครามและการเผชิญหน้าทางการทหาร แต่ในทางตรงกันข้าม การติดต่อข้ามเขตแดนอาจนำมาซึ่งความร่วมมือและการกระชับ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐได้เช่นกันดังนั้น เขตแดนจึงเปรียบเสมือนกับคมมีดที่ แขวนไว้ระหว่างสงครามกับสันติภาพ ตลอดจนความอยู่รอดและความล่มสลายของ รัฐ (Curzon, Lord, 1907) สำหรับปัญหาเรื่องเขตแดนในกลุ่มประเทศกำลัง พัฒนาขึ้นถือเป็นมรดกตกทอดจากจักรวรรดิตะวันตก โดยปัญหาส่วนหนึ่ง เป็นผลมาจากการแบ่งดินแดนที่ไม่คำนึงถึงเชื้อชาติและวัฒนธรรม รวมถึง ความไม่ชัดเจนของสนธิสัญญาและแผนที่ปักปันเขตแดนขณะที่อีกส่วนหนึ่ง เกิดจากกระบวนการชาตินิยมหลังการได้รับเอกราชการเปลี่ยนแปลงภูมิ ประเทศที่ใช้เป็นเส้นเขตแดนตลอดจนทัศนคติและภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ ของแต่ละชาติ (อรรถวุฒิ เกียรติวัฒน์, 2544, หน้า 1) เขตแดนไทย-พม่าในบริบททางภูมิศาสตร์ เขตแดนไทย – พม่า มีความยาวประมาณ 2,401 กิโลเมตร โดย แบ่งออกเป็นเขตแดนทางบก (สันเขา/สันปันน้ำ/เส้นตรง) ประมาณ 1,687


392 กิโลเมตรและเขตแดนทางน้ำ (ลำห้วย/แม่น้ำ) ประมาณ 714 กิโลเมตร (กองเขตแดน กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ) แต่ถ้าหากรวมพื้นที่ด้านทะเลอันดามัน ประมาณ 347 กิโลเมตร เขตแดนไทย พม่า จะมีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 2,748 กิโลเมตร แนวพรมแดนเหล่านี้ เริ่มต้นตั้งแต่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนองและบางส่วนของพังงา โดยมีอาณาเขตติดต่อ กับเขตปกครองต่าง ๆ ของสหภาพพม่า ได้แก่ รัฐฉาน รัฐคะยาห์ รัฐกะเหรี่ยง รับมอญ และมณฑลตะนาวศรี นอกจากนี้ เส้นเขตแดนไทย – พม่า ยังมี ลักษณะภูมิประเทศที่ประกอบด้วยขุนเขา ป่าไม้ และแนวลำน้ำซึ่งมีส่วนและ ปักปันเขตแดน โดยสามารถแบ่งเขตแดนไทย - พม่า ออกเป็น 8 รูปแบบหลัก ดังนี้ 1. เขตแดนแบบคงที่ (Fixed Boundary) บริเวณแม่น้ำสายและ แม่น้ำราก ระยะทางประมาณ 59 กิโลเมตร ซึ่งยึดถือตามการปักหลักเขต แดนโดยไม่คำนึงว่าแม่น้ำจะเปลี่ยนทางเดินไปอย่างไร 2. เขตแดนที่ใช้สันเขา บริเวณทิวเขาแดนลาวและทิวเขาถนนธงชัย ระยะทางประมาณ 632 กิโลเมตร 3. เขตแดนที่ใช้เส้นตรง บริเวณทิวเขาถนนธงชัย (เฉพาะบางส่วน ในเขตจังหวัดตากและกาญจนบุรี) ระยะทางประมาณ 63 กิโลเมตร 4. เขตแดนที่ใช้สันปันน้ำ บริเวณทิวเขาตะนาวศรี ระยะทาง ประมาณ 992 กิโลเมตร 5. เขตแดนที่ใช้ตลิ่งฝั่งแม่น้ำ บริเวณแม่น้ำสาละวิน แม่น้ำเมยห้วยวาเลย์ และช่วงปลายน้ำของแม่น้ำกระบุรี ระยะทางประมาณ 565.5 กิโลเมตร


393 6. เขตแดนที่ใช้ร่องน้ำลึกบริเวณก้วยกระใน (ช่วงต้นของแม่น้ำกระบุรี) ระยะทางประมาณ 89.5 กิโลเมตร (ช่วงปลายแม่น้ำกระบุรีใช้ตลิ่งเป็น เส้นเขตแดน) (ณัฐพล ต้นตระกูลทรัพย์ทรัพย์, 2553) 7. เขตแดนที่ใช้เส้นฐานของทะเลอาณาเขตบริเวณเหนือเกาะ สุรินทร์ จังหวัดพังงา ระยะทางประมาณ 91 กิโลเมตร 8. เขตแดนที่ใช้ไหล่ทวีป บริเวณเขตเศรษฐกิจจำเพาะไทย - พม่า อินเดีย ระยะทางประมาณ 256 กิโลเมตร (ถนอม เจริญลาภ, 2549) สำหรับลักษณะเส้นเขตแดนอันสัมพันธ์กับสภาพปัญหา สามารถ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท 1) เขตแดนที่เป็นพื้นดิน ได้แก่ การแบ่งเขตแดนโดกยใช้สันเขา สันปันนย้ำ และเส้นตรงซึ่งลักษณะของปัญหามักจะเป็นเรื่องการยึดถือ หลักฐานแผนที่กันคนละฉบับรวมถึงความไม่ชัดเจนของเส้นเขตแดนในแผนที่ ระวางต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ปัญหาดอยลาง – ดอยห้วยฮะ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการอ้างสิทธิของฝ่ายไทยและฝ่ายพม่าบนพื้นที่ทับ ซ้อนประมาณ 32 ตารางกิโลเมตร 2) เขตแดนที่เป็นลำน้ำ ได้แก่ การแบ่งเขตแดนโดยใช้ร่องน้ำลึก และขอบฝั่งแม่น้ำ ซึ่งลักษณะของปัญหามักเป็นเรื่องการเปลี่ยนตำแหน่งเขต แดนอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนทางเดินของลำน้ำ ในปัจจุบัน ปัญหาสำคัญทางภูมิศาสตร์อีกประการหนึ่ง คือ การก่อสร้างถนนหนทางและการขยายตัวของชุมชนเมืองซึ่งส่งผลกระทบ โดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเส้นเขตแดน อาทิ การตัดถนนพาดผ่าน บริเวณสันปันน้ำซึ่งส่งผลให้เส้นเขตแดนถูกทำลาย โดยเฉพาะพื้นที่แถบ เทือกเขาแดนลาวและถนนธงชัย และการสร้างอาคารพาณิชย์ยื่นล้ำเข้าไปใน ลำน้ำซึ่งทำให้กระแสน้ำไหลพุ่งกัดเซาะตลิ่งฝั่งตรงข้ามจนต้องมีการสร้าง


394 เขื่อนเพื่อป้องกันการเสียดินแดน อาทิ การก่อสร้างอาคารพาณิชย์ริมฝั่ง แม่น้ำสาบแถบอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และจังหวัดท่าขี้เหล็กของพม่า ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยายังอาส่งผลต่อรูปแบบภูมิทัศน์ ชายแดน (Border Landscaps) อาทิการเกิดแผ่นดินไหวและการขยับตัวของ รอยเลื่อน (Faults) ตามจุดภูมิศาสตร์ต่าง ๆ เช่น แรงสั่นสะเทือนจาก รอยเลื่อนเมย - วังเจ้า ซึ่งขนานกับลำน้ำเมยแถบรัฐกะเหรี่ยงของพม่ากับ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตากมีขนาดความรุนแรง 5.6 ริคเตอร์ (พ.ศ.2518) และแรงสั่นสะเทือนจากรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ตลอดขึ้นไป จนถึงเขตแดนพม่าแถบกะเหรี่ยง วัดความรุนแรงได้ 5.9 ริคเตอร์ (พ.ศ. 2526) การเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนและแรงบีบอัดจากแผ่นดินไหว นอกจากส่งผลต่อการแตกร้าวและการพังทลายของสันเขื่อนตามแนว ชายแดนไทย – พม่าแล้ว (เขื่อนเขาแหลม อำเภอสังขละบุรี หรือโครงการ เขื่อนสาละวิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน) ปรากฎการณ์ดังกล่าวยังส่งผลต่อการ ทำลายหน้าดิน ตลิ่งลำน้ำ สันเขาและสันปันน้ำ ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่ชัดเจน ในการตรวจสอบและพิสูจน์ทราบแนวเขตแดนระหว่างประเทศนอกจากนี้ นับตั้งแต่การเกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเลเหนือเกาะสุมาตราในมหาสมุทรอินเดีย เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2547 จนทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ พุ่งซัดเข้าทำลาย ชายฝั่งของประเทศต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ก็นับเป็นอีกตัวแปรหนึ่งที่อาจ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งทะเลอันดามันของไทยและพม่า


395 ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และการปกครองพม่า ก่อนหน้าที่พม่าจะตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ บริเวณที่อยู่ใน พระราชอำนาจของกษัตริย์พม่าส่วนใหญ่เป็นยริเสณตอนกลางของประเทศ เขตลุ่มแม่น้ำอิระวดีและดินแดนปากแม่น้ำตอนล่าง ในขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์ แต่ละกลุ่มโดยเฉพาะไทใหญ่มีการปกครองตนเองในลักาณะนครรัฐต่าง ๆ จึงไม่มีสำนึกของความผูกพันกับราชอาณาจักรพม่าแต่อย่างใด (โกสุมภ์ สายจันทร์, 2545) อังกฤษเคยยึดครองและผนวกพม่าเข้าเป็นมณฑลหนึ่งของ จักรวรรดิอินเดียในปกครองของอังกฤษ (British india) และได้ยกเลิกระบบ กษัตริย์ของพม่า ในปี พ.ศ. 2482 สมครามโลกครั้งที่สองได้เริ่มขึ้น พม่าได้ขอ ความช่วยเหลือจากญี่ปุ่นเพื่อวางแผนเรียกร้องอิสรภาพจากรัฐบาลอังกฤษ กองทัพปลดปล่อยของพม่านำโดยตะขิ่นอองซานดำเนินการสำเร็จ แต่ญี่ปุ่น กลับมาปกครองพม่าระหว่างปี พ.ศ. 2485 – 2488 จึงทำให้ชาวพม่าไม่พอใจ และพยายามดำเนินการเพื่อให้พม่าหลุดพ้นจากญี่ปุ่น โดยไปสมคบอังกฤษ และเป็นอิสระจากญี่ปุ่นสำเร็จในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2488 แต่อังกฤษก็ กลับมาปกครองพม่าอีกครั้ง ทำให้มีการเรียดร้องอิสรภาพในการปกครอง ตนเองอย่างสมบูรณ์ อังกฤษไม่อาจต้านทานพลังเรียกร้อง ได้จึงจำต้องมอบ อำนาจการปกครองให้พม่า และให้อิศรภาพแก่พม่าโดยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2490 โดยรวมบริเวณชายแดน (Frontier Areas) ซึ่งเป็นที่อยู่ ของชนกลุ่มน้อยเข้าไว้ในส่วนหนึ่ของพม่าด้วย (พรพิมล ตรีโชติ, 2542) นายพล ออง ซาน ซึ่งเป็นผู้นำพม่าได้หว่านล้อมบรรดาผู้นำชนกลุ่ม น้อยให้รวมรัฐชายขอบเข้ากับพม่าที่ส่วนกลางในการประชุมที่เมืองปางโหลง รัฐฉาน (Pang Long Agreement) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 โดยมี ผู้แทนจากนครรัฐต่าง ๆ ในรัฐฉาน ผู้แทนฝ่ายพม่า คะฉิ่น ฉิ่น และรัฐคะยาห์


396 แต่กลุ่มกะเหรี่ยงมิได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุม ที่ประชุมได้มีข้อตกลง ร่วมกันว่า ชาวพม่าและชนกลุ่มน้อยจะอยู่ร่วมกันในรูปของสหภาพ (Union) รัฐฉานและคะยาห์สามารถแยกตัวออกจากสหภาพได้ระยะเวลา 10 ปี ผ่าน ไป แต่รัฐคะฉิ่นแม้จะไม่ได้รับสิทธิพิเศษในการแยกตัวออกจากสหภาพ แต่ได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะสามารถปกครองตนเองได้ (พรพิมล ตรีโชติ, 2542)แต่ใน วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 นั้นเอง นายพล ออง ซาน และผู้นำบางคนได้ ถูกสังหาร นายอูนุได้ขึ้นเป็นนายกรับมนตรีและพม่าได้ประกาศอิศรภาพ เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2491 โดยเรียกชื่อประเทศตนว่า สหภาพพม่า (The Union of Burma) ในปี พ.ศ. 2505 นายพล เนวินทำการรัฐประหารยึดอำนาจจาก นายกรัฐมนตรี อู นุ และได้ประกาศยุบสภา รวมทั้งยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2490 ซึ่งเท่ากับเป็นการปฏิเสธสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ที่จะแยกตัวออกเป็น อิสระ ดังนั้นเจตนารมณ์ของข้อตกลงปางโหลงจังกลายเป็นโมฆะ (ตามข้อตกลงปางโหลง ชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ สามารถแยกตัวออกเป็นอิสระ ภายใน 10 ปี คือ พ.ศ. 2501) แม้ว่าผู้นำของรัฐฉาน คะฉิ่น และฉิ่นจะ พยายามเจรจากับรัฐบาลพม่าโดยสันติวิธี แต่ก็ไม่เป็นผลดังนั้นกลุ่มชาติพันธุ์ ต่าง ๆ เช่น กลุ่มไทใหญ่ คะฉิ่น ฉิ่น ยะไข่ ฯลฯ จึงมีการเคลื่อนไหวทาง การเมืองเพื่อแยกตัวเป็นอิสระจากการปกครองของพม่า ไฟสงครามระหว่าง พม่ากับชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ จึงปะทุขึ้นการเป็นอิสระจากอังกฤษ แทนที่จะทำ ให้พม่ารวมกันได้เป็นปึกแผ่น กลับทำให้กลุ่มการเมืองในพม่าแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ และก่อเกิด “ขบวนการกู้ชาติ” “กองกำลังกู้ชาติ เช่นกองทัพรัฐฉาน (Shan State Army: SSA) ก อ งทั พ เ ม ื อ งไต (Mong Tai Army: MTA) กลุ่มกะเหรี่ยงคริสต์ (Karen National Union: KNU)” ซึ่งรัฐบาลพม่าได้ พยายามทุกรูปแบบที่จะจัดการปราบปรามกองกำลังต่าง ๆ เหล่านี้ ในปี พ.ศ.


397 2515 รัฐบาลพม่าภายใต้การนำของนายพล เนวิน ได้นำนโยบายปิดประเทศ มาใช้ซึ่งเป็นผลทำให้พม่าขาดการติดต่อกับโลกภายนอกยาวนานถึง 10 ปี ทั้งนี้รัฐบาลพม่าได้นำอุดมการณ์สังคมนิยมแบบมาร์กซิสม์มาปกครอง ประเทศ ภายใต้นโยบาย “วิถีทางของพม่าสู่ระบบสังคมนิยม (The Burmese Way to Socialism)” ซึ่งระบบสังคมนิยมประชาธิปไตย ตามแนวทางของมาร์กซิสม์ก็ไม่สามารถนำมาเป็นพัฒนาสหภาพเมียนมาได้ สำเร็จ ดังนั้นพม่าจึงเริ่มเปิดประเทศติดต่อกับโลกภายนอกมากขึ้น การเปิด ประเทศนี้เองที่ทำให้กองทัพพม่ามีทุนในการซื้ออาวุธยุทโธปกรร์และสามารถ ทุ่มกำลังปราบปรามกองกำลังชนกลุ่มน้อยได้มากขึ้น โดยเฉพาะกองกำลัง ของกองทัพมอญและกองทัพกะเหรี่ยง มีการปราบปรามครั้งใหญ่บริเวณ ชายแดนไทย - พม่า ในช่วงปี พ.ศ. 2527 – 2529 ทำให้มีชาวพม่าเป็น จำนวนมากหลบหนีภัยสงครามเข้ามาตามแถบจังหวัดชายแดนของไทย เมื่อปี พ.ศ. 2531 เกิดการยึดอำนาจของนายพล เนวิน โดยนายพล ซอ หม่อง และนายทหารในนามของ “สภาฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” (State Law and Order Restoration Council : SLORC) ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อ เป็นผู้ที่มีบทบาทอย่างมากในการต่อต้านรัฐบาลทหารพม่าและเรียกร้อง ประชาธิปไตย ได้รับชัยชนะอย่างเป็นเอกฉันท์ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2531 แต่รัฐบาลทหารพม่าไม่ยอมมอบอำนาจบริหารประเทศ ให้พรรค NLD พร้อมทั้งจับกุมผู้นำกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและกักขังนางอองซาน ซูจี ไว้ในบ้านพักเป็นเวลานาน การกระทำของรัฐบาลพม่าทำให้ประชาชน และนักศึกษาเดินขบวนคัดค้านการปกครองที่เผด็จการกระทำของรัฐบาล พม่าทำให้ประชาชนและนักศึกษาเดินขบวนคัดค้านการปกครองที่เผด็จการ รัฐบาลได้ใช้กำลังทหารเข้าทำการปราบปรามกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลอย่าง รุนแรง จนทำให้มีผุ้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก การกระทำของรัฐบาลทหารพม่า


398 ดังกล่าวทำให้นานาประเทศให้ความสนใจต่อปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในพม่าอย่างมาก และนักศึกษาชาวพม่าก็ได้เพยายามดำเนินการต่าง ๆ เพื่อเรียกร้องให้นานาประเทศวนใจต่อปัญหาดังกล่าว พร้อม ๆ กันก็ได้เกิด กระแสของการอพยพครั้งใหญ่เข้าสู่ประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2532 รัฐบาลทหารพม่าได้เปิดประเทศต้อนรับการลงทุน จากต่างชาติมากขึ้นและได้เปิดตลาดรับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอย่างเต็มที่ การเปิดประเทศทำให้กองทัพพม่ามีทุนในการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์และ สามารถทุ่มกำลังเข้าปราบปรามกองกำลังชนกลุ่มน้อยมากขึ้น แม้ว่ารัฐบาล พม่าอ้างว่าได้ตกลงหยุดยิงกับกลุ่มติดอาวุธฝ่ายตรงข้าม ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ชนกลุ่มน้อยกว่า 17 ถาวรได้ โดยที่รัฐบาลพม่าได้พยายามทุกวิถีทางที่จาก กดดันชนกลุ่มน้อยในประเทศโดยที่เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่ผู้พำนัก อาศัยอยู่ในสหภาพเมียนมาจะต้องพกบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งระบุความ เป็นพลเมืองหรือผู้พำนักอาศัย ภูมิลำเนาน วันเดือนปีเกิด ชื่อบิดามารดา ฯลฯ ต่อมาในปี2533 ได้มีการเพิ่มรายละเอียดเรื่องเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ และ ศาสนาเข้าไปอีกผู้ที่พำนักอยู่ในพม่าทุกคนจะต้องไปขอทำบัตรใหม่นี้ มิฉะนั้น จะไม่สามารถซื้อตั๋วโดยสารรถไฟหรือรถเมล์ หรือออกเสียงเลือกตั้งหากจะมี การเลือกตั้งในโอกาสต่อไป แต่การออกบัตรใหม่นี้ก็ล่าช้ามาก และชนกลุ่ม น้อยที่อยู่ตามชายแดนก็ได้เสียโอกาศที่จะเลือกตั้งทั่วไปที่ได้มีขึ้นในเวลา ต่อมา เนื่องจากไม่ทราบเงื่อนไขล่วงหน้าว่าต้องทำบัตรประชาชนใหม่ ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ได้รับการกดดัน บีบคั้น เนื่องจากสภาพทางการเมืองและ เศรษฐกิจที่เข้าขั้นวิกฤต ที่ต้องอพยพเข้ามาในประเทศไทยก้เพราะไม่มีงาน ทำ ถูกเรียกร้องเงินจากกองทัพท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง ถูกบังคับใช้แรงงาน ถูกกองกำลังทหารของรัฐบาลยึดที่ดินหรือบังคับให้ย้ายถิ่นฐาน หากเป็น ชนกลุ่มน้อยจะได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิ์มนุษยชนของกองทัพพม่า


399 ที่อาศัยเหตุผลเรื่องการปราบปรามการกระทำอันเป็นกบฏเข้ารุกรานฝ่ายตรง ข้าม ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2537 -2539 โดยเฉพาะในปีพ.ศ. 2537 ที่รัฐบาลทหารพม่าได้ดำเนินการปราบปรามกองกำลังชนกลุ่มน้อยตาม ตะเข็บชายแดนอย่างหนัก ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เองที่มีชาวพม่าอพยพยเข้า มาในประเทศไทยอีกเป็นจำนวนมาก เนื่องจากรับบาลพม่ามีวิธีการกดขี่ข่ม เหงประชาชนในหลายรูปแบบอันประกอบด้วย การบังคับโยกย้ายประชาชน ที่อาศัยอยู่ในเขตที่มีการต่อต้านรัฐบาล การบังคับใช้แรงงานจากประชาชน โดยไม่จ่ายค่าแรงในโครงการก่อสร้างสาธารณูปดภคแบะสาธารณูปการต่าง ๆ ทั่วประเทศ ประกอบกับธุรกิจภาคเอกชนในยุคเศรษฐกิจฟองสบู่เฟื่องฟูใน ประเทศไทยเองทำให้เกิดความต้องการกำลังแรงงานระดับล่างจำนวนมากจึง ทำให้เกิดการกระจายตัวของผู้อพยพยจากสหภาพเมียนมาเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน ของประเทศไทยเป็นระยะ ๆ นอกจากนี้แล้ว ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีกองกำลังต่าง ๆ อยู่เป็นจำนวนมากมักจะได้รับผลกระทบจากการที่กองกำลังต่าง ๆ ร้องขอ เงิน และสิ่งของ หลังจากถูกไล่ต้อนให้พึ่งตนเองมาขึ้นนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 กองทัพก็เรียกร้องการสนับสนุนทางวัตถุจากชาวบ้านในท้องถิ่นชนบทมากขึ้น ประชาชนในพื้นที่จึงได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้แรงงาน บังคับใน ย้ายถิ่นฐาน ถูกทรมาน และถูกสังหารนอกเขตอำนาจศาลจากกองกำลัง ทหารของพม่า และจากลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลด้วย เช่นกัน ด้วยแรงกดดันเช่นนี้ทำให้เกิดกระแสอพยพยของชาวพม่าหลั่งไหล เข้ามาหาโอกาสชีวิตที่ดีกว่าในประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศไทย (รองศาสตราจารย์พวงพชร์ ธนสิน, 2554)


400 การอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์พม่าในประเทศไทย ทายาทรุ่นที่ 2 ของผู้ย้ายถิ่นจากสหภาพเมียนมา จากการที่ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยจึงมีการใช้คำศัพท์มากมายแทนคำว่า “ผู้อพยพ” แตกต่างไปจากที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees: UNHCR) ใช้ ซึ่งนำไปสู่ความ สับสนและสิทธิของ “ผู้อพยพ” แตกต่างกัน ศัพท์ที่ประเทศไทนใช้แทน “ผู้อพยพ” ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับชาวพม่า ประกอบด้วย - ผู้ย้ายถิ่น - ผู้ลี้ภัย - ชนกลุ่มน้อย - ผู้พลักถิ่นสัญชาติพม่า - ผู้หลบหนีเข้าเมืองจากพม่า - ผู้ผลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย - บุคคลบนพื้นที่สูง - ชุมชนบนพื้นที่สูง - แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย - ผู้หนีภัยจากการสู่รบจากพม่า - คนต่างด้าว - บุคคลที่มีปัญหาสถานะ - บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน - บุคคลที่ได้รับผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ - บุคคล “ไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ไร้สิทธิมนุษยชน”


401 จังหวัดที่มีอาณาเขตติดต่อพม่านับจากเหนือลงใต้มี 10 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดตาก จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชุมพร และจังหวัดระนอง สำหรับพม่านั้นแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 7 รัฐ 7 เขต เข้ามา ในกาญจนบุรีแนวเขตแดนจังหวัดกาญจนบุรีจะเริ่มตั้งแต่อำเภอสังขละบุรี เลาะเลียบผ่านอำเภอทองผาภูมิ อำเภอไทรโยค อำเภอเมือง อำเภอด่าน มะขามเตี้ย และทะลุออกเขตอำเภอสวนผึ้งที่จังหวัดราชบุรี โดยอำเภอสังขละบุรีนั้น จัดว่ามีชื่อเสียงในความงดงามของทิวทัศน์เหนือทะเลสาบเขื่อนเขาแหลม รวมถึงพลังศรัทธาของประชาชนที่มีต่อหลวงพ่ออุตตมะ พระภิกษุชาวมอญ แห่งวัดวังก์วิเวการาม สำหรับมิติทางภูมิศาสตร์ สังขละบุรี ถือเป็นจุดที่ลำน้ำ รันตี บีคลี่และวองกาเรีย ไหลมาบรรจบกันจนกลายเป็นแม่น้ำแควน้อยที่ไหล ลงใต้ไปบรรจบกับแม่น้ำแควใหญ่ กลายเป็นแม่น้ำแม่กลองไหลต่อไปยัง จังหวัดราชบุรีและไปออกทะเลที่ดอนหอยหลอด จังหวัดสมุทรสงคราม นอกจากนี้สังขละบุรียังเป็นที่ตั้งของด่านพระเจดีย์สามองค์ จุดยุทธศาสตร์ สำคัญของการเคลื่อนทัพทั้งในสมัยโบราณและสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง รวมถึงเป็นจุดการค้าเชื่อมโยงกับเมืองพญาตองซูในเขตรัฐมอญ สหภาพเมียน มา สังขละบุรีทางด้านพระเจดีย์สามองค์ยังคงเต็มไปด้วยปัญหาเรื่องเขตแดน ที่อาจมีการปะทุในอนาคต โดยชั้นนี้ฝ่ายไทยได้ยึดถือเส้นเขตแดนตามแผนที่ ชุด L 7018 ซึ่งลากแนวอาณาเขตจากเขาพญาทูสูธุงหรือเขาครอยโดใน ปัจจุบัน เข้าไปยังพระเจดีย์ทั้งสามองค์แล้วจึงลากกลับมายังยอดเขา พญาทูสูธุงอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทำให้การวางตัวของเส้นเขตแดนมีลักษณะคล้ายรูป นิ้วมือ ในขณะที่ฝ่ายพม่านั้นได้เบือกแผนที่ชุด U 741 ซึ่งลากเส้นเขตแดน จากเขาพญาทูสูธุง มายังพระเจดีย์องค์กลาง แล้วจึงลากกลับมายังเขาพญาทู


402 สูธุงอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทำให้แนวเขตแดนมีลักาณธเป็นรูปสามเหลี่ยมชายธง การ ยึดแนวเขตแดนที่ต่างกันส่งผลให้เกิดพื้นที่ซับซ้อน โดยหากถือตามหักฐาน ช้างฝ่ายไทยในปัจุบันแนวเขตแดนจะครอบคลุมเจดีย์ทั้งสามองค์ แต่หากถือ ตามหลักฐานของพม่า ฝ่ายไทยจะได้ครอบคลุมกรรมสิทธิ์เพียงแค่พระเจดีย์ องค์กลาง ขณะที่เจดีย์ด้านริมอีกสององค์พร้อมอาณาบริเวณข้างเคียงอาจตก อยู่ในเขตอธิปไตยของพม่า (ดุลยภาค ปรีชารัชช, 2554) ถัดจากด้านพระเจดีย์สามองค์ทางด้านสังขละบุรี เส้นเขตแดนจะ เคลื่อนตังลงใต้เข้าสู่อำเภอทองผาภูมิซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเขตรอยต่อของรัฐ กะเหรี่ยง รัฐมอญ และมณฑลตะนาวศรี ทางฝั่งสหภาพเมียนมาสำหรับภูมิ ประเทศของอำเภอทองผาภูมิ จัดว่ามีความงดงามทางธรรมชาติและป่าเขา ลำเนาไพร อาทิ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จุดหลอมรวมความ หลากหลายทางชีวภาพในเอเชียตะวันออกฉียงใต้ และน้ำตกเกริง กระเวีย ซึ่ง เติมไปด้วยโตรกหิน เกาะแก่ง วังปลา และธารน้ำใส ขณะเดียวกัน ทองผาภูมิ ยังเป็นที่ตั้งของชุมชนกะเหรี่ยงแห่งบ้านคลิตี้ โดยถึงแม้สภาพพื้นจะเต็มไป ด้วยความงดงามของขุนเขาและแนวชั้นผา แต่การปนเปื้อนของสารตะกั่วใน ลำห้วยคลิตี้ ก็ส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าว เริ่มได้รับความสนใจจากเครือข่าย ประชาสังคมและองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อม สำหรับปัญหาเขตแดนที่สำคัญ ได้แก่ การทำลายสันปันน้ำเพื่อวางท่อก๊าซตรงบริเวณบ้านอีต่อง ซึ่งการ ปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ได้ทำการปรับแต่งพื้นที่และขุดทำลายผิว ดินเพื่อวางท่อก๊าซจากฝั่งพม่า เข้ามายังฝั่งไทย ตรงบริเวณช่องทางหินกอง ซึ่งส่งผลให้สันปันน้ำและเส้นเขตแดนถูกทำลาย ถัดจากเขตทองผาภูมิแนว พรมแดนไทย - พม่า จะเคลื่อนตัวตวัดลงใต้เข้าสู่พื้นที่อำเภอไทรโยค ซึ่งมี ชื่อเสียงทางด้านการท่องเที่ยวตามเส้นทางรถไฟสายมรณะและการล่องแพ ตกปลาตามลำแม่น้ำแควน้อย อำเภอไทรโยค ซึ่งมีชื่อเสียงทางด้านการ


403 ท่องเที่ยวตามเส้นทางรถไฟสายมรณะและการล่องแพตกปลาตามลำแม่น้ำ แควน้อย อำเภอไทรโยคจัดว่ามีพื้นที่พิพาทหนึ่งจุดสำคัญ ได้แก่ บริเวณบ้าน บ้องตี้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางเดินทัพของทหารพม่าในสมัยโบราณ โดย ปัจจุบัน สภาพพื้นที่บริเวณช่องทางห้วยโมงได้ตรวจพบการตัดถนนลูกรังโดย ถนนบางช่วงมีการตัดล้ำแดนสลับกันไปมาระหว่างเขตไทยกับเขตพม่า จนเป็นเหตุให้สันปันน้ำของเทือกเขาตะนาวศรีในบางช่วงถูกทำลาย ซึ่งย่อม ส่งผลต่อการสำรวจและปักเขตแดน ถัดจากอำเภอไทรโยค เส้นเขตแดนจะเคลื่อนตัวเข้าสู่อำเภอเมือง กาญจนบุรี โดยมีบ้านน้ำพุร้อนเป็นจุดเชื่อมต่อกับมณฑลตะนาวศรีทางฝั่ง พม่าสำหรับบ้านน้ำพุร้อนนั้นเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและพาณิชยกรรม เนื่องจากมีความพยายามที่ตัดถนนเข้าไปในฝั่งพม่าผ่านเขตลุ่มน้ำตะนาวศรี มุ่งตรงเข้าสู่ท่าเรือน้ำลึกทวาย เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าโดยมีบ้าน น้ำพุร้อนเป็นจุดเชื่อมทางโลจิสติกส์ระหว่างเขตทวายกับเขต กรุงเทพมหานครตามกรอบโครงการท่าเรือน้ำลึกชายฝั่งตะวันตกหรือ Western Seaboard ถัดจากบ้านน้ำพุร้อน เส้นเขตแดนที่น่าสนใจสืบเนื่อง จากทหารไทยจากกองกำลังสุรสีห์ได้ตกลงร่วมกันกับทหารพม่าในการปัก ป้ายอาณาเขตและปักธงชาติไทยยื่นล้ำเข้าไปฝั่งพม่าประมาณ 200 เมตร แต่ กลับปรากฎว่าทหารพม่าในพื้นที่ให้การยอมรับและไม่มีท่าทีตอบโต้แต่ ประการใด ต่อจากอำเภอด่านมะขามเตี้ย เส้นเขตแดนไทย – พม่าจะเริ่มมุ่ง ตรงเข้าสู่เขตอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี


404 ภาพ 39 แสดงภาพด่านเจดีย์สามองค์ คนสองถิ่น “คนสองถิ่น” อาจจะเป็นคำศัพท์ใหม่ที่ไม่เป็นที่คุ้นเคยหรือมี รายงานในงานการศึกษาวิจัยที่ได้ดำเนินการมาก่อน เพื่อให้เกิดความเข้าใจ เกี่ยวกับคนสองถิ่นได้ชัดเจนขึ้น คนสองถิ่นในจังหวัดกาญจนบุรีออกเป็นสอง ประเด็นใหญ่ ๆ กล่าวคือคนสองถิ่นในมิติด้าน ประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงคน สองถิ่นมาตั้งแต่ยุคพระร่วง โดยการให้ข้อมูลเกี่ยวกับชายแดนกาญจนบุรีใน มิติประวัติศาสตร์ การเมืองในพื้นที่ชายแดนและการปกครอง รวมทั้งการให้ ข้อมูลเกี่ยวกับบริบทของคนสองถิ่นที่เกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐาน จำนวนคนสอง ถิ่นในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ภาษาอาหารมิติทางเศรษฐกิจและสาธารณสุข เป็นต้น


405 กลุ่มประชากรเพื่อเปรียบเทียบความเหมือนและความต่างที่ สามารถเชื่อมโยงกับความด้อยโอกาสและความเหลื่อมล้ำในสังคมของ ประชากร 3 กลุ่มแต่ละกลุ่มประชากรจะมีความเป็นมาและ บริบท ดังต่อไปนี้ 1) “กลุ่มคนในถิ่น” เป็นประชากรชาติพันธุ์ที่เกิดในประเทศไทยซึ่ง ส่วนมากจะเป็น ชาติพันธุ์กระเหรี่ยง เป็นประชาชนไทยที่มีบัตรประชาชน ไทยพูดภาษาของชาติพันธุ์มีวิถีปฏิบัติตามแนวประเพณีวัฒนธรรมของชาติ พันธุ์ผู้หญิงหรือผู้อาวุโสอาจจะไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ชัดเจน บางคน อาจจะอ่านหนังสือไม่ได้ หรืออาจจะไม่เคยเข้าเมืองใหญ่ ๆ เช่น กาญจนบุรี หรือ กรุงเทพมหานครบางงคนไม่เคยแม้จะเข้าไปยังตลาด สังขละบุรี ประชากรกลุ่มนี้ถือเป็นประชากรกลุ่มที่เกิดมากับความเป็นไทยและไม่มีสาย สัมพันธ์ ชุมชนในสหภาพเมียนมาแต่อย่างไรเป็นกลุ่มประชากรที่มีถิ่นฐาน ที่ตั้งเป็นหลักเป็นแหล่งมีความมั่นคงสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของความ เป็นประชากรไทย แต่ส่วนมากจะใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอยู่ตามชุมชนชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นกลุ่มประชากรที่ ไม่ค่อยได้เจอกับปัญหาหรือภาวะกดดันจาก สถานการณ์เครียด ๆ เหมือนกับ ประชากรอีกสองกลุ่ม 2) “กลุ่มคนสองถิ่น” เป็นกลุ่มประชากรชาติพันธุ์กระเหรี่ยงมอญ พม่าลาวหรือทวาย ที่เกิดในสหภาพเมียนมาแต่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศ ไทยโดยการติดตามพ่อแม่มาตั้งแต่เด็ก ๆ หรือบาง คนมาเกิดในประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีครอบครัวหรือเครือญาติอยู่ในสหภาพเมียนมา ประชากรกลุ่มนี้ยังคงไป ๆ มา ๆ และติดต่อกับชุมชนเดิมและชุมชนที่อยู่ อาศัยในปัจจุบันเป็นกลุ่ม ประชากรที่ไม่มีความมั่นคงเหมือนประชากรกลุ่ม แรกแต่ก็จะคุ้นเคยกับภาษาและกฎหมายไทยมากกว่าประชากรกลุ่มที่สาม ในขณะเดียวกันก็จะมีความผูกพันกับชุมชนชายแดนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน


406 ครั้งแรกหรือเติบโตมาเป็นประชากรที่มีสถานะอยู่ตรงกลางเมื่อเปรียบเทียบ กับประชากรอีกสอง กลุ่มคือไม่มั่นคงเท่าประชากรชาติพันธุ์ในประเทศไทย แต่ก็มีความผูกพันและเป็นกลุ่มที่ได้ผ่าน การปรับตัวและเรียนรู้วัฒนธรรม ไทยจึงคุ้นเคยกับภาษาและวัฒนธรรมไทยมากกว่ากลุ่มแรงงานข้ามชาติ 3) “กลุ่มคนห่างถิ่น” หรือกลุ่มแรงงานข้ามชาติ เป็นกลุ่มประชากร ที่อาจจะมีความเป็น ชาติพันธุ์และมีภาษาที่ไม่แตกต่างกับสองกลุ่มแรก แต่ เข้ามาในประเทศไทยโดยมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนคือการเข้ามาหางานทําและ หารายได้ส่งกลับไปให้ครอบครัวเป็นกลุ่มที่อาจจะไม่มีความคุ้นเคยกับภาษา วัฒนธรรมความเป็นไทยหรือไม่มีความผูกพันกับชุมชนท้องถิ่นจึงถือเป็นกลุ่ม ที่อยู่ได้ด้วยการพึ่งพาผู้นำในกลุ่มเพื่อน ๆ หรือประชากรกลุ่มอื่นในการ ช่วยแก้ไขปัญหาหรือการนําพาเพื่อเข้าถึงโอกาสในการทำงานหรือบริการ สุขภาพ จึงมีความเปราะบางต่อการถูกเอาเปรียบหรือถูกละเมิดสิทธิสูงเมื่อ เทียบกับอีกสองกลุ่มเป็นกลุ่มที่มีความอดทนสูงที่สุดการจะได้เงิน จึงต้อง ขยันหรือถ้าจะเสี่ยงโชคก็ต้องซื้อหวยครั้งละมาก ๆ จึงจะรวยคนห่างถิ่นจะ ทำงานอยู่ในพื้นที่ชายแดนซึ่งเป็นเขตที่มีการลงทุนของนักธุรกิจไทยเพื่อการ ใช้แรงงานราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้านและจำนวนมากที่เข้าไปทำงานใน เมืองใหญ่ ๆ ซึ่งมีทั้งที่มีเอกสารถูกต้องตามกฎหมายและไม่ได้ ดำเนินการ ตามที่กฎหมายกำหนด


407 “คนคนสองถิ่นกับมิติทางประวัติศาสตร์” เมื่อพิจารณาปรากฏการณ์ในสังคมทำดำเนินการมาตั้งแต่อดีต สามารถเห็นได้ว่ามีรูปแบบการเดินทาง รูปแบบการใช้ชีวิตของประชากร จำนวนหนึ่ง ที่มีโครงข่ายความสัมพันธ์กับชุมชนในสองประเทศและสามารถ ใช้โครงข่ายความสัมพันธ์เพื่อการแบ่งปันทรัพยากรและหนุนเสริมให้มีชีวิตที่ ดีขึ้นได้อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เป็นพื้นที่ชายแดนซึ่งเป็นเส้นทาง หลักในการเดินทางและการเข้า-ออกระหว่างประเทศไทยและสหภาพเมียน มาด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันเช่น การเดินทัพการตรวจตราพื้นที่แนวเขต หรือเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในรูปแบบของการค้าการ เดินทางเพื่อส่งข้อมูลข่าวสารของทูตมาเป็นเวลานาน ดังข้อมูลต่อไปนี้ “คนสองถิ่น” ในยุคพระร่วง นักเรียนไทยในระกับประถมศึกษาต่างเคยได้เรียนนิทานพื้นบ้าน เรื่องมะกะโท ซึ่งเป็นลูกพ่อค้าคนมอญจากเมืองเมาะตะมะ ที่เข้ามาค้าขาย และอาศัยพระโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์กรุงสุโขทัยในสมัยพระร่วง โดยเริ่มจากการเข้ามาค้าขายและต่อมาก็เริ่มเป็นคนงานช่วยเลี้ยงช้างของ พระมหากษัตริย์ดูแลคอกช้าง ด้วยความมานะอุตสาหะก็ได้รับความไว้วางใจ ให้เข้าไปทำงานในวังและได้ตำแหน่ง “ขุนวัง” ซึ่งเป็นตำแหน่งของข้าราชการ ชั้นสูง มะกะโททำงานเป็นที่โปรดปรานของพระร่วงมากจนเปรียบเสมือนเป็น พระโอรสบุญธรรมของพระร่วงเลยทีเดียว นักเรียนไทยในระดับประถมศึกษาต่างเคยได้เรียนนิทานพื้นบ้าน เรื่องมะกะโทซึ่งเป็นลูกพ่อค้าคนมอญจากเมืองเมาะตะมะ ที่เข้ามาค้าขาย และอาศัยพระโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์กรุงสุโขทัยในสมัยพระร่วงโดย เริ่มจากการเข้ามาค้าขายและต่อมาเริ่มเป็นคนงานช่วยนายเลี้ยงช้างของ


408 พระมหากษัตริย์ดูแลคอกช้างด้วยความมานะอุตสาหะก็ได้รับความไว้วางใจ ให้เข้าไปทำงานในวังและได้ตำแหน่ง “ขุนวัง” ซึ่งเป็นตำแหน่งของข้าราชการ ชั้นสูงมะกะโททำงานเป็นที่โปรดปราน ของพระร่วงมากจนเปรียบเสมือนเป็น พระโอรสบุญธรรมของพระร่วงเลยทีเดียว มะกะโทเกิดความรักกับ “พระนางสร้อยสุดา” พระธิดาของพระร่วงเลยพาพระธิดาหนีกลับไปอยู่เมือง มอญต่อมามะ กะโทได้กลายเป็นผู้นำ และขึ้นปกครองเมืองมอญ หลังจากนั้น ได้พาพระชายากลับมากราบขอขมาจากพระร่วงจนได้รับซื้อใหม่จากพระร่วง ว่า “พระเจ้าฟ้ารั่ว” มะกะโทจึงเป็น “คนสองถิ่น” ของแผ่นดินสุโขทัยและ แผ่นดินมอญ โดยที่เกิดที่เมืองเมาะตะมะ มาเติบโตและเจริญในหน้าที่การ งานอยู่ที่กรุงสุโขทัยและได้กลับไปปกครองและเป็นผู้นำที่บ้านเกิดของตัวเอง และยังคงรักษาสายสัมพันธ์ที่ดีกับกรุงสุโขทัยได้เช่นเดิม (จิรายุทธ์สิมทอง, 2558) คนไทยจำนวนมากอาจจะมีความรู้สึกเรื่องของมะกะโทเป็นเพียง นิทานพื้นบ้านที่เล่าต่อ ๆ กันมาเพื่อแสดงถึงอำนาจบารมีของ พระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะในกรณีของมะกะโทเป็นเรื่องราวของอำนาจ บารมีของพระมหากษัตริย์ไทยที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้านด้านตะวันตกแต่ใน กลุ่มของคนมอญโดยเฉพาะมอญที่อยู่ในรัฐมอญสหภาพเมียนมาไม่ได้คิดว่า เรื่องราวของมะกะโทเป็น นิทานพื้นบ้านเช่น คนไทยแต่มะกะโทคือกษัตริย์ผู้ ยิ่งใหญ่ของประเทศมอญในอดีตคนมอญจะเรียก “มะกะโท” ว่า “พระเจ้า แมกกะดู” ซึ่งมีประวัติและเรื่องราวที่เล่าต่อกันมาไม่ได้แตกต่างกับประวัติ ของ “มะกะโท” ซึ่งเล่ากันอยู่ในประเทศไทยเพียงแต่ในประวัติศาสตร์ของ มอญกล่าวว่า หลังจากได้ขึ้นครองราชย์และเป็นผู้นำมอญแล้ว “พระเจ้าแมก กะดู” คือผู้นำที่ยิ่งใหญ่ผู้ที่นำความรุ่งเรืองมาสู่ดินมอญและถือเป็นบรรพบุรุษ ของพระเจ้าราชาธิราชกษัตริย์มอญผู้ยิ่งใหญ่องค์ต่อมา “พระเจ้าแมกกะดู”


409 จึงยังคงเป็นอดีตกษัตริย์ผู้เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนจำนวนมากมา จนถึงปัจจุบัน ในขณะที่ลำจุล ฮวบเจริญ (2533) รายงานว่าหลังจาก “มะกะโท” กลับไปยังดินแดนมอญและชนะอลิมามางได้เป็นเจ้าเมืองเมาะตะ มะในปี พ.ศ.1824 และต่อมาก็ได้ เป็นพระเจ้าฟ้ารั่วต้นราชวงศ์ของพระเจ้า ราชาธิราชซึ่งตรงกับหนังสือพงศาวดารพม่าที่เขียนโดย เซอร์อาเธอแฟร์ที่ กล่าวว่าเดิมมะกะโททำราชการอยู่ที่กรุงสุโขทัยแล้วจึงออกไปตั้งตัวเป็นใหญ่ จนได้ปกครองเมืองรามัญด้วยความอุดหนุนของพระเจ้ากรุงสุโขทัยและเมื่อ พระเจ้าฟ้ารั่วทิวงคตเมื่อ พ.ศ.1856 มะกะตาผู้เป็นอนุชาได้ราชสมบัติโดย พระเจ้ากรุงสุโขทัยในยุคต่อมาได้ตั้งพระนามว่า พระเจ้ารามประเดิมที่ยังคง ความสัมพันธ์กับสุโขทัยมาอีกนาน จากนิทานพื้นบ้านเรื่อง “มะกะโท” และประวัติของ “พระเจ้าแมกกะดู” รวมทั้งบันทึกทางประวัติศาสตร์และพงสาวดารต่าง ๆ ที่อธิบายถึงขอบเขต ของกรุงสุโขทัยจึงเป็นเรื่องที่แสดงให้เห็น ถึงชีวิตของคนคนหนึ่งซึ่งเกิด มี พัฒนาการเจริญเติบโต มีการใช้ชีวิตการทำงาน มีความรัก และการ กลายเป็นผู้นำของประเทศในบริบทของการเป็น “คนสองถิ่น” มุมมองของ คนรุ่นหลังที่มีต่อ “มะกะ โท” หรือ “พระเจ้าแมกกะดู” อาจจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับมุมมองของคนที่มีข้อมูลหรือความเป็นมาของคนนั้น ๆ แต่เรื่องที่ น่าสนใจในทางวิชาการการคือการใช้ชีวิตของมนุษย์เราในพื้นที่ต่าง ๆ มากกว่าหนึ่งประเทศได้เกิดมานานแล้วหลายร้อยปีแล้ว“มะกะโท” หรือ “พระเจ้า แมกกะดู” เป็นเรื่องราวเมื่อเกือบ 800 ปีที่แล้วแต่จนถึงปัจจุบัน เรื่องราวดังกล่าวก็ยังคงเกิดขึ้นและยังมีสิ่งที่ต้อง ค้นหาในทางวิชาการอีก มากมาย การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเด็น “คนสองถิ่น” ในแนวทางต่าง ๆ เพื่อจะได้มีความเข้าใจ ปรากฏการณ์ในสังคมพร้อมกับมุมมองทางวิชาการ อันอาจจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมในการวางแผนเพื่อการพัฒนาประเทศหรือ


410 ความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคให้เหมาะสมกับเงื่อนไขทางสังคม วัฒนธรรมหรืออย่างน้อยเพื่อความเข้าใจต่อบริบทของคนในพื้นที่ ชายแดน หรือ “คนสองถิ่น” มากขึ้น “ชายแดนไทย-พม่า” ในมิติด้านภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ ได้มีการบันทึกเอกสารทางภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ไว้ว่าอาณาเขต ของกรุงสุโขทัยในยุคของพ่อขุนรามคำแหงทางด้านตะวันตกนั้นมีอิทธิพล มาถึงทางตอนใต้ของพม่า ซึ่งลำจุลฮวบเจริญ (2533, หน้า 48) ได้บรรยายไว้ ว่า “ทางเบื้องทิศตะวันตกได้เมืองตะนาวสี เมืองทวาย เมืองเมาะตะมะ เมืองตองอูเมืองหงสาวดีถึงสมุทรห้า (อ่าวเบงกอล) เป็นราชอาณาจักรโดย ดินแดนเมืองเมาะตะมะ ในยุคนั้นปกครองโดยมอญ” สำหรับเมือง “สังขละบุรี” ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมายาวนาน กรมดํารงราชานุภาพ (2556, หน้า 34-35) ได้บันทึกไว้ว่าเส้นทาง คมนาคมระหว่างมอญกับไทยมี ทางหลวงสำหรับไปมาแต่โบราณ 2 ทางโดยมีจุดร่วมกันที่เมืองเมาะ ตะมะ คือ 1) ทางสายเหนือ ออกจากเมืองเมาะตะมะขึ้นมาทางแม่น้ำ จนถึง บ้านตะพู (เมืองแครง) แล้วเดินบกมาข้ามแม่น้ำกลีบ (เกาะกริต) แม่น้ำเมย แม่น้ำ สอด มาทางด่านแม่ละเมา มาลงท่าแม่น้ำปิง ตรงบ้านระแหงที่ตั้งเมือง ตากทุกวันนี้ทางเส้นนี้เป็นทางไปมากับหัวเมืองไทยฝ่ายเหนือจนถึง เมือง เชียงใหม่ ในหนังสือพงศาวดารเรียกว่า “ทางด่านแม่ละเมา” 2) ทางสายใต้ ออกจากเมืองเมาะตะมะมาทางแม่น้ำอัตรัน (เมืองเชียงกราน) จนถึงเมือง สมิแล้วเดินบกมาข้ามแม่น้ำสะกริก แม่กษัตร ข้ามภูเขาเข้าแดนไทยมาด่านเจดีย์สามองค์มาลงลำน้ำ แควน้อยที่สามสบ


411 (ที่เรียกว่าสามสบหมายความว่าเป็นที่ลำน้ำสามสาย คือ แม่น้ำน้อยหนึ่ง ลำน้ำลันเตหนึ่งลำน้ำบี่คลี่หนึ่งร่วมกันตรงนั้น) แต่สามสบจะใช้เรือล่องลงมา ทางเมืองไทรโยคจนออก แม่น้ำแควใหญ่ เมืองกาญจนบุรี ที่ลิ้นช้างโดยทาง หนึ่งถ้าเดินบกแต่สามสบเดินมาเมืองไทรโยค (เก่า) แล้วตัดข้ามมาลงลำแคว ใหญ่ที่เมืองศรีสวัสดิ์หรือที่ท่ากระดาน ด่านกรามช้าง แล้วเดินเลียบลำแคว ใหญ่ลงมาจนถึงเมืองกาญจนบุรี (เมืองเก่าอยู่ใกล้เขาชนกัน) ซึ่งตั้ง อยู่ในทุ่ง ลาดหญ้าเชิงเขาเทือก บรรทัดแต่นั้น มาก็เป็นที่ราบใช้เกวียนและเรือได้ สะดวกทางนี้เป็นทางไปมากับอยุธยาและหัวเมือง ทางใต้เรียกว่า “ทางด่านพระเจดีย์สามองค์”สำหรับความเป็นมาของการอพยพเคลื่อนย้าย และการมี “คนสองถิ่น” ในอำเภอสังขละบุรีและอำเภออื่น ๆ ของจังหวัด กาญจนบุรีนั้นเสรีทองมาก (2558) ชี้ให้เห็นว่าอำเภอสังขละบุรีและอําเภอ อื่น ๆ ในจังหวัดกาญจนบุรี เป็นพื้นที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทาง ประวัติศาสตร์การเคลื่อนย้ายของประชากรจากนอกพื้นที่มาเป็นเวลานาน และอย่างต่อเนื่อง มีเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและส่งผลต่อการตั้งถิ่นฐาน ของคนสองถิ่น ตามแนวชายแดนไทย-พม่า ในเขตจังหวัดกาญจนบุรี คือ 1) การเริ่มทำสงครามระหว่างราชอาณาจักรอยุธยากับอาณาจักร พม่า ที่เริ่มต้นทำสงครามครั้งแรกที่เมืองเชียงกราน ในยุคของสมเด็จพระชัย ราชาธิราช ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 21 (พ.ศ.2077-2089) และมีการทำ สงครามมาอย่างต่อเนื่องรวม 44 ครั้ง คือ ในสมัยอยุธยา 24 ครั้ง กรุงธนบุรี 10 ครั้งและรัตนโกสินทร์ตอนต้น 10 ครั้ง และในการทำสงครามส่วนมากจะ เข้าออกโดยผ่านเจดีย์ สามองค์ในอำเภอสังขละบุรี ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนที่ สําคัญมาตั้งแต่ครั้งอดีตหลักฐานการเดินทัพที่สําคัญ คือ การเดินทัพของ สมเด็จพระนเรศวรที่ทัพผ่านอำเภอสังขละบุรีมีการทำนาเพื่อจัดหาเสบียงใน ระหว่างเดินทัพพื้นที่ซึ่งเคยเป็นแหล่งผลิต เสบียงยังคงเป็นทุ่งโล่งจนได้ชื่อว่า


412 “ทุ่งใหญ่นเรศวร” ในปัจจุบันเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่สําคัญของประเทศและ ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลกโดยองค์การยูเนสโกเมื่อ ปี พ.ศ. 2534 2) ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ประมาณ พ.ศ.2485 กาญจนบุรีเป็นพื้นที่ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นใช้ก่อสร้างเส้นทางรถไฟเพื่อหมายเป็น เส้นทางบกในการส่งกำลังบำรุงไปสนับสนุน การทำศึกเพื่อยึดย่างกุ้งใน สหภาพเมียนมาและจะต่อไปตีอังกฤษที่อยู่ในประเทศอินเดีย การก่อสร้าง เส้นทางรถไฟเริ่มจากสถานีหนองปลาดุกจังหวัดราชบุรี ผ่านเข้าจังหวัด กาญจนบุรี ตรงไปยังอำเภอ สังขละบุรี และข้ามผ่านเจดีย์สามองค์ไปยังเมือง ตันบูซายัดรวมระยะทาง 415 กิโลเมตร โดยใช้ ระยะเวลาแค่ 18 เดือน ก่อสร้างโดยใช้แรงงานบังคับของเชลยศึกสัมพันธมิตรจำนวนหลายหมื่นคน และแรงงานบังคับที่กวาดต้อนมาจากมาเลเซียและสิงคโปร์ มากกว่า 200,000 คน และเป็นโศกนาฏกรรมที่แรงงานบังคับและเชลยศึกแสนกว่าคน ต้องมาเสียชีวิตลงในจังหวัดกาญจนบุรี จนเป็นสถานที่ทางประศาสตร์ที่เป็นที่ รู้จักของประชาชนทั่วไปทั้งไทยและต่างประเทศถึงแม้ว่าใน ปัจจุบันเส้นทาง รถในพื้นที่ชายแดนจะไม่ได้ใช้แล้วแต่ก็ยังคงเหลือร่องรอยของเส้นทางและ ชุมชน ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างทางรถไป เช่น “หมู่บ้านบ่อญี่ปุ่น” ซึ่งเป็น หมู่บ้านบริเวณชายแดนไทย-พม่า (อยู่ในฝั่งสหภาพเมียนมา) ที่กองทัพญี่ปุ่น มาขุดบ่อเพื่อใช้น้ำเติมหัวจักรรถไฟเลยได้ชื้อ “บ่อญี่ปุ่น” ในปัจจุบันบ่อน้ำที่ ญี่ปุ่นขุดยังคงอยู่บางหมู่บ้านยังคงมีเนินดินที่เป็นแนวทางรถไฟหรือบางวัดใน อำเภอสังขละบุรีก็ได้เอาเหล็กทางรถไฟของญี่ปุ่นมาใช้ในการก่อสร้างกุฏิล้วน เป็นหลักฐานการเข้ามาของคนต่างชาติในพื้นที่สังขละบุรีได้เป็นอย่างดี 3) การสร้างเขื่อนเขาวชิราลงกรณ์ (เดิมชื่อเขื่อนเขาแหลม) ในปี พ.ศ. 2522 และเริ่มกักเก็บน้ำในปี พ.ศ.2527 ถือเป็นเขื่อนขนาดใหญ่มี


413 ความจุน้ำเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าและเพื่อการเกษตร ได้ 8,860 ล้านลูก บาตรเมตร การก่อสร้างเขื่อนทำให้เกิดผล กระทบต่อพื้นที่ป่าธรรมชาติใน พื้นที่กว้าง ในระหว่างการก่อสร้างหรือแม้แต่หลังจากเก็บกักน้ำแล้วจะต้อง ตัดไม้ออกจากพื้นที่น้ำท่วมเพื่อประโยชน์ในการใช้สอย การตัดไม้ต้องใช้ แรงงานจำนวนมาก แรงงานที่ทำงานมีทั้งแรงงานอพยพจากภาค ตะวันออกเฉียงเหนือและแรงงานอพยพจากประเทศ เพื่อนบ้าน อีกผลกระทบของการสร้างเขื่อน คือ การต้องโยกย้ายอพยพชุมชนบ้าน วัดโรงเรียนซึ่งล้วนแต่ต้องการแรงงานในระหว่างการโยกย้ายเนื่องจาก หลังจากการเก็บกักปิดน้ำแล้วน้ำท่วมเร็วมากจึงต้องมีแรงงานจำนวนมากมา ช่วย การสร้างเขื่อนจึงถือเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้มีแรงงาน จากประเทศ เพื่อนบ้านเข้ามาทำงานและตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ชายแดนด้านตะวันตกมา จนถึงปัจจุบัน 4) ปัจจุบันอำเภอสังขละบุรี เป็นเส้นทางการในการอพยพเข้ามา ทำงานในประเทศไทยของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นหนึ่งใน ช่องทางที่หน่วยงานของรัฐไทยใช้ในการผลักดันแรงงานที่เข้าเมืองแบบผิด กฎหมายกลับสู่ประเทศต้นทางโดยช่องทางหลัก ๆ ในการผลักดันกลับ สู่สหภาพเมียนมา คือ อำเภอแม่สายจังหวัดเชียงราย อำเภอแม่สอด จังหวัดตากอำเภอเมืองจังหวัดระนอง และอำเภอสังขละบุรีจังหวัดกาญจนบุรี มีแรงงานจำนวนมากที่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของไทยผลักดันกลับ โดยการมาส่งที่ชายแดนสังขละบุรี แต่ไม่ยอมกลับเข้าไปประเทศของตัวเอง แต่พยายามหลบหนีเข้ามาทำงานในประเทศไทยอีกหรือบางคนใช้ชีวิตอยู่ใน พื้นที่ชายแดนนั้นเอง


414 บทบาทของเมืองชายแดนในอดีต มณฑลคงแถวทอง(2555)เป็นผู้ที่อธิบายให้เห็นถึงความสําคัญของ เมืองชายแดนโดย กล่าวว่า สังขละบุรี และกาญจนบุรีเป็นเมืองหน้าด่านด้าน ตะวันตกที่มีความสำคัญกับประวัติศาสตร์ ไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นซึ่งประเทศไทยไม่ได้เพียง แค่เผชิญกับ การรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับปัญหาการ ล่าเมืองขึ้นของ ประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะกาญจนบุรีที่มีพรมแดนติดกับ หัวเมืองมอญซึ่งเป็นพื้นที่ยึดครองของ มหาอำนาจอังกฤษกาญจนบุรีจึงมี บทบาทต่อความมั่นคงของประเทศในหลาย ๆ ด้านกล่าวคือ 1) เป็นพื้นที่เพื่อจัดการผลประโยชน์รูปแบบการปกครองในสมัย นั้นเจ้าเมืองมีบทบาทที่สําคัญในการรวบรวมผลประโยชน์เพื่อจัดส่งให้ ส่วนกลาง โดยเฉพาะมอญที่ปกครองพื้นที่ใน 7 เมืองบริเวณชายแดนโดยการ ให้เจ้าเมืองกรมการ เกณฑ์ไพร่หลวงรามัญ 7 เมืองออกไปร่อนทองที่ คลองปิล๊อกคลองพลูและให้เจ้าเมืองกรมการเป็นผู้รวบรวมขึ้นทูลเกล้าถวาย 2) เป็นพื้นที่รักษาความสงบภายในในยามที่มีโจรผู้ร้ายทั้งผู้ร้ายใน ท้องถิ่นและต่างถิ่นจากพม่าเข้ามาสร้างความไม่สงบเจ้าเมืองจะมีหน้าที่ใน การติดตามโจรผู้ร้ายแต่ถ้าหากว่าเจ้าเมืองไม่ทำหน้าที่หรือทำได้ไม่สมบูรณ์ก็ เป็นหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ที่จะต้องดำเนินการเพื่อสร้างความสงบสุข และเอื้อให้ประชาชนอยู่กันอย่างสงบสุข 3) การสืบราชการและตรวจด่าน เจ้าเมืองหน้าด่านมีหน้าที่ในการ ตรวจตราชายแดนคือ ทำการลาดตระเวนรักษาด่านทั้ง ในฤดูฝนและฤดูแล้ง เพื่อป้องกันการเข้ามาสืบข่าวความเคลื่อนไหวของข้าศึกรวมทั้ง การแสวงหา ข่าวจากฝ่ายข้าศึกอีกด้วย


415 4) เป็นทางผ่านของเจ้าหน้าที่ด้านการทูต ที่จะต้องเดินทางมาเพื่อ การเจรจาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งการเดินเข้ามาทำศึกของกองทัพพม่าอีกด้วย เฉพาะในยุครัตนโกสินทร์ ตอนต้นจังหวัดกาญจนบุรีเกี่ยวข้องกับการทำสงครามรวม 5 ครั้ง คือ การรบ ที่ลาดหญ้าในปี 2328 การรบที่ท่าดินแดน ปี 2329 ไทยตีทวาย ปี 2330 ไทย ตีทวายครั้ง ที่สองปี 2336 และไทยช่วยอังกฤษตีพม่าในปี 2367 และถือเป็น การรบกันครั้งสุดท้าย การอพยพยของกลุ่มชาติพันธุ์พม่าในอำเภอสังขละบุรี มณฑลคงแถวทอง (2555) ยังกล่าวอีกว่าจังหวัดกาญจนบุรีเป็น จังหวัดซึ่งได้รับความ สนใจจากพระมหากษัตริย์และบุคคลชั้นสูงรวมทั้ง อาคันตุกะจากต่างประเทศเสด็จได้เดินทางมา อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งแต่ การเสด็จของสมเด็จพระชัยราชา กษัตริย์สมัยอยุธยาที่เดินทางมาทำศึก เชียนคานและถือว่าเป็นการทำศึกระหว่างไทยกับพม่าครั้งแรก สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จมากาญจนบุรี ผ่านไป เจดีย์สามองค์เพื่อไปปราบมอญที่เมืองเมาะตะมะ ในช่วงบ้านเมืองสงบห่าง จากการสงครามพระมหากษัตริย์ก็ยังคงเสด็จมากาญจนบุรีเช่นกันเฉพาะ รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จมากาญจนบุรีถึง 6 ครั้ง วัตถุประสงค์ในการเสด็จทั้งเพื่อ แสดงถึง พระราชอำนาจที่แผ่ขยายมาถึงชายแดน และเพื่อการพักผ่อน พระราชอิริยาบถ ทรงตรวจราชการ และเยี่ยมเยืยนประชาชน ให้ ความช่วยเหลือราษฎร ราษฎรรับรู้ได้ถึงพระบรมโพธิสมภารของ พระมหากษัตริย์ไทยและช่วยกระตุ้นให้ข้าราชการและราษฎรมีความตื่นตัว ในการพัฒนาตัวเองและท้องถิ่น เป็นต้น


416 มีหลักฐานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของชุมชนชายแดนสังขละบุรีกับ พระมหากษัตริย์ไทยในยุครัตนโกสินทร์กล่าวคือภายในศาลาการเปรียญของ วัดสเนพ่อง ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี ได้ประดิษฐานพระแก้วสีขาวที่ เรียกว่า “พระพุทธรัตนสังขละบุรีศรีสุวรรณ” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแด่พระศรีสุวรรณคีรีที่ 5 เจ้าเมืองสังขละบุรี (ต่อมาในสมัยรัชการที่5 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายอำเภอคนแรกของอำเภอ สังขละบุรี) เมื่อครั้งร่วมพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัจจาที่เมืองกาญจนบุรี และได้มีการ บันทึกไว้ว่า รัชการที่ 3 ได้ทรงมีพระราชดำรัสแก่ขุน นางและราษฎรที่เข้าเฝ้า ไว้ว่า “เราไม่ได้เป็นแค่กษัตริย์ของคนไทยอย่างเดียวเราเป็นกษัตริย์ของ ชาวกระเหรี่ยงด้วย” พระราชดำรัสดังกล่าวจึงเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ แสดงให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์ไทยได้นับรวมชาวกระเหรี่ยงว่าเป็นประชากร ภายใต้พระบรมโพธิ์สมภารของพระองค์เช่นเดียวกันเมื่อพิจารณาในมิติของ การเมืองระหว่างประเทศจึงเห็นได้ว่าเมืองหน้าด่านอย่างสังขละบุรี ถึงแม้จะ อยู่ไกลจากศูนย์กลางแต่ก็มีความสำคัญโดยพระมหากษัตริย์ของไทยได้นับ รวมประชากร ในสังขละบุรีเป็นประชากรของพระองค์เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นสังขละบุรียังมีบทบาทที่สำคัญในการเป็นจุดผ่านในการเดินทาง ของกองทัพนักการทูต รวมทั้งประชาชนที่ต้องการข้ามแนวเขตเทือกเขา ตะนาวสีด้านตะวันออกซึ่งมีชุมชนใหญ่คือ “เมืองสังขละบุรี” และตะนาวะสี ด้านตะวันตกที่มีเมืองใหญ่ ๆ เช่น เมืองเมาะลำใย เมืองเย เมืองทวาย และ มะริด เป็นต้นซึ่งในสมัยอดีตนั้นการเข้า-ออกสามารถทำได้ง่ายเพราะว่ายังไม่ มีการตรวจเอกสารใด ๆ


417 ชุมชนชายแดนกับการเมืองการปกครอง การปกครองในยุคก่อนสมัยใหม่จะเน้นอำนาจอยู่ที่ศูนย์กลาง และยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเส้นแบ่งเขตรัฐ-ชาติ เหมือนปัจจุบันพื้นที่ตาม แนวชายแดนจึงเป็นพื้นที่ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ เป็นประชากรท้องถิ่น หรือ กลุ่มชาติพันธุ์ เช่น มอญ หรือกระเหรี่ยง (มณฑล คงแถวทอง, 2555) กล่าว ว่าในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ซึ่งมีการทำศึกกับพม่าอยู่บ่อยครั้ง พระมหากษัตริย์ จากกรุงเทพจึงมี ดำริให้ประกาศให้ชุมชนใหญ่ ๆ มีสถานะเป็นเมืองเป็นหนึ่ง ในยุทธวิธีเพื่อเอาชนะข้าศึก โดยเมืองสำคัญในพื้นที่ชายแดนของจังหวัด กาญจนบุรีได้แต่งตั้งให้ผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์เป็นเจ้าเมือง เช่น เมืองท่าขนุนเมือง ทองผาภูมิเมืองไทรโยคเมืองท่าตะกั่วเมืองลุ่มสุ่มและเมืองสิงห์เป็นเมืองที่ ปกครอง โดยผู้นำชาวมอญ ส่วนเมืองสังขละบุรี และเมืองศรีสวัสดิ์ ปกครอง โดยผู้นำชาวกระเหรี่ยง โดยเฉพาะพระศรีสุวรรณคีรี (ทะเจียงโปรย) ถือเป็น บรรพบุรุษของชาวสังขละบุรีที่ยังคงมีลูกหลานผู้สืบสกุลและมีส่วนเกี่ยวข้อง กับการเมืองการปกครองในพื้นที่อำเภอสังขละบุรีมาจนถึง ปัจจุบัน ต่อมาเมื่อรัฐไทยแต่ตั้งนายอำเภอจากส่วนกลาง และมีการปกครอง พื้นที่โดยให้กลไก ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ชาวกระเหรี่ยงซึ่งเป็นชาติพันธุ์ในพื้นที่ก็ ยังคงเป็นผู้นำ ในระดับชุมชน ลูกหลาน ของพระศรีสุวรรณคีรี ซึ่งใช้นามสกุล เสตะพันธ์ก็ยังคงสืบทอดความเป็นผู้นำโดยทํางานใน ตำแหน่ง ผู้ช่วย ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือแม้แต่นายกองค์การบริหารส่วนตำบล แต่ เมื่อการเมืองในระดับท้องถิ่นมีการต่อสู้กันรุนแรงขึ้นและมีกลุ่มทุนจาก ภายนอกและกลุ่มการเมืองระดับจังหวัดมาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งในระดับ หมู่บ้าน ตำบล มากขึ้น รายชื่อผู้นำที่มาจากสายสกุลเจ้าเมืองเดิมก็ค่อย ๆ หายไปการใช้ชีวิตประจำวันในระดับหมู่บ้านของคนในถิ่นและคนสองถิ่น อาจจะไม่มีอะไรมี แตกต่างกันแต่ถ้าพิจารณาจากชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการเมือง


418 แล้วพวกเขาจะมีความแตกต่างกันมากนั้นเป็นเพราะว่าคนในถิ่นมีสิทธิที่ เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองคือ มีสิทธิในการลงเลือกตั้งและมีสิทธิใน การออกเสียงเพื่อการเลือกตั้งอัน ใดอันหนึ่งในช่วงการเลือกตั้งคนในถิ่นจึง ได้รับความสนใจ จากนักการเมืองหรือผู้ที่จะลงเลือกตั้งหรือเมื่อผ่านการ เลือกตั้งไปแล้วผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งค่อนข้างจะสนใจและเกรงใจคนใน ถิ่น เนื่องเพราะคนเหล่านี้มีสิทธิให้คุณให้โทษในการเลือกตั้ง แต่ละครั้งแต่ใน ขณะเดียวกันก็จะไม่มีใครสนใจสิทธิและเสียงของคนสองถิ่นและคนห่างถิ่น เนื่องเพราะเขาไม่มีสิทธิทางการเมืองในประเทศไทยนั้นเอง เรื่องประเด็นความมั่นคงตามแนวชายแดนมักเป็นประเด็นที่ หน่วยงานของรัฐมักจะเอามา กล่าวอ้างในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับคน สองถิ่นและแรงงานข้ามชาติอยู่เสมอ แหม่ม ผู้นำชุมชนด่านเจดีย์สามองค์ ผู้นำชุมชนในพื้นที่ชายแดน แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปกครองและ ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนว่า “พื้นที่เจดีย์สามองค์เมื่อ 30 ปีที่แล้วคนไทย แท้ ๆ ไม่กล้ามาอยู่หรอกจะมีเฉพาะคนสองถิ่นทั้งนั้นพวกเขาอาศัยอยู่ตาม ชายแดนมานานบางกลุ่มก็เข้า ๆ ออก ๆ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่มี บัตรประชาชนไทยแต่พวกเขาก็รักเมืองไทยอีกทั้งยังมีเครือญาติอยู่ในฝั่งพม่า จึงสามารถไป ๆ มา ๆ ได้ทั้งสองฝั่งของเส้นแบ่งประเทศ และเมื่อคนสองถิ่นมี การตั้งถิ่นฐานและขยายครอบครัวใหญ่ขึ้น พื้นที่มีความเจริญขึ้นคนไทย จึงกล้าเข้ามาตั้งถิ่นฐานและทำธุรกิจ จริงอยู่ว่าพื้นที่ชายแดนเป็นพื้นที่เพื่อ ความมั่นคงแต่ข้าราชการด้านความมั่นคงที่เข้ามาทำงานมาแล้วก็ไปแต่คน สองถิ่นเขาอยู่ของเขาตลอด ดังนั้นการตั้งถิ่นฐานของคนสองถิ่นจึงทำให้ ชายแดนสงบ เพราะไม่มีการสู้รบ และเมื่อไม่มีการสู้รบก็จะส่งผลต่อความ มั่นคงของประเทศด้วยเช่นกัน ”


419 “คนสองถิ่นและแรงงานข้ามชาติ” ในพื้นที่อำเภอสังขละบุรี และอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่มีปัญหา สถานะ บุคคลตามกฎหมายบัตรประชาชน กฎหมายการเข้าเมืองและ กฎหมายด้านแรงงานของรัฐไทยประชากรกลุ่มนี้จึงประสบกับความท้าทาย ในการดำรงชีพที่อาจจะเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานและสิทธิ์ในการ เข้ารับการบริการที่แตกต่างจากประชากรหลักของสังคม เพื่อความเข้าใจต่อ ความเป็นมาและรูปแบบการใช้ชีวิตของกลุ่มประชากรหลักจึงขอเสนอข้อมูล ที่เป็นบริบทของคน สองถิ่นและแรงงานข้ามชาติดังต่อไปนี้ ลักษณะการตั้งถิ่นฐาน หากจะพิจารณาว่าตัวเมืองกาญจนบุรีเป็นศูนย์กลางของการ ปกครอง ธุรกิจและความเจริญของจังหวัดกาญจนบุรีแล้วนั้นอำเภอสังขละบุรี ซึ่งเป็นอำเภอชายแดนที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางความเจริญของจังหวัดไปอีก 220 กิโลเมตร จึงเป็นเพียงอำเภอชายแดนเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ริมอ่างเก็บน้ำของ เขื่อนเขาแหลมประชากรที่อาศัยอยู่ในเทศบาลและชุมชนใหญ่ ๆ ส่วนมากจะ เป็นประชากรที่เป็นคนไทยเชื้อชาติไทยสัญชาติไทยแต่ประชากรกลุ่มอื่น ๆ ก็จะอยู่ห่างออกไปจากตัวเทศบาลมีความหลากหลายกล่าวคือ “คนในถิ่น” กลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมซึ่งส่วนมากจะเป็นชาติพันธุ์กระเหรี่ยงชอบทำการเกษตร ไม่ชอบความวุ่นวายหรือความเจริญของสังคมเมืองจึงมักตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ ชนบทส่วน “คนสองถิ่น” ที่มาเป็นสมาชิกอยู่ตามชุมชนต่าง ๆ และไม่มีที่ดิน เป็นของตัวเองจึงมักจะเช่าหรือได้รับ อนุญาตจาก “คนในถิ่น” ให้ใช้ ประโยชน์จากที่ดินเพื่อการตั้ง ถิ่นฐานหรือการทำการเกษตรแต่กรณีของ “คนสองถิ่นชาติพันธุ์มอญ” ส่วนมากจะตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ของวัดวังก์วิเวการาม โดยได้รับการเห็นชอบจากวัดในขณะที่บางกลุ่มจะอาศัยอยู่ตามริมอ่างเก็บน้ำ


420 ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะไมตรีเสตะพันธ์ ให้เหตุผลของการตั้งถิ่นฐานที่แตกต่าง กันระหว่างมอญกับกระเหรี่ยงว่า“ทั้งสองกลุ่มมีความถนัดต่างกันกลุ่มคน มอญชอบค้าขายเลยอยู่ในชุมชนเมือง ส่วนกระเหรี่ยงชอบกิจกรรมทางด้าน การเกษตรเลยออกไปทำไร่ทำนาอยู่ตามป่าตามเขา” ส่วน “คนห่างถิ่น” นั้นถ้าหากว่าเป็นพื้นที่ชายแดนจะเช่าบ้านพักอยู่ในชุมชนชายแดนในฝั่ง สหภาพเมียนมาหรือถ้าเข้ามาทำงานในพื้นที่ชายแดนพวกเขาก็จะอยู่ในพื้นที่ ซึ่งทำการเกษตร เช่น ไร่มันสำปะหลัง สวนยางพารา เป็นต้นและถ้าเข้าไป ทํางานในเมือง “คนห่างถิ่น” จะพักอยู่ในชุมชนแรงงานซึ่งผู้ประกอบการ จัดหาให้พักหรือให้เช่าซึ่งส่วนมากจะอยู่ในบริเวณสถานที่ทำงาน เช่น ฟาร์ม หมู ฟาร์มไก่โรงงานแปรรูปอาหารอู่ซ่อมรถโรงงานรับซื้อของเก่า เป็นต้น สถานที่ทำงานจะกระจาย อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ห่างจากชุมชนไม่มีเส้นทาง หรือไม่มีรถโดยสารสาธารณะผ่านซึ่งจะส่งผลต่อการติดต่อประสานงาน โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการด้านต่าง ๆ ที่ดำเนินการโดยภาครัฐ วิรัช นิยมธรรม (2551, หน้า 17-19) กล่าวว่า สหภาพพม่ามีพื้นที่ ทอดยาวจากเหนือลงมาทางใต้เป็นผืนแผ่กว้างในตอนกลาง เรียมแหลมไป ทางเหนือและใต้ บ้างกล่าวว่าสหภาพเมียนมามีรุปร่างคล้ายว่าวปักเป้า บ้าง ว่าคล้ายเพชร และบ้างว่าคล้ายกับร่างคนที่ยืนหันหน้าสู่ตะวันออก ภูมิประเทศของสหภาพพม่าแวดล้อมด้วยเนินเขาและพื้นที่สูง สลับด้วยที่ราบ ลุ่มน้ำ แม่น้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงผืนแผ่นดินพม่า ได้แก่ แม่น้ำชิดวัน แม่น้ำอิระวดี แม่น้ำพะโค และแม่น้ำสาละวิน ทางตอนล่างของสหภาพพม่ามีชายฝั่งทะเล เหยียดยาวจากอ่าวเบงกอลทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ แล้วค่อยอ้อมมาทางด้าน ตะวันออกเรื่อยลงไปทางด้านใต้ทางฟากทะเลอันดามัน สหภาพเมียนมาอุดม ด้วยทรัพยากรธรรมชาติทั้งบนดิน ใต้ดิน และในทะเล อาทิ ป่าไม้ อัญมณี แร่ธาตุ น้ำมัน และแหล่งอาหาร พม่ายังคงสภาพผืนป่าธรรมชาติไว้ถึง


421 ครึ่งหนึ่งของพื้นที่ประเทศ และเป็นแผ่นดินที่อุดมด้วยทับทิม หยก และ พลอย มีโลหะมีค่า อาทิ ทอง เงิน เหล็ก ตะกั่ว ทองแดง ดีบุก และสังกะสี มีแหล่งพลังงาน อาทิ น้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน น้ำอุดมด้วยกุ้งและปลานานา ชนิด ผืนแผ่นดินพม่าจึงมีสภาพแวดล้อมและทรัพยากรที่ออกจะสมบูรณ์อยู่ ภายในตัว สหภาพพม่าแบ่งการปกครองเป็นรัฐ 7 รัฐ และภาค 7 ภาค รัฐทั้ง 7 ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สูงรอบนอกที่ชนส่วนน้อยเผ่าต่าง ๆ อาศัยอยู่ รัฐดังกล่าว ได้แก่ 1. รัฐคะฉิ่น (Chin State) 2. รัฐฉาน (Shan State) 3. รัฐคะยาห์ (คะเรนนี) (kayah State) 4. รัฐกะเหรี่ยง (Kayin state) 5. รัฐมอญ (Mon State) 6. รัฐฉิ่น (Chin State) 7. รัฐอาระกัน (ยะไข่) (Rakhine State) ชื่อรัฐถูกกำหนดตามกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นชนส่วนใหญ่ในแต่ละรัฐ ส่วนภาคทั้ง 7 นั้น เป็นพื้นที่ราบลุ่มที่ชนชาติพม่าอาศัยอยู่เป็นส่วนมาก ได้แก่ 1. เขตมะเกว (Magwe Division) 2. เขตสะกาย (Sagaing Division) 3. เขตมัณฑะเลย์ (Mandalay Division) 4. เขตพะโค (Bago Division) 5. เขตย่างกุ้ง (Yangon Division) 6. เขตอิระวดี (Ayeyarwady Division) 7. เขตตะนาวศรี (ทวาย) (Taninthayi Division)


422 เขตการปกครองของพม่าที่มีอาณาเขตติดต่อกับไทยจากเหนือลงใต้มี 5 เขต ดังนี้ 1. รัฐคายาห์ (คะเรนนี) 2. รัฐกะเหรี่ยง 3. รัฐมอญ 4. รัฐฉาน 5. เขตตะนาวศรี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อยโดยเฉพาะชาวไทใหญ่จากรัฐฉาน กะเหรี่ยง มอญ ซึ่งจะเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลทหารของพม่าอย่างรุนแรง ทำ ให้มีการหลบหนีข้ามเขตเข้าสู่ประเทศไทยเป็นจำนวนมาก แม้การแบ่งพื้นที่จะจำแนกแบ่งกลุ่มตามชาติพันธุ์ แต่โดยสภาพ แท้จริงแล้ววัฒนธรรมพม่าได้แพร่ขยายไปเกือบทั่วทุกภูมิภาคเนื่องด้วยสื่อ ของรัฐและอำนาจการปกครองจากส่วนกลางวัฒนธรรมพม่า ภาษาพม่า พุทธ ศาสนา และประวัติศาสตร์ นับเป็นหัวใจสำคัญในการหล่อหลอมความเป็น เอกภาพ ในปัจจุบันแม้พม่าจะพยายามปลูกฝังวัฒนธรรมท้องถิ่นของชนกลุ่ม ชาติพันธุ์ต่าง ๆ ตราบใดไม่มีปฏิกิริยาที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และการที่รัฐบาลพม่าใช้ระบบการปกครองที่เข้มแข็งเด็ดขาด สหภาพพม่าจึง สามารถดำรงความเป็นปึกแผ่นอยู่ได้นับแต่ได้รับเอกราชเป็นต้นมา พม่าเป็นแผ่นดินแห่งชาติพันธุ์ ระบุว่ามีจำนวนทั้งหมด 135 เผ่าพันธุ์ โดยจำแนกพื้นที่ตามรัฐและภาคต่าง ๆ ทั้ง 14 แห่ง จำนวนกลุ่มชาติ พันธุ์ดูจะมากกว่าที่ควร อย่างไรก็ตามจำนวนกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวช่วยทำให้ เห็นภาพการกระจายตัวของกลุ่มวัฒนธรรมต่าง ๆ ในสหภาพเมียนมากลุ่มชน ที่มีจำนวนประชากรค่อนข้างมากและมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์


423 เด่นชัดมีเพียง 8 กลุ่ม คือ พม่า ยะไข่ มอญ ฉาน กะฉิ่น และคะยา แต่ละกลุ่ม มีภาษาและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่ม และแม้สหภาพเมียนมาจะ มีภาษาท้องถิ่นมากมายแต่ภาษาพม่าของคนพื้นราบถือเป็นภาษาราชการ และเป็นภาษากลางของคนทุกเผ่าพันธุ์ พม่ามองว่าความแตกต่างหลากหลาย ของประชากรในประเทศเป็นเพียงความแตกต่างทางวัฒนธรรม แต่ทุก เผ่าพันธุ์ต่างมีสายเลือดเดียวกันและต่างถือเป็นพันธมิตรร่วมแผ่นดิน ทางด้านอารยธรรมของชาติ พม่ามักกล่าวเน้นว่าแผ่นดินพม่ามี ความเก่าแก่ยาวนานมาก่อนยุคประวัติศาสตร์ ยิ่งเมื่อมีการค้นพบซากมนุษย์ โบราณที่มีอายุหลายพันปี เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลพม่าถึงกับประกาศว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์อาจเริ่มที่แผ่นดินพม่า และกล่าวยืนยันอยู่เสมอว่าสหภาพ เมียนมาไม่ใช่ประเทศที่เพิ่มเกิดใหม่เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หากแต่มี ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ยาวนานร่วมสองพันปี ดังพบร่องรอยของ อาณาจักรโบราณในพม่าหลายแห่ง ได้แก่ อาณาจักรพยุ อาณาจักรมอญ อาณาจักรยะไข่และท้ายสุด คือ อาณาจักรเมียนมาหรือพม่า อาณาจักรเมียนมา เริ่มสมัยพุกาม ตามด้วยตองอู และสิ้นสุดในสมัยคองบอง แล้วจึงตกเป็นทาส อาณานิคมของอังกฤษ รัฐบาลพม่าปัจจุบันถือว่าอุดมการณ์ชาตินิยมเป็นพลังสำคัญที่ช่วย ให้พม่าได้รับเอกราชและกองทัพเป็นสถาบันหลักในการนำพาประเทศตลอด มา และไม่ว่าระบอบการปกครองหรือระบบเศรษฐกิจจะปรับเปลี่ยนไปใน รูปแบบใดก็ตาม รัฐบาลพม่ามักกล่าวเสมอว่าประชาชนจะขาดกองทัพไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แม้พม่าจะปกครองในเชิงอำนาจ แต่ในสังคมพม่าทั่วไปกลับ พบว่ามีความสงบ และประชาชนส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย พุทธศาสนา นับว่ามีอิทธิพลต่อโลกทัศน์ของชาวพม่า และถือเป็นแม่แบบทางวัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต การดำรงความเป็น พุทะนิยมบนฐานประชาชนและ


424 ชาตินิยมภายใต้กองทัพแห่งชาติยังเป็นแนวทางที่รัฐบาลพม่าใช้สร้างความ เข้มแข็งให้กับการปกครองและสังคมพม่าจนถึงปัจจุบัน ประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์พม่า ประชาชนเชื้อสายพม่า (Burman population) เป็นประชากร ประมาณ 2 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดในสหภาพเมียนมาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ บริเวณที่ราบตอนกลางของประเทศ อาศัย อยู่ในภาค (Divisions) หรือที่ เรียกได้ว่าเป็นเขตพม่าแท้ จะประกอบไปด้วยชาวพม่าเป็นส่วนใหญ่และมี ชาวมอญ ชาวไทยใหญ่และชาวกะเหรี่ยงผสมผสานอยู่บ้างขณะที่รัฐของ ชนกลุ่มน้อยก็มีชาวพม่าปะปนอยู่บ้าง สิ่งที่จะได้พิจารราในเบื้องต้นมาจาก ความคิดพื้นฐานที่ว่าประชาชนชาติใดก็ตามย่อมมีความสำนึก ผูกพันและรัก ชาติของตน ดังนั้นจึงมาพิจารณาตรงจุดที่ว่า ชาวพม่าซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของ ประเทศต่อสู่เพื่อความเป็นชาติ ภายใต้สำนึกชาตินิยมมาเพียงใด ชาวพม่ามี บทบาทใดต่อปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจที่รุมเร้าประเทศตลอดมา ความรู้สึกชาตินิยมของชาวพม่านั้นมีอยู่ตลอดเวลาที่อยู่ภายใต้อาณานิยมของ อังกฤษ โดยได้รับอิทธิพลจากนโยบายแบ่งแยกและปกครองรวมทั้งความ แปลกแยกทางชาติพันธุ์มาตั้งแต่ในอดีต ชาตินิยมนี้สะท้อนให้เห็นจากการ ก่อกบฏซายาซัน (ค.ศ.1930) มุ่งขับไล่อังกฤษออกจากดินแดน การก่อตั้ง กลุ่ม 30 สหายของชาวพม่าร่วมมือกับญี่ปุ่นขับไล่ทหารอังกฤษออกจากพม่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (แม้จะถูกมองว่ามิได้เป็นสำนึกร่วมของประชากร ส่วนใหญ่ในพม่าก็ตาม) บทบาทขององค์การสันติบาตเสรีชนต่อต้านฟาสซิสต์ ในการขับไล่ญี่ปุ่นออกจากพม่าและบทบาทของนักการเมืองพม่า ปัญญาชน และประชาชนชาวพม่าที่เดินขบวนประท้วงคณะผู้ปกครองอังกฤษหลายครั้ง (เมื่ออังกฤษเข้ามาปกครองพม่าอีกครั้งเมื่อสิงหาคม 1945) เพราะต้องการ


425 ปลดปล่อยให้ประเทศเป็นอิสระ ที่ยังคงเป็นความพยามยามของชาวพม่าเท่า นั้นเองเพราะไม่ได้รับความร่วมมือจากชนกลุ่มน้อยที่สำคัญบางกลุ่ม จนใน ที่สุดสิ่งที่ชาวพม่าได้พยายามมาตลอดสัมฤทธิ์ผลลงด้วยการประกาศอิสระ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญสหภาพพม่า ค.ศ. 1947 และมีสภาชนชาติที่เป็น รัฐสภาของตนทั้งนี้มีข้องสังเกตว่าแทนที่ประกาศเอกราชแล้วจะสร้างชาติ เป็นปึกแผ่นร่วมเป็นชาติเดียวโดยสันติวิธีระหว่างประชาชนชาวพม่าและชาติ พันธุ์ชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นตรงกันข้ามสหภาพเมียนมามี ปัญหาความไม่เป็นเอกภาพของประเทศซึ่งนักวิชาการบางท่านเห็นว่ามีต้นตอ มาจากความหลากหลายของพลเมืองภายในประเทศประกอบกับนโยบาย แก้ปัญหาที่ไม่สม่ำเสมอ ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน ชนร่วมเชื้อสายใกล้ชิดพม่าที่อาศัยอยู่ในสหภาพเมียนมา ในสหภาพเมียนมามีชนร่วมเชื้อสายพม่าอยู่หลายกลุ่ม ทั้งที่ร่วมเชื้อ สายอ่างใกล้ชิดและห่างออกไปสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง กลุ่มที่ใกล้ชิดกับพม่าได้แก่ ชนชาติพม่าที่พูดภาษาพม่าสำเนียงท้องถิ่นต่าง ๆ ตามชนบทและในรัฐยะไข่ หรือรัฐอาระกัน นอกจากพม่าที่ยะไข่แล้ว ชนชาติที่มีเชื้อสายเดียวกับพม่า และยังคงหลงเหลืออยาได้จนถึงปัจจุบันนี้ เป็นเพียงชาวพม่าท้องถิ่นที่ไม่ค่อย มีบทบาททางการเมืองอย่างเด่นชัดในอดีต ได้แก่ อิงตา ทวาย ยอ และ ต่องโยง เป็นอาทิ สำหรับชนชาติที่มีเชื้อสายห่างไกลชนเผ่าพม่าออกไปนั้น เป็นเพียงชาวเขาหรือชนส่วนน้อย ได้แก่ มูเซอ ลีซอ อีก้อ ฉิ่น กะฉิ่น ร่วมเชื้อ สายกับพม่าเหล่านี้ ต่างก็มีกองกำลังอิสระต่อสู้กับรัฐบาลกลางของพม่ามา เป็นเวลานานหลายสิบปีนับตั้งแต่ได้เอกราช (ค.ศ.1948) และสืบเนื่อง เรื่อยมาในยุค"รัฐบาลทหารของนายพลเนวิน (ค.ศ. 1962 – 1988) (วิรัช นิยมธรรม,อรนุช นิยมธรรม , 2551, หน้า 7-8)


426 ชนส่วนน้อยในไทยที่มีเผ่าพันธุ์ใกล้ชิดกับพม่า ในประเทศไทยมีชนเผ่าที่ร่วมเชื้อสายใกล้ชิดกับพม่าในทางภาษา อยู่หลายเผ่า ได้แก่ อีก้อ (อะข่าป มุเซอ (ละหู่) ลีซอ(ลีซอ) อูก๋อง (พวกละว้า ที่อุทัยธานี) บิซู(พวกละที่เชียงราย) อึมปี(พวกก้อที่เมืองแพร่) นอกจากนี้ ชาวเขาเผากะเหรี่ยงหรือยางเผ่าต่าง ๆ ได้แก่ กะเหรี่ยงสะกอ (ยางขาว) กะเหรี่ยงโป(ยางแดง) ปะโอ(ตองอู,ตองสู, หรือต้องสู้) บเว (คะยาหรือ กะเหรี่ยงแดง) และปะด่อง(กะเหรี่ยงคอยาว) กลุ่มชนร่วมเชื้อสายกับพม่าที่ กล่าวมาส่วนใหญ่เป็นชาวเขาหรือเป็นเพียงขนส่วนน้อยที่อาศัยอยู่ทาง ภาคเหนือและตลอดแนวภูมิภาคตะวันตกของประเทศไทย สำหรับในสหภาพ เมียนมาพบชนกลุ่มดังกล่าวกระจายอยู่ทั่วไปต่อจากชายแดนไทยด้าน ตะวันตกจนจรดลุ่มแม่น้ำสาละวินหรือที่เรียกชื่อตามภาษาไทใหญ่ว่าแม่น้ำคง การที่พม่ามีความคุ้นเคยกับชนกลุ่มน้อยบางเผ่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เป็นอย่างดีนี้ จึงมีชื่อเรียกเป็นภาษาพม่าด้วยเช่นกัน ดังเช่น พม่าเรียกอีดก้อ ว่าก่อ หรืออี่กอ เรียก มูเซอว่าหมู่โซเรีบกลีซอ เรียกกะเหรี่ยงกะยิง และเรียก ตองสูว่าต่องตู่ ด้วยเหตุที่ชนเผ่าเหล้านี้อพยพมาจากพม่า คนไทยจึงเรียกชื่อ ตามพม่าไปด้วย ส่วนพวกอูก๋อง บิซู และอึมปีนั้น เป็นชนส่วนน้อยจากพม่าที่ น่าจะเข้ามาอยู่ในไทยนานแล้วจนเป็นชนพื้นเมืองของไทยไปจนเกือบสิ้น และไม่ปรากฎชื่อเรียก้ผ่าเหล่านี้เป็นภาษามอย ยกเว้นเผ่าบิซูอาจเป็น เผ่าเดียวกับเผ่าปยา (Pyen) หรือปยิน (Pyin) ตามที่เคยมีผู้พบว่าอยุ่แถบ เมืองเชียงตุงของพม่าในสมัยที่พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษข้อมูล คำศัพท์ภาษาปเยนมีตัวอย่าง Gazetteer of Upper Burma and the Shan States โดย J.G. Scott และ J.P. Hardiman พิมพ์ที่ย่างกุ้งเมื่อปี


427 ค.ศ. 1900 และที่ว่าภาษาบิซูน่าจะใกล้ชิดกับภาษาปเยนนั้นเป็นคำกล่าวของ นักวิชาการชาวญี่ปุ่น (วิรัช นิยมธรรม,อรนุช นิยมธรรม, 2551: 8 -9) พม่าพลัดถิ่นส่วนหนึ่งได้หนีความลำบากในประเทของตนเองมา อาศัยอยู่ในประเทศที่สาม ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ ความยากจน สงคราม เป็นต้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ประเทศไทย ตามจังหวัดที่ อยู่ตามชายแดนมีอยู่หลายจังหวัดรวมถึงหมู่บ้านสมใจนึก ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ได้มีชาวพม่าอาศัยทำงานอยู่จำนวนหนึ่ง ชาวพม่าเหล่านี้อาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นชุมชน มีวัฒนธรรมเดียวกัน เมื่อมีงานสำคัญ ๆ ก็จะมาช่วยกันไม่ว่าจะเป็นงานบุญ งานไหว้เจ้า งานพิธี บูชานัต เป็นต้น ความเป็นมาและความเป็นอยู่ของชาวพม่าในพื้นที่ มีเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่ทําให้ชาวพม่านั้นได้อพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามา ในพื้นที่ประเทศไทย มีทั้งที่มาทํางานชั่วคราวหรือจะอยู่แบบถาวรก็สามารถ พบเห็นได้ทั่วไปในจังหวัดที่มีชายแดนติดต่อกับสหภาพเมียนมาไม่ว่าจะเป็น พื้นที่จังหวัดราชบุรี ตาก ระนอง กาญจนบุรี เป็นต้น ชาวพม่าได้อพยพย้าย ถิ่น ฐานมาจากประเทศเทศพม่าเป็น 30 กว่าปีแล้ว ซึ่งเหตุปัจจัยในการ อพยพย้ายถิ่นฐานกลายเป็นพม่าพลัดถิ่นนั้นมีปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ 1. ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ด้วยค่าจ้างแรงงานในพม่าที่ตํ่าเป็น สาเหตุหนึ่งที่ทําให้ชาวพม่าเหล่านี้ย้ายมาหางานทําในฝั่งประเทศไทย ด้วย ค่าแรงที่สูงกว่าประเทศของตนเอง 2. ปัจจัยเรื่องการเมืองและสงคราม สหภาพเมียนมาได้เกิดสงคราม ระหว่างรัฐกับชนกลุ่มน้อยตามชายแดนบ่อยครั้งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


428 สาเหตุในข้อนี้โยงไปถึงสาเหตุในข้อที่ 1 เมื่อเกิดสงครามทำให้เศรษฐกิจอยู่ใน สภาพที่ตกต่ำค่าแรงน้อย สภาพจิตใจ ความปลอดภัยต่าง ๆ 3. ปัจจัยอื่น ๆ เช่น บ้านตามครอบครัว เป็นต้น สถานะภาพของกลุ่มชาติพันธุ์พม่าในพื้นที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี มีดังนี้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ตามที่กฎหมายได้กําหนดไว้ คือ 1.ผู้พลัดถิ่นชาวพม่าบัตรสีชมพู มติคณะรัฐมนตรี ออกเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2535 ให้ถือว่า “ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า” หมายถึงบุคคล หลายเชื้อ ชาติที่อยู่ในสหภาพเมียนมาเช่น มอญ กะเหรี่ยง ไทยใหญ่ ละว้า พม่า ลาว ฯลฯ ที่เดินทางเข้า มาในประเทศไทยก่อนวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2519 และ อนุญาตให้อยู่ได้ชั่วคราว 2.ผู้หลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า หมายถึงบุคคลที่มีเชื้อชาติต่าง ๆ จากสหภาพเมียนมาเช่น มอญ กะเหรี่ยง ไทยใหญ่ ละว้า พม่า ลาว ฯลฯ ที่ได้ หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยหลังจาก วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2519 ทั้งนี้ตาม มติคณะรัฐมนตรีออกใช้เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2535 ได้มีการ จัดทํา ทะเบียนประวัติครั้งแรกและออกบัตรประจําตัวผู้หลบหนีเข้า


429 ภาพ 40 แสดงลักษณะบ้านเรือนกลุ่มชาติพันธุ์พม่า เมืองสัญชาติพม่าตามแบบของกรมการปกครองให้ไว้เมื่อปี พ.ศ. 2536 - 2537 โดยแบ่งบัตรออกเป็น 2 สี คือ - บัตรสีส้ม ซึ่งออกให้กับผู้หลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่าที่เข้าเมือง มาแล้วมีที่อยู่เป็นของตนเองโดยอาศัยกระจายอยู่ทั่วทั้งอําเภอ - บัตรสีม่วง ซึ่งออกให้กับผู้ที่หลบหนีเข้าเมืองมาเพื่อทํางานอยู่ อาศัยกับนายจ้าง อย่างไรก็ตามมติคณะรัฐมนตรีออกเมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2535 ผ่อนผันให้บุคคลดังกล่าวอาศัยอยู่ได้ชั่วคราวและเริ่มทดลองให้ ทํางานได้โดยการดําเนินการขอประกันตัวกับกองตรวจคนเข้าเมืองและ ขอใบอนุญาตการทํางานต่อกรมการจัดหางาน โดยมีเขตผ่อนผันใน 4 จังหวัด คือ เชียงราย ตาก กาญจนบุรี และระนอง ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีเขตติดต่อกับ สหภาพเมียนมา


430 การแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์พม่า สหภาพเมียนมาถือเป็นประเภทหนึ่งที่รักษาขนบการแต่งกายแบบ ดั้งเดิมไว้ได้ดี สังเกตได้ จากสื่อต่าง ๆ ชาวพม่ายังคงนุ่งโสร่ง สวมรองเท้าแตะ แม้ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปมากก็ตาม การแต่งกายของผู้ชายที่เป็นแบบแผน จะสวมเสื้อเชิ้ตคอตั้งสีขาว หรือแลกะโดนุ่งโลงจี (โสร่ง)ที่เป็นผ้าฝ้ายสวมรองเท้าแตะคีบทําจากหนังสัตว์ แต่ถ้าออกไปงานสําคัญ งานสังคมก็จะเปลี่ยนเป็นโลงจีผ้าไหม สวมเสื้อนอกที่ เรียกว่า “ไต้โป่งอีงจี” สวมหมวกคองบองที่เป็นหมวกผ้าไหมสีอ่อนใส่รองเท้า คีบกำมะหยี การแต่งกายของผู้หญิงที่เป็นแบบแผน จะนุ่งผ้าซิ่นสวมเสื้อเอวลอย ที่เป็นเสื้อคลุมอก เรียกว่า “ยีงโพงอีงจี” มวยผม แชมด้วยดอกไม้ ทาแป้ง ทานาคา จากต้นไม้อัศจรรย์อันลือชื่อของพม่าเป็น พัน ธุ์ไม้ยืนต้น เนื้อไม้ทานาคาส่วนที่เป็นเปลือกและ ผิวเนื้อไม้จะมีกลิ่นหอมเย็นอ่อน ๆ มีสีออก เหลืองนวล พบมากทางภาคเหนือตอนล่างของพม่าแทบทุกบ้านมักมี ท่อนไม้ทานาคาวางไว้คู่กับกระจกเสมอ เวลาใช้ก็นําเอาท่อนไม้ทานาคามา ฝนกับแผ่นหินเจือด้วยน้ำเล็กน้อย แล้วใช้ทาเรือนร่าง โดยเฉพาะใบหน้า นอกจากรักษาผิวพรรณแล้วยังช่วยให้สบายตัวในโอกาสพิเศษหรือออกงาน สังคม ผู้หญิงชาวพม่าจะนุ่งผ้ายาวถึงตาตุ่ม สวมเสื้อแขนกระบอกยาว จดข้อมือและมีผ้าคลุมไหลที่เรียกว่า ปะหว่า การแต่งกายของคนในพื้นที่ผู้หญิงส่วนมากยังคงนุ่งผ้าถุงสวมเสื้อ ตามสบายไม่มีแบบแผนที่แน่นอน ส่วนผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่ส่วนมากจะนุ่งโสร่ง สวมเสื้อยืดตามสมัยนิยม ส่วนวัยรุ่นและเด็กนั้นจะไม่พบเห็นการนุ่งโสร่ง ส่วนมากจะแต่งกายตามสมัยนิยม (ศุภชัย ศรีนวล, 2556)


431 ภาษาพม่า พม่าเป็นภาษาราชการของสหภาพเมียนมาจัดอยู่ในตระกูลภาษา ย่อยทิเบต พม่าอันเป็นสาขาย่อยของตระกลูภาษาโดยเป็นภาษาแม่ของคน ประมาณ 32 ล้านคนในพม่า และเป็นภาษาที่สองของชนกลุ่มน้อยในพม่า และในประเทศอินเดีย ประเทศบังคลาเทศ ประเทศมาเลเซีย ประเทศไทย และสหรัฐอเมริกา ภาษาพม่า เป็นภาษาที่มีระดับ เสียง หรือวรรณยุกต์ มีวรรณยุกต์ 4 เสียงและเขียนโดยใช้อักษรพม่าซึ่งดัดแปลงจากอักษรมอญอีก ทอดหนึ่งและจัดเป็นสมาชิกในตระกูลอักษรพราหมี อักษรพม่าเป็นอักษรในตระกลู อักษรพราหฺมีใช้ในสหภาพเมียนมา สําหรับการเขียนภาษา พม่าในสมัยโบราณการเขียนอักษรพม่าจะกระทําโดย การจารลงในใบลานตัวอักษรพม่าจึงมีลักษณะโค้งกลมเพื่อหลบร่องใบลาน อักษรพม่าเขียนจากซ้ายไปขวาเหมือนอักษรไทย และอักษรภาษาอื่น ๆ ใน ตระกูลอักษรพราหฺมี ภาพ 41 แสดงตัวอักษรพม่า


432 อักษรพม่าประกอบด้วยพยัญชนะและสระโดยมีพยัญชนะ 33 ตัว ตั้งแต่ u (กะ) ถึง t (อะ) ซึ่งเสียงของพยัญชนะจะถูกเปลี่ยนแปลงโดยสระที่ เขียนเหนือ, ใต้, หรือข้าง ๆ พยัญชนะ เหมือนกับอักษรภาษาอื่น ๆ ในตระกลู อักษรพราหฺมีอักษรพม่าใกล้เคียงกับอักษรมอญมากแต่ว่ิธีการออกเสียงเมื่อ ประสมสระต่างกันทั้งนี้ เพราะความแตกต่างของทั้ง 2 ภาษา เช่น ภาษาพม่า มีวรรณยุกต์ แต่ภาษามอญไม่มีกล่าวกันว่าพม่ารับเอาอักษรมอญมาดัดแปลง เมื่อเข้าครอบครองอาณาจักรมอญโบราณ ในทำนองเดียวกันเมื่อพม่าเข้า ครอบครองอาณาจักรไทใหญ่ ชาวไทใหญ่ได้นำอักษรพม่าบางตัวไปเขียน ภาษาบาลีเพราะอักษรไทใหญ่มีไม่พอ การทักทาย ภาพ 42 แสดงคำทักทายภาษาพม่า


433 วัฒนธรรมอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์พม่า อาหารการกินเป็นเรื่องของวัฒนธรรมซึ่งในบางครั้งคนทั่วไปอาจ แยกแยะได้ว่าเป็นคนพื้นเพใดจากเรื่องของอาหาร จากการสัมภาษณ์แรงงาน ข้ามชาติ พม่ากล่าวว่าแม้นว่าจะอาศัยอยู่ในประเทศไทยแต่อาหารการกินที่ เคยกินอย่างไรก็มักจะกินกันอย่างนั้น ส่วนใหญ่แรงงานมักจะประกอบอาหาร แบบพม่ารับประทานเองภายในห้องพัก เนื่องจากได้รับประทานอาหารที่ คุ้นเคย และช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย จากประสบการณ์ของแรงงานที่เคยซื้อ อาหารไทยมารับประทานแล้วพบว่า มีรสหวานและมันจากกะทิซึ่งเป็น รสชาติไม่คุ้นเคยและไม่ถูกปาก อาหารที่แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ รับประทานเป็นอาหารพม่าที่มองเผิน ๆ ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากอาหารไทย เท่าใดนัก ไม่ว่าจะเป็นแกง ผัด ต้ม ทอด และยำ แต่อาหารพม่ามีเอกลักษณ์ เฉพาะที่คนพม่านิยมรับประทานคือแกงแดง ไม่ว่าจะทารับประทานเองใน ชีวิตประจาวันหรือจัดขึ้นโต๊ะในวันสำคัญ แกงแดงจะมีน้ำแกงขลุกขลิกสีแดง ข้น ในการปรุงอาหารมักจะหั่นเนื้อสัตว์เป็นชิ้นใหญ่ ๆ เนื้อสัตว์ที่นามาแกง นั้นใช้ได้ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว กุ้ง และปลา ซึ่งจะนำเนื้อสัตว์ มาคลุกขมิ้น ใส่พริกแกงและน้ำมันพืชปรุงรสตามชอบ แรงงานสามารถทำอาหารพม่าได้ เพราะในพื้นที่มีการนำสินค้าที่เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารเข้ามา จำหน่ายเพื่อให้แรงงานข้ามชาติได้จับจ่ายซื้อหาตามตลาดนัด แรงงานข้าม ชาติพม่าบางคนที่อยู่ ประเทศไทยมานานสามารถปรับตัวรับประทานอาหาร ไทยได้ แต่จะเลือกรับประทานอาหารประเภทที่ไม่มีรสหวานและไม่ใส่กะทิ อาทิ ต้มยำ ผัดกะเพรา โดยซื้ออาหารปรุงสำเร็จตามร้านขายข้าวราดแกง แม้ จะสามารถปรับตัวและซื้ออาหารไทยมารับประทานบ้างแต่ก็ยังประกอบ อาหารแบบพม่ารับประทานเองเพราะชอบอาหาร แบบพม่ามากกว่า


434 นอกจากอาหารการกินที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของแรงงานข้ามชาติพม่าแล้วการ กินหมากเป็นวัฒนธรรมของผู้คนส่วนใหญ่ในสหภาพเมียนมาแรงงานข้ามชาติ จากสหภาพเมียนมาบางส่วนยังคงนิยมกินหมากอยู่ ดังนั้นจะพบเห็นร้านค้า ตามย่านที่อยู่อาศัยของแรงงานมักจะมีหมากพลูและส่วนประกอบอื่น ๆ มา ขายให้กับแรงงานข้ามชาติ บางร้านคนขายจะปรุงตามลูกค้าต้องการและห่อ ม้วนอย่างพอดีคำ แรงงานข้ามชาติบางส่วนเลิกกินหมากหรือหลีกเลี่ยงการ กินหมากในที่สาธารณะเนื่องจากได้รับคำบอกเล่าจากเพื่อนแรงงานข้ามชาติ ด้วยกันว่ามีการจับกุมแรงงานที่เคี้ยวหมาก ภาพ 43 แสดงร้านอาหารพม่าในพื้นที่อำเภอสังขละบุรี


435 ศาสนาและความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์พม่า ด้านศาสนาและความเชื่อ วิถีชีวิตของชาวพม่ายังคงฝังแน่นในวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนจาก การปิดประเทศของพม่ามีผลให้วัตถุนิยมเข้าไปมีบทบาทในสังคมพม่าน้อย มาก ยากที่วัฒนธรรมภายนอกจะเข้าไปในประเทศขณะเดียวกันแม้พม่าจะมี สงครามการเมืองระหว่างชาวพม่าและชนกลุ่มน้อยตลอดเวลาวิถีชีวิตของ ชาวพม่ายังได้รับการกล่าวขานว่าเป็นพุทธศาสนิกชนที่เคร่งครัดและคงรักษา ศิลปวัฒนธรรม ของตนเองไว้ได้เป็นอย่างดี เมื่อมีโอกาสชาวพม่ามักจัดงาน ฉลองรื่นเริงจะจัดให้มีมหรสพต่าง ๆ เช่น ภาพยนตร์ หุ่นเชิด งานสงกรานต์ หรือปีใหม่พม่างานลอยกระทงหรืองานบูชาดวงประทีป ในคริสต์ศตวรรษที่ 11 และ 12 ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทนั้นมี ความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากในเมืองพุกาม ในสมัยนี้พระเจ้าอโนรธามังช่อ ได้ทรงเปลี่ยนศาสนาของรัฐจากพุทธศาสนานิกายมหายานตันตระมาเป็น นิกายเถรวาท ปัจจุบันชาวพม่ายังคงมีความผูกพันธ์กับพระพุทธศาสนา เป็นอย่างมากศาสนาและความเชื่อในเรื่องนัต กลายเป็นวิถีชีวิตของพวกเขา เห็นได้จากแบบแผนการดําเนินชีวิตที่ผูกพันกับวัดในการประกอบพิธีกรรม บูชานัตที่หมู่บ้านสมใจนึก ตําบลท่าขนุน อําเภอทองผาภูมิจังหวัดกาญจนบุรี ผู้ที่เข้าร่วมงานนั้นมีทุกเพศทุกวัยถือเป็นพิธีกรรมที่รวมจิตใจของชาวพม่าให้ เป็นหนึ่งเดียวรวมทั้งค่านิยมที่ต้องการให้บุตรชายบวชเป็นสามเณรตั้งแต่ยัง เด็ก ศาสนาพุทธในสหภาพเมียนมาได้รับการทํานุบำรุงให้รุ่งเรืองอยู่ สมํ่าเสมอแม้ประเทศจะอยู่ในภาวะสงครามอยู่ในยุคของเผด็จการทหารแต่


436 พุทธศาสนายังคงได้รับการยอมรับ ไม่มีการทําลาย ให้เสื่อมไปแต่อย่างใด กลายเป็นจุดเด่นของระบอบการปกครองของพม่าในยุคสังคมนิยมอีกด้วย ชาวพม่าในพื้นที่อำเภอสังขละบุรีจังหวัดกาญจนบุรีนับถือศาสนา พุทธนิกายมหายาน มีการไหว้พระ สวดมนต์ ตามวิถีชาวพุทธ และยังคงนับ ถือนัตควบคู่กับศาสนาพุทธไปด้วยตลอด เช่นเดียวกับคนไทยที่ยังคงนับถือสิ่ง ที่มองไม่เห็น เช่น นางไม้ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ เป็นต้น แม้ว่าจะมีการย้ายถิ่นฐาน จากสหภาพเมียนมามาสู่ประเทศไทย แต่ความศรัทธาและความเชื่อในเรื่อง นัต ของชาวพม่ากลุ่มนี้ยังคงเคร่งครัดมีการไหว้บูชา การจัดพิธีกรรมใหญ่ทุก ๆ ปี และในทุกชุมชนที่มีชาวพม่าอาศัยอยู่ทุกบ้านในหมู่บ้าน มีการวางของ ไหว้นัตไว้ในทกุบ้าน นัตอาจจะแตกต่างกับศาสนาที่พวกเขานั้นนับถืออยู่ ศาสนาสอนให้คนปฏิบัติดีสร้างแต่ความดี ความเชื่อเรื่องบาปบุญบางอย่าง ต้องใช้เวลานานในการที่จะเห็นผลจากการปฏิบัติแต่นัต เป็นสิ่งที่ชาวพม่านั้น นับถือและเชื่อว่าจะแสดงผลได้ทันใจกว่าศาสนา เช่น การบนบาน การกราบ ไหว้บูชา การขอพร บ้างก็ใช้ยึดเหนี่ยว จิตใจทําให้การค้าขายดีขึ้นเป็นต้น ทุกบ้านจะมีการสร้างช่องหรือหิ้งพระยื่นออกมาจากตัวบ้านเชื่อว่าถ้าหากอยู่ ในบริเวณพื้นที่เดียวบ้านหรืออยู่ในบ้านผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านจะเดินไปมาจะ รบกวนทําให้หิ้งพระนั้นสะเทือนเป็นการที่ไม่เคารพที่หิ้งมีการตกแต่งอย่าง สวยงามที่ทั้งพระพุทธรูปและมีเครื่องบูชานัต “กระดอบ๋วย” ตั้งรวมอยู่ในหิ้ง พระที่พวกเขานับถืออยู่ด้วยทุกบ้าน ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ยศ สันตสมบัติ (2540, หน้า 199-200) ได้กล่าวถึงมนุษย์กับ วัฒนธรรมและศาสนาว่าเป็นประสบการณ์ยากแก่การทำความเข้าใจและ อธิบายได้ ตั้งแต่รุ่งอรุณแห่งประวัติศาสตร์ มนุษย์ได้ทำการประกอบพิธี


Click to View FlipBook Version