87 การซ่อมแซมสะพานมอญนั้นทางจังหวัดกาญจนบุรีได้จัดจ้างบริษัท รับเหมาเพื่อมาซ่อมแซมสะพาน ใช้งบประมาณทั้งหมด 13 ล้านบาท โดย เป็นงบจากทางจังหวัดและชาวบ้าน นักท่องเที่ยวร่วมกันบริจาค เมื่อเวลา ผ่านไปใกล้ครบ1ปีกลับไม่มีความคืบหน้าทําให้ชาวบ้านเกิดความ กังวลใจ และรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องถามความคืบหน้า ผู้รับเหมาที่เข้ามาซ่อมแซม สะพานไม่มีความรู้ความเข้าใจในพื้นที่จึงไม่สามารถซ่อมแซมสะพานได้สําเร็จ ไม่ได้ตามมาตรฐานเดิม รวมถึงไม่สามารถหาวัสดุที่ใกล้เคียงกับของเดิมได้ ทางกองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์จึงได้ส่งวิศวกรและทหารช่างเข้ามา ควบคุมและซ่อมแซมร่วมกับชาวบ้านในชุมชน สะพานไม้จึงแล้วเสร็จและเปิด ให้ใช้งานได้เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2557 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันมรณภาพของ หลวงพ่ออุตตมะทางจังหวัดและชุมชนจึงได้จัด งานฉลองและงานประจําปีวัน คล้ายวันมรณภาพของหลวงพ่ออุตตมะพร้อมกันอย่างยิ่งใหญ่ ครอบครัวและเครือญาติ ครอบครัวของชาวมอญเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย แบ่งระดับเป็นได้ 3 รุ่น คือ รุ่นปู่ย่า รุ่นพ่อแม่ และรุ่นลูก เรียกง่าย ๆ ก็คือภายในครอบครัว ประกอบด้วยปู่ย่าและมีพ่อแม่รวมทั้งหลาน ๆ ที่อาศัยอยู่ในบ้านรวมกัน ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างคนในครอบครัวนั้น มีความเปลี่ยนแปลงไปตาม ยุคสมัยตามความเจริญที่เข้ามา กล่าวคือในช่วงที่อยู่บ้านเก่า (บ้านวังกะเดิม) ซึ่งจะเป็นสังคมแบบเกษตรกรรม คือ มีพื้นที่ให้ทำนา ทำสวน และมีช่วงพักที่ แน่นอน เวลาว่างจากการทำนาก็จะเข้าวัดทำบุญ มีกิจกรรมให้ทำร่วมกัน ระหว่างคนในครอบครัวและชุมชน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนใน ครอบครัวหรือพ่อแม่ลูกนั้น นอกจากจะเป็นความสัมพันธ์ในเชิงสายเลือด แล้วยังเป็นความสัมพันธ์ในเชิงศีลธรรมจริยธรรมเข้ามาด้วย
88 (เนื่องจากชาวมอญมีความเคารพและศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก) คือ พ่อแม่จะเป็นคนที่มีศีล คือศีล 5 นั้นลูกจะได้รับอานิสงค์จากตรงส่วนนี้ไป ด้วย อาทิ พ่อแม่ไม่ดื่มสุราหรือของมึนเมาต่าง ๆ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นต้น เวลาอบรมสั่งสอนลูก อารมณ์ในการอบรมสั่งสอนจึงเป็นที่น่าเคารพ ลูกก็จะ เชื่อฟังว่านอนสอนง่ายประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดีตามไปด้วยความสัมพันธ์ ของคนในครอบครัวจึงมีความผูกพันใกล้ชิดกันมาก เป็นระบบครอบครัวใหญ่ แต่พอหลังจากย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านใหม่หลังปี พ.ศ. 2527 ด้วยพื้นที่ไม่ เอื้ออำนวยในการทำเกษตรกรรม ซึ่งส่วนใหญ่ทำอาชีพรับจ้าง เวลาว่างจาก การทำงานจึงไม่แน่นอนกอปรกับความเจริญที่ค่อย ๆ เข้ามาระบบ ความสัมพันธ์ในครอบครัวจึงมีความเปลี่ยนแปลงไปบ้าง คือ มีความสัมพันธ์ หรือการทำกิจกรรมระหว่างคนในครอบคัวรวมถึงเครือญาติที่ลดน้อยลงไป เนื่องจากในปัจจุบันพ่อแม่วัยหนุ่มสาวส่วนใหญ่ต้องออกไปหางานทำยังตัว จังหวัดกาญจนบุรี หรือในกรุงเทพมหานคร ลูกจึงต้องอาศัยอยู่กับปู่กับย่า หรือตากับยาย ซึ่งเด็กที่อาศัยอยู่ปู่ย่าตายายนั้น จะเป็นเด็กที่ค่อนข้างเอาแต่ ใจ เพราะปู่ย่าหรือตายายนั้นจะตามใจ หรือการละเลยต่อศีลธรรมอันดีของ พ่อแม่ผู้ปกครอง อย่างการดื่มสุราหรือของมึนเมาต่าง ๆ เป็นต้น ที่มีให้เห็น อยู่ในปัจจุบันที่จะทำให้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่ลูกและนำไปสู่การประพฤติ ปฏิบัติตามได้ง่าย ชาวมอญให้ความสำคัญกับลูกผู้ชายมากพอสมควร เพราะว่า ลูกผู้ชายจะต้องบวช (ซึ่งในสังคมมอญจะให้ความสำคัญกับการบวชพระบวชเณรมาก) แต่ถ้าเป็นลูกผู้หญิงนั้นก็จะให้ความสำคัญในอีกแบบหนึ่ง เพราะลูกผู้หญิง จะต้องเป็นผู้ที่ดูแลพ่อแม่ต่อไปในอนาคตแต่ก็เรียบ ๆ ง่าย ๆ ไม่มีอะไรมาก
89 ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลบ้านได้แก่แม่บ้านที่ไม่ต้องต้องประกอบอาชีพ รวมทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ ส่วนคนหนุ่มสาวและคนในวัยกลางคนส่วนหนึ่งจะออกจาก บ้านไปทำงานตั้งแต่เช้า ลักษณะของงานเป็นงานรับจ้างนอกชุมชน เช่น รับจ้างเย็บผ้าโหลรับจ้างปลูกป่า เป็นลูกจ้างในรีสอร์ท ทำงานช่างไม้ เป็นต้น ในขณะที่คนหนุ่มสาวอีกส่วนหนึ่ง “ล่องเมือง” ไปทำงาน ซึ่งบางคนก็หา ช่องทางไปทำงานต่อกรุงเทพฯ หรือจังหวัดอื่น ๆ ส่วนผู้ที่ทำงานในชุมชน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงประกอบอาชีพค้าขายที่ตลาดเช้าของหมู่บ้านขายของอยู่ กับบ้าน รับจ้างขายของ หาของป่า ขายของที่ระลึกที่เจดีย์พุทธคยา ส่วนผู้ชายมีอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ขับเรือรับจ้าง และจับปลา ส่วนงานหลักประจำวันของผู้เฒ่าผู้แก่มักจะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา เสียเป็นส่วนใหญ่ เฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุฝ่ายหญิง แต่เช้าตรู่ก็จะ กระวีกระวาดไปเก็บดอกไม้เท่าที่พอจะหาได้ในชุมชนมาเก็บไว้เพื่อเตรียมไว้ สำหรับใช้ไหว้พระในตอนเย็น ดอกไม้ที่ปลูกกันไว้ตามรั้วบ้านได้แก่ ดอกพุด กรรณิการ์ และอัญชัน เฉพาะอย่างยิ่ง ดอกกรรณิการณ์ซึ่งเป็นดอกไม้เล็ก ๆ สีขาว มีก้านดอกสีแสดและมีกลิ่นหอมซึ่งบานในตอนเช้าครู่ต้องใช้วิธีเขย่าลำ ต้นให้ดอกร่วงพรูลงมาบนพื้นดินแล้วเก็บใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ หลังจากนั้น จึงใส่บาตรพระสงฆ์ ถวายข้าวพระพุทธพอตกบ่ายก็นำดอกไม้ที่เก็บไว้มา เสียบเข้ากับทางมะพร้าวเพื่อนำไปถวายพระที่หิ้งในบ้านก่อนที่จะสวดมนต์ เย็น เมื่อถึงวันธรรมสวณะก็จะไปวัด และจะไปนอนถือศีลภาวนาที่วัดในวัน พระที่สำคัญ ๆ ส่วนผู้สูงอายุชายก็มักจะออกไปพบปะสนทนากับเพื่อนฝูงที่ร้าน กาแฟในตลาดเช้าของชุมชน ตอนกลางวันก็ออกไปเนี่ยมและพูดคุยกับญาติ ๆ ในชุมชนในตอนเช้าก็พักผ่อนอยู่กับบ้าน ซ่อมแซมเครื่องมือเครื่องใช้ในบ้าน ตลอดจนทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่ลูกหลานในการทำมาหาเลี้ยงชีพ เช่น
90 เตรียมวัสดุอุปกรณ์จำเป็นสำหรับการค้าขาย ส่วนผู้เป็นมรรคนายกก็มักจะไป ช่วยงานที่วัดวังก์วิเวการามอย่างสม่ำเสมอ ในครอบครัวขยายบางครอบครัวปู่ย่าตายายรับภาระในการเลี้ยง หลานที่ยังเล็กและอายุไม่ถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียนซึ่งส่งผลต่อการถ่ายทอดมรดก ทางวัฒนธรรมของบรรพชนมอญ ที่สำคัญคือภาษามอญ ความเชื่อ นิทาน ปรัมปราและขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ของชาวมอญ ด้วยเหตุนี้ปู่ย่าตา ยายจึงเป็นที่ระกเคารพเป็นอย่างสูงของลูกหลาน ในเทศกาลสำคัญจึงมีการ นำเครื่องไทยทานไปไหว้ปู่ย่าตายายเพื่อขอศีลขอพร และเมื่อปู่ย่าตายายไป นอนถือศีลภาวนาที่วัดในเทศกาลสำคัญ เช่น วันสงกรานต์ ลูกหลานก็ต้อง ตามไปปรนนิบัติด้วยการส่งสำรับอาหาร เครื่องดื่มและเตรียมเครื่องนอนไป ให้ด้วยการทุนไว้บนศีรษะซึ่งเป็นภาพที่แปลกตาสำหรับนักท่องเที่ยวผู้มา เยือนชุมชนแห่งนี้ ส่วนผู้มีอำนาจมากที่สุดในครัวเรือนนั้น คือ ผู้เป็นบิดาซึ่งทำหน้าที่ หัวหน้าครอบครัวและมีหน้าที่ตัดสินใจในเรื่องการดำรงชีวิตและดูแลอบรมสั่ง สอนลูก ๆ รวมทั้งการทำงานนอกบ้านหรือออกไปติดต่อกับหน่วยงาน ราชการ ส่วนมารดาจะรับภาระในดูแลรับผิดชอบงานในครัวเรือนในการ รักษาความสะอาดบ้านเรือนรวมทั้งดูแลในเรื่องอาหารการกินสำหรับสมาชิก ในครอบครัวอย่างไรก็ดี ครอบครัวมอญในปัจจุบัน บางครอบครัวภรรยาเป็น ผู้หาเลี้ยงครอบครัว ดังนั้นสามีจึงเปลี่ยนหน้าที่ไปเป็นผู้ดูแลลูก ดูแลความ สะอาดเรียบร้อยในบ้านรวมทั้งปรุงอาหารให้คนในครอบครัวรับประทาน และที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะเป็นครอบครัวแบบใดภรรยาจะเป็นผู้ที่มีหน้าที่ กุมกระเป๋าเงินหรือจัดการเกี่ยวกับเรื่องการเงินของครอบครัว
91 กลุ่มเครือญาติ กลุ่มเครือญาติหรือคนที่มาจากหมู่บ้านเดียวกันในรัฐมอญซึ่งแต่เดิม แล้วคงจะได้แก่สายตระกูลที่นับถือผีเดียวกันแต่เนื่องจากเป็นชุมชนของ ผู้อพยพ มารดาบิดาตลอดจนญาติพี่น้องบางส่วนยังคงอยู่ที่พม่า ดังนั้น พิธีกรรมเกี่ยวกับการนับถือผีบรรพชนของมอญจึงลดรูปแบบลงกลายเป็น การปฏิบัติแต่พอพิธีเท่านั้น เพราะถ้าจะทำอย่างเต็มรูปแบบก็คงเป็นสิ่งที่ ยุ่งยากวุ่นวายและเสียค่าใช้จ่ายสูง บางบ้านอาจจะไม่มีหิ้งผีอยู่ในบ้านแต่ก็จะ มีเสาผีซึ่งอยู่ในห้องนอนของต้นผีและต้นผีก็สามารถบอกได้ว่าตนนับถือผีใด และทำพิธีเลี้ยงผีบรรพชนปีละสองครั้ง คือ หลังเทศกาลสงกรานต์หนึ่งครั้ง และหลังออกพรรษอีกหนึ่งครั้ง หรือถ้าจะพูดในภาษาชาวบ้านก็คือ ต้นปีไหว้ ครั้งหนึ่งและปลายปีไหว้อีกครั้งหนึ่งและเมื่อลูกหลานแต่งงานก็ต้องทำการ บอกกล่าวไหว้ผีบรรพชนเป็นต้น (เจือจันทร์ วงศ์พลกานันท์, 2549) การแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ ชาวมอญบางชุมชน มีวัฒนธรรมการแต่งกายตามยุคตามสมัยอย่าง คนไทย การแต่งกายจึงแต่งกายคล้ายกับคนไทยทั่วไป ซึ่งไม่สามารถ แยกออกได้ว่าเป็นคนไทยหรือคนมอญ แต่สำหรับชาวมอญในหมู่บ้านวังกะ ทั้งชายหญิงมักมีหน้าตาคมคาย รูปร่าง สันทัด ผิวขาวอมเหลือง ผมดำเหยียด ตรง ผู้หญิงมอญนิยมไว้ผมยาว ส่วนผู้ชายตัดผมสั้น ในชีวิตประจำวันผู้หญิง มอญส่วนมากจะนุ่งผ้าถุง ส่วนผู้ชายนุ่งโสร่งหรือกางเกง ถ้ามีงานเทศกาลพิเศษหรือวันสำคัญ คนมอญทั้งชายหญิงพิถีพิถัน ในการแต่งกายมาก ผู้หญิงจะนุ่งผ้าถุง และสวมเสื้อเข้ารูปเอวลอย แขนกระบอกสามส่วนที่ตัดเย็บเป็นพิเศษและนิยมใช้ผ้าสไบพาดเฉียงบ่าทับ เสื้อบางคนจะสวมใส่ชุดสีเดียวกันสีสันสดใสสวยงาม นิยมผ้าลูกไม้และติด
92 กระดุมทองเพื่อบอกฐานะ ผมเกล้าขึ้นไปสับหวี ทองหรือตกแต่งผมด้วย ดอกไม้ประดับด้วยสร้อยทอง ทั้งที่คอ นิ้ว ข้อมือ ข้อเท้า เหลืองอร่ามทั้งตัว ซึ่งมี วัตถุประสงค์แท้จริงแล้วเพื่อความสวยงามมากกว่าที่จะอวดร่าอวดรวย จนระยะหลังหลวงพ่ออุตตะมะมีคาสั่งห้าม สวมใส่ เพราะล่อตาล่อใจ มิจฉาชีพ ส่วนผู้ชายก็นุ่งโสร่ง เนื้อผ้าอย่างดี คนมีฐานะก็เป็นผ้าโสร่งไหม เสื้อส่วนใหญ่มัก เป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว ปัจจุบันเด็ก ๆ หรือวัยรุ่นชาวมอญไม่นิยมแต่งกายตามประเพณี มากนัก เนื่องจากค่านิยมการแต่งกายทางสื่อต่าง ๆ ที่เข้ามาในชุมชน ทั้ง โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ และค่านิยมการแต่งกายแบบสมัยของวัยรุ่นใน เมืองแพร่ ขยายอิทธิพลเข้ามา ชมรมศิษย์เก่าวัดวังก์วิเวการาม จึงรณรงค์ให้ มีการแต่งกายตามประเพณีเมื่อมีเทศกาลต่าง ๆ โดยผู้หญิงจะนุ่งผ้าถุงสีแดง สวมเสื้อสีขาวขณะที่ผู้ชายจะนุ่งโสร่งแดงและเสื้อเชิ้ตสีขาว เช่นกัน ซึ่งเป็นชุด ประจำชาติของมอญ เหตุผลที่ใช้สีแดงเนื่องจากเป็นสีประจำชาติมอญ (ณฤดล เผือกอำไพ,2558)
93 ภาพ 10 แสดงการแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ การประกอบอาชีพ ชาวมอญบ้านวังกะส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้าง อาทิรับจ้างเย็บผ้า ซึ่งมีโรงงานอยู่ทั้งในหมู่บ้านและฝั่งอำเภอ มอเตอร์ไซด์รับจ้าง เป็นต้น การค้าขาย เช่น ขายของที่ระลึกแก่รักท่องเที่ยวทั้งเจดีย์พุทธคยา ที่สะพาน มอญหรือสะพานไม้อุตตมานุสรณ์ ขายของอุปโภคบริโภคในตลาดสดหรือเปิด ร้านขายของโชห่วยที่บ้านของตนเอง เป็นต้น หรืออาชีพบริการ เช่น เสริมสวย ร้านซ่อมรถยนต์หรือจักรยานยนต์ เป็นต้น เนื่องด้วยในหมู่บ้านที่อยู่ปัจจุบันนี้ ไม่มีพื้นที่ให้ทำการเพาะปลูกเหมือนตอนที่อยู่หมู่บ้านเก่า การประกอบอาชีพ จึงลำบาก คือต้องดิ้นรนมากขึ้น การเพาะปลูกพืชผักก็จะทำได้ในบ้านที่มี พื้นที่ที่อยู่ริมแม่น้ำตอนช่วงน้ำลด หรือผู้ที่รับจ้างเฝ้าสวน ก็พอจะมีพื้นที่ให้ทำ
94 การเพาะปลูกบ้าง ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่ที่ได้จะนำไปขายในตลาดสดกลาง หมู่บ้าน ในราคากันเองแต่ ภาพ 11 แสดงการประกอบขับเรือรับจ้างของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ ณ ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ได้รับสัญชาติไทยแล้ว ฐานะทาง เศรษฐกิจในครอบครัวอยู่ในระดับดี ก็จะหาซื้อที่ดินภายในอำเภอสังขละบุรี หรือพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อทำการเพาะปลูกพืชไร่พืชสวน และส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนวัยหนุ่มสาวจะนิยมออกมาทำงานภายในจังหวัดกาญจนบุรี กรุงเทพมหานคร หรือจังหวัดใกล้เคียงอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้นทั้งการรับราชการ ค้าขาย บริการเป็นต้น
95 ภาพ 12 แสดงอาชีพกลุ่มชาติพันธุ์มอญค้าขายบริเวณสะพานมอญ ที่อยู่อาศัยกลุ่มชาติพันธุ์มอญ ลักษณะบ้านเรือนมีความแตกต่าง ๆ กันไปตามบริเวณต่าง ๆ ของ หมู่บ้านสามารถแบ่งได้ 3 ลักษณะดังนี้ ลักษณะที่ 1 คือ กลุ่มของชาวมอญรุ่นบุกเบิกหรือเก่าแก่ที่สุดใน หมู่บ้านเป็นครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างดีตั้งบ้านเรือนกระจัดกระจายตัวเป็น ลักษณะเรือนไม้หลังใหญ่ โดยมีเรือนที่รื้อมาจากสมัยหมู่บ้านเก่าก่อนที่น้ำจะ ท่วม และนำมาสร้างใหม่ บ้านหลายหลังจะติดตั้งจาน ดาวเทียมและมีรั้วกั้น อาณาเขตคล้ายวัฒนธรรมสังคมเมือง คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นตระกลู เก่าแก่ที่อพยพเข้า มาอยู่ในหมู่บ้าน เป็นกลุ่มแรก ๆ คือในช่วงปี พ.ศ.2493 ส่วนใหญ่เป็นเครือญาติของ หลวงพ่ออุตตะมะหรือไม่ก็เป็นครอบครัวที่มีฐานะมาตั้งแต่สมัยอยู่พม่าจาก
96 การประกอบอาชีพค้าขายสินค้าต่าง ๆ อาทิ เพชรพลอย ข้าว งาช้าง ของป่า เครื่องไม้ ซึ่งทางการค้า ขายกับทางมาเลเซียและปีนังเป็นส่วนใหญ่ เพราะ เมืองมอญที่สหภาพพม่ามีอาณาเขตติดต่อกับทะเล ค้าขายจึง ล่องเรือออกไป ทางสหภาพพม่าฝั่งอันดามัน และในปัจจุบันการสร้างบ้านเรือนของชาวมอญในระยะหลังนิยม สร้างบ้านด้วยคอนกรีต ลักษณะเดียวกับบ้านเรือนของคนไทยมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามบ้านแต่ละหลังจะมีช่องลักษณะเหมือนกับช่องหน้าต่างเจาะ ยื่นออกจากเรือนชาวมอญทุกหลังคาเรือน เป็นที่สำหรับจัดหิ้งพระ เนื่องจาก คนมอญนับถือ ศาสนาพุทธอย่างเคร่งครัด จึงมีความเชื่อว่าพระหรือสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์จะต้องอยู่เป็นสัดส่วนที่แยกเหนือสูงกว่าที่ ที่คนอยู่ ลักษณะที่ 2 คือ กลุ่มบ้านเรือนบริเวณตลิ่งริมเขื่อนวชิราลงกรณ์จะ เรียงรายไปด้วยบ้านเรือนที่สร้างด้วยไม่ไผ่และหลังคามุงด้วยแฝกของคนมอญ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมอญอพยพที่มาจากสหภาพพม่า ภายหลังคนเหล่านี้มักมี ญาติพี่น้องอยู่ในชุมชนมอญ และเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยแบบชั่วคราว ในช่วงน้ำลด เพื่อปลูกผักและทำการเกษตรบริเวณริมน้ำ แต่เมื่อถึงฤดูน้ำ หลากน้ำจะท่วมตลิ่ง ซึ่งท่วมประมาณปีละ 2- 3 เดือนทุกปี คนเหล่านี้จะย้าย ไปอาศัยอยู่ในเรือนแพ บ้างก็ขึ้นไปอาศัยอยู่กับญาติ บ้างก็อาศัยอยู่ตามโรง ภาพยนตร์ที่ร้าง พอน้ำลดก็กลับลงมาซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายจาก น้ำท่วมและทำการเกษตรบริเวณ ริมน้ำเหมือนเช่นเดิม
97 ภาพ 13 แสดงลักษณะที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ ลักษณะที่ 3 คือ กลุ่มบ้านเรือนบริเวณเชิงเขาริมแม่น้ำและดงสัก ทางทิศตะวันออกของวัดวังก์วิเวการาม เป็นกลุ่มบ้านที่เกิดขึ้นใหม่จากการ อพยพของชาวมอญที่เข้ามาทางต้นน้ำบีคล่ี ใน พ.ศ.2540 ซึ่งตั้งกระจายไป ตามแนวฝั่งที่โค้งอ้อมเขา เหตุที่ชาวบ้านมาสร้างบ้านเรือนบริเวณนี้เนื่องจาก เป็นด้านที่มีท่าน้ำสามารถติดต่อทางน้ำกับหมู่บ้านอื่น ๆ ที่ตั้งถิ่นฐานกระจาย ตัวอยู่ตามป่าเขาบริเวณริมแม่น้ำต่าง ๆ เช่นแม่น้ำบีคลี่ และรันตี ได้อย่าง สะดวก ส่วนใหญ่บ้านบริเวณดงสักจะปลูกด้วยไม้ไผ่โดยนั่งเรือเข้าไปตัดใน ป่าที่มีจำนวนมากในแถบอำเภอสังขละบุรี ชาวบ้านคนใดมีเรือก็เข้าไปตัดเอง บางคนก็จ้างชาวบ้านคนอื่นไปตัดให้จากนั้นมีการลงแขกในการสร้างบ้านและ เจ้าบ้านทำอาหารเลี้ยงเพื่อนบ้านที่มาช่วยเหลือเป็นการตอบแทนซึ่งบริเวณ
98 ดงสักที่ชาวบ้านได้อาศัยอยู่นี้เกิดมาจากหลวงพ่ออุตตะมะเป็น ผู้คิดริเริ่มให้ปลูกป่าไว้ประมาณปี พ.ศ.2530 ภายหลังจากที่ย้ายมาสร้าง หมู่บ้านใหม่ได้ประมาณ 3 ปี (ณฤดล เผือกอำไผ, 2556) อัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์มอญ 1. “หงษ์” อัตลักษณ์มอญ สิ่งที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของมอญที่ปรากฏให้เห็นอยู่ตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบันคือ “หงส์มอญ” ตานานเกี่ยวกับหงส์นั้นมีอยู่ว่าพื้นที่เมืองหงสาวดีแต่ เดิมเป็นแต่ลุ่มมีลักษณะเป็นทะเลสาบต่อมา ทำเลน้ำตื้นเขินกลายเป็น ดินดอน ณ ที่นั้นได้มีหงส์ผู้เมียคู่หนึ่งพากันอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ ชาวมอญจึง ถือว่าเป็นนิมิตรดีจึงตั้งชื่อเมืองที่สร้างใหม่ว่า “เมืองหงสา” หรือ “หงสาวดี” ในปัจจุบัน ตั้งแต่นั้นมา ชาวบ้านจึงนับถือหงส์ เพราะเชื่อว่าเป็นสัตว์ชั้นสูงที่ ให้คุณไม่ว่าชนชาติมอญจะอพยพไปอยู่ ณ ถิ่น ฐานใดและประเทศใดจะต้อง สร้างรูปหงส์ไว้บนยอดเสาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ ภาพ 14 แสดงอัตลักษณ์หงส์มอญ
99 2. ลวดลายที่เป็นอัตลักษณ์มอญ จากการศึกษาลวดลายของมอญนั้นจะเป็นในเรื่องของงานศิลปะ จากงานสถาปัตยกรรมเป็นส่วนมาก ถ้าหากจะกล่าวถึงลวดลายเฉพาะตัว เหมือนลวดลายไทย เช่น ลายกระหนก ลายกระจัง ลาย ประจำยาม ลายพุ่ม ข้าวบิณฑ์ลายดาว ลายกรวยเชิง เป็นต้น นั้นคงไม่มีลวดลายที่มีชื่อเรียก เฉพาะเจาะจงแบบของลายไทย เพราะถ้าหากมีการศึกษาประวัติศาสตร์มอญ และไทยโดยแท้จริงแล้ว จะทราบได้ว่าลวดลายลายที่ใช้ในงานสถาปัตยกรรม หรืองานศิลปะต่างๆนั้น มีลวดลายดั้งเดิมมาจาก ของมอญทั้งสิ้น โดยคนไทย ได้รับอิทธิพลจากมอญและนามาดัดแปลงให้มีความสวยงามอ่อนช้อย มากขึ้น อย่างเช่น “เรือนยอด” ทรงมณฑป ที่คนไทยนามาดัดแปลงจากเรือนยอด แหลมทรงพีรามิด แข็งทื่อมาผสมผสานประโยชน์เป็นยอดอย่างสวยงาม ภาพ 15 แสดงธงชาติประจำชาติมอญ
100 ภาษามอญ ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16 - 17 ตัวอักษรได้เปลี่ยนจากตัวอักษร ปัลลวะ มาเป็นตัวอักษรสี่เหลี่ยม คือ ตัวอักษรที่เรียกว่า อักษรมอญโบราณ และเปลี่ยนแปลงขนาดเล็กลง ในระยะต่อมา ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 21 ก็ได้กลายเป็นอักษรมอญ ปัจจุบัน ซึ่งมีลักษณะกลมเกิดจากอิทธิพลของการจารหนังสือโดยใช้เหล็ก จารลงบนใบลาน พม่ามองว่าชาวมอญและชาวพม่านั้น มีความสัมพันธ์กันมานานนับ แต่สมัยพุกามเรื่อยมาจึงมีความเกี่ยวดองมาตลอด และแม่ว่า มอญ กับพม่า จะพูดต่างภาษากันก็ตาม แต่ต่างก็มีเชื้อสายมองโกลอยด์เหมือนกัน อย่างไรก็ ตาม ชาวมอญรุ่นหลังหันมาใช้ภาษาพม่ากันมาก และมีจํานวนมาก ที่เลิกใช้ ภาษามอญจนคิดว่าตนเป็นพม่า อีกทั้งไม่ทราบว่าตนมีเชื้อสายมอญจากการ สํารวจ ประชากรมอญในปีค.ศ.1931พบว่ามีจํานวนแค่ 3 แสน 5 หมื่นคน ต่อมาในปีค.ศ.1939ได้มีการ ก่อตั้งสมาคมชาวมอญ และมีการสํารวจ ประชากรมอญอีกครั้ง พบว่ามีราว 6 แสนกว่าคน พอต้นสมัยสังคมนิยม สํารวจได้ว่ามีชาวมอญราว 1 ล้านกว่า ในปัจจุบันหากต้องการพบชาวมอญ ที่ ยังพูดภาษามอญในชีวิตประจําวันอยู่ก็ต้องไปเยือนหมู่บ้านต่าง ๆ ในเมือง ต่างๆ และเมืองสะเทิม ในเขตเมืองก็จะพบแต่ชาวมอญที่พูดภาษาพม่าเป็น ส่วนมาก (สารานุกรมพม่า, 2509 ,ฉบับที่ 10) ภาษามอญเป็นภาษาในสายโมนิค ซึ่งเป็นสายหนึ่งในตระกูลภาษา มอญ-เขมร12 สาย ภาษาตระกูลมอญ-เขมร เป็นภาษาเก่าแก่ใช้กันมานาน ประมาณ 3,000 - 4,000 ปีมาแล้ว มีผู้ใช้ภาษา นี้อยู่ประมาณ 5,000,000 คนภาษามอญนี้จัดอยู่ในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติค (Austroasiatic Languages)
101 ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้กันอยู่ในแถบอินโดจีนและทางตะวันออกเฉียงเหนือของ อินเดีย (สุจริตลักษณ์ ดีผดุง, 2545 หน้า 20) เมื่อพิจารณาลักษณะทางไวยากรณ์ภาษามอญ จัดอยู่ในประเภท ภาษาคําติดต่อ (Agglutinative)อยู่ในกลุ่มภาษาตะวันออกเฉียงใต้ (South Eastern Flank Group)นักภาษาศาสตร์ ชื่อ วิลเฮม สชมิต ( Willhelm Schmidt) ได้จัดให้อยู่ในตระกูลภาษาสายใต้(Austric Southern family) ลักษณะภาษามอญ ลูช (Luce) ได้ให้คําอธิบายเพิ่มเติมไว้ว่าภาษามอญอาจกล่าวได้ว่า เป็นภาษาคําโดดมา แต่เดิม แต่เหตุที่กลายเป็นภาษาคําติดต่อได้นั้น เนื่องมาจากสาเหตุที่ว่า ได้รับอิทธิพลของภาษา ในสายออสโตรเนเซียนเข้าไป ปะปนด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ ประการที่ 1 ได้แก่การรุกรานของกลุ่มชนเชื้อชาติมลายูเข้าไปใน ดินแดนมอญ ประการที่ 2 ได้แก่การอพยพลงมาทางใต้ของชนชาติที่ใช้ภาษา ต่างกันทั้งสองสายในดินแดนแถบแหลมอินโดจีน แต่เดิมนั้นภาษามอญ จัดเป็นภาษาที่มีหมวดคําพื้นฐาน หรือคําศัพท์ร่วมเชื้อสาย (Cognate word) ร่วมกันอยู่มากและเป็นภาษาที่มีลักษณะภาษาคําโดด แต่ต่อมาได้รับอิทธิพล ของภาษาในตระกูลออสโตรเนเชียน ซึ่งมีหมวดคํารากศัพท์ชนิด2พยางค์ (Disyllable base) เข้ามาประสม ทําให้คนมอญโบราณ พยายามที่จะสร้างคําสอง พยางค์ขึ้น โดยการแทรกสระตรงส่วน ที่จะกลายเป็นพยางค์หน้าของคําสอง พยางค์หน้าของคําสองพยางค์ที่สร้างขึ้นจากคําเดิมหนึ่งพยางค์ และเน้นการ ออกเสียงในพยางค์ที่สอง ไม่เน้นเสียงที่พยางค์หน้า ซึ่งได้แทรกสระลงไปแล้ว ทำให้เกิดคำ 2 พยางค์ขึ้น
102 ภาพ 16 แสดงพยัญชนะภาษามอญ การออกเสียงของคําซึ่งไม่เน้นการออกเสียงในพยางค์แรก ซึ่งมีผล ทําให้เกิดการละพยางค์แรกทิ้ง หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงในพยางค์แรกได้ ง่าย ในระยะช่วงมอญสมัยกลาง จึงสามารถสร้างคํา โดยการใช้การผสานคํา (affixation) กับคําพยางคำแรก เพราะสามารถนําหน่วยผสานชนิดต่าง ๆ เช่น หน่วยผสานหน้าศัพท์และหน่วยผสานกลางศัพท์ (prefix infix) ประกอบ เข้ากับพยางค์แรก เพื่อให้มีหน้าที่ทางไวยากรณ์ อีกทั้งการใช้หน่วยผสาน กลางศัพท์และการใช้สระต่าง ๆ กับพยางค์แรก ในคําสองพยางค์ ก็จะเป็น การช่วยเน้นให้พยางค์แรกเด่นชัดขึ้นด้วย ในแต่พยางค์หลังเป็นส่วนที่มี ความหมายเดิม
103 คํามอญจะมีลักษณะเป็นคําพยางค์เดียวหรือสองพยางค์ ส่วนคํา หลายพยางค์ เป็นคําที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาต่างประเทศเช่นภาษาบาลีและ สันสกฤต และคําที่เกิดจากการเติมหน่วยคําผสานดังที่กล่าวมาแล้วภาษา มอญเป็นภาษาที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อนไม่มีการผันคํานามคํากริยาตาม กฏบังคับ ทางไวยากรณ์ ประโยคประกอบด้วย คําที่ทําหน้าประธาน กริยา และกรรม ส่วนขยายอยู่หลังคําที่ถูกขยาย จากจารึกภาษามอญโบราณในภูมิภาคต่าง ๆ ของอาณาจักรทวารดี ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่าในอาณาจักรทวารวดี นั้นมีกลุ่มชนที่ใช้ ภาษามอญ กระจัด กระจายอยู่ทั่วไป ความสัมพันธ์ของชนชาติมอญ ในอาณาจักรทวารวดีกับชน ชาติมอญที่ตั้งหลักแหล่งอยู่ในบริเวณตอนใต้ของอาณาจักรปยูในระหว่าง พุทธศตวรรษที่ 11 - 14 นั้น น่าจะมีความสัมพันธ์ในฐานะเป็นกลุ่มชนที่มี เชื้อชาติเดียวกันเท่านั้น และต่างแยกการปกครองตนเองเป็นกลุ่มเมืองใหญ่ น้อย แต่มีความสัมพันธ์ต่อกันภายใต้อารยธรรมความเชื่อขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและที่สําคัญที่สุดคืออารย ธรรมที่ได้รับอิทธิพลจากประเทศอินเดีย โดยเฉพาะอารยธรรมทางด้าน ตัวอักษรปรากฏหลักฐานในจารึกที่ใช้รูปอักษรซึ่งได้รับอิทธิพลมาจาก รูปอักษรที่ใช้อยู่ในสมัยราชวงศ์ ปัลลวะ ประเทศอินเดีย ระหว่างพุทธ ศตวรรษที่ 10 - 11 จารึกดังกล่าวบันทึกไว้ด้วยรูปอักษรปัลลวะ ภาษามอญ โบราณพุทธศตวรรษที่12 ได้แก่จารึกวัดพระมหาธาตุจังหวัดนครศรีธรรมราช จารึก วัดโพธิ์ร่าง จังหวัดนครปฐม จารึกฐานพระพุทธรูปยืนวัดข่อย จังหวัด ลพบุรี จารึกถ้ำพระนารายณ์ จังหวัดสระบุรี จารึกเมือง บึงคอกช้าง จังหวัด อุทัยธานี และในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 14 - 15 ก็ได้พบ จารึกใช้รูปอักษร ยุคหลังปัลลวะภาษามอญโบราณ ได้แก่จารึกเสาแปดเหลี่ยมจังหวัดลพบุรี จารึกใบเสมาวัดโนนศิลา จังหวัดขอนแก่น จารึกพระพิมพ์ดินเผานาดูน
104 จังหวัดมหาสารคาม จารึกพระพิมพ์ ดินเผาเมืองฟ้าแดดจารึกวัดโพธิ์ชัยเสมาราม จังหวัดกาฬสินธุ์จารึกสถูปดินเผาเมืองทัพชุมพล จังหวัดนครสวรรค์ ในบริเวณที่พบจารึกภาษามอญโบราณดังกล่าวได้พบจารึกภาษา เขมรบาลี สันสกฤต ปะปนกันไป หลักฐานดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่า ในพุทธ ศตวรรษที่ 12 -14 นั้น ชนชาติมอญเป็นกลุ่มชนใหญ่ที่นับถือพระพุทธศาสนา มีการดํารงชีวิต และขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นเอกลักษณ์ของตนเองแม้จะ อยู่ร่วมกันกับชนชาติอื่น มีชนชาติที่ใช้ภาษาเขมร เป็นต้น ซึ่งนับถือศาสนา และลัทธิความเชื่อถือที่แตกต่างกันออกไปก็ตาม ความเป็นอยู่ของอดีตชนใน ยุคนั้น จึงน่าจะอยู่กันเป็นกลุ่มสังคมย่อย กระจัดกระจายทั่วไปในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้จะเห็นได้จากการใช้รูปอักษรปัลลวะจารึก เรื่องราว ต่าง ๆ ไว้เป็นภาษามอญ ทั้ง ๆ ที่ในช่วงระยะเวลานั้นเป็นระยะเวลาที่เพิ่ง เริ่มแรกที่อิทธิพล ของรูปอักษรปัลลวะเพิ่งจะได้เข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ มอญเป็นชนชาติที่พูดภาษาในตระกูลมอญ-เขมร เมื่อเอ่ยถึงชนชาติ “มอญ” ในสหภาพเมียนมาพม่าจะถือว่า มอญ เป็นชนชาติเก่าแก่ที่สุดใน แผ่นดินพม่าแม้ว่าภาษามอญนั้นจะแตกต่างกับภาษาพม่าโดยสิ้นเชิงก็ตาม (พม่าพูดภาษาในตระกูลจีน-ทิเบต) แต่พม่ากลับเห็นว่าชนชาติมอญ สืบเชื้อสายมาจากมองโกลอยด์เช่นเดียวกับชนชาติพม่าอีกทั้งรูปร่างหน้าตา ของชาวมอญกับชาวพม่าแทบจะแยกกันไม่ออก ด้วยชาวมอญกับชาวพม่าได้ อยู่ร่วมผสมสายเลือดกันมานับแต่ยุคพุกาม จนปัจจุบันแยกไม่ออกได้ง่ายว่า ใครเป็นมอญ หรือใครเป็นพม่า ดังนั้นชาวพม่า จึงสรุปว่าชาวมอญกับ ชาวพม่าต่างย่อมมีความใกล้ชิดสนิทสนมกัน เนื่องด้วยพม่า-มอญนั้น สืบเชื้อ สายและร่วมประวัติศาสตร์กันมายาวนาน
105 ในทางภาษาศาสตร์ เคยมีการวิจัยพบว่าภาษาชาวซมีง มีคําศัพท์ ร่วมกับคําศัพท์ของภาษามอญโบราณ จึงพอจะบอกได้ว่าชาวมอญเคยมี ความสัมพันธ์ใกล้ชิด กับชาวซมีงมาก่อนนอกจากนี้ ในพงศาวดารมอญ ก็ได้ กล่าวไว้ว่าเมื่อปี 250 ก่อนคริสต์ศักราชพระโสณะเถระและพระอุตตระเถระ ได้เดินทางมาประกาศพระศาสนา ณ ดินแดนสะเทิม - สุวรรณภูมิ แล้วได้ สวดพระปริตรเพื่อขับไล่เหล่ายักษ์น้ำ หรือผีเสื้อสมุทรมิให้มาเป็นอันตรายแก่ ชาวมอญจึงสันนิษฐานว่าพวกยักษ์ในตํานานภาษามอญนั้นน่าจะหมายถึงชน เผ่าซมีงนั่นเอง จารึกมอญ ที่นครปฐมหรือประโทมและที่ลพบุรี จารึกนั้นเก่าแก่ กว่าจารึกภาษามอญ ที่สะเทืมและพุกามถึงราว 500 ปี ต่อมาใน คริสต์ศตวรรษที่ 10 อาณาจักรทวารวดีของ มอญ ก็ถูกพวก เขมรหรือขมา โจมตีจนต้องย้ายขึ้นเหนือไปตั้งเมืองหริภุญไชย ซึ่งในปัจจุบันคือจังหวัดลําพูน จากนั้น ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 12 - 13 ชาวไทยก็อพยพจากตอนบนลงมาตี อีก ทวารวดีจึงถึงกาลล้มสลาย เรื่องราวของมอญ ยังมีกล่าวในศิลาจารึกเจดีย์ชเวดากองไว้ว่า คราวที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ได้มีพ่อค้าชาวมอญสองพี่น้องนามว่า ตผุสสะภัลลิกะ ได้รับพระเกศาธาตุจากพระพุทธเจ้ามา ประดิษฐานณ เจดีย์ชเวดากองพอราวปี250 ก่อนคริสต์ศักราชพระเจ้าอโศกได้ส่ง พระโสณะเถระ และพระอุตตรเถระ มาเผยแผ่พระศาสนาในหมู่ชาวมอญ ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ต่อมาคริสต์ศตวรรษ ที่ 4 พระพุทธโฆสะได้เดินทางไป ยังเกาะสิงหล เพื่อคัดลอกพระไตรปิฎกเป็นอักษรมอญ ซึ่งหากศึกษา รูปอักษรมอญโบราณก็จะพอจะเชื่อได้ว่า อักษรมอญนั้นมีเค้ามาจากอักษร อินเดียตอนใต้ คือ อักษรปัลลวะและอักษรกทัมพะ
106 การจารึกภาษามอญบนใบลานนั้น พบมากมายตามหมู่บ้านมอญ ในประเทศไทย ส่วนที่สหภาพเมียนมาพบมากตามหมู่บ้านมอญในเมือง สะเทิมและเมืองไจก์มี ซึ่งได้มีการคัดลอกและได้รวบรวมนํามาเก็บไว้ที่ หอสมุดแห่งชาติเมืองย่างกุ้งและที่ห้องสมุดมอญเมืองเมาะลําเลิง นอกจากนี้ กองโบราณคดีและกองวัฒนธรรมยังได้จัดพิมพ์วรรณกรรมชาดกตํารามอญ และเคยมีการริเริ่มจัดพิมพ์พจนานุกรมมอญ - พม่าอีกด้วย ตัวอักษรนั้นอักษรมอญถือเป็นต้นแบบให้กับอักษรพม่า ตามที่พบ เป็นหลักฐานจากศิลา จารึกมยะเซดี และจากการที่พระชินอรหันต์ภิกษุมอญ ได้นําพุทธศาสนานิกายเถรวาทมาเผยแผ่ ยังเมืองพุกามใน สมัยพระเจ้าอโนรธานั้น จึงได้พบจารึกภาษาบาลีด้วยอักษรมอญบนด้านหลัง พระพิมพ์อีกด้วย ที่จริงในยุคนั้นก็มีอักษรพยูหรือปยูใช้เช่นกัน แต่ชาวพม่า กลับนิยมใช้อักษรมอญ มากกว่า โดยเฉพาะตลอดสมัยของพระเจ้าจันสิตตา วรรณคดีสมัยนั้นต่างเขียนด้วยภาษามอญก็ด้วยที่พระองค์มีพระอาจารย์เป็น ภิกษุมอญนั้นเอง นอกจากนี้ยังพบจารึกมอญ บนแผ่นกระเบื้องเคลือบ มากมายกว่า พันชิ้นที่เจดีย์อนันดา อีกทั้งพบจารึกมอญตามเจดีย์ ในเมือง พุกามหลายแห่ง อาทิ มยีงปยะ อะแปรัตนา ผยะซะชเว โลกะเทะปัน ปะโทตา-มยา นคาโยง คู-ปเย่าจี และอโล-ปยิ อักษรมอญที่เก่าแก่ที่สุดนั้นค้นพบในประเทศไทย ซึ่งหลักฐานที่พบ คือจารึกวัดโพธิ์ร้าง พ.ศ.1143 เป็นอักษรมอญโบราณที่เก่าแก่ที่สุด ในบรรดา จารึกภาษามอญที่ได้ค้นพบในแถบเอเชียอาคเนย์ทั้งหมด ปรากฏว่าเป็น จารึกที่เขียนด้วยตัวอักษรปัลลวะ ที่ยังไม่ได้ดัดแปลงให้เป็น อักษรมอญ และ ได้พบอักษรที่มอญประดิษฐ์เพิ่มขึ้น เพื่อให้พอกับเสียงในภาษามอญ แสดงว่า มอญได้ใช้อักษร ปัลลวะในการสื่อสารอักษรที่ประดิษฐ์เพิ่มนี้ ยังได้พบใน จารึกเสาแปดเหลี่ยมที่ศาลสูงเมืองลพบุรี ข้อความที่จารึกเกี่ยวกับ
107 พระพุทธศาสนาสันนิษฐานว่าจารึกในพุทธศตวรรษที่ 13 ราว พ.ศ.1314 อักษรจารึกในศิลาหลักนี้ เรียกว่า ตัวอักษรหลังปัลลวะ จารึกที่พบต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ 16 ในสมัยอาณาจักรสะเทิม ได้ใช้เป็นตัวอักษรมอญโบราณจารึกที่ลําพูนก็เป็นอักษรมอญโบราณ สมัยกลาง ลักษณะของภาษามอญที่ปรากฏในจารึกสมัยกลางเป็นทั้งภาษา มอญและอักษรมอญ ชุดที่ 1 จารึกในสหภาพเมียนมาภาคเหนือ ส่วนมากได้จากเมืองพะ ขัน และเมืองแปล ศิลาจารึก เหล่านี้ สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าอโนรธา กษัตริย์พุกามประมาณ พ.ศ. 1600 เป็นต้นมา พม่ารับ อักษรมอญมาใช้เขียน ภาษาพม่าเป็นครั้งแรก ชุดที่ 2 เป็นชุดศิลาจารึกที่พบที่วัดแห่งหนึ่งในนครลําพูน ลักษณะ อักษรเป็นจารึกในสมัย พุทธศตวรรษที่ 17 หรือ 18 ชุดที่ 3 จารึกในสหภาพเมียนมาภาคใต้ เป็นจารึกของพระเจ้าธรรม เจดีย์ (พ.ศ.2003 – 2034) สมัยปัจจุบัน ภาษามอญปัจจุบัน เป็นภาษาในระยะพุทธศตวรรษที่ 21 เป็นต้น มา จนถึงปัจจุบัน นับเป็น ระยะเวลาประมาณ 400 ปีเศษ ในยุคนี้เป็นจารึก ในใบลาน
108 วัฒนธรรมอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ วัฒนธรรมด้านอาหารพื้นถิ่นเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของชาวมอญ อันเกิดจาก การผสมผสานทางวัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลง อพยพโยกย้าย ถิ่นฐานของผู้คนหลากหลาย กลุ่มชน อาหารพื้นถิ่นมอญจัดเป็นวัฒนธรรม อาหารที่พบบันทึกไว้คู่ประวัติศาสตร์ของ ชาติไทยมาอย่างยาวนาน (นิธิ เอียวศรีวงศ์, 2547) โดยอาหารของมอญนั้นมีเอกลักษณ์ ที่รสชาติ และ การรับประทานอาหารเป็นยา โดยนำเอาทรัพยากร วัตถุดิบที่อยู่รอบตัว มาใช้เป็นส่วนประกอบของอาหาร เป็นภาพสะท้อนของวิถีชีวิต ภูมิปัญญาที่ โดดเด่น ชาวมอญนับว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่มีเอกลักษณ์ของอาหารที่ โดดเด่นและยังคงสืบทอดกันอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน เอกลักษณ์อาหารมอญที่ เห็นได้ชัดนั่นก็คือ ชาวมอญมักจะนำพืชท้องถิ่นหรือสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติมา ประกอบอาหาร ซึ่งสิ่งเหล่านั้นไม่ค่อยเป็นที่นิยมใช้เป็นส่วนประกอบใน อาหารไทย เพราะคิดว่าถ้าเอามาทำอาหารคงไม่อร่อยหรือคาดไม่ถึงว่าจะ นำมาทำเป็นอาหารได้ แต่ชาวมอญสามารถนำมาประยุกต์จนเกิดเป็น เมนูอาหารที่มีรสชาติอร่อยและเป็นที่ติดอกติดใจต่อผู้ที่เคยลิ้มลองรสชาติ และด้วยวิถีอยู่ง่ายกินง่ายกับธรรมชาติของชาวมอญ สำรับอาหารจึงเต็มไป ด้วยพืชผักท้องถิ่นที่น่าสนใจ โดยพืชท้องถิ่นที่ชาวมอญนิยมกินและนำมา ประกอบอาหารนั้น ส่วนมากจะเป็นพืชที่มีเมือกลื่นหรือมีรสเปรี้ยว เช่น มะตาด กระเจี๊ยบมอญ ส้มป่อย ส้มมะงั่ว มันกระทาก (มันเสา) และมะเขือ พม่า เป็นต้น สำหรับการนำมาประกอบอาหาร ส่วนใหญ่จะนิยมนำพืชผัก พื้นบ้านที่มีตามฤดูกาลมาทำเป็นเมนูแกง เช่น แกงส้ม แกงคั่ว แกงเลียงเป็นต้น รสชาติของอาหารจะคล้ายอาหารไทยแต่จะหนักเครื่องแกงและมีรสชาติจัด กว่าบางเมนูนิยมใส่กระชายลงไปด้วยเพื่อดับกลิ่นคาว แต่ไม่นิยมใส่น้ำตาล
109 ดังนั้น แกงของชาวมอญจึงมักจะมีรสเปรี้ยวหรือเค็ม แต่อร่อยจนยากจะ ลืมเลือนเชื่อว่าไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ลิ้มรสอาหารมอญ เป็นต้องติดอกติดใจกัน ทุกราย เพราะนอกจากรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว อาหารมอญยังถือเป็น ภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมายาวนาน และยังแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม ผ่านเมนูอาหารที่สวยทั้งรูปและจูบก็หอม นับเป็นความ ภาคภูมิใจของชาวมอญทุกคน อาหารเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ทุกคน ในขณะเดียวกันอาหารก็เป็นสิ่งที่แสดงถึงภูมิปัญญาและบอกเล่าเรื่องราวใน อดีตของบรรพชนได้เป็นอย่างดี อาหารจุงเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์ ซึ่งแต่ละชนเผ่าแต่ละเชื้อชาติจะมีความแตกต่างกันไป (สิริพันธุ์ จุลกรังคะ, 2547) วัฒนธรรมอาหารในเชิงมานุษยวิทยา อาหารไม่ได้เป็นการใช้ประโยชน์เพื่อ บริโภคเท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงการเป็นยารักษาโรคการประกอบ พิธีกรรมแห่งชีวิต การทำครัว แบบแผนการรับประทานอาหาร ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมเพณีที่เกี่ยวกับอาหารการกิน ฯลฯ นอกจากทำให้อาหารเป็น วิถีชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสังคม ยังเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อน พรมแดนแห่งชาติพันธุ์ อีกด้วย (บุษบา ทองอุปการ, 2554) ดังนั้น อาหารพื้น ถิ่นจึงเป็นอาหารที่อยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน และวัฒนธรรมประเพณีของชุมชน ที่มีแบบแผนการบริโภคเป็นอัตลักษณ์ของตนเอง อาหารพื้นถิ่นส่วนใหญ่ล้วน แต่อาศัยหรือพึ่งพาทรัพยากรที่มีอยู่ในธรรมชาตินำมาประกอบเป็นอาหาร ส่วนวิธีการเตรียมและประกอบอาหารนั้นเป็นองค์ความรู้ ภูมิปัญญาที่ได้รับ การถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน และอาหารยังมีบทบาทหน้าที่ที่ สำคัญในการดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมของกลุ่มชน ชาติพันธุ์นั้น ๆ อีกด้วย ชาวมอญส่วนใหญ่นิยมทานอาหารที่มีรสมัน อาหารหลักที่คนมอญ นิยมทานกันมากแทบทุกครัวเรือน คือ ข้าวสวยกับแกงกระเจี๊ยบ น้ำพริกกะปิ
110 มอญ แกงฮังเล และอาหารที่มีรสชาติเปรี้ยว เหตุที่คนมอญชอบทานใบ กระเจี๊ยบเพราะว่าหาได้ง่าย และเป็นสมุนไพรด้วย อาหารมื้อเช้าที่นิยม คือ ขนมจีนน้ำยาหยวกกล้วย น้ำยามีลักษณะเป็นน้ำใส ๆ ประกอบด้วยปลาที่ โขลกรวมกันกับเครื่องน้ำพริกแกงใส่ขมิ้น ใส่หยวกกล้วยหั่นเป็นแว่น ๆ กิน กับฟักทองทอดหอมทอด (ผสมกับแป้งและเครื่องแกงทอด คล้ายทอดมัน) กินกับเครื่องเคียง คือ ผักสะระแหน่ พริกป่น น้ำมะนาวหรือน้ำมะขามเปียก สำหรับขยมที่นิยมกินกันคือ ขนมถังแตก และขนมเบื้อง วัฒนธรรมการกินอีกลักษณะหนึ่งขอบชาวมอญคือ การกินหมาก ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ยังนิยมเคี้ยวหมากเล่นประโยชน์อย่าวหนึ่งของการกิน หมาก คือ ทำให้ฟันทน ไม่ผุง่าย เนื่องจากน้ำยางหมากและส่วนผสมเคลือบ ฟันทำให้ฟันทนทานแข็งแรง ฆ่าเชื้อโรค และทำให้ปากหอม หมากที่กินกันมี 2 ชนิด คือ หมากเมาและหมากหวาน หมากหวานนั้นจะมีมะพร้าวขูดเส้น ย้อมสีแดงรสหวาน ทำให้ชวนกิน และเพื่อให้คนที่ไม่เคยกินหรือผู้ที่ชอบรส หวานสามารถกินได้ เพราะไม่เมามากเท่ากับหมากเมา หมากเมามี ส่วนประกอบของพลู หมากแก่แห้งจัด และเครื่องปรุงที่มาจากสหภาพเมียนมา เนื่องจากสภาพภูมิประเทศของอำเภอสังขละบุรีมีสภาพเป็นป่าเขา มีแม่น้ำลำธารทำให้มีพืชผักของป่าหลายชนิดและมีปลาชุกชุมที่ชาวบ้านรู้จัก และนำมาปรุงอาหารพื้นบ้านอาหารการกินประจำวันของคนมอญที่ สังขละบุรี มักนิยมกินอาหารที่สามารถหาได้ในชุมชนตามฤดูกาลเข้าป่าต่าง ๆ ในแม่น้ำลำธาร ผักหวานป่า ผักหนาม ลูกระเนียง ลูกพตาด ลูกซ้าน ยอดหวาน เห็ดโคน กระเจี๊ยบ เป็นต้น และของแห้งที่ซื้อมาได้จากตลาด ซึ่ง แม่ค้าจะนำสินค้าจากฝั่งไทยเข้ามาขาย อาหารประจำส่วนใหญ่ของชาวบ้านมักเป็นผักที่หาได้ทั่วไปตาม บ้านหาได้ต้มจิ้มน้ำพริกกับแกงกระเจี๊ยบที่มีรสเปรี้ยวนำ ถ้าเป็นวันพิเศษใน
111 โอกาสต่าง ๆ เช่น ทำบุญบ้าน งานบวช งานแต่งงาน เป็นต้น อาหารที่นิยม ได้แก่ แกงฮังเล (ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับแกงฮังเลทางเหนือ) และแกงป่า เนื้อสัตว์ต่าง ๆ นอกจากนี้สำหรับครอบครัวที่ไม่มีเวลาทำอาหารการกินเอง ในมือเช้าก็จะมีอาหารปรุงสำเร็จที่หาซื้อได้ง่ายและเป็นที่นิยมบริโภคในหมู่ คนมอญ เพราะอร่อยและราคาย่อมเยา ซึ่งก็คือ ขนมจีนน้ำพริกหยวกกล้วย โดยน้ำพริกหยวกกล้วยทำจากประกระมังที่หาได้ง่ายในลำน้ำลำห้วยแถบนี้ รวมกันกับเครื่องน้ำพริกแกงใส่ขมิ้นความหอม สีสวยน่ารับประทาน อีกทั้ง ช่วยในการดับคาวปลา ใส่หยวกกล้วยหั่นเป็นแว่น ๆ กินกับฟักทองหรือหอม ทอด(ผสมกับแป้งและเครื่องแกงทอด คล้านทอดมัน) กินกับเครื่องเคียง คือ ผักสะระแหร่ พริกป่น น้ำมะนาวหรือน้ำมะขามเปียก และส่วนใหญ่ชาวมอญ นิยมทานอาหารที่มีรสมัน อาหารหลักที่คนมอญนิยมกันมากแทบทุก ครัวเรือน คือ ข้าวสวยกับแกงกระเจี๊ยบ น้ำพริกกะปิมอญ และอาหารที่มีรส เปรี้ยวเหตุที่คนมอญนิยมกินกัน คือ ขนมถังแตก (กวัน บีเม็ก) และ ขนม เบื้อง (กวัน อะเวียก) ชาวมอญในชุมชนวัดวังก์วิเวการาม มีวัฒนธรรมในการกินอาหารที่ ปฏิบัติกันอยู่ในชีวิตประจำวัน คือ ชาวมอญมักจะรับประทานอาหารวันละ 2 มื้อ คือ มื้อเช้าและมื้อเย็นของการกินอาหารในครอบครัวที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา ผู้ที่มีอายุน้อยกว่าซึ่งเป็นบุตรหลานขณะร่วมวงรับประทานอาหารจะต้องตัก กับข้าวใส่จานข้าวของผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีอายุมากกว่าก่อน หรือในกรณีที่ พ่อมูงอายุในบ้านยังไม่ได้กินพร้อม ผู้ที่มีอายุน้อยว่าจะต้องตักแบ่งข้าวและ กับข้าวไว้ต่างหาก เพื่อไม่ให้ผู้สูงวัยกว่ากินของเหลือจากบุตรหลาน วัฒนธรรมการกินอีกลักษณะหนึ่งของชาวมอญคือการกินหมาก ทั้ง เด็กและผู้ใหญ่ยังนิยมเคี้ยวหมากเล่น การกินหมากของชาวมอญมีมานาน แล้ว ประโยชน์ของการกินหมากคือทำให้ฟันทนไม่ผุง่าย เนื่องจากน้ำยาง
112 หมากและส่วนผสมเคลือบฟันทำให้ฟันทนแข็งแรง ฆ่าเชื้อโรค แฃะทำให้ปาก หอม หมากที่นิยมกินกันในคนมอญมี 2 ชนิด คือเมาและหมากหวาน โดย สังเกตได้ง่ายหมากหวานนั้นจะมีมะพร้าวขูดเส้นย้อมสีแดงรสหวาน ทำให้ ชวนกิน และเพื่อให้คนที่ไม่เคยกินหรือผู้ที่ชอบรสหวานสามารถกินได้ หัดนี้ กินแล้วไม่เมาเม่ากับหมากเมา หมากเมามีส่วนประกอบของพลู หมากแก่แห้ง หัดและเครื่องปรุงที่มาจากพม่า ถ้าไม่เคยกินหรือกินขณะท้องว่างก็อาจทำให้ เกิดอาการเมาหมากได้ (ณฤดล เผือกอำไผ, 2556) ภาพ 17 แสดงวัฒนธรรมอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ อาหารคาว เปิงด้าจก์ หรือ เปิงซังกราน (ข้าวสงกรานต์ หรือ ข้าวแช่) คะนอม ด้าจก์ฮะโก่มนอมปราด (ขนมจีน น้ำยาหยวกกล้วย) กะเกล่ (แกงลูกโยน) ฮะโหล่ม (ข้าวต้มมัด) ฟะปราด (แกงกล้วยดิบ) ฮะเจ่บฮะนา (ผัดกระเจี๊ยบใส่กุ้ง)
113 ฟะฮะเปร๊า (แกงมะตาด) ฟะนอมปราด (แกงหยวกกล้วย) ฟะกาวเกริจก์ (แกงดอกงิ้ว) น้ำพริกมอญ (ด้าจก์แหมะรอจก์ เปรี้ยวด้วยมะปรางดอง/ มะนาว/มะขาม) แกงส้มผักบุ้งมะปรางดอง ฟะดายดาย (แกงแดง คล้ายแกง ฮังเล ชื่อเรียกตามแต่จะเลือกปรุงด้วยเนื้อสัตว์ชนิดใด) หมู/ไก่/ปลา ทอด ขมิ้น ฮะร่อกกะ (ปลาร้ามอญ) บางกะ (ปลาส้ม) แกงกระเจี๊ยบ "แกงกระเจี๊ยบ" ของมอญ มักจะมีผักอีกชนิดหนึ่งเป็นฝักสีเขียวหั่น ลงหม้อแกงคู่กันไป คือ “กระต๊าด” สองชนิดนี้เป็นพืชต่างสายพันธุ์ แต่มอญ มักนำมาแกงด้วยกัน และเรียกรวมกันไปว่า “แกงกระเจี๊ยบ” (ไม่ว่าจะมีผัก อื่นปนด้วย เช่น ถั่วฝักยาว ดอกแค พุทรา ก็ตาม) และน่าจะเป็นเหตุที่ทำให้ คนไทยเข้าใจผิด พลอยเรียกผักทั้งสองชนิดว่ากระเจี๊ยบ โดยเรียก กระเจี๊ยบ ใบว่า กระเจี๊ยบแดง และเรียกฝักกระต้าด ว่ากระเจี๊ยบเขียว หรือกระเจี๊ยบ มอญ ให้รู้แล้วรู้รอด ด้วยเห็นว่ามอญชอบกินนัก น่าเชื่อว่ามอญเริ่มกินก่อน ใครในอุษาคเนย์ “กระต๊าด” ภาษามอญว่า ၐဝ္ကဒါတ္“บอวกะตาด” หรือ "บตาด" คนไทยละแวกบ้านมอญจะเรียกว่า “กระต๊าด” และเมื่อคนมอญพูด ไทยหรือพูดกับคนไทยจึงเรียกว่ากระต๊าดตามไปด้วย ซึ่งคนไทยบ้านอื่นที่ ไม่ได้คลุกคลีกับคนมอญคงไม่เคยได้ยิน กระต๊าดจึงเป็นชื่อที่ไม่แพร่หลายใน หมู่คนไทย คงมีเรียกกันเฉพาะในชุมชนที่มีคนมอญอาศัยอยู่และชุมชนไทย ข้างเคียงเท่านั้น
114 “กระต๊าด” หรือกระเจี๊ยบมอญ พืชยืนต้นเขตร้อน สูง 2.5-4 เมตร ดอกสีเหลือง ฝักสีเขียวอ่อน ยาวประมาณหนึ่งคืบ ถิ่นกำเนิดเดิมทาง ทวีปแอฟฟริกา มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Abelmoschus esculentus (L.) Moench ชื่อเรียกอื่นๆ ได้แก่ กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเขียว มะเขือทวาย มะเขือพม่า มะเขือมอญ มะเขือมื่น มะเขือละโว้ (ภาคกลาง) มะเขือพม่า มะเขือมื่น มะเขือละโว้ (ภาคเหนือ/ลำปาง) ในภาษาอังกฤษ เรียกว่า โอกรา (Okra) ซึ่ง มีรากศัพท์จากภาษาแอฟริกาตะวันตก ในขณะที่ฝรั่งมองลักษณะของฝัก กระต๊าดว่าเรียวงามดุจนิ้วมือของสุภาพสตรี จึงเรียกว่า Lady’s finger ซึ่งคง จะแปลให้ไพเราะว่า ดรรชนีนาง “กระเจี๊ยบ” ภาษามอญว่า ဂေစပ္“แกะเจ่บ” หรือ "ฮะเจ่บ" ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงราว 1.5-3 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านสีม่วงแดง ใบมีหลาย แบบบางพันธุ์ขอบใบเรียบบางพันธุ์หยัก ดอกสีชมพู กลีบดอกเมื่อบานแล้วมี สีเหลือง มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า กระเจี๊ยบแดง Hbiscus sabdariffa Linn. ชื่อทั่วไปก็ได้แก่ กระเจี๊ยบเปรี้ยว (ภาคกลาง) ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ง ส้มตะ แลงแครง (ตาก) ส้มปู (แม่ฮ่องสอน) กระเจี๊ยบเป็นพืชพื้นเมืองของภูมิภาค เอเชียใต้ มอญกิน "กระเจี๊ยบ" ด้วยการนำใบไปแกงส้มรวมกับ "กระต๊าด" ส่วนคนไทยเท่าที่เห็นมักนำผลกระเจี๊ยบสีแดง (ภาพที่ 4) ทำเครื่องดื่ม การปลูกทำได้โดยใช้เมล็ด หรือตัดกิ่งปักชำได้ง่าย บางครั้งเด็ดใบจากกิ่งหมด โยนทิ้งไว้ข้างครัว ปลายแตะพื้นดินชื้นแฉะก็งอกรากแตกใบขึ้นเป็นต้นได้ จนมีสำนวนพื้นบ้านมอญที่เปรียบกับอะไรที่ได้มาง่าย ๆ ทำนองว่า “หาได้ดกดื่นเหมือนดงกระเจี๊ยบ” สำหรับถิ่นกำเนิดที่แท้จริงของกระเจี๊ยบมอญนั้นนักพฤกษศาสตร์ ระบุว่ายังไม่ทราบแน่ชัดเนื่องจากมีการปลูกแต่โบราณแล้วและมีการปลูก
115 แพร่หลายในระยะเวลาใกล้กัน ดังนั้นการสืบหาถิ่นกำเนิดจึงเป็นเรื่องยากแต่ อย่างไรก็ตามมีการค้นพบกระเจี๊ยบมอญสายพันธุ์ป่าของเอธิโอเปีย ในรัฐที่ ใกล้กับแม่น้ำไนล์และสายพันธุ์เก่าแก่ที่เป็นไม้ยืนต้นในอัฟริกาตะวันตกซึ่ง อาจบ่งบอกว่าถิ่นกำเนิดของกระเจี๊ยบมอญอยู่ในทวีปแอฟริกา และอาจ เป็นไปได้ว่าอาจมีถิ่นกำเนิดใน Ethiopia หรือ Eritrea และแพร่กระจายไป ยังทางเหนือและตะวันออกของประเทศอินเดียและอัฟริกาตะวันตก ซึ่งกลุ่ม ธาตุนำไปปลูกในยุคดินแดนที่เป็นฐานที่ตั้งใหม่ก่อนปีค.ศ.1700 ประโยชน์และสรรพคุณกระเจี๊ยบมอญ 1.บำรุงสมอง 2.ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้ 3.บำรุงตับ 4.บำรุงข้อกระดูก 5.ลดความดัน 6.ช่วยป้องกันอาการหลอดเลือดตีบตัน 7.แก้หวัด 8.ใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ 9.รักษาโรคกระเพาะ แผลในกระเพาะ 10.แก้บิด 11.แก้กรดไหลย้อน 12.ขับพยาธิ 13.ช่วยขับเหงื่อ 14.ช่วยแก้อาการขัดเบา 15.รักษาโรคหนองใน
116 16.แก้ปากนกกระจอก 17.ช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอล 18.แก้ปวดบวม 19.ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น 20.แก้ซิฟิลิส 21.รักษาฝี 22.รักษาแผล เครื่องปรุง 1.กระเจี๊ยบ (ใบกระเจี๊ยบแดง) 2.กระต๊าด (กระเจี๊ยบมอญ) 3.ปลาย่าง 4.กุ้งสด 5.พริกแห้งเม็ดใหญ่ 6.หอม 7.กะปิ 8.เกลือ 9.น้ำปลา วิธีทำ 1.ย่างปลา แกะเอาแต่เนื้อ ล้างใบกระเจี๊ยบ กระต๊าด ให้สะอาด เด็ดกระเจี๊ยบเอาเฉพาะใบอ่อน หั่นกระต๊าดออกเป็นแว่นพอคำ ใส่ภาชนะ เตรียมไว้ 2.เครื่องปรุง พริกแห้ง (แช่น้ำ ทำให้โขลกง่าย) หอม กะปิ เกลือ (ปรุงรส และทำให้พริกแหลกไว) ปลาย่างโขลกรวมกันให้ละเอียดละลาย เครื่องแกงกับน้ำพอควร ใส่หม้อตั้งไฟจนเดือดพล่าน
117 3.นำกุ้งกระต๊าดลงหม้อ ตามด้วยใบกระเจี๊ยบ คนให้ทั่ว หากต้องการใหมีรสเปรี้ยวมาก ให้ตั้งไฟเคี่ยวนานขึ้น หรือฉีกใบกระเจี๊ยบให้ ขาดก่อนลงหม้อ ปรุงรสด้วยน้ำปลาตามชอบ ข้าวแช่ ข้าวแช่เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นตำรับอาหารชาววัง ซึ่งปัจจุบันสามารถ หากินได้ไม่ยากตามตลาดทั่วไป ต่างจากในอดีตที่มักจะมีให้กินกันเฉพาะ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ และมีความเป็นมาเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อของ ชาวมอญว่าด้วยการมีทายาทสืบสกุล ก่อนจะมาเป็นที่นิยมในรั้วในวัง ข้าวแช่นั้นเป็นวัฒนธรรมอาหารซึ่งได้รับการยอมรับในสังคมไทยว่า เป็นอาหาร ในประเพณีที่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์มอญ อาจกล่าวได้ว่า ข้าวแช่ นั้นถือเป็นเครื่องมือหนึ่ง ในการแสดงออกซึ่งอัตลักษณ์ความเป็นกลุ่มชาติ พันธุ์มอญเห็นได้จากการจัดกิจกรรมงานประเพณีปะลองเปิงด้าจก์ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของชุมชนมอญ ทั่วประเทศไทยโดยแสดงออกผ่าน การส่งข้าวแช่ จัดขบวนแห่ข้าวแช่ การสาธิตการทำข้าวแช่หรือการจัด นิทรรศการ ข้าวแช่เป็นอาหารมอญที่ไม่ได้ทำกินกันทั่วไป “แต่เริ่มจากการปรุง ขึ้นเป็นพิเศษเพื่อบูชาเทวดา ขอพรให้มีทายาทสืบสกุล ต่อมาได้ยึดถือเป็น ประเพณีแต่ทำกันเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ ตามตำนานที่ผูกพันกับ วันมหาสงกรานต์” เรื่องราวของตำนานดังกล่าวมีอยู่ว่า เศรษฐีผู้หนึ่งไม่มีบุตร รู้สึกอับอายชาวบ้านและทุกข์ใจด้วยยังขาดผู้สืบทอดมรดก ได้ทำการ บวงสรวงพระอาทิตย์และพระจันทร์แต่ก็ไม่ได้ผล อยู่มาวันหนึ่งในหน้าร้อน ผู้คนทั่วทั้งชมพูทวีปพากันเฉลิมฉลองเทศกาลวันปีใหม่ อันถือเป็นวัน “มหาสงกรานต์” เศรษฐีได้พาบริวารไปยังต้นไทรใหญ่ริมน้ำซึ่งเป็นที่อยู่ของ
118 รุกขเทวดาทั้งหลาย นำข้าวสารล้างน้ำ 7 ครั้ง แล้วหุงบูชารุกขเทวดาประจำ ต้นไทรตั้งจิตอธิษฐานขอบุตร รุกขเทวดาจึงไปทูลขอต่อพระอินทร์ พระอินทร์ จึงให้เทพบุตรจุติลงมาเป็นบุตรของเศรษฐี ชื่อว่า “ธรรมบาลกุมาร” อาหารประจำสำหรับสำรับของชาวมอญ ที่ต้องมีทุกมื้อขาดไม่ได้ คือ น้ำพริก ได้แก่ น้ำพริกปลาย่าง น้ำพริกตาแดง น้ำพริกกะปิ นำพริกกุ้ง แห้ง และน้ำปลายำ โดยเฉพาะน้ำปลายำ จัดเป็นอาหารพื้นถิ่นกินเฉพาะ ชาวมอญอีกอย่างหนึ่งน้ำพริกชนิดต่าง ๆ จะกินกับผักสด ผักดองหรือผักต้ม ตามแต่ประเภทของน้ำพริก และมีปลาเค็มกินเป็นเครื่องเคียงด้วยเช่นกัน ชาวมอญโดยมากมักจะใช้เป็นผักที่มีเมื่อกลื่นและออกรสเปรี้ยวใน การทำอาหาร เช่น กระเจี๊ยบเขียวหรือบอกะต๊าด ใบกระเจี๊ยบแดงหรือ ฮะเจ๊บ ผักปลังหรืออะนิงลาง เป็นต้น แกงที่นิยมทำ ได้แก่ แกงส้มคล้ายของ ไทยแต่จะหนักเครื่องแกงเพื่อดับกลิ่นคาว และจะใส่กระชายกับข้าวเบือลงไป ด้วย ไม่ใส่น้ำตาล แกงส้มของชาวมอญจึงมีรสเปรี้ยวเค็ม และมักจะแกงกับ ผักรวมหรือผักที่มีตามฤดูกาล เช่น เดือนห้าต่อเดือนหก แกงส้มลูกสั้นที่คน มอญเรียกลูกอะล้อด เดือนแปดถึงเดือนเก้ากินแกงส้มมะตาดหรือฮะเปร๊า ส่วนแกงกะทิพวกแกงคั่วก็เป็นที่นิยม เช่น แกงขี้เหล็ก แกงคั่วลูกตาลกับ ถั่วเขียวแกง ที่ไม่ใส่กะทิ ก็ได้แก่ แกงเลียง ต้มเค็มใบส้มป่อย แกงบอน ฯลฯ โดยเฉพาะแกงบอนจะนิยมทำเลี้ยงในงานบุญมากกว่าทำกินในชีวิตประจำวัน เพราะมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยาก นอกจากอาหารที่กินในวิถีชีวิตประจำวันของชาวมอญแล้ว ยังมี อาหารที่ทำขึ้นในเทศกาลสงกรานต์โดยเฉพาะและเป็นที่รู้จักกันดีของ คนทั่วไปจนทุกวันนี้ ได้แก่ ข่าวแช่ หรือชาวมอญเรียกว่า เปิงดาจก์ แปลว่า ข้าวน้ำ ข้าวแช่นั้นเป็นอาหารที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมมีขั้นตอนในการทำ ค่อนข้างพิถีพิถัน ใช้เวลาในการจัดเตรียมมาก และเมื่อปรุงเสร็จเรียบร้อย
119 แล้วก็จะต้องนำไปถวายบูชาต่อเทวดา จากนั้นจะนำไปถวายพระ และแบ่งไป ส่งผู้หลักผู้ใหญ่ ที่เหลือจากนั้นจึงจะนำมาตั้งวงแบ่งกันกินกันเองภายใน ครัวเรือน การกินข้าวแช่ เป็นการกินอาหารที่สอดรับกับสภาพภูมิอากาศได้ เป็นอย่างดี เพราะช่วงฤดูร้อน การกินอาหารที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบมาก ๆ ทำให้ย่อยง่าย ลดอุณหภูมิภายในร่างกาย คลายร้อนสร้างสมดุลภายใน ร่างกาย นับเป็นภูมิปัญญาอันชาญฉลาดในการเลือกกินของชาวมอญเป็น อย่างยิ่ง แกงฮัวเล จากประวัติศาสตร์ และความเป็นมาของอาณาจักรล้านนา โดยสังเขป ตั้งแต่การรวบรวมดินแดนจนถึงการอยู่ภายใต้การปกครองของ พม่า รวมถึงการค้าขาย และสัมปทานป่าไม้ของพม่า ในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวสนับสนุนประวัติศาสตร์การได้รับอิทธิพล “แกงฮังเล” มาจากพม่า นอกจากนั้นจากการศึกษารวบรวมเอกสาร หนังสือ และงานเขียนต่าง ๆ พบว่าเอกสาร และงานเขียนได้กล่าวถึง “แกงฮังเล” แกงฮังเลเป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากพม่าและแคว้นสิบสองปันนาใน ประเทศจีน ซึ่งเรียกว่า “ฮินเล” โดยที่ “ฮิน” แปลว่า “แกง” และ “เล” แปลว่า “เนื้อสัตว์” ในภาษาพม่า แกงฮังเล หรือ แกงฮินเล เป็นอาหารไทยประเภทแกงรสชาติเค็มเปรี้ยว แกงฮังเลมีต้นกำเนิดจากสหภาพเมียนมาโดยคำว่า ฮี่น (ဟင ်း) ใน ภาษาพม่าแปลว่า แกง และ เล่ (ဂ ်း) ในภาษาพม่าแปลว่า เนื้อสัตว์ แกง ฮังเลได้รับความนิยมจากชาวไทยภาคเหนือและแคว้นสิบสองปันนาประเทศจีน
120 วิธีทำ แกงฮังเลมีสองแบบคือแบบพม่าและแบบเชียงแสน โดยแบบพม่า ได้รับความนิยมมากกว่า แกงฮังเลพม่ารสชาติออกเปรี้ยวเค็ม น้ำขลุกขลิก ใส่ขิง น้ำมะขามเปียก กระเทียมดอง ถั่วลิสง น้ำตาลอ้อย ส่วนแกงฮังเลเชียง แสนเพิ่มถั่วฝักยาว พริก หน่อไม้ดอง งาคั่ว ส่วนประกอบสำคัญจะต้องมีผง แกงฮังเลหรือผงมัสล่าซึ่งเป็นผงเครื่องเทศแบบผสมแบบเดียวกับการัม มาซาลาของอินเดีย น้ำพริกแกงประกอบด้วยพริกแห้ง เกลือ ข่าแก่ ตะไคร้ กระเทียม หอมแดง แกงฮังเลแบบไทใหญ่ น้ำขลุกขลิกและกินกับมะม่วง สะนาบซึ่งเป็นมะม่วงสับ ยำกับกะปิคั่ว กุ้งแห้งป่น และกระเทียมเจียว ขนมจีนน้ำยาหยวกกล้วย อาหารดั้งเดิมของชาวมอญที่มีความนิยมจนกลายเป็นเอกลักษณ์ ของชาวมอญรองมาจาก “ข้าวแช่” ก็คือ “ขนมจีน” ซึ่งเป็นอาหารคาวที่ทำ ด้วยแป้งเป็นเส้นกลม ๆ คล้ายเส้นหมี่รับประทานกับน้ำยาที่ทำขึ้นเอง โดย น้ำยาจะใส่หยวกกล้วย ชาวมอญทั่วไปนิยมรับประทานขนมจีนเป็นประจำ ทั่วไป และในบางครั้งก็ยังมีการทำกินกันเองเป็นการรวมญาติ หากแต่เป็น อาหารมอญ คำว่า “ขนมจีน” มาจากภาษามอญว่า “คนอมจินฺ” อ่านว่า คะ - นอม - จีน คำว่า “คะนอม” มีความหมานอย่างหนึ่งว่าเส้นขนมจีน คำว่า “จีน” จึงมีความหมายว่าสุกแล้ว เรื่องน้ำยาหยวกกล้วยที่เก่าแก่ขึ้นชื่อก็ "ร้านป้าหยิน" เชิงสะพานไม้ ฝั่งมอญ เพราะเป็นร้านเก่าแก่ และอร่อยขึ้นชื่อ ป้าหยินบอกว่า ถ้าจะให้ อร่อย ต้องทานกับน้ำมะขามเปียกต้ม และพริกกะเหรี่ยงป่น เหยาะน้ำปลา สักหน่อย อร่อยเลย ส่วนกรรมวิธีการทำป้าแกก็ไม่ได้หวงอะไร ถ้ามีเวลา อยากไปช่วยแกก็ไม่หวงสูตรอะไรนะครับ ป้าแกยินดีต้อนรับเสมอ
121 แกงมะตาจ ลูกมะตาจ คือ ผลไม้ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำอาหาร ประเภทแกงที่ทำให้มีรสเปรี้ยว ขั้นตอนการทำแกงมะตาจ คือ 1. นำพริกแห้งที่แช่น้ำตำพร้อมกับผิวมะกรูดและตะไคร้ให้ละเอียด แล้วใส่หอมแดง กระชาย และกะปิโขลกต่อให้ละเอียด 2. ละลายเครื่องแกงใส่น้ำพอสมควร แล้วใส่มะตาจที่หั่นตามยาว เป็นชิ้นเล็ก ๆ ลงไป 3. ตั้งไฟให้เดือดใส่ปลาสด หรือปลาย่างตามต้องการ 4. มะตาจมีรสเปรี้ยวปรุงรสด้วยน้ำปลา แต่หากรสเปรี้ยวไม่พอ สามารถเติมน้ำมะขามได้ ประเภทของหวาน ข้าวมาฆะ (หรือข้าวพม่า นิยมทำช่วงวันมาฆะบูชา ประกอบด้วย ข้าวเหนียวนึ่ง มูลกะทิ ผสมถั่วลิสง งาดำ งาขาว เกลือ ขิงซอยทอด น้ำตาล ทรายเล็กน้อย) กวาญฮะกอ (กะละแม) กวาญทอโยะ (ขนมข้าวเหนียวดำ คลุกงาทอด จิ้มน้ำผึ้ง) กวาญอะเวี้ยก (ขนมเบื้องมอญ) กวาญค่อกตัว (ขนมกำไลมือ นิยมทำกันในช่วงเข้าพรรษา) กวาญคะเปียง (คล้ายกะละแม แต่หยาบ นุ่ม และใช้เวลากวนน้อยกว่านิยมทำในงานศพ และพิธีที่เนื่องด้วย งานศพ)
122 ภาพ 18 แสดงขนมทองโย๊ะ ประเภทของว่าง อะวอจก์แหลกพั่ก (ยำชาหมัก - ถั่วเขียวคั่วผ่าซีก พริก กระเทียม กะหล่ำปลี ยำใบชาดอง) กวาญอะก่ะฮ์ – แง่ว์ (ขนมข้าวตอก – งา) ขนมทอด (กวาญฮะนา) เป็นที่สังเกตว่าอาหารมอญสังขละบุรีที่หากมองในสายตาคน ทั่วไปจะพบว่ากระเดียดไปทางพม่า ขณะที่ในบรรดาชนชาติต่าง ๆ ในพม่าจะ เป็นที่รับรู้กันว่า อาหารมอญต่างจากอาหารชาติอื่นอย่างมาก แม้ส่วนผสม หน้าตา สีสัน และวิธีการปรุงจะไม่กันมากแต่ก็มีแบบแผนและรสชาติ เฉพาะตัวคนพม่าแท้หลายคนที่ได้คุยด้วยบอกว่า ความเป็นเมืองโหมดแหมะ เหลิ่ม (เมาะลำเลิง/มะละแหม่ง) นอกจากจะเป็นแหล่งสาวสวยผิวสีน้ำผึ้งแล้ว อาหารเมืองนี้ยังอร่อยกว่าเมืองไหน ๆ ถ้าใครไปเยือนพม่าแล้วไม่ได้ชิมอาหาร
123 มอญเมืองโหมดแหมะเหลิ่มเท่ากับไปไม่ถึงพม่า เหตุผลก็เป็นเพราะเมืองนี้ เป็นเมืองท่าค้าขายชายทะเลมาแต่โบราณ สมัยอังกฤษเจ้าอาณานิคมก็ใช้ เมืองนี้เป็นเมืองหลวงในการปกครองพม่าทั้งประเทศ โหมดแหมะเหลิ่มที่มี ความอุดมสมบูรณ์ทั้งพืชพรรณธัญญาหาร เครื่องเทศ สัตว์น้ำ และสัตว์บก ทั้งยังรับเอาวัฒนธรรมอาหารจากชาติต่าง ๆ เช่น อังกฤษ อินเดีย และจีน ผสมผสานเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้มีความหลากหลาย ทั้งประเภท สีสัน และ รสชาติ การได้ชิมอาหารมอญเมืองโหมดแหมะเหลิ่ม หรืออย่างน้อยลูกหลาน ของมอญเมืองนี้ที่มาตั้งถิ่นฐานที่สังขละ สักครั้งย่อมเป็นความสวยงาม และ อิ่มเอมของชีวิต ประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ ประเพณีของกลุ่มชาวมอญอำเภอสังขละบุรี เป็นประเพณีที่ปฏิบัติ สืบต่อกันมาเป็นประเพณีที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตและศาสนาที่มี รูปแบบเป็นของชุมชนประเพณีบางอย่างมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาวะ ทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบพิธีกรรมประเพณีของชาวมอญประเพณีเป็น เพียงการบอกเล่าบางประเพณียังมีอยู่แต่ก็ลดความสำคัญลงประเพณีในรอบ ปีที่ยังคงปรากฏให้เห็นในปัจจุบันของชุมชนมอญได้แก่ 1. ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต ชาวมอญมีประเพณีเกี่ยวกับชีวิต ทั้งการเกิด การบวช การแต่งงาน และการตาย ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ เพื่อเป็นขวัญและ เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของตนเอง และครอบครัว ดังกล่าวต่อไปนี้
124 1.1 ประเพณีการเกิด ประเพณีการเกิดเป็นอีกหนึ่งประเพณีที่สำคัญสำหรับชีวิต ที่ชาวมอญยังคงถือปฏิบัติเรื่อยมาจนปัจจุบัน เพราะถือเป็นการเริ่มต้นแห่ง ชีวิตที่ดีและเป็นมงคลต่อไปในอนาคต ประเพณีการเกิดของชาวมอญมีกิจกรรมและพิธีกรรมต่าง ๆ ที่คล้าย กับชาวไทยทั่วไป เช่น ขณะที่ยังท้องอยู่ห้ามนั่งพิงเสาบ้านโดยเฉพาะเสาเอก หรือเสาผี ห้ามนั่งห้อยเท้าที่หัวบันไดบ้าน ห้ามไปงานศพ ห้ามอาบน้ำ กลางคืน หรือห้ามเดินทางข้ามน้ำข้ามคลอง เพราะเชื่อว่ามีผีอาศัยอยู่ตาม ตำแหน่งต่าง ๆ ที่กล่าวมา การบำรุงครรภ์คนมอญจะรับประทานอาหาร ตามปกติ แต่ถ้าเป็นครอบครัวที่มีเงินและมีความรู้จะเลือกรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์สำหรับเด็ก ส่วนการคลอดจะไม่แตกต่างจากของชาวไทย เพราะส่วนใหญ่จะ คลอดที่โรงพยาบาล การตั้งชื่อชาวมอญจะเรียกชื่อเด็กผู้ชายเป็นภาษามอญ คือ โกนปลาย (ลูกชาย) ลูกสาวเรียก โกนวู๊ด (ลูกสาว) ส่วนชื่อจริงมักตั้งตาม ชื่อดาราของไทย การเลี้ยงดูจะให้ดื่มนมแม่และให้เด็กนอนในเปลผ้า ซึ่งจะใช้ผ้าฝ้าย ฝืนใหญ่เย็บติดกันแล้วนำไปผูกติดกับโครงหลังคาบ้านใช้ไม้ไผ่ค้ำให้ผ้ากาง ออกแล้วให้เด็กนอนมองดูเหมือนเด็กนอนในถุงผ้า ชาวมอญสังขละบุรีมีความ เชื่อว่า เปลผ้าดังกล่าวจะทำให้เด็กนอนหลับสบาย ไม่สะดุ้งตกใจ หลังจากคลอดได้ 3 วัน หรือเมื่อแม่และเด็กมีสุขภาพแข็งแรง จะทำพิธี “จ่อปู่” หรือพิธีรับขวัญแม่และเด็ก เพื่อคุ้มครองเด็กให้มีอายุยืน ไม่ให้มีสิ่งชั่วร้ายมาแผ้วผาน และมีกินมีใช้ในอนาคต ซึ่งภายหลังการคลอดแม่ จะต้องอาบน้ำ และต้มกินด้วยใบชะหยาด พร้อมทั้งอยู่ไฟด้วยวิธีนำก้อนหิน
125 มาเผาไฟ แล้วห่อด้วยผ้ามาวางที่ห้อง ก้อนหินที่ใช้แล้วจะเอาไปทิ้งหรือไว้ใช้ ในครัวก็ได้ พิธีจ่อปู่เริ่มเวลาประมาณ 8 โมงเช้า เพื่อนบ้านที่สนิทสนมทยอย นำเงินแล้วแต่ศรัทธา 10 – 50 บาท หรือไม่ก็เป็นของใช้ เช่น แป้ง สบู่ ผงซักฟอก มารับขวัญหลานที่เกิดใหม่ เจ้าภาพเลี้ยงแขกด้วย ขนม น้ำชา โอวัลติน กาแฟ เจ้าภาพต้องจัดเตรียมเครื่องสังเวยสู่ขวัญ กล่าวคือ ถาดใส่ กล้วย 1 หวี ข้าวเหนียวปั้นผสมกับน้ำมะพร้าว ปลาย่าง ข้าวสุก กับข้าว อาหารคาว 3 อย่าง ซึ่งมักจะเป็นแกงฮังเล และแกงปลา อาหารหลักของชาว มอญกลุ่มนี้ทั้งหมดจำนวน 7 ถาด และถาดใส่หมากพลู ผ้าขนหนู สมุด ไม้บรรทัด ดินสอ จำนวน 1 ถาด น้ำสะอาด 1 ขัน คันเบ็ดคล้ายไม้เรียวปลาย ผูกเชือกปลายเชือกผูกสร้อยทองและแหวนเอาไว้ และพานเครื่องบูชาแม่ หมอผู้ทำขวัญ คือ ผู้เฒ่าผู้หญิงที่นับถือ ในพานมีธูป เทียน ดอกไม้ และเงิน 12 บาท เริ่มทำพิธีโดยรับขวัญแม่ก่อน แม่หมอจะสวดไหว้ครูด้วยภาษามอญ แล้วเอาน้ำมันมะกอกใส่ปลายผมกระจุกหนึ่งของแม่ แล้วก็นำเทียนมาลน บริเวณผมนั้นพร้อมกับสวดไปด้วย จากนั้นตัวแม่ก็จะนำใบไม้มาไหว้สามี ล้าง มือล้างหน้าให้สามี แม่สามี แม่หมอ และคนเฒ่าคนแก่ที่มาร่วมงาน แล้วแม่ หมอก็ล้างหน้าให้ตัวแม่บ้าง ซึ่งน้ำนั้นถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่คนมาร่วมงาน นำมาลูบหน้าลูบหัว ขั้นตอนต่อมาแม่หมอ สวดเรียกสู่ขวัญจบตอนหนึ่งก็ทำ พิธีตกเบ็ดเครื่องสังเวยครั้งหนึ่ง (นำคันเบ็ดไปแตะอาหารและศรีษะเด็ก) พร้อมกันนั้นคนที่มาร่วมงานก็จะโยนเงินเหรียญใส่ลงขัน ทำจนจบครบ 7 ครั้งเป็นอันเสร็จพิธีสู่ขวัญเด็ก สวดเสร็จก็ถอดสร้อยที่ผูกปลายไม้มาใส่ให้เด็ก แล้วก็ป้อนข้าว กล้วยให้เด็กกินพอเป็นพิธี
126 ก็เชิญแขกรับประทานอาหารกันปกติ แต่จะมีอยู่หนึ่งวงที่ต้องมีคน ที่เกิดในวันต่าง ๆ คือวันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ มานั่งกินข้าวด้วยกันจนครบเจ็ด คนโดยเป็นใครก็ได้ โดยก่อนการรับประทานแต่ละคนจะตักข้าวพร้อมกับคน ละหนึ่งคำใส่ไว้ในจานเปล่า ซึ่งเป็นเสมือนการป้อนข้าวป้อนน้ำให้แก่ ผีบรรพบุรษเรานั่นเอง นอกจากนั้นยังมี ข้าวเหนียว ข้าวปั้น ขนมต่าง ๆ เป็นของขวัญให้ญาติพี่น้อง ส่วนเงินที่ได้จากญาติพี่น้องที่ร่วมทำบุญนั้น ก็จะ เก็บไว้เป็นเงินทุนให้แก่เด็ก (หยิน เลิศอุดมเกียรติ, 2554) 1.2 ประเพณีการบวช ประเพณีการบวชถือเป็นประเพณีที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของชาว มอญวังกะในฐานะที่ได้เกิดมาภายใต้บวรพุทธศาสนา ด้วยเหตุนี้ชาวมอญจึง ให้ควาสำคัญกับลูกผู้ชายมาก เนื่องจากผู้ชายนั้นจะต้องบวชพระบวชเณร เพื่อเป็นการอุทิศบุญกุศลตอบแทนพระคุณของพ่อและแม่ อันเป็นสิ่งที่ทำให้ พ่อและแม่นั้นมีความปิติหรือความอิ่มเอิบใจที่ได้มีลูกชายได้บวชเรียน ชาวมอญนิยมบวชพระในช่วงสงกรานต์ เรียกว่า “บวชเอาปี” คือ เมื่อถึงวันสงกรานต์ก็จะข้ามปีเป็นวันขึ้นปีใหม่ แต่บวชในช่วงนี้จะบวชกันไม่กี่ วัน บวชอีกครั้งหนึ่งคือในช่วงเดือน 6 (นับเดือนทางจันทรคติ) คืออยู่ในช่วง ขึ้น 1 ค่ำ 2 ค่ำ 3 ค่ำ เป็นต้น การบวชในช่วงนี้จะนิยมบวชกัน 1 พรรษา และ มีเพิ่มมาอีกครั้ง คือบวชในวันเกิดของหลวงพ่ออุตตมะ คือวันที่ 5 เดือน มีนาคม และได้กำหนดให้เป็นงานบวชประจำปี ซึ่งจะการบวชคราวละมาก ๆ เมื่อได้ กำหนดวันบวชเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ที่จะบวชจะต้องมาอยู่วัดได้เพียง ประมาณ 7 หรือ 9 วัน เพื่ออย่างน้อยจะได้ฝึกท่องขานนาคได้โดยไม่เก้อเขิน หรือติดขัด
127 กำหนดการในการจัดงานบวชจะมีอยู่ด้วยกัน 3 วัน คือ วันที่หนึ่ง จะเป็นวันที่เรียกกันว่าวันทิ้งบุหรี่ ซึ่งเป็นการเชิญแขกให้เข้ามาร่วมงานด้วย บุหรี่ แต่ปัจจุบันนิยมใช้เทียนไขแทน ซึ่งคล้ายกับการเชิญแขกด้วยแจกการ์ด เชิญอย่างของไทย การจัดเตรียมข้าวของเครื่องใช้และอาหารต่าง ๆ ไว้สำหรับเลี้ยงแขกที่มาร่วมงาน ผู้ที่จะบวชก็จะไปกราบลาเพื่อขออโหสิกรรม แก่ผู้เฒ่าผู้แก่ ญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ และกราบลาศาลเจ้าที่ที่เป็นที่เคารพ รับถือของชาวมอญในหมู่บ้าน ได้แก่ ศาลพ่อปู่ใหญ่ ซึ่งอยู่ที่วัดศรีสุวรรณา ราม และศาลประจำหมู่บ้าน ซึ่งตั้งอยู่ที่หลังเจดีย์พุทธตยา ในวันที่สอง จะเป็นวันแห่นาคขึ้นมาที่วัดเพื่อทำการสวดมงคลทำขวัญนาค ในช่วงเช้าของ วันนี้ก็จะมีการจัดข้าวปลาอาหารไว้สำหรับเลี้ยงแขกที่มาร่วมแสดงความยินดี อนุโมทนาให้แก่เจ้าภาพ ช่วงเวลาบ่าย ๆ ก็เริ่มเตรียมตัวที่จะแห่นาคขึ้นไปที่ วัดเพื่อทำการสวดมงคลทำขวัญนาค โดยแห่ไปรอบ ๆ หมู่บ้านให้ชาวบ้านได้ เห็นและรับรู้เพื่อที่จะได้อนุโมทนาบุญไปพร้อม ๆ กัน นาคแต่งกายด้วย เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว นุ่งโสร่งสีแดง อันเป็นชุดประจำชาติของชาวมอญและ คลุมด้วยผ้าสไบลูกไม้เนื้อบางสีขาว ในขบวนแห่นาคนี้จะมีหม้อมงคล ในหม้อ จะใส่น้ำที่มีส่วนผสมของขมิ้น ส้มป่อย มีกิ่งหว้า มีก้านมะพร้าว ที่ใช้สำหรับ สวดทำมงคล เมื่อมาถึงที่วัดจึงได้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาทำการสวดมงคล เสร็จแล้วก็ให้ผู้ที่เป็นนาคนั้นมาผูกข้อมือด้วยสายสิญจน์ โดยเป็นอุบายหรือ คติว่านาคนั้นได้เข้ามาหรือเตรียมตัวที่จะเป็นพระภิกษุครึ่งหนึ่งแล้ว เสมือน เป็นคนกึ่ง ๆ คือเป็นดิบก็ไม่ใช่ เป็นคนสุกก็ไม่ใช่ เมื่อเสร็จพิธีแล้วผู้ที่จะบวช หรือนาคจะได้นอนที่บ้านอีก 1 คืน เพื่อเตรียมตัวที่จะบวชเป็นพระภิกษุในวัย ถัดไป คือ วันที่สามนาคจะต้องตื่นตั้งแต่เวลาตีสี่ หรือตีสี่ครึ่ง เพื่อเขาพิธีทำ ขวัญนาคและโกนผมในลำดับถัดไป ในเวลาประมาณแปดโมงหรือแปดโมง ครึ่ง จึงจะทำการแห่นาคขึ้นไปที่วัด เมื่อมาถึงวัดก่อนเข้าโบสถ์ก็วนรอบโบสถ์
128 3 รอบ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อสถานที่และตั้งใจให้เป็นสมาธิ แล้วจึงเข้าโบสถ์เพื่อบวชเป็นพระภิกษุต่อไป เช้าเมื่อทำการบวชเป็น พระเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะนิมนต์พระที่บวชใหม่ และพระที่วัดมาฉันท์ อาหารเพลที่บ้าน พร้อมทั้งทำบุญถวายเครื่องไทยธรรมตามลำดับเป็นอัน เสร็จพิธี 1.3 ประเพณีแต่งงาน งานมงคลสมรสก็มีการบรรเลงดนตรีประกอบการรำมอญ เช่นกัน ซึ่งในพิธีสมรสนั้น ชาวมอญจะจัดพิธี ในตอนเช้า โดยทางฝ่ายเจ้าบ่าว จะมี การตีกลองร้องเพลงแห่ไปยังบ้านเจ้าสาว เมื่อถึงบ้านเจ้าสาว เจ้าบ่าวและ เจ้าสาวทำการไหว้ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย แล้วผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายก็จะให้พรจากนั้น ผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายจะสอนถึงการครองคู่และมีการบรรเลงดนตรีประกอบการ รำมอญเป็นอันจบพิธี เนื่องจากชาวมอญอพยพมาจากหลาย ๆ หมู่บ้านเมื่อครั้งอยู่ใน สหภาพเมียนมาขั้นตอนหรือการปฏิบัติในการประกอบพิธีบางอย่างจึงมีความ แตกต่างกันออกไปชาวมอญนี้ได้ถือปฏิบัติกันเป็นส่วนใหญ่จนกลายเป็นแบบ แผนของหมู่บ้าน ประเพณีการแต่งงานของชาวมอญ คือเป็นอีกหนึ่งในประเพณี เกี่ยวกับชีวิตที่ชาวมอญยังคงให้ความสำคัญถือเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่เมื่อถือ ปฏิบัติอย่างถูกต้องแล้ว คู่แต่งงานจะอยู่ด้วยกันอย่างยั่งยืนมีความสุข ปราศจากการทะเลาะเบาะแว้ง และถือเป็นงานที่สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตของ ลูกผู้หญิง เพราะผู้หญิงที่ได้แต่งงานนั้นถือว่ามีความประสบความสำเร็จใน ชีวิต เนื่องจากผู้หญิงบวชพระบวชเณรไม่ได้ การกระทำหรือการแสดงออกที่ เป็นการตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ครั้งหนึ่งก็คือ การแต่งงาน อีกทั้งผู้ชาย
129 เมื่อได้บวชเรียนกระทั่งถึงการแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ก็ถือว่าหมดหน้าที่ของ พ่อแม่ แต่ผู้หญิงจะต้องมีหน้าที่อยู่ตลอดเวลา คือจะต้องดูแลพ่อแม่มากกว่า ผู้ชาย อย่างที่ชาวมอญมักบอกว่า ผู้หญิงเปรียบเหมือนกับไข่ไก่ผู้ชายเปรียบ เหมือนกับก้อนหิน ยังไงผู้หญิงก็เสียเปรียบตลอดเวลา ก็เลยต้องอยู่ในความ ดูแลของพ่อแม่ผู้ปกครอง ยกตัวอย่าง สมมติว่าในครอบครัวหนึ่งมีลูกผู้ชาย 3 คน ลูกผู้หญิง 3 คน ยังไงผู้หญิงหนึ่งคนต้องอยู่กับพ่อแม่ เพราะผู้ชายเมื่อ แต่งงานต้องย้ายมาอยู่บ้านผู้หญิงอยู่แล้ว และการที่ลูกผู้หญิงได้แต่งงานถือ ว่าเป็นการเชิดหน้าชูตาให้แก่พ่อและแม่เป็นอย่างมาก และถือว่าเป็นการ ดำรงไว้ซึ่งวงศ์ตระกูลอีกด้วย ชาวมอญยังเชื่อว่า เมื่อหมั้นแล้วต้องรีบจัดพิธีแต่งงานให้เร็วที่สุด เพราะเกรงว่าจะมีอันตรายหรือสิ่งที่ไม่เป็นมงคลเกิดขึ้นแก่คู่ชายหญิงนี้อัน เป็นเหตุให้ไม่ได้แต่งงานกัน ส่วนฤกษ์ยามสำหรับการจัดพิธีถือว่ามี ความสำคัญมากที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจนถึงปัจจุบัน ที่สำคัญ คือ จะไม่จัด ในช่วงเดือนของการเข้าพรรษา และเดือนของการทอดกฐิน เพราะเป็นช่วง ของการปฏิบัติตนทางพระพุทธศาสนาที่ชาวมอญบ้านวังกะให้ความสำคัญ และศรัทธาเป็นอย่างมาก อีกทั้งหากไม่ดูฤกษ์ยามให้ดีแล้วเชื่อว่าใช้ชีวิตคู่ ต่อไปในอนาคตจะไม่มีความเจริญ อาหารที่ใช้ในงานนอกจากมีความเป็น มงคลและหาได้ง่ายในชีวิตประจำวันแล้ว ยังมีอาหารที่ห้ามใช้ในงานแต่งงาน เช่น ขี้เหล็ก ซึ่งใช้ได้ในงานที่เป็นอัปมงคล เช่น งานศพ เป็นต้น อาจเนื่องด้วย ชื่อที่ไม่ไพเราะและรสชาติของขี้เหล็กที่มีความขม จึงไม่เหมาะที่จะใช้ในงาน แต่งงานซึ่งเปนงานมงคล สิ่งของเครื่องใช้ภายในงานโดยเฉพาะที่นอนหมอน มุ้ง จะต้องเป็นหรือประกอบด้วยสีแดง เพราะเชื่อว่าเป็นสีที่เป็นมงคลเช่นกัน ช่วงเวลาในการประกอบพิธีถือว่าช่วงเวลาเช้า เป็นช่วงเวลาที่เป็นมงคล และ ช่วงเวลาเย็น เป็นช่วงเวลาที่เป็นอัปมงคล ฉะนั้นการประกอบพิธีจึงต้อง
130 กระทำให้เสร็จภายในครึ่งวันเช้า ในการแห่ขันหมากที่ต้องมีเครื่องนอนเครื่อง เรือนต่าง ๆ ถือเป็นสิ่งที่มีความเป็นมงคลเช่นกัน เพราะเป็นการบ่งบอกถึง การเริ่มต้นแห่งชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์ ในการเริ่มต้นของการประกอบพิธีที่ มีการรดน้ำส้มป่อย เพราะถือว่าส้มป่อยมีความเป็นมงคลสามารถขจัดปัดเป่า สิ่งชั่วร้ายและอัปมงคลออกไปได้ และรดตามด้วยน้ำที่มีความหอม เพื่อเพิ่ม ความเป็นสิริมงคลเข้าไปอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง พิธีแต่งงานของชาวมอญ จะไม่มีพระสงฆ์มาเกี่ยวข้องในพิธี เพราะ ถือว่าเป็นเรื่องของฆราวาสเท่านั้น และเกรงว่าพระสงฆ์จะมีกิเลสเกิดขึ้นในใจ เมื่อมาร่วมในพิธีแต่งงานนี้ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกทั้ง ๆ ที่ชาวมอญก็นับถือ พระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับคนไทย เพราะเขาเชื่อว่างานแต่งงานเป็นเรื่อง ของคนสองคน ที่เป็นเช่นนี้มีเรื่องอยู่ว่า “ชาวมอญแต่โบราณเกรงว่า ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย คือเขาอ้างถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลว่า มีชายคนหนึ่งเมื่อทำพิธีแต่งงานเสร็จแล้วได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เกิดความ เลื่อมใสศรัทธาขึ้นมาก็เลยเปลี่ยนใจไม่ยอมกลับไปหาเจ้าสาว ขอบวชเป็น สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้จึงไม่ยอมให้พระสงฆ์เข้ามา เกี่ยวข้องในพิธีแต่งงานประเดี๋ยวเจ้าบ่าวเกิดเลื่อมใสในผ้าสีเหลืองไปบวชเสีย อีก เจ้าสาวก็จะเป็นหม้าย แต่อย่างไรก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ถือกันเฉพาะในพิธี เท่านั้น เมื่อแต่งงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถือเป็นธรรมเนียมว่าจะต้อง นำสิ่งของข้าวปลาอาหารไปถวายพระที่วัด” และเมื่อแต่งงานแล้วและแต่งกับ ชาวมอญด้วยกัน ฝ่ายหญิงจะต้องนับถือผีของทางฝ่ายชาย ส่วนคนที่ท้องก่อนแต่ง หรือหนีตามกันไปนั้น จะไม่มีการจัดพิธี แต่งงานให้ และคนในชุมชนก็ไม่มีใครที่อยากจะช่วยงาน เป็นเพียงการให้ ผู้อาวุโสที่เป็นที่เคารพของทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยตกลงกันเท่านั้น และกระทำ ในเวลากลางคืน แต่สามารถจัดพิธีแต่งงานกันได้เมื่อฝ่ายหญิงคลอดลูกแล้ว
131 และสำหรับคนที่เป็นหม้ายจะจัดพิธีแต่งงานได้ในช่วงเวลาเย็น เพราะถือว่าไม่ บริสุทธิ์แล้ว ถ้าเป็นพ่อหม้ายสามารถจัดให้มีพิธีไหว้ตามปกติเหมือนคนโสด ส่วนแม่หม้ายนั้นไม่สามารถจัดให้มีพิธีไหว้ได้ ทำได้เพียงการไหว้บอกกล่าวแก่ บรรพบุรุษเท่านั้น ซึ่งการแต่งงานนี้ถ้าหากว่ากระทำได้ไม่ดีหรือไม่ถูกต้องตามจารีต ประเพณีแล้ว เช่น การท้องก่อนแต่ง การอยู่ด้วยกันก่อนแต่ง เป็นต้น ก็จะถือ ว่าคู่แต่งงานนั้นเป็นคู่แต่งงานที่ไม่สมบูรณ์แบบ และเชื่อว่าอาจทำให้ไม่มี ความสุขในบั้นปลายชีวิต การที่ผู้หญิงรวมทั้งคู่ของตนเองนั้นได้ผ่านการ แต่งงานที่เป็นไปอย่างถูกต้องตามจารีตประเพณี ยังส่งผลต่อประเพณีการ แต่งงานในระยะยาวอีกด้วย กล่าวคือเมื่อผู้หญิงได้แต่งงานของคนในหมู่บ้าน ก็จะต้องเลือกผู้หญิงหรือคู่แต่งงานที่มีความสมบูรณ์พร้อมเหล่านั้น ให้มาเข้า ร่วมในการประกอบพิธีที่สำคัญเพราะถือว่าจะได้เป็นมงคลละเป็นแบบอย่างที่ ดีแก่คู่แต่งงานใหม่ต่อ ๆ นั่นเอง ยังมีความคิดอีกว่า เมื่อแต่งงานกันเรียบร้อย แล้วฝ่ายชายจะต้องให้ฝ่ายหญิงเป็นผู้เก็บหรือดูแลเงินทองตั้งแต่เริ่มต้นชีวิต ครอบครัว เพราะฝ่ายชายอาจเก็บเงินทองไม่ได้ดีเท่าฝ่ายหญิงนั่นเอง ยังมีข้อความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพิธีแต่งงาน คือ - คนที่เป็นแม่หม้ายมาช่วยงานได้เฉพาะในครัว แต่ห้ามไปแตะต้อง สิ่งของต่าง ๆ ในห้องหอ - คนท้องสามารถมาร่วมงานได้ แต่ไม่ให้จับสิ่งของอะไร - สิ่งของเครื่องใช้ภายในงานห้ามแตกหรือร้าว - ถ้าบ้านของฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงมีน้องสาวหรือพี่สาวท้อง ห้าม จัดงานแต่งงานต้องเลื่อนไปจนกว่าจะคลอด - ถ้าภายในบ้านของฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงมีคนตาย พิธีแต่งงาน ต้องยกเลิกหรือเลื่อนไปก่อน
132 - เมื่อตกลงกันแล้ว สมมติญาติฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต แต่ไม่ได้ ต้องย้ายไปอีกเดือนหนึ่งอีกหนึ่ง - ของในงานแต่งงานห้ามแตกห้ามร้าวทุกอย่าง คนท้องไม่ให้ไป ช่วยงานไปได้แต่ห้ามจับห้ามอะไร นั่งดูเฉย ๆ ถ้าในชุมชนมีคน ตายก็ต้องยกเลิกการแต่งงาน เลื่อนไปวันใดวันหนึ่ง สำหรับแม่หม้ายช่วยงานในครัวได้ แต่ห้ามไปแตะต้องในห้องหอ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง น้องสาวท้องก็จัดงานแต่งไม่ได้เหมือนกัน เลื่อนไปจนกว่า จะคลอด การปฏิบัติ ก่อนการแต่งงาน การเลือกคู่สำหรับชาวมอญถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะทั้งฝ่าย ชายและฝ่ายหญิงต่างก็อยากมีคู่ครองที่ดี มีความรู้ ขยันทำมาหากิน เพื่อที่จะ ทำให้มีครอบครัวที่มั่นคงได้ในอนาคต การคบหาดูใจกันได้ระยะหนึ่งนั้น ทั้งสองฝ่ายจะบอกกล่าวกับพ่อแม่ให้รับทราบ โดยที่ส่วนใหญ่ฝ่ายชาย มากกว่านี้ก่อนเมื่อทั้งสองฝ่ายมีความมั่นใจต่อกันและพร้อมที่จะแต่งงานกัน แล้วจะบอกกล่าวให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายได้รับทราบเพื่อที่จะได้จัดเตรียมพิธีการ หมั้นต่อไป การทาบทามสู่ขอเมื่อทั้งสองฝ่ายคือฝ่ายชายและฝ่ายหญิงคบหาดู ใจกันจนมีความั่นใจต่อกันและกันแล้ว ฝ่ายชายจะให้ผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพนับ ถือไปทาบทามสู่ขอฝ่ายหญิงและตกลงกันเรื่องสินสอดทองหมั้น และฝ่ายชาย ต้องเตรียมการอะไรบ้าง เมื่อตกลงกันได้เรียบร้อยแล้วจะได้ กำหนดหมั้นและ พิธีการแต่งงานต่อไป
133 ในการหมั้น ในพิธีหมั้น ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงจะต้องมีผู้อาวุโสที่ เป็นคู่สามีภรรยาที่มีครอบครัวที่มั่นคง ไม่มีความทะเลาะเบาะแว้งกันมาอย่าง น้อยฝ่ายละ 3 คู่ ในการพูดคุยตกลงกัน เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายชายก็ จะนำของหมั้น อันได้แก่ เงินทองที่เป็นสินสอดหมั้นห่อไว้ในผ้าขาวแล้วนำมา มอบให้แก่ฝ่ายหญิง และฝ่ายหญิงก็จะมอบของที่มีค่าอย่างใดอย่างหนึ่งเป็น การตอบแทนฝ่ายชาย ในการหมั้นหรือการพูดคุยตกลงกันนี้กระทำใน ช่วงเวลาเย็นที่บ้านฝ่ายหญิง เมื่อหมั้นแล้วโดยส่วนใหญ่จะรีบจัดพิธีแต่งงาน ให้เร็วที่สุด คือภายใน 1 อาทิตย์ หรือ 1 เดือน เนื่องจากเกรงว่าจะมีอันตราย หรือสิ่งไม่เป็นมงคลมาเป็นเหตุให้ไม่ได้แต่งงาน หรืออาจเว้นระยะเวลา ประมาณ 1 ปี ถึงจะจัดพิธีแต่งงานซึ่งก็ขึ้นอยู่กับฤกษ์ยามหรือความพร้อม ความสะดวกของทางฝ่ายชายตามแต่ที่ตกลงกันไว้ แต่เมื่อถึงกำหนดแต่งงาน ฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงเกิดผิดคำพูดหรือหนีงานแต่งงงาน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้น จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่อีกฝ่าย ด้วยเงินตามแต่ที่ได้ตกลงกันไว้ การแต่งงาน พิธีแต่งงานของชาวมอญ เมื่อย้อนกลับไปครั้งที่ชาวมอญได้อพยพ มาจากสหภาพเมียนมาและตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยที่บ้านวังกะเดิมแล้ว บางครั้งก็จะ ไม่เน้นที่พิธีการแต่งงานมากนัก เนื่องจากชาวมอญที่อพยพเข้ามารุ่นแรก ๆ เข้ามาเพื่อทำมาหากิน และหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้กลับไปยังบ้านของตนที่อยู่ ในสหภาพเมียนมา ฉะนั้นพิธีกรรมหลาย ๆ พิธี จึงได้จัดเป็นแบบรวบรัด เพราะว่าเน้นที่การทำมาหากินเป็นหลัก ประเพณีการแต่งงานในแบบดั้งเดิม ของชาวมอญบ้านวังกะ โดยเฉพาะก่อนการย้ายหมู่บ้านหลังปี พ.ศ. 2525 นั้นจึงจัดรูปแบบที่เรียบง่าย เน้นเฉพาะในตัวพิธีการ โดยที่ไม่ได้เน้นที่งาน เลี้ยงใหญ่โตมากนัก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ได้มีการปรับหรือรือฟื้นประเพณีการ
134 แต่งงานให้มีความสมบูรณ์แบบมากที่สุด แม้จะไม่ได้ถูกต้องตามโบราณ ประเพณีเหมือนครั้งอยู่ในสหภาพเมียนมาแต่ก็พยายามที่จะจัดงานใหญ่โตขึ้น และได้นำมาเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติโดยส่วนใหญ่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และส่วนใหญ่เป็นการจัดพิธีแต่งงานแบบวิวาห์มงคล คือเป็นพิธีแต่งงานที่จัด ขึ้น ณ บ้านฝ่ายหญิงผู้เป็นเจ้าสาว ขั้นตอนในพิธีการแต่งงานและรวมถึงการเตรียมงานอาจต้องใช้ เวลา 3 วัน กล่าวคือ ในวันแรกเป็นวันเชิญแขกให้มาเข้าร่วม สิ่งที่ใช้สำหรับ การเชิญแขกคือ หมากพลู บุหรี่ หรือเทียน เนื่องจากว่าคนมอญสมัยก่อน เมื่อมีแขกมาบ้าน ก็จะมีแค่พานหมากไว้สำหรับต้อนรับขับสู้เสมือนเป็น อาหารกินเล่น ถือเป็นอาหารที่ดีหรือเป็นยาอย่างหนึ่ง อนึ่งเพราะคน สมัยก่อนฟันจะต้องดูลแถึงจะดูดี และการกินหมากก็ทำให้ฟันแข็งแรงอีกด้วย นอกจากนี้ก็จะมีบุหรี่ น้ำชา หรือน้ำตาลก้อนด้วย เป็นการกินกันคุยกันไป พลางส่วนเทียนที่ได้นั้นจะนำไปจุดเพื่อไหว้บูชาพระต่อไป ทั้งนี้เพื่อเป็น การบอกกล่าวให้รู้ว่าบ้านของตนจะมีงานแต่งงานเมื่อไหร่เวลาใด ส่วนในวันที่สองนั้น จะเป็นการเตรียมสถานที่เตรียมงาน อย่างการ ทำอาหาร ทำขนมต่าง ๆ เพื่อใช้ในการเลี้ยงแขก เช่น ไอศกรีม หรือเลี้ยงเป็น น้ำ กาแฟ น้ำชา และอาหารหลักที่ใช้เลี้ยงแขกในงานเป็นจำพวก ฟักเงิน ฟักทอง แกงส้มกระเจี๊ยบ ยำผักต่าง ๆ น้ำพริกผักจิ้ม แกงฮังเลต่าง ๆ เป็นต้น อาหารที่ถือว่าไม่เป็นมงคลในพิธีการแต่งงานต่าง ๆ นั้น ฝ่ายชายจะต้องเป็น ผู้ออกทุนสำหรับค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยที่ฝ่ายหญิงไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายอะไร จะมีแต่การเลี้ยงภายในบ้านของฝ่ายหญิงบางส่วนที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง บ้าง และที่นอนหมอนมุ้งนั้นส่วนใหญ่แล้ว จะต้องเป็นหรือประกอบด้วย สีแดงเป็นหลักซึ่งถือว่าเป็นสีที่มงคล
135 ในช่วงเวลากลางคืนของวันที่สองนี้ที่บ้านเจ้าสาวจะจัดอาหารคาว หวานหรือน้ำชา เลี้ยงตอนรับแก่แขกที่มาร่วมงานหรือร่วมยินดีแก่คู่บ่าวสาว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นญาติพี่น้อง และเพื่อนฝูงที่สนิทกัน โดยภายในบ้านที่เป็นที่ สำหรับประกอบพิธีที่ได้จัดเตรียมไว้สำหรับเช้าวันรุ่งขึ้น จะมีผู้เฒ่าผู้แก่นั่ง ล้อมวงสนทนาพลาง กินหมากพลูหรือดื่มน้ำชาไปพลาง กลุ่มคนวัยรุ่นก็จะนั่ง รับประทานอาหาร สนทนาพบปะกันอยู่ภายนอกบ้าน ผู้ที่เป็นเจ้าสาวจะ ช่วยงานภายในบ้านตามปกติ ทั้งงานในครัว การจัดเตรียมสถานที่ หรือการ ต้อนรับแขก ที่บ้านของฝ่ายชายหรือเจ้าบ่าวก็จะจัดให้มีการเลี้ยงอาหารคาว หวานเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่ญาติผู้ใหญ่และบรรดาเพื่อฝูงเช่นเดียวกัน ในวันที่สาม เป็นวันประกอบพิธีการแต่งงาน ซึ่งจะต้องประกอบ พิธีการต่าง ๆ ให้เสร็จภายในเวลาเก้าโมงเช้า หรือให้เสร็จเรียบร้อยทั้งหมด ภายในเวลาครึ่งวันเช้า เพราะถือว่าช่วงเวลาเช้าเป็นช่วงเวลาที่เป็นมงคล เวลาบ่ายหลังจากนั้นจะเป็นช่วงเวลาที่เป็นอัปมงคลที่บ้านเจ้าสาว เจ้าสาวจะ แต่งกายด้วยชุดตามประเพณีมอญที่สวยงามอลังการ กล่าวคือ แต่งกายด้วย เสื้อปักลวดลายสวยงามแขนยาว คอปิด และเข้ารูป นุ่งผ้าถุงที่เข้าชุดกันกับ เสื้อที่ปักลวดลายสวยงามเช่นเดียวกัน อย่างเช่นปักด้วยด้ายเงินด้านทอง และมีผ้าสไบพาดบ่า สีที่นิยมใส่ส่วนใหญ่เป็นสีแดง ชมพู หรือขาว และ ประดับตกแต่งด้วยเครื่องประดับอย่างสวยงาม และนั่งรอขันหมากภายใน ห้องหอ และเพื่อให้แขกที่มาร่วมงานได้มาร่วมแสดงความยินดีและภาพถ่าย ร่วมกับเจ้าสาว ในขณะที่ภายในงานนั้นบรรดาแขกที่มาร่วมงานซึ่งก็นิยมแต่ง กายด้วยชุดประเพณีมอญที่สวยงาม จะนำเงินมาร่วมลงขันให้แก่คู่บ่าวสาวยัง ที่ประกอบพิธีที่จะมีขันใบใหญ่ไว้สำหรับใส่เงินที่แขกนำมาลงขัน โดยมีผู้เฒ่า ผู้แก่หรือผู้อาวุโสนั่งเป็นประธานและแจกของชำร่วยเป็นการตอบแทน โดยของชำร่วยจะเป็นสิ่งของที่สามารถนำมาใช้สอยในชีวิตประจำวันได้ เช่น
136 แก้วน้ำ ขัน พัด ผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น ส่วนเงินที่นำมาร่วมลงขันนั้นส่วนใหญ่ แล้วเป็นจำนวน ยี่สิบบาท ถ้าแขกมีความสนิทสนมกันกับเจ้าภาพ จะใส่หนึ่ง ร้อยบาทถึงห้าร้อยบาท หรือจะนำเป็นสิ่งของต่าง ๆ ที่เป็นเสมือนต้นทุนใน การทำมาหากินหรือในการใช้ชีวิตครอบครัวมามอบไว้ให้แก่คู่บ่าวสาวก็ได้ เช่น ข้าวสาร กะปิ เกลือ เป็นต้นจากนั้นก็ร่วมรับระทานอาหารที่ทางเจ้าภาพ จัดเตรียมไว้ให้ ในขบวนขันหมากของชาวมอญ จะใช้ภาชนะที่เรียกว่าผอบในการ จัดขันหมาก ซึ่งจะมีอยู่หลัก ๆ ด้วยกัน 2 ผอบ สำหรับใส่สินสอดเงินทองและ ใส่หมากพลู มีต้นมะพร้าวต้นเล็ก ๆ หนึ่งต้น ที่ใส่ไว้ในกะละมังแล้วห่อด้วยผ้า ขาวไว้อย่างดี หรือจะมีผอบมากกว่านี้ก็ได้ตามแต่ฐานะของทางเจ้าบ่าว บาง คนนำของมาใส่เป็น 10 ผอบ จนถึง 100 ผอบก็มี ในการใช้ผอบนี้ไม่สามารถ ใช้ได้กับทุกบ้าน ถ้าบ้านไหนไม่ได้ใช้ผอบมาแต่ดั้งเดิม ก็ไม่สามารถใช้ผอบได้ ในปัจจุบัน อนึ่ง ตั้งแต่เริ่มย้ายมาอยู่ในประเทศไทยใหม่ ๆ การใช้ผอบและต้น มะพร้าวนี้ ก็ไม่ค่อยได้ปฏิบัติกันแล้ว นอกจากนี้ยังประกอบด้วยเครื่องนอน เครื่องเรือนต่าง ๆ เช่น ที่นอน หมอน มุ้ง ผ้าห่ม หีบใส่เสื้อผ้า ปิ่นโต เซี่ยนหมาก ถาดใส่กับข้าว หม้อหุงขาว จาน ชาม ช้อน เป็นต้น อันเป็นการ บ่งบอกถึงการเริ่มต้นแห่งชีวิตครอบครัว และในการแห่ขันหมากจะต้องเลือก บุคคลที่เป็นลูกที่อยู่ในครอบครัวที่สมบูรณ์ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ลูกคน โต ลูกคนที่สอง และลูกคนสุดท้อง เพื่อที่จะมาถือเครื่องนอนและของในพิธี แต่งงานต่าง ๆ เหล่านี้ เมื่อขบวนขันหมากแห่มาถึงบ้านเจ้าสาว จะมีการกั้น ประตูโดยใช้สายสร้อยทอง เป็นต้น ส่วนคนที่กั้นประตูนั้น ประตูแรกถือว่า สำคัญมากผู้ที่กั้นต้องเป็นคนที่แต่งงานมีครอบครัวที่สมบูรณ์ ส่วนประตูอื่น ๆ ถัดไปจะเป็นใครกั้นก็ได้ เพื่อเป็นการเรียกร้องวิ่งตอบแทนจากทางเจ้าบ่าว เพื่อความสนุกสนานภายในงาน แต่ก่อนที่จะขึ้นบ้านได้นั้น ต้องมีการถาม