The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Yves 02, 2023-04-07 04:11:39

หนังสือ สามประสบ สามชาติพันธุ์ สังขละบุรี

ปกหนังสือสังขละบุรี

137 ตอบกันเป็นบทกลอนไปมา ระหว่างพ่อแม่เจ้าสาวและพ่อแม่เจ้าบ่าวกันก่อน โดยพ่อแม่เจ้าสาวจะเป็นฝ่ายถามก่อน และพ่อแม่เจ้าบ่าวเป็นฝ่ายตอบ เป็น การถามเกี่ยวกับการมาขอแต่งงานของทางเจ้าบ่าว ซึ่งใช้เวลาอยู่หลายนาที เมื่อตกลงกันได้เรียบร้อยแล้ว จึงได้เชิญทางฝ่ายเจ้าบ่าวเข้ามาภายในบ้าน ผู้ที่มารับเจ้าบ่าวเข้าบ้านต้องเป็นผู้ที่มีครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อมเช่นเดียวกัน เมื่อเจ้าบ่าวรับตัวเจ้าสาวออกมาจากห้องหอแล้ว ก็มีการถามตอบกันอีกครั้ง หนึ่งซึ่งเป็นการถามตอบกันระหว่างเจ้าบ่าวกับเจ้าสาว โดยเจ้าสาวเป็น ฝ่ายถามก่อน และเจ้าบ่าวเป็นฝ่ายตอบในทำนองเดียวกัน ซึ่งดูเหมือนว่าการ ถามตอบกันนี้ จะเป็นการปฏิบัติที่มีความสนุกสนานเพลิดเพลินเป็นอย่างมาก โดยที่เจ้าบ่าวจะแต่งกายด้วยเสื้อสีขาว แขนยาว คอปิด นุ่งโสร่งมอญ โดยถ้า คนไหนมีฐานะดี จะใส่โสร่งที่มีความยาวถึง 20 ศอก ถ้านุ่งไม่หมดก็พาดไป เรื่อย ๆ สีของโสร่งส่วนใหญ่จะเป็นสีแดง จากนั้นจะเป็นการประกอบพิธีการแต่งงาน ในการประกอบพิธีนั้น จะต้องมีหญิงสูงวัยที่มีภูมิความรู้เกี่ยวกับพิธีแต่งงานและเป็นผู้ที่มีคู่ครองหรือ ครอบครัวที่มั่นคง มานั่งคั่นกลางระหว่างคู่บ่าวสาวเพื่อคอยนำคู่บ่าวสาวใน การกระทำการต่าง ๆ โดยที่เจ้าบ่าวนั่งทางขวามือ ส่วนเจ้าสาวนั่งทางซ้ายมือ และมีหมอนวางไว้หนึ่งคู่เพื่อให้คู่บ่าวสาวให้กราบไหว้ ส่วนทางพ่อแม่ของทั้ง สองฝ่ายนั่งอยู่ข้าง ๆ อีกทั้งมีผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีชีวิตครอบครัวที่มั่นคงสมบูรณและ เป็นที่เคารพนับถือของทั้งสองฝ่ายร่วมทั้งนั่งเป็นประธานในพิธีประมาณ 5 คน เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานและให้คู่บ่าวสาวได้กราบไหว้และดูเป็น แบบอย่างในการมีชีวิตครอบครัวที่ยั่งยืน เริ่มพิธีโดยการนำเอาน้ำส้มป่อย ใส่ ขมิ้นมาล้างมือให้แก่คู่บ่าวสาวให้มือของเจ้าบ่าววางอยู่ข้างบนมือของเจ้าสาว เพื่อเป็นการทำความสะอาด แล้วรดด้วยน้ำที่มีกลิ่นหอม ตามอีกครั้งหนึ่ง เช่น น้ำหอมจากไม้จันทร์หอม น้ำอบ เป็นต้น เพื่อความเป็นสิริมงคลและ


138 ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย โดยมีภาชนะรองรับไว้ จากนั้นจึงได้เริ่มพิธีไหว้ โดยผู้นำใน การประกอบพิธีที่นั่งอยู่ตรงหน้าคู่บ่าวสาวเป็นผู้นำกล่าวนำ ครั้งหนึ่งเป็นการ ไหว้พ่อแม่ของคู่บ่าวสาว คู่บ่าวสาวพนมมือพร้อมดอกไม้คนละ 1 ดอก ผู้นำพิธีจะกล่าวถึงพระคุณของพ่อและแม่ เสร็จกราบหนึ่งครั้งแล้วนำดอกไม้ นั้นมอบให้แก่พ่อแม่ของแต่ละฝ่าย ครั้งที่สองไหว้พระรัตนตรัย คู่บ่าวสาว พนมมือพร้อมดอกไม้คนละ 1 ดอก ผู้นำพิธีจะกล่าวถึงคุณของพระรัตนตรัย เสร็จแล้วกราบหนึ่งครั้งแล้วนำดอกไม้นั้นถวายบูชายังหิ้งพระประจำบ้าน ครั้งที่สามไหว้บรรพบุรุษ คู่บ่าวสาวพนมมือพร้อมดอกไม้คนละ 1 ดอก ผู้นำพิธีจะกล่าวถึงบุญคุณของบรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย เสร็จแล้วกราบหนึ่งครั้ง นำดอกไม้นั้นมอบให้แก่ปู่ย่าตายาย ซึ่งในการประกอบพิธีไหว้นี้คู่บ่าวสาวดูมี ความตั้งใจเป็นอย่างมาก จากนั้นเป็นการรับมอบเงินสินสอดที่ทางเจ้าบ่าวได้นำมาสู่ขอ เจ้าสาวนี้ พร้อมทั้งเงินจากแขกที่มาร่วมงานได้ร่วมลงขันไว้ มอบให้เจ้าบ่าว เพื่อให้เจ้าบ่าวได้นำมามอบให้แก่เจ้าสาว โดยเงินทั้งหมดนี้ให้แก่คู่บ่าวสาว ทั้งหมดไม่ได้ให้แก่พ่อแม่เจ้าสาว เพื่อให้เป็นเงินทุนสำหรับการเริ่มต้นชีวิตคู่ เสร็จแล้วผู้นำในการประกอบพิธีจึงได้ทำการเจิมหน้าผาก สวมมงคล หรือ การผูกข้อมือด้วยสายสิญจน์ให้แก่คู่บ่าวสาว และผู้นำในการประกอบพิธีนี้จะ ทำการกล่าวสั่งสอนแก่คู่บ่าวสาว ซึ่งเป็นแบบอย่างคำสอนจากหนังสือโลก สิทธิ และหนังสือเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันชาวมอญ เพื่อให้คู่บ่าวสาวได้ ใช้ชีวิตคู่เป็นไปอย่างปกติสุข เป็นการบรรยายที่มีความละเอียดลึกซึ้งและใช้ เวลานาน จากนั้นเป็นการส่งตัวเข้าหอ ซึ่งในระหว่างที่คู่บ่าวสาวทำพิธีอยู่นั้น จะมีผู้หญิงที่ได้แต่งงานและมีครอบครัวที่มั่นคง 2 คน นอนรออยู่ในห้องหอ อยู่ก่อนแล้ว เพื่อให้คู่บ่าวสาวได้ไถ่ที่นอนของตนเองคืน อนึ่งการจัดแต่งห้อง


139 หอให้เสร็จเรียบร้อยนั้นผู้จัดจะต้องเป็นผู้ที่แต่งงานมีครอบครัวที่มั่นคง สมบูรณ์เช่นเดียวกัน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาวนั่นเอง นอกจากนี้ ผู้หลักผู้ใหญ่ยังนำเงินและทองมาให้คู่บ่าวสาวคาบ ที่เรียกว่าคาบเงินคาบทอง โดยเป็นการคาบส่งถึงกันจากปากของเจ้าบ่าวคาบส่งให้เจ้าสาว เจ้าสาวก็จะ คาบใส่ลงไว้ในขัน เพื่อเป็นอุบายให้เหมือนกับว่าจะได้เงินทองไหลมาเทมา และเพื่อความสนุกสนานหรือการหยอกเย้าแก่คู่บ่าวสาวนั่นเอง ซึ่งก็ทำให้คู่ บ่าวสาวมีความเขินอายต่อกันอยู่ไม่น้อย นอกจากนี้แล้วคู่บ่าวสาวยังต้องไปไหว้ศาลพ่อปู่ประจำหมู่บ้าน ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังของเจดีย์พุทธคยา เป็นการบอกกล่าวเพื่อท่านได้รับรู้และ ช่วยคุ้มครองรักษาชีวิตคู่ให้เป็นปกติสุข โดยใช้เทียน 3 เล่ม และดอกไม้คนละ 1 ดอก ในการไหว้ในการมาไหว้ศาลพ่อปู่นี้ส่วนใหญ่จะมาหลังจากเสร็จพิธี ต่าง ๆ ในบ้านแล้ว หรือเพื่อความสะดวกจะไหว้จากที่บ้านเลยก็ได้ อนึ่งถ้า เจ้าบ่าวหรือเจ้าสาวไม่ได้ทำพิธีทำขวัญโกนผมไฟในตอนเด็ก ต้องจัดพิธีทำ ขวัญนี้ก่อนการทำพิธีแต่งงาน โดยจะทำในช่วงเวลาเช้ามือของวันแต่งงาน หรือทำวันก่อนหน้านั้นก็ได้ หรือถ้าทำแล้วต้องการทำอีกก็สามารถทำได้ เช่นกัน หลังการแต่งงาน เมื่อแต่งงานกันเรียบร้อยแล้วคู่สามีภรรยาต้องพักอาศัยอยู่ในบ้าน ซึ่งเป็นบ้านของฝ่ายหญิงก่อน เป็นเวลา 7 วัน และห้ามเคลื่อนย้ายที่นอนโดย เด็ดขาด เมื่อครบแล้วถึงจะไปทำงานที่อื่นหรือย้ายบ้านฝ่ายชายได้ แต่ก็ต้อง ดูก่อนว่าที่บ้านฝ่ายหญิงมีคนที่จะคอยดูแลพ่อแม่หรือไม่ ซึ่งจะต้องนำน้ำที่มี ความหอมมาล้างหน้าให้ครบ 7 วันนี้ เพื่อให้คู่แต่งงานใหม่นี้ได้อยู่ใกล้ชิดกัน เต็มที่ ให้มีความผูกพันธ์กันมากที่สุด และเพื่อให้มีมารยาทสืบสกุลโดยไว้


140 เพราะการมีลูกนั้นเสมือนเป็นการยึดโยงความผูกพันธ์ของคู่แต่งงานนี้ให้อยู่ ด้วยกันได้อย่างตลอดรอดฝั่ง ในส่วนนี้มีข้อสังเกตว่า ในส่วนนี้มีการปฏิบัติที่ต่างกันกับชาวมอญ ในพื้นที่อื่น เช่น ชาวมอญในจังหวัดสมุทรสาคร เจ้าบ่าวจะต้องนอนหอ เป็น เวลา 7 คืน ส่วนเจ้าสาวจะถูกส่งตัวตามไปภายหลังหรือเมื่อเสร็จพิธีแต่งงาน แล้ว ฝ่ายเจ้าบ่าวจึงลากลับ ตัวเจ้าบ่าวเองก็ต้องกลับไปด้วย พอตกกลางคืน จึงมีขบวนนำเจ้าบ่าวมาส่งยังบ้านเจ้าสาวอีกครั้งหนึ่ง ครั้นรุ่งเช้าก่อนตะวัน ขึ้นเจ้าบ่าวต้องกลับไปบ้านของตนเอง ปฏิบัติเช่นนี้จนครบ 7 วัน ทางฝ่าย เจ้าสาวจึงขบวนมาไหว้พ่อแม่และญาติพี่น้องของฝ่ายเจ้าบ่าวด้วยผ้าไหว้ ขนมและผลไม้เป็นอันเสร็จพิธีการแต่งงาน (สุจริตลักษณ์ ดีผดุง และคณะ,2542) การจดทะเบียนสมรส ชาวมอญไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันหลัง แต่งงาน แต่เป็นการให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายละไม่ต่ำกว่า 5 คู่ เพื่อเป็นร่วมเป็นสักขีพยานในการแต่งงานและใช้ชีวิตคู่ของชายหญิงนี้ ซึ่งเป็นการตกลงกันตั้งแต่การหมั้นแล้ว เพราะถือว่าเป็นการเชื่อมั่นใน ความรักของทั้งสองฝ่าย หากมีอันต้องเลิกรากัน ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้ที่ได้รับสิทธิในการเลี้ยงดู ลูกก่อน โดยที่ฝ่ายชายไม่มีสิทธิใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ถ้าฝ่ายหญิงไม่สามารถเลี้ยงดู ลูกได้ ฝ่ายชายถึงจะได้รับสิทธิในการเลี้ยงดูลูกแทนอีกทั้งสมบัติทุกอย่างที่มี อยู่ภายในครอบครัว เช่น ที่ดิน บ้าน รถยนต์ เป็นต้น ฝ่ายชายจะไม่ได้รับสิทธิ์ ใด ๆ เลย เช่นนี้ เรียกง่าย ๆ ว่าไปแต่ตัว เพราะถือว่าฝ่ายชายมีกำลังที่ทำมา หากินได้ง่ายกว่า


141 การเปลี่ยนแปลงของประเพณีการแต่งงานของชาวมอญ คติความเชื่อ ประเพณีการแต่งงานก็ยังคงถือว่าเป็นประเพณีเกี่ยวกับชีวิตที่ ชาวมอญบ้านยังคงถือปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบัน แต่ก็มีแนวความคิดความเชื่อ บางอย่างอันเกี่ยวกับการแต่งงานนี้ ที่มีความเจือจางหรือให้ความสำคัญ น้อยลงหรือการมีแนวความคิดความเชื่อในรูปแบบใหม่เข้ามาผสมผสาน อันนำสู่การประพฤติปฏิบัติในที่สุด กล่าวคือ มุมมองในการแต่งงานที่ถือเป็น การแข่งขันโอ้อวดระหว่างเพื่อผู้หญิงด้วยกันเอง หรือเพื่อความมีหน้ามีตาใน สังคมแทนการคำนึงถึงคุณค่าของประเพณีการแท้จริง มีการยอมรับได้มากขึ้นสำหรับคนที่ท้องก่องแต่งหรืออยู่ด้วยกัน ก่อนแต่ง ที่สามารถจัดพิธีแต่งงานได้ แม้แต่จะตั้งท้องอยู่ก็ตามโดยที่ไม่จำเป็น ว่าต้องรอให้คลอดลูกก่อน การให้ความสำคัญในการเลือกบุคคลที่จะเข้าร่วมในการจัดหรือ การประกอบพิธีแต่งงานในขั้นตอนต่าง ๆ ที่ลดน้อยลง จากที่เคยต้องเลือก บุคคลที่มีครอบครัวที่มั่นคงสมบูรณ์แบบ รวมถึงการให้ความสำคัญกับการนิมนต์พระสงฆ์เพื่อร่วมในการ ประกอบพิธีการแต่งงาน โดยเชื่อว่าจะทำให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าว สาวนั้นเอง


142 การปฏิบัติ ก่อนการแต่งงาน การแสดงออกซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงมีความเปิดเผยมาก ขึ้น และส่วนใหญ่เป็นไปในทางที่ไม่ดีงามหรือทางที่ผิด โดยเฉพาะเยาวชนที่ อายุไม่เกิน 18 ปี ทำให้มีปัญหาของการท้องก่อนแต่ง การอยู่ด้วยกันก่อน แต่งงาน หรือการหย่าร้าง เพิ่มจำนวนมากขึ้นและทำให้ดูเหมือนสิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว อันอาจส่งผลให้ค่านิยมที่ดีงามเกี่ยวกับการแต่งงาน เสื่อมถอยลงและประเพณีดั้งเดิมถูกบิดเบือนไปได้ในอนาคต การแต่งงาน ในการเชิญแขกเพื่อมาร่วมในพิธีแต่งงานนอกจากใช้บุหรี่ หมาก หรือเทียนในการเชิญแล้วยังมีการแจกเป็นบัตรเชิญเพิ่มเข้ามา เพื่อเชิญแขกที่ ต้องการให้มาร่วมงานเลี้ยงฉลองแบบใช้โต๊ะจีนในเวลากลางคืนของ วันประกอบพิธีการแต่งงาน โดยที่ไม่ได้เชิญทุกบ้าน กล่าวคือ บางบ้านเชิญ ด้วยบุหรี่อย่างเดียว เพื่อให้มาร่วมในพิธีแต่งงานในตอนเช้า ส่วนบางบ้าน นอกจากเชิญด้วยบุหรี่แล้วยังแจกบัตรเชิญร่วมด้วย เพื่อต้องการให้มาร่วมใน งานเลี้ยงฉลองตอนกลางคืน สำหรับบรรยากาศการตกแต่งภายในบ้านเจ้าสาว นิยมประดับ ประดาไปด้วยภาพถ่ายแต่งงาน (pre wedding) ดอกไม้ ลูกโป่ง กล่อง สำหรับใส่ซองเงิน เป็นต้น ซึ่งการถ่ายภาพแต่งงานนี้มีทั้งการแต่งกายด้วยชุด แต่งงานที่เป็นแบบสากลและชุดที่เป็นแบบประเพณีมอญ ประกอบกับการทำ ฉากหลังหรือซุ้มดอกไม้สำหรับการถ่ายภาพ เพื่อให้แขกที่มาร่วมงานได้ ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกร่วมกับคู่บ่าวสาว


143 การจัดที่นอน ปัจจุบันนิยมการจัดที่นอนหมอนมุ้งไว้ก่อนล่วงหน้า แทนการรอจากขบวนขันหมากแล้วจึงค่อยนำมาจัด เพื่อให้มีความ สะดวกสบายและความกระชับของพิธีการมากขึ้น ในช่วงเวลากลางคืนของวันก่อนวันประกอบพิธีแต่งงาน เจ้าบ่าว เจ้าสาวนิยมแต่งกายด้วยชุดแต่งงานตามประเพณีมอญที่สวยงามแต่มีความ อลังการน้อยกว่าวันทำพิธี แล้วมานั่งรออยู่ในห้องหอที่ได้มีการจัดเตรียมไว้ เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้บรรดาญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงได้เข้ามาร่วมแสดงความ ยินดีและถ่ายภาพร่วมกันแทนการช่วยจัดเตรียมงานภายในครัว หรือต่างฝ่าย ต่างจัดเลี้ยงเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่เพื่อนฝูงของตนเอง การแต่งกายในวันของการประกอบพิธี เสื้อผ้าอาจจะยังคงรูปแบบ ตามประเพณีมอญ แต่ก็จะเปลี่ยนไปในเรื่องของรายละเอียด เช่น มีความ เปิดเผยมากขึ้น ไม่มิดชิดเหมือนสมัยก่อย โดยเฉพาะฝ่ายเจ้าสาว หรือมี รูปแบบที่คล้ายอย่างของไทยมากขึ้น ในวันที่สอง ซึ่งเป็นวันประกอบพิธีแต่งงาน การแห่ขันหมากมายัง บ้านเจ้าสาวในปัจจุบันมีจำนวนน้อยกว่าในสมัยก่อน หรือบางบ้านอาจไม่มี ขบวนขันหมาก กล่าวคือ ในช่วงเวลาเช้าก่อนการทำพิธี เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะ แต่งกายด้วยชุดแต่งงานสวยงามแล้วนั่งรออยู่บนที่นอนในห้องหอเพื่อให้แขก ที่มาร่วมงานได้เข้าไปร่วมแสดงความยินดีและถ่ายภาพร่วมกัน เมื่อถึงเวลา เริ่มการประกอบพิธีแต่งงานจึงได้ออกมาจากห้องหอเพื่อทำพิธีในลำดับต่อไป อาจเนื่องด้วยความจำเป็นเรื่องเวลา จึงต้องการจัดพิธีให้มีความกระชับมาก ที่สุด และขบวนขันหมากที่มีให้เห็นได้บ่อย จะเป็นขบวนขันหมากที่คล้าย ๆ แบบของไทยคือมีต้นกล้วย ต้นอ้อย เครื่องขันหมากที่ประกอบด้วยขนมต่างๆ แทนซึ่งการจัดขบวนขันหมากอย่างของไทยไม่จำเป็นว่าคู่บ่าวสาวจะต้องเป็น


144 คนไทยกับคนมอญเท่านั้นเพราะคนมอญกับคนมอญด้วยกันเองก็มีให้เห็นใน รูปแบบเดียวกันนี้เหมือนกัน อาจมีการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ในช่วงเวลาเช้าก่อนการแห่ ขันหมากรวมถึงการรดน้ำสังข์ร่วมด้วย (ส่วนใหญ่เป็นพิธีที่จัดขึ้น ณ บ้านของ เจ้าสาวที่เป็นคนไทย) ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นการแต่งงานระหว่างคนมอญกับ คนไทยจึงทำให้นำพิธีการมาผสมผสานกัน หรือแม้แต่ระหว่างคนมอญกับคน มอญด้วยกันเอง ของชำร่วยไม่จำเป็นต้องเป็นของที่สามารถนำมาใช้ใน ชีวิตประจำวันได้อย่างเดียว เช่น พัด แก้วน้ำ เป็นต้น แต่เป็นของที่มีรูปแบบ ที่มีความสวยงามหลากหลายมากขึ้น เช่น พวกกุญแจ ของที่เป็นที่ระลึกอื่น ๆ เป็นต้น เมื่อขันหมากมาถึงบ้านเจ้าสาว การถามตอบเป็นบทกลอนระหว่าง พ่อแม่เจ้าบ่าวกับพ่อแม่เจ้าสาวและระหว่างคู่บ่าวสาวด้วยกัน ปัจจุบันไม่ได้ ปฏิบัติกันแล้วหรือปฏิบัติน้อยมากเนื่องจากการถามตอบนี้ต้องใช้เวลานาน ทำให้เป็นการเสียเวลา ในการประกอบพิธีไหว้ บทสวดหรือคำสอนแก่คู่บ่าวสาวที่ผู้นำพิธี กล่าวมีความกระชับมากขึ้นและใช้เวลาเพียงไม่นาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ความต้องการของคู่บ่าวสาวหรือเจ้าภาพ เพราะเป็นสิ่งที่ใช้เวลานาน เช่นเดียวกัน การนิมนต์พระสงฆ์ในการทำบุญเลี้ยงพระและเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาวที่มีให้เห็นมากขึ้นในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่แล้วนิยมทำในช่วงเวลาเช้าก่อนการแห่ขันหมากหรือทำในช่วงเวลา เพลคือหลังจากเสร็จพิธีไหว้เรียบร้อยแล้วก็ได้ แล้วแต่ความสะดวกของ เจ้าภาพคือไม่เพียงเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาวเท่านั้นยังถือว่าเป็น การทำบุญบ้านไปในตัวด้วย


145 มีการทำอาหารไทยเพิ่มเข้ามาเพื่อใช้สำหรับถวายแด่พระสงฆ์ หรือ เลี้ยงแขก สำหรับบ้านที่ต้องการจัดให้มีงานเลี้ยง ในช่วงเวลาเย็นมีการจัดงาน เลี้ยงแบบโต๊ะจีนพร้อมทั้งวงดนตรี และคู่บ่าวสาวจะแต่งกายด้วยชุดแต่งงาน แบบสากล สถานที่จัดงานส่วนใหญ่จะเป็นที่สนาม หอประชุมของโรงเรียน หรือเทศบาล ที่อยู่ฝั่งอำเภอ หรือที่บ้าน แล้วแต่ความสะดวกของเจ้าภาพ หลังการแต่งงาน เมื่อเสร็จพิธีแต่งงานเรียบร้อยแล้วคู่แต่งงานใหม่ที่ส่วนใหญ่ออกไป ทำงานยังต่างถิ่น จะไม่ได้พักอยู่บ้านก่อนเป็นเวลา 7 วัน หลังการแต่งงาน เพราะต้องรีบกลับไปทำงานที่อยู่ในเมืองกาญจนบุรี หรือในกรุงเทพมหานคร เป็นต้น มีการจัดทะเบียนสมรสกันมากขึ้นระหว่างคู่ที่แต่งงานแล้ว ซึ่งส่วน ใหญ่เป็นผู้ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวหรือวัยกลางคน และเป็นผู้ที่ได้รับสัญชาติไทย แล้ว ประเพณีการแต่งงานกับความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตคู่ในทรรศนะของชาว มอญ ประเพณีการแต่งงานยังคงมีความจำเป็นสำหรับการใช้ ชีวิตคู่ เพราะเสมือนเป็นการสร้างขวัญให้แก่คู่บ่าวสาว กล่าวคือ ถ้ามีการประพฤติ ปฏิบัติอย่างถูกต้อง ตามจารีตประเพณี ตั้งแต่เริ่มต้น คือการคบหาดูใจเพื่อ ศึกษานิสัยใจคอซึ่งกันและกัน และมีการวาง แผนการใช้ชีวิตคู่ก่อนการ แต่งงาน ชีวิตคู่และครอบครัวก็จะสามารถดำเนินไปได้ด้วยดี อีกทั้ง สิ่งที่เห็น ได้ชัดในพิธีแต่งงานก็คือ การที่มีการเชิญแขกหรือผู้หลักผู้ใหญ่ให้มาร่วมใน งานเพื่อเป็นสักขีพยานและ ร่วมแสดงความยินดีแก่คู่บ่าวสาว ฉะนั้น


146 ในอนาคตถ้าคู่สามีภรรยาจะต้องทะเลาะเบาะแว้งกัน หรือถ้า จะต้องหย่าร้าง กัน อาจทำให้ต้องการคิดหน้าคิดหลังให้มากขึ้น เมื่อนึกถึงผู้หลักผู้ใหญ่และ แขกที่มาร่วมยินดีและเป็นสักขีพยาน หรือการที่ให้คนที่มีครอบครัวที่สมบูรณ์ มาร่วมในการประกอบพิธี แต่งงานนั้น ก็เพื่อให้คู่บ่าวสาวได้ดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งการครองคู่ที่ดีและมีชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ อย่างสำนวนไทยที่กล่าว ไว้ว่า “ขอให้อยู่ด้วยกันจนถือไม้เท้ายอดทอง ตะบองยอดเพชร” และ โดยเฉพาะฝ่ายหญิงที่เห็นว่า เมื่อได้แต่งงานอย่างถูกต้องตามประเพณีแล้ว ผู้หญิงจะดูมีคุณค่ามากกว่า การหนีตามกันไป เพราะผู้ชายจะได้ยกย่องและ ให้เกียรติ แต่ถ้าหนีตามกันไปหรืออยู่กินด้วยกันเฉย ฝ่ายชายจะไม่ค่อยให้ เกียรติหรือคิดที่จะเอาเปรียบฝ่ายหญิงอย่างไรก็ได้ อันนำไปสู่ปัญหาการ หย่าร้าง ได้ง่าย ทั้งยังถือเป็นการตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่อีกอย่างหนึ่ง ด้วยแต่ในอีกมุมมองหนึ่ง ก็เห็นว่าการแต่งงานนั้นไม่มีความจำเป็นสำหรับ การใช้ชีวิตคู่ เพราะเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับคนสองคนมากกว่า ก็มองว่าบางครั้ง การแต่งงานก็ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันความมั่นคงในชีวิตคู่เสมอไป โดยเฉพาะ สำหรับคนรุ่นใหม่ ที่อาจกระทำเพียงบอกกล่าวให้พ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายรับรู้ เท่านั้น หรือมองว่าการแต่งงานเป็นการทำตามประเพณีที่ได้ปฏิบัติสืบต่อกัน มาเท่านั้น


147 2. ประเพณีงานศพ งานศพมอญแต่เดิมจะทำกันหลายรูปแบบ เงื่อนไขอยู่ที่ว่าใครเป็น เสียชีวิต แล้วก็เสียชีวิตอย่างไร ผู้ตายจะแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ พระหรือ ฆราวาส ถ้าพระจะประกอบพิธีอย่างหนึ่ง ฆราวาสประกอบพิธีอย่างหนึ่ง ตำราของมอญที่เกี่ยวกับเรื่องการจัดศพ คนมอญจะถือ มอญจะเรียกว่าโลก สมมุติเมื่อพูดถึงการจัดศพ ถ้าเป็นศพของคนที่เสียชีวิตแบบอุบัติเหตุ เช่นตกน้ำ รถชน คนมอญจะจัดศพแบบง่ายที่สุด ไม่มีการสวดไม่นิมนต์พระ ใด ๆ ทั้งสิ้น พอศพมาถึงวัดก็ฝังอย่างเดียว ไม่มีพิธีทำบุญอะไรให้ทั้งสิ้น ศพจะเก็บคือฝังไว้ประมาณ ๑ ปี ถึงจะขุดศพขึ้นมาทำพิธี หลังจากนั้นจะ ไม่ให้ทำพิธีเกี่ยวกับศพอีกเลยแต่จะเลี่ยงไปโดยเจ้าภาพเจ้าของงานมักจะไป ทอดกฐิน พอทอดกฐิน ก็จะเผาศพด้วย การเฉลิมฉลองก็ไปฉลองกฐินกันเสีย ฉลองกฐินทำบุญอื่นไปเสีย พอทำบุญเสร็จเรียบร้อยแล้วถึงจะมาเผาศพโดยที่งานศพจะไม่มี อะไรมากมาย มีแค่พระมาสวดแล้วก็เผาเลย การตั้งศพนั้นก็ถือเป็นการตั้ง กฐินไป เป็นไปตามตำรามอญโบราณ คือถ้าเสียชีวิตไม่ดีจะไม่ให้ทำพิธีรีตอง อะไรมากมาย ถ้าเสียชีวิตในกรณีปกติจะมีพิธี พิธีจะมีว่าเสียชีวิตในบ้านหรือ เสียชีวิตนอกบ้านถ้าเสียชีวิตในบ้านจะมีพิธีมากถ้าเสียชีวิตนอกบ้านจะนำศพ ไปไว้ที่วัดแล้วไปจัดพิธีที่วัด ถ้าเสียชีวิตในบ้าน โดยมากถ้าเป็นผู้ใหญ่จะต้องทำเตียงขึ้นมาพิเศษ เตียงนี้มอญเรียกว่าเตียงชนะ ภาษา มอญเรียกว่าโจ้งจะเนี้ย โจ้งแปลว่าเตียง จะเนี้ยแปลว่าชนะ โจ้งจะเนี้ย เตียงชนะ เตียงตัวนี้ทำด้วยไม้ไผ่ทำเป็นรูป แคร่ยาว ๆ ให้คน ๆ หนึ่งนอนได้ มีเสาขึ้นไป 6 เสา มีดาดฟ้าข้างบน ส่วนประกอบต่าง ๆ ของเตียง ความสูงก็ดี จานวนขึ้นไม้ก็ดี สิ่งของต่าง ๆ ที่มาประกอบทำเตียง จะเป็นปริศนาธรรมทั้งหมด เป็นภูมิปัญญาของคน


148 มอญโบราณที่ดึงเอาธรรมะของพระพุทธเจ้าออกมาให้คนได้เห็นเป็นรูปธรรม ความหมายของเตียงชนะหมายถึงว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าสำคัญ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอริยสัจ 4 อริยสัจ 4 จะมาประมวลอยู่ในนั้น ถ้าใครบรรลุ เรื่อง อริยสัจ 4 ได้ผู้นั้นเป็นผู้ชนะ นอกนั้นยังเปรียบเทียบให้คนที่มางานศพ ได้เห็นอีกด้วยว่าถึงแม้จะเอาศพไปนอนอยู่บนเตียง ซึ่งถือว่าเป็นเตียงวิเศษที่ ชนะ แต่แค่ไปนอนนั้นไม่ได้เป็นผู้ชนะที่แท้จริง คือให้คนที่ไปงานศพได้คิด คติความเชื่อในเรื่องการตายของชาวมอญกล่าวได้ว่า ถ้าตายไม่ดี หรือตายโหง อาทิ การฆ่าตัวตาย จมน้ำตาย ถูกยิงตายหรือฟ้าผ่าตาย เป็นต้น จะไม่เก็บศพไว้ตั้งสวดพระอภิธรรม จะทำการเผาเลย เพราะโบราณประเพณี ถือว่า ศพคนที่ตายไม่ดี ถ้าหากมีการจัดงานจะเกิดความหายนะ เสนียดจัญไร จะเกิดการตายไม่ดีสืบเนื่องต่อแก่วงศ์ตระกูล แต่ถ้าตายดี อาทิ แก่ชราตาย ป่วยตาย จึงจะมีพิธีสวดพระอภิธรรม และถ้าเป็นไปได้ชาวมอญต้องการที่จะ ตายที่บ้าน กล่าวคือถ้าป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลและไม่มีทางรักษาได้แล้ว ถ้ามี โอกาสจะรีบนำคนป่วยกลับมาบ้าน เพราะถ้าตายที่บ้านสามารถจะตั้งศพไว้ที่ บ้านได้ เมื่อถึงเวลานำศพไปฌาปณกิจ จะนำศพลงทางบันไดของบ้าน ตามปกติ แต่จะทำบันไดไม้ไผ่ขึ้นมา เรียกว่า “บันไดผี” แล้วพาดไว้ตรง ระเบียงบ้านเพื่อที่จะนำศพลงมาทางบันไดผีนี้ แต่ถ้าตายดีแต่ตายนอกบ้าน จะไม่นิยมตั้งศพไว้ในบ้าน จะนำไปไว้ที่ศาลาสำหรับตั้งสวดศพโดยเฉพาะซึ่ง เรียกกันว่า “ศาลาแดง” และชาวมอญยังมีความเชื่ออีกว่า ถ้าตายในวันตรง กลางของวันสงกรานต์นั้นจะไม่ได้ทำการบำเพ็ญกุศล ไม่มีการทำบุญไปตลอด เพราะตามความเชื่อนั้นวันตรงกลางนี้ ไม่ว่าวันไหนหรือปีไหนก็ไม่ดีทั้งนั้น ส่วนการแต่งกายไปร่วมงานศพชาวมอญไม่นิยมใส่เสื้อดำเหมือนอย่างคนไทย เพราะถือว่างานศพเป็นงานที่โศกเศร้าอยู่แล้ว ถ้าใส่เสื้อผ้าสีดำไปจะยิ่งเพิ่ม ความโศกเศร้าให้กับเจ้าภาพมากขึ้น แต่ปัจจุบันก็เริ่มมีการใส่เสื้อสีดำบ้าง


149 แล้ว เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากคนไทย ส่วนพวงหรีดที่นำมาร่วมในงานศพ นั้นก็ไม่เป็นที่นิยมเช่นกัน ชาวมอญยังมีความเชื่ออีกว่า การมาร่วมในงานศพ 1 ครั้ง ดีกว่าการไปร่วมงานบุญอื่น ๆ 10 ครั้ง โลงที่ใส่ศพนั้นมีการประดับ ตกแต่งอย่างสวยงาม เมื่อถึงเวลาทำการฌาปนกิจศพ ในขบวนแห่ศพนั้น จะต้องมีตัวแทนคนตาย จะเป็นลูก สามีและภรรยา หรือญาติใกล้ชิดก็ได้ โดย นุ่งขาวเหมือนกับคนตาย 1 คน และนำของที่เป็นของคนตาย อาทิ สร้อย แหวน เสื้อผ้า ใส่ขันขึ้นทูนหัวเดินนำหน้าขบวนศพไปโดยห้ามหันกลับมาดู ข้างหลังแล้ว และมีอีก 4 คน ทูนข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ทำบุญ ถวายพระเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย และตอนพระสวดก่อนทำการเผานั้น ก็มีการเรี่ยไรเงินจกาผู้ที่มาร่วมงาน เพื่อทำการกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วน กุศลให้แก่ผู้ตายด้วย การเผาศพนี้บางครั้งก็ใช้เป็นธูปแทนดอกไม้จันทร์ และ สามารถฝากธูปนี้ขึ้นไปเผาแทนกันได้เนื่องจากบางคนไม่กล้ามองหน้าศพ เพราะชาวมอญจะเปิดฝาโลงไว้ให้เห็นศพเลย ชาวมอญมีความเชื่อว่า เมื่อมีคนตายด้วยโรคชราหรือป่วยตายใน บ้าน จะเก็บศพไว้ที่บ้านและทำพิธีสวดคล้ายชาวไทย ส่วนคนที่ตายโหง และ ตายนอกบ้านจะนำศพไปเก็บไว้ที่วัด โดยลูกหลานจะบวชให้เป็นเวลา 7 วัน และชาวบ้านจะช่วยกันทำโลงใส่ศพ ซึ่งทุกบ้านจะจ่ายเงินบ้านละ 30 บาท เพื่อช่วยเหลือค่าทำศพ ทั้งนี้ชาวบ้านที่รู้ข่าวจะไปอยู่เป็นเพื่อน คอยช่วยเหลือทำกับข้าวเลี้ยงคนที่มาร่วมงานตลอดวันตลอดคืน ชาวมอญจะ สวดอภิธรรมศพประมาณ 3 วัน จึงจะนำศพไปเผา โดยแห่ขบวนเดินถนน เลียบริมน้ำไปที่เมรุเผาศพ คนที่ไปร่วมงานศพจะแต่งกายตามปกติ (ไม่จำเป็นต้องเป็นสีดำหรือขาว) การนำศพจากบ้านหรือที่วัดไปเผานั้นจะ จัดเตรียมส่งของต่าง ๆ คล้ายของไทย มีที่แตกต่างกัน คือกระป๋องใส่น้ำ ส้มป่อยวางไว้เพื่อให้คนที่ไปร่วมงานใช้ล้างหน้าและล้างมือ


150 3. ประเพณีการเผาศพพระสงฆ์ ประเพณีการเผาศพพระสงฆ์โดยเฉพาะชั้นผู้ใหญ่ ชาวมอญจะ สร้างปราสาทซึ่งมีจำนวนยอด 9 ยอด เพราะถือว่าพระภิกษุเป็นผู้มีศีล บริสุทธิ์ ควรทำที่เผาให้สวยงามและไม่ปะปนกับคนธรรมดา นอกจากนั้นการ จุดไฟเผาศพพระก็จะไม่เผาด้วยมือ แต่จุดด้วยไฟจากลูกหนูแทน ลูกหนูเป็น กระบอกไม้ข้างหนึ่งยาวประมาณหนึ่งศอก หน้ากว้างประมาณหนึ่งคืบ ภายในกระบอกบรรจุดินไฟ ปลายกระบอกข้างหนึ่งเจาะรูให้ประกายไฟออก เพื่อผลักให้ลูกวิ่งไปข้างหน้า โดยเอากระบอกนี้ห้อยไว้กับลวดเหล็กเพียง หลวม ๆ เมื่อลูกวิ่งไปจนสุดลวดเหล็กแล้วจุกหลุดจากปลายสายลวดลอยไป กระทบปราสาทและโลงอีกต่อหนึ่ง ทั้งนี้การเผาศพพระภิกษุจะเผาเวลา ประมาณ 24.00 น. เป็นต้นไป ก่อนถึงวันเผาศพพระภิกษุ จะตั้งศพบนปราสาทที่จัดทำไว้โดยชาว มอญในหมู่บ้านที่มีความสามารถในการจัดทำ โดยเริ่มทำเป็นโครงไม้ตกแต่ง ด้วยกระดาษสีต่าง ๆ พร้อมทั้งตกแต่งลวดลายเป็นศิลปะแบบชาวมอญ ฐานปราสาทใช้ไม้ไผ่ ความยาวพอประมาณ จำนวน 18 ลำ ผูกติดกับ ปราสาทอย่างแน่นหนา แล้วจึงนำโลงศพตั้งไว้บนปราสาท พอตกค่ำ กลุ่มหนุ่มสาวชาวมอญจะพากันที่บริเวณตั้งศพพระภิกษุ โดยจะแต่งกายตามประเพณี โดยชายนุ่งโสร่ง ลายแดง เสื้อเชิ้ตสีขาว หญิงนุ่ง ผ้าสีแดง เสื้อขาว และที่พิเศษคือฝ่ายหญิงจะทำผม แต่งหน้า และตกแต่ง เครื่องประดับมากมาย กลุ่มผู้ชายจะเข้าไปแบกไม้ไผ่ที่ผูกติดกับปราสาท ฝ่ายหญิงจะอยู่ รอบนอกล้อมฝ่ายชายไว้เป็นวงกลม เมื่อพร้อมเพรียงแล้วจะร้องเพลง ฝ่ายชายเต้นไปตามจังหวะ ฝ่ายหญิงจะร่ายรำไปตามจังหวะ ผู้ชายที่แบก ปราสาททั้งหมดจะโยกปราสาทย่างแรงจนปราสาทโยกไปโยกมา ที่สำคัญ


151 ต้องระวังไม้ให้ยอดปราสาทหัก เพราะถ้าหยอดปราสาทหักเชื่อว่าเป็น อัปมงคลการร้องรำทำเพลง ชาวมอญเชื่อว่า เป็นการส่งวิญญาณของ พระภิกษุ ให้ไปสู่ที่สุขสงบบนสรวงสวรรค์ กลุ่มหนุ่มสาวจะสลับกันแบก ปราสาท และร่ายรำกันไปจนถึงเวลาประมาณ 24.00 น. จะปฏิบัติเช่นนี้ อย่างน้อย 3 คืน หรือ 3-7 คืน และในคืนสุดท้ายจึงจะทำพิธีเผาศพตาม ประเพณี ประเพณีและเทศกาลสำคัญของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์มอญ ประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ อําเภอสังขละบุรี เป็นประเพณีที่ ปฏิบัติสืบต่อกันมา เป็นประเพณีที่เกี่ยวข้องกับการดํารงชีวิตและศาสนาที่มี รูปแบบเป็นของชุมชน ประเพณี บางอย่างมีการปรับเปลี่ยนไปให้เข้ากับ สภาวะเศรษฐกิจของผู้ประกอบพิธีกรรมประเพณีของชาวมอญบางประเพณี เป็นเพียงการบอกเล่า บางประเพณียังมีอยู่แต่ก็ลดความสําคัญลง ประเพณี ในรอบปีที่ยังคงปรากฏให้เห็นในปัจจุบันของชุมชนมอญ ได้แก่ 1. เดือนมกราคม 1.1 การสอบธรรมะ เดือนนี้มีการสอบธรรมะของพระภิกษุ ชาวบ้านจะทําอาหารไป ถวายที่วัดโดยทําอาหารเช้า(ปอนฮะเยีย) และทําอาหารเพล (ปอนอางัว) อีก ทั้งพระภิกษุต้องปฏิบัติภารกิจสงฆ์และทํางานหนัก ภายในวัดในช่วงระหว่าง เช้าถึงเที่ยงที่เรียกว่า อะกราปอนปรา และช่วงเดือนนี้เองชาวมอญจะมีการ ทําบุญด้วยทานลักษณะต่าง ๆ เช่น การทําบุญโดยการให้ทานแก่บุคคลที่ ประสบทุพภิกขภัย และการให้ทานด้วยผลผลิตทางการเกษตรใหม่ เช่น ข้าวใหม่ ผลไม้ใหม่ เช่น กล้วย อ้อย ขนุน เป็นต้น


152 เจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการามจะจัดสนามสอบนักธรรม โดยสอบ ภาษาบาลีกับพระสงฆ์ในเขตอำเภอสังขละบุรีหรือในที่อื่น ๆ เช่น จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดราชบุรี กรุงเทพฯ และมาจากสหภาพเมียนมา ซึ่งเดินทางมาสอบนักธรรมที่วัดวังก์วิเวการามและพักค้างคืนที่วัด คณะกรรมการหมู่บ้านและกรรมการวัดจะจัดเวรชาวบ้านให้ทำอาหารคาว หวานมาเลี้ยงพระทั้งหมดส่วนชาวบ้านที่มีจิตศรัทธาจะนำอาหารคาวหวาน มาเลี้ยงพระทุกวันจนเสร็จงาน 2. เดือนกุมภาพันธ์ (ฮะตาว ตะมาด) 2.1 การทำบุญถวายข้าวยาคู (เปิง ยาคุ) มีการทําบุญถวายข้าวยาคู (เปิง ยาคุ) กับพระภิกษุสงฆ์ การทําข้าว ยาคูนี้มีประวัติดั้งเดิม ตั้งแต่สมัยหงสาวดี เนื่องจากชาวมอญมีการสู้รบ ตลอดเวลากับพม่า เรียกได้ว่าแทบไม่มี การพักสงครามเลย ดังนั้นจึงมีการทํา ข้าวยาคู ซึ่งมีสารอาหารที่มีประโยชน์มาก กินเล็กน้อยอิ่มได้ง่าย และพกพา สะดวกเก็บได้นาน และเพื่อการระลึกถึงบรรพบุรุษในอดีต จึงมีการทําข้าว ยาคู และนํามา ถวายพระและแจกชาวบ้านด้วย สําหรับข้าวยาคูนั้น ประกอบด้วยธัญพืชหลายอย่างคือ ข้าวเหนียว พริกไท ขิง (อะโก) น้ำตาล ถั่วงา (อะแง)เกลือ น้ำมันงา กระเทียม มะพร้าว ข้าวยาคูนี้สามารถเก็บไว้ ได้นานหลายวัน


153 ภาพ 19 แสดงการใส่บาตรกลุ่มชาติพันธุ์มอญ ในเดือนนี้ชาวมอญแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองจะยึดถือเอาวันคล้าย วันเกิดของหลวงพ่ออุตตมะเป็นวันคล้ายวันเกิดตรงกับวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 4 ของทุกปี ชาวบ้าน กรรมการวัดและลูกศิษย์ทุกคนได้จัดเตรียมงานดังนี้ พระสงฆ์ที่วัดวังก์วิเวการามจะสวดมนต์ที่เจดีย์พุทธคยาจำลองก่อนวันเกิด หลวงพ่อเป็นเวลา 9 วัน ชาวบ้านจะไปร่วมพิธีนี้ทุกคืน พระสงฆ์จาก หลากหลายวัด ทั้งในบริเวณใกล้เคียงจังหวัดกาญจนบุรีและกรุงเทพมหานคร รวมไปถึงพระสงฆ์จากพม่า ประมาณ 200 – 300 รูป เพื่อร่วมฉลองทำบุญ ให้กับหลวงพ่ออุตตมะ ในงานนี้ชาวมอญจะแต่งตัวสวยงาม ประดับผมด้วยดอกไม้ ทาแป้ง หน้าขาวเดินเที่ยวงานหาซื้อของกินของใช้ ส่วนผู้ที่ชอบดูละครมอญก็จะนำ เสื่อมาปูจองที่นั่งกันตั้งแต่หัวค่ำชมการแสดงกันจนถึงเช้าผู้คนจาก หลากหลายที่มาร่วมงาน มีทั้งคนมอญในหมู่บ้าน คนมอญที่อาศัยอยู่ในเขต อำเภอสังขละบุรี และอำเภอข้างเคียง คนมอญจากต่างจังหวัด รวมทั้ง


154 คนมอญจากพม่าด้วยนอกจากนี้ยังมีชาวกะเหรี่ยง ชาวไทย และนักท่องเที่ยว มาร่วมงานด้วย ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความศรัทธาต่อหลวงพ่ออุตตมะ 2.2 วันงานชาติมอญ วันงานชาติมอญ ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 2 หรือราว เดือนกุมภาพันธ์ โดยจะจัดขึ้นที่บ้านฮะล๊อคคะนี ซึ่งเป็นสถานที่พักพิง ชั่วคราวของชนกลุ่มน้อยมอญในพม่า ในวันนี้ชาวมอญจะทำกิจกรรมร่วมกัน เริ่มจากการทำบุญที่วัด มีการสวนสนามของกองกำลังกู้ชาติมอญ พร้อมทั้ง การอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิด ข่าวสาร ความเคลื่อนไหวทางการเมืองใน เมียนมาและความเคลื่อนไหวของชาวมอญที่ฝั่งไทยและฝั่งพม่าด้วย ทั้งนี้เพื่อ สร้างจิตสำนึกร่วมของความเป็นชาติมอญให้เข้มแข็งมากขึ้น 2.3 งานวัดคล้ายวันเกิดหลวงพ่ออุตตมะ งานเดือน 4 จะจัดในวันขึ้น 6 ค่ำเดือน 4 เป็นการจัดงานวันคล้าย วันเกิดของ หลวงพ่ออุตตะมะ การจัดงานสมโภชมีมหรสพอย่างน้อย 5 วัน 5 คืน มีกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งพิธีกรรมทางศาสนา เช่น มีการจัดเตรียมอาหารไป ถวายพระและมีการละเล่นต่าง ๆ เช่นการแข่งขันชกมวยคาดเชือก การแสดงของชมรมวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การรําแบบมอญและกะเหรี่ยงที่ แต่งกาย ด้วยชุดประจําชาติ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ตรงกับกลางเดือนมีการก่อเจดีย์ทราย โดยมีประวัติความเป็นมาของการก่อเจดีย์ทรายตามประวัติของการสร้าง เจดีย์ชเวดากอง และยังมีความเชื่ออีกว่าการก่อเจดีย์ทรายนั้นนอกจากจะ เป็นการพร้อมใจนมัสการพระเจดีย์แล้วจํานวนของทรายยังหมายถึงความดี ที่ทําในโลกมนุษย์เมื่อตายไปแล้วก็ดูจากจํานวนทรายที่เคยทําบุญไว้ว่ามีมาก น้อยอย่างไร พิธีกรรมที่สําคัญอีกงานหนึ่งคือ การสรงน้ำหลวงพ่ออุตตะมะเพื่อ ความเป็นสิริมงคล


155 การชกมวยคาดเชือกเป็นประเพณีหนึ่งของชาวมอญมีลักษณะที่ แตกต่างจากมวยไทยทั้งลักษณะท่าทางต่าง ๆ และการไหว้ครู การชกมวย คาดเชือกจะมีปี่พาทย์มอญบรรเลงโหมโรงเพื่อเร้าใจให้เกิดความฮึกเหิมใน การต่อสู้ ลักษณะการชกมวยไม่ใส่นวม เพียงแค่พันผ้าเท่านั้นใช้อวัยวะได้ ทุกส่วนในการต่อสู้กันทั้งมือและเท้าช้า ในช่วงเวลากลางคืนจะมีงานมหรสพต่าง ๆ ทั้งการออกร้าน จําหน่ายสินค้า การแสดงดนตรีของทหารและตํารวจตระเวนชายแดน การแสดงของชมรมวัฒนธรรมพื้นบ้านโดยมีการรําแบบต่าง ๆ เช่นรําแบบ มอญ และมีละครมอญ(ปั่วจ๊าด) ซึ่งเป็นคณะละครมอญมาจากเมืองเมียนมา เป็นการแสดงที่มีทั้งคําร้องอย่างไพเราะและท่ารําที่สวยงามจะแสดงกันตลอด ทั้งวันทั้งคืน (สุจริตลักษณ์ ดีผดุง, 2545, หน้า. 80 – 89) ในงานนี้ชาวมอญจะแต่งตัวสวยงาม ประดับผมด้วยดอกไม้ ทาแป้ง หน้าขาวเดินเที่ยวงานหาซื้อของกินของใช้ ส่วนผู้ที่ชอบดูละครมอญก็จะนำ เสื่อมาปูจองที่นั่งกันตั้งแต่หัวค่ำชมการแสดงกันจนถึงเช้า ผู้คนจากหลากหลายที่มาร่วมงาน มีทั้งคนมอญในหมู่บ้าน คนมอญ ที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอสังขละบุรี และอำเภอข้างเคียง คนมอญจาก ต่างจังหวัด รวมทั้งมอญจากพม่าด้วย นอกจากนี้ยังมีชาวกะเหรี่ยง ชาวไทย และนักท่องเที่ยวมาร่วมงานด้วย ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความศรัทธาต่อ หลวงพ่ออุตตมะ เดือนมีนาคม (ฮะตาว พอระเกิน) วันมาฆบูชา ชาวบ้านทำขนมนมสาว (ขนมเทียน) และกวนข้าวยาคู แล้วนำไป แจกจ่ายให้กับพี่น้อง หรือบุคคลที่เคารพนับถือและไปทำบุญตักบาตรถวาย อาหารคาวหวานแก่พระสงฆ์ที่วัด


156 เดือนเมษายน (ฮะ ตาว จอ) มีประเพณีที่สำคัญมาก ซึ่งเป็นงานประเพณีประจำปี คือ ประเพณี สงกรานต์ซึ่งถือได้ว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ประชาชนในชุมชนจะร่วมทำกิจกรรม ต่าง ๆ ทางด้านศาสนา เช่น ทำบุญตักบาตร ถือศีลภาวนาที่วัดและมีการสรง น้ำพระนอกจากนี้ ยังมีความแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษและ บุพการี ด้วยการอาบน้ำปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ การละเล่นรื่นเริงต่าง ๆ เช่น การ สาดน้ำ การละเล่นพื้นเมือง ได้แก่ การเล่นสะบ้า เป็นต้น ซึ่งจะได้กล่าวใน รายละเอียดดังต่อไปนี้ ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีสงกรานต์ ซึ่งเทศกาลนี้แต่ละบ้าน ในชุมชนวัดวังก์วิเวการาม จะมีการทําข้าวแช่เพื่อถวายพระและให้คนที่เคารพนับถือ เชิญชวนบุคคลอื่น ให้รับประทาน ผู้สูงอายุมักจะไป ทําบุญถือศีลที่วัด ส่วนลูกหลานจะทําข้าว ปลา อาหาร คาว หวาน จัดเตรียมและใส่สํารับทูนหัวไปส่งที่วัด ผู้คนจะ แต่งตัวกันสวยงามมีการรดนํ้าพ่อแม่และผู้ที่เคารพ ช่วงกลางคืนก็จะมี การละเล่นต่างๆ ที่ขาดไม่ได้คือ “ทะแยมอญ” ประเพณีสงกรานต์ ตามธรรมเนียมของชาวมอญที่ยึดถือปฏิบัติ สืบเนื่องกันมาแต่โบราณ จะเตรียมสิ่งของต่าง ๆ เพื่อทำบุญ โดยบุตรหลานที่ ไปทำงานต่างถิ่น หรือแยกบ้านเรือน จะเดินทางกลับมาในวันที่ 11-12 เมษายนของทุกปี เพื่อร่วมทำบุญกุศลในเทศกาลสงกรานต์ การเตรียมงานก่อนวันสงกรานต์ คือการทำข้าวแช่ ซึ่งเป็นอาหารที่ ทุกครัวเรือนต้องทำ เพื่อถวายพระภิกษุสามเณร หลังจากนั้นจะนำข้าวแช่ไป ให้ญาติผู้ใหญ่และบุคคลที่เคารพนับถือ และเชิญเพื่อนบ้านมาร่วม รับประทานข้าวแช่สังสรรค์กันตามประเพณี สำหรับการเตรียมของไหว้พ่อแม่ และญาติผู้ใหญ่ที่นับถือ ได้แก่ ขนม นม เครื่องดื่มบำรุงกำลัง กาแฟ ผ้านุ่ง


157 เครื่องไทยทาน ซึ่งเปรียบเสมือนงานชุมนุมรวมญาติมักจะจัดที่บ้านของปู่ย่า เพราะชาวมอญมีการนับญาติทางฝ่ายพ่อ หม้อมงคล (ภาษามอญ เรียกว่า เนิงมะเงอ) ประกอบด้วยใบมะพร้าว 3 ใบ ใบชมพู่ป่า ด้าย 1 หลอด เทียน ไม้ขีด กรวย ห่อด้วยผ้า ทรายถุง ข้าวสาร (ปัจจุบัน ชาวมอญนิยมใช้ขวดแก้วแทนหม้อ เพราะสามารถหาได้ง่ายและสะดวกมากกว่า) โดยแต่ละครัวเรือนจะเตรียม หม้อมงคลบ้านละ 1 ชุด เพื่อนำไปสวดคืนก่อนสงกรานต์ 1 วัน เมื่อสวดเสร็จ จะนำหม้อมงคลไปวางไว้ที่หน้าบ้าน (กลางแจ้ง) ที่ได้ทำหิ้งสำหรับวางหม้อ มงคลไว้ แล้วจุดเทียน เพราะมีความเชื่อว่า เป็นทางลงของเทวดา ส่วนข้าวสาร กรวดและทรายจะนำไปสาดในบ้านและบริเวณรอบ ๆ บ้านเพื่อ ความเป็นสิริมงคล จะเก็บหม้อมงคลเมื่อสงกรานต์เสร็จสิ้นไปแล้ว ก่อนถึงวันมหาสงกรานต์หรือวันรับ ชาวมอญจะเริ่มเตรียมงาน สงกรานต์ โดยการทําความสะอาดจัดเก็บบ้านเรือนที่อยู่อาศัยให้มีระเบียบ เรียบร้อยสวยงามทําความสะอาดหิ้งพระ และชาวบ้านจะไปรวมตัวกันเพื่อ ช่วยกันเก็บกวาดบริเวณวัด ขัดถูศาลา เพื่อต้อนรับวันรับหรือ วัน มหาสงกรานต์ในวันรุ่งขึ้น สิ่งที่สําคัญก็คือการเตรียมการทําข้าวแช่หรือเปิงสงกรานต์ โดยฝ่าย ผู้หญิงที่เป็นแม่บ้าน จะเตรียมทํากับข้าวที่เป็นส่วนประกอบของข้าวแช่ ในอดีตนั้นจะมีกับข้าวประมาณเจ็ดอย่างและเดิมจริง ๆ จะมีการเตรียมผัก เหมือนอาหารมังสวิรัติ แต่ภายหลังมีเนื้อสัตว์ปนด้วย เช่น ปลาที่ป่นใช้ผสม กับ ยําต่าง ๆ อาจมีผักหวาน(ผักหัวไชโป้กับไข่) ปลาป่น กะปิชุบไข่ทอด (ลูกกะปิ) ปัจจุบันนั้นเปลี่ยนแปลง ไปกับข้าวจะทําอย่างง่าย ๆ เช่นนํามะม่วง ดิบมาสับและยํากับปลาที่ป่นแล้วนําไปผัดรสชาติออกเค็ม ๆ มีรสเปรี้ยวจาก มะม่วงเล็กน้อย ส่วนการหุงข้าวแช่นั้น จุดประสงค์คือเพื่อบูชาเทวดา คนมอญ จะทําข้าวแช่เพื่อต้อนรับสงกรานต์รวมสามวันถือตามแบบโบราณ


158 อยู่ในช่วงเย็นวันที่ 12 จะมีการเตรียมปลูกศาลเพียงตา (สูงระดับสายตา) และช่วงเช้าวันที่ 13 จะจัดข้าวแช่พร้อมกับข้าวใส่สํารับนําไปบวงสรวงเทวดา และนําไปถวายพระที่วัดและทําไปให้ญาติผู้ใหญ่ที่เคารพส่วนที่เหลือไว้ รับประทาน การก่อพระเจดีย์ทราย ก่อนสรงน้ำพระสงฆ์ 1 วัน คณะกรรมการวัด ซึ่งมีทั้งคนแก่ คนหนุ่มในหมู่บ้านจะจัดทำเจดีย์ทรายในบริเวณวัด โดยใช้ไม้ไผ่ ที่ทำเป็นชั้น 9 ชั้น จากนั้นชาวบ้านจะขนทรายมาเทใส่ให้เต็มทุกชั้นจนเป็น รูปเจดีย์เพราะเชื่อว่าเมื่อมาทำบุญที่วัดแล้วมีทรายติดเท้าออกไปจึงนำดิน ทรายมาคืนวัด นอกจากนี้ยังนำดอกไม้ธูปเทียนไปไหว้บูชาบ้างนำธงตะขาบ มาปัก บ้างใช้ดอกไม้ประดับทรายอย่างสวยงามและจะทำพิธียกยอดเจดีย์ใน วันมหาสงกรานต์ ในการสรงน้ำพระนี้ คนมอญมีข้อห้ามมิให้สาดน้ำกันในวัดเพราะมี ความเชื่อว่าบริเวณวัดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ การสาดน้ำถือว่าเป็นบาป การมี ข้อห้ามเช่นนี้แสดงถึงความเคารพ ในพระรัตนตรัย ขณะเดียวกันเป็นพิธีกรรม ที่กําหนดกรอบและรูปแบบที่อยู่ภายใต้จริยธรรม และคุณธรรมที่เสริมสร้าง ความงดงามของจิตใจอีกด้วย การสรงน้ำพระ ชาวมอญจะทำพิธีสรงน้ำพระในระหว่างวันที่ 15 หรือ 16 เมษายนของทุกปี ซึ่งจะเลือกจัดขึ้นเพียงวันเดียว ในช่วงเวลา 16.00-17.00 น. โดยชาวบ้านจะจัดสถานที่ไว้กลางลานวัด แล้วนำใช้ไม้ไผ่ลำ ใหญ่ ๆ มาผ่าครึ่งเพื่อทำเป็นรางน้ำและวางเรียงเป็นรูปตัววี (v) สำหรับให้น้ำ ไหลมารวมกันและจัดที่นั่งสำหรับพระสงฆ์ไว้ตรงปลายน้ำนั้น เมื่อถึงเวลาสรง น้ำพระ ชาวบ้านทั้งมอญ ไทย กะเหรี่ยง จะนำน้ำที่ผสมน้ำหอม แป้ง ดอกไม้ ไปยืนเรียงกันตามรางน้ำที่จัดเตรียมไว้ หลังจากนั้นจะนิมนต์พระ โดย พระสงฆ์แต่ละรูปจะมีลูกศิษย์คอยอุ้มไปยังที่สำหรับสรงน้ำจากนั้นจะมีคน


159 ตะโกนบอกให้ชาวบ้านเทน้ำลงบนรางเป็นระยะจนแล้วเสร็จทุกรูปชาวบ้าน จึงเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนานต่อไปจนถึงหมู่บ้าน วันฉลองมหาสงกรานต์ วันฉลองมหาสงกรานต์ จะจัดขึ้นในเวลาเช้าหลังวันสรงน้ำพระ โดยชาวบ้านแต่ละคุ้มจะเรี่ยไรเงินจัดตั้งกองผ้าป่า ประกอบด้วย จาน ชาม และช้อนเพื่อนำไปถวายวัด ชาวบ้านทุกคนพร้อมด้วยบุตรหลานจะนำดอกไม้ ธูปเทียนไปวัด เพื่อทำพิธีกรวดน้ำแผ่ส่วนกุศลให้กับญาติพี่น้องที่ล่วงลับ รวมถึงเจ้ากรรมนายเวรทั้งหมด เพื่ออโหสิกรรมต่อกัน ชาวมอญจะยกขบวน ผ้าป่า เครื่องถวายสังฆทาน อาหารคาวหวาน มารวมตัวกันที่ตลาดเพื่อตั้ง ขบวนพร้อมกับยอดฉัตรเจดีย์ทางเดินไปวัด จนถึงบริเวณเจดีย์พุทธคยา ซึ่งมี เจดีย์รายที่ชาวบ้านช่วยกันขนทรายมาก่อไว้ จากนั้นหลวงพ่ออุตตมะจะลง มาเพื่อทำพิธียกยอดเจดีย์ และสวดมนต์ให้พร ซึ่งถือเป็นการเสร็จสิ้นเทศกาล สงกรานต์ของปีนั้น ๆ การละเล่นในช่วงสงกรานต์ ในช่วงเทศกาลจะมีการแข่งขัน กิจกรรมต่างๆ ของหมู่บ้าน มากมายประกอบด้วย การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน การแข่งขันสะบ้า ชนไก่ชน ชนวัว แข่งขันทูนของบนศีรษะ ประกวดนาง สงกรานต์ การเล่นสะบ้าของชาววังกะ เป็นการละเล่นที่สืบทอดต่อกันมา ตั้งแต่ยัง อยู่ที่เมืองมอญในพม่า จุดประสงค์ที่แท้จริงของการเล่นนั้นเพื่อ ความสนุกสนานรื่นเริงเป็นการพักผ่อนหย่อนใจคลายความเหน็ดเหนื่อยจาก การประกอบกิจการงานต่าง ๆ ในรอบปี อีกประการหนึ่งเพื่อความสมัคร สมานสามัคคีซึ่งกันและกันในการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ เดิมการเล่นสะบ้า นิยมเล่นในหมู่บ้าน พร้อมกับแบ่งผู้เล่นชายหญิงเป็นคู่เท่ากัน แต่ปัจจุบัน


160 การเล่นสะบ้าบางส่วนเป็นไปเพื่อการพนันขันต่อ โดยฝ่ายใดทอยได้หมดก่อน จะเป็นผู้ชนะ ความเชื่อการใช้ไม้ค้ำต้นโพธิ์เพื่อต่ออายุ ชาวมอญมีความเชื่อเรื่อง โชคชะตา ถ้าใครดวงชะตาไม่ดีจะนำลำไม้ไผ่ไปค้ำต้นโพธิ์เพื่อต่ออายุในช่วง สงกรานต์ นอกจากนี้ชาวมอญยังเชื่อว่าการค้ำต้นโพธิ์ เปรียบเสมือนเป็นการ ค้ำชูพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองตลอดไป เดือนมิถุนายน (ฮะตาว อะสาจ) วันวิสาขบูชา ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เป็นวันวิสาขบูชา ซึ่งชาวมอญทุก ครอบครัว นับถือศาสนาพุทธอย่างเคร่งครัด มีการปฏิบัติกิจกรรมในวันสําคัญ ทางพุทธศาสนาในวันวิสาขบูชานี้ โดยมีการทําบุญใส่บาตรตอนเช้า อุบาสก อุบาสิกาถือศีลภาวนาที่วัด มีการเวียนเทียนในตอนเย็น เพื่อระลึกถึง พระพุทธเจ้าและมีประเพณีที่สําคัญอีกอย่างที่ทําร่วมกันในชุมชนวัดวังกะใน วันวิสาขบูชา คือ การรดน้ำต้นโพธิ์ (โตตาดซอปูทิ) โดยการรดน้ำกับต้นโพธิ์ที่ อยู่ตามวัดในงานนี้ชาวมอญจะแต่งกายตามประเพณีดูสวยงาม และช่วงนี้จะ มีตลาดอาหารสวรรค์ ชาวบ้านจะทําอาหารไปที่วัดไม่ว่าใครที่ไปวัด ก็จะ รับประทานอาหารนี้ได้ ช่วงประมาณบ่าย 4 โมง ชาวมอญจะแต่งกายตามประเพณีมอญ คือ ผู้ชายนุ่งโสร่งแดงกับเสื้อขาว ผู้หญิงนุ่งผ้านุ่งแดงเสื้อขาวพาดสไบขาว ถือ ดอกไม้ธูปเทียนเดินไปวัด โดยพระสงฆ์จะมารวมตัวที่ต้นโพธิ์ ซึ่งหลวงพ่อได้ นำมาจากประเทศศรีลังกาพร้อมพระบรมสาริกธาตุ ก่อนสวดมนต์และรดน้ำ ที่ต้นโพธิ์ ชาวมอญจะนำน้ำหอมที่จัดเตรียมมารดน้ำต้นโพธิ์บางคนจะนำไม้ ไผ่ตัดเท่าความสูงของตนไปวางค้ำกิ่งต้นโพธิ์ เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุข


161 ประมาณ 6 โมงเย็น ชาวบ้านจะมารวมตัวกันที่ลานหน้าเจดีย์ พุทธคยาจำลองซึ่งจะกลายเป็นเหมือนตลาด เพราะชาวบ้านที่ต้องการทำบุญ ทำทานจะนำผลไม้ต่าง ๆ มาวางขายให้กับชาวบ้านที่มีทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ซื้อกินในราคาเท่าไรก็ได้ เงินที่ได้เจ้าของทำบุญที่วัดบางคนหยิบโดยไม่ จ่ายเงิน ไม่เป็นไรเพราะถือว่าทำทานเรียกว่า “ตลาดนิพพาน” ซึ่งชาวมอญ เชื่อว่าเป็นจำลองสวรรค์ หมู่บ้านจะอยู่เย็นเป็นสุข เมื่อเสร็จจากตลาด นิพพานแล้วพระสงฆ์และชาวบ้านก็เวียนเทียนรอบเจดีย์พุทธคยาจำลอง 3 รอบ เดือนสิงหาคม ประเพณีวันอาสาฬบูชาและวันเข้าพรรษา ประเพณีวันอาสาฬบูชาและวันเข้าพรรษา จะเริ่มตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 ชาวมอญที่ทำงานอยู่ต่างจังหวัดแต่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่บ้านวังกะ จะกลับบ้าน มาอยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา โดยในช่วงเย็นของ วันนี้ชาวมอญที่เป็นลูกหลานจะซื้อเครื่องสังฆทานมาไหว้พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เพื่อเป็นการขอขมาและแสดงความกตัญญู และในช่วงค่ำหนุ่มสาวจะแต่งตัว ตามประเพณีนำหม้อมงคล (เนิงมะเงอ) ประกอบด้วยแจกันใส่ ใบมะพร้าว ใบชมพูป้า หรือ ดอกเข็ม เทียน ไม้ขีดไฟ ห่อข้าวสารและเส้นด้าย ไปเข้าพิธีสวดเพื่อปลุกเสกที่ศาลาการเปรียบวัดวังวิก์เวการาม จากนั้นจะนำ แจกันไปบูชาที่ศาลพะรภูมิหน้าบ้านของตน หรือบางบ้านจะทำหิ้งเล็ก ๆ ติด ไว้กับเสาหน้าบ้านส่วนเส้นด้ายใช้สำหรับเป็นสายสิญจน์ น้ำในแจกันเป็น น้ำมนต์และข้าวสารสำหรับโปรยหลังคาบ้านเพื่อป้องกันผีร้าย ฮะเกิน แปลว่า พรรษา คือช่วงเวลา 3 เดือนที่เป็นช่วงเข้าพรรษา ในวันอาสาฬหบูชา คือ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ชาวมอญนิยมหล่อเทียน เข้าพรรษา และมีการแห่เทียนเข้าพรรษาและนําผ้าอาบ น้ำฝนไปถวายพระ


162 ในช่วงกลางคืนก็มีการนําดอกไม่ที่มีตามละแวกบ้าน เช่น ดอกพุด หรือ ดอกไม้ที่ซื้อ มา เช่น ดอกบัวไปถวายพระที่วัด พระสงฆ์สวดมนต์เจริญภาวนา ให้เป็นสิริมงคล เดือนกรกฎาคมนี้ นับเป็นเดือนแรกของการเข้าพรรษาโดย นับ 3 เดือน จนถึงเดือนกันยายน ทั้งพระทั้งชาวบ้านจะต้อง ประพฤติปฏิบัติ ตัวให้ดี วันอาสาฬหบูชา ในช่วงค่ำก่อนวันอาสาฬหบูชา ชาวมอญจะนำ แจกันดอกไม้ไปวัด เพื่อประกอบพิธีสวดมนต์ที่ศาลาวัดวังก์วิเวการาม ก่อน นำกลับไปบูชาที่บ้านเพื่อเป็นสิริมงคล ส่วนตอนเช้าของอาสาฬหบูชา หรือวัน ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ชาวบ้านจะจัดอาหารคาวหวานและดอกไม้ธูปเทียน พร้อมเครื่องสังฆทานไปทำบุญตักบาตรที่วัด นอกจากนี้ ผู้สูงอายุจะอยู่จำศีลที่วัด 1 คืน โดยมีบุตรหลานจะทูน สำรับอาหาร พร้อมทั้งเครื่องนอนมาส่งให้ในเวลาเพล ดูแลจนอิ่ม กระทั่งบ่าย ชาวบ้านทั้งเด็กผู้ใหญ่และหนุ่มสาวจะแต่งตัวสวยงามนำดอกไม้และธูปเทียน มานั่งเรียงเป็นแถวระหว่างศาลาและโบสถ์ เพื่อใส่บาตรดอกไม้ธูปเทียน พระสงฆ์ที่จะเข้าโบสถ์สวดปาติโมกข์ เมื่อถึงเวลาเย็นชาวบ้านจะพาบุตร หลานใปขอขมาต่อญาติผู้ใหญ่หรือผู้ที่คนให้ความเคารพนับถือ ซึ่งส่วนมาก จะนำของใช้ ขนมหรือเครื่องไทยทานไปขอขมา วันเข้าพรรษา วันเข้าพรรษา ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ช่วงเช้าชาวบ้านจะไป ทำบุญตักบาตร โดยนำต้นเทียนและผ้าอาบน้ำฝนไปถวายพระสงฆ์ที่วัด ส่วน ช่วงบ่ายเด็ก ๆ จะเข้าป่าไปเก็บเฟิร์นหิน (เกาวเมาว์) ที่มักจะขึ้นตามริมหน้า ผา เพื่อนำมาจัดแจกันประดับด้วยดอกไม้สดหรือดอกไม้ที่ประดิษฐ์จาก กระดาษหลากหลายชนิดที่มีสีสันสวยงาม เมื่อถึงเวลาค่ำชาวมอญจะนำ


163 แจกันดอกไม้ที่ประดิษฐ์ พร้อมธูปเทียนไปวัด เพื่อทำพิธีเข้าพรรษา โดย พระสงฆ์จะสวดมนต์และรับดอกไม้เหล่านั้น การส่งแจกันดอกไม้ขึ้นวัดนี้ ชาวมอญเชื่อว่า ในวันเข้าพรรษา พระภิกษุสงฆ์จะต้องมีดอกไม้ไหว้พระ แต่เมื่อไม่สามารถหาดอกไม้ได้เอง จึงถือเป็นหน้าที่หลักของพุทธศาสนิกชนที่ดีต้องจัดเตรียมถวายไว้ให้ หลังจากวันเข้าพรรษาต่อมาอีก 3 วัน พระสงฆ์ทุกรูปที่จำพรรษาที่ วัดวังก์วิเวการามจะออกบิณฑบาตร ชาวมอญจะใส่บาตรของคาวหวาน ถือเป็นพิธีปฏิบัติของชาวมอญที่สังขละบุรีแห่งนี้ ประเพณีการบวช ช่วงก่อนเข้าพรรษา ชาวมอญนิยมบวชลูกหลานเพื่อการสืบต่ออายุ พระพุทธศาสนา ศึกษาพระธรรมวินัยเพื่อทําใจให้ผ่องใส การบวชพระของ ชาวมอญโดยทั่วไปคล้ายกับไทย ในสมัยก่อน การแต่งกายของนาคแตกต่าง จากยุคปัจจุบัน คือ นาคจะต้องแต่งกายอย่างสวยงามด้วยผ้าถุงไหม สีสด โดยมีผ้าสไบห่มที่บ่าแต่งหน้า ทาปาก ทัดดอกไม้ที่หูพร้อมเครื่องประดับ สร้อยคอ กําไลข้อมือ แหวน เข็มขัด ช่วงบ่ายเป็นการโกนผมนาค มีการ นิมนต์พระเทศน์ จากนั้นมีการทําขวัญนาค โดยการตกเบ็ด ซึ่งใช้ไม้ยาวผูก สายสิญจนปลายไม้ผูกด้วยแหวนทอง สําหรับตกเบ็ดบนฝ่ามือของนาค ขณะ ทําขวัญ รุ่งเช้าจึงนํานาคไปวัดโดยจัดขบวนแห่รอบพระอุโบสถ 3 รอบ แล้วเข้าพระอุโบสถทําพิธี อุปสมบท ในเดือนนี้นอกจากมีการบวชพระแล้ว ชาวมอญนิยมที่จะทําขนม ชนิดหนึ่งเรียกว่า กวาน คก ฮะเตอ ซึ่งเป็นขนมที่เตรียมไว้ถวายพระช่วง เข้าพรรษาล่วงหน้า เนื่องจากพระสงฆ์จะปฏิบัติธรรมอยู่ในวัดโดยมิได้ออก บิณฑบาตร ดังนั้นชาวบ้านจึงต้องทําขนมชนิดนี้ ซึ่งสามารถเก็บไว้นาน 3 ถึง


164 4 เดือน ลักษณะของขนมชนิดนี้ทํามาจากแป้งมีไส้เป็นมะพร้าว ห่อด้วยใบ กล้วย เมื่อทําเสร็จแล้วก็มีการอุ่นหรือนึ่งตลอดเวลา โดยจะเอาไว้เหนือเตา เวลาทําอาหารหรือหุงข้าวเพื่อทำให้ขนมนี้เก็บอยู่ได้ทนทันเข้าพรรษาในเดือน ต่อไป ลักษณะของขนมเมื่อลอกใบกล้วยออกแล้ว แป้งจะมี ลักษณะแห้งแข็ง เมื่อถึงช่วงเข้าพรรษา ก็จะนํามาทอดด้วยน้ำมันงาและนําไปถวายพระที่วัดได้ นอกจากกิจกรรมที่กล่าวข้างต้น ในช่วงก่อนวันเข้าพรรษา นอกจากจะมีการอุปสมบทพระแล้ว ชาวมอญในชุมชนยังนิยมที่จะทำขนม เทียนหรือที่ชาวมอญเรียกว่า “ขนมนมสาว” (กวาน คก ฮะเตอ) เพื่อนำไป ถวายพระในช่วงเช้าเข้าพรรษา เพราะพระสงฆ์จะปฏิบัติธรรมอยู่ในวัดมิได้ ออกบิณฑบาต ชาวมอญจึงต้องทำขนมชนิดหนึ่งที่เก็บไว้ได้นาน 3-4 เดือน ขนมชนิดนี้เป็นขนมที่ทำด้วยแป้งใส่ไส้ด้วยมะพร้าวผัดน้ำน้ำตาลและถั่ว ห่อด้วยไปกล้วยเมื่อทำเสร็จแล้วก็มารอุ่นหรือนึ่งตบอดเวลา โดยจะนำเอาไว้ เหนือเตาเวลาทำอาหารหรือหุ้งข้าวเพื่อทำให้ขนมนี้เก็บอยู่ได้ทนทัน เข้าพรรษาในเดือนต่อไป ลักษณะของขนมเมือกลอกใบกล้วยออกแล้วแป้งจะ มีลักษณะแห้งแข็ง เมื่อถึงช่วงเข้าพรรษา ก็จะนำมาทอดด้วยน้ำมันงาและ นำไปถวายพระที่วัดได้ ประเพณีวันอาสาฬบูชาและวันเข้าพรรษานับเป็น ประเพณีที่มีความสำคัญ ที่ทำให้เกิดการสร้างความสัมพันธ์ของโครงสร้างทาง สังคม โดยมีพระพุทธศาสนาเป็นหัวใจสำคัญในการก่อให้เกิดพื้นที่ที่ทำให้คน ในสังคมมีปฏิสัมพันธ์กัน ทั้งที่ผูกพันกัน มีความเคารพผู้ที่อาวุโสกว่าและเกิด ความรักต่อกันทั้งทางเครือญาติและที่มีได้ผูกพันทางเครือญาติ ทั้งยังทำให้ เกดการผนวกกันของความเชื่อ 2 ความเชื่อ คือ ความเชื่อเรื่องผีซึ่งเป็นความ เชื่อแบบดั้งเดิมกับความเชื่อทางพุทธศาสนา โดยให้ความสำคัญทางด้านพุทธ ศาสนาเป็นความเชื่อที่สำคัญที่สุด ดังเห็นได้จากพิธีปลุกเสกเครื่องบูชาเพื่อ นำมาปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายที่เป็นนามธรรมในบริเวณเรือน


165 ประเพณีทําบุญหม้อเงินหม้อทองคํา ชาวมอญนิยมทําบุญเพื่อเก็บดอกผลบํารุงพระพุทธศาสนาให้ เจริญก้าวหน้า มีเทศกาลทําบุญหม้อเงินหม้อทองคํา มีลักษณะคล้ายคลึงกับ การถวายสังฆทาน มีความเชื่อว่าหากทําบุญ ลักษณะเช่นนี้แล้วเกิด ชาติหน้าจะมีกินมีใช้ไม่ยากจน ดังนั้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9 ชุมชน ชาวมอญ จะนําหม้อเงินหม้อทอง ที่บรรจุกล้วย มะพร้าว ใบยา ข้าวสาร ของ ใช้อุปโภค บริโภค มากมายไว้ข้างใน และใช้กระดาษเงิน กระดาษทอง ห่อปิด ซึ่งสมัยก่อนจะใช้หม้อดิน แต่ปัจจุบันหม้อดินหายาก จึงใช้กะละมังขนาดใหญ่ แทน โดยใส่มะพร้าว ผงซักฟอก ข้าวสาร เงิน ทราย กะปิ น้ำปลา ฯลฯ ชาวบ้านจะทูนหัวหรือแบกไปทำพิธีที่วัด เมื่อพระสงฆ์ทำพิธีแล้ว ชาวบ้าน ส่วนใหญ่จะถวายหม้อเงิน หม้อทองให้พระสงฆ์ เนื่องจากมีความเชื่อว่า ชาติหน้าจะไม่ลำบากและมีกินมีใช้ โดยจะนำทรายและข้าวสารกลับบ้าน โดย จะนำมาสาดในบ้านและรอบ ๆ บริเวณเพื่อเป็นสิริมงคลต่อครอบครัว เดือนกันยายน (ฮะตาว พอท) ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง การตักบาตรน้ำผึ้งในชุมชนวัดวังก์วิเวการาม เป็นประเพณีเก่าแก่ ของชาวมอญที่ถือปฏิบัติกัน ประจําทุกปี เพื่อเป็นการบูชาแด่พระสงฆ์อย่าง หนึ่งคือ ประเพณีตักบาตรนํ้าผึ้ง ในวันพระขึ้น 15 คํ่า เดือน 10 ซึ่งเป็น ประเพณีถวายเภสัช (ยา) แด่พระภิกษุสงฆ์ ที่คล้ายกับภาคกลาง ในวันนั้นจะ มีพิธี ทําบุญตักบาตร เช่นเดียวกับการทําบุญในเทศกาลสําคัญอื่น ๆ แต่ที่ พิเศษคือ มีการตักบาตรน้ำผึ้ง การทําบุญด้วยน้ำผึ้งนี้คนมอญเชื่อว่ามี อานิสงส์มาก เพราะพระสงฆ์จะเก็บน้ำผึ้งไว้ ใช้เป็นยาในคราว จําเป็น นอกจากน้ำผึ้งที่นํามาถวายพระสงฆ์แล้ว ยังมีน้ำมันงาและน้ำตาลทรายที่เพิ่ม


166 เข้ามาอีก นํ้ามันงามีประโยชน์ในการปรุงโอสถได้ โดยอาจนําไปทํานํ้ามัน คลายเส้นหรือนํ้ามันนวดต่าง ๆ การทําบุญด้วยสิ่งเหล่านี้จะมากน้อยอย่างไร นั้นไม่มีกฎเกณฑ์บังคับ ขึ้นอยู่กับกําลังศรัทธาของแต่ละ คนที่นําของมา ทําบุญ คนมอญส่วนมากมีความเชื่อในอานิสงส์การทานด้วยน้ำผึ้งและสิ่งของ ดังกล่าวจึงได้มีประเพณีสืบเนื่องกันมาช้านาน เทศกาลลอยเรือสะเดาะเคราะห์ พิธีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 เป็น ประเพณีเกี่ยวกับการต่อชะตาเพื่อให้ปลอดภัยจากสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง ชาวมอญ เชื่อว่า เป็นพิธีกรรมที่สำคัญทางศาสนา เพราะมีความเกี่ยวข้องกับ พระไตรปิฎก เนื่องจากในสมัยที่เจ้าเมืองสะเทิมซึ่งเป็นกษัตริย์พม่าได้ ครอบครองเมืองมอญ มีความต้องการเผยแผ่พุทธศาสนาแก่ชาวพม่า จึงได้ให้ พระภิกษุมอญชื่อว่า พระพุทธโกษาเดินทางมาคัดลอกพระไตรปิฎกที่ประเทศ ศรีลังกา เมื่อพระพุทธโกษาเดินทางไปถึงจะมีเทวดาลงมาช่วยคัดลอกจนเสร็จ จึงเดินทางกลับ ระหว่างทางได้เจอพายุกลางทะเลทำให้การเดินทางล่าช้า พระเจ้าสะเทิมร้อนใจจึงให้คนต่อเรือขนาดใหญ่พร้อมเสบียงอาหารมากมาย ไปรอรับ ส่วนชาวบ้านที่เหลือได้ร่วมกันทำพิธีสะเดาะเคราะห์ เพื่อให้เรือ เดินทางกลับอย่างปลอดภัย ในที่สุดเรือพระพุทธโกษาได้กลับมายังสหภาพ เมียนมาพร้อมด้วยพระไตรปิฎกอย่างปลอดภัย จึงกลายเป็นคณะของพิธีลอย เรือสะเดาะเคราะห์ของชาวพม่าและชาวมอญมาจนถึงปัจจุบัน การจุดโคมประทีปในวันลอยเรือของคนมอญสังขละบุรี ซึ่งจะมีการ เตรียมงานที่ลานเจดีย์พุทธคยาในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 10 ชาวมอญทุก ครัวเรือนจะไปซื้อของทำขนม ทำร่มกระดาษ ธงตะขาบ ดอกไม้ ธูปเทียน


167 จัดเตรียมไว้ ส่วนคณะกรรมการวัดและชาวมอญจะช่วยกันสร้างเรือโดยใช้ไม้ ไผ่สานเป็นเรือขนาดใหญ่ยาวประมาณ 8-10 เมตร กว้าง 2 เมตร ด้านล่าง ทำเป็นวงล้อเหล็กเคลื่อนที่ได้ เมื่อสร้างเสร็จแล้วจะตั้งไว้บริเวณกลางลานวัด เช้ามืดราว ตี 3-4 ของวันขึ้น 15 ค่ำ ชาวมอญทุกคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จะเอาของใส่ภาชนะ (จาน) ได้แก่ ข้าวสุก ข้าวตอก ขนม กล้วย อ้อย หมาก พลู เงิน พร้อมทั้งร่มกระดาษ ธงตะขาบที่ตกแต่งลวดลายสีสันสวยงาม บางคนใช้ตุงผ้า นำไปวางไว้ที่เรือ ส่วนธูปเทียนจำนวนเท่ากับอายุหรือตามวัน เกิด (วันอาทิตย์-เสาร์) นำไปวางไว้ในที่ที่คณะกรรมการจัดเตรียมไว้ เพื่อเป็น การสะเดาะเคราห์ต่อดวงชะตา กระทั่งเวลา 6 โมงเช้า หลวงพ่อและพระสงฆ์จะลงมาสวดที่เรือให้ศีล ให้พร ประมาณ 7 โมง ผู้สูงอายุจะ เดินถือเครื่องสังฆทานไปวัดเพื่อถวาย พระ หลังจากนั้นจะตั้งแถวระหว่างวิหารกับโบสถ์เพื่อทำพิธีใส่บาตรน้ำตาล (อาจจะเป็นน้ำมัน ข้าวสาร หรืออาหารแห้งก็ได้) และจะอยู่จำศีลที่วัด 1 คืน ช่วงสายบุตรหลานจะทูลสำรับอาหารพร้อมทั้งเครื่องนอนมาส่งที่วัด และใน วันเดียวกัน เวลา 14.00 น. ชาวมอญจะมาวัดเพื่อทำพิธีใส่บาตรดอกไม้ธูป เทียน ราว 19.00 น. ลูกหลานจะไปส่งน้ำชาให้ญาติผู้ใหญ่ที่วัด พร้อมทั้ง จุดธูปเทียนไหว้พระ ในเวลากลางคืนพระภิกษุสงฆ์จะทำพิธีสวดและเผาธูป เทียนที่ชาวบ้านนำมาสะเดาะเคราะห์ ในวันแรม 1 ค่ำ เวลาประมาณ 7 โมงเช้า ชาวบ้านจะช่วยกันลากเรือ สะเดาะเคราะห์ไปยังริมแม่น้ำ แล้วช่วยกันลากเรือใส่แพ เพื่อนำเรือไปปล่อย กลางแม่น้ำเป็นอันเสร็จพิธี


168 เดือนตุลาคม (ฮะตาว โวะ) เทศกาลออกพรรษา ในเทศกาลออกพรรษาชาวมอญที่วังกะได้จัดงานทําบุญในเทศกาล นี้อย่างยิ่งใหญ่ ในช่วง เช้าจะมีงานตักบาตรเทโว ซึ่งจะมีการผลัดกันเป็น เจ้าภาพจัดพิธีหมุนเวียนกันไป 3 วัด คือ วัดวังก์วิเวการาม วัดศรีสุวรรณ และวัดสมเด็จ แต่ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน แต่ละชุมชนก็จะแยกกันไปทํา พิธีตักบาตรดอกไม้ตามวัดในชุมชนของตนซึ่งเป็นการใส่บาตรพระด้วยดอกไม้ ธูปเทียน เพื่อให้ท่านได้นําไปบูชาพระต่อในการทําวัตรเย็นวันออกพรรษา รวมทั้งชาวมอญยังนิยมนําน้ำตาลทรายและลูกอมสีรวมไปด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ พระเณรได้ใช้ เมื่อผ่านพ้นเวลาฉันเพลไปแล้ว ประเพณีตักบาตรดอกไม้ (ชอนกาว) ประเพณีตักบาตรดอกไม้ (ชอนกาว) การตักบาตรดอกไม้ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หลังจากถวายอาหารแด่พระสงฆ์ในเวลาเพลแล้ว พระสงฆ์ ทั้งหมดจะไปร่วมทําพิธีปวารณาออกพรรษาในพระอุโบสถ ชาวบ้านจะมานั่ง อยู่ตลอดสองข้างทาง จัดเตรียมดอกไม้ ธูป เทียน ไว้พร้อม เวลาประมาณ บ่าย 2 โมง ชาวบ้านจะพากันถวายดอกไม้ และพระสงฆ์นําดอกไม้ที่ได้รับ ถวายไปเข้าพิธีสวดปาฏิโมกข์ด้วย การตักบาตรเทโวจะเริ่มราว 8 โมงเช้า ชาวมอญจะแต่งตัวสวยงาม ไปทำบุญที่วัด พระทุกวัดจะมารวมกันที่โบสถ์ กรรมการวัดทำหน้าที่เชิญ พระพุทธรูปเดินนำหน้า พระภิกษุเดินตามลำดับพรรษาจนถึงสามเณร ชาวมอญจะใส่บาตรด้วย อาหารแห้ง ผลไม้ ข้าวสุก ดอกไม้ ธูปและเทียน ซึ่งในปัจจุบันนิยมใส่บาตรด้วยลูกอมเพราะหาง่ายและราคาไม่แพง เมื่อถึง เวลาบ่ายจะมีพิธีตักบาตรดอกไม้ที่วัดวังก์เววิการาม ชาวมอญทั้งเด็ก ผู้ใหญ่


169 และคนหนุ่มสาวต่างนำดอกไม้ ธูปเทียนมานั่งเรียงเป็นแถวระหว่างศาลาและ โบสถ์เพื่อใส่บาตรดอกไม้ธูปเทียน ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่จะจำศีลที่วัด 1 คืน ลูกหลานเป็นผู้นำอาหารคาวหวานและเครื่องนอนมาส่ง ประเพณีตักบาตรดอกไม้ของชาวมอญนั้นมีคติความเชื่อสืบเนื่อง จากพุทธประวัติว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์เสด็จขึ้นไปโปรดพุทธมารดาบน เทวโลกนั้น พระองค์เสด็จประทับอยู่ตลอดพรรษา ประชาชนทั้งหลายต่างรอ คอยการเสด็จกลับของพระพุทธองค์ตลอดเวลา เมื่อวันเสด็จกลับลงมายังโลก มนุษย์ชาวเมืองก็จัดดอกไม่ถวายเป็นเครื่องสักการะ นอกจากกิจกรรมดังกล่าวที่ทําในช่วงกลางวันแล้ว ในช่วงกลางคืน ก็มีการจุดประทีปโคมไฟ บริเวณรั้วหน้าบ้านหรือจุดเทียนไว้หน้าบ้าน บางคน ก็จุดตามจํานวนอายุของตน บ้างก็ปล่อยโคมเพื่อแสดงความเคารพต่อ เทพยดาบนสวรรค์ ในการจุดประทีปและจุดเทียนที่รั้วบ้านนี้ เชื่อว่าเพื่อเป็น การต้อนรับพระพุทธเจ้า จึงต้องจุดประทีปเพื่อให้สว่างไสวสวยงาม ชาวมอญ ได้นําเอาพุทธประวัติ ในส่วนนี้มาจัดเป็นพิธีตักบาตรดอกไม้ และถือปฏิบัติ เป็นประเพณีที่สําคัญตลอดจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันการจัดประทีปนี้นําไปทํา พิธีรวมกันในช่วงการลอยเรือสะเดาะเคราะห์ในเดือนกันยายน เดือนพฤศจิกายน (ฮะตาว กะทอน) บุญทอดกฐิน เดือนพฤศจิกายนเป็นช่วงทําบุญทอดกฐินของชาวมอญ เรียกว่า กัดทอน มาจากภาษาบาลี ว่า “กะ -ฐิ -นะ” ชาวบ้านจะร่วมกันทําบุญและ แห่องค์ผ้ากฐินไปวัด มีการแต่งกายตามแบบวัฒนธรรม ของมอญ จัดสํารับ อาหารถวายแด่พระสงฆ์โดยการทูนสํารับอาหารตามขบวนกฐิน นอกจากนี้ แล้วยังมีการลอยกระทงซึ่งเป็นประเพณีที่คล้ายไทย


170 คณะกรรมการวัดรับองค์กฐินและกำหนดวัน คณะกฐินจะเดินทาง มาวัดก่อนถึงวันที่กำหนดทอดกฐิน และนำองค์กฐินไปตั้งที่บริเวณเจดีย์พุทธ คยา ส่วนของชาวบ้านจะตั้งเป็นองค์ผ้าป่าเล็ก ๆ ที่ศาลาประจำคุ้มแต่ละคุ้ม บ้าน ซึ่งจะทำบุญเท่าไรก็ได้แล้วแต่ศรัทธาและกำลังทรัพย์ ช่วงเย็นของก่อน วันกำหนดทอดกฐิน ชาวบ้านจะตั้งขบวนแห่องค์กฐินของแต่ละคุ้มมารวมกัน ที่บริเวณตลาดวัดวังก์ มีกลองยาวและนางรำนำหน้าขบวนกฐินเดินไปวัด ช่วงกลางคืนจะมีงานสมโภชองค์กฐิน ทั้งรำมอญ หนังกลางแปลง วงดนตรี ออกร้านขายของ เพื่อให้ชาวบ้านเที่ยวงานวัด และมีคณะชาวมอญมาเย็บผ้า กฐินสำหรับห่มพระเจดีย์ ตอนเช้าชาวมอญจะตั้งแถวแล้วช่วยกันจับผ้ากฐินนำขึ้นไปเวียน รอบเจดีย์พุทธคยา 3 รอบ จากนั้นจึงส่งให้ผู้ชายช่วยกันส่งขึ้นไปที่องค์เจดีย์ มีเจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการามเป็นประธานห่มเจดีย์ เมื่อเสร็จชาวมอญจะตั้ง ขบวนแห่องค์กฐินจากเจดีย์พุทธคยาขึ้นไปยังศาลาวัดในขบวนแห่องค์กฐินนำ ด้วยวงดุริยางค์เด็กนักเรียนโรงเรียนวัดวังก์วิเวการามตามด้วยขบวนกลอง ยาว และนางระ และชาวบ้านหนุ่มสาวแต่งตัวตามประเพณี นำอาหารจัดใส่ สำรับและทูนหัวไปถวายพระที่วัด บ้างก็ถือเครื่องสังฆทาน เมื่อถึงวัด คนที่ เป็นประธานองค์กฐินทำพิธีถวายกฐินแด่เจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม นอกจากนี้ชาวมอญจะทำข้าวเหนียวดำใส่มะพร้าวและน้ำตาลทรายมาแจก ให้ผู้มาร่วมงานด้วย


171 ภาพ 20 แสดงบุญทอดกฐิน ประเพณีลอยกระทง ลอยกระทง ตรงกับขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ชาวมอญจะไป ทำบุญตักบาตรที่วัดทางอำเภอจะจัดงานวันลอยกระทงที่ฝั่งอำเภอ ชาวมอญ ที่อยู่อาศัยที่ฝั่งวัดวังก์วิเวการามส่วนมากจะไปร่วมพิธีโดยแต่งตัวตามประ เพณ๊มอญ (ผู้ชายสวมเสื้อสีขาว โสร่งสีแดง ผู้หญิงสวมเสื้อสีขาว นุ่งผ้าถุงสี แดง สไบสีขาว) และจะทำปราสาทพระอุปคุต ออกแบบให้มีลักษณะเป็น สถาปัตยกรรมแบบมอญ เพื่อให้ชาวมอญนำอาหาร ดอกไม้มาถวายรวมกัน ในปราสาทนี้เพื่อบูชาพระอุปคุตตามคติความเชื่อของชาวมอญ และจะนำไป ลอยที่แม่น้ำในตอนเช้ามืด นอกจากนี้ ก็ยังมีการประกวดทง นางนพมาสและ การแสดงบนเวที ซึ่งเป็นกิจกรรมพื้นฐานของเทศกาลลอยกระทง ชาวมอญได้ นำการแสดงรำมอญไปร่วมแสดงด้วยทุกปีเวลา 20.00 – 24.00 น. ชาวบ้าน จะนำกระทงของตนไปลอยน้ำตามประเพณี


172 ประเพณีการปลูกเรือน ประเพณีการปลูกเรือนนี้ยังคงมีการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันชาว มอญมีความเชื่อว่าหากปฏิบัติตามประเพณีจะทำให้อยู่อาศัยในบริเวณบ้านได้ อย่างร่มเย็นเป๋นสุขซึ่งในการปลูกเรือนของชาวมอญบ้านแผ่นดินธรรม แผ่นดินทองแต่ละครั้งจะต้องให้หมอบ้าน ซึ่งเป็นคนมอญอาวุโสที่มีความรู้ เกี่ยวกับการดูแลพื้นที่ตั้งบ้านเรือน โหราศาสตร์ และจัดพิธีกรรมให้ได้ซึ่ง หมอบ้านเป็นคนมอญที่มีถิ่นฐานมาจากพม่าได้ศึกษาวิชาความรู้เหล่านี้จาก สำนักสงฆ์ในพม่าดูฤกษ์ปลูกเรือนให้ เมื่อถึงกำหนดฤกษ์ ช่วงเวลาตี 4 เจ้าของเรือนจะมารับหมอบ้านให้เป็นที่ปรึกษาในการทำพิธีปลูกเรือน เจ้าของเรือนจะต้องเตรียมของสำคัญประกอบด้วย เครื่องเซ่นไหว้อาหาร เลี้ยงผู้มาช่วยลงแรงปลูกเรือน กิ่งไม้สำคัญ 8 ชนิด คือ มะรุม มะขามป้อม มะตูม คูณ มะม่วง ขนุน พุทรา และกล้วย ซึ่งเชื่อว่าใบไม้แต่ละชนิดเป็น ตัวแทนของเทพารักษ์ที่คอยปกปักรักษาบ้านเรือนให้อยู่เย็นเป็นสุขและ ป้องกันสิ่งร้ายจากภายนอก ซึ่งจะนำไปปักที่ทิศต่าง ๆ ของบริเวณบ้าน โดย มะรุมปักทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ มะขามป้อมปักทางทิศเหนือ มะตูมปักทาง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ กล้วยปักทางทิศตะวันออก คูณปักทางทิศ ตะวันออกเฉียงใต้ มะม่วงปักทางทิศใต้ ขนุนปักทางทิศตะวันตกเฉียงใต้และ พุทธปักทางทิศตะวันตก จากนั้นนำจุดเทียนแล้วปักไว้ที่ตรงตำแหน่งที่ปักกิ่ง ไม้ไว้และนำเครื่องเซ่นไหว้มีลักษณะเป็นกระทงทำจากใบไม้ต่าง ๆ ใช้ใน จำนวนแตกต่างกันดังนี้


173 ภาพ 21 แสดงแผนผังแสดงการปักกิ่งไม้แบะวางกระทงเซ่นไหว้ เทพารักษ์ ก่อนปลูกเรือน หลังจากเสร็จพิธีนี้ก็จะรอให้สว่าง เพื่อบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ กัน หรือ ญาติพี่น้องจะทยอยมารับประทานอาหารที่เจ้าบ้านเตรียมไว้ให้และเตรียมตัว ปลูกเรือนหากเป็นผู้ชายจะมาช่วยลงแรงปลูกเรือนหากเป็นผู้หญิงจะมาช่วย ลงแรงทำอาหารกลางวันสำหรับเลี้ยงผู้มาช่วยลงแรงปลูกเรือน เมื่อสมควรแก่เวลาจึงร่วมกันปลูกเรือน โดยเริ่มจากขุดหลุ่มเพื่อวาง เสาเรือน หมอบ้านจะคอยกำกับว่าต้องตักดินออกไปทิศทางใดเมื่อขุดเสร็จจึง จะนำเสาเรือนเสาแรกซึ่งเนเสาผีบรรพบุรุษตั้งขึ้นเป็นเสาแรก โดยที่หัวเสาจะ ห้อยด้วยมะพร้าว กล้วยและใบหว้าซึ่งเป็นเครื่องเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ หมอ บ้านจะเป็นผู้วางตำแหน่งพื้นที่ส่วนหลัก ๆ เช่น โถง ระเบียง ห้องนอน ตำแหน่งเสาผี เป็นต้น ให้เป็นไปตามคติความเชื่อเดิม อีกทั้งคอยกำชับว่าหัว เสาจะต้องหันไปทิศทางใดก่อนจะตั้งเสา จากนั้นจึงขึ้นเสาต้นอื่น ๆ


174 ตามลำดับที่หมอบ้านแนะนำไว้ โดยเสาเรือนต้นอื่น ๆ จะห้อยด้วยใบหว้า เมื่อเสร็จพิธีการนี้ก็ดำเนินการปลูกเรือนได้ตามปกติ (ณัชชา สกุลงาม, 2555) ศาสนาและความเชื่อของชุมชนชาติพันธุ์มอญ ความเชื่อในทางพุทธศาสนา ชาวมอญยอมรับนับถือศาสนาพุทธแบบเถรวาทมาตั้งแต่อาณาจักร สุธรรมวดีหรือสะเทิม ซึ่งเป็นอาณาจักรแห่งแรกชาวมอญวังกะเป็นอย่างยิ่ง ความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนาถือว่ามีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชาวมอญ บ้านวังกะเป็นอย่างยิ่ง ความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนามีการนับถือตก ทอดกันมาทางจิตวิญญาณจากบรรพบุรุษ การมีความเคารพนับถือต่อพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า คือเชื่อว่าถ้าเดินตามรอยหรือปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ย่อมนำพาชีวิตสู่หนทางที่ดีแน่นอน เป็นสิ่งซึ่งทำ ให้ชาวมอญนั้นมีความตั้งใจและมุ่งมั่นในการทำบุญ ทำทาน สร้างกุศลอยู่ เสมอ เพื่อที่จะได้พบกับความสุข อาทิ การนำดอกไม้มาร้อยแล้วนำไปไหว้ บูชาที่เจดีย์พุทธคยาหรือวัดในตอนเย็น การไปทำบุญถือศีลฟังธรรมในทุกวัน พระ การให้ความสำคัญกับพระสงฆ์ หรือเมื่อใส่บาตรในตอนเช้าเสร็จข้าวที่ เหลือเขาก็จะตักวางที่พื้นเพื่อให้นกได้มากิน เป็นการทำทานอย่างหนึ่ง คือ การทำกิจกรรมในวันโกนโดยการรวมตัวกับของผู้เฒ่าผู้แก่หรือคนวัยต่าง ๆ ในหมู่บ้าน แล้วเดินตีระฆัง ป่าวประกาศโดยรอบหมู่บ้าน เพื่อเป็นการเตือน ให้ชาวชุมชนได้รับรู้ว่าวันรุ่งขึ้นเป็นวันพระ ทั้งยังมีการร่วมทำบุญเป็นข้าวสาร หรือเงิน เป็นต้น ให้แก่ผู้ที่เดินป่าวประกาศนี้ เพื่อนำไปถวายให้แก่วัดต่อไป ซึ่งความมุ่งหวังในการทำบุญของชาวมอญบ้านวังกะคือ ต้องการที่จะให้พ้น จากอบายได้พบกับกับสุคติในภพหน้า ส่วนในภพนี้นั้นมีความเชื่อในเรื่อง


175 กรรม คือเมื่อทุกสิ่งเกิดขึ้นมาแล้วในปัจจุบันเป็น สิ่งที่ทำให้มีความทุกข์หรือ ความลำบาก ฉะนั้นสิ่งที่จะกระทำได้ในปัจจุบันนี้ก็คือการหมั่นเพียรสะสม บุญเพื่อที่จะได้เจอกับภพภูมิที่ดีในชาติต่อ ๆ ไป จนถึงการเข้าสู่นิพพานตาม รอยพระพุทธเจ้า ฉะนั้นสิ่งไหนที่ทำแล้วเป็นบุญเป็นกุศลจะมีความตั้งใจทำ กันโดยไม่รีรอ (พระมหาสุชาติ สิริปญฺโญ, 2554) แนวทางในการปฏิบัติ ที่ทำ ให้ชาวมอญในหมู่บ้านวังกะไม่หลงไปทำในสิ่งที่ผิดหรือเบียดเบียนผู้อื่น ทำให้ สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ทั้งตนเอง ครอบครัว และชุมชน มอญ เป็นชาติที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด เช่น การเล่า เรียนพระปริยัติธรรมก็เรียนคัมภีร์วินัย เป็นหลัก พระภิกษุถือวินัยเป็นสำคัญ ชาวมอญมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามากซึ่งไทยรับพระพุทธศาสนา ลัทธิเถรวาทมาจากอินเดียโดยผ่านทางมอญ รวมทั้งวัฒนธรรมประเพณีที่ ส่งผ่านกันทั้งโดยตรงและโดยอ้อมเช่น การค้าขาย และการสมรสระหว่างกัน เป็นต้น โดยเฉพาะด้านศาสนา มีพิธีกรรมในวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องและผูกพันอยู่ กับพระพุทธศาสนา วิถีชีวิตของคนทั้งสองชนชาติจึงมีความสอดคล้อง กลมกลืนกัน จึงเป็นเหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้ชาวมอญที่อพยพเข้ามาอยู่ เมืองไทย ได้รับการยอมรับให้มีการผสมกลมกลืนทางชาติพันธุ์ มีการสมรส ระหว่างกันทั้งในหมู่ราษฎรทั่วไปและกับพระบรมวงศานุวงศ์ พระสงฆ์มอญ เข้ามาพร้อมกับการอพยพของชาวมอญ ด้วยนโยบายการปกครองของพม่า ที่กดขี่ข่มเหงฆ่าฟันผู้ที่ขัดขืน ไม่เว้นแม้พระภิกษุสงฆ์ ทั้งที่พม่าเองก็ยอมรับ นับถือพุทธศาสนา การเข้ามาของพระสงฆ์มอญทำให้เกิดศาสนาพุทธรามัญ นิกายขึ้นในประเทศไทย ความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาของชาวมอญ บ้านวังกะ ได้ยึดถือ ปลูกฝังสืบทอดต่อมาสู่ลูกหลาน รวมไปถึงการร่วมจัดกิจกรรมทางศาสนา ต่างๆ ในบริเวณวัด กล่าวคือ เมื่อเดินเข้าสู่ปากทางเข้าวัดหรือเขตบริเวณวัด


176 หรือเขตบริเวณวัดก็จะถอดรองเท้า เพราะมีความเชื่อว่าการใส่รองเท้าเข้าวัด จะทำให้ตนและศาสนา เสื่อมลงและเป็นบาปติดตัวไป และจะไม่พูดเสียงดัง หยาบคายซึ่งจะไม่เป็นสิริมงคลแก่ตนเอง เมื่อเข้าไปในวัดจะไม่มีการนำสิ่งใด ๆ จากวัดติดตัวกลับไปทั้งสิ้น และเมื่อพระสงฆ์เดินผ่านก็จะนั่งลงยกมือไหว้ เพื่อแสดงความเคารพนับถือ นอกจากนี้ยังมีการส่งดอกไม้ในช่วงเวลาเย็น จะนำดอกไม้ โดยเฉพาะดอกพุดที่จัดเตรียมไว้ไปถวายพระที่วัด เพราะมี ความเชื่อว่าพระสงฆ์จะนำดอกไม้นั้นไปบูชาพระพุทธเมื่อทาวัตรสวดมนต์เย็น จะส่งผลบุญให้แก่ตนเองได้ และยังมีการถือศีลภาวนาอย่างเคร่งครัดในวัน สำคัญทางพระพุทธศาสนาพากันไปทำบุญอย่างเนืองแน่น การปฏิบัติตนทางศาสนา ประชากรในชุมชนวัดวังก์วิเวการามได้ ยึดถือและปลูกฝังสืบทอดต่อกันมาสู่ลูกหลานในการปฏิบัติตนทางศาสนา หรือไปร่วมกันทํากิจกรรมต่าง ๆ ในบริเวณวัดดังนี้คือ ผู้ใหญ่ หรือคนแก่เมื่อ เดินเข้าสู่ปากทางเข้าวัดหรือในเขตบริเวณวัดจะต้องรีบถอดรองเท้าออก เพราะคนแก่จะมีความเชื่อว่า หากใส่รองเท้าเข้าวัดจะทําให้ตนและศาสนา เสื่อมลงและเป็นบาปติดตัว และจะไม่พูดเสียงดังหยาบคายซึ่งจะไม่เป็นสิริ มงคลแก่ตัวเองเมื่อเข้าวัดจะไม่มีการนําสิ่งใด ๆ จากวัด ติดตัวกลับไปทั้งสิ้น และสังเกตได้ว่า เมื่อมีพระสงฆ์เดินผ่านชาวบ้านมักจะนั่งลงยกมือไหว้เพื่อ แสดงความเคารพนับถือ นอกจากนี้แล้วยังมีการส่งดอกไม้ในช่วงเวลาเย็น เด็กและคนชราจะนําดอกไม่ โดยเฉพาะดอกพุดที่จะเตรียมอย่างสวยงามไป ถวายพระที่วัด เพราะมีความเชื่อว่าพระสงฆ์จะนําดอกไม้นั้นไปบูชา พระพุทธเมื่อทําวัตรสวดมนต์เย็นจะส่งผลบุญให้แก่ตนได้อีกทั้งการถือศีล ภาวนา อย่างเคร่งครัดในเทศกาลวันสําคัญทางศาสนา ส่วนวันพระก็จะ ทําบุญที่วัดเป็นประจําในชุมชนบ้านวังกะยังมีข้อตกลงที่ปฏิบัติสืบทอดมาโดย ตลอดด้วยการจัดแบ่งเวรตามบ้าน คือ เมื่อถึงเวรบ้านใด ก็ต้องจัดทําอาหาร


177 ส่งไปยังวัดเพื่อถวายเป็นภัตตาหารเช้าและเพลแด่พระสงฆ์ เรียกว่า การส่ง ข้าววัดการปฏิบัติตนทางศาสนาของชาวมอญเคร่งครัดมากและปฏิบัติสืบกัน มาช้านานแล้ว ที่ให้เห็นชัดอีกสิ่งหนึ่งก็คือทุกวันพระแต่ละหลังคาเรือนก็จะ นําดอกไม้ไปบูชาพระเป็นประจํานอกจากนี้ ชาวมอญจะนิยมตักบาตรพระ กันทุกเช้าในเวลาประมาณ หกโมงถึงหกโมงครึ่งและทุกหลังคาเรือนในตอน เย็นจะเปลี่ยนดอกไม้บูชาที่หิ้งพระทุกวัน เพื่อเป็นเครื่องสักการะบูชาทุก ๆ วันนอกจากนี้ชาวมอญยังนิยมถือปฏิบัติ ตักบาตรกันทุกเช้าโดยจะใส่เพียงแค่ ข้าวสวย เนื่องจากชาวมอญจะนำกับข้าวไปถวายที่วัดและเอกลักษณ์ของชาว มอญบ้านวังกะยังมีส่งข้าววัดที่เรียกกันว่าซึ่งมี “เวรส่งข้าววัด”สัญลักษณ์ที่ แขวนบริเวณหน้าบ้านที่บ่งบอกว่าบ้านดังกล่าวต้องจัดทำอาหารไปถวายพระ ที่วัดซึ่งแต่วันนั้นจะมี10 - 15 ครัวเรือนโดยจะหมุนเวียนไปทั่วหมู่บ้าน กล่าวคือ “ป้ายไม้ส่งข้าววัด” ชาวมอญในอําเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เป็นผู้ที่ยึดมั่นและ ศรัทธาในพระพุทธศาสนา หลวงพ่ออุตตะมะ (พระราชอุดมมงคล) เป็นศูนย์ รวมจิตใจของชาวมอญทุกคน และไม่ได้จํากัดอยู่เฉพาะชาว สังขละบุรีเท่านั้น ด้วยภารกิจทางศาสนาธรรมและศาสนปกครอง แม้ท่านจะเหนื่อยยาก ตรากตรําก็ต้องรับปฏิบัติด้วยจิตเมตตาธรรม และด้วยเมตตาบารมี เป็นที่ เคารพ เลื่อมใสต่อผู้คนเป็นอย่างยิ่ง หลวงพ่อจึงได้อุทิศตนบําเพ็ญ สาธารณประโยชน์เช่น การสร้างสะพาน โรงเรียน โรงพยาบาล หอประชุม เป็นต้น รวมทั้งท่านได้ช่วยเหลือสงเคราะห์ อนุเคราะห์ทั้งที่เป็นส่วนบุคคล และส่วนรวมแก่พุทธศาสนิกชนผู้เดือดร้อนทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นคนไทย กะเหรี่ยงหรือคนพม่า ด้วยแรงศรัทธาของชาวมอญวังกะที่มีต่อหลวงพ่อ อุตตมะ ทุกคนจึงร่วมใจสร้างประสาทบรรจุศพหลวง พ่ออุตตมะไว้เพื่อกราบ


178 ไหว้ บูชาระลึกถึงบุญบารมีของท่าน อยู่ที่วัดวังก์วิเวการาม (สุจริตลักษณ์ ดีผดุง, 2545 หน้า 93) วัดวังก์วิเวการาม หรือ วัดหลวงพ่ออุตตะมะเป็นวัดที่หลวงพ่ออุต ตะมะ ร่วมกับชาวบ้านอพยพชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญได้ร่วมกันสร้างขึ้นใน ปี พ .ศ.2496 ที่บ้านวังกะล่าง อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ใกล้กับ ชายแดนไทย-พม่า ห่างจากอำเภอเมืองกาญจนบุรี ประมาณ 220กิโลเมตร ในระยะแรกมีเพียงกุฏิและศาลามีฐานะเป็นสำนักสงฆ์ แต่ชาวบ้าน โดยทั่วไปเรียกว่า วัดหลวงพ่ออุตตะมะ ตั้งอยู่บนเนินสูงในบริเวณที่เรียกว่า สามประสบ ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำ 3 สาย คือแม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ แม่น้ำรันตีไหลมาบรรจบกันในปีพ.ศ. 2505 ได้รับอนุญาตจากกรมการศาสนา ให้ใช้ชื่อว่าวัดวังก์วิเวการาม ซึ่งตั้งตามชื่ออำเภอเดิมคืออำเภอวังกะ-สังขละบุรี ซึ่งต่อมาถูกยุบเป็นกิ่งอำเภอก่อนที่จะยกฐานะเป็น อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรีในปี พ.ศ. 2508 วัดวังก์วิเวการาม ก่อสร้างด้วยศิลปะแบบพม่า มีพระพุทธรูปหิน อ่อน และ งาช้างแมมมอธ มีเจดีย์พุทธคยาจำลองสร้างจำลองแบบจากเจดีย์ พุทธคยา ประเทศอินเดีย โดยเริ่มก่อสร้าง พ.ศ. 2518 แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2529 สะพานมอญเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ยาวประมาณ 900 เมตร เมื่อพ.ศ. 2527 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ก่อสร้างเขื่อนเขาแหลม หรือ เขื่อนวชิราลงกรณ์ ซึ่งเมื่อกักเก็บน้ำแล้ว น้ำในเขื่อนเขาแหลมจะท่วมตัวอำเภอเก่ารวมทั้งบริเวณหมู่บ้านชาวมอญ ทั้งหมด ทางวัดจึงได้ย้ายมาอยู่บนเนินเขาในที่ปัจจุบัน หลวงพ่ออุตตะมะได้ จัดสรรที่ดินของวัดวังก์วิเวการามให้ชาวบ้านครอบครัวละ 30 ตารางวา ปัจจุบันหมู่บ้านชาวมอญมีพื้นที่ราว 1,000 ไร่เศษมีผู้อาศัยราว 1,000 หลังคาเรือนชาวบ้านเกือบทั้งหมดจัดเป็นผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าซึ่งไม่มีบัตร


179 ประชาชน หาเลี้ยงชีพโดยการปลูกพืชผักสวนครัวตามชายน้ำ ทำประมง ชายฝั่ง คนหนุ่มสาวส่วนหนึ่งนิยมเป็นลูกจ้างในโรงงานเย็บเสื้อที่อยู่ไม่ห่าง จากหมู่บ้าน ส่วนบริเวณวัดหลวงพ่ออุตตะมะเดิม ปัจจุบันพระอุโบสถหลังเก่า จมอยู่ใต้น้ำและมีชื่อเสียงเป็นสถานที่ ท่องเที่ยว Unseen Thailand เป็นที่ รู้จักในชื่อว่า วัดใต้น้ำสังขละบุรี ในอดีตเป็นวัดวังก์วิเวการามเดิมที่หลวงพ่อ อุตตะมะและชาวบ้านอพยพชาวกะเหรี่ยงและมอญได้ร่วมกันสร้างขึ้น เมื่อปีพ.ศ. 2496 ในบริเวณที่เรียกว่า สามประสบ ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำสามสาย คือ แม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี ไหลมาบรรจบกัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ก่อสร้างเขื่อนเขาแหลม หรือเขื่อนวชิราลงกรณ์ ซึ่งเมื่อกักเก็บน้ำแล้ว น้ำในเขื่อนเขาแหลมจะเข้าท่วม ตัวอำเภอสังขละบุรีเก่ารวมทั้งวัดนี้ด้วยจึงได้ย้ายวัดมาอยู่บนเนินเขาส่วนวัด เดิมได้จมอยู่ใต้น้ำมานานนับสิบปีเหลือเพียงซากปรักหักพังของวัดและอาคาร บ้านเรือน จนกระทั่งปีพ.ศ. 2546 วัดวังก์วิเวการามเดิมได้ถูกการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทยจัดเป็นเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวอันซีนไทยแลนด์ (Unseen Thailand) ทำให้ปัจจุบันอุโบสถหลังเก่าที่จมอยู่ใต้น้ำมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันในชื่อ "วัดใต้น้า" หรือ "เมืองบาดาล" ซากปรักหักพังของวัดที่ยังหลงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน ได้แก่ หอระฆังที่เหลือเพียงโครงสร้างกับเจดีย์สีขาวเด่นบนยอด ซึ่งเป็นเพียงสิ่งหนึ่ง เดียวของวัดที่ไม่ถูกน้าท่วมในยามน้าในเต็มเขื่อน หอฉันที่เป็นโครงอาคาร สี่เหลี่ยมเห็นช่องประตูหน้าต่างชัดเจน ซุ้มประตูทางเข้าโบสถ์ที่ยังคงมี เค้าโครงอยู่ และโบสถ์ของวัดที่ยังมีลวดลาย ซุ้มประตู หน้าต่างให้เห็น มีร่อง


180 ลอยของช่องพระประดับผนังด้านในให้เห็นนอกจากนี้ยังมีเศียรพระ มีซากเจดีย์ ซากบันไดนาค ให้เห็นกันที่รอบนอกของตัวโบสถ์ ภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจ ได้แก่ ศาลาหลวงพ่ออุตตะมะ ภายในมี ศพหลวงพ่ออุตตะมะซึ่งไม่เน่าเปื่อย บรรจุในปราสาท 9 ยอดอันสวยสด งดงาม ซึ่งมีกระจกใสเจาะด้านข้างเพื่อให้มองเห็นสรีระของหลวงพ่ออุตตะมะ โดยปราสาทหลังนี้ก่อสร้างจากแรงบันดาลใจในศิลปวัฒนธรรมและความเชื่อ ของชาวมอญหลายกลุ่มที่อาศัยกระจายอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ในประเทศไทย ใช้งบประมาณ 1.5 ล้านบาท มีเจดีย์หงส์ทองคู่เป็นสัญลักษณ์ของชาวมอญ และเจดีย์ 9 ยอดที่บรรจุศพหลวงพ่อ แสดงให้เห็นถึงความรักและเคารพที่ ชาวมอญมีต่อหลวงพ่ออุตตะมะ พระพุทธรูปหินอ่อนสีขาวขนาดใหญ่ชาวบ้านเรียกกันว่า "หลวงพ่อขาว" เป็นพระประธานในวิหาร ทำจาก หินอ่อนทั้งองค์หน้าตักกว้าง 9 ศอกน้ำหนัก 9 ตันศิลปะแบบประยุกต์หลวงพ่ออุตตะมะให้ช่างมัณฑะเลย์แกะสลักเมื่อ พ.ศ.2514 ใช้เวลา 1 ปีจึงแล้วเสร็จโดยส่งภาพถ่ายพระพุทธชินราชเป็น ตัวอย่างค่าจ้างเป็น ทองคำหนัก 25 บาท หลังจากนั้นได้ใช้เวลาอีกปีครึ่ง รอเวลาดำเนินการขนส่งผ่านเส้นทางทุรกันดาร ทั้งค่ายทหารพม่าและ กะเหรี่ยง เพื่อมาประดิษฐานในเมืองไทย หลวงพ่ออุตตะมะเป็นผู้คิดริเริ่มสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 โดย จำลองมาจากเจดีย์พุทธคยาประเทศ อินเดีย งบประมาณจากผู้มีจิตศรัทธา ร่วมกันบริจาคเป็นเงินสด ทองคำ และวัสดุ ใช้แรงงานคนมอญชาย - หญิง ในหมู่บ้านประมาณ 400 คน ปรับพื้นที่สำหรับก่อสร้างและเผาอิฐมอญขนาด กว้าง 4 นิ้ว ยาว 8 นิ้ว หนา 3 นิ้ว จำนวน 260,000 ก้อน พ.ศ. 2525 เริ่ม สร้างเจดีย์เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง ยาง 42 เมตร สูง 59 เมตร เสาเหล็ก 4 ทิศ จำนวน 16 ต้น ในปี พ.ศ.2532


181 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมงกุฏราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินมา ทรงประกอบพิธีอัญเชิญ พระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เป็นกระดูกนิ้วหัวแม่มือ ขวา 2 องค์ ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร มีสีขาวใสอมเหลืองเป็นเงาบรรจุใน ผอบ 3 ชั้น ซึ่งหลวงพ่ออัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา และฉัตรทองคำหนัก 400 บาท ขึ้นไปประดิษฐานบนยอดเจดีย์ (การศึกษา ลึ่ฮเติ่น ดนตรีในพิธี ว่อน ไว่ะ ซ่าง ชาวมอญบ้านวังกะ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัด กาญจนบุรี(สัมภาษณ์ว่าที่ร้อยตรีณฤดล เผือกอาไพ, 2564) ชาวมอญเป็นชนชาติหนึ่งที่มีพิธีกรรมสัมพันธ์กับศาสนาพุทธอย่าง เคร่งครัด ฉะนั้นประเพณีต่าง ๆ ที่ชาวมอญปฏิบัติจึงปฏิบัติเพื่อระลึกและ แสดงความเคารพต่อศาสนาพุทธ ชาวมอญเป็นชนเผ่าที่ยึดมั่นและศรัทธาต่อพุทธศาสนามากและมี ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กับสิ่ง ลี้ลับเพราะว่าชาวมอญทุกคนที่นับถือ พุทธศาสนานั้นจะมีหิ้งพระอยู่ที่บ้านกันทุกครัวเรือน จนชาวต่างชาติและ นักท่องเที่ยวคิดว่าบ้านคนมอญติดช่องแอร์ไว้ทุกบ้าน ที่คนมอญมีหิ้งพระอยู่ ที่บ้านนั้น สืบเนื่องมาจากสมัย พุทธกาล เมื่อตอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ 8 วันนั้น มีพ่อค้าชาวมอญสองคน ชื่อ ปะตุสษะกับพัสลิกะ สองพี่น้องได้เดินทางไปค้าขายที่ประเทศอินเดียระหว่าง ทา’พบพระพุทธเจ้าประทับอยู่ใต้ต้นมหาโพธิ์จึงเกิดความเลื่อมใสจึงนำ ข้าวจัตตูผง จัตตูก้อน ถวาย แล้วพระพุทธองค์ได้มอบพระพระธาตุเป็น พระเกสาของพระองค์ 8 เส้นให้สองพี่น้อง ทั้งสองจึงนำกลับไปยังรามัญ ประเทศแล้วมอบให้พระเจ้าอุกฬาปะ พระเจ้าอุกฬาปะได้สร้างหอคอยแล้ว เก็บพระธาตุทั้งแปดเส้นไว้บนหอคอยนั้นประชาชนที่อยู่ใกล้ไกลพอทราบข่าว ก็หลังไหลมาสักการะพระธาตุกันเหลือแต่คนเฒ่าคนแก่ที่เดินทางไม่ไหว เพราะสมัยก่อนเดินทางด้วยเท้าและเกวียนจึงไม่สามารถไปกราบไหว้พระ


182 ธาตุได้ จึงบอกลูกหลานสร้างแบบจำลองหอคอยพระธาตุไว้ข้างบ้านให้ปู่ย่า ตายายที่มีความศรัทธากราบไว้บูชากันที่บ้านทุกวัน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาว มอญจะมีหอคอยพระธาตุหิ้งพระไว้กราบไหว้ที่บ้านกันจนถึงทุกวันนี้ พิธีกรรมนั้น คนมอญจะมีพิธีกรรมคือ ชาวมอญจะเลี้ยงผีบรรพบุรุษไว้ ทุกครัวเรือนไว้ และจะมีการเลี้ยงปีละสองครั้ง คือต้นปีครั้งหนึ่งปลายปีครั้ง หนึ่งและผีมอญนั้นมีอยู่หลายประเภทแต่ประเภทหลัก ๆ ที่เห็นอยู่เป็นประจำ มีอยู่สามประเภท 1. ผีโต้ง (ผีเหล่านี้ต้องจัดยังใหญ่โต ต้องมีปี่พาสมาบรรเลง เพื่อให้ผีรำกัน หรือที่เรียกกันว่ารำผีนั้นเอง) 2.ผีเต่า (ผีประเภทนี้เวลาเลี้ยง ต้องมีเต่ามาประกอบพิธีทุกครั้ง) 3.ผีกระบอกหรือผีมะพร้าว (ผีประเภทนี้ ต้องมีกระไม้ไผ่ 8 กระบอกกับมะพร้าวหนึ่งลูก มาประกอบพิธีทุกครั้ง) ผีบรรพบุรุษนั้นสืบเนื่องมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาลมีเรื่องเล่ากันว่าพระเจ้าเมือง พาราณสีมีธิดาองค์หนึ่งงามมากพระองค์หวงแหนธิดามากจึงเก็บไว้บน หอคอยให้พบชายใดเลยวันหนึ่งพระโพธิสัตว์ได้ลงมาจุติในครรภ์ของธิดาพระ เจ้าพาราณสีพระเจ้าพาราณสีอับอายจึงขับนางออกจากวังนางเร่ร่อนอยู่ใน ป่าจึงพบกับราชสีห์ ราชสีห์ได้เก็บไปเลี้ยงไว้พอพระโพธิสัตว์ประสูตรออกมา ราชสีห์ก็เลี้ยงดูและรักเหมือนลูกในไส้ เมื่อพระโพธิสัตว์โตเป็นหนุ่มจึงพา มารดา กลับไปปกครองเมืองพาราณสีและไม่ยอมกลับไปพบพ่อที่เป็นราชสีห์ อีกเลย ราชสีห์คิดถึงลูกจึงเข้ามาในเมืองพาราณสีแต่พระโพธิสัตว์ไม่ยอมรับ ราชสีห์เป็นบิดาจึงสั่งฆ่าราชสีห์เสียต่อมาพระโพธิสัตว์เกิดอาการปวดหัวอย่าง รุนแรงข้าราชบริพารบอกว่าต้องกราบขอขมาบิดาจึงจะหาย แต่พระโพธิสัตว์ ไม่ยอมกราบไหว้พ่อที่เป็นสัตว์เดรัจฉานเหล่าข้าราชบริพารจึงออกอุบายสร้าง เจดีย์หนึ่งองค์แล้วสร้างรูปสิงห์เภทผู้ไว้สองตัวหน้าเจดีย์ไว้จากนั้นให้พระ โพธิสัตว์กราบไหว้เจดีย์ที่มีรูปสิงห์อยู่หน้าเจดีย์ จึงทำให้อาการปวดหัวนั้น


183 หายไปตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงมีรูปสิงห์อยู่หน้าเจดีย์และคนมอญก็ได้นับถือผี บรรพบุรุษมาจนถึงทุกวันนี้ ความเชื่อในการนับถือผี ในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ที่สอง มีภรรยาสามี คู่หนึ่งมีอาชีพทำไร่ อาศัยอยู่ในกระท่อมชายป่า ต่อมาภรรยาชาวนาให้กำเนิดลูกแต่ลูกสองคน แรกที่แม่ทิ้งให้นอนอยู่ในเปลตามลำ ชาวมอญบ้านวังกะมีความเชื่อเกี่ยวกับการนับถือผีมาช้านานและ ยังคงถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันผีที่ชาวมอญนับถือนั้นเป็นผีปู่ย่าตา ยายหรือผีบรรพบุรุษเป็นผู้ดลบันดาลไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ หากใครทำผิดต่อผี บรรพบุรุษนี้ได้รับความเดือดร้อนทางกายและใจการนับถือผีของชาวมอญ แบ่งได้เป็น 3 ตระกูล หรือ 3 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ ผีผ้า ผีมะพร้าว ผีกระบอก ไม้ไผ่ และตระกูลย่อยอีกถึง 37 อย่างเช่น หัวกระบือ ปลาช่อน หม้อ เป็นต้น ธรรมเนียมในการนับถือผีของชาวมอญนั้น ผู้ที่รับผีต่อจากครอบครัวจะต้อง เป็นลูกชายคนโต แต่เมื่อไม่มีจริง ๆ หรือลูกชายคนโตไม่รับ ลูกชายคนกลาง หรือคนสุดท้องก็ต้องรับไป ไม่รับไม่ได้ เมื่อลูกชายจะแต่งงานออกเรือนไป แล้ว ยังจะต้องรับผีบรรพบุรุษ หรือผีปู่ย่าตายายนี้ไปด้วย และถ้าบ้านใดมีแต่ ลูกสาว ญาติพี่น้องก็มีผู้หญิง และแต่งงานไปแล้ว ผีเรือนนี้จะต้องแยกออกไป อยู่กับบ้านไม่ได้แล้ว คือเป็นในลักษณะที่เหมือนกับว่าหมดไฟหรือไม่มี อิทธิพลใด ๆ แล้วแต่ก็มีบางบ้านที่ยังคงนับถืออยู่ ที่ถึงแม้ลูกสาวจะรับผีไม่ได้ ก็จะสร้างที่ตั้งผีบรรพบุรุษนี้ไว้ต่างหากนอกชานบ้าน อีกอย่างหนึ่งคือเมื่อ ผู้หญิงได้แต่งงานไปแล้วก็จะต้องเข้าถือผีกับทางสามี การรับผีของชาวมอญ จะแตกต่างจากของชาวกะเหรี่ยง คือชาวกะเหรี่ยงผู้ที่รับผีจะต้องเป็นลูกสาว ที่จะรับช่วงต่อไป


184 การเลี้ยงผีจะทำกันปีละ 2 ครั้ง และการรับผีก็จะทำกันในช่วงการ เลี้ยงผีนี่เอง คือจะทำกันก่อนเข้าพรรษา หมอผู้ทำพิธีจะบอกว่าใครจะเป็นผู้ที่ ได้รับผีต่อไป ของที่ใช้ในการเลี้ยงผีหลัก ๆ คือข้าว ข้าวเหนียว มะพร้าว กล้วย ไก่ ปลา หมากพลู เทียน น้ำหอม จำนวนหรือปริมาณนั้นแล้วแต่ความ สะดวกของแต่ละบ้านส่วนในเรื่องการมอบแหวนนั้น (แหวนผี มีลักาณะสีทอง มีพลอยแดงประดับอยู่ตรงกลาง) สำหรับชาวมอญบ้านวังกะเองจะทำเป็น บางบ้านบางคนไป ไม่จำเพาะต้องกันทุกบ้านทุกคน ส่วนการรำผีนั้นก็ไม่ค่อย มีเช่นกัน อีกทั้งการเลี้ยงผีนั้นก็ทำกันพอเป็นพิธี เนื่องจากแต่เดิมทีนั้นไม่ได้ ตั้งใจที่จะเข้ามาตั้งรกราก แต่จะเข้ามาในทำนอง อยู่อาศัยพักพิง เพื่อทำมา หากิน การทำพิธีจึงดูไม่เป็นทางการมากนัก แต่ถ้าเป็นชาวมอญที่สหภาพ เมียนมาจะมีการรำผีอย่างใหญ่โต ถ้าเป็นคนมีฐานะดีก็ 3 วัน ถ้าไม่ค่อยมีก็ทำ วันเดียว การเลี้ยงผีหรือไหว้ผีนี้ ถือว่าเป็นวันรวมลูก ๆ หลาน ๆ อีกวันหนึ่ง คือให้ลูกหลานได้เข้ากราบไหว้ แล้วบอกกล่าวว่าปีนี้ชีวิตความเป็นอยู่เป็น ยังไง ลูกหลานเป็นยังไงกันบ้าง ที่ตั้งสำหรับผีบรรพบุรุษนั้น จะแยกต่างหากหิ้งพระ จะไม่นำมา ปะปนกัน กล่าวคือ ผีบรรพบุรุษจะตั้งอยู่ตรงเสาเอกของบ้านหรือตรงมุมห้อง ของห้องผู้เป็นพ่อแม่ ส่วนที่เป็นหิ้งพระจะตั้งบูชาต่างหาก คือไม่อยู่ทาง ทิศตะวันออกหรือไม่ก็ทางทิศใต้ คนมอญถือว่าทิศใต้ดีกว่าทิศเหนือ เพราะมี ลมทะเล และถ้าบ้านไหหนที่ไม่มีผีบรรพบุรุษอยู่ในบ้าน คือขาดจากการรับผี หมายความว่า บ้านนั้นมีแต่ลูกสาวดังที่กล่าวมา หรือเป็นบ้านแม่หม้าย สังเกตได้ว่าบ้านนั้นจะศาลพระภูมิตั้งไว้ เพื่อช่วยปกป้องคุ้มครองบ้านเรือน และคนในครอบครัว ซึ่งโดยปกติแล้วบ้านเรือนของคนมอญจะไม่มีศาลพระ ภูมิเหมือนอย่างคนไทย


185 การกระทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการนับถือผีนั้น ชาวมอญจะ ไม่นำมาปะปนกับทางพระพุทธศาสนา ในพิธีต่าง ๆ ไม่มีการนิมนต์พระสงฆ์ มาร่วมด้วยชาวบ้านจะกระทำกันเอง อย่างในการไหว้ผีนั้น ลูกหลานที่อยู่ใน เพศบรรพชิตก็ไม่ต้องมากราบไหว้แล้วเพราะถือว่ามีศีลที่สูงกว่า ถึงแม้ว่าการนับถือผีกับพระพุทธศาสนาจะแยกออกจากกันแต่ก็ เป็นสิ่งคู่ขนานที่ไปด้วยกันได้ ทั้งสองอย่างนับว่าเป็นสิ่งซึ่งทำให้ชาวมอญบ้าน วังกะได้เกิดความสบายใจ อุ่นใจ สุขใจ เมื่อได้เชื่อถือ ได้ประพฤติปฏิบัติตาม และประกอบพิธีต่าง ๆ อย่างถูกต้องตามประเพณี ไม่ว่าจะเป็นการนับถือ ผีหรือความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาก็ตาม ชาวมอญนอกจากศรัทธาในพุทธศาสนาแล้ว ยังมีความเชื่อเรื่องผี และวิญญาณบรรพบุรุษ วิญญาณดีและร้ายที่ผูกพันกับชุมชนยังฝังแน่นอยู่ใน จิตใจของชาวมอญชาวมอญมีการนับถือผีดังต่อไปนี้ ผีเรือน ผีเรือนหรือผีบรรพบุรุษ ชาวมอญมีการนับถือผีทางพ่อ โดยแต่ละบ้านจะมีเสาผีและมีสัญลักษณ์รูปผีนั้นๆ เก็บไว้ที่เสาผี เช่น ผีปลา ช่อน ผีกระบอก ผีมะพร้าว ผีเต่า ผีควาย แต่ละปีจะมีพิธีไหว้ผีปีละสองครั้ง เมื่อถึงวันที่กำหนดไหว้ผีของแต่ละครอบครัว ลูกหลานจะกลับมาบ้านเพื่อทำ พิธีไหว้ผีบรรพบุรุษ ถือเป็นวันรวมญาติ โดยจะไหว้ด้วยขนม เช่น ขนมบัว ลอย มะพร้าว กล้วย ข้าวเหนียวและกุ้งแห้ง เป็นต้น ผีโมโทนเลีย ผีโมโทนเลียถือว่าเป็นเจ้าแห่งมหาสมุทร ชาวมอญและ ชาวพม่าจะนับถือมาก เพราะเมืองมอญติดทะเล (ก่อนพม่ามายึดไป) ตามตำนานเล่าว่า โมโทนเลียเป็นลูกชายคนเล็กของยายเฒ่าชาวมอญ พ่อเสียชีวิตไปแล้ว เขาเป็นคนตัดไม้ที่เกาะ วันหนึ่งไปตัดไม้กับลุง พี่ชายและ คนอื่นๆ ในหมู่บ้านเพื่อนำไม้มาขาย เมื่อถึงวัยใกล้บวชเรียน เขาจึงเดินทางไป ถึงเกาะเกาะหนึ่ง ชื่อเมโมโจน (เกาะที่มีแต่ผู้หญิง) โมโทนเลียเป็นเด็กที่สุดจึง


186 ต้องเฝ้าเรือ ส่วนคนอื่นไปตัดไม้ซึ่งสตรีบนเกาะนั้นสวยแต่เป็นผีตายโหง ทั้งหมด มีผู้หญิงสองพี่น้องมาหาโมโทนเลียที่เรือ ขณะนั้นเขากำลังนั่งดีดพิณ อยู่ เมื่อได้ฟังสาวทั้งสองคนจึงมาปรนนิบัติ ทำอาหารให้กิน เมื่อลุงและพี่ชาย กลับมาได้กลิ่นหอมของกับข้าวจึงแปลกใจว่ากับข้าวหอมนัก ทำมาจากที่ใด เมื่อสอบโมโทนเลียจึงเล่าให้ฟัง ลุงจึงรู้ว่าผู้หญิงนั้นไม่ใช่คนธรรมดา จึงนำเรือ กลับบ้าน แต่ผีพวกนี้ไม่ให้ออก จึงกลับไม่ได้ ต้องให้คนใดคนหนึ่งอยู่ ปรากฎ ว่าโมโทนเลียจับฉลากได้ หากแต่แม่สั่งพี่ชายว่า ลูกคนเล็กจะต้องบวช ตัวเอง จึงจะไปแทน แต่ผีกลับไม่ยอม ลุงจึงตีโมโทนเลียจนตายและโยนลงทะเล เรือจึงกลับไปถึงบ้าน แม่ที่รอลูกคนเล็กอยู่จึงถามหาโมโทนเลีย พี่ชายและชาวบ้านเล่าให้ ฟัง ...แม่ไม่เชื่อเรื่องดังกล่าวจึงไปพิสูจน์ที่เกาะด้วยตัวเอง โมโทนเลียจึง ปรากฏตัวให้แม่เห็น พร้อมทั้งบอกแม่ว่า ผมตายแล้วและอยู่ที่นี่ ถ้าหากแม่ อยากเห็นผม ในหนึ่งปีจะเรียกให้ผมไปหาได้สองครั้ง โดยวิธีการเชิญ ที่มี เครื่องเซ่น พวกยำใบชา น้ำตาล กล้วย น้ำ มะพร้าว และเนื้อมะพร้าวขูดมา ผสมกับข้าวเหนียวและน้ำตาล เมื่อแม่เชิญลูกมาได้แล้วชาวบ้านเห็นจึงนับถือ ตามโมโทนเลียจึงกลายเป็นเจ้ามหาสมุทรทั้งหมด... การอันเชิญผีโมโทนเลียต้องทำพิธีข้างล่างบ้าน เมื่อทำพิธีแล้วเสร็จ จะต้องเชิญผีบ้านและผีในบริเวณบ้านด้วย พิธีกรรมนี้สะท้อนให้เห็นว่า เดิมชาวมอญส่วนใหญ่เป็นชาวเล โดยพิธีโมนจะประกอบสองครั้งต่อปี พิธีกรรมนั้น คนมอญจะมีพิธีกรรมคือ ชาวมอญจะเลี้ยงผีบรรพบุรุษไว้ทุก ครัวเรือนไว้ และจะมีการ เลี้ยงปีละสองครั้ง คือต้นปีครั้งหนึ่งปลายปีครั้งหนึ่ง และผีมอญนั้นมีอยู่หลายประเภทแต่ประเภทหลัก ๆ ที่เห็นอยู่เป็นประจำมี อยู่สามประเภท 1. ผีโต้ง (ผีเหล่านี้ต้องจัดยังใหญ่โต ต้องมีปี่พาสมาบรรเลง เพื่อให้ผีรำกัน หรือที่เรียกกันว่ารำผีนั้นเอง) 2. ผีเต่า (ผีประเภทนี้เวลาเลี้ยง


Click to View FlipBook Version