187 ต้องมีเต่ามาประกอบพิธีทุกครั้ง) 3. ผีกระบอกหรือผีมะพร้าว (ผีประเภทนี้ ต้องมีกระไม้ไผ่ 8 กระบอกกับมะพร้าวหนึ่งลูก มาประกอบพิธีทุกครั้ง) ผีบรรพบุรุษนั้น สืบเนื่องมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาลมีเรื่องเล่ากันว่าพระเจ้าเมือง พาราณสีมีธิดาองค์หนึ่งงามมากพระองค์หวงแหนธิดามากจึงเก็บไว้บน หอคอยให้พบชายใดเลยวันหนึ่งพระโพธิสัตว์ได้ลงมาจุติในครรภ์ของธิดาพระ เจ้าพาราณสีพระเจ้าพาราณสีอับอายจึงขับนางออกจากวังนางเร่ร่อนอยู่ใน ป่าจึงพบกับราชสีห์ ราชสีห์ได้เก็บไปเลี้ยงไว้พอพระโพธิสัตว์ประสูตรออกมา ราชสีห์ก็เลี้ยงดูและรักเหมือนลูกในไส้ เมื่อพระโพธิสัตว์โตเป็นหนุ่มจึงพา มารดา กลับไปปกครองเมืองพาราณสีและไม่ยอมกลับไปพบพ่อที่เป็นราชสีห์ อีกเลย ราชสีห์คิดถึงลูกจึงเข้ามาในเมืองพาราณสีแต่พระโพธิสัตว์ไม่ยอมรับ ราชสีห์เป็นบิดาจึงสั่งฆ่าราชสีห์เสียต่อมาพระโพธิสัตว์เกิดอาการปวดหัวอย่าง รุนแรงข้าราชบริพารบอกว่าต้องกราบขอขมาบิดาจึงจะหาย แต่พระโพธิสัตว์ ไม่ยอมกราบไหว้พ่อที่เป็นสัตว์เดรัจฉานเหล่าข้าราชบริพารจึงออกอุบายสร้าง เจดีย์หนึ่งองค์แล้วสร้างรูปสิงห์เภทผู้ไว้สองตัวหน้าเจดีย์ไว้จากนั้นให้พระ โพธิสัตว์กราบไหว้เจดีย์ที่มีรูปสิงห์อยู่หน้าเจดีย์ จึงทำให้อาการปวดหัวนั้น หายไป ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงมีรูปสิงห์อยู่หน้าเจดีย์และคนมอญก็ได้นับถือผี บรรพบุรุษมาจนถึงทุกวันนี้ เจ้าพ่อหลังเจดีย์พุทธคยา ปะโนกหรือผีปู่เป็นศาลาผีประจำหมู่บ้าน ตั้งอยู่บริเวณหลังเจดีย์พุทธคยาใกล้เจดีย์สามประสบ มีมาพร้อมตั้งหมู่บ้าน ชาวบ้านเชื่อว่า ปะโนกเป็นเจ้าที่คอยคุ้มครองปกป้องดูแลคนในหมู่บ้านให้อยู่ เย็นเป็นสุข นอกจากนี้ ยังมีอีกศาลเรียกว่า มะโนกหรือผีย่าตั้งอยู่ที่ วัดศรีสุวรรณาราม ฝั่งตัวอำเภอ ซึ่งเดิมชาวมอญนิยมกราบไหว้ทั้งสองศาล แต่ด้วยความสะดวกของชาวมอญในหมู่บ้านที่ไม่ค่อยได้เดินไปฝั่งอำเภอ จึงไปกราบไหว้ผีปู่มากกว่า
188 การเซ่นไหว้บูชาผีปู่ต้องนำธูปเทียนไปไหว้ เพื่อบอกกล่าวเวลา จัดงานสำคัญ เช่น งานบวชและงานแต่งงาน เป็นต้น ส่วนงานไหว้ประจำปีจะ จัดตอนกลางปี คนในหมู่บ้านจะรวมตัวกันไปไหว้ โดยมีกรรมการดูแลเจ้าพ่อ เป็นผู้เดินไปบอกก่อนหนึ่งวันว่า จะมีพิธีซึ่งชาวบ้านจะต้องเตรียมขนม ธูป เทียน น้ำหวาน น้ำหอม ดอกไม้ เป็นต้น พิธีจะเริ่มราวบ่ายสองโมง ชาวบ้านทยอยรวมกันที่ศาล หลังจากนั้นจะมีคนนำพิธีซึ่งเป็นผู้ที่ดูแลศาลนี้ เริ่มจากการจุดธูปเทียนขอขมา ถ้ามีปัญหาจะมีคนทรง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น ผู้หญิง เป็นผู้ทายทักว่า ใครทำผิดเพราะอะไร หากใครทำผิดก็ให้เข้ามา ขอขมาชาวบ้านคนอื่น ๆ จะต้องช่วยกันขอขมาก่อนเลี้ยงเพลพระเป็นอัน เสร็จพิธี ทั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่า ปะโนกหรือผีปู่เป็นกลไกหนึ่งในการควบคุมทาง สังคมของชาวมอญสังขละบุรี ข้อห้าม ข้อปฏิบัติของชุมชนชาติพันธุ์มอญ สังขละบุรี ชาวมอญเป็นผู้ศรัทธาในพุทธศาสนาเพราะเชื่อว่า ยิ่งทำบุญมาก เท่าไรแล้ว เมื่อเกิดในภพหน้าจะทำให้มีความสุขความเจริญ ทั้งนี้การปฏิบัติ ตนของชาวมอญวัดวังก์วิเวการามจะมีความเชื่อและปลูกฝังสืบทอดต่อกันมา สู่ลูกหลานให้ปฏิบัติตน ดังนี้ 1. ห้ามใส่รองเท้าบริเวณวัดเพราะมีความเชื่อว่าจะทำให้ตนเองและ ศาสนาเสื่อมลงและเป็นบาปติดตัวไป 2. ห้ามพูดเสียงดังและหยาบคาย จะไม่เป็นสิริมงคลแก่ตนเอง 3. แต่งกายสุภาพเรียบร้อยโดยหญิงจะต้องนุ่งผ้าถุง ผู้ชายนุ่งกางเกง หรือโสร่ง 4. ห้ามเอาของที่วัด เชื่อว่าเป็นบาปและจะทำมาหากินไม่ดี
189 5. ผู้หญิงห้ามเข้าโบสถ์ เพราะเชื่อว่า โบสถ์เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มี เรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า มีผู้หญิงเข้าไปในโบสถ์แล้วถูกฟ้าผ่าตาย 6. เมื่อมีพระสงฆ์เดินผ่านต้องนั่งลง เพื่อแสดงความเคารพนับถือ ศรัทธา 7. การส่งดอกไม้ขึ้นวัดเวลาเย็น เด็กหรือคนแก่จะนำดอกไม้ที่ จัดเตรียมอย่างสวยงามไปวัด เพราะมีความเชื่อว่าพระสงฆ์นำดอกไม้นั้นบูชา พระพุทธเมื่อทำวัตรสวดมนต์เย็น ซึ่งจะส่งผลบุญให้แก่ตนเองได้ 8. การถือศีลภาวนาในวันสำคัญทางศาสนา เช่น วันสงกรานต์จะได้ บุญกุศล 9. ทำบุญตักบาตรทุกเช้า จะทำให้ได้บุญและแผ่ส่วนบุญนั้นให้ญาติที่ เสียชีวิตไปแล้ว 10. การสวดมนต์ไหว้พระ บ้านของชาวมอญจะสร้างหิ้งพระยื่นออก จากตัวบ้าน เพราะเชื่อว่า พระพุทธ ถ้าอยู่ในบริเวณเดียวกับบ้าน ผู้ที่อาศัย อยู่ภายในบ้านเดินไปมาจะเป็นการรบกวนและไม่เคารพนับถือ ซึ่งจะเป็น บาป นอกจากนี้ยังตกแต่งหิ้งพระด้วยดอกไม้ ธูป เทียน และทำความสะอาด เป็นประจำ ในเวลาเย็นเมื่อสมาชิกในครัวเรือนชำระร่างกายแต่งกาย เรียบร้อยแล้วจะสวดมนต์ไหว้พระ โดยใช้ภาษาสวดแบบบาลี ที่มีสำเนียงเป็น แบบมอญ การสวดมนต์ไหว้พระมีความเชื่อว่า จะทำให้ชีวิตมีแต่ความสุขสงบ ได้บุญกุศล เป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว เมื่อสวดมนต์ไหว้พระจบ แล้วจะนั่งสมาธินับลูกประคำ
190 พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนชาติพันธุ์มอญ สังขละบุรี วัดวังก์วิเวการาม ชาวมอญพลัดถิ่นสังขละบุรีจะยึดเอาวัดวังก์วิเวกา รามเป็นศูนย์กลางความศรัทธา โดยมีหลวงพ่อออุตตมะ (เจ้าอาวาสรูปก่อน) เป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจตั้งแต่สร้างหมู่บ้านและวัดวังก์วิเวการาม หลวงพ่อได้ สร้างถาวรวัตถุที่เป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาแบบศิลปะมอญเพื่อเป็นสถานที่ สำหรับให้ชาวมอญและคนทั่วไปได้ประกอบกิจกรรมและพิธีทางศาสนา หลวงพ่อขาวเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ลักษณะเหมือน พระพุทธชินราชที่จังหวัดพิษณุโลก หน้าตักกว้าง 5 ศอก หนัก 9 ตัน โดย หลวงพ่ออุตตมะส่งรูปพระพุทธชินราชไปให้ช่างที่มัณฑะเลย์แกะสลัก เพราะท่านต้องการพระหินอ่อนสีขาว และเลยเมืองมัณฑะเลย์ขึ้นไปมีภูเขา หินอ่อนสามารถนำมาทำพระประธานหินอ่อนได้ โดยตกลงราคากับช่างด้วย ทอง เพราะไม่สะดวกที่จะเทียบอัตราระหว่างเงินไทยกับเงินพม่า ทั้งนี้ พระพุทธรูปเสร็จตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2515 แต่รัฐบาล พม่าสั่งห้ามเคลื่อนย้ายและตรวจสอบหาเจ้าของ หลวงพ่อจึงติดต่อพระใน พม่าที่เป็นลูกศิษย์ให้ไปเอาใบอนุญาตจากกรมการศาสนาของพม่าและจาก แม่ทัพ แต่ไม่กล้าบอกแม่ทัพว่าจะส่งเข้าเมืองไทย ต้องทำเรื่องไปถึง นายกรัฐมนตรีอนุของพม่า จึงยอมอนุญาตให้ส่งพระพุทธรูปเข้าเมืองไทย กว่าจะได้ออกเดินทางราวปลายปี พ.ศ. 2515 การขนย้ายเป็นไปด้วยความ ยากลำบาก เพราะพระพุทธรูปองค์ใหญ่และต้องเดินทางผ่านป่าและหมู่บ้าน ชายแดนมาเรื่อย ๆ พระพุทธรูปองค์นี้อยู่ในวิหารสังกะสีจนกระทั่งมีการสร้างเขื่อนเขา แหลม จึงอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดวังก์เวการามที่สร้างขึ้นใหม่ แล้วสร้าง วิหารครอบไว้ และถือว่าเป็นพระประธานของวิหาร เป็นพระพุทธรูปสีขาวที่ ชาวบ้านเรียกกันว่า “หลวงพ่อขาว”
191 เจดีย์พุทธคยาจำลอง เริ่มก่อสร้างเมื่อ ปี พ.ศ. 2526 เนื่องจากหลวง พ่ออุตตมะได้ออกไปเผยแผ่ศาสนาพร้อมกับธรรมทูตในประเทศอินเดีย เมื่อ ปี พ.ศ. 2525 และได้นำรูปแบบองค์พระเจดีย์มาสร้างที่ริมอ่างเก็บน้ำ เขื่อนเขาแหลม ใกล้บริเวณสามประสบ รูปร่างสัณฐานเป็นศิลปะแบบอินเดีย ผสมมอญทรงสี่เหลี่ยมด้านเท่า พร้อมกับนำพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนที่เป็น กระดูกนิ้วหัวแม่มือขวา วัตถุประสงค์ในการก่อสร้าง เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวมอญ กะเหรี่ยง พม่า และไทย และยังเป็นที่เคารพบูชาของประชาชนโดยทั่วไป การก่อสร้างเจดีย์พุทธยคาจำลอง ใช้กำลังจากชาวมอญช่วยกันก่อสร้าง และกำลังทรัพย์จากผู้มีจิตศรัทธาบริจาคจนแล้วเสร็จ ปัจจุบันเป็นสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนทั่วไปเดินทางไปสักการบูชาและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทำ รายได้ให้กับสังขละบุรีอย่างมาก กล่าวได้ว่า ศูนย์กลางของหมู่บ้านมอญคือ วัดวังก์วิเวการามหรือ “วัดหลวงพ่ออุตตมะ” เพราะเป็นสถานที่ที่ทุกคนในหมู่บ้าน ใช้เป็นที่พบปะ กันเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะในวันสำคัญทางศาสนาและเทศกาลต่างๆ
192 การละเล่นและการแสดงพื้นบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ 1. พิธีว่อน ไว่ะ ซ่าง ว่อน ไว่ะ ซ่าง หมายถึง พิธีกรรมแห่ปราสาท ในงานพระราชทาน เพลิงศพพระครูวิมลกาญจนคุณ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ประวัติความเป็นมาของพิธีว่อน ไว่ะ ซ่าง ว่า หลังจากพระพุทธเจ้า ได้ปรินิพพานไปแล้ว พระอานนท์ พระอรหันต์ มีอุบาสก อุบาสิกาอยู่สองฝั่ง แม่น้ำ (ไม่ทราบชื่อของ แม่น้ำ) อุบาสก อุบาสิกาทั้งสองฟากฝั่งของแม่น้ำนั้น มักจะไม่ถูกกัน แก่งแย่งชิงความเป็นใหญ่กันอยู่เสมอ เมื่อทั้งสองฝ่ายได้เป็น อุบาสก อุบาสกาของพระอานนท์แล้ว พระอานนท์ได้ชี้ทางธรรมให้ จึงได้ลด ความบาดหมางลงไป เมื่อพระอานนท์ได้ชราภาพ ท่านจึงเล็งเห็นว่า เมื่อท่าน มรณภาพลง การแย่งชิงศพของท่านจะเกิดขึ้นกับอุบาสก อุบาสิกาสองฟาก ฝั่งของท่านอย่างแน่นอน อยู่มาวันหนึ่งก่อนที่พระอานนท์จะมรณภาพนั้น พระอานนท์ได้แบ่งร่างของท่านไว้สองร่าง เมื่ออุบาสก อุบาสิกาทั้งสองฟาก ฝั่งทราบข่าวว่าพระอาจารย์ของตน มรณภาพแล้ว จึงพาพรรคพวกมาหมาย จะแย่งชิงพระศพกัน พอมาถึงริมฝั่งแม่น้ำ ก็เห็นพระศพของพระอาจารย์ มรณภาพอยู่ริมแม่น้ำในปราสาทที่พระอินท์เนรมิตเอาไว้ อุบาสก อุบาสิกาทั้ง สองฟากฝั่งได้นำพระศพของอาจารย์ตน กลับไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ในหมู่บ้านของตน อุบาสก อุบาสิกาของทั้งสองหมู่บ้าน จึงจัดงานพิธีส่งศพ พระอาจารย์เข้าสู่ ประตูนิพพานอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อแสดงถึงความเคารพต่อ พระอาจารย์ของตน ทั้งสองฝ่ายจัดงานกันสามวันสามคืน พอถึงคืนที่ สาม ประมาณตีสี่ก็ได้จุดเพลิงเผาแล้วเอาพระธาตุไปบรรจุไว้ในเจดีย์จะได้เคารพ บูชากันต่อไป
193 ชาวมอญได้นำพิธีกรรมดังกล่าวนี้ มาปฏิบัติต่อพระอาจารย์ของตน และพระสงฆ์ทุกองค์เพื่อแสดงถึงความเคารพกตัญญูต่อพระครูบาอาจารย์ และแสดงถึงการนับถือต่อพุทธศาสนาอย่างแท้จริง จึงมีการจัดงานการเล่น ศพพระสงฆ์และสร้างมณฑป สร้างปราสาทตามรูปแบบที่พระอินทร์ ทรงเนรมิตไว้ และได้แต่งเนื้อร้องทำนอง บทเพลง ถึงความโศกเศร้าเสียใจ อาลัยอาวรณ์ ที่ต้องสูญเสียผู้ที่เคารพนับถือ และ จัดงานส่งวิญญาณสู่ประตู สวรรค์แดนนิพพาน จึงมีการจัดงานตามความเชื่อและศรัทธาอย่างครื้นเครง ประวัติความเป็นมาของพิธีว่อน ไว่ะ ซ่าง ว่า ว่อน ไว่ะ ซ่าง ภาษาไทย คือ ประเพณีแย่งศพ ซึ่ง ศพ หมายถึง ร่างของคนที่ตายแล้ว ซากผี) ส่วนคำว่า)“แย่งศพมอญ” ก็น่าจะเป็นความหมายที่ใช้เปรียบเทียบใน สำนวนไทยว่าเป็นการแสดงอาการยื้อแย่สิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างจริงจัง แสดงออก อย่างสุดความสามารถ สำนวนความที่เปรียบไว้นี้ก็มีที่มาจากประเพณีการ แย่งศพของชาวมอญ ซึ่งโดยปกติเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวมานี้เป็นการแสดง การให้เกียรติและยกย่องผู้ตายว่าเป็นผู้ที่น่านับถือ น่าเคารพและมีความ อาลัยอาวรณ์อย่างมาก ศพเหล่านี้ได้แก่ศพของพระสงฆ์ หรือศพของสมภาร เจ้าวัด ซึ่งจะต้องมีการสร้างเมรุเผาศพเป็นรูปแบบของชาวมอญคือจะเป็นเมรุ รูปยอดปราสาท เพราะจะทำส่วนบนเมรุเป็นยอดปราสาทส่วนตัว เมรุจะทำ เป็นรูปยอดตะเฆ่ ด้านล่างใส่ล้อไว้มีเชือกผูกโยงไว้ชักสองสายสองด้านซึ่งจะ ผูกมัดติดกับตะเฆ่อย่างแน่น หนา จากนั้นจะแบ่งคนออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายใด ที่มีคนมากกว่าก็จะถูกชักลากไปทางนั้นได้ อีกฝ่ายก็จะพยายามชัก ลากดึง กลับแต่จะมีคนน้อยกว่าจึงสู้แรงไม่ได้ มองดูเหมือนกับการแย่งชิงศพกันจริง ๆ ตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาถึงศพแรกที่ถูกแย่งชิงซึ่งเป็นศพของ ผู้หญิง เป็นนางพญาคนเดียวไปพงศาวดารของมอญ เรื่องของพระนาง
194 ปรากฏอยู่คู่กับเรื่องของพระมหาปิฎกธร ซึ่งเป็นคนให้กำเนิดประเพณีนี้ ดังความตอนหนึ่งช่วงท้าย ๆ ของเรื่องราชาธิราช สรุปความว่า ถัดจากสมัย ของพระเจ้าราชาธิราชออกไป 7 รัชกาลจะเป็นสมัยของพระเจ้ามังจิโล พระองค์ทรงครองราชได้ 9 ปี ก็เสด็จสวรรคตลง แต่เนื่องจากพระองค์ไม่มี ราชบุตรมีแต่พระราชธิดาองค์เดียว ดังนั้นเหล่าเสนาบดีจึงอัญเชิญตะละเจ้า ท้าว พระราชธิดาองค์เดียวนี้ขึ้นครองราชย์เป็นแม่เมืองหงสาวดี ถวายพระ นามให้พระนางว่าตะละเจ้าท้าวขัติยราชินี พระนางมีความเลื่อมใสใน พระพุทธศาสนาเป็นอย่างมากทุกปีพระนางจะต้องเสด็จไปนมัสการพระเกศ ธาตุ มอญเรียกว่าพระธาตุศก คนทั่วไปรู้จักในนามของพระเจดีย์ชเวดากอง ณ เมืองตะเกิง ไปนมัสการอย่างเงียบ ๆ ปราศจากขบวนแห่แหนและ ปราศจากกองทหาร (คุ้มกันพระจริยาวัตรอันสมถะของพระนางนี้เองเป็นเหตุ ให้พระนางต้องประสบเคราะห์กรรมและพลัดพรากจากเมืองหงสาวดีไปนาน ถึง 22 ปี ผู้ที่เป็นต้นเหตุแห่งการณ์นี้ก็คือ พระเจ้าแมงเรฉะวากี กษัตริย์พม่า ผู้ครองกรุงรัตนบุระอังวะ พระเจ้าแมงเรฉะวากีได้ทราบข่าวว่า เจ้าเมืองมอญเป็นสตรี และด้วยพระองค์ยังมีความต้องการเป็นใหญ่ในการ รวมเอาเมืองหงสาวดีกับเมืองอังวะเข้าด้วยกันจงส่งทหารเอกชื่อมังนันทะสู เป็นแม่ทัพยกทัพไปซุ้มชิงตัวพระนาง ขณะเสด็จมานมัสการพระเกศธาตุในปี ที่ 8 แห่งรัชกาลของพระนาง นางพญาเมืองมอญจึงต้องตกไปอยู่เมืองพม่า เมื่อนางมีพระชันษาได้ 28 ปี พระเจ้ากรุงอังวะแต่งตั้งพระนางไว้ในตาแหน่ง “แสจาโป” คือพระอัครมเหสีเอกอัน เป็นที่สนิทเสน่หายิ่งนัก พระนางตกอยู่เมืองพม่าจนพระชนมายุได้ 50 ชันษา พระเจ้ากรุง อังวะก็เริ่มคลายความเสน่หาลง ทำให้พระนางคิดที่จะหนีกลับกรุงหงสาวดี อยู่ตลอดเวลาแต่ยังไม่สบโอกาส เพราะยังขาดผู้กล้านำพระนางหนีออกจาก เมืองพม่า แต่แล้วเวลานั้นก็มาถึงเมื่อมีภิกษุรูปหนึ่งนามว่า“พระมหาปิฎกธร”
195 ซึ่งเดิมท่านเคยเป็นสามเณรบวชอยู่ ที่วัดศรีปรางค์ เมื่อหงสาวดี เริ่มเรียน หนังสือมาแต่เมืองพุกาม เป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด สามารถท่องจำ พระไตรปิฎกได้ขึ้นใจตั้งอายุได้เพียง 5 ขวบ ครั้งสมัยเป็นสามเณรอยู่ก็เป็น นักเทศน์ฝีปากเอก สาแดงธรรมได้น่าฟัง พระนางตะละแม่เจ้าท้าวเมื่อครั้งยัง อยู่เมืองมอญ ก็ได้นิมนต์เข้าวังไปถวายธรรมเทศนาเป็นประจำ พระนางทรงมี พระทัยเสน่หาดุจมารดากับบุตรในอุทรจึงได้เคยปวารณาเป็นพระราชมาตุ ปัฏฐาญิกาและได้จัดการอุปสมบทให้มา เหตุนี้เองทำให้พระมหาปิฎกธร สำนึกในบุญคุณของพระนางอยู่ตลอดเวลา จึงคิดที่จะไปช่วยพระนางกลับคืน สู่ บ้านเมือง จากนั้นได้ลักลอบเข้ากรุงอังวะพร้อมกับสามเณรอีก 5 รูปเที่ยว เทศนาแสดงธรรมโปรดคนในเมืองอังวะ ทั่วไปจนชาวเมืองพากันเลื่อม ข่าวเรื่องนี้ได้ยินไปถึงพระเจ้ากรุงอังวะ จึงโปรดให้นิมนต์ท่านเข้าไปแสดง ธรรมในวัง พระเจ้ากรุงอังวะทรงชื่นชมมาก จึงโปรดให้แสดงธรรมยังมิได้ขาด เป็นโอกาสให้สามารถนัดแนะอุบายพาตะละเจ้า เท้าหนีจากเมืองอังวะได้โดย ไร้ผู้สงสัย คือ พระมหาปิฎกธรได้ผสมยาขึ้นขนานหนึ่ง โดยเอาผลสดมาบด ปนกับน้ำครั่นน้ำไปให้พระนางเสวย ทำให้พระนางประชวรหนักอุจจาระเป็น สีดังโลหิต แพทย์หลวงตรวจอาการแล้วก็ไม่ สามารถรักษาได้ต้องสิ้นพระชนม์ แน่นอนพระนางจึงขอให้พระมหาปิฎกธรเข้ามาถวายพระธรรมเทศนาก่อน สิ้นพระชนม์ พระมหาปิฎกธรพาสามเณร 5 รูปเข้ามาอยู่ในพระราชวังด้วย โดยไม่มีใครสงสัยพอถึงเวลาที่กำหนดไว้ ก็ยกหีบใบหนึ่งขนาดใหญ่เข้าไปใน ตำหนักเชิญพระนางเสด็จลงประทับในหีบเอาผ้ากาสาพัสตร์ปิดทับแล้วให้ สามเณรทั้ง ๔ รูปหามตามหลังพระมหาปิฎกธรออกมา นำไปขึ้นเรือที่ช่อนไว้ พายล่องตามน้ำมาจนถึงเขตแดนเมือง มอญ เสนาบดีทั้งหลายได้ทราบข่าวว่า พระนางเสร็จหนีกลับมาได้ก็ดีใจ อัญเชิญพระนางกลับกรุงหงสาวดี ขึ้น ครองราชย์ใหม่มีการบาเพ็ญทานและมีมหรสพสมโภชอยู่ 15 วันตาม
196 พงศาวดารจดบันทึกไว้ว่าเป็นปี จ.ศ. 815 ตะละเจ้าท้าครองราชย์มาไม่นานก็ มีดาริจะยกราชสมบัติให้พระมหาปิฎกธรด้วยสำนึกในบุญคุณและเล็งเห็นว่า ท่านเป็นผู้ที่มีปัญญา แต่เหล่าเสนาน้อยใหญ่ไม่เห็นด้วยอ้างว่าไม่ใช่เชื้อพระ วงศ์จะเป็นที่ครหานินทาทา ให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศได้ พระนางมิว่า ประการใดต่อ แต่ยังทรงคิดหาทางเอาชนะใจเหล่าขุนนางนี้ให้จงได้ ต่อมาคิด อุบายได้ จึงมีบัญชาให้คนไปตัดเสาไม้สะพานซึ่งมีคนเดินข้ามไปมาเป็น ประจำนำมาให้ช่างแกะเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องสวยงาม เมื่อเสร็จแล้วทำ พิธีอันเชิญพระพุทธรูปมาตั้งไว้ที่ท้องพระโรง เมื่อมีการประชุมพระนางทรง ถามเหล่าเสนาอมาตย์ว่า การสร้างกุศลด้วยการสร้างพระพุทธรูปครั้งนี้ทุกคน มีจิตศรัทธายินดีด้วยหรือไม่ ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่ายินดีด้วย พระนางถามต่อไปว่าพระพุทธรูปนี้สร้างด้วยไม้อะไร ทุกคนก็พูดตอบว่า สร้างด้วยไม้เสาสะพาน พระนางจึงถามว่า เมื่อรู้ว่าเป็นเสาสะพานแล้วไฉนจึง พากันนมัสการเล่า เหล่าเสนาอมาตย์ ก็ทูลว่า ที่คนทั้งปวงนมัสการได้ เพราะ มิได้มีพุทธบัญญัติห้ามนมัสการไม้ที่ตัวชัง พระนางได้จังหวะจึงตรัสสอน ว่า “พระมหาปิฎกธรเราเปรียบประดุจไม้เสาสะพาน เมื่อเราจะยกให้เป็นกษัตริย์ ประกอบด้วยเครื่องเบญจ กกุธภัณฑ์และเศวตฉัตรเป็นเพศกษัตริย์แล้วดังฤๅษี จะไหว้มิได้เล่า...” แล้วพระนางก็ทรงเท้าความถึงความกล้าหาญของ พระมหาปิฎกธรที่ไปช่วยพระนางกลับมาได้ เหล่าเสนาอมาตย์น้อยใหญ่ก็ ลดละทิฏฐิพากันยอมรับยอมรับและสรรเสริญพระปรีชาสามารถของ พระนาง ตะละเจ้าท้าวจึงได้นิมนต์พระมหาปิฎกธรสึกจากสมณะเพศ ราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์มอญในปี จ.ศ. 834 ผู้คนทั่วไปพากันเรียกว่า พระเจ้ามหาปิฎกธร ปรากฏจารึกในพงศาวดารมอญว่าเป็นผู้มีปัญญาเป็นเลิศ เชี่ยวชาญในการแก้ปริศนาธรรมจนเลื่องลือไปถึงลังกาทวีป กษัตริย์แห่งศรีลังกา
197 จึงถวายนามให้แก่พระองค์ว่า “พระเจ้าศรีศากยวงศ์ธรรมเจดีย์” ส่วนพระนางตะละเจ้าท้าวก็ได้สิ้นพระชนม์ลงเมื่ออายุได้ 71 ปีพระเจ้ามหา ปิฎกธร โปรดให้จัดทำพระเมรุมาศขึ้นใหม่กลางเมืองหงสาวดี พอเดือนเก้า ขึ้นเก้าค่าก็โปรดให้ทาพิธี “แย่งชิงพระศพ” โดย แบ่งเสนาบดีออกเป็นสอง ฝ่าย พระองค์ทรงเสด็จพระราชดาเนินด้วยทรงจับเชือก ทรงตั้งสัตยาธิษฐาน ขอให้ชิงศพ มาได้เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที เมื่อทั้งสองฝ่ายจับ เชือกพร้อมกัน พระองค์ก็สามารถชักพระศพเข้ามาข้างพระองค์ได้แล้ว ทรงโปรดให้แห่พระศพไปยังเมรุมาศอัญเชิญพระศพขึ้นตั้งมีมหรสพสมโภช อยู่ 7 วัน 7 คืนจึง ทำการถวายพระเพลิง เมื่อเสร็จงานพระศพแล้ว พระเจ้ามหาปิฎกธรทรงประกาศตั้งการแย่งชิงศพให้เป็นประเพณีของ ชาวมอญได้ถือปฏิบัติกันสืบต่อไป เพื่อแสดงความกตัญญูต่อบุพการีและผู้มี พระคุณพระเจ้าธรรมเจดีย์จึงตรัสแก่เสนาบดีทั้งปวงว่า "เราทำการครั้งนี้เป็น ผลานิสงส์สนุกยิ่งนัก ต่อนี้ไปใครจะทำงานศพบิดามารดาผู้มีคุณก็ให้ชิง พระศพเหมือนเราซึ่งทำไว้เป็นอย่างฉะนี้ จนได้เป็นประเพณีฝ่ายรามัญสืบกัน มาจนบัดนี้" ตั้งแต่นั้นมาในประเพณีการทำศพของชาวมอญจะมีการแย่งชิงศพ เพื่อให้เกียรติและเป็นการยกย่องผู้ตาย ว่าเป็นผู้ที่มีคนนับถือรักใคร่อาลัย อาวรณ์มาก แม้เสียชีวิตไปแล้วก็ยังแย่งชิงกันทำศพ จึงนับได้ว่า พระศพของตะละ เจ้าท้าวเป็นพระศพแรกที่เป็นต้นกำเนิดประเพณีการแย่ง ชิงศพของชาวมอญนั่นเองในหนังสือลำดับสกุลคช "เสนีกับโบราณคดีมอญ ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวถึงประเพณีทำศพมอญไว้ตอนหนึ่ง ว่า ... "อนึ่งศพพระสงฆ์หรือสมภารมักจะนิยมเผาบนปราสาท เขาทำปราสาท ขึ้นยอดหนึ่งหรือห้ายอดก็มีเมื่อศพไปสู่ปราสาทนั้น และคนหลายหมู่บ้านเขา หามศพพร้อมกันมากมาย ข้างหนึ่งแย่งไป ข้างหนึ่งแย่งมา บางศพทำตะเฆ่ใส่
198 ล้อตั้งปราสาทบนตะเฆ่ มีเชือกลากสองสาย สายใดคนมากลากหนักเข้า ตะเฆ่ ปราสาทก็เหไปเหมาคล้ายแย่งกัน "... (มิได้แย่งกันจริงอย่างว่า แย่งกันเหมือน ศพมอญที่เขาว่า) ปัจจุบันประเพณีแย่งศพมอญในเมืองไทย ลดรูปเหลือเพียงแค่ ทำท่ายื้อยุดพอเป็นพิธี หลังยกโลงลงจากที่ตั้ง คนหามคู่หน้าพามุ่งไปข้างหน้า ขณะที่คนหามคู่หลังก็ถ่วงรั้งถอยหลัง ยื้อกันสัก 3 ครั้งแล้วก็นาขึ้นเชิงตะกอน ไปเป็นจบพิธี ขณะที่พิธีแย่งศพของมอญเมืองมอญ ใหญ่ระดับสหภาพเมียนมายัง มีการรักษาไว้ โดยเฉพาะกับศพพระผู้เจ้าอาวาสวัด แถมพลิกแพลงสีสันให้ ประณีตเป็นการแสดงที่น่าชมขึ้น โดยการแบ่งผู้ประกอบพิธีหรือผู้แสดง ออกเป็น 2 ฝ่าย แต่งตัวเป็นทหาร แบ่งเป็นของฝ่ายเทวดานางฟ้าและ ฝ่ายอสูรสมุนยักษ์ร่ายรำอยู่ร่ายรอบทหารแบกโลงศพเต้นรำยื้อยุดกันไปมา ตามจังหวะเพลง สลับโห่ร้องทำนองแย่งกันก่อนนำศพไปเผาโดยที่มิได้แตะ ต้องศพจริงที่ตั้งอยู่บนปราสาท แต่เป็นการสร้างโลงศพจำลองขึ้นใหม่ตั้งบน แค่ห้ามใช้ผู้ชายข้อลำแข็งแรงแบกหามในงานหนึ่ง ๆ อาจมีชาวบ้านต่าง หมู่บ้านมาร่วมทำพิธีนี้หลายกลุ่มเพื่อเอาบุญ มีทั้งที่ทำการแข่งขันกันว่า กลุ่มใดงดงามอ่อนช้อยพร้อมเพรียงกว่ากันบางครั้งมีกลุ่มรับแคร่โลงศพไป ร่ายรำยื้อแย่งตั้งแต่เริ่มจนโลงศพไม่มีโอกาสได้ตั้งพื้นเลย การส่งรับจากกลุ่ม หนึ่งไปสู่อีกกลุ่มหนึ่งย่อมมีบ้างที่เป็นไปอย่างชุลมุนด้วยบุญเป็นที่ปรารถนา ของทุกกลุ่ม และนี่อาจเรียกได้ว่าเป็นที่มาของความวุ่นวายแบบ “แย่งกันเป็น ศพมอญอีกประการหนึ่ง” เมื่อพระสงฆ์ได้มรณภาพแล้ว อันดับแรกคือการจัดการกับศพพระ โดยพิธีการไม่ต่างกับศพของคนธรรมดา คือ ทำพิธีรดน้ำศพก่อน ชาวมอญจะ นำศพพระสงฆ์มาสรงน้ำหลังจากนั้นชาวบ้านจะช่วยกันหาไม้นุ่นหรือไม้
199 มะม่วงใหญ่ ๆ เพื่อที่จะนำมาขุดโลง(สมัยนี้ไม่ต้องขุดเพราะเขาต่อโลงไว้แล้ว) เมื่อขุดโลงแล้ว จะเตรียมการเก็บรักษาศพ เพื่อไม่ให้เน่าเปื่อย ก็จะหา ขี้เถา ปูนขาว และฟักเขียว จากนั้นก็จะใส่ปูนขาวลงไปในโลง แล้วนำศพใส่ลงไป จากนั้นเอาขี้เถ้าใส่ลงไป ปูนขาวนั้นป้องกันเพื่อไม่ให้ศพเน่าเปื่อย ขี้เถ้า ป้องกัรไม่ให้มีกลิ่นเน่าเหม็น ส่วนฟักเขียวนั้น เพื่อที่จะทำให้ศพเย็นและ ซับน้ำเหลืองจากศพ จากนั้นที่บรรจุใส่โลงแล้วปิดให้แน่น แล้วสวด พระอภิธรรมศพตามธรรมเนียม โดยสวดสามถึงเจ็ดคืนแล้ว ก็จะสร้างที่เก็บ ศพไว้ภายในวัด เพราะรอความพร้อมของชาวบ้านว่า พอที่จะมีปัจจัยที่จะจัดงานหรือไม่ เมื่อครบปีหรือสอง สามปี ชาวบ้านพร้อมที่จะจัดงาน ก็จะรวมตัวกัน ทำปราสาทและมณฑป พวกช่าง แกะสลักกระดาษลายไฟ ลายดอกและช่างสี ส่วนช่างอีกกลุ่มต่อไม้เป็น รูปปราสาท อีกกลุ่มก็เอาไม้ไผ่มาผูกเป็นโครงปราสาท เมื่อช่างวาดลายเสร็จก็ จะนำติดทากาวแล้วติดลงในกระดาษที่วาดลายไว้จากนั้นช่างแกะลายก็จะ แกะลายออกมาและช่วยกันลงสีเพื่อให้ลายนั้นดูเด่นและสวยงามขึ้นเมื่อลงสี เสร็จเรียบร้อยแล้วก็นำไปผูกกับโครงปราสาทแล้วประกอบให้เป็นรูป ปราสาทขึ้นมาจากนั้นจะนำไม้ไผ่ที่ตัดเป็นท่อนยาวประมาณ 8 วา 16 ท่อน มาผูกไขว้กัน สำหรับนักรำได้แบกในการรำวันงาน จำนวน 32 คน ส่วนช่างอีกกลุ่มก็จะสร้างมณฑป ซึ่งมณฑปดัง กล่าวนี้ จะสร้าง ตามรูปแบบปราสาทที่พระอินท์ทรงนิมิตไว้ ให้พระอานนท์ คือจะมีเสา 24 – 50 ต้น มีบันไดขึ้นลงสองข้างตรงข้ามกันมณฑปดังกล่าวนี้จะมียอด 1 – 3 ตกแต่งด้วยกระดาษที่แกะลายไฟและลายดอก เช่นเดียวกับลายของ ปราสาทและมีการนำรูปภาพนรกภูมิกับภูมิสวรรค์มาติดไว้เพื่อให้ผู้ที่มาเที่ยว ชมงานจะได้เกิดความสังเวชใจและให้พิจารณาถึงความไม่เที่ยงแท้ของสังขาร
200 เราหลังจากสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะนำศพมาใส่ในปราสาทเตรียมที่จะ เล่นส่งวิญญาณสู่แดนสุขาวดี ขั้นตอนการประกอบพิธี ว่อน วะ ซ่าง ชาวมอญนั้นชาติพันธุ์ ที่ยึดมั่นในพุทธศาสนามาช้านานแล้วไม่ว่าจะ ประกอบพิธีกรรมอะไรก็ตามมักจะเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาทั้งสิ้น คือ ตั้งแต่ เกิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตจะเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาเกือบทั้งสิ้นก็ว่าได้ 1.สถานที่ ทางคณะกรรมการการจัดงานพระราชทานเพลิงศพ จัดเตรียม สถานเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา คือ จะมีลาน เพื่อสร้างมณฑป ซึ่ง หน้ามณฑป จะเป็นลานกว้าง เพื่อใช้ในพิธี ว่อน ไว่ะ ซ่าง บ้างเป็นลานดิน และนา เสื่อปูเพื่อไม่ให้เกิดการบาดเจ็บขณะทายกปราสาท เนื่องจาก ผู้ยกปราสาทจะไม่สวมรองเท้า และสร้างปราพิธีรอบมณฑป ทางซ้ายและ ขวา จัดตกแต่งกระดาษสีสะท้อนแสงฉลุลวดลายมอญ และต้นไม้อย่าง สวยงาม 2.ปราสาทที่ใช้ในพิธี ว่อน ไว่ะ ซ่าง ปราสาทที่ใช้ในพิธี ว่อน ไว่ะ ซ่าง จะถูกสร้างขึ้นตามระดับของ พระสงฆ์ที่มรณภาพ หากเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ จะสร้างให้มียอดตั้ง 3 ชั้น 5 ชั้น 7 ชั้น และ 9 ชั้น ตามรูปแบบของปราสาทมอญโดยโครงจะเป็นไม้และ ตกแต่ง ด้วยกระดาษสีสะท้อนแสง วาดและฉลุลวดลายติดตั้งที่โครงสร้าง โดยส่วนที่วางศพ จะเสาวาง รอบโลงศพ จำนวน 6 เสา และจะนำไม้ไผ่ ยาวประมาณ 8 วา จำนวน 16 ท่อน วางไขว่กัน เพื่อใช้จับในการยกร่ายรำใน พิธี ว่อน ไว่ะ ซ่าง
201 3.ผู้แสดงและการแต่งกาย การแต่งกาย ผู้แสดง ในพิธี ว่อน ไว่ะ ซ่าง จะมี ข้อกาหนด หนึ่งข้อ คือ จำนวนและเพศของผู้ที่ยกปราสาทเป็น ผู้ชาย 32 คน ในการแบก (แฝงความหมายถึง อาการ 32 ของมนุษย์) โดยแต่งกายเป็นหนึ่งเดียว คือ สวมเสื้อยืดสีเดียวกัน และพาดสไบที่ไหล่ซ้าย บริเวณหน้าอก ซ้าย จะติดรูป เหมือนของพระที่มรณภาพ และนุ่งโสร่งหรือกางเกงโทนสีเดียวกับสีเสื้อและ สวมถึงเท้าสีขาว ส่วนฝ่ายหญิง แบ่งผู้แสดงเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มหนึ่งแต่งตัวเป็น นางฟ้าสวยงาม และมนุษย์ธรรมดาสามัญ อยู่คนละฟากของปราสาท ร่ายรำ ยื้อแย่งไปมา ซึ่งในปัจจุบันการแต่งกายของฝ่ายหญิงจะแต่งกายเป็นหนึ่ง เดียว เช่นเดียวกับฝ่ายชายเนื่องจากแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวของชุมชน และเป็นการแข่งขันประชันกันระหว่างชุมชนที่นำมาร่วมแสดง คือ สวมเสื้อ แขนยาวทรงกระบอกเข้ารูปพาดสไบที่ไหล่ซ้าย 4.นักดนตรีและดนตรี ดนตรีเป็นส่วนสำคัญในการร่ายรำ ซึ่งใช้ในการประกอบการแสดง ตั้งแต่ต้น จนจบการแสดงโดยเป็นเครื่องดนตรีมอญเป็นหลักโดยรวมวงแบบ ไม่เต็มวงครบเครื่อง ประกอบด้วย เครื่องดาเนินทานองและเครื่องประกอบ จังหวะ ดังนี้ 4.1 Ba’tala dun (ปัตตาล่า ตุน) หรือ ระนาดไม้ไผ่ ลักษณะ เหมือนกับระนาดเอกของประเทศไทย 4.2 Kha–newe (ขะนัว) หรือปี่ของชาวมอญ:ลักษณะคล้ายกับปี่ ในของประเทศไทย 4.3 Poon – Pond Mae and Hta – Vaynn Unook (กลองหลัก ใบใหญ่ และกลองเล็กตีด้านข้าง) ลักษณะคล้ายกับกลองสองหน้าและ
202 ตะโพนมอญของประเทศไทย มอญบ้านวังกะออกเสียงว่า หะเปิน แปลว่า เป็นภาษาไทย ว่า กลอง 4.4 Kha three khapup (ขะดี ขะดาบ)หรือ Si Wa (ซีวา)และ Chan Wan (ช่ายวาน) หรือ ฉาบ ทองเหลือง เครื่องดนตรีควบคุมจังหวะ ประเภทฉาบ ท่อนไม้เคาะจังหวะ และฉาบใหญ่) ลักษณะคล้ายกับฉิ่ง เกราะ และฉาบใหญ่ของประเทศไทย 4.5 คีย์บอร์ด เป็นเครื่องดนตรีสากลที่นามาผสมผสานในการ บรรเลงดนตรีมอญในปัจจุบัน ซึ่ง สามารถให้เสียงที่ดังชัดเจน แต่การบรรเลง จะบรรเลงแบบการตีปัตตาล่า ตุนหรือระนาดมอญ เพื่อให้คงความเป็น บทเพลงของเพลงมอญไว้ 5.บทร้อง บทร้องที่ใช้ในพิธี ว่อน ไว่ะ ซ่าง เป็นบทร้องที่ได้รับถ่ายทอดสืบต่อ กันมา เนื้อร้องจะพรรณนาถึงคุณความ ดีของพระสงฆ์ ซึ่งมีทั้ง ภาษาบาลี ภาษามอญ และภาษาไทย เพื่อให้ผู้เข้ามาร่วมระลึกถึง และไม่ให้โศกเศร้า มี ทั้งหมด 28 เพลง และผู้ขับร้องจะมีบทบาทเป็นหัวหน้าของกลุ่ม ควบคุม การนัดฝึกซ้อมดูความพร้อมเพรียงของท่ารำรวมถึงชุดการแสดงด้วยทั้งนี้ พิธี ว่อน ไว่ะ ซ่าง เป็นพิธีกรรมทางศาสนาที่นาศพพระสงฆ์มาเล่นนั้นเป็นการส่ง วิญญาณสู่ประตูสวรรค์และนิพพาน พิธีกรรม ดังกล่าวนี้จะมีเฉพาะชาวมอญ กับชาวกะเหรี่ยงพุทธเท่านั้น สำหรับชาวกะเหรี่ยงนั้นจะนำเถ้ากระดูก (อัฐิ) มาประกอบพิธีส่งวิญญาณสู่สวรรค์แต่พิธีกรรมไม่ยิ่งใหญ่นัก ส่วนชาวมอญ นั้นจะประกอบพิธีกรรมอย่างยิ่งใหญ่เมื่อครบปีชาวบ้านจะช่วยกันสร้าง มณฑปและปราสาท เพื่อที่จะได้มาเล่นมาเล่นส่งวิญญาณสู่แดนสวรรค์ ชาวบ้านบางกลุ่มก็ซ้อมรำและร้องเพลงไว้อาลัยเมื่อสร้างมณฑปและปราสาท
203 เสร็จแล้ว ก็จะนำศพออกมาจากโลงทรงน้ำและเปลี่ยนจีวร สบง อังสะใหม่ พอบรรจุโลงเข้าไปในปราสาทเรียบร้อยแล้วกลุ่มที่ร้องรำก็จะมาไหว้ครู บางหมู่บ้านจะมีการเล่นส่งห้าวันคืน หลังจากเล่นเสร็จแล้ว ประมาณเที่ยงคืนจะนำศพออกจากปราสาท แล้วขึ้นไปไว้บนมณฑปตีสี่จะมี การถวายเพลิงศพ หลังจากนั้นจะเก็บอัฐิไว้ในสถูปเพื่อให้ญาติโยมกราบไหว้ สักการะต่อไปชาวมอญมีความเชื่อว่าการประกอบพิธีกรรมอย่างนี้จะได้รับ อานิสงส์สูง สิ้นอายุไขแล้วจะได้ไปสู่แดนสวรรค์กัน 6.รูปแบบของเพลง ด้วยพิธีว่อน วะ ซ่าง เป็นพิธีกรรมที่มีการร้องเพลง และ ร่ายรำไป พร้อมกัน ซึ่งรูปแบบในการแสดงจะเป็นลักษณะ การคลอร้องและมีทำนอง รับ โดยจำนวนเที่ยวในการบรรเลงสามารถ เพิ่ม-ลด อีกทั้ง จังหวะที่ ปรับเปลี่ยน ช้า-เร็ว ไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย และเป็นการผ่อนคลาย ให้กับผู้ที่แบกปราสาทและร่ายรำอีกด้วยซึ่งเป็นไปตามความเหมาะสมในการ ร่ายรำ 7.ลักษณะเด่นของเพลง พิธีว่อน วะ ซ่าง เป็นพิธีกรรมที่มีร้องเพลง และ ร่ายรำไปพร้อมกัน ซึ่งรูปแบบในการแสดงจะเป็นลักษณะ การคลอร้องและมีทำนองรับ โดยจำนวนเที่ยวในการบรรเลงสามารถ เพิ่ม - ลด อีกทั้ง จังหวะที่ปรับเปลี่ยน ช้า-เร็ว ไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย และเป็นการผ่อนคลาย รวมทั้งสิ้น 28 เพลง สามารถจำแนก ได้ 2 ลักษณะ คือ ลักษณะเด่นทางภาษาและลักษณะเด่น ทางทำนอง-จังหวะ
204 ลักษณะเด่นทางด้านภาษา ภาษาที่ปรากฏในบทเพลง จะมี 3 ลักษณะคือ เพลงที่ใช้ ภาษาบาลี มอญ ภาษามอญ ภาษาไทยทับศัพท์ไทย ดังนี้ ภาษาบาลีมอญ จะเป็นบทร้องในเพลงที่เป็น เพลงไหว้พระ เพลงไหว้ครู ภาษามอญ จะเป็นบทร้องที่กล่าวถึงคุณความดีของพระที่มรณะ เครื่องสักการะที่กราบไหว้ ความไม่เที่ยงของสังขาร การปลงในสังขาร เรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ภาษาไทยทับศัพท์ไทย เป็นบทร้องที่กล่าวถึงลักษณะเด่นของ หมู่บ้านวังกะ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และเป็นบทร้องที่เกี่ยวข้อง กับการจากไปของพระที่มรณะอีกด้วย ลักษณะเด่นทางด้านทำนอง-จังหวะ ลักษณะการบรรเลงทำนอง - จังหวะอิสระ ผู้ร้องจะร้องบทร้องตาม เนื้อหา โดยมีเครื่องดำเนินทำนองคลอเสียงไปตามทำนองและจังหวะก็จะ อิสระไม่มีจังหวะที่คงที่ ซึ่งจะพบในบทเพลงที่เป็นภาษามอญ และเมื่อจบการ บทร้องก็จะมี วรรคเพลงเป็นส่วนต่อ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ลักษณะทำนอง-จังหวะช้า หรือ ปานกลาง เนื่องจากพิธีว่อนวะซ่าง เป็นพิธีที่เกี่ยวข้องกับการแบกศพพระ จึงมีการใช้จังหวะที่ช้าหรือปานกลาง ซึ่งหากเปรียบเทียบกับอัตราจังหวะของทางดนตรีไทย ก็อาจเปรียบได้ใน อัตราจังหวะสองชั้นเพราะมีอัตราจังหวะที่กระชับ
205 ลักษณะทำนองจังหวะที่เร็ว สนุกสนาน เป็นบทเพลงที่มีลักษณะ เด่น กล่าวคือ เพื่อให้ผู้ที่ได้เปลี่ยนอริยบทไม่ให้เกิดการซ้ำซากของบทเพลง ซึ่งผู้ชายจะแบกปราสาทโดยการชูมือ เนื้อร้องและความหมาย เนื้อร้องเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการประกอบพิธีกรรม ซึ่งไม่ สามารถทำให้พิธีกรรมนี้สำเร็จได้หากขาดเนื้อร้องไปเนื้อร้องในพิธีกรรมมี หลากหลายทั้งช้าและเร็ว ฟังแล้วทำให้รู้สึกไม่เบื่อหน่ายในการนี้ด้วยเนื้อร้อง เป็นภาษามอญและบาลีมอญ อีกทั้งใช้ภาษาที่ต้องแปลอีกครั้ง พิธี ว่อน ไว่ะ ซ่าง ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระครูวิมลกาญจน ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี มีบทบาทในสังคม ทั้งชุมชนมอญในอำเภอสังขละบุรี และชุมชนมอญทั่วประเทศไทยด้วยความ เป็นธรรมชาติของวัฒนธรรม 2. วงก่วนกว๊าดมอญ วงก่วนกว๊าดมอญ บ้านวังกะหมู่ 2 ได้รับการถ่ายทอดมาจาก ครูดนตรีที่เดินทางมาจากเมือง เย ในสหภาพเมียนมาโดยจะเดินทางมาสอน ให้กับนักดนตรีและเยาวชน บ้านวังกะหมู่ 2 ปีละ 1 ครั้ง ครั้งละ 1 เดือน (ครูในภาษา มอญ เรียกว่า อาจ่า) ซึ่งจากที่ครูดนตรีเดินทางกลับครูโปเลิน เซิน ซึ่งเป็นนักดนตรีชาวมอญที่ได้อพยพมาอยู่บ้านวังกะ ประมาณ 30 ปี ซึ่งมีความสามารถทางด้านดนตรี จะเป็นผู้ถ่ายทอดและควบคุมการฝึกซ้อม ให้กับนักดนตรีและเยาวชนในวงดนตรี เพื่อทําให้วัฒนธรรมทางดนตรีของ ชาวมอญมีความเข้มแข็ง หลังจากนั้นได้มีการก่อตั้งคณะนาฏศิลป์ขึ้นเพื่อใช้ วงก่วนกว๊าดมอญบรรเลงประกอบรําชื่อคณะนาฏศิลป์ดนตรีก่วนกว๊าดมอญ เริ่มก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2546 ได้รวบรวมเครื่องดนตรีต่าง ๆ ด้วยการซื้อจาก
206 สหภาพเมียนมาซึ่งในครั้งแรกมีเครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้น และใน ปัจจุบันได้มี เครื่องดนตรีประมาณ 12 – 15 ชนิด ซึ่งบทบาทหน้าที่ของวงดนตรีนี้จะ บรรเลง ในงานมงคลโอกาสต่าง ๆ ของหมู่บ้านวังกะหมู่ 2 จนมาถึงปัจจุบัน ภาพ 22 แสดงชุดการแสดงกลุ่มชาติพันธุ์มอญ พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับวังกว่นกว๊าดมอญ เมื่อมีการบรรเลงก่วนกว๊าดมอญก่อนแสดงในงานต่าง ๆ จะเริ่มขึ้น อาจ่า (ครู) จะต้องทําพิธี บูชาครู(อาม่ายอาจ่า) ก่อนการบรรเลงทุกครั้ง การบูชาครูถือเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่เป็นนักดนตรีนักแสดง ทุกคนจะถือปฏิบัติด้วยความเลื่อมใสศรัทธา การบูชาครูแต่ละครั้งเป็น การกราบไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ครู อาจารย์ ที่ล่วงลับไปแล้ว รวมทั้งเทพยดาและ
207 ดุริยเทพทั้งหลายเป็นผลทางจิตใจแก่ผู้แสดงและนักดนตรีทําให้เกิดความ ศักดิ์สิทธิ์ ความขลัง เกิดกําลังใจ และประสบผลสําเร็จราบรื่น ประกอบด้วย 1. มะพร้าว 1 ลูก 2.กลว้ยน้ำว้า 3 หวี 3. ดอกไม้ 4. ธูป 9 ดอก 5. เทียนไข 1 เล่ม 6. ใบชา 7. หมาก 8. พลู 9. ยาสูบ 10. น้ำหอม 11. เงิน 37 บาท การประสมวงก่วนกว๊าดมอญ การประสมวงดนตรีก่วนกว๊าดมอญของชาวมอญบ้านวังกะ หมู่ที่ 2 ตําบลหนองลู อําเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรีนั้นใช้เครื่องดนตรีประเภท เครื่องตีดําเนินทํานองเป็นหลักในการประสมวง นอกจากนี้ได้รวมเครื่อง ประกอบจังหวะต่าง ๆ เป็นเครื่องดนตรีบรรเลงประกอบด้วยซึ่งการประสม วงก่วนกว๊าดมอญนั้นชาวมอญโบราณได้กําหนดรูปแบบการประสมวงไว้อย่าง มีระเบียบแบบแผน ประกอบด้วย ปัตกาล่าปะซอล ปั่ตกาล่า ขะนัว จฺยาม วางซอล คะดี หะเหนิด สะโค้ด ชาน
208 โอกาสที่ใช้ในการแสดง การแสดงในโอกาสพิเศษ เมื่อมีแขกสําคัญมาเยี่ยมบ้านหรือการได้รับการเชิญให้เป็นวิทยากร เพื่อสาธิตและให้ความรู้ สำหรับนักศึกษาจากสถานบันต่าง ๆ รวมทั้งการ ได้รับเชิญ ให้แสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมเพื่อการอนุรักษ์ ให้ศิลปะนั้นคงอยู่ทาง คณะจึงให้ความสําคัญและรวบรวมสมาชิกโดยเตรียมดนตรีพร้อมการแสดง เพื่องานดังกล่าว ชาวบ้านสามารถรวบรวมนักแสดงมาแสดงได้ทันที แสดงให้ เห็นถึงความพร้อม และความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมและความรัก ความสามัคคี การแต่งกายที่ใช้ในการแสดง การแต่งกายในการแสดงรําแต่ละชุดนั้น จะแต่งตามเนื้อหาของ เพลงที่รํา แต่ที่เป็น เอกลักษณ์และเหมือนกันในแต่ละชุด กล่าวคือ ผู้แสดง หญิงจะนุ่งผ้าสีสดใสยาวจนจรดหลังเท่าเป็น ผ้าถุงสีปักดิ้นทองชายผ้าถุง มีเชิงเป็นลาย ในบางครั้งชายผ้าถุงจะมีผ้าสีขาวยาวออกไปตามวัฒนธรรม มอญชายผ้าที่ยาวออกไปนั้นภาษามอญเรียกว่า “จายกะเนิน” เสื้อที่สวมใส่ เป็นเสื้อแขนกระบอก เข้ารูป ปักเลื่อมสีสดใส ภาษามอญเรียกว่า “ปอเลาะ” โดยจะมีเสื้อที่มีลักษณะเป็นเสื้อทรงกระบอกสวมอยู่ด้านในอีก 1 ชั้น ภาษา มอญเรียกว่า “ผัดเซาะ” กล่าวโดยสรุปลักษณะการแต่งกายของผู้แสดงหญิง จะมีเครื่องแต่งกายดังนี้ 1. ทรงผม เกล้ามวยยกชายสูงปล่อยมวยยาว แล้วติดดอกไม้ 2. เสื้อกระบอก เสื้อสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความยาวรอบอกผู้ใส่ เรียกว่า “ผัดเซาะ” 3. เสื้อแขนกระบอกเข้ารูปปักเลื่อมสีพื้นติดกระดุมชายพกด้านบน
209 เปิดให้เห็นเสื้อเกาะอกตัวเสื้อเรียกว่า “ปอเลาะ” ชายเสื้อมีปลาย งอนทั้ง ซ่าย-ขวา 4. ผ้าคล้องคอ ผ้าลูกไม้บาง ๆ มีสีต่างกัน ภาษามอญเรียกว่า “อะวา” 5. ผ้านุ่ง เป็นผ้านุ่งขาวสําเร็จรูปยาวถึงข้อเท้ามีชายผ้าผืนบาง ๆ สี ขาวยาวต่อออกมาคลุมส้นเท้า ชายผ้าภาษามอญเรียกว่า“จายกะเนิน” 6. การแต่งหน้า เน้นความสดใสสวยงาม 7. เครื่องประดับ เป็นสร้อยมุก ต่างหูมุก บทเพลงประกอบรําของก่วนกว๊าดมอญ เพลงประกอบรําที่บรรเลงนั้นมีลักษณะทํานองเพลง 4 ทํานอง หนาทับกํากับทั้ง 3 เพลง และมีบทขับร้อง เป็นภาษามอญความหมายและ องค์ความรู้ต่าง ๆ ของเพลงมีดังนี้ 1. เพลงหงส์ทอง(ซโมยบ๊อยโท) เพลงหงส์ทอง(ซโมยบ๊อบโท) เป็นเพลงที่สําคัญเพลงหนึ่ง เนื่องจาก เป็นเพลงที่ใช้ประกอบรํา ชุดหงส์ทอง ซึ่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์และตํานานของเมืองหงสาวดีและกําเนิด ชนชาติมอญ 2. เพลงสุวรรณภูมิ (ซาววันนะพูม) เป็นเพลงที่มีเนื้อหากล่าวถึง อาณาจักรตั้งแต่โบราณ อันเป็นเมือง เก่าแก่ของมอญที่มี ความเจริญรุ่งเรืองตั้งแต่สมัย ทวารวด สืบต่อกันมาจนถึง แผ่นดินเมืองพะสิม เมืองอันเป็นเมืองหลวง เดิมของชาวมอญ ความเจริญ ด้านศาสนา วัฒนธรรม แผ่กว้างไปทั่วแผ่นดินสุวรณภูมิมีความรุ่งเรือง มายาวนานเพลงนี้ใช้บรรเลงและฟ้อนรําในงานมงคลทั่ว ๆ ไปการแต่งกาย
210 เหมือนกับการรําชุดอื่น ทํานองเพลงนี้มีลักษณะที่ราบเรียบอ่อนหวานทั้ง เพลง 3.เพลงรำอวยพร (ตะละยังมัว) เป็นเพลงที่มีความหมายถึง พระเจ้าสร้างโลก เนื้อเพลงกล่าวถึง พระพรหม หรือพระเจ้า 9 พระองค์ได้เสด็จลงมาสู่โลกมนุษย์และจุติเป็น บรรพบุรุษของชาวมอญ ได้บันดาลความร่มเย็นให้แก่ มวลมนุษย์ความ เป็นอยู่ของมนุษย์นั้นผู้บรรลุญาณวิเศษจะหยั่งรู้และคอยปกป้องรักษา ขับกล่อม เสียงดนตรีให้กับมวลมนุษย์ดังในเนื้อเพลงตอนหนึ่งจะขับร้องว่า “เกริง เกริง กรุ กรุ” แปลว่า มีเสียง ลมพัดที่ไพเราะดังเสียงดนตรี ภาพ 23 แสดงการรำกลุ่มชาติพันธุ์มอญ
211 วงปี่พาทย์มอญหงสาวดี วงปี่พาทย์มอญหงสาวดีเป็นวงดนตรีที่มีรูปแบบเฉพาะของชุมชนที่ ได้รับการถ่ายทอดจากชาวมอญที่มาจากสหภาพพม่าซึ่งมีบทบาททางสังคม ในเรื่องราวต่าง ๆ เช่น ด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา ความเชื่อและ วิถีชีวิตของชาวมอญ วงปี่พาทย์มอญหงสาวดีรวมทั้งเป็นการอนุรักษ์ฟื้นฟู วงปี่พาทย์มอญหงสาวดีให้เป็นองค์ความรู้ด้านดนตรีให้กับผู้สนใจศึกษามรดก ทางวัฒนธรรมดนตรีในกลุ่มชาวมอญให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอยู่คู่กับ สังคมไทยสืบไปด้วยความเป็นธรรมชาติของวัฒนธรรมไทย-รามัญที่ ผสมผสานกลมกลืนจนเป็นเอกลกัษณ์ของอำเภอสังขละบุรี ซึ่งทางชุมชนได้ เล็งเห็นถึงคุณค่าของการสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย-รามัญให้คงรูปแบบอยู่ และเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และปัจจุบันนี้ถึงแม้หลวงพ่ออุตตะมะ (พระราชอุดมมงคล) พระเกจิเชื้อสายมอญชื่อดังได้ ล่วงลับมรณภาพไปแล้วก็ ยังได้วางรากฐานในการดำเนินวิถีชีวิตของคนมอญสังขละบุรีได้ดีทั้งการ ปฏิบัติตน การร่วมประเพณีสำคัญ ต่าง ๆ ซึ่งจะพบเห็นจากงานต่าง ๆ ในชุมชนจะได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านไม่เคยขาดซึ่งเป็นจุดแข็งของ ชุมชนที่ควรรักษาไว้โดยมีพระมหาสุชาติสิริปัญโญเจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม องค์ปัจจุบันที่เป็นผู้สนับสนุนและผลักดันให้คงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติ พันธ์มอญของ “สังขละบุรี” โดย สุมิตร ปุณณะการี(2537 หน้า 72) กล่าวถึง การอพยพเข้ามาของชาวมอญว่าชาวมอญถูกรุกรานและก่อกวนจากกอง กำลังทหารของพม่า ในอดีตนั้นชาวมอญส่วนหนึ่งได้เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ตั้งแต่ที่กรุงหงสาวดีแตกสลายใน พ.ศ. 2300 และได้มาตั้งรกรากในจังหวัด ปทุมธานี นนทบุรี ราชบุรี ฯลฯ จนรุ่นลูกรุ่นหลานได้ กลายเป็นคนไทยไป แล้วชาวมอญที่อพยพมาอยู่ที่สังขละบุรีในพ.ศ.2490 จัดเป็นชาวมอญอีกส่วน
212 หนึ่งที่อพยพหลบหนีด้วยความหวาดกลัวการปราบปรามของทหารพม่าเข้า มาภายหลัง ภาพ 24 แสดงเครื่องดนตรีจระเข้กลุ่มชาติพันธุ์มอญ ศูนย์วัฒนธรรมมอญ บ้านวังกะ อำเภอสังขละบุรี หรือ Mon National Culture Center (MNCC) ได้จัดก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ที่หลวงพ่อ อุตตะมะได้อนุญาตให้เพื่อจะได้สืบสานวัฒนธรรมมอญและแลกเปลี่ยน วัฒนธรรมกันระหว่างชาวมอญที่อยู่ในประเทศไทยและชาวมอญที่อยู่ใน รัฐมอญประเทศเมียนมาจึงก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2545 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการ ก่อตั้งคือ จัดการประชุม อนุรักษ์หนังสือ ภาษา วัฒนธรรมมอญ และเพื่อ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมมอญ ด้วยความเมตตาของหลวงพ่ออุตตะมะจึงให้ สร้างศูนย์วัฒนธรรมมอญในหมู่บ้านวังกะ ดำเนินการตามวัตถุประสงค์และ จัดกิจกรรมต่าง ๆ
213 วงปี่พาทย์มอญหงสาวดีได้จัดซื้อเครื่องดนตรีทั้งหมดมาจากรัฐมอญ สหภาพพม่า รวมทั้งบทเพลงในการบรรเลงก็เป็นเพลงที่มาจากรัฐมอญ เช่นกัน เนื่องจากทางศูนย์วัฒนธรรมมอญได้เชิญ ครูสอน ดนตรีมอญมาจาก สหภาพพม่าให้มาทำการสอนทุกปี ปีละ2-3 เดือนเพื่อทบทวนบทเพลงและ สอนบทเพลง ใหม่ ๆ ให้กับนักดนตรีและนักเรียนที่สนใจ หมู่บ้านมอญเป็น วัฒนธรรมที่สืบทอดโดยตรงจากชาวมอญในสหภาพพม่าส่วนเครื่องดนตรี ในวงปี่พาทย์มอญหงสาวดี โดยแบ่งตามตัวกำเนิดเสียงมี 4 ประเภท คือ เครื่องสาย (CHORDOPHONE) เครื่องลม (AEROPHONE) เครื่องขึงหนัง (MEMBRANOPHONE) เครื่องตี (IDIOPHONE) ซึ่งเป็นวิธีการในการแบ่ง ประเภทเครื่องดนตรีโดยทั่วไป ภาพ 25 แสดงเครื่องดนตรีกลุ่มชาติพันธุ์มอญ ปัจจุบันนี้ด้วยอิทธิพลต่าง ๆ ที่เข้ามาไม่ว่าจะเป็นทางสื่อสิ่งพิมพ์สื่อ โทรทัศน์จนถึงอินเตอร์เน็ตก็ทำให้การสืบสานทางวัฒนธรรมนั้นขัดข้องไป แต่ อย่างไรก็ตามทางชุมชนก็มีวิธีการที่ช่วยกันแก้ไขไม่ให้อิทธิพลต่าง ๆ เข้ามา
214 ทำลายวัฒนธรรมอันดีงาม ทั้งบ้าน วัด และโรงเรียน ต่างช่วยกันสืบสาน ประเพณีอันดีงามให้คงอยู่ซึ่งศูนย์วัฒนธรรมมอญ บ้านวังกะ ก็ยังได้สนับสนุน ทั้งงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชาติพันธ์มอญ พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมข้าวของ เครื่องใช้ที่ชาวมอญได้เคยใช้ในอดีต รวมทั้งได้การจัดการเรียนการสอนด้าน ดนตรีและนาฏศิลป์มอญไว้อย่างเป็นระบบโดยผู้เรียนจะได้เรียนดนตรีตาม ขั้นตอนและยังสามารถนำความรู้ไปใช้ได้ อีกทั้งยังมีการฝึกซ้อมกันอยู่เป็น ประจำแม้ว่าครูผู้สอนจะมาช่วยสอนเป็นระยะเวลาสั้นก็ตามก็ยังมีการจัดการ ในการถ่ายทอดบทเพลง ทั้งเทปเสียง วีดีโอเพลง วิดีโอการเรียนโน้ตเบื้องต้น และ โน๊ตเพลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรรักษาและพัฒนาทางด้านวัฒนธรรมดนตรี สืบไป (ณฤดล เผือกอำไผ, 2556) พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับวงปี่พาทย์มอญหงสาวดี ชาวมอญเป็นชนชาติหนึ่งที่มีพิธีกรรมสัมพันธ์กับศาสนาพุทธอย่าง เคร่งครัด ฉะนั้นประเพณีต่าง ๆ ที่ ชาวมอญปฏิบัติ จึงปฏิบัติเพื่อระลึกและแสดงความเคารพต่อ ศาสนาพุทธ พิธีกรรมไหว้ครู การบรรเลงดนตรีปี่พาทย์มอญหงสาวดีของชาววังกะอำเภอสังขละ บุรีนั้นในส่วนของพิธีกรรม ไหว้ครูจะประกอบการไหว้ครู ปี ละ 1 ครั้ง โดยมี ของที่ใช้ในพิธีกรรมการไหว้ครู และไหว้ครูก่อนการบรรเลงทุกครั้ง ได้แก่ 1. ธูป 9 ดอก 2. เทียน 1 เล่ม 3 . กล้วยน้ำว้า 3 หวี 4. มะพร้าว (ต้องมีจุก) 1 ลูก 5. หมากพลู
215 6. น้ำหอม 1 ขวด 7. บุหรี่ 1 ซอง 8. เงิน 5 บาท หรือ 50 บาทก็ได้ ตัวเลขต้องเป็นเลข5 9 . น้ำ 1 ถ้วย 10. ดอกไม้ 1 กำ เครื่องดนตรีและวิธีการบรรเลงวงปี่พาทย์มอญหงสาวดี เครื่องดนตรีมอญวงปี่พาทย์มอญหงสาวดีที่ศูนย์วัฒนธรรมมอญมี 12 ชนิดโดยแบ่งตามตัวกำเนิดเสียงมี 4 ประเภท ดังนี้ 1. เครื่องสาย (CHORDOPHONE) 1.1 จฺยาม (จะเข้มอญ) 1.2 โกรโม่น (ซอมอญ) 1.3 ถะนะ (พิณมอญ 14 สาย) 2. เครื่องลม (AEROPHONE) 2.1 ขะนัว (ปี่มอญ) 2.2 ตะหลด (ขลุ่ยมอญ) 3. เครื่องขึงหนัง(MEMBRANOPHONE) 3.1 ปัดวาย (เปิงมางมอญ) 3.2 หะเปิน (กลอง) 4. เครื่องตี (IDIOPHONE) 4.1 ปั๊ดกาหล่า ตุน (ระนาดไม้) 4.2 ปั๊ดกาน(ฆ้องวง) 4.3 ขะดี ขะดาบ (ฉิ่ง-เกราะ) 4.4 ฉ่าน (ฉาบใหญ่) 4.5 มอง (โหม่ง)
216 การประสมวงปี่พาทย์มอญหงสาวดี ลักษณะการประสมวงดนตรีของวงปี่พาทย์มอญหงสาวดี หมู่บ้าน วังกะ ชาวมอญโบราณได้ กำหนดรูปแบบการประสมไว้อย่างมีระเบียบแบบ แผนหลักการตั้งเครื่องดนตรี ตำแหน่งการตั้งเครื่องดนตรี ตามแบบแผนที่คน มอญโบราณได้วางรูปแบบและปฏิบัติสืบทอดกันมา การวางตำแหน่งของการ วางเครื่องดนตรีในการประสมวงนั้นเน้นในงาความสวยงามและความสำคัญ เป็นหลัก คือเครื่อง ดนตรีใดที่เป็นหลักหรือผู้นำของวงก็มักจะจัด วางอยู่ ด้านหน้าของการประสมวง ส่วนเครื่องดนตรีที่มี ความสำคัญรองลงมาและ เครื่องประกอบจังหวะก็จะจัดวางไว้ด้านหลังของวง ก็คงจัดวางตามที่เห็นว่า เหมาะสม ทั้งนี้คงคานึงถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อยความสวยงาม ตลอดจนเอื้อประโยชน์ต่อระบบการ บรรเลงในวงดนตรีด้วย (ณฤดล เผือกอำไผ, 2556) โอกาสที่ใช้ในการบรรเลงวงปี่พาทย์มอญหงสาวดี การแสดงและ การบรรเลงของวงปี่พาทย์มอญหงสาวดี ในปัจจุบัน นั้นเป็นการแสดงที่เน้น ความสวยงาม เพื่อความสนุกสนาน ต้อนรับแขก และเฉลิมฉลองในโอกาส ต่าง ๆ ซึ่งการแสดงและการบรรเลงแต่ละชุดจะถูกซักซ้อม และแสดง เรื่องราวที่เกี่ยว ประวัติศาสตร์มอญ ตำนานมอญ หลวงพ่ออุตตะมะ และธรรมชาติเป็นต้น
217 การแต่งกายที่ใช้ในการแสดง การแต่งกายของนักดนตรีและนักแสดงมีรูปแบบเดียวกันคือ เน้นการแต่งกายตามวัฒนธรรมการ แต่งกายของมอญ ผู้แสดงฝ่ายชาย เครื่องแต่งของผู้แสดงฝ่ายชายประกอบด้วยเสื่อโสร่งผ้าโพกศีรษะ เครื่องประดับผู้แสดงฝ่ายหญิง เครื่องแต่งกายของผู้แสดงฝ่ายหญิงประกอบด้วยเสื้อเกาะอกเสื้อผ้า นุ่งผ้าคล้องคอ เครื่องประดับ เพลงมอญ รวบรวมและบันทึกเพลงมอญที่บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์มอญหงสาว ดีศูนย์วัฒนธรรมมอญ บ้านวังกะ หมู่ที่ 2 ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี มี 2 ประเภทคือเพลงมอญเก่า และเพลง ประกอบรำ 1 เพลงมอญเก่า จำนวน 9 เพลง 1.1 เพลงแกว่จปะแญ่ตะละ 1.2 เพลง ซะโมญ จักกะโว 1.3 เพลง ไล่ะยฮิ่ ซาซะนา 1.4 เพลง อังบ๊อบ พะลาดไจ่งกยาจ หรือ เพลงสระหงส์เจดีย์ใหญ่ 1.5 เพลง ไว่ยเกิ่น 1.6 เพลง ไจ่ะเกิ่น หรือ เพลงกล่อมลูก 1.7 เพลง ร่อมปะไซงโม่น หรือ เพลงเสียงรามัญ 1.8 เพลง ปอนนิทิ ไจ่ะยฮิ่ ตะราวซาจ หรือเพลงแสงพระพุทธเจ้า6 ประการ 3.1.9 เพลง ไล่ะยฮิ่ ตะราวซาจ หรือ เพลงแสง 6 ประการ
218 2. เพลงประกอบรำ จำนวน 10 เพลง 2.1 เพลง จไร่กยาจสอยเดิ่นมอญ หรือ เพลงเสน่ห์เมืองมอญ 2.2 เพลง สมาปไง่ะ หรือ เพลงชาวนา 2.3 เพลง ลิ่ฮตง หรือ เพลงราตง 2.4 เพลง ลิ่ฮเจาฮบานัว หรือ เพลงรา 12 ท่า 2.5 เพลง ทางละฮินบ็อบโท 2.6 เพลง ยินสนาญเสาวานะพม หรือ เพลงประเพณีวัฒนธรรม สุวรรณภูมิ 2.7 เพลงฮะกรอมเร่แจ่มทีดาด หรือเพลงราชอาณาจักรราชาธิราช 2.8 เพลง เปาแจ่วปะมุดเดินกวาจ หรือ เพลง บูชาเจ้าเมือง 2.9 เพลง สะมอดบ็อบโท หรือ เพลง ราหงส์ 2.10 เพลง เปาแจ่วปะนาญซะดาว (ณฤดล เผือกอำไผ. 2556)
219 กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ประวัติความเป็นมาของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ความเป็นมาของชาวกะเหรี่ยง องค์ บรรจุน (2560) ได้อธิบายถึง ความหมายของคำว่ากะเหรี่ยงหรือกะเรียงในภาษามอญที่เรียกคนกลุ่ม เหล่านี้ มีความหมายว่า “เรียบเฉย ความเรียบง่ายหรือสมถะ” ในขณะที่พม่า เรียกคนเหล่านี้ว่า “กะยิน” ล้านนาเรียกว่า “ยาง” นิยามปรัมปราของ กะเหรี่ยงอธิบายการสืบเชื้อสายของชาวกะเหรี่ยงจากเทพเจ้าและมนุษย์คน แรกที่เกิดมาบนโลกที่เรียกว่า “Swa” ชาวกะเหรี่ยงถือว่าเป็นบุตรคนโตของ (สุวัฒน์ เลี่ยมประวัติ, 2533) สุจริตลักษณ์ ดีผดุง และสรินยา คำเมือง (2540) สรุปการตั้งถิ่น ฐานของชาวกะเหรี่ยงว่า ชาวกะเหรี่ยงตังถิ่นฐานอยู่ทางทิเบตตะวันออก ต่อมาได้อพยพมาอยู่ที่จีนในราว 733 ปีก่อนพุทธกาล เมื่อถูกจีนรุกรานจึง อพยพลงมาตั้งถิ่นฐานบริเวณแม่น้ำแยงซีเกียง แล้วก็ค่อย ๆ ถอยร่นลงมาอยู่ บริเวณแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวิน สหภาพเมียนมาจนลงมาสู่ประเทศไทย ตามลำดับ โดยสาเหตุของการอพยพโยกย้ายล้วนเกิดมาจากภัยของสงคราม และการรุกรานจากภายนอกทั้งสิ้น หลักฐานที่มีการบันทึกการอาศัยของ ชาวกะเหรี่ยงในประเทศไทยมีมาตั้งแต่ครั้นสมัยพระนางจามเทวีที่กล่าวถึง ชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่บริเวรรอบเมืองโบราณเชียงใหม่ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 13 จากการศึกษาของ พิพัฒน์ เรืองงาม (2533) ชี้ให้เห็นการอพยพเข้ามา ของกะเหรี่ยงในประเทศทไทยหลายระลอก ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอลองพญา กษัตริย์พม่าได้ทำสงครามกวาดล้างมอญทำให้กะเหรี่ยงที่เป็นพันธมิตรกับ มอญในช่วงเวลานั้นถูกกวาดล้างไปด้วย รวมถึงสมัยอาณานิคมอังกฤษที่เข้า มาปกครองในพม่าได้มีการพยายามปราบปรามชาวกะเหรี่ยงที่เคลื่อนไหว
220 ต่อต้านอาณานิคมอังกฤษ (พิพัฒน์ เรืองงาม,2533 หน้า 39) ในบันทึกของ กรมพระยาดำรงราชานุภาพก็มีการอธิบายความสัมพันธ์ของชาวไทยและชาว กะเหรี่ยงตั้งแต่สมัยอยุธยาที่นายทัพชาวกะเหรี่ยงที่ชื่อ “แสงภูมิโลกาเพชร” ไปร่วมรบกับพระยานครราชสีมา ภาพ 26 แสดงกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงอพยพเข้ามาในประเทศไทย กะเหรี่ยงเคลื่อนย้ายลงมาตอนใต้ก่อนชนชาติไทย แต่ภายหลังพวก ตระกูลมอญ-เขมรชนชาตินี้อาศัยอยู่ทางทิศตะวันออกในเขตสหภาพพม่า มากกว่าอยุ่ในประเทศไทย และมีรัฐของตนเองต่างหากถึง 2 รัฐ คือ รัฐกะยา ซึ่งเป็นดินแดนของกะเหรี่ยงแดงกับรัฐก่อตูเล อันเป็นถิ่นอยู่ของกะเหรี่ยงขาว นอกจากนี้ยังกระจัดกระจายอยู่ตามป่าตามเนินเขาในรับฉาน (รัฐไทยใหญ่) กับตอนกลางและตอนใต้ของรับใหญ่พม่า กะเหรี่ยงในสหภาพ
221 พม่ามีนามเรียกต่าง ๆ กัน ตลอดจนขนบธรรมเนียมการแต่งกาย ชีวิตความ เป็นอยู่ เช่น พวกแซก กะเหรี่ยงดำ ยินตะแล ยินบ่อปะด่อง ซาเยียน กะแล แกค่อ แกป่า เรียง กะยิน กะยา ตองส่า บันยก สะกอ โปว์ บวอย นลฯ ภาษาที่ใช้พูดกันนับว่าใกล้เคียงกันมาก กะเหรี่ยงอาศัยอยู่ในเขตไทย ก่อนที่ ชาวไทยเราจะเคลื่อนย้ายลงมาสู่แหลมสุวรรณภูมิแต่เป็นจำนวนน้อยและเข้า มาอยู่ภายหลังพวกละว้าหรือลัวะหรือละว้า ยังมีพวกยางหรือกะเหรี่ยงอยู่ ตามป่ารอบ ๆ เมือง ชาวกะเหรี่ยงเองเล่าว่า พวกเขาเป็นพี่ชายของไทย พวกกะเหรี่ยงเพิ่มอพยพเข้ามาอยู่ในเขตประเทศไทยจำนวนมากในสมัยเมื่อ พระเจ้าอลองพญา (อ่องเจยะ) ทำสงครามกับพวกมอญ พวกมอญพ่ายแพ้ถูก กองทัพพม่าไล่ติดตามฆ่าฟันอย่างชนิดล้างผลาญชนชาติมอญให้สิ้นสูญไป จากโลก ในเวลานั้นพวกกะเหรี่ยงเป็นมิตรกับมอญ ได้ให้ที่พักอาศัยหลบภัย แก่พวกมอญเมื่อพม่ายกทัพติดตามมา พวกกะเหรี่ยงเกรงภัยจึงพากันอพยพ หลบหนีเข้ามาสู่เขตไทย กะเหรี่ยงเข้ามาอีกครั้งคือ เมื่ออังกฤษยึดพม่าเหนือได้ใน พ.ศ. 2428 จ่อละผ่อ หัวหน้าชาวกะเหรี่ยงไม่ยอมอ่อนน้อมต่ออังกฤษ ครั้งอังกฤษส่งกองทัพใหญ่มาปราบปรามพวกกะเหรี่ยงจึงพากันเข้ามาอยู่ใน ประเทศชาวกะเหรี่ยงในไทย ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 3 เผ่าด้วยกันคือ 1. สะกอ (Skaw, Sgam) มีอยู่ทั่วไป นับจากเหนือลงมาจนถึงจังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ มากที่สุด อำเภอแม่สะเรียง อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน อำเภอท่าสองยาง อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก อำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอบ่อพลอย อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี นอกจากนั้นมี อยู่บางประปรายหลายจังหวัดรวมมีจำนวน 65,000 คน
222 2. โปว์ หรือปุโหว่ (Pwo) บางคนเรียก “โพว่” ทางจังหวัดแม่ฮ่องสอน เรียก “ยางเหยียน” ชอบอยู่ตามพื้นที่ราบไม่อยู่บนเขา มีในเขต อำเภอฮอด อมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ และทางทิสตะวันออกและใต้ ของแม่สะเรียง นอกจากนี้มีประปรายในเขตจังหวัดเชียงราย ลำปาง ลำพูน ตาก ส่วนในภาคกลางลงไปไม่ปรากฎ จำนวน ประมาณ 35,000 คน ทั้งพวกกะเหรี่ยงสะกอกับกะเหรี่ยงโปว์ ถูกชาวเหนือเรียกเป็น “ยางขาว” หรือกะเหรี่ยงขาว 3. บวอย (Byhwe, Bwe, Bghai) มีผู้เรียก บเว่หรือแบระ ปรือปะแยะ พวกนี้เดิมอยู่ในเขตรัฐกะยา (อยู่เหนือรัฐกะเหรี่ยง แต่ใต้รัฐฉาน ของสหภาพพม่า) ชาวเหนือและชาวไทยใหญ่เรียกว่า “ยางแดง” อาศัยอยู่ตามพรมแดนของจังหวัดแม่อ่องสอนคือทางทิศตะวันออก ของอำเภอเมืองกับอำเภอขุนยวมจังหวัดอื่นในภาคเหนือมีบ้าง เล็กน้อย ในส่วนภาคกลางไม่ปรากฏมีจำนวนประมาณ 10,000 คน จากการศึกษาของนักวิชาการด้านมานุษยวิทยาได้ลงความเห็นว่า ชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ในเขตประเทศไทยก่อนที่ชาติไทยจะเคลื่อนย้ายลงมาสู่ แหลมสุวรรณภูมิ แต่มีเพียงจำนวนเล็กน้อยและเข้ามาภายหลังพวกละว้า และจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์พบว่าการอพยพของชาวกะเหรี่ยงเข้าสู่ ประเทศไทยที่สำคัญมี 2 ครั้ง คือ 1) ปี พ.ศ. 2318 – 2328 (ค.ศ.1775 - 1785) สมัยพระเจ้าอลอง พญา (อ่องเจยะ) กษัตริย์พม่าทำสงครามกวาดล้างชาวมอญ ซึ่งในช่วงเวลานั้นชาวกะเหรี่ยงเป็นพันธมิตรกับมอญและให้ ความช่วยเหลือในการต่อสู้ต่อมาพม่ายกกองทัพออกติดตาม กะเหรี่ยง กลัวภัยจึงได้หลบหนีเข้าประเทศไทย
223 2) ปี พ.ศ. 2428 (ค.ศ. 1885) เมื่อจักรวรรดินิยมอังกฤษพยายาม ปราบปรามชาวกะเหรี่ยงโดยการนำของ จ่อละผ่อหัวหน้าชาว กะเหรี่ยงที่ไม่ยอมรับอิทธิพลใด ๆ ของอังกฤษครั้นอังกฤษส่ง กองทัพใหญ่มาปราบปราม พวกกะเหรี่ยงจึงได้หลบหนีและ อพยพเข้ามาในประเทศไทย กล่าวโดยสรุปได้ว่าการอพยพครั้งสำคัญของชาวกะเหรี่ยงที่เข้าสู่ ประเทศไทยเกิดขึ้นในสมัยเมื่อพระเจ้าอลองพญา (อ่องเจยะ) กษัตริย์พม่าทำ สงครามกวาดล้างชาวมอญซึ่งในช่วงนั้นชาวกะเหรี่ยง ในช่วงนั้นชาวกะเกรี่ยง เป็นพันธมิตรกับมอญและให้การช่วยเหลือในการต่อสู้กับกองทัพอลองพญา สงครามครั้งนี้ทำให้ต้องอพยพคนส่วนหนึ่งเข้ามาในประเทศไทยและได้มีการ อพยพเข้ามาสู่ประเทศไทยครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งใน ค.ศ.1885 เมื่อจักรวรรดิ นิยมอังกฤษพยายามปราบปรามชาวกะเหรี่ยงโดยนำของ จ่อละผ่อหัวหน้า ชาวกะเหรี่ยงที่ไม่ยอมรับอิทธิพลใด ๆ ของอังกฤษในปัจจุบันนี้ยังคงมี รัฐอิสระของชาวกะเหรี่ยงอยู่ในประเทศสาธารณรัฐสหภาพพม่า บริเวณที่ เรียกว่ารัฐคะยาของเผ่ากะเหรี่ยงแดง ชาวกะเหรี่ยงกลุ่มนี้ได้ทำการต่อสู้กับ รัฐบาลพม่าภายใต้การนำของสภาปฏิบัติกะเหรี่ยง (The Karenni Revolutionary Council) โดยการนำของกลุ่มประธานาธิบดีซอ มอ เรห์ (President Saw Maw Rah) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะตั้งรัฐอิสระของ ชาวกะเหรี่ยงในนามของ “รัฐสหภาพกะเหรี่ยง” (United Karenni States)
224 ความสัมพันธ์ระหว่างชาวไทยและชาวกะเหรี่ยงนั้นเท่าที่มีหลักฐาน พบว่า ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ยกทัพไปตีเมืองตองอูเมื่อครั้ง เมืองตองอูชิงตีเมืองหงสาวดีก่อนทัพไทยพ.ศ.2142 (ประมาณปี ค.ศ.1598) พระองค์ได้ทรงตั้งให้แสนภูมิโลกาเพชรซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระยา ดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานไว้ในหนังสือ ไทยรบพม่าว่าเป็นชาวกะเหรี่ยง เป็นนายทัพร่วมกับพระยานครราชสีมา พระสิงคบุรีและขุนอินทรบาล ตั้งทัพล้อมเมืองตองอูด้านทิศตะวันตกแสดงให้เห็นว่าชาวไทยกับ ชาวกะเหรี่ยงมีสัมพันธ์อันดีต่อกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นอย่างช้า เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ราบมักถูกรบกวนเสมอ จึงพากันอพยพไปอยู่ ตามป่าลึก ภูเขา เมื่อเกิดสงครามจะได้หลบหนีได้อย่างสะดวกรวมทั้งเป็นการ ยากที่เจ้าของประเทศจะเข้าไปก็บภาษี เกณฑ์ผู้คนหรือเสบียงอาหาร แม้กระทั่งการเข้าไปเพื่อทำการปกครอง เพราะลักษณภูมิประเทศล้อมรอบ ด้วยป่าทึบ และมีภูเขาสูง มีอันตรายจากไข้ป่าและสัตว์ร้าย อนึ่ง การอพยพเข้ามาของชาวกะเหรี่ยง นอกจากเหตุที่เกิดจากการ หลบภัยสงครามแล้วบางกลุ่มยังเข้ามาเนื่องจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ คือ เมื่อการทำมาหากินในสหภาพเมียนมาฝืดเคือง ก็จะพากันอพยพเข้ามาหา ทำเลพื้นที่ทำกินในเขตประเทศไทยอีกด้วย
225 กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในจังหวัดกาญจนบุรี กะเหรี่ยงในด้านภาคตะวันตกของภาคกลางของประเทศไทยมีอยู่ จำนวนไม่น้อยจากจังหวัดตากไล่ลงมาถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คาดว่าอาจ มีถึง 100,000 คน โดยเป็นกะเหรี่ยงในจังหวัดกาญจนบุรีราว 30,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงโปว์ กะเหรี่ยงเหล่านี้อาศัยอยู่ตามภูเขาทาง ทิศตะวันตกของประเทศไทยมาเป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้วและมีบทบาทใน ประวัติศาสตร์ชนชาติไทยหลายครั้งหลายครา สามารถปรับตัวจนได้รับการ ยอมรับจากสถาบันพระมหากษัตริย์มาแต่โบราณมีส่วนสำคัญในการปกป้อง รักษาผืนแผ่นดินเพราะเป็นทั้งด่านหน้า กองสอดแนมและกำลังพลใน การต่อสู้กับพม่ามาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ มณฑล คงแถวทอง (2540) พบว่าการตั้งถิ่นฐานการเป็นชุมชนใหญ่ ปรากฏชัดเจนในเมืองของศรีสวัสดิ์ ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญในจังหวัด กาญจนบุรีตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยหลักฐานอ้างว่าเมืองศรีสวัสดิ์ได้ส่ง ตะกั่วเพื่อเป็นส่วยและอากร ผู้ที่มีหน้าที่ส่งก็คือชาวละว้าและชาวกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าในขณะนั้นได้ปรากฏมีชาวกะเหรี่ยงส่วนหนึ่งได้ อพยพเข้ามาอยู่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้วและยังเป็นประชากรที่สำคัญใน เมืองศรีสวัสดิ์ในสมัยต่อมาด้วย ปัจจุบันอำเภอศรีสวัสดิ์มีชาวไทยเชื้อสาย กะเหรี่ยงเป็นจำนวนมากรองจากอำเภอสังขละบุรีและอำเภอทองผาภูมิอีก ด้วย ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีสันนิษฐานว่าคงมีกะเหรี่ยงจำนวนไม่น้อย อพยพเข้ามาอีก ในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีได้กล่าวถึงสภาพการเมือง ของพม่าใน พ.ศ.2317 ว่าพม่าได้พยายามขยายอิทธิพลลงมาทางหัวเมือง มอญ มีการเกณฑ์ไพร่พลมอญเพื่อเตรียมกำลังสำหรับยกทัพมาตีไทย ชาวมอญที่ถูกพม่าเบียดเบียนจึงอพยพหนีมาทางเมืองกาญจนบุรีและเมือง
226 ตากเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ในครั้งนั้นอาจมีผลให้กะเหรี่ยงโปว์ตั้งถิ่นฐาน อยู่ในหัวเมืองมอญพากันอพยพหนีเข้ามาด้วย ในสมุดราชบุรี มีข้อมูลเกี่ยวกับ การอพยพของกะเหรี่ยงเข้ามายังจังหวัดกาญจนบุรี โดยเข้ามาทางด่านเจดีย์ สามองค์และตั้งถิ่นฐานในเขตบ้านซองกาเรีย เมืองสังขละบุรี เข้ามาประมาณ ปี พ.ศ. 2317 – 2318 ซึ่งตรงกับสมัยกรุงธนบุรี สาเหตุของการอพยพนั้นบ้าง ก็ว่าเพื่อต้องการแสวงหาที่ทำกินใหม่ บ้างก็ว่ามาจากโรคระบาด แต่การ อพยพในครั้งนี้นับว่าเป็นการอพยพครั้งใหญ่ ซึ่งสาเหตุอาจเป็นเพราะว่าถูก เบียดเบียนจากพม่า เนื่องจากขณะนั้นพม่าต้องการกำลังคนและมีการเก็บ ภาษีครอบครัวให้หัวเมืองมอญด้วย และในช่วงเวลาเดียวกันทางฝ่ายไทยก็ ต้องการกำลังคนเช่นเดียวกัน โดยมีหลักฐานว่าก่อนการปฏิรูปการปกครอง พ.ศ.2445 ไทยมิได้เรียกเก็บภาษีอากรจากกะเหรี่ยงเมืองสังขละบุรี นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงความเป็นมาของการอพยพของ ชาวกะเหรี่ยงเข้าสู่จังหวัดกาญจนบุรีปรากฏอยู่ในบทความเรื่อง “กะเหรี่ยงความเป็นมายาวนานกับไทย” ดังนี้ “…พ.ศ.2330 ครั้งพม่ายกทัพบุกราชอาณาจักรไทยและ ทำศึกกันที่ท่าดินแดนพงศาวดารพม่ากล่าวว่า กะเหรี่ยงจาก พม่าที่ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในไทยตั้งแต่กรุงศรีอยุธยานั้นเป็นพวก สอดแนมให้แก่ทางฝ่ายไทยในการทำศึกครั้งนี้ แต่พงศาวดาร ไทยมิได้กล่าวถึงกะเหรี่ยงเหล่านี้เลยเพียงแต่กล่าวว่ามีพวก สอดแนมจากจังหวัดกาญจนบุรี ไทรโยคและศรีสวัสดิ์ ได้ ช่วยเหลือหรือสืบข่าวให้แก่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกซึ่งขณะนั้นเมืองกาญจน์เป็นคนไทยเสียมาก เมืองไทรโยคมีผู้นำเป็นมอญ ส่วนเมืองศรีสวัสดิ์มีผู้นำเป็น กะเหรี่ยงหลายคนในขณะนั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
227 จุฬาโลก ผู้นำกะเหรี่ยงเข้ามาติดต่อกับเจ้าเมืองกาญจนุรีเพื่อขอ ตั้งรกรากที่เมืองสังขละบุรีเขตติดต่อด่านเจดีย์สามองค์ เป็นการ แสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทยและได้รับการ ยินยอมขณะเดียวกันก็มีกะเหรี่ยงบางกลุ่มกลัวเกรงการติดต่อ ใกล้ชิดกับคนไทย...” การอพยพของชาวกะเหรี่ยงเข้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี เดิม ชาวกะเหรี่ยงนี้อาศัยอยู่ที่บ้านเมกะวะ เขตมะละแหม่ง ในสหภาพเมียนมา ต่อมาในปี ค.ศ. 1788 ได้เริ่มอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่ห้วยกะเลียอำเภอสังขละบุรี และได้มีการอพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือนกระจายกันออกไปตามลำห้วย ลำธารต่าง ๆ เป็นจำนวนมากขึ้น สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธพระยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ชาวกะเหรี่ยงคนนี้ได้ส่งตัวแทนเข้าไปติดต่อกับ เจ้าเมืองกาญจนบุรีเพื่อขอเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณชายแดน ไทย-พม่าซึ่ง อยู่ใกล้บริเวณด่านเจดีย์สามองค์เมื่อได้รับความยินยอมแล้ว ผู้นำชาวกะเหรี่ยงได้เข้ามาแสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทย ณ เมืองกาญจนบุรี (ก่องม่องรี) พ.ศ.2331 เสร็จแล้วจึงอพยพเข้ามาตั้งถิ่น ฐานกระจายอยู่ตามลำห้วย ลำธารต่าง ๆ ในบริเวรที่เรียกว่า “บี่ เห ล่อว โหว่” หรือ “ที่เหล่วโหว่” (ห้วยดินแดง คำว่า บี่ หรือ ที่แปลว่า น้ำ แม่น้ำ หรือลำ ห้วย และ เหล่ว แปลว่า หิน ส่วนคำว่า โหว่ แปลว่า สีแดง) และที่อำเภอสังขละบุรีนี้ เป็นที่รวมของแม่น้ำสามสายที่ไหลมาบรรจบกันคือ แม่น้ำบีคี่ แม่น้ำซองกาเลีย และแม่น้ำรัยตี จึงเรียกพื้นที่นี้ว่า “สามประสบ” อันเป็นจุดเริ่มต้นของลำน้ำ แควน้อย ชาวกะเหรี่ยงอยู่ได้ไม่นานก็ได้ส่งคนไปกราบบังคมทูลต่อ พระเจ้าแผ่นดินไทยเพื่อขออนุญาตไปอยู่ตามป่าเขานอกเมืองเหมือนดังแต่ ก่อนพระเจ้าแผ่นดินไทยได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เช่าก็ยังย้าย
228 ไปอยู่ตามป่าเขาทางด้านทิศตะวันตกของสยามประเทศนับแต่บัดนั้น เป็นต้นมา ชาวกะเหรี่ยงในจังหวัดกาญจนบุรีที่เกี่ยวข้องทางประวัติศาสตร์นั้น มีเรื่องราวปรากฏอยู่พอสมควร ดังนี้ ในหนังสือเรื่องเล่าสยามของสังฆราชปาลเลกัวซ์ (Pallegolx) บาทหลวงชาวฝรั่งเศสซึ่งเคยเดินทางมาประเทศไทยเมื่อประมาณ พ.ศ.2372 (ค.ศ.1829) และได้มีโอกาสเดินทางไปยังหัวเมืองต่าง ๆ อีกหลายแห่ง รวมทั้ง ได้เดินทางทางเรือมาถึงเมืองกาญจนบุรีเมื่อ พ.ศ.2386 เพื่อเยี่ยมเยียน ชาวคริสต์ในบริเวณนี้ แม้ว่าปาลเลกัวซ์จะมิได้เดินทางไปถึงชุมชนสำคัญของ กะเหรี่ยงทางภาคเหนือของจังหวัดกาญจนบุรี แต่ก็ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับ กะเหรี่ยงในจังหวัดกาญจนบุรีสมัยนั้นไว้ด้วย ซึ่งอาจได้ข้อมูลจากคำบอกเล่า ของชาวพื้นเมือง ดังปรากฏข้อมูลสำคัญดังนี้ “…กาญจนบุรีหรือปากแพรกอันเป็นเมืองที่มี กำแพงล้อมรอบอีกเหมือนกันเป็นเมืองหน้า ด่านที่สำคัญที่สุดของภาคตะวันตก ตอนนี้ แม่น้ำแยกออกเป็นสองสาย สายที่มาจากทิศ ตะวันตกหล่อเลี้ยงพื้นที่ราบอันเป็นที่อยู่ของ พวกกะเหรี่ยงชนเผ่านี้ทำเหมืองแร่ตะกั่วกัน มาก...” นอกจากนี้บันทึกของปาลเลกัวซ์ยังได้กล่าวถึงประเพณีและ วัฒนธรรมบางอย่างของกะเหรี่ยงไว้ด้วย เช่น สภาพบ้านเรือน การแต่งกาย ความเชื่อทางศาสนา เป็นต้น จึงอาจกล่าวได้ว่าเล่าเรื่องกรุงสยามเป็นเอกสารเก่าที่สุดเล่มหนึ่งซึ่ง ชาวตะวันตกเขียนบันทึกถึงชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงในประเทศไทยและเป็น
229 เอกสารเก่าเล่มแรก ๆ ที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงใน จังหวัดกาญจนบุรี ในบริเวณทุ่งใหญ่นเรศวรนัดเป็นบริเวณที่อุดมสมบูรณ์ เรียนในช่วงแรกที่อพยพมาได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามลำห้วยต่าง ๆ เป็นกลุ่มเล็กๆ บางส่วนก็กระจัดกระจายกันไปตามหุบเขาตามลำห้วยที่มีบริเวณไม่ไกลกัน มาก เช่น ลำน้ำโรคี่ ลำน้ำรันตี (พื้นที่ตำบลไล่โว่ปัจจุบัน) ซึ่งเดิมสมัยอยุธยา ตอนปลายและรัตนโกสินทร์ตอนต้นยังคงเรียกบริเวณนี้ว่าด่านเจดีย์สามองค์ อยู่ ขอเรียกตามจุดยุทธศาสตร์ เป็นหัวเมืองชายแดน สังขละบุรีนั้นได้ยกให้ เป็นเมืองด่านหน้าชาวกะเหรี่ยงที่กระจัดกระจายก็เริ่มรวมกันเป็นหมู่บ้าน เพราะการกำหนดเขตการปกครอง จนมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 พ.ศ.2437 ได้มีการปฏิรูปการปกครองส่วน ภูมิภาค ยกเลิกระบบกินเมื่อง แบ่งเขตการปกครองเป็นแบบมณฑล คือ หมู่บ้านมีผู้ใหญ่บ้านปกครองหลาย ๆ หมู่บ้านมีตำบลมีกำนันปกครองหลาย ๆ ตำบลเป็นอำเภอมีนายอำเภอปกครอง หลายอำเภอรวมกันเป็นเมืองมีผู้ว่า ราชการเมืองเป็นผู้ดูแล และหลายเมืองรวมกันเป็นมณฑล เปลี่ยนจาก ตำแหน่งเจ้าเมืองเป็นนายอำเภอแทนซึ่งได้จัดตั้งมณฑลราชบุรีขึ้นมามีเมือง ต่าง ๆ ขึ้นตรงต่อมณฑลราชบุรีคือ ราชบุรี เพชรบุรีปราณบุรี สมุทรสงคราม และกาญจนบุรี ระหว่าง พ.ศ. 2411- 2467 กาญจนบุรีได้แบ่งการปกครอง เป็น 6 อำเภอ คือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอใต้ อำเภอเหนือ อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอไทยโยค และอำเภอสังขละบุรี จึงทำให้พื้นที่บริเวณชายแดนไทย-พม่า และพื้นที่ที่อยู่ในทุ่งใหญ่นเรศวรมีความชัดเจนด้านการปกครองมากขึ้นและ เปลี่ยนการปกครองมาเป็นแบบปัจจุบันคือ หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด อย่างไรก็ตามได้มีการปรับเปลี่ยนการปกครองในสังขละบุรี ที่มีบรรพบุรุษ ชาวกะเหรี่ยงเป็นผู้ปกครองอยู่หลายครั้ง คือ
230 เดิมเมืองสังขละบุรี ที่มีฐานะเป็นเมืองด่านหน้ามีศูนย์กลางอยู่ที่ บ้านสะเนพ่อง 1. เปลี่ยนจากเมืองสังขละบุรี เป็นกิ่งอำเภอสังขละบุรีในเขตพื้นที่ รับผิดชอบของอำเภอวังกะ ที่ตั้งใหม่ที่ท่าขนุน 2. พ.ศ. 2438-2444 ตั้งเป็นอำเภอเมืองสังขละบุรี แล้วย้ายไปอยู่ บริเวณสามสบ 3. พ.ศ. 2467 ยุบอำเภอเมืองสังขละบุรี เป็นกิ่งอำเภอ สังขละบุรีอีก ครั้งหนึ่ง ตั้งอำเภอวังกะขึ้นเป็นอำเภอ 4. เปลี่ยนมาเป็นอำเภอสังขละบุรีอีกครั้งหนึ่ง ปัจจุบันตำบลไล่โว่เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอสังขละบุรี ที่มี ชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น และยังคงรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณีไว้อย่างเคร่งครัด มีทั้งหมด 6 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 1 บ้านสะเน่พ่อง หมู่ที่ 2 บ้านกองม่องทะ หมู่ที่ 3 บ้านเกาะสะเดิ่ง หมู่ที่ 4 บ้านไล่โว่ ซ่าละวะ หมู่ที่ 5 บ้านทิไล่ป้า หมู่ที่ 6 บ้านจะแก พระราชนิพนธ์เสด็จประพาสไทรโยค พ.ศ.2520 ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์เสด็จพระราชดำเนิน มายังเมืองกาญจนบุรีหลายครั้ง แต่ละครั้งทรงพระราชนิพนธ์ลักษณะบันทึก การเดินทางไว้ เอกสารชิ้นนี้เป็นผลงานพระราชนิพนธ์ในคราวเสด็จพระราช ดำเนินมาไทรโยคเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2420 การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้น พระองค์ได้ทรงเยี่ยมชุมชนกะเหรี่ยงตามริมแม่น้ำแควน้อย เมืองไทรโยค และทรงได้พบกะเหรี่ยงจำนวนมากของเมืองไทรโยคและใกล้เคียง ที่มาเฝ้ารับ เสด็จหลายท้องที่ นอกจากนี้สำหรับความเป็นมาของกะเหรี่ยงในอำเภอ สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรีโดยการบอกเล่าสืบกันมาของชาวกะเหรี่ยง โดยผู้ที่ทำการ
231 เรียบเรียงคือนายสมชาย ศรีสุข สามารถสรุปความได้ดังนี้ เดิมชาวกะเหรี่ยง บริเวณดังกล่าวนี้อาศัยอยู่ที่บ้านเมกะวะเขตมะละเหม่ง ประเทศสหภาพพม่า ต่อมาในปี พ.ศ.2321 (ค.ศ.1788) ได้เริ่มอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่ ห้วยซองกาเรีย อำเภอสังขละบุรี และได้มีการอพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือน กระจายกันออกไปตามลำห้วย ลำธารต่าง ๆ เป็นจำนวนมากขึ้นทำให้เจ้าเมือง กาญจนบุรีเห็นว่าเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งจึงแต่งตั้งให้หัวหน้ากะเหรี่ยงเป็น ชาวเมืองสังขละบุรี มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศรีสุวรรณคีรี (พระโพ่) สืบตำแหน่งเจ้าเมืองต่อมาอีก 3 คนจนถึงร.ศ120 ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ระบบการปกครองท้องถิ่นเลิกระบบเจ้าเมืองมาใช้ระบบการปกครองในระบบ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านแทนเมืองสังขละบุรีจึงได้เปลี่ยนเป็นอำเภอสังขละบุรี เจ้าเมือง สังขละบุรีองค์สุดท้ายคือ พระยาศรีสุวรรณคีรีคนที่ 4 (ทะเจียง โปรย เสตะพันธุ์) จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายอำเภอคนแรก ซึ่งต่อมาได้ ลาออกจากข้าราชการในปี พ.ศ.2467 (ค.ศ.1924) ในปัจจุบันเชื้อสายตระกูล เสตะพันธุ์เฉพาะที่อยู่ในอำเภอสังขละบุรียังคงเป็นผู้นำสำคัญของจังหวัด กาญจนบุรีอีกด้วย เช่น ร้อยตรีสมจิตต์ เสตะพันธุ์ ซึ่งเคยเป็นนายกเทศมนตรี เมืองกาญจนบุรี นายสมศักดิ์ เสตะพันธุ์นักธุรกิจเหมืองแร่นายณรงค์ เสตะพันธุ์ สมาชิกสภาจังหวัดกาญจนบุรี และนายไมตรี เสตะพันธุ์ กำนันตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี เป็นต้น ปัจจุบันการอพยพของกะเหรี่ยงจากพม่าที่เข้ามายังจังหวัด กาญจนบุรียังคงมีอยู่การอพยพครั้งนี้มีสาเหตุมาจากการขัดแย้งภายในพม่า ระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มเรียกร้องเอกราชาวกะเหรี่ยง นอกจากนี้อาจเป็นผลมา จากแรงบีบคั้นทางเศรษฐกิจในพม่า ทำให้ชาวกะเหรี่ยงรุ่นหลังอพยพเข้ามา เพื่อเป็นแรงงานในพื้นที่ตอนบนของจังหวัดกาญจนบุรี
232 กะเหรี่ยง เป็นชาวเขาที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในบรรดา ชาวเขาในประเทศไทย และเป็นกลุ่มประชากรที่พูดภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาไทย มากเป็นอันดับสอง รองลงมาจากกลุ่มประชากรที่พูดภาษาเขมรเหนือ ในด้านภาษาศาสตร์ภาษาที่ชาวกะเหรี่ยงพูดจัดอยู่ในกลุ่มตระกูลทิเบต-กะเหรี่ยง ซึ่งเป็นกลุ่มสาขาย่อยของกลุ่มจีน ซึ่งเป็นกลุ่มสาขาย่อยของกลุ่มจีน-ทิเบต ภาพ 27 แสดงกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในอำเภอสังขละบุรี กะเหรี่ยง เป็นชื่อที่คนทั่วไปใช้เรียกกลุ่มชาติติพันธ์กลุ่มหนึ่ง ที่ อาศัยอยู่หนาแน่นในบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศไทย ในทางวิชาการได้แบ่งกลุ่มของกะเหรี่ยงออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ตามหลักทาง มนุษยวิทยา ดังนี้ 1. กะเหรี่ยงสะกอ หรือ ปากเกอะญอ 2. กะเหรี่ยงโป หรือ โผล่ว
233 3. กะเหรี่ยงบะเว หรือ คะยา 4. กะเหรี่ยงตองตู หรือ ปาโอ ชาวกะเหรี่ยงนี้เคยมีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ทางตอนใต้ของจีน ต่อมาได้มี การอพยพเคลื่อนย้ายลงมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยและพม่า บริเวณที่ราบ หุบเขา แนวเขาถนนธงชัยและเทือกเขาตะนาวศรี (สารานุกรมไทยฉบับ บัณฑิตยสถาน. 2517 หน้า 889-890) การเรียกชื่อชนเผ่าโดยกลุ่มชาติพันธ์อื่น ๆ เช่น คนจีน เรียก กะเหรี่ยงว่า “โจว” กะเหรี่ยงมีเชื้อสายมาจากชนชาติโจว โดยที่ไม่ได้อธิบาย ที่มาและความหมายของโจจากการศึกษาการเรียกชื่อตนเองของคนกะเหรี่ยง พบว่า ข้ออ้างของนักประวัติศาสตร์ตะวันตกในการเรียกชื่อกะเหรี่ยงว่า “โจว” ของคนจีนนั้นมีที่มาจากการที่คนกะเหรี่ยงเรียกชื่อตนเองดังนี้ กะเหรี่ยงโปว หรือ โผล่ส เรียกชื่อเผ่าตนเองว่า “ซู” กะเหรี่ยงสะกอ เรียกชื่อเผ่าตนเองว่า “ปกากะญอ” การที่นักประวัติศาสตร์ชาวตะวันตกอ้างเชื้อสายมาจากชนชาติโจว มีที่มา จากชื่อที่คนกะเหรี่ยงเรียกตนเองซึ่งการออกเสียง “ซู” หรือ “สะกอ” มาออกเสียง “โจว” (วุฒิ บุญเลิศ, 2547) คนมอญเรียกกะเหรี่ยงว่า “เกรียง” ชาวตะวันตกเรียกกะเหรี่ยงว่า “KAREN” มาจากกะเหรี่ยง คนล้านนาเรียกกะเหรี่ยงว่า “ยาง”มาจากปกาเกอะญอ, เกอะญอ คนพม่าเรียกกะเหรี่ยงว่า“กะยิน” มาจากกะเหรี่ยง คะยา,กะยินนี คนไทยเรียกกะเหรี่ยงว่า “กะเหรี่ยง” มาจากมอญที่เรียกว่า “เกรียง” ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงในประเทศไทยนี้สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ได้ ทั้งหมดจำนวน 4 กลุ่มด้วยกัน ดังที่ สุรพงษ์ กองจันทึก (2530, หน้า 14-16) กล่าวคือ
234 1.กะเหรี่ยงสะกอ ชนกลุ่มนี้เรียกตนเองว่า “ปกา-เกอ-ญอ” ซึ่งแปลว่าคนที่ยังมีชื่อ เรียกอื่น ๆ อีก เช่น ยางกะลอ ยางขาว ยางป่า ฯลฯ คนไทยเรียกกะเหรี่ยง สะกอว่า กะเหรี่ยงขาวหรือยางขาว สันนาฐาน ว่ากะเหรี่ยงสะกอคงเดิน ทางเข้ามาในประเทศไทยทางประเทศเมียนม่า กะเหรี่ยงกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ ใกล้ชิดกับชนชาติพม่า เพราะชาวพม่าเรียก กะเหรี่ยงสะกอว่า Bama Kayin ซึ่งหมายถึง กะเหรี่ยงพม่า (Burmess karen) ในขณะที่กะเหรี่ยงสะกอยังอยู่ ในประเทศเมียนม่า คงเป็นกลุ่มชาวเขามีอาศัยอยู่ในพื้นที่ราบ มีศูนย์กลาง หนาแน่นอยู่ที่ลุ่มน้ำอิระวดี กะเหรี่ยงสกอร์เป็นกลุ่มชาวเขาที่มีการศึกษา ค่อนข้างสูงกว่าชาวกะเหรี่ยงกลุ่มอื่นและได้รับการพัฒนาได้เร็วกว่าชนกลุ่ม อื่น ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะอิทธิพลของการยอมรับนับถือคริสต์ศาสนา และพุทธศาสนา ปัจจุบันในประเทศไทยกะเหรี่ยงสะกอ มีจำนวนมากกว่า การเรียนกลุ่มอื่น ๆ บางทีอาจมีจำนวนสามในสี่ของกะเหรี่ยงทั้งหมดใน ประเทศไทย นักเรียนกลุ่มนี้ตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ทั่วไปถึงจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน 2. กะเหรี่ยงโป คนไทยเรียกว่า ยางโป พม่าเรียกว่า ตาเลงกะยิน (Taliang kayin) ซึ่งหมายถึงกะเหรี่ยงมอญ (Mon Karen) ทั้งนี้เพราะกะเหรี่ยงโป มัคอยู่อาศัย ใกล้ชิดปะปนกับชนชาติมอญ แต่ส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจาก ชนชาติมอญ เช่น พุทธศาสนาลัทธิเถรวาท ภาษาพูดตลอดจนภาษาเขียนที่ใช้ อักษรมอญ และยังคงการสะกดไวยากรณ์ตามแบบฉบับของภาษามอญ เช่นกัน ในขณะที่ชาวกะเหรี่ยงกลุ่มอื่นๆ ใช้การเขียนตามแบบของพม่า ชาวกะเหรี่ยงโปจะเรียกตนเองว่า “โผล่ว” (Phlow) ซึ่งแปลว่า “คน”
235 กะเหรี่ยงโปรมีจำนวนประชากรในประเทศไทยมากเป็นอันดับสองรองจาก กะเหรี่ยงสะกอ ปัจจุบันกระจายอยู่ตามจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ 3. กะเหรี่ยงบเวหรือคะยา กะเหรี่ยงบเวหรือคะยา คนเมืองและไทยเรียกว่า “ยางแดง” คงเป็นเพราะกะเหรี่ยงกลุ่มนี้ชอบสวมชุดสีแดงมากกว่าสีอื่นอื่น ๆ นั่นเอง กะเหรี่ยงบเวนี้จะเรียกตนเองว่า “แบร” ทำให้เรียกกันว่า “บเว” กะเหรี่ยงบ เวไม่มีบทบาทในประเทศไทยมากเพราะมีจำนวนน้อยอยู่บริเวณ จังหวัด แม่ฮ่องสอน 4. กะเหรี่ยงตองตูหรือปาโอ พม่าเรียกว่ากะเหรี่ยงตองตูหรือปาโอว่า “Taungthu” แปลว่า ชาวภูเขา เพราะกะเหรี่ยง กลุ่มนี้จะอาศัยอยู่บนพื้นที่ที่เป็นภูเขาสูงขึ้นไปกว่า กะเหรี่ยงกลุ่มอื่น คือแถบภูเขาในรัฐไทยใหญ่ชาวไทยใหญ่รับคำภาษาพม่า และมาดัดแปลงเพี้ยนไปว่าตองสู และกะเหรี่ยงกลุ่มอื่น ๆ จะเรียกตองตู ว่า “เตาะซู” ตองตู เป็นกะเหรี่ยงที่มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่คือบริเวณใกล้เมือง ตองยี ลักษณะทางกายภาพแตกต่างกับเช้าก็ยังกลุ่มอื่นที่เห็นได้ชัดคือ ชาวตองอูสีผิวจะคล้ำกว่าก็เรียนกลุ่มอื่น ๆ ผมและขนดกมาก กะเหรี่ยงตองตู ในประเทศไทยมีจำนวนน้อยมากและอยู่ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนและมีบ้าง ในจังหวัดเชียงใหม่ เรื่องประวัติศาสตร์ความเป็นมาและการอพยพของชาวกะเหรี่ยงใน ประเทศไทย บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ (2545, หน้า 53) กล่าวว่า กะเหรี่ยงอาศัยอยู่ ในเขตไทย ก่อนที่ชาวไทยเราจะเคลื่อนย้ายลงมาสู่แหลมสุวรรณภูมิ แต่เป็น จำนวนเล็กน้อย และเข้ามาอยู่ภายหลังพวกละว้าหรือลัวะ พวกกะเหรี่ยงเพิ่ง อพยพเข้ามาอยู่ในเขตประเทศไทยเป็นจำนวนมากในสมัยพระเจ้าอลองพญา
236 (อ่องเจยะ) ทำสงครามกับพวกมอญ พวกมอญพ่ายแพ้ถูกกองทัพพม่าไล่ ติดตามฆ่าฟันอย่างชนิดล้างผลาญชนชาติมอญให้สิ้นสูญไปจากโลก ในเวลา นั้นพวกกะเหรี่ยงเป็นมิตรกับมอญ ที่พักอาศัยหลบภัยแกพวกมอญ เมื่อพม่า ยกกองทัพติดตามมาพวกกะเหรี่ยงเกรงภัยจึงพากันอพยพหลบหนีเข้ามาสู่ เขตไทย ในเรื่องเดียวกัน พิพัฒน์เรืองนาม (2533, หน้า 40-41) ได้กล่าวถึง การอพยพผมก็ยังเข้าสู่จังหวัดกาญจนบุรีว่าเดิมชาวกะเหรี่ยงนี้อาศัยอยู่ที่ บ้านเมกะวะเขตมะะแหม่ง สหภาพเมียนมาต่อมาในปี ค.ศ. 1788 ได้เริ่ม อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่ห้วยกะเลีย อำเภอสังขละบุรี และได้มีการอพยพเข้า มาตั้งบ้านเรือนกระจายกันออกไปตามลำห้วย ลำธารต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ขึ้น จนทำให้เจ้าเมืองกาญจนบุรีแต่งตั้งหัวหน้ากะเหรี่ยงเป็นเจ้าเมือง สังขละบุรี มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศรีสุวรรณคีรี (พวะโพ่) สืบตำแหน่ง เจ้าเมืองมาอีก 3 คนจนถึง ร.ศ. 120 เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง ท้องถิ่นเลิกระบบเจ้าเมือง มาใช้การปกครองในระบบนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านแทนเมืองสังขละบุรีจึงได้เปลี่ยนมาเป็น อำเภอสังขละบุรี เจ้าเมือง องค์สุดท้ายคือ พระยาสุวรรณคีรีคนที่ 4 (ทะเจียงโปรย เสตะพันธ์) จึงได้รับ แต่งตั้งให้เป็นนายอำเภอคนแรกต่อมาได้ลาออกจากราชการในปีค.ศ.1924 ในปัจจุบันเชื้อสายของตระกูลเสตะพันธ์นี้ยงคงเป็นผู้นำที่สำคัญใน อำเภอสังขละบุรีในปัจจุบัน ชาติพันธุ์และรู้จักวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธ์ุมากขึ้น ชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนใน ใช้ เรียกตนเอง ชื่อเรียกต่าง ๆ โดย คนอื่น ชุมชนชาติพันธุ์ กะซอง ชอง ชองของตราด กะเลิง ข่า ข่าเลิง