The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอน_161429 เล่มที่ 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Narin Nonthamand, 2021-05-04 13:51:58

เอกสารประกอบการสอน_161429 เล่มที่ 1

เอกสารประกอบการสอน_161429 เล่มที่ 1

424

เครือ่ งขยายเสียงทำหนา้ ที่ขยายสัญญาณเสียงให้เพิม่ ข้ึน
หรือทำให้เสียงดงั ขึน้

425

บทท่ี 6

ภาคขยายสญั ญาณ

ตัวขยายสัญญาณ หรือ วงจรขยายสัญญาณ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Amp เป็นอุปกรณ์
หรือวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยเพิ่มขนาดหรือเพิ่มกำลังของสัญญาณ โดยการใช้พลังงานจาก
แหล่งจ่ายไฟ และการควบคุมสัญญาณเอาต์พุทให้มีรูปร่างเหมือนสัญญาณอินพุท แต่มีขนาด
ใหญ่กว่า ในความหมายนี้ ตัวขยายสัญญาณทำการนำสัญญาณเอาต์พุทของแหล่งจ่ายไฟตัว
ขยายอิเล็กทรอนิกส์ขยายสัญญาณให้เพิ่มหรือมีความดังมากขึ้น มี 4 ประเภทพื้นฐาน ได้แก่
ตัวขยายแรงดัน ตัวขยายกระแส ตัวขยาย transconductance และตัวขยาย transresistance
(Wikipedia, 2563)
ความหมายของเครอ่ื งขยายเสียง

เครื่องแอมพลิไฟร์ (amplifier) หรือ เครื่องขยายเสียง เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าในภาคขยาย
สัญญาณทำหน้าที่ขยายสัญญาณความถี่เสียงให้มีกำลังเพิ่มขึ้น ทำให้เสียงที่เข้ามาทางภาค
สัญญาณเข้าเพิ่มความดังขึ้น แล้วส่งออกไปยังลำโพงให้มีเสียงดังให้ผู้ฟังได้ยินอย่างทั่วถึง
กำลังของเครื่องขยายเสียงมหี นว่ ยเปน็ วัตต์ เชน่ 20 วัตต์ 30 วตั ต์ 50 วตั ต์ เป็นต้น เครื่องขยาย
สัญญาณมีหน้าที่ขยายสัญญาณไฟฟ้าความถี่เสียงให้แรงขึ้นจากแหล่งกำเนิดสัญญาณต่าง ๆ
เช่น ไมโครโฟน เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องบันทึกเสียง และเครื่องรับวิทยุเป็นต้น ซึ่งเป็น
สัญญาณไฟฟ้าที่มีกำลัง อ่อนมาก (เป็นมิลลิโวลท์ : mV) เนื่องจากสัญญาณไฟฟ้าจาก
แหล่งกำเนิดเสียงดังกล่าวนี้ยังไม่มีความแรง พอที่จะขับลำโพงให้ดังได้ เครื่องขยายเสียงจะมี
หน้าที่ขยายสัญญาณที่อ่อน ๆ เหล่านี้ให้มีความแรงขึ้นหลาย ๆ เท่าจนมีความแรงพอที่จะขับ
ลำโพงได้
สว่ นประกอบของเคร่อื งขยายเสียง

ภาคขยายสัญญาณ (Amplifier) เป็นภาคที่รับสัญญาณไฟฟ้าความถี่เสียง จากภาค
สัญญาณเข้า แล้วนำไปขยายสัญญาณให้มีความแรงขึ้นเพื่อเตรียมส่งต่อไปยัง ภาคสัญญาณ
ออก ซึ่งภาคขยายสัญญาณเป็นภาคที่รับสัญญาณไฟฟ้าความถี่เสียง จากภาคสัญญาณเข้า
แล้วนำมาปรับแต่งและขยายสัญญาณให้มีความแรงขึ้นเพื่อเตรียมส่งต่อไปยัง ภาคสัญญาณ
ออก โดยแอมป์นี้จะเป็นตัวรับสัญญาณมาจาก DAC อีกที่นึง กล่าวคือ DAC แปลงไฟล์เพลง
จาก Digital เป็น Analog แล้วส่งให้ Amp ทำหน้าที่ขยายสัญญาณ Analog นั้นให้ดังขึ้น ซึ่งใน
สมัยก่อนนะ Amp มันจะถูกใช้เพื่อขยายให้เสียงดังขึ้นอย่างเดียว แต่ในปัจจุบันก็มีแอมป์ที่มี

426

คุณภาพจำนวนไม่น้อยเลยที่สามารถปรับคุณภาพของเสียงได้ด้วย เครื่องขยายเสียงจะ
สามารถใช้งานได้อย่างสมบูรณ์จะต้องมีส่วนของภาคขยายอย่างน้อย 3 ภาค และภาคจ่ายไฟ
อย่างน้อย 1 ภาค (มหาวิทยาลยั นเรศวร, 2551) ดังน้ี

ภาพที่ 6.1 ภาคขยายสญั ญาณ (Amplifier)
ภาพจาก : http://www.edu.nu.ac.th/wbi/355201/p52-3.html
1. ภาคก่อนขยาย (pre-amplifier or control amplifier) ซึ่งนิยมเรียกกันทับศัพท์
ว่า ภาคปรีแอมป์ (Pre amplifier) เป็นภาคที่ปรับขยายสัญญาณไฟฟ้าความถี่เสียงที่มีแรง
ต่างกันให้พอเหมาะให้มี แรงดันหรือมีกำลังขยายเท่า ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณเข้าที่มาจาก
ไมโครโฟน เครื่องบันทึกเสียง เครื่องเล่น แผ่นเสียง เครื่องรับวิทยุ หรือแม้แต่จากวงจรขยาย
สญั ญาณเข้าอื่น ๆ จากเครื่องผสมสัญญาณไมโครโฟน (Microphone Mixer) ทำหนา้ ทีร่ บั เฉพาะ
สัญญาณที่มาจากภาคสัญญาณเข้า เนื่องจากสัญญาณที่ถูกส่งเข้ามาจากภาคสัญญาณเข้ามี
ความแตกต่างกันมากบ้างน้อยบ้าง เป็นอุปกรณ์รับสัญญานที่แปลงพลังงานรูปแบบใด ๆ
ไปเป็นสัญญาณหรือข้อมูลทางไฟฟ้าเราเรียกว่า Transducer (ทรานสดิวเซอร์) ในที่นี้ก็คือ
ปิคอัพกีตาร์รับการสั่นเสียงจากสายกีตาร์ (รูปแบบทางกล) ไปเป็นสัญญาณไฟฟ้าอ่อน ๆ
ซึ่งท่านจะไม่สามารถต่อลำโพงได้โดยตรงเพราะว่าเป็นสัญญาณที่อ่อนมาก เช่น ไมโครโฟน
เครื่องเทปเสียง วิทยุ ฯลฯ เพื่อส่งไปยังภาคขยายกำลัง เช่น ไมโครโฟน เครื่องบันทึกเสียง
เครือ่ งเล่นคอมแพกดิสก์ เปน็ ต้น
บางกรณีเราจะใช้ Pre-Amp กค็ ือขยายก่อน (Pre) เข้าสู่ภาคขยายหลกั ก่อนที่จะไปออก
ลำโพง ซึ่งภาคปรีแอมป์จะทำหน้าที่เหมือนภาคพาวเวอร์แอมป์เพียงแต่ให้สัญญาณที่อ่อนกวา่
ในกรณีทั่วไปจะให้ภาคปรีแอมป์เป็นภาคปรับแต่งเสียงด้วยดังเช่นจะเห็น Volume Treble
Middle Bass อยู่ในภาคปรีแอมป์ เราจึงทั้งเพิ่มความดังหรือลดเสียงหรือปรับเสียงย่านแหลม-
กลางและเบส ในภาคปรีแอมป์ได้

427

ตัวอย่าง ปรีแอมป์ในกีตาร์โปร่งเป็นต้น ท่านสามารถปรับเพิ่มความดัง หรือลดเสียง
หรือปรับเสียงย่านแหลม-กลางและเบส ในภาคปรีแอมป์ที่ติดมากับกีตาร์โปร่งได้ เพราะวงจร
ภาคขยายในโลกนี้ต้องใช้ไฟเลี้ยงครับดังนั้นภาคก่อนการขยายจะช่วยในการปรับแต่งเสียงให้มี
สญั ญาณมากน้อยพอ ๆ กัน ก่อนจะส่งไปวงจรขยายกำลงั

2. ภาคปรับแต่งเสียง หรือควบคุมเสียงทุ้ม ซึ่งนิยมเรียกกันว่าภาคโทนคอนโทรล
(Tone Control) ภาคนี้จะควบคุมเสียงทุ้มแหลมตามต้องการ บางเครื่องอาจจะมีปุ่มปรับหรือ
ขยายเสียงให้ได้หลาย ความถี่เสียง ซึ่งเครื่องที่สามารถปรับแต่งเสียงได้มาก ความถี่ส่วนใหญ่
จะเปน็ เครือ่ งประเภททีใ่ ชฟ้ ังกันในบ้านแทบ ท้ังสิน้

3. ภาคขยายกำลัง (power-amplifier or main-amplifier) ทำหน้าที่รับสัญญาณ
จากวงจรก่อนขยาย (Pre Amplifier) เข้ามาเพื่อทำการขยายให้มีกำลังแรงเพิ่มขึ้น โดยทำให้
คลื่นมช่วงแอมพลิจูดสูงขึ้น แล้วส่งเป็นสัญญาณออกให้ลำโพงเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าความถี่
เสียงให้เป็นคลื่นเสียงต่อไป อุปกรณ์ที่ใช้ในขั้นตอนนี้ ก็ได้แก่ เครื่องขยายเสียง (Amplifier)
ตัวขยายอิเล็กทรอนิกส์มี 4 ประเภทพื้นฐานได้แก่ ตัวขยายแรงดัน, ตัวขยายกระแส, ตัวขยาย
trans conductance และตัวขยาย trans resistance ความแตกต่างอยทู่ ี่สญั ญาณเอาต์พุตจะแทน
ความหมายของสญั ญาณอินพุทแบบเชงิ เส้น หรอื แบบเอก็ ซ์โปเนนเชียล

ตวั ขยายสัญญาณยังสามารถถกู แยกประเภทโดยการแทนทีท่ างกายภาพในขบวนของ
สัญญาณด้วย คุณภาพของตัวขยายขึ้นอย่กู ับลกั ษณะสมบัติดงั ตอ่ ไปนี้

1. Gain คือ อัตราส่วนระหว่างขนาดของสัญญาณที่เอาต์พุตกับสัญญาณที่
อินพทุ

2. แบนด์วิดธ์ คือ ความกว้างของช่วงความถี่ทีใ่ ช้งานได้
3. ประสิทธิภาพ หมายถึง อัตราส่วนระหว่างกำลังของการส่งออกและ
การบริโภคพลงั งานทั้งหมด
4. ความเป็นเชิงเส้น หมายถึง ระดับของสัดส่วนระหว่าง input และ output
ทีเ่ พิม่ หรือลดอยา่ งตรงไปตรงมา
5. Noise หมายถึง การวัดการรบกวนที่ไมพ่ ึงประสงค์ที่ผสมเข้าไปในเอาต์พตุ
6. ช่วงไดนามิกของเอาต์พุต หมายถึง อัตราส่วนของสัญญาณเอาต์พุตที่ใหญ่
ที่สุดและที่เล็กทีส่ ดุ
7. Slew rate หมายถึง อตั ราสูงสดุ ของการเปลี่ยนแปลงของเอาตพ์ ุต
8. Rise time, settling time, ringing และ overshoot ท ี่บ อกลักษ ณ ะ ก า ร
ตอบสนองเป็นขั้นตอน

428

9. เสถียรภาพ หมายถึงความสามารถในการหลีกเลี่ยงความผันผวนตนเอง
เครื่องขยายเสียง นิยมแบ่งประเภทตามกำลังของการขยายเสียง คือ การแบ่งตาม
ความดังของภาคขยาย เช่นเครื่องขยายเสียงที่นิยมใช้กัน มีกำลงั ตงั้ แต่ 10 วัตต์ ไปจนถึง หลาย
ร้อยวัตต์เลยทีเดียว กำลังวัตต์ของเครื่องขยายเสียงจะบอกถึงความดังที่ออกทางลำโพง
กล่าวคือ เครื่องขยายเสียงที่มีกำลัง 200 วัตต์ จะดังกว่า เครื่องขยายเสียงที่มีกำลัง 150 วัตต์
นั่นเอง
4. ภาคจ่ายไฟหรือพาวเวอร์ซัพพลาย (Power Supply) คือแหล่งจ่ายพลังงาน
ไฟฟ้าให้กับตัวอุปกรณ์หรือ Device ที่เราใช้งาน ซึ่งก็มีหลากหลายประเภท มีแบบที่เป็น linear
Power Supply ก็คือพวก Tranfromer กับ Non-linear Power Supply หรือ Switching Power
Supply โดยเฉพาะ Switching Power Supply ที่เราจะมาแนะนำนี้ เป็นอุปกรณ์ที่จ่ายพลังงาน
ไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ โดยจะทำหน้าที่แปลงแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เป็น
แรงดันไฟฟ้ากระแสตรง (DC) เนื่องจากอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ต้องการแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง
เพื่อให้ฟังก์ชันในอุปกรณ์ทำงานได้ (ส่งแรงดันไฟฟ้าไปยัง Capacitor หรือ Chips ของอุปกรณ์
นั้น จะจ่ายไฟให้แก่วงจรต่าง ๆ จึงจะสามารถทำงานได้ ปัจจุบันเครื่องเสียงที่ใช้งานขั้นอาชีพ
อาจจะใช้เครื่องขยายเสียงที่มีไม่ครบทุกภาคใน เครื่องเดียวกันหรือเรียกว่าเครื่องขยายเสียง
ระบบแยกชิ้น (Separate Component) เช่น ปรีแอมป์ เพาเวอร์แอมป์ เป็นต้น แต่การใช้งาน
จำเปน็ ต้องต่อเข้าชุด (แบบเครือ่ งรวมชิน้ หรอื รวมภาค) จงึ จะสามารถขยายเสียงได้

ภาพที่ 6.2 ลกั ษณะการทำงานของเคร่ืองขยายเสียงทีม่ ีทุกภาคอยู่ในเครือ่ งเดียวกนั

429

สว่ นประกอบของเคร่อื งขยายเสียง

ภาพที่ 6.3 สว่ นประกอบของเครื่องขยายเสียง
ภาพจาก : www.sci.src.ku.ac.th › documents › manual › Amplifier

1. ช่องเสียบสายไฟ
2. สวติ ซ์สำหรบั เปิด/ปิดเครื่องขยายเสียง
3. ช่องต่อลำโพง
4. ช่องบนั ทึกสัญญานเสียง
5. ช่องต่อพว่ งสัญญานภายนอก
6. ชอ่ งรบั สญั ญาณสำหรบั เชือ่ มต่อไมโครโฟน หรอื อุปกรณอ์ ืน่ ๆ
7. ช่องสัญญาณเสียงสเตอริโอ
8. สวติ ช์ MIC / LINE
9. วอลลุ่มปรับระดับเสียงสงู /ต่ำ
10. สวิตซ์สำหรับเพิ่มคณุ ภาพเสียง
11. ป่มุ ควบคมุ คณุ ภาพเสียง
12. วอลลุ่มปรับระดับความดังเฉพาะชอ่ ง
13. วอลลมุ่ ปรบั ระดับความดงั หลกั ของเครื่องขยายเสียง
14. สวติ ซ์SPEECH/MUSIC กด SPEECH เพื่อเพิม่ คุณภาพเสียงMUSIC
เพื่อเพิ่มคุณภาพเสียงดนตรี
15. ตวั ควบคมุ ระดบั สญั ญาณออก
16. ไฟแสดงระดับสญั ญาณออก
17. ไฟแสดงสถานะ POWER

430

ประเภทของเครื่องขยายเสียง
วงจรอิเล็กทรอนิกส์มีหลายรูปแบบที่จัดเป็นแอมพลิฟายเออร์ตั้งแต่แอมพลิฟายเออร์

แอมป์ และแอมปส์ ญั ญาณขนาดเลก็ จนถึงสญั ญาณขนาดใหญ่ และเพาเวอรแ์ อมป์ การจำแนก
ประเภทของเครื่องขยายเสียงขึ้นอยู่กับขนาดของสัญญาณขนาดใหญ่ หรือขนาดเล็กการ
กำหนดค่าทางกายภาพ และวิธีการประมวลผลสัญญาณอินพุตนั่น คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง
สัญญาณอินพุตและกระแสไหลในโหลด ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของเครื่องขยายเสียงตาม
ลกั ษณะตา่ ง ๆ ดงั น้ี (audio2home, 2015)

1. แบ่งตามลักษณะทิศทางของเสียงหรอื การจดั ช่องของวงจรขยาย ได้แก่
1.1 เครื่องขยายเสียงแบบโมโน หรือ แบบช่องเดียว หรืออาจจะมีผู้เรียกว่า

ซิงเกลิ้ แอมป์ (Monophonic Amplifier , Mono Amplifier หรอื Single Amplifier)
เครื่องขยายเสียงให้เสียงแบบโมโนโฟนิก หรือ "โมโน" โดยการส่งสัญญาณ

ช่องสญั ญาณเดียวไปยังลำโพงหนึ่งตัวหรือมากกว่า แมว้ ่าจะใช้ลำโพงสองตัวสัญญาณโมโนจะ
สร้างระดับเสียงที่เหมือนกันในลำโพงแต่ละตัว ดังนั้นโมโนจึงไม่มีความรู้สึกถึงความลึกหรือ
ตำแหน่งที่แตกต่างจากลำโพงสเตอริโอ แม้ผ่านชุดหูฟังเสียงโมโนโฟนิคจะสร้าง "กลุ่ม" เพลง
เดียวโดยไม่มีความรู้สึกของการถ่ายภาพเสียงเครื่องขยายเสียงประเภทนี้ เป็นแบบทีใ่ ห้ทิศทาง
ของเสียงทิศทางเดียว ช่องการขยายสัญญาณจะ มีเพียงช่องเดียว ซึ่งวงจรเครื่องขยายแบบ
โมโน คอื วงจรขยายเสียงชดุ เดียวหรอื ขยายเสียงสญั ญาณเดียว

ภาพที่ 6.4 วงจรเครือ่ งขยายเสียงแบบโมโน

ภาพจาก : เอกสารประกอบการเรียนการสอน ชือ่ วชิ า เครือ่ งเสียง เรื่อง การใชง้ านเครือ่ งขยายเสียง โดยนายเมาลี กลิน่ หอม
สาํ นกั งานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา กระทรวงศึกษาธิการ

1.2 เครื่องขยายเสียงแบบสเตอริโอ (Stereophonic Amplifier, Stereo Amplifier) เป็น
เครื่องขยายเสียงที่มีทิศทางมากกว่า 1 ทิศทาง ส่วนใหญ่จะนิยมใช้ 2 ทิศทาง ซึ่งช่องของการ
ขยายเสียงจะ มี 2 ช่อง (2 Channels Stereo Amplifier) ความจริงแล้วเครื่องขยายเสียง
แบบสเตอริโอกค็ ือเครื่องขยาย เสียงแบบโมโน จำนวน 2 เครื่องอยู่ในกล่องเดียวกัน ซึ่งอาจจะ
จัดวงจรขยายด้วยการใช้แผงวงจรเดียวกัน และ ใช้แหล่งจ่ายไฟเดียวกัน ดังนั้นถ้าเป็นเครื่อง
ขยายเสียงแบบสเตอริโอ 4 ทิศทาง (4 Channels Stereo Amplifier) ก็เท่ากับเครื่องโมโน
4 เครื่อง ซึ่งมี การขยายสญั ญาณได้เคร่ืองละ 1 ชอ่ ง รวม เปน็ 4 ช่อง หรอื 4 ทิศทาง ดังนั้นใน

431

หมู่นักเล่นเครื่องเสียงขั้นอาชีพนิยมใช้เครื่องแบบโมโนจำนวน 2 เครื่องมา ต่อขยายสัญญาณ
เครื่องละช่องเสียง แทนที่จะใช้เครื่องขยายเสียงแบบสเตอริโอ 2 ทิศทางทั่วไป อย่างไรก็ตาม
ความนิยมการใช้เครื่องขยายเสียงแบบโมโนนิยมใช้เครื่องขยายเสียงที่มีเฉพาะภาคขยายกำลงั
(Power Amplifier) เท่านั้น โดยวงจรเครื่องขยายแบบสเตอริโอ คือ วงจรขยายเสียงสองชุดที่มี
คณุ สมบตั ิเหมือนกนั ทกุ ประการ หรอื ขยายเสียงสองสญั ญาณแบ่งเป็นสัญญาณข้างซ้าย (CH -
L) และสัญญาณข้างขวา (CH - R)

ภาพที่ 6.5 วงจรเคร่อื งขยายเสียงแบบสเตอริโอ

ภาพจาก : เอกสารประกอบการเรียนการสอน ช่อื วิชา เคร่อื งเสียง เรือ่ ง การใชง้ านเคร่อื งขยายเสียงโดยนาย
เมาลี กลิน่ หอม สํานกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา กระทรวงศึกษาธกิ าร

2. แบ่งตามวสั ดทุ ่ีใช้ทำวงจรขยาย
2.1 เครือ่ งขยายเสียงประเภทหลอดสญุ ญากาศ (Vacum Tube) (Deco, 2020)

ภาพที่ 6.6 เคร่อื งขยายเสียงประเภทหลอดสุญญากาศ
ภาพจาก : https://www.deco.co.th/tube-sound/

หลอดสุญญากาศเป็นอุปกรณ์ขยายสัญญาณประเภทขยายแรงดันไฟฟ้า
แตกต่างจากโซลิดสเตททีท่ ำหน้าที่ขยายกระแส ส่งผลให้หลอดเปน็ เทคโนโลยีที่มีความเป็นเชิง
เส้น (คุณภาพเสียงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแม้จะเปิดดังหรือเบา) ในการขยายสัญญาณ

432

มากกว่า ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องพึ่งพาการป้อนกลับลบที่ในระดับต่ำกว่าโซลิดสเตท การ
ป้อนกลับลบแบบรวมคือการนำสัญญาณขาออกส่วนหนึ่งป้อนกลับมาที่สัญญาณขาเข้าด้วย
เฟสสัญญาณที่ต่างกัน 180 องศา (กลับเฟสกัน) เพื่อใช้ประเมิน เปรียบเทียบความแตกต่าง
และแก้ไขความไม่เป็นเชิงเส้นและลดความเพี้ยน แต่การป้อนกลับลบในปริมาณมากเกินไปจะ
ทำให้การตอบสนองของภาคขยายเสียงนั้นมีความหน่วงช้า ขณะเดียวกันก็ยังลดทอนความมี
ชีวิตชีวาและอารมณ์ร่วมในเสียงดนตรีลงไปด้วย วงจรขยายเสียงที่ใช้การป้อนกลับลบใน
ปริมาณมากมักให้เสียงที่ปลอม น่าเบื่อ และไม่มีชีวิตชีวา ซึ่งเป็นตรงกันข้ามกับการใช้การ
ป้อนกลบั ลบในปริมาณน้อย ๆ อยา่ งไรกด็ ีการใช้การป้อนกลับลบในปริมาณที่เหมาะสมก็มีข้อดี
เช่นกัน เช่น ช่วยลดอิมพิแดนซ์ขาออกของวงจรขยายเสียง เพิ่มแดมปิงแฟคเตอร์ ทำให้
วงจรขยายเสียงสามารถควบคุมลำโพงได้ดีขึ้น โดยทั่วไปแล้วการป้อนกลับลบในระดับไม่เกิน
20dB ถือว่าเป็นเรื่องที่สามารถยอมรับได้ ซึ่งค่านี้เพียงพอสำหรับความเป็นเชิงเส้นใน
ภาคขยายเสียงทีใ่ ช้หลอดสุญญากาศ แตส่ ำหรบั ภาคขยายเสียงที่เป็นโซลิดสเตท โดยท่วั ไปแล้ว
จำเป็นต้องพึ่งพาการป้อนกลับลบในระดบั สงู กว่า 50dB เพือ่ ให้ได้ความเป็นเชิงเส้น

ภาพที่ 6.7 วงจรเครือ่ งขยายเสียงประเภทหลอดสุญญากาศ
ภาพจาก : https://www.deco.co.th/tube-sound/

สำหรับวงจรขยายเสียงหลอดสุญญากาศที่เป็นแบบซิงเกิลเอนด์และไม่มีการ
ป้อนกลับลบเลย เพื่อทำให้วงจรมีความเรียบง่ายมากที่สุด จะมีอิมพิแดนซ์ขาออกที่สูงมาก
และเนื่องจากมีไฟฟ้ากระแสตรงในปริมาณมากปรากฏที่หมอ้ แปลงเอาต์พุต ทำให้ตัวหมอ้ แปลง
เอาต์พุตอิ่มตัวได้ง่ายมาก ส่งผลให้ได้ภาคขยายเสียงที่มีกำลังขับน้อยและมีช่วงตอบสนอง
ความถี่ทีแ่ คบมาก

ในปัจจุบัน สำหรับเครื่องเสียงหลอดสุญญากาศสมัยใหม่ นอกจากจะมีการ
พัฒนาใช้งานหลอดยุคใหม่ที่มีคุณภาพดีขึ้นแล้ว องค์ประกอบอื่น ๆ ก็ยังได้รับการพัฒนาตาม

433

กันไปด้วยเมื่อเทียบกับในยุคก่อนหน้านี้ เช่น ไดโอดเรคติฟายที่เป็นโซลิดสเตท ตัวเก็บประจุ
อิเล็กโทรไลต์รุ่นใหม่ ๆ มีส่วนช่วยให้เสียงที่ได้มีความกระชับแน่นมากขึ้น โดยเฉพาะในย่าน
ความถี่ต่ำ

วัสดุสมัยใหม่ที่นำมาทำเป็นฉนวนก็มีคุณภาพดีขึ้น สามารถนำมาใช้ผลิตหม้อ
แปลงเอาต์พุตทีม่ ีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น มีการสูญเสียน้อยลง และตอบสนองความถี่ได้กว้างขึ้น
สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กบั ลำโพงได้เต็มที่มากขึ้น ส่งผลใหเ้ สียงที่ได้ดีข้นึ ทั้งในด้านเสียงทุ้ม
ที่มีน้ำหนัก ความกระชับแน่นและมีรายละเอียดดีขึ้น ในย่านความถี่สูงสามารถทอดประกาย
หางเสียงได้อยา่ งเปน็ อิสระมากขึ้น

ในแอมป์หลอดสมัยใหม่บางรุ่นยังได้มีการนำเทคโนโลยีไมโครโปรเซสเซอร์มา
ช่วยปรับค่าไบแอสโดยอตั โนมตั ิ ตลอดจนการทำหน้าที่คอยควบคุมการทำงานของหลอด หรือ
แม้แต่การคอยรายงานความผิดปกติต่าง ๆ ทำให้แอมป์หลอดสมัยใหม่นอกจากจะเสียงดีขึ้น
แล้วยัง user friendly มากขึ้นดว้ ย

2.2 เครือ่ งขยายเสียงประเภทใช้ทรานซิสเตอร์ (Transistor Amplifier)

ภาพที่ 6.8 เครื่องขยายเสียงประเภทใช้ทรานซิสเตอร์
ภาพจาก : https://www.audio2home.com/

แอมป์ทรานซิสเตอร์ (Transistor) เป็นเครื่องขยายเสียงที่ใช้ทรานซิสเตอร์
(Transistor) ทำหน้าที่ขยายกำลังหลักของภาคขยายเสียง ที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายใน
ปัจจบุ นั เนือ่ งจากการออกแบบวงจรได้หลากหลายรูปแบบ จนพฒั นาให้มคี ุณภาพเสียงที่ดี อัต
ตราขยายเสียงสูงความผิดเพี้ยนต่ำ สามารถหาอุปกรณ์ ซอ่ มแซมได้ไม่ ยาก และ เป็นตัวขยาย
กำลัง เครื่องขยายประเภทนี้มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา การใช้งานสามารถใช้ได้ทันทีโดยไม่
ต้องอุ่นเครื่อง มีตั้งแต่ ขนาดกำลังต่ำ ๆ จนถึงขนาดกำลังสูง ๆ เป็น 1,000 วัตต์ เนื่องจาก
เทคโนโลยีในปัจจุบันเจริญก้าวหน้ามาก ทรานซิสเตอร์ที่จะใช้งานจึงทำให้ปัจจุบันไม่มีใช้งาน
แล้ว

434

2.3 เครอื่ งขยายเสียงประเภทใช้ไอซี (IC ซึ่งยอ่ มาจาก Integret Circuit แปลวา่
วงจรรวม)

ภาพที่ 6.9 เครอ่ื งขยายเสียงประเภทใช้ไอซี
ภาพจาก : https://www.audio2home.com/
แอมป์ที่ใช้วงจรรวม (Integrated circuit) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ไอ ซี (IC.) เป็น
เครื่องขยายเสียงที่ใช้ วงจรรวม (Integrated circuit)ทำหนา้ ทีข่ ยายกำลงั หลักของภาคขยายเสียง
โดยอาศัยหลักการ รวมสารกึ่งตัวนำของอุปกรณ์ ทรานซิสเตอร์ (Transistor) หรือมอสเฟส
(MOSFET ,FET) บวกอุปกรณ์ R, L ,C และอื่น ๆ รวมกันให้เล็กลง อยู่ บน ตัวอุปกรณ์ ตัวเดียว
ที่มีหลายขาและเรียกว่า (Integrated circuit) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ไอ ซี (IC.) นั่นเอง ข้อดี คือ
มีขนาดเล็ก ความผิดเพี้ยนน้อยเมื่อใช้ในอุณหภูมิตาม Spec กำหนด ให้คุณภาพเสียงดี เหมาะ
กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีขนาดเล็ก ไม่เปลืองพื้นที่ ราคาถูก ข้อเสียหากมีการออกแบอุปกรณ์ต่อ
พ่วง IC. ที่ไม่ดี ทำให้ความร้อนขณะใช้งานสูง และความผิดเพี้ยนสูงขึ้นได้ อีกทั้งกรณี IC. เสีย
ต้องเปลี่ยน IC ซึ่งเป็นตัวหลัก ตัวเดียว ซึ่งค่า ซ่อม จะสูงมาก ถึง 70 -80 % ราคาเครื่องที่ซื้อ
มา ไมค่ ุ้มซ่อม แต่ถ้าใช้ในอุปกรณ์อืน่ ทีไ่ มใ่ ชเ่ ครือ่ งขยายเสียง มันกไ็ ม่ไช่อุปกรณ์หลักเม่ือเทียบ
กบั อุปกรณ์อื่น ๆ ดังนนั้ ก็จะมองวา่ ไม่แพง
ในปัจจุบันไอซีมีบทบาทมากเนื่องจากสามารถให้กำลังขยายสูงในขนาด
ตัวเครื่องที่เล็ก และเล็กกว่าเครื่อง ขยายประเภททรานซิสเตอร์เสียอีก อย่างไรก็ตามไอซีจะ
หมายถึงวงจรรวมซึ่งภายในไอซีจะมีส่วนประกอบของ วงจรทรานซิสเตอร์ที่มีขนาดเล็กอยู่
ภายในตัวไอซีน่นั เอง ทำให้การใชง้ าน การปรับแตง่ วงจร ตา่ ง ๆ สะดวกและง่ายยิง่ ขนึ้ ในเคร่ือง
ขยายเสียงประเภทที่ใช้ไอซีจะใช้ไอซีไม่กี่ตัวโดยทีต่ ัวหนึ่งจะแทนภาคขยาย หรือภาคอื่น ๆ ได้ 1
ภาค เครื่องขยายเสียงประเภทใช้ไอซีเหมาะสำหรับการใช้งานภายในบ้าน กำลังขยายไม่สูงนัก

435

(ถ้าเทียบกับประเภทหลอดสุญญากาศและทรานซิสเตอร์) และการใช้งานจะต้องใช้ให้ถูกวิธี
มิฉะนั้นอาจจะเสียหาย ได้งา่ ย

2.4 เครือ่ งขยายเสียงประเภทใช้วสั ดุผสม
ในเครื่องขยายบางเครื่องอาจจะมีทั้งหลอด สุญญากาศและทรานซิสเตอร์ซึ่ง
ไม่ค่อยจะพบมากนัก ถ้ามีจะเป็นเครื่องขยายรุ่นเก่าๆ ส่วนประเภทผสมระหว่าง ไอซีและ
ทรานซิสเตอร์ จะมีใช้กนั อยู่พอสมควร
3. แบง่ ตามลกั ษณะของการจดั ภาคขยาย
โดยหลกั การทำงานของเครอ่ื งขยายเสียงแล้ว การขยายเสียงจะเกิดขึน้ ได้จะต้องมีภาค
ต่าง ๆ ของเครื่องขยายเสียงหลัก ๆ 4 ภาคได้แก่ ภาคขยายส่วนหน้า(pre-amplifier) ภาค
ปรบั แตง่ เสียง(tone-control) ภาคขยายกำลัง(power amplifier) และภาคจ่ายไฟ (power supply)

ภาพ 6.10 ระบบการขยายเสียง
ภาพจาก : https://sites.google.com/site/sound56040097/bth-thi-3-karte-ri-ym-kar-phlit-

sux-seiyng/3-1-kar-wangphaen
3.1 เครื่องขยายเสียงประเภทรวมชิ้น หรือรวมภาคขยายต่าง ๆ ไว้ในแท่นหรือ
ตู้เดียวกนั เครือ่ งขยายเสียงประเภทนีจ้ ะรวมภาคขยายอยา่ งนอ้ ย 2 ภาคเข้าดว้ ยกัน (ไม่นับภาค
จ่ายไฟ) เครื่อง ลักษณะนี้จะมีกำลังขยายไม่สูงนัก ลักษณะการใช้งานเป็นแบบทั่ว ๆ ไป จนถึง
ข้ันกึง่ อาชีพ (Semi - Professional Use) ซึ่งพอจะแบ่งยอ่ ย ๆ ได้ดังน้ี

436

3.1.1 ปรีแมนแอมป์ (Pre - Main Amplifier) หรืออินทีเกรทแอมป์
(Integrated Amplifier) (Ted Goslin, 2020)

ภาพที่ 6.11 ปรีแมนแอมป์
ภาพจาก : https://hub.yamaha.com/what-is-an-integrated-amplifier/

เป็นเครื่องขยายที่รวมภาคปรีแอมป์ และเมนแอมป์เข้าด้วยกัน เครื่องขยาย
เสียง แบบปรีแอมป์อาจจะเรียกว่ามิกซิ่งแอมป์ ( Mixing Amplifier) ด้วยเป็นอุปกรณ์
อิเล็กทรอนิกส์ที่มีพรีแอมป์เสียง และเพาเวอร์แอมป์ในหนึ่งยูนิตซึ่งต่างจากการแยกทั้งสอง
ออกจากกัน แอมพลิฟายเออร์เสียงที่ทันสมัยส่วนใหญ่ได้รับการรวมเข้าด้วยกันและมีอินพุต
หลายตัวสำหรับอุปกรณ์เช่นเครื่องเล่นซีดเี คร่อื งเลน่ ดีวีดีและแหลง่ สญั ญาณเสริม แอมพลิฟาย
เออร์ในตัวมักจะมีอินพุตเฉพาะสำหรับสแครชเครื่องรับ AM / FM และเครื่องบันทึกเทป (คาส
เซ็ตต์หรือรีลถึงรีล) เมื่ออุปกรณ์เหล่านั้นใช้งานได้ทั่วไป อินพุตทั้งหมดเป็นระดับบรรทัดดังนั้น
ยกเว้นแผ่นเสียงอินพุตทั้งหมดจึงใช้แทนกันได้ จานเสียงยังใช้การทำให้เท่าเทียมกันของ RIAA
ถ้าเครื่องขยายนั้นสามารถผสมสัญญาณที่ เข้ามาหลายแหลง่ เช่น จากไมโครโฟนหลาย ๆ ตัว
หรอื ผสมกบั แหล่งสัญญาณกำเนิดเสียงอืน่ ๆ ไม่วา่ จะเปน็ วิทยุ เครือ่ งแผน่ เสียงและเคร่ืองเล่น
เทป เปน็ ต้น

ภาพที่ 6.12 ปรีแมนแอมป์
ภาพจาก : https://th.aliexpress.com/item/32812583402.html

437

ข้อได้เปรียบทางวิศวกรรมของการมีฟังก์ชั่นการขยายเสียงทั้งหมดในกล่อง
เดียวคือมันช่วยให้สญั ญาณต้นทางซึ่งโดยปกติแล้วจะอยู่ในระดับต่ำมาก – ยังคงแยกออกจาก
แอมพลิฟายเออรใ์ นตวั ซึง่ กำลังทำการเพิ่มกำลงั อยา่ งจริงจงั ดว้ ยหมอ้ แปลงขนาดใหญ่

ข้อดีอีกประการหนึ่งคือสามารถสร้างสัญญาณต้นทางได้อย่างหมดจดด้วย
การใช้แหล่งจ่ายไฟขนาดเล็กที่มีสัญญาณรบกวนต่ำซึ่งได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อไม่
โต้ตอบหรือรบกวนซึ่งกันและกันจึงให้เสียงที่มีความผิดเพี้ยนต่ำไปยังขั้นตอนของเครื่องขยาย
เสียง

3.1.2 รีซีฟเวอร์ (Receiver)

ภาพที่ 6.13 รีซีฟเวอร์
ภาพจาก : https://reddiamondaudio.net/difference-between-receiver-and-an-amplifier/

เป็นเครื่องขยายเสียงที่รวมทั้งภาครับวิทยุหรือ ที่เรียกว่าจูนเนอร์
(Tuner) ภาคปรีแอมป์ และเมนแอมป์อยู่ในตู้เดียวกัน ในตัววิทยุจะถูกเลือกเหมือนกับอินพุต
อื่น ๆ บนแอมป์ แต่ไม่จำเป็นต้องมีการเชื่อมต่ออื่นใดนอกจากลำโพงคู่หนึ่ง หากคุณมีเครื่อง
ขยายเสียงในโรงภาพยนตรใ์ นบ้านพร้อมวทิ ยุเปน็ AV Receiver

3.1.3 คาร์ซีฟเวอร์ (Cassceiver)

ภาพที่ 6.14 คารซ์ ีฟเวอร์

ภาพจาก : https://sites.google.com/site/sound56040097/bth-thi-3-karte-ri-ym-kar-phlit-sux-seiyng/3-1-kar-
wangphaen?tmpl=%2Fsystem%2Fapp%2Ftemplates%2Fprint%2F&showPrintDialog=1

เป็นเครื่องขยายเสียงที่มีทั้งรีซีฟ และเทป แคสเซทเดค) (Cassette
Deck) เข้าด้วยกัน ซึ่งรวมแล้วคาสซีฟเวอร์จะมีเคร่ืองเล่นเทป ภาครับวิทยุ ภาคปรี แอมป์ และ
เมนแอมป์อยใู่ นตู้เดียวกัน

438

3.1.4 มิวสิคเซนเตอร์ (Music Center)

ภาพที่ 6.15 มิวสคิ เซนเตอร์

ภาพจาก : https://sites.google.com/site/sound56040097/bth-thi-3-karte-ri-ym-kar-phlit-sux-seiyng/3-1-kar-
wangphaen?tmpl=%2Fsystem%2Fapp%2Ftemplates%2Fprint%2F&showPrintDialog=1

มิวสคิ เซนเตอร์ (Music Center) เป็นเครื่องขยายเสียงทีม่ เี ครือ่ งเลน่
แผน่ ซีดเี พิม่ เข้ามา

3.2 เครื่องขยายเสียงประเภทแยกชิ้น (Separate Amplifier หรือ Separate
Components) มักจะเป็นเครื่องขยายเสียงประเภทให้กำลังการขยาย (ประสิทธิภาพ) และ
คุณภาพสงู การใช้ งานจะต้องใช้ชดุ วงจรต่าง ๆ รว่ มกนั แบบเดียวกบั เครือ่ งขยายเสียงประเภท
รวมชิ้นจึงจะทำงานได้ การใช้งานเครื่อง ขยายแบบนี้เป็นการใช้งานลักษณะอาชีพ (Profession
Use) เนื่องจากผู้ที่จะใช้งานเครื่องประเภทนี้ย่อมเข้าใจ ลักษณะการทำงานของระบบการขยาย
พอสมควร จึงสามารถที่จะต่อหรือจัดเข้าชุดกันได้ การใช้งานเครื่อง ขยายเสียงย่อมได้เปรียบ
ในเรื่องคุณภาพเสียง และสามารถที่จะเสริมแต่งคุณภาพหรือระบบเสียงต่าง ๆ ได้อย่าง
กว้างขวาง อย่างไรก็ตามถ้าผใู้ ช้ไมม่ คี วามรเู้ รื่องของการใช้งานเครื่องขยายเสียง และการจัดเข้า
ชุดอย่างสัมพันธ์ กัน (Matching) อาจจะทำให้คุณภาพเสียงที่ได้ด้อยกว่าเครื่องประเภทรวมชิ้น
หรืออาจจะเกิดความเสียหายได้ เช่นกัน เครื่องขยายเสียงประเภทแยกชิ้นมีแยกออกเป็น
ชิน้ ต่าง ๆ ดังน้ี

3.2.1 ปรีแอมป์ (Preamplifier)

ภาพที่ 6.16 ปรีแอมป์
ภาพจาก : https://cle-chalongelectronics.com/services/pre-amplifier-pe-45/

ปรีแอมป์ หรือ ปรีไมโครโฟน หมายถึง วงจรอิเล็กทรอนิกส์ ที่อยู่
ภายในไมโครโฟน หรืออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์อื่น เช่น Audio Interface ที่มี ภาคปรีแอมป์ หรือ
ปรีไมค์ในตัว นอกจากนี้ ภาคปรีแอมป์ หรือปรีไมค์ ก็จะพบใน Audio Mixer ทั่วไป ทั้งมิกเซอร์
แบบอนาล็อก และดิทัล ภาคปรีแอมป์ หรือ ปรีไมค์ เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นงาน

439

วิศวกรรมเสียง เพือ่ เตรียมสญั ญาณไว้รองรบั สัญญาณจากไมโครโฟน และอปุ กรณเ์ สียง อื่น ๆ
เพื่อส่งต่อไปประมวลผลโดยภาคปรีโทนหรือโดยอุปกรณ์อื่น ในระบบเสียงโดยมักจะพบอยู่ใน
2 ลักษณะ

1. พบในชอ่ งอนิ พุท มิกเซอร์ทั้งอนาลอ็ ก และดิจทิ ลั มิกเซอร์
2. พบในช่องอินพุทของออดิโออินเทอร์เฟซ และปรีแอมป์
หรอื ปรีไมโครโฟนมักมีสองคาเรคเตอร์เสียง ด้วยความแตกต่างของตวั แปลสำคัญ

ภาพที่ 6.17 ปรีแอมป์
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/what-is-mic-preamp/

1.Valve / Vacuum Tube
ใช้หลอดสุญญากาศเพื่อขยายเสียงที่มาจาก
ไมโครโฟน นอกจากนี้ยังพบได้ในแอมป์กีตาร์บางรุ่น เครื่องขยายเสียงเหล่านี้ยังเป็นที่นิยม
สำหรับนักฟังเพลงที่บอกว่าแอมพลิฟายเออร์วาล์วหรือแบบหลอดให้เสียงที่อบอุ่นและเป็น
ธรรมชาติมากขึ้น และเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับการบันทึกเสียงร้อง ผ่านปรีหลอด แต่ก็มี
ราคาแพงกวา่ Solid State มาก
2.Solid State
จะใช้ทรานซิสเตอร์ เพื่อขยายเสียงที่มาจาก
ไมโครโฟน เทคโนโลยีนี้เริ่มต้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 1950 และต้นทศวรรษที่ 1960 เป็นวิธีที่
ทำให้ต้นทุนต่ำกว่าแบบที่ 1 โดยปกติแล้ว มักจะมีสัญญาณการขยายเสียงที่อ่อนเกินไป
เพียง 0.0 มิลลิโวลท์ หรือสูงกว่านี้นิดหน่อย แต่ก็ยังถือว่ามีการขยายเสียงที่เบามาก หาก
เปรียบเทียบกับ อุปกรณ์กำเนิดเสียงอื่น ๆ เช่น เครื่องเล่นเพลง CD MP3 คอมพิวเตอร์ เครื่อง
ดนตรี และแม้กระทั่งโทรศัพทม์ ือถือ ก็จะมีปิคอัพ หรือมีวงจรขยายสัญญาณเสียง ในตัวที่แรง
กว่าไมโครโฟน ฉะนั้น เพื่อการทำงานที่แมชชิ่งกัน และเพิ่มประสิทธิภาพ ของออดิโอมิกเซอร์
และออดิโออินเทอร์เฟส จึงออกแบบปรีแอมป์ หรือปรีไมค์ เพื่อรับสัญญาณจากอุปกรณ์เสียง
เหล่านี้ ผ่านปลั๊ก และแจ็ครูปแบบต่าง ๆ ที่เราเห็นกันในปัจจุบัน แล้วนำส่งผ่านไปยัง ภาคปรี

440

โทน และส่วนต่าง ๆ ของ Audio Mixer หรือ Audio Interface และเครื่องบันทึกต่าง ๆ ต่อไป
ปรีแอมป์จึงเป็นเครื่องขยายภาคแรกของระบบเครื่อง ขยายเสียง มีหน้าที่ปรับระดับของ
สญั ญาณที่เข้ามา (สัญญาณอินพทุ ) ที่มรี ะดบั แตกต่างกนั ใหเ้ ท่ากัน ใน ปัจจุบันนี้ปรีแอมป์มีอยู่
2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

3.2.1.1 ปรีแอมป์ (preamplifier)

ภาพที่ 6.18 ปรีแอมป์
ภาพจาก : http://www.makeracesound.com/s-preamp.html

ปรีแอมป์ หมายถึง เครื่องขยายเสียงที่มี เฉพาะวงจรปรีแอมป์
เท่านั้น ซึ่งจะทำหน้าที่ปรับระดับของสัญญาณอินพุทให้เท่ากัน สัญญาณใดที่อ่อนมากปรี
แอมปจ์ ะขยายให้แรงขึ้น สัญญาณใดที่มคี วามแรงอยแู่ ล้วปรีแอมป์จะไม่ขยาย (คือให้สัญญาณ
ผ่านปรีแอมป์ไปเลย) แต่ในปัจจุบันปรีแอมป์อาจจะหมายถึงรวมภาคปรุงแต่งเสียง (Tone
Control) และภาคเฮดแอมป์ (Head Amp) ซึ่งมีไว้สำหรับขยายสัญญาณจากเครื่องเลน่ แผ่นเสียง
เข้าไปด้วย

ภาพที่ 6.19 ปรีแอมป์
ภาพจาก : http://www.makeracesound.com/s-preamp.html

หน้าที่หลักของ PreAmplifiers ทำหน้าที่เพิ่มระดับสัญญาณ
ไมโครโฟน และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่อินพุทผ่านช่องปรีแอมป์หรือปรีไมค์ โดยจะทำให้อัตราการ
ขยายที่คงที่ และปรีแอมป์หรือปรีไมค์ที่ดกี ็จะใหค้ วามเทีย่ งตรงที่สงู อีกด้วย (ปรีแอมพลิไฟเออร์
หรอื ปรีไมโครโฟน จะเพิม่ ระดบั สัญญาณนั้นได้ถึง 30-70 dB) ในขณะเดียวกนั การออกแบบ ก็

441

จะคำนึงถึง เสียงหรือสัญญาณรบกวน (Low Noise) เป็นหลัก การออกแบบวงจรปรีแอมป์ ที่ดี
จะออกแบบให้มีการรบกวนต่ำสุด ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ เลยทีเดียว เพราะถ้าหาก
ออกแบบ ปรีไมคห์ รอื ปรีแอมป์ไมไ่ ด้คณุ ภาพ ก็จะทำให้สญั ญาณผิดเพี้ยน หรอื บิดเบือนได้สงู

ปรีแอมปห์ ลกั ๆ มี 3 แบบ ดังน้ี (CHATCHAI R, 2019)
1. ปรีคาราโอเกะ

ภาพที่ 6.20 ปรีคาราโอเกะ
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/about-amplifier/

ปรีคาราโอเกะ จะมีอินพุทหรือช่องสำหรับไว้
เสียบไมค์ด้วย และช่องอินพุทสำหรับซอร์ทเสียงจากภายนอกเช่น CD DVD คอมพิวเตอร์
โนต๊ บุ๊ค และอื่น ๆ เป็นต้น และฟังกช์ ่ันที่ขาดไม่ได้สำหรับปรีคาราโอเกะคือ โหมดแอคโค่ ดีเลย์
รีเวิร์ป และอีคิว สำหรับปรับโทนเสียง เช่น เสียงทุ้มเสียงแหลม และมีช่องเอ้าท์พุท สำหรับ
ต่อไปหาเครื่องขยายหรือเพาเวอร์แอมป์ และมีช่องสัญญาณเอ้าท์ออกไป เพื่อต่อกับ
Subwoofer เปน็ ต้น (ขึน้ อยู่กับแบรนดน์ ้ัน ๆ วา่ จะดีไซนจ์ ำนวนของช่องอนิ และเอ้าทอ์ ะไรบ้าง)

2. ปรีฟังเพลง

ภาพที่ 6.21 ปรีฟังเพลง
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/about-amplifier/

สำหรบั นักฟงั เพลง สว่ นมากใช้งานในบ้านให้
คุณภาพทีเ่ น้นการฟังเพลงโดยเฉาพะ มีช่องอินพุทและเอ้าท์พทุ แต่จะไม่มีชอ่ งเสียบไมค์ จะมี
เป็นชอ่ งสำหรบั เช็คสัญญาณเสียงเชน่ ชอ่ งหูฟังเปน็ ต้น

3. ปรีสำหรบั ภาพยนตร์ (ซึง่ จะใช้เฉพาะกลุ่ม
ภาพยนตรเ์ ท่านั้น)

ภาพที่ 6.22 ปรีสำหรับภาพยนตร์

442

ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/about-amplifier/
ปรีประเภทนี้ก็มีทั้งแบบดิจิทัลและอนาล็อค

และมีทั้งอินดอ (Indoor) และเอ้าท์ดอ (Outdoor) ฉะนั้นงานเสียงระดับมืออาชีพ หรือการ
บันทึกเสียง ผ่านปรีแอมป์ หรือปรีไมค์ จึงมีอิทธิพลอย่างมากต่อคุณภาพการบันทึกเสียงของ
เรา และยังสามารถให้ความรู้สึกและเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองได้อีกด้วย โทนเสียงที่
แตกตา่ งของ Audio Mixer และ Audio Interface จงึ มปี จั จยั หลักที่ทำใหโ้ ทนเสียงที่แตกต่างกันก็
คือ คุณภาพของปรีแอมป์

3.2.1.2 ปรี - โทน หรอื คอนโทรลแอมป์ (Pre - Tone Control
หรอื Control Amplifier)

ภาพที่ 6.23 คอนโทรลแอมป์
ภาพจาก : http://kengamp.lnwshop.com/product/1159/pre-tone-control-2-1ch

ปรี - โทน หรือ คอนโทรลแอมป์ เป็นเครื่องที่มีภาคปรุงแต่งเสียง
(Tone Control) รวมอยู่ในปรีแอมป์ด้วย ภาคปรุงแต่งเสียงอาจจะเป็นแบบทุ้มแหลมธรรมดา
จนถึงแบบอีควอไลเซอร์ (Equalizer) ทีส่ ามารถปรงุ แต่ง เสียงในย่านความถี่ของเสียงได้กว้างขึ้น
นอกจากนี้บางแบบยังมีแอดตีฟครอสโอเวอร์ เน็ท เวอร์ค (Active Crossover Network) เพื่อ
แยกความถี่ของเสียงเพื่อป้อนสัญญาณความถี่เสียงที่ต่างกัน เช่น สูง/ต่ำ เพื่อการเล่นแบบ
แอมป์คู่หรือไบแอมป์ (Bi - Amplifier) และสูง/กลาง/ต่ำ สำหรับการเล่นแบบใช้แอมป์ 3 ตัว
หรือที่เรียกว่า ไทรแอมป์ (Tri - Amplifier) วงจรปรีโทนคอนโทรล Pre tone control circuit คือ
วงจรควบคมุ ปรับแตง่ เสียงทุ้มแหลม แบ่งเป็น 2 แบบ (Electcircuitz.com, 2021)

1. Passive Tone Control ใช้อุปกรณ์ตัวต้านทานและตัวเก็บ
ประจทุ ำหน้าที่ ปรบั เปลีย่ นความถี่ จะไม่ใช้แรงดันไฟเลีย้ งกบั ระบบ

443

2 Active Tone Control ใช้ทรานซิสเตอรแ์ ละไอซีออปแอมป์ต่อ
ร่วมกับอุปกรณ์ Passive Tone Control ชว่ ยใหอ้ ัตราขยายแรงดนั สงู ข้ึน นิยมใชใ้ นปัจจบุ ัน

3.2.2 โทนคอนโทรลแอมป์ (Tone - Control Amplifier)

ภาพที่ 6.24 โทนคอนโทรลแอมป์
ภาพจาก : https://motronix.co.il/product/mt-3-stereo-hifi-pre-amplifiertone-control-with-

volumebalancebassmidtreble/
การควบคมุ โทนเสียงคือการปรบั แต่งเสียงประเภทหน่ึงทีใ่ ช้ในการปรับ
ระดบั เสียงหรอื "ความถี"่ ทีเ่ ฉพาะเจาะจงในสัญญาณเสียงทีเ่ บาลงหรอื ดังข้ึน การควบคุมเสียง
ทุ้มเสียงแหลมและระดับเสียง ช่วยให้ผู้ฟังสามารถปรับโทนเสียงที่ผลิตโดยระบบเสียงได้ตาม
ต้องการเช่นเพื่อชดเชยการตอบสนองเสียงเบสที่ไม่เพียงพอของลำโพงหรือหูฟังคุณภาพโทน
เสียงของห้องหรือความบกพร่องทางการได้ยิน การปรับแต่งเสียงประเภทหนึ่งที่ใช้ในการปรับ
ระดับเสียงหรือ "ความถี่" ที่เฉพาะเจาะจงในสัญญาณเสียงที่เบาลงหรือดังขึ้น ช่วยให้ผู้ฟัง
สามารถปรับโทนเสียงที่ผลิตโดยระบบเสียงได้ตามต้องการเช่นเพื่อชดเชยการตอบสนองเสียง
เบสที่ไม่เพียงพอของลำโพงหรือหูฟังคุณภาพโทนเสียงของห้องหรือความบกพร่องทางการได้
ยิน วงจรควบคุมโทนเสียงคือวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ประกอบด้วยเครือข่ายของตัวกรองซึ่งจะ
ปรับเปลี่ยนสัญญาณก่อนที่จะส่งไปยังลำโพงหูฟังหรืออุปกรณ์บันทึกเสียงโดยใช้เครื่องขยาย
เสียง การควบคุมโทนเสียงสามารถพบได้ในระบบเสียงหลายประเภทเช่นวิทยุเครื่องเล่นเพลง
แบบพกพาบูมบ็อกซ์ระบบเสียงประกาศสาธารณะและเครื่องขยายเสียงเครื่องดนตรี
การควบคุมโทนเสียงช่วยให้ผู้ฟังสามารถปรับแต่งเสียงได้ตามต้องการ นอกจากนี้ยังช่วยให้
สามารถชดเชยข้อบกพร่องในการบันทึกความบกพร่องทางการได้ยินเสียงในห้องหรือ
ข้อบกพร่องของอุปกรณ์การเล่น ตัวอย่างเช่นผู้สูงอายุที่มีปัญหาการได้ยินอาจต้องการเพิ่ม
ความดังของเสียงระดับสูงที่มีปัญหาในการได้ยิน โดยการควบคุมโทนเสียงยังใช้เพื่อปรับ
สัญญาณเสียงระหว่างการบันทึก ตัวอย่าง เช่น หากอะคูสติกของไซต์บันทึกเสียงทำให้มันดูด
ซับความถี่บางความถี่ได้มากกว่าความถี่อื่น ๆ การควบคุมโทนเสียงสามารถใช้เพื่อขยายหรือ
"เพิ่ม" ความถี่ที่ห้องบันทึกได้วงจรควบคุมโทนเสียงคือวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ประกอบด้วย

444

เครือข่ายของตัวกรองซึ่งจะปรับเปลี่ยนสัญญาณก่อนที่จะส่งไปยังลำโพงหูฟังหรืออุปกรณ์
บันทึกเสียงโดยใช้เครื่องขยายเสียง การควบคุมโทนเสียงสามารถพบได้ในระบบเสียงหลาย
ประเภทเช่นวิทยุเครือ่ งเลน่ เพลงแบบพกพา บูมบ็อกซ์ระบบเสียงประกาศสาธารณะและเครื่อง
ขยายเสียงเคร่อื งดนตรี ครื่องขยาย เสียงประเภทนี้เปน็ เพียงภาคปรุงแตง่ เสียงที่ได้รับสัญญาณ
มาจากปรีแอมป์เท่านั้น การปรุงแต่งสัญญาณในบาง ความถี่โดยทั่วไป จะสามารถเพิ่ม/ลด
ความดังไปได้ประมาณ ± 12 dB แต่ก็อาจจะมีบางเครื่องที่ได้ถึง ± 18 dB (ยิ่งสูงมากเสียงยิ่ง
เพี้ยนมาก) เครือ่ งแบบโทรลคอนโทรลแอมป์โดยเฉาพะมีน้อยในท้องตลาด เพราะส่วน ใหญ่จะ
รวมไว้ในปรีแอมป์ (Wikipedia, 2020)

ภาพที่ 6.25 วงจรโทนคอนโทรลแอมป์
ภาพจาก : https://learnabout-electronics.org/Amplifiers/amplifiers42.php

Tone Control ซึ่งแสดงในรูปแบบพื้นฐาน เป็นวิธีง่าย ๆ ในการ
ควบคุมจำนวนความถี่ที่สูงขึ้นที่มีอยู่ในสัญญาณเอาต์พุตที่ป้อนไปยังลำโพง วิธีการง่าย ๆ
ในการบรรลุเป้าหมายนี้คือการวางเครือข่าย CR แบบแปรผันระหว่างเครื่องขยายแรงดันไฟฟ้า
และขั้นตอนของเครื่องขยายเสียงค่าของ C1 ถูกเลือกให้ส่งผ่านความถี่เสียงที่สูงขึ้นซึ่งมีผลต่อ
การลดความถี่ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นตัวต้านทานตัวแปร แถบเลื่อนถูกปรับไปที่ปลาย
ด้านล่างของตัวควบคุมโทนระดับต่ำสุดของการลดทอนของความถี่ที่สูงขึ้น (เสียงแหลม)
ถูก จำกัด โดย R1 ซึ่งป้องกันไม่ให้ C1 เชื่อมต่อโดยตรงกับกราวด์ เนื่องจากวงจรลดเนื้อหา
ความถี่สูงของสัญญาณเท่านั้นจึงสามารถเรียกได้ว่าเป็นตัวควบคุม Treble Cut แบบธรรมดา
การใช้วงจรง่าย ๆ เหล่านี้โดยปกติจะ จำกัด เฉพาะการใช้งานกีตาร์หรือวิทยุราคาไม่แพง
ในเครื่องขยายเสียงไฮไฟการควบคุมโทนหมายถึงการเพิ่มหรือลดความถี่เสียงโดยเฉพาะ สิ่งนี้
อาจทำได้เพื่อใหเ้ หมาะกับความต้องการของผฟู้ ังไมใ่ ช่ทุกคนที่รบั รู้เสียงในลักษณะเดียวกันเช่น
การตอบสนองความถี่ของหูของมนุษย์เปลีย่ นแปลงไปตามอายุ หอ้ งหรอื ห้องโถงทีเ่ กิดเสียงจะมี

445

ผลต่อลักษณะของเสียงด้วย มีการใช้เทคนิคหลายอย่างในการปรบั เปลี่ยนเสียงและโดยเฉพาะ
อย่างยิ่งการตอบสนองความถี่ของเครื่องขยายเสียงที่ทำให้เกิดเสียง มีตั้งแต่ตัวกรอง RC
ธรรมดาผ่านเครือข่ายควบคุมความถี่แบบพาสซีฟ และแอคทีฟไปจนถึงการประมวลผล
สญั ญาณดิจทิ ลั ที่ซบั ซ้อน (Learn about electronics, 2017)

3.2.3 เมนแอมป์หรือเพาเวอร์แอมป์ (Main Amplifier หรือ Power
Amplifier) (CHATCHAI R, 2018 ; ELECTRONICS HUB, 2018)

ภาพที่ 6.26 เมนแอมปห์ รอื เพาเวอร์แอมป์
ภาพจาก : https://musicspace.co.th/product/behringer-ep4000-power-amplifier/

เพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์ (Power Amplifier) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า
เครื่องขยายเสียง เป็นอุปกรณ์อิเลคโทรนิกส์ประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในด้าน
ระบบเสียง เป็นอุปกรณ์ในภาคขยายกำลัง หรือขยายเสียงภาคสุดท้าย ที่เพิ่มขนาดของ
สัญญาณขาออก ให้สูงขึ้นเมือ่ เทียบกับสัญญาณขาเข้า (การขยายสัญญาณให้เพิม่ ขึ้น) ก่อนสง่
ต่อสัญญาณเสียงออกไปยังลำโพง เป็นภาคขยายกำลังภาคสุดท้ายก่อนที่จะป้อนเข้าสู่ลำโพง
นับเป็นภาคขยายที่ใช้กำลังไฟและมี ความร้อนมากที่สุด ดังนั้นระบบระบายความร้อนของ
เครือ่ งและระบบระบายความร้อน ในการใชง้ านจะต้องดี นบั เป็นเครื่องชนิ้ ทีต่ ้องระมัดระวังเป็น
พิเศษ เพราะนอกจากอาจจะเกิดความ เสียหายแก่เพาเวอร์แอมป์แล้วอาจจะทำความเสียหาย
แก่ลำโพงทีใ่ ชไ้ ด้ โดยเพาเวอร์แอมป์ คือ แอมพลิฟายเออร์อิเล็กทรอนิกสท์ ีอ่ อกแบบมาเพื่อเพิ่ม
ขนาดกำลังของสัญญาณอินพุตที่กำหนด พลังของสัญญาณอินพุตจะเพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่สูง
พอที่จะขับเคลื่อนอปุ กรณ์เอาต์พตุ จำนวนมากเช่นลำโพงหูฟังเครอ่ื งสง่ สญั ญาณ RF เป็นต้นซึ่ง
แตกต่างจากแอมพลิฟายเออร์แรงดัน / กระแสเพาเวอร์แอมป์ได้รับการออกแบบมาเพื่อ
ขบั เคลือ่ นโหลดโดยตรงและใช้เป็นบล็อกสดุ ท้าย ในหว่ งโซ่เครื่องขยายเสียง สัญญาณอินพุตไป
ยังเพาเวอร์แอมป์ต้องสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ดังนั้นแทนที่จะส่งสัญญาณเสียง / RF ดิบไปยัง
เพาเวอร์แอมป์โดยตรงมันจะถูกขยายล่วงหน้าก่อนโดยใช้แอมพลิฟายเออร์กระแส / แรงดัน
และส่งเป็นอินพุตไปยังเพาเวอร์แอมป์หลงั จากทำการปรับเปลี่ยนที่จำเป็น คุณสามารถสังเกต
แผนภาพบล็อกของเครื่องขยายเสียงและการใชง้ านเครื่องขยายเสียงด้านล่าง

446

input output
ภาพที่ 6.27 input output ของสญั ญาณเสียง

ภาพจาก : https://www.electronicshub.org/power-amplifier/#What_is_a_Power_Amplifier
ในกรณีนี้จะใช้ไมโครโฟนเป็นแหล่งสัญญาณเข้า ขนาดของสัญญาณ

จากไมโครโฟนไม่เพียงพอสำหรับเพาเวอร์แอมป์ ก่อนอืน่ จงึ มกี ารขยายสญั ญาณล่วงหน้าโดยที่
แรงดนั และกระแสจะเพิม่ ขึน้ เล็กน้อย จากนั้นสญั ญาณจะถูกส่งผ่านวงจรควบคุมโทนเสียงและ
ระดับเสียงซึ่งจะทำการปรับแต่งรูปคลื่นเสียงอย่างสวยงาม ในที่สุดสัญญาณจะถูกส่งผ่าน
เพาเวอร์แอมป์และเอาต์พตุ จากเพาเวอรแ์ อมป์จะถูกส่งไปยังลำโพง

ประเภทของเพาเวอร์แอมป์
เพาเวอร์แอมป์แบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังต่อไปนี้ ขึ้นอยู่กับ
ประเภทของอปุ กรณ์เอาต์พุตที่เชือ่ มต่อ

1. เครือ่ งขยายเสียง
เพาเวอร์แอมป์ประเภทนี้ใช้สำหรับเพิ่มขนาดกำลัง
ของสัญญาณเสียงที่อ่อนแอกว่า เครื่องขยายเสียงที่ใช้ในวงจรขับลำโพงของโทรทัศน์
โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ อยู่ในหมวดหมู่นี้ เอาต์พุตของเครื่องขยายเสียงมีตั้งแต่ไม่กี่มิลลิวัตต์
(เช่นในแอมพลิฟายเออร์หูฟัง) ไปจนถึงหลายพันวัตต์ (เช่นเพาเวอร์แอมป์ในระบบ Hi-Fi /
โฮมเธียเตอร)์
2. เครือ่ งขยายกำลังความถี่วิทยุ
การส่งสัญญาณแบบไร้สายต้องใช้คลื่นมอดูเลตเพื่อ
สง่ ในระยะทางไกลทางอากาศ สญั ญาณจะถูกสง่ โดยใช้เสาอากาศและช่วงของการส่งสัญญาณ
ขึ้นอยู่กับขนาดของกำลังของสัญญาณที่ป้อนไปยังเสาอากาศ สำหรับการส่งสัญญาณแบบไร้
สายเช่นการแพร่ภาพ FM เสาอากาศต้องการสัญญาณอินพุตที่กำลังไฟหลายพันกิโลวัตต์ ที่นี่
ใช้เครื่องขยายกำลังความถี่วิทยุเพื่อเพิ่มขนาดของพลังของคลื่นมอดูเลตให้อยู่ในระดับที่สูง
พอที่จะไปถึงระยะการสง่ สญั ญาณที่ตอ้ งการ
3. DC Power Amplifiers
เครื่องขยายกำลังไฟฟ้ากระแสตรงใช้เพื่อขยายกำลัง
ของสัญญาณ PWM (Pulse Width Modulated) ใช้ในระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องการ
สัญญาณกำลังสูงเพื่อขับเคลื่อนมอเตอร์หรือแอคชูเอเตอร์ พวกเขารับอินพุตจากระบบ

447

ไมโครคอนโทรลเลอรเ์ พิม่ กำลงั และป้อนสญั ญาณทีข่ ยายไปยังมอเตอร์กระแสตรงหรอื แอคทูเอ
เตอร์

3.2.4 เ ฮ ด แ อ ม ป ์ ( Head Amplifier) ห ร ื อ ป ร ี – แ อ ม ป ์ ( Pre –
preamplifier)

ภาพที่ 6.28 เฮดแอมป์
ภาพจาก : https://musicspace.co.th/product/art-usb-dual-pre-preamplifier/

เป็นเครื่องขยายเสียงอเิ ล็กทรอนิกสท์ ี่แปลงสัญญาณไฟฟ้าอ่อนให้เป็น
สัญญาณเอาต์พุตที่แรงพอที่จะทนต่อเสียงรบกวนและมีความแรงเพียงพอสำหรับการ
ประมวลผลต่อไปหรือเพื่อส่งไปยังเพาเวอร์แอมป์และลำโพง หากไม่มีสิ่งนี้สัญญาณสุดท้ายจะ
มีเสียงดังหรือผิดเพี้ยน โดยทั่วไปจะใช้เพื่อขยายสัญญาณจากเซ็นเซอร์อะนาล็อก เช่น
ไมโครโฟนและรถปิคอัพ ด้วยเหตุนี้ปรีแอมพลิไฟเออร์จึงมักจะวางไว้ใกล้กับเซ็นเซอร์เพื่อลด
ผลกระทบของเสียงรบกวนและสัญญาณรบกวน เนื่องจากปัจจุบันสัญญาณจากหัวเข็มแบบ
ขดลวดเคลื่อนที่หรือมฟู วิ่งดอยล์ (MC : Moving Coil) ของเครื่องเล่นแผ่นเสียงมีกำลังน้อยมาก
คือประมาณ 1-3 มิลลิโวลท์ ซึ่งยังไม่สูงพอที่จะป้อนเข้า ภาคปรีแอมป์ให้ทำงานอย่างมี
ประสิทธิภาพได้ เฮดแอมป์ หรือ ปรี – ปรีแอมป์จึงทำหน้าที่ขยายสัญญาณจาก หัวเข็ม (แบบ
MC) ของเครื่องเล่นแผ่นเสียงให้แรงก่อนป้อนเข้าภาคขยายโฟโนของ ปรีแอมป์ แต่ปรีแอมปใ์ น
ปัจจบุ ันมอี ยจู่ ำนวนไมน่ อ้ ยที่มเี ฮดแอมปอ์ ยู่ในตัวด้วย

4. แบ่งตามระบบการจัดวงจรขยายหรือคลาส (Class) ของเครือ่ งขยาย
การแบ่งคลาสของเครื่องขยายเสียงเป็นคลาสต่าง ๆ นั้นมิได้หมายถึงการจัด

อันดับหรือจัด เกรดว่าเกรดไหนดี เกรดไหนไม่ดี ซึ่งเครื่องขยายเสียงในแต่ละคลาสย่อมมีข้อดี
และข้อเสียอยใู่ นตวั ของมนั เองการออกแบบวงจรขยายกำลงั มีหลายวิธี ลกั ษณะการทำงานและ
เอาต์พุตของการกำหนดค่าวงจรแต่ละแบบแตกต่างกัน เพื่อแยกลักษณะและลักษณะการ
ทำงานของวงจรขยายกำลังที่แตกต่างกัน Power Amplifier Classes จะใช้ในการกำหนด
สัญลักษณ์ตัวอักษรเพื่อระบุวิธีการทำงานแบ่งออกเป็นสองประเภทอย่างกว้าง ๆ เพาเวอร์
แอมป์ที่ออกแบบมาเพื่อขยายสัญญาณแอนะล็อกอยู่ภายใต้หมวด A B AB หรือ C เพาเวอร์
แอมป์ที่ออกแบบมาเพื่อขยายสัญญาณดิจิทัล Pulse Width Modulated (PWM) ให้อยู่ภายใต้ D
E F เปน็ ต้นโดยมีรายละเอียดดังน้ี (VAN INTERTRADE, 2019)

448

4.1 เครื่องขยายเสียงระบบคลาสเอ (Class A) (ถ้าเปน็ เครือ่ งขยายเสียง
แบบหลอดอาจจะเรียกว่าเครื่องขยายเสียงแบบไตรโอด)

ภาพที่ 6.29 เครื่องขยายเสียงระบบคลาสเอ

ภาพจาก : https://www.vaninter.com/2019/03/28/amplifier%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%
B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B

8%87class%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%94/

เครื่องขยายเสียงแบบคลาสเอใช้เอ้าท์พุท ทรานซิสเตอร์เดี่ยวเป็นตัว
ทำให้กระแสไฟฟ้า (Current) ไหลติดต่อกันตลอดเวลา ทรานซิสเตอร์จะขยายคลื่น ทั้งทางซีก
บวกและลบซึ่งรูปคลื่นของเอ้าท์พุทจะมีลักษณะเช่นเดียวกับรูปคลื่นอินพุท ข้อดีของเครื่อง
ระบบคลาสเอ คือให้คุณภาพของเสียงได้ดเี หมอื นธรรมชาติที่สุด มีความเพี้ยนตำ่ มาก เช่น บาง
เครื่องมีความเพี้ยน เพียง 0.0001% เท่านั้น ข้อเสียคือให้กำลังขยายน้อยหรือที่เรียกว่า
ประสิทธิภาพตำ่ กว่าเครื่องขยายเสียงระบบ อื่น ๆ ใช้กำลังไฟมากกว่า และมีราคาแพงกวา่ ซึ่ง
พาวเวอร์แอมป์คลาส เอ นี้จะเน้นในเรื่องของคุณภาพเสียงที่มีคุณภาพสูง ค่าความเพี้ยนที่ตํ่า
มาก ๆ เสียงรบกวนน้อย ให้คณุ ภาพเสียงทีเ่ หมอื นหรอื ใกล้เคียงต้นฉบบั มากที่สดุ แต่ในจุดเด่นก็
ย่อมมีข้อจำกัดอยู่ คือเรื่องของความร้อนที่ค่อนข้างจะสูงเพราะมีการป้อนกระแสไฟให้
ทรานซิสเตอร์หรือตัวขยายอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้จะไม่มีสัญญาณอินพุทไหลเข้ามาก็ตาม และ
กำลงั ขบั ทีไ่ ด้นนั้ กค็ ่อนข้างจะน้อยเนือ่ งจากการสูญเสียพลงั งานสว่ นใหญไ่ ปกบั ความร้อนน่ันเอง
โดย Class A จะเหมาะหรือนิยมใช้ฟังเพลงที่มีความละเอียดสูง ไม่เน้นเบสที่ตูมตาม หรือหนัก
แน่น เช่นแนวเพลงที่ฟังสบาย ๆ สไตส์คลาสสิค เป็นต้น

449

ภาพที่ 6.30 สัญญาณเข้าและออกวงจรขยายคลาสเอ

ภาพจาก : วทิ ยานิพนธ์ การพัฒนาเครือ่ งขยายกำลังคลืน่ วทิ ยุแบบโซลิดสเตทขนาด 1 กิโลวตัต์ สำหรับเครือ่ งเร่งอนภุ าคซนิ โครตรอน
นายสุทธิพงษ์ โกพล สาขาวชิ าวศิ วกรรมโทรคมนาคม มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีสรุ นารี

วงจรขยายคลาสเอ เป็นวงจรขยายที่มีจุดการทำงานอยู่ในช่วงที่
เรียกว่า แอคทีฟ คือช่วงการทำงานของทรานซิสเตอร์ที่เป็นเชิงเส้น (Linear) วงจรของขยาย
คลาสเอจะมี กระแสไหลผ่านทรานซิสเตอร์ตลอดเวลาเพื่อให้จุดของการท างานมีช่วงของ
สัญญาณเอาทพ์ ุตไมต่ ่ำ กวา่ จดุ ตดั (Cut-off) เพราะวงจรขยายคลาสเอจะขยายสัญญาณท้ังซีก
บวกและซีกลบของสัญญาณที่ ป้อนเข้ามาทางอินพุต นั้นหมายถึงจุดทำงานอยู่ตรงกลางเส้น
โหลดไลน์หรือจุดต่ำสุดของสัญญาณ ซีกลบอยู่สูงกว่าระดับของจุดตัดดังแสดงในรูปที่ 6.26
แต่วงจรคลาสเอจะมีอัตราขยายสัญญาณไม่สูง มากนักและมีประสิทธิภาพสูงสุดอยู่ที่ 50%
เพราะจุดประสงค์คลาสเอคือจะต้องขยายสัญญาณโดย ไม่ผิดเพี้ยน ส่วนใหญ่เราจะนิยมใช้ใน
วงจรขยายคลาสเอในวงจรขยายทวั่ ไปที่ไม่ต้องการอัตราการ ขยายสงู มากนกั เช่น เครือ่ งขยาย
เสียง ภาคขยายความถี่วิทยทุ ้ังวิทยแุ ละโทรทัศน์ ภาคขยาย IF ภาคขยายวิดีโอเอาทพ์ ตุ และภาค
วงจรขับวงจรขยาย (Pre-Amplifier) เป็นต้น

ภาพที่ 6.31 วงจรขยายคลาสเอ
ภาพจาก : https://www.electronicshub.org/power-amplifier/#What_is_a_Power_Amplifier

450

รูปคลื่นอนาล็อกประกอบด้วยเสียงสูงและต่ำเชิงลบ ในคลาสของ
เครื่องขยายเสียงนี้รปู คลื่นอินพุตทั้งหมดจะถูกใช้ในกระบวนการขยายสญั ญาณ ทรานซิสเตอร์
ตัวเดียวใช้เพื่อขยายทั้งครึ่งบวกและลบของรูปคลื่น ทำให้การออกแบบของพวกเขาเรียบง่าย
และทำให้แอมป์คลาส A เป็นเพาเวอร์แอมป์ประเภทที่ใช้กันมากที่สุด แม้ว่าเพาเวอร์แอมป์
คลาสนี้จะถูกแทนที่ด้วยดีไซน์ที่ดีกว่า แต่ก็ยังคงเป็นที่นิยมในหมู่มือสมัครเล่นในคลาสของ
เครื่องขยายเสียงนี้องค์ประกอบที่ใช้งานอยู่ (ส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการขยายซึ่งก็
คือทรานซิสเตอร์ในกรณีนี้) จะถูกใช้งานตลอดเวลาแม้ว่าจะไมม่ ีสัญญาณอินพุตก็ตาม สิ่งนี้จะ
สร้างความร้อนจำนวนมากและลดประสิทธิภาพของแอมพลิฟายเออรค์ ลาส A ถึง 25% ในการ
กำหนดค่าปกติและ 50% ในการกำหนดค่าแบบคู่ของหม้อแปลงมุมการนำไฟฟ้า (ส่วนของ
รูปคลื่นที่ใช้สำหรับการขยายจาก 360 °) สำหรับแอมพลิฟายเออร์คลาส A คือ 360 ° ดังนั้น
ระดับความผิดเพี้ยนของสัญญาณจึงน้อยลงมากเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพความถี่สูงที่ดีขึ้น
(ELECTRONICS HUB, 2018)

ภาคขยายเสียงของแอมปลิฟายที่เรียบง่ายมากทีส่ ุดคือภาคขยายแบบ
Single-End และ Class A นั่นคือระบบนี้ใช้ประโยชน์จากทรานซิสเตอร์ เอ๊าต์พุตเพียงแค่ตัว
เดียว ที่ทำงานต่อเนื่องตลอดเวลา โดยไม่คำนึงถึงรูปคลื่นสัญญาณเอ๊าต์พุต วงจรขยาย Class
A ให้ความเที่ยงตรงที่ดีเยี่ยม (มีความเป็นไฮ–ไฟเดลิตี้สูง / ความผิดเพี้ยนต่ำ) แต่ใน
ขณะเดียวกัน วงจรขยายแบบ Class A ให้ประสิทธิภาพต่ำมาก มันแทบจะไม่เคยถูกใช้ในภาค
เอ๊าต์พตุ ของเพาเวอรแ์ อมป์เลย แตเ่ ป็นภาคขยายในอุดมคติสำหรบั ภาคอินพตุ กบั ภาคไดร้แบบ
ไฮ–เลเวลในเพาเวอรแ์ อมปลิฟาย

ภาพที่ 6.32 ภาคขยายของเครื่องขยายเสียงระบบคลาสเอ
ภาพจาก : https://www.allabout.in.th/amplifier-classes-a-brief-tutorial/

451

ตัวอย่างบางส่วนของวงจร push-pull Class A ในภาคขยาย
ของแอมปลิฟายของ Krell, Sugden และอืน่ ๆ พวกเขาใชเ้ อา๊ ตพ์ ุตทรานซิสเตอร์หน่ึงคู่ จัดวงจร
แบบ complementary (เฟสตรงข้าม) ซึ่งให้สัญญาณที่มีความแรงต่ำ ๆ ผ่าน ส่วนกระแส
(current) ทั้งหมดจะถูกใช้ในการขับลำโพงเต็มกำลัง สำหรับกำลังขับ 100วัตต์ / 8 โอห์ม ตาม
ตัวอย่างข้างต้นนี้ ตัวทรานซิสเตอร์เอ๊าต์พุตจะถูกปรับไบอัสไว้ที่ 2.5A โดยจ่ายแรงดันอย่างตำ่
อย่ทู ี่ +/- 40V ภาคขยายเอา๊ ต์พุตจะแผพ่ ลังงานสูงถึง 200 วตั ตเ์ มือ่ ไมไ่ ด้ส่งเอา๊ ตพ์ ุตไปที่ลำโพง
ซึง่ นั่นคือชอ่ งทางเดียวทีก่ ำลงั ขบั จะถูกใช้

4.2 เครือ่ งขยายเสียงระบบคลาสบี (Class B)

ภาพที่ 6.33 เครือ่ งขยายเสียงระบบคลาสบี

ภาพจาก : https://www.vaninter.com/2019/03/28/amplifier%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%
B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8

%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87class%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%94/

ในเครื่องขยายเสียง Class B แบบ push-pull เอ๊าต์พุตทรานซิสเตอร์
แต่ละตัวจะทำงานแค่ครึ่งเดียว (180 องศา) ของสัญญาณคลื่นเสียง (sine wave) เมื่อไม่มี
สัญญาณป้อนเข้ามาในวงจรขยาย ทรานซิสเตอรจ์ ะไม่ทำงาน ซึ่งตรงกันข้ามกบั วงจรขยายแบบ
Class A ทรานซิสเตอร์ NPN ที่อยู่ด้านบนจะมีเฉพาะสัญญาณซีกบวกเท่านั้นที่ไหลผ่าน โดย
ปล่อยให้ทรานซิสเตอร์ PNP ที่อยู่ด้านล่างอยู่ในสถานะ “off” ปิดการทำงาน ซึ่งทรานซิสเตอร์
ตัวล่างจะทำงานขยายเฉพาะสัญญาณซีกลบ ซึ่งตอนที่ทรานซิสเตอร์ PNP กำลังขยาย
สญั ญาณซีกลบ ทรานซิสเตอร์ NPN ที่ใชข้ ยายสญั ญาณซีกบวกจะอยูใ่ นสถานะ “off”

452

ภาพที่ 6.34 ภาคขยายของเครือ่ งขยายเสียงระบบคลาสบี
ภาพจาก : https://www.allabout.in.th/amplifier-classes-a-brief-tutorial/

วงจรขยาย Class B ให้ประสิทธิภาพสูงกว่ามากกว่าวงจรขยาย Class
A มาก แต่มันมีความเพี้ยนสูงตรงรอยต่อระหว่างสัญญาณซีกบวกกับซีกลบ ซึ่งเกิดขึ้นตอน
ทรานซิสเตอร์ซีกบนกับซีกล่างเปิดและปิดทำงานสลับไปสลับมานั่นเอง ความเพี้ยนดังกล่าวมี
ชื่อเรียกว่า crossover distortion ซึ่งส่งผลเสียต่อการฟังอย่างชัดเจน เป็นเหตุให้ไม่มีผู้ผลิต
แอมปลิฟายแบรนด์ไหนเลือกใช้วงจรขยายแบบ pure Class B ในแอมปลิฟายของตัวเองเลย

คลาสนี้เป็นการออกแบบ จัดการวงจรที่ต่างจากคลาส เอ ออกไป คือ
เมื่อไม่มสี ัญญาณอินพทุ ป้อนเข้ามา กจ็ ะไม่มกี ระแสไหลผ่านทรานซิสเตอร์ จะมีกระแสไหลผ่าน
ได้ก็ต่อเมื่อมีสัญญาณอินพุทป้อนเข้ามาเท่านั้นหลักการทำงานคือ ใช้ทรานซิสเตอร์ 2 ตัว
ทำงานแบบ ผลัก และดัน ช่วยกันทำงาน

จุดเด่นของแอมป์ คลาสนี้ไม่ใช่เรื่องคุณภาพเสียง แต่เป็นเรื่องของ
ความร้อน โดยแอมป์คลาสนี้มีความร้อนต่ำแต่มักจะมีค่าความเพี้ยนที่สูงมาก แต่ก็มีข้อดีที่จะ
ทำเป็นแอมป์มีกำลังขับสูง ๆ ได้ ซึ่งปัจจุบันแทบไม่เห็นแอมป์คลาส บี แท้ ๆ เลยเนื่องจาก
คุณภาพเสียงที่มคี วามเพีย้ นสงู หา่ งไกลต้นฉบบั มาก ๆ จงึ ไม่เป็นที่นิยม และนา่ พอใจ

จะใช้ทรานซิสเตอร์หรือหลอดสองตัว ขยายสัญญาณที่ป้อนเข้าไปตัว
ละครึ่งสัญญาณ ตัวหนึ่งขยายคลื่นบวกและอีกตัวขยายสัญญาณคลื่นลบต่อจาก คลื่นบวก
สลับกันไปซึ่งรวมกันก็ครบหนึ่งไซเกิ้ลพอดี การออกแบบให้ทรานซิสเตอร์หรือหลอดแต่ละตัว
ทำงาน ครึ่งไซเกิล้ นีม้ กั จะเรยี กกันวา่ การจดั วงจรขายแบบพุซพูล (Push Pull) ซึง่ จะใช้เอ้าท์พุทท
รานสฟอเมอร์ต่อพ่วง กับทรานซิสเตอร์ (หรือหลอด) คู่นี้ก่อนป้อนเข้าสู่ลำโพง เครื่องขยาย
เสียงระบบคลาสบีจะมีลักษณะตรงกันข้าม กับเครื่องขยายเสียงคลาสเอ คือดึงกระแสน้อย

453

ทำให้กำลงั ขยายสูงแต่สัญญาณทีอ่ อกมามี ความผิดเพี้ยนสงู ด้วยเหตุนจี้ งึ มกี ารนำเอาข้อดีของ
เครือ่ งขยายแบบคลาสเอกบั คลาสบีมาใช้งานรว่ มกัน

วงจรขยายคลาสบี เป็นวงจรขยายที่ตั้งจุดทำงานไว้ที่ตำแหน่งของจุดตัด
ของทรานซิสเตอร์พอดี นั้นคือทรานซิสเตอร์ทำหน้าที่ขยายสัญญาณมีไบแอสเปน 0 โวลต์
ทำให้วงจรขยายคลาสบีสามารถขยายสัญญาณได้เพียงซีกเดียวัดงแสดงในรูปที่ 6.32 ดังนั้น
หากไม่มี สญั ญาณเข้ามาทางอนิ พตุ ทรานซิสเตอรท์ ีท่ ำหน้าทีข่ ยายสญั ญาณก็จะไมท่ ำงาน หาก
ต้องการให้ทรานซิสเตอร์ที่ทำหน้าที่ขยายสัญญาณทำงานก็เพียงป้อนสัญญาณมาที่อินพุต
เทา่ นั้น แต่ ทรานซิสเตอร์จะทำงาน้นนขึ้นอยู่กบั แรงดนั ที่ตกคร่อมที่จุดอินพุต (VBE หรือแรงดัน
ตกคร่อมขา เบสและอิมิตเตอร์) ต้องเกิน 0.6 โวลต์จึงจะเริ่มทำงานได้ จึงเกิดรอยต่อที่ไม่
สมบูรณ์ขึ้น หรือที่เรา เรียกว่าการครอสโอเวอร์ (Crossover distortion) ดังแสดงในรูป 6.33
โดยในการออกแบบวงจร คลาสบีนั้นจะใช้เป็นแบบ พุช-พูล นั้นใช้ทรานซิสเตอร์ประเภท
เดียวกันสองตัวช่วยกันขยายตัวละครึ่ง คาบ การใช้ทรานซิสเตอร์ช่วยกันขยายตัวละครึ่งคาบ
นั้นทำให้วงจรขยายคลาสบี ประเภทพุช-พูล มีประสิทธิภาพสูงถึง 78% มีอัตราการขยายที่ดี
การใช้งานของวงจรขยายคลาสบี ประเภทพุช-พูลนั้น จะไม่นิยมนำไปทำชุดขยายเสียงเนื้อง
จากมีความผิดเพี้ยนสงู แต่จะนิยมนำไปเครือ่ งขยายสัญญาณ พัลล์มากกว่า

ภาพที่ 6.35 กราฟแสดงเส้นโหลดของวงจรขยายคลาสบี

ภาพจาก : วิทยานิพนธ์ การพัฒนาเครื่องขยายกำลงั คลืน่ วิทยุแบบโซลิดสเตทขนาด 1 กิโลวตตั ์ สำหรับเครือ่ งเร่งอนุภาค
ซินโครตรอน นายสทุ ธิพงษ์ โกพล สาขาวิชาวิศวกรรมโทรคมนาคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยสี รุ นารี

454

ภาพที่ 6.36 การผดิ เพีย้ นของสญั ญาณในวงจรขยายคลาสบี

ภาพจาก : วิทยานิพนธ์ การพัฒนาเครื่องขยายกำลงั คลืน่ วิทยแุ บบโซลิดสเตทขนาด 1 กิโลวตตั ์ สำหรับเครือ่ งเร่งอนภุ าค
ซินโครตรอน นายสุทธิพงษ์ โกพล สาขาวิชาวิศวกรรมโทรคมนาคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยสี ุรนารี

ภาพที่ 6.37 คลืน่ เสียงเข้าและออกผ่านภาคขยายของเครือ่ งขยายเสียงระบบคลาสบี
ภาพจาก : https://www.electronicshub.org/power-amplifier/#What_is_a_Power_Amplifier

เพาเวอร์แอมป์คลาส B ได้รับการออกแบบมาเพื่อลดประสิทธิภาพ
และปัญหาความร้อนที่มีอยู่ในแอมพลิฟายเออร์คลาส A แทนที่จะใช้ทรานซิสเตอร์ตัวเดียวใน
การขยายรูปคลื่นทั้งหมดแอมพลิฟายเออร์คลาสนี้ใช้ทรานซิสเตอร์เสริมสองตัว ทรานซิสเตอร์
ตวั หนง่ึ ขยายรูปคลื่นครึ่งบวกและอีกตวั หนึ่งขยายครึง่ หน่ึงของรปู คลื่นทีเ่ ปน็ ลบ ดังนั้น อุปกรณ์
ที่ใช้งานแต่ละตัวจะดำเนินการครึ่งหนึ่ง (180 °) ของรูปคลื่นและสองอันเมื่อรวมกันจะขยาย
สัญญาณทั้งหมด ประสิทธิภาพของแอมพลิฟายเออร์คลาส B ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นมาก
เมื่อเทียบกับแอมพลิฟายเออร์คลาส A เนื่องจากการออกแบบทรานซิสเตอร์สองตัว พวกเขา
สามารถเข้าถึงประสิทธิภาพทางทฤษฎีได้ประมาณ 75% เพาเวอร์แอมป์ของคลาสนี้ใช้ใน
อุปกรณ์ที่ใช้แบตเตอรี่เช่นวิทยุ FM และวิทยุทรานซิสเตอร์ เนื่องจากการซ้อนทับของสองซีก

455

ของรูปคลื่นจึงมีการบิดเบือนเล็กน้อยที่บริเวณครอสโอเวอร์ เพื่อลดความผิดเพี้ยนของ
สญั ญาณแอมพลิฟายเออร์คลาส AB ได้รบั การออกแบบ (ELECTRONICS HUB, 2018)

4.3 เครื่องขยายเสียงระบบคลาสเอบี (Class AB)

ภาพที่ 6.38 เครื่องขยายเสียงระบบคลาสเอบี

ภาพจาก : https://www.vaninter.com/2019/03/28/amplifier%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%
B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%8
0%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87class%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%94/

เป็นการผสมผสานกนั ของวงจรขยายแบบ Class A กับวงจรขยายแบบ
Class B ทำให้วงจรขยายแบบ Class AB (หรอื บางทีกเ็ ขียนว่า Class A/B) มีประสิทธิภาพสูงกว่า
วงจรขยายแบบ Class A มาก ในขณะเดียวกัน ก็ใหค้ วามเพีย้ นน้อยกว่าวงจรขยายแบบ Class B
มาก การออกแบบทำได้ด้วยการจัดวงจรด้วยทรานซิสเตอร์สองชุดแบบวงจรขยาย Class B แต่
ทำการปรับไบอัสทรานซิสเตอร์ทั้งสองชุดไว้ในปริมาณต่ำ ๆ ใกล้กับจุดที่ให้สัญญาณเอ๊าต์พุต
ต่ำ ๆ เกือบเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นจุดที่กำลังจะเกิดความเพี้ยน crossover distortion อย่างที่เกิดกับ
วงจรขยาย Class B ในขณะที่มีสัญญาณเสียงเข้ามาในปริมาณน้อย ๆ เมื่อสัญญาณอินพุตมี
ปริมาณเพิม่ มากขึ้น วงจรขยายจะปรบั ตวั เข้าส่โู หมด Class B เพือ่ ให้มกี ารจา่ ยกระแสสูง ๆ

456

ภาพที่ 6.39 ภาคขยายของเครื่องขยายเสียงระบบคลาสเอบี
ภาพจาก : https://www.allabout.in.th/amplifier-classes-a-brief-tutorial/

สำหรับการออกแบบแอมปลิฟายทวั่ ๆ ไป จะมีการปรับกระแสไบอัสที่
เหมาะสม ซึ่งอยู่ในระดับต่ำ ๆ เพื่อลดปัญหาความเพี้ยนครอสโอเวอร์ ดีสทอร์ชั่นลงไป (แต่ไม่
ท้ังหมด) โดยปกติแล้วจะปรบั กระแสไบอัสไว้ประมาณ 50mA ซึง่ คิดเป็นกำลังขบั 4 วัตต์ ที่เป็น
Class A สำหรับวงจรขยายเตม็ ที่ 100 วัตต์ (80V x 50mA = 4W) หรอื คิดเป็น 2% ของกำลังขับ
เตม็ ที่ ซึง่ เพาเวอรแ์ อมป์ส่วนใหญ่ในตลาดเครื่องเสียงจะใช้วงจรขยายแบบ Class AB ลักษณะนี้
ในทางปฏิบัติ กระแสไบอัสอาจจะเบี่ยงเบนไปจากค่าที่เหมาะสมได้ ขึ้นอยู่กับเวลา อุณหภูมิ
และระดับสัญญาณอินพุต ซึ่งนี่ทำให้ยังคงมีความเพี้ยน crossover distortion อยู่ ที่ผ่านมาได้มี
ความพยายามทุ่มเทความรู้ในการพัฒนาอย่างมากเพือ่ ปรบั ปรุงในส่วนนี้ คือพยายามลดปัญหา
crossover distortion ให้เหลือน้อยที่สุดโดยพยายามทำให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดไปพร้อมกัน
ซึ่งแต่ละเทคนิคการออกแบบที่คิดค้นขึ้นมาใช้ก็ประสบความสำเร็จในระดับต่าง ๆ กันไป
วิธีการที่ดีวิธีหนึ่งคือทำการปิดทรานซิสเตอร์ขณะที่ไม่ได้ใช้งานให้ช้าลงกว่าดีไซน์ปกติ โดย
อาศัยการผสมของสัญญาณฟีคแบ็คแบบ positive และ negative ในวงจรเอ๊าต์พุต ทำให้
วงจรขยายทำงานใกล้กับ Class A ที่เอ๊าต์พุตประมาณ 10W เทคนิคนี้ถูกใช้และได้รับผลที่ดีใน
การออกแบบใช้กับแอมป์เซอร์ราวนด์ของ Arcam รุ่น AVR600 และรุ่น AVR750 รวมถึงถูกใช้
ในแอมปส์ เตริโอรุ่น A49, P49 และรนุ่ A39 ด้วย

วงจรขยายคลาสเอบีเปน็ วงจรขยายสญั ญาณทีแ่ ก้ไขมาจากวงจรขยาย
คลาสบี เพื่อแก้ไขรอยต่อที่ไม่สมบูรณ์ โดยการตั้งจุดการทำงานไว้สูงกว่าจุดตัดของ
ทรานซิสเตอร์ที่ทำหน้าที่ขยายสัญญาณเล็กน้อย นั่นคือการเพิ่มแรงดันไบอัสเล็กน้อยให้
ทรานซิสเตอร์ที่ทำหน้าที่ขยายสัญญาณเสียงนำกระแสเล็กน้อย เพื่อชดเชยแรงดันที่หายไป
ประมาณ 0.6 โวลต์ ประสิทธิภาพ ของวงจรจะอยู่ระหว่างคลาสเอกับคลาสบี เมื่อนำไปใช้งาน
โดยต่อวงจรขยายในรูปแบบวงจรพุชพูล หรือวงจรคอมพลิเมนตารี สัญญาณที่ออกมาจึงจะ
สมบูรณ์ขึ้น วงจรขยายคลาสเอบีสามารถ ออกแบบในวงจรขยายสัญญาณกำลังงานสงู ได้โดย

457

สัญญาณมีความเพี้ยนน้อย มีอัตราขยายสูง วงจรขยายคลาสเอบีนิยมใช้ในงานวงจรขยาย
กำลงั สูงที่ตอ้ งการความผิดเพี้ยนของสัญญาณต่ำ เชน่ การขยายสัญญาณเสียง

แอม์ขยายที่ได้รับความนิยมสูงสุด ด้วยการออกแบบที่นำข้อดีของ
แอมป์ทั้งคลาส เอ และคลาส บี มาผสมกัน คือ ปล่อยให้มีกระแสปริมาณต่ำ ๆ ไหลผ่านตัว
ขยายจำนวนหนึ่ง แม้ว่าจะไม่มีสัญญาณอินพุทเข้ามาเลย การทำงานปิดเปิดก็จะเป็นไปตาม
สัญญาณอินพทุ ท่ัวไป เพียงแต่ว่าวงจรนี้ จะไม่มีการปิดของกระแสทั้งหมด แม้ว่าจะไม่มีอินพุท
เข้ามาเลยก็ตาม จึงทำให้พาวเวอร์แอมป์คลาสนี้มีคุณภาพเสียงที่ค่อนข้างดี ถึงแม้จะไม่เท่า
คลาส A ก็ตามแต่ได้เปรียบในเรื่องของกำลังขับที่มากกว่า และเกิดความร้อนน้อยกว่า และ
คลาส AB นี้แหละเป็นแอมป์ที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน และสามารถนำไปขับได้ทั้งลำโพง
ประเภทกลางและแหลม หรอื แมแ้ ตด่ อกลำโพงเสียงต่ำหรอื วฟู เฟอก์ ็สามารถขบั ได้ เชน่ เดียวกนั

เครื่องขยายเสียงระบบนี้ใช้ วงจรขยายระหว่างกลางของคลาสเอกบั บี
โดยใช้เอ้าท์พุททรานซิสเตอร์สองตัวเช่นเดียวกับคลาสบี แต่ ทรานซิสเตอร์จะขยายรูปคลื่น
สัญญาณเสียงป้อนเข้ามาไม่เต็มไซเกิ้ล (แต่เกินครึ่ง) และทรานซิสเตอร์สองตัว ทำงานพร้อม
กัน ดังนั้นประสิทธิภาพของกำลังขยายจึงดีกว่าคลาสเอแต่ต่ำกว่าคลาสบี อย่างไร ก็ตาม
สัญญาณที่ออกมายังคงมีความผิดเพี้ยนสูง ดังนั้นอุปกรณ์ประเภททรานซิสเตอร์ที่จะนำมาใช้
ทั้งในภาค ขับ (Driver) และในภาคขยายกำลัง (PA Stage) จะต้องมีคุณสมบัติที่เหมือนกันหรือ
ที่เรียกว่าแมทช์แพร์ (Match Pair) จึงจะสามารถลดความผิดเพี้ยนนี้ลงได้บ้าง ดังนั้นเครื่อง
ขยายระบบคลาสเอบีจึงเหมาะสำหรับ การใชง้ านทั่ว ๆ ไป

ภาพที่ 6.40 จดุ ทำงานของคลาสเอบี

จาก : วิทยานิพนธ์ การพฒั นาเครือ่ งขยายกำลงั คลืน่ วิทยุแบบโซลิดสเตทขนาด 1 กิโลวตตั ์ สำหรับเครือ่ งเร่งอนภุ าคซินโครต
รอน นายสุทธิพงษ์ โกพล สาขาวิชาวศิ วกรรมโทรคมนาคม มหาวิทยาลยั เทคโนโลยสี รุ นารี

วงจรขยายคลาสเอบี ถูกออกแบบให้จุดทำงาน (Operating Point) หรือ
จุด Q (Q Point) อยู่ระหว่างคลาส เอกับ คลาส บี ซึ่งอยู่สูงกว่าจุดัคตออฟเล็กน้อย เป็นผลทำ

458

ให้ทรานซิสเตอร์ขยายสัญญาณในเฟสใดเฟสหนึ่งได้เต็มเฟส ส่วนอีกเฟสหนึ่งจะถูกขยายได้ไม่
เต็ม เฟส มีผลทำให้สัญญาณเกิดความผดิ เพีย้ น (Distortion) เกิดข้ึน

ภาพที่ 6.41 คลื่นเสียงเข้าและออกผ่านภาคขยายของเครือ่ งขยายเสียงระบบคลาสเอบี
ภาพจาก : https://www.electronicshub.org/power-amplifier/#What_is_a_Power_Amplifier

แอมพลิฟายเออร์คลาส AB เป็นการรวมกันของแอมพลิฟายเออร์
คลาส A และคลาส B แอมพลิฟายเออร์คลาสนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อลดปัญหา
ประสิทธิภาพที่น้อยลงของแอมพลิฟายเออร์คลาส A และการบิดเบือนของสัญญาณที่ครอสโอ
เวอร์ในแอมพลิฟายเออร์คลาส B รักษาการตอบสนองความถี่สูงเช่นเดียวกับในเครื่องขยาย
เสียงคลาส A และประสิทธิภาพที่ดีเช่นเดียวกับเครื่องขยายเสียงคลาส B การรวมกันของ
ไดโอดและตัวต้านทานใช้เพื่อให้แรงดันไบแอสเพียงเล็กน้อยซึ่งจะช่วยลดความผิดเพี้ยนของ
รปู คลื่นทีอ่ ยู่ใกล้บริเวณครอสโอเวอร์ มีประสิทธิภาพลดลงเลก็ น้อย (60%) ด้วยเหตุน้ี

4.4 เครื่องขยาย (เสียง) ระบบคลาสซี (Class C)
เครื่องขยายเสียงที่ใช้วงจรขยาย ระบบคลาสซีไม่ได้ทำเพื่อใช้ในการ
ขยายเสียง (เพราะขยายรูปคลื่นเสียงที่สลับซับซ้อนไม่ได้) แต่ใช้สำหรับขยาย คลื่นวิทยุเท่านั้น
วงจรขยายคลาสซีเป็นวงจรที่ให้ประสิทธิภาพสูง แต่ความผิดเพี้ยนมีสูงมาก ใช้สำหรับ
วงจรขยายในย่านความถีว่ ิทยุ เพราะสามารถใช้วงจรจนู เพื่อชดเชยความผดิ เพี้ยนที่ ได้จากการ
จัดไบอัสคลาสซี โดยจะตั้งไบอัสให้เลยจุดตัดออกไป หรือเรียกว่าตั้งไบอัสเลยเส้นโหลดไลน์
ออกไป ทำให้ทรานซิสเตอร์ขยายสัญญาณได้เพียงบางส่วนเท่านั้น การทำงานเบื้องต้นของ
วงจรคลาสซีแสดงดงั รูปที่ 6.39

459

ภาพ 6.42 การทำงานเบือ้ งต้นของ วงจรคลาสซี

ภาพจาก : วิทยานิพนธ์ การพัฒนาเครือ่ งขยายกำลงั คลืน่ วิทยแุ บบโซลิดสเตทขนาด 1 กิโลวตตั ์ สำหรบั เครื่องเรง่ อนุภาค
ซินโครตรอน นายสุทธิพงษ์ โกพล สาขาวิชาวิศวกรรมโทรคมนาคม มหาวิทยาลยั เทคโนโลยสี รุ นารี

ภาพที่ 6.43 คลืน่ เสียงเข้าและออกผ่านภาคขยายของเครื่องขยายเสียงระบบคลาสซี
ภาพจาก : https://www.electronicshub.org/power-amplifier/#What_is_a_Power_Amplifier

การออกแบบเพาเวอร์แอมป์คลาส C ช่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่ลดมุมเชิงเส้น / การนำไฟฟ้าซึ่งอยู่ต่ำกว่า 90 ° กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการเสียสละคุณภาพ
ของการขยายสัญญาณเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพมุมการนำไฟฟ้าทีน่ อ้ ยกว่าแสดงถึงความผิดเพี้ยน
ที่มากขึ้นดังน้ันแอมพลิฟายเออรค์ ลาสน้ีจงึ ไมเ่ หมาะสำหรับการขยายเสียง ใช้ในออสซิลเลเตอร์
ความถี่สูงและการขยายสัญญาณความถี่วิทยุโดยทั่วไปแอมพลิฟายเออร์คลาส C จะมีโหลดที่
ปรับแล้วซึ่งจะกรองและขยายสัญญาณอินพุตของความถี่บางความถี่และรูปคลื่นของความถี่
อื่นจะถูกบีบอัด ในเพาเวอร์แอมป์ประเภทนี้องค์ประกอบที่ใช้งานจะดำเนินการก็ต่อเมื่อ
แรงดันไฟฟ้าอินพุตสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดซึ่งจะช่วยลดการกระจายพลังงานและเพิ่ม
ประสิทธิภาพ

460

4.5 เครื่องขยายเสียงระบบคลาสดี (Class D)

ภาพที่ 6.44 เครือ่ งขยายเสียงระบบคลาสดี

ภาพจาก : https://www.vaninter.com/2019/03/28/amplifier%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%
B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E

0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87class%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%94/

แอมปลิฟาย Class D ใช้เทคนิคในการออกแบบที่แตกต่างกัน ซึ่งตัว
ทรานซิสเตอร์เอ๊าต์พุต (โดยปกติจะเปน็ MOSFET) จะเปิดและปิดอย่างรวดเร็วที่ความถีส่ ูงกว่า
สัญญาณเสียงสูงสุดที่ต้องสร้างขึ้นมา สัญญาณเสียงจะถูกใช้ในการปรับเปลี่ยนให้มีสัดส่วน
ของเวลาที่ลงตัวกับสัญญาณ on / off ซึ่งเป็นไปตามลักษณะของชื่ออีกชื่อของ Class D นั่นคือ
Pulse Width Modulation หรือ PWM วงจรฟิลเตอร์แบบ lowpass-filtered จะให้ค่าเฉลี่ยของ
คลืน่ เสียงเอ๊าต์พตุ ที่สอดคล้องกับสญั ญาณเสียงจริงที่ต้องการ มีขอ้ เท็จจริงที่อยากจะเน้นก็คือ
แอมปลิฟายที่ใช้วงจรขยาย Class D ยังคงเป็นแอมปลิฟายแบบอะนาลอกเต็มตัว ซึ่งแอมป์ท่ใี ช้
วงจรขยาย Class D มกั จะถูกเรียกวา่ เปน็ ดิจิตัลแอมป์ ซึ่งไม่ถูกต้อง

ภาพที่ 6.45 วงจรเครือ่ งขยายเสียงระบบคลาสดี
ภาพจาก : https://www.allabout.in.th/amplifier-classes-a-brief-tutorial/

461

เครื่องขยายระบบนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อ หนึ่งว่าสวิตชิ่งแอมป์ (Switching
Amplifier) เนื่องจากแทนที่จะใช้ทรานซิสเตอรเ์ ป็นตัวขยายเสียงแตก่ ลับใช้ แปลงสัญญาณเสียง
เป็นสวิตซ์ สัญญาณเสียงที่จะป้อนเข้ามาเป็นสัญญาณพัลซ์ (Pluse โดยมีความแคบหรือ กว้าง
แตกต่างกันไปตามสัญญาณเสียง พัลซ์นี้จะทำหน้าที่ปิด - เปิด ทรานซิสเตอร์ ให้กลายเป็น
คลื่นความถี่ที่มี อัตราสูงมาก (อาจจะถึง 500,00/วินาที) ความถี่นี้เป็นความถี่คงที่ เมื่อป้อน
สัญญาณเสียงขึ้นไป ขี่ความถี่ที่กำหนดเอาไว้และเมื่อก่อนถึงภาคเอ้าท์พุท คลื่นความถี่สูงนี้จะ
ถูกกรองออกไปเหลือแต่สัญญาณเสียง ที่ถกู ขับออกมาทางเอ้าท์พทุ เท่าน้ัน ดังน้ันรูปคลื่นเสียง
ทีถ่ ูกขับออกมาจะเหมอื นรปู คู่ขึน้ ทางดา้ นอินพทุ ข้อดี อีกประการหน่งึ กค็ ือตัวเครื่องมีขนาดเล็ก
กวา่ เครื่องขยายเสียงในระบบอื่น ๆ ทีม่ อี ัตราการขยายพอ ๆ กนั แต่ เครือ่ งขยายระบบคลาสดี
มักจะมีราคาสูงและกินไฟมากเกือบเท่าเครอ่ื งขยายเสียงระบบคลาสเอ การออกแบบจัดวางชุด
ขยายสัญญาณเสียงที่แตกต่างกับ คลาส เอ คลาส บี หรือคลาส เอบี โดยสิ้นเชิง ซึ่งเครื่อง
ขยายของคลาส เอ บี เอบี ภาคขยายสัญญาณขาออก จะทำหน้าที่ขยายแรงหรือให้กำลังตาม
ความแรงของสัญญาณขาเข้า แอมป์คลาส D เป็นการออกแบบให้ชว่ ยปรบั ปรงุ ประสิทธิภาพใน
การขยาย ซึ่งแทนที่จะเสียกำลังไปในเรื่องของความร้อน เนื่องจากไม่ได้ทำงานตลอดเวลา
เพราะความถี่สูงจะถูกตัดออกไปในช่วงระหว่างภาคจ่ายไฟบวก และลบ ทำให้อุปกรณ์ไม่ได้
ทำงานตลอดเวลา ความร้อนจึงต่ำ ในด้านประสิทธิภาพนั้นจึงสูงกว่า คลาส เอบี หลายเท่า
แอมป์ Class D หลายท่านเข้าใจผดิ ว่าเป็นแอมป์ดิจทิ ัล แตแ่ ท้จริงแล้ว อาจจะคล้าย ๆ กนั ในแง่
ของลักษณะในเชิงการทำงานแบบเปิด และปิด แต่ไม่ใช่ในแง่ของการทำงานเพื่ อขยาย
สัญญาณเสียง

วงจรขยายคลาสดี เป็นวงจรขยายสัญญาณที่มีความแตกต่างไปจาก
คลาส เอคลาส บี คลาส เอบี และคลาส ซี อย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจากวงจรขยายในคลาส
ดี ไม่ได้นำเอาสัญญาณ ทางอินพุตมาขยายสัญญาณให้แรงขึ้นแล้วส่งออกทางเอาต์พุต
เหมือนกับคลาสต่าง ๆ ที่กล่าว มาแล้ว ข้างต้น โดยหลักการทำงานจะนำ เอาสัญญาณทาง
อินพตุ มาแปลงสัญญาณให้อย่ใู นรูป สี่เหลีย่ ม (Square Wave) เสียกอ่ น แล้วจึงแปลงสัญญาณ
กลับออกมาเป็นสัญญาณเสียงออกทาง เอาต์พุต ดังแสดงการทำงานตามบล็อกไดอะแกรม
ตามรูปที่ 6.43

462

ภาพที่ 6.46 การทำงานวงจรขยายคลาสดี

ภาพจาก : วิทยานิพนธ์ การพฒั นาเครื่องขยายกำลังคลืน่ วิทยุแบบโซลิดสเตทขนาด 1 กิโลวตัต์ สำหรับเครือ่ งเรง่ อนภุ าค
ซินโครตรอน นายสทุ ธิพงษ์ โกพล สาขาวิชาวิศวกรรมโทรคมนาคม มหาวิทยาลยั เทคโนโลยสี ุรนารี

วงจรขยายคลาสดี เป็นวงจรขยายสัญญาณที่มีความแตกต่างไปจาก
คลาส เอคลาส บี คลาส เอบี และคลาส ซี อยา่ งมาก ทั้งนีเ้ นื่องจากวงจรขยายในคลาสดี ไม่ได้
นำเอาสัญญาณ ทางอินพุตมาขยายสัญญาณให้แรงขึ้นแล้วส่งออกทางเอาต์พุต เหมือนกับ
คลาสต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วขา้ งตน้ โดยหลกั การทำงานจะนำ เอาสัญญาณทางอนิ พุต มาแปลง
สัญญาณให้อย่ใู นรูป สีเ่ หลี่ยม (Square Wave)เสียกอ่ น แล้วจึงแปลงสญั ญาณกลับออกมาเป็น
สญั ญาณเสียงออกทาง เอาต์พุต ดังแสดงการทำงานตาบลอ็ กไดอะแกรม ตามรูปที่ 6.43

ข้อดีของ Class D คือประสิทธิภาพสูง (80 -90%) เนื่องจากเอ๊าต์พุต
ทรานซิสเตอร์จะถูกเปิดและปิดเต็มที่ระหว่างการทำงาน การสิ้นเปลืองพลังงานพอ ๆ กับ
วงจรขยายแบบ Class AB ข้อด้อยของวงจรขยาย Class D คือต้องใช้เอ๊าต์พุตฟิลเตอร์ที่มีราคา
สูง และมีการแพรก่ ระจายของคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้าอยู่ในระดบั ทีอ่ าจจะส่งผลรบกวนอุปกรณต์ ัว
อืน่ ๆ ซึง่ เกิดจากระบบสวิทชิ่งทีค่ วามถีส่ ูงมาก ๆ โดยทัว่ ไปแล้ว คุณภาพเสียงของแอมป์ Class
D จะไม่ดีเท่ากับแอมป์ที่ใช้วงจรขยาย Class AB แต่เสียงอาจจะใกล้กันมากถ้าเป็นแอมป์ Class
D ที่ออกแบบได้ดมี าก ๆ

ข้อจำกัดของ Class D คือ มักจะจำกัดการทำงานที่ความถี่ค่อนข้างตำ่
เพราะการขยายสัญญาณในภาคขาออกต้องทำการกรองคลื่นที่เป็น pwm ที่เป็น square wave
ออกเพื่อให้กลบั มาเปน็ สัญญาณความถี่ในแบบ sine wave โดยมาก เครื่องขยายเสียง Class D
ทั่วไปจะกรองความถี่ที่ 500 Hz ฉะนั้นความถี่ที่ใช้งานได้ดีคือ จะสูงไม่เกิน 250 Hz หรือ
มากกว่าเล็กน้อย แอมป์ คลาส D โดยทั่วไปเหมาะหรือตอบสนองสำหรับขับลำโพงความถี่ต่ำ
หรือดอกซับส่วนการตอบสนองสำหรับลำโพงกลางแหลมนั้นถือว่ายังเป็นข้อจำกัดอยู่หาก
เปรียบเทียบกับคลาส AB (นอกจากเป็นแอมป์ Class D ระดับ Professional Full range จริง ๆที่
จะตอบสนองความถีไ่ ด้กว้าง และให้คณุ ภาพเสียงกลางแหลมเปน็ ที่น่าพอใจซึง่ ก็จะตามมาด้วย
ราคาที่ค่อนข้างสูง)

463

4.6 เคร่อื งขยายเสียงระบบคลาสอี (Class E)
เครื่องขยายเสียง Class E ทำงานโดยใช้หลักการ สวิทชิ่ง แบบอ่อน ๆ
คือ ไม่ได้ใช้สวิทชิ่งเป็นหลักในการขยายสัญญาณโดยจะปล่อยให้มีสัญญาณหรือกระแสใหล
ผ่านจำนวนต่ำ ๆ เพื่อกระตุ้นการทำงานของภาคขาออกอยู่ตลอดเวลา เพื่อลดความเพี้ยนที่
เรียกว่า ครอสโอเวอร์ ดิสทอร์ชั่น หรือ switching distortion ซึ่งถือได้ว่ามีการออกแบบวงจร
ภาคจ่ายไฟทีด่ ีมาก จงึ ทำให้มีประสทิ ธิภาพสูง
แอมพลิฟายเออร์คลาส E เป็นเพาเวอร์แอมป์สวิตชิ่งที่มีประสิทธิภาพ
สูงซึ่งใช้ในความถี่วิทยุ ใช้องค์ประกอบการสลับขั้วเดียวและเครือข่ายปฏิกิริยาที่ปรับแล้ว
ระหว่างสวิตช์และโหลด วงจรจะได้รับประสิทธิภาพสูงโดยการใช้งานองคป์ ระกอบสวิตชิ่งที่จดุ
กระแสศูนย์ (เปิดเพื่อปิดสวิตช์) หรือแรงดันไฟฟ้าศูนย์ (ปิดเพื่อเปิดสวิตช์) ซึ่งจะช่วยลด
พลังงานที่สูญเสียไปในสวิตช์แม้จะใช้เวลาในการเปลีย่ นอุปกรณ์นานกวา่ ก็ตาม ถึงความถี่ของ
การดำเนินการ แอมพลิฟายเออร์คลาส E มักถูกอ้างถึงว่าได้รับการรายงานครั้งแรกในปี
พ.ศ. 2518
4.7 เครือ่ งขยายเสียงระบบคลาสจี (Class G)

ภาพ 6.47 เครื่องขยายเสียงระบบคลาสจี

ภาพจาก : https://www.vaninter.com/2019/03/28/amplifier%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%
B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E

0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87class%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%94/

464

ภาพที่ 6.48 ภาคขยายของเครื่องขยายเสียงระบบคลาสจี
ภาพจาก : https://www.allabout.in.th/amplifier-classes-a-brief-tutorial/

การออกแบบแอมป์ Class G ต้องใช้แหล่งพลังงานมากกว่าหนึ่งแหล่ง
หากว่าลำโพงต้องการกำลังขับมากกว่าที่แหล่งพลังงานส่วนแรกสามารถให้ได้ แหล่งพลังงาน
ส่วนที่ 2 จะเข้ามาเสริมเติมเต็มใหโ้ ดยทันทีเทคนิคการออกแบบเช่นนที้ ำใหไ้ ด้วงจรขยายเสียงที่
มีประสิทธิภาพสูงมาก พลังงานจะถูกนำไปใช้งานตามความจำเป็น เหมือนกับเครื่องยนตร์ที่มี
เทอร์โบชาร์จเจอร์ในอดีตหลกั การทำงานของแอมป์ Class G อาจทำได้จริงไม่ง่ายนักเนื่องจาก
อุปกรณ์สารกึ่งตัวนำยังมีข้อจำกัดอยู่มากทางด้านความรวดเร็วฉับไวในการทำงาน ถ้าเป็น
เครื่องยนต์เทอรโ์ บก็คืออาจเกิดปัญหาการตอบสนองที่ไม่ทันท่วงที หรือที่เรียกว่า “turbo lag”
ขึ้นได้ ทว่าในปัจจุบันอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำมีความเร็วและประสิทธิภาพสูงขึ้นมาก ปัญหา
ดงั กล่าวจงึ ไม่เปน็ อปุ สรรคสำคัญอีกตอ่ ไป

ภาพที่ 6.49 เครือ่ งขยายเสียงระบบคลาสจี
ภาพจาก : https://www.deco.co.th/class-g/

465

แหล่งพลังงานหรือภาคจ่ายไฟส่วนแรกจะทำหน้าที่เมื่อแอมป์ทำงานด้วยกำลังขับใน
ระดับตำ่ ซึง่ วงจรทำงานในโหมด Class A เสียงทีไ่ ด้จะมีความเพี้ยนต่ำ ขณะที่ภาคจ่ายไฟส่วนที่
2 นั้นจะเข้ามาเมื่อแอมป์ต้องเพิ่มกำลังขับมากขึ้นตามความต้องการของการใช้งาน การสลับ
แหล่งพลังงานตามสภาวะการใช้งานจริงเช่นนี้ส่งผลให้แอมป์ Class G เป็นแอมป์ที่มี
ประสิทธิภาพสูงกวา่ แอมป์ Class A และ Class A/B ขณะที่ยงั คงใหค้ ณุ ภาพเสียงที่ดีด้วยในเวลา
เดียวกันปัจจุบันเครื่องเสียง Arcam เป็นยี่ห้อที่เลือกใช้วงจรแอมป์ Class G ในเครื่องเสียงรุ่น
ใหม่ ๆ หลังจากที่ได้พัฒนาและวิจัยมานานหลายปี ซึ่งคลาส G เป็นเครื่องขยายเสียงที่ใช้
ไฟเลี้ยงตั้งแต่ 2 ชุด ขึ้นไป และจะทำงานโดยภาคขยายเสียงจะปรับไปใช้ไฟเลี้ยงที่สูงขึ้นหาก
สัญญาณขาเข้ามี ความแรงมากขึ้น จึงทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่จะมีปัญหาในช่วงการ
เปลี่ยนจากภาคจ่ายไฟ ที่จะปรับใช้ในแต่ละความแรงของสัญญาณขึ้นลงตลอดเวลา จึง
ก่อให้เกิดความร้อน และการสูญเสียพลังงานในที่สุด สามารถกล่าวได้ว่า แอมป์คลาส G เป็น
การออกแบบให้มีประสิทธิภาพให้สูงขึ้นมาอีกขั้น โดยลดการสูญเสียแรงดันของทรานซิสเตอร์
พืน้ ฐานใกล้เคียงกับคลาส AB และมีประสิทธิภาพเท่าคลาส D หรอื T แตก่ ารออกแบบวงจรจะ
มีความสลบั ซับซ้อนกว่ามากเครื่องขยายเสียงระบบนีใ้ ช้ ทรานซิสเตอร์ทำงานแบบพุชพูล (Push
Pull) แบบระบบคลาสบีแต่ใช้สองคู่ ทำให้ทรานซิสเตอร์ทำงานได้ ประสิทธิภาพเกือบสูงสุด
(Deco, 2020)

4.8 เครื่องขยายเสียงระบบคลาสเอช (Class H)

ภาพที่ 6.50 เครื่องขยายเสียงระบบคลาสเอช

ภาพจาก : https://www.vaninter.com/201903/28/amplifier%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%
E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B

8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87class%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%94/

466

ภาพที่ 6.51 ภาคขยายของเครือ่ งขยายเสียงระบบคลาสเอช
ภาพจาก : https://www.allabout.in.th/amplifier-classes-a-brief-tutorial/

เครื่องขยายเสียงแบบนีถ้ ูกออกแบบ มาโดย SOUNDCRAFTSMEN เพื่อ
แก้ปัญหาเครือ่ งขยายเสียงทวั่ ๆ ไปทีม่ ลี กั ษณะคือเรง่ สญั ญาณให้สูงขึน้ มาก ๆ จนถึงระดับหนึ่ง
สัญญาณจะเริ่มคลิป (Clip) แต่ในเครื่องขยายเสียงระบบคลาสเอชจะใช้วงจร Vari -
Propportional Logic Control มาควบคุมภาคจ่ายไฟ (Power Supply) ให้สามารถจ่ายโวลเตจ
(แบบ บวก - ลบ) ให้มีระดับสูงขึ้นตามสัญญาณที่ขยาย ดังนั้น เครื่องขยายระบบคลาสเอช
นอกจากจะเป็นวิธีหนึ่งที่จะ แก้ปัญหาเรื่องการคลิปของสัญญาณอันเนื่องมาจากวงจรจ่ายไฟ
ไม่สัมพันธ์กับการขยายสัญญาณ เนื่องจากยิ่งเร่งสัญญาณแรงเท่าไรวงจรขยายก็จะดึงกระแส
มากขึ้น ๆ ตามลำดับ ซึ่งในเครื่องขยายเสียงทั่วไปจะเป็นภาค จ่ายไฟแบบแรงดันและกระแส
คงที่ นอกจากนี้ เครื่องขยายเสียงแบบคลาสเอช ยังช่วยลดความร้อนที่จะเกิด ขึ้นกับเอ้าท์พุท
ทรานซิสเตอร์และช่วยประหยัดไฟฟ้าได้อีกด้วย โดยในระบบนี้มีข้อดีตรงที่ความร้อนน้อยกว่า
คลาส A, AB แต่ภาคขยายยังคงเป็นคลาส AB เพียงแต่คราส H ได้เพิ่มภาคจ่ายไฟที่สามารถ
ปรับแรงดันได้ ใช้แหล่งจ่ายไฟตั้งแต่ 2 ระดับขึ้นไป เป็นวิธีการแก้ไขความเพี้ยนของรอยต่อ
ระหว่างการขยายสัญญาณของทรานซิสเตอร์ชุดล่าง และชุดบนในแบบคลาส G คลาส H มี
ความคล้ายกับ Class G ยกเว้น เรียล โวลท์เตจ ที่โมดูเลทสัญญาณอินพุทเท่านั้น ที่ไม่มี
เพาเวอร์ซพั พลาย Rail จะสงู กวา่ สญั ญาณเอาท์พุทเลก็ น้อย ปล่อยโวลเทจให้กับทรานซิสเตอร์
ตัวเล็ก และระบายความร้อนทรานซิสเตอร์เอาทพ์ ุท วงจรที่คล้ายกบั ทีใ่ ช้ในแอมป์ Class D นี้ก็
คือ มีโมดูเลทเพาเวอร์ซัพพลาย Rail ที่เหมอื นกัน ในสว่ นของความสลบั ซบั ซ้อนแอมพ์แบบนี้ มี
ความเหมือนกับแอมป์ Class D แต่ทำงานได้เหมือนกับแอมป์ Class AB ลักษณะเด่นของแอมป์
คลาส H เมื่อเปิดวอลลุ่มเครื่องขยายเสียงเบา หรือน้อยก็จะทำให้แอมป์ใช้ไฟน้อยเมื่อเปิดดัง

467

มากก็จะใช้ไฟมาก มีความคล้ายกับ CLASS G ยกเว้น RAIL VOLTAGE ที่โมดูเลทสัญญาณ
อินพุทเท่านั้น ที่ไม่มีเพาเวอร์ซัพพลาย RAIL จะสูงกว่าสัญญาณเอาท์พุทเล็กน้อย ปล่อยโวล
เทจให้กับทรานซิสเตอรต์ ัวเลก็ และระบายความร้อนทรานซิสเตอร์เอาท์พุท วงจรที่คล้ายกับที่
ใช้ในแอมพ์ CLASS D นี้ก็คือ มีโมดูเลทเพาเวอร์ซัพพลาย RAIL ที่เหมือนกัน ในส่วนของความ
สลับซับซ้อนแอมพ์แบบนี้ มีความเหมือนกับแอมพ์ CLASS D แต่ทำงานได้เหมือนกับแอมพ์
CLASS AB วงจรขยายแบบ Class H ใช้เพาเวอร์ซัพพลายแค่ชุดเดียวสำหรับภาคเอ๊าต์พุต ซึ่ง
สามารถปรับเปลีย่ นการทำงานได้ ทั้งแบบแยกไปตามระดับสญั ญาณและแบบต่อเนื่อง ข้อด้อย
ของวงจรขยายแบบ Class H คือต้องการวงจรที่ซับซ้อนในการคาดเดาและควบคุมการจ่าย
โวลเตจ เหมาะใช้ในแอมป์ทีม่ ขี นาดกระทัดรัดแต่ให้กำลังขบั สงู ซึ่งมกั จะใช้งานอยูใ่ นวงการ PA

4.9 เคร่อื งขยายเสียงระบบคลาสเอส (Class S)
เครื่องขยายเสียงระบบคลาสเอส (Class S) คือ เป็นแอมพลิ
ฟายเออร์โหมดสวิตชิง่ แบบไมเ่ ชิงเส้นที่คล้ายกับการทำงานของแอมพลิฟายเออร์คลาส D แอม
พลิฟายเออร์คลาส S แปลงสัญญาณอินพุตอะนาล็อกเป็นพัลส์คลื่นสี่เหลี่ยมดิจิทัลโดยโมดูเล
เตอร์เดลต้าซิกม่าและขยายสัญญาณเพื่อเพิ่มกำลังขับก่อนที่จะถูก demodulated โดยแบนด์
พาสฟิลเตอร์ เนื่องจากสัญญาณดิจิทัลของแอมพลิฟายเออร์สวิตชิ่งนี้มักจะเป็น“ เปิด” หรือ“
ปิด” อยา่ งสมบูรณ์ (ตามทฤษฎีแล้วการกระจายพลังงานเป็นศูนย์) ประสิทธิภาพจึงเป็นไปได้ถึง
100% และต้องใช้วงจรกรองความถีแ่ บบ low pass ซึ่งตอ่ มาได้พฒั นาเปน็ Class D
4.10 เครือ่ งขยายเสียงระบบคลาสที (Class T)

ภาพที่ 6.52 เครื่องขยายเสียงระบบคลาสที
ภาพจาก : https://www.allabout.in.th/amplifier-classes-a-brief-tutorial/

468

CLASS T (TRIPATH) เหมือนกับ CLASS D แต่ ไม่ใช้ฟีดแบค
แอนาลอก เหมือนกับ CLASS D ฟีดแบคจะ เป็นสัญญาณดิจิทัล และเกิดกับส่วนบนของ
ฟิลเตอร์เอาท์พทุ เพือ่ หลกี เลีย่ งการยกเฟสของฟิลเตอรน์ ้ีเพราะการเสียของสัญญาณในแอมพ์
CLASS D และ CLASS Tเกิดขึ้นจากไทมิงทำ งานผิดจังหวะ แอมพ์ CLASS T จะป้อนข้อมูลใน
เรื่อง จังหวะกลับไป ส่วนการเสียของสัญญาณ ยังเกิดจากที่เเอมพ์ใช้ตัวประมวลผลสัญญาณ
ดิจิทัล เพื่อแปลงอินพุท แอนาลอกไปเป็นสัญญาณ PWM และประมวลผลข้อมูลก่อนจะ
ส่งกลับการประมวลผล จะดูที่ข้อมูลฟีดแบค และทำการปรับแต่งจังหวะ เพราะลูพฟีดแบค
ไมไ่ ด้รวมฟิลเตอร์เอาทพ์ ุทเอาไว้ด้วย ในแอมพ์ CLASS T ม่ันคงมาก และสามารถทำงานได้เต็ม
ช่องสัญญาณเสียง ซึ่งผู้ฟังส่วนใหญ่ไม่สามารถได้ยินความแตกต่างระหว่าง CLASS T และ
CLASS AB ที่ออกแบบดี ๆ ได้การออกแบบทั้ง CLASS Dและ CLASS T ต่างก็มีปัญหากันคนละ
อย่าง มันเกินกำลงั มาก ที่รอบต่ำเพราะเวฟฟอรม์ ความถี่สงู ๆ จะเกิดข้ึนตลอดเวลาแม้ในช่วงที่
ไม่มีสัญญาณเสียงแอมพ์ก็ยีงมีความร้อนตกค้าง หลงเหลืออยู่แอมพ์บางรุ่นจะมีการตัดการ
ทำงานของเครื่องเม่อื หยุดพักใช้งาน และจะกลับมาทำงานใหม่ เมื่อใชง้ านโดยอตั โนมัติ

แอมป์คลาสนี้ออกแบบให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยใช้ภาคประมวลผลสัญญาณแบบ
ดิจิทัล ไตรพาส ทำให้วงจรทำงานได้กว้าง และเต็มช่วงสัญญาณความถี่ คือ ตั้งแต่ 20 Hz-
20KHz (ความสามารถที่หูมนุษย์ได้ยิน ยี่สิบเฮิร์ต ถึง ยี่สิบกิโลเฮิร์ต ) Class T เป็นแอมป์ที่
พฒั นาเทคโนโลยีข้นึ มาเพื่อลดจดุ ด้อยของ CLASS D ที่มจี ุดด้อยในเรอ่ื งตอบสนองความถี่เสียง
ย่านความถี่สูง โดยใช้ความสามารถในเชิงดิจิทัลเข้ามาช่วย เพิ่มความถี่ของการทำงานแบบ
Switching ทำให้ Switching ที่ความถี่สงู ข้ึน จงึ ตอบสนองความถีไ่ ด้กว้าง และมีประสิทธิภาพทำ
ให้แอมพ์คลาส T สามารถใช้งานได้ทั้งซับวูฟเฟอร์ และกลางแหลม แอมป์ คลาส T ให้
ประสิทธิภาพสงู กวา่ แอมป์ คลาส AB พาวเวอรแ์ อมป์ประเภทนีไ้ ด้มีการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมา
เพื่อลดจุดด้อยของ CLASS D ที่ไม่มีเสถียรภาพในความถี่สูงโดยใช้ความสามารถในเชิงดิจิทัล
เข้ามาช่วย โดยเพิ่มความถี่ของการทำงานแบบ switching ทำให้สามารถ switching ที่ความถี่
สูงขึ้นถึงในระดับความถี่ประมาณ 85 KHz จากนั้นจึงใช้วงจรกรองความถี่ แบบ Low passที่
ประมาณ 40 KHz ทำให้ได้เครื่องขยายเสียงแบบ CLASS D ที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จนถึงความถี่ ที่สูงกว่า 20 KHz ทำให้วงจรทำงานได้เต็มช่องสัญญาณเสียง (20-20,000 hz)
และทำให้ Class T สามารถขบั ได้ทั้งลำโพงซบั วเู ฟอร์ และ ลำโพงกลาง-แหลม

469

ตารางเปรียบเทยี บข้อดี ข้อเสีย ของแตล่ ่ะรนุ่

ภาพที่ 6.53 ตารางเปรียบเทียบข้อดี ขอ้ เสีย ของแตล่ ่ะรนุ่
ภาพจาก : https://www.vaninter.com/2019/04/19/amplifier-เครือ่ งขยายเสียง-class-ไหนด/

470

5. แบง่ ตามกำลังการขยายเสียง
การบอกกำลังการขยายเสียงของเครื่องขยายเสียงนั้นจะนิยมบอกค่าเป็นวัตต์
(Watt) ซึ่งถ้า ตามมาตรฐานจริง ๆ แล้วค่าวัตต์จะหมายถึงวัตต์ (RMS) ที่ใช้โหลด (ลำโพง) ที่มี
อิมพีแดนซ์ 8 โอห์ม การแบ่งประภทของเครื่องขยายตามลักษณะของกำลังการขยายพอที่จะ
จัดแบง่ ได้ 4 ขนาดคือ

5.1 เครื่องขยายเสียงขนาดกำลังต่ำ เป็นเครื่องขยายที่มีกำลังขยายไม่
เกิน 35 วตั ต์ เครือ่ งขยายแบบนี้เหมาะสำหรับใช้ฟังภายในบ้านหรอื ห้องประชมุ ขนาดเล็ก

5.2 เครื่องขยายเสียงขนาดกำลังปานกลาง เป็นเครื่องขยายเสียงที่มี
กำลงั อยู่ในช่วง ระหวา่ ง 35 - 80 วัตต์ นบั เป็นเครื่องขยายทีใ่ ช้งานได้กว้างขวางขึ้น สามารถใช้
งานได้ทั้งภายในบ้านหรอื ในห้อง ประชุมขนาดกลาง

5.3 เครื่องขยายเสียงขนาดกำลังสูง เครื่องขยายเสียงประเภทนี้จะมี
กำลังขยายตง้ั แต่ 80 – 300 วัตต์

5.4 เครื่องขยายเสียงขนาดกำลังสูงมาก เครื่องประเภทนี้จะมี
กำลังขยายมากกว่า 300 วัตตข์ ึน้ ไป

6. แบง่ ตามลกั ษณะการใชง้ าน
6.1 เครือ่ งขยายเสียงประเภทพีเอ (PA Amplifier)

ภาพที่ 6.54 เครื่องขยายเสียงประเภทพีเอ
ภาพจาก : https://www.vaninter.com/2019/04/19/amplifier-เครือ่ งขยายเสียง-class-ไหนด/

เครื่องขยายเสียงประเภทพีเอ หรืออาจจะเรียกว่าเครื่องขยายเสียง
สำหรับงานกลางแจ้งก็ได้ คำว่าพีเอ (PA) เป็นคำย่อของคำว่า Public Address ซึ่งหมายถึง
จำนวนผู้ฟังจำนวน มาก เครื่องขยายเสียงประเภทพีเอจะเน้นประสิทธิภาพ (อัตราการขยาย)
มากกว่าเน้นคุณภาพ (ความผิดเพี้ยนของ เสียง) และมีความทนทานในการใช้งานสูง ประกอบ

471

ไปด้วยอุปกรณ์หลักในระบบ คือ ภาครับสัญญาณเสียงขาเข้า ( Audio signal inputs)
จาก ไมโครโฟน เครื่องเลน่ แผน่ CD และ แหลง่ กำเนิดสัญญาณเสียงอื่น ๆ มาผสมและปรับแต่ง
ให้เข้ากันที่ Audio Mixer ซึ่งอาจรวมเครื่องประมวลสัญญาณเสียง อยู่ด้วยกัน หรือพ่วงต่อ
เพิ่มเติมเข้ามาในระบบ เมื่อได้สัญญาณเสียงที่รวมกันมาและปรับแต่งตามความต้องการแล้ว
จึงส่งออกไปทีภ่ าคสัญญาณเสียงขาออก Audio Signal Outputs และนำสัญญาณเสียงไปขยาย
ด้วยเครื่องขยายเสียง Amplifiers เพื่อขับลำโพง Loudspeakers ให้เปล่งเสียงตามที่ผู้ออกแบบ
ระบบเสียงนั้นกำหนดพื้นทีก่ ารกระจายเสียงและคุณลักษณะของเสียงไว้ ระบบขยายพลังเสียง
มีจดุ ประสงค์หลกั คือให้คนได้ยินดังชัดเจนข้ึน หรอื ได้ยินเสียงโดยทั่วถึงกัน ทำให้เสียงดังขึ้นเพื่อ
เหตุผลด้านศลิ ปะ เพือ่ ให้คนสนใจหรอื ตนื่ เต้นในพลงั เสียงทีเ่ หนือธรรมชาติ ทำให้คนสามารถได้
ยินเสียงในบริเวณที่ต้องควบคุมจากระยะไกล คือ การส่งสัญญาณเสียงไปขยายให้คนในอีก
พืน้ ที่หน่งึ ได้ยินพร้อมกันกบั พืน้ ทีก่ ิจกรรมทีเ่ กิดขึน้ จรงิ (Wikipedia, 2559)

จดุ ประสงค์หลักของระบบขยายพลงั เสียงหรอื พีเอ
1. ทำให้คนได้ยินดังชัดเจนขึ้น หรือได้ยินเสียงโดยทั่วถึงกัน
( หลักของบริการแบบสาธารณะเพือ่ คนหม่มู าก )
2. ทำให้เสียงดังขึ้นเพื่อเหตุผลด้านศิลป (Artistic reason)
เพือ่ ให้คนสนใจหรอื ตน่ื เต้นในพลงั เสียงที่เหนอื ธรรมชาติ
3. ทำให้คนสามารถได้ยินเสียงในบริเวณที่ต้องควบคุมจาก
ระยะไกล (Remote Location) ด้วยการส่งสัญญาณเสียงไปขยายให้คนในอีกพื้นที่หนึ่งได้ยิน
พร้อมกนั กับพืน้ ทีก่ ิจกรรมที่เกิดขึน้ จรงิ
อุปกรณ์หลักในระบบเสียง PA ก็คือเครื่องขยายเสียง ซึ่งมีกำลังวัตต์
เริ่มต้นที่ 10 วัตต์จนไปถึงหลายร้อยวัตต์ ยิ่งมีวัตต์สูง ยิ่งมีคุณภาพของพลังเสียงมาก เหตุที่
เรียกว่าระบบเสียงสาธารณะเพราะว่าสามารถกระจายเสียงไปได้ไกลในพื้นที่กว้างให้ได้ยินท่ัว
กนั เชน่ งานวัด งานโรงเรียน หนงั กลางแปลง หอประชมุ เป็นต้น โดยกอ่ นจะเปล่งเสียงออกไป
ให้ได้ยินทั่วกันนั้นต้องผ่านระบบกระจายเสียงที่เราเรียกว่าลำโพง นอกจากนั้นปัจจุบันยังมี
ระบบมิกเซอร์เข้ามาช่วยควบคุมให้เสียงมีคุณภาพ โดยเราสามารถปรับแต่งเองว่าอยากให้
เสียงน้ันออกมาในลกั ษณะไหน เชน่ ทุ้ม แหลม นุ่มนวล มีเอค็ โค่ เปน็ ต้น ตามแต่ลักษณะการใช้
งานโดยท่ัวไปนั้นการนำสัญญาณมาใช้ในระบบเสียง PA ทีน่ ยิ ม มี 2 แบบ ได้แก่ (Clas, 2017)
1. BALANCE SIGNAL
สายสัญญาณแบบ BALANCE SIGNAL จะมีการแยกสญั ญาณบวกและ
ลบออกจากกัน โดยจะมีสายกราวด์เข้ามาช่วยป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอก ทำให้

472

เสียงได้ทีย่ ินจะมีคณุ ภาพ ใส สะอาด ใช้สายสัญญาณหรือแจ็คทั้งหมด 3 สาย โดยมีแจ็คที่นิยม
ใช้ 2 แบบ ดังนี้

1.1 XLR (EXTRA LOW RESISTANCE)

ภาพที่ 6.55 XLR (EXTRA LOW RESISTANCE)
ภาพจาก : https://www.vaninter.com/2019/04/19/amplifier-เครื่องขยายเสียง-class-ไหนด/

เป็นสายสัญญาณประเภทที่ความต้านทานต่ำมาก ทำให้ลาก
สายไปได้ในระยะไกลโดยไม่มีสัญญาณรบกวน การต่อสัญญาณมีดังนี้ ขาที่ 1 กราวด์ , ขาที่ 2
สัญญาณประเภทบวกหรือ HOT SIGNAL และขาที่ 3 สัญญาณประเภทลบหรอื COOL SIGNAL

1.2 TRS (TIP RING SHEEVE)

ภาพที่ 6.56 TRS (TIP RING SHEEVE)
ภาพจาก : https://www.aliexpress.com/item/4000301056347.html

มีการต่อโดยสายที่ 1 SHEEVE เปรียบได้เสมือนสายกราวด์
สายที่ 2 TIP จะเป็นสัญญาณประเภทบวก และสายสัญญาณที่ 3 สาย RING จะเป็นสัญญาณ
ประเภทลบ

473

2. UNBALANCE SIGNAL
จะใช้สายสัญญาณ หรอื แจ็คท้ังหมด 2 สาย คือแจค็ แบบ PHONO และ
แบบ RCA การต่อสัญญาณแบบ UNBALANCE SIGNAL จะรวมเสียงบวกและลบเข้าด้วยกัน
แล้วมีสายกราวด์ช่วยในการป้องกันสัญญาณรบกวน แต่หากเดินสายแบบไกลจะมีข้อเสียคือ
เสียงรบกวนของสายกราวด์จะมากกว่าแบบ BALANCE SIGNAL จึงเหมาะกับการใช้งานแบบ
เดินสายใกล้มากกวา่
6.2 เครือ่ งขยายเสียงประเภทใช้ในบ้าน (Home Use Amplifier)

ภาพที่ 6.57 เครื่องขยายเสียงประเภทใช้ในบ้าน
ภาพจาก : https://market.yandex.ru/versus--av-resiver-yamaha-rx-v363-htr-6130-vs-

av-resiver-yamaha-rx-v365/1021537
เครื่องขยายประเภทนี้จะ เน้นคุณภาพมากกว่าประสิทธิภาพ ใน
ปัจจุบันเครื่องขยายที่ใช้ในบ้านนิยมทั้งประเภทประสิทธิภาพต่ำและสูง เนื่องจากว่าเครื่องที่มี
ประสิทธิภาพสูงมีอัตราการผิดเพี้ยนของสัญญาณน้อยกว่าเสียงหนักแน่นกว่า แต่เครื่องที่ มี
ประสิทธิภาพตำ่ กว่า (เปรียบเทียบกบั เครื่องขยายที่เปน็ คลาสเดียวกนั ) ราคาจะถกู กวา่

6.3 เครื่องขยายเสียงประเภทสะพายไหล/่ มือถือ
(Megaphone)

ภาพที่ 6.58 เครื่องขยายเสียงประเภทสะพายไหล่/มอื ถือ
ภาพจาก : https://audiocity.co.th/brand/toa/toa-er-2215w.html


Click to View FlipBook Version