The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอน_161429 เล่มที่ 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Narin Nonthamand, 2021-05-04 13:51:58

เอกสารประกอบการสอน_161429 เล่มที่ 1

เอกสารประกอบการสอน_161429 เล่มที่ 1

274

ภาพที่ 4.1 คล่ืนเสียง
คลื่นเสียง มี 2 ส่วน ดงั นี้

1. ส่วนอัด คอื ส่วนทีโ่ มเลกุลอากาศอยชู่ ิดกนั กว่าปกติ
2. ส่วนขยาย คอื ส่วนที่โมเลกลุ อากาศอยู่หา่ งกันกว่าปกติ

ภาพที่ 4.2 ทิศทางเคลือนที่ของเสียง
ภาพจาก :

https://panyasociety.com/pages/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%
E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%
B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%

AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5/
ความถี่ของเครื่องเสียงวัดเป็นเฮิรตซ์ (Hertz) ซึ่งใช้ตัวย่อ Hz ปกติมนุษย์เราฟังเสียง
ในช่วงความถี่ประมาณ 20 - 20,000 Hz ซึ่งเรียกว่าความถี่เสียงที่ได้ยิน (Audible Frequency)
ถ้าความถี่เสียงต่ำกว่า 20 Hz ลงมาเรียกว่า อินฟราโซนิค (Infrasonic) และความถี่เสียงที่สูง
กว่า 20,000 Hz ขึน้ ไปเรียกวา่ อลุ ตราโซนิค (Ultrasonic) บางคนอาจจะรับฟงั เสียงที่อยู่ในช่วง
ความถีเ่ สียงทีแ่ ตกต่างไปจากนี้ เชน่ 16 - 60,000 Hz , 15 - 20,000 Hz เปน็ ต้น ท้ังนีข้ นึ้ อยู่กับ
อายุและสุขภาพของผู้ฟัง คนวัยหนุ่มสาวหรือผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง จะได้ยินเสียงที่มีความถี่มี
ประมาณ 20 - 20,000 Hz แต่ถ้าผู้สูงอายุ ความถี่ของเสียงที่รับฟังได้จะแคบลง น่าจะฟัง
ความถี่เสียงสูง ๆ ไม่ได้มากนัก ส่วนใหญ่จะรับฟังได้ไม่เกิน 10,000 - 12,000 Hz (10 - 12
KHz) ความถี่เสียงที่ไวต่อการรับฟังของมนุษย์ที่สุดคือช่วงความถี่ระหว่าง 500 - 4,000 Hz

275

เครื่องเสียงที่ดี ๆ จะสามารถกระจายเสียงได้ครอบคลุมหรือมากกว่าช่วงความถี่เสียงที่มนุษย์
ได้ยินได้ เช่น 15 - 30,000 Hz เป็นต้น

ลกั ษณะสำคัญที่มีผลกับเสียง ในแต่ละช่วงความถีจ่ ะมีคุณสมบัติที่แตกตา่ งกนั ซึ่งจะ
สามารถแบ่งชว่ งความถีท่ ี่จะพบได้บอ่ ยนั้น 3 ช่วงหลัก ดังน้ี (เดชฤทธิ์ พลเยี่ยม, 2560)

ภาพที่ 4.3 ความถีเ่ สียง
ภาพจาก : http://vuthmail-swiftlet.blogspot.com/2011/03/blog-post_19.html

ภาพที่ 4.4 ความถี่เสียง
ภาพจาก

https://www.facebook.com/Pongpisit.Kin/photos/pcb.680935672006848/680918988675183/

1. ย่านความถี่ต่ำ (Low/Bass Frequency Range) โดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง
20Hz ถึง 200Hz คุณสมบัติย่านความถีช่ ่วงนี้ จะเคลื่อนตวั ไปแบบทุกทิศทาง (omnidirectional)
มีกำลังสูง มีโทนเสียงขนาดใหญ่ และเวลาอย่ใู กล้แหลง่ กำเนิด บางครง้ั อาจฟงั ไมร่ ู้เร่อื ง

2. ย่านความถี่กลาง (Mid/Midrange Frequency Range) โดยทั่วไปจะอยู่
ระหว่าง 200Hz ถึง 5kHz เป็นช่วงที่เราสามารถได้ยินดีที่สุด ช่วงความถี่นี้จะมีทิศทางมากกว่า
ย่านความถี่ต่ำ และสามารถทำให้เกิดเสียงเหมอื นอยตู่ รงหนา้ เราได้งา่ ยกวา่ หรอื มีความพุ่งและ

276

รู้สึกได้ว่าเสียงมีขอบ เสียงที่มีย่าน midrange น้อยจะได้โทนเสียงแบบกลมกล่อม เสียงทึบหรือ
เหมอื นอยู่ระยะไกล หากฟงั นาน ๆ อาจจะทำให้ล้าหไู ด้

3. ย่านความถี่สูง (High/Treble Frequency Range) โดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง
5kHz ถึง 20kHz คุณสมบัติของมันจะมีทิศทางสูง การบูสต์ความถี่ในย่านนี้ จะได้โทนเสียงที่
สว่าง ๆ จัดจ้าน ได้ความโปร่ง มีสีสรรค์ แต่ข้อด้อยของย่านความถี่นี้จะมีพลังงานต่ำกว่าทุก
ยา่ นความถี่ ย่านความถีส่ งู จุดเด่นคือทำใหซ้ าวด์โผลม่ าอยตู่ รงหน้าเราได้งา่ ยกว่า โดยที่ฟังแล้ว
ไม่รำคาญหู เสียงที่มีย่านความถี่น้อยจะได้เนื้อซาวด์ออกทึบ ๆ และยังให้ความรู้สึกแบบเสียง
อยู่ลึก ๆ ราวกับว่ามาจากก้นเหว เสียงไม่จัดจ้าน และความถี่ยังสามารถถูกแบ่งย่อยออกไปได้
อีก 3 ช่วงคือ

1. Low-mids เป็นช่วงจากประมาณ 200Hz ถึง 700Hz ให้โทนทึบ ๆ เช่นกีตาร์
เบส และโทนกลวง ๆ ปลอ่ ง ๆ เช่นเสียงของกีตาร์ทรง Hollow หรอื Semi-Hollow บอดี้

2. Mid-mids เป็นช่วงจากประมาณ 700Hz ถึง 2kHz จะให้ความดุดัน ให้โทน
เสียงทีส่ มจริง

3. ย่าน High-mids เป็นช่วงประมาณ 2kHz ถึง 5kHz จะให้โทนเสียงสว่าง ๆ
และจะให้เสียงเหมอื นอยู่ตรงหนา้ ผฟู้ ัง
3. แหลง่ กำเนิดเสียง

เสียงเป็นประเภทคลื่นกล (Mechanical wave) เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ
เมื่อวัตถุสั่นสะเทือน จะทําให้เกิดการอัดตัว และการขยายตัวของคลื่นเสียง แล้วถูกส่งผ่านไป
ยังตัวกลางเช่น เสียงจากลำโพงผ่านอากาศแล้วไปยังหู (เสียงสามารถเดินทางผ่านสสารใน
สถานะก๊าซ ของเหลวและของแข็งก็ได้ แต่ไม่สามารถเดินทางผ่านสุญญากาศได้) เมื่อการ
สั่นสะเทือนนั้นมาถึงหู มันจะถูกแปลงเป็นพัลส์ประสาท ซึ่งจะถูกส่งไปยังสมองทําให้เรารับรู้
และจําแนกเสียงต่าง ๆ ได้ (ipstudio, 2021) เป็นคลื่นชนิดหนึ่งที่เป็นที่คุ้นเคยกันของมนุษย์
เราชึ่งมีทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น เสียงพูดคุย เสียงร้องของคน และสัตว์ เสียงน้ำตก
เสียงฟ้าร้อง ฯลฯ และที่เกิดจาการสร้างขึ้น เช่น เสียงสัญญาณ เสียงเครื่องยนต์ เสียงดนตรี
ฯลฯ

ซึ่งเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนหรือการสั่นสะเทือนเป็นอนุกรม แล้วเคลื่อน ที่ผ่าน
ตัวกลางทีเ่ ป็นอากาศ ทุกอยา่ งสามารถเกิดการสน่ั สะเทือนได้ คลืน่ ยงั ใชอ้ ้าง อิงถึงแหล่งกำเนิด
เสียง แหลง่ กำเนิดอาจจะเป็นวตั ถุพวกสาย ระฆัง โลหะ เสียงคน สัตวห์ รอื ทุกอย่างที่ก่อกำเนิด
การสั่นสะเทือนในช่วงที่หูคนเราสามารถได้ยิน ลองนึกภาพการโยนก้อนหินลงในน้ำ ก้อนหิน
เปรียบเสมือนแหล่งกำเนิด มันจะสร้างให้น้ำเกิดการกระเพื่อมเป็นอนุกรม การกระเพื่อมก็คือ

277

ตำแหน่งคลื่นที่มีความหนาแน่นของโมเลกุลที่ถูกดึงไว้ด้วยกัน ขณะเดียวกันก็มีส่วนที่โมเลกุล
ถกู ขยาย ซึง่ บริเวณนจี้ ะมีลกั ษณะอ้วนหนา การเดินทางของเสียงจะมีลกั ษณะคล้ายกับการบีบ
อัดและผ่อนคลาย ในช่วงที่เกิดการบีบอัดหรือคอมเพรสชัน บริเวณนั้นจะมีความหนาแน่นของ
โมเลกลุ สูง เพราะถกู ดึงไว้ดว้ ยกนั และสว่ นที่ผ่อนคลายระดบั ความหนาแน่นของโมเลกุลจะเบา
บางเนื่องจากถูกผลักออกจากกัน หรือเรียกส่วนนี้ว่าการขยาย ในคลื่นนั้น บริเวณส่วนที่มีการ
คอมเพรสชันสูงจะมีความดันสูง และส่วนที่ผ่อนคลายจะมีความดันต่ำ โดยสามารถสรุป
แหลง่ กำเนิดของเสียงได้ดงั น้ี (เดชฤทธิ์ พลเยีย่ ม, 2560)

1. เครื่องดนตรี
2. เส้นเสียงของมนุษย์ หรือสตั ว์
3. อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ เช่น ลำโพง
4. ปรากฎการณท์ างธรรมชาติ เช่น ลมพดฟั ้าร้อง น้ำตก คลืน่ ทะเล
5. กิจกรรมต่าง ๆ เชน่ ตอกตะปู
หากเมอ่ื เรายืนอย่หู น้าลำโพง เครื่องรบั วิทยุ เครือ่ งรบั โทรทัศน์ หรือเคร่อื งบนั ทึกเสียง
ขณะทีไ่ ดอะแฟรมของลำโพงสน่ั สัมผสั กับอากาศ เราจะรู้สกึ ว่า ได้ยินเสียง เสียงเกิดขึน้ มาได้
เพราะมีอะไรบางอยา่ งถูกสง่ เข้าไปในหู เปน็ สิง่ ทีส่ ่งผ่านมาตามอากาศ และแหล่งกำเนดิ ของสิ่ง
นีก้ ็คือ การสัน่ ของแผ่นไดอะแฟรมของเครื่องรบั วิทยุ และเคร่อื งอ่นื ๆ ทีก่ ลา่ วถึงข้างตน้

ภาพที่ 4.5 การสัน่ สะเทอื นของส้อมเสียง

ภาพจาก : https://www.scimath.org/lesson-physics/item/7262-2017-06-13-13-37-52

เมื่อส้อมเสียงถูกเคาะให้สั่นในอากาศ เนื่องจากขาส้อมเสียง มีทั้งมวล และความ
ยืดหยุ่น จะออกแรงอัดอากาศ ทำให้ชั้นอากาศทีอ่ ยู่ชิดเกิดความเร่งตามกฎข้อที่สองของนวิ ตนั
แต่เนื่องจากอากาศมีความยืดหยุ่นแบบสปริงคล้ายส้อมเสียง ขณะที่ขาของส้อมเสียงดีดตัว
กลับ โมเลกลุ อากาศทีส่ ัมผัสอยูก่ ับขาส้อมเสียงมีแรงคืนตวั ดีดตัวกลบั ผ่านตำแหน่งสมดุลปกติ
(ขณะที่ยังไม่สน่ั ) จากการส่ันติดต่อกันของขาส้อมเสียง ทำให้ผิวเหนอื ชั้นอากาศที่อยู่ชิดขาส้อม
เสียงถูก รบกวนต่อเนื่องคือสั่นตามไปด้วย การรบกวนนี้ ถูกส่งออกผ่านชั้นบาง ๆ ของอากาศ
แรงอัด ทำให้อนุภาคอากาศเกิดการกระจัดที่ขณะใดขณะ หนึ่ง ณ จุดต่าง ๆ ตามทางที่การ

278

รบกวนผ่านไป จะเกิดมีบริเวณที่อนุภาครวมตัวกันหนาแน่นกว่า ปกติ ซึ่งเรียกว่า ส่วนอัด ใน
ขณะเดียวกันจะ เกิดบริเวณทีอ่ นภุ าคอากาศย้ายทีอ่ อกไปเรียกว่า สว่ นขยาย

ประเภทของแหลง่ กำเนิดเสียงสามารถแบง่ ได้ดงั น้ี (Imagineering, 2018)
1. แหล่งกำเนดิ เสียงที่มนษุ ย์สร้างข้ึน หมายถึง แหล่งกำเนิดเสียงที่ให้เสียงที่

เกิดข้ึนจากการกระทำของมนุษยด์ ้วยวิธีการตา่ ง ๆ หรอื เกิดจากการทำกิจกรรมในหลาย
รปู แบบ เช่น การดีด การสี การตี และการเปา่ ที่มนุษย์เป็นผู้กระทำกับวัตถุน้ันจนทำให้วตั ถนุ ั้น
เกิดการสัน่ เกิดเป็นเสียงขึน้ จนกลายเปน็ แหลง่ กำเนิดเสียงทีม่ นษุ ยส์ ร้างข้ึน

2. แหล่งกำเนิดเสียงตามธรรมชาติ หมายถึง แหล่งกำเนิดเสียงที่ให้เสียงที่
เกิดข้ึนเองโดยธรรมชาติ เช่น เสียงสตั ว์ ต่าง ๆ หรอื เสียงที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
หรือเสียงเสียดสีหรือกระทบกันด้วยวิธีการเกิดเสียงหลายรูปแบบ เช่น เสียงน้ำตก เสียงคลื่น
กระทบฝง่ั เสียงสัตว์ร้อง เสียงลม เสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า เป็นต้น

นอกจากนี้ยังสามารถจำแนกประเภทของแหล่งกำเนิดเสียงได้ตามลักษณะต่าง ๆ อีก
ดังตอ่ ไปนี้

เนื่องจากเสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ ดังนั้นความถี่ของคลื่นเสียงจึงเท่ากับ
ความถี่ของการสั่นของวัตถุ โดยคลื่นเสียงจะกระจายเป็นวงกลมรอบ ๆ แหล่งกำเนิดเสียงนั้น
แหล่งกำเนิดของคลื่นเสียงจึงสามารถแบ่งตามลักษณะของวัตถุต้นกำเนิดได้ 3 ประเภทคือ
(นนั ทพล สิทธิสุวรรณ, 2556)

1. เกิดจากการส่ังของสาย หรอื แทง่ เช่น เครื่องสายต่าง ๆ เชน่ ไวโอลิน กีตาร์ ขมิ
2. เกิดจากการสัน่ ของผวิ เชน่ ไดอะแฟรมของลำโพง หนงั กลอง ฯลฯ
3. เกิดจากการสงั่ ของลำอากาศ ได้แก่ เคร่ืองเป่าต่าง ๆ เช่น แซกโซโฟน ขล่ยุ ปี่
แหล่งกำเนิดของเสียง (Type of Sound Sources) จำแนกตามทฤษฏีการลดทอนเสียงมี
3 ชนิดดังน้ี (กฤติกา เลิศสวัสดิ์, 2544)

1. แหล่งกำเนิดเสียงแบบจุด (Point Source or Spherical Source) แหล่งกำเนิด
เสียงแบบจุด จะแผ่กระจายพลังงานเสียงจากแหล่งกำเนิดเสียงเป็นรูปทรงกลม (Sphere)
ตามแนวรศั มีของทรงกลมหรอื ระยะทางจากจดุ กึง่ กลางแหล่งกำเนดิ เสียงถึงจดุ รับเสียง

2. แหล่งกำเนิดเสียงแบบเส้น (Line Source) แหล่งกำเนิดเสียงแบบเส้นมีการ
แผ่กระจายพลังงานเสียงจากแหล่งกำเนิดเสียงเป็นรูปทรงกระบอก (Cylindrical Surface)
จากแนวกึง่ กลางของแหล่งกำเนิดเสียงตามระยะทางในแนวเส้นรศั มี

279

3. แหล่งกำเนิดเสียงแบบพื้นที่ (Area Source) แหล่งกำเนิดเสียงแบบพื้นที่มี
การแผ่กระจายพลังงานเสียงออกจากแหล่งกำเนิดเป็นคลื่นระนาบ (Plane Wave)
จากแหล่งกำเนิดเสสียงตามระยะทาง

ดังนั้นเสียงจึงเกิดขึ้น เมื่อวัตถุหรือแหล่งกำเนิดเสียง มีการสั่นสะเทือน ส่งผลต่อการ
เคลื่อนที่ของโมเลกุลของอากาศที่อยู่โดยรอบกลา่ วคือโมเลกุลของอากาศเหล่านั้นจะเคลื่อนที่
จากตำแหน่งแหล่งกำเนิดเสียงไปชนกับโมเลกุลของอากาศที่อยูถ่ ัดออกไป จะเกิดการถ่ายโอน
โมเมนตัมจากโมเลกุลที่มีการเคลือ่ นทีไ่ ปให้กับโมเลกลุ ของอากาศ ที่อยู่ในสภาวะปกติ จากนั้น
โมเลกุลที่ชนกันจะแยกออกจากกันโดยโมเลกุลของอากาศที่เคลื่อนที่มาชนจะถูกดึงกลับไปยัง
ตำแหน่งเดิมดว้ ยแรงปฎิกิรยิ า และโมเลกุลที่ได้รบั การถา่ ยโอนพลงั งาน กจ็ ะเคลื่อนที่ต่อไปและ
ไปชนกบั โมเลกลุ ของอากาศที่อย่ถู ดั ไป เปน็ ดงั น้ีไปเรื่อย ๆ จนเคลื่อนที่ไปถึงหู เกิดการได้ยินขึ้น
น่ันเอง (Amfinewell, 2013)
4. การรับเสียงจากหู และ การไดย้ ิน

เมื่อเสียงเคลื่อนที่มาถึงหูของเรา คลื่นเสียง จะมากระทบใบหูเข้ามายัง หูชั้นนอก
ทำหน้าที่ในการรับคลื่น ผ่าน รูหู เข้ามายัง หูชั้นกลาง กระทบที่ เยื่อแก้วหู ซึ่งจะทำให้กระดูก
ภายในหชู ้ันกลาง ซึ่งประกอบด้วย กระดูกค้อน กระดกู ทงั่ และกระดกู โกลน สั่นผ่านเข้าไปยัง หู
ชั้นใน และเปลี่ยนคลืน่ เสียงเป็นสัญญาณไฟฟ้าผา่ นทางเซลลป์ ระสาทไปยงั สมองทำให้เราได้ยิน
เสียง (Imagineering, 2018)

หเู ป็นประสาทที่สมั ผัสที่ทำหน้าทีร่ บั รู้ในลกั ษณะของการได้ยินเสียง ส่วนประกอบของหู
มี 3 ส่วน คือส่วนนอก (outer ear) หูส่วนกลาง (Middle ear) และหูส่วนใน (Inner ear)
(วีทิต วรรณเลิศลกั ษณ์, 2560)

ภาพที่ 4.6 หแู ละการได้ยิน
ภาพจาก : https://ngthai.com/science/24180/soundwave/2/

280

1. หูชั้นนอก ประกอบด้วยใบหู ช่องหูหรือรูหู (Auditory canal) และเยื่อแก้วหู
(tympanic membrane) โดยใบหูจะทำหน้าที่ ในการรับเสียง สำหรับในสัตว์บางชนิด หูส่วนนี้จะ
มีขนาดใหญ่เพื่อใช้หาทิศทางของแหล่งกำเนิดเสียง ส่วนช่องหูมีลักษณะเป็นท่อยาว ดังนั้น
ความดนั ของเสียงตอนปลายท่อด้านในที่ปิดอยจู่ ึงมีมากกวา่ ปากท่อด้านนอก ความดันทีเ่ พิ่มนั้น
จะเกิดเมื่อความยาวของ คลื่นเสียงยาวกว่าความยาวท่อ 4 เท่า คือความดังเมื่อผ่านช่องหูจะ
เพิม่ ขึน้ 12 เดซิเบล ในช่วงความถี่ 2,400 – 4,000 Hz แตถ่ ้าความยาวคลืน่ ตำ่ กว่าหรือสูงกว่านี้
ความดังเมื่อผ่านช่องหูจะเพิ่มเพียง 5 เดซิเบล ในช่วงความถี่ 2,000 – 6,000 Hz ช่องหูทำ
หน้าที่ในการกำทอนเสียง (resonance) ซึ่งสั่นด้วยความถี่ประมาณ 3000 เฮิรตซ์ แล้วส่งไปยัง
เยือ่ แก้วหู

แก้วหูจะเกิดการสั่นอย่างพร้อมเพรียงกันกับคลื่นเสียงที่เข้ามาจากช่องหูส่วน
นอกเนื่องจากเม่อื มีการผ่านเข้ามาของคลื่นเสียง จะเกิดการยดื ตัวของเยื่อทีท่ ำงานเข้าช่องหูชั้น
กลาง ทำให้มีการสั่นเนื่องจากมีการกระทบ กับส่วนของคลื่นเสียงที่หลงผ่านมา เมื่อมีการ
เปลี่ยนแปลงของความกดดันไม่ว่าจะเพิ่มขึ้น หรือน้อยลงของระดับ อากาศที่มาจากคลื่นเสียง
จะทำให้แก้วหทู ี่มคี วามไวต่อการเปลีย่ นแปลงเกิดการโป่งเข้า และยื่นออกมาอยา่ งพร้อมเพรียง
กับความถี่ของคลื่นเสียงทีเ่ คลื่อนที่ผ่านมา เนื่องจากู่แก้ว หมูอี สิ ระต่อ การเคลื่อนที่ของคลื่น
เสียงที่เข้ามากระทบกับ มัน ความดันของอากาศส่วนที่เหลือทั้งด้านหน้า และด้านหลังแก้วหู
จะต้องมีค่าเท่ากัน ส่วนที่อยู่ดานนอกของแก้วหูจะได้รับความกดดันจากชั้น บรรยากาศที่ผ่าน
มาจากโพรงช่องหูส่วนที่อยู่ดานในแก้วหูจะเผชิญหน้ากับช่องว่างของหูชั้นในที่มักจะสัมผัสกับ
ช้ันความกดบรรยากาศผ่านส่วนของทอ่ หู(eustachian (auditory) tube) ทีต่ อ่ เชือ่ มสว่ นของช่องหู
ชั้นกลาง กับ ส่วนของคอหอย (pharynx) โดยปรกติท่อหจู ะปิด แต่จะถกู ดึงให้เปิดขึ้นเมื่อมีการ
หาว เคี้ยว และกลืนอาหาร เมื่อเปิดออก จะส่งผลให้ความดันอากาศภายในส่วนหูชั้นกลาง
เท่ากับความดันอากาศในชั้นบรรยากาศ คือความดันระหว่างส่วนหน้า และส่วนหลังของแก้วหู
จะกลับมามีค่าเท่ากัน เมื่อมีความดันจากภายนอกเข้ามาในส่วนของชี้องหูอย่างรวดเร็ว เช่น
การอยู่ในเครื่องบินที่กำลังขึ้น หรือลงจะทำให้แก้วหูโป่ง และเจ็บปวดเมื่อความดัน ภายนอกหู
เกิดการเปลี่ยนแปลง ในขณะที่ความดันในช่องหูชั้นกลางยังคงเท่าเดิม การเปิดออกของท่อหู
เนื่องจาก การหาวจะทำให้ความดันของอากาศทั้ง 2 ฟากของแก้วหูกลับมาเท่ากัน ลดการโค้ง
งอของแก้วหูเนื่องจากแรงกด กลับมาอยู่ในตำแหน่งนึ่งเดิม การติดเชื้อในลำคอสามารถ
แพร่กระจายเข้าไปในท่อหูและแพร่เข้าไปในช่องหูชั้น กลางได้การมีสารน้ำคั่งอยู่ในช่องหูชั้น
กลางไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการเจ็บปวด แต่ยังไปขัดขวางการนำคลื่นเสียง ข้ามช่องหูชั้นกลาง
ด้วย

281

นอกจากนี้แล้ว ช่องหูยังช่วย ในการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้มีค่าคงที่
และยังเป็นเครื่องป้องกันอันตรายให้แก่หอู ีกด้วย เยื่อแก้วหูเป็นส่วนกั้น ระหว่างหูชั้นนอกกับหู
ชั้นกลาง โดยแยกอากาศในช่องหูชั้นนอกไม่ให้ติดต่อกับหูชั้นกลาง เยื่อแก้วหูทำหน้าที่เป็น
เครือ่ งรับความดันเสียง

2. หูชั้นกลาง มีลักษณะเป็นโพรงอากาศ ประกอบด้วยกระดูกขนาดเล็ก 3 ชิ้น
ที่เรียงต่อกันเป็นโซ่ที่เรียกว่า “ค้อน” (Malleus) “ทั่ง” (Incus) และ “โกลน” (Stapes) ทำหน้าที่
รับแรงสั่นสะเทือน และขยายเสียงต่อจากเยื่อแก้วหูก่อนส่งต่อไปยังหูชั้นใน เป็นส่วนที่อยู่ต่อ
จากหูชั้นนอก มีลักษณะเป็นโพรง ตั้งอยู่ในกระดูกขมับ มีกระดูกเล็ก ๆ 3 ชิ้น ต่อกันอยู่ด้วยข้อ
ต่อ ปลายด้านหนึ่งของกระดูกค้อนยึดติดอยู่กับเยื่อแก้วหู ส่วนทางด้านกระดูกโกลนมีฐานยึด
ติดกับช่องรูปรี ทั้งนี้โดยอาศัยเอ็นของกล้ามเนื้อเป็นตัวยึด หน้าต่าง รูปรีเป็นทางผ่านของการ
สน่ั สะเทือนจากเยื่อแก้วหู ซึง่ ถกู สง่ ถา่ ยทอดมาตามกระดูกท้ังสามชนิ้ ไปยังช่องรูปรีเข้าสู่หูช้ันใน
การทำงานของกระดูก 3 ชิน้ มีลักษณะคล้ายระบบของคาน ซึง่ มีการได้เปรียบเชิงกลประมาณ
3 : 1 ผลก็คือ ระยะทางการขยับตัวของเยื่อแก้วหูน้อย เมื่อส่งผ่านเป็นการสั่นไปสู่ฐานของ
กระดูกโกลน แตเ่ กิดแรงกระตุ้นมากขึ้น บริเวณด้านล่างของหชู ้ันกลาง มีทอ่ ซึง่ ติดต่อกบั อากาศ
ภายนอกทางด้านหลังของจมูกเรียกวา่ ท่อยสู เตเช่ยี น ทำหนา้ ที่ปรบั ความดนั อากาศภายในหูชั้น
กลาง ให้เท่ากับความดันบรรยากาศอยูเ่ สมอ

3. หูชั้นใน อยู่ภายในส่วนลึกของกระดูกขมับ ประกอบด้วยอวัยวะที่ทำหน้าที่
เกี่ยวกับการได้ยิน และอวัยวะที่ใช้ในการทรงตัว มีชื่อว่า โคเคลีย (cochlea) เป็นอวัยวะที่ทำ
หน้าที่เกี่ยวกับการได้ยินเสียง ลักษณะเป็นท่อยาวประมาณ 30 มม. ขดเป็นวงซ้อนขึ้นรูปก้น
หอยประมาณ 2 1/2 รอบ โคเคลียถูกแบง่ ออกเปน็ 2 สว่ น ตามความยาว โดยแผ่นเยือ่ เบซิลาร์
เมมเบรน (Basilar membrane) ช่องบนเรียก สกาลา เวสติบุไล (Scala vestibuli) และช่องล่าง
เรียกว่า สกาลา ทิมปาไน (Scala tympani) ช่องทั้งสองติดต่อกันที่บริเวณยอดของโคเคลีย เป็น
รูเปิดเล็ก ๆ เรียกว่า เฮลิโคทริมา (Helicotrema) ภายในช่องท้ังสองมีของเหลวบรรจุอยู่

ภาพที่ 4.7 เซลลข์ นรับคลื่นเสียง (ขยายประมาณ 600 เทา่ )
ภาพจาก : https://www.scimath.org/lesson-physics/item/7262-2017-06-13-13-37-52

282

บนเบซิลาร์ เมมเบรน มีอวัยวะรับเสียงคือ ออร์แกนออฟคอร์ติ (Organ of corti)
ประกอบด้วยเซลล์ขน (Tectorian membrane) และเซลล์อื่น ๆ เมื่อคลื่นความสั่นสะเทือนถกู ส่ง
มาถึงช่องรูปรี คลื่นจะถูกส่งผ่านของเหลวในหูส่วนใน ไปตามช่องบน ผ่านรูเปิดลงสู่ช่องล่าง
สุดท้ายจะไปถึงช่องรูปวงกลม ระหว่างที่มีคลื่นรบกวนเดินผ่านตามเส้นทางดังกล่าว เบซิลาร์
เมมเบรนจะ ถกู กระตนุ้ ให้สนั่ เซลลข์ นซึง่ มีความไวสูงจำนวนมากจะเปลีย่ นความสั่นสะเทือนให้
เป็นศักยไ์ ฟฟ้า กลายเป็นกระแสประสาทสู่สมองทางเส้นประสาทเสียงเพื่อ แปลเป็นความรู้สึก
ของเสียง อัตราการผลิตกระแสประสาทของเซลลข์ นขึน้ อยกู่ ับความเข้มและความถืข่ องเสียง

ส่วนทรงตัวของหสู ว่ นใน มีลักษณะเปน็ หลอดกึง่ วงกลม 3 อัน วางตั้งฉากกนั เป็น 3 มิติ
ที่ปลายหลอดมีเซลล์รับความรู้สึก ที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของศีรษะอยู่ภายใน ช่วย
ทำให้เราสามารถควบคุม หรอื ปรบั สภาพการทรงตัวได้ (ปิตุพร พิมพาเพชร, 2564)

การได้ยินยังขึ้นอยู่กบั ความถี่ของเสียงอีกด้วย โดยมนุษย์สามารถได้ยินเสียงอยู่ในช่วง
20 ถึง 20,000 เฮิรตซ์

- เสียงที่มีความถี่อยู่ในช่วงที่ต่ำกว่า 20 เฮิรตซ์ลงไป เรียกว่า คลื่นใต้เสียง
หรอื คลืน่ อนิ ฟราโซนิค

- เสียงที่มคี วามถี่อยใู่ นช่วงที่สงู กว่า 20,000 เฮิรตซ์ขนึ้ ไป เรยี กวา่ คลื่นเหนือ
เสียง หรือคลน่ื อลั ตราโซนิก

- เสียงทุ้ม เป็นเสียงที่มรี ะดบั เสียงต่ำหรอื ความถี่นอ้ ย
- เสียงแหลม เป็นเสียงที่มรี ะดบั เสียงสูงหรอื ความถี่มาก
การไดย้ ินเสียง
เสียงที่เกิดขึ้นทุกชนิดมีลักษณะเป็นคลื่นเสียง ใบหูรับคลื่นเสียงเข้าสู่รูหูไปกระทบเยื่อ
แก้วหู เยื่อแก้วหูถ่ายทอดความสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงไปยังกระดูกค้อน กระดูกทั่ง และ
กระดูกโกลน ซึ่งอยู่ในหูชั้นกลางและเลย ไปยังท่อรูปครึ่งวงกลม แล้วต่อไปยังของเหลวในท่อ
รูปหอยโข่ง และประสาทรับเสียงในหูชั้นในตามลำดับ ประสาทรับเสียงถูกกระตุ้นแล้วส่ง
ความรสู้ ึกไปสสู่ มองเพือ่ แปลความหมายของเสียงที่ได้ยิน (Amfinewell, 2013)

283

ลำดับขน้ั ตอนในการไดย้ ินเสียง

ภาพที่ 4.8 ลำดับข้ันตอนในการได้ยินเสียง
ภาพจาก : OpenStax, 2016

ช่องหูจะทำให้คลื่นเสียงที่มีความถี่ระหว่าง 2,000 – 5,000 Hz มีพลังงานสูงขึ้น
เนือ่ งจากเกิด resonance ในชอ่ งหู ถ้าความถี่ ตำ่ กวา่ 400 Hz การรบั คลื่นเสียงไมค่ อ่ ยดี ท้ังใบรู
และช่องหูทำให้เกิดการขยายเสียง เมื่อคลื่นเสียงไปกระทบแก้วหู ซึ่งต่ออยู่กับกระดูก 3 ชิ้น
ซึ่งประกอบกันแบบคานดีดคานงัดจึงมีการได้เปรียบเชิงกลเกิดขึ้นทำให้มีแรงเพิ่มขึ้น กระดูก
โกลนซึ่งอยู่ที่ตำแหน่งสดุ ท้ายมี ความแตกต่างระหว่างพื้นทีก่ ับหน้าต่างรูปไข่มาก เมื่อมีแรงมา
กระทำจะทำให้ความดันเพิ่มขึ้น จึงเกิดการขยายเสียงขึ้นประมาณ 30 เท่า จากนั้นเสียงก็จะ
เดินทางเข้าสู่หูส่วนใน สัญญาณเสียงก็จะเกิดการขยายอีก เมื่อคลื่นเสียงผ่านหูส่วนในก็จะทำ
ให้เยื่อบาซิลาร์สั่น ปลายประสาทที่เยื่อบาซิลาร์ก็ส่งสัญญาณต่อไปยังสมอง ทำให้เกิด
ความรสู้ ึกในการได้ยินเสียง (ปรียา อนพุ งษอ์ งอาจ, 2557)

284

การไดย้ ินน้ันเกิดจากองค์ประกอบ 3 อย่างคือ

ภาพที่ 4.9 องค์ประกอบของการได้ยิน
ภาพจาก : https://www.thaiedujobs.com/lessons/elementary/science/content/24
1. แหล่งกำเนดิ เสียงทีเ่ กิดการสะเทือน
ตัวอยา่ งแหล่งกำเนิดเสียง

1.1 มนษุ ย์ เสียงของมนุษย์เกิดจากการส่ันของเส้นเสียง ซึง่ จะอาศัยการหายใจ
เข้า-ออก ในผู้ชายจะมีเส้นเสียงที่ยาวกว่าจงึ ทำให้เสียงทุ้มกวา่

1.2 จิ้งหรีด การทำเสียงทำได้เฉพาะเพศผู้ โดยจะใช้ปีกคู่หน้าถูหรือสีกันทำให้
เกิดเสียง เสียงจะมีลักษณะต่างกันเพือ่ บ่งบอกพฤติกรรม เชน่ หาคู่, บอกอาณาเขต

1.3 จักจั่น การทำเสียงทำได้เฉพาะเพศผู้ โดยจะอาศัยกล้ามเนื้อที่อยู่ตรงช่อง
ท้องหดและขยาย ทำให้เกิดเสียงขึ้น การทำเสียงส่วนใหญ่เพื่อหาคู่ แต่ก็ใช้กับพฤติกรรมอื่น ๆ
เช่น ข่มขู่ แสดงความพอใจ เปน็ ต้น

ภาพที่ 4.10 แหลง่ กำเนิดเสียงที่เกิดการสะเทือน
ภาพจาก : https://www.thaiedujobs.com/lessons/elementary/science/content/24

285

2. ตัวกลาง มีสสาร ไม่ใชส่ ภาวะสญุ ญากาศ
การเคลือ่ นทีข่ องเสียงผา่ นตัวกลาง เสียงเดินทางผา่ นตัวกลางได้ดีเรยี งตามลำดับคือ
ของแขง็ > ของเหลว > แก๊ส

ภาพที่ 4.11 อตั ราเร็วของเสียง
ภาพจาก : https://www.thaiedujobs.com/lessons/elementary/science/content/24
3. อวยั วะรับเสียง เช่น หู

การไดย้ ินเสียงชัดเจนขึ้นอยกู่ ับสาเหตตุ า่ ง ๆ ดังนี้ (Amfinewell, 2013)
1. แรงส่ันสะเทือน เสียงดงั มากแรงสัน่ สะเทือนกม็ าก
2. ระยะทางจากต้นกำเนิดเสียงมาถึงหู พลังงานเสียงจะเคลื่อนที่จาก
แหล่งกำเนิดทุกทิศทุกทาง พลังงานเสียงกจ็ ะเคลื่อนที่และคอ่ ย ๆ ลดลงจนพลังงานเสียงหมด
ไป ดงั นนั้ คนที่อย่ใู กล้กบั แหลง่ กำเนิดเสียงจะได้ยินเสียงที่ดังและชดั เจนกว่าคนที่อยูไ่ กลออกไป
3. สขุ ภาพของหู หากอวัยวะรบั เสียงเสือ่ ม เราก็จะได้ยินเสียงไม่ชดั เจน
4. การรบกวนจากเสียงอ่นื ๆ เชน่ มีลมพดั มวี ัตถุมากั้นทางเดินของเสียง
5. ความหมายของระดบั ของเสียง
ระดับเสียง หรือ พิทช์ (Pitch) หมายถึงระดับหมายถึง เสียงสูงเสียงต่ำ ระดับเสียงเกิด
จากความถี่ของการสั่นสะเทือนของวัตถุ วัตถุที่สั่นสะเทือนเร็วกว่าทำให้เกิดเสียงระดับสูงกว่า
ในขณะที่วัตถุที่สั่นสะเทือนช้ากว่าทำให้เกิดระดับเสียงต่ำกว่า ความถี่ซึ่งเป็นตัวกำหนดระดับ
เสียงได้มาจากการวดั ความสนั่ สะเทือนของวัตถุ โดยมีหนว่ ยเป็นรอบต่อวินาที หรอื เฮิรตซ์ (Hz)
ของโน้ตแต่ละตัว วัตถุที่สั่นสะเทือนมากว่าจะมีความถี่มากกว่า ทำให้เกิดเสียงสูงมากกว่า ถ้า
ความถี่มากขึ้นเท่าตัว ระดับเสียงจะสูงขึ้น 1 ช่วงคู่แปด (อ็อกเทฟ) เช่น โน้ตที่มีความถี่ 220
รอบต่อวินาที จะมีระดับเสียงสูงกว่าโน้ตที่มีความถี่ 110 รอบต่อวินาทีอยู่ 1 ช่วงคู่แปด และ
เช่นเดียวกันในกรณีที่ความถี่น้อยลง 1 เท่าตัว ระดับเสียงจะต่ำลง 1 ช่วงคู่แปด เช่น โน้ตที่มี
ความถี่ 440 รอบต่อวินาที จะมีระดับเสียงต่ำกว่าโน้ตที่มีความถี่ 880 รอบต่อวินาทีเป็นระยะ
1 ช่วงคูแ่ ปด เช่น ความถี่เสียงเปียโน (Wikipedia, 2562)

286

ระดับเสียงน้ัน จะถูกกำหนดด้วยการสั่นสะเทือนของวัตถุ วัตถุที่สัน่ สะเทือนเรว็ กว่าทำ
ให้เกิดระดับเสียงสูงกวา่ วัตถทุ ีส่ ั่นสะเทือนช้ากว่าซึ่งใหร้ ะดับเสียงต่ำกว่า เพราะการส่ันสะเทือน
เร็ว กวา่ ทำให้เกิดจำนวนรอบมากกวา่ นัน่ เอง การส่นั สะเทือน หรอื เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความถี่
(Frequency) ความถี่วัดด้วยการนับจำนวนครั้งหรือรอบต่อ 1 วินาทีจำนวนรอบต่อ 1 วินาที
สามารถ เรียกเป็นหน่วยส้ัน ๆ วา่ เฮิรต์ ซ์ (Hertz หรอื ยอ่ ลงด้วย Hz) ดังนนั้ ถ้ากลา่ ว ความถี่ 40
Hz หมายความวา่ เกิดการสั่นสะเทือน 40 รอบต่อ 1 วินาทีระดับเสียงที่ 40 Hz จะต่ำกวา่ ระดับ
เสียงที่ 50 Hz การพิจารณาระดับเสียงต้องนับรวมแรงดันสเปคตรัมและความยาวเสียงร่วม
ด้วย มาตรฐาน เสียงได้ผลสรุปลงในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1939 ในการประชุม International
Conference ณ กรุง ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ฮอลแลนด์และอิตาลี การประชุมลงมิตรับรอง
ให้ a1 = 440 Hz โดย คุณลักษณะของเสียงที่บอกให้ทราบว่าเสียงนั้น “สูง” หรือ “ต่ำ” หรือ
กลา่ วอีกนยั หน่ึงว่า เปน็ คุณสมบตั ิทางจิตวิสัยของเสียง ซึง่ กำหนด ตำแหน่งในบันไดเสียงของ
มัน ระดับเสียงเกี่ยวข้องโดยตรงกับความถี่ ระดับเสียงต่ำสุด ที่ใช้ในการดนตรีคือเสียงดับเบิล
เบสและเบสทูบา (30-40 Hz) ส่วนเสียงที่ต่ำที่สุดของลิ่มนิ้วเปียโน คือ AAA (27.5 Hz) และ
เสียงที่สูงที่สุดของเปียโนปัจจุบันคือ c5 (4180 Hz โดยประมาณ) ในระบบแบ่งเท่า ปัจจุบัน
กำหนดให้ a1 = 440 Hz จะได้ความถี่ของเสียง a ในระดับต่าง ๆ ดังนี้ (วาสิษฐ์ จรัญยานนท์,
2542)

AAA = 27.5 Hz
AA = 55 Hz
A = 110 Hz
a = 220 Hz
a1 = 440 Hz
a2 = 880 Hz
a3 = 1760 Hz
a4 = 3520 Hz
จากหลักการดังกล่าวทำได้ทราบถึงระดับเสียงต่าง ๆ ซึ่งเสียงที่ตรงกับค่าความถี่ที่
440 Hz นั้นใช้สัญลักษณ์ a1 โดย Brandy Kraemer (2017) กล่าวถึงเรื่อง การเรียกชื่อโน้ตบน
ระดับเสียงและการเรียกชอ่ื ของ Octave ตำแหน่งเสียงของโน้ตน้ันจะระบุความถีเ่ สียงเป็นตัวเลข
และหรือสัญลักษณ์เพื่อให้เรา สามารถอ้างอิงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นวิธีที่จะสามารถระบุโน้ต
ตามตำแหน่งบนบันทัด 5 เส้น ที่ สัมพนั ธ์กับตำแหน่งบนลิ่มคีย์บอรด์

287

ซึ่งเสียงนั้นจะขึ้นอยู่กับความถี่ของเสียงซึ่งในทางทฤษฎีแล้วหมายถึงระดับเสียงดนตรี

หรือถือว่าเป็นเสียงที่มีการจัดระเบียบเพื่อความไพเราะเมื่อได้ยินเสียงดนตรีที่ได้ยินก็คือ

กลุ่มเสียง โด เร มี ฟา ซอล ลา ที โด กลุ่มเสียงเหล่านีท้ างวิชาการดนตรเี รียกว่าตัวโน้ต (Note)

ซึ่งจะมีความถี่ประจำของแต่ละเสียง เช่น เสียงโด (c) จะมีความถี่ 264 เฮิรตซ์ เสียงฟา (F)

มีความถี่ 392 เฮิรตซ์เฮิรตซ์ ดังตารางมาตราของเสียงดนตรีทีก่ ำหนด ดังน้ี

แสดงมาตราของเสียงดนตรีทีก่ ำหนด (สมสิทธิ์ จติ รสถาพร, 2529, หน้า 4)

โน้ต มาตราทางดนตรี ความถี่ (เฮิรตซ์) อัตราส่วน

ทางดนตรี ทางวิทยาศาสตร์

C โด (do) 264 256 1

D เร (re) 297 288 9/8

E มี (mi) 330 320 5/4

F ฟา (fa) 352 341 4/3

G ซอล (Sol) 396 384 3/2

A ลา (la) 440 427 5/3

B ซี (ti) 495 280 15/8

C’ โด (do) 528 512 2

ภาพที่ 4.12 มาตราของเสียงดนตรี

6. การกำทอนของเสียง

กำทอนของเสียง (resonance) หรอื การสัน่ พ้องของเสียง คือ การทีท่ ำให้อากาศที่อยู่ใน

กล่องหรือในท่อสั่นด้วยความถี่ธรรมชาติ อากาศก็จะสั่นด้วยแอมปลิจูดมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้

เกิดเสียงดังมากขึน้ กว่าปกติ การทีเ่ ราใหค้ วามถีเ่ สียงทีม่ ีค่าเท่ากบั ความถี่ธรรมชาติของวัตถุใน

ช่วงเวลาหนึ่งก็สามารถทำให้วัตถุสั่นด้วยแอมพลิจูดมากขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจทำให้วัตถุเสียหาย

ได้การสั่นของระบบด้วยแอมพลิจูดสูงสุด เมื่อระบบถูกกระตุ้นเป็น จังหวะด้วยความถี่เท่ากับ

ความถี่ธรรมชาติของระบบ หรือที่เรียกว่า ความถี่ธรรมชาติ จะเกิดการกำทอนขึ้น และเรียก

ความถี่ขณะที่เกิดกำทอนนี้ว่า ความถี่กำทอน (resonant frequency) จะสังเกตได้เมื่อวัตถุถูก

กระทำด้วยแรง หรือสัญญาณที่มีความถี่เท่ากับหรือใกล้เคียงกับความถี่ธรรมชาติของวัตถุ

วัตถุนั้นจะสั่นด้วยความถี่นั้นและด้วยแอมปลิจูดที่ใหญ่ แต่ถ้าเป็นคลื่นเสียงก็จะทำให้เสียงดัง

มากขึ้น จนอาจทำให้วตั ถนุ ้ันเสียหาย หรอื อาจเกิดความรำคาญได้ (Wikipedia, 2558)

288

การกำทอนเกิดข้นึ ได้ 2 แบบคือ
กำทอนด้วยแรง หมายถึง การสั่นพ้องที่เกิดขึ้นโดยการออกแรงกระทำกับวัตถุเป็น
จงั หวะทีม่ คี วามถีเ่ ท่ากบั ความถี่ธรรมชาติของวัตถุเป็นเวลานาน เมือ่ ลมพัดที่ความเร็วคงตัวค่า
หนึ่งเป็นเวลานาน ซึ่งแรงลมพอดีกับความถี่ธรรมชาติจะทำให้เกิดการสั่นพ้อง แอมปลิจูดของ
การสนั่ ที่มากขึ้นทำให้วตั ถุน้ันเสียหาย
5.2. กำทอนด้วยคลื่น หมายถึง การสั่นพ้องทีเ่ กิดขึ้นโดยการส่งคลื่นที่มีความถี่เท่ากบั
ความถี่ธรรมชาติของวัตถกุ ระทบกบั วัตถเุ ป็นเวลานาน ซึง่ สามารถแบ่งการกำทอนด้วยคลืน่ ได้
ดังน้ี

5.2.1. ความถี่ธรรมชาติ (natural frequency) คือ วตั ถหุ รอื อนภุ าค จะมีความถี่
ในการสั่นตามธรรมชาติเฉพาะตัวอย่างเป็นอิสระคงที่อยู่ค่าหนึ่ง เช่นลูกตุ้มที่แขวนด้วยเชือก
ยาว L อยใู่ นบริเวณทีม่ คี วามเร่งจากความโน้มถ่วง g จะมีความถี่ตามธรรมชาติเท่ากับ มวล m
ติดสปริงอันหนึ่ง:ซึ่งมีค่าคงที่สปริง k เมื่อถูกกระตุ้นให้สั่นก็จะมีความถี่ธรรมชาติ ซึ่งหา
ค่าความถี่ได้จากสมการ นอกจากลูกตุ้มแล้ววัตถุต่าง ๆ เช่นสะพานแขวน ชิงช้า สายไฟที่โยง
อยูบ่ นเสาไฟฟ้า แมแ้ ต่ตกึ สูง สิ่งเหลา่ น้กี ็มีความถี่ธรรมชาติ สามารถที่ส่ันไหวหรือแกว่งได้ด้วย
ค่าความถีเ่ ฉพาะตัวคา่ หนึง่

5.2.2 ความถีธ่ รรมชาติของวัตถุแผน่ บาง คือ แผน่ วัตถบุ างที่อ่อนตัวและถูกขึง
ให้ตึงหรือตรึงขอบได้ เช่น แผ่นหน้ากลอง เมื่อทำให้สั่นจะสั่นด้วยความถี่ธรรมชาติได้หลายค่า
การศึกษาเกี่ยวกับความถี่ธรรมชาติของแผ่นวัตถุบางนี้มีประโยชน์มากในการออกแบบ
ไดอะแฟรมของลำโพง

5.2.3 การเกิดการส่ันพ้องของเสียงในหลอดปลายเปิด หลอดปลายเปิด
เป็นหลอดที่ปลายทั้งสองข้างเปิดสู่อากาศ คลื่นเสียงที่สะท้อนบริเวณปากหลอดทั้งสองข้าง
โมเลกลุ ของอากาศเคลือ่ นที่ได้โดยอิสระจะเป็นตำแหนง่ ปฏิบัติของคลน่ื

ภาพที่ 4.13 การเกิดคลืน่ นิง่ ในทอ่ ปลายเปิดทั้งสองข้าง ยาว L

289

ภาพจาก : http://physics-m5.blogspot.com/2012/09/blog-post_6555.htm
5.2.4 การเกิดการสน่ั พ้องของเสียงในหลอดปลายปิด
หลอดปลายปิด เป็นหลอดที่ปลายข้างหนึ่งปิด ปลายอีกช้างหนึ่งเปิด เมื่อให้

คลื่นเสียงเข้าทางปากหลอดด้านเปิด คลื่นเสียงจะเข้าไปสะท้อนที่ด้านปิดโดยมีเฟสเปลี่ยนไป
180 องศา ดังนั้นที่ตำแหน่งผิวระนาบของด้านปิดจะเป็นตำแหน่งของบัพ ส่วนบริเวณปาก
หลอดด้านเปิด โมเลกุลของอากาศสั่นได้โดยอิสระจะเป็นตำแหน่งปฏิบัติของคลื่นนิ่งขณะเกิด
การสน่ั พ้อง

ภาพที่ 4.14 การเกิดคลืน่ นิ่งในทอ่ ปลายปิด ยาว L
ภาพจาก : http://physics-m5.blogspot.com/2012/09/blog-post_6555.html
การเกิดการส่ันพ้องของเสียงในหลอดทม่ี ีความยาวคงท่ี
ถ้ามีการสง่ คลื่นเสียงจากลำโพงเข้าไปทางปากหลอด คลื่นเสียงจะสะท้อนที่ปากหลอด
ทั้งสองกลับไปกลับมาแล้วเกิดการแทรกสอดกัน ทำให้เกิดคลื่นนิ่ง เมื่อปรับความถี่ของคลื่น
เสียงให้มีค่าพอเหมาะจะเกิดคลื่นนิ่งที่มีแอมพลิจูดเพิ่มมากขึ้น และถ้าที่ปากหลอด เป็น
ตำแหน่งของปฏิบัพของคลื่นพอดี เราจะได้ยินเสียงออกมาจากหลอดดงั ที่สดุ แสดงว่าเกิดการ
สั่นพ้องของเสียง โดยความถีข่ องคลืน่ นิง่ ที่ทำให้เกิดการสั่นพ้องของเสียงในหลอด มีได้หลายค่า
ดังน้ี (สายัน พยอม, 2555)
1. ความถี่มูลฐาน (Fundamental) คือ ความถีต่ ่ำสดุ ของคลื่นนง่ิ ในหลอด ซึง่ มคี วาม
ยาวคลืน่ มากทีส่ ุด แล้วทำใหเ้ กิดการสน่ั พอ้ งของเสียง
2. โอเวอร์โทน (Overtone) คือ ความถี่ของคลื่นนิ่งที่ถัดจากความถี่มูลฐานแล้วทำให้
เกิดการสน่ั พอ้ งของเสียงในหลอดนนั้ ได้ มีค่าเป็นข้ัน ๆ
3. ฮาร์โมนิค (Harmonic) คือ ตัวเลขที่บอกว่าความถี่น้ันเป็นกี่เทา่ ของความถีม่ ลู ฐาน

290

7. การสะท้อนของคลื่นเสียง
เสียงมีคุณสมบัติเป็นคลื่นดังนั้น เมื่อเสียงเคลื่อนที่จากตัวกลางหนึ่งไปกระทบอีก

ตัวกลางหนึ่งซึ่งมีความหนาแน่นมากกว่า เสียงจะสะท้อนกลับหมด เมื่อเสียงเคลื่อนที่ชนสิ่งกีด
ขวาง เคลื่อนที่ถึงผิวรอยต่อของตัวกลาง หรือแม้กระทั่งตัวกลางชนิดเดียวกันแต่อุณหภูมิ
ตา่ งกัน(มกั พบในตัวกลางที่ เป็นอากาศ) จะทำให้เกิดการสะท้อน ซึ่งเป็นไปตามกฎการสะท้อน
ของคลื่น เช่น เสียงตะโกนไปกระทบผนงั ห้อง ทำให้เกิดการสะท้อนกลับมายงั ผู้จะโกน และ ได้
ยินเสียงอีกครั้งหนึ่ง (ปิยะ พละคช, 2560)

ภาพที่ 4.15 การสะท้อนของคล่นื เสียง
ภาพจาก : http://lalita51231.blogspot.com/2014/09/blog-post_9.html
กฏการสะทอ้ นของเสียง

1. มมุ ตกกระทบเท่ากบั มมุ สะท้อนเสมอ
2. รังสตี กกระทบ เส้นปกติ รงั สสี ะท้อน อยใู่ นระนาบเดียวกนั
คณุ สมบัติการสะทอ้ นของเสียง
1. การสะท้อนของเสียง จะเกิดขึ้นได้เมื่อ “ตัวสะท้อนมีขนาดใหญ่กว่า หรือ
เท่ากับ ความยาวคลืน่ เสียง”
2. สำหรับมนุษย์สามารถยกเสียงสะท้อนได้ ก็ต่อเมื่อ “เวลาที่เสียงออกจาก
แหล่งกำเนิด กบั เวลาทีเ่ สียงสะท้อนกลบั มายงั แหล่งกำเนิดเสียงหรอื ผฟู้ งั ต่างกันอย่างนอ้ ย 1/10
วินาที หรอื คิดเป็นระยะทางประมาณ 17 เมตร”
เง่อื นไขการเกิดการสะทอ้ นของเสียง
1. คลื่นเสียงซึ่งเคลื่อนที่จากตัวกลางที่มีความหนาแน่นน้อยไปสู่ตัวกลางที่มีความ
หนาแน่นมากเช่น คลื่นเสียงเคลื่อนที่ในอากาศไปชนผิวสะท้อนที่เป็นของแข็ง คลื่นเสียงจะเกิด

291

การสะท้อนโดยคลื่นสะท้อนจะมีเฟสเปลี่ยนไป 180º คล้ายกับการสะท้อนของคลื่นในเส้นเชือก
ทีป่ ลายตรึง

2. คลื่นเสียงซึ่งเคลื่อนที่จากตัวกลางที่มีความหนาแน่นมากไปสู่ตัวกลางที่มีความ
หนาแน่นน้อยเช่น การเดินทางของคลื่นเสียงจากน้ำไปยังอากาศ เนื่องจากอากาศมีความ
หนาแน่นน้อยกว่าน้ำ คลื่นที่สะท้อนกลับมาในน้ำจะมีเฟสเหมือนเดิม ซึ่งคล้ายกับการสะท้อน
ของคล่นื ในเส้นเชือกปลายอิสระ

ความรู้เรื่องการสะท้อนของเสียงนี้นำไปสู่การออกแบบ Concert Hall หรือแม้กระท่ัง
ห้องสำหรับชุดโฮมเธียเตอร์เพื่อความบันเทิงในครอบครัว หากผนังห้องเป็นวัสดุแข็ง เช่น
คอนกรีต จะส่งผลให้คลื่นเสียงที่ตกกระทบผนังห้องส่วนมากมีการสะท้อนออกมา ในทาง
กลับกันหากเลือกใช้วัสดุทีม่ ีลักษณะอ่อนนุ่มกว่า เช่น ไฟเบอร์กลาส ผนังจะมีความสามารถใน
การดูดซับเสียงได้สูงกว่า

นอกจากนี้ ขนาดของห้องก็ยังมีผลต่อเสียงสะท้อนที่เกิดขึ้น หากห้องมีด้านกว้าง ยาว
หรอื สงู ไม่เกิน 17 เมตร จะทำให้ได้รับฟงั เสียงทีไ่ พเราะจากการชมภาพยนตร์ หรอื ฟังเพลง คือ
หอ้ งทีม่ ขี นาดของหอ้ งดา้ นใดด้านหน่ึงมากกวา่ 17 เมตร (โดยไม่มกี ารออกแบบใด ๆ ช่วยในการ
ลดเสียงสะท้อน) จะก่อให้เกิด"เสียงก้อง"หรือที่เราเรียกว่า เสียง echo โดยปกติแล้วหู หรือ
ประสาทการรับฟังของมนุษย์จะมีความสามารถในการแยกแยะเสียงที่มาตกกระทบ ยังหูใน
ระยะเวลาที่ต่างกันมากกว่า 0.1 วินาทีได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง หากเสียงตกกระทบหูสองครั้ง
ในระยะเวลาที่ต่างกันน้อยกว่า 0.1 วินาทีนั้น เราจะรู้สึกว่าเป็นเสียงเดียวกันนั่นเอง โดยทั่วไป
ความเร็วเสียงทีอ่ ณุ หภูมิห้อง มีค่าประมาณ 340 m/s ดงั นนั้ เสียงซึง่ เดินทางจากจุดกำเนิดและ
สะท้อนกลับมาในเวลา 0.1 วินาทีนั้น จะเดินทางไปกลับได้ทั้งสิ้น 34 เมตร (จาก s = *t , 34 =
340*0.1) หรือเดินทางจากจุดกำเนิดเสียงไปยังผนังที่สะท้อนได้ระยะทาง 17 เมตร และนี่คือ
ที่มาของตัวเลข 17 เมตร สำหรับ Concert Hall ขนาดใหญ่ การออกแบบเพื่อให้ผู้ฟังได้รับฟัง
เสียงที่ดีนั้น ยังขึ้นอยู่กับลักษณะพื้นผิวของผนัง โดยพื้นผิวที่เรียบจะมีทิศทางการสะท้อนที่
แน่นอนเพียงทิศเดียว ทำให้โอกาสที่เสียงจะเดินทางเข้าสู่ผู้ฟังมีน้อย แต่หากผนังมีลักษณะที่
ขรุขระ เสียงสะท้อนจะมีทิศทางต่าง ๆ กันไป แล้วแต่บริเวณที่เสียงตกกระทบ ทำให้เสียง
สะท้อนเข้าสผู่ ฟู้ ังได้มากขึ้น

ผลของการสะท้อนของคลื่นเสียง
1. ความถีข่ องคลื่นสะท้อนมีคา่ เท่ากับความถี่ของคลื่นตกกระทบ
2. อตั ราเร็วและความยาวคลื่นของคลืน่ สะท้อนมีค่าเทา่ กับอัตราเร็วและความยาวคลื่น
ของคลื่นตกกระทบ

292

3. ถ้าการสะท้อนไม่สูญเสียพลังงาน จะได้แอมพลิจูดของคลื่นสะท้อนมีค่าเทา่ กบั แอม
พลิจูดของคลน่ื ตกกระทบ

การสะท้อนของเสียงถกู นำมาใชป้ ระโยชน์ ดังตวั อย่างต่อไปน้ี
การหาความลึกของทะเล การหาฝูงปลา การตรวจจบั เรือดำน้ำหรือวัตถุที่จมอยู่ใต้น้ำ
โดยส่งสัญญาณเสียงโซนาร์ออกไป แล้วจับเวลาที่สัญญาณเสียงสะท้อนกลับมา แล้วจึงนำมา
คำนวณหาความลกึ ของทะเล

1. โซนาร์ เสียงที่มีความถี่สูง พบว่า ความยาวคลื่นเสียงจะสั้น ถ้าหากำเนิด
คลืน่ เสียงไปกระทบกบั วัตถทุ ีม่ ขี นาดเท่ากบั หรอื ใหญ่กว่าความยาวคลืน่ เสียงที่มาตกกระทบ จะ
เกิดการสะท้อนของคลื่นเสียงนั้น หลกั การทำงานของเครื่องโซนาร์ เริม่ ตน้ จากเคร่ืองโซนาร์ส่ง
เสียงที่มีความถี่สูงเกินกว่าหูมนุษย์จะได้ยิน (คลื่นเหนือเสียง) ผ่านไปในน้ำ เสียงนั้นมีความถี่
ประมาณ 50,000 เฮิรตซ์ เมื่อเสียงนนั้ เดินทางไปกระทบวัตถุ เชน่ เรือดำน้ำ หรอื พืน้ ทะเล ก็จะ
สะท้อนกลับมาเข้าเครื่องรับ โดยการวัดช่วงเวลาที่เสียงเดินทางไปและกลับ ก็จะสามารถ
คำนวณหาระยะทางของวัตถุจากความเร็วของคลืน่ เสียงใต้น้ำได้ และสมการที่ใช้คำนวณคือ s
= vt

2. เสียงก้อง เนือ่ งจากมนุษย์สามารถบนั ทึกเสียงทีไ่ ด้ยิน ติดอยู่ในประสาทหูได้
นานประมาณ 0.1 วินาที ดังนั้น ถ้าตะโกนออกไป เสียงสะท้อนจะกลับสู่หูช้ากว่าเสียงที่ตะโกน
ออกไป ภายในเวลา 0.1 วินาทีขึ้นไป จะเกิดเสียงก้อง นั่นคือถ้าตะโกนก่อน จากนั้นเงียบ แล้ว
จะได้ยินเสียงทีต่ ะโกนตามมาภายหลงั
8. การแทรกสอดของเสียง

การแทรกสอดของคลื่นเสียงเกิดขึ้นเมื่อคลื่นเสียงจากแหล่งกำเนิดอาพันธ์ 2 แหล่ง
เคลื่อน ที่มาพบกันแล้วทำให้เกิดการรวมคลื่นและได้คลื่นลัพธ์ที่มีการรวมคลื่นอยู่ 2 แบบคือ
การรวมคลนื่ แบบเสริม และการรวมคลื่นแบบหักล้าง ในเรอ่ื งคลืน่ เสียงตำแหน่งที่คลื่นมีการ
รวมกันแบบเสริม เรียกว่า ตำแหน่งปฏิบัพ (เสียงดัง) และการรวมคลื่นแบบหักล้าง เรียกว่า
ตำแหน่งบัพ (เสียงเบา) ซึ่งมีลักษณะคล้ายการแทรกสอดของคลื่นผิวน้ำ ซึ่งเมื่อคลื่นเสียงที่มา
จากแหล่งกำเนิดเสียงตั้งแต่ 2 แหล่งขึ้นไปรวมกัน จึงเกิด การแทรกสอดแบบเสริมกัน และ
หักล้างกัน ทำให้เกิดเสียงดัง และ เสียงค่อย ในกรณีที่เป็นเสียงเสริมกัน ตำแหน่งที่มีการเสริม
กันจะมีเสียงดัง ส่วนตำแหน่งที่แทรกสอดแล้วหักล้างกันจะมีเสียงค่อย แต่การเกิด
ปรากฏการณ์แทรกสอดเกิดจากแหล่งกำเนิดเสียงที่มีความถี่ต่างกัน ทำให้เกิดเสียงดัง เสียง
ค่อยเปน็ จงั หวะ ๆ เรียกว่า บีตส์ (Beats) ประโยชน์จากการแทรกสอดและบีตส์นี้ นำมาใช้เทียบ
เครื่องดนตรี โดยมีเครื่องเทียบเสียงมาตรฐาน ใช้หลักว่าเมื่อความถี่เสียงเท่ากันจะไม่เกิดบีตส์

293

ถ้ายงั มีบีตสอ์ ย่แู สดงว่า ความถีเ่ สียงยังไม่เทา่ กัน ต้องปรับจนเสียงท้ังสองมีความถี่เท่ากันจึงไม่
ทำให้เกิดบีสต์ (ปิยะ พละคช, 2560)

เมือ่ คลน่ื จากแหลง่ กำเนิดอาพนั ธ์ (ความถี่เทา่ กนั ) ต้ังแต่ 2 ขบวน เคลื่อนที่มาพบกันจะ
เกิดการรวมกันแบบเสริมและแบบหักล้าง ซึ่งสังเกตได้จากริ้วหรือลวดลายของการแทรกสอด
ซึง่ ประกอบด้วย

1. การแทรกสอดแบบเสริม ซึง่ เกิดจากสันคลืน่ พบสันคลืน่ หรอื ท้องคลื่นพบ
ท้องคลื่น เรียกตำแหน่งน้ีวา่ ปฏิบัพ (Antinode)

2. การแทรกสอดแบบหักล้าง ซึง่ เกิดจากสว่ นทีเ่ ป็นสันคลื่นพบกับส่วนทีเ่ ปน็
ท้องคลื่น เรียกตำแนง่ นีว้ ่า บพั (Node)

ภาพที่ 4.16 การแทรกสอดแบบหกั ล้าง

ภาพจาก : https://www.scimath.org/lesson-physics/item/7212-2

ภาพที่ 4.17 การแทรกสอดของคล่นื 2 ขบวน ภาพที่ 4.18 ลวดลายการแทรกสอด

ภาพจาก : http://www.unariunwisdom.com/2015/page/20/

https://www.quantumactivist.com-physics-may-have-just-gotten-simpler//quantum

จากรูป แสดงการแทรกสอดของคลื่น 2 ขบวน ทำให้เกิดแนวสว่างและแนวมืด

สลับกันเรยกว่า ลวดลายการแทรกสอดีหรือริ้วของการแทรกสอด (Interference pattern)

บริเวณตำแหน่งปฏิบัพเกิดจากสันคลื่นและท้องคลื่นจากแหล่งกำเนิดคลื่นทั้งสองมาพบกัน

ทำให้เกิด การกระจัดลัพธ์ของคลื่นทั้งสองมีค่ามากที่เรียกว่า การแทรกสอดแบบเสริมกัน

294

(Constructive Interference ) ส่วนบริเวณทีน่ ้ำไม่กระเพือ่ มเกิดจากสันคลื่นและท้องคลื่นมาพบ
กัน การกระจัดลัพธ์มีค่า เป็นศูนย์ เรียกว่า การแทรกสอดแบบหักล้างกัน ( Destructive
Interference)
การดูดซับเสียง (Sound Absorption)

การดูดซับเสียง หรือการควบคุมเสียงสะท้อน (Sound Absorption) การออกแบบห้องที่
ต้องการลดเสียงสะท้อน เช่น ห้องประชุม, โรงละคร, โรงภาพยนตร์, ห้องบรรยาย, ห้องดูหนัง
ฟังเพลง, ห้องคาราโอเกะ หากมีเสียงสะท้อน หรือเสียงก้องเกิดขึ้น จะทำให้ประสิทธิภาพของ
เสียงทีห่ ขู องผู้ฟังได้ยินอาจลดประสิทธิภาพลงไป ดังนน้ั ต้องออกแบบให้มีวัสดุที่สามารถดูดซับ
เสียงได้ดี เพื่อป้องกนั เสียงทีม่ ากระทบฝา้ เพดาน พืน้ ผนัง โดยสามารถดไู ด้จากค่า NRC ซึ่งเป็น
ค่าที่ระบุความสามารถการดูดซับเสียงของวัสดุต่าง ๆ (วีทิต วรรณเลิศลักษณ์, 2560 ;
Microglassinsulation, 2018 ; Material4Art, 2016)

ภาพที่ 4.19 การดดู ซับเสียง
ภาพจาก : https://www.scimath.org/lesson-physics/item/7309-2017-06-14-15-27-55

วัสดุทุกชนิดสามารถดูดซับเสียงได้ในระดับที่แตกต่างกันไป เมื่อคลื่นเสียงวิ่งกระทบ
วัสดุ จะมีบางส่วนของพลังงานเสียงถูกดูดซบั และที่เหลือจะสะท้อนออกไป และเสียงที่สะท้อน
ออกไปนั้นจะมีพลังงานน้อยกว่าแหลง่ กำเนิดเสียงเสมอ และพลังงานเสียงที่ถูกดูดซับเข้าไปจะ
ถูกแปรเปลีย่ นไปเปน็ พลังงานรูปอื่น โดยทว่ั ไปจะเปน็ ความร้อน และจำนวนพลงั งานที่ถูกดูดซับ
เข้าไปจะถูกแสดงในรูปของสัมประสิทธิก์ ารดดู ซบั เสียง (Sound Absorption Coefficient) คือค่าที่
แสดงความสามารถในการดูดซับเสียงของวัสดุ ถ้าหากใช้วัสดุที่ดูดซับเสียงไม่ดีจะทำให้เกิด
เสียงก้องภายในหอ้ งนน้ั ๆ ได้ สามารถพิจารณาคา่ ต่าง ๆ ได้เปน็ 2 ลกั ษณะ คือ

295

1. Sound Absorption Coefficient (SAC)

ภาพที่ 4.20 การดดู ซับเสียง
ภาพจาก : https://www.scimath.org/lesson-physics/item/7309-2017-06-14-15-27-55

SAC หมายถึงสดั ส่วนของพลังงานเสียงที่ถูกดูดซับไปเม่อื ชนกระทบ เทียบกับพลังเสียง
จากแหล่งกำเนิด ยกตัวอย่าง เช่น มีวัสดุหนึ่งมีค่า SAC 0.85 นั่นก็หมายความว่าพลังเสียง
85% ได้ถกู ดูดซับไว้เม่อื เคลือ่ นทีไ่ ปชนกับวสั ดุนี้ และ 15% ของพลังงานทีเ่ ทียบกับแหล่งกำเนิด
จะสะท้อนออกมา ค่าการดูดซับเสียงของทุกวัสดจุ ะแปรผันกับความถีข่ องเสียงที่เข้าไปกระทบ
ดังนั้นค่าการดูดซับเสียง (SAC) จะถูกวัดที่หลายความถี่คือ 125, 250, 500, 1,000, 2,000
และ 4,000Hz ความถี่เหล่านี้เป็นความถี่ตรงกลางของเสียงที่วิ่งกระทบน้อยมากที่จะมีการใช้
ค่า SAC ของเสียงที่ช่วงความถี่เดียวในการออกแบบทางสถาปัตยกรรม หรือระบุว่าวัสดุใด ๆ
มีค่า SAC เป็นเท่าไร ในการออกแบบสถาปัตยกรรมค่า SAC จะเป็นค่าดูดซับเสียงที่ความถี่ที่
เจาะจงเท่านั้น

2. Noise Reduction Coefficient (NRC)

ภาพที่ 4.21 ค่าดดู ซบั เสียงของวัตถุ
ภาพจาก : https://www.scimath.org/lesson-physics/item/7309-2017-06-14-15-27-55

NRC เปน็ ตัวเลขที่จะระบุได้ถึงความสามารถในการดดู ซับเสียงของวสั ดุ โดยที่ NRC คือ
ค่าเฉลี่ยของ SAC ที่ถูกวัดที่ 250, 500, 1,000, 2,000 Hz และปัดเศษให้อยู่ที่ 0.05 โดยทั่วไป
ค่า NRC จะต้องมีค่ามากกว่า 0.40 ถึงจะถือว่าเป็นวัสดุดูดซับเสียง (Acoustic) วัสดุที่มีรูพรุน
ฉนวนจะยอมใหค้ ลื่นเสียงทะลุผ่านไปได้ลึกมาก ซึง่ จะเป็นทีท่ ี่พลังงานเสียงจะเปลี่ยนเป็นความ

296

ร้อนเนอ่ื งจาก ความเสียดทานระหวา่ งชอ่ งอากาศกับเส้นใยวสั ดุประเภทนี้สามารถมีค่า NRC ได้
มากถึง 0.95 – 1.00 ขึน้ อยูก่ ับความหนาของฉนวน

อย่างไรก็ตามหูของมนษุ ย์ไม่สามารถรับทราบ ได้ถึงความแตกตา่ ง ระหว่างวัสดุดดู ซบั
เสียงที่มคี า่ ตา่ งกนั เพียง 0.05 ยกตัวอยา่ งเช่น คนเราจะรู้สกึ ไมแ่ ตกต่างกนั ระหว่างการใช้วัสดุที่
มีค่า NRC 0.80 กับ 0.85 ส่วนใหญ่สถาปนิกหรือผู้ออกแบบจะเลือกวัสดุโดยดูที่ค่า NRC เป็น
หลกั ส่วนวัสดุ Acoustician จะดทู ีค่ า่ SAC เปน็ หลัก

ภาพท่ี 4.22 การสะทอ้ นกลับไปกลับมา

ภาพจาก : https://www.scimath.org/lesson-physics/item/7309-2017-06-14-15-27-55
อัตราที่เสียงถกู ดดู ซับในห้อง เช่น หอ้ งประชมุ หรอื มีโรงภาพยนตร์หรือโรงละครเป็นสิ่ง

สำคัญที่จะทำให้มีเสียงหนวกหู (Noise) หรือเสียงที่ไม่พึงปรารถนาลดน้อยลง ทั้งจะสามารถ
ควบคมุ การสะท้อนกลับไปกลบั มา (Reverberation) ของเสียงได้ดีด้วย

วัสดุที่ผลิตขึ้นเพื่อประโยชน์ในการนี้เรียกว่า วัสดุอะคูสติกส์ (Acoustical Materials)
ซึ่งอาจจะเป็นจำพวกไม้อัด หรือวัสดุอย่างอื่นก็ได้ โดยเฉพาะที่มีผิวนิ่มหรือรูพรุน ถ้าใช้วัสดุ
เหล่านี้และวางในตำแหน่งที่ถูกต้องแล้วทุก ๆ คนในโรงภาพยนตร์หรือโรงละครย่อมจะได้ยิน
เสียงชัดเจนและไพเราะทว่ั ถึงกันหมด ไม่วา่ จะนงั่ อยู่ทีจ่ ุดใดของหอ้ งก็ตาม ตัวอย่างเช่น มุมของ
ทีอ่ าจจะเปน็ มมุ อับของเสียง สถาปนิกอาจติดตง้ั วัสดุบุผนังหรอื เพดานที่มีการสะท้อนเสียงจาก
มุมอื่นมาช่วยเสริมเสียงตรงมุมอับก็ได้ หรือในส่วนที่มีเสียงสะท้อนมาก ๆ จนฟังไม่รู้เรื่อง
อาจแก้ไขโดยการบุวัสดุดูดซับเสียงหรือวัสดุอะคูสติกส์ ในบริเวณนั้น ๆ เพราะฉะนั้นการ
ออกแบบหอ้ งและการบุวสั ดุในแตล่ ะส่วนของหอ้ งไม่จำเป็นจะต้องบวุ ัสดกุ ันเสียงท่ัวท้ังหอ้ ง

อย่างไรก็ตามการตกแต่งห้องให้สวยงาม ฟังเสียงได้ชัดเจนย่อมต้องคำนึงถึงวัสดุที่
นำมาใช้วา่ ปลอดภยั คงทน และทนไฟหรอื ไม่ มิฉะน้ันก็กอ่ ใหเ้ กิดปัญหาอยา่ งอน่ื ตามมากับวัสดุ
ทีใ่ ช้ เชน่ ไฟไหม้ มอดปลวกกิน หรอื ดดู น้ำดูดความชืน้ ทำให้ขนึ้ รา ฯลฯ

297

ภาพที่ 4.23 การป้องกันเสียง และการดดู ซับเสียง
ภาพจาก : https://www.scimath.org/lesson-physics/item/7309-2017-06-14-15-27-55

ตามปกติเสียงถูกดูดซับโดยถูกกระทำให้กลายเป็นพลังงานอย่างอื่น แล้วสุดท้าย
กลายเป็นพลังงานความร้อน แต่พลังงานความร้อนเกิดขึ้นน้อยมากจนแทบจะไม่
กระทบกระเทือนกับประสิทธิภาพของการดูดซับเสียงของวัสดุดูดซับเสียง เช่น วัสดุที่มีรูพรุน
แต่อย่างไร ตัวอย่างเช่นอาจารย์ปาฐกถาอยู่ 1 ชั่วโมง พลังงานเสียงที่แปลงออกเป็นพลังงาน
ความรอ้ นท้ังช่วั โมง สามารถนำไปต้มน้ำชาถ้วยเล็ก ๆ ได้เพียงถ้วยเดียว

วัสดุต่าง ๆ ที่ดูดซับเสียงถ้ามีความหนาที่ถูกต้องก็อาจดูดซับเสียงได้ถึง 95 % หรือ
เรียกว่ามีค่าสัมประสิทธิของการดูดเสียง (Absorption Coefficient) 0.95 ถ้าความสามารถใน
การดดู ซับเสียง 100 % มีค่าสัมประสิทธิ เท่ากับ 1 ถ้า 70 % มีคา่ เทา่ กบั 0.7 วสั ดทุ ี่จะเป็นวัสดุ
กันเสียงจะต้องมีค่าสัมประสิทธิมากกว่า 0.3 หรือ 30 % ขึ้นไป ถ้าน้อยกว่านั้นไม่สามารถ
นำมาเป็นวัสดุกันเสียงได้ สัมประสิทธิของการดูดซับเสียงนั้น สัญลักษณ์กรีกเรียกแอลฟา a
คือความสามารถในการดดู ซบั เสียงของวัสดุนั้น ๆ ในความถี่ทีก่ ำหนดให้ เชน่ คลืน่ เสียงกระทบ
วัสดุประเภทหนึ่ง เกิดการสะท้อนกลับ 45 % และถูกดูดซับเข้าไปในวัสดุนั้นถึง 55 % ค่าสัม
ประสิทธิของการดูดซับเข้าไปในวัสดุนั้นถึง 55 % ค่าสัมประสิทธิของการดูดซับเสียงจะเท่ากบั
0.55 (ไม่มีหน่วยวัด) ถ้าเราตะโกนในอากาศ อากาศดูดซับเสียงไป 1 หมายความว่าอากาศดูด
เสียงเราไป 100 % เพราะไม่มีเสียงสะท้อนกลับ แต่ถ้าเราตะโกนใส่ผนังที่บุด้วยกระดาษชาน
อ้อย เมื่อวัดการดูดซับเสียงเป็นสัมประสิทธิ เท่ากับ 0.7 หมายความว่าผนังกระดาษชานอ้อย
ดดู ซบั เสียงเราไป 70 %

ภาพที่ 4.24 วสั ดรุ พู รนุ
ภาพจาก : https://www.scimath.org/lesson-physics/item/7309-2017-06-14-15-27-55

298

อีกประการหนง่ึ เป็นเร่อื งของความถี่ ถ้าความถี่สงู วัสดุจะดูดซบั เสียงได้มากกวา่ ความถี่
ต่ำ โดยเฉพาะวัสดุประเภทที่มีรูพรุน (Porous material) แต่ในทางกลับกันถ้าเป็นผนังจำพวกไม้
อัดหรือผนังกั้นห้อง (Panel vibration) การดูดซับเสียงจะน้อยสำหรับความถี่สูง แต่จะดูดซับ
เสียงที่มีความถี่ต่ำได้มากกว่า การดูดซับเสียงของวัสดุสองประเภทนี้ นำไปใช้ประโยชน์ในการ
ออกแบบหอ้ งได้

เมื่อคลื่นเสียงไปกระทบกับพื้นผิวจะเกิดปรากฏการณ์คือ ส่วนหนึ่งจะสะท้อนออก
(Reflect) ส่วนหนง่ึ จะแทรกผา่ นผนังไปยังอากาศที่อย่นู อกผนัง (Transmit) อีกสว่ นหนึ่งจะถูกดูด
ซบั เข้าไปในผนงั (Absorb) ถ้าเสียงท้ังหมดจากต้นกำเนิดเสียง มีความเข้มเสียง Ι = 1 จะได้

r+α+t=1
เมือ่ r = เสียงสะท้อน (reflected)
α = เสียงที่ถูกดูดซับเข้าไปในผนงั (Absorb)
t = เสียงทีแ่ ทรกผ่านเข้าไปยงั อากาศที่อยู่นอกผนัง (Transmitted)
พลังงานที่ถูกดูดซับสามารถอธิบายได้ในรูปของสัมประสิทธิ์ของการดูดซับเสียง
(Sound Absorption Coefficient, α) ที่ได้จากห้องทดลองหรอื วัสดุทีเ่ ปน็ พืน้ ผิวของห้อง คา่ ดดู ซับ
เสียงเป็นค่าที่บอกถึงคณุ ภาพของวัสดทุ ี่มชี ่วง จาก 0 ถึง 1 ถ้าผนงั ไมด่ ูดซับเสียงซึง่ หาได้ยากใน
ธรรมชาติ ค่าสัมประสิทธิ์การดูดซับเสียงจะเท่ากับ 0 ถ้าผนังดูดซับเสียงไปทั้งหมด เช่น ช่อง
เปิด จะเท่ากับ 1
ขณะที่มีเสียงเกิดขึ้น ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง เสียงจะถูกดูดกลืนอันเนื่องมาจาก
สภาพแวดล้อม ณ บริเวณน้ัน เชน่ หากอยใู่ นห้องตวั แปรที่สำคัญคือผนัง กำแพง วัสดุบุผิวของ
วัตถุต่าง ๆ ผ้าม่าน และอากาศบริเวณนั้น ๆ ในห้องหรือสถานที่ที่ทำให้เกิดเสียงก้องหรือเกิด
การยืดเยือ้ ของเสียงมากเกินไปจะแก้ปัญหาโดยใช้วัสดุดดู กลืนเสียงมาเปน็ สว่ นประกอบภายใน
หอ้ งนนั้ ๆ ซึง่ แบ่งตามลักษณะของวัสดุคือ

1. ใยขนหรือเส้นถกั (Porous Materials)
2. วสั ดแุ ผ่นหรอื ผนื บาง (Panel or Membrane Absorbers)
3. วัสดุก้อนกลวง (Cavity Resonator)
ซึ่งเป็นหลักการใช้การหักเหของเสียงให้กลับไปมาอยู่ในพื้นผิวของวัสดุนั้น ๆ
เชน่ วัสดุ รพู รนุ หรอื ผวิ ที่ไม่หยาบ ขรขุ ระ เปน็ ต้น ท้ังนีข้ ึน้ อยู่กบั ผนงั ห้องทีน่ ำวสั ดุไปติดดว้ ย
วัสดดุ ูดซับเสียง ที่ใช้กันอย่ทู ั่วไปมีหลายลกั ษณะ พอแบง่ ออกได้เปน็ 4 ลกั ษณะ คือ

299

1. วัสดุดูดซับเสียงที่โปร่งเบาเป็นฝอยเป็นรูพรุน เช่น ฉนวนเยื่อกรระดาษ
เซลลูโลส ฉนวนใยหิน ฉนวนใยแก้วฉนวนโฟมโพลียูรีเทนประเภทต่าง ๆ คุณสมบัติก็แตกต่าง
กันไป ตามความแข็งแรง ความหนาแน่น และการใชง้ าน เหมาะสำหรับเสียงที่มีความถี่สงู

2. วัสดุดูดซับเสียงที่มีผิวปรุเป็นรู แผ่นดูดซับเสียงยิบซับบอร์ดที่มีรู แผ่นชาน
อ้อย แผน่ ไม้กอร์ก สำหรบั เพิ่มพ้ืนทีผ่ ิวในการรับเสียง

3. วัสดุดูดซับเสียงที่เป็นเยื่อแผ่น ผนังที่มีหลายชั้นกระจกสองชั้น หรือการติด
ผา้ มา่ นให้กับผนงั /ชอ่ งเปิดสำหรับเสียงทีม่ คี วามถี่ต่ำ

4. วัสดุดูดซับเสียงที่พื้นผิวมาก ที่ช่วยลดเสียงสะท้อน ผนังที่มีการออกแบบ
เป็นช่อง ๆ รูปแบบต่าง ๆ ซึ่งลักษณะการใช้งานก็แตกต่างกันไปตามการใช้งาน อาจมีหลาย
ลักษณะประกอบกันไปเพื่อประสิทธิภาพการควบคุมเสียงที่เหมาะสม หรือจะใช้วัสดุที่มีพื้นผิว
มากประกอบกับวสั ดทุ ีเ่ ป็นรูพรุน
9. การเคลื่อนท่ขี องเสียง

ภาพที่ 4.25 การเคลือ่ นที่ของเสียง

ภาพจาก :
https://amfinewell.wordpress.com/2013/01/22/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%

E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%99-3/

คลื่นเสียงเกิดจากการสั่นของวัตถุที่เป็นแหล่งกำเนิดเสียง พลังงานเนื่องจากการสั่น
ของ แหลง่ กำเนิดจะถูกถ่ายโอนให้แก่โมเลกลุ ของตัวกลางที่ติดกับแหล่งกำเนิดน้ันและถ่ายโอน
พลังงานให้แก่โมเลกุลถัดไปเรื่อย ๆ จนถึงหูผู้ฟัง ผลที่เกิดขึ้นคือคลื่นเสียงเคลื่อนที่จาก
แหล่งกำเนิดเสียงโดยมีโมเลกุลตัวกลางทำหน้าที่ถ่ายโอนพลังงานของคลื่นเสียงนั้น โดย
โมเลกุล ของตัวกลางไม่ได้เคลื่อนที่ไปกับคลื่นเสียงนั้น สำหรับคลื่นเสียงในอากาศ เมื่อ
แหล่งกำเนิดเสียงสั่น พลังงานของการสั่นจะถูกถ่ายโอน ให้แก่โมเลกุลของอากาศที่อยู่รอบ ๆ
โดยการชนระหว่างโมเลกุล เมื่อพิจารณาแนวการถ่ายโอน พลังงานของคลื่นเสียงกับแนวการ
สั่นของโมเลกุลของอากาศซึ่งเป็นอนุภาคของตัวกลางแล้ว จะพบว่าอยู่ในแนวเดียวกัน ดังนั้น

300

คลื่นเสียงจึงเป็นคลื่นตามยาว (longitudinal wave) เนื่องจากโมเลกุลของอากาศมีขนาดเล็ก
มาก จึงไม่สามารถสังเกตลักษณะการเคลื่อนที่ของโมเลกุลได้โดยตรง เราจะพิจารณาโดยใช้
ขดลวดสปริงเป็นแบบจำลองแทน ขณะที่ไม่มีคลื่น เคลื่อนที่ผ่านขดลวดสปริงแต่ละขดของ
สปริงจะอยู่ห่างเทา่ กันตลอดเวลา เมื่อมีคลืน่ ตามยาว เคลื่อนที่ผา่ นขดลวดสปริงอย่างต่อเนื่อง
จะพบว่าระยะห่างของแต่ละขดนี้จะมีคา่ ต่างกัน ถ้า พิจารณาที่เวลาขณะใดขณะหนึ่ง ส่วนของ
ขดลวดสปริงที่อยู่ชิดีกว่าปกติ เรียกว่า ส่วนอัด (compression) ส่วนที่อยู่ห่างกว่าปกติ เรียกว่า
ส่วนขยาย (expansion) ถ้าพิจารณาบริเวณส่วนอัดจะ เห็นว่าขดลวดสปริงที่อยู่ตรงกลางไม่มี
การเคลื่อนที่เพราะถูกขดลวดส่วนที่อยู่ทางขวาและส่วนที่อยู่ซ้ายอัดเข้ามาการกระจัดของ
ขดลวดตรงกลางส่วนอัดจึงเป็นศูนย์ เมื่อพิจารณาบริเวณส่วนขยาย จะเห็นว่าขดลวดสปริงที่
อยตู่ รงกลางกไ็ มม่ ีการเคลือ่ นทีเ่ ช่นกนั เพราะถกู ขดลวดส่วนที่อยทู่ างขวา และส่วนที่อยู่ทางซ้าย
ดึง การกระจัดของขดลวดตรงกลางส่วนขยายจึงเป็นศูนย์ เมื่อเขียนกราฟ แสดงการกระจัด
เทียบกบั ตำแหน่งบนขดลวดสปริง

ภาพที่ 4.26 คลื่นตามยาวในลวดสปริง
ภาพจาก : http://119.46.166.126/self_all/selfaccess11/m5/physics5_2/lesson2/content1.php

ส่วนอัด (Compression) ส่วนอัดเป็นบริเวณที่อนุภาคตัวกลางอัดตัวกัน ทำให้
บริเวณนมี้ ีความดันสงู กวา่ ปกติ ตรงกลางของส่วนอดั อนุภาคตัวกลางไม่มีการเคลื่อนที่

ส่วนขยาย (Rarefaction) ส่วนขยายเป็นบริเวณที่อนุภาคตัวกลางแยกออกจาก
กัน ทำให้บริเวณนี้มีความดันต่ำกว่าปกติ ตรงกลางของส่วนขยาย อนุภาคตัวกลางไม่มีการ
เคลื่อนที่ เมือ่ ใหค้ ลื่นเสียงผา่ นอนุภาคของอากาศ

ภาพที่ 4.27 สว่ นอัดและส่วนขยายเมือ่ ให้คลน่ื เสียงผา่ นอนุภาคของอากาศ
ภาพจาก : http://119.46.166.126/self_all/selfaccess11/m5/physics5_2/lesson2/content1.php

301

บริเวณส่วนอัดจะมีความดันอากาศสูงกว่าปกติ อนุภาคอากาศกลางส่วนอัดไม่มีการ
กระจัด (ไม่เคลื่อนที่) บริเวณส่วนขยายจะมีความดันอากาศต่ำกว่าปกติ อนุภาคอากาศกลาง
สว่ นขยายไมม่ กี ารกระจดั เชน่ กนั

ภาพที่ 4.28 คลื่นเสียงผา่ นอนภุ าคของอากาศ
ภาพจาก : http://119.46.166.126/self_all/selfaccess11/m5/physics5_2/lesson2/content1.php

เสียงดังเสียงค่อย คือ สมบัติของเสียงทีเ่ รียกว่า ความดังของเสียง ความดังของเสียง
คือ ปริมาตรของพลังงานเสียงที่มาถึงหขู องเรา

ปัจจยั ทม่ี ีผลทำให้วัตถุเกิดเสียงดังหรอื เสียงค่อย ได้แก่
1. ระยะทางจากแหล่งกำเนิดเสียง ถึง หูผู้ฟัง ถ้าระยะทางใกล้ ๆ จะได้ยินเสียงดังมาก
และจะได้ยินเสียงคอ่ ย ๆ ลงไปเมือ่ ระยะหา่ งออกไปเรือ่ ย ๆ ตามลำดับ
2. ความแรงในการสัน่ สะเทือนของวัตถุแหล่งกำเนิดเสียง ถ้าแหล่งกำเนิดเสียงสั่นด้วย
ความรุนแรง จะทำให้เกิดเสียงดัง แต่ถ้าแหล่งกำเนิดเสียงสั่นเบา ๆ ก็จะทำให้เกิดเสียงสั่นคอ่ ย
ลง ตามลำดบั
3. ชนิดของตัวกลาง ความดังของเสียงขึ้นอยู่กับชนิดของตัวกลางที่คลื่นเสียงเคลื่อนที่
ผ่านไป ถ้าคลื่นเสียงเคลื่อนที่ไปในน้ำจะมีความดังของเสียงมากกว่าคลื่นเสียงที่เคลื่อนที่ไปใน
อากาศ
4. ขนาดและรูปร่างของวัตถุที่เป็นแหล่งกำเนิดเสียงสั่นสะเทือน เช่น กระดิ่งจักรยาน
ทำให้เกิดเสียงดังและได้ยินในระยะทางหลายร้อยฟุต แต่ระฆังก็มีเสียงดังได้ไกลไปหลาย ๆ
กิโลเมตร เป็นต้น

302

เสียงสูงเสียงต่ำ
เสียงสูงเสียงต่ำ เรยี กว่า ระดับเสียง ถ้าแหล่งกำเนิดเสียงมีความเร็วในการสน่ั สะเทือน
(มีความถี่สูง) จะทำให้เกิดเสียงสูง และถ้า แหลง่ กำเนิดเสียงมีความเรว็ ในการสน่ั สะเทือนนอ้ ย
หรอื เบา (มีความถี่ต่ำ) จะทำให้เกิดเสียงตำ่ หรอื เสียงทุ้ม
ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดเสียงสูงตำ่ เสียงสูงต่ำขึ้นอยู่กับความถี่ในการสั่นสะเทือนของ
วตั ถทุ ี่เป็นแหลง่ กำเนิดเสียง แหลง่ กำเนิดเสียงสนั่ สะเทือนด้วยความถี่ต่ำ จะเกิดเสียงต่ำ แต่ถ้า
สนั่ สะเทือนด้วยความถี่สงู เสียงก็จะสูง โดยระดับเสียงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วย

1. ขนาดของวัตถุกำเนิดเสียง
2. ความยาวของวตั ถุกำเนิดเสียง
3. ความตึงของวัตถุกำเนิดเสียง
จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ดงั นี้
1. วัตถุที่ต้นกำเนิดเสียง มีขนาดเล็กจะสั่นสะเทือนเร็วทำให้เกิดเสียงสูง
แต่ถ้าวตั ถุที่ตน้ กำเนิดเสียง มีขนาดใหญ่จะส่ันสะเทือนช้าทำให้เกิดเสียงตำ่
2. ถ้าวัตถุที่เป็นต้นกำเนิดเสียงมีขนาดยาวน้อยหรือสั้นจะส่ันสะเทือนเร็วทำให้
เกิดเสียงสูง แต่ถ้าวัตถุที่เป็นต้นกำเนิดเสียง มีขนาดความยาวมากจะสั่นสะเทือนช้าทำให้เกิด
เสียงตำ่
3. ถ้าวัตถุที่เป็นต้นกำเนิดเสียงมีความตึงมากจะส่ันสะเทือนเร็วทำให้เกิดเสียง
สูง แต่ ถ้าวตั ถทุ ีเ่ ปน็ ต้นกำเนิดเสียงมคี วามตงึ นอ้ ยหรือหย่อนจะสัน่ สะเทือนช้าทำให้เกิดเสียงตำ่
10. การหกั เหของเสียง
การหักเหของเสียง หมายถึง การเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่นเสียง เมื่อคลื่น
เสียงเคลื่อนที่จากตัวกลางหนึ่งไปอีกตัวกลางหนึ่ง ที่มีความหนาแนนตางกัน แตความถี่ คลื่น
ยงั คงที่ กลาวคือ เมือ่ เสียงเคลื่อนทีจ่ ากตัวกลางทีม่ คี วามหนาแนนนอย (อากาศ) เขาสูตวั กลาง
ที่มีความหนาแนนมากกวา (น้ำ) เสียงจะหักเหออกจากเสนตั้งฉากโดยที่ เสียงที่เดินทางจาก
ตัวกลางหนึ่ง ผ่านรอยต่อของตัวกลางเพื่อเข้าไปยังตัวกลางที่สองแล้วเกิดเปลี่ยนทิศของการ
เดินทาง ทำให้อัตราเร็วและความยาวคลื่นเสียงเปลี่ยนไป แต่ความถี่ยังคงที่เหมือนเดิม ถ้ามุม
หักเหโตกว่า 90 องศา ทิศทางการเคลื่อนที่จะกลับเข้าสูต่ ัวกลางเดิม คือ เกิดการสะท้อนกลับ
หมด เนือ่ งจากเสียงเปน็ คลื่นชนิดหนึ่ง ดังนนั้ จงึ มกี ารหักเหเม่ือผ่านตวั กลางต่างชนิด เช่น เสียง
ตะโกนในอากาศเคลือ่ นที่ในอตั ราเร็วอันหนึ่ง เมือ่ เสียงน้ีผ่านลงในบ่อน้ำจะเปลี่ยนอัตราเร็วเป็น
เร็วขึ้น ดังนั้น เมื่อเสียงเคลื่อนที่จากตัวกลางที่มีความเร็วน้อย คือ อากาศเข้าสู่ตัวกลางที่มี
ความเร็วมากกว่า คือ ในน้ำ เสียงจะหักเหออกจากเส้นตั้งฉากและถ้าเสียงเคลื่อนที่ออกจาก

303

ตัวกลางที่มีความเร็วมากกว่า ไปสู่ตัวกลางที่มีความเร็วน้อยกว่า เสียงจะหักเหเข้าหาเส้นตั้ง
ฉาก และอัตราเร็วของเสียงขึ้นกับความหนาแน่นของตัวกลางด้วย คือ ตัวกลางที่มีความ
หนาแน่นนอ้ ย อัตราเร็วของเสียงจะช้ากว่าตัวกลางทีม่ คี วามหนาแนน่ มาก

เมื่อเสียงเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางต่างชนิดกันหรือแม้แต่ตัวกลางชนิดเดียวกันแต่มี
อุณหภูมิต่างกัน จะมีผลให้ อัตราเร็วของคลื่นเสียงเปลี่ยนไป เช่น ขณะที่พายุฝนฟ้าคะนอง
ในบางครั้งปรากฏว่าเห็นฟ้าแลบ แต่ไม่ได้ยินเสียง เนื่องจากเสียงที่เกิดขึ้น เกิดการหักเหใน
ชั้นบรรยากาศกลับไปหมด จึงไม่มีคลื่นเสียงส่งมายังหูเรา อากาศที่อุณหภูมิสูง จะมีความ
หนาแน่นน้อยกว่าอากาศที่มีอุณหภูมิต่ํา ดังนั้นเสียงเคลื่อนที่ผ่านอากาศที่มี อุณหภูมิต่างกัน
จะเกิดการหกั เห และทิศทางของคลน่ื เสียงจะเปลีย่ นไป

- คลืน่ เสียงทีเ่ คลือ่ นที่จากความเร็วต่ําสู่ความเรว็ สงู จะหักเหออกจากเส้นปกติ
- คลืน่ เสียงที่เคลื่อนที่จากความเรว็ สูงส่คู วามเร็วตํ่า จะหักเหเข้าหาเส้นปกติ
ปรากฎการณ์หกั เหของเสียงในธรรมชาติ
1. การเหน็ ฟ้าแลบ แตไ่ ม่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง เพราะขณะน้ันอากาศตอนบนเย็นกว่า
ตอนล่าง ทำให้ทิศทางการเคลือ่ นทีเ่ บนออกจากเส้นปกติ และถ้าอากาศมีอุณหภูมิต่างกันมาก
จะทำให้เกิดการสะท้อนกลับหมด ตกกระทบด้วยมมุ โตกว่า

ภาพที่ 4.29 การหักเหของเสียงในธรรมชาติ
ภาพจาก : http://lalita51231.blogspot.com/2014/09/blog-post_71.html

304

2. เหน็ ฟา้ แลบ และได้ยินเสียงฟ้าร้อง

ภาพที่ 4.30 การหกั เหของเสียงในธรรมชาติ
ภาพจาก : http://lalita51231.blogspot.com/2014/09/blog-post_71.html
11. การเลี้ยวเบนของเสียง
เมือ่ ผ่านตัวกลางต่างชนิดกนั แล้วยังมีการเลีย้ วเบนได้ การเลีย้ วเบนของเสียงมักจะเกิด
พร้อมกับการสะท้อนของเสียง เสียงที่เลี้ยวเบนจะได้ยินค่อยกวา่ เดิม เพราะ พลังงานของเสียง
ลดลง ในชีวิตประจำวันที่เราพบได้อย่างเสมออย่างหนึ่ง คือการได้ยินเสียงของผู้อื่นได้โดยไม่
เห็นตัวผู้พูด เช่น ผู้พูดอยู่คนละด้านของมุมตึก ปรากฏการณ์ดังนี้ แสดงว่าเสียงสามารถ
เลี้ยวเบนได้ การอธิบาย ปรากฏการณ์นี้สามารถจะกระทำได้โดยใช้หลักการของฮอยเกนท์
อธิบายว่า ทุก ๆ จุดบนหน้าคลื่นสามารถ ทำหน้าที่เป็นต้นกำเนิดคลื่นอันใหม่ได้ ดังนั้นอนุภาค
ของอากาศที่ทำหน้าที่ส่งผ่านคลื่นเสียงตรงมุมตึก ย่อมเกิดการสั่น ทำหน้าที่เหมือนต้นกำเนิด
เสียงใหมส่ ่งคลื่นเสียงไปยงั ผฟู้ ังได้ (วศิน แก่นสนธิ,์ 2551)

ภาพที่ 4.31 การเลีย้ วเบนของเสียง
ภาพจาก : แบบฝกึ เสริมทักษะการเรียนรเู้ รือ่ ง เสียง โรงเรียนไพศาลีพทิยา อำเภอ ไพศาลี

จังหวัดนครสวรรค์ สำนักงานเขตพืน้ ที่การศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต 42
เราสามารถทดลองการเลี้ยวเบนของเสียงได้โดย ให้ผู้ฟังฟังเสียงลำโพงจากนอกห้อง
ณ ตำแหน่ง ก, ข, ค, และ ง ผู้ฟังย่อมได้ยินเสียงลำโพงที่อยู่ในห้องได้ทุกคน แสดงว่าเสียง

305

สามารถเลีย้ วเบนได้ตาม แบบของคลนื่ รายละเอียดตามภาพ การเลีย้ วเบนของเสียงจะเกิดได้ดี
เมื่อช่องกว้างที่ให้เสียงผ่านมี ขนาดเท่ากับความยาวคลื่นของเสียงนั้นเนื่องจากชอ่ งกว้างนั้นจะ
ทำหนา้ ทีเ่ หมอื นีเ้ ป็นแหล่งกำเนิดเสียง ขนาดน้ันได้พอดีน่ันเอง

คลื่นเสียงสามารถเลี้ยวเบนผานสิ่งกีดขวาง หรือเลี้ยวเบนผานมุม หรือชองเล็ก ๆ
ไดเหมือนกับคลื่นน้ําหรือคลื่นอื่น ๆ ปรากฏการณการเลี้ยวเบนที่พบในชีวิตประจําวัน ไดแก
การไดยินคลืน่ เสียงจากแหลงกําเนิดที่อยูคนละดานของกําแพง หรอื คนละดานของมุมตึก หรือ
คลื่นเสียงที่ผ านเข ามาทางช องประตูหน าต างโดยผู ฟ งมองไม เห็นแหล งกําเนิดคลื่นเ ส ีย ง
ดงั แสดงในภาพ

ภาพที่ 4.32 การเลี้ยวเบนของเสียง
ภาพจาก : https://kb.psu.ac.th/psukb/
12. เสียงรบกวน
เสียงรบกวน (Noise) คือเสียงที่ไม่พึงประสงค์ เสียงรบกวนถือได้ว่าเป็นมลภาวะทาง
เสียง (Noise Pollution) โดยระดับของเสียงรบกวนจะเรียกว่า Noise Criteria (NC) ซึ่งจะใช้
เครื่องมือวัดค่าทางเสียง Sound Analyzer วัดค่าออกมา ค่ายิ่งน้อยแสดงว่ามีระดับสัญญาณ
รบกวนน้อย คือยิ่งน้อยยิ่งดี (Acoustic Design, 2020) เสียงใด ๆ ที่ไม่เป็นที่ต้องการ เสียงที่ดัง
เป็นพิเศษซึ่งรบกวนบคุ คลหรือทำให้ฟังเสียงที่ต้องการได้ยากจัดเป็นเสียงรบกวน ตัวอย่างเช่น
การสนทนากบั บคุ คลอื่นอาจถือเปน็ เสียงรบกวนสำหรับผทู้ ี่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสนทนา เสียง
ที่ไม่เป็นที่ต้องการใด ๆ เช่น สุนัขเห่า เพื่อนบ้านเล่นดนตรีเสียงดัง เลื่อยกลพกพา เสียง
การจราจรถนน หรอื อากาศยานที่หา่ งไกลในชนบททีเ่ งยี บสงบเป็นเสียงรบกวนทั้งสิน้
เสียงรบกวนเป็นอะไรก็ได้ตั้งแต่เสียงที่เงียบแต่น่ารำคาญจนถึงเสียงดังและเป็นโทษ
ในด้านหนึง่ ผใู้ ช้การขนสง่ สาธารณะบางทีร้องทุกข์เกี่ยวกับเสียงเบา ๆ ทีด่ ังจากหูฟังสวมศีรษะ
หรือหูฟัง (earbud) ของบางคนที่กำลังฟังกับเครื่องเล่นเสียงพกพา และในอีกด้านหนึ่ง คือ
เสียงดนตรีที่ดังมาก ๆ หรือเสียงเครื่องยนต์เจ็ตในละแวกใกล้ ๆ เป็นต้น สามารถก่อความ
เสียหายต่อหูอย่างถาวร ที่ระดับกลาง มีฤทธิ์ผลเสียต่อสุขภาพจากเสียงรบกวนมากบ้างน้อย
บ้าง "ความวิบัติของพ้ืนทีม่ นุษยอ์ ยา่ งทนไม่ได้" นีเ้ รียก มลภาวะทางเสียง (Wikipedia, 2559)

306

เสียงรบกวนหมายถึงเสียงใด ๆ ที่เราไม่ต้องการได้ยิน ซึ่งแบ่งได้ตามลักษณะของ
สภาพแวดล้อมได้ 2 ประเภทคือ

1. เสียงรบกวนภายใน (Interior Noise) เสียงรบกวนภายในเปน็ เสียงรบกวนทีม่ า
จากภายในอาคารเอง เช่น เสียงการทำงานของเครื่องปรับอากาศ เช่น จากหัวจ่าย จากลม
กลับ จากการสั่นสะเทือนของเครื่อง เสียงจากการสั่นของอุปกรณ์ เช่น การยึดมอเตอร์กับตัว
อาคาร เสียงคนเดิน พูดคุยกันจากข้างนอกห้อง หรือเสียงจากการทำงานของใกล้เคียง เสียง
จากอุปกรณ์โคมไฟฟ้า ตลอดจนเสียงรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เข้ามาในระบบขยาย
สญั ญาณเสียง ในรูปแบบของสญั ญาณ ฯลฯ โดยเสียงรบกวนจากภายในสามารถแบ่งประหลัก
ได้ 3 ประเภทดงั น้ี

1.1 เสียงรบกวนจากอุปกรณ์ระบบปรบั อากาศ และมอเตอรต์ ่าง ๆ เช่น
เสียงลมที่เกิดจาก Turbulences ภายในท่อ เสียงของพัดลม FAN หรือเสียงดังในกรณีที่ห้อง
ประชมุ ไปอยใู่ กล้กบั หอ้ ง AHU

ภาพที่ 4.33 เสียงรบกวนจากอุปกรณ์ระบบปรบั อากาศ
ภาพจาก : https://avl.co.th/blogs/what-is-noise/

1.2 เสียงรบกวนจากอปุ กรณร์ ะบบไฟฟ้าแสงสวา่ ง เช่น เสียงดังหึ่ง ๆ
จากบลั ลาสต์ หรอื หลอดไฟ

ภาพที่ 4.34 เสียงรบกวนจากอปุ กรณร์ ะบบไฟฟ้าแสงสวา่ ง
ภาพจาก : https://avl.co.th/blogs/what-is-noise/

307

1.3 เสียงรบกวนจากเสียงคนเดินจากทางเดินนอกห้องประชุม หรือ
เสียงคยุ กันจากข้างนอกห้อง เข้ามาในห้อง

2. เสียงรบกวนภายนอก (Exterior Noise หรือ Outdoor Noise) เสียงนี้เกิดจาก
ภายนอกบริเวณที่รบกวนเข้ามา เชน่ เสียงยวดยาน เป็นต้น

เสียงรบกวน (Noise) มีผลกระทบตอ่ การประชมุ หรอื หอ้ งประชุมอย่างไร
ผู้ใช้งานห้องประชุมต่างทราบดีว่า ห้องประชุมเป็นห้องสำหรับเข้ามาร่วมกันเพื่อการ
พูดคุย ชีแ้ จง อบรม หรอื การปรึกษาเพือ่ การตดั สินใจใด ๆ ดังนน้ั บรรยากาศภายในหอ้ งจึงต้อง
มีเสียงรบกวนตามมาตรฐานที่กำหนดเพื่อมีความชัดเจนในการสื่อสารและมีประสิทธิภาพใน
การสนทนา ซึ่งเสียงรบกวนเป็นอุปสรรคสำคัญในการประชุม และอาจทำให้เกิดผลกระทบ
ตามมา โดยผลกระทบที่อาจะเกิดข้ึนเมอ่ื เสียงรบกวนเกิดข้ึนขณะประชมุ มีดังนี้
1. คุณภาพของการได้ยินลดลง เมื่อมีเสียงรบกวนเข้ามาในห้องประชุมมาก สารที่
ต้องการส่อื จะไม่ชดั เจน
2. ความเครียด ความรำคาญจากเสียงรบกวน ทำให้ลดสมาธิในการประชุม จนถึงข้ัน
เกิดความรำคาญได้
3. การสนิ้ เปลืองพลังงาน จากการที่ต้องเร่งระดับเสียงในการสอ่ื สาร ให้แรงขึน้ เมื่อ
มีเสียงรบกวนมาก กต็ ้องปรบั ระดับเสียงบรรยายให้ดังมากขึ้น หรอื อาจตอ้ งประชมุ นานขนึ้
4. อายกุ ารใชง้ านของอปุ กรณ์ไฟฟ้าลดลง เสียงและสัญญาณรบกวนที่เข้ามาในระบบ
บางครั้งจะมีระดับความแรงสูง ซึ่งจะไปทำลายอุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกส์บางตัวในระบบ หรือทำ
ให้อายุการใชง้ านเสื่อมลงเรว็ ขึ้น
13. ความดงั ของเสียง
ความดังของเสียง (loudness) ขึ้นอยู่กับระดับความเข้มของเสียง (Inten sity Level) ซึ่ง
วัดเป็นเบล (Bell) แต่หน่วยเบลมีค่ามากเกินไป จึงมีการแตกหน่วยของเบลเป็น เดซิเบล
(Decibel = dB) โดยวัดเทียบกับความเข้มของเสียงที่เบาที่สุดที่หูคนจะรับได้ ซึ่งความดัง เป็น
ปริมาณที่บอกถึงความรู้สึกของการได้ยินต่อเสียงที่ได้รับ ปริมาณกายภาพของคลื่นเสียงที่
สอดคล้องกับความดัง คือความเข้ม (intensity) โดยที่ความเข้ม ของคลื่นเสียง (intensity of
sound wave) หรือความเข้มเสียง (sound intensity) หมายถึง ค่าพลังงาน ของคลื่นเสียงที่แผ่สู่
พื้นที่ซึ่งต้ังฉากรับคลื่นเสียง 1 ตารางหน่วย ในเวลา 1 วินาทีความเข้มเสียงจึง มีหน่วยในระบบ
เอสไอเป็น จูลต่อวินาทีตอตารางเมตร หรอื วัตตต์ อ่ ตารางเมตร
มีรายงานการศึกษาเรื่องความดังมา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1933 หลังจากนั้นก็มีการศึกษา
อย่างละเอียด ได้ผลเป็นเส้นที่มีระดับเสมอกัน หรือคอนทัวร์ของความดังเท่ากัน เป็นชุดจาก

308

ผลงานของโรบินสัน และแดดสัน ซึ่งต่อมามาตรฐานสากล (ISO 226) รับเอาไปใช้ คอนทัวร์
ความดงั เท่ากันแตล่ ะเส้น ดไู ด้จากค่าของมันที่ 1000 เฮิรตซ์ ซึ่งนำมานิยามเป็นระดับความดังมี
หน่วยเป็นฟอน (Phon) คอนทัวร์ความดังเท่ากันที่ผ่านระดบั ความดันเสียง 40 เดซิเบล ที่ 1000
เฮิรตซ์ เรียกว่า คอนทัวร์ 40 ฟอน ความดังเปน็ คำเชิงจิตวิสัย ส่วน ระดับความดันเสียงเป็นคำ
ทางกายภาพเช่นเดียว กับระดับความดังก็เป็นพจน์ทางกายภาพด้วย เหมือนกัน และมี
ประโยชน์ในการประมาณค่าความดังของเสียง (ซึ่งมีหน่วยเป็น sone) จาก การวัดระดับเสียง
รูปร่างของคอนทัวร์ความดัง เท่ากัน จะบรรจุไว้ ซึ่งสารนิเทศเชิงจิตวิสัย เพราะคอนทัวร์
ดังกล่าวได้มาจากการเปรียบเทียบเชงิ จติ วิสยั ของความดังของเสียง ต่อความดังของมันที่ 1000
เฮิรตซ์ คอนทัวร์ความดังเท่ากัน เผยให้เห็นว่า ความดังที่หูรับรู้นั้น แปรผันเป็นอย่างมากเทียบ
กับความถี่ และระดับความดันเสียง เช่น ระดับ ความดันเสียง 30 เดซิเบล คิดเป็นระดับความ
ดัง 30 ฟอนที่ 1000 เฮิรตซ์ แต่ะระดับความดัน เสียงจะต้องเพิ่มขึ้นอีก 58 เดซิเบล จึงจะให้
เสียงดังเทา่ กัน ที่ 20 เฮิรตซ์ ความโค้งของ คอนทวั ร์เปลีย่ นเป็นราบลงทีร่ ะดบั เสียงสูง หูไว ต่อ
เสียงทุ้ม (ความถี่ต่ำ) น้อยกว่าแถบเสียงกลาง ๆ โดยท่วั ไปผคู้ นจะประเมินเสียงบริสุทธิ์ ความถี่
ต่ำว่า ไม่ดังเท่ากับเสียงความถี่กลาง ๆ ที่ระดับความดันเสียงเท่ากนั ตัวอย่างเช่น คนหนุ่มสาว
โดยเฉลี่ย จะประเมินเสียงบริสุทธิ์ 40 เฮิรตซ์ ที่ ๗๐ เดซิเบล ว่าดังเท่ากับเสียงบริสุทธิ์ 1000
เฮิรตซ์ ที่ 40 เดซิเบล ด้วยเหตุผลเช่นนี้เอง เราจึงกล่าวว่า เสียงทั้งสองนี้มีระดับ ความดัง
เท่ากนั ขนาด 40 ฟอน นอกจากนี้ มี การค้นพบวา่ เมอ่ื เสียงเพิ่มระดบั ความดังข้ึน 10 ฟอน จะมี
ความรสู้ ึกวา่ เสียงดังเป็นสองเทา่ ซึง่ ลกั ษณะของคล่นื เสียง ความยาวคลื่น แอมพลิจดู

ภาพที่ 4.35 ลกั ษณะของคลื่นเสียง ความยาวคลืน่ แอมพลิจูด

309

แอมพลิจดู (Amplitude)
แอพลิจูดเป็นความสูงของคลนื่ เสียงมีความสมั พันธ์กบั คา่ โวลมุ่ เมือ่ เครื่องเล่นสเตอริโอ
เพาเวอร์แอมป์ หรือโทรทัศน์ ถูกปรับโวลุม่ ขึ้นหรือลง แอมพลิจูดของเสียงจะมีการเพิ่มขึ้นและ
ลดลง ส่งผลให้เสียงมีความดังขึ้นหากแอมพลิจูดสูงขึ้น ตรงกันข้ามถ้าเสียงเบาลงหรือเงียบ
แปลว่าแอมพลิจูดลดลง หากแอมพลิจูดมีค่าสูง นอกจากจะทำให้เสียงดังขึ้นแล้วยังทำให้ค่า
SPL (Sound Pressure Level) เพิ่มขึ้นอีกด้วย สำหรับแอมพลิจูดมีหน่วยเป็นเดซิเบล (dB) คน
จำนวนมากอาจจะบอกว่าเสียงนี้ดังประมาณ 3dB ซึ่งนั่นคือการระบุถึงแอมพลิจูด
หูของคนเราสามารถรบั รู้การเปลีย่ น ระดบั ความดงั ทีม่ คี ่าแอมพลิจดู น้อย ๆ ได้ การเพิ่มขึ้นของ
แอมพลิจูดในทางปฎิบัติมักจะพูดกันว่า "บูสต์" (Boost) และการลดระดับแอมพลิจูดมักจะใช้คำ
ว่า "คัต" (Cut) คำว่าโวลมุ่ อันที่จรงิ เป็นส่วนย่อย ๆ ของการอา้ งองิ ถึงแอมพลิจูด ภาษาซาวด์เอ็น
จเิ นียรม์ ักจะพูดว่า "บูสต์ 3dB" หรอื "คตั 3dB" การเขียนเพือ่ ระบกุ ารเพิ่มขึ้นหรือลดลงแอมพลิ
จูดนั้น จะใช้เครื่องหมายกำกับไว้ด้านหน้า เช่นการใช้เครื่องหมายบวกคือ +3dB หรือใช้
เครื่องหมายลบคือ -3dB "เฮ้! บสู ตย์ า่ น 1kHz +3dB" (เดชฤทธิ์ พลเยีย่ ม, 2560)

กิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของคนเรา จะให้ค่าระดับความดังในหน่วยเด
ซิเบลทีแ่ ตกต่างกัน ระดบั 0dB จะเป็นระดับเสียงเงียบหรอื ใกล้เงยี บ ระดบั 40-50dB เปน็ ระดับ
เสียงบรรยากาศในห้องปกติ ระดับ 50-60dB เสียงกระซิบ ระดับ 60-75dB เป็นเสียงสนทนา
ทั่วไป ระดับ 80-85 เป็นระดับเสียงที่เหมาะแก่การจูนลำโพงมอนิเตอร์ ซึ่งจะสอดคล้องกับ
กราฟอ้างอิงเสียงของ Fletcher-Munson curve ระดับ 90dB เป็นเสียงรบกวนในโรงงาน ปกติ
ถ้ามีเสียงดังใกล้หูมาก ๆ และเกิดแบบพรวดพราด สามารถทำลายการได้ยินของหูได้ ระดับ
100dB เป็นเสียงทารกร้อง ไห้ ระดับ 110dB เป็นเสียงเครื่องเป่าลมทำความสะอาดสิ่งของและ
คาร์ฮอร์นไว้สลายม็อบ ระดับ 120dB เป็นระดับที่ทำลายการได้ยินของหู ระดับ 140dB เสียง
ของกลองสแนร์ในระยะห่าง 1 นิ้วจากระดับหน้ากลอง ระดับ 150-160dB เป็นเสียงเครื่องบิน
เจ็ท ท่านจะเห็นว่าในชีวิตประ จำวันของคนเรานั้น อยู่ใกล้ชิดกับระดับแอมพลิจูดระหว่างจาก
0-160dB สรุปว่าคนจำนวนมากสามารถได้ยินเสียงดนตรีตั้งแต่ระดับ 70dB (ฟังแบบเบา ๆ)
จนถึง 100dB (ฟังแบบดัง ๆ)

ความเข้มของเสียง (Tntensity) หมายถึง พลังงานของเสียงทีเ่ ราจับหรือวดั เมื่อเสียงนั้น
มาตกบนเนื้อที่ 1 ตารางหน่วยใน 1 หน่วยเวลาเช่น วินาที จำนวนที่เราจับหรือวัดได้เรียกว่า
จำนวนความเข้มของสียง นอจากนี้ระยะห่างระหวา่ งแหลง่ กำเนิดเสียงกบั ทีร่ บั เสียงก็มีอิทธิพล
ต่อความเข้มของเสียงด้วย คือถ้ายิ่งห่างความเข้มของเสียงจะยิ่งน้อยลง ซึ่งความดังของเสียง
จากแหล่งกำเนิดเสียงตา่ ง ๆ พอสรปุ ได้ดังนี้

310

ภาพที่ 4.35 ความดงั เสียง
ภาพจาก : http://www.soundstagemag.com/main/index.php/magazine-articles/pa-

sound-light-on-stage/966-2017-04-24-07-25-18
ตารางแสดงความดังของเสียงในเหตกุ ารณป์ ระเภทต่าง ๆ

ระดบั ชนิดของเสียง ผลของระดับความดังของเสียง
ความดงั (Subjective Loudness)
ของเสียง อาวธุ นวิ เคลียร์ทีค่ วามหา่ ง 500 เมตร
เสียงจากฐานยิงจรวด วัดหา่ ง 100 เมตร - เปน็ อนั ตรายตอ่ หทู ำให้หหู นวกได้ทนั ดี
(dB) เสียงจากปืนไรเฟลิ ขนาด 0.303 วดั ทีร่ ะดับหู - เปน็ อันตรายตอ่ หู ทำให้หหู นวกได้ทนั ที
220 ของผู้ยิง - อันตรายต่อหมู าก ตอ้ งมีเคร่อื งป้องกัน
200 เสียงจากเครอ่ื งบินไอพน่ วัดจากเรือบรรทุก
160 เคร่อื งบิน - อนั ตรายตอ่ การได้ยนิ ตอ้ งมีเคร่อื ง
เสียงเคร่อื งเรอื ดำน้ำสมัยแรก ๆ วดั ทีห่ อ้ ง ป้องกนั
140 เครอ่ื ง -เปน็ ระดบั ความดังของเสียงเกินกวา่ ทีค่ น
เสียงดนตรีประเภท Hard Rock ทัว่ ไปจะฟงั ได้
130 -อันตรายตอ่ หถู ้าฟังนาน แต่ถ้าระยะสั้นๆ
เสียงเร่งเคร่ืองรถจกั รยานยนตร์วัดทีค่ วาม ไม่เปน็ อนั ตราย เป็นระดับความดงั ทีส่ งู ที่สุด
120 ห่าง 2 เมตร , เสียงฟา้ ผ่า ทีม่ นษุ ย์จะทนได้ (Threshold of pain)
เสียงรถไฟ , เสียงตอกเสาเข็ม -เสียงดังมาก และทรมาน
110 เสียงจากถนนทีม่ ียวดยานคบั คั่ง , เสียง
นกหวดี จราจร -เสียงดังมาก
80 - 100 เสียงพดู คยุ ระดับความดงั ปกติ ที่ระยะ 1 -เสียงดงั ค่อนข้างมาก
70 - 80 เมตร เสยี งในสำนกั งาน
เสียงพมิ พ์ดีด , เสยี งวิทยดุ ังปานกลาง -เสียงดงั ได้ยนิ ชัดเจน
60 - 70

311

40 - 50 เสียงในย่านทีอ่ ยูอ่ าศยั -พอได้ยิน
30 – 40 เสียงเพลงเบา ๆ ดนตรีเบา ๆ -ได้ยินแตไ่ มด่ ัง
20 – 10 เสียงกระซิบ วัดหา่ ง 1 เมตร , เสียงใบไมล้ ู่ -ดงั ค่อย
ลม , ลมหายใจของคน -เสียงเบาเริม่ ได้ยินเรียกว่า Threshold of
0 เสียงเบาเริม่ ได้ยิน hearing

14. ระบบการขยายเสียง
ปกติเสียงของมนุษย์หรือสัตว์ จะมีความจำกัดในเรื่องของความดังหรือความเข้มของ

เสียง ดังจะเห็นได้ว่าแม้เราจะตะโกนเสียงก็จะมีความดังที่จำกัด แต่หากหลาย ๆ คนตะโกน
พร้อมกัน (ดังเวลาที่นักเรียนอยู่ในห้องเรียนแล้วคุยพร้อม ๆ กัน) คลื่นเสียงจากปากของแต่ละ
คนจะช่วยเสริมกันทำให้คลื่นเสียงมีความแรงขึ้น (ดังขึ้น) แต่ในทางปฏิบัติจริงครูผู้สอนไม่
สามารถตะโกนได้หรือหาครูอีกคนมาพูดพร้อม ๆ กันได้ รวมถึงเหตุผลด้านระยะทาง
สภาพแวดล้อม เสียงที่ไม่ต้องการ (Noise) ที่ส่งผลต่อเสียงที่เปล่งออกมา ซึ่งโดยปกติเสียงที่
ระดบั ความดงั 80 dB แตเ่ พื่อการสือ่ ความหมายอย่างชดั เจนจำเป็นต้องมีการขยายเสียงเกิดขึ้น
ดังนนั้ จงึ ตอ้ งใชอ้ ุปกรณท์ างไฟฟ้าและอิเลก็ ทรอนิกสเ์ ข้ามาร่วมด้วย ซึ่งการขยายสญั ญาณเสียง
ให้มีกำลังแรงสูงขึ้น หรือให้ได้สัญญาณเสียงที่มีความแรงมากขึ้น ซึ่งจะมีผลทำให้ได้
สัญญาณเสียงที่มีความดังมากขึ้น ต้องคำนึงถึงในเรื่องของวงจรขยายเป็นส่วน สำคัญด้วย
หากจัดวงจรขยายไม่เหมาะสมแล้ว จะทำให้สัญญาณเกิดความผิดเพี้ยน (Distortion) ใน การ
ขยายสัญญาณเสียงนั้น สามารถใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่นทรานซิสเตอร์ฟิลด์เอฟเฟค
ทรานซิสเตอร์ มอสเฟต และไอซีแบบต่าง ๆ มาสร้างเปน็ วงจรขยายได้

จากตัวอย่างการสอนของครูผู้สอนในชั้นเรียนที่จะต้องใช้ไมโครโฟน เครื่องขยายเสียง
และลำโพงช่วยในการขยายเสียง โดยวิธีการคือไมโครโฟนจะรับเสียงจากผู้พูดซึ่งการพูดของ
มนุษย์จะมีแรงกดดัน ไมโครโฟนจะรับแรงกดดันของอากาศที่เกิดจากการพูดเปลี่ยนเป็น
สัญญาณไฟฟ้า (ความถี่เสียง) ป้อนเข้าสู่เครื่องขยายเสียง เครื่องขยายเสียงจะขยาย
สัญญาณไฟฟ้าให้แรงขึ้นแล้วป้อนกลับสู่ลำโพง ลำโพงจะทำงานตรงกันข้ามกับไมโครโฟน คือ
เปลี่ยนไฟฟ้าเป็นสัญญาณเสียงเสียง ดังภาพที่ 6.3 ซึ่งการทำงานของลำโพง เมื่อลำโพง
สั่นสะเทือนจะทำให้เกิดแรงดันอากาศ (ของเสียง) ขึ้น ซึ่งมนุษย์เรารับฟังได้เรียกว่า ออดิโอ
เพาเวอร์ (Audio Power) ซึง่ มีหน่วยเป็นเดซิเบล ส่วนกำลงั ของไฟฟ้ามีหน่วยเปน็ วัตต์ (watt)

312

ไมโครโฟนเปล่ยี น เครือ่ งขยายเสียง ลำโพงเปลีย่ น
ขยายกำลงั ไฟฟา้ สัญญาณไฟฟา้ เป็น
ความกดดัน สัญญาณเสยี งเปน็
สัญญาณไฟฟ้า เคร่อื ง สัญญาณเสียง
ขยายเสียง
ลำโพง
ไมโครโฟน

ภาพที่ 4.37 การขยายเสียงด้วยอปุ กรณไ์ ฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนิกส์
15. ระบบเครื่องเสียง

ปัจจุบนั เครือ่ งเสียงหรอื ระบบการขยายเสียงมี 2 ชนิด คือ
1. ระบบโมโน (Monophonic) โมโนเป็นระบบเสียงทิศทางเดียว ผู้ฟังจะได้ยิน

เสียงที่มาจากแหลง่ กำเนิดเสียงทิศทางเดียว

แหลง่ เครื่อง ลำโพง
เสยี ง ขยายเสยี ง

ไมโครโฟน

ภาพที่ 4.38 ระบบการขยายเสียงแบบโมโน
2. ระบบสเตอริโอ (Stereophonic)
ระบบสเตอริโอ เป็นระบบเสียงที่ให้มิตขิ องเสียงว่ามาจากทิศทางหลายทิศทาง
คล้ายความเปน็ จริง โดยใช้ไมโครโฟนรบั เสียงแล้วขยายเสียงต่าง รอ่ งเสียง (Channel) กันอยา่ ง
อิสระสู่ลำโพง ระบบสเตอริโอท่ัวไปมกั เป็น 2 ร่องเสียง หรอื 2 ทิศทาง

ไมโครโฟน1 ลำโพง 1

ช่องสัญญาณซ้าย เครือ่ ง
(Left Channel) ขยายเสียง1

แหลง่ ลำโพง 2
เสียง ไมโครโฟน2

ชอ่ งสญั ญาณขวา เครือ่ ง
(Right ขยายเสียง2

Channel)

ภาพที่ 4.39 ระบบการขยายเสียงแบบสเตอริโอ

313

ในระบบสเตอริโอมกั นิยมวางลำโพงท้ังสองให้ห่างกันประมาณ 5-6 ฟุต เพื่อให้ทิศทาง
ของเสียงสมจริงสมจังมากขึน้ (แตใ่ นทางปฏิบตั ิแลว้ อาจจะมีปัจจัยอื่นอีกหลายอย่างที่ส่งผลต่อ
คุณภาพเสียง)

และในปัจจุบันระบบสเตอริโอมากกว่าสองทิศทางดังภาพที่ 6.5 ดังนั้นทิศทางก็จะมี
มากกว่า 2 ทิศทาง เช่น ระบบ 4 ทิศทาง กล่าวคือแทนที่จะให้ทิศทางของเสียงเฉพาะด้านหน้า
2 ทิศทาง ผู้จัดตั้งได้ตั้งทิศทางด้านอื่น ๆ เช่น เพิ่มทิศทางด้านหลังทั้ง 2 ข้าง ดังนั้นระบบการ
ขยายเสียงก็จำเป็นต้องมี 4 ชดุ แทนที่จะเปน็ 2 ชดุ อยา่ งระบบสเตอริโอทวั่ ๆ ไป เปน็ ต้น

ระบบเสียงจะให้ได้คุณภาพเสียงที่สมบรู ณ์แบบจะขึ้นอยู่กบั ปัจจัย 2 ประการคือ
1. ระบบเครื่องเสียง
2. สถานที่ติดตง้ั ระบบเสียง หรอื หอ้ งฟัง ซึง่ จะขนึ้ อยู่กบั ตวั แปรตา่ ง ๆ ของ

เสียง เชน่
2.1 การก้องกังวาน (Resonance)
2.2 ระยะเวลากังวาน (Reverberation Time)
2.3 การดดู ซับเสียงของสถานที่ (Damping)
2.4 การแพรก่ ระจายของเสียง (Diffusion)
2.5 การสะท้อนของเสียง (Reflection)
2.6 การป้องกันเสียงรบกวน ท้ังภายในและภายนอก (Noise Control)
2.7 ขนาดและปริมาตรของสถานที่ที่มผี ลตอ่ ความดังของเสียง
(Volume)

ในการออกแบบระบบเสียง เราจำเป็นที่จะต้องวิเคราะห์ลักษณะงาน ความต้องการ
สภาพแวดล้อมในการใช้งานเสียก่อน ไม่ใช่แต่จะให้ดังลั่นไปเท่านั้น แต่ในการจัดระบบเสียงที่ดี
นั้น นอกจากจะให้เสียงดังอย่างเพียงพอแล้ว จะต้องให้สมจริงอีกด้วย ซึ่งในที่นี้หมายถึง
สามารถบอกแหล่งที่มาของแหล่งกำเนิดเสียงได้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่สับสนหรือดังก้องไปหมด
คุณภาพของเสียงจะต้องเหมือนธรรมชาติ ซึ่งเครื่องเสียงราคาถูกอาจจะทำให้คุณภาพของ
เสียงทีผ่ ิดธรรมชาติไปได้

ระบบ 5.1 Surround sound ระบบเสียงเป็นโฮมเธียเตอร์โดยทั่วไปมีช่อง
อย่างน้อย 4 ช่องซึ่งมีหน้าซ้ายด้านหน้าขวาด้านหลังซ้ายและช่องด้านหลังด้านขวา ลักษณะที่
ดีกว่าคือ 5 ช่อง ลำโพงห้าตัวสร้างลำโพงเซอร์ราวด์ซึ่งหมายถึงช่องสัญญาณกลางช่อง
ด้านหน้าซ้ายและขวาช่องด้านหลังซ้ายและขวาและช่องซับวูฟเฟอร์ 0.1 แชนเนล ลำโพงช่อง
กลางมีหน้าที่รับผิดชอบในการโต้ตอบกับการทำงานบนหน้าจอ ส่วนใหญ่เวลามันเป็นความ

314

รับผิดชอบสำหรับบทสนทนาของตัวละคร; ลำโพงด้านซ้ายและขวาถูกนำมาใช้เพื่อชดเชยการ
เคลื่อนไหวที่อยู่นอกศูนย์กลางของหน้าจอหรือไม่สามารถมองเห็นได้จากหน้าจอ และเสียง
อื่น ๆ ลำโพงเสียงเซอร์ราวด์จะเป็นผู้รบั ผดิ ชอบต่ออปุ กรณ์ต่อพ่วงและเพลงพื้นหลังท้ังหมดทำ
ให้ผู้คนรู้สึกถึงจุดกึ่งกลางของฉากทั้งหมด มีลำโพง 6 ตัวเชื่อมต่อกับระบบได้ ช่อง 5.1 ได้รับ
การใช้กันอย่างแพร่หลายในโรงละครแบบดั้งเดิมและโรงละครภายในบ้านหลายแห่ง รูปแบบ
การบีบอัดเสียงที่รู้จักกันดีเช่น Dolby Digital และ DTS จะขึ้นอยู่กับระบบเสียง 5.1 "0.1" ช่อง
เปน็ ซับวูฟเฟอร์เรียกวา่ ซบั วูฟเฟอรซ์ บั วฟู เฟอร์วัตถุประสงคห์ ลกั ของฟังก์ชั่นซบั วฟู เฟอร์คือการ
เสริมความถี่ต่ำของระบบลำโพงทั้งเป็นช่องซับวูฟเฟอร์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษช่องนี้ซับวูฟ
เฟอรท์ ีม่ ชี ่วงตอบสนองความถี่ 20 ถึง 120 Hz สามารถสร้างได้ ระดับความดันเสียงสงู สดุ ในจุด
ที่สามารถเข้าถึง 105dB ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าน่ากลัว อาจกล่าวได้ว่าโรงละครที่ขาดซับวูฟเฟอร์
เป็นเรื่องยากที่จะพดู ได้ว่าสมบูรณ์

การติดต้งั ระบบเสียง 5.1

ภาพที่ 4.40 ระบบเสียง 5.1 Surround sound
ภาพจาก : https://avl.co.th/blogs/what-is-noise/
1. ลำโพงกลาง Center (C) ควรอยตู่ รงกลางตำแหน่งวางอยขู่ ้างล่างทีวี
ตรงหน้าตำแหนง่ ทีน่ ัง่
2. ลำโพงหน้า Front (F) ทั้งซ้าย-ขวาควรทำมุมเฉียงกับคนนั่ง
ด้านซ้ายของลำโพงทำมุมประมาณ 30 องศาและด้านขวา 20 องศา
3. ลำโพงเสียงรอบทิศทาง Surround (S) ทั้งซ้าย-ขวาควรปรับให้อยู่
ในระดบั หู เอียงเข้าหาคนนง่ั และอยู่ในแนวระนาบเดียวกับคนน่ัง

315

ระบบ 7.1 Surround sound
มีการพัฒนาช่องทางเดินเสียงเอฟเฟก็ ซ์และเพิม่ บรรยากาศเสียงแบบ 3D เข้า
มา Blu-ray Disc™ และระบบพรีเมี่ยมสตรมี มง่ิ จะใช้ฟอรแ์ มตเสียงที่ชอ่ ง 7.1 (กับระบบเสียง
5.1 กย็ งั ให้เสียงทีใ่ ชไ้ ด้)
การติดตงั้ ระบบเสียง 7.1 (front wide)

ภาพที่ 4.41 ระบบเสียง 7.1 (front wide)
ภาพจาก : https://avl.co.th/blogs/what-is-noise/
1. ลำโพงหลักทั้ง 5 ตัวมีการจัดวางแบบเดียวกับระบบเสียง 5.1 แต่มี
ตำแหนง่ ลำโพงเพิม่ ข้ึนมาอีกสองตัวคือ ลำโพงหนา้ กว้าง หรอื Front Wide (FW)
2. การจัดลำโพง Front Wide (FW) ทั้งซ้าย-ขวา ควรอยู่ตรงกลาง
ระหวา่ งลำโพงหนา้ และลำโพงหลัง โดยทำมุมเอียงเข้าหาคนนั่งประมาณ 60 องศา
การติดตง้ั ระบบเสียง 7.1 (surround back)

ภาพที่ 4.42 ระบบเสียง 7.1 (surround back)
ภาพจาก : https://avl.co.th/blogs/what-is-noise/

316

1. มีการขยับตำแหน่งลำโพงจากตำแหน่ง Front Wide (FW) ให้เปลี่ยน
มาอย่ดู ้านหลงั หรอื ที่เรยี กว่า Surround Back (SB)

2. ตำแหน่งลำโพง Surround Back ทั้งซ้าย-ขวาควรอยู่ด้านหลังคนน่ัง
ตรงกับลำโพงหน้า ทำมุมเฉียงเข้าหาคนนัง่ ประมาณ 60 องศา

ระบบ 9.1 Surround sound
ระบบเสียง 9.1 มีการเพิ่มลำโพงหน้าสูงเข้ามา เพือ่ รองรบั ระบบ Dolby Pro
Logic® IIz ทีม่ กี ารพฒั นาขึ้นมาเพือ่ รบั คลื่นสัญญาณใหด้ ียิง่ ขึน้
การติดตัง้ ระบบเสียง 9.1

ภาพที่ 4.43 ระบบเสียง 9.1 Surround sound
ภาพจาก : https://avl.co.th/blogs/what-is-noise/
1. เป็นรูปแบบการจัดวางระบบเสียงแบบเดียวกับระบบเสียง 7.1 แต่มีการเพิ่ม
ลำโพงสูงเข้ามา หรอื ทีเ่ รยี กวา่ Front Hight (FH)
2. สำโพง Front Hight (FH) ท้ังซ้าย-ขวา ควรติดให้ตรงกันกบั ลำโพงหนา้ Front
(F) ทีอ่ ยดู่ ้านลา่ ง

317

สรปุ ท้ายบท
เครือ่ งเสียง เป็นอุปกรณท์ ี่ช่วยในการขยายเสียงพดู หรอื เสียงที่ผู้สอนต้องการให้ผู้เรียน

ได้ยินอย่างทั่วถึง อาจกล่าวได้ว่าเป็นการขยายเสียงพูดของผู้สอนให้ดังขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วย
ภาคนำสัญญาณเข้า ภาคขยายสัญญาณ และภาคส่งออกสัญญาณ ผู้ที่จะต้องใช้งานเครื่อง
เสียงจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และมีทักษะปฏิบัติในการใช้งานอุปกรณ์เครื่องเสียงต่าง ๆ
ทุกภาค เช่น ภาคสัญญาณเข้าต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้งานไมโครโฟนอย่างถูกต้อง
เพื่อจะได้ใช้งานได้ในระยะเวลายาวนาน ภาคขยายสัญญาณจะต้องใช้งานแอมพลิไฟร์ให้
ถูกต้องเนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่มีราคาแพงและมีความเปราะบาง หากเสียบสายสัญญาณผิด
หรือต่อผิดขั้วอาจเกิดไฟช็อตและพังได้ สุดท้ายการใช้งานลำโพงที่มีหลายประเภทจะต้องมี
ความรใู้ นการเลือกใช้งานให้เหมาะสมกบั บริบทต่าง ๆ

คำถามท้ายบท
1. เครือ่ งเสียง หมายถึงอะไร
2. เครื่องเสียง มีความสำคัญอย่างไร
3. องค์ประกอบของเครือ่ งเสียงมอี ะไรบ้าง
4. เสียงเกิดข้ึนได้อยา่ งไร
5. ความดงั ของเสียงคืออะไร และมีหนว่ ยเป็นอะไร
6. ระบบเครือ่ งเสียง มีอะไรบ้าง
7. ระบบเสียงมีกี่ภาคสว่ นที่สำคญั และมีอะไรบ้าง

318

เครืองเสียง ชว่ ยให้ผเู้ รยี นได้ยนิ เสียงของผู้สอน
ได้ชดั เจนและทว่ั ถึง

319

รายการอ้างอิง

กฤติกา เลิศสวสั ดิ์. (2544). ความรฟู้ ิสิกสพ์ ื้นฐานด้านเสียง. ในมลพิษทางเสียง. ประธาน อารี
พล.บรรณาธิการ. กรมควบคมุ มลพิษ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสิง่ แวดล้อม.
กรุงเทพฯ : ซิลค์คลับ

เดชฤทธิ์ พลเยี่ยม. (2560). เสียงคืออะไร 1. [Online]. Available from :
http://www.soundstagemag.com/main/index.php/magazine-articles/pa-sound-
light-on-stage/966-2017-04-24-07-25-18

นันทพล สิทธิสุวรรณ. (2556). ธรรมชาติของเสียง. [Online]. Available from : http://www
.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/10/sound/sound/acoustic.Htm

ปิยะ พละคช. (2560).เสียง (Sound). การสะท้อนของเสียง. [Online]. Available from :
https://www.scimath.org/lesson-physics/item/7214-sound

ปิตุพร พิมพาเพชร. (2564). หกู ับการได้ยิน. [Online]. Available from :
https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/34127

ปรียา อนุพงษ์องอาจ. (2557). หูและกลไกของการได้ยินเสียง. [Online]. Available from :
https://www.rsu.ac.th/science/physics/pom/physics_2/sound/sound_5.htm

พันจาอากาศเอกนฤพนธ พิกลุ หอม. (2555). การตีความเมฆผานงานประพนั ธเพลงรวมสมยั .
วิทยานิพนธ์หลักสตู รปริญญาดุรยิ างคศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาสงั คีตวิจยั และ
พัฒนา บัณฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั ศิลปากร.

มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร. (2555). ทักษะพื้นฐานการใช้โสตทัศนูปกรณ์. นวัตกรรมและ
คอมพิวเตอร์ศึกษา (5 ปี) หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2555. สกลนคร : คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลยั ราชภัฏสกลนคร.

วศิน แก่นสนธิ์. (2551). ธรรมชาติของเสียง และคุณสมบัติของเสียง. แบบฝึกเสริมทักษะการ
เรียนรู้เรอ่ื ง เสียง. โรงเรียนไพศาลีพทิยา. นครสวรรค์ : สำนกั งานเขตพื้นที่การศึกษา
มธั ยมศกึ ษา เขต 42

วาสษิ ฐ์ จรญั ยานนท.์ (2542). วิทยาศาสตร์การดนตรี (The science of music). กรมวิชาการ
กระทรวงศึกษาธิการ

วีทิต วรรณเลิศลักษณ์. (2560). เสียงและมนุษย์. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี (สสวท.) . [Online]. Available from : https://www.scimath.org/lesson-
physics/item/7262-2017-06-13-13-37-52

320

วีทิต วรรณเลิศลักษณ์. (2560). ฉนวนกันเสียง. สถาบันสง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตรแ์ ละ
เทคโนโลยี (สสวท.). [Online]. Available from : https://www.scimath.org/lesson-
physics/item/7309-2017-06-14-15-27-55

สายนั พยอม. (2555). การส่นั พ้องของเสียง. ฟิสิกส์ ม.5. [Online]. Available from :
http://physics-m5.blogspot.com/2012/09/blog-post_6555.html

สมสิทธิ์ จิตรสถาพร. 2529. การใช้เครื่องมเื ทคโนโลยีทางการศึกษา ตอนที่ 1 ระบบเครือ่ ง
ฉาย. พิมพค์ ร้ังที่ 1 : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา

สมสิทธิ์ จิตรสถาพร. 2529. การใช้เครอ่ื งมเื ทคโนโลยีทางการศึกษา ตอนที่ 2 ระบบเครื่อง
เสียง. พิมพ์คร้ังที่ 1 : คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ สงขลา

สมสิทธิ์ จิตรสถาพร. สายไมโครโฟนและข้ัวต่อ เอกสารประกอบการเรียน วิชา 423231
ปฏิบัติการการใชเ้ ครื่องมอื เทคโนโลยีการศกึ ษา : ภาควิชาเทคโนโลยีการศกึ ษา
มหาวิทยาลัยบูรพา. ม.ป.ป.

สมสิทธิ์ จิตรสถาพร. ส่ือบนั ทึกเสียง(audio recording media) เอกสารประกอบบรรยายวิชา
423231 ปฏิบัติการการใชเ้ ครื่องมอื เทคโนโลยีการศกึ ษา : ภาควิชาเทคโนโลยี
การศกึ ษา มหาวิทยาลัยบูรพา.ม.ป.ป.

สมั ภาษณ์. วิวัฒน์ชยั สุขทัพภ์. คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , 10 มีนาคม 2554.
นรนิ ธน์ นนทมาลย์,(2553). เอกสารประกอบการสอน วิชา 2726207 เทคโนโลยีและ

สารสนเทศทางการศกึ ษา ภาควิชาเทคโนโลยีและสอ่ื สารการศึกษา
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั
ดรัณภพ เพียรจดั . (2557) เอกสารประกอบการสอน รายวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทาง
การศกึ ษา. คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏราชนครินทร์
Acoustic Design. (2020). เสียงรบกวน. [Online]. Available from :
https://avl.co.th/blogs/what-is-noise/
Amfinewell. (2013). เสียงกบั การได้ยิน. [Online]. Available from :
https://amfinewell.wordpress.com/2013/01/22/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B
8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0
%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%
E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%99-3/
Brandy Kraemer. (2017). Pitch Notation & Octave Naming. [Online]. Available from :
https://www.thoughtco.com/pitch-notation-and-octave-naming2701389.

321

Imagineering. (2018). การเกิดเสียงและทิศทางการเคลื่อนที่ของเสียง. [Online]. Available
from : https://imagineering.co.th/stema-%E0%B8%9B1-
%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A26/

Ipstudio. (2021). เสียงเกิดขนึ้ ได้อย่างไรแล้วมีองคป์ ระกอบอะไรบ้าง. [Online]. Available from
: https://ipstudio55.com/contentssound/theory-001-what-is-sound/

Material4Art. (2016). การดดู ซบั เสียง. [Online]. Available from :
http://www.material4art.com/sound-absorption/?lang=th

Microglassinsulation. (2018). ความรดู้ ้านฉนวน. [Online]. Available from :
http://www.microglassinsulation.com/knowledges-sound.html

OpenStax. (2016). Sensory Perception. [Online]. Available from : https
://opentextbc.ca/anatomyandphysiology/chapter/14-1-sensory-perception

Wikipedia. (2558). การสั่นพ้อง. [Online]. Available from :
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%
AA%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B
8%AD%E0%B8%87

Wikipedia. (2562). เครอ่ื งเสียง. [Online]. Available from :
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%
B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B
8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87

Wikipedia. (2564). เสียง. [Online]. Available from :
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%
A2%E0%B8%87

Wikipedia. (2562). ระดับเสียง (ดนตรี). [Online]. Available from :
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%
B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B
8%87_(%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5)

Wikipedia. (2559). เสียงรบกวน. [Online]. Available from :
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%
A2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B
8%99

322

เครืองเสียง ประกอบดว้ ย
ภาคสญั ญาณเข้า

ภาคขยายสญั ญาณ และภาคส่งสญั ญาณออก

323

แผนการสอนประจำบทท่ี 5

ภาคนำสัญญาณเข้า

หวั ขอ้ เนือ้ หา
1. ภาคนำสญั ญาณเข้า
2. ไมโครโฟน
3. หลกั การทำงานของไมโครโฟน
4. ประเภทของไมโครโฟน
5. สายกับขั้วต่อไมโครโฟน
6. ปลั๊กแจค็ และ หัวต่อ ทีใ่ ชกับไมโครโฟน
7. อุปกรณท์ ีใ่ ชก้ ับไมโครโฟน
8. การเลือกไมโครโฟนเพื่อการใชง้ าน
9. การใชง้ าน และการรกั ษาไมโครโฟน

วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
หลงั จากจบการเรียนการสอนบทนีแ้ ล้ว นิสติ มคี วามสามารถดังนี้

1. นิสติ สามารถบอกความหมายของภาคนำสญั ญาณเข้าได้อย่างถกู ต้อง
2. นิสติ สามารถบอกความสำคัญของไมโครโฟนได้อย่างถูกต้อง
3. นิสติ สามารถบอกหลักการทำงานของไมโครโฟนได้อย่างถกู ต้อง
4. นิสติ สามารถบอกความแตกตา่ งของไมโครโฟนแตล่ ะประเภทของได้อย่างถูกต้อง
5. นิสติ สามารถบอกความแตกต่างสายกับขั้วต่อไมโครโฟนได้อยา่ งถกู ต้อง
6. นิสติ สามารถบอกความแตกต่างของปล๊กั แจ็ค และ หัวต่อ ที่ใชกับไมโครโฟนได้อยา่ ง

ถกู ต้อง
7. นิสติ สามารถบอกอปุ กรณท์ ี่ใชก้ ับไมโครโฟนได้อย่างถูกต้อง
8. นิสติ สามารถเลือกไมโครโฟนเพือ่ การใชง้ านได้อย่างเหมาะสม
9. นิสติ สามารถใช้งาน และการรักษาไมโครโฟนได้อย่างถูกต้อง


Click to View FlipBook Version