224
7.3 ถ้าเป็นจอกลางวนั ควรพบั เก็บและป้องกันการกระแทก เพราะอาจจะทำให้
กระจก (จอ) แตกได้
7.4 ทำความสะอาดได้โดยเช็ดด้วยฟองน้ำ
7.5 เมื่อเลิกใช้ควรม้วนเก็บทันที
7.6 อยา่ ให้จอถกู ขูด ขดี ขว่ น
7.7 กาง และเก็บด้วยความระมัดระวงั หากเสียหายต้องรบี ซ่อมทนั ที
7.8 ควรหลีกเลีย่ งอยา่ ปลอ่ ยให้จอฉายโดนฝนุ่ ละอองหรอื ฝนุ่ ควัน
9. สภาพของการฉายทด่ี ี
กล่าวโดยรวมสามารถสรปุ สภาพการฉายทีด่ มี ีดังต่อไปนี้
ภาพที่ 3.48 ความสัมพันธร์ ะหว่างผู้ชมกับจอรับภาพ
ภาพจาก : ดรัณภพ เพียรจัด. (2557)
9.1 การควบคมุ แสงสว่าง
หอ้ งฉายจะต้องควบคุมแสงสว่างได้ไมว่ ่าจะสว่างหรือ มดื ดงั น้ันการทำให้ห้อง
มืด จะต้องคำนึงถึงการถ่ายเทอากาศด้วย การควบคุมแสงสว่างของห้องฉายที่ ดี ควรจะ
สามารถปรับความมืดสว่างได้ เช่น ใช้อุปกรณ์ควบคุมความมืดสวา่ ง (Dimmer Control) ซึ่ง จะ
ช่วยให้อารมณ์ของผู้ชมคล้อยตามกว่า การใช้สวิตช์ไฟปิดเปิด หรือปิดเปิดหน้าตา่ งเพื่อคุมแสง
สว่าง ของฉาย
225
9.2 การถา่ ยเทอากาศ
ห้องฉายจะต้องมีการถ่ายเทอากาศ การระบายอากาศ ความสะอาดของห้อง
ฉาย และการควบคุมอุณหภูมิของห้องฉายที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากผู้ชม จะต้องใช้เวลาชม
เป็นเวลานาน ถ้าห้องฉายไมถ่ กู สุขลักษณะ จะทำให้ผู้ชมอึดอัดและเสียสขุ ภาพ
9.3. ระบบเสียง
การฉายที่ดีจะต้องคำนึงถึงระบบเสียงในห้องฉาย จะต้องได้ยิน อย่างชัดเจน
และไม่ก้อง ทิศทางของเสียงจะต้องมาจากทางด้านหน้าหรือทางด้านจอฉายทั้งนี้เพื่อให้ ผู้ชม
เห็นจริงเห็นจังมากขึ้น ดังนั้นการเล็งลำโพงให้ถูกทิศทางจึงมีความจำเป็น โดยไม่ให้ผู้ชมทาง
ด้านหน้าได้ยินเสียงดังจนเกินไปขณะที่ผู้ชมทางด้านหลังยังไม่ได้ยินเสียงในระดับที่ดังเ พียงพอ
การติดตั้งลำโพงควรยกให้สูง แล้วปรับมุมให้ก้มต่ำลง มุมของเสียงตกทางผู้ชมทางด้านหลัง
พอดี จึงจะ ทำให้ผู้ชมได้ยินเสียงอย่างทั่วถึง ส่วนการแก้ไขระบบเสียงไม่ให้ก้องอาจจะใช้
ผา้ ม่านหรอื ใช้วัสดุติด ผนงั ห้องฉายใหข้ รขุ ระมากขึ้นจะชว่ ยแก้ไขได้
9.4. ความชดั เจนของภาพ
ผู้ชมจะต้องเห็นภาพชัดเจนทุกจุด ดังนั้นจะต้อง คำนึงถึงประสิทธิภาพของจอ
ฉายและมุมของการติดตั้ง ถ้าจอฉายไม่มีประสิทธิภาพ หรือไม่เหมาะกับ ห้องฉายจะทำให้บาง
จุดในห้องฉายดูภาพไม่ชัดเจน โดยปกติระยะของการดูของผู้ชมจะอยู่ระหว่าง 2-6 เท่าของ
ความกว้างของจอ (แถวแรกนั่งห่างจากจอภาพ 2 เท่าของความกว้างจอภาพ ขณะที่แถว
สดุ ท้ายจะต้องน่ังไม่เกิน 6 เท่าของจอภาพ) และการตดิ ต้ังจอควรอยู่ในทิศทางที่พอเหมาะ เช่น
ถ้าฉายประกอบการบรรยายควรติดตั้งจอไว้ที่มุมห้องด้านหน้า เพราะถ้าไว้กลางห้อง ครูหรือ
ผู้บรรยาย อาจจะบางจอทำให้ผู้ชมหลายคนมองไม่เห็น แต่ถ้าเป็นห้องฉายโดยเฉพาะก็ควรจะ
ติดตง้ั จอไว้ตรง กลางห้องด้านหนา้
10. ประเภทของระบบการฉาย
ระบบของเครื่องฉาย หมายถึง กระบวนการทีเ่ คร่อื งฉายต่างๆ ฉายภาพจากเคร่ืองฉาย
ไปปรากฏบนจอ ระบบของเครื่องฉายโดยทั่วไป จำแนกตามส่วนประกอบ และโครงสร้างได้ 3
ระบบ (AVmaster.com, 2547 ; วีระซัพพลายส์, 2563 ; Chaweewan Abdulloh, 2554 ; คณะ
ครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร, 2555 ; กิดานันท มลิทอง, 2548 ;
www.projectorok.com, 2015 ; projector7.com, 2556)
226
10.1. ระบบฉายตรง (Direct Projection)
ภาพที่ 3.49 ระบบฉายตรง
ภาพจาก : https://sites.google.com/site/edtech1234567898/hnwy-kar-reiyn-ru2
เครื่องฉายระบบนี้แสงจากหลอดฉายจะสะท้อนกลับไปทางด้านหน้าโดยอาศัยแผ่น
สะท้อนแสง ซึ่งอยู่หลังหลอดฉายลำแสงจะส่องผ่านเลนส์รวมแสง ซึ่งเป็นเลนส์นูน 2 ตัว หัน
ด้านนูนเข้ากัน เลนสน์ นู ชุดน้ีทำหน้าที่บีบลำแสงเพื่อให้แสงมีความเข้มมากขึ้นและไปตกกระทบ
วัสดุฉายพอดี แสงจะผา่ นวสั ดุฉายผ่านเลนสฉ์ ายซึ่งเป็นเลนส์นูนเช่นกนั ภาพที่ปรากฏบนจอจะ
เห็นภาพหัวกลับ เนื่องจากคุณสมบัติของเลนส์นูน ซึ่งให้ภาพกลับหัวลง จะเห็นว่าเครื่องฉาย
ระบบนี้ แสงจากหลอดฉายผ่านเลนส์รวมแสง ผ่านวัสดุฉาย ไปยังจอเป็นเส้นตรง จึงเรียก
เครื่องฉายระบบนีว้ า่ ระบบฉายตรง ส่วนใหญโ่ ดยมีหลักการ ทำงานคือแสงจากหลอดฉายและ
แสงสะท้อนจากแผ่นสะท้อนแสงผ่านเลนส์ควบแสง (condenser Lenses) ผ่านวัสดุฉาย ผ่าน
เลนส์ฉายไปสู่จอรับภาพ ซึ่งระบบฉายตรงนี้ทำให้เกิดความสูญเสียแสง สว่างน้อยมาก ภาพที่
ได้บนจอรับภาพจะได้ภาพจริงหัวกลบั ดังนนั้ จะต้องใส่วสั ดุฉายกลบั หัวจึงจะได้ ภาพที่ดูได้ปกติ
บนจอ เครื่องฉายทีเ่ ปน็ ระบบฉายตรง เชน่ เครือ่ งฉายสไลด์ เครือ่ งฉายฟิล์มสตริป และ เคร่ือง
ฉายภาพยนตร์ เป็นต้น เครื่องฉายระบบนี้ การติดตั้งจะอยู่หลังห้องและฉายภาพสู่จอที่อยู่
ด้านหนา้
227
10.2 ระบบฉายอ้อม (Indirect Projection)
ภาพที่ 3.50 ระบบฉายอ้อม
ภาพจาก : https://sites.google.com/site/edtech1234567898/hnwy-kar-reiyn-ru2
เครื่องฉายระบบนี้ ไม่ใช่เลนส์รวมแสง ฉายโดยระบบการสะท้อนแสงของกระจกเงา
รอบๆ เครื่อง (รอบๆ วัสดุฉาย) แสงที่สะท้อนไปยังกระจกเงาอีกตัวหนึ่งซึ่งอยู่ด้านบนของวัสดุ
ฉาย และสะท้อนฝ่านเลนส์ออกสู่จอ การฉายระบบนี้มีการสูญเสียความเข้มของแสงมาก อีก
ทั้งแสงไม่ได้ผ่านวัสดุฉายโดยตรง ทำให้ภาพบนจอไม่สว่างเท่าที่ควร จึงต้องฉายให้ห้องฉายที่
ความมืดมากๆ ภาพจึงจะดูชัดเจน ในระบบฉายอ้อม แสงจะถูกหักเหด้วยกระจกเงา 45 องศา
กอ่ นไปสู่จอรับภาพ เครื่องฉายระบบนีส้ ามารถใช้ฉายได้ในขณะทีเ่ คร่อื งน้ีอยู่หนา้ ชั้นเรยี น (Shot
Throw Prijector) เช่น เครื่องฉายภาพข้ามศรี ษะ (Overhead Projector) หรอื ทีเ่ รยี กทับศัพท์ว่าโอ
เวอรเ์ ฮด (Overhead) ซึง่ เครื่องฉายชนดิ นใี้ นปัจจุบนั ไมน่ ิยมใช้งานแล้ว
228
10.3 ระบบฉายสะท้อน (Reflected Projection)
ภาพที่ 3.51 ระบบฉายสะท้อน
ภาพจาก : https://sites.google.com/site/edtech1234567898/hnwy-kar-reiyn-ru2
เครื่องฉายระบบนี้ ไม่ใช้เลนส์รวมแสง ฉายโดยระบบการสะท้อนแสงของกระจกเงา
รอบๆ เครื่อง (รอบๆ วัสดุฉาย) แสงที่สะท้อนไปยังกระจกเงาอีกตัวหนึ่งซึ่งอยู่ด้านบนของวัสดุ
ฉาย และสะท้อนผ่านเลนส์ออกสู่จอ การฉายระบบนี้มีการสูญเสียความเข้มของแสงมาก อีก
ทั้งแสงไมไ่ ด้ผ่านวัสดุฉายโดยตรงทำให้ภาพบนจอภาพไม่สวา่ งเท่าที่ควร จงึ ตอ้ งฉายให้ห้องฉาย
ที่มคี วามมดื มากๆ ภาพจึงดชู ดั เจน เนือ่ งจากวสั ดฉุ ายบางประเภทเป็นวัสดทุ ึบแสง เช่น รูปภาพ
ซึ่งไม่สามารถใช้กับเครื่องระบบ ฉายตรงหรืออ้อมได้ เนื่องจากแสงส่องผ่านวัสดุฉายไม่ได้ จึง
ต้องใช้ระบบสะท้อนของแสงเครื่องฉายที่ เป็นระบบฉายสะท้อน คือเครื่องฉายภาพทึบแสง
(Opaque Projector) อย่างไรก็ตามแม้จะใช้ หลกั การสะท้อนของแสงจากวัสดุฉายแล้ว แต่แสงที่
สะท้อนนั้นได้ถูกหักเหด้วยกระจกเงา จึงทำให้มี ผู้เรียกระบบฉายสะท้อนนี้เป็นระบบฉายอ้อม
ด้วย
229
11. ประเภทของเครื่องฉาย
โปรเจคเตอร์ (Projector) คือ อปุ กรณ์ฉายภาพที่ใช้ในการนำเสนอข้อมูลต่างๆ ที่รองรับ
สัญญาณภาพจากคอมพิวเตอร์, เครื่องเล่นวีซีดี, เครื่องเล่นดีวีดี และ เครื่องกำเนิดภาพอื่นๆ
โดยสามารถแบ่งประเภทของโปรเจคเตอร์ได้ดงั น้ี (Lcd tv thailand, 2014 ; thanprojector, 2014
; สิริศักดิ์ มงคลรัตน, 2563 ; Lcd tv thailand, 2017 ; UCall Shop, 2015 ; Cinemania, 2018 ;
Projector108, 2020)
11.1 CRT PROJECTOR
ภาพที่ 3.52 CRT PROJECTOR
ภาพจาก : www.hometheaterhifi.com
เป็นโปรเจคเตอร์ที่มีหลอดภาพแบบ มีหลอดฉายภาพแบบ CRT (CATHADE-RAY
TUBE) เป็นต้นกำเนิดของภาพโดยใช้หลอด 3 หลอด ซึง่ ให้ความสว่างไมส่ งู มากขนาด 150-260
aNSI LUMENS เพื่อแยกการกำเนิดภาพในแต่ละสีคือ สีแดง , สีเขียว และสีน้ำเงิน ซึ่งแสงจาก
หลอดทั้ง 3 สี จะถูกปรับให้จุดตกกระทบของทั้ง 3 ลำแสง ให้ซ้อนทับ (CONVERGENCE) บน
ฉากรบั ภาพจนได้รับภาพทีไ่ ร้ซึ่งการเหล่ือมของสี เกิดเป็นภาพที่คมชดั การที่ CRT PROJECTOR
ต้องใช้ "หลอดภาพ" ถึง 3 หลอดทำให้มีตัวเครื่องขนาดใหญ่อีกท้ังไม่สะดวกในการเคลื่อนย้าย
เพราะต้องปรับแตง่ (SETUP) ให้ถูกต้องคมชัด
คุณภาพ หรือรายละเอียดของภาพขึ้นอยู่กับ "ขนาด" ของหลอดภาพ (CRT) ควบคู่กับ
ประสิทธิภาพในการรับความถี่ภาพสแกนทางแนวนอน ซึ่งทำให้หลอดภาพขนาดใหญ่ จะให้
ภาพทีค่ มชดั มากกวา่ ปัจจุบันหลอดภาพมี 3 ขนาด คือ
1. ขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลาง 7 นิ้ว เป็นที่นิยมมากที่สุด เพราะใช้งานได้ทั่วไป มักใช้
กับงานฉายสญั ญาณวิดโี อ (โฮมเธียรเ์ ตอร)์ เท่านั้น รับความถี่การสแกนของสญั ญาณอินพุทได้
สงู สดุ ไม่เกิน 15.75 Khz. ทำให้ใชร้ บั สญั ญาณวิดีโอเท่านั้น
230
2. ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 นิ้ว ให้ความสว่าง และรายละเอียดของภาพได้มากขึ้น
จงึ เหมาะสมกับงานระดับ COMPUTOR DATA GRADE และโฮมเธียร์เตอร์คุณภาพสูง
3. ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 9 นิ้ว จัดเป็นระดับคุณภาพสูงสุด ใช้กับงานคุณภาพสูง
COMPUTOR GRAPHICS GRADE และโฮมเธียรเ์ ตอร์ ทีเ่ น้นความชดั เจนของรายละเอียดสงู ทีส่ ุด
ส ำ ห ร ั บ CRT PROJECTOR ร ะ ด ั บ DATA GRADE แ ล ะ GRAPHICS GRADE จ ะ ใ ช้
หลอดภาพขนาด 8 นิ้ว และ 9 นิ้ว สามารถรองรับได้กับสัญญาณคอมพิวเตอร์ ได้ตั้งแต่ระดับ
SXGA (1280 x 1024) และใช้ได้กับเครื่อง เพิ่มจำนวนเส้นในการสแกนภาพ ได้มากถึง 4 เท่า
(LINE QUADRUPLER) เฉพาะระดับ COMPUTOR GRAPGICS GRADE จะใช้หลอดภาพขนาด 9
นิ้ว และรองรับความถี่การสแกนภาพทางแนวนอนได้สูงสุดเกินกว่า 100 KHZ ทำให้รองรับ
สัญญาณ SXGA ถึง ระดับ WORK STATION 2500 x 2000 PIXELS เป็นเหตุผลที่ทำให้ CRT
PROJECTOR ระดับนี้มีราคาสูงมาก CRT PROJECTOR นิยมใช้กับโฮมเธียร์เตอร์ เพราะให้
รายละเอียดชัดเจนของภาพ ความอิ่มตัวของเม็ดสี ความถูกต้องของการใส่สี รวมถึง
ความสามารถในการให้ส่วนดำของภาพได้มืดสนิทกว่าโปรเจคเตอร์แบบอื่นๆ ซึ่งยี่ห้อที่มี
คุณภาพดีจะมีวงจร GAMMA CORRECTION ซึ่งช่วยทำให้หลอดภาพสี น้ำเงิน (B) สามารถส่ง
สัญญาณสีตาม (TRACK) หลอดภาพสีแดง และหลอดภาพสีเขียว (G) ได้ทัน โดยภาพที่ออกมา
จะได้ GRAY SCALE ที่ถูกต้องในทุกระดบั คา่ ความสว่าง
11.2 LCD PROJECTOR
ภาพที่ 3.53 LCD PROJECTOR
ภาพจาก : https://www.pratima-ishop.com/
https://www.lcdtvthailand.com/
เป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย คริสตันโมเลกุลอัดอยู่กลางระหว่างแผ่น
กระจก เมือ่ สอ่ งแสงจะผ่านกระจกสะท้อนกรองสี แยกออกเป็น 3 สี ได้แก่ สีแดง สีเขียว และสี
231
น้ำเงิน ภายในจะประกอบไปด้วยแผงพิกเซล (Pixel) เล็กๆ ทำให้ความคมชัดของภาพมีความ
คมชัดสูง มีความสว่างของภาพมีหน่วยเป็น (Ansi Lumen) ความละเอียดสูงกว่า CRT Projector
ใช้หลอดไฟ กำลังไฟส่องสว่างสูงประเภท เมทัล-ไฮไลท์ หรือหลอด UHP (ULTRA HIGH
POWER) เป็นต้นกำลังส่องสว่างกำเนิดแสงโดยแสงจะวิ่งผ่าน DICHROIC MIRROR (กระจก
สะท้อนกรองแสง) ทำหน้าที่แยกแสงออกเป็น 3 แม่สี คือแดง -RED (R) , เขียว - GREEN (G)
และน้ำเงิน -BLUE (B) เพื่อให้แสงแต่ละสีผ่านไปสู่ LCD PANEL ของแต่ละสีซึ่งแต่ละจุดจะ
ประกอบไปด้วยจำนวนแผงพิกเซล (PIXELS) เล็กๆ มากมาย แต่ละ PIXEL จะถูกควบคุมด้วย
สัญญาณไฟฟ้าในการเปิด หรือปิดให้แสงแต่ละสีผ่านไปที่จอภาพได้ โดยแสงที่ผ่าน PIXEL
จะผา่ นเลนส์รวมแสงเพือ่ ผสมแม่สี ทำให้เกิดภาพ
ปจั จุบนั LCD PROJECTOR จะให้ความสวา่ งสงู ได้ถึง 3,000 - 4,000 ANSI LUMENS
และมีราคาถูกลงมาก โดยมีอายุการใช้งานของหลอดไฟได้ 1,500 - 2,000 ช่วั โมง ให้ภาพจาก
สัญญาณ COMPUTOR ทีด่ ี และสญั ญาณวิดีโอทีค่ มชดั สดใส
ภาพที่ 3.54 LCD PROJECTOR
ภาพจาก : https://www.projector108.com/news/archives/3008
ภาพที่ 3.55 LCD PROJECTOR
ภาพจาก : http://www.thaipresentation.com/technology/projector/index.php
232
1. มีค่าความสว่างของแสงสีมากถึง 3เท่าของระบบอื่น และความสว่างของแสงสีและ
แสงขาวเท่ากนั ทำให้สีสนั สดใส สมจรงิ ไมอ่ อกขาวจนกลืนสีอ่นื ๆ ดแู ล้วสบายตา
2. ระบบ 3LCD จะไม่ทำให้มองเห็นเป็นสีรุ้งหรือที่เรียกว่า rainbow effect ด้วย
ประสิทธิภาพของการแยกสี 3สี ผา่ นกระจกสะท้อนแล้วผ่านชิป 3LCD ทำให้ ภาพที่ออกมาเป็น
การประมวลผลและผสมเป็นภาพก่อนปล่อยออกมาทำให้เรามองเห็นนั้นเป็นสีที่แท้จริงจะไม่
ปวดตาหรอื สายตาล้าถึงแม้คุณจะใส่แวนหรอื สายตาไวตอ่ แสงก็ตาม
3. ค่า Colour Gamut เป็นค่าความแตกต่างของเฉดสีซึงจะวัดมาเป็นกราฟ Projector
3LCD จะมีค่า Colour Gamut ที่กว้างทำให้สามารถแสดงเฉดสีที่มีความใกล้เคียงกันได้อย่าง
ชดั เจนเราจึงมองเหน็ รายละเอียดของภาพโดยไมเ่ สียอรรถรสถ้าเราดูหนังเป็นต้น
ข้อดี
1.ให้ภาพที่สว่าง และมีสีสนั สดใส สวยงาม เสียงพัดลมเงยี บ
ข้อเสีย
1.Pixel แต่ละ Pixel มีความหา่ งกันมากกว่า Projector ชนิดอน่ื
2.ความคมของภาพ และความดำของภาพ ยังสเู้ ครื่องฉายระบบอืน่ ไม่ได้
3.แผง Panel ของภาพเกิดการเหล่อื มของสไี ด้ง่ายกวา่ ระบบอืน่ สงั เกตง่ายๆ
ด้วยการเปิด pattern สีขาว 100% จะเห็นวา่ แสดงสขี าวไม่ขาวทั่วกนั ท้ังจอ
11.3 DLP PROJECTOR
ภาพที่ 3.56 DLP PROJECTOR
ภาพจาก : https://www.lcdtvthailand.com/
DLP ย่อมาจาก (Digital Light Processing) เป็นเทคโนโลยีที่คิดค้นและพัฒนาโดย
บริษัท Texas Inctrumente ซึ่งพัฒนา DMD SHIP (DIGITAL MICRO MIRRORS DEVICE) ซึ่งเป็น
แนววงจรขนาดเล็กประกอบด้วย แผ่นกระจกสะท้อนแสงขนาดจิ๋วจำนวนมากโดยแตล่ ะชิ้นของ
กระจกขนาดจิ๋ว จะแทนจุดแสงในแต่ละ PIXEL ถ้ารายละเอียดขนาด XVGA จะมีแผ่นกระจก
ตามแนวนอน 1024 ชิ้น ตามแนวตั้ง 768 ชิ้น กระจกแต่ละชิ้นจะถูกวงจรไฟฟ้าควบคุมให้เอียง
233
ไปมา เพื่อสะท้อนแสงได้ที่มุม +/- 10 องศา เพื่อหันเหแสงไปที่จอภาพ หรือให้ตกระทบใน
ตัวเครื่อง การทำงานของกระจกจิ๋วนี้เทียบได้กับหลักการทำงานของดิจิตอล คือ เมื่อมี
กระแสไฟฟ้าไหลเข้าเปรียบได้กับสภาวะ "ON" กระจกจิ๋วของ PIXEL นั้นๆ จะเอียงเพื่อรับแสง
และสะท้อนแสงไปตกกระทบจอภาพผ่านเลนส์ แตถ่ ้าไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลเข้า เปรียบได้สภาวะ
"OFF" กระจกจิ๋วจะหันคืนกลับมาในอีกตำแหน่งหนึ่ง ซึ่งจะสะท้อนแสงที่ไม่ต้องการ ไปตก
กระทบกับผวิ ของวัสดุดูดซึมแสง (ABSORBER) ภายในเครื่องก่อใหเ้ กิดสว่ นมดื จอภาพ ตำแหน่ง
PIXEL นั้นๆ
การเกิดภาพในระบบ DLP นั้น ใช้หลักการที่แสงจะวิ่งผ่านแผ่นจานแม่สี (COLOR
WHEEL) และแสงที่ผ่านจานแม่สี (แดง , เขียว , น้ำเงิน) แต่ละสีจะวิ่งผ่านไปที่กระจกจิ๋วในแผ่น
DMD โดยถ้ากระแสไฟฟ้าที่กระจกจิ๋วก็จะสะท้อนแสงแม่สีไฟที่จอภาพ เพื่อผสมสีให้เกิดภาพ
จะมีวงจรควบคุมให้แผ่นจานสี (COLOR WHEEL) หมุนได้จังหวะกับ การพลิกเอียงมุมของ
กระจกจ๋ิวในแผ่น DMD
DLP PROJECTOR ให้ค่าความสว่างสูง , ความคมชดั ของภาพ โดยมี CONTRAST RATIO
ที่สูง , ค่า BLACK LEVEL ที่ดีทำให้สีดำสนิท และการเกลี่ยแสง (UNIFORMITY) ที่ดีมากเหมาะ
สำหรบั งาน PRESSENTATION ข้อมูลจาก COMPUTOR ทีต่ อ้ งการความคมชดั มาก
เป็น Projector อีกหนึ่งประเภทที่ได้รับความนิยมมากที่สุด กับการใช้งานที่หลากหลาย
ทั้งการใช้งาน Presentation และการนำมาใช้งานในระบบ Home Theater การแสดงภาพใช้แสง
ยิงผ่านวงล้อสี Color Wheel ส่งภาพไปยังชิปแสดงภาพ DMD (Digital Micromirror Device) ซึ่ง
ประกอบไปด้วยกระจกสะท้อนแสงชิ้นเล็กๆจำนวนมาก ส่งภาพต่อไปยังชุดเลนส์ส่งเป็นภาพ
ฉายไปทีจ่ อรับภาพ
ภาพที่ 3.57 DLP PROJECTOR
ภาพจาก https://www.projector108.com/news/archives/3008
จุดเด่นที่ทำให้ DLP Projector น่าสนใจมีอยู่หลายประการด้วยกัน เริ่มจากระบบการ
ฉายภาพของ DLP Projector นั้นค่อนข้างที่เป็นระบบปิดจึงทำให้มีโอกาสน้อยมากที่ฝุ่นละออง
234
จะเข้าไปกระทบกับระบบฉายภาพ และโดยพื้นฐานแล้วความสว่างของ DLP Projector ยัง
มากกว่าแบบอื่นๆ อีกด้วย เพราะต้นกำเนิดแสง (Light Source) ที่ไม่ได้ตายตัว ในรุ่นสูงๆ จะมี
ความสว่างมากกว่าแบบอื่นๆ ในระดับราคาเดียวกัน ดังนั้นแม้จะเอาไปฉายในห้องที่ไม่ได้คุม
แสงได้ 100% กย็ งั คงใหภ้ าพที่ดอี ยู่ โดยจดุ เด่นทีส่ ดุ ของ DLP Projector มีดังนี้
1. โรงภาพยนตรก์ เ็ ลือกใช้ DLP Projector
ภาพที่ 3.58 โรงภาพยนตร์
ภาพจาก : https://www.lcdtvthailand.com/topic_detail.php?id=2276
คือ ภาพทีเ่ ราเหน็ เม่อื ตอนเข้าไปน่ังชมในโรงภาพยนตร์นั้นมาจาก DLP Projector ดังน้ัน
ถ้าอยากได้ภาพสไตล์โรงภาพยนตร์ และเข้าถึงอารมณ์ทีส่ ุด
2. เม่อื เทียบเพดานราคาเดียวกัน DLP Projector จะดีกว่า
หากเราจะเลือกซื้อสินค้าสักอย่างหนึ่ง อันดับแรกที่ควรทำคือการเปรียบเทียบสเปค
สินค้ากบั ราคาที่จบั จ่ายออกไป สำหรบั ในตลาดโปรเจคเตอร์ เทคโนโลยีแบบ DLP นั้นมีสเปคที่
สูงกว่าเทคโนโลยีอ่นื
3. DLP Projector ทีใ่ ช้ Single DMD-chip
ภาพที่ 3.59 Single DMD-chip
ภาพจาก : https://www.lcdtvthailand.com/topic_detail.php?id=2276
235
จะไม่มีปัญหาสีเหลื่อม ให้ความคมชัดมากกว่าปกติProjector ระดับเริ่มต้นที่มี Native
Resolution 720p หากดูในระยะใกล้น้อยจะเห็นว่าภาพมันไม่คมชัดเท่าที่ควร ทว่ากับ DLP
Projector จะให้ภาพที่คมชัดมากกวา่
4. มีความสว่างสู้แสงแวดล้อมได้ดี ไม่ต้องเป็นห้องที่คุมแสง 100% ก็ยังคงให้ภาพที่
สดใส
ภาพที่ 3.60 DLP Projector
ภาพจาก : https://www.lcdtvthailand.com/topic_detail.php?id=2276
Lumens หรอื ค่าความสวา่ งของภาพนั้นส่งผลตอ่ การรับชมไมน่ ้อย บางทา่ นไม่ชอบทีจ่ ะ
ปิดไฟสนิทแล้วดูภาพ ชอบให้มแี สงสลวั ๆ หน่อยๆ หรอื แมก้ ระทั่งมีแสงแวดล้อมเข้ามาบ้าง ซึ่ง
DLP Projector มีคา่ ความสว่างทีค่ ่อนข้างสูงทำให้สู้แสงได้ดี
5. มีคา่ Response Time ต่ำ
ภาพที่ 3.61 จอรบั ภาพ
ภาพจาก : https://www.lcdtvthailand.com/topic_detail.php?id=2276
236
สามารถนำมาใช้ตอ่ กบั เครื่องเกมคอนโซลเพื่อเล่นเกมได้ DLP Projector มีคา่ Response
Time ที่ค่อนข้างต่ำ (ขึ้นอยู่กับแต่ละโหมดด้วย) ทำให้สามารถนำมาเชื่อมต่อกับเครื่องเล่นเกม
อยา่ ง Xbox หรอื PlayStation เพือ่ ฉายภาพสำหรบั เลน่ เกมได้
6. ภายในระบบฉายภาพน้ันเปน็ ระบบปิดทำให้มีโอกาสน้อยที่ฝ่นุ จะเข้าไปเกาะ
ภาพที่ 3.62 Chip DLP Projector
ภาพจาก : https://www.lcdtvthailand.com/topic_detail.php?id=2276
ฝุ่นนั้นถือเป็นปัญหาที่สร้างความปวดเศียรเวียรเกล้าให้กับผู้ใช้ Projector เป็นจำนวน
มาก เพราะหากว่ามีฝุ่นเข้าไปเกาะหน้าชิ้นเลนส์หรือ เข้าไปเกาะภายในตัวชิปที่ใช้สร้างภาพแล้ว
ปัญหาเรื่องจุดดำในภาพ ความร้อนของเครื่องก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ทว่าระบบสร้างภาพ
ของ DLP Projector นั้นเป็นแบบปิด จึงมีโอกาสน้อยมากๆ ที่ฝุ่นจะเข้าไปเกาะกับชิป ผู้ใช้เพียง
แค่ระวงั ฝ่นุ ทีห่ นา้ เลนส์ฉายก็พอ
ข้อดี
1. ราคาไมแ่ พง แสงสวา่ งดีมาก
2. ให้ภาพและการเคลื่อนไหวที่ดี สอี ิ่ม และสวยงามดเู ป็นธรรมชาติ
3. มี Pixel ทีใ่ กล้กันมากกว่าระบบ LCD ภาพจึงมคี วามคมชดั
ขอ้ เสีย
1. ความดำของภาพยังไมด่ ำมาก
2. เนื่องจากต้องยิงแสงผ่านวงล้อสี จึงทำให้เห็นแสงรุ้ง (Rainbow Effect) ได้
ง่ายแต่ DLP Projector รุ่นใหญ่ๆแก้ไขด้วยการเพิ่ม Speed ของ Color Wheel ให้สูงขึ้นถึง 6X
จงึ ไม่มีปัญหานี้
237
3. บางรุ่นมคี วามรอ้ นสูงพัดลมจงึ ทำงานเสียงดัง
11.4 LCOS PROJECTOR
ภาพที่ 3.63 LCOS PROJECTOR
ภาพจาก : https://www.lcdtvthailand.com/topic_detail.php?id=1514
www.linkedin.com
Liquid crystal on silicon (LCOS หรือ LCoS) เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้นจาก LCD และ
DLP ผสมกัน หรืออาจจะเรียกว่า เทคโนโลยี “micro-projection” หรือ “micro-display” ก็ได้
เนื่องจากเทคโนโลยีนี้จะใช้ในพวกโปรเจคชันทีวี โดยมีเทคโนโลยีในการแสดงผลของภาพแบบ
DLP แตม่ กี ารใชง้ าน LCD แทนกระจก
ภาพที่ 3.64 LCOS PROJECTOR
ภาพจาก : https://www.radiantvisionsystems.com/blog/exploring-potential-lcos-
microdisplays
238
LCOS เป็นเทคโนโลยีชนิดที่ใช้กระบวนการสะท้อนแสง (Reflective) โดยใช้แผ่น Liquid
Crystal แทนแผ่นกระจกเงาบนชิพ DMD แผ่น LCOS กเ็ หมอื นกับแผ่น LCD ซึ่งถูกบรรจดุ ว้ ยเซล
Liquid Crystal เป็นจำนวนมาก โดยแต่ละเซล จะถูกควบคุมโดยกระแสไฟฟ้า เซลจำนวน
มากมายเหล่านี้ก็คือพิกเซลที่ทำให้เกิดเป็นภาพนั่นเอง เมื่ออยู่ในสถานะเปิดก็จะสะท้อนแสง
และ เมือ่ อยูใ่ นสถานะปิดกจ็ ะไมส่ ะท้อนแสงซึ่งจะใกล้เคียงกบั กระบวนการสะท้อนแสงในระบบ
DLP
LCOS นั้นจะให้ความละเอียดของภาพสูงเนื่องจากใช้เทคโนโลยีทางซิลิกอนที่สูงกว่า
LCDสำหรบั LCOS น้ันทางอินเทลได้ประกาศออกมาในงาน CES ปี 2004 เพือ่ ใช้งานกับจอภาพ
ขนาดใหญ่แต่มีราคาแพงจึงได้ถูกยกเลิกไป แต่ทางโซนี่ได้ทำขึ้นมาออกสูงตลาดช่วงเดือน
ธันวาคมปี 2005 โดยออกมาพร้อมกับรุ่น Sony-VPL-VW100 หรือ “Ruby” ที่เป็นเครื่อง
โปรเจคเตอร์พร้อมกับเทคโนโลยี SXRD (Silicon X-tal Reflective Display) ด้วยชิป 3 LCoS แต่
ละชิปให้การแสดงผลที่ความละเอียด 1080p (1,920 X 1,080) และให้ความคมชัด (contrast)
สูงถึง 15,000 ยงั มาพร้อมกับ dynamic lens ด้วย
LCOS Projector ได้รับการพัฒนามากขึ้น เพื่อนำมาใช้งานในหลายรูปแบบ ซึ่งมีผู้ผลิต
ชั้นนำของโลกหลายรายที่ได้สนับสนุนเทคโนโลยีนี้นี้ และทยอยส่งผลิตภัณฑ์โปรเจคเตอร์รุ่น
ใหมๆ่ ออกมา ไมว่ ่าจะเปน็ Sony SXRD เอง นอกจากนี้ก็ยังมีรายอืน่ ๆ ด้วย เช่น Syntax-Brillian
ก็มีผลิตภัณฑ์ Gen II LCoS ออกมา ส่วนทาง JVC ก็มี D-ILA (Digital Direct Drive Image Light
Amplifier) และ MicroDisplay Corporation กม็ ี Liquid Fidelity เช่นกนั
ขอ้ ดี
1. มี Pixel ทีช่ ิดกนั มากจงึ มองไม่เห็น Screen Door หรือช่องว่างระหว่าง Pixel
2. ให้ภาพทีส่ วยงาม และสีสนั สดใส โดยเฉพาะคอนทราสท์และความดำของ
ภาพทีด่ มี ากกว่าระบบ LCD และ DLP อย่างชดั เจน
3. การทำงานของเครือ่ งที่เงียบมากๆ
ขอ้ เสีย
1.ราคาสูงเม่อื เทียบกับระบบอื่นมีโอกาสเกิดการเหลอ่ื มของสเี พราะ
ประกอบด้วย Panel 3 ชุดไมเ่ หมอื นระบบ DLP ทีเ่ ปน็ Single Chip
2.แสงสว่างน้อยเมือ่ เทียบกบั ระบบอื่น จึงไม่เหมาะกบั การใชง้ านในห้องที่มแี สง
รบกวนหรอื การใช้รว่ มกับจอรบั ภาพทีม่ ขี นาดใหญ่มากๆ
239
11.5 LASER PROJECTOR
ภาพที่ 3.63 LASER PROJECTOR
ภาพจาก : https://www.lcdtvthailand.com/topic_detail.php?id=1166
นวตั กรรมล่าสดุ ของ Projector ที่นำเลเซอร์มาใช้ แทนหลอดภาพ จึงทำให้มคี วามสวา่ ง
ทีด่ ี และมีอายุการใช้งานทีย่ าวนานกว่าหลอดภาพแบบท่ัวไป ซึง่ การใช้ Laser แบง่ เปน็ 2 ระบบ
11.5.1 ระบบแรก ใช้แหล่งกำเนิดแสงแบบ Dual Laser Light Sourceใช้ Blue
Laser Diode แบ่งการทำงานออกเป็น 2 ชุด โดยชุดแรกจะยิงแสงสีน้ำเงินส่งไปที่ Blue LCD
Panel โดยตรง ในขณะที่แสงสีน้ำเงินจาก Blue Laser Diode ชุดที่สอง จะยิงผ่านแผ่นสะท้อน
(Yellow Phosphor) ออกมาเป็นแสงสีเหลือง ซึ่งแสงสีเหลืองนี้ก็จะถูกกรอง และแยกออกเป็น
แสงสีแดง และแสงสีเขียว ก่อนจะส่งไปรวมยัง Red และ Green LCD Panel แล้วส่งเป็นภาพ
ผา่ นเลนส์ไปฉายที่จอรับภาพ
11.5.2 ระบบที่สองโดยหลักการยิงแสงจะคล้ายกับ ระบบแรก จะใช้เป็น Blue
Lasers ยิงแสงสีฟ้าไปที่กระจกสะท้อนแสง และยิงแสงอีกส่วนหนึ่งส่งมาที่วงล้อ Phospor ให้
ออกมาเป็นแสงสีเหลือง เพือ่ เปลีย่ นเปน็ สีเขียวและสีแดงส่งต่อไปยังแผง DILA Panel และสร้าง
เป็นภาพสง่ ผา่ นเลนส์ไปฉายยังจอรับภาพ
ภาพที่ 3.64 LASER PROJECTOR
ภาพจาก : https://www.lcdtvthailand.com/topic_detail.php?id=1166
240
ภาพแสดงโครงสร้างภายใน จะเห็นแหล่งกำเนิดแสงแยกอิสระ 2 จุด หรือก็คือ Dual
Laser Light Source ก่อนที่แสงจากทั้ง 2 แหล่ง จะแยกไปผ่านพาเนลสร้างภาพแบบ 3LCD
การถ่ายทอดสเป็กตรัมแสงของ Laser Light Source ที่ทำได้กว้างกว่า สงผลให้ Color Gamut
แตะที่ระดับ DCI (Digital Cinema Initiatives) อันเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้อ้างอิงในสตูดิโอทำ
มาสเตอริ่งภาพยนตร์ นอกจากนีเ้ ทคโนโลยี Laser Diodes ยงั เป็นความหวงั เพียงหนึ่งเดียวเวลา
นี้ เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับจอภาพยุคถัดไปที่สามารถถ่ายทอดสเป็กตรัมสีได้ครอบคลุม
กว้างขวางถึงระดับ BT.2020 ในอนาคต จะเห็นว่าจุดเด่นที่มีนัยสำคัญของ Laser Light Source
คือ การถา่ ยทอดระดบั Black Level ถึงแม้ว่าข้อมลู นี้จะเป็นการอ้างอิงเมอ่ื ใช้แพทเทิร์นทดสอบ
สีดำเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ PISCR (Projected Image System Contrast Ratio) Method จึงไม่
สามารถอ้างอิงระดับคอนทราสต์ที่แท้จริงได้โดยตรง แต่จะยังเห็นผลลัพธ์จาก Dual Laser
Light Source ได้ชัดว่าสามารถควบคุมระดบั แสงไม่ให้เล็ดลอดออกมาได้เป็นอย่างดี อันเป็นผล
จากประสิทธิภาพการควบคุมระดับแสงของหลอดไฟโดยตรง ไม่จำเป็นต้องพึ่งโครงสร้าง Iris
แบบโปรเจ็คเตอร์ทั่วไป ผลพลอยได้คือการตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงระดับความสว่าง
ของหลอดไฟที่องิ ตามสัญญาณภาพแบบฉบั พลันจะทำได้เทีย่ งตรงและฉับไวกวา่
ภาพที่ 3.65 LASER PROJECTOR
ภาพจาก : https://www.lcdtvthailand.com
ขอ้ ดี
1. มีอายกุ ารใชง้ านทีย่ าวนาน
2. สีสันดีกวา่ ระบบอื่น
3. Contrast และ Black Level ดีกวา่ ระบบอื่น
4. การทำงานของเครอ่ื งเงยี บ และประหยดั พลงั งาน
241
ขอ้ เสีย
1. ราคาของเครื่องยงั สูงมากเมือ่ เทียบกับเครื่องฉายระบบอื่น .
ซึ่งสามารถสรุปเปรียบเทียบคณุ สมบตั ิตา่ งๆ ของ แต่ละประเภท Projector ได้ดังนี้
ภาพที่ 3.66 ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติของ LCD, DLP, LCOS, LASER Projector
ภาพจาก : https://www.lcdtvthailand.com
11.6 Mini Projector
ภาพที่ 3.67 Mini Projector
ภาพจาก : https://asia.canon/en/business/new-wireless-mini-projector/news
มินิโปรเจคเตอร์ (Mini Projector) มินิโปรเจคเตอร์มีความละเอียดในการแสดงไม่สูง
มากนัก ตัวอยา่ งทีพ่ บ เชน่ ความละเอียดที่ 320x240 พิกเซล ความสวา่ ง 45-60 Ansi Lumens
โปรเจคเตอร์แบบ mini Projector จะใช้หลอดภาพ LED มีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 20,000
ชม. รองรับการเชื่อมต่อสัญญาณ AV/USB/SD/VGA/HDMI ช่องเสียบหูฟังสเตอริโอ (Sterio) มี
242
ลำโพงในตัว ข้อจำกัดในการใช้งาน mini Projector คือความสว่างไม่สูง ห้องที่ใช้แสงสว่างต้อง
ไม่มากจึงจะมองเห็นภาพชัดเจน ซึ่งเป็นเครื่องแบบพกพา เครื่องฉายภาพ มินิโปรเจคเตอร์
มัลติมีเดียวิดีโอ ความบันเทิงในบ้าน เครื่องโปรเจคเตอร์ เครื่องโปรเจคเตอร์พกพา เครื่อง
โปรเจคเตอร์ขนาดเล็ก มีขนาดเลก็ พกพาสะดวก มีลำโพง แบตเตอรีใ่ นตวั ปรับขนาดหน้าจอได้
ใหญ่สดุ ถึง 100 นิว้
ภาพที่ 3.68 Mini Projector
ภาพจาก : https://snapshot.canon-asia.com/
ด้วยภาพที่คมชัด แบบ Full HD ก็เนรมิตความบันเทิงต่าง ๆ แบบส่วนตัวให้คุณได้ เช่น
ชมภาพยนตร์เรื่องโปรด หรือ นำเสนองานได้อย่างมืออาชีพ ด้วยการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์
และ Smartphone นอกจากนี้ยังสามารถเลือกการเชื่อมต่อได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเลือก
เชื่อมต่อกับ Wireless,HDMI และ DC Port รองรับการใช้งานหน่วยความจำ Micro SD Card
ดังนั้นคุณจึงสามารถใช้งานมินิโปรเจคเตอร์นี้ได้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ในบ้านของคุณได้อย่าง
งา่ ยดาย
12. เครือ่ งฉายในอดีต
เครื่องฉายในอดีตมีหลากหลายชนิดเนื่องจากในสมัยก่อนที่ยังไม่มีคอมพิวเตอร์
จำเป็นต้องใช้เครื่องฉายแต่ละชนิดมาเป็นสื่อการสอนที่มีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ในบางครั้ง
จำเป็นต้องสอนโดยใช้เครื่องฉายหลายชนิดในคาบเรียนเดียวหรือบางครั้งจำเป็นต้องใช้เครื่อง
เสียง ร่วมด้วย เพื่อจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการใช้เครื่องมือ
หลายชนดิ ใน ซึ่งเครื่องฉายที่นำมาแสดงดงั ตัวอย่างเหล่านปี้ ัจจบุ ันแทบจะไม่มีการนำมาใช้งาน
แล้วเนื่องจากการใช้งานของศักยภาพของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ได้เข้ามาแทนที่ทั้งหมดแล้ว
วิวฒั นาการของเครอ่ื งฉายแตล่ ะประเภทที่สำคัญในอดีตมีดังน้ี
12.1 เครื่องฉายประเภทระบบฉายตรง
243
12.1.1 เครื่องฉายสไลด์ (Slide Projector)
ภาพที่ 3.69 เครือ่ งฉายสไลด์
ภาพจาก : https://www.covarh.com/index.php?main_
page=product_info&products_id=352214
https://www.indiamart.com/proddetail/slide-projector-2662525433.html
เครื่องฉายชนิดนี้สามารถบรรจุสไลด์ได้ครั้งละหลาย ๆ ภาพลงในกล่องหรือ
ถาดใส่สไลด์ ทำให้สะดวกและรวดเร็ว ไม่ต้องกังวลในเรื่องบรรจุสไลด์ที่ละภาพ สามารถ
เปลี่ยนสไลด์ได้โดยการกดปุ่มเปลี่ยนภาพที่เครื่องฉาย หรือควบคุมสไลด์ให้เดินหน้าหรือถอย
หลังได้ในระยะไกล ๆ โดยใช้สายต่อจากเครื่องฉายหรือชนิดไม่ต้องใช้สาย บางเครื่องสามารถ
ตั้งเวลาเพื่อเปลี่ยนสไลด์ได้โดยอัตโนมัติ และบางเครื่องสามารถปรับความชัดได้โดยอัตโนมัติ
กลอ่ งใส่สไลดท์ ีใ่ ชก้ บั เครื่องฉายชนดิ นมี้ ี 2 ลกั ษณะ คือ
1. ลักษณะสี่เหลี่ยม เรียกว่า แมกกาซีน (Magazine) มีขนาดกว้างกว่าสไลด์
เล็กน้อย ความยาวของกล่องสามารถบรรจุสไลด์ได้ประมาณ 30-40 ภาพ เมื่อนำไปบรรจุใน
เครือ่ งฉายจะอยู่ในแนวนอนตัวเลขบอกลำดบั ภาพจะอยู่ด้านบน
2. ลักษณะกลมหรือที่เรียกว่าถาดกลม สามารถบรรจุสไลด์ได้ประมาณ 80-
140 ภาพ มีท้ังชนิดถาดกลมแนวนอน เรียกวา่ เทค (Tray) และถาดกลมแนวต้ัง เรียกว่า โรตารี่
(Rotary)
3. ชนิดมีจอและเครื่องเทปในตัว เครื่องชนิดนี้มีเครื่องเทปและจอขนาด
ประมาณ 9" x 9" อยใู่ นตัวสามารถฉายสไลด์ใหป้ รากฎบนจอนี้พร้อมเสียงที่สัมพันธ์กับภาพได้
โดยอัตโนมัติ ซาวน์ดออนสไลด์ (Sound on Slide Projector Recorder) สไลด์ที่ใช้ฉายกับเครื่อง
ชนิดนี้มีกรอบขนาดใหญ่ฉาบด้วยสารแม่เหล็กโดยรอบสำหรับการบันทึกเสียงคำบรรยาย
ประกอบสไลด์ภาพน้ัน เครื่องฉายชนดิ นีร้ าคาสูง จงึ ไมค่ ่อยนิยมใชด้ งั ภาพ
หลักการทำงานของเครื่องฉายสไลด์จะใช้แสงส่องผ่านหลอดฉาย ผ่านไปยัง
เลนส์ ควบแสง ผ่านวัสดุฉายหรือที่เรียกว่าแผ่นสไลด์ซึ่งมีลักษณะเป็นวัสดุโปร่งแสง
244
(Transparency หรือ Lantern Slide) ผ่านเลนส์ฉายสู่จอรับภาพ ปรับความคมชัดของ ภาพด้วย
การตั้งโฟกัสด้วยการเลื่อนเลนส์ฉายเข้าหรือออก ซึ่งเครื่องฉายชนิดนี้จะมีพัดลมอยู่ในตัวคอย
ระบายลมร้อนทีเ่ กิดจากหลอดฉายออกภายนอก
11.1.2 เครือ่ งฉายฟิล์มสตริป (Filmstrip Projector)
ภาพที่ 3.70 เครอ่ื งฉายฟิล์มสตรปิ
ภาพจาก : http://www.iretron.com/blog/posts/technology-flashback-1980s-
filmstrip-projector/
อาจเรียกว่าฟิกเจอร์โรล (Picturols) ส่วนใหญ่เป็นฟิล์มขนาด 35 มม. ใช้
ถ่ายภาพโดยตรงจากภาพเขียน ภาพวาด หรืออาจมี หัวเรื่องประกอบคำบรรยาย มีทั้งชนิดสี
และขาวดำ ลักษณะการใช้งานของเครื่องฉายและตัววัสดุซึ่ง คือตัวฟิล์มสตริปจะคล้ายๆ กับ
เครื่องฉายสไลด์ แต่การใช้งานจะแตกต่างกันตรงที่สไลด์จะมีเนื้อหาอยู่ ในแต่ละรูปภาพต้องมี
การวางลำดับรูปภาพแต่ละรูป ขณะที่ฟิล์มสตริปจะเรียงลำดับรูปภาพให้เลย เพราะเรียงอยูใ่ น
ม้วนฟิล์มไม่สามารถแยกได้เพราะเวลาทำการฉายฟิลม์ ทีม่ ้วนจะเรียงลำดับไปเรือ่ ยๆ ซึ่งเครื่อง
ฉายฟิลม์ สตริปและฟิลม์ สตรปิ
11.1.3 เครือ่ งฉายภาพยนตร์ (Film Projector)
ภาพที่ 3.71 เครื่องฉายภาพยนตร์
ภาพจาก : https://www.pikist.com/free-photo-skdgs/th
245
เป็นการใชว้ ัสดุฉายภาพนิง่ โปรง่ แสงเรียง กันเป็นชุดติดตอ่ กันบนฟิล์ม โดยถ่าย
จากกล้องถ่ายภาพยนตร์แล้วนำมาฉายผ่านเครื่องฉายภาพยนตร์ จะทำให้ได้ภาพเคลื่อนไหว
ปรากฏบนจอเคลือ่ นไหวได้ เหมอื นทีเ่ ห็นตาม คำวา่ “ภาพยนตร”์ ในภาษาองั กฤษมีหลายคำที่
ใช้ เช่น Motion Picture, Cinema, Cine, Cinematography, Movie, Film, Picture เป็นต้น ใน
ปัจจุบันยังคงพบเครื่องฉายภาพยนตร์อยู่ตามชนบทที่มีการฉายหนัง กลางแปลง การมอง
ภาพนิง่ ใหก้ ลายเป็นภาพเคลื่อนไหวอย่างต่อเน่อื งเกิดจาก ในขณะที่ตา มนษุ ยม์ องเห็นภาพหนึ่ง
ไปแล้ว ภาพนั้นยังคงจะปรากฏให้เห็นค้างในสมองชั่วระยะเวลาหนึ่ง (After-Image หรือ
Persistence of Vision) เป็นเวลาประมาณ 1/12 วินาที แล้วภาพใหม่ที่มีท่าทาง ต่อเนื่องกันก็จะ
ปรากฎขึ้นทับภาพเก่าในสมอง จึงส่งผลให้ภาพชุดนั้นมองเห็นเหมือนเคลื่อนไหว อย่างเป็น
ธรรมชาติ โดยหลกั การดังกล่าวถูกนำมาใช้ในกล้องถ่ายภาพยนตร์และเคร่ืองฉายภาพยนตร์
12.2 เครือ่ งฉายประเภทระบบฉายอ้อม
12.2.1 เครือ่ งฉายภาพข้ามศรี ษะ หรอื โอเวอรเ์ ฮด (Overhead Projector)
ภาพที่ 3.72 เครื่องฉายภาพข้ามศรี ษะ หรอื โอเวอรเ์ ฮด
ภาพจาก : https://th.wikipedia.org
เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ หรือบางทีเรียกว่า เครื่องฉายภาพโปร่งใส เพราะ
วัสดุฉาย เป็นแผ่นโปร่งใส (Transparency) หรืออาจเรียกว่า กระดานชอล์กไฟฟ้าเพราะใช้แทน
กระดานชอล์กได้ เป็นเครื่องฉายที่จัดอยู่ในระบบฉายอ้อม ใช้สำหรับฉายภาพ วัสดุ หรือ
เครือ่ งมือที่โปร่งใส โดยเขียนข้อความหรือวาดภาพบนแผน่ โปรง่ ใส ซึง่ อาจจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า
แล้วนำมาวางบนเครื่องฉายซึ่งตั้งอยู่หน้าชั้นเรียน ภาพที่ปรากฏบนจอเหมือนการใช้กระดาน
246
ชอล์ก ซึ่งผู้สอนจะอธิบายประกอบการฉายก็ได้ สะดวกต่อการนำมาใช้ โดยทั่วไปจะมี
คุณลักษณะเฉพาะของเครื่องฉาย ดังน้ี
1. ใช้สอนได้ทุกวิชา เพราะใช้แทนกระดานชอล์กได้
2. ห้องฉายไม่จำเป็นต้องควบคุมแสงสว่างมากนัก ห้องเรียนธรรมดาก็ฉายได้
ผเู้ รียน สามารถเหน็ ภาพบนจอได้ชดั เจน
3. เครือ่ งฉายมีนำ้ หนักเบา ใช้และบำรงุ รักษาง่าย
4. สามารถต้ังไว้หน้าชั้นหรอื ที่โต๊ะบรรยาย เวลาสอนหรือบรรยาย ในขณะที่ใช้
เป็นการ สะดวกในการสังเกตความสนใจของผู้เรียนเพื่อจะได้ปรับปรุงการสอนได้อย่าง
เหมาะสม
5. ประหยัดเวลาในการวาดรูปหรือเขียนคำอธิบาย เพราะผู้สอนสามารถวาด
(หรือให้ผู้อื่นวาด) หรือถ่าย (เหมือนถ่ายเอกสาร) หรือเขียนบนแผ่นโปร่งใสมาก่อนล่วงหน้า
เวลาใช้นำมาวางบนเครื่องฉายได้ทนั ที
6. สามารถแสดงการใช้แผน่ โปร่งใสให้เห็นเหมอื นกบั ภาพเคลือ่ นไหวได้ โดยใช้
แผ่นโปร่งใสชนิดเคลื่อนไหวได้ (Motion or Polarized Transparency) วางบนเครื่องฉาย แล้วใช้
กระจกตัดแสงอยู่ในกรอบกลม ๆ เรียกว่า Polarizing Filter หรือ Polaroid Spinner โดยเปิด
สวิทซ์ให้กระจกตัดแสงหมุนใต้เลนส์ฉาย ภาพที่ปรากฏบนจอจะมีลักษณะเหมือนการ
เคลื่อนไหวได้ เช่น ภาพภูเขาไฟระเบิดการสูบฉีดโลหิตการทำงานของเครื่องจักรเครื่องยนต์
7. สามารถดัดแปลงการใช้แผ่นโปร่งใสจากการฉายครั้งละแผ่น เป็นการฉาย
ครั้งละหลาย ๆ แผ่นซ้อนกัน ซึ่งเรียกว่า Overlays 8) สามารถฉายวัสดุหรือเครื่องมือที่ทำด้วย
วัสดุโปร่งใสได้ หรือวัสดุทึบแสงได้ ซึ่งจะให้ภาพเปน็ ภาพดำบนจอ ไม่แสดงรายละเอียดเหมือน
วสั ดโุ ปรง่ ใส จะเห็นเปน็ เพียงรูปแบบของวสั ดุ หรอื เครือ่ งมอื เท่าน้ัน
8. สามารถใช้แสดงการทดลองหรือสาธิต โดยนำวัสดุมาวางบนเครื่องฉาย
แผ่นโปร่งใส วางแผ่นโปร่งใสบนแท่งแม่เหล็ก โรยผงตะไบเหล็กบนแผ่นโปร่งใส แล้วเคาะแผ่น
โปร่งใส ภาพของสนามแมเ่ หล็กที่เกิดขึน้ บนแผ่นโปรง่ ใสจะปรากฏทีจ่ อ
247
12.3 เครือ่ งฉายประเภทระบบฉายสะท้อน
11.3.1 เครือ่ งฉายภาพทึบแสงหรือเคร่อื งโอเปบ๊ (Opaque Projector)
ภาพที่ 3.73 เครือ่ งฉายภาพทึบแสงหรือเคร่อื งโอเป๊บ (Opaque Projector)
ภาพจาก : https://th.wikipedia.org
เป็นเครือ่ งฉายที่ใช้ฉาย วัสดุทึบแสงต่างๆ เช่น วารสาร นิตยสาร วัตถุของจริง
ตา่ งๆ เนือ่ งจากสมยั กอ่ นยังไม่มีเคร่อื งฉายใดๆ ทีส่ ามารถฉายสิ่งทึบแสงได้ เคร่ืองฉายประเภท
นี้ใช้ระบบการสะท้อนแสง โดยแสงจากหลอดฉายซึ่งมี กำลังส่องสว่างสูงจะส่องที่วัสดุฉาย
สะท้อนแสงขึ้นมา แล้วถูกกระจกเงาหักเหแสงผ่านเลนส์ฉายสู่ จอรับภาพ แต่ด้วยระบบการ
สะท้อนแสงจึงทำให้สูญเสียกำลังส่องสว่างของแสงไปมากเพราะสะท้อน ได้เพียง 1/15 ส่วน
เท่านั้น ดังนั้นการใช้เครื่องฉายนี้จะต้องฉายในห้องที่มืดสนิทเท่านั้น ลักษณะของเครื่องฉาย
ภาพทึบแสงจะเป็นเครื่องที่มีขนาดใหญ่และมีน้ำหนกั ทีห่ นกั มาก ดงั นน้ั หากจะใช้งานเคร่ืองฉาย
ภาพทึบแสงจะต้องมีการจดั เตรยี มอุปกรณ์เป็นอย่างดีและต้อง ระมดั ระวังเรื่องการเคลื่อนย้าย
แต่เนื่องจากเครื่องนี้มีน้ำหนักมาก (ต้องใช้คนถึง 3-4 คนช่วยกันยก) ทำให้ส่วนใหญ่นิยมต้ังไว้
ในห้องสำหรับฉายที่เป็นหอ้ งมดื โดยเฉพาะ
13. ANSI Lumens
คือ มาตรฐานการวัดความสว่าง คิดค้นโดย ANSI ซึ่งย่อมาจาก American National
Standards Institute และเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นมาตรฐานที่เชื่อถือได้ในการนำมาวัดค่าความ
สว่างของโปรเจคเตอร์ , ANIS Lumens บ่งบอกถึงคุณสมบัติความสว่างของแสงที่ถูกปล่อย
ออกมาจากโปรเจคเตอร์, ANSI Lumens เปน็ การหาคา่ เฉลีย่ ของแสงบริเวณจอรับภาพโดยแบ่ง
จอรับภาพออกเป็นสี่เหลย่ี มจัตรุ ัส 9 สว่ น
248
ในการวดั จะใช้ Light Meter วดั ทีร่ ะยะห่างจากจอรับภาพ 1 ฟุตโดยให้ Light Meter ชี้
ไปที่บริเวณตรงกลางของส่เี หลี่ยมจัตรุ สั ให้ครบทั้ง 9 ส่วนแลว้ มาหาค่าเฉลีย่ อีกทีซึ่งกจ็ ะได้คา่
ANSI Lumens ออกมา Lumens คือหน่วยทีบ่ ่งบอกถึงปริมาณการส่องสว่าง คา่ Lumens ของ
หลอดภาพคือการวดั ปริมาณแสงทั้งหมดที่ถกู ปลอ่ ยออกมาจากหลอดไฟ หลอด R30 65 วัตต์
มีค่าประมาณ 750 Lumens, หลอด incandescent 100 วัตตใ์ ห้ค่าประมาณ 1700 Lumens
14. ศัพท์พื้นฐานก่อนเลือกโปรเจคเตอร์
กอ่ นที่จะตัดสินใจเลือก “โปรเจคเตอร์” ให้เหมาะกบั การใชง้ านน้ัน จำเปน็ ต้องรู้ถึงศัพท์
ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโปรเจคเตอร์ เพื่อที่จะสามารถเลือก ใช้งานโปรเจคเตอร์ ได้ถูกต้องและ
เหมาะสมกับการใชง้ าน โดยมีศัพทท์ ี่ควรรดู้ งั ต่อไปนี้ (Audio Visual Design, 2020)
14.1 Lumens
Lumens คือ หน่วยวัดแสงสว่าง โดยในการเลือกซื้อโปรเจคเตอร์การศึกษาค่า Lumens
เป็นการตรวจสอบค่าความสว่างขณะที่โปรเจคเตอร์กำลังฉายภาพ ยิ่งค่า Lumens สูงความ
สว่างจะมากตามไปด้วย สำหรับค่าวัดความสว่างของโปรเจคเตอร์โดยเฉพาะเรียกว่า ANSI
Lumens ซึง่ หลักการวัดแสงจะคล้ายคลึงกับ Lumens
14.2 Resolution
Resolution หรือ ค่าความละเอียดของการแสดงภาพ ลักษณะของความละเอียดภาพ
เป็นจุดขนาดเล็กหลายพันจุด รวมกันเป็นหนึ่งภาพ โดยหน่วยความละเอียดภาพเรียกว่า Pixel
ยิ่งมจี ำนวน Pixel ที่มากความละเอียดของภาพยิง่ คมชดั มากขึ้น
14.3 Contrast Ratio
Contrast Ratio คือ อัตราสว่ นของสีที่ขาวทีส่ ดุ และดำที่สุดทีส่ ามารถแสดงผลได้ โดยค่า
Contrast Ratio ที่สูงแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการไล่ระดับความสว่างของเฉดสี ส่งผลให้
สามารถแสดงรายละเอียดของภาพได้อย่างชัดเจน
249
14.4 Throw ratio
Throw ratio หรืออัตราส่วนการฉาย คือ ระยะในการฉาย/ความกว้างของหน้าจอ
โดยค่านี้ใช้ในการคำนวณขนาดจอโปรเจคเตอร์ที่ต้องการใช้ ยกตัวอย่างเช่น Throw Ratio =
1.50:1 หมายความว่า ระยะฉาย 1.50 เมตร จะได้ความกว้างที่ 1 เมตร เปน็ ต้น
14.5 Digital signal port
Digital signal port หมายถึง ช่องเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างโปรเจคเตอร์กับตัวส่ง
สัญญาณ โดยในการเชื่อมต่อสัญญาณกับอุปกรณ์ภายนอกจะมีช่องเสียบสัญญาณที่แตกต่าง
กันออกไป ดังนี้
14.5.1 ช่อง HDMI เป็นช่องเชื่อมต่อสัญญาณความละเอียดสูง เหมาะสำหรับ
การฉายภาพยนตร์หรือนำเสนอข้อมลู ที่มีความละเอียดคมชัดสงู
14.5.2 ช่อง Component VDO เป็นช่องสัญญาณวิดีโอ โดยส่วนมาก
ช่องสญั ญาณน้ีจะพบได้ในโฮมเธียร์เตอร์โปรเจคเตอร์ โดยสว่ นมากชอ่ งสัญญาณนี้จะพบได้ใน
โฮมเธียร์เตอรโ์ ปรเจคเตอร์รุน่ เก่าๆ
14.5.3 ช่อง RGB, VGA, Mini D-sub 15 pin เป็นช่องสัญญาณภาพที่เชื่อมต่อ
กบั คอมพิวเตอร์ สามารถพบได้ในคอมพิวเตอรร์ นุ่ เกา่ เปน็ หลกั
14.6 Keystone correction
สำหรับคำว่า Keystone correction คือ การปรับค่าคางหมูเพื่อช่วยให้ภาพขณะฉาย ไม่
บิดเบีย้ ว เมื่อตำแหน่งของโปรเจคเตอร์ เงยหรอื ก้มมากๆ
14.7 Screen size
Screen size หรือขนาดของภาพ ในการวัดขนาดของภาพโปรเจคเตอร์ โดยส่วนใหญ่
แล้วจะบอกเป็นเส้นแยงมุมและสัดส่วนของภาพ เช่น screen size ขนาด 300 นิ้วที่ 10:9
หมายถึง โปรเจคเตอร์สามารถฉายภาพโดยวัดเส้นทะแยงมุมได้ที่ 300 นิ้วและมีสัดส่วนของ
ภาพที่ 10:9 เปน็ ต้น
14.8 Lamp life/ Lamp hour
Lamp life หรือ Lamp hour คือหมายถึงอายุการใช้งานของหลอดภาพภายใน
โปรเจคเตอร์ ทั้งนี้อายุของหลอดภาพจะแตกต่างกันตามประเภทของแหล่งกำเนิดแสง ซึ่ง
สามารถจำแนกได้ดังน้ี
14.8.1 หลอดภาพ มอี ายุการใชง้ านเฉลี่ยอยู่ที่ 2,000 – 10,000 ช่วั โมง
14.8.2 LED อายุการใช้งานเฉลี่ยอยูท่ ี่ 20,000 ชัว่ โมง
14.8.3 Laser อายุการใชง้ านเฉลี่ยอยู่ที่ 20,000 ชั่วโมง
250
15. ขอ้ ควรคำนึงในการใช้เครื่องฉาย
ในการใช้ เครื่องฉาย เพื่อให้ถูกต้องกับการใช้งาน และวัตถุประสงค์นั้น จะต้องมี ข้อ
ควรคำนงึ ในการใชเ้ ครือ่ งฉาย ดังน้ี (Audio Visual Design, 2020)
15.1. ความสวา่ งของโปรเจคเตอร์
ความสว่างเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การเลือกโปรเจคเตอร์ได้ตรงกับห้องประชุมมาก
ขึ้น โดยความสว่างสัมพันธ์กับขนาดและวัตถุประสงค์ในการใช้งานห้องประชุม สำหรับการ
เลือกความสว่างของโปรเจคเตอร์สามารถพิจารณาได้จากค่า ANSI Lumens ซึ่งมีองค์ประกอบ
ของการเลอื กความสว่างให้เข้ากับหอ้ งประชมุ หลายองค์ประกอบเชน่
1 ขนาดของจอภาพ
2 ระยะทางของผชู้ ม
3 ขนาดของห้องประชมุ และมุมมองของผู้ชม
4 ประเภทของภาพทีใ่ ชใ้ นการประชุม เชน่ ภาพกราฟฟิก ภาพวีดิโอ
5 สภาพแวดล้อมของแสงในห้องประชุม(Room Ambiance Light)
15.2 ลักษณะการใช้งาน
ลักษณะการใช้งานสัมพันธ์กับระบบการจัดการภายในห้องประชุม ห้องประชุมที่ฉาย
ภาพจากแหลง่ ภาพเดียวจอภาพเดียว กอ็ าจมจี ุดเช่อื มตอ่ ภาพหรอื เปน็ สัญญาณแบบไร้สาย แต่
ถ้าหากห้องประชุมที่ต้องใช้หลายแหล่งภาพ หลายจอภาพ หรือหลายๆภาพในจอเดียวกัน ก็
ต้องออกแบบระบบควบคมุ การเลือกภาพและจอภาพเหล่าน้ัน ให้สะดวกและสอดคล้องกับการ
ใช้งานตามวตั ถุประสงค์ของห้องประชมุ
15.3 ตำแหน่งในการตดิ ตั้งโปรเจคเตอร์
สำหรับตำแหน่งในการติดตั้งโปรเจคเตอร์ขึ้นอยู่กับการออกแบบห้อง โดยทั่วไปแล้วก็
จะมี 4 ตำแหน่งคือ ด้านหน้าหรือด้านหลัง และด้านบน(แขวน)หรือด้านล่าง(วางโต๊ะ)ของ
จอภาพ แต่ก็มีห้องประชุมบางประเภทที่ผู้ออกแบบอาจใช้กระจกสะท้อนภาพหรือใช้
โปรเจคเตอรร์ ะยะสั้น(short throw) เพือ่ แก้ปัญหาของระยะและมมุ ของการฉายภาพ
15.4 ขนาดของพืน้ ที่
ขนาดของพืน้ ที่ห้องประชุมและมมุ มองของผชู้ มนน้ั สัมพนั ธ์กับขนาดของจอภาพ โดยใน
การเลือกขนาดของจอภาพ ควรมีขนาดไม่น้อยกว่าที่มาตรฐานกำหนด เพราะจะสัมพันธ์กับ
ขนาดของตัวอักษรที่ผู้ชมต้องสามารถอ่านได้ชัดเจน และประเภทของจอรับภาพ ที่ต้องมี
มุมมองเห็นได้ชัดเจนทกุ ตำแหน่งที่น่ังของห้องประชุม ทั้งนเี้ พือ่ ให้สามารถถา่ ยทอดรายละเอียด
251
ภาพได้ตามที่มาตรฐานกำหนด อันจะทำให้ผู้เข้าประชุมรับทราบข้อมูลได้อย่างชัดเจนและมี
ประสิทธิภาพ
15.5 ความละเอียดของภาพ
ความละเอียดคมชัดของภาพเป็นสิ่งสำคัญในการประชุม โดยเฉพาะการประชุมที่ต้อง
ใช้ข้อมูลภาพที่มีรายละเอียด และความถูกต้องสูง เช่นงานด้านกราฟฟิก งานด้านการแพทย์ ฯ
ซึ่งนอกจากความละเอียดแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความถูกต้องของสี ความชัดเจนของข้อมูลภาพ
จึงเป็นสิ่งที่ผิดพลาดไม่ได้ สำหรับค่าความละเอียดของภาพมักมีชื่อเรียกกันด้วยตัวย่อต่างๆ
เช่น VGA, SVGA, XGA, SXGA, HD, FullHD, 4K, 8K เปน็ ต้น
15.6 ระบบเช่อื มต่อ
สามารถนำมาเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่เราต้องการได้หรือไม่ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์
วีดีโอ เป็นต้น รวมทั้งสามารถต่อได้พร้อมๆ กันกี่อุปกรณ์ กล่าวคือ ก่อนเลือกซื้อเครื่องฉาย
ภาพโปรเจคเตอร์ ควรพิจารณาถึงความจำเปน็ ในการใช้งานของเราร่วมด้วย เชน่ ต้องการฉาย
ภาพ VDO อย่างเดียว หรือ ต้องการฉายงาน Presentation อย่างเดียว หรือต้องการการ
เช่อื มตอ่ แบบไร้สาย หรอื Wireless
การคำนึงโปรเจคเตอร์ที่เหมาะสม ควรเริ่มต้นจากศึกษาพื้นฐานเกี่ยวกับระบบภาพ
และ โปรเจคเตอร์ อาทิ คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง ขนาดจอภาพ และความละเอียด ซึ่งสิ่งเหล่านี้
สัมพันธ์กับวิธีการเลือกโปรเจคเตอร์ทั้งสิ้น โดยวิธีการเลือกโปรเจคเตอร์ให้เหมาะสม นี้เป็น
เพียงพื้นฐานเบื้องต้นที่ควรทราบ แต่หากเป็นระบบที่มคี วามสลับซบั ซ้อนสงู ก็ควรให้ผู้ที่มีความ
เชยี วชาญเฉพาะด้าน ให้การแนะนำหรืออกแบบให้ กจ็ ะลดความผิดพลาด และได้สิ่งที่ตรงตาม
วัตถุประสงคข์ องการใช้งาน ตลอดจนความสอดคล้องลงตัวกบั สภาพของหอ้ งนน้ั ๆ
16. การบำรงุ รกั ษา และการใช้งานเครือ่ งฉายโปรเจคเตอร์ (Projector)
เพือ่ ให้เครื่องฉายโปรเจคเตอร์ มีประสทิ ธิภาพในการใช้งานได้นาน วธิ ีการดูแลรักษา และการ
ใช้งานเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ (ประภัสร์ ภูมิไชยา, 2016 ; กิดานนท์ มลิทอง, 2548 ; บุญเที่ยง
จยุ้ เจรญิ , 2543) ดังน้ี
16.1 การดแู ลรักษาเครื่องฉายโปรเจคเตอร์
16.1.1 ก่อนทำความสะอาดตัวเครื่องอย่าลืมปิดสวิตซ์เครื่องโปรเจคเตอร์และ
ถอดปลั๊กไฟออกก่อนหลายทานอาจบอกว่ามันมีกราวนด์จะไปดูดได้ยังไงจากนั้นเช็ดตัวเครื่อง
ด้วยผ้านุ่ม ๆ อาจชุบน้ำผสมผงซักฟอกอื่น ๆ บิดให้หมาด ๆ แล้วเช็ด หากมีคราบฝังแน่นเกาะ
อยู่หากเช็ดไม่ออกจริง ๆ อาจใช้ครีมเช็ดทำความสะอาดที่ไม่แรงนักเช็ดเบา ๆ แล้วเช็ดด้วยผ้า
252
สะอาดอีกครั้ง ห้ามใช้ทินเนอร์น้ำมันก๊าด น้ำมันเบนซิน น้ำยาเคมีแรง ๆ หรือแอลกอฮอล์เช็ด
เพราะสารเหลา่ น้อี าจทำให้ตวั เครื่องฉายฯ เปน็ รอยได้
16.1.2 หากเลนสฉ์ ายเปือ้ นฝุน่ หรอื คราบสกปรก สามารถใช้กระดาษเช็ดเลนส์
หรือน้ำยาเช็ดทำความสะอาดเลนส์แต่ถ้าไม่มีอาจใช้ที่เป่าฝุ่น หรือผ้านุ่มที่ไม่มีขนเช็ดคราบ
สกปรกออก
16.1.3 การทำความสะอาดฟิลเตอร์ (ที่กรองฝุ่น) หากฟิลเตอร์สกปรกจะทำให้
เครือ่ งมีความร้อนสูงผดิ ปกติสังเกตได้จากเวลาที่ใช้ในการระบายความร้อนของเคร่ืองฉายนาน
ขึ้น พัดลมมีเสียงดังผู้ใช้เครื่องฉายโปรเจคเตอร์ควรทำความสะอาดที่กรองฝุ่นอย่างสม่ำเสมอ
สังเกตที่ใต้เครื่องฉายฯ จะมีตะแกรงและฟองน้ำกรองฝุ่นอยู่หากหาไม่พบ ผู้ใช้สามารถเปิดดู
วิธีการทำความสะอาดในคู่มือการใช้งานของเครื่องโดยทั่วไป แค่ใช้เครื่องดูดฝุ่นแรงลมเบา ๆ
ทำความสะอาด ดดู ฝุ่นจากช่องระบายลมออกและนำฟองน้ำกรองฝนุ่ ออกมาล้างในน้ำสบอู่ ืน่ ๆ
ตากใหแ้ หง้ ก็ถือวา่ เพียงพอแล้ว
16.1.4 การเก็บเครื่องฉายก่อนเกบ็ ลงกระเป๋าอย่าลืมเกบ็ ขาต้ังและปิดฝาเลนส์
ที่สำคัญที่สุด ให้เครื่องฉายทำการระบายความร้อนให้เรียบร้อยก่อนแล้วจึงถอดปล๊ัก
เคลื่อนย้ายด้วยความระมัดระวัง เก็บเครื่องฉายด้านที่เป็นเลนส์อยู่ด้านบน (เวลาเผลอวางกับ
พื้นแรง ๆ เลนส์จะได้ไมแ่ ตกงา่ ย) ส่วนสายสัญญาณ เวลาเก็บม้วนเปน็ วงกลม อย่าพับหรือบิด
ไปมา เพราะสายอาจหกั ในและเสียได้สำหรบั ผู้ใช้ทีน่ าน ๆ จะใช้เครื่องฉายควรเก็บเคร่ืองฉายไว้
ในสภาพแวดล้อมที่ระบุไว้ในคุณสมบัติของเครื่องในแคตตาล็อคอย่าลืมนำแบตเตอรี่ออกจาก
รีโมทคอนโทรลด้วยจะได้ใชง้ านได้นานขึน้
16.1.5 ควรหลีกเลี่ยงอย่าปล่อยให้โปรเจคเตอร์โดนฝุ่นละอองหรือฝุ่นควัน
เพราะจะชว่ ยใหย้ ึดอายกุ ารใชง้ านของหลอดภาพและตวั เคร่อื งยาวนานขึน้
16.1.6 ติดตั้งโปรเจคเตอร์ในที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก เนื่องจากการทำงาน
ของโปรเจคเตอร์นั้นจะมีความร้อนมากถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะมีพัดลมระบายอากาศอยู่แล้วก็
ตาม ควรจะให้อากาศรอบๆ โปรเจคเตอร์มีการถ่ายเท
16.1.7 ระวังอยา่ ให้โปรเจคเตอรต์ กหลน่ เพราะการตดิ ตั้งหรอื วางโปรเจคเตอร์
ควรตรวจดูให้แน่ใจว่ามีความปลอดภัย โปรเจคเตอร์อยู่ในที่ที่มั่นคงแข็งแรงไมส่ ามารถตกจาก
ทีส่ งู ได้
16.1.8 การติดตั้งโปรเจคเตอร์ในที่สูง เช่นที่เพดานห้องซึ่งเป็นเรื่องที่ยากและ
อนั ตรายควรปรึกษาช่างเทคนิคทีม่ คี วามรคู้ วามชำนาญจะดีกว่า
253
16.1.9 การทำความสะอาดเลนส์ควรปดั ฝนุ่ ทีเ่ ลนสอ์ อกเสียก่อน หลงั จากน้ันใช้
น้ำยาเฉพาะสำหรับใช้กับเลนส์เท่านั้นในการทำความสะอาด น้ำยาชนิดอื่นอาจทำให้เลนส์เกิด
ความเสียหายได้ และควรใช้ผ้านุ่มๆ ทีม่ เี นือ้ ละเอียดเช็ดทำความสะอาด ไม่ควรใช้กระดาษทิชชู่
หรอื ผา้ ชนิดอ่นื อาจทิ้งฝนุ่ ละอองไว้ที่เลนส์ก็ได้
16.1.10 โปรเจคเตอร์ที่มีช่องระบายอากาศทีส่ กปรกจะทำให้โปรเจคเตอร์ร้อน
มากขึ้น อาจจะถึงขั้นทำให้หลอดภาพไหม้ก็ได้ ขอแนะนำว่าควรทำความสะอาดด้วยเครื่องเป่า
ลมทุกๆ สามเดือน แต่ถ้าสภาวะแวดล้อมมีฝุ่นมากควรทำความสะอาดช่องระบายอากาศของ
โปรเจคเตอรท์ ุก ๆ เดือน
16.1.11 อย่าเคลือ่ นย้ายโปรเจคเตอร์ขณะที่หลอดภาพยงั ทำงานอยู่ ถึงแม้ว่าได้
ปิดเครื่องและถอดปลั๊กแล้วก็ตาม การเคลื่อนย้ายโปรเจคเตอร์จะทำให้อายุการใช้งานของ
หลอดภาพสั้นลง และเกิดความเสียหายได้งา่ ยและอาจทำให้หลอดภาพไหม้
16.2 การใชง้ านเครือ่ งฉายโปรเจคเตอร์
โปรเจคเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่มีผู้นิยมใช้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นในการ Presentation
หรือฉายภาพยนตร์ภายในบ้านเพื่อเพิ่มอรรถรสในการชมสำหรับผู้ที่ไม่เคยใช้โปรเจคเตอร์มา
กอ่ นกไ็ มใ่ ช้เร่อื งทีย่ ุง่ ยากเลยวิธีการติดตงั้ และใชง้ านอยา่ งง่าย ๆ มีขอ้ แนะนำได้ดังนี้
16.2.1 ตดิ ตั้งจอภาพในทีท่ ีม่ แี สงสว่างนอ้ ยที่สุดเพื่อให้รับภาพได้คมชดั มากขึ้น
16.2.2 ควรหาทีว่ ่างเครือ่ งโปรเจคเตอร์ให้สูงจากพืน้ หอ้ งข้ึนมาพอสมควรเพื่อ
ป้องกันการชนเครอ่ื ง และป้องกนั ฝุ่นละออง
16.2.3 เตรียมสายต่าง ๆ ที่จะตอ่ เข้าเครื่องก่อนจากนั้นจงึ นำเครื่อง
โปรเจคเตอรว์ างลงบนที่วา่ งและหนั เลนส์ไปยงั จอภาพที่จะฉาย (ไมค่ วรปรับมุมให้แหงนเกิน 45
องศา) จากนั้นจงึ ตอ่ สายเข้าเครือ่ งและเปิดปุ่ม POWER
16.2.4 เปิดฝาครอบเลนสแ์ ล้วรอสกั ครภู าพจะคอ่ ย ๆ ปรากฏขึ้นบนจอภาพ
16.2.5 ปรับตวั เครื่อง โดยกะด้วยสายตาให้ได้ระยะและองศาทีด่ หี รอื ดูจาก
ภาพบนจอจนได้ภาพและมุมตามที่ต้องการพร้อมทั้งปรับวงแหวนการปรับระยะและวงแหวน
ปรับโฟกัสซึง่ จะอยตู่ ิดกับเลนส์จนชัดเจน
16.2.6 เมอ่ื ตรวจรายละเอียดพอครา่ ว ๆ แล้วกดปุ่ม AUTO SET UP เพือ่ ให้
เครือ่ งปรับภาพใหใ้ กล้เคียงมาตรฐานมากทีส่ ดุ แตถ่ ้าไม่มีระบบ AUTO SET UP ก็ทำการปรบั ได้
จาก MENU
16.2.7 การปิดเครื่องกดปุ่ม POWER ให้โปรเจคเตอร์อยู่ในสถานะ STAND BY
รอจนเครอ่ื งเย็นจงึ คอ่ ยถอดปล๊กั POWER
254
สรุปท้ายบท
เครื่องฉายเป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยทำให้เร้าความสนใจแก่ผู้เรียน เนื่องจากทำให้
ผู้เรียนจำนวนมากสามารถเห็นภาพได้พร้อมเพรียงกัน การใช้งานเครื่องฉายเป็นสิ่งที่ผู้สอน
จำเปน็ ต้องเรียนรู้วิธีการใช้ เพราะในปจั จบุ นั ผสู้ อนจำเปน็ ต้องใช้งานเครื่องฉายเป็นสื่อการสอน
ให้กับผู้เรียน ซึ่งอุปกรณ์ที่จะใช้เชื่อมต่อสัญญาณกับเครื่องฉายมีจำนวนมากรวมถึงมีพอร์ต
หรือช่องทางการเชื่อมต่อที่แตกต่างกันด้วย รวมไปถึงการสะท้อนหน้าจอจากโทรศัพท์ หรือ
แทบ็ เล็ต นอกจากนีค้ รผู สู้ อนจำเป็นต้องมคี วามรเู้ บือ้ งตน้ เกีย่ วกับกระแสไฟฟ้าและศัพท์เทคนิค
รวมถึงสายสญั ญาณ หวั เช่อื มต่อต่างๆ เพื่อสามารถนำไปประยกุ ตใ์ ช้ในการจัดการเรียนรู้ให้กับ
ผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถใช้งานได้โดยไม่จำเป็นต้องร้องขอความช่วยเหลือ
จากนกั วิชาการด้านเทคโนโลยีการศกึ ษาซึ่งในแต่ละโรงเรียนจะมีจำนวนบุคลากรด้านนี้จำนวน
น้อย
คำถามท้ายบท
1. องค์ประกอบของการฉายที่สำคัญมีอะไรบ้าง จงอธิบาย
2. กาจดั วางตำแหนง่ เครืองฉายกับจอรับภาพมีหลกั การอย่างไร
3. สิง่ ใดบ้างทีเ่ ป็นอนั ตรายตอ่ เครือ่ งฉาย
4. เครื่องฉายในอดีตมีอะไรบ้าง และแต่ละประเภทมีความสำคัญอย่างไร และสามารถ
เทียบเทา่ ได้กับโปรแกรมใดหรือการใชง้ านในรปู แบบใดในปัจจุบนั
5. จงอธิบายวิธีการเลือกซื้อเครื่องฉาย Projector เพื่อใช้งานในห้องเรียนจะต้องพิจารณา
เรือ่ งใดบ้าง
6. จงอธิบายการบำรุงรกั ษา และการใชง้ านเคร่อื งฉายโปรเจคเตอร์ อยา่ งน้อย 3 ขอ้
255
เอกสารอา้ งอิง
กมล เวียสุวรรณ และนิตยา เวียสุวรรณ. (2539). แนวคิดการพฒั นาสื่อการเรียนการสอนและ
แนวทางในการจดั ตั้งศนู ย์วิทยบริการด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศกึ ษา
สำหรบั สายงานด้านมัธยมศึกษา. พมิ พ์คร้ังที่ 1. กรงุ เทพฯ : ตน้ อ้อแกรมมี.
กิดานันท์ มลทิ อง. (2548). เทคโนโลยีและการส่อื สารเพือ่ การศึกษา.กรุงเทพฯ: อรุณการพิมพ.์
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั กำแพงเพชร. (2555). ส่วนประกอบโสตทศั นูปกรณ์
ประเภทแสง. สาขานวตั กรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั
ราชภฏั กำแพงเพชร. [Online]. Available from :
http://innovation.kpru.ac.th/load/data_design/e9.htm
ฐิติรตั น์ ศิริบวรรัตนกุล. (2556). เทคโนโลยีการฉายภาพอจั ฉริยะ นวัตกรรมใหม่แห่งการแสดง
ภาพของอปุ กรณ์อิเลก็ ทรอนิกสแ์ บบพกพา. การประชุมวิชาการระดับชาติในวนั คล้าย
วนั สถาปนา สถาบันบัณฑิตพฒั นาบริหารศาสตร์ ประจําปี 2556. กรุงเทพฯ : สถาบัน
บัณฑติ พัฒนาบริหารศาสตร์.
ดรัณภพ เพียรจดั . (2557) เอกสารประกอบการสอน รายวิชาเทคโนโลยีและนวตั กรรมทาง
การศกึ ษา. คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
บริษทั ออล เอด็ ดูแคร์ จำกัด. (2013). การเลือกซือ้ จอรบั ภาพโปรเจคเตอร.์ [Online]. Available
from : https://www.alleducare.com
ประภัสร์ ภมู ไิ ชยา. (2016). เทคนิคข้ันตอนการดูแลรักษาโปรเจคเตอรใ์ หใ้ ช้งานได้อยา่ งมี
คณุ ภาพ. [Online]. Available from : http://203.131.219.167/km2559/2016/02/18/
นรนิ ธน์ นนทมาลย์,(2553). เอกสารประกอบการสอน วิชา 2726207 เทคโนโลยีและ
สารสนเทศทางการศกึ ษา ภาควิชาเทคโนโลยีและส่อื สารการศึกษา
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั
วีระซพั พลายส์. (2563). จอฯภาพฉายตอน 1 การแบง่ ชนิดของโครงจอฯ. [Online]. Available
from : http://www.virasupplies.com/projection-screen.php
สิรศิ กั ดิ์ มงคลรตั น. (2563). วธิ ีแยกประเภท Projector ตามลักษณะของการแสดงภาพ.
[Online]. Available from : https://projectorpro.in.th/article/how-to-categorize-
projector-from-lamp-type/
256
สมสิทธิ์ จิตรสถาพร. 2529. การใช้เครอ่ื งมือเทคโนโลยีทางการศกึ ษา ตอนที่ 1
ระบบเครือ่ งฉาย. พิมพ์ครั้งที่ 1 : คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
สงขลา
สมสิทธิ์ จิตรสถาพร. 2529. การใช้เคร่อื งมือเทคโนโลยีทางการศกึ ษา ตอนที่ 2
ระบบเครื่องเสียง. พิมพ์คร้ังที่ 1 : คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
สงขลา
สมสิทธิ์ จิตรสถาพร. สายไมโครโฟนและขั้วต่อ เอกสารประกอบการเรียน วิชา 423231
ปฏิบตั ิการการใชเ้ ครื่องมอื เทคโนโลยีการศกึ ษา : ภาควิชาเทคโนโลยีการศกึ ษา
มหาวิทยาลัยบรู พา. ม.ป.ป.
สมสิทธิ์ จิตรสถาพร. ส่ือบันทึกเสียง(audio recording media) เอกสารประกอบบรรยายวิชา
423231 ปฏิบตั ิการการใชเ้ ครือ่ งมอื เทคโนโลยีการศกึ ษา : ภาควิชาเทคโนโลยี
การศกึ ษา มหาวิทยาลยั บูรพา.ม.ป.ป.
สัมภาษณ์. วิวัฒน์ชัย สุขทัพภ์. คณะครศุ าสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั , 10 มีนาคม 2554.
นรนิ ธน์ นนทมาลย์,(2553). เอกสารประกอบการสอน วิชา 2726207 เทคโนโลยีและ
สารสนเทศทางการศกึ ษา ภาควิชาเทคโนโลยีและส่อื สารการศึกษา
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วีระซพั พลายส์. (2563). จอฯภาพฉายตอน 1 การแบ่งชนิดของโครงจอฯ. [Online]. Available
from : http://www.virasupplies.com/projection-screen.php
Audio Visual Design. (2020). 5 วิธี เลือก “โปรเจคเตอร์” ให้เหมาะกบั หอ้ งประชุม. [Online].
Available from : https://avl.co.th/blogs/5-things-to-select-projector/
AVmaster.com. (2547). จอรบั ภาพ. [Online]. Available from :
https://projectorweb.wordpress.com
Benq. (2018). วธิ ีเลือกโปรเจคเตอร์สำหรับโรงหนังในบ้าน 3 ปัจจัยที่ควรพิจารณาสำหรับการ
สร้างโรงหนงั ในฝันให้เป็นจริง. [Online]. Available from : https://www.benq.com/th-
th/knowledge-center/knowledge/3-steps-buying-guide-home-theater-
projector.html
Chaweewan Abdulloh. (2554). โสตทัศนปู กรณป์ ระเภทเครื่องฉาย. [Online]. Available from :
http://chaweewan2475044.blogspot.com/2011/12/1_4085.html
Chanchaisanti Media Group. (2014). [Online]. Available from :
http://www.thaipresentation.com/
257
Cinemania. (2018). อ่านให้รู้ โปรเจ็กเตอรม์ กี ีป่ ระเภท จุดเด่น จดุ ดอ้ ย ตา่ งกันอยา่ งไร?.
[Online]. Available from : https://www.lcdtvthailand.com/topic_detail.php?id=1514
Computer Hope. (2017). Projector. [Online]. Available from :
https://www.computerhope.com/jargon/p/projecto.htm
Glass is Good. (2019). เลือก Projector ให้ตรงกับการใชง้ านของสำนกั งานต่างๆ. [Online].
Available from : https://www.glassisgood.co.th/how-to-select-a-projector-for-
office/
James Core. (2018). What is a Projector? What to Look for in a Projector?. [Online].
Available from : https://projectorninja.com/what-is-a-projector-what-to-look-for-
in-a-projector/
lcdtvthailand. (2014). Laser Projector นวตั กรรมใหมท่ ีจ่ ะมาปฏิวัตวิ งการโฮมเธียเตอรจ์ อยักษ์.
[Online]. Available from : https://www.lcdtvthailand.com/topic_detail.php?id=1166
lcdtvthailand. (2017). 6 ข้อดีของ DLP Projector!! รู้แล้วก็อยากซือ้ เลย. [Online].
Available from : https://www.lcdtvthailand.com/topic_detail.php?id=2276
Louise Carlos. (2020). What is projector?. [Online]. Available from :
https://www.quora.com/What-is-projector
Projectorok.com. (2015). หลอด ของ Projector. [Online]. Available from :
www.projectorok.com
Projector7.com. (2556). การเลือกชนดิ และขนาดของจอฉายภาพ Projector Screen ให้
เหมาะสมกบั การใช้งานในองค์กร. [Online]. Available from : www. projector7.com
Projector7.com. (2556). มารจู ักกับจอรับภาพโปรเจคเตอร์แบบตา่ งๆ. [Online]. Available
from : www. projector7.com
Projector108. (2020). การเลือกซือ้ จอรบั ภาพโปรเจคเตอร์. [Online]. Available from :
https://www.projector108.com/news/archives/3293
Projector108. (2020). โปรเจคเตอร์ คืออะไร?. [Online]. Available from :
https://www.projector108.com/news/archives/3008
Tech Terms. (2018). Projector. [Online]. Available from : https://techterms.com/
definition/projector
TechTarget Contributor. (2017). video projector. [Online]. Available from :
https://whatis.techtarget.com/definition/video-projector
258
Thanprojector. (2014). Projector Technology ( DLP , LCD, LCOS ). [Online].
Available from : https://thanprojector.wordpress.com/2014/10/09/projector-
technology-dlp-lcd-lcos/
UCall Shop. (2015). LCD-PROJECTOR-โปรเจคเตอร์. [Online]. Available from :
https://www.ucall.in.th/LCD-Projector
แผนการสอนประจำบทท่ี 4
เครื่องเสียง
หัวขอ้ เนื้อหา
1. ประวัตคิ วามเปน็ มาของเครื่องเสียง
2. ความหมายของเสียง
3. แหล่งกำเนดิ เสียง
4. การรบั เสียงจากหู และ การได้ยิน
5. ความหมายของระดบั ของเสียง
6. การกำทอนของเสียง
7. การสะท้อนของคล่ืนเสียง
8. การแทรกสอดของเสียง
9. การเคลื่อนที่ของเสียง
10. การหักเหของเสียง
11. การเลี้ยวเบนของเสียง
12. เสียงรบกวน
13. ความดังของเสียง
14. ระบบการขยายเสียง
15. ระบบเครื่องเสียง
วตั ถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
หลงั จากจบการเรียนการสอนบทนแี้ ล้ว นิสติ มคี วามสามารถดังนี้
1. นิสติ สามารถบอกประวัติความเปน็ มาของเครือ่ งเสียงได้
2. นิสติ สามารถบอกความหมายของเสียงได้ถูกต้อง
3. นิสติ สามารถบอกแหลง่ กำเนิดเสียงเสียงได้ถูกต้อง
4. นิสติ สามารถบอกการรับเสียงจากหู และ การได้ยินได้ถูกต้อง
5. นิสติ สามารถบอกความหมายของระดับของเสียงได้ถกู ต้อง
6. นิสติ สามารถบอกการกำทอนของเสียงได้ถูกต้อง
260
7. นิสติ สามารถบอกการสะท้อนของคลืน่ เสียงได้ถูกต้อง
8. นิสติ สามารถบอกการแทรกสอดของเสียงได้ถกู ต้อง
9. นิสติ สามารถบอกการเคลือ่ นทีข่ องเสียงได้ถกู ต้อง
10. นิสติ สามารถบอกการหักเหของเสียงได้ถูกต้อง
11. นิสติ สามารถบอกการเลี้ยวเบนของเสียงได้ถกู ต้อง
12. นิสติ สามารถบอกความหมายของเสียงรบกวนได้ถกู ต้อง
13. นิสติ สามารถบอกความดังของเสียงได้ถกู ต้อง
14. นิสติ สามารถบอกระบบการขยายเสียงได้ถกู ต้อง
15. นิสติ สามารถจำแนกระบบเครื่องเสียงได้ถกู ต้อง
กิจกรรมการเรยี นการสอน
ก่อนเข้าช้ันเรยี น
1. ให้ผู้เรยี นศึกษาวิดีโอการสอน เร่อื ง เครื่องเสียง ตอนที่ 1
2. ให้ผู้เรยี นทำแบบฝกึ หดั หลงั จากดูวิดีโอการสอน เร่อื ง เครือ่ งเสียง ตอนที่ 1
ในช้ันเรยี น
3. ผู้สอนบรรยายสรุปแบบมีปฏิสัมพันธ์ โดยระหว่างบรรยายใช้คำถาม
ระหว่างการบรรยายดงั น้ี
- เครือ่ งเสียง หมายถึงอะไร
- เครือ่ งเสียงมีความสำคัญอยา่ งไร
- องคป์ ระกอบของเครื่องเสียงมอี ะไรบ้าง
- เสียงเกิดข้ึนได้อย่างไร
- เดซิเบล หมายถึงอะไร
- ระบบเครือ่ งเสียง มีอะไรบ้าง
4. ผสู้ อนพูดคุยเกีย่ วกบั ความแตกตา่ งของ เสียง “ซาวด์” (sound) “อะคสู ติก”
(acoustic) “นอยส”์ (noise) “โทน” หรือ “พิทช์” (tone or pitch) การรบั เสียงจากหู และ การได้
ยิน การกำทอนของเสียง การสะท้อนของคล่ืนเสียง
5. ผู้สอนใหผ้ เู้ รียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกบั การเรียนในเนื้อหา
6. มอบหมายงานให้ผู้เรยี นสรุป ระบบของเครื่องเสียง
7. นดั หมายวันและเวลาส่งงานกบั ผเู้ รียน
261
หลังจากช้ันเรยี น
8. มอบหมายใหผ้ เู้ รียนศกึ ษาวิดีโอการสอน เร่อื ง เครื่องเสียง ตอนที่ 2
9. มอบหมายให้ผู้เรียนศึกษาเพิ่มเติมในวิดีโอ เรื่อง เครื่องเสียง ทั้งหมด
4 ตอน บรรยายโดย อาจารย์วิวัฒนชัย สุขทัพภ์ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เป็นวิดีโอที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ในวิทยานิพนธ์ เรื่อง ผลของการแทรกเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H
ในวิดีโอบรรยายออนดีมานด์บนเว็บ 2.0 ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถใน
การแก้ปญั หาของนสิ ิตปริญญาตรี แบง่ ออกเป็น
9.1 ตอนที่ 1 ประวัติความเป็นมา ความหมาย ความสำคัญ ของเครื่อง
เสียง
9.2 ตอนที่ 1 ย่อย 2 ประวัติความเป็นมา ความหมาย ความสำคัญ ของ
เครื่องเสียง
9.3 ตอนที่ 2 เสียง ความถี่เสียง ความดงั เสียง
9.4 ตอนที่ 3 ระบบการขยายเสียง ระบบเครื่องเสียง องค์ประกอบของ
เครือ่ งเสียง
สื่อการเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอนบทที่ 4 เรื่อง เครื่องเสียง
2. วิดีโอการสอน เร่อื ง เครือ่ งเสียง ตอนที่ 1
3. แบบฝกึ หัดหลงั จากดูวิดีโอการสอน เรอ่ื ง เครือ่ งเสียง ตอนที่ 1
4. PowerPoint เรือ่ ง เครื่องเสียง ตอนที่ 1
5. ระบบการจดั การเรียนการสอน (https://lms.up.ac.th)
6. วิดีโอ เรื่อง เครื่องเสียง ทั้งหมด 4 ตอน บรรยายโดย อาจารย์วิวัฒนชัย สุขทัพภ์
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิดีโอที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ในวิทยานิพนธ์ เรื่อง ผล
ของการแทรกเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H ในวิดีโอบรรยายออนดีมานด์บนเว็บ 2.0 ที่มีต่อ
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหาของนิสติ ปริญญาตรี แบง่ ออกเปน็
6.1 ตอนที่ 1 ย่อย 1 ประวัติความเปน็ มา ความหมาย ความสำคัญ ของเครื่องเสียง
6.2 ตอนที่ 1 ย่อย 2 ประวัติความเป็นมา ความหมาย ความสำคัญ ของเครือ่ งเสียง
6.3 ตอนที่ 2 เสียง ความถี่เสียง ความดังเสียง
6.4 ตอนที่ 3 ระบบการขยายเสียง ระบบเครื่องเสียง องคป์ ระกอบของเครื่องเสียง
262
การวดั และประเมินผล
1. การทำแบบฝกึ หัดหลังจากดูวิดีโอการสอน เรือ่ ง เครื่องเสียง ตอนที่ 1
2. การรว่ มอภิปรายและตอบคำถามในชน้ั เรียน
3. การสังเกตจากการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำถามระหว่างการบรรยายสรุป
แบบมีปฏิสมั พันธ์ ในข้อคำถามดงั น้ี (1) เครื่องเสียง หมายถึงอะไร (2) เครือ่ งเสียงมีความสำคัญ
อย่างไร (3) องค์ประกอบของเครื่องเสียงมีอะไรบ้าง (4) องค์ประกอบในการฉายมีอะไรบ้าง
(5) เสียงเกิดข้ึนได้อยา่ งไร (6) เดซิเบล หมายถึงอะไร (7) ระบบเครือ่ งเสียง มีอะไรบ้าง
4. งานของผู้เรยี นทีส่ รปุ ระบบของเครือ่ งเสียง
5. ความสนใจและความรบั ผดิ ชอบในการเรียน
263
บทท่ี 4
เครือ่ งเสียง
เครื่องเสียงนั้นเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่ง ที่ทำหน้าที่
ขยายสัญญาณเสียง หรือเกี่ยวข้องกับกระบวนการขยายเสียง ถ่ายทอดเสียง กระจายเสียง ใน
ภายหลงั ยังนิยมเรียกรวมถึงอุปกรณท์ ี่เกี่ยวกับสัญญาณภาพด้วย (Wikipedia, 2562) ซึ่งเคร่ือง
เสียงนั้นนับเป็นโสตทัศนูปกรณ์ที่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งในการเรียนการสอน และฝึกอบรม
เนื่องจากเป็นเครื่องมือเพื่อใช้ในการถ่ายทอดเสียงจากครูผู้สอน หรือจากสื่อที่ใช้เสียงในการ
เรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนสามารถได้ยินเสียงได้อย่างชัดเจนดียิ่งขึ้นกว่าการพูดธรรมดา และเป็นสิ่ง
ช่วยกระตุ้นความสนใจและช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น (มหาวิทยาลัยราชภัฏ
สกลนคร, 2555) และชว่ ยใหก้ ารจัดการเรียนการสอนเกิดประสิทธิภาพ เนื่องจากในปัจจุบันใน
หอ้ งเรียนแต่ละหอ้ งจะมีผเู้ รียนจำนวนมาก และปญั หาที่พบส่วนใหญค่ ือในระหว่าง การจัดการ
เรียนการสอนผู้เรียนจะมีปฏิสัมพันธ์ผ่านทางเสียง คือพูดคุย สนทนากันและกัน เมื่อทุกคนใน
หอ้ งเริ่มคุยจะสง่ ผลทำใหเ้ สียงมีความดังมากขึ้น กระท่ังครูผสู้ อนไม่สามารถสอนผู้เรียนได้ และ
ในวันหนึ่ง ๆ ครูผู้สอนจะต้องสองผู้เรียนมากกว่าสองคาบ คาบละประมาณหนึ่งชั่วโมงอย่าง
น้อยหนง่ึ วนั ต้องสอนอย่างน้อยสองช่ัวโมงจึงทำใหอ้ าจมีปัญหาในเร่ืองการใช้เสียงได้ จึงต้องใช้
อุปกรณ์หรือเครื่องช่วย ในการขยายเสียงเพื่อจะได้เป็นการรักษาเสียงให้สามารถนำมา
ถ่ายทอดความรู้ให้กับผเู้ รียนได้นาน ๆ นอกจากนยี้ ังมีส่ือเสียงเช่นการเปิดไฟล์จากแผ่นซีดีหรือ
จากคอมพิวเตอร์ซึ่งเปน็ สือ่ การสอนที่ทำให้ผเู้ รียนเกิดความสนใจซึ่งเปน็ การเร้าความสนใจของ
ผเู้ รียนได้เปน็ อยา่ งดี
ดังนั้นครูผู้สอนจึงมีความจำเป ็นต้องเรียนรู้เกี่ ยวกับ เสียงและอุป กรณ์ท ี่ช่วย ใ น
การขยายเสียงเพื่อให้ผสู้ อนมีความรู้ในการใช้งานอุปกรณเ์ กี่ยวกบั เสียงท้ังภาคนำสัญญาณเข้า
ซึ่งอุปกรณไ์ ด้แก่ไมโครโฟนและเครือ่ งเลน่ วสั ดเุ สียงตา่ ง ๆ เช่น เครื่องเลน่ ซีดี เปน็ ต้น ภาคขยาย
สัญญาณ ได้แก่ แอมพลิไฟล์ต่าง ๆ และภาคส่งสัญญาณออก ได้แก่ลำโพง ซึ่งอุปกรณ์เครื่อง
เสียงจะต้องให้ความระมัดระวังในการใช้งานเพราะหากใช้งานผิดประเภทจะเกิดความเสียหาย
ได้ และเมื่อเกิดความเสียหายจะต้องนำไปซ่อมบำรุงรักษาซึ่งมีราคาที่แพง ดังนั้นจำเป็นที่
จะต้องมีความรแู้ ละนำไปใช้ใหเ้ กิดเปน็ ทักษะในการใชง้ านให้ได้
264
1. ประวตั ิความเป็นมาของเครือ่ งเสียง
“เครื่องเสียง” เราคงปฏิเสธไมไ่ ด้วา่ เครื่องเสียงมีบทบาทอยา่ งมากทีเดียว โดยเฉพาะใน
เรื่องของการเรียนการสอน โดยเฉพาะในเรื่องของวงการการใช้เทคโนโลยีการศึกษา เมื่อก่อน
เราเคยเรียกว่า “โสตทัศนศึกษา” ทัศนศึกษา คือเรื่องของการมอง เรื่องของ “โสต” คือเรื่อง
ของการฟัง เรื่องของเสียง เพราะเรายอมรับกันว่าเสียงนั้นเป็นประสาทสัมผัสที่เกิดการรับรู้
เกิดการเรยี นรู้ได้จากเสียงได้มากทีเดียว
นอกจากเสียง การเรียนการสอนปกติแล้ว มนุษย์เราเคยคิดเลยเกินว่าจะทำอย่างไรให้
เสียงมันดังกว่าเสียงปกติได้ เราจึงพบว่าคนโบราณมีเครื่องไม้เครื่องมือในการใช้เสียงให้มันกู่
ก้องร้องดังมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในการร้องเรียกปศุสัตว์ในมนุษย์โบราณ ในการส่ง
สัญญาณต่าง ๆ ท้ังในเร่อื งการส่งสญั ญาณการสู้รบ การสง่ สัญญาณเรียกหาคนทั้งหลายให้มา
รวมหมรู่ วมพวก มันเริม่ ต้นต้ังแต่ตีเกราะเคาะไม้เป็นสญั ญาณ ในการตกี ลอง รู้จักพัฒนากลอง
ขึ้นมา การตีกลอง การตีเกราะเคาะไม้ถือเป็นวิวัฒนาการอย่างยิ่งของการใช้เสียงของมนุษย์
อย่างหนึ่ง แต่นั่นเป็นเสียงสัญญาณต่าง ๆ ที่มิได้เป็นศัพท์ภาษา ต่อมาก็รู้จักใช้เขามาเป่า หรือ
ใช้เขามาทำเหมือนเป็นลำโพง เป็นฮอร์นออกไป แล้วก็มีการเป่าประกาศส่งเสียงไปได้ไกลกว่า
นั้น นอกจากนั้นมนุษย์ยังพบว่าเวลาไปพูดจากันในที่จำกัด เช่น ในถ้ำ มันจะมีเสียงสะท้อน ถ้า
มุมไหนมันสะท้อน มุมไหนที่ทำให้เสียงมันออกมาได้ มนุษย์รู้จักพลังเสียงโดยไม่รู้ตัว รู้จักหา
เครื่องชว่ ยทีท่ ำใหเ้ สียงมันดังมากขึน้ จนกระทงั่ เราพบว่าเสียงน้ันมันสามารถกระจายออกไปได้
คล้าย ๆ เป็นคลื่นอย่างหนึ่งที่ออกไปจากสิ่งกำเนิดเสียงไปสู่หูคนฟัง ถ้าจากปากคนพูด
ร้องตะโกน สวดมนต์ ร้องเพลง หรือพูดอะไรต่าง ๆ ออกไปให้คนอื่นเขารู้เรื่องก็ไม่มีภาษา
เกิดขึ้น แต่จะทำอย่างไรให้เขารู้เรื่องได้ไกล มันก็เกิดลู่วิธีจากหาทิศทางของเสียง เราเจอ
ตัวอย่างจากโรงละครของกรีกโบราณ ซึ่งสามารถที่จะสร้างโรงละคร ทำเป็นรูปครึ่งวงกลม
มีอัฒจรรย์ และมีทีเ่ ล่นละครแล้วเปล่งเสียงออกไปสามารถก่อให้เกิดเสียงก้อง เสียงได้ยินอยู่ใน
พื้นที่นั้น ๆ กว้างออกไปกว่าปกติได้ โรงละครของกรีกใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ รู้วิธีคำนวณเรื่อง
เสียงออกไป แต่มนุษย์อยากให้เกิดมีการขยายเสียงต่าง ๆ อะไรมากกว่านั้นมากมาย เพราะว่า
นักพดู โบราณจะทำอย่างไรให้คนเข้าใจมาก ๆ มีนักปราชญโ์ บราณซึง่ ต้องเปน็ นกั พูดด้วย หาวิธี
ทำให้ตัวเองมเี สียงดงั อยา่ งเช่น พูดโต้ตอบกับเสียงคลื่น พูดโต้ตอบกบั เสียงลมทะเล หรือไปยืน
บนภเู ขาแล้วพูดออกมา เป็นต้น
ในประวัติศาสตร์ของไทยเราก็มีการใช้เสียงแบบนี้ อย่างเช่น ที่วัดศรีชุม อยู่ที่จังหวัด
สุโขทัย เป็นวัดสมัยสุโขทัยเมื่อ 700-800 ปีที่แล้ว มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่วัดนี้ แล้วก็มี
ทางเดินขึ้นไปที่เศียรพระข้างบน และมีลักษณะเป็นอุโมงค์ พูดแล้วจะเสียงก้องลงมา เวลานาย
265
ทัพหรือกองทัพจะยกทัพจับศึกออกไปรบราฆ่าฟันข้างนอกกัน ไปรบกับข้าศึก ก็มาชุมนุมกันที่
หน้าวัดแห่งนี้ แล้วก็จะมีพระมหากษัตริย์หรือมีผู้ที่เคารพนับถือขึ้นไปพูดไปออกเสียงให้ศีลให้
พร อำนวยพรให้ชัยชนะต่าง ๆ เสียงจะก้องออกมาเหมือนพระพุทธรูปพดู ได้ พูดผ่านอุโมงค์ไป
ทำใหเ้ กิดเสียงก้องเสียงดงั ทำใหเ้ กิดความศรทั ธา อยา่ งนีเ้ ปน็ ต้น
สิ่งที่เล่ามาเป็นเรือ่ งเสียงที่มนุษยใ์ ห้ความสำคัญ นอกจากเสียงพูด เสียงการเล่นดนตรี
การเคาะจังหวะ การสวดมนต์เหล่านี้ เริ่มเป็นเสียงที่เราค่อนข้างนำมาใช้กันอย่างมากมาย
ฉะนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพของเสียง เราพบโดยความบังเอิญ โดยการค้นคว้าของคนโบราณ
พูดผา่ นลำโพงหรอื อะไรอย่างอื่นก็จะได้ยินมากขึน้ เสียงทีเ่ ราพบอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ทำอย่างไร
ให้เสียงมันเดินผ่านไปทางไหนได้ มีการพบกันว่าโดยเฉพาะในเรือเดินทะเลในสมัยโบราณ ซึ่ง
เปน็ เรือเดินทะเลขนาดใหญ่ เรือใชใ้ บขนาดใหญ่ แล้วก็มีพลพายอย่ขู ้างลา่ ง อย่างเชน่ สมยั โรมัน
ปรากฏว่านายเรืออยู่ข้างบน ซึ่งอยู่บนสะพานเดินเรือด้านบน ซึ่งนายเรือจะทำอย่างไรถึงจะ
พูดจาหรือส่งสัญญาณกับคนที่คุมในท้องเรือได้ เพื่อให้ตีจังหวะรบ จังหวะรุก หรือจังหวะถอย
ตอนนั้นมีการค้นพบแล้วว่า ถ้าพูดผ่านท่อลงมาจากปลายลำโพงสำหรับพูดด้านหนึ่งแล้วมีท่อ
ลงมาข้างล่างมาอยู่ใกล้ ๆ กับคนที่รับคำสั่ง หรือไกลออกไป หรืออยู่คนละสถานที่ เช่น บน
สะพานเดินเรือกับท้องเรือ ก็มีการค้นพบการใช้ท่อ ซึ่งมีการทำท่อ ซึ่งในโบราณใช้โลหะซึ่งต่อ
กันเป็นทอดลงไปข้างล่าง นายเรือหรือนายทัพออกคำสั่งให้พลพาย คนที่คุมทาสพายเรือพาย
จังหวะต่าง ๆ สั่งให้คนกลองตีจังหวะรุก จังหวะรับ ซึ่งก็สั่งผ่านท่อนี้ เพราะแต่เดิมการตะโกน
จรงิ ๆ มีคลน่ื ลมตา่ ง ๆ จงึ ทำให้ไม่ได้ยิน กต็ ้องใชท้ อ่ ตัวนี้ช่วยและก็เป็นธรรมเนียมต่อ ๆ กันอีก
นานวา่ เรือโบราณจะใช้ทอ่ เหล่าน้ีในการส่งสญั ญาณตา่ ง ๆ เพื่อส่ังการเดินเรอื
การพัฒนาการเรื่องของเสียงเพื่อใช้เสียงให้เกิดประโยชน์นั้น มันเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์
อยา่ งมาก ตอนนนั้ มกี ารค้นพบสำคัญอย่างหนึ่ง คือ การใชโ้ ทรเลข มีการพบสญั ญาณไฟฟ้า ซึ่ง
มนุษย์รู้จักการใช้แม่เหล็กไฟฟ้า และเริ่มรู้จักการโทรเลข คือ ใช้สัญญาณ แล้วเอาสัญญาณที่
แปลกดเป็น “ต๊อก ๆ” สัญญาณโดยการกดไฟฟ้าให้เกิดสัญญาณไฟฟ้าไปเกิดสัญญาณ
แมเ่ หล็กในอีกด้านหน่ึง แล้วกก็ ดเปน็ สัญญาณในการเคาะ จากการเคาะก็พัฒนาไปเป็นการขีด
เป็นเส้น มีทั้งเส้นสั้น เส้นยาวกลายเป็นภาษาโทรเลข โดยแปลงมาจากภาษาชวเลข ภาษาชว
เลข คือภาษาอย่างหนึ่งในการจดบันทึก เมื่อก่อนคนที่เป็นเลขานุการจะใช้ภาษาชวเลข
โดยเฉพาะจะใช้ในกองทัพ ซึ่งทำอย่างไรจะทำให้จะทำให้เกิดภาษาจดที่สั้นที่สุดได้สั้นกว่าช็อต
โน้ตอีก คือ สามารถเก็บคำพูดทุกคำ แต่เขียนเป็นภาษาสั้น ๆ โดยเป็นโค้ดอย่างหนึ่ง ซึ่งเขา
เรียกว่า “ชวเลข” และต้องมีการถอดรหัสชวเลข และรหัสพวกนี้ก็กลายมาเป็นรหัสในการส่ง
สัญญาณต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งรวมถึงภาษาโทรเลข เพราะว่ามีการเดินสายเหมือนสายไฟ
266
จากต้นทางไปปลายทาง สามารถจะส่งสัญญาณจากเสียง “กึก ๆ” เคาะเป็นจังหวะ “ก๊อก ๆ”
ซึ่งแปลงเป็นภาษา ซึ่งต่อมาพัฒนาให้ไปเป็นการพิมพ์ การเอาดินสอไปขีดกับแป้นหมุนที่หมุน
กระดาษซึง่ มันสามารถโรลกระดาษที่หมุนได้ ก็จะเป็นสญั ญาณ เอามาแปลสญั ญาณเป็นภาษา
ถอดข้อความได้ เราเริ่มส่งข้อความเหล่านี้กันได้ ก็เกิดมีคนคิดว่าถ้ามันออกไปเป็นเสียงไปได้
ไกล ๆ กด็ ี ซึง่ มีคนคดิ กนั มากมาย
จนกระทั่งมันสามารถที่จะเกิดสัญญาณที่เราเรียกว่า “โทรศัพท์” กันได้ สามารถนำ
ความรจู้ ากการทำโทรเลขมาทำโทรศัพท์ เพราะพบว่าคลื่นสัญญาณจากคลื่นเสียงมันสามารถ
สร้างการสั่นสะเทือนของแม่เหล็กไฟฟ้าแล้วส่งคลื่นไฟฟ้าไปปลายทางได้เกิดเป็นโทรศัพท์
ง่าย ๆ ซึ่งเริ่มต้นจากการใช้โทรศัพท์โดยใช้ท่อหรือใช้สายเป็นสายเส้น ซึ่งเป็นเส้นกลวงก็กลาย
มาเป็นสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งคนที่อยู่ห่างกันสามารถส่งเสียงได้ดังอู้อี้ เกิดการพัฒนาการขยาย
ไฟฟ้า ทำให้เกิดสัญญาณไฟฟ้าจากไมโครโฟนเเปลงเป็นคลื่นไฟฟ้าส่งไปที่ปลายทางซึ่งเป็น
ลำโพง หรือ Speaker จริง ๆ ก็สภาพอย่างเดียวกับไมโครโฟน แต่เพียงกลับข้าง กลับวิธีการ
แล้วก็ขยายพลังงานไฟฟ้านั้นออกไป มีตัวขยายทำให้ได้ยินเสียงดังขึ้นไปผ่านตัว Speaker ที่
ขยายภาคขยาย ตรงนี้เกิดความรู้ในเรื่องนี้เข้ามาซึ่งทำให้เกิดการขยายเสียงได้ทั้งใกล้และไกล
สามารถจะพัฒนาขยายเสียงในที่ใกล้ ๆ ใหไ้ ด้ยินเสียงดงั ได้ หรอื ส่งสายไปไกลเป็นโทรศัพท์ก็ได้
ยิ่งไปกว่านั้น นายมาโคนี (ซึ่งบางตำราบอกว่าเป็นชาวอิตาเลียน บ้างก็บอกว่าไม่ใช่) เขามี
ความคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะส่งสัญญาณคลื่นไฟฟ้าให้มาเป็นคลื่นวิทยุคือรู้ว่าคลื่นไฟฟ้า
สามารถเดินทางในอากาศได้ ตอนแรกก็ทำระหว่างห้องต่อห้อง บ้านต่อบ้าน สามารถทำคลื่น
สง่ โดยพัฒนาจากเครอ่ื งขยายเสียง เครื่องโทรศัพท์เนี่ยแหละ โดยไม่ใชส้ ายแต่ให้คลื่นแพร่ไปใน
อากาศ แล้วก็มีตัวรีซีฟเวอร์รับอีกตัวหนึ่ง ซึ่งก็สามารถใช้ได้ สุดท้ายก็ได้ลองทำข้ามเกาะทีเ่ ขา
อยู่ไปยังฝั่งอิตาลี ข้ามอ่าวเลย ปรากฏว่าสามารถใช้งานได้ แต่ก็ปรากฏว่าเอามาใช้ประโยชน์
ในช่วงต่อมา คือ ในเรื่องสัญญาณในเรือ โดยเฉพาะเรือประมง เรือที่ออกไปในทะเล เรือรบ
จำเป็นจะต้องติดต่อกับฝั่ง สมัยก่อนใช้เพียงแต่สัญญาณไฟกระพริบจากไฟฉายหรือตะเกียง
เดินเรือ แต่เมื่อเอาคลื่นวิทยุมาพัฒนาได้ ก็ทำให้ได้ประโยชน์จากตรงนี้อย่างมากทีเดียว
สามารถจะส่งสัญญาณต่าง ๆ จากเรือมาที่สถานีที่ฝั่งได้ สำหรับเรือประมงนั้นสำคัญมาก
เนื่องจากได้เกิดสัญญาณหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า เอสโอเอส ซึ่งเดิมนั้นเป็นสัญญาณเคาะของโทร
เลขก่อน กลายมาเป็นสัญญาณวิทยุ”เอสโอเอส” ซึ่งเป็นสัญญาณแรก ๆ ที่ใช้งานได้ ต่อมามี
การพฒั นายิ่งกว่านั้นอีก มีคนลองเล่นดนตรี โดยการสีไวโอลิน (ไม่แนใ่ จ อาจเปน็ เมนดาลิน ซึ่ง
เป็นเครื่องดนตรีของอิตาลี) จากอีกฟากหนึ่ง ซึ่งได้ยินอีกฟากหนึ่ง แล้วก็เริ่มมีนักการเมืองใน
ยุคนั้นลองส่งกระจายเสียง พลโทเอนดรูส์ เกิดมีการสร้าง ซึ่งต้องยกความรู้ให้เยอรมัน
267
เยอรมันได้เริ่มเอาความรู้ตรงนี้มาสร้างระบบเสียงที่ยิง่ ใหญ่ โดยมีบริษัทที่ยิ่งใหญ่ คือ กรุนดิก
(Grundig) ซึง่ เป็นบริษทั ที่รฐั บาลเยอรมนั ให้การสนับสนุน ลุนดิกได้มาสร้างเครื่องส่ง-เคร่ืองรับ
วิทยุ เพื่อนำมาใช้ในสงครามครั้งแรก ๆ เพราะเมื่อใช้วิทยุก็ถูกตัดสัญญาณวิทยุ ช่วงหลัง
สงครามโลกครั้งที่ 2 เริม่ มกี ารใชว้ ิทยสุ งั่ การในทหาร วิทยจุ งึ เป็นยทุ โธปกรณ์สำคัญในการที่จะ
ทำให้เกิดการสง่ั การทางไกลโดยการไร้สาย ซึ่งจะมาคู่กนั กับโทรทัศน์ต่อมา ความจริงแล้วคลื่น
โทรทัศน์ และคลื่นวิทยุที่ใช้ในปัจจุบันใช้คลื่นต่างกัน เป็นการส่งมาในคลื่นคนล่ะส่วน คือ
เครื่องส่งภาพชุดหนึ่ง เครื่องส่งเสียงก็ชุดหนึ่ง แต่สุดท้ายจะมาซิงโครไนซ์ (synchronizing) กัน
ในสมัยก่อนบางทีส่งภาพมาแล้ว เสียงตามมา เกิดการรีเลย์ แต่อย่างไรก็ตาม ในสงคราม ถือ
เป็นเรื่องจำเป็นมากในการส่งวิทยุต่าง ๆ เริ่มมีการสร้างเครื่องส่ง เครื่องรับวิทยุ ใน
ขณะเดียวกัน ในเชิงพาณิชย์ก็เริ่มมี เกิดขึ้นจาก กรุนดิก (Grundig) ได้สร้างเครื่องส่งวิทยุเป็น
การพาณิชย์ขึ้นครง้ั แรก ความจริงมีคนเร่มิ ทำวิทยุกนั หลายคน ทางฝง่ั องั กฤษ ก็มี ฝัง่ อเมริกันก็
มี สร้างวิทยุกันออกมา แล้วก็เริ่มส่งข่าวสารสงครามในเรื่องแรก คนที่ฟังข่าวสารในรุ่นแรก ๆ
จะฟังข่าวสารเรื่องสงคราม ว่าสงครามเกิดขึ้นที่ไหน อย่างไร เวลานี้สถานการณ์เป็นอย่างไร
และช่วงนั้นที่เราใช้วิทยุ เป็นวิทยุรุ่นแรก ๆ เป็นวิทยุคลื่นสั้น (short wave) เทคโนโลยีในการทำ
ชุดปรับขยายสัญญาณต่าง ๆ ต่าง ๆ แม้กระทั่งเรื่องของการขยายเสียงก็ค่อยๆพัฒนา เรารู้จัก
หลอดไอโซโทป (หลอดสุญญากาศ) ที่เอามาใช้ในการที่จะทำเครื่องส่งเครื่องรับวิทยุเป็นครั้ง
แรก ๆ ต่อมากส็ งครามเหมอื นกนั ก็เริ่มหาวิธีบนั เทิงเริงใจให้คนทีอ่ อกไปแนวหนา้ ติดต่อกบั ส่วน
หลังมีการมาปลอบขวัญ มีการเอาภรรยา บุตร มาพูดออกวิทยุ ส่งข่าวสาร จนกระทั่งเอา
นักแสดงมาออกข่าวสารพูดจาถึงแนวหน้าในได้ยิน แนวคิดอันนี้ก็กลับไปสู่แนวหลัง เริ่มมีการ
โฆษณา ประชาสัมพันธ์ ทีจ่ ะใช้ในการปลุกระดม มีการใชส้ งครามจติ วิทยาโดยใช้วิทยุ เดิมการ
ประชาสัมพนั ธ์ต่าง ๆ ในโบราณใช้ใบปลิว ใช้บอกขา่ วป่าวร้อง ตอ่ มาใช้เครือ่ งบินโปรยใบปลิว
แต่ต่อมาเริ่มมีการใช้วิทยุเริ่มเข้ามามีบทบาท โดยในยุคแรก ๆ จะเป็นวิทยุแร่ วิทยุ
หลอดเล็ก ๆ อะไรเหล่านี้ เป็นต้น เริ่มกระจัดกระจายไปสู่พลเรือน เหล่าก็เริ่มจะมีวิธีการที่จะ
บรรยายให้ข่าว ป่าวร้อง โฆษณาชวนเชื่อ ต่าง ๆ ในสงคราม ให้เป็นพวกของตนมากขึ้น
แม้กระทั่งโฆษณา ในอเมริกาใช้กันมากโดยใช้เครื่องบินขึ้นไปติดเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียง
เพราะอเมริกากว้างใหญ่ไพศาล และชาวบ้านเริ่มมีเครื่องรับวิทยุ แต่มีปัญหาในการรับวิทยุ
เพราะว่าการใช้เสาส่งวิทยุนั้นมีปัญหามาก เนื่องจากภูมิประเทศ ก็ใช้เครื่องบินขึ้นไปบินวนส่ง
กระจายเสียงวิทยุ เพื่อที่จะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อต่าง ๆ พอช่วงหลังสงครามเราใช้เรื่องนี้กนั
อย่างมากเลย
268
ในเรื่องวิทยุ โดยเฉพาะมาใช้ในเรื่องการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ทางไกลยุคแรก ๆ ใน
เรื่องการส่งกระจายเสียงมันมีเร่ืองทีน่ ่าสนใจในเรื่องการเรียนการสอนหลังสงครามครั้งที่ 2 ใน
อเมริกาเป็นผู้บุกเบิกในการใช้วิทยุโรงเรียน เนื่องจากว่าอเมริกาเริ่มตระหนักว่าทำอย่างไรใน
พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล 2 ฟากมหาสมุทรจะมีความสามารถมีความเท่าเทียมกันในเรื่องความรู้
โรงเรียนต่างๆ ที่ส่งครูไป ถ้าใครศึกษาประวัติครูโบราณในอเมริกาจะสนุกสนาน ครูโบราณ
ต้องเดินทางเข้าไปในพื้นที่ ต้องไปอาศัยกบั ชาวบ้าน และครูเองเมื่อต้องไปอยู่ในโรงเรียนชนบท
แล้วเหมือนตัดขาดจากภายนอก เรียกได้ว่าเป็นคนหลังเขา ในอเมริกาก็เริ่มตระหนักในเรื่อง
เหล่านี้ ทำอย่างไรจะให้เกิดการเรียนรู้เท่า ๆ กัน หรือใกล้เคียงกันให้มากที่สุด นักการศึกษาก็
คิดว่า ก็ควรจะต้องใช้สื่อวิทยุกระจายเสียง เริ่มให้โรงเรียนมีวิทยุกระจายเสียง หรือตามบ้าน
ต่างๆ มีวิทยุกระจายเสียง แล้วก็เริ่มสร้างสถานีวิทยุกระจายเสียง และก็ยังใช้เครื่องบิน (B 29,
B54) เป็นเครื่องบินขนาดใหญ่ เอาเครื่องส่งขึ้นไปส่งกระจายเสียงกันบนโน่นเลย ซึ่งทำให้
สามารถจะรับรู้ เรียนรู้ไปพร้อมๆ กันได้ในพื้นที่กว้างขวาง โดยไม่ต้องมีอุปสรรคในเรื่องของ
ช่วงเวลาที่จะส่งข้อมูลไปทางเท้าหรือในทางภาคพื้นดิน ก็ทำให้มีการเรียนรู้อย่างมากขึ้น บาง
วิชา โดยเฉพาะวิชาการสอนภาษา วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งครูในพื้นที่ท้องถิ่น
อาจจะไมเ่ ชีย่ วชาญชำนาญรู้ได้เพียงพอ ก็ใช้การสอนทางเสียงจากวิทยุ
ในยุโรปก็มีการใช้กัน ในยุโรปยังดีกว่าตรงที่ว่ามีเทือกเขาต่างๆ ก็สามารถจะตั้งเสา
สญั ญาณต่าง ๆ ได้พอสมควร ซึง่ อยใู่ นที่สงู ต้ังเสาสัญญาณ ซึง่ เราควรจะรู้อย่างหนึ่งว่าโลกเรา
มันโค้ง เวลาส่งสัญญาณจากที่แห่งหนึ่งไปที่แห่งหนึ่ง จะติดขอบโลก รอยโค้งของโลก ฉะนั้น
ต้องตั้งเสาสูง ๆ เราจึงเห็นว่าเสาวิทยุปัจจุบันจะเป็นเสาสูงๆ ย้อนกลับไปเรื่องของแนวคิดใน
เรื่องเสียง ในเรอ่ื งของการบันทึกเสียง นอกจากเราส่งเสียงในปัจจุบนั ขยายเสียงในปัจจุบัน ทำ
อย่างไรจงึ จะเก็บเสียงไว้ได้ บันทึกเสียงไว้ให้ได้ ก็คงไม่พ้นนกั คิดคนหนึง่ ทีย่ ิ่งใหญ่ของโลก ก็คือ
เอดิสัน เป็นผู้ที่เริ่มเป็นคนแรก โดยสังเกตบอกว่าคลื่นเสียงทำให้เกิดสัญญาณไฟฟ้า เกิดเป็น
โทรเลขได้เขียนอะไรต่าง ๆ ได้ ก็มันน่าจะขูดไปบนอะไร แล้วทำให้เกิดร่องรอยของเสียง แล้ว
เรามาใช้ร่องรอยของเสียงนั้นเล่นย้อนกลับก็น่าจะเป็นเสียงได้ โดยใช้แนวคิดนี้ก็เริ่มทำเป็น
กระบอกซึ่งเป็นกระบอกทำจากแว็ก เครื่องแว็ก กระบอกโลหะเครื่องแว็กเคลือบขี้ผึ้ง แล้วก็มี
กั้งต่อไปที่สัญญาณเสียงที่เกิดจากคลื่นเสียง คลื่นเสียงทำให้เกิดสัญญาณไฟฟ้า เกิดการให้
แขนกระดุกกระดิก เกิดการขูดขดี ไปบนโรลหรือกลอ่ งที่เป็นกระป๋องเสียงซึ่งมีรอบในการหมุนที่
แนน่ อน ก็พบอย่างที่วา่ จรงิ ๆ ก็คือเปน็ รอ่ งรอยคอ่ ย ๆ เคลื่อนไปบนแวก็ ที่เคลือบกระบอก แล้ว
เอากระบอกนั้นมาเล่นกลับอีกที เอาเสียงที่ได้กลับมาขยายก็กลายเป็นเสียงเหมือนเสียง
ต้นแบบ หรือมใกล้เคียงกับเสียงต้นแบบ ในตอนแรกก็ทำแล่น ๆ กัน มีแนวคิดว่าน่าจะทำเป็น
269
อุตสาหกรรม ก็เริ่มทำกระบอกเสียงเป็นทรงกลมออกจำหน่ายจริง ๆ โดยเคลือบที่ไม่ได้เป็น
แว็กแล้ว แต่เป็นคลั่งแทน ต่อมามีคนคิดว่า “คลั่ง” ที่ทำเป็นกระบอกมันใช้ยากก็พัฒนาทำมา
เปน็ แผน่ โดยใช้แนวคิดแนวเดียวกัน เกิดเครื่องมอื อันหน่ึงทีเ่ ราเรียกว่า “แผน่ เสียง” หรือ “จาน
เสียง” โลกของแผ่นเสียง จานเสียงนั้นได้พัฒนาไปมากมายเป็นความมหัศจรรย์อย่างยิ่ง
สามารถที่จะเก็บบันทึกเสียงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้วเอามาฟังใหม่ได้หลาย ๆ ครั้ง แผ่นได้รับการ
พัฒนามาอีกเกือบ 100 ปี สามารถจะพัฒนาจากแผ่นเสียงขนาดใหญ่ไปเป็นแผ่นเสียงขนาด
เล็ก แผน่ เสียงขนาดจวิ๋ แผน่ เสียงทีส่ ามารถจะใสเ่ ล่นเพลงหลาย ๆ เพลง อดั เสียงหลาย ๆ แผ่น
ได้มากมาย นักร้องนักบันเทิงในยุคนั้นสามารถจะอัดแผ่นเสียงแล้วขายได้จนเกิดสิ่งหนึ่งที่เรา
เรียกว่า “แผ่นเสียงทองคำ” เป็นรางวัลอันหนึ่งของนักร้อง นักร้องแผ่นเสียงทองคำคือคน
สามารถจะขายได้เป็นล้านเป็นแสนแผ่น แล้วก็ได้รับรางวัลอันนี้ บ้านเราก็มีแผ่นเสียงทองคำก็
เกิดขึ้นเหมือนกัน อันนี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก แล้วก็เริ่มเอามาใช้กับภาพยนตร์เงียบ โดยเปิดให้
มันซิงค์โคไนซ์กัน บังเอิญ ”เอดิสัน” ก็ทำหนังด้วย ทำภาพยนตร์ด้วยอย่างเคยที่กล่าวแล้ว
แล้วแกก็เอาแผ่นเสียงอัดเสียงเหมือนเสียงซาวด์แทร็ก เป็นเสียงที่มาเปิดแล้วซิงค์โคไนซ์กัน
ใกล้เคียงกนั คือ หมายความว่าฉายหนังไปแล้วเป็นหนังเงยี บก็เปิดเสียงน้ีด้วย ก็กลายเป็นเสียง
ที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ ใช้ในระบบขยายเสียงด้วย ต่อมายิ่งมากกว่านั้น เนื่องจากมีการพัฒนา
เครื่องมืออื่นซึ่งเกิดในเยอรมัน (อาจเป็นฟินแลนด์หรือฮอลแลนด์) คือ เกิดการเอาเส้นลวดมา
ทำการอดั เสียง โดยต้ังสมมติฐานว่าในเมอ่ื สามารถแปรพลงั งานเสียงเปน็ พลังงานไฟฟ้าได้ มัน
ก็ควรที่จะแปรสภาพมาเป็นแม่เหล็กไฟฟ้าอยู่ในโลหะ เหล็กอย่างหนึ่งได้ มีการลองเอาขดเส้น
ลวดมาอัดเสียง โดยให้เส้นลวดนั้นคลายตัววิ่งระหว่างโรลต่อโรล ลูกรอกกับลูกรอก หรือพูเร่
ต่อพูเร่ในอัตราที่เท่าเทียม ที่เสถียรกัน แล้วอัดเสียงมีหัวร่องอัดเสียงลงไปซึ่งใช้งานได้ เส้น
ลวดเปน็ ลวดอัดเสียงใชง้ านได้อยู่หลายปี จนกระท่ังมคี นหวั ดีแปรจากเส้นลวดมาเป็นแถบที่เรา
เรียกวา่ “เทป” เดิมทีแรกใช้กระดาษด้วยซ้ำไป เอาผงตะไปเหลก็ ผงสนิมเหลก็ เคลือบแล้วลอง
อัดเสียงอย่างนี้ซึ่งก็ใช้งานได้ แผ่นเทปที่เป็นแผ่นพลาสติกแต่ต่อมาเป็นแผ่นเสโรเตด ซึ่งจะ
เหนียว ซึ่งใช้ระบบเดียวกันเคลื่อนที่เช่นเดียวกันก็เป็นเทปใช้งานได้ ความจริงแล้วในเรื่องของ
เสียงมีความมหัศจรรย์อีกมากมาย มีระบบการใช้งานเกี่ยวกับเรื่องเสียงมากมาย มีการสร้าง
ลำโพงต่าง ๆ เสียงต่าง ๆ มีการค้นคว้าในเรื่องของเสียง มีการค้นคว้าในเรื่องของการใช้
เครื่องขยายเสียง มีค้นคว้าในเรื่องระบบจากระบบที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นอะนาล็อก
จนกระทั่งเป็นดิจิทัล ได้พัฒนามากมาย เวลานี้เราใช้แผ่นดิสก์หรือเครื่องมืออื่น ๆ ที่ใช้ในการ
บันทึกเสียงมากมายเป็นเซอร์กิตสำหรับเก็บเสียงก็มี ความจริงแล้วเสียงมีอิทธิพลเป็นอย่าง
มาก ฉะนั้นเครือ่ งขยายจึงมีความสำคัญตามมาด้วย
270
2. ความหมายของเสียง
“เสียง” ถ้าหมายถึงเสียงทั่วไปจะใช้คำว่า “ซาวด์” (Sound) ถ้าหมายถึงวิชาที่เกี่ยวกับ
เสียงจะใช้คำว่า “อะคูสติก” (Acoustic) ถ้าหมายถึงเสียงรบกวนซึ่งเป็นเสียงที่ไม่ต้องการ
เรียกวา่ “นอยส์” (Noise) และถ้าหมายถึง เสียงสูง/ต่ำ จะเรียกว่า “โทน” หรอื “พทิ ช์” (Tone or
Pitch) โดย เสียง (sound) คือ พลงั งานรูปหนึ่งทีเ่ กิดจากการสั่นสะเทือนของโมเลกุลของอากาศ
ทำให้เกิดการอัดและขยาย สลับกันของโมเลกุลอากาศ ความดันบรรยากาศจึงเกิดการ
เปลี่ยนแปลงตามการเคลือ่ นทีข่ องโมเลกุลอากาศ เรียกว่า คลื่นเสียง เป็นคลืน่ เชิงกลที่เกิดจาก
การสั่นสะเทือนของวัตถุ เมื่อวัตถุสั่นสะเทือน ก็จะทำให้เกิดการอัดตัวและขยายตัวของคลื่น
เสียง และถูกสง่ ผ่านตัวกลาง เช่น อากาศ ไปยงั หู แต่เสียงสามารถเดินทางผ่านสสารในสถานะ
ก๊าซ ของเหลว และของแข็งก็ได้ แต่ไม่สามารถเดินทางผ่านสุญญากาศได้ (wikipedia, 2564)
นอกจากนยี้ งั มีเสียงในชนิดอื่นอกี ดังน้ี
- เสียงดัง (Noise) หมายถึง เสียงซึ่งไม่เป็นที่ต้องการของคนเพราะทำให้เกิด
การรบกวนการรบั รู้เสียงทีต้องการ
- ความถี่ของเสียง (Frequency of sound) หมายถึง จำนวนครั้งของการ
เปลี่ยนแปลงความดันบรรยากาศตามการอัดและขยายของโมเลกุลอากาศในหนึ่งวินาที หน่วย
วัด คือ รอบต่อวินาที หรอื เฮิรตช์ (Hertz ; Hz)
- ความดันเสียง (sound pressure) หมายถึง ค่าความดันของคลื่นเสียงที่
เปลี่ยนแปลงไปจากความดันบรรยากาศปกติ ซึ่งค่าความดันที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุด คือ ค่า
ความสงู คลื่นหรอื แอมปลิจูด การตอบสนองของหตู ่อความดันเสียงไม่ได้มีลักษณะเป็นเส้นตรง
แต่มีความสัมพันธ์นลักษณะของลอกาลิทึม (Logarl1thm) ดังนั้น ค่าระดับความดันเสียง ที่อ่าน
ได้จากการตรวจวัดโดยเครื่องวัดเสียงนั้น เป็นค่าทีได้จากการเปรียบเทียบกับความดันเสียง
อ้างองิ แล้ว มีหนว่ ยวัดเปน็ เดชิเบล (decibel : dB) เดซิเบลเอ ; dBA หรอื เดซิเบล (เอ) ; dB(A)
เป็นหน่วยวัดความดังเสียงที่ใกล้เคียงกับการตอบลนองต่อเสียงของหูมนุษย์ และ TWA : Time
weighted Average เป็นค่าเฉลี่ยระดบั ความดังเลียงตลอดระยะเวลาการสัมผสั เสียง
ซึ่งเสียงนั้นเป็นส่วนประกอบร่วมในชีวิตประจำวันของเรา โดยที่เสียงนั้นมีหน้าที่ในตัว
ของมันเป็นอย่างมาก อาทิ เสียงดนตรี ทำให้รู้สึกสนุกสนาน เสียงนกร้อง ทำให้เพลิดเพลิน
เสียงจึงถูกใช้เป็นเครื่องสื่อสารในบริบทและสถานะต่าง ๆ เช่น เป็นคำพูดระหว่างครอบครัว
และเพื่อนฝูง เป็นเสียงปลุก และเตือนเรา เช่น เสียงกริ่งโทรศัพท์ เสียงเคาะประตู หรือ เสียง
รถดับเพลิง ใช้เป็นเครื่องประเมินคุณภาพ เช่น เสียงเคาะของเครื่องรถยนต์ เสียงดังเอี๊ยด
อ๊าดของล้อ หรือเสียงหัวใจดังฟู่ ๆ เป็นต้น อีกทั้งในสังคมสมัยใหม่ยังมีอยู่บ่อยครั้ง ที่เสียงทำ
271
ความเดือดรอ้ นรำคาญให้เรา ทำให้เกิดความไมพ่ อใจ ซึ่งเราเรยี กว่า เสียงรบกวน การที่มีเสียง
รบกวนนั้น จะทำความเดือดร้อนรำคาญให้มากหรือน้อยนั้น มิได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเสียง
เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับทัศนคติของเรา ที่มีต่อเสียงอีกด้วย อาทิเช่น คนขี่
รถจักรยานยนต์ที่ชอบดัดแปลงท่อไอเสีย อาจชอบเสียงดังจากรถของตนเอง แต่ผู้คนที่เดินอยู่
บนถนนอาจจะไม่ชอบ และรู้สึกแสบแก้วหู เสียงที่ทำความเดือดร้อนรำคาญจึงไม่จำเป็นต้อง
เป็น เสียงดังเสมอไป อาทิเช่น เสียงน้ำหยดจากก๊อก เสียงพื้นลั่น เสียงจากรอยขีดข่วนบน
แผ่นเสียง อาจรบกวนให้รำคาญได้เหมือนเสียงดัง ๆ และ เสียงยังสามารถทำให้เกิดความ
เสียหาย และการทำลายได้อีกด้วย เช่น เสียงของคลื่นกระแทก หรอื โซนิกบูมจากเคร่ืองบิน ทำ
ให้บานกระจกหน้าต่างสั่น แต่ที่สำคัญที่สุดน้ัน ได้แก่ การที่เสียงทำความเสียหายต่อเครื่องมือ
ซึ่งมีความละเอียดอ่อนทีใ่ ชร้ บั ฟงั อนั ได้แกห่ ขู อง คนเรานัน่ เอง (วีทิต วรรณเลิศลักษณ์, 2560)
ซึง่ เสียงนั้นจะสามารถแบ่งตามลกั ษณะการเกิดเสียงได้ 3 ลักษณะ ดงั น้ี
1. เสียงดังแบบต่อเนื่อง (continuous Noise) เป็นเสียงดังที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จำแนกออกเป็น 2 ลักษณะ คอื เสียงดังตอ่ เนือ่ งแบบคงที่ (steady-state Noise) และเสียงดีงต่อ
เนือ่ งที่ไมค่ งที่ (Non steady state Noise)
1.1 เลียงดังต่อเนื่องแบบคงที่ (Steady-state Noise) เป็นลักษณะเสียงดัง
ต่อเนื่องที่มีระดับเสียง เปลี่ยนแปลง ไม่เกิน 3 เดซิเบล เช่น เสียงจากเครื่องทอผ้า เครื่องป่ัน
ด้าย เสียงพดั ลม เปน็ ต้น
1.2 เสียงดังต่อเนือ่ งที่ไม่คงที่ (Non-steady state Noise) เป็นลักษณะเสียง
ดังต่อเนื่องที่มี ระดับเลียงเปลี่ยนแปลงเกินก่า 10 เดชิเบล เช่น เสียงจากเลื่อยวงเดือน เครื่อง
เจียร เป็นต้น
2. เสียงดังเป็นช่วง ๆ (lntermittent Noise) เป็นเสียงที่ดังไม่ต่อเนีอง มีความ
เงียบหรีอเบากวา่ เป็นระยะ ๆ ลลบั ไปมา เชน่ เสียงเคร่อื งปม๊ั /อดั ลม เสียงจราจร เสียงเครอ่ื งบิน
ที่บินผา่ นไปมา เปน็ ต้น
3. เสียงดังกระทบ หรือ กระแทก (lmpact or lmpulse Noise) เป็นเสียงที่เกิดขึ้น
และสิ้นสุดอย่างรวดเร็ว ในเวลาน้อยกว่า 1 วินาที มีการเปลี่ยนแปลงของเสียงมากกว่า 40
เดชิเบล เชน่ เสียงการตอกเสาเข็ม การป๊ัมช้ินงาน การทบุ เคาะอยา่ งแรง เปน็ ต้น
อีกลักษณะสำคัญของเสียงอีกสิ่งหนึ่งคือ เสียงผสม (Complex Tone or Complex
Sound) การเคลื่อนที่ของคลื่นไซน์พบได้ น้อยมาในชีวิตประจำวัน แต่จะพบได้มากใน
ห้องปฏิบัติการเช่น การเคาะด้วยส้อมเสียงหรือการใช้ เครื่องออดิโอมิเตอร์( Audiometer)
เป็นต้น ซึ่งเสียงที่เกิดขึ้นจากคลื่นไซน์นี้ ในแต่ละเสียงไม่ว่าจะมี ความถี่เท่าใดก็ตาม จะมีเพียง
272
ความถี่เดียวและเป็นความถี่คงที่เฉพาะตัวเรียกเสียงลักษณะนี้ว่าเสียง บริสุทธิ์ (Pure tone)
ตัวอยา่ งเช่นเสียงบริสุทธิ์ 1000 Hz หมายความว่าเสียงนั้นเกิดจากการสัน่ สะเทือนของวัตถุเป็น
คลื่นเสียง 1000 รอบต่อวินาที่เท่านั้นส่วนเสียงผสมพบมากในชีวิตประจำวัน ซึ่งเสียงผสมนั้น
เกิดจากเสียงบริสุทธิ์หลาย ๆ ความถี่มารวมกันเช่นเสียงพูดเสียงดนตรีที่บรรเลงจากวง
ดุริยางค์หรอื เสียงทีเ่ กิดจากการรอ้ งผสานเสียง เป็นต้น
เสียงที่เราได้ยินเปน็ ประจำทกุ วันเป็นเสียงผสม ในทางจิตวิทยาเรียกเสียงนี้ว่า ทิมเบอร์
(Timbre) ซึ่งทิมเบอร์หมายถึงลักษณะของเสียงจำเพาะเฉพาะสิ่งที่ทำให้คนเราแยกเสียงต่าง ๆ
ว่าเปน็ เสียงอะไร เชน่ เสียงรถยนต์แต่ละรุ่น, เสียงเด็กเเต่ละคนชนิด และเสียงพดู ของแต่ละคน
ฯลฯ ทิมเบอร์ เกิดขึ้นได้อย่างไร จากการศึกษาพบว่าทิมเบอร์เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเวลาเกิด
เสียงนั้นจะมีเสียงสอง ชนิดเกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาเดียวกันคือเสียงมูลฐาน (Fundamental
Tone) และเสียงโอเวอร์โทน หรือฮาร์โมนิค (Overtones Or Harmonics) ยกตัวอย่างเช่น ในการ
ดีดกีต้าร์เส้นลวดที่เราดีดจะเกิด เสียงมูลฐานและเสียงโอเวอร์โทนในเวลาเดียวกนั ซึ่งเสียงมลู
ฐานหมายถึงเสียงต่าง ๆ ที่เกิดขึน้ จาก แหลง่ กำเนิดเสียงต่าง ๆ หรอื อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นคลื่น
เสียงที่มีความถี่เพียง 1 ช่วงคลื่น ส่วนโอเวอร์ โทน หรือฮาร์โมนิคนั้น เป็นเสียงที่เกิดจากคลื่น
เสียงที่มคี วามถีเ่ พิ่มข้ึนเป็นเท่าตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ จากเสียง มูลฐานยกตัวอยา่ งเช่น ถ้าสีไวโอลินที่
ระดับเสียง 440 Hz ก็จะเป็นเสียงมูลฐานนอกจากมีระดับเสียง 440 Hz เกิดขึ้นแล้วยังมีเสียง
โอเวอรโ์ ทน หรอื ฮารโ์ มนิคเกิดขึน้ พร้อม ๆ กบั เสียงมลู ฐานดว้ ย น่ันคือจะ มีระดับเสียง 880 Hz
และ1320 Hz เกิดขึ้นด้วย (ซึ่งระดับเสียงทั้งสองนี้เกิดจากเสียงมูลฐานที่เพิ่มขึ้น 2 เท่าและ3
เท่าตวั ตามลำดับ) (พันจาอากาศเอกนฤพนธ พิกุลหอม, 2555)
นอกจากนี้เสียงนั้นก็ยังคงมี ผิวของเสียงด้วย “พื้นผิว” เป็นคำที่ใช้อยู่ทั่วไปในทาง
วิชาการด้านวิจิตรศิลป์หมายถึงลักษณะพื้นผิวของ สิ่งต่าง ๆ เช่นพื้นผิวของวัสดุที่มีลักษณะ
ขรุขระหรือเกลี้ยงเกลา ซึ่งอาจจะทำจากวัสดุที่ต่างกัน ในเชิง ดนตรีนั้น “พื้นผิว” หมายถึง
ลักษณะหรือรูปแบบของเสียง ทั้งที่ประสานสัมพันธ์และไม่ประสาน สัมพันธ์ โดยอาจจะเป็น
การน้ำเสียงมาบรรเลงซ้อนกัน หรือพร้อมกัน ซึ่งอาจพบทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ตาม
กระบวนการประพันธ์เพลงผลรวมของเสียงหรือแนวทั้งหมดเหล่านั้นจัดเป็นพื้นผิวตาม นัยของ
ดนตรีทั้งสิ้น ลักษณะรูปแบบพื้นผิวของเสียงมีอยูห่ ลายรูปแบบดงั นี้ (พันจาอากาศเอกนฤพนธ
พิกุลหอม, 2555)
1. พืน้ ผิวของเสียงทีม่ แี นวทำนองเดียว (Monophonic Texture) เปน็ ลักษณะที่ไม่
มีเสียง ประสาน พื้นผิวเสียงในลักษณะนี้ถือเป็นรูปแบบการใช้แนวเสียงของดนตรีในยุคแรก ๆ
ของดนตรใี น ทุกวฒั นธรรม
273
2. พื้นผิวของเสียงที่ประกอบด้วยแนวทำนองตั้งแต่สองแนวทำนองขึ้นไป
(Polyphonic Texture) เป็นลักษณะที่แต่ละแนวมีความเด่นและเป็นอิสระจากกัน ในขณะที่ทุก
แนวสามารถประสาน กลมกลืนไปด้วยกัน ลักษณะแนวเสียงประสานในรูปของ Polyphonic
Texture
3. พ้ืนผิวของเสียงที่ประสานด้วยแนวทำนองแนวเดียวโดยมีกลุ่มเสียง (Chords)
ทำหน้าที่สนับสนุน (Homophonic Texture) ลักษณะประเภทนี้ แนวทำนองมักจะเคลื่อนที่ใน
ระดับ เสียงสูงที่สุดในบรรดากลุ่มเสียงด้วยกัน ในบางโอกาสแนวทำนองอาจจะเคลื่อนที่ใน
ระดับเสียงต่ำได้
4. Heterophonic Texture เป็นรูปแบบของแนวเสียงที่มีทำนองหลายทำนองแต่
ละแนว มีความสำคัญเท่ากันทุกแนว คำว่า Heteros เป็นภาษากรีก หมายถึงแตกต่าง
หลากหลาย ลกั ษณะการผสมผสานของแนวทำนองในลักษณะนีเ้ ป็นรูปแบบการประสานเสียง
โดยเสียงนั้นมีลักษณะการเคลื่อนที่แบบคลื่นตามยาว คือ อนุภาคตัวกลางสั่นใน
แนวขนานกับทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่น พลังงานเสียงสามารถถ่ายโอนได้ทั้งของแข็ง
ของเหลว และแกส๊ เสียงเกิดจากการส่นั สะเทือนของวัตถุ และพลังงานเสียงจะถา่ ยโอนออก ไป
โดยรอบโดยอาศัยตัวกลาง ถ้าไม่มีตัวกลางรับการถ่ายโอนพลังงาน เราจะไม่ได้ยินเสียงเลย
ซึ่งเสียงเป็นคลื่น ดังนั้นจะมีคุณสมบัติของคลื่นคือ การสะท้อน การหักเห การแทรกสอด และ
การเลีย้ วเบน เช่นเดียวกันกับคลืน่ ผิวนำ้ (Virtual School Online, 2560)
ความยาวคลื่น (Wavelength) หมายถึงความยาวของช่วงคลื่นที่เดินทางได้ครบ 1 รอบ
ซึ่งอาจจะเป็นจุด ๆ ได้ยกตัวอย่างเช่น รูปความยาวของคลื่นก็คือความยาวจากยอดของช่วง
คลื่นหนึ่ง ถึงยอดของช่วงคลื่นถัดไป หรืออาจจะนับจาก 0 องศาถึง 360 องศาเป็นความยาว
ความสูงของช่วงคลื่น หรือความเข้มของเสียง (Amplitude หรือ Intensity) หมายถึง ระดับของ
คลื่นที่สูงไปจากแนวราบ ถ้าหากเสียงเดินทางและมีความสูงของช่วงคลื่นมาก เสียงจะดัง
มากกว่าช่วงคลื่นที่มีความเตี้ยดังนั้นเพื่อให้สามารถเปรียบเทียบความเ ข้มของเสียงในแต่ละ
ระดับได้ จงึ มหี น่วยวดั ความเข้มของเสียงเป็นเดซิเบล ซึ่งเขียนยอ่ ๆ วา่ db