374
ส่วนใหญ่ไมโครโฟนประเภทนี้จะ ใช้ควบคู่กับกล้องถ่ายโทรทัศน์ซึ่งสามารถปรับระดับ
สัญญาณออกหรือปรับความไวในการรับเสียงให้สัมพันธ์กับ การปรับระยะภาพ (ซูมภาพ) น่ัน
คือถ้ากล้อง Zoom In เพื่อให้ภาพค่อยๆ ใหญ่ขึ้น ไมโครโฟนก็จะมีความไวใน การรับเสียงมาก
ขึ้นซึ่งจะทำให้เสียงค่อยๆ ดังขึ้นตามลำดับอย่างสัมพันธ์กับขนาดของภาพและตรงกันข้ามถ้า
กล้อง Zoom Out ภาพจะค่อยๆ เล็กลง เสียงก็จะค่อยๆ เบาลงโดยเราจะไมโครโฟนมีความไว
น้อยลงจงึ ทำให้ เสียงค่อยลงอย่างสมั พนั ธ์กับภาพ
4.11 ไมโครโฟนแบบสเตอริโอ (Stereo Microphone)
ภาพที่ 5.66 – 5.67 ไมโครโฟนแบบสเตอริโอ
ภาพจาก : https://www.pinterest.com/pin/499969996122783912/
https://th.aliexpress.com/item/4000880165476.html
ไมโครโฟนที่เป็นสเตอริโอโฟนิค กับไมโครโฟนที่เป็นควอดริโฟนิค เป็นการนำเอา
ไมโครโฟนมาบรรจุลงไนแคปซูลเดียวกัน โดยตัวไมโครโฟนแต่ละตัวแยกออกจากกันอย่าง
เด็ดขาดด้วยระบบวงจร ทางไฟฟ้า สเตอริโอไมโครโฟนประกอบด้วยไมโครโฟน 2 ตัว ตัวแรก
เป็นไมโครโฟนติดตั้งคงที่ซึ่ง ติดไว้ด้านล่าง ส่วนไมโครโฟนอีกตัวหนึ่งติดตั้งไว้ด้านบนเหนืออีก
ตัวหนึ่ง เราจะสร้างให้มันหมุนได้ 270 องศา เพื่อให้รับแพทเทิร์นเสียงที่ต่างกันออกไป
โดยทั่วไประบบสเตอริโอจะควบคุมด้วยระบบรีโมทคอลโทรลควอดไมโครโฟนประกอบด้วย
ไมโครโฟน 4 ตัวไนแคปซูลเดียวกัน โดยแยกอยู่กันเป็นคู่ ๆ โดยคู่แรกติดตั้งไว้ด้านบนของ
แคปซูล เป็นค่ทู ี่สามารถหมนุ ได้และเก็บเสียงจากด้านหน้าขวาและด้านหลังซ้าย ส่วนคู่กลางจะ
รับสัญญาณจากทางด้านหน้าซ้ายและหลังขวา ไมโครโฟนแบบนี้จะใช้ระบบควบคุมชนิดพิเศษ
375
ในการทำจุดโคออดิเนตของพิคอั้พแพทเทิร์น ไมโครโฟนชนิดนี้เป็น ไมโครโฟนสองตัวอยู่ในตวั
(กล่อง) เดียวกัน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับไมโครโฟนชนิดสองทิศทาง ( Bi - Directional
Microphone) แต่ไมโครโฟนแบบสเตอริโอจะรับเสียง ทางด้านหน้าเช่นเดียวกันแต่มี ระยะห่าง
กัน ไมโครโฟนชนิดนี้เหมาะที่จะนำไปใช้กับการบันทึกเสียงแบบสเตอริโอ แต่อย่างไรก็ตามใน
การ บันทึกเสียงระบบสเตอริโอให้สมบูรณ์แบบจริงๆ ควรใช้ไมโครโฟนแยกตัวละทิศทางจะ
ดีกว่าเพราะสามารถ ปรับมิติและทิศทางของเสียงได้ตามตอ้ งการ
ไมโครโฟนสเตอริโอเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการบันทึกสภาพแวดล้อมและเครื่องมือ
เนือ่ งจากมีช่องสัญญาณเสียงสองช่อง ไมโครโฟนสเตอริโอใช้สองช่องสญั ญาณ (ซ้ายและขวา)
และด้วยการมีช่องเสียงสองช่องนั้นเราสามารถสร้างการบันทึกได้เหมือนกับที่หูของเราได้ยิน
เช่น เดียวกบั ที่มนุษยม์ ีสองหไู มโครโฟน
สเตอริโอมีไมโครโฟนสองตัว เราสามารถกำหนดไมโครโฟนแต่ละตัวให้กับหูแต่ละข้าง
ไมโครโฟนด้านซ้ายสำหรับหซู ้ายและไมโครโฟนด้านขวาสำหรบั หูขวา ดังนน้ั เราจึงสามารถเล่น
เสียงบันทึกและได้ยินมันเหมือนกับที่เราอยู่ที่นั่นในช่วงเวลาปัจจุบัน แม้ว่าไมโครโฟนสเตอริโอ
จะใช้การบันทึกแบบสเตอริโอ แตแ่ นวคิดกแ็ ตกต่างกันเล็กน้อย การบันทึกสเตอริโอเป็นเทคนิค
ทีใ่ ชใ้ นการบันทึกเครอ่ื งดนตรี หรอื สภาพแวดล้อม โดยใช้ไมโครโฟนสองตวั ข้ึนไป
4.12 ไมโครโฟนแบบครอบศรี ษะ (Headset Microphone)
ภาพที่ 5.68 ไมโครโฟนแบบครอบศรี ษะ
ภาพจาก : https://www.allstar-show.com/equipment-for-sale/en/audio/12-azden-hs-11-
uni-directional-headset-microphone.html
ไมโครโฟนของชุดหูฟังมาพร้อมกับส่วนหัวที่ช่วยให้ใช้งานแบบแฮนด์ฟรีได้ ให้อิสระใน
การเคลื่อนไหวอย่างมากและแปลงเสียงพูดของมนุษย์ให้เป็นสัญญาณที่ส่งด้วยไฟฟ้า เมื่อใช้
ร่วมกับหูฟังหรือเฮดโฟนตัวอย่างเช่นไมโครโฟนของชุดหูฟังสามารถใช้สำหรับการโทรออก
ในขณะที่โทรศัพท์ทั้งสองมือมีอิสระในการทำงานอื่น ๆ เช่นงานพีซี ไมโครโฟนชุดหูฟังมีหลาย
376
ประเภทและมอี ินเทอร์เฟซแบบไร้สายหรอื แบบมีสาย ซึ่งไมโครโฟนชนดิ นีจ้ ะติด อยู่กบั หูฟังและ
สามารถ ปรับระดับความห่างจากปากผู้พูดได้เล็กน้อย เป็นไมโครโฟนที่เหมาะสำหรับงานที่มี
เสียงรบกวนมากๆ หรืองานที่ต้องการความเงียบสำหรับการติดต่อสื่อสาร เช่นห้องปฏิบัติการ
ทางภาษา ชุมสายโทรศัพท์ วิทยสุ ือ่ สาร และห้องผลติ รายการโทรทศั น์
โดยทั่วไปไมโครโฟนของชุดหูฟังจะใช้ร่วมกับหูฟังหรือหูฟัง มีชุดหูฟังให้เลือกมากมาย
หูฟังที่มีเอียร์คัพสองตัวและไมโครโฟนแบบติดแขนรองรับเสียงสเตอริโอ แต่ จำกัด การรับรู้
เสียงรบกวนรอบข้างอย่างมาก ชุดหูฟังเหล่านี้มีสายคล้องคอให้ด้วย ชุดหูฟังเอียรค์ ัพเดี่ยวชว่ ย
ให้รับรู้เสียงรบกวนรอบข้างได้ดีขึ้น โทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟนมักจะมาพร้อมกับหูฟังชนิด
ใส่ในหูและไมโครโฟนที่ติดมากับสายเคเบิล ในกรณีของชุดหูฟังไร้สายไมโครโฟนจะเชื่อมต่อ
โดยตรงกับหูฟังอินเอียร์ผ่านแขนที่มีขนาดต่างกัน ชุดหูฟังสำหรับมืออาชีพโดยทั่วไปจะมีปุ่ม
สำหรับปิดเสียงไมโครโฟนของหฟู งั (NFON, 2021)
4.13 ไมโครโฟนแบบยูเอสบี (USB Microphone)
ภาพ 5.69 – 5.71 ไมโครโฟนแบบยูเอสบี
ภาพจาก : https://www.ec-mall.com/product/live-stream/microphones/117404.html
https://www.tookdeecamera.com/product/1326/saramonic-sr-ulm7-clip-on-lavalier-usb-microphone-for-pc-and-mac-
%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A8%E
0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-1-%E0%B8%9B%E0%B8%B5
https://www.pbx-sme.com/product/plantronics-blackwire-3210-usb-a/
ไมโครโฟนเป็นทรานสดิวเซอร์ที่แปลงคลื่นเสียงเป็นสัญญาณเสียงแอนะล็อก โดยใช้
องค์ประกอบตัวแปลงสัญญาณ (เรียกว่าแคปซูลตลับหมึกหรือมอเตอร์) ที่มีไดอะแฟรม
เคลือ่ นย้ายได้โดยอปุ กรณม์ ีเอาต์พุต USB ซึ่งหมายความว่าเอาตพ์ ตุ เป็นแบบดิจิทัล โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งเอาต์พุตเป็นสัญญาณเสียงดิจิตอล ดังนั้นไมโครโฟน USB จะต้องมีตัวแปลงอนาล็อก
377
เป็นดิจิตอลในการออกแบบเพื่อแปลงสัญญาณอนาล็อกจากองค์ประกอบตัวแปลงสัญญาณ
เป็นสัญญาณดิจิตอลสำหรับเอาต์พุต ไมโครโฟน USB จึงสามารถคิดได้ว่าเป็นไมโครโฟนที่มี
อินเทอร์เฟซเสียงดิจทิ ลั ในตัวซึ่งอาจเชือ่ มตอ่ โดยตรงกับคอมพิวเตอร์ (หรอื อุปกรณ์เสียงดิจิทัล
ใด ๆ ) ผ่านการเชื่อมต่อ USB โดยไมโครโฟน USB เป็นวิธีง่ายๆในการบันทึกคุณภาพสูงบน
คอมพิวเตอรห์ รอื แท็บเล็ตของคุณได้ในพริบตา USB Mics พกพาได้สูงและทำงานบน PC, Mac,
iPad ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการบันทึกคุณภาพสูงบนคอมพิวเตอร์ของคุณ ไมค์ USB ช่วยให้
คุณไม่ต้องซื้ออุปกรณม์ ากมายและตั้งค่าได้ง่ายมาก ไมโครโฟน USB เป็นแบบพกพา และข้าม
แพลตฟอรม์ ดังนนั้ หากคุณซื้อมาคณุ ควรจะใช้งานได้บนพีซี, Mac, iPad และแล็ปท็อปของคุณ
โดยไม่ยุ่งยาก ซึ่งเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับการบันทึกลงในคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตหรือ
สมาร์ทโฟน เป็นไมโครโฟนที่มีสายไฟทั้งหมดที่จำเป็นในการเชื่อมต่อกับพอร์ต USB และเริ่ม
การบันทึก และบ่อยครั้งที่ไมค์ USB จะมีช่องเสียบหูฟังดังนั้นคณุ สามารถฟังเสียงโดยตรงผ่าน
หูฟังได้เช่นกัน หากคุณไม่แน่ใจว่าจะฟังดูเป็นอย่างไร คุณสามารถออดิชั่นไมโครโฟน USB ที่
ขายดีที่สุดทั้งหมดได้ในทีเ่ ดียวในคำแนะนำที่ดที ี่สดุ สำหรับไมโครโฟน USB
ไมโครโฟน USB เป็นไมโครโฟนคุณภาพที่มีอินเทอร์เฟซ "ในตัว" เพื่อให้คุณสามารถ
เสียบเข้ากับพอร์ต USB ของคุณได้โดยตรง คุณข้ามการ์ดเสียงในตัวของคอมพิวเตอร์เพื่อ
บันทึกผลลัพธ์จึงดีกว่ามาก นอกจากนี้ยังมีการขยายสัญญาณที่จำเป็นเพื่อให้สัญญาณอยู่ใน
ระดับที่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องซื้อการ์ดเสียงเพิ่มเติมเมื่อคุณซื้อไมโครโฟน USB
คอมพิวเตอร์ของคุณจะมีการ์ดเสียงในตัวสำหรับเล่นเสียง ไมโครโฟน USB มีคุณสมบัติ
เทียบเท่าการ์ดเสียงสำหรับการบันทึก (และบางตัวจะสามารถเล่นได้ด้วย) ดังนั้นขึ้นอยู่กับ
ไมโครโฟน USB ที่คุณซื้อคุณจะบันทึกด้วยไมโครโฟน USB จากนั้นเล่นการบันทึกของคุณผ่าน
การด์ เสียงของคอมพิวเตอร์หรือคุณจะเสียบหูฟังเข้ากับไมโครโฟน USB (หากมีช่องเสียบหูฟัง)
จากน้ันคุณจะสามารถบนั ทึกและ เลน่ ผ่านไมโครโฟน
ภาพ 5.73 – 5.74 ไมคโ์ คโฟนหวั micro usb กับ Lighting
ภาพจาก : https://www.ec-mall.com/product/live-stream/microphones/54638.html
https://www.lazada.co.th/gulaool-123358204/
378
ดังนั้นไมโครโฟน USB ส่วนใหญ่จะเหมือนกับไมโครโฟนอื่น ๆ โดยมีความแตกต่างที่
สำคัญคือมีอินเทอร์เฟซเสียงในตัว ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจวิธีการทำงานของไมโครโฟน USB เรา
ควรทราบว่าไมโครโฟน "ทั่วไป" ทำงานอย่างไรดังนั้นไมโครโฟน USB ส่วนใหญ่จะเหมือนกับ
ไมโครโฟนอืน่ ๆ โดยมีความแตกตา่ งทีส่ ำคัญคือมีอนิ เทอรเ์ ฟซเสียงในตัว
ไมโครโฟน USB จำนวนมากมาพร้อมกบั ซอฟต์แวร์บันทึก หากคุณต้องการบันทึกแบบ
ง่ายๆบนพีซีหรือ Mac เราขอแนะนำให้คุณดาวน์โหลด Audacity ในซอฟต์แวร์นี้คุณสามารถ
บันทึกหลายแทร็กแก้ไขและผสมได้อย่างง่ายดาย หากต้องการทำมากกว่านั้นคุณสามารถใช้
ไมโครโฟน USB กับซอฟต์แวร์บันทึกใดก็ได้ อย่างไรก็ตามโปรดทราบวา่ หากคุณซื้อไมโครโฟน
USB ที่ไม่มีซ็อกเก็ตหูฟังคุณจะไม่สามารถ "ตรวจสอบโดยตรง" ได้ คุณควรเลือกไมโครโฟน
USB ที่มีเอาต์พุตหูฟังเสมอหากคุณต้องการวางซ้อนแทร็กเสียงและฟังตัวเองในเวลาเดียวกัน
และหากใช้ iPad Garageband เป็นแอปบันทึกเสียงที่ยอดเยี่ยมและยังมีแอปอื่น ๆ อีกมากมาย
ทั้งหมดจะทำงานร่วมกับไมค์ USB ของคุณเมื่อเชื่อมต่ออย่างถูกต้อง (Musicrepo, 2020 ;
Arthur Fox, 2021)
มีการเชื่อมต่อ USB ที่หลากหลาย การเชื่อมต่อไมโครโฟน USB ทั่วไป ได้แก่
(1) USB-B (2) Micro USB-B (3) USB 3.0 B-Type (4) USB 3.0 Micro B
ที่ปลายอีกด้านของสาย (สิ่งที่เสียบไมโครโฟน USB) อาจมีเป็นขั้วต่อประเภทอื่น
ตัวเชื่อมต่อเหล่านี้ (1) USB A-Type (2) USB C-Type (3) USB 3.0 A-Type (4) USB 3.0
Micro B
5. แบ่งตามอิมพีแดนซ์ (Impedance)
ภาพที่ 5.75 ไมโครโฟน
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/impedance-mic/
379
ไมโครโฟนทุกตัวจะมีค่าความต้านทานซึง่ ค่าความ ต้านทานนี้ไม่ใช่ความต้านทานคงที่
แต่จะมีค่าปรับเปลี่ยนไปตามความถี่ของเสียง หรือ ที่ เรียกว่า "อิมพีแดนซ์" ซึ่งใช้ตัวย่อว่า "Z"
ความต้านทานนี้จะต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้า ซึ่งมีหน่วยเป็น โอห์ม (Ohm สัญลักษณ์
Ω) มีผลทำให้สัญญาณออกหรือเอ้าพุทจากไมโครโฟนมีการสูญเสียสัญญาณในย่าน ความถี่
เสียงมากน้อยแตกต่างกันไป ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องจัดหรือเลือกอินพุทอิมพีแดนซ์
ของ วงจรขยายเสียงภาคต้น (Pre - Amplifier) ให้มีขนาดพอเหมาะกับอิมพีแดนซ์ของ
ไมโครโฟนน้ันๆ ซึง่ โดยปกติ แล้วอนิ พุทอิมพแี ดนซข์ องเครื่องขยายเสียงแบบทรานซิสเตอร์จะมี
อิมพีแดนซ์สูง สวยแบบหลอดจะมี อิมพีแดนซ์ต่ำ การวัดค่าอิมพีแดนซ์ของไมโครโฟนจะวัดที่
ความถี่ 1000 Hz
Impedance ของ ไมโครโฟน นั้นหมายถึง output impedance หรือ source impedance
ของตัวไมโครโฟน มีหน่วยเป็น “โอห์ม (Ohms)” อธิบายได้ว่าอุปกรณ์ชนิดนี้สามารถต้านทาน
การไหลของสัญญาณ AC ได้มากน้อยแค่ไหน ไมโครโฟนที่มีค่าอิมพิแดนซ์ ต่ำๆ จะมีข้อดี
มากกว่า ไมโครโฟนทีม่ ีค่าอิมพิแดนซ์ สูงๆ ก่อนซื้อไมโครโฟนมาใช้งานควรดูสเปคให้ครบถ้วน
โดยเฉพาะเรือ่ ง คา่ อมิ พีแดนซ์ ค่าอมิ พิแดนซ์ของไมโครโฟนทีส่ งู ๆ ที่มากกว่า 10,000 โอห์ม จะ
เป็นไมโครโฟนที่มีคุณภาพสัญญาณในรูปแบบ “High impedance” ไม่ถือว่าเป็นผลดีต่อ
คุณภาพเสียงสัญญาณจะลดทอนต่ำลงมาทันทีหากความยาวของ cable เพิ่มขึ้น โดยปกติจะ
ต่อสายยาวได้เพียง 18-20 ฟุต หรือ 5-6 เมตร (เนื่องจากส่วนมากมักจะเป็นสายสัญญาณ
แบบ Unbalance)
ภาพที่ 5.76 รายละเอียดของไมคโ์ ครโฟน
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/impedance-mic/
ส่วนค่าอิมพิแดนซ์ของไมโครโฟนที่ต่ำๆ ที่เท่ากับหรือน้อยกว่า 600 โอห์ม จะเป็น
ไมโครโฟนที่มีคุณภาพสัญญาณในรูปแบบ “Low impedance” โดยมากมักจะเป็นไมโครโฟน
แบบ Professional Use (ใช้งานทั่วไป) และสามารถส่งสัญญาณได้นับร้อยฟุตโดยไม่มีการ
380
ลดทอนของสัญญาณ และมักใช้ร่วมกับอุปกรณ์ที่เป็นแบบ Balance (สายสัญญาณจะเปน็ แบบ
Balance โดยใช้ขวั้ ต่อแบบ XLR) ซึง่ ไมโครโพนทีแ่ บง่ ตามอิมพีแดนซ์ มีดงั นี้
5.1 ชนิดอิมพีแดนซต์ ่ำ (Low Impedance หรอื LO Z)
ภาพที่ 5.77 ไมโครโฟนทีม่ อี ิมพีแดนซเ์ อาต์พุตตำ่ 150 Ω
ภาพจาก : https://mynewmicrophone.com/microphone-impedance/
ไมโครโฟนชนดิ นีจ้ ะมีค่า อมิ พีแดนซอ์ ย่ใู นชว่ งประมาณ 30 - 300 Ω ข้อดีของ
ไมโครโฟนนคี้ ือสามารถใช้สายไมโครโฟนยาวๆ ได้นับเปน็ ร้อยๆ ฟตุ โดยทีม่ กี ารสูญเสียในย่าน
ความถี่สงู น้อยมาก
5.2 ชนิดอมิ พีแดนซ์ขนาดกลาง (Medium Impedance หรอื MIDDLE Z)
ภาพที่ 5.78 ไมโครโฟน ที่มีอิมพแี ดนซ์เอาต์พุตกลาง 600 Ω
ภาพจาก : https://www.amazon.co.uk/TOA-DM1300-Unidirectional-Microphone-600/dp/B006JWCON4
ไมโครโฟนชนดิ นีจ้ ะมีอมิ พีแดนซ์อยู่ในชว่ งประมาณ 400 – 5,000 Ω ไมโครโฟนส่วน
ใหญจ่ ะเปน็ ไมโครโฟนทีม่ ี อิมพีแดนซอ์ ย่ใู นชว่ งนี้ เพราะต้องการออกแบบให้สามารถใช้งานได้
ท่วั ๆ ไป และมี ความไวในการรบั เสียง ขนาดกลางๆ
381
5.3 ชนิดอิมพแี ดนซส์ ูง (High Impedance หรอื HI Z)
ภาพที่ 5.78 ไมโครโฟน ที่มีอิมพแี ดนซ์เอาต์พุตกลาง 10,000 Ω
ภาพจาก : https://www.mercular.com/telefunken-ela-m251e-
microphone?sku=1348010000001&gclid=CjwKCAiA1eKBBhBZEiwAX3gqlzgpPdgfYtd6qjj8ekQtH13Xhq0Awa866-
cdNI6EEZodjD-aisLAtxoC2kMQAvD_BwE
ไมโครโฟนชนดิ นีจ้ ะมีค่า อมิ พีแดนซต์ ้ังแต่ 10,000 Ω หรอื 10 k Ω ขึ้นไป การใช้งาน
ไมโครโฟนชนดิ อิมพแี ดนซ์สงู ไม่เหมาะทีจ่ ะใช้สาย ยาวๆ เช่น ถ้าใช้ไมโครโฟนที่มีอมิ พีแดนซ์
มากกว่า 20 k Ω จะใช้สายยาวได้ไมเ่ กิน 15 - 20 ฟุต แตข่ อ้ ดีของ ไมโครโฟนชนิดอิมพแี ดนซ์
สงู กค็ ือมักจะเป็นไมโครโฟนที่มีความไวสงู กว่าชนิดอิมพีแดนซ์ตำ่
5.4 ชนิดอมิ พีแดนซค์ ู่ (Dual Impedance)
ภาพที่ 5.78 ไมโครโฟน ชนิดอิมพแี ดนซค์ ู่
ภาพจาก : https://daleproaudio.com/products/shure-565sd-lc-all-purpose-dual-
impedance-microphone#description
382
ไมโครโฟนทีม่ รี าคาแพงมากจะมกี าร ปรับอิมพแี ดนซใ์ ห้สงู หรอื ต่ำได้ บางแบบใช้สวิตซ์
เลือกปรบั และบางแบบปรบั โดยเปลีย่ นสายนำสัญญาณทีต่ ัว ไมโครโฟนซึง่ มีรหสั สีบอกไว้
สายกบั ข้ัวต่อไมโครโฟน
ภาพที่ 5.79 สายกบั ข้ัวต่อไมโครโฟน
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%
B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B
0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%86/
สายสัญญาณ หรือสายไมโครโฟนกับขั้วต่อมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะต้องทราบ
และเข้าใจก่อนที่จะเลือกใช้งาน เพราะอาจจะทำให้เกิดปัญหาในการใช้งานได้ ปัญหาที่เกิดขึ้น
ได้แก่เสียงที่ไม่มีคุณภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกับไมโครโฟนโดยตรงแต่จะเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ที่
นำมาใช้งานรว่ มกันอันเนือ่ งมาจากเสียงรบกวน ซึง่ มสี ายไมโครโฟน ที่ตอ้ งไชด้ ังน้ี
383
สายสัญญาณมีส่วนประกอบหลักมีดังนี้
ภาพที่ 5.80 สว่ นประกอบของสายสัญญาณ
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/balance-unbalance/
สายสญั ญาณมีสว่ นประกอบหลักมีดงั น้ี
1. Jacket แจ็คเก็ท เป็นส่วนนอกสุดของสายสัญญาณ มีความหนาและบาง
ตามผู้ผลิต ทำหนา้ ทีป่ ้องกนั ความเสียหาย ที่จะเกิดข้ึนกับ สว่ นตา่ งๆที่อยูภ่ ายในสาย ช่วยรักษา
รูปทรง ของส่วนตา่ งๆที่อยู่ภายในสายสญั ญาณ
2. Shield ชีลด์ ส่วนถัดมา ชีลด์ ซึ่งก็มีทั้งแบบเส้นลวดฝอยถักหรือที่เรียกว่า
Braid (เบรดชีลด์) ซึ่งมีทั้งสีเงินและทองแดง และแบบฟอยสีเงิน (Foil) ซึ่งทำหน้าที่หลักๆคือ
รวมเสียงรบกวนตา่ งๆมาอยทู่ ีต่ ัวมันเอง และลดเสียงรบกวน (Noise) ได้
3. Insulation อินซูเลชั่น ส่วนที่หุ้มตัวนำสัญญาณอีกที มีหน้าที่ประคองรักษา
รูปทรงและป้องกันตัวนำสัญญาณอีกชั้นหนึ่ง ในส่วนของอินโซเลชั่น ก็จะมีหลากหลายสี เพื่อ
บ่องบอกโค๊ด เช่นสี แดง ดำ น้ำเงิน ขาว น้ำตาล และอื่นๆเป็นต้น
4. Conductor คอนดักเตอร์ ส่วนสุดท้าย คอนดักส์เตอร์หรือตัวนำสัญญาณ
หนา้ ทีน่ ำสญั ญาณทางไฟฟ้า ตวั นำ ไฟฟ้ามีหลายชนิด เช่น ทองแดง เงิน ดีบกุ เปน็ ต้น
384
ขนาดของสายสัญญาณมีหน่วยเป็น AWG และ SWG
AWG อเมริกนั วายเกรด (American wire gauge) นิยมใช้ในอเมริกาและแคนาดา
และท่วั ไป SWG สแตนดาร์ดวายเกรด ซึง่ จะมีขนาดที่ใหญ่กวา่ AWG อยู่หนึ่งเบอร์โดยประมาณ
ซึ่งนิยมใชใ้ นสหภาพ UK
ภาพที่ 5.81 ขนาดของสายสญั ญาณ
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/balance-unbalance/
385
สายสญั ญาณแบบอนาล็อก
ในปจั จบุ นั “สายสัญญาณ” ในระบบเสียง แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือแบบบา
ลานซ์ (Balanced) และ แบบอนั บาลานซ์ (Unbalanced)
1. สาย Balance (บาลานซ์)
ภาพที่ 5.82 สาย Balance (บาลานซ์)
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/balance-unbalance/
ลักษณะของสาย Balance จะมีตัวนำสองเส้นและลวดที่เป็นกราวด์อีกหนึ่งเส้น
ประกอบไปด้วย ตวั นำทีเ่ ปน็ ข้ัวบวกลบและกราวด์ สายประเภทนี้เดินสายระยะไกลได้นยิ มใช้กับ
งานระบบเสียง PA. และจะให้สัญญาณที่แรงกว่าถึงบวก 4 dB มีการใชส้ ายสัญญาณในการนำ
ทางสัญญาณถึงสามเส้นด้วยกัน ได้แก่ ข้ัวบวก ข้ัวลบ และขั้วดิน (Sleeve) ด้วยระดับความแรง
สญั ญาณอยทู่ ี่ +4dBu
ภาพที่ 5.83 ลกั ษณะของสาย Balance
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/balance-unbalance/
386
ทำให้ได้กระแสสัญญาณในการเดินทางที่เพิ่มมากขึ้น และสามารถใช้สายสัญญาณใน
ระยะทางที่เพิ่มขึ้น โดยลดการสูญเสียสัญญาณที่มาจากความต้านทาน (Impedanced) ที่อยู่
ในเครือิ่ งมอื หรอื สายสัญญาณลงไปได้มาก จงึ มผี ลทำใหไ้ ด้คุณภาพเสียงทีช่ ดั เจน เสียงรบกวน
ต่างๆ ตํ่าลง มีมิติชัดเจน แม่นยำขึ้น ย่านความถี่สมบูรณ์มากขึ้น ด้วยคุณสมบัติที่ดีเหล่านี้
ส่งผลให้การทำงานของระบบเสียง PA ที่มีการใช้สายสญั ญาณที่ยาวหลายสิบเมตร และต้องมี
การเชื่อมต่อผ่านเครื่องมือจำนวนมากนั้น สามารถลดปัญหาในเรื่องของความต้านทาน
(Impedanced) ออกไปได้เป็นอย่างดีเหมาะสำหรับงานที่ต้องการ คุณภาพเสียงที่ดี มีความ
ชัดเจนของเสียง มีความสะอาดของเสียง และเสียงรบกวนต่างๆ น้อยที่สุด.. ถึงแม้ระยะทางใน
การเชอ่ื มต่อจะไกลมากก็ตาม
ภาพที่ 5.84 หวั แจค็ ที่ใชก้ ับสายสญั ญาณแบบบาล๊านซ์
ภาพจาก :
https://www.sounddd.shop/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B
8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97
%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%86/
หัวแจ็คที่ใช้กับสายสัญญาณแบบบาล๊านซ์ (Balanced) ได้แก่ Phone Jack หรือ 1/4″
แบบ stereo เรียกว่า TRS (Tip-Ring-Sleeve) และ หวั ข้ัวแบบ XLR เป็นต้น
2. สาย Unbalance (อลั บาลานซ์)
ภาพที่ 5.85 สาย Unbalance
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/balance-unbalance/
387
สาย Unbalance นิยมใช้งานประเภทคอนซูเมอร์หรือโฮมยูส เน้นเดินสายระยะใกล้ ไม่
แนะนำเดินสายระยะไกล เพราะจะมีการลดทอนและสูญเสียพลังงานและเกิดเสียงจี่หรือฮัมได้
ลักษณะสายจะมีตัวนำ เส้นเดียวและกราวด์อีกหนึ่งเส้นตามภาพ เป็นการเชื่อมต่อสญั ญาณใน
ยคุ แรกๆ ทีน่ ยิ มอย่างมาก และนิยมในหมู่ผู้ใชเ้ ครื่องเสียงบ้าน หรอื ระบบ Hi-Fi นน่ั เอง
ภาพที่ 5.86 ลักษณะของสาย Unalance
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/balance-unbalance/
โดยมีการใช้สายสัญญาณแบบสองเส้นเท่านั้น ได้แก่ ขั้วบวก (Tip) และขั้วดิน (Sleeve)
ด้วยระดบั ความแรงของสญั ญาณอยทู่ ี่ -10dBv จงึ ไมเ่ หมาะสำหรับการใชง้ านเดินสายสัญญาณ
ทีม่ คี วามยาวหลายสิบเมตร ความยาวเพียงสามสี่เมตรก็ส่งผลต่อความสญู เสียที่เกิดจากความ
ต้านทาน (Impedanced) จากความยาวของสายสัญญาณไปแล้ว จงึ เหมาะสำหรบั งานที่ต่อสาย
สั้นๆ ไม่ยาว อย่างเชน่ เครือ่ งเสียงภายในบ้าน
ภาพที่ 5.87 หวั แจค็ ทีใ่ ชก้ บั สายสัญญาณแบบอัลบาลานซ์
ภาพจาก :
https://www.sounddd.shop/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0
%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97%E0%B8%95%E0%B
9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%86/
หัวแจ็คที่ใชก้ ับสายสญั ญาณแบบอันบาล๊านซ์ (unbalanced) ได้แก่ Phone Jack หรือ
1/4″ แบบ mono เรียกว่า TS (Tip-sleeve) และ หัวข้ัวแบบ RCA เปน็ ต้น
388
ปลัก๊ แจค็ และ หวั ต่อ ที่ใชกับไมโครโฟน ท่นี ิยมใชง้ านในระบบเสียงในปจั จบุ ัน
1. XLR (เอ็กแอลอาร)์ หรอื Canon
ภาพที่ 5.88 หัว XLR หรอื Canon
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/balance-unbalance/
หัว XLR หรือ Canon มีทั้งตัวผู้และตัวเมีย บางท่านเรียกปลั๊กแจ๊คแบบนี้ว่า แคนนอล
(EXTRA LOW RESISTANCE) คือ สัญญาณที่มีความต้านทานค่อนข้างต่ำมาก จึงเป็นผลทำให้
สามารถเดินสายสัญญาณได้ไกลๆ และมีสัญญาณรบกวนต่ำ โดยขาต่างๆ ปัจจุบันที่เชื่อมต่อ
กันเปน็ มาตรฐานสากลคือ
ขาที่ 1 ground หรอื shield
ขาที่ 2 สัญญาณ + หรอื HOT SIGNAL
ขาที่ 3 สัญญาณ – หรอื COOL SIGNAL
ปลั๊กแจ็คชนิดนี้ จะเป็นปลั๊กแจ็คชนิดสามขา ทั้งตัวผู้ และตัวเมีย โดยจะมีลักษณะ
มีขานำสัญญาณทั้งหมด 3 ขั้ว (ขาที่ 2 + และ ขาที่ 3 -) และอีก 1 ขา (นั่นคือขาที่ 1 ) จะเป็น
ขั้วดิน (Sleeve) สัญญาณจึงอยู่ในรูปแบบของ Balanced นั่นเอง นิยมใช้งานกันในระดับมือ
อาชีพ และงานที่ต้องการคุณภาพสงู และต้องการเดินสายสัญญาณในระยะทีย่ าว
ภาพที่ 5.89 การเดินสายหัวหัว XLR หรือ Canon
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA
%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E
0%B8%97%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%86/
389
2. ปล๊ักแจค็ หัวแบบ PHONE 6.3 MM TRS/TS
ภาพที่ 5.90 หัวแบบ PHONE 6.3 MM TRS/TS
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%
A2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0
%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%86/
ปลั๊กแจ็คชนดิ นี้ จะมีทั้งในแบบ Balanced นัน่ คือ มีขวั้ นำสัญญาณท้ังหมด 3 ข้ัว นั่นคือ
TIP + กับ ขั้ว RING – และมีขั้วดิน (Sleeve) 1 ขั้ว (ปลั๊กแจ็คที่มี 2 ขีด) และในแบบ Unbalanced
มีขวั้ นำสัญญาณท้ังหมด 2 ขวั้ น่ันคอื มีขว้ั TIP + 1 ขว้ั และมีขวั้ ดิน (Sleeve) 1 ข้ัว (ปลก๊ั แจ็คที่มี
1 ขดี )
ภาพที่ 5.91 ขั้วต่อหวั แบบ PHONE 6.3 MM TRS/TS
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%
B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%
B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%86/
390
ปลั๊กชนิดนี้จะนิยมใช้ในงานแทบทุกประเภท สายสัญญาณแบบ Balance ข้อดีคือ
สัญญาณ + และสัญญาณ – จะถูกแยกออกจากกัน โดยมีสาย Shield เป็น Ground ที่เดิน
คู่ขนานมาเพื่อป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอก ซึ่งนั่นทำให้สัญญาณที่ได้มีความสะอาด
ใส และเสียงสัญญาณรบกวนที่เรียกกันว่า NOISE ก็จะน้อย โดยสายชนิดนี้จะเดินสายภายใน
ระบบเสียง และสายประเภทอุปกรณเ์ ครือ่ งดนตรีชนิดต่างๆ เช่น กีต้าร์, เบส, คีย์บอรด์ เปน็ ต้น
3. ปล๊กั แจ็คแบบ RCA
3.1 RCA อาร์ซีเอแจ๊ค ซึง่ นิยมใช้ในงานคอนซูเมอรโ์ ฮมยสู
ภาพที่ 5.92 ปล๊ักแจ็คแบบ RCA
ภาพจาก : https://en.wikipedia.org/wiki/RCA_connector
เทคโนโลยี RCA ได้รับการพัฒนาโดย บริษัท Radio Corporation of America
เพื่อเชื่อมต่อเครื่องเล่นเพลงเข้ากับเครื่องขยายเสียง แจ็ค RCA มักพบการเชื่อมต่อ
สว่ นประกอบตา่ งๆในระบบเสียงวิดโี อจำนวนมาก การเชอ่ื มต่อพ้ืนฐานมีลักษณะเป็นแบบสีแดง
และสีขาวสำหรับช่องสเตอริโอด้านขวาและด้านซ้าย สีเหลืองใช้สำหรับวิดีโอคอมโพสิตใน
ขณะที่การเชื่อมต่อวิดีโอส่วนประกอบ (มักมีสีเขียวฟ้าและแดง) สามารถพบได้ในอุปกรณ์ที่
ซับซ้อนมากขึ้น ระบบเสียงสเตอริโอรอบทิศทางสามารถมีสีเพิ่มเติมสำหรับช่องลำโพงแยก
ต่างหาก แจ็ค RCA ใช้สำหรับสัญญาณเสียงดิจิตอลโคแอกเชียล (สีส้ม) หรือการเชื่อมต่อเสา
อากาศ บางครั้งพบสาย RCA ร่วมกับปลั๊ก S-video (วิดีโอที่มีคุณภาพสูงกว่าที่เป็นสีเหลือง)
พอรต์ ตา่ งๆมกั จะตดิ ป้ายกำกับเพือ่ หลีกเลีย่ งความสบั สนในสีหากอุปกรณ์เสียงเปิดอยู่หนึ่งอาจ
พบเสียงหึ่งขณะที่ปลายสายเสียบปลั๊ก RCA เนื่องจากมีการเชื่อมต่อสัญญาณก่อนทำการ
เชื่อมต่อพื้นดินดังนั้นจึงขอแนะนำให้ปิดทุกสิ่งออกก่อนที่จะจัดการกับสายเคเบิล แจ็ค RCA
ยังคงมีการใช้งานอยู่ในปัจจุบันเนื่องจากมีการใช้งานร่วมกันง่ายต้นทุนการผลิตต่ำเชื่อถือได้
และได้รับการยอมรับจากทว่ั โลก (Go Travels, 2021)
391
3.2 TS Phone 6.3mm. หรือ โฟนโมโน
ภาพที่ 5.93 TS Phone 6.3mm. หรอื โฟนโมโน
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/balance-unbalance/
TS Phone 6.3mm. หรือ โฟนโมโนมาพร้อมกับสัญญาณเสียงแบบ Mono และแบบ
Stereo Type เราสามารถบอกความแตกต่างระหว่างหัวแจ๊คนั้นๆได้โดยดูจากวงแหวนสีดำ
รอบๆหัวแจ๊ค ถ้ามีขีดวงเดียวนั้นคือหัวแบบ Mono ถ้ามีสองวงจะเป็นแบบ Stereo ดูตัวอย่าง
จากภาพประกอบซึ่งทั้ง โฟนโมโน และอาร์ซีเอแจ๊ค จะมีขั้วต่อเพียง 2 ขั้ว การต่อสัญญาณ
แบบ Unbalance จะรวมเอาสัญญาณ ( ลบ- ) หรือ COOL SIGNAL มารวมไว้กับ Ground หรือ
SHEEVE ทำให้แทนที่ว่าสาย Ground จะต้องทำหน้าที่ป้องกันเสียงรบกวนอย่างเดียวแบบ
สญั ญาณ Balance ก็จะตอ้ งใชม้ าทำหน้าที่นำสญั ญาณอีกด้วย ดังนนั้ สญั ญาณรบกวนจากสาย
Ground จึงปะปนมากับสัญญาณ – อย่างแน่นอน จึงทำให้การต่อแบบ Unbalance มีสัญญาณ
รบกวนมากกวา่ หากเราต้องเดินสายสญั ญาณไกลๆ
ภาพที่ 5.94 ข้ัวตอ่ หัวแบบ TS Phone 6.3mm. หรอื โฟนโมโน
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%
E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B
8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%86/
392
ปลั๊กแจ็คชนิดนี้ เป็นสัญญาณในรูปแบบ Unbalanced มีขั้วนำสัญญาณทั้งหมด 2 ขั้ว
นำสัญญาณขั้วบวก (Tip) 1 ขั้ว และมีขั้วดิน (Sleeve) 1 ขั้ว เป็นปลั๊กแจ็คที่นิยมพบเห็นได้ทั่วไป
และพบได้ง่ายที่สุดโดยส่วนมากจะพบเห็นในรูปแบบสีขาว และสีแดง ซึ่งส่งสัญญาณข้างซ้าย
และ ข้างขวา ในแบบสเตอริโอ (Stereo) พบเห็นได้กับการใช้งานกับเครื่องเล่น ซีดี ดีวีดี เครื่อง
เสียงบ้านทว่ั ไป เป็นต้น
4. ปลั๊กแจค็ ในแบบ MINI JACK 3.5 MM. TS/TRS
ภาพที่ 5.95 ปลก๊ั แจ็คในแบบ MINI JACK 3.5 MM. TS/TRS
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8
%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0
%E0%B8%97%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%86/
ปล๊กั แจค็ ชนดิ นี้ บางท่านเรียก “แจค็ หูฟัง” มขี นาด 3.5 MM. หัวแจค็ ที่
นิยมใชใ้ นระบบเสียง มีท้ังในแบบ Balanced และ Unbalanced ซึง่ หลกั การทำงานจะเหมอื น
ปลั๊กแจค๊ ชนดิ PHONE 6.3 MM TRS/TS Balanced แต่มีขนาดทีเ่ ล็กลงมา มีขวั้ นำสัญญาณ
ท้ังหมด 3 ขั้ว นนั่ คือ TIP + กบั ขวั้ RING – และมีขวั้ (Sleeve) 1 ข้ัว (ปล๊กั แจค็ ที่มี 2 ขีด) และใน
แบบ Unbalanced มีขวั้ นำสัญญาณทั้งหมด 2 ขั้ว นั่นคือ มขี ้ัว TIP + 1 ข้ัว และมีขวั้ ดิน (Sleeve)
1 ข้ัว (ปลั๊กแจ็คที่มี 1 ขดี ) โดยสว่ นมากจะใช้กบั อปุ กรณ์ Audio Source ทีต่ อ้ งการต่อเข้ากับ
มิกเซอร์ เชน่ โนต๊ บ๊คุ โทรศัพท์ เปน็ ต้น
ภาพที่ 5.96 ปลกั๊ แจค็ ในแบบ MINI JACK 3.5 MM. TS/TRS
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0
%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8
%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%86
393
ภาพที่ 5.97 สายไมโครโฟนที่ต่อสาย Balanced และ สาย Unbalanced
ภาพจาก : https://www.audiocity2u.com/Microphone-Cable
กล่าวโดยสรุป คือสัญญาณ Balance จะให้การนำสัญญาณที่แรงและเต็มกว่า และ
สญั ญาณรบกวนน้อยกว่า ซึง่ ต่างจากสายสญั ญาณแบบ Unbalance ซึ่งจะมีสญั ญาณที่เบากว่า
เเละมีสัญญาณรบกวนมากกว่าแบบบาลานซ์ การเลือกใช้สายสัญญาณต้องคำนึงถึงลักษณะ
งานเป็นหลัก และลองเทียบคุณภาพเสียง และดูส่วนประกอบต่างๆประกอบกัน เพื่อให้ได้
สายสญั ญาณคณุ ภาพตรงตามความต้องการมาใช้งาน
อปุ กรณ์ทใ่ี ชก้ ับไมโครโฟน
ซึ่งมีอุปกรณ์ตา่ งๆ ทีน่ ำมาใช้กบั ไมโครโฟนดงั นี้
1. ขาตั้งไมโครโฟน
ขาต้ังไมโครโฟนเปน็ เครือ่ งมือทีจ่ ำเป็นเพื่อตง้ั ไมโครโฟน นอกจากนใี้ ช้
ด้วยเม่อื ร้องเพลงขณะเลน่ กีตาร์หรืออดั เสียงเพลง เนอ่ื งจากติดไมโครโฟนก็ใช้มือท้ังสองขา้ ง
และสามารถทำงานสองอย่างในเวลาเดียวกัน สว่ นใหญ่จะใช้ในอุตสาหกรรมศลิ ปะและความ
บนั เทิง โดยท่ัวไปเป็นสิง่ สำคญั ที่จำเป็นต้องใช้ในสตูดิโอ และการบนั ทึก ซึ่งมีขาไมโครโฟน
ต่างๆ ดังน้ี (Bradley, 2020)
394
1.1 ขาต้ังมาตรฐาน (Standard Stands)
ภาพที่ 5.98 ขาต้ังขาต้ังไมโครโฟนแบบมาตรฐาน
ภาพจาก : https://www.audiocity2u.com/Microphone-Cable
ขาตั้งมาตรฐานมีการออกแบบที่ตรงไปตรงมาทำให้ยืนตรง พวกเขาเป็นจุดยืนที่
ตรงไปตรงมาที่สุดที่คุณจะเห็นและคณุ สามารถใช้มนั ในโปรแกรมการร้องและแอพพลิเคชั่นอ่ืน
ๆ ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขามีสองประเภท: ขาตั้งกล้องหรือฐานกลม แน่นอนขาตั้งกล้องมาพร้อม
กับสามขาที่ทำหน้าที่เป็นฐานของขาตั้งไมค์ ในทางกลับกันฐานกลมมีฐานโค้งมนหรือโดมที่ทำ
จากโลหะที่ทนทาน ขาตั้งกล้องมาตรฐานดูเหมือนจะมีราคาไม่แพงมากที่สุดในตลาดปัจจุบัน
แต่ฐานกลมที่ทำจากพลาสตกิ หรือโลหะอาจให้ความมั่นคงบนเวทีได้มากกว่า นักร้องยังใช้ขาต้ัง
ไมค์ประเภทนี้บ่อยๆ หากคุณมักจะใช้ไมค์ขณะยืนคุณควรเลือกใช้ขาตั้งไมค์มาตรฐาน คุณ
สามารถปรบั ความสูงได้อย่างง่ายดายและมีเสถียรภาพมากขึน้ ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาจะไม่พลิก
กลับอยา่ งรวดเร็ว
1.2 ขาต้ังบูม (Boom Stands)
ภาพที่ 5.99 ขาตั้งบูม
ภาพจาก : https://www.audiocity2u.com/Microphone-Cable
395
ขาต้ังบมู เกือบจะเหมอื นกับขาต้ังมาตรฐาน แต่มาพร้อมกบั แขนยึด ด้วยแขนบูมที่แนบ
มาคณุ สามารถวางไมโครโฟนใหไ้ กลจากส่วนแนวตั้งของขาต้ังได้ นอกจากนี้คุณสามารถปรับ
แขนบมู ตามมมุ ต่างๆเพือ่ ต้ังค่าไมคไ์ ด้อย่างถกู ต้อง ขาบูมยืนให้ความยดื หย่นุ และปรบั เปลี่ยนได้
ดีข้ึน นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรบั ผทู้ ีใ่ ชไ้ มคข์ ณะนง่ั ตัวอยา่ งที่สมบรู ณ์แบบของขาตั้งบมู คือขา
ตั้งไมคข์ าตั้งกล้อง DR Pro ขาตั้งไมคน์ ี้มาพร้อมกบั บมู แบบเหลือ่ มซึง่ คณุ สามารถปรบั แขนมุม
และบมู เพือ่ ปรบั ความสูงได้ดีข้ึน
1.3 โตะ๊ ทำงาน (Desk Stands)
ภาพที่ 5.100 ขาต้ังไมโครโฟนแบบโต๊ะทำงาน
ภาพจาก : https://www.audiocity2u.com/Microphone-Cable
ขาตั้งไมโครโฟนแบบโต๊ะทำงาน เรียกอีกอย่างว่า แท่นตั้งโต๊ะ คุณสามารถติดไว้กับ
โต๊ะทำงานและมีขนาดเล็กลง ดูเหมือนว่าจะเป็นขาตั้งมาตรฐานรุ่นเล็กกว่าและคุณสามารถใช้
สำหรับรายการวิทยุและพอดแคสต์ได้ หลายคนที่มีส่วนร่วมในการทำพอดคาสต์และ
สตรีมมิงแบบสดใช้ประโยชน์จากโต๊ะทำงาน ดังนั้นขาตั้งแบบตั้งโต๊ะจึงได้รับความนิยมอย่าง
รวดเร็วและการใช้งานกเ็ พิ่มข้ึนตามจำนวนพอดคาสต์ และไลฟส์ ตรีมที่เพิ่มข้ึนเรอ่ื ย ๆ
396
1.4 ยนื เหนอื ศรี ษะ (Overhead Stands)
ภาพที่ 5.101 ขาต้ังไมโครโฟนแบบยืนเหนอื ศรี ษะ
ภาพจาก : https://www.audiocity2u.com/Microphone-Cable
ขาตั้งเหนือศีรษะเปน็ ขาต้ังไมคท์ ี่แพงที่สุดในบรรดาขาตั้งไมค์ทุกประเภท นอกจากนี้ยัง
มีขนาดใหญ่ที่สุด คุณสามารถใช้ได้หากคุณต้องการมุมและความสูงที่มากสำหรับไมค์ของคณุ
ด้วยการใช้ขาตั้งไมค์นี้คุณจะได้รับไมโครโฟนของคุณในระดับที่สูงมากในขณะที่ยังให้การ
สนบั สนุนไมโครโฟนที่แข็งแรงแม้ว่าไมค์ของคณุ จะเป็นไมคค์ อนเดนเซอร์ขนาดใหญ่ก็ตาม ไม่ใช่
เรื่องง่ายที่จะหาขาตั้งไมค์เหนือศีรษะที่เหมาะสำหรับไมค์ประเภทนี้ไม่ได้มีร้านขายอุปกรณ์
ดนตรีในพืน้ ทีส่ ่วนใหญ่ ดังนนั้ คุณต้องส่ังซื้อทางออนไลน์เพือ่ ใช้ขาตั้งไมค์ประเภทนี้
1.5 ขาตั้งไมคพ์ ิเศษ (Specialty Mic Stand)
ภาพที่ 5.102 ขาต้ังไมค์พิเศษ
ภาพจาก : https://www.audiocity2u.com/Microphone-Cable
397
ขาต้ังไมคเ์ หล่านี้มีข้นึ เพื่อวตั ถุประสงคเ์ ฉพาะ พวกเขามาพร้อมกบั การออกแบบเฉพาะ
สำหรบั การใช้งานโดยเฉพาะ พวกเขาอาจมีลอ้ เพื่อความคลอ่ งตวั ทีม่ ากขึ้นและเหมาะสำหรบั
ไมโครโฟนสำหรบั งานหนกั นอกจากนยี้ งั มาพร้อมกบั น้ำหนักถว่ งทีป่ รบั ได้เพื่อให้ได้สมดลุ ที่
เหมาะสม คณุ ยังสามารถปรับความสูงเพือ่ การเข้าถึงสูงสุด
1.6 ยืนรายละเอียดต่ำ (Low Profile Stands)
ภาพที่ 5.103 ขาตั้งไมโครโฟนแบบยืนรายละเอียดต่ำ
ภาพจาก : https://www.audiocity2u.com/Microphone-Cable
ขาตั้งที่มีความสูงสั้นสำหรับใช้สำหรับกีตาร์แค็บ และกลองเตะ มาพร้อมกับแขนบูมที่
สั้นกว่าและขาตั้ง นอกจากนี้ยังมีความสูงที่ปรับได้โดยมีช่วงที่สั้นกว่าเมื่อเทียบกับขาตั้งไมค์
มาตรฐานโดยทั่วไปขาตั้งแบบ low profile จะใช้ในการหมุนกลองและเครื่องดนตรีที่มี
รายละเอียดต่ำอ่นื ๆ
1.7 สตดู ิโอบูม (Studio Booms)
ภาพที่ 5.104 ขาตั้งไมโครโฟนแบบสตดู ิโอบูม
ภาพจาก : https://www.audiocity2u.com/Microphone-Cable
398
สตดู ิโอบูมมกี ารออกแบบที่อยูเ่ หนอื แหล่งกำเนดิ เสียงเหนอื นกั ร้องประสานเสียงกลอง
ชดุ และวงออเคสตรา ขาตั้งไมค์สำหรบั งานหนักนสี้ ามารถเข้าถึงได้ถึงหกฟุตโดยไม่ต้องบมู
ดงั นนั้ จงึ ช่วยใหส้ ามารถวางตำแหน่งไมโครโฟนเหนอื ศรี ษะได้ดขี ึน้ หากคุณซือ้ ของในสตดู ิโอบมู
คณุ ควรตรวจสอบน้ำหนกั ถ่วงของมนั ให้ดีกวา่ เพราะขาตั้งดังกลา่ วต้องการนำ้ หนกั ถ่วงที่
เหมาะสม นอกจากนีย้ งั ควรมีฐานล้อเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายและเคลื่อนย้ายไปมา
1.8 แขนบมู โต๊ะปรบั ระดบั ได้ (Adjustable Desk Boom Arms)
ภาพที่ 5.105 ขาต้ังไมโครโฟนแบบแขนบมู โตะ๊ ปรบั ระดบั ได้
ภาพจาก : https://www.audiocity2u.com/Microphone-Cable
ขาตั้งประเภทนี้เหมาะสำหรับนักพอดคาสต์และผู้มีความสามารถด้านการออกอากาศ
ขาตั้งนี้มาในดีไซน์ที่แข็งแรงเช่นเดียวกับกลไกกรรไกรของโคมไฟตั้งโต๊ะ คุณสมบัตินี้ช่วยให้
สามารถเปลี่ยนตำแหน่งไมโครโฟนได้อย่างรวดเร็ว หากคุณต้องการจัดการเอฟเฟกต์เสียงหรือ
หากคุณต้องการเดินไปรอบ ๆ โตะ๊ ทำงานโดยใช้ไมโครโฟนคุณสามารถทำได้โดยใช้ขาต้ังนี้ คุณ
ยังสามารถยึดขาตั้งประเภทนี้เข้ากับเดสก์ท็อปของคุณได้ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับการ
กระจายแรงกระแทกภายในเพื่อป้องกันการส่ันสะเทือนของโต๊ะจากช่องที่บูมไปยังไมค์ของคุณ
ไมค์ประเภทนี้ยังมาพร้อมกับระบบจดั การสายเคเบิล
รูปแบบ และ ตัวเลือกของขาต้ังไมค์
นอกจากการรู้จกั ขาต้ังไมค์แบบต่างๆแล้วยังมีประโยชน์หากคุณรู้จกั รูปแบบและ
ตัวเลือกไมโครโฟนต่างๆ ด้านล่างนีเ้ ปน็ ตัวเลือกพื้นฐานและรูปแบบตา่ งๆทีค่ ุณตอ้ งระวงั
1. ชว่ งความสูง
ขาตั้งไมโครโฟนส่วนใหญ่มาพร้อมกับกลไกการปรับความสูง อย่างไร
ก็ตามช่วงความสูงจะแตกต่างกันไปในแต่ละขาตั้งไมค์ แน่นอนช่วงความสูงมาตรฐานอยู่
399
ระหว่าง 35 ถึง 65 นิ้ว ถึงกระนั้นการยืนหยัดบางแห่งก็หมายถึงการลดลงและสูงขึ้นมาก
ช่วงความสูงต่ำสุดของไมค์ที่ต้องใช้เสียงต่ำอยู่ระหว่าง 8 ถึง 12 นิ้ว ตัวอย่างเช่นไมโครโฟน
ดังกล่าวใช้สำหรับกลองเตะ ไมโครโฟนที่สูงขึ้นไปได้ไกลถึง 10 ฟุตหรือมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับ
การใชง้ าน คณุ สามารถใช้ไมคด์ งั กลา่ วสำหรับจับเสียงของออร์แกนหรอื นกั ร้องประสานเสียง
2. คลตั ช์
ข้อพิจารณาที่สำคัญอย่างหนึ่งในการเลือกขาตั้งไมค์คือกลไกคลัตช์ที่
ล็อคความสูงของขาตั้งให้เข้าที่ คลัตช์มีสองประเภทคือแบบบิดและแบบกริป การบิดเป็น
ประเภทคลัทช์ยอดนิยม ด้วยประเภทการบิดคุณเพียงแค่หมุนคลัตช์หลาย ๆ ครั้งเพื่อขัน
ประเภทคลัทช์ที่ถูกกว่าอาจขันได้ไม่ดี แต่ประเภทไฮเอนด์สามารถขันให้แน่นได้โดยปรับน้อย
ในทางกลับกันการจับคลัทช์จำเป็นต้องใช้การบีบด้วยมือเดียว คลัตช์ดังกล่าวยอดเยี่ยมใน
ระหว่างการแสดง คุณจะพบคลัทช์ประเภทอื่นบนบูม คลัตช์นี้มาในรูปแบบของสกรูความตึงที่
กดลงบนทอ่ ด้านในอย่างหนักเพื่อป้องกนั ไม่ใหท้ อ่ ไมคเ์ ลื่อน บมู สว่ นใหญอ่ าจมาพร้อมกับคลัตช์
ดิสก์เฉพาะซึ่งอยู่ที่ฐานสำหรับปรับมุม อย่างไรก็ตามเมื่อปรับขาตั้งไมค์ข้อแม้อย่างหนึ่งคือคณุ
ต้องคลายการจับคลัทช์ก่อนเพื่อให้เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ด้วยวิธีนี้คุณสามารถยืดอายุการ
ใช้งานขาตั้งไมค์ของคณุ ได้
3. ตวั เลือกพืน้ ฐาน
คุณจะพบว่าขาตั้งไมค์มาตรฐานมาพร้อมกับการออกแบบฐานแบน
และขาตั้งกล้อง ฐานแบนมาในเหลก็ หลอ่ ยิ่งไปกว่าน้ันยังมีการออกแบบที่หนกั หน่วงเพื่อให้ยืน
ทรงตัวได้ดีข้ึน แบบแบนมาในรูปทรงสามเหลีย่ มหรือกลม ไม่เบาเหมอื นฐานขาตั้งกล้อง แต่ก็มี
ความมั่นคงเช่นเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นขาตั้งกล้องอาจมาพร้อมกับรอยเท้าที่กว้างขึ้น พวกเขา
ยังให้เสถียรภาพที่ดีกว่าฐานแบน คุณยังมีตัวเลือกมากมายพร้อมฐานขาตั้งกล้อง ผู้ใช้ขาตั้ง
หลายคนชอบฐานขาตั้งกล้องมากกว่าฐานแบนเนื่องจากน้ำหนักที่เบากว่า คุณยังสามารถพับ
ลงได้ดีกว่าขาตั้งฐานแบนในทำนองเดียวกัน ฐานขาตั้งกล้องยังมั่นคงหากคุณวางตำแหน่งและ
วางขาของขาตั้งกล้องอย่างถูกต้อง ยิ่งไปกวา่ นั้นคณุ สามารถต้ังฐานขาต้ังกล้องสองตัวชิดกันได้
โดยไม่ตอ้ งยุง่ ยาก
4. น้ำหนัก และพกพา
การพกพาไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับน้ำหนักของขาตั้ง นอกจากนี้คุณจะ
พบกับไมโครโฟนน้ำหนักเบาที่ไม่สะดวกในการพกพา นอกจากนี้ยังไม่เสถียรสำหรับการแสดง
สด อย่างไรก็ตามคุณสามารถหาขาตั้งไมค์ที่มีท่อหนาและมั่นคงกว่าพร้อมด้วยคลัทช์สำหรับ
งานหนักและขาต้ังกล้องที่มน่ั คง ไมโครโฟนดงั กล่าวอาจหนักกวา่ แตพ่ กพาได้สะดวก
400
2. คอจบั ไมค์ ดงั น้ี
2.1 คอจับไมค์แบบหนบี
ภาพที่ 5.106 คอจับไมค์
ภาพจาก : https://www.audiocity2u.com/Microphone-Cable
2.2 คอจับไมค์แบบหนบี
ภาพที่ 5.107 คอจบั ไมคแ์ บบหนบี
ภาพจาก : https://www.audiocity2u.com/Microphone-Cable
3. Microphone Windscreens
ภาพที่ 5.108 Microphone Windscreens
ภาพจาก : https://www.dpamicrophones.com/accessories/foam-windscreen-for-pencil-
microphone-19-length-72-mm
401
Microphone Windscreens ใช้บังหน้าไมโครโฟนเพื่อป้องกันลมแรงไม่ให้กระทบ
ไมโครโฟนและทำให้เกิดเสียงรบกวนที่ไม่ต้องการ ซึ่งจะมีประโยชนอ์ ย่างยิ่งเมื่อคุณบันทึกภาพ
กลางแจง้ และตอ้ งการบันทึกเสียงรอบข้างที่มคี วามผดิ เพีย้ นต่ำตัวอย่าง เชน่ คณุ กำลงั ถ่ายทำที่
ชายหาด และคุณต้องการบันทึกเสียงคลื่น แต่ไม่จำเป็นต้องให้ลมพัดมาทางเสียงหรือเอาชนะ
เสียงของนักแสดง ในกรณีน้คี ณุ จะต้องมีหน้าจอไมค์ที่เพิ่มเข้าไปในไมคบ์ ูม (Adorama Camera,
2019)
Microphone Windscreens มี 3 ประเภทพืน้ ฐาน
1.Windjammers
ภาพที่ 5.109 Windjammers
ภาพจาก : https://www.adorama.com/alc/microphone-windscreens-vs-pop-filters-whats-the-difference/
ผา้ คลุมขนสตั วส์ ังเคราะห์ เรียกอีกอยา่ งว่า “แมวตาย” “ขนแมว” “ทีป่ ิดลม” เคร่ืองส่ง
สัญญาณกันลมหรือเครื่องดักลม ถูกสวมเพื่อปกปิดปืนลูกซองและไมโครโฟนคอนเดนเซอร์
เมือ่ บนั ทึกลางแจง้
2. โฟม
ภาพที่ 5.110 โฟม
ภาพจาก :
https://www.dpamicrophones.com/accessories/foam-windscreen-for-pencil-
microphone-19-length-72-mm
402
นอกจากนี้ยังมีบังลมที่มาในรูปแบบของโฟม โดยทั่วไปทำจากโพลียูรีเทนความ
หนาแนน่ ของกระจกบงั ลมโฟมเป็นตวั กำหนดประสทิ ธิภาพในการปิดก้ันลม
3. Baskets / Blimps
ภาพที่ 5.111 Baskets / Blimps
จาก : https://rycote.com/microphone-windshield-shock-mount/modular-windshield-kit/
Baskets หรอื blimps ซึ่งโดยพืน้ ฐานแล้วทำจากวัสดุตาข่ายที่มีชั้นโฟมด้านในบาง ๆ ซึ่ง
ครอบคลุมไมโครโฟนทั้งหมดเหมอื นยาเมด็ แตม่ ชี ่องเปิดโลง่ ระหว่างไมโครโฟนและไมโครโฟน
4. Pop Filters
ภาพที่ 5.112 Pop Filters
ภาพจาก : https://www.adorama.com/alc/microphone-windscreens-vs-pop-filters-whats-
the-difference/
403
Pop filter ที่บางคนเรียกว่า Pop shield หรือ Pop screen เป็นอุปกรณ์พื้นฐานใช้กับงาน
บันทึกเสียงในห้องอัดช่วยป้องกันการเกิดเสียง Popping sound ซึ่งเป็นเสียงรบกวนที่เกิดจาก
การที่นักร้องหรือนักพากย์ออกเสียงคำกลุ่ม Plosive หรือเรียกง่ายๆ ว่าประโยคที่ขึ้นต้นด้วย
P และ B หรอื กลมุ่ เสียง พ ผ บ ในภาษาไทยมากเกินไปจนเกิดลมปะทะ ที่เรยี กวา่ เสียง Popping
noise ในงานบันทึกเสียงในห้องอัดนั้นเสียงดังกล่าวจะรบกวนการฟังเนื้อหาของผู้ฟั ง
ค่อนข้างมาก ถ้าเกิดเสียงนีบ้ ่อยๆลักษณะเสียง Popping นั้นจะมีโทนเสียงทุ้มเหมือนลมปะทะที่
เร็วและมีระดับความดังมากจนกลบเนื้อเสียงพูด อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เสียง Popping นั้นดัง
กว่าเสียงพากยป์ กติ คือ ลกั ษณะของระบบการทำงานของ Microphone ที่มี Polar pattern แบบ
directional กับ unidirectional (หรอื ทีเ่ รารู้จักกันในช่ือ Cardioid) เมือ่ เจอกบั เสียงลมเข้ามาปะทะ
ตัวไมโครโฟน จะทำให้เกิดการเพิ่มความดังของเสียงในความถี่ต่ำขึ้นไปอีก ปรากฎการณ์นี้
เรียกว่า Proximity effect ปรากฎการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ง่ายกับไมค์ประเภท Condenser ที่
มีความไวต่อเสียงมากกว่าไมค์แบบ Dynamic การทำงานของ Pop Filter นั้นจะเป็นการลดทอน
พลังงานของเสียงลมเจ้าปัญหานี้ลง โดยที่การออกเสียงพยัญชนะเสียงอื่นๆไม่ถูกลดทอนไป
ด้วย ซึ่งการใช้งาน Pop Filter โดยติดตั้งไว้กับขาไมค์ และปรับให้ Pop Filter อยู่ระหว่างคน
อัดเสียง กับไมค์โครโฟนเทา่ น้ัน (ProSCHOOL, 2020)
ภาพที่ 5.113 Pop filter
ภาพจาก : http://winneraudiopro.blogspot.com/2013/09/pop-filter.html
404
Pop Filter ได้รับการออกแบบมาเพื่อลดทอนพลังงานของ plosive ซึ่งมิฉะนั้นอาจเกิน
ความจุอินพุตที่ออกแบบของไมโครโฟนซึ่งนำไปสู่การตัด ผลที่ตามมาของพลังงานเสียงที่แยก
ออกจากกันของ plosive จะถูกดกั จับและแตกออกโดยเกลียวของวสั ดกุ รองกอ่ นที่มันจะกระทบ
และทำให้ไดอะแฟรมที่ละเอียดอ่อนของไมโครโฟนบิดเบี้ยวชั่วขณะ Pop Filter จะไม่ส่งผล
กระทบต่อเสียงฟู่หรือเสียงพี่น้องซึ่งใช้การลดความเรียง นอกจากนี้ตัว Pop Filter ยังสามารถ
ป้องกันการสะสมของน้ำลายในองค์ประกอบไมโครโฟน เกลือในน้ำลายของมนุษย์มีฤทธิ์กัด
กร่อนดังนั้นการใช้ตัว Pop Filter อาจช่วยยืดอายุการใช้งานของไมโครโฟนได้ตัว Pop Filter
แตกต่างจากกระจกบังลมไมโครโฟน โดยทั่วไป Pop Filter มักใช้ในสภาพแวดล้อมแบบสตูดิโอ
ในขณะที่กระจกบังลมมักใช้กลางแจ้ง นักร้องนำกระจกบังลมใช้บนเวทีเพื่อลดอาการไม่พึง
ประสงค์และน้ำลายแม้วา่ อาจจะไม่โปร่งใสเทา่ ตัวกรองปอ๊ ปสตดู ิโอ (Wikipedia, 2020)
การเลือกไมโครโฟนเพือ่ การใช้งาน
ในการเลือกไมโครโฟนเพื่อการใช้งาน นั้นจะต้องมีวิธีดูไมโครโฟนก่อนการเลือกซื้อ
และเลือกใช้งานไมโครโฟนนั้น เพราะจะสามารถบอกให้เราได้รบั รู้ถึงคุณลกั ษณะ และอุปนิสัย
ของไมโครโฟนรุ่นน้ันได้เปน็ อย่างดี เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกใช้งาน ที่ถูกต้องและเหมาะสม
กับลกั ษณะของงานดงั น้ี
1. Type บอกใหท้ ราบถึง ชนิดของไมโครโฟนรุ่นนี้ ว่าเปน็ ไมโครโฟน
ชนิดไดนามิก (Dynamic Microphone)
2. Frequency Response บอกให้ทราบถึง ความสามารถในการ
ตอบสนองย่านความถีเ่ สียงของไมโครโฟนรุ่นนี้ ว่าสามารถตอบสนองย่านความถี่เสียงอยู่ที่ 50
Hz ถึง 15,000 Hz น่ันเอง
3. Polar Pattern บอกให้ทราบถึง รูปแบบการรับเสียงของไมโครโฟน
รนุ่ น้ี วา่ มีรูปแบบในการรบั เสียงใน แบบคารด์ อิ อย (cardioid)
4. Sensitivity บอกให้ทราบถึง ค่าความไวในการรับเสียงของ
ไมโครโฟนรุ่นนี้ ว่ามีความไวในการรับเสียงอยู่ที่ -54.5 dBV/Pa (1.85 mV) 1 Pa = 94 dB SPL
(ทดสอบจากระยะหา่ งจากไมโครโฟนที่ระยะ 1 น้วิ )
5. Impedance บอกให้ทราบถึง ค่าความต้านทานของไมโครโฟนรุ่นนี้
ว่ามีค่าความต้านทาน ที่กำหนดได้อยู่ที่ 150Ω (300Ωตามจริง) และเหมาะกับการใช้งานกับ
ไมโครโฟนอินพุท ทีม่ คี ่าอมิ พีแด๊นซ์ ที่ต่ำ (Low Impedance)
6. Polarity บอกใหท้ ราบถึง แรงดันของกระแสไฟฟ้าของไมโครโฟนรุ่น
นี้ ว่ามีแรงดนั กระแสไฟฟ้าบวก ทีข่ ว้ั ขาที่ 2 และขวั้ ขาที่ 3 ของขั้วต่อสาย (Connector)
405
7. Case บอกให้ทราบถึง คุณลักษณะของอุปกรณ์ของตัวไมโครโฟน
รนุ่ น้ี วา่ โครงสร้างตัวไมค์ขึน้ รูปด้วยโลหะเหล็กหลอ่ เคลือบเงนิ สีเทาเข้ม และ หัวไมค์มีลักษณะ
เป็นตาข่าย ตะแกรงเหลก็ ทรงกลม
8. Connector บอกให้ทราบถึง ลักษณะขั้วต่อสายของไมโครโฟนรุ่นนี้
วา่ ใชข้ ั้วต่อสายในแบบมอื อาชีพ (ด้านระบบเสียง) นั่นคือ ชนิด XLR – Male ในแบบ 3 ขา
9. Net Weight บอกใหท้ ราบถึง น้ำหนกั โดยรวมของตวั ไมโครโฟนรุ่นนี้
วา่ มีนำ้ หนกั อยทู่ ี่ 298 กรมั
10. Dimension บอกใหท้ ราบถึง ขนาดของไมโครโฟนรุ่นนี้ วา่ มีขนาด
ความยาวอยู่ที่ 162 มิลลเิ มตร (6-3/8 น้ิว) และ ความกว้างอยูท่ ี่ 51 มิลลิเมตร (2 นวิ้ )
11. ความสามารถในการรับเสียงดังสูงสุด (Maximum SPL) เป็นข้อมูล
ที่ใช้บ่งบอกว่า ไมโครโฟนตัวนี้สามารถรับความดังของเสียงได้มากน้อยแค่ไหน (โดยที่ยังคง
คุณภาพของเสียงเอาไว้ได้) ยกตัวอย่าง เช่น 117dB at 0.5%THD หมายความว่า ไมโครโฟนตวั
นีส้ ามารถรบั เสียงที่มคี วามดงั ได้ถึง 117 dB และทีค่ วามดงั 117 dB นี้ จะมี THD (Total Harmonic
Distortion) อยูท่ ี่ 0.5 %
THD หรือ Total Harmonic Distortion หมายถึง ค่าความผิดเพี้ยนของ
ฮาร์โมนิกทั้งหมด ซึ่งคำนวณได้จากอัตราส่วนระหว่างพลังงาน ของ harmonic components
ทั้งหมด กับ พลังงาน ของ Fundamental Frequency ซึ่งผลที่ได้จะอยู่ในรูปของร้อยละ (%)
โดยคา่ ยิ่งนอ้ ยยิ่งดีโดยทว่ั ไปแล้ว 1% THD ถือ ว่ายอมรับได้ เพราะวา่ หขู องมนษุ ยน์ ั้นไม่สามารถ
ตรวจจบั ความผิดเพี้ยนในระดบั นีไ้ ด้ แต่ผผู้ ลติ ไมโครโฟนหลายบริษัท มักนิยมใช้ค่า 0.5% THD
แทนเพื่อบ่งบอกถึงประสิทธิภาพของไมโครโฟนที่ดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น 140 dB at 0.5% THD
เปน็ ต้น
12. ปริมาณเสียงรบกวน (Noise: Self-Noise) โดยท่วั ไปแล้ว ไมโครโฟน
จะมี noise เกิดขึ้นในตัวของมันเองเป็นเรื่องปกติ และคอนเดนเซอร์ไมโครโฟนมักจะมี noise
มากกว่า ไดนามิกไมโครโฟน(ซึ่งเป็นผลมาจากอปุ กรณ์ที่ตอ้ งการไฟเลยี้ ง นน่ั จงึ ทำให้เราไม่ค่อย
พบข้อมูลนี้ในคู่มือของไมโครโฟนแบบไดนามิก นอกจากนี้ ไมโครโฟนแบบ large diaphragm
ก็มักจะมีค่า self-noise ที่น้อยกว่าแบบ small diaphragm (ซึ่งเป็นไปตามกฏของ Browniam
Movements (Dr. Robert Brown 1827 ได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการสั่นสะเทือนของอนุภาค
โมเลกุลของของไหลจำพวกน้ำและอากาศ) เสียงรบกวน Noise ที่เกิดขึน้ ในตัวเองน้ี จะส่งผลต่อ
คุณภาพของสญั ญาณมากหรอื น้อยน้ันขนึ้ อยู่กับ ความดงั (หรอื ความแรง) ของเสียงที่เรากำลัง
บันทึก หากแหล่งกำเนิดเสียงมีความดังมากพอที่จะกลบ noise ได้ ก็ไม่ทำให้เกิดปัญหาแต่
406
อย่างใด แต่หากกำลังบันทึกเสียงที่ไม่ดังมากนัก ก็อาจทำให้ได้ยินเสียง noise ปนอยู่ใน output
signal ของไมโครโฟนด้วยก็ได้นอกจากระดับความดังของแหล่งกำเนิดเสียงแล้ว microphone’s
sensitivity ก็มีความสัมพันธ์กันกับ self-noise เพราะโดยทั่วไปแล้ว output signal ที่ออกจาก
ไมโครโฟนนั้น จะถูกขยายระดับของสัญญาณด้วย microphone preamplifier อีกที ดังนั้นหาก
ไมโครโฟนมี output signal ทีแ่ รงอยูแ่ ล้ว (high sensitivity) กท็ ำให้ไม่ต้องขยายสัญญาณมากนัก
ซึง่ ก็จะทำให้ไมต่ อ้ งขยาย noise มากตามไปด้วย (เพราะ output signal นั้นจะมี noise รวมอยู่ใน
น้ันดว้ ยเสมอ) แตใ่ นทางตรงกนั ข้าม หากไมโครโฟนมี sensitivity ที่นอ้ ย กจ็ ะให้ต้องขยายระดับ
สัญญาณมากขึ้น ซึ่งก็จะทำให้ noise ดังขึ้นตามมานั่นเอง Self-Noise เป็นค่าที่บอกว่า
Microphone ตัวนั้นๆสร้างสัญญาณรบกวนหรือ Noise มากน้อยแคไ่ หน Microphone ที่ดีจะต้อง
มี Self-Noise ตำ่
ก่อนการเลือกใช้งาน ก่อนการตัดสินใจ เลือกซื้อ และเลือกใช้งาน
หลักๆ อาจต้องดูที่ชนิดของไมโครโฟน เลือกรูปแบบการรับเสียง ดูค่าความไวของไมโครโฟน
และ ความสามารถในการตอบสนองย่านความถี่เสียงของตัวไมโครโฟน เป็นต้น เพื่อให้
เหมาะสมกับลักษณะของการใช้งานให้ได้มากทีส่ ุด
การใช้งาน และการรักษาไมโครโฟน
ปกติไมโครโฟนจะมีหลายราคาตามคุณภาพ มีราคาถูก ๆ จนถึงหลักหมื่นบาท
โดยแตกต่างกัน ที่คุณภาพการตอบสนองความถี่เสียง และความไวในการรับนอกจากนั้นการ
เลือกใช้ก็ยัง พิจารณากันที่ขนาดความเหมาะสมและวัสดุที่ใช้ทา ด้วย เช่นในงานบรรยาย
ที่ต้องการความคล่องตัวอาจใช้ไมโครโฟนแบบไร้สาย หรือไมโครโฟนที่มีน้ำหนักเบางานแสดง
สดบนเวที และงานบันทึกเสียง อาจต้องการไมโครโฟนที่มีคุณภาพเสียงที่ดี แต่หากใช้ในงาน
สนามที่ไม่ต้องการ คุณภาพเสียงมากเท่าไร เราก็สามารถเลือกใช้ไมโครโฟนราคาถูกได้
นอกจากนี้ในกรณีของ ไมโครโฟนแบบไดนามิกยังพิจารณาถึงขนาดอิมพีแดนซ์ของไมโครโฟน
ด้วยถ้าใช้สายต่อยาวมากๆ ควรใช้ไมโครโฟนที่มีอิมพีแดนซ์ต่ำ เพราะสามารถลดสัญญาณ
รบกวนได้ดีกว่าไมโครโฟนอิมพีแดนซ์สูง และถ้าเป็นไมโครโฟนที่มีคุณภาพเรายังพิจารณาถึง
รูปแบบการรับคลื่นเสียงจากข้อมูลรายละเอียดคุณสมบัติต่าง ๆ ซึ่งในการใช้งานไมโครโฟน มี
ดังน้ี
407
สว่ นประกอบของไมโครโฟนแบบไรส้ าย
ภาพที่ 5.114 ส่วนประกอบของไมโครโฟนแบบไร้สาย
ภาพจาก : www.sci.src.ku.ac.th › ed-tech › manual › Microphone
1. ไฟ LED สีเขียวจะติดสว่างข้ึนเม่อื ความจุ แบตเตอรี่เพียงพอแต่ถ้า
ความจุแบตเตอรีต่ ่ำลง ไฟ LED สีเขียวเริม่ สลวั ในขณะที่ ไฟ LED สีแดง ตดิ สวา่ งข้ึน
2. ไมโครโฟนจะไม่ส่งสญั ญาณ หากต้ังค่า ช่องสญั ญาณเปน็ ชอ่ งว่าง
ในกรณีน้ี LED สีแดง และLEDสีเขียวจะติดสลบั กนั
3. สวิตชส์ ำหรบั เลือกช่องสัญญาน
การใสแ่ บตเตอร่ี
ภาพที่ 5.115 การใส่แบตเตอรี่
ภาพจาก : www.sci.src.ku.ac.th › ed-tech › manual › Microphone
408
1. ปิดสวิตช์ไฟ
2. จับตัวไมโครโฟนและหมุนไมโครโฟนทวนเข็มนาฬกิ าเพือ่ ดึงออก
3. ใส่แบตเตอรี่ AA ตาม (+) และ (-)
4. ใสท่ ีจ่ ับไมโครโฟนโดยเลื่อนและหมนุ ตามเข็มนาฬิกา
วิธีการชารจ์ แบตเตอร่ี
ภาพที่ 5.116 – 5.117 วิธีการชาร์จแบตเตอรี่
ภาพจาก : www.sci.src.ku.ac.th › ed-tech › manual › Microphone
1. ตง้ั สวิตช์ไฟของไมโครโฟนไร้สายไว้ทีต่ ำแหนง่ OFF
2. ใส่แบตเตอรีแ่ บบชารจไ์ ฟได้ทีไ่ มโครโฟนไร้สาย
3. ใสไ่ มโครโฟนไร้สายลงในแท่นชารจ์ ไฟแสดงสถานะการชารจ์ จะ
สว่างเปินสแี ดงแสดงว่ากำลังชารจอ์ ยู่ การชาร์จจะเสร็จสิน้ ภายในเวลาประมาณ 3 ชัว่ โมงและ
ไฟแสดงสถานะสวา่ งเป็นสีเขียวแสดงวา่ ชาร์จเต็มแล้ว
ระยะเวลาในการชารจ์
กรุณาชาร์จอุปกรณ์ทันทีที่ไฟ LED สีเขียวดับลง และไฟสีแดงสว่างขึ้น ขณะใช้
งาน [หลักเกณฑ์เกี่ยวกับเวลาในการใช้งานแบตเตอรีแบบชารจ์ไฟได้] เวลาใช้งานต่อเนื่อง :
ประมาณ 13 ช่ัวโมง
409
การตั้งค่าชอ่ งสัญญาณ
ภาพที่ 5.118 การต้ังคา่ ชอ่ งสญั ญาณ
ภาพจาก : www.sci.src.ku.ac.th › ed-tech › manual › Microphone
1. ปิดสวิตชเ์ ครื่อง หมนุ ที่จบั ไมโครโฟนทวนเข็มนาฬกิ าเพื่อดึงออก
2. ใช้ไขควงที่ให้มาแล้วตั้งค่าช่องสัญญาณเปลี่ยนตัวชี้ไปยังหมายเลขช่องที่
ต้องการ
3. ใส่ที่จับไมโครโฟน ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าตั้งช่องสัญญาณไมโครโฟนไร้
สายตรงกบั ตัวรับสญั ญาณถ้าตงั้ ไมต่ รง ไมโครโฟนจะไม่สามารถใช้งานได้
สว่ นประกอบของไมโครโฟนแบบมีสาย
ภาพที่ 5.119 ส่วนประกอบของไมโครโฟนแบบมีสาย
410
ภาพจาก : เอกสารประกอบรายวิชา INNOVATION AND EDUCATIONAL TECHNOLOGY AND INFORMATION
สาขาวิชา เทคโนโลยแี ละสื่อสารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั
วิธีการใชง้ านไมโครโฟนแบบมีสาย อย่างถูกวิธี
1. ตอ่ หัว XLR หรอื หวั CANNON เข้ากับตัวไมโครโฟน
2. เสียบสายไมโครโฟน โดยนำหัว PHONE ตอ่ เข้ากับชอ่ งเสียบ
สาย MIC ของเครื่องขยายสญั ญาณ
3. เปิดสวิตซ์เลือ่ นขึน้ ไปที่เปิด (ON)
4. ปรับระดับความดังของไมโครโฟนที่ปุ่มควบคุมระดับเสียง
ไมโครโฟนที่เครื่องขยายสัญญาณ
5. ใช้เลบ็ ขดู ที่สว่ นหวั ของไมโครโฟนเบาๆ เพื่อทดสอบเสียง
6. หลังจากเลิกใช้งาน เลื่อนสวิตซ์ลงมาที่ปุ่มปิด (OFF) และ
ปรบั ลดปุ่มควบคุมระดบั เสียงของไมโครโฟน ของเครือ่ งขยายสัญญาณมาที่ระดบั 0
7. ถอดหัว XLR หรือ หัว CANNON ออกจากตัวไมโครโฟน
และม้วนสาย
การดแู ลรักษาไมโครโฟนทถ่ี ูกต้อง
1. ควรพูดห่างจากไมโครโฟนประมาณ 4 - 12 นวิ้ เพือ่ ลดการ
เกิดเสียง "ฮัม" และเสียงลมหายใจ
2. อย่าเคาะหรอื เป่าไมโครโฟนเพราะอาจทำให้ขดลวด
ไมโครโฟนขาดหรอื ชำรุดได้
3. อย่าหันส่วนหน้าของไมโครโฟนเข้าหาลำโพงหรอื อยู่ใกล้
ลำโพงเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดเสียงหวดี ีหรือเสียงหอนได้
4. หากใช้งานนอกสถานทีค่ วรสวมอุปกรณ์ป้องกันเสียง
รบกวน เช่น ฟองนำ้ หมุ้ ส่วนหัวของไมโครโฟน
5. ไมโครโฟนชนิดใช้แบตเตอรี่ เมื่อใช้งานเสร็จตอ้ งถอด
แบตเตอรี่ออกทุกครั้ง
6. ระวังอยา่ ใหต้ กหลน่ จากทีส่ งู หรอื ถกู น้ำ
7. อยา่ วางสายไมโครโฟนใกล้กบั สายไฟฟ้าเพราะเกิดเสียง
รบกวนจากความถีไ่ ฟฟ้าได้ไมโครโฟนเก็บให้เรียบร้อย ห้ามไมใ่ หส้ ายไมโครโฟนบิดงอ
411
ตัวรับสญั ญาณของไมโครโฟนแบบไรส้ าย
สว่ นประกอบของตัวรบั สญั ญาณไมโครโฟนแบบไร้สาย (ด้านหน้า)
ภาพที่ 5.120 สว่ นประกอบของตัวรบั สัญญาณไมโครโฟนแบบไร้สาย (ด้านหนา้ )
ภาพจาก : www.sci.src.ku.ac.th › ed-tech › manual › Microphone
1. สวิตช์เปิด/ปิด
2. ไฟแสดงสถานะเพาเวอร์
3. ปมุ่ ควบคุมระดับเสียงไมโครโฟน
4. สกรยู ึดแผงด้านหน้า
5. แผงดา้ นหน้า
6. แสดงสถานะการรับสญั ญาณ
7. แสดงเมอ่ื รับสัญญาณผิดเพี้ยน
8. สวติ ชเ์ ลือกช่องสญั ญาณ
ส่วนประกอบของตัวรับสญั ญาณไมโครโฟนแบบไร้สาย (ด้านหลัง)
ภาพที่ 5.121 สว่ นประกอบของตัวรับสัญญาณไมโครโฟนแบบไร้สาย (ด้านหลัง)
ภาพจาก : www.sci.src.ku.ac.th › ed-tech › manual › Microphone
9. ขว้ั ตอ่ เสาอากาศ B (เข้า)
10. ขั้วต่อสายไฟเข้า
11. ทีย่ ึดสายเคเบิล
12. Solo output 2 ขวั้
13. Mix/solo output 1ขั้ว
14. สวติ ช์เลือกสัญญาณออก
412
15. Mix/solo output 1 ขว้ั
16. ขั้วเลื่อนอนิ พุต
17. ขั้วตอ่ สญั ญาณออก
18.ข้ัวต่อเสาอากาศ A (เข้า)
การใช้งานตัวรบั สัญญาณของไมโครโฟนแบบไรส้ าย
ภาพที่ 5.122 การใช้งานตัวรับสัญญาณของไมโครโฟนแบบไร้สาย
ภาพจาก : www.sci.src.ku.ac.th › ed-tech › manual › Microphone
1. เปิดสวิตชเ์ คร่อื ง
2. ต้ังสวิตชเ์ ลือกชอ่ งทางไปยงั หมายเลขช่องทีก่ ำหนดไว้ล่วงหนา้ โดย
ใช้ไขควงทีใ่ ห้มาด้วย
3. เปิดใช้งานไมโครโฟนไร้สาย
4. ปรบั ระดับเสียงไมโครโฟนไร้สายให้อยู่ในระดบั ทีเ่ หมาะสม
สว่ นประกอบตัวรบั สัญญาณของไมโครโฟนแบบมีสาย
ภาพที่ 5.123 ส่วนประกอบตวั รบั สญั ญาณของไมโครโฟนแบบมีสาย
ภาพจาก : เอกสารประกอบรายวชิ า INNOVATION AND EDUCATIONAL TECHNOLOGY AND INFORMATION
สาขาวชิ าเทคโนโลยแี ละสื่อสารการศึกษาคณะครศุ าสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย
413
วิธีการใช้งานตวั รบั สัญญาณของไมโครโฟนแบบมีสายอยา่ งถกู วิธี
1. ตรวจเช็คปมุ่ เปิด-ปิดของเครื่องขยายสญั ญาณว่าอยู่ในตำแหน่ง ปิด
(OFF) และปุม่ ควบคุมระดบั เสียงของเครือ่ ง ขยายสัญญาณอย่ใู นระดบั 0
2. เสียบสายไฟ AC เข้ากบั ปลก๊ั ไฟ
3. เปิดสวิตซ์ปุม่ เปิด (ON) ทีเ่ คร่ืองขยายสญั ญาณ
4. ใช้งานแผงควบคมุ และปรับฟังกช์ ันตามตอ้ งการ เช่น ตอ่ หวั PHONE
ของไมโครโฟนเข้ากับช่องเสียบสาย MIC และ ปรบั เพิ่ม-ลดระดับเสียงทีป่ มุ่ MIC VOLUME
5. สามารถปรบั เพิ่มระดับเสียงโดยหมุนปุ่มไปทางขวามอื และปรบั ลด
ระดบั เสียงโดยหมุนป่มุ ไปทางซ้ายมือของเครื่อง ขยายสัญญาณ
6. กรณีตอ้ งการตอ่ สายสญั ญาณตา่ งๆ เข้ากบั ชอ่ งเสียบสายสญั ญาณ
เช่น PHONE/AUDIO/MINI JACK/สายลำโพง ให้ ตอ่ ให้ตรงกับช่องเสียบ โดยสงั เกตจากสิง่
ตอ่ ไปนี้ ชื่อช่องเสียบ สขี องช่องให้ตรงกับสีของสายไฟ เปน็ ต้น
7. หลังจากเลิกใช้งาน ปรบั ปมุ่ ควบคมุ ระดับเสียงท้ังหมดมาทีร่ ะดับ 0
รวมทั้งปมุ่ ควบคมุ ระดบั เสียงของเครือ่ งขยาย สญั ญาณ ยกเว้นปมุ่ ปรบั ระดับเสียงทุ้ม/แหลม
8. ปิด (OFF) สวิตซ์ของเคร่ืองขยายสัญญาณ และถอดปลั๊กไฟ
การดูแลรักษาตัวรับสญั ญาณของไมโครโฟนทถ่ี ูกตอ้ ง
1. ก่อนการใชง้ านให้ตรวจสอบปมุ่ ควบคมุ ระดบั เสียงของเครื่องขยาย
สัญญาณ (Master Volume) ให้อยูใ่ นระดับ 0 เพือ่ ป้องกนั การกระชากสญั ญาณ
2. ห้ามวางเครือ่ งไว้ใกล้แหลง่ ทีม่ ีความชืน้ หรอื ใกล้น้ำ
3. การติดตั้งเครื่องควรให้มีระยะห่างด้านหลังและด้านบน 10 ซม.
และด้านข้าง 5 ซม. เป็นอยา่ งน้อย เพือ่ ระบาย ความรอ้ น
4. ควรวางเครอ่ื งขยายสัญญาณบนพื้นที่มผี วิ ราบและเรียบ
5. ไมค่ วรวางสิ่งของใดๆ ไว้บนเครอ่ื งขยายสญั ญาณ
การใช้งานไมโครโฟนสามารถแบ่งลักษณะการใช้งานได้ คือ การใช้งาน
โดยท่วั ๆ ไป กบั การใชง้ านเฉพาะอยา่ งดังน้ี
1. การใช้งานโดยทว่ั ไป
1.1 เลือกให้เหมาะสมกับลักษณะของการใช้และลักษณะของ
งาน
1.2 วางบนที่ม่ันคงแขง็ แรง ไม่สนั่ สะเทือน
414
1.3 เดินสายไมโครโฟนให้เรียบร้อยก่อนเปิดสวิตซ์ไมโครโฟน
และเครือ่ ง ขยายเสียง เมื่อตอ้ งการปิดสวิตซ์ไมโครโฟนควรลดระดับเสียงของเคร่ืองขยายเสียง
ก่อนเพื่อป้องกันเสียง “ตุ๊บ” จากการเปิด - ปิดสวิตซ์ และไม่ควรใช้สายไมโครโฟนยาวๆ ถ้า
เป็นไมโครโฟนแบบอิมพีแดนซ์สูง นอกจากนี้ จะต้องไม่วางสายไมโครโฟนทับหรือใกล้กับ
สายไฟธรรมดาเพราะอาจจะทำให้เกิดเสียงฮมั ได้
1.4 ระยะการพูดให้มีความห่างพอเหมาะกับความไวของ
ไมโครโฟนและไม่ ควรเปลี่ยนแปลงระยะการพูด เพราะจะทำให้ความดังของเสียงแตกต่างกัน
จนขาดความไพเราะ ถ้าเกิดปัญหา เสียงระเบิด (เสียงบูม) ควรขยับไมโครโฟนให้รับเสียง
ทางดา้ นข้าง
1.5 ปรับทิศทางการรับเสียงของไมโครโฟนให้ตรงทิศทางของ
แหล่งเสียง ถ้ามีเสียงรบกวนมาก เช่น เสียงลมควรใช้ฉากกันลม (Wind Screen) และระวังพัด
ลมอย่าให้เป่าถูกไมโครโฟน ขณะใช้งาน
1.6 อย่าให้ได้รับความกระทบกระเทือน เช่น เคาะ เป่า พ่น
หรือดีดไม่ได้ ทั้งสิ้น การทดสอบควรพูดจริงๆ และอย่าให้ตกหล่นเป็นอันขาด ถ้าเกิดตกหล่น
ต้องรีบทดสอบทนั ทีว่ายังใชง้ าน ได้หรอื ไม่
1.7 สายไมโครโฟน ถ้าเดินสายขวางทางเดินจะต้องซ่อนให้
มิดชิด หรือใช้ เทปกาวปิดเพื่อไม่ให้เกิดการสะดุดซึ่งอาจจะทำให้ไมโครโฟนหรือเครื่องขยาย
เสียงล้มหรอื หล่นได้
1.8 ถ้าไมม่ คี วามรอู้ ย่าร้ือหรอื ซ่อมเอง
1.9 อย่าให้เปียกน้ำหรอื ถกู ความรอ้ นจดั ๆ
1.10 เมื่อเราใช้งานควรปิดสวิตช์ไมโครโฟนทุกคร้ัง
1.11 เกบ็ ไมโครโฟนไว้ในกลอ่ งเก็บโดยเฉพาะ หรอื ถุงผา้ หนาๆ
1.12 ถ้าเป็นไมโครโฟนชนิดต้องใส่แบตเตอรี่ จะต้องใส่ให้ถูก
ขั้ว และเมื่อไม่ได้ใช้งาน นานๆ จะต้องถอดออก เพราะอาจจะทำให้น้ำยาเคมีไหลซึมทำให้
ไมโครโฟนชำรุดได้ และแบตเตอรีจ่ ะต้องไม่ หมดอายกุ ารใชง้ าน
1.13 สายนำสัญญาณ (สายไมโครโฟน) จะต้องใช้สายที่มี
คุณภาพ สายจะต้องแน่น ไม่หลวมและต้องมีสายชีลด์เพื่อป้องกันเสียงรบกวน จุดต่อจะต้อง
แน่นซึ่งควรทดสอบทุกครั้งโดยขยับสาย เล็กน้อยตรงบริเวณจุดต่อจากตัวไมโครโฟนและ
บริเวณใกล้ปล๊กั ทีเ่ สียบกับเครือ่ งขยายเสียง
415
1.14 ระวังในเรื่องเฟสของไมโครโฟน การต่อสายไมโครโฟน
จะต้องตรงกับในเครื่อง และจะต้องเหมือนกันทุกๆ ตัว มิฉะนั้นสัญญาณของไมโครโฟนแต่ละ
ตวั จะไปหกั ล้างกันเองในวงจรเครอ่ื งขยาย เสียง ซึ่งจะมีผลทำให้เสียงบางความถี่หายไปหรือไม่
ชัด เฟสของไมโครโฟนก็เหมือนกับเฟสของอุปกรณ์หรือ สัญญาณไฟฟ้าอืน่ ๆ ถ้าเฟสตรงกันจะ
เสริมกนั และไปด้วยกันได้แตถ่ ้าเฟสตรงกนั ข้ามจะเกิดหักล้างกัน
2. การใช้งานเฉพาะอย่าง ไมโครโฟนต่างประเทศการใช้งานอาจจะ
แตกต่างกนั กลา่ วคอื
2.1 ไมโครโฟนไมม่ สี ายหรอื ไมค์ลอย มอื ของผู้พูดจะต้องไม่จับ
สายอากาศหรือเสา อากาศ เพราะอาจจะทำให้ความถี่ของเครื่องส่งเปลี่ยนซึ่งจะมีผลต่อการ
รับเสียงของเคร่อื งรบั ไม่ชดั เจน
2.2 ไมโครโฟนแบบห้อยคอ ต้องไม่ลืมเปิดสวิตซ์ก่อนห้อยคอ
ไมโครโฟนแบบนี้ สำหรับห้อยคอเท่านั้น และควรระวังเสียงรบกวนที่เกิดจากการลากของสาย
หรือเครื่องประดับ เช่น สร้อยพระ แกว่งถูกกับไมโครโฟน ทางที่ดีควรถอดเครื่องประดับออก
กอ่ นใช้
2.3 ไมโครโฟนแบบยืนพูด จะต้องไม่ขยับไมโครโฟน บางคน
ลืมตัวขยับขาตั้งหรือ ปรับระดับอยู่ตลอดเวลาที่พูด จะทำให้เกิดเสียงรบกวนและคุณภาพของ
เสียงด้อยลงไป
2.4 ไมโครโฟนแบบตั้งโต๊ะ จะต้องไม่ขยับไมโครโฟนเลื่อนไป
มา (วิธีที่พอจะป้องกัน ได้บ้างคือใช้ผ้านุ่มๆ รองขาตั้ง) โดยทั่วไปแล้วเจ้าหน้าที่จะตั้งระยะไว้
อยา่ งพอเหมาะอยู่แล้ว
2.5 ไมโครโฟนสำหรับถือ จะต้องหยิบไมโครโฟนด้วยความ
นิ่มนวล เมื่อใช้งานเสร็จ ต้องวางเบาๆ ถ้าจะหยิบเดินไปไกลๆ ต้องพิจารณาดูสายว่ามีความ
ยาวพอหรือไม่ อย่าดึงแรง ถ้าใช้ไมโครโฟน แบบนี้สัมภาษณ์บุคคลจะต้องไม่ใช้วิธีสลัด
ไมโครโฟนเร็วๆ เพราะผู้ถูกสัมภาษณ์จะตกใจและเกรงว่าไมโครโฟนจะถูกหน้า ถ้าแยกกันมา
สัมภาษณ์ควรพยามให้ไมโครโฟนใกล้ผู้ถูกสัมภาษณ์ให้มากที่สุด ส่วนเสียงผู้สัมภาษณ์ อาจจะ
นำมาเพิม่ เติมภายหลงั ได้
2.6 ไมโครโฟนแบบไดนามิคจะต้องไม่วางไว้ใกล้ๆ
สนามแม่เหล็ก เช่น ลำโพง หม้อ แปลง หัวแร้ง ขดลวดเหนียวนำต่างๆ รวมทั้งเทปบันทึกเสียง
ด้วย
416
2.7 ไมโครโฟนแบบบมู ซึง่ ส่วนใหญ่การใชไ้ มโครโฟนแบบนี้จะ
ใช้ในหอ้ งสตูดิโอ (Studio) ซึ่งมีเจา้ หนา้ ที่คอยปรบั ใหอ้ ยแู่ ล้ว อย่างไรกต็ ามผู้พูดจะต้องระวังการ
เคลื่อนไหวตัว ไม่ควรจะเร็ว จนเกินไป เพราะเจ้าหน้าที่อาจจะปรับไมโครโฟนให้ไมท่ ันและเมื่อ
ลุกจากที่นงั่ จะต้องระวงั เพราะศรี ษะอาจจะชนกบั ไมโครโฟนได้
สรุปทา้ ยบท
ไมโครโฟนเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภาคสัญญาณเข้า (input signal) ซึ่งทำหน้าที่
เปลี่ยนคลื่นเสียงจากแหล่งกำเนิดเสียง เช่น เสียงคนพูด เสียงเพลง ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า
ความถี่เสียง เพื่อส่งต่อไปยังเครื่องขยายเสียง ซึ่งเป็นภาคขยายสัญญาณ ชิ้นส่วนสำคัญได้แก่
ไดอะแฟรม (diaphram) ซึ่งจะสั่นตามคลื่นเสียงที่มากระทบ การสั่นของไดอะแฟรม จะช่วย
เปลี่ยนคลื่นเสียง ซึ่งเป็นพลังงานเสียงให้เป็นพลังงานไฟฟ้าความถี่เสียงส่งไปยังภาคขยาย
สัญญาณต่อไป ซึ่งผู้สอนตควรมีความรู้ความเข้าใจในการเลือกใช้งานไมโครโฟนให้เหมาะสม
และถูกต้องเพื่อจะได้ใช้งานได้ในระยะเวลายาวนาน รวมไปถึงเลือกอุปกรณ์ที่ใช้กับไมโครโฟน
สาย ขั้วต่อ ปลั๊กแจ็ค และ หัวต่อ ที่ใชกับไมโครโฟน รวมไปถึงการนำสัญญาณเสียงจาก
เอาท์พุทของอุปกรณ์ เช่น คอมพิวเตอร์ Tablet Smartphone มาใช้เพื่อส่งสัญญาณไปยัง
ภาคขยายสญั ญาณตอ่ ไป
คำถามทา้ ยบท
1. ภาคนำสัญญาณเข้ามีหลกั การทำงานอย่างไร และมีวัสดุ อุปกรณอ์ ะไรบ้าง
2. หลกั การใชง้ านไมโครโฟนมีอะไรบ้าง จงอธิบาย
3. จงเลือกไมโครโฟนทีใ่ ชใ้ นห้องเรียน พร้อมอธิบายเหตุผลว่าทำไมถึงเลือกใช้ไมโครโฟน
ประเภทน้ัน
4. จงอธิบายสายและขั้วต่อไมโครโฟนทีใ่ ชก้ บั ไมโครโฟนทีเ่ ลือกในข้อที่ 3
5. จงอธิบายวิธีการรักษาไมโครโฟน
417
เอกสารอา้ งอิง
บริษทั พี.เอ.แอนด์เคส เซน็ เตอร์. (2559). มาทำความรู้จัก "ไมโครโฟน" กันดีกวา่ . [Online].
Available from : http://paandcasecenter.blogspot.com/2014/12/blog-post.html
โยธิน ฤทธิพงษช์ ูสิทธิ์. (2550). นานาปัญหากับงานออดิโอ. กรุงเทพฯ : วีล สแควร์.
สนั ติ ลยุ ราช. (2560). ไมโครโฟนไร้สาย ไมค์ลอย Wireless Microphone. [Online]. Available
from : http://mrssani555.blogspot.com/2017/08/wireless-microphone-wireless-
microphone.html
สมสิทธิ์ จิตรสถาพร. 2529. การใช้เครอ่ื งมเื ทคโนโลยีทางการศึกษา ตอนที่ 1
ระบบเครื่องฉาย. พิมพค์ ร้ังที่ 1 : คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
สงขลา
สมสิทธิ์ จิตรสถาพร. 2529. การใช้เคร่อื งมเื ทคโนโลยีทางการศึกษา ตอนที่ 2
ระบบเครื่องเสียง. พิมพค์ ร้ังที่ 1 : คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ
สงขลา
สมสิทธิ์ จิตรสถาพร. สายไมโครโฟนและข้ัวต่อ เอกสารประกอบการเรียน วิชา 423231
ปฏิบัติการการใชเ้ ครื่องมอื เทคโนโลยีการศกึ ษา : ภาควิชาเทคโนโลยีการศกึ ษา
มหาวิทยาลัยบรู พา. ม.ป.ป.
สมสิทธิ์ จิตรสถาพร. ส่ือบันทึกเสียง(audio recording media) เอกสารประกอบบรรยายวิชา
423231 ปฏิบัติการการใชเ้ ครื่องมอื เทคโนโลยีการศึกษา : ภาควิชาเทคโนโลยี
การศกึ ษา มหาวิทยาลัยบูรพา.ม.ป.ป.
สมั ภาษณ์. วิวฒั น์ชยั สขุ ทัพภ์. คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั , 10 มีนาคม 2554.
นรนิ ธน์ นนทมาลย์,(2553). เอกสารประกอบการสอน วิชา 2726207 เทคโนโลยีและ
สารสนเทศทางการศกึ ษา ภาควิชาเทคโนโลยีและส่อื สารการศึกษา
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดรณั ภพ เพียรจดั . (2557) เอกสารประกอบการสอน รายวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทาง
การศกึ ษา. คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
Adorama Camera. (2019). Microphone Windscreens vs. Pop Filters: What’s the
Difference?. [Online]. Available from : https://www.adorama.com/alc/microphone-
windscreens-vs-pop-filters-whats-the-difference/
418
Andy Pasquesi. (2017). How a Parabolic Microphone Works. [Online]. Available
from : https://sciencing.com/parabolic-microphone-works-5398652.html
Arthur Fox. (2021). How Do USB Microphones Work And How To Use Them. [Online].
Available from : https://mynewmicrophone.com/how-do-usb-microphones-work-
and-how-to-use-them/#What-Is-A-USB-Microphone?
Audiocity. (2012). ไมโครโฟน Microphone. [Online]. Available from :
https://www.audiocity2u.com/Knowledge-
%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%
B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B
9%84%E0%B8%9B-
%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%
84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B
9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87/%E0%B9%84%E0
%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%9F%
E0%B8%99-Microphone.html
Bradley. (2020). Different Types of Microphone Stands. [Online]. Available from :
https://www.musicalhow.com/microphone-stands-types/
CHATCHAI R. (2018). วา่ ด้วยเรอ่ื ง “Basic Microphone” ทีค่ ณุ ควรรู้… EP.1 เรียนรู้…ชนิดของ
ไมโครโฟน. [Online]. Available from : https://www.sounddd.shop/basic-
microphone-ep-1/ CHATCHAI R. (2019). สายสัญญาณ Balance และ Unbalance
และส่วนประกอบต่างๆของสายสญั ญาณ.
[Online]. Available from : https://www.sounddd.shop/balance-unbalance/
CHATCHAI R. (2020). รู้จัก…อปุ กรณป์ ระเภท สายสญั ญาณ และสายลำโพง. [Online].
Available from :
https://www.sounddd.shop/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0
%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%9B
%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97%E0%B8%
95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%86/
Inearbeat. (2020). มาทำความรู้จกั กับ สายสง่ สญั ญาณเสียง หรือสายเชื่อมต่อสัญญาณใน
รปู แบบต่างๆกนั
419
ดีกว่า. [Online]. Available from : https://www.inearbeat.com/single-
post/2015/03/05/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B
8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3-%E0%B8%88-
%E0%B8%81%E0%B8%81-%E0%B8%9A-
%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA-
%E0%B8%87%E0%B8%AA-
%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B9%80%E0%B8
%AA-%E0%B8%A2%E0%B8%87-%E0%B8%AB%E0%B8%A3-
%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8
%8A-%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%95-%E0%B8%AD%E0%B8%AA-
%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B9%83%E0%B8
%99%E0%B8%A3-
%E0%B8%9B%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%95-
%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%86%E0%B8%81-
%E0%B8%99%E0%B8%94-%E0%B8%81%E0%B8%A7-%E0%B8%B2
Go Travels. (2021). ทำอย่างไร: ความหมายและวตั ถุประสงคข์ องแจ็ค RCA – 2021. [Online].
Available from : https://th.go-travels.com/79168-rca-jack-definition-3134804-
3439103
Learning about Electronics. (2011). What are Unidirectional Microphones?. [Online].
Available from : http://www.learningaboutelectronics.com/Articles/What-are-
unidirectional-microphones
Learning about Electronics. (2011). What is a Shotgun Microphone?. [Online]. Available
from : http://www.learningaboutelectronics.com/Articles/What-is-a-shotgun-
microphone
Mixlgood. (2013). ประเภทของ Microphone. [Online]. Available from :
https://mixlgood.wordpress.com/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B
9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-
microphone/
Music Space. (2018). ชนิดของไมโครโฟนหอ้ งประชุม. [Online]. Available from :
https://www.เครือ่ งเสียงห้องประขุม.com/ไมค์ประชมุ
420
Musicrepo. (2020). What is a USB Microphone? How Does a USB Mic Work?. [Online].
Available from : https://www.musicrepo.com/what-is-a-usb-microphone/
NFON. (2021). Headset microphone. [Online]. Available from :
https://www.nfon.com/en/service/knowledge-base/knowledge-base-
detail/headset-microphone
ProSCHOOL. (2020). Pop Filter มีไว้ทำไม ทำไมต้องมี. [Online]. Available from :
https://proschoolacademy.com/WhatisPopFilter
Wikipedia. (2563). ไมโครโฟน. [Online]. Available from :
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%8
4%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%9F%E0%B8%99
Wikipedia. (2020). Pop filter. [Online]. Available from :
https://en.wikipedia.org/wiki/Pop_filter
Wildtronics. (2021). Parabolic Microphone. [Online]. Available from :
https://www.wildtronics.com/parabolicarticle.html#.YDeZd2gzbIU
แผนการสอนประจำบทท่ี 6
ภาคขยายสัญญาณ
หัวข้อเนือ้ หา
1. ความหมายของเคร่ืองขยายเสียง
2. ส่วนประกอบของเครือ่ งขยายเสียง
3. ประเภทของเครื่องขยายเสียง
4. ลักษณะของเครื่องขยายเสียง
5. จุดเด่นของแอมป์ทีด่ ี
6. ลักษณะของเครือ่ งขยายเสียงทีด่ ี
7. การเลือกเครอ่ื งขยายเสียงเพือ่ ใชง้ าน
8. การใช้งานเครือ่ งขยายเสียง
9. การบำรงุ รกั ษาเครือ่ งขยายเสียง
10. ข้อควรระวังในการใชเ้ ครื่องขยายเสียง
วตั ถปุ ระสงค์เชิงพฤติกรรม
หลงั จากจบการเรียนการสอนบทนีแ้ ล้ว นิสติ มคี วามสามารถดังนี้
1. นิสติ สามารถบอกความหมายของเครื่องขยายเสียง
2. นิสติ สามารถบอกส่วนประกอบของเครื่องขยายเสียง
3. นิสติ สามารถจำแนกประเภทของเครื่องขยายเสียง
4. นิสติ สามารถบอกลักษณะของเครื่องขยายเสียง
5. นิสติ สามารถบอกจุดเด่นของแอมปท์ ีด่ ี
6. นิสติ สามารถบอกลกั ษณะของเครื่องขยายเสียงทีด่ ี
7. นิสติ สามารถเลือกเครื่องขยายเสียงเพื่อใชง้ านได้เหมาะสม
8. นิสติ สามารถใช้งานเครือ่ งขยายเสียงได้อยา่ งเหมาะสม
9. นิสติ สามารถบอกการบำรุงรกั ษาเครือ่ งขยายเสียง
10. นิสติ สามารถข้อควรระวังในการใช้เครือ่ งขยายเสียง
422
กิจกรรมการเรยี นการสอน
ก่อนเขา้ ช้ันเรยี น
1. ให้ผู้เรยี นศึกษาวิดีโอการสอน เร่อื ง เครื่องเสียง ตอนที่ 3
2. ให้ผู้เรยี นทำแบบฝกึ หัดหลงั จากดูวิดีโอการสอน เรอ่ื ง เครือ่ งเสียง ตอนที่3
ในช้ันเรยี น
3. ผู้สอนบรรยายสรุปแบบมีปฏิสัมพันธ์ โดยระหว่างบรรยายใช้คำถาม
ระหว่างการบรรยายดงั น้ี
- ประเภทของเคร่อื งขยายเสียงมีอะไรบ้าง
- ความแตกต่างของเครือ่ งขยายเสียงแตล่ ะประเภทมีอะไรบ้าง
- ถ้าจะเลือกเครือ่ งขยายเสียงใช้ในหอ้ งเรียน จะเลือกใช้เครือ่ งเสียง
ประเภทประเภทไหม
- ถ้าจะเลือกเครื่องขยายเสียงใช้นอกหอ้ งเรียน จะเลือกใช้เครือ่ งเสียง
ประเภทประเภทไหม
4. ผู้สอนพูดคุยเกี่ยวกับ (1) ความแตกต่างของประเภทของเครื่องขยายเสียง
และยกตัวอย่างสถานการณ์ให้ผู้เรียนเลือกว่าจากสถานการณ์ผู้เรียนจะเลือกใช้ เครื่องขยาย
เสียงประเภทใด เพราะเหตใุ ด (2) การใช้งาน และการบำรงุ รักษาเครื่องขยายเสียง
5. ผสู้ อนใหผ้ เู้ รียนแสดงความคิดเห็นเกีย่ วกบั การเรียนในเน้ือหา
6. มอบหมายงานให้ผู้เรียน คือ (1) ให้ผู้เรียนเลือกเครื่องขยายเสียงจาก
สถานการณ์ที่ผู้สอนได้กำหนด เช่น การเลือกใช้เครื่องขยายเสียงในห้องเรียน หรือ การเลือก
เครือ่ งขยายเสียงเพื่อใช้งานเสียงตามสายในโรงเรียน พร้อมกบั ให้ผู้เรยี นบอกเหตุผลว่าทำไมถึง
เลือกเครื่องขยายเสียงประเภทน้ัน (2) ให้ผู้เรยี นบอกวิธีการใชแ้ ละรักษาเครือ่ งขยายเสียง อย่าง
น้อยคนละ 3 วิธีการ
7. นดั หมายวนั และเวลาสง่ งานกับผเู้ รียน
หลังจากชั้นเรยี น
8. มอบหมายใหผ้ เู้ รียนศกึ ษาวิดีโอการสอน เรอ่ื ง การใช้งานโสตทศั นปู กรณ์
ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2
9. มอบหมายใหผ้ เู้ รียนศึกษาเพิม่ เติมเรื่องการถ่ายทอดสด
423
สือ่ การเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอนบทที่ 6 เรือ่ ง ภาคขยายสญั ญาณ
2. วิดีโอการสอน เร่อื ง เครื่องเสียง ตอนที่ 3
3. แบบฝกึ หัดหลังจากดวู ิดีโอการสอน เร่อื ง เครือ่ งเสียง ตอนที่ 3
4. PowerPoint เรือ่ ง เครือ่ งเสียง ตอนที่ 3
5. ระบบการจัดการเรียนการสอน (https://lms.up.ac.th)
6. วิดีโอการสอน เรือ่ ง การใชง้ านโสตทศั นปู กรณ์ ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2
การวัดและประเมินผล
1. การทำแบบฝกึ หดั หลังจากดูวิดีโอการสอน เรื่อง เครื่องเสียง ตอนที่ 3
2. การร่วมอภิปรายและตอบคำถามในชน้ั เรียน
3. การสังเกตจากการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำถามระหว่างการบรรยายสรุป
แบบมีปฏิสัมพันธ์ ในข้อคำถามดังนี้ (1) องค์ประกอบของเครื่องเสียงมีอะไรบ้าง (2) ภาค
สัญญาณเข้า (input signal) คืออะไร (3) ไมโครโฟนทำหน้าที่อะไร (4) ไมโครโฟน มีกี่ประเภท
อะไรบ้าง (5) อปุ กรณ์ทีใ่ ชก้ ับไมโครโฟน มีอะไรบ้าง (6) หลักการใชไ้ มโครโฟน มีอะไรบ้าง
4. งานของผู้เรียนที่ได้ตอบคำถาม คือ (1) ให้ผู้เรียนเลือกเครื่องขยายเสียงจาก
สถานการณ์ที่ผู้สอนได้กำหนด เช่น การเลือกใช้เครื่องขยายเสียงในห้องเรียน หรือ การเลือก
เครื่องขยายเสียงเพื่อใช้งานเสียงตามสายในโรงเรียน พร้อมกบั ให้ผู้เรยี นบอกเหตุผลว่าทำไมถึง
เลือกเครื่องขยายเสียงประเภทนั้น (2) ให้ผู้เรียนบอกวิธีการใช้และรักษาเครื่องขยายเสียง
อยา่ งน้อยคนละ 3 วิธีการ
5. ความสนใจและความรับผดิ ชอบในการเรียน