324
กิจกรรมการเรยี นการสอน
ก่อนเข้าชั้นเรยี น
1. ให้ผู้เรยี นศึกษาวิดีโอการสอน เร่อื ง เครื่องเสียง ตอนที่ 2
2. ให้ผู้เรยี นทำแบบฝกึ หัดหลงั จากดูวิดีโอการสอน เรอ่ื ง เครื่องเสียง ตอนที่2
ในช้ันเรยี น
3. ผู้สอนบรรยายสรุปแบบมีปฏิสัมพันธ์ โดยระหว่างบรรยายใช้คำถาม
ระหว่างการบรรยายดังน้ี
- องคป์ ระกอบของเครือ่ งเสียงมอี ะไรบ้าง
- ภาคสัญญาณเข้า (input signal) คืออะไร
- ไมโครโฟนทำหนา้ ที่อะไร
- ไมโครโฟน มกี ีป่ ระเภท อะไรบ้าง
- อปุ กรณ์ทีใ่ ชก้ บั ไมโครโฟน มีอะไรบ้าง
- หลกั การใชไ้ มโครโฟน มีอะไรบ้าง
4. ผสู้ อนพดู คยุ เกี่ยวกบั (1) ความแตกต่างของ ไมโครโฟน แตล่ ะประเภท และ
ยกตัวอยา่ งสถานการณ์ให้ผู้เรียนเลือกว่าจากสถานการณผ์ ู้เรียนจะเลือกใช้ไมโครโฟนประเภท
ใด เพราะเหตใุ ด (2) การใช้งานไมโครโฟน วิธีการทดสอบเสียง การเกิดเสียงหอนหรอื เสียงหวีด
5. ผู้สอนใหผ้ เู้ รียนแสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกบั การเรียนในเนื้อหา
6. มอบหมายงานให้ผู้เรียน คือ (1) ให้ผู้เรียนเลือกไมโครโฟนจากสถานการณ์
ที่ผู้สอนได้กำหนด เช่น การเลือกใช้ไมโครโฟนในห้องเรียน ในการถ่ายวิดีโอ ในการสอน
ออนไลน์ หรือในการถ่ายทอดสด พร้อมกับให้ผู้เรียนบอกเหตุผลว่าทำไมถึงเลือกไมโครโฟน
ประเภทนั้น (2) ให้ผู้เรยี นบอกวิธีการใชแ้ ละรักษาไมโครโฟน อย่างน้อยคนละ 3 วิธีการ
7. นัดหมายวันและเวลาส่งงานกบั ผเู้ รียน
หลังจากช้ันเรยี น
8. มอบหมายใหผ้ เู้ รียนศกึ ษาวิดีโอการสอน เรอ่ื ง เครื่องเสียง ตอนที่ 3
9. มอบหมายให้ผู้เรียนศึกษาเพิ่มเติมในวิดีโอ เรื่อง เครื่องเสียง ทั้งหมด 3
ตอน บรรยายโดย อาจารย์วิวัฒนชัย สุขทัพภ์ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็น
วิดีโอที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ในวิทยานิพนธ์ เรื่อง ผลของการแทรกเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H ใน
325
วิดีโอบรรยายออนดีมานด์บนเว็บ 2.0 ทีม่ ตี ่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการ
แก้ปัญหาของนสิ ิตปริญญาตรี แบ่งออกเปน็
8.1 ตอน 4 ย่อย 1 ไมโครโฟน
8.2 ตอน 4 ยอ่ ย 2 ไมโครโฟน
8.3 ตอน 5 การใช้งานไมโครโฟน การเกบ็ รักษาไมโครโฟน
สื่อการเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอนบทที่ 5 เรื่อง ภาคนำสัญญาณเข้า
2. วิดีโอการสอน เร่อื ง เครือ่ งเสียง ตอนที่ 2
3. แบบฝกึ หัดหลงั จากดวู ิดีโอการสอน เรอ่ื ง เครื่องเสียง ตอนที่ 2
4. PowerPoint เรือ่ ง เครื่องเสียง ตอนที่ 2
5. ระบบการจัดการเรียนการสอน (https://lms.up.ac.th)
6. วิดีโอ เรื่อง เครื่องเสียง ทั้งหมด 3 ตอน บรรยายโดย อาจารย์วิวัฒนชัย สุขทัพภ์
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิดีโอที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ในวิทยานิพนธ์ เรื่อง ผล
ของการแทรกเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H ในวิดีโอบรรยายออนดีมานด์บนเว็บ 2.0 ที่มีต่อ
ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหาของนิสติ ปริญญาตรี แบง่ ออกเป็น
6.1 ตอน 4 ย่อย 1 ไมโครโฟน
6.2 ตอน 4 ย่อย 2 ไมโครโฟน
6.3 ตอน 5 การใช้งานไมโครโฟน การเกบ็ รกั ษาไมโครโฟน
การวัดและประเมินผล
1. การทำแบบฝกึ หดั หลงั จากดวู ิดีโอการสอน เรื่อง เครือ่ งเสียง ตอนที่ 2
2. การร่วมอภิปรายและตอบคำถามในชนั้ เรียน
3. การสังเกตจากการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำถามระหว่างการบรรยายสรุป
แบบมีปฏิสัมพันธ์ ในข้อคำถามดังนี้ (1) องค์ประกอบของเครื่องเสียงมีอะไรบ้าง (2) ภาค
สัญญาณเข้า (input signal) คืออะไร (3) ไมโครโฟนทำหน้าที่อะไร (4) ไมโครโฟน มีกี่ประเภท
อะไรบ้าง (5) อุปกรณท์ ีใ่ ชก้ บั ไมโครโฟน มีอะไรบ้าง (6) หลักการใชไ้ มโครโฟน มีอะไรบ้าง
4. งานของผู้เรียนที่ได้ตอบคำถาม (1) ให้ผู้เรียนเลือกไมโครโฟนจากสถานการณ์ที่
ผสู้ อนได้กำหนด เชน่ การเลือกใช้ไมโครโฟนในหอ้ งเรียน ในการถ่ายวิดีโอ ในการสอนออนไลน์
326
หรือในการถ่ายทอดสด พร้อมกับให้ผู้เรียนบอกเหตุผลว่าทำไมถึงเลือกไมโครโฟนประเภทนั้น
(2) ให้ผู้เรยี นบอกวิธีการใชแ้ ละรักษาไมโครโฟน อย่างน้อยคนละ 3 วิธีการ
5. ความสนใจและความรบั ผดิ ชอบในการเรียน
327
บทท่ี 5
ภาคนำสญั ญาณเขา้
เสียงที่คนเราโดยปกติมีความดังประมาณ 60 เดซิเบล เท่านั้น และเสียงก็ไม่สามารถ
ขยายใหด้ งั ข้ึนหรือเก็บรักษารูปคลืน่ ไว้ได้ แต่เครื่องขยายเสียงสามารถเปลี่ยนเป็นคลื่นไฟฟ้าได้
โดยการอาศัยทฤษฎีการเหนีย่ วนำของสนามแม่เหล็กผ่านขดลวด เครื่องเสียงจึงมีความสำคัญ
ในการเป็นสื่อกลางของการเพิ่มความดังของเสียง เช่น เสียงจากการบรรยาย การเรียนการ
สอน รวมถึงแหล่งกำเนิดเสียงต่างๆ ด้วย โดยหลักการทำงานของเครื่องเสียงนั้น จะมีการเพิ่ม
ความดังของเสียงให้สามารถได้ยินได้ฟังกันอย่างทั่วถึงจึงต้อง มีองค์ประกอบคือ ภาคนำ
สัญญาณเข้า ภาคขยายสัญญาณ และ ภาคส่งสัญญาณออก ในบทนี้จะอธิบายในส่วนภาคนำ
สัญญาณเข้า (Input signal)
ภาคนำสัญญาณเขา้ (Input signal)
เป็นภาคทีม่ กี ารเปลีย่ นคลืน่ เสียงธรรมชาติใหเ้ ป็นไฟฟ้าความถีเ่ สียง จากน้ันดำเนินการ
ส่งต่อไปยังภาคขยายสัญญาณ โดยที่ ภาคสัญญาณเข้า จะได้มาจากสัญญาณเอาท์พุทของ
อปุ กรณ์ กําเนิดเสียง เชน่ TUNER เครือ่ งเล่น CD/DVD MP3 เครื่องเล่นแผ่นเสียง คอมพิวเตอร์
Tablet Smartphone เป็นต้น หรือได้จากการรับเสียงโดยตรง ด้วยไมโครโฟน ซึ่งเป็นอุปกรณ์
ทําหน้าที่เปลี่ยนคลื่นเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า โดยอาศัยหลักการคลื่นเสียงทําให้แผ่น
ไดอะแฟรม สั่นสะเทือนตามสัญญาณ และ ไมโครโฟนจะทําหน้าที่เปลี่ยนการสั่นของแผ่น
ไดอะแฟรมให้เป็นสัญญาณ (พลงั งาน) ไฟฟ้าทีม่ ลี ักษณะตรงกบั เสียงที่ได้รับ เป็นต้น
ไมโครโฟน
ภาพที่ 5.1
ภาพจาก : https://www.freepik.com/
328
ไมโครโฟน (Microphone) หรือที่เรียกกันว่า “ไมค์” (อเมริกัน = Mike, อังกฤษ = Mic)
หรือ อินพุททรานสดิวเซอร์ (Input Transducer) ทำหน้าที่รับคลื่นเสียง (พลังงานเสียง หรือ
สัญญาณเสียง) เปลีย่ นให้เปน็ คลืน่ ไฟฟ้า (พลงั งานไฟฟ้า หรอื สัญญาณไฟฟ้า) เพื่อประมวลผล
ในเครื่องขยายเสียง หรืออุปกรณ์ผสมเสียงอื่น ๆ ไมโครโฟน จึงประกอบด้วยขดลวด และ
แม่เหล็กเป็นหลัก เมื่อเสียงกระทบตัวรับในไมโครโฟน จะทำให้ขดลวดสั่นสะเทือนตัดกับ
สนามแม่เหล็ก จงึ ทำให้เกิดสญั ญาณไฟฟ้า ซึง่ เป็นหลกั การทำงานตรงข้ามกบั ลำโพง โดยทั่วไป
ไมโครโฟนใช้รับเสียงพูดหรือเสียงร้องเพลง เพื่อป้อนเข้าสู่เครื่องขยายเสียงหรือที่เรียกว่าแอม
พลิไฟร์ (Amplifier) ขยายคลื่นไฟฟ้าให้แรงขึ้น จะมากหรือน้อย ก็แล้วแต่ประสิทธิภาพของ
เครื่องขยายเสียง) แล้วจึงป้อนสู่ลำโพง (Loud Speaker) ซึ่งลำโพงจะเปลี่ยนจากคลื่นไฟฟ้า
ความถี่เสียงให้กลับไปเป็นเสียงเช่นเดิม หรือเรียกว่า เอ้าท์พุททรานสดิวเซอร์ ( Output
Transducer)
ไมโครโฟนได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ต่างๆมากมาย ทั้งด้านการสื่อสาร การบันทึกเสียง
ระบบคาราโอเกะ เครื่องช่วยฟัง อุตสาหกรรมภาพยนตร์ การแสดงสดและการบันทึกเสียง
หรืองานของวิศวกรด้านเสียง (Audio Engineering) โทรโข่ง งานกระจายเสียงและแพร่ภาพทาง
วิทยุและโทรทัศน์ งานมัลติมีเดีย บนคอมพิวเตอร์ การรับคำสั่งเสียงในอุปกรณ์ต่างๆ การส่ง
สัญญาณเสียงบนสื่ออินเทอร์เน็ต (VoIP) หรืองานเสียงที่อยู่นอกเหนือการได้ยิน เช่น
การตรวจสอบด้วยอุลตร้าซาวด์ หรือ การตรวจจับการสั่นสะเทือน ซึ่งเสียงที่ดีย่อมมาจาก
ต้นแบบที่ดี แม้ว่าเครื่องไม้เครื่องมือที่วางระบบไว้ในงานเสียง จะดีหรือจะแพงเพียงไรแต่หาก
ต้นแบบไมด่ ีกไ็ ม่อาจจะทำให้เสียงที่ออกไปดีข้ึนมาได้ เชน่ เดียวกับพอ่ พันธุ์แม่พันธ์ุที่ดีย่อมให้ลูก
ที่มีคุณภาพดี ในส่วนของระบบสัญญาณเสียงก็เช่นกัน เพียงแต่เครื่องเสียงประกอบด้วยส่วน
ต่าง ๆ หลายส่วนเข้ามาประกอบกัน แต่จุดหนึ่งที่น่าพิจารณาคือต้นแบบ โดยการออกแบบ
ไมโครโฟนที่ดี จะต้องสามารถเปลี่ยนพลังเสียงได้ดี ตลอดย่านความถี่เสียง ซึ่งมีความจำกัด
มาก จงึ มเี ทคโนโลยีหลายอย่างเกิดขึ้นเพือ่ ใหไ้ ด้สญั ญาณสียง ทีด่ เี หมอื นต้นกำเนิดเสียง ดังนั้น
จึงมีไมโครโฟนหลายชนิดที่มีคุณลักษณะไม่เหมือนกัน (audio city, 2012 ; Wikipedia, 2563 ;
โยธิน ฤทธิพงษช์ ูสิทธิ์, 2550)
หลักการทำงานของไมโครโฟน
หลักการทำงานของไมโครโฟนอาศัยความกดดันของอากาศที่เกิดจากการแปลงเสียง
ออกมา ไปกดดันแผ่นรับเสียง (แผ่นสั่นสะเทือน ) ซึ่งเรามักจะเรียกกันว่า แผ่นไดอะแฟรม
(Diaphragm) ซึ่งการสั่น ของไดอะแฟรมจะทำให้เกิดคลื่นไฟฟ้า (พลังงานไฟฟ้า หรือ
สัญญาณไฟฟ้า) หรือที่เรียกว่า อิมพัลซ์ (Impluse) ทางไฟฟ้า ไดอะแฟรมจะสั่นสะเทือนตาม
329
ความถี่ของเสียง ดังนั้นคลื่นไฟฟ้าที่ได้จึงเป็นไปในรูปของเครื่องไฟฟ้า ความถี่เสียง โดย
อิมพีแดนซ์ (impedance) มีส่วนในการแยกลักษณะของ ไมค์ซึ่งจะใช้ตัว Z เป็นสัญลักษณ์
ไมโครโฟน จะมีอมิ พีแดนซ์ (impedance) อย่สู องลักษณะคือ high impedance (unbalance) และ
low impedance (balance) ซึง่ ไมค์ที่จดั เปน็ แบบ high z มีค่าที่ ohms เรียกวา่ อันบาลานซ์ไมค์
(unbalance mic) ส่วนไมค์ที่มีค่า low-z มีค่าอยู่ที่ ohms เรียกว่าบาลานซ์ไมค์ (balance mic)
(โยธิน ฤทธิพงษช์ สู ิทธิ์, 2550)
อิมพีแดนซ์ (Impedance) หมายถึงตัวเลขที่บอกค่าความต้านทานของไมโครโฟนที่เกิด
ขี้นขณะที่มีสัญญาณไฟฟ้าความถี่เสียง หรือกระแสสลับไหลผ่านมีหน่วยเป็นโอห์ม แบ่งเป็น
2 ชนิด คือ
1.1 อิมพีแดนซ์สูง หรือมีค่าความต้านทานสูง (High Impedance) จะมีค่าอยู่
ในช่วง 5 10 50 หรืออาจถึง 100 กิโลโอห์ม (KQ) จะให้กำลังของสัญญาณออกมาต่ำ (Low
Power Output) มีเสียงรบกวนได้ง่าย เช่นเสียงฮัม ยิ่งถ้าต่อสายยาว ๆ หรือเกินกว่า 25 ฟุต
ก็ยิ่งทำให้สูญเสียกำลังของสัญญาณมากขึ้น คุณภาพของเสียงจะลดลงด้วย ใช้ต่อร่วมกับ
เครือ่ งขยายเสียงโดยตอ่ ชอ่ งที่ช่อง High
1.2 อิมพีแดนซ์ต่ำหรือมีค่าความต้านทานต่ำ (Low Impedance) มีค่า
อิมพีแดนซ์อยู่ในช่วง 200 ถึง 600 โอห์มซึ่งมีคุณภาพดีให้กำลังของสัญญาณออกสูง (High
Power Output) ไม่มีเสียงรบกวนสามารถใช้กับสายยาว ๆ ได้แต่จะมีความไวในการรับเสียงต่ำ
ใช้ต่อรว่ มกบั เครือ่ งขยายเสียงที่ช่อง Low Impedance
ประเภทของไมโครโฟน
ไมโครโฟนมีอยู่หลายชนิด ลักษณะการใช้งานแตกต่างกันไปบ้างทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
การออกแบบไมโครโฟนโดยแบ่งตามลักษณะต่างๆ ได้ 5 ลักษณะ ดังนี้ (สมสิทธิ์ จิตรสถาพร,
2529)
1. แบ่งตามลกั ษณะโครงสร้างภายในและการทำงาน
1.1 ไมโครโฟนแบบคารบ์ อน (Carbon Microphone)
ภาพที่ 5.2 - 5.3 ไมโครโฟนแบบคาร์บอน
ภาพจาก : https://www.freepik.com, http://dataandnetwork.blogspot.com/2012/08/1.html
330
ไมค์คาร์บอน เป็นไมโครโฟนสมัยแรกแห่งวงการเครื่องเสียง ไมโครโฟนคาร์บอนได้รบั
การพัฒนาในยคุ 1870 โดย David Edward Hughes ชาวองั กฤษ เปน็ รปู แบบไมโครโฟนที่เชื่อถอื
ได้เป็นครั้งแรกและมีการใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นเวลาหลายปีก่อนที่จะถูกแทนทีด่ ้วยอุปกรณ์
ประเภทอื่น ๆ ที่ให้ประสิทธิภาพในระดับที่สูงขึ้น ไมโครโฟนคาร์บอนถูกสร้างขึ้นภายในหลอด
หรอื บรรจภุ ัณฑ์ ประกอบด้วยแผน่ โลหะสองแผ่น ที่มชี ั้นของคารบ์ อนขนาดเลก็ อยู่ระหว่าง แผ่น
โลหะแต่ละแผ่นเชื่อมต่อกับสายไฟที่เชื่อมต่อกับตัวรับสัญญาณเสียง ด้านบนของไมโครโฟน
มักจะถูกคลุมด้วยแผ่นโลหะ หรือพลาสติกที่มีรูอยู่ภายในซึ่งจะให้เสียง ในขณะเดียวกันก็
ป้องกันไม่ให้องค์ประกอบของไมโครโฟนได้รับความเสียหายอีกด้วย อาศัยหลักการความ
ต้านทานของคาร์บอนเปลี่ยนค่าได้ คือ เมื่อคาร์บอนมีความหนาแน่นมากจะมีความต้านทาน
น้อย ทำให้กระแสไหลมาก และถ้าความหนาแน่นน้อย จะเกิดความต้านทานมาก ทำให้กระแส
ไหลน้อย เมื่อนำมายึดติด กับ ไดอะแฟรม จะทำให้เกิดการส่นั ไหวเมอ่ื มีคลืน่ อากาศเสียง ทำให้
ความตา้ นทานเปลีย่ นแปลงเลก็ น้อยตามคลื่นเสียง ถ้ามีการป้อนกระแสไฟฟ้าเข้าไป จะทำให้ได้
สัญญาณเสียงออกมา เป็นกระแสไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงตามความต้านทาน คุณภาพเสียงที่ได้จะ
อยู่ในช่วงความถี่ต่ำ ปัจจุบันไม่พบเห็นในการใช้งานมากนัก แต่ก็ยังมีใช้ในเครื่องโทรศัพท์อยู่
บ้าง ซึง่ เปน็ ไมโครโฟนทีท่ ำงานโดย ใช้การเปลีย่ นแปลงความกดดันของเสียงมาเปลี่ยนค่าความ
ต้านทานระหว่างผงคาร์บอน (ผง ถ่าน) ผงคาร์บอนนี้ถูกบรรจุอยู่ในถ้วยทองเหลือง และมีแผ่น
ไดอะแฟรมบางๆ ปิดครอบอยู่ซึ่งทำหน้าที่ส่งแรง กดไปกดผงคาร์บอน โดยระหว่างแผ่น
ไดอะแฟรมกับผงคาร์บอนจะมีอเี ลค็ โทรดวางค่นั อยู่
ภาพที่ 5.4 - 5.5 ไดอะแฟรมกับผงคาร์บอนในไมโครโฟนแบบคารบ์ อน
ภาพจาก : http://www.soundstagemag.com/main/index.php/magazine-articles/studio-and-
instrument/1235-protechniques-microphone-2
http://123ee.blogspot.com/2013/11/microphone.html
331
ในการทำงาน เมือ่ ไมโครโฟนรับเสียง แผน่ ไดอะแฟรมจดั ผงถ่านตามความถี่ และความ
เข้มของเสียงที่ได้รับทำให้เกิดค่าความต้านทานของผงคาร์บอนเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อวงจร
ไมโครโฟนแบบคาร์บอนต้องใช้แรงดันไฟตรงหรือแบตเตอรี่ต่ออนุกรมกับไมโครโฟนความ
ต้านทานของผง คาร์บอนที่เปลี่ยนแปลงนี้จะมีผลทำให้กระแสในวงจรเปลี่ยนแปลงตามการ
เปลี่ยนแปลงความต้านทานใน ไมโครโฟน การเปลี่ยนแปลงของกระแสจึงเป็น อิมพัลซ์ ทาง
ไฟฟ้าที่จะต้องเข้ากบั อินพทุ ของภาคก่อนการขยาย (Pre - Amplifier) ได้ การนำไมโครโฟนแบบ
คาร์บอนไปใช้งานจะต้องใช้แหล่งกำเนิดไฟฟ้า กระแสตรง (D.C) จึงจะทำงานได้ ไมโครโฟน
แบบนี้ให้สัญญาณออก (Out -put) สูง มีโครงสร้างแบบง่ายๆ ราคาถูก (ในสมัยนั้น) และมี
ความทนทาน นิยมใช้กันในโทรศัพท์ แต่มีข้อเสียคือมีเสียงรบกวนมากและการ ตอบสนอง
ความถี่ (Frequency Response) แคบ คือ ประมาณ 300 - 30,000 Hz ซึ่งเป็นย่านความถี่
เสียงพดู ดงั นนั้ การใชง้ านสว่ นใหญ่จงึ เกี่ยวกับด้านการส่อื สารเสียงพูดเท่าน้ัน
ภาพที่ 5.6 หลักการทำงาน
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/basic-microphone-ep-1/
เมื่อมีคลื่นความถี่เสียงมากระทบที่ไดอะแฟรม (Diaphragm) จะทำให้เกิดการสั่น
สะทือนทำให้เกิดแรงกดดันที่แตกต่างกันไปยังคาร์บอน การสั่นมากหรือน้อยของคาร์บอนนี้
ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของไดอะแฟรม การสั่นนี้เองทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของค่าความ
ต้านทานทางไฟฟ้า สูงและต่ำตามการเคลื่อนไหวของไดอะแฟรม ส่วนความต้านทานของ
คารบ์ อน หากคารบ์ อนมีความหนาแน่นมากหรือถกู บีบอดั จะมีความต้านทานน้อย ทำให้กระแส
ไหลผ่านได้มาก และถ้าคาร์บอนมีความหนาแน่นน้อย จะเกิดความต้านทานมาก ทำให้กระแส
ไหลผา่ นได้น้อย
332
1.2 ไมโครโฟนแบบคริสตัลหรอื เซรามิค (Crystal or Ceramic Microphone)
ภาพที่ 5.7 ไมโครโฟนแบบคริสตลั หรอื เซรามิค
ภาพจากhttps://mixlgood.wordpress.com/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9
%80%E0%B8%A0%E0%B8%97%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-microphone/
ไมโครโฟนแบบคริสตัลหรือเซรามิคเป็นไมโครโฟนที่ทำงานโดยอาศัยแรงกดดันของ
เสียงทำให้แผ่นไดอะแฟรมสั่นสะเทือนการสัน่ สะเทือนของเฟรมจะกดผลึกแร่ (Crystal) ซึ่งผลึก
แรน่ ้ี เมื่อมีแรงมากดจะสามารถผลิตแรงดันไฟฟ้า ออกมาได้ ส่วนจะมากหรือน้อยน้ันขึ้นอยู่กับ
ขนาดของแรงกด ไมโครโฟนแบบนี้ไม่ต้องใช้ไฟตรง (D.C) และคุณภาพเสียงดีกว่าไมโครโฟน
แบบคาร์บอน แต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยมกันเพราะไม่ค่อยทนทาน เหมาะที่จะติดตั้งอยู่กับที่
การตอบสนองความถี่ดีเฉพาะความถี่กลางๆ เท่านั้น ส่วนความถี่สูงและต่ำไม่ดีเทา่ ที่ควร โดย
ปกติไมโครโฟน แบบคริสตัลจะมีค่าอิมพีแดนซ์ (ค่าความต้านทานที่เปลี่ยนแปลงตามความถี่)
สูงกว่าแบบอื่นๆ คือประมาณว่า 100 กิโลโอห์ม (100 k Ω) และเป็นไมโครโฟนที่มีราคาถูก
น้ำหนักเบาแต่ไม่ทนต่อสภาพความร้อน หรือความชื้นสูง เพราะอาจทำให้คริสตัลเสื่อมได้
ไมโครโฟนแบบนีใ้ ห้กำลงั ไฟฟ้าออกมาสูง และสามารถสภาพสัญญาณได้ดีจึงไมต่ ้องอาศัยหม้อ
แปลง (Transformer) ในตัวของไมโครโฟนช่วยแต่อย่างใด สามารถส่งสัญญาณไปยังเครื่อง
ขยายเสียงได้โดยตรง สามารถใช้สายไมโครโฟนต่อยาวออกไปได้ไม่เกิน 25 ฟุต เพราะถ้าพ่วง
สายยาวกว่านี้จะทำให้มีสัญญาณอื่นมารบกวนได้และทำให้สัญญาณจากไมโครโฟนอ่อนลง
มาก
333
1.3 ไมโครโฟนแบบไดนามิค (Dynamic Microphone)
ภาพที่ 5.8 ไมโครโฟนแบบไดนามิค
ภาพจาก : http://www.audio-more.com/index.php?lay=show&ac=cat_show_pro_detail&pid=243227
ไมโครโฟนชนดิ ไดนามิคนยิ มใช้งานกนั อยา่ งแพรห่ ลาย และมากทีส่ ดุ ให้คุณภาพเสียงที่
ครอบคลุมทุกย่านความถี่ หนักแน่น ให้ความคงทนสูง จึงเหมาะกับงาน แทบทุกประเภท เช่น
งานทัวร์คอนเสิร์ต งานอีเว้นท์ทั่วไป งานห้องประชุม กิจกรรมต่าง ๆ ไมโครโฟนแบบนี้มี
คุณสมบัติทำงานกลับกันกับลำโพงไดนามิค โดยที่เมื่อเสียงกระทบแผ่นไดอะแฟรม
แผ่น ไดอะแฟรมจากเคลื่อนเข้า - ออก ตรงท้ายไดอะแฟรมมีขดลวดซึ่งศัพท์ทางเทคนิค
เรียกวา่ “วอ็ ยซ คอยล”์ (Voice Coil) ขดลวดนี้จะเคลื่อนทีต่ ัดกบั เส้นแม่เหลก็ ถาวรรปู ตวั "อี" (E)
การที่ ขดลวดเคลื่อนที่ตัดเส้นแรงแม่เหล็กนี้จะเกิดสัญญาณไฟสลับซึ่งมีความถี่เท่ากับความถี่
ของคลื่นเสียงที่กระทบ ไดอะแฟรมไมโครโฟนแบบไดนามิคนี้นิยมใช้กันมากในใช้งานได้อย่าง
กว้างขวาง มีความทนทานพอควร คณุ ภาพเสียง การตอบสนองความถี่และกำลงั ออก (Output)
อยู่ในเกณฑ์ดีการเก็บรักษาไมโครโฟนชนิดนี้ จะต้องเก็บไว้ให้ห่างจากสนามแม่เหล็ก เส้นเทป
บนั ทึกเสียง เครื่องบันทึกเสียง และลำโพง ไมโครโฟนแบบไดนามิค มีโครงสรา้ งประกอบด้วย
1. แม่เหล็กถาวร (magnet)
2. ไดอะแฟรม (Diaphragm)
ขดลวด (Coil)
เมื่อเสียงมากระทบที่แผ่นไดอะแฟรมบาง ๆ จะเกิดการสั่นขึ้นผลจากการสั่นเพียง
เล็กน้อยทำให้ขดลวดเขย่า เกิดการเคลื่อนที่ผ่านสนามแม่เหล็กทำให้ขดลวดเกิดกระแสไฟฟ้า
(Current) ขึ้นตามผลการสันของไดอะแฟรม แต่สัญญาณที่ได้จากไมโครโฟนเป็นขนาดความ
แรงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงต้องมีการขยายขึ้นเป็นพิเศษที่เครื่องขยายเสียง โดยวงจรขยาย
สัญญาณไมโครโฟนเท่านั้น เรียกว่า ปรีไมโครโฟน (Pre Microphone) ไมโครโฟนชนิดนี้
334
มีอิมพิแดนซ์ 600 โอห์มมีความไวในทิศทางด้านหน้า และในรัศมีสั้นๆ ประมาณ 4 เซนติเมตร
จนบางทีเรยี กวา่ ไมค์ร้อง เหมาะสำหรบั การแสดงการขบั ร้อง
หลักการทำงาน คือ สัญญาณไฟฟ้าที่ได้จากการเหนี่ยวนำสนามแม่เหล็ก
(Electromagnetic Induction) เมื่อเกิดคลื่นเสียงบนแผ่นไดอะแฟรม ( Diaphragm) แผ่น
ไดอะแฟรมก็จะเคลื่อนที่ตามการผลักและดันของคลื่นเสียง วอยซ์คอยล์ (Voice Coil) ที่ติดอยู่
กับแผ่นไดอะแฟรมก็จะเคลื่อนที่ตามจังหวะของเสียงที่เกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้วอยซ์คอยล์เกิดการ
เคลือ่ นที่ตดั กับสนามแม่เหลก็ ของแมเ่ หลก็ ถาวรที่อยู่รอบๆ วอยซ์คอยล์ ทำให้เกิดการเหนีย่ วนำ
สัญญาณไฟฟ้าไหลผ่านออกมา ตัววอยซค์ อยลเ์ องน้ันจะมีจำนวนรอบของขดลวดไม่มากนัก ซึ่ง
จะมีผลทำให้มี เอาต์พุตอิมพิแดนซ์ (Output Impedance) ต่ำ อยู่ที่ประมาณ 30 โอห์ม (Ohm)
ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีหม้อแปลง (Output Transformer) เพื่อแปลงให้เอาต์พุตอิมพิแดนซ์สูงขึ้น
อีกทั้งยังทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้มีไฟฟ้ากระแสตรงไหลย้อนเข้าไปยังเอาต์พตุ ของไมโครโฟนดว้ ย
คุณลักษณะเด่นของไมโครโฟนชนิดนีค้ ือ มีความทนทานรองรับซาวด์เพรสเชอรเ์ ลเวล (SPL) ได้
สูงโดยที่ไมคไ์ ม่พัง และไม่ต้องใช้แหล่งจ่ายไฟ (Power Supply) ให้ไมโครโฟน เพื่อให้ไมโครโฟน
ทำงาน จึงนิยมใช้ในงานทั่วไป โดยเฉพาะงานไลฟ์ซาวด์ (Live Sound) ข้อด้อยของไมโครโฟน
ชนิดนี้ก็คือ มีช่วงในการรับความถี่ (Band Width) ที่ไม่กว้างมากนัก รับช่วงความถี่สูงได้ไม่คอ่ ย
ดี และมีความไว (Sensitive) ตำ่
ภาพที่ 5.9 หลกั การทำงานของไมโครโฟนแบบไดนามิค
ภาพจาก : http://www.soundstagemag.com/main/index.php/magazine-articles/studio-and-
instrument/1236-protechniques-microphone-1
335
ภาพที่ 5.10 หลกั การทำงานของไมโครโฟนแบบไดนามิค
ภาพจาก : https://www.atprosound.com/microphone-operation/
นอกจากนี้เป็นไมค์ที่ถูกคิดค้นมานานและยังใช้ได้ดีจนในปัจจุบัน เนื่องจากความ
ทนทานในการใช้งาน ทนต่อการตกหรือกระแทกได้โดยไม่เสียหายและยังทน ต่อเกิดอาการ
กระชาก (transient) ของเสียงได้ดี เช่น เสียงร้องที่ดังขึ้นมาในช่วงที่นักร้องแผดเสียงสูงสุดหรือ
ในขณะจับเสียงเครื่องดนตรีที่ให้ความดังของเสียงอย่างมากเช่นเสียงกลองหรือเสียงจากตู้
แอมป์กีตาร์ โดยการที่ไมค์แบบไดนามิกสามารถทนต่อแรงกระชาก (transient) ของสัญญาณ
ได้ดีนั้นเนื่องจากว่าไดอะแกรม (diaphragm) มีการเคลื่อนตัวหรือขยับไปมาที่ช้านั่นเอง การ
เคลื่อนที่ ช้าให้ทั้งผลดีอย่างที่กล่าวมา ส่วนผลเสียนั้นก็คือทำให้ความไวหรือรัศมีในการรับ
เสียงไม่ดีพอจึงจะเป็นต้องพูด หรือจ่อไมค์ใกล้ ๆ แหล่งกำเนิดเสียงจึงจะให้เสียงที่เต็มและยัง
ตอบสนองต่อความถี่ได้ไม่เตม็ ย่านโดยเฉพาะย่านความถี่สูง
1.4 ไมโครโฟนแบบแมกเนติก (Magnetic Microphone)
ภาพ 5.11 ไมโครโฟนแบบแมกเนติก
ภาพจาก : https://www.bhphotovideo.com/c/product/1172143-
REG/audeze_tetrahedral_planar_magnetic_microphone.html
336
ไมโครโฟนแบบ แมกเนติกจัดเป็นไมโครโฟนที่มีอาเมเจอร์ (Armature) เคลื่อนที่ใน
สนามแม่เหล็กที่มีขดลวดพันรอบแกนอา เมเจอร์ ด้านหนึ่งของอาเมเจอร์จะต่อกับไดอะเเฟรม
เมื่อเครื่องเสียงกระทบไดอะแฟรมจะทำให้ไดอะแฟรมสั่น และเป็นผลให้อาเมเจอร์สั่นตาม
(อาเมเจอร์จะเคลื่อนที่ตัดสนามแม่เหล็กทำให้เส้นแรงแม่เหล็กในอาเมเจอร์ เกิดการ
เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและไปตัดขดลวดบนอาเมเจอร์) ทำให้ได้สัญญาณไฟฟ้าซึ่งมีความถี่
เท่ากับ ความถี่เสียงที่ตกกระทบไดอะเฟรม ไมโครโฟนประเภทนี้ ทนทานต่อการใช้งานและใช้
ในงานทั่ว ๆ ไป
1.5 ไมโครโฟนแบบริบบ้อน หรอื เวโลซิต้ี (Ribbon or Velocity Microphone)
ภาพที่ 5.12 ไมโครโฟนแบบริบบ้อน หรอื เวโลซิต้ี
ภาพจาก : http://horsepowerproduction.blogspot.com/2015/03/microphone-ep3-ribbon-microphone.html
ไมโครโฟนแบบนี้มีเรียกกันหลายชื่อ เช่น ริบบ้อน ริบบิ้น และเวโลซิตี้ ริบบอนไมค์
ซึ่งเป็นไมค์ที่มีความเปราะบางมากที่สุดในบรรดาไมค์ทุกชนิด และเป็นไมค์ที่มีกำเนิดมานาน
ทีเดียวจัดเป็นไดนามิกไมค์ (dynamic microphones) อีกชนิดหนึ่งจะต่างกันตรงที่ไดอะแฟรม
(diaphragm) แทนและแผน่ ริบบอนจะถกู ล้อมรอบด้วยแม่เหลก็ ถาวร และไมต่ ้องการไฟมาเลี้ยง
ให้คุณภาพเสียงที่มีรายละเอียดสูง มีความใสและมีความกังวานของหางเสียง และค่อนข้างให้
ความเป็นธรรมชาติมากๆ แต่ไมค์ประเภทนี้ก็มีความ”เปราะบาง” มากที่สุดในบรรดาไมค์ทุก
ชนิด การรับเสียงที่ดังมากเกินในบางครั้ง หรือทำหล่นเพียงครั้งเดียว ก็อาจจะทำให้แผ่นริบ
บอนขาดและเสียหายได้ แต่ปจั จบุ นั กม็ ีการพัฒนาให้มคี วามทนทานมากยิง่ ขนึ้
337
ภาพที่ 5.13 ไมโครโฟนแบบริบบ้อน หรอื เวโลซิต้ี
ภาพจาก : http://horsepowerproduction.blogspot.com/2015/03/microphone-ep3-ribbon-microphone.html
ใน Ribbon Microphone จะมีแม่เหลก็ 2 ข้ัว อยตู่ รงข้ามกัน เพื่อสร้างสนามแมเ่ หล็ก แต่
ในคราวนี้ ตัวนำไฟฟ้า ไม่ใช่ขดลวดแบบ Dynamic Microphone แต่เป็นแผ่น Ribbon ทำมาจาก
อะลูมิเนียม ที่บางโคตรๆ บางกว่าเส้นผม หลาย 10 เท่า ! อยู่ระหว่างแม่เหล็กทั้ง 2 ขั้ว (ความ
บางขึ้นอยู่กับแต่ละยี่ห้อแต่ละรุ่น ยกตัวอย่างเช่น R44C ของ AEA แผ่นริบบอนหนาแค่ 1.8
micron ในขณะที่เส้นผมเราหนาประมาณ 40 micron! ) เนื่องจาก Ribbon Microphone ใช้แผ่น
อะลูมิเนียมบางๆขึงระหว่างแม่เหล็กทั้ง 2 ขั้ว มันจึงรับเสียงจากทางด้านข้างได้เท่านั้น หรือที่
เรียกกันว่า Side Address ในขณะที่ Dynamic Microphone มีทั้งแบบทีเ่ ปน็ Front Address (หรือ
บางคนก็เรียก Top Address) รับเสียงด้านหนา้ และ แบบทีเ่ ปน็ Side Address รับเสียงด้านข้าง
ภาพที่ 5.14 ไมโครโฟนแบบริบบ้อน หรอื เวโลซิต้ี
ภาพจาก : http://horsepowerproduction.blogspot.com/2015/03/microphone-ep3-ribbon-microphone.html
แผ่นริบบอนนี้จะมีหน้าที่เป็นทั้งตัวนำไฟฟ้าและ Diaphragm (ส่วนที่ขยับตามพลังงาน
เสียงที่เข้ามากระทำ) ต่างจาก Dynamic Microphone ที่ Diaphragm กับตัวนำไฟฟ้าเป็นคนละ
ส่วนกัน และเช่นเคย เมื่อตัวนำไฟฟ้าขยับในสนามแม่เหล็ก ก็จะเกิดการเหนี่ยวนำของ
แม่เหล็กไฟฟ้า และเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นมานั่นเอง แต่ทว่า เนื่องจากแผ่นริบบอนมันบางมากๆ
338
ขยับแรงๆ ก็ขาด กระแสไฟฟ้าที่ได้จึงน้อยโคตรๆ ทำให้ริบบอนต้องอาศัย External Pre-amp
เพือ่ เพิ่มกระแสไฟฟ้าก่อนทีจ่ ะเข้าไปในภาค Input ของ Mixer แตต่ ่อมา ก็มีคนใส่วงจรที่เรียกว่า
Impedance Conversion Amplifier เข้าไปข้างในไมค์ เป็นเหมือน Internal Pre-amp เพื่อที่จะไม่
ต้องใช้ Pre-amp แยกต่างหาก เพียงแค่สง่ Phantom Power เข้าไปเลี้ยงในวงจรเท่านน้ั
ปจั จุบัน Ribbon Microphone แบ่งเปน็ 2 แบบ คอื
1. Passive Ribbon Microphone ต้องใช้ External Pre-amp เพื่อเพิม่ กระแสไฟฟ้า
ก่อนเข้าไปในภาค Input แต่ห้ามใช้ Phantom Power (จากภาพด้านข้างนี้ คือ R101 ของ Royer
เปน็ Passive Ribbon Microphone)
ภาพที่ 5.15 Passive Ribbon Microphone
ภาพจาก : http://horsepowerproduction.blogspot.com/2015/03/microphone-ep3-ribbon-microphone.html
2. Active Ribbon Microphone ไม่จำเป็นต้องใช้ External Pre-amp แต่ต้องใช้
Phantom Power ในการส่งกระแสไฟฟ้าไปเลี้ยง Impedance Conversion Amplifier ซึ่งประโยชน์
ของมันคือจะได้กระแสไฟฟ้ามากกว่า Passive Ribbon นั่นเอง (จากภาพ ด้านข้างนี้คือ R122
ของ Royer เป็น Active Ribbon Microphone)
ภาพที่ 5.16 Active Ribbon Microphone
ภาพจาก : http://horsepowerproduction.blogspot.com/2015/03/microphone-ep3-ribbon-microphone.html
339
ตราบใดที่เสียบกับสายสัญญาณแล้วจึงค่อยส่ง Phantom Power และสายสัญญาณมี
คุณภาพ มีการบดั กรีมาอย่างดี Phantom Power ทีส่ ่งไปกจ็ ะไม่ทำอันตรายใดๆกบั ไมค์ หากแต่
ว่า ถ้าเปิด Phantom Power เอาไว้ก่อนที่จะเสียบ Ribbon Mic. กับสายสัญญาณ หรือ
สายสัญญาณคุณภาพต่ำ บัดกรีมาไม่ดี ในสายเกิดมีเศษเสี้ยวของสายสัญญาณที่บิดเบี้ยว
ออกมาแตะกับ Shield ทำให้ Phantom Power เดินไปในส่วนที่ไม่ควรจะไป เพราะฉะนั้น เราจึง
ควรระวังเรื่องการใช้ Phantom Power กบั Passive Ribbon Microphone มาก ๆ ครับ ถ้าไม่ใช้ได้
จะดีที่สุด แต่ถ้าจำเป็น (กรณีที่เจอ Pre-amp ที่ไม่สามารถแยกส่ง Phantom Power ได้ และ
จำเป็นต้องส่ง Phantom Power ให้กับไมค์ตัวอื่น) อย่าลืมว่า สายต้องดี และ เสียบก่อนส่ง
Phantom Power เทา่ นั้นสามารถใช้เพื่อบันทึกเสียงร้อง และเครือ่ งดนตรี ไมคป์ ระเภทนี้รับเสียง
2 ทิศทางหนา้ และหลัง
ภาพที่ 5.13 - 5.14 การใช้ Phantom Power กับ Passive Ribbon Microphone
จากจาก : https://www.sounddd.shop/basic-microphone-ep-1/
ภาพที่ 5.15 หลักการทำงาน Ribbon Microphone
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/basic-microphone-ep-1/
340
ริบบอนไมค์ เป็นไมโครโฟนที่ออกแบบค่อนข้างเรียบง่าย ซึ่งมีแผ่นโลหะบาง ๆ ที่ถูก
แขวนไว้ในสนามแม่เหล็กถาวร เมื่อการเปลีย่ นแปลงความดันอากาศเคลื่อนย้าย ริบบอนมีการ
เคลื่อนที่ภายในสนามแม่เหล็ก จะทำให้เกิดกระแสที่จะเหนี่ยวนำให้เกิดภายในตัวริบบอน และ
กระแสไฟฟ้าขนาดเล็กนี้จะถูกส่งไปที่สายไมโครโฟน มีหลักการทำงานคล้าย กับไมโครโฟน
แบบไดนามิค แต่ไมโครโฟนแบบ ริบบอน ใช้แผ่นโลหะบาง ๆ ซึ่งทำจากอลูมิเนียมผสมพับเป็น
ลอนหรอื ลูกฟกู บางๆ ทำหนา้ ทีเ่ ป็นทั้งแผน่ ไดอะแฟรม และขดลวดไปในตวั ดังนนั้ เม่ือคลื่นเสียง
กระทบกับแผ่นโลหะบาง ๆ แผ่นโลหะจะเคลื่อนไหวทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น ไมโครโฟนแบบ
ริบบอน มีราคาแพงมากกว่าแบบอื่น ๆ โดยทั่วไปมีความไวและคุณภาพของเสียงดีมากแต่
จะต้องใช้ในบริเวณทีไ่ ม่มีเสียงรบกวน เชน่ ในห้อง บันทึกเสียง หอ้ งส่งรายการวิทยุ - โทรทัศน์
แต่ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับงานสนามเพราะมีเสียงรบกวนได้ง่าย เช่น เสียงลม เป็นต้น
นอกจากนี้ยังเป็นไมโครโฟนที่บอบบางมากหรือมากที่สุด แม้เพียงกระแทกหรือเคราะห์
ไมโครโฟนเพียงครงั้ เดียวอาจจะทำให้ไมโครโฟนเสียได้
มีการทำงานเดียวกนั กบั ไดนามิกมฟู วิง่ - คอยลไ์ มโครโฟน คือสญั ญาณไฟฟ้าจากการ
เหนี่ยวนำสนามแม่เหล็ก (Electromagnetic Induction) แต่จะเปลี่ยนจากมูฟวิ่งคอยล์ (Moving
Coil) ที่เคลื่อนทีผ่ ่านสนามแมเ่ หล็กเป็นแผน่ ริบบอน (Ribbon) แทน ซึ่งแผ่นริบบอนจะทำมาจาก
อลูมิเนยี มหรอื ทอง ซึ่งจะทำการข้ึนรูปเปน็ แผน่ บางๆ (หนาประมาณ 2 micron (1 micron = 10-
6 เมตร)) เมื่อคลื่นเสียงกระทบทำแผ่นริบบอนเคลื่อนที่ตัดกับสนามแม่เหล็ก ก็จะเกิดการ
เหนีย่ วนำ ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าไหลออกมา ไมโครโฟนชนดิ นจี้ ะไม่มีแผน่ ไดอะแฟรม จะใช้แผ่น
ริบบอนเป็นไดอะแฟรม เนื่องจากยังคงมีเอาต์พุตอิมพีแดนซ์ที่ต่ำ จึงยังมีหม้อแปลงเอาต์พุต
เช่นเดียวกับมูฟวิ่ง – คอยล์ไมโครโฟน ริบบอนไมโครโฟนจะดีกว่ามูฟวิ่ง - คอยล์ไมโครโฟน
ตรงที่ใช้แผ่นริบบอนในการรับเสียง ทำให้ได้เสียงที่มีความนุ่มนวลและเพราะกว่า ซึ่งเรียก
ลักษณะเสียงที่ได้นี้ว่า Mello Sound แต่ก็จะดูแลรักษายากกว่า มีความทนทานน้อย บอบบาง
มาก รองรับซาวด์เพรสเชอร์เลเวล (SPL) ได้ไม่สูงมาก แถมยังมีราคาแพง จึงนิยมใช้ในสตูดิโอ
ใหญ่ๆ ที่ต้องการคุณภาพในการบันทึกเสียงสงู ส่วนใหญ่นิยมใช้ในการอัดเสียงร้อง (Vocal) ทั้ง
ไมโครโฟนแบบไดนามิค แบบแมกนีติก และแบบริบบ้อน อาจจะมีผู้เรียกชื่อรวมๆ ว่าเป็น
ไมโครโฟนแบบอีเล็กโทรไดนามิค (Electrodynamic Microphone) ด้วยเนื่องจากทั้ง 3 แบบมี
หลักการทำงานทีค่ ล้ายๆ กัน
ข้อเสียของริบบอนไมค์ยุคแรก คือ แผ่นริบบอนเสียงหายง่ายมากหากใช้ไม่ระวัง เช่น
ตกหรือ แม้กระทั่งเสียงร้องที่ร้องดังมากในบางครั้งก็อาจทำให้แผ่นริบบอนขาดได้
มาในปัจจุบันมีการพัฒนาให้ทนทานขึ้น เช่น Beer M-160 , m500 : RCA 77-DX , 44BY ,
341
1001 ลักษณะเสียงที่ได้ยินจากริบบอนไมค์นั้นจะให้เสียงที่หวานกังวานโดยเฉพาะปลายเสียง
หากว้างไมค์ แบบริบบอนนี้ไว้ห่างจากเครื่องดนตรีเสียงที่ได้จะมีความบาง แต่จะให้เสียงได้ดี
เมื่อวางแบบใกล้และยังให้เสียงที่ดีมากกับการจับเสียงกลองโดยเฉพาะเสียงแสนร์ เนื่องจาก
Ribbon Microphone เปน็ ไมค์ที่บอบบาง เราจึงต้องดแู ลเปน็ พิเศษ ด้วยวิธีเหล่านี้
1. ห้ามวางกับพื้น ไม่ใช่แค่เราจะเดินเหยียบหรือเดินเตะนะ แต่อย่าลืมว่าใน Capsule
ของ Ribbon Microphone มีแม่เหล็กอยู่ มันสามารถที่จะดูดพวกโลหะเล็กๆที่เรามองไม่เห็น
ขึน้ มาได้
2. ห้ามวางตะแคง ต้องวางในลักษณะตรงตลอดเวลา เพราะแผ่นริบบอนจะหย่อน
เนื่องจากแรงดึงดูดโลก ทำให้เสียงเพี้ยนไป
3. หา้ มเปา่ ลมใส่ไมค์ เวลาทีใ่ ชอ้ ัดเสียงร้องหรอื เครื่องเป่า ควรใช้ Pop Filter เพราะอาจ
ทำให้แผน่ รบิ บอนมันขาดได้
1.6 ไมโครโฟนแบบคอนเดนเซอร์ (Condenser Microphone)
ภาพที่ 5.16 ไมโครโฟนแบบคอนเดนเซอร์
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/basic-microphone-ep-1/
ไมโครโฟนแบบคอนเดนเซอร์ หรือ “ไมโครโฟนแบบคาพาซิเตอร์” (Capacitor
Microphone) และ “ไมโครโฟนแบบอีเล็กโทรสแตติก” (Electrostatic Microphone) มีลักษณะ
การทำงานแตกต่างไปจากไมโครโฟนทั่วๆ ไป (แต่จะคล้ายกับ ไมโครโฟนแบบคาร์บอน) โดยที่
ไม่ได้จ่ายแรงไฟฟ้าออกมา แต่จะมอดูเลท (Modulate) คือทำให้แรงเคลื่อน ของแหล่งจ่ายไฟ
342
ภายนอกซึ่งเป็นไฟกระแสตรง (D.C) ให้มีค่าเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าทำไม
ไมโครโฟนแบบคอนเดนเซอรจ์ งึ มกี ำลงั ออก (Output) สงู กวา่ แบบอื่นๆ (ยกเว้นแบบคาร์บอน)
มีโครสร้างประกอบด้วย ดังนี้
1. แบตเตอรี่ ( Battery )
2. ไดอะแฟรม ( Diaphragm )
3. Back plate
4. วงจรขยายสญั ญาณ ( Amplifier )
ไมค์คอนเดนเซอร์ ต้องใช้ไฟ DC เลี้ยงวงจรเพื่อใช้งาน แรงดันตั้งแต่ 1.5 – 48 โวลล์
จึงมีค่าความไวในการรับเสียงที่ไวมาก จึงทำให้เกิดเสียงรบกวน (Noise) ได้ง่าย สามารถ
ตอบสนองย่านความถี่เสียงได้อย่างชัดเจน ครบถ้วน ให้เสียงที่ใส กังวาน และ รับเสียงย่าน
ความถีเ่ สียงกลางถึงสูง ได้ดเี ปน็ พิเศษ จงึ เหมาะแก่การใชง้ านในหอ้ งบันทึกเสียง , ใช้จ่อเคร่ือง
ดนตรีประเภทให้เสียงในช่วงความถี่สูง ใช้ในชุดไมค์ประชุม และ นิยมใช้ในอุปกรณ์
อิเลคทรอนิคส์ชนิดต่างๆ อย่างแพร่หลาย เช่น บางตัว กำลังออกถึง - 30 dB ในขณะที่แบบ
อืน่ ๆ อยูใ่ นช่วงประมาณ - 55 ถึง - 75 dB ไมค์คอนเดนเซอรใ์ ช้หลักการค่าความจุของคาปาซิ
เตอรเ์ ปลีย่ นแปลงโดยเม่อื มีเสียงปะทะทีไ่ ดอะแฟรม จงึ จะทำให้เกิดการสั่นไหว ทำให้มีการขยับ
ตัวของระยะห่างชองแผ่นเพลทที่เป็นไดอะแฟรมกับแผ่นเพลทแผ่นหลัง ( Back Plate ) ทำให้ค่า
ความจมุ ีการเปลีย่ นแปลงตามแรงปะทะจากคลื่นเสียง ทำให้เกิดสัญญาณไฟฟ้าของเสียงน้ันส่ง
มาที Amplifier ทำการขยายสัญญาณเสียงเป็นกระแสไฟฟ้าที่แรงส่งออกไปตามสายนำ
สัญญาณ ดังนั้น ไมโครโฟนชนิดนี้จึงมีความไวมาก มีอิมพิแดนซ์ต่ำมาก เมื่อยังไม่มีการ
ออกแบบพิเศษ ความถี่ตอบสนองได้ดที ี่ความถีป่ านกลางข้ึนไป และทิศทางการรบั รอบทิศทาง
ภาพ 5.17- 5.18 หลัการทำงานของไมค์คอนเดนเซอร์
ภาพจาก : http://www.soundstagemag.com/main/index.php/magazine-articles/studio-and-
instrument/1236-protechniques-microphone-1
https://www.sounddd.shop/basic-microphone-ep-1/
343
หลกั การทำงานตรงข้ามกับไดนามิกไมค์ (dynamic microphones) ซึ่งคอนแดนเซอร์ไมค์
(Condenser microphones) ไมใ่ ช้แมเ่ หล็กถาวรแตใ่ ชว้ งจรทางอเิ ล็กทรอนิกส์แทนโดยการทำงาน
ยงั ใช้ไดอะแฟรม (diaphragm) เปน็ ตวั รบั เสียงเหมอื นเดิมซึ่งมกั ทำจากแผ่นพลาสติกเคลือบทอง
ยึดติดอยู่เหนือ blank plate (ทำจากเซรามิกเคลือบทอง) ซึ่งทำให้มีช่องว่างเล็ก ๆ เพื่อการ
เคลื่อนตัวไปมาซึ่งการเคลื่อนตัวที่ว่านี้จะทำให้แผ่นไดอะแฟรม (diaphragm) เคลื่อนที่เข้าหา
blank plate แตะกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปมาได้ด้วยไฟฟ้าที่มาจากแหล่งกำเนิดที่
เรียกว่า แฟนทอม (phantom) โดยผ่านตัวเก็บประจุ (capacitor) ซึ่งจะมีขั้วบวกและลบอยู่ โดย
ขั้วบวก และ ลบจะถูกตอ่ไว้ทีไ่ ดอะแฟรม (diaphragm) คนละแผน่
โดยการทำงาน ของไมโครโฟนแบบคอนเดนเซอร์จะอาศัยหลักการของคอนเดนเซอร์
โดยจะมีแผ่นโลหะอยู่สองแผ่นหรือสองขั้ว จึงมีลักษณะเป็นคอนเดนเซอร์แบบอีเล็กโทรไลติก
(Electrolytic Condenser) แผ่นหนึ่งอยู่กับที่มีลักษณะ เป็นดูทำหน้าที่เป็น เพลท อีกแผ่นหนึ่งจะ
เคลื่อนที่และทำหน้าที่เป็นไดอะแฟรมด้วย และเมื่อมีแรงมากระทำให้ แผ่นโลหะนี้เคลื่อนที่จะ
ทำให้ค่าคอนเดนเซอร์นี้เปลี่ยนแปลงได้ และเนื่องจากคอนเดนเซอร์มีหน้าที่กัน แรงดันไฟฟ้า
กระแสตรง แต่เมื่อเข้าคอนเดนเซอร์เปลี่ยนแปลงไปทำให้ประจุที่คอนเดนเซอร์เปลี่ยนแปลงไป
ด้วย และเกิดการหมายของกระแสไฟฟ้าขึ้นแล้วนำกระแสไฟฟ้าที่แปลเปลี่ยนไปตามลักษณะ
การสั่นสะเทือนของแผ่นไดอะแฟรมนี้ไปเข้าเครื่องขยายเสียงต่อไป การนำไปใช้งานจะต้องมี
แรงดันไฟตรงเช่นเดียวกับ ไมโครโฟนแบบคาร์บอน ไมโครโฟนแบบคอนเดนเซอร์นิยมใช้กัน
มากในปัจจบุ นั เชน่ ในเครือ่ งบนั ทึกเสียง ใน หอ้ งบันทึกเสียงท้ังงานลักษณะอาชีพและกึ่งอาชีพ
ตลอดจนงานอื่นทั่วไป เนื่องจากมีขนาดเล็กกะทัดรัด น้ำหนักเบา คุณภาพเสียงดี กำลังออก
(Output) สูง การตอบสนองความถี่โดยตลอดย่านความถี่เสียงเเละ ความไวในการรับเสียงสูง
ไมโครโฟนคอนเดนเซอร
ดังนั้นทุกครั้งที่ไดอะแฟรม (diaphragm)เคลื่อนที่เข้ามาหากันประจุไฟฟ้าก็จะถูก
เหนี่ยวนำและมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความแรงของเสียงที่มากระทบไดอะแฟรม (diaphragm)
นั่นเองหากแรงมากไดอะแฟรม (diaphragm) ก็แตกกันนานขึ้นกระแสไฟฟ้าก็ไหลได้มากขึ้นตรง
ข้ามหากแตะกนั เรว็ กไ็ หลได้น้อยลงผลของการไหลนี่เองจะถูกส่งผา่ นไปยงั ปรีแอมป์ (pre-amp)
เพือ่ ขยายใหแ้ รงพอทีจ่ ะป้อนเข้าสู่มิกเซอร์
เนือ่ งมาจากคอนเดนเซอร์ไมค์ใช้วงจรทางอเิ ลก็ ทรอนิกสม์ าช่วยและต้องใช้ไฟมาเลี้ยง
ซึ่งมีตั้งแต่ 1.5 ไปจนถึง 48 โวลต์ (volts)ดังนั้นความไวต่อการรับเสียงซึ่งสูงมากและสามารถ
ตอบสนองต่อเสียงได้ราบร่นื ตลอดยา่ นความถี่อีกด้วยจึงเหมาะมากสำหรับการบันทึกสัญญาณ
ต่าง ๆ เชน่ เสียงร้อง เครื่องดนตรีแบบอะคสู ติกหรือจบั สัญญาณเสียงที่ไมด่ ังมาก แต่ไม่เหมาะ
344
กับการบันทึกสัญญาณที่แรงมาก เช่นเสียงจากตู้แอมกีตาร์ ซึ่งอาจทำความเสียหายต่อ
ไดอะแฟรม (diaphragm) ได้ง่าย
ดงั นน้ั ท้ังไดนามกิ ไมค์ (Dynamic microphones) และคอนเดนเซอรไ์ มค์ (Condenser
microphones) ต่างก็มีข้อและข้อเสียต่างกันไป การใช้งานจึงขึ้นอยู่กับลักษณะเสียงและโทน
เสียงที่ตอ้ งการบนั ทึกด้วย
2. แบ่งตามทิศทางของการรบั เสียง (Pick up Pattern or Polar Pattern)
2.1 ไมโครโฟนแบบรับเสียงได้รอบทิศทางหรือโอมนิไดเร็คช่นั แนลไมโครโฟน
(Omnidirectional Microphone or Nondirectional Microphone)
ภาพที่ 5.19- 5.20 ไมโครโฟนแบบรับเสียงได้รอบทิศทางหรือโอมนิไดเรค็ ชั่นแนลไมโครโฟน
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/basic-microphone-ep-2/
รูปแบบการรับเสียงในแบบออมนิไดเรคชั่นแนล (Omni Directional) มีความสามารถใน
การรับเสียงได้ในแบบรอบทิศทาง สว่ นมากจะเปน็ ไมโครโฟนชนดิ คอนเดนเซอร์ จงึ รบั เสียงได้ไว
มีการตอบสนองย่านความถี่เสียงที่กว้างและชัดเจน แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ไมโครโฟนมีโอกาสเกิด
เสียงหอนได้ง่าย จึงไม่นิยมนำมาใช้ในงานกลางแจ้ง เป็นไมโครโฟนที่สามารถ รับเสียงได้รอบ
ทิศทางและรับเสียงที่มีความถีต่ ่ำได้ดี แตอ่ ย่างไรกต็ ามทุกทิศใหก้ ารตอบสนองไม่เหมือนกันนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงสูงๆ หรือความถี่สูงๆ ทางด้านหลังของไมโครโฟนประเภทนี้จะรับเสียง
ได้ไม่ค่อยชดั เจน ซึง่ ด้อยกว่าดา้ นหน้าเลก็ น้อย ไมโครโฟนแบบนีเ้ หมาะที่จะใช้ต้ังอยู่กับที่และใช้
ในบริเวณที่ปราศจากเสียง รบกวนหรือเหมาะที่จะนำไปบันทึกเสียงประกอบธรรมชาติ (Sound
Effect) เพื่อนำไปทำเสียงประกอบใน ภาพยนตร์หรอื โทรทศั นก์ ็ได้ ไมโครโฟนที่มีรูปแบบการรับ
เสียงแบบOmnidirectional เป็นไมโครโฟนที่รับเสียงได้รอบทิศทาง โดยไมค์แบบนี้จะเหมาะ
345
สำหรับการบันทึกเสียงทั่วไป เพราะมีการตอบสนองความถี่กว้าง แต่มีโอกาสที่จะเกิดเสียง
รบกวนหรอื เสียงหอนได้งา่ ย และไม่ควรพดู ห่างจากไมโครโฟนมากนัก
ภาพที่ 5.21 การรับเสียงของไมโครโฟนแบบรับเสียงได้รอบทิศทาง
ภาพจาก : https://www.boyathailand.com/content/16770/microphone
โดยเป็นระบบการรับเสียงแบบรอบทิศทางในรูปวงกลมรอบไมโครโฟน การรับเสียง
แบบนี้มักจะพบในไมค์คอนเดนเซอร์เนื่องจากเป็นไมค์ที่ตอบสนองความถี่ได้ง่าย และรับคลื่น
ความถี่กว้าง ไมค์ชนิดนี้จึงไม่เหมาะกับการร้องเพลงเท่าไหร่นักเพราะจะมีเสียงรบกวนอยู่
ตลอดเวลา หรอื ในบางครง้ั จะเปน็ เสียงหอน แต่สามารถใช้งานได้กับการบันทึกเสียงที่ต้องการ”
ซาวด์ท้ังหมด”ในห้องบนั ทึกเสียง เช่นการ Live ในห้องอดั หรอื ผใู้ ช้งานไมส่ ามารถตอ่ ไมโครโฟน
หลายตัวเข้ากับมิกเซอรไ์ ด้ ก็จะใช้ไมค์ชนิดนี้เป็นตวั รบั เสียงท้ังหมดในห้องแทน แต่การควบคุม
ซาวดจ์ ะยากกวา่ ไมคช์ นดิ อื่น จงึ ไม่คอ่ ยเป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก
2.2 ไมโครโฟนแบบรับเสียงได้สองทิศทาง หรือ ไบไดเร็คช่นั แนลไมโครโฟน
(Bi - directional Microphone or Two Directional Microphone)
ภาพที่ 5.22 – 5.23 ไมโครโฟนแบบรับเสียงได้สองทิศทาง หรือ ไบไดเร็คชนั่ แนลไมโครโฟน
ภาพจาก : https://www.atprosound.com/polar-pattern/
346
รูปแบบการรับเสียงในแบบไบไดเรคชั่นแนล ( Bi-directional) หรือ (Figure 8)
มีความสามารถในการรับเสียงทั้งด้านหน้า และ ด้านหลังของไมโครโฟนที่เท่ากันในระดับ 90
องศา และกว้าง 90 องศาเท่ากัน และสามารถรับเสียงด้านข้างได้น้อยมาก โดยมุมรับเสียง
ด้านหน้าจะรับได้แคบกว่ารูปแบบการรับเสียงในแบบไฮเปอร์คาร์ดิออย (Hyper Cardioid) แต่ก็
เพิ่มความสามารถในการรับเสียงด้านหลังเข้ามาของไมโครโฟน กลับเฟส (Phase) กัน 180
องศา เสียงทีเ่ ข้ามาทางด้านข้างของไมโครโฟนจะถูกหักล้างออกหมด โดยใช้หลักการที่เรียกว่า
เพลสเชอร์ กราเดียน (Pressure Gradient) ส่วนด้านข้างจะรับเสียงไม่ได้ ดังนั้นถ้าใช้ไมโครโฟน
แบบนี้จะต้องปรับให้ถกู ทิศทางของ แหล่งเสียงด้วย เป็นไมโครโฟนที่เหมาะสำหรับการสนทนา
สองคนที่อยู่ทิศทางตรงกันข้ามแล้วใช้ไมโครโฟน แบบนี้ตั้งอยู่ตรงกลาง นอกจากจะมีชื่อเรียก
ไมโครโฟนชนดิ นีว้ ่าเป็นแบบรบั เสียงได้สองทิศทางหรอื ไปได้เร็คช่นั แนลไมโครโฟนแล้ว อาจจะ
เรียกกันในชื่ออื่นๆ อีกด้วยคือ “กราเดียนท์” (Gradient) หรือ “เวโลซิตี้” (Velocity) เนื่องจาก
ไมโครโฟนแบบนี้มักจะเป็นไมโครโฟนแบบริบบอน เหมาะกับการใช้ในสตูดิโอ เพื่องาน
บนั ทึกเสียง การจ่อเคร่อื งดนตรี ร้องเพลง และใช้ในการบันทึกเสียงร้องที่ต้องการรับเสียงร้อง
จากด้านหนา้ และด้านหลงั รบั เสียงบรรยากาศ
2.3 ไมโครโฟนแบบรบั เสียงด้านเดียว หรือยูนิไดเร็คช่นั แนลไมโครโฟน (Unidirectional
Microphone)
ภาพที่ 5.24 ไมโครโฟนแบบรับเสียงด้านเดียว
ภาพจาก : http://www.learningaboutelectronics.com/Articles/What-are-unidirectional-microphones
ไมโครโฟนแบบรับเสียงด้านเดียว คือ ไมโครโฟนทิศทางเดียวที่เป็นไมโครโฟนที่รับ
เฉพาะเสียงที่มีอัตราขยายสงู จากด้านใดด้านหนึ่งหรือทิศทางของไมโครโฟนเท่าน้ัน ดังนั้นหาก
ผู้ใช้กำลังพูดใส่ไมโครโฟนทิศทางเดียวเขาจะต้องพูดในด้านที่ถูกต้องซึ่งปกติเรียกว่าด้านเสียง
ของไมโครโฟนเพื่อให้ได้เสียงที่ดีจากการบันทึก ตรงกันข้ามกับไมโครโฟนรอบทิศทางซึ่งรับ
เสียงจากทุกทิศทางของไมโครโฟนอย่างเท่าเทียมกัน
347
ภาพที่ 5.25 ทิศทางการรับเสียงจากไมโครโฟนแบบรบั เสียงด้านเดียว
ภาพจาก : http://www.learningaboutelectronics.com/Articles/What-are-unidirectional-microphones
ภาพโพลาร์พล็อตแสดงการตอบสนองของโพลาร์พลอ็ ตทวั่ ไปสำหรบั ไมโครโฟนทิศทาง
เดียว พล็อตเชิงขั้วแสดงให้เห็นว่าไมโครโฟนมีอัตราขยายสูงสุดเมื่อแหล่งกำเนิดเสียงอยู่
ตรงหน้าซึง่ แสดงที่จดุ อ้างอิง 0 องศา ที่จดุ 0 องศานเี้ ราจะเหน็ อัตราขยายคือ 11dB ขณะนี้เม่ือ
แหล่งกำเนิดเสียงถูกหมุนเพื่อให้อยู่ที่ด้านข้างอัตราขยายของไมโครโฟนจะลดลงเนื่องจากไม่มี
ประสิทธิภาพในการรับเสียงจากด้านข้าง เมื่อแหล่งกำเนิดเสียงหมุนไปทางด้านข้างมากขึ้นไป
ทางด้านหลังอัตราขยายจะลดลงมากขึ้นเรื่อย ๆ และในที่สุดจากด้านหลังไมโครโฟนจะรับ
อัตราขยายต่ำสุดซึ่งในกรณีนี้คือประมาณ -28dB นี่แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าไมโครโฟนแบบ
ทิศทางเดียวมีประสิทธิภาพสูงสดุ ในการรบั เสียงจากด้านหน้าในขณะที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่า
มากในการรบั เสียงจากด้านข้างและดา้ นหลัง
ไมโครโฟนทิศทางเดียวใช้ในแอปพลิเคชนั ทีแ่ หลง่ กำเนิดเสียงเป้าหมายทีจ่ ะบนั ทึกอยู่
ด้านหน้าไมโครโฟนโดยตรงและไม่ต้องการบันทึกเสียงอื่น ๆ ทั้งหมดในห้องที่อาจอยู่ด้านข้าง
และด้านหลัง ตัวอย่างนี้คือการบันทึกการบรรยายของศาสตราจารย์ในห้องเรียน ใน
สถานการณ์ที่จำเป็นต้องบันทึกเฉพาะการบรรยายของผู้สอนโดยไม่มีเสียงรบกวนใด ๆ ที่อาจ
มาจากนักเรียนข้างหลังไมโครโฟนแบบทิศทางเดียวมีการใช้งานที่สมบูรณ์แบบ เนื่องจาก
ไมโครโฟนแบบทิศทางเดียวรับเสียงได้ดีจากด้านหน้าในขณะที่ลดทอนเสียงทั้งหมดที่ด้านข้าง
และด้านหลังการบันทึกเสียงที่มีความเข้มข้นสูงจากการพูดของผู้สอนเท่านั้น จึงช่วยให้การ
บันทึกมีความสะอาดมากกว่าการใช้ไมโครโฟนรอบทิศทางซึ่งจะรับสญั ญาณรบกวนได้มากขึ้น
เนื่องจากบันทึกจากทุกด้านของไมโครโฟน ดังนั้นไมโครโฟนทิศทางเดียวจึงเปน็ แอปพลิเคชันที่
348
ยอดเยี่ยมเมื่อแหล่งกำเนิดเสียงสามารถหยุดนิ่งอยู่ด้านหน้าไมโครโฟนเพื่อบันทึกเฉพาะ
แหล่งทีม่ าของเสียงนน้ั เท่าน้ัน (Learning about Electronics, 2011) โดยสามารถแบ่งเป็น
2.3.1 ชนิดคารด์ ิออด (Cardioid Type)
ภาพที่ 5.26 – 5.27 ไมโครโฟนทิศทางเดียวชนิดคารด์ อิ อด
ภาพจาก : https://www.sounddd.shop/basic-microphone-ep-2/
รูปแบบการรับเสียงในแบบคาร์ดิออย มีความสามารถในการรับเสียงจากด้านหน้าที่ 0
องศา ได้ดที ี่สุด และรับเสียงจากด้านหลังได้นอ้ ยมาก หรอื อาจไมไ่ ด้เลย และมีความสามารถใน
การลดเสียงรบกวนได้ดี ถือเปน็ รปู แบบการรบั เสียงที่นิยมใช้งานในระบบกลางแจ้ง และในห้อง
สตูดิโอมากที่สดุ อีกท้ังเปน็ รปู แบบการรบั สัญญาณทีน่ ิยมใชม้ ากทีส่ ดุ รัศมกี ารรับจะรับเสียงที่
มากด้านหน้าส่วนใหญ่ ช่วยตัดเสียงสิ่งแวดล้อมที่ไม่ต้องการ และมีเสียงแทรกจากการขยับ
ของไมโครโฟนค่อนข้างน้อย เหมาะสำหรับใช้บนเวทีที่มีเสียงดัง นิยมใช้กับไมโครโฟนช็อตกัน
และไมโครโฟนติดหัวกล้อง เช่น SR-PMIC2, SR-TM7, SR-M500 เป็นต้น รัศมีการรับจะมี
ลกั ษณะเปน็ รูปหวั ใจ รบั เสียงดีเฉพาะ ด้านหนา้ ด้านเดียวที่มพี ื้นทีใ่ นการรบั เสียง กว้างกว่าชนิด
ที่เป็นแบบ รับเสียงด้านเดียว (Unidirectional Microphone) ด้วยกันโดยมุมในการรับเสียง
ประมาณ 120˚ - 180◦ และ บริเวณตรงกลางจะรับเสียงได้ดีทีส่ ดุ
2.3.2 ชนิดซุปเปอรค์ าร์ดิออด (Super Cardioid)
ภาพที่ 5.28 – 5.29 ไมโครโฟนทิศทางเดียวชนิดซุปเปอรค์ ารด์ ิออด
ภาพจาก : https://www.atprosound.com/polar-pattern/
349
ไมโครโฟนที่มีรูปแบบการรับเสียงแบบ Super cardioid มีองศาการรับเสียงด้านหน้าได้
ดีทีส่ ุดแต่แคบกวา่ Cardioid คือรับเสียงจากด้านข้างได้น้อย มกั นิยมใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการ
แยกการบันทึกทีเ่ น้นเจาะจงแหล่งกำเนิดเสียงใดแหล่งกำเนิดเสียงหน่ึง เพราะให้ทิศทางการรับ
เสียงที่แคบกวา่ แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือสามารถรับเสียงจากด้านหลังได้อีกด้วย ซึ่งอาจต้องระวงั
เสียงรบกวนจากด้านหลังด้วย มุมในการรับเสียงจะเหมอื นกับ แบบคารด์ อิ อด แต่มุมในการรับ
เสียง (รูปหัวใจ) จะแคบกว่า เสียงที่อยู่บริเวณด้านข้างจะถูกตัดออก มุมการรับ เสียงจากว่าง
ประมาณ 100◦ - 120◦ ส่วนมุม 130◦ - 140◦ -ขึ้นไปจะถูกตัดออก เน้นรับเสียงจากด้านหน้า
เช่นเดียวกับ Cardioid แต่บริเวณรับเสียงจะแคบกว่า ทำให้เสียงรบกวนน้อยลงกว่าเดิม แต่
ไมโครโฟนชนิดนี้จะรับเสียงจาด้านหลังไมโครโฟนด้วย จึงต้องระมัดระวังในการวางลำโพง
มอนิเตอร์ เหมาะสำหรับใช้เพื่ออัดเสียงจากแหล่งเดียวในสถานที่ที่เสียงดังมากๆ นิยมใช้กับ
ไมโครโฟนชอ็ ตกันและไมโครโฟนติดหัวกล้อง เช่น SR-PMIC1, Vmic, Vmic Recorder เปน็ ต้น
2.3.3 ชนิดไฮเปอรค์ าร์ดิออด (Hyper - Cardioid) หรอื อุลตร้าได
เรค็ ช่นั แนล ไมโครโฟน (Ultradirectional Microphone)
ภาพที่ 5.30 – 5.31 ไมโครโฟนทิศทางเดียวชนิดไฮเปอรค์ ารด์ ิออด
ภาพจาก : https://www.atprosound.com/polar-pattern/
เป็นไมโครโฟนที่มีความไวในการรับเสียงมากและรับเสียงได้เป็น มุมแคบมาก (Front
Sharp Direction) ไมโครโฟนแบบนี้นอกจากจะเรียกว่าแบบไฮเปอร์คาร์ดิออด และแบบ อุลตร้า
ไดเร็คชั่น แล้วยังมีชื่อเรียกอื่นๆ ตามลักษณะการใช้งานอีก เช่น ไมโครโฟนจาน (Parabolic
Microphone) ไมโครโฟนปืน (Shotgun Microphone or Gun Microphone or Rifle Microphone)
ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี สำหรับการบันทึกเสียงนอกสถานที่ ที่ผู้บันทึกไม่มีโอกาสเข้าใกล้แหล่งเสียง
นั้นๆ เช่นการถ่ายทำภาพยนตร์ข่าวหรือสารคดีนอกสถานที่ รัศมีการรับจะคล้าย คาร์ดิออยด์
และ ซูเปอร์คาร์ดิออยด์ แต่มุมการรับสัญญาณก็จะแคบลงมาอีก นิยมใช้ในการแสดงสดเพื่อ
จับเสียงเครื่องดนตรีทีม่ ีความเป็นอะคูสติกมากๆ ซึ่งด้านหลังของไมโครโฟนสัญญาณจะลดลง
350
ไป 6dB ไมโครโฟนที่มีรูปแบบการรับเสียงแบบ ไฮเปอร์คาร์ดิออด (Hyper cardioid) มีลักษณะ
การใชง้ านคล้ายกบั ซูเปอรค์ ารด์ ิออยด์ (Super cardioid) แต่ส่งิ ที่แตกต่างกันคือ Hyper cardioid
จะมีการรับเสียงทางด้านหน้าได้แคบกว่า(เสียงด้านข้างเข้าน้อยลงไปอีก) แต่การรับเสียงจาก
ด้านหลังกลับมากว่า ซึ่งก็เป็นข้อดีข้อเสียกันคนละอย่าง ซึ่งการใช้งานไมโครโฟนแบบ ซูเปอร์
คาร์ดิออยด์ (Super cardioid) และ ไฮเปอร์คาร์ดิออด (Hyper cardioid) หากใช้บันทึกเสียงใน
ห้องหรือสตูดิโอ ต้องระมัดระวัง เสียงที่สะท้อนมาจากทางด้านหลงั ซึ่งอาจทำให้เกิดเสียงก้อง
มากกว่าแบบ cardioid ข้อแตกต่างระหว่างรปู แบบการรบั เสียง ในแบบซเู ปอร์คาร์ดิออย (Super
Cardioid) และ แบบไฮเปอรค์ ารด์ ิออย (Hyper Cardioid) นีค้ ือ
1. รูปแบบการรับเสียงในแบบซูเปอร์คาร์ดิออย (Super Cardioid) จะมีมุมการรับเสียง
ด้านหน้าที่กว้างกว่า แต่จะมีมุมรับเสียงด้านหลังที่แคบกว่า รูปแบบไฮเปอร์คาร์ดิออย (Hyper
Cardioid)
2. รูปแบบการรับเสียงไฮเปอร์คาร์ดิออย (Hyper Cardioid) จะมีมุมการรับเสียงด้าน
หน้าที่แคบกว่า แต่จะมีมุมการรับเสียงด้านหลังที่กว้างกว่า รูปแบบซูเปอร์คาร์ดิออย (Super
Cardioid) เ ห ม า ะ ก ั บ ก า ร ใ ช ้ ใ น ง า น ค อ น เ ส ิ ร ์ ต ง า น บ ั น ท ึ ก เ ส ี ย ง ใ น ห ้ อ ง ส ต ู ด ิ โ อ
จ่อเครือ่ งดนตรี ใช้ในงานพูด และ ร้องเพลง
รูปแบบการรับเสียงทั้งสองรูปแบบนี้ได้มาจากการรวมตัวกันของรูปแบบการ
รับเสียงคาร์ดิออย (Cardioid Directional) ระหวา่ งขว้ั บวก กับขั้วลบ ทีถ่ กู กดระดับสัญญาณลง
2.4 รูปแบบการรับเสียงแบบชอ็ ตกนั (Short Gun)
ภาพที่ 5.32 – 5.33 ไมโครโฟนทิศทางเดียวรูปแบบการรับเสียงแบบ Short Gun
ภาพจาก : https://www.atprosound.com/polar-pattern/
351
รูปแบบการรับเสียงในแบบช็อตกัน (Short Gun) มีความสามารถในการรับเสียงใน
ลักษณะชี้ไปหาเฉพาะจุด ในทิศทางที่ต้องการรับเสียง นั่นคือ แหล่งต้นกำเนิดเสียง (Source)
และยังสามารถรับเสียงในระยะที่ไกลได้อย่างชัดเจน อีกด้วย มุมในการรับสัญญาณจะแคบ
มากๆ ส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบการรับสัญญาณของไมโครโฟนแบบ ช็อตกัน (Short Gun) ใช้ใน
การเก็บเสียงเฉพาะจุด ซึ่งต้องการความมีทิศทางของไมโครโฟนที่สูงมาก ๆ ซึ่งเสียงจาก
ด้านข้างแทบจะไม่รั้วเข้ามาในไมโครโฟนเลย งานที่เหมาะกับไมค์ที่เป็นแบบช็อตกัน ( Short
Gun) เหมาะกับใช้ในงาน บันทึกสาระคดีสัตว์ในป่า ใช้รับเสียงบรรยากาศ ถ่ายทอดสดกีฬา
การแสดงละครเวที เปน็ ต้น
ภาพที่ 5.34 ทิศทางการรบั เสียงของไมโครโฟน
ภาพจาก : http://www.soundstagemag.com/main/index.php/magazine-articles/studio-and-
instrument/1237-protechniques-microphone-3
รูปแบบการรบั เสียงของไมโครโฟนในแบบต่างๆ ที่นยิ มใช้งานกนั ในปัจจุบัน จะเลือกหา
หรือ เลือกซื้อไมโครโฟน เพื่อนำมาใช้ในงานประเภทต่างๆ เมื่อเราเลือกชนิดของไมโครโฟนที่
ต้องการใชง้ านได้แล้ว อันดับ ตอ่ มาก็อยา่ ลืมเลือกรปู แบบการรับเสียงของไมโครโฟนให้ถูกต้อง
และเหมาะสมกับลักษณะของงานตา่ งๆด้วย
352
3. แบ่งตามความไวในการรับเสียง (sensitivity)
ความไวของไมโครโฟน หมายถึง เสียงที่เข้าไปในไมโครโฟนแล้วไมโครโฟนนั้นจะแปลง
ให้เป็นสญั ญาณไฟฟ้าได้ในความเรว็ ทีเ่ ท่าไร โดยที่คุณภาพของไมโครโฟนจะดีหรือไม่ดีนั้นไม่ได้
ขึ้นอยู่กับความไวในการรับเสียง ทั้งนี้เพราะลักษณะที่ใช้งาน ไมโครโฟนมีอยู่หลายๆ ลักษณะ
แตกต่างกัน ดังนั้นไมโครโฟนจึงถูกออกแบบให้มีความหมายเหมาะสมกับ ลักษณะงานที่ใช้
ต่างๆ กนั ความไวของไมโครโฟนมี 4 ชนิดได้แก่
3.1 ชนิดความไวตำ่ (Low Sensitivity) หรอื ไมโครโฟนริมปาก (Lip Microphone)
ภาพที่ 5.35 – 5.36 ไมโครโฟนชนิดความไวตำ่ หรอื ไมโครโฟนรมิ ปาก
ภาพจาก : https://www.canford.de/Products/92-392_COLES-4104-MICROPHONE-Lip
https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/john-motson-bbc-retirement-interview11117506
ไมโครโฟนริมปากเปน็ ไมโครโฟนทีต่ ้องใช้พูดใกล้ๆ ถึงจะรับเสียงได้ระยะพูดจะต้องห่าง
ไม่เกิน 4 นวิ้ ถ้ามากกวา่ น้จี ะรับเสียงไม่ค่อยได้หรอื อาจจะไม่ได้เลย ไมโครโฟนประเภทนี้เหมาะ
สำหรับบริเวณที่มีเสียง รบกวนมากๆ และช่วยลดปัญหาการเกิดเสียงหอน ( Acoustic
Feedback) ได้มาก เนื่องจากไมโครโฟนไม่ สามารถรับเสียงจากลำโพง (ที่อยหู่ ่าง) กลบั ไปขยาย
อีกจนทำให้เกิดเสียงหอนได้ การใช้งานไมโครโฟนชนิด ความไวต่ำนี้เหมาะสำหรับนักร้อง
ผบู้ รรยายเหตกุ ารณ์ พิธีกร เปน็ ต้น
353
3.2 ชนิดความไวปานกลาง (Medium Sensitivity)
Neck Microphone Lavalior Microphone Chest Microphone
ภาพ 5.37 – 5.39 ไมโครโฟนชนิดความไวปานกลาง
ภาพจาก : https://safariland.com/products/tactical-throat-microphone-headset-set-ttmk3_d
https://www.ebay.com/itm/New-Clip-On-Lapel-Microphone-Hands-Free-Wired-
Condenser-Mini-Lavalier-Mic-3-5mm-/322648429680
https://www.dpamicrophones.com/bodyworn-microphones
ไมโครโฟน ชนิดความไวปานกลางนี้ ระยะพูดห่างจากไมโครโฟนที่บอกจะอยู่ในช่วง
ประมาณ 4 - 6 นิ้ว ซึ่งไมโครโฟน ทั่วไป ส่วนใหญ่มักจะถูกออกแบบมาเป็นชนิดความไวปาน
กลาง นอกจากนี้ไมโครโฟนประเภทห้อยคอ (Neck Microphone หรือ Lavalior Microphone)
และไมโครโฟนชนดิ ติดอยู่บริเวณหนา้ อก หรอื ปกเสือ้ (Chest Microphone) กเ็ ป็นไมโครโฟนชนิด
ความไวปานกลางดว้ ย
3.3 ชนิดความไวสงู (High Sensitivity)
ภาพที่ 5.40 ไมโครโฟนชนิดความไวสูง
ภาพจาก : https://blesseddan.com.ng/product/boom-mic-pole/
354
ไมโครโฟนชนิดความไวสูงเป็นไมโครโฟนที่มีความไว ในการรับเสียงได้ดีในระยะไกล
พอควรคืออยใู่ นชว่ งประมาณ 6 – 12 นิว้ ถ้าใกล้กว่าน้ีเสียงอาจจะไม่ชัดเจน เพราะจะเกิดเสียง
ระเบิดซึ่งมักจะเกิดจากการพูดเสียง "พ และ บ" แต่ถ้าหากพูดห่างมากกว่านี้เสียงจะดังค่อย
ไมโครโฟนที่มีความไวสูง เช่นไมโครโฟนบูม (Boom Microphone) และแบบคอนเดนเซอร์
เป็นต้น
3.4 ชนิดความไวสูงมาก (Super Sensitivity)
ภาพ 5.41 ไมโครโฟนชนิดความไวสูงมาก
ภาพจาก : https://blesseddan.com.ng/product/boom-mic-pole/
ไมโครโฟนชนิดความไวสูงมากเป็นไมโครโฟนที่มี ความไว ในการรับเสียงสูงมาก
สามารถรับเสียงได้ในระยะไกลๆ และเป็นมุมแคบ เช่น ไมโครโฟนปืน (Shotgun Microphone,
Gun Microphone or Rifle Microphone) และไมโครโฟนจาน (Parabolic Microphone)
3.5 ชนิดปรับความไวได้ หรือเลือกความไวได้ (Adjustable or Selectable
Sensitivity)
ภาพที่ 5.42 ไมโครโฟนชนิดปรบั ความไวได้หรอื เลือกความไวได้
ภาพจาก : https://musicspace.co.th/product/zoom-xyh-6-x-y-microphone-capsule-for-h5-h6/
355
ไมโครโฟนชนิดปรับความไวได้หรือเลือกความไวได้ มีไมโครโฟนที่ถูกผลิตออกมา
จำนวนไม่น้อยที่สามารถปรับความไวได้ ทั้งนี้เพื่อให้ สามารถใช้กับงานได้ทุกลักษณะอย่าง
เหมาะสม ไมโครโฟนที่ปรับความไวได้อย่างต่อเนื่องที่เรียกว่า "ซูมไมโครโฟน" (Zoom
Microphone) กเ็ ป็นไมโครโฟนประเภทนี้ดว้ ย
4. แบง่ ตามลกั ษณะของการใช้งาน การแบ่งไมโครโฟนลักษณะนีอ้ ยกู่ ับการใช้
งาน ซึ่งมีอยหู่ ลายชนดิ เชน่
4.1 ไมโครโฟนริมปาก (Lip Microphone)
ภาพที่ 5.43 – 5.44 ไมโครโฟนริมปาก
ภาพจาก : https://musicspace.co.th/product/zoom-xyh-6-x-y-microphone-capsule-for-h5-h6/
https://www.businessinsider.com/microphones-bbc-olympic-commentators-2014-2
ไมโครโฟนประเภทนี้จะต้องใช้งานใกล้ กับแหลง่ เสียงมากหรือพูดชิดปาก ถ้าห่างจะรับ
เสียงไม่ได้ เหมาะสำหรับนักร้องผู้บรรยายเหตุการณ์ หรือพิธีกร ในแหล่งที่มีเสียงรบกวนมาก
ไมโครโฟนจะตดั เสียงรบกวนของผอู้ อกอากาศ ใช้สำหรบั สถานการณก์ ารพูดคุยในร่มที่ใกล้ชิด
ซึ่งจำเป็นต้องทำซ้ำการกระจายเสียงและเสียงพูดประกาศต่อสาธารณะในสภาพแวดล้อมที่มี
เสียงรบกวนสูง และ มีความสามารถด้านประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้ว
นับต้ังแต่เปิดตัวใชง้ านโดยผู้แพร่ภาพกระจายเสียงท่ัวโลก การลดการสน่ั สะเทือนแบบอะคูสติก
ในระดับสูงที่ใช้กับริบบิ้นอลูมิเนียมลูกฟูกที่แข็งแรงช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะเป็นอิสระจากเสียง
สะท้อนและภมู ิคมุ้ กนั ทีส่ มั พนั ธก์ นั ไปจนถึงการจดั การเสียงและแรงกระแทกทางกล
356
4.2 ไมโครโฟนห้อยคอ (neck Microphone or Lavalier Microphone) หรอื แบบติดอยู่
บริเวณหนา้ อก (Chest Microphone)
ภาพที่ 5.45 – 5.46 ไมโครโฟนห้อยคอ (neck Microphone or Lavalier Microphone)
หรอื แบบติดอยู่บริเวณหน้าอก (Chest Microphone)
ภาพจาก : https://www.rode.com/blog/all/How-To-Use-Lavalier-Mic
https://www.bhphotovideo.com/c/product/681586REG/Califone_NM319_NM319_Neck_Microphone_for.html
เปน็ ไมโครโฟนประเภททีใ่ ชห้ อ้ ยคอหรอื ซอ่ นไว้ในเสื้อ ระยะตดิ ตั้ง ระหว่างปากผพู้ ูดกับ
ไมโครโฟนจึงคงที่ แต่การใช้งานจะต้องระมัดระวังเรื่องเสียงรบกวนที่เกิดจากสาย ไมโครโฟน
หรอื ตวั ไมโครโฟนถูกับเสือ้ ผ้าหรอื สายไมโครโฟนถูกลากไปมากับพื้น เป็นไมโครโฟนแบบมีสาย
ขนาดเล็กที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการสร้างภาพยนตร์และการออกอากาศ เหมาะอย่างยิ่ง
สำหรับการบันทึกบทสนทนาเนื่องจากมีความสุขุมรอบคอบและไม่สร้างความรำคาญและ
สามารถจัดตำแหนง่ ให้ใกล้ปากได้ในขณะทีม่ องไมเ่ ห็น วิธีนชี้ ว่ ยใหม้ นั่ ใจได้ว่าคุณจะได้รบั เสียงที่
ชัดเจนและชัดเจนในสถานการณ์การบันทึกที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นวิดีโอบล็อกการรายงาน
ไปยังกล้องหรือบนั ทึกการสัมภาษณ์ มีสองสิ่งหลักทีค่ วรพิจารณาเม่อื ใช้ไมค์ลาวาเลียร์ คือ วิธี
วางตำแหน่งและ วิธีเชื่อมตอ่ กบั อุปกรณ์บันทึก เพื่อให้ได้เสียงที่ดีที่สดุ ส่วนใหญ่มีลกั ษณะเปน็
แคปซูลรอบทิศทางซึ่งหมายความว่าพวกมันรับเสียงจากทุกทิศทางดังนั้นจึงค่อนข้างให้อภัย
เมื่อบนั ทึก อยา่ งไรก็ตามตามกฎทว่ั ไปขอแนะนำให้วางไมค์ไว้ที่หน้าอกโดยใหร้ ะยะห่างจากปาก
ประมาณ 20-30 เซ็นติเมตร
357
4.3 ไมโครโ ฟนไม่มีสาย หรือแบบไร้สาย (Wireless Microphone, FM
Microphone or Radio Microphone)
ภาพที่ 5.47 ไมโครโฟนไมม่ ีสายหรอื แบบไร้สาย
ภาพจาก : https://www.เครอ่ื งเสียงหอ้ งประขุม.com/ไมคโครไร้สาย-ไมคล์ อย-wireless/
ไมโครโฟนแบบไร้สาย หรือไมค์ลอย (Wireless Microphone) นอกจากจะเรียกว่า
“ไมโครโฟนไม่มีสาย” แล้วอาจจะมีเรียกกันในชื่ออื่นอีก เช่น “วายเลส ไมโครโฟน”, “เอฟเอม
ไมโครโฟน” หรือ “ไมค์ลอย” เป็นไมโครโฟนที่มีลักษณะคล้ายไมโครโฟนทั่วไป เพียงแต่มี
คุณสมบัติพิเศษ คือ ส่งคลื่นเสียงแบบไร้สาย โดยมีการพัฒนาวงจรภายในให้สามารถกระจาย
เปน็ คลื่นความถี่วิทยุ ซึง่ สว่ นใหญเ่ ปน็ ระบบเอฟเอ็ม (FM) หรอื ระบบเอเอ็ม (AM) ไม่มีสายจาก
ตวั ไมโครโฟนไป เข้าเครือ่ งขยายเสียง แตอ่ าจจะมีสายสั้นๆ ใช้คูก่ ับตัวรับสัญญาณคลื่นความถี่
วิทยุที่อยใู่ นย่านความถี่เดียวกัน ทำให้แปลงคลืน่ เสียงไปยังเครือ่ งขยายเสียงได้ทันที ทำงานโดย
ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ มีสวิตช์เปิด-ปิดในตัว สามารถลดเสียงรบกวนจากด้านข้างได้ ที่ตัว
ไมโครโฟนซึ่งสายนี้จะทำหน้าที่เป็นสายอากาศและบางตัว อาจจะใช้เสาอากาศ การรับเสียง
จากไมโครโฟนนี้ได้จะต้องมีเครื่องรับวิทยุทีเ่ ปน็ ระบบเดียวกันและในความถี่ที่ ตรงกันจึงจะรับ
สัญญาณได้แล้วจึงนำสัญญาณจากเครื่องรับวิทยุไปต่อเข้าเครื่องขยายเสียงอีกต่อหนึ่งทำให้
สามารถใช้ไมโครโฟนที่มีระยะห่างจากเครอ่ื งขยายเสียงได้ถึงประมาณ 50 เมตร ได้อย่างอิสระ
โดยในการรับ-ส่งสัญญาณย่านความถี่วิทยุ ก็ได้มีการเริ่มใช้และพัฒนากันมาอย่างต่อเนื่อง
เพื่อแก้ปัญหาการรบกวนของสัญญาณในแต่ล่ะย่านความถี่ที่มีการใช้งานจนมากเกินไป โดย
แบง่ เป็นยา่ นความถี่ ดงั น้ี
• ย่านความถี่ VHF (Very High Frequency) ชว่ งย่านความถี่ 30 – 300 MHz
• ย่านความถี่ UHF (Ultra High Frequency) ชว่ งยา่ นความถี่ 300 – 3000
MHz
358
โดยย่านความถี่วิทยุแต่ล่ะย่านที่กล่าวมา จะใช้งานได้ต้องได้รับการขออนุญาตจาก
กรมไปรษณีย์โทรเลขก่อน นอกจากนี้ยงั ได้มกี ารพัฒนานำเอายา่ นความถี่ดิจิตอล 2.4 GHz ISM
Band (Industrial Sciences Medicine) มาใช้งานอีกด้วย เป็นย่านความถี่ที่สามารถใช้งานได้เลย
ไมต่ ้องขออนุญาตเพราะเป็นคลื่นความถีส่ าธารณะ ไมโครโฟนไร้สายที่กลา่ วมามีใหเ้ ลือกใช้งาน
ทั้งแบบไมค์ชนิดมือถือ ไมค์ชนิดหนีบปกเสื้อและไมค์ชนิดคล้องศรีษะ ให้เหมาะสมกับประเภท
งานนั้นๆ ซึง่ ให้คุณภาพของเสียงได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ และที่สำคัญพกพาใช้งานได้สะดวกทุก
ที่ จึงสามารถนำมาใช้งานได้หลากหลายทั้งพูดบรรยายในห้องสัมมนา ร้องเพลงคาราโอเกะ
รายงานข่าวสด การแสดงดนตรีสด งานพิธีกร งานอีเวนต์ เปน็ ต้น
คลื่น Wireless Microphone ที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบันจะอยู่ที่ 794 – 806MHz ซึ่งคลื่น
ดังกล่าวจะถูกยกเลิก พูดง่ายๆคือไม่ให้ใช้ ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2564 ซึ่งสิ่งที่ต้องศึกษามี
ดังต่อไปนี้
ภาพที่ 5.48 กฎระเบียบเกี่ยวกับไมโครโฟนไร้สาย
ภาพจาก : คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแหง่ ชาติ (กสทช)
359
1. กสทช ประกาศให้ใช้คลื่น Wireless Microphone ความถี่ใหม่ โดยเเบ่งเป็น 3
ชว่ งความถี่ คือ 694 – 703MHz, 748 – 758MHz, 803 – 806MHz นัน่ ไม่ได้หมายความว่า ซื้อ
Wireless Microphone มา 1 ชุด จะสามารถใช้ได้ทั้ง 3 ช่วงความถี่ เเต่จะต้องเลือกว่าจะซื้อ
ในช่วงความถี่ไหนบ้าง ข้อจำกัด คือ ในกรณีซื้อเป็นช่วงความถี่เดียวกันหมด เเล้วใช้ Wireless
Microphone หลายๆตัว จะทำให้เหลอื ช่องที่ใช้งานจริงได้น้อยมาก เมื่อเทียบกับคลื่นความถี่เก่า
เเต่ในกรณีซื้อ Wireless Microphone หลายตัวเเล้วกระจายหลายช่วงความถี่ ก็จะต้องเตรียม
Wireless Microphone สำรองมากขึ้นในกรณีทีม่ ปี ัญหา
2. คลน่ื ความถีใ่ หมเ่ ริ่มใช้ได้ตงั้ เเต่ 1 มกราคม 2564 ส่วนคลื่นความถี่เก่าจะถูก
ยกเลิก 31 มีนาคม 2564 หมายความว่า จะมีเวลาให้สำหรับผู้ใช้งาน 3 เดือน เพื่อปรับ เเละ
จัดเตรียมอุปกรณ์ทีใ่ ช้อยู่ ให้ถกู ต้องตามกฎหมาย
3. ในกรณียืนยันที่จะใช้ Wireless Microphone ชุดเดิม จะเหลือช่องที่ใช้ได้ คือ
803 – 806MHz โดยใหผ้ ใู้ ช้ตดิ ต่อกลบั ไปยงั บริษัทที่จดั จำหน่าย เพือ่ ให้ปิดชอ่ งที่เกิน คือ 794 –
802MHz ไม่เช่นนั้นเเล้วจะมีความผิด เป็นโทษอาญา จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 เเสนบาท
หรอื ทั้งจำทั้งปรับ ต่ออุปกรณ์ 1เครือ่ ง เเม้ว่าคณุ จะยืนยันวา่ ใชจ้ รงิ เเค่ 803 – 806MHz ก็ตาม
4. เมื่อความถี่เปลีย่ น ไมโครโฟนไร้สาย เปลี่ยน Antenna ก็ต้องเปลี่ยนในกรณี
ทีไ่ มไ่ ด้ใช้ 803 – 806MHz
5. ยังมีคลื่นความถี่ไมค์ในชว่ งอื่นซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากประกาศฉบับนี้ คือ
VHF 88 – 108MHz และ 165 – 210MHz เเต่เป็นคลื่นที่ไม่เป็นที่นิยม เพราะถูกรบกวนได้ง่าย
เช่นจาก Fm, วิทยสุ ือ่ สาร เป็นต้น
6. Wireless Microphone 2.4gHz จะทำงานได้ดีในบริเวณที่มีการใช้ Wifi ไม่
หนาแน่น เเตต่ ้องระวัง ในบริเวณทีม่ กี ารใช้ Wifi อย่างหนาเเนน่ อาจส่งผลใหเ้ กิดปัญหาได้
7. Wireless Microphone 2.4gHz จะมีการรบกวนกันทีน่ ้อย จนู ได้หลายช่อง เเต่
ปัญหาคือ Latency(ความหน่วงเวลา) ลองนึกถึง ไมค์ลอย มีความหน่วงเวลาที่ 2 ms เเละ
มิกเซอร์ดิจิตอลมคี วามหน่วงเวลาอกี 2 ms เมือ่ รวมกัน ย่อมสง่ ผลกระทบกบั นักร้อง นักดนตรี
8. ประกาศฉบบั นคี้ รอบคลุมผู้ทีใ่ ช้งานคลื่นวิทยทุ ั้งหมด ไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าจะ
เปน็ หนว่ ยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ สถานศกึ ษา เป็นต้น
360
4.4 ไมโครโฟนปืน (Gun Microphone, shotgun Microphone or Rifle Microphone)
(Learning about Electronics, 2011 ; )
ภาพที่ 5.49 ไมโครโฟนปืน
ภาพจาก : http://www.thaidvshop.com/index.php/products/microphone/shotgun-
microphone/deity-s-mic-2-shotgun-microphone-location-kit-detail
ไมโครโฟนปืน เป็นไมโครโฟนที่มีทิศทางสูงซึ่งต้องชี้ไปที่แหล่งกำเนิดเสียงเป้าหมาย
โดยตรงเพื่อการบันทึกที่เหมาะสม ไมโครโฟน Shotgun ใช้ไมโครโฟนทิศทางเดียวเพื่อให้ได้
ลำแสงที่มีความเข้มข้นสูงนี้ไปยังแหล่งกำเนิดเสียงเพื่อบันทึกเสียง เนื่องจากใช้ไมโครโฟน
ทิศทางเดียวจึงรับเสียงได้ดีเมื่อแหล่งกำเนิดเสียงอยู่ตรงหน้าพวกเขา แต่เริ่มรับเสียงได้แย่ลง
(ต่ำกว่ามาก) เมื่อย้ายแหล่งกำเนิดเสียงไปที่ด้านข้าง และด้านหลัง โดยไมโครโฟนปืน ได้ชื่อมา
จากข้อเท็จจริงที่ว่าตัวไมโครโฟนมีรูปร่างเหมือนกระบอกปืนลูกซอง และเช่น เดียวกับปืนลูก
ซองไมโครโฟนจะต้องเล็ง หรือชี้ไปที่แหล่งเป้าหมายโดยตรงเพื่อที่จะหยิบมันขึ้นมาได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นไมโครโฟนประเภทคอนเดนเซอร์เสียส่วนใหญ่ ซึ่งส่วนมากแคปซูลจะอยู่
ด้านหลังของท่อที่มีสล๊อตที่เรียกว่า interference tube ทำหน้าที่ในการตัดเสียงรอบข้าง ด้วย
หลักการตดั เฟสของเสียง เมือ่ เสียงดา้ นข้าง เข้ามาทางท่อ การที่จะเดินทางมายังแคปซูลซึ่งอยู่
ด้านหลัง ย่อมต้องไปในทางเดียวกัน คือวิ่งเลี้ยวเข้าแคปซูล ประมาณ 90 องศา แต่สิ่งที่เกิดขึ้น
เมื่อเลี้ยวคือ คลื่นเสียงจะสะท้อนเป็นปริมาณน้อยเนื่องจากเข้ามาทางด้านข้างซึ่งมีโอกาส
ประทะกับผนังในไมค์มากกว่า ทำให้สะท้อนกับส่วนท่อปะปนกับเสียงอ่ืนๆด้วย เกิดการตัดเฟส
กันขึ้น + เจอ - = 0 แต่เสียงที่เข้าทางตรง เดินทางสะดวก ผ่านกลางท่อไปได้อย่างสบายๆ
ดังนน้ั ไมคป์ ระเภทนี้จึงถูกใช้งานถ่ายภายนอกมากเปน็ ส่วนใหญ่
ซึ่งไมโครโฟนของปืนลกู ซองคือโฟกัสโดยตรงที่แหล่งกำเนิดเสียงที่อยู่ด้านหน้า และรับ
เสียงที่มีอัตราขยายสูงในขณะที่บันทึกเสียงอื่น ๆ ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมต่ำมากซึ่งอาจเป็นไป
ทางด้านข้างหรือด้านหลัง นี่เป็นข้อได้เปรียบเนื่องจากสามารถรบั เสียงเฉพาะทีผ่ ู้ใช้ต้องการได้
361
โดยตรงต่อหน้าในขณะที่ไม่สนใจเสียงที่ไม่ต้องการอื่น ๆ ที่อาจมีอยู่ในสิ่งแวดล้อม ดังนั้น
ไมโครโฟนของปืนลูกซองจึงถูกนำมาใช้อย่างมากในแอปพลิเคชั่นที่บันทึกเฉพาะเสียงที่อยู่
ด้านหน้าไมโครโฟนเท่านั้นเพื่อให้เสียงรบกวนอื่น ๆ ทั้งหมดลดล งและแหล่งกำเนิดเสียงอยู่ใน
ตำแหนง่ คงที่ตรงด้านหนา้ ของไมโครโฟนของปืนลกู ซองและ ไม่ขยับมาก
ภาพที่ 5.50 ทิศทางการรับเสียงของไมโครโฟนปืน
ภาพจาก : http://www.thaidvshop.com/index.php/products/microphone/shotgun-
microphone/deity-s-mic-2-shotgun-microphone-location-kit-detail
การตอบสนองเชิงขั้วทั่วไปสำหรับไมโครโฟนของปืนลูกซองจะปรากฏขึ้น
โครงร่างโพลาร์บอกเราถึงการได้รับของไมโครโฟนสำหรับทิศทางต่างๆท้ังหมดที่ชี้ไปที่สัมพันธ์
กับแหล่งกำเนิดเสียง จุดอ้างอิง 0 °คือเมื่อไมโครโฟนของปืนลูกซองชี้ไปด้านหน้าของ
แหล่งกำเนิดเสียงที่กำลังบันทึกโดยตรง ทีจ่ ุด 0 °นจี้ ะเหน็ วา่ ไมโครโฟนมีอัตราขยายสูงสุดซึ่งใน
กรณีนีค้ ือ -11dB เมื่อไมโครโฟนหนั ไปทางดา้ นข้างห่างจากแหล่งกำเนิดเสียงอัตราขยายที่รับจะ
เริ่มลดลง จุดอ้างอิง 180 °คือเมื่อหันไมโครโฟนออกจากแหล่งกำเนิดเสียงจนสุดโดยชี้ไปใน
ทิศทางตรงกันข้าม ที่ตำแหน่งนี้เป็นที่ที่อัตราขยายของไมโครโฟนต่ำที่สุดซึ่งในกรณีนี้คือ -
28dB การได้รับการตอบสนองของไมโครโฟนปืนลูกซองเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ามันรับเสียงที่มี
อตั ราขยายสูงกต็ ่อเม่อื ชีไ้ ปทีแ่ หลง่ กำเนิดเสียงโดยตรงและจะลดลงเมื่อหมนุ ไปทางด้านข้าง
362
ภาพที่ 5.51 โครงสร้างไมโครโฟนปืน
ภาพจาก : http://www.thaidfilm.com/simple/?t21439.html
ภายในตัวไมค์ จะมี Capsule mic ชนิด Super-Cardioid , Hyper-Cardioid อยู่
หลักการทำงานของไมค์ที่เป็นทิศทาง คือ รับคลื่นเสียงด้านหน้า ทำให้ไดอะแฟรมขยับ โดยที่
อากาศด้านหลังไดอะแฟรม คือหลังไมค์ จะขยับตามไดอะแฟรมซึ่งขยับด้านหน้า เรียกว่า
Pressure-Gradient Transducer ฉะนั้น การปิดหนา้ หรอื หลังไมค์ จะทำให้เสียงไม่ตรงตามสเปค
เกิดเสียงก้องน่ารำคาญ ลดความสามารถความเป็นทิศทางของไมค์ลงอย่างเกินความ
คาดหมาย สังเกตงา่ ยๆ กับไมค์ร้องเพลง
ชนิดการทำงานของคอนเดนเซอรใ์ น Shotgun
มีอยูท่ ้ังหมด 3 ชนิด ดังตอ่ ไปนี้
1. Electret Condensor
ภาพที่ 5.52 Electret Condensor
ภาพจาก : http://www.thaidfilm.com/simple/?t21439.html
เป็นไมค์ชนิดที่หาง่าย ราคาถูกและคุณภาพอยู่ในระดับตั้งแต่ต่ำ – ปานกลาง – สูง
Electret คือวัสดุที่สามารถเก็บไฟฟ้าสถิตได้ ดังนั้นการทำงานของไมค์ประเภทนี้ จึงไม่ต้องใช้
ไฟฟ้าในเชิงการทำงาน เพราะตัวแผ่นไดอะแฟรม ใช้ไฟฟ้าสถิตที่ตัว Back plate ในการ
363
เปลี่ยนแปลงของประจุที่เกิดจากการขยับของไดอะแฟรม แต่ ระดับสัญญานนั้นต่ำมาก และมี
ค่าความต้านทานสูงมาก จึงต้องมีทรานซิสเตอร์ชนิด FET คอยขยายสัญญาน และลดความ
ต้านทานลง ซึ่งตัว FET ต้องการไฟฟ้าปริมาณเล็กน้อย 1.5-6V นี่คือเหตุผล ว่าทำไมไมค์
คอมพิวเตอร์ปกติ จึงใช้งานได้ เพราะเป็น electret รับไฟฟ้าจากคอมมาประมาณ 5V เพื่อจ่าย
ให้ FET ทำงาน
ข้อดี
- ใช้งานง่าย ราคาถกู
- ไมต่ ้องการไฟฟ้าในการทำงานถึง 48V
- ในปัจจบุ ัน Back electret เป็นแบบที่แพร่หลายและคุณภาพสูง
พอๆกับแบบอืน่
- มีความทนทานต่ออณุ หภูมิและความชืน้
ข้อเสีย
- คุณภาพจำกดั เทา่ ที่ทำได้ ซึง่ เทียบไม่ได้กับแบบอีก 2 อยา่ ง
- Self-Noise ค่อนข้างเยอะกว่าชนิดอ่นื
2. DC-Bias Condenser
ภาพที่ 5.53 DC-Bias Condenser
ภาพจาก : http://www.thaidfilm.com/simple/?t21439.html
364
ภาพที่ 5.54 การทำงานคือแผ่นไดอะแฟรมของ DC-Bias Condenser
ภาพจาก : http://www.thaidfilm.com/simple/?t21439.html
การทำงานคือแผ่นไดอะแฟรมที่ทำจากแผ่นพลาสติกบางๆ เคลือบด้วยทองแท้ๆ ไว้
เพื่อการนำไฟฟ้าที่ดี และ Back plate ต่อเข้ากับวงจร ซึ่งจ่ายไฟฟ้าให้ 48V (บางตัวอย่าง
Neumann U87 รุ่นเก่าๆ อาจมีการ Bias ให้ถึง 52V เลยทีเดียว) เพื่อให้มีแรงดันไฟฟ้าเลี้ยงใน
แคปซูล โดยแยกสัญญานออกจากไฟเลี้ยงนี้ เมื่อเสียงกระทบไดอะแฟรม เกิดค่าประจุที่ต่าง
จากเดิม ทำให้เกิดสัญญานไฟฟ้าตามไฟเลี้ยง โดยตัววงจรปรีแอม จะแยกสัญญานนี้ มาเป็น
เสียงใหเ้ ราใชง้ าน รวมถึงขยายสัญญานขนึ้ ด้วย
ข้อดี
- รับย่านเสียงได้กว้างมาก เทา่ ทีห่ ูมนุษยจ์ ะได้ยิน
- เสียงออกมาธรรมชาติที่สุด
- ไมคค์ ณุ ภาพสูงๆ มักใช้เทคโนโลยีนี้
- ไมค์ห้องอัดใหญ่ๆ ใช้อัดเสียงนกั ร้อง คือชนิดนี้แทบจะหมด รวมถึง
Pencil mic ด้วย
365
ขอ้ เสีย
- ไวต่อความชื้น ซึ่งความชื้น ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ เพราะจะไปเปลี่ยน
คณุ สมบัติของตัวแคปซลู เพราะใช้อากาศและความชืน้ ในการทำงานเป็นตัวเกบ็ ประจุ
3. RF-Bias Condensor
ภาพที่ 5.55 RF-Bias Condensor
ภาพจาก : http://www.thaidfilm.com/simple/?t21439.html
RF-Bias Condensor มีลักษณะเหมือน DC-bias แต่ทำงานด้วยสัญญานวิทยุ เป็นคลื่น
ให้คอนเดนเซอร์ทำงานแทน ซึ่งทำให้ไดอะแฟรมกับ Backplate อยู่ใกล้มากขึ้น ใช้ไฟในการ
ทำงานน้อยลงเหลือเพียง 12v ก็ทำงานได้ แต่มักจะทำเป็นสากลใช้ 48เหมือนเดิมซะมากกว่า
การใช้คลื่นวิทยุ ทำให้หมดปัญหาเรื่องของความชื้นที่จะมากวนการทำงานของคอนเดนเซอร์
เพราะคลื่นวิทยุ ทะลุได้อยูแ่ ล้ว รวมถึง เมื่อมีระบบแยกสัญญานเสียงออกจากสัญญานทำงาน
carrier freq ก็จะทำให้คลื่นเสียงที่ได้ สูงจนน่าตกใจ เพราะทำงานได้เกินกว่าที่หูมนุษย์ได้ยิน
บางตัว ถึง 50KHz เลยทีเดียว
ขอ้ ดี
- ทนตอ่ สภาพอากาศทกุ สภาพ ไม่ว่าจะป่าอเมซอน ขั้วโลกเหนือ
หรอื ทะเลทราย ทำงานได้เสถียรและนา่ เช่อื ถือ
- เสียงดีมาก หลายคนบอกวา่ ดอ้ ยกวา่ DC-Bias
- ให้เสียงใสสดุ ๆ เนอ่ื งจากทำงานทีค่ วามถี่สูงมาก
366
4.5 ไมโครโฟนจาน (Parabolic Microphone)
ภาพที่ 5.56 ไมโครโฟนจาน
ภาพจาก : https://www.stithrecording.com/index.cfm/product/46_3/pro-universal-mkh-series-parabolic-microphone.cfm
ไมโครโฟนจาน คือไมโครโฟนที่ใช้ตัวสะท้อนพาราโบลาในการรวบรวมและโฟกัสคลื่น
เสียงไปยังทรานสดิวเซอร์ในลักษณะเดียวกับที่เสาอากาศพาราโบลา (เช่นจานดาวเทียม) ทำ
กับคลื่นวิทยุ แม้ว่าไมโครโฟนจะไม่มีความเที่ยงตรงสูง แต่ไมโครโฟนแบบพาราโบลาก็มีความ
ไวต่อเสียงในทิศทางเดียวตามแนวแกนของจานและสามารถรับเสียงที่อยู่ไกลได้ การใช้งาน
ไมโครโฟนนี้โดยทั่วไปรวมถึงการบันทึกเสียงตามธรรมชาติเช่นการบันทึกเสียงนกร้องเสียง
กลางสนามสำหรับการแพร่ภาพกีฬาและการดักฟังการสนทนาเช่นในการจารกรรมและการ
บังคับใช้กฎหมาย ไมโครโฟนแบบพาราโบลาถูกใช้ในหลายส่วนของโลกในช่วงต้นสงครามโลก
คร้ังที่สองโดยเฉพาะชาวญี่ปุน่
ไมโครโฟนรวมเสียงแบบจานสะท้อนพาราโบลาออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับ sound
scape บันทึกเสียงสัตว์ในธรรมชาติ หรือการออกภาคสนามซึ่งช่วยโฟกัสเสียงในระยะไกลได้
เป็นอย่างดี โดยกำหนดให้ความกว้างของจานสัมพันธ์กับคลื่นต่ำสุดที่มนุษย์สามารถได้ยิน
(20Hz) ซึ่งมีความยาวคลื่นที่ 56.50 ฟุต โดยทั่วไปไม่ใช้ ไมโครโฟนจาน สำหรับการใช้งานที่มี
ความเที่ยงตรงสูงเนื่องจากจาน ขนาดเล็กพอที่จะพกพาได้มีการตอบสนองความถี่ต่ำที่ไม่ดี
เนื่องจากเกณฑ์ Rayleigh จานพาราโบลาสามารถโฟกัสเฉพาะคลื่นทีม่ ีความยาวคลืน่ น้อยกว่า
เส้นผ่านศูนย์กลางของรูรับแสงมากเท่านั้น จานไมโครโฟนพาราโบลาทั่วไปที่มีเส้นผ่าน
ศูนย์กลางหนึ่งเมตรมีทิศทางเพียงเล็กน้อยสำหรับคลื่นเสียงที่ยาวกว่า 30 ซม. ซึ่งสอดคล้อง
367
กบั ความถีท่ ีต่ ่ำกวา่ 1 kHz สำหรับความถี่ที่สงู ขนึ้ สามารถคาดหวังได้ประมาณ 15 dB อย่างไรก็
ตามเมื่อความยาวคลื่นของเสียงเทียบได้กับเส้นผ่านศูนย์กลางของจานพาราโบลาการ
ตอบสนองจะลดลง
โดยไมโครโฟนนีใ้ ช้เปน็ ไมโครโฟนรับเสียงระยะไกลอีกแบบหน่ึงก็คือไมโครโฟน
แบบจานโค้ง หรือ พาราโบลิคไมโครโฟน (Paraabolic Micrkophones) ไมโครโฟนแบบนี้เป็น
ไมโครโฟน ชนิดโอมนิไดเรค็ ชันน่อลที่มคี ณุ สมบตั ิในการรบั เสียงด้านหน้าได้ดีทีส่ ุด ผนวกเข้ากับ
ระบบสะท้อนของจานโค้งซึ่งมเี ค้าโครงเดียวกบั จานพาราโบล่าร์ของไมโครเวฟ ระบบดังกล่าวนี้
สามารถคัดทิ้งสัญญาณในส่วนที่ไม่ต้องการออกไปอย่างได้ผลมาก เพื่อนำเอาเสียงในทิศทาง
เป้าหมายเข้าสู่ไมโครโฟนแบบช็อตกัน - ไมโครโฟนแบบนี้จะให้ผลตอบสนองความถี่ต่ำได้เลว
ลงหากว่าความยาวคลื่นของเสียงนั้นมีความยาวคลื่นมากกว่าระยะของเส้นผ่าศูนย์กลางของ
จานโค้ง
ภาพที่ 5.57 การตอบสนองคลืน่ ความถี่ไมโครโฟนจาน
ภาพจาก : https://www.wildtronics.com/parabolicarticle.html#.YDeZd2gzbIU
ลักษณะทั่วไปบางประการของไมโครโฟนจาน ที่ออกแบบมาอย่างเหมาะสมไม่ใช่
ทั้งหมดที่จะวัดได้ตามที่เราเห็นในส่วนอื่น มีเพียงไมโครโฟนจาน เท่านั้นที่มีความสามารถที่น่า
ทึ่งในการขยายสัญญาณเสียงโดยการมุ่งเน้นพลังงานเสียงทั้งหมดที่รวบรวมในจานขนาดใหญ่
ในเฟสที่จุดโฟกัส ความเข้มข้นนี้เกิดขึ้นได้จากรูปทรงเรขาคณิตเฉพาะของรูปพาราโบลา ซึ่ง
เครื่องขยายเสียงอิเล็กทรอนิกส์สามารถเพิ่มระดับเสียง และเสียงโดยรวมเท่านั้น และไม่
สามารถทำอะไรได้เพื่อปรับปรุงอัตราส่วนสัญญาณต่อเสียงรบกวนที่สำคัญ (SNR) ของ
368
ไมโครโฟน ทั้งอัตราขยายเสียง และทิศทางของไมโครโฟนจาน จะเพิ่มขึ้นเมื่อความถี่เพิ่มขึ้น
Gain สำหรับจานขนาด 22 นิ้วในอุดมคติที่มีรูปทรงพาราโบลา และโฟกัสที่สมบูรณ์แบบโดด
เด่นด้วยเส้นโค้งเริ่มตน้ ที่ 0dB ที่ 200Hz และเพิ่มขึน้ 6db / อ็อกเทฟเป็นช่วง 35db ที่ 10Khz ขึ้น
ไป มุมโพลาร์ประมาณ 90 องศาที่ 500Hz ปิดลงตามสัดส่วนด้วยความถี่เพียง 4-5 องศาที่
10KHz คุณจะต้องชี้จานในระยะ 2 องศา (10 ฟุตที่ 100 หลา) และโฟกัสอย่างแม่นยำหากคุณ
ต้องการคงการตอบสนองความถี่สูงไว้ แหล่งความถี่ต่ำไม่ต้องการความแม่นยำมากนัก การ
ได้รับของจานพาราโบลานั้นมีสัดส่วนพอดีกับเส้นผ่านศูนย์กลาง คณุ จะต้องมีขนาดที่เหมาะสม
แตอ่ ยา่ หมกมุ่นเกินสองสามนิ้ว ตวั อยา่ ง 22 นวิ้ เทียบกบั 20 นิว้ 22/20 = 1.1 แปลงเป็น dB ซึ่ง
แตกต่างกันน้อยกว่า 1dB จึงสังเกตไม่เห็น จานที่มีรูปทรงไม่ถูกต้องไมโครโฟนไม่โฟกัสการชี้
นอกมุม และข้อผิดพลาดในการก่อสร้างอื่น ๆ อีกมากมายจะทำให้สูญเสียกำไรเมื่อความถี่
เพิ่มขึ้น (การปิด) ที่ความถี่ต่ำข้อผิดพลาดมีความสำคัญน้อยกว่าและโดยหลักแล้วขนาดจาน
คุณภาพไมโครโฟนและวิธีการติดตั้งมีความสำคัญมากที่สุด เป็นสิ่งสำคัญมากที่ต้องจำไว้ว่า
ไมโครโฟนจะต้องอยู่ที่จุดโฟกัสของพาราโบลาเพื่อให้ได้อัตราขยาย และการตอบสนองความถี่
สูงสุด ไมโครโฟนพาราโบลาบางตัวที่คู่แข่งนำเสนอทำให้คุณเดาได้ว่าจุดโฟกัสอยู่ที่ใด สิ่งนี้
นำไปสู่ประสิทธิภาพที่ไม่ดีหรือประสิทธิภาพที่เปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่คุณวาง
ไมโครโฟนในแต่ละคร้ังที่ใชผ้ ลติ ภณั ฑ์ (Wildtronics, 2021)
ภาพที่ 5.58 ทิศทางการรบั เสียงของไมโครโฟนจาน
ภาพจาก : https://sciencing.com/parabolic-microphone-works-5398652.html
369
ในขณะที่เสียงขยายไปที่โฟกัสผู้ใช้ไม่สามารถวางหูไว้ที่นั่นได้เพราะส่วนที่ เหลือของ
ศีรษะจะปิดกั้นคลื่นเสียง แทนที่จะเป็นไมโครโฟนแบบพาราโบลาจะวางเครื่องรับเสียงขนาด
เล็กที่โฟกัสโดยติดไว้ที่ปลายแขนพลาสติกยาว เครื่องรับเสียงจะเชื่อมต่อผ่านสายเข้ากับวงจร
เครื่องขยายเสียงซึ่งเสียบเข้ากับชุดหูฟังที่ผู้ใช้สวมใส่ โดยในการใช้งานไมโครโฟนจาน โดยผู้ใช้
เพียงแค่สอดแนมเป้าหมายจากระยะไกล และเล็งจานไปที่มันโดยตรง อย่างไรก็ตามเนื่องจาก
ระยะทางแม้แต่การหมุนอุปกรณ์เพียงเลก็ น้อยก็อาจทำให้อุปกรณต์ กได้ไม่กี่ฟุต ด้วยเหตุนี้ผ้ใู ช้
จึงต้องใช้ทักษะการฟังของตนเองเป็นแนวทางอยู่เสมอเพื่อให้แน่ใจว่าไมโครโฟนถูกล็อคอ ย่าง
เหมาะสมกับเป้าหมาย (Andy Pasquesi, 2017)
4.6 ไมโครโฟนแบบบมู (Boom Microphone)
ภาพที่ 5.59 ไมโครโฟนแบบบูม
ภาพจาก : https://th.aliexpress.com/i/32853170770.html
ไมโครโฟนแบบบมู เป็นไมโครโฟนทีต่ ดิ กบั ขาตั้งชนิดทีม่ ี แขนยืน่ ออกไป ตวั ไมโครโฟนจะ
หอ้ ยอยู่ตรงส่วนปลายแขน เพื่อให้การเคลื่อนตัวไมโครโฟนเข้าใกล้ผพู้ ูดได้ สะดวก ซึ่งไมค์บูมมี
รูปแบบโพลาร์ทิศทางสูงและวางอยู่ที่ปลายเสาบูม ไมค์เหล่านี้เป็นส่วนประกอบหลักใน
ภาพยนตร์ และวิดีโอ มีทิศทางสูง (รับเสียงในจุดที่ชี้ไป และปฏิเสธเสียงนอกแกน) ไมค์บูมมัก
ถกู ถือโดยผปู้ ฏิบัติงานทำให้สามารถเคลือ่ นย้ายได้ในระหว่างการแสดง
ไมโครโฟนประเภทนี้นยิ มใช้กนั ในห้องส่งรายการโทรทศั น์ หอ้ งส่งรายการวิทยุ สว่ นที่ใช้
อยู่ในวงดนตรี ก็มีอยู่บ้างแต่เป็นบูมขนาดเล็ก (ส่วนใหญ่มักใช้กับคนเล่นกลองและคีย์บอร์ด)
ไมโครโฟนบูมเป็นไมโครโฟนทิศทางที่ติดตั้ง หรือยึดติดกับเสา หรือแขน ส่วนใหญ่ใช้ใน
370
ภาพยนตร์และโทรทัศน์ ไมโครโฟนบูมสามารถใช้เพื่อขยายการสนทนากลุ่มได้เนื่องจาก
สามารถวางตำแหน่งเพื่อให้ได้ยินเสียงของทกุ คน เพื่อให้ได้เสียงทีด่ ีที่สุดควรเก็บไมโครโฟนบมู
ไว้ใกล้กับผู้พูดที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่ต้องมองเห็นบนแผ่นฟิล์ม เนื่องจากไมโครโฟนบูมบาง
รุ่นใช้พลังงานจากแบตเตอรี่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ชาร์จแบตเตอรี่
แล้วก่อนเริ่มถ่ายทำ บางครั้งไมโครโฟนบูมจำเป็นต้องมีทีมเพื่อทำงานอย่างถูกต้อง
ตัวอย่างเช่นเมื่อถ่ายภาพวัตถุที่กำลังเดินไปข้างหน้าคนที่ถือไมโครโฟนบูมจะต้องเดินถอยหลงั
เพื่อหลีกเลี่ยงการล้มหรือจบลงด้วยไมโครโฟนบูมในการยิงผู้ควบคุมเครื่องอาจต้องการผู้ช่วย
ในการแนะนำในการผลิตภาพยนตร์และโทรทัศน์ระดับมืออาชีพ ผู้ประกอบการบูมเป็น
ผรู้ บั ผิดชอบหลกั ในการจัดการไมโครโฟนบูม ผดู้ ำเนนิ การบูมตัดสินใจว่าควรวางไมโครโฟนบูม
ไว้ที่ใดเพื่อให้ได้เสียงที่ดีที่สุดตัวอย่างเช่น ผู้ดำเนินการบูมอาจตัดสินใจขยายเสียงที่บันทึกโดย
ไมโครโฟนบูมพร้อมไมโครโฟนขนาดเล็กหรือไมโครโฟนชนิดอื่น ๆ ตรวจสอบให้แน่ใจว่า
ไมโครโฟนอยู่ในตำแหนง่ ที่ม่ันคงเป็นอีกงานหนึ่งของผู้ให้บริการบูม ต้องใช้มือ และแขนทีม่ น่ั คง
4.7 ไมโครโฟนแบบมอื ถือ (Hand Microphone)
ภาพที่ 5.60 ไมโครโฟนแบบมอื ถือ
ภาพจาก : https://th.aliexpress.com/i/32853170770.html
ปัจจุบันไมโครโฟนประเภทนี้นิยม มาก เพราะสามารถใช้ร่วมกับขาตั้งไมโครโฟนได้ทั้ง
แบบยืนและแบบตั้งโต๊ะโดยยึดกับที่นี่หรือที่เสียบตัว ไมโครโฟนเพื่อความสะดวกในการใช้งาน
ซึ่งไมโครโฟนแบบพกพาได้รับการออกแบบมาให้ถือไว้ในมือ แต่ยังสามารถต่อเข้ากับขาตั้ง
ไมโครโฟนได้ในขณะที่มีคนร้องเพลงพูดเล่นกีตาร์เป็นต้นไมโครโฟนแบบพกพาจะรับเสียง
โดยตรงจากปากซึ่งจะรับเสียงรบกวนจากพืน้ หลังน้อยลง มันตอ้ งใชเ้ ทคนิคไมโครโฟนที่ดี
371
4.8 ไมโครโฟนแบบต้ังโต๊ะ (Desk Microphone)
ภาพที่ 5.61 ไมโครโฟนแบบตั้งโต๊ะ
ภาพจาก : https://www.newmaticmedical.com/mri-audio-systems/p/DesktopMicrophone/
ถ้าจะกล่าวกันจริงๆ แล้ว ไมโครโฟนแบบต้ังโตะ๊ จะต้องมีส่วนที่ติดอยู่กับขาตั้งชนิดตั้ง
โต๊ะอย่างถาวรซึ่งจะถอดออกไมไ่ ด้ บางตัวจะมี สวิตซ์ปิด/เปิด สำหรับการควบคุมได้ด้วย และ
บางตัวยังเป็นชุดติดกบั ลำโพงมอนิเตอร์ (Monitor Speaker) เพื่อการฟังเสียงเช่นในห้องประชมุ
เป็นต้น แต่ในปจั จบุ ันถือว่าไมโครโฟนชนดิ มอื ถือเมอ่ื นำมาเสียบกบั ขาตั้ง ไมโครโฟนแบบต้ังโต๊ะ
จะถือว่าเป็นไมโครโฟนแบบตั้งโต๊ะด้วย ซึ่งสามารถแบ่งได้อีก 2 ประเภท ดังนี้ (Music Space,
2018)
4.8.1. ไมโครโฟนชุดประชมุ ชนิดตง้ั โต๊ะ (Desktop)
ภาพที่ 5.62 ไมโครโฟนชดุ ประชุมชนิดต้ังโต๊ะ
ภาพจาก : https://www.เคร่อื งเสียงหอ้ งประขุม.com/ไมค์ประชุม
372
เป็นไมโครโฟนชุดประชุมแบบชนิดมีสายและแบบชนิดไร้สาย ประกอบไปด้วย
ไมโครโฟนสำหรับประธาน และไมโครโฟนสำหรับผู้เข้าร่วมประชุม ส่วนมากไมโครโฟนชุด
ประชุมชนิดนี้เวลาเราเลือกการใช้งานเราต้องคำนึงและตัดสินใจตั้งแต่เริ่มต้นว่าเราจะใช้งาน
ฟังชั่นแบบไหนบ้าง เพราะเมื่อเราเลือกมาแล้วเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะมันจะมา
พร้อมกับตัวไมโครโฟนชุดประชุมบางคร้ังไมโครโฟนชนิดนี้จะมองดูเกะกะไมส่ วยงามเหมาะสม
กับเฟอร์นิเจอร์ในห้องประชุม แต่ด้วยราคาที่ไม่สูงมากนักใช้งานง่ายไม่ยุ่งยากจึงทำให้เป็นที่
นิยมกันอยา่ งแพร่หลาย
4.8.2. ไมโครโฟนชดุ ประชุมชนิดฝังโตะ๊ (Flush Mount)
ภาพที่ 5.63 ไมโครโฟนชุดประชุมชนิดฝงั โต๊ะ
ภาพจาก : https://www.เครอ่ื งเสียงหอ้ งประขุม.com/ไมคป์ ระชุม
เป็นไมโครโฟนชุดประชุมระบบดิจิตอลแบบชนิดมีสายทั้งหมดสามารถฝังลงไปกับโต๊ะ
ในห้องประชุมที่ต้องการเน้นไม่ให้เห็นสายสัญญาณดูดีกลมกลืนสวยงามมีเฉพาะก้าน
ไมโครโฟนเท่านั้น นอกจากระบบไมค์โครโฟนชุดประชุมนี้ที่กล่าวมานี้ ก็ยังมีไมค์โครโฟนแบบ
ชนิดฝั่งโต๊ะโดยหัวไมค์จะเรียบไปกับโต๊ะ (Boundary-Microphone) สามารถนำมาออกแบบเข้า
กับระบบเสียงอุปกรณท์ ีม่ ีคุณภาพ ให้สามารถใช้เปน็ ระบบไมโครโฟนชุดประชุมได้อีกด้วย เน้น
เรือ่ งการดีไซน์โต๊ะประชมุ ที่ไม่ต้องการให้เหน็ อปุ กรณ์บนโตะ๊ แตร่ าคากจ็ ะสูงตามรปู แบบการใช้
งาน และทิศทางการรับสัญญาณของไมค์
373
4.9 ไมโครโฟนยืนพดู (Stand Microphone)
ภาพที่ 5.64 ไมโครโฟนยืนพูด
ภาพจาก : https://www.supremeaudio.com/on-stage-ms7201-round-base-microphone-
stand-available-in-black-chrome-or-white/
(อย่าสับสนกับคำว่า Microphone Stand ซึ่งหมายถึง ขาตั้งไมโครโฟนชนิดยืนพูด)
เป็นไมโครโฟนชนดิ มีขาตั้งสงู ระดบั คนยืนพดู ซึง่ สามารถปรับ ระดับความสูงได้
4.10 ไมโครโฟนแบบซมู (Zoom Microphone)
ภาพที่ 5.65 ไมโครโฟนแบบซมู
ภาพจาก : https://www.pinterest.com/pin/499969996122783912/