๑ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๑ วินัยปิฎกที่ ๐๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เวรัญชกัณฑ์ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๑ _____________ ขอนอบนอ้มพระผมู้พีระภาคอรหันตสมัมาสมัพทุธเจา้พระองคน์ ัน้ เวรัญชกัณฑ์ เรื่องเวรัญชพราหมณ์ [๑] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ควงต ้นสะเดาอันเป็น ที่อยู่ของนเฬรุยักษ์ เขตเมืองเวรัญชา พร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป เวรัญชพราหมณ์ได ้ฟังข่าวว่า ท่านพระสมณโคดม เป็นศากยบุตร เสด็จออกผนวช จากศากยตระกูล ประทับอยู่ ณ ควงต ้นสะเดาอันเป็นที่อยู่ของนเฬรุยักษ์ เขตเมือง เวรัญชา พร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ท่านพระโคดมผู้เจริญนั้น มกีติตศิ ัพทอ์ ันงามขจรไปอยา่งนวี้า่แมเ้พราะเหตนุี้พระผมู้พีระภาค พระองคน์ ัน้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด ้วยพระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด ้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได ้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค๑ เชงิอรรถ : ๑ พระพุทธคุณ ทั้ง ๙ บทนี้ แต่ละบทมีอรรถอเนกประการ คือ ๑. ชอื่วา่เป็นพระอรหันต์เพราะหา่งไกลจากกเิลส, เพราะก าจัดขา้ศกึคอืกเิลส, เพราะหักซกี่ าแห่ง สังสารวัฏคอืการเวยีนวา่ยตายเกดิ, เพราะเป็นผู้ควรรับไทยธรรม, เพราะไม่ท าบาปในที่ลับ ๒. ชอื่วา่ตรัสรดู้ว้ยพระองคเ์องโดยชอบ เพราะตรัสรธู้รรมทัง้ปวงโดยชอบและดว้ยพระองคเ์อง ๓. ชอื่วา่เพยีบพรอ้มดว้ยวชิ ชาและจรณะ เพราะมวีชิ ชา ๓ และวิชชา ๘ ดังนี้ วิชชา ๓ คือ :- (๑) ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ความรู้ที่ให้ระลึกชาติได ้ (๒) จุตูปปาตญาณ ความรู้จุติ(ตาย) และอุบัติ (เกิด) ของสัตว์(๓) อาสวักขยญาณ ความรทู้ที่ าใหส้นิ้อาสวะ วิชชา ๘ คือ (๑) วิปัสสนาญาณ ญาณที่เป็นวิปัสสนา (๒) มโนมยิทธิ มีฤทธิ์ทางใจ (๓) อิทธิวิธิแสดงฤทธิ์ได ้ต่าง ๆ (๔) ทิพพโสต หูทิพย์(๕) เจโตปริยญาณ รู้จักก าหนดจิตผู้อื่นได้ (๖) ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ความรู้ที่ให้ระลึกชาติได ้(๗) ทิพพจักขุ ตาทิพย์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย Version 1.0 เล่ม : ๑ หน้า :๑ }
๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เวรัญชกัณฑ์ พระองคท์รงรแู้จง้โลกนพี้รอ้มทัง้เทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมสู่ตัว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ด ้วยพระองค์เองแล ้ว จึงทรงประกาศให ้ผู้ อื่นรู้ตาม ทรงแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต ้น มีความงามในท่ามกลางและมีความ งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์ ครบถว้น การไดพ้บพระอรหันตท์ ัง้หลายเชน่นี้เป็นความดอียา่งแทจ้รงิ เวรัญชพราหมณ์กล่าวต าหนิพระผู้มีพระภาค [๒] ๑ต่อมา เวรัญชพราหมณ์เดินทางไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได ้สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันและกัน เชงิอรรถ : (= จุตูปปาตญาณ) (๘) อาสวักขยญาณ ความรทู้ที่ าใหส้นิ้อาสวะ จรณะ ๑๕ คือ (๑) สลีสัมปทา ความถึง พรอ้มดว้ยศลี (๒) อนิทรยีสังวร การส ารวมอนิทรยี์(๓) โภชเนมัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการ บริโภค (๔) ชาคริยานุโยค การหมั่นประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่น (๕) มีศรัทธา (๖) มีหิริ (๗) มี โอตตัปปะ (๘) เป็นพหูสูต (๙) วิริยารัมภะ ปรารภความเพียร (๑๐) มีสติมั่นคง (๑๑) มีปัญญา (๑๒)ปฐมฌาน (๑๓) ทุติยฌาน (๑๔) ตติยฌาน (๑๕) จตุตถฌาน ๔. ชอื่วา่เสด็จไปดีเพราะมกีารเสด็จไปงาม เพราะเสด็จไปสฐู่านะทดี่ีเพราะเสด็จไปโดยชอบ และ เพราะตรัสไว้โดยชอบ ๕. ชอื่วา่รูแ้จง้โลก เพราะทรงรแู้จง้โลก เหตเุกดิ โลก ความดับโลก วธิปีฏบิ ัตใิหล้ถุงึความดับโลก (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) และทรงรู้แจ้งโลกทั้ง ๓ คอื สังขารโลก สัตวโลก โอกาสโลก ๖. ชอื่วา่เป็นสารถฝี ึกผทู้คี่วรฝึกไดอ้ยา่งยอดเยยี่ม เพราะทรงฝึกฝนคนทคี่วรฝึกฝน ทั้งเทวดา มนุษย์ อมนุษย์สัตวด์ริัจฉาน ดว้ยอบุายต่างๆ ๗. ชอื่วา่เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษยท์ ัง้หลาย เพราะทรงสั่งสอนเทวดาและมนุษยด์ว้ยประโยชน์ ในโลกนี้ ประโยชน์ในโลกหน้า และประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน ตามสมควรแก่ประโยชน์ที่เทวดาและ มนุษยจ์ะพงึไดร้ับ และเพราะทรงชว่ยพาหมสู่ ัตวใ์หพ้น้ความกันดารคอืความเกดิดจุสัตถวาหะคอืหัวหนา้ กองเกวียนพาบริวารข ้ามทางกันดาร ๘. ชอื่วา่เป็นพระพทุธเจา้เพราะทรงรสู้งิ่ทคี่วรรทู้ ัง้หมดดว้ยพระองคเ์องและทรงสอนให้ผู้อื่นรู้ตาม ๙. ชอื่วา่เป็นพระผมู้พีระภาค เพราะ (๑) ทรงมีโชค (๒) ทรงท าลายขา้ศกึคอืกเิลส (๓) ทรงประกอบ ด ้วยภคธรรม ๖ ประการ (คือ ความเป็นใหญ่เหนือจิตของตน, โลกุตตรธรรม, ยศ, สริ, ิความส าเร็จ ประโยชน์ตามต ้องการ และความเพียร) (๔) ทรงจ าแนกแจกแจงธรรม (๕) ทรงเสพอริยธรรม (๖) ทรงคาย ตัณหาในภพทั้งสาม (๗) ทรงเป็นที่เคารพของชาวโลก (๘) ทรงอบรมพระองค์ดีแล้ว (๙) ทรงมสีว่นแหง่ ปัจจัย ๔ เป็นต ้น (ตามนัย วิ.อ. ๑/๑/๑๐๓-๑๑๘, สารตฺถ.ฏีกา. ๑/๒๗๐-๔๐๐) อนึ่ง พุทธคุณนี้ ท่านแบ่งเป็น ๑๐ ประการ โดยแยกพุทธคุณข ้อ ๖ เป็น ๒ ประการ คือ (๑) เป็นผู้ยอดเยี่ยม (๒) เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได ้ (วิสุทฺธิ. ๑/๒๖๕, วิ.อ ๑/๑/๑๑๒-๑๑๓) ๑ องฺ.อฏฺฐก. ๒๓/๑๑/๑๔๓-๑๔๙ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒ }
๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เวรัญชกัณฑ์ แล ้วนั่ง ณ ที่สมควร กราบทูลว่า “ท่านพระโคดม ข ้าพเจ้าได ้ทราบมาว่า พระ สมณโคดมไม่ยอมไหว ้ ไม่ลุกรับพวกพราหมณ์ผู้แก่ ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ ผู้ล่วงกาลผ่านวัย หรอื ไมเ่ ชอื้เชญิ ใหน้ ั่ง เรอื่งทขี่า้พเจา้ไดท้ราบมานัน้จรงิทเีดยีว การทที่า่นพระโคดม ท าเชน่นัน้ไมส่มควรเลย” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “พราหมณ์ เรายังไม่เห็นใครไม่ว่าในโลกไหนๆ ในบรษิ ัทไหนๆ ทเี่ราควรจะไหว้ลกุรับหรอืเชอื้เชญิ ใหน้ ั่ง เพราะวา่ตถาคตไหว้ลกุรับ หรอืเชอื้เชญิผใู้ดใหน้ ั่ง ศรีษะของผนู้ ัน้จะตอ้งขาดตกไป” [๓] พราหมณ์กราบทูลต่อไปว่า “ท่านพระโคดม เป็นคนไม่มีรส๑ ” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “พราหมณ์ ข ้อที่เขากล่าวหาเรานั้นมีมูลอยู่ เพราะตถาคตละรส คอืรปูเสยีง กลนิ่รส โผฏฐัพพะไดห้มดสนิ้ตัดรากถอนโคน เหมือนต ้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล ้วเหลือแต่พื้นที่ ท าให ้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได ้ ข ้อที่เขากล่าวหาเรานั้นมีมูลอยู่ แต่ไม่ใชท่ที่า่นกลา่วถงึ” [๔] พราหมณ์กราบทูลต่อไปว่า “ท่านพระโคดม เป็นคนไม่มีสมบัติ” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “พราหมณ์ ข ้อที่เขากล่าวหาเรานั้นมีมูลอยู่ เพราะตถาคตละสมบัตคิอืรปูเสยีง กลนิ่รส โผฏฐัพพะไดห้มดสนิ้ตัดรากถอนโคน เหมือนต ้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล ้วเหลือแต่พื้นที่ ท าให ้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได ้ ขอ้ทเี่ขากลา่วหาเรานัน้มมีลูอยู่แตไ่มใ่ ชท่ที่า่นกลา่วถงึ” [๕] พราหมณ์กราบทูลต่อไปว่า “ท่านพระโคดม สอนไม่ให ้ท า” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “พราหมณ์ ข ้อที่เขากล่าวหาเรานั้นมีมูลอยู่ เพราะเราสอนไม่ให ้ท ากายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ตลอดถึงการไม่ให ้ท าบาป อกศุลธรรมตา่งๆ ขอ้ทเี่ขากลา่วหาเรานัน้มมีลูอยู่แตไ่มใ่ ชท่ที่า่นกลา่วถงึ” เชงิอรรถ : ๑ ข ้อที่พราหมณ์ต าหนิพระผู้มีพระภาคว่า เป็ นคนไม่มีรส ในทนี่ี้หมายถงึเป็นคนไมม่ สี ัมมาคารวะ เชน่การกราบไหว้การตอนรับ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ้ พระองค์ละรสได้แล้ว หมายถึงพระองค์ละ อัสสาทะ ความพอใจในรปูเสยีง กลนิ่รส สัมผัสไดแ้ลว้จงึเป็นคนไมม่รีส คอื ไมย่นิดใีนรปูเสยีง กลนิ่รส สัมผัส (ว.ิอ. ๑/๓/๑๒๕-๑๒๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓ }
๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เวรัญชกัณฑ์ [๖] พราหมณ์กราบทูลต่อไปว่า “ท่านพระโคดม สอนให ้ท าลาย” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “พราหมณ์ ข ้อที่เขากล่าวหาเรานั้นมีมูลอยู่ เพราะเราสอนให ้ท าลายราคะ โทสะ โมหะ ตลอดถึงให ้ท าลายบาปอกุศลธรรมต่างๆ ข ้อทเี่ขากลา่วหาเรานัน้มมีลูอยู่แตไ่มใ่ ชท่ที่า่นกลา่วถงึ” [๗] พราหมณ์กราบทูลต่อไปว่า “ทา่นพระโคดม เป็นคนชา่งรังเกยีจ” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “พราหมณ์ ข ้อที่เขากล่าวหาเรานั้นมีมูลอยู่ เพราะเราชา่งรังเกยีจกายทจุรติวจทีจุรติมโนทจุรติและบาปอกศุลธรรมตา่งๆ ข ้อ ทเี่ขากลา่วหาเรานัน้มมีลูอยู่แตไ่มใ่ ชท่ที่า่นกลา่วถงึ” [๘] พราหมณ์กราบทูลต่อไปว่า “ทา่นพระโคดม เป็นคนชา่งก าจัด” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “พราหมณ์ ข ้อที่เขากล่าวหาเรานั้นมีมูลอยู่ เพราะเราแสดงธรรมเพื่อก าจัดราคะ โทสะ โมหะ และบาปอกุศลธรรมต่างๆ ข ้อที่ เขากลา่วหาเรานัน้มมีลูอยู่แตไ่มใ่ ชท่ที่า่นกลา่วถงึ” [๙] พราหมณ์กราบทูลต่อไปว่า “ท่านพระโคดม เป็นคนชา่งเผาผลาญ” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “พราหมณ์ ข ้อที่เขากล่าวหาเรานั้นมีมูลอยู่ เพราะเรากล่าวถึงบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตว่า เป็นสงิ่ทคี่วรเผาผลาญ พราหมณ์เราเรยีกคนทลี่ะบาปอกศุลธรรมทัง้หลายทคี่วร เผาผลาญ ตัดรากถอนโคนเหมือนต ้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล ้วเหลือแต่พื้นที่ ท าใหไ้มม่ ีเกดิขนึ้ตอ่ ไปไมไ่ดว้า่เป็นคนชา่งเผาผลาญ ตถาคตละบาปอกศุลธรรมตา่งๆ ทคี่วรเผาผลาญไดห้มดสนิ้ขอ้ทเี่ขากลา่วหาเรานัน้มมีลูอยู่แตไ่มใ่ ชท่ที่า่นกลา่วถงึ” [๑๐] พราหมณ์กราบทูลต่อไปว่า “ท่านพระโคดม เป็นคนไม่ผุดไม่เกิด” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “พราหมณ์ ข ้อที่เขากล่าวหาเรานั้นมีมูลอยู่ เพราะเราเรียกคนที่ละการอยู่ในครรภ์และการเกิดใหม่ได ้หมด ตัดรากถอนโคน เหมือนต ้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล ้วเหลือแต่พื้นที่ ท าให ้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได ้ วา่เป็นคนไมผ่ดุไมเ่กดิตถาคตละการอยใู่นครรภแ์ละการเกดิ ใหมไ่ดห้มดสนิ้แลว้ ขอ้ทเี่ขากลา่วหาเรานัน้มมีลูอยู่แตไ่มใ่ ชท่ที่า่นกลา่วถงึ” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔ }
๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เวรัญชกัณฑ์ ทรงอุปมาด้วยลูกไก่ [๑๑] “พราหมณ์ ไข่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง ที่แม่ไก่กกหรือฟัก ดแีลว้ลกูไกต่ ัวทใี่ชเ้ล็บหรอืจะงอยปากท าลายกระเปาะ ๑ ไข่ออกมาได ้ก่อน ควร เรียกมันว่า เป็นตัวพี่ หรือตัวน้อง” “ควรเรียกว่า พี่ เพราะมันแก่กว่าเขา” “เชน่เดยีวกันนั่นแหละพราหมณ์ในขณะทหี่มสู่ตัว์ถกูกระเปาะไขค่อือวชิ ชา หอ่หมุ้อยู่เราไดท้ าลายกระเปาะไขค่อือวชิ ชา ผเู้ดยีวเทา่นัน้ส าเร็จอนุตตรสมัมา สมั โพธญิาณอันยอดเยยี่ม จงึเป็นพใี่หญผ่ ปู้ระเสรฐิทสี่ดุของโลก ฌาน ๔ พราหมณ์ เราปรารภความเพียร ไม่ย่อหย่อน มีสติตั้งมั่น ไม่หลงลืม มี กายสงบ ไมก่ระสบักระสา่ย มจีติแน่วแน่เป็นสมาธิ ปฐมฌาน เราสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล ้ว บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก วิจาร ปีติ และสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่ ทุติยฌาน เพราะวิตก วิจารสงบระงับไปแล ้ว เราบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสภายใน มี ภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น๒ ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิเท่านั้นอยู่ ตติยฌาน เพราะปีตจิางคลายไปแลว้เรามอีเุบกขา มสีตสิมั ปชญัญะ เสวยสขุดว้ยนาม กาย ได ้บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข เชงิอรรถ : ๑ กระเปาะ คอืเปลอืกไขส่ว่นทมี่สี ัณฐานนูนกลม ค าวา่ “กระเปาะ” คือ รูปนูนกลม สงิ่ตา่งๆ ทมี่ี สัณฐานคลา้ยคลงึเชน่นัน้เรยีกว่า กระเปาะ เชน่กระเปาะไข่กระเปาะดอกไม้ ๒ เจตโส เอโกทิภาว ภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ค าว่า “เอโกทิ” เป็นชอื่ของสมาธิทตุยิฌาน ชอื่วา่ เอโกทภิาวะ เพราะท าสมาธทิ ชี่อื่วา่เอโกทนิ ใี้หเ้กดิเจรญิขนึ้พระผมู้พีระภาคตรัสวา่ “มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุด ขึ้น” เพราะสมาธชิอื่เอโกทนิมี้แีกจ่ติเทา่นัน้ไมม่แีกส่ ัตว์ไมม่แีกช่วีะ (ว.ิอ. ๑/๑๑/๑๔๓-๑๔๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๕ }
๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เวรัญชกัณฑ์ จตุตถฌาน เพราะละสุขและทุกข์ได ้แล ้ว เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล ้ว เราได ้ บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่” วิชชา ๓ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ [๑๒] “เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจาก ความเศรา้หมอง ออ่น เหมาะแกก่ารใชง้าน ตัง้มั่น ไมห่วนั่ไหวอยา่งนี้เรานัน้ได้ น้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติก่อนได ้หลายชาติ คือ ๑ ชาติบ ้าง ๒ ชาติบ ้าง ๓ ชาติบ ้าง ๔ ชาติบ ้าง ๕ ชาติบ ้าง ๑๐ ชาติบ ้าง ๒๐ ชาติบ ้าง ๓๐ ชาติบ ้าง ๔๐ ชาติบ ้าง ๕๐ ชาติบ ้าง ๑๐๐ ชาติบ ้าง ๑,๐๐๐ ชาติบ ้าง ๑๐,๐๐๐ ชาติบ ้าง ตลอดสงัวฏัฏกัปบา้ง ตลอดววิฏัฏกัปบา้ง ตลอดสงัวฏัฏกัปและววิฏัฏกัปบา้ง หลาย กัปว่า ในภพโน้น เรามชีอื่อยา่งนัน้มตีระกลูมวีรรณะ มอีาหาร เสวยสขุทกุข์และมี อายอุยา่งนัน้ๆ จตุจิากภพนัน้ก็ไปเกดิ ในภพโนน้มชีอื่มตีระกลูมวีรรณะ มอีาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้นจึงมาเกิดในภพนี้ เราระลึกชาติ ก่อนได ้หลายชาติ พร้อมทั้งลักษณะทั่วไป และชวีประวตัอิยา่งนี้ พราหมณ์ เราได ้บรรลุวิชชาที่ ๑ ในยามแรกแห่งราตรี ความมืดมิดคือ อวิชชา เราก าจัดได ้แล ้ว แสงสว่างคือวิชชาได ้เกิดขึ้นแก่เรา เปรียบเหมือนแสงสว่าง เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจ พราหมณ์ นี้คือการเจาะกระเปาะไข่คืออวิชชาออกมาครั้งที่ ๑ ของเรา เหมือนการเจาะออกจากกระเปาะไข่ของลูกไก่” จุตูปปาตญาณ [๑๓] “เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจาก ความเศรา้หมอง ออ่น เหมาะแกก่ารใชง้าน ตัง้มั่นไมห่วนั่ไหวอยา่งนี้เรานัน้ไดน้อ้ม จิตไปเพื่อจุตูปปาตญาณ เห็นหมสู่ตัวผ์กู้ าลังจตุิก าลังอบุัติทัง้ชนั้ต า่และชนั้สงูงาม {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๖ }
๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เวรัญชกัณฑ์ และไมง่าม เกดิดแีละไมด่ ีดว้ยตาทพิยอ์ ันบรสิทุธเิ์หนอืมนุษย์เรารชู้ดัถงึหมสู่ตัวผ์ู้ เป็นไปตามกรรมวา่ สตัวท์ ปี่ระกอบกายทจุรติวจทีจุรติมโนทจุรติกลา่วรา้ยพระอรยิะ มคีวามเห็นผดิและชกัชวนผอู้นื่ใหท้ ากรรมตามความเห็นผดิพวกเขาหลังจากตาย แลว้จะไปบังเกดิ ในอบาย ทคุติวนิบิาต นรก แตห่มสู่ตัวท์ ปี่ระกอบกายสจุรติวจสีจุรติ มโนสุจริต ไม่กลา่วรา้ยพระอรยิะ มคีวามเห็นชอบ ชกัชวนผอู้นื่ใหท้ ากรรมตาม ความเห็นชอบ พวกเขาหลังจากตายแล ้ว จะไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์ พราหมณ์ เราได ้บรรลุวิชชาที่ ๒ ในยามที่ ๒ แห่งราตรี ความมืดมิดคือ อวิชชา เราก าจัดได ้แล ้ว แสงสว่างคือวิชชาได ้เกิดขึ้นแก่เรา เปรียบเหมือนแสงสว่าง เกิดแก่บุคคลผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจ พราหมณ์ นี้คือการเจาะกระเปาะไข่คืออวิชชาออกมาครั้งที่ ๒ ของเรา เหมือนการเจาะออกจากกระเปาะไข่ของลูกไก่” อาสวักขยญาณ [๑๔] “เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจาก ความเศรา้หมอง ออ่น เหมาะแกก่ารใชง้าน ตัง้มั่น ไมห่วนั่ไหวอยา่งนี้เรานัน้ได้ นอ้มจติ ไปเพอื่อาสวกัขยญาณ ไดร้ชู้ดัตามความเป็นจรงิวา่นที้กุข์นที้กุขสมทุัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้ อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเรารู้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตได ้หลุดพ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ อวชิ ชาสวะ เมอื่จติหลดุพน้แลว้ก็รวู้า่หลดุพน้แลว้รชู้ดัวา่ ชาตสินิ้แลว้ อยู่จบพรหมจรรย์แล ้ว๑ ท ากิจที่ควรท าเสร็จแล ้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป พราหมณ์ เราได ้บรรลุวิชชาที่ ๓ ในยามที่ ๓ แห่งราตรี ความมืดมิดคือ อวิชชาเราก าจัดได ้แล ้ว แสงสว่างคือวิชชาได ้เกิดขึ้นแก่เรา เปรียบเหมือนแสงสว่าง เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจ เชงิอรรถ : ๑ ค าว่า “พรหมจรรย์” ในที่นี้หมายเอาอริยมรรค คือ พระอรหันต์อยู่ประพฤติอริยมรรคจบแล้ว สวน่ กัลยาณปุถุชนและพระเสขะ ๗ พวก ยังต ้องอยู่ประพฤติมรรคพรหมจรรย์ต่อไป (วิ.อ. ๑/๑๔/๑๖๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๗ }
๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เวรัญชกัณฑ์ พราหมณ์ นี้คือการเจาะกระเปาะไข่คืออวิชชาออกมาครั้งที่ ๓ ของเรา เหมือนการเจาะออกจากกระเปาะไข่ของลูกไก่” เวรัญชพราหมณ์แสดงตนเป็ นอุบาสก [๑๕] เมื่อตรัสอย่างนี้ เวรัญชพราหมณ์ได ้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ท่านพระโคดมเป็นพี่ใหญ่ ผู้ประเสริฐที่สุด ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์ ชดัเจนไพเราะยงิ่นัก ทา่นพระโคดม ภาษิตของพระองคช์ดัเจนไพเราะยงิ่นัก พระองค์ ทรงประกาศธรรมแจ่มแจ้ง โดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว ่า เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืด ด ้วยตั้งใจว่า คนมี ตาดีจักเห็นรูป ข ้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดมพร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็น สรณะ ขอท่านพระโคดมจงทรงจ าข ้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้ เป็นตน้ ไปจนตลอดชวีติและขอทา่นพระโคดมพรอ้มกับภกิษุสงฆท์รงรับค านมินต์ ของข ้าพระองค์ อยู่จ าพรรษาที่เมืองเวรัญชาด ้วยเถิด” พระผู้มีพระภาคทรงรับค านิมนต์โดยดุษณีภาพ ครั้นเวรัญชพราหมณ์ทราบ ว่าพระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์แล ้วจึงลุกขึ้นจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาค กระท าประทักษิณแล ้วจากไป๑ เมืองเวรัญชาเกิดข้าวยากหมากแพง [๑๖] สมัยนั้น เมืองเวรัญชาเกิดข ้าวยากหมากแพง ประชาชนมีความเป็น อยแู่รน้แคน้ ใชส้ลากปันสว่นซอื้อาหาร ลม้ตายกันกระดูกขาวเกลื่อน ยากที่พระ อรยิะจะบณิฑบาตยังชพี ได้ เชงิอรรถ : ๑ กระท าประทักษิณ คอืเดนิเวยีนขวา พราหมณ์เดนิ ประนมมอืเวยีนไปทางขวาตามเข็มนาฬกิา ๓ รอบ โดยมีพระผู้มีพระภาคอยู่ทางขวา เสร็จแล้วหันหน้าไปทางพระผู้มีพระภาค เดินถอยหลังจนสุดสายตา คือ จนมองไม่เห็นพระผู้มีพระภาค คุกเข่าลงกราบด ้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้วเดินจากไป (วิ.อ. ๑/๑๕/๑๗๖-๑๗๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๘ }
๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เวรัญชกัณฑ์ ต่อมา พวกพ่อค ้าม ้าชาวเมืองอุตตราบถ มีม ้าอยู่ประมาณ ๕๐๐ ตัว เข ้าพัก แรมชว่งฤดฝูนในเมอืงเวรัญชา พวกเขาตระเตรยีมขา้วนงึ่ ๑ เพื่อถวายพระภิกษุรูปละ ประมาณ ๑ ทะนานไวท้คี่อกมา้รงุ่เชา้ภกิษุทัง้หลายครองอันตรวาสก ถอืบาตรและ จีวรไปบิณฑบาตในเมืองเวรัญชา บิณฑบาตไม่ได ้เลย จึงไปที่คอกม ้า รับข ้าวนึ่งรูป ละประมาณ ๑ ทะนาน น าไปต าใหล้ะเอยีดแลว้ฉัน สว่นพระอานนทบ์ดขา้วนงึ่ประมาณ ๑ ทะนานบนหินบดแล ้วน้อมเข ้าไปถวายพระผู้มีพระภาค พระองค์เสวยข ้าวนั้น พุทธประเพณี พระผมู้พีระภาคไดท้รงสดบัเสยีงครก พระตถาคตเจา้ทัง้หลายทรงทราบเรอื่ง ตรัสถามก็มี ไม่ตรัสถามก็มี ทรงทราบกาลอันควร ตรัสถามก็มี ไม่ตรัสถามก็มี ตรัส ถามเรื่องที่เป็นประโยชน์ ไม่ตรัสถามเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ เพราะพระตถาคตเจ้า ทัง้หลายทรงขจัดเรอื่งทไี่มเ่ ป็นประโยชนเ์สยีดว้ยอรยิมรรคแลว้พระผมู้พีระภาค พุทธเจ้าทั้งหลายสอบถามภิกษุทั้งหลายด ้วยเหตุ ๒ ประการ คือ จะทรงแสดงธรรม อย่างหนงึ่จะทรงบัญญัตสิกิขาบทแกพ่ระสาวกอยา่งหนงึ่ ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกพระอานนทม์ารับสงั่ถามวา่ “นั่นเสยีง ครกใชไ่หม อานนท”์ พระอานนท์จึงกราบทูลเรื่องนั้นให ้ทรงทราบ “อานนท์ดแีลว้ๆ พวกเธอเป็นสตับรุษุชนะไดเ้ด็ดขาดแลว้ขา้วสาลเีจอื ด ้วยเนื้อเพื่อนพรหมจารีในภายหลังจะพากันดูหมิ่น” ๒ เชงิอรรถ : ๑ ปลูก นาม นติฺถสุ กตฺวา ฯเปฯ ทชี่อื่วา่ขา้วนงึ่ไดแ้ก่ขา้วสารเหนยีวทเี่อาแกลบออกแลว้นงึ่เก็บไว้จะ เรียกว่า ข ้าวตาก ก็ได ้ พวกพ่อค ้านิยมน าติดตัวไปในเวลาเดินทางไปค ้าขายยังต่างเมือง เพื่อเป็นอาหารม ้า ในถิ่นที่อาหารม ้าหายาก (วิ.อ. ๑/๑๖/๑๗๙) ๒ ในอนาคต เพอื่นพรหมจารใีนภายหลัง เชน่พวกภกิษุฉัพพัคคยี์จักดหูมนิ่ขา้วสกุเจอืดว้ยเนอื้ที่ เขาถวายเพราะความเลอื่มใสในขอ้ปฏบิ ัตขิองพวกเธอ ซงึ่ท าไดย้ากทเี่มอืงเวรัญชา (ว.ิอ. ๑/๑๖/๑๘๔-๕, สารตฺถ.ฏีกา ๑/๑๖/๕๓๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๙ }
๑๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เวรัญชกัณฑ์ พระมหาโมคคลัลานะเปลง่ สหีนาท [๑๗] ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ครั้นถึงแล ้วได ้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร ท่าน พระมหาโมคคัลลานะผู้นั่งอยู่ ณ ที่สมควรแล ้วได ้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “เวลานเี้มอืงเวรัญชาเกดิขา้วยากหมากแพง ประชาชนมคีวามเป็นอยแู่รน้แคน้ ใช้ สลากปันสว่นซอื้อาหาร ลม้ตายกันกระดกูขาวเกลอื่น ยากทพี่ระอรยิะจะบณิฑบาต ยังชพี ได้พระพทุธเจา้ขา้พนื้ดนิ ใตม้หาปฐพนีมี้ โีอชะ มรีสอรอ่ย เหมอืนน ้าผงึ้หวที่ี่ ไม่มีตัวอ่อน ขอประทานพระวโรกาส ข ้าพระพุทธเจ้าจะพลิกแผ่นดิน เพื่อให ้ภิกษุ ทั้งหลายได ้ฉันง้วนดิน” “ในแผน่ดนิมสีตัวอ์าศัยอยู่เธอจักท าอยา่งไรกับสตัวเ์หลา่นัน้ โมคคัลลานะ” “ขา้พระพทุธเจา้จักเนรมติฝ่ามอืขา้งหนงึ่ใหเ้ป็นเชน่แผน่ดนิ ใหญ่ยา้ยเหลา่ สตัวท์อี่าศัยแผน่ดนิอยไู่ ปรวมกันทฝี่่ามอืนัน้แลว้ใชม้อือกีขา้งหนงึ่พลกิแผน่ดนิ พระพุทธเจ้าข ้า” “อยา่เลย โมคคัลลานะ เธออยา่พอใจทจี่ะพลกิแผน่ดนิเลย หมสู่ตัวจ์ะเขา้ใจ ผิดได ้” “ขอประทานพระวโรกาสให ้ภิกษุสงฆ์ทุกรูปไปบิณฑบาตในอุตตรกุรุทวีปเถิด พระพุทธเจ้าข ้า” “เธอจักท าอย่างไรกับภิกษุที่ไม่มีฤทธิ์” “ข ้าพระพุทธเจ้าจักท าให ้ภิกษุสงฆ์ทุกรูปไปได ้ พระพุทธเจ้าข ้า” “อย่าเลย โมคคัลลานะ เธออย่าพอใจการที่จะพาภิกษุสงฆ์ทุกรูปไป บิณฑบาตที่อุตตรกุรุทวีปเลย” พระสารีบุตรทูลถามถึงเหตุที่ท าให้พรหมจรรย์ด ารงอยู่นานและไม่นาน [๑๘] ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ร าพึงขึ้นมาอย่างนี้ว่า “พรหมจรรย์๑ ของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าพระองค์ไหนด ารงอยู่ไม่นาน ของพระ เชงิอรรถ : ๑ “พรหมจรรย์” ในที่นี้หมายถึง ศาสนา (วิ.อ. ๑/๑๘/๑๘๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๐ }
๑๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เวรัญชกัณฑ์ ผู้มีพระภาคพุทธเจ้าพระองค์ไหนด ารงอยู่นาน” ครั้นเวลาเย็นจึงออกจากที่พักเข ้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นถึงแล ้วได ้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร ท่านพระสารีบุตรผู้นั่งอยู่ ณ ที่สมควรแล ้ว ได ้กราบทูลพระผู้มีพระ ภาคดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข ้า เมื่อข ้าพระองค์หลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได ้เกิดความร าพึง ขึ้นมาอย่างนี้ว่า ‘พรหมจรรย์ของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าพระองค์ไหนด ารงอยู่ไม่ นาน ของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าพระองค์ไหนด ารงอยู่นาน’ พรหมจรรย์ของพระ ผู้มีพระภาคพุทธเจ้าพระองค์ไหนด ารงอยู่ไม่นาน ของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าพระ องค์ไหนด ารงอยู่นาน พระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “สารีบุตร พรหมจรรย์ของพระพุทธเจา้วปิัสสี พระพทุธเจา้สขิีพระพทุธเจา้เวสสภูด ารงอยไู่มน่าน พรหมจรรยข์องพระพทุธเจา้ กกสุนัธะ พระพทุธเจา้โกนาคมนะ และพระพทุธเจา้กัสสปะ ด ารงอยนู่าน” [๑๙] “อะไรเป็นเหตเุป็นปัจจัยท าใหพ้รหมจรรยข์องพระพทุธเจา้วปิัสสี พระพทุธเจา้สขิีและพระพทุธเจา้เวสสภูด ารงอยู่ไม่นาน พระพุทธเจ้าข ้า” “สารบีตุร พระพทุธเจา้วปิัสสีพระพทุธเจา้สขิีพระพทุธเจา้เวสสภูทรงผอ่น คลายที่จะแสดงธรรมโดยพิสดารแก่สาวก สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ๑ ของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์จึงมีน้อย มิได ้ทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้กส่าวก ไมม่กีารแสดงปาตโิมกข์เมอื่หมดพระพทุธเจา้ และสาวกผตู้รัสรตู้ามแลว้ สาวกชนั้หลัง ๆ ตา่งชอื่ตา่งโคตร ตา่งชาตวิรรณะ ไดเ้ขา้ มาบวชจากตา่งตระกลูเธอเหลา่นัน้พาใหพ้รหมจรรยส์ญูสนิ้ไปเร็วพลัน เหมอืนดอก ไม ้นานาพรรณกองอยู่บนแผ่นกระดาน ยังไม่ร้อยด ้วยด ้าย ย่อมถูกลมพัด กระจัดกระจายไป เพราะเหตุไร เพราะไม่ได ้เอาด ้ายร้อยไว ้ ข ้อนี้ฉันใด เมื่อหมด พระพทุธเจา้และสาวกผตู้รัสรตู้ามแลว้ สาวกชนั้หลังๆ ตา่งชอื่ตา่งโคตร ตา่งชาติ วรรณะ ไดเ้ขา้มาบวชจากตา่งตระกลูเธอเหลา่นัน้พาใหพ้รหมจรรยส์ญูสนิ้ไปเร็ว พลันฉันนั้น เชงิอรรถ : ๑ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ รวมเรียกว่า “นวังค สัตถศุาสน”์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๑ }
๑๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เวรัญชกัณฑ์ อนึ่ง พระพุทธเจ้าเหล่านั้นไม่ทรงผ่อนคลายที่จะก าหนดจิตของสาวกด ้วย พระทัยแลว้ทรงสงั่สอน สารบีตุร เรอื่งเคยเกดิขนึ้แลว้พระพทุธเจา้เวสสภูทรง ก าหนดจติภกิษุสงฆแ์ลว้ทรงสงั่สอนภกิษุสงฆ์๑,๐๐๐ รูป ในราวป่ าน่าสะพึงกลัว แห่งหนึ่งว่า “เธอทัง้หลายจงพจิารณาเชน่นี้อยา่พจิารณาอยา่งนัน้จงตั้งใจอย่างนี้ อยา่ตัง้ใจอยา่งนัน้จงละสงิ่นี้จงเขา้ถงึสงิ่นอี้ยเู่ถดิ ” จิตของภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป ที่พระ พทุธเจา้เวสสภทูรงสงั่สอน หลดุพน้จากอาสวะ เพราะไมม่คีวามถอืมั่น สารบีตุร เพราะราวป่ าน่าสะพึงกลัว น่าสยดสยอง จึงมีเรื่องดังนี้ คือ ภิกษุผู้ไม่ปราศจาก ราคะ เขา้ไปราวป่า สว่นมากเกดิความกลัวขนลกุขนพอง สารบีตุร นคี้อืเหตปุัจจัยทที่ าใหพ้รหมจรรยข์องพระพทุธเจา้วปิัสสีพระ พทุธเจา้สขิีพระพทุธเจา้เวสสภดู ารงอยไู่มน่าน” [๒๐] “อะไรเป็นเหตเุป็นปัจจัยท าใหพ้รหมจรรยข์องพระพทุธเจา้กกสุนัธะ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ และพระพุทธเจ้ากัสสปะด ารงอยู่นาน พระพุทธเจ้าข ้า” “สารบีตุร พระพทุธเจา้กกสุนัธะ พระพทุธเจา้โกนาคมนะ และพระพทุธเจา้ กัสสปะ ไม่ทรงผ่อนคลายที่จะทรงแสดงธรรมโดยพิสดารแก่สาวก สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละของพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์จึงมีมาก ทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้กส่าวก มกีารแสดงปาตโิมกข์เมอื่หมด พระพทุธเจา้และสาวกผตู้รัสรตู้ามแลว้ สาวกชนั้หลังๆ ตา่งชอื่ตา่งโคตร ตา่งชาติ วรรณะ ได ้เข ้ามาบวชจากต่างตระกูล เธอเหล่านั้นพาให ้พรหมจรรย์ด ารงอยู่นาน เหมือนดอกไม ้นานาพรรณกองอยู่บนแผ่นกระดานเอาด ้ายร้อยไว ้ ย่อมไม่ถูกลมพัด กระจัดกระจายไป เพราะเหตุไร เพราะเอาด ้ายร้อยไว ้ ข ้อนี้ฉันใด เมื่อหมดพระพุทธเจ้า และสาวกผตู้รัสรตู้ามแลว้ สาวกชนั้หลังๆ ตา่งชอื่ตา่งโคตร ตา่งชาตวิรรณะ ไดเ้ขา้ มาบวชจากต่างตระกูล เธอเหล่านั้นพาให ้พรหมจรรย์ด ารงอยู่นานฉันนั้น สารีบุตร นี้คอืเหตปุัจจัยทที่ าใหพ้รหมจรรยข์องพระพทุธเจา้กกสุนัธะ พระ พุทธเจ้าโกนาคมนะ และพระพุทธเจ้ากัสสปะ ด ารงอยู่นาน” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๒ }
๑๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เวรัญชกัณฑ์ ทรงปรารภเหตุที่จะบัญญัตสิกิขาบท [๒๑] ล าดับนั้น ท่านพระสารีบุตรลุกขึ้นห่มผ ้าเฉวียงบ่าประนมมือไปทาง พระผู้มีพระภาค กราบทูลว่า “ถึงเวลาแล ้วพระพุทธเจ้าข ้า ที่พระผู้มีพระภาคจะ ทรงบัญญัตสิกิขาบท ทรงยกปาตโิมกขข์นึ้แสดงแกพ่ระสาวกอันจะเป็นเหตใุห้ พรหมจรรย์ด ารงอยู่ได ้ยืนนาน” “จงรอไปก่อนเถดิ สารบีตุร ตถาคตรเู้วลาในเรอื่งทจี่ะบัญญัตสิกิขาบทนัน้ ศาสดาจะยังไมบ่ ัญญัตสิกิขาบทแกส่าวก ไมย่กปาตโิมกขข์นึ้แสดง ตลอดเวลาทยี่ัง ไม่เกิดอาสวัฏฐานิยธรรม๑ บางอย่างในสงฆ์ เมื่อเกิดอาสวัฏฐานิยธรรมบางอย่างใน สงฆ์ตถาคตจงึจะบัญญัตสิกิขาบท จะยกปาตโิมกขข์นึ้แสดงแก่สาวก เพื่อขจัด ธรรมเหล่านั้น สารีบุตร อาสวัฏฐานิยธรรมบางอย่างยังไม่เกิดในสงฆ์ ตราบเท่าที่สงฆ์ยังไม่ เป็นหมู่ใหญ่เพราะมีภิกษุบวชนาน เมื่อสงฆ์เป็นหมู่ใหญ่เพราะมีภิกษุบวชนาน และ มอีาสวฏัฐานยิธรรมบางอยา่งเกดิ ในสงฆ์ตถาคตจะบัญญัตสิกิขาบท จะยก ปาติโมกข์ขึ้นแสดงแก่สาวก เพื่อขจัดธรรมเหล่านั้น สารีบุตร อาสวัฏฐานิยธรรมบางอย่างยังไม่เกิดในสงฆ์ ตราบเท่าที่สงฆ์ยัง ไม่เป็นหมู่ใหญ่เพราะแพร่หลาย เมื่อสงฆ์เป็นหมู่ใหญ่เพราะแพร่หลาย และมี อาสวฏัฐานยิธรรมบางอยา่งเกดิ ในสงฆ์ตถาคตจะบญัญัตสิกิขาบท จะยกปาตโิมกข์ ขึ้นแสดงแก่สาวก เพื่อขจัดธรรมเหล่านั้น สารีบุตร อาสวัฏฐานิยธรรมบางอย่างยังไม่เกิดในสงฆ์ ตราบเท่าที่สงฆ์ยัง ไมเ่ ป็นหมใู่หญเ่พราะมลีาภสกัการะมาก เมอื่สงฆเ์ป็นหมใู่หญเ่พราะมลีาภสกัการะ มาก และมอีาสวฏัฐานยิธรรมบางอยา่งเกดิ ในสงฆ์ตถาคตจะบัญญัตสิกิขาบท จะยก ปาติโมกข์ขึ้นแสดงแก่สาวก เพื่อขจัดธรรมเหล่านั้น เชงิอรรถ : ๑ ตตฺถ อาสวา ตฏิฺฐนฺติเอเตสตูิอาสเวหิฐาตพฺพา น โวกฺกมติพฺพาติวา อาสวฏฐานยีา แปล สรปุความวา่ธรรมเป็นทตี่ัง้อาสวะ ความชวั่ต่างๆ เชน่การกลา่วใหร้า้ยคนอนื่ความเดอืดรอ้น และการ จองจ า (วิ.อ. ๑/๒๑/๑๙๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๓ }
๑๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เวรัญชกัณฑ์ สารีบุตร อาสวัฏฐานิยธรรมบางอย่างยังไม่เกิดในสงฆ์ ตราบเท่าที่สงฆ์ยังไม่ เป็นหมู่ใหญ่เพราะความเป็นพหูสูต เมื่อสงฆ์เป็นหมู่ใหญ่เพราะความเป็นพหูสูต และมอีาสวฏัฐานยิธรรมบางอยา่งเกดิ ในสงฆ์ตถาคตจะบัญญัตสิกิขาบท จะยก ปาติโมกข์ขึ้นแสดงแก่สาวก เพื่อขจัดธรรมเหล่านั้น สารบีตุร ก็ภกิษุสงฆย์ ังไมม่เีสนยีด ไมม่ โีทษ ไมม่ สีงิ่มัวหมอง บรสิทุธิ์ ผุดผ่อง ด ารงอยู่ในสารคุณ แท้จริงในภิกษุ ๕๐๐ รูปนี้ ผู้มีคุณธรรมอยา่งต า่ก็ชนั้ โสดาบัน ไมม่ทีางตกต า่มคีวามแน่นอนทจี่ะส าเร็จสมั โพธใินวนัขา้งหนา้ ๑ ” เสด็จนิเวศน์เวรัญชพราหมณ์ [๒๒] ตอ่มา พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกทา่นพระอานนทม์ารับสงั่วา่ “อานนท์ พระตถาคตทั้งหลายยังมิได ้บอกลาผู้ที่นิมนต์ให ้อยู่จ าพรรษา จะไม่จากไป เรื่องนี้เป็นประเพณีของพระตถาคตทั้งหลาย เราจะไปลาเวรัญชพราหมณ์” พระ อานนท์ทูลสนองพระพุทธด ารัสแล ้ว ครั้นแล ้วพระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร๒ มีพระ อานนท์ตามเสด็จ เสด็จพระพุทธด าเนินไปถึงนิเวศน์ของเวรัญชพราหมณ์ ครั้นถึง แล ้วจึงประทับนั่งบนอาสนะที่เขาจัดถวาย ทรงบอกเวรัญชพราหมณ์ผู้มาเฝ้าว่า “ท่านนิมนต์เราอยู่จ าพรรษา เราขอลาท่าน ต ้องการจะจาริกไปในชนบท” เวรัญชพราหมณ์กราบทูลว่า “เป็นความจริง ข ้าพระพุทธเจ้านิมนต์ท่านพระ โคดมอยจู่ าพรรษา แตข่า้พระพทุธเจา้ยังไมไ่ดถ้วายไทยธรรมทไี่ดต้ ัง้ใจเอาไว้สงิ่นัน้ เชงิอรรถ : ๑ สัมโพธปิรายณะ จะส าเร็จสัมโพธใินวันขา้งหนา้คอือปุริมคฺคตฺตย อวสฺส สมฺปาปโก... ปฏิลทฺธ- ปฐมมคฺคตฺตา จะบรรลุมรรค ๓ ชนั้สงูขนึ้ไปแน่นอน เพราะไดป้ฐมมรรค(คอื โสดาปัตตมิรรค)แลว้ (วิ.อ. ๑/๒๑/ ๒๐๓); อปุรมิคฺคตฺตยสงฺขาตา สมฺโพธิสัมโพธิคอืมรรค ๓ (สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค) ที่สูงขึ้นไป (สารตฺถ.ฏีกา. ๑/๒๑/๕๕๙). ๒ ค าว่า “ทรงครองอันตรวาสกถือบาตรและจีวร” นมี้ใิชว่ ่ากอ่นหนา้นี้พระผมู้พีระภาคมไิดท้รงนุ่งสบง มใิชว่า่พระองคถ์อืบาตรและจวีรไปโดยเปลอืยพระกายสว่นบน ค าวา่ “ครองอันตรวาสก” หมายถึงพระองค์ ผลัดเปลยี่นสบงหรอืขยับสบงทนีุ่่งอยใู่หก้ระชบัค าว่า “ถือบาตรและจีวร” หมายถึงถือบาตรด ้วยมือ ถือจีวร ด ้วยกาย คือ ห่มจีวรอุ้มบาตรนั่นเอง (วิ.อ. ๑/๑๖/๑๘๐, ที.อ. ๒/๑๕๓/๑๔๓, ม.อ. ๑/๖๓/๑๖๓, อุทาน.อ. ๖๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๔ }
๑๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เวรัญชกัณฑ์ มใิชจ่ะไมม่แีละมใิชว่า่ขา้พระพทุธเจา้จะไมเ่ต็มใจถวาย ไตรมาสทผี่า่นมา พระองคย์ ัง มิได ้รับไทยธรรมนั้น เพราะผู้ครองเรือนมีกิจมาก มีธุระมาก ขอท่านพระโคดม พร้อมกับภิกษุสงฆ์จงรับอาหารของข ้าพระพุทธเจ้าเพื่อเจริญกุศลในวันพรุ่งนี้เถิด” พระผมู้พีระภาคทรงรับค านมินตโ์ดยดษุณีภาพ ทรงชแี้จงใหเ้วรัญชพราหมณ์ เห็นชดัชวนใหอ้ยากรับเอาไปปฏบิ ัติเรา้ใจใหอ้าจหาญแกลว้กลา้ ปลอบชโลมใจให้ สดชนื่รา่เรงิดว้ยธรรมกีถา แลว้เสด็จลกุจากอาสนะหลกี ไป เมื่อผ่านราตรนี ัน้ไป เวรัญชพราหมณ์สงั่ใหเ้ตรยีมของเคยี้วของฉันอัน ประณีตไว ้ในบ ้านแล ้วให ้คนไปกราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า “ท่านพระโคดม ถึงเวลาแล ้ว ภัตตาหารเสร็จแล ้ว” [๒๓] ครัน้เวลาเชา้พระผมู้พีระภาคทรงครองอันตรวาสก ถอืบาตรและ จีวรเสด็จพระพุทธด าเนินไปยังนิเวศน์ของเวรัญชพราหมณ์ ประทับนั่งเหนือพระ พุทธอาสน์พร้อมภิกษุสงฆ์ ครั้นแล ้วเวรัญชพราหมณ์ประเคนของเคี้ยวของฉันอัน ประณีตด ้วยตัวเอง กระทั่งพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จแล ้วละพระหัตถ์จากบาตร จึง ทลูถวายไตรจวีรใหท้รงครอง และถวายผา้คใู่หภ้กิษุครองรปูละส ารับ พระผู้มีพระภาคทรงชแี้จงใหเ้วรัญชพราหมณ์เห็นชดัชวนใหอ้ยากรับเอาไป ปฏบิ ัติเรา้ใจใหอ้าจหาญแกลว้กลา้ ปลอบชโลมใจใหส้ดชนื่รา่เรงิดว้ยธรรมกีถาแลว้ เสด็จจากไป พระพทุธองคป์ระทับอยู่ณ เมอืงเวรัญชาตามพระอัธยาศัยแลว้ไดเ้สด็จพระ พุทธด าเนินไปยังเมืองท่าปยาคะ ไม่ทรงแวะเมืองโสเรยยะ เมอืงสงักัสสะ เมอืง กัณณกุชชะ ทรงข ้ามแม่น ้าคงคาที่เมืองท่าปยาคะ เสด็จพระพุทธด าเนินถึงกรุง พาราณสีครัน้ประทับทกี่รงุพาราณสตีามพระอัธยาศัยแลว้เสด็จจารกิ ไปโดยล าดับ จนถึงกรุงเวสาลี ทราบว่าพระองค์ประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ ามหาวัน เขต กรุงเวสาลีนั้น เวรัญชภาณวาร จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๕ }
๑๖ หน้าว่าง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๖ }
๑๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ] ์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ สุทินนภาณวาร ๑. ปาราชกิกณัฑ์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ ว่าด้วยการเสพเมถุนธรรม สุทินภาณวาร [๒๔] สมัยนั้น ที่หมู่บ ้านกลันทคามไม่ห่างจากกรุงเวสาลี มีบุตรชายเศรษฐี ชาวกลันทคาม ชอื่สทุนิวนัหนงึ่เขามธีรุะบางอยา่งจงึเดนิทางไปในกรงุเวสาลกี ับเพื่อนๆ ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคก าลังประทับนั่งแสดงธรรมห ้อมล ้อมด ้วยบริษัทจ านวนมาก เขาได ้เห็นแล ้ว มีความคิดว่า “ท าอย่างไรหนอ เราจึงจะได ้ฟังธรรมบ ้าง” จึงเข ้าไปยัง บริษัทแล ้วนั่ง ณ ที่สมควร ได ้มีความคิดดังนี้ว่า “ธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรง แสดงนั้น เราเข ้าใจว่า ‘การที่ผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให ้บริสุทธิ์ บรบิรูณ์อยา่งยงิ่เหมอืนสงัขท์ขี่ดัแลว้มใิชก่ระท าไดง้า่ย’ อย่ากระนั้นเลย เราควรจะ ปลงผม โกนหนวด นุ่งห่มผ ้ากาสายะออกจากเรือนไปบวชเป็นอนาคาริก” ต่อจากนั้น เมอื่พระผมู้พีระภาคทรงชแี้จงใหเ้ห็นชดัชวนใหอ้ยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให ้ อาจหาญแกลว้กลา้ ปลอบชโลมใจใหส้ดชนื่รา่เรงิดว้ยธรรมกีถาแลว้บรษิ ัทก็ลกุขนึ้ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ท าประทักษิณแล ้วจากไป [๒๕] หลังจากบริษัทจากไปไม่นาน สุทินกลันทบุตรเข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ ภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร สุทินกลันทบุตรผู้นั่ง ณ ที่ สมควรแล ้วได ้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข ้า ธรรมตามที่พระผู้มี พระภาคทรงแสดงนั้น ข ้าพระพุทธเจ้าเข ้าใจว่า ‘การที่ผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติ พรหมจรรยใ์หบ้รสิทุธบิ์รบิรูณ์อยา่งยงิ่เหมอืนสงัขท์ขี่ดัแลว้มใิชก่ระท าได ้ง่าย’ ข ้าพระพุทธเจ้าปรารถนาจะปลงผม โกนหนวด นุ่งห่มผ ้ากาสายะ ออกจากเรือนมา บวช เป็นอนาคาริก ขอพระผู้มีพระภาคทรงพระกรุณาให ้ข ้าพระพุทธเจ้าบวชด ้วยเถิด” “สุทิน มารดาบิดาอนุญาตให ้เธอออกจากเรือนบวชเป็นอนาคาริกแล ้วหรือ” “ยังมิได ้อนุญาต พระพุทธเจ้าข ้า” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๗ }
๑๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ สุทินนภาณวาร “สุทิน พระตถาคตทั้งหลายย่อมไม่บวชให ้กุลบุตรที่มารดาบิดายังไม่อนุญาต” “ข ้าพระพุทธเจ้า จักหาวิธีให ้มารดาบิดาอนุญาตให ้ข ้าพระพุทธเจ้าออกจาก เรือนมาบวชเป็นอนาคาริก พระพุทธเจ้าข ้า” ขออนุญาตออกบวช [๒๖] ต่อมา สุทินกลันทบุตรท าธุระในกรุงเวสาลีเสร็จแล ้ว กลับไปหา มารดาบิดาที่กลันทคาม ครั้นถึงแล ้วจึงกล่าวกับมารดาบิดาดังนี้ว่า “คุณพ่อคุณแม่ ธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงนั้น ลูกเข ้าใจว่า ‘การที่ผู้อยู่ครองเรือนจะ ประพฤตพิรหมจรรยใ์หบ้รสิทุธบิ์รบิรูณ์อยา่งยงิ่เหมอืนสงัขท์ขี่ดัแลว้นมี้ใิชท่ าไดง้า่ย’ ลูกปรารถนาจะปลงผม โกนหนวด นุ่งห่มผ ้ากาสายะ ออกจากเรือนไปบวชเป็น อนาคาริก คุณพ่อคุณแม่โปรดอนุญาตให ้ลูกออกไปบวชเป็นอนาคาริกเถิด” เมื่อสุทินกลันทบุตรกล่าวอย่างนี้ มารดาบิดาตอบว่า “ลูกสุทิน เจ้าเป็นลูก คนเดียว เป็นที่รักที่ชอบใจของพ่อแม่ เจริญเติบโตมาด ้วยความสุขสบาย ได ้รับการ เลยี้งดมูาอยา่งดีความทกุขย์ากสกันดิหนงึ่ลกูก็ยังไมร่จู้ ัก ถงึลกูจะตายไป พอ่แม่ ก็ไม่ปรารถนาจะจาก แลว้เหตไุฉน พอ่แมจ่ะยอมใหล้กูผยู้ ังมชีวีติอยอู่อกจากเรอืน ไปบวชเป็นอนาคาริกเล่า” สุทินกลันทบุตรได ้กล่าวกับมารดาบิดาดังนี้เป็นครั้งที่ ๒ ฯลฯ เป็นครั้งที่ ๓ ฯลฯ แม ้ครั้งที่ ๓ มารดาบิดาก็ตอบว่า “ลูกสุทิน เจ้าเป็นลูกคนเดียว ฯลฯ เหตุไฉน พ่อแม่จะยอมให ้ลูกผู้ยังมชีวีติอยอู่อกจากเรอืนไปบวชเป็นอนาคารกิเลา่ ” [๒๗] ล าดับนั้น สุทินกลันทบุตรวิตกว่า มารดาบิดาไม่อนุญาตให ้เราบวชแน่ จงึนอนบนพนื้ทไี่มม่เีครอื่งปลูาด ณ ทนี่ัน้เอง ตัดสนิ ใจวา่เราจักตาย หรอืจักไดบ้วช ก็ที่ตรงนี้แหละ และแล ้วเขาก็อดอาหารไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ ๑ มื้อ ๒ มื้อ ๓ มื้อ ๔ มื้อ ๕ มื้อ ๖ มื้อ จนถึง ๗ มื้อ มารดาบิดาไม่อนุญาต [๒๘] ถึงกระนั้น มารดาบิดาของเขาก็คงยืนยันว่า “ลูกสุทิน เจ้าเป็นลูกคน เดียว เป็นที่รักที่ชอบใจของพ่อแม่ เจริญเติบโตมาด ้วยความสุขสบาย ได ้รับการ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๘ }
๑๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ สุทินนภาณวาร เลยี้งดมูาอยา่งดีความทกุขย์ากสกันดิหนงึ่ลกูก็ยงัไมร่จู้ ัก ถงึลกูจะตายไป พอ่แมก่ ็ ไมป่รารถนาจะจาก แลว้เหตไุฉนพอ่แมจ่ะยอมใหล้กูผยู้ ังมชี วิตอยู่ออกจากเรือนไป ี บวชเป็นอนาคาริกได ้เล่า ลุกขึ้นเถิด ลูกสุทิน จงกิน จงดื่ม จงรื่นเริง จงพอใจกิน ดมื่รนื่เรงิ ใชส้อยโภคทรัพยท์ าบญุเถดิถงึอยา่งไร พอ่แมก่ ็จะไมอ่นุญาตใหล้กู บวชแน่” เมอื่มารดาบดิากลา่วอยา่งนี้สทุนิกลันทบตุรไดน้งิ่เฉยเสยีมารดาบดิาได้ ยืนยันกะสุทินกลันทบุตรแม ้ครั้งที่ ๒ ฯลฯแม ้ครั้งที่ ๓ ว่า “ลูกสุทิน เจ้าเป็นลูกคนเดียว เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของพ่อแม่ ฯลฯ ลูกสุทิน จงกิน จงดื่ม จงรื่นเริง จงพอใจกิน ดื่ม รนื่เรงิ ใชส้อยโภคทรัพยท์ าบญุเถดิถงึอยา่งไร พอ่แมก่ ็จะไมอ่นุญาตใหล้กูบวชแน่” สุทินกลันทบุตรก็ได ้นิ่งเป็นครั้งที่ ๓ พวกเพอื่นชว่ยเจรจา ต่อมา พวกเพื่อนของสุทินกลันทบุตร พากันเข ้าไปหาถึงที่อยู่ ครั้นถึงแล ้วได ้ ปลอบใจว่า “สุทินเพื่อนรัก เพื่อนเป็นลูกคนเดียว เป็นที่รักที่ชอบใจของพ่อแม่ เจริญเติบโตมาด ้วยความสุขสบาย ได ้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี ความทกุขย์ากสกันดิ หนึ่ง เพื่อนก็ยังไม่รู้จัก ถึงเพื่อนจะตายไป พ่อแม่ก็ไม่ปรารถนาจะจาก แล ้วเหตุไฉน พอ่แมจ่ะยอมใหเ้พอื่นผยู้งัมชีวีติอยอู่อกจากเรอืนไปบวชเป็นอนาคารกิ ไดเ้ลา่ลกุขนึ้เถดิ เพอื่นรัก เพอื่นจงกนิจงดมื่จงรนื่เรงิพอใจกนิดมื่รนื่เรงิ ใชส้อยโภคทรัพย์ท าบุญ เถิด ถึงจะอย่างไร พ่อแม่ก็ไม่อนุญาตให ้เพื่อนบวชแน่” เมื่อพวกเพื่อนกล่าวอย่างนี้ สุทินกลันทบุตรก็ได ้แต่นิ่งเฉย พวกเพื่อนได ้ ปลอบใจสุทินกลันทบุตรเป็นครั้งที่ ๒ ฯลฯ เป็นครั้งที่ ๓ ว่า “สุทินเพื่อนรัก เพื่อน เป็นลูกคนเดียว เป็นที่รักที่ชอบใจของพ่อแม่ ฯลฯ พ่อแม่ก็ไม่อนุญาตให ้เพื่อนบวช แน่” สุทินกลันทบุตรก็ได ้นิ่งเฉยเป็นครั้งที่ ๓ [๒๙] ต่อมา พวกสหายพากันเข ้าไปหามารดาบิดาของสุทินกลันทบุตรถึง ที่อยู่ กล่าวว่า “คณุพอ่คณุแมค่รับ สทุนินอนบนพนื้ทไี่มม่เีครอื่งปลูาดตัดสนิ ใจวา่ เราจักตาย หรือจักได ้บวชก็ที่ตรงนี้แหละ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่ยอมให ้เขาบวช เขาจัก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๙ }
๒๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ สุทินนภาณวาร ตาย ณ ที่ตรงนั้นแน่ แต่ถ้ายอมให ้เขาออกบวช คุณพ่อคุณแม่ ก็ยังจะได ้พบเห็น เขาแม ้บวชแล ้ว ถ้าไม่ยินดีจะบวชอยู่ต่อไป เขาจะมีทางไปที่ไหนอื่นเล่า จะต ้องกลับ มาที่นี้แหละ อนุญาตให ้เขาบวชเถิดขอรับ” มารดาบิดาของสุทินจึงกล่าวว่า “ลูก ทั้งหลาย พ่อและแม่อนุญาตให ้เขาบวชได ้” สุทินกลันทบุตรออกบวช ต่อมา พวกเพื่อนพากันเข ้าไปหาเขาถึงที่อยู่ ครั้นถึงแล ้วได ้กล่าวกับสุทิน กลันทบุตรดังนี้ว่า “ลุกขึ้นเถิดสุทินเพื่อนรัก มารดาบิดาอนุญาตให ้เพื่อนบวชแล ้ว” [๓๐] ทันใดนั้น พอสุทินกลันทบุตรได ้ทราบว่า มารดาบิดาอนุญาตให ้บวช ก็รา่เรงิดใีจมาก ลกุขนึ้มาใชฝ้่ามอืเช็ดตัว บ ารงุก าลังอยู่๒-๓ วัน แล ้วไปเฝ้าพระ ผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นถึงแล ้วได ้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล ้วนั่งลง ณ ที่ สมควร สุทินกลันทบุตรผู้นั่ง ณ ที่สมควรแล ้วได ้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “มารดาบิดาอนุญาตให ้ข ้าพระพุทธเจ้าออกจากเรือนมาบวชเป็นอนาคาริกแล ้ว ขอ พระผู้มีพระภาคได ้โปรดบวชให ้ข ้าพระพุทธเจ้าด ้วยเถิด พระพุทธเจ้าข ้า” สทุนิกลันทบตุรไดร้ับการบรรพชาอปุสมบทในส านักของพระพทุธเจา้เมอื่ บวชได ้ไม่นาน ท่านพระสุทินได ้ถือธุดงควัตรดังนี้ คือ อยู่ป่ าเป็นวัตร ๑ เที่ยว บิณฑบาตเป็นวัตร ๑ ใชผ้า้บังสกุลุเป็นวตัร ๑ เที่ยวบิณฑบาตไปตามล าดับเรือน เป็นวัตร ๑ พักอาศัยอยใู่กลห้มบู่า้นชาววชั ชตี าบลหนงึ่ พระสุทินกลันทบุตรไปเยี่ยมบ้าน สมัยนัน้แควน้วชั ชเีกดิขา้วยากหมากแพง ประชาชนมคีวามเป็นอยแู่รน้แคน้ ใชส้ลากปันสว่นซอื้อาหาร ลม้ตายกันกระดกูขาวเกลอื่น ยากทพี่ระอรยิะจะบณิฑบาต ยังชพี ได้ ท่านพระสทุนิ ไดม้คีวามคดิดังนวี้า่บัดนี้แควน้วชั ชเีกดิขา้วยากหมากแพง ประชาชนมคีวามเป็นอยแู่รน้แคน้ ใชส้ลากปันสว่นซอื้อาหาร ลม้ตายกันกระดกูขาว เกลอื่น ยากทพี่ระอรยิะจะบณิฑบาตยังชพี ได้แตใ่นกรงุเวสาลีเรามญีาตอิยจู่ านวน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๐ }
๒๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ สุทินนภาณวาร มาก ซงึ่ลว้นแตเ่ ป็นครอบครัวมั่งคั่งมทีรัพยม์าก มโีภคะมาก มเีงนิมทีองมาก มี เครื่องประดับมาก มีทรัพย์และข ้าวเปลือกมาก๑ อย่ากระนั้นเลย เราควรจะไปอาศัย พวกญาตอิยู่ถงึพวกญาตกิ็จะอาศัยเราท าบญุถวายทาน ภกิษุทัง้หลายจักมลีาภ และเราก็ไม่เดือดร้อนเรื่องบิณฑบาต ครั้งนั้น ท่านพระสุทินจึงเก็บเสนาสนะถือบาตรและจีวรแล ้วจาริกไปทางกรุง เวสาลี เที่ยวจาริกไปโดยล าดับ จนถึงกรุงเวสาลี ทราบว่า ท่านพระสุทินพักอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ ามหาวัน เขตกรุงเวสาลีนั้น บรรดาญาติของท่านพอทราบข่าวว่า พระสุทินกลันทบุตรกลับมากรุงเวสาลี จึงน าอาหาร ๖๐ ส ารับไปถวาย ทา่นสละอาหารทัง้หมดถวายภกิษุทัง้หลายแลว้ ครองอันตรวาสกถอืบาตรและจวีรเขา้ไปบณิฑบาตทหี่มบู่า้นกลันทคามในตอนเชา้ เที่ยวบิณฑบาตไปในหมู่บ ้านกลันทคามตามล าดับเรือน เดินตรงไปทางบ ้านโยมบิดา [๓๑] พอดีขณะนั้น ทาสหญิงของญาติก าลังจะทิ้งขนมกุมมาสค ้างคืน ท่าน บอกทาสหญิงว่า “ถา้จะทงิ้สงิ่นัน้ก็จงใสบ่าตรของอาตมาเถดิ ” ขณะที่ทาสหญิง ก าลังเกลี่ยขนมกุมมาสค ้างคืนลงบาตร นางจ าเค ้ามือ เท้า และน ้าเสยีงของพระสทุนิ ได ้ จึงรีบเข ้าไปหามารดาของท่านแล ้วกล่าวว่า “คุณนายเจ้าขา โปรดทราบเถิดว่า พระสุทินบุตรคุณนายกลับมาแล ้ว เจ้าค่ะ” มารดาของพระสุทินกล่าวว่า “ถ้าเธอพูดจริง เราจะปลดปล่อยเธอให ้เป็นไท” [๓๒] ขณะที่ท่านพระสุทินก าลังนั่งพิงฝาเรือนแห่งหนึ่งฉันขนมกุมมาสค ้าง คืนอยู่ พอดีโยมบิดาของท่านเดินกลับจากท างาน ได ้เห็นท่านก าลังนั่งฉันขนมกุม มาสค ้างคืนอยู่ ครั้นเห็นแล ้วจึงตรงเข ้าไปหาถึงที่ ครั้นถึงแล ้วได ้กล่าวกับท่านพระ สุทินดังนี้ว่า “อะไรกันลูกสุทิน ลูกฉันขนมกุมมาสค ้างคืนหรือ ลูกควรไปบ ้านของลูก มใิชห่รอื ” เชงิอรรถ : ๑ โคธนาทีนญฺจ สตฺตวิธธญฺญานญฺจ ปหูตตาย ปหูตธนธญฺญา มีทรัพย์คือโคเป็นต ้น และมีข ้าวเจ็ด ชนดิมาก (ส .อ. ๑/๑๑๔/๑๓๑), มีทรัพย์คือรัตนะ ๗ และข ้าวเปลือกอันสงเคราะห์ด ้วยบุพพัณชาติและ อปรัณชาติมาก (สารตฺถ.ฏีกา ๒/๓๐/๘), ดูข ้อ ๑๐๔ หน้า ๘๗ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๑ }
๒๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ สุทินนภาณวาร ท่านพระสุทินตอบว่า “อาตมาไปที่บ ้านของโยมมาแล ้ว ขนมกุมมาสค ้างคืน นี้ก็ได ้มาจากที่บ ้านนั้น” ทันใดนั้น บิดาจับแขนท่านพระสุทินกล่าวว่า “มาเถิดลูกสุทินไปบ้านด ้วยกัน” ท่านพระสุทินจึงเดินตรงไปบ ้านของโยมบิดา ครั้นถึงแล ้ว ได ้นั่งบนอาสนะที่ เขาจัดถวาย บิดาของท่านสุทินกล่าวว่า “นิมนต์ท่านฉันเถิด” “ไม่ละโยม วันนี้อาตมาฉันอิ่มแล ้ว” “ขอนิมนต์รับฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้เถิด” ท่านพระสุทินรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ แล ้วก็ลุกจากอาสนะหลีกไป บดิาวงิวอนใหล้าสกิขา [๓๓] ในคนืนัน้มารดาของพระสทุนิ สงั่ใหเ้อามลูโคสดมาฉาบทาพนื้ดนิแลว้ แบ่งทรัพย์ออกเป็น ๒ กอง คือ เงินกองหนึ่ง ทองกองหนึ่ง เป็นกองใหญ่เท่าๆ กัน สงูทว่มศรีษะ คนยนื อยู่ข ้างนี้จะมองไม่เห็นคนยืนอยู่ข ้างโน้น คนยืนอยู่ข ้างโน้นจะ มองไมเ่ห็นคนยนือยขู่า้งนี้ใชเ้สอื่ล าแพนปิดกองทรัพยไ์ว้ตรงกลางจัดอาสนะใชม้า่น ลอ้มเป็นวงเสร็จแลว้เรยีกอดตีภรรยาของทา่นพระสทุนิมาสงั่วา่ “ลูกหญิง เธอจง แต่งกายด ้วยอาภรณ์ที่ลูกสุทินเคยรักใคร่ชอบใจ” ลกูสะใภร้ับค าสงั่แมผ่ ัวแลว้ [๓๔] พอรงุ่เชา้ทา่นพระสทุนิครองอันตรวาสกถอืบาตรและจวีรเขา้ไปถงึ เรือนโยมบิดา ครั้นถึงแล ้ว ได ้นั่งบนอาสนะที่เขาจัดถวาย ล าดับนั้น โยมบิดาของท่านเข ้าไปหาแล ้วให ้คนเปิดกองทรัพย์ออก กล่าวว่า “ลูกสุทิน นี่คือทรัพย์ฝ่ ายมารดาเป็นสมบัติฝ่ ายหญิงที่ได ้รับมาทางฝ่ ายมารดา ของ พอ่มอีกีตา่งหาก สว่นของป่อูกีตา่งหาก ลกูสทุนิจงกลับมาเป็นคฤหัสถเ์ถดิจะไดใ้ช้ สอยทรัพย์สมบัติและท าบุญ” ท่านพระสุทินตอบว่า “โยม อาตมาไม่อาจไม่สามารถ อาตมายังพอใจ ประพฤติพรหมจรรย์อยู่” โยมบิดาของพระสุทินวิงวอนเป็นครั้งที่ ๒ ฯลฯ เป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ลูกสุทิน นี่ คือทรัพย์ฝ่ ายมารดาเป็นสมบัติฝ่ ายหญิงที่ได ้รับมาทางฝ่ ายมารดา ของพ่อมีอีกต่าง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๒ }
๒๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ สุทินนภาณวาร หาก สว่นของป่อูกีตา่งหาก ลกูสทุนิจงกลับมาเป็นคฤหัสถเ์ถดิจะไดใ้ชส้อยทรัพย์ สมบัติและท าบุญ” ท่านพระสุทินตอบว่า “อาตมาขอพูดบ ้าง ถ้าโยมไม่ขัดข ้อง” บิดาของท่านตอบว่า “นิมนต์พูดเถิด ลูกสุทิน” ท่านพระสุทินกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้น โยมพอ่จงสงั่ใหท้ ากระสอบป่านใบใหญๆ่ บรรจุเงินทองให ้เต็ม บรรทุกเกวียนไปแล ้วโยนลงกลางแม่น ้าคงคา เพราะอะไร เพราะโยมพ่อจะไม่ต ้องกลัว ไม่ต ้องหวาดระแวง ไม่ต ้องขนพองสยองเกล ้า ไม่ต ้องมี การดแูลรักษาซงึ่มสีาเหตมุาจากทรัพยน์ ัน้เลย” เมื่อท่านพระสุทินกล่าวอย่างนี้ โยมบดิาของทา่นเสยี ใจดว้ยคดิวา่ลกูสทุนิ กล่าวอย่างนี้ได ้อย่างไร [๓๕] ตอ่มา บดิาของพระสทุนิเรยีกอดตีภรรยาของทา่นมาสงั่วา่ “ลูกหญิง เจา้เป็นทรี่ักใครพ่อใจ บางทลีกูสทุนิจะเชอื่เจา้บา้ง” ทันใดนั้น นางจึงจับเท้าทั้ง ๒ ของพระสุทินพลางถามว่า “หลวงพี่ นางอัปสร พวกไหนเล่าผู้เป็นต ้นเหตุให ้หลวงพี่ประพฤติพรหมจรรย์” ท่านพระสุทินตอบว่า “น้องหญิง อาตมาไม่ได ้ประพฤติพรหมจรรย์เพราะ นางอัปสรเป็นเหตุ” นางเสยี ใจดว้ยคดิวา่วนันี้เป็นวนัแรกทหี่ลวงพสี่ทุนิเรยีกเราวา่ ‘น้องหญิง’ จึงล ้มสลบลงตรงนั้นเอง ท่านพระสุทินบอกโยมบิดาว่า “โยมพ่อ ถ้าโยมจะถวายโภชนะก็จงถวาย อย่าท าให ้อาตมาล าบากใจเลย” บิดาของท่านจึงนิมนต์ให ้ฉัน จากนั้นมารดาบิดา ของท่านประเคนของเคี้ยวของฉันอันประณีต จนกระทั่งอิ่มหน า จากนั้นมารดาบอก พระสุทินผู้ฉันเสร็จว่า “ลูกสุทิน ตระกูลเรานี้มั่งคั่งมีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีเงินมี ทองมาก มีเครื่องประดับมาก มีทรัพย์และข ้าวเปลือกมาก ท่านควรกลับมาเป็นคฤหัสถ์ จะไดใ้ชส้อยทรัพยส์มบัตแิละท าบญุมาเถดิลกูสทุนิกลับมาเป็นคฤหัสถเ์ถดิจะได้ ใชส้อยทรัพยส์มบัตแิละท าบญุ” ท่านพระสุทินตอบว่า “โยมแม่ อาตมาไม่อาจไม่สามารถ อาตมายังพอใจ ประพฤติพรหมจรรย์อยู่” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๓ }
๒๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ สุทินนภาณวาร มารดาพระสุทินวิงวอนแม ้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม ้ครั้งที่ ๓ นางกล่าวว่า “ลูกสุทิน ตระกูลเรานี้มั่งคั่งมีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีเงินมีทองมาก มีเครื่องประดับมาก มี ทรัพยแ์ละขา้วเปลอืกมาก ลกูจงใหผ้ สู้บืเชอื้สายไว้เจา้ลจิฉวจีะไดไ้มร่บิมรดกของ เราทขี่าดผสู้บืสกลุ” “คุณโยม เรื่องนี้อาตมาพอจะท าได ้” “เวลานี้ ลูกพักอยู่ที่ไหน” “อาตมาพักอยู่ที่ป่ามหาวัน” พระสุทินตอบแล ้วลุกจากอาสนะหลีกไป พระสุทินเสพเมถุนธรรม [๓๖] หลังจากนัน้มารดาของทา่นพระสทุนิเรยีกอดตีภรรยาพระสทุนิมาสงั่ ว่า ลูกหญิง เมื่อถึงเวลาที่เจ้ามีระดู ต่อมโลหิตเกิดมีแก่เจ้า เจ้าต ้องบอกแม่” นางรับค า ต่อมาเมื่อนางมีระดู ต่อมโลหิตเกิดขึ้นจึงบอกแม่ผัวว่า “ดิฉันมีระดู ต่อมโลหิตเกิดแล ้ว” มารดากล่าวว่า “ลูกหญิง ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงแต่งกายด ้วยอาภรณ์ที่ลูกสุทิน เคยรักใคร่ชอบใจเถิด” นางก็ปฏิบัติตามค าของแม่ผัว ต่อมา มารดาพาสะใภ้ไปหาท่านพระสุทินที่ป่ ามหาวัน กล่าวว่า “ลูกสุทิน ตระกูลเรามั่งคั่งมีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีเงินมีทองมาก มีเครื่องประดับมาก มี ทรัพยแ์ละขา้วเปลอืกมาก ลกูควรกลับมาเป็นคฤหัสถ์จะไดใ้ชส้อยทรัพยส์มบตัแิละ ท าบุญ” พระสุทินตอบว่า “อาตมาไม่อาจ ไม่สามารถ อาตมายังพอใจประพฤติ พรหมจรรย์อยู่” มารดาพระสุทินวิงวอนเป็นครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม ้ครั้งที่ ๓ นางกล่าวว่า “ลูก สทุนิตระกลูเรานมี้ั่งคั่ง ฯลฯ มทีรัพยแ์ละขา้วเปลอืกมาก ลกูจงใหผ้ สู้บืเชอื้สายไว้ เจา้ลจิฉวจีะไดไ้มร่บิมรดกของเราทขี่าดผสู้บืสกลุ” พระสุทินตอบว่า “โยม เรื่องนี้อาตมาพอจะท าได ้” แล ้วจับแขนอดีตภรรยา พาเข ้าป่ ามหาวัน เพราะยังมิได ้บัญญัตสิกิขาบท จงึเห็นวา่ ไมม่ โีทษ ไดเ้สพเมถนุ ธรรมกับอดีตภรรยา ถึง ๓ ครั้ง นางตั้งครรภ์เพราะเหตุนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๔ }
๒๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ สุทินนภาณวาร ทวยเทพกระจายข่าว ทวยเทพชนั้ภมุมะ กระจายขา่ววา่ทา่นผเู้จรญิภกิษุสงฆไ์มเ่คยมเีสนยีดไม่ เคยมีโทษ พระสุทินกลันทบุตร ก่อเสนียด ก่อโทษขึ้นแล ้ว ทวยเทพชนั้จาตมุมหาราชสดับเสยีงของทวยเทพชนั้ภมุมะแลว้ ไดก้ระจาย ขา่วตอ่ ไป ฯลฯ ทวยเทพชนั้ดาวดงึษ์ฯลฯ ทวยเทพชนั้ยามา ฯลฯ ทวยเทพชนั้ดสุติ ฯลฯ ทวยเทพชนั้นมิมานรดีฯลฯ ทวยเทพชนั้ปรนมิมติวสวตัดีฯลฯ ทวยเทพที่ นับเนอื่งในหมพู่รหมสดับเสยีงแลว้ก็กระจายขา่วกันตอ่ ไปวา่ทา่นผเู้จรญิภกิษุสงฆ์ ไม่เคยมีเสนียด ไม่เคยมีโทษ พระสุทินกลันทบุตรก่อเสนียด ก่อโทษขึ้นแล ้ว เพียงครู่เดียวเทา่นัน้เสยีงป่าวประกาศไดก้ระจายขนึ้ไปถงึพรหมโลกดว้ย ประการฉะนี้ ต่อมา อดีตภรรยาของพระสุทินครรภ์แก่จึงคลอดบุตร พวกเพื่อนของ พระสทุนิตัง้ชอื่เด็กคนนัน้วา่เด็กชายพชีกะ ๑ เรียกอดีตภรรยาของพระสุทินว่า พีชกมารดา เรียกพระสุทินว่าพีชกบิดา ต่อมาทั้งมารดาทั้งบุตรได ้ออกจากเรือนไป บวชเป็นอนาคารกิ ไดส้ าเร็จเป็นพระอรหันต์ พระสุทินเกิดความเดือดร้อนใจ [๓๗] ต่อมา พระสุทินเกิดความกลุ้มใจเดือดร้อนใจว่า “ไมใ่ ชล่าภของเรา หนอ เราไมม่ลีาภหนอ เราไดช้วั่แลว้หนอ เราไมไ่ดด้แีลว้หนอ ถงึจะเขา้มาบวชใน พระธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว ้ดีแล ้ว ก็ยังไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ ใหบ้รสิทุธบิ์รบิรูณ์ไดต้ลอดชวีติ ” เพราะความกลุ้มใจ เดือดร้อนใจนั้น ท่านจึงซูบผอม หมองคล ้า ซดีเหลอืง เสน้เอ็นขนึ้สะพรั่ง มเีรอื่งในใจ ใจหดหู่เป็นทกุข์เสยี ใจ เดอืดรอ้นใจ เศรา้ซมึ เชงิอรรถ : ๑ พีชกะ หมายถึง ผสู้บืเชอื้สาย ทตี่ัง้ชอื่ใหว้า่ “พีชกะ” เพราะย่าได ้เคยกล่าวว่า “พชีก ปิเทหิจงใหผ้ สู้บื เชอื้สาย” (วิ.อ. ๑/๓๖/๒๒๔). {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๕ }
๒๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่ ๑ สุทินนภาณวาร [๓๘] ฝ่ ายภิกษุผู้เป็นเพื่อนของพระสุทิน กล่าวกับท่านสุทินว่า “ท่านสุทิน เมอื่กอ่นทา่นมผีวิพรรณเปลง่ ปลั่งกระชมุ่กระชวย หนา้ตาสดใส มนี ้ามนีวล แตบ่ ัดนี้ ดทูา่นซบูผอม หมองคล ้า ซดีเหลอืง เสน้เอ็นขนึ้สะพรั่ง มเีรอื่งในใจ ใจหดหู่เป็นทกุข์ เสยี ใจ เดอืดรอ้นใจ เศรา้ซมึทา่นไมย่นิดจีะประพฤตพิรหมจรรยก์ระมัง” พระสุทินตอบว่า “ทา่นทัง้หลาย ความจรงิไมใ่ ชก่ระผมจะไมย่นิดปีระพฤติ พรหมจรรย์ กระผมมีบาปกรรมที่ท าไว ้ คือ ได ้เสพเมถุนธรรมกับอดีตภรรยา กระผมจงึเกดิความกลมุ้ ใจเดอืดรอ้นใจวา่มใิชล่าภของเราหนอ เราไม่มีลาภหนอ เราไดช้วั่แลว้หนอ เราไมไ่ดด้หีนอ ถงึจะเขา้มาบวชในพระธรรมวนิ ัยทพี่ระผมู้พีระ ภาคตรัสไว ้ดีแล ้ว ก็ยังไม่สามารถจะประพฤติพรหมจรรย์ ให ้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได ้ ตลอดชวีติ ” ภิกษุผู้เป็นเพื่อนกล่าวว่า “จริงทีเดียวท่านสุทิน การที่ท่านเข ้ามาบวชในพระ ธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว ้ดีแล ้วแต่ไม่สามารถจะประพฤติพรหมจรรย์ให ้ บรสิทุธบิ์รบิรูณ์ไดต้ลอดชวีติก็พอทจี่ะท าใหก้ลมุ้ ใจ เดอืดรอ้นใจได้พระผมู้พีระภาค ทรงแสดงธรรมไวโ้ดยประการตา่ง ๆ เพอื่คลายความก าหนัด มใิชเ่พอื่ความก าหนัด เพอื่ความพราก มใิชเ่พอื่ความประกอบไว้เพอื่ความไมถ่อืมั่น มใิชเ่พอื่ความถอืมั่น มใิชห่รอืเมอื่พระผมู้พีระภาคทรงแสดงธรรม เพอื่คลายความก าหนัด ทา่นก็ยังจะ คิดเพื่อความก าหนัด ทรงแสดงธรรมเพื่อความพราก ท่านก็ยังจะคิดเพื่อความประกอบ ไว ้ ทรงแสดงธรรมเพื่อความไม่ถือมั่น ท่านก็ยังจะคิดเพื่อมีความถือมั่น พระผู้มีพระ ภาคทรงแสดงธรรมโดยประการตา่ง ๆ เพอื่ส ารอกราคะ เพอื่สรา่งความเมา เพอื่ดับ ความกระหาย เพอื่ถอนความอาลัย เพอื่ตัดวฏัฏะ เพอื่ความสนิ้ตัณหา เพอื่คลาย ความก าหนัด เพอื่ดับทกุข์เพอื่นพิพาน มใิชห่รอืพระผมู้พีระภาคตรัสบอกการละ กาม การก าหนดรคู้วามส าคัญในกาม การก าจัดความกระหายในกาม การเพิกถอน ความตรกึ ในกาม การระงับความกลัดกลมุ้เพราะกามไวโ้ดยประการตา่ง ๆ มใิชห่รอื การกระท าของท่านนั้น มิได ้ท าคนที่ยังไม่เลื่อมใสให ้เลื่อมใส หรือท าคนที่เลื่อมใส อยู่แล ้วให ้เลื่อมใสยิ่งขึ้นได ้เลย ที่จริง กลับจะท าให ้คนที่ไม่เลื่อมใสก็ไม่เลื่อมใสไปเลย คนที่เลื่อมใสอยู่แล ้วบางพวกก็จะกลายเป็นอื่นไป” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๖ }
๒๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ สุทินนภาณวาร [๓๙] ครั้นภิกษุผู้เป็นเพื่อนเหล่านั้นต าหนิพระสุทินโดยประการต่าง ๆ แล ้ว น าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆบ์ญัญตัสิกิขาบท ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาครับสงั่ใหป้ระชมุสงฆเ์พราะเรอื่งนเี้ป็นตน้เหตุทรง สอบถามท่านพระสุทินว่า “สุทิน ทราบว่า เธอเสพเมถุนธรรมกับอดีตภรรยา จริงหรือ” พระสุทินทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มีพระภาคทรงต าหนิว่า “โมฆบุรุษ การกระท าของเธอไม่สมควร ไม่ คลอ้ยตาม ไมเ่หมาะสม ไมใ่ ชก่จิของสมณะ ใชไ้มไ่ด้ไมค่วรท าเลย เธอบวชในธรรม วินัยที่เรากล่าวดีแล ้ว ไฉนจึงไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ให ้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได ้ ตลอดชวีติเลา่เราแสดงธรรมโดยประการตา่ง ๆ เพอื่คลายความก าหนัด มใิชเ่พอื่ ความก าหนัด เพอื่ความพราก มใิชเ่พอื่ความประกอบไว้เพอื่ความไมถ่อืมั่น มใิช่ เพอื่ความถอืมั่น มใิชห่รอืเมอื่เราแสดงธรรมเพอื่คลายความก าหนัด เธอก็ยังจะคดิ เพื่อความก าหนัด เราแสดงธรรมเพื่อความพราก เธอก็ยังจะคิดเพื่อความประกอบไว ้ เราแสดงธรรมเพื่อความไม่ถือมั่น เธอก็ยังจะคิดเพื่อมีความถือมั่น เราแสดงธรรม โดยประการตา่ง ๆ เพอื่ส ารอกราคะ เพอื่สรา่งความเมา เพอื่ดับความกระหาย เพอื่ถอนความอาลัย เพอื่ตัดวฏัฏะ เพอื่ความสนิ้ตัณหา เพอคลายความก าหนัด ื่ เพอื่ดับทกุข์เพอื่นพิพาน มใิชห่รอืเราบอกการละกาม การก าหนดรคู้วามส าคัญ ในกาม การก าจัดความกระหายในกาม การเพิกถอนความตรึกในกาม การระงับ ความกลัดกลมุ้เพราะกามไวโ้ดยประการตา่ง ๆ มใิชห่รอื โมฆบรุษุเธอสอดองคชาตเขา้ปากอสรพษิรา้ยเสยียังดกีวา่ สอดองคชาตเข ้า องคก์ าเนดิ สตรีสอดองคชาตเขา้ปากงเูหา่เสยียังดกีวา่ สอดองคชาตเขา้องคก์ าเนดิ สตรีสอดองคชาตเขา้หลมุถา่นไฟเสยียังดกีวา่ สอดองคชาตเขา้องคก์ าเนดิ สตรี เพราะอะไรเล่า เพราะผู้สอดองคชาตเข ้าปากอสรพิษร้ายเป็นต ้น พึงถึงความตาย หรือทุกข์ปางตายเพราะการกระท านั้นเป็นเหตุ หลังจากตายแล ้วก็ไม่ต ้องไปบังเกิด ในอบาย ทคุติวนิบิาต นรก สว่นผสู้อดองคชาตเขา้องคก์ าเนดิ สตรีหลังจากตาย แล ้วต ้องไปบังเกิดในอบายทุคติ วินิบาต นรก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๗ }
๒๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ สุทินนภาณวาร โมฆบรุษุในการทเี่ธอเสพอสทัธรรม ซงึ่เป็นประเวณีของชาวบา้น มารยาท ของคนชนั้ต า่กริยิาชวั่หยาบ มนี ้าเป็นทสี่ดุเป็นกจิทจี่ะตอ้งท าในทลี่ับ ตอ้งท ากัน สอง ต่อสองนี้มีโทษมาก เธอเป็นคนแรกที่ก่ออกุศลธรรมก่อนใครๆ การท าอย่างนี้ มิได ้ท าคนที่ยังไม่เลื่อมใสให ้เลื่อมใส หรือท าคนที่เลื่อมใสอยู่แล ้วให ้เลื่อมใสยิ่งขึ้น ได ้เลย ที่จริง กลับจะท าให ้คนที่ไม่เลื่อมใสก็ไม่เลื่อมใสไปเลย คนที่เลื่อมใสอยู่แล ้ว บางพวกก็จะกลายเป็นอื่นไป” ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงต าหนิพระสุทินโดยประการต่าง ๆ แล ้ว ได ้ตรัสโทษ แหง่ความเป็นคนเลยี้งยาก บ ารงุยาก มักมาก ไมส่นั โดษ ความคลกุคลีความ เกยีจครา้น ตรัสคณุแหง่ความเป็นคนเลยี้งงา่ย บ ารุงงา่ย มักนอ้ย สนั โดษ ความ ขัดเกลา ความก าจัดกิเลส อาการน่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยประการต่าง ๆ ทรงแสดงธรรมีกถาให ้เหมาะสมให ้คล ้อยตามกับเรื่องนั้น แล ้ว รับสงั่กับภกิษุทัง้หลายวา่ “ภกิษุทัง้หลาย เพราะเหตนุัน้เราจะบัญญัตสิกิขาบทแกภ่กิษุทัง้หลาย โดย อาศัยอ านาจประโยชน์๑๐ ประการ คือ ๑. เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๒. เพื่อความผาสุกแห่งสงฆ์ ๓. เพื่อข่มบุคคลผู้เก ้อยาก ๔. เพอื่ความอยผู่าสกุแหง่เหลา่ภกิษุผมู้ ศีลีดงีาม ๕. เพื่อปิดกั้นอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๖. เพื่อก าจัดอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต ๗. เพื่อความเลื่อมใสของคนที่ยังไม่เลื่อมใส ๘. เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปของคนที่เลื่อมใสแล ้ว ๙. เพอื่ความตัง้มั่นแหง่ สัทธรรม {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๘ }
๒๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ พระบัญญัติ ๑๐. เพื่อเอื้อเฟื้อวินัย๑ ” แลว้จงึรับสงั่ใหภ้กิษุทัง้หลายยกสกิขาบทนขี้นึ้แสดงดังนี้ พระบัญญัติ ก็ภกิษุใดเสพเมถนุธรรม ภกิษุนนั้เป็นปาราชกิ ๒ หาสงัวาสมไิด้ สกิขาบทนี้พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตไิวแ้กภ่กิษุทัง้หลายอยา่งนี้ สุทินภาณวาร จบ เรื่องลิงตัวเมีย [๔๐] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งให ้อาหารเลี้ยงลิงตัวเมียในป่ ามหาวัน กรุงเวสาลี แลว้เสพเมถนุธรรมกับนางลงินัน้ครัน้เวลาเชา้เธอครองอันตรวาสก ถอืบาตรและ จีวรไปบิณฑบาตในกรุงเวสาลี ต่อมาภิกษุหลายรูปจาริกไปตามเสนาสนะ เดินผ่าน ไปทางที่อยู่ของภิกษุนั้น นางลิงเห็นภิกษุเหล่านั้นก าลังเดินมาแต่ไกลจึงตรงเข ้าไปหา แลว้สายสะเอว แกว่งหาง โก่งตะโพกขึ้น ท าท่าทางต่างๆ ต่อหน้าภิกษุเหล่านั้น ่ ภกิษุเหลา่นัน้จงึพากันสันนษิฐานวา่ภกิษุเจา้ถนิ่คงจะเสพเมถนุธรรมกับนางลงิตัว นี้แน่ แล ้วแอบอยู่ ณ ที่ก าบังแห่งหนึ่งจนกระทั่งภิกษุเจ้าถิ่นเที่ยวบิณฑบาตในกรุง เวสาลี แล ้วถืออาหารบิณฑบาตกลับมา เชงิอรรถ : ๑ ข ้อ ๑,๒ ทรงบัญญัตเิพอื่ประโยชนแ์กส่ว่นรวมคอื สงฆ์ ข ้อ ๓,๔ ทรงบัญญัติเพื่อประโยชน์แก่บุคคล ข ้อ ๕,๖ ทรงบัญญัตเิพอื่ประโยชนแ์กค่วามบรสิทุธหิ์รอืแกช่วีติ ข ้อ ๗,๘ ทรงบัญญัติเพื่อประโยชน์แก่ประชาชน ข ้อ ๙,๑๐ ทรงบัญญัติเพื่อประโยชน์แก่พระศาสนา ข ้อ ๑๐ ค าว่า “เพื่อเอื้อเฟื้อวินัย” หมายถงึเพอื่เชดิชูค ้าจุน ประคับประคองพระวนิ ัย ๔ อย่าง คือ สังวรวนิ ัย ปหานวนิ ัย สมถวนิ ัย บัญญัตวินิ ัย (ว.ิอ. ๑/๓๙/๒๓๖-๒๓๗) ๒ เป็นผพู้า่ยแพ้ถงึความพา่ยแพ้คอืเป็นผเู้คลอื่น พลัดตก เหนิหา่งจากพระสัทธรรม (สารตฺถ.ฏีกา. ๒/ ๕๕/๑๐๓-๑๐๔), ปาราชกิศัพทน์ ัน้หมายถงึตัวสกิขาบท หมายถงึตัวอาบัติหมายถงึบุคคล ในที่นี้หมายถึง บุคคล (วิ.อ. ๑/๕๕/๒๗๗). {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๙ }
๓๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกกัณฑ์] ิ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ พระบัญญัติ [๔๑] ขณะนั้น นางลิงได ้เข ้าไปหาภิกษุเจ้าถิ่นนั้น ครั้นภิกษุเจ้าถิ่นฉัน บณิฑบาตนัน้สว่นหนงึ่แลว้ ไดแ้บง่อกี สว่นหนงึ่ใหแ้กน่างลงิเมอื่มันกนิอาหารแลว้ได้ โก่งตะโพกให ้ ภิกษุเจ้าถิ่นจึงเสพเมถุนธรรมกับมัน ทันใดนั้น ภิกษุเหลา่นัน้ออกจากทซี่อ่น กลา่วกับภกิษุเจา้ถนิ่วา่ “ท่าน พระผู้ มพีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้มใิชห่รอืเหตไุร ทา่นจงึเสพเมถนุธรรมกับนาง ลิงนี้เล่า” ท่านกล่าวแย ้งว่า “จรงิทา่นทัง้หลาย พระผมู้พีระภาคไดท้รงบัญญัตสิกิขาบท ไวแ้ลว้แตส่กิขาบทนัน้ใชเ้ฉพาะหญงิมนุษย์ไมใ่ ชใ้นสตัวด์ริัจฉานตัวเมยี ” ภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า “พระบัญญัตนิ ัน้ใชไ้ดเ้หมอืนกันทัง้ในหญงิมนุษยแ์ละ ในสตัวด์ริัจฉานตัวเมยีมใิชห่รอืการกระท าของทา่นไมส่มควร ไมค่ลอ้ยตาม ไมเ่หมาะสม ไมใ่ ชก่จิของสมณะ ใชไ้มไ่ด้ไมค่วรท าเลย ทา่นบวชในพระธรรมวนิ ัยทพระผู้มีพระ ี่ ภาคตรัสไว ้ดีแล ้ว ไฉนจึงไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ให ้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได ้ตลอด ชวีติเลา่พระผมู้พีระภาค ทรงแสดงธรรมโดยประการตา่ง ๆ เพอื่คลายความก าหนัด มใิชเ่พอื่ความก าหนัด ฯลฯ ตรัสบอกการระงับความกลัดกลมุ้เพราะกามไวโ้ดย ประการตา่งๆ มใิชห่รอืการท าอย่างนี้มิได ้ท าคนที่ยังไม่เลื่อมใสให ้เลื่อมใส หรือท า คนที่เลื่อมใสอยู่แล ้วให ้เลื่อมใสยิ่งขึ้นได ้เลย ที่จริง กลับจะท าให ้คนที่ไม่เลื่อมใสก็ไม่ เลื่อมใสไปเลย คนที่เลื่อมใสอยู่แล ้วบางพวกก็จะกลายเป็นอื่นไป” ครั้นภิกษุเหล่านั้น ต าหนิภิกษุนั้นโดยประการต่างๆ แล ้วน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติอนุบัญญัติ [๔๒] ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาครับสงั่ใหป้ระชมุสงฆเ์พราะเรอื่งนเี้ป็นตน้เหตุ ทรงสอบถามภิกษุนั้นว่า “ภิกษุ ทราบว่า เธอเสพเมถุนธรรมกับนางลิง จริงหรือ” เธอ ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงต าหนิว่า “โมฆบรุษุการกระท าของเธอไมส่มควร ไมค่ลอ้ยตาม ไมเ่หมาะสม ไมใ่ ชก่จิของ สมณะ ใชไ้มไ่ด้ไมค่วรท า เธอบวชในธรรมวนิ ัยทเี่รากลา่วดแีลว้ ไฉนจงึไมส่ามารถ ประพฤตพิรหมจรรยใ์หบ้รสิทุธบิ์รบิรูณ์ไดต้ลอดชวีติเลา่เราแสดงธรรมโดยประการ ต่าง ๆ เพื่อคลายความก าหนัด ฯลฯ เราบอกการระงับความกลัดกลุ้มเพราะกามไว ้ โดยประการตา่ง ๆ มใิชห่รอื {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๐ }
๓๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ พระอนุบัญญัติ โมฆบรุษุเธอสอดองคชาตเขา้ปากอสรพษิรา้ยเสยียังดกีวา่ สอดองคชาตเขา้ องคก์ าเนดินางลงิ สอดองคชาตเขา้ปากงเูหา่เสยียังดกีวา่ สอดองคชาตเขา้องคก์ าเนดิ นางลงิ สอดองคชาตเขา้หลมุถา่นไฟเสยียังดกีวา่ สอดองคชาตเขา้องคก์ าเนดินางลงิ เพราะอะไรเล่า เพราะผู้สอดองคชาตเข ้าปากอสรพิษร้ายเป็นต ้น พึงถึงความตาย หรือทุกข์ปางตายเพราะการกระท านั้นเป็นเหตุ หลังจากตายแล ้วก็ไม่ต ้องไปบังเกิด ในอบาย ทคุติวนิบิาต นรก สว่นผสู้อดองคชาตเขา้องคก์ าเนดินางลงิหลังจาก ตายแล ้วต ้องไปบังเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก โมฆบรุษุในการทเี่ธอเสพอสทัธรรมซงึ่เป็นประเวณีของชาวบ ้าน มารยาท ของคนชนั้ต า่กริยิาชวั่หยาบ มนี ้าเป็นทสี่ดุเป็นกจิทจี่ะตอ้งท าในทลี่ับ ตอ้งท ากัน สองต่อสองนี้มีโทษมาก โมฆบุรุษ การกระท าอย่างนี้ มิได ้ท าคนที่ยังไม่เลื่อมใสให ้เลื่อมใส หรือท าคน ที่เลื่อมใสอยู่แล ้วให ้เลื่อมใสยิ่งขึ้นได ้เลย ที่จริง กลับจะท าให ้คนที่ไม่เลื่อมใสก็ไม่ เลื่อมใสไปเลย คนที่เลื่อมใสอยู่แล ้วบางพวกก็จะกลายเป็นอื่นไป” แลว้จงึรับสงั่ให้ ภกิษุทัง้หลายยกสกิขาบทนขี้นึ้แสดงดังนี้ พระอนุบัญญัติ อนงึ่ภกิษุใดเสพเมถนุธรรม โดยทสี่ดุแมก้บัสตัวด์ริจัฉานตวัเมยีภกิษุ นนั้เป็นปาราชกิหาสงัวาสมไิด้ สกิขาบทนี้พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตไิวแ้กภ่กิษุทัง้หลายอยา่งนี้ เรื่องลิงตัวเมีย จบ สนัถตภาณวาร เรอื่งพวกภกิษุวชั ชบีตุร [๔๓] สมัยนัน้พวกภกิษุวัชชบีตุรชาวกรงุเวสาลหีลายรปูฉันอาหาร จ าวดั และสรงน ้าพอแกค่วามตอ้งการ มนสกิารโดยไมแ่ยบคาย ไมบ่อกคนื สกิขา ไมเ่ ปิด เผยความท้อแท้ พากันเสพเมถุนธรรม {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๑ }
๓๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ พระอนุบัญญัติ ตอ่มา พวกเธอถกูความเสอื่มญาติความเสอื่มโภคะและโรคกลุ้มรุม จึง เข ้าไปหาท่านพระอานนท์เรียนว่า “ท่านพระอานนท์ พวกกระผมไม่ติเตียนพระพุทธ ไม่ติเตียนพระธรรม ไม่ติเตียนพระสงฆ์ พวกกระผมติเตียนตนเอง ไม่ติเตียนผู้อื่น พวกกระผมไม่มีวาสนา มีบุญน้อย บวชในพระธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว ้ดี แล ้ว ไม่สามารถจะประพฤตพิรหมจรรยใ์หบ้รสิทุธบิ์รบิรูณ์ไดต้ลอดชวีติบัดนี้ถา้ พวกกระผมไดบ้รรพชา อปุสมบทในส านักพระผมู้พีระภาคอกีพวกกระผมพงึเห็น แจ้งกุศลธรรม หมั่นประกอบความเพียรในการเจริญโพธิปักขิยธรรมตั้งแต่หัวค ่าจน รุ่งสาง พวกกระผมขอโอกาส ท่านพระอานนท์ ได ้โปรดกราบทูลเรื่องนี้แด่พระผู้มี พระภาคเถิด” พระอานนท์รับค าแล ้วเข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นถึงแล ้วได ้ กราบทูลเรื่องนี้ให ้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อานนท์มใิชฐ่านะ มใิชโ่อกาสทตี่ถาคตจะถอน ปาราชกิสกิขาบททบี่ัญญัตแิกส่าวกทัง้หลาย เพราะพวกวชั ชหีรอืวชั ชบีตุ รเป็นเหตุ” ล าดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมีกถาเพราะเรื่องนี้เป็นต ้นเหตุแล ้ว รับสงั่กับภกิษุทัง้หลายวา่ “ภกิษุทัง้หลาย ผใู้ดเป็นภกิษุไมบ่อกคนื สกิขา ไมเ่ ปิดเผย ความท้อแท้ เสพเมถุนธรรมทั้งที่ยังเป็นภิกษุ ผู้นั้นมาแล ้ว สงฆ์ไม่พึงให ้อุปสมบท แต่ผู้ใดเป็นภิกษุบอกคนื สกิขา เปิดเผยความทอ้แท้แลว้เสพเมถนุธรรม ผนู้ ัน้มา แล ้ว สงฆ์พึงให ้อุปสมบท” แลว้จงึรับสงั่ใหภ้กิษุทัง้หลายยกสกิขาบทนขี้นึ้แสดงดังนี้ พระอนุบัญญัติ [๔๔] อนงึ่ภกิษุใดถงึพรอ้มดว้ยสกิขาและสาชพีของภกิษุทงั้หลาย ไม่ บอกคนื สกิขา ไมเ่ ปิดเผยความทอ้แท้เสพเมถนุธรรมโดยทสี่ดุแมก้บัสตัว์ ดริจัฉานตวัเมยีภกิษุนนั้เป็นปาราชกิหาสงัวาสมไิด้ เรอื่งพวกภกิษุวชั ชบีตุร จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๒ }
๓๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ สกิขาบทวภิ ังค์ สกิขาบทวภิงัค์ [๔๕] ค าว่า อนึ่ง...ใด คอืผใู้ด ผเู้ชน่ ใด มกีารงาน มชีาตวิรรณะ มชีอื่มี ตระกลูมลี ักษณนสิยัมคีณุธรรมมอีารมณ์อยา่งไร เป็นเถระ นวกะหรอืมัชฌมิะ ๑ นี้ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อนึ่ง...ใด ค าว่า ภิกษุ มอีธบิายวา่ ชอื่วา่ภกิษุเพราะเป็นผขู้อ ชอื่วา่ภกิษุเพราะ อาศัยการเทยี่วขอ ชอื่วา่ภกิษุเพราะใชผ้นืผา้ทถี่กูท าใหเ้สยีราคา ๒ ชอื่วา่ภกิษุ เพราะเรยีกกันโดยโวหาร ชอื่วา่ภกิษุเพราะการปฏญิญาตน ชอื่วา่ภกิษุเพราะ พระพทุธเจา้ทรงบวชให้ชอื่วา่ภกิษุเพราะเป็นผอู้ปุสมบทดว้ยไตรสรณคมน์ชอื่วา่ ภกิษุเพราะเป็นผเู้จรญิ ชอื่วา่ภกิษุเพราะเป็นผมู้ สีาระ ชอื่วา่ภกิษุเพราะเป็นผยู้ ัง ตอ้งศกึษา ชอื่วา่ภกิษุเพราะเป็นผไู้มต่อ้งศกึษา ชอื่วา่ภกิษุเพราะเป็นผทู้ สี่งฆ์ พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให ้ด ้วยญัตติจตุตถกรรมที่ถูกต ้อง สมควรแก่เหตุ ในภิกษุที่ กล่าวมานั้น ภิกษุผู้ที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให ้ด ้วยญัตติจตุตถกรรมที่ถูกต ้อง สมควรแก่เหตุนี้ที่พระผู้มีพระภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุ ในความหมายนี้ ค าว่า สกิขา ไดแ้ก่ สกิขา ๓ อยา่ง คอือธสิลีสกิขา อธจิติตสกิขา และ อธปิ ัญญาสกิขา ในสกิขา ๓ นัน้อธสิลีสกิขานที้ที่รงประสงคเ์อาในความหมายนี้ ทชี่อื่วา่ สาชพีหมายถงึ สกิขาบททพี่ระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตไิว้ภกิษุ ศกึษาสาชพีนัน้เหตนุัน้พระผมู้พีระภาคจงึตรัสวา่ผถู้งึพรอ้มดว้ยสาชพี ค าว่า ไมบ่อกคนื สกิขา ไมเ่ ปิดเผยความทอ้แท้มีพุทธาธิบายว่า ภิกษุ ทั้งหลาย การเปิดเผยความทอ้แท้แตไ่มเ่ ป็นการบอกคนื สกิขาก็มีการเปิดเผยความ ทอ้แท้และเป็นการบอกคนื สกิขาก็มี เชงิอรรถ : ๑ เถระ พระผู้ใหญ่ ตามวินัยก าหนดว่ามีพรรษาตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไป นวกะ ภิกษุผู้มีพรรษายังไม่ครบ ๕ มัชฌิมะ ภิกษุผู้มีพรรษาครบ ๕ แล้ว แต่ยังไม่ถึง ๑๐ พรรษา(วิ.อ. ๑/๔๕/๒๕๓) ๒ เสยีราคา เพราะท าใหเ้สยีสี๑ เพราะใชศ้ ัตราตัดเป็นชนิ้เล็กชนิ้นอ้ย ๑ เพราะท าให้เป็นต าหนิด ้วยการ ท าพินทุกัปปะ ๑ (วิ.อ. ๑/๔๕/๒๕๓-๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๓ }
๓๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ บทภาชนยี ์สนัถตภาณวาร บทภาชนีย์ ลกัษณะทไี่มเ่ ป็นอนับอกคนื สกิขา ภกิษุทัง้หลาย อยา่งไร ชอื่วา่การเปิดเผยความทอ้แท้แตไ่มเ่ ป็นการบอกคนื สกิขา ๑. การบอกคนื สกิขาดว้ยการใชค้า รา พงึ ๑๔ บท (๑) ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวนิ ัยนี้กระสนั ไมย่นิดีปรารถนาจะสกึ อึดอัด เบื่อหน่าย รังเกียจเพศภิกษุ ปรารถนาจะเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนาจะเป็นอุบาสก ปรารถนาจะเป็นคนวัด ปรารถนาจะเป็นสามเณร ปรารถนาจะเป็นเดียรถีย์ ปรารถนา จะเป็นสาวกเดยีรถยี์ปรารถนาจะไมเ่ ป็นสมณะ ปรารถนาจะไมเ่ ป็นเชอื้สายพระ ศากยบุตร บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า “ไฉนหนอ ข ้าพเจ้าพึงบอกคืนพระพุทธเจ้า” ภกิษุทัง้หลาย แมอ้ยา่งนี้ชอื่วา่เป็นการเปิดเผยความทอ้แท้แตไ่มเ่ ป็นการ บอกคนื สกิขา (๒) อกี ประการหนงึ่ภกิษุในธรรมวนิ ัย กระสนั ไมย่นิดีปรารถนาจะสกึ อึดอัด เบื่อหน่าย รังเกียจเพศภิกษุ ปรารถนาจะเป็นคฤหัสถ์ ฯลฯ ปรารถนาจะไม่ เป็นเชอื้สายพระศากยบตุร บอกใหผ้อู้นื่รวู้า่ ไฉนหนอ ขา้พเจา้พงึบอกคนืพระธรรม (๓) ...บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ไฉนหนอ ข ้าพเจ้าพึงบอกคืนพระสงฆ์ (๔) ...บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ไฉนหนอ ขา้พเจา้พงึบอกคนื สกิขา (๕) ...บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ไฉนหนอ ข ้าพเจ้าพึง บอกคืนพระวินัย (๖) ...บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ไฉนหนอ ข ้าพเจ้าพึงบอกคืนพระปาติโมกข์ (๗) ...บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ไฉนหนอ ข ้าพเจ้าพึงบอกคืนอุทเทส๑ (๘) ...บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ไฉนหนอ ข ้าพเจ้าพึงบอกคืนพระอุปัชฌาย์ (๙) ...บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ไฉนหนอ ข ้าพเจ้าพึงบอกคืนพระอาจารย์ (๑๐) ...บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ไฉนหนอ ข ้าพเจ้าพึงบอก คนื สทัธวิหิารกิ (๑๑) ...บอกใหผ้อู้นื่รวู้า่ ไฉนหนอ ขา้พเจา้พงึบอกคนือันเตวาสกิ เชงิอรรถ : ๑ อุทเทส ในที่นี้ คือ การยกภิกขุปาติโมกข์ ภิกขุนีปาติโมกข์ขึ้นสวด (วิ.อ. ๑/๕๓/๒๖๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๔ }
๓๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ บทภาชนยี ์สนัถตภาณวาร (๑๒) ...บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ไฉนหนอ ข ้าพเจ้าพึงบอกคืนภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌาย์ (๑๓)... บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ไฉนหนอ ข ้าพเจ้าพึงบอกคืนภิกษุผู้ร่วมอาจารย์ (๑๔)... บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ไฉนหนอ ข ้าพเจ้าพึงบอกคืนเพื่อนพรหมจารี ภิกษุทั้งหลาย แม ้อย่างนี้ก็ชอื่วา่เป็นการเปิดเผยความทอ้แท้แตไ่ม่ เป็นการบอกคนื สกิขา ๒. การบอกคนื สกิขาดว้ยการใชค้า รา พงึกา หนดภาวะ ๘ บท (๑) ภกิษุในธรรมวนิ ัยนี้กระสนั ไมย่นิดีปรารถนาจะสกึอดึอัด เบอื่หน่าย รังเกยีจเพศภกิษุปรารถนาจะเป็นคฤหัสถ์ฯลฯ ปรารถนาจะไมเ่ ป็นเชอื้สายพระ ศากยบุตร บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ไฉนหนอ ข ้าพเจ้าพึงเป็นคฤหัสถ์ (๒) ...พึงเป็นอุบาสก (๓) ...พึงเป็นคนวัด (๔) ...พึงเป็นสามเณร (๕) ...พึงเป็นเดียรถีย์ (๖) ...พึงเป็นสาวก เดียรถีย์ (๗) ...พงึเป็นผมู้ ใิชส่มณะ (๘) ...พงึเป็นผมู้ ใิชเ่ชอื้สายพระศากยบตุร ภกิษุทัง้หลาย แมอ้ยา่งนี้ก็ชอื่วา่เป็นการเปิดเผยความทอ้แท้แตไ่มเ่ ป็นการ บอกคนื สกิขา ๓.-๑๐. การบอกคนื สกิขาดว้ยการใชค้า ปริกัป ๑๔ บทและ ๘ บท๑ [๔๖] (๑) อกี ประการหนงึ่ภกิษุในธรรมวนิ ัยนี้กระสัน ไมย่นิดีปรารถนา จะสกึอดึอดัเบอื่หน่าย รังเกยีจเพศภกิษุปรารถนาจะเป็นคฤหัสถ์ฯลฯ ปรารถนา จะไมเ่ ป็นเชอื้สายพระศากยบตุร บอกใหผ้อู้นื่รวู้า่ก็ถา้วา่ขา้พเจา้พงึบอกคนื พระพุทธเจ้า... (๘) ภกิษุบอกใหผ้อู้นื่รวู้า่ก็ถา้วา่ขา้พเจา้พงึเป็นผมู้ ใิชเ่ชอื้สายพระ ศากยบุตร... (๑) ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ก็ถ้าว่า ข ้าพเจ้าพึงบอกคืนพระพุทธเจ้า... (๘) ภกิษุบอกใหผ้อู้นื่รวู้า่ก็ถา้วา่ขา้พเจา้พงึเป็นผมู้ ใิชเ่ชอื้สายพระศากยบตุร... (๑) ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า เอาเถอะ ข ้าพเจ้าพึงบอกคืนพระพุทธเจ้า... (๘) ภิกษุ บอกใหผ้อู้นื่รวู้า่เอาเถอะ ขา้พเจา้พงึเป็นผมู้ ใิชเ่ชอื้สายพระศากยบตุร... (๑) ภิกษุ เชงิอรรถ : ๑ บทที่ ๑-๑๔ และบทที่ ๑-๘ ดูความพิสดารในข ้อ ๑-๒ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๕ }
๓๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ บทภาชนยี ์สนัถตภาณวาร บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้ามีความด าริว่า ข ้าพเจ้าพึงบอกคืนพระพุทธเจ้า... (๘) ภิกษุ บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้ามีความด าริว่า ข ้าพเจ้าพงึเป็นผมู้ ใิชเ่ชอื้สายพระศากยบตุร ภกิษุทัง้หลาย แมอ้ยา่งนี้ก็ชอื่วา่เป็นการเปิดเผยความทอ้แท้แตไ่มเ่ ป็น การบอกคนื สกิขา ๑๑. การบอกคนื สกิขาดว้ยการใชค้า อา้งวตัถทุรี่ะลกึ ๑๗ บท [๔๗] (๑) อกี ประการหนงึ่ภกิษุกระสนั ไมย่นิดีปรารถนาจะสกึอดึอัด เบื่อหน่าย รังเกยีจเพศภกิษุปรารถนาจะเป็นคฤหัสถ์ฯลฯ ปรารถนาจะไมเ่ ป็นเชอื้ สายพระศากยบุตร บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าระลึกถึงมารดา (๒) ...ภิกษุบอกให ้ผู้ อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าระลึกถึงบิดา (๓) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าระลึกถึงพี่ชายน้อง ชาย (๔)...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าระลึกถึงพี่สาวน้องสาว (๕) ...ภิกษุบอกให ้ ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพ เจ้าระลึกถึงบุตร (๖) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าระลึกถึงธิดา (๗) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าระลึกถึงภรรยา (๘) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าระลึกถึงหมู่ญาติ (๙) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าระลึกถึงหมู่มิตร (๑๐) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าระลึกถึงบ ้าน (๑๑) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่น รู้ว่า ข ้าพเจ้าระลึกถึงนิคม (๑๒) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าระลึกถึงนา (๑๓) ... ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าระลึกถึงสวน (๑๔) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่น รู้ว่า ข ้าพเจ้าระลึกถึงเงิน (๑๕) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าระลึกถึงทอง (๑๖) ...ภกิษุบอกใหผ้อู้นื่รวู้า่ขา้พเจา้ระลกึถงึศลิ ปะ (๑๗) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าระลึกถึงการหัวเราะ การเจรจา การเล่นในครั้งก่อน ภกิษุทัง้หลาย แมอ้ยา่งนี้ก็ชอื่วา่เป็นการเปิดเผยความทอ้แท้แตไ่มเ่ ป็นการ บอกคนื สกิขา ๑๒. การบอกคนื สกิขาดว้ยการใชค้า แสดงความหว่งใย ๙ บท [๔๘] (๑) อกี ประการหนงึ่ภกิษุกระสนั ไมย่นิดีปรารถนาจะสกึอดึอัด เบื่อหน่าย รังเกียจเพศภิกษุ ปรารถนาจะเป็นคฤหัสถ์ฯลฯ ปรารถนาจะไมเ่ ป็นเชอื้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๖ }
๓๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ บทภาชนยี ์สนัถตภาณวาร สายพระศากยบุตร บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้ามีมารดาที่ต ้องเลี้ยงดู (๒) ...ภิกษุบอก ให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้ามีบิดาที่ต ้องเลี้ยงดู (๓) ... ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้ามีพี่ ชายน้องชายที่ต ้องเลี้ยงดู (๔) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้ามีพี่สาวน้องสาวที่ต ้อง เลี้ยงดู (๕) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้ามีบุตรที่ต ้องเลี้ยงดู (๖) ...ภิกษุบอกให ้ผู้ อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้ามีธิดาที่ต ้องเลี้ยงดู (๗) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้ามีภรรยาที่ ต ้องเลี้ยงดู (๘) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้ามีหมู่ญาติที่ต ้องเลี้ยงดู(๙) ...ภิกษุ บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้ามีหมู่มิตรที่ต ้องเลี้ยงดู ภกิษุทัง้หลาย แมอ้ยา่งนี้ก็ชอื่วา่เป็นการเปิดเผยความทอ้แท้แตไ่มเ่ ป็นการ บอกคนื สกิขา ๑๓. การบอกคนื สกิขาดว้ยการใชค้า อา้งทอี่ยูอ่าศยั ๑๖ บท [๔๙] (๑) อกี ประการหนงึ่ภกิษุกระสนั ไมย่นิดีปรารถนาจะสกึอดึอดั เบื่อหน่าย รังเกียจเพศภิกษุ ปรารถนาจะเป็นคฤหัสถ์ ฯลฯ ปรารถนาจะไม่เป็น เชอื้สายพระศากยบตุร บอกใหผ้อู้นื่รวู้า่ขา้พเจา้มมีารดา ทา่นจักเลยี้งดขูา้พเจา้ (๒) ... ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้ามีบิดา ท่านจักเลี้ยงดูข ้าพเจ้า (๓) ...ภิกษุ บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้ามีพี่ชายน้องชาย เขาจักเลี้ยงดูข ้าพเจ้า (๔) ...ภิกษุบอกให ้ ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้ามีพี่สาวน้องสาว เธอจักเลี้ยงดูข ้าพเจ้า (๕) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่น รู้ว่า ข ้าพเจ้ามีบุตร เขาจักเลี้ยงดูข ้าพเจ้า (๖)...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้ามีธิดา เธอจักเลี้ยงดูข ้าพเจ้า (๗) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้ามีภรรยา เธอจักเลี้ยงดู ข ้าพเจ้า (๘) ... ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้ามีหมู่ญาติ พวกเขาจักเลี้ยงดูข ้าพเจ้า (๙) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้ามีหมู่มิตร พวกเขาจักเลี้ยงดูข ้าพเจ้า (๑๐) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ขา้พเจา้มบีา้น ขา้พเจา้จักเลยี้งชพีดว้ยบา้นนัน้ (๑๑) ...ภกิษุบอกใหผ้อู้นื่รวู้า่ขา้พเจา้มนีคิม ขา้พเจา้จักเลยี้งชพีดว้ยนคิมนัน้ (๑๒) ...ภกิษุบอกใหผ้อู้นื่รวู้า่ขา้พเจา้มนีา ขา้พเจา้จักเลยี้งชพีดว้ยนานัน้ (๑๓) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้ามีสวน ข ้าพเจา้จักเลยี้งชพีดว้ยสวนนัน้ (๑๔) ...ภกิษุบอกใหผ้อู้นื่รวู้า่ขา้พเจา้มเีงนิขา้พเจา้จักเลยี้งชพีดว้ยเงนินัน้ (๑๕) ...ภกิษุบอกใหผ้อู้นื่รวู้า่ขา้พเจา้มทีอง ขา้พเจา้จักเลยี้งชพีดว้ยทองนัน้ (๑๖) ...ภกิษุบอกใหผ้อู้นื่รวู้า่ขา้พเจา้มศีลิ ปะ ขา้พเจา้จักเลยี้งชพีดว้ยศลิ ปะนัน้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๗ }
๓๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ บทภาชนยี ์สนัถตภาณวาร ภกิษุทัง้หลาย แมอ้ยา่งนี้ก็ชอื่วา่เป็นการเปิดเผยความทอ้แท้แตไ่มเ่ ป็นการ บอกคนื สกิขา ๑๔. การบอกคนื สกิขาดว้ยการอา้งวา่พรหมจรรยท์ าไดย้าก ๘ บท [๕๐] (๑) อกี ประการหนงึ่ภกิษุกระสนั ไมย่นิดีปรารถนาจะสกึอดึอดั เบอื่หน่าย รังเกยีจเพศภกิษุปรารถนาจะเป็นคฤหัสถ์ฯลฯ ปรารถนาจะไมเ่ ป็นเชอื้ สายพระศากยบุตร บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า พรหมจรรย์ท าได ้ยาก (๒) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่น รู้ว่า พรหมจรรย์ท าไม่ได ้ง่าย (๓) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่าพรหมจรรย์ประพฤติได ้ยาก (๔) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า พรหมจรรย์ประพฤติไม่ได ้ง่าย (๕) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่น รู้ว่า เราไม่อาจ (๖) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า เราไม่สามารถ (๗) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า เราไม่ยินดี (๘) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า เราไม่รื่นเริง ภกิษุทัง้หลาย แมอ้ยา่งนี้ก็ชอื่วา่เป็นการเปิดเผยความทอ้แท้แตไ่มเ่ ป็นการ บอกคนื สกิขา ลกัษณะทจี่ดัวา่เป็นการบอกคนื สกิขา [๕๑] ภกิษุทัง้หลาย อยา่งไร ชอื่ว่าการเปิดเผยความท้อแท้และเป็นการ บอกคนื สกิขา ๑. การบอกคนื สกิขาดว้ยคา เป็นปจัจบุนั ๑๔ บท (๑) ภกิษุทัง้หลาย ภกิษุในธรรมวนิ ัยนี้กระสนั ไมย่นิดีปรารถนาจะสกึอดึอัด เบอื่หน่าย รังเกยีจเพศภกิษุปรารถนาจะเป็นคฤหัสถ์ฯลฯ ปรารถนาจะไมเ่ ป็นเชอื้ สายพระศากยบุตร บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าบอกคืนพระพุทธเจ้า ภกิษุทัง้หลาย แมอ้ยา่งนี้ก็ชอื่วา่เป็นการเปิดเผยความทอ้แท้และเป็นการ บอกคนื สกิขา (๒) อกี ประการหนงึ่ภกิษุกระสนั ไมย่นิดีปรารถนาจะสกึอดึอดัเบอื่หน่าย รังเกียจเพศภิกษุ ปรารถนาจะเป็นคฤหัสถ์ ฯลฯ ปรารถนาจะไม่เป็นเชอื้สายพระ ศากยบุตร บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าบอกคืนพระธรรม (๓) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๘ }
๓๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ บทภาชนีย์สนัถตภาณวาร ข ้าพเจ้าบอกคืนพระสงฆ์ (๔) ...ภกิษุบอกใหผ้อู้นื่รวู้า่ขา้พเจา้บอกคนื สกิขา (๕) ... ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าบอกคืนพระวินัย (๖) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าบอกคืนพระปาติโมกข์ (๗) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าบอกคืนอุทเทส (๘) ... ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าบอกคืนพระอุปัชฌาย์ (๙) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่น รู้ว่า ข ้าพเจ้าบอกคืนพระอาจารย์ (๑๐) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าบอกคืน สทัธวิหิารกิ (๑๑) ...ภกิษุบอกใหผ้อู้นื่รวู้า่ขา้พเจา้บอกคนือันเตวาสกิ (๑๒) ...ภิกษุ บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าบอกคืนภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌาย์ (๑๓) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าบอกคืนภิกษุผู้ร่วมอาจารย์ (๑๔) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าบอกคืน เพื่อนพรหมจารี ภิกษุทั้งหลาย แมอ้ยา่งนี้ก็ชอื่วา่เป็นการเปิดเผยความทอ้แท้และเป็นการ บอกคนื สกิขา ๒. การบอกคนื สกิขาโดยการแสดงภาวะ ๘ บท (๑) อกี ประการหนงึ่ภกิษุกระสนั ไมย่นิดีปรารถนาจะสกึอดึอดัเบอื่หน่าย รังเกยีจเพศภกิษุปรารถนาจะเป็นคฤหัสถ์ฯลฯ ปรารถนาจะไมเ่ ป็นเชอื้สายพระ ศากยบุตร บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ท่านจงจ าข ้าพเจ้าว่า เป็นคฤหัสถ์ (๒) ...ภิกษุบอกให ้ผู้ อื่นรู้ว่า ท่านจงจ าข ้าพเจ้าว่าเป็นอุบาสก (๓) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ท่านจงจ า ข ้าพเจ้าว่าเป็นคนวัด (๔) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ท่านจงจ าข ้าพเจ้าว่าเป็นสามเณร (๕) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ท่านจงจ าข ้าพเจ้าว่าเป็นเดียรถีย์ (๖) ...ภิกษุบอกให ้ผู้ อื่นรู้ว่า ท่านจงจ าข ้าพเจ้าว่าเป็นสาวกเดียรถีย์ (๗) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ท่านจง จ าขา้พเจา้วา่เป็นผมู้ ใิชส่มณะ (๘) ...ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ท่านจงจ าข ้าพเจ้าว่าเป็น ผมู้ ใิชเ่ชอื้สายพระศากยบตุร ภกิษุทัง้หลาย แมอ้ยา่งนี้ก็ชอื่วา่เป็นการเปิดเผยความท้อแท้ และเป็นการ บอกคนื สกิขา ๓. การบอกคนื สกิขาโดยใชค้า เป็นปจัจบุนัวา่ ไมเ่กยี่วขอ้ง ๑๔ บท [๕๒] (๑) อกี ประการหนงึ่ภกิษุกระสนั ไมย่นิดีปรารถนาจะสกึอดึอดั เบื่อหน่าย รังเกียจเพศภิกษุ ปรารถนาจะเป็นคฤหัสถ์ ฯลฯ ปรารถนาจะไม่เป็น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๙ }
๔๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ บทภาชนยี ์สนัถตภาณวาร เชอื้สายพระศากยบตุร บอกใหผ้อู้นื่รวู้า่ขา้พเจา้เลกิเกยี่วขอ้งกับพระพทุธเจา้ฯลฯ (๑๔) ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าเลิกเกี่ยวข ้องกับเพื่อนพรหมจารี ภกิษุทัง้หลาย แมอ้ยา่งนี้ก็ชอื่วา่เป็นการเปิดเผยความทอ้แท้และเป็นการ บอกคนื สกิขา ๔. การบอกคนื สกิขาโดยใชค้า วา่จะมอีะไร ๑๔ บท (๑) อีกประการหนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้บอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าจะมีอะไร กับพระพุทธเจ้า ฯลฯ (๑๔) ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าจะมีอะไรกับเพื่อนพรหมจารี ภกิษุทัง้หลาย แมอ้ยา่งนี้ก็ชอื่วา่เป็นการเปิดเผยความทอ้แท้และเป็นการ บอกคนื สกิขา ๕. การบอกคนื สกิขาโดยใชค้า วา่ ไมต่อ้งการ ๑๔ บท (๑) อีกประการหนึ่ง ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าไม่ต ้องการพระพุทธเจ้า ฯลฯ (๑๔) ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าไม่ต ้องการเพื่อนพรหมจารี ภกิษุทัง้หลาย แมอ้ยา่งนี้ก็ชอื่วา่เป็นการเปิดเผยความทอ้แท้และเป็นการ บอกคนื สกิขา ๖. การบอกคนื สกิขาโดยใชค้า วา่พน้ขาดแลว้ ๑๔ บท (๑) อีกประการหนึ่ง ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าพ้นขาดแล ้วจากพระพุทธเจ้า ฯลฯ (๑๔) ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ว่า ข ้าพเจ้าพ้นขาดแล ้วจากเพื่อนพรหมจารี ภกิษุทัง้หลาย แมอ้ยา่งนี้ก็ชอื่วา่เป็นการเปิดเผยความทอ้แท้และเป็นการ บอกคนื สกิขา บอกคนื สกิขาโดยการใชค้า ไวพจน์ [๕๓] อีกประการหนึ่ง ค าที่เป็นไวพจน์๑ ของพระพุทธ ค าที่เป็นไวพจน์ของ พระธรรม ค าทเี่ป็นไวพจนข์องพระสงฆ์ค าทเี่ป็นไวพจนข์องสกิขา ค าทเี่ป็นไวพจน์ เชงิอรรถ : ๑ ไวพจน์ในทนี่ี้หมายเอาค าทมี่รีปูตา่งกัน มคีวามหมายตา่งกัน แต่หมายถงึสงิ่เดยีวกัน, หมายถึง ค า ทใี่ชแ้ทนพระพทุธ พระธรรม พระสงฆ์ฯลฯ สมณะ เชอื้สายพระศากยบตุร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๐ }
๔๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ บทภาชนยี ์สนัถตภาณวาร ของพระวินัย ค าที่เป็นไวพจน์ของพระปาติโมกข์ ค าที่เป็นไวพจน์ของอุทเทส ค าที่ เป็นไวพจน์ของพระอุปัชฌาย์ ค าที่เป็นไวพจน์ของพระอาจารย์ ค าที่เป็นไวพจน์ของ สทัธวิหิารกิค าทเี่ป็นไวพจนข์องอันเตวาสกิค าทเี่ป็นไวพจนข์องภกิษุผรู้ว่มพระ อุปัชฌาย์ ค าที่เป็นไวพจน์ของภิกษุผู้ร่วมพระอาจารย์ ค าที่เป็นไวพจน์ของเพื่อน พรหมจารี ค าที่เป็นไวพจน์ของคฤหัสถ์ ค าที่เป็นไวพจน์ของอุบาสก ค าที่เป็นไวพจน์ ของคนวัด ค าที่เป็นไวพจน์ของสามเณร ค าที่เป็นไวพจน์ของเดียรถีย์ ค าที่เป็น ไวพจนข์องสาวกของเดยีรถยี์ค าทเี่ป็นไวพจนข์องผมู้ ใิชส่มณะ ค าทเี่ป็นไวพจนข์อง ผมู้ ใิชเ่ชอื้สายพระศากยบตุร แมอ้นื่ใดทมี่อียู่ ภิกษุบอกให ้ผู้อื่นรู้ด ้วยค าที่เป็นไวพจน์ เหลา่นัน้อันเป็นอาการ เป็นลักษณะ เป็นสญัลักษณ์ ภกิษุทัง้หลาย แมอ้ยา่งนี้ก็ชอื่วา่เป็นการเปิดเผยความทอ้แท้และเป็นการ บอกคนื สกิขา ลกัษณะทบี่อกคนื สกิขาแลว้ไมเ่ ป็นอนับอกคนื [๕๔] ภกิษุทัง้หลาย อยา่งไร ชอื่วา่ ไมเ่ ป็นการบอกคนื สกิขา คอืภกิษุผู้ วกิลจรติบอกคนื สกิขาดว้ยค าทเี่ป็นอาการ เป็นลักษณะ เป็นสญัลักษณ์ตามทภี่กิษุ ในธรรมวนิ ัยนบี้อกคนื สกิขากัน ยอ่มไมเ่ ป็นอันบอกคนื สกิขา ภกิษุปกตบิอกคนื สกิขาตอ่หนา้ภกิษุผวู้กิลจรติยอ่มไมเ่ ป็นอันบอกคนื สกิขา ภกิษุมจีติฟ้งุซา่นบอกคนื สกิขา ยอ่มไมเ่ ป็นอันบอกคนื สกิขา ภกิษุบอกคนื สกิขาตอ่หนา้ภกิษุมจีติฟ้งุซา่น ยอ่มไมเ่ ป็นอันบอกคนื สกิขา ภกิษุกระสบักระสา่ยเพราะเวทนาบอกคนื สกิขา ยอ่มไมเ่ ป็นอันบอกคนื สกิขา ภกิษุบอกคนื สกิขาตอ่หนา้ภกิษุผกู้ระสบักระสา่ยเพราะเวทนา ยอ่มไมเ่ ป็น อันบอกคนื สกิขา ภกิษุบอกคนื สกิขาตอ่หนา้เทวดา ยอ่มไมเ่ ป็นอันบอกคนื สกิขา ภกิษุบอกคนื สกิขาตอ่หนา้สตัวด์ริัจฉาน ยอ่มไมเ่ ป็นอันบอกคนื สกิขา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๑ }
๔๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ สกิขาบทวภิ ังค์ ภกิษุบอกคนื สกิขาตอ่หนา้ชาวมลิ ักขะ ดว้ยภาษาชาวอรยิกะ ถา้เขาไมเ่ขา้ใจ ยอ่มไมเ่ ป็นอันบอกคนื สกิขา ภกิษุบอกคนื สกิขาตอ่หนา้ชาวอรยิกะ ดว้ยภาษาชาวมลิ ักขะ ถา้เขาไมเ่ขา้ใจ ยอ่มไมเ่ ป็นอันบอกคนื สกิขา ภกิษุบอกคนื สกิขาตอ่หนา้ชาวอรยิกะ ด ้วยภาษาชาวอริยกะ ถ้าเขาไม่เข ้าใจ ยอ่มไมเ่ ป็นอันบอกคนื สกิขา ภกิษุบอกคนื สกิขาตอ่หนา้ชาวมลิ ักขะ ดว้ยภาษาชาวมลิ ักขะ ถา้เขาไมเ่ขา้ใจ ยอ่มไมเ่ ป็นอันบอกคนื สกิขา ภกิษุบอกคนื สกิขา โดยพดูเลน่ยอ่มไมเ่ ป็นอันบอกคนื สกิขา ภกิษุบอกคนื สกิขา โดยพดูพลัง้พลาด ยอ่มไมเ่ ป็นอนับอกคนื สกิขา ภกิษุไมป่ระสงคจ์ะประกาศ แตป่ระกาศใหไ้ดย้นิยอ่มไมเ่ ป็นอันบอกคนื สกิขา ภกิษุประสงคจ์ะประกาศ แตไ่มป่ระกาศใหไ้ดย้นิยอ่มไมเ่ ป็นอันบอกคนื สกิขา ภกิษุประกาศแกผ่ ไู้มเ่ขา้ใจความหมาย ยอ่มไมเ่ ป็นอันบอกคนื สกิขา ภิกษุไม่ประกาศแก่ผู้เข ้าใจความหมาย ยอ่มไมเ่ ป็นอันบอกคนื สกิขา ภกิษุไมป่ระกาศโดยประการทัง้ปวง ยอ่มไมเ่ ป็นอันบอกคนื สกิขา ภกิษุทัง้หลาย อยา่งนี้ชอื่วา่ ไมเ่ ป็นอันบอกคนื สกิขา สกิขาบทวภิงัค์ [๕๕] ทชี่อื่วา่เมถุนธรรม ไดแ้ก่อสทัธรรม ซงึ่เป็นประเวณีของชาวบา้น มารยาทของคนชนั้ต า่กริยิาชวั่ หยาบ มีน ้าเป็นที่สุด เป็นกิจที่จะต ้องท าในที่ลับ ตอ้งท ากันสองตอ่ สอง นชี้อื่วา่เมถนุธรรม ทชี่อื่วา่ เสพ ได ้แก่ ภิกษุใด สอดเครื่องหมายเพศเข ้าไปทางเครื่องหมายเพศ สอดองคชาตเขา้ไปทางองคก์ าเนดิ โดยทสี่ดุเขา้ไปแมเ้พยีงเมล็ดงา ภกิษุนี้ชอื่วา่ เสพ ค าว่า โดยที่สุดแมก้บัสตัวด์ริจัฉานตวัเมยี ความว่า ภิกษุเสพเมถุนธรรมแม ้ กับสตัวด์ริัจฉานตัวเมยีก็ไมเ่ ป็นสมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้สายพระศากยบตุร จะกลา่วไปใย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๒ }
๔๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ์] ปาราชกิสกิขาบทที่๑ บทภาชนยี ์สนัถตภาณวาร ถงึการเสพกับหญงิมนุษยเ์ลา่ดังนัน้พระผมู้พีระภาคจงึตรัสวา่ โดยทสี่ดุแมก้บั สตัว์ ดิรัจฉานตัวเมีย ค าว่า เป็นปาราชกิ ความว่า ภิกษุเสพเมถุนธรรม ย่อมไม่เป็นสมณะไม่เป็น เชอื้สายพระศากยบตุร เปรยีบเหมอืนคนถกูตดั ศรีษะ ไมอ่าจมชีวีติอยไู่ด้โดยการตอ่ ศรษีะเขา้กับรา่งกายนัน้ดว้ยเหตนุัน้พระผมู้พีระภาคจงึตรัสวา่เป็นปาราชกิ ค าว่า หาสงัวาสมไิด้อธบิายวา่ทชี่อื่วา่ สงัวาส ไดแ้ก่กรรมทที่ ารว่มกัน อทุเทสทสี่วดรว่มกัน ความมสีกิขาเสมอกัน นชี้อื่วา่ สงัวาส สงัวาสนัน้ไมม่กี ับภิกษุ รปูนัน้ดว้ยเหตนุัน้พระผมู้พีระภาคจงึตรัสวา่หาสงัวาสมไิด้ บทภาชนีย์ มรรคภาณวาร [๕๖] หญิง ๓ จ าพวก คอืหญงิมนุษย์หญงิอมนุษย์สตัวด์ริัจฉานตัวเมยี อุภโตพยัญชนก๑ ๓ จ าพวก คือ อุภโตพยัญชนกที่เป็นมนุษย์ อุภโตพยัญชนก ที่เป็นอมนุษย์ และอุภโตพยัญชนกที่เป็นสตัวด์ริัจฉาน บัณเฑาะก์๒ ๓ จ าพวก คือ บัณเฑาะก์ที่เป็นมนุษย์ บัณเฑาะก์ที่เป็นอมนุษย์ บัณเฑาะกท์เี่ป็นสตัวด์ริัจฉาน ชาย ๓ จ าพวก คอื ชายทเี่ป็นมนุษย์ชายทเี่ป็นอมนุษย์สตัวด์ริัจฉานตัวผู้ หญิง ๓ จ าพวก มีพวกละ ๓ ทวาร ภิกษุเสพเมถุนธรรมกับหญิงมนุษย์ ๓ ทาง คือ ทวารหนัก ทวารเบา ปาก ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภกิษุเสพเมถนุธรรมกับหญงิอมนุษย์... กับสตัวด์ริัจฉานตัวเมยี๓ ทาง คือ เชงิอรรถ : ๑ อุภโตพยัญชนก แปลว่า คนมี ๒ เพศ คอืมสี ัญลักษณ์ทัง้ทเี่ป็นเพศชายและเพศหญงิ ๒ บัณเฑาะก์ หมายถึง ขันที ชายที่ถูกตอน พจนานุกรมบาลสี ันสกฤตแปลว่า กะเทย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๓ }
๔๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ บทภาชนยี ์สนัถตภาณวาร ทวารหนัก ทวารเบา ปาก ตอ้งอาบัตปิาราชกิ อุภโตพยัญชนก ๓ จ าพวก มีพวกละ ๓ ทวาร ภิกษุเสพเมถุนธรรมกับอุภโตพยัญชนกที่เป็นมนุษย์ ... กับอุภโตพยัญชนกที่ เป็นอมนุษย์... กับอภุโตพยัญชนกทเี่ป็นสตัวด์ริัจฉาน ๓ ทาง คือ ทวารหนัก ทวารเบา ปาก ตอ้งอาบัตปิาราชกิ บัณเฑาะก์ ๓ จ าพวก มีพวกละ ๒ ทวาร ภิกษุเสพเมถุนธรรมกับบัณเฑาะก์ที่เป็นมนุษย์ ... กับบัณเฑาะก์ที่เป็นอมนุษย์ ... กับบัณเฑาะกท์เี่ป็นสตัวด์ริัจฉาน ๒ ทาง คอืทวารหนัก ปาก ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ชาย ๓ จ าพวก มีพวกละ ๒ ทวาร ภิกษุเสพเมถุนธรรมกับชายที่เป็นมนุษย์ ... กับชายที่เป็นอมนุษย์ ... กับ สตัวด์ริัจฉานตัวผู้๒ ทาง คือ ทวารหนัก ปาก ต ้องอาบัตปิาราชกิ ตอ้งอาบตัปิาราชกิทงั้๓ ทวาร [๕๗] เมื่อภิกษุเกิดความคิดจะเสพเมถุนธรรม สอดองคชาตเข ้าทางทวาร หนักของหญงิมนุษย์ตอ้งอาบัตปิาราชกิเมอื่ภกิษุเกดิความคดิจะเสพเมถนุธรรม สอดองคชาตเขา้ทางทวารเบา ตอ้งอาบัตปิาราชกิเมอื่ภกิษุเกดิความคดิจะเสพ เมถุนธรรม สอดองคชาตเขา้ทางปากของหญงิมนุษย์ตอ้งอาบัตปิาราชกิ เมื่อภิกษุเกิดความคิดจะเสพเมถุนธรรม สอดองคชาตเข ้าทางทวารหนัก... ทวารเบา...ทางปากของหญงิอมนุษย.์..ของสตัวด์ริัจฉานตัวเมยี...ของอภุโตพยัญชนก ที่เป็นมนุษย์ ... ของอุภโตพยัญชนกที่เป็นอมนุษย์ ... ของอุภโตพยัญชนกที่เป็นสตัว์ ดริัจฉาน ตอ้งอาบัตปิาราชกิ เมื่อภิกษุเกิดความคิดจะเสพเมถุนธรรม สอดองคชาตเข ้าทางทวารหนัก ... ทางปากของบัณเฑาะก์ที่เป็นมนุษย์ ... ของบัณเฑาะก์ที่เป็นอมนุษย์ ... ของ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๔ }
๔๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ บทภาชนยี ์สนัถตภาณวาร บัณเฑาะกท์เี่ป็นสตัวด์ริัจฉาน ... ของมนุษยผ์ ชู้าย ... ของอมนุษยผ์ ชู้าย...ของสตัว์ ดริัจฉานตัวผู้ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ว่าด้วยเรื่องไม่มีเครื่องหุ้ม [๕๘] พวกภิกษุผู้เป็นศัตรกูัน พาหญงิมนุษยม์าหาภกิษุแลว้ ใชท้วารหนัก ๑ นั่งทับองคชาต ถ้าภิกษุยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป ยินดีขณะสอดเข ้าไปแล ้ว ยินดี ขณะหยดุอยู่ยนิดขีณะถอนออก ตอ้งอาบัตปิาราชกิ พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูัน พาหญงิมนุษยม์าหาภกิษุแลว้ ใชท้วารหนักนั่งทับ องคชาต ถ้าภิกษุไม่ยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป แต่ยินดีขณะสอดเข ้าไปแล ้ว ยินดีขณะ หยดุอยู่ยนิดขีณะถอนออก ตอ้งอาบัตปิาราชกิ พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูัน พาหญงิมนุษยม์าหาภกิษุแลว้ ใชท้วารหนักนั่งทับ องคชาต ถ้าภิกษุไม่ยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป ไม่ยินดีขณะสอดเข ้าไปแล ้ว แต่ยินดี ขณะหยุดอยู่ ยนิดขีณะถอนออก ตอ้งอาบัตปิาราชกิ พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูัน พาหญงิมนุษยม์าหาภกิษุแลว้ ใชท้วารหนักนั่งทับ องคชาต ถ้าภิกษุไม่ยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป ไม่ยินดีขณะสอดเข ้าไปแล ้ว ไม่ยินดี ขณะหยดุอยู่แตย่นิดขีณะถอนออก ตอ้งอาบัตปิาราชกิ พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูัน พาหญงิมนุษยม์าหาภกิษุแลว้ ใชท้วารหนักนั่งทับ องคชาต ถ้าภิกษุไม่ยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป ไม่ยินดีขณะสอดเข ้าไปแล ้ว ไม่ยินดี ขณะหยุดอยู่ ไม่ยินดีขณะถอนออก ไม่ต ้องอาบัติ พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูัน พาหญงิมนุษยม์าหาภกิษุแลว้ ใชท้วารเบานั่งทับองค ชาต... ใชป้ากอมองคชาต ถ้าภิกษุยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป ยินดีขณะสอดเข ้าไปแล ้ว ยนิดขีณะหยดุอยู่ยนิดขีณะถอนออก ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ไมย่นิดไีมต่อ้งอาบัติ [๕๙] พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูัน พาหญงิมนุษยต์นื่...หญงิมนุษยห์ลับ...หญงิ เชงิอรรถ : ๑ อรรถกถาอธิบายว่า อิตฺถิยา วจฺจมคฺเคน ตสฺส ภกิฺขโุน องฺคชาต อภนิ สิเีทนฺติแปลว่า ให้องคชาตของ ภิกษุนั้น สอดเข ้าไปทางทวารหนักของหญิง (วิ.อ. ๑/๕๘/๒๘๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๕ }
๔๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ บทภาชนยี ์สนัถตภาณวาร มนุษย์เมา... หญิงมนุษย์วิกลจริต...หญิงมนุษย์เผลอสติ...หญิงมนุษย์ที่ตายแล ้วแต่ ไมถ่กูสตัวก์ ัดกนิ...หญงิมนุษยท์ตี่ายแลว้แตไ่มถ่กูสตัวก์ ัดกนิ โดยมากมา แลว้ใชท้วาร หนักนั่งทับองคชาต ... ใชท้วารเบานั่งทับองคชาต ... ใชป้ากอมองคชาต ถา้ภกษุยินดี ิ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูัน พาหญงิมนุษยท์ตี่ายแลว้ซงึ่ถกูสตัวก์ดักนิ โดยมากมา หาภกิษุแลว้ใชท้วารหนักนั่งทับองคชาต ... ใชท้วารเบานั่งทับองคชาต ใชป้ากอม องคชาต ถ้าภิกษุยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป ยินดีขณะสอดเข ้าไปแล ้ว ยินดีขณะหยุดอยู่ ยินดีขณะถอนออก ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ ไม่ยินดีไม่ต ้องอาบัติ พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูัน พาหญงิอมนุษย์... สตัวด์ริัจฉานตัวเมยี... อภุโต พยัญชนกที่เป็นมนุษย์ ... อุภโตพยัญชนกที่เป็นอมนุษย์ ... อุภโตพยัญชนกที่เป็น สตัวด์ริัจฉาน มาหาภกิษุแลว้ใชท้วารหนักนั่งทับองคชาต ... ใชท้วารเบานั่งทับ องคชาต ... ใชป้ากอมองคชาต ถา้ภกิษุยนิดขีณะก าลังสอดเขา้ไป ยนิดขีณะสอด เขา้ไปแลว้ยนิดขีณะหยดุอยู่ยนิดขีณะถอนออก ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ไมย่นิดี ไม่ต ้องอาบัติ พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูัน พาอภุโตพยัญชนกทเี่ป็นสตัวด์ริัจฉานตนื่...อภุโต พยัญชนกทเี่ป็นสตัวด์ริัจฉานหลับ...อภุโตพยัญชนกทเี่ป็นสตัวด์ริัจฉานเมา...อภุโต พยัญชนกทเี่ป็นสตัวด์ริัจฉานวกิลจรติ...อภุโตพยัญชนกทเี่ป็นสตัวด์ริัจฉานเผลอ สต.ิ..อภุโตพยัญชนกทเี่ป็นสตัวด์ริัจฉานทตี่ายแลว้แตย่ ังไมถ่กูสตัวก์ ัดกนิ...อภุโต พยัญชนกทเี่ป็นสตัวด์ริัจฉานตายแลว้แตไ่มถ่กูสตัวก์ ัดกนิ โดยมากมา ฯลฯ ถา้ภกิษุ ยนิด.ี..ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ อภุโตพยัญชนกทเี่ป็นสตัวด์ริัจฉานตายแลว้ถกูสตัว์ กัดกนิ โดยมากมาหาภกิษุแลว้ ใชท้วารหนักนั่งทับองคชาต ... ใชท้วารเบานั่งทับ องคชาต ... ใชป้ากอมองคชาต ถา้ภกิษุยนิดขีณะก าลังสอดเข ้าไป ยินดีขณะสอดเข ้าไปแล ้ว ยินดีขณะหยุดอยู่ ยินดีขณะถอนออก ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ ไม่ยินดีไม่ต ้องอาบัติ พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูัน พาบัณเฑาะกท์เี่ป็นมนุษย.์..บัณเฑาะกท์เี่ป็นอมนุษย์ ... บัณเฑาะกท์เี่ป็นสตัวด์ริัจฉานมาหาภกิษุแลว้ใชท้วารหนักนั่งทับองคชาต ... ใช้ ทวารเบานั่งทับองคชาต ... ใชป้ากอมองคชาต ถา้ภกิษุยนิดขีณะก าลังสอดเขา้ไป {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๖ }
๔๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ บทภาชนยี ์สนัถตภาณวาร ยินดีขณะสอดเขา้ไปแลว้ยนิดขีณะหยดุอยู่ยนิดขีณะถอนออก ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ฯลฯ ไม่ยินดี ไม่ต ้องอาบัติ พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูัน พาบัณเฑาะกท์เี่ป็นสตัวด์ริัจฉานตนื่...บัณเฑาะกท์ ี่ เป็นสตัวด์ริัจฉานหลับ...บัณเฑาะกท์เี่ป็นสตัวด์ริัจฉานเมา...บัณเฑาะกท์เี่ป็นสตัว์ ดิรัจฉานวกิลจรติ...บัณเฑาะกท์เี่ป็นสตัวด์ริัจฉานเผลอสต.ิ..บัณเฑาะกท์เี่ป็นสตัว์ ดริัจฉานทตี่ายแลว้แตย่ ังไมถ่กูสตัวก์ ัดกนิ...บัณเฑาะกท์เี่ป็นสตัวด์ริัจฉานทตี่ายแลว้ แตไ่มถ่กูสตัวก์ ัดกนิ โดยมากมา...ถา้ภกิษุยนิด.ี..ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ พา บัณเฑาะกท์เี่ป็นสตัวด์ริัจฉานทตี่ายแลว้ถกูสตัวก์ดักนิ โดยมากมาหาภกิษุแลว้ใชท้วาร หนักนั่งทับองคชาต ... ใชป้ากอมองคชาต ถา้ภกิษุยนิดขีณะก าลังสอดเขา้ไป ยนิดี ขณะสอดเข ้าไปแล ้ว ยินดีขณะหยุดอยู่ ยินดีขณะถอนออก ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ ไม่ยินดี ไม่ต ้องอาบัติ [๖๐] พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูัน พามนุษย์ผู้ชาย ฯลฯ อมนุษย์ผู้ชาย ฯลฯ สตัวด์ริัจฉานตัวผมู้าหาภกิษุแลว้ใชท้วารหนักนั่งทับองคชาต ... ใชป้ากอมองคชาต ถ้าภิกษุยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป ยินดีขณะสอดเข ้าไปแล ้ว ยินดีขณะหยุดอยู่ ยินดี ขณะถอนออก ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ไมย่นิดีไมต่อ้งอาบัติ พวกภิกษุผู้เป็นศัตรกูัน พาสตัวด์ริัจฉานตัวผตู้นื่...สัตวด์ริัจฉานตัวผหู้ลับ ...สตัวด์ริัจฉานตัวผเู้มา...สตัวด์ริัจฉานตัวผวู้กิลจรติ...สตัวด์ริัจฉานตัวผเู้ผลอสติ ...สตัวด์ริัจฉานตัวผทู้ตี่ายแลว้แตย่ ังไมถ่กูสตัวก์ดักนิ...สตัวด์ริัจฉานตัวผทู้ตี่ายแลว้ แตไ่มถ่กูสตัวก์ ัดกนิ โดยมากมา ฯลฯ ถา้ภกิษุยนิดี... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ พาสตัวด์ริัจฉานตัวผทู้ตี่ายแลว้ถกูสตัวก์ดักนิ โดยมากมาหาภกิษุแลว้ใชท้วารหนัก นั่งทับองคชาต ... ใชป้ากอมองคชาต ถา้ภกิษุยนิดขีณะก าลังสอดเขา้ไป ยนิดขีณะ สอดเข ้าไปแล ้ว ยินดีขณะหยุดอยู่ ยินดีขณะถอนออก ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ ไม่ยินดี ไม่ต ้องอาบัติ ว่าด้วยเรื่องมีเครื่องหุ้ม [๖๑] พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูัน พาหญงิมนุษยม์าหาภกิษุแลว้ใชท้วารหนัก นั่งทับองคชาต ... ใชท้วารเบานั่งทับองคชาต ... ใชป้ากอมองคชาต ของหญงิมเีครอื่งหมุ้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๗ }
๔๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ บทภาชนยี ์สนัถตภาณวาร ของภิกษุไม่มี ...ของหญิงไม่มีเครื่องหุ้ม ของภิกษุมี...ของหญิงมีเครื่องหุ้ม ของภิกษุ ก็มี...ของหญิงไม่มีเครื่องหุ้ม ของภิกษุก็ไม่มี ถ้าภิกษุยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป ยินดี ขณะสอดเขา้ไปแลว้ยนิดขีณะหยดุอยู่ยนิดขีณะถอนออก ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ไม่ยินดี ไม่ต ้องอาบัติ พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูัน พาหญงิมนุษยต์นื่...หญงิมนุษยห์ลับ...หญงิมนุษย์ เมา...หญิงมนุษย์วิกลจริต...หญิงมนุษย์เผลอสติ...หญิงมนุษย์ที่ตายแล ้วแต่ไม่ถูก สตัวก์ ัดกนิ...หญงิมนุษยท์ตี่ายแลว้แตไ่มถ่กูสตัวก์ดักนิ โดยมากมา ฯลฯ ถา้ภกิษุ ยนิด.ี..ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ พาหญงิมนุษยท์ตี่ายแลว้ถกูสตัวก์ดักนิ โดยมากมา หาภกิษุแลว้ใชท้วารหนักนั่งทับองคชาต ... ใชท้วารเบานั่งทับองคชาต ... ใชป้ากอม องคชาต ของหญิงมีเครื่องหุ้ม ของภิกษุไม่มี...ของหญิงไม่มีเครื่องหุ้ม ของภิกษุ มี...ของหญิงมีเครื่องหุ้ม ของภิกษุก็มี...ของหญิงไม่มีเครื่องหุ้ม ของภิกษุก็ไม่มี ถ้าภิกษุยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป ยินดีขณะสอดเข ้าไปแล ้ว ยินดีขณะหยุดอยู่ ยินดี ขณะถอนออก ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ ไม่ยินดี ไม่ต ้องอาบัติ พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูัน พาอมนุษยผ์หู้ญงิ...สตัวด์ริัจฉานตัวเมยี... อุภโตพยัญชนกที่เป็นมนุษย์...อุภโตพยัญชนกที่เป็นอมนุษย์...อุภโตพยัญชนกที่เป็น สตัวด์ริัจฉาน มาหาภกิษุแลว้ใหใ้ชท้วารหนักนั่งทับองคชาต ... ใชท้วารเบานั่งทับองคชาต ... ใชป้ากอมองคชาต ของอภุโตพยัญชนกทเี่ป็นสตัวด์ริัจฉานมเีครอื่งหมุ้ของภกิษุ ไมม่.ี..ของอภุโตพยัญชนกทเี่ป็นสตัวด์ริัจฉานไมม่เีครอื่งหมุ้ของภกิษุม.ี..ของ อภุโตพยัญชนกทเี่ป็นสตัวด์ริัจฉาน มเีครอื่งหมุ้ของภกิษุก็ม.ี..ของอภุโตพยัญชนก ทเี่ป็นสตัวด์ริัจฉานไม่มีเครื่องหุ้ม ของภิกษุก็ไม่มี ถ้าภิกษุนั้นยินดีขณะก าลังสอด เข ้าไป ยินดีขณะสอดเข ้าไปแล ้ว ยินดีขณะหยุดอยู่ ยินดีขณะถอนออก ต ้องอาบัติ ปาราชกิฯลฯ ไมย่นิดีไมต่อ้งอาบัติ พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูัน พาอภุโตพยัญชนกทเี่ป็นสตัวด์ริัจฉานตนื่... อุภโตพยัญชนกที่เป็นสตัวด์ริัจฉานหลับ...อภุโตพยัญชนกทเี่ป็นสตัวด์ริัจฉาน เมา...อภุโตพยัญชนกทเี่ป็นสตัวด์ริัจฉานวกิลจรติ...อภุโตพยัญชนกทเี่ป็นสตัว์ ดริัจฉานเผลอสต.ิ..อภุโตพยัญชนกทเี่ป็นสตัวด์ริัจฉานตายแลว้แตย่ ังไมถ่กูสตัวก์ ัด กนิ...อภุโต พยัญชนกทเี่ป็นสตัวด์ริัจฉานตายแลว้แตย่ ังไมถ่กูสตัวก์ ัดกนิ โดยมากมา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๘ }
๔๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ บทภาชนยี ์สนัถตภาณวาร ฯลฯ ถา้ภกิษุยนิด.ี.. ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ พาอภุโตพยัญชนกทเี่ป็นสตัว์ ดริัจฉานตายแลว้ถกูสตัวก์นิ โดยมากมาหาภกิษุแลว้ใชท้วารหนักนั่งทับองคชาต ... ใชท้วารเบานั่งทับองคชาต ... ใชป้ากอมองคชาต ของอภุโตพยัญชนกทเี่ป็นสตัว์ ดริัจฉานมเีครอื่งหมุ้ของภกิษุไมม่.ี..ของอภุโตพยัญชนกทเี่ป็นสตัวด์ริัจฉานไมม่เีครอื่ง หุ้มของภิกษุม.ี.. ของอภุโตพยัญชนกทเี่ป็นสตัวด์ริัจฉาน มเีครอื่งหมุ้ของภกิษุก็มี... ของอภุโต พยัญชนกทเี่ป็นสตัวด์ริัจฉานไมม่เีครอื่งหมุ้ของภกิษุก็ไมม่ ีถา้ภกิษุ นั้นยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป ยินดีขณะสอดเข ้าไปแล ้ว ยินดีขณะหยุดอยู่ ยินดีขณะ ถอนออก ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ ไม่ยินดี ไม่ต ้องอาบัติ [๖๒] พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูัน พาบัณเฑาะกท์เี่ป็นมนุษย.์.. บัณเฑาะกท์ ี่ เป็นอมนุษย.์.. บัณเฑาะกท์เี่ป็นสตัวด์ริัจฉาน...มนุษยผ์ ชู้าย... อมนุษยผ์ ชู้าย... สตัว์ ดริัจฉานตัวผมู้าหาภกิษุแลว้ใชท้วารหนักนั่งทับองคชาต ... ใชป้ากอมองคชาต ของ สตัวด์ริัจฉานตัวผมู้เีครอื่งหมุ้ของภกิษุไมม่ ี...ของสตัวดริัจฉานตัวผไู้มม่เีครอื่งหมุ้ ของภกิษุม.ี..ของสตัวด์ริัจฉานตัวผมู้เีครอื่งหมุ้ของภกิษุก็ม.ี.. ของสตัวด์ริัจฉานตัวผู้ ไม่มีเครื่องหุ้ม ของภิกษุก็ไม่มี ถ้าภิกษุนั้นยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป ยินดีขณะสอด เขา้ไปแลว้ยนิดขีณะหยดุอยู่ขณะถอนออก ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ไมย่นิดีไม่ ต ้องอาบัติ พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรูพาสตัวด์ริัจฉานตัวผตู้นื่...สตัวด์ริัจฉานตัวผหู้ลับ...สตัว์ ดริัจฉานตัวผเู้มา...สตัวด์ริัจฉานตัวผวู้กิลจรติ...สตัวด์ริัจฉานตัวผเู้ผลอสต.ิ..สตัวด์ รัจฉาน ิ ตัวผตู้ายแลว้แตย่ ังไมถ่กูสตัวก์ ัดกนิ...สตัวด์ริัจฉานตัวผตู้ายแลว้ไมถ่กูสตัวก์ดักนิ โดยมากมา ฯลฯ ถา้ภกิษุยนิด.ี..ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ บางพวกพาสตัวด์ริัจฉาน ตัวผทู้ตี่ายแลว้ถกูสตัวก์ ัดกนิ โดยมากมาหาภกิษุแลว้ใชท้วารหนักนั่งทับองคชาต ... ใชป้ากอมองคชาต ถ้าภิกษุยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป ยินดีขณะสอดเข ้าไปแล ้ว ยินดี ขณะหยุดอยู่ ยินดีขณะถอนออก ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ ไม่ยินดี ไม่ต ้องอาบัติ ว่าด้วยเรื่องไม่มีเครื่องหุ้ม [๖๓] พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรูพาภกิษุไปหาหญงิแลว้ ใหใ้ชอ้งคชาตสอดเขา้ ทางทวารหนัก ทางทวารเบา ทางปาก ถ้าภิกษุยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป ยินดีขณะ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๙ }
๕๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ บทภาชนยี ์สนัถตภาณวาร สอดเข ้าไปแล ้ว ยินดีขณะหยุดอยู่ ยินดีขณะถอนออกตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ไม่ ยินดี ไม่ต ้องอาบัติ พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูัน พาภกิษุไปหาหญงิตนื่...หญงิหลับ ...หญงิเมา ...หญงิวกิลจรติ...หญงิเผลอสติ...หญงิทตี่ายแลว้แตย่ ังไมถ่กูสตัวก์ ัดกนิ...หญงิที่ ตายแลว้แตย่ ังไมถ่กูสตัวก์ ัดกนิ โดยมาก ฯลฯ ถา้ภกิษุยนิด.ี..ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ พาภกิษุไปหาหญงิทตี่ายแลว้ถกูสตัวก์ดักนิ โดยมากแลว้ใชอ้งคชาตสอดเขา้ทาง ทวารหนัก ... ทางทวารเบา ... ทางปาก ถ้าภิกษุยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป ยินดี ขณะสอดเข ้าไปแล ้ว ยินดีขณะหยุดอยู่ ยินดีขณะถอนออก ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ ไม่ยินดี ไม่ต ้องอาบัติ พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูัน พาภกิษุไปหาอมนุษยผ์หู้ญงิ... สตัวด์ริัจฉานตัว เมีย... อุภโตพยัญชนกที่เป็นมนุษย์... อุภโตพยัญชนกที่เป็นอมนุษย์... อุภโตพยัญชนก ทเี่ป็นสตัวด์ริัจฉาน ... บัณเฑาะกท์เี่ป็นมนุษย์... บัณเฑาะกท์เี่ป็นอมนุษย์... บัณเฑาะกท์เี่ป็นสตัวด์ริัจฉาน ... มนุษยผ์ ชู้าย ... อมนุษยผ์ ชู้าย ... พาไปหาสตัว์ ดริัจฉานตัวผแู้ลว้ใชอ้งคชาตสอดเขา้ทางทวารหนัก ... ทางปาก ... ถา้ภกิษุยนิดี ขณะก าลังสอดเข ้าไป ยินดีขณะสอดเข ้าไปแล ้ว ยินดีขณะหยุดอยู่ ยินดีขณะถอนออก ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ไมย่นิดีไมต่อ้งอาบัติ พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูัน พาภกิษุไปหาสตัวด์ริัจฉานตัวผตู้นื่...สตัวด์ริัจฉาน ตัวผหู้ลับ ...สตัวด์ริัจฉานตัวผเู้มา...สตัวด์ริัจฉานตัวผวู้กิลจรติ...สตัวด์ริัจฉานตัวผู้ เผลอสต.ิ..สตัวด์ริัจฉานตวัผทู้ตี่ายแลว้แตย่ ังไมถ่กูสตัวก์ ัดกนิ...พาไปหาสตัวด์ริัจฉาน ตัวผู้ทตี่ายแลว้แตย่ ังไมถ่กูสตัวก์ดักนิ โดยมาก ถา้ภกิษุยนิด.ี..ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ บางพวกพาภกิษุไปหาสตัวด์ริัจฉานทตี่ายแลว้ถกูสตัวก์ ัดกนิ โดยมาก แลว้ใชอ้งคชาต สอดเข ้าทางทวารหนัก ... ทางปาก ถ้าภิกษุยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป ยินดีขณะ สอดเข ้าไปแล ้ว ยินดีขณะหยุดอยู่ ยินดีขณะถอนออก ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ ไม่ ยินดี ไม่ต ้องอาบัติ ว่าด้วยเรื่องมีเครื่องหุ้ม [๖๔] พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูันพาภกิษุไปหาหญงิแลว้ใหใ้ชอ้งคชาตสอดเขา้ ทางทวารหนัก ... ทางทวารเบา ... ทางปาก ของภิกษุมีเครื่องหุ้ม ของหญิงไม่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๕๐ }