๔๐๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๖. กฎุกิารสกิขาบท อนาปัตตวิาร ค ้างไว ้ ภิกษุนั้นกลับมา พึงให ้กุฎีนั้นแก่ภิกษุอื่นหรือรื้อสร้างใหม่ ถ้าไม่ให ้ภิกษุอื่น หรือไม่รื้อสร้างใหม่ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มี บริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มี บริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไป ผรู้ับค าสงั่สรา้งกฎุที สี่งฆแ์ สดง พื้นที่ให ้ ได ้ขนาด เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ไม่ต ้องอาบัติ สร้างค้าง สร้างต่อ [๓๖๓] กฎุตีนสรา้งคา้งไว้ภกิษุสรา้งตอ่จนส าเร็จดว้ยตนเอง ตอ้งอาบัติ สงัฆาทเิสส กฎุตีนสรา้งคา้งไว้ภกิษุใชผ้อู้นื่สรา้งตอ่จนส าเร็จ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเสส ิ กฎุผีอู้นื่สรา้งคา้งไว้ภกิษุสรา้งตอ่จนส าเร็จดว้ยตนเอง ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส กฎุผีอู้นื่สรา้งคา้งไว้ภกิษุใชผ้อู้นื่สรา้งตอ่จนส าเร็จ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส อนาปัตติวาร ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต ้องอาบัติ คือ [๓๖๔] ๑. ภิกษุสร้างเงื้อมผามีประตู ๒. ภิกษุตบแต่งถ ้า ๓. ภิกษุสร้างกุฎีหญ ้า ๔. ภิกษุสร้างกุฎีเพื่อภิกษุอื่น ๕. ภิกษุสร้างอาคารนอกจากนั้น ยกเว ้นอาคารที่พักของตน ๖. ภิกษุวิกลจริต ๗. ภิกษุต ้นบัญญัติ กฏุกิารสกิขาบทที่๖ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๐๑ }
๔๐๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๗. วหิารการสกิขาบท นทิานวตัถุ ๗. วหิารการสกิขาบท ว่าด้วยการสร้างวิหาร เรื่องพระฉันนะ [๓๖๕] สมัยนัน้พระผมู้พีระภาคพทุธเจา้ประทับอยู่ณ โฆสติาราม เขต กรงุโกสมัพีครัง้นัน้เศรษฐผีอู้ปุัฏฐากทา่นพระฉันนะ บอกท่านพระฉันนะว่า “ท่านผู้ เจริญ ท่านโปรดตรวจดูสถานที่สร้างวิหาร ข ้าพเจ้าจักให ้สร้างวิหารถวาย” ตอ่มา ทา่นพระฉันนะใหแ้ผว้ถางสถานทสี่รา้งวหิาร ใชค้นตัดตน้ ไมร้กุขเจดยี์ ต ้นหนึ่งที่ชาวบ ้านชาวนิคม ชาวเมือง ชาวชนบท ชาวแว่นแคว ้นเคารพบูชา พวกชาว บ ้านจึงต าหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชอื้สายศากยบตุรจงึใชค้นตดั ต ้นไม ้รุกขเจดีย์ที่ชาวบ ้าน ชาวนิคม ชาวเมือง ชาวชนบท ชาวแว่นแคว ้นเคารพบูชาเล่า พระสมณะเชอื้สายศากยบตุร เบยีดเบยีนตน้ ไมซ้งึ่มอีนิทรยีเ์ดยีว” ภิกษุทั้งหลายได ้ยินชาวบ ้านต าหนิ ประณาม โพนทะนา บรรดาภิกษุผู้มัก น้อย ฯลฯ พากันต าหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉน ทา่นพระฉันนะจงึใชค้นตัดตน้ ไม ้รุกขเจดีย์ที่ชาวบ ้าน ฯลฯ ชาวแว่นแคว ้นเคารพบูชาเล่า” ครั้นภิกษุเหล่านั้นต าหนิ ท่านพระฉันนะโดยประการต่าง ๆ แล ้วจึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆ์บญัญตัสิกิขาบท ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาครับสงั่ใหป้ระชมุภกิษุสงฆเ์พราะเรอื่งนเี้ป็นตน้เหตุ ทรงสอบถามท่านพระฉันนะว่า “ฉันนะ ทราบวา่เธอใชค้นตดัตน้ ไมร้กุขเจดยีท์ ี่ ชาวบ ้าน ชาวนิคม ชาวเมือง ชาวชนบท ชาวแว่นแคว ้นเคารพบูชาจริงหรือ” ท่านพระฉันนะทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงต าหนิ ว่า “โมฆบรุษุไฉนเธอจงึใชค้นตดัตน้ ไมร้กุขเจดยีท์ ชี่าวบา้น ชาวนคิม ชาวเมอืง ชาวชนบท ชาวแว่นแคว ้นเคารพบูชาเล่า โมฆบุรุษ เพราะพวกชาวบ ้านมีความ ส าคัญวา่ ‘ตน้ ไมม้ชีวีะ’ โมฆบุรุษ การกระท าอย่างนี้มิได ้ท าคนที่ยังไม่เลื่อมใสให ้ เลื่อมใส ฯลฯ” แลว้จงึรับสงั่ใหภ้กิษุทัง้หลายยกสกิขาบทนขี้นึ้แสดง ดังนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๐๒ }
๔๐๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๗. วหิารการสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ พระบัญญัติ [๓๖๖] ก็ ภิกษุจะสร้างวิหารใหญ่ ที่มีเจ้าของสร้างถวาย สร้างเป็ นของ สว่นตวัตอ้งพาภกิษุทงั้หลายไปแสดงพนื้ทใี่ห้ภกิษุเหลา่นนั้พงึแสดงพนื้ทใี่ห้ เป็นพนื้ทไี่มม่อีนัตราย เป็นพนื้ทมี่บีรเิวณโดยรอบ ถา้ภกิษุใหส้รา้งวหิารใหญ่ เป็นพนื้ทมี่อีนัตราย เป็นพนื้ทไี่มม่บีรเวณโดยรอบ หรือไม่พาภิกษุทั้งหลายไป ิ แสดงพนื้ทใี่ห้เป็นสงัฆาทเิสส เรื่องพระฉันนะ จบ สกิขาบทวภิงัค์ [๓๖๗] วหิารทชี่อื่วา่ ใหญ่ ได ้แก่ วิหารมีเจ้าของสร้างถวาย ชอื่วา่ วิหาร ไดแ้ก่ทอี่ยซู่งึ่โบกฉาบภายในหรอืภายนอกหรอื โบกฉาบทัง้ ภายในภายนอก ค าว่า สร้าง คือ สรา้งเองหรอื ใชค้นอนื่สรา้ง ค าว่า ที่มีเจ้าของสร้างถวาย คอืทมี่หีญงิหรอื ชาย คฤหัสถห์รอืบรรพชติ เป็นเจ้าของสร้างถวาย ค าว่า สรา้งเป็นของสว่นตวั คือ เพื่อประโยชน์ตน ค าว่า ตอ้งพาภกิษุทงั้หลายไปแสดงพนื้ทใี่ห้อธิบายว่า ภิกษุผู้จะสร้าง วิหารนั้น พึงให ้แผ้วถางพื้นที่สร้างวิหารแล ้วเข ้าไปหาสงฆ์ ห่มผ ้าเฉวียงบ่า กราบเท้า ภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ กระผม ตอ้งการจะสรา้งวหิารใหญ่มเีจา้ของสรา้งถวาย สรา้งเป็นของสว่นตัว กระผมขอ ให ้สงฆ์ตรวจดูพื้นที่สร้างวิหาร ขอรับ” พึงกล่าวขอภิกษุทั้งหลายดังนี้เป็นครั้งที่๒ พึงกล่าวขอภิกษุทั้งหลายดังนี้เป็นที่ ๓ ถ้าสงฆ์ทั้งปวงสามารถไปตรวจดูพื้นที่สร้าง วิหารได ้ ก็ต ้องไปตรวจดูด ้วยกันทุกรูป ถ้าสงฆ์ทั้งปวงไม่สามารถจะไปตรวจดูพื้นที่ สร้างวิหารได ้หมดทุกรูป ก็ต ้องขอพวกภิกษุที่ฉลาดสามารถรู้จักพื้นที่ ว่าเป็นพื้นที่มี อันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ แล ้วแต่งตั้ง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๐๓ }
๔๐๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๗. วหิารการสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ วิธีแต่งตั้ง และกรรมวาจาแต่งตั้ง ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงแต่งตั้งอย่างนี้ คือ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให ้ สงฆ์ทราบว่า [๓๖๘] ทา่นผเู้จรญิขอสงฆจ์งฟังขา้พเจา้ภกิษุชอื่นตี้อ้งการจะสรา้งวหิาร ใหญ่ที่มีเจ้าของสร้างถวาย สร้างเป็นของสว่นตัว ภกิษุนัน้ขอใหส้งฆต์รวจดพูนื้ที่ สรา้งวหิาร ถา้สงฆพ์รอ้มกันแลว้พงึแตง่ตัง้ภกิษุชอื่นแี้ละชอื่นี้ใหต้รวจดทูสี่รา้ง วหิารใหแ้กภ่กิษุชอื่นี้นเี่ป็นญัตติ ทา่นผเู้จรญิขอสงฆจ์งฟังขา้พเจา้ภกิษุชอื่นตี้อ้งการจะสรา้งวหิารใหญ่ทมี่ี เจ้าของสร้างถวาย สรา้งเป็นของสว่นตัว ภกิษุนัน้ขอใหส้งฆต์รวจดพูนื้ทสี่รา้งวหิาร สงฆแ์ตง่ตัง้ภกิษุชอื่นแี้ละชอื่นี้ใหต้รวจดพูนื้ทสี่รา้งวหิารใหแ้กภ่กิษุชอื่นี้ท่านรูปใด เห็นดว้ยกับการแตง่ตัง้ภกิษุชอื่นแี้ละชอื่นี้ใหต้รวจดพูนื้ทสี่รา้งวหิารใหแ้กภ่กิษุชอื่นี้ ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด ้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง ภกิษุชอื่นแี้ละชอื่นสี้งฆแ์ตง่ตัง้ใหเ้ป็นผตู้รวจดพูนื้ทสี่รา้งวหิารใหแ้กภ่กิษุชอื่นี้ สงฆ์เห็นด ้วย เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข ้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้ วธิขีอสงฆแ์ สดงพนื้ทสี่รา้งวหิาร [๓๖๙] ภิกษุทั้งหลายที่ได ้รับแต่งตั้งเหล่านั้น ต ้องไปที่นั้นแล ้วพึงตรวจดู พื้นที่สร้างวิหาร ให ้รู้ว่า เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มี บริเวณโดยรอบ เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ถ้าเป็นพื้นที่มีอันตรายทั้งไม่มีบริเวณ โดยรอบ พึงบอกภิกษุรูปนั้นว่า “อย่าสร้างในที่นี้” ถ้าเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายทั้งมี บริเวณโดยรอบ พึงบอกสงฆ์ว่า “เป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายทั้งมีบริเวณโดยรอบ” ภิกษุผู้จะสร้างวิหารนั้นพึงเข ้าไปหาสงฆ์ ห่มผ ้าเฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษา กว่า นั่งกระโหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ กระผมต ้องการสร้าง วหิารใหญ่ทมี่เีจา้ของสรา้งถวาย สรา้งเป็นของสว่นตัว กระผมขอใหส้งฆแ์ สดงพนื้ที่ สร้างวิหาร” พึงกล่าวขอภิกษุทั้งหลายดังนี้เป็นครั้งที่ ๒ พึงกล่าวขอภิกษุทั้งหลาย ดังนี้เป็นครั้งที่ ๓ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๐๔ }
๔๐๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๗. วหิารการสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ กรรมวาจาขอใหส้งฆแ์ สดงพนื้ทสี่รา้งวหิาร ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให ้สงฆ์ทราบ ดังนี้ [๓๗๐] ทา่นผเู้จรญิขอสงฆจ์งฟังขา้พเจา้ภกิษุชอื่นตี้องการจะสร้างวิหาร ้ ใหญท่มี่เีจา้ของสรา้งถวาย สรา้งเป็นของสว่นตัว ภกิษุนัน้ขอใหส้งฆแ์ สดงพนื้ทสี่รา้ง วหิาร ถา้สงฆพ์รอ้มกันแลว้พงึไปแสดงพนื้ทสี่รา้งวหิารใหแ้กภ่กิษุชอื่นี้นเี่ป็นญัตติ ทา่นผเู้จรญิขอสงฆจ์งฟังขา้พเจา้ภกิษุชอื่นตี้อ้งการจะสรา้งวหิารใหญท่ มี ี่ เจา้ของสรา้งถวาย สรา้งเป็นของสว่นตัว ภกิษุนัน้ขอใหส้งฆแ์ สดงพนื้ทสี่รา้งวหิาร สงฆแ์ สดงพนื้ทสี่รา้งวหิารใหแ้กภ่กิษุชอื่นี้ทา่นรปูใดเห็นดว้ยกับการแสดงพนื้ที่ สรา้งวหิารใหแ้กภ่กิษุชอื่นี้ทา่นรปูนัน้พงึนงิ่ท่านรปูใดไมเ่ห็นดว้ย ทา่นรปูนัน้พงึทักทว้ง พื้นทสี่รา้งวหิารสงฆแ์ สดงใหแ้กภ่กิษุชอื่นแี้ลว้ สงฆเ์ห็นดว้ย เพราะฉะนัน้ จึงนิ่ง ข ้าพเจ้าขอถือเอาความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้ [๓๗๑] ทชี่อื่วา่เป็นพนื้ทมี่อีนัตราย คือ เป็นที่อยู่ของมด เป็นที่อยู่ของ ปลวก เป็นที่อยู่ของหนู เป็นที่อยู่ของงู เป็นที่อยู่ของแมลงป่ อง เป็นที่อยู่ของตะขาบ เป็นทอี่ยขู่องชา้ง เป็นทอี่ยขู่องมา้เป็นทอี่ยขู่องราชสหี ์เป็นทอี่ยขู่องเสอื โครง่ เป็นที่ อยขู่องเสอืเหลอืง เป็นทอี่ยขู่องหมีเป็นทอี่ยขู่องสนุัขป่า หรอืเป็นทอี่ยขู่องสตัว์ ดิรัจฉานบางเหล่า อยู่ใกล ้นา อยู่ใกล ้สวน อยู่ใกล ้ตะแลงแกง อยู่ใกล ้ที่ทรมาน นักโทษ อยใู่กลส้ สุาน อยใู่กลอ้ทุยาน อยใู่กลท้หี่ลวง อยใู่กลโ้รงชา้ง อยใู่กลโ้รงมา้ อยใู่กลเ้รอืนจ า อยใู่กลโ้รงสรุา อยใู่กลร้า้นขายเนอื้อยใู่กลถ้นน อยใู่กลท้างสแี่ยก อยใู่กลท้ ปี่ระชมุหรอือยใู่กลท้างเดนินชี่อื่วา่พนื้ทมี่อี ันตราย ทชี่อว่า ื่เป็นพนื้ทไี่มม่บีรเิวณโดยรอบ คือ เกวียนที่เขาเทียมวัวตามปกติไม่ สามารถวนไปได้บันไดไมส่ามารถจะทอดเวยีนไปไดโ้ดยรอบ นชี้อื่วา่พนื้ทไี่มม่ ี บริเวณโดยรอบ ทชี่อื่วา่เป็นพนื้ทไี่มม่อีนัตราย คอื ไมใ่ ชท่อี่ยขู่องมด ฯลฯ ไมใ่กลท้างเดนิ นชี่อื่วา่พนื้ทไี่มมีอันตราย ่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๐๕ }
๔๐๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๗. วหิารการสกิขาบท บทภาชนยี ์ ทชี่อื่วา่เป็นพนื้ทมี่บีรเิวณโดยรอบ คือ เกวียนที่เขาเทียมวัวตามปกติ สามารถวนไปได ้บันไดสามารถทอดเวยีนไปไดโ้ดยรอบ นชี่อื่วา่พนื้ทมี่บีรเิวณโดยรอบ วหิารทชี่อื่วา่ ใหญ่คอืวหิารทมี่เีจา้ของ ทชี่อื่วา่ วิหาร ไดแ้ก่ทอี่ยซู่งึ่โบกฉาบเฉพาะภายในหรอืภายนอก หรอื โบก ฉาบทั้งภายในภายนอก ค าว่า สร้าง คอื สรา้งเองหรอื ใชค้นอนื่สรา้ง ค าว่า ไม่พาภกิษุทงั้หลายไปแสดงพนื้ทใี่ห้คือ ไม่ขอให ้สงฆ์แสดงพื้นที่ สรา้งวหิารดว้ยญัตตทิตุยิกรรมวาจากอ่น สรา้งเองหรอื ใชค้นอนื่สรา้ง ตอ้งอาบัติ ทุกกฏ เพราะความพยายามแต่ละครั้ง ยังเหลืออิฐอีกก ้อนหนึ่งจึงจะเสร็จ ต ้องอาบัติ ถลุลจัจัย อฐิกอ้นสดุทา้ยเสร็จแลว้ตอ้งอาบัตสิ งฆาทิเสส ั ค าว่า เป็นสงัฆาทเิสส ความวา่ ส าหรับอาบัตนิ ัน้สงฆเ์ทา่นัน้ใหป้รวิาส ฯลฯ เพราะเหตุนั้น จึงตรัสเรียกว่า “เป็นสงัฆาทเิสส” บทภาชนีย์ สงฆไ์มไ่ดแ้ สดงพนื้ทใี่ห้ [๓๗๒] ภิกษุสร้างวิหารที่สงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตวักับอาบัตสิงัฆาทเิสส ๑ ตัว ภิกษุสร้างวิหารที่สงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มี บรเิวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ภิกษุสร้างวิหารที่สงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ ไมม่บีรเิวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ภิกษุสร้างวิหารที่สงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มี บรเิวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๐๖ }
๔๐๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๗. วหิารการสกิขาบท บทภาชนยี ์ สงฆแ์ สดงพนื้ทใี่ห้ ภิกษุสร้างวิหารที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มี บริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ภิกษุสร้างวิหารที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณ โดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุสร้างวิหารที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มี บริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุสร้างวิหารที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มี บริเวณโดยรอบ ไม่ต ้องอาบัติ สง่ัสรา้งวหิาร สงฆไ์มไ่ดแ้ สดงพนื้ทใี่ห้ [๓๗๓] ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างวิหารให ้เรา” ผรู้ับค าสงั่สรา้งวหิารทสี่งฆไ์มไ่ด้ แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัวกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ๑ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ฯลฯ เป็นพนื้ทไี่มม่อี ันตราย เป็นพนื้ทไี่มม่ ี บรเิวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ฯลฯ เป็นพนื้ทไี่มม่อี ันตราย เป็นพนื้ทมี่บีรเิวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส สง่ัสรา้งวหิาร สงฆแ์ สดงพนื้ทใี่ห้ ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างวิหารให ้เรา” ผรู้ับค าสงั่สรา้งวหิารทสี่งฆแ์ สดงพนื้ทใี่ห้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่ มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ไม่ต ้องอาบัติ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๐๗ }
๔๐๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ์] ๗. วหิารการสกิขาบท บทภาชนยี ์ หลกี ไป ไมไ่ดส้ง่ัสงฆไ์มไ่ดแ้ สดงพนื้ทใี่ห้ [๓๗๔] ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างวิหารให ้เรา” แลว้หลกี ไป แตไ่มไ่ดส้งั่วา่ “วิหารนั้น สงฆ์ต ้องแสดงพื้นที่ให ้ ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดย รอบ” ผรู้ับค าสงั่สรา้งวหิารทสงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่มีอันตราย ี่ เป็นพื้นที่ ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัวกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ๑ ตัว ฯลฯ เป็น พนื้ทมี่อี ันตราย เป็นพนื้ทมี่บีรเิวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏกับ อาบัตสิงัฆาทเิสส ฯลฯ เป็นพนื้ทไี่มม่อี ันตราย เป็นพนื้ทมี่บีรเิวณโดยรอบ ตอ้ง อาบัตสิงัฆาทเิสส หลกี ไป ไมไ่ดส้ง่ัสงฆแ์ สดงพนื้ทใี่ห้ ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างวิหารให ้เรา” แลว้หลกี ไปแตไ่มไ่ดส้งั่ไวว้า่ “วิหารนั้นสงฆ์ ต ้องแสดงพื้นที่ให ้ ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ผรู้ับค าสงั่ สร้างวิหารที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ต ้อง อาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติ ทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ไม่ต ้องอาบัติ สรา้งผดิคา สง่ัสงฆไ์มไ่ดแ้ สดงพนื้ทใี่ห้ [๓๗๕] ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างวิหารให ้เรา” แลว้หลกี ไป แตไ่ดส้งั่วา่ “วิหาร นั้นสงฆ์ต ้องแสดงพื้นที่ให ้ ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ผรู้ับค าสงั่สรา้งวหิารทสี่งฆไ์มไ่ดแ้สดงพนื้ทใี่ห้เป็นพนื้ทมี่อี ันตราย เป็นพนื้ทไี่มม่ ี บริเวณโดยรอบ ภิกษุนั้นทราบข่าวว่า “เขาสร้างวิหารที่สงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้เรา เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ” ภกิษุนัน้พงึไปเองหรอื สง่ทตูไป บอกว่า “วิหารนั้นสงฆ์ต ้องแสดงพื้นที่ให ้ ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมี บริเวณโดยรอบ” ถา้ไมไ่ ปเองหรอื ไมส่ง่ทตูไปบอก ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ฯลฯ วหิารนัน้ สงฆ์ต ้องแสดงพื้นที่ให ้และต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย ฯลฯ วิหารนั้นสงฆ์ต ้องแสดง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๐๘ }
๔๐๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๗. วหิารการสกิขาบท บทภาชนยี ์ พื้นที่ให ้และต ้องมีบริเวณโดยรอบ ฯลฯ วิหารนั้นสงฆ์ต ้องแสดงพื้นที่ให ้ หากไม่ไป เองหรอื ไมส่ง่ทตูไปบอก ตอ้งอาบัตทิกุกฏ สรา้งผดิคา สง่ัสงฆแ์ สดงพนื้ทใี่ห้ ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างวิหารให ้เรา” แลว้หลกี ไป และไดส้งั่วา่ “วิหารนั้นสงฆ์ ต ้องแสดงพื้นที่ให ้ ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบด ้วย ผู้รับค า สงั่สรา้งวหิารทสี่งฆแ์ สดงพนที่ให ้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ื้ ภิกษุนั้นทราบข่าวว่า “เขาสร้างวิหารที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้เรา เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ” ภกิษุนัน้พงึไปเองหรอืพงึสง่ทตูไปบอกวา่ “วิหารนั้น ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ฯลฯ “ต ้องเป็นที่ไม่มีอันตราย” ฯลฯ “ต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ฯลฯ ไม่ต ้องอาบัติ สรา้งผดิคา สง่ัสงฆไ์มไ่ดแ้ สดงพนื้ทใี่ห้ [๓๗๖] ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างวิหารให ้เรา” แลว้หลกี ไป แตไ่ดส้งั่วา่ “วิหาร นั้นสงฆ์ต ้องแสดงพื้นที่ให ้ ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ผู้ รับค าสงั่สรา้งวหิารทสี่งฆไ์มไ่ดแ้สดงพนื้ทใี่ห้เป็นพนื้ทมี่อี ันตราย เป็นพนื้ทไี่มม่ ี บริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ ๓ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มี อันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ สรา้งผดิคา สง่ัสงฆแ์ สดงพนื้ทใี่ห้ ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างวิหารให ้เรา” แลว้หลกี ไป แตไ่ดส้งั่วา่ “วิหารนั้นสงฆ์ ต ้องแสดงพื้นที่ให ้ ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ผรู้ับค าสงั่ สร้างวิหารที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณ โดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มี {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๐๙ }
๔๑๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๗. วหิารการสกิขาบท บทภาชนยี ์ บริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มี บริเวณโดยรอบ ไม่ต ้องอาบัติ สงฆไ์มไ่ดแ้ สดงพนื้ทใี่ห้สรา้งคา้ง [๓๗๗] ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างวิหารให ้เรา” แลว้หลกี ไป ผรู้ับค าสงั่สรา้งวหิาร ที่สงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ถ้า เขาสร้างค ้างไว ้ ภิกษุนั้นกลับมา พึงให ้วิหารนั้นแก่ภิกษุอื่นหรือรื้อสร้างใหม่ ถ้า ไม่ให ้ภิกษุอื่นหรือไม่รื้อสร้างใหม่ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว กับอาบัตสิงัฆาทเิสส ๑ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏกับอาบัติ สงัฆาทเิสส ฯลฯ เป็นพนื้ทไี่มม่อี ันตราย เป็นพนื้ทไี่มม่บีรเิวณโดยรอบ ตอ้งอาบัติ ทกุกฏกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ฯลฯ เป็นพนื้ทไี่มม่อี ันตราย เป็นพนื้ทมี่บีรเิวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส สงฆแ์ สดงพนื้ทใี่ห้สรา้งคา้ง ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างวิหารให ้เรา” แลว้หลกี ไป ผรู้ับค าสงั่สรา้งวหิารทสี่งฆ์ แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ถ้าเขาสร้างค ้างไว ้ ภิกษุนั้นกลับมา พึงให ้วิหารนั้นแก่ภิกษุอื่นหรือรื้อสร้างใหม่ ถ้าไม่ให ้ภิกษุอื่นหรือไม่ รื้อสร้างใหม่ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณ โดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ไม่ต ้อง อาบัติ สร้างค้าง สร้างต่อ [๓๗๘] วิหารตนสร้างค ้างไว ้ ภิกษุสร้างตอ่จนส าเร็จดว้ยตนเอง ตอ้งอาบัติ สงัฆาทเิสส วหิารตนสรา้งคา้งไว้ภกิษุใชผ้อู้นื่สรา้งตอ่จนส าเร็จ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๑๐ }
๔๑๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๗. วหิารการสกิขาบท อนาปัตตวิาร วหิารผอู้นื่สรา้งคา้งไว้ภกิษุสรา้งตอ่จนส าเร็จดว้ยตนเอง ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส วหิารผอู้นื่สรา้งคา้งไว้ภกิษุใชผ้อู้นื่สรา้งตอ่จนส าเร็จ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส อนาปัตติวาร ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต ้องอาบัติ คือ [๓๗๙] ๑. ภิกษุสร้างเงื้อมผามีประตู ๒. ภิกษุตบแต่งถ ้า ๓. ภิกษุสร้างกุฎีหญ ้า ๔. ภิกษุสร้างวิหารเพื่อภิกษุอื่น ๕. ภิกษุสร้างอาคารนอกจากนั้น ยกเว ้นอาคารที่พักของตน ๖. ภิกษุวิกลจริต ๗. ภิกษุต ้นบัญญัติ วหิารการสกิขาบทที่๗ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๑๑ }
๔๑๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๘. ปฐมทฎุ ฐโทสสกิขาบท นทิานวตัถุ ๘. ปฐมทฏุ ฐโทสสกิขาบท วา่ดว้ยภกิษุขดัเคอืงมโีทสะ สกิขาบทที่๑ เรื่องพระทัพพมัลลบุตร [๓๘๐] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถาน ที่ให ้เหยื่อกระแต เขตกรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระทัพพมัลลบุตร บรรลุอรหัตตผล เมื่ออายุ ๗ ขวบ คุณวิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งที่พระสาวกพึงบรรลุ ท่านก็ได ้บรรลุแล ้ว ทัง้หมด ไมม่กีจิอะไร ๆ ทจี่ะพงึท ายงิ่กวา่นี้หรอืกจิทที่ าเสร็จแลว้ซงึ่จะท าเพมเติม ิ่ อีกก็ไม่มี ต่อมา ท่านพระทัพพมัลลบุตรหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด เกิดความคิดค านึง อย่างนี้ว่า เราได ้บรรลุอรหัตผลเมื่ออายุ ๗ ขวบ คุณวิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งที่พระ สาวกพึงบรรลุ เราก็ได ้บรรลุแล ้วทั้งหมด ไม่มีกิจอะไร ๆ ที่จะพึงท ายิ่งกว่านี้หรือกิจ ที่ท าเสร็จแล ้วซงึ่จะท าเพมิ่เตมิอกีก็ไมม่ ีเราควรชว่ยอะไรสงฆไ์ดบ้า้ง ล าดับนั้น ท่านตกลงใจว่า “ถ้ากระไร เราควรจัดแจงเสนาสนะและแจก ภัตตาหารแก่สงฆ์” ครั้นออกจากที่หลีกเร้นในเวลาเย็น ได ้เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ครั้นถึงแล ้วได ้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควรแล ้วได ้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข ้า ข ้าพระพุทธเจ้าหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราได ้บรรลุอรหัตตผลเมื่ออายุ ๗ ขวบ ฯลฯ หรือกิจที่ท า เสร็จแลว้ซงึ่จะท าเพมิ่เตมิอกีก็ไมม่ ีเราควรชว่ยอะไรสงฆไ์ดบ้า้ง’ พระพุทธเจ้าข ้า ถ้ากระไร ข ้าพระพุทธเจ้า พึงจัดแจงเสนาสนะและแจกภัตตาหารแก่สงฆ์ ข ้าพระ พุทธเจ้าปรารถนาจะจัดแจงเสนาสนะและแจกภัตตาหารแก่สงฆ์” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดีแล ้ว ดีแล ้ว ทัพพะ ถ้าอย่างนั้น เธอจงจัดแจง เสนาสนะและแจกภัตตาหารแก่สงฆ์” พระทัพพมัลลบุตรกราบทูลรับสนองพระพุทธ ด ารัสแล ้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๑๒ }
๔๑๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๘. ปฐมทฎุ ฐโทสสกิขาบท นทิานวตัถุ แต่งตั้งเสนาสนปัญญาปกะและภัตตุทเทสกะ๑ ล าดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมีกถาเพราะเรื่องนี้เป็นต ้นเหตุ แล ้ว รับสงั่กับภกิษุทัง้หลายวา่ “ภกิษุทัง้หลาย ถา้เชน่นัน้สงฆจ์งแตง่ตัง้ทัพพมัลลบตุรให้ เป็นเสนาสนปัญญาปกะและภัตตุทเทสกะ วิธีแต่งตั้ง และกรรมวาจาแต่งตั้ง ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงแต่งตั้งอย่างนี้ คือ เบื้องต ้นพึงขอให ้ทัพพมัลลบุตรรับ ครั้นแล ้วภิกษุผู้ฉลาดสามารถ พึงประกาศให ้สงฆ์ทราบว่า [๓๘๑] ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข ้าพเจ้า ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล ้ว พึงแต่งตั้ง ท่านพระทัพพมัลลบุตรให ้เป็นเสนาสนปัญญาปกะและภัตตุทเทสกะ นี่เป็นญัตติ ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข ้าพเจ้า สงฆ์แต่งตั้งพระทัพพมัลลบุตรให ้เป็น เสนาสนปัญญาปกะและภัตตุทเทสกะ ท่านรูปใดเห็นด ้วยกับการแต่งตั้งพระทัพพมัลล บุตรให ้เป็นเสนาสนปัญญาปกะและภัตตุทเทสกะ ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็น ด ้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง พระทัพพมัลลบุตร สงฆ์แต่งตั้งให ้เป็นเสนาสนปัญญาปกะและภัตตุทเทสกะแล ้ว สงฆ์เห็นด ้วย เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข ้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้” [๓๘๒] ก็แล ท่านพระทัพพมัลลบุตร ได ้รับแต่งตั้งแล ้วย่อมจัดแจงเสนาสนะ ส าหรับหมภู่กิษุผมู้คีณุสมบัตเิสมอกันรวมไวท้เี่ดยีวกัน ดังนี้คอืจัดแจงเสนาสนะ ส าหรับภกิษุผทู้รงพระสตูรรวมกันไวแ้หง่หนงึ่ดว้ยประสงคว์า่ภกิษุเหลา่นัน้จักซกั ซอ้มพระสตูรกัน จัดแจงเสนาสนะส าหรับภกิษุผทู้รงพระวนิ ัยรวมกันไวแ้หง่หนงึ่ดว้ยประสงคว์า่ ภิกษุเหล่านั้นจักวินิจฉัยพระวินัยกัน เชงิอรรถ : ๑ เสนาสนปัญญาปกะ คือภิกษุผู้ได ้รับแต่งตั้งจากสงฆ์ให้มีหน้าที่จัดเสนาสนะ ภัตตุทเทสกะ คือภิกษุผู้ได ้ รับการแต่งตั้งจากสงฆ์ให้มีหน้าที่จัดภัตตาหารถวายสงฆ์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๑๓ }
๔๑๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๘. ปฐมทฎุ ฐโทสสกิขาบท นทิานวตัถุ จัดแจงเสนาสนะส าหรับภิกษุผู้ทรงพระอภิธรรมรวมกันไว ้แห่งหนึ่ง ด ้วย ประสงค์ว่า ภิกษุเหล่านั้นจักสนทนาพระอภิธรรมกัน จัดแจงเสนาสนะส าหรับภกิษุผไู้ดฌ้านรวมกันไวแ้หง่หนงึ่ดว้ยประสงคว์า่ ภิกษุเหล่านั้นจักไม่รบกวนกัน จัดแจงเสนาสนะส าหรับภกิษุผชู้อบกลา่วตริัจฉานกถา ผมู้ากไปดว้ยการ บ ารุงร่างกายรวมกันไว ้แห่งหนึ่ง ด ้วยประสงค์ว่า ภิกษุเหล่านี้จะอยู่ตามความพอใจ ทา่นพระทัพพมัลลบตุรนัน้เขา้เตโชกสณิแลว้จัดแจงเสนาสนะดว้ยแสงสวา่งนัน้ ส าหรับภกิษุทมี่าในเวลาค ่าคนื ภิกษุทั้งหลายจงใจมาในเวลาค ่าคืน ด ้วยประสงค์ว่า “พวกเราจะชมอิทธิ ปาฏิหาริย์ของท่านพระทัพพมัลลบุตร” ก็มี พวกเธอพากันเข ้าไปหาท่านพระ ทัพพมัลลบุตร กล่าวว่า “ท่านจงจัดแจงเสนาสนะให ้พวกกระผม” ท่านพระทัพพมัลลบุตรกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายต ้องการพักที่ไหนเล่า ข ้าพเจ้าจะจัดแจงในที่ไหน” ภิกษุเหล่านั้นจงใจอ ้างที่ไกลๆ ว่า “ท่านจงจัดแจงเสนาสนะให ้พวกกระผมที่ ภเูขาคชิฌกฏู...ทเี่หวส าหรับทงิ้ โจร...ทกี่าฬสลิาขา้งภเูขาอสิคิลิ.ิ..ทถี่ ้าสตัตบรรณ คหูาขา้งภเูขาเวภาระ...ทเี่งอื้มเขาสปั ปโสณฑกิะใกลส้ตีวนั...ทซี่อกเขาโคตมกะ...ที่ ซอกเขาตนิทกุะ...ทซี่อกเขาตโปทกะ...ทตี่โปทาราม...ทชี่วีกัมพวนั...ทา่นจงจัดแจง เสนาสนะ ให้พวกกระผมที่มัททกุจฉิมฤคทายวัน” ทา่นพระทัพพมัลลบตุรเขา้เตโชกสณิ ใชอ้งคลุสีอ่งแสงสวา่งเดนิน าหนา้ภกิษุ เหล่านั้น ท่านเหล่านั้นเดินตามพระทัพพมัลลบุตรไปด ้วยแสงสว่างนั้น ท่านได ้จัด แจงเสนาสนะส าหรับภกิษุเหลา่นัน้ชแี้จงวา่ “นี่เตียง นี่ตั่ง นี่ฟูก นี่หมอน นี่ที่ถ่าย อจุจาระ นที่ถี่า่ยปัสสาวะ นนี่ ้าฉัน นนี่ ้าใช้นไี่มเ้ทา้นรี่ะเบยีบกตกิาสงฆ์ควรเข ้า เวลานี้ ควรออกเวลานี้” ครั้นจัดแจงเสร็จแล ้วจึงกลับมาพระเวฬุวันวิหารตามเดิม เรื่องพระทัพพมัลลบุตร จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๑๔ }
๔๑๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๘. ปฐมทฎุ ฐโทสสกิขาบท นทิานวตัถุ เรื่องพระเมตติยะและพระภุมมชกะ [๓๘๓] ก็สมัยนั้น พระเมตติยะและพระภุมมชกะ เป็นพระบวชใหม่และมี บญุนอ้ย เสนาสนะของสงฆช์นั้เลว อาหารก็ชนั้เลว ตกถงึทานทั้งสอง ชาวกรุง ่ ราชคฤห์ต ้องการจะถวายบิณฑบาตแก่พระเถระทั้งหลายก็ถวายเนยใสบ ้าง น ้ามันบ ้าง แกงอ่อมบ ้าง จัดปรุงพิเศษ แต่พวกเขาถวายอาหารธรรมดาแก่พระเมตติยะและ พระภุมมชกะ ตามแต่จะหาได ้ คือปลายข ้าวกับน ้าผักดอง วันหนึ่ง ท่านทั้งสองกลับจากบิณฑบาตหลังจากฉันเสร็จแล ้ว เที่ยวถามภิกษุ เถระว่า “มอีาหารอะไรบา้ง ในโรงฉันส าหรับพวกทา่น” พระเถระบางพวกตอบว่า “คุณทั้งสอง พวกเรามีเนยใส น ้ามัน แกงอ่อม” พระเมตติยะและพระภุมมชกะ กล่าวว่า “พวกกระผมไม่มีอะไรเลย ขอรับ มี แต่อาหารธรรมดา ตามแต่จะหาได ้ คือปลายข ้าวกับน ้าผักดอง” สมัยต่อมา คหบดีผู้ชอบถวายอาหารอย่างดี ถวายอาหารแก่สงฆ์วันละ ๔ ที่ เป็นนิตยภัต คหบดีพร้อมบุตรภรรยาอังคาส๑ อยู่ใกล ้ๆ ในโรงฉัน คนอื่นๆ ถาม ถึงความต ้องการข ้าวสุก ถามถึงความต ้องการกับข ้าว ถามถึงความต ้องการน ้ามัน ถามถึงความต ้องการแกงอ่อม วันต่อมา ท่านพระทัพพมัลลบุตรผู้เป็นภัตตุทเทสก์นิมนต์พระเมตติยะและ พระภุมมชกะไปฉันภัตตาหารของคหบดีในวันรุ่งขึ้น วันเดียวกันนั้น คหบดีเดินทางไป อารามดว้ยธรุะบางอยา่ง ไดเ้ขา้ไปหาทา่นพระทัพพมัลลบตุรถงึส านัก ครัน้ถงึแลว้ได้ ไหว ้ท่านพระทัพพมัลลบุตรแล ้ว นั่งลง ณ ที่สมควร ท่านทัพพมัลลบุตร ชแี้จงคหบดี ผชู้อบถวายอาหารอยา่งดใีหเ้ห็นชดัชวนใหอ้ยากรับไปปฏบิ ัติเรา้ใจใหอ้าจหาญแกลว้กลา้ ปลอบชโลมใจใหส้ดชนื่รา่เรงิดว้ยธรรมกีถา ครัน้แลว้คหบดผี ชู้อบถวายอาหารอยา่งดี ถามว่า “ภัตตาหารที่จะถวายในวันพรุ่งนี้ที่เรือนของข ้าพเจ้า ท่านนิมนต์ภิกษุรูปไหน ไปฉันขอรับ” ท่านพระทัพพมัลลบุตรตอบว่า “อาตมาจัดให ้พระเมตติยะและพระภุมมชกะ ไปฉัน” เชงิอรรถ : ๑ “อังคาส” หมายถึงประเคน หรือถวายอาหารแก่พระภิกษุสามเณร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๑๕ }
๔๑๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๘. ปฐมทฎุ ฐโทสสกิขาบท นทิานวตัถุ เขาไม่พอใจว่า “ท าไมจงึนมินตภ์กิษุชวั่ไปฉันภัตตาหารในบา้นเราเลา่ ” กลับ ไปบา้นแลว้สงั่หญงิรับใชว้า่ “แมส่าวใช้พรงุ่นี้เจา้จงจัดอาสนะไวท้ ซี่มุ้ประตแูลว้เอา ปลายข ้าวกับน ้าผักดองถวายภิกษุผู้มาฉันภัตตาหารนะ” หญงิรับใชร้ับค าวา่ “ได ้เจ้าค่ะ” วันเดียวกันนั้น พระเมตติยะและพระภุมมชกะกล่าวกันว่า “คุณ เมื่อวานนี้ เราได ้รับนิมนต์ไปฉันภัตตาหารในเรือนคหบดี พรุ่งนี้ คหบดีพร้อมด ้วยบุตรภรรยา ก็จักมายืนอังคาสเราอยู่ใกล ้ ๆ คนอื่นถามถึงความต ้องการข ้าวสุก ถามถึงความ ต ้องการกับข ้าว ถามถึงความต ้องการน ้ามัน ถามถึงความต ้องการแกงอ่อม” เพราะ ความดใีจนัน้พอตกกลางคนืทา่นทัง้สองจงึจ าวดัหลับไมเ่ต็มที่ครัน้เวลาเชา้ครอง อันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเดินไปถึงนิเวศน์ของคหบดี หญงิรับใชม้องเห็นพระเมตตยิะและพระภมุมชกะเดนิมาแตไ่กล จงึจัดอาสนะ ไวท้ ซี่มุ้ประตนูมินตว์า่ “พระคุณเจ้า นิมนต์นั่งเถิด เจ้าค่ะ” พระเมตติยะและพระภุมมชกะคิดว่า “เขาคงนมินตใ์หพ้วกเรานั่งรอทซี่มุ้ ประตูจนกว่าภัตตาหารจะเสร็จ” ขณะนัน้หญงิรับใชน้ าปลายขา้วกับน ้าผักดองไปถวาย กล่าวว่า “พระคุณเจ้า นิมนต์ฉันเถิด เจ้าค่ะ” ท่านทั้งสองกล่าวว่า “น้องหญิง พวกอาตมารับนิมนต์มาฉันนิตยภัต” หญงิรับใชต้อบวา่ “ทราบเจ้าค่ะว่าท่านเป็นพระรับนิมนต์มาฉันนิตยภัต แต่ เมอื่วานนี้คหบดสีงั่ไวว้า่ ‘แมส่าวใช้พรงุ่นี้เจา้จงจัดอาสนะไวท้ ซี่มุ้ประตูแล ้วเอา ปลายข ้าวกับน ้าผักดองถวายภิกษุผู้มาฉันภัตตาหารนะ’ นิมนต์ฉันเถิด เจ้าค่ะ” พระเมตติยะและพระภุมมชกะ ปรึกษากันว่า “เมื่อวานนี้เอง คหบดีไปหา พระทัพพมลัลบตุรถงึอาราม สงสยัพวกเราคงถกูพระทัพพมัลลบตุรท าลายตอ่หนา้ คหบดีเป็นแน่” เพราะความเสยี ใจ ทา่นทัง้สองจงึฉันภัตตาหารไมไ่ดส้มใจ ครัน้กลับ จากบิณฑบาตหลังจากฉันเสร็จแลว้ถงึอาราม เก็บบาตรและจวีรแลว้ใชผ้า้สงัฆาฏิ รัดเขา่นั่งภายนอกซมุ้ประตอูาราม นงิ่อัน้เกอ้เขนิคอตก กม้หนา้ ซบเซา ไมพ่ดูจา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๑๖ }
๔๑๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเสสกัณฑ์] ิ ๘. ปฐมทฎุ ฐโทสสกิขาบท นทิานวตัถุ ภกิษุณีเมตตยิาใสค่วามพระทพัพมลัลบตุร ครั้งนั้น ภิกษุณีเมตติยาเข ้าไปหาพระเมตติยะและพระภุมมชกะถึงที่พัก ครั้น ถึงแล ้วได ้กล่าวกับพระเมตติยะและพระภุมมชกะ ดังนี้ว่า “พระคุณเจ้า ดิฉันไหว ้ เจ้าค่ะ” เมื่อเธอกล่าวอย่างนั้น พระเมตติยะและภุมมชกะก็ไม่พูดด ้วย เธอจึงกล่าวว่า “ดิฉันไหว ้ เจ้าค่ะ” แม ้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม ้ครั้งที่ ๓ พระเมตติยะและพระภุมมชกะก็ไม่ ยอมพูดด ้วย ภิกษุณีเมตติยากล่าวต่อไปว่า “ดิฉันท าผิดอย่างไรต่อพระคุณเจ้า ท าไม พระคุณเจ้าจึงไม่ยอมพูดกับดิฉัน” ภิกษุทั้งสองตอบว่า “จริงอย่างนั้นแหละ น้องหญิง พวกเราถูกพระทัพพมัลล บุตรเบียดเบียน เธอยังเพิกเฉยอยู่ได ้” ภิกษุณีเมตติยาถามว่า “ดฉิ ันจะชว่ยไดอ้ยา่งไร เจา้คะ่ ” ภิกษุทั้งสองตอบว่า “ถา้เธอเต็มใจชว่ย วนันแี้หละพระผมู้พีระภาคตอ้งให้ พระทัพพมลัลบตุรสกึ ” ภิกษุณีเมตติยาถามว่า “พระคณุเจา้ดฉิ ันจะท าอยา่งไร จะชว่ยไดด้ว้ยวธิไีหน” ภิกษุทั้งสองตอบว่า “มาเถิด น้องหญิง เธอจงเข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ครั้นถึงแล ้ว จงกราบทูลพระผู้มีพระภาค อย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข ้า เรื่องนี้ไม่สมควร ไม่เหมาะสม ทิศที่เคยปลอดภัยก็กลับมีภัย ที่ที่ไม่เคยมีเสนียดจัญ ไรก็กลับมีเสนียดจัญไร ทิศที่ไม่เคยมีอุปัททวะก็กลับมีอุปัททวะ ในที่ที่ไม่เคยมีลม ก็ กลับมีลมแรง น ้าก็ดูเป็นเหมือนน ้าร้อนขึ้นมา หม่อมฉันถูกพระทัพพมัลลบุตรข่มขืน” ภิกษุณีเมตติยารับค าของพระเมตติยะและพระภุมมชกะแล ้วจึงเข ้าไปเฝ้าพระ ผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นถึงแล ้ว ได ้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล ้วยืนอยู่ ณ ที่ สมควร ได ้กราบทูลพระผู้มีพระภาค ดังนี้ว่า “เรื่องนี้ไม่สมควร ฯลฯ หม่อมฉันถูก พระทัพพมัลลบุตรข่มขืน” ทรงประชุมสงฆ์สอบถาม [๓๘๔] ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาครับสงั่ใหป้ระชมุสงฆเ์พราะเรื่องนี้เป็นต ้นเหตุ ทรงสอบถามท่านพระทัพพมัลลบุตรว่า “ทัพพะ เธอจ าได ้ไหมว่าได ้ท าตามที่ภิกษุณี นี่กล่าวหา” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๑๗ }
๔๑๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๘. ปฐมทฎุ ฐโทสสกิขาบท นิทานวัตถุ ท่านพระทัพพมัลลบุตรกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข ้า พระผู้มีพระภาคย่อม ทรงทราบว่า ข ้าพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร” แม ้ครั้งที่ ๒ พระผู้มีพระภาคได ้ตรัสถาม ท่านพระทัพพมัลลบุตร ฯลฯ แม ้ครั้งที่ ๓ ตรัสถามท่านพระทัพพมัลลบุตรว่า “ทัพพะ เธอจ าได ้ไหมว่าได ้ท าตามที่ภิกษุณีนี่กล่าวหา” พระทัพพมัลลบุตรก็กราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข ้า พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบว่า ข ้าพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร” “ทัพพะ บัณฑิตย่อมไม่แก ้ค ากล่าวหาอย่างนี้ ถ้าเธอท าก็จงบอกว่าท า ถ้า เธอไม่ได ้ท า ก็จงบอกว่าไม่ได ้ท า” “พระพุทธเจ้าข ้า ตั้งแต่เกิดมา ข ้าพระพุทธเจ้าไม่รู้จักการเสพเมถุนธรรมแม ้ ในความฝัน ไม่จ าต ้องกล่าวถึงเมื่อตอนตื่นอยู่” ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ “ภิกษุทั้งหลาย ถา้อยา่งนัน้เธอทัง้หลายจงใหน้างภกิษุณีเมตตยิาสกึจงสอบถามภกิษุเหลา่น” ี้แล ้ว เสด็จจากที่ประทับเข ้าพระวิหาร หลังจากนัน้ภกิษุทัง้หลายจงึใหน้างภกิษุณีเมตตยิาสกึแตพ่ระเมตตยิะและ พระภุมมชกะได ้แจ้งภิกษุทั้งหลายว่า “ทา่นทัง้หลายอยา่ ใหน้างภกิษุณีเมตตยิาสกึ เลย นางไม่มีความผิด พวกกระผมโกรธ ไม่พอใจ ต ้องการให ้พระทัพพมัลลบุตรพ้น จากพรหมจรรย์จงึชกัจงูนาง” ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า “ท่านทัง้หลาย พวกทา่นใสค่วามพระทัพพมัลลบตุร ดว้ยอาบัตปิาราชกิทไี่มม่มีลูหรอื ” พระเมตติยะและพระภุมมชกะยอมรับสารภาพ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ฯลฯ พากันต าหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพระ เมตตยิะและพระภมุมชกะจงึใสค่วามทา่นพระทัพพมัลลบตุรดว้ยอาบัตปิาราชกิทไี่ม่ มีมูลเล่า” ครั้นภิกษุเหล่านั้นต าหนิพระเมตติยะและพระภุมมชกะโดยประการต่าง ๆ แล ้วจึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๑๘ }
๔๑๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๘. ปฐมทฎุ ฐโทสสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ ทรงประชุมสงฆบ์ญัญตัสิกิขาบท ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาครับสงั่ใหป้ระชมุสงฆเ์พราะเรอื่งนเี้ป็นตน้เหตุทรง สอบถามพระเมตติยะและพระภุมมชกะว่า “ภกิษุทัง้หลาย ทราบวา่เธอทัง้สองใส่ ความทัพพมัลลบุตร ด ้วยอาบัติปาราชกิทไี่มม่มีลูจรงิหรอื ” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงต าหนิว่า “โมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอ จงึใสค่วามทัพพมัลลบตุรดว้ยอาบัตปิาราชกิทไี่มม่มีลูเลา่ โมฆบรุษุ ทั้งหลาย การกระท าอย่างนี้ มิได ้ท าคนที่ยังไม่เลื่อมใสให ้เลื่อมใส ฯลฯ” แล ้วจึงรับ สงั่ใหภ้กิษุทัง้หลายยกสกิขาบทนขี้นึ้แสดง ดังนี้ พระบัญญัติ [๓๘๕] ก็ภกิษุใด ขดัเคอืง มโีทสะ ไมแ่ ชม่ชนื่ใสค่วามภกิษุดว้ย อาบตัปิาราชกิทไี่มม่มีลูโดยมงุ่หมายวา่ “ท าอย่างไรจึงจะให้ภิกษุนั้นพ้นจาก พรหมจรรยน์ ไี้ด” ้ ครั้นสมัยต่อจากนั้น อันผู้ใดผู้หนึ่งโจทก็ตามไม่โจทก็ตาม อธกิรณ์นนั้เป็นเรอื่งไมม่มีลูและภกิษุยอมรบัผดิเป็นสงัฆาทเิสส เรื่องพระเมตติยะและพระภุมมชกะ จบ สกิขาบทวภิงัค์ [๓๘๖] ค าว่า ก็...ใด คอืผใู้ด ผเู้ชน่ ใด ฯลฯ นที้พี่ระผมู้พีระภาคตรัสวา่ ก็...ใด ค าว่า ภิกษุ มีอธิบายว่า ที่ชอื่วา่ภกิษุเพราะเป็นผขู้อ ฯลฯ นที้พี่ระ ผู้มีพระภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุ ในความหมายนี้ ค าว่า ภิกษุ หมายถึง ภิกษุอื่น ค าว่า ขัดเคือง มีโทสะ คือ โกรธ ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ แค ้นใจ เจ็บใจ ค าว่า ไมแ่ ชม่ชนื่คอื ไมแ่ ชม่ชนื่เพราะความโกรธนัน้เพราะมโีทสะนัน้ เพราะไม่พอใจนั้น และเพราะไม่ชอบใจนั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๑๙ }
๔๒๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๘. ปฐมทฎุ ฐโทสสกิขาบท บทภาชนยี ์ ชอื่วา่ ที่ไม่มีมูล คอื ไมไ่ดเ้ห็น ไมไ่ดย้นิ ไมไ่ดน้กึ สงสยั ค าว่า ดว้ยอาบตัปิาราชกิคอืดว้ยอาบัตปิาราชกิ๔ ข ้อใดข ้อหนึ่ง ค าว่า ใสค่วาม ไดแ้ก่ โจทเอง หรอื สงั่ใหผ้อู้นื่โจท ค าว่า ท าอยา่งไรจงึจะใหภ้กิษุนนั้พน้จากพรหมจรรยน์ ไี้ด้ความว่า ให ้พ้น จากความเป็นภกิษุใหพ้น้จากสมณธรรม ใหพ้น้จากศลีขนัธ์ใหพ้น้จากคณุคอตบะื ค าว่า ครั้นสมัยต่อจากนั้น ความวา่ลว่งขณะ ลยะ ครทู่ภี่กิษุถกูใสค่วามไป แล ้ว ค าว่า อันผู้ใดผู้หนึ่งโจทก็ตาม คอืจะมผีเู้ชอื่ถอืตามเรอื่งทที่ าใหภ้กิษุนัน้ถกู ใสค่วามก็ตาม ค าว่า ไม่โจทก็ตาม คือ ไม่มีใครๆ กล่าวถึงภิกษุนั้น ชอื่วา่ อธิกรณ์ได ้แก่ อธิกรณ์ ๔ อย่าง คือ วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ และกิจจาธิกรณ์ ค าว่า และภิกษุยอมรับผิด ความว่า ภิกษุนั้นยอมรับว่า “ข ้าพเจ้าพูดค าไร้ ประโยชน์ พูดเท็จ พูดไม่จริง ไม่รู้จึงพูด” ค าว่า เป็นสงัฆาทเิสส ความวา่ ส าหรับอาบัตนิ ัน้สงฆเ์ทา่นัน้ใหป้รวาส ฯลฯ ิ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเรียกว่า “เป็นสงัฆาทเิสส” บทภาชนีย์ ไม่เห็น โจทว่าได้เห็น [๓๘๗] ภกิษุผโู้จทกไ์มไ่ดเ้ห็นภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิถา้โจทภกิษุนัน้วา่ “ขา้พเจา้เห็นทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้สายศากยบตุร ท่านร่วมอโุบสถ ปวารณาหรอื สงัฆกรรมไมไ่ด” ้ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู ไม่ได้ยิน โจทว่าได้ยิน ภกิษุผโู้จทกไ์มไ่ดย้นิวา่ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ถา้โจทภกิษุนัน้วา่ “ขา้พเจา้ไดย้นิวา่ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้สาย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๒๐ }
๔๒๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๘. ปฐมทฎุ ฐโทสสกิขาบท บทภาชนยี ์ ศากยบตุร ทา่นรว่มอโุบสถ ปวารณาหรอื สงัฆกรรมไมไ่ด” ้ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทุกๆ ค าพูด ไมน่กึ สงสยั โจทวา่นกึ สงสยั ภิกษุผโู้จทกไ์มไ่ดน้กึสงสยัวา่ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ถา้โจทภกิษุนัน้ ว่า “ขา้พเจา้นกึ สงสยัวา่ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้ สายศากยบตุร ทา่นรว่มอโุบสถ ปวารณาหรอื สงัฆกรรมไมไ่ด” ้ ต ้องอาบัติ สงัฆาทเิสสทกุ ๆ ค าพดู ไม่เห็น โจทว่าได้เห็นและได้ยิน ภกิษุผโู้จทกไ์มไ่ดเ้ห็นภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิถา้โจทภกิษุนัน้วา่ “ข ้าพเจ้า เห็นและไดย้นิวา่ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้สาย ศากยบตุร ทา่นรว่มอโุบสถ ปวารณาหรอื สงัฆกรรมไมไ่ด” ้ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทุกๆ ค าพูด ไม่เห็น โจทว่าไดเ้ห็นและนกึ สงสยั ภกิษุผโู้จทกไ์มไ่ดเ้ห็นภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิถา้โจทภกิษุนัน้วา่ “ข ้าพเจ้าได ้ เห็นและนกึ สงสยัวา่ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ฯลฯ” ต ้องอาบัติ สงัฆาทเิสสทกุ ๆ ค าพดู ไมเ่ห็น โจทวา่ ไดเ้ห็น ไดย้นิและนกึ สงสยั ภิกษุผู้โจทก์ไม่ได ้เห็นภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิถา้โจทภกิษุนัน้วา่ “ข ้าพเจ้าได ้ เห็น ไดย้นิและนกึ สงสยัวา่ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ฯลฯ” ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสทกุ ๆ ค าพดู ไมไ่ดย้นิ โจทวา่ ไดย้นิและนกึ สงสยั ภกิษุผโู้จทกไ์มไ่ดย้นิวา่ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ถา้โจทภกษุนั้นว่า ิ “ขา้พเจา้ไดย้นิและนกึ สงสยัวา่ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ฯลฯ” ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสทกุ ๆ ค าพดู {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๒๑ }
๔๒๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๘. ปฐมทุฎฐโทสสกิขาบท บทภาชนยี ์ ไม่ได้ยิน โจทว่าได้ยินและได้เห็น ภกิษุผโู้จทกไ์มไ่ดย้นิวา่ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ถา้โจทภกิษุนัน้วา่ “ข ้าพเจ้า ไดย้นิและไดเ้ห็น ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ฯลฯ” ต ้องอาบัติ สงัฆาทเิสสทกุ ๆ ค าพดู ไม่ได้ยิน โจทว่าได้ยิน นกึ สงสยัและไดเ้ห็น ภกิษุผโู้จทกไ์มไ่ดย้นิวา่ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ถา้โจทภกิษุนัน้วา่ “ขา้พเจา้ไดย้นินกึ สงสยัและไดเ้ห็น ทา่นตอ้งอาบตั ปิาราชกิแลว้ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ฯลฯ” ตอ้งอาบัติสงัฆาทเิสสทกุ ๆ ค าพดู ไมน่กึ สงสยั โจทวา่นกึ สงสยัและไดเ้ห็น ภิกษุผู้โจทกไ์มไ่ดน้กึสงสยัวา่ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ถา้โจทภกิษุนัน้วา่ “ขา้พเจา้นกึ สงสยัและไดเ้ห็น ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ฯลฯ” ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสทกุ ๆ ค าพดู ไมน่กึ สงสยั โจทวา่นกึ สงสยัและไดย้นิ ภกิษุผโู้จทกไ์มไ่ดน้กึสงสยัวา่ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ถา้โจทภกิษุนัน้วา่ “ขา้พเจา้นกึ สงสยัและไดย้นิวา่ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ฯลฯ” ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสทกุ ๆ ค าพดู ไมน่กึ สงสยั โจทวา่นกึ สงสยั ไดเ้ห็นและไดย้นิ ภกิษุผโู้จทกไ์มไ่ดน้กึสงสยัวา่ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ถา้โจทภกิษุนัน้วา่ “ขา้พเจา้นกึ สงสยั ไดเ้ห็นและไดย้นิวา่ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ฯลฯ” ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสทกุ ๆ ค าพดู ได้เห็น โจทว่าได้ยิน ภกิษุผโู้จทกไ์ดเ้ห็นภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิถา้โจทภกิษุนัน้วา่ “ข ้าพเจ้าได ้ยิน วา่ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ฯลฯ” ต ้องอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๒๒ }
๔๒๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๘. ปฐมทฎุ ฐโทสสกิขาบท บทภาชนยี ์ ไดเ้ห็น โจทวา่นกึ สงสยั...ไดย้นิและนกึ สงสยั ภิกษุผู้โจทก์ได ้เห็นภิกษุตอ้งอาบัตปิาราชกิถา้โจทภกิษุนัน้วา่ “ข ้าพเจ้า นกึ สงสยัวา่ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ” ถ้าโจทภิกษุนั้นว่า “ข ้าพเจ้าได ้ยินและนึก สงสยัวา่ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ฯลฯ” ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู ไดย้นิ โจทวา่นกึ สงสยั...ไดเ้ห็น...นกึ สงสยัและไดเ้ห็น ภิกษุผโู้จทกไ์ดย้นิวา่ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ถา้โจทภกิษุนัน้วา่ “ข ้าพเจ้า นกึ สงสยัวา่ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ฯลฯ” ถ้าโจทภิกษุนั้นว่า “ข ้าพเจ้าได ้เห็น ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ฯลฯ” ถ้าโจทภิกษุนั้นว่า “ขา้พเจา้นกึ สงสยัและไดเ้ห็น ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ฯลฯ” ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู นกึ สงสยั โจทวา่ ไดเ้ห็น...ไดย้นิ...ไดเ้ห็นและไดย้นิ ภกิษุผโู้จทกน์กึ สงสยัวา่ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ถา้โจทภกิษุนัน้วา่ “ข ้าพเจ้า ไดเ้ห็นทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ฯลฯ” ถ้าโจทภิกษุนั้นว่า “ข ้าพเจ้าได ้ยินว่า ท่านต ้องอาบัตปิาราชกิแลว้ฯลฯ” ถ้าโจทภิกษุนั้นว่า “ข ้าพเจ้าได ้เห็นและได ้ยินว่า ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้สายศากยบตุร ทา่นรว่ม อโุบสถ ปวารณาหรอื สงัฆกรรมไมไ่ด” ้ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู ได้เห็น ไม่แนใจ ภิกษุผู้โจทก์ได ้เห็นภิกษุต ้องอาบัตปิาราชกิ ไมแ่น่ใจในเรอื่งทไี่ดเ้ห็น คอื ก าหนดสงิ่ทไี่ดเ้ห็นไมไ่ด้จ าสงิ่ทไี่ดเ้ห็นไมไ่ด้ลมื สงิ่ทไี่ดเ้ห็น ถา้โจทภกิษุนัน้วา่ “ขา้พเจา้ไดเ้ห็นและไดย้นิฯลฯ ขา้พเจา้ไดเ้ห็นและนกึ สงสยัฯลฯ ขา้พเจา้ไดเ้ห็น ไดย้นิและนกึ สงสยัวา่ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ” ได้ยิน ไม่แน่ใจ ภกิษุผโู้จทกไ์ดย้นิวา่ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ ไมแ่น่ใจในเรอื่งทไี่ดย้นิ คือ ก าหนดเรื่องที่ได ้ยินไม่ได ้ จ าเรื่องที่ได ้ยินไม่ได ้ ลืมเรื่องที่ได ้ยิน ถ้าโจทภิกษุนั้นว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๒๓ }
๔๒๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๘. ปฐมทฎุ ฐโทสสกิขาบท บทภาชนยี ์ “ขา้พเจา้ไดย้นิและนกึ สงสยัฯลฯ ขา้พเจา้ไดย้นิและไดเ้ห็น ฯลฯ ขา้พเจา้ไดย้นิ นกึ สงสยัและไดเ้ห็น ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ฯลฯ” นกึ สงสยั ไมแ่นใ่จ ภกิษุผโู้จทกน์กึ สงสยัวา่ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ ไมแ่น่ใจในเรอื่งทนี่กึ สงสยั คอืก าหนดเรอื่งทนี่กึ สงสยั ไมไ่ด้จ าเรอื่งทนี่กึ สงสยั ไมไ่ด้ลมืเรอื่งทนี่กึสงสยั ถ้า โจทภิกษุนั้นว่า “ขา้พเจา้นกึ สงสยัและเห็น ฯลฯ ขา้พเจา้นกึ สงสยัและไดย้นิฯลฯ ขา้พเจา้นกึ สงสยั ไดเ้ห็นและไดย้นิวา่ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้สายศากยบตุร ทา่นรว่มอโุบสถ ปวารณาหรอื สงัฆกรรมไมไ่ด” ้ ต ้องอาบัติ สงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู ไมเ่ห็น สง่ัใหโ้จทวา่เห็น [๓๘๘] ภกิษุผโู้จทกไ์มไ่ดเ้ห็นภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิถา้สงั่ใหโ้จทภกิษุนัน้วา่ “ข ้าพเจ้าได ้เห็นท่านตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้สายศากย บตุร ทา่นรว่มอโุบสถ ปวารณาหรอื สงัฆกรรมไมไ่ด” ้ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพูด ไมไ่ดย้นิ สง่ัใหโ้จทวา่ ไดย้นิ ภกิษุผโู้จทกไ์มไ่ดย้นิวา่ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ถา้สงั่ใหโ้จทภกิษุนัน้วา่ “ข ้าพเจ้าไดย้นิวา่ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ฯลฯ” ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพูด ไมไ่ดน้กึ สงสยัสง่ัใหโ้จทวา่ ไดส้งสยั ภกิษุผโู้จทกไ์มไ่ดน้กึสงสยัวา่ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ถา้สงั่ใหโ้จทภกิษุ นั้นว่า “ขา้พเจา้นกึ สงสยัวา่ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ฯลฯ” ต ้องอาบัตสิงัฆาทเิสส ทุกๆ ค าพูด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๒๔ }
๔๒๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๘. ปฐมทฎุ ฐโทสสกิขาบท บทภาชนยี ์ ไมไ่ดเ้ห็น สง่ัใหโ้จทวา่ ไดเ้ห็น... ภิกษุผู้โจทก์ไม่ได ้เห็นภิกษุต ้องอาบัตปิาราชกิถา้สงั่ใหโ้จทภกิษุนัน้วา่ “ขา้พเจา้ ไดเ้ห็น ไดย้นิฯลฯ ขา้พเจา้ไดเ้ห็น ไดน้กึ สงสยัฯลฯ ขา้พเจา้ไดเ้ห็น ไดย้นิ ไดน้กึ สงสยัวา่ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ฯลฯ” ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพูด ไมไ่ดย้นิ สง่ัใหโ้จทวา่ ไดย้นิ... ภิกษุผู้โจทก์ไม่ได ้ยินวา่ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ถา้สงั่ใหโ้จทภกิษุนัน้วา่ “ขา้พเจา้ไดย้นิ ไดน้กึ สงสยัฯลฯ ขา้พเจา้ไดย้นิ ไดเ้ห็น ฯลฯ ขา้พเจา้ไดย้นิ ไดน้กึ สงสยั ไดเ้ห็นวา่ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ฯลฯ” ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู ไมน่กึ สงสยัสง่ัใหโ้จทวา่ ไดน้กึ สงสยั... ภกิษุผโู้จทกไ์มไ่ดน้กึสงสยัวา่ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ถา้สงั่ใหโ้จทภกิษุ นั้นว่า “ขา้พเจา้ไดน้กึ สงสยั ไดเ้ห็น ฯลฯ ขา้พเจา้ไดน้กึ สงสยั ไดย้นิฯลฯ ขา้พเจา้ ไดน้กึ สงสยั ไดเ้ห็นไดย้นิวา่ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ฯลฯ” ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทุกๆ ค าพูด ได้เห็น สง่ัใหโ้จทวา่ ไดย้นิ... ภกิษุผโู้จทกไ์ดเ้ห็นภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิถา้สงั่ใหโ้จทภกิษุนัน้วา่ “ข ้าพเจ้า ไดย้นิวา่ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ฯลฯ ขา้พเจา้ไดน้กึ สงสยัวา่ทา่นตอ้งอาบัติ ปาราชกิแลว้ฯลฯ ขา้พเจา้ไดย้นิ ไดน้กึ สงสยัวา่ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ฯลฯ” ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู ไดย้นิ สง่ัใหโ้จทวา่นกึ สงสยั... ภกิษุผโู้จทกไ์ดย้นิวา่ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ถา้สงั่ใหโ้จทภกิษุนัน้วา่ “ขา้พเจา้ไดน้กึ สงสยัฯลฯ” ถา้สงั่ใหโ้จทวา่ “ข ้าพเจ้าได ้เห็น ฯลฯ” ถา้สงั่ใหโ้จทวา่ “ขา้พเจา้ไดน้กึ สงสยั ไดเ้ห็น ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ฯลฯ” ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทุกๆ ค าพูด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๒๕ }
๔๒๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๘. ปฐมทฎุ ฐโทสสกิขาบท บทภาชนยี ์ นกึ สงสยัสง่ัใหโ้จทวา่ ไดเ้ห็น... ภกิษุผโู้จทกน์กึ สงสยัวา่ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ถา้สงั่ใหโ้จทภกิษุนัน้วา่ “ขา้พเจา้ไดเ้ห็น ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ฯลฯ” ถา้สงั่ใหโ้จทภกิษุนัน้วา่ “ข ้าพเจ้าได ้ยิน ฯลฯ” ถา้สงั่ใหโ้จทภกิษุนัน้วา่ “ข ้าพเจ้าได ้เห็น ได ้ยินว่า ท่านต ้อง อาบัตปิาราชกิแลว้ฯลฯ” ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู ไดเ้ห็น ไมแ่นใ่จ สง่ัใหโ้จท ภกิษุผโู้จทกไ์ดเ้ห็นภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิ ไมแ่น่ใจในเรอื่งทไี่ดเ้ห็น คอื ก าหนดสงิ่ทไี่ดเ้ห็นไมไ่ด้จ าสงิ่ทไี่ดเ้ห็นไมไ่ด้ลมื สงิ่ทไี่ดเ้ห็น ฯลฯ ไดย้นิ ไมแ่นใ่จ สง่ัใหโ้จท ภิกษุผู้โจทก์ไม่แน่ใจในเรื่องที่ได ้ยิน คือ ก าหนดเรื่องที่ได ้ยินไม่ได ้ จ าเรื่องที่ ได ้ยินไม่ได ้ ลืมเรื่องที่ได ้ยิน ฯลฯ ไมแ่นใ่จ นกึ สงสยัสง่ัใหโ้จท ภกิษุผโู้จทกไ์มแ่น่ใจในเรอื่งทนี่กึ สงสยัคอืก าหนดเรอื่งทนี่กึ สงสยั ไมไ่ด้จ า เรอื่งทนี่กึ สงสยั ไมไ่ด้ลมืเรอื่งทนี่กึ สงสยัถา้สงให ้โจทภิกษุนั้นว่า ั่“ขา้พเจา้ไดน้กึ สงสยั ได ้เห็น ฯลฯ” ลมืเรอื่งทนี่กึสงสยัถา้สงั่ใหโ้จทภกิษุนัน้วา่ “ขา้พเจา้ไดน้กึ สงสยั ได ้ยิน ฯลฯ” ลมืเรอื่งทนี่กึสงสยัถา้สงั่ใหโ้จทภกิษุนัน้วา่ “ขา้พเจา้ไดน้กึ สงสยั ไดเ้ห็น ได ้ ยนิวา่ทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้สายศากยบตุร ทา่น รว่มอโุบสถ ปวารณาหรอื สงัฆกรรมไมไ่ด” ้ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู ความเห็น ๔ อย่าง [๓๘๙] จ าเลยไม่บริสุทธิ์ โจทก์มีความเห็นว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ๑ จ าเลย บริสุทธิ์ โจทก์มีความเห็นว่าเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ ๑ จ าเลยไม่บริสุทธิ์โจทก์มีความเห็น ว่าเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ ๑ จ าเลยบริสุทธิ์ โจทก์มีความเห็นว่าเป็นผู้บริสุทธิ์๑ ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิขอ้ ใดขอ้หนงึ่แลว้ยอ่มเป็นผไู้มบ่รสิทุธิ์ถา้ภกิษุผู้ โจทก์มีความเห็นว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ขอโอกาสก่อน มีความประสงค์จะให ้พ้นจาก พรหมจรรย์จงึโจทภกิษุนัน้ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับอาบัตสิงัฆาทเิสส {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๒๖ }
๔๒๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๘. ปฐมทฎุ ฐโทสสกิขาบท บทภาชนยี ์ ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิขอ้ ใดขอ้หนงึ่แลว้ยอ่มเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ ถ้าภิกษุผู้ โจทก์มีความเห็นว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ขอโอกาสก่อน มีความประสงค์จะให ้พ้นจาก พรหมจรรยจ์งึโจทภกิษุนัน้ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิขอ้ ใดขอ้หนงึ่แลว้ยอ่มเป็นผไู้มบ่รสิทุธิ์ถา้ภกิษุผู้ โจทก์มีความเห็นว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ขอโอกาสก่อน มีความประสงค์จะด่าจึงโจท ภกิษุนัน้ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับอาบัตปิาจติตยี์เพราะกลา่วเสยีดสี ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิขอ้ ใดขอ้หนงึ่แลว้ยอ่มเป็นผไู้มบ่รสิทุธิ์ถา้ภกิษุผู้ โจทก์มีความเห็นว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ขอโอกาสก่อน มีความประสงค์จะด่าจึงโจทภิกษุ นัน้ตอ้งอาบัตปิาจติตยี์เพราะกลา่วเสยีดสี ภกิษุไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิขอ้ ใดขอ้หนงึ่ยอ่มเป็นผบู้รสิทุธิ์ถา้ภกิษุผโู้จทกม์ ี ความเห็นว่าเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ ไม่ขอโอกาสก่อน มีความประสงค์จะให ้พ้นจากพรหม จรรย์จึงโจทภิกษุนั้น ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุไม่ต ้องอาบัตปิาราชกิขอ้ ใดขอ้หนงึ่ยอ่มเป็นผบู้รสิทุธิ์ถา้ภกิษุผโู้จทกม์ ี ความเห็นว่าเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ ขอโอกาสก่อน มีความประสงค์จะให ้พ้นจากพรหม จรรย์จึงโจทภิกษุนั้น ไม่ต ้องอาบัติ ภกิษุไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิขอ้ ใดขอ้หนงึ่ยอ่มเป็นผบู้รสิทุธิ์ถา้ภกิษุผโู้จทกม์ ี ความเห็นว่าเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ ไม่ขอโอกาสก่อน มีความประสงค์จะด่าจึงโจทภิกษุนั้น ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับอาบัตปิาจติตยี์เพราะกลา่วเสยีดสี ภกิษุไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิขอ้ ใดขอ้หนงึ่ยอ่มเป็นผบู้รสิทุธิ์ถา้ภกิษุผโู้จทกม์ ี ความเห็นว่าเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ ขอโอกาสก่อน มีความประสงค์จะด่าจึงโจทภิกษุนั้น ตอ้งอาบัตปิาจติตยี์เพราะกลา่วเสยีดสี ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิขอ้ ใดขอ้หนงึ่แลว้ยอ่มเป็นผไู้มบ่รสิทุธิ์ถา้ภกิษุผู้ โจทก์มีความเห็นว่าเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ ไม่ขอโอกาสก่อน มีความประสงค์จะให ้พ้นจาก พรหมจรรย์จึงโจทภิกษุนั้น ต ้องอาบัติทุกกฏ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๒๗ }
๔๒๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๘. ปฐมทฎุ ฐโทสสกิขาบท อนาปัตตวิาร ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิขอ้ ใดขอ้หนงึ่แลว้ยอ่มเป็นผไู้มบ่รสิทุธิ์ถา้ภกิษุผู้ โจทก์มีความเห็นว่าเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ ขอโอกาสก่อน มีความประสงค์จะให ้พ้นจาก พรหมจรรย์จึงโจทภิกษุนั้น ไม่ต ้องอาบัติ ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิขอ้ ใดขอ้หนงึ่แลว้ยอ่มเป็นผไู้มบ่รสิทุธิ์ถา้ภกิษุผู้ โจทก์มีความเห็นว่าเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ ไม่ขอโอกาสก่อน มีความประสงค์จะด่าจึง โจทภกิษุนัน้ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับอาบัตปิาจติตยี์เพราะกลา่วเสยีดสี ภกิษุตอ้งอาบัตปิาราชกิขอ้ ใดขอ้หนงึ่แลว้ยอ่มเป็นผไู้มบ่รสิทุธิ์ถา้ภกิษุผู้ โจทก์มีความเห็นว่าเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ ขอโอกาสก่อน มีความประสงค์จะด่าจึงโจท ภิกษุนั้น ต ้องอาบัติปาจิตตีย์เพราะกลา่วเสยีดสี ภกิษุไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิขอ้ ใดขอ้หนงึ่ยอ่มเป็นผบู้รสิทุธิ์ถา้ภกิษุผโู้จทก์ มีความเห็นว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ขอโอกาสก่อน มีความประสงค์จะให ้พ้นจากพรหม จรรยจ์งึโจทภกิษุนัน้ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ภกิษุไมต่อ้งอาบัตปิาราชกข ้อใดข ้อหนึ่ง ย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ ถ้าภิกษุผู้โจทก์ ิ มีความเห็นว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ขอโอกาสก่อน มีความประสงค์จะให ้พ้นจากพรหม จรรยจ์งึโจทภกิษุนัน้ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ภกิษุไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิขอ้ ใดขอ้หนงึ่ยอ่มเป็นผบู้รสิทุธิ์ถา้ภกิษุผโู้จทก์ มีความเห็นว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ขอโอกาสก่อน มีความประสงค์จะด่าจึงโจทภิกษุนั้น ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับอาบัตปิาจติตยี์เพราะกลา่วเสยีดสี ภกิษุไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิขอ้ ใดขอ้หนงึ่ยอ่มเป็นผบู้รสิทุธิ์ถา้ภกิษุผโู้จทก์ มีความเห็นว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ขอโอกาสก่อน มีความประสงค์จะด่าจึงโจทภิกษุนั้น ตอ้งอาบัตปิาจติตยี์เพราะกลา่วเสยีดสี อนาปัตติวาร ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต ้องอาบัติ คือ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๒๘ }
๔๒๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๘. ปฐมทฎุ ฐโทสสกิขาบท อนาปัตติวาร [๓๙๐] ๑. ภิกษุจ าเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ ภิกษุผู้โจทก์มีความเห็นว่าเป็นผู้ไม่ บริสุทธิ์ ๒. ภิกษุจ าเลยเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ ภิกษุผู้โจทก์มีความเห็นว่าเป็นผู้ไม่ บริสุทธิ์ ๓. ภิกษุวิกลจริต ๔. ภิกษุต ้นบัญญัติ ปฐมทฏุ ฐโทสสกิขาบทที่๘ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๒๙ }
๔๓๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๙. ทตุยิทฎุ ฐโทสสกิขาบท นทิานวตัถุ ๙. ทตุยิทฏุ ฐโทสสกิขาบท วา่ดว้ยภกิษุขดัเคอืงมโีทสะ สกิขาบทที่๒ เรื่องพระเมตติยะและพระภุมมชกะ [๓๙๑] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถาน ที่ให ้เหยื่อกระแต เขตกรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น พระเมตติยะและพระภุมมชกะ ก าลังลง จากภเูขาคชิฌกฏูมองเห็นแพะตัวผกู้ ับตัวเมยีก าลังสบืพันธกุ์ ัน จงึกลา่ววา่ “เอาเถิด พวกเราจะสมมติแพะตัวผู้เป็นพระทัพพมัลลบุตร สมมติแพะตัวเมียเป็นภิกษุณีเมตติยา จักกล่าวว่า “ครั้งก่อนพวกเรากล่าวหาพระทัพพมัลลบุตร ด ้วยได ้ยินมา แต่บัดนี้ พวกเราได ้เห็นพระทัพพมุลลบุตรเสพเมถุนกับภิกษุณีเมตติยา ด ้วยตนเอง” ท่าน ทั้งสองได ้สมมติพระทัพพมัลลบุตรเป็นแพะตัวผู้ สมมติภิกษุณีเมตติยาเป็นแพะตัว เมีย แล ้วแจ้งให ้ภิกษุทั้งหลายทราบว่า “ครั้งก่อน ฯลฯ แต่บัดนี้ พวกเราได ้เห็นพระ ทัพพมัลลบุตรเสพเมถุนกับภิกษุณีเมตติยา ด ้วยตนเอง” ภิกษุทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย พวกท่านอย่ากล่าวอย่างนี้ ท่านพระทัพพมัลลบุตรจะไม่ท ากรรมเชน่นัน้” แล ้วน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มี พระภาคให ้ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆ์สอบถาม ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาครับสงั่ใหป้ระชมุสงฆเ์พราะเรอื่งนเี้ป็นตน้เหตุทรง สอบถามท่านพระทัพพมัลลบุตรว่า “ทัพพะ เธอจ าได ้ไหมว่าเคยท าตามที่ภิกษุ เหล่านี้กล่าวหา” ท่านพระทัพพมัลลบุตรกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข ้า พระผู้มีพระภาคย่อม ทรงทราบว่า ข ้าพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร” แม ้ครั้งที่ ๒ พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่าน พระทัพพมัลลบุตร ฯลฯ แม ้ครั้งที่ ๓ ตรัสถามท่านพระทัพพมัลลบุตรว่า “ทัพพะ เธอจ าได ้ไหมว่าได ้ท าตามที่ภิกษุเหล่านี้กล่าวหา” พระทัพพมัลลบุตรกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข ้า พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบว่า ข ้าพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๓๐ }
๔๓๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๙. ทตุยิทฎุ ฐโทสสกิขาบท นทิานวตัถุ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ทัพพะ บัณฑิตย่อมไม่แก ้ค ากล่าวหาอย่างนี้ ถ้าเธอ ท าก็จงบอกว่าท า ถ้าเธอไม่ได ้ท า ก็จงบอกว่าไม่ได ้ท า” ท่านพระทัพพมัลลบุตรกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข ้า ตั้งแต่เกิดมา ข ้า พระพุทธเจ้า ไม่รู้จักการเสพเมถุนแม ้ในความฝัน ไม่จ าต ้องกล่าวถึงเมื่อตอนตื่นอยู่” ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาครับสงั่กับภกิษุทัง้หลายวา่ “ภิกษุทั้งหลาย ถ้า อย่างนั้น เธอทั้งหลายจงสอบถามภิกษุเหล่านี้” แล ้วเสด็จจากที่ประทับเข ้าพระวิหาร หลังจากนั้น ภิกษุทั้งหลายสอบถามพระเมตติยะและพระภุมมชกะ เมื่อถูก สอบถามจึงได ้รับสารภาพเรื่องนั้น ภิกษุทั้งหลายถามว่า “พวกทา่นอา้งเอาบางสว่นแหง่อธกิรณ์เรอื่งอนื่เป็นเลศ ๑ ใสค่วามพระทัพพมัลลบตุรดว้ยอาบัตปิาราชกิหรอื ” ท่านทั้งสองยอมรับ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ฯลฯ พากันต าหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพระเมตตยิะและพระกมุมชกะจงึอา้งเอาบางสว่นแหง่อธกิรณ์เรอื่ง อื่นเป็นเลศใสค่วามพระทัพพมัลลบตุรดว้ยอาบัตปิาราชกิเลา่ ” ครั้นภิกษุเหล่านั้น ต าหนิท่านทั้งสองโดยประการต่าง ๆ แล ้วจึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆบ์ญัญตัสิกิขาบท ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาครับสงั่ใหป้ระชมุสงฆเ์พราะเรอื่งนเี้ป็นตน้เหตุทรง สอบถามพระเมตติยะและพระภุมมชกะว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่าพวกเธออ ้างเอา บางสว่นแหง่อธกิรณ์เรอื่งอนื่เป็นเลศใสค่วามทัพพมัลลบตุรดว้ยอาบัตปิาราชกิจรงิหรอื ” พวกเธอทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มีพระภาคทรงต าหนิว่า “โมฆบุรุษ ทั้งหลาย ไฉนพวกเธอจึงอ ้างเอาบางสว่นแหง่อธกิรณ์เรอื่งอนื่เป็นเลศใสค่วามทัพพ มัลลบตุรดว้ยอาบัตปิาราชกิเลา่ โมฆบรุษุทัง้หลาย การกระท าอยา่งนี้มไิดท้ าคนที่ ยังไม่เลื่อมใสให ้เลื่อมใส ฯลฯ” แลว้รับสงั่ใหภ้กิษุทัง้หลายยกสกิขาบทนขี้นึ้แสดง ดังนี้ เชงิอรรถ : ๑ “เลศ” คือ ข ้ออ ้าง, เรื่องเล็กๆ น้อยๆ, เลศนัย กริยิาอาการทจี่ะยกขนึ้เป็นขอ้อา้งใสค่วามได้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๓๑ }
๔๓๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๙. ทตุยิทฎุ ฐโทสสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ พระบัญญัติ [๓๙๒] ก็ ภิกษุใด ขดัเคอืง มโีทสะ ไมแ่ ชม่ชนื่อา้งเอาบางสว่นแหง่ อธิกรณ์๑ เรอื่งอนื่เป็นเลศใสค่วามภกิษุดว้ยอาบตัปิาราชกิ โดยมงุ่หมายวา่ “ท า อยา่งไรจงึจะใหภ้กิษุนนั้พน้จากพรหมจรรยน์ ไี้ด” ้ ครั้นสมัยต่อจากนั้น อันผู้ใด ผู้หนึ่งโจทก็ตามไม่โจทก็ตาม อธิกรณ์นั้นเป็ นอธิกรณ์เรื่องอื่น อา้งเอาบางสว่น เป็นเลศ และภกิษุยอมรบัผดิเป็นสงัฆาทเิสส เรื่องพระเมตติยะและพระภุมมชกะ จบ สกิขาบทวภิงัค์ [๓๙๓] ค าว่า ก็...ใด คอืผใู้ด ผเู้ชน่ ใด ฯลฯ นที้พี่ระผมู้พีระภาคตรัสวา่ ก็...ใด ค าว่า ภิกษุ มอีธบิายวา่ทชี่อื่วา่ภกิษุเพราะเป็นผขู้อ ฯลฯ นที้พี่ระผู้มีพระ ภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุ ในความหมายนี้ ค าว่า ภิกษุ หมายถึง ภิกษุอื่น ค าว่า ขัดเคือง มีโทสะ คือ โกรธ ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ แค ้นใจ เจ็บใจ ค าว่า ไมแ่ ชม่ชนื่คอื ไมแ่ ชม่ชนื่เพราะความโกรธนัน้เพราะมโีทสะนัน้ เพราะไม่พอใจนั้น และเพราะไม่ชอบใจนั้น ค าว่า แห่งอธิกรณ์เรื่องอื่น คอืเป็นอาบัตสิว่นอนื่หรอืเป็นอธกิรณ์สว่นอนื่ อธกิรณ์ทชี่อื่วา่เป็นเรอื่งอนื่จากอธกิรณ์ อธกิรณ์ชอื่วา่เป็นเรอื่งอนื่จากอธกิรณอ์ยา่งไร ๑. วิวาทาธิกรณ์ เป็นเรื่องอื่นจากอนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์และ กิจจาธิกรณ์ เชงิอรรถ : ๑ เรื่องที่สงฆ์จะต ้องจัดต้องท าให้เรียบร ้อย, คดีความ ปัญหา หรือกิจธุระของสงฆ์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๓๒ }
๔๓๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๙. ทตุยิทฎุ ฐโทสสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ ๒. อนุวาทาธิกรณ์ เป็นเรื่องอื่นจากอาปัตตาธิกรณ์ กิจจาธิกรณ์ และ วิวาทาธิกรณ์ ๓. อาปัตตาธิกรณ์ เป็นเรื่องอื่นจากกิจจาธิกรณ์ วิวาทาธิกรณ์ และ อนุวาทาธิกรณ์ ๔. กิจจาธิกรณ์ เป็นเรื่องอื่นจากวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ และ อาปัตตาธิกรณ์ อธกิรณ์ชอื่วา่เป็นเรอื่งอนื่จากอธกรณ์ อย่างนี้ ิ อธกิรณ์ชอื่วา่เป็นเรอื่งเดยีวกบัอธกิรณ์ อธกิรณ์ชอื่วา่เป็นเรอื่งเดยีวกับอธกิรณ์อยา่งไร ๑. วิวาทาธิกรณ์ เป็นเรื่องเดียวกับวิวาทาธิกรณ์ ๒. อนุวาทาธิกรณ์ เป็นเรื่องเดียวกับอนุวาทาธิกรณ์ ๓. อาปัตตาธิกรณ์ เป็นเรื่องเดียวกับอาปัตตาธิกรณ์ก็มีเป็นเรื่องอื่นจาก อาปัตตาธิกรณ์ก็มี อาปตัตาธกิรณ์ชอื่วา่เป็นเรอื่งอนื่จากอาปตัตาธกิรณ์ อาปัตตาธกิรณ์ชอื่วา่เป็นเรอื่งอนื่จากอาปัตตาธกิรณอ์ยา่งไร ๑. เมถนุธรรมปาราชกิาบัติเป็นเรอื่งอนื่จากอทนินาทานปาราชกิาบัติ มนุสสวคิคหปาราชกิาบัติและอตุตรมินุสสธรรมปาราชกิาบัติ ๒. อทนินาทานปาราชกิาบัติเป็นเรอื่งอนื่จากมนุสสวคิคหปาราชกิาบัติ อตุตรมินุสสธรรมปาราชกิาบัติและเมถนุธรรมปาราชกิาบัติ ๓. มนุสสวคิคหปาราชกิาบัติเป็นเรอื่งอนื่จากอตุตรมินุสสธรรมปาราชกิาบัติ เมถนุธรรมปาราชกิาบัติและอทนินาทานปาราชกิาบัติ ๔. อุตตรมินุสสธรรมปาราชกิาบัติเป็นเรอื่งอนื่จากเมถนุธรรมปาราชกิาบัติ อทนินาทานปาราชกิาบัติและมนุสสวคิคหปาราชกิาบัติ อาปัตตาธกิรณ์ชอื่วา่เป็นเรอื่งอนื่จากอาปัตตาธกิรณ์อยา่งนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๓๓ }
๔๓๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๙. ทตุยิทฎุ ฐโทสสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ อาปตัตาธกิรณ์ชอื่วา่เป็นเรอื่งเดยีวกบัอาปตัตาธกิรณ์ อาปัตตาธกิรณ์ชอื่วา่เป็นเรอื่งเดยีวกับอาปัตตาธกิรณ์อยา่งไร ๑. เมถนุธรรมปาราชกิาบัติเป็นเรอื่งเดยีวกับเมถนุธรรมปาราชกิาบัติ ๒. อทนินาทานปาราชกิาบัติเป็นเรอื่งเดยีวกับอทนินาทานปาราชกิาบัติ ๓. มนุสสวคิคหปาราชกิาบัติเป็นเรอื่งเดยีวกันกับมนุสสวคิคหปาราชกิาบัติ ๔. อตุตรมินุสสธรรมปาราชกิาบัติเป็นเรอื่งเดยีวกับอตุตรมินุสสธรรม ปาราชกิาบัติ อาบัตตาธกิรณ์ชอื่วา่เป็นเรื่องเดียวกับอาปัตตาธิกรณ์ อย่างนี้ กิจจาธิกรณ์เป็นเรื่องเดียวกับกิจจาธิกรณ์ อธกิรณ์ชอื่วา่เป็นเรอื่งเดยีวกับอธกิรณ์อยา่งนี้ เลศ ๑๐ อย่าง [๓๙๔] ชอื่วา่ เลศ ในค าว่า อา้งเอาบางสว่น...เป็นเลศ อธิบายว่า เลศมี ๑๐ อย่างได ้แก่ เลศคือชาติก าเนิด ๑ เลศคอืชอ ื่๑ เลศคือตระกูล ๑ เลศคือ รูปลักษณ์ ๑ เลศคืออาบัติ ๑ เลศคือบาตร ๑ เลศคือจีวร ๑ เลศคือพระอุปัชฌาย์ ๑ เลศคือพระอาจารย์ ๑ เลศคือเสนาสนะ ๑ อธิบายเลศ ๑๐ อย่าง [๓๙๕] ชอื่วา่ เลศคือชาติก าเนิด อธิบายว่า ภิกษุผู้โจทก์ได ้เห็นภิกษุผู้เป็น วรรณะกษัตริย์ ต ้องอาบัติปาราชกิครัน้เห็นภกิษุอกีรปูหนงึ่ผเู้ป็นวรรณะกษัตรยิจ์งึ โจทว่า “ขา้พเจา้เห็นภกิษุผเู้ป็นวรรณะกษัตรยิต์อ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ทา่นไมเ่ ป็น สมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้สายศากยบตุร ทา่นรว่มอโุบสถ ปวารณาหรอื สงัฆกรรมไมไ่ด”้ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู ภิกษุผู้โจทก์ได ้เห็นภิกษุผู้เป็นวรรณะพราหมณ์ ฯลฯ เห็นภิกษุผู้เป็นวรรณะ แพศย์ฯลฯ เห็นภกิษุผเู้ป็นวรรณะศทูรตอ้งอาบัตปิาราชกิครัน้เห็นภกิษุอกีรปูหนงึ่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๓๔ }
๔๓๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ์] ๙. ทตุยิทฎุ ฐโทสสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ ผู้เป็นวรรณะศูทรจึงโจทว่า “ขา้พเจา้เห็นภกิษุผเู้ป็นวรรณะศทูรตอ้งอาบัตปิาราชกิ ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้สายศากยบตุร ฯลฯ” ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสทกุ ๆ ค าพูด [๓๙๖] ชอื่วา่เลศคอืชอื่ อธิบายว่า ภิกษุผู้โจทก์ได ้เห็นพระพุทธรักขิต ฯลฯ ไดเ้ห็นพระธัมมรักขติฯลฯ ไดเ้ห็นพระสงัฆรักขติตอ้งอาบัตปิาราชกิครัน้เห็นภกิษุ อกีรปูหนงึ่ผชู้อื่วา่ สงัฆรักขติจงึโจทวา่ “ขา้พเจา้เห็นพระสงัฆรักขติตอ้งอาบัตปิาราชกิ แลว้ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้สายศากยบตุร ฯลฯ” ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพูด [๓๙๗] ชอื่วา่ เลศคือตระกูล อธิบายว่า ภิกษุผู้โจทก์ ได ้เห็นภิกษุในตระกูล โคตมะ ฯลฯ ได ้เห็นภิกษุในตระกูลโมคคัลลานะ ฯลฯ ได ้เห็นภิกษุในตระกูลกัจจายนะ ฯลฯ ไดเ้ห็นภกิษุในตระกลูวาสฏิฐะตอ้งอาบัตปิาราชกิครัน้เห็นภกิษุอกีรปูหนงึ่ใน ตระกลูวาสฏิฐะจงึโจทวา่ขา้พเจา้เห็นภกิษุในตระกลูวาสฏิฐะตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้สายศากยบตุร ฯลฯ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู [๓๙๘] ชอื่วา่ เลศคือรูปลักษณ์อธิบายว่า ภิกษุผู้โจทก์ ได ้เห็นภิกษุสูง ฯลฯ ได ้เห็นภิกษุต ่า ฯลฯ ได ้เห็นภิกษุผิวด า ฯลฯ ได ้เห็นภิกษุผวิขาวตอ้งปาราชกิครัน้ เห็นภิกษุอีกรูปหนึ่งผู้มีผิวขาวจึงโจทว่า “ขา้พเจา้เห็นภกิษุผวิขาวตอ้งอาบัตปิาราชกิ แลว้ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้สายศากยบตุร ฯลฯ” ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพูด [๓๙๙] ชอื่วา่ เลศคืออาบัติอธิบายว่า ภิกษุผู้โจทก์ เห็นภิกษุต ้องอาบัติเบา ถา้โจทภกิษุนัน้ดว้ยอาบัตปิาราชกิวา่ขา้พเจา้เห็นทา่นตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ทา่น ไมเ่ ป็นสมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้สายศากยบตุร ฯลฯ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู [๔๐๐] ชอื่วา่ เลศคือบาตร อธบิายวา่ภกิษุผโู้จทกไ์ดเ้ห็นภกิษุใชบ้าตรโลหะ ฯลฯ ไดเ้ห็นภกิษุใชบ้าตรดนิเหนยีว ฯลฯ ไดเ้ห็นภกิษุใชบ้าตรเคลอืบ ฯลฯ ไดเ้ห็น ภกิษุใชบ้าตรดนิธรรมดา ตอ้งอาบัตปิาราชกิครัน้เห็นภกิษุอกีรปูหนงึ่ใชบ้าตรดนิธรรมดา จงึโจทวา่ขา้พเจา้เห็นภกิษุใชบ้าตรดนิธรรมดาตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ทา่นไมเ่ ป็น สมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้สายศากยบตุร ฯลฯ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๓๕ }
๔๓๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๙. ทตุยิทฎุ ฐโทสสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ [๔๐๑] ชอื่วา่ เลศคือจีวร อธิบายว่า ภิกษุผู้โจทก์ ได ้เห็นภิกษุผู้ใชผ้า้ บังสกุลุฯลฯ เห็นภกิษุผใู้ชผ้า้คหบดีตอ้งอาบัตปิาราชกิครัน้ไดเ้ห็นภกิษุอกีรปูหนงึ่ ผใู้ชผ้า้คหบดจีงึโจทวา่ขา้พเจา้ไดเ้ห็นภกิษุผใู้ชผ้า้ของคหบดตีอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้สายศากยบตุร ฯลฯ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู [๔๐๒] ชอื่วา่ เลศคือพระอุปัชฌาย์อธิบายว่า ภิกษุผู้โจทก์ได ้เห็นภิกษุผู้ เป็นสทัธวิหิารกิของพระอปุัชฌายช์อื่นี้ตอ้งอาบัตปิาราชกิครัน้เห็นภกิษุอกีรปูหนงึ่ ผเู้ป็นสทัธวิหิารกิของพระอปุัชฌายช์อื่นจี้งึโจทวา่ขา้พเจา้เห็นภกิษุผเู้ป็นสัทธวิหิารกิ ของพระอุปัชฌาย์ชอื่นตี้อ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้สาย ศากยบตุร ฯลฯ ตอ้งอาบตั สิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู [๔๐๓] ชอื่วา่ เลศคืออาจารย์อธิบายว่า ภิกษุผู้โจทก์ได ้เห็นภิกษุผู้เป็น อันเตวาสกิของพระอาจารยช์อื่นตี้อ้งอาบัตปิาราชกิครัน้เห็นภกิษุอกีรปูหนงึ่ผเู้ป็น อันเตวาสกิของพระอาจารยช์อื่นี้จงึโจทวา่ขา้พเจา้เห็นภกิษุผเู้ป็นอันเตวาสกิของ พระอาจารยช์อื่นตี้อ้งอาบตั ปิาราชกิแลว้ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้สายศากยบตุร ฯลฯ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู [๔๐๔] ชอื่วา่ เลศคือเสนาสนะ อธิบายว่า ภิกษุผู้โจทก์ได ้เห็นภิกษุอยู่ใน เสนาสนะชอื่นี้ตอ้งอาบัตปิาราชกิครัน้เห็นภกิษุอกีรปูหนงึ่อยใู่นเสนาสนะชอื่นจี้งึ โจทว่า “ขา้พเจา้เห็นภกิษุผอู้ยใู่นเสนาสนะชอื่นตี้อ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ทา่นไมเ่ ป็น สมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้สายศากยบตุร ทา่นรว่มอโุบสถ ปวารณาหรอื สงัฆกรรมไมไ่ด”้ ต ้องอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู สกิขาบทวภิงัค์ [๔๐๕] ค าว่า ดว้ยอาบตัปิาราชกิคอืดว้ยอาบัตปิาราชกิ๔ ข ้อใดข ้อหนึ่ง ค าว่า ใสค่วาม ไดแ้ก่ โจทเอง หรอื สงั่ใหผ้อู้นื่โจท ค าว่า ท าอยา่งไรจงึจะใหภ้กิษุนนั้พน้จากพรหมจรรยน์ ไี้ด้ความว่า ให ้พ้น จากความเป็นภิกษุ ให ้พ้นจากสมณธรรม ใหพ้น้จากศลีขนัธ์ใหพ้น้จากคณุคอืตบะ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๓๖ }
๔๓๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๙. ทตุยิทฎุ ฐโทสสกิขาบท บทภาชนยี ์ ค าว่า ครั้นสมัยต่อจากนั้น ความว่า ล่วงขณะ ลยะ ครทู่ภี่กิษุถกูใสค่วามไป แล ้ว ค าว่า อันผู้ใดผู้หนึ่งโจทก็ตาม คอืจะมผีเู้ชอื่ถอืตามเรอื่งทที่ าใหภ้กิษุนัน้ถกู ใสค่วามก็ตาม ค าว่า ไม่โจทก็ตาม คือ ไม่มีใครๆ กล่าวถึงภิกษุนั้น ชอื่วา่ อธิกรณ์ได ้แก่ อธิกรณ์ ๔ อย่างคือ วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ และกิจจาธิกรณ์ ค าว่า อา้งเอาบางสว่น...เป็ นเลศ คือ ถือเอาเลศ ๑๐ อย่างนั้น อย่างใด อย่างหนึ่ง ค าว่า และภิกษุยอมรับผิด ความว่า ภิกษุนั้นยอมรับว่า “ข ้าพเจ้าพูดค าไร้ ประโยชน์ พูดเท็จ พูดไม่จริง ไม่รู้จึงพูด” ค าว่า สงัฆาทเิสส ความวา่ ส าหรับอาบัตนิ ัน สงฆ์เท่านั้นให ้ปริวาส ฯลฯ ้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเรียกว่า “เป็นสงัฆาทเิสส” บทภาชนีย์ เอเกกมูลจักร โจทภกิษุผตู้อ้งอาบตัสิงัฆาทเิสส [๔๐๖] ภกิษุผโู้จทกไ์ดเ้ห็นภกิษุตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส มคีวามเห็นอาบัติ สงัฆาทเิสสวา่เป็นอาบัตสิงัฆาทเิสส ถา้เธอโจทภกิษุนัน้ดว้ยอาบัตปิาราชกิวา่ “ท่าน ไมเ่ ป็นสมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้สายศากยบตุร ทา่นรว่มอโุบสถ ปวารณาหรอื สงัฆกรรม ไม่ได ้” แม ้อย่างนี้ อธิกรณ์นั้นย่อมเป็นข ้ออื่น และเธออ ้างเอาเป็นเลศ ต ้องอาบัติ สงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู ภกิษุผโู้จทกไ์ดเ้ห็นภกิษุตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แต่มีความเห็นอาบัติ สงัฆาทเิสสวา่เป็นอาบัตถิลุลัจจัย ถา้เธอโจทภกิษุนัน้ดว้ยอาบัตปิาราชกิวา่ “ท่านไม่ เป็นสมณะ ฯลฯ” แม ้อย่างนี้ อธิกรณ์นั้นย่อมเป็นอาบัติข ้ออื่นและเธออ ้างเอาเป็นเลศ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๓๗ }
๔๓๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๙. ทตุยิทฎุ ฐโทสสกิขาบท บทภาชนยี ์ ภกิษุผโู้จทกไ์ดเ้ห็นภกิษุตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตม่คีวามเห็นอาบัติ สงัฆาทเิสสวา่เป็นอาบัตปิาจติตยี์ถา้เธอโจทภกิษุนัน้ดว้ยอาบัตปิาราชกว่า ิ “ท่านไม่ เป็นสมณะ” ฯลฯ แม ้อย่างนี้ อธิกรณ์นั้นย่อมเป็นอาบัติข ้ออื่นและเธออ ้างเอาเป็นเลศ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู ภกิษุผโู้จทกไ์ดเ้ห็นภกิษุตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตม่คีวามเห็นอาบัติ สงัฆาทเิสสวา่เป็นอาบัตปิาฏเิทสนยีะ ฯลฯ มคีวามเห็นอาบัตสิงัฆาทเิสสว่าเป็น อาบัตทิกุกฏ ฯลฯ มคีวามเห็นอาบัตสิงัฆาทเิสสวา่เป็นอาบัตทิพุภาสติถา้เธอ โจทภกิษุนัน้ดว้ยอาบัตปิาราชกิวา่ “ท่านไม่เป็นสมณะ ฯลฯ” แม ้อย่างนี้ อธิกรณ์นั้น ยอ่มเป็นอาบัตขิอ้อนื่และเธออา้งเอาเป็นเลศ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู โจทภิกษุผู้ต้องอาบัติถุลลัจจัย ภิกษุผู้โจทก์ได ้เห็นภิกษุต ้องอาบัติถุลลัจจัย มีความเห็นอาบัติถุลลัจจัยว่า เป็นอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ มีความเห็นอาบัติถุลลัจจัยว่าเป็นอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ มี ความเห็นอาบัติถุลลัจจัยว่าเป็นอาบัติปาฏิเทสนียะ ฯลฯ มีความเห็นอาบัติถุลลัจจัย ว่าเป็นอาบัติทุกกฏ ฯลฯ มคีวามเห็นอาบัตถิลุลัจจัยวา่เป็นอาบัตทิพุภาสติฯลฯ มี ความเห็นอาบัตถิลุลัจจัยวา่เป็นอาบัตสิงฆาทเิสส ถา้โจทภกิษุนัน้ดว้ยอาบัตปิาราชกิ ว่า “ท่านไม่เป็นสมณะ ฯลฯ” แม ้อย่างนี้ อธิกรณ์นั้นย่อมเป็นอาบัติข ้ออื่นและเธอ อา้งเอาเป็นเลศ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพูด โจทภิกษุผู้ต้องปาจิตตีย์...ปาฏิเทสนียะ...ทุกกฏ...ทพุภาสติ ภิกษุผู้โจทก์ได ้เห็นภิกษุต ้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ภิกษุผู้โจทก์ได ้เห็นภิกษุ ต ้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ฯลฯ ภิกษุผู้โจทก์ได ้เห็นภิกษุต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ ภิกษุผู้ โจทกไ์ดเ้ห็นภกิษุตอ้งอาบัตทิพุภาสติมคีวามเห็นอาบัตทิพุภาสติวา่เป็นอาบัตทิพุภาสติ ฯลฯ มคีวามเห็นอาบัตทิพุภาสติวา่เป็นอาบัตสิงัฆาทเิสส ฯลฯ มคีวามเห็นอาบัติ ทพุภาสติวา่เป็นอาบัตถิลุลัจจัย ฯลฯ มคีวามเห็นอาบัตทิพุภาสติวา่เป็นอาบัติ ปาจติตยี์ฯลฯ มคีวามเห็นอาบัตทิพุภาสติวา่เป็นอาบัตปิาฏเิทสนยีะ ฯลฯ มีความ เห็นอาบัตทิพุภาสติวา่เป็นอาบัตทิกุกฏ ถา้โจทภกิษุนัน้ดว้ยอาบัตปิาราชกิวา่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๓๘ }
๔๓๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๙. ทตุยิทฎุ ฐโทสสกิขาบท บทภาชนยี ์ “ท่านไม่เป็นสมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้สายศากยบตุร ทา่นรว่มอโุบสถ ปวารณาหรอื สงัฆ กรรมไม่ได ้” แม ้อย่างนี้ อธิกรณ์นั้นย่อมเป็นอาบัติข ้ออื่นและเธออ ้างเอาเป็นเลศ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู พึงรวมอาบัติแต่ละอย่าง ๆ ให ้เป็นมูลแล ้วผูกเป็นจักร สง่ัใหโ้จทภกิษุผตู้อ้งอาบตัสิงัฆาทิเสส [๔๐๗] ภกิษุผโู้จทกไ์ดเ้ห็นภกิษุตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส มคีวามเห็นอาบัติ สงัฆาทเิสสวา่เป็นอาบัตสิงัฆาทเิสส ถา้สงั่ใหโ้จทภกิษุนัน้ดว้ยอาบัตปิาราชกิวา่ “ท่านไม่เป็นสมณะ ฯลฯ” แม ้อย่างนี้ อธิกรณ์นั้นย่อมเป็นอาบัติข ้ออื่นและเธออ ้าง เอาเป็นเลศ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทิเสส ทุกๆ ค าพูด ภกิษุผโู้จทกไ์ดเ้ห็นภกิษุตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตม่คีวามเห็นอาบัติ สงัฆาทเิสสวา่เป็นอาบัตถิลุลัจจัย ฯลฯ มคีวามเห็นอาบัตสิงัฆาทเิสสวา่เป็นอาบัติ ปาจติตยี์ฯลฯ มคีวามเห็นอาบัตสิงัฆาทเิสสวา่เป็นอาบัตปิาฏเิทสนยีะ ฯลฯ มี ความเห็นอาบัตสิงัฆาทเิสสวา่เป็นอาบัตทิกุกฏ ฯลฯ มคีวามเห็นอาบัตสิงัฆาทเิสส วา่เป็นอาบัตทิพุภาสติถา้สงั่ใหโ้จทภกิษุนัน้ดว้ยอาบัตปิาราชกิวา่ “ท่านไม่เป็นสมณะ ฯลฯ” แม ้อย่างนี้ อธิกรณ์นั้นย่อมเป็นอาบัติข ้ออื่นและเธออ ้างเอาเป็นเลศ ต ้องอาบัติ สงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู สง่ัใหโ้จทภกิษุผต้องอาบัติถุลลัจจัย ู้ ภิกษุผู้โจทก์ได ้เห็นภิกษุต ้องอาบัติถุลลัจจัย มีความเห็นอาบัติถุลลัจจัยว่า เป็นอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ มีความเห็นอาบัติถุลลัจจัยว่าเป็นอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ มี ความเห็นอาบัติถุลลัจจัยว่าเป็นอาบัติปาฏิเทสนียะ ฯลฯ มีความเห็นอาบัติถุลลัจจัย ว่าเป็นอาบัตทิกุกฏ ฯลฯ มคีวามเห็นอาบัตถิลุลัจจัยวา่เป็นอาบัตทิพุภาสติฯลฯ มี ความเห็นอาบัตถิลุลัจจัยวา่เป็นอาบัตสิงัฆาทเิสส ถา้สงั่ใหโ้จทภกิษุนัน้ดว้ยอาบัติ ปาราชกิวา่ “ท่านไม่เป็นสมณะ ฯลฯ” แม ้อย่างนี้ อธิกรณ์ย่อมเป็นอาบัติข ้ออื่น และเธออ ้างเอาเป็นเลศ ต ้องอาบัตสิงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู สงั่ใหโ้จทภกิษุผตู้อ้งอาบตั ปิาจติตยี.์..ปาฏเิทสนยีะ...ทกุกฏ ...ทพุภาสติ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๓๙ }
๔๔๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๙. ทตุยิทฎุ ฐโทสสกิขาบท อนาปัตติวาร ภิกษุผู้โจทก์ได ้เห็นภิกษุต ้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ภิกษุผู้โจทก์ได ้เห็นภิกษุ ต ้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ฯลฯ ภิกษุผู้โจทก์ได ้เห็นภิกษุต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ ภิกษุผู้ โจทกไ์ดเ้ห็นภกิษุตอ้งอาบัตทิพุภาสติมคีวามเห็นอาบัตทิพุภาสติวา่เป็นอาบัติทพุภาสติ ฯลฯ มีความเห็นอาบัตทิพุภาสติวา่เป็นอาบัตสิงัฆาทเิสส ฯลฯ มคีวามเห็นอาบัติ ทพุภาสติวา่เป็นอาบัตถิลุลัจจัย ฯลฯ มคีวามเห็นอาบัตทิพุภาสติวา่เป็นอาบัติ ปาจติตยี์ฯลฯ มคีวามเห็นอาบัตทิพุภาสติวา่เป็นอาบัตปิาฏเิทสนยีะ ฯลฯ มคีวาม เห็นอาบัตทิพุภาสติวา่เป็นอาบัตทิกุกฏ ถา้สงั่ใหโ้จทภกิษุนัน้ดว้ยอาบัตปิาราชกิวา่ “ทา่นไมเ่ ป็นสมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้สายศากยบตุร ทา่นรว่มอโุบสถ ปวารณาหรอื สงัฆกรรมไมไ่ด” ้ แม ้อย่างนี้ อธิกรณ์นั้นย่อมเป็นอาบัติข ้ออื่นและเธออ ้างเอาเป็นเลศ ตอ้งอาบัติสงัฆาทเิสส ทกุ ๆ ค าพดู อนาปัตติวาร ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต ้องอาบัติ คือ [๔๐๘] ๑. ภกิษุผสู้ าคัญวา่เป็นอยา่งนัน้ โจทเองหรอื สงั่ใหผ้อู้นื่โจท ๒. ภิกษุวิกลจริต ๓. ภิกษุต ้นบัญญัติ ทตุยิทฏุ ฐโทสสกิขาบทที่๙ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๔๐ }
๔๔๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงฆาทิเสสกัณฑ์] ั ๑๐. สงัฆเภทสกิขาบท นทิานวตัถุ ๑๐. สงัฆเภทสกิขาบท ว่าด้วยการท าสงฆ์ให้แตกกัน เรื่องพระเทวทัต [๔๐๙] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให ้เหยื่อกระแต เขตกรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น พระเทวทัตเข ้าไปหาพระโกกาลิกะ พระกฏโมรกติสสกะ พระขัณฑเทวีบุตร และพระสมุทททัตถึงที่อยู่ ครั้นถึงแล ้ว ได ้กล่าวกับท่านเหล่านั้นดังนี้ว่า “มาเถิด ท่านทั้งหลาย พวกเราจะท าลายสงฆ์ ท าลายจักร๑ ของพระสมณโคดม” เมื่อพระเทวทัตกล่าวอย่างนี้ พระโกกาลิกะได ้กล่าวกับพระเทวทัตดังนี้ว่า “พระสมณโคดม มีฤทธานุภาพมาก ท าอย่างไร พวกเราจึงจะท าลายสงฆ์ ท าลาย จักรของพระสมณโคดมได ้เล่า” วัตถุ ๕ ประการ พระเทวทัตกล่าวว่า “มาเถิดท่านทั้งกลาย พวกเราจะเข ้าไปเฝ้าพระ สมณโคดมแล ้วทูลขอวัตถุ ๕ ประการ ว่า ‘พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคตรัส สรรเสรญิความมักนอ้ย ความสนั โดษ ความขดัเกลา ความก าจัด อาการน่า เลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยประการต่าง ๆ วัตถุ ๕ ประการ เหลา่นกี้ ็เป็นไปเพอื่ความมักนอ้ยความสนั โดษ ความขดัเกลา ความก าจัด อาการ น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยประการต่าง ๆ ข ้าพระพุทธเจ้า ขอประทานวโรกาส ดังนี้ ๑. ภิกษุทัง้หลายควรอยปู่ ่าตลอดชวีติภกิษุรปูใดเขา้บา้น ภกิษุรปูนัน้มโีทษ ๒. ภกิษุทัง้หลายควรเทยี่วบณิฑบาตตลอดชวีติภกิษุรปูใดยนิดกีจินมินต์ ภิกษุรูปนั้นมีโทษ เชงิอรรถ : ๑ ท าลายสงฆ์ คือ ท าสงฆ์ให้แตกจากกัน ท าลายจักร คือ ท าลายหลักค าสอน (จกฺกเภทายาติอาณา- เภทาย, วิ.อ. ๒/๔๑๐/๑๐๘, จกฺกเภทนฺติสาสนเภท วชริ. ฏกีา ๓๔๓/๖๘๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๔๑ }
๔๔๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๐. สงัฆเภทสกิขาบท นทิานวตัถุ ๓. ภิกษุทั้งหลายควรถือผ ้าบังสุกุลตลอดชวีติภกิษุรปูใดยนิดผีา้คหบดี ภิกษุรูปนั้นมีโทษ ๔. ภกิษุทัง้หลายควรอยโู่คนไมต้ลอดชวีติภกิษุรปูใดอาศัยทมี่งุทบี่ัง ภกิษุ รูปนั้นมีโทษ ๕. ภกิษุทัง้หลายไมค่วรฉันปลาและเนอื้ตลอดชวีติภกิษุรปูใดฉันปลาและเนอื้ ภิกษุรูปนั้นมีโทษ’ พระสมณโคดมจะไม่ทรงอนุญาตวัตถุ ๕ ประการนแี้น่พวกเราจักใชว้ตัถุ๕ ประการนชี้กัชวนใหป้ระชาชนเชอื่ถอื ” ท่านเหล่านั้นปรึกษากันว่า “พวกเราสามารถ ทจี่ะใชว้ตัถุ๕ ประการเหล่านั้นท าลายสงฆ์ ท าลายจักรของพระสมณโคดมได ้ เพราะยังมีพวกมนุษย์ที่เลื่อมใสในการปฏิบัติปอน ๆ” ครั้งนั้น พระเทวทัตพร้อมด ้วยบริษัทได ้เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นถึงแล ้วจึงถวายบังคมแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร กราบทูลว่า “พระองค์ผู้เจริญ พระ ผมู้พีระภาคตรัสสรรเสรญิความมักนอ้ย ความสนั โดษ ความขดัเกลา ความก าจัด อาการน่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยประการต่าง ๆ วัตถุ ๕ ประการเหลา่นกี้ ็เป็นไปเพอื่ความมักนอ้ย ความสนั โดษ ความขดัเกลา ความก าจัด อาการน่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยประการต่าง ๆ ข ้า พระพุทธเจ้าขอประทานวโรกาส ดังนี้ ๑. ภกิษุทัง้หลายควรอยปู่ ่าตลอดชวีติภกิษุรปูใดเขา้บา้น ภกิษุรปูนัน้มโทษ ี ๒. ภกิษุทัง้หลายควรเทยี่วบณิฑบาตตลอดชวีติภกิษุรปูใดยนิดกีจินมินต์ ภิกษุรูปนั้นมีโทษ ๓. ภกิษุทัง้หลายควรถอืผา้บังสกุลุตลอดชวีติภกิษุรปูใดยนิดผีา้คหบดี ภิกษุรูปนั้นมีโทษ ๔. ภกิษุทัง้หลายควรอยโู่คนไมต้ลอดชวีติภกิษุรปูใดอาศัยทมี่งุทบี่ัง ภกิษุ รูปนั้นมีโทษ ๕. ภกิษุทัง้หลายไมค่วรฉันปลาและเนอื้ตลอดชวีติภกิษุรปูใดฉันปลาและ เนื้อ ภิกษุรูปนั้นมีโทษ” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๔๒ }
๔๔๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๐. สงัฆเภทสกิขาบท นทานวัตถุ ิ พระผู้มีพระภาคตรัสห ้ามว่า “อย่าเลยเทวทัต ภิกษุรูปใดปรารถนาก็จงอยู่ป่ า เถิด ภิกษุรูปใดปรารถนาก็จงอยู่ในละแวกบ ้านเถิด ภิกษุรูปใดปรารถนาก็จงเที่ยว บิณฑบาตเถิด ภิกษุรูปใดปรารถนาก็จงยินดีกิจนิมนต์เถิด ภิกษุรูปใดปรารถนาก็จง ถือผ ้าบังสุกุลเถิด ภิกษุรูปใดปรารถนาก็จงยินดีผ ้าคหบดีเถิด เราอนุญาตถือ เสนาสนะตามโคนไม ้ ๘ เดือนเท่านั้น เราอนุญาตปลาและเนื้อที่บริสุทธิ์ด ้วยอาการ ๓ อย่าง คือ (๑) ไม่ได ้เห็น (๒) ไม่ได ้ยิน (๓) ไมไ่ดน้กึ สงสยั ” ครั้งนั้น พระเทวทัตร่าเริงดีใจว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงอนุญาตวัตถุ ๕ ประการเหล่านี้ พร้อมกับบริษัท ลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ท า ประทักษิณแล ้วจากไป [๔๑๐] สมัยนัน้พระเทวทัตพรอ้มกับบรษิ ัทเขา้ไปยังกรงุราชคฤห์ใชว้ตัถุ๕ ประการชกัชวนใหป้ระชาชนเชอื่ถอืดว้ยกลา่ววา่ “พวกเราเข ้าไปเฝ้าพระสมณโคดม ทูลขอวัตถุ ๕ ประการว่า ‘พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคตรัสสรรเสริญความมัก นอ้ย ความสนั โดษ ความขดัเกลา ความก าจัด อาการน่าเลอื่มใส การไมส่ะสม การ ปรารภความเพียร โดยประการต่าง ๆ วัตถุ ๕ ประการเหล่านี้ก็เป็นไปเพื่อความมัก นอ้ย ความสนั โดษ ความขดัเกลา ความก าจัด อาการน่าเลอื่มใส การไมส่ะสม การปรารภความเพียร โดยประการต่าง ๆ ข ้าพระพุทธเจ้าขอประทานวโรกาส ดังนี้ ๑. ภกิษุทัง้หลายควรอยปู่ ่าตลอดชวีติภกิษุรปูใดเขา้บา้น ภกิษุรปูนัน้มโีทษ ๒. ภกิษุทัง้หลายควรเทยี่วบณิฑบาตตลอดชวีติภกิษุรปูใดยนิดกีจินมินต์ ภิกษุรูปนั้นมีโทษ ๓. ภิกษุทั้งหลายควรถือผ ้าบังสกุลุตลอดชวีติภกิษุรปูใดยนิดผีา้คหบดี ภิกษุรูปนั้นมีโทษ ๔. ภกิษุทัง้หลายควรอยโู่คนไมต้ลอดชวีติภกิษุรปูใดอาศัยทมี่งุทบี่ัง ภกิษุ รูปนั้นมีโทษ ๕. ภกิษุทัง้หลายไมค่วรฉันปลาและเนอื้ตลอดชวีติภกิษุรปูใดฉันปลาและ เนื้อ ภิกษุรูปนั้นมีโทษ’ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๔๓ }
๔๔๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๐. สงัฆเภทสกิขาบท พระบัญญัติ แต่พระสมณโคดมไม่ทรงอนุญาตวัตถุ ๕ ประการเหล่านั้น พวกเราจง สมาทานประพฤติตามวัตถุ ๕ ประการเหล่านี้เถิด” บรรดาประชาชนเหล่านั้น พวกที่ไม่ศรัทธา ไม่เลื่อมใส มีความรู้ไม่ดี กล่าวว่า “พระสมณะเชอื้สายศากยบตุรเหลา่นี้ประพฤตกิ าจัดกเิลส ประพฤตเิครง่ครัด สว่น พระสมณโคดมมักมาก ด าริเพื่อความมักมาก” สว่นพวกมศีรัทธา เลอื่มใส เป็นบัณฑติเฉลยีวฉลาด มคีวามรดู้ ีก็ต าหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพระเทวทัตจึงเพียรพยายามเพื่อท าลายสงฆ์ เพื่อ ท าลายจักรของพระผู้มีพระภาคเล่า” ภิกษุทั้งหลายได ้ยินประชาชนต าหนิ ประณาม โพนทะนา บรรดาภิกษุผู้มัก น้อย ฯลฯ จึงพากันต าหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพระเทวทัตจึงเพียร พยายามเพื่อท าลายสงฆ์ เพื่อท าลายจักรเล่า” ครั้นภิกษุทั้งหลายต าหนิพระเทวทัต โดยประการต่าง ๆ แล ้วจึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆบ์ญัญตัสิกิขาบท ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาครับสงั่ใหป้ระชมุสงฆเ์พราะเรอื่งนเี้ป็นตน้เหตุทรง สอบถามพระเทวทัตว่า “เทวทัต ทราบว่าเธอเพียรพยายามเพื่อท าลายสงฆ์ เพื่อ ท าลายจักร จริงหรือ” พระเทวทัตทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มีพระภาค พุทธเจ้าทรงต าหนิว่า “โมฆบุรุษ การกระท าของเธอนั้นไม่สมควร ฯลฯ โมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงเพียรพยายามเพื่อท าลายสงฆ์ เพื่อท าลายจักรเล่า โมฆบุรุษ การกระท า อย่างนี้ มิได ้ท าคนที่ยังไม่เลื่อมใสให ้เลื่อมใส ฯลฯ” แลว้จงึรับสงั่ใหภ้กิษุทัง้หลายยก สกิขาบทนขี้นึ้แสดง ดังนี้ พระบัญญัติ [๔๑๑] ก็ ภิกษุใดเพียรพยายามเพื่อท าลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียง หรือถือ ยกย่องยืนยันอธิกรณ์อันเป็ นเหตุท าให้แตกแยกกัน ภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลาย พึงว่ากล่าวตักเตอืนอยา่งนวี้า่ “ท่านอย่าเพียรพยายามเพื่อท าลายสงฆ์ผู้พร้อม เพรียง หรือถือยกย่องยืนยันอธิกรณ์อันเป็ นเหตุท าให้แตกแยกกัน ท่าน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๔๔ }
๔๔๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๐. สงัฆเภทสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ จงพร้อมเพรียงกับสงฆ์ เพราะสงฆ์ผู้พร้อมเพรียง ปรองดอง ไม่วิวาท มีอุทเทส เดียวกัน ย่อมอยู่ผาสุก” และภกิษุนนั้อนัภกิษุทงั้หลายวา่กลา่วตกัเตอืนอยา่งนี้ ยังยกย่องอยู่อย่างนั้น ภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายพึงสวดสมนุภาสน์จนครบ ๓ ครั้งเพื่อให้สละเรื่องนั้น ถ้าเธอก าลังถูกสวดสมนุภาสน์กว่าจะครบ ๓ ครั้ง สละ เรอื่งนนั้ ได้นน่ัเป็นการดีถา้เธอไมส่ละ เป็นสงัฆาทเิสส เรื่องพระเทวทัต จบ สกิขาบทวภิงัค์ [๔๑๒] ค าว่า ก็...ใด คอืผใู้ด ผเู้ชน่ ใด ฯลฯ นที้พี่ระผมู้พีระภาคตรัสวา่ ก็...ใด ค าว่า ภิกษุ มอีธบิายวา่ทชี่อื่วา่ภกิษุเพราะเป็นผขู้อ ฯลฯ นที้พี่ระผมู้พีระ ภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุ ในความหมายนี้ ชอื่วา่ ผู้พร้อมเพรียง คอื สงฆผ์มู้ สีงัวาสเสมอกัน อยใู่นสมีาเดยีวกัน ค าว่า เพียรพยายามเพื่อท าลาย คือ แสวงหาพวก รวมกันเป็นหมู่ โดยมุ่ง หมายว่า ท าอย่างไร ภิกษุเหล่านี้จะแตกกันแยกกัน แบ่งเป็นพวก ค าว่า หรือ...อธิกรณ์อันเป็ นเหตุท าให้แตกแยกกัน ได ้แก่ เรื่องท าให ้แตกกัน ๑๘ อย่าง๑ เชงิอรรถ : ๑ เรื่องท าให้แตกกัน ๑๘ อย่าง คือ (๑) แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม (๒) แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม (๓) แสดงอวินัยว่าเป็นวินัย (๔) แสดงวินัยว่าเป็นอวินัย (๕) แสดงสงิ่ทพี่ระตถาคตไมไ่ดต้รัสไว้ (๖) แสดงสงิ่ทพี่ระตถาคตไดต้รัสไวว้า่ ไม่ไดต้รัสไว้(๗) แสดงสงิ่ทพี่ระตถาคตไมท่รงประพฤตมิา (๘) แสดงสงิ่ทพี่ระตถาคตทรงประพฤตมิาวา่ ไมท่รงประพฤตมิา (๙) แสดงสงิ่ทพี่ระตถาคตไมท่รงบัญญัตไิว้ ว่าทรงบัญญัติไว้ (๑๐) แสดงสงิ่ทพี่ระตถาคตทรงบัญญัตไิวว้่าไมท่รงบัญญัตไิว้(๑๑) แสดงอาบัตวิา่ ไมใ่ ชอ่าบัติ (๑๒) แสดงสงิ่ทไี่มใ่ ชอ่าบัตวิา่เป็นอาบัติ(๑๓) แสดงอาบัติเบาว่าเป็นอาบัติหนัก (๑๔) แสดงอาบัติหนักว่า เป็นอาบัติเบา (๑๕) แสดงอาบัตมิ สีว่นเหลอืวา่เป็นอาบัตไิมม่ สีว่นเหลอื (๑๖) แสดงอาบัตไิมม่ สีว่นเหลอืวา่ เป็นอาบัตมิสีว่นเหลอื (๑๗) แสดงอาบัตชิวั่หยาบวา่เป็นอาบัตไิมช่ ั่วหยาบ (๑๘) แสดงอาบัตไิมช่วั่หยาบว่า เป็นอาบัตชิวั่หยาบ (ว.ิป. ๘/๓๑๔/๒๔๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๔๕ }
๔๔๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๐. สงัฆเภทสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ ค าว่า ถือ คือ ยึดเอา ค าว่า ยกย่อง คือ แสดง ค าว่า ยืนยัน คือ ไม่กลับค า ค าว่า ภิกษุนั้น ได ้แก่ ภิกษุผู้ท าลายสงฆ์ ค าว่า อันภิกษุทั้งหลาย ได ้แก่ อันภิกษุเหล่าอื่น อธิบายว่า ภิกษุผู้ได ้เห็น ผู้ได ้ยินพึงว่ากล่าวตักเตือนภิกษุผู้เพียรพยายาม เพื่อท าลายสงฆ์นั้นว่า “ท่านอย่าเพียรพยายามเพื่อท าลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียง หรือ อย่าถือยกย่องยืนยันอธิกรณ์อันเป็นเหตุท าให ้แตกแยกกัน ท่านจงพร้อมเพรียง กับสงฆ์ เพราะสงฆ์ผู้พร้อมเพรียง ปรองดอง ไม่วิวาท มีอุทเทสเดียวกัน ย่อมอยู่ ผาสุก” พึงว่ากล่าวตักเตือนเธอแม ้ครั้งที่ ๒ พึงว่ากล่าวตักเตือนเธอแม ้ครั้งที่๓ ถ้า เธอสละได ้ นั่นเป็นการดี ถ้าเธอไม่สละ ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุทั้งหลายทราบแล ้วไม่ ว่ากล่าวตักเตือน ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุนัน้อันภกิษุทัง้หลายพงึคมุตัวมาสทู่า่มกลาง สงฆ์ ว่ากล่าวตักเตือนว่า “ท่านอย่าเพียรพยายามเพื่อท าลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียง หรืออย่าถือยกย่องยืนยันอธิกรณ์อันเป็นเหตุท าให ้แตกแยกกัน ท่านจงพร้อมเพรียง กับสงฆ์ เพราะสงฆ์ผู้พร้อมเพรียง ปรองดอง ไม่วิวาท มีอุทเทสเดียวกัน ย่อมอยู่ ผาสุก” พึงว่ากล่าวตักเตือนเธอแม ้ครั้งที่ ๒ พึงว่ากล่าวตักเตือนเธอแม ้ครั้งที่๓ ถ้า เธอสละได ้ นั่นเป็นการดี ถ้าเธอไม่สละ ต ้องอาบัติทุกกฏ สงฆ์พึงสวดสมนุภาสน์เธอ วิธีสวดสมนุภาสน์ และกรรมวาจาสวดสมนุภาสน์๑ ภิกษุทั้งหลายพึงสวดสมนุภาสน์ภิกษุนั้นอย่างนี้ คือ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึง ประกาศให ้สงฆ์ทราบว่า [๔๑๓] ทา่นผเู้จรญิขอสงฆจ์งฟังขา้พเจา้ภกิษุชอื่นเี้พยีรพยายามเพอื่ ท าลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียง ภิกษุนั้นไม่ยอมสละเรื่องนั้น ถ้าสงฆ์พร้อมแล ้วก็พึงสวด สมนุภาสนภ์กิษุชอื่นเี้พอื่ใหส้ละเรอื่งนัน้นเี่ป็นญัตติ เชงิอรรถ : ๑ การสวดสมนุภาสน์ คือ สงฆ์ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปสวดประกาศห้ามภิกษุไม่ให้ถือรั้นการอันมิชอบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๔๖ }
๔๔๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๐. สงัฆเภทสกิขาบท บทภาชนีย์ ทา่นผเู้จรญิขอสงฆจ์งฟังขา้พเจา้ภกิษุชอื่นเี้พยีรพยายามเพอื่ท าลายสงฆผ์ู้ พร้อมเพรียง ภิกษุนั้นไม่สละเรื่องนั้น สงฆ์สวดสมนุภาสน์เธอเพื่อให ้สละเรื่องนั้น ทา่นรปูใดเห็นดว้ยกับการสวดสมนุภาสนภ์กิษุชอื่นี้เพอื่ใหส้ละเรอื่งนัน้เสยีทา่นรปู นั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด ้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง แม ้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม ้ครั้งที่๓ ขา้พเจา้ก็กลา่วความนี้วา่ทา่นผเู้จรญิขอสงฆจ์งฟังขา้พเจา้ภกิษุชอื่นเี้พยีรพยายาม เพื่อท าลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียง ภิกษุนั้นไม่สละเรื่องนั้น สงฆ์สวดสมนุภาสน์เธอเพื่อ ให ้สละเรื่องนั้น ท่านรูปใดเห็นดว้ยกับการสวดสมนุภาสนภ์กิษุชอื่นเี้พอื่ใหส้ละ เรอื่งนัน้เสยีทา่นรปูนัน้พงึนงิ่ทา่นรปูใดไมเ่ห็นดว้ย ทา่นรปูนัน้พงึทักทว้ง ภกิษุชอื่นี้สงฆส์วดสมนุภาสนเ์พอื่ใหส้ละเรอื่งนัน้แลว้ สงฆเ์ห็นดว้ย เพราะ ฉะนั้นจึงนิ่ง ข ้าพเจ้าขอถือความนิ่งเป็นมติอย่างนี้ [๔๑๔] จบญัตติ ต ้องอาบัติทุกกฏ จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต ้องอาบัติ ถลุลจัจัย จบกรรมวาจาครัง้สดุทา้ย ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส เมอื่เธอตอ้งอาบัติ สงัฆาทเิสส อาบัตทิกุกฏ(ทตี่อ้ง) เพราะญัตติอาบัตถิลุลจัจัย(ทตี่อ้ง) เพราะกรรม วาจา ๒ ครั้ง ย่อมระงับไป ค าว่า เป็นสงัฆาทิเสส ความวา่ ส าหรับอาบัตนิ ัน้สงฆเ์ทา่นัน้ใหป้รวิาส ฯลฯ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเรียกว่า “เป็นสงัฆาทเิสส” บทภาชนีย์ [๔๑๕] กรรมทที่ าถกูตอ้ง ภกิษุส าคัญวา่เป็นกรรมทที่ าถกูตอ้ง ไมส่ละ ตอ้ง อาบัตสิงัฆาทเิสส กรรมที่ท าถูกต ้อง ภิกษุไม่แน่ใจ ไม่สละ ต ้องอาบตั สิงัฆาทเิสส กรรมทที่ าถกูตอ้ง ภกิษุส าคัญวา่เป็นกรรมทที่ าไมถ่กูตอ้ง ไมส่ละ ตอ้งอาบัติ สงัฆาทเิสส กรรมทที่ าไมถ่กูตอ้ง ภกิษุส าคัญวา่เป็นกรรมทที่ าถกูตอ้ง ตอ้งอาบัตทิกุกฏ กรรมที่ท าไม่ถูกต ้อง ภิกษุไม่แน่ใจ ต ้องอาบัติทุกกฏ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๔๗ }
๔๔๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๐. สงัฆเภทสกิขาบท อนาปัตตวิาร กรรมทที่ าไมถ่กูตอ้ง ภกิษุส าคัญวา่เป็นกรรมทที่ าไมถ่กูตอ้ง ตอ้งอาบัติ ทุกกฏ อนาปัตติวาร ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต ้องอาบัติ คือ [๔๑๖] ๑. ภิกษุผู้ยังไม่ถูกสวดสมนุภาสน์ ๒. ภิกษุผู้ยอมสละ ๓. ภิกษุวิกลจริต ๔. ภกิษุผมู้จีติฟ้งุซา่น ๕. ภกิษุผกู้ระสบักระสา่ยเพราะเวทนา ๖. ภิกษุต ้นบัญญัติ สงัฆเภทสกิขาบทที่๑๐ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๔๘ }
๔๔๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๑. สงัฆเภทานุวตัตกสกิขาบท นทิานวตัถุ ๑๑. สงัฆเภทานวุตัตกสกิขาบท ว่าด้วยภิกษุผู้ประพฤติตาม กล่าวสนับสนุนภิกษุผู้ท าลายสงฆ์ เรื่องพระโกกาลิกะและพวกประพฤติตาม กล่าวสนับสนุนพระเทวทัต [๔๑๗] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถาน ที่ให ้เหยื่อกระแต เขตกรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น พระเทวทัตเพียรพยายามเพื่อท าลายสงฆ์ เพื่อท าลายจักร ภิกษุทั้งหลายกล่าวกันอย่างนี้ว่า “พระเทวทัตกลา่วสงิ่ทไี่มเ่ ป็นธรรม กลา่ว สงิ่ทไี่มเ่ ป็นวนิ ัย ไฉนพระเทวทัตจึงเพียรพยายามเพื่อท าลายสงฆ์ เพื่อท าลายจักรเล่า” เมื่อภิกษุทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ พระโกกาลิกะ พระกฏโมรกติสสกะ พระ ขัณฑเทวีบุตร และพระสมุทททัต ได ้กล่าวกับภิกษุเหล่านั้นดังนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย พวกทา่นอยา่กลา่วอยา่งนัน้พระเทวทัตกลา่วสงิ่ทเี่ป็นธรรม กลา่วสงิ่ทเี่ป็นวนิ ัย ท่านกล่าวตามความพอใจและความชอบใจของพวกเรา ท่านทราบความพอใจและ ความชอบใจของพวกเราจึงกล่าว พวกเราเห็นด ้วยกับค าของท่าน” บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ฯลฯ จึงพากันต าหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉน ภิกษุทั้งหลายจึงประพฤติตาม กล่าวสนับสนุนพระเทวทัตผู้เพียรพยายามเพื่อ ท าลายสงฆ์เล่า” ครั้นภิกษุเหล่านั้นต าหนิภิกษุพวกพระโกกาลิกะเหล่านั้นโดย ประการต่าง ๆ แล ้วจึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆบ์ญัญตัสิกิขาบท ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาครับสงั่ใหป้ระชมุสงฆเ์พราะเรอื่งนเี้ป็นตน้เหตุทรง สอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า มีภิกษุประพฤติตาม กล่าว สนับสนุนเทวทัตผู้เพียรพยายามเพื่อท าลายสงฆ์ จริงหรือ” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงต าหนิว่า “ภิกษุทั้งหลาย การ กระท าของโมฆบุรุษเหล่านั้นไม่สมควร ฯลฯ การกระท าอย่างนี้ มิได ้ท าคนที่ยังไม่ เลื่อมใสให ้เลื่อมใส ฯลฯ” แลว้จงึรับสงั่ใหภ้กิษุทัง้หลายยกสกิขาบทนขี้นึ้แสดง ดังนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๔๙ }
๔๕๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๑. สงัฆเภทานุวตัตกสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ พระบัญญัติ [๔๑๘] ก็ ภิกษุมีจ านวน ๑ รูป ๒ รูป หรือ ๓ รูปประพฤติตาม กล่าว สนบัสนนุภกิษุนนั้พวกเธอกลา่วอยา่งนวี้า่ “พวกท่านอย่าว่ากล่าวอะไรภิกษุนั้น ภกิษุนนั้กลา่วสงิ่ทเี่ป็นธรรม ภกิษุนนั้กลา่วสงิ่ทเี่ป็นวนิยัภกิษุนนั้กล่าวตามความ พอใจและความชอบใจของพวกเรา เธอทราบความพอใจและความชอบใจของ พวกเราจึงกล่าว พวกเราเห็นด้วยกับค านั้น” ภิกษุเหล่านั้นอันภิกษุทั้งหลายพึง วา่กลา่วตกัเตอืนอยา่งนวี้า่ “พวกทา่นอยา่พดูอยา่งนนั้ภกิษุนนั้ ไมใ่ ชผู่ก้ลา่วสงิ่ ทเี่ป็นธรรม ภกิษุนนั้ ไมใ่ ชผ่กู้ลา่วสงิ่ทเี่ป็นวนิยัพวกทา่นอยา่ ชอบใจการท าลาย สงฆ์ พวกท่านจงพร้อมเพรียงกับสงฆ์ เพราะสงฆ์ผู้พร้อมเพรียง ปรองดอง ไม่ วิวาท มีอุทเทสเดียวกัน ย่อมอยู่ผาสุก” ภิกษุเหล่านั้นอันพวกภิกษุว่ากล่าว ตกัเตอืนอยอู่ยา่งนี้ยงัยกยอ่งอยอู่ยา่งนนั้ภกิษุเหลา่นนั้อนัภกิษุทงั้หลายพึง สวดสมนุภาสน์จนครบ ๓ ครั้งเพื่อให้สละเรื่องนั้น ถ้าพวกเธอก าลังถูกสวด สมนุภาสน์กว่าจะครบ ๓ ครั้ง สละเรื่องนั้นได้ นั่นเป็ นการดี ถ้าพวกเธอไม่สละ เป็นสงัฆาทเิสส เรื่องพระโกกาลิกะและพวกประพฤติตาม กล่าวสนับสนุนพระเทวทัต จบ สกิขาบทวภิงัค์ [๔๑๙] ค าว่า ก็...ภิกษุนั้น คือ ภิกษุผู้ท าลายสงฆ์นั้น ค าว่า ภิกษุ คือ มีภิกษุเหล่าอื่น ค าว่า ประพฤติตาม ความว่า ภิกษุผู้ท าลายสงฆ์เห็นอย่างไร พอใจอย่างไร และชอบใจอย่างไร แม ้ภิกษุเหล่านั้นก็เห็นอย่างนั้น พอใจอย่างนั้นและชอบใจ อย่างนั้น ค าว่า กล่าวสนับสนุน คือ ด ารงอยู่ในพวก ในฝ่ ายของภิกษุผู้ท าลายสงฆ์นั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๕๐ }