๓๕๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนย์ ี พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๔ ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของพสี่าวนอ้งสาวและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของญาติฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพสี่าวนอ้งสาวและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยในความู่ ปกครองของตระกลูฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพสี่าวนอ้งสาวและ หญงิชอื่นที้มี่ธีรรมคมุ้ครอง ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพสี่าวนอ้ง สาวและหญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพสี่าวนอ้ง สาวและหญงิชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครอง ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของ พสี่าวนอ้งสาวและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดา ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ัง อยใู่นความปกครองของพสี่าวนอ้งสาวและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของบดิา ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพสี่าวนอ้งสาวและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่น ความปกครองของมารดาบดิา ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพสี่าว นอ้งสาวและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพชี่ายนอ้งชายวา่ทราบวา่เธอ ทัง้หลายจงเป็นภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๔ จบ พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๕ ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของญาตแิละหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของตระกลูฯลฯ หญงิชอื่นี้ ที่ยังอยใู่นความปกครองของญาตแิละหญงิชอื่นที้มี่ธีรรมคมุ้ครอง ฯลฯ หญงิชอื่นที้ี่ ยังอยใู่นความปกครองของญาตแิละหญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่น ความปกครองของญาตแิละหญงิชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครอง ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยู่ ในความปกครองของญาติและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดา ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๕๑ }
๓๕๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของญาตแิละหญงิชอนี้ที่ยังอยู่ในความปกครอง ื่ ของบดิา ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของญาตแิละหญงิชอื่นที้ยี่งัอยใู่น ความปกครองของมารดาบดิา ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของญาติ และหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพชี่ายนอ้งชาย ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่น ความปกครองของญาตแิละหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพสี่าวนอ้งสาววา่ ทราบวา่ทา่นจงเป็นภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๕ จบ พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๖ ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของตระกลูและหญงิชอื่นที้มี่ธีรรมคมุ้ครอง ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของตระกลูและหญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครอง ของตระกลูและหญงิชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครอง ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปก ครองของตระกลูและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดา ฯลฯ หญงิชอื่นที้ี่ ยังอยใู่นความปกครองของตระกลูและหญงิชอื่นที้ยี่งัอยใู่นความปกครองของบดิา ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของตระกลูและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยู่ในความปกครอง ของมารดาบดิา ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของตระกลูและหญงิชอื่นที้ี่ ยังอยใู่นความปกครองของพชี่ายนอ้งชาย ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครอง ของตระกลูและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพสี่าวนอ้งสาว ฯลฯ หญงิชอื่นี้ ที่ยังอยู่ในความปกครองของตระกลูและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของญาตวิา่ ทราบวา่เธอทัง้หลายจงเป็นภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมา บอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๖ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๕๒ }
๓๕๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๗ ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้มี่ธีรรมคมุ้ครอง และหญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่ธีรรมคมุ้ครองและหญงิชอื่นที้มี่กีฎหมาย คมุ้ครอง ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่ธีรรมคมุ้ครองและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครอง ของมารดา ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่ธีรรมคมุ้ครองและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครอง ของบดิา ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่ธีรรมคมุ้ครองและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครอง ของมารดาบดิา ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่ธีรรมคมุ้ครองและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปก ครองของพชี่ายนอ้งชาย ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่ธีรรมคมุ้ครองและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่น ความปกครองของพสี่าวนอ้งสาว ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่ธีรรมคมุ้ครองและหญงิชอื่นที้ี่ ยังอยใู่นความปกครองของญาติฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่ธีรรมคมุ้ครองและหญงิชอื่นที้ี่ ยังอยใู่นความปกครองของตระกลูวา่ทราบวา่เธอทัง้หลายจงเป็นภรรยาสนิ ไถข่อง ชายชอื่น” ี้ภกิษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๗ จบ พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๘ ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้และ หญงิชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครอง ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้และหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่น ความปกครองของมารดา ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้และหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของบดิา ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้และหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครอง ของมารดาบดิา ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้และหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของ พชี่ายนอ้งชาย ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้และหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของ พสี่าวนอ้งสาว ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้และหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของ ญาติฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้และหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของตระกลู ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้และหญงิชอื่นที้มี่ธีรรมคมุ้ครองวา่ทราบวา่เธอทัง้หลาย จงเป็นภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ต ้องอาบัติ สงัฆาทเิสส พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๘ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๕๓ }
๓๕๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ] ์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๙ ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้มี่กีฎหมาย คมุ้ครองและหญงิชอื่นที้ยี่งัอยใู่นความปกครองของมารดา ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่ี กฎหมายคมุ้ครองและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของบดิา ฯลฯ หญงิชอื่นที้ี่ มกีฎหมายคมุ้ครองและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาบดิา ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครองและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพชี่ายนอ้งชาย ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครองและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของ พสี่าวนอ้งสาว ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครองและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของญาติฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครองและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่น ความปกครองของตระกลูฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครองและหญงิชอื่นที้มี่ี ธรรมคมุ้ครอง ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครองและหญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้วา่ทราบ วา่เธอทัง้หลายจงเป็นภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๙ จบ ขัณฑจักรและพัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล จบ ขัณฑจักรและพัทธจักรที่มีหญิง ๒ คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๓ คนเป็นมูลก็ดี มี หญิง ๔ คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๕ คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๖ คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๗ คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๘ คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๙ คนเป็นมูลก็ดี ก็พึงขยายตาม แบบนี้เหมือนกัน ต่อไปนี้ คือขัณฑจักรและพัทธจักรที่มีหญิง ๑๐ คนเป็นมูล ธนักกีตาจักร พัทธจักรมีหญิง ๑๐ คนเป็ นมูล [๓๐๙] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยู่ ในความปกครองของมารดา หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของบดิา หญงิชอื่นที้ี่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๕๔ }
๓๕๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ ยังอยใู่นความปกครองของมารดาบดิา หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพชี่าย นอ้งชาย หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพสี่าวนอ้งสาว หญงิชอื่นที้ยังอยู่ใน ี่ ความปกครองของญาติหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของตระกลูหญงิชอื่นที้มี่ี ธรรมคมุ้ครอง หญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้หญงิชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครองวา่ทราบวา่เธอ ทัง้หลายจงเป็นภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ต ้อง อาบัตสิงัฆาทิเสส ธนักกีตาจักร จบ ฉนัทวาสนิจีกัร - มุหุตติกาจักร นิกเขปบท [๓๑๐] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยู่ ในความปกครองของมารดาว่า ทราบว่า เธอจงเป็นภรรยาที่อยู่ด ้วยความพอใจของ ชายชอื่นี้ฯลฯ เป็นภรรยาทอี่ยเู่พราะสมบัติฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ฯลฯ เป็นภรรยาที่เข ้าพิธีสมรส ฯลฯ เป็นภรรยาที่ถูกปลงเทริด ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นทั้ง คนรับใชเ้ป็นทัง้ภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาทเี่ป็นทัง้ลกูจา้งเป็นทัง้ภรรยา ฯลฯ เป็น ภรรยาทเี่ป็นเชลย ฯลฯ เป็นภรรยาชวั่คราวของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับ มาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของบดิา ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาบดิา ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพชี่ายนอ้งชาย ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่น ความปกครองของพสี่าวนอ้งสาว ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของญาติ ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของตระกลูฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่ธีรรมคมุ้ครอง ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครองวา่ทราบวา่ เธอทั้ง หลายจงเป็นภรรยาสนิ ไถข่องชายชอนี้ ื่” ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ต ้องอาบัติ สงัฆาทเิสส นิกเขปบท จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๕๕ }
๓๕๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ มุหุตติกาจักร ขัณฑจักรที่มีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล [๓๑๑] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยู่ ในความปกครองของมารดาและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของบดิาวา่ทราบ วา่เธอทัง้หลายจงเป็นภรรยาชวั่คราวของชายชอื่นี้” ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของมารดาและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาบดิา ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครอง ของพชี่ายนอ้งชาย ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาและหญงิชอื่นี้ ทยี่ังอยใู่นความปกครองของพสี่าวนอ้งสาว ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครอง ของมารดาและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของญาติฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยู่ ในความปกครองของมารดาและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของตระกูล ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาและหญงิชอื่นที้มี่ธีรรมคมุ้ครอง ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาและหญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้ฯลฯ หญงิชอื่ นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาและหญงิชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครองวา่ทราบวา่ เธอทั้งหลายจงเป็นภรรยาชวั่คราวของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ขัณฑจักรที่มีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล จบ มุหุตติกาจักร พัทธจักรที่มีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๑ [๓๑๒] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยู่ ในความปกครองของบดิาและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาบดิาวา่ ทราบวา่เธอทัง้หลายจงเป็นภรรยาชวั่คราวของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับ มาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๕๖ }
๓๕๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของบดิาและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพชี่ายนอ้งชาย ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของบดิาและหญงิชอนี้ที่ยังอยู่ในความปกครอง ื่ ของพสี่าวนอ้งสาว ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของบดิาและหญงิชอื่นที้ี่ ยังอยใู่นความปกครองของญาติฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของบดิา และหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของตระกลูฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของบดิาและหญงิชอื่นที้มี่ธีรรมคมุ้ครอง ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปก ครองของบดิาและหญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของ บดิาและหญงิชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครองวา่ทราบวา่เธอทัง้หลายจงเป็นภรรยา ชวั่คราวของชายชอื่น” ี้ภกิษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของบดิาและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาวา่ทราบวา่เธอ ทัง้หลายจงเป็นภรรยาชวั่คราวของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ต ้อง อาบัตสิงัฆาทเิสส พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็นมูลหมวดที่ ๒ - ๘ ย่อไว ้แล ้ว พัทธจักรที่มีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๙ [๓๑๓] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้มี่ี กฎหมายคมุ้ครองและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาวา่ทราบว่า เธอ ทัง้หลายจงเป็นภรรยาชวั่คราวของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ต ้อง อาบัตสิงัฆาทเิสส ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้มี่กีฎหมาย คมุ้ครองและหญงิชอื่นที้ยี่งัอยใู่นความปกครองของบดิา ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่ี กฎหมายคุ้มครองและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาบดิา ฯลฯ หญงิ ชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครองและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพชี่าย ฯลฯ หญิง ชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครองและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพสี่าว ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๕๗ }
๓๕๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ หญงิชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครองและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของญาติฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครองและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของตระกูล ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครองและหญงิชอื่นที้มี่ธีรรมคมุ้ครอง ฯลฯ หญงิชอื่นที้มี่ี กฎหมายคมุ้ครองและหญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้วา่ทราบวา่เธอทัง้หลายจงเป็นภรรยา ชวั่คราวของชายชอื่น” ี้ภกิษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งมุหุตติกาจักรที่มีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล จบ ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งมุหุตติกาจักรที่มีหญิง ๒ คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๓ คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๔ คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๕ คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๖ คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๗ คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๘ คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๙ คนเป็นมูลก็ดี ก็พึง ขยายตามแบบนี้เหมือนกัน ต่อไปนี้คือพัทธจักรที่มีหญิง ๑๐ คนเป็นมูล มุหุตติกาจักร พัทธจักรที่มีหญิง ๑๐ คนเป็ นมูล [๓๑๔] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยู่ ในความปกครองของมารดา หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของบดิา หญงิชอื่นที้ี่ ยังอยใู่นความปกครองของมารดาบดิา หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพชี่าย นอ้งชาย หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพสี่าวนอ้งสาว หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่น ความปกครองของญาติหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของตระกลูหญงิชอื่นที้มี่ี ธรรมคมุ้ครอง หญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้หญงิชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครองวา่ ‘ทราบว่า เธอทัง้หลายจงเป็นภรรยาชวั่คราวของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส มุหุตติกาจักร จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๕๘ }
๓๕๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ มาตุรักขิตาจักร นิกเขปบท [๓๑๕] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยู่ ในความปกครองของมารดาว่า ‘ทราบว่า เธอจงเป็นภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่น”ี้ ภกิษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของมารดาว่า ‘ทราบวา่เธอจงเป็นภรรยาทอี่ยดู่ว้ยความพอใจของชายชอื่นี้ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ฯลฯ เป็น ภรรยาที่เข ้าพิธีสมรส ฯลฯ เป็นภรรยาที่ถูกปลงเทริด ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นทั้งคน รับใชเ้ป็นทัง้ภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาทเี่ป็นทัง้ลกูจา้งเป็นทัง้ภรรยา ฯลฯ เป็น ภรรยาทเี่ป็นเชลย ฯลฯ เป็นภรรยาชวั่คราวของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับ มาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส นิกเขปบท จบ มาตุรักขิตาจักร ขัณฑจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล [๓๑๖] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่น ความปกครองของมารดาว่า “ทราบวา่เธอจงเป็นภรรยาสนิ ไถแ่ละภรรยาทอี่ยู่ เพราะแผน่ผา้ของชายชอื่น” ี้ภกิษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของมารดาว่า ‘ทราบวา่เธอจงเป็นภรรยาสนิ ไถแ่ละภรรยาทอี่ยเู่พราะสมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ฯลฯ เป็นภรรยาที่เข ้าพิธีสมรส ฯลฯ เป็น ภรรยาทถี่กูปลงเทรดิฯลฯ เป็นภรรยาทเี่ป็นทัง้คนรับใชเ้ป็นทัง้ภรรยา ฯลฯ เป็น ภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นเชลย ฯลฯ เป็นภรรยา ชวั่คราวของชายชอื่น” ี้ภกิษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๕๙ }
๓๖๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ ขัณฑจักร พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๑ [๓๑๗] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยู่ ในความปกครองของมารดาว่า ‘ทราบว่า เธอจงเป็นภรรยาที่อยู่ด ้วยความพอใจและ ภรรยาทอี่ยเู่พราะสมบัติฯลฯ เป็นภรรยาทอี่ยดู่ว้ยความพอใจและภรรยาชวั่คราว ฯลฯ เป็นภรรยาทอี่ยดู่ว้ยความพอใจและภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๑ จบ พัทธจักร มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูลหมวดที่ ๒ - ๘ ย่อไว ้แล ้ว พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๙ [๓๑๘] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยู่ ในความปกครองของมารดาว่า ‘ทราบว่า เธอจงเป็นภรรยาชวั่คราวและเป็นภรรยา สนิ ไถ่ฯลฯ เป็นภรรยาชวั่คราวและเป็นภรรยาทอี่ยดู่ว้ยความพอใจ ฯลฯ เป็น ภรรยาชวั่คราวและเป็นภรรยาทเี่ป็นเชลยของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมา บอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งมาตุรักขิตาจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล จบ ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งมาตุรักขิตาจักรที่มีภรรยา ๒ คนเป็นมูลก็ดี มีภรรยา ๓ คนเป็นมูลก็ดี มีภรรยา ๔ คนเป็นมูลก็ดี มีภรรยา ๕ คนเป็นมูลก็ดี มีภรรยา ๖ คนเป็นมูลก็ดี มีภรรยา ๗ คนเป็นมูลก็ดี มีภรรยา ๘ คนเป็นมูลก็ดี มีภรรยา ๙ คนเป็นมูลก็ดี ก็พึงขยายตามแบบนี้เหมือนกัน ต่อไปนี้คือพัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คนเป็นมูล พัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คนเป็ นมูล [๓๑๙] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยู่ ในความปกครองของมารดาว่า ‘ทราบวา่เธอจงเป็นภรรยาสนิ ไถ่เป็นภรรยาทอี่ยู่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๖๐ }
๓๖๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ ด ้วยความพอใจ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า เป็น ภรรยาที่เข ้าพิธีสมรส เป็นภรรยาที่ถูกปลงเทริด เป็นภรรยาทเี่ป็นทัง้คนรับใช้ เป็นทั้งภรรยา เป็นภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา เป็นภรรยาที่เป็นเชลย เป็น ภรรยาชวั่คราวของชายชอื่น” ี้ภกิษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส มาตุรักขิตาจักร จบ ปิตุรักขิตาจักร นิกเขปบท ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของบดิา ฯลฯ บอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาบดิา ฯลฯ บอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพชี่ายนอ้งชาย ฯลฯ บอกหญงิชอื่นที้ยี่ัง อยใู่นความปกครองของพสี่าวนอ้งสาว ฯลฯ บอกหญงิชอื่ทยี่ังอยในความปกครองู่ ของญาติฯลฯ บอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของตระกลูฯลฯ บอกหญงิ ชอื่นที้มี่ธีรรมคมุ้ครอง ฯลฯ บอกหญงิชอื่นที้มี่คีหู่มนั้ฯลฯ บอกหญงิชอื่นที้มี่ี กฎหมายคุ้มครองว่า ‘ทราบวา่เธอจงเป็นภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไป บอก กลับมาบอก ต ้องอาบัตสิงัฆาทเิสส ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้มี่กีฎหมาย คุ้มครองว่า ‘ทราบว่า เธอจงเป็นภรรยาที่อยู่ด ้วยความพอใจ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่ เพราะสมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ฯลฯ เป็นภรรยาที่เข ้าพิธีสมรส ฯลฯ เป็นภรรยาที่ถูกปลงเทรดิฯลฯ เป็นภรรยาทเี่ป็นทัง้คนรับใชเ้ป็นทัง้ ภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นเชลย ฯลฯ เป็นภรรยาชวั่คราวของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ต ้องอาบัติ สงัฆาทเิสส นิกเขปบท จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๖๑ }
๓๖๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ สปริทัณฑาจักร ขัณฑจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล [๓๒๐] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้มี่ี กฎหมายคุ้มครองว่า “ทราบวา่เธอจงเป็นภรรยาสนิ ไถแ่ละเป็นภรรยาทอี่ยดู่ว้ย ความพอใจของชายชอื่น” ี้ภกิษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้มี่กีฎหมาย คุ้มครองว่า ‘ทราบวา่เธอจงเป็นภรรยาสนิ ไถแ่ละภรรยาทอี่ยเู่พราะสมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาสนิ ไถแ่ละภรรยาทอี่ยเู่พราะแผน่ผา้ฯลฯ เป็นภรรยาสนิ ไถแ่ละภรรยาที่ เขา้พธิสีมรส ฯลฯ เป็นภรรยาสนิ ไถแ่ละภรรยาทถี่กูปลงเทรดิฯลฯ เป็นภรรยาสนิ ไถแ่ละภรรยาทเี่ป็นทัง้คนรับใชเ้ป็นทัง้ภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาสนิ ไถแ่ละภรรยาที่ เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาสนิ ไถ่และภรรยาทเี่ป็นเชลย ฯลฯ เป็น ภรรยาสนิ ไถแ่ละภรรยาชวั่คราวของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ขัณฑจักร มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล จบ สปริทัณฑาจักร พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๑ ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้มี่กีฎหมาย คุ้มครองว่า ‘ทราบว่า เธอจงเป็นภรรยาที่อยู่ด ้วยความพอใจและภรรยาที่อยู่เพราะ สมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่ด ้วยความพอใจและภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ฯลฯ เป็นภรรยาทอี่ยดู่ว้ยความพอใจและภรรยาชวั่คราว ฯลฯ เป็นภรรยาทอี่ยด ้วยความู่ พอใจและภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ต ้องอาบัติ สงัฆาทเิสส พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๑ จบ พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูลหมวดที่ ๒-๘ ย่อไว ้แล ้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๖๒ }
๓๖๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๙ ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้มี่กีฎหมาย คุ้มครองว่า ‘ทราบวา่เธอจงเป็นภรรยาชวั่คราวและภรรยาสนไถ่ ฯลฯ เป็นภรรยา ิ ชวั่คราวและภรรยาทอี่ยดู่ว้ยความพอใจฯลฯ เป็นภรรยาชวั่คราวและภรรยาทเี่ป็น เชลยของชายชอื่น” ี้ภกิษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งสปริทัณฑาจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล จบ ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งสปริทัณฑาจักรที่มีภรรยา ๒ คนเป็นมูลก็ดี มีภรรยา ๓ คนเป็นมูลก็ดี มีภรรยา ๔ คนเป็นมูลก็ดี มีภรรยา ๕ คนเป็นมูลก็ดี มีภรรยา ๖ คนเป็นมูลก็ดี มีภรรยา ๗ คนเป็นมูลก็ดี มีภรรยา ๘ คนเป็นมูลก็ดี มีภรรยา ๙ คนเป็นมูลก็ดี ก็พึงขยายตามแบบนี้ ต่อไปนี้คือพัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คนเป็นมูล พัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คนเป็ นมูล [๓๒๑] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้มี่ี กฎหมายคุ้มครองว่า ‘ทราบวา่เธอจงเป็นภรรยาสนิ ไถ่เป็นภรรยาทอี่ยดู่ว้ยความพอใจ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า เป็นภรรยาที่เข ้าพิธี สมรส เป็นภรรยาทถี่กูปลงเทรดิเป็นภรรยาทเี่ป็นทัง้คนรับใชเ้ป็นทัง้ภรรยา เป็น ภรรยาทเี่ป็นทัง้ลกูจา้งเป็นทัง้ภรรยา เป็นภรรยาทเี่ป็นเชลย และภรรยาชวั่คราวของ ชายชอื่น” ี้ภกิษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส สปริฑัณฑาจักร จบ อุภโตพัทธกจักร มีหญิงและภรรยารวมกันข้างละ ๑ ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของมารดาว่า ‘ทราบวา่เธอจงเป็นภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๖๓ }
๓๖๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ มีหญิงและภรรยารวมกันข้างละ ๒ ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของมารดาและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของบิดาว่า ‘ทราบว่า เธอ ทัง้หลายจงเป็นภรรยาสนิ ไถแ่ละภรรยาทอี่ยดู่ว้ยความพอใจของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับ ค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส มีหญิงและภรรยารวมกันข้างละ ๓ ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของมารดา หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของบดิาและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยู่ ในความปกครองของมารดาบิดาว่า ‘ทราบวา่เธอทัง้หลายจงเป็นภรรยาสนิ ไถ่เป็น ภรรยาทอี่ยดู่ว้ยความพอใจ และภรรยาทอี่ยเู่พราะสมบัตขิองชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส อุภโตพัทธกจักร พึงขยายตามแบบนี้ ตอ่ ไปนเี้ป็นสพัพมลูกนัย อุภโตพัทธกจักร มีหญิงและภรรยารวมกันข้างละ ๑๐ ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของมารดา หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของบดิา หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่น ความปกครองของมารดาบดิา หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพชี่ายนอ้งชาย หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพสี่าวนอ้งสาว หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปก ครองของญาติหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของตระกลูหญงิชอื่นที้มี่ธีรรม คมุ้ครอง หญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้หญงิชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครองวา่ ‘ทราบว่า เธอทั้ง หลายจงเป็นภรรยาสนิ ไถ่เป็นภรรยาทอี่ยดู่ว้ยความพอใจ เป็นภรรยาทอี่ยเู่พราะ สมบัติ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า เป็นภรรยาที่เข ้าพิธีสมรส เป็นภรรยาที่ถูก ปลงเทรดิเป็นภรรยาทเี่ป็นทัง้คนรับใชเ้ป็นทัง้ภรรยา เป็นภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้าง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๖๔ }
๓๖๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ เป็นทัง้ภรรยา เป็นภรรยาทเี่ป็นเชลย เป็นภรรยาชวั่คราว ของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส อุภโตพัทธกจักร จบ ปุริสเปยยาล มารดาของชายขอร้องภิกษุ ฯลฯ บิดาของชายขอร้องภิกษุ ฯลฯ มารดาบิดา ของชายขอร้องภิกษุ ฯลฯ พี่ชายน้องชายของชายขอร้องภิกษุ ฯลฯ พี่สาวน้องสาว ของชายขอร้องภิกษุ ฯลฯ พวกญาติของชายขอร้องภิกษุ ฯลฯ ตระกูลของชายขอ ร้องภิกษุ ฯลฯ ผู้ร่วมประพฤติธรรมของชายขอร้องภิกษุ ฯลฯ ปุริสเปยยาลพึงขยายให ้พิสดาร อุภโตพัทธกจักรพึงขยายให ้พิสดารดุจนัยที่มีมาข ้างต ้นนั่นแล ปุริสเปยยาล จบ อิตถีเปยยาล นิกเขปบท [๓๒๒] มารดาของหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกชายชอื่นวี้า่หญงินัน้ขอเป็นภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่น”ี้ ภกิษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส มารดาของหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า “พระคุณ เจา้ทา่นชว่ยไปบอกชายชอื่นวี้า่หญงินัน้ขอเป็นภรรยาที่อยู่ด ้วยความพอใจ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ฯลฯ เป็นภรรยา ทเี่ขา้พธิสีมรส ฯลฯ เป็นภรรยาทถี่กูปลงเทรดิฯลฯ เป็นภรรยาทเี่ป็นทัง้คนรับใช้ เป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาที่ เป็นเชลย ฯลฯ เป็นภรรยาชวั่คราวของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส นิกเขปบท จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๖๕ }
๓๖๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนีย์ มาตุรักขิตาจักร ขัณฑจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล [๓๒๓] มารดาของหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกชายชอื่นวี้า่หญงินัน้ขอเป็นภรรยาสนิ ไถแ่ละภรรยาที่ อยดู่ว้ยความพอใจของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ต ้องอาบัติ สงัฆาทเิสส มารดาของหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า “พระคุณ เจา้ทา่นชว่ยไปบอกชายชอื่นวี้า่หญงินัน้ขอเป็นภรรยาสนิ ไถแ่ละภรรยาทอี่ยู่ เพราะสมบัติฯลฯ เป็นภรรยาสนิ ไถแ่ละภรรยาทอี่ยเู่พราะแผน่ผา้ฯลฯ เป็นภรรยา สนิ ไถแ่ละภรรยาทเี่ขา้พธิสีมรส ฯลฯ เป็นภรรยาสนิ ไถแ่ละภรรยาทถี่กูปลงเทรดิ ฯลฯ เป็นภรรยาสนิ ไถแ่ละภรรยาทเี่ป็นทัง้คนรับใชเ้ป็นทัง้ภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยา สนิ ไถแ่ละภรรยาทเี่ป็นทัง้ลกูจา้งเป็นทัง้ภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาสนิ ไถแ่ละภรรยาที่ เป็นเชลย ฯลฯ เป็นภรรยาสนิ ไถแ่ละภรรยาชวั่คราวของชายชอนี้ ื่” ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ขัณฑจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล จบ พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๑ [๓๒๔] มารดาของหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกชายชอื่นวี้า่หญงินัน้ขอเป็นภรรยาทอยู่ด ้วยความ ี่ พอใจและภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่ด ้วยความพอใจและภรรยา ชวั่คราว ฯลฯ เป็นภรรยาทอี่ยดู่ว้ยความพอใจและภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่น” ี้ภิกษุ รับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๑ จบ พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูลหมวดที่ ๒-๘ ย่อไว ้แล ้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๖๖ }
๓๖๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๙ [๓๒๕] มารดาของหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกชายชอื่นวี้า่หญงินัน้ขอเป็นภรรยาชวั่คราวและเป็น ภรรยาสนิ ไถ่ฯลฯ เป็นภรรยาชวั่คราวและภรรยาทเี่ป็นเชลยของชายชอื่น” ี้ภิกษุ รับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งมาตุรักขิตาจักรมีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล จบ แม ้ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งมาตุรักขิตาจักรที่มีภรรยา ๒ คนเป็นมูล ตลอดถึงขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งมาตุรักขิตาจักรที่มีภรรยา ๙ คนเป็นมูลก็พึง ขยายตามแบบนี้ ต่อไปนี้คือพัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คนเป็นมูล พัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คนเป็ นมูล [๓๒๖] มารดาของหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกชายชอื่นวี้า่หญงินัน้ขอเป็นภรรยาสนิ ไถ่เป็นภรรยาที่ อยู่ด ้วยความพอใจ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า เป็นภรรยาทเี่ขา้พธิสีมรส เป็นภรรยาทถี่กูปลงเทรดิเป็นภรรยาทเี่ป็นทัง้คนรับใช้ เป็นทั้งภรรยา เป็นภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา เป็นภรรยาที่เป็นเชลย และ เป็นภรรยาชวั่คราวของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ต ้องอาบัติ สงัฆาทเิสส มาตุรักขิตาจักร จบ ปิตุรักขิตาจักร - สปริทัณฑาจักร นิเขปบท บิดาของหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดาขอร้องภิกษุ ฯลฯ มารดาบิดา ของหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดาขอร้องภิกษุ ฯลฯ พี่ชายน้องชาย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๖๗ }
๓๖๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ ของหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชายน้องชายขอร้องภิกษุ ฯลฯ พี่สาวน้อง สาวของหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาวขอร้องภิกษุ ฯลฯ ญาติของ หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของญาติขอร้องภิกษุ ฯลฯ ตระกูลของหญิงที่ยังอยู่ใน ความปกครองของตระกูลขอร้องภิกษุ ฯลฯ ผู้ร่วมประพฤติธรรมของหญิงที่มีธรรม คุ้มครองขอร้องภิกษุ ฯลฯ คู่หมั้นของหญิงที่มีคู่หมั้นขอร้องภิกษุ ฯลฯ พระราชา ผตู้รากฎหมายส าหรับหญงิทมี่กีฎหมายคมุ้ครองขอรอ้งภกิษุวา่ “พระคุณเจ้า ทา่นชว่ยไปบอกชายชอื่นวี้า่หญงินัน้ขอเป็นภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส นิกเขปบท จบ สปริทัณฑาจักร นิกเขปบท พระราชาผตู้รากฎหมายส าหรับหญงิทมี่กีฎหมายคมุ้ครองขอรอ้งภกิษุวา่ “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกชายชอื่นวี้า่หญงนั้นขอเป็นภรรยาที่อยู่ด ้วยความพอใจ ิ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ฯลฯ เป็น ภรรยาที่เข ้าพิธีสมรส ฯลฯ เป็นภรรยาที่ถูกปลงเทริด ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นทั้งคน รับใชเ้ป็นทัง้ภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาทเี่ป็นทัง้ลกูจา้งเป็นทัง้ภรรยา ฯลฯ เป็น ภรรยาทเี่ป็นเชลย ฯลฯ เป็นภรรยาชวั่คราวของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับ มาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส นิกเขปบท จบ ขัณฑจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล [๓๒๗] พระราชาผตู้รากฎหมายส าหรับหญงิทมี่กีฎหมายคมุ้ครองขอรอ้ง ภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกชายชอื่นวี้า่หญงินัน้ขอเป็นภรรยาสนิ ไถ่และ ภรรยาทอี่ยดู่ว้ยความพอใจ ฯลฯ เป็นภรรยาสนิ ไถแ่ละภรรยาชวั่คราวของชายชอื่น”ี้ ภกิษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๖๘ }
๓๖๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๑ [๓๒๘] พระราชาผตู้รากฎหมายส าหรับหญงิทมี่กีฎหมายคมุ้ครองขอรอ้ง ภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกชายชอื่นวี้า่หญงินัน้ขอเป็นภรรยาทอี่ยดู่ว้ย ความพอใจและภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่ด ้วยความพอใจและ ภรรยาชวั่คราว ฯลฯ เป็นภรรยาทอี่ยดู่ว้ยความพอใจและภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่น”ี้ ภกิษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูลหมวดที่ ๑ จบ พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูลหมวดที่ ๒-๘ ย่อไว ้แล ้ว พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๙ [๓๒๙] พระราชาผตู้รากฎหมายส าหรับหญงิทมี่กีฎหมายคมุ้ครองขอรอ้ง ภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกชายชอื่นวี้า่หญงินัน้ขอเป็นภรรยาชั่วคราว และเป็นภรรยาสนิ ไถ่ฯลฯ เป็นภรรยาชวั่คราวและภรรยาทเี่ป็นเชลยของชายชอื่น”ี้ ภกิษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส พัทธจักรที่มีภรรยาหนึ่งคนเป็ นมูล จบ แม ้ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งสปริทัณฑาจักรที่มีภรรยา ๒ คนเป็นมูล ตลอดถึงขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งสปริทัณฑาจักรที่มีภรรยา ๙ คนเป็นมูลก็พึง ขยายตามแบบนี้ ต่อไปนี้คือพัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คนเป็นมูล พัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คนเป็ นมูล [๓๓๐] พระราชาผตู้รากฎหมายส าหรับหญงิทมี่กีฎหมายคมุ้ครองขอรอ้ง ภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกชายชอื่นวี้า่หญงินัน้ขอเป็นภรรยาสนิ ไถ่เป็น ภรรยาที่อยู่ด ้วยความพอใจ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะ แผ่นผ้า เป็นภรรยาที่เข ้าพิธีสมรส เป็นภรรยาที่ถูกปลงเทริด เป็นภรรยาที่เป็น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๖๙ }
๓๗๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ ทัง้คนรับใชเ้ป็นทัง้ภรรยา เป็นภรรยาทเี่ป็นทัง้ลกูจา้งเป็นทัง้ภรรยา เป็นภรรยาทเี่ป็นเชลย และเป็นภรรยาชวั่คราวของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ต ้องอาบัติ สงัฆาทเิสส ทัณฑฐปิตจักร จบ มาตุรักขิตาจักร นิกเขปบท หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่าน ชว่ยไปบอกชายชอื่นวี้า่ดฉิ ันขอเป็นภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่าน ชว่ยไปบอกชายชอื่นวี้า่ดฉิ ันขอเป็นภรรยาที่อยู่ด ้วยความพอใจ ฯลฯ เป็นภรรยาที่ อยู่เพราะสมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ฯลฯ เป็นภรรยาที่เข ้าพิธีสมรส ฯลฯ เป็นภรรยาถกูปลงเทรดิฯลฯ เป็นภรรยาทเี่ป็นทัง้คนรับใชเ้ป็นทัง้ภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นเชลย ฯลฯ เป็น ภรรยาชวั่คราวของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ต ้องอาบัติ สงัฆาทเิสส นิกเขปบท จบ ขัณฑจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล [๓๓๑] หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า “พระคุณ เจา้ทา่นชว่ยไปบอกชายชอื่นวี้า่ดฉิ ันขอเป็นภรรยาสนิ ไถ่และภรรยาที่อยู่ด ้วยความ พอใจของชายชอื่น” ี้ภกิษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่าน ชว่ยไปบอกชายชอื่นวี้า่ดฉิ ันขอเป็นภรรยาสนิ ไถแ่ละภรรยาทอี่ยเู่พราะสมบัติฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๗๐ }
๓๗๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ ขอเป็นภรรยาสนิ ไถแ่ละภรรยาชวั่คราวของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมา บอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๑ [๓๓๒] หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า “พระคุณ เจา้ทา่นชว่ยไปบอกชายชอื่นวี้า่ดฉิ ันขอเป็นภรรยาทอี่ยดู่ว้ยความพอใจและภรรยา ทอี่ยเู่พราะสมบัติฯลฯ เป็นภรรยาทอี่ยดู่ว้ยความพอใจและภรรยาชวั่คราว ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่ด ้วยความพอใจและภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๑ จบ พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๒-๘ ย่อไว ้แล ้ว พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๙ หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่าน ชว่ยไปบอกชายชอื่นวี้า่ดฉิ ันขอเป็นภรรยาชวั่คราวและเป็นภรรยาสนิ ไถ่ฯลฯ เป็น ภรรยาชวั่คราวและภรรยาทเี่ป็นเชลยของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งมาตุรักขิตาจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล จบ ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งมาตุรักขิตาจักรที่มีภรรยา ๒ คนเป็นมูลเป็นต ้น ก็พึงขยายตามแบบนี้ ต่อไปนี้คือพัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คนเป็นมูล พัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คน เป็ นมูล [๓๓๓] หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า “พระคุณ เจ้า ทา่นชว่ยไปบอกชายชอื่นวี้า่ดฉิ ันขอเป็นภรรยาสนิ ไถ่เป็นภรรยาทอี่ยดู่ว้ย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๗๑ }
๓๗๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ ความพอใจ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า เป็น ภรรยาทเี่ขา้พธิสีมรส เป็นภรรยาทถี่กูปลงเทรดิเป็นภรรยาทเี่ป็นทัง้คนรับใชเ้ป็นทัง้ ภรรยา เป็นภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา เป็นภรรยาที่เป็นเชลย และภรรยา ชวั่คราวของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส มาตุรักขิตาจักรอีกนัยหนึ่ง จบ นิกเขปบท หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดาขอร้องภิกษุ ฯลฯ หญิงที่ยังอยู่ใน ความปกครองของมารดาบิดาขอร้องภิกษุ ฯลฯ หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ ชายน้องชายขอร้องภิกษุ ฯลฯ หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาวขอ ร้องภิกษุ ฯลฯ หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของญาติขอร้องภิกษุ ฯลฯ หญิงที่ยัง อยู่ในความปกครองของตระกูลขอร้องภิกษุ ฯลฯ หญิงที่มีธรรมคุ้มครองขอร้องภิกษุ ฯลฯ หญิงที่มีคู่หมั้นขอร้องภิกษุ ฯลฯ หญิงที่มีกฎหมายคุ้มครองขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกชายชอื่นวี้า่ดฉิ ันขอเป็นภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่น”ี้ ภกิษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส หญิงที่มีกฎหมายคุ้มครองขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกชาย ชอื่นวี้า่ดฉิ ันขอเป็นภรรยาทอี่ยดู่ว้ยความพอใจ ฯลฯ เป็นภรรยาทอี่ยเู่พราะสมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ฯลฯ เป็นภรรยาที่เข ้าพิธีสมรส ฯลฯ เป็น ภรรยาทถี่กูปลงเทรดิฯลฯ เป็นภรรยาทเี่ป็นทัง้คนรับใชเ้ป็นทัง้ภรรยา ฯลฯ เป็น ภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้าง เป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นเชลย ฯลฯ เป็นภรรยา ชวั่คราวของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส สปริทัณฑาจักร ขัณฑจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล [๓๓๔] หญิงที่มีกฎหมายคุ้มครองขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไป บอกชายชอื่นวี้า่ดฉิ ันขอเป็นภรรยาสนิ ไถแ่ละภรรยาทอี่ยดู่ว้ยความพอใจ ฯลฯ เป็น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๗๒ }
๓๗๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ ภรรยาสนิ ไถแ่ละภรรยาชวั่คราวของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๑ [๓๓๕] หญิงที่มีกฎหมายคุ้มครองขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไป บอกชายชอื่นวี้า่ดฉิ ันขอเป็นภรรยาทอี่ยดู่ว้ยความพอใจและภรรยาทอี่ยเู่พราะสมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาทอี่ยดู่ว้ยความพอใจและภรรยาชวั่คราว ฯลฯ เป็นภรรยาทอี่ยดู่ว้ย ความพอใจและภรรยาสนิ ไถข่องชายชอนี้ ื่” ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ต ้อง อาบัตสิงัฆาทเิสส พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๑ จบ พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๒-๘ ย่อไว ้แล ้ว พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๙ [๓๓๖] หญิงที่มีกฎหมายคุ้มครองขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจา้ทา่นชว่ยไป บอกชายชอื่นวี้า่ดฉิ ันขอเป็นภรรยาชวั่คราวและภรรยาสนิ ไถ่ฯลฯ เป็นภรรยา ชวั่คราวและภรรยาทเี่ป็นเชลยของชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ต ้อง อาบัตสิงัฆาทเิสส ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งสปริทัณฑาจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็ นมูล จบ ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งสปริทัณฑาจักรที่มีภรรยา ๒ คนเป็นมูลเป็นต ้น ก็พึงขยายตามแบบนี้ ต่อไปนี้คือพัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คนเป็นมูล พัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คนเป็ นมูล [๓๓๗] หญิงที่มีกฎหมายคุ้มครองขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไป บอกชายชอื่นวี้า่ดฉิ ันขอเป็นภรรยาสนิ ไถ่เป็นภรรยาทอี่ยดู่ว้ยความพอใจ เป็น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๗๓ }
๓๗๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ ภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า เป็นภรรยาที่เข ้าพิธีสมรส เป็นภรรยาทถี่กูปลงเทรดิเป็นภรรยาทเี่ป็นทัง้คนรับใชเ้ป็นทัง้ภรรยา เป็นภรรยาที่ เป็นทัง้ลกูจา้งเป็นทัง้ภรรยา เป็นภรรยาทเี่ป็นเชลย และภรรยาชวั่คราวของชายชอื่น”ี้ ภกิษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส สปริทัณฑาจักรอีกนัยหนึ่ง จบ จักรเปยยาลทั้งมวล จบ ภิกษุรับค า [๓๓๘] ภกิษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ภิกษุรับค า ไปบอก ไม่กลับมาบอก ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ภิกษุรับค า ไม่ไปบอก กลับมาบอก ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ภิกษุรับค า ไม่ไปบอก ไม่กลับมาบอก ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุไม่รับค า ไปบอก กลับมาบอก ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ภิกษุไม่รับค า ไปบอก ไม่กลับมาบอก ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุไม่รับค า ไม่ไปบอก กลับมาบอก ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุไม่รับค า ไม่ไปบอก ไม่กลับมาบอก ไม่ต ้องอาบัติ ชายสง่ัภกิษุหลายรปู ชายสงั่ภกิษุหลายรปูวา่ “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่น” ี้ภิกษุทุก รปูรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสทกุรปู ชายสงั่ภกิษุหลายรปูวา่ “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่น” ี้ภิกษุทุก รปูรับค า ไปบอก ใหร้ปูหนงึ่กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสทกุรปู ชายสงั่ภกิษุหลายรปูวา่ “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่น” ี้ภิกษุทุก รปูรับค า ใหร้ปูหนงึ่ไปบอก แลว้ทกุรปูกลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสทกุรปู ชายสงั่ภกิษุหลายรปูวา่ “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่น” ี้ภิกษุทุก รปูรับค า ใหร้ปูหนงึ่ไปบอก แลว้ใหร้ปูหนงึ่กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิ งฆาทิเสสทุกรูป ั {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๗๔ }
๓๗๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท อนาปัตตวิาร ชายสง่ัภกิษุรปูเดยีว ชายสงั่ภกิษุรปูเดยีววา่ “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่ นี้” ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ชายสงั่ภกิษุรปูเดยีววา่ “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก แตใ่หภ้กิษุอันเตวาสกิกลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ชายสงั่ภกิษุรปูเดยีววา่ “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ใหภ้กิษุอันเตวาสกิ ไปบอก แตก่ลับมาบอกดว้ยตนเอง ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ชายสงั่ภกิษุรปูเดยีววา่ “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ใหภ้กิษุอันเตวาสกิ ไปบอก ภกิษุอันเตวาสกิ ไปบอกแลว้กลับมาบอกนอกเรอื่ง ตอ้ง อาบัติถุลลัจจัยทั้งสองรูป ภิกษุจัดการสา เร็จและบอกคลาดเคลอื่น [๓๓๙] ภกิษุไปจัดการส าเร็จ กลับมาบอกคลาดเคลอื่น ตอ้งอาบัตถิลุลัจจัย ภกิษุไปบอกคลาดเคลอื่น กลับมาบอก จัดการส าเร็จ ตอ้งอาบัตถิลุลัจจัย ภกิษุไปจัดการส าเร็จ กลบัมาบอก จัดการส าเร็จ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ภิกษุไปบอกคลาดเคลื่อน กลับมาบอกคลาดเคลื่อน ไม่ต ้องอาบัติ อนาปัตติวาร ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต ้องอาบัติ คือ [๓๔๐] ๑. ภิกษุผู้ไปด ้วยกิจของสงฆ์ ของเจดีย์ หรือของภิกษุอาพาธ ๒. ภิกษุวิกลจริต ๓. ภิกษุต ้นบัญญัติ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๗๕ }
๓๗๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท วนิตีวตัถุ คาถารวมวินีตวัตถุ เรื่องที่ทรงวินิจฉัยแล้ว เรื่องหญิงหลับ ๑ เรื่อง เรื่องหญิงตาย ๑ เรื่อง เรื่องหญิงย ้ายบ ้าน ๑ เรื่อง เรอื่งไมใ่ ชห่ญงิ๑ เรื่อง เรื่องหญิงบัณเฑาะก์ ๑ เรื่อง เรอื่งชกัจงูสามภีรรยาผทู้ะเลาะใหค้นืดกี ัน ๑ เรื่อง เรอื่งการชกัสอื่บัณเฑาะก์๑ เรื่อง วินีตวัตถุ เรื่องหญิงหลับ ๑ เรื่อง [๓๔๑] สมัยนัน้ชายคนหนงึ่สงั่ภกิษุรปูหนงึ่วา่ “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไป บอกหญงิชอื่น” ี้ภิกษุไปถามพวกชาวบ ้านว่า “หญงิคนชอื่นี้อยไหนู่ ” “หลับอยู่ เจ้าข ้า” ท่านเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต ้องอาบัติ สงัฆาทเิสส แตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่ ๑) เรื่องหญิงตาย ๑ เรื่อง สมัยนัน้ชายคนหนงึ่สงภิกษุรูปหนึ่งว่า ั่“พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิ ชอื่น” ี้ ภิกษุนั้นไปถามพวกชาวบ ้านว่า “หญงิคนชอื่นอี้ยไู่หน” พวกเขาตอบว่า “นางตายแล ้ว เจ้าข ้า” ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่ ๒) เรื่องหญิงย้ายบ้าน ๑ เรื่อง สมัยนัน้ชายคนหนงึ่สงั่ภกิษุรปูหนงึ่วา่ “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิ ชอื่น” ี้ ภิกษุนั้นไปถามพวกชาวบ ้านว่า “หญงิคนชอื่นี้อยไู่หน” พวกเขาตอบว่า “นางย ้ายไปแล ้ว เจ้าข ้า” ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอื หนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่ ๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๗๖ }
๓๗๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท วนิตีวตัถุ เรอื่งไมใ่ ชห่ญงิ๑ เรื่อง สมัยนัน้ชายคนหนงึ่สงั่ภกิษุรปูหนงึ่วา่ “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิ ชอื่น” ี้ ภิกษุนั้นไปถามพวกชาวบ ้านว่า “หญงิคนชอื่นี้อยไหนู่ ” พวกเขาตอบว่า “ไม่ ใชผ่หู้ญงิเจา้ขา้” ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึ น าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่ ๔) เรื่องหญิงบัณเฑาะก์ ๑ เรื่อง สมัยนัน้ชายคนหนงึ่สงั่ภกิษุรปูหนงึ่วา่ “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิ ชอื่น” ี้ ภิกษุนั้นไปถามพวกชาวบ ้านว่า “หญงิคนชอื่นี้อยไู่หน” พวกเขาตอบว่า “เป็นหญิงบัณเฑาะก์ เจ้าข ้า” ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส หรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่ ๕ ) เรอื่งชกัจงูสามภีรรยาผูท้ะเลาะใหค้นืดกีนั๑ เรื่อง สมัยนัน้หญงิคนหนงึ่ทะเลาะกับสามเีดนิ ไปบา้นมารดา ภกิษุทใี่กลช้ดิตระกลู พดูชกัจงูใหก้ลับคนืดกี ัน แลว้ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอื หนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เขาหย่ากันหรือ” “ยังไม่หย่ากัน พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่ต ้องอาบัติ เพราะเขายังไม่หย่ากัน” (เรื่องที่ ๖) เรอื่งการชกัสอื่บณเฑาะก์ ั๑ เรื่อง สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่ท าหนา้ทชี่กัสอื่ใหพ้วกบัณเฑาะก์ทา่นเกดิความกังวล ใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคให้ ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้งอาบัติ ถุลลัจจัย” (เรื่องที่ ๗) สญัจรติตสกิขาบทที่๕ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๗๗ }
๓๗๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๖. กฏุกิารสกิขาบท นทิานวตัถุ ๖. กฏุกิารสกิขาบท ว่าด้วยการก่อสร้างกุฎี เรื่องภิกษุชาวเมืองอาฬวี [๓๔๒] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถาน ที่ให ้เหยื่อกระแต เขตกรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีสร้างกุฎีด ้วย เครอื่งอปุกรณ์ทขี่อมาเอง ไมม่เีจา้ของสรา้งให้สรา้งเป็นของสว่นตัว ไมจ่ ากัดขนาด กุฎีสร้างไม่เสร็จ พวกท่านก็เป็นผู้มากไปด ้วยการขอ มากไปด ้วยการออกปากขอ ด ้วยกล่าวว่า “ท่านทัง้หลายจงใหค้นงาน อปุกรณ์กอ่ สรา้งส าเร็จรปูโค เกวยีน มดี ขวาน ผงึ่จอบ สวิ่เถาวลัย์ไมไ้ผ่หญา้มงุกระตา่ย หญา้แฝก หญา้สามัญ ดนิเหนยีว” พวกชาวบ ้านถูกรบกวนด ้วยการขอ ด ้วยการออกปากขอ พบเห็นภิกษุทั้ง หลายต่างพากันหวาดสะดุ้งบ ้าง หลบหนีไปที่อื่นบ ้าง เดินเลี่ยงไปทางอื่นบ ้าง เมิน หน้าหนีบ ้าง ปิดประตูบ ้านบ ้าง พบเห็นแม่โคเข ้าก็วิ่งหนีเพราะเข ้าใจว่าเป็นภิกษุบ ้าง ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปะจ าพรรษาในเขตกรุงราชคฤห์ ออกเดินทางไป ทางเมืองอาฬวี จาริกไปโดยล าดับ จนถึงเมืองอาฬวี ข่าวว่าท่านพระมหากัสสปะพัก อยู่ณ อัคคาฬวเจดยี์เขตเมอืงอาฬวนี ัน้ครัน้เวลาเชา้ทา่นครองอันตรวาสก ถอื บาตรและจีวรไปบิณฑบาตในเมืองอาฬวี พวกชาวบ ้านพอเห็นท่านต่างหวาดสะดุ้งบ ้าง หลบหนีไปที่อื่นบ ้าง เดินเลี่ยงไปทางอื่นบ ้าง เมินหน้าหนีบ ้าง ปิดประตูบ ้านบ ้าง ครั้นท่านพระมหากัสสปะบิณฑบาตในเมืองอาฬวี กลับจากบิณฑบาตหลังจากฉันอาหาร เรียกภิกษุทั้งหลายมาถามว่า “ท่านทั้งหลาย เมื่อก่อนเมืองอาฬวีมีอาหารบริบูรณ์ หาอาหารไดง้า่ย ภกิษุสงฆบ์ณิฑบาตหาเลยี้งชพี ไดง้า่ย แตบ่ ัดนี้เมอืงอาฬวกีลับมี ข ้าวยากหมากแพง อาหารหาได ้ยาก ยากทพี่ระอรยิะจะบณิฑบาตยังชพี ได้อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให ้เมืองอาฬวีนี้มีข ้าวยากหมากแพง หาอาหารได ้ยาก ยากที่พระอริยะ จะบณิฑบาตยังชพี ได” ้ ภิกษุเหล่านั้นจึงกราบเรียนเรื่องนั้นให ้ท่านทราบ [๓๔๓] ครั้งนั้น ครั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์ ตามพระ พุทธาภิรมย์แล ้วได ้เสด็จไปทางเมืองอาฬวี เสด็จจาริกไปโดยล าดับ จนถึงเมืองอาฬวี ข่าวว่าพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ อัคคาฬวเจดีย์ เขตเมืองอาฬวีนั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๗๘ }
๓๗๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๖. กฎุกิารสกิขาบท นทิานวตัถุ ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปะได ้เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคจนถึงที่ประทับ ครั้นถึง แล ้วได ้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร ได ้กราบทูลเรื่องนั้นให ้ ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆบ์ญัญตัสิกิขาบท ล าดับนั้น พระผมู้พีระภาครับสงั่ใหป้ระชมุสงฆเ์พราะเรอื่งนเี้ป็นตน้เหตุ ทรงสอบถามพวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า พวกเธอสร้างกุฎี ดว้ยเครอื่งอปุกรณ์ทขี่อมาเอง ไมม่เีจา้ของสรา้งให้สรา้งเป็นของสว่นตัว ไมจ่ ากัด ขนาด กุฎีสร้างไม่เสร็จ พวกเธอเป็นผู้มากไปด ้วยการขอ มากไปด ้วยการออกปากขอ ด ้วยกล่าวว่า ‘ทา่นทัง้หลายจงใหค้นงาน อปุกรณ์กอ่ สรา้งส าเร็จรปูโค เกวยีน มดี ขวาน ผงึ่จอบ สวิ่เถาวลัย์ไมไ้ผ่หญา้มงุกระตา่ย หญา้แฝก หญา้สามัญ ดนิเหนยีว’ พวกชาวบ ้านถูกรบกวนด ้วยการขอ ด ้วยการออกปากขอ พบเห็นเธอทั้งหลายต่าง พากันหวาดสะดุ้งบ ้าง หลบหนีไปที่อื่นบ ้าง เดินเลี่ยงไปทางอื่นบ ้าง เมินหน้าหนีบ ้าง ปิดประตูบ ้านบ ้าง พบเห็นแม่โคเข ้าก็วิ่งหนีเพราะเข ้าใจว่าเป็นภิกษุบ ้าง จริงหรือ” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงต าหนิว่า “โมฆบุรุษทั้งหลาย การกระท าของพวกเธอไม่สมควร ฯลฯ ไม่ควรท า โมฆบุรุษทั้ง หลาย ไฉนพวกเธอจึงสร้างกุฎีด ้วยเครื่องอุปกรณ์ที่ขอมาเอง ไม่มีเจ้าของสร้างให ้ สรา้งเป็นของสว่นตัว ไมจ่ ากัดขนาด กฎุสีรา้งไมเ่ สร็จ พวกเธอเป็นผมู้ากไปดว้ย การขอ มากไปด ้วยการออกปากขอ ด ้วยกล่าวว่า ‘ท่านทั้งหลาย จงให ้คนงาน อปุกรณ์กอ่ สรา้งส าเร็จรปูโค เกวยีน มดีขวาน ผงึ่จอบ สวิ่เถาวลัย์ไมไ้ผ่หญา้ มุงกระต่าย หญ้าแฝก หญ ้าสามัญ ดินเหนียว’ ดังนี้ โมฆบุรุษทั้งหลาย การกระท า อย่างนี้ มิได ้ท าคนที่ยังไม่เลื่อมใสให ้เลื่อมใส ฯลฯ” ล าดับนั้น พระผู้มีพระภาค ครั้นทรงต าหนิพวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีโดย ประการต่าง ๆ แล ้ว ฯลฯ ทรงแสดงธรรมีกถาแก่ภิกษุทั้งหลายให ้เหมาะสมให ้ คลอ้ยตามกับเรอื่งนัน้แลว้จงึตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ เรื่องฤๅษี ๒ พี่น้อง [๓๔๔] “ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล ้ว มีฤๅษีพี่น้อง ๒ คน อาศัยอยู่ ใกล ้แม่น ้าคงคา ครั้งนั้น มณีกัณฐนาคราชขึ้นจากแม่น ้าคงคาเข ้าไปหาฤๅษีผู้น้องถึงที่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๗๙ }
๓๘๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๖. กฎุกิารสกิขาบท นทิานวตัถุ อยู่ ครั้นถึงแล ้วได ้พักวงขนดหางล ้อมรอบฤๅษี ๗ รอบ แผพ่ ังพานใหญป่กเหนอื ศรีษะ ฤๅษีผนู้อ้งกลับซบูผอม หมองคล ้า ซดีเหลอืง เสน้เอ็นขนึ้สะพรั่ง เพราะความหวาด กลัวนาคราช ฤๅษีผพู้เี่ห็นฤๅษีผนู้อ้งซบูผอม หมองคล ้า ซดีเหลอืง เสน้เอ็นขนึ้สะพรั่ง จงึ ถามว่า “เพราะเหตไุร เธอจงึซบูผอม หมองคล ้า ซดีเหลอืง เสน้เอ็นขนึ้สะพรั่ง” ฤๅษีผู้น้องตอบว่า “ที่นี้มีมณีกัณฐนาคราชขึ้นจากแม่น ้าคงคามาหากระผม แล ้วพักวงขนดหางล ้อมรอบกระผม ๗ รอบ แผพ่ ังพานใหญป่กเหนอื ศรีษะ เพราะ ความกลัวนาคราชนัน้กระผมจงึซบูผอม หมองคล ้า ซดีเหลอืง เสน้เอ็นขนึ้สะพรั่ง’ ฤๅษีผู้พี่ถามว่า “เธอต ้องการไมใ่หน้าคราชมาหาใชไ่หม” ฤๅษีผู้น้องตอบว่า “กระผมต ้องการไม่ให ้นาคราชนั้นมาหา” ฤๅษีผู้พี่ถามว่า “เธอเห็นนาคราชมีอะไรบ ้าง” ฤๅษีผู้น้องตอบว่า “กระผมเห็นแก ้วมณีประดับที่คอ” ฤๅษีผู้พี่กล่าวว่า “ถา้เชน่นัน้เธอจงกลา่วขอแกว้มณีนาคราชวา่ทา่นจงให้ แก ้วมณีแก่อาตมาเถิด อาตมาอยากได ้” ภิกษุทั้งหลาย ครั้นมณีกัณฐนาคราชขึ้นจากแม่น ้าคงคาเข ้าไปหาฤๅษีผู้น้อง ถึงที่อยู่ พักอยู่ ณ ที่สมควร ฤๅษีผู้น้องกล่าวว่า “ท่านจงให ้แก ้วมณีแก่อาตมา อาตมาอยากได ้” นาคราชคิดว่า “ภิกษุขอแก ้วมณี ภิกษุอยากได ้แก ้วมณี” แล ้วรีบ หลีกไปทันที แม ้ครั้งที่ ๒ มณีกัณฐกนาคราชขึ้นจากแม่น ้าคงคา เข ้าไปหาฤๅษีผู้น้อง ฯลฯ แม ้ครั้งที่ ๓ ฤๅษีผู้น้องกล่าวว่า “ท่านจงให ้แก ้วมณีแก่อาตมา อาตมาอยากได ้” ล าดับนั้น มณีกัณฐนาคราชกล่าวกับฤๅษีผู้น้องเป็นคาถาว่า “เพราะแก ้วมณีดวงนี้เป็นเหตุ ท าให ้ข ้าวน ้าเกิดขึ้นแก่ ข ้าพเจ้ามากมาย ข ้าพเจ้าให ้แก ้วมณีท่านไม่ได ้ ท่าน เป็นคนขอเกินไป ข ้าพเจ้าจะไม่มาอาศรมท่านอีกแล ้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๘๐ }
๓๘๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๖. กฎุกิารสกิขาบท นิทานวัตถุ ท่านขอแก ้วมณีจนท าให ้ข ้าพเจ้าหวาดกลัว เหมือน ชายหนุ่มถือดาบคมที่ลับด ้วยหินท าให ้ผู้อื่นสะดุ้งกลัว ข ้าพเจ้าให ้แก ้วมณีท่านไม่ได ้ ท่านเป็นคนขอเกินไป ข ้าพเจ้าจะไม่มาอาศรมท่านอีกแล ้ว” ๑ ภิกษุทั้งหลาย ครั้นแล ้ว มณีกัณฐนาคราชจากไปพร้อมกับร าพึงว่า “ภิกษุขอ แก ้วมณี ภิกษุอยากได ้แก ้วมณี” ไปแล ้วไม่หวนกลับมาอีกเลย ต่อมาฤๅษีผู้น้อง กลับซบูผอม หมองคล ้า ซดีเหลอืง เสน้เอ็นขนึ้สะพรั่งยงิ่กวา่แตก่อ่นเพราะไมไ่ดพ้บ นาคราชรูปงามน่าดู ฤๅษีผู้พี่เห็นฤๅษีผู้น้องซูบผอม ฯลฯ ถามว่า “เพราะเหตุไรเธอ จึงซูบผอม หมองคล ้า ซดีเหลอืง เสน้เอ็นขนึ้สะพรั่งยงิ่กวา่แตก่อ่น” ฤๅษีผู้น้องตอบว่า “กระผมซูบผอม ฯลฯ เพราะกระผมไม่เห็นนาคราชรูปงาม น่าดูนั้น” ฤๅษีผู้พี่กล่าวเป็นคาถาว่า “บคุคลไมค่วรขอสงิ่ทรี่วู้า่เป็นทรี่ักของเขา อนงึ่เพราะ ขอเกนิ ไปยอ่มเป็นทเี่กลยีดชงันาคราชถกฤๅษีขอ ู แก ้วมณี จึงไม่หวนกลับมาให ้ฤๅษีเห็นอีกเลย” ๒ ภกิษุทัง้หลาย การขอ การออกปากขอ ยอ่มไมเ่ ป็นทพี่อใจแมข้องพวกสตัว์ ดิรัจฉานเหล่านั้น ไม่จ าต ้องกล่าวถึงพวกมนุษย์เลย เรื่องนกฝูงใหญ่ [๓๔๕] ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล ้ว ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในราวป่ าแห่งหนึ่ง เชงิภเูขาหมิพานต์ไมไ่กลจากทนี่ัน้มหีนองน ้าใหญ่นกฝงูใหญเ่ทยี่วหาอาหารที่ หนองน ้าตลอดทัง้วนัพอตกเย็นก็เขา้ไปอาศัยราวป่า ภกิษุนัน้ร าคาญเสยีงนกจงึ เข ้าไปหาเราถึงที่อยู่ กราบไหว ้เราแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร เราถามเธอว่า “ภิกษุ เธอยังสบายดีหรือ ยังพอเป็นอยู่ได ้หรือ เธอเดินทางมาโดยไม่ล าบากหรือ เธอมา จากไหน” เชงิอรรถ : ๑ ขุ.ชา. ๒๗/๗-๘/๗๕ ๒ ขุ.ชา. ๒๗/๙/๗๕ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๘๑ }
๓๘๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๖. กฎุกิารสกิขาบท นทิานวตัถุ ภิกษุนั้นกราบทูลว่า “สบายดี พระพุทธเจ้าข ้า พอเป็นอยู่ได ้ พระพุทธเจ้าข ้า ข ้าพระพุทธเจ้าเดินทางมาโดยไม่ล าบาก พระพุทธเจ้าข ้า แถบภูเขาหิมพานต์มีราว ป่ าใหญ่ ไม่ไกลจากที่นั้น มีหนองน ้าใหญ่ นกฝูงใหญ่เที่ยวหาอาหารที่หนองน ้า ตลอดทัง้วนัพอตกเย็นก็เขา้ไปอาศัยราวป่า ขา้พระพทุธเจา้ร าคาญเสยีงนกจงึหนี มาจากที่นั้น” “เธอตอ้งการไมใ่หฝ้งูนกมาใชไ่หม” “ข ้าพระองค์ ต ้องการไม่ให ้ฝูงนกมา พระพุทธเจ้าข ้า” “ถ้าอย่างนั้น เธอจงกลับไปยังราวป่ า แล ้วเวลาปฐมยามแห่งราตรี ประกาศขึ้น ๓ ครั้งว่า ‘นกทอี่าศัยราวป่านมี้เีทา่ ใด จงฟังเรา เราต ้องการขน จงให้ขนแก่เราตัวละ ๑ อัน’ เวลามัชฌิมยามประกาศขึ้น ๓ ครั้งว่า ‘นกทอี่าศัยราวป่านมี้เีทา่ ใด จงฟังเรา เราต ้องการขน จงให้ขนแก่เราตัวละ ๑ อัน’ เวลาปัจฉิมยามก็ประกาศขึ้น ๓ ครั้งว่า ‘นกทอี่าศัยราวป่านมี้เีทา่ ใด จงฟังเรา เราตอ้งการขน จงใหข้นแกเ่ราตัวละ ๑ อัน’ ต่อมา ภิกษุนั้นกลับไปยังราวป่ า เวลาปฐมยามแห่งราตรี ประกาศขึ้น ๓ ครั้งว่า “นกทอี่าศัยราวป่านมี้เีทา่ ใด จงฟังเรา เราตอ้งการขน จงใหข้นแกเ่ราตัวละ ๑ อัน” เวลามัชฌมิยาม ฯลฯ ปัจฉมิยาม ก็ประกาศเชน่นัน้๓ ครั้งว่า “นกทอี่าศัยราวป่านี้ มีเท่าใด จงฟังข ้าพเจ้า ฯลฯ จงให ้ขนแก่เราตัวละ ๑ อัน” ครั้นฝูงนกรู้ว่า “ภิกษุขอขน ภิกษุต ้องการขน” ก็พากันบินหนีจากไปแล ้วไม่หวนกลับมาอีกเลย ภกิษุทัง้หลาย การขอ การออกปากขอ ยอ่มไมเ่ ป็นทพี่อใจแมข้องพวกสตัว์ ดิรัจฉานเหล่านั้น ไม่จ าต ้องกล่าวถึงพวกมนุษย์เลย เรื่องรัฐบาลกุลบุตร [๓๔๖] ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล ้ว บิดาของรัฐบาลกุลบุตร กล่าวเป็น คาถาว่า “ลูกรัฐบาล คนจ านวนมากพากันมาขอพ่อทั้งที่พ่อก็ ไม่รู้จัก ไฉนลูกจึงไม่ขอพ่อบ ้างเล่า” รัฐบาลกุลบุตรกล่าวตอบบิดาว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๘๒ }
๓๘๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๖. กฎุกิารสกิขาบท พระบญัญัติ “คนขอย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของผู้ถูกขอ คนถูกขอ เมื่อ ไม่ให ้ ก็ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้ขอ เพราะฉะนั้น ลูกจึง ไมข่อพอ่อยา่ ใหล้กูเป็นคนน่าชงัของพอ่เลย” ๑ ภิกษุทั้งหลาย รัฐบาลกุลบุตรยังกล่าวกับบิดาของตนอย่างนี้ ไม่จ าต ้องกล่าว ถึงคนอื่นที่กล่าวกับคนอื่นเลย [๓๔๗] ภิกษุทั้งหลาย ทรัพย์สมบัติของคฤหัสถ์รวบรวมไว ้ได ้ยาก เมื่อได ้มา ก็เก็บรกษาไว ้ได ้ยาก โมฆบุรุษทั้งหลาย เมื่อทรัพย์สมบัติที่พวกคฤหัสถ์รวบรวมไว ้ ได ้ยาก ทั้งเมอื่ไดม้าแลว้ก็เก็บรักษาไวไ้ดย้ากเชน่นี้เธอทัง้หลายกลับเป็นผมู้ากไป ด ้วยการขอ เป็นผู้มากไปด ้วยการออกปากขอด ้วยการกล่าวว่า ‘ท่านทั้งหลายจงให ้ คนงาน อปุกรณ์กอ่ สรา้งสา เร็จรปูโค เกวยีน มดีขวาน ผงึ่จอบ สวิ่เถาวลัย์ไมไ้ผ่ หญ ้ามุงกระต่าย หญ้าแฝก หญ ้าสามัญ ดินเหนียว’ การกระท าอย่างนี้ มิได ้ท าคนที่ ยังไม่เลื่อมใสให ้เลื่อมใส ฯลฯ” แลว้จงึรับสงั่ใหภ้กิษุทัง้หลายยกสกิขาบทนขี้นึ้แสดง ดังนี้ พระบัญญัติ [๓๔๘] ก็ภกิษุผจู้ะสรา้งกฎุที ไี่มม่เีจา้ของสรา้งถวาย สรา้งเป็นของสว่น ตัว ด้วยการขอเอาเอง พึงสร้างให้ได้ขนาด ขนาดในการสรา้งนนั้ดงัน:ี้ยาว ๑๒ คืบ กว้าง ๗ คืบ โดยคืบพระสุคต๒ ตอ้งพาภกิษุทงั้หลายไปแสดงพนื้ทใี่ห้ภกิษุ เหลา่นนั้พงึแสดงพนื้ทไี่มม่อีนัตราย ๓ เป็นพนื้ทมี่บีรเิวณโดยรอบ ถา้ภกิษุสรา้ง กฎุดีว้ยการขอเอาเอง ในทที่มี่อีนัตราย เป็นพนื้ทไี่มม่บีรเิวณโดยรอบ ไมพ่า ภิกษุทงั้หลายไปเพอื่แสดงพนื้ทใี่ห้หรอืสรา้งใหเ้กนิขนาด เป็นสงัฆาทเิสส ๔ เรื่องภิกษุชาวเมืองอาฬวี จบ เชงิอรรถ : ๑ ขุ.ชา. ๒๗/๕๕/๑๖๙ ๒ มาตราวัดขนาดสงิ่ของทใี่ชใ้นครัง้พทุธกาล ๑ คืบพระสุคต เท่ากับ ๓ คบืของคนสัณฐานปานกลาง ๓ สารมฺภ อนารมฺภนฺติ สอุปทฺทว อนุปทฺทว ค าว่า สารมฺภ หมายถึงมีอันตราย ค าว่า อนารมฺภ หมายถึง ไม่มีอันตราย (วิ.อ. ๒/๓๔๙/๖๓) ๔ เป็นสังฆาทเิสส ๒ กรณี คือ (๑) ไม่พาสงฆ์ไปแสดงพื้นที่ (๒) สร ้างเกินขนาด เป็นทุกกฏ ๒ กรณี คือ (๑) ที่มีอันตราย (๒) ไม่มีบริเวณโดยรอบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๘๓ }
๓๘๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๖. กฎุกิารสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ สกิขาบทวภิงัค์ [๓๔๙] ทชี่อื่วา่การขอเอาเอง คอืขอคนงานบา้ง อปุกรณ์กอ่ สรา้งส าเร็จ รูปบ ้าง โคบ ้าง เกวียนบ ้าง มีดบ ้าง ขวานบา้ง ผงึ่บา้ง จอบบา้ง สวิ่บา้ง เถาวลัยบ์า้ง ไม ้ไผ่บ ้าง หญ ้ามุงกระต่ายบ ้าง หญ ้าแฝกบ ้าง หญ ้าสามัญบ ้าง ดินเหนียวบ ้าง ด ้วย ตนเอง ทชี่อื่วา่ กุฎีไดแ้ก่ทอี่ยซู่งึ่โบกฉาบภายในหรอืภายนอกหรอื โบกฉาบทัง้ ภายในภายนอก ค าว่า สร้าง คอื สรา้งเองหรอื ใชค้นอนื่สรา้ง ค าว่า ที่ไม่มีเจ้าของสร้างถวาย คือ ไม่มีใครอื่น ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย คฤหัสถห์รอืบรรพชติเป็นเจา้ของสรา้งถวาย ค าว่า สรา้งเป็นของสว่นตวั คือ เพื่อประโยชน์ตน ค าว่า พึงสร้างให้ได้ขนาด ขนาดในการสร้างนั้น ดังนี้ : ยาว ๑๒ คืบ โดย คืบพระสุคต คือ วัดด ้านนอกกุฎี ค าว่า กว้าง ๗ คืบ คือ วัดด ้านในฝาผนัง ค าว่า ตอ้งพาภกิษุทงั้หลายไปแสดงพนื้ทใี่ห้อธิบายว่า ภิกษุผู้จะสร้างกุฎี นั้น พึงให ้แผ้วถางพื้นที่สร้างกุฎี แล ้วเข ้าไปหาสงฆ์ ห่มผ ้าเฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้ แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ กระผม ตอ้งการสรา้งกฎุที ไี่มม่เีจา้ของสรา้งถวาย สรา้งเป็นของสว่นตัว ดว้ยการขอเอาเอง กระผมขอให ้สงฆ์ตรวจดูพื้นที่สร้างกุฎี ขอรับ” พึงกล่าวขอภิกษุทั้งหลายดังนี้เป็นครั้งที่ ๒ พึงกล่าวขอภิกษุทั้งหลายดังนี้เป็นครั้งที่ ๓ ถ้าสงฆ์ทั้งปวงสามารถไปตรวจดูพื้นที่ สร้างกุฎีได ้ ก็ต ้องไปตรวจดูด ้วยกันทุกรูป ถ้าสงฆ์ไม่สามารถจะไปตรวจดูพื้นที่สร้าง กุฎีได ้หมดทุกรูป ก็ต ้องขอพวกภิกษุที่ฉลาดสามารถรู้จักพื้นที่ว่า เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ แล ้วแต่งตั้ง วิธีแต่งตั้ง และกรรมวาจาแต่งตั้ง ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงแต่งตั้งอย่างนี้ คือ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถ พึงประกาศ ให ้สงฆ์ทราบว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๘๔ }
๓๘๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๖. กฎุกิารสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ [๓๕๐] “ทา่นผเู้จรญิขอสงฆจ์งฟังขา้พเจา้ภกิษุชอื่นตี้อ้งการจะสรา้งกฎุที ี่ ไมม่เีจา้ของสรา้งถวาย สรา้งเป็นของสว่นตัว ดว้ยการขอเอาเอง ภกิษุนัน้ขอใหส้งฆ์ ตรวจดพูนื้ทสี่รา้งกฎุีถา้สงฆพ์รอ้มกันแลว้พงึแตง่ตงั้ภกิษุชอื่นแี้ละชอื่นให ้ตรวจดู ี้ พนื้ทสี่รา้งกฎุใีหแ้กภ่กิษุชอื่นี้นเี่ป็นญัตติ ทา่นผเู้จรญิขอสงฆจ์งฟังขา้พเจา้ภกิษุชอื่นตี้อ้งการจะสรา้งกฎุที ไี่มม่เีจา้ของ สรา้งถวาย สรา้งเป็นของสว่นตัว ดว้ยการขอเอาเอง ภกิษุนัน้ขอใหส้งฆต์รวจดพูนื้ที่ สรา้งกฎุีสงฆแ์ตง่ตัง้ภกิษุชอื่นแี้ละชอื่นใี้หต้รวจดพูนื้ทสี่รา้งกฎุใีหแ้กภ่กิษุชอื่นี้ท่าน รปูใดเห็นดว้ยกับการแตง่ตัง้ภกิษุชอื่นแี้ละชอื่นใี้หต้รวจดพูนื้ทสี่รา้งกฎุใีหแ้กภ่กิษุชอื่นี้ ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด ้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง ภกิษุชอื่นแี้ละชอื่นี้สงฆแ์ตง่ตัง้ใหต้รวจดพูนื้ทสี่รา้งกฎุใีหแ้กภ่กิษุชอื่นี้สงฆ์ เห็นด ้วย เพราะฉะนั้น จึงนิ่ง ข ้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้” วธิแีสดงพนื้ที่ [๓๕๑] ภิกษุทั้งหลายที่ได ้รับแต่งตั้งเหล่านั้น ต ้องไปที่นั้นแล ้วพึงตรวจดู พื้นที่สร้างกุฎี ให ้รู้ว่า เป็นพื้นที่มีอันตรายเป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณ โดยรอบ เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ถ้าเป็นพื้นที่มีอันตรายทั้งไม่มีบริเวณโดยรอบ พึงบอกภิกษุรูปนั้นว่า “อย่าสร้างในที่นี้” ถ้าเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายทั้งมีบริเวณโดย รอบพึงบอกสงฆ์ว่า “เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย ทั้งมีบริเวณโดยรอบ” ภิกษุผู้จะสร้างกุฎี นั้นพึงเข ้าไปหาสงฆ์ ห่มผ ้าเฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้มีพรรษาแก่กว่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ กระผมต ้องการสร้างกุฎีที่ไม่มีเจ้าของสร้าง ถวาย สรา้งเป็นของสว่นตัวดว้ยการขอเอาเอง กระผมขอใหส้งฆแ์ สดงพนื้ทสี่รางกุฎี ้ ” พึงกล่าวขอภิกษุทั้งหลายดังนี้เป็นครั้งที่ ๒ พึงกล่าวขอภิกษุทั้งหลายดังนี้เป็นครั้งที่๓ กรรมวาจาขอใหส้งฆแ์ สดงพนื้ทสี่รา้งกฎุี ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให ้สงฆ์ทราบ ดังนี้ [๓๕๒] “ทา่นผเู้จรญิขอสงฆจ์งฟังขา้พเจา้ภกิษุชอื่นตี้อ้งการจะสรา้งกฎุที ี่ ไมม่เีจา้ของสรา้งถวายสรา้งเป็นของสว่นตัว ดว้ยการขอเอาเอง ภกิษุนัน้ขอใหส้งฆ์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๘๕ }
๓๘๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๖. กฎุกิารสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ แสดงพื้นที่สร้างกฎุีถา้สงฆพ์รอ้มกันแลว้พงึไปแสดงพนื้ทสี่รา้งกฎุใีหแ้กภ่กิษุชอื่นี้ นี่เป็นญัตติ ทา่นผเู้จรญิขอสงฆจ์งฟังขา้พเจา้ภกิษุชอื่นตี้อ้งการจะสรา้งกฎุที ไี่มม่เีจา้ของ สรา้งถวาย สรา้งเป็นของสว่นตัว ดว้ยการขอเอาเอง ภกิษุนัน้ขอใหส้งฆแ์ สดงพนื้ที่ สร้างกุฎี สงฆ์แสดงพนื้ทสี่รา้งกฎุใีหแ้กภ่กิษุชอื่นี้ทา่นรปูใดเห็นดว้ยกับการแสดง พนื้ทสี่รา้งกฎุใีหแ้กภ่กิษุชอื่นี้ทา่นรปูนัน้พงึนงิ่ทา่นรปูใดไมเ่ห็นดว้ย ทา่นรปูนัน้พงึ ทักท้วง พนื้ทสี่รา้งกฎุีสงฆแ์ สดงใหแ้กภ่กิษุชอื่นแี้ลว้ สงฆเ์ห็นดว้ย เพราะฉะนัน้จงึนงิ่ ข ้าพเจ้าขอถือเอาความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้” [๓๕๓] ทชี่อื่วา่เป็นพนื้ทมี่อีนัตราย คือ เป็นที่อยู่ของมด เป็นที่อยู่ของปลวก เป็นที่อยู่ของหนู เป็นที่อยู่ของงู เป็นที่อยู่ของแมลงป่ อง เป็นที่อยู่ของตะขาบ เป็น ทอี่ยขู่องชา้ง เป็นทอี่ยขู่องมา้เป็นทอี่ยขู่องราชสหี ์เป็นทอี่ยขู่องเสอื โครง่ เป็นที่อยู่ ของเสอืเหลอืง เป็นทอี่ยขู่องหมีเป็นทอี่ยขู่องสนุัขป่า หรอืเป็นทอี่ยขู่องสตัว์ ดิรัจฉานบางเหล่า อยู่ใกล ้นา อยู่ใกล ้สวน อยู่ใกล ้ตะแลงแกง อยู่ใกล ้ที่ทรมานนักโทษ อยใู่กลส้ สุาน อยใู่กลอ้ทุยาน อยใู่กลท้หี่ลวง อยใู่กลโ้รงชา้ง อยใู่ กล ้โรงม ้า อยู่ใกล ้ เรอืนจ า อยใู่กลโ้รงสรุา อยใู่กลร้า้นขายเนอื้อยใู่กลถ้นน อยใู่กลท้างสแี่ยก อยใู่กล้ ทปี่ระชมุหรอือยใู่กลท้างเดนินชี่อื่วา่พนื้ทมี่อี ันตราย ทชี่อื่วา่เป็นพนื้ทไี่มม่บีรเิวณโดยรอบ คือ เกวียนที่เขาเทียมวัวตามปกติไม่ สามารถวนไปได ้ บันไดไมส่ามารถจะทอดเวยีนไปไดโ้ดยรอบ นชี่อื่วา่พนื้ทไี่มม่ ี บริเวณโดยรอบ ทชี่อื่วา่เป็นพนื้ทไี่มม่อีนัตราย คอื ไมใ่ ชท่อี่ยขู่องมด ไมใ่ ชท่อี่ยขู่องปลวก ไมใ่ ชท่อี่ยขู่องหนูไมใ่ ชท่อี่ยขู่องงูไมใ่ ชท่อี่ยขู่องแมลงป่อง ไมใ่ ชท่อี่ยขู่องตะขาบ ฯลฯ ไม่ใกล ้ทางเดิน นี่ชอื่วา่พนื้ทไี่มม่อี ันตราย ทชี่อื่วา่เป็นพนื้ทมี่บีรเิวณโดยรอบ คือ เกวียนที่เขาเทียมวัวตามปกติ สามารถวนไปได้บันไดสามารถทอดเวยีนไปไดโ้ดยรอบ นชี่อื่วา่พนื้ทมี่บีรเิวณ โดยรอบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๘๖ }
๓๘๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๖. กฎุกิารสกิขาบท บทภาชนยี ์ ทชี่อื่วา่การขอเอาเอง อธบิายวา่ขอคนงาน อปุกรณ์กอ่ สรา้งส าเร็จรปู ฯลฯ ดินเหนียว ทชี่อื่วา่ กุฎีไดแ้ก่ทอี่ยซู่งึ่โบกฉาบเฉพาะภายในหรอืภายนอก หรอื โบกฉาบ ทั้งภายในภายนอก ค าว่า สร้าง คอื สรา้งเองหรอื ใชค้นอนื่สรา้ง ค าว่า ไมพ่าภกิษุทงั้หลายไปแสดงพนื้ทใี่ห้หรอืสรา้งใหเ้กนิขนาด ความ วา่ ไมข่อใหส้งฆแ์ สดงพนื้ทสี่รา้งกฎุดีว้ยญัตตทิตุยิกรรมวาจากอ่น สรา้งเองหรอื ใช้ คนอนื่สรา้งเกนิก าหนดแมเ้พยีงเสน้ผมเดยีว จะยาวหรอืกวา้ง ตอ้งอาบัตทุกกฏิ เพราะความพยายามแต่ละครั้ง ยังเหลืออิฐอีกก ้อนหนึ่งจึงจะเสร็จ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย อฐิกอ้นสดุทา้ยเสร็จแลว้ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ค าว่า เป็นสงัฆาทเิสส ความวา่ ส าหรับอาบัตนิ ัน้สงฆเ์ทา่นัน้ใหป้รวิาส ฯลฯ เพราะเหตุนั้น จึงตรัสเรียกว่า “เป็นสงัฆาทเิสส” บทภาชนีย์ สงฆไ์มไ่ดแ้ สดงพนื้ทใี่ห้ [๓๕๔] ภิกษุสร้างกุฎีที่สงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็น พื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว กบัอาบัตสิงัฆาทเิสส ๑ ตัว ภิกษุสร้างกุฎีที่สงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มี บรเิวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ภิกษุสร้างกุฎีที่สงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่ มบีรเิวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ภิกษุสร้างกุฎีที่สงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มี บรเิวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๘๗ }
๓๘๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๖. กฎุกิารสกิขาบท บทภาชนยี ์ สงฆแ์ สดงพนื้ทใี่ห้ [๓๕๕] ภิกษุสร้างกุฎีที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ภิกษุสร้างกุฎีที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณ โดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุสร้างกุฎีที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มี บริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุสร้างกุฎีที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณ โดยรอบ ไม่ต ้องอาบัติ สร้างเกินขนาด ภิกษุสร้างกุฎีเกินขนาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว กับอาบัตสิงัฆาทเิสส ๑ ตัว ภิกษุสร้างกุฎีเกินขนาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตทิกุกฏ กับอาบตั สิงัฆาทเิสส ภิกษุสร้างกุฎีเกินขนาด เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ภิกษุสร้างกุฎีเกินขนาด เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส สร้างได้ขนาด ภิกษุสร้างกุฎีได ้ขนาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ภิกษุสร้างกุฎีได ้ขนาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๘๘ }
๓๘๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๖. กฎุกิารสกิขาบท บทภาชนยี ์ ภิกษุสร้างกุฎีได ้ขนาด เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุสร้างกุฎีได ้ขนาด เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ไม่ต ้องอาบัติ สงฆไ์มไ่ดแ้ สดงพนื้ทใี่ห้สรา้งเกนิขนาด ภิกษุสร้างกุฎีที่สงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้ สร้างเกินขนาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตวักับอาบัตสิงัฆาทเิสส ๒ ตัว ภิกษุสร้างกุฎีที่สงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้ สร้างเกินขนาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๑ ตัวกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ๒ ตัว ภิกษุสร้างกุฎีที่สงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้ สร้างเกินขนาด เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๑ ตัวกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ๒ ตัว ภิกษุสร้างกุฎีที่สงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้ สร้างเกินขนาด เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพนื้ทมี่บีรเิวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ๒ ตัว สงฆแ์ สดงพนื้ทใี่ห้สรา้งไดข้นาด ภิกษุสร้างกุฎีที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้ สร้างได ้ขนาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็น พื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ภิกษุสร้างกุฎีที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้ สร้างได ้ขนาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็น พื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุสร้างกุฎีที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้ สร้างได ้ขนาด เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุสร้างกุฎีที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้ สร้างได ้ขนาด เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ไม่ต ้องอาบัติ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๘๙ }
๓๙๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๖. กฎุกิารสกิขาบท บทภาชนยี ์ สง่ัสรา้งกฎุที สี่งฆไ์มไ่ดแ้ สดงพนื้ทใี่ห้ [๓๕๖] ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” ผรู้ับค าสงั่สรา้งกฎุที สี่งฆไ์มไ่ดแ้สดง พื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัวกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ๑ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ฯลฯ เป็นพนื้ทไี่มม่อี ันตราย เป็นพนื้ทไี่มม่ ี บริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ฯลฯ เป็นพนื้ทไี่มม่อี ันตราย เป็นพนื้ทมี่บีรเิวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส สง่ัสรา้งกฎุที สี่งฆแ์ สดงพนื้ทใี่ห้ ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” ผรู้ับค าสงั่สรา้งกฎุที สี่งฆแ์ สดงพนื้ทใี่ห้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ เป็น พื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มี อันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ไม่ต ้องอาบัติ สง่ัสรา้งกฎุีเขาสรา้งเกนิขนาด ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” ผรู้ับค าสงั่สรา้งกฎุเีกนิขนาด เป็นพนื้ทมี่ี อันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว กับอาบัตสิงัฆาทเิสส ๑ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏกับ อาบัตสิงัฆาทเิสส ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้อง อาบัตทิกุกฏกับสงัฆาทเิสส ฯลฯ เป็นพนื้ทไี่มม่อี ันตราย เป็นพนื้ทมี่บีรเิวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส สง่ัสรา้งกฎุีเขาสรา้งไดข้นาด ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” ผรู้ับค าสงั่สรา้งกฎุไีดข้นาด เป็นพื้นที่มี อันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มี อันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๙๐ }
๓๙๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๖. กฎุกิารสกิขาบท บทภาชนยี ์ เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็น พื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ไม่ต ้องอาบัติ สง่ัสรา้งกฎุที สี่งฆไ์มไ่ดแ้ สดงพนื้ทใี่ห้เขาสรา้งเกนิขนาด ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” ผรู้ับค าสงั่สรา้งกฎุที สี่งฆไ์มไ่ดแ้สดงพนื้ทใี่ห้ สร้างเกินขนาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัวกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดย รอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๑ ตัวกับอาบัติสงัฆาทเิสส ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๑ ตัวกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพนื้ทไี่มม่อี ันตราย เป็นพนื้ทมี่บีรเิวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ๒ ตัว สง่ัสรา้งกฎุที สี่งฆแ์ สดงพนื้ทใี่ห้เขาสรา้งไดข้นาด ภิกษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” ผรู้ับค าสงั่สรา้งกฎุที สี่งฆแ์ สดงพนื้ทใี่ห้สร้าง ได ้ขนาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็น พื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ไม่ต ้องอาบัติ หลกี ไปไมไ่ดส้ง่ัสงฆไ์มไ่ดแ้ สดงพนื้ทใี่ห้ [๓๕๗] ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไป แตไ่มไ่ดส้งั่วา่ “กุฎีนั้น สงฆ์ต ้องแสดงพื้นที่ให ้ ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องเป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ” ผรู้ับค าสงั่สรา้งกฎุที สี่งฆไ์มไ่ดแ้สดงพนื้ทใี่ห้เป็นพนื้ทมี่อี ันตราย เป็นพนื้ทไี่มม่ ี บริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัวกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ๑ ตัว ฯลฯ เป็น พื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏกับ อาบัตสิงัฆาทเิสส ฯลฯ เป็นพนื้ทไี่มม่อี ันตราย เป็นพนื้ทมี่บีรเิวณโดยรอบ ตอ้ง อาบัตสิงัฆาทเิสส {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๙๑ }
๓๙๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๖. กฎุกิารสกิขาบท บทภาชนยี ์ หลกี ไปไมไ่ดส้ง่ัสงฆแ์ สดงพนื้ทใี่ห้ ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไป แตไ่มไ่ดส้งั่วา่ “กุฎีนั้นสงฆ์ต ้อง แสดงพื้นที่ให ้ ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องเป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ” ผู้รับ ค าสงั่สรา้งกฎุที สี่งฆแ์ สดงพนื้ทใี่ห้เป็นพนื้ทมี่อี ันตราย เป็นพนื้ทไี่มม่บีรเิวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ต ้อง อาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติ ทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ไม่ต ้องอาบัติ หลกี ไปไมไ่ดส้ง่ัเขาสรา้งเกนิขนาด ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไป แตไ่มไ่ดส้งั่วา่ “กุฎีนั้นต ้องได ้ ขนาด ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องเป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ” ผรู้ับค าสงั่ สร้างกุฎีให ้เกินขนาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติ ทุกกฏ ๒ ตัวกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ๑ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มี บรเิวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพนื้ทไี่มม่บีรเิวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ฯลฯ เป็นพนื้ที่ ไมม่อี ันตราย เป็นพนื้ทมี่บีรเิวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส หลกี ไปไมไ่ดส้ง่ัเขาสรา้งไดข้นาด ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แล ้วหลีกไป แต่ไม่ได ้สงั่วา่ “กุฎีนั้นต ้องสร้าง ได ้ขนาด ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ผรู้ับค าสงั่สรา้งกฎุี ได ้ขนาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็น พื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ไม่ต ้องอาบัติ หลกี ไปไมไ่ดส้ง่ัสงฆไ์มไ่ดแ้ สดงพนื้ทใี่ห้เขาสรา้งเกนิขนาด ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไป แตไ่มไ่ดส้ งว่า ั่“กุฎีนั้นสงฆ์ต ้อง แสดงพื้นที่ให ้ ต ้องสร้างให ้ได ้ขนาด ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๙๒ }
๓๙๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๖. กฎุกิารสกิขาบท บทภาชนีย์ รอบ” ผรู้ับค าสงั่สรา้งกฎุที สี่งฆไ์มไ่ดแ้สดงพนื้ทใี่ห้สรา้งเกนิขนาด เป็นพนื้ทมี่ี อันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัวกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๑ ตัวกับอาบัตสิงัฆาทิเสส ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณ โดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๑ ตัวกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มี อันตราย เป็นพนื้ทมี่บีรเิวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ๒ ตัว หลกี ไปไมไ่ดส้ง่ัสงฆแ์ สดงพนื้ทใี่ห้เขาสรา้งไดข้นาด ภิกษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไปแตไ่มไ่ดส้งั่วา่ “กุฎีนั้นสงฆ์ต ้อง แสดงพื้นที่ให ้ ต ้องสร้างให ้ได ้ขนาด ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดย รอบ” ผรู้ับค าสงั่สรา้งกฎุที สี่งฆแ์ สดงพนื้ทใี่ห้สรา้งไดข้นาด เป็นพนื้ทมี่อี ันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็น พื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ มีบริเวณโดยรอบ ไม่ต ้องอาบัติ สรา้งผดิคา สง่ัสงฆไ์มไ่ดแ้ สดงพนื้ทใี่ห้ [๓๕๘] ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไปแตไ่ดส้งั่วา่ “กุฎีนั้น สงฆ์ต ้องแสดงพื้นที่ให ้ ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ผู้รับ ค าสงั่สรา้งกฎุที สี่งฆไ์มไ่ดแ้สดงพนื้ทใี่ห้เป็นพนื้ทมี่อี ันตราย เป็นพนื้ทไี่มมีบริเวณ ่ โดยรอบ ภิกษุนั้นทราบข่าวว่า “เขาสร้างกุฎีที่สงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้เรา เป็นพื้นที่มี อันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ” ภกิษุนัน้พงึไปเองหรอื สง่ทตูไปบอกวา่ “กุฎีนั้นสงฆ์ต ้องแสดงพื้นที่ให ้ ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ถ้าเธอไมไ่ ปเอง หรอื ไมส่ง่ทตูไปบอก ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไปและไดส้งั่วา่ “กุฎีนั้นสงฆ์ต ้อง แสดงพื้นที่ให ้ ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ผรู้ับค าสงั่สรา้ง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๙๓ }
๓๙๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๖. กฎุกิารสกิขาบท บทภาชนยี ์ กุฎีที่สงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุ นั้นทราบข่าวว่า “เขาสร้างกุฎีที่สงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้เรา เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็น พื้นที่มีบริเวณโดยรอบ” ภกิษุนัน้พงึไปเองหรอื สง่ทตูไปบอกวา่ “สงฆ์ต ้องแสดงพื้นที่ ให ้และต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย” ถา้เธอไมไ่ ปเองหรอื ไมส่ง่ทตูไปบอก ตอ้งอาบัติ ทุกกฏ ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไปแตไ่ดส้งั่วา่ “กุฎีนั้นสงฆ์ต ้อง แสดงพื้นที่ให ้ ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ผรู้ับค าสงั่สรา้ง กุฎีที่สงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุนั้นทราบข่าวว่า ‘เขาสร้างกุฎีที่สงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้เรา เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ’ ภกิษุนัน้พงึไปเองหรอื สง่ทตูไปบอกวา่ “สงฆ์ต ้อง แสดงพื้นที่ให ้และต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ถา้เธอไมไ่ ปเองหรอื ไมส่ง่ทตูไปบอก ตอ้ง อาบัติทุกกฏ สรา้งผดิคา สง่ัสงฆไ์มไ่ดแ้ สดงพนื้ทใี่ห้ ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แล ้วหลีกไปแตไ่ดส้งั่วา่ “กุฎีนั้นสงฆ์ต ้อง แสดงพื้นที่ให ้ ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ผรู้ับค าสงั่สรา้ง กุฎีที่สงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุนั้นทราบข่าวว่า “เขาสร้างกุฎีที่สงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้เรา เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ” ภกิษุนัน้พงึไปเองหรอื สง่ทตูไปบอกวา่ “สงฆ์ต ้องแสดง พื้นที่ให ้” ถา้เธอไมไ่ ปเองหรอื ไมส่ง่ทตูไปบอก ตอ้งอาบัตทิกุกฏ สรา้งผดิคา สง่ัสงฆแ์ สดงพนื้ทใี่ห้ ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไปแตไ่ดส้ งว่า ั่“กุฎีนั้นสงฆ์ต ้อง แสดงพื้นที่ให ้ ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ผรู้ับค าสงั่สรา้ง กุฎีที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุ นั้นทราบข่าวว่า “เขาสร้างกุฎีที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้เรา เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็น พื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ” ภกิษุนัน้พงึไปเองหรอื สง่ทตูไปบอกวา่ “ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มี {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๙๔ }
๓๙๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๖. กฎุกิารสกิขาบท บทภาชนยี ์ อันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ถา้เธอไมไ่ ปเองหรอื ไมส่ง่ทตูไปบอก ตอ้งอาบัติ ทุกกฏ ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไปและไดส้งั่วา่ “กุฎีนั้นสงฆ์ต ้อง แสดงพื้นที่ให ้ ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ผรู้ับค าสงั่สรา้ง กุฎีที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุนั้น ทราบข่าวว่า “เขาสร้างกุฎีที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้เรา เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มี บริเวณโดยรอบ” ภกิษุนัน้พงึไปเองหรอื สง่ทตูไปบอกวา่ “ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย” ถา้เธอไมไ่ ปเองหรอื ไมส่ งทูตไปบอก ต ้องอาบัติทุกกฏ ่ ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไปและไดส้งั่วา่ “กุฎีนั้นสงฆ์ต ้อง แสดงพื้นที่ให ้ ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ผรู้ับค าสงั่ สร้างกุฎีที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุนั้นทราบข่าวว่า “เขาสร้างกุฎีที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้เรา เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ” ภกิษุนัน้พงึไปเองหรอื สง่ทตูไปบอกวา่ “ต ้องมีบริเวณ โดยรอบ”ถา้เธอไมไ่ ปเองหรอื ไมส่ง่ทตูไปบอก ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไปและไดส้งั่วา่ “กุฎีนั้นสงฆ์ต ้อง แสดงพื้นที่ให ้ ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ผรู้ับค าสงั่สรา้ง กุฎีที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ไม่ต ้อง อาบัติ สง่ัไดข้นาด เขาสรา้งเกนิขนาด [๓๕๙] ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไปและไดส้งั่วา่ “กุฎีนั้น ต ้องได ้ขนาด ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ผรู้ับค าสงั่สรา้ง กุฎีให ้เกินขนาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุนั้นทราบ ข่าวว่า “เขาสร้างกุฎีให ้เราเกินขนาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดย รอบ” ภกิษุนัน้พงึไปเองหรอื สง่ทตูไปบอกวา่ “ต ้องได ้ขนาด ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มี อันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ฯลฯ “ต ้องได ้ขนาดและต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๙๕ }
๓๙๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๖. กฎุกิารสกิขาบท บทภาชนยี ์ ฯลฯ “ต ้องได ้ขนาดและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ฯลฯ “ต ้องได ้ขนาด” ถ้าเธอไม่ไป เองหรอื ไมส่ง่ทตูไปบอก ตอ้งอาบัตทิกุกฏ สง่ัไดข้นาด เขาสรา้งไดข้นาด ภกิษุสงว่า ั่“จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไป และไดส้งั่วา่ “กุฎีนั้นต ้องได ้ขนาด ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ผรู้ับค าสงั่สรา้งกฎุใีหไ้ดข้นาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุนั้นทราบข่าวว่า “เขาสร้าง กุฎีให ้เราได ้ขนาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ” ภิกษุนั้นพึง ไปเองหรอื สง่ทตูไปบอกวา่ “ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ฯลฯ “ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย” ฯลฯ “ต ้องเป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ” ฯลฯ ไม่ต ้องอาบัติ สง่ัสรา้งกฎุีสงฆแ์ สดงพนื้ทใี่ห้ไดข้นาด เขาไมส่รา้งตามสง่ั [๓๖๐] ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไปและไดส้งั่วา่ “กุฎีนั้น สงฆ์ต ้องแสดงพื้นที่ให ้ ต ้องได ้ขนาด ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดย รอบ” ผรู้ับค าสงั่สรา้งกฎุที สี่งฆไ์มไ่ดแ้สดงพนื้ทใี่ห้เกนิขนาด เป็นพนื้ทมี่อันตราย ี เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุนั้นทราบข่าวว่า “เขาสร้างกุฎีที่สงฆ์ไม่ได ้แสดง พื้นที่ให ้เรา เกินขนาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ” เธอ พงึไปเองหรอื สง่ทตูไปบอกวา่ “สงฆ์ต ้องแสดงพื้นที่ให ้ ต ้องได ้ขนาด ต ้องเป็นพื้นที่ ไม่มีอันตราย และต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ฯลฯ “สงฆ์ต ้องแสดงพื้นที่ให ้ ต ้องได ้ ขนาดและต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย” ฯลฯ “สงฆ์ต ้องแสดงพื้นที่ให ้ ต ้องได ้ขนาด และต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ฯลฯ “สงฆ์ต ้องแสดงพื้นที่ให ้และต ้องได ้ขนาด” ถ้าเธอ ไมไ่ ปเองหรอื ไมส่ง่ทตูไปบอก ตอ้งอาบัตทิกุกฏ สง่ัสรา้งกฎุีสงฆแ์ สดงพนื้ทใี่ห้ไดข้นาด เขาสรา้งตามสง่ั ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไป และไดส้งั่วา่ “กุฎีนั้นสงฆ์ต ้อง แสดงพื้นที่ให ้ ต ้องได ้ขนาด ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ผู้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๙๖ }
๓๙๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๖. กฎุกิารสกิขาบท บทภาชนยี ์ รับค าสงั่สรา้งกฎุที สี่งฆแ์ สดงพนื้ทใี่หไ้ดข้นาด เป็นพนื้ทมี่อี ันตราย เป็นพนื้ทไี่มม่ ี บริเวณโดยรอบ ภิกษุนั้นทราบข่าวว่า “เขาสร้างกุฎีที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้เราได ้ขนาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ” เธอพงึไปเองหรอื สง่ทตูไปบอกวา่ “ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ฯลฯ “ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มี อันตราย” ฯลฯ “ต ้องเป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ” ฯลฯ ไม่ต ้องอาบัติ ภกิษุสงั่ว่า “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไป แตไ่ดส้งั่วา่ “กุฎีนั้นสงฆ์ต ้อง แสดงพื้นที่ให ้ ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ผรู้ับค าสงั่สรา้ง กุฎีที่สงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ ๓ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณ โดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็น พื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มี อันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ สรา้งผดิคา สง่ัสงฆแ์ สดงพนื้ทใี่ห้ ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไปแตไ่ดส้งั่วา่ “กุฎีนั้นสงฆ์ต ้อง แสดงพื้นที่ให ้ ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ผรู้ับค าสงั่ สร้างกุฎีที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณ โดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มี บริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ มีบริเวณโดยรอบ ไม่ต ้องอาบัติ สรา้งผดิคา สง่ัสรา้งเกนิขนาด ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไปแตไ่ดส้งั่วา่ “กุฎีนั้นต ้องได ้ขนาด ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ผรู้ับค าสงั่สรา้งกฎุใีหเ้กนิขนาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ ๓ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๙๗ }
๓๙๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงฆาทิเสสกัณฑ์] ั ๖. กฎุกิารสกิขาบท บทภาชนยี ์ ทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้ สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ สรา้งผดิคา สง่ัสรา้งไดข้นาด ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไปและไดส้งั่วา่ “กุฎีนั้นต ้องได ้ขนาด ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ผรู้ับค าสงั่สรา้งกฎุใีหไ้ดข้นาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติ ทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ไม่ต ้องอาบัติ สรา้งผดิคา สง่ัสงฆไ์มไ่ดแ้ สดงพนื้ทใี่ห้สรา้งเกนิขนาด ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไปและไดส้งั่วา่ “กุฎีนั้นสงฆ์ต ้อง แสดงพื้นที่ให ้ต ้องได ้ขนาด ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ผู้ รับค าสงั่สรา้งกฎุที สี่งฆไ์มไ่ดแ้สดงพนื้ทใี่หเ้กนิขนาด เป็นพนื้ทมี่อี ันตราย เป็นพื้นที่ ไม่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้าง ต ้องอาบัติทุกกฏ ๔ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ ๓ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มี อันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ ๓ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายเป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว สรา้งผดิคา สง่ัสงฆแ์ สดงพนื้ทใี่ห้สรา้งไดข้นาด ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไปและไดส้งั่วา่ “กุฎีนั้นสงฆ์ต ้อง แสดงพื้นที่ให ้ต ้องได ้ขนาด ต ้องเป็นพื้นที่ไม่มีอันตรายและต ้องมีบริเวณโดยรอบ” ผู้ รับค าสงั่สรา้งกฎุที สี่งฆแ์ สดงพนื้ทใี่หไ้ดข้นาด เป็นพนื้ทมี่อี ันตราย เป็นพนื้ทไี่มม่ ี บริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๙๘ }
๓๙๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๖. กฎุกิารสกิขาบท บทภาชนยี ์ เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ภิกษุผู้สร้างต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มี อันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ไม่ต ้องอาบัติ สงฆไ์มไ่ดแ้ สดงพนื้ทใี่ห้สรา้งคา้ง [๓๖๑] ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไป ผรู้ับค าสงั่สรา้งกฎุที ี่ สงฆ์ไม่ได ้แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ถ้าเขา สร้างค ้างไว ้ ภิกษุนั้นกลับมา พึงให ้กุฎีนั้นแก่ภิกษุอื่น หรือรื้อสร้างใหม่ ถ้าไม่ให ้แก่ ภิกษุอื่นหรือไม่รื้อสร้างใหม่ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว กับอาบัตสิงัฆาทเิสส ๑ ตัว ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไป ผรู้ับค าสงั่สรา้งกฎุที สี่งฆไ์มไ่ด้ แสดงพื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ถ้าเขาสร้างค ้างไว ้ ภิกษุนั้นกลับมา พึงให ้กุฎีนั้นแก่ภิกษุอื่นหรือรื้อสร้างใหม่ ถ้าไม่ให ้แก่ภิกษุอื่น หรือ ไมร่อื้สรา้งใหม่ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ฯลฯ เป็นพนื้ทไี่มม่อี ันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ฯลฯ ต ้องอาบัติทุกกฏกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ฯลฯ เป็น พนื้ทไี่มม่อี ันตราย เป็นพนื้ทมี่บีรเิวณโดยรอบ ฯลฯ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส สงฆไ์มไ่ดแ้ สดงพนื้ทใี่ห้สรา้งคา้ง ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไป ผรู้ับค าสงั่สรา้งกฎุที สี่งฆแ์ สดง พื้นที่ให ้ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ถ้าเขาสร้างค ้างไว ้ภิกษุ นั้นกลับมา พึงให ้กุฎีนั้นแก่ภิกษุอื่นหรือรื้อสร้างใหม่ ถ้าไม่ให ้ภิกษุอื่นหรือไม่รื้อสร้าง ใหม่ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้อง อาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ไม่ต ้องอาบัติ สร้างเกินขนาด สร้างค้าง [๓๖๒] ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไป ผรู้ับค าสงั่สรา้งกฎุใีห้ เกินขนาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ถ้าเขาสร้างค ้างไว ้ ภิกษุนั้นกลับมา พึงให ้กุฎีนั้นแก่ภิกษุอื่นหรือรื้อสร้างใหม่ ถ้าไม่ให ้ภิกษุอื่นหรือไม่รื้อ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๙๙ }
๔๐๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๖. กฎุกิารสกิขาบท บทภาชนยี ์ สร้างใหม่ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัวกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ๑ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มี อันตราย เป็นพนื้ทมี่บีรเิวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตทิกุกฎกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏกับอาบัติ สงฆาทิเสส ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติ ั ทุกกฏ ๒ ตัว กับอาบัตสิงัฆาทเิสส ๑ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มี บรเิวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส สร้างได้ขนาด สร้างค้าง ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แล ้วหลีกไป ผรู้ับค าสงั่สรา้งกฎุใีหไ้ดข้นาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ถ้าเขาสร้างค ้างไว ้ ภิกษุนั้นกลับมา พึงให ้กุฎีนั้นแก่ภิกษุอื่นหรือรื้อสร้างใหม่ ถ้าไม่ให ้ภิกษุอื่นหรือไม่รื้อสร้างใหม่ ต ้อง อาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติ ทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ไม่ต ้องอาบัติ สงฆไ์มไ่ดแ้ สดงพนื้ทใี่ห้สรา้งเกนิขนาด สรา้งคา้ง ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไป ผรู้ับค าสงั่สรา้งกฎุที สี่งฆไ์มไ่ด้ แสดงพื้นที่ให ้ เกินขนาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ถ้า เขาค ้างไว ้ ภิกษุนั้นกลับมา พึงให ้กุฎีนั้นแก่ภิกษุอื่นหรือรื้อสร้างใหม่ ถ้าไม่ให ้ภิกษุ อื่นหรือไม่รื้อสร้างใหม่ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัวกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๑ ตัวกับอาบัติ สงัฆาทเิสส ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต ้อง อาบัติทุกกฏ ๑ ตัวกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ๒ ตัว ฯลฯ เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็น พนื้ทมี่บีรเิวณโดยรอบ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ๒ ตัว สงฆแ์ สดงพนื้ทใี่ห้สรา้งไดข้นาด สรา้งคา้ง ภกิษุสงั่วา่ “จงสร้างกุฎีให ้เรา” แลว้หลกี ไป ผรู้ับค าสงั่สรา้งกฎุที สี่งฆแ์ สดง พื้นที่ให ้ ได ้ขนาด เป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ถ้าเขาสร้าง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๐๐ }