The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Phetsanaphai Ponthalit, 2023-03-23 14:20:19

TriMCU_01

TriMCU_01

๓๐๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๒. กายสงัสคัคสกิขาบท บทภาชนยี ์ บัณเฑาะก์และชาย (๑) เป็นบัณเฑาะก์และชาย (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นบัณเฑาะกท์ ัง้๒ คนและ มีความก าหนัด (๓) ภกิษุใชก้ายจับตอ้ง ลบูคล า ฯลฯ จับตอ้งกายของคนทัง้๒ ต ้องอาบัติทุกกฏกับอาบัติถุลลัจจัย (๑) เป็นบัณเฑาะก์และชาย (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นบัณเฑาะก์และชายทั้ง ๒ คน ฯลฯ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว (๑) เป็นบัณเฑาะก์และชาย (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นชายทัง้๒ คน ฯลฯ (๑) เป็นบัณเฑาะก์และชาย (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉานทัง้๒ คน ฯลฯ (๑) เป็นบัณเฑาะก์และชาย (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมี ความก าหนัด (๓) ภกิษุใชก้ายจับตอ้ง ลบูคล า ฯลฯ จับ ตอ้งกายของทัง้๒ คน ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว บณัเฑาะกแ์ละสตัวด์ริจัฉาน (๑) เป็นบัณเฑาะกแ์ละสตัวด์ริัจฉาน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นบัณเฑาะกท์ ัง้๒ และมีความก าหนัด (๓) ภกิษุใชก้ายจับตอ้ง ลบูคล า ฯลฯ จับ ตอ้งกายของทัง้๒ ต ้องอาบัติทุกกฏกับอาบัติถุลลัจจัย (๑) เป็นบัณเฑาะกแ์ละสตัวด์ริัจฉาน (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นบัณเฑาะก์และ สตัวด์ริัจฉานทัง้๒ ฯลฯ (๑) เป็นบัณเฑาะกแ์ละสตัวด์ริัจฉาน (๒) ภกิษุส าคัญวา่ เป็นชายทั้ง ๒ ฯลฯ (๑) เป็นบัณเฑาะกแ์ละสตัวด์ริัจฉาน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉาน ทั้ง ๒ ฯลฯ (๑) เป็นบัณเฑาะกแ์ละสตัวด์ริัจฉาน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ และ มีความก าหนัด(๓) ภกิษุใชก้ายจับตอ้ง ลบูคล า ฯลฯ จับ ตอ้งกายของทัง้๒ ต ้องอาบัติ ทุกกฏ ๒ ตัว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๐๑ }


๓๐๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๒. กายสงัสคัคสกิขาบท บทภาชนยี ์ ชายและสตัวด์ริจัฉาน (๑) เป็นชายและสตัวด์ริัจฉาน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นชายทัง้๒ และมีความ ก าหนัด (๓) ภกิษุใชก้ายจับตอ้ง ลบูคล า ฯลฯ จับ ตอ้งกายของทัง้๒ ต ้องอาบัติ ทุกกฏ ๒ ตัว (๑) เป็นชายและสตัวด์ริัจฉาน (๒) ภกิษุไมแ่น่ใจวา่เป็นชายและสตัวด์ริัจฉาน ทั้ง ๒ ฯลฯ (๑) เป็นชายและสตัวด์ริัจฉาน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉานทัง้๒ ฯลฯ (๑) เป็นชายและสตัวด์ริัจฉาน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ ฯลฯ (๑) เป็นชายและสตัวด์ริัจฉาน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นบัณเฑาะกท์ ัง้๒ และมี ความก าหนัด (๓) ภกิษุใชก้ายจับตอ้ง ลบูคล า ฯลฯ จับ ตอ้งกายของทัง้๒ ต ้องอาบัติ ทุกกฏ ๒ ตัว ทุมูลกนัย จบ ของที่เนื่องด้วยกายของหญิง [๒๗๖] (๑) เป็นหญิง (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิและมคีวามก าหนัด (๓) ภกิษุใชก้ายจับตอ้ง ลบูคล า ฯลฯ จับ ตอ้งของทเี่นอื่งดว้ยกายของหญงิตอ้ง อาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมีความก าหนัด (๓) ภกิษุใชก้ายจับตอ้ง ลบู คล า ฯลฯ จับ ต ้องของที่เนื่องด ้วยกายของหญิงทั้ง ๒ คน ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ๒ ตัว ฯลฯ (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมี ความก าหนัด (๓) ภกิษุใชก้ายจับตอ้ง ลบูคล า ฯลฯ จับ ตอ้งของทเี่นอื่งดว้ยกาย ของทั้ง ๒ คน ต ้องอาบัติทุกกฏกับอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๐๒ }


๓๐๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๒. กายสงัสคัคสกิขาบท บทภาชนยี ์ ของที่เนื่องด้วยกายถูกต้องกายของหญิง (๑) เป็นหญิง (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิและมีความก าหนัด (๓) ภกิษุใช้ ของที่เนื่องด ้วยกายจับต ้อง ลูบคล า ฯลฯ จับ ต ้องกายของหญิง ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมีความก าหนัด (๓) ภกิษุใชข้องทเี่นอื่งดว้ยกายจับตอ้ง ลบูคล า ฯลฯ จับ ตอ้งกายของหญงิทัง้๒ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ๒ ตัว ฯลฯ (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมี ความก าหนัด (๓) ภกิษุใชข้องทเี่นอื่งดว้ยกายจับตอ้ง ลบูคล า ฯลฯ จับ ตอ้งกาย ของทั้ง ๒ ต ้องอาบัติทุกกฏกับอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ ของที่เนื่องด้วยกายถูกต้องของที่เนื่องด้วยกายของหญิง (๑) เป็นหญิง (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิและมคีวามก าหนัด (๓) ภกิษุใช้ ของที่เนื่องด ้วยกายจับต ้อง ลูบคล า ฯลฯ จับ ต ้องของที่เนื่องด ้วยกายของหญิง ต ้อง อาบัติทุกกฏ ฯลฯ (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมีความก าหนัด (๓) ภกิษุใชของที่เนื่องด ้วยกายจับต ้อง ลูบคล า ฯลฯ จับ ต ้องของที่เนื่องด ้วยกาย ้ ของหญิงทั้ง ๒ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมี ความก าหนัด (๓) ภกิษุใชข้องทเี่นอื่งดว้ยกายจับตอ้ง ลบูคล า ฯลฯ จับ ตอ้งของที่ เนื่องด ้วยกายของทั้ง ๒ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ ของที่โยนไปถูกต้องกายของหญิง (๑) เป็นหญิง (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิและมคีวามก าหนัด (๓) ภกิษุใช้ ของโยนไปถูกต ้องกายของหญิง ต ้องอาบัติทุกกฎ ฯลฯ (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมีความก าหนัด (๓) ภกิษุใชข้องโยนไปถกูตอ้งกายของหญงิทัง้๒ คน ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๐๓ }


๓๐๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ กายสงัสคัคสกิขาบท บทภาชนยี ์ (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์(๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและ มีความก าหนัด (๓) ภกิษุใชข้องโยนไปถกูตอ้งกายของคนทัง้๒ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ ของที่โยนไปถูกต้องของที่เนื่องด้วยกายของหญิง (๑) เป็นหญิง (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิและมคีวามก าหนัด (๓) ภกิษุใช้ ของโยนไปถูกต ้องของที่เนื่องด ้วยกายของหญิง ต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมีความก าหนัด (๓) ภกิษุใชข้องโยนไปถกูตอ้งของทเี่นอื่งดว้ยกายของทัง้๒ คน ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมี ความก าหนัด (๓) ภกิษุใชข้องโยนไปถกูตอ้งของทเี่นอื่งดว้ยกายของทัง้๒ คน ต ้อง อาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ (๑) เป็นหญิง (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิและมคีวามก าหนัด (๓) ภกิษุใช้ ของโยนไปถูกต ้องของที่โยนมาของหญิง ต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภกิษุส าคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คนและมีความก าหนัด (๓) ภกิษุใชข้องโยนไปถกูตอ้งของทโี่ยนมาของหญงิทัง้๒ คน ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมี ความก าหนัด (๓) ภกิษุใชข้องโยนไปถกูตอ้งของทโี่ยนมาของทัง้๒ คน ต ้องอาบัติ ทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ ภิกขุเปยยาล จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๐๔ }


๓๐๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๒. กายสงัสคัคสกิขาบท บทภาชนยี ์ อิตถีเปยยาล หญิงถูกต้องกายของภิกษุ [๒๗๗] (๑) เป็นหญิง (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิและมคีวามก าหนัด (๓) หญงิใชก้ายจับตอ้ง ลบูคล า ลบูลง ลบูขนึ้จับกดลง จับใหเ้งยขนึ้ฉุดมา ผลักไป นวด บีบ จับ ต ้องกายของภิกษุ ภิกษุมีความประสงค์จะเสพ พยายามด ้วยกาย รับรู้ สมัผัส ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ฯลฯ (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภกิษุส าคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คนและมีความก าหนัด (๓) หญิงทั้ง ๒ ใชก้ายจับตอ้ง ลบูคล า ลบูลง ลบูขนึ้จับกดลง จับใหเ้งยขนึ้ฉุดมา ผลักไป นวด บีบ จับ ต ้องกายของภิกษุ ภิกษุมีความประสงค์จะเสพ พยายามด ้วยกาย รับรสู้มัผัส ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ๒ ตัว ฯลฯ (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมี ความก าหนัด (๓) ทั้ง ๒ ใชก้ายจับตอ้ง ลบูคล า ฯลฯ จับ ตอ้งกายของภกิษุภกิษุมี ความประสงคจ์ะเสพ พยายามดว้ยกาย รับรสู้มัผัส ตอ้งทกุกฏกับอาบัตสิงัฆาทเิสส ฯลฯ หญิงถูกต้องของที่เนื่องด้วยกายของภิกษุ (๑) เป็นหญิง (๒) ภิกษุส าคัญวา่เป็นหญงิและมคีวามก าหนัด (๓) หญงิใช้ กายจับต ้อง ลูบคล า ฯลฯ จับ ต ้องของที่เนื่องด ้วยกายของภิกษุ ภิกษุมีความ ประสงคจ์ะเสพ พยายามดว้ยกาย รับรสู้มัผัส ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย ฯลฯ (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมีความก าหนัด (๓) หญิงทั้ง ๒ ใชก้ายจับตอ้ง ลบูคล า ฯลฯ จับ ตอ้งของทเี่นอื่งดว้ยกายของภกิษุ ภกิษุมคีวามประสงคจ์ะเสพ พยายามดว้ยกาย รับรสู้มัผัส ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย ๒ ตัว ฯลฯ (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมี ความก าหนัด (๓) ทั้ง ๒ คนใชก้ายจับตอ้ง ลูบคล า ฯลฯ จับ ต ้องของที่เนื่องด ้วย กายของภกิษุภกิษุมคีวามประสงคจ์ะเสพ พยายามดว้ยกาย รับผสู้มัผัส ตอ้งอาบัติ ทุกกฏกับอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๐๕ }


๓๐๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทิเสสกัณฑ์] ๒. กายสงัสคัคสกิขาบท บทภาชนยี ์ หญงิใชข้องทเี่นอื่งดว้ยกายถกูตอ้งกายของภกิษุ (๑) เป็นหญิง (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิและมคีวามก าหนัด (๓) หญงิใช้ ของที่เนื่องด ้วยกายจับต ้อง ลูบคล า ฯลฯ จับ ต ้องกายของภิกษุ ภิกษุมีความ ประสงค์จะเสพ พยายามด ้วยกาย รับรู้สมัผัส ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย ฯลฯ (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมีความก าหนัด (๓) หญิงทั้ง ๒ คนใชข้องทเี่นอื่งดว้ยกายจับตอ้ง ลบูคล า ฯลฯ จับ ตอ้งกายของภกิษุ ภกิษุมคีวามประสงคจ์ะเสพ พยายามดว้ยกาย รับรสู้มัผัส ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย ๒ ตัว ฯลฯ (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมี ความก าหนัด (๓) ทั้ง ๒ ใชข้องทเี่นอื่งดว้ยกายจับตอ้ง ลบูคล า ฯลฯ จับ ตอ้งกาย ของภกิษุภกิษุมคีวามประสงคจ์ะเสพ พยายามดว้ยกาย รับรสู้มัผัส ตอ้งอาบตั ิ ทุกกฏกับอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ [๒๗๘] (๑) เป็นหญิง (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิและมคีวามก าหนัด (๓) หญงิใชข้องทเี่นอื่งดว้ยกายจับตอ้ง ลบูคล า ฯลฯ จับ ตอ้งของทเี่นอื่งดว้ยกาย ของภกิษุภกิษุมคีวามประสงคจ์ะเสพ พยายามดว้ยกาย รับรสู้มัผัส ตอ้งอาบตัทิกุกฏ ฯลฯ (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง ้๒ คนและมีความก าหนัด (๓) หญิงทั้ง ๒ ใชข้องทเี่นอื่งดว้ยกายจับตอ้ง ลบูคล า ฯลฯ จับ ตอ้งของทเี่นอื่งดว้ย กายของภกิษุภกิษุมคีวามประสงคจ์ะเสพ พยายามดว้ยกาย รับรสู้มัผัส ตอ้งอาบัติ ทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมี ความก าหนัด (๓) ทั้ง ๒ ใชข้องทเี่นอื่งดว้ยกายจับตอ้ง ลบูคล า ฯลฯ จับ ตอ้งของที่ เนอื่งดว้ยกายของภกิษุภกิษุมคีวามประสงคจ์ะเสพ พยายามดว้ยกาย รับรสู้มัผัส ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๐๖ }


๓๐๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๒. กายสงัสคัคสกิขาบท บทภาชนยี ์ หญงิใชข้องทโี่ยนถกูตอ้งกายของภกิษุ (๑) เป็นหญิง (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิและมคีวามก าหนัด (๓) หญงิใช้ ของโยนมาถูกต ้องกายของภิกษุ ภิกษุมีความประสงค์จะเสพ พยายามด ้วยกาย รับ รสู้มัผัส ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ฯลฯ (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมีความก าหนัด (๓) หญิงทั้ง ๒ ใชข้องโยนมาถกูตอ้งกายของภกิษุภกิษุมคีวามประสงคจ์ะเสพ พยายามดว้ยกาย รับรสู้มัผัส ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ๒ ตัว ฯลฯ (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมี ความก าหนัด (๓) ทั้ง ๒ ใชข้องโยนมาถกูตอ้งกายของภกิษุภกิษุมคีวามประสงค์ จะเสพ พยายามดว้ยกาย รับรสู้มัผัส ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ๒ ตัว ฯลฯ หญงิใชข้องทโี่ยนถกูตอ้งของทเี่นอื่งดว้ยกายของภกิษุ (๑) เป็นหญิง (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงและมีความก าหนัด ิ (๓) หญงิใช้ ของโยนมาถูกต ้องของที่เนื่องด ้วยกายของภิกษุ ภิกษุมีความประสงค์จะเสพ พยายามดว้ยกาย รับรสู้มัผัส ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ฯลฯ (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมีความก าหนัด (๓) ทั้ง ๒ เอาของโยนมาถูกต ้องของที่เนื่องด ้วยกายของภิกษุ ภิกษุมีความประสงค์ จะเสพ พยายามดว้ยกาย รับรสู้มัผัส ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ๒ ตัว ฯลฯ (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมี ความก าหนัด (๓) ทั้ง ๒ เอาของโยนมาถูกต ้องของที่เนื่องด ้วยกายของภิกษุ ภิกษุมี ความประสงค์จะเสพ พยายามดว้ยกาย รับรสู้มัผัส ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ๒ ตัว ฯลฯ หญงิใชข้องทโี่ยนถกูตอ้งของทโี่ยนของภกิษุ (๑) เป็นหญิง (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิและมคีวามก าหนัด (๓) หญงิใช้ ของโยนมาถูกต ้องของที่ภิกษุโยนไป ภิกษุมีความประสงค์จะเสพ พยายามด ้วยกาย แตไ่มร่ ับรสู้มัผัส ตอ้งอาบัตทิกกฏ ฯลฯ ุ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๐๗ }


๓๐๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๒. กายสงัสคัคสกิขาบท อนาปัตตวิาร (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมีความ ก าหนัด (๓) ทั้ง ๒ ใชของโยนมาถูกต ้องของที่ภิกษุโยนไป ภิกษุมีความประสงค์ ้ จะเสพ พยายามดว้ยกาย แตไ่มร่ ับรสู้มัผัส ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ๒ ตัว ฯลฯ (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมี ความก าหนัด (๓) ทั้ง ๒ ใชข้องโยนมาถกูตอ้งของทภี่กิษุโยนไป ภกิษุมคีวาม ประสงคจ์ะเสพ พยายามดว้ยกาย แตไ่มร่ ับรสู้มัผัส ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ๒ ตัว ฯลฯ อิตถีเปยยาล จบ [๒๗๙] ภกิษุมคีวามประสงคจ์ะเสพ พยายามดว้ยกาย รับรสู้มัผัส ตอ้ง อาบัตสิงัฆาทเิสส ภกิษุมคีวามประสงคจ์ะเสพ พยายามดว้ยกาย แตไ่มร่ ับรสู้มัผัส ตอ้งอาบัติ ทุกกฏ ภิกษุมีความประสงคจ์ะเสพ แตไ่มพ่ยายามดว้ยกาย รับรสู้มัผัส ไมต่อ้งอาบัติ ภกิษุมคีวามประสงคจ์ะเสพ ไมพ่ยายามดว้ยกาย และไมร่ ับรสู้มัผัส ไมต่อ้ง อาบัติ ภกิษุมคีวามประสงคจ์ะใหพ้น้พยายามดว้ยกาย รับรูส้มัผัส ไมต่อ้งอาบัติ ภิกษุมีความประสงค์จะให ้พ้น พยายามด ้วยกาย แต่ไม่รับรสู้มัผัส ไมต่อ้ง อาบัติ ภกิษุมคีวามประสงคจ์ะใหพ้น้แตไ่มพ่ยายามดว้ยกาย รับรสู้มัผัส ไมต่อ้ง อาบัติ ภกิษุมคีวามประสงคจ์ะใหพ้น้ ไมพ่ยายามดว้ยกาย และไมร่ ับรสู้มัผัส ไม่ ต ้องอาบัติ อนาปัตติวาร ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต ้องอาบัติ คือ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๐๘ }


๓๐๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๒. กายสงัสคัคสกิขาบท วนิตีวตัถุ [๒๘๐] ๑. ภิกษุไม่จงใจ ๒. ภิกษุถูกต ้องเพราะไม่มีสติ ๓. ภิกษุไม่รู้ ๔. ภิกษุไม่ยินดี ๕. ภิกษุวิกลจริต ๖. ภิกษุมจีติฟ้งุซา่น ๗. ภกิษุกระสบักระสา่ยเพราะเวทนา ๘. ภิกษุต ้นบัญญัติ คาถารวมวินีตวัตถุ เรื่องที่ทรงวินิจฉัยแล้ว เรื่องมารดา ๑ เรื่อง เรื่องธิดา ๑ เรื่อง เรื่องน้องสาว ๑ เรื่อง เรื่องอดีตภรรยา ๑ เรื่อง เรื่องนางยักษ์ ๑ เรื่อง เรื่องบัณเฑาะก์ ๑ เรื่อง เรื่องหญิงนอนหลับ ๑ เรื่อง เรื่องหญิงที่ตายแล ้ว ๑ เรื่อง เรอื่งสตัวด์ริัจฉานตัวเมยี๑ เรื่อง เรื่องตุ๊กตาไม ้ ๑ เรื่อง เรื่องหญิงร่วมกันฉุด ๑ เรื่อง เรื่องสะพาน ๑ เรื่อง เรื่องหนทาง ๑ เรื่อง เรื่องต ้นไม ้ ๑ เรื่อง เรื่องเรือ ๑ เรื่อง เรอื่งเชอืก ๑ เรื่อง เรื่องท่อนไม ้ ๑ เรื่อง เรอื่งใชบ้าตรดัน ๑ เรื่อง เรื่องไหว ้ ๑ เรื่อง เรื่องพยายามแต่มิได ้จับต ้อง ๑ เรื่อง วินีตวัตถุ เรื่องมารดา ๑ เรื่อง [๒๘๑] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งจับต ้องมารดาด ้วยความรักฉันแม่ลูก ท่าน เกิดความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๐๙ }


๓๑๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๒. กายสงัสคัคสกิขาบท วนิตีวตัถุ ผู้มีพระภาคเจ้าให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แต่ ต ้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๑) เรื่องธิดา ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งจับต ้องธิดาด ้วยความรักฉันพ่อลูก ท่านเกิดความกังวล ใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคให้ ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่ ๒) เรื่องน้องสาว ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งจับต ้องน้องสาวด ้วยความรักฉันน้องสาว ท่านเกิด ความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้ี พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้ง อาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๓) เรื่องอดีตภรรยา ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งถูกต ้องกายกับอดีตภรรยา ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้ พระภาคให ้ทรงทราบ ี พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๔) เรื่องนางยักษ์ ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งถูกต ้องกายกับนางยักษ์ ท่านเกิดความกังวลใจว่า เรา ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้งอาบัตถิลุลัจจัย” (เรื่อง ที่ ๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๑๐ }


๓๑๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๒. กายสงัสคัคสกิขาบท วนิตีวตัถุ เรื่องบัณเฑาะก์ ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งถูกต ้องกายกับบัณเฑาะก์ ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรงื่นไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้งอาบัตถิลุลัจจัย” (เรื่อง ที่ ๖) เรื่องหญิงนอนหลับ ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งถูกต ้องกายกับหญิงนอนหลับ ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๗) เรื่องหญิงที่ตายแล้ว ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งถูกต ้องกายกับหญิงที่ตายแล ้ว ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้งอาบัตถิลุลัจจัย” (เรื่อง ที่ ๘) เรอื่งสตัวดิรัจฉานตัวเมีย ์๑ เรื่อง สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่ถกูตอ้งกายกับสตัวด์ริัจฉานตัวเมยีทา่นเกดิความ กังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระ ภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้งอาบัติ ทุกกฏ” (เรื่องที่ ๙) เรื่องตุ๊กตาไม้ ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งถูกต ้องกายกับตุ๊กตาไม ้ ท่านเกิดความกังวลใจว่า เรา ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่๑๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๑๑ }


๓๑๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๒. กายสงัสคัคสกิขาบท วนิตีวตัถุ เรื่องหญิงร่วมกันฉุด ๑ เรื่อง [๒๘๒] สมัยนั้น หญิงจ านวนมากจับแขนต่อ ๆ กันโอบภิกษุรูปหนึ่งพาไป ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอยินดีหรือ” “ไม่ยินดี พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่ยินดี ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๑) เรื่องสะพาน ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีความก าหนัด จึงเขย่าสะพานไม ้ที่หญิงเดินขึ้นไป ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แต่ต ้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๑๒) เรื่องหนทาง ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบหญิงเดินสวนทางมา มีความก าหนัดจึงกระทบไหล่ ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๑๓) เรื่องต้นไม้ ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีความก าหนัด จึงเขย่าต ้นไม ้ที่หญิงขึ้นไป ท่านเกิด ความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้ี พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้ง อาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๑๔) เรื่องเรือ ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีความก าหนัด จึงโคลงเรือที่หญิงนั่ง ท่านเกิดความ กังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้ี {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๑๒ }


๓๑๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๒. กายสงัสคัคสกิขาบท วนิตีวตัถุ พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้ง อาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๑๕) เรอื่งเชอืก ๑ เรื่อง สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่มคีวามก าหนัด จงึดงึเชอืกทหี่ญงิจับไว ้ ท่านเกิดความ กังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระ ภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้งอาบัติ ถุลลัจจัย” (เรื่องที่ ๑๖) เรื่องท่อนไม้ ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีความก าหนัด จึงฉุดท่อนไม ้ที่หญิงถือไว ้ ท่านเกิดความ กังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระ ภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้งอาบัติ ถุลลัจจัย” (เรื่องที่ ๑๗) เรอื่งใชบ้าตรดนั๑ เรื่อง สมัยนั้น ภกิษุรปูหนงึ่มคีวามก าหนัด ใชบ้าตรดันหญงิทา่นเกดิความกังวล ใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคให้ ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้งอาบัตถิลุลัจจัย” (เรื่องที่ ๑๘) เรื่องไหว้ ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีความก าหนัด ยกเท้าถูกหญิงผู้ก าลังไหว ้ ท่านเกิด ความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระ ผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่อง ที่ ๑๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๑๓ }


๓๑๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๓. ทฎุฐลุลวาจาสกิขาบท วนิตีวตัถุ เรื่องพยายามแต่มิได้จับต้อง ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพยายามจะจับหญิงแต่ไม่ได ้ถูกตัว ท่านเกิดความกังวล ใจว่า เราต ้องอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคให้ ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่ ๒๐) กายสงัสคัคสกิขาบทที่๒ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๑๔ }


๓๑๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๓. ทฎุฐลุลวาจาสกิขาบท นทิานวตัถุ ๓. ทฏุฐลุลวาจาสกิขาบท วา่ดว้ยการพดูเกยี้วหญงิ เรื่องพระอุทายี [๒๘๓] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระอุทายีอยู่ในป่ า วิหารของ ท่านสวยงาม น่าดู น่าชม หญิงจ านวนมากพากันไปที่วัดเพื่อชมวิหาร พากันเข ้าไป หาท่านพระอุทายีถึงที่อยู่ ครั้นเข ้าไปหาแล ้ว กล่าวว่า “พวกดิฉันต ้องการชมวิหาร ของพระคุณเจ้า เจ้าค่ะ” ท่านพระอุทายีพาหญิงเหล่านั้นชมวิหาร พูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ขอบ ้าง ออ้นวอนบา้ง ถามบา้ง ถามซ ้าบา้ง บอกบา้ง สอนบา้ง ดา่บา้ง พาดพงิทวารหนัก ทวารเบาของหญิงเหล่านั้น พวกหญิงที่ไม่กลัวบาป ใจถึง ไม่มียางอาย บ ้างก็ยิ้มพราย บ ้างก็พูดยั่ว บ้าง ก็กระซกิกระซี้บา้งก็กระเซา้กับทา่นพระอทุายีสว่นพวกหญิงที่มีความละอายใจ ก็เลี่ยงออกไปแล ้วฟ้องภิกษุทั้งหลายว่า “ทา่นเจา้ขา้ค าเชน่นไี้มเ่หมาะ ไมค่วร สามี พดูเชน่นพี้วกเราก็ยังไมช่อบ นพี่ระคณุเจา้อทุายมีาพดูไดอ้ยา่งไร” บรรดาภกิษุผมู้ ักนอ้ยสนั โดษ มคีวามละอาย มคีวามระมัดระวงั ใฝ่การศกึษา จึงพากันต าหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนท่านพระอุทายี จึงพูดเกี้ยวมาตุคาม ดว้ยวาจาชวั่หยาบเลา่ ” ครั้นภิกษุเหล่านั้นต าหนิท่านพระอุทายีโดยประการต่าง ๆ แล ้วจึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆบ์ญัญตัสิกิขาบท ครัง้นัน้พระผมู้พีระภาครับสงั่ใหป้ระชมุสงฆเ์พราะเรองนี้เป็นต ้นเหตุ ทรง ื่ สอบถามท่านพระอุทายีว่า “อทุายีทราบวา่เธอพดูเกยี้วมาตคุามดว้ยวาจาชวั่ หยาบจริงหรือ” ท่านทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มีพระภาคทรงต าหนิว่า “โมฆบรุษุการกระท าอยา่งนไี้มส่มควร ไมค่ลอ้ยตาม ไมเ่หมาะสม ไมใ่ ชก่จิของสมณะ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๑๕ }


๓๑๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๓. ทฎุฐลุลวาจาสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ ใชไ้มไ่ด้ไมค่วรท า ไฉนเธอจงึพดูเกยี้วมาตคุามดว้ยวาจาชวั่หยาบเลา่ โมฆบรุษุเรา แสดงธรรมโดยประการต่าง ๆ เพอื่คลายความก าหนัด มใิชเ่พอื่ความก าหนัด ฯลฯ เราบอกการระงับความกลดักลมุ้เพราะกามไวโ้ดยประการตา่ง ๆ มใิชห่รอื โมฆบรุษุ การกระท าอย่างนี้ มิได ้ท าคนที่ยังไม่เลื่อมใสให ้เลื่อมใส ฯลฯ” แลว้จงึรับสงั่ให้ ภกิษุทัง้หลายยกสกิขาบทนขี้นึ้แสดงดังนี้ พระบัญญัติ [๒๘๔] ก็ภกิษุใดถกูราคะครอบงา แลว้มจีติแปรปรวน พดูเกยี้วมาตคุาม ดว้ยวาจาชว่ัหยาบ พาดพงิเมถนุเหมอืนชายหนมุ่พดูเกยี้วหญงิสาว เป็น สงัฆาทเิสส เรื่องพระอุทายี จบ สกิขาบทวภิงัค์ [๒๘๕] ค าว่า ก็...ใด คอืผใู้ด ผเู้ชน่ ใด ฯลฯ นที้พี่ระผมู้พีระภาคตรัสวา่ก็...ใด ค าว่า ภิกษุ มอีธบิายวา่ทชี่อื่วา่ภกิษุเพราะเป็นผขู้อ ฯลฯ นที้พี่ระผมู้พีระ ภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุ ในความหมายนี้ ทชี่อื่วา่ ถูกราคะครอบง าแล้ว คือ มีความยินดี เพ่งเล็ง มีจิตรักใคร่ ค าว่า แปรปรวน ความวา่จติก าหนัดแลว้ชอื่วา่แปรปรวนบา้ง จติ โกรธแลว้ ชอื่วา่แปรปรวนบา้ง จติหลงแลว้ชอื่วา่แปรปรวนบา้ง แตจ่ติก าหนัดแลว้พระผมู้พีระ ภาคทรงประสงค์ว่า แปรปรวน ในความหมายนี้ ทชี่อื่วา่มาตุคาม ไดแ้ก่หญงิมนุษย์ไมใ่ ชน่างยักษ์ไมใ่ ชน่างเปรต ไมใ่ ชส่ตัว์ ดิรัจฉานตัวเมีย แต่เป็นหญิงที่รู้เดียงสา สามารถรับรู้ถ้อยค าสุภาษิต ทุพภาษิต ค า หยาบและค าสุภาพ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๑๖ }


๓๑๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๓. ทฎุฐลุลวาจาสกิขาบท บทภาชนยี ์ วาจาทชี่อื่วา่ ชว่ัหยาบ ได ้แก่ ถ้อยค าที่พาดพิงเมถุนธรรมทางทวารหนัก ทวารเบา ค าว่า พดูเกยี้ว นี้ ท่านเรียกความประพฤติล่วงเกิน ค าว่า เหมอืนชายหนมุ่พูดเกยี้วหญงิสาว ได ้แก่ หนุ่มพูดเกี้ยวสาว ชายวัย รุ่นพูดเกี้ยวหญิงวัยรุ่น คือ ชายผู้บริโภคกามพูดเกี้ยวหญิงผู้บริโภคกาม ค าว่า พาดพิงเมถุน ได ้แก่ ถ้อยค าเกี่ยวกับเมถุนธรรม ค าว่า เป็นสงัฆาทเิสส ความวา่ ส าหรับอาบัตนิี้สงฆเ์ทา่นัน้ใหป้รวิาส ฯลฯ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า “เป็นสงัฆาทเิสส” บทภาชนีย์ มาติกา ภกิษุพดูชมบา้ง พดูตบิา้ง ขอบา้ง ออ้นวอนบา้ง ถามบา้ง ถามซ ้าบา้ง บอกบา้ง สอนบ ้าง ด่าบ ้าง พาดพิงทวารทั้งสอง ทชี่อว่า ื่พูดชม คือ พูดชมเชย พรรณนา พูดสรรเสริญทวารทั้งสอง ทชี่อื่วา่ พูดติคอืพดูขม่พดูเสยีดสีพดูตเิตยีนทวารทัง้สอง ทชี่อื่วา่ขอ คือ พูดว่า “จงให ้แก่เรา ควรให ้แก่เรา” ทชี่อื่วา่ อ้อนวอน คือ พูดว่า “เมื่อไรมารดาของเธอจักเลื่อมใส เมื่อไรบิดา ของเธอจักเลื่อมใส เมื่อไรเทวดาของเธอจักเลื่อมใส เมื่อไรเธอจะมีขณะดี มีลยะดีมี ครู่ดี เมื่อไรเราจะได ้เสพเมถุนธรรมกับเธอ” ทชี่อื่วา่ถาม คือ ถามว่า “เธอใหแ้กส่ามอียา่งไรหรอื ใหแ้กช่ายชอู้ยา่งไร” ทชี่อื่วา่ถามซ า้คือ สอบถามว่า “ทราบว่า เธอให ้แก่สามีอย่างนี้ ให ้แกช่ายชู้ อย่างนี้หรือ” ทชี่อื่วา่บอก คือ พอถูกถามจึงบอกว่า “เธอจงให ้อย่างนี้ เมื่อให ้อย่างนี้ จะเป็นที่รักใคร่พอใจของสามี” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๑๗ }


๓๑๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ] ์ ๓. ทฎุฐลุลวาจาสกิขาบท บทภาชนยี ์ ทชี่อื่วา่ สอน คือ เขาไม่ถามก็สอนว่า “เธอจงให ้อย่างนี้ เมื่อให ้อย่างนี้ จะเป็นที่รักใคร่พอใจของสามี” ทชี่อื่วา่ ด่า คือ ด่าว่า “เธอไมม่เีครอื่งหมายเพศ เธอสกัแตว่า่มเีครอื่งหมาย เพศ เธอไม่มีประจ าเดือน เธอมีประจ าเดือนไม่หยดุเธอใชผ้า้ซบัเสมอ เธอเป็นคน ไหลซมึเธอมเีดอืย เธอเป็นบัณเฑาะกห์ญงิเธอมลี ักษณะคลา้ยชาย เธอมทีวาร หนักทวารเบาติดกัน เธอมีสองเพศ” หญิง [๒๘๖] (๑) เป็นหญิง (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิและมคีวามก าหนัด (๓) ภกิษุพดูชมบา้ง พดูตบิา้ง ขอบา้ง ออ้นวอนบา้ง ถามบา้ง ถามซ ้าบ ้าง บอกบ ้าง สอนบา้ง ดา่บา้ง พาดพงิทวารหนักทวารเบาของหญงิตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส (๑) เป็นหญิง (๒) ภกิษุไมแ่น่ใจหญงิวา่เป็นหญงิฯลฯ ส าคัญวา่เป็น บัณเฑาะก์ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นชาย ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉานและมคีวาม ก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบา ของหญิง ต ้องอาบัติถุลลัจจัย บัณเฑาะก์ (๑) เป็นบัณเฑาะก์ (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นบัณเฑาะกแ์ละมคีวามก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของ บัณเฑาะก์ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย (๑) เป็นบัณเฑาะก์ (๒) ภิกษุไมแ่น่ใจวา่เป็นบัณเฑาะก์ฯลฯ ส าคัญวา่เป็น ชาย ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นสัตวด์ริัจฉาน ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นหญงิและมคีวามก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของ บัณเฑาะก์ ต ้องอาบัติทุกกฏ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๑๘ }


๓๑๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๓. ทฎุฐลุลวาจาสกิขาบท บทภาชนยี ์ ชาย (๑) เป็นชาย (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นชาย ฯลฯ ไมแ่น่ใจวา่เป็นชาย ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉาน ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นหญงิฯลฯ ส าคัญวา่เป็นบัณเฑาะก์ และมีความก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงทวารหนัก ทวารเบาของชาย ต ้องอาบัติทุกกฏ สตัวด์ริจัฉาน (๑) เป็นสตัวด์ริัจฉาน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉาน ฯลฯ ไมแ่น่ใจวา่ เป็นสตัวด์ริัจฉาน ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นหญงิฯลฯ ส าคัญวา่เป็นบัณเฑาะก์ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นชายและมคีวามก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพงิทวารหนักทวารเบาของสตัวด์ริัจฉาน ตอ้งอาบัตทิกุกฏ หญิง ๒ คน (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมีความก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของหญิงทั้ง ๒ คน ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ๒ ตัว (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คน ฯลฯ ส าคัญวา่ เป็นบัณเฑาะก์ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นชาย ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉานและมคีวาม ก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบา ของหญิงทั้ง ๒ คน ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ๒ ตัว บัณเฑาะก์ ๒ คน (๑) เป็นบัณเฑาะก์ ๒ คน (๒) ภกิษุส าคัญกว์า่เป็นบัณเฑาะกท์ ัง้๒ คนและ มีความก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงทวารหนักทวาร เบาของบัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คน ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ๒ ตัว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๑๙ }


๓๒๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๓. ทฎุฐลุลวาจาสกิขาบท บทภาชนยี ์ (๑) เป็นบัณเฑาะก์ ๒ คน (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คน ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นชาย ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉาน ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นหญงิ และมีความก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงทวารหนัก ทวารเบาของบัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คน ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ชาย ๒ คน (๑) เป็นชาย ๒ คน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นชายทัง้๒ คน ฯลฯ ไม่แน่ใจว่า เป็นชาย ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉาน ฯลฯ ส าคญัวา่เป็นหญงิฯลฯ ส าคัญวา่ เป็นบัณเฑาะก์และมีความก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของชายทั้ง ๒ คน ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว สตัวด์ริจัฉาน ๒ ตัว (๑) เป็นสตัวด์ริัจฉาน ๒ ตัว (๒) ภิกษุส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉานทัง้๒ ตัว ฯลฯ ไมแ่น่ใจวา่เป็นสตัวด์ริัจฉาน ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นหญงิฯลฯ ส าคัญวา่เป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นชายและมคีวามก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่า บา้ง พาดพงิทวารหนักทวารเบาของสตัวด์ริัจฉานทัง้๒ ตัว ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว หญิงและบัณเฑาะก์ (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมี ความก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงทวารหนักทวาร เบาของทั้ง ๒ คน ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับสงัฆาทเิสส (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นหญิงและบัณเฑาะก์ ทั้ง ๒ คน ฯลฯ ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับถลุลัจจัย ฯลฯ สา คัญวา่เป็นบัณเฑาะก์ฯลฯ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ๒ ตัว ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นชาย ฯลฯ ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับถลุลัจจัย ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉานและมคีวามก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของทั้ง ๒ คน ต ้องอาบัติทุกกฏกับ ถุลลัจจัย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๒๐ }


๓๒๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๓. ทฎุฐลุลวาจาสกิขาบท บทภาชนยี ์ หญิงและชาย (๑) เป็นหญิงและชาย (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมีความ ก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของ ทั้ง ๒ คน ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับสงัฆาทเิสส (๑) เป็นหญิงและชาย (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นหญิงและชายทั้ง ๒ คน ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นบัณเฑาะก์ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นชาย ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉาน และมีความก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงทวารหนัก ทวารเบาของทั้ง ๒ คน ต ้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย หญงิและสตัวด์ริจัฉาน (๑) เป็นหญงิและสตัวด์ริัจฉาน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ และมี ความก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงทวารหนักทวาร เบาของทั้ง ๒ คน ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับสงัฆาทเิสส (๑) เป็นหญงิและสตัวด์ริัจฉาน (๒) ภกิษุไมแ่น่ใจวา่เป็นหญงิและสตัวด์ริัจฉาน ทั้ง ๒ ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นบัณเฑาะก์ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นชาย ฯลฯ ส าคัญวา่เป็น สตัวด์ริัจฉานและมคีวามก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิง ทวารหนักทวารเบาของทั้ง ๒ ต ้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย บัณเฑาะก์และชาย (๑) เป็นบัณเฑาะก์และชาย (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นบัณเฑาะกท์ ัง้๒ คนและ มีความก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงทวารหนักทวาร เบาของทั้ง ๒ คน ต ้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย (๑) เป็นบัณเฑาะก์และชาย (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นบัณเฑาะก์และชายทั้ง ๒ คน ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นชาย ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉาน ฯลฯ ส าคัญวา่เป็น หญิงและมีความก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงทวาร หนักทวารเบาของทั้ง ๒ คน ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๒๑ }


๓๒๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๓. ทฎุฐลุลวาจาสกิขาบท บทภาชนยี ์ บัณเฑาะก์และสตัวด์ริจัฉาน (๑) เป็นบัณเฑาะกแ์ละสตัวด์ริัจฉาน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นบัณเฑาะกท์ ัง้๒ และมีความก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงทวารหนัก ทวารเบาของทั้ง ๒ ต ้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย (๑) เป็นบัณเฑาะกแ์ละสตัวด์ริัจฉาน (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นบัณเฑาะก์และ สตัวด์ริัจฉานทัง้๒ ฯลฯ สา คัญวา่เป็นชาย ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉาน ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นหญงิและมคีวามก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของทั้ง ๒ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ชายและสตัวด์ริจัฉาน (๑) เป็นชายและสตว์ดิรัจฉาน ั (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นชายทัง้๒ ฯลฯ ไม่แน่ ใจวา่เป็นชายและสตัวด์ริัจฉานทัง้๒ ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉาน ฯลฯ ส าคัญ วา่เป็นหญงิฯลฯ ส าคัญวา่เป็นบัณเฑาะกแ์ละมคีวามก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของทั้ง ๒ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ใต้รากขวัญและเหนือเข่า (๑) เป็นหญิง (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิและมคีวามก าหนัด (๓) ภิกษุ พูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงถึงอวัยวะเบื้องบนใต ้รากขวัญลงมา อวัยวะเบื้องต ่าเหนือเข่าขึ้นไป เว ้นทวารหนักและทวารเบาของหญิง ต ้องอาบัติ ถุลลัจจัย ฯลฯ (๑) เป็นสตัวด์ริัจฉาน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิฯลฯ ตอ้งอาบัตทิกุกฏ (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมีความก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงถึงอวัยวะเบื้องบนใต ้รากขวัญลงมา อวัยวะเบื้องต ่าเหนือเข่าขึ้นไป เว ้นทวารหนักและทวารเบาของหญิงทั้ง ๒ ต ้องอาบัติ ถุลลัจจัย ๒ ตัว ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๒๒ }


๓๒๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๓. ทฎุฐลุลวาจาสกิขาบท บทภาชนยี ์ (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมี ความก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงถึงอวัยวะเบื้อง บนใต ้รากขวัญลงมา อวัยวะเบื้องต ่าเหนือเข่าขึ้นไป เว ้นทวารหนักและทวารเบาของทั้ง ๒ คน ต ้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย ฯลฯ เหนือรากขวัญและใต้เข่า (๑) เป็นหญิง (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิและมคีวามก าหนัด (๓) ภิกษุพูด ชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงถึงอวัยวะเบื้องบนเหนือรากขวัญขึ้นไป อวัยวะเบื้องต ่าใต ้เข่าลงมาของหญิง ต ้องอาบัติทุกกฏ (๑) เป็นบัณเฑาะก์ (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิฯลฯ (๑) เป็นชาย (๒) ภิกษุส าคัญวา่เป็นหญงิฯลฯ (๑) สตัวด์ริัจฉาน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิฯลฯ ต ้องอาบัติทุกกฏ (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมีความ ก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงถึงอวัยวะเบื้องบน เหนือรากขวัญขึ้นไป อวัยวะเบื้องต ่าใต ้เข่าลงมาของหญิงทั้ง ๒ คน ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมี ความก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงถึงอวัยวะเบื้อง บนเหนือรากขวัญขึ้นไป อวัยวะเบื้องต ่าใต ้เข่าลงมาของทั้ง ๒ คน ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ พูดพาดพิงถึงของที่เนื่องด้วยกาย (๑) เป็นหญิง (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิและมคีวามก าหนัด (๓) ภิกษุพูด ชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงถึงของที่เนื่องด ้วยกายของหญิง ต ้องอาบัติ ทุกกฏ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๒๓ }


๓๒๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๓. ทฎุฐลุลวาจาสกิขาบท คาถารวมวนิตีวตัถุ (๑) เป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ (๑) เป็นชาย ฯลฯ (๑) เป็นสตัวด์ริัจฉาน ฯลฯ ต ้องอาบัติทุกกฏ (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมีความก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงถึงของที่เนื่องด ้วยกายของหญิงทั้ง ๒ คน ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมี ความก าหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ ้าง พูดติบ ้าง ฯลฯ ด่าบ ้าง พาดพิงถึงของที่เนื่อง ด ้วยกายของทั้ง ๒ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ อนาปัตติวาร ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต ้องอาบัติ คือ [๒๘๗] ๑. ภิกษุมุ่งอรรถะ ๒. ภิกษุมุ่งธรรม ๓. ภิกษุมุ่งพร ่าสอน ๔. ภิกษุวิกลจริต ๕. ภิกษุต ้นบัญญัติ คาถารวมวินีตวัตถุ เรื่องที่ทรงวินิจฉัยแล้ว เรื่องผา้กัมพลสแีดง ๑ เรื่อง เรื่องผ้าก าพลขนแข็ง ๑ เรื่อง เรื่องผ้ากัมพลขนยุ่งเหยิง ๑ เรื่อง เรื่องผ้ากัมพลขนหยาบ ๑ เรื่อง เรื่องผ้าห่มขนยาว ๑ เรื่อง เรื่องนาหว่าน ๑ เรื่อง เรื่องหนทางราบเรียบ ๑ เรื่อง เรื่องมีศรัทธา ๑ เรื่อง เรื่องให ้ทาน ๑ เรื่อง เรื่องท างาน ๓ เรื่อง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๒๔ }


๓๒๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๓. ทฎุฐลุลวาจาสกิขาบท วนิตีวตัถุ วินีตวัตถุ เรอื่งผา้กมัพลสแีดง ๑ เรื่อง [๒๘๘] สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งหม่ผา้กัมพลใหมส่แีดง ภกิษุรปูหนงึ่มคีวาม ก าหนัด ได ้กล่าวกับเธอว่า “นอ้งหญงิเธอมสีแีดงแท” ้ แต่นางไม่เข ้าใจความหมาย จึงกล่าวว่า “ใชเ่จา้คะ่พระคณุเจา้ผา้กัมพลใหมส่แีดง” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พี ระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่๑) เรื่องผ้ากัมพลขนแข็ง ๑ เรื่อง สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งห่มผ ้ากัมพลขนแข็ง ภิกษุรูปหนึ่งมีความก าหนัด ได ้ กล่าวกับเธอว่า “น้องหญิง เธอมีขนแข็งแท้” แต่นางไม่เข ้าใจความหมายจึงกล่าวว่า “ใชเ่จา้คะ่พระคณุเจา้ผา้กัมพลขนแข็ง” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติ สงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่ ๒) เรื่องผ้ากัมพลขนยุ่งเหยิง ๑ เรื่อง สมัยนัน้หญงิคนหนงึ่หม่ผา้กัมพลซกั ใหม่ภิกษุรูปหนึ่งมีความก าหนัด ได ้ กล่าวกับเธอว่า “น้องหญิง เธอมีขนยุ่งเหยิง” แต่นางไม่เข ้าใจความหมายจึงกล่าวว่า “ใชเ่จา้คะ่พระคณุเจา้ผา้กัมพลขนยงุ่เหยงิ” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติ สงัฆาทเสสหรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ ิ ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่ ๓) เรื่องผ้ากัมพลขนหยาบ ๑ เรื่อง สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งห่มผ ้ากัมพลขนหยาบ ภิกษุรูปหนึ่งมีความก าหนัด ได ้ กล่าวกับเธอว่า “น้องหญิง เธอมีขนหยาบ” แต่นางไม่เข ้าใจความหมายจึงกล่าวว่า “ใชเ่จา้คะ่พระคณุเจา้ผา้กัมพลขนหยาบ” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๒๕ }


๓๒๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเสสกัณฑ์] ิ ๓. ทฎุฐลุลวาจาสกิขาบท วนิตีวตัถุ สงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่ ๔) เรื่องผ้าห่มขนยาว ๑ เรื่อง สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งห่มผ ้าห่มขนยาว ภิกษุรูปหนึ่งมีความก าหนัด ได ้กล่าว กับเธอว่า “น้องหญิง เธอมีขนยาว” แต่นางไม่เข ้าใจความหมายจึงกล่าวว่า “ใชเ่จา้คะ่ พระคุณเจ้า ผ้าห่มขนยาว” ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอื หนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่ ๕) เรื่องนาหว่าน ๑ เรื่อง [๒๘๙] สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งหว่านนาแล ้วเดินมา ภิกษุรูปหนึ่งมีความ ก าหนัด ได ้กล่าวกับเธอว่า “น้องหญิง เธอหว่านเสร็จแล ้วหรือ” แต่นางไม่เข ้าใจ ความหมายจึงกล่าวว่า “ใชเ่จา้ค่ะ พระคุณเจ้า หว่านเสร็จแล ้วแต่ยังมิได ้ไถกลบ” ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แต่ต ้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๖) เรื่องหนทางราบเรียบ ๑ เรื่อง สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่พบนางปรพิาชกิาเดนิสวนทางมา มคีวามก าหนัด ได้ กล่าวกับเธอว่า “น้องหญิง ทางของเธอราบเรียบหรือ” แต่นางไม่เข ้าใจความหมาย จึงกล่าวว่า “เจ้าค่ะ นิมนต์พระคุณเจ้าเดินไปเถิด” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต ้อง อาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรองนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ ื่ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่๗) เรื่องมีศรัทธา ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีความก าหนัด ได ้กล่าวกับหญิงคนหนึ่งว่า “น้องหญิง เธอเป็นคนมศีรัทธา จะถวายสงิ่ทเี่ธอใหแ้ก่สามีแก่พวกอาตมาบ ้างไม่ได ้หรือ” “อะไร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๒๖ }


๓๒๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๓. ทฎุฐลุลวาจาสกิขาบท วนิตีวตัถุ เจ้าค่ะ” ภิกษุนั้นตอบว่า“เมถุนธรรม” แล ้วเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติ สงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๘) เรื่องให้ทาน ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีความก าหนัด ได ้กล่าวกับหญิงคนหนึ่งว่า “น้องหญิง เธอเป็นคนมีศรัทธา จะถวายทานอันเลิศแก่พวกอาตมาบ ้างไม่ได ้หรือ” “อะไร เจ้าค่ะ” ภิกษุนั้นตอบว่า “เมถุนธรรม” แล ้วเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติ สงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๙) เรื่องท างาน ๓ เรื่อง สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งก าลังท างานอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งมีความก าหนัด ได ้กล่าว กับเธอว่า “นอ้งหญงิหยดุเถดิอาตมาจักชว่ยท า” แต่นางไม่รู้ความหมาย ท่านเกิด ความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้ี พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้ง อาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๑๐) สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งก าลังท างานอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งมีความก าหนัด ได ้กล่าว กับเธอว่า “นอ้งหญงินั่งเถดิอาตมาจักชว่ยท า” แต่นางไม่รู้ความหมาย ท่านเกิด ความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้ี พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แตต่อ้ง อาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๑๑) สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งก าลังท างานอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งมีความก าหนัด ได ้กล่าว กับเธอว่า “น้องหญิง นอนพักเถดิอาตมาจักชว่ยท า” แต่นางไม่รู้ความหมาย ท่าน เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระ ผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส แต่ ต ้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๑๒) ทฏุฐลุลวาจาสกิขาบทที่๓ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๒๗ }


๓๒๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๔. อัตตกามปารจิรยิสกิขาบท นทิานวตัถุ ๔. อตัตกามปารจิรยิสกิขาบท ว่าด้วยการให้บ าเรอความใคร่ของตน เรื่องพระอุทายี [๒๙๐] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบณิฑกิเศรษฐีเขตกรงุสาวตัถีครัง้นัน้ทา่นพระอทุายเีป็นพระทใี่กลช้ดิ ตระกลูในกรงุสาวตัถีไปมาหาสตู่ระกลูเป็นอันมาก สมัยนัน้มหีญงิมา่ยผัวตายคนหนงึ่ รปูงาม น่าดูน่าชม ครัน้เวลาเชา้ทา่นพระอทุายีครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร เดินไปถึงเรือนหญิงม่ายนั้นครั้นถึงแล ้วจึงนั่งบนอาสนะที่เขาจัดไว ้ ครั้นแล ้วหญิงม่าย จึงเข ้าไปหาถึงที่ท่านพระอุทายีนั่ง กราบแล ้วนั่ง ณ ที่สมควร ครั้นแล ้วท่าน พระอทุายชีแี้จงใหห้ญงิมา่ยเห็นชดัชวนใหอ้ยากรับเอาไปปฏบิ ัติเรา้ใจใหอาจหาญ้ แกลว้กลา้ ปลอบชโลมใจใหส้ดชนื่รา่เรงิดว้ยธรรมกีถา ครัง้นัน้หญงิมา่ยไดก้ลา่ว ปวารณา๑ ท่านพระอุทายีว่า “พระคณุเจา้ โปรดบอกเถดิทา่นตอ้งการสงิ่ใดทดี่ฉิ ัน สามารถจัดถวายได้คอืจวีร บณิฑบาต เสนาสนะ และคลิานปัจจัยเภสชับรขิาร” “ปัจจัยเหล่านั้นหาได ้ไม่ยาก เธอจงถวายสงิ่ทหี่าไดย้ากแกอ่าตมาเถดิ ” “อะไรหรือ เจ้าค่ะ” “เมถุนธรรม” “ท่านต ้องการหรือเจ้าค่ะ” “อาตมาต ้องการ” หญิงม่ายจึงกล่าวว่า “นิมนต์ท่านมาเถิดเจ้าค่ะ” แล ้วเดินเข ้าห ้องเปลื้องผ้า นุ่งแล ้วนอนหงายบนเตียง ขณะนั้น ท่านพระอุทายีเดินตามนางเข ้าไปถึงเตียงกล่าวว่า “ใครจักลูบคล า หญิงถ่อยมีกลิ่นเหม็นคนนี้ได ้” ถ่มน ้าลายแล ้วจากไป เชงิอรรถ : ๑ ค าว่า “ปวารณา” ในทนี่ี้หมายถงึยอมใหพ้ระอทุายขีอหรอืเรยีกรอ้งเอาสงิ่ทตี่อ้งการได้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๒๘ }


๓๒๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๔. อัตตกามปารจิรยิสกิขาบท นทิานวตัถุ หญิงม่ายต าหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “พระสมณะเชอื้สายศากยบตุรเหลา่นี้ ไมม่ยีางอาย ทศุลีชอบพดูเท็จ แตก่ ็ปฏญิญาวา่ ประพฤตธิรรม ประพฤตสิงบ ประพฤตพิรหมจรรย์พดูจรงิมศีลีมกี ัลยาณธรรม พวกเธอไม่มีความเป็นสมณะ ไมม่คีวามเป็นพราหมณ์ความเป็นสมณะ ความเป็นพราหมณ์ของพวกเธอเสอื่มสนิ้ ไปแล ้ว พวกเธอจะเป็นสมณะ เป็นพราหมณ์ได ้อย่างไร พวกเธอปราศจากความเป็น สมณะ ปราศจากความเป็นพราหมณ์ ไฉนพระสมณอุทายีขอเมถุนธรรมกะเราแล ้ว กลับถ่มน ้าลายกล่าวว่า ‘ใครจักลูบคล าหญิงถ่อยมีกลิ่นเหม็นคนนี้ได ้’ แล ้วจากไปเล่า เรามอีะไรชวั่นักหรอืมอีะไรทมี่กีลนิ่เหม็นนักหรอืเราเลวกวา่หญงิคนอนื่อยา่งไร” แม ้หญิงพวกอื่นก็พากันต าหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “พระสมณะเชอื้สาย ศากยบตุรเหลา่นี้ไมม่ยีางอาย ทศุลีชอบกลา่วเท็จ ฯลฯ หญงิมา่ยนมี้อีะไรชวั่นักหรอื มีอะไรที่มีกลิ่นเหม็นนักหรือ นางเลวกว่าหญิงอื่นอย่างไร” ภิกษุทั้งหลายได ้ยินหญิงเหล่านั้นต าหนิ ประณาม โพนทะนา บรรดาภิกษุผู้ มักนอ้ยสนั โดษมคีวามละอาย มคีวามระมัดระวงั ใฝ่การศกึษา จงึพากันต าหนิประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนท่านพระอุทายีจึงพูดสรรเสริญการบ าเรอความใคร่ของตนต่อหน้า มาตุคามเล่า” ครั้นภิกษุทั้งหลายต าหนิท่านพระอุทายีโดยประการต่าง ๆ แล ้วจึงน า เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆบ์ญัญตัสิกิขาบท ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาครับสงั่ใหป้ระชมุสงฆเ์พราะเรอื่งนเี้ป็นตน้เหตุทรง สอบถามท่านพระอุทายีว่า “อุทายี ทราบว่า เธอกล่าวสรรเสริญการบ าเรอความ ใคร่ของตนต่อหน้ามาตุคาม จริงหรือ” ท่านทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มี พระภาคพุทธเจ้า ทรงต าหนิว่า “โมฆบุรุษ การกระท าของเธอ ไม่สมควร ไม่คล ้อย ตาม ไมเ่หมาะสม ไมใ่ ชก่จิของสมณะ ใชไม่ได ้ ไม่ควรท า โมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงได ้ ้ กล่าวสรรเสริญการให ้บ าเรอความใคร่ของตนต่อหน้ามาตุคามเล่า โมฆบุรุษ เรา แสดงธรรมโดยประการตา่ง ๆ เพอื่คลายก าหนัด มใิชเ่พอื่ความก าหนัด ฯลฯ เรา บอกการระงับความกลัดกลมุ้เพราะกามไวโ้ดยประการตา่ง ๆ มใิชห่รอื โมฆบรุ ุษ การกระท าอย่างนี้ มิได ้ท าคนที่ยังไม่เลื่อมใสให ้เลื่อมใส ฯลฯ” แลว้จงึรับสงั่ใหภ้กิษุ ทัง้หลายยกสกิขาบทนขี้นึ้แสดงดังนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๒๙ }


๓๓๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๔. อัตตกามปาริจริยสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ พระบัญญัติ [๒๙๑] ก็ ภิกษุใดถูกราคะครอบง าแล้ว มีจิตแปรปรวน กล่าวสรรเสริญ การบ าเรอความใคร่ของตนต่อหน้ามาตุคาม ด้วยค าที่พาดพิงเมถุนว่า “น้องหญิง หญงิใดบา เรอผปู้ระพฤตพิรหมจรรย์ผมู้ ศีลีมกีลัยาณธรรมเชน่เราดว้ยธรรมนน่ั การบา เรอนขี้องหญงินนั้เป็นการบา เรอชนั้ยอด” เป็นสงัฆาทเิสส เรื่องพระอุทายี จบ สกิขาบทวภิงัค์ [๒๙๒] ค าว่า ก็... ใด คอืผใู้ด ผเู้ชน่ ใด ฯลฯ นพี้ระผมู้พีระภาคตรัสวา่ก็...ใด ค าว่า ภิกษุ มอีธบิายวา่ทชี่อื่วา่ภกิษุเพราะเป็นผขู้อ ฯลฯ นที้พี่ระผมู้พีระ ภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุ ในความหมายนี้ ทชี่อื่วา่ ถูกราคะครอบง าแล้ว คือ มีความยินดี เพ่งเล็ง มีจิตรักใคร่ ค าว่า แปรปรวน ความวา่จติก าหนัดแลว้ชอื่วา่แปรปรวนบา้ง จติ โกรธแลว้ ชอื่วา่แปรปรวนบา้ง จติหลงแลว้ชอื่วา่แปรปรวนบา้ง แตจ่ติก าหนัดแลว้พระผมู้พีระ ภาคทรงประสงค์ว่า แปรปรวน ในความหมายนี้ ชอื่วา่มาตุคาม ไดแ้ก่หญงิมนุษย์ไมใ่ ชน่างยักษ์ไมใ่ ชน่างเปรต ไมใ่ ชส่ตัว์ ดิรัจฉานตัวเมีย แต่เป็นหญิงที่รู้เดียงสา สามารถรับรู้ถ้อยค าสุภาษิต ทุพภาษิต ค า หยาบและค าสุภาพ ค าว่า ต่อหน้ามาตุคาม คือ ที่ใกล ้มาตุคาม ไม่ไกลจากมาตุคาม ค าว่า ความใคร่ของตน ได ้แก่ ความใคร่ของตน เหตุของตน ความประสงค์ ของตน การบ าเรอของตน ค าว่า น...ี้ชนั้ยอด คอืนเี้ป็นยอด นปี้ระเสรฐิทสี่ดุนเี้ป็นชนั้แนวหนา้นสี้งูสดุ นเี้ป็นสงิ่เลศิ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๓๐ }


๓๓๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๔. อัตตกามปารจิรยิสกิขาบท บทภาชนยี ์ ค าว่า หญิงใด ได ้แก่ หญิงวรรณะกษัตริย์ หรือวรรณะพราหมณ์ หญิงวรรณะ แพศย์ หรือหญิงวรรณะศูทร ค าว่า เชน่เรา คือ เป็นกษัตริย์ หรือพราหมณ์ แพศย์ หรือศูทร ค าว่า มศีลี คือ ผู้เว ้นขาดจากปาณาติบาต เว ้นขาดจากอทินนาทาน เว ้น ขาดจากมุสาวาท ค าว่า ผู้ประพฤติพรหมจรรย์คือ ผู้เว ้นขาดจากเมถุนธรรม ทชี่อื่วา่ มีกัลยาณธรรม คอืผชู้อื่วา่มธีรรมงามเพราะศลีนัน้และพรหมจรรย์ นั้น ค าว่า ด้วยธรรมนั่น คือ ด ้วยเมถุนธรรม ค าว่า บ าเรอ คือ อภิรมย์ ค าว่า ด้วยค าที่พาดพิงเมถุน คือ ด ้วยถ้อยค าที่เกี่ยวด ้วยเมถุนธรรม ค าว่า เป็นสงัฆาทเิสส ความวา่ ส าหรับอาบัตนิ ัน้สงฆเ์ทา่นัน้ใหป้รวิาส ฯลฯ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า “เป็นสงัฆาทเิสส” บทภาชนีย์ หญิง [๒๙๓] (๑) เป็นหญิง (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญิงและมีความก าหนัด (๓) ภกิษุกลา่วสรรเสรญิการบ าเรอความใครข่องตนตอ่หนา้หญงิตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส (๑) เป็นหญิง (๒) ภกิษุไมแ่น่ใจวา่เป็นหญงิฯลฯ ส าคัญวา่เป็นบัณเฑาะก์ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นชาย ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉานและมคีวามก าหนัด (๓) ภิกษุ กล่าวสรรเสริญการบ าเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิง ต ้องอาบัติถุลลัจจัย บัณเฑาะก์ (๑) เป็นบัณเฑาะก์ (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นบัณเฑาะกแ์ละมคีวามก าหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบ าเรอความใคร่ของตนต่อหน้าบัณเฑาะก์ ต ้องอาบัติ ถุลลัจจัย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๓๑ }


๓๓๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๔. อัตตกามปารจิรยิสกิขาบท บทภาชนยี ์ (๑) เป็นบัณเฑาะก์ (๒) ภกิษุไมแ่น่ใจวา่เป็นบัณเฑาะก์ฯลฯ ส าคัญวา่เป็น ชาย ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นสัตวด์ริัจฉาน ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นหญงิและมคีวามก าหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบ าเรอความใคร่ของตนต่อหน้าบัณเฑาะก์ ต ้องอาบัติ ทุกกฏ ชาย (๑) เป็นชาย (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นชาย ฯลฯ ไมแ่น่ใจวา่เป็นชาย ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉาน ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นหญงิฯลฯ ส าคัญวา่เป็นบัณเฑาะก์ และมีความก าหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบ าเรอความใคร่ของตนต่อหน้าชาย ต ้องอาบัติทุกกฏ สตัวด์ริจัฉาน (๑) เป็นสตัวด์ริัจฉาน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉาน ฯลฯ ไมแ่น่ใจวา่ เป็นสตัวด์ริัจฉาน ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นหญงิฯลฯ ส าคัญวา่เป็นบัณเฑาะก์ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นชายและมคีวามก าหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบ าเรอความใคร่ ของตนตอ่หนา้สตัวด์ริัจฉาน ตอ้งอาบัตทิกุกฏ หญิง ๒ คน (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมีความก าหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบ าเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิงทั้ง ๒ คน ต ้อง อาบัตสิงัฆาทเิสส ๒ ตัว (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คน ฯลฯ ส าคัญวา่ เป็นบัณเฑาะก์ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นชาย ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉานและมคีวาม ก าหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบ าเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิงทั้ง ๒ คน ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ๒ ตัว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๓๒ }


๓๓๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๔. อัตตกามปารจิรยิสกิขาบท บทภาชนยี ์ บัณเฑาะก์ ๒ คน (๑) เป็นบัณเฑาะก์ ๒ คน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นบัณเฑาะกท์ ัง้๒ คนและมี ความก าหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบ าเรอความใคร่ของตนต่อหน้าบัณเฑาะก์ ทั้ง ๒ คน ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ๒ ตัว (๑) เป็นบัณเฑาะก์ ๒ คน (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คน ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นชาย ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉาน ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นหญงิและมี ความก าหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบ าเรอความใคร่ของตนต่อหน้าบัณเฑาะก์ ทั้ง ๒ คน ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ชาย ๒ คน และสตัวด์ริจัฉาน ๒ ตัว (๑) เป็นชาย ๒ คน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นชายทัง้๒ คน ฯลฯ (๑) สตัวด์ริัจฉาน ๒ ตัว (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉานทัง้๒ ตัว ฯลฯ ไมแ่น่ใจ ฯลฯ ส าคัญวา่ เป็นหญงิฯลฯ ส าคญัวา่เป็นบัณเฑาะก์ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นชายและมคีวามก าหนัด (๓) ภกิษุกลา่วสรรเสรญิการบ าเรอความใครข่องตนตอ่หนา้สตัวด์ริัจฉานทัง้๒ ต ้อง อาบัติทุกกฏ ๒ ตัว หญิงและบัณเฑาะก์ (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมี ความก าหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบ าเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิงและ บัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คน ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับสงัฆาทเิสส (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นหญิงและบัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คน ฯลฯ ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับถลุลัจจัย ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นบัณเฑาะก์ฯลฯ ตอ้ง อาบัติถุลลัจจัย ๒ ตัว ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นชาย ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉานและ มีความก าหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบ าเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิง และบัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คน ต ้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๓๓ }


๓๓๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๔. อัตตกามปารจิรยิสกิขาบท บทภาชนยี ์ (๑) เป็นหญิงและชาย (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ คนและมีความ ก าหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบ าเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิงและชาย ทั้ง ๒ คน ตอ้งอาบัตทิกุกฏกับสงัฆาทเิสส (๑) เป็นหญิงและชาย (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นหญิงและชายทั้ง ๒ คน ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นบัณเฑาะก์ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นชาย ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉาน และมีความก าหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบ าเรอความใคร่ของตนต่อหน้า หญิงและชายทั้ง ๒ คน ต ้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย หญงิและสตัวด์ริจัฉาน (๑) เป็นหญงิและสตัวด์ริัจฉาน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นหญงิทัง้๒ และมี ความก าหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบ าเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิงและ สตัวด์ริัจฉานทัง้๒ ตอ้งอาบัตทิกุกฏและสงัฆาทเิสส (๑) เป็นหญงิและสตัวด์ริัจฉาน (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นหญงิและสตัวด์ริัจฉานทัง้ ๒ ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นบัณเฑาะก์ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นชาย ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นสัตว์ ดิรัจฉาน และมีความก าหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบ าเรอความใคร่ของตน ตอ่หนา้หญงิและสตัวด์ริัจฉานทัง้๒ ต ้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย บัณเฑาะก์และชาย (๑) เป็นบัณเฑาะก์และชาย (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นบัณเฑาะกท์ ัง้๒ คนและ มีความก าหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบ าเรอความใคร่ของตนต่อหน้า บัณเฑาะก์และชายทั้ง ๒ คน ต ้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย (๑) เป็นบัณเฑาะก์และชาย (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นบัณเฑาะก์และชายทั้ง ๒ คน ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นชาย ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉาน ฯลฯ ส าคัญวา่เป็น หญิงและมีความก าหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบ าเรอความใคร่ของตนต่อ หน้าบัณเฑาะก์และชายทั้ง ๒ คน ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๓๔ }


๓๓๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒.สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๔. อัตตกามปารจิรยิสกิขาบท คาถารวมวนิตีวตัถุ บณัเฑาะกแ์ละสตัวด์ริจัฉาน (๑) เป็นบัณเฑาะกแ์ละสตัวด์ริัจฉาน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นบัณเฑาะกท์ ัง้๒ และมีความก าหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบ าเรอความใคร่ของตนต่อหน้า บัณเฑาะกแ์ละสตัวด์ริัจฉานทัง้๒ ต ้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย (๑) เป็นบัณเฑาะกแ์ละสตัวด์ริัจฉาน (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นบัณเฑาะก์และ สตัวด์ริัจฉานทัง้๒ ฯลฯ สา คัญวา่เป็นชาย ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉาน ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นหญงิและมคีวามก าหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบ าเรอความใคร่ ของตนตอ่หนา้บัณเฑาะกแ์ละสตัวด์ริัจฉานทัง้๒ ต ้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว (๑) เป็นชายและสตัวด์ริัจฉาน (๒) ภกิษุส าคัญวา่เป็นชายทัง้๒ ฯลฯ ภิกษุ ไมแ่น่ใจวา่เป็นชายและสตัวด์ริัจฉาน ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นสตัวด์ริัจฉาน ฯลฯ ส าคัญ ว่าเป็นหญิง ฯลฯ ส าคัญวา่เป็นบัณเฑาะกแ์ละมคีวามก าหนัด (๓) ภิกษุกล่าว สรรเสรญิการบ าเรอความใครข่องตนตอ่หนา้ชายและสตัวด์ริัจฉานทัง้๒ ต ้องอาบัติ ทุกกฏ ๒ ตัว อนาปัตติวาร ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต ้องอาบัติ คือ [๒๙๔] ๑. ภิกษุผู้กล่าวว่า “จงบ ารุงด ้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ บริขารคือยารักษาโรค” ๒. ภิกษุวิกลจริต ๓. ภิกษุต ้นบัญญัติ คาถารวมวินีตวัตถุ เรื่องที่ทรงวินิฉัยแล้ว เรื่องหญิงหมันต ้องการมีบุตร ๑ เรื่อง เรื่องหญิงผู้มีบุตรถี่ไม่ต ้องการมีบุตร ๑ เรื่อง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๓๕ }


๓๓๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๔. อัตตกามปารจิรยิสกิขาบท วนิตีวตัถุ เรื่องหญิงต ้องการเป็นที่รักของสามี ๑ เรื่อง เรื่องหญิงต ้องการมีโชค ๑ เรื่อง เรื่องหญิงต ้องการถวายทานอันเลิศ ๑ เรื่อง เรื่องหญิงต ้องการอปุัฏฐากดว้ยสงิ่ทเี่ลศิ๑ เรื่อง เรื่องหญิงต ้องการไปสุคติ ๑ เรื่อง วินีตวัตถุ เรื่องหญิงหมันต้องการมีบุตร ๑ เรื่อง [๒๙๕] สมัยนั้น หญิงหมันคนหนึ่งถามภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้า ท าอย่างไรดิฉันจึงจะมีบุตร” ภิกษุตอบว่า “นอ้งหญงิถา้เชน่นัน้เธอจงถวายทาน อันเลิศ” “พระคณุเจา้อะไรทชี่อื่วา่ทานอันเลศิ ” “เมถุนธรรม” ท่านเกิดความกังวล ใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาค ให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๑) เรื่องหญิงผู้มีบุตรถี่ไม่ต้องการมีบุตร ๑ เรื่อง สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งมีบุตรถี่จึงถามภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้า ท า อย่างไรดิฉันจึงจะไม่มีบุตร” “น้องหญิง ถ้าอย่างนั้นเธอจงถวายทานอันเลิศ” “พระ คณุเจา้อะไรชอื่วา่ทานอันเลศิ ” “เมถุนธรรม” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต ้อง อาบัตสิงัฆาทิเสสหรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๒) เรื่องหญิงต้องการเป็ นที่รักของสามี ๑ เรื่อง สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งถามภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้า ท าอย่างไร ดิฉันจึงจะเป็นที่รักของสามี” “น้องหญิง ถ้าอย่างนั้นเธอจงถวายทานอันเลิศ” “พระ คณุเจา้อะไรชอื่วา่ทานอันเลศิ ” “เมถุนธรรม” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต ้อง อาบัตสิงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๓๖ }


๓๓๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๔. อัตตกามปารจิรยิสกิขาบท วนิตีวตัถุ เรื่องหญิงต้องการมีโชค ๑ เรื่อง สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งถามภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้า ท าอย่างไร ดิฉันจึงจะมีโชค” “น้องหญิง ถ้าอย่างนั้นเธอจงถวายทานอันเลิศ” “พระคุณเจ้า อะไรชอื่วา่ทานอันเลศิ ” “เมถุนธรรม” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติ สงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภิกษุ เธอตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๔) เรื่องหญิงต้องการถวายทานอันเลิศ ๑ เรื่อง สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งถามภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้า ดิฉันจะถวาย อะไรดีแก่พระคุณเจ้า” “น้องหญิง ถ้าอย่างนั้นเธอจงถวายทานอันเลิศ” “พระคุณเจ้า อะไรชอื่วา่ทานอันเลศิ ” “เมถุนธรรม” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติ สงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๕) เรอื่งหญงิตอ้งการอปุ ฏัฐากดว้ยสงิ่ทเี่ลศิ๑ เรื่อง สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งถามภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้า ดิฉันจะ อุปัฏฐากพระคุณเจ้าด ้วยอะไรดี” “น้องหญิง ด ้วยทานอันเลิศ” “พระคุณเจ้า อะไร ชอื่วา่ทานอันเลศิ ” “เมถุนธรรม” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติ สงัฆาทเิสสหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภิกษุ เธอตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๖) เรื่องหญิงต้องการไปสุคติ ๑ เรื่อง สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งถามภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้า ดิฉันจะไปสุคติ ได ้อย่างไร” “น้องหญิง ถ้าอย่างนั้น เธอจงถวายทานอันเลิศ” “พระคณุเจา้อะไรชอื่ ว่าทานอันเลิศ” “เมถุนธรรม” ท่านเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส หรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๗) อตัตกามปารจิรยิสกิขาบทที่๔ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๓๗ }


๓๓๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท นทิานวตัถุ ๕. สญัจรติตสกิขาบท วา่ดว้ยการชกัสอื่ เรื่องพระอุทายี [๒๙๖] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ทา่นพระอทุายเีป็นพระทใี่กลช้ดิ ตระกลูในกรงุสาวตัถีไปมาหาสตู่ระกลูเป็นอันมากทตี่นเห็นวา่มเีด็กหนุ่มทยี่ังไมม่ ี ภรรยาหรือเด็กสาวที่ยังไม่มีสามี กล่าวยกย่องคุณสมบัติของเด็กสาวให ้มารดาบิดา ของเด็กหนุ่มฟังว่า “สาวน้อยของตระกูลโน้น รูปงาม น่าดู น่าชม ฉลาดหลักแหลม ไหวพริบดี ขยันไม่เกียจคร้าน สาวน้อยคนนั้นเหมาะสมกับชายหนุ่มคนนี้” มารดาบิดาของเด็กหนุ่มก็กล่าวว่า “พระคุณเจ้า คนเหล่านั้นไม่รู้จักพวกเราว่า ‘เป็นใครหรือพวกพ้องของใคร’ ถา้พระคณุเจา้จะพดูทาบทามให้พวกเราก็จะสขู่อ เด็กสาวนั้นมาให ้เด็กหนุ่มคนนี้” พระอุทายีนั้นไปกล่าวยกย่องคุณสมบัติของเด็ก หนุ่มให ้มารดาบิดาของเด็กสาวฟังว่า “ชายหนุ่มของตระกูลโน้น รูปงาม น่าดู น่าชม ฉลาดหลักแหลมไหวพริบดี ขยันไม่เกียจคร้าน ชายหนุ่มคนนั้นเหมาะสมกับสาว น้อยคนนี้” ข ้างมารดาบิดาของเด็กสาวก็กล่าวว่า “พระคุณเจ้า คนเหล่านั้นไม่รู้จัก พวกเราว่า ‘เป็นใครหรือพวกพ้องของใคร’ การที่จะพูดยกสาวน้อยให ้เขาก็ดูกระไรอยู่ ถา้พระคณุเจา้ชว่ยไปพดูใหเ้ขามาสขู่อ พวกขา้พเจา้ก็จะยกสาวนอ้ยคนนใี้หช้ายหนุ่ม คนนั้น” ด ้วยวิธีอย่างนี้ พระอุทายีจึงให ้มารดาบิดาของหนุ่มสาวท าอาวาหมงคลบ ้าง ววิาหมงคลบา้ง หรอื ชกัน าใหส้ขู่อหมัน้หมายกันบา้ง [๒๙๗] สมัยนั้น บุตรสาวของหญิงม่ายผู้เคยเป็นภรรยาโหร๑คนหนึ่ง มรีปูงาม น่าดูน่าชม พวกสาวกอาชวีกจากหมบู่า้นอนื่มาบอกภรรยาโหรนัน้วา่ “แม่คุณ ท่านจงยกเด็กสาวคนนี้ ให ้ชายหนุ่มของพวกเราเถิด” เชงิอรรถ : ๑ คณยตีติ คณโก ผู้ค าณวน, โหร, หมอดู (อภิธา.ฏี. คาถา ๓๔๗), ปุราณคณกิยาติ เอกสฺส คณกสฺส ภริยา, สา ตสฺมึชวีมาเน คณกตี ิปญฺญายติฺถ, มเต ปน ปุราณคณกีติ สงฺข คตา ภรรยาของโหรคนหนึ่ง เมอื่สามยี ังมชีวีติเรยีกขานกันวา่ “คณกี” พอสามีตายถูกเรียกว่า “ปุราณคณกี” (หญิงม่ายผู้เคยเป็นภรรยา โหร) (วิ.อ. ๒/๒๙๗/๔๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๓๘ }


๓๓๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท นทิานวตัถุ ภรรยาโหรตอบว่า “ดิฉันไม่ทราบว่าพวกท่านเป็นใครหรือเป็นพวกพ้องของ ใคร อีกประการหนึ่ง เด็กสาวคนนี้เป็นบุตรสาวคนเดียวของดิฉัน นางต ้องไปอยู่บ ้าน อื่น ดิฉันยกให ้ไม่ได ้” ชาวบา้นกลา่วกับพวกสาวกอาชวีกวา่ “พระคุณเจ้า พวกท่านมาธุระอะไรกัน” พวกสาวกอาชวีกตอบวา่ “พวกเรามาขอบตุรสาวกะภรรยาโหรชอื่โนน้ ในทนี่ี้ ให ้แก่เด็กหนุ่มของพวกเรา แต่นางปฏิเสธว่า ‘ดิฉันไม่ทราบว่าพวกท่านเป็นใคร ฯลฯ ดิฉันยกให ้ไม่ได ้” ชาวบ ้านแนะน าว่า “พระคุณเจ้าไปขอหญิงสาวกะภรรยาโหรท าไมกัน ไปพูด กับพระอทุายไีมด่กีวา่หรอืพระอทุายชีว่ยใหเ้ขายนิยอมยกใหไ้ด”้ พวกสาวกอาชวีกไปหาทา่นพระอทุายถีงึทอี่ยู่ครัน้ถงึแลว้ ไดก้ลา่ววา่ “พระ คณุทา่น พวกกระผมมาขอบตุรสาวกะภรรยาโหรชอื่โนน้ ในทนี่ใี้หแ้กเ่ด็กหนุ่มของ พวกกระผม แต่ถูกนางปฏิเสธว่า ‘ดิฉันไม่ทราบว่าพวกท่านเป็นใคร ฯลฯ ดิฉันยก ให ้ไม่ได ้’ พระคณุทา่นชว่ยดว้ยเถดิขอรับ ชว่ยพดูใหภ้รรยาโหรยอมยกบตุรสาวให้ แก่เด็กหนุ่มของพวกกระผมด ้วย” ล าดับนั้นท่านพระอุทายีจึงเข ้าไปหาภรรยาโหรถึงที่อยู่ ครั้นถึงแล ้ว ได ้ถามว่า “ท าไม เธอไม่ยกบุตรสาวให ้คนเหล่านี้เล่า” ภรรยาโหรตอบว่า “ดิฉันไม่ทราบว่าคนเหล่านี้เป็นใครหรือเป็นพวกพ้องของใคร อีกประการหนึ่ง เด็กสาวนี้เป็นบุตรสาวคนเดียวของดิฉัน นางต ้องไปอยู่บ ้านอื่น ดิฉันจึงไม่ยกให ้เจ้าค่ะ” “ท่านจงยกให ้ไปเถอะ อาตมารู้จักคนพวกนี้ดี” “ถ้าพระคุณเจ้ารู้จัก ดิฉันก็จะยกให ้” ตอ่มา ภรรยาโหรจงึยกบตุรสาวใหส้าวกอาชวีก ครัน้พวกเขาพาเด็กสาวไป ได ้เลี้ยงดูอย่างสะใภ ้ เดือนเดียวเท่านั้น ต่อจากนั้นเลี้ยงดูอย่างทาสหญิง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๓๙ }


๓๔๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท นทิานวถัตุ ตอ่มา สาวนอ้ยสง่ขา่วไปถงึมารดาวา่ “ลูกตกระก าล าบาก หาความสุขไม่ ได ้เลย พวกเขาเลี้ยงดูลูกในฐานะหญิงสะใภ ้เดือนเดียวเท่านั้น ต่อจากนั้นเลี้ยงดู อย่างทาสหญิง คุณแม่โปรดมารับลูกกลับไปเถิด” ครัน้ทราบขา่ว ภรรยาโหรจงึไปหาพวกสาวกอาชวีกถงึทอี่ยู่กลา่ววา่ “พวก ท่านอย่าเลี้ยงดูสาวน้อยอย่างทาสหญิง โปรดเลี้ยงดูอย่างสะใภ ้เถิด” พวกสาวกอาชวีกตอบวา่ “พวกเราไม่ได ้รับรองและตกลงไว ้กับท่าน แต่รับ รองและตกลงไว ้กับพระต่างหาก หลีกไป พวกเราไม่รู้จักท่าน” ครัน้ภรรยาโหรถกูพวกสาวกอาชวีกพดูรกุรานจงึเดนิทางกลับกรงุสาวตัถี ฝ่ายสาวนอ้ยก็ยังสง่ขา่วไปถงึมารดาอกีเป็นครัง้ที่๒ ว่า “ลูกตกระก าล าบาก หา ความสุขไม่ได ้เลย ฯลฯ คุณแม่โปรดมารับลูกกลับไปเถิด” ภรรยาโหรจึงไปหาพระอุทายีถึงที่อยู่แล ้วกล่าวว่า “พระคุณเจ้า ทราบมาว่า บุตรสาวของดิฉันตกระก าล าบาก ไม่ได ้ความสุข ได ้รับการเลี้ยงดูอย่างสะใภ ้ เดือน เดียวเท่านั้น จากนั้นถูกเลี้ยงดูอย่างทาสหญิง พระคุณเจ้าควรขอร้องว่า อย่าเลี้ยงดู สาวน้อยอย่างทาสหญิง โปรดเลี้ยงดูอย่างสะใภ ้” ตอ่มาพระอทุายไีดไ้ปหาพวกสาวกอาชวีกถงึทอี่ยขู่อรอ้งวา่ “พวกท่านอย่า เลี้ยงดูสาวน้อยอย่างทาสหญิง โปรดเลี้ยงดูอย่างสะใภ ้เถิด” พวกสาวกอาชวีกตอบวา่ “พวกเราไม่ได ้รับรองและตกลงไว ้กับท่าน แต่รับ รองและตกลงไว ้กับภรรยาโหรต่างหาก พระต ้องไม่วุ่นวาย ต ้องเป็นพระที่ดี หลีกไป พวกเราไม่รู้จักท่าน” ครัน้ถกูพวกสาวกอาชวีกพดูรกุราน พระอทุายีจงึเดนิทางกลับกรงุสาวตัถี ฝ่ายสาวนอ้ยก็ยังสง่ขา่วไปถงึมารดาอกีเป็นครัง้ที่๓ ว่า “ลูกตกระก าล าบาก หา ความสุขไม่ได ้เลย ฯลฯ คุณแม่โปรดมารับลูกกลับไปเถิด” ฝ่ ายภรรยาโหรก็เข ้าไปหาพระอุทายีถึงที่อยู่ แล ้วพูดเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “พระ คุณเจ้า ทราบมาว่า บุตรสาวของดิฉันตกระก าล าบาก ฯลฯ โปรดเลี้ยงดูนางอย่าง สะใภ้” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๔๐ }


๓๔๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท นทิานวตัถุ ท่านพระอุทายีกล่าวว่า “อาตมาถกูพวกสาวกอาชวีกพดูรกุรานมาครัง้หนงึ่แลว้ เธอไปเองเถิด อาตมาจะไม่ไป” นินทาและสรรเสริญพระอุทายี [๒๙๘] ครั้งนั้น ภรรยาโหรได ้ต าหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ขอให ้พระ อุทายีตกระก าล าบาก อย่าได ้มีความสุขสบายเหมือนบุตรสาวของเราที่ต ้องตกระก า ล าบากไมไ่ดค้วามสขุสบายเพราะมแีมผ่ ัว พอ่ผัว และสามชีวั่” แม ้สาวน้อยก็ต าหนิ ประณาม โพนทะนาพระอุทายีว่า “ขอให ้พระอุทายีตก ระก าล าบาก อย่าได ้มีความสุข เหมือนเราที่ต ้องตกระก าล าบาก ไม่ได ้ความสุขสบาย เพราะมีแมผ่ ัว พอ่ผัว และสามชีวั่” แมห้ญงิสาวอนื่ๆ ทไี่มช่อบใจแมผ่ ัว พอ่ผัว และสามีตา่งสาปแชง่พระอทุายี ว่า “ขอให ้พระอุทายีตกระก าล าบาก ฯลฯ เหมือนเราที่ตกระก าล าบาก เพราะมี แมผ่ ัว พอ่ผัว และสามชีวั่” ฝ่ ายหญิงสาวที่ชอบใจแม่ผัว พ่อผัว และสามี ต่างให ้พรว่า “ขอให ้พระคุณ เจ้าอุทายีจงมีความสุขความเจริญเหมือนพวกเราที่มีความสุขความเจริญเพราะมีแม่ผัว พ่อผัว และสามีดี” พวกภกิษุไดย้นิหญงิบางพวกสาปแชง่บางพวกใหพ้ร บรรดาภกิษุผมู้ ักนอ้ย สนั โดษ ฯลฯ จงึพากันต าหนิประณาม โพนทะนาวา่ “ไฉนทา่นพระอทุายจีงึชกัสอื่ เล่า” ครั้นภิกษุเหล่านั้นต าหนิท่านพระอุทายีโดยประการต่าง ๆ แล ้วจึงน าเรื่องนี้ไป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆบ์ญัญตัสิกิขาบท ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาครับสงั่ใหป้ระชมุสงฆเ์พราะเรอื่งนเี้ป็นตน้เหตุทรง สอบถามท่านพระอุทายีว่า “อทุายีทราบวา่เธอชกัสอื่จรงิหรอื ” ท่านทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงต าหนิว่า “โมฆบุรุษ การกระท าอย่างนี้ ไมส่มควร ไมค่ลอ้ยตาม ไมเ่หมาะสม ไมใ่ ชก่จิของสมณะ ใชไ้มไ่ด้ไมค่วรท า โมฆบรุ ุษ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๔๑ }


๓๔๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท นทิานวตัถุ ไฉนเธอจงึชกัสอื่เลา่การกระท าอยา่งนี้มไิดท้ าคนทยี่ังไมเ่ลอื่มใสใหเ้ลอื่มใส ฯลฯ” แลว้จงึรับสงั่ใหภ้กิษุทัง้หลายยกสกิขาบทนขี้นึ้แสดงดังนี้ พระบัญญัติ [๒๙๙] ก็ภกิษุใดท าหนา้ทชี่กัสอื่คอืบอกความประสงคข์องชายแก่ หญงิก็ดีบอกความประสงคข์องหญงิแกช่ายก็ดีเพอื่ใหเ้ป็นภรรยาหรอืเป็นชูร้กั เป็นสงัฆาทเิสส สกิขาบทนพี้ระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตไิวแ้กภ่กิษุทัง้หลายอยา่งนี้ เรื่องพระอุทายี จบ เรื่องนักเลงหญิง [๓๐๐] สมัยนั้น พวกนักเลงจ านวนมากพากันไปเทยี่วรนื่เรงิในอทุยาน สง่ ชายสอื่ไปส านักหญงิแพศยาคนหนงึ่ดว้ยสงั่วา่ “เชญินางมาเถดิพวกเราจักไปเทยี่ว รื่นเริงในอุทยานด ้วยกัน” หญิงแพศยาตอบว่า “นายจ๋า ดิฉันไม่ทราบว่าพวกท่านเป็นใครหรือเป็นพวก พ้องของใคร อีกประการหนึ่ง ดิฉันมีทรัพย์สมบัติมาก มีเครื่องประดับมาก ถ้าจะ ต ้องออกไปนอกเมือง ดิฉันไม่ไป” ครัน้แลว้ชายสอื่แจง้เรอื่งนัน้ใหพ้วกนักเลงทราบ เมอื่ชายสอื่พดูอยา่งนัน้ ชายอีกคนหนึ่งบอกพวกนักเลงว่า “พวกท่านไปอ ้อนวอนหญิงแพศยาท าไม ควร บอกพระอทุายมีดิกีวา่หรอืทา่นจะสง่นางมาใหพ้วกเราเอง” เมื่อเขาพูดอย่างนั้น อุบาสกคนหนึ่งพูดแย ้งว่า “คุณอย่าพูดอย่างนั้น การท า อยา่งนัน้ไมเ่หมาะแกพ่ระสมณะเชอื้สายศากยบตุร พระคณุเจา้อทุายจีะไมท่ าเชน่นัน้” เมื่ออุบาสกพูดอย่างนี้ พวกนักเลงจึงพนันกันว่า “พระคุณเจ้าอุทายีจะท า หรือไม่ท า” นักเลงเหล่านั้นเข ้าไปหาพระอุทายีถึงที่อยู่แล ้วกราบเรียนท่านว่า “พระ คณุเจา้พวกกระผมเขา้ไปเทยี่วรนื่เรงิในอทุยาน สง่ชายสอื่ไปหาหญงิแพศยาชอื่โนน้ ว่า ‘ขอให ้นางมา พวกเราจะเที่ยวรื่นเริงในอุทยาน’ นางตอบว่า ‘นายจ๋า ดิฉันไม่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๔๒ }


๓๔๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท นทิานวตัถุ ทราบว่าพวกท่านเป็นใครหรือเป็นพวกพ้องของใคร อีกประการหนึ่ง ดิฉันมีเครื่อง ประดับมาก ถ้าจะต ้องออกไปนอกเมือง ดิฉันไม่ไป’ ขอพระคณุเจา้โปรดสง่หญงิ แพศยาคนนั้นมาให ้พวกกระผมด ้วยเถิด” ล าดับนั้น พระอุทายีเข ้าไปหาหญิงแพศยาถึงที่อยู่ถามว่า “ท าไมเธอไม่ไปหา คนพวกนั้นเล่า” นางตอบว่า “ดิฉันไม่ทราบว่า คนพวกนี้เป็นใครหรือเป็นพวกพ้องของใคร อีกประการหนึ่งดิฉันมีทรัพย์สมบัติมาก มีเครื่องประดับมาก ถ้าจะต ้องออกไปนอก เมือง ดิฉันไม่ไป เจ้าค่ะ” “เธอไปหาคนพวกนี้เถิด อาตมารู้จักพวกเขาดี” “ถ้าพระคุณเจ้ารู้จัก ดิฉันก็จะไป เจ้าค่ะ” ล าดับนั้น พวกนักเลงพาหญิงแพศยาคนนั้นไปเที่ยวในอุทยาน ต่อมา อุบาสก ต าหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพระอทุายจีงึชกัสอื่ใหอ้ยรู่ว่มกันชวั่คราวเลา่ ” พวกภิกษุได ้ยินอุบาสกต าหนิ ประณาม โพนทะนา บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ฯลฯ จึงพากันต าหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนทา่นพระอทุายจีงึชกัสอื่ใหอ้ยู่ รว่มกับชวั่คราวเลา่ ” ครั้นภิกษุเหล่านั้นต าหนิท่านพระอุทายีโดยประการต่าง ๆ แล ้ว จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆ์บัญญัตสิกิขาบท ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาครับสงั่ใหป้ระชมุสงฆเ์พราะเรอื่งนเี้ป็นตน้เหตุทรง สอบถามท่านพระอุทายีว่า “อทุายีทราบวา่เธอชกัสอื่ใหอ้ยรู่ว่มกันชวั่คราว จริงหรือ” พระอุทายีทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรง ต าหนิว่า “โมฆบุรุษ การกระท าอยา่งนี้ไมส่มควร ฯลฯ โมฆบรุษุไฉนเธอจงึชกัสอื่ ใหอ้ยรู่ว่มกันชวั่คราวเลา่ โมฆบรุษุการกระท าอยา่งนี้มไิดท้ าคนทยี่ังไมเ่ลอื่มใส ให ้เลื่อมใส ฯลฯ” แลว้จงึรับสงั่ใหภ้กิษุทัง้หลายยกสกิขาบทนขี้นึ้แสดงดังนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๔๓ }


๓๔๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ พระอนุบัญญัติ [๓๐๑] อนงึ่ภกิษุใดท าหนา้ทชี่กัสอื่คอืบอกความประสงคข์องชายแก่ หญิงก็ดี บอกความประสงค์ของหญิงแก่ชายก็ดี เพื่อให้เป็ นภรรยาหรอืเป็นชูร้กั โดยทสี่ดุแมเ้พอื่ใหอ้ยรู่ว่มกนัชว่ัคราว เป็นสงัฆาทเิสส เรื่องนักเลงหญิง จบ สกิขาบทวภิงัค์ [๓๐๒] ค าว่า อนึ่ง... ใด คอืผใู้ด ผเู้ชน่ ใด ฯลฯ นพี้ระผมู้พีระภาคตรัสวา่ อนึ่ง...ใด ค าว่า ภิกษุ มอีธบิายวา่ทชี่อื่วา่ภกิษุเพราะเป็นผขู้อ ฯลฯ นที้พระผู้มีพระ ี่ ภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุ ในความหมายนี้ ค าว่า ท าหนา้ทชี่กัสอื่ ความว่า ไปหาฝ่ ายชายตามที่หญิงขอร้อง หรือไปหา ฝ่ ายหญิงตามที่ชายขอร้อง ค าว่า บอกความประสงค์ของชายแก่หญิงก็ดีคือ แจ้งความปรารถนาของ ชายแก่หญิง ค าว่า บอกความประสงค์ของหญิงแก่ชายก็ดีคือ แจ้งความปรารถนาของ หญิงแก่ชาย ค าว่า เพื่อให้เป็ นภรรยา คือ บอกว่า เธอจักเป็นภรรยา ค าว่า เพอื่ใหเ้ป็นชูร้กัคอืบอกวา่เธอจักเป็นชรู้ัก ค าว่า โดยทสี่ดุแมเ้พอื่ใหอ้ยรู่ว่มกนัชว่ัคราว คือ บอกว่า เธอจักเป็นภรรยา ชวั่คราว ค าว่า เป็นสงัฆาทเิสส ความวา่ ส าหรับอาบัตนิ ัน้สงฆเ์ทา่นัน้ใหป้รวิาส ฯลฯ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเรียกว่า “เป็นสงัฆาทเิสส” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๔๔ }


๓๔๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกขาบท บทภาชนีย์ ิ บทภาชนีย์ มาติกา หญิง ๑๐ จ าพวก [๓๐๓] หญิง ๑๐ จ าพวก คือ ๑. หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดา ๒. หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดา ๓. หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดา ๔. หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชายน้องชาย ๕. หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาว ๖. หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของญาติ ๗. หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของตระกูล ๘. หญิงที่มีธรรมคุ้มครอง ๙. หญิงที่มีคู่หมั้น ๑๐. หญิงที่มีกฎหมายคุ้มครอง ภรรยา ๑๐ จ าพวก ภรรยา ๑๐ จ าพวก คือ ๑. ภรรยาสนไถ่ ิ ๒. ภรรยาที่อยู่ด ้วยความพอใจ ๓. ภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ ๔. ภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ ้า ๕. ภรรยาที่เข ้าพิธีสมรส ๖. ภรรยาที่ถูกปลงเทริด ๗. ภรรยาทเี่ป็นทัง้คนรับใชเ้ป็นทัง้ภรรยา ๘. ภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา ๙. ภรรยาที่เป็นเชลย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๔๕ }


๓๔๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ ๑๐. ภรรยาชวั่คราว [๓๐๔] ทชี่อื่วา่ หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดา ได ้แก่ หญิงที่มี มารดาคอยระวัง ควบคุม ห ้ามปราม ให ้อยู่ในอ านาจ ทชี่อื่วา่ หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดา ได ้แก่ หญิงที่มีบิดาคอยระวัง ควบคุม ห ้ามปราม ให ้อยู่ในอ านาจ ทชี่อื่วา่ หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดา ได ้แก่ หญิงที่มี มารดาบิดาคอยระวัง ควบคุม ห ้ามปราม ให ้อยู่ในอ านาจ ทชี่อื่วา่ หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชายน้องชาย ได ้แก่ หญิงที่มีพี่ ชายน้องชายคอยระวัง ควบคุม ห ้ามปราม ให ้อยู่ในอ านาจ ทชี่อื่วา่ หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาว ได ้แก่ หญิงที่มี พี่สาวน้องสาวคอยระวัง ควบคุม ห ้ามปราม ให ้อยู่ในอ านาจ ทชี่อื่วา่ หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของญาติได ้แก่ หญิงที่มีญาติคอยระวัง ควบคุม ห ้ามปราม ให ้อยู่ในอ านาจ ทชี่อื่วา่ หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของตระกูล ได ้แก่ หญิงที่มีบุคคล ร่วมตระกูลคอยระวัง ควบคุม ห ้ามปราม ให ้อยู่ในอ านาจ ทชี่อื่วา่ หญิงที่มีธรรมคุ้มครอง ได ้แก่ หญิงที่มีผู้ประพฤติธรรมร่วมกันคอย ระวัง ควบคุม ห ้ามปราม ให ้อยู่ในอ านาจ ทชี่อื่วา่ หญิงที่มีคู่หมั้น ได ้แก่ หญิงที่ถูกหมั้นหมายไว ้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์โดย ที่สุดกระทั่งหญิงที่ชายสวมพวงดอกไม ้ให ้ด ้วยกล่าวว่า “หญิงนี้เป็นของเรา” ทชี่อื่วา่ หญิงที่มีกฎหมายคุ้มครอง ได ้แก่ หญิงที่มีพระราชาบางองค์ทรง ก าหนดโทษไว ้ว่า “ชายที่ล่วงเกินหญิงคนนี้ ต ้องได ้รับโทษเท่านี้” ทชี่อื่วา่ภรรยาสนิ ไถ่ ไดแ้ก่หญงิทชี่ายเอาทรัพยซ์อื้มาอยรู่ว่มกัน ทชี่อื่วา่ ภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจ ไดแ้ก่หญงิอันเป็นทรี่ักซงึ่ชายครู่ ักรับ ให ้อยู่ร่วมกัน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๔๖ }


๓๔๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ ทชี่อื่วา่ ภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติได ้แก่หญิงที่ชายยกสมบัติให ้แล ้วอยู่ร่วมกัน ทชี่อื่วา่ ภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ได ้แก่หญิงที่ชายมอบผ ้าให ้แล ้วอยู่ร่วมกัน ทชี่อื่วา่ ภรรยาที่เข้าพิธีสมรส ได ้แก่ หญิงที่ชายจับมือจุ่มลงในภาชนะน ้า ด ้วยกันแล ้วอยู่ร่วมกัน ทชี่อื่วา่ ภรรยาที่ถูกปลงเทริด ได ้แก่ หญิงที่ชายถอดเทริดลงแล ้วอยู่ร่วมกัน ทชี่อื่วา่ภรรยาทเี่ป็นทงั้คนรบัใชเ้ป็นทงั้ภรรยา ได ้แก่ หญิงที่เป็นทั้งทาส เป็นทั้งภรรยา ทชี่อื่วา่ ภรรยาที่เป็ นทั้งลูกจ้างเป็ นทั้งภรรยา ได ้แก่ หญิงที่เป็นทั้งลูกจ้าง เป็นทั้งภรรยา ทชี่อื่วา่ ภรรยาที่เป็ นเชลย ได ้แก่ หญิงที่ถูกน ามาเป็นเชลย ทชี่อื่วา่ภรรยาชว่ัคราว ได ้แก่ หญิงที่อยู่ร่วมกันเป็นครั้งคราว ธนักกีตาจักร นิกเขปบท [๓๐๕] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยู่ ในความปกครองของมารดาวา่ทราบวา่ขอใหเ้ธอจงเป็นภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่นี้ เถิด” ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก๑ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของบดิา ฯลฯ บอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาบดิา ฯลฯ บอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพชี่ายนอ้งชาย ฯลฯ บอกหญงิชอื่นที้ยี่ัง อยใู่นความปกครองของพสี่าวนอ้งสาว ฯลฯ บอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครอง เชงิอรรถ : ๑ “ปฏิคฺคณฺหาติ” รับค า คือ ภิกษุรับค าที่ชายขอร ้องให้บอกกับหญิง วีม สติ ไปบอก คือ ครั้นภิกษุรับ ค าแล้วก็ไปบอกให้หญิงทราบ ปจฺจาหรติ กลับมาบอก คือ เมื่อภิกษุบอกแล้ว หญิงนั้นจะรับค าก็ตาม จะ ปฏิเสธก็ตาม หรือจะนิ่งเพราะเหนียมอายก็ตาม ภิกษุกลับมาแจ้งข่าวแก่ชายนั้น (วิ.อ. ๒/๓๐๕/๔๗-๔๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๔๗ }


๓๔๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ ของญาติฯลฯ บอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของตระกลูฯลฯ บอกหญงิ ชอื่นที้มี่ธีรรมคมุ้ครอง ฯลฯ บอกหญงิชอื่นที้มี่คีหู่มนั้ฯลฯ บอกหญงิชอื่นที้มี่ี กฎหมายคมุ้ครองวา่ทราบวา่เธอจงเป็นภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่นเี้ถดิ ” ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส นิกเขปบท จบ ขัณฑจักร มีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล [๓๐๖] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยู่ ในความปกครองของมารดาและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของบดิาวา่ “ทราบว่า เธอทั้งหลายจงเป็นภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของมารดาและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาบดิา ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครอง ของพชี่ายนอ้งชาย ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาและหญงิชอื่นี้ ทยี่ังอยใู่นความปกครองของพสี่าวนอ้งสาว ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครอง ของมารดาและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของญาติฯลฯ หญงิชอื่นที่ยังอยู่ ี้ ในความปกครองของมารดาและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นครองของตระกลูฯลฯ หญงิชอื่ นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาและหญงิชอื่นที้มี่ธีรรมคมุ้ครอง ฯลฯ หญงิชอื่ นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาและหญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ัง อยู่ในความปกครองของมารดาและหญงิชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครองวา่ทราบวา่เธอ ทัง้หลายจงเป็นภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ต ้อง อาบัติสงัฆาทเิสส ขัณฑจักร จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๔๘ }


๓๔๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ พัทธจักร มีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๑ [๓๐๗] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยู่ ในความปกครองของบดิาและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาบดิาวา่ “ทราบวา่เธอทัง้หลายจงเป็นภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่น” ี้ภิกษุรับค า ไปบอก กลับ มาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของบดิาและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพชี่ายนอ้งชาย ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่งัอยใู่นความปกครองของบดิาและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครอง ของพสี่าวนอ้งสาว ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของบดิาและหญงิชอื่นที้ี่ ยังอยใู่นความปกครองของญาติฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของบดิา และหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของตระกลูฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของบดิาและหญงิชอื่นที้มี่ธีรรมคมุ้ครอง ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปก ครองของบดิาและหญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของ บดิาและหญงิชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครองวา่ทราบวา่เธอทัง้หลายจงเป็นภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่น” ี้ภกิษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของมารดาและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาบดิาวา่ “ทราบ วา่ทา่นจงเป็นภรรยาสนิ ไถข่องชายชอนี้ ื่” ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมาบอก ต ้องอาบัติ สงัฆาทเิสส พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๑ จบ พัทธจักร มีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๒ [๓๐๘] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ัง อยใู่นความปกครองของมารดาบดิาและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยู่ในความปกครองของพี่ชาย นอ้งชาย ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาบดิาและหญงิชอื่นที้ยี่ัง อยใู่นความปกครองของพสี่าวนอ้งสาว ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๔๙ }


๓๕๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๕. สญัจรติตสกิขาบท บทภาชนยี ์ มารดาบดิาและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของญาติฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยู่ ในความปกครองของมารดาบดิาและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นคมุ้ครองของตระกลูฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาบดิาและหญงิชอื่นที้มี่ธีรรมคมุ้ครอง ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาบดิาและหญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาบดิาและหญงิชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครอง ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาบดิาและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่น ความปกครองของมารดา ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาบดิา และหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของบดิาวา่ทราบวา่เธอทัง้หลายจงเป็น ภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่น” ี้ภกิษุรับค า ไปบอก กลบัมาบอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๒ จบ พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๓ ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคณุเจา้ทา่นชว่ยไปบอกหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของพชี่ายนอ้งชายและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพสี่าวนอ้งสาว ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพชี่ายนอ้งชายและหญงิชอื่นที้ยี่งัอยใู่น ความปกครองของญาติฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพชี่ายนอ้งชาย และหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของตระกลูฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของพชี่ายนอ้งชายและหญงิชอื่นที้มี่ธีรรมคมุ้ครอง ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยู่ ในความปกครองของพชี่ายนอ้งชายและหญงิชอื่นที้มี่คีหู่มัน้ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยู่ ในความปกครองของพชี่ายนอ้งชายและหญงิชอื่นที้มี่กีฎหมายคมุ้ครอง ฯลฯ หญงิ ชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพชี่ายนอ้งชายและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของมารดา ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของพชี่ายนอ้งชายและ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของบดิา ฯลฯ หญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความ ปกครองของพชี่ายนอ้งชายและหญงิชอื่นที้ยี่ังอยใู่นความปกครองของมารดาบดิาวา่ ทราบวา่เธอทัง้หลายจงเป็นภรรยาสนิ ไถข่องชายชอื่ นี้” ภิกษุรับค า ไปบอก กลับมา บอก ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็ นมูล หมวดที่ ๓ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๕๐ }


Click to View FlipBook Version