The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Phetsanaphai Ponthalit, 2023-03-23 14:20:19

TriMCU_01

TriMCU_01

๑๐๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๕) เรื่องผ้าปูเตียง ๔ เรื่อง [๑๓๓] สมัยนั้น ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งพบผ ้าปูเตียงมีราคา มาก เกดิ ไถยจติขนึ้มา แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึ น าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เพียง แต่คิดไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๖) สมัยนั้น ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งพบผ ้าปูเตียงมีราคามาก มี ไถยจติจับตอ้ง แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่ง นี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต ้องอาบัติ ปาราชกิแตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่ ๗) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบผ ้าปูเตียงมีราคามาก มีไถยจิต ท าให ้ผ ้าไหว แล ้ว เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้ี พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้ง อาบัติถุลลัจจัย” (เรื่องที่ ๘) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบผ ้าปูเตียงมีราคามาก มีไถยจิต ท าให ้ผ ้าเคลื่อนที่ แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่อง ที่ ๙) เรื่องกลางคืน ๕ เรื่อง [๑๓๔] สมัยนั้น ภกิษุรปูหนงึ่พบสงิ่ของตอนกลางวนั ไดท้ าเครอื่งหมายไว้ ดว้ยตัง้ใจวา่จะลักตอนกลางคนืทา่นส าคัญสงิ่ของนัน้วา่เป็นสงิ่ของนัน้จงึไดล้ ัก ของนัน้มา แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่ง นี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต ้องอาบัติ ปาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๐๑ }


๑๐๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่พบสงิ่ของตอนกลางวนั ไดท้ าเครองหมายไว ้ ด ้วย ื่ ตัง้ใจวา่จะลักตอนกลางคนืทา่นส าคัญสงิ่ของนัน้วา่เป็นสงิ่ของนัน้แตไ่ดล้ ักสงิ่ของ อนื่มา แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนี้ ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต ้องอาบัติ ปาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๑) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่พบสงิ่ของตอนกลางวนั ไดท้ าเครอื่งหมายไว้ดว้ย ตัง้ใจวา่จะลักตอนกลางคนืทา่นส าคัญสงิ่ของนัน้วา่เป็นสงิ่ของอนื่แตไ่ดล้ ักสงิ่ของ นัน้มา แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต ้องอาบัติ ปาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๒) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่พบสงิ่ของตอนกลางวนั ไดท้ าเครอื่งหมายไวด้ว้ย ตัง้ใจวา่จะลักตอนกลางคนืทา่นส าคัญสงิ่ของนัน้วา่เป็นสงิ่ของอนื่ไดล้ ักสงิ่ของ อื่นมา แล ้วเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต ้องอาบัติ ปาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๓ ) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่พบสงิ่ของตอนกลางวนั ไดท้ าเครอื่งหมายไวด้ว้ย ตัง้ใจวา่จะลักตอนกลางคนืทา่นส าคัญสงิ่ของนัน้วา่เป็นสงิ่ของนัน้แตไ่ดล้ ักสงิ่ของ ของตนเอง แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนี้ ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต ้องอาบัติ ปาราชกิแตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่ ๑๔) เรื่องทรัพย์ที่ภิกษุน าไปแต่ผู้เดียว ๑๑ เรื่อง สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่น าสงิ่ของของผอู้นื่ไป มไีถยจติจับตอ้งสงิ่ของทอี่ยบู่น ศรีษะตนเอง แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนี้ ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต ้องอาบัติ ปาราชกิแตต่อ้งอาบัตทิกุ กฏ” (เรื่องที่ ๑๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๐๒ }


๑๐๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่น าสงิ่ของของผอู้นื่ไป มไีถยจติท าสงิ่ของทอี่ยบู่น ศรีษะตนเองใหไ้หว แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน า เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต ้อง อาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลัจจัย” (เรื่องที่ ๑๖) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่น าสงิ่ของของผอู้นื่ไป มไีถยจติลดสงของที่อยู่บน ิ่ ศรีษะตนเองลงมาทไี่หล่แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๗) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่น าสงิ่ของของผอู้นื่ไป มไีถยจติจับตอ้งสงิ่ของทอี่ยบู่น ไหล่แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบ ทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิ แต่ต ้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๑๘) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่น าสงิ่ของของผอู้นื่ไป มไีถยจติท าสงิ่ของทอี่ยทู่ ไี่หล่ ตนเองใหไ้หว แลว้เกดิความความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน า เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ ตอ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลจัจัย” (เรื่องที่ ๑๙) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งน าสงิ่ของของผอู้นื่ไป มไีถยจติลดสงิ่ของทอี่ยทู่ ไี่หลล่ง มาถงึระดับสะเอว แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน า เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต ้องอาบัติ ปาราชกิ ” (เรื่องที่ ๒๐) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งน าสงิ่ของของผอู้นื่ไป มไีถยจติจับตอ้งสงิ่ของทอี่ยทู่ ี่ สะเอว แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต ้องอาบัติ ปาราชกิแตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่ ๒๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๐๓ }


๑๐๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่น าสงิ่ของของผอู้นื่ไป มไีถยจติท าสงิ่ของซงึ่อยทู่ ี่ สะเอวให ้ไหว แล ้วเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนี้ ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต ้องอาบัติ ปาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลัจจัย” (เรื่องที่ ๒๒) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่น าสงิ่ของของผอู้นื่ไป มไีถยจติเอามอืหยบิ สงิ่ของซงึ่ อยู่ที่สะเอวหิ้วไป แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน า เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต ้อง อาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๒๓) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่น าสงิ่ของของผอู้นื่ไป มไีถยจติเอาสงิ่ของทมี่อืวางลงที่ พื้น แล ้วเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบ ทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๒๔) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่น าสงิ่ของของผอู้นื่ไป มไีถยจติหยบิ สงิ่ของขนึ้จาก พื้นดิน แล ้วเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต ้องอาบัติ ปาราชกิ ” (เรื่องที่ ๒๕) เรื่องตอบตามค าถามน า ๕ เรื่อง [๑๓๕] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งผึ่งจีวรไว ้กลางแจ้งแล ้วเข ้าไปวิหาร ภิกษุอีก รูปหนึ่งเก็บจีวรนั้นด ้วยหวังว่า จะไม่ให ้จีวรหาย ภิกษุเจ้าของจีวรออกมา ถามภิกษุ รูปที่เก็บไปนั้นว่า “ท่าน จีวรของผมใครลักไป” ภิกษุรูปนั้นตอบว่า “ผมลักไป” ภิกษุเจ้าของจีวรจับเอาภิกษุรูปที่น าจีวรไปกล่าวว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ภิกษุรูปที่น า จีวรไปเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้า พระพุทธเจ้าตอบไปตามค าถามน า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ ไม่ต ้องอาบัติ เพราะ ตอบตามค าถามน า” (เรื่องที่ ๒๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๐๔ }


๑๐๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพาดจีวรไว ้บนตั่งแล ้วเข ้าไปวิหาร ภิกษุอีกรูปหนึ่งเก็บ จีวรนั้นด ้วยหวังว่าจะไม่ให ้จีวรหาย ภิกษุเจ้าของจีวรออกมา ถามภิกษุรูปที่เก็บไป นั้นว่า “ท่าน จีวรของผมใครลักไป” ภิกษุรูปนั้นตอบว่า “ผมลักไป” ภิกษุเจ้าของ จีวรจับเอาภิกษุรูปที่น าจีวรไปกล่าวว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ภิกษุรูปที่น าจีวรไปเกิด ความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้ี พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธ เจ้าตอบไปตามค าถามน า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ ไม่ต ้องอาบัติ เพราะตอบตาม ค าถามน า” (เรื่องที่ ๒๗) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพาดผ ้าปูนั่งไว ้บนตั่ง ภิกษุอีกรูปหนึ่งเก็บผ ้าปูนั่งนั้น ด ้วยหวังว่า จะไม่ให ้ผ ้าปูนั่งหาย ภิกษุเจ้าของผ ้าปูนั่งออกมา ถามภิกษุรูปที่เก็บไป นั้นว่า “ท่าน ผ ้าปูนั่งของผม ใครลักไป” ภิกษุรูปนั้นตอบว่า “ผมลักไป” ภิกษุ เจ้าของผ ้าปูนั่งจับเอาภิกษุรูปที่น าผ ้าปูนั่งไปกล่าวว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ภิกษุรูปที่น า ผ ้าปูนั่งไปเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบ ทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้า พระพุทธเจ้าตอบไปตามค าถามน า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ ไม่ต ้องอาบัติ เพราะ ตอบตามค าถามน า” (เรื่องที่ ๒๘) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งวางบาตรไว ้ใต ้ตั่งแล ้วเข ้าไปวิหาร ภิกษุอีกรูปหนึ่งได ้ เก็บบาตรนั้นด ้วยหวังว่า จะไม่ให ้บาตรหาย ภิกษุเจ้าของบาตรออกมาถามภิกษุรูปที่ เก็บไปนั้นว่า “ท่าน บาตรของผม ใครลักไป” ภิกษุรูปนั้นตอบว่า “ผมลักไป” ภิกษุ เจ้าของบาตรจับเอาภิกษุรูปที่น าบาตรไปกล่าวว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ภิกษุรูปที่น า บาตรไปเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบ ทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้าตอบไปตามค าถามน า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ ไม่ต ้องอาบัติ เพราะตอบตามค าถามน า” (เรื่องที่ ๒๙) สมัยนั้น ภิกษุณีรูปหนึ่งผึ่งจีวรไว ้ที่รั้วแล ้วเข ้าไปยังวิหาร ภิกษุณีอีกรูปหนึ่ง เก็บจีวรนั้นด ้วยหวังว่า จะไม่ให ้จีวรหาย ภิกษุณีเจ้าของจีวรออกมาถามภิกษุณีรูปที่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๐๕ }


๑๐๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ เก็บไปนั้นว่า “เธอ จีวรของฉันใครลักไป” ภิกษุณีรูปนั้นตอบว่า “ฉันลักไป” ภิกษุณี เจ้าของจีวรจับเอาภิกษุณีรูปที่น าจีวรไปกล่าวว่า “เธอไม่เป็นพระ” ภิกษุณีรูปที่น า จวีรไปเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกหรือหนอ จึงบอกเรื่องนี้แก่ภิกษุณี ิ ทั้งหลาย ภิกษุณีทั้งหลายจึงบอกแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายจึงน าเรื่องนี้ไป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไม่ต ้องอาบัติ เพราะตอบตามค าถามน า” (เรื่องที่ ๓๐) เรื่องลม ๒ เรื่อง [๑๓๖] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบผ ้าสาฎกถูกลมบ ้าหมูพัดมา จึงเก็บไว ้ด ้วย ตั้งใจจะน าคืนเจ้าของ แต่พวกเจ้าของผ ้ากล่าวหาท่านว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ท่าน เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้ี พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้า ไม่มีไถยจิต พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ ไม่มีไถยจิต ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๓๑) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่มไีถยจติถอืเอาผา้โพกซงึ่ถกูลมบา้หมพูัดมา ดว้ย เกรงวา่เจา้ของผา้จะเห็นเสยีกอ่น พวกเจา้ของผา้กลา่วหาทา่นวา่ “ท่านไม่เป็น พระ” ท่านเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนี้ ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิด อย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้ามีไถยจิต พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๓๒) เรื่องศพที่ยังสด ๑ เรื่อง [๑๓๗] สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่ไปป่าชา้ถอืเอาผา้บังสกุลุทซี่ากศพยังสดซงึ่มี เปรตสงิอยใู่นรา่ง เปรตนัน้พดูกับภกิษุนัน้วา่ “อย่าเอาผ ้าของเราไป” ภกิษุไมใ่ สใ่จ ถือเอาไป ทันใดนั้น ร่างนั้นลุกขึ้นติดตามภิกษุไป ภิกษุรูปนั้นเข ้าไปวิหารแล ้วปิด ประตเูสยีรา่งนัน้ไดล้ม้ลงทประตูนั่นเอง ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติ ี่ ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิอนงึ่ภกิษุทัง้หลาย ภกิษุไมพ่งึถอืเอา ผ ้าบังสุกุลในซากศพที่ยังสด ภิกษุใดถือเอา ต ้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๓๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๐๖ }


๑๐๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ เรอื่งสบัเปลยี่นสลาก ๑ เรื่อง [๑๓๘] สมัยนั้น เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่ก าลังแจกจีวรแก่สงฆ์ ภิกษุรูปหนึ่ง มี ไถยจติ ไดส้บัเปลยี่นสลากรับจวีรไป ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิ หรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๓๔) เรื่องเรือนไฟ ๑ เรื่อง [๑๓๙] สมัยนั้น พระอานนทส์ าคัญวา่ผา้อันตรวาสกของภกิษุรปูหนงึ่ในเรอืน ไฟเป็นของตนจึงนุ่ง ภิกษุรูปที่เป็นเจ้าของผ ้าอันตรวาสกกล่าวกับท่านพระอานนท์ ว่า “ท าไมท่านจึงเอาผ ้าอันตราสกของผมไปนุ่ง” “ทา่น ผมส าคัญวา่เป็นของผม” ภิกษุทั้งหลายจึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุทัง้หลาย ภกิษุส าคัญวา่เป็นของตน ไมต่อ้งอาบัต” ิ (เรื่องที่ ๓๕) เรอื่งเนอื้เดนสตัว์๕ เรื่อง [๑๔๐] สมัยนัน้ภกิษุหลายรปูลงจากภเูขาคชิฌกฏูพบเนอื้เป็นเดนของราชสหี ์ จงึใชใ้หอ้นุปสมับันท าใหส้กุแลว้ฉัน พวกทา่นเกดิความกังวลใจวา่พวกเราตองอาบัติ ้ ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภกิษุทัง้หลาย ภกิษุฉันเนอื้เป็นเดนราชสหี ์ไมต่อ้งอาบัต” ิ (เรื่องที่ ๓๖) สมัยนัน้ภกิษุหลายรปูลงจากภเูขาคชิฌกฏูพบเนอื้เป็นเดนเสอื โครง่จงึใช้ ใหอ้นุปสมับันท าใหส้กุแลวฉัน พวกท่านเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต ้องอาบัติ ้ ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภกิษุทัง้หลาย ภกิษุฉันเนอื้เป็นเดนเสอื โครง่ ไมต่อ้งอาบัต” ิ (เรื่องที่ ๓๗) สมัยนั้น ภิกษุหลายรูปลงจากภูเขาคิชฌกูฏ พบเนื้อเป็นเดนเสอืเหลอืง จงึใช้ ใหอ้นุปสมับันท าใหส้กุแลว้ฉัน พวกทา่นเกดิความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัติ ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภกิษุทัง้หลาย ภกิษุฉันเนอื้เป็นเดนเสอืเหลอืง ไมต่อ้งอาบัต” ิ (เรื่องที่ ๓๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๐๗ }


๑๐๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ สกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ สมัยนัน้ภกิษุหลายรปูลงจากภเูขาคชิฌกฏูพบเนอื้เป็นเดนหมาใน จงึใชใ้ห้ อนุปสมับันท าใหส้กุแลว้ฉัน พวกทา่นเกดิความกังวลใจว่า พวกเราต ้องอาบัติ ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองคต์รัส ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุฉันเนื้อที่เป็นเดนหมาใน ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๓๙) สมัยนัน้ภกิษุหลายรปูลงจากภเูขาคชิฌกฏูพบเนอื้เป็นเดนหมาป่า จงึใชใ้ห้ อนุปสมบันท าให ้สุกแล ้วฉัน พวกท่านเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต ้องอาบัติ ั ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภกิษุทัง้หลาย ภกิษุฉันเนอื้ทสี่ตัวด์ริัจฉานครอบครอง ไมต่อ้งอาบัต”ิ(เรื่อง ที่ ๔๐) เรื่องไม่มีมูล ๕ เรื่อง [๑๔๑] สมัยนั้น เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่ก าลังแจกอาหารแก่สงฆ์ ภิกษุรูปหนึ่ง กล่าวค าไม่มีมูลว่า “จงใหเ้พอื่ภกิษุอนื่อกีสว่นหนงึ่” แล ้วรับไป ท่านเกิดความกังวลใจ วา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รง ทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตปิาจติตยี์ เพราะกล่าวเท็จทั้งที่รู้” (เรื่องที่ ๔๑) สมัยนั้น เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่ก าลังแจกของเคี้ยวแก่สงฆ์ ภิกษุรูปหนึ่งกล่าว ค าไม่มีมูลว่า “จงใหเ้พอื่ภกิษุอนื่อกี สว่นหนงึ่” แล ้วรับไป ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตปิาจติตยี์เพราะ กล่าวเท็จทั้งที่รู้” (เรื่องที่ ๔๒) สมัยนั้น เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่ก าลังแจกขนมแก่สงฆ์ ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวค าไม่มี มูลว่า “จงใหเ้พอื่ภกิษุอนื่อกี สว่นหนงึ่” แล ้วรับไป ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต ้อง อาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระ องค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตปิาจติตยี์เพราะกลา่ว เท็จทั้งที่รู้” (เรื่องที่ ๔๓) สมัยนั้น เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่ก าลังแจกน ้าอ ้อยแก่สงฆ์ ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวค า ไม่มีมูลว่า “จงใหเ้พอื่ภกิษุอนื่อกี สว่นหนงึ่” แล ้วรับไป ท่านเกิดความกังวลใจว่า เรา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๐๘ }


๑๐๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ ตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตปิาจติตยี์เพราะ กล่าวเท็จทั้งที่รู้” (เรื่องที่ ๔๔) สมัยนั้น เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่ก าลังแจกผลมะพลับแก่สงฆ์ ภิกษุรูปหนึ่งกล่าว ค าไม่มีมูลว่า “จงใหเ้พอื่ภกิษุอนื่อกี สว่นหนงึ่” แล ้วรับไป ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต ้องอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตปิาจติตยี์เพราะ กล่าวเท็จทั้งที่รู้” (เรื่องที่ ๔๕) ในสมัยข้าวยากหมากแพงมี ๕ เรื่อง คือ เรื่องข้าวสุก ๑ เรื่อง [๑๔๒] สมัยนั้น เมื่อเกิดข ้าวยากหมากแพง ภิกษุรูปหนึ่งเข ้าไปร้านขายข ้าว สุก มีไถยจิตได ้ลักข ้าวสุกไปเต็มบาตร แล ้วเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติ ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๔๖) เรอื่งเนอื้๑ เรื่อง สมัยนั้น เมื่อเกิดข ้าวยากหมากแพง ภิกษุรูปหนึ่งเข ้าไปร้านขายเนื้อสุก มี ไถยจิตได ้ลักเนื้อไปเต็มบาตร แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอื หนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่อง ๔๗) เรื่องขนม ๑ เรื่อง สมัยนั้น เมื่อเกิดข ้าวยากหมากแพง ภิกษุรูปหนึ่งเข ้าไปร้านขายขนม มี ไถยจิตไดล้กัขนมไปเต็มบาตร แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอื หนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๔๘ ) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๐๙ }


๑๑๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ สกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ เรื่องน ้าตาลกรวด ๑ เรื่อง สมัยนั้น เมื่อเกิดข ้าวยากหมากแพง ภิกษุรูปหนึ่งเข ้าไปร้านขายน ้าตาลกรวด มีไถยจิตได ้ลักน ้าตาลกรวดไปเต็มบาตร แล ้วเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติ ปาราชกิหรอหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า ื “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ”(เรื่องที่ ๔๙) เรื่องขนมต้ม ๑ เรื่อง สมัยนั้น เมื่อเกิดข ้าวยากหมากแพง ภิกษุรูปหนึ่งเข ้าไปร้านขายขนมต ้ม มี ไถยจิตได ้ลักขนมต ้มไปเต็มบาตร แล ้วเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตปิาราชกิ หรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๕๐) เรื่องบริขาร ๕ เรื่อง [๑๔๓] สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่พบเครอื่งใชส้อยตอนกลางวนั ไดท้ าเครอื่ง หมายไว ้ด ้วยตั้งใจว่าจะลักตอนกลางคนืทา่นส าคัญเครอื่งใชส้อยนัน้วา่เป็นเครอื่งใช้ สอยนัน้จงึไดล้ ักเครอื่งใชส้อยนัน้มา แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิ หรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๕๑) สมัยนั้น ภิกษุรปูหนงึ่พบเครอื่งใชส้อยตอนกลางวนั ไดท้ าเครอื่งหมายไว้ ดว้ยตัง้ใจวา่จะลักตอนกลางคนืทา่นส าคัญเครอื่งใชส้อยนัน้วา่เป็นเครอื่งใชส้อยนัน้ แตไ่ดล้ ักเครอื่งใชส้อยอนื่มา แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๕๒) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่พบเครอื่งใชส้อยตอนกลางวนั ไดท้ าเครอื่งหมายไว้ ดว้ยตัง้ใจวา่จะลักตอนกลางคนืทา่นส าคัญเครอื่งใชส้อยนัน้วา่เป็นเครอื่งใชส้อยอนื่ แตไ่ดล้ ักเครอื่งใชส้อยนัน้มา แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๑๐ }


๑๑๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๕๓) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่พบเครอื่งใชส้อยตอนกลางวนั ไดท้ าเครอื่งหมายไว้ ดว้ยตัง้ใจวา่จะลักตอนกลางคนืทา่นส าคัญเครอื่งใชส้อยนัน้วา่เป็นเครอื่งใชส้อยอนื่ แตไ่ดล้ ักเครอื่งใชส้อยอนื่มา แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๕๔) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่พบเครอื่งใชส้อยตอนกลางวนั ไดท้ าเครอื่งหมายไว้ ดว้ยตัง้ใจวา่จะลักตอนกลางคนืทา่นส าคัญเครอื่งใชส้อยนัน้วา่เป็นเครอื่งใชส้อยนัน้ แตล่ ักเครอื่งใชส้อยของตนเอง แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ ตอ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่ ๕๕) เรื่องถุง ๑ เรื่อง [๑๔๔] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบถุงวางไว ้บนตั่ง คิดว่าหากหยิบไปจากตั่ง จะเป็นปาราชกิจงึยกเอาไปพรอ้มทัง้ตั่ง แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัติ ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต ้องอาบัติปาราชกิ ” (เรื่องที่ ๕๖) เรื่องฟูก ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตได ้ลักฟูกของสงฆ์ แล ้วเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๕๗) เรื่องราวจีวร ๑ เรื่อง [๑๔๕] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตได ้ลักจีวรที่ราวจีวร แล ้วเกิดความ กังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาค ให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๕๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๑๑ }


๑๑๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ เรื่องไม่ออกไป ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งลักจีวรในวิหาร คิดว่าหากตนออกไปจากวิหารจะเป็น ปาราชกิจงึไมย่อมออกไปจากวหิาร ภิกษุทั้งหลายจึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มี พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย โมฆบุรุษนั้นจะออกจากวิหาร หรอื ไมอ่อกก็ตาม ก็ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๕๙) เรอื่งถอืวสิาสะฉนัของเคยี้ว ๑ เรื่อง [๑๔๖] สมัยนั้น ภิกษุ ๒ รูปเป็นเพื่อนกัน ภิกษุรูปหนึ่งเข ้าไปบิณฑบาตยัง หมู่บ ้าน เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่ก าลังแจกของขบเคี้ยวแก่สงฆ์ ภิกษุรูปที่เป็นเพื่อนรับ เอาสว่นแบง่ของเพอื่นไปแลว้ถอืวสิาสะฉันสว่นแบง่ของภกิษุนัน้ทา่นรเู้รอื่งเขา้จงึ กล่าวหาภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ภิกษุนั้นเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติ ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้าถือเอาด ้วยวิสาสะ พระ พุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่ต ้องอาบัติ เพราะถือเอาด ้วยวิสาสะ” (เรื่องที่ ๖๐) เรอื่งสา คญัวา่เป็นของของตน ๒ เรื่อง [๑๔๗] สมัยนั้น ภิกษุหลายรูปก าลังตัดเย็บจีวร เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่ก าลัง แจกของขบเคยี้วแกส่งฆ์ภกิษุทกุรปูตา่งน าสว่นแบง่ของตนไปเก็บไว้ภกิษุรูปหนงึ่ ส าคัญสว่นแบง่ของภกิษุอกีรปูหนงึ่วา่เป็นสว่นแบง่ของตนจงึฉันเสยีภกิษุเจา้ของ สว่นแบง่รเู้รอื่งเขา้จงึกลา่วหาภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ภิกษุรูปที่ถูกกล่าวหา เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้ี พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้า ส าคัญวา่เป็นของของตน พระพทุธเจา้ขา้” “ภกิษุเธอส าคัญว่าเป็นของของตน ไม่ ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๖๑) สมัยนั้น ภิกษุหลายรูปก าลังตัดเย็บจีวร เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่ก าลังแจกของขบ เคยี้วแกส่งฆ์ภกิษุรปูหนงึ่เอาบาตรของภกิษุอกีรปูหนงึ่น าสว่นแบง่ของภกิษุอกีรปู {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๑๒ }


๑๑๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ หนงึ่มาเก็บไว้ภกิษุเจา้ของบาตรส าคัญวา่เป็นสว่นแบง่ของตนจงึฉันเสยีภกิษุรปูที่ น าบาตรไปรู้เรื่องเข ้า จึงกล่าวหาภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ภิกษุรูปที่ถูกกล่าว หาเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระ ผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอส าคัญวา่เป็นของของตน ไม่ ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๖๒) เรื่องไม่ได้ลัก ๗ เรื่อง [๑๔๘] สมัยนั้น พวกขโมยลักมะม่วง ท าให ้ผลมะม่วงหล่นแล ้วห่อถือไป พวกเจ้าของพากันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนห่อผลมะม่วงทิ้งแล ้วหนีไป พวกภกิษุส าคัญวา่เป็นของบังสกุลุจงึใหอ้นุปสมับันเก็บมะมว่งหอ่นัน้ไปแลว้ฉัน พวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความ กังวลใจว่า พวกเราต ้องอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระ ภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวก ขา้พระพทุธเจา้ส าคัญวา่เป็นของบังสกุลุพระพทุธเจา้ขา้” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ ส าคัญวา่เป็นของบังสกุลุไมต่อ้งอาบัต” ิ (เรื่องที่ ๖๓) สมัยนั้น พวกขโมยลักลูกหว ้า ท าให ้ผลหว ้าหล่นแล ้วห่อถือไป พวกเจ้าของ พากันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนห่อผลหว ้าทิ้งแล ้วหนีไป พวกภิกษุ ส าคัญวา่เป็นของบังสกุลุจงึใหอ้นุปสมับันเก็บหอ่ผลหวา้นัน้ไปแลว้ฉัน พวกเจา้ของ กล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่า พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้า ส าคัญวา่เป็นของบังสกุลุพระพทุธเจา้ขา้” “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอส าคัญวา่เป็น ของบังสุกุล ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๖๔) สมัยนัน้พวกขโมยลักขนุนส าปะลอ ท าใหผ้ลขนุนส าปะลอหลน่แลว้หอ่ถอื ไป พวกเจา้ของพากันตดิตาม พวกขโมยเห็นพวกเจา้ของจงึโยนหอ่ผลขนุนส าปะลอ ทงิ้แลว้หนไีป พวกภกิษุส าคัญวา่เป็นของบังสกุลุจงึใหอ้นุปสมับันเก็บหอ่ผลขนุน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๑๓ }


๑๑๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ ส าปะลอนัน้ไปแลว้ฉัน พวกเจา้ของกลา่วหาภกิษุเหลา่นัน้วา่ “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่า พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ คิดอย่างไร” “พวกขา้พระพทุธเจา้ส าคัญวา่เป็นของบังสกุลุพระพทุธเจา้ขา้” “ภิกษุ ทัง้หลาย พวกเธอส าคัญวา่เป็นของบังสกุลุไมต่อ้งอาบัต” ิ (เรื่องที่ ๖๕) สมัยนั้น พวกขโมยลักขนุน ท าให ้ผลขนุนหล่นแล ้วห่อถือไป พวกเจ้าของพา กันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนห่อผลขนุนทิ้งแล ้วหนีไป พวกภิกษุ ส าคัญวา่เป็นของบังสกุลุจงึใหอ้นุปสมับันเก็บหอ่ผลขนุนนัน้ไปแลว้ฉัน พวกเจา้ของ กล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่า พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคให้ ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวก ขา้พระพทุธเจา้ส าคัญวา่เป็นของบังสกุลุพระพทุธเจา้ขา้” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ ส าคัญว่าเป็นของบังสุกุล ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๖๖) สมัยนั้น พวกขโมยลักผลตาลสุก ท าให ้ผลตาลสุกหล่นแล ้วห่อถือไป พวก เจ้าของพากันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนห่อผลตาลสุกทิ้งแล ้วหนีไป พวกภกิษุส าคัญวา่เป็นของบังสกุลุจงึใหอ้นุปสมับันเก็บหอ่ผลตาลสกุนัน้ไปแล ้วฉัน พวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความ กังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระ ภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวก ขา้พระพทุธเจา้ส าคัญวา่เป็นของบังสุกุล พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ ส าคัญวา่เป็นของบังสกุลุไมต่อ้งอาบัต” ิ (เรื่องที่ ๖๗) สมัยนั้น พวกขโมยลักอ ้อย ตัดอ ้อยแล ้วมัดถือไป พวกเจ้าของพากันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจา้ของจงึโยนมัดออ้ยทงิ้แลว้หนไีป พวกภกิษุส าคัญวา่เป็นของ บังสุกุล จึงให ้อนุปสมับันเก็บมัดออ้ยนัน้ไปแลว้ฉัน พวกเจา้ของกลา่วหาภกิษุเหลา่นัน้วา่ “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภกิษุเกดิความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิ หรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๑๔ }


๑๑๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกขา้พระพทุธเจา้ส าคัญวา่เป็นของบังสกุลุ พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอส าคัญวา่เป็นของบังสกุลุไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๖๘) สมัยนั้น พวกขโมยลักผลมะพลับ ท าให ้ผลมะพลับหล่นแล ้วห่อถือไป พวก เจ้าของพากันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนห่อผลมะพลับทิ้งแล ้วหนีไป พวกภกิษุส าคัญวา่เป็นของบังสกุลุจงึใหอ้นุปสมับันเก็บหอ่ผลมะพลับนัน้ไปแลว้ฉัน พวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความ กังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระ ภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวก ขา้พระพทุธเจา้ส าคัญวา่เป็นของบังสกุลุพระพทุธเจา้ขา้” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ ส าคัญวา่เป็นของบังสกุลุไมต่อ้งอาบัต” ิ (เรื่องที่ ๖๙) เรื่องลัก ๗ เรื่อง สมัยนั้น พวกขโมยลักมะม่วง ท าให ้ผลมะม่วงหล่นแล ้วห่อถือไป พวก เจ้าของพากันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนห่อผลมะม่วงทิ้งแล ้วหนีไป พวกภิกษุมีไถยจิต คิดว่า พวกเจ้าของจะเห็น จึงฉันผลมะม่วง พวกเจ้าของกล่าวหา ภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต ้อง อาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระ องค์ตรัสว่า “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๗๐) สมัยนั้น พวกขโมยลักลูกหว ้า ท าให ้ผลหว ้าหล่นแล ้วห่อถือไป พวกเจ้าของ พากันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนห่อผลหว ้าทิ้งแล ้วหนีไป พวกภิกษุมี ไถยจิต คิดว่าพวกเจ้าของจะเห็น จึงฉันผลหว ้า พวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิ หรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๗๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๑๕ }


๑๑๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ สมัยนัน้พวกขโมยลักขนุนส าปะลอ ท าใหผ้ลขนุนส าปะลอหลน่แลว้หอ่ถอื ไป พวกเจา้ของพากันตดิตาม พวกขโมยเห็นพวกเจา้ของจงึโยนหอ่ผลขนุนส าปะลอทงิ้ แล ้วหนีไป พวกภิกษุมีไถยจิตคิดว่า พวกเจ้าของจะเห็น จึงฉันผลขนุนส าปะลอ พวก เจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจ วา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคให้ ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๗๒) สมัยนั้น พวกขโมยลักขนุน ท าให ้ผลขนุนหล่นแล ้วห่อถือไป พวกเจ้าของพา กันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนห่อผลขนุนทิ้งแล ้วหนีไป พวกภิกษุมี ไถยจิตคิดว่า พวกเจ้าของจะเห็น จึงฉันผลขนุน พวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่า พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิ หรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๗๓) สมัยนั้น พวกขโมยลักผลตาลสุก ท าให ้ผลตาลสุกหล่นแล ้วห่อถือไป พวก เจ้าของพากันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนห่อผลตาลสุกทิ้งแล ้วหนีไป พวกภิกษุมีไถยจิตคิดว่า พวกเจ้าของจะเห็น จึงฉันผลตาลสุก พวกเจ้าของกล่าวหา ภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต ้อง อาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระ องค์ตรัสว่า “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๗๔) สมัยนั้น พวกขโมยลักอ ้อย ตัดอ ้อยแล ้วมัดถือไป พวกเจ้าของพากันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนมัดอ ้อยทิ้งแล ้วหนีไป พวกภิกษุมีไถยจิตคิดว่า พวกเจ้าของจะเห็น จึงฉันอ ้อย พวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่ เป็นพระ” พวกภกิษุเกดิความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน า เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๗๕) สมัยนั้น พวกขโมยลักผลมะพลับ ท าให ้ผลมะพลับหล่นแล ้วห่อถือไป พวก เจ้าของพากันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนห่อผลมะพลับทิ้งแล ้วหนีไป พวกภิกษุมีไถยจิตคิดว่า พวกเจ้าของจะเห็น จึงฉันผลมะพลับ พวกเจ้าของกล่าวหา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๑๖ }


๑๑๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ ภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต ้อง อาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระ องค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต ้องอาบัติปาราชกิ ” (เรื่องที่ ๗๖) เรื่องลักของสงฆ์ ๗ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได ้ลักผลมะม่วงของสงฆ์ แล ้วเกิดความกังวล ใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคให้ ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๗๗) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได ้ลักผลหว ้าของสงฆ์ แล ้วเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๗๘) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได ้ลกัผลขนุนส าปะลอของสงฆ์แลว้เกดิความ กังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาค ให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๗๙) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได ้ลักผลขนุนของสงฆ์ แล ้วเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๘๐) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได ้ลักผลตาลสุกของสงฆ์ แล ้วเกิดความกังวล ใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๘๑) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได ้ลักอ ้อยของสงฆ์ แล ้วเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๘๒) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได ้ลักผลมะพลับของสงฆ์ แล ้วเกิดความกังวล ใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคให้ ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๘๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๑๗ }


๑๑๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ เรื่องลักดอกไม้ ๒ เรื่อง [๑๔๙] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งไปสวนดอกไม ้ มีไถยจิต ได ้ลักดอกไม ้ที่เขา เก็บไว ้แล ้ว มีราคา ๕ มาสก แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอื หนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๘๔) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งไปสวนดอกไม ้ มีไถยจิต ได ้ลักเก็บดอกไม ้ มีราคา ๕ มาสก แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนี้ ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต ้องอาบัติ ปาราชกิ ” (เรื่องที่ ๘๕) เรื่องพูดตามค าบอก ๓ เรื่อง [๑๕๐] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งก าลังเข ้าไปหมู่บ ้าน ได ้บอกภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า “ทา่นครับ ผมจะไปบอกตระกลูอปุัฏฐากใหต้ามทที่า่นสงั่” ครั้นเธอไปถึงจึงให ้เขาน า ผ ้ามา ๑ ผนืแลว้ใชเ้สยีเอง ภกิษุผสู้งั่รเู้ขา้จงึกลา่วหาภกิษุนัน้วา่ “ท่านไม่เป็นพระ” ภกิษุรปูนัน้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต ้องอาบัติ ปาราชกิอนงึ่ภกิษุทัง้หลาย ภกิษุไมพ่งึกลา่ววา่ผมจะบอกตามทที่า่นสงั่ภกิษุใด พึงกล่าว ต ้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๘๖) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่จะเขา้ไปหมบู่า้น ภกิษุอกีรปูหนงึ่ไดส้งั่ทา่ นว่า “ท่านครับ ทา่นชว่ยบอกตระกลูอปุัฏฐากของผมตามทผี่มสงั่ดว้ย” ภิกษุนั้นครั้นไปแล ้วจึงให ้ ตระกูลอุปัฏฐากน าผ ้ามา ๑ คู่ตนเองใช้๑ ผนืถวายภกิษุผสู้งั่นัน้๑ ผนืภกิษุผสู้งั่ รู้เข ้าจึงกล่าวหาภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ภิกษุรูปนั้นเกิดความกังวลใจว่า เรา ต ้องอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิอนงึ่ภกิษุทัง้หลาย ภกิษุไมพ่งึกลา่ว วา่ทา่นจงบอกตามทสี่งั่ภกิษุใดพงึกลา่ว ตอ้งอาบตัทิกุกฏ” (เรื่องที่ ๘๗) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งก าลังไปหมู่บ ้าน ได ้บอกภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า “ท่าน ผม จะไปบอกตระกลูอปุัฏฐากของทา่นตามทที่า่นสงั่” ภิกษุแม ้รูปนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๑๘ }


๑๑๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ “ทา่นชว่ยบอกตามทผี่มสงั่” ภิกษุนั้น ครั้นไปถึงจึงให ้ตระกูลอุปัฏฐากน าเนยใส ๑ อาฬหกะ น ้าอ ้อยงบ ๑ ตุละ ข ้าวสาร ๑ โทณะ๑ มาแลว้ฉันเสยีเอง ภกิษุผสู้งั่รเู้ขา้ จึงกล่าวหาภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ท่านเกิดความเกิดความกังวลใจว่า เรา ต ้องอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิอนงึ่ภกิษุทัง้หลาย ภกิษุไมพ่งึ กลา่ววา่ผมจะบอกตามทสี่งั่และไมพ่งึกลา่ววา่ทา่นจงบอกตามทสี่งั่ภกิษุใดพงึ กล่าว ต ้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๘๘) เรื่องน าแก้วมณีผ่านด่านภาษี ๓ เรื่อง [๑๕๑] สมัยนั้น บุรุษคนหนึ่งน าแก ้วมณีราคาแพง เดินทางไกลไปกับภิกษุ รปูหนงึ่ครัน้เห็นดา่นภาษีจงึใสแ่กว้มณีลงในยา่มของภกิษุนัน้ผไู้มรู่้เมอื่เดนิพน้ ด่านภาษีจึงถือไปแต่ผู้เดียว ภิกษุนั้นเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัตปิาราชกิหรอื หนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้าไม่รู้ พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่รู้ ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๘๙) สมัยนั้น บุรุษคนหนึ่งน าแก ้วมณีราคาแพงเดินทางไกลไปกับภิกษุรูปหนึ่ง ครั้นเห็นด่านภาษี ท าลวงว่าเป็นไข ้แล ้วมอบห่อของของตนให ้ภิกษุถือไป เมื่อเดินพ้น เชงิอรรถ : ๑ ๔ กุฑุวะ หรือ ปสตะ (ฟายมือ) เป็น ๑ ปัตถะ (กอบ) ๔ ปัตถะ เป็น ๑ อาฬหกะ ๔ อาฬหกะ เป็น ๑ โทณะ ๔ โทณะ เป็น ๑ มาณิกา ๔ มาณิกา เป็น ๑ ขารี ๒๐ ขารี เป็น ๑ วาหะ ๒๐ วาหะ เป็น ๑ ธารณะ ๑๐ ธารณะ เป็น ๑ ปละ ๑๐๐ ปละ เป็น ๑๒ ตุลา ๒๐ ตุลา เป็น ๑ ภาระ (ดู อภิธา.ฏี. คาถา ๔๘๐-๔๘๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๑๙ }


๑๒๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ์] ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ ด่านภาษีไป จึงกล่าวกับภิกษุนั้นว่า “ทา่นครับ กรณุาสง่หอ่ของใหผ้มเถดิผมไมไ่ด้ เป็นไข ้” “โยม ท่านได ้ท าอย่างนี้เพื่ออะไร” บุรุษนั้นจึงบอกความนั้นให ้ภิกษุนั้นทราบ ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรองนี้ไปกราบทูล ื่ พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้าไม่รู้ พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่รู้ ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่๙๐) [๑๕๒] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเดินทางไกลไปกับหมู่เกวียน ชายคนหนึ่ง เกลี้ยกล่อมท่านด ้วยอามิส เห็นด่านภาษีจึงมอบแก ้วมณีราคาแพงให ้ภิกษุนั้นด ้วย กล่าวว่า “ขอทา่นกรณุาชว่ยน าแกว้มณีนผี้า่นดา่นภาษีไปดว้ยขอรับ” ภิกษุนั้นได ้น า แกว้มณีนัน้ผา่นดา่นภาษีไปแลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๙๑) เรื่องปล่อยสุกร ๒ เรื่อง [๑๕๓] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งปล่อยสุกรที่ติดบ่วงไปด ้วยความสงสารแล ้ว เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้ี พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้า มคีวามประสงคจ์ะชว่ยเหลอืพระพทุธเจา้ขา้” “ภกิษุเธอมคีวามประสงคจ์ะชว่ยเหลอื ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๙๒) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตคิดว่า เจ้าของจะเห็น จึงปล่อยสุกรที่ติดบ่วงไป แล ้วเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๙๓) เรอื่งปลอ่ยเนอื้๒ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งปล่อยเนื้อติดบ่วงไปด ้วยความสงสารแล ้วเกิดความ กังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาค ให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้ามีความ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๒๐ }


๑๒๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกขาบทที่ ิ๒ วินีตวัตถุ ประสงคจ์ะชว่ยเหลอืพระพทุธเจา้ขา้” “ภกิษุเธอมคีวามประสงคจ์ะชว่ยเหลอื ไม่ ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๙๔) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตคิดว่า เจ้าของจะเห็น จึงปล่อยเนื้อที่ติดบ่วงไป แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรื่องนี้ไปกราบทูล พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๙๕) เรื่องปล่อยปลา ๒ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งปล่อยฝูงปลาที่ติดลอบไปด ้วยความสงสารแล ้วเกิด ความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทูลพระผู้มี พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้า มคีวามประสงคจ์ะชว่ยเหลอืพระพทุธเจา้ขา้” “ภกิษุเธอมคีวามประสงคจ์ะชว่ยเหลอื ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๙๖) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตคิดว่า เจ้าของจะเห็น จึงปล่อยฝูงปลาที่ติด ลอบไปแลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบ ทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่อง ที่ ๙๗) เรื่องกลิ้งทรัพย์ในยาน ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเห็นทรัพย์ในยานคิดว่า เมื่อเราหยิบไปจากยานนี้จัก เป็นปาราชกิจงึเขยี่ใหก้ลงิ้แลว้ถอืเอา ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิ หรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๙๘) เรอื่งชนิ้เนอื้๒ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรปูหนงึ่ถอืเอาชนิ้เนอื้ทเี่หยยี่วเฉี่ยวเอามา ดว้ยตัง้ใจวา่จะคนื ให ้เจ้าของ แต่พวกเจ้าของเนื้อกล่าวหาภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ท่านเกิดความ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๒๑ }


๑๒๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ กังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาค ให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่มีไถยจิต ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๙๙) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง มีไถยจิตคิดว่า เจ้าของจะเห็น ไดถ้อืเอาชนิ้เนอื้ที่ เหยี่ยวเฉี่ยวเอามา พวกเจ้าของเนื้อกล่าวหาภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ท่านเกิด ความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้ี พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๐๐) เรื่องไม้ ๒ เรื่อง [๑๕๔] สมัยนัน้พวกชาวบา้นผกูแพแลว้เข็นลงแมน่ ้าอจริวดีเมอื่เชอืกขาด ไมท้ ัง้หลายไดก้ระจายไป พวกภกิษุส าคัญวา่เป็นของบังสกุลุจงึชว่ยกันขนไมข้นึ้ฝั่ง พวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความ กังวลใจว่า พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระ ภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอส าคัญวา่เป็นของบังสกุลุ ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๐๑) สมัยนัน้พวกชาวบา้นผกูแพแลว้เข็นลงแมน่ ้าอจริวดีเมอื่เชอืกขาด ไมท้ ัง้ หลายได ้กระจายไป พวกภกิษุมไีถยจติคดิวา่พวกเจา้ของจะเห็น จงึชว่ยกันขนไม้ ขึ้นฝั่ง พวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิด ความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผู้ มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๐๒) เรื่องผ้าบังสุกุล ๑ เรื่อง สมัยนั้น คนเลี้ยงโคคนหนึ่งพาดผ ้าไว ้ที่ต ้นไม ้แล ้วไปถ่ายอุจจาระ ภิกษุรูป หนงึ่ส าคัญวา่เป็นผา้บังสกุลุจงึถอืเอาไป คนเลยี้งโคกลา่วหาภกิษุนัน้วา่ “ท่านไม่ เป็นพระ” ภิกษุรูปนั้นเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน า เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอส าคัญวา่ เป็นผ้าบังสุกุล ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๐๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๒๒ }


๑๒๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ เรื่องข้ามน ้า ๒ เรื่อง สมัยนัน้ผา้ผนืหนงึ่หลดุจากมอืพวกชา่งยอ้มไปคลอ้งอยทู่เี่ทา้ของภกิษุรปู หนึ่งผู้ก าลังข ้ามน ้า ท่านเก็บไว ้ด ้วยตั้งใจว่าจะน าไปคืนให ้เจ้าของ พวกเจ้าของกล่าว หาภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ภิกษุรูปนั้นเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติ ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่มีไถยจิต ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๐๔) สมัยนัน้ผา้ผนืหนงึ่หลดุจากมอืพวกชา่งยอ้มไปคลอ้งอยทู่เี่ทา้ของภิกษุรูป หนึ่งผู้ก าลังข ้ามน ้า ท่านมีไถยจิตคิดว่า พวกเจ้าของจะเห็น ได ้ถือเอาผ้านั้นไป พวก เจ้าของกล่าวหาภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ภิกษุรูปนั้นเกิดความกังวลใจว่า เรา ตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๐๕) เรื่องฉันทีละน้อย ๑ เรื่อง [๑๕๕] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบหม ้อเนยใสจึงฉันเนยใสทีละน้อย แล ้วเกิด ความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้ี พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้ง อาบัติทุกกฏ” ๑ (เรื่องที่ ๑๐๖) เรอื่งชกัชวนกนัไปลกั ๒ เรื่อง สมัยนัน้ภกิษุหลายรปูชกัชวนกันไปดว้ยคดิจะลักทรัพย์ภกิษุรปูหนงึ่ ลักทรัพย์มาได ้ ภิกษุเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “พวกเราไมเ่ ป็นปาราชกิภกิษุรปูใด ลักทรัพย์ ภิกษุรูปนั้นเป็นปาราชกิ ” แล ้วน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรง ทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๐๗) เชงิอรรถ : ๑ ภิกษุถือเอาเนยใสและน ้ามันเป็นต ้น มีราคาไม่ถึงหนึ่งบาท คิดว่า เราจักไม่ท าอย่างนี้อีก ด ารงอยู่ใน ความส ารวมแม ้ในวันที่ ๒ และ ๓ เมื่อเกิดความคิดขึ้นอย่างนี้แล้ว ขณะที่ฉันก็ท าการทอดธุระอย่างนั้น แม ้ จะฉันเนยใสและน ามันเป็นตน้นัน้ทัง้หมด ก็ไมเ่ ป็นปาราชกิเธอตอ้งอาบัตทิกุกฏหรอืถลุลัจจัย แตส่งิ่ของนัน้ เธอตอ้งชดใชค้นื(เป็นภัณฑไทย) (ดูว.ิอ. ๑/๑๕๕/๔๒๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๒๓ }


๑๒๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ สมัยนัน้ภกิษุหลายรปูชกัชวนกันไปแลว้ ไดล้ ักทรัพยม์า แลว้แบง่กัน เมอื่ ก าลังแบง่ทรัพยก์ ัน ภกิษุแตล่ะรปูไดส้ วนแบ่งไม่ครบ ่๕ มาสก ภิกษุเหล่านั้นจึงบอก ว่า “พวกเราไมเ่ ป็นปาราชกิ ” แล ้วน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรง ทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๐๘) เรื่องก ามือที่กรุงสาวัตถี ๔ เรื่อง สมัยนั้น กรุงสาวัตถีเกิดข ้าวยากหมากแพง ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได ้ลัก ข ้าวสารของชาวร้านตลาดไป ๑ ก ามือ แล ้วเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติ ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๐๙) สมัยนั้น กรุงสาวัตถีเกิดข ้าวยากหมากแพง ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได ้ลัก ถั่วเขียวของชาวร้านตลาดไป ๑ ก ามือ แล ้วเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติ ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๑๐) สมัยนั้น กรุงสาวัตถีเกิดข ้าวยากหมากแพง ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได ้ลัก ถั่วราชมาสของชาวร้านตลาดไป ๑ ก ามือ แล ้วเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติ ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๑๑) สมัยนั้น กรุงสาวัตถีเกิดข ้าวยากหมากแพง ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได ้ลักงา ของชาวร้านตลาดไป ๑ ก ามอืแลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอื หนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๑๒) เรื่องเนอื้เป็นเดน ๒ เรื่อง สมัยนัน้พวกโจรฆา่ โค กนิเนอื้แลว้ ซอ่นสว่นทเี่หลอื ไวใ้นป่าอันธวนัเขตกรงุ สาวตัถีแลว้พากันไป พวกภกิษุส าคัญวา่เป็นของบังสกุลุจงึใหอ้นุปสมับันถอืเอาไป {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๒๔ }


๑๒๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ ท าให ้สุกแล ้วฉัน พวกโจรกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวก ภกิษุเกดิความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบ ทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอส าคญัวา่ เป็นของบังสุกุล ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๑๓) สมัยนัน้พวกโจรฆา่ สกุร กนิเนอื้แลว้ ซอ่นสว่นทเี่หลอื ไวใ้นป่าอันธวนัเขต กรงุสาวตัถแีลว้พากันไป พวกภกิษุส าคัญวา่เป็นของบังสกุลุจงึใหอ้นุปสมับันถอืเอา ไปท าให ้สุกแล ้วฉัน พวกโจรกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวก ภกิษุเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอส าคัญวา่เป็น ของบังสุกุล ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๑๔) เรื่องหญ้า ๒ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งไปที่ทุ่งหญ้า มีไถยจิต ได ้ลักหญ ้าที่เขาเกี่ยวไว ้แล ้ว มี ราคา ๕ มาสก แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่ง นี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต ้องอาบัติ ปาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๑๕) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งไปที่ทุ่งหญ้า มีไถยจิต ได ้ลักเกี่ยวหญ ้า มีราคา ๕ มาสก ไปแลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่อง ที่ ๑๑๖) เรื่องให้แบ่งของสงฆ์ ๗ เรื่อง [๑๕๖] สมัยนั้น พวกภิกษุอาคันตุกะให ้แบ่งผลมะม่วงของสงฆ์แล ้วขบฉัน พวกภิกษุเจ้าถิ่นกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุ อาคันตกุะเกดิความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๒๕ }


๑๒๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ คิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้าต ้องการจะฉัน พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต ้องการจะฉัน ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๑๗) สมัยนั้น พวกภิกษุอาคันตุกะให ้แบ่งผลหว ้าของสงฆ์แล ้วขบฉัน พวกภิกษุ เจ้าถิ่นกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุอาคันตุกะเกิด ความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกหรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระ ิ ผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต ้องการจะฉัน ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๑๘) สมัยนัน้พวกภกิษุอาคันตกุะใหแ้บง่ผลขนุนส าปะลอของสงฆแ์ลว้ขบฉัน พวกภิกษุเจ้าถิ่นกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุ อาคันตกุะเกดิความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ ต ้องการจะฉัน ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๑๙) สมัยนั้น พวกภิกษุอาคันตุกะให ้แบ่งผลขนุนของสงฆ์แล ้วขบฉัน พวกภิกษุ เจ้าถิ่นกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุอาคันตุกะเกิด ความกังวล ใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต ้องการจะ ฉัน ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๒๐) สมัยนั้น พวกภิกษุอาคันตุกะให ้แบ่งผลตาลสุกของสงฆ์แล ้วขบฉัน พวกภิกษุ เจ้าถิ่นกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุอาคันตุกะเกิด ความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระ ผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต ้องการจะฉัน ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๒๑) สมัยนั้น พวกภิกษุอาคันตุกะให ้แบ่งต ้นอ ้อยของสงฆ์แล ้วขบฉัน พวกภิกษุ เจ้าถิ่นกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุอาคันตุกะเกิด ความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกหรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระ ิ ผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต ้องการจะฉัน ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๒๒) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๒๖ }


๑๒๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกกัณฑ์] ิ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ สมัยนั้น พวกภิกษุอาคันตุกะให ้แบ่งผลมะพลับของสงฆ์แล ้วขบฉัน พวก ภิกษุเจ้าถิ่นกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุอาคันตุกะ เกดิความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต ้องการจะ ฉัน ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๒๓) เรอื่งไมใ่ ชเ่จา้ของ ๗ เรื่อง สมัยนั้น พวกคนเฝ้าสวนมะม่วงได ้ถวายผลมะม่วงแก่ภิกษุทั้งหลาย พวก ภกิษุมคีวามรังเกยีจวา่ ชนเหลา่นมี้หีนา้ทเี่ฝ้า ไมม่ สีทิธจิ์ะถวาย จึงไม่ยอมรับแล ้วน า เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไม่ต ้องอาบัติ เพราะคนเฝ้าถวาย” (เรื่องที่ ๑๒๔) สมัยนั้น พวกคนเฝ้าสวนหว ้าได ้ถวายผลหว ้าแก่ภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุมี ความรังเกียจว่า ชนเหล่านี้มีหน้าที่เฝ้า ไม่มีสทิธจิ์ะถวาย จงึไมย่อมรับแลว้น าเรอื่งนี้ ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไม่ต ้อง อาบัติ เพราะคนเฝ้าถวาย” (เรื่องที่ ๑๒๕) สมัยนัน้พวกคนเฝ้าสวนขนุนส าปะลอไดถ้วายผลขนุนส าปะลอแกภ่กิษุ ทั้งหลาย พวกภิกษุมีความรังเกียจว่า ชนเหล่านมี้หีนา้ทเี่ฝ้า ไมม่ สีทิธจิ์ะถวาย จึงไม่ ยอมรับแล ้วน าเรื่องไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ ทั้งหลาย ไม่ต ้องอาบัติ เพราะคนเฝ้าถวาย” (เรื่องที่ ๑๒๖) สมัยนั้น พวกคนเฝ้าสวนขนุนได ้ถวายผลขนุนแก่ภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุมี ความรังเกียจว่า ชนเหลา่นมี้หีนา้ทเี่ฝ้า ไมม่ สีทิธจิ์ะถวาย จงึไมย่อมรับแลว้น าเรอื่งนี้ ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไม่ต ้อง อาบัติ เพราะคนเฝ้าถวาย” (เรื่องที่ ๑๒๗) สมัยนั้น พวกคนเฝ้าสวนตาลสุกได ้ถวายผลตาลสุกแก่ภิกษุทั้งหลาย พวก ภิกษุมีความรังเกยีจวา่ ชนเหลา่นมี้หีนา้ทเี่ฝ้า ไมม่ สีทิธจิ์ะถวาย จงึไมย่อมรับแลว้ น าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไม่ต ้องอาบัติ เพราะคนเฝ้าถวาย” (เรื่องที่ ๑๒๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๒๗ }


๑๒๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ สมัยนั้น พวกคนเฝ้าไร่อ ้อยได ้ถวายล าอ ้อยแก่ภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุมี ความรังเกยีจวา่ ชนเหลา่นมี้หีนา้ทเี่ฝ้า ไมม่ สีทิธจิ์ะถวาย จงึไมย่อมรับแลว้น าเรอื่งนี้ ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไม่ต ้อง อาบัติ เพราะคนเฝ้าถวาย” (เรื่องที่ ๑๒๙) สมัยนั้น พวกคนเฝ้าสวนมะพลับได ้ถวายผลมะพลับแก่ภิกษุทั้งหลาย พวก ภกิษุมคีวามรังเกยีจวา่ ชนเหลา่นมี้หีนา้ทเี่ฝ้า ไมม่ สีทิธจิ์ะถวาย จงึไมย่อมรับแลว้น า เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไม่ ต ้องอาบัติ เพราะคนเฝ้าถวาย” (เรื่องที่ ๑๓๐) เรื่องยืมไม้ของสงฆ์ ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งได ้ยืมไม ้ของสงฆ์ไปค ้าฝาวิหาร ภิกษุทั้งหลายกล่าวหา ภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ภิกษุรปูนัน้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิ หรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้า ต ้องการจะขอยืม พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่ต ้องอาบัติ เพราะขอยืม” (เรื่องที่ ๑๓๑) เรื่องลักน ้าของสงฆ์ ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได ้ลักน ้าของสงฆ์ แล ้วเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๓๒) เรื่องลักดินของสงฆ์ ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได ้ลักดินของสงฆ์ แล ้วเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๓๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๒๘ }


๑๒๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ เรื่องลักหญ้าของสงฆ์ ๒ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได ้ลักหญ ้ามุงกระต่ายของสงฆ์ แล ้วเกิดความ กังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาค ให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๓๔) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได ้เผาหญ ้ามุงกระต่ายของสงฆ์ แล ้วเกิดความ กังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาค ให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่ ๑๓๕) เรื่องลักเสนาสนะของสงฆ์ ๗ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได ้ลักเตียงของสงฆ์ แล ้วเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้ พระภาคให ้ทรงทราบ ี พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๓๖) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได ้ลักตั่งของสงฆ์ แล ้วเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต ้องอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๓๗) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได ้ลักฟูกของสงฆ์ แล ้วเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๓๘) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได ้ลักหมอนของสงฆ์ แล ้วเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๓๙) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได ้ลักบานประตูของสงฆ์ แล ้วเกิดความกังวล ใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคให้ ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๔๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๒๙ }


๑๓๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได ้ลักบานหน้าต่างของสงฆ์ แล ้วเกิดความ กังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาค ให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๔๑) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได ้ลักไม ้กลอนของสงฆ์ แล ้วเกิดความกังวลใจ วา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รง ทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๔๒) เรื่องของมีเจ้าของไม่ควรน าไปใช้๑ เรื่อง [๑๕๗] สมัยนัน้ภกิษุทัง้หลายไดน้ าเสนาสนะเครอื่งใชส้อยประจ าในวหิาร ของอบุาสกคนหนงึ่ไปใชส้อยทอี่นื่อบุาสกนัน้ต าหนิประณาม โพนทะนาวา่ “ไฉน พระคณุเจา้ทัง้หลายจงึน าเครอื่งใชส้อยประจ าในทแี่หง่หนงึ่ไปใชใ้นทอี่กีแหง่หนงึ่ เล่า” ภิกษุทั้งหลาย จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภกิษุทัง้หลาย เครอื่งใชส้อยในทแี่หง่หนงึ่ไมพ่งึน าไปใชส้อยในทอี่กีแหง่หนงึ่ ภกิษุใดพงึใชส้อย ตอ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่ ๑๔๓) เรื่องของมีเจ้าของควรขอยืม ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายรังเกยีจการน าเสนาสนะเครอื่งใชส้อยไปโรงอโุบสถบา้ง ที่ประชุมบ ้าง จึงนั่งบนพื้นดิน เนื้อตัวและจีวรจึงเปื้อนฝุ่ น ภิกษุทั้งหลาย จึงน าเรื่องนี้ ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เรา อนุญาตใหน้ าไปใชไ้ดช้วั่คราว” (เรื่องที่ ๑๔๔) เรื่องภิกษุณีชาวกรุงจ าปา ๑ เรื่อง สมัยนัน้ภกิษุณีผเู้ป็นอันเตวาสนิขีองภกิษุณีถลุลนันทา ไปยังตระกลู อุปัฏฐากของภิกษุณีถุลลนันทา ในกรุงจัมปา บอกคนในตระกูลว่า “ภิกษุณีถุลลนันทา ประสงค์จะดื่มยาคูปรุงด ้วยของ ๓ อย่าง” เมื่อเขาหุงหาให ้แล ้วเธอกลับน าไปฉัน เสยีเอง ภกิษุณีถลลนันทารู้เข ้าจึงกล่าวหาภิกษุณีนั้นว่า ุ“เธอไม่เป็พระ” ภิกษุณีนั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๓๐ }


๑๓๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ เกิดความกังวลใจจึงบอกความนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย พวกภิกษุณีจึงบอกแก่ภิกษุ ทั้งหลาย พวกภิกษุได ้น าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภกิษุทัง้หลาย ภกิษุณีนัน้ไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตปิาจติตยี์ เพราะกล่าวเท็จทั้งที่รู้” (เรื่องที่ ๑๔๕) เรื่องภิกษุณีชาวกรุงราชคฤห์ ๑ เรื่อง สมัยนัน้ภกิษุณีผเู้ป็นอันเตวาสนิขีองภกิษุณีถลุลนันทา ไปยังตระกลูอปุัฏฐาก ของภิกษุณีถุลลนันทาในกรุงราชคฤห์ บอกคนในตระกูลว่า “ภิกษุณีถุลลนันทา ประสงค์จะฉันขนมรวงผึ้ง” เมอื่สงั่ใหเ้ขาทอดแลว้เธอกลับน าไปฉันเสยีเอง ภิกษุณีถุลลนันทารู้เข ้าจึงกล่าวหาภิกษุณีนั้นว่า “เธอไม่เป็นพระ” ภิกษุณีนั้นเกิด ความกังวลใจจึงบอกความนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย พวกภิกษุณีจึงบอกแก่ภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุได ้น าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุทัง้หลาย ภกิษุณีนัน้ไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัติปาจิตตีย์ เพราะ กล่าวเท็จทั้งที่รู้” (เรื่องที่ ๑๔๖) เรื่องพระอัชชุกะชาวกรุงเวสาลี ๑ เรื่อง [๑๕๘] คหบดีผู้เป็นอุปัฏฐากของพระอัชชุกะ ในกรุงเวสาลี มีบุตร ๑ คน หลาน ๑ คน ตอ่มา เขาสงั่เสยีทา่นพระอัชชกุะวา่ “ท่านพึงบอกที่ฝังทรัพย์แก่เด็ก ผู้มีศรัทธาเลื่อมใส ในจ านวนเด็ก ๒ คนนี้” แล ้วถึงแก่กรรม เวลานั้นปรากฏว่า หลานชายของคหบดีเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส ท่านพระอัชชุกะจึงบอกที่ฝังทรัพย์แก่ เธอ เธอน าทรัพย์สมบัติมาตั้งเป็นกองทุนและเริ่มให ้ทาน ต่อมาบุตรของคหบดีนั้น ได ้เรียนถามท่านพระอานนท์ว่า “พระคุณเจ้า อานนท์ ใครเป็นทายาทของพ่อ ลูกหรือหลาน” “ธรรมดาลูกต ้องเป็นทายาทของพ่อ” “ท่านขอรับ พระคุณเจ้าอัชชุกะบอกทรัพย์สมบัติของกระผมแก่คู่แข่งของ กระผมไปแล ้ว” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๓๑ }


๑๓๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ “โยม ท่านพระอัชชุกะไม่เป็นพระ” ล าดับนั้น ท่านพระอัชชุกะกล่าวกับท่านพระอานนท์ว่า “ท่านอานนท์ ท่านโปรดให ้การวินิจฉัยแก่กระผมเถิด ขอรับ” ท่านพระอุบาลีอยู่ฝ่ ายพระอัชชุกะ ถามพระอานนท์ว่า “ท่านอานนท์ ภิกษุ รูปใดบอกขุมทรัพยแ์กบ่คุคลตามทเี่จา้ของสงั่ใหบ้อก ภกิษุรปูนัน้จะตอ้งอาบัตอิะไร” ท่านพระอานนท์ตอบว่า “ภิกษุนั้นจะไม่ต ้องอาบัติอะไรเลย โดยที่สุดแม ้แต่ อาบัติทุกกฏ” ท่านพระอุบาลีจึงกล่าวว่า “พระอัชชกุะนอี้ันเจา้ของทรัพยส์งั่ไวว้า่ทา่นโปรด บอกที่ฝังทรัพย์นี้แก่บุคคลชอื่นี้จงึไดบ้อกแกผ่นู้ ัน้ดังนัน้พระอัชชกุะจงึไมต่อ้ง อาบัติ” (เรื่องที่ ๑๔๗) เรอื่งทารกชาวกรงุพาราณสี๑ เรื่อง [๑๕๙] ตระกลูอปุัฏฐากของทา่นพระปิลนิทวจัฉะในกรงุพาราณสีถกูโจร ปล ้นและพาเด็กไป ๒ คน ตอ่มา ทา่นพระปิลนิทวจัฉะชว่ยน าเด็กหนอีอกมาไว้ ที่ปราสาทด ้วยอิทธิฤทธิ์ ชาวบ ้านเลื่อมใสว่า นี้เป็นอิทธานุภาพของท่าน พระปิลินทวัจฉะโดยแท้ ภิกษุทั้งหลายจึงต าหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนท่าน ปิลินทวัจฉะจึงน าเด็กที่พวกโจรพาตัวไปมาเล่า” แล ้วน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มี พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีฤทธิ์ไม่ต ้องอาบัติ เพราะวสิยัแหง่ฤทธ” ิ์ (เรื่องที่ ๑๔๘) เรอื่งภกิษุชาวกรงุโกสมัพี๑ เรื่อง [๑๖๐] สมัยนั้น พระปัณฑุกะและพระกปิละเป็นเพื่อนกัน รูปหนึ่งอยู่ใน อาวาสใกลห้มบู่า้น อกีรปูหนงึ่อยใู่นกรงุโกสมัพีตอ่มาเพอื่นภกิษุผอู้ยใู่นหมบู่า้น เดินทางจากหมู่บ ้านไปกรงุโกสมัพีระหวา่งทาง ขา้มแมน่ ้า เปลวมันขน้ทหี่ลดุจาก มือของพวกคนฆ่าหมูลอยมาติดที่เท้า เธอจึงเก็บไว ้ด ้วยตั้งใจว่าจะให ้คืนแก่เจ้าของ พวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ” หญิงเลี้ยงโคคนหนึ่งพบท่านข ้าม {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๓๒ }


๑๓๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ น ้าจึงได ้กล่าวกับท่านดังนี้ว่า “ท่าน นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิด เจ้าค่ะ” ท่าน คิดว่า แม ้ตามปกติ เราก็ไม่เป็นพระอยู่แล ้ว จึงเสพเมถุนธรรมกับหญิงเลี้ยงโค แล ้ว เดนิทางถงึกรงุโกสมัพีเลา่เรอื่งนัน้ใหภ้กิษุทัง้หลายฟัง พวกภกิษุจงึน าเรอื่งนี้ไป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้น ไมต่อ้งอาบัติปาราชกิเพราะถอืเอาสงิ่ของทเี่จา้ของไมไ่ดใ้ห้แตต่อ้งอาบัตปิาราชกิ เพราะเสพเมถุนธรรม” (เรื่องที่ ๑๔๙) เรอื่งสทัธวิหิารกิของพระทฬัหกิะกรงุสาคละ ๑ เรื่อง [๑๖๑] สมัยนัน้ภกิษุสทัธวิหิารกิของทา่นพระทัฬหกิะ กรงุสาคละ อยาก จะสกึจงึไปลักผา้โพกของชาวรา้นตลาดมาแลว้ ไดก้ลา่วกับทา่นพระทัฬหกิะดังนวี้า่ “กระผมไมเ่ ป็นพระเสยีแลว้จักสกึละ่ ขอรับ” “คุณท าผิดอะไรเล่า” “กระผมลักผ ้าโพกของชาวร้านตลาด” ท่านพระทัฬหิกะให ้น าผ ้านั้นมาตีราคา ราคาผ ้าไม่ถึง ๕ มาสก ท่านพระ ทัฬหิกะกล่าวว่า “เธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิ ” แล ้วได ้แสดงธรรมีกถาให ้ฟัง ภิกษุ นั้นยินดียิ่ง (เรื่องที่ ๑๕๐) ปาราชกิสกิขาบทที่๒ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๓๓ }


๑๓๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ ปฐมบัญญัตินิทาน ปาราชกิสกิขาบทที่๓ ว่าด้วยการพรากกายมนุษย์ เรื่องหมู่ภิกษุผู้เจริญอสุภกัมมัฏฐานกับตาเถนมิคลัณฑิกะ [๑๖๒] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ใน ป่ ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสสอนอสุภกัมมัฏฐาน ทรง พรรณนาคุณอสุภกัมมัฏฐาน ตรัสสรรเสริญการเจริญอสุภกัมมัฏฐาน ตรัสพรรณนา คุณอสุภสมาบัติเนือง ๆ แก่ภิกษุทั้งหลาย โดยประการต่างๆ ตอ่มา พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ “ภิกษุทั้งหลาย เราปรารถนาจะหลกีเรน้อยผู่เู้ดยีวสกัครงึ่เดอืน ใครๆ อยา่เขา้ไปหาเรา ยกเวน้ภกิษุ ผู้น าภัตตาหารเข ้าไปให ้รูปเดียว” ภิกษุทั้งหลายรับสนองพระพุทธด ารัสว่า “ได ้พระพุทธเจ้าข ้า” ไม่มีใครเข ้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาค นอกจากภิกษุผู้น าภัตตาหารเข ้าไปทูลถวายรูปเดียว ภิกษุทั้งหลายสนทนากันว่า “พระผู้มีพระภาคตรัสสอนอสุภกัมมัฏฐาน ทรง พรรณนาคุณอสุภกัมมัฏฐาน ตรัสสรรเสริญการเจริญอสุภกัมมัฏฐาน ตรัสพรรณนา คุณอสุภสมาบัติเนืองๆ แก่ภิกษุทั้งหลายโดยประการต่างๆ” แล ้วพากันประกอบ ความเพยีรในการเจรญิอสภุกัมมัฏฐานหลายประการ กระทั่งเกดิความรสู้กึอดึอดั เบื่อหน่าย รังเกียจร่างกายของตน เหมือนชายหรือหญิงที่เป็นหนุ่มเป็นสาวชอบแต่ง ตัว อาบน ้า สระเกล ้า มีซากศพงู ซากศพสุนัขหรือซากศพมนุษย์มาติดอยู่ที่คอ เกิด ความรสู้กึอดึอัด เบอื่หน่าย รังเกยีจ ภกิษุเหลา่นัน้จงึฆา่ตัวตายเองบา้ง ใชก้ ันและ กันให ้ฆ่าบ ้าง ภิกษุบางกลุ่มพากันเข ้าไปหาตาเถนมิคลัณฑิกะ๑ บอกว่า “ขอโอกาส หน่อยเถดิทา่นชว่ยฆา่พวกอาตมาทเีถดิบาตรและจวีรนจี้ักเป็นของทา่น” ตาเถน เชงิอรรถ : ๑ สมณกุตฺตโกติ สมณเวสธารโก ผทู้รงเพศคลา้ยสมณะ เพยีงแตศ่กึษาธรรม โกนผม นุ่งผา้กาสายะ ผืน หนงึ่เอาผนืหนงึ่พาดบา่อาศัยอยใู่นวัด กนิขา้วกน้บาตร ประชาชนทั่วไปนยิมเรยีกว่า “ตาเถน” (วิ.อ. ๑/๑๖๒/ ๔๓๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๓๔ }


๑๓๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ ปฐมบัญญัตินิทาน มิคลัณฑิกะรับจ้างเอาบาตรและจีวรจึงฆ่าภิกษุมากมาย ถือดาบเปื้อนเลือดเดินไปถึง แม่น ้าวัคคุมุทา [๑๖๓] เมื่อตาเถนมิลัณฑิกะก าลังล ้างดาบเปื้อนเลือดอยู่ ได ้มีความกังวลใจ เดอืดรอ้นใจวา่ ไมใ่ ชล่าภของเราหนอ เราไมม่ลีาภหนอ เราไดช้วั่แลว้หนอ เราไดไ้ม่ ดหีนอ เราไดส้รา้งบาปไวม้ากทไี่ดฆ้า่ภกิษุผมู้ ศีลีมกี ัลยาณธรรม ขณะนัน้เทวดาผนู้ ับเนอื่งในหมมู่ารตนหนงึ่เดนิมาบนผวิน ้าไมแ่ตกกระเซ็น กล่าวว่า “ดแีลว้ๆ ทา่นสัตบรุษุเป็นลาภเป็นโชคของทา่น ทา่นไดส้งั่สมบญุไวม้าก ทไี่ดช้ว่ยสง่คนทยี่ังไมพ่น้ทกุขใ์หข้า้มพน้ทกุขไ์ด”้ ครัน้ตาเถนมคิลัณฑกิะไดท้ราบวา่เป็นลาภเป็นโชคของเรา เราไดส้งั่สมบญุ ไวม้ากทไี่ดช้ว่ยสง่คนทยี่งัไมพ่น้ทกุขใ์หข้า้มพน้ทกุขไ์ด้จงึถอืดาบคมกรบิเขา้ไป บริเวณวิหารกล่าวว่า “ใครที่ยังไมพ่น้ทกุข์ขา้พเจา้จะชว่ยใหใ้ครพน้ทกุขไ์ดบ้า้ง” ในภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุผู้ยังมีราคะ เกิดความหวาดกลัวขนพองสยองเกล ้า สว่นพวกภกิษุผทู้ ไี่มม่รีาคะ ยอ่มไมห่วาดกลัว ไมข่นพองสยองเกลา้ เวลานั้น เขาฆ่าภิกษุวันละ ๑ รูปบ ้าง ๒ รูปบ ้าง ๓ รูปบ ้าง ๔ รูปบ ้าง ๕ รูปบ ้าง ๖ รูปบ ้าง ๗ รูปบ ้าง ๘ รูปบ ้าง ๙ รูปบ ้าง ๑๐ รูปบ ้าง ๒๐ รูปบ ้าง ๓๐ รูปบ ้าง ๔๐ รูปบ ้าง ๕๐ รูปบ ้าง ๖๐ รูปบ ้าง รบัสง่ัใหเ้ผดยีงสงฆ์ [๑๖๔] เมื่อครึ่งเดือนผ่านไป พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้น ตรัส เรียกท่านพระอานนท์มาตรัสถามว่า “อานนท์ ท าไม ภิกษุสงฆ์จึงดูเหมือนจะน้อยลง” ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า “จริงพระพุทธเจ้าข ้า พระผู้มีพระภาคตรัสสอน อสุภกัมมัฏฐาน ทรงพรรณนาคุณอสุภกัมมัฏฐาน ตรัสสรรเสริญการเจริญ อสุภกัมมัฏฐาน ตรัสพรรณนาคุณอสุภสมาบัติเนืองๆ แก่ภิกษุทั้งหลายโดยประการ ต่างๆ และภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า ‘พระผู้มีพระภาคตรัสสอนอสุภกัมมัฏฐาน ทรง พรรณนาคุณอสุภกัมมัฏฐาน ตรัสสรรเสริญการเจริญอสุภกัมมัฏฐาน ตรัสพรรณนา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๓๕ }


๑๓๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ ปฐมบัญญัตินิทาน อสุภสมาบัติเนือง ๆ โดยประการต่าง ๆ’ จึงพากันประกอบความเพียรในการเจริญ อสภุกัมมัฏฐานหลายประการ กระทั่งเกดิความรสู้กึอดึอดัเบอื่หน่าย รังเกยีจรา่ง กายของตน เหมือนชายหรือหญิงที่เป็นหนุ่มเป็นสาวชอบแต่งตัวอาบน ้าสระเกล ้า มี ซากศพงู ซากศพสุนัขหรอืซากศพมนุษย์มาตดิอยทู่คี่อ เกดิความรสู้กึอดึอัด เบอื่ หน่าย รังเกยีจ ภกิษุเหลา่นัน้จงึฆา่ตัวตายเองบา้ง ใชก้ ันและกันใหฆ้า่บา้ง ภกิษุบาง กลุ่มพากันไปหาตาเถนมิคลัณฑิกะบอกว่า ‘ขอโอกาสหน่อยเถดิทา่นชว่ยฆา่พวก อาตมาทีเถิด บาตรและจีวรนี้จักเป็นของท่าน’ ตาเถนมิคลัณฑิกะ รับจ้างเอาบาตร และจีวร จึงฆ่าภิกษุวันละ ๑ รูปบ ้าง ฯลฯ วันละ ๖๐ รูปบ ้าง ขอประทานพระ วโรกาส ขอพระองค์โปรดตรัสบอกวิธีอื่นที่ภิกษุสงฆ์จะพึงด ารงอยู่ในอรหัตตผลเถิด พระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อานนท์ถา้เชน่นัน้เธอจงเผดยีงภกิษุเทา่ทอี่าศัย กรุงเวสาลีอยู่ทั้งหมดให ้ประชุมกันที่โรงอาหาร” ท่านพระอานนท์ทูลรับสนองพระพุทธด ารัส แล ้วเผดียง๑ภกิษุสงฆท์อี่าศัย กรุงเวสาลีอยู่ทั้งหมดให ้ประชุมที่โรงอาหาร แล ้วเข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับครั้นถึงแล ้วได ้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข ้า ภิกษุสงฆ์ ประชุมพร้อมกันแล ้ว ขอพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดทราบเวลาอันสมควรในบัดนี้” ทรงแสดงอานาปานสติสมาธิกถา [๑๖๕] ล าดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จไปที่โรงอาหาร ประทับนั่งบนพุทธ อาสนท์จี่ัดถวาย ตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ “ภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ สมาธิแม ้นที้เี่จรญิแลว้ท าใหม้ากแลว้ยอ่มเป็นสภาพสงบประณีต สดชนื่เป็นธรรม เครอื่งอยเู่ ป็นสขุและท าอกศุลธรรมชวั่รา้ยทเี่กดิขนึ้แลว้ๆ ใหอ้ ันตรธานไป สงบไป โดยเร็ว เปรียบเหมือนฝุ่ นละอองที่ฟุ้งขึ้นท้ายฤดูร้อน ถูกฝนใหญ่นอกฤดูกาลให ้ เชงิอรรถ : ๑ “เผดียง” คือบอกให้รู้นยิมใชใ้นพธิกีรรมของสงฆ์เวลาภกิษุสงฆจ์ะท าสังฆกรรม กอ่นจะเรมิ่ท าสังฆกรรม จะมีการเผดียงสงฆ์ คือบอกให้สงฆ์รู้ว่าจะท าอะไร อย่างไร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๓๖ }


๑๓๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ] ์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ ปฐมบัญญัตินิทาน อันตรธานไป สงบไปโดยเร็ว อานาปานสติสมาธิที่เจริญแล ้วอย่างไร ท าให ้มากแล ้ว อยา่งไร จงึเป็นสภาพสงบประณีต สดชนื่เป็นธรรมเครอื่งอยเู่ ป็นสขุและท าอกศุล ธรรมชวั่รา้ยทเี่กดิขนึ้แลว้ๆ ใหอ้ ันตรธานไป สงบไปโดยเร็ว ภิกษุทั้งหลาย ภกิษุในธรรมวนิ ัยนี้ไปสปู่ ่าก็ดีไปสโู่คนไมก้็ดีไปสเู่รอืนวา่งก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ด ารงสติไว ้เฉพาะหน้า๑ มีสติหายใจออก มีสติหายใจเข ้า๒ อานาปานสติ ๑๖ ขั้น๓ (๑) เมอื่หายใจออกยาว ก็รชู้ดัวา่หายใจออกยาว เมอื่หายใจเขา้ยาว ก็รชู้ดัวา่หายใจเขายาว้ (๒) เมอื่หายใจออกสนั้ก็รชู้ดัวา่หายใจออกสนั้ เมอื่หายใจเขา้สนั้ก็รชู้ดัวา่หายใจเขา้สนั้ (๓) ส าเหนยีกวา่จะรชู้ดักองลมทัง้ปวง หายใจออก ส าเหนยีกวา่จะรชู้ดักองลมทัง้ปวง หายใจเขา้ (๔) ส าเหนยีกวา่จะระงับกายสงัขาร หายใจออก ส าเหนยีกวา่จะระงับกายสงัขาร หายใจเขา้ (๕) ส าเหนยีกวา่จะรชู้ดั ปีติหายใจออก ส าเหนยีกวา่จะรชู้ดั ปีติหายใจเขา้ (๖) ส าเหนยีกวา่จะรชู้ดัสขุหายใจออก ส าเหนยีกวา่จะรชู้ดัสขุหายใจเขา้ (๗) ส าเหนยีกวา่จะรชู้ดัจติตสงัขาร หายใจออก ส าเหนยีกว่า จะรชู้ดัจติตสงัขาร หายใจเขา้ เชงิอรรถ : ๑ ก าหนดอารมณ์กัมมัฏฐาน ๒ ตามอรรถกถาวินัยนี้ อัสสาสะ หายใจออก ปัสสาสะ หายใจเข ้า (อสฺสาโสติ พหินิกฺขมนวาโต. ปสฺสาโสติ อนฺโตปวิสนวาโต. วิ.อ. ๑/๑๖๕/๔๔๖) สว่นตามอรรถกถาพระสตูร กลับกัน อัสสาสะ หายใจเขา้ ปัสสาสะ หายใจออก (อสฺสาโสติอนฺโตปวสินนาสกิวาโต. ปสฺสาโสติพหนิกิฺขมนนาสกิวาโต. ม.อ. ๒/๓๐๕/๑๓๖) ๓ ม.ม. ๑๓/๑๔๑/๙๕-๖, ม.อุ. ๑๔/๑๔๗/๑๓๐-๑๓๑, ส .ม. ๑๙/๙๗๗/๒๖๙ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๓๗ }


๑๓๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ ปฐมบัญญัตินิทาน (๘) ส าเหนยีกวา่จะระงับจติตสงัขาร หายใจออก ส าเหนยีกวา่จะระงับจติตสงัขาร หายใจเขา้ (๙) ส าเหนยีกวา่จะรชู้ดัจติหายใจออก ส าเหนยีกวา่จะรชู้ดัจติหายใจเขา้ (๑๐) ส าเหนยีกวา่จะยังจติ ใหบ้ ันเทิง หายใจออก ส าเหนยีกวา่จะยังจติ ใหบ้ ันเทงิหายใจเขา้ (๑๑) ส าเหนยีกวา่จะตัง้จติมั่น หายใจออก ส าเหนยีกวา่จะตัง้จติมั่น หายใจเขา้ (๑๒) ส าเหนยีกวา่จะเปลอื้งจติหายใจออก ส าเหนยีกวา่จะเปลอื้งจติหายใจเขา้ (๑๓) ส าเหนยีกวา่จะพจิารณาเห็นว่าไม่เที่ยง หายใจออก ส าเหนยีกวา่จะพจิารณาเห็นวา่ ไมเ่ทยี่ง หายใจเขา้ (๑๔) ส าเหนยีกวา่จะพจิารณาเห็นความคลายออกได้หายใจออก ส าเหนยีกวา่จะพจิารณาเห็นความคลายออกได้หายใจเขา้ (๑๕) ส าเหนยีกวา่จะพจิารณาเห็นความดับไป หายใจออก ส าเหนยีกว่า จะพิจารณาเห็นความดับไป หายใจเข ้า (๑๖) ส าเหนยีกวา่จะพจิารณาเห็นความสลัดเสยี ได้หายใจออก ส าเหนยีกวา่จะพจิารณาเห็นความสลัดเสยี ได้หายใจเขา้” ทรงประชุมสงฆบ์ญัญตัสิกิขาบท [๑๖๖] ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาครับสงั่ใหป้ระชมุสงฆเ์พราะเรอื่งนเี้ป็นตน้ เหตุทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า ภิกษุทั้งหลายฆ่าตัวตาย เองบา้ง ใชก้ ันและกันใหฆ้า่บา้ง บางกลมุ่พากันเขา้ไปหาตาเถนมคิลัณฑกิะ บอกวา่ ‘ขอโอกาสหน่อยเถดิทา่นชว่ยฆา่พวกอาตมาทเีถดิบาตรและจวีรนจี้ักเป็นของทา่น’ จริงหรือ” ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๓๘ }


๑๓๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ พระบัญญัติ ทรงต าหนิว่า “ภิกษุทั้งหลาย การกระท าของภิกษุเหล่านั้น ไม่สมควร ไม่คล ้อยตาม ไมเ่หมาะสม ไมใ่ ชก่จิของสมณะ ใชไ่มไ่ด้ไมค่วรท า ไฉนภกิษุเหลา่นัน้จงึฆา่ตัวตาย เองบา้ง ใชก้ ันและใหฆ้า่บา้ง บางกลมุ่พากันเขา้ไปหาตาเถนมคิลัณฑกิะ บอกวา่ ‘ขอโอกาสหน่อยเถดิทา่นชว่ยฆา่พวกอาตมาทเีถดิบาตรและจวีรนจี้ักเป็นของทา่น’ บ ้างเล่า ภิกษุทั้งหลาย การกระท าอย่างนี้ มิได ้ท าคนที่ยังไม่เลื่อมใสให ้เลื่อมใส ฯลฯ” แลว้จงึรับสงั่ใหภ้กิษุทัง้หลายยกสกิขาบทนขี้นึ้แสดงดังนี้ พระบัญญัติ [๑๖๗] ก็ภกิษุใดจงใจพรากกายมนษุยจ์ากชวีติหรอืแสวงหาศสัตรา อนัจะพรากกายมนษุยน์นั้แมภ้กิษุนกี้ ็เป็นปาราชกิหาสงัวาสมิได้ สกิขาบทนพี้ระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตไิวแ้กภ่กิษุทัง้หลายอยา่งนี้ เรื่องหมู่ภิกษุผู้เจริญอสุภกัมมัฏฐานกับตาเถนมิคลัณฑิกะ จบ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [๑๖๘] สมัยนั้น อุบาสกคนหนึ่งล ้มป่ วย เขามีภรรยารูปงาม น่าดู น่าชม พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ชอบภรรยาของเขาจึงปรึกษาว่า “ถา้อบุาสกยังมชีวีติพวกเราจัก ไมไ่ดน้าง มาชว่ยกันกลา่วพรรณนาคณุความตายใหเ้ขาฟังเถดิ ” จึงเข ้าไปหาอุบาสกกล่าว ว่า “อุบาสก ท่านท าคุณงามความดี ท าที่ต ้านทานความขลาดกลัวไว ้แล ้ว ไม่ได ้ท า ชวั่ไมไ่ดท้ าบาปหยาบชา้ทารณุอะไรไว้ทา่นสรา้งแตค่ณุงามความดีไมส่รา้งกรรมชวั่ เลย จะมชีวีติอยอู่ยา่งล าบากยากเข็ญไปท าไม ทา่นตายเสยีดกีวา่หลังจากตายแลว้ จักไปบังเกิดในสุคติ โลกสวรรค์ จักเอิบอิ่มพรั่งพร้อมด ้วยกามคุณ ๕ อันเป็นทิพย์” [๑๖๙] อุบาสกเห็นจริงว่า “ท่านกล่าวจริง เพราะเราท าคุณงามความดี ท า ที่ต ้านทานความขลาดกลัวไว ้แล ้ว ไมไ่ดท้ าชวั่ไมไ่ดท้ าบาปหยาบชา้ทารณุอะไรไว้ เราสรา้งแตค่ณุงามความดีไมส่รา้งกรรมชวั่เลย จะมชีวีติอยอู่ยา่งล าบากยากเข็ญไป ท าไม เราตายเสยีดกีวา่หลังจากตายแลว้จักไปบังเกดิ ในสคุติโลกสวรรค์จักเอบิ อิ่มพรั่งพร้อมด ้วยกามคุณ ๕ อันเป็นทิพย์” จึงรับประทานอาหารแสลง กินของแสลง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๓๙ }


๑๔๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ พระอนุบัญญัติ ลมิ้ของแสลง ดมื่ของแสลง จนอาการเจ็บป่วยหนักเขา้ถงึกับเสยีชวีติภรรยาของ อุบาสกนั้นต าหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “พระสมณะเชอื้สายศากยบตุรเหลา่นี้ไมม่ ี ความละอาย ทศุลีชอบกลา่วเท็จ แตก่ ็ปฏญิญาตนวา่ ประพฤตธิรรม ประพฤตสิงบ ประพฤตพิรหมจรรย์กลา่วจรงิมศีลีมกี ัลยาณธรรม พวกเธอไมม่คีวามเป็นสมณะ ความเป็นพราหมณ์ ความเป็นสมณะความเป็นพราหมณ์ของพวกเธอเสอื่มสนิ้ไปแลว้ พวกเธอจะเป็นสมณะจะเป็นพราหมณ์ได ้อย่างไร พวกเธอปราศจากความเป็นสมณะ ปราศจากความเป็นพราหมณ์ พวกเธอได ้กล่าวพรรณนาคุณความตายให ้สามีของ เราฟัง สามีของเราถูกพวกเธอฆ่าแล ้ว” แม ้พวกชาวบ ้านอื่นๆ ก็ต าหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “พระสมณะเชอื้สายศากยบตุรเหลานี้ไม่มีความละอาย ฯลฯ พวกเธอ ่ กล่าวพรรณาคุณความตายให ้อุบาสกฟัง อุบาสกถูกพวกเธอฆ่าแล ้ว” ภิกษุทั้งหลายได ้ยินประชาชน ต าหนิ ประณาม โพนทะนา บรรดาภิกษุ ผู้มักน้อย ฯลฯ จึงต าหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ จึงกล่าว พรรณนาคุณความตายให ้อุบาสกฟังเล่า” ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติอนุบัญญัติ [๑๗๐] ล าดับนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงน าเรื่องนั้นไปกราบทูลพระผู้มีพระภาค ใหท้รงทราบ พระองคร์ ับสงั่ใหป้ระชมุสงฆเ์พราะเรอื่งนเี้ป็นตน้เหตุทรงสอบถาม พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า พวกเธอกล่าวพรรณนาคุณความ ตายให ้อุบาสกฟังจริงหรือ” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มี พระภาคพุทธเจ้า ทรงต าหนิว่า “โมฆบุรุษทั้งหลาย การกระท าของพวกเธอไม่ สมควร ไมค่ลอ้ยตาม ไมเ่หมาะสม ไมใ่ ชก่จิของสมณะ ใชไ่มไ่ด้ไมค่วรท า ไฉน พวกเธอ จึงกล่าวพรรณนาคุณความตายให ้อุบาสกฟังเล่า โมฆบุรุษทั้งหลาย การ ท าอย่างนี้มิได ้ท าคนที่ยังไม่เลื่อมใสให ้เลื่อมใส ฯลฯ” แลว้จงึรับสงั่ใหภ้กิษุทัง้หลาย ยกสกิขาบทนขี้นึ้แสดงดังนี้ พระอนุบัญญัติ [๑๗๑] อนงึ่ภกิษุใดจงใจพรากกายมนษุยจ์ากชวีติหรอืแสวงหาศสัตรา อนัจะพรากกายมนษุยน์นั้กลา่วพรรณนาคณุความตายหรอืชกัชวนเพื่อให้ตาย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๔๐ }


๑๔๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ สกิขาบทวภิ ังค์ ว่า “ทา่นผเู้จรญิจะมชีวีติอยา่งลา บากยากเข็ญนไี้ปท าไม ทา่นตายเสยีดกีวา่ ดงัน” ี้เธอมจีติ ใจอยา่งนี้มดีา รใินใจอยา่งนี้กลา่วพรรณนาคณุความตาย หรอืชกัชวนเพอื่ความตายโดยประการตา่ง ๆ แมภ้กิษุนกี้ ็เป็นปาราชกิหา สงัวาสมไิด้ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ สกิขาบทวภิงัค์ [๑๗๒] ค าว่า อนึ่ง...ใด คอืผใู้ด ผเู้ชน่ ใด ฯลฯ นที้พี่ระผมู้พีระภาคตรัสวา่ อนึ่ง...ใด ค าว่า ภิกษุ มอีธบิายวา่ ชอื่วา่ภกิษุเพราะเป็นผขู้อ ฯลฯ นที้พี่ระผมู้พีระ ภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุ ในความหมายนี้ ค าว่า จงใจ ได ้แก่ รู้อยู่ รู้ดีอยู่ จงใจ ตั้งใจ ล่วงละเมิด ทชี่อื่วา่ กายมนุษย์ได ้แก่ จิตดวงแรกเกิด คือวิญญาณดวงแรกปรากฏขึ้นใน ครรภม์ารดา จนถงึเวลาตาย อัตภาพในระหวา่งนชี้อื่วา่กายมนุษย์ ค าว่า พรากจากชวีติ ไดแ้ก่ตัดท าลายชวีตินิทรยี์ตัดความสบืตอ่ ค าว่า แสวงหาศสัตราอนัจะพรากกายมนษุยน์นั้ ได ้แก่ แสงหาดาบ หอก ฉมวก หลาว คอ้น หนิมดียาพษิหรอืเชอืก ค าว่า กล่าวพรรณนาคุณความตาย ได ้แก่แสดงโทษในความมชีวีติอยู่ พรรณนาคุณความตาย ค าว่า ชกัชวนเพอื่ใหต้าย คอื ชกัชวนใหน้ ามดีมา ใหก้นิยาพษิหรอื ใหเ้อา เชอืกผกูคอตาย ค าว่า ท่านผู้เจริญ เป็นค าร้องเรียก ค าว่า จะมชีวีติอยา่งลา บากยากเข็ญนไี้ปท าไม ทา่นตายเสยีดกีวา่ นั้นมี อธบิายวา่ ชวีติทชี่อื่วา่ยากแคน้คอืเทยีบชวีติของคนมั่งคั่ง ชวีติของคนขดั สนก็ชอื่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๔๑ }


๑๔๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ สกิขาบทวภิ ังค์ วา่ยากแคน้เทยีบชวีติของคนมทีรัพย์ชวีติของคนไมม่ทีรัพยก์ ็ชอื่วา่ยากแคน้ เทยีบชวีติของพวกเทวดา ชวีติของมนุษยท์ ัง้หลายก็ชอื่วา่ยากแคน้ ทชี่อื่วา่ ชวีติลา บาก ไดแ้ก่ ชวีติคนมอืขาด เทา้ขาด ทัง้มอืและเทา้ขาด หแูหวง่ จมกูวนิ่ทัง้หแูหวง่และจมกูวนิ่มชีวีติอยอู่ยา่งยากเข็ญเชน่นไี้ปท าไม ตายเสยีดกีวา่อยู่ ค าว่า มจีติ ใจอยา่งนี้ได ้แก่ จิตคือใจ ใจคือจิต ค าว่า มดีา รใินใจอยา่งนี้คือ มีความมั่นหมายจะให ้ตาย มีเจตจ านงจะ ให ้ตาย มีความประสงค์จะให ้ตาย ค าว่า โดยประการต่าง ๆ คือ โดยอาการสูงต ่า ค าว่า กล่าวพรรณนาคุณความตาย ไดแ้ก่แสดงโทษของชวีติพรรณนาคุณ ความตายว่า หลังจากตายแล ้ว ท่านจักไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์ จักเอิบอิ่มพรั่ง พร้อมด ้วยกามคุณ ๕ อันเป็นทิพย์ในที่นั้น ค าว่า ชกัชวนเพอื่ความตาย คอื ชกัชวนใหน้ ามดีมา ใหก้นิยาพษิ ใหใ้ช้ เชอืกผกูคอตาย ใหโ้ดดลงบอ่ลงเหว หรอืทผี่าชนั ค าว่า แมภ้กิษุนี้พระผู้มีพระภาค ตรัสเทียบเคียงกับภิกษุ ๒ รูปแรก๑ ค าว่า เป็นปาราชกิอธบิายวา่ภกิษุผจู้งใจพรากกายมนุษยเ์สยีจากชวีติ ยอ่มไมเ่ ป็นสมณะไมเ่ ป็นเชอื้สายศากยบตุร เปรยีบเหมอืนแผน่ ศลิาหนาแตกออกเป็น ๒ เสยี่งจะประสานใหส้นทิเป็นเนอื้เดยีวกันอกี ไมไ่ด้ดังนัน้พระผมู้พี ระภาคจึงตรัสว่า เป็นปาราชกิ ค าว่า หาสงัวาสมไิด้อธบิายวา่ทชี่อื่วา่ สงัวาส ไดแ้ก่กรรมทที่ ารว่มกัน อทุเทสทสี่วดรว่มกัน ความมสีกิขาเสมอกัน นชี้อื่วา่ สงัวาส สงัวาสนัน้ไมม่กี ับภกิษุ รปูนัน้ดว้ยเหตนุัน้พระผมู้พีระภาคจงึตรัสวา่หาสงัวาสมไิด้ เชงิอรรถ : ๑ ภิกษุ ๒ รปูแรก คอืพระสทุนิกลนัทบตุรในปฐมปาราชกิและพระธนยิกมุภการบตุรในทตุยิปาราชกิ (วิ.อ. ๑/๑๗๒/๔๘๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๔๒ }


๑๔๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ บทภาชนีย์ บทภาชนีย์ มาติกา [๑๗๓] ท าเอง ยนือยใู่กล้สงั่ทตูสงั่ทตูตอ่ทตูไมส่ามารถ ทตูไปแลว้กลับมา ทไี่มล่ ับส าคัญวา่ทลี่ับ ทลี่บั ส าคัญวา่ทไี่มล่ ับ ทไี่มล่ ับส าคัญวา่ทไี่มล่ ับ ทลี่ับสา คัญวา่ ที่ลับ พรรณนาด ้วยกาย พรรณนาด ้วยวาจา พรรณนาด ้วยกายและวาจา พรรณนา ด ้วยทตูพรรณนาดว้ยหนังสอืหลมุพราง ทพี่งิการลอบวาง เภสชัการน ารปูเขา้ ไปใกล้การน าเสยีงเขา้ไปใกล้การน ากลนิ่เขา้ไปใกล้การน ารสเขา้ไปใกล้การน า โผฏฐัพพะเข ้าไปใกล ้ การน าธัมมารมณ์เข ้าไปใกล ้ การบอก การแนะน า การ นัดหมาย การท านิมิต ท าเอง [๑๗๔] ค าว่า ท าเอง คือ ลงมือฆ่าเองด ้วยกาย ด ้วยเครื่องประหารที่เนื่อง ดว้ยกาย หรอืดว้ยเครอื่งประหารทตี่อ้งซดั ไป ยืนอยู่ใกล้ ค าว่า ยืนอยู่ใกล้คอืยนื สงั่อยทู่ ใี่กลๆ้วา่ “จงแทงอย่างนี้ จงประหารอย่างนี้ จงฆ่าอย่างนี้” สง่ัทตู ภกิษุสงั่ภกิษุวา่ “ทา่นจงฆา่ผชู้อื่น” ี้ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผรู้ับค าสงั่ส าคัญ ผนู้ ัน้วา่เป็นผนู้ ัน้จงึฆา่ผนู้ ัน้ตาย ตอ้งอาบัตปิาราชกิทัง้๒ รูป ภกิษุสงั่ภกิษุวา่ “ทา่นจงฆา่ผชู้อื่น” ี้ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ภกิษุผรู้ับค าสงั่ส าคัญ ผนู้ ัน้วา่เป็นผนู้ ัน้แตฆ่า่ผอู้นื่ตาย ภกิษุผสู้งั่ไมต่อ้งอาบัติภกิษุผฆู้า่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภกิษุสงั่ภกิษุวา่ “ทา่นจงฆา่ผชู้อื่น” ี้ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ภกิษุผรู้ับค าสงั่ส าคัญ ผนู้ ัน้วา่เป็นผอู้นื่แตฆ่า่ผนู้ ัน้ตอ้งอาบัตปิาราชกิทัง้๒ รูป ภกิษุสงั่ภกิษุวา่ “ทา่นจงฆา่ผชู้อื่น” ี้ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ภกิษุผรู้ับค าสงั่ส าคัญ ผู้นั้นว่าเป็นผู้อื่น และฆา่ผอู้นื่ภกิษุผสู้งั่ไมต่อ้งอาบัติภกิษุผฆู้า่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๔๓ }


๑๔๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ บทภาชนีย์ สง่ัทตูตอ่ ภิกษุ (ผู้เป็นอาจารย)์ สงั่ภกิษุ (ชอื่วา่พทุธรักขติ) วา่ “ทา่นจงบอกภกิษุชอื่ (ธัมมรักขติ)นวี้า่จงบอกภกิษุชอื่(สงัฆรักขติ)นวี้า่ภกิษุชอื่นจี้งฆา่บคุคลน”ี้ ดังนี้ ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ภกิษุผรู้ับค าสงั่ไปบอกภกิษุอกีรปูหนงึ่ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ภกิษุผฆู้า่ รับค าสงั่ภกิษุผสู้งั่ครัง้แรก ตอ้งอาบัตถิลุลัจจัย ภกิษุผฆู้า่ฆา่บคุคลนัน้ส าเร็จ ต ้อง อาบัตปิาราชกิทกุรปู ภกิษุ(ผเู้ป็นอาจารย)์สงั่ภกิษุ(ชอื่พทุธรักขติ)วา่ “ทา่นจงบอกภกิษุชอื่ (ธัมมรักขติ)นวี้า่จงบอกภกิษุชอื่(สงัฆรักขติ)นวี้า่ ‘จงฆ่าบุคคลนี้” ดังนี้ต ้องอาบัติ ทกุกฏ ภกิษุผรู้ับค าสงั่ไปบอกภกิษุรปูอนื่ตอ้งอาบตัทิกุกฏ ผฆู้า่รับค าสงั่ตอ้งอาบัติ ทกุกฏ ภกิษุผฆู้า่ฆา่บคุคลนัน้ส าเร็จ ภกิษุผสู้งั่ครัง้แรกไมต่อ้งอาบัติภกิษุผสู้งั่ตอ่ และภกิษุผฆู้า่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ทูตไม่สามารถ ภกิษุสงั่ภกิษุวา่ “จงฆา่บคุคลชอื่น” ี้ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผรู้ับค าสงั่ไปแลว้ กลับมาบอกว่า “กระผมไม่สามารถฆ่าผู้นั้นได ้” ผสู้งั่จงึสงั่อกีวา่ “จงฆ่าผู้นั้นในเวลา ที่ท่านสามารถจะฆ่าได ้” ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ภกิษุผรู้ับค าสงั่ฆา่บคุคลนัน้ส าเร็จ ต ้อง อาบัตปิาราชกิทัง้๒ รูป ทูตไปแล้วกลับมา ภกิษุสงั่ภกิษุวา่ “จงฆา่บคุคลชอื่ นี้” ตอ้งอาบัตทิกุกฏ เธอสงั่แลว้เกดิความ เดอืดรอ้นใจ แตไ่มไ่ดก้ลา่วใหผ้รู้ับค าสงั่ไดย้นิวา่ “อย่าฆ่า” ภกิษุผรู้ับค าสงั่ฆา่บคุคล นัน้ส าเร็จ ตอ้งอาบัตปิาราชกิทัง้๒ รูป ภกิษุสงั่ภกิษุวา่ “จงฆา่บคุคลชอื่น” ี้ตอ้งอาบัตทิกุกฏ เธอสงั่แลว้เกดิความ เดือดร้อนใจจึงกลา่วใหผ้รู้ับค าสงั่ไดย้นิวา่ “อย่าฆ่า” แตภ่กิษุผรู้ับค าสงั่กลา่ววา่ “ทา่นสงั่ผมแลว้” ฆา่บคุคลนัน้ภกิษุผสู้งั่ไมต่อ้งอาบัติภกิษุผฆู้า่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๔๔ }


๑๔๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ บทภาชนีย์ ภกิษุสงั่ภกิษุวา่ “จงฆา่บคุคลชอื่น” ี้ตอ้งอาบัตทิกุกฏ เธอสงั่แลว้เกดิความ เดอืดรอ้นใจจงึกลา่วใหผ้รู้ับค าสงั่ไดย้นิวา่ “อย่าฆ่า” ภกิษุผรู้ับค าสงั่นัน้รับวา่ “ดีละ” จึงงดเว ้น ไม่ต ้องอาบัติทั้ง ๒ รูป ทไี่มล่บั สา คญัวา่ทลี่บั [๑๗๕] ทไี่มล่ ับ ภกิษุส าคัญวา่ทลี่ับ กลา่วขนึ้วา่ “ท าอยา่งไร บคุคลชอื่นจี้ะ ถูกฆ่า” ต ้องอาบัติทุกกฏ ทลี่บั สา คญัวา่ทไี่มล่บั ทลี่ับ ภกิษุส าคัญวา่ทไี่มล่ ับ กลา่วขนึ้วา่ “ท าอยา่งไร บคุคลชอื่นจี้ะถกูฆา่ ” ต ้องอาบัติทุกกฏ ทไี่มล่บั สา คญั ว่าที่ไม่ลับ ทไี่มล่ ับ ภกิษุส าคัญวา่ทไี่มล่ ับ กลา่วขนึ้วา่ “ท าอยา่งไร บคุคลชอื่นจี้ะถกูฆา่ ” ต ้องอาบัติทุกกฏ ทลี่บั สา คญัวา่ทลี่บั ทลี่ับ ภกิษุส าคัญวา่ทลี่ับ กลา่วขนึ้วา่ “ท าอยา่งไร บคุคลชอื่นจี้ะถกูฆา่ ” ต ้อง อาบัติทุกกฏ พรรณนาด้วยกาย ทชี่อื่วา่ พรรณนาด้วยกาย ได ้แก่ ภิกษุแสดงอาการต่างๆ ด ้วยกายเป็นเหตุ ให ้รู้ว่า “ผู้ใดตายอย่างนี้ ผู้นั้นจะได ้ทรัพย์ ได ้ยศหรือได ้ไปสวรรค์” ต ้องอาบัติทุกกฏ มีผู้ใดผู้หนึ่งคิดจะตายแล ้วท าให ้เกิดทุกขเวทนาตามการพรรณนานั้น ต ้องอาบัติ ถลุลจัจัย เขาตาย ตอ้งอาบัตปิาราชกิ พรรณนาด้วยวาจา ทชี่อื่วา่ พรรณนาด้วยวาจา ได ้แก่ ภิกษุกล่าวด ้วยวาจาว่า “ผู้ใดตายอย่างนี้ ผู้นั้นจะได ้ทรัพย์ ได ้ยศ หรือได ้ไปสวรรค์” ต ้องอาบัติทุกกฏ มีผู้ใดผู้หนึ่งคิดจะตาย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๔๕ }


๑๔๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ บทภาชนีย์ แล ้วท าให ้เกิดทุกขเวทนาตามการพรรณนานั้น ต ้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ต ้อง อาบัตปิาราชกิ พรรณนาด้วยกายและวาจา ทชี่อื่วา่ พรรณนาด้วยกายและวาจา ได ้แก่ ภิกษุแสดงอาการต่างๆ ด ้วย กายและกล่าวด ้วยวาจาว่า “ผู้ใดตายอย่างนี้ ผู้นั้นจะได ้ทรัพย์ ได ้ยศ หรือได ้ไป สวรรค์” ต ้องอาบัติทุกกฏ มีผู้ใดผู้หนึ่งคิดจะตายหรือท าให ้เกิดทุกขเวทนาตามการ พรรณนานัน้ตอ้งอาบัตถิลุลัจจัย เขาตาย ตอ้งอาบัตปิาราชกิ พรรณนาด้วยทูต ทชี่อื่วา่ พรรณนาด้วยทูต ไดแ้ก่ภกิษุสงั่ทตูวา่ “ผู้ใดตายอย่างนี้ผู้นั้นจะได ้ ทรัพย์ ได ้ยศ หรือได ้ไปสวรรค์” ตอ้งอาบัตทิกุกฏ มผี ใู้ดผหู้นงึ่ฟังสาสน์ของทตูแลว้ คิดจะตาย ท าให ้เกิดทุกขเวทนาตามการพรรณนานั้น ต ้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ตอ้งอาบัตปิาราชกิ พรรณนาดว้ยหนงัสอื [๑๗๖] ทชี่อื่วา่พรรณนาดว้ยหนงัสอื ได ้แก่ ภิกษุเขียนหนังสอืวา่ “ผู้ใด ตายอย่างนี้ ผู้นั้นจะได ้ทรัพย์ ได ้ยศ หรือได ้ไปสวรรค์” ต ้องอาบัติทุกกฏ ทุกตัวอักษร ผใู้ดผหู้นงึ่เห็นหนังสอืคดิจะตายแลว้ท าใหเ้กดิทกุขเวทนา ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย เขา ตาย ตอ้งอาบัตปิาราชกิ หลุมพราง ทชี่อื่วา่หลุมพราง ได ้แก่ ภิกษุขุดหลุมพรางไว ้เจาะจงมนุษย์ว่า “บคุคลชอื่นี้ จะตกลงไปตาย” ตอ้งอาบัตทิกุกฏ เมอื่บคุคลชอื่นัน้ตกลงไปไดร้ับทกุขเวทนา ตอ้ง อาบัตถิลุลัจจัย เขาตาย ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุขุดหลุมพรางไว ้ไม่เจาะจงด ้วยคิดว่า “ใครก็ได ้จะตกลงไปตาย” ต ้อง อาบัติทุกกฏ มนุษย์ตกลงไปในหลุมนั้น ภิกษุผู้ขุดต ้องอาบัติทุกกฏ เมื่อมนุษย์ตกลง ไปแลว้ไดร้ับทกุขเวทนา ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย เขาตาย ตอ้งอาบัตปิาราชกิ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๔๖ }


๑๔๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ บทภาชนีย์ ยักษ์เปรต หรอื สตัวด์ริัจฉานมกีายเป็นมนุษย์ตกลงไปในหลมุนัน้ตอ้ง อาบัติทุกกฏ เมื่อตกลงไปแล ้วได ้รับทุกขเวทนา ต ้องอาบัติทุกกฏ ยักษ์เป็นต ้นนั้นตาย ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย สตัวด์ริัจฉาน ตกลงไปในหลมุนัน้ตอ้งอาบัตทิกุกฏ เมอื่ตกลงไป แล ้วได ้รับทุกขเวทนา ต ้องอาบัติทุกกฏ สตัวด์ริัจฉานตาย ตอ้งอาบัตปิาจติตยี์ ที่พิง [๑๗๗] ทชี่อื่วา่ ที่พิง ไดแ้ก่ภกิษุวางศัสตราไวใ้นทพี่งิหรอืทายาพษิท าให้ ช ารดุหรอืวางไวท้รี่มิบอ่เหวหรอืทลี่าดชนัดว้ยหมายใจวา่จะมผีตู้กลงไปตายดว้ยวธินีี้ ตอ้งอาบัตทิกุกฏ มผี ไู้ดร้ับทกุขเวทนา เพราะตอ้งศัสตรา ถูกยาพิษหรือตกลงไป ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย เขาตาย ตอ้งอาบัตปิาราชกิ การลอบวาง ทชี่อื่วา่การลอบวาง ได ้แก่ ภิกษุวางดาบ หอก ฉมวก หลาว ไม ้ค ้อน หิน มีด ยาพษิหรอืเชอืกไวใ้กลๆ้ดว้ยตัง้ใจวา่จะมผีตู้ายดว้ยของสงิ่นี้ตอ้งอาบัตทิกุกฏ มีผู้ คิดว่า เราจะตาย แล ้วยังทกุขเวทนาใหเ้กดิดว้ยสงิ่ของนัน้ตอ้งอาบัตถิลุลัจจัย เขาตาย ตอ้งอาบัตปิาราชกิ เภสชั ทชี่อื่วา่เภสชั ได ้แก่ ภิกษุให ้เนยใส เนยข ้น น ้ามัน น ้าผึ้ง หรือน ้าอ ้อย ด ้วย ตัง้ใจวา่เขาลมิ้เภสชันแี้ลว้จะตาย ตอ้งอาบัตทิกุกฏ เมอื่เขาลมิ้เภสชันัน้แลว้ไดร้ับ ทุกขเวทนา ต ้องอาบัตถิลุลัจจัย เขาตาย ตอ้งอาบัตปิาราชกิ การน ารูปเข้าไปใกล้ [๑๗๘] ทชี่อื่วา่ น ารูปเข้าไปใกล้ได ้แก่ ภิกษุน ารูปที่ไม่น่าพอใจ น่ากลัว น่าหวาดเสยีวเขา้ไปใกลด้ว้ยตัง้ใจวา่เขาเห็นรปูนแี้ลว้จะตกใจตาย ตอ้งอาบัตทิกุกฏ เขาเห็นรูปนั้นแล ้วตกใจ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ตอ้งอาบัตปิาราชกิ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๔๗ }


๑๔๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ บทภาชนีย์ ภิกษุน ารูปที่น่าพอใจ น่ารัก น่าจับใจเข ้าไปใกล ้ด ้วยตั้งใจว่า เขาเห็นรูปนี้ แล ้วจะซูบผอมตายไป เพราะไม่ได ้(รูปนั้น) ต ้องอาบัติทุกกฏ เขาเห็นรูปนั้นแล ้วซูบ ผอมเพราะไมไ่ด(้รปูนัน้) ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย เขาตาย ตอ้งอาบัตปิาราชกิ การน าเสยีงเขา้ไปใกล้ ทชี่อื่วา่น าเสยีงเขา้ไปใกล้ไดแ้ก่ภกิษุน าเสยีงทไี่มน่ ่าพอใจ น่ากลัว น่า หวาดเสยีวเขา้ไปใกล้ดว้ยตัง้ใจวา่เขาฟังเสยีงนแี้ลว้จะตกใจตาย ตอ้งอาบัตทิกุกฏ เขาไดย้นิเสยีงนัน้แลว้ตกใจ ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย เขาตาย ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภกิษุน าเสยีงทนี่่าพอใจ ไพเราะจับใจ เขา้ไปใกลด้ว้ยตัง้ใจวา่เขาฟังเสยีงนแี้ลว้ จะซบูผอมตายไป เพราะไมไ่ด(้เสยีงนัน้) ตองอาบัติทุกกฏ เขาเห็นรูปนั้นแล ้ว ้ ซบูผอมเพราะไมไ่ด(้เสยีงนัน้) ตอ้งอาบัตถิลุลัจจัย เขาตาย ตอ้งอาบัตปิาราชกิ การน ากลิ่นเข้าไปใกล้ ทชี่อื่วา่ น ากลิ่นเข้าไปใกล้ได ้แก่ ภิกษุน ากลิ่นที่ไม่น่าชอบใจ น่ารังเกียจ น่าคลนื่ไสเ้ขา้ไปใกลด้ว้ยตัง้ใจวา่เขาสดูกลนิ่นแี้ลว้จะตายไป เพราะรังเกียจ เพราะ คลนื่ไส้ตอ้งอาบัตทิกุกฏ เขาสดูกลนิ่แลว้เกดิทกุขเวทนาเพราะรังเกยีจ เพราะ คลนื่ไส้ตอ้งอาบัตถิลุลัจจัย เขาตาย ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุน ากลิ่นที่น่าพอใจ เข ้าไปใกล ้ ด ้วยตั้งใจว่า เขาสูดกลิ่นนี้แล ้ว จะซูบผอม ตายไป เพราะไม่ได ้(กลิ่นนั้น) ต ้องอาบัติทุกกฏ เขาเห็นรูปนั้นแล ้วซูบผอมเพราะไม่ ได(้กลนิ่นัน้) ตอ้งอาบัตถิลุลัจจัย เขาตาย ตอ้งอาบัตปิาราชกิ การน ารสเข้าไปใกล้ ทชี่อื่วา่ การน ารสเข้าไปใกล้ได ้แก่ ภิกษุน ารสที่ไม่น่าชอบใจ น่ารังเกียจ น่า สะอิดสะเอียน เข ้าไปใกล ้ ด ้วยตั้งใจว่า เขาลิ้มรสนี้แล ้วจะตาย เพราะรังเกียจ เพราะ สะอิดสะเอียน ต ้องอาบัติทุกกฏ เมื่อเขาได ้ลิ้มรสนั้นแล ้ว ยังทุกขเวทนาให ้เกิด เพราะรังเกยีจ เพราะสะอดิสะเอยีน ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย เขาตาย ตอ้งอาบัตปิาราชกิ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๔๘ }


๑๔๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ บทภาชนีย์ ภิกษุน ารสที่น่าชอบใจเข ้าไปใกล ้ ด ้วยตั้งใจว่า เขาลิ้มรสนี้แล ้วจะซูบผอมตาย เพราะไม่ได ้(รสนั้น) ต ้องอาบัติทุกกฏ เขาเห็นรูปนั้นแล ้วซูบผอมเพราะไม่ได ้(รสนั้น) ต ้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ตอ้งอาบัตปิาราชกิ การน าโผฏฐ ัพพะเข้าไปใกล้ ทชี่อื่วา่ การน าโผฏฐ ัพพะเข้าไปใกล้ได ้แก่ ภิกษุน าโผฏฐัพพะที่ไม่น่าพอใจ มสีมัผัสไมส่บายและแข็งกระดา้งเขา้ไปใกล้ดว้ยตัง้ใจวา่เขาถกูตอ้งสงิ่นแี้ลว้จะตาย ตอ้งอาบัตทิกุกฏ เมอื่เขาถกูตอ้งสงิ่นัน้แลว้เกดิทกุ ขเวทนา ต ้องอาบัติถุลลัจจัย เขา ตาย ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภกิษุน าโผฏฐัพพะทนี่่าพอใจ มสีมัผัสสบาย ออ่นนุ่ม เขา้ไปใกล้ดว้ยตัง้ใจวา่ เขาถกูตอ้งสงิ่นแี้ลว้จะซบูผอมตายเพราะไมไ่ด(้โผฏฐัพพะนัน้) ตอ้งอาบัตทิกุกฏ เขาถกูสงิ่นัน้แลว้ ซบูผอมเพราะไมไ่ด(้โผฏฐัพพะนัน้) ตองอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ้ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ การน าธรรมารมณ์เข้าไปใกล้ ทชี่อื่วา่ การน าธรรมารมณ์เข้าไปใกล้ได ้แก่ ภิกษุแสดงเรื่องนรกแก่คนผู้ ควรจะเกิดในนรกด ้วยตั้งใจว่า เขาฟังเรื่องนรกนี้แล ้ว จะตกใจตาย ต ้องอาบัติทุกกฏ เขาฟังเรื่องนั้นแล ้ว ตกใจ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุแสดงเรื่องสวรรค์แก่บุคคลผู้กระท าความดี ด ้วยตั้งใจว่า เขาฟังเรื่องนี้ แล ้ว จะสมัครใจตาย ต ้องอาบัติทุกกฏ เขาฟังเรื่องนั้นแล ้ว คิดว่า เราจะยอมตายละ แลว้ท าทกุขเวทนาใหเ้กดิขนึ้ตอ้งอาบัตถิลุลัจจัย เขาตาย ตอ้งอาบัตปิาราชกิ การบอก [๑๗๙] ทชี่อื่วา่การบอก ได ้แก่ ภิกษุถูกถามแล ้วบอกว่า “ท่านจงตาย อย่างนี้ ผู้ตายอย่างนี้จะได ้ทรัพย์ ได ้ยศ หรือได ้ไปสวรรค์” ต ้องอาบัติทุกกฏ เขา คิดว่า จะตาย แล ้วยังทุกขเวทนาให ้เกิดตามการบอกนั้น ต ้องอาบัติถุลลัจจัย เขา ตาย ตอ้งอาบัตปิาราชกิ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๔๙ }


๑๕๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ อนาปัตติวาร การแนะน า ทชี่อื่วา่ การแนะน า ได ้แก่ ภิกษุที่เขาไม่ได ้ถามแต่แนะน าให ้เขาตายว่า “ท่านจงตายอย่างนี้ ผู้ตายอย่างนี้จะได ้ทรัพย์ ได ้ยศ หรือได ้ไปสวรรค์” ต ้องอาบัติ ทุกกฏ เขาคิดว่า “จะตาย” แล ้วยังทุกขเวทนาให ้เกิดตามการแนะน านั้น ต ้องอาบัติ ถลุลจัจัย เขาตาย ตอ้งอาบัตปิาราชกิ การนัดหมาย ทชี่อื่วา่ การนัดหมาย ได ้แก่ ภิกษุท าการนัดหมายว่า “จงฆ่าเขา ตามเวลา นัดหมายนั้น คือ ในเวลาก่อนอาหาร หรือในเวลาหลังอาหาร ในเวลากลางคืน หรือ ในเวลากลางวัน” ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ผรู้ับค าสงั่ฆา่เขาส าเร็จตามเวลานัดหมายนัน้ ตอ้งอาบัตปิาราชกิทัง้๒ รูป ฆ่าเขาได ้ก่อนหรือหลังเวลานัดหมายนั้น ผู้นัดหมาย ไมต่อ้งอาบัติผฆู้า่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ การท านิมิต ทชี่อื่ว่า การท านิมิต ได ้แก่ ภิกษุท านิมิตว่า “เราจักขยิบตา ยักคิ้ว หรือผงก ศรีษะ ทา่นจงฆา่เขาตามทเี่ราท านมิตินัน้” ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ผรู้ับสญัญาณ ฆา่เขา ส าเร็จตามนมิตินัน้ตอ้งอาบัตปิาราชกิทัง้๒ รูป ฆ่าเขาได ้ก่อนหรือหลังการท านิมิต ผู้ท านิมิตไม่ต ้องอาบัติ ผู้ฆ่าต ้องอาบัตปิาราชกิ อนาปัตติวาร ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต ้องอาบัติ คือ ๑. ภิกษุไม่จงใจ ๒. ภิกษุไม่รู้ ๓. ภิกษุไม่มีความประสงค์จะฆ่า ๔. ภิกษุวิกลจริต ๕. ภกิษุมจีติฟ้งุซา่น ๖. ภกิษุกระสบักระสา่ยเพราะเวทนา ๗. ภิกษุต ้นบัญญัติ ปฐมภาณวาร ในมนสุสวคิคหปาราชกิจบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๕๐ }


Click to View FlipBook Version